๙๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน รูปอักษรหรือตัวเขียนเปนสิ่งที่มนุษยสรflางขึ้นเพื่อใชflบันทึกเสียง ที่สามารถสื่อสารกันไดflในรูปแบบของสัญลักษณ เพื่อสนองตอบความตflองการใน การสื่อสารของมนุษยที่มากไปกว+าการสื่อสาร แต+เพื่อเปนการเก็บรวบรวมขflอมูล ใหflคงอยู+ไดflถาวรมากกว+าการใชflเสียง พัฒนาการของตัวเขียนในยุคแรก ๆ จึงเริ่มจากการใชflภาพแทน การสื่อสาร (pictograph) และพัฒนาต+อมาเปน ระบบภาพแสดงความคิด (ideograph) สัญลักษณรูปคลflาย (logograph) จนกระทั่งพัฒนามาเปน การเขียนดflวยระบบเขียนแทนเสียง (alphabet) ดังเช+นในปAจจุบัน การสื่อสารดflวยระบบเขียนแทนสียงหรือสัญลักษณเปนช+องทางหนึ่งที่ มนุษยใชflในการสื่อสารเพื่อเก็บบันทึก เรื่องราว หลักฐานทางประวัติศาสตร แนวคิดเกี่ยวกับสังคม ประเพณี และวัฒนธรรมผสมผสานไวflในตัวอักษร ดังนั้น ธรรมชาติในการสรflางและการใชflตัวเขียนของแต+ละชนชาติจึงมีความแตกต+างกัน ออกไป ภาษาไทยเปนภาษาหนึ่ง ที่มีพัฒนาการของระบบการเขียนและ รูปแบบอักษรมาอย+างยาวนาน แนวคิดเกี่ยวกับที่มาของอักษรไทยนั้นมีผูflตั้ง ขflอสังเกตไวflอย+างหลากหลาย แต+จากหลักฐานที่พบ นักวิชาการส+วนใหญ+สรุปว+า แบบอักษรตflนแบบที่พ+อขุนรามคําแหงมหาราชทรงนํามาเปนแบบอย+างในการ ประดิษฐอักษร คือ อักษรมอญโบราณและอักษรขอมโบราณ ดังนั้นในบทความ นี้จึงตflองการชี้ใหflผูflอ+านเห็นว+า การเปลี่ยนแปลงของตัวอักษรนั้นสามารถสะทflอน ใหflเห็นความเปนไปของสังคมไทยไดflอย+างไร
อักษร อักขรวิธีกับสังคมไทย ๙๕ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของตัวอักษรไทยครั้งที่สําคัญ ๆ ไดflแก+ ๑. การประดิษฐอักษรไทย โดย พ+อขุนรามคําแหงมหาราช การประดิษฐอักษรไทย โดย พ+อขุนรามคําแหงมหาราช การประดิษฐอักษรไทย โดย พ+อขุนรามคําแหงมหาราช จารึกหลักที่ ๑ ดflานที่ ๑ (ที่มา : จากลายสือไทยสู+อักษรไทย, หนflา ๘๙) เหตุการณนี้เปนครั้งแรกที่คนไทยเริ่มสรflางอาณาจักรเปนของตนเอง ในขณะเดียวกับที่ตflองสรflางความเปนเอกลักษณใหflบังเกิดแก+อาณาจักรของตน ดflวย สิ่งหนึ่งที่พ+อขุนรามคําแหงทรงกระทํา คือ การประดิษฐอักษรไทย ขึ้น เพื่อ แสดงความไทย แมflว+าตัวอักษรที่ทรงประดิษฐขึ้นจะมีความคลflายคลึงกับ ตัวอักษรมอญและขอมโบราณ ซึ่งเปนอาณาจักรที่กําลังรุ+งเรืองและมีอิทธิพลอยู+ ในขณะนั้น พระองคก็ยังพยายามเปลี่ยนแปลงอักขรวิธีใหflมีความเปนไทยมาก ขึ้นดflวยความแยบคาย ไดflแก+ - ทรงประดิษฐอักษรเพิ่มเติมไปอีก ๙ ตัว คือ ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ และ อ เพื่อใหflพอใชflกับเสียงที่มีอยู+จริงในภาษาไทยขณะนั้น - ทรงประดิษฐสระเพิ่มเติมขึ้นใชflอีก ๙ ตัว คือ สระ - ื แ-ะ แ- -อ เ- ีย เ- ือ - ัว เ-อ และ ใ- เพื่อใหflเขียนคําไดflตรงเสียงในภาษาไทยไดflมากขึ้น - รูปแบบการเขียนพยัญชนะที่ต+างไปจากเดิม คือ สามารถเขียน ตัวอักษรตั้งแต+หัวอักษรไปจนจบโดยไม+ตflองยกอุปกรณในการเขียน - ยกเลิกการเขียนพยัญชนะแบบตัวเชิง ซึ่งเปนระบบการเขียนแบบ มอญและเขมรเดิมที่รับอักขรวิธีของอินเดียใตflมาใชfl
๙๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จากการเปลี่ยนแปลงรูปอักษรในสมัยสุโขทัยนี้ เปนสิ่งที่สะทflอนใหflเห็น ว+า สภาพสังคมในสมัยพ+อขุนรามคําแหงมหาราชนั้น นอกจากเรื่องราวที่บันทึก ไวflในศิลาจารึกแลflว ยังสะทflอนสังคมที่พยายามจะเริ่มตflนสรflางความแตกต+าง ทางวัฒนธรรมโดยผ+านภาษาที่พระองคทรงสรflางใหflมีความแตกต+างไปจากเดิม และมีไวflสําหรับคนในชาติไทยไดflใชflกันเท+านั้น โดยไม+ยึดติดกับระบบตัวเขียนเดิม แต+ก็มิไดflเปนการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปอย+างรวดเร็ว แต+พระองคทรงใชflการ เปลี่ยนแปลงที่ประชาชนทั่วไปจะค+อย ๆ ยอมรับไดflผ+านการประดิษฐตัวอักษรที่ เปนระบบ และง+ายที่ประชาชนทั่วไปจะเขflาใจและเขflาถึงไดfl ๒. การเปลี่ยนรูปแบบอักษรในสมัยอยุธยาตอนกลาง การเปลี่ยนรูปแบบอักษรในสมัยอยุธยาตอนกลาง การเปลี่ยนรูปแบบอักษรในสมัยอยุธยาตอนกลาง สมัยอยุธยาตอนกลางเปนช+วงที่มีรูปแบบการเขียนเกิดขึ้น ๒ สองแบบ คือ อักษรแบบธรรมดา และ อักษรไทยย+อ อักษรแบบธรรมดา ในบันทึกของโกษาปาน อักษรไทยย+อ ใน หนังสือออกพระวิสุทธสุนทร จดหมายฉบับที่ ๑
อักษร อักขรวิธีกับสังคมไทย ๙๗ จากตัวอย+างแบบรูปตัวอักษรพบว+า ตัวอักษรไทยย+อ เปนตัวอักษร ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่น+าสนใจกล+าวคือ เปนตัวอักษรที่มีลักษณะหักเหลี่ยม ย+อมุม ดูแลflวคลflายตัวอักษรขอมบรรจง จึงสันนิษฐานว+า น+าจะไดflรับอิทธิพลและ รูปแบบมาจากตัวอักษรขอม และพบว+าส+วนใหญ+จะบันทึกในเรื่องราวที่เปน ทางการและเกี่ยวกับศาสนา อักษรไทยย+อนี้พบครั้งแรกในสมัยพระเจflาทรงธรรม และพบว+าเปนที่นิยมใชflมากในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช จากการตั้งขflอสังเกตเกี่ยวกับตัวอักษรและอักขรวิธีในสมัยอยุธยา ตอนกลางนี้ก็สอดคลflองกับระบบการปกครองที่เปลี่ยนมาจากระบอบ การปกครองแบบพ+อกับลูก มาเปนระบบการปกครองที่เปนแบบสมบูรณาญาสิทธิราชที่ชนชั้นกษัตริยและพระบรมวงศานุวงศมีความแตกต+างไปจาก ประชาชนโดยทั่วไป โดยยึดเอาแนวคิดเกี่ยวกับเทพเจflาที่รับมาจากขอม ทําใหfl รูปแบบอักษรที่ใชflเริ่มกลับไปใกลflเคียงกับอักษรขอม นอกจากรูปแบบอักษรที่พบแลflว ยังพบว+าคําศัพทที่ใชflสําหรับชนชั้น กษัตริยก็ไดflรับอิทธิพลมาจากขอมในเรื่องของเทพเจflาทั้งสิ้น เช+น เสวย บรรทม ดําเนิน ซึ่งเปนคําศัพทที่คนทั่วไปไม+ไดflใชfl แต+มีไวflสําหรับชนชั้นกษัตริยและ พระบรมวงศานุวงศเท+านั้น ซึ่งเปนการชี้ใหflเห็นว+าสภาพสังคมไทยในยุคนี้มิไดfl เนflนไปที่ความใกลflชิดของผูflปกครองกับผูflถูกปกครอง แต+เปนสังคมที่เริ่มมีระบบ วรรณะเปWดเขflามาใหflเห็นแลflว โดยผ+านกรอบความคิดเรื่องสมมติเทพ ๓. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบอักษรใน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบอักษรใน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบอักษรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลflา ะบาทสมเด็จพระจอมเกลflา เจflาอยู+หัว เจflาอยู+หัว การเปลี่ยนแปลงรูปแบบอักษรที่สําคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ การที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลflาเจflาอยู+หัวทรงประดิษฐอักษรอริยกะขึ้น เพื่อใชfl เขียนภาษาบาลีแทนอักษรขอม ทรงเชื่อว+าการใชflอักษรใหม+นี้จะช+วยใหfl
๙๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน การศึกษาหลักคําสอนในพระพุทธศาสนาสะดวกและง+ายกว+าการใชflอักษรขอม ซึ่งมักอ+านเขียนไม+ถูกตflองและทําใหflเขflาใจผิดอยู+เสมอ อักษรตflนแบบของอักษรอริยกะที่พระองคทรงนํามาประดิษฐใชflคือ อักษรโรมัน โดยทรงนํามาทั้งรูปอักษรและอักขรวิธีในการเขียน และที่น+าสนใจ คือมีทั้งอักษรแบบตัวพิมพและอักษรแบบตัวกลมหรือตัวเขียน จากรูปอักษรและอักขรวิธีที่พระองคทรงใชflจะพบว+า พระองคทรง พยายามที่จะใหflระบบการเขียนของไทยแตกต+างไปจากระบบการเขียนแบบขอม เช+นเดียวกับในสมัยของพ+อขุนรามคําแหงมหาราช อักษรอริยกะนี้แมflจะไม+ไดflใชflอย+างแพร+หลายในหมู+ประชาชน แต+ก็ สะทflอนใหflเห็นความพยายามของพระองคที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเขียนของ ไทยใหflแตกต+างไปจากระบบการเขียนแบบขอม แมflว+าเมื่อเสด็จสวรรคตแลflว ตัวอักษรนี้ก็ไม+ไดflนํามาใชflอีกต+อไป แต+ก็ยังเปนหลักฐานชิ้นหนึ่งที่เริ่มทําใหflเห็น ว+าสังคมไทยเริ่มมีการเปWดกวflางไปสู+อารยธรรมตะวันตกมากขึ้นดflวยแบบรูปของ อักษร ๔. การเปลี่ยนแปลงรูปอัก การเปลี่ยนแปลงรูปอัก การเปลี่ยนแปลงรูปอักษรในสมัยรัช ษรในสมัยรัช ษรในสมัยรัชสมัยพระบาทสมเด็ สมัยพระบาทสมเด็ สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลflา จพระมงกุฎเกลflา เจflาอยู+หัว เจflาอยู+หัว การเปลี่ยนแปลงวิธีการเขียนและแบบอักษรในสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลflาเจflาอยู+หัวนี้ เปนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเขียนเปนวงกวflาง
อักษร อักขรวิธีกับสังคมไทย ๙๙ กว+าของสมัยพระจอมเกลflาเจflาอยู+หัว คือ ทรงมีพระราชประสงคที่จะ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเขียนมิไดflใชflแต+เฉพาะในการศาสนาเท+านั้น แต+ทรงมุ+ง พระทัยจะใหflประชาชนทั่วไปไดflใชflกันอย+างกวflางขวางและแพร+หลาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลflาเจflาอยู+หัวทรงเปนกษัตริยที่สําเร็จ การศึกษามาจากประเทศตะวันตก จึงทรงพบว+า ระบบการเขียนของไทยนั้นยังมี ขflอที่ไม+เปนระบบอยู+หลายประการทําใหflการเรียนการสอนยุ+งยาก เช+น การวาง สระรอบพยัญชนะมีทั้งขflางบน ขflางล+าง ดflานหนflา ดflานหลัง พยัญชนะสองตัว เรียงกันบางครั้งออกเปนเสียงควบกล้ําก็ไดfl บางครั้งตflองอ+านอย+างอักษรนํา การเขียนคําโดยใชflระบบเดิมมิสามารถเขียนแทนเสียงที่มาจาก ภาษาต+างประเทศไดflสมบูรณแบบนัก จากปAญหาที่กล+าวมาขflางตflนพระองคจึงทรงคิดรูปสระขึ้นมาใชflใหม+ การใชflเครื่องหมายวรรคตอน โดยรูปสระที่ทรงนํามาใชflมีทั้งรูปสระจากอักษร อริยกะของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลflาเจflาอยู+หัว รูปสระของพ+อขุน รามคําแหงมหาราช รูปสระจากอักษรขอม และนํารูปสระต+าง ๆ เหล+านี้มาปรับ เพิ่ม ลด และประกาศใชflเปนสระใหม+ โดยนําอักขรวิธีการเขียนแบบสระตามหลัง พยัญชนะ แมflพระองคจะทรงพยายามในการเปลี่ยนแปลงระบบการเขียนดังกล+าว แต+ก็ไม+สามารถที่จะทําใหflประชาชนหันมายอมรับและใชflกันอย+างแพร+หลายไดfl เนื่องดflวยสังคมไทยไดflดําเนินมากับระบบการศึกษาวิธีคิดแบบเก+ามาเปนเวลาชflา
๑๐๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน นานหลายรflอยปZ การที่จะทําใหflผูflคนหันมาใชflระบบใหม+ย+อมเปนการยากอย+างยิ่ง เพราะตflองใชflงบประมาณในการสรflางระบบการศึกษาใหม+ วัฒนธรรมการเขียน แบบใหม+ ซึ่งเปนสิ่งที่คนไทยยังไม+พรflอมจะรับในสมัยนั้น ๕. การปรับปรุงอักษรไทยในสมัยจอมพล ป การปรับปรุงอักษรไทยในสมัยจอมพล ป การปรับปรุงอักษรไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พิบูลสงคราม พิบูลสงคราม การเปลี่ยนแปลงในสมัยจอมพล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม ไม+ใช+การ เปลี่ยนแปลงรูปแบบตัวอักษรโดยตรงแต+เปนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอักขรวิธี ในการเขียนภาษาไทยใหflง+ายขึ้น ปรับปรุงส+งเสริมภาษาไทยและหนังสือดflวยวิธี ต+าง ๆ เช+น ตั้งคณะกรรมการเพื่อทําพจนานุกรมตัวสะกดแบบใหม+ ตั้ง คณะกรรมการทําตําราไวยากรณไทย ตั้งสมาคมวรรณคดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงตัวสะกดในภาษาไทยที่รัฐบาลชุดนี้ไดflจัดทําขึ้น คือ ยกเลิกสระในภาษาสันสกฤต (สระ ใ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ) และพยัญชนะบางตัวที่ออก เสียงซ้ํากัน (เช+น ฬ ฆ ศ ษ ฐ ฑ ฒ) เพื่อใหflการเขียนง+ายขึ้น โดยมีสาเหตุสําคัญ นอกจากการพยายามสรflางชาติใหflเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ ใชflสถานการณที่ เปลี่ยนการสะกดการันตนี้อflางต+อประเทศญี่ปุbนซึ่งในขณะนั้นเปนช+วง สงครามโลกครั้งที่ ๒ ว+าไม+พรflอมที่จะใหflคนไทยเรียนภาษาญี่ปุbน เพราะตflองใชfl เวลานั้นสําหรับการเรียนการสอนภาษาไทยแบบใหม+เสียก+อน กุศโลบายนี้จึงทําใหflสังคมไทยที่ต+อตflานญี่ปุbนอยู+ภายใตflการเมืองที่คุกรุ+น ในขณะนั้นสามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงในขณะนั้นไดfl จากการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงทางดflานตัวอักษรและอักขรวิธีไทย ดังกล+าวมาแลflวจะเห็นไดflว+าสังคมไทยในแต+ละยุคแต+ละสมัยไดflมีการ เปลี่ยนแปลงอยู+ตลอดเวลา ตัวอักษรและภาษาอาจไม+ใช+เครื่องมือที่จะทําใหflเห็น สภาพสังคมไดflอย+างชัดเจน แต+ก็เปนส+วนหนึ่งที่คอยสนับสนุนและแสดงใหflเห็น ถึงความเปลี่ยนแปลงอย+างไม+อาจปฏิเสธไดfl ผ+านตัวอักษรที่ไดflรับอิทธิพลจาก
อักษร อักขรวิธีกับสังคมไทย ๑๐๑ การเมือง การปกครอง ความนิยมในการใชfl ดังเช+นสังคมไทยในปAจจุบันที่ ตัวอักษรมีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเพื่อตอบสนองความตflองการใชflงานของ คนในยุคปAจจุบันไดfl บรรณานุกรม บรรณานุกรม กรรณิการ วิมลเกษม. (๒๕๔๒). “พัฒนาการของอักษรโบราณในประเทศไทย” ใน สังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทย สังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทย สังคมและวัฒนธรรมในประเทศไทย. นครปฐม : ศูนยมานุษยวิทยา สิรินธร. จุไรรัตน ลักษณะศิริ. (๒๕๕๔) จากลายสือไทยสู+อักษรไทย ากลายสือไทยสู+อักษรไทย ากลายสือไทยสู+อักษรไทย. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแห+งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ธวัช ปุณโณทก. (๒๕๒๖). “ความเปนมาของตัวอักษรในประเทศไทย” ใน เอกสารประกอบการสัมมนา ๗๐๐ เอกสารประกอบการสัมมนา ๗๐๐ ปZ แห+งลายสือไทย ปZ แห+งลายสือไทย ปZ แห+งลายสือไทย. นครปฐม : วิทยาลัยครูนครปฐม. สมพงศ วิทยศักดิ์พันธุ. (๒๕๔๒). ตflนเคflา ตflนเคflา ตflนเคflากําเนิดและวิวัฒนาการของอักษร กําเนิดและวิวัฒนาการของอักษร กําเนิดและวิวัฒนาการของอักษร และอักขรวิธีไท. เชียงใหม+ : ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร และอักขรวิธีไท และสังคมศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม+. (เอกสารอัดสําเนา).
๑๐๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน อยาเกียจครานการเรียนเรงอุตสาห มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จะตกถิ่นฐานใดคงไมแคลน ถึงคับแคนก็พอยังประทังตน นิติสารสาธก
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ชูชาติ คุมขํา
๑๐๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน บทนํา สารคดีเปนศิลปะอยางหนึ่ง ที่ผูffiเขียนจะมีกลการประพันธ$การถายทอด ใหffiนาสนใจซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจของผูffiเขียนที่ตffiองการใหffiผูffiอานไดffiรับขffiอมูล ตาง ๆ ผูffiเขียนที่มีกลการประพันธ$ดีจะทําใหffiผูffiอานเกิดความรูffi ความคิด ความ สนุกสนาน และเกิดความเพลิดเพลินตามไปดffiวย เพราะกลการประพันธ$มีอยู มากมายหลายรูปแบบ ขึ้นอยูกับความสามารถสวนบุคคลของผูffiเขียน (ราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๒ : ๑๔) ถึงแมffiสารคดีเปนงานเขียนที่มีแบบแผน เชนเดียวกับการเขียนขาวและบทความ แตสารคดีมีความยืดหยุนและเป:ด โอกาสใหffiผูffiเขียนไดffiใชffiความคิดสรffiางสรรค$ที่สรรหาวิธีนําเสนอและวิธีเลาเรื่องไดffi มากกวา (ธัญญา สังขพันธานนท$ ๒๕๕๓ : ๑) ซึ่งจะเปนสิ่งที่ดึงดูดความสนใจ ของผูffiอานใหffiเกิดความประทับใจ เกิดความเพลิดเพลิน และชวนติดตามอาน ตอไป จากการที่ผูffiเขียนจะใชffiภาษาที่สละสลวย อธิบายเรื่องราวและ รายละเอียดตาง ๆ อยางชัดเจน เขffiาใจงาย สามารถทําใหffiผูffiอานสามารถอานไดffi ทุกเพศทุกวัย งานเขียนประเภทสารคดีจึงไดffiรับความนิยมอยางตอเนื่องตั้งแตอดีต จนถึงป@จจุบัน ดังจะเห็นไดffiจากในรffiานหนังสือโดยทั่วไปจะมีหนังสือสารคดี วางจําหนาย โดยจัดแยกไวffiเปนมุมเฉพาะเมื่องานเขียนสารคดีมีจํานวนมากและ เปนที่นิยมจึงมีหนวยงานตาง ๆ พยายามที่จะสรffiางมาตรฐานและคุณคาใหffiแก งานเขียนสารคดี โดยจัดการประกวดและสนับสนุนงานเขียนประเภทสารคดี ทั้งนําออกตีพิมพ$และเผยแพรออกสูสาธารณชน รางวัล “นายอินทร$อะวอร$ด” (๒๕๕๕ www.naiin.com) ของรffiานหนังสือรffiานนายอินทร$ โดยบริษัทอมรินทร$ บุNคเซ็นเตอร$ จํากัด เปนหนึ่งสายงานในเครือบริษัทอมรินทร$พริ้นติ้งแอนด$ พับลิชชิ่ง จํากัด (มหาชน) ซึ่งดําเนินธุรกิจคffiาปลีกหนังสือผานรffiานหนังสือชื่อ “รffiานนายอินทร$” โดยมีคําขวัญวา “ศูนย$หนังสือและสื่อสรffiางสรรค$” ทั้งนี้
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๐๕ พระบาทสมเด็จพระเจffiาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชไดffiโปรดเกลffiาฯ พระราชทานนาม ชื่อรffiาน จากหนังสือพระราชนิพนธ$ แปลเรื่อง “นายอินทร$ผูffiป:ดทองหลังพระ” มาเปนชื่อรffiาน โดยรffiานหนังสือนายอินทร$ไดffiจัดโครงการประกวดงานเขียนรางวัล นายอินทร$อะวอร$ดขึ้น เพื่อสงเสริมใหffiนักเขียนไดffiแสดงความสามารถ ทั้งเปน แรงสนับสนุนใหffiเกิดงานเขียนใหม ๆ ที่มีคุณภาพในสังคมไทย โดยเชิญชวน ผูffiสนใจทั่วไปไมจํากัดเพศและวัยสงผลงานเขffiาประกวดรางวัลนายอินทร$อะวอร$ด ซึ่งเริ่มครั้งที่ ๑ ตั้งแตปP ๒๕๔๓ เปนตffiนมา การวิจัยครั้งนี้ผูffiวิจัยสนใจจึงเลือกวรรณกรรมประเภทสารคดีที่ไดffiรับ รางวัลยอดเยี่ยมนายอินทร$อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ เรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ มาศึกษาเพราะเปนผลงานที่โดดเดนไดffiรับการคัดเลือกจาก คณะกรรมการผูffiทรงคุณวุฒิที่เปนที่ยอมรับในวงการนักเขียน ไดffiแก นายธีรภาพ โลหิตกุล นายประมวล โกมารทัต รองศาสตราจารย$ประทุมพร วัชรเสถียร นางสาวอรสม สุทธิสาคร และนางสาวนิพัทธ$พร เพ็งแกffiว จุดมุงหมายของการวิจัย จุดมุงหมายของการวิจัย เพื่อศึกษากลการประพันธ$ในงานเขียนสารคดีที่ไดffiรับรางวัลยอดเยี่ยม นายอินทร$อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ เรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ ขอบเขตของการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย ในการศึกษาครั้งนี้ผูffiศึกษาใชffiขffiอมูล หนังสือสารคดีที่ไดffiรับรางวัล ยอดเยี่ยมนายอินทร$อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ เรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$
๑๐๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน นิยามศัพท$เฉพาะ นิยามศัพท$เฉพาะ ๑. กลการประพันธ$ หมายถึง วิธีการในการนําเสนอขffiอมูลของงาน เขียนในสารคดี โดยใชffiวิธีการอffiางอิงเพื่อความนาเชื่อถือของขffiอมูลและการ อธิบายความหรือขยายความโดยการใชffiเครื่องหมายวงเล็บ ๒. การอffiางอิง หมายถึง บอกแหลงขffiอมูลที่นํามาประกอบงานเขียน เพื่อตffiองการใหffiขffiอมูลที่นํามาเสนอนั้นนาเชื่อถือ ประกอบดffiวย การอffiางอิง คําพูด การอffiางอิงนักวิชาการแบบแทรกในเนื้อหา และการใชffiเชิงอรรถ ๓. การใชffiวงเล็บ หมายถึง การใชffiเครื่องหมายวงเล็บเพื่อใชffiกัน ขffiอความที่ขยายหรืออธิบายจากขffiอความอื่นและขffiอความในระหวางวงเล็บนั้น วิธีดําเนินการวิจัย วิธีดําเนินการวิจัย ในการศึกษาคffiนควffiา ผูffiวิจัยไดffiดําเนินตามขั้นตอนดังนี้ ๑. ขั้นรวบรวมขffiอมูล ๑.๑ ศึกษาสารคดีที่ไดffiรับรางวัลสารคดีที่ไดffiรับรางวัลยอดเยี่ยม นายอินทร$อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ เรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ ๑.๒ รวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขffiองกับงานเขียน ประเภทสารคดีและกลการประพันธ$ ๒. ขั้นวิเคราะห$ขffiอมูล วิเคราะห$จากเนื้อเรื่องในสารคดีที่ไดffiรับรางวัลยอดเยี่ยมนาย อินทร$อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ เรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ โดยนําเสนอการวิเคราะห$ขffiอมูลแบบพรรณนาวิเคราะห$ แบงเปนหัวขffiอดังนี้ ๒.๑ การอffiางอิง ๒.๑.๑ การอffiางอิงคําพูดของบุคคล ๒.๑.๒ การอffiางอิงจากนักวิชาการแบบแทรกในเนื้อหา
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๐๗ ๒.๑.๓ การใชffiเชิงอรรถ ๒.๑.๓.๑ การใชffiเชิงอรรถเสริมความ ๒.๑.๓.๒ การใชffiเชิงอรรถอffiางอิง ๒.๑.๔ การใหffiความหมายและการขยายความในเครื่องหมาย วงเล็บ ๓. ขั้นสรุป สรุปผลและอภิปรายผลแบบพรรณนาวิเคราะห$ ผลการวิจัย ผลการวิจัย จากการศึกษากลการประพันธ$ในสารคดีที่ไดffiรับรางวัลยอดเยี่ยมรางวัล นายอินทร$อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ ไดffiแก สารคดีเรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ พบกลการประพันธ$ที่ผูffiเขียนไดffiนําเสนอขffiอมูลอยางเปนระบบ กลาวคือ มีการอffiางอิงคําพูดของบุคคล การอffiางอิงแบบงานวิชาการประกอบดffiวย อffiางแบบแทรกในเนื้อหา อffiางแบบเชิงอรรถ ซึ่งมีทั้งเชิงอรรถเสริมความ และ เชิงอรรถอffiางอิง นอกจากนี้ยังพบการใชffiเครื่องหมายวงเล็บในการอธิบายคําอีก ดffiวย โดยสามารถสรุปผลออกเปน ๓ ประเด็นไดffi ดังนี้ ประเด็นแรก พบวาสารคดีเรื่องแมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ มีการอffiางอิงคําพูดของบุคคลมากสุด โดยผูffiเขียนไดffiระบุชื่อ อายุ และ ที่อยูของบุคคลที่ใหffiขffiอมูลอยางชัดเจน โดยมากเปนขffiอมูลจากคําพูดของบุคคล ที่มีอายุระหวาง ๕๐-๘๐ ปP ในบางครั้งผูffiเขียนไดffiบรรยายถึงลักษณะและทาทาง ของบุคลที่ใหffiขffiอมูลดffiวย โดยการอffiางคําพูดหรือคํากลาวของบุคคลนี้ผูffiเขียนอาจ ไดffiจากการสัมภาษณ$หรือการพูดคุย ที่ไดffiจากการสรุปและการถายเสียงออกมา
๑๐๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน นัยวาใหffiบุคคลที่กลาวถึงเปนผูffiเลาเรื่องในลักษณะคลffiายกับวากําลังพูดคุยกับ ผูffiอานเอง ดังตัวอยางตอไปนี้ ตัวอยางที่ ๑ ตัวอยางที่ ๑ ในบทที่ ๕ พญานาคในแมน้ํา ผูffiเขียนไดffiกลาวถึงความผูกพันระหวาง สายน้ําสงครามและพิธีกรรมความเชื่อของชาวบffiานที่ทํามาหากิน โดยเฉพาะการ หาปลาในแถบลุมแมน้ําดังกลาว ตลอดจนบffiานคําชะโนด อันเปนที่มาของ ตํานานลึกลับเรื่องพญานาค ซึ่งผูffiเขียนไดffiถายทอดผานคําบอกเลาของชาวบffiานที่ อาศัยในแถบนั้น ดังตัวอยางตอไปนี้ พออุffiยศิลา ลาบองสา อายุ ๗๕ ปP ชาวประมงที่หาปลาอยูที่แกง หินลี่ บffiานทาลี่ ตําบลโซ อําเภอโซพิสัย จังหวัดหนองคาย กลาวถึง ความเชื่อของตนและชาวบffiานทั่วไปในหมูบffiานเกี่ยวกับพญานาควา พญานาคคือเจffiาของปลา ที่คนหาปลาไดffiเพราะความเมตตาของ พญานาคที่แบงป@นปลามาใหffiประทังชีวิต พออุffiยศิลาแกเปนเซียนแหคนหนึ่งในหมูบffiาน ผูffiยึดเอาแกงหิน กลางลําน้ําสงครามเปนที่พักพิง หลังจากที่น้ําลดลงแกงพffiนน้ําขึ้นมาแก ก็จะเริ่มสรffiางเพิงพัก ป@กหลักทอดแหหาปลาเพียงอยางเดียว พออุffiยเลา วา ที่เลือกเครื่องมือแหนี้เพราะวาไมตffiองลงทุนสูงและหากินไดffiตลอด ยามใดที่เหนื่อยหรือปลาไมคอยถูกแห ก็หยุดพักซอมแหหรือถักแหใหม พออุffiยเลาวา นับแตมาแตงงานกับแมอุffiยคูชีวิตที่ตายจากกันไปแลffiวนั้น ก็ยึดอาชีพหาอยูหากินดffiวยแหมาตลอด การหาอยูหากินกับแมน้ํามา นานทําใหffiพออุffiยปฏิบัติ หรือกลาวถึงลําน้ําและสิ่งที่อยูเบื้องใตffiน้ําอยาง เคารพยําเกรง (หนffiา ๕๑)
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๐๙ จากตัวอยาง แสดงใหffiเห็นวาผูffiเขียนไดffiสรุปจากคําบอกวาของชาวบffiาน ที่ทํามาหากิน หาปลาอยูกับแมน้ําซึ่งมีความเชื่อวาสายน้ําและทรัพยากรใน แมน้ํานั้นไดffiมาจากพญานาค ซึ่งเปรียบเสมือนผูffiคุffiมครองสายน้ําและดูแลทุกชีวิต ที่อยูกับสายน้ํา ซึ่งความเชื่อเชนนี้ทําใหffiชาวบffiานปฏิบัติกับสายน้ําดffiวยความ เคารพและถffiอยทีถffiอยอาศัยกัน โดยผูffiเขียนเลือกที่จะนําคําบอกเลาของชาวบffiาน อายุ ๗๕ ปP ที่อาจจะไดffiจะการสัมภาษณ$เก็บขffiอมูลมาเพิ่มความนาเชื่อถือของ ขffiอมูลเลือกมานําเสนอและไดffiบรรยากาศของเรื่อง ตัวอยางที่ ๒ ตัวอยางที่ ๒ เมื่อผูffiเขียนกลาวถึงสภาพดงคําชะโนดที่เปลี่ยนไป ผูffiเขียนเลือกใชffi ขffiอมูลจากคําบอกเลาของชายอายุ ๘๐ ปP ซึ่งอาจจะมองเห็นดงคําชะโนดมา เกือบทั้งชีวิต มาประกอบการนําเสนอเรื่องในตอนนี้ ดังนี้ นายแพง ชะดามนตรี อายุ ๘๐ ปP ชาวบffiานมวง อําเภอบffiานดุง จังหวัดอุดรธานี อยูถัดจากปWาคําชะโนดออกไป เลาถึงความ เปลี่ยนแปลงของพื้นที่บริเวณนั้นวาเมื่อประมาณปP ๒๕๒๐ มีการสรffiาง ฝายกั้นน้ําทวนและหนองทุงใหญ ทําใหffiพื้นที่หนองขยายออกกวffiาง กวาเดิม ชาวบffiานจากหมูบffiานหมูบffiานตาง ๆ เขffiาบุกเบิกจับจองพื้นที่ทํา การเกษตรจนปWาทามผืนใหญโลงเตียน ปWาไมffiหนาทึบขึ้นโดยรอบหายไป สิ้น ความชุมชื้นที่ทําใหffiดงชะโนดเปนเกาะลอยน้ําที่อิ่มน้ําไดffiเหมือน ฟองน้ํานั้น คอย ๆ แหffiงและแนนแข็งแฟบมากขึ้น (หนffiา ๖๑) จากขffiอมูลขffiางตffiนผูffiเขียนไดffiกลาวถึงสภาพสิ่งแวดลffiอมที่เปลี่ยนไปของ ดงคําชะโนดเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต โดยใชffiคําบอกเลาของนายแพง ชะดา มนตรี ซึ่งขณะนั้นมีอายุ ๘๐ ปP และเปนคนในพื้นที่ จากคํากลาวนั้นแสดงใหffi
๑๑๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ดงคําชะโนดตลอดระยะเวลาในชวงอายุ ๘๐ ปP ดffiวยอายุดังกลาวทําใหffiการยกคําพูดนี้ทําใหffiขffiอมูลนาเชื่อถือ มีน้ําหนักและแฝงถึง ความหวงใยในสภาพดงคําชะโนดในวันขffiางหนffiา ตัวอยางที่ ตัวอยางที่ ตัวอยางที่ ๓ เมื่อผูffiเขียนตffiองการกลาวถึงความเปลี่ยนแปลงของการใชffiไหที่ลดลง ผูffiเขียนเลือกใชffiขffiอมูลจากคําพูดของนายเสวียน สกุลศิลา อายุ ๕๔ ปP ซึ่งยัง อยูในวัยทํางานที่กําลังอยูในชวงกอนเปลี่ยนแปลงและระยะการเปลี่ยนแปลงมา นําเสนอ ดังนี้ นายเสวียน สกุลศิลา อายุ ๕๔ ปP ชาวบffiานโพนเงิน ตําบลชุม ชffiาง อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เจffiาของโรงเผาไหแหงหนึ่งที่ ยังคงทําอุตสาหกรรมครัวเรือนโดยการป@[นดินใหffiเปนไหเนื้อแกรง แบบเดิมอยู โดยเฉพาะอยางยิ่งไหปากกวffiาง อันเปนเอกลักษณ$ของชาว ทffiองถิ่นชุมชนปากหffiวยหลวง กลาววา “บffiานโพนเงินเปนแหลงป@[นไหเกาแกของเมืองโพนพิสัย แต ระยะหลังการเผาไหลดลงเพราะคนใชffiเครื่องป@[นดินเผาลดลงเมื่อ พลาสติกมามีบทบาทแทน รวมทั้งฟ\นที่ใชffiเผาไหหายาก หลาย ครอบครัวก็เลิกทําไหไป รวมทั้งครอบครัวของตนดffiวย แตดffiวยเคย ผูกพันกับการทําไหมาแตเล็กแตนffiอย ทําใหffiเมื่อปP ๒๕๓๐ เริ่มคิด อยากจะรื้อฟ\[นการป@[นไหขึ้นมาอีกครั้ง และป@จจุบันนี้ชางป@[นไหริมฝ@]ง หffiวยหลวงที่ยังดําเนินกิจการอยูที่ประมาณ ๖-๑๐ ราย รูปแบบของไห จะปรับปรุงขึ้นเล็กนffiอย และแหลงขายไหก็กระจายไปทั่วทุกภาค ทั้งนี้ สวนใหญเพื่อใชffiประดับประดาบffiานเรือน มีบางรายที่ปรับปรุงรูปแบบ ตามที่ตลาดสั่งมา แตก็ไมมากนัก เพราะลักษณะเตารวมถึงปริมาณที่
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๑๑ เผาไหปากกวffiางรูปแบบเดิมจะขายดีและคุffiมคาที่สุดที่จะป@[นและเผา” (หนffiา ๑๐๗) จากตัวอยางขffiางตffiนผูffiเขียนไดffiใชffiกลวิธียกตัวอยางคําพูดของชาวบffiานที่ ป@[นไห โดยผูffiเขียนเลือกนําคําพูดของนายเสวียน สกุลศิลา อายุ ๕๔ ปP ซึ่งเปน บุคคลที่มีอายุเขffiาวัยที่ผานประสบการณ$ชีวิตมามากพอ นํามาเพิ่มน้ําหนักของ ขffiอมูลในการแสดงใหffiเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในในป@จจุบัน แตถึง อยางไรก็ตามการป@[นไหนั้นก็ยังมีลักษณะเหมือนเดิมแตรูปลักษณ$และการใชffiงาน อาจแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ประเด็นที่สองรองลงมาพบวา สารคดีเรื่องแมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ มีการใชffiเครื่องหมายวงเล็บ เพื่อใหffiความหมาย อธิบาย และเสริมความของภาษาถิ่นอีสานเปนภาษากลาง เพราะเนื้อเรื่องในสารคดีนี้ เปนเรื่องที่เกี่ยวกันกับสายน้ําในถิ่นอีสาน โดยเฉพาะอยางยิ่งการใหffiความหมาย และอธิบายภาษาถิ่นอีสานที่เปนเครื่องมือเครื่องใชffiในชีวิตประจําวันของชาวบffiาน อยางเชนเครื่องมือจับสัตว$น้ํา ทั้งนี้เพื่อใหffiผูffiอานไดffiเขffiาใจความหมายของภาษา ถิ่นที่ใชffiประกอบการดําเนินเรื่องดffiวย ตัวอยางที่ ๑ ตัวอยางที่ ๑ ...การทํานาแซงในอดีตในเปลี่ยนมาเปนการทํานาทาม หรือ นาปรังในพื้นที่ทาม โดยการเบิกปWาทามสับซาว (บุกเบิกดffiวยจอบดffiวย เสียม) เปนแปลงนา... (หนffiา ๑๑๕)
๑๑๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จากตัวอยางจะเห็นไดffiวาผูffiเขียนใชffiเครื่องหมายวงเล็บเพื่อกันความที่ แปลจากภาษาถิ่นอีสานที่เรียกกิริยาอาการการขุดสับดffiวยจอบเสียม ตัวอยางที่ ๒ ตัวอยางที่ ๒ ...มีเรือลําหนึ่งขffiามมาจากอีกฝ@]งของแมน้ําซึ่งมีแนวไผเขียวขจี พรffiอมหนอไมffiเต็มกะยัง (ตะกรffiาที่สานจากไมffiไผ) สําหรับแกงเย็นนี้ (หนffiา ๒๗) จากตัวอยางจะเห็นไดffiวาผูffiเขียนใชffiเครื่องหมายวงเล็บกันความอธิบาย ลักษณะเครื่องใชffiที่เรียกเปนภาษาถิ่น ตัวอยางที่ ๓ ตัวอยางที่ ๓ ...คนบffiานปากยามนั้นมาจากหลายที่ ...โดยลองเรือคอ (เรือที่ขุดจากไมffiทั้งตffiน) ..เพื่อเดินทางมาตffiมเกลือ...จนถึงบffiานดอนมงคล ซึ่งเปนชุมชนที่ตffiองกอนแลffiว ..สังเกตวาเวลาทิ้งเศษสิ่งของลงไปในน้ํา ก็จะมีปลามากมาย เมื่อลูกกะเบา (ลูกไมffiชนิดหนึ่งเปนอาหารของปลา) หลนลงน้ําปลาก็จะสวบกิน...(หนffiา ๑๒๑) จากตัวอยางจะเห็นวาผูffiเขียนใชffiเครื่องหมายวงเล็บกันความที่อธิบายถึง ลักษณะและวิธีการทําเรืออยางสั้น ๆ รวมทั้งลูกไมffiซึ่งผูffiเขียนอธิบายสั้น ๆ เนffiนย้ํา วาเปนอาหารของปลา ประเด็นที่สามที่พบในสารคดีเรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ ใชffiระบบการอffiางอิงหลายรูปแบบ ระบบการอffiางอิงที่ผูffiเขียนใชffiมีการ
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๑๓ อffiางอิงแบบเชิงอรรถเสริมความหรืออธิบายความโดยผูffiใชffiในเพื่ออธิบายความ หรือเสริมความที่เกี่ยวกับลักษณะภูมิศาสตร$ เครื่องมือเครื่องใชffi พรรณไมffiที่เปน ภาษาถิ่นเพื่อเพิ่มเติมขffiอมูลบางประการที่ผูffiเขียนกําลังนําเสนอ รองลงมาผูffiเขียน ใชffiระบบการอffiางอิงแบบเชิงอรรถอffiางอิงขffiอมูลจากหนังสือ หนวยงานราชการ หรือนักวิชาการในการประกอบความในการดําเนินเรื่อง โดยผูffiเขียนใชffiเมื่อ ตffiองการเสริมความเห็นหรือเพิ่มหนักของขffiอมูลที่ผูffiเขียนนําเสนอ สุดทffiายผูffiเขียน ใชffiระบบการอffiางอิงแบบนามปPแบบแทรกในเนื้อ ซึ่งผูffiเขียนใชffiเมื่อตffiองการ กลาวถึงขffiอมูลเสริมที่มาจากนักวิชาการ นอกเหนือจากขffiอมูลที่ผูffiเขียนพบมา ๑. การใชffiเชิงอรรถเสริมความ การใชffiเชิงอรรถเสริมความ การใชffiเชิงอรรถเสริมความ ตัวอยางที่ ๑ ตัวอยางที่ ๑ ในบทที่ ๔ แพชีวิต เมื่อผูffiเขียนไดffiมีโอกาสสนทนากับหญิงชราที่มี อาชีพตffiมเกลืออยูในลุมน้ําสงคราม โดยการถอดเสียงภาษาถิ่นจากคําพูดของ หญิงชราดังกลาว ผูffiเขียนไดffiใชffiเชิงอรรถเสริมความเพื่ออธิบายความหมายของ ภาษาถิ่น ดังนี้ แววในดวงตาของแมอุffiย ๑ ดูหมนเมื่อฝ^าสีขาวบาง ๆ ของความ แกเฒาบดบังอยู แตภาพดวงไฟที่กําลังคุอยูในเตาไฟกลับเริงระยิบเปลว อันรffiอนแรงอยูในดวงตาคูนั้น... (หนffiา ๓๗) “อุffiยเกิดอยูธาตุพนม เอาผัว ๓ แลffiวพากันลองเรือมาตffiมเกลืออยู บอหัวแฮด ๔ ทีแรกเทียวไปเทียวกลับทุกปP ตอมาพากันตั้งหลักตั้งแหลง อยูบffiานทาสะอาด อาศัยเอาเกลือบอหัวแฮดบรรทุกใสเรือกะแซงออก ลองไปขาย จนไดffiจนมี สูยามทุกข$ยาก หมดเนื้อหมดตัว กลับมาตอแพ หาปลา จนพออุffiยตายปะกันไป แตเฮายังอยูในแพหาปลา...” (หนffiา ๓๙)
๑๑๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน _____________________ ๑ คําวา “อุffiย” เปนคําใชffiแทนคําเรียกผูffiสูงอายุที่เราเคารพนับถือ ทั้งหญิงและชาย (ออกเสียงเปนเสียงโท) สะกดตามการออกเสียง ภาษายffiอ กลุมชาติพันธุ$ในบางหมูบffiานในลุมน้ําสงครามและชาวยffiอเปน กลุมชาติพันธุ$กลุมใหญในเมืองสกลนคร ออกเสียงตางจากคําวา “อุNย” ทางภาคเหนือ (ที่ออกเสียงตรี) แมffiจะมีความหมายเหมือนกัน ๓ เอาผัว หมายถึง แตงงานมีครอบครัว ๔ บอหัวแฮด หมายถึง บอเกลือในเกาะกลางน้ําสงคราม จากตัวอยางขffiางตffiน ผูffiเขียนใชffiเชิงอรรถเสริมความเพื่ออธิบาย ความหมายของคําเรียกขานผูffiสูงอายุ เขียนตามเสียงภาษายffiอ ซึ่งยffiอเปนกลุม ชาติพันธุ$ในบางหมูบffiานในลุมน้ําสงครามและชาวยffiอเปนกลุมชาติพันธุ$กลุมใหญ ในเมืองสกลนคร ในที่นี้ผูffiเขียนพยายามจะอธิบายถึงเสียงวรรณยุกต$ที่ตางไป แตความหมายยังคงเดิม นอกจากนี้ ผูffiเขียนยังใชffiเสริมอรรถเสริมความเพื่อ อธิบายความหมายของคําวา “เอาผัว” โดยที่คํานี้ผูffiเขียนไดffiจากการสัมภาษณ$ จากแมอุffiยที่ประกอบอาชีพหาปลา เปนคําภาษาถิ่นที่หมายถึง แตงงาน มีครอบครัว ที่ผูffiเขียนอธิบายคํานี้ทําใหffiผูffiอานเขffiาใจความหมายอยางแทffiจริง เพราะคําวา “เอาผัว” ถffiาไมอธิบายความหมายอาจทําใหffiผูffiอานเขffiาใจเปน ความหมายที่หมิ่นเหมไปในทางที่ไมดีไดffi อยางไรก็ตามผูffiเขียนยังไดffiอธิบาย ถึงคําเรียกสถานที่ตามสําเนียงของคนอีสานดffiวย คือ “บอหัวแฮด” วาเปนชื่อ บอเกลือที่อยูกลางลําน้ํา
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๑๕ ตัวอยางที่ ๒ ตัวอยางที่ ๒ ในบทที่ ๗ วันไหวffiผีเกลือ ผูffiเขียนไดffiบรรยายถึงสภาพทั่วไปของ การอาศัยอยูในลําน้ําของชาวบffiานและมีการใชffiเครื่องมือจับสัตว$น้ําดffiวย โดย เครื่องมือจับสัตว$น้ําบางชนิดเปนภาษาถิ่น ผูffiเขียนไดffiเลือกใชffiเชิงอรรถเสริม ความเพื่ออธิบายเครื่องมือเหลานั้น ดังนี้ รอบ ๆ หนองน้ําสีขุนขffiนมีกระดุffiง ๙ ขนาดใหญลffiอมไปตามขอบ หนองมากกวาสิบหลัง ทั้งหมดลffiวนเปนกะดุffiงยั้ง ๑๐ ที่สรffiางคูกับเถียงนffiอย (กระทอม) ภาพลูกตุffiมถวงกะดุffiงเปนแถวหffiอยตามความใหญความสูง ของกะดุffiงแตละหลัง บffiางกําลังชักรอกยกตาขายที่จมอยูใตffiน้ําใหffi คอย ๆ พffiนน้ําขึ้นมา กอนจะพายเรือออกไปยามปลาในขffiอง ๑๑ ที่ถวงอยูกลาง ตาขายรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เพิ่งยกขึ้นมา ภาพที่ปรากฏแกสายตา ขณะนั้นเปนบรรยากาศที่อยูภายใตffiทffiองฟ^าสีน้ําเงินเขffiมประดับปุยเมฆสี ขาวดูงดงาม (หนffiา ๙๕) ________________________ ๙ กระดุffiง คือ ยอ ๑๐ กะดุffiงยั้ง คือ ยอชนิดหนึ่งที่สรffiางอยูกับที่ โดยจะมีกระทอม หรือลffiานยั้งไวffiเพื่อที่จะชักรอกยกยอขึ้นเอาปลา ๑๑ ขffiอง คือ ภาชนะสําหรับใสปลา จากตัวอยางขffiางตffiน ผูffiเขียนไดffiใชffiเชิงอรรถเสริมความเพื่ออธิบายชื่อและ ลักษณะของเครื่องมือหาปลาที่ชาวบffiานใชffiกัน โดยเรียกชื่อเปนภาษาถิ่นอีสาน ทั้งนี้ผูffiเขียนไดffiอธิบายใหffiตรงกับชื่อและลักษณะลักษณะของเครื่องมือหาปลาที่ใชffi อยูกันในภาคกลาง
๑๑๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๒. เชิงอรรถอffiางอิง เชิงอรรถอffiางอิง ตัวอยางที่ ๑ ตัวอยางที่ ๑ ในบทที่ ๕ พญานาคในแมน้ํา ไดffiใชffiขffiอมูลของนักวิชาการมา ประกอบการเลาเรื่อง เพื่อใหffiผูffiอานไดffiแงมุมเกี่ยวกับเรื่อง นาค อีกมุมหนึ่ง โดยผูffiเขียนไดffiใชffiเชิงอรรถอffiางอิงแหลงที่มาของขffiอมูล ดังนี้ มีผูffiศึกษาไวffiวา “นาค” มีความสัมพันธ$กับคนในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใตffi รวมถึงคนในอีสานของไทย เพราะ “นาค” เปน บรรพบุรุษของชาวอีสาน เพราะ “นาค” หมายถึงมนุษย$เปลือยเปลา เหมือนงู และตอมาภายหลังไดffiตั้งชื่อสมมุติ เรียกชนเผาและชนชาติ ตางกันไปตามลักษณะสภาพแวดลffiอมทางธรรมชาติและการเมืองการ ปกครอง ๒ หากมองในความหมายเชนนี้ ก็ไมนาแปลกใจที่ “พญานาค” จะเปนที่เคารพบูชาของชาวทาลี่ดffiวย พวกเขามีสํานึกและจินตนาการ ถึงพญานาคดffiวยความเคารพไมไดffiตางจากการบูชาบรรพบุรุษของเขา (หนffiา ๕๒) ________________________ ๒ สุจิตต$ วงษ$เทศ, ๒๕๔๙. ตัวอยางที่ ๒ ตัวอยางที่ ๒ ผูffiเขียนไดffiกลาวถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการสูบน้ําบริเวณพื้นที่ทาม โดยยกขffiอมูลจากรายงานการวิจัยมาประกอบการนําเสนอเรื่อง ดังนี้ การพัฒนาทางเทคโนโลยีการสูบน้ําทําใหffiมีการบุกเบิกทํานา ปรังในพื้นที่ทามเพิ่มมากขึ้นจากที่เคยทําเพียงนาแซง และเมื่อพื้นที่ทาม สวนใหญคือพื้นที่สาธารณประโยชน$ที่มีสภาพเปนทุงหญffiา หรือปWาทาม
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๑๗ การจัดสรรพื้นที่เพื่อทํานาปรังดําเนินการโดยชุมชน ซึ่งจะแบงพื้นที่ สาธารณประโยชน$บางสวนที่ใกลffiแหลงน้ําสําหรับทํานาปรังในทาม โดย จะรวมกันจัดการแหลงน้ําเพื่อทํานาทามที่จะมีผลิตตอไรสูงกวานาที่ ดอนถึง ๓ เทา ๓ _______________________ ๓ ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน$ และคณะ, รายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลผลิตเชิงเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศน$ปWาชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมสงเสริมคุณภาพสิ่งแวดลffiอม กระทรวงวิทยาศาสตร$ เทคโนโลยีและสิ่งแวดลffiอม. (๒๕๕๐: ๑๑) จากขffiอมูลขffiางตffiนผูffiเขียนไดffiอffiางอิงขffiอมูลจากรายงานการวิจัยของกรม สงเสริมคุณภาพสิ่งแวดลffiอม กระทรวงวิทยาศาสตร$ เทคโนโลยีและสิ่งแวดลffiอม กลาวถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการสูบน้ํา ทําใหffiมีการแปรสภาพพื้นที่ปWาทามมา เปนนาปรังเพิ่มมากขึ้น การที่ผูffiเขียนใชffiขffiอมูลที่ไดffiจากการวิจัยของหนวยงานที่ เกี่ยวขffiองกับสิ่งแวดลffiมโดยตรง ทั้งยังพิมพ$เผยแพรในปPที่ผูffiเขียนทําสารคดี ทําใหffiขffiอมูลประกอบที่ผูffiเขียนนําเสนอนี้นับวามีน้ําหนักนาเชื่อถือและมี ความทันสมัยอยางยิ่ง อภิปรายผล อภิปรายผล กลการประพันธ$ในสารคดีที่ไดffiรับรางวัลยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร$ อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ ไดffiแก สารคดีเรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ ปรากฏกลการประพันธ$ในเดน ๒ รูปแบบ คือ การอffiางอิงและการใชffi เครื่องหมายวงเล็บ ดังจะอภิปรายเปนประเด็นตอไปนี้
๑๑๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ประเด็นแรกพบวาสารคดีเรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชย รักษ$ มีการอffiางอิงคําพูดของบุคคลมากสุด โดยผูffiเขียนไดffiระบุชื่อ อายุ และที่ อยูของบุคคลที่ใหffiขffiอมูลอยางชัดเจน โดยมากเปนขffiอมูลจากคําพูดของบุคคลที่ มีอายุระหวาง ๕๐-๘๐ ปP ในบางครั้งผูffiเขียนไดffiบรรยายถึงลักษณะและทาทาง ของบุคคลที่ใหffiขffiอมูลดffiวย โดยการอffiางคําพูดหรือคํากลาวของบุคคลนี้ผูffiเขียน อาจไดffiจากการสัมภาษณ$หรือการพูดคุย ที่ไดffiจากการสรุปและการถายเสียง ออกมา กลวิธีนี้ทําใหffiผูffiอานเสมือนไดffiพูดคุยกับผูffiใหffiขffiอมูลที่ผูffiเขียนนําเสนอ ประกอบกับผูffiเขียนไดffiใชffiภาษาถิ่นสอดแทรกในบางถffiอยคําและประโยค ทําใหffi ผูffiอานไดffiรับอรรถรสความเปนอีสานจากภาษาพูดที่แสดงอารมณ$สะเทือนใจ ออกมาจากใจของบุคคลที่ผูffiเขียนยกมากลาวอffiาง นอกจากนี้ผูffiอานยังไดffiสัมผัส กับสภาพสังคมตามขffiอเท็จจริงโดยผานคําพูดของบุคคลนั้น ๆ ทั้งยังสรffiางความ นาเชื่อถือในขffiอมูลที่นํามาเสนอใหffiแกผูffiอานอีกดffiวย แตทั้งนี้ผูffiเขียนยังไดffiเคารพ สิทธิของผูffiใหffiขffiอมูล ในการนําเสนอประเด็นความขัดแยffiงที่ยังคลุมเครือหรือ ยังอยูในระหวางการตัดสิน โดยผูffiเขียนไมไดffiระบุชื่อของผูffiใหffiขffiอมูลนั้น ๆ ซึ่ง สอดคลffiองกับบุญเหลือ เทพยสุวรรณ (๒๕๑๗ : ๖-๗) ที่ไดffiกลาวถึงความหมาย ของสารคดีวา คืองานเขียนที่ไมมีตัวละครสมมุติ ถึงแมffiวาสารคดีจะเปนงาน เขียนที่ผูffiเขียนเจตนาใหffiความรูffiแกผูffiอานแตก็เพงเล็งจะใหffiเกิดความพึงพอใจ อันเกิดมาจากการประกอบรูป ประกอบแบบ เพงเล็งเลือกเฟ^นการใชffi ถffiอยคําใหffiการทําใหffiเกิดอารมณ$ตามสมควร งานเขียนที่เพงเล็งเชิงความรูffiเพงเล็ง จะสอนโดยไมคํานึงถึงอารมณ$ไมเปนสารคดี ถือเปนหนังสือความรูffiหรือวิชาการ และมาลี บุญศิริพันธุ$ (๒๕๓๕ : ๑๒) ที่วาสารคดีเปนขffiอเขียนที่เนffiนองค$ประกอบ ของความสนใจของมนุษย$มากกวาความสดของเหตุการณ$ เรื่องที่นํามาเขียน สารคดีจะเปนเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ สิ่งประดิษฐ$ หรือการถายทอด
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๑๙ ความคิดบางอยาง วัตถุประสงค$ของการเขียนสารคดีมักจะเปนเพราะความ สนใจมากกวาเกิดจากการรีบเรงใหffiทันเวลากําหนด ที่สําคัญที่สุดคือสอดคลffiองกับโดยในคําประกาศของคณะกรรมการ ตัดสินรางวัลนายอินทร$อะวอร$ดครั้งที่ ๕ ประเภทสารคดีประจําปPพุทธศักราช ๒๕๕๒ ในประการที่สองที่วา ผลงานที่ปรากฏแกสายตาคณะกรรมการ บง บอกวาผูffiเขียนสารคดี “แมน้ําสีเขียวคราม” มีความมุงมั่นรังสรรค$ผลงานชิ้นนี้ ดffiวยการศึกษาขffiอมูลอยางหนัก ทั้งขffiอมูลจากเอกสารและจากการลงพื้นที่ไป คลุกคลีกับชาวบffiานเปนเวลานาน นํามากลั่นกรองเปนขffiอเขียนเชิงสารคดีที่มี ขffiอมูลหนักแนนนาเชื่อถือ แมffiในเนื้อหาจะบงวาไมเห็นดffiวยกับนโยบายของรัฐ เรื่องการสรffiางเขื่อนแมน้ําสงคราม แตก็เปนการแสดงความคิดเห็นเชิงคัดคffiาน อยางมีเหตุผล ควรคาแกการรับฟ@ง และคําตัดสินของคณะกรรมการรางวัล นายอินทร$อะวอร$ดครั้งที่ ๕ ประเภทสารคดีประจําปPพุทธศักราช ๒๕๕๒ ใน ประการที่สามที่วา ผูffiเขียนนําเสนอขffiอมูลที่มีการศึกษาคffiนควffiามานําเสนออยาง มีศิลปะ ดffiวยกลวิธีการเลาเรื่องที่มีเสนห$ มีการรffiอยเรียงเรื่องราวมีชั้นเชิงทาง วรรณศิลปd ใชffiภาษาสํานวนสละสลวยสอดแทรกอารมณ$ความรูffiสึกอันกอใหffiเกิด ความสะเทือนใจอยางเหมาะควร มีการใชffiกลวิธีการเขียนสารคดีเชิง “นาฏลักษณ$” (Dramatize Presentation) คือการใชffiตัวละครที่มีตัวตนจริง มาสรffiางอรรถรสและความนาเชื่อถือใหffiผูffiอาน ในสวนประเด็นของการใชffiเครื่องหมายวงเล็บ เพื่อใหffiความหมาย อธิบาย และเสริมความของภาษาถิ่นอีสานเปนภาษากลาง เพราะเนื้อเรื่องใน สารคดีนี้เปนเรื่องที่เกี่ยวกับสายน้ําในถิ่นอีสาน โดยเฉพาะอยางยิ่งการใหffi ความหมายและอธิบายภาษาถิ่นอีสานที่เปนเครื่องมือเครื่องใชffiในชีวิตประจําวัน ของชาวบffiาน อยางเชนเครื่องมือจับสัตว$น้ํา ทั้งนี้เพื่อใหffiผูffiอานไดffiเขffiาใจ
๑๒๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ความหมายของภาษาถิ่นที่ใชffiประกอบการดําเนินเรื่องนั้น เปนสิ่งหนึ่งที่ผูffiเขียน ไดffiใชffiกลการประพันธ$นี้มาเพิ่มในงานเขียนใหffiผูffiอานไดffiรับรูffiถึงคําภาษาถิ่นอยาง แทffiจริง ซึ่งบางคําบางขffiอความอาจเปนคําภาษาถิ่นอีสานที่ผูffiอานบางคนเขffiาใจดี แลffiว แตก็สามารถขffiามในสวนคําอธิบาย หรือคําขยายความในเครื่องหมาย วงเล็บไปไดffi โดยไมทําใหffiเสียอรรถรสในการอานแตอยางใด ในทางกลับกัน สําหรับผูffiที่ไมเขffiาใจคําหรือขffiอความในภาษาถิ่นอีสานก็สามารถทําความเขffiาใจ จากคําอธิบายหรือขยายความในเครื่องหมายวงเล็บเพื่อเสริมความเขffiาใจและ ความรูffi เพื่อใหffiไดffiอรรถรสในการอานและติดตามเรื่องตอไปไดffi ซึ่งสอดคลffiองกับ ธีรภาพ โลหิตกุล (๒๕๔๔ : ๑๕๒) ที่กลาววา สารคดี คือ การนําเสนอความจริง อยางสรffiางสรรค$ สารคดีมิใชแบบเรียน แตเปนสวนของความบันเทิง แตเปน ความบันเทิงที่ไดffiสาระ สําหรับประเด็นตอมาที่พบในสารคดีเรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ ใชffiระบบการอffiางอิงหลายรูปแบบ ระบบการอffiางอิงที่ผูffiเขียน ใชffiมีการอffiางอิงแบบเชิงอรรถเสริมความหรืออธิบายความโดยผูffiใชffiในเพื่ออธิบาย ความหรือเสริมความที่เกี่ยวกับลักษณะภูมิศาสตร$ เครื่องมือเครื่องใชffi พรรณไมffi ทffiองถิ่นที่เปนภาษาถิ่นเพื่อเพิ่มเติมขffiอมูลบางประการที่ผูffiเขียนกําลังนําเสนอ รองลงมาผูffiเขียนใชffiระบบการอffiางอิงแบบเชิงอรรถอffiางอิงขffiอมูลจากหนังสือ หนวยงานราชการ หรือนักวิชาการในการประกอบความในการดําเนินเรื่อง โดยผูffiเขียนใชffiเมื่อตffiองการเสริมความเห็นหรือเพิ่มหนักของขffiอมูลที่ผูffiเขียน นําเสนอ สุดทffiายผูffiเขียนใชffiระบบ การอffiางอิงแบบนามปPแบบแทรกในเนื้อ ซึ่ง ผูffiเขียนใชffiเมื่อตffiองการกลาวถึงขffiอมูลเสริมที่มาจากนักวิชาการ นอกเหนือจาก ขffiอมูลที่ผูffiเขียนพบมา กลการประพันธ$นี้ทําใหffiเกิดความนาเชื่อถือมากขึ้นซึ่ง นับวาผูffiเขียนไดffiใชffiขffiอมูลทางวิชาการมาประกอบการนําเสนอเรื่องเพื่อสรffiาง น้ําหนักของขffiอมูลใหffiมากยิ่งขึ้น สอดคลffiองกับชลัยพร เหมะรัชตะ และคณะ
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๒๑ (๒๕๕๕ : ๑๔๙-๑๖๓) กลาวถึงการอffiางวา ในการเขียนทางวิชาการนั้นมักจะ อาศัยแหลงขffiอมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ ทั้งที่เปนวัสดุตีพิมพ$ และวัสดุไมตีพิมพ$ โดยจริยธรรมและกฎหมายลิขสิทธิ์ผูffiเขียนจะตffiองระบุแหลงขffiอมูลที่ใชffi โดยเฉพาะเมื่อคัดลอกขffiอความจากแหลงที่ใชffiโดยตรง ดังนั้น การอffiางอิงในการ เขียนรายงานจึงยกขffiอความ หรือนําความคิดของผูffiอื่นมาอffiางไวffiในรายงานของ ตน ซึ่งทําใหffiผูffiเขียนจําเปนตffiองอffiางอิงถึงที่มาของขffiอมูล ขffiอความ ตลอดจน ความคิดเหลานั้น การอffiางอาจทําไดffiหลายแบบ ซึ่งการอffiางอิงระบบนามปP เปนแบบหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการใชffiเชิงอรรถเสริมความมาใชffiการอธิบายความ เพิ่มเติมและเชิงอรรถโยงมาใชffiในการโยงใหffiดูขffiอความที่สัมพันธ$กันที่ปรากฏอยู ในหนffiาอื่น ๆ นอกจากนี้กลวิธีการอffiางอิงยังเปนการนํารูปแบบของหนังสือทาง วิชาการมานําเสนอใหffiชวนอานติดตาม สรffiางความเพลิดเพลินบนขffiอเท็จจริง สอดกับทวีศักดิ์ ญาณประทีป (๒๕๒๕ : ๖๑) วา สารคดีเปนหนังสือที่ใหffiเนื้อหา สาระและความรูffiแกผูffiอานเปนสําคัญ แตบางทีใหffiความเพลิดเพลินดffiวย สอดคลffiองกับโดยในคําประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลนายอินทร$ อะวอร$ดครั้งที่ ๕ ประเภทสารคดีประจําปPพุทธศักราช ๒๕๕๒ ในประการที่วา นําเสนอเรื่องราวรอบดffiาน ทั้งดffiานธรรมชาติ วิถีวัฒนธรรม ตลอดจนป@ญหา ของชุมชนลุมแมน้ําสงคราม อันเปนการสะทffiอนสภาพสังคมไทยนอกกระแสหลัก ซึ่งคนไทยสวนใหญมีความรูffiความเขffiาใจตอชุมชนกลุมนี้นffiอยมาก หรืออาจไม เคยรับรูffiมากอนเลย และประการที่สองที่วา ผลงานที่ปรากฏแกสายตา คณะกรรมการ บงบอกวาผูffiเขียนสารคดี “แมน้ําสีเขียวคราม” มีความมุงมั่น รังสรรค$ผลงานชิ้นนี้ดffiวยการศึกษาขffiอมูลอยางหนัก ทั้งขffiอมูลจากเอกสารและ
๑๒๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จากการลงพื้นที่ไป คลุกคลีกับชาวบffiานเปนเวลานาน นํามากลั่นกรองเปน ขffiอเขียนเชิงสารคดีที่มีขffiอมูลหนักแนนนาเชื่อถือ อาจกลาวไดffiวากลการประพันธ$ในสารคดีที่ไดffiรับรางวัลยอดเยี่ยมรางวัล นายอินทร$อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ ไดffiแก สารคดีเรื่อง แมน้ําสีเขียวคราม ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ ปรากฏมีการใชffiการอffiางอิงจากขffiอมูลหลายรูปแบบ ทั้งจาก บุคคล เอกสาร และนักวิชาการ นอกจากนี้ยังมีการใชffiเครื่องหมายวงเล็บ เพื่อใหffiความหมาย อธิบาย และเสริมความของภาษาถิ่นอีสานเปนภาษากลาง โดยผานการคffiนควffiาและกลั่นกรองขffiอมูลมาเปนอยางดี ทั้งจากประสบการณ$ใน การอยูรวมกับชาวบffiาน และขffiอมูลทางวิชาการที่ศึกษาคffiนควffiามาอยางหนัก แลffiว นํามากลั่นกรองนําเสนองานเขียนสารคดีดffiวยกลประพันธ$แบบงานเขียนวิชาการ ที่ผสมผสานกันไปอยางมีศิลปะ ทําใหffiผูffiอานไดffiรับความรูffiที่ชวนติดตาม ประกอบดffiวยความเพลิดเพลินไปพรffiอมกัน ขffiอเสนอแนะ ขffiอเสนอแนะ ควรมีการศึกษาสารคดีที่ไดffiรับรางวัลยอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร$ อะวอร$ด ปP ๒๕๕๒ ไดffiแก สารคดีเรื่อง “แมน้ําสีเขียวคราม” ของ บําเพ็ญ ไชยรักษ$ ในแงมุมของการใชffiภาษาที่กอใหffiเกิดอารมณ$สะเทือนใจแกผูffiอาน
กลการประพันธในงานเขียนสารคดี ที่ไดรับรางวัลยอดเยี่ยมนายอินทรอะวอรด ป ๒๕๕๒ ๑๒๓ บรรณานุกรม บรรณานุกรม จุฬาลงกรณ$มหาวิทยาลัย, ภาควิชาบรรณารักษศาสตร$ คณะอักษรศาสตร$. (๒๕๕๕).การคffiนควffiาและการเขียนรายงาน การคffiนควffiาและการเขียนรายงาน การคffiนควffiาและการเขียนรายงาน. พิมพ$ครั้งที่ ๑๑ . กรุงเทพฯ : โครงการเผยแพรผลงานทางวิชาการคณะอักษรศาสตร$. ทวีศักดิ์ ญาณประทีป. (๒๕๒๕). การเขียนสารคดี การเขียนสารคดี การเขียนสารคดี. กรุงเทพฯ : อักษรไทย. มาลี บุญศิริพันธ$. (๒๕๓๘). การเขียนสารคดีสําห การเขียนสารคดีสําห การเขียนสารคดีสําหรับสื่อสิ่งพิมพ$ รับสื่อสิ่งพิมพ$ รับสื่อสิ่งพิมพ$. กรุงเทพฯ : ประกายพฤกษ$. ธนรัชฎ$ ศิริสวัสดิ์. (๒๕๓๒). “แนวการวิจารณ$สารคดี”. ในเอกสารการสอน เอกสารการสอน เอกสารการสอน ภาษาไทย ๗ ภาษาไทย ๗. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ธีรภาพ โลหิตกุล. (๒๕๔๑). กวาจะมาเปนสารคดี กวาจะมาเปนสารคดี กวาจะมาเปนสารคดี. พิมพ$ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : แพรวสํานักพิมพ$. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ. (๒๕๑๗). วิเคราะห$รสวรรณคดีไทย วิเคราะห$รสวรรณคดีไทย วิเคราะห$รสวรรณคดีไทย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. บุปผา บุญทิพย$. (๒๕๓๒). การเขียน การเขียน การเขียน. พิมพ$ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย รามคําแหง. บําเพ็ญ ไชยรักษ$. (๒๕๕๒). แมน้ําสีเขียวคราม แมน้ําสีเขียวคราม แมน้ําสีเขียวคราม. กรุงเทพฯ : อมรินทร$พริ้นติ้ง แอนด$พับลิชชิ่ง. ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิยสถาน พ นานุกรมฉบับราชบัณฑิยสถาน พ นานุกรมฉบับราชบัณฑิยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ : นานมีบุNคส$ พับลิเคชั่น. _________. (๒๕๔๒). พจนานุกรมศัพท$วรรณกรรมไทย พจนานุกรมศัพท$วรรณกรรมไทย พจนานุกรมศัพท$วรรณกรรมไทย. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.
๑๒๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน รffiานนายอินทร$. ขาวและกิจกรรม ขาวและกิจกรรม ขาวและกิจกรรม. สืบคffiนเมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘. จาก http://www.Naiin.com/๐๔award.asp?cat=rul รุงฤดี อภิวัฒนศร. (๒๕๕๑). หffiองสมุดและสารนิเทศเพื่อการศึกษาค หffiองสมุดและสารนิเทศเพื่อการศึกษาคffiนควffi หffiองสมุดและสารนิเทศเพื่อการศึกษาคffiนควffiา. ffiนควffi กรุงเทพฯ : ทริปเพิ้ล เอ็ดดูเคชั่น. อําไพวรรณ ทัพเปนไทย. (๒๕๔๙). การเขียนรายงานและการใชffiห การเขียนรายงานและการใชffiหffiองสมุด การเขียนรายงานและการใชffiหffiองสมุด. ffiองสมุด กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร$.
การสวดโอเอวิหารราย : มรดกทางคีตกรรมและการสืบทอด วัฒนธรรมทางภาษา ณัฐวุฒิ เชื้อชวด
๑๒๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน แตเดิมสมัยโบราณ เทคโนโลยีการสื่อสารยังดflอยการพัฒนา โดยเฉพาะอยางยิ่งในดflานหนังสือหรือวรรณกรรม ทั้งนี้อาจเป&นเพราะความ ทันสมัยในสื่อสิ่งพิมพ'ยังไมเกิดขึ้น คนไทยสมัยกอนจึงนิยมเผยแพรวรรณกรรม ดflวยการบอกเลา หรือ มุขปาฐะ (Oral Literature) เชน การเลาตํานาน การเลานิทาน การขับรflอง เป&นตflน ซึ่งตflองอาศัยการออกเสียงขับขานใหflมี จังหวะและทวงทํานองที่หลากหลายอันเป&นประโยชน'ที่สามารถทําใหflเขflาถึง สุนทรียรส ของวรรณกรรมไดflเป&นอยางดี เพราะทวงทํานองเป&นสื่อพิเศษ ในการนําผูflเสพไดflดื่มด่ําอรรถรสของวรรณกรรม อีกทั้งการออกเสียงเป&น การสรflางปฏิสัมพันธ'อันดีระหวางผูflออกเสียงกับผูflฟCงอีกดflวย การขับรflองวรรณกรรมหรือคีตวรรณกรรมเป&นคําสมาส ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๒ : ๒๕๐-๑๐๕๔) ไดflใหflความหมายไวflดังนี้ คีต (คี-ตะ) หมายถึง “การขับรflอง” และ วรรณกรรม (วัน–นะ-กํา) หมายถึง “งานหนังสือ งานประพันธ' บทประพันธ'ทุกชนิดที่เป&นรflอยแกflว รflอยกรอง” เมื่อนําทั้งสองคํามารวมกันสามารถใหflความหมายไดflคือ “การนํา วรรณกรรมมาขับรflองเป&นทํานอง” ซึ่งมีหลายประเภทดflวยกันคือ การขับ การพากย' การเทศน' การแหล และ การสวด เป&นตflน อันมีลีลาและ ทวงทํานองที่แตกตางกันออกไป และที่นาสนใจคือ “การสวด” สุมน อflนไชยะ (๒๕๓๙ : ๒๒๕-๒๒๙) ไดflกลาวถึงการสวดสรุปไดflวา การสวดแบงเป&น ๒ อยาง คือ ๑. การสวดที่พระภิกษุสงฆ'เป&นผูflสวด การสวดที่พระภิกษุสงฆ'เป&นผูflสวด การสวดที่พระภิกษุสงฆ'เป&นผูflสวด ซึ่งสมเด็จพระเจflาบรมวงศ'เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงกลาววามี ๒ ลักษณะคือ ๑.๑ การสวดเพื่อรักษาศาสนา กลาวคือพระภิกษุสงฆ' รวมกันทองจําพระธรรมวินัย แลflวพากันสวดพรflอมกันอยางพระสวดทุกวันนี้
การสวดโอเอวิหารราย : มรดกทางคีตกรรมและการสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษา ๑๒๗ ๑.๒ การสวดเพื่อปUองกันคุflมครองใหflพflนจากภัยอันตราย เรียกวา สวดพระปริตร ซึ่งมีปรากฏในลังกาประมาณปV พ.ศ. ๕๐๐ ลักษณะ ของคาถาที่ใชflสวดก็จะเป&นไปตามเหตุการณ'ที่นิมนต' เชน สวดเพื่อสิริมงคล ก็ใชflสวดมงคลสูตร สวดใหflผูflปWวยฟCงก็ใชflสวดโพชฌงค' เป&นตflน ๒. การสวดที่ฆราวาสเป&นผูflสวด การสวดที่ฆราวาสเป&นผูflสวด การสวดที่ฆราวาสเป&นผูflสวด มีทั้งสวดคนเดียวและสวดหมู ซึ่งเป&นการสวดเฉพาะกาล อาจใชflสวดกอนนอน สวดตอนเชflาหลังจากตื่นนอน ก็ไดfl จะเป&นการภาวนาใหflจิตสงบเกิดสมาธิ ซึ่งตอมามีผูflนําชาดกธรรมคติและ นิทานมาแตงเป&นรflอยกรอง หรือเรียกวา กลอนสวดบflาง กลอนวัดบflาง แตกตางกันไปตามทflองถิ่น อาจแตงเป&น โคลง ฉันท' กาพย' ก็ไดfl อีกทั้ง การสวดของภาคกลางนั้นมีหลายทํานอง อาทิ สวดสรภัญญ' สวดพระมาลัย สวดคฤหัสถ' และสวดโอflเอflวิหารราย โดยเฉพาะอยางยิ่ง “การสวดโอflเอfl วิหารราย” ซึ่งในปCจจุบันมีผูflสนใจสืบทอดนflอยและหาชมไดflยากยิ่ง โอflเอflวิหารราย โอflเอflพิหารราย หรือโอflเอflศาลาราย นั้น นันทา ขุนภักดี (๒๕๓๐ : ๔๕) ไดflใหflความหมายสามารถสรุปไดflวา เป&นการสวด มหาชาติคําหลวงของนักสวดที่ออนหัด สวดไมเกง ไมแมนยํา ออกเสียง อักขระไมชัดเจน จึงไมมีโอกาสเขflาไปสวดในวัดพระศรีสรรเพชญดาญาณ แตจะไดflสวดตามวิหารเล็ก ๆ ที่รายรอบอยูบริเวณพระอุโบสถ ผูflที่ผานไป ผานมาไดflยินเสียงสวดอflอ ๆ แอfl ๆ ไมชัดเจน จึงพากันเรียกการสวดลักษณะนี้ วา โอflเอflวิหารราย โอflเอflวิหารราย โอflเอflวิหารราย ดังปรากฏหลักฐานในโคลงบานแผนกทflาย กัณฑ'มหาพน ฉบับตั้งสวดในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแกflว) ดังนี้
๑๒๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน มีนามวาไวflพระ คําหลวง แรกเรียกตามกระทรวง กระษัตรสรflาง ที่ตื้นต่ําสติปวง ปองเรียก อึงนา ผองออนแออานอflาง โอflเอflวิหารราย โอflเอflวิหารราย โอflเอflวิหารราย (สันต' สุวรรณประทีป ๒๕๒๕ : ๒๙ - ๓๐) สมัยกอนการสวดโอflเอflวิหารรายเป&นการสวดของผูflที่กําลังฝ]กหัดสวด มหาชาติคําหลวงบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ'มาตั้งแตครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป&น ราชธานี หากผูflใดที่สวดไดflช่ําชองดีแลflวจึงจะสามารถขึ้นไปสวดบนวิหารใหญ เพื่อใหflพระเจflาแผนดินไดflทรงฟCง และพอถึงสมัยรัตนโกสินทร' พระบาทสมเด็จ พระจอมเกลflาเจflาอยูหัว (รัชกาลที่ ๔) โปรด ฯ ใหflนักเรียนโรงทานที่อาน หนังสือกลอนสวดใหflสวดตามศาลาที่ลflอมรอบบริเวณพระอุโบสถวัดพระศรี รัตนศาสดาราม ศาลาละ ๒ คน ซึ่งจะสวดตามที่ตนเองเรียนและไดflฝ]กมา ตามความถนัด สามารถแบงออกไดflเป&น ๓ ทํานอง คือ ทํานองยานี ฉบัง และสุรางคนางค' ที่ปรากฏอยูในวรรณกรรมเรื่อง สังข'ศิลป_ชัยกลอนสวด กาพย'เรื่องพระไชยสุริยา หนังสือทศมูลเสือโค เป&นตflน ครั้นถึงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลflาเจflาอยูหัว (รัชกาล ที่ ๕) การสวดโอflเอflวิหารรายไดflสวดแตเรื่อง “กาพย'พระไชยสุริยา” ของ สุนทรภูเพียงเรื่องเดียว (ธนกฤต อกนิษฐ'ธาดา ๒๕๕๑ : ๓๘) ซึ่งกอนจะทํา การสวดโอflเอflวิหารรายนั้นจะตflองเตรียมตั้งโตaะหมูบูชา มีดอกไมflธูปเทียนและ โตaะวางหนังสือสวดโดยจะตflองคัดลอกใสสมุดไทยไวflสําหรับสวดโดยเฉพาะและ จะคัดลอกไวflทั้งหมด ๙ บท เทานั้นโดยจะเลือกตอนใดตอนหนึ่งมาสวดก็ไดfl แบงเป&นกาพย'ยานี ๔ บท กาพย'ฉบัง ๔ บท และกาพย'สุรางคนางค' ๑ บท ทั้งนี้ในเรื่องกาพย'พระไชยสุริยาจะตflองไมนําบทกาพย'ยานีที่เป&นบทอัศจรรย'
การสวดโอเอวิหารราย : มรดกทางคีตกรรมและการสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษา ๑๒๙ มาสวด เพราะทางราชการไดflพิจารณาแลflววาไมเหมาะสมจะนํามาสวดและ การสวดก็จะตflองสวดศาลาละอยางนflอง ๒ คน โดยกอนสวดจะตflองจุดเทียน ธูปบูชาพระเสียกอน หลังจากนั้นจึงจะนั่งคุกเขาสวดวนกันไปทีละศาลา (นันทา ขุนภักดี ๒๕๓๐ : ๕๒-๕๓) ซึ่งเนื้อความจากวรรณกรรมเรื่อง กาพย' พระไชยสุริยา ๓ ทํานอง ดังตัวอยางตอไปนี้ ทํานองยานี ทํานองยานี กาพย'ยานี ๑๑ กาพย'ยานี ๑๑ สะธุสะจะขอไหวfl พระศรีไตรสรณา พอแมแลครูบา เทวดาในราศี ขflาเจflาเอา ก ข เขflามาตอ ก กามี แกflไขในเทานี้ ดีมีดีอยาตรีชา จะร่ําคําตอไป พอลอใจกุมารา ธรณีมีราชา เจflาพาราสาวะถี ชื่อพระไชยสุริยา มีสุดามเหสี ชื่อวาสุมาลี อยูบุรีไมมีภัย… (กาพย'พระไชสุริยา) ทํานองฉบัง ทํานองฉบัง กาพย'ฉบัง ๑๖ กาพย'ฉบัง ๑๖ ขึ้นกงจงจําสําคัญ ทั้งกนปนกัน รําพันมิ่งไมflในดง ไกรกรางยางยูงสูงระหง ตลิงปลิงปริงประยงค' คันทรงสงกลิ่นฝdeนฝาง
๑๓๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน มะมวงพลวงพลองชflองนาง หลนเกลื่อนเถื่อนทาง กินพลางเดินพลางหวางเนิน เห็นกวางยางเยื้องชําเลืองเดิน เหมือนอยางนางเชิญ พระแสงสําอางขflางเคียง… (กาพย'พระไชสุริยา) ทํานองสุรางคนางค' ทํานองสุรางคนางค' กาพย'สุรางคนางค' ๒๘ กาพย'สุรางคนางค' ๒๘ วันนั้นจันทร มีดารากร เป&นบริวาร เห็นสิ้นดินฟUา ในปWาทาธาร มาลีคลี่บาน ใบกflานอรชน... (กาพย'พระไชสุริยา) ปCจจุบันพบวาการสวดโอflเอflวิหารรายนั้น หาชมไดflยากหากแตยังคง มีการสวดเชิงอนุรักษ'และเผยแพรอยูจริงในชวงเขflาพรรษา บริเวณวัดพระศรี รัตนศาสดาราม (วัดพระแกflว) และในโอกาสสําคัญในงานตาง ๆ ของทาง กระทรวงวัฒนธรรมที่ไดflจัดขึ้น ซึ่งจะมีนักเรียนจากโรงเรียนตาง ๆ ไปสวด อาทิ โรงเรียนมหาวีรานุวัตร (วัดไตรมิตร) โรงเรียนราชวินิต โรงเรียนวัด ประยูรวงศ' โรงเรียนวัดอมรินทร' โรงเรียนวัดพลับพลาชัย และ โรงเรียนวัด ชนะสงคราม (นันทา ขุนภักดี ๒๕๓๐ : ๔๘-๔๙) ตลอดจนกระทรวงศึกษาธิการ ไดflเห็นความสําคัญทางดflานวรรณกรรมโดยใหflนักเรียนไดflมีโอกาสศึกษา วรรณกรรมเรื่องกาพย'พระไชสุริยา ในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนตflน ซึ่งผูflสอน (ครู) สามารถสอนพรflอมทั้งใหflนักเรียนไดflฝ]กสวดโอflเอflวิหารราย อีกทั้งผูflเขียน ไดflสนใจศึกษาและมีครูบาอาจารย'ผูflสอนทางภาษาไดflปลูกฝCงเรียนรูflการสวดโอflเอfl วิหารราย พรflอมทั้งไดflมีโอกาสแสดงการสาธิต ฝ]กสอน และอบรมการสวด
การสวดโอเอวิหารราย : มรดกทางคีตกรรมและการสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษา ๑๓๑ โอflเอflวิหารรายใหflกับ ครู นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผูflที่สนใจการสวด โอflเอflวิหารราย ซึ่งจัดเป&นแนวทางสําคัญที่ไดflอนุรักษ'มรดกทางคีตวรรณกรรม และไดflถายทอดวัฒนธรรมทางภาษาควบคูกับภูมิปCญญาไทยใหflธํารงอยู ทามกลางกระแส ยุคเทคโนโลยีที่โหมกระหน่ําอยางภาคภูมิใจ ทั้งนี้อาจเป&น เพราะเกิดจากแรงจูงใจที่วา “ภาษา วัฒนธรรม และภูมิปCญญาไทย คือ ภาษา วัฒนธรรม และภูมิปCญญาไทย คือ เอกลักษณ'และรากฐานอันทรงคุณคาที่ดีงามของประเทศไทย” เอกลักษณ'และรากฐานอันทรงคุณคาที่ดีงามของประเทศไทย” ตั ตัวอยางภาพกิจกรรมการสวดโอflเอflวิหารราย วอยางภาพกิจกรรมการสวดโอflเอflวิหารราย การสวดโอflเอflวิหารรายของโรงเรียนจิระประวัติ ( การสวดโอflเอflวิหารรายของโรงเรียนจิระประวัติ (สวนกุหลาบจิระประวัติ สวนกุหลาบจิระประวัติ สวนกุหลาบจิระประวัติ) จังหวัด จังหวัดนครสวรรค' นครสวรรค'
๑๓๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน การอบรมการสวดโอflเอflวิหารรายที่โรงเรียนนวมินทราชูทิศ ม การอบรมการสวดโอflเอflวิหารรายที่โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม จังหวัด จังหวัดนครสวรรค' นครสวรรค'
การสวดโอเอวิหารราย : มรดกทางคีตกรรมและการสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษา ๑๓๓ บรรณานุกรม บรรณานุกรม ธนกฤต อกนิษฐ'ธาดา. (๒๕๕๑). เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏ เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ ิบัติการ “ศาสตร'และศิลป_แหงกวีนิพนธ'ไทย “ศาสตร'และศิลป_แหงกวีนิพนธ'ไทย ศาสตร'และศิลป_แหงกวีนิพนธ'ไทย :การศึกษาวิจัย การรังสรรค' การศึกษาวิจัย การรังสรรค' และขับขาน” และขับขาน”. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม. นันทา ขุนภักดี. (๒๕๓๐). คีตวรรณกรรม คีตวรรณกรรม คีตวรรณกรรม . กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร. ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒.. กรุงเทพฯ : นานมีบุaคส'พับลิเคชั่นส'. สันต' สุวรรณประทีป. (๒๕๒๕) . การสวดมหาชาติคําหลวงและโ การสวดมหาชาติคําหลวงและโอflเอflวิหารราย การสวดมหาชาติคําหลวงและโอflเอflวิหารราย. อflเอflวิหารราย. กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรม. สุมน อflนไชยะ. (๒๕๓๙). กาพย'ในวรรณกรรมไทย นวรรณกรรมไทย นวรรณกรรมไทย. ฉะเชิงเทรา : สถาบันราชภัฏ ฉะเชิงเทรา.
๑๓๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซอนไวเสียในฝffก สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จึ่งคอยชักเชือดฟffนใหบรรลัย เพลงยาวถวายโอวาท
โวหารภาพพจนในเพลงไทยลูกทุง ของ “ชาย เมืองสิงห” สุกัญญา คงสูน
๑๓๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน บทนํา ตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน “เพลง” มีบทบาทมากในวิถีชีวิตของคนไทย อยูคูกับคนไทยมานาน เป&นเครื่องผอนคลายอารมณ,ความรู-สึกและตอบสนอง อารมณ,พื้นฐานของมนุษย,ได-เป&นอยางดี ไมวาจะเป&นความรู-สึกรัก โกรธ เสียใจ ดีใจ บางครั้งเพลงก็ใช-เป&นสื่อบอกถึงความรู-สึกตาง ๆ ได- ปจจุบันแนวเพลง ตางๆ เกิดขึ้นมากมาย อยางไรก็ตามสิ่งสําคัญที่สุดของเพลงหนึ่ง ๆ ก็คือ เนื้อร-อง เนื้อร-องของเพลงที่ดีและได-รับความนิยมจะต-องใช-ภาษาที่สละสลวย สื่ออารมณ,ความรู-สึกได-ชัดเจน และมีเพลงจํานวนมากมายที่ใช-ภาพพจน, (Figures of Speech) นําเสนอเนื้อร-อง ทําให-ผู-ฟงเห็นภาพโดยไมต-องกลาว ออกมาตรง ๆ ซึ่งนับวาเป&นแงงามของภาษาไทยอยางหนึ่งที่มีเสนห,ชวนให-ผู-ฟง หลงใหลและทําให-เพลงนั้นเป&นที่นิยมมากขึ้น เพลงลูกทุงมีบทบาทและอยูคูกับคนไทยมานาน และเนื้อเพลงลูกทุง ที่ได-รับความนิยมก็ใช-ภาษาที่สละสลวย มีการใช-ภาพพจน,เพื่อให-เกิดจินตภาพ และสื่ออารมณ,ความรู-สึกอยางชัดเจน เพลงลูกทุงเป&นที่นิยมและติดหูคนไทย จนเรียกได-วาเป&นเอกลักษณ,ที่สําคัญยิ่งของชาติ เพลงลูกทุงของชาย เมืองสิงห, ศิลปKนแหงชาติ สาขาศิลปะการแสดง นักร-อง-นักแตงเพลงลูกทุง ปM พ.ศ. ๒๕๓๘ นับวามีบทบาทสําคัญมากในวงการ เพลงลูกทุงไทย ผลงานการประพันธ,เพลงของทาน ทั้งแตงเองร-องเอง และแตง ให-ผู-อื่นร-องมีจํานวนมากกวา ๑,๐๐๐ เพลงด-วยกัน และหลายเพลงก็ได-รับ รางวัลมากมาย เชนเพลงทุกข,ร-อยแปด, พอลูกออน, ทําบุญรวมชาติ, ลูกสาว ใครหนอ, มาลัยดอกรัก เป&นต-น สําหรับบทความนี้ใช-เกณฑ,การวิเคราะห,โวหารภาพพจน,ของ วิภา กงกะนันทน, (๒๕๓๓ : ๓๓) ซึ่งได-ให-ความหมายของภาษาภาพพจน,วา ภาพพจน, (Figures of Speech) หมายถึงถ-อยคําที่เรียบเรียงอยางใช-โวหาร
โวหารภาพพจนในเพลงไทยลูกทุงของ “ชาย เมืองสิงห” ๑๓๗ ไมกลาวอยางตรงไปตรงมาทั้งนี้โดยมีเจตนาให-มีประสิทธิผลตอความเข-าใจ และความรู-สึกยิ่งขึ้นกวาการใช-ถ-อยคําบอกเลาตามธรรมดา โดยภาพพจน, แตละชนิดมีลักษณะดังนี้ ๑. ภาพพจน,แบบอุปมา ภาพพจน,แบบอุปมา ภาพพจน,แบบอุปมา (Simile) เป&นโวหารที่เปรียบเทียบของ สองสิ่งที่ไมจําเป&นต-องนํามาเปรียบกันวาเหมือนกัน คําที่ผู-ใช-โวหารประเภทนี้ ใช-ในการเปรียบเทียบ คือ คําวา เหมือน คล-าย ดุจ ดูราว กล ประหนึ่ง เพียง ดั่ง ราวกับ เฉก ฯลฯ (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๔๐) เชน “พี่เป&นผู-แ “พี่เป&นผู-แ พี่เป&นผู-แพ- เหมือนแพอับปาง ต-องแรมร-างหาทางไมเจอ แพอับปาง ต-องแรมร-างหาทางไมเจอ แพอับปาง ต-องแรมร-างหาทางไมเจอ” (เพลงกิ่งทองใบหยก) จากเนื้อเพลงกิ่งทองใบหยกในทอนนี้มีการเปรียบเทียบวาตนเองเป&น เสมือนแพที่อับปางหรือแพที่แตก ยอมเคว-งคว-างและไร-หนทางที่จะดําเนิน ตอไป เพราะเนื้อหาในเพลงนี้เป&นเรื่องราวเกี่ยวกับชายที่ผิดหวังจากความรัก เพราะหญิงที่ตนรักไปแตงงานกับคนอื่นที่มีฐานะดีกวาตน ดังนั้นชายผู-นี้จึงยอม เสียสละและเป&นผู-แพ- และยอมจํานนในความพายแพ-ในที่สุด เพราะเห็นวาทั้ง คูก็เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก “หลงรักน-องอัดแนนในอก “หลงรักน-องอัดแนนในอก เหมือนตกขุมนรกหัวอกแทบพัง ตกขุมนรกหัวอกแทบพัง ตกขุมนรกหัวอกแทบพัง” (เพลงลูกสาวใครหนอ) จากเนื้อเพลงลูกสาวใครหนอในทอนนี้มีการเปรียบเทียบเวลาที่คนเรา มีความรัก หรือหลงรักใครสักคน ยอมกระวนกระวายทรมานใจ อยากพบเจอ อยากเห็นหน-าอยูตลอดเวลา เป&นความรู-สึกที่ตราตรึงอยูในหัวใจเปรียบเสมือน การตกนรกที่ร-อนรุมอยูทุกเวลา
๑๓๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๒. ภาพพจน,แบบอุปลักษณ, ภาพพจน,แบบอุปลักษณ, ภาพพจน,แบบอุปลักษณ, (Metaphor Metaphor Metaphor) เป&นโวหารที่เปรียบเทียบ ของสองสิ่งที่ไมจําเป&นต-องนํามาเปรียบเทียบกันวาเป&นสิ่งเดียวกันหรือเทากัน ทุกประการ โดยใช-คําวา “เป&น” “เทา” “คือ” ในการเปรียบเทียบ (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๓๓) เชน “เจ-าออนวัยไร-มารยา “เจ-าออนวัยไร-มารยา เป&นหงส,อยูฝูงกาคาควรไฉน หงส,อยูฝูงกาคาควรไฉน หงส,อยูฝูงกาคาควรไฉน” (เพลงแมสื่อแมชัก) จากเนื้อเพลงแมสื่อแมชักในทอนนี้จะเห็นวามีการเปรียบเทียบโดยใชคําวา “เป&น” มาเป&นคําเชื่อมเปรียบ และมีการเปรียบเทียบผู-หญิงที่อายุยัง น-อยวาไมมีเลห,เหลี่ยมมารยาแตอยางใด ผิดกับบุคคลที่มีเลห,เหลี่ยม คอยแต หลอกลวง เปรียบเป&นหงส,ที่อยูในฝูงกา ยอมมีสีที่มีความแตกตางกันมาก เพราะหงส,นั้นมีสีขาว มีความงดงาม สวนกานั้นมีสีดํา ไมมีสงาราศี “เอาลํานาวานั้น “เอาลํานาวานั้น เป&น มานบังตางเรือนและเหย-า” มานบังตางเรือนและเหย-า” (เพลงนาวาสวรรค,) จากเนื้อเพลงนาวาสวรรค,ในทอนนี้จะเห็นวามีการเปรียบเทียบโดยใชคําวา “เป&น” มาเป&นคําเชื่อมเปรียบ ใช-การเปรียบเทียบโดยเอาเรือมาเปรียบ เป&นมานและเป&นบ-านเรือนที่อยูอาศัย เพลงนาวาสวรรค,นี้เป&นการใชจินตนาการของคนแตงเพลงที่กําลังลองเรืออยู แตอยากให-บนเรือนั้นมีหญิงที่ ตนรักอยูด-วย จึงเปรียบเรือเป&นมานและบ-านเรือนซึ่งใช-เป&นที่อยูอาศัยได- ๓. ภาพพจน,แบบนามนัย ภาพพจน,แบบนามนัย ภาพพจน,แบบนามนัย (Metonymy Metonymy Metonymy) การใช-โวหารแบบนี้ คือ การเอยถึงสิ่งหนึ่งแตให-มีความหมายเป&นอยางอื่น (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๔๒) เชน
โวหารภาพพจนในเพลงไทยลูกทุงของ “ชาย เมืองสิงห” ๑๓๙ “จงรักนวลสงวนตัว ระวัง “จงรักนวลสงวนตัว ระวังลิ้น ชายชั่วหนอยนะดวงใจ” ชายชั่วหนอยนะดวงใจ” (เพลงรอหนอยน-องติ๋ม) จากเนื้อเพลงรอหนอยน-องติ๋มในทอนนี้มีการใช-คําแทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ มีลักษณะสัมพันธ,ใกล-ชิดกับสิ่งที่ต-องการเปรียบ กลาวคือมีการใช-คําที่มี ความหมายแคบให-มีความหมายกว-างขึ้น คือคําวา “ลิ้น” ซึ่งคําวา “ลิ้น” นี้ ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๖ : ๑๐๑๔) ได-ให-ความหมายวา หมายถึงอวัยวะที่อยู ในปาก มีหน-าที่กลั้วอาหารให-เข-ากันแล-วสงลงในลําคอ, ชวยในการออกเสียง และให-รู-รส แตคําวา “ลิ้น” ในเนื้อเพลงนี้หมายรวมไปถึงคําพูด เป&นการ ตักเตือนให-รักนวลสงวนตัวและระวังคําพูดของคนให-มาก ถ-าพลาดพลั้งอาจ เสียทีได- “ผัวเดียวไมรักไมเป&นไร ผัวดีไฉนไมเป&นแหลง “ผัวเดียวไมรักไมเป&นไร ผัวดีไฉนไมเป&นแหลง ผัวเดียวไมรักไมเป&นไร ผัวดีไฉนไมเป&นแหลง เห็นทําปากแข็งแตใจออนเปลี่ยนแปลงที่นอนเดือนละกี่หน เดือนละกี่หน เดือนละกี่หน” (เพลงเมียพี่มีชู-) จากเนื้อเพลงแมยอดยาหยีในทอนนี้มีการใช-คําแทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มี ลักษณะสัมพันธ,ใกล-ชิดกับสิ่งที่ต-องการเปรียบ กลาวคือใช-คําที่มีความแคบ ให-มี ความหมายกว-างขึ้น คือคําวา “ที่นอน” ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๖ : ๕๓๑) ให-ความหมายไว-วา ฟูก, เบาะ, เครื่องปูลาดสําหรับนอน แตในเพลงนี้กลาวถึง ภรรยาที่หนีตามชู-ไป แล-วสามีเกิดความคับแค-นใจและโกรธเคือง จึงตอวา ออกมาในรูปของเนื้อเพลงวา “เปลี่ยนแปลงที่นอนเดือนละกี่หน” ดังนั้นจึง กลาวได-วา “ที่นอน” ในที่นี้คงมีความหมายรวมไปถึงผู-ชายอื่นที่ภรรยาลักลอบ ได-เสียด-วย หรือเรียกวาชายชู-นั่นเอง
๑๔๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๔. ภาพพจน,แบบปฏิพจน,หรือปฏิวาทะ ภาพพจน,แบบปฏิพจน,หรือปฏิวาทะ ภาพพจน,แบบปฏิพจน,หรือปฏิวาทะ (Oxymoron Oxymoron Oxymoron) คือการนําคําที่ มีความหมายตรงกันข-ามหรือค-านกันมารวมกัน เพื่อให-เกิดคําซึ่งมีความหมาย ใหม หรือมีความหมายที่ให-ความรู-สึกขัดแย-ง หรือเพิ่มน้ําหนักให-แกความหมาย ของคําแรก (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๔๒) เชน เป&นสาวได-เพียงครั้งหนึ่ง ถ-านึกไมถึงน้ําผึ้งก็ขม (เพลงหญิงหม-าย) จากเนื้อเพลงหญิงหม-ายในทอนนี้มีการนําคําที่มีความหมายตรงกัน ข-ามมารวมกันเกิดเป&นความหมายขัด แตมีผลพิเศษทางอารมณ, เชน คําวา “น้ําผึ้งก็ขม” ความจริงแล-วถ-ากลาวถึงน้ําผึ้ง ก็จะนึกถึงแตสิ่งที่มีรสหวานมาก ๆ ไมมีรสใดเทียมรสหวานของน้ําผึ้งได- แตสําหรับเนื้อหาของเพลงนี้น้ําผึ้งก็ขม มีความหมายไปถึงความรักของผู-หญิงที่ผิดหวัง เสียใจ จนต-องเป&นหญิงหม-าย ไร-ซึ่งราคา และไมมีชายใดอยากได-เป&นภรรยา “สวยแยบยลยากจนแม-การศึกษา บ-านนอกคอกนาที่จริงโสภา “สวยแยบยลยากจนแม-การศึกษา บ-านนอกคอกนาที่จริงโสภางามตาบาดใจ” (เพลงกาคาบพริก) จากเนื้อเพลงกาคาบพริกในทอนนี้ มีการนําคําที่มีความหมายตรงกัน ข-ามมารวมกันเกิดเป&นความหมายขัด แตมีผลพิเศษทางอารมณ, เชน คําวา “บาดใจ” ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๖ : ๖๒๑) ให-ความหมายไว-วา เจ็บแค-นใจ แตถ-าเป&นความหมายในเนื้อเพลงนี้ก็คือชื่นชมความสวยงามของผู-หญิงวาสวย บาดใจ คือสวยถูกใจมาก ๆ นั่นเอง ไมได-หมายถึงความเจ็บแค-นใจ เพราะ ผู-หญิงสวย ๆ ก็ยอมถูกใจผู-ชายและทําให-หลงใหล หาได-ทําให-เจ็บแค-นใจ แตอยางใด
โวหารภาพพจนในเพลงไทยลูกทุงของ “ชาย เมืองสิงห” ๑๔๑ ๕. ภาพพจน,แบบปฏิทรรศน,หรือปฏิภาคพจน, ภาพพจน,แบบปฏิทรรศน,หรือปฏิภาคพจน, ภาพพจน,แบบปฏิทรรศน,หรือปฏิภาคพจน, (Paradox Paradox Paradox) คือ ข-อความที่มีความหมายขัดกัน ไมวาผู-ใช-จะจงใจหรือไมก็ตาม เป&นข-อความที่ กลาวถึงสิ่งที่แปลกแตจริง หรือไมนาเป&นไปได-แตเป&นไปแล-ว (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๔๕) เชน “มีรักมีสุขละมีทุกข,ยังหนัก “มีรักมีสุขละมีทุกข,ยังหนัก ที่ไหนมีรักละมีทุกข,งาย ที่ไหนมีรักละมีทุกข,งาย มีรักละมีทุกข,งายๆ” (เพลงทุกข,ร-อยแปด) จากเนื้อเพลงทุกข,ร-อยแปดในทอนนี้กลาวถึงความรักเอาไว-วา “ที่ไหน มีรักที่นั่นมีทุกข,” เป&นคํากลาวที่ให-ความหมายเหมือนเป&นไปไมไดแตเป&นไปได- กลาวคือคําพูดนี้ใจความเหมือนมีความหมายขัดกันแตก็เป&น อยางนั้น ความจริงการมีความรักเป&นสิ่งที่ดี ไมวาจะเป&นรักกันแบบคูรักหรือ รักแบบอื่น ๆ ก็ตาม ความรักเป&นสิ่งที่สวยงามและไมนาจะทําให-เกิดความทุกข, แตสําหรับในเนื้อเพลงนี้กลาวถึงความรักแบบคูรัก ซึ่งบางครั้งทําให-เกิดความ ทุกข,ขึ้นได- เพราะอาจจะแอบรัก รักเขาข-างเดียว รักแล-วไมสมหวัง ล-วน แล-วแตเกิดความทุกข,ทั้งนั้น แม-แตคูรักเองบางครั้งก็มีเรื่องที่ทําให-ผิดใจกัน เพราะความรักเป&นเรื่องละเอียดออนยากที่จะเข-าถึงและเข-าใจ ดังนั้นคํากลาว ที่วา “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข,” ถึงแม-จะมีความหมายขัดแย-งอยูในตัวเองแตเป&น ความจริงที่เป&นไปได-มาทุกยุคทุกสมัยแล-ว ๖. ภาพพจน,แบบอาวัตพากย, ภาพพจน,แบบอาวัตพากย, ภาพพจน,แบบอาวัตพากย, (Synesthesia Synesthesia Synesthesia) คือ การใช-คําแทนผล ของการสัมผัสที่ผิดไปจากธรรมดา เชน รส เป&นผลของสัมผัสด-วยลิ้น กลิ่นเป&น ผลสัมผัสจากจมูก การใช-โวหารแบบนี้จะใช-ข-อความ เชน “รสของความสุข “รสของความสุข รสของความสุข” โดยปกติความสุขเป&นผลสัมผัสด-วยใจ (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๔๗) เชน
๑๔๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน “เห็นน้ําฝนหยดใส น้ําตาพี่ไหลแทบทุกที คิดถึงน-องคนดี “เห็นน้ําฝนหยดใส น้ําตาพี่ไหลแทบทุกที คิดถึงน-องคนดี เห็นน้ําฝนหยดใส น้ําตาพี่ไหลแทบทุกที คิดถึงน-องคนดี ปkานฉะนี้น-องเจ-าคงหนาวใจ” (เพลงฝนตกบ-านน-อง ฟlาร-องบ-านพี่) จากเนื้อเพลงฝนตกบ-านน-อง ฟlาร-องบ-านพี่ ในทอนนี้มีการนําคําตาง กลุมประสาทสัมผัสมาใช-ด-วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการสื่อสารให-ดูแปลก เชน คําวา “หนาวใจ” สําหรับคําวา “หนาว” นาจะเป&นอาการที่เกิดแกรางกาย แต ในเพลงนี้ใช-คํานี้กับอาการทางใจ คือ ยามที่ไมมีคูรักมาดูแล ให-ความอบอุน หรือพลัดพรากจากกันไป ก็ทําให-รู-สึกเหงา เปลาเปลี่ยว และหนาวใจได-เชนกัน “โอ-แมกาคาบพริกอยาตุกติกเลยขวัญตา ตัวจะดําก็หามีใ “โอ-แมกาคาบพริกอยาตุกติกเลยขวัญตา ตัวจะดําก็หามีใจต่ําช-า ต่ําช-าใจดําเมื่อไร เมื่อไร เมื่อไร” (เพลงกาคาบพริก) จากเนื้อเพลงกาคาบพริกในทอนนี้มีการนําคําตางกลุมประสาทสัมผัส มาใช-ด-วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลการสื่อสารให-ดูแปลก กลาวคือ นํากลุม ประสาทสัมผัสทางตา เชน คําวา “ดํา” มาใช- แล-วเลือกคําอื่นมาเคียง คือคําวา “ใจ” รวมกันเป&น “ใจดํา” เป&นลักษณะของคนที่ไมมีน้ําใจ ไมชวยเหลือผู-อื่น ๗.ภาพพจน,แบบอติพจน, ภาพพจน,แบบอติพจน, ภาพพจน,แบบอติพจน, (Hyperbole Hyperbole Hyperbole) คือ การพูดเกินความจริงเพื่อ เน-นความรู-สึก มิใชเพื่อหลอกลวง (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๔๗ ) เชน “ได-ยินเสียงโหดังแทบเป&นบ-าฟงเพ-อคลั่งหนักหนา” (เพลงกิ่งทองใบหยก) จากเนื้อเพลงกิ่งทองใบหยกในทอนนี้มีการใช-ความเปรียบที่เกินเลย มากขึ้นไป กลาวคือเพียงแคได-ยินเสียงโหที่ดังมาจากขบวนขันหมากก็แทบจะทํา ให-เป&นบ-า เพ-อคลั่งได- ความจริงอาจจะไมได-เป&นบ-าจริง ๆ อยางที่กลาว แต
โวหารภาพพจนในเพลงไทยลูกทุงของ “ชาย เมืองสิงห” ๑๔๓ เป&นความรู-สึกผิดหวังเสียใจที่หญิงคนรักต-องมาแตงงานกับชายอื่นที่มาทีหลัง แต มีความพร-อมทางฐานะมากกวาตนเอง ดังนั้นเมื่อเวลาได-ยินเสียงโหก็มีความรู-สึก แทบเป&นบ-าคลั่ง เป&นการกลาวเกินจริงเพื่อเน-นให-ได-อารมณ,ความรู-สึกมากยิ่งขึ้น “เอากลิ่นแก-มที่นวลขาวของเจ-ายุพินกินแทนน้ํา เอาวจีอันเลอล้ําฉ่ําหวานนั้นแทนข-าวปลา” (เพลงนาวาสวรรค,) จากเนื้อเพลงนาวาสวรรค,ในทอนนี้ มีการใช-ความเปรียบที่เกินเลยมาก ขึ้นไป กลาวคือ เนื้อเพลงนี้เป&นการใช-จินตนาการในการแตงเพลงได-อยาง ไพเราะจับใจ ใช-เรือเป&นดั่งบ-านที่อยูรวมกับหญิงที่ตนรัก มีการกลาวเกินจริง ก็คือ ถึงแม-วาลองเรือไปแล-วไมมีอาหารก็จะเอาแก-มของนางมากินแทนน้ํา และ เอาคําพูดที่ไพเราะของนางกินตางข-าวปลาอาหาร ในความเป&นจริงแล-วเรา ไมสามารถเอาแก-มหรือคําพูดไพเราะมากินตางอาหารได- แตก็กลาวออกมาใหได-ความรู-สึกที่ชัดเจนขึ้น เพราะเมื่อเวลาคนเราได-อยูกับคนที่เรารักสมความ ปรารถนาแล-ว ก็เป&นสิ่งที่มีความสุขที่สุด เรื่องข-าวปลาอาหารก็ไมสําคัญ แตอยางใด ขอเพียงมีหญิงคนรักอยูใกล- ๆ ก็เพียงพอแล-ว ๘. ภาพพจน,แบบอธิพจน, ภาพพจน,แบบอธิพจน, ภาพพจน,แบบอธิพจน, (Over Statement Over Statement Over Statement) การใช-โวหารแบบนี้ คือการพูดหรือการเขียนประหนึ่งโอ-อวด โดยมีเจตนาจะให-ผู-อานหรือผู-ฟง รู-สึกขัน ตางจาก Hyperbole ที่เจตนามุงเน-นความรู-สึกที่จริงจัง ตัวอยาง โวหารภาพพจน,แบบอธิพจน, (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๔๘) เชน “พี่นะจนเงินทองมองความดีพี่บ-าง จะปKดประตูหัวใจไมให “พี่นะจนเงินทองมองความดีพี่บ-าง จะปKดประตูหัวใจไมให-เข-า พี่เต็มใจนอนเฝlาทั้งทางประตูหน-าตาง” พี่เต็มใจนอนเฝlาทั้งทางประตูหน-าตาง” (เพลงลูกสาวใครหนอ)