ดนตรีไทยในวรรณคดีไทย: หลกั การคดั เลือกบทรอ8 งจากวรรณคดเี พ่อื บรรจใุ นเพลงไทยเดมิ
เกวลิน ออ@ นนอ8 ม
จุฬาลกั ษณC สนิ ทะสทุ ธ์ิ
โครงงานสงั คีตศิลปKไทยนเี้ ปนM ส@วนหนึ่งของการศกึ ษาตามหลกั สูตรปรญิ ญาอกั ษรศาสตรบณั ฑติ
สาขาวิชาสังคตี ศิลปKไทย
คณะอกั ษรศาสตรC มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
ปTการศกึ ษา 2561
ลิขสิทธข์ิ องมหาวิทยาลัยศลิ ปากร
หัวขอ8 โครงงาน ดนตรไี ทยในวรรณคดีไทย: หลกั การคัดเลือกบทรอ8 งจากวรรณคดีเพื่อบรรจุ
โดย ในเพลงไทยเดิม
สาขาวชิ า นางสาวเกวลิน ออ@ นนอ8 ม
อาจารยCทีป่ รึกษาโครงงานหลัก นางสาวจุฬาลักษณC สินทะสทุ ธ์ิ
สงั คตี ศิลปKไทย
ผู8ชว@ ยศาสตราจารยสC ปิ ปวชิ ญC ก่งิ แก8ว
สาขาวิชาสังคีตศิลปKไทย คณะอักษรศาตรC มหาวิทยาลยั ศิลปากร อนุมัติให8นบั โครงงานฉบับน้เี ปนM
ส@วนหนง่ึ ของการศกึ ษาตามหลกั สูตรปริญญาอกั ษรศาสตรบณั ฑิต
คณะกรรมการสอบโครงงาน หวั หนา8 สาขาวชิ าสงั คีตศิลปไK ทย
(ศาสตราจารยCพงษศC ลิ ปK อรณุ รัตน)C
อาจารยทC ปี่ รกึ ษาโครงงาน
(ผ8ชู ว@ ยศาสตราจารยสC ิปปวิชญC กง่ิ แกว8 )
กรรมการ
(ผชู8 ว@ ยศาสตราจารยบC ณุ ฑรกิ า เจรญิ ชินวฒุ )ิ
กรรมการ
(อาจารยC ดร.ฟรานซสี นันตะสคุ นธ)C
กรรมการ
(อาจารยC ดร.กฤษณพงศC ทศั นบรรจง)
ค
05580509, 05580510 : สาขาวชิ าสังคีตศลิ ปไ7 ทย
คำสำคญั : ดนตรีไทย / วรรณคดีไทย / บทรอC งเพลงไทยเดมิ
เกวลิน อIอนนCอม และจุฬาลกั ษณP สินทะสทุ ธิ์ : ดนตรีไทยในวรรณคดไี ทย: หลักการคัดเลือกบทรอC ง
จากวรรณคดเี พื่อบรรจุในเพลงไทยเดิม (Project Thai Music in Thai Literatures: lyrics from literatures
to put in Thai traditional songs). อาจารยPที่ปรกึ ษาโครงงาน : ผชCู IวยศาสตราจารยPสิปปวชิ ญP ก่ิงแกCว, 235
หนาC
โครงงานเรื่องดนตรีไทยในวรรณคดีไทย: หลักการคัดเลือกบทรCองจากวรรณคดีเพื่อบรรจุในเพลง
ไทยเดมิ มจี ดุ ประสงคเP พือ่ ศกึ ษาหลักการคัดเลอื กบทรอC งจากวรรณคดเี พือ่ บรรจใุ นเพลงไทยเดมิ ผูCวจิ ัยตCองการ
ทราบถึงความสัมพันธPหรอื ความสอดคลCองของตัวบทรอC ง บทวรรณคดีและทำนองเพลง วIาเหตุใดผูCประพันธP
เพลงถึงเลือกบทประพันธPจากวรรณคดีไทยเรื่องตIาง ๆ มาใสIในแตIละบทเพลง เนื่องจากผูCวิจัยเห็นไดCวIามี
จำนวนไมIนCอยที่อาศยั เรือ่ งราวจากวรรณคดมี าเปนz พืน้ ในการประพนั ธPบทรCอง และก็มีอีกจำนวนไมIนCอยเชIนกัน
ท่ีนำเนื้อความตอนหนึ่งตอนใดของวรรณคดมี าใชCเปนz เน้ือรอC งโดยตรงหรือหากจะแปลงบาC งกเ็ ปนz เพยี งเลก็ นCอย
เพ่ือใหCเหมาะแกกI ารขบั รCองของแตIละทำนองเพลงไทยและเรือ่ งราวจากวรรณคดีไปประยุกตเP พอื่ ใหCบทเพลงมี
ความสมบูรณPมากที่สุด อีกทั้งผูCวิจัยยังไดCคัดเลือกบทเพลงที่ผูCวิจัยไดCทำการคCนควCามานำเสนอผลงานผIาน
กระบวนการแสดงดนตรไี ทยอกี ดCวย
ผูCวิจัยไดCวิเคราะหPขCอมูลเกี่ยวกับหลักการคัดเลือกบทรCองจากวรรณคดีในเพลงไทยเดิม รวมถึง
วเิ คราะหคP วามสมั พันธPระหวIางบทรอC ง บทวรรณคดีและทำนองเพลง โดยไดคC ัดเลือกวรรณคดที ้ังหมด 8 เรื่อง
โดยแบงI ออกเปนz วรรณคดีสมัยอยธุ ยา ไดแC กI บทมโหรีเรื่องพระรถเสน วรรณคดเี รื่องพระลอ และวรรณคดสี มัย
รัตนโกสินทรP ไดCแกI บทละครดึกดำบรรพPเรื่องคาวี บทละครเรื่องอิเหนา เสภาเรื่องขุนชCางขุนแผน บทละคร
เรอ่ื งรามเกียรติ์ บทละครพนั ทางเรอื่ งราชาธริ าช และบทละครเร่อื งเงาะป}า
ผลการวิจัยพบวIา การนำเน้อื รCองมาบรรจไุ วCในเพลงเถานั้น ผCแู ตงI เพลงจะแตIงทำนองขน้ึ กอI นแลCวจึง
หาบทกลอนจากวรรณคดมี าบรรจุใหเC ขCากับทำนองเพอ่ื ใหCเพลงนน้ั ตรงตามจดุ ประสงคขP องผแCู ตงI โดยสIวนใหญI
ถาC เปนz เพลงสำเนียงภาษาจะใชCวรรณคดีที่มเี น้อื หาใกลเC คียงกับตรงกับสำเนียงภาษาของเพลงนั้น เชIน ถCาเปzน
เพลงสำเนียงแขกมกั นยิ มนำบทรCองมาจากเร่ือง อิเหนา เปzนตนC เชIนเดียวกับการบรรจุเพลงสำหรับการแสดง
เพียงแตเI พลงสำหรบั การแสดง มีเนอ้ื รCองกอI นแลCวหาเพลงมาบรรจใุ หCตรงตามเนื้อเรอื่ ง
ง
05580509, 05580510 : MAJOR THAI MUSIC
KEYWORDS : THAI MUSIC / THAI LITERATURES / THAI TRADITIONAL SONGS
KEWWALIN ONNOM AND CHULARAK SINTASUT: Project Thai Music in Thai Literatures:
lyrics from literatures to put in Thai traditional songs. ADVISORS : ASST. PROF. SIPPAWICH
KINGKAEW, 235 p.
The purpose of researchers is to select lyrics from literatures to put in Thai traditional
songs. Moreover, the researchers want to find the connection and coherence between lyrics,
literatures and rhythms in order to know why composers use lyrics to form their work; some
composers also use excerpts from literatures to compose their songs and sometimes change
a few of lyrics to make them easier to sing and to make it beautiful to the fullest. In addition,
the researchers choose songs which are researched in order to present the process of
performing Thai music.
The researches analyze the knowledge of choosing lyrics from Thai literatures,
including finding the connection between lyrics, literatures and rhythms through 8 stories
which are categorized by literatures in Ayutthaya era. For example, Mahorree in Para Rottasen,
Phra Lor and literatures in Rattanakosin era. For example, Khawi, Inoai, Sepha Khunchang
khunphan, Ramayana, Lakorn pantang of Rachatirach and Ngo pa.
After researching, the result is to put lyrics into Tao songs, composers form their
rhythms first then find verse in Thai literature to put in according to the purpose of composers.
Mostly, Sounds of language Songs are used to go along with the exact Sounds of language
Songs. For example, kheak is used in Inoai. The same way as putting songs for perfroming but
it has lyrics then finds song to put in.
จ
กติ ตกิ รรมประกาศ
โครงงานสังคีตศิลป7ไทยนี้ เปzนผลงานท่ไี ดCรับจากการศกึ ษาในหลักสตู รอกั ษรศาสตรบณั ฑติ ซ่ึงผCวู ิจยั
ไดรC บั ความเมตตากรุณา และความอนุเคราะหชP IวยเหลืออยาI งเต็มใจและเตม็ กำลงั จากผมCู ีพระคุณหลาย ๆ ทาI น
และโครงงานน้จี ะไมIสำเรจ็ ลุลIวงตามเปา™ หมายไดCเลย หากขากซึ่งบุคคลผมูC ีพระคณุ อนั สูงย่ิงดังจะกลIาวตอI ไปน้ี
ขอขอบพระคณุ ศาสตราจารยพP งษศP ิลป7 อรุณรัตนP ทใ่ี หคC ำปรึกษาและใหขC Cอแนะนำสำหรับหวั ขอC และ
แนวทางในการเขียนโครงงานสงั คตี ศิลปไ7 ทยครัง้ นี้
ขอขอบพระคุณผชCู วI ยศาสตราจารยPสปิ ปวชิ ญP ก่งิ แกวC ท่ีไดCใหคC วามกรุณารบั เปนz ทป่ี รึกษาโครงงาน
และไดใC หขC อC ปรกึ ษาและคำชแี้ นะเก่ยี วกบั การจัดทำโครงงานในครั้งน้ี
ขอขอบพระคุณอาจารยP ดร.กฤษณพงศP ทัศนบรรจง ผูCที่กรุณาใหCคำปรึกษา แนะนำ และใหC
ขCอเสนอแนะทีเ่ ปนz ประโยชนPแกผI ูCวิจัย อีกทง้ั คอยตดิ ตามชIวยเหลอื ในขณะทผี่ ูวC ิจัยไดCลงไปสัมภาษณPอาจารยPท่ี
เก่ยี วขอC งตาI ง ๆ สIงผลใหโC ครงงานน้ีถูกตอC งและสมบูรณยP งิ่ ขึน้
ขอขอบพระคุณคณาจารยPที่กรุณาใหคC ำสัมภาษณPถึงขCอมูลตIาง ๆ ทั้งในดCานดนตรีไทย การขับรอC ง
ตIาง ๆ ที่เปzนประโยชนPตIอโครงงาน ไดCแกI พันโทเสนาะ หลวงสุนทร (ศิลป›นแหIงชาติ) อาจารยPสมพงษP ภูIสร
อาจารยธP นดิ า สขุ ะวริ ิยะ ผเCู ชีย่ วชาญดCานดนตรีไทยและดาC นการขบั รอC งเพลงไทยอนั เปนz ทเ่ี คารพนับถือยิ่งของ
กลมIุ ผูวC ิจัย รวมถงึ อาจารยP ดร.ปœทมา ฑฆี ประเสริฐกุล ผCเู ช่ยี วชาญดาC นวรรณคดีไทยท่ไี ดใC หCขCอมูลความคิดเห็น
ในดาC นของคนภาษาท่ที ำใหกC ลุมI ผวูC ิจยั ไดCเห็นถงึ มุมมองท่ีแตกตาI งจากคนดนตรี ผูCวจิ ัยขอขอบพระคุณในความ
กรุณาของทกุ ทาI นเปนz อยาI งสงู
ขอขอบพระคณุ คณาจารยสP าขาหลกั สตู รทุกทIานทใ่ี หคC วามรCู ใหCคำแนะนำและประสบการณPอันมีคIา
ยงิ่ แกIผูวC จิ ยั
ขอขอบพระคณุ เจCาของหนงั สือ วารสาร เอกสาร และวิทยานพิ นธPทกุ เลมI ที่ชวI ยใหCรายงานวจิ ยั ฉบับ
น้ีมคี วามสมบรู ณมP ากยงิ่ ข้นึ
สุดทCายนี้การทำวิจัยของกลุIมผูCวิจัยตCองผIานการชIวยเหลือและสนับสนุนจากคนรอบขCาง เพื่อใหC
โครงงานชิ้นนีส้ ำเร็จลงไดCดCวยดี เนื่องจากไดCกำลังใจและคำแนะนำดี ๆ จาก คุณพIอ คุณแมI และครอบครัวท่ี
คอยสนบั สนนุ ในทกุ ๆ ดาC น ขอขอบคณุ พ่ี ๆ เพอื่ น ๆ นอC ง ๆ สาขาวิชาสังคีตศลิ ปไ7 ทยทุกคนทีใ่ หCคำแนะนำและ
ใหกC ำลังใจตลอดมา
สารบัญ
หน*า
บทคดั ยอ' ภาษาไทย..................................................................................................................................... ค
บทคัดยอ' ภาษาอังกฤษ............................................................................................................................... ง
สารบัญ....................................................................................................................................................... จ
สารบญั ตาราง ............................................................................................................................................ ฌ
บทท่ี 1 บทนำ............................................................................................................................................. 1
ภมู ิหลงั ......................................................................................................................................... 1
จุดมง'ุ หมายของการวิจัย................................................................................................................ 3
ขอบเขตการวจิ ยั ........................................................................................................................... 3
ประโยชนKทค่ี าดว'าจะไดรL บั ........................................................................................................... 3
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ............................................................................................................... 4
บทท่ี 2 เอกสารตำราวชิ าการและงานวิจยั ทเี่ กย่ี วขLอง................................................................................ 5
2.1 เอกสารตำราวิชาการทเี่ กีย่ วขอL ง............................................................................................ 5
2.1.1 ดLานวรรณคดี........................................................................................................ 5
2.1.2 ดLานดนตรีและการขบั รLอง..................................................................................... 7
2.2 งานวิจัยทเี่ กย่ี วขLอง................................................................................................................. 11
2.2.1 ดLานวรรณคด.ี ....................................................................................................... 11
2.2.2 ดาL นดนตรีและการขบั รอL ง .................................................................................... 13
2.3 บทความทางวชิ าการ............................................................................................................. 16
2.3.1 ดLานวรรณคดี........................................................................................................ 16
2.3.2 ดLานดนตรแี ละการขบั รLอง..................................................................................... 18
บทท่ี 3 วิธีดำเนินการวจิ ัย........................................................................................................................... 20
3.1 การเกบ็ รวบรวมขอL มลู ........................................................................................................... 20
3.1.1 เอกสารตำราวิชาการและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วขLองดLานวรรณคดีไทย ดLานดนตรีไทย
และการขบั รLองเพลงไทยเดิม........................................................................................... 20
3.1.2 การสมั ภาษณKแบบเปนZ ทางการและมีโครงสรLาง.................................................... 20
3.2 เครอื่ งมอื และอปุ กรณKที่ใชLในการเก็บรวบรวมขอL มูล.............................................................. 20
3.3 การศึกษาและจัดกระทำขLอมลู .............................................................................................. 21
3.4 วิเคราะหขK Lอมลู ...................................................................................................................... 21
3.4.1 หลักการคดั เลือกวรรณคดสี ำหรับบรรจเุ ปนZ บทรอL งในเพลงไทยเดมิ ..................... 21
3.4.2 การนำเสนอผลการวจิ ยั ผ'านกระบวนการแสดงดนตรีไทย.................................... 21
3.5 การนำเสนอผลการวจิ ยั .......................................................................................................... 22
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหKขLอมูล................................................................................................................... 23
4.1 ประเภทของเพลงไทย............................................................................................................ 23
4.1.1 เพลงประเภทที่ใชดL นตรลี วL น (เพลงบรรเลง)......................................................... 23
4.1.2 เพลงประเภทขบั รLอง............................................................................................. 26
4.2 ประเภทของวงดนตรไี ทย....................................................................................................... 32
4.2.1 วงมโหร.ี ................................................................................................................ 32
4.2.2 วงเครือ่ งสาย......................................................................................................... 34
4.2.3 วงปbaพาทยK............................................................................................................. 35
4.3 จงั หวะของเพลงไทย.............................................................................................................. 39
4.3.1 จงั หวะสามญั ........................................................................................................ 39
4.3.2 จงั หวะฉ่งิ .............................................................................................................. 39
4.3.3 จงั หวะหนาL ทบั ...................................................................................................... 41
4.4 รสในดนตรีไทย...................................................................................................................... 44
4.4.1 รสทเ่ี กดิ จากเครอ่ื งดนตร.ี ...................................................................................... 45
4.4.2 รสทเ่ี กดิ จากลักษณะของบทเพลง......................................................................... 45
4.4.3 รสทเ่ี กิดจากการบรรเลงรวมวง............................................................................. 46
4.4.4 รสทเ่ี กิดจากหนLาท่แี ละสิทธขิ องเครอ่ื งดนตรี........................................................ 46
4.4.5 รสทเี่ กดิ จากลลี าการขบั รLอง.................................................................................. 47
4.5 ความหมายของวรรณคด.ี ....................................................................................................... 48
4.6 ความสำคัญของวรรณคด.ี ...................................................................................................... 48
4.6.1 ภาษาในวรรณคดีและวรรณกรรมไทย................................................................... 48
4.6.2 ศลิ ปวฒั นธรรมในวรรณคดแี ละวรรณกรรม.......................................................... 48
4.6.3 ความเชือ่ ถือทป่ี รากฏในวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทย......................................... 49
4.6.4 ขนบธรรมเนียมประเพณแี ละวฒั นธรรมที่ปรากฏในวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทย. 49
4.7 การแบง' วรรณคดี................................................................................................................... 49
4.7.1 การแบง' ยุคของวรรณคด.ี ...................................................................................... 49
4.7.2 การแบ'งประเภทวรรณคด.ี .................................................................................... 53
4.8 รสในวรรณคด.ี ....................................................................................................................... 54
4.8.1 รปู แบบที่นกั กาพยกK ลอนไดLกำหนดในการเขียนทว่ั ไป........................................... 54
4.8.2 รปู แบบที่แบง' ตามพระคัมภรี สK โุ พธาลงั การ และอลังการศาสตร.K .......................... 54
4.9 หลกั การคดั เลือกบทรอL งจากวรรณคดีเพอื่ บรรจใุ นเพลงไทยเดมิ ........................................... 55
4.9.1 วรรณคดสี มยั อยุธยา............................................................................................. 56
4.9.1.1 วรรณคดีเรื่องพระรถเสน..................................................................... 56
4.9.1.2 วรรณคดีเรอ่ื งพระลอ........................................................................... 58
4.9.2 วรรณคดสี มยั รตั นโกสินทร.K ................................................................................... 65
4.9.2.1 วรรณคดเี ร่อื งขนุ ชLางขนุ แผน............................................................... 65
4.9.2.2 วรรณคดเี รื่องอเิ หนา............................................................................ 104
4.9.2.3 วรรณคดีเรื่องรามเกยี รต.์ิ ..................................................................... 139
4.9.2.4 วรรณคดีเรือ่ งราชาธริ าช...................................................................... 166
4.9.2.5 วรรณคดีเรื่องเงาะปาi ........................................................................... 172
4.10 การนำเสนอผ'านงานวิจยั ผ'านกระบวนการแสดงดนตรไี ทย................................................. 197
4.10.1 บทมโหรีเร่อื งพระรถเสน ไดLแก' เพลงตับตนL เพลงฉ่งิ 2 ชั้น บรรเลงโดยวงมโหรี
เคร่อื งแปด...................................................................................................................... 197
4.10.2 วรรณคดีเร่ืองลลิ ติ พระลอ ไดแL ก' การบรรเลงเด่ยี วจะเขL เพลงลาวแพน............. 198
4.10.3 เสภาเร่ืองขนุ ชLางขุนแผน ไดแL ก.' ......................................................................... 199
4.10.3.1 เพลงใบLคลง่ั 3 ชั้น บรรเลงโดยวงเครื่องสายเคร่อื งเดย่ี ว................... 199
4.10.3.2 เพลงพระอาทติ ยKชิงดวง 2 ช้ัน บรรเลงโดยวงปbพa าทยไK มนL วม............ 200
4.10.4 บทละครเรอื่ งอเิ หนา ไดแL ก' บรรเลงเดยี่ วซอสามสาย เพลงดอกไมไL ทร 2 ชัน้ .... 201
4.10.5 บทละครเรอ่ื งรามเกียรต์ิ ไดLแก' ระบำอท'ู อง โดยวงปพab าทยไK มLแขง็ ..................... 202
4.10.6 บทละครดกึ ดำบรรพเK รือ่ งคาวี ไดLแก' ระบำพธั วิสยั บรรเลงโดยวง
ปaพb าทยดK ึกดำบรรพK........................................................................................................ 203
4.10.7 บทละครพันทางเรอ่ื งราชาธริ าช ไดLแก' เพลงพม'าเห' เถา บรรเลงโดย
วงปพba าทยมK อญ............................................................................................................... 205
4.10.8 บทละครเรอื่ งเงาะปiา ไดLแก' เพลงทะเลบLา เถา บรรเลงโดยวงปbพa าทยไK มแL ขง็ .... 206
บทที่ 5 สรปุ ผลการวจิ ัย อภิปรายผล และขอL เสนอแนะ............................................................................. 207
5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั ...................................................................................................................... 207
5.2 อภปิ รายผล............................................................................................................................ 209
5.3 ขLอเสนอแนะ.......................................................................................................................... 209
บรรณานุกรม......................................................................................................................................................... 210
ภาคผนวก.............................................................................................................................................................. 214
โนตL เพลงตบั ตLนเพลงฉงิ่ 2 ชน้ั ..............................................................................................................… 215
โนตL เพลงลาวแพน…………………………………………………………………………………………………………………… 217
โนตL เพลงใบคL ลงั่ 3 ช้ัน……………………………………………………………………………………………………………… 218
โนLตเพลงพระอาทติ ยKชงิ ดวง 2 ช้ัน.......................................................................................................... 221
โนตL เพลงดอกไมไL ทร 2 ชนั้ ……………………………………………………………………………………………………….. 223
โนLตเพลงระบำอู'ทอง……………………………………………………………………………………………………………….. 224
โนตL เพลงระบำพธั วิสยั ……………………………………………………………………………………………………………… 225
โนตL เพลงพม'าเห' เถา……………………………………………………………………………………………………………….. 227
โนLตเพลง ทะเลบาL เถา…………………………………………………………………………………………………………….. 229
ประวัตผิ Lวู ิจยั .......................................................................................................................................................... 235
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี 1 การวเิ คราะหเK พลงตับและเพลงเถาท่ีมบี ทรLองจากวรรณคดีมากกวา' 1 เร่อื ง............................. 186
บทท่ี 1
บทนำ
ภูมหิ ลัง
ดนตรีไทยเป,นศิลปะวัฒนธรรมประจำชาติแขนงหนึ่ง ที่ได@มีพัฒนาการมาอยDางตDอเนื่องและ
ปรับเปลยี่ นสภาพสังคมไทย เปน, สวD นหน่ึงของวิถีชวี ิตของคนไทยในทกุ ยุคทกุ สมัย ซงึ่ แสดงถึงความเจริญ
ทางวัฒนธรรมและภูมิปPญญาของคนไทยในการคิดสร@างสรรคทQ างด@านดนตรี ซึ่งมีเอกลักษณQเฉพาะตาม
ลักษณะของวัฒนธรรมไทย เปน, มรดกอันเกิดจากอัจฉรยิ ภาพของบรรพบรุ ุษเป,นภูมปิ ญP ญาที่มีการเรียนรู@
และการถDายทอดในสังคมไทย และได@แสดงถงึ ความร@ู ความคิด ความเชื่อในแตลD ะยุคสมัยที่สืบทอดมาถึง
ปPจจุบัน การเกิดของเพลงไทยประเภทตDาง ๆ นั้น อาจแบDงออกได@งDาย ๆ เป,นสองทางคือ เพลงร@องทาง
หนึ่งกับเพลงบรรเลงอกี ทางหนึ่ง ซึ่งทั้งสองทางน้ีจำเป,นต@องเก่ียวข@องกนั อยาD งหลกี เลีย่ งไมDได@ เพราะตอ@ ง
รับใช@สังคมรDวมกัน เสียงเพลงไมDวDาจะเป,นเพลงบรรเลงหรือเพลงที่มีเนื้อร@องอยูDด@วยก็ตามสามารถให@
ความสุขแกDมนุษยQได@อยDางดี แตเD พลงทม่ี ีเนอื้ รอ@ งประกอบดว@ ยจะยง่ิ สือ่ ความหมายออกมาไดม@ ากกวDาเพลง
ที่มีแตทD ำนองอยDางเดียว เพราะทำใหผ@ ฟู@ PงเกิดอารมณรQ วD มและได@เห็นถงึ วิถีชวี ติ คนในสมยั กDอนได@มากย่ิงขน้ึ
เพลงไทยเป,นวรรณกรรมประเภทหนง่ึ ทีใ่ ช@ภาษาเป,นสอื่ เชDนเดียวกับวรรณคดปี ระเภทรอ@ ยกรอง
ที่มีทั้งการสื่อความหมาย สื่ออารมณQสะเทือนใจ สื่อภาพพจนQ เพลงไทยแสดงถึงความงดงามของเสียงซงึ่
ร@อยกรองไว@อยDางมีระเบียบแบบแผน วรรณคดีเป,นศิลปะของการเรียบเรียงถอ@ ยคำ ดนตรีเป,นศิลปะของ
การเรียบเรียงเสียง วรรณคดีร@อยกรองมีฉันทลักษณQเป,นเกณฑQ ดนตรีไทยก็มีหลักของคีตฉันทลักษณQ
(ชน้ิ ศลิ ปบรรเลง, 2521: 20) เพลงไทยนนั้ เป,นวรรณกรรมท่ีคีตกวมี งุD พรรณนาอารมณQสะเทอื นใจมากกวDา
สิ่งอื่น โดยบทร@องของเพลงไทยสDวนใหญDนั้นมักจะถูกนำมาจากวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงซึ่งมีความงามทง้ั
การใชภ@ าษาและความหมาย
วรรณคดีเป,นศิลปะที่มุงD เนน@ ถึงความรู@สึกนกึ คิดของกวซี ่ึงถDายทอดออกมาจากจิตใจให@ปรากฏ
เป,นรูปของตัวอักษรโดยใช@ถ@อยคำท่ีให@ผูอ@ าD นและผูฟ@ งP เกดิ ความรู@สึกตามจิตนภาพ วรรณคดีเป,นสิ่งหน่ึงที่
ชDวยกลDอมจิตใจผู@คนให@ละเมียดละไม มีทัศนะในการมองชีวิตได@หลายแงDมุม วรรณคดีไทยนั้นไมDใชD
วัฒนธรรมทางหนังสือฝfายเดียว แตDเป,นศิลปะรDวมซึ่งมีความสัมพันธQกันอยDางมาก ในบางกรณีเราไมD
สามารถจะแยกวรรณศิลปg คีตศิลปg และนาฏศิลปg ออกจากกันได@อยDางเด็ดขาด สำหรับความสัมพันธQ
ระหวาD งวรรณคดีและดนตรีไทยนัน้ จะเห็นไดว@ Dามคี วามผูกพนั กนั อยาD งใกลช@ ิด เพราะคนไทยนิยมแตงD โคลง
กลอนให@มีสัมผัสคล@องจองกัน และนำมาขับเป,นทำนอง หรือนำมาร@องเป,นเพลง และในทางกลับกัน
เมื่อจะร@องเพลงคนไทยก็นิยมแตDงเนื้อร@องให@มีลักษณะเป,นกาพยQกลอนชนิดเดียวกัน จึงอาจกลDาวได@วDา
วรรณคดีและดนตรขี องไทยเป,นสง่ิ ที่ชDวยเสริมคุณคDาซงึ่ กันและกันมาโดยตลอด การทีจ่ ะนำวรรณคดีและ
ดนตรีไทยมาเชื่อมโยงกนั ได@นั้นจะต@องอาศัยบทร@องเพื่อที่จะทำให@เข@าใจและเกิดความรูส@ ึกตามได@ชดั เจน
2
มากยิ่งขึ้น เห็นได@วDาลักษณะวรรณศิลปgของกลอนในวรรณกรรมตDาง ๆ นั้นยDอมสัมพันธQกับการขับร@อง
โดยบทรอ@ งนัน้ โดยสDวนมากก็จะนำมาจากบทวรรณคดีหรือบทละครที่นำมาทำเป,นคำร@อง โดยเน้อื หานน้ั
อาจจะมาจากวรรณคดีโดยตดั ตอนมาจากวรรณคดีแลว@ นำมาใชเ@ ลยบ@าง ตดั ตอนมาจากวรรณคดแี ลว@ นำมา
ปรบั ปรุง ตอD เติม ตัดทอนบางสวD นบา@ ง หรอื แตงD ขึ้นใหมDโดยใชเ@ คา@ โครงวรรณคดีบา@ ง
การขับรอ@ งเพลงไทยนนั้ สามารถแสดงอารมณQความรู@สึก เป,นการแสดงออกข้นั พนื้ ฐานอยDางหนึ่ง
ของมนุษยQเพื่อถDายทอดความรู@สึกนึกคิดอารมณQ เสียงของมนุษยQสามารถแสดงอารมณQได@ดีชัดเจนกวDา
เครอ่ื งดนตรีใด ๆ ทง้ั ในเรื่องของภาษาซึ่งสามารถบอกเรอื่ งราวตาD ง ๆ ได@ตั้งแตมD กี ารใชภ@ าษาพูดรวมถึงบท
รอ@ งตาD ง ๆ ทแี่ สดงใหเ@ ห็นถงึ ความไพเราะของภาษาท่เี รียบเรยี งร@อยกรองเป,นคำกลอนซง่ึ ใช@ในการเปiนบท
ขับรอ@ งเพลงตDาง ๆ ท่ีทำให@เกดิ อรรถรสของคำโดยเฉพาะถ@าใสทD ำนองรอ@ ง เอ้อื นเอยD หรือขับลำนำกจ็ ะเกิด
ความไพเราะยิ่งขึ้น จึงนับได@วDาการขับร@องเพลงไทยนั้นเป,นเอกลักษณQของชาติไทยอยDางหนึ่งและมี
ความสำคญั อยDูในตัวเอง
เมือ่ พิจารณาถึงพัฒนาการของศิลปะทมี่ ีอยDางหลากหลายในปจP จุบันอาจกลDาวได@วDาต@นกำเนิดท่ี
สำคัญยิ่งของงานศลิ ปะล@วนมาท่มี าจากเดยี วกนั นั่นก็ คือเพื่อตอบสนองความเช่ือของมนษุ ยQและปรากฏผล
งานในขัน้ ต@นนนั้ กม็ ไิ ดม@ งDุ ให@บคุ คลท่ัวไปชื่นชมในความงามแตDอยDางใดท้งั ส้ิน แม@แตงD านศิลปะทางวรรณคดี
ที่มีศัพทQเรียกโดยเฉพาะวDา “วรรณศิลปg” และศิลปะทางดนตรีที่เรียกวาD “ดุริยางคศิลปg” ความสัมพันธQ
ระหวDางวรรณคดีกับดนตรีไทยนั้น โดยเฉพาะในบทร@องของเพลงไทยนั้นจะเห็นได@วDามีจำนวนไมDน@อยท่ี
อาศัยเรื่องราวจากวรรณคดีมาใช@เป,นเนื้อร@องโดยตรงหรือหากจะแปลงบ@างก็เป,นเพียงเล็กน@อย เพื่อให@
เหมาะแกDการขับร@องของแตDละทำนองเพลงไทยและเรื่องราวจากวรรณคดีไปประยุกตQอีกด@วย
จากความสัมพนั ธQระหวDางดนตรีไทย คีตศิลปg และวรรณศิลปgดังที่กลDาวข@างต@นนั้นผู@วิจัยตอ@ งการทราบถึง
หลักการคัดเลือกบทร@องจากวรรณคดีสำหรับการบรรจุในเพลงไทยเดิม รวมถึงความสัมพันธQหรอื ความ
สอดคล@องของตวั บทรอ@ ง บทวรรณคดี และทำนองเพลงหรือไมD เหตทุ ่เี ลือกจดั ทำวิจยั เร่ืองนเี้ นอื่ งจากเห็น
วDางานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ที่พบนั้นเป,นการวิเคราะหQจากมุมมองของผู@วิจัยด@านภาษาวDาบทประพันธQนั้นมี
เชื่อมโยงกับดนตรีในด@านใด ผู@วิจัยจึงเลือกจะศึกษาหลักการคัดเลือกบทร@องในมุมมองของคนดนตรีถึง
การนำบทวรรณคดีมาบรรจุในเพลงไทยเดิม เหตุใดผู@ประพันธQถึงเลือกบทประพันธQจากวรรณคดีตDาง ๆ
น้ันมาใสใD นแตลD ะบทเพลง ความรส@ู ึกของทำนองเพลงไทยในแตลD ะเพลงนน้ั ให@ความร@สู กึ เดยี วกนั กับบทรอ@ ง
และชื่อเพลงหรือไมD เหตุใดเพลงไทยเดิมหนึ่งเพลง สDวนใหญDสามารถนำบทวรรณคดีไทยจากหลาย ๆ
เรื่องมาบรรจเุ ปน, บทร@องได@ และเหตุใดบทรอ@ งจากวรรณคดใี นวรรณคดนี นั้ ๆ ถึงไดร@ บั ความนยิ ม
3
จดุ มงุ4 หมายของการวจิ ัย
1. เพอ่ื ศึกษาหลักการคัดเลอื กบทรอ@ งจากวรรณคดเี พอ่ื บรรจใุ นเพลงไทยเดิม
2. เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยผาD นกระบวนการแสดงดนตรไี ทยได@
ขอบเขตการวิจยั
การวิจัยในคร้ังนีจ้ ะวิเคราะหQข@อมูลเกี่ยวกบั หลกั การคัดเลือกบทรอ@ งจากวรรณคดีในเพลงไทย
เดิม รวมถงึ วิเคราะหคQ วามสัมพนั ธQระหวาD งบทร@อง บทวรรณคดแี ละทำนองเพลง จำนวน 8 เร่อื ง โดยแบDง
ออกเปน, วรรณคดีสมยั อยุธยาและวรรณคดสี มยั รตั นโกสนิ ทรQ ดงั นี้
1. วรรณคดสี มยั อยุธยา
1.1 บทมโหรเี รือ่ งพระรถเสน
1.2 วรรณคดเี ร่อื งลิลิตพระลอ
2. วรรณคดสี มยั กรงุ รตั นโกสนิ ทรQ
2.1 บทละครดกึ ดำบรรพQเรื่องคาวี
2.2 บทละครเร่ืองอเิ หนา
2.3 เสภาเรื่องขนุ ช@างขนุ แผน
2.4 บทละครเร่ืองรามเกยี รต์ิ
2.5 บทละครพนั ทางเร่ืองราชาธิราช
2.6 บทละครเรอื่ งเงาะปfา
ประโยชนBท่ีคาดว4าจะไดรE ับ
1. ทราบถงึ การปรากฏของวรรณคดไี ทยที่อยDูในบทรอ@ งเพลงไทยเดมิ
2. ทราบถงึ ความสมั พันธQระหวาD งวรรณศลิ ปgและคีตศิลปg
3. เพือ่ เป,นแนวทางใหผ@ ทู@ ่สี นใจศึกษาเกย่ี วกบั บทร@องจากวรรณคดีในเพลงไทยเดิม
4. ไดน@ ำเสนอผลงานวจิ ยั ผาD นกระบวนการแสดงดนตรไี ทย
4
กรอบแนวคดิ ในการศึกษาวจิ ัย
ดนตร-ี วรรณคดี
ดนตรี วรรณคดี
ประเภทของ ประเภทของวง ความหมาย ความสำคญั
เพลงไทย ดนตรีไทย ของวรรณคดี ของวรรณคดี
การแบDงวรรณคดี ความงามในวรรณคดี
จงั หวะของ ความงามใน
เพลงไทย ดนตรไี ทย
หลกั การคัดเลอื กบทร@องจาก การนำเสนอผลงานวจิ ัย
วรรณคดีสำหรับการบรรจุในเพลงไทยเดมิ ผDานกระบวนการแสดงดนตรีไทย
1.1 เพลงเถา 2.1 บทมโหรเี รอื่ งพระรถเสน ไดแ@ กD เพลงตบั ตน@ เพลงฉง่ิ (วงมโหรเี คร่อื งแปด)
1.2 เพลงตบั 2.2 วรรณคดีเรอ่ื งลิลติ พระลอ ไดแ@ กD เพลงลาวแพน (เดย่ี วจะเข@)
1.3 เพลงลา 2.3 เสภาเร่ืองขนุ ชา@ งขุนแผน ไดแ@ กD
1.4 เพลงเด่ยี ว
2.3.1 เพลงใบ@คลัง่ 3 ช้นั (วงเคร่อื งสายเคร่อื งเด่ียว)
2.3.2 เพลงพระอาทติ ยชQ ิงดวง 2 ช้ัน (วงปพsr าทยQไม@นวม)
2.4 บทละครเรื่องอเิ หนา ได@แกD เพลงดอกไมไ@ ทร สองชัน้ (เดี่ยวซอสามสาย)
2.5 บทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ ได@แกD เพลงระบำอDทู อง (วงปrsพาทยQไมแ@ ขง็ )
2.6 บทละครดกึ ดำบรรพQเรอ่ื งคาวี ไดแ@ กD เพลงระบำพธั วิสยั (วงปrพs าทยQ
ดึกดำบรรพ)Q
2.7 บทละครพันทางเรื่องราชาธริ าช ไดแ@ กD เพลงพมDาเหD เถา (วงปพrs าทยQมอญ)
2.8 บทละครเรื่องเงาะปาf ไดแ@ กD เพลงทะเลบา@ เถา (วงปพrs าทยQไมแ@ ขง็ )
บทท่ี 2
เอกสารตำราวิชาการและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข;อง
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู4วิจัยได4ศึกษาเอกสารชั้นต4นจากเอกสารตำราวิชาการและงานวิจัยที่
เกย่ี วข4อง ดงั น้ี
2.1 เอกสารตำราวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ; ง
2.1.1 ด;านวรรณคดี
ประสิทธ์ิ กาพยEกลอน (2523: 7-9) ได4เขียนหนังสือแนวทางการศึกษาทางวรรณคด:ี ภาษา
กวีการวิจักษQและวิจารณQ กลRาวถึงความสัมพันธQระหวRางกาพยQกลอนกับภาษาวRา กาพยQกลอนเปYนศิลปะ
แขนงหนง่ึ ท่ีแสดงออกโดยใชภ4 าษาเปนY เครอ่ื งสื่อสาร เพื่อให4ผ4อู าR นเกิดความรูส4 ึกนกึ คดิ ของผ4แู ตงR ภาษาจึง
เปYนเครอ่ื งมอื สำคญั ทีท่ ำให4ผอู4 าR นเขา4 ใจความในใจของกวี ถ4าขาดภาษาเสยี แล4วความนึกคดิ อันเปนY ความใน
ใจของกวีก็ไมRสามารถถRายทอดให4ผู4อRานเข4าใจได4 ทั้งนี้เพราะการแสดงออกเปYนสาระสำคัญของศิลปะ
เทRากับเปYนพาหนะนำเอาความรู4สึกทางอารมณQสะเทือนใจและความนึกคิดเปYนจินตนาการของกวีหรือ
ศิลป]นไปสRูผู4อRาน ผู4ดู ผู4ฟ_ง ให4เปYนทีป่ ระจกั ษQทางศิลปะ แตRทั้งนี้มิไดห4 มายความวาR กาพยQกลอนเรื่องใดใช4
ภาษาอาR นเขา4 ใจงRายจัดเปนY กาพยQกลอนชน้ั เลศิ เพราะเสียงในบทกวีไพเราะอยRางเดยี ว แตRใชค4 วามคิดอยRาง
ดาดๆ ขาดอำนาจท่ีจะเร4าใจให4ผ4ูอาR นเกิดความร4ูสกึ สะเทือนใจ
นันทEทยา ลำดวน (2531: 1-2) เขียนหนังสือเรอ่ื ง วรรณคดีการละคร โดยได4ใหค4 วามหมาย
ของวรรณคดีการละคร ดงั น้ี
วรรณคดีการละคร หรือวรรณคดบี ทละคร เรียกเปนY ศัพทบQ ญั ญัติวาR “นาฏวรรณคดี”
หมายถงึ บทประพนั ธQที่เขยี นขนึ้ เพ่ือใช4แสดงละคร ได4แกRบทที่ใช4แสดงโขน บททใี่ ชแ4 สดงหุRน บทที่ใช4แสดง
ละคร (ละครนอก, ละครใน, ละครดึกดำบรรพQ ฯลฯ)
นอกจากนี้ยังได4กลRาวในหนังสือเรื่อง วรรณคดีการละคร ของ นันทQทยา ลำดวน
ถึงความรู4พื้นฐานประกอบการศึกษาวรรณคดีบทละคร (2531: 91) ได4กลRาววRา การศึกษาวรรณคดีนั้น
ผู4ศึกษาควรทำความเขา4 ใจเกี่ยวกับบทประพันธQ โดยการสร4างอารมณQของผ4ูแตงR ขึ้นในใจของเรา พยายาม
ทำความเข4าใจเกี่ยวกับบทประพันธQ โดยการสร4างอารมณQของผู4แตRงขึ้นในใจของเรา พยายามทำความ
เข4าใจชวี ติ และมองดูชวี ิตตามทัศนะของผูแ4 ตRงบา4 ง เพื่อจะได4รับความบนั เทงิ สำเริงอารมณQ ได4รับความต่ืน
ตาตื่นใจ หูกว4างตากว4าง รู4จักกับชีวิตมากขึ้น เปYนการเพิ่มพูนความจัดเจนของชีวิต ซึ่งการที่จะศึกษา
วรรณคดบี ทละครให4เขา4 ใจเกดิ ความรสู4 กึ ซาบซ้ึงได4ประโยชนเQ ต็มท่ี จนถึงสามารถวิพากษQวจิ ารณไQ ด4 ผศู4 กึ ษา
จะต4องมีความรูห4 ลายดา4 นดว4 ยกัน ดงั น้ี
6
1. ความรูพ4 น้ื ฐานประกอบการศึกษาวรรณคดบี ทละคร
2. ขอ4 มูลประกอบการวจิ ารณQ วรรณคดบี ทละคร
3. การวิเคราะหQ และการประเมนิ คณุ คาR วรรณคดบี ทละคร
คณะกรรมการวรรณคดีแหHงชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (2557 : 11)
ได4เขียนหนงั สอื เรอ่ื ง 100 ปm วรรณคดีสโมสร กลาR วถงึ การแบRงประเภทวรรณคดี ถา4 แบRงตามลักษณะการ
แตงR อาจแบงR ได4กวา4 ง ๆ เปYน 2 ประเภท ไดแ4 กR
1. ร4อยกรอง ได4แกRบทกวีนิพนธQแบบตRาง ๆ ที่กวีแตRงข้ึนโดยใช4ระเบียบของภาษาและ
การแสดงออกซึง่ ความคิดชั้นสูง ต4องการรูปแบบหรือดำเนินตามข4อบังคับ กำหนดกฎเกณฑเQ ฉพาะแบบ
เชRน กำหนดจำนวนคำ กำหนดตำแหนRงรบั สัมผัส กำหนดจำนวนวรรค กำหนดเสียงวรรณยกุ ตQเอกโทตรี
จัตวาสามัญกำหนดเสียงหนักเบาสั้นยาว (ครุ-ลหุ) วรรณคดีไทยสRวนมากนับตั้งแตRสมัยอยุธยาลงมาถึง
รัตนโกสินทรQ เขียนด4วยแบบร4อยกรองทั้งสิ้น ถ4าจำแนกร4อยกรองตามลักษณะข4อบังคับในการแตRง
จะจำแนกได4เปYน กาพยQ, กลอน, ฉนั ทQ, โคลง และราR ย เปนY ตน4
2. ร4อยแก4ว คือการเรยี บเรียงถอ4 ยคำ ไมRมีหลักเกณฑQหรือแบบแผนตายตัว การเขียน
ร4อยแก4วในสมัยโบราณมักจะเปYนร4อยแก4วแบบสัมผัส เชRน ศิลาจารึกพRอขุนรามคำแหง ไตรภูมิพระรRวง
ซงึ่ วรรณคดีร4อยแกว4 ในสมัยโบราณ สวR นมากไมมR RุงแสดงอารมณQ หรอื จินตนาการ หนงั สือที่เขียนเปYนร4อย
แก4วนน้ั อาจจำแนกออกไปได4 ได4แกR บนั ทึกหรอื พงศาวดาร, กฎหมาย, ศาสนาและปรัชญา และจดหมาย
หรือพระราชสาสนตQ าR ง ๆ เปYนตน4
จกั รกฤษณE ดวงพตั รา (2558: 33) จากหนงั สือ การแปรรูปวรรณกรรม เลRม 1 ไดก4 ลาR วถึง
ในหวั ขอ4 “จากวรรณคดีเพื่อการอRาน เปYนวรรณคดเี พื่อการแสดง” ดงั น้ี
1. วรรณคดเี พือ่ การอRาน ใชบ4 ทรอ4 ยกรองดำเนนิ เรอื่ งตดิ ตRอกัน และแสดงจำนวนกลอน
ตRอท4ายแตRละเนื้อความไว4 ซึ่งหมายถึงแตRงเปYนคำกลอนจำนวนกี่คำ คำวRา “คำ” ในการแจ4งคำกลอน
หมายถึง แตงR กลอน 2 วรรค เรียกวาR 1 คำ รวมถึงมกี ารบอกเพลงทจี่ ะบรรเลงประกอบไวด4 ว4 ย เปนY ทำนอง
ทสี่ อดคล4องกับบทของตวั ละคร การบอกเพลง อาจจะบอกไวต4 น4 คำกลอนของบท
2. วรรณคดีที่แปรรูปจากวรรณคดีเพื่อการอRานเปYนวรรณคดีเพื่อการแสดง จะมี
ข4อความเกีย่ วกับการจดั ฉาก จัดตัวละคร เปYนบทร4อยแกว4 รวมอยดูR 4วย และยังมีการบอกเพลงทจี่ ะบรรเลง
ประกอบแตRละตอนไวท4 า4 ยบทรอ4 ยกรอง
3. วรรณคดเี พือ่ การแสดง จะเดนิ เรอ่ื งอยาR งรวดเร็วสอดคลอ4 งกบั ทRาราR ยรำตามบทบาท
ของตวั ละคร ไมใR ช4บทรอ4 ยกรองพรรณนาความยืดยาว แตRจะบอกดว4 ยบทรอ4 ยแกว4 เปYนคำอธบิ าย
โดยสรุปได4วRา กวีได4ประพันธQบทร4อยกรองเปYนวรรณคดเี พ่ือประโยชนใQ นการอRานแล4ว
ตRอมามผี 4ูนำไปแปรรปู จดั ทำเปYนบทในการแสดง ซึ่งจะเรยี กวาR วรรณคดีเพอ่ื การแสดงโดยตรง แตRโดยทว่ั ไป
นั้น แม4กวีจะแตงR บทร4อยกรองโดยให4ช่ือเร่ืองวRา บทละคร และดำเนินการตามลักษณะของบทรอ4 ยกรอง
เพ่อื ใชใ4 นการแสดง หรอื เรยี กวาR “วรรณคดเี พือ่ การแสดง” แตRวรรณคดีเหลาR น้ีกใ็ ช4ประโยชนQเพื่อการอRาน
7
ทั้งสิ้น คงจะเปYนที่ประจักษQชัดวRา ในการสร4างสรรคQวรรณคดีร4อยกรองนั้นผู4นิพนธQล4วนมุRงหมายให4เปนY
วรรณคดีเพื่อการอRาน ซึ่งสามารถนำไปแปรรูปเปYนวรรณคดีเพื่อการแสดงท้ังสิ้น นับเปYนการสร4างสรรคQ
ศลิ ปะวรรณคดี เพอื่ เปนY ทรัพยสQ นิ ทางปญ_ ญา และใหค4 วามเพลดิ เพลินบันเทงิ ใจแกRอนุชนทุกยุคทุกสมัยใน
ตRอ ๆ มา
จากข4อความข4างต4น สรปุ ได4วRา ในด4านวรรณคดีนน้ั บทร4องทีไ่ ด4ถูกนำมาบรรจุในบทเพลงไทยเดมิ
นน้ั สRวนใหญนR ำมาจากตัวบทวรรณคดี โดยการแบงR ประเภทวรรณคดี ตามลักษณะการแตงR จะเหน็ เปYน 2
ประเภท ได4แกRวรรณคดีร4อยแก4วและวรรณคดรี อ4 ยกรอง บทวรรณคดีที่มักนำมาเปYนบทร4องในเพลงไทย
เดิม จะเปYนวรรณคดีประเภทร4อยกรองซึง่ ผู4ประพันธQสRวนใหญลR 4วนมุงR หมายให4เปYนวรรณคดีเพื่อการอาR น
โดยได4แปรรูปเปYนวรรณคดีเพือ่ การแสดงหรือที่เรียกวRา “วรรณคดบี ทละคร” ซึ่งตัวบทประพันธQนั้นจะมี
ความสอดคล4องกับทาR รRายรำตามบทบาทของตวั ละคร รวมถงึ มกี ารบอกเพลงท่ีจะบรรเลงประกอบไวด4 4วย
2.1.2 ดา; นดนตรแี ละการขบั ร;อง
ทวสี ทิ ธิ์ ไทรวิจติ ร (2522: 55) เขยี นหนังสอื เรอ่ื ง สงั คีตนยิ ม กลRาวถึงประเภทเพลงไทยที่
สามารถแยกเปYนประเภทใหญR ๆ ได4โดยแบงR ออกเปYน 2 ประเภท ได4แกR เพลงบรรเลง และเพลงประเภท
ขับรอ4 ง
1. เพลงประเภทเพลงบรรเลง มี 4 ประเภท ไดแ4 กR
1.1 เพลงโหมโรง หมายถงึ เพลงทีใ่ ช4ประโคมเบิกโรงหรอื เพลงทเี่ ราเลนR นำกอR นการ
แสดงจริง เพื่อบอกให4ชาวบ4านทราบวRาที่นี่เขามีอะไรกัน นอกจากนั้นเปYนการอัญเชิญเทพยดาและส่ิง
ศักดส์ิ ิทธทิ์ งั้ หลายมาชมุ นุมกนั เพื่อเปYนศริ ิมงคลแกงR านนั้น รวมถงึ เปYนการตรวจความเรยี บร4อยของเคร่ือง
ดนตรกี อR นการแสดง
1.2 เพลงหนา4 พาทยQ ใชน4 ำประกอบกิรยิ าของโขนละครเปYนการบรรเลงดนตรีล4วน
แบRงเปนY หน4าพาทยQช้ันสงู หนา4 พาทยQชน้ั กลาง และหน4าพาทยธQ รรมดา และเพลงหนา4 พาทยQยังเปYนเพลงที่
“ใชส4 ำหรบั บรรเลงอัญเชญิ พระผู4เปนY เจ4า tษี เทวดา ครูบาอาจารยทQ ง้ั หลายใหม4 ารRวมในพธิ ีไหวค4 รูหรอื พธิ ี
มงคลตาR ง ๆ
1.3 เพลงเรื่อง เปYนเพลงทีใ่ ช4ดนตรีลว4 น ๆ อีกประเภทหน่ึง ซึ่งใช4สำหรับบรรเลง
ปmuพาทยQเทRานั้น ที่เรียกวRาเพลงเรื่องคือ เอาเพลงหลายเพลงที่มีลักษณะใกล4เคียง มารวมกันเข4าเพื่อให4
สามารถบรรเลงตดิ ตRอกนั ไดเ4 ปYนชุด
1.4 เพลงลูกบทและเพลงหางเครื่อง คือเพลงท่ีบรรเลงตRอท4ายจากเพลงใหญหR รอื
เพลงหลกั เชRน เพลงเถา หรือเพลงสามชั้น เพื่อให4เกิดความสนุกเพลิดเพลินยงิ่ ข้ึน มักเปYนเพลงจังหวะเร็ว
และมักเปนY ชดุ ออกภาษา
2. เพลงประเภทขับร4อง เปYนเพลงที่มีการขับร4องประกอบดนตรี มี 3 ประเภท ได4แกR
เพลงเถา เพลงตบั และเพลงเกรด็
8
พูนพิศ อมาตยกลุ (2529: 7) ไดเ4 ขียนหนงั สอื เรือ่ ง ดนตรีวจิ กั ษQ : ความรูเ4 บื้องต4นเกี่ยวกับ
ดนตรไี ทยเพอื่ ความชืน่ ชม กลาR วถึงเพลงรอ4 งและเพลงบรรเลงไว4 ดังน้ี
เชื่อกนั วRาเพลงร4องเกิดมากRอนเพลงบรรเลง เพราะวRาคนร4องพัฒนาการร4องได4สะดวก
ด4วยคิดเอง ทำเอง ฝxกเองได4 ไมRต4องมีเครื่องไม4เครื่องมือหรอื มคี นชRวย ผู4คิดแตงR เพลงร4องลำพังคนเดยี วก็
อาจจะแตRงได4อยRางสบาย เรื่องนี้เปYนความจริง เพราะทางบรรเลงเพลงไทยบางเพลงที่เรา รู4จักดที ุกวันน้ี
เริ่มจากทางขับร4องมากRอน เชRน เพลงประเภทสกั วาของจRาเผRนผยองยิ่ง (หรือจRาโคม สมัยรัชกาลที่ 4 ตRอ
รัชกาลที่ 5) ซ่ึงทาR นคิดคำร4องมากอR น มีเพลงลาวคำหอม ลาวดำเนนิ ทราย และแขกสาหราR ย ตRอมาพระยา
ประสานดุริยศัพทQ (แปลก ประสานศัพทQ) จึงได4แตRงทำนองบรรเลงรับในสมัยรัชกาลที่ 5 ด4วยเหตุนี้เอง
เพลงไทยจึงมแี นวดำเนินทางรอ4 งไปแนวหนึ่ง ในขณะทแี่ นวบรรเลงตามจะไปอีกแนวหนง่ึ แตRมีลูกฆ4องได4
เสยี งลงจังหวะตรงกนั ท้งั สองทางพอดบิ พอดี ซ่ึงเปYนคณุ ลักษณะอันเปนY เอกลกั ษณขQ องไทยเราโดยแท4ทไี่ มมR ี
ใครเหมือนและเกิดขึน้ ได4 แตRเฉพาะชาตทิ ม่ี กี ารดนตรพี ฒั นาถงึ ระดบั สงู สRงแลว4 เทRาน้ัน
กาญจนา อินทรสุนานนทE (2540: 3-17) ได4เขียนหนังสือเรื่อง เทคนิคการขับร4องเพลง
ไทย ได4กลRาวถึง ความหมายของการขับร4องเพลงไทย โดยแยกออกเปYนความหมายของการขับ การขับ
เสภา และการขับร4องเพลงไทยดังนี้
การขับ หมายถึง การเปลRงเสียงออกไปอยRางเดียวกับร4องแตRการขับมักใช4ในทำนอง
ที่มีความยาวไมRแนRนอน การเดินทำนองเปYนเพียงแนวทางเทRานัน้ และถือถ4อยคำเปYนสำคัญ ทำนองต4อง
น4อมหาถ4อยคำ การขับกบั รอ4 งมวี ธิ ีการที่คล4ายคลึงและมกั จะปนกันอยจRู งึ มักเรียกรวม ๆ กนั วRา “ขับรอ4 ง”
การขับเสภา หมายถึง การขบั ลำนำเปYนเรื่องราว มกี ารเปลRงเสยี งเปYนทำนองมที ง้ั เสียง
สงู และเสยี งต่ำแตไR มถR งึ กบั เปนY เพลงเหมือนการร4องเพลง ทำนองท่ีเปลRงออกมาซงึ่ เรยี กวRาขับนม้ี กั ใชท4 ำนอง
ท่ีมคี วามยาวไมแR นนR อน การดำเนินทำนองเปYนแตRเพียงแนวทางเทาR น้ัน ความสำคัญอยRูท่ีถอ4 ยคำต4องชัดเจน
แตกR ารขบั เสภาที่สมบรู ณQแบบต4องมีการขยบั กรบั เสภาประกอบด4วย
การร4องเพลงไทย หมายถึงการร4องเพลงหรือการเปลRงเสียงออกเปYนทำนองมีจังหวะ
แนRนอน สมำ่ เสมอ ในการขับรอ4 ง เพลงนจี้ ะมที ้ังทำนองและเนื้อร4อง การร4องนี้จะถอื ทำนองเปYนสวR นสำคญั
ถ4อยคำร4องนน้ั จะนอ4 มเข4าหาทำนอง จะตอ4 งมีสRวนของทำนองเปนY ประโยค วรรคตอน ครบถ4วนตามทำนอง
เพลงทมี่ ผี แ4ู ตงR ไว4และจะต4องอยใRู นกำหนดจงั หวะของเพลงตายตัวผิดพลาดไมRได4
นอกจากนี้ ในหนงั สือเรอื่ ง เทคนิคการขับรอ4 งเพลงไทย ของกาญจนา อินทรสุนานนทQ (2540
: 19) ไดก4 ลาR วถงึ ประเภทของการขบั ร4องเพลงไทยนนั้ มีอยหูR ลายประเภท สามารถแบงR ออกได4ตามลักษณะ
ตRาง ๆ ดังนี้
การขับร4องเดี่ยว สามารถขับร4องได4อยRางอิสระ บางแหRงเรียกการขับร4องเดี่ยววRา
ร4องแบบอิสระ
การขับร4องประกอบดนตรี การขับร4องประกอบดนตรีน้ันต4องยึดดนตรีเปYนหลักเสียง
ร4องต4องเข4ากันกับเสียงดนตรี เวลาร4องแล4วดนตรรี ับกลมกลืนไมRเพย้ี นแปรRง แยกออกเปYนการร4องแบบ
9
ตRาง ๆ ยRอยออกไปอีก ได4แกR การร4องสRง หมายถึงรอ4 งแล4วมีดนตรีรับเปYนทRอนๆไป สRวนมากเปYนประเภท
เพลงเถา เพลงเกร็ด เพลงสามชั้น เพลงลา เปYนต4น การร4องคลอดนตรี หมายถึงการร4องไปพร4อม ๆ
กับดนตรโี ดยทางร4องและทางของดนตรีเปนY ทางท่เี หมอื นกนั การรอ4 งเคล4า หมายถึงทางรอ4 งกบั ทางบรรเลง
ไปกนั คนละทาง คนรอ4 งก็ไปยนื อกี เสียงในทางรอ4 งนนั้ สวR นดนตรกี บ็ รรเลงในทางบรรเลง แตRอยาR งไรก็ตาม
วรรคเพลงลกู ตกก็มสี Rวนท่ไี ปดว4 ยกันไดบ4 4าง บางทีฟ_งดดู ีคล4ายเสยี งประสาน
การขบั รอ4 งประกอบระบำ รำ ฟอz น การขบั ร4องเพลงประกอบ ระบำ รำ ฟอz นนน้ั จะตอ4 ง
แมRนเพลง ร4ูทำนองดี สามารถจดจำทำนองเพลงไดท4 ั้งหมด เพราะการรอ4 งเพลงประกอบระบำนนั้ มชี Rวงเวน4
ให4ดนตรบี รรเลง เวน4 จงั หวะตาR ง ๆ ซ่งึ แตกตRางกนั ในแตลR ะระบำ สวR นมากเปนY การร4องหมูR
การขับร4องประกอบการแสดงโขน ละคร การขับรอ4 งประกอบการแสดงละครน้ันจะมี
หลายรูปแบบ เชRน ละครชาตรี ละครนอก ละครใน ละครเสภา ละครดกึ ดำบรรพQ ฯลฯ ละครแตลR ะอยRาง
นนั้ มีการขบั ร4องและดำเนินเรือ่ งตาR งกัน ทั้งนกี้ ารร4องประกอบการแสดงละครมีลักษณะที่ยุRงยากมากกวRา
การร4องประกอบระบำ รำ ฟอz น อยอRู ยRางมาก การขับร4องประกอบการแสดงโขนนั้นจะมีลีลาซับซ4อนกวRา
ในข4อที่วRา โขนมีการแบRงเปzนตัวพระ นาง ยักษQ ลิง เพลงร4องมีการแบRงศักดิ์สูง เพลงที่เหมาะสำหรับ
เทพยดา หรอื ทหารชั้นเลว รวมทง้ั การพากยเQ จรจา
สงบศึก ธรรมวิหาร (2540: 138-140) ได4เขียนหนังสือเรื่อง ดุริยางคQไทย กลRาวถึงเพลง
ประเภทขับร4อง ดงั นี้
เพลงประเภทขับร4องหรือร4องรับนี้ เปYนเพลงที่มีการขับร4องประกอบดนตรี
มี 3 ประเภท คอื เพลงเถา เพลงตับ และเพลงเกร็ด
1. เพลงเถา คือเพลงบรรเลงตั้งแตRสามชนั้ สองชั้น ลงมาจนถงึ ช้ันเดยี ว เชRน “เพลงนาง
ครวญ (เถา)” ที่เริ่มบรรเลงต้งั แตเR พลงนางครวญ สามชั้น นางครวญสองชั้น ลงมาจนถงึ นางครวญชั้นเดียว
ในปจ_ จุบันนีค้ ำวาR “เถา” มคี วามหมายแบงR ตัวมากขึน้ ไปอกี คอื อาจมตี ้ังแตสR ชี่ ัน้ ลงไปจนถงึ ครง่ึ ช้นั
2. เพลงตบั เพลงตับนโี้ ดยมากได4แกRเพลงสองชั้น หลาย ๆ เพลงมาปะตดิ ปะตอR กันเข4า
ให4เปนY เร่ือง เพลงตับนีม้ ี 2 ชนดิ ตับเรือ่ งและตับเพลง
2.1 ตับเรื่อง คือถือเอาเนื้อร4องซึ่งปะติดปะตRอกันให4ได4เรื่องได4ความเปYนตอน ๆ
ไปเปนY สำคญั สวR นเพลงจะมกี ช่ี นดิ กีห่ นา4 พาทยกQ ็ไมเR ปYนไร ซ่งึ ตบั เรอื่ งนั้นผป4ู ระพันธเQ อาเนื้อร4องผู4ประพันธQ
เอาเนื้อรอ4 งมาติดตRอกันใหไ4 ด4เรือ่ งได4ราวแสดงอารมณQของตวั ละครในเรอ่ื ง ฉะนน้ั ผ4รู 4องตอ4 งคำนงึ ถงึ อารมณQ
ของเพลงเปนY สำคัญด4วย เพลงตับเร่อื งนีน้ ยิ มกันมากเพราะดำเนนิ เร่ืองไดร4 วดเร็ว สนกุ สนาน เชRน ตับเร่ือง
นางลอย ตอนทศกณั ฐจQ ำหลานตนเองไมRไดค4 ดิ วาR เปนY นางสดี า
2.2 ตบั เพลง หมายถงึ การนำเอาเพลงหลายเพลงทม่ี ีลกั ษณะคลา4 ยคลึงกันมาเรยี บ
เรียงติดตRอกันให4ถูกหลักเกณฑQทางด4านดุริยางคศาสตรQ สRวนคำร4องนั้นบรรจุได4ตามความพอใจโดยไมR
คำนึงถึงเนื้อร4อง เชRน เพลงแรกบรรจุเน้ือร4องจากวรรณคดีเร่ืองอิเหนา แตRเพลงทีส่ องบรรจเุ นื้อร4องจาก
วรรณคดีเรือ่ งพระลอ
10
3. เพลงเกร็ด บรรดาเพลงที่มิไดเ4 รียบเรียงเข4าเปYนชุดตRาง ๆ เชRน เพลงเรื่อง เพลงตับ
เพลงเถา และอ่ืน ๆ น้ัน เราเรียกวRาเปนY “เพลงเกรด็ ” เพลงชนดิ น้ีมไี ว4สำหรับใชบ4 รรเลงในเวลาสนั้ ๆ คือ
บรรเลงเมือ่ จะฟ_งแตRเฉพาะเพลงหรือเฉพาะบทร4องนั้น ๆ เทRานั้น ตRางกับเพลงชุดตRาง ๆ ซึ่งใช4บรรเลงใน
เวลายาวนาน
พงษEศิลปR อรุณรัตนE (2550: 9) เขียนหนังสือเรื่อง ปฐมบทดนตรีไทย กลRาวถึงพฒั นาการ
ดนตรีไทยวRา ต4นกำเนิดของดนตรีนั้นเบื้องต4นเกิดจากการขับร4อง การขับร4องนั้นถือเปYนศิลปะที่เกิดมา
ควบคูRกับการมีภาษาพูดของมนษุ ยQ การพูดด4วยนำ้ เสยี งไพเราะนำไปสRูการใสทR ำนองและร4อยเรียงใหเ4 ปนY คำ
ทีส่ มั ผัสกนั อยาR งไพเราะกลายเปYนบทเพลงแบบงRาย ๆ การขบั รอ4 งนน้ั มบี ทบาทสำคัญสำหรบั ดนตรีไทยเปนY
อยRางมาก มูลเหตุของการขับร4องของไทยนัน้ มีหลักทฤษฎีหน่ึงที่ควรนำมาศึกษา ได4แกRหลักทฤษฎีดนตรี
ไทยของพระเจ4าบรมวงศQเธอ กรมหมื่นสถิตยธำรงสวัสดิ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระป]uนเกล4า
เจ4าอยูRหัว กับเจ4าคุณจอมมารดาเอม โดยทฤษฎีดังกลRาวมีการระบุถึงที่มาของการขับร4องเพลงไทยวRา
ได4รับอิทธิพลมาจากอินเดียและนำมาปรับปรุงแก4ไขให4สอดคล4องกับสภาพสังคมไทยอีกขั้นตอนหน่ึง
โดยหลกั ความเชอื่ ของไทยนน้ั มักยกใหอ4 งคQความร4ูและศิลปะทุกแขนงทม่ี ีอยูRไดร4 บั รบั การถRายทอดมาจาก
ปวงเทพเทวดาและสง่ิ ศักดิ์สทิ ธิ์ทั้งหลาย ความเชอื่ ดงั กลRาวเปนY คตินิยมท่ีนำมาจากศาสนาพราหมณQ เพื่อให4
ผ4ทู ่ไี ด4ศกึ ษาเกิดความเคารพและศรทั ธาตอR ความร4นู ้ันโดยไมRคดิ ทจ่ี ะเปล่ียนแปลงหรอื นำเอาไปใช4ในทางท่ีมิ
ควร ดนตรไี ทยจึงอาศัยหลกั ความเช่ือดังกลาR วเปYนกฎเกณฑสQ ำหรบั ถRายทอดความร4ูจากครสู ูRศษิ ยQ และทำ
ให4ดนตรไี ทยไมมR ีการเปลยี่ นแปลงไปมากนัก ทงั้ ท่ีสภาพสังคมไทยเปล่ียนไปมากก็ตาม
จากข4อความขา4 งตน4 สรุปได4วาR ตน4 กำเนดิ ของดนตรีไทยนน้ั เชอ่ื กันวRาเพลงร4องเกิดมากRอนเพลง
บรรเลง การพูดด4วยนำ้ เสียงไพเราะนำไปสูRการใสRทำนองและร4อยเรยี งให4เปYนคำที่สมั ผัสกันอยRางไพเราะ
กลายเปYนบทเพลงแบบงRาย ๆ ถ4ากลRาวถึงดนตรีไทยนั้น ได4แบRงออกเปYน 2 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ
เพลงบรรเลง ได4แกR เพลงโหมโรง เพลงหนา4 พาทยQ เพลงเรื่อง เพลงลูกบทและเพลงหางเคร่อื ง ประเภทที่ 2
คอื เพลงประเภทขับร4อง เปนY เพลงขบั ร4องประกอบดนตรี ได4แกR เพลงเถา เพลงตับ เพลงเกรด็
สRวนการขับร4องน้ัน มีการให4ความหมายของการขับร4องเพลงไทย ได4แกR การขับ หมายถึงการ
เปลงR เสยี งออกไปโดยถอื ถ4อยคำเปYนสำคญั โดยการดำเนินทำนองเปนY เพยี งแนวทางแล4วนอ4 มมาหาถ4อยคำ
การขบั เสภา หมายถึง การขบั ลำนำเปนY เร่ืองราว มีการเปลRงเสยี งเปนY ทำนองท่ีมีทั้งเสยี งสูงต่ำแตRไมRถึงกับ
เปYนเพลงเหมอื นการรอ4 งเพลง และการขับร4องเพลงไทย หมายถงึ การร4องเพลงหรือการเปลRงเสยี งออกเปนY
ทำนอง โดยถอื ทำนองเปYนสวR นสำคญั ถ4อยคำร4องนัน้ จะน4อมเขา4 หาทำนอง ซ่ึงการขบั ร4องเพลงไทยน้ันมีอยRู
หลายประเภทตามลักษณะตRาง ๆ ไดแ4 กR การขบั ร4องเดยี่ ว การขบั รอ4 งประกอบดนตรี การขบั ร4องประกอบ
ระบำ รำ ฟอz น และการขับรอ4 งประกอบการแสดงโขน ละคร
11
2.2 งานวิจยั ท่ีเกีย่ วขอ; ง
2.2.1 ดา; นวรรณคดี
นวลจันทรE รัตนกร (2517: 7) ได4นิยามศัพทQเฉพาะในวิจัย โวหารรักจากวรรณคดีไทย
ประเภทรอ4 ยกรองสมัยรชั กาลท่ี 2 แหRงกรุงรตั นโกสนิ ทรQ ดงั น้ี
1. โวหารรัก หมายถึง โวหารที่มีเนื้อความแสดงความรัก เขียนเปYนคำประพันธQร4อย
กรองเปนY โวหารทีช่ ายและหญิงโต4ตอบกนั กลาR วขนึ้ คนเดยี วทำนองรำพัน กลาR วผาR นสื่อกลางในรปู ตRาง ๆ
2. วรรณคดีไทย หมายถึง วรรณคดีประเภทร4อยกรองในสมัยรัชกาลที่ 2 แหRงกรุง
รตั นโกสนิ ทรQทแี่ ตRงขนึ้ ระหวRาง พ.ศ. 2352–2367
3. ร4อยกรอง หมายถึง คำประพันธQประเภท โคลง ฉันทQ กาพยQ กลอน หรืออยRางใด
อยRางหนึง่
นรัมภา โรจนตระกูล (2538: 84) ได4ทำงานวิจยั เรื่อง วิเคราะหทQ ่ีมาวรรณกรรมเพลงไทย
ประเภทเพลงเถา ดังน้ี วรรณกรรมเพลงไทยประเภทเพลงเถาจำนวน 115 เพลง ท่มี มี าจากวรรณคดีไทย
จากจินตนาการของคีตกวี ดังนี้ จากวรรณคดี พบวRา วรรณกรรมเพลงไทยประเภทเพลงเถามีที่มาจาก
วรรณคดี 18 เร่ือง เรยี งลำดับจากจำนวนเพลงทป่ี รากฏมากไปหานอ4 ย คือ ขนุ ชา4 งขนุ แผน อิเหนา พระรวR ง
พระลอนรลกั ษณQ ราชาธิราช พระอภยั มณี กากี เงาะป}า ศกนุ ตลา อาบหู ะซัน อุณรทุ นิราศรกั ษาตวั พระ
มณีพิชยั พญาราชวังสนั มณสี รุ ิยง รามเกียรติ์ สงั ขQศลิ ปช~ ยั และสุวรรณหงสQ
ชลดา เรืองรักษลE ขิ ิต (2544: 3) ได4แบRงวรรณคดีสมัยกรงุ ศรอี ยุธยา ในงานวิจัย วรรณคดี
อยุธยาตอนต4น : ลักษณะรRวมและอทิ ธิพล ดังน้ี
1. วรรณคดีสมยั กรุงศรอี ยุธยาตอนต4น ได4แกR วรรณคดีท่ีแตRงขึน้ ในรัชสมัยของสมเดจ็
พระรามาธิบดที ี่ 1 จนกระท่ังถงึ สน้ิ รัชสมยั สมเดจ็ พระรามาธบิ ดีที่ 2 (พ.ศ.1839-พ.ศ.2072)
2. วรรณคดีสมัยกรงุ ศรอี ยุธยาตอนกลาง ไดแ4 กR วรรณคดีทแ่ี ตงR ขึน้ ในรชั สมัยของสมเด็จ
พระเนศวรมหาราช ถงึ ในรัชสมยั สมเดจ็ พระนารายณมQ หาราช (พ.ศ.2133-พ.ศ.2231)
3. วรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ได4แกR วรรณคดีที่แตRงขึ้นในรัชสมัยสมเดจ็
พระเจ4าอยRหู วั บรมโกศ (พ.ศ.2275-พ.ศ.2310)
การแบRงวรรณคดสี มัยอยุธยาตามที่ปรากฏข4างต4นนี้แบRงโดยคำนงึ ถึงลักษณะรRวมของ
วรรณคดใี นแตลR ะชRวงสมัยและจาตรีนยิ มของกวแี ตลR ะยคุ เปYนเกณฑQ
จนั ทรEจิรา สอนแก;ว (2552: 60) ได4สรปุ อภิปรายผลในงานวจิ ัยเรื่อง วิเคราะหรQ สบทเพลง
จากวรรณคดีไทย ตามทฤษฎรี สวรรณคดีสนั กฤตปรากฏในบทเพลงจำนวน 100 เพลง และไดก4 ลาR วถงึ รส
ในวรรณคดตี ามทฤษฎรี สวรรณคดีสนั กฤตมี 9 รส ดังน้ี
ศฤงคารส (รสแหRงความรัก : บาลี เรียกรสนี้วRา รติรส) เปYนการพรรณนาความรัก
ระหวRางหนุRมสาว ระหวาR งสามภี รรยา ระหวRางผ4ใู หญRกบั ผูน4 อ4 ย บิดามารดากับบุตร ญาติกบั ญาติ ฯลฯ
12
หาสยรส (รสแหRงความขบขัน : บาลีเรียกรสนีว้ Rา หาสะรส) เปYนการพรรณนาที่ทำให4
เกิดความรRาเริง สดชืน่ เสนาะ ขบขนั
กรุณารส (รสแหRงความเมตตากรุณาท่ีเกิดภายหลังความเศร4าโศก : บาลีเรียกรสน้ีวาR
โสกะรส) เปYนบทพรรณนาที่ทำใหผ4 4ูอRานรส4ู กึ หดหูR เหีย่ วแหง4 เกิดความเหน็ ใจ
รุทรรส/เราทรรส (รสแหRงความโกรธเคือง : บาลีเรยี กรสนี้วRา โกธะ) บทบรรยายหรือ
พรรณนาทท่ี ำให4ผู4ดู ผ4ูอาR นขัดใจ ฉุนเฉียว
วีรรส (รสแหRงความกล4าหาญ : บาลีเรียกรสนี้วRา อุตสาหะรส) บทบรรยายหรือ
พรรณนาทท่ี ำให4ผอ4ู Rาน ผูด4 ู ผ4ูฟง_ พอใจผลงานและหนา4 ท่ี ไมRดูหมนิ่ งาน อยากเปYนใหญR อยากร่ำรวย
ภยานกรส (รสแหRงความกลัว ตื่นเต4นตกใจ : บาลีเรียกรสนี้วRา อุตสาหะรส) เปYนบท
บรรยายหรือ พรรณนาที่ทำให4ผู4อRาน ผู4ฟ_ง ผู4ดู มองเห็นทุกขQ เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรมทุจริต
เกิดความสะด4ุงกลัว โรคภยั
พีภัตสรส (รสแหRงความชัง ความรังเกียจ : บาลีเรียกรสนี้วRา ชิคุจฉะรส) เปYนบท
บรรยายหรอื พรรณนา ทท่ี ำให4ผู4อRาน ผูด4 ู ผ4ฟู ง_ ชงั
อัทภูตรส (รสแหRงความพิศวงประหลาดใจ : รสนี้ บาลีเรียก วิมหะยะรส) เปYนบท
บรรยายหรอื พรรณนา ที่ทำให4นกึ แปลกใจ เอะใจอยRางหนัก
ศานติรส (รสแหRงความสงบ : บาลเี รียกรสน้วี าR สมะรส) เปนY ชวR งการแสดงอดุ มคติ
ไดพ4 บวRา ศฤคารรสในบทเพลงจากวรรณคดีไทยเปนY รสที่ปรากฏมากทส่ี ดุ สRวนมากเปนY
ความรักระหวRางชายหนุRมกับหญิงสาว เนื่องด4วยบทเพลงจากวรรณคดีไทยสRวนใหญRนำเนื้อหามาจาก
วรรณคดกี ารละคร ซึ่งเนือ้ เนื้อความแสดงให4เห็นอานุภาพของความรักซึ่งเปYนอารมณQ พื้นฐานของบคุ คล
ทั่วไป
รสที่ไมRปรากฏในบทเพลงจากวรรณคดีไทยมี 2 รส คือ พีภัตสรส เปYนความรู4สึกนRา
รังเกียจ เบื่อหนRาย รำคาญ และศานตรส เปYนความสงบใจ เหตุที่ทั้งสองรสไมRปรากฏน้ันเพราะบทเพลง
จากวรรณคดไี ทยสRวนหน่งึ นำเนือ้ หามาจากวรรณคดีไทยประเภทบทละครและประเภทบทละครและประ
เทนริ าศ ซึง่ มกั จะกลRาวถงึ รสรักและรสอน่ื ๆ มากกวาR
ณฐา จิรอนันตกุล (2556: 8) จากงานวิจัยเรื่อง ศึกษาคRานิยมไทยผRานการวิเคราะหQเน้อื
สารเชิงอุปลักษณQ (Metaphor) ในหนังสือ “วรรคทองในวรรณคดีไทย” ฉบับราชบัณฑิตยสถาน :
กรณีศึกษา วรรณคดีประเภทบทละคร กลRาวถึงการศึกษาทบทวนวรรณกรรมด4านการศึกษาวรรณคดใี น
ประเทศไทย พบวRาผู4แตRงวรรณคดีในประเทศไทย โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทรQตอนต4นจะมีผู4แตRง
วรรณคดอี ยRู 2 ประเภท ได4แกR ประเภทแรก คือ ผแ4ู ตงR ที่เปYนชนช้ันสูงทางสงั คม ประเภทท่ีสอง คือ ผ4ูแตRงท่ี
เปYนสามัญชน โดยผู4แตRงวรรณคดที ง้ั 2 ประเภทน้ัน จะไมแR ตงR วรรณคดีในรูปแบบเดยี วกนั สงR ผลให4เนือ้ สาร
ของวรรณคดที ั้ง 2 ประเภทนน้ั มคี วามแตกตRางกัน
13
1. วรรณกรรมชนช้ันสูง เปYนวรรณกรรมทมี่ คี วามสำคัญตอR สงั คมไทย มกี ฎระเบียบแบบ
แผนคอR นขา4 งตายตัว มีการสรา4 งสรรคอQ ยาR งประณตี บรรจง มกั มกี ารใชฉ4 นั ทลักษณทQ เี่ รยี กวRาถูกพัฒนาแบบ
แผนจนมคี วามซบั ซ4อนเปYนอยาR งมาก
2. วรรณกรรมพื้นบ4าน เปนY วรรณกรรมทจ่ี ะผ4ูอยRกู ับนทิ าน นิยาย ตำนาน ซ่ึงเลRาสืบตRอ
กันมาโดยไมRมกี ารจดไว4เปนY ลายลักษณQอักษร และมีความเกย่ี วพันอยาR งใกลช4 ิดกับวิถีชีวิตของคนในชนบท
ซ่งึ เปนY วรรณกรรมทีเ่ ขา4 ใจงาR ย มวี ตั ถุประสงคQเพือ่ ความบนั เทิงเปYนหลัก
จากข4อความขา4 งต4น สรปุ ได4วาR การแบงR วรรณคดไี ทยตามยคุ สมัยนน้ั จะคำนงึ ถึงลกั ษณะรวR มของ
วรรณคดีในแตRละชRวงสมยั และจารีตนิยมของกวีแตRละยุคเปนY เกณฑQ ตRอมาไดม4 ีผ4วู ิเคราะหQรสบทเพลงจาก
วรรณคดไี ทยตามทฤษฎีรสวรรณคดีสันสกฤต ได4แกR ศฤงคารรส (รสแหงR ความรกั ) หาสยรส (รสแหRงความ
ขบขัน) กรณุ ารส (รสแหงR ความเมตตา) รทุ รรส/เราทรรส (รสแหRงความโกรธเคอื ง) วรี รส (รสแหRงความกลา4
หาญ) ภยานกรส (รสแหRงความกลัว) พีภัตสรส (รสแหRงความชัง) อัทภูตรส (รสแหRงความประหลาดใจ)
ศานติรส (รสแหงR ความสงบ) และไดพ4 บวRารสที่พบในวรรณคดีไทยมากทสี่ ุดได4แกR ศฤงคารรส
นอกจากนย้ี ังมีการพบทมี่ าบทร4องเพลงไทยประเภทเพลงเถาที่มาจากวรรณคดที ้ังหมด 18 เร่อื ง
ได4แกR ขุนช4างขุนแผน อิเหนา พระรวR ง พระลอนรลกั ษณQ ราชาธิราช พระอภยั มณี กากี เงาะปา} ศกุนตลา
อาบูหะซัน อุณรุท นิราศรักษาตัว พระมณีพิชัย พญาราชวังสัน มณีสุริยง รามเกียรติ์ สังขQศิลป~ชัย และ
สุวรรณหงสQ
2.2.2 ดา; นดนตรีและการขบั รอ; ง
วิมาลา ศิริพงษE (2534: 12) ได4วิจัยเรื่อง การสืบทอดวัฒนธรรมดนตรีไทยในสังคมไทย
ป_จจบุ ันศกึ ษากรณีสกุลพาทยโกศล และสกลุ ศลิ ปบรรเลง โดยไดส4 รุปวิธกี ารถาR ยทอดวชิ าจากครูไปสRูศิษยQ
ในขนั้ แรกครจู ะสอนเพลงแตลR ะเพลงแกศR ิษยQ โดยบรรเลงใหผ4 4ูเปนY ศษิ ยQฟง_ หลังจากน้ันศิษยQจะปฏิบัติตาม
โดยการบรรเลงตามแบบของครูและทบทวนเพลงจนกวRาจะจดจำทำนองนั้นได4ขึ้นใจ ในกระบวนการ
ถาR ยทอดวชิ าการทางดนตรีไทย ประกอบไปดว4 ยองคQประกอบทสี่ ำคญั 3 สRวน คอื การตRอเพลง การเรียนรู4
ของศษิ ยQ และความสมั พนั ธรQ ะหวRางครูและศษิ ยQ
1. การตRอเพลง หมายถึงการเรียนการสอนระหวาR งครูกับศษิ ยQ การใช4คำวRา “ตRอ” ใน
ความหมายของการถาR ยทอดหรือให4ความรจู4 ากผ4หู นงึ่ ไปสผRู ูห4 น่ึง มใี ช4กนั ในระบบการถRายทอดความรู4ด4วย
วธิ บี อกเลRา การตRอเพลงนเี้ ปนY การตRอเพลงชนิดตัวตRอตัว โดยปกติการตอR เพลงสำหรบั ระดับแรกของศิษยQ
จะเริ่มที่ฆ4องวงใหญRเสมอเนื่องจากเปYนเครื่องดนตรที ี่ดำเนินทำนองหลักในวงปmuพาทยQ เมื่อผู4เรียนจดจำ
ทำนองหลกั นีไ้ ด4 ก็จะสามารถบรรเลงเคร่อื งดนตรีชนดิ อืน่ ได4
2. การเรียนรู4ของศิษยQ นอกจากการไปขอรับความรู4มาจากผู4เปYนครูนั้นเปYนเพียงแคR
สRวนหนึ่งของความรู4ทั้งหมดแตRความรู4อีกสRวนที่จะมาประกอบเปYนความรู4ที่สมบรูณQนั้นต4องมาจากการ
เรยี นรด4ู 4วยตัวเอง กค็ อื การฝxกฝนและประสบการณQ
14
3. ความสัมพันธQระหวRางครูกับศิษยQ เนื่องจากผู4ที่ประสงคQจะเลRาเรียนวิชาจะต4องใช4
วธิ ีการเข4าไปฝากตัวเปนY ศิษยQกับครูดนตรี ทตี่ นมคี วามเคารพนับถือ จงึ เกดิ ความสัมพนั ธQเน่อื งจากศิษยQตอ4 ง
ใช4เวลาเรยี นกับครอู ยาR งใกล4ชิด
พวงรัตนE อบเชย (2539: 13-15) จากวิจัยเรื่อง การวิเคราะหQบทร4องในบทละครรำพระ
ราชนิพนธQในพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล4าเจ4าอยหูR วั ได4ศึกษาบทร4องท้ังหมด 201 เพลง จากบทละครรำ
ทั้ง 7 เรื่อง ได4แกR บทละครเร่อื งพระนาละ บทละครเรือ่ งพญาราชวังสนั บทละครขอมดำดนิ บทละครเรอ่ื ง
ศกุนตลา บทละครเรื่องพระเกียรติรถ บทละครเรื่องท4าวแสนปม และบทละครเรื่องขนุ ช4างขุนแผนตอน
แตงR งานพระไวย และจากการคน4 คว4า สรุปลกั ษณะบทร4องในบทละครรำ พระราชนิพนธใQ นพระบาทสมเดจ็
พระมงกฎุ เกลา4 เจ4าอยูRหัว แบงR ตามทวR งทำนองเพลง ได4ดงั น้ี
1. ทวR งทำนองเพลงอRอนหวาน มจี ังหวะนม่ิ นวล แสดงถึงอารมณQแหRงความรัก
2. ทRวงทำนองเพลงเยือกเย็น มจี ังหวะชา4 แสดงถงึ อารมณโQ ศกเศร4า ไมRสมหวงั
3. ทRวงทำนองเพลงรวดเร็ว แสดงถึงอารมณQต่นื เตน4 ไมRคงที่ คอR นขา4 งรนุ แรง
4. ทRวงทำนองเพลงแสดงถึง ความสงRางาม ความจงรักภักดี ตรวจพลยกทัพ
ชมธรรมชาติ
5. ทRวงทำนองเพลงท่แี สดงถงึ ความศกั ด์ิสทิ ธ์ิ
6. ทRวงทำนองเพลงอื่น ๆ ที่ใช4ในบทตRาง ๆ เชRน แสดงถึงการเดินทาง หรือพรรณนา
รายละเอยี ดของการแตงR ตัวและอาบนำ้
ชนะชัย กอผจญ (2547: 2 ) ได4กลRาวในงานวิจัยเร่ือง การศึกษาเพลงเดีย่ วลาวแพน ทาง
จะเขว4 Rา ในการบรรเลงเพลงไทยเรานยิ มบรรเลงอยูR 2 ประเภท คอื
1. การบรรเลงหมRู หมายถึง การบรรเลงไปพร4อม ๆ กันทั้งวง ไมRวRาจะเปYนปmuพาทยQ
เคร่อื งสาย หรอื มโหรี ความมงRุ หมายสำคัญของการบรรเลงอยทRู ี่ความพร4อมเพรียงของทุก ๆ คนในขณะที่
ดำเนนิ วิธีการบรรเลงตามหนา4 ที่ของตนไปใหถ4 กู ต4องและกลมกลืน
2. การบรรเลงเพลงเดีย่ ว หมายถึง การบรรเลงเพลงอยRางหน่ึง ใช4สำหรับการบรรเลง
เพ่ืออวดฝmมอื และอวดทาง โดยใช4เครอื่ งดนตรีจำพวกดำเนนิ ทำนอง เชRน ระนาด ฆอ4 งวง ซอ จะเข4 บรรเลง
เพยี งอยาR งเดยี ว อาจมีเครอ่ื งประกอบจงั หวะ เชRน ฉิง่ โทน–รำมะนา กลองสองหนา4 บรรเลงไปดว4 ยก็ได4 ซ่ึง
นกั ดนตรีแตRละเครื่องดนตรีจะมีเพลงเด่ียวเฉพาะของตนเสมอ
ในการบรรเลงเด่ยี วมจี ดุ มงRุ หมายอยRู 3 ประการคือ
1. เพื่ออวดทำนองที่ครูได4แตRงขึ้นไว4อยRางไพเราะและวิจิตรพิสดาร เหมาะสมที่จะ
บรรเลงอวดได4
2. เพื่ออวดความแมRนยำของผูบ4 รรเลงที่สามารถจดจำทำนอง เม็ดพราย และวิธีการท่ี
ครูแตRงไดป4 ระดษิ ฐไQ วอ4 ยาR งถีถ่ ว4 นทุกประการ
15
3. เพือ่ อวดความสามารถทผี่ ู4บรรเลงมคี วามสามารถบรรเลงเครือ่ งดนตรชี นดิ ตRาง ๆ นัน้
ไดต4 ามทคี่ รผู 4ูแตRงประดษิ ฐQไว4 ไมRวาR พลกิ แพลงเพยี งใด กส็ ามารถทำได4ถกู ตอ4 ง
สธน โรจนตระกูล (2547: 44) ได4สรุปอภิปรายผลในงานวจิ ยั เรือ่ ง การวิเคราะหQที่มาของ
คำรอ4 งเพลงไทย พบได4วRา บทเพลงสวR นใหญนR ำมาจากวรรณคดีไทยตRาง ๆ จำนวน 18 เร่ือง ท่ีพบมากท่ีสดุ
มีอยูR 2 เรื่อง คือขุนช4างขุนแผน และอิเหนา พบถึงเร่ืองละ 24 เพลง แสดงให4เหน็ วRา ขุนช4างขุนแผนกบั
อิเหนาเปนY วรรณคดที ่ีผู4ประพนั ธQนำเอาบทรอ4 งกรองมาใช4ในการขบั ร4องเพลงไทยมากทสี่ ุด อนั เน่อื งมาจาก
บทร4อยกรองที่มีอยูRในวรรณคดีท้ังสองเรื่องมีความไพเราะ มีเนื้อความกินใจผู4ฟ_ง และยังแสดงให4เหน็ วRา
เรื่องราวตRาง ๆ ในขุนช4างขุนแผนและอเิ หนาเปYนเรื่องราวเกี่ยวกบั ชาวบ4าน เปYนวิถีชีวิตของคนไทยมาก
ที่สุด เหตุนี้จึงทำให4บทร4อยกรองถูกนำมาเปYนบทขับรอ4 งในเพลงไทยมากที่สุด สRวนวรรณคดีเรื่องอืน่ ๆ
ก็พบเชนR กัน แตพR บนอ4 ยมาก เพราะเหตวุ Rาเนื้อหาในเร่ืองไมRเหมาะสมทีจ่ ะนำมาขบั รอ4 ง
นอกจากนำมาจากวรรณคดไี ทยแล4ว ยงั มีผ4ูประพันธคQ ำรอ4 งของเพลงไทยขนึ้ มาใหมRเพ่ือ
ใช4ขับร4องเพื่อให4เหมาะกับบางโอกาส หรือประพันธQตRอขยายจากบทของเกRาก็เพื่อให4ครบเปYนเพลงเถา
อันเนื่องมาจากทำนองเพลงนั้น ๆ ไมRมีคำร4องอยูR เมื่อผู4ประพันธQ ประพันธQบทร4องขึ้นมาจะสอดคลอ4 งให4
อารมณQคลอ4 งจองไปกับทำนองเพลงเดมิ ดว4 ย ซ่ึงเปนY การลำบากยิง่ นัก
ศรีบังอร จ;ุยศิริ (2550: 5) จากวิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ
ความสนใจในวิชาภาษาไทยของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปmที่ 3 ที่เรียนวรรณคดีไทย โดยใช4เพลง
ประกอบการสอนกับการสอนแบบปกติ ได4นิยามศัพทQเฉพาะไว4วRา เพลง หมายถงึ การนำเอาคำประพันธQ
ท้งั ร4อยแกว4 และรอ4 ยกรอง มาใสRทำนอง และจังหวะ เพือ่ ใหเ4 กดิ ความสนกุ สนานและมเี ครือ่ งดนตรีประกอบ
โดยมีคำรอ4 งและทำ ตามรูปแบบ ที่นอกจากจะทำให4เกิดความไพเราะแลว4 การรอ4 งเพลงยงั เปนY กิจกรรมที่
กอR ให4เกิดความบันเทิง และมีอทิ ธพิ ลตอR ชวี ติ มนุษยมQ าโดยตลอด โดยเฉพาะวัยรนุR ซึ่งเปนY วัยท่ีเจริญเติบโต
เพลงสามารถตอบสนองความต4องการทางกาย อารมณQ สงั คม และสติปญ_ ญาได4 เสียงเพลงชRวยทำให4จิตใจ
เบิกบาน หายเหงา และมสี นุ ทรียQในการดำรงชีวติ
จากข4อความข4างต4น สรุปได4วRา จากการศึกษาพบลักษณะบทร4องในบทละครรำ โดยแบRงตาม
ทวR งทำนองเพลง ไดแ4 กR ทRวงทำนองเพลงออR นหวาน แสดงถงึ อารมณQรกั ทRวงทำนองเพลงเยอื กเยน็ แสดง
ถึงอารมณQโศกเศร4า ทRวงทำนองเพลงรวดเร็ว แสดงถึงอารมณQตื่นเต4นไมRคงที่ ทRวงทำนองเพลงที่แสดงถึง
ความสงาR งาม จงรักภกั ดี ตรวจพลยกทัพ การชมธรรมชาติ ทวR งทำนองเพลงทีแ่ สดงถึงความศักดิ์สทิ ธิ์ และ
ทวR งทำนองทใี่ ชใ4 นบทตาR ง ๆ เชRน การเดินทาง เปนY ตน4
นอกจากนี้ยังพบที่มาของคำร4องเพลงไทยนั้น บทร4องสRวนใหญRนำมาจากวรรณคดีไทยตRาง ๆ
จำนวน 18 เรื่อง แตRวรรณคดีที่ผู4ประพันธQเพลงนำบทร4อยกรองมาใช4ในการขับร4องเพลงไทยมากที่สุด
ไดแ4 กR วรรณคดเี รอื่ งขุนชา4 งขนุ แผนและอิเหนา เนอ่ื งจากมคี วามไพเราะและยงั แสดงให4เห็นเรือ่ งราวตRาง ๆ
ทเ่ี ปนY วถิ ชี ีวิตของคนไทย นอกจากจะนำมาจากวรรณคดไี ทยแล4ว ยังมผี ู4ประพนั ธคQ ำรอ4 งเพลงไทยข้นึ มาใหมR
อีกดว4 ย
16
2.3 บทความทางวิชาการ
2.3.1 ดา; นวรรณคดี
กุสุมา รักษมณี (2534: 109) จากเอกสารทางวิชาการหมายเลข 1/2534 การวิเคราะหQ
วรรณคดไี ทยตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต เร่อื ง รสตามทฤษฎีการละคร กลาR ววาR รสในตำรานาฏยศาสตรQ
แบRงตามความสำคัญเปYน 2 กลRุม
1. รสทีเ่ ปนY ต4นเหตุของรสอ่นื มี 4 รส ไดแ4 กR ศฤงคารรส เราทรรส วีรรส และพภี ัตสรส
2. รสที่เกดิ คลอ4 ยตาม มี 4 รส ได4แกR หาสยรส กรณุ ารส อัทภุตรส แบะภยานกรส
ทเี่ ปนY เชRนนนั้ กเ็ พราะเปนY ต4นเหตุของรสอ่ืน เมือ่ เกิดความซาบซง้ึ ในความรัก (ศฤงคาร
รส) ก็อาจเกิดความสนุกสนาน (หาสยรส) เมื่อเกิดความแค4นเคือง (เราทรรส) ก็อาจเกิดความสงสาร
(กรุณารส) ผู4ที่เสยี เปรยี บ เมื่อเกิดความชื่นชมในวีรกรรม (วีรรส) ก็อาจเกิดความอัศจรรยQใจ (อัทภุตรส)
และเมอื่ เกดิ ความรำคาญขยะแขยง (พภี ตั สรส) ก็อาจเกิดความเกรงกลัว (ภยานกรส)
ยมโดย เพ็งพงศา (2537: 76) จากวารสารทางวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ภาคใต4 ปmที่ 8 ฉบับ 1 เมษายน–กันยายน 2537 ได4กลRาวถึงการศึกษาร4อยกรองประเภทกลอน ในแงR
วรรณศลิ ป~และคีตศิลป~ กลาR ววRา กลอนเปนY คำประพันธQท่ีมีทมี่ าจากวรรณกรรมมุขปาฐะของประชาชนไทย
โดยพฒั นาจากคำคลอ4 งจองสูRคำขบั ลำนำในพธิ ีกรรม และกลอนเพลงพ้นื บา4 นของพอR เพลง–แมเR พลง แตตR 4น
เพื่อใช4โต4ตอบระหวRางหญิง–ชาย ในเทศกาลตRาง ๆ แล4วพัฒนาไปสูRรูปแบบการด4นกลอนเพลงจับเรื่อง
นิทานพ้ืนบา4 นและนทิ านชาดก เกิดรปู แบบการขบั เสภาและละครของประชาชน ซง่ึ ปรากฏหลกั ฐานในรัช
สมยั สมเดจ็ พระนารายณQ ราวพ.ศ. 2230 รัชสมยั สมเด็จพระเจ4าบรมโกศ กลอนเรมิ่ ปรากฏในวรรณกรรม
ลายลักษณเQ มื่อกวแี ละขุนนางในราชสำนักนำรูปแบบกลอนเพลงของประชาชนมาปรบั ปรงุ เปนY บทมโหรี ใช4
ร4องขับกลRอม และบทดอกสร4อยใช4ร4องโต4ตอบระหวRางหญิง-ชาย แล4วพัฒนาไปสูRการแตRงกลอนเปYนบท
ละคร มลี ักษณะแตกตาR งจากละครของประชาชนคือ แตRงบทกลอนตายตวั
สมัยรชั กาลที่ 1 และรชั กาลท่ี 2 แหRงกรงุ รัตนโกสินทรQคนในสงั คมนิยมฟ_งเรอื่ งราวของ
นิทานจากกลอนบทละคร ทำให4เกิดพัฒนาการด4านการแตRงบทเพอ่ื การฟง_ แทนการอRาน กลอนบทละครท่ี
ใช4ร4องเปYนเพลง เกิดรูปแบบวรรณกรรมประเภทกลอนนิทาน หรือนิทานคำกลอน ในขณะเดียวกัน
พระมหากษัตริยQและกวีในราชสำนัก มีบทบาทสำคัญในดา4 นพัฒนารูปแบบของกลอนในวรรณกรรมเพอ่ื
การขับร4อง และวรรณกรรมเพื่อการอาR น
ยมโดย เพ็งพงศา (2543: 124-125) จากวารสารวิชาการ คณะมนุษยศาสตรQและ
สังคมศาสตรQ มหาวิทยาลัยบูรพา ในหวั ข4อ “ความสมั พนั ธรQ ะหวRางวรรณศลิ ปก~ บั คตี ศิลป~ ในวรรณคดีเรื่อง
ขุนช4างขุนแผน” กลRาววRา การแบRงทำนองขับเสภาตามลีลากลอนและสำเนียงนั้นทำให4เห็นวRา
องคQประกอบของวรรณศลิ ปม~ ีบทบาทสำคัญตอR คตี ศลิ ป~ คตี ศลิ ป~ตอ4 งมีวรรณศลิ ป~คือบทกลอนเสภา จึงจะ
แสดงออกทางศิลปะได4 ทำนองของคตี ศลิ ป~ขึ้นอยูกR ับวรรณศิลป~ ทั้งในดา4 นความหมาย เสียงสัมผัส เสียง
วรรณยุกตQ เสียงสั้น เสียงยาว เสียงหนัก เสียงเบา ตำแหนRงของเสียงที่อยูRชิด หรือคั่น หรือท4ายวรรค
17
องคQประกอบของวรรณศิลป~ที่กวีสร4างท้ังในสRวนวัสดุและอลงั การได4อยRางเหมาะสม และมีสRวนทำให4คีต
ศลิ ป~ดำเนินไปได4อยRางงดงาม เมื่อพจิ ารณาในแงRบทบาทของคีตศิลปจ~ ะเหน็ วRา ทวR งทำนองการขบั เสภาและ
กรบั เสภาเปนY สอ่ื ท่ผี ขู4 ับเสภาตีความวรรณศิลป~ออกมาเปYนเสยี ง เพ่ือใหผ4 ูฟ4 _งรับรสเดRนชัดย่ิงขน้ึ วรรณศิลป~
และคตี ศลิ ป~จึงตRางมบี ทบาทในการเสริมคณุ คาR แกRกนั และกนั
ร่ืนฤทัย สัจจพนั ธุE (2549: 31) จากหนงั สือรวมบทความทางวิชาการอนั เน่อื งมาจากการจดั
ประชุมทางวิชาการในหัวข4อ “ภาษาสRองสังคม วรรณคดีสRองชีวิต” เมื่อเดือน พฤษภาคม ปm พ.ศ. 2548
เรอ่ื ง วรรณคดสี Rองชวี ิต ความวRา วรรณคดีเปYนบนั ทึกของชีวติ และสังคม บางคนยนื ยนั วRาวรรณคดีกับสงั คม
ผูกพันกันอยRางแนบแนRน วรรณคดีทั้งปวดล4วนเปYนกระจกสRองสะท4อนสังคมและชีวิตมนุษยQ วรรณคดีมี
ความสัมพันธQกบั ชวี ติ ในหลายลกั ษณะ ในข้ันต4นวรรณคดเี ปนY สิ่งบนั เทิงปละในขนั้ ทส่ี งู ข้ึนไป วรรณคดีทำให4
เขา4 ใจชีวติ ทง้ั ชวี ติ ในระดบั ปจ_ เจก และชีวิตของมนุษยโQ ดยรวม หรอื กลาR วไดว4 าR ประสบการณจQ ากวรรณคดี
สามารถทำให4ผ4อู Rานเข4าใจความเปYนมนษุ ยขQ องตนเอง และเรยี นรูเ4 ขา4 ใจชีวติ ของคนอื่น และในข้ันสุดท4าย
ทำให4เข4าใจสังคมอันประกอบไปด4วยความหลากหลายของตัวมนุษยQ และลักษณะทางสังคม
วัฒนธรรมทม่ี นษุ ยQสรา4 งขน้ึ
นพดล จันทรEเพ็ญ (2550: 85) จากวารสารบัวราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ใน
หวั ข4อ “เสน4 ทางของวรรณกรรมเพลง : คร้ืนเครง อรรถรส และสนุ ทรีย”Q กลRาววาR บทเพลงเปนY สื่อท่ีเขา4 ถงึ
ประชาชนทุกเพศทุกวยั ไดก4 ว4างขวาง มีอทิ ธิพลตอR ความคิด คาR นยิ มในสงั คมได4อยาR งท่วั ถึง งRายดาย เพราะ
บทเพลงผRานสอ่ื ตาR ง ๆ ทั้งสอ่ื ส่ิงพิมพQ และสื่ออิเล็กทรอนกิ สตQ าR ง ๆ ไปถงึ ผูค4 น ซงึ่ บทเพลงหรือเน้ือเพลงนี้
นบั เปYนวรรณกรรมซง่ึ เรยี กวาR “คตี วรรณกรรม” หรือ “วรรณกรรมเพลง”
วรรณกรรมเพลง หรือ คีตวรรณกรรม เปYนวรรณกรรมที่มีสาระประเภทหนึ่งของ
วรรณกรรมไทยท่เี ข4าถึงประชาชนไดด4 กี วาR วรรณกรรมประเภทอ่นื เพยี งได4ฟง_ กใ็ หค4 วามสะเทือนอารมณQได4
มบี ทบาทในสังคมป_จจุบนั มาก เพราะผูแ4 ตงR พยายามหยบิ ยกความเปนY อยูขR องคนทุกระดับออกมาตแี ผอR ยาR ง
มีประสิทธิภาพ ผู4ฟ_งสามารถจดจำได4งRาย ทั้งนี้เพราะเสียงดนตรีประกอบทำให4เกิดความสนุกสนาน
ไมRเครงR เครยี ดกบั ชีวติ ความเปนY อยูRประจำวัน
จากขอ4 ความขา4 งตน4 สรุปได4วRา วรรณศิลปแ~ ละคีตศิลปน~ ้ันมคี วามสมั พนั ธQกันอยRางมาก เนื่องจาก
องคQประกอบของวรรณศิลป~นนั้ เปนY บทบาททส่ี ำคญั ถ4าไมมR วี รรณศลิ ป~ คตี ศิลปก~ จ็ ะไมสR ามารถแสดงออก
ทางศิลปะได4 เนื่องจากทRวงทำนองของคีตศิลปน~ ั้นขึ้นอยูRกับวรรณศิลป~ในทุกด4าน เชRน ด4านความหมาย
ดา4 นเสียงสมั ผสั เปนY ตน4 จากการศึกษารอ4 ยกรองประเภทกลอนในแงRวรรณศิลป~และคีตศิลป~ กลอนเปYนคำ
ประพนั ธQทีพ่ ัฒนาจากคำคลอ4 งจองไปสูRการขับลำนำ และกลอนเพลงพื้นบา4 น ซึง่ ไดพ4 ัฒนาไปสRรู ปู แบบของ
นทิ าน จึงเกดิ รูปแบบของการขบั เสภา แลว4 พฒั นาไปสูRการแตงR กลอนเปนY บทละคร ทำใหเ4 ห็นวRาวรรณศิลป~
และคตี ศลิ ป~มบี ทบาทในการเสริมคุณคาR แกกR ันและกัน มีสวR นทำให4ผ4ชู มไดเ4 ข4าใจและรับรู4ถึงความหมายที่
กวีและผู4ประพันธQเพลงต4องการที่จะแสดงให4เห็นเปYนที่ประจักษQ และเพื่อที่จะเข4าใจชีวิตของมนุษยแQ ละ
18
สังคมมากขึน้ จงึ ได4นำเสนอเร่ืองราวเปYนวรรณคดี โดยใช4บทเพลงเปYนสื่อท่ีชวR ยให4เข4าถึงชีวิตความเปYนอยูR
หรือความรสู4 กึ นึกคิดของกวีทตี่ 4องการจะนำเสนอได4มากขึน้
2.3.2 ด;านดนตรแี ละการขบั รอ; ง
วิญZู ทรัพยะประภา (2544: 9) จากวารสารศึกษาศาสตรQปริทัศนQ ปmที่ 16 ฉบับที่ 2
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตรQ ในหัวขอ4 “ดนตรี : มติ ทิ เี่ ปนY องคQประกอบสำคัญของชีวติ ” เรอ่ื ง ดนตรีกบั ชีวิต
กลาR ววRา ดนตรมี ีสRวนเกีย่ วข4องกับชวี ิตประจำวันของมนษุ ยQโดยไมRจำกดั เพศ วยั ระดับการศึกษาหรือฐานะ
ทางเศรษฐกิจและสังคม ดนตรีสำหรบั บางคนอาจมีวตั ถุประสงคQ เพื่อผRอนคลายความตึงเครยี ด เพอ่ื ความ
ซาบซึ้งไปกับอารมณขQ องบทเพลง บางคนตอ4 งการฝกx ฝนอยRางจรงิ จงั เพื่อเปนY นกั ร4อง นกั ดนตรี ฯลฯ การมี
ประสบการณทQ างดนตรีในลักษณะตRาง ๆ แตRละคนจึงมีมุมมองเกยี่ วกบั ดนตรีในมิตทิ แ่ี ตกตาR งกัน
เกียรติศักดิ์ ทองจันทรE (2548: 39) จากวารสารศิลปกรรมศาสตรQ คณะศิลปกรรมศาสตรQ
มหาวิทยาลัยทักษิณ ฉบับปฐมฤกษQ ปm 2548 ในหัวข4อ “วัฒนธรรมในดนตรีไทย” เรื่อง ความเจริญ
ทางดา4 นเพลงไทย กลาR ววาR องคQความร4ูทางดา4 นดุรยิ างคไQ ทยท่ีสำคัญมาก สวR นหนง่ึ ที่ถอื ได4วRาเปนY วฒั นธรรม
ทางดา4 นดนตรไี ทยทีแ่ สดงถึงความเจริญทางดา4 นความคิดและองคQความรู4คือ เพลงไทย
องคQประกอบสำคัญที่รวมกันจนกลายเปYนดนตรนี นั้ มอี ยRูด4วยกนั 3 สวR น คือทRวงทำนอง
จงั หวะ และการสอดประสาน ถือกนั วRาเปนY การรวมกันของสัดสวR นท้งั 3 องคQประกอบอยRางพอดี หากสวR น
ใดมากเกินผลที่ออกมายRอมเกินงามไมRไพเราะ ดังนั้นกวRาจะเดินทางมาเปYนเพลงได4นั้นต4องผRาน
กระบวนการตรึกคิดอยาR งดี เพลงไทยกเ็ ชRนกนั กวาR จะเปนY เพลงไดใ4 นแตRละเพลง ยRอมผRานกระบวนการและ
ขั้นตอนตลอดท้ังประสบการณQทางด4านสุนทรยี มาไมนR 4อย นับเปนY ความเจริญทางด4านการใช4ปญ_ ญาอยRาง
ยอดเย่ยี ม
วัชราภรณE อาจหาญ (2559: 201) บทความวิชาการจากการประชุมวิชาการระดับชาติ
เรื่อง “ฉลองรัชเฉลิมนคร กรองอักษรเทิดราชา” : สหวิทยาการวิศาลศิลป~ เฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ4าอยRหู ัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลงิ ถวลั ยราชสมบตั ิครบ 70 ปm 9 มิถุนายน
พ.ศ. 2559 ได4กลาR วถึงหวั ข4อ “เจา4 พระยาพระคลงั (หน) กบั ดนตรไี ทย” วาR เจ4าพระยาพระคลงั (หน) เปนY
กวที ม่ี คี วามร4ูด4านดนตรไี ทยอยาR งย่ิง โดยเปนY ผ4รู วบรวมบทเพลงและบทไหวค4 รูมโหรีสมยั อยธุ ยาไวอ4 ยาR งเปนY
หมวดหมูRผRาน “เพลงยาวตำรามโหรี” และ “เพลงยาวไหว4ครูมโหรี” เรื่องกากคี ำกลอน ผลงานเดRนของ
ทRานยงั ใชเ4 ปYนบทขบั รอ4 งเพลงไทยทัง้ เพลงตับและเพลงเถา เพราะมีกระบวนกลอนไพเราะ เหมาะแกRการ
นำไปขับร4อง และเปYนแบบอยRางในการแตRงบทร4องได4อยาR งดี ซึ่งแสดงใหเ4 ห็นถึงความเจริญรุงR เรืองของวง
มโหรใี นบรบิ ททางสังคมในสมัยตน4 รตั นโกสนิ ทรQ
วัฒนวุฒิ ช;างชนะ (2560: 21) จากวารสารศิลปกรรมศาสตรQ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ
โรฒ ปmที่ 21 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม- มิถุนายน 2560 ไดก4 ลRาวถึงในหวั ข4อ “กาลแหงR ดนตรีไทย” เรอื่ ง ยุคสมัย
แหงR ดนตรไี ทย ดงั นี้
19
กRอนที่ไทยจะเข4ามาสูRเขตสุวรรณภูมินี้ มีหลายชนิดท่ีเปYนเจ4าของถ่ินอยRูกRอน
ซง่ึ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย เมอื่ เวลาท่ไี ทยเขา4 มาในดนิ แดนสุวรรณภมู ิ ศลิ ปะในดนิ แดนน้ีได4มีรวมอยRู
หลายชาตแิ ลว4 คือ ละว4า ขอม มอญ พมRา และโดยเฉพาะอนิ เดยี ซง่ึ ชนชาติมอญ เขมร รับเอาวัฒนธรรม
ของอินเดีย ไว4กRอนแล4ว ฉะนั้นวัฒนธรรม เครื่องดนตรี เพลง และศิลปะแขนงอื่น ๆ ของไทยเรา จึงมี
เหมอื นของชาตนิ ั้น ๆ เข4ามาปะปน จนเกดิ เครือ่ งดนตรชี นิดใหมR ๆ ขน้ึ หลายอยRาง และมีวิวฒั นาการข้นึ มา
ตามลำดับ ดงั ท่ีได4เหน็ อยใูR นป_จจุบนั ดนตรไี ทย หรอื เครอ่ื งดนตรีไทย จงึ ถูกสันนษิ ฐานวRาได4แบบอยRางมา
จากอินเดยี และจีน อาจเพราะในสมัยสโุ ขทัยเราไดร4 บั อทิ ธพิ ลทางศาสนา ภาษา ศิลปะ นาฏศลิ ป~และการ
ละครมาจากอนิ เดีย จงึ เกดิ ความเชอ่ื วRาเราคงรับอทิ ธพิ ลทางดนตรมี าด4วย
จากข4อความข4างต4น สรุปไดว4 าR เครอื่ งดนตรี เพลง และศลิ ปะแขนงอ่ืน ๆ ของไทยนั้นล4วน
แตRมีศิลปะของชาติอื่น ๆ เข4ามาปะปน จนเกิดเคร่ืองดนตรีชนิดใหมR ๆ และมีวิวัฒนาการตามลำดับดังท่ี
เห็นในป_จจุบัน โดยได4ถูกสันนิษฐานวRาสRวนใหญRนั้นรับมาจากอินเดียและจีน เห็นได4วRาดนตรีนั้นมีสRวน
เกี่ยวข4องกับชีวิตประจำวันของมนุษยQตั้งแตRสมัยกRอนที่จะมีหลักฐานวRาดนตรีไทยนั้นเกิดมาเชRนไร
ซ่ึงอาจจะด4วยเหตุผลทวี่ Rาบางคนมวี ัตถุประสงคQใช4ดนตรผี อR นคลายความตึงเครียดหรอื บางคนฝxกฝนดนตรี
อยRางจรงิ จังเพื่อจะมาเปYนนักดนตรีทีแ่ ท4จริง จากวัตถปุ ระสงคเQ หลRานีท้ ำให4เห็นถงึ การมีอยูRของดนตรีไทย
ตง้ั แตRอดตี มาจนถงึ ป_จจุบัน
บทที่ 3
วธิ ีดำเนนิ การวิจัย
การวิจัยใชร+ ะเบยี บวิจัยเชงิ คณุ ภาพมวี ิธีการดำเนนิ งานวจิ ัยดงั น้ี
3.1 การเก็บรวบรวมขอ9 มูล
3.1.1 เอกสารตำราวิชาการและงานวจิ ยั ที่เก่ียวข+องด+านวรรณคดีไทย ดา+ นดนตรไี ทยและการขบั
ร+องเพลงไทยเดมิ จากแหลงJ ขอ+ มูลตาJ ง ๆ ดงั นี้
3.1.1.1 หอสมดุ ของมหาวทิ ยาลยั ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทรO
3.1.1.2 หอสมุดแหJงชาติ
3.1.1.3 หอสมุดของจฬุ าลงกรณมO หาวิทยาลยั
3.1.2 การสัมภาษณOแบบเปSนทางการและมีโครงสรา+ ง
ผว+ู จิ ยั ไดอ+ อกแบบการสัมภาษณOแบบเปนS ทางการและมโี ครงสรา+ ง สัมภาษณผO เู+ ชีย่ วชาญโดย
แบJงการการสัมภาษณเO ปนS 3 กลมุJ ดังน้ี
3.1.2.1 ผู+เช่ยี วชาญด+านการขับร+อง ไดแ+ กJ
3.1.2.1.1 อาจารยOธนดิ า สขุ ะวริ ยิ ะ เปนS นักร+องศษิ ยOอาจารยเO จริญใจ สุนทรวาทิน
3.1.2.2 ผ+เู ชย่ี วชาญด+านดนตรีไทย ไดแ+ กJ
3.1.2.2.1 พันโทเสนาะ หลวงสุนทร ได+รับยกยJองเชิดชูเกียรติเปSนศิลปWนแหJงชาติ
สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรไี ทย) พทุ ธศกั ราช 2555
3.1.2.2.2 อาจารยOสมพงษO ภสJู ร
3.1.2.3 ผ+ูเชีย่ วชาญดา+ นวรรณคดไี ทย ได+แกJ
3.1.2.3.1 อาจารยO ดร.ป[ทมา ฑีฆประเสริฐกุล หัวหน+าภาควิชาภาษาไทย
คณะอักษรศาสตรO มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
3.2 เคร่ืองมอื และอปุ กรณFที่ใชใ9 นการเกบ็ รวบรวมขอ9 มูล
3.2.1 แบบสัมภาษณO
3.2.2 เครื่องบนั ทกึ เสยี ง
3.2.3 เคร่อื งบนั ทึกภาพนิ่ง
3.2.4 เคร่ืองบันทกึ ภาพเคลื่อนไหว
21
3.3 การศึกษาและจดั กระทำขอ9 มลู
3.3.1 นำบทรอ+ งจากกวรรณคดไี ทย 9 เรอื่ ง ท่ผี +ูวิจัยเลือกและนำมาวเิ คราะหOบทร+องโดยอ+างอิง
จากสารานกุ รมดนตรไี ทยฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน วJาเพลงใดบ+างท่ีนำบทประพันธจO ากวรรณคดีหรือนำเค+า
โครงเร่อื งจากวรรณคดีเรอ่ื งดังดลJาวไปบรรจเุ ปSนบทรอ+ ง
3.3.2 ศึกษาความสัมพันธOระหวาJ งเพลงไทยเดมิ กบั วรรณคดไี ทย วาJ ใน 1 บทเพลง สามารถมีบท
รอ+ งจากวรรณคดไี ดห+ ลากหลายหรอื ไมJ
3.4 วิเคราะหขF 9อมลู
3.4.1 หลักการคดั เลือกวรรณคดสี ำหรบั บรรจเุ ปนS บทรอ+ งในเพลงไทยเดมิ
3.4.1.1 เพลงเถา
3.4.1.2 เพลงตบั
3.4.1.3 เพลงลา
3.4.1.4 เพลงเด่ียว
3.4.2 การนำเสนอผลการวิจยั ผาJ นกระบวนการแสดงดนตรีไทย
3.4.2.1 บทมโหรีเรื่องพระรถเสน ได+แกJ เพลงตับต+นเพลงฉิ่ง (การบรรเลงวงมโหรีเครื่อง
แปด)
3.4.2.2 วรรณคดีเร่อื งลลิ ติ พระลอ ได+แกJ เพลงลาวแพน (การบรรเลงเด่ยี วจะเข+)
3.4.2.3 บทละครดกึ ดำบรรพเO ร่อื งคาวี ตอนนางคันธมาลหี ึง ไดแ+ กJ เพลงระบำพธั วิสยั
(การบรรเลงวงปefพาทยดO ึกดำบรรพO)
3.4.2.4 บทละครเรื่องอิเหนา ได+แกJ เพลงดอกไม+ไทร 2 ชั้น (การบรรเลงเด่ียวซอสามสาย
หม)ูJ
3.4.2.5 เสภาเรือ่ งขนุ ชา+ งขนุ แผน ไดแ+ กJ
3.4.2.5.1 เพลงใบ+คล่งั สามช้นั (การบรรเลงวงเครอ่ื งสายเครื่องเดีย่ ว)
3.4.2.5.2 เพลงพระอาทติ ยOชงิ ดวง (การบรรเลงวงปefพาทยไO ม+นวม)
3.4.2.6 บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระรามคืนนคร ได+แกJ เพลงระบำอูJทอง (การ
บรรเลงวงปefพาทยOดึกดำบรรพ)O
3.4.2.7 บทละครพนั ทางเร่ืองราชาธริ าช ตอนสมงิ พระรามหนีเมีย ไดแ+ กJ เพลงพมาJ เหJ เถา
(การบรรเลงวงปพfe าทยมO อญ)
3.4.2.8 บทละครเร่อื งเงาะปlา ได+แกJ เพลงทะเลบา+ เถา (การบรรเลงวงปefพาทยไO ม+แข็ง)
22
3.5 การนำเสนอผลการวิจัย
ผว+ู จิ ัยจะนำเสนองานวจิ ยั โดยเรียบเรยี งเปSน 5 บท ดงั น้ี
1. บทนำ
2. เอกสารตำราวิชาการและงานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วขอ+ ง
3. วิธีดำเนนิ การวิจัย
4. ผลการวิเคราะหขO +อมลู
5. สรุป อภปิ รายผลและขอ+ เสนอแนะ
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห2ข4อมลู
4.1 ประเภทของเพลงไทย
บทเพลงไทยนัน้ มคี วามสัมพนั ธ4ควบคม6ู ากบั พิธีกรรม รวมทง้ั วถิ ชี วี ิตของคนไทยมาต้ังแต6ในอดีต
ถึงแมCว6าในปEจจุบนั จะเลอื นรางจากชีวิตคนไทยไปบCาง เพราะอิทธิพลของดนตรีตะวันตกเขCามาครอบงำ
เช6น ในพธิ ไี หวคC รู มักจะมกี ารบรรเลงเพลงสาธกุ าร หรือกระทำโดยการเปMดเทปในกรณที ี่ไมส6 ามารถจัดหา
วงดนตรีมาร6วมในพิธีดังกล6าวไดC นอกจากนั้นในการแสดงโขน ละคร ก็ตCองมีดนตรีเขCามาประกอบและ
ในโอกาสสำคญั ๆ เชน6 ในวนั เฉลิมพระชนมพรรษา มกั จะมกี ารขับรอC งเพลงไทยเพ่ือเปนU การถวายพระพร
เพลงที่ใชCประกอบพธิ ีที่กลา6 วไปแลCวนั้นจะเหน็ ไดCว6ามจี ุดมุง6 หมายและวธิ ีการบรรเลงที่แตกต6างกนั ออกไป
เชน6 เพอ่ื ใหCเกิดความศกั ดสิ์ ทิ ธ์ใิ นพิธีเพื่อประกอบกริ ิยาอาการตลอดจนอารมณ4ของตัวละคร เพ่ือเปUนการ
ขบั กลอ6 ม เปนU ตCน โดยเพลงไทยสามารถแยกเปUนประเภทใหญ6 ๆ ตามลกั ษณะของการบรรเลง ดงั นี้
4.1.1 เพลงประเภทที่ใชด4 นตรีลว4 น (เพลงบรรเลง)
เพลงที่ใชCดนตรีลCวนหรือเพลงบรรเลงนี้ คือ บทเพลงที่ใชCสำหรับการบรรเลงที่เฉพาะตัว
เพลงบรรเลงประเภทน้ีนับเปนU เพลงท่ีนักดนตรมี ีความเปUนอสิ ระมากท่ีสุด ไม6ตCองคำนงึ ถึงระดบั เสียงของ
คนรCอง การสวมรCอง และการสง6 รCอง เพลงเหล6าน้ไี ดCแก6
1. เพลงโหมโรง โดยท่ัวไปจะมองเพลงประเภทนว้ี า6 เปUนเพลงทตี่ Cองบรรเลงกอ6 นเพลงอนื่ ๆ
แต6คำว6าโหมโรงตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คือ การประโคมดนตรีก6อน
มหรสพลงโรง หรือเพลงเร่มิ ตนC ของการบรรเลงหรือการแสดงเพื่อบอกใหCทราบวา6 พิธีหรืองานน้ันไดเC ริม่ ขึ้น
แลCว เพลงโหมโรงเปUนเพลงที่ใชCบรรเลงเปUนเพลงแรก หลังจากการถวายกำนลครู การโหมโรงนี้มี
วัตถปุ ระสงค4 คอื ขอแสดงความเคารพและอัญเชิญเทวดาและสิ่งศักด์ิสิทธิท์ ง้ั หลายใหCลงมาประชุมสโมสร
สันนิบาตและประสาทพรเพอื่ ความเปUนสิรมิ งคลแก6ผบCู รรเลงดนตรี รวมถงึ ท6านผCูเปนU เจาC ของงานดวC ย และ
เปUนการประกาศใหCชาวบCานทราบว6าที่แห6งนี้มีการจัดงานขึ้น เช6น ถCาป[\พาทย4โหมโรงเย็นชาวบCานก็จะ
ทราบวา6 จะมกี ารสวดมนตเ4 ย็น เปUนตนC
เพลงโหมโรงเปUนเพลงบรรเลงอันดับแรก ซึ่งแต6เดิมเพลงชนิดนี้ใชCสำหรับบรรเลงประโคม
ดCวยวงป[\พาทย4เปUนหลักเพราะมีเสียงดังใชCบรรเลงกลางแจCงสามารถไดCยินในระยะไกล การอย6ูอาศยั ของ
คนไทยสมัยโบราณมักอยู6กันเปUนหมู6บCานมีวัดเปUนจุดศูนย4กลางและบCานแต6ละหลังมักปลูกห6างกัน
ดังนั้นหากตCองการจะรวมตัวกันทำกิจกรรมใดก็ตาม ตCองมีสัญญาณที่ดังกังวานไดCยินชัดเจนทั่วถึง เช6น
การเดินตีฆCองป_าวประกาศ ซึ่งใชCกันอย6างแพร6หลายและเขCาถึงครัวเรือนแต6ละหลังไดCง6าย ต6อมาเมื่อม.ี
วงดนตรีสำหรับบรรเลงประโคมประกอบพิธีกรรมและการแสดงต6าง ๆ เช6น วงป[\พาทย4 จึงใชCวงชนิดนี้
บรรเลงประโคมก6อนเรมิ่ กิจกรรมตา6 ง ๆ แทนการเดนิ ตีฆCองปา_ วประกาศ ทำนองเพลงทีใ่ ชCประโคมจะเปUน
24
ทำนองเพลงเฉพาะเพ่ือใหผC ทCู ่ไี ดยC นิ เขCาใจและทราบถึงกจิ กรรมทีจ่ ะเกดิ ขึ้นและสามารถเขCาร6วมกิจกรรมนัน้
ไดอC ยา6 งทันทว6 งที เพราะคนไทยในสมยั ก6อนนน้ั ผกู พันกบั เพลงไทยอยา6 งมาก เมอื่ ไดCยนิ ทำนองเพลงใดก็จะ
ตคี วามถึงจุดประสงค4การบรรเลงนัน้ ไดเC สมอ
นอกจากนี้การโหมโรงยังสะทCอนใหCเห็นถึงอุปนิสัยอันดีงามของคนไทยที่มักจะเกรงใจ
ในการบอกกลา6 วเชื้อเชิญใหCมาช6วยงานแบบตรง ๆ จงึ ลองดCวยการประโคมดนตรีเปนU การบอกงานทางออC ม
โหมโรงทางพิธีกรรมอาจไม6ใช6กิจทางศาสนาเพียงอย6างเดียวก็ไดCแต6อาจเปUนการบรรเลงเพื่อบวงสรวง
เทพเทวดาใหCลงมาสถิตเปนU สริ ิมงคลและยังใชCเปนU สญั ญาณใหCผูรC 6วมพิธีทราบวา6 พิธีน้นั กำลงั จะเร่ิมขึ้น เช6น
โหมโรงเทศน4 โหมโรงเชCา โหมโรงเยน็ ซึ่งใชCในการประกอบพิธีกรรมทั้งการทำบุญ การไหวCครูโขนละคร
เพลงโหมโรงเหล6านี้ถือเปUนเพลงพิเศษตCองใชCหนCาทับพิเศษดCวย อีกทั้งเปUนเพลงที่ใชCสำหรับวงป[\พาทย4
เปUนหลักตัวอย6างของเพลงชุดโหมโรงที่นิยมกันมาก เช6น เพลงโหมโรงเชCา ประกอบดCวย เพลง 6 เพลง
ไดCแก6 สาธกุ าร กราวใน เสมอ เชดิ ชุบ และชำนาญ(พงษศ4 ิลปe อรณุ รัตน,4 2550: 147)
นอกจากเพลงโหมโรงสำหรับพิธีกรรมแลCว ยังมีเพลงโหมโรงสำหรับประโคมในมหรสพ
ต6าง ๆ เพ่อื เปนU การเบกิ การแสดงดCวยไม6ว6าจะเปUนการแสดงมหรสพชนิดใด ถCามดี นตรีร6วมแสดงดCวยจะมี
การบรรเลงเพลงโหมโรงเปUนอันดับแรก เพลงโหมโรงสำหรับการแสดงจะนำเพลงชุดมาบรรเลงและ
แบ6งตามเวลาทแี่ สดงดCวย เช6น เพลงโหมโรงโขนตอนเยน็ ประกอบดCวยเพลงตระสนั นิบาต เขาC ม6าน 6 เทย่ี ว
ลา กราวใน เชิด และกราวรำเปUนเพลงชุดที่ใชCเวลาบรรเลงนานเพ่ือใหCตัวละครที่ตCองแต6งองค4ทรงเคร่ือง
อยา6 งพิถีพถิ ันไดมC เี วลาเตรียมตัวเองใหCพรCอมและผูCชมไดCเตรียมตัวสำหรับการเดินทางมาชม เพลงโหมโรง
มหรสพจะมีเพลงเฉพาะแตล6 ะการแสดงของตน เช6น โหมโรงโขนละคร โหมโรงเสภา โหมโรงลิเก โหมโรง
ห6ุนกระบอก เปUนตCน
เพลงโหมโรงท่ีใชCสำหรับการแสดงดนตรีน้ันน6าจะเกิดมาจากการบรรเลงโหมโรง
ประกอบการขับเสภาซงึ่ ไมต6 อC งการเพลงโหมโรงขนาดยาวแบบโหมโรงพิธีกรรมแต6เดมิ โดยคดั เลือกเพลง
จังหวะปานกลาง เพลงเดียวที่มีทำนองหลากหลายคือมีเสียงสูงต่ำครบทั้ง 7 เสียง เพื่อใหCนักดนตรีไดC
ตรวจสอบเคร่ืองดนตรีของตนวา6 มีเสยี งใดยังบกพรอ6 งอยู6บาC งจะไดทC ำการแกไC ขและทำใหนC ักดนตรีมีความ
พรCอมโดยมีโอกาสไดCบรรเลงเพลงเหมือนกับการอบอุ6นร6างกายของนักกีฬานั่นเอง เพลงที่นำมาใชCใน
โหมโรงเสภาแต6เดิมน้ันใชCเพลงวา 2 ชั้นซึ่งเปUนเพลงที่มีเสียงครบ 7 เสียง มีการไล6ระดับเสียงสูงต่ำ
เหมาะสมกับเพลงโหมโรงเสภา ต6อมาเมื่อมีการขยายเพลงขึ้นเปUนอัตรา 3 ชั้น ต6อมาในรัชกาลที่ 3 จึงมี
การแตง6 เพลงโหมโรงอัตรา 3 ชัน้ ตามไปดCวย
เพลงโหมโรงอัตรา 3 ชั้นนั้นยังคงยึดแบบของเพลงโหมโรงดั้งเดิมคือเปUนเพลงที่เสียงครบ
7 เสียงโดยนำเพลง 2 ชั้นมาแต6งขยายซ่งึ อาจจะมีทำนองสงู ตำ่ ไมม6 ากและไมค6 รบ 7 เสียง ดงั นน้ั จงึ มกี ารนำ
เพลงอีกเพลงหนึ่งมาบรรเลงต6อทCายเพลงแรกกลายเปUนธรรมเนียมในการแต6งโหมโรงเสภา
เช6น เพลงโหมโรงเย่ยี มวมิ านของครแู ตง (ป)[\ ซงึ่ แตง6 ในราวรัชกาลท่ี 4 เปนU เพลง 4 ทอ6 นโดยแบ6งออกเปUน
เพลงเยี่ยมวิมานในสองท6อนแรก ส6วนท6อนสามและท6อนสี่นั้นนำเพลงน้ำลอดใตCทรายมาบรรเลงตอ6 ทาC ย
25
การนำเพลงอีกเพลงหน่ึงมาบรรเลงต6อทาC ยนน้ั อาจนำเพลงอตั รา 2 ชน้ั มาใชCก็ไดC เพอ่ื ไม6ใหเC พลงโหมโรงน้นั
มคี วามยาวมากเกินไปเรยี กว6า “ออก” เช6นเพลงโหมโรงครอบจกั รวาลออกมาC ยอ6 ง หมายถึงเพลงโหมโรงท่ี
มีเพลงครอบจักรวาลเปUนเพลง 3 ชั้นและตอ6 ทาC ยดCวยเพลงมCาย6องเปUนเพลง ๒ ชั้น เพลงโหมโรง 3 ชั้นนั้น
ยังคงเอกลกั ษณข4 องเพลงโหมโรงแต6เดมิ ไวC คอื การนำทอ6 นจบของเพลงวา 2 ชัน้ มาใชบC รรเลงในวรรคจบ
ของเพลงเสมอ เพื่อใหCผูCฟEงไดCทราบว6าเพลงโหมโรงเสภาไดCจบลงแลCว วรรคจบของเพลงวานั้นก็ไดCแต6ง
ขยายขึ้นจากอัตรา 2 ช้ันดCวย ดงั นี้
วรรคจบของเพลงวา 2 ช้นั ---ร
- มํ รํ ท - ซ - ฟ - - - ม
วรรคจบของเพลงโหมโรงทแ่ี ต6งขยายขนึ้ เปนU อัตรา 3 ช้นั เรียกว6า ลงวา
- มํ รํ ท - ล - รํ - - - ท - - - ล - - - ซ - - - ฟ - - - ม - - - ร
2. เพลงหน4าพาทย2 หมายถึง เพลงที่ใชCบรรเลงในลลี าของเครื่องดนตรีโดยเฉพาะทำนอง
และจังหวะจำกัดอยใ6ู นแบบแผนที่กำหนดไวC หรอื เพลงท่ใี ชCบรรเลงสำหรบั ประกอบกริ ิยาเคล่ือนไหวตา6 ง ๆ
ไม6ว6าจะเปUนการเคลื่อนไหวของ มนุษย4 สัตว4 หรือวัตถุธรรมชาติ เพลงหนCาพาทย4เดิมคงเกิดจากปEญหา
ระหว6างผรCู ำกับผCูบรรเลงดนตรี ซึ่งมคี วามไม6พรCอมเพรียงกันในท6าร6ายรำและบทบรรเลงซึ่งกอ6 ใหCเกิดความ
ไม6น6าดขู ้ึน ดงั นัน้ จึงคดิ ประดิษฐท4 6ารำและทำนองเพลงใหมC ีความยาวเทา6 กนั เพ่ือทจี่ ะไดCเกดิ ความเรียบรอC ย
และมีความสวยงาม โดยท่ีเวลาแสดงทั้งผูCรำและผูCบรรเลงตCองปฏิบัติตามแบบแผนที่กำหนดไวC โดยไม6
สามารถจะไปตัดทอนหรอื เพ่ิมเตมิ ไดC ดงั น้ันอาจจะเห็นไดCว6าทำไมจึงมีผกูC ล6าวเปUนทำนองว6าถCาใครบรรเลง
เพลงหนาC พาทยผ4 ดิ จะตอC งมอี นั เปนU ไปต6าง ๆ นานา เน่ืองจากเง่ือนไขทคี่ นรน6ุ เกา6 ไดCวางไวเC ปนU เวลานับรอC ยป[
จนกระท่ังไดCตกทอดมาจนถึงปEจจุบันก็ยังคงยึดถือประเพณีเดิม ดังนั้นเพลงหนาC พาทยจ4 ึงหวงกันมากใน
หมู6นักดนตรีไทยโดยจะกล6าวอCางว6ายังต6อไม6ไดC จนในที่สุดเพลงหนCาพาทย4จึงกลายเปUนเพลงตอC งหCามท่ี
ลกึ ลับและเปUนเพลงทีแ่ บง6 ถึงฐานะความสูง-ต่ำของนักดนตรไี ทยไปในตวั อีกดวC ย
เพลงหนาC พาทยโ4 ดยทวั่ ไปแลวC จะไม6มีบทรอC ง เปUนเพียงบทประกอบกิรยิ าอารมณอ4 ย6างเดยี ว
แต6ในหลงั นไ้ี ดCมกี ารบรรจุบทรCองเขCาไปเหมอื นกัน เช6น บรรจคุ ำรอC งเขาC ไปในเพลงตระนิมติ ซ่ึงอย6ูในเร่ือง
รามเกียรติ์ ตอนศึกพรหมาสตร4 เปUนตCน เพลงหนCาพาทย4นอกจากจะใชCประกอบกิริยาอาการตลอดจน
อารมณ4ของตัวละครแลวC เพลงหนCาพาทย4ยังใชCประกอบในพิธีกรรมอื่น ๆ อีก เช6น พิธีไหวCครู พิธีเทศน4
มหาชาติ เปนU ตCน
3. เพลงเรื่อง คือชุดของเพลงหรือการนำเพลงหลาย ๆ เพลงที่มีลักษณะใกลCเคียงกันมา
บรรเลงติดตอ6 กนั เปนU ชุดอย6างมรี ะเบยี บแบบแผน แบ6งออกเปนU 4 ประเภท ดงั นี้
3.1 ประเภทเพลงชCา เช6น เรื่องเต6ากินผักบุCง เรื่องเต6าเห6 เปUนตCน เพลงเรื่องประเภท
เพลงชCานจี้ ะประกอบดCวย เพลงชCาออกสองไมC ออกเพลงเรว็ และลงลาในทีส่ ุด
26
3.2 ประเภทเพลงสองไมC เหมอื นกบั เพลงเรอื่ งประเภทเพลงชCาทุกประการเพียงแต6ตัด
เพลงชาC ออก เชน6 เพลงเร่อื งทยอย เปUนตนC
3.3 ประเภทเพลงรำ เชน6 เรอื่ งแขกบรเทศ
3.4 ประเภทเพลงฉิ่ง เชน6 เพลงฉิ่งพระฉัน
4. เพลงหางเครื่อง หรือเพลงลูกบท หมายถึงบทบรรเลงขนาดย6อม ๆ ใชCบรรเลงต6อจาก
เพลงใหญ6หรือเพลงแม6บท (หมายถึงเพลงสามช้ันหรือเพลงเถา) ก6อนที่จะออกลูกหมด ในบางครัง้ อาจจะ
บรรเลงดCวยเพลงแม6บทและออกลกู หมด และจงึ มาเพลงลกู บท แลCวจงึ ออกลกู หมดอกี ทกี ็ไดC
หลักในการบรรเลงเพลงหางเครอื่ งหรอื ลกู บท ไดแC ก6
4.1 เพลงหางเคร่ืองตอC งไมม6 ีความยาวกวา6 เพลงแมบ6 ท
4.2 เพลงหางเครื่องตCองมีความสัมพันธ4ในดCานสำเนียงของทำนอง เช6น บรรเลง
เพลงใหญ6ดวC ยเพลงพม6าเหแ6 ละออกหางเครอ่ื งดวC ยเพลงพมา6 กลองยาว เปUนตCน
4.1.2 เพลงประเภทขับรอ4 ง เพลงประเภทขบั รCองน้นั ทส่ี ำคัญคอื “การขบั รอ4 ง” ซึ่งเปUนศิลปะ
อย6างหนึ่งของไทยที่ไดCมีการถ6ายทอดกันมาเปUนเวลานาน คำว6าขับรCอง สามารถแยกไดCเปUน 2 คำ คือ
“ขับ” และ “รCอง” ในแต6ละคำจะมีการความหมายของตัวเองโดยเฉพาะ เมื่อแยกคำใดคำหนึ่งออก
ความหมายจะต6างกนั เชน6
ขับ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง ตCอนออกไป, ไล6บังคับ,
ใหเC คลอ่ื นไป เปนU ตนC แตค6 วามหมายในทางดนตรีจะหมายถึง การรอC งเปUนทำนอง เปUนตนC
ส6วนความหมายของคำวา6 รCอง หมายถึง การเปลง6 เสยี งดงั เช6น รCองขอ รCองไหC รอC งสง6 รอC งเพลง
รอC งเอะอะ รCององ้ึ รอC งทุกข4 เปนU ตนC แต6เมอ่ื รวมคำทัง้ 2 เขาC ดCวยกนั จะหมายถึง การเปล6งเสียงออกมาเปนU
ทำนองเพลงขบั หรือเพลงรอC งดวC ย
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาการขับรCองเริ่มปรากฎใหCเหน็ เด6นชัดมากขึ้น เนื่องจากในสมยั กรุงศรี
อยธุ ยา เริม่ มีการจดบนั ทกึ เรอ่ื งราวต6าง ๆ ภายในราชสำนกั โดยชาวอยุธยา และชาวตา6 งชาตทิ เ่ี ดนิ ทางเขCา
มาตดิ ตอ6 กบั ไทยในระยะนั้น จากหลักฐานตา6 ง ๆ สามารถบอกไดวC 6า การขับรCองในกรงุ ศรีอยุธยา แบง6 ออก
ไดC 3 ประเภทคือ การสวด จากสมัยสุโขทัยการสวดเปนU พิธกี รรมที่ถือกันว6าศักด์สิ ิทธ์โิ ดยมหี มอขวัญ หมอผี
เปUนผกูC ลา6 วทำนองสวด การสวดนน้ั ไดCเขCามามีบทบาทมากในราชสำนัก จากพระราชพธิ ถี ือนำ้ พพิ ฒั น4สตั ยา
เปUนการกระทำสตั ยส4 าบานตนเพือ่ จงรักภกั ดีต6อองค4พระมหากษัตริย4 ที่สมมติเปUนเทพเจCา (ไดCรบั อิทธพิ ล
จากเขมร) ดังในโองการแชง6 น้ำทีใ่ ชCภาษาและท6วงทำนองการสวดเปนU โคลงหCา อัญเชิญสิ่งศักดิ์สทิ ธ์ิ และ
บรรดาภูตผีมาลงโทษผูCกระทำความผิด การขับ ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการขับที่ไดCรับการนิยมมากใน
บรรดาชาวบCานต6าง ๆ เพราะการขับนี้เปUนการขับโดยมีท6วงทำนองที่ไพเราะ ใชCเนื้อเรื่องคลCายๆ นิทาน
ขับเล6าเรื่องไปเรื่อย ๆ โดยมีกรับเปUนจังหวะประกอบ โดยการขับประเภทนี้ เรียกว6า การขับเสภา
ในระยะแรก ๆ คงเปUนเพยี งขบั ลำนำของชาวบCานอยา6 งงา6 ย ๆ บทขบั ไม6ยาวนกั ตอ6 มาไดCมีการพัฒนาใหCมี
บทขบั ที่ยาวออกไปโดยไม6จำกัด สดุ แทแC ต6ความพอใจของผCูขับ บทท่ีใชใC นการขบั เปนU บทเลา6 เรือ่ ง หรือบท
27
โตตC อบกัน นิยมมากจากชาวบCานท่ัว ๆ ไป ใชขC บั ตามงานร่นื เริงต6าง ๆ การขับในสมยั กรุงศรีอยุธยาไดCรับ
ความนิยมอยา6 งสูงสดุ ถงึ กบั มผี Cแู ต6งนยิ ายคำกลอนเร่ืองขุนชCางขุนแผน เพื่อใชขC บั เสภา เดิมทีเร่ืองขุนชCาง
ขุนแผนคงเปUนเรื่องเล6ากันมาดCวยแต6คร้ังกรุงศรีอยุธยา เล6ากันเปนU นิทานกลอนสดและต6อมาคิดแตง6 เปนU
กลอนพรCอมนำไปขับเปUนเสภา โดยแต6งบทเปUนกลอนๆ ใหCพอขับไดCคืนหนึ่งๆ เท6านั้น ไม6ไดCรวมเปUน
ตอนยาว การรอC ง ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาคาดว6าจะมกี ารรCองเกิดขน้ึ แลCว แตก6 ารรCองในสมยั นเ้ี ปนU การรCองทม่ี ี
การเอือ้ นนCอย และเปนU เพลงอตั ราจงั หวะ 2 ชน้ั เปนU สว6 นใหญ6 ใชCรอC งประกอบการแสดงละคร สันนิษฐาน
ว6า การรCองในสมัยนี้นิยมใชCช6างขับมาร6วมกับวงดนตรี ทำหนCาที่รCองส6งใหCดนตรีรับใชCประกอบการแสดง
ละคร ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย การละครเจริญรุ6งเรืองมากโดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระนารายณ4
มหาราช ประมาณ พ.ศ. 2199-2231 เปUนยุคทองแห6งวรรณคดี มีกวีผูCมีความสามารถในการแต6งกลอน
โคลง เช6น ศรีปราชญ4 พระโหราธิบดี พระมหาราชครู เปนU ตนC
การขับรCองเพลงในสมัยรัตนโกสินทร4 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟzาจุฬาโลก ทรงเห็น
ความสำคัญของการดนตรีและการขับรCองรวมทั้งนาฏศิลปe ทรงใหCความอุปถัมภ4และทรงฟ{|นฟูศิลปะ
ทางดCานน้เี ปนU อย6างมาก ในสมยั รัชกาลท่ี 1 น้ีการดนตรีเร่ิมฟ{|นตวั ขนึ้ มีการคดิ ประดิษฐเ4 ครื่องดนตรีเพิม่ ขน้ึ
ในวงมโหรี ซ่งึ แต6เดิมเคยมีเพยี ง 6 ชิ้น คือ กระจับป\[ ซอสามสาย โทน รำมะนา ขล6ุย และคนรอC ง โดยเพิ่ม
ระนาดไมแC ละระนาดแกCวข้นึ อกี 2 สง่ิ กลายเปUนวงมโหรี 8 คน และมกี ารแต6งบทมโหรที ่ใี ชCในการขับรCอง
เพ่ิมข้ึนจากเดิม และในสมยั น้เี จาC นายและขาC ราชการนยิ มรCองเลน6 มโหรีกนั มาก
ในราวสมัยรัตนโกสินทร4ตอนตCนนั้น การเล6นสักวานิยมกันมากทำใหCการขับรCองไดCมี
การพัฒนาและเปUนท่ีนิยมอยา6 งสูงสดุ การขบั รอC งประกอบการเลน6 สกั วาจึงเปนU การเปMดโอกาสใหนC กั รCองไดC
อวดความสามารถและฝ[มือในการขบั รCองเปUนอย6างยิง่ ท6วงทำนองการขับรCองไดรC ับการพัฒนาจนถึงที่สุด
มีครดู นตรหี ลาย ๆ ทา6 นตอC งทำหนCาทใี่ นการประดิษฐ4ทางขบั รCองเพือ่ อวดฝม[ อื และประชัน มีการปกปดM ทาง
ขับรCองเพ่ือไม6ใหCรูCว6าเพลงทีร่ Cองนั้นมาจากเพลงใดในอัตราจงั หวะ 2 ชั้น และนักรCองเพลงสักวาเปนU ผูCท่ีมี
ส6วนในการทำใหCเกิดเพลงใหม6 ๆ ขึ้นเปUนอย6างมาก เพราะเมื่อแรกรCองสักวานั้นไม6มีดนตรีประกอบ
เมื่อนักรCองนำลำสักวามารCองสง6 ใหCป[พ\ าทย4รบั นักดนตรีป[\พาทย4ไม6สามารถบรรเลงเพลงรับไดCก็ถือว6าจน
เพลงจึงจำเปUนตCองแต6งทางบรรเลงดนตรีโดยปEจจุบันเพื่อบรรเลงรบั เพลงสักวานั้น ดCวยวิธีนี้ถือเปUนการ
ทดสอบปฏภิ าณไหวพรบิ ของนักดนตรดี Cวยเช6นกัน เพลงท่ีเกดิ ใหม6จากวิธีการน้ีไดCแก6เพลงเขมรป[\แกCวทาง
สกั วาโดยผูCคดิ ทางดนตรีรับคอื อาจารย4มนตรี ตราโมท เปUนตนC ป[พ\ าทย4ที่ใชCบรรเลงในการขับเสภาน้ีแตเ6 ดมิ
บรรเลงเฉพาะเพลงหนCาพาทย4และมกี ารรอC งสง6 อยา6 งละคร เช6น เพลงโอCลาว เพลงชCา เปนU ตCน เพอ่ื ใหCคนขับ
เสภาไดมC ีเวลาพกั ผอ6 น ตอ6 มาไดCมีการปรบั ปรุงกระบวนการขบั รอC ง โดยใหCรอC งเพลงอัตรา 2 ช้ันแทนเพลง
ละคร และไมม6 กี ารบรรเลงเพลงหนCาพาทย4 ใชCเพลงโหมโรงธรรมดาที่ไม6ใช6เพลงโหมโรงละคร เพลงอัตรา
2 ชั้นที่ใชCรCองกันนี้ จะใชCรCองเพลงพม6าหCาท6อน เพลงจระเขCหางยาว เพลงสี่บท เพลงบุหลัน เสียก6อน
ต6อจากนั้นจะใชCเพลงใดก็ไดCไม6กำหนด ต6อมาในระยะหลังราวปลายรัชกาลที่ 3 นิยมขับรCองและบรรเลง
เพลงโดยยืดขยายเปUนอตั ราจงั หวะ 3 ช้นั มากขนึ้ เพลงขับรCองท่ีใชCรอC งในการเล6นเสภา กข็ ยายยดื เปUนอตั รา
28
3 ช้ันดCวยทั้งหมด ทั้ง 4 เพลง คือ พมา6 หาC ท6อน จระเขหC างยาว ส่บี ท และบุหลนั หลงั จากนั้นเพลงขับรCอง
ต6าง ๆ ไดCพัฒนาจนถึงทีส่ ุด เพลงทุก ๆ เพลงตCองมีการยืดขยายออกโดยนักดนตรีที่มีความสามารถ เช6น
พระประดิษฐไ4 พเราะ (มี ดรุ ิยางกูร) พระยาประสานดรุ ิยศพั ท4 (แปลก ประสานศพั ท)4 จ6าเผน6 ผยองยิง่ (โคม)
เปUนตนC การขบั เสภาจึงเสอื่ มความนยิ มลงไป เพราะผCฟู งE สนใจทางขับรCองเพลงอัตรา 3 ชัน้
การขับรอC งในสมัยรัตนโกสนิ ทร4ตอนตCนเปUนช6วงที่ไดCรบั การพัฒนาและตืน่ ตวั อย6างถงึ ท่ีสดุ
นักรCองท่ีมีช่ือเสยี งเท6าที่ปรากฏชื่อ ไดCแก6 เจCาจอมมารดาศิลา ในรัชกาลท่ี 2 ผูCมีความสามารถในการขับ
รCองไดCอย6างไพเราะและมีความสามารถในการบรรจุเพลงรCองในวรรณกรรมเรื่องอิเหนา ถวายแด6
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลCานภาลัยดCวย นอกจากเจCาจอมมารดาศิลาแลCว ยังมีหม6อมเปรม และ
หม6อมศิลาในพระองค4เจาC สีหนาทราชดุรงค4ฤทธิ์ผูCซึ่งเปUนหลานของเจาC จอมมารดาศิลา หม6อมท้ัง 2 นี้ถือ
เปนU หลานสะใภทC ี่ไดCรบั ถ6ายทอดวชิ าการขบั รอC งมามากท่ีสดุ ต6อมาหม6อมศลิ าไดCเขาC ไปเปนU ครูสอนขบั รCองใน
วงั ของพระวิมาดาเธอ พระองคเ4 จาC สายสวลีภริ มย4โดยถ6ายทอดวิชาการขับรCองในกับนกั รอC งในวังอีกหลาย
คน เช6น เจาC จอม ม.ร.ว. สดบั ลดาวลั ย4 เปUนตCน นอกจากน้ี หม6อมเปรมและหมอ6 มศิลาไดถC า6 ยทอดวิชาการ
ขับรCองใหCกับหม6อมในเจCาพระยาเทเวศร4วงศ4วิวัฒน4 (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) ในวังบCานหมCอ ไดCแก6
หมอ6 มมาลยั หมอ6 มจนั ทร4 หม6อมคลาC ย หมอ6 มเจรญิ และยังมีหมอ6 มสCมจนี ในพระสารานปุ ระพันธ4 เปUนตCน
นักรอC งทงั้ หมดนี้ ตอ6 มาไดถC า6 ยทอดวชิ าการขับรอC งใหกC ับนักรCองร6ุนต6อ ๆ มาในวงการดนตรไี ทย
ก า ร ข ั บ ร C อ ง ร ะ ย ะ ต 6 อ ม า ไ ด C ม ี ก า ร แ ต6 ง เ พ ล ง ข ั บ ร C อ ง ไ ว C ม า ก ม า ย ห ล า ย ร C อ ย เ พ ล ง
การ เปลี่ยนแปลงทางดาC นการขับรCองที่ชัดเจนที่สุด คือการคิดประดิษฐ4ทางขับรCองแบบใหม6โดยพระยา
เสนาะดุริยางค4 (แช6ม สุนทรวาทิน) ที่คิดประดิษฐ4ทางขับรCองใหCมีลีลาการรCองที่อ6อนหวานนิ่มนวล
ใส6อารมณ4ในการขับรCอง ใชCคำในการขับรอC งอย6างชัดเจน มีการแบ6งวรรคตอนอย6างถูกตอC ง ใชCลมหายใจ
อย6างถกู ตำแหน6ง การขับรCองในวิธกี ารของพระยาเสนาะดรุ ิยางคน4 ี้ ทำใหไC ดCเสยี งรอC งที่ไพเราะ อ6อนหวาน
และไดCอารมณ4มากที่สุด เปUนการรCองท่ีแตกตา6 งจากการรCองแบบเดิมโดยส้ินเชิงวิธกี ารขับรCองแบบใหมน6 ้ี
ไดCรับความนิยมในหมู6นักรCองร6ุนหลังๆ เช6น ครูเจริญใจ สุนทรวาทิน ครูเหนี่ยว ดุริยพันธ4 ครูสุดจิตต4
ดุรยิ ประณตี เปนU ตนC
การขับรCองเพลงไทยเดิม น้ำเสียง ลีลา อารมณ4ของผูCขับรอC งมีสว6 นทำใหCการขับรCองนั้นมี
ความไพเราะ น6าฟEง และสิ่งที่ช6วยใหCการขับรCองมีความไพเราะมากขึ้นอีกนั้นคือการไดCบทขับรCองหรือ
เนือ้ รCองท่มี ีความหมายดี ถCอยคำไพเราะ งดงาม สัมผัสถกู ตอC งสละสลวยซึง่ จะทำใหเC พลงที่ขับรCองน้ันชวน
ใหCน6าฟEงมากกว6าเดมิ แต6การท่ีจะคัดเลือกบทขับรCองที่ดี ไพเราะ และเหมาะสมกับทำนองเพลงในแตล6 ะ
เพลงนั้น จำเปUนตCองพิจารณากันโดยละเอียดตั้งแต6ประเภทของคำประพันธ4 เนื้อเรื่อง ถCอยคำภาษา
ทั้งนีต้ CองใหเC หมาะสมสามารถเขCากับทำนองเพลงในแต6ละเพลงเปUนอย6างดี โดยปกติการขบั รCองเพลงไทย
เดิมนิยมคัดเลือกบทขับรCองมาจากวรรณคดีเรื่องต6าง ๆ ที่มีชื่อเสียงเปUนที่ยอมรับ โดยคัดเลือกตอนที่มี
ความไพเราะดCานถCอยคำ ภาษาสัมผัส และมีความหมายในเชิงพิศวาสเปUนส6วนใหญ6 และคำประพันธ4
ประเภทกลอนสุภาพหรือกลอนแปด ส6วนกลอนหก กาพย4และโคลงสี่สุภาพน้ันมีใชCบCางแต6ค6อนขCางนCอย
29
ทั้งน้ีเน่ืองจากลกั ษณะของกลอนหกกาพย4และโคลงสีส่ ภุ าพนนั้ ยากแกก6 ารแบ6งคำในการขับรอC ง ซ่งึ บางคร้งั
อาจจะไมค6 ลCองจองกบั ทำนองเพลง
เพลงไทยทใี่ ชบC รรเลงและขบั รอC งโดยท่วั ๆ ไปนั้น ผCูประพนั ธจ4 ะคดั เลอื กจากบทขับรอC งจาก
วรรณคดีเรือ่ งตา6 ง ๆ ที่มีความไพเราะ ถอC ยคำสละสลวย มีความหมายดี มาใชเC ปUนบทขบั รอC ง โดยนำมาใส6
ทำนองเพลงท่ีเหมาะสมเขาC กบั บทรอC งนน้ั ๆ วรรณคดที ไ่ี ดรC ับการคัดเลอื กจากผCูประพนั ธ4มาใส6เปUนบทรCอง
นั้นเปUนวรรณคดีที่ไดCรับความนิยมแพร6หลายจากนักอ6านทั่วไป ซึ่งวรรณคดีที่นิยมคัดเลอื กมาเปUนบทขับ
รCองมากที่สดุ มี 3 เรอ่ื ง คอื เสภาเรื่องขนุ ชCางขนุ แผน รามเกยี รต์ิ และ อเิ หนา ทัง้ 3 เรือ่ งนี้ เปUนวรรณคดีท่ี
ไดรC บั การยกย6องเปนU อย6างมากในวงการการศึกษา โดยวรรณคดีสโมสรยกยอ6 งบทละครเรอื่ ง อิเหนา พระ
ราชนิพนธ4ในรัชกาลที่ 2 ใหCเปUนยอดแห6งกลอน บทละครรำ เนื่องจากเปUนบทละครที่มีความไพเราะใน
กระบวนการใชCถCอยคำ ทำนองกลอนเหมาะสมเปUนบทขับรCองประกอบการแสดง บทเสภาเรื่องขุนชCาง
ขุนแผน มีผูCร6วมแต6งหลายคนมีหลายสำนวนไดCรับการยกย6องจากวรรณคดีสโมสรใหCเปUนยอดแหง6 กลอน
เสภา มีความงามในดCานการใชCภาษาเปUนผลงานท่ีประณีตดCวยฝ[ปากของกวีหลาย ๆ ท6านสมเปUนผลงาน
ประพนั ธ4ท่ียงิ่ ใหญ6 วรรณคดีเร่อื งรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ4ในรัชกาลที่ 1 เปนU วรรณคดสี โมสรใหCเปUนยอด
ของรามเกียรต์ิ เพราะเกบ็ ใจความไดดC กี ว6าฉบับอนื่ ๆ
เพลงประเภทขบั รCองน้ีนี้จะมลี กั ษณะที่ตรงกันขาC มกบั เพลงบรรเลงลวC นโดยสิ้นเชิง ไดCแก6
1. เพลงเถา หมายถึง เพลงทีป่ ระกอบดCวยอัตราจังหวะ 3 จังหวะไดCแก6 อัตราจงั หวะ
ชCา คือ อัตรา 3 ชั้น อัตราจังหวะปานกลาง คืออัตรา 2 ชั้นและอัตราจังหวะเร็วคือ อัตราชั้นเดียว
ปรากฏอยใ6ู นเพลงเดยี วกนั และรCองบรรเลงตอ6 เน่ืองกันไป โดยปกตนิ ั้นมกั จะนำเพลงอัตรา 2 ชั้นท่ีเรียกว6า
เพลงเกร็ดมาแตง6 ขยายและตัดลงใหคC รบเถา เพลงเกรด็ นน้ั หมายถึงเพลงเดีย่ วทนี่ ำมารCองบรรเลงแยกจาก
เพลงอืน่ ซ่งึ อาจนำมาจากเพลงในตบั เพลง หรอื ตับเรอ่ื ง ในสมยั อยุธยาเรยี กว6า “เพลงพลดั ” การนำเพลง
เดยี วมารอC งบรรเลงนัน้ มีมาก6อนการนำไปบรรเลงรวมเปนU เพลงตับแต6เนือ่ งจากเพลง 2 ชน้ั แต6ละเพลงน้ัน
มีความยาวไม6มากจึงนิยมนำไปบรรเลงรวมกันเปนU เพลงตับมากกว6า ส6วนใหญ6เพลงเกร็ดจะใชCในบรรเลง
ส6วนใหญ6เมื่อตCองการบรรยายเนือ้ ความของเพลงนั้นเพียงเพลงเดียว เพลงเกร็ดที่สำคัญนิยมบรรเลงกัน
มาก เชน6 เพลงนางนาค พดั ชา นกขม้นิ เปUนตนC (พงษศ4 ิลปe อรุณรัตน,4 2550: 165)
แต6เดิมนั้นเพลงไทยมีเพียงจังหวะปานกลางหรืออัตรา 2 ชั้นสำหรับใชCบรรเลงรับรCอง
มีอัตราชั้นเดียวอยู6ไม6มากใชCสำหรับบรรเลงประกอบการแสดง การเกิดเพลงอัตรา 3 ชั้น เกิดขึ้นจาก
การรอC งสกั วาซึ่งจะใชCเพลง 2 ช้นั มารCองรบั กลอนสกั วาของผเูC ลน6 แต6บางครงั้ เพลงน้นั ไมย6 าวบรรเลงไดCเพยี ง
สนั้ ๆ ทำใหผC Cแู ต6งกลอนตอC งแตง6 กลอนเพม่ิ ขึน้ อกี จงึ เกดิ ความคดิ ที่จะขยายเพลงใหชC Cาลงอกี เท6าตวั จงึ กลาย
มาเปUนอัตรา 3 ชนั้
สันนิษฐานว6าเพลงเถาน6าจะเกิดขึ้นในราวรัชกาลท่ี 4 โดยพระประดิษฐ4ไพเราะ (มี ดุริยาง
กรู ) ไดCแตง6 ไวCบรรเลงซงึ่ เดมิ มีเพยี งแค6 2 อัตราจังหวะ คอื อัตรา 3 ชนั้ และอตั รา 2 ช้นั เท6าน้ัน ส6วนอัตราช้นั
30
เดียวนั้นไดCเกิดข้นึ พรCอมกบั เพลงอตั รา 2 ชั้นของเพลงพ้นื บาC นมากอ6 น แต6การนำมารCองบรรเลงในเพลงเถา
น้ันน6าจะเกิดข้ึนไดC 2 กรณี ไดCแก6
1. เกิดจากการบรรเลงทำนองเร็ว ดัดแปลงมาจากการบรรเลงประกอบการแสดงโขน
ละคร ซึ่งมีการบรรเลงเพลง 2 ชั้นสำหรับรCองรำและเม่ือตัวละครจะเปลีย่ นกิรยิ า เช6น เดินทาง ต6อสCูและ
เขาC โรง เปนU ตนC จะมีการบรรเลงทำนองใหCเรว็ ยงิ่ ขึน้ ท่ี เรียกวา6 “เชิด” มีอตั ราจังหวะชั้นเดียว (มนตรี ตรา
โมท 2507: 14)
2. เมื่อมีการแต6งเพลงอัตราสามชั้นขึ้นและมีการบรรเลงเพลงสองช้ันต6อเน่ืองกันเปนU
เพลงเถาในยคุ แรก คงมีการแต6งทำนองลกู หมดมาบรรเลงตอ6 ทCายแต6ว6าอาจทำเพลงเสียอรรถรสไดC จึงตัด
ทำนองสองชน้ั เปUนชัน้ เดียวเสยี ก6อนเพอ่ื ใหมC ที ำนองท่ตี 6อเน่ืองตลอดทงั้ เพลง
เมื่อมีการขยายอัตราจังหวะขึ้นเปUน 3 ชั้นจึงที่ตCองแต6งขยายจังหวะหนCาทับขึ้นดCวย
หนาC ทับทใี่ ชCประกอบในเพลงเถาจะนบั จังหวะแตกต6างกันออกไป สำหรับหนาC ทับปรบไก6ซงึ่ ไดCดดั แปลงมา
จากหนาC ทับสักวา
การนำเนื้อรCองมาบรรจุไวCในเพลงเถานั้น ผูCแต6งเพลงจะแต6งทำนองขึ้นก6อนแลCวจึงหา
บทกลอนจากวรรณคดีมาบรรจใุ หเC ขาC กับทำนองเพอ่ื ใหCเพลงน้ันตรงตามจดุ ประสงคข4 องผูCแต6ง ส6วนใหญถ6 าC
เปนU เพลงสำเนยี งภาษาจะใชCวรรณคดที ่ีมีเน้ือหาใกลเC คยี งกบั ตรงกับสำเนยี งภาษาของเพลงนั้น เชน6 ถาC เปนU
เพลงสำเนียงแขกมักนิยมนำบทรCองมาจากเรื่อง อิเหนา เปUนตCน เช6นเดียวกับการบรรจุเพลงสำหรับ
การแสดงเพียงแต6เพลงสำหรบั การแสดง มีเนื้อรCองกอ6 นแลCวหาเพลงมาบรรจุใหCตรงตามเน้ือเรื่อง การนำ
เน้อื รอC งมาบรรจบุ างครัง้ อาจนำเนอื้ รอC งมาจากเพลงท่บี รรเลงประกอบอยู6ในละคร เชน6 เพลงมอญรำดาบ
เถา ของครูมนตรี ตราโมท นำเนื้อรCองมาจากเรือ่ งราชาธิราชในตอนที่ใชCเพลงมอญรำดาบ 2 ชั้นวิธีการนี้
ถือเปนU วธิ ที ี่นยิ มใชCกันมากวธิ หี นง่ึ (พงษศ4 ลิ ปe อรุณรัตน,4 2554 : 169)
2. เพลงตับ เพลงตับคือการนำเพลงจำนวนหลาย ๆ เพลงตั้งแต6 3 เพลงขึ้นไปมา
บรรเลงต6อเนื่องกนั โดยมีการขับรCองประกอบดCวยเนื่องจากเพลงอตั รา 2 ชั้นมีความยาวไม6มาก และใชC
เวลาในการบรรเลงไม6มาก ดังนัน้ จงึ มีการรวมเอาเพลงตั้งแต6 3 เพลงขึ้นไปมาบรรเลงติดต6อกันเพื่อเพิ่ม
อรรถรสในการฟงE ดนตรี สามารถแบง6 ออกเปUน 2 ชนดิ คอื
2.1 ตับเรื่อง หมายถึงเพลงตับทน่ี ำเพลงหลาย ๆ เพลงมาบรรเลงรวมกัน โดยยึด
เนื้อหาของคำรCองท่ีจะมาบรรจุเปUนเกณฑ4 สำหรับเพลงที่จะนำมาประกอบการรCองในแต6ละเพลงนั้นไม6
จำเปUนที่จะตCองมีความสัมพันธ4กัน มักใชCบรรเลงประกอบการแสดงโขนละครโดยบทรCองตCองเปUนบท
เดียวกันและดำเนินไปตามลำดับเปUนเรื่องราวซึ่งบทรCองที่นำมารCองก็จะเปUนบทจากวรรณคดี เช6น
รามเกยี รติ์ อเิ หนา คาวี ซ่ึงสามารถฟงE บทรCองเหลา6 นี้ต6อเน่อื งกนั ไป ใชCบรรเลงประกอบการแสดงและใชCฟงE
เพื่อความบันเทิงก็ไดC แต6ตับเรื่องนี้อาจมีเพลงอัตราชั้นเดียวแทรกบCางในบางช6วงหรือมักจะมีเพลง
หนCาพาทย4เขCาไปเกี่ยวขCองดCวยเสมอ การเรียกชื่อของตับเรื่องนั้นจะเรียกตามบทหรือตามตอนของ
วรรณคดีที่นำมารCอง เช6น ตับนางลอยคือตับเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนางลอย เปUนตCน ในรัชกาลที่ 5
31
สมเด็จฯเจCาฟzากรมพระยานริศรานวุ ัตวิ งศ4ทรงปรบั ตับเรือ่ งขึ้นใหม6เพื่อใชCตอC นรับพระราชอาคันตุกะจาก
ยุโรปเรยี กว6าบทคอนเสริ ต4 เชน6 บทคอนเสริ ต4 รามเกยี รตต์ิ อนนางลอย บทคอนเสริ 4ตอิเหนาตอนไหวพC ระ เปUน
ตCน ตอ6 มาไดมC ีผนCู ำเพลงประกอบบางตอนของละครรอC งในราวรัชกาลที่ 5-6 มาบรรเลงสำหรบั ฟงE เพ่อื ความ
บันเทิงอีกประเภทหนง่ึ เช6น ตับลาวเจริญศรี ตับแม6ศรที รงเครื่อง หรือตับนกและตับวิวาห4พระสมุทรซงึ่
นิยมนำมาบรรเลงในงานมงคลสมรสเพื่อใหCเขCากับบรรยากาศของงานอีกดCวย ดังนั้นตับเรื่องจึงมี
ความสำคัญและมปี ระโยชน4ในการนำมาใชบC รรเลงไดหC ลายโอกาส
2.2 ตับเพลง หมายถึง บทบรรเลงที่นำเพลงหลาย ๆ เพลงมาบรรเลงติดต6อกนั
เหมอื นกับตบั เร่อื ง แตกต6างท่ตี ับเพลงนัน้ เนCนถึงความสำคัญของเพลงโดยไม6คำนงึ ถึงเน้อื รอC งว6าจะสัมพันธ4
กันหรอื ไม6 เพลงตับน้ันจะเปนU เพลงในอตั ราเดยี วกัน ส6วนใหญ6จะเปUนเพลงในอัตรา 2 ชั้น ในสมัยอยุธยา
เรียกว6าตับมโหรีหรือ “เพลงใหญ6” โดยจะคัดเลือกเพลงที่มีทำนองเพลงในบางวรรคเพลงคลCายกัน
ส6วนบทรอC งไมจ6 ำเปนU ตCองเหมอื นกัน ในตับเพลงตับหนงึ่ อาจใชCบทรCองจากวรรณคดีท่ีตา6 งกันก็ไดC ส6วนการ
เรียกชื่อตับเพลงนั้นจะเรียกชื่อตามเพลงในอันดับแรก เช6น มโหรีตับตCนเพลงฉิ่งจะประกอบดCวย
เพลงตCนเพลงฉิ่ง สามเสาC ตวงพระธาตุ นกขมิน้ และธรณีรCองไหC มเี พลงตCนเพลงฉ่ิงเปUน เพลงอันดบั แรกจึง
ตง้ั ช่อื เปUนชื่อตบั ตCนเพลงฉิ่ง ความสำคญั ของตบั เพลงน้จี ะอยทู6 ่กี ารบรรเลงดนตรีมากกว6าการรอC ง สามารถ
บรรเลงโดยไม6มีการรอC งกไ็ ดC นอกจากนต้ี ับเพลงยงั นิยมใชCในการเรียนการสอนทางดนตรใี นขั้นพื้นฐานอีก
ดวC ย
3. เพลงเกร็ด คอื เพลงทีไ่ มไ6 ดCเรียบเรยี งเขาC เปนU ชุดต6าง ๆ เชน6 เพลงเรือ่ ง เพลงตบั เพลงเถา
เปUนตCน เปUนเพลงที่ใชCบรรเลงในโอกาสที่ไม6มีเวลาที่จะบรรเลงมากนัก มักใชCบรรเลงในเวลาสั้น ๆ คือ
บรรเลงเมื่อจะฟงE แต6เฉพาะเพลงหรือเฉพาะบทรอC งนั้น ๆ เท6านั้น ผิดกับเพลงชุดต6าง ๆ ซึ่งใชCบรรเลงใน
เวลายาวนาน
4. เพลงลา เพลงลาเปนU เพลงทใ่ี ชCสำหรบั บรรเลงเปนU ลำดบั สดุ ทาC ย ถอื เปนU ธรรมเนยี มมาแต6
โบราณไม6ว6าจะเปUนการแสดงมหรสพทีม่ ดี นตรบี รรเลงประกอบ เชน6 การเล6นสักวา หรือการแสดงดนตรี
เพยี งอยา6 งเดียว เมื่อไดCเวลาอนั สมควรจะบรรเลงเพลงลาเปนU การสิน้ สดุ ของการแสดงน้นั เพลงลาแตเ6 ดิมใชC
เพลง 2 ชั้นเพราะตCองการใหบC รรเลงไม6นานมากนกั มุง6 เนนC ไปทที่ างรCองมากกว6าการบรรเลง สว6 นใหญ6เน้ือ
รCองจะมคี วามหมายเกี่ยวกับการอำลา จึงเพลงที่ใชCบรรเลงมากที่สุดคือ เพลงเต6ากินผักบุCง พระอาทิตย4
ชิงดวง ซ่ึงเปUนเพลงทีม่ ีเน้อื รCองไพเราะเหมาะสม ต6อมามกี ารแต6งขยายข้ึนเปUนอัตรา 3 ชน้ั เช6น เพลงปลา
ทอง อกทะเล เปนU ตนC
ลกั ษณะเฉพาะของเพลงลาน้นั จะอยูท6 ก่ี ารรCองว6าดอกในท6อน 2 หรอื ทอ6 น 3 ของเพลง เมื่อ
นักรCองรCองท6อนน้ีจบแลCวจะเปนU หนCาท่ีของเครื่องดนตรีท่ีจะตCองบรรเลงเลียนเสียงรCองดังกล6าวใหไC ดC ถCา
เปUนวงป[\พาทยจ4 ะใชCป\[ในเป_าเลียนเสยี ง ถCาเปUนวงมโหรีจะใชCซอสามสาย ถCาเปUนวงเคร่ืองสายใชCซออหูC รอื
ขลุ6ยเพียงออเลียนเสียงตามคำรCอง ดังนั้นเพลงลาจึงมีความพเิ ศษตรงท6อนน้ีเพราะเปUนการประเมินฝ[มอื
ของนักดนตรีทบี่ รรเลงวรรคดังกล6าวว6า “ว6าดอก” ไดCชดั ถอC ยชัดคำเหมือนกับเสียงรCองหรือไม6 ถCาว6าดอกไดC
32
ชัดเจนก็ไดCอรรถรสของเพลงมากขึ้นไปดCวย ในส6วนทำนองอื่น ๆ ก็เปUนทำนองพื้น ๆ อาจสอดแทรก
สำเนยี งภาษา เชน6 เพลงอาทิตย4ชงิ ดวง สอดแทรกสำเนียงมอญในเพลงทอ6 นที่ 2 เปนU ตCน
4.2 ประเภทของวงดนตรีไทย
วงดนตรไี ทยมเี อกลกั ษณท4 ่ไี ดCรบั การพฒั นาและปรบั ปรงุ จนเปนU มาตรฐาน โดยหลักการประสม
เครื่องดนตรีสำหรับใชCบรรเลงในวงดนตรีนั้นลCวนเกิดขึน้ จากภูมิปEญญาของโบราณาจารย4ทางดนตรีไทย
ไมว6 6าจะเปนU การนำเคร่ืองดนตรีที่เหมาะสม การปรบั ระดับเสียงของเครื่องดนตรตี า6 ง ๆ สำหรบั ใชCบรรเลง
ร6วมกัน รวมไปถึงการนำระบบความเชื่อมาเปUนเกณฑ4คัดเลือกวงดนตรีเพื่อใชCบรรเลงในโอกาสต6าง ๆ
หลักการนำเครื่องดนตรีมาประสมวงนัน้ มีความแตกต6างกบั การประสมวงดนตรีของตะวนั ตกอย6างสิ้นเชิง
เนื่องจากดนตรีไทยมหี ลักการประสมวงโดยใชCเครื่องดนตรี จำนวนไม6มากชิ้นและเปUนวงที่ขนาดไม6ใหญ6
มาก แมCว6าบางวงอยา6 งวงมโหรีจะมีเคร่ืองดนตรี หลายชิ้นครบทั้ง 4 หมวดหมู6แตก6 ็ยงั มีจำนวนของเครื่อง
ดนตรีประมาณ 10 กว6าชิ้นเทา6 นั้น ซึ่งแต6ละชิ้นก็มีรูปร6างและขนาดที่เหมาะสมเพื่อไม6ใหCเสียงของแตล6 ะ
เคร่ืองดงั เกินไป
หลักการประสมวงดนตรีไทยถือความเหมาะสมของเสยี งเปUนสำคัญ ทุกเสียงของเครื่องดนตรี
จะตCองกลมกลืนกนั โดยสามารถจำแนกหลักการประสมวงดนตรีไทย ไดCโดยการคัดเลือกเครื่องดนตรีใหC
เหมาะสมกับระบบเสียง เพราะเครือ่ งดนตรีทกุ ช้ินในวงดนตรีควรมีเสียงท่ีกลมกลนื กัน หากเครื่องดนตรี
ชิ้นใด ไม6สามารถบรรเลงทำนองเพลงละเอียด อาจเพิ่มเครื่องดนตรีสามารถบรรเลงทำนองแบบเก็บ
รายละเอียดเขCาไปอกี เพ่อื ใหเC สียงท่ีบรรเลงออกมามีความไพเราะ ท้ังนี้การคดั เลือกดนตรีมาประสมวงนั้น
จึงตอC งคดั เลือกเครือ่ งดนตรีที่มลี กั ษณะเสียงกลมกลืนกันมากท่สี ุด แมCว6าภายหลงั มแี นวคิดการประสมวง
ดนตรแี บบตะวันตกมาใชCโดยเพม่ิ จำนวนเครื่องดนตรีมากช้ินกไ็ ม6สามารถเกิดไพเราะเท6ากับวงดนตรีแบบ
ดั้งเดมิ
4.2.1 วงมโหรี
ลักษณะของวงมโหรีเปนU วงทพ่ี ัฒนามาจากวงขบั ไมCใชCบรรเลงในราชสำนกั เช6นเดียวกันโดย
ใชCบรรเลงเพื่อความบันเทิงเปUนหลัก มิไดCนำมาใชCประกอบพิธีเชน6 วงขับไมC วงมโหรแี ต6เดิมมีเคร่ืองดนตรี
เพียง 4 ชิ้น เรียกว6า “วงมโหรีเครื่องสี่” เปUนการเรียกตามจำนวนของผูCบรรเลงในวง หรืออาจเรียกวา6
“วงขบั ไมบ4 รรเลงพิณ” ตามคุณลักษณะของเครอื่ งดนตรที นี่ ำกระจบั ป\ซ[ ง่ึ เปนU พณิ ชนิดหนงึ่ มาบรรเลงร6วม
คำวา6 บรรเลงพณิ นน้ั เปUนการบรรเลงสำหรบั การคลอเสยี งรCองทมี่ ีมาตั้งแต6โบราณ เปนU เครอ่ื งสำหรับใชCขับ
กล6อมผูCอนื่ ใหสC บายใจเมอื่ เวลานอน เดมิ ทีนั้นเปนU ของผCูชายเลน6 แต6ต6อมามกี ารฟEงมโหรีกนั อยา6 งแพร6หลาย
ผCูมบี รรดาศักดิ์ซ่งึ มีบรวิ ารมากจงึ มักหัดผหCู ญิงเปนU มโหรี จงึ กลายเปนU ของผูCหญิงเลน6 ตัง้ แต6คร้ังกรงุ ศรอี ยุธยา
วงมโหรแี ต6เดิมนั้น วงหน่ึงเล6นเพียง 4 คน ไดCแก6 คนขบั รอC งลำนำและตีกรับพวงใหจC งั หวะเอง 1 คน สีซอ
สามสายประสานเสยี ง 1 คน ดีดกระจับป[\ใหCลำนำ 1 คน และตีทับประสานจังหวะอีก 1 คน ต6อมาไดCเพ่ิม
กลองรำมะนาและขล6ยุ เขCาไปดวC ยอกี ชื่อวา6 “วงมโหรีเคร่ืองหก” แต6สำหรบั ขลย6ุ ทใี่ ชCในวงมโหรเี ดิมทีไม6ไดC
มีการระบวุ า6 เปนU ขลุย6 ในระดบั เสยี งใด
33
วงมโหรีนั้นนิยมบรรเลงเพลงเฉพาะของวงมาตั้งแต6สมัยอยุธยาเรียกว6า “เพลงมโหรี”
ประกอบดCวยเพลงตบั (เดิมเรยี กวา6 เพลงใหญ6 ประกอบดวC ยเพลงจำนวน 3-4 เพลง) และเพลงเกรด็ (เดิม
เรียกวา6 เพลงพลัด มเี พยี งเพลงเดียวโดยนำมาจากเพลงใดเพลงหนึง่ ในเพลงตบั มโหร)ี รวมถึงมีการตั้งช่ือ
เพลงใหCสมั พันธก4 บั เน้ือรอC งอกี ดวC ย
ต6อมาในยคุ รัตนโกสินทร4ความนยิ มเร่อื งของเพลงเสภา ซึง่ เดิมทีเปUนเพลงของวงป\[พาทย4แต6
วงมโหรีไดCเปลี่ยนมานิยมบรรเลงเพลงเสภาเพราะไดCรับอิทธิพลมาจากวงเครื่องสายซึ่งมีเครื่องดนตรี
ประเภท ซอดCวง ซออูC จะเขC ขลุ6ยเพยี งออ (ขลุ6ยที่มีระดบั เสียงสูงกว6าขลุ6ยรองออท่ีใชCในวงมโหรีแบบเดิม
1 เสียง) การนำเพลงเสภามาใชCจึงทำใหCวงมโหรีปรับปรุงเครื่องดนตรีเสียใหม6 โดยนำเครื่องดนตรีจาก
วงเครื่องสายอย6างซอดCวง ซออูC ขล6ุยเพียงออและจะเขCเขCามาประสมกับเครือ่ งดนตรีในวงป\[พาทย4 ไดCแก6
ระนาดเอก ระนาดทุCม ฆCองวง แต6ทำขนาดใหCเล็กลงเพื่อความเหมาะสมกับการประสานเสียงภายในวง
และนำรำมะนามาบรรเลงร6วมกับทับ ขลุ6ยรองออและฉ่ิงใหCจงั หวะ แต6เมื่อประสมเครื่องดนตรีแลวC ทำใหC
เสยี งของวงมโหรี ดงั มากข้นึ กเ็ ลิกใชCสำหรับการขับกลอ6 ม วงมโหรหี ลวงคงใชCเฉพาะในงานสมโภชและพระ
ราชพธิ ีตา6 ง ๆ เท6านั้น (สมเดจ็ ฯกรมพระยาดำรงราชานภุ าพ, 2512: 23)
เม่ือวงมโหรนี นั้ มีขนาดใหญม6 ากข้ึนทำใหตC อC งมกี ารจัดวางเครอ่ื งดนตรีใหCเหมาะสมดCวยการ
จัดวางเครอ่ื งดนตรใี หเC หมาะสมดCวยการจดั วางเครอ่ื งดนตรีไทยนัน้ อาศยั ความสัมพนั ธด4 าC นหนาC ทีข่ องแตล6 ะ
เครื่องดนตรีและการประสานเสียงภายในวงดนตรีใหCออกมาอย6างกลมกลืนกันมากที่สุด การนำเครื่อง
ดนตรีในกลม6ุ ป[พ\ าทย4มาผสมในวงมโหรรี ะยะแรกนน้ั มีอยู6เพียงระนาดเอกเท6าน้นั
การลดขนาดเคร่อื งดนตรปี \พ[ าทยอ4 ยา6 งระนาดและฆCองวงในวงมโหรสี มัยตนC รตั นโกสนิ ทร4ใหC
เล็กลงนั้น เปUนการคำนึงถึงความเหมาะสมและความกลมกลืนของเสียงภายในวงเพราะเครื่องป[\พาทย4ท่ี
เพิ่มเขCามานั้นมีเสียงดังกว6าเครื่องดนตรีอื่น จึงตCองลดขนาดใหCเล็กลงเพื่อใหCมีความดังและระดับเสียง
กลมกลืนกับเครื่องดนตรีชิน้ อืน่ ๆ ดCวย กลุ6มเครื่องป[พ\ าทย4จึงมีอยู6 2 ขนาด คือ ชนิดแรกเปUนขนาดปกติ
สำหรบั ใชใC นวงป[\พาทย4ทว่ั ไปจะเรียกกนั โดยใชชC ือ่ สามัญ เช6น ระนาด ฆอC งวง สว6 นอกี ชนดิ ใชสC ำหรบั บรรเลง
เฉพาะในวงมโหรีเท6านั้นโดยจะมีคำว6ามโหรีต6อทCายดCวย เช6น ระนาดมโหรี ฆCองมโหรี เปUนตCน และใชC
รำมะนามาบรรเลงร6วมกบั กลองทับและฉง่ิ เปนU เครอ่ื งจังหวะ จนเกิดเปUนวงมโหรเี ครอื่ งสบิ มโหรีเครื่องคRู
และวงมโหรีเครื่องใหญR มาจนถงึ ปจE จบุ นั โดยหลักประสมวงนน้ั ไมไ6 ดทC ำเพ่อื ใชสC ำหรับบรรเลงเพลงมโหรี
แบบเดมิ แต6เปนU การประสมเพอื่ ใชCสำหรบั การบรรเลงเพลงประเภทเสภาเปUนหลัก โดยตัดเอากระจบั ปแ[\ ละ
เปลี่ยนขลุ6ยรองออเปUนขลุ6ยเพียงออที่มีเสียงสูงกว6า 1 เสียง ซึ่งเดิมที่ใชCในวงเครื่องสายและวงป[\พาทย4
ไมนC วม ดังนน้ั เคร่ืองดนตรีในวงมโหรีแบบเดิมจึงเหลอื แตซ6 อสามสาย และวงมโหรีแบบนจ้ี ึงมีระดับเสียงที่
สงู กวา6 มโหรีแบบเดมิ 1 เสียงตามระดบั ขลยุ6 เพียงออกแทนขลุย6 รองออดCวย
ตอ6 มาวงมโหรแี บบใหม6ก็ปรบั เปล่ยี นไปอกี เพราะไดCแนวคดิ ท่วี 6าบรรเลงดCวยเพลงเสภาก็ไม6
จำเปนU ตอC งคำนึงถึงเครื่องดนตรีในวงเท6าใดนัก ในปจE จุบนั วงมโหรอี าจไม6มีซอสามสายและไม6จำเปUนตCองใชC
ระนาดมโหรี ฆCองมโหรีกไ็ ดC ใชCระนาดและฆCองแบบป[\พาทย4เขาC มาประสมเพื่อความสะดวก อีกทั้งอาจมี
34
เครื่องดนตรีอื่น ๆ อย6างขิมดCวย คำจำกัดความของมโหรกี ลายเปUนเรื่องของวงดนตรีไทยทป่ี ระกอบดCวย
เครอ่ื งดนตรคี รบ 4 หมวดหม6ู คอื ดดี สี ตี เปา_ โดยไม6ตCองคำนึงวา6 เครอ่ื งดนตรีแต6ละหมวดหมู6จะตรงตาม
แบบแผนของเครือ่ งมโหรีหรือไม6 เพยี งแต6ขอใหคC รบส่หี มวดหม6ดู ังกล6าวกส็ ามารถเรียกว6าวงมโหรีไดC ท้ังที่
ตามหลกั ทฤษฎีแลCวควรเรียกวงเครื่องสายผสมป\พ[ าทย4ไมนC วมดูจะเหมาะสมกวา6
4.2.2 วงเครือ่ งสาย
ดงั ทก่ี ลา6 วถงึ วงมโหรเี อาไวCแลวC วา6 เปนU วงท่เี กิดขน้ึ ในสมัยอยธุ ยาใชCเฉพาะสำหรับผCูหญงิ ที่ใชC
บรรเลงในราชสำนักเปUนหลัก ดังนั้นบรรดาราษฎรทั่วไปจึงไมม6 ีโอกาสไดCใชCวงมโหรีดงั กลา6 วไดCทำใหCเกิด
แนวคิดทำวงดนตรสี ำหรบั บรรเลงข้นึ บCาง วงชนดิ น้ีไดรC ับแนวคดิ มาจากตา6 งชาติคอื จนี และมอญมาผสมจน
กลายเปUนวงที่เรียกว6า “วงมโหรีราษฎร2” หรือ “วงเครื่องสาย” เนื่องจากวงเคร่ืองสายเปUนวงที่เกดิ ข้ึน
จากชาวบCานจึงทำใหCมีอิสระและไม6มีขCอจำกัดในการบรรเลงมากนกั อีกทั้งเพลงที่ใชCก็สามารถบรรเลงไดC
อย6างหลากหลาย แต6ไม6มีเพลงที่แต6งขึ้นบรรเลงเฉพาะอย6างวงมโหรี เดิมทีนิยมเพลงมโหรี ต6อมาตั้งแต6
รัชกาลท่ี 5 เริ่มนิยมเพลงป[\พาทย4เสภากันมาก วงเครื่องสายจึงหันไปนิยมบรรเลงเพลงดังกล6าวมาถึง
ปEจจุบัน ทำใหแC นวทางการสืบทอดเพลงมโหรลี ดลงไป จุดเด6นของวงเครื่องสายคอื สามารถประสมเคร่ือง
ดนตรแี บบตา6 ง ๆ ไดงC า6 ยกวา6 วงชนิดอ่ืน ๆ อย6างไรก็ตามเมื่อมีการประสมเครอื่ งดนตรีในวงเครือ่ งสายหลาย
ชนดิ ข้นึ ทำใหมC ีการเรียกช่อื ของวงน้ันต6างกนั ออกไป วงเคร่อื งสายแบบด้ังเดิมประกอบดวC ย ซอดCวง ซออCู
จะเขC ขลยุ6 โทนรำมะนา ฉ่งิ
ต6อมามีการคิดเพิ่มขนาดของวงเครื่องสายใหCใหญ6ขึ้นเรียกว6า “วงเครื่องสายเครื่องค6ู”
ซึ่งเปนU ความสบั สนในปจE จบุ ันว6าวงเคร่อื งสายเครอื่ งค6ู หมายถึงการเพ่ิมเคร่ืองดนตรเี ขาC ไปใหCมีจำนวนเปUน
สองช้ิน ท้งั ซอดวC ง ซออูC ขล6ยุ และจะเขC แตต6 ามความจรงิ แลCววงเครื่องสายเครื่องคู6น้ีมีการดัดแปลงขนาด
ของ เครื่องดนตรีอย6างซอดCวง ซออูCและขลุ6ยใหCมีขนาดเล็กลงและมีการตั้งเสียงใหCสูงขึ้นเรียกว6า
ซอดCวงหลบิ ซออูCหลิบ และขลุย6 หลบิ ซอหลบิ น้ีมีขนาดเล็กและใชบC รรเลงประสานกับซอขนาดมาตรฐาน
ดงั นน้ั คำว6าคู6ในความหมายของดนตรไี ทยนั้นไมไ6 ดCหมายความว6าการเพ่ิมจำนวนของเคร่ืองดนตรี แต6เปUน
การดัดแปลง ขนาดเครื่องดนตรีที่มีอยู6แลCวสำหรับการบรรเลงใหเC กิดการสอดประสานกันในวงเปUนหลัก
สำคัญ
วงเครื่องสายเปUนวงที่มีอิสระในการประสมเครื่องดนตรีที่หลากหลายทั้งเครื่องดนตรีไทย
และ เครอื่ งดนตรตี ะวนั ตกซ่งึ เรยี กว6า “วงเครือ่ งสายผสม” มกี ารเรยี กชอื่ วงคอื หากนำเคร่อื งดนตรีใดมา
ประสมจะเรียกตามชื่อเครื่องดนตรีที่นำมาประสม โดยเฉพาะ “วงเครื่องสายปWXชวา” ที่นำป[\ชวาเขCามา
ประสมในวงเคร่ืองสายและเปUนเครื่องดนตรีหลักของวง เมื่อนำป[\ชวามาประสมแลCวตCองเพิ่มระดับเสียง
ของซอดCวย โดยการลดตำแหน6งรัดอกลงมาและปรับจะเขCใหCมีระดับเสียงเท6ากับระดับเสียงของป[\ชวา
รวมท้งั เปลีย่ นจากขล6ยุ เพียงออมาใชCเฉพาะขลยุ6 หลิบ และเปลยี่ นโทนรำมะนาเปนU กลองแขกเพอ่ื ใหCเสยี งดงั
มากขึ้น วงชนิดนี้เนCนความสนุกสนานอวดฝ[มือของนักดนตรเี ปนU หลัก ผูCบรรเลงนัน้ ตอC งเปUนนักดนตรที ่มี ี
35
ทักษะชั้นสูง เพลงที่ใชCบรรเลงส6วนใหญ6จะเปUนเพลงจำพวกหนCาทับทยอยที่มีความเร็วสนุกสนาน
หรอื โหมโรงเสภา มกี ารเดย่ี วเพลงออกสระหมา6 สำหรบั ปช\[ วาซึ่งเปUนเครื่องหลักของวงประเภทน้ี
วงเครื่องสายผสมที่สำคัญอีกชนิดคือ “วงเคร่ืองสายผสมขิม” ซึ่งเริ่มมีมาตั้งแต6ในรัชกาล
ที่ 5 มา จนถึงปEจจุบัน โดยวงเครื่องสายผสมขมิ นยิ มเลน6 เพลงสำเนยี งจีน ตามตนC เคCาของขิมท่ีคนไทยรับมา
จาก คนจีนที่อพยพเขCามาตั้งรกรากต้ังแต6รัตนโกสินทร4ตอนตCน โดยวงเครือ่ งสายผสมขมิ นั้นมักตัดจะเขC
ออกไป เน่ืองจากระดับเสยี งของจะเขแC ละขมิ ใกลกC ันมากเวลาบรรเลงจะทำใหขC าดความกลมกลนื จึงมักตดั
จะเขC ออกไปตามความเหมาะสมของการประสมวงดนตรไี ทย
ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ไทยเริ่มติดต6อกับชาติตะวันตกมากขึ้น จึงเริ่มมีแนวคิดนำเครื่อง
ดนตรี ตะวันตกเขCามาบรรเลงร6วมกบั วงดนตรีไทย โดยเฉพาะการนำเป[ยโน (Piano) และไวโอลนิ (Violin)
มาผสมเรียกว6า “วงเครอ่ื งสายผสมเปย[ โน” นอกจากนี้ยังนำเครอ่ื งดนตรตี ะวนั ตกอย6างออรแ4 กน (Organ)
มาประสมเรยี กวา6 “วงเคร่ืองสายผสมออร4แกน” ซง่ึ เปUนวงทไี่ ดรC บั ความนิยมมากท่ีสุดเมื่อนำเครื่องดนตรี
ตะวนั ตกเขาC มาประสม จึงปรับเปลี่ยนจากการใชขC ลยุ6 เพียงออมาเปUนเปนU ขลย6ุ กรวดเพราะมี ระดบั เสยี งสูง
กลมกลนื กับเครือ่ งดนตรอี ย6างเปย[ โนและออรแ4 กน ทงั้ ยงั อาจนำไวโอลินเขCามาบรรเลงร6วมดวC ย เพลงทนี่ ยิ ม
บรรเลงดCวยวงเครื่องสายผสมออร4แกนนั้นอาจใชCเพลงสำเนียงฝรั่ง เช6น ฝรั่งรำเทCา ตับนางซินเดอริลลา
โดยแนวเพลงจะชาC ๆ ไมเ6 รว็ เหมือนวงเคร่อื งประเภทอนื่ ๆ เนื่องจากออร4แกนเปUน เครือ่ งดนตรีทม่ี เี สยี งดงั
กงั วาน ถCาบรรเลงเรว็ เกนิ ไปจะทำใหมC ีความกงั วานของหางเสียงออรแ4 กนจะกอC ง ไปกลบเสยี งเคร่ืองดนตรี
ในวง จึงบรรเลงแบบชCาเพื่อใหCเสยี งออร4แกนกลมกลนื กันไปทั้งวงไดC
4.2.3 วงปXWพาทย2
จากการศึกษาหนงั สือ “ปฐมบทดนตรไี ทย” ของศาสตราจารย4พงษ4ศิลปe อรุณรัตน4 (2550:
107-119) ไดกC ล6าวถึงวงป\[พาทยว4 6า วงป[\พาทย4ถือเปUนวงทสี่ ำคัญมากวงหนึ่งของดนตรีไทย เน่อื งจากเปนU วง
ที่นำไปใชบC รรเลงไดCหลายโอกาสไดCแกบ6 รรเลงประกอบพิธกี รรม ประกอบการแสดงมหรสพ และเพ่ือความ
บันเทิง ทำใหCในวิถีชีวิตของไทยจะพบเห็นวงประเภทนี้มากที่สุด วงป[\พาทย4นั้นมีหลายรูปแบบและมี
พฒั นาการอย6างเปนU ขนั้ ตอน ต้งั แต6วงท่มี ีขนาดเล็กไปจนถึงวงขนาดใหญ6
ประวัติที่มาของวงป[\พาทยน4 ี้เกิดจากอิทธิพลของอินเดีย มีตCนกำเนิดจาก “วงแตรสังข4” ซึ่งใชC
ประโคมในพระราชพิธีต6าง ๆ ประกอบดCวย สังข4 ซึ่งถือว6าเปUนสีแห6งความบริสุทธิ์และเปUนสิริมงคล
นำมาเจาะรูตรงกนC หอยแลวC เปา_ ดCวยรมิ ฝป[ ากสามารถเปล6งเสียงไดCกวCางไกล บางคร้งั เรยี กวา6 “แตรสังข4”
(Conch Trumpet) ใชเC ปนU เคร่อื งประโคมในพิธีกรรมเปUนส6วนใหญ6 สังขท4 ีน่ ำมาใชเC ปา_ นั้นตCองมีสีขาวและ
เปนU รูปกCนหอยคอื ตอC งวน ขวา เรยี กวา6 “ทกั ษณิ าวรรต” ต6อมาจงึ นำแตรงอน หรือ กมั พู ที่ประดิษฐ4ขนึ้ เพอื่
ใชแC ทนสงั ข4ซงึ่ หายากขึ้น มีลักษณะงอนชCอนขึ้นคลCายกับสงั ข4มาประสมดCวย เสยี งของแตรงอนน้นั สามารถ
เปล6งไดCดงั ไป กวCางไกลกว6าสังข4มาก จงึ ใชCเปUนเครื่องประโคมทง้ั ในงานพระราชพธิ ีแต6มีระบบเสยี งเพยี งไมก6 ่ี
เสียงจงึ ใชCบรรเลงเพือ่ สรCางบรรยากาศในพระราชพธิ ี บางครัง้ อาจนำกลองบัณเฑาะว4เขCามาร6วมประโคม
ดวC ย
36
วงป[\พาทย4น้ันเดิมทีใ่ ชCเปUนเครื่องบรรเลงทำนองหลกั เพียงชิ้นเดียว ต6อมาไดCพัฒนาขึน้ เปUน
5 ชิ้น เรยี กว6า “วงเบญจดรุ ยิ างค”4 ประกอบดCวย ป\[ เปนU เครือ่ งดนตรีบรรเลงหลกั ประสมกับกลอง ทัง้ แบบ
กลองหนCาเดียว คือ กลองทัด และกลองสองหนาC คือ ตะโพน รวมไปถึงเคร่ืองดนตรีกระทบประเภทฆอC ง
โหม6ง รวมเปUน ๕ ชิ้น ไทยไดCรับอิทธิพลของวงแบบนี้มาโดยนำมาปรับปรุงใหCเหมาะสม โดยเฉพาะ
วงประกอบพระราชพธิ ที ี่เรยี กวา6 ประสมกับกลองทเี่ ปล่ยี นจากการใชกC ลองสองประเภทใหเC หลอื เพียงกลอง
ประเภทเดียว โดยเพิ่มใหCเปUน 2 ใบแทนคือกลองมลายู และใชCฆCองโหม6งประกอบจังหวะ วงประเภทน้ี
เรียกว6า “วงปWXกลอง” เปUนวงที่ไทยนำมาใชCสำหรับขบวนแห6ต6าง ๆ สามารถแบ6งเครื่องดนตรี สำหรับ
บรรเลงใหCต6างโอกาสกัน เช6น “วงปWXไฉนกลองชนะ” ใชCในกระบวนพระราชพิธีแห6พระบรมศพ ผูCที่ทำ
หนCาที่เป_าป[\ไฉนนี้เรียกว6า “จRาปWX” ซึ่งเดิมไดCรับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เช6น หมื่นไฉนไพเราะ เปUนตCน
ปEจจุบนั ยงั นำมาประโคมก6อนการพระราชทานเพลงิ ศพงานขCาราชการชั้นผูCใหญ6หรือบุคคลสำคัญทีไ่ ดCรับ
การพระราชทานเพลงิ ศพเปUนกรณเี ปนU พิเศษ
สำหรบั กลองชนะนั้นสามารถนำไปใชใC นกระบวนสงคราม การตเี ปUนจงั หวะสำหรบั ฝ•กอาวุธ
มีบรรดาศักดิ์สำหรับผูCที่เปUนเจCากรมกลองชนะ เรียกว6า “หลวงราชมนู” ศักดินา 1,000 ไร6 แสดงว6า
กลองชนะคงใชCในการสงครามมาก6อน ต6อมาใชปC ระโคมในกระบวนพยุหยาตราและในการแหพ6 ระบรมศพ
และพระศพเจCานายต6าง ๆ โดยกำหนดจำนวนกลองชนะท่นี ำมาประโคมสำหรบั ฐานันดรศกั ด์ิของเจCานาย
พระองค4นั้น ๆ จำนวนกลองชนะที่ใชCบรรเลงแต6ละงานมีตัง้ แต6 1 คู6ไปจนถงึ 200 คู6 ทั้งนี้กลองชนะใชใC น
พระราชพิธเี ปนU หลัก
วงป[\กลองมี 2 แบบ คือวงที่ประกอบดCวย ป[\ชวา กลองแขก และฉิ่งเรียกว6า “วงปWXกลอง”
จะใชC บรรเลงประกอบการแสดง การรำกริช ซึ่งเปUนการบรรเลงประกอบการแสดงละครเรื่องอิเหนา
รำกระบ่ีกระบอง การชกมวยไทย เปUนตCน รวมถึงใชCประโคมในกระบวนเสดจ็ ตา6 ง ๆ เช6น กระบวนพยุหยา
ตราทาง ชลมารค สำหรบั ขับกลอ6 มระหว6างทางสลับกับการเหเ6 รือ
วงป[\กลองอีกประเภทใชปC ระโคมสำหรบั งานศพเรยี กว6า “วงปบ[\ วั ลอย” ประกอบดCวย ปช\[ วา
กลองมลายู และฆอC งเหมง6 ซงึ่ เปนU ฆCองไมม6 ีปม_ุ ตรงกลาง การใชกC ลองมลายแู ละฆCองเหม6งทใ่ี ชCเฉพาะในงาน
อวมงคลนี้เปนU การต6างกับงานมงคล คำว6า “บัวลอย”เปUนชือ่ เพลงชุดที่ใชCสำหรับการบรรเลงประโคมใน
งานศพซึ่งมเี พลงบัวลอยเปUนเพลงอนั ดับแรกจึงเรยี กชื่อวงน้ีตามเพลงท่ีประโคมในชว6 งประชมุ เพลิงนั่นเอง
สำหรับวงป[\กลองท่ีพัฒนาจากแนวคิดของอินเดียซึ่งประกอบดCวย ป[\ กลองสองหนCา
กลองหนาC เดยี วและฆCองนั้นไทยไดCพัฒนาจนกลายเปนU วงป[\พาทย4ข้นึ โดยการใชปC ป[\ ระเภทป[\นอกหรือป[\ใน
เปนU เครอื่ ง ดนตรีสำหรบั บรรเลงทำนอง กลองตะโพนอนั เปUนกลองสำหรับบรรเลงหนาC ทบั กลองทดั สำหรบั
ใชCตีสลับกับกลองตะโพน รวมกับฆCองซึ่งพฒั นาขึน้ เปUนเครื่องบรรเลงทำนองอย6างฆCองวง การพัฒนาฆอC ง
โหม6งนั้นเกิดข้ึนจากการบรรเลงประกอบการแสดงมหรสพ ซึ่งเปUนการบรรเลงป\[พาทย4สลับกบั การรCองรำ
ทำใหCตCองมีเคร่ืองดนตรีสำหรับบรรเลงทำนองมากขึ้น นอกจากนี้ยังนำระนาดและฉิ่งมาบรรเลงดCวยจน
กลายเปนU “วงปWXพาทย2เครื่องห4า” มีรูปแบบการบรรเลงสำหรับใชCในสถานที่ต6างกันดวC ย เช6น ถCาบรรเลง
37
ภายในอาคารจะใชCป\ใ[ น แต6ถาC บรรเลงกลางแจงC อยา6 งหนงั ใหญจ6 ะใชCป[น\ อก ซง่ึ มขี นาดสน้ั และเสยี งดังกงั วาน
มากกวา6 อันเปUนแนวคิดหน่งึ สำหรับการประสมวงดนตรีไทย
อย6างไรก็ตามคำว6า “ป[\พาทย4” นั้นบางครั้งยังเรียกว6า “พิณพาทย4” ดCวย ซึ่งยังหาขCอสรปุ
ไม6ไดC ว6าควรเรียกว6าป[\พาทย4 หรือ พิณพาทย4 แต6คำว6าป[\พาทย4นั้นพบว6าใชCมาตั้งแต6สมัยอยุธยา คำว6าป\[
พาทยเ4 ปUนการประสมระหวา6 งคำวา6 ป[\ หมายถึง เคร่อื งเปา_ สว6 นพาทยเ4 ปนU คำในภาษา อินเดียวา6 “วาทฺย”
อ6านว6า วท+ณน แผลงเปUนคำว6า พาทย2 หมายถึง การประโคม (พระยาอุปกิตศิลปสาร. 2517: 113)
ป[\พาทยจ4 ึงอาจหมายถึงการประโคมดCวยป\[ อาจหมายถงึ วงป\[ไฉนกลองชนะทีม่ กั ใชปC ระโคมในพระราชพธิ ี
ตั้งแต6สมัยอยุธยาก็ไดC ซึ่งในรัชกาลที่ 4 ก็เรียกว6าป[\พาทย4 จึงแปลความหมายไดCว6า พิณพาทย4 หมายถงึ
การประโคมดCวยพิณเปUนเครื่องดนตรีหลกั หมายถึงวงขับไมCบรรเลงพิณซึ่งเปUนวงที่ใชCสำหรับบรรเลงขับ
กลอ6 ม ซึ่งสันนิษฐานไดCวา6 การใชCป\ม[ าแทนพิณน้นั เพอื่ ตอC งการเสียงท่ดี งั กงั วานสำหรับการบรรเลงกลางแจCง
รวมถึงใชCประกอบพิธกี รรมและประกอบการแสดงดCวย การที่เสยี งของป\[ดังกวา6 พิณมากจึงไดCเปลีย่ นจาก
การใชCพิณมาเปUนป\[และเพิ่มระนาดเขCามาภายหลัง แต6ยังเรียกวา6 พิณพาทย4 ต6อมาภายหลังจึงเปลี่ยนไป
เรยี กวา6 ปพ\[ าทย4
ต6อมาประมาณรัชกาลท่ี 3 เกิดการละเลน6 เสภาขนึ้ จึงนำวงป\[พาทยเ4 คร่ืองหCาน้ี มาดัดแปลง
โดยนำกลองสองหนCาที่สามารถที่จังหวะไดCหลากหลายเขาC มาแทนตะโพนสำหรับบรรเลงสลบั กับการขับ
เสภาดCวย เรียกวา6 “วงปพWX าทย2เสภา” การทนี่ ำป[\พาทยเ4 ขาC มาบรรเลงประกอบนั้นเพอื่ ใหCผCูขับเสภาไดCพัก
เหนื่อย และเปUนการเพิ่มอรรถรสในการแสดง โดยมีการรCองเพลงสลับกบั การบรรเลงรับดCวยวงป[\พาทย4
ซึ่งเพลงทน่ี ำมารอC งนั้นตอC งเปนU เพลงท่เี หมาะสมกับเน้อื เร่อื ง
ภายหลังการรCองเพลงสลับเสภาไดCรับความนิยมกันมากขึ้น ในรัชกาลที่ 3 เกิดแนวคิดว6า
เพลงที่นำมารCองอาจสั้นเกินไป จึงมีการแต6งทำนองเพลงขยายขึ้นเรียกว6าอัตรา 3 ชั้น ซึ่งไดCอรรถรส
มากกวา6 การบรรเลงสลบั การรอC งแทนเพราะเพลงมีความยาวกว6า นอกจากนยี้ งั แตง6 เพลง โหมโรงไวCสำหรบั
การเริ่มตนC การขบั เสภาเรียกวา6 โหมโรงเสภาและขยายเพลงทีใ่ ชบC รรเลงประกอบเสภาอย6างเพลงสามเสCา
ขยายขึ้นเปUนอัตรา 3 ชั้น เรียกว6า เพลงจระเขCหางยาว เพลงบุหลัน เพลงสี่บท เพลงพม6าหCาท6อน
เรยี กการละเลน6 เสภาสลับการขับรCองวา6 “เสภาทรงเครือ่ ง” ซึ่งเพย้ี นมาจากคำว6าเสภาถึงเครื่อง หมายถึง
เสภาที่มีการรอC งเพลงแทรกและสง6 เครื่องป\[พาทย4สำหรับบรรเลงรบั
ในรัชกาลที่ 3 เริ่มมีการจัดรูปแบบของวงป[\พาทย4ใหCเปUนมาตรฐานขึ้นโดยเพิ่มระนาดทุมC
และ ฆอC งวงเลก็ เขาC ไปทำใหเC สียงของวงปพ[\ าทย4มกี ารความไพเราะกลมกลนื มากขึ้น เพราะมเี ครื่องดนตรี
สามารถบรรเลงในระดับเสยี งต่ำอย6างระนาดทุCมและสามารถบรรเลงเสียงสูงอย6างฆCองวงเล็กเขCามาสอด
ประสาน มีการปรบั เปลย่ี นกลองท่ใี ชCจากกลองสองหนาC เปUนกลองแขกแทนเน่ืองจากกลองแขกนน้ั มี 2 ตัว
สามารถแสดงลูกเลน6 และมศี ักยภาพควบคมุ จังหวะวงไดCดกี ว6ากลองสองหนาC ในรชั กาลที่ 4 เพิ่มป[น\ อกเขCา
ไปค6กู ับป\[ในและเพิ่มระนาดเอกเหล็กและระนาดทมCุ เหลก็ จนกลายเปUน “วงปพXW าทย2เครื่องใหญ”R อย6างไร
ก็ตาม วงป[\พาทย4เครื่องใหญ6นัน้ มักนิยมใชCบรรเลงประกอบการแสดงมหรสพเปUนสำคัญ ส6วนวงป[\พาทย4
38
เคร่อื งคู6 นิยมใชกC บั การบรรเลงแบบรับรCองหรอื ประชันวงเรียกว6า “วงปพ[\ าทยร4 อC งรบั ” วงดงั กลา6 วมักจะใชC
บรรเลงสำหรับการฟEงและใชปC ระชนั อวดฝ[มือกนั มาจนถงึ ปEจจบุ ัน
นอกจากวงป[\พาทย4จะใชCบรรเลงกลางแจCงอยา6 งเดยี วแลCว ยังสามารถปรับใหCนำมาบรรเลง
ภายในอาคารประกอบการแสดงมหรสพไดCโดยเปลี่ยนไมCตีของระนาดเอกและฆCองวงใหCเปUนไมนC วมซึง่ จะ
ทำใหเC สยี งเบาลง นอกจากน้ีไดนC ำขลยุ6 เพียงออมาเปา_ แทนปใ[\ นเพื่อลดความดงั ของเสยี งลง บางคร้ังอาจใชC
ซออูCมาสีคลอเสียงนักรCองดCวยเรียกวงชนิดนี้ว6า “วงปWXพาทย2ไม4นวม” แนวการบรรเลงของวงป[\พาทย4
ไมCนวมนน้ั จะไมเ6 ร็วสนุกสนาน แต6มลี ักษณะแนวการบรรเลงคลาC ยวงมโหรแี ละวงเครื่องสาย ส6วนป[\พาทย4
รอC งรบั แบบเดมิ เรยี กวา6 “วงปพWX าทย2ไมแ4 ขง็ ” ถอื เปนU วงทมี่ ีเอกลักษณว4 งหนงึ่ ของไทย
ในรชั กาลที่ 5 เจCาพระยาเทเวศรว4 งศ4วิวัฒน4 (ม.ร.ว.หลาน กญุ ชร) ซงึ่ เปนU เจCากรมมหรสพใน
สมัยนั้นไดCตั้งโรงละครชื่อว6า “โรงละครดึกดำบรรพ4” ใชCเล6นละครที่ดัดแปลงจากการแสดงอุปรากร
(Opera) ของตะวันตกโดยการสรCางฉากใหCดตู ระการตา นักแสดงเปนU ทัง้ ผCูรCองและผูCรำมกี ารปรบั ปรงุ บท
ละครทม่ี อี ยู6 เช6น อเิ หนา คาวี ขน้ึ ใหม6ใหมC ีลกั ษณะสอดคลอC งกบั การแสดงนี้ และไดCจัดรูปแบบของการผสม
วงป\พ[ าทยเ4 สยี ใหม6ในการบรรเลงประกอบละครเรยี กวา6 “วงปพXW าทย2ดึกดำบรรพ”2 ตามชือ่ ของโรงละคร
วิธีการปรับวงของวงป[\พาทย4ดึกดำบรรพ4นั้น กำหนดใหCเสียงภายในวงตCองไม6สูงมาก
จนเกินไป จึงไดCนำวงป[\พาทย4เครื่องใหญ6ที่ใชCกันอยู6มาปรับเปลี่ยนใหCใชCไมCนวมตีแทน ตลอดจนปรับเอา
เครื่องดนตรีที่มเี สียงสูงอย6างฆCองวงเลก็ และระนาดเอกเหล็กออกไป และเปลี่ยนมาใชCขลุ6ยรองออซึ่งเปUน
ขลย6ุ ท่มี เี สยี งต่ำกวา6 ขลยุ6 เพียงออ 1 เสยี ง แทน ป[\ (ในรชั กาลที่ 6 เพ่ิมขลย6ุ อูC และซออูCเขาC ไปดCวย) ใชCกลอง
ตะโพนแทนกลองทัด พรCอมทั้งสราC งฆอC งหย6ุ 7 ใบซึ่งมีเสียง 7 เสียงมาสราC งเสยี งประสานภายในวงในเปUน
ทำนองหา6 ง ๆ แตว6 รรคเพลง (ต6อมาเพมิ่ เปนU 8 ใบเพ่อื ใหคC รบตามหลักเสยี งค6ูแปดของเพลงไทย) อน่ึงฆCอง
หุย6 7 ใบ น้ดี ัดแปลงจากวงกาเมลนั (Gamelan) ของอนิ โดนเี ซยี ท่ีมฆี อC งแขวนเปนU ชุด 8 ใบ
วงปพ\[ าทย4เปUนวงที่ยงั คงใชCสำหรับการประโคมประกอบพิธกี รรมต6าง ๆ ตง้ั แต6 พระราชพิธี
ไปจนถึงพิธีสำคัญทั่ว ๆ ไป เช6น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีทำขวัญโกนผมไฟ โกนจุก
พิธีไหวคC รทู างดนตรแี ละนาฏศลิ ปe พิธีกรรมเหล6าน้ีลวC นใชCวงป[\พาทย4ท้ังส้ินแต6จะเปUนแบบเครื่องใหญ6หรือ
เครอ่ื งคู6นน้ั ขึ้นอยูก6 ับลกั ษณะการจดั งานพิธีนนั้ เปนU สำคญั ส6วนเพลงทใ่ี ชCประโคมจะเปนU เพลงเฉพาะพธิ ี เช6น
เพลงหนCาพาทย4 เพลงเร่อื งทำขวญั เปนU ตนC
ในส6วนของพิธีศพซึ่งถือเปUนงานอวมงคลนั้น ไดCมีการคิดทำวงป[\พาทย4เฉพาะคือ
“วงปWXพาทย2นางหงส2” ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับวงป[\พาทย4ทั่วไป เพียงแต6เปล่ียนจากป\[ในเปนU ป[\ชวา และ
เปลยี่ นจากตะโพนและกลองทัดมาเปUนกลองมลายู ท้งั นี้การเรียกชือ่ วงใชCวธิ ีเดยี วกบั วงปบ\[ ัวลอย กล6าวคือ
เรยี กตามช่อื เพลงท่บี รรเลงวงป\พ[ าทย4นางหงสใ4 ชCเพลงเรอ่ื งนางหงสอ4 ันเปUนเพลงสำหรบั ใชบC รรเลงประโคม
ในงานศพโดยเฉพาะจึงเรียกชือ่ วา6 วงป[พ\ าทย4นางหงส4 การใชCวงดนตรีในงานศพต6าง ๆ กต็ อC งใชไC ดCตลอดพิธี
โดยวงจะประโคมสลับกับการสวดพระอภิธรรม มีการบรรเลงออกภาษาที่เรยี กว6า “ออกสิบสองภาษา”
เพือ่ เพิ่มความสนกุ สนานไมใ6 หCงานศพดูเศราC จนเกนิ ไปตามค6านิยมของคนไทย
39
ในรชั กาลท่ี 5 มเี จาC นายทวิ งคตพรอC มกนั หลายพระองค4ทำใหCวงปพ\[ าทยท4 น่ี ำมาประโคมน้ัน
ไม6เพียงพอประจวบเหมาะกบั เจCานายพระองค4หนึง่ ที่ทิวงคตนัน้ มีเช้ือสายมอญ จึงมีการนำ “วงปWXพาทย2
มอญ” มาใชCในงานศพและทำใหCไดCรับความนิยมมากกว6าวงป[\พาทย4นางหงส4 เสียงของวงป[พ\ าทย4มอญมี
ลักษณะเศรCาสรอC ยโหยหวนเขาC กับบรรยากาศของงานมากจึงกลายเปUนวงประกอบพิธีศพจนถงึ ปEจจุบนั
วงป[พ\ าทยม4 อญนนั้ มลี กั ษณะคลCายกบั วงป[\พาทย4ของไทยมากเพยี งแตม6 ีบางเคร่ือง ดนตรีคือ
ฆCองมอญ กลองชุดหรือเปMงมาง ป[\มอญที่มีลักษณะเหมือนป[\ชวาแต6มีความยาวและเสียงต่ำกว6ารวมถึง
ตะโพนมอญที่มีขนาดใหญ6กว6าตะโพนไทยดวC ย การผสมวงป[\พาทยม4 อญน้ันไม6ไดCกำหนดจำนวนของฆCอง
มอญเอาไวตC ายตวั บางครั้งอาจมฆี อC งมอญมากกว6า 3 โคCงก็ไดขC ้ึนอยกู6 ับขนาดของงานและความตอC งการของ
เจCาภาพ วงป\[พาทยม4 อญมีเพลงเรื่องสำหรบั ใชบC รรเลงโดยเฉพาะเช6นเดียวกัน เชน6 เพลงยำ่ คำ่ มอญ เพลง
ประจำวัด เปUนตCน การใชCวงป[\พาทย4มอญสำหรับการประโคมในงานศพนั้นเปUนค6านิยมสำหรับคนไทย
เท6านั้นเพราะชาวมอญเองยงั คงใชสC ำหรับบรรเลงในงานท่วั ไป เชน6 ประกอบนาฏศลิ ปeมอญทเ่ี รียกว6ามอญ
รำหรือบรรเลงประกอบในงานบญุ พธิ ีต6าง ๆ นอกจากน้ียงั นิยมนำมาบรรเลงประกอบการแสดงลเิ ก ทำใหC
ไดอC รรถรสในการแสดงอีกรปู แบบหนึง่
4.3 จังหวะของเพลงไทย
จังหวะ หมายถึง การย6อยอัตราส6วนของเวลาเปUนเครื่องแบ6งทำนองเพลงใหCเปUนส6วนย6อย
เปUนการแบ6งส6วนย6อยของทำนองเพลงตCองดำเนินไปโดยเวลาอันสม่ำเสมอ ทกุ ระยะของส6วนย6อยท่ีแบ6งนี้
คือจังหวะ จงั หวะท่ใี ชใC นเพลงไทยมี 3 ประเภท ดงั น้ี
4.3.1 จังหวะสามัญ หมายถึง จังหวะทั่วไปที่จะตอC งยึดถือเปUนหลักสำคัญของการขับรอC ง
และการบรรเลง แมCจะไม6มีส่งิ ใดเปUนเครื่องใหCสญั ญาณจังหวะ ก็ตอC งมคี วามรCูสึกอยู6ในใจตลอดเวลา
4.3.2 จังหวะฉิ่ง เปUนการแบ6งจังหวะดCวยเสยี งท่ีตีฉิ่ง เพื่อใหCรูCจังหวะเบาและจังหวะหนัก
โดยปกติฉ่งิ จะตสี ลบั กนั โดยฉ่ิงเปนU จังหวะเบา และฉบั เปนU จังหวะหนัก ส6วนจะใชCจงั หวะถห่ี รือห6างอยา6 งไร
ก็แลCวแต6ลักษณะของเพลง อย6างไรก็ตาม การบรรเลงฉิง่ มหี ลายรูปแบบ เช6น ฉิ่ง-ฉับ, ฉิ่ง-ฉิ่ง-ฉับ หรือฉิง่
อย6างเดียว เปนU ตนC โดยแบง6 เปUน 2 ประเภทดงั นี้
1. จังหวะฉง่ิ ปกติ หมายถึงจงั หวะท่ไี ดจC ากการบรรเลงฉงิ่ โดยตเี สยี งฉ่งิ และฉับสลับกัน
ไปมาอย6างต6อเน่ืองและสม่ำเสมอ จังหวะฉิง่ ปกตินี้ใชCบรรเลงประกอบเพลงไทยโดยท่ัวไป เช6น เพลงเถา
เพลงตับ เพลงเกร็ด เพลงเรื่อง เพลงลาและเพลงหนาC พาทย4บางเพลง จังหวะฉ่ิงแบ6งเปUน 3 ลักษณะตาม
อัตราจังหวะซงึ่ ในแต6ละอัตราจะหวะฉ่ิงนั้นบรรเลงดCวยความชCาเร็วแตกต6างกัน คือ อัตราจังหวะสามชนั้
อัตราจงั หวะสองช้ัน และอตั ราจังหวะชน้ั เดียว
40
1.1 จังหวะฉิ่งในอัตราจงั หวะสามชั้น โดยมีระยะการบรรเลงฉิ่งและฉับสลับกนั
ทกุ ๆ 2 จงั หวะเคาะ หรือทุก ๆ 2 หCองเพลง ดงั น้ี
- - - - - - - ฉ่งิ - - - - - - - ฉบั - - - - - - - ฉง่ิ - - - - - - - ฉับ
1.2 จังหวะฉิ่งในอตั ราจังหวะสองชั้น โดยมีระยะการบรรเลงฉิง่ และฉับสลับกัน
ทกุ ๆ 1 จงั หวะเคาะ หรือทุก ๆ 1 หCองเพลง ดงั นี้
- - - ฉิง่ - - - ฉบั - - - ฉิ่ง - - - ฉับ - - - ฉิ่ง - - - ฉบั - - - ฉิ่ง - - - ฉับ
1.3 จงั หวะฉ่งิ ในอัตราจังหวะชั้นเดยี ว โดยมีระยะการบรรเลงฉง่ิ และฉับสลับกัน
ทกุ ๆ ½ จังหวะเคาะ หรอื ตฉี งิ่ และฉบั อยา6 งละคร้ังใน 1 หอC งเพลง ดังน้ี
- ฉ่ิง - ฉับ - ฉ่งิ - ฉบั - ฉ่งิ - ฉบั - ฉ่ิง - ฉบั - ฉ่งิ - ฉับ - ฉ่งิ - ฉับ - ฉง่ิ - ฉบั - ฉ่งิ - ฉบั
2. จงั หวะฉิง่ พเิ ศษ เปนU จงั หวะท่ีไดจC ากการบรรเลงฉิ่งในรปู แบบตา6 ง ๆ ทแี่ ตกต6างจาก
จงั หวะฉ่ิงปกติ โดยปกติจังหวะฉงิ่ พิเศษใชบC รรเลงในเพลงหนCาพาทย4บางประเภท เพลงประกอบการแสดง
และเพลงสำเนยี งภาษาบางประเภท โดยจงั หวะฉงิ่ พเิ ศษมีรูปแบบทแี่ ตกต6างกนั หลายประเภท ไดCแก6
2.1 จงั หวะฉงิ่ ตดั เปนU จังหวะฉิ่งทเี่ ปนU จังหวะผสมระหวา6 ง อตั ราสามชน้ั กับ อัตรา
สองชน้ั มกั ใชCประกอบการแสดงโขนละคร ไดแC ก6 เพลงชมตลาด โอโC ลม เปUนตCน โดยลักษณะของจังหวะฉง่ิ
ตดั เปUนเพลงทีม่ ปี ระโยคเพลงยาว 7 จังหวะเคาะ ประกอบดวC ยจังหวะฉงิ่ อตั ราสามชั้น 6 หอC งเพลง และ
จงั หวะฉิง่ อัตราจังหวะสองชน้ั 1 หอC งเพลง ดงั นี้
- - - - - - - ฉิง่ - - - - - - - ฉับ - - - - - - - ฉง่ิ - - - ฉับ
2.2 จังหวะฉิ่งสำหรับเพลงสำเนียงจีนและญวน บรรเลงฉิ่งเปUนเสียงฉิ่ง ฉิ่ง ฉับ
นิยมใชสC ำหรับอตั ราจังหวะสองชน้ั หรือช้ันเดยี วทีบ่ รรเลงออกภาษา ดงั น้ี
- - - - - - - ฉิง่ - - - ฉิง่ - - - ฉับ - - - - - - - ฉงิ่ - - - ฉ่งิ - - - ฉับ