๑๙๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เพลงหัวใจทศกัณฐ" ของ พุ'มพวง ดวงจันทร" เพลงยืมใ เพลงหัวใจทศกัณฐ" ของ พุ'มพวง ดวงจันทร" เพลงยืมใจทศกัณฐ" ของ จทศกัณฐ" ของ คัทลียา มารศรี เพลงทศกัณฐ" ของ วงสีดา คัทลียา มารศรี เพลงทศกัณฐ" ของ วงสีดา เพลงทศกัณฐ" ของ วงสีดา เพลงพระรามยังรอ ของ เพลงพระรามยังรอ ของ สดใส รุ'งโพธิ์ทอง รุ'งโพธิ์ทอง รุ'งโพธิ์ทอง เพลง ไม'ใช'หนุมาน เพลง ไม'ใช'หนุมาน เพลง ไม'ใช'หนุมาน ของ ศิลปbนวง ของ ศิลปbนวง ของ ศิลปbนวง taxi เพลงใจทศกัณฑ" เพลงใจทศกัณฑ" เพลงใจทศกัณฑ" ของ วง Saturday Seiko ของ วง Saturday Seiko Saturday Seiko กล'าวเฉพาะ เพลงใจทศกัณฐ" ของ เพลงใจทศกัณฐ" ของ เพลงใจทศกัณฐ" ของ วง Saturday Seiko Saturday Seiko Saturday Seiko เปน การตัดพfiอของคนที่มีความรักขfiางเดียว ที่แมfiไม'ไดfiความรักตอบ ก็ยังไม'ยอม เปลี่ยนใจ เช'นเดียวกับความรักที่ทศกัณฐ"มีใหfiแก'นางสีดา ความน'าสนใจของ เพลงนี้ นอกจากจะมีการเปรียบเทียบความรักขfiางเดียวกับความรักของ ทศกัณฐ"ที่มีต'อนางสีดาแลfiว ยังเปนการตั้งคําถามว'า ระหว'างทศกัณฐ"ที่ทุ'มเท ความรักใหfiนางสีดา กับนางสีดาที่ไม'เคยสนใจจะตอบรับความรักของทศกัณฐ" นั้น แทfiจริงแลfiวระหว'างนางสีดากับทศกัณฐ" ผูfiใดกันที่เปนฝkายใจยักษ" ๑.๒ การเล'าเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์ การเล'าเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์ การเล'าเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์ เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวขfiองกับวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ กลุ'มที่ ๒ คือ การนําเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์มาถ'ายทอดเปนบทเพลง ซึ่งปรากฏทั้งการเล'า เนื้อเรื่องเฉพาะตอน หรือการเล'าเนื้อเรื่องโดยรวม โดยสามารถแบ'งตาม ลักษณะการใชfiมุมมองในการเล'าเรื่อง ไดfiเปน ๒ ลักษณะ คือ การเล'าเรื่อง แบบผูfiรูfiแจfiงเห็นจริง และ การเล'าเรื่องแบบใชfiมุมมองของบุรุษที่ ๑ ที่เปน ตัวละครในเรื่อง ดังมีรายละเอียดต'อไปนี้ ๑.๒.๑การเล'าเรื่องแบบผูfiรูfiแจfiงเห็นจริง การเล'าเรื่องแบบผูfiรูfiแจfiงเห็นจริง การเล'าเรื่องแบบผูfiรูfiแจfiงเห็นจริง การเล'าเรื่องแบบผูfiรูfiแจfiงเห็นจริง เปนวิธีการเล'าเรื่องที่ผูfiแต'ง สามารถเล'าเรื่องเกี่ยวกับตัวละคร สถานที่ และเหตุการณ"ต'าง ๆ อย'างมีอิสระ เต็มที่ โดยที่ผูfiแต'งทราบความคิดและความรูfiสึกของตัวละคร แลfiวนําเอา
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๑๙๕ เรื่องราวเหล'านั้นมาเล'าไดfiตามที่ตfiองการ ซึ่งมีเพลงที่นําเนื้อเรื่องของ รามเกียรติ์มานําเสนอดfiวยวิธีนี้ ๒ เพลง ซึ่งมีทั้งการเล'าเนื้อเรื่องเฉพาะตอน และการเล'าเนื้อเรื่องโดยรวม ไดfiแก' เพลงกําเนิดหนุมาน เพลงกําเนิดหนุมาน เพลงกําเนิดหนุมาน ของ วงกลfiวยไทย ของ วงกลfiวยไทย ของ วงกลfiวยไทย ไดfiนําเสนอเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์ ตอนกําเนิดหนุมาน โดยใหfiรายละเอียด เกี่ยวกับความเปนมาของการกําเนิด วันกําเนิด วิธีการกําเนิด รูปร'างลักษณะ ตลอดจนฤทธิ์ของหนุมานที่มีตั้งแต'แรกเกิด ตลอดจนพรที่ไดfiรับจากพระอิศวร ใหfiเปนอมตะ หากตายแลfiวเมื่อถูกลมพัดก็จะฟmnนคืนชีวิต เพลงนางสีด เพลงนางสีด เพลงนางสีดา ของ วง อิมเพรสชั่นส" ( วง อิมเพรสชั่นส" (Impressions) Impressions) Impressions) มีเนื้อหานําเสนอที่มาของนางสีดา ว'าเปน อวตารของพระลักษมี ประวัติของนางสีดา ตั้งแต'แรกเกิดจนเติบใหญ' กลายเปนชนวนสงครามชิงนางระหว'างพระรามและทศกัณฐ" ตลอดจนกล'าวถึง ลักษณะนิสัยของนางสีดาว'าเปนหญิงที่ดี มีความซื่อสัตย"และซื่อตรงต'อพระราม ผูfiเปนพระสวามี ๑.๒.๒ การเล'าเรื่องแบบใชfiมุมมองของบุรุษที่ การเล'าเรื่องแบบใชfiมุมมองของบุรุษที่ การเล'าเรื่องแบบใชfiมุมมองของบุรุษที่ ๑ ที่เปน ที่เปน ที่เปน ตัวละครในเรื่อง ตัวละครในเรื่อง การใชfiบุรุษที่ ๑ ที่เปนตัวละครในเรื่องเปนผูfiเล'าเรื่อง ทําใหfi ผูfiอ'านเขfiาใจความคิดความรูfiสึกของตัวละครไดfiชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการนําเสนอ ในมุมมองของบุรุษที่ ๑ ที่เปนตัวละครนี้ พบทั้งการใชfiมุมมองของทั้งตัวละคร ฝkายพระราม และฝkายทศกัณฐ" ไดfiแก' เพลงพระรามตามกวา เพลงพระรามตามกวาง ของ สุรพล ง ของ สุรพล สมบัติเจริญ เปนการเล'าเรื่องผ'านตัวละครพระราม ซึ่งค สมบัติเจริญ ร่ําครวญที่ตfiอง พลัดพรากจากนางสีดา เพราะหลงกลทศกัณฐ"ที่ใหfiมารีศแปลงกายเปน กวางทอง มาล'อหลอกใหfiห'างจากนางสีดาไป เพลงทศกัณฐ"ม เพลงทศกัณฐ"มานะ เพลงทศกัณฐ"มานะ ของ เก'ง ธชยประทุมวรรณ ประทุมวรรณ ประทุมวรรณ เปนการเล'าเรื่องผ'านตัวละครทศกัณฐ" ว'ารูfiสึกลุ'มหลง
๑๙๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน คลั่งไคลfiนางสีดา และพยายามอfiอนวอนใหfiนางตอบรับความรักของตน สิ่งที่ น'าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือ การตั้งชื่อเพลงที่เปนการเล'นคํา (Pun) โดยคํา ว'า “ทศกัณฐ"มานะ” สามารถแปลความหมายไดfiว'า ความมุ'งมั่นพยายามของ ทศกัณฐ" หรือ การที่ทศกัณฐ"เชิญชวนใหfiนางสีดามารักตน ดังปรากฏในท'อนซ้ํา ว'า “มา นะ เปนแฟนฉันนะ เธอมามะ” เพลงนิราศลงกา ของ วง เพลงนิราศลงกา ของ วง เพลงนิราศลงกา ของ วง Yaak Lab Yaak Lab เปน บทเพลงที่นําเสนอเรื่องราวรามเกียรติ์จากมุมมองของชาวยักษ" กับ เหตุการณ"หนุมานเผากรุงลงกา ซึ่งเปนการเสนอภาพความสูญเสียและสะทfiอน ความรูfiสึกโศกเศรfiาของเหล'ายักษ" พรfiอมกับตั้งคําถามว'า “เรามันผิดตรงไหน ที่เกิดเปนอสุรา” และแสดงความคิดว'า แมfiยักษ"จะอัปลักษณ" ผูfiคนพากัน รังเกียจและอยากจะกําจัด แต'ก็มีจิตใจเหมือนมนุษย" วานร และเทวดา พรfiอม เชิญชวนใหfiเหล'ายักษ"ที่มีชะตากรรมเดียวกันใหfiอย'ายอมพ'ายแพfi และลุกขึ้นต'อสูfi กับความอยุติธรรมที่ไดfiรับ ๑.๓ การประยุกต"เนื้อหาของรามเกียรติ์ใหfiสอดคลfiองกับสมัยป1 การประยุกต"เนื้อหาของรามเกียรติ์ใหfiสอดคลfiองกับสมัยป1จจุบัน บทเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับรามเกียรติ์ ลักษณะที่ ๓ คือ มีการนํา ภาพวิถีชีวิตป1จจุบันหรือสิ่งที่ไม'ควรมีอยู' สอดแทรกเขfiาไปในเนื้อหาของ รามเกียรติ์ในลักษณะของการผิดกาละ เช'น การใหfiตัวละครต'าง ๆ ใน รามเกียรติ์มีความคิด ความสนใจ และความตfiองการในลักษณะเดียวกับคนใน ป1จจุบัน ไดfiแก' เพลงลูกห เพลงลูกห เพลงลูกหนุมาน ของ อFอด ปาร"เกต" นุมาน ของ อFอด ปาร"เกต" นุมาน ของ อFอด ปาร"เกต" ไดfiนําเสนอเรื่องราว ของมัจฉานุ ซึ่งเปนลูกของหนุมานกับนางสุพรรณมัจฉา แต'มีการปรับเปลี่ยน วิถีชีวิตของมัจฉานุใหfiเหมือนกับเด็กในยุคสมัยป1จจุบัน เช'น การเล'น Hi5 หรือ Social Media การลองเสพกัญชา การฟ1งเพลงคาราบาว การสนใจเพศตรงขfiาม การดาวน"โหลดคลิปจากอินเทอร"เน็ต เปนตfiน เพลงหนุมา เพลงหนุมาน เพลงหนุมาน Hi5 ของ อFอด ของ อFอด ปาร"เกต" เพลงนี้ไดfiนําเสนอเรื่องราวของหนุมาน ตลอดจ ปาร"เกต" นตัวละครสําคัญ
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๑๙๗ อื่น ๆ ในเรื่องรามเกียรติ์ที่มีวิถีชีวิตเหมือนคนในยุคป1จจุบัน เช'น หนุมาน ทํางานไม'เสร็จเพราะมัวแต'เล'น Hi5 พระรามพระลักษมณ"โทรตามก็ไม'ยอม รับสาย นางมณโฑโพสรูปตัวเองลงในอินเทอร"เน็ต และไปทําศัลยกรรม เปนตfiน เพลงพระรามตfiองโทษ ของ สุรพล สมบัติเจริญ เพลงพระรามตfiองโทษ ของ สุรพล สมบัติเจริญ เพลงพระรามตfiองโทษ ของ สุรพล สมบัติเจริญ เนื้อหาของ บทเพลงนี้เปนการเล'าความฝ1นประหลาดของนักรfiอง ที่เกี่ยวกับการทําสงคราม ระหว'างพระรามกับโจโฉจากเรื่องสามกFก จนมีเรื่องรfiองเรียนใหญ'โตถึงองค"การ สหประชาชาติ องค"การสหประชาชาติจึงใหfiหนุมานไปตามพระรามมารับโทษ ซึ่งเมื่อพระรามทราบก็ตfiองตกใจแทบเปนลม เพราะตfiองติดคุก ๒๐ ปv เนื้อหา เพลงนี้มุ'งเนfiนการสรfiางอารมณ"ตลกขบขัน การผสมผสานระหว'างตัวละครจาก วรรณคดีต'างเรื่อง และโลกวรรณคดีและโลกแห'งความเปนจริง ๒. รามเกียรติ์กับการแสดงร'วมสมัย รามเกียรติ์กับการแสดงร'วมสมัย รามเกียรติ์กับการแสดงร'วมสมัย รามเกียรติ์มีความเกี่ยวขfiองกับศิลปะการแสดงของไทยอย'างแนบแน'น และยาวนาน ดังจะพบว'าตัวบทวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ฉบับที่เก'าแก'ที่สุด ไดfiรับการสันนิษฐานว'าเปนบทพากย" แต'งขึ้นสําหรับใชfiพากย"หนังใหญ' หรือ วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ฉบับที่มีความสมบูรณ"มากที่สุด ที่พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟUาจุฬาโลกมหาราชโปรดใหfiประชุมนักปราชญ"ราชบัณฑิตใหfi ช'วยกันนั้น ก็อยู'ในรูปแบบของบทละครใน สําหรับสื่อการแสดงร'วมสมัยนี้ พบว'ามีผูfiนําเรื่องราวของรามเกียรติ์มาดัดแปลงทั้งในลักษณะการสืบทอดและ การสืบสรรค" แบ'งออกเปน ๕ กลุ'ม คือ นาฏศิลปxร'วมสมัย ละครเวที ละครโทรทัศน" มหาอุปรากร และการแสดงลักษณะอื่น ๆ ดังมีรายละเอียด ต'อไปนี้
๑๙๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๒.๑นาฏศิลปxร'วมสมัย นาฏศิลปxร'วมสมัย นาฏศิลปxร'วมสมัย นาฏศิลปxร'วมสมัย เปนการแสดงที่ไม'เนfiนการสื่อสารดfiวยถfiอยคํา แต' จะเนfiนการใชfiลีลาการเคลื่อนไหวร'างกายและดนตรีเปนหลัก เพื่อสื่อถึงเนื้อหา และแนวความคิดที่ผูfiสรfiางสรรค"ตfiองการนําเสนอ ซึ่งการนํารามเกียรติ์มา นําเสนอในรูปแบบนาฏศิลปxร'วมสมัยนี้ พบว'ามักเลือกนําเสนอเนื้อเรื่องเพียง บางตอน เนื่องจากขfiอจํากัดดfiานระยะเวลา และมักใชfiวิธีการดัดแปลงดfiวยการ ผสมผสานศิลปะการแสดงต'างแขนง ยกตัวอย'างเช'น นารายณ"อวตาร นารายณ"อวตาร เปน งานแสดงโดยคณะ Thai Art Movement แนวนาฏศิลปxร'วมสมัย ผูfiกํากับ การแสดงไดfiแก' นราพงษ" จรัสศรี ไดfiรับแรงบันดาลใจจากสื่อหลายประเภท ตั้งแต'โขน บัลเลต" แจFส และจิตรกรรมฝาผนังของไทยมาประยุกต"และผสมผสาน เปนการแสดงที่มีลักษณะเฉพาะตัว การแสดงชุดนี้ไดfiนําเรื่องรามเกียรติ์ตอนที่ พระนารายณ"อวตารลงมาบนโลกมนุษย"เพื่อทําการปราบทศกัณฐ" โดยเล'าเรื่อง ตั้งแต'ตอนนนทกนิ้วเพชรจนถึงพระนารายณ"อวตารลงสู'ครรภ"ของมเหสีของ ทfiาวทศรถและครรภ"นางมณโฑ หรือ ใชfiการเล'าเรื่องใหม'ผ'านตัวละครตัวใด ตัวหนึ่ง เช'น จดหมายจากสีดา จดหมายจากสีดา จดหมายจากสีดา เปนงานแสดงประเภทนาฏศิลปxร'วมสมัย โดย คณะโกมลกูณฑ" ผูfiกํากับการแสดง ไดfiแก' ธงชัย หาญณรงค" เปนการนําเสนอใน รูปแบบการเคลื่อนไหวร'างกายแบบไทย สากล เอเชีย และร'วมสมัย การแสดง ชุดนี้ ไดfiนําเรื่องรามเกียรติ์ในตอนต'าง ๆ มาจัดลําดับใหม' เปนลักษณะการเล'า เรื่องจากมุมมองของนางสีดา ที่ไดfiผ'านเหตุการณ"ต'าง ๆ นับตั้งแต'ถูกลักพาตัวไป อยู'กับทศกัณฐ"ไปจนกระทั่งถึงตอนลุยไฟแสดงความซื่อสัตย"ต'อพระราม นอกจากนั้น ยังปรากฏว'ามีนาฏศิลปxร'วมสมัยบางเรื่องที่หยิบเนื้อเรื่อง มาบางส'วนมาตีความใหม'ใหfiเขfiากับยุคสมัยป1จจุบันดfiวย เช'น ฉุยฉาย เปน ผลงานการสรfiางสรรค"โดย พิเชษฐ" กลั่นชื่น แดนซ" คอมพานี เปนการตีความว'า “ฉุยฉาย=Transformer=การเปลี่ยนแปลง” นําเสนอเสfiนทางของของชนชาติ
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๑๙๙ ไทย ผ'านสายตาของเด็กสาวที่ชื่อว'า เบญกาย ใหfiคนไทยไดfiมองเห็นถึงความ ยากลําบากในการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ตั้งแต'อดีตจนถึงป1จจุบัน ๒.๒ ละครเวที ละครเวที ละครเวที ละครเวทีสมัยใหม'มุ'งเนfiนในการเสนอแนวคิดหรือป1ญหาของสังคม มี การพัฒนาตัวละครอย'างสมจริง ดําเนินเรื่องรวดเร็วจบภายใน ๒-๓ ชั่วโมง มี การใชfiเทคนิคการแสดงละครของตะวันตก ซึ่งละครเวทีที่ดัดแปลงจาก รามเกียรติ์นั้น มักจะพบว'าเปนผลงานที่เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาเปนส'วน ใหญ' และมีวัตถุประสงค"เพื่อนําเสนอ “สารใหม'” หรือ ประเด็นป1ญหาของสังคม โดยใชfiรามเกียรติ์เปนเครื่องมือในการนําเสนอมากกว'าตfiองการเพียงแค'จะ สืบทอดวรรณคดีโบราณอย'างตรงไปตรงมา ตัวอย'างเช'น การนําเสนอประเด็น เรื่องเกี่ยวกับสตรี เช'น ละครเวทีเรื่องสีดา ะครเวทีเรื่องสีดา ะครเวทีเรื่องสีดา–ศรีราม ของ พรรัตน" ดํารุง เปน ส'วนหนึ่งของโครงการวิจัยสรfiางสรรค"เรื่อง เรื่องเก'า เรื่องเก'า เรื่องเก'า–เล'าใหม' เล'าใหม' เล'าใหม' : สีดา–ศรีราม ซึ่งไดfiรับทุนสนับสนุนจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ประจําปv ๒๕๔๗ เปนการนําเสนอสารใหfiกําลังใจผูfiหญิงในการใชfiชีวิต และปฏิเสธการมองผูfiหญิงที่ เปนภาพเหมารวม ไม'ว'าจะเปนแบบอุดมคติ หรือการมองว'าเปนเพศที่อ'อนแอ เปนเหยื่อที่ไม'มีทางสูfi โดยนําเสนอผ'านวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ทั้งจากฉบับ หลวงและฉบับราษฎร" ฉบับไทยและฉบับเทศ ซึ่งลfiวนบันทึกเรื่องราวของ ผูfiหญิงที่แมfiว'าจะมีความทุกข"อยู'ในความลําบาก หรือในภาวะสงคราม แต'ก็ สามารถดํารงชีวิตอยู'ไดfi และเปนกําลังสําคัญในการช'วยเหลือคนที่อ'อนแอกว'า หรือ ละครเวทีเรื่องนางรfiา ละครเวทีเรื่องนางรfiา ละครเวทีเรื่องนางรfiายในลงกา ยในลงกา ยในลงกา ของ ปริดา มโนมัยพิบูลย" เปนส'วนหนึ่ง ของโครงการวิจัยสรfiางสรรค" เรื่อง รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ : กfiาวหนfiาจากรากแกfiว กfiาวหนfiาจากรากแกfiว กfiาวหนfiาจากรากแกfiว ซึ่งไดfiรับ ทุนสนับสนุนจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยประจําปv ๒๕๕๔ เปนการ
๒๐๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน นําเสนอมุมมองเกี่ยวกับตัวละครนางรfiายในกรุงลงกา ๓ คน คือ มณโฑ เบญกาย และ สุวรรณกันยุมา ที่กําลังแย'งชิงบทนางเอกในระบําฟUอนที่เตรียมไวfiตfiอนรับ หนุมานที่จะมาเยือนกรุงลงกา หลังจากที่พิเภกไดfiขึ้นครองเมืองแลfiว เพื่อ สะทfiอนเรื่องการแย'งชิงพื้นที่ของผูfiหญิง เพื่อเอาชนะใจผูfiชาย และทําใหfiเห็นว'า ผูfiหญิงคิดว'าความสุขและความมีคุณค'าของตัวเองขึ้นอยู'กับผูfiชาย นอกจากนั้น ยังมีการนําเรื่องรามเกียรติ์มาเสนอ โดยเปลี่ยนมุมมอง การนําเสนอใหม'ที่แตกต'างไปจากเดิม เช'น ละครเวทีเรื่อง ราพณาสูร ละครเวทีเรื่อง ราพณาสูร ละครเวทีเรื่อง ราพณาสูร ของ ดังกมล ณ ปUอมเพ็ชร เปนส'วนหนึ่งของโครงการวิจัยสรfiางสรรค" เรื่อง รามเกียรติ์ : รามเกียรติ์ : กfiาวหนfiาจากรากแกfiว กfiาวหนfiาจากรากแกfiว กfiาวหนfiาจากรากแกfiว ซึ่งไดfiรับทุนสนับสนุนจากสํานักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัยประจําปv ๒๕๕๔ เปนการนําเสนอมุมมองใหม'เกี่ยวกับ รามเกียรติ์ โดยใชfiมุมมองของตัวละครฝkายยักษ"หรืออสุรพงศ"ที่มีต'อพระราม พระลักษมณ" นางสีดา และเรื่องราวของสงครามที่เกิดขึ้น โดยใชfiกําหนด เหตุการณ"ในเรื่องเปนช'วงเวลาหลังจากที่ทศกัณฐ"ลfiม พิเภกไดfiขึ้นครองเมือง และไดfiนางมณโฑเปนมเหสี โดยไม'รูfiว'านางมณโฑมีลูกของทศกัณฐ"ติดทfiองอยู' นางมณโฑประสูติโอรสชื่อ ไพนาสุริยวงศ" มีพี่เลี้ยงชื่อวรณีสูร เปนผูfiบอกความ จริงว'า เขาไม'ใช'ลูกของพิเภก และพยายามใหfiขfiอมูลต'าง ๆ เพื่อยุยงใหfiไพนา สุริยวงศ"เกิดความแคfiนในตัวพิเภก และคิดจะแกfiแคfiนแทนทศกัณฐ" หรือ ละครเวทีเรื่อง มายายักษ" เปนการร'วมสรfiางสรรค"ผลงา ละครเวทีเรื่อง มายายักษ" นโดย คณะละคร แปดคูณแปด และ คณะละครอนัตตา นําเสนอเปนการแสดงละครหนfiากาก ผสมผสานกับการเคลื่อนไหวร'างกาย ทั้งท'านาฏศิลปxไทย และ Physical Theatre โดยไดfiนํารามเกียรติ์ มา “อ'านและตีความใหม'” เพื่อบอกเล'า เรื่องราวอุดมการณ"ความเสียสละเพื่อสันติภาพ ผ'านมุมมองของยักษ"ที่ชื่อ สุขาจาร ซึ่งเปนนักโทษประหารถูกอินทรชิตสั่งใหfiปลอมเปนนางสีดา แลfiวนําไป ฆ'ากลางสนามรบ เพื่อใหfiพระรามเกิดความเสียใจ ยอมตัดใจจากนางสีดา และ
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๐๑ ยกไพร'พลลิงกลับไป สุขาจารเต็มใจสละชีวิตทําภารกิจนี้เพื่อหวังว'าสงคราม จะสิ้นสุด แต'สุดทfiายสงครามก็ยังดําเนินต'อไป ๒.๓ ละครโทรทัศน" ละครโทรทัศน" ละครโทรทัศน" จากการสืบคfiนเรื่องการนําเรื่องรามเกียรติ์มาเผยแพร'ในลักษณะละคร โทรทัศน"พบเพียงครั้งเดียว คือ ละครพูดเรื่องรามเกียรติ์ ตอน อง ละครพูดเรื่องรามเกียรติ์ ตอน องคตสื่อสาส"น ละครพูดเรื่องรามเกียรติ์ ตอน องคตสื่อสาส"น คตสื่อสาส"น เปนบทประพันธ"ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ผูfiเขียนเคยกล'าวไวfiว'า “เขียน อย'างส'งเสริมสันติภาพเปนอย'างยิ่ง” ออกแพร'ภาพทางสถานีโทรทัศน"ไทยทีวี ช'อง ๔ บางขุนพรหม สําหรับละครเรื่องนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไดfiสรfiาง เหตุการณ"ใหม'และดัดแปลง เพื่อแสดงแนวคิดในเรื่องสงครามและสันติภาพ โดยกําหนดใหfiเปนเหตุการณ"ก'อนที่องคตจะเขfiามาพบทศกัณฐ" เปbดเรื่องที่ นางจันทวดีและนางตรีชฎาคุยกันเรื่องสงครามที่กําลังจะเกิดขึ้น เพราะทศกัณฐ" ไปลักนางสีดามาจากพระราม กุมภกรรณเขfiามายืนยันว'าจะทําทุกวิถีทางเพื่อ ยับยั้งสงคราม และไปเจรจากับนางสีดาและทศกัณฐ" แต'ก็ไม'มีใครยอมที่จะ ช'วย กุมภกรรณจึงไปเจรจากับองคตซึ่งถือสาส"นของพระรามมาถึง องคตเห็น ดfiวยว'าควรปUองกันไม'ใหfiเกิดสงคราม ระหว'างนั้นเสนายักษ"ก็เขfiามาทํารfiายองคต กุมภกรรณเกรงองคตจะพลั้งมือทํารfiายยักษ" และเปนชนวนของสงคราม จึงฆ'า เสนายักษ"เอง แต'แลfiวเสนายักษ"ที่ถูกกุมภกรรณทํารfiายบาดเจ็บกลับใหfiการ ใส'รfiายว'าองคตเปนผูfiทํารfiายตน ทําใหfiสงครามเกิดขึ้นในที่สุด ๒.๔ มหาอุปรากร มหาอุปรากร มหาอุปรากร มหาอุปรากรเรื่อง อโยธยา มหาอุปรากรเรื่อง อโยธยา มหาอุปรากรเรื่อง อโยธยา เปนการร'วมมือกันสรfiางสรรค"ระหว'าง มูลนิธิมหาอุปรากรกรุงเทพ ในพระอุปถัมภ"สมเด็จพระเจfiาพี่นางเธอ เจfiาฟUา กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร" หรือ บางกอกโอเปร'า กับ
๒๐๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เนเธอร"แลนด"โอเปร'า เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจfiาอยู'หัวใน วโรกาสครองสิริราชสมบัติ ๖๐ ปv กํากับการแสดงโดย ฮันส" นิวเวนเฮาส" ผูfiก'อตั้ง โอเปร'าสตูดิโอแห'งเนเธอร"แลนด" จัดทําบท โดย สมเถา สุจริตกุล การสรfiางสรรค" มหาอุปรากรเรื่องนี้ไดfiรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตใหfiนําเรื่องรามเกียรติ์ มาประกอบกับเรื่องรามายณะของอินเดียและอินโดนีเซีย มานําเสนอเปน การแสดงรูปแบบมหาอุปรากรภาษาอังกฤษ และการดําเนินเรื่องในมุมมองของ นางสีดา เริ่มตั้งแต'นางถูกลักพาไป ก'อใหfiเกิดศึกชิงนางอันยืดเยื้อและนํามาซึ่ง วาระสุดทfiายของทศกัณฐ" จนถึงพระรามพานางสีดาคืนสู'อโยธยา และจบลงที่ พระรามพานางสีดาขึ้นไปเสวยสุข ณ ยอดเขาไกรลาส ผูfiประพันธ"นําเสนอใน รูปแบบการแสดงภาพแห'งความหลัง โดยประมวลเหตุการณ"ที่เกิดขึ้นในอดีต จากมุมมองของนางสีดายfiอนกลับมาปรากฏใหfiเห็นดfiวยระบําหลากหลายลีลา หนังตะลุง และอื่น ๆ ๒.๕ การแสดงลักษณะอื่น ๆ การแสดงลักษณะอื่น ๆ การแสดงลักษณะอื่น ๆ นอกจากนาฏศิลปxร'วมสมัย ละครเวที ละครโทรทัศน" และ มหาอุปรากร ที่กล'าวมาแลfiว ยังพบว'า มีผูfiนําเรื่องเรื่องรามเกียรติ์ไปดัดแปลง เปนการแสดงร'วมสมัยลักษณะอื่น ๆ อีก ๒ ลักษณะ ดังนี้ ๒.๕.๑รามเกียรติ์ตอนนางลอย นาฏกรรมแห'งรัก แอนด" รามเกียรติ์ตอนนางลอย นาฏกรรมแห'งรัก แอนด" รามเกียรติ์ตอนนางลอย นาฏกรรมแห'งรัก แอนด" โรล หรือ Ramakien: A Rak Opera เปนการแสดงประเภททดลอง (Experimental Performance) เพื่อเผยแพร'ศิลปะไทยร'วมสมัย โดยใชfi สื่อสมัยใหม' (New Media) ซึ่งรวมถึง ดนตรีแนวร็อกแอนด"โรล (Rock and Roll) และ แนวอิเลคโทรนิกfiา (Electronica) ตลอดจนฉากหลังที่สรfiางสรรค" ขึ้นมาจากภาพยนตร"เรื่องสั้น แสดงในงานมหกรรมดนตรี "ลินคอล"น เซ็นเตอร"
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๐๓ เฟสติวัล" ของโรงละครชื่อดังในรัฐนิวยอร"ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว'าง วันที่ ๒๘-๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ซึ่งเปนการนําเนื้อเรื่องจากรามเกียรติ์ตอน ที่ทศกัณฐ"สั่งใหfi นางเบญกายแปลงกายเปนศพนางสีดาลอยน้ํามาที่หนfiา พลับพลาของพระราม เพื่อใหfiพระรามเห็นแลfiวจะไดfiเกิดความเศรfiาโศกยอม หักใจจากนางสีดา และไดfiเลิกทัพกลับไป แต'หนุมานกลับจับขfiอพิรุธไดfiว'าศพ คนตายนั้นไม'น'าลอยทวนน้ําไดfi จึงนําศพนางสีดามาเผา ทําใหfiนางเบญกายทน ความรfiอนไม'ไหวแลfiวกลับคืนสู'ร'างเดิม การเลือกเหตุการณ"ตอนนี้มาแสดงนอกจากจะเปนตอนที่รูfiจัก กันดีแลfiว ผูfiกํากับการแสดงยังตfiองการสื่อถึง “ภาพที่สรfiางขึ้น” กับ “ภาพที่ เปนจริง” ซึ่งสอดคลfiองกับเนื้อหาของรามเกียรติ์ในตอนนางลอย และตfiองการ แสดงใหfiเห็นความคิดความสามารถของคนไทยว'า สามารถนําวัฒนธรรม ประเพณีมาประยุกต"สรfiางใหfiไดfiเหมาะสมกับยุคสมัย ๒.๕.๒ ลางลิง The Aeria The Aeria The Aerialist เปนการแสดงในรูปแบบละคร กายกรรมร'วมสมัย หรือ The First Contemporary Acrobat Show in Thailand โดยนําศิลปะ Aerial Acrobat หรือ กายกรรมกลางอากาศมาใชfiใน เปนจุดเด'นในการนําเสนอ กํากับการแสดงโดย James Tanabe จากคณะ Cirque Du Soleil นําแสดงโดย เลfiง ราชนิกร แกfiวดี The Winner of Thailand’s Got Talent 2012 ไดfiรับแรงบันดาลใจมาจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ โดยเปนการนําเสนอเรื่องราวของหนุมานที่เปนทหารเอกของ พระราม และผูfiหญิงของหนุมานทั้ง ๔ คน ไดfiแก' นางบุษมาลี นางสุพรรณมัจฉา นางเบญกาย และนางมณโฑ โดยนําเสนอแนวความคิดว'าถึงแมfiหนุมานจะเปน นักรบ ไม'ใช'นักรัก แต'กลับมีเมียมากถึงหfiาพันกว'าคน ตลอดการเดินทางและ ต'อสูfi หนุมานไดfiเรียนรูfiว'าการใชfiความรักแลกหัวใจผูfiหญิงมานั้นเปนทางลัด
๒๐๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ที่ทําใหfiงานของเขาสําเร็จเสร็จสิ้นไดfiอย'างง'ายดาย เพราะขึ้นชื่อว'า "ผูfiหญิง" ถfiาหากเปลี่ยนสถานะมาเปนเมียเมื่อไหร' พวกเธอเหล'านั้นก็จะคอยผลักดันและ ช'วยเหลือชายที่ไดfiชื่อว'าเปนสามีใหfiทําการทุกอย'างไดfiสําเร็จ (ลางลิง ที่มา : http://www.komchadluek.net/detail/20131008/169977.html) ๓. รามเกียรติ์กับภาพยนตร" รามเกียรติ์กับภาพยนตร" รามเกียรติ์กับภาพยนตร" ในบรรดาสื่อร'วมสมัยประเภทต'าง ๆ ภาพยนตร"เปนสื่อที่ตfiองใชfiเงิน ลงทุนมากที่สุด และนับว'าเปนสื่อที่สามารถเขfiาถึงผูfiชมไดfiเปนจํานวนมากดfiวย ดังนั้นในการสรfiางภาพยนตร"แต'ละครั้ง จึงมักมีการคํานึงถึงป1จจัยเรื่อง ความสําเร็จทางธุรกิจมาเปนสิ่งเกี่ยวขfiองอยู'เสมอ ซึ่งการดัดแปลงรามเกียรติ์ เปนภาพยนตร"นั้น พบว'ามักใหfiความสําคัญกับความแปลกใหม'ของเนื้อเรื่องและ วิธีการดําเนินเรื่อง การสรfiางความตื่นตาตื่นใจทั้งทางภาพและเสียง รวมถึง การสอดคลfiองกับประเด็นความสนใจของคนในยุคสมัยนั้น ๆ ๓.๑ ภาพยนตร"ทั่วไป ภาพยนตร"ทั่วไป ภาพยนตร"ทั่วไป สําหรับการดัดแปลงรามเกียรติ์เปนภาพยนตร"ทั่วไป ซึ่งใชfiคนแสดงนี้ มีปรากฏ ๒ ลักษณะ คือ ภาพยนตร"ที่เนfiนการนําเสนอนาฏศิลปxโขนละคร ไดfiแก' นิ้วเพชร และ ศึกกุมภกรรณ และภาพยนตร"ที่นําตัวละครจาก รามเกียรติ์มาสรfiางเนื้อเรื่องใหม' ไดfiแก' หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย" หนุมานพบ หfiาไอfiมดแดง และ หนุมานผจญเหfiงเจีย ดังมีรายละเอียดต'อไปนี้ ๓.๑.๑ ภาพยนตร"ที่ไดfiรับอิทธิพลจากนาฏศิลปxโขน ภาพยนตร"ที่ไดfiรับอิทธิพลจากนาฏศิลปxโขน ภาพยนตร"ที่ไดfiรับอิทธิพลจากนาฏศิลปxโขนละคร ดfiวยเหตุที่รามเกียรติ์เปนวรรณคดีที่ผูกพันอยู'กับการเล'นโขน และละครมาตั้งแต'อดีตจนถึงป1จจุบัน ดังนั้นในการสรfiางภาพยนตร"เกี่ยวกับ รามเกียรติ์เรื่องแรกของไทย จึงเปนลักษณะของการถ'ายทอดการแสดง
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๐๕ นาฏศิลปxโขนผ'านศิลปะของภาพยนตร" ไดfiแก'เรื่อง นิ้วเพชร นิ้วเพชร นิ้วเพชร ซึ่งสรfiางโดย กรมศิลปากร ถ'ายทําโดย รัตน" เปสตันยี ออกฉายในปv พ.ศ.๒๕๐๑ เปน ภาพยนตร"ที่ถ'ายทอดความงดงามของนาฏศิลปxไดfiอย'างวิจิตรงดงาม ทั้งในฐานะ ศิลปะภาพยนตร"และศิลปะโขน มีการบรรยายเพื่ออธิบายเรื่องเปนภาษาอังกฤษ โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เนื้อเรื่องเริ่มตั้งแต'นนทกลfiางเทfiาของเหล'าเทวดา ที่มาขึ้นเฝUาพระอิศวร จนถึงพระนารายณ"แปลงเปนนางอัปสรมาปราบนนทก หลังจากนั้นก็ไดfiมีการสรfiางภาพยนตร"ที่ไดfiรับอิทธิพลจาก นาฏศิลปxโขนละครอีกครั้ง คือเรื่อง ศึกกุมภกรรณ ศึกกุมภกรรณ ศึกกุมภกรรณ กํากับโดย เนรมิต และ เสรี หวังในธรรม อํานวยการสรfiางโดย ไชโยภาพยนตร" และออกฉายปv พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยครั้งนี้มิใช'เปนการถ'ายทอดการแสดงนาฏศิลปxโขนผ'านศิลปะของ ภาพยนตร"เหมือนแต'เดิมลfiวน ๆ ใชfiลักษณะของโขนมาผสมผสานกับเทคนิค พิเศษทางสื่อภาพยนตร" เนfiนการใชfiเทคนิคพิเศษที่สรfiางความตื่นตาตื่นใจ เพื่อ สามารถดําเนินเรื่องไดfiอย'างสนุกสนานมากยิ่งขึ้น . ๓.๑.๒ ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาสรfiาง ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาสรfiาง ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาสรfiาง เนื้อเรื่องใหม' เนื้อเรื่องใหม' ภาพยนตร"ที่มีดัดแปลงมาจากรามเกียรติ์อีกกลุ'มหนึ่ง เปน ภาพยนตร"ที่ไม'ไดfiนําเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์ตอนหนึ่งตอนใดหรือทั้งหมดมา นําเสนอ แต'นําตัวละครสําคัญจากเรื่องรามเกียรติ์มาคิดผูกสรfiางเรื่องใหม' ใหfiสอดคลfiองกับสังคมร'วมสมัย มี ๓ เรื่อง คือ หนุมานพบ ๗ ยอดมนุษย" หนุมานพบ ๕ ไอfiมดแดง และ หนุมานผจญเหfiงเจีย ซึ่งเปนที่น'าสังเกตว'า ตัวละครที่นํามาสรfiางเรื่องใหม'มีเพียงตัวเดียว คือ หนุมาน และการสรfiางเรื่อง
๒๐๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ใหม'นี้เปนลักษณะการผสมผสานวัฒนธรรมที่หยิบยืมตัวละครมาจากต'างชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ หนุมานพบ ๗ หนุมานพบ ๗ ยอดมนุษย" ยอดมนุษย" ยอดมนุษย" เปนภาพยนตร"ที่ออกฉายใน ประเทศไทยในปv พ.ศ. ๒๕๑๗ เปนการร'วมมือระหว'างไชโยภาพยนตร" โดย สมโพธิ แสงเดือนฉาย และสึบุรายะโปรดักชั่น ซึ่งประสบความสําเร็จเปนอย'าง มาก มีเนื้อเรื่องย'อ ว'า เด็กชายโกFะและเพื่อน ๆ เตfiนระบําขอฝน เพราะ อากาศรfiอนจัดมาก และบังเอิญเห็นพวกโจรหัวขโมยไดfiลักลอบตัดเศียร พระพุทธรูป จึงไดfiขัดขวาง แลfiวถูกโจรยิงเสียชีวิต เจfiาแม'อุลตรfiาแมนบนดาว M 78 ไดfiเห็นความดีความกลfiาหาญ จึงนําร'างของโกFะมาใส'วิญญาณของ หนุมาน เพื่อจะไดfiมีชีวิตและกลับไปช'วยเหลือโลกมนุษย" ในขณะนั้น นักวิทยาศาสตร"ไดfiทดลองปล'อยจรวดเพื่อลดภาวะโลกรfiอน แต'ปรากฏว'าเกิด ความผิดพลาด ทําใหfiเหล'าสัตว"ประหลาดที่นอนหลับใหลในชั้นใตfiดินเกิดตื่น ขึ้นมา เจfiาแม'อุลตรfiาแมนจึงรีบใหfi ๖ อุลตรfiาแมนไปช'วยเหลือหนุมานจน สามารถปราบสัตว"ประหลาดรfiายลงไดfiในที่สุด หนุมานพบ ๕ หนุมานพบ ๕ ไอfiมดแดง เปนภาพยนตร"ภาคต'อของเรื่อง หนุมานพบ ๗ ยอดมนุษย" ออกฉายในปv พ.ศ. ๒๕๑๘ สรfiางโดยสมโพธิ แสงเดือนฉาย และไชโยภาพยนตร" โดยการใชfiตัวละครไอfiมดแดง ไม'ไดfiรับ อนุญาตจากโชทาโร' อิชิโนะโมะริ และโตเอ ซึ่งเปนเจfiาของลิขสิทธิ์ และนํา ฟุตเตจภาพยนตร"ในส'วนของไอfiมดแดง มาตัดต'อใหม' มีเรื่องย'อ ว'า องค"กรก็อด ที่ชั่วรfiายส'งเหล'าสมุนปvศาจออกอาละวาด จับผูfiหญิงสาวสูบเลือดเพื่อเพิ่มพลัง ใหfiแก' คิงดาร"ก ผูfiเปนประมุข ไอfiมดแดงทั้ง ๕ จึงไดfiเขfiามาขัดขวางไวfi คิงดาร"กคิดแผนใหม'บังคับใหfi ดร.วิสุทธิ์ นักวิทยาศาสตร"ชาวไทย สรfiางปvศาจ คfiางคาวที่มีพลังเหนือกว'าเหล'าไอfiมดแดงไดfiสําเร็จ พรfiอมดfiวยสมุนปvศาจ
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๐๗ ไอfiมดแดงไม'สามารถสูfiไดfi ตfiองตามหนุมานมาช'วยรวมพลังดfiวย จึงสามารถ ปราบเหล'ารfiายลงไดfi หนุมานผจญเหfiงเจีย หนุมานผจญเหfiงเจีย หนุมานผจญเหfiงเจีย หรือ เดอะ ลิง เปนภาพยนตร"ที่สรfiาง ขึ้นในปv พ.ศ. ๒๕๑๘ บทประพันธ"โดย บรรเจิด ทวี อํานวยการสรfiาง โดย สตาร"ฟbล"มบางกอก/ไพฑูรย" รตานนท" กํากับการแสดง โดย ไพฑูรย" รตานนท" มีเรื่องย'อ ว'า เหfiงเจีย ไดfiหลงเขfiาไปติดในกระเปòาแอร"โฮสเตสจึงไดfiเดินทางมา ประเทศไทย แลfiวแผลงฤทธิ์ต'าง ๆ นานา พระอิศวรดูโทรทัศน"ไดfiเห็นข'าวลิง ประหลาดก็เขfiาใจผิดว'าเปนหนุมาน จึงเรียกหนุมานมาลงโทษ แต'หนุมาน ปฏิเสธและรับอาสาว'าจะตามตัวใหfiพบว'าลิงนั้นเปนใคร หนุมานสืบจนพบ เหfiงเจียและสูfiกัน พระรามพระลักษณ"ออกมาช'วยหนุมานปราบเหfiงเจีย ฝkาย เหfiงเจียก็ขอกําลังเสริมจากพระถังซัมจั๋ง ตือโปöยก'าย และซัวเจõง มารบกันที่ เขาพระสุเมรุ แต'พระอิศวรมาหfiามไวfi เพราะสองชาติคือไทยกับจีน เปนพี่นfiองกัน จากนั้นจึงไดfiจัดงานเลี้ยงฉลองสัมพันธภาพระหว'างหนุมานกับเหfiงเจียที่โรงแรม ดุสิตธานี และเชิญสื่อมวลชนมาเปนสักขีพยาน ๓.๒ ภาพยนตร"แอนิเมชั่น ภาพยนตร"แอนิเมชั่น ภาพยนตร"แอนิเมชั่น สําหรับภาพยนตร"แอนิเมชั่น มีการนํารามเกียรติ์มาดัดแปลง แบ'งไดfi เปน ๓ ลักษณะ ไดfiแก' ภาพยนตร"ที่มุ'งเนfiนนําเสนอเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาสรfiางเนื้อเรื่องใหม' และภาพยนตร"ที่ นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาดัดแปลงสรfiางเนื้อเรื่องใหม' ๓.๒.๑ ภาพยนตร"ที่มุ'งเนfiนนําเสนอเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ ยนตร"ที่มุ'งเนfiนนําเสนอเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ ยนตร"ที่มุ'งเนfiนนําเสนอเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ ภาพยนตร"แอนิเมชั่น ๒ ภาพยนตร"แอนิเมชั่น ๒ มิติ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ธรรม มิติ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน ธรรม แห'งราชา มีความยาว ๓๕ นาที ผลิตโดย บริษัท อะม แห'งราชา ีบา ฟbล"ม จํากัด
๒๐๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ภาพยนตร"เรื่องนี้ไดfiรับการเรียกว'า จิตรกรรมยนตร" เพราะสรfiางจากภาพ จิตรกรรมฝาผนังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งมี ๑๗๘ หfiองภาพ โดยคณะ ผูfiเชี่ยวชาญดfiานการทําแอนิเมชั่นตfiองเริ่มเก็บภาพรายละเอียดทั้งหมดฉายใหfi ประชาชน มาตั้งแต'ปvพ.ศ. ๒๕๕๐ ก'อนจะจัดฉายใหfiประชาชนทั่วไปชมฟรี วันที่ ๙-๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจfiาฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และหลังจัดฉาย เผยแพร'แลfiว ภาพยนตร"เรื่องนี้ก็ไดfiรับรางวัลปยุต เงากระจ'าง และรางวัลขวัญ ใจมหาชน ในงานเทศกาลภาพยนตร"สั้นครั้งที่ ๑๕ ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิหนังไทย การทําภาพยนตร"แอนิเมชั่นเรื่องรามเกียรติ์ชุดนี้ อธิป1ตย" กมลเพ็ชร ซึ่งเปนผูfiดูแลการผลิตภาพยนตร" ไดfiกล'าวว'ามีการวางแผนที่จะผลิต อย'างต'อเนื่อง รวมเปน ๔ ตอน เพื่อใหfiมีเนื้อหาครบถfiวนสมบูรณ" โดยมีการ วางแผนเรื่องเนื้อหาของแต'ละตอนไวfi ดังนี้ “ตอนแรก.... ตfiองบอกถึงที่มาที่ไปของตัวละครแลfiว ก็ความขัดแยfiงมันคืออะไร ใส'คาแร็คเตอร"ว'าทําไมพระรามถึงเปน ผูfiที่มีเกียรติ เขียนเปนนัยของการเทิดพระเกียรติแหละ จริง ๆ ถfiา มองภาพรวมของรามเกียรติ์ ก็คือ พระราม เปนผูfiครองธรรม ตอนแรกเราก็เลยใชfiคอนเส็ปท"นี้ ผูfiครองธรรม ตอนที่สองเปน ผูfiลุ'มหลงจะเปนเรื่องของทศกัณฑ"ลุ'มหลงนางสีดา หนุมานลุ'มหลง อํานาจของตนเอง และตอนที่สามก็จะเปนตอนผูfiคfiนหา คือเปน การบุกลงกาเพื่อคfiนหานางสีดา แลfiวเกิดการผลาญราพณาสูร ตอน สุดทfiายเปนตอนผูfiคfiนพบ ก็เหมือนเปนการกลับมาคืนสู'เกียรติของ พระราม ก็คือไดfiนางสีดากลับมา และปราบทศกัณฑ"ไดfi บําบัดทุกข" ใหfiโลก...” (ดาวเอื้อมฟUา (นามแฝง), ๒๕๕๓ : ๔๐)
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๐๙ รามเกียรติ์ มินิ แอนิเมชั่น เปนผลงานการสรfiางของ บริษัท รามเกียรติ์ มินิ แอนิเมชั่น วิธิตา แอนิเมชั่น จํากัด ร'วมกับทีมงานสํานักพิมพ"บันลือสาส"น จัดทําขึ้นมา เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวามหาราช ภายใตfiการดูแลของมูลนิธิพระดาบส โดยมีเนื้อหาสอดแทรกมุขตลกเพื่อเพิ่ม ความสนุกสนานและการออกแบบลักษณะตัวละครที่สดใสน'ารัก แนวสากลนิยม โดยใชfiเทคนิค เอสดี หรือ ซุปเปอร" ดีฟอร"ม (Super Deform) ทําใหfiมีความ น'าสนใจเหมาะกับเด็ก ๆ เยาวชนรุ'นใหม' ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน" กองทัพบก ช'อง ๗ ทุกวันพฤหัสฯ และวันศุกร" เวลา ๑๘.๐๐ น. ปvพุทธศักราช ๒๕๕๐ ๓.๒.๒ ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาสรfiาง ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาสรfiาง ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาสรfiาง เนื้อเรื่องใหม' เนื้อเรื่องใหม' หนุมานเผชิญภัย ( หนุมานเผชิญภัย (ครั้งใหม' ครั้งใหม' ครั้งใหม') เปนภาพยนตร"การ"ตูนต'อตfiาน ลัทธิคอมมิวนิสต" ความยาวประมาณ ๒๐ นาที สํานักข'าวสารอเมริกันเปน ผูfiออกทุนสรfiางในปv ๒๕๐๐ โดยอาจารย"ปยุต เงากระจ'าง เปนคนวาดการ"ตูน และใชfiเวลาทํางานนาน ๙ เดือน ดfiวยเหตุผลทางการเมือง ยุคการปกครองของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช" ซึ่งเกิดปvวอกและตราประจําตัวคือหนุมาน จึงถูก กล'าวหาว'า เปนการ"ตูนลfiอการเมืองจึงหfiามฉาย จนกระทั่งเปลี่ยนรัฐบาลใหม' ปv พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงไดfiรับอนุญาตใหfiนําออกฉายไดfi เรื่องหนุมานเผชิญภัยเปน เรื่องราวของเมืองที่มีลิงอาศัยอยู'ราวกับเมืองมนุษย" มัจฉานุเล'าใหfiหนุมานฟ1งถึง ลิงบางพวกที่มีพฤติกรรมความเชื่อเกี่ยวขfiองในเรื่องทางการเมืองที่เหมือนลัทธิ คอมมิวนิสต" มีการจัดการชุมนุมการปลุกระดมใหfiปฏิวัติเลิกลfiมระบบปกครอง โดยพระราม และเปbดประตูเมืองใหfiยักษ"เขfiามาจับกุมลิงที่ไม'เห็นดfiวย ทําลาย
๒๑๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน สิ่งปลูกสรfiางวัดวัง รูปเคารพของพระราม เปลี่ยนธงประจําเมือง แต'ในตอน สุดทfiายหนุมานกับพวกลูก ๆ และลูกนfiอง รวมทั้งชาวเมืองพระรามไดfiออกมา ช'วยรบกับยักษ"และพวกลิงที่ทรยศไปจนหมด แลfiวจึงเชิญธงพระรามขึ้นสู' ยอดเสาเหมือนเดิม ๓.๒.๓ ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาดัดแปลง ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาดัดแปลง ภาพยนตร"ที่นําตัวละครจากรามเกียรติ์มาดัดแปลง และสรfiางเนื้อเรื่องใหม' และสรfiางเนื้อเรื่องใหม' ภาพยนตร"แอนิเมชั่นเรื่อง ยักษ" ของ บริษัท เวิร"คพอยท" ภาพยนตร"แอนิเมชั่นเรื่อง ยักษ" เอ็นเทอร"เทนเมนท" จํากัด (มหาชน) ซึ่งเปนการสรfiางสรรค"ที่น'าสนใจและมีความ แปลกใหม'เปนอย'างยิ่ง เพราะใชfiเพียงการหยิบยืมลักษณะของตัวละครบางตัวมา สรfiางเรื่องราวใหม' ทั้งนี้ ประภาส ชลศรานนท" ในฐานะผูfiอํานวยการสรfiาง ภาพยนตร"ไดfiกล'าวถึงการผลิตภาพยนตร"แอนนิเมชั่นเรื่องนี้ ในนิตยสาร a day ไวfiว'า “...ความคิดที่จะทําเรื่องรามเกียรติ์ เหมือนตfiนฉบับไม'เคยอยู'ใน หัวเลย ผมอยากทําในแบบที่ไม'เคยมีมาก'อน และตfiองเปน รามเกียรติ์ ที่แมfiไม'เคยรูfiเรื่องรามเกียรติ์มาก'อน ก็ดูรูfiเรื่อง” ... วันหนึ่งเขาไปอ'านเจอประโยคที่พราหมณ"ตุลไสดาษ มหากวี ผูfiเปนคุรุในทศวรรษที่ ๑๖ กล'าวไวfiว'า “Rama is born in countless ways, and tens of millions of Ramayanas...” ศัตรูทั้งสองอย'างทศกัณฐ"กับหนุมานตfiองต'อสูfiรบรากันมากกว'า สิบลfiานอวตาร... คําตอบคือเขาอยากทํารามเกียรติ์ที่เปนอวตาร ที่สิบลfiานเอ็ด เปนอวตารที่ไม'ตfiองสูfiรบกันอีกแลfiว เปนอวตาร ที่ทศกัณฐ"กับหนุมานมีสถานะเปน “เพื่อน”... (จิรเดช โอภาสพันธ"วงศ" ๒๕๕๕ : ๑๒๖)
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๑๑ ภาพยนตร"เรื่องนี้ไดfiแปรสภาพตัวละครในรามเกียรติ์จาก มนุษย" ลิง ยักษ" ใหfiกลายเปนระบบคอมพิวเตอร" และหุ'นยนต" โดยนําเสนอ เรื่องราวหลังสงครามอันยิ่งใหญ'ระหว'างหุ'นกระปòอง ฝkายราม กับ หุ'นยักษ"ฝkาย ทศกัณฐ"จบลงแบบลfiางเผ'าพันธุ"ปล'อยทิ้งใหfiสนามรบกลายเปนเพียงสุสานซาก เศษโลหะ เวลาผ'านไปแสนนาน หุ'นยักษ"ตัวหนึ่ง และหุ'นกระปòองตัวก็หนึ่งก็ ฟmnนขึ้นมา พรfiอมกับสภาวะหน'วยความจําเสื่อม จําอดีตไม'ไดfi มีเพียงโซ'พิเศษที่ ตัดเท'าใดก็ตัดไม'ขาดผูกล'ามติดกัน ทําใหfiทั้งสองตfiองร'วมผจญภัยไปดfiวยกัน อย'างไม'มีทางเลือก และกลายเปนเพื่อนกันในที่สุด ก'อนจะรูfiความจริงว'า แทfiจริงแลfiวพวกเขาคือหนุมานและทศกัณฐ" และมีหนfiาที่ตfiองทําลายลfiางกัน ภาพยนตร"เรื่องนี้นอกจากจะแปรสภาพหนุมานและทศกัณฐ"ใหfiกลายเปนหุ'นยนต" แลfiว ยังมีการนําตัวละครอื่น ๆ จากรามเกียรติ์มานําเสนอในลักษณะใหม'ดfiวย เช'น การกําหนดใหfi พระราม เปน Ram ซึ่งเปนโปรแกรมหรือชุดคําสั่งในระบบ คอมพิวเตอร" ที่เปนผูfiสั่งการทุกสิ่งทุกอย'าง การแปรสภาพกุมภกรรณเปนหุ'น ยักษ"ผูfiหลงใหลสงครามที่นับถือทศกัณฐ"เปนวีรบุรุษ และ สดายุเปนหุ'นเครื่องบิน รบรุ'นเก'าในกองทัพของทศกัณฐ" เปนตfiน ๔. รามเกียรติ์กับวรรณกรรมร'วมสมัย รามเกียรติ์กับวรรณกรรมร'วมสมัย รามเกียรติ์กับวรรณกรรมร'วมสมัย หากพิจารณาการดํารงอยู'ของรามเกียรติ์ในบริบทของวรรณกรรม ร'วมสมัย พบว'านอกจากจะมีการผลิตซ้ําดfiวยลักษณะการพิมพ"ตัวบทวรรณคดี รามเกียรติ์ สํานวนต'าง ๆ เพื่อเผยแพร' และ/หรือ จําหน'ายตามวาระและ โอกาสต'าง ๆ รวมถึงการนําไปตัดตอนบรรจุไวfiในหนังสือแบบเรียนภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาแลfiว ยังมีการนําไปดัดแปลงเปนวรรณกรรมร'วมสมัย สามารถแบ'งไดfiเปน ๒ กลุ'มใหญ' ดังนี้
๒๑๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๔.๑ กลุ'มเรื่องเล'า หรือ กลุ'มฉบับตัดย'อ กลุ'มเรื่องเล'า หรือ กลุ'มฉบับตัดย'อ กลุ'มเรื่องเล'า หรือ กลุ'มฉบับตัดย'อ (Abridged Edition) ซึ่ง เปนลักษณะวรรณกรรมที่เรียบเรียงจากเรื่องเดิม แต'จัดทําใหfiมีขนาดสั้นเขfiา โดยตัดทอนถfiอยคําออกไปบfiาง ทั้งนี้ยังรักษาความหมายเดิมไวfiเพื่อใหfiเหมาะสม กับบุคคลเฉพาะกลุ'ม จากการรวบรวมขfiอมูลขั้นตfiน พบว'ามีผูfiนําวรรณคดี เรื่องรามเกียรติ์ มานําเสนอใหม'ในรูปแบบของเรื่องเล'าหรือฉบับตัดย'อเปน จํานวนมาก ดังที่ปรากฏเปนลักษณะ รามเกียรติ์ฉบับรfiอยแกfiว ทั้งนี้น'าจะ เนื่องจากบทละครรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ" รัชกาลที่ ๑ แต'งดfiวยคํากลอน บทละคร ที่นอกจากจะเปนคําประพันธ"รfiอยกรองแลfiว คําศัพท"ที่ใชfiก็ไม'ใช'ศัพท" ที่ใชfiในชีวิตประจําวัน ดังนั้นผูfiที่สามารถอ'านเขfiาใจไดfiจึงจําเปนตfiองมีความรูfiทาง ภาษาสูงในระดับหนึ่ง การนําวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ในลักษณะเรื่องเล'าหรือฉบับตัดย'อนี้ ยังมีอีกกลุ'มหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะ นั่นคือ การทําเปนนิทาน หรือ วรรณกรรม สําหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งวรรณกรรมในกลุ'มนี้มักไม'นําเสนอเนื้อหาตลอด ทั้งเรื่อง แต'จะนําเสนอเปนตอนสั้น ๆ โดยเลือกเฉพาะตอนที่มีความโดดเด'น หรือมีความสําคัญ มีภาพประกอบสีสันสวยงาม ใชfiภาษาที่กระชับ เรียบง'าย อ'านแลfiวเขfiาใจไดfiทันที มีการสรุปคติหรือขfiอคิดที่ไดfiจากเรื่องอย'างชัดเจน และ มีการตัดทอนเนื้อหาที่ไม'เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน เช'น เหตุการณ"การสูfiรบ ที่รุนแรง หรือเหตุการณ"การเขfiาพระเขfiานางของตัวละคร เปนตfiน ๔.๒ กลุ'มสืบสรรค" ลุ'มสืบสรรค" ลุ'มสืบสรรค" ซึ่งเปนนําเรื่องรามเกียรติ์มาถ'ายทอดใหม'ใน ลักษณะต'าง ๆ ทั้งในการสื่อสารประเด็นเดิมและประเด็นใหม' แต'ไม'ใช' ในลักษณะของการผลิตซ้ําเนื้อหาที่เคยมีมาก'อนแลfiว ซึ่งสามารถแบ'งไดfiเปน ๒ กลุ'ม คือ นวนิยาย และ นิยายภาพหรือการ"ตูน ดังมีรายละเอียดต'อไปนี้
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๑๓ ๔.๒.๑นวนิยาย นวนิยาย นวนิยาย จากการรวบรวมนวนิยายที่ไดfiรับอิทธิพลจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ พบว'ามี ๒ เรื่อง ซึ่งเปนงานเขียนในกลุ'มเดียวกัน คือ วรรณกรรม เยาวชน ไดfiแก' มัจฉานุผจญภัย มัจฉานุผจญภัย มัจฉานุผจญภัย เปนวรรณกรรมเยาวชนที่แต'งโดย ฯคีตกาล ซึ่งไดfiรับรางวัล วรรณกรรมเยาวชนรางวัลพิเศษ นายอินทร" อะวอร"ด วรรณกรรมเยาวชนรางวัลพิเศษ นายอินทร" อะวอร"ด ประจําปv ประจําปv ๒๕๔๗ ซึ่งนําเคfiาโครงเรื่องและบทบาทตัวละครสําคัญในวรร ๒๕๔๗ ณคดีเรื่อง รามเกียรติ์มาสรfiางสรรค"ใหม' ทั้งบทบาทของตัวละครและภาษาที่ใชfiใน การประพันธ" อันจะทําใหfiเยาวชนสนใจอ'านดfiวยความสนุกสนานและเขfiาใจ เรื่องราวไดfiง'ายขึ้น ความน'าสนใจของวรรณกรรมเยาวชนเล'มนี้นอกจากจะเปน การนําวรรณคดีมาต'อยอดดfiวยจินตนาการที่แปลกใหม'แลfiว ยังใชfiการวิเคราะห" ตัวละครในเชิงจิตวิทยาเด็กอย'างน'าสนใจดfiวย ดังความเห็นของรื่นฤทัย สัจจพันธุ" ที่ว'า ...วรรณกรรมเยาวชนเรื่อง มัจฉานุผจญภัย จึงมีเนื้อหาที่ แต'งเติมจากวรรณคดีเรื่องเดิม โดยมีจุดมุ'งหมายจะใหfiมัจฉานุ เปนตัวแทนของเด็กบfiานแตกที่เกเร อารมณ"รfiาย กfiาวรfiาว และ ปราศจากความเมตตา เด็กแบบมัจฉานุพบเห็นไดfiมากในป1จจุบัน เด็กแบบนี้ตfiองมีผูfiใหญ'ที่เขfiาใจ อดทน ใหfiอภัย รูfiวิธีอบรมสั่งสอน ใหfiเปลี่ยนนิสัยเปนเด็กดีในที่สุด... นอกจากจะเปนวรรณกรรมที่ใหfi ขfiอคิดสําหรับเยาวชนแลfiว ผูfiแต'งยังปรารถนาใหfiเด็กที่ไดfiอ'านชอบ ตัวละคร “มัจฉานุ” และทําใหfiเกิดความสนใจในวรรณคดีไทย เรื่องรามเกียรติ์ และเรื่องอื่น ๆ ต'อไป (รื่นฤทัย สัจจพันธุ" ๒๕๔๙ : ๔๕ - ๔๖)
๒๑๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ทศกัณฐ"ออนไลน" ของ ชัยกร หาญไฟฟUา ซึ่งไดfiรับรางว ทศกัณฐ"ออนไลน" ัล ชนะเลิศ ประเภทวรรณกรรมเยาวชน รางวัลแว'นแกfiว ประจําปv ๒๕๕๐ ความน'าสนใจเรื่องนี้อยู'ที่การผูกโยงระหว'างเรื่องราวของวรรณคดีกับโลกแห'ง ความเปนจริง ในลักษณะเรื่องเล'าที่ซfiอนอยู'ในเรื่องเล'า ดังเช'นที่ กุสุมา รักษมณี ไดfiกล'าวถึงวรรณกรรมเยาวชนเรื่องทศกัณฐ"ออนไลน"ว'า “นวนิยายเรื่องนี้มีการ นําเรื่องในวรรณคดีโบราณของไทย คือ รามเกียรติ์ มาประสานเขfiากับเรื่องเล'า ในป1จจุบันไดfiอย'างน'าสนใจ” นอกจากนั้น ผูfiแต'งยังไดfiมีการนําเสนอป1ญหา ดfiานการเสพติดเกมของเยาวชน และการนําเกมมาใชfiในการส'งเสริมคุณค'าของ วรรณคดีไดfiอย'างน'าสนใจ ๔.๒.๒ นิยายภาพ หรือ การ"ตูน นิยายภาพ หรือ การ"ตูน นิยายภาพ หรือ การ"ตูน การสรfiางสรรค"นิยายภาพหรือการ"ตูนเกี่ยวกับรามเกียรติ์ มีอยู' เปนจํานวนมาก และมีการเลือกวิธีการนําเสนอที่แตกต'างหลากหลายกันออกไป โดยบางเรื่องเนfiนการนําเสนอเปนการ"ตูนตลกขบขัน บางเรื่องนําเสนอเปน การ"ตูนแฟนตาซีวิทยาศาสตร" บางเรื่องเปนการสรfiางเรื่องราวของรามเกียรติ์ ฉบับใหม' หรือเลือกเล'าเฉพาะเรื่องของตัวละครที่สําคัญเท'านั้น ซึ่งนิยายภาพ หรือการ"ตูนเกี่ยวกับรามเกียรติ์ที่รวบรวมไดfi มีดังต'อไปนี้ การ"ตูนรามเกียรติ์ ฉบับรามาวตาร การ"ตูนรามเกียรติ์ ฉบับรามาวตาร การ"ตูนรามเกียรติ์ ฉบับรามาวตาร ของสํานักพิมพ"บันลือ สาส"น ที่เขียนบท และภาพโดย เฟน สตูดิโอ ซึ่งใชfiระยะเวลาเขียนในการ"ตูน สาวดอกไมfiกับนายกลfiวยไข' ตั้งแต'เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๔ จนถึงเดือน พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘ เปนเวลายาวนานถึง ๔ ปv รวมทั้งหมด ๘๔ ตอน ต'อมาไดfiนํามารวมเล'มและจัดพิมพ"สี่สี จํานวนทั้งสิ้น ๒๘ เล'ม เปนการสรfiาง สีสันใหม'ใหfiกับวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ดfiวยการเพิ่มอารมณ"ตลกขบขันเพื่อใหfi เหมาะเปนการ"ตูนสําหรับเด็ก ซึ่งการดัดแปลงวรรณคดีโบราณเรื่องรามเกียรติ์
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๑๕ ที่มีขนาดยาวเปนการ"ตูนหรือนิยายภาพนี้ มีขfiอจํากัดและขfiอควรคํานึง หลากหลายประการ ดังที่ วิธิต อุตสาหจิต บรรณาธิการ สํานักพิมพ"บันลือ สาส"น ไดfiแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทําการ"ตูนเรื่องนี้ ว'า การนําเรื่องรามเกียรติ์หรือรามายณะมาเสนอในรูปแบบ การ"ตูนนี้ มีขfiอจํากัดหลายอย'าง เช'น ดfiานภาพหรือดfiานการ ดําเนินเรื่อง ที่หากรวบรัดเกินไปก็จะเสียอรรถรส และอาจทําใหfi ไม'เขfiาใจไดfi แต'ถfiาเยิ่นเยfiอเกินไป ก็ทําใหfiน'าเบื่อหน'าย บางทีการ ใชfiคําบรรยายมาก ๆ ก็ไม'ชวนอ'าน จึงตfiองยกหนfiาที่ใหfiภาพ บรรยายเรื่องราวต'าง ๆ แทน (วิธิต อุตสาหจิต“บ.ก.แถลง” เล'ม ๙) นอกจากการ"ตูนรามเกียรติ์ ฉบับรามาวตาร จํานวน ๒๘ เล'ม แลfiว ในการ"ตูนชุดนี้ ยังมีเล'มพิเศษ ที่นําเสนอเรื่องราวของหนุมานโดยเฉพาะ จํานวน ๒ เล'ม คือ เล'มที่ ๒๙ รามาวตาร ฉบับ หนุมาน (ภาคพิสดาร) ซึ่ง เปนการจินตนาการของผูfiเขียนสรfiางการผจญภัยของหนุมานขึ้นมาใหม' และ รามาวตาร ฉบับหนุมาน (ภาครามายณะ) ซึ่งเปนการนําเรื่องราวต'าง ๆ ของ หนุมานที่ปรากฏในคัมภีร"รามายณะของอินเดียที่เปนตfiนเรื่องของวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ของไทย รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ (The Miracle War The Miracle War The Miracle War) ของ ณ ภพ เสาใบ หรือ ศักรภพ เสาใบ ซึ่งไดfiสรfiางสรรค"นิยายภาพหรือการ"ตูนเกี่ยวกับรามเกียรติ์ มา ทั้งหมด ๓ เรื่อง ไดfiแก' ราม : ศึกมหัศจรรย" ศึกมหัศจรรย" ศึกมหัศจรรย" เริ่มตีพิมพ"ตอนแรกในนิตยสาร การ"ตูนไทยคอมิก ฉบับที่ ๑๐ ปv ๒๕๓๖ และไม'มีการรวมเล'ม เปนเนื้อเรื่อง ตอนทศกัณฐ"ลักนางสีดา รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ (The Miracle War The Miracle War The Miracle War) ตอน ศึกไม ตอน ศึกไม ตอน ศึกไมยราพ
๒๑๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ตีพิมพ"รวมเล'ม จํานวน ๖ เล'ม และ รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ (The Miracle War The Miracle War The Miracle War) ตอน ศึกกุมกรรณ ตีพิมพ"รวมเล'ม จํานวน ๓ เล'ม ความน ศึกกุมกรรณ 'าสนใจของผลงานชุด รามเกียรติ์ (The Miracle War) ของ ณ ภพ เสาใบ คือ การนํารามเกียรติ์ มาสรfiางสรรค"และตีความใหม'ในลักษณะของงานแฟนตาซีวิทยาศาสตร" ซึ่งบท บรรณาธิการของการ"ตูนเรื่อง รามเกียรติ์ (The Miracle War The Miracle War The Miracle War) ไดfiกล'าวถึง ความเปนมา และแนวคิดในการสรfiางสรรค"ผลงานเรื่องนี้ ว'าเลือกที่จะหยิบ นําเสนอเปนตอน โดยเลือกตอนที่สนุก เช'นเดียวกับการแสดงโขน และแมfiว'า จะมีการดัดแปลงรายละเอียดไปตามขfiอจํากัดของรูปแบบการนําเสนอ แต' “ไม'ว'าจะนําเสนอรูปแบบใดก็คงไม'สําคัญเท'ากับแก'นของเนื้อหาที่ยังคงอยู'” หนุแมน หรือชื่อภาษาอังกฤษว'า Chalanjor the Legend หนุแมน ของ วัฒนา ป1ชชาบุตร สํานักพิมพ"บุรพัฒน" คอมมิคส" เปนการ"ตูนไทยพันธุ" ใหม'ที่นําเคfiาโครงเนื้อเรื่องและตัวละครบางส'วนมาจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ และมีการนํามาปรับประยุกต"เรื่องราวใหม' ที่ไม'มีความเกี่ยวขfiองกับวรรณคดี เรื่องรามเกียรติ์เลย เพียงแต'ใชfiชุดตัวละครที่มีชื่อ ลักษณะ ความสัมพันธ" และบทบาทใกลfiเคียงกันเท'านั้น อาจจะกล'าวไดfiว'า หนุแมน เปนการเกิดขึ้น ใหม'รามเกียรติ์อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเปนคนละฉบับกับที่คนไทยรูfiจัก มาแต'เดิม สําหรับการ"ตูนเรื่องหนุแมนนี้ มีการสรfiางสรรค"ออกเผยแพร'เปน ๓ ช'วง กล'าวคือ ช'วงแรก มีการออกหนังสือการ"ตูนเรื่องหนุแมน ฉบับสี่สี เล'มเดียวจบ เปนเล'มพิเศษกล'าวถึงปฐมบทความเปนมาก'อนที่จะมาเปนภาคบนโลกมนุษย"ที่ กําลังจะออกวางจําหน'ายในช'วงปv ๒๕๔๗ ซึ่งไดfiรับความสนใจเปนอย'างดี ต'อมาช'วงที่ ๒ ไดfiเริ่มมีการเขียนการ"ตูนหนุแมนที่เปนภาคบนโลกมนุษย" แต' จําหน'ายไดfiถึงเล'มที่ ๔ แลfiวก็หายไป ไม'มีการเขียนต'อใหfiจบเรื่อง และช'วงที่ ๓ โครงการที่จะนําการ"ตูนเรื่องนี้มาผลิตเปนภาพยนตร"ที่ใชfiคนแสดง และไดfiมีการ
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๑๗ วางตัวผูfiแสดง และออกแบบชุดหนุแมนแลfiว แต'สุดทfiายภาพยนตร"เรื่องนี้ก็ไม'มี การถ'ายทําแต'อย'างใด รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ The Book Master Literature Card Battle The Book Master Literature Card Battle เปนผลงานของ จักรินทร" รุ'งเกต มีทั้งหมด ๓ เล'มจบเปนการ"ตูนเรื่องล'าสุดที่ มีความเกี่ยวโยงกับวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ โดยผูfiสรfiางสรรค"การ"ตูนเรื่องนี้ ไดfi กล'าวถึงวัตถุประสงค"ในการเขียนการ"ตูนเรื่องนี้ว'า “รามเกียรติ์เปนวรรณคดีที่ สนุกเรื่องหนึ่ง แต'ดfiวยเนื้อเรื่องที่มีความซับซfiอน รวมถึงตัวละครที่มีมากมาย ผูfiเขียนจึงแต'งพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อใหfiผูfiอ'านไดfiรูfiจักตัวละครต'าง ๆ และเนื้อ เรื่องบางช'วงบางตอนไดfiง'ายขึ้น” บทสรุป วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ เปนแรงบันดาลใจใหfiผูfiสรfiางสรรค"ผลงาน นํามาสรfiางเปนสื่อร'วมสมัยตามที่ตนเองถนัดและสนใจ ทั้งในลักษณะที่เปน ความพยายามอนุรักษ"ของเดิมเอาไวfiในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และ ลักษณะที่เปนการสรfiางสรรค"ต'อยอดความรูfi ความคิด และจินตนาการใหfi กวfiางขวางและยาวไกลออกไป ดังจะเห็นไดfiจากบทเพลง การแสดง ภาพยนตร" และวรรณกรรม ที่นอกจากจะนําเอารามเกียรติ์มาปรับเปลี่ยน วิธีการเล'าเรื่องเพื่อใหfiเหมาะสมสอดคลfiองกับธรรมชาติของสื่อร'วมสมัยแต'ละ ประเภทแลfiว ยังมีการสรfiางสีสันใหม'ดfiวยการผสมผสานทางวัฒนธรรมไทย กับวัฒนธรรมเทศทั้งจากโลกตะวันตกและโลกตะวันออก การตีความใหม' ตั้งคําถาม และ/หรือ โตfiกลับแนวความคิดเดิม สรfiางอารมณ"ขัน หรือเปลี่ยน มุมมองของเรื่องโดยใหfiมองจากสายตาของตัวละครอื่น อีกทั้งยังมีการหยิบยืม เศษเสี้ยวของรามเกียรติ์มาเปนเครื่องมือในการสะทfiอนสภาพสังคมป1จจุบัน
๒๑๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ตลอดจนการสรfiางเนื้อเรื่องใหม' อันทําใหfiวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เกิด ความหมายและแง'มุมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น แมfiว'าผลงานดัดแปลงรามเกียรติ์เปนสื่อร'วมสมัยต'าง ๆ แต'ละเรื่อง อาจจะประสบความสําเร็จและไดfiรับความนิยมมากนfiอยแตกต'างกันไป แต'สิ่งที่ สะทfiอนใหfiเห็นไดfiอย'างชัดเจนก็คือ ผูfiสรfiางสรรค"ผลงานต'าง ๆ ตระหนักเห็น คุณค'าของวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ และมีความกลfiาหาญที่จะนําวรรณคดีลง มาจาก “หิ้ง” และสามารถ “ปรับ” และ “ปรุง” ดfiวยกลวิธีต'าง ๆ เพื่อทําใหfi เรื่องราวของรามเกียรติ์มีความร'วมสมัยและความน'าสนใจ เพื่อสามารถดึงดูด คนรุ'นใหม'ใหfiหันมาสนใจวรรณคดีอันเปนมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่ง ผลงานดัดแปลงเหล'านี้ มิเพียงแต'จะเปนการประกาศย้ําถึง ‘คุณค'า’ ของ รามเกียรติ์ ในฐานะตัวบทตfiนทางใหfiเปนที่ประจักษ"แลfiว ยังมีความน'าสนใจใน ฐานะตัวบทปลายทาง ซึ่งสะทfiอนภาพสังคมป1จจุบันและเปนโอกาสในการสรfiาง “มูลค'าใหม'” ทางธุรกิจดfiวย
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๒๑๙ บรรณานุกรม บรรณานุกรม กรมศิลปากร. (๒๕๔๐). บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพน บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ" บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ" พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟUาจุฬาโลกมหาราช เล'ม ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟUาจุฬาโลกมหาราช เล'ม ๑-๔. กรุงเทพฯ : ศิลปาบรรณาคาร. กรินทร" กรินทสุทธ". (๒๕๔๙). รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ รามเกียรติ์ : รูปแบบในงานประเพณีและ รูปแบบในงานประเพณีและ รูปแบบในงานประเพณีและ ร'วมสมัย. ร'วมสมัย. วิทยานิพนธ"ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย ศิลปากร. กัมปณาท เตชะคงคา. (๒๕๕๖). เรื่องเล'าทศกัณฐ" เรื่องเล'าทศกัณฐ" เรื่องเล'าทศกัณฐ" : การใชfiสัญลักษณ"ภาพ การใชfiสัญลักษณ"ภาพ การใชfiสัญลักษณ"ภาพ “ทศกัณฐ" “ทศกัณฐ" ทศกัณฐ"” ในงานจิตรกรรมฝาผนังไทยสําหรับงานสื่อใหม' ในงานจิตรกรรมฝาผนังไทยสําหรับงานสื่อใหม' ในงานจิตรกรรมฝาผนังไทยสําหรับงานสื่อใหม'. สมุทรปราการ : เอเชีย แปซิฟbค ออฟเซ็ท. ฯคีตกาล (นามแฝง). (๒๕๕๒). มัจฉานุผจญภัย มัจฉานุผจญภัย มัจฉานุผจญภัย. พิมพ"ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : อมรินทร"พริ้นติ้งแอนด"พับลิชชิ่ง. คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. (๒๕๓๓). “ละครพูดเรื่องรามเกียรติ์ ตอน องคต สื่อสาส"น” ใน ละครคึกฤทธิ์ ละครคึกฤทธิ์ ละครคึกฤทธิ์ ๒. พิมพ"ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : สยามรัฐ. ชัยกร หาญไฟฟUา. (๒๕๕๐).ทศกัณฐ"ออนไลน" ทศกัณฐ"ออนไลน" ทศกัณฐ"ออนไลน". กรุงเทพฯ : นานมีบุFคส"ทีน. ณ ภพ เสาใบ (นามแฝง). (๒๕๕๑). รามเกียรติ์ ตอน ศึกไมยรา รามเกียรติ์ ตอน ศึกไมยราพ ฉบับการ"ตูน รามเกียรติ์ ตอน ศึกไมยราพ ฉบับการ"ตูน พ ฉบับการ"ตูน เล'ม ๑-๖. พิมพ"ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : อมรินทร"คอมมิกส". ดาวเอื้อมฟUา (นามแฝง). “รามเกียรติ์ แอนิเมชั่น : เรื่องเก'าเล'าสู'คนรุ'นใหม'” ใน นิตยสารสีสัน. ๒๒, ๒ (๒๕๕๓). นิตยสารสีสัน ทศกัณฐ" ใจใหญ'ยักษ"รักสิบเท'า. ทศกัณฐ" ใจใหญ'ยักษ"รักสิบเท'า. ที่มา : www.dtac.co.th ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๕). พจนานุกรมศัพท"วรรณกรรม พจนานุกรมศัพท"วรรณกรรม พจนานุกรมศัพท"วรรณกรรมอังกฤษ-ไทย ฉบับ ไทย ฉบับ ไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. ราชบัณฑิตยสถาน
๒๒๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน รื่นฤทัย สัจจพันธุ". (๒๕๔๙). สุนทรียภาพแห'งวรรณคดี สุนทรียภาพแห'งวรรณคดี สุนทรียภาพแห'งวรรณคดี. กรุงเทพฯ : ณ เพชร. วรัชญ" วานิชวัฒนากุล. (๒๕๔๙). การสื่อสารความหมายในการ"ตูนไท การสื่อสารความหมายในการ"ตูนไทย การสื่อสารความหมายในการ"ตูนไทย พันธุ"ใหม'. พันธุ"ใหม'. กรุงเทพฯ : มติชน. ลางลิง. ที่มา : http://www.komchadluek.net/detail/2013 ลางลิง 1008/ 169977.h ยุทธชัย อุทยานินทร". (๒๕๔๔). ภัทราวดีเธียเ ภัทราวดีเธียเ ภัทราวดีเธียเตอร" : ชุมชนละครเวทีสมัยใหม' ชุมชนละครเวทีสมัยใหม' ชุมชนละครเวทีสมัยใหม'. วิทยานิพนธ"สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร". “Rak Opera,” ใน นิตยสารสีสัน นิตยสารสีสัน นิตยสารสีสัน. ๑๗, ๑๑ (๒๕๔๙).
“ชายในหญิง” การเรียกคืนอํานาจของสตรีเพศ ในวรรณกรรมปจจุบัน กฤต โสดาลี
๒๒๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๑.บทนํา แหลงที่มาอันเกาแกดั้งเดิมของงานวิจัยและงานเขียนหลายชิ้น ไดfiชี้ใหfiเห็นตรงกันวา วรรณกรรมมีที่มาจากการเลาเรื่อง ซึ่งหากกลาวตามความ เป*นจริงของทุกสังคมจะกลาวไดfiวาไมมีสังคมใดที่ไมมีการเลาเรื่อง รูปแบบ ของการเลาเรื่องรูปแบบตาง ๆ ไมวาจะเป*นนิทาน คํากลอน คาวซอ ผญา เพลงกลอมเด็ก มากระทั่งจนถึงตํานาน ชาดก เพลงพื้นบfiาน หรือคําประพันธ4 ที่เป*นรfiอยกรอง เชน โคลง ราย ลิลิต ฯลฯ ตางก็เป*นวิวัฒนาการของวรรณกรรม ปากเปลาหรือมุขปาฐะที่ดําเนินมาอยางยาวนานหลังจากการคfiนพบตัวอักษร และประดิษฐกรรมในการเขียนและสรfiางหนังสือขึ้นมาในสังคมตาง ๆ จนมี คํากลาวที่วา “ที่ใดมีภาษา ที่นั่นมีวรรณคดี” (วิภา กงกะนันทน4 ๒๕๔๐) อยางไรก็ตาม ในวงการวรรณกรรมศึกษา วรรณกรรมถูกยอมรับจาก วงการวิชาการวาเป*นขfiอมูลรูปแบบหนึ่งที่ไดfiสะทfiอนใหfiเห็นถึงแงมุมของ ประวัติศาสตร4 แตดfiวยลักษณะของวรรณกรรมที่มีรูปแบบเป*นงานเขียนประเภท บันเทิงคดีที่เป*นเรื่องราวซึ่งประกอบดfiวยจินตนาการของผูfiแตงเป*นสําคัญ ทําใหfi วรรณกรรมสามารถสะทfiอนแงมุมทางสังคมออกมาไดfiเพียงบางสวน สอดคลfiอง กับคํากลาวของ นิธิ เอียวศรีวงศ4 (๒๕๒๗) ที่ไดfiอธิบายเพิ่มเติมวา “แมfi วรรณกรรมจะถูกยกยองวาเป*นกระจกสะทfiอนสังคมของยุคสมัย แตกระจก ดังกลาวก็ไมไดfiสะทfiอนใหfiเห็นถึงทุกแงมุมของสังคมเสมอไป แตเลือกที่จะ สะทfiอนออกมาใหfiเห็นในบางสวน ที่สําคัญไดfiแก ความรูfiสึกนึกคิดและคานิยมใน บางเรื่องเทานั้น” แงมุมหนึ่งที่วรรณกรรมของทุกชาติไดfiสะทfiอนออกมาใหfiเห็น รวมกันคือ การขาดความเสมอภาคในสังคมระหวางเพศชายและเพศหญิง อันกลายเป*นกระแสสังคมแบบสตรีนิยมที่มีความโดดเดนขึ้นมาในศตวรรษที่ ๑๗ ในสังคมโลกตะวันตก การศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดและหลักการของ กลุมสตรีนิยมเกิดขึ้นอยางจริงจัง เมื่อประมาณ ๕๐ ปEกอน โดยมีนักปรัชญา
“ชายในหญิง” การเรียกคืนอํานาจของสตรีเพศในวรรณกรรมปจจุบัน ๒๒๓ ชาวฝรั่งเศส ซีม็อน เดอ โบวัวร4 (Simone de Beauvoir) เป*นแกนนําหลักใน การกระตุfiนแรงผลักดันดังกลาวใหfiทั่วโลกไดfiตระหนักถึงความสําคัญของกลุม สตรีเพศ โดยซีม็อนไดfiสรfiางวาทะ “พวกเราไมไดfiเกิดมาเป*นผูfiหญิง แตพวกเรา ถูกทําใหfiเป*นผูfiหญิง” จากขfiอความดังกลาวนี้ทําใหfiเราเขfiาใจธรรมชาติของ แตละเพศยิ่งขึ้น วาพวกเราไมไดfiถูกกําหนดใหfiเป*นเพศใดตั้งแตแรก แตระบบ สังคมและวัฒนธรรมเป*นสวนที่กําหนดเพศของเรา ซึ่งสงผลตอบทบาทและ หนfiาที่ ตลอดจนสถานภาพที่ตนสามารถแสดงออกไดfiภายในสังคม และไดfiสง ผลกระทบไปยังสาขาวิชาอื่น ๆ อาทิ สาขาวิชามนุษยศาสตร4 สาขาวิชา สังคมศาสตร4 สาขาวิชาปรัชญา สาขาวิชาเศรษฐศาสตร4 สาขาวิชาศิลปศาสตร4 สาขาวิชาประวัติศาสตร4 สาขาวิชานิติศาสตร4 (นพพร ประชากุล ๒๕๔๔) ทําใหfi โลกไดfiตระหนักถึงความสําคัญของปSญหาดังกลาว และทําใหfiเกิดกระแสสตรีนิยม ปรากฏทั่วโลก โดยมีสาระสําคัญคือ การเรียกรfiองความเทาเทียมกันระหวาง เพศชายและเพศหญิง ในประเด็นความเทาเทียมกันทางเพศระหวางเพศชายกับเพศหญิง ในสังคม สังคมไทยเป*นสังคมหนึ่งที่ไดfiรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมและความเชื่อ มาจากสังคมอินเดียอันเป*นผลมาจากการติดตอคfiาขายกับตางชาติในสมัยอดีต สังคมอินเดียจึงถือเป*นสังคมตfiนแบบของสังคมไทยในหลาย ๆ ดfiาน หนึ่งใน ความเชื่อและวัฒนธรรมหลายประการที่สังคมไทยรับมาจากสังคมอินเดียคือ วัฒนธรรมและความเชื่อที่เกี่ยวขfiองกับบทบาทและสถานภาพทางเพศ กรุณา กุศลาสัย และคณะ (๒๕๔๓) ไดfiใหfiรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาท และสถานภาพทางเพศของอินเดียวา “ในยุคแรกแหงคัมภีร4พระเวท สตรีถูก กําหนดใหfiมีฐานะที่เทาเทียมกับบุรุษ และยังปรากฏการยกยองสตรีในฐานะ มารดาวาเป*น ‘ครู’ ที่ประเสริฐกวาบุรุษถึงรfiอยเทา ขณะที่พระมนู ซึ่งเป*นพระ ผูfiสรfiางมนุษย4ชาติและปกครองโลกตามความเชื่อของชาวฮินดูก็ไดfiวางหลักเกณฑ4
๒๒๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ในคัมภีร4ธรรมศาสตร4วาสตรีเปรียบเสมือนพระประธานในครอบครัว หาก ครอบครัวใดไมสามารถใหfiความสุขแกสตรีไดfi ครอบครัวนั้นก็จะมีแตความ อัปมงคล เชนเดียวกับใน มหากาพย4มหาภารตะ ก็ปรากฏการยกยองสตรีวา ไมใชเป*นเพียงศูนย4กลางของครอบครัวเทานั้น แตยังเป*นศูนย4กลางของสังคม อีกดfiวย จึงอาจกลาวสรุปไดfiวา สตรีเพศถือเป*นศูนย4รวมของคุณความดีทั้งปวง” แตในยุคตอมา บทบาทและสถานภาพทางเพศของสตรีก็เสื่อมโทรมลง โดยจะสังเกตเห็นไดfiจากในบทสวดบทหนึ่งใน คัมภีร4พระเวท ที่กลาววา “จิตใจ ของสตรีนั้นขาดระเบียบวินัย และมีสติปSญญานfiอย” และในยุคดังกลาวยังมี การนําสตรีมาเป*นรางวัลที่ใชfiในการทําสงคราม ตลอดจนมีการแจกจายสตรีใน ฐานะทรัพย4สินของบุรุษ แมfiในคัมภีร4ธรรมศาสตร4 พระมนูเองก็ลงความเห็นวา สตรีเกิดมาเพื่อที่จะสรfiางความพินาศมาสูบุรุษ (กรุณา กุศลาสัย และคณะ ๒๕๔๓) อยางไรก็ตาม สภาพสังคมไทยก็ปรากฏภาพความเปลี่ยนแปลงของ บทบาทและสถานภาพของสตรีดังเชนสังคมอินเดีย ซึ่ง แสวง บุญเฉลิมวิภาส (๒๕๔๘) ไดfiอธิบายวา “การศึกษาทางดfiานมานุษยวิทยาไดfiชี้ใหfiเห็นตรงกันวาใน สังคมไทยดั้งเดิมมีรูปแบบสังคมแบบมาตาธิปไตย หรือ ถือแมเป*นใหญ” แตเมื่อ สังคมไทยไดfiติดตอสัมพันธ4กับอินเดีย ทําใหfiสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง รูปแบบทางสังคมกลายเป*นสังคมแบบป\ตาธิปไตย หรือ ชายเป*นใหญ (สุภัสสร ภูเจริญศิลป] ๒๕๕๑) ขณะที่ ปรานี วงษ4เทศ (๒๕๓๓) ก็ไดfiอธิบายถึงบทบาท และสถานภาพของผูfiหญิงที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมวา “ในสังคมอดีต ผูfiหญิงถือ เป*นสัญลักษณ4ของความอุดมสมบูรณ4 ดังจะเห็นจากพิธีกรรมและความเชื่อของ ทfiองถิ่นตางๆ แตเมื่อสังคมเกิดการพัฒนาเป*นบfiานเมือง รัฐก็เขfiามาจัดการและ ควบคุมกฎระเบียบของสังคม ทําใหfiผูfiหญิงถูกลดความสําคัญ” สําหรับประเด็น ความเปลี่ยนแปลงของบทบาทสถานภาพและอํานาจของสตรีในครอบครัว
“ชายในหญิง” การเรียกคืนอํานาจของสตรีเพศในวรรณกรรมปจจุบัน ๒๒๕ บุญยงค4 เกศเทศ (๒๕๔๐) ไดfiอธิบายวา “ในอดีตมีธรรมเนียมที่ผูfiชายอาสารับใชfi ทํางานบfiานของผูfiหญิง ทําใหfiผูfiหญิงไมตfiองรับผิดชอบภาระการทํางาน จึงเกิด ความออนแอขึ้นภายในจิตใจ ทําใหfiโกรธงาย อารมณ4แปรปรวน และในที่สุด อํานาจของสตรีที่เคยมีก็ตกแกบุรุษ” จากขfiางตfiนจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางดfiานบทบาทและสถานภาพ ทางเพศระหวางเพศชายกับเพศหญิงในสังคมอินเดีย ซึ่งในทfiายที่สุด เพศหญิง ก็สูญเสียฐานะอันชอบธรรมของตนใหfiแกเพศชาย กระทั่งกลายเป*นระบบสังคม แบบป\ตาธิปไตยหรือชายเป*นใหญ กอนที่สังคมไทยจะรับเอาวัฒนธรรมดังกลาว เขfiามาใชfiภายในสังคม และยึดถือระบบสังคมแบบป\ตาธิปไตย ดังเชนทุกวันนี้ อยางไรก็ตาม บทบาทและสถานภาพของผูfiหญิงในสังคมปSจจุบัน กลับมีความเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมในอดีต กลายเป*นการยfiอนไปยังบทบาท ดั้งเดิมของเพศหญิงจากสถานภาพของ “ผูfiถูกกระทํา” กลับกลายเป*น “ผูfiกระทํา” ซึ่งในประเด็นดังกลาวนี้ งานวิจัยของ มิตราภรณ4 อยูสถาพร (๒๕๓๙) ไดfiเนfiนย้ําถึงบทบาทและสถานภาพของผูfiหญิงในสังคมสมัยใหม ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลายเป*นการคืนอํานาจใหfiแกเพศหญิงอยางแทfiจริง โดยเลือกศึกษาภาพความเป*นผูfiหญิงสมัยใหมในบทเพลงไทยรวมสมัยนิยม ระหวางปE พ.ศ. ๒๕๒๗-๒๕๓๙ ซึ่งไดfiขfiอสรุปวา ลักษณะของผูfiหญิงสมัยใหม ที่ถูกนําเสนอในบทเพลง สามารถจําแนกออกไดfiเป*น ๓ ลักษณะดfiวยกัน คือ เป*นผูfiหญิงที่มีลักษณะของความกลfiาแสดงออก มีลักษณะแข็งแกรง อดทน และ มีลักษณะของความเป*นผูfiหญิงเกง อีกทั้งผูfiหญิงสมัยใหมจะตfiองมีลักษณะของ การพึ่งพาตนเอง มีความเขfiมแข็ง ตอสูfiกับชีวิตของตน และเป*นบุคคลที่มี หัวกfiาวหนfiา เคารพในศักดิ์ศรีของผูfiอื่น เชื่อมั่นในตนเอง รวมถึงการที่ผูfiหญิง สมัยใหมจะตfiองมีความพรfiอมที่จะเป\ดรับประสบการณ4ใหม ๆ เขfiามาในชีวิต
๒๒๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ของตนเอง ซึ่งลักษณะดังกลาวนี้ไดfiสอดคลfiองกับลักษณะของความเป*นชายตาม ความตfiองการของสังคมไทย ๒.“ความเป*นชาย ความเป*นชาย ความเป*นชาย” ที่สังคมตfiองการ ที่สังคมตfiองการ ที่สังคมตfiองการ เพศถือเป*นเรื่องธรรมชาติแตก็ไมใชธรรมชาติ เพราะเพศไมใชเป*น เพียงการสืบพันธุ4เพียงอยางเดียว แตก็ยังเกี่ยวขfiองกับความเพลิดเพลิน และ ความสนับสนุนที่เกิดขึ้นไดfiตั้งแตคนเดียวไปจนถึงสังคม ดังนั้น เพศจึงถือเป*น เรื่องของปฏิกิริยาการตอบสนองระหวางมนุษย4กับมนุษย4 อีกทั้งยังไดfiขยายไป ยังสวนอื่น ๆ อีกดfiวย และเมื่อเรื่องเพศเกี่ยวขfiองกับมนุษย4 จึงมีความเกี่ยวขfiอง สัมพันธ4อยางแนบแนนกับการสื่อสารตอบุคคลอื่น ทั้งในรูปแบบของความ ออนหวานและความรุนแรง (ธเนศ วงศ4ยานนาวา ๒๕๕๖) ซึ่งเพศชายจะถูก ผูกติดอยูกับความหมายเรื่องความรุนแรง ขณะที่เพศหญิงจะถูกผูกติดอยูกับ ความหมายเรื่องความออนหวาน ซึ่ง กําจร หลุยยะพงศ4 (๒๕๔๓) ไดfiอธิบาย เพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นดังกลาววาเป*นรูปแบบหนึ่งของการจัดระเบียบทาง สังคมที่เกิดขึ้น เพื่อใหfiเพศชายมีอํานาจมากกวาเพศหญิง “ตามปกติ การแบงเพศของเผาพันธุ4มนุษย4ไดfiจําแนกประเด็นเรื่องเพศ ออกเป*นสองเพศ ไดfiแกเพศชายและเพศหญิง ซึ่งมีลักษณะที่เป*น ขั้วตรงกันขfiาม ยกตัวอยางเชน ผูfiชายแข็งแรง-ผูfiหญิงออนแอ, ผูfiชาย ใชfiเหตุผล-ผูfiหญิงใชfiอารมณ4, ผูfiชายคือวัฒนธรรม-ผูfiหญิงคือธรรมชาติ, ผูfiชายอยูนอกบfiาน-ผูfiหญิงอยูในบfiาน, ผูfiชายใหfiบุตร-ผูfiหญิงกําเนิดบุตร โดยผูfiชายจะใชfiประโยชน4จากเพศสรีระที่รางกายสูงใหญกวาเพศหญิง ทําใหfiเพศหญิงถูกกดขี่และครอบงําจากเพศชาย”
“ชายในหญิง” การเรียกคืนอํานาจของสตรีเพศในวรรณกรรมปจจุบัน ๒๒๗ อยางไรก็ตาม ในลักษณะของความเป*นชายที่สังคมนิยามขึ้น ไดfiมี นักวิชาการหลายทานพยายามใหfiคําอธิบายเอาไวfiเกี่ยวกับการแสดงออกทาง พฤติกรรมที่จะเป*นตัวบงชี้เพศของบุคคลในสังคมวา “ความเป*นชาย (Masculine) หมายถึง ความรูfiสึกหรือพฤติกรรมอยางหนึ่งของบุคคล ที่แสดงออกถึงความรูfiสึกหรือพฤติกรรมความเป*นชาย” (ปรีชา อรุณสวัสดิ์ ๒๕๓๑) กลาวในภาพรวม ความเป*นชายจึงมีความหมายครอบคลุมถึงลักษณะ หรือพฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลที่แสดงถึงความเป*นผูfiชาย (Man) ซึ่ง ลักษณะดังกลาวนี้ไมไดfiเป*นสิ่งที่ธรรมชาติเป*นผูfiกําหนด แตหากเป*นลักษณะที่ สังคมกําหนดขึ้นมา ๓.ลักษณะของความเป*นชายที่อยูในวรรณกรรมปSจจุบัน ลักษณะของความเป*นชายที่อยูในวรรณกรรมปSจจุบัน ลักษณะของความเป*นชายที่อยูในวรรณกรรมปSจจุบัน การพิจารณาลักษณะความเป*นหญิง (Feminine) และความเป*นชาย (Masculine) ที่สังคมนิยามขึ้นสามารถตีความไดfiสองมิติ คือ (๑) ลักษณะของ ความเป*นชายและความเป*นหญิงที่ผูกติดกับสรีระ และ (๒) ลักษณะที่ถูกสังคม สรfiางขึ้นใหfiมีอัตลักษณ4 (Gender Identity) การระบุวาบุคคลใดเป*นเพศใด สามารถพิจารณาจากการแสดงออก และอุปนิสัยของบุคคล หลักการดังกลาว สอดคลfiองกับ “การสรfiางความเป*นเพศทางสังคม” (ชลดา มนตรีวัต ๒๕๔๑) เมื่อสังคมไดfiสรfiางความรูfiของความเป*นแตละเพศ ทําใหfiมนุษย4ยึดติดกับความเชื่อ วาเป*นลักษณะของธรรมชาติที่ถูกกําหนดมาตั้งแตเกิด ไมสามารถเปลี่ยนแปลง ไดfi และสงผลตอความเชื่อตาง ๆ ทําใหfiเกิดการสรfiางความหมายในจิตใตfiสํานึก ของมนุษย4เราวา เพศชายควรจะมีลักษณะอุปนิสัย อารมณ4 ทาทาง และ การแสดงออกอยางไร ขณะที่เพศหญิงควรมีพฤติกรรม การแสดงออกอยางไร
๒๒๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ซึ่งมีผลตอการกําหนดบทบาทและหนfiาที่ของแตละเพศ และกลายเป*นอคติ ทางเพศ แตคุณสมบัติและลักษณะความเป*นเพศชายเพศหญิงไมไดfiถูกกําหนด ขึ้นจากความเป*นธรรมชาติ แตเกิดขึ้นจากกระบวนการทางสังคมที่ซับซfiอน เป*นสวนสําคัญในการสรfiางกรอบความเชื่อในสังคม พรfiอมกับชักจูงความคิด ของสมาชิกในสังคมใหfiเชื่อ ผานกระบวนการติดตอสื่อสารที่ทําใหfiความคิด ไดfiแผกวfiางขึ้น และแทรกแซงอยูในสถาบันทางสังคมทุก ๆ สถาบัน การที่ สถาบันทางสังคมไดfiสรfiางขอบเขตของเพศชายใหfiอยูนอกบfiาน และขอบเขต ของเพศหญิงใหfiอยูในบfiาน ถือเป*นกระบวนการหนึ่งที่ปลูกฝSงความเชื่อตั้งแตเด็ก เด็กผูfiชายมักจะไดfiรับการยอมรับจากสังคม ความเชื่อถือ ความคาดหวังจาก คนรอบขfiาง ทําใหfiเมื่อเด็กผูfiชายเติบโตขึ้นจะสามารถแบกรับสิ่งตาง ๆ และ ยอมรับความจริงไดfi ทั้งยังมีลักษณะของความเป*นผูfiนํา ขณะเดียวกัน เด็กผูfiหญิง จะถูกจํากัดใหfiสามารถปฏิบัติกิจกรรมไดfiบางอยางเทานั้น เชน ความเชื่อดfiาน งานบfiาน งานเย็บปSกถักรfiอยวาเป*นงานเฉพาะของผูfiหญิง ผูfiชายไมสามารถทําไดfi ทําใหfiบทบาทของเพศหญิงถูกจํากัด ซึ่งสิ่งเหลานั้นถือเป*นเบfiาหลอมลักษณะ ของความเป*นเพศชายและเพศหญิงที่สังคมไดfiกําหนด ในสังคมทุกวันนี้ กระบวนการขัดเกลาความเป*นเพศมีสวนสําคัญ ไมนfiอยไปกวาสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา หรือสถาบันทางสังคม การพัฒนาของสื่อเทคโนโลยีทําใหfiโลกเชื่อมตอกัน ทําใหfiความคิดและความเชื่อ ที่แฝงดfiวยลักษณะของความเป*นเพศชายเพศหญิงขยายออกไปยังสวนตาง ๆ ของแตละสังคม ดังนั้นจึงไมใชเรื่องแปลกที่มนุษย4จะคิดวาความเป*นเพศชาย เพศหญิงถูกกําหนดขึ้นจากความเป*นธรรมชาติ และไมสามารถเปลี่ยนแปลง การที่สังคมกําหนดความเป*นเพศขึ้น โดยใหfiเพศหญิงสามารถปฏิบัติ กิจกรรมไดfiเฉพาะอยาง และเพศชายสามารถปฏิบัติไดfiบางอยาง ทําใหfiเกิด
“ชายในหญิง” การเรียกคืนอํานาจของสตรีเพศในวรรณกรรมปจจุบัน ๒๒๙ ความเชื่อวาเป*นสิ่งที่เป*นธรรมชาติ ไมสามารถเปลี่ยนแปลง ทําใหfiเกิดการ กําหนดบทบาทและหนfiาที่ของแตละเพศ รวมทั้งกําหนดสถานะสูงต่ําทางสังคม ของแตละเพศ สงผลใหfiเพศหญิงอยูในถานะที่ต่ํากวาเพศชาย แนวคิดดังกลาว ถูกปลูกฝSงมาตั้งแตเด็ก เด็กผูfiชายจะไดfiรับสิทธิ์การศึกษาใหfiสามารถเรียนหนังสือ ขณะที่เด็กผูfiหญิงจะถูกจํากัดสิทธิ์ใหfiอยูเฉพาะภายในบfiาน ใหfiประกอบกิจกรรม งานบfiานงานเรือน ไมสามารถประกอบอาชีพนอกบfiาน จากรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูของแตละเพศ ทําใหfiจํานวนผูfiหญิงที่ไมรูfiหนังสือมีมากกวาผูfiชาย สงผล ตอเงินตอบแทนเมื่อผูfiหญิงประกอบอาชีพนอกบfiาน ถูกเอาเปรียบจากนายจfiาง เพราะไมมีความสามารถหรือความถนัดเฉพาะดfiานดังเชนผูfiชาย แตในปSจจุบัน ลักษณะของความเป*นหญิงตามความคาดหวังของสังคม ไดfiถูกนํากลับมาตีความเสียใหม เพื่อใหfiสอดคลfiองกับความเปลี่ยนแปลง ตาง ๆ ภายในสังคมปSจจุบัน โดยลักษณะของเพศหญิงที่สังคมมองวาเป*น ลักษณะของผูfiหญิงสมัยใหมจะตfiองเป*นการแสดงออกถึงการที่ผูfiหญิงจะตfiองมี ปฏิสัมพันธ4กับสังคมในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งเป*นสถานการณ4สําคัญที่จะบีบบังคับ ใหfiผูfiหญิงตfiองแสดงออกถึงความกลfiาหาญของตนที่จะออกมาจากพื้นที่ของ ครอบครัว แลfiวนําตนมาอยูภายในกรอบของสาธารณะ หรือก็คือการยืนยันใน ความตั้งใจของตน เชน ในวรรณกรรม เรื่อง รัตติกาลยาตรา ตัวละครโซยา (เพศหญิง) ไดfiยืนยันกับญาติผูfiพี่ของตนวาเธอจะไปพักอาศัยอยูกับตัวละคร เรเวียร4 (เพศชาย) ถึงแมfiวาเธอจะถูกคัดคfiานจากญาติของตน แตเธอก็ยังคง ยืนยันในความคิดดังกลาว ดังตัวอยาง “ขfiาจะออกไปพักกับเรเวียร4ที่เรือนแรม” “แตเจfiาเป*นหญิง ซ้ํายังไมไดfiระดาลัย เจfiาจะไปอยูกับชายหนุมอยาง เรเวียร4ตามลําพังไดfiอยางไร” แซมยิ้ม เอยชfiาชัด
๒๓๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน “ไดfiหรือไมไดfi ขfiาก็อยูกับเขามาตลอดเวลาที่รอนแรมจากธิโมส4มายัง มาร4คีบัน และกอนหนfiาที่ขfiาจะหาสํานักเดยาพบนั่นละ” (รัตติกาลยาตรา, ๒๕๕๓ : ๒๖๒) จากตัวอยางขfiางตfiนพบวา ลักษณะของเพศหญิงในสังคม ซึ่งไดfiสะทfiอน ออกมาในงานวรรณกรรมปSจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมในอดีตที่มี ขนบธรรมเนียมวาเพศหญิงจะตfiองรักนวลสงวนตัว กลับกลายสภาพเป*น ลักษณะของผูfiหญิงสมัยใหมที่มีความกลfiาคิดและกลfiาทํามากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจาก จะสะทfiอนใหfiเห็นถึงลักษณะของผูfiหญิงที่สามารถจะตัดสินใจตาง ๆ ไดfiดfiวย ตนเอง เพศหญิงจะตfiองยังคงมีความเชื่อมั่นในตนเองควบคูกันไปดfiวยวาตนจะ สามารถดูแลตนเองไดfi เชน ในวรรณกรรม เรื่อง ผีเสื้อลายตะวัน ตัวละครกาย ที่ตัดสินใจจะบุกเขfiาไปยังเนินเปดาล เพื่อชวยเหลือคีรา ถึงแมfiวาจะมีผูfiอื่นเตือน วาเป*นกับดักที่จะสังหารเธอ แตตัวละครกายก็ยืนยันที่จะชวยเหลือคีรา การแสดงออกดังกลาวของกายไดfiชี้ใหfiเห็นความมั่นใจในตนเองที่มีอยูภายในตน ดังตัวอยาง ผูfiคนเพียงนfiอยนิดที่กายนําบุกเขfiามายังเนินเปดาลบงบอกชัดถึง ความมั่นใจในฝEมือและพละกําลังแหงตนวาไมดfiอยไปกวาเหลาทหาร ของครีราโมส4และโซรังแมfiแตนfiอย (ผีเสื้อลายตะวัน, ๒๕๕๐ : ๙๑) อยางไรก็ตาม ความมั่นใจในตัวเองที่มีอยูมากเกินควร ก็อาจจะทําใหfi เพศหญิงจําตfiองแสดงออกถึงพฤติกรรมบางอยางที่ไมสมควร เชน ความกfiาวรfiาว ที่แฝงอยูภายในตัว ซึ่งลักษณะดังกลาวไดfiถูกใสความหมายลงในประเด็นของ
“ชายในหญิง” การเรียกคืนอํานาจของสตรีเพศในวรรณกรรมปจจุบัน ๒๓๑ “ความเป*นชาย” ตามความคาดหวังของสังคม การแสดงออกถึงความกfiาวรfiาว ของผูfiหญิง จึงถือเป*นพฤติกรรมของผูfiหญิงยุคใหมที่ไดfiกfiาวผานจารีตหรือ ความคาดหวังของสังคมกลายเป*นลักษณะของผูfiหญิงที่เขfiมแข็ง เชน ในวรรณกรรม เรื่อง รุfiงจันทร4ตะวันดาว ตัวละครเมลิน (เพศหญิง) ไดfiทํารfiาย ตัวละครประกอบ (เพศชาย) เพื่อที่จะปลุกปSoนใหfiเกิดความเคลื่อนไหวทาง การเมืองขึ้น ดังตัวอยาง หลอนและพวกลากคอมันมาจากหนfiาผับแหงหนึ่ง เมลิน กระชากผมจากดfiานหลังจนหนfiาหงาย แลfiวใชfiมีดปาดคอ ทีเดียว...ไมมี การตอสูfi ไมมีใครไดfiยินเสียงรfiอง ไอfiหนfiาออนก็ทรุดลงไปนอนกอง แทบเทfiาอยางงายดาย (รุfiงจันทร4ตะวันดาว, ๒๕๔๕ : ๒๓๓) จากตัวอยางขfiางตfiน การแสดงออกทางดfiานพฤติกรรมของผูfiหญิง ในสมัยปSจจุบันที่ไมไดfiถูกผูกติดอยูกับความเป*นหญิงที่ตfiอง “ออนแอ ออนหวาน และเป*นแมศรีเรือน” ดังเชนสังคมในอดีต ทําใหfiเพศหญิงมีอิสระใน การแสดงออกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อเพศหญิงไมตfiองอยูภายใตfiกรอบ และขfiอจํากัดของ “ครอบครัว” แตสามารถโลดแลนอยูในพื้นที่สาธารณะของ สังคมไดfiโดยปราศจากการผูกมัดจากบทบาทและสถานภาพที่สังคมกําหนดขึ้น การดํารงอยูในพื้นที่ทางสังคมของเพศหญิงจึงสามารถแสดงออกถึงพฤติกรรม ในดfiานตาง ๆ ไดfiหลากหลายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถใชfi “อํานาจ” ที่ตนถือครอง อยูไดfiอยางอิสระ เชน ในวรรณกรรม เรื่อง รุfiงจันทร4ตะวันดาว ตัวละคร ศาวีรันดา ซึ่งอยูในสถานะของผูfiนําประเทศธิโมส4ไดfiแสดงออกถึงความมีอํานาจ
๒๓๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน อยูในตน โดยการปฏิเสธความคิดเห็นใด ๆ จากตัวละครเมลร4 (ผูfiชาย) ดังตัวอยาง ‘รันดา ผมคิดวาเราควรจัดการอะไรลงไปสักอยางไดfiแลfiวนะ ครับ ขืนปลอยใหfiเกิดความวุนวายโกลาหลอยางนี้ตอไป มันจะลุกลาม ใหญโตไดfiไมยากเลย ยิ่งถfiาหากมี “มือที่สาม” เขfiามากอกวนสวมรอย ดfiวยแลfiว’ ใช สิ่งซึ่งอยูในหัวใจเขา ขณะที่โทรศัพท4ไปรายงานสถานการณ4 ใหfiหลอนรับรูfiเมื่อเย็นวันกอนก็คือ การขอความเห็นชอบจากรัฐสภาใหfi ผานกฎหมายความมั่นคงแหงชาติออกมาเสียที เขาคิดวา ทุกสิ่ง ทุกอยางที่ยุงยากอยูในเวลานี้จะงายขึ้นอีกมากทีเดียว ถึงเวลาแลfiว ที่จะตfiองใชfiความเด็ดขาดจัดการอะไรสักอยางลงไป แทนการปลอยใหfi สถานการณ4สุกงอม และคลfiายรอเวลาระเบิดขึ้นมาตูมใหญ เชนที่ เป*นอยูในเวลานี้ ‘ฉันคิดวา ยังไมถึงเวลาที่จะใชfiกฎหมายฉบับนั้นนะคะเมลร4’ เสียงเรียบๆ ที่ตอบกลับมานั้น ราวกลับลวงรูfiความในใจของเขา เมลร4 นิ่งงัน ‘ฉันอยากใหfiคุณควบคุมสถานการณ4 แลfiวรายงานใหfiฉันรูfi กอน สั่งการทําสิ่งใดก็ตาม’ (รุfiงจันทร4ตะวันดาว, ๒๕๔๕ : ๒๒๘) จากตัวอยางขfiางตfiนไดfiสะทfiอนใหfiเห็นถึงอํานาจที่ผูfiหญิงถือครอง โดยเฉพาะอยางยิ่งอํานาจที่จะสามารถตัดสินใจบางอยางหรือเหตุการณ4 ครั้งสําคัญไดfiดfiวยตนเอง ซึ่งลักษณะและการแสดงออกดังกลาวถือเป*น อีกลักษณะหนึ่งที่ตัวละครหญิงไดfiแสดงออกขัดกับหลักจารีตของสังคมไทย
“ชายในหญิง” การเรียกคืนอํานาจของสตรีเพศในวรรณกรรมปจจุบัน ๒๓๓ ที่กลาววา “ผูfiชายตfiองเป*นชfiางเทfiาหนfiา ผูfiหญิงตfiองเป*นชfiางเทfiาหลัง” โดยบทบาท และสถานภาพที่ผูfiหญิงไดfiแสดงออกถือเป*นอีกชองทางหนึ่งที่จะทําใหfiผูfiหญิง สามารถนําเสนอ “ความเป*นผูfiนํา” ของตนไดfiดังเชนผูfiชาย เชน ในวรรณกรรม เรื่อง รุfiงจันทร4ตะวันดาว ตัวละครศาวีรันดาไดfiถูกสรfiางใหfiเป*นตัวละครหญิงที่มี ความสมบูรณ4แบบในทุกดfiาน อีกทั้งยังถูกใสความหมายเรื่องลักษณะของ “ความเป*นผูfiนํา” ซึ่งเป*นลักษณะที่สังคมคาดหวังจากเพศชาย การที่ตัวละคร หญิงมีลักษณะดังกลาว จึงเป*นสิ่งที่ทําใหfiตัวละครศาวีรันดาไดfiรับการยอมรับ จากสังคม กระทั่งถูกยกยองใหfiมีลักษณะเปรียบดั่ง “ราชินีแหงธิโมส4” ในยุค ปSจจุบัน อันเป*นผลจากความเป*นผูfiนําและความเพียบพรfiอมที่ตัวละคร ครอบครอง ดังตัวอยาง มีผูfiเปรียบเปรยวา เธอเป*นดั่งราชินีแหงธิโมส4 ในปE ค.ศ. นี้ และเป*นดุจ... จันทราแหงแผนดินแสงดาว ...ภาพของหญิงสาวผูfiนั้น คือผูfiหญิงทํางานผูfiมาดมั่นเดนชัดกวา อื่นใด แตขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไมไดfiวามีอะไรบางอยางในตัวที่ฉายใหfi เห็นความสูงสง เหนือกวาหญิงสาววัยยี่สิบหกปEธรรมดาๆ คนหนึ่งจะมี นี่หรือ...ราชินีแหงธิโมส4 (รุfiงจันทร4ตะวันดาว, ๒๕๔๕ : ๑๒) จากตัวอยางขfiางตfiนจะพบลักษณะของผูfiหญิงในยุคปSจจุบันที่ เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยอดีตที่ผูfiหญิงจะตfiองทําหนfiาที่เป*นเพียงผูfiตาม คอยรับฟSง คําสั่งจากผูfiชาย กลับเกิดการสับเปลี่ยนบทบาทและสถานภาพใหfiผูfiหญิงสามารถ เป*นผูfiนํา ออกคําสั่ง ตลอดจนการคิดและตัดสินใจตาง ๆ ไดfiโดยไมจําเป*นตfiอง พึ่งพาเพศชายดั่งเชนสังคมไทยในอดีต
๒๓๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน วรรณกรรมชุดธิโมส4ถือเป*นวรรณกรรมชุดหนึ่ง ซึ่งทําหนfiาที่เป*น กระบอกเสียงใหfiแกสตรีเพศในสังคมไทยผานตัวบทวรรณกรรม โดยตัวผูfiเขียน ไดfiกําหนดใหfiวรรณกรรม “รุfiงจันทร4ตะวันดาว” เป*นพื้นที่หนึ่งที่ใหfiเพศหญิง ไดfiแสดงออกถึงความเฉลียวฉลาดและความมาดมั่นในตน โดยผูfiประพันธ4ไดfi กําหนดใหfiคุณสมบัติดังกลาวตfiองถูกผูกติดอยูกับพื้นที่ทางสังคม ขณะเดียวกัน วรรณกรรม “ผีเสื้อลายตะวัน” ก็ไดfiเผยใหfiเห็นถึงกระบวนการเขfiาสูอํานาจของ เพศหญิง โดยการใชfi “ความเป*นชาย” เป*นใบผานทางเพื่อสรfiางการยอมรับ จากสังคม กลาวโดยสรุป ภาพของผูfiหญิงที่ถูกนําเสนอในชุดวรรณกรรมธิโมส4ไดfiใหfi ภาพของผูfiหญิงในหลายลักษณะ คือ (๑) การยืนยันในความตั้งใจของตน (๒) สามารถใชfi “อํานาจ” ที่ตนถือครองอยูไดfiอยางอิสระ (๓) ความเป*นผูfiนํา (๔) มีความเชื่อมั่นในตนเองควบคูกันไปดfiวยวาตนจะสามารถดูแลตนเอง และ (๕) ความกfiาวรfiาว ฯลฯ ซึ่งลักษณะดังขfiางตfiนถือเป*นเครื่องมือสําคัญของ เพศหญิงที่ใชfiกอบกูfi “อํานาจ” และ “ความชอบธรรม” ของตนที่เคยมีในอดีต อันจะนํามาสูยุค “มาตาธิปไตย” ในปSจจุบัน
“ชายในหญิง” การเรียกคืนอํานาจของสตรีเพศในวรรณกรรมปจจุบัน ๒๓๕ บรรณานุกรม บรรณานุกรม กรุณา กุศลาสัย และเรืองอุไร กุศลาสัย. (๒๕๔๓). วัฒนธรรมสัมพ วัฒนธรรมสัมพันธ4 วัฒนธรรมสัมพันธ4: ไทย- อินเดีย อินเดีย อินเดีย. กรุงเทพฯ: ศยาม. กําจร หลุยยะพงศ4. (๒๕๔๓). สตรีเหล็ก: ประตูเหล็ก ที่ป\ดตายหรือเป\ดออก ใน นิเทศศาสตร4ปริทัศน4 นิเทศศาสตร4ปริทัศน4 นิเทศศาสตร4ปริทัศน4. ๕. ๔๐. ชลดา มนตรีวัต. การสรfiางความเป*นหญิงเป*นชายทางสังคม และจริยธรรมใน ชุมชนลาหู. ปริญญานิพนธ4ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัย เชียงใหม, ๒๕๔๑. ดวงตะวัน. (๒๕๕๓). รัตติกาลยาตรา ตติกาลยาตรา ตติกาลยาตรา. กรุงเทพฯ : ดวงตะวัน. _______. (๒๕๔๕). รุfiงจันทร4ตะวันดาว รุfiงจันทร4ตะวันดาว รุfiงจันทร4ตะวันดาว. กรุงเทพฯ : ดวงตะวัน. _______. (๒๕๕๐). ผีเสื้อลายตะวัน ผีเสื้อลายตะวัน ผีเสื้อลายตะวัน. กรุงเทพฯ : ดวงตะวัน. ธเนศ วงศ4ยานนาวา. (๒๕๕๖). ม(า)นุษย4โรแมนติค นุษย4โรแมนติค นุษย4โรแมนติค. กรุงเทพฯ : สยามปริทัศน4. นพพร ประชากุล. (๒๕๔๔). แนวคิดสกุล “สตรีนิยม” ใน สารคดี. ๑๗. ๑๑๔-๑๑๙. นิธิ เอียวศรีวงศ4. (๒๕๒๗). ปากไกและใบเรือ ปากไกและใบเรือ ปากไกและใบเรือ. กรุงเทพฯ : อมรินทร4การพิมพ4. บุญยงค4 เกศเทศ. (๒๕๔๐). ล้ําลึกของผูfi ล้ําลึกของผูfi ล้ําลึกของผูfiหญิงถึงบทบาทและสถานภาพ หญิงถึงบทบาทและสถานภาพ หญิงถึงบทบาทและสถานภาพ ใน วารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ๑๕(๒). ๖๕-๗๒. ปรานี วงษ4เทศ. (๒๕๓๓). ผูfiหญิงสยาม บทบาทและสถานภาพของผูfiหญิง รองรอยจากพิธีกรรม ความเชื่อ ใน ศิลปวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรม. ๑๑(๕). ๑๐๘- ๑๑๘. ปรีชา อรุณสวัสดิ์. (๒๕๓๑). การสรfiางแบบทดสอบวัดบุคลิกภาพความเป*นชาย และความเป*นหญิงสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปEที่ ๖. ปริญญานิพนธ4การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
๒๓๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน มิตราภรณ4 อยูสถาพร. (๒๕๓๙). การสรfiางภาพความเป*นผูfiหญิงสมัยใหมผาน บทเพลงไทยสมัยนิยมระหวางปE พ.ศ. ๒๕๒๗ - ๒๕๓๙. กรุงเทพมหานคร : ฐานขfiอมูลวิทยานิพนธ4ไทย. วิภา กงกะนันทน4. (๒๕๔๐). กําเนิดนวนิยายในประเทศไทย กําเนิดนวนิยายในประเทศไทย กําเนิดนวนิยายในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : ดอกหญfiา. สุภัสสร ภูเจริญศิลป]. ความผิดฐานกระทําความรุนแรงในครอบครัวกับการยอม ความ ตามประมวลกฎหมายอาญา: ศึกษาเฉพาะความผิดฐานกระทํา อนาจาร ตามมาตรา ๒๗๘ (ที่เกิดตอหนfiาธารกํานัล) และความผิดตอ เสรีภาพ ตามมาตรา ๓๑๐ ทวิ. มหาวิทยาลัยศรีปทุม. ๒๕๕๑. แสวง บุญเฉลิมวิภาส. (๒๕๔๘). ประวัติศาสตร4 ประวัติศาสตร4 ประวัติศาสตร4กฎหมายไทย กฎหมายไทย กฎหมายไทย. พิมพ4ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร: วิญrูชน.
วิวัฒนาการ คําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทย สมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช
๒๓๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๑. บทนํา พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ไดfiใหfiความหมาย ของคําว'า สี ไวfiว'า “น. ลักษณะของแสงสว'าง ปรากฏแก'ตาใหfiเห็นเป2น ขาว ดํา แดง เขียว เป2นตfiน; สิ่งที่ทําใหfiตาเห็นเป2น ขาว ดํา แดง เขียว เป2นตfiน เช'น สีทา บfiาน สียfiอมผfiา สีวาดภาพ.” และไดfiใหfiความหมายของคําว'า แสง ไวfiว'า “น. ความสว'าง, สิ่งที่ทําใหfiดวงตาแลเห็น; เพชรพลอย เช'น ตาวจิ้มแสง ว'า ดาบฝ;ง พลอย.” (ราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๖) ในทางวิทยาศาสตร? สี คือ ลักษณะความเขfiมของแสงที่ปรากฏแก' สายตาใหfiเห็นเป2นสี โดยผ'านกระบวนการรับรูfiดfiวยดวงตา เมื่อดวงตารับแสงเขfiา มา โดยจะผ'านกระบวนการวิเคราะห?ขfiอมูล ผ'านประสาทสัมผัสการมองเห็น และผ'านสมองไปสู'ศูนย?การมองเห็นภาพ ทําใหfiเรารับรูfiถึงสีที่อยู'รอบตัวเรา และ แสง คือ พลังงานรังสี (Radiation Energy) ที่ตารับรูfiและมีปฏิกิริยาตอบสนอง ดfiวยกระบวนการวิเคราะห?แยกแยะของสมอง ตาสามารถวิเคราะห?พลังงานแสง โดยการรับรูfiวัตถุ สัมพันธ?กับตําแหน'ง ทิศทาง ระยะทาง และความเขfiมของแสง ความยาวคลื่นที่มนุษย?สามารถมองเห็นไดfi มีค'าอยู'ระหว'าง ๔๐๐–๗๐๐ นาโนเมตร และมีความถี่อยู'ในช'วง ๑๐๓–๑๐๕ เฮิรตซ? โดยแสงสีม'วงจะมี ความยาวคลื่นนfiอยที่สุดหรือความถี่สูงสุด จนถึงแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่น มากที่สุดหรือมีความถี่ต่ําที่สุด (ปรียา อนุพงษ?องอาจ ๒๕๔๙) ตามนุษย?เราสามารถจําแนกคลื่นแสงออกเป2นลfiาน ๆ สี แต'มนุษย?เรา ไม'ไดfiจําแนกสีที่แตกต'างกันเพียงเล็กนfiอยใหfiถือเป2นคนละประเภทสีที่แตกต'างกัน อย'างมีนัยสําคัญไดfi เพราะมิฉะนั้นแลfiวเราก็จะมีประเภทของสีเป2นลfiานประเภท แต'ละประเภทสีถือว'าเป2นหนึ่งมโนทัศน? เมื่อมีมโนทัศน?ใด ก็จะตfiองมีคําเรียก มโนทัศน?นั้น ดังนั้นก็เท'ากับว'าในแต'ละภาษาจะตfiองมีคําเรียกสีเป2นลfiานคํา ซึ่งเป2นเรื่องที่เป2นไปไม'ไดfi และการใชfiในชีวิตจริงก็จะประสบความยุ'งยากหากสี
วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๓๙ ที่แตกต'างกันเล็กนfiอยไดfiรับการจําแนกใหfiแตกต'างกันอย'างมีนัยสําคัญจนถือเป2น คนละประเภทสีกัน ดังนั้นมนุษย?ทุกชาติทุกภาษาจึงนําสีที่ตนพิจารณาเห็นว'า คลfiายกันมารวมไวfiเป2นประเภทสีเดียวกัน ทําใหfiแต'ละสังคมมีจํานวนประเภทสีที่ ไม'มากนัก และเป2นจํานวนที่เหมาะสมสําหรับใชfiในชีวิตประจําวัน ในแต'ละภาษามีการจําแนกประเภทสีที่แตกต'างกัน ตัวอย'างที่ใกลfiตัว ที่สุดคือการที่คนไทยแยกสีฟ[าออกจากสีน้ําเงิน โดยถือเป2นคนละประเภทสีและ มีคําเรียกคนละคํา แต'ผูfiพูดภาษาอังกฤษมองว'าเป2นประเภทสีเดียวและเรียก ประเภทสีนี้ว'า “blue” การจําแนกประเภทสีเป2นนามธรรม หากเราจะศึกษาการจําแนก ประเภทสีก็จะตfiองศึกษาผ'านสิ่งที่เป2นรูปธรรมคือคําเรียกสี ซึ่งถือว'าเป2นภาพ สะทfiอนของการจําแนกประเภทสี การใชfiคําเรียกสีที่แตกต'างกันของแต'ละ ภาษา ไม'เพียงแต'ทําใหfiเราทราบถึงความแตกต'างดfiานภาษาเท'านั้น แต'ยัง สะทfiอนถึงระบบการรับรูfiธรรมชาติ และโลกทัศน?ของผูfiใชfiภาษานั้น ๆ ดfiวย ดังที่ อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ? (๒๕๓๘ : ๒) ไดfiกล'าวไวfiว'า “คําเรียกสีในภาษาใดภาษา หนึ่งนั้น สามารถสะทfiอนใหfiเห็นถึงระบบการรับรูfiธรรมชาติที่แวดลfiอมตัวผูfiพูด ภาษานั้น ๆ และยังช'วยใหfiเขfiาใจระบบความหมายของ คําเรียกสีเอง อีกทั้ง สามารถหยั่งรูfiลงไปถึงส'วนหนึ่งของการมองโลกของผูfiพูดภาษานั้น ๆ ดfiวย” สิ่งที่น'าสนใจคือ มนุษย?ทุกเผ'าพันธุ?มีประสาทตาที่ไม'ต'างกัน จึงรับรูfiสี ไดfiไม'ต'างกัน ในมนุษย?ที่ใชfiภาษาต'างกัน แมfiจะรับรูfiสีไดfiไม'ต'างกัน แต'ก็มีการ จําแนกประเภทสี (Color Categorization) ที่ต'างกันไดfi อย'างไรก็ตาม ชนชาติ ที่พูดภาษาเดียวกัน และอยู'ในสังคมที่คลfiายคลึงกันมักแยกประเภทสีเหมือนกัน ส'วนคําเรียกสีในภาษาต'างๆ มีความแตกต'างกันตามการรับรูfiและ การแบ'ง ประเภทสีของชนชาติที่พูดภาษานั้น ๆ คําเรียกสีจึงเป2นตัวอย'างที่ดีที่จะแสดงใหfi เห็นว'า ภาษาแต'ละภาษาสามารถแยกประสบการณ?ไดfiแตกต'างกัน (อมรา
๒๔๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ประสิทธิ์รัฐสินธุ? ๒๕๓๘) ซึ่งสามารถกล'าวไดfiว'า คําเรียกสีเป2นกระจกสะทfiอนใหfi เห็นการแบ'งประเภทสีของวัฒนธรรมนั้น ๆ โดยคําเรียกสีในแต'ละภาษาจะมี วิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐานเป2นสากล แมfiว'าการจําแนกประเภทสีและคําเรียกสีจะแตกต'างกันไปในภาษา ต'าง ๆ แต'วิวัฒนาการของคําเรียกสีกลับมีลักษณะที่เป2นสากล ผลงานวิจัยเรื่อง คําเรียกสีของ Berlin and Kay (1969) ในหนังสือ Basic Color Terms: Their Universality and Evolution ไดfiเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐาน สากลไวfiเป2น VII ระยะ ซึ่งไม'ว'าจะเป2นภาษาใด ๆ ก็จะมีวิวัฒนาการคําเรียกสี พื้นฐานเป2น VII ระยะนี้ คือในระยะแรกจะมีการจัดประเภทสีและคําเรียกสี พื้นฐานเพียง ๒ คํา จากนั้นค'อยๆ มีวิวัฒนาการจําแนกประเภทสีที่ละเอียดมาก ขึ้น ส'งผลใหfiมีคําเรียกสีเพิ่มมากขึ้นดfiวย โดยลําดับของการเกิดคําเรียกสีพื้นฐาน จะแสดงในภาพที่ ๑ และ ภาพที่ ๒ ต'อไปนี้ ระยะที่ I II III IV V – VII WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE YELLOW YELLOW YELLOW RED ORANGE RED RED RED BLACK BLACK BLACK GREEN PINK BLACK PURPLE BLUE GRREN BROWN GREY BLACK ภาพที่๑ วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานสากลแบบที่ประเภทสี YELLOW เกิด ก'อนประเภทสี GREEN
วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๔๑ ระยะที่ I II III IV V – VII WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE YELLOW YELLOW RED RED ORANGE RED RED BLACK BLACK GREEN GREEN PINK PURPLE BLACK BLACK BLUE GRREN BROWN GREY BLACK ภาพที่๒ วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานสากลแบบที่ประเภทสี GREEN เกิดก'อน ประเภทสี YELLOW จากภาพที่ ๑ และภาพที่ ๒ ที่แสดงลําดับของการเกิดคําเรียกสีพื้นฐาน จะเห็นไดfiว'าในระยะที่ I สีอันหลากหลายที่ตามองเห็นจะไดfiรับการจําแนก ประเภทออกเป2น ๒ ประเภทสีเท'านั้น คือ WHITE ที่เป2นประเภทสีสว'าง และ BLACK ที่เป2นประเภทสีมืด ต'อมาในระยะที่ II จะเกิดประเภทสี RED ขึ้น โดย แยกออกมาจากประเภทสี WHITE หรือประเภทสีสว'างนั่นเอง ในระยะที่ III จะ มีประเภทสีจํานวน ๔ ประเภท คือ WHITE BLACK RED YELLOW หรือ GREEN คือจะมีประเภทสี YELLOW หรือประเภทสี GREEN ประเภทใด ประเภทหนึ่ง ถfiามีประเภทสี YELLOW ในระยะที่ III ก็จะมีประเภทสี GREEN ในระยะที่ IV แต'ถfiามีประเภทสี GREEN ในระยะที่ III ก็จะมีประเภทสี YELLOW ในระยะที่ IV โดยประเภทสี YELLOW จะแยกมาจากประเภทสี WHITE และ
๒๔๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ประเภทสี GREEN จะแยกมาจากประเภทสี BLACK และระยะที่ VII จะมี ประเภทสีจํานวน ๑๑ ประเภท คือประเภทสี WHITE BLACK RED YELLOW GREEN BLUE BROWN PURPLE PINK ORANGE และ GREY แต'หากเมื่อ พิจารณาสีจริงที่ตาของมนุษย?สามารถมองเห็นไดfi จะพบว'าประเภทสีหนึ่ง ๆ อาจจะไม'ไดfiแยกออกมาจากประเภทสีหนึ่งอย'างชัดเจนตามภาพ ยกตัวอย'างเช'น ประเภทสี RED ทุกเฉดอาจจะไม'ไดfiแยกมาจากประเภทสี WHITE เพียงประเภท สีเดียว กล'าวคือ ถfiาเป2นสีแดงอ'อนก็อาจจะแยกมาจากประเภทสี WHITE ที่เป2น ประเภทสีสว'าง แต'ถfiาเป2นสีแดงเลือดหมูก็อาจจะแยกมาจากประเภทสี BLACK ที่เป2นประเภทสีมืดก็ไดfi เพราะฉะนั้นจากภาพจะถือว'าเป2นการสรุปโดยรวม ๆ ว'าประเภทสี RED แยกออกมาจากประเภทสี WHITE เพราะสีแดงเป2นสีรfiอน สว'าง จึงน'าจะแยกออกมาจากประเภทสี WHITE ที่เป2นประเภทสีสว'าง เป2นตfiน ดังนั้น หากเราทราบว'าภาษาใด ๆ มีวิวัฒนาการคําเรียกสีอยู'ใน ระยะใด เราก็จะทราบว'าภาษานั้นมีคําเรียกสีพื้นฐานในภาษารวมทั้งหมดกี่คํา และเป2นคําเรียกสีพื้นฐานอะไรบfiาง ทั้งนี้นักภาษาศาสตร?นิยมใชfiตัวอักษร ตัวพิมพ?ใหญ'ทั้งหมดทุกตัวในคําเพื่อแสดงประเภทสีอย'างเป2นสากล และแต'ละ ภาษาก็จะมีคําที่แตกต'างกันไปเพื่อเรียกประเภทสีนั้น ๆ เช'น ประเภทสี PINK ในภาษาไทยแทนดfiวยคําว'า “ชมพู” ในภาษาอังกฤษแทนดfiวยคําว'า “pink” ส'วนในภาษาเยอรมันแทนดfiวยคําว'า “rosa” เป2นตfiน วิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยนั้น จากศึกษาจาก งานวิจัยของ ศุภมาส เอ'งฉfiวน (๒๕๔๓) ที่ศึกษาคําเรียกสีและมโนทัศน?เรื่องสี ของคนไทยสมัยสุโขทัยและสมัยป;จจุบัน พบว'า ในภาษาไทยสมัยสุโขทัยมี วิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐานถึงระยะที่ IV ซึ่งมีจํานวนคําเรียกสีพื้นฐาน ๕ คํา ไดfiแก' ขาว ดํา แดง เหลือง และเขียว ซึ่งหมายถึงสีทั้งหมดที่ตาสามารถ มองเห็นไดfiจะไดfiรับการจําแนกออกเป2น ๕ ประเภทสีโดยคนไทยในยุคนั้น และ
วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๔๓ แต'ละประเภทสีก็จะมีคําเรียก ทําใหfiเกิดเป2นคําเรียกสีพื้นฐาน ๕ คํา ดังนั้น ขอบเขตของสีแต'ละสีในยุคนั้นจึงกว'ากวfiางในป;จจุบัน เช'น สีของทfiองฟ[า สีดอก อัญชัน และสีของใบไมfiจะจัดรวมอยู'ในประเภทสี GREEN ซึ่งมีคําเรียกสีว'าเขียว ดังมีหลักฐานพบขfiอความว'า “เขียวดังดอกอัญชัน” วิพาที ทิพย?คงคา (๒๕๕๓) วิจัยเพื่อต'อยอดจากงานวิจัยของศุภมาส เอ'งฉfiวน พบว'าภาษาไทยสมัยอยุธยามีจํานวนคําเรียกสีพื้นฐาน ๙ คํา ไดfiแก' ขาว ดํา แดง เหลือง เขียว ชมพู แสด ฟ[า และม'วง ตามทฤษฎีวิวัฒนาการของ คําเรียกสีพื้นฐานสากลของเบอร?ลินและเคย? ภาษาที่มีจํานวนเรียกสีพื้นฐาน ๙ คําจะมีวิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐานในระหว'างระยะที่ VII แต'สิ่งที่ แตกต'างออกไปจากทฤษฎีก็คือพบคําเรียกประเภทสี PINK ก'อนประเภทสี BLUE ในวิวัฒนาการระยะที่ V จึงสามารถสรุปไดfiว'าวิวัฒนาการคําเรียกสี พื้นฐานในภาษาไทยสมัยอยุธยานั้นมีบางส'วนที่ไม'ตรงกับวิวัฒนาการคําเรียกสี พื้นฐานสากลของเบอร?ลินและเคย? ทั้งนี้ในงานวิจัยของวิพาทีพบการปรากฏ ของคําเรียกสีแสด แต'วิพาทีใชfiคําว'า “คําเรียกสีสfiม” ตามความนิยมในป;จจุบัน ผูfiวิจัยจึงขอใชfiคําว'า “แสด” แทนคําว'า “สfiม” เมื่อกล'าวถึงคําเรียกสีสfiมใน งานวิจัยของวิพาที เพื่อไม'ใหfiเกิดความสับสน ในป;จจุบันภาษาไทยมีคําเรียกพื้นฐานทั้งหมด ๑๒ คํา โดยมีคําเรียกสี พื้นฐานเพิ่มขึ้นมาอีก 1 คําจากที่เบอร?ลินและเคย?ไดfiสรุปไวfi กล'าวคือ วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานสากลของเบอร?ลินและเคย?นั้นจะมีประเภทสี ทั้งหมด 11 ประเภท ไดfiแก' WHITE BLACK RED YELLOW GREEN BLUE BROWN PURPLE PINK ORANGE และ GREY แต'ในภาษาไทยพบการจําแนก ประเภทสี BLUE ออกเป2น ๒ ประเภทคือ DARK BLUE ที่มีคําเรียกว'า น้ําเงิน และ LIGHT BLUE ที่มีคําเรียกว'า ฟ[า ซึ่งเป2นที่น'าสนใจว'า วิวัฒนาการคําเรียกสี พื้นฐานในภาษาไทยมีความกfiาวหนfiามากกว'าวิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานสากล