41
2.3 เพลงที่บรรเลงเสียงฉิ่งอยRางเดียว แบ6งเปUน 2 ลักษณะ คือ บรรเลงฉ่งิ อย6าง
เดยี วสม่ำเสมอ ไดแC ก6 เพลงสำเนียงฝรง่ั เช6น เพลงโยสลมั เพลงกราวตา6 ง ๆ เช6น กราวนอก เพลงเชดิ และ
การบรรเลงฉ่งิ อยา6 งเดียวที่มลี ีลาตามบทเพลง ไดCแก6 เพลงรัวตา6 ง ๆ เปนU ตนC
2.4 เพลงท่ีบรรเลงเสยี งฉบั อยาR งเดยี ว เท6าทปี่ รากฏและนิยมบรรเลงในปEจจบุ ันมี
เพียงเพลงเชิดจีนเพลงเดยี ว โดยการบรรเลงเสยี งฉบั ในทกุ ๆ จังหวะเคาะแลวC เปล่ียนเปนU ตีฉง่ิ อยา6 งเดียวใน
ทำนองเพลงเชดิ ตอนทCายของแต6ละตวั (ทอ6 นเพลง)
2.5 จังหวะฉิ่งหลายรูปแบบในเพลงเดียวกัน เช6น เพลงเยCย เพลงชCาป[\ใน ซึ่งมี
การผสมผสานของรูปแบบการบรรเลงฉงิ่ ทัง้ อัตราจังหวะสามชั้น สองชั้นและชน้ั เดยี วในเพลงเดียวกัน
4.3.3 จังหวะหน4าทับ คือ การกำหนดการบรรเลงของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องหนัง
(กลองชนิดตา6 ง ๆ) โดยกำหนดว6าเพลง ๆ หนึ่งนั้นตCองใชCกลองชนิดใด และบรรเลงอย6างไรตามประเภท
ของเพลง, ตามสภาพ, โอกาส และจดุ ประสงคข4 องการบรรเลง เพลงแตล6 ะประเภท แต6ละเพลงตCองใชหC นCา
ทับใหCถกู ตอC ง จังหวะหนาC ทบั จึงเปนU การถือหนCาทับเปUนเกณฑ4นับจงั หวะ หมายความว6า เม่ือหนCาทับตีจบ
ไปเท่ียวหนึง่ กน็ ับเปนU 1 จงั หวะ ตจี บไป 2 เที่ยวก็เปนU 2 จงั หวะ แตห6 นCาทับท่ใี ชเC ปUนเกณฑ4ในการกำหนด
จังหวะนี้ โดยปกติใชCแต6หนCาทับที่เปUนประเภทของเพลงนั้น ๆ โดยหนCาที่สำคัญของหนCาทับนั้นคือตี
ประกอบจังหวะ ใหCถูกตCองกับประโยคเพลงและกลมกลืนกับทำนองเพลงรCองหรือดนตรี หนCาทับมีอย6ู 3
ลกั ษณะ ไดCแก6
1. หน4าทับสามัญ หนCาทับสามัญเปUนหนCาทับที่ใชCบรรเลงไดCกับบทเพลงท่ัวไป
ประกอบดวC ยหนCาทับปรบไก6 หนาC ทบั สองไมแC ละหนCาทบั ลูกหมด ดงั น้ี
1.1 หนา4 ทับปรบไกR เปนU หนCาทบั ทมี่ ีสว6 นสัดคอ6 นขCางยาว (ทกุ ๆ อัตรามคี วามยาว
เปUนสองเท6าของหนCาทับสองไมC) สำหรับตีประกอบกับเพลงที่มีทำนองดำเนินประโยควรรคตอนเปUน
ระเบียบ หนาC ทับปรบไกน6 ้ี ครูดนตรไี ทยในสมยั โบราณไดCคดิ อตั ราสองช้ันขน้ึ กอ6 น โดยแปลงจากเสียงรCอง
ของลกู คใ6ู นการรอC งเพลงปรบไก6ซึ่งเปUนเพลงพื้นเมืองอย6างหนง่ึ มาเปนU วิธีตตี ะโพน คำรับ และทำนองรCอง
ของลกู คู6เพลงปรบไก6น้นั รCองว6า “ฉา6 ฉ6า ฉา6 ชCา ชะฉ6า ไฮC” เปลีย่ นมาเปนU เสียงตะโพน ดังน้ี
- - - - - - - พรงึ - - - ปะ› - - - ตุœบ - - - พรงึ - - - พรงึ - - - ตœบุ - - - พรงึ
ภายหลังไดCมีการดัดแปลงหนCาทับปรบไก6สำหรับเครื่องหนังประเภทอื่น ๆ เช6น
กลองแขก กลองสองหนCา และโทนรำมะนา เมอื่ ถึงยคุ ท่นี ยิ มเพลงเถาจึงมีการขยายหนาC ทับปรบไก6ข้ึนเปUน
อตั ราสามชนั้ และตัดลงเปUนช้ันเดียว หนCาทบั ปรบไก6เปUนมลู เหตใุ หCมกี ารประดิษฐห4 นาC ทับอ่ืน ๆ ข้ึนอีก เช6น
หนCาทบั เขมร หนCาทบั สดายง เปUนตนC
42
ตัวอยาR งหนา4 ทับปรบไกR (กลองแขก) - - - ปะ - - โจะœ จœะ - - โจะœ จะœ - - โจœะ จœะ
- ติง - ท่งั - ตงิ - ตงิ - ทัง่ - ตงิ - ตงิ - ทัง่
อัตราสามช้ัน
- - ทัง่ ตงิ ทั่ง ติง โจœะ จœะ - - โจะœ จะœ - - โจะœ จœะ
- ตงิ - ติง - ทั่ง ตงิ ทั่ง ตงิ ทัง่ - ตงิ - - โจœะ จะœ
อตั ราสองชั้น
- - ทงั่ ตงิ ทง่ั ติง โจœะ จะœ - - โจะœ จœะ - - โจะœ จœะ - ติง - ทงั่ - ติง - ติง - ทั่ง - ติง - ตงิ - ทั่ง
อตั ราชน้ั เดยี ว
- - ตงิ ท่งั - ตงิ - - ตงิ ทั่ง - ติง - ทัง่ ตงิ ทงั่
1.2 หนา4 ทับสองไม4 เปUนหนCาทับท่มี ีจงั หวะคอ6 นขาC งส้นั เพ่อื ใชCกับทำนองเพลงท่ีมี
ประโยคสน้ั ๆ เพลงท่ีมที ำนองหรอื ทางรอC งพลิกแพลง ซง่ึ มคี วามยาวไม6แนน6 อน หนCาทบั สองไมเC ปนU พนื้ ฐาน
ของหนาC ทับอน่ื ซ่งึ ครดู นตรไี ทยในสมยั โบราณไดCคิดขยายขนึ้ จากทำนองการตเี ครอ่ื งหนังของหนาC ทบั เพลง
เร็วอีกเท6าตัวเปUนอตั ราสองชั้น สำหรับตีประกอบการรCองดCนสองไมC ซึ่งในการแสดงละครนอก เพลงฉ6อย
แอว6 และลิเกยงั นำมาใชCรอC งในเวลาที่ตอC งการรวบรดั และดำเนินเรอ่ื งอยู6 เมอ่ื มีเพลงอตั ราสามชั้น หนCาทับ
สองไมCก็ขยายขึ้น ถCาเปUนเพลงอัตราชั้นเดียวหนCาทับก็ลดลง แต6ยังคงเรียกหนCาทับสองไมCอยู6เช6นเดิม
โดยหนCาทับสองไมCนั้นเปUนพ้ืนฐานของหนCาทบั อืน่ ๆ ขึ้นอีก เช6น หนCาทับเซ6นเหลCา หนCาทับเจCาเซ็น และ
หนCาทบั ลาว
ตัวอยาR งหนา4 ทบั สองไม4 (กลองแขก) - ท่ัง ตงิ ทั่ง - ติง - ตงิ - ทง่ั ติง ท่ัง
อัตราสามชนั้
- ท่ัง - ติง - โจœะ - จะœ - โจะœ - จะœ - โจœะ - จะœ - ตงิ - ตงิ
อัตราสองชัน้
(ตงิ ) - โจœะ จœะ ติง ตงิ - ตงิ - - โจœะ จœะ ติง ติง - ทงั่
อัตราชน้ั เดยี ว
(ติง) - โจœะ จะœ ติง ตงิ - ทงั่
*หมายเหตุ ในทางปฏบิ ัตทิ ั้งอัตราสองชน้ั และอตั ราชั้นเดยี วน้ัน ตอC งบรรเลง “ตงิ ” ในวงเลก็ ใหเC สมือนว6า ติง
นบี้ รรเลงแถมต6อจาก ท่ัง ท่ีจบหนCาทบั ในที่นจ้ี งึ เขียน (ติง) ไวตC อนตนC หนาC ทับเพ่ือใหCหนCาทบั จบที่ “ทัง่ ” พอดี
43
1.3 หน4าทับลกู หมด เปนU หนาC ทับทปี่ ระดฐิ 4ข้นึ มาเพื่อใชCบรรเลงกบั ทำนองลูกหมด
ไม6วา6 เพลงในตอนแรกจะเปนU หนCาทบั ปรบไก6 หนCาทบั สองไมCหรอื หนCาทับพเิ ศษ เม่อื ออกลกู หมดก็สามารถ
ใชCหนCาทับลูกหมดบรรเลงไดกC ับทกุ เพลง หนCาทับลกู หมดมีวธิ บี รรเลงท่ีแตกตา6 งกัน ไดแC ก6 หนาC ทบั ลูกหมด
สำหรบั กลองแขก หนาC ทับลกู หมดสำหรบั โทนรำมะนา หนCาทับลูกหมดสำหรับกลองสองหนCา
ตัวอยRางหน4าทับลกู หมด (กลองแขก) ตงิ โจœะ-ตงิ - โจœะ - - ติงโจœะ-ติง -ติง-โจœะ ติงโจœะ-ตงิ
- จะœ - - - - - จะœ - ทัง่ - ทงั่ - - - ท่ัง - จœะ - -
ตวั ผูC - - - - ตงิ โจะœ -ติง -ติง-โจะœ
ตวั เมยี - - - - - จะœ - ทั่ง - - - ท่ัง
หนCาทับปรบไก6 หนCาทับสองไมC และหนCาทับลูกหมดนี้เปUนหนCาทับที่ใชCบรรเลงกับ
บทเพลงท่ัวไปไดCทุกเพลง แมCว6าเพลงนั้นเปUนเพลงภาษาซึ่งตCองใชCหนCาทบั ภาษาหรือเปUนเพลงที่ตอC งใชCหนCา
ทบั พเิ ศษก็ตาม ก็สามารถใชCหนCาทบั ปรบไกห6 รอื สองไมCบรรเลงแทนไดCทุกเพลง เพลงทด่ี ำเนินทำนองเปUน
จังหวะธรรมไม6มีลูกลCอลกู ขัด หรอื เพลงที่มลี กู ลCอลูกขดั อยใ6ู นเนือ้ ของมนั เองนนั้ มักใชCหนCาทับปรบไก6แทบ
ทั้งสิ้น เช6น เพลงราตรีประดับดาว ส6วนเพลงที่มสี ำเนียงลาว เช6น เพลงลาวดวงเดือน ลาวคำหอม หรือ
เพลงท่ีมลี กู โยนอนั ประกอบดวC ยลูกลอC ลกู ขดั ต6าง ๆ เชน6 เพลงแขกลพบรุ ี เขมรราชบุรี มักใชCหนCาทับสองไมC
เพลงที่ดำเนินเนื้อไปเรื่อย ๆ บางชนิด เช6น เพลงแขกต6อยหมCอ ก็ใชCหนCาทับสองไมCเช6นเดียวกัน ทั้งน้ี
เนื่องจากวรรคของเพลงนนั้ เหมาะทจ่ี ะใชหC นาC ทับสองไมมC ากกวา6 หนาC ทับปรบไก6
2. หน4าทบั ภาษา เปนU หนCาทบั ที่ประดษิ ฐ4ขึ้นมาสำหรับใชCบรรเลงประกอบเพลงสำเนียง
ภาษาต6าง ๆ มีทั้งหนCาทบั สำหรับกลองแขกและหนCาทับสำหรับเคร่ืองภาษาหรือกลองประจำภาษานัน้ ๆ
ซ่งึ มรี ายละเอยี ดแตกตา6 งกนั ไป ดังนี้
2.1 หน4าทับภาษาสำหรับกลองแขก ไดCแก6 หนCาทับลาว สองชั้น หนCาทับญวน
สองชั้น หนาC ทับมอญ สองช้ัน หนCาทับเขมร เถา และหนCาทบั แขกสดายง เถา
2.2 หนา4 ทับภาษาสำหรับกลองสองหนา4 ไดCแก6 หนาC ทับพม6าหาC ท6อนหรอื หนCาทับ
สองปะ› สองพรึง หนCาทับข6า เปนU ตCน
2.3 หน4าทับภาษาสำหรับเครื่องภาษา เปUนหนCาทับสำหรับใชCบรรเลงดCวยเครื่อง
ภาษาตา6 ง ๆ ไดแC ก6 หนาC ทบั พม6า สองชน้ั บรรเลงดวC ยกลองยาว หนCาทบั มอญ สองช้ันและชนั้ เดยี ว บรรเลง
ดCวยตะโพนมอญและเปMงมาง หนาC ทบั จนี สองช้ัน บรรเลงดCวย ตœอก แตว• และมCาฬอ6 หนCาทับฝร่ัง บรรเลง
ดCวยกลองมะริกัน หนCาทับเขมร บรรเลงดCวยโทน หนCาทับตะลุง สำหรับบรรเลงดCวยโทนและกลองชาตรี
เปUนตนC
3. หน4าทับพิเศษ เปUนหนCาทับที่กำหนดใหCใชCสำหรับบทเพลงใดเพลงหนึ่งโดยเฉพาะ
จึงเปUนหนCาที่ประดิษฐ4ขึ้นมาใหCมีลีลากลมกลืนกับทำนองเพลง อีกทั้งเพื่อความกลมกลืนของการใชC
ประกอบการแสดงต6าง ๆ อีกดCวย หนCาทับพิเศษแบ6งไดCเปUน 4 ประเภท คือ หนCาทับกลองแขกและ
กลองมลายู หนาC ทับตะโพน หนาC ทบั ตะโพนกลองทัด และหนCาทบั กลองทัด
44
3.1 หน4าทับกลองแขกและกลองมลายู โดยมากเปนU หนาC ทบั ท่ใี ชสC ำหรับวงป[\ชวา
กลองแขกสำหรับบรรเลงประกอบการแสดงหรือประกอบการต6อสูC รวมทั้งหนCาทับป[\กลองมลายูซึ่งใชC
ประโคมศพดCวย หนCาทับกลองแขกที่เปUนที่เปUนหนCาทับพิเศษ ไดCแก6 หนCาทับสมิงทอง หนCาทับพระทอง
หนCาทับสระบหุ รง6 หนาC ทบั นางไหC หนาC ทับตะเขิ่ง หนาC ทับสระหม6า หนCาทบั นางหงส4 เปUนตนC
3.2 หนา4 ทบั ตะโพน โดยส6วนใหญห6 นCาทบั ที่ใชปC ระกอบเพลงหนCาพาทย4 เพลงเร่อื ง
และเพลงประกอบการแสดงต6าง ๆ ไดแC ก6 หนาC ทบั สาธุการ หนCาทบั โลม หนCาทบั ตะเขง่ิ หนาC ทบั ตCนวรเชษฐ4
เปUนตนC
3.3 หน4าทับตะโพนกลองทัด โดยมากเปUนหนCาทับสำหรับเพลงหนCาพาทย4ต6าง ๆ
ไดCแก6 หนCาทับตระ หนCาทับรัว หนCาทับปฐม หนCาทับลา หนCาทับเสมอ หนCาทับกราวใน หนCาทับเชิด
หนCาทับชำนาญ หนCาทบั เหาะ หนCาทับเขCามา6 น เปนU ตนC
3.4 หน4าทับกลองทัด เปUนหนCาทับสำหรับกลองทัดอย6างเดียว ไดCแก6 หนCาทับ
นางหงส4 หนาC ทบั ป[ก\ ลองหรอื แทงวสิ ยั หนCาทับพญาเดิน เปUนตนC
4.4 รสในดนตรไี ทย
รองศาสตราจารย4 ดร.เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี ในกล6าวไวCในบทความเรื่อง “รสในดนตรีไทย”
ในหนังสือดนตรีไทยอุดมศึกษาครั้งที่ 18 กล6าวว6า ความหมายของคำว6า รสพอจะแยกกล6าวไดCเปUน
2 ลกั ษณะดงั น้ี ความหมายแรก รส หมายถงึ ภาวะทรี่ ับรดูC วC ยลิ้น ในลักษณะน้ีรสเปนU อนูของวัตถุท่อี าศยั น้ำ
เปUนตัวประสาน โดยมีชิวหาเปUนสื่อในการรับ รสในความหมายนี้จงึ หมายถึง รสหวาน รสเปรี้ยว เปUนตนC
ความหมายที่สอง รสหมายถึงสภาคารมณ4 เช6น ความอิ่มเอิบ ความซึบซาบ ความซาบซ6าน หรือ
ความประทับใจ ในกรณขี องดนตรอี ันเปUนเรือ่ งของเสียง ซ่งึ อาจจะเกดิ จากเสยี งดนตรเี อง หรอื แมCกระทั้ง
เสียงขบั รCอง เสียงเหล6านี้จะทำใหCผทCู ไ่ี ดCยินไดCฟEงซง่ึ มฉี ันทจิตอย6ูแลวC เกิดความช่ืนชอบอาจหาญ ร6าเริง ปMติ
โสมนัส หรืออาจจะเศราC โศก ซงึ่ ขึ้นอยกู6 ับคุณลกั ษณะแหง6 เสยี ง รสในความหมายน้อี าจกล6าวไดCว6า เปUนรส
อร6อยของประสบการณ4
จากความหมายของคำว6า “รส” ดงั ทกี่ ล6าว มาแลวC แต6ตนC จะสงั เกตพบว6าไดCมีการนำคำนม้ี าใชCใน
กาละและเทศะท่ีตา6 งกัน เราอาจสรุปไดCวา6 รสที่เกีย่ วขอC งกบั ดนตรนี น้ั เปUนรสอันเกิดจากเสยี ง สว6 นอารมณ4
และความรูCสึกที่ไดCรบั จะมลี กั ษณะใดน้ันย6อมขึ้นอย6กู ับคณุ ภาพของเสยี งท่โี คจรมากระทบโสตประสาทของ
เราน้นั มีลกั ษณะแบบใดโดยมีประสบการณข4 องแต6ละคนเปนU ตวั แปรประกอบ รสท่เี กิดในลักษณะน้เี รียกวา6
“รสอร6อยของประสบการณ4” ซึ่งเปUนรสแห6งความงาม ความไพเราะ ซึ่งจะเกิดเปUนภาวะท่ีชื่นชม ที่ผูCฟงE
ควรจะไดCรับจากการฟEงดนตรีไทย ผลจากการฟEงที่ต6างกันนั้นเปUนเรื่องธรรมดาสำหรับผูCฟEงที่มี
ประสบการณ4และสภาพแวดลอC มท่ตี 6างกนั โดยเราสามารถจะรบั ถงึ รสชาตแิ ห6งความงามในดนตรีไทยจาก
ลกั ษณะทีส่ ำคัญในสง่ิ ต6อไปน้ี
45
4.4.1 รสที่เกิดจากเครื่องดนตรี ครูดนตรีไทยดาC นดนตรไี ทยนน้ั ไดแC บ6งจำแนกเครื่องดนตรี
ไทยออกเปนU 4 กลมุ6 ดวC ยกัน คอื จำพวกดีด สี ตี เปา_ โดยยดึ ถอื กริ ิยาอาการปฏิบตั ิเครื่องดนตรีเปUนเกณฑ4
สำหรบั การพิจารณาถึงรสชาติแห6งความงามของเสียงนัน้ อาจจะแบ6งกล6ุมเครื่องดนตรที ้ัง 4 กลม6ุ ใหเC ปUน 2
หมวดหม6ู โดยคำนึงถึงความคลCายคลึงในดCานคุณลักษณะของเสียง คือกลุ6มที่มีเสียงราบเรียบ ไดCแก6
เครอื่ งดนตรีประเภทเครอื่ งสีและเคร่ืองเป_า เชน6 ซอดวC ง ซออCู ซอสามสาย ขล6ุยและป[\ เปนU ตนC สำหรับกลุ6ม
ที่มีเสียงไม6ราบเรียบไดCแก6 เครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดและเคร่ืองตี เช6น จะเขC ระนาดเอก ระนาดทCุม
ฆCองวงเลก็ และฆCองวงใหญ6 เปนU ตCน ในทีน่ ้ไี มไ6 ดหC มายความวา6 กลม6ุ ทม่ี ีเสยี งราบเรียบมคี วามงามแห6งเสียงที่
ดีกว6ากล6ุมไม6ราบเรียบ เครื่องดนตรีในแต6ละประเภทนั้นลCวนมีความงามอย6างพรCอมสรรพในตัวเอง
จึงกล6าวไดCว6าเครื่องดนตรีกลุ6มที่มีเสียงราบเรียบสามารถสรCางอารมณ4ของเพลงในลักษณะของความ
ออ6 นโยน หวานซึ้ง ในขณะทีเ่ คร่อื งดนตรีในกล6มุ ที่มเี สียงไมร6 าบเรยี บท่จี ะสามารถสรCางอารมณ4ของเพลงใน
ลกั ษณะของความสนุกสนาน คึกคัก คะนอง
4.4.2 รสที่เกิดจากลักษณะของบทเพลง การที่เครื่องดนตรีในแต6ละชนิดจะบรรเลงดCวย
ลีลาลวดลายอย6างวจิ ิตรพสิ ดารนั้น นกั ดนตรตี อC งคำนึงถึงรปู แบบของเพลง เพลงไทยนั้นแบ6งออกเปนU หลาย
ประเภท เชน6 เพลงเถา เพลงตบั เพลงเรอ่ื ง เพลงโหมโรง เปนU ตCน แต6ในเพลงแตล6 ะประเภทนัน้ แบ6งออกไดC
3 แบบตามลีลาของการประพนั ธ4 คือ เพลงทางกรอ เพลงทางพ้ืน และเพลงลูกลCอลูกขดั
1. เพลงทางกรอ เพลงประเภทนเ้ี หมาะสำหรับท่ีจะบรรเลงดCวยวงมโหรแี ละเคร่อื งสาย
ความไพเราะของเพลงประเภทนี้ขนึ้ อย6ูกบั ความไพเราะของบทเพลงซง่ึ ผปูC ระพันธ4ไดบC รรจงแตง6 ขึ้น ในเพลง
ประเภทนี้ผูCบรรเลงตCองพยายามอย6างยิ่งในการรักษารูปแบบหรือทำนองเดิมของเพลงไวCใหCมากที่สุด
เทคนิคในการบรรเลงน้นั จำเปUนมากในการบรรเลงเพลงกรอนีค้ อื เทคนิคของการทำเสียงใหCมกี ารต6อเนื่อง
อย6างมคี ณุ ภาพ
2. เพลงทางพื้น ลักษณะที่สำคัญของเพลงทางพื้นคือลีลาการบรรเลงแบบที่เรียกว6า
“เก็บ” ความงามของเพลงประเภทนี้ขึ้นอยู6กับการแปรทำนอง ซึ่งนักดนตรีจะคิดทางกลอนของเครอื่ ง
ดนตรีและบรรเลงในขณะนัน้ ทันที เพลงทางพืน้ นีจ้ ะเปดM โอกาสใหCมีการสราC ง “กลอน” ของทำนองอย6าง
อิสระ โดยวิธีการในการบรรเลงนั้นนักดนตรีจะแปรทำนองจากทำนองหลักซึ่งผูCประพันธ4ประพันธ4ไวC
จากนั้นจะใส6กลอนหรือกลเม็ดเด็ดพรายต6าง ๆ ใหCเปUนทำนองเต็ม โดยยึดทำนองและจงั หวะหลกั เอาไวC
เพราะถCาหากเราฟEงการบรรเลงเพลงประเภททางพื้นจากนักดนตรีที่มีประสบการณ4จะพบว6าสามารถ
บรรเลงเพลงน้ีไดCอยา6 งดมี าก กลอนท่ีออกมาจะไพเราะกลมกลืนกนั อยา6 งเหมาะเจาะ ซึ่งนกั ดนตรีตCองใชC
ประสบการณ4ที่สั่งสมมาตั้งแต6เริ่มชีวิตการเปUนศิลปนM แต6สำหรับผูCที่ไม6มคี วามชำนาญก็แทบจะไม6รับรส
อะไรเลยจากการฟงE เพลงประเภทน้ี ความงามหรือความไพเราะของเพลงประเภทนี้นอกจากจะข้ึนอย6ูกับ
ความสามารถของนกั ดนตรใี นการบรรเลงแลCว ในส6วนของผCูฟงE นนั้ ก็จำเปนU จะตอC งมีความรCูเร่ืองของกลอน
เพลงพอสมควร เห็นไดCจากปEญหาทีไ่ ดพC บและไดCยินบ6อย ๆ ต6อคนไทยคือ “ฟEงดนตรไี ทยไม6เขCาใจ” หรือ
ไมเ6 ชน6 นน้ั ก็ “ดนตรีไทยทำนองคลCาย ๆ กนั หมดทกุ เพลง”
46
3. เพลงลูกล4อลูกขัด เพลงประเภทนีโ้ ดยส6วนใหญจ6 ะเปUนบทเพลงที่มีขนาดค6อนขCาง
ยาว ความงามของเพลงประเภทนี้ขึ้นอยู6กับลีลาของลูกลCอ-ลูกขัด เพลงประเภทนี้เครื่องดนตรีจะแบง6
ออกเปนU สองกล6ุม กล6ุมแรกคือกลม6ุ ที่มเี สยี งสงู เชน6 ระนาดเอก ซอดวC ง เปนU ตCน กลุม6 ท่ีสองคือกล6ุมทีม่ เี สยี ง
ต่ำ เชน6 ระนาดทมCุ ซออูC เปUนตCน ในลูกลCอพวกแรกจะบรรเลงนำไปก6อน เม่ือจบแลCวพวกท่สี องจะบรรเลง
ตามดCวยทำนองท่ีเหมอื นกนั ในบางครัง้ เครอื่ งดนตรที ั้งสองกลุม6 นีก้ จ็ ะบรรเลงดวC ยลลี าจังหวะที่คาบเกี่ยว
กัน หรอื บางคร้งั บรรเลงตอ6 ทำนองกันดCวยลลี าของลกู ลCอ ลกู ขัด ลูกลCวง ทผ่ี สมผสานกันอย6างต6อเน่ืองนั้น
เรยี กวา6 “ลกู โยน” เพลงประเภทนี้นอกจากจะใหCรสชาติแหง6 ความไพเราะแลCวยงั ใหคC วามรสูC กึ ท่ีสนกุ สนาน
อีกดวC ย
4.4.3 รสที่เกิดจากการบรรเลงรวมวง หากจะเปรียบเครื่องดนตรใี นตระกูลตา6 ง ๆ ใหCมี
สสี นั ท่ตี า6 งกัน สแี ต6ละสีน้นั มคี วามงาม มคี ุณคา6 อยใ6ู นตวั คณุ ภาพแบบใหม6 ๆ จะเกิดขึ้นหากนำสตี ัง้ แต6สอง
สีมาผสมกัน เช6นเดียวกับการที่เรานำเครื่องดนตรีที่มีคุณลักษณะของเสียงที่ต6างกันเขCาเปUนวงดนตรี
เมื่อพิจารณาถึงความงามของการรวมวงในดนตรีไทย วงเครื่องสายอันประกอบไปดCวยเครื่องดนตรี
ประเภทมีสายจึงใหCรสชาติของความรูCสึกทห่ี วานซ้งึ กนิ ใจ ในขณะทีว่ งปพ[\ าทยไ4 มCแข็งซ่งึ ประกอบดCวยเครอ่ื ง
ดนตรปี ระเภทเคร่อื งตีเปนU หลกั จะใหCความรCูสึกของอารมณ4ในทางตรงกนั ขCามกับวงเครอื่ งสาย
4.4.4 รสทเี่ กดิ จากหน4าที่และสิทธิของเครือ่ งดนตรี หนCาท่ีและสทิ ธิของเครือ่ งดนตรแี ตล6 ะ
ชิ้นเปUนองค4ประกอบที่สำคัญในการเพิ่มรสแห6งความไพเราะในดนตรีไทย ในสังคมของวงดนตรีไทย
ประเภทต6าง ๆ เครื่องดนตรีไดCถูกกำหนดใหCมีหนCาที่และสิทธิที่ไม6เหมือนกัน เช6นในการบรรเลงเพลง
ประเภทลูกลCอและลกู ขัด เคร่ืองดนตรใี นวงดนตรไี ทยจะถูกแบ6งหนาC ที่ออกเปUน 2 หนCาท่ี หนCาท่บี รรเลงนำ
และหนCาที่บรรเลงตาม โดยเครื่องดนตรีที่ทำหนCาที่บรรเลงนำนั้นไดCแก6 เครื่องดนตรีที่มีเสียงสูง เช6น
ระนาดเอก ซอดCวง ขลุ6ยหลิบ เปUนตCน สำหรบั เครื่องดนตรีที่ทำหนาC ที่บรรเลงตาม ไดCแก6 เครื่องดนตรใี น
กลุ6มที่มีเสียงตำ่ เช6น ฆCองวงใหญ6 ระนาดทุCม ซออูC เปUนตCน ดังนั้นรสชาติของความงามอันเกิดจากหนCาท่ี
ของเครื่องดนตรีทั้ง 2 กลุ6มนี้จึงเปUนความงามที่เกิดจากการบรรเลงลCอเลียนกัน บรรเลงต6อทำนองกัน
ระหว6างเครอื่ งดนตรที มี่ เี สยี งสูงและเสียงต่ำในการบรรเลงลอC เครื่องดนตรที ั้งกล6ุมบรรเลงนำและบรรเลง
ตามจะบรรเลงดCวยทำนองเดียวกัน แต6ผลัดกันบรรเลงกลุ6มละเที่ยวโดยที่เครื่องดนตรีฝ_ายเสียงสูงจะ
บรรเลงก6อนและเคร่ืองดนตรที ่ีมีเสยี งต่ำจะบรรเลงตาม ในดนตรไี ทยความงามนอกจากจะเกิดจากหนCาท่ี
ของเครื่องดนตรีแลวC สิทธใิ นการบรรเลงของเคร่ืองดนตรีแลวC สทิ ธใิ นการบรรเลงของเคร่อื งดนตรีในแตล6 ะ
ชนิดก็เปUนองค4ประกอบท่ีสำคัญที่ช6วยเพิ่มรสชาติของความงามในดนตรีไทย สำหรับสิทธิในการบรรเลง
ของเครื่องดนตรีไทยไดแC ก6สิทธิท่เี ครอื่ งดนตรีแตล6 ะชนดิ พึงบรรเลงในขอบเขตท่ีเหมาะสมกับตวั เอง ไม6กCาว
กา6 ยเคร่ืองดนตรอี ืน่ ลักษณะแบบน้ีเราเรยี กวา6 “ทาง” เชน6 ทางสำหรับระนาดเอก ทางฆCองวงเลก็ ทางซอ
ดวC ง ทางซออูC เปUนตCน ถาC หากนักดนตรผี ูCบรรเลงเครอื่ งดนตรตี า6 งไม6เคารพในสทิ ธิของเครอ่ื งดนตรีชนิดอ่ืน
47
ๆ เช6น ฆCองวงเล็กบรรเลงทางระนาดเอก หรือระนาดทุCมบรรเลงทางฆอC งวงใหญ6 บทบาทของหนCาทีแ่ ละ
สิทธขิ องเครือ่ งดนตรไี ทยนั้นเปUนสิ่งสำคญั ในการเพม่ิ รสชาติของความไพเราะในดนตรไี ทย ดงั นี้
1. ระนาดเอก บรรเลงในทว6 งทำนองท่เี ก็บถ่ี ๆ ในบางโอกาสบรรเลงโดยวิธกี รอ สะบดั
มีหนCาที่เปUนผCูนำของวงรสชาตขิ องความไพเราะและวิจิตรพิสดารพี่พบบ6อย ๆ ในลีลาของระนาดเอกคือ
“การดำเนนิ กลอน” หรือ ทางของกลอนท่สี ัมพนั ธ4กันอยา6 งกลมกลนื
2. ระนาดท4ุม สิทธแิ ละหนCาทท่ี ่สี ำคัญคือการบรรเลงสอดแทรก หยอกลCอ ไปกบั เครื่อง
ดนตรีชนดิ อืน่ ๆ ความงามทีจ่ ะพบในลีลาของการบรรเลงทุCมคือลีลาทีเ่ กิดจากการประคบมือ ซึ่งเรยี กว6า
“ดูด” รสชาตทิ ไ่ี ดจC ากการฟEงลีลาการตีแบบดูดน้คี ลาC ย ๆ กบั การเอาสิ่งของไปถกู วัตถทุ มี่ ีอำนาจทส่ี ามารถ
ดดู สิง่ นั้นไวC ในขณะเดียวกนั เรากด็ ึงส่งิ นนั้ ออกมาอยา6 งต6อเนอ่ื งกนั
3. ฆ4องวงใหญR ทำหนCาที่ดำเนินทำนองหลักของเพลง ความไพเราะของเสียงฆCองวง
ใหญ6ขนึ้ อยู6กับลีลาของการบรรเลงทเี่ รยี กว6า “ประคบมือ”
4. ฆอ4 งวงเลก็ เนอ่ื งจากมีมีกระแสเสยี งทแ่ี จ6มใสเลก็ แหลม เวลาบรรเลงจะใชCวิธีเก็บถี่
ๆ ลลี าและเทคนคิ สำคัญที่สรCางความงามจนเปUนเอกลักษณ4ของฆCองวงเลก็ คือ “กรอด”
5. ระนาดเอกเหลก็ การดำเนนิ ทำนองลลี าคลCาย ๆ กับระนาดเอก เพียงแตต6 ดั บทบาท
การเปนU ผูนC ำวงออก
6. ระนาดทุ4มเหล็ก การดำเนินทำนองจะเปUนไปอย6างห6าง ๆ หากจะเปรียบเทียบกับ
ดนตรีตะวนั ตก ระนาดทCมุ เหล็กจะทำหนCาทค่ี ลCายคลงึ กับเครอื่ งดนตรจี ำพวกเสยี งเบสทั้งหลาย
7. ซอด4วง มีหนาC ท่ีเปUนเครอื่ งดนตรปี ระเภทนำ ในวงเคร่ืองสายซอดวC งจะมีหนCาท่ีเปUน
ผูCนำวง
8. ซออ4ู มีหนCาที่คลCายคลึงกับระนาดทุCมในวงป[\พาทย4 สีหยอกเยCาไปกับเครื่องดนตรี
ชนดิ อนื่ ๆ มีฐานะเปUนเครอ่ื งดนตรปี ระเภทตาม
9. ซอสามสาย เวลาบรรเลงจะใชCวิธีสีเกบ็ บCาง สีใหCโหยเปนU เสียงยาว ๆ หนCาที่หลักที่
สำคัญคือ สีคลอไปกบั เสยี งคนรอC ง
10. ขลุRย มีบทบาทเปUนตัวประสานเอาเสียงของเครื่องต6าง ๆ เขCามาร6วมกันใหCมี
ความรูCสึกเปUนเอกภาพ รสชาติของความงามท่ีสำคัญที่ไดCรับจากเครื่องเป_าไทย อันไดCแก6ขลุ6ยและป[\ คือ
“การระบายลม” ซงึ่ หมายถงึ ลลี าเทคนคิ การเป_าทผ่ี เCู ปา_ จะตอC งผ6อนลมใหหC มุนเวียนไปมาโดยไม6ใหขC าดหวC ง
4.4.5 รสท่ีเกิดจากลีลาการขับร4อง เพลงไทยประเภทรับ-รCองหรือเพลงรCองน้ัน
ความสำคัญขึ้นอยู6กับดนตรีและการรอC งอยา6 งละเทา6 ๆ กัน ความงามที่เดน6 ชดั ในการขับรCองเพลงไทยคือ
“การเอื้อน” คุณภาพของการเอื้อนนั้นคือการทอดและลากเสียงอย6างต6อเนื่องไม6ใหCขาดหายคลCาย ๆ
กับการระบายลมในเครือ่ งดนตรีประเภทเครื่องเป_า เชน6 ขล6ยุ และป\[ ความงามในประการถัดไปในการขับ
รCองเพลงไทยคอื “การกล6อมเสียง” เพื่อใหCเสียงของทำนองเพลงเขCากับเสยี งสระในภาษาไดสC นิท
48
4.5 ความหมายของวรรณคดี
ปEจจุบันมีผูCใหCความหมายของคำว6า วรรณคดี วรรณกรรม ไวCมากมายจนยากจะตีความว6าคำใด
ควรมคี วามหมายว6าอยา6 งไร ดังน้ี
จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 กล6าวถึงความหมายของวรรณคดีว6า
วรรณคดี (น.) หมายถงึ วรรณกรรมท่ีไดรC ับยกยอ6 งว6าแต6งดี มคี ณุ คา6 เชงิ วรรณศิลปeถงึ ขนาด เช6น พระราช
พธิ ีสิบสองเดอื น มทั นะพาธา สามกกœ เสภาเร่อื งขนุ ชาC งขุนแผน เปนU ตCน
หมอ6 มหลวงบญุ เหลือ เทพยสุวรรณ ไดCกลา6 วถึงงานเขยี นท่ยี กย6องว6าเปUนวรรณคดี มีลกั ษณะดังนี้
มีรูปแบบและเนื้อหาเหมาะสมกัน มีถCอยคำภาษาที่ประณีต อ6านแลCวไม6น6าเบื่อ และมีคุณค6าในหลาย ๆ
ดาC น เช6น ดCานสังคมและดCานประเพณี เปUนตCน
เหน็ ไดCว6าคำจำกัดความเหลา6 น้ี จะแตกตา6 งกนั ออกไป แต6ก็เปนU ความหมายที่ไปในทศิ ทางเดียวกัน
สรปุ ไดวC 6า วรรณคดีคือหนังสอื ท่ีกอ6 ใหเC กิดอารมณ4 ความรสูC ึกนึกคดิ มากกว6าใหCความรูขC Cอเท็จจริงตา6 ง ๆ
4.6 ความสำคญั ของวรรณคดี
เห็นไดCจากคำว6า “วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอันเปUนมรดกทางวัฒนธรรม” ที่ปรากฏใน
หนังสือคุณค6าและลักษณะเด6นของวรรณคดีไทย สมัยรัตนโกสินทร4ตอนตนC โดย ดร.ดวงมน จติ ร4จำนงค4
ซ่ึงไดCใหCความหมายว6า โบราณกวีไดแC ต6งหนังสือดีไวโC ดยสภาพทำใหCเจริญงอกงาม ซึ่งสังคมรบั ไวแC ละรักษา
สืบทอดกนั มา วรรณคดีและวรรณกรรมอันปรากฏว6าเปUนมรดกทางวฒั นธรรม มีสิ่งท่ีควรนำมาพจิ ารณา
ไดCแก6 ภาษา ศิลปะ ความเชือ่ ถือและประเพณี จึงมแี นวทางในการศกึ ษาวรรณคดีและวรรณกรรมไทยอัน
เปนU มรดกทางวฒั นธรรม
4.6.1 ภาษาในวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทย
พบการเปลี่ยนแปลงทางภาษา เก่ียวกับถCอยคำที่ใชCรวมทั้งตัวสะกดการันต4และ
ความหมาย เนื่องจากมีวรรณคดีและวรรณกรรมเร่ืองต6าง ๆ จะมีภาษาถิ่นปะปนอย6ู เช6น ภาษาถิ่นเหนอื
ภาษาถนิ่ อีสาน เปนU ตCน รวมถงึ วรรณคดแี ละวรรณกรรมที่ไทยรบั มาจากภาษาอ่นื ยอ6 มมภี าษาของชาตินั้น
ๆ ตดิ มาดวC ย เช6น ภาษาจนี จากสามกœก ภาษาพมา6 มอญ จากราชาธิราช เปนU ตนC ในดาC นถอC ยคำภาษาอีก
ประการหนงึ่ คอื การรจCู กั ใชCราชาศพั ทห4 รือคำสุภาพ
4.6.2 ศิลปวฒั นธรรมในวรรณคดแี ละวรรณกรรม
มรดกทางวฒั นธรรมไทยเกี่ยวกับศลิ ปวัฒนธรรมนั้น ควรจะหมายถึงศิลปะในการแตง6
อันประกอบดCวย แบบอย6างและรูปศิลปะโดยเนCนสุนทรียภาพทางภาษาที่มีความประณีต เรียกว6า
“วรรณศลิ ป”e
49
4.6.3 ความเชือ่ ถอื ทปี่ รากฏในวรรณคดีและวรรณกรรมไทย
ความเชื่อถือที่ปรากฏในวรรณคดีและวรรณกรรมนั้น เช6น ความเชื่อในสิง่ ศักด์สิ ิทธิ์ผี
สางเทวดา ความเชื่อทางไสยศาสตร4และการใชCเวทมนตร4คาถา ความเชื่อถือในผูCมีอิทธิฤทธิห์ รือทรงคุณ
วิทยา ความเชื่อถือในเรื่องคำสาบานและการดื่มน้ำสาบาน รวมถึงความเชือ่ เรื่องฤกษ4ยาม ซึ่งเปUนความ
เชอ่ื ถือท่ปี รากฏอย6ูในหม6ูชนคนไทยทั่วไป สิง่ ที่เปนU ความเชอ่ื ถือในวรรณคดีและวรรณกรรมนั้นนับว6าเปUน
มรดกทางวัฒนธรรมอีกดCวย
4.6.4 ขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละวฒั นธรรมทปี่ รากฏในวรรณคดแี ละวรรณกรรมไทย
วรรณคดีและวรรณกรรมไทยในแตล6 ะสมัย กวไี ดบC นั ทกึ เรอ่ื งราวอนั เปนU ขนบธรรมเนยี น
ประเพณีและวัฒนธรรมลงไวCเพื่อสืบทอดแก6คนในสังคมโดยตรง เช6น ประเพณีการแต6งงาน การบวช
เปUนตCน ซึ่งรวมถึงความเปUนอยู6ของคนในสังคมและวัฒนธรรมทางจิตใจ เช6น ประเพณีการแต6งกาย
ความศรทั ธาในศาสนาท่ีตนนบั ถือ เปนU ตนC
4.7 การแบRงวรรณคดี
4.7.1 การแบRงยุคของวรรณคดี การแบ6งสมัยของวรรณคดีไทยนิยมแบ6งตามยุคสมัย
เช6นเดียวกับยุคสมัยในประวัตศิ าสตรโ4 ดย ถือเอาเมืองหลวงเปUนจุดศูนยก4 ลาง จึงแบง6 ออกเปนU สมัยสุโขทัย
สมยั อยธุ ยา และสมัยรตั นโกสินทร4
1. วรรณคดีสมยั สุโขทยั ลกั ษณะวรรณคดใี นสมัยสโุ ขทยั นน้ั เปUนวรรณคดเี ก6าแกท6 ี่สุดและ
ปรากฏหลักฐานมาจนถงึ ทุกวันน้ีเกดิ ขึน้ เพียงแค6สมัยสุโขทัย อาจเปนU เพราะพอ6 ขุนรามคำแหง ผCูประดิษฐ4
อักษรไทยขึ้น วรรณกรรมส6วนใหญ6มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ4บCานเมอื ง การปกครอง สภาพชีวิตความ
เปUนอยู6 ตลอดจนความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาของบุคคลในสมัยสุโขทัย โดยทั่วไปกล6าวกันว6ามี
5 เรอ่ื งคอื ศิลาจารึกหลักท่ี 1 หรอื ศิลาจารึกพอ6 ขนุ รามคำแหง, ศลิ าจารึกวดั ป_ามะมว6 ง, สุภาษิตพระร6วง,
ไตรภมู ิพระร6วง และนางนพมาศ หรือเรวดนี พมาศ หรอื ตำรับทCาวศรีจุฬาลกั ษณ4
สุภาษิตพระร6วงและนางนพมาศ เปUนวรรณคดีที่นักวิทยาการยงั โตCเถียงกันอยใู6 นเรือ่ ง
สมัยที่แต6ง เพราะแมCอาจจะมีเคCาเดิมว6ามีมาแต6สุโขทัย แต6ภาษาและสำนวนเปUนของใหม6 ประมาณสมัย
รชั กาลที่ 3 แหง6 กรุงรตั นโกสินทร4 เทา6 น้ัน
อิทธิพลของวรรณคดีสมัยสุโขทัยทม่ี ีตอ6 ประเพณแี ละสังคมไทยน้นั เนอ่ื งจากวรรณคดีสมัย
สุโขทัย ส6วนใหญ6เปUนเน้ือหาเกี่ยวขCองกับการทำนุบำรุงพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ4 ซึ่งสิ่งเหล6าน้มี ี
อทิ ธพิ ลเปนU แบบอยา6 งในการยดึ ถอื ปฏบิ ตั ขิ องสังคมสมยั ต6อมาดงั ต6อไปน้ี
1.1 การออกผนวชของกษัตริย4ในพุทธศาสนา เช6น การออกผนวชของพระบรมไตร
โลกนาถ ในสมัยอยุธยา สืบมาจนกระทั่งรัชกาลปEจจุบันของสมัยรัตนโกสินทร4ทีจ่ ะออกผนวชเพื่อศึกษา
พระธรรม และเทศนาสงั่ สอนผอูC ืน่ ใหปC ระพฤติธรรม
50
1.2 พิธีขนบประเพณีต6าง ๆ ซึ่งเปUนแบบอย6างท่ีดีย่ิงยดึ ถอื ปฏบิ ัติตอ6 มา เช6น ประเพณี
การทอดกฐินเมือ่ ออกพรรษา ที่กล6าวในศลิ าจารึกหลักท่ี 1 ประเพณีวนั วิสาขบชู า พิธเี ขCาพรรษา
1.3 การสรCางศาสนสถานตลอดจนวัตถุนิยมในศาสนา เช6น เจดีย4บรรจุพระธาตุ
รอยพระบาทศาลาพระพทุ ธรปู หรอื แมแC ต6การปลกู ตนC พระศรีมหาโพธิ์ คนไทยปจE จบุ ันยงั คงนิยมก6อสรCาง
เพอื่ บำรงุ ศาสนาใหยC นื นาน
1.4 ดาC นความเชื่อ ท่ยี ดึ ถอื ปฏบิ ตั ติ 6อมาเช6นการเปนU ผผCู ิดลูกเขาเมียใคร ตายไปตCองตก
นรก เช6น การเปUนชูCผดิ ลูกเขาเมียใคร ตายไปก็ตกนรก ดังที่กล6าวไวCในไตรภูมพิ ระรว6 ง สิ่งเหล6านี้ช6วยเปUน
แรงกระตุCนผลกั ดนั วิถีชวี ติ ไปในทางทด่ี งี าม
2. วรรณคดีสมัยอยุธยา เนื่องจากกรุงศรีอยุธยา มีอายุยาวนานถึง 417 ป[ มีกษัตริย4
ปกครองถึง 33 พระองค4 มีการเปลย่ี นราชวงศถ4 ึง 5 คร้ัง ท่วี รรณคดนี 6าจะมมี ากกับมีนCอยกวา6 ทค่ี าด เพราะ
อุปสรรคสำคัญหลายประการ เช6น ความไม6สงบสุขภายใน การแย6งราชบัลลังก4 การรุกรานของศัตรู
ภายนอก เชน6 พม6า หรอื เขมร ทำใหไC มม6 เี วลาสำหรับสราC งสรรค4วรรณคดมี ากนัก จงึ ไดมC ีการแบ6งช6วงของ
วรรณคดอี อกเปนU 3 ช6วง ไดCแก6
2.1 วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต4น ลักษณะวรรณคดีในสมัยน้ี มีวรรณคดีที่ตกทอด
มาถึงสมัยปEจจบุ ันไม6กี่เรื่อง ดูเหตุที่พระเจCาอู6ทองตั้งบCานเมืองซ่ึงอยู6ในเขตวัฒนธรรมของเขมร ไทยจึงรบั
เอาวัฒนธรรมของเขมรมาปนบางอย6าง เช6น วรรณคดีทเี่ กีย่ วกับทางพิธี คอื ลลิ ิตโองการแช6งน้ำ เก่ียวกับ
สดุดี คือ ลลิ ิตยวนพ6าย เกย่ี วกบั ศาสนาอยา6 งมหาชาตคิ ำหลวง ถอC ยคำภาษาท่ใี ชกC ล็ Cวนมีภาษาเขมร
2.2 วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนกลาง ลักษณะวรรณคดีนั้น เนื่องจากเหตุการณ4
บาC นเมอื งผนั แปรย6ุงยากทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ เช6น การแตกราC วกับพมา6 จนมกี ารรบ ปEญหาการ
สืบสันติวงศ4ตลอดจนการเสียกรุงครั้งที่ 1 การพยายามกูCเอกราช ตลอดจนการรบติดพันกบั พม6าในสมัย
พระนเรศวร พอจะสงบสุขในสมยั พระเอกาทศรถก็ย6ุงยาก อีกเมื่อพระองคส4 วรรคตมีการแยง6 ชิงราชบลั ลงั ก4
และผูทC ีไ่ ดCเสวยราชย4ต6อมาคือ พระเจาC ทรงธรรม พระองค4ทรงฝEกไฝ_บำรุงศาสนามาก จนไดใC หCแตง6 มหาชาติ
ขน้ึ อีกฉบับหน่งึ คอื กาพย4มหาชาติ จนกระท่งั ถึงสมยั พระนารายณฯ4 บCานเมอื งเจริญข้นึ วรรณคดีก็ร6ุงเรือง
มีกวีปรากฏชื่อหลายท6าน เพราะพระองค4เปUนกวีและทรงเปUนประมุขของกวีมีวรรณคดีเกิดขึ้นมากมาย
หลายประเภท เชน6 วรรณคดีเกย่ี วกับศาสนา คอื เสอื โคคำฉนั ท4 กาพยม4 หาชาติ อนิรทุ ธค4 ำฉนั ท4 เก่ียวกับ
คำสอน คอื ทศรถสอนพระราม พาลสี อนนCอง เกย่ี วกบั พิธี คอื คำฉนั ทด4 ษุ ฎสี ังเวยกล6อมชCาง เกีย่ วกับเฉลมิ
พระเกียรติ คือ โคลงเฉลมิ พระเกยี รติสมเดจ็ พระนารายณฯ4
2.3 วรรณคดีสมัยอยุธยาตอนปลาย เปUนช6วงเวลาทว่ี รรณคดีไทยเจริญร6ุงเรืองถึงขีด
สุดในสมัยพระนารายณ4ฯ ครั้งสิ้นบารมีของพระองค4บCานเมืองปE\นป_วนเกิดกบฏแย6งชิงราชบัลลังก4
สมัยพระเพทราชาเกิดกบฏซCอนๆกัน จนกระทั่งบCานเมืองสงบราบคาบ เมื่อพระเจCาอยู6หัวบรมโกศขึ้น
ครองราชย4ในป[ พ.ศ. 2275 พระองค4ทรงทำนุบำรุงการศึกษาและวรรณคดี แมCจะมีวรรณคดีนCอยกว6า
อยุธยา ตอนกลางก็ตาม แต6สมัยนี้มีวรรณคดีเกิดขึ้นทุกประเภท ไม6ว6าจะเปUน กาพย4กลอน โคลง ฉันท4
51
มีบทละครเกิดขึน้ ใหม6 “วรรณคดปี ระเภทกาพย”4 เจริญถงึ ขีดสดุ หนังสอื ประเภทคำฉนั ทเ4 กิดขึ้น 2 เรื่อง กวี
มีทั้งหญิงชาย ท้ังคฤหสั ถ4 และบรรพชิต
วรรณคดที เ่ี กิดขึ้นใหม6ในสมัยน้ีคือ กลอนเพลง กลอนบทละคร กลทบท และกาพย4
เหเ6 รอื วรรณคดจี ึงมีเน้อื เรื่องไปตา6 ง ๆ กนั ไดCแก6 เนอ้ื เรือ่ งเกี่ยวกบั ศาสนา เนอื้ เรือ่ งเกยี่ วกบั ประวตั ศิ าสตร4
เน้ือเรือ่ งเก่ียวกับการเล6าเรอื่ ง เนอ้ื เรอื่ งเกย่ี วกบั การแสดงความรCูสึกของกวี และเนื้อเรอื่ งเบ็ดเตลด็
อิทธพิ ลของวรรณคดีสมัยอยุธยาทม่ี ีต6อประเพณแี ละสงั คมไทย ไดCแก6
ก. ความรCสู ึกนึกคิดและความเชื่อเร่ืองอ่ืน ๆ ทีท่ ราบแนช6 ดั ไดCจากวรรณคดีในสมัย
นี้ เช6น ความเชื่อเรือ่ งนรก สวรรค4 จากพระมาลยั คำหลวง หรือนนั โทปนันทสูตรคำหลวง ความเชื่อในคำ
พยากรณ4กรุงศรีอยุธยา ความเชื่อเกี่ยวกับฤกษ4ยาม ไสยศาสตร4 และลางสังหรณ4 คนอ6านในสมยั หลังพบ
เรือ่ งราวเหลา6 น้กี ร็ บั ไวCและนำมาใชกC บั ชวี ติ จรงิ
ข. เนือ้ เร่อื ง ช่อื ตัวละคร บทของตัวละคร ยังติดเขาC มาในสำนวนพูดท่ใี ชอC ยูท6 กุ วนั นี้
ดCวย เชน6 สำนวนทว่ี 6า “เหาะเกินลงกา” “žษีแปลงสาร” “อมCุ สร” “ลกู ทรพ”ี ฯลฯ หรือคำอวยพรของผูC
เฒ6าวา6 “ใหCเร่ยี วแรงอย6างหนุมาน ใหอC ดกล้ันเหมือนพระเวสสันดร”
ค. จารตี ประเพณีหลวงจากวรรณคดสี มัยอยุธยา มีอิทธพิ ลในสมัยต6อมาอย6างเห็น
ไดCชัด ไดแC ก6 พระราชพธิ ีถอื น้ำพิพัฒน4สตั ยา จากวรรณคดเี รื่องลลิ ิตโองการแช6งน้ำ
ง. วรรณคดสี มัยอยุธยา เปนU ตนC ตำรบั หรอื เปUนประเพณที ีย่ ดึ ถอื ในการแตง6 วรรณคดี
วรรณกรรม สมัยต6อมา
จ. วรรณคดีสมัยอยุธยา มีอิทธิพลตอ6 สังคมไทยในดCานการศึกษาวา6 เริ่มแพร6หลาย
ไปถึงประชาชนทว่ั ไป มิใชจ6 ำกดั อย6ูแตใ6 นราชสำนัก
ฉ. วรรณคดีสมัยอยุธยา มีอิทธิพลดCานความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของนิทาน
วรรณคดีท่ีเปUนนทิ านชาดก บทละคร หรอื ตำนานทก่ี วสี มยั อยธุ ยาไดแC ต6งไวC
วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร4ตอนตCน มีลักษณะวรรณคดีในระหว6าง 3 รัชกาลของ
รัตนโกสินทรต4 อนตนC บCานเมืองค6อยสงบเปUนลำดับแมCว6าจะรบพง6ุ กับพมา6 บCางในตอนตCนรชั กาลท่ี 1 และ 2
แต6เหตุการณ4ก็คลี่คลายสงบสุข จนทำใหCกษัตรยิ 4ทรงมีโอกาสทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และวรรณคดีไดC
ตามพระราชดำริ ดังน้นั ในสมัยนวี้ รรณคดีจงึ เจริญรง6ุ เรืองยง่ิ กวา6 สมัยอื่น ๆ ทัง้ ในดCานคณุ ภาพและปริมาณ
วรรณคดีในสมัยนม้ี ลี ักษณะเดน6 3 ประการคือ
1. รับเอาวัฒนธรรมศรีอยุธยามาเปUนหลัก เช6น วีการประพันธ4ดำเนินตามแบบของ
อยุธยารับเอาของเดิมมาทุกอย6าง ไม6ว6าจะเปUนสักวา ดอกสรCอย เสภา และบทละคร เปUนการรักษา
วัฒนธรรมเดิมไวCใหถC าวร
2. ปรบั ปรงุ แกไC ขของเดิมใหดC ีขึ้น จะเห็นไดCอยา6 งชัดเจนโดยเฉพาะ “กลอนและโคลง”
เจริญถึงขีดสุด สุนทรภู6ไดCคิดกลอนแบบพิเศษอยา6 งหนึ่งคอื สัมผัสในฉันท4กด็ ีกว6าอยุธยาในดCานเคร6งครัด
แบบบงั คับครุลหุและสัมผสั
52
3. ถ6ายทอดวัฒนธรรมต6างประเทศโดยการแปล นับแต6เจCาพระยาพระคลงั (หน) แปล
และเรียบเรียงสามกกœ ของจนี ราชาธริ าชของมอญ นับว6าวรรณคดปี ระเภทรอC ยแกวC เรม่ิ เกดิ ขึ้นในสมัยพระ
พุทธยอดฟzาฯ แลCวงอกงามอยา6 งรวดเร็ว แต6รัชกาลที่ 4 เปUนตCนมาจนถึงการแปลวรรณคดีตะวันตกของ
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาC ฯ เหลา6 นีล้ Cวนสง6 เสรมิ ใหวC รรณคดใี นสมัยรตั นโกสนิ ทรว4 ิจิตรบรรจง
การเปลี่ยนแปลงของวรรณคดีสำคัญอย6างหนึ่งคือ วรรณคดีประเภทกวีนิพนธ4เริ่มเสื่อม
ความนยิ ม โดยเฉพาะรตั นโกสนิ ทร4ตอนปEจจบุ ันต้ังแต6รชั กาลที่ 4 เห็นชัดเจนในสมยั รชั กาลท่ี 7
ปEจจัยสำคัญที่ช6วยอุดหนุนวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร4ใหCรุ6งเรืองก็มีมากกว6าในสมัยอื่น ๆ
ไดCแก6 กษัตริย4ทุกประองค4ในสมัยรัตนโกสนิ ทรท4 รงเปUนกวี และทรงอปุ การะวรรณคดีอย6างดียิ่ง ประกอบ
กับผูCสรCางวรรณคดีเริ่มเปลี่ยนไป คือไดCรับความเกื้อหนุนจากประชาชนสามารถหารายไดCจากการขาย
วรรณกรรมไดCในสมยั รัตนโกสินทรต4 อนปEจจุบนั แตร6 ชั กาลท่ี 4 ยังเกิดการพมิ พ4 หอสมุดแหง6 ชาติ โบราณคดี
สโมสร วรรณคดีสโมสร สภาวฒั นธรรมแหง6 ชาติ และสถานศกึ ษาขน้ั มหาวทิ ยาลัย ลวC นสง6 เสริมวรรณคดีใหC
เจริญรุดหนาC ยิ่งขึ้น
วรรณคดีไทยก6อนไดCรับอิทธิพลจากตะวันตกนั้น ไดCแก6 วรรณคดีไทยตั้งแต6สมัยสุโขทัย
ถึงรัตนโกสินทร4ตอนตCนเนนC ในดาC นสุนทรียะ กล6าวคอื มุ6งดCานอลังการประดิษฐ4ประจงถCอยคำอยา6 งวิจติ ร
พิสดารก6อใหCไดCรสคำ เพื่อกระทบประสาทสมั ผัส และอารมณเ4 ปUนสำคญั โดยอาศยั ความวิจติ รพิสดารของ
ธรรมชาติ เปUนแกนใชCพฤติกรรมของตัวละคร เปUนสิ่งเชื่อมโยงใหCเห็นคุณค6า และอิทธิพลของธรรมชาติ
มุ6งอนุรักษ4ค6านิยมแบบเก6า มุ6งเนCนใหCเห็นถึงความเชื่อ ไม6คำนึงถึงหลักวิทยาศาสตร4 มุ6งใหCเกิดความ
เพลดิ เพลนิ และซาบซ้งึ เปUนสำคญั ไม6คำนึงถึงขCอเทจ็ จรงิ แต6กม็ ีความจรงิ ใชCแนวการเขยี นเด6นในลักษณะ
อดุ มคติ คอื ครงึ่ สมมติครง่ึ จรงิ และแนวโรแมนติกนยิ ม คอื ประเภทสมมติ และอาจมีแนวสัญลักษณ4นิยม
ปนอยูบ6 Cาง ใชCประดิษฐก4 าร เปนU แบบเสรมิ คอื นำของเดิมมาเพ่ิมเตมิ ตามความคดิ เห็นของตน และเปนU แบบ
การจดั แบบ คือนำเร่อื งทม่ี ีอย6ูมาเรียบเรียบ จดั ระเบยี บเปนU หมวดหมู6 โดยสว6 นมากนยิ มแตง6 เปUนรCอยกรอง
เพราะสามารถแสดงความวิจิตรงดงามไดCเต็มที่ทั้งดาC นเสียงสัมผัส และท6วงทำนอง ในดCานการสรCางฉาก
และบรรยากาศนั้น เปUนแบบสมมุติหนีความจริง ดCานตัวละครมีประเภทต6างภาพต6างภาวะกับมนุษย4
แต6สามารถสือ่ สาร สัมพนั ธ4กับมนษุ ยไ4 ดC มีเรื่องไกลตัวปนอยู6มาก ซึง่ ผปูC ระพันธ4ไม6ถอื วา6 งานประพันธ4ของ
ตนผกู พนั กับความรับผดิ ชอบตอ6 สงั คม หากแต6ถอื เปUนความอสิ ระท่ีจะสราC งงานไดตC ามอารมณ4ปรารถนา
วรรณคดีไทยหลังไดCรับอิทธิพลจากตะวันตก ไดCแก6 วรรณคดีไทยตั้งแต6สมัยรัชกาลที่ 4
จนกระทง่ั ปEจจบุ ัน มีลักษณะทเ่ี ปล่ยี นแปลงไป พอจะสรปุ ไดดC ังนค้ี อื มีการมง6ุ แสดงความจรงิ มากกวา6 ความ
งาม การใชCคำมุ6งรสความควบคู6กบั รสคำ อาจจะไม6อาทรต6อรสคำมากนัก โดยใชCสังคมเปนU แกน ใชCความ
ขดั แยงC ของตัวละครชี้ใหCเห็นปญE หา และทิศทางของสงั คม พยายามใหมC นุษยใ4 ชCสมองเพอ่ื ควบคุมธรรมชาติ
ทำใหCเห็นถึงความเชื่อแต6ยังคำนึงถึงหลักวิทยาศาสตร4 และหลักจิตวิทยาเปUนสำคัญ พยายามใหCผูCอ6าน
ตระหนักถึงสภาพความเปUนจริง ใหCรูCกลไกลในชีวิตและสังคม ใชCแนวการเขียนแบบสัจนิยม แบบธรรม
ชาตินิยม แบบสังคมนิยม และอาจจะเปUนแบบ Existentialism คือแบบไม6ถืออะไรเปUนแก6นสาร โดยใชC
53
ประดิษฐก4 ารเปนU แบบประดษิ ฐ4การนฤมติ ร คอื คิดแตง6 เรื่องแปลก ๆ ใหม6 ๆ ชนิดทผ่ี ูอC 6านไมเ6 คยพบเห็นมา
กอ6 น โดยส6วนมากน้นั เปนU รอC ยแกวC เพราะสามารถแสดงความจริงและดเู ปนU ธรรมชาติมากกวา6 ไม6เหน็ เปUน
การเสแสรCง หรือปรุงแต6ง ในดCานการสรCางฉาก และบรรยากาศจะพิจารณาในรูปความเปUนจริง ดCานตัว
ละครจำลองจากชีวิตมนุษย4ในสังคม พบเห็นไดCง6ายและพบไดCทั่วไป โดยผูCประพันธ4นั้นมีทศั นะท่ีต6างกัน
บางกล6ุมถือว6าสรCางศิลปะเพื่อศิลปMน บางกลุ6มถอื ว6าสรCางศิลปนM เปUนแนวทางแก6สังคม และบางกลุ6มถือวา6
การสรCางศิลปะเพอ่ื ชีวิต และเพอื่ ประชาชน
4.7.2 การแบRงประเภทวรรณคดี มกี ารแบ6งวรรณคดีของไทยออกเปนU ประเภทตา6 ง ๆ ดังนี้
1. แบRงตามลักษณะคำประพันธ2
1.1 ประเภทที่แตRงเปlนร4อยแก4ว ความเรียง คือ วรรณกรรมประเภทที่ไม6มีลกั ษณะ
บังคบั ในการแตง6 ตามแบบแผนท่ีบญั ญัตไิ วC อนั ไดแC กก6 ารกำหนดจำนวนคำ กำหนดสมั ผสั กำหนดเสยี งเอก
โท กำหนดเสียงหนักเบา หรือรวมเรยี กลักษณะเหลา6 นีว้ 6า การกำหนดคณะ
การเขียนทำนองรCอยแกCวของไทยแต6เดิมมา ไม6มุ6งหมายใหCเปUนเปนU เร่ืองอ6านเพอ่ื
ความบันเทิงดCานอารมณ4โดยตรง จึงใชCลักษณะการแต6งแบบรCอยแกCวในการบันทึกเรื่องราว หรือเปUน
หลกั ฐานสำหรบั บCานเมอื ง เชน6 ใชใC นการแตง6 พงศาวดาร กฎหมาย ประกาศตา6 ง ๆ ของทางการ นทิ านซ่ึง
จงใจใหเC ปzนเร่อื งสอนคตธิ รรมไปดCวยหรือหนังสอื ศาสนา
ตัวอย6างวรรณกรรมประเภทรCอยแกCว ไดCแก6 นิยาย นิทาน นวนิยาย เรื่องสั้น บท
ละครพูด หัสดี(เรื่องชวนหัว) บทความ หรือสารคดีต6าง ๆ รวมทั้งหนังสือพมิ พ4 และนิตยสารวารสารทุก
ประเภท
1.2 ประเภทที่แตงR เปlนรอ4 ยกรอง คอื วรรณกรรมประเภทท่มี ีลกั ษณะบังคับในการแต6ง
หรอื มกี ารกำหนดคณะ วรรณกรรมรอC ยกรองแตล6 ะเร่อื งอาจใชCรูปแบบของการประพันธ4เพียงแบบเดียวก็
ไดC แต6รCอยกรองบางชนิดก็อาจจะใชCรูปแบบของการประพันธ4หลายอย6างหลายประเภทรวมกัน เช6น
วรรณกรรมประเภทลิลิตก็จะตCองประกอบดวC ยโคลงและร6าย ซึ่งวรรณกรรมประเภทนีน้ ้ันส6วนใหญ6มกั จะ
มุ6งไปในทางใหCความไพเราะใหCอารมณ4และความงดงามทางดCานวรรณศิลปeมากกว6าที่จะใหCความรูCและ
ความคดิ
บทประพนั ธป4 ระเภทรอC ยกรองอาจแบง6 ประเภทยอ6 ยไดCอกี ดงั นี้
1. แบ6งตามลักษณะการแต6ง เปUนกาพย4 กลอน โคลง ฉันท4 ร6าย และยังมีการ
แต6งรวมการประพนั ธ4 เชน6 นิยมแต6งโคลงกบั ร6าย ใหCมสี ัมผสั ต6อเน่ืองกนั เรยี งบทไป เรียกวา6 ลิลติ และนิยม
เขยี นกาพยร4 ว6 มกับฉันท4
2. แบ6งตามวัตถุประสงค4ในการใชC เช6น เพลงยาว ใชCเปUนบทฝากรัก หรือบท
แสดงความในใจของผูCแต6ง เล6าเรื่อง, เล6านิทาน เช6น บทเสภา นิทานคำกลอน บทสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
บทนิราศ ใชCแสดงความรัก ความอาลัย หรือคร่ำครวญ ในยามจากคนรักไปไกล บทละครรำ บทพาทกย4
54
โขน บทพากย4หนังใหญ6 บทละครรCอง ฯลฯ ใชCในการแสดงและการเล6นละคร บทรCอง ไดCแก6 บทมโหรี
เพลงต6าง ๆ บทสวด บทไหวC (ประณามบท) บทแสดงความคิดและทัศนะต6าง ๆ เช6น โคลงโลกนิติ บท
วิชาการ เช6น แบบเรยี น ตำราการแตง6 รCอยกรอง บทท่ใี ชใC นพิธีกรรมตา6 ง ๆ เชน6 โองการแช6งนำ้ เปนU ตนC
2. แบRงตามเน้ือหา
2.1 วรรณคดีนิราศ วรรณคดปี ระเภทนีม้ ักจะเปUนการบรรยายการเดินทางจากที่หนึ่ง
ไปยังอีกทหี่ นึง่ แกน6 ของเรือ่ งมักจะเปUนความรัก เชน6 โคลงทวาทศมาส นิราศนรนิ ทร4 และรวมท้งั เพลงยาว
ตา6 ง ๆ ก็จัดอยูใ6 นประเภทนี้
2.2 วรรณคดีประวัติศาสตร2 วรรณคดีประเภทนี้มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการเฉลิมพระ
เกียรติพระเจCาแผ6นดินหรือสรรเสริญบุคคลที่กระทำคุณงามความดีแก6ส6วนรวม และประเทศชาติ ไดCแก6
ยวนพ6าย ตะเลงพ6าย โคลงเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเด็จพระนารายณ4 ฯลฯ
2.3 วรรณคดีเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี ไดCแก6 หนังสือที่ช6วยใหCผูCอ6านเขCาใจ
พิธีกรรมต6าง ๆ เช6น ตำรับนางนพมาศ คำฉันทด4 ุษฎีสังเวยกล6อมชาC ง เปUนตนC
2.4 วรรณคดีการละคร ไดCแก6หนังสือท่ีแต6งข้ึนเพื่อใหCเปUนบทนาฏการต6าง ๆ ซึ่งมีทง้ั
ละครใน และละครนอก ไดแC ก6 อเิ หนา รามเกียรติ์ อุณรุท บทพากย4โขน ไกรทอง สังข4ทอง เปนU ตCน
2.5 วรรณคดศี าสนา เปUนหนงั สอื ทว่ี า6 ดCวยหลกั ธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ผCแู ต6ง
กแ็ ตง6 ดCวยอาศยั ศรทั ธาในศาสนาอย6างแรงกลาC เชน6 ไตรภูมพิ ระรว6 ง มหาชาตคิ ำหลวง เปนU ตนC
4.8 รสในวรรณคดี
รสในวรรณคดนี ัน้ สามารถแบง6 ออกไดจC าก 2 รปู แบบ ไดแC ก6
4.8.1 รปู แบบทน่ี กั กาพยก2 ลอนได4กำหนดในการเขยี นท่ัวไป มรี สอย6ู 4 รสคือ
1. บทชมโฉม เรียกว6า “เสาวรจนี” เปUนการกล6าวชมความงาม ชมโฉม ซึ่งอาจเขียน
เลียนแบบวรรณคดียุคเกา6 หรอื อาจเขียนตามความคิดความรCูสกึ ของตน
2. บทเกี้ยวโอ4โลม เรยี กว6า “นารปี ราโมทย4” เปUนรสในทางแสดงความรกั ใคร6
3. บทตัดพ4อ เรียกว6า “พิโรธวาทัง” เปUนรสในทางแสดง ความโกรธ แคCน เสียดสี ตัดพCอ
อาจแฝง ไวดC Cวยอารมณ4รักระคนแคCน
4. บทโศก เรยี กว6า “สลั ลาปEงคพไิ สย” เปUนรสในทางแสดงความโศกเศรCา ครำ่ ครวญ
4.8.2 รูปแบบท่ีแบRงตามพระคัมภีร2สุโพธาลังการ และอลังการศาสตร2 แบ6งออกเปUน 9 รส
ดังน้ี
1. สงิ คารรส คอื รสแห6งความรกั ไดCแก6 ความรัก หรอื ความบันเทิงต6าง ๆ ทบี่ ันดาลใหหC นุ6ม
สาวรักใคร6กัน เช6น การฟzอนรำ การขับรCอง การเวลา สถานที่รื่นรมย4 ตลอดจนถCอยคำที่อ6อนหวานและ
อาการเอียงอาย ออดอCอน หยอกเยาC จำแนกออกไดC 3 ประเภทคอื
55
1.1 อโยคะ คือ ชายหญงิ ไมเ6 คยพบปะกันมาก6อนปรารถนาจะตดิ ตอ6 กนั
1.2 วิปโยคะ คอื ชายหญงิ ท่รี กั ใคร6กนั อยา6 งยงิ่ แลวC ตCองพรากจากกัน
1.3 สัมโภคะ คือ ชื่นชมของชายหญิงที่ต6างปรารถนาซึ่งกันและกันแสดงกิรยิ าต6อกัน
ตามคำกฤษณามีกอดจบู กนั
2. หัสสรส คือ คือรสแห6งความขบขัน ไดCแก6 ความขบขันอันทำใหCจิตใจเบกิ บาน อาจเกดิ
จากกิรยิ าท6าทาง และอาจเกิดจากความตลกในเชงิ กลอนชวนใหCหัวเราะ
3. กรุณารส คือ รสแหง6 ความโศกเศราC ไดCแก6 การรอC งไหC รำพัน ความโศกเศราC อาจเกิดจาก
การพลัดพราก การสูญเสีย
4. รุทธรส คือ รสแห6งความโกรธ ซึ่งอาจจะเกิดจากภาวะต6าง ๆ เช6น ความหวงแหน
ความแคCน
5. วีรรส คือ รสแห6งความกลCาหาญ ไดCแก6 อาการที่แข็งขัน ไม6กลัวศัตรู องอาจ ไม6คร่ัน
คราC ม ดำรงสติไวมC น่ั คงไม6หวาดหวนั่ จำแนกออกไดC 3 อยา6 งคอื
5.1 รณวรี ะ ไดCแก6 กลาC ในการรบ การทำสงคราม ปรากฏในวรรณคดเี ฉลิมพระ เกียรติ
เปนU ส6วนใหญ6
5.2 ทานวีระ ไดCแก6 กลาC ในการใหC
5.3 ทยาวรี ะ ไดแC ก6 กลาC ในการช6วยเหลือ
6. ภยานกรส คือรสแห6งความกลัว อาจเกิดในบุรุษหรือคนธรรมดาก็ไดC เกิดจากสิ่ง
ประหลาด สง่ิ ผิดปกติ อาการของความหวาดกลวั
7. วิภัจฉรส คือ รสแห6งความเกลียด แต6เปUนความเกลียด แต6เปUนความเกลียดที่เรียกว6า
ขยะแขยง
8. อัพภูตรส คือ รสแห6งความพิศวง ประหลาดใจ อาจจะมากกว6าไดCเห็น ไดCยินสิ่งที่
ประหลาด
9. สนั ตรส คอื รสแหง6 ความสงบ
4.9 หลกั การคัดเลือกบทร4องจากวรรณคดเี พื่อบรรจุในเพลงไทยเดิม
ในการวิจัยครั้งนีผ้ CูวิจัยไดCคัดเลือกบทรCองจากวรรณคดีทั้งหมด 8 เรื่อง โดยอCางอิงบทรCองจาก
สารานุกรมศพั ทด4 นตรไี ทย ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน ไดCแก6 วรรณคดเี ร่อื งพระรถเสน วรรณคดเี รอื่ งพระลอ
วรรณคดีเรื่องขุนชCางขุนแผน วรรณคดีเรื่องอิเหนา วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ วรรณคดีเรื่องเรื่องคาวี
วรรณคดเี รื่องเรื่องราชาธิราช และวรรณคดเี ร่ืองเงาะป_า โดยแบง6 เปนU วรรณคดีจาก 2 สมยั ไดCแก6 วรรณคดี
สมัยอยธุ ยาและวรรณคดสี มัยรัตนโกสนิ ทร4 ดงั นี้
56
4.9.1 วรรณคดีสมัยอยธุ ยา
4.9.1.1 วรรณคดีเรื่องพระรถเสน
บทมโหรีเร่ืองพระรถเสน หรอื นิทานเรอ่ื งนางสิบสอง เปUนนทิ านพืน้ บCานท่ีรCูจักกนั อยา6 ง
แพร6หลายมาตั้งแต6สมยั อยุธยา โดยพระเถระชาวเชียงใหม6รจนาคัมภีร4ปEญญาสชาดกไดนC ำเรื่องน้ไี ปปรบั
เปUนชาดกดCวยเร่ืองหนึ่ง ต6อมากวีไทยสมยั อยุธยานิยมนำเรื่องพระรถเสน มาแต6งเปUนคำประพันธ4หลาย
รปู แบบ เช6น กาพยข4 ับไมC คำฉันทแ4 ละบทละคร เปนU ตนC จนกระทง่ั เจCาพระยาพระคลัง (หน) ไดCนำเอาบท
พระรถคำฉันท4มาปรับปรุงแตง6 เปนU บทมโหรสี ำหรับรCองลำในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยาตอนปลาย
พระรถนิราศ แต6งเปUนคำกลอน พบสมดุ ไทยขาว เสCนหมึก เรื่อง “พระรถนิราศ” ลักษณะ
ลายมือและอักขรวิธีที่ปรากฏในสมุดไทยดังกล6าว บ6งชี้ว6าน6าจะเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลท่ี 1 ลีลาสำนวน
กลอนมีลักษณะใกลCเคียงกับ “กากีคำกลอน” ของเจCาพระยาพระคลัง (หน) จึงสันนิษฐานว6า “พระรถ
นิราศ” สำนวนนี้น6าจะเปUนผลงานของเจCาพระยาพระคลัง (หน) ซึ่งคำกลอนดังกล6าวเปUนที่ยกย6องรูCจัก
แพร6หลายในสมยั รตั นโกสนิ ทร4ตอนตนC
สมเด็จพระเจCาบรมวงศ4เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไวCในหนังสือ
“ตำนานสสุ านหลวงวัดเทพศริ ินทราวาสกับตำนานมโหรี” ความวา6
“บทมโหรี เรอ่ื ง พระรถเสนนี้ เปน6 บทแต9งครง้ั กรุงเก9าถ9ายมาจากกาพยหA อ9 โคลงเรอ่ื งพระรถ
เสน อนั เป6นบทขบั ไมEเป6นแน9 แตก9 อ9 นเคยใชEเป6นตำราหดั รEองตEนเพลงฉง่ิ ใชEบทเพยี ง 2 คำ คือ
๏ ฝOายนาฏเมรศี รีสวสั ดิ์ บรรทมเหนอื แทน9 รตั นAปจT ถรณA
ดาวเดอื นเลอื่ นลบั ยคุ นธร จะใกลแE สงทนิ กรอโณทัย
ใชEบทรEองกนั เพียงเทา9 นี้ บทเหลา9 น้นั จงึ เลยสูญไปเสียคราวหนง่ึ หนังสือกไ็ มม9 หี าผจEู ำก็ไม9ไดE
ไมม9 ีใครจำไวไE ดE”
ภายหลังลอC ม เพ็งแกCว พบตCนฉบับ “พระรถนิราศ” ที่เมืองเพชรบุรี คำกลอนเริ่มตCน
เร่อื ง ตรงกบั บทมโหรเี รอ่ื งพระรถเสนของเก6า ประกอบกบั ต6อมาสำนกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร4 พบ
ตนC ฉบับสมดุ ไทย “พระรถนริ าศ” ที่หอสมดุ แห6งชาติหลายฉบับ บางฉบับบอกชอ่ื เพลงสำหรับบทมโหรีไวC
ดCวย เช6น ตับเรื่องเพลงฉิ่ง ประกอบดCวยเพลงตCน (เพลงฉิ่ง) ตะเขCหางยาว กระทุCงกระบอก แมลงภู6ทอง
จิ้งจกทอง สุหร6าย บุหร6ง หงส4ทอง ล6องลม คำกลอนสำหรับเพลงแรก เริ่มตCนดCวยบท “ฝ_ายนาฏเมรีศรี
สวสั ดิ์ บรรทมเหนอื แทน6 รัตน4ปจE ถรณ4” คำกลอนบางตอนเวCนช6วง ไมก6 ำหนดชื่อเพลง บอกแตจ6 ำนวนคำ ไป
จนเริม่ ตCนเรื่องใหม6 เช6น ตับเรื่องเพลงใหม6 ประกอบดCวย เพลงสรรเสรญิ บารมี กินรีฟzอน ศศิธรทรงกลด
มาลีหวน กาสรวลสุดา กัลยาพิลาป ถนอมโฉม ระโบมบรรเลง เพลงสวรรค4 ทิพย4ดุรยิ างค4 สุรางค4บำเรอ
และ เสมออมรนิ ทร4
จากการศึกษาพบว6า วรรณคดีเรอ่ื งพระรถเสน มบี ทเพลงทนี่ ำบทประพนั ธ4จากวรรณคดีเรื่องนี้
ไปบรรจเุ ปUนบทรCอง หรือนำเคาC โครงเรื่องไปบรรจุเปนU บทรCอง ดังนี้
57
1. บทรCองเพลงประเภทเพลงเถา จำนวน 1 เพลง ไดCแก6
1. บทร4องเพลงเทพชาตรี เถา
3 ชั้น องเทพเธอเลอโฉมประโลมลาส สมมาตรชายเลิศประเสรฐิ ศรี
สำอางองคท4 รงสว6 นถCวนอินทรีย4 ชาญชาตรีดีจบอยูค6 รบครัน
พระปรชี าสามารถฉกาจกลCา ลอื เดชาท่วั ทบวงสรวงสวรรค4
สถติ แท6นทิพย4อาสน4ดาดสุวรรณ พรCอมกำนัลนางบำเรอเสนอนวล
2 ชั้น พระปฏิสนธิชาตนิ ิราศปาง หวงั จะสรCางบารมใี หดC ีถCวน
ชน้ั เดียว เปนU พระรถงามโฉมประโลมชวน ตอC งรัญจวนแรมปา_ พนาลัย
นางมารยCอนยำหาทำไดC
ใครคิดฆา6 กไ็ มย6 บั ดับสงั ขาร จวบจนไดเC มรเี ปนU ทคี่ รอง
ดCวยบารมสี รCางมาช6วยพาไป
นายจำเนียร ศรไี ทยพันธA แต9ง
2. บทรCองเพลงประเภทเพลงตับ จำนวน 1 ตบั ไดแC ก6
1. บทรอ4 งบทมโหรตี ับต4นเพลงฉ่ิง
(จากบทมโหรีเรื่องพระรถเสนของเกา6 )
เพลงตน4 เพลงฉิ่ง
ฝา_ ยนาฏเมรศี รสี วัสด์ิ บรรทมเหนอื แท6นรัตนป4 จE ถรณ4
ดาวเดอื นเล่ือนลบั ยคุ นธร จะใกลCแสงทินกรอโณทยั ฯ
เพลงสามเสา4
ฟ|น{ กายชายเนตรนฤมล มไิ ดยC ลพระยอดพิสมยั
แสนโศกปรเิ ทวนาใน อรทยั ทุ6มทอดสกนธก4 าย
ใหเC ดอื ดดาลอาดรู พนู เทวษ ชลเนตรคลอคลองลงนองสาย
พลางปลกุ นางรำจำเรียงราย นางสนมท้งั หลายกฟ็ {น| ตน ฯ
เพลงตวงพระธาตุ
มิไดทC ราบเรื่องความโดยคดี เสาวนยี 4จึงแจCงแหง6 นสุ นธ์ิ
วา6 บัดน้พี ระยอดนฤมล สถิตบนแทน6 แกCวแลวC หายไป
เพลงนกขม้ิน
เหน็ เปนU วิปริตผิดประหลาด ภวู นาถเยยี่ มยลไปหนไหน
หรือจะวา6 ผ6านฟzาเสดจ็ ไป สถติ ในโรงราชพาชี
58
ประหลาดใจเมอ่ื จะใกลยC ามสอง เสียงอาชาเริงรอC งองึ มี่
เอะœ ผิดแลวC พระแกCวกับพาชี หรอื จะหนีคนื หลงั ไปยงั เมอื ง
เร็วเถิดสาวใชไC ปคนC หา แต6กิจจาน้นั อย6าใหCฟzุงเฟ\{อง
แมนC ทาC วอยู6รแูC ลวC จะขดั เคือง จงยักเยื้องแยบคายชมCายดู
เพลงธรณรี 4องไห4
ถCาแมนC พระไปชมสนมใด อย6าทำใหCทาC วไทเธออดสู
จงเอาเหตมุ าแจงC แสดงตู คCนดูบดั นี้อยา6 วนุ6 วาย
4.9.1.2 วรรณคดีเร่ืองพระลอ
วรรณคดเี ร่ืองพระลอ เปนU นิยายประจำถน่ิ ไทยทางภาคเหนอื มเี คCาโครงเร่อื งว6าเกิดขึ้น
ในแควนC ลาC นนา ระหวา6 ง พ.ศ.1616-1693 ทCองทีอ่ นั เปนU ถิ่นฐานของพระลอเท6านั้นทสี่ อบสวนไดCความว6า
อยูใ6 นจังหวัดแพรแ6 ละลำปาง โดยมีเมอื งสรองซง่ึ เปUนเมืองของพระเพอื่ นพระแพง นางเอกของเร่ืองน้ันทุก
วนั น้ีกย็ งั เปUนเมอื งท่ีมชี อื่ อยู6ทางบริเวณบรเิ วณลมุ6 น้ำยม ตอนเหนือของอำเภอรอC งกวาง จังหวัดแพร6 และ
เมืองแมนสรวงอนั เปUนเมืองของพระลอน้ี คงจะเปUนเมอื งกาหลง ซ่งึ อยใ6ู นเขตอำเภอแจCหม6 จังหวดั ลำปาง
นิยายเรอื่ งพระลอนี้ มีผแCู ต6งเปUนคำประพนั ธ4ประเภทลิลิต คอื คำประพนั ธ4ชนดิ น้ใี ชCโคลง
กบั รา6 ยคละกนั ไป เมอื่ กล6าวเปนU โคลงจะเปUนก่บี ทกต็ าม คำสดุ ทาC ยของบทท่ีหนึ่งจะตอC งรับสัมผสั กับคำที่ 1
หรอื ที่ 2 หรือที่ 3 ของบทต6อไป และเมื่อจบตอนกลา6 วเปUนโคลง จะขึน้ รา6 ยแลCวคำสดุ ทาC ยของโคลงบททส่ี ดุ
จะตCองสัมผสั กับคำท่ี 1 หรือที่ 2 หรือ 3 เกี่ยวกันเช6นนี้ ภาษากวีเรียกว6าลลิ ิต แต6มีขCอบังคับพิเศษอีกขCอ
หน่ึงว6าถาC ขึ้นตCนดCวยร6ายสภุ าพ โคลงท่จี ะเขCาลลิ ติ กบั ร6ายจะตCองเปUนโคลงสุภาพดCวย แตถ6 Cาบทร6ายที่ข้ึนตCน
ดวC ยรา6 ยดัน้ โคลงทจ่ี ะเขCาลลิ ิตกับรา6 ยกต็ CองเปนU โคลงดน้ั ดวC ย
ลิลิตพระลอขึน้ ตCนดวC ยร6ายชนิดดั้น แลCวใชCโคลงชนิดดัน้ เขCาลลิ ิตแต6แต6งทำนองนี้เพยี ง
บทตนC ๆ เท6าน้ัน ตอ6 ไปก็เปนU ร6ายสุภาพและโคลงสุภาพทงั้ หมด ลิลิตพระลอน้ันไดCรับยกย6องจากวรรณคดี
สโมสรเปนU ยอดของวรรณคดปี ระเภทลิลิต แต6ผนCู ิพนธ4ลลิ ติ พระลอน้ีจะเปUนใครยังเปUนขอC ทโ่ี ตเC ถียงกนั อย6ูใน
ระหว6างนักวรรณคดี ทั้งนี้เพราะหนังสือประเภทวรรณคดีโบราณมเี ปUนอนั มากท่ีไม6ปรากฏนามผูแC ต6งน่ีจึง
เปUนขCอยากลำบากขCอหนึ่งสำหรับการศึกษาวรรณคดี โดยลิลิตพระลอนี้ ฉบับเก6าท่ีสุดที่พบ
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาC เจCาอย6ูหวั โปรดเกลCาฯ ใหCพระราชวรวงศเ4 ธอกรมหม่ืนอกั ษรสาสนโสภณ
จดั พิมพข4 ้นึ ทโ่ี รงพมิ พ4หลวง ไม6ปรากฏ พ.ศ. ทีพ่ มิ พ4
บทละครเรื่องพระลอ พระเจCาบรมวงศ4เธอกรมพระนราธิปประพันธ4พงศ4 ทรงนิพนธ4
สำหรับแสดงละครถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลCาเจCาอยู6หัวทอดพระเนตรเปUนเรื่องแรกในราว
พ.ศ. 2441 ดCวยเหตทุ ที่ รงเห็นว6าเน้ือเรอื่ งยาวมาก จงึ ทรงตดั แบ6งเพือ่ การแสดงเปUนสามตอน (สำหรับแสดง
คนื ละตอน) ตอนแรกมี 6 ฉาก เดนิ ความจากนางร่ืนนางโรยอาสาไปเชิญปูเ_ จาC ไปจนถงึ พระลอคลง่ั ออกจาก
เมืองแมนสรวง ตอนกลางเริ่มจากพระลอขCามแม6น้ำกาหลงไปจนกระทั่งเขCาสวนเพ่ือนแพง 5 ฉาก และ
59
ตอนทCาย 6 ฉาก จากเพื่อนแพงทูลลาเจาC ย6าไปอุทยานจนถึงพิฆาตพระลอ เมื่อปMดฉากสุดทCายของแตล6 ะ
ตอน มีบทใหCละครทั้งโรงออกมาเฝzาถวายบังคม รำถวายพระพรตามบทราชสดุดีซึ่งแต6งต6างกันทุก
ตอน กอ6 นจะลงทCายดวC ยเพลงสรรเสรญิ พระบารมี
อีกความหนง่ึ ของวรรณคดีเรอ่ื งพระลอนั้น ไดCแก6 บทละครเร่อื งพระลอนรลกั ษณ4 เปUน
พระราชนิพนธใ4 นสมเดจ็ พระบวรราชเจCา กรมพระราชวงั บวรฯ มหาศักดพิ ลเสพ โดยมีพระนิพนธ4อธิบาย
ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ กล6าวว6า
“บทละครเรื่องพระลอมี 3 ความดEวยกัน ความเก9าที่สุดเป6นพระราชนิพนธAของกรม
พระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ในรัชกาลที่ 3 มีฉบับอยู9แต9ในพระราชวังบวรสถานมงคล
เจEาพระยาเทเวศรวงศAวิวัฒนAไม9ทราบวา9 มี จึงแต9งบทละคอนเร่ืองพระลอขึ้นใหม9เมื่อรัชกาลที่ 5
อีกความหนึ่ง นับเป6นความท่ีสอง ต9อมาในรัชกาลนั้น เมื่อกรมพระนราธิปประพนั ธAพงศAทรงหดั
ละคอนรำ ทรงพระนิพนธAบทละคอนเรื่องพระลอขึน้ อีกความหนึ่ง จงึ มีเป6น 3 ความดEวยกัน ไดE
พิมพแA ลEวแต9พระนพิ นธAของกรมพระนราธิปประพันธพA งศA แต9อกี สองความยงั หาไดเE คยพิมพไA ม9...”
เรือ่ งพระลอนรลกั ษณ4น้ัน เรื่องขน้ึ ตนC แต6พระลอฟEงคนขับซอชมโฉมนางเพื่อนนางแพง
ไปจนพระลอส่ังเมอื ง
จากการศึกษาพบว6า วรรณคดีเรื่องพระลอ มีบทเพลงที่นำบทประพันธ4จากวรรณคดี
เรือ่ งนไ้ี ปบรรจเุ ปUนบทรอC ง ทั้งจากบทละครเร่ืองพระลอ และบทละครเรือ่ งพระลอนรลกั ษณ4 ดงั น้ี
1. บทรอC งเพลงประเภทเพลงเถา จำนวน 5 เพลง ไดCแก6
1. บทรอ4 ง เพลงชมดงเหนือ เถา
3 ชนั้ การะเกดเหมือนเกศแกวC เกศา มะลลุ เี หมือนบุปผาแมเ6 กีย้ วเกลาC
2 ชนั้ แยCมเหมอื นเหมือนแกมC แมแ6 ยมC เยCา ใบโบกเหมือนเจCาจะกวกั กร
ช้นั เดียว คณานกแมกไมCเรยี งรนั รCองเรอ่ื ยรบั ขวัญเหมือนเสยี งสมร
เหน็ โนรีสาลิกาใคร6ว6าวอน ฝากอักษรถวายนอC งสองพธู
ใคร6เกบ็ ฝกE หักดอกออกอดสู
ถงึ สระบัวยว่ั ยอพระลอรกั เพือ่ นแพงของเผือพปี่ องสมเอย
(สรอC ย) คอ6ู 6อนทาC วเขอื อะครCาวงามเอย เหมอื นเยCยภูธรระเหอยเู6 อองค4
ผองภมรวอ6 นเฝาz เคลาC เรณู เพื่อนแพงของเผอพป่ี องรักเอย
(สรอC ย) คูอ6 6อนชอC ยพระลอละหอC ยหาเอย แอบรม6 พฤกษาสูงระหง
เหมอื นจะสง6 กล่ินถวายพระราชา
คะนึงนางพลางเสดจ็ ลลี า
สุคนธรสหอมหวนลำดวนดง บทละครเร่อื งพระลอ
พระนพิ นธใA นพระเจาE บรมวงศเA ธอ
กรมพระนราธิปประพนั ธพA งศA
60
2. บทรอ4 ง เพลงยวนเคลา4 เถา
บทรอ4 งที่ 1
3 ชั้น อนั น้ำคำท่ีกล6าวของชาวเมอื ง ถงึ เร่อื งพระลองามหนักหนา
2 ช้นั สมทเี่ ปUนกษตั ริยข4 ตั ตยิ า หนุ6มนอC ยโสภาน่กี ระไร
ชน้ั เดียว สองนางใคร6เหน็ แมสC กั หน จะงาดังคำคนหรอื ไฉน
3 ชั้น ช6างจนจติ สุดคิดในฤทัย จงึ ปราศรัยกับพเ่ี ลย้ี งทง้ั สองเรา
2 ช้นั จะไดใC ครท6 จี่ ะไปยงั แมนสรวง ไดลC ุล6วงสมมาดปรารถนา
ชั้นเดยี ว ทำไฉนจงึ จะไดCพระลอมา ดูหรอื วา6 จะงามสกั ปานใด
บทละครเรื่องพระลอ
3 ชั้น
2 ชน้ั พระนพิ นธAในพระเจาE บรมวงศเA ธอ
ชน้ั เดียว
กรมพระนราธปิ ประพันธพA งศA
บทรอ4 งท่ี 2
เม่อื นน้ั สองพระราชธิดา
เนาบรรยงกร4 ัตนาสน4ปราสาททอง หมน6 หมองกมลชะมอC ยคอยพเี่ ลีย้ ง
สุริยนสนธยาราตรีแลCว ไยจงึ แคลวC นดั หมายเงียบหายเสยี ง
พ่ีโรยรื่นกไ็ มค6 นื มาวังเวยี ง ยง่ิ หวาดก็ย่ิงเพยี งพนิ าศแด
หรือเกดิ เหตปุ Mตเุ รศทรงทราบเรื่อง พระขุน6 เคอื งข6าวลับกลบั กรว้ิ แหว
หรอื พเ่ี ล้ียงเลยี่ งเล้ยี วเทีย่ วเชอื นแช ยิ่งคดิ ยิ่งไมแ6 นย6 ง่ิ โศกา
บทละครเร่อื งพระลอ
พระนิพนธใA นพระเจาE บรมวงศAเธอ
กรมพระนราธิปประพันธAพงศA
บทร4องที่ 3
สาลิกาในกรงสง6 เสยี งแจCว ไกแ6 กCวกระพอื ป[กขานขัน
ดุเหว6าเรCาเรง6 สุรยิ นั แสงหริ ัญเรอ่ื ฟzาธาตรี
ดCวยความรกั อักคเรศมเหสี
พระอาวรณ4ถอนจิตแลวC พศิ พกั ตร4 อรุณรุ6งแลวC พ่ีคลาไคล
ประโลมปลอบขนิฐาแลCวพาที อย6าระทมทุกขท4 นหมน6 ไหมC
พีไ่ ปแลวC จะกลบั มาบรุ ี
อกี ท้งั แสนสาวพระสนม
เจCาจงระงบั ดบั โศกไวC บทละครเรื่องพระลอนรลักษณA
พระนิพนธใA นสมเดจ็ พระบวรราชเจEา
มหาศักดิพลเสพ
61
3 ชั้น 3. บทร4อง เพลงลาวครวญ เถา
2 ชัน้ โอCพระชนศี รแี มนสรวง จะโศกทรวงเสยี วรสCู ึกรำลึกถงึ
ช้นั เดียว
ไหนทกุ ข4ถึงปMตรุ งค4ทรงรำพึง ไหนโศกซง้ึ ถงึ กคู ู6หทัย
3 ชน้ั รอC ยชžCู จะเทา6 เน้ือเมยี ตน เมยี รอC ยคนžเทา6 พระแม6ไดC
2 ชน้ั พระแม6อยเ6ู ยือกเย็นไมเ6 หน็ ใคร žกลับไปสู6นครกอ6 นจะดี
ชนั้ เดยี ว
พ่ีเลย้ี งตรองพลางสนองพระดำรสั เหน็ ชอบชัดเชญิ คืนบรุ ศี รี
3 ชน้ั เฉลิมกรุงบำรงุ ประชาชี เปนU ทเ่ี กษมสขุ สบื ไป
บทละครเรอ่ื งพระลอ
พระนพิ นธใA นพระเจEาบรมวงศเA ธอ
กรมพระนราธิปประพนั ธAพงศA
4. บทร4อง เพลงลาวสวยรวย เถา
ขาC มดา6 นผา6 นพCนนคั เรศ บทรอ4 งที่ 1 เขCาเขตเขาไมCไพรพฤกษา
ลวC นสตั ว4จดั จัตบุ าทนานา เกลอื่ นกลาดดาษดาเปนU ปา_ กลาง
พระดำรสั ใหตัดไมCดาม ผูกพ6วงแพขาC มแมน6 ้ำกวCาง
ประทบั แท6นแผ6นเสลาผาสะอาง ใหCปลงชาC งมาพลปรนเซา
บัดน้ัน พละหาญรบั โองการใสเ6 กลCา
เร6งกนั เอางานไมบ6 นั เบา นายบา6 วว6ุนชว6 ยไปดวC ยกนั
ตดั ไมไC ผ6บงเข็นลงน้ำ ตดั หวายไขว6ทำชะเนาะขัน
โดยดว6 นพอจวนสายัณห4 แพนนั้ แลวC ตามพระโองการ
เมอ่ื นน้ั พระลอขัตยิ ามหาศาล
สองพเ่ี ล้ยี งเคยี งเบอ้ื งบทมาลย4 ภบู าลสูแ6 พเพฬุมยั
บทละครเร่ืองพระลอ
พระนิพนธใA นพระเจEาบรมวงศเA ธอ
กรมพระนราธปิ ประพันธพA งศA
ขCามดา6 นผา6 นพCนนัคเรศ บทรอ4 งที่ 2
ลวC นสัตว4จตบุ าทนานา เขCาเขตเขาไมไC พรพฤกษา
พศิ พรรณนกไมทC ใ่ี นป_า เกลอ่ื นกลาดดาษดาพนาลี
คิดถงึ อคั เรศเทวี ี พระราชาเศราC สรอC ยหมองศรี
สาวสนมนารีกำนัล
62
2 ชัน้ ซึ่งจะไปสมสอู6 ยู6ขาC งหนCา จะปรดี าฉันใดไม6แม6นม่ัน
ช้นั เดียว ขาC งภายหลังเคยร6วมรกั กัน พระทรงธรรมส4 ะทอC นถอนใจ
ครึกพลางทางนกึ จะกลบั หลัง แลCวรอรง้ั ไมก6 ลบั มาไดC
3 ชั้น แต6ป\นE ปว_ นหวนมาหวนไป เปUนสองรกั หนักใจภมู ี
2 ช้นั ในหนึ่งจะกลบั มากรุงศรี
ช้นั เดยี ว ใจหนึง่ คดิ จะไปฝ_ายหนาC ใหเC รง6 โยธีไคลคลา
แลวC แข็งขนื ฝ{นอารมณส4 มประดี
บทละครเร่อื งพระลอนรลักษณA
พระนพิ นธใA นสมเดจ็ พระบวรราชเจาE
มหาศักดิพลเสพ
5. บทรอ4 งเพลงลาวสองคอน เถา
ฝ{นฤดจี รลจี ากถน่ิ ทา6 ผลดั ภษู าเสดจ็ กลบั พลบั พลาหลวง
เมี้ยนมดิ ปMดยบุ ลคนท้ังปวง มใิ หCล6วงรCูเร่ืองเคืองพระทัย
ทอดองค4ลงกบั ที่ศรีไสยาสน4 พระลอราชโศกสรอC ยละหอC ยไหC
คำนึงแมเ6 จาC เศรCาพระทัย ภูวไนยกำสรวลครวญคราง
โอCว6าอนิจจามาตุเรศ เกิดเกศถนอมกูมริ หCู มาง
แมลC กู ตายกายเกล่ือนในเถ่ือนทาง ไฉนพระนางชมนรเห็นผีกู
เสียแรงทรงศักดาวราฤทธ์ิ คดิ คิดก็น6าอดสู
มามCวยเพราะหลงระเริงในเชงิ ชูC ท้งิ พระแมใ6 หอC ย6แู ต6เอองค4
เกดิ เปUนชายหมายสนองพระคุณทา6 น ไยกหู าญรกั สาวเมอ่ื คราวหลง
มาแตก6 ายตายกลิ้งอยู6กลางดง พระลอราชอนาถทรงพระโศกา
พระคิดปดM โศกวิโยคไวC มใิ หใC ครวุ6นหวงั กังขา
แสรCงสำรวลสรวลเล6นเจรจา กับพีเ่ ล้ียงเสนาท้งั นน้ั
บทละครเรือ่ งพระลอ
พระนิพนธใA นพระเจาE บรมวงศAเธอ
กรมพระนราธปิ ประพันธAพงศA
63
2. บทรอC งเพลงประเภทเพลงตบั จำนวน 1 ตับ ไดCแก6
1. บทรอ4 งตบั เรอ่ื งลาวเจรญิ ศรี (ตบั พระลอ)
บัดน้มี ีสองกลั ยา รอ4 งเกรนิ่ ลักษณาเลิศลำ้ ในตำ่ ใตC
ทรงโฉมประโลมละลานใจ บตุ รไี ทCองคพ4 ระพิษณกุ ร
เพลงลาวเลก็ ตดั สร4อย
อายุเยาวเรศรน6ุ เจรญิ ศรี พระเพอื่ นพ่ีแพงนอC งสองสมร
งานองคง4 านทรงออนซอน ดังอัปสรหยาดฟาz ลงมาเอย
เพลงลาวเลRนนำ้
แม6คุณเอ•ยเราบ6เคยพบเจาC สองนางลำเพาสเู จCางามตา
สาวใดบเ6 หมือนสองเพอื่ นแพงนา แต6ขอC ยดูมาลักษณาบป6 าน
เพลงลาวกระตุกก่ี
จะหางามสามโลกกเ็ หลอื หา สมเปนU นางพญาอนั สงู สุด
ไมค6 วรคู6ผใูC ดในมนุษย4 ควรสมมตแิ ต6กษัตรยิ 4ขตั ติยา
เจCาพิภพองคใ4 ดไมส6 วยสม จะร6วมรสภริ มยเ4 สนา6
เวCนไวแC ต6ละอองพระบาทา นอกจากน้ันจะหาไมม6 เี ลย
เพลงกระแตเลก็
เม่ือนั้น พระลอเพราเพริดเฉดิ ฉิน
ฟงE กล6าวโฉมสองสดุ ายุพาพนิ พระภมู นิ ทรเ4 สียวซาบวาบฤทยั
ดวC ยบุพเพพาสนามาสนอง นางทง้ั สองเคยรว6 มพสิ มัย
อกศุ ลดลจิตพระทรงชยั พระเสดจ็ เขCาขCางในไมช6 าC ที
ร4องเกรน่ิ
ครน้ั ถึงจงึ เสด็จขึ้นเหนืออาสน4 ตรสั ประภาษเลCาโลมนางโฉมศรี
จงึ มพี จนาพาที พร6ุงนพ้ี จ่ี ะไปประพาสไพร
ขอลาองคน4 งลักษณ4อคั เรศ ขวัญเนตรผเูC พอ่ื นพิสมยั
เจCาอย6าอาวรณร4 อC นฤทัย พี่ไปแลวC จะกลบั มาบรุ ี
64
เพลงดอกไม4เหนือ
ตรสั พลางทางลง (สเู พอื่ นเอย) จากแทน6 ทอง เหลยี วมาดนู วลนCอง (สเู พอื่ นเอย)
สะทอC นถอนฤทยั พลางทางจรลี ยิง่ หมองศรี (โอCว6า โอ•จCอยคำเอย)
ย่ิงเสดจ็ เขCาทีส่ รงชล
สรงเสรจ็ พระเสด็จ (สูเพอ่ื นเอย) เขาC ปราสาทชัย ทรงพระสคุ นธ4รัญจวน (สเู พอ่ื นเอย)
มีพระราชหฤทยั หวนอาลยั (โอวC า6 โอ•จอC ยคำเอย)
ระลกึ ถึงทรามวัยพี่นCองสองบงั อร
เพลงลาวเฉียง จงึ เสดจ็ ครรไลจากปรางคป4 รา
จะตCองยกโยธาไปหานาง
พระลอเรา6 รCอนในฤทัย คงจะไดสC ายใจมาแนบขาC ง
ดCวยความรักหนกั อุรา ก็ตCองไปหานางแกCวกลั ยา
ถCาแมCนถึงเวยี งเขCาแลวC ไซรC เลือกลCวนแตค6 นทีแ่ กลวC กลCา
ถึงตัวจะตายวายวาง ตอC งยกโยธาทนั ใด
ตรสั สงั่ พเี่ ล้ยี งใหCเตรยี มพล ทรงเครอ่ื งมณงี ามวิไล
จะไปหาเพือ่ นแพงสองกลั ยา ก็ยกทัพใหญ6ออกจากเวียง
สัง่ แลวC บช6 Cาที
แต6พอไดCฤกษ4เลกิ พลไกร
ร4องเกรน่ิ ลาวครวญ
โอพC ระชนนศี รแี มนสรวง จะโศกทรวงเสยี วรูCสึกระลกึ ถึง
ไหนทุกขถ4 งึ บิตุรงค4ทรงรำพงึ ไหนโศกซึ้งถงึ ตูคห6ู ทยั
เพลงลาวครวญ เมยี รอC ยคนžเท6าพระแมไ6 ดC
žกลบั ไปสูน6 ครก6อนจะดี
รอC ยชูCžจะเทา6 เนอ้ื เมยี ตน เห็นชอบชดั เชญิ คืนบรุ ศี รี
พระแมอ6 ยเ6ู ยือกเย็นไมเ6 ห็นใคร เปUนท่ีเกษมสุขสบื ไป
พเ่ี ลย้ี งตรองพลางสนองพระดำรัส คร้นั จะจรก็หว6 งนครใหญ6
เฉลิมกรุงบำรงุ ประชาชี ว6าท6านไทCคราC นขลาดระดาษชาย
โอบC พิตรย่งิ คดิ ย่ิงขัดขอC น ใครจะเพอC ครหาวา6 เสียหาย
คร้นั จะคนื กเ็ กรงคนไยไพ หมดฉินยืนราC ยทกุ ทาง
นายแกวC นายขวญั ชัน้ เสนอ ผวิ 6ากูรอดฤทธผ์ิ สี าง
หรือไปหนอ6 ยหน่งึ คอ6 ยเอื้อนอบุ าย กูปางนำ้ เฉนยี นจงเวยี นวน
มากจู ะเสย่ี งน้ำลองดู
น้ำจงใสไหลอยค6ู วาC งควCาง
65
เพลงลาวกระแซ ผลัดภษู าเสดจ็ กลบั พลบั พลาหลวง
ฝ{นฤดจี รลจี ากถนิ่ ทา6 มิใหCล6วงรCเู ร่อื งเคอื งวิญญาณ4
เมย้ี นมิดปMดยุบลคลท้งั ปวง มใิ หใC ครวุน6 หวงั ขCอกงั ขา
พระคดิ ปดM โศกวโิ ยคไวC กบั พ่เี ลย้ี งเสนาไพรน6 าย
แสรงC สำรวลสรวลเล6นเจรจา
3. บทรอC งเพลงประเภทเพลงเด่ียว จำนวน 1 เพลง ไดCแก6
1. บทรอ4 งเพลงลาวแพน
นำ้ กาหลงใสไหลหลง่ั ควะคว่งั ควาC ง แลอาC งวาC งหวิวหวนกำสรวลแสน
คะนงึ ความยามยากจากเมอื งแมน ตกมาอยูด6 Cาวแดนอรัญวา
โอพC ระเพอื่ นแพงเอย• พบ่ี 6เคยจะตกยาก
แสนระกำลำบาก เหนอื่ ยยากนน่ี ักหนา
พลดั ท้งั บุรินทรถ4 ่ินฐาน พลดั ท้งั ศฤงคารบุญญา
พลดั ทง้ั สนมทง้ั ขCา ทงั้ เสนาท้งั ไพรน6 าย
พลัดท้งั พระแมพ6 ระเมยี มาหายเสียเอกากาย
พลดั ทัง้ เผ6าทั้งพงศ4 ผองจตุรงคก4 แ็ ลหาย
ฤทธิเ์ สนห6 4สาวเหนีย่ ว ฤทธ์เิ สน6ห4สาวรัง้ จนคลุมC คลง่ั สวงิ สวาย
แทบจะตายเสยี แลวC นเี่ หนอ ใหCเฌอดงแดนแสนกนั ดารฯ
4.9.2 วรรณคดีสมยั รตั นโกสนิ ทร2
4.9.2.1 วรรณคดเี รือ่ งขนุ ช4างขนุ แผน
วรรณคดีเรื่องขุนชCางขุนแผน เดิมเล6าเปUนนิทาน แต6เนื่องจากเนื้อเรื่องที่ยาวมาก
เมอื่ แต6งเปนU กลอนและขบั เปUนลำนำดCวยยิ่งตอC งใชCเวลามาก ไมส6 ามารถทจ่ี ะขับใหCตลอดเรอ่ื งในคืนเดียวไดC
บทเสภาท่ีแต6งข้ึนจึงแต6งแตเ6 ปนU ตอนพอทจ่ี ะขบั ไดCภายในหน่งึ คนื ดังนน้ั บทเสภาเดิมตั้งแต6คร้งั กรงุ เกา6 หรอื
ที่แต6งสมัยกรุงรัตนโกสินทร4จึงแต6งเปUนท6อนเปUนตอน ไม6เปUนเรื่องติดต6อเหมือนกับบทละคร การเอาบท
เสภามารวมติดตอ6 กนั ใหเC ปUนเรอ่ื งโดยสมบูรณ4 เพง่ิ ทำในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาC เจาC อยู6หัว
เสภาเรื่องขุนชCางขุนแผนนั้น เปUนนิทานมหากาพย4พื้นบCานของไทย เคCาเรื่องขุนชCาง
ขุนแผนน้ีสันนิษฐานว6าเคยเกิดข้ึนจริงในสมัยอยุธยาแลCวมีผCูจดจำเล6าสืบต6อกันมา เนื่องจากเรื่องราวของ
ขุนชCางขุนแผนนั้นมีปรากฏในหนังสือคำใหCการของชาวกรุงเก6า แต6มีการดัดแปลงเพิ่มเติมจนมีลักษณะ
คลCายนิทานเพื่อใหCเนื้อเรื่องสนุกสนานชวนติดตาม รายละเอียดในการดำเนินเรื่องยังสะทCอนภาพ
การดำเนนิ ชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีและวฒั นธรรมของชาวสยามในครัง้ อดตี ไดอC ย6างชดั เจนย่งิ ข้ึน
66
บทเสภาเร่ืองขนุ ชCางขนุ แผนมเี นื้อเรือ่ งเกีย่ วกับวิถชี วี ิตของชาวบCาน บางตอนกลา6 วถึง
พระมหากษัตรยิ บ4 Cาง แต6ไม6ไดตC Cองการแสดงเรื่องราวของพระมหากษตั ริย4 นับไดCวา6 เปUนเรอ่ื งราวของคนไทย
แทC ๆ โดยมิไดดC ัดแปลงจากวรรณกรรมของชาติอื่น ตวั ละครในเรือ่ งมชี ีวติ จิตใจราวกบั คนจริง ๆ ท่ีมีชีวิต
อย6างคนธรรมดาซึ่งทง้ั ทกุ ขแ4 ละสุข ความสมหวงั และความผดิ หวัง แก6นสำคญั ของเรอ่ื งกล6าวถงึ รกั สามเสาC
ของขนุ แผน ขุนชาC งและนางพมิ พห4 รอื นางวนั ทองการดำเนินเร่อื งเรมิ่ ตนC ตง้ั แตช6 ีวติ วยั เด็กของตัวละครเอก
ทั้งสาม ความสมหวังในรักของขนุ แผนหรือพลายแกCวกับนางพมิ แลวC กลายเปนU การพลดั พรากจากกนั ไปส6ู
ความสมหวังในรักของขุนชCางที่มีต6อนางพิม เกิดการแย6งชิงความรักกันระหว6างขุนชCางกับขุนแผน
การดำเนนิ เร่ืองจะมกี ารแทรกเรอื่ งยอ6 ยทสี่ นกุ สนานตื่นเตนC สลับกับความเศรCารันทด ขณะเดยี วกัน ผCูอ6าน
ผูCฟEงเสภาเรื่องนี้จะไดCรับสารประโยชน4เกี่ยวกับค6านิยมของคนไทยในดCานไสยศาสตร4และโหราศาสตร4
ประเพณตี า6 ง ๆ ลกั ษณะของชวี ิตความเปUนอยู6สำนวนภาษา คำคมท่ีจบั ใจ และสุภาษติ การใชCภาษาในบท
เสภาเรื่องขุนชาC งขนุ แผนเปนU ตัวอยา6 งทค่ี นไทยยดึ ถอื และจดจำไดCอยา6 งข้นึ ใจ
เน้อื หาของขนุ ชาC งขุนแผนในปEจจบุ ัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลาC นภาลยั ไดโC ปรด
เกลCาฯ ใหCกวีในรัชสมัยของพระองค4 ตลอดจนพระองค4เองร6วมกันแต6งและทรงพระราชนิพนธ4ขึ้นเปUน
วรรณคดีที่มีค6าทั้งในดCานความไพเราะและในลลี าการแต6ง ตลอดจนเคCาโครงเรื่องไดCรับการยกย6องตาม
พระราชบัญญัติวรรณคดสี โมสร ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลCาเจCาอย6ูหัวเจCาอยู6หัววา6 เปUนยอด
ของหนังสือประเภทกลอนเสภาอกี ดCวย
จากการศึกษาพบว6าวรรณคดเี รื่องขนุ ชCางขนุ แผนน้ัน มหี ลายบทเพลงทนี่ ำบทประพนั ธ4
จากวรรณคดเี รอื่ งขุนชาC งขุนแผนไปบรรจุเปนU บทรอC ง ดังนี้
1. เพลงประเภทเพลงเถา จำนวน 49 เพลง
1. บทร4อง เพลงเขมรกำปอง เถา
3 ชนั้ โอCพอ6 พลายสายสวาทของนอC งเอย• พอ6 ไมเ6 คยห6างเหเสนห6 า
มานอนหอดCวยนCองสองเวลา พ6อเคยพาพมิ พูดพิไรวอน
2 ช้นั นนั่ น่ซี ีซ้ ิกสัพยอก ย่วั หยอกมิใหใC ครไ6 ปไกลหมอน
ชน้ั เดียว
แขนซCายเคยใหเC มียหนนุ นอน เห็นเมยี รอC ยพกี่ พ็ ัดกระพอื ลม
พูดพลอดกอดจบู มใิ ครน6 อน ชอC นคางเมียเชยแลCวเสยผม
จนรงุ6 รางสางสายไม6วายชม แสนภริ มยร4 ักนCองไมน6 อนไกล
ไม6พลกิ กายบ6ายหนาC ออกไปจาก จะออกปากว6าเหน่อื ยนิดหามีไม6
แนบนางขาC งเดียวดCวยเจอื ใจ พอ6 ไปใครจะกอดใหพC ิมนอน
เสภาเรือ่ งขนุ ชEางขุนแผน
67
2. บทรอ4 ง เพลงเขมรพวง เถา
บทรอ4 งที่ 1
3 ชั้น เจาC ปกE เปนU ปา_ พนาเวศ ขอบเขตเขาคลมCุ (พนมเอย) ชอุ6มเขยี ว
รกุ ขชาติดาดใบระบดั เรยี ว พรง้ิ เพรียวดอกกระดะดวง
2 ชน้ั ปEกเปนU มยรุ าลงรำร6อน ฝา_ ยฟอz นอยบ6ู นยอด (กโุ งกเอย) ภเู ขาหลวง
ชน้ั เดยี ว แผ6หางกางปก[ เปนU พ6ุมพวง ชะนหี น6วงเหน่ยี วไมชC มCอยตา
ปกE เปนU หมิ พานต4ตระหงา6 นงาม อร6ามรูปพระสุเมรภุ ผู า
3 ชัน้ วินันตกหัศกนั เปUนหลั่งมา การวิกอิสนิ ธรยคุ ุนธร
2 ชั้น
ชน้ั เดียว อากาศคางคาชลาสินธ4ุ มุจลินทรห4 Cาแถวแนวสลอน
ไกรลาสสะอาดเอ่ียมอรชร ฝงู กนิ นรคนธรรพ4วิทยา
3 ชน้ั ลงเล6นนำ้ ดำดนั้ อโนดาต ใสส6 ะอาดเยอื กเย็นเหน็ ขอบผา
2 ชั้น
ชน้ั เดียว หม6มู งั กรล6อแกCวแพรวพรายตา ทัศนารำลกึ ถงึ วนั ทอง
หำ้ ห่นั ฟEนม6านผลาญสบั ระยำยับยา6 งเขาC ไปชั้นสอง
นา6 รักปกE เอีย่ มลออออง นอC งเอย• ช6างฉลาดล้ำมนุษย4
เสภาเร่ืองขนุ ชEางขุนแผน
บทรอ4 งท่ี 2
เจาC งามปลอดยอดรักของพลายแกCว ไดมC าแลวC แม6อยา6 ขับใหCกลับหนี
พสี่ ูCตายไม6เสยี ดายแกช6 วี ี แกวC พีอ่ ยา6 ไดCพร่ำรำพันความ
พ่ผี ิดพก่ี ม็ าลแุ ก6โทษ จงคลายโกรธแมอ6 ยา6 ถือวา6 หยาบหยาม
พ่ชี มโฉมโลมลบู ดวC ยใจนาง ทรามสวาทดิน้ ไปไม6ใยดี
รอยเล็บแมจ6 งึ เจบ็ ดCวยหยิกตCอง ขดั ขอC งเพราะเจCาปEดสลัดพ่ี
คอC นควักผลักพลิกแลCวหยกิ ดี ถCอยทถี ูกข6วนแตล6 วC นเลบ็
เสภาเร่ืองขนุ ชEางขุนแผน
บทรอ4 งที่ 3
เจCาปกE เปUนปา_ พนาเวศ ขอบเขตเขาคลมCุ ชอุม6 เขียว
รกุ ขชาตดิ าดใบระบัดเดียว พรง้ิ เพรยี วดอกดกระดะดวง
ปEกเปUนมยรุ าลงรำรอ6 น ฝ_ายฟzอนอยบ6ู นยอกภเู ขาหลวง
แผห6 างกางปก[ เปUนพ6มุ พวง ชะนีหนว6 งเหนย่ี วไมชC มอC ยตา
ปEกเปUนหมิ พานต4ตระหง6านงาม อรา6 มรูปพระสุเมรุภูผา
วินนั ตกหัศกนั เปนU หลนั่ มา การวิกอสิ นิ ะรยคุ นุ ธร
เสภาเรื่องขุนชEางขนุ แผน
68
บทรอ4 งที่ 4
3 ช้ัน นิจจาพมิ เจาC ไมร6 วCู า6 พ่ีรกั ไมช6 ังนกั ดอกหานกึ เช6นน้ันไม6
2 ชน้ั
ชน้ั เดยี ว รกั เจาC เท6าเทยี บเปรียบดวงใจ กอดประคองนCองไวCไมว6 ายวาง
แวว6 ดเุ หวา6 เรา6 รอC นเม่ือจวนรงุ6 ใจสะดงCุ เอœะเกือบสางสาง
3 ช้ัน ขยบั เลอ่ื นลุกเปMดหนาC ต6างพลาง เห็นเรือ่ รางสว6างหลCาดาราราย
2 ชน้ั อบั ศรสี รุ ยิ าจะรบี รถ ยิ่งระทดจะจากไปใหCใจหาย
ช้นั เดียว โศกซ้ำน้ำตาลงพรา6 งพลาย เสยี ดายดังใจใครลCวงเอาดวงใจ
เสภาเร่อื งขEางขุนแผน
3 ช้ัน
2 ชนั้ 3. บทรอ4 ง เพลงเขมรโพธสิ ัตว2 เถา
ชัน้ เดยี ว
โอCพอ6 พลายสายสวาทของพมิ เอ•ย พ6อไม6เคยห6างเหเสน6หา
มานอนหออยด6ู วC ยนอC งสองเวลา พอ6 เคยพาพิมพดู พิไรวอน
โอพC 6อพลายสายสวาทของนอC งเอย• พ6อไม6เคยห6างเหเสนห6 า
มานอนหอดวC ยนCองสองเวลา พอ6 เคยพาพิมพดู พไิ รวอน
น่นั นซ่ี ซี้ ิกสพั ยอก เยCาหยอกมิใหใC ครไ6 ปไกลหมอน
แขนซCายเคยใหCเมยี หนุนนอน เหน็ เมยี รอC ยพ่กี พ็ ัดกระพอื ลม
พดู พลอดกอดจบู มิใครน6 อน ชอC นคางเมียเชยแลวC เสยผม
จนรง6ุ รางสางสายไมว6 ายชม แสนภิรมยร4 ักนCองไม6นอนไกล
ไมพ6 ลกิ กายบา6 ยหนCาออกไปจาก จะออกปากว6าเหนอ่ื ยนิดหามไี ม6
แนบนางขาC งเดียวดCวยเจือใจ พ6อไปใครจะกอดใหพC ิมนอน
จะกนิ ขาC วนง่ั เครา6 อยคู6 อยท6า ใหพC ิมพานงั่ กนิ ดวC ยกนั ก6อน
ครน้ั เมียไมก6 ินพรCอมพ6อยอมวอน ปEน| ปอz นปลอบปล้ืมประโลมใจ
เห็นเขาเปนU ผวั เมียกันมาหนกั จะรกั เหมือนพอ6 รกั พมิ หามีไม6
พอ6 ตCองมาเด็ดรักหักไป ทำไมจะไดCของรกั ไปเชยชม
เสภาเร่อื งขนุ ชEางขนุ แผน
4. บทร4อง เพลงแขกบรเทศ เถา
นีอ่ ะไรตกใจไปเปล6าเปลา6 นิจจาเจาC ช6างไมเ6 ช่ือนำ้ ใจผัว
โดดขึน้ หลงั มCาเถดิ อยา6 กลวั ประคองตวั วันทองย6างเหยยี บโกลน
นางหวัน่ หว่นั ครนั่ คราC มไม6ข้นึ ไดC ขนุ แผนหน6วงสหี มอกไวมC ิใหโC ผน
มCาดฝี เ[ ทาC กCาวโจน นางกลวั ตัวโอนเขCาแนบชิด
สองมือกอดผัวจนตัวแน6น ขนุ แผนย้ิมหยอกศอกสะกิด
บทเสภาเร่ืองขนุ ชEางขุนแผน
69
5. บทร4อง เพลงแขกมอญ เถา
3 ชั้น ครานั้นจงึ โฉมเจCาวันทอง หลบั ตCองมนตม4 นึ ยังมดื หนCา
2 ช้ัน
ช้นั เดยี ว สะดุCงตืน่ ฟน|{ ตวั ไมล6 ืมตา ผวากอดขุนแผนแน6นไมต6 ิงตัว
ขวญั หายกายสนั่ ระรัวริก ปลกุ หยิกคิดวา6 ขุนชCางผัว
3 ช้นั เล6าความฝEนมาประหม6ากลัว ว6าทูนหวั สุมไฟไวCในมงCุ
2 ชั้น
ชน้ั เดยี ว เปลวปลาบวาบพุง6 ขึ้นปลายจาก ไหมมC ากหลายตบั ยับยง6ุ
ตCองตวั ผัวไหมCทง้ั ไสพC งุ นCองสะดงCุ โดดกลง้ิ อยก6ู ลางแปลง
เรืองเริงเพลงิ ผลาญมา6 นหมอกฟูก ถูกนอC งพุพองเปนU หลายแหง6
ไม6มใี ครช6วยดบั วบั วาบแรง นอC งนีน้ กึ แสยงสยดใจ
ขอเชญิ ช6วยทำนายใหนC Cองที เช6นน้ีนอC งหาเคยจะฝนE ไม6
บทเสภาเรื่องขุนชEางขนุ แผน
6. บทร4อง เพลงแขกมอญบางขนุ พรหม เถา
บทรอ4 งที่ 1
(ใช4สำหรับทางวงั บางขุนพรหม)
ครานน้ั พลายชมุ พลไดฟC Eงกย็ ง้ั หยุด
จึงตอบว6าเราผูCฤทธิร์ ทุ ธ4 นามสมมตวิ า6 สมิงมงั ตรา
ถน่ิ ฐานบCานเมืองเรานี้ อย6ูยังธานหี งสา
แมงตะยะและเมCยมงั ตะยา เปUนบิดามารดาของเรา
อาจารยเ4 ราหรอื ชื่อสุเมธ เรืองพระเวทไมม6 ีใครดเี ทา6
ตัวทา6 นท่ยี กมาสเCู รา คือเปUนลูกเตาC เหล6าใคร
อนง่ึ พระเจCาอยธุ ยา ตั้งตำแหน6งยศถาใหเC พียงไหน
ชือ่ เดิมของทา6 นนั้นช่ือไร ท6านผูใC ดเปนU ครอู าจารย4
บทเสภาเรื่องขนุ ชEางขุนแผน
ขบั ลำนำบรรเลงเปนU เพลงเถา เพลงมอญเกา6 แสนเสนาะเพราะหนกั หนา
แขกมอญบางขุนพรหมมสี มญา ฉนั ไดมC าแต6วังบางขนุ พรหม
พระนิพนธใA นสมเดจ็ พระเจEาบรมวงศเA ธอ
เจEาฟdาบรพิ ตั รสุขุนพันธุA
กรมพระนครสวรรควA รพินิต
70
บทร4องท่ี 2
[ใชส4 ำหรบั ทางพระยาประสานดุรยิ ศพั ท2 (แปลก ประสานศพั ท2)]
3 ชนั้ ครานน้ั ขนุ แผนแสนสนทิ นิง่ คดิ ฟงE เสยี งสำเนยี งหวาน
2 ช้นั แจ6มแจงC กระจ6างเปนU กงั วาน ตัวพคี่ ือทหารชาญณรงค4
ช้ันเดียว พระจอมจักรพาลประทานนาม ชื่อขุนแผนแสนสงครามตามประสงค4
3 ชนั้ มาหาเจCาวนั ทองตอC งจำนง ดวC ยขนุ ชาC งพาลงมาโลมเลีย้ ง
2 ชั้น อันขนุ ชCางกบั พ่กี เ็ ปนU มิตร ผดิ เมียเสยี น้ำสบถเบ่ยี ง
พ่คี ิดว6าวนั ทองเฝาz มองเมยี ง ตอ6 น่งั เคยี งลงจงึ รวูC 6าผิดตัว
ชั้นเดียว
ไม6แผกผิดกันสกั นิดกระเจียวนะนอC ง พค่ี ดิ วา6 วนั ทองจงึ ตCองทว่ั
ไดลC ักลบู จบู ไลไC ม6คิดกลัว ผดิ ตวั เกินแลวC อยา6 โกรธา
ขออภยั เถิดมิใชเ6 จCาวนั ทอง นิจจานCองอยา6 สะเท้นิ เมินหนCา
นเ่ี จาC เปนU อะไรกันอย6าฉันทา จงึ มาอยเ6ู คหาของขุนชาC ง
บทเสภาเรือ่ งขนุ ชEางขนุ แผน
บทร4องท่ี 3
[ใช4สำหรับทางพนั โท หลวงสราวธุ วิชยั (สราวุธ เสนวี งศ2 ณ อยุธยา)]
พลายงามความอาลัยใจละเหยี่ ฟEงเมยี กลัน้ น้ำตาไดC
พีน่ ้เี หลอื ทจี่ ะห6วงใย พ่จี ะไปบอกพอ6 ใหขC อนCอง
ถึงกระไรไดCขอพอไดCหม้ัน ปอz งกันมิใหใC ครมาเกยี่ วขอC ง
ถCาหากว6าบดิ าไมป6 รองดอง ถงึ จะตอC งฟนE คอไม6ขอไป
ไปแลวC พ่ีหาลมื ปล้มื จิตไม6
อยา6 วิตกหมกไหมCเลยนCองแกวC เสรจ็ ศึกเม่อื ไหรจ6 ะกลับมา
จงจำคำสัตย4ของพไ่ี วC พร6ุงน้ีใครเห็นจะผิดหนCา
อยา6 รอC งไหไC ปนักเลยนCองพี่ แลวC จูบซาC ยยCายขวาจะลาจร
ว6าพลางทางชว6 ยเช็ดนำ้ ตา
บทเสภาเร่อื งขุนชEางขนุ แผน
ขบั ลำนำบรรเลงเปUนเพลงเถา
แขกมอญบางขนุ พรหมมสี มญา เพลงมอญเกา6 แสนเสนาะเพราะหนักหนา
ฉันไดมC าแต6วงั บางขุนพรหม
พระนพิ นธAในสมเดจ็ พระเจEาบรมวงศเA ธอ
เจEาฟาd บรพิ ัตรสุขนุ พันธุA
กรมพระนครสวรรควA รพินิต
71
7. บทร4อง เพลงแขกมอญบางชา4 ง เถา
บทร4องที่ 1
3 ชั้น นิจจาเจCาวนั ทองของพอ่ี า พจ่ี ำหนCาเน้ือนอC งไดCทกุ แหง6
2 ช้นั นจิ จาใจช6างกระไรมาแปลกแปลง ต6อมือคลำแลวC ยังแคลงอยคู6 ลับคลา
ชน้ั เดยี ว เจCาลมื นอนซ6อนพุ6มกระทม6ุ ตำ่ เดด็ ใบบอนซCอนนำ้ ทไ่ี รCฝาz ย
3 ช้ัน พเ่ี คย้ี วหมากเจาC อยากพย่ี ังคาย แขนซCายคอดแลวC เพราะหนุนนอน
2 ชัน้ เจาC มาไดCผัวดมี ที รพั ยม4 าก มาลมื เลือนเพ่ือนยากแตเ6 ก6ากอ6 น
ชนั้ เดยี ว หลงเชงิ ขุนชาC งช6างฉะอCอน กอดท6อนซงุ สกั สำคัญคน
3 ชน้ั ถาC มันต่ืนขน้ึ เห็นพจี่ ูบเจCา ตายเปลา6 คอพีน่ ข้ี าดปน_
2 ชั้น สน่ั ปลุกลุกจรงิ สิพจ่ี น ลุกขนึ้ ไดCไลช6 นพต่ี ายจริง
ช้ันเดียว บทเสภาเร่ืองขนุ ชEางขุนแผน
บทรอ4 งท่ี 2
พระจันทรจรแจ6มกระจ6างดวง สว6างพวงพม6ุ ช6อชูไสว
นางแยCมแยCมรบั อยร6ู มิ ไพร ซอ6 นชูCชูใจใหเC ชยชู
เลบ็ นางกางกลบี แหลมแฉลมC ยสี่ น6ุ แซมแกมแกCวกาหลงอย6ู
ชอC นนางนางสยายใหเC ชยชู ชมพ6เู หมอื นจะชกั ใหเC ชยชม
มะลวิ ลั ยเ4 หมือนวันเจาC จากพ่ี จำป[ปห[ น่ึงจึงคนื สม
สุกรมเหมือนพต่ี รอมบอมระบม อบเชยเหมอื นไดชC มอยเู6 ชยชิด
พิกุลเหมอื นพี่กอดกมุ ถนอม ดอกพะยอมเหมอื นเจาC ยั่วใหมC วั จิต
ชมพลางเพลดิ เพลินเจรญิ คิด สะกิดเจาC วันทองนCอยชะมCอยตาม
เสภาเร่ืองขนุ ชEางขุนแผน
8. บทร4อง เพลงแขกโอด เถา
กลบั เสยี ใจอาลัยขุนชาC งเล6า นจิ จาเจาC หลบั กลง้ิ อยไู6 กลหมอน
จะเยน็ ฉ่ำนำ้ คาC งขจายจร ใครจะซอC นผาC ห6มใหผC วั รกั
เห็นม6านขาดกลาดขวางอยก6ู ลางหCอง สองมอื ตอี กเพียงอกหกั
จณั ฑาลผลาญทำเจบ็ ช้ำนัก สะอื้นฮักฮักแลวC เดนิ มา
ถงึ หอกลางเกลื่อนกลอดดวC ยทาสหญงิ นอนกล้งิ นงิ่ หลบั ไม6เงยหนCา
ดพู ลางทางคิดอนิจจา ถงึ หCองแกวC กริ ิยายง่ิ เศราC ใจ
พจ่ี ะลงไปแลวC เจCาแกวC เอ•ย ส่งิ ไรเคยทำเจCาจำไดC
ฝากขุนชCางดวC ยช6วยปลอบใจ ขCาวปลาหาใหเC หมอื นพ่ยี ัง
ถงึ เกรงนกขุนทองอย6ูทง้ั ค6ู นกโนรแี ขวนอยู6ทเี่ ตียงตง้ั
เสภาเรือ่ งขุนชEางขนุ แผน
72
9. บทร4อง เพลงเคยี งมอญรำดาบ เถา
3 ชั้น ประจงจูบลูบผมแลวC ชมพักตร4 นา6 รกั นวลเน้อื เจาC นม่ิ นมิ่
2 ช้ัน น้ำตาคลอเปย\[ มอยเู6 รียมรมิ เจCาเยอื นยิม้ สกั หนอ6 ยเถิดกลอยใจ
ช้ันเดียว รักนางมิใคร6จะไกลไดC
สงสารไหววC อนใหผC 6อนวาง เหลืออาลยั พ่จี ะทรมาน
3 ชั้น พี่จะหอบเสนห6 าลาไป แม6ดูดวงจิตพฟี่ งุz ซา6 น
2 ชน้ั จะไปบCานหาพมิ พิลาไลย
ชน้ั เดียว หยิบมอื พิมนCอยประทับทรวง
เวลาค่ำแม6จงจำสังเกตการณ4 เสภาเรือ่ งขุนชEางขุนแผน
3 ช้นั
10. บทรอ4 ง เพลงจระเขข4 วางคลอง เถา
2 ชั้น
จะเขCเถรขวาดพิฆาตฆ6า สองฟากท6าอา6 งทองสยองขน
ช้ันเดียว ชาวเรือหวาดกลัวทั่วทกุ คน จะลอ6 งชลก็ขยาดไมอ6 าจจร
เชCาคำ่ คนฮอื ลือกระฉ6อน
จระเขCใหญข6 วางคลองร6องน้ำ เดือดรอC นไปทวั่ ทกุ ครัวเรอื น
หางฟาดน้ำเลน6 กระเดน็ กระดอน กุมภาขนาดนี้ไมม6 ีเหมือน
สะเทอื นท่ัววถึงอยธุ ยา
แตไ6 หนมาเคยอยค6ู รง้ั ปู_ย6า
กนิ สตั ว4กัดคนถึงบนเรอื น เสภาเรอื่ งขุนชEางขุนแผน
11. บทร4อง เพลงจระเขห4 างยาว เถา
เจาC ร6างนCอยนอนนงิ่ บนเตียงตำ่ คมขำงามแฉลCมแจม6 ใส
ควิ้ คางบางงอนออ6 นละไม รอยไรเรียบรบั ระดบั ดี
ผมเปลอื ยเลื้อยประลงจนบา6 งอนปลายเกศาดสู มศรี
ทนี่ อนนCอยนา6 นอนออ6 นดี มีหมอนขCางคปู6 ระคองเคียง
กระจกแจม6 จดั ใส6คนั ฉอ6 งนอC ย ไมCสอยซน6 งางามเกลยี้ ง
ฉากบังจัดตงั้ ไวขC Cางเตยี ง อฒั จันทรต4 งั้ เรยี งในหอC งนCอย
หCองแคบอุตส6าหแ4 อบไมแ6 ออัด รจูC ักจดั เคร่ืองเรือนไวใC ชCสอย
ทงั้ กระโถนขนั น้ำและจอกลอย ดนู CอยนCอยงามรบั กบั รปู คน
เอะใจมิใช6เจาC วันทอง หรือพี่นอC งนึกแหนงแคลงฉนง
ทว6 งทกี ็มใิ ช6เปนU คนจน เครือ่ งกนิ ก็พกิ ลดผู ดิ นกั
หรือจะเปนU เมียนCอยไอขC นุ ชาC ง ไยไม6วางหอC งชมใหสC มศรี
พิเคราะหด4 หู นCานวลควรจะรกั ถCาชายชมก็จะชักใหนC วลคลาย
เสภาเรือ่ งขนุ ชEางขนุ แผน
73
12. บทร4อง เพลงจระเขห4 างยาว ทางสักวา เถา
3 ชนั้ โผตรงลงเหนือเมืองอา6 งทอง พอเยอ้ื งบางแมวเปzนแนวป_า
แลวC หายกลายรูปเปUนลวงตา ลงน่ังนง่ิ ภาวนารอC ยแปดที
เสกไมเC ท6าต6อหางท่กี ลางตัว แลCวเอาบาตรสวมหวั เขาC เร็วร่ี
ก็กลายเปUนกมุ ภลี ม4 หมิ า
2 ชนั้ เผ6นโผนโจนผางกลางนที ฟาดโผงรอC งเพยี งเสยี งฟาz ผา6
เขย้ี วขาวยาวออกนอกปากโงงC ขึ้นว่ิงรา6 หลงั นำ้ ดCวยลำพอง
โตใหญต6 วั ยาวสกั เกาC วา
ชน้ั เดียว ท6านผCูฟงE ถวC นหนCาอย6าสงสัย เดิมจะไดตC งั้ ย6ามเปนU บCานช6อง
เพราะเถรขวาดแปลงกายราC ยคะนอง จึงเรยี กบCานจระเขรC Cองแตน6 ัน้ มา
3 ชั้น
2 ช้ัน เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
ชัน้ เดียว
13. บทรอ4 ง เพลงจงิ้ จกทอง เถา
3 ชน้ั
2 ชัน้ แมลงมุมทมุ6 อกอัศจรรย4 นกแสกแถกขวญั บนเวหา
จ้งิ จกทกั ประจักษท4 ่หี ลงั คา ก็รูCว6ามารดาเจาC บรรลัย
แสนสลดระทดระทวยทอด ประคองกอดคอนอC งเขาC รอC งไหC
โอCแมเ6 ราน้ีคงมีภัย จะตายแลวC หรือไรไฉนนา
ตำเราจะไปยังเคหา
สองราก็พากันรCองไหC วา6 แลวC ครองผCาคลาไคล
จะไดCรรูC Cายดที ีม่ ารดา ก็คลาดแคลCวลงจากกฎุ ิใหญ6
เสยี งไก6แกCวขนั กระชันมา
เณรบัวจุดไฟใส6โคมแกCว
พนั วดั ตัดทุ6งมุง6 ไป เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
14. บทรอ4 ง เพลงชมสวนสวรรค2 เถา
โจนลงกลางชานราC นดอกไมC ของขุนชาC งปลกู ไวCอยดู6 าษดื่น
รวยรสเกสรเมอื่ คอ6 นคนื ชื่นช่นื ลมชายสบายใจ
กระถางแถวแกวC เกดพิกลุ แกม ยสี่ น6ุ แซมมะสงั ดดั ดูไสว
สมอรัดดัดทรงสมละไม ตะขบขอ6 ยคดั ไวCจงั หวะกนั
แทงแทวยทอดอินพรหมนมสวรรค4
ตะโกนนาท้ิงกิ่งประกบั ยอด แสงพระจันทรจ4 บั แจ6มประจา6 งตา
บาC งผลิตดอกออกชอ6 ขนึ้ ชชู นั ซอ6 นชกู ลิน่ ถวิลหา
ยสี่ ุ6นกุหลาบมะลซิ อC น สายหยดุ หยดุ ชาC แลวC ยืนชม
ลำดวนกวนใจใหไC ครคลา
74
ชั้นเดียว ถดั ถึงกระถางอา6 งนำ้ ปลาทองว6ายคลำ่ เคลาC คลงึ สม
3 ชนั้ พ6นนำ้ ดำลอยถอยจม น6าชมชักคอู6 ยเู6 คียงกนั
2 ช้นั
ช้ันเดียว เสภาเรอ่ื งขนุ ชEางขนุ แผน
3 ช้ัน 15. บทรอ4 ง เพลงเดอื นหงายกลางปoา เถา
2 ช้ัน
ชัน้ เดยี ว เย็นฉำ่ นำ้ คาC งแนบนางนอน เอามือชCอนคางชวนชมเดอื นหงาย
3 ชัน้ แสงสอดรอดใบพระไทยพราย เดอื นบา6 ยตCองเตาC เจาC วันทอง
เคียงคูด6 ดู ังสัตตบงกช นำ้ คาC งหยดหยาดเยน็ กระเซ็นตอC ง
เหมอื นเพชรระยบั ประดับทน่ี มนอC ง คอ6 ยประคองลบู ไลอC ยูไ6 ปมา
ฟงE จำเรยี งจกั จ่ันสนั่นปา_
ดกึ สงัดสตั วส4 ิงไมส6 ง6 เสียง ฟงE ฟEงก็ยง่ิ พาวงั เวงใจ
ดังสงั คตี ดดี สีปช\[ วา จะแนบนอC งอยนู6 านนักไม6ไดC
พอสางสางพลางชวนเจCาวนั ทอง จะกลบั ไปใสโ6 ทษพไิ รทลู
ดีรCายอาC ยขนุ ชCางจงั ไร เคอื งพระทัยปน\M เกลCาเจCาไอศรู ย4
เห็นจะยกทพั หนนุ หนักออกมา
ใหยC กกองทัพมาจับเรา อย6เู สยี ใหCไกลทใ่ี นปา_
ถCอยความลามใหญเ6 ปUนไฟฟูน ชวนวันทองนCองลาพระไทรทอง
จำเราจะลาพระไทรไป
วา6 แลวC เทา6 น้ันมทิ ันชาC เสภาเรือ่ งขนุ ชEางขนุ แผน
16. บทรอ4 ง เพลงตวงพระธาตุ เถา
ครน้ั ถงึ เขาพระเคยมาไหวC พระช6างสกุ น่กี ระไรดังหงิ่ หอC ย
ชบ้ี อกวนั ทองนอC งนCอย พระจนั ทร4ฉายบา6 ยคลอC ยลงฉบั พลัน
ปนกบั กลน่ิ แกมC เกษมสนั ต4
รื่นรืน่ รสเสาวคนธ4 พระจนั ทรด4 น้ั หมอกออกแดงดวง
หอมกลิ่นบปุ ผาสารพนั อ6อนลออเกสรขจรรว6 ง
โนมC หน6วงกง่ิ เกบ็ ใหวC นั ทอง
ส6องตCองบปุ ผชาตสิ ะอาดช6อ
น6ารกั โกสุมพม6ุ พวง เสภาเรื่องขุนชEางขุนแผน
17. บทร4อง เพลงทยอยนอก เถา
พจี่ ะลาไปก6อนแลวC เจาC แกCวเอย• ส่ิงไรเคยทีพ่ ท่ี ำเจCาจำไดC
ขอฝากขุนชCางดวC ยชว6 ยปลอบใจ ทงั้ ขCาวปลาหาใหเC หมอื นพีย่ งั
มาถงึ กรงขุนทองวางอยูท6 ้ังคู6 นกโนรีแขวนอยท6ู เี่ ตียงตงั้
นกเอ•ยเคยเสียงเสนาะดัง ฟงE ชืน่ เชยชมอารมณ4นาง
75
2 ชน้ั ขุนชCางเรียกวา6 แมว6 นั ทอง สาลิกาเจาC ก็รอC งอย6างนั้นบCาง
แต6น้ีเชCาเยน็ จะเวCนวาง ครวญพลางทางตามขนุ แผนมา
ชน้ั เดยี ว ถงึ กลางนอกชานละลานจติ ตะลงึ คิดลงั เลดเู คหา
แลวC ชำเลืองเยอ้ื งยา6 งถงึ อยา6 ปลา ชะโงCกหนาC มือชCอนมาชมชู
3 ชั้น บาC งว6ายหนั เหว่ียงหางกระทงั่ หู
2 ชน้ั กลมกลมสมอย6างตะละปEน| เปนU คูค6 ู6ชูช6ออรชร
ชัน้ เดียว ถึงกระถางตนC ไมชC ายตาดู
เสภาเรอ่ื งขนุ ชEางขุนแผน
3 ชน้ั
2 ชัน้ 18. บทรอ4 ง เพลงทยอยใน เถา
ชั้นเดยี ว
3 ชนั้ แสนวิตกโออC กของสรCอยฟzา ดังชวี าแทบจะออกไปจากรา6 ง
2 ช้ัน แสนที่จะอับอายแทบวายวาง จะรกั รปู ทรงร6างไปใยมี
ชั้นเดียว จะฆ6าตวั เสยี ใหCตายลงเปUนผี
3 ชน้ั จะผนิ พึ่งพ6อแมก6 แ็ ลหาย มีสามีแลวC กพ็ ลัดเปนU ศัตรู
2 ชน้ั อับอายขายหนาC ทง้ั ตาป[ แลวC มายนื พนิ จิ อยเ6ู ปนU คู6
ฉวยเชือกผกู คอเขาC ใหCชดิ เสภาเร่ืองขนุ ชEางขุนแผน
19. บทร4อง เพลงทองยRอน เถา
บทร4องที่ 1
พ่ีหยอกเลน6 นดิ หนึ่งกไ็ ม6ไดC ใจนอC ยนี่กระไรวนั ทองเอย•
รักใคร6พาไปจะชมเชย อย6านึกเลยท่ีจะคืนใหCใครชม
ว6าพลางทางจูงสหี มอก เบาะอานพานหนCาดงู ามสม
บทร4องท่ี 2
พห่ี ยอกเลน6 นิดหนึง่ ก็ไม6ไดC ใจนอC ยนก่ี ระไรวันทองเอ•ย
รกั ใครพ6 าไปจะชมเชย อยา6 นึกเลยที่จะคืนใหCใครชม
เสภาเร่ืองขนุ ชEางขุนแผน
ว6าพลางทางปลอบกระซบิ บอก รักดอกจึงหยอกนอC งอย6าหมองตรม
นายพูนพศิ อมาตยกุล แต9ง
เพราะคำร่ำคอ6 นงอนสะบดั บทรอ4 งที่ 3 แม6ผลัดชอ่ื ใหกC ็เห็นสม
ชอื่ วา6 วันทองตอC งนิยม นานไปแกมC กับนมจะเปUนทอง
เออกระนนั้ สิเจาC จงึ ไดวC 6า หลบั ตาซมเซอะอย6ใู นหCอง
ตามใจใหCเจาC ทำแตล6 ำพอง ครัน้ ว6าบาC งแลCวกร็ Cองไมเ6 คยพบ
76
ชน้ั เดยี ว แต6กระนน้ั ยงั ไม6ไดกC บั ใจนาง ถาC ปลอ6 ยหางแลCวกเ็ ปรอื่ งกระเดอ่ื งจบ
หรอื ร้ือความหลงั ตง้ั สมทบ ขาC เรียกใหใC ครตบจงึ เจรจา
3 ชั้น
2 ชัน้ เสภาเร่ืองขนุ ชEางขนุ แผน
ช้ันเดียว
20. บทรอ4 ง เพลงเทพหาวเหิน เถา
3 ชน้ั
2 ชัน้ คราน้นั พระองค4ผทูC รงเดช ทุกประเทศลอื ลบสยบสยอน
ชน้ั เดยี ว ครั้นจวนแจCงแสงสีรวีวร พระภูธรเสดจ็ สท6ู ท่ี รงชล
อาบละอองตCองพระองค4ดังสายฝน
3 ชนั้ ไขสหุ ร6ายหยดั ยอC ยเปUนฝอยฟอง ทรงสุคนธาประทิ่นกลนิ่ โอฬาร
นำ้ กหุ ลาบหอมฟzงุ จรุงปน รำเพยพัดเสร็จทรงสรงสนาน
2 ชน้ั พระภูบาลออกทอC งพระโรงชยั
สาวสนมกรมในเปนU ขนัด
จับพระแสงขาC งทมี่ ิทนั ทาน เสภาเรอื่ งขุนชEางขุนแผน
21. บทร4อง เพลงนาคเกย้ี ว เถา
จะกนิ ขCาวน่งั เคร6าอยู6คอยทา6 ใหCพมิ มานง่ั กินดวC ยกันกอ6 น
เหน็ พมิ ไมก6 นิ พรอC มพอ6 ยอ6 มวอน ปE|นปzอนปลอบปลื้มประโลมใจ
เหน็ เขาเปUนผวั เมียกนั มากน็ กั จะเหมือนพ6อรกั พมิ หามีไม6
พอ6 มาด6วนเด็กรักหกั ไป ทำไมจะไดขC องรกั ไวเC ชยชม
จนใจพ6อเอาไปแตผ6 Cาห6ม
เปUนจนจิตกลัวผิดไปไมไ6 ดC เมยี จะตรมตรอมดน้ิ อย6ูเดียวดาย
อย6ูกลางไพรพอ6 จะไดเC อาไวCชม ยามหนาวใครจะกอดใหหC นาวหาย
เมยี จะนอนคนเดียวกระไรรอด เมียจะตายแลCวพ6อทลู กระหม6อมเมยี
เคยนอนแนบแอบขCางไมห6 า6 งกาย
เสภาเรื่องขุนชEางขุนแผน
22. บทรอ4 ง เพลงใบ4คลัง่ เถา
เสียดายเอย• เคยพลอดอยกู6 อดกก โอCอกเยอื กเย็นเหน็ แตห6 มอน
ไดCยินเสียงเรไรรอนรอน หอมซอ6 นชชูC ชู ่นื ร่ืนอุรา
หอมดอกไมคC ลาC ยกลนิ่ ผาC หม6 นอC ง ละเมอมองแหวกมา6 นชะแงหC า
ไม6เห็นเจาC ลาวทองของพอี่ า เคยแนบหนCานวลพดั แลวC พาที
ขวัญออ6 นเคยนอนชมเดอื นหงาย เล6านิยายแยCมยม้ิ หยอกกับพ่ี
เจาC เป_าแคนแสนเพราะเสนาะดี กรรมมแี ลCวจงึ พรากจากกนั ไป
กระไรเลยยากเข็ญเหมอื นเปUนใบC
โอCอนาถคลาดรกั หนังทรวงเอย• ตอC งคล่งั ไคลสC ้ินสุขทุกเวลา
จะออกปากยากจรงิ ทกุ สิ่งไป หักเทา6 ไรก็ไมส6 น้ิ เสนห6 า
ทกุ คำ่ เชCาเฝzาครวญหวนถวลิ
77
ชน้ั เดยี ว คะนึงถึงลาวทองของพอ่ี า เจียนเปUนบCาเพราะรกั ปEกดวงใจ
โอCกรรมใดมาซำ้ ใหCจำจาก พลดั พรากจากยอดพิสมัย
3 ช้ัน (ย่งิ คิดยง่ิ ระกำชำ้ ทรวงใน
2 ช้นั โอCอาลัยอดเปล่ียนอยเู6 ดียวดาย)*
ชนั้ เดยี ว เสียดายรกั หนกั อุรานจิ จาเอย• ตอC งชวดเชยคิดไปน6าใจหาย
3 ชน้ั ฟEงนCองรอC งใบคC ลงั่ ยงั เสยี ดาย หวานมิวายน้ำคำเจาC ร่ำวอน
จากนชุ สุดสวาทเพยี งขาดจติ
2 ชัน้ สักเมื่อไรจะประสบพบบงั อร เคยแนบชิดพุม6 พวงดวงสมร
แมCไมเ6 กรงบาทบงส4พุ ระทรงฤทธิ์ โอCภธู รหมดทรงพระเมตตา
จะลอบไปชมชดิ เสนห6 า
บทเสภาเรอ่ื งขุนชEางขุนแผน
คนละสำนวนกับฉบบั หอพระสมุด
23. บทร4อง เพลงนาคบรพิ นั ธ2 เถา
อนิจจาแมพ6 มิ มาทมิ่ ตำ เจ็บช้ำตลอดลนC จนขมอง
ไมค6 วรเลยจะเยCยวา6 สายทอง แมเ6 จCาเอ•ยคราวนร้ี อC งžเณร
ก็เขาC ใจอยู6ว6าเกลือกบั พมิ เสน
เปUนทาสžจะอาจเขCาเทยี มไท ถึงจะแคน6 เขCาประเคนกค็ นจน
เณรไม6รžCู จะจลู6 งลยุ เลน จะรบั รองเรอื นเพชรไมเ6 ปนU ผล
รCอนรนก็เพราะรกั รำคาญใจ
แหวนตะก่ัวน้ีเหมือนตัวของสายทอง
แสนอาภัพยบั ท่ัวทงั้ ตัวตน เสภาเรอ่ื งขุนชEางขนุ แผน
24. บทรอ4 ง เพลงพมRาหา4 ทRอน เถา
บทรอ4 งที่ 1
เท่ยี งคนื เตม็ ตนื่ อย6ูในหอC ง พระจนั ทรส4 6องแสงสวา6 งกระจ6างหลCา
สงัดเสียงผูCคนไมพ6 ูดจา วิเวกเสียงสกุณาสนนั่ ไพร
เรไรหรง่ิ รอC งระงมรำ่ บนตCนลำดวนดอกดกไสว
พระพายพัดพากลน่ิ กระจายไป รวยรสสมุ าลยั ละอองนวล
หอมดอกจำปป[ ระยงคแ4 ยมC ยส่ี นุ6 แซมสายหยดุ หอมหวน
ชงโคโยทะกาแกมลำดวน หอมหวนกลนิ่ แกCวกระถินมา
ชมพเู ทศหอมหวนละหอC ยหา
มะลวิ ัลยพ4 ันกงิ่ พิกุลเกด กลบั คิดข้นึ มาถงึ เมยี รกั
คลCายกล่ินวนั ทองผอ6 งโสภา แตจ6 ะมีมารมาหาญหกั
โอเC สียดายความเพียรท่ีเวียนหวัง
*เวลาขบั รอC งมไิ ดใC ชรC Cอง แตใ6 ส6ไวเC พื่อใหCครบคำกลอน
78
ช้ันเดียว พไี่ ปถงึ เชียงทองไกลนCองรกั เจยี นจักกลบั มาไมท6 นั ที
ถงึ เรอื นแลCวยังชำ้ ระกำอก ดงั กำแกวC มาตกเสียจากที่
เปUนราศเี สยี แลวC กระมังนา
จำเพาะพลัดลงทโี่ จรจะราวี อรอ6 ยรสจะกินเปนU พกั ษา
เน้ือตกถงึ เสือเหลือจะงด แกCวตาจะเปนU ประการใด
ถงึ มือมนั ตอC งสองเวลา แสนวิตกหาหายเหอื ดไม6
ยงิ่ คดิ ยิง่ แคCนแน6นอก พรงุ6 น้กี จู ะไปยงั สพุ รรณ
อึดอัดขัดแคCนแน6นใจ
เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
บทร4องที่ 2
3 ชนั้ โจนลงกลางชานรCานดอกไมC ของขุนชาC งปลกู ไวอC ย6ดู าษดืน่
รวยรสเกสรเมอื่ ค6อนคืน รื่นรืน่ ลมชายสบายใจ
กระถางแถวแกวC เกดพกิ ลุ แกม ย่ีสุ6นแซมมะสงั ดดั ดูไสว
ตะโกนาทิ้งกิ่งประกบั ยอด แทงทวยทอดอนิ พรมนมสวรรค4
บาC งผลดิ อกออกชอ6 ขน้ึ ชชู ัน แสงพระจนั ทรจ4 บั จามกระจ6างตา
2 ชั้น ยีส่ 6นุ กหุ ลาบมะลซิ Cอน ซ6อนชCูชูกล่นิ ถวลิ หา
ลำดวนกวนใจใหไC คลคลา สายหยดุ หยดุ ชาC แลวC ยนื ชม
ถัดถงึ กระถางอ6างน้ำ ปลาทองวา6 ยคล่ำเคลาC คลงึ สม
พน6 น้ำดำลอยถอยจม นา6 ชมชักค6ูอยเ6ู คยี งกนั
บาC งแหวกจอกออกชอ6 งภเู ขาเคียง วดั เหวี่ยงแวCงหาระเหดิ หัน
ชน้ั เดียว บCางกนิ ไคลไลเ6 คลCาพลั วนั ถดั นัน้ แอกไถละไมงอน
กระดงึ พรวนสกั หลาดทบั ดาวประดับดวงเด6นดูสลอน
สลกั เสลาเกลาเกลี้ยงอรชร เชอื กใชไC วCซCอนสลบั กัน
เครอื่ งมาC ดาดาษจงั หวะวาง เคร่อื งชาC งสารพัดจะจัดสรร
ขอครำ่ ดCามพลองทองพนั ถัดน้นั ย6างเย้ืองชำเลืองมา
เสภาเรอ่ื งขุนชEางขุนแผน
4 ช้นั เดนิ ทางพลางดมชมช่นื บทรอ4 งที่ 3 ระรวยรืน่ กลน่ิ ผกาหอมหวาน
มะลซิ อC นกลีบซอ6 นค6อยผอ6 นบาน เหมอื นนงคราญแรกรุ6นดรณุ ี
พิกุลหอมเยน็ จติ ตดิ นาสา เหมอื นผCาห6มนางสำอางศรี
ในสระบวั ดาษดาลCวนมาลี บัวไม6มีทีเ่ ทียบเปรยี บนางบวั
79
หอมแกวC กล่นิ ฟzงุ จรงุ กล่ิน หอมซาบสน้ิ สรรพางค4นางแกวC กล้วั
กลนิ่ บหุ งาพาใจใหรC ะรัว เหมอื นยวนยวั่ ยึดไวมC ิใหCจร
3 ช้นั โจนลงกลางชานราC นดอกไมC เสภาเรอ่ื งพญาราชวังสนั
รวยรสเกสรเมือ่ ค6อนคนื พระราชนพิ นธใA นรัชกาลท่ี 6
กระถางแถวแกCวเกดพิกลุ แกม
ตะโกนาท้งิ กิง่ ประกบั ยอด ของขนุ ชาC งปลกู ไวอC ยู6ดาษดื่น
บาC งผลดิ อกออกชอ6 ข้นึ ชชู นั รืน่ ร่ืนลมชายสบายใจ
ยี่สุน6 แซมมะสงั ดดั ดไู สว
2 ชน้ั ยีส่ 6ุนกหุ ลาบมะลิซCอน แทงทวยทอดอินพรมนมสวรรค4
ลำดวนกวนใจใหCไคลคลา แสงพระจนั ทรจ4 ับจามกระจา6 งตา
ถดั ถงึ กระถางอ6างน้ำ ซอ6 นชCชู กู ลิ่นถวลิ หา
พ6นนำ้ ดำลอยถอยจม สายหยุดหยุดชCาแลCวยนื ชม
บCางแหวกจอกออกชอ6 งภูเขาเคยี ง ปลาทองว6ายคลำ่ เคลาC คลงึ สม
น6าชมชกั ค6อู ยเู6 คยี งกนั
ชน้ั เดยี ว บCางกินไคลไล6เคลCาพลั วัน วัดเหวย่ี งแวงC หาระเหิดหนั
กระดึงพรวนสกั หลาดทบั ถัดนั้นแอกไถละไมงอน
สลกั เสลาเกลาเกลยี้ งอรชร ดาวประดบั ดวงเดน6 ดูสลอน
เครื่องมาC ดาดาษจงั หวะวาง เชอื กใชCไวCซCอนสลบั กนั
ขอคร่ำดCามพลองทองพนั เครือ่ งชาC งสารพดั จะจดั สรร
ถัดนน้ั ย6างเยอ้ื งชำเลืองมา
เสภาเรอื่ งขนุ ชEางขุนแผน
25. บทรอ4 ง เพลงพราหมณด2 ดี นำ้ เตา4 เถา
บทร4องท่ี 1
4 ชั้น เจCาฝEนวา6 ไฟฟอนฟูกหมอกม6าน จะมที 6านผอCู ื่นเอามาใหC
3 ชัน้ อนั ซ่ึงวา6 ครวญครำ่ รำ่ พไิ ร จะเกลียดไกลคนช่วั ท่ีมนั เมา
2 ช้ัน ของรักตกตมจะคืนเขCา
ชน้ั เดยี ว ฝEนว6ารCองไหจC ะไดCชม มติ รเกา6 จะประคองวนั ทองนอC ย
ทร่ี อC นโรคโศกสรา6 งจะบางเบา อยา6 ทกุ ข4พร่นั ขวัญขาC วอยา6 เศรCาใจ
ขอจูบหนอ6 ยเถิดเจCาอย6าเศรCาใจ
พก่ี บั เนอ้ื เยน็ จะเปนU สุข ฟงE เสียงเจรจาไมจ6 ำไดC
ว6าพลางชอC นคางใหเC พลินพลอย ลูบไลอC กอ6อนสะเอวบาง
คราน้ันวันทองผอ6 งโสภา เสภาเร่อื งขุนชEางขุนแผน
เสยี งกระซิบกระเสา6 ยงิ่ เสียวใจ
80
บทรอ4 งท่ี 2
3 ช้นั ขนุ แผนปลอบนอC งอยา6 รอC งไหC ไปหนอ6 ยหนึง่ แลCวจะมาส6ง
2 ชั้น ไปเปนU เพอื่ นพบี่ Cางในกลางดง ชมหงสเ4 หมเลน6 ใหเC ยน็ ใจ
ชน้ั เดยี ว ถCวนเดอื นแลCวจะรบั เจาC ไปใหม6
ไปเดอื นหนงึ่ แลCวจะพากลบั เขาอย6ูเขาจะไรเC มอ่ื ไรมี
3 ชั้น จะรCองไหคC รวญคร่ำไปทำไม ขCางไหนจะปรดี เิ์ ปรมเกษมศรี
เขCาเขาสนุกบาC นเราสำราญไพร ขาC งไหนดีกจ็ ะรอCู ยา6 รำคาญ
2 ชั้น เปลีย่ นมเี ปลี่ยนจนคนละที
ชัน้ เดียว เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
26. บทรอ4 ง เพลงพวงรอ4 ย เถา
(ทางวังบางขนุ พรหม)
พระจันทรจรแจ6มกระจ6างดวง สวา6 งพวงพุ6มช6อชูไสว
นางแยCมแยมC รบั อยรู6 มิ ไพร ซ6อนชูชC ูใจใหCเชยชู
เลบ็ นางกางกลบี แหลมแฉลมC ย่สี น6ุ แซมแกมแกCวกาหลงอย6ู
ชCองนางนางสยายใหCเชยชู ชมพ6เู หมอื นจะชกั ใหเC ชยชม
มะลิวัลยเ4 หมือนวนั เจาC จากพ่ี จำป[ปห[ นึ่งจึงคืนสม
สกุ รมเหมือนพี่ตรอมบอมระบม อบเชยเหมือนไดชC มอยเู6 ชยชิด
พกิ ุลเหมอื นพก่ี อดกุมถนอม ดอกพะยอมเหมือนเจาC ย่วั ใหมC ัวจติ
ชมพลางเพลดิ เพลนิ เจรญิ คดิ สะกดิ เจCาวนั ทองนอC ยชะมอC ยตาม
พี่ก็เปล6าเปลีย่ วไปเมอื่ ยามสาม
จะชมอนื่ นก็ไม6ช่ืนเหมอื นชมเจCา ดาวก็ตกต่ำตามอรณุ ฟาz
เดอื นตกตำ่ ใตลC งไรราม พระสุริยายา6 งเยื้องบนเวหา
แสงทองสอ6 งพมุ6 พยับเหลอื ง สกุณามารงั ระงมรอC ง
ฝงู สัตว4จตั บุ าทกต็ นื่ ตา ชะนีโวยโหยหวาดประกาศกCอง
สองชกั มง่ิ มCามาในดง
คาC งลิงวง่ิ ไขว6ตะเพดิ หนี หวC ยหบุ เหวใหญไ6 พรระหง
กระตา6 ยตามคู6เคียงเรียงคะนอง พาวนั ทองตรงเขาC ไร6แตง
ครัน้ ถึงเชงิ เขากเ็ ขCาใกลC
เชิงเขาเหลา6 บCานละวาC ดง เสภาเรอ่ื งขนุ ชEางขุนแผน
81
27. บทร4อง เพลงมอญครวญ เถา
3 ชั้น คราน้ันนางแกCวกริ ิยา ฟEงว6าหนาC เสียไม6น่งิ ไดC
2 ชน้ั โกรธลกู ผกู เจบ็ มาจองภยั เลือดเนื้อในไสหC าไหนมา
ชั้นเดียว ไม6คดิ ถงึ ชวี ิตจะเขน6 ฆ6า
ช่วั ดตี ตี อ6 ยเอาตามผิด วันเมอ่ื มรณานาฝากไวC
3 ชั้น จงเห็นกบั วนั ทองของโสภา ยงั จะตอ6 ตามทำไปถึงไหน
อยา6 ไดCเคอื งข6ุนใหCว6นุ วาย
2 ชั้น กำพราC แมไ6 ดCแตจ6 ะพงึ่ พอ6
ชั้นเดียว บอกชมุ พลใหCกลบั ซึง่ ทพั ชัย เสภาเรอ่ื งขุนชEางขนุ แผน
3 ช้นั 28. บทรอ4 ง เพลงมอญลRองเรือ เถา
2 ชนั้ นาวามาทอดจอดคบั คงั่ กรมการพรอC มพรั่งอย6ทู น่ี ่นั
ช้ันเดยี ว กำลงั ลงเรือแพกนั แจจนั จาC ละหว่นั วุ6นไปในลานวดั
ส6วนเรือพระประเทียบทงั้ สองลำ พระทาC ยนำ้ กำกงลงไปจัด
ขาดเหลือเรยี กกระเบ็งเรง6 รดั เปUนขนดั ไดCสว6 นสัดกระบวนราย
เรอื กญั ญารบั ก็เฉดิ ฉาย
ตอ6 มาเปนU กระบวนส6วนแมท6 พั คนพายลวC นทหารชาญชัย
พอ6 ลูกลงประจำลำละนาย กบั พลายงามกมC กราบทา6 นผCูใหญ6
คราน้นั ขนุ แผนแสนสุภาพ ผCูคนเซง็ แซ6แออัด
ออกเรอื เปUนขนดั ในทันใด
นายไพร6พรอC มพรง่ั ทง้ั เรอื แพ เปนU ลำดบั ลอ6 งตามแม6น้ำไหล
ใหสC ัญญาณยิงปน{ ข้นึ สามนัด เขCาเขตกรงุ ไกรอยุธยา
เรือกระบวนหนCาหลังคง่ั คับ
ขาC มบาC นผา6 นเมอื งเนืองเนืองไป เสภาเรอ่ื งขุนชEางขุนแผน
29. บทรอ4 ง เพลงม4ายอR ง เถา
ครานั้นจงึ ท6านหลวงทรงพล อนุสนธเ์ิ ล6าแจงC แถลงไข
อันมCาสหี มอกตวั น้ไี ซรC มิใชม6 Cาหลวงทีห่ วงกนั
มนั เปUนลูกมาC เมอื งมะริด ตดิ แมม6 าแตม6 ะรดิ น่นั
รูปรา6 งทว6 งทกี ด็ ีครัน แต6ว6ามนั ซกุ ซนจนระอา
ตCองเปUนหว6 งบว6 งใยอยหู6 นกั หนา
เผลอไมไ6 ดCไลก6 ดั เมามาC หลวง เอาเถดิ สบิ หCาตำลึงนาย
ทา6 นซอ้ื เราจะหยอ6 นผอ6 นราคา สมมาดปรารถนาทีม่ ุ6งหมาย
แลวC เยื้องกรายมาท่สี หี มอกมCา
ขนุ แผนไดCฟงE เจCาของว6า เสภาเรอื่ งขุนชEางขนุ แผน
แกCเงินนับใหไC ม6กลบั กลาย
82
30. บทร4อง เพลงมา4 รำ เถา
3 ชั้น เสกหญCาดวC ยมหาละลวยใหญ6 เขาC ใกลสC ีหมอกแลวC บอกว6า
2 ช้ัน จะไปกบั เรากเ็ ขาC มา ย่นื หญCาใหพC ลนั ในทันที
ชนั้ เดียว สหี มอกรบั หญCามาเคี้ยวกลืน ชุม6 ช่ืนปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ใหมC ีใจจงรักดวC ยภักดี ติดขนุ แผนดินร่ตี ามหลงั ไป
3 ช้ัน ผกู อานผ6านหนาC บังเหียนใส6
2 ชั้น ขนุ แผนลูบหลงั สีหมอกมาC ลวC นขลบิ ทองของใหมว6 ิไลตาฃ
ชน้ั เดยี ว ซองหางเชดิ ชูดลู ะไม พาชีโผนผกยกหนาC
3 ช้นั บา6 วขCาตามหลงั สะพรงั่ ไป
ขนุ แผนเหยยี บโกลนโผนข้ึน
ควบใหญใ6 สน6 อC ยซอยเรียงนา เสภาเร่ืองขุนชEางขุนแผน
31. บทร4อง เพลงมาลหี วน เถา
(ทางจางวางทว่ั พาทยโกศล)
รื่นรื่นชน่ื รสเสาวคนธ4 ปนกับกล่นิ แกมC เกษมสนั ต4
หอมกลน่ิ บปุ ผาสารพนั พระจนั ทรด4 ั้นหมอกออกแดงดวง
ส6องตCองบปุ ผาชาติสะอาดชอ6 ออ6 นลออเกสรขจรร6วง
นา6 รกั โกสมุ ภ4เปUนพม6ุ พวง โนCมหน6วงกง่ิ เก็บใหCวันทอง
ขอดมดอกไมCนดิ อยา6 ปMดปzอง
ทดั หชู ูชมภริ มยจ4 ิต ไฮCอยา6 ตCองของฉนั จะชอกชำ้
พส่ี ดู แต6นอC ยนอC ยคอ6 ยประคอง พอยินดีหายระหวยเมอื่ ยามคำ่
พตี่ อC งแต6เบาเบาดอกเจCาพ่ี น่นั ชำ้ เกา6 เจCาแกลงC พาโลกัน
อนั ตัวพีไ่ ม6มจี ะหยามทำ เชิงกระนี้เหน็บแนมแกมขยัน
ไกข6 ันแจCวแจCวจะรงุ6 ราง
วนั ทองรCองไฮCอะไรน่ี
แสนงอนคอ6 ยวา6 สารพนั เสภาเรือ่ งขนุ ชEางขนุ แผน
32. บทรอ4 ง เพลงแมลงภูRทอง เถา
ดึกแลCวแกCวเนตรแมอ6 ยา6 หน6วงรัก กอดสะพกั นางสลดั สะบดั คอC น
เอะœ ไมไ6 ปดอกกระมงั เจาC กช็ า6 งวงิ วอน ดกี ็จรไปหรือไม6ไปไม6ฟงE กนั
(สรอC ย) เหลอื งวิงเหลือวอนเหลอื งอนเหลอื งอC เหลอื จะรอระอด
แสนพยศมันเหลอื แรง ตวั เจCาก็แข็งขนั ไมไ6 ปหรอื เจCาช6างด้อื ช6างดนั
เห็นวา6 ฟนE เจCาไม6ไดCหรือไรนา
83
2 ชนั้ วนั ทองกลวั ดาบวบั วาบใจ เง้อื ฟzาฟ{น| ทไี รอกใจสน่ั
ชั้นเดยี ว พอ6 คุณเอย• ช6างไม6ลดละกนั สองแขนฉันจะขาดกลางอยร6ู ำไร
(สรอC ย) ทงั้ เจบ็ ทง้ั ชำ้ คำตดั พอC จะรจี ะรอหาไดไC ม6
3 ชั้น อาลยั ขนุ ชCางกอ็ าลัย รกั เกา6 เลา6 ก็ใหCคะนงึ รกั
2 ช้ัน สุดจะหักใจหCาม นะเหลือใจนะเจCาเอย
ชั้นเดยี ว ขออยา6 แคลวC ฆา6 เสียใหตC กั ษัย
3 ช้ัน เม่อื ไมป6 รานีแก6ฉนั แลCว อย6าตCองอายใครอ่ืนเพราะฉนั เลย
2 ชั้น มันชั่วแลวC มากลัว้ ใหรC ะคาย ยังไมพ6 ักเห็นใจใหCเฉลย
อนิจจาตามเจCามาดCวยความรกั วนั ทองเลยใจออ6 นยอมผอ6 นตาม
เป_ามหาละลวยลงตรงที่เคย
เสภาเร่ืองขนุ ชEางขนุ แผน
33. บทรอ4 ง เพลงลาวสาวสวย เถา
ขอกลบั กล6าวเลา6 ความแตเ6 บอ้ื งตCน บตุ รท6านชายพลายชุมพลตวั กลน่ั กลCา
แตเ6 ดมิ ทกี ม็ ไิ ดกC ลา6 วมา คือลกู นางสรอC ยระยาC นารี
เมือ่ แรกนนั้ นางไดพC ลายชุมพล เปUนผวั ตนปรีดเิ์ ปรมเกษมศรี
อยดู6 Cวยกันไมท6 ันกี่เดอื นป[ เจCาพลายหนที ้ิงนางไปหา6 งไกล
อาวรณ4รัญจวนหวนไหC
นารีมีครรภ4ขนึ้ อ6อนออ6 น อายนุ ั้นกไ็ ดCหลายป[มา
คลอดบตุ รสดุ ทรี่ กั พกั ตรอ4 ำไพ อยูบ6 Cานพาศเขตแขวงตำแหน6งป_า
เฉิดฉายชอ่ื พลายมณนี ารถ เรยี นวิชาเปนU นกั เลงแสนเกง6 ครัน
บวชเปUนสงฆท4 รงศีลอภญิ ญา ใหCพระสงฆเ4 ชCาเพลประเคนฉนั
ชาวบาC นนั้นนบั ถอื เลอ่ื งลอื ชา
มารดาคอยหาสำรบั สง6
อยู6มาผาสุกทกุ วนั เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
34. บทรอ4 ง เพลงสนทอง เถา
แว6วดเุ หว6าเรา6 รอC งเม่อื จวนรงุ6 ใจสะดงCุ คดิ วา6 ฟzาสาง
ขยับเลอื่ นลกุ เปMดหนาC ตา6 งพลาง เหน็ เลือนรางสว6างหลาC ดาราราย
ทวิ ไมCใบบงั สรุ ยิ 4ศรี เห็นไมม6 จี นั ทรานาใจหาย
เหล6าวิหกผกผนิ บนิ เรียงราย เสภาเรื่องขุนชEางขนุ แผน
สนทองตอC งลมอยู6ไหวไหว
โอแมท6 รามสงวนนวลละออง กม็ คิ ลายคิดถึงคะนึงนอC ง
อยากจะใครเ6 ชยชมประสมสอง
จะจากตนC สนทองทค่ี รองกัน
84
ชนั้ เดียว ขอเพียงไดพC บประสบเห็น ดงั เช6นนิทราพาฝEน
บญุ นCอยคลอC ยเคลอ่ื นเลอ่ื นลอยพลนั ดังตะวันลอยลับไม6กลบั มา
3 ชน้ั ตCนสนทอง ลมตCอง
2 ช้ัน แลวC ก็พลิว้ ปลวิ ไสว
ชั้นเดยี ว
ฐริ ะพล นอE ยนิตยA แต9ง
3 ชั้น
2 ชั้น 35. บทรอ4 ง เพลงสรอ4 ยทะแย เถา
ชั้นเดยี ว
3 ชน้ั ครานน้ั ยอดชายพลายชุมพล ทำกลพูดเพีย้ นเปUนหงสา
กหู รอื ชอ่ื สมงิ มตั รา บดิ ากูผเูC รอื งฤทธไิ กร
ชอื่ สมงิ แมงตะยะกะละออน
เล่ืองชอ่ื ฟงzุ ทุกกรงุ ไกร ในเมอื งมอญใคร6ไม6รอตอ6 ไดC
แม6ไซรCชอ่ื เมCยแมงตะยา
พระครกู ูผเูC รอื งฤทธิเวท พระสเุ มธกะละดงเมอื งหงสา
จะมาลองฝ[มอื ไทยใหCระอา
อนั สมบัติในศรอี ยุธยา ใครกลาC กจู ะฟนE ใหCบรรลยั
ขนุ แผนยกพลมาชงิ ชัย กูหาปรารถนาส6งใดไม6
กจู บั ไดจC งึ ฟEนห่ันประจาน
เอง็ นีม้ ีนามกรใด
พระองคใ4 ดไดCเปUนพระอาจารย4 เจCาไทยเลี้ยงเปUนยอดทหาร
ฤทธากลCาหาญประการใด อนงึ่ ท6านบิดานั้นชือ่ ไร
อาจใจออกมาตอ6 ฝ[มอื กู
บทละครของกรมศิลปากร
ปรบั ปรุงจากเสภาเรือ่ งขุนชEางขุนแผน
36. บทร4อง เพลงสร4อยมยุรา เถา
เจาC ปกE เปนU มยรุ ารำรอ6 น ฝ_ายฟอz นอยบู6 นยอดภูเขาหลวง
แผ6หางกางปก[ เปนU พุ6มพวง ชะนหี น6วงเหนีย่ วไมชC ะมอC ยตา
อร6ามรูปพระสเุ มรภผู า
ปกE เปนU หมิ พานต4ตระหง6านงาม การวิกอสิ นิ ธรยคุ นธร
วินนั ตกหัศกนั เปนU หลัน่ มา มุจลินทห4 Cาแถวแนวสลอน
ฝูงกนิ นรคนธรรพ4วิทยา
อากาศคงคาชลาสินธ4ุ
ไกรลาสสะอาดเอ่ียมอรชร เสภาเรอ่ื งขุนชEางขุนแผน
37. บทรอ4 ง เพลงสร4อยลำปาง เถา
เจCาปกE เปนU พระลอดลิ กโลก ถึงกาหลงทรงโศกกำสรดสตุ
หวนคะนึงถึงองค4อนงค4นชุ พระทรงเส่ยี งสายสมทุ รมาเปนU ลาง
85
2 ชั้น แสนคะนงึ ถงึ องคพ4 ระแมเ6 จCา พระลอแลน้ำแดงดงั แสงฝาง
ชั้นเดยี ว ละลกั ษณวดีไวโC ดยปรางค4 คะนงึ นางพระพน่ี อC งท้งั สององค4
มาลอ6 แลวC พระลอไลเ6 ตลดิ หลง
3 ช้นั ป_ูเจCาเทCาใชใC หไC ก6แกCว ปEกเปUนองคพ4 ระเพื่อนพระแพงทอง
2 ชั้น ถึงสวนพระยงิ่ แสนกำสรดทรง พระลอโลมเสพสุขประสมสอง
ชน้ั เดยี ว ส6ูสวนพิศวาสประพาสโฉม นางร่นื นางโรยรองบาทบงสุ4
พ่ีเลย้ี งเคยี งขCางคอยประคอง
3 ชน้ั เสภาเรือ่ งขาE งขุนแผน
2 ช้นั
ช้ันเดียว 38. บทร4อง เพลงสารถี เถา
นอC ยหรือวาจาช6างน6ารกั เสนาะนกั น้ำคำรำ่ เสยี ดสี
ปM|มจะกลนื ชืน่ ใจในวาที เสียดายแต6ไมม6 คี ภู6 ิรมย4
แมCนชายใดไดอC ยเ6ู ปUนคคู6 รอง จะแนบนอC งเชยชดิ สนิทสนม
พีจ่ ะอยสู6 ูCรกั ไมแ6 รมชม มใิ ช6ลมลวงนอC งใหCหมองใจ
ถงึ หาC ชงั่ พีก่ ห็ ามาชว6 ยไดC
อย6าว6าแตเ6 จCายากอยสู6 ิบหาC บงั เอิญใหจC ำเพราะพบประสบนาง
บุญหลงั ไดสC รCางมาปางใด ปลมิ้ จติ อย6าสะเทิ้นเมินหมาง
วา6 พลางอิงแอบแนบชดิ อย6าระคางเคอื งใจไดCเอ็นดู
เมนิ หนCาซ6อนซบหลบอยู6
แกCห6อเงนิ มอบแลCวปลอบนาง รCูแลCววา6 รกั วา6 ปรานี
ครานน้ั นางแกCวกิริยา
ปEดปzองมิใหตC อC งเขาC ชมชู เสภาเรอ่ื งขุนชEางขนุ แผน
39. บทรอ4 ง เพลงสาวสอดแหวน เถา
ว6าพลางทางถอดแหวนเพชร ประคองเชด็ น้ำตาอย6ารCองไหC
ชมแหวนแทนพลางสวา6 งใจ แลCวสอดใส6น้วิ กอC ยใหCนางดู
กอดคอชะลอเคลอ่ื นออกจากหอC ง กอดประคองอกประทบั ระทกุ อย6ู
คอ6 ยเขยือ้ นยกแขนประคองชู เอน็ ดูดวC ยช6วยช้ีทว่ี ันทอง
แข็งใจชีแ้ จงตำแหนง6 หCอง
นางแกCวกริ ยิ าย่ิงอาลยั ลว6 งสองชั้นเขาC ไปขCางใน
ตรงน้ีแน6แลไปอย6าเมินมอง คนเกลอื่ นนอนนั่งระวงั ไสว
เหมอื นหนง่ึ ใจเมยี จะขาดดวC ยคิดกลัว
แสงอจั กลบั ตามอรา6 มเรอื น
เอน็ ดูนอC งเถดิ พอ6 อย6าไป เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
86
40. บทรอ4 ง เพลงลาวสดุ สวย เถา
3 ชัน้ คนนแี้ ลแนแ6 ลCวที่เราฝEน รูปโฉมโนมพรรณหาผดิ ไม6
2 ชนั้ นอC งเอย• รูปร6างช6างกระไร ถงึ นางในกรงุ ศรีไมม6 เี ทยี ม
ชน้ั เดยี ว บรสิ ุทธ์โิ อภาสสะอาดเอี่ยม
ดงั พระจนั ทร4วนั เพญ็ เมือ่ ผ6องผุด งามเสงี่ยมราศผี ูCดจี รงิ
3 ชั้น สองแกมC แยมC เหมือนจะยัว่ เรียม ก็ฉลาดไวCวางอย6างผหูC ญงิ
จะยมิ้ พรายกพ็ รงิ้ ยง่ิ พราวตา
2 ช้ัน ท้งั จรติ กริ ยิ ามารยาท
ชัน้ เดยี ว ออดฉะออC นเหมือนจะงอนใหปC ระวงิ เสภาเร่อื งขุนชEางขุนแผน
3 ชนั้ 41. บทร4อง เพลงสุดสงวน เถา
2 ชั้น นCองเอ•ยเพราะนCอยหรือถอC ยคำ ช6างหวานฉ่ำจรงิ แลวC เจCาแกวC เอย•
ช้ันเดยี ว เเมเ6 นอ้ื หอมพรอC มชืน่ ดังอบเชย เงยหนCามาจะว6าไมอ6 ำพราง
ไดชC มชิดเขCาสนิทอยา6 งน้แี ลCว ขอเชญิ แกวC กิรยิ าเมตตาบาC ง
พ่ีจะมอบรกั ไวCทีใ่ นนาง อยา6 ระคางขCองแคนC ระคายเคือง
จงวิบัตเิ กิดเข็ญใหเC ปUนเนื่อง
ถCาพ่ลี วงนCองใหหC มองสตั ย4 แมเ6 น้ือเหลอื งดงั ทองมาทาบทบั
สารพัดวชิ าสงา6 เปลือง แขวนนาดฉากลงประจงจบั
กอดประทับระทวยลงดงั ท6อนทอง
ว6าพลางทางเปล้ืองเครอ่ื งคาด
อมุC นางวางตกั สะพักรับ เสภาเรอ่ื งขุนชEางขุนแผน
42. บทรอ4 ง เพลงสรุ ินทราหู เถา
นอC งเปนU หญงิ ยากจรงิ จะใหเC หน็ พอ6 ก็เปUนชายเลศิ ประเสรฐิ ศรี
ถาC ตัวของนอC งนี้เปUนผCูชาย ตัวของพอ6 พลายถCาพอ6 เปนU สตรี
ค่ำค่ำวันน้ี จะไปแนบใหหC นำใจ
บทของเก9า อาศัยเคาE โครงจาก
เสภาเรอ่ื งขุนชEางขนุ แผน
แต6จนจิตตดิ ดวC ยเปนU สตรี มริ Cูทจี่ ะทำกระไรไดC
ถึงจะรกั แสนรักสักเท6าใด กต็ Cองหกั รักไวใC นอรุ า
โปรดบันดาลใหCสมปรารถนา
ขอเดชะเทวัญชัน้ วิมาน เหมอื นตัวขาC คิดหวงั ตงั้ ใจเลย
ใหCพอ6 พลายคิดถวิลจนิ ตนา
นายมนตรี ตราโมท แต9ง
87
43. บทรอ4 ง เพลงแสนคำนงึ เถา
3 ชั้น อนิจจาครานน้ี ะอกกู มาอาC งวCางคาC งอยูใ6 นป_าใหญ6
2 ชั้น จะเปUนเหยื่อเสือสางทกี่ ลางไพร เอาปา_ ไมเC ปUนเรอื นเหมือนป_าชCา
ชน้ั เดยี ว นี่จะอยู6อย6างไรไม6เล็งเหน็ ตายเปนU คงปน_ อยู6กลางปา_
มิไดCคิดถึงตัวมวั จะมา ไมร6 ูวC 6าจะเปนU เช6นนเ้ี ลย
3 ช้ัน ก็ประจกั ษใ4 จจรงิ ไม6น่งิ เฉย
2 ชั้น ขุนแผนพามาดวC ยความรัก อกเอย• เกิดมาพง่ึ จะพบ
ชั้นเดียว แตท6 กุ ข4ยากอย6างย่งิ มเิ คย ไม6รูCจักกม็ ารอูC ย6เู จนจบ
ไมเ6 คยเห็นกม็ าเหน็ อนาถนัก ไม6เคยพบกม็ าพบทกุ สงิ่ อัน
3 ชนั้ รา6 นร้ินบินไตร6 ะคายครบ จะลำบากย่ิงกวา6 เกา6 หรอื ไรน่นั
2 ชน้ั กลับหว่ันหวั่นหวนคำนงึ ถึงขุนชCาง
ยงั พรง6ุ นี้นจ่ี ะเปนU กระไรเล6า ถนอมนอC งมใิ หหC นา6 ยระคายหมาง
คดิ ขึน้ มานำ้ ตาตกอกใจตัน อยก6ู ินกส็ ำอางลออออง
นจิ จาเอ•ยเคยสำราญอย6บู Cานช6อง
คลงึ เคลาC เชาC เย็นไมเ6 วCนวาง เสภาเรอ่ื งขุนชEางขนุ แผน
44. บทรอ4 ง เพลงแสนสุดสวาท เถา
ขนุ แผนรับขวญั อยา6 พรั่นจติ หาลมื คดิ ความหลงั ทส่ี ง่ั ไม6
แสนสงสารสดุ สวาทเพยี งขาดใจ นบั แตว6 ันนี้ไปจนตาย
มวิ ันหนง่ึ กห็ น่ึงคงถงึ หอC ง ประสมสองเกษมสุขใหโC ศกหาย
ช่นื จติ แม6จงคดิ เพทบุ าย ไถ6ถอนตัวเสยี เถิดใหเC ปนU ไท
ประคองเช็ดนำ้ ตาอย6ารอC งไหC
ว6าพลางทางถอดแหวนเพชร แลCวสอดใสน6 ิว้ กอC ยใหCนางดู
ชมแหวนแทนพลางสวา6 งใจ กอดประคองอกประทบั ระทุกอย6ู
เอ็นดดู วC ยช6วยชที้ ่ีวันทอง
กอดคอชะลอเคลื่อนออกจากหอC ง
คอ6 ยเขยอื้ นยกแขนประคองชู เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
45. บทร4อง เพลงไสพ4 ระจนั ทร2 เถา
เอนเอียงลงบนเตียงกอดหมอนขCาง เสนห6 น4 างคร6ุนคดิ คะนึงถงึ
รูCจกั บาC นกจ็ ะดCานไปโดยดงึ จะพาดพึงพ่ึงใครผCูใดดี
ไมล6 มื ลบคุณเลยจนเปนU ผี
ชว6 ยพดู พาพิมมาใหพC บ จะสบื บCานพมิ พใ่ี หแC จCงใจ
อยา6 เลยวันรงุ6 ขึ้นพรง6ุ นี้
88
ชน้ั เดียว จะบณิ ฑบาตกาญจนบ4 รุ ีถงึ ศรสี ุพรรณ ใหพC บขวญั ตาพจี่ งไดC
จำจะเขียนเพลงยาวติดเอาไป สมคะเนก็ใหเC สยี ทีเดยี ว
3 ช้นั
2 ชั้น อาศยั เคาE โครงจาก
ชน้ั เดยี ว เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
3 ชนั้ 46. บทร4อง เพลงหรุมR เถา
2 ช้ัน
ชัน้ เดยี ว นางวนั ทองรอC งไหเC มือ่ ใกลรC ุง6 นำ้ คCางฟุzงฟzาแดงดงั แสงเสน
ดCวยวดั เขาเขCาใจเคยไปเจน โจงกระเบนมนั่ เหมาะหม6 เพลาะดำ
3 ช้ัน ออกยา6 งดุม6 เดนิ เหยา6 กCาวถลำ
2 ชน้ั แลวC ถือไถCใสข6 นมผCาหม6 หมุC แลCวรีบรำ่ เดินตรงเขาC ดงตาล
ชั้นเดยี ว ลงจากเรอื นเชือนมาขCางท6านาน้ำ เห็นมาคอยนงั่ ท6าน6าสงสาร
ลาสมภารพามาปา_ สะแก
ถึงวัดเขาเชาC ตรด6ู ูลูกนอC ย
จะนง่ั หยุดพดู จาจะชาC การ เสภาเร่ืองขุนชEางขุนแผน
47. บทร4อง เพลงเหราเลนR นำ้ เถา
บทรอ4 งที่ 1
ลงเล6นนำ้ ดำด้ันอโนดาต ใสส6 ะอาดเยือกเยน็ เห็นมจั ฉา
ฝงู มงั กรลอ6 แกCวแพรวพรายตา ทันศนารำลกึ ถงึ วันทอง
ระยำยับยา6 งเขCาไปช้ันสอง
หำ้ หั่นฟนE มา6 นแลCวผลาญสับ นCองเอ•ยช6างฉลาดลำ้ มนษุ ย4
น6ารกั ปกE เอ่ียมลอออง ถึงกาหลงทรงโศกกำสรดสุด
พระทรงเส่ยี งสานสมทุ รมาเปUนลาง
ปกE เปUนพระลิดลิ กโลก
คิดคะนึงถึงองค4อนงคน4 ชุ เสภาเรื่องขนุ ชEางขนุ แผน
บทร4องที่ 2
ปEกเปUนลงเลน6 ในคงคา กับโฉมจันทรส4 ดุ าเฉินฉนิ
ลอยเสนC เกศาในวารนิ หอมกล่ินผมตระหลบผอบทอง
มาลวงพานางพรากไปจากหอC ง
ปกE เปUนเฒ6าทัศประสาทใจกลCา กระทบเรอื่ งวันทองใหเC คอื งใจ
ถวายทCาวเมอื งอน่ื ใหชC ื่นครอง เหมอื นอีเฒ6าใจกลCาหาผดิ ไม6
เหมอื นไอขC ุนชาC งชงิ วันทองกู
อเี ฒา6 ศรปี ระจันผCูมารดา
ดพู ญาก็ใหCชังยง่ิ คลง่ั ใจ เสภาเรอ่ื งขนุ ชEางขนุ แผน
89
48. บทร4อง เพลงเอกบท เถา
3 ชั้น ไดCทราบขา6 วกลา6 วโฉมพระธิดา ว6าโสภาพรง้ิ เพริศเฉิดฉนั
2 ชั้น พรอC มทงั้ สุริย4วงศพ4 งศ4พันธ4 ควรมอบไอศวรรยเ4 ปUนคค6ู รอง
ช้นั เดียว ไม6ควรคูเ6 ยาวเรศภิรมยส4 อง
3 ชั้น มากอืน่ หมน่ื กษตั รยิ ร4 Cอยประเทศ จะหมน6 หมองเสอ่ื มส้นิ พระเดชา
ไมส6 มพักตรต4 ำ่ ศกั ด์ิกวา6 ละออง เยาวเรศไปใหเC ปUนฝ_ายขวา
2 ชน้ั ไปเปนU บาทบรจิ าเจาC เชียงอนิ ทร4
ขอฝากองคพ4 ระธดิ าดวงเนตร
ช้ันเดยี ว ขอประทานสรอC ยทองละอองตา เสภาเรอ่ื งขุนชEางขุนแผน
49. บทร4อง เพลงไอยเรศ เถา
รวยรนื่ สรุ ิยาระยบั ไมC ไขสียอแสงลงออ6 นอ6อน
จุตบาทคลาดคลาพนาดร ฝงู กญุ ชรเขCาชัฏระบดั พง
นำโขลงคลาเคลอ่ื นมาคลำ่ คลาย ทั้งพังพลายเนียมนลิ ดูระหง
โคบุตรสังขทนั ต4คันธ4ทรง อำนวยพงศ4สปุ ระดิษฐ4ตระหง6านงาม
ชาตเิ ชอ้ื เน้ือเกดิ ในป_าตัน เอกทันตท4 อกทนตพ4 นิ ายหลาม
สดี อเดินเกริน่ โกรกตะโกรงตาม คอ6 มชาC มขอนขดั ตะโคCงคยุC
พยัคฆาหมายสมันเขมCนหมอบ กระโชกหอมโฮกดนิ กระจุยฉยุ
สมนั แล6นโลกโดกระจยุ ตะกุยคยCุ ควบขึน้ บรรพต
นำ้ ลายเลยี ถูกหักกห็ ายหมด
เลียงผาโผกตกชะงกั พระจงจดจำกล่นิ สะบัดเกลยี ง
กระบอื เถือ่ นขางอนดูอ6อนชด แซซ6 อC งปกE ษาประสานเสยี ง
สกุณามารงั ระงมรCอง ส6งเสียงลอยลมระงมไป
ปนE ปzอนผอ6 นเหย่ือยขยับเคยี ง วเิ วกโวยโผนแล6นเหน็ สไหว
ชะนีนCอยเหนี่ยวไมพC ิไรโหย ไรไรหริ่งรับดับขบั รCอง
จังหรีดกรีดกร่งิ ทก่ี ่ิงไทร ประไพเพง็ แจ6มแจงC ดCวยแสงสอ6 ง
จำเพาะตCองสองเตCาประทมุ ทิพย4
สรุ ิยาสายัณห4พระจนั ทรเ4 ปล6ง พระพายพัดตกเผาะลงเปาะปรบิ
แสงสอดลอดใบพระไทรทอง ซบุ ซบิ ช่ืนชมเมอื่ ลมชวน
น้ำคCางคCางใบพระไทรหยัด
หนาวลมหม6 เนอ้ื วนั ทองทิพย4 เสภาเรื่องขุนชEางขุนแผน
90
2. บทรCองเพลงประเภทเพลงตบั จำนวน 4 ตับ
1. บทรอ4 งตับเพลงขะแมร2กอฮอม
เพลงขะแมร2กอฮอม
มาจะกล6าวถงึ แสนคำแมน เปนU นายแควCนหมบ6ู Cานจอมทองใหญ6
กับนางศรเี งนิ ยวงผCูดวงใจ รกั ใครไ6 ดCกันแต6ก6อนมา
สองเฒา6 มลี กู สาวชอื่ เลาทอง ปกปอz งพทิ กั ษ4รักษา
เพลงขะแมร2ซอ
เจรญิ รน6ุ ละมนุ ทั้งกายา อายุไดCสบิ หCาป[ปลาย
งามปลัง่ ดัง่ บวั ขึ้นพนC นำ้ ยงั มติ Cองแดดช้ำเมอ่ื ยามสาย
ไฝฝ_าหนาC นางไมม6 รี ะคาย ไหล6ผายเอวกลมดงั เสรงC รดั
เพลงขะแมรถ2 ม
ชายใดยงิ มไิ ดCจะมาตCอง ดวC ยทั้งสองพเ่ี ลย้ี งเขาเจนจดั
นางเวยี งนางวนั น้ันสนั ทดั ปรนนิบตั ปิ กไวCในหCองนอน
เม่ือนายพลายแกCวมาตเี วยี ง ชาวบาC นหลกี เลย่ี งไปซม6ุ ซอ6 น
ถกู ไทยไลแ6 ตกเขาC ดงดอน เขากวาดตอC นไวCไดCก็มากมาย
2. บทรอ4 งตบั เพลงลมพัดชายเขา 3 ชน้ั
เพลงลมพดั ชายเขา
เวลาดึกเดอื นตกนกรอC ง ระวงั ไพรไกก6 Cองกระชน้ั ขนั
เสยี งดเุ หว6าเราC เรียกหากัน ฟEงหว่นั ว6าเสยี งทรามวยั
พระลุกขน้ึ เหมือนแลชะแงหC า เจCาตามมารCองเรียกหรอื ไฉน
ลมชวยรวยรสสมุ าลัย หอมเหมอื นกล่นิ สไบบงั อร
อเิ หนา
พระราชนิพนธAในรชั กาลท่ี 2
เพลงลมหวน จับกบั กล่นิ ผCาสไบศรี
ลมหวนอวนกล่นิ สมุ าลยม4 า
หอมตลบอบท่วั อินทรีย4 แตเ6 ฝzาดมหม6 คลี่คลุมองค4
โอCว6าดวงยหิ วาของพี่เอ•ย กระไรเลยจะไดชC มประสงค4
ร6านรอC นรญั จวนถงึ นวลอนงค4 รำพึงตะลงึ หลงจนหลบั ไป