136 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๓ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โรงเรียนมัธยมเทศบาล ๖ นครอุดรธานี รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ นิราศภูเขาทอง เวลาเรียน ๑๖ ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้ย่อยเรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค (คำสรรพนาม) เวลาเรียน ๑ ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ครูผู้สอน นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม วันที่สอน วันอังคาร ที่ ๑๓ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๒๕-๐๙.๑๕ น. ห้อง ๑/๖ วันอังคาร ที่ ๑๓ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๕๕-๑๑.๔๕ น. ห้อง ๑/๗ วันพุธ ที่ ๑๔ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๕๐-๑๔.๔๐ น. ห้อง ๑/๕ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๕ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๕-๑๐.๕๕ น. ห้อง ๑/๓ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ม.๑/๓ วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. นักเรียนสามารถบอกความหมายและสามารถอธิบายการใช้คำสรรพนามได้ ๒. นักเรียนสามารถจำแนกประเภทของคำสรรพนามแต่ละชนิดได้ ๓. นักเรียนมีมารยาทในการเขียน และมีความกระตือรือร้นในการเรียน ๓. สาระสำคัญ คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนนามในประโยคสื่อสาร โดยใช้คำสรรพนามเพื่อไม่ต้องกล่าวคำนามซ้ำ ๆ คำสรรพนามมี ๖ ประเภท ได้แก่ - บุรุษสรรพนาม เช่น ฉัน ดิฉัน ผม คุณ เขา หล่อน - ประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน - นิยมสรรพนาม เช่น นี่ นั่น โน่น โน้น - อนิยมสรรพนาม เช่น ใคร อะไร ที่ไหน ผู้ใด สิ่งใด ใคร ๆ อะไร ๆ ใด ๆ
137 - ปฤจฉาสรรพนาม เช่น ใคร อะไร ไหน ผู้ใด - วิภาคสรรพนาม เช่น บ้าง ต่าง กัน ๔. สาระการเรียนรู้ - ความหมายของคำสรรพนาม - ชนิดของคำสรรพนาม - หน้าที่ของคำสรรพนาม ๕. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ๑. ความสามารถในการสื่อสาร ๒. ความสามารถในการคิด ๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๑. มีวินัย ๒. ใฝ่เรียนรู้ ๓. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. ชิ้นงาน หรือภาระงาน ๗.๑ สมุดจดงาน ๗.๒ ใบงาน “สรรพนามงดงามขานไข” ๘. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (เน้นปฏิบัติจริง) วิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบวิธีสอนแบบนิรนัย ๘.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ๘.๑.๑ นักเรียนและครูกล่าวทักทายกัน นักเรียนสังเกตรูปที่ครูนำมาให้ดูว่าเกี่ยวกับอะไร (ภาพดังกล่าวเกี่ยวกับการเรียนแทนตัวเองเมื่อต้องสนทนากับพระสงฆ์)
138 ๘.๑.๒ นักเรียนสังเกตภาพที่ ๒ และตอบคำถาม เมื่อนักเรียนจะต้องสนทนากับพระสงฆ์ นักเรียนจะ ใช้คำแทนตัวเองว่าอย่างไร และพระสงฆ์ต้องใช้คำเรียกแทนตัวเองว่าอย่างไร ๘.๑.๓ นักเรียนสนทนาเกี่ยวกับการใช้คำเรียกแทนตัวเองและเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ๘.๑.๔ นักเรียนรับฟังครูอธิบายเกี่ยวกับคำตอบที่นักเรียนตอบมาทั้งหมด ครูเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียน เรื่อง คำสรรพนาม ๘.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ๘.๒.๑ นักเรียนตอบคำถาม คำสรรพนามคืออะไร และชนิดของคำสรรพนามว่ามีกี่ชนิด อะไรบ้าง ๘.๒.๒ นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับความหมายของคำสรรพนาม และชนิดของ คำสรรพนาม คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนนามในประโยคสื่อสาร โดยใช้คำสรรพนามเพื่อไม่ต้อง กล่าวคำนามซ้ำ ๆ) คำสรรพนามมี ๖ ประเภท ได้แก่ ๑. บุรุษสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึง แบ่งออกเป็น บุรุษที่ ๑ ได้แก่ ฉัน ข้าพเจ้า กระผม ผม ดิฉัน เรา อาตมา ข้าพระพุทธเจ้า เป็นบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนผู้พูด บุรุษที่ ๒ ได้แก่ เธอ ท่าน คุณ ใต้เท้า พระคุณเจ้า ฝ่าพระบาท แก เป็นบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วย บุรุษที่ ๓ ได้แก่ เขา พวกเขา มัน พระองค์ เป็นบุรุษสรรพนามที่เราพูดถึงหรือผู้พูดกล่าวถึง ตัวอย่างเช่น ฉันกับเธอจะไปหาเขาที่โรงเรียน ๒. ประพันธสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค ทำหน้าที่แทนคำนาม หรือ สรรพนามที่อยู่ข้างหน้า และยังทำหน้าที่เชื่อมประโยคโดยให้ประโยค ๒ ประโยคมี ความเชื่อมกัน ได้แก่คำว่า ผู้ ที่ ซึ่ง อัน เช่น ตัวอย่างเช่น - ผู้หญิงที่อยู่ในบ้านนั้นเป็นย่าของผม - ดินสออันวางบนโต๊ะเป็นของเธอ ๓. วิภาคสรรพนาม ใช้แทนนามหรือสรรพนาม ที่แยกออกเป็นส่วน ๆ หรือเป็นคน ๆ หรือพวก ได้แก่ บ้าง ต่าง กัน เช่น - เราต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง
139 - เด็กนักเรียนบ้างก็ทำความสะอาดบ้างก็เล่น ๔. นิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แทนนามชี้เฉพาะเจาะจง หรือบอกความใกล้ ไกล ที่เป็นระยะทางให้ผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจกัน ได้แก่คำว่า นี่ นั่น โน่น นี้ นั้น โน้น เช่น นี่เป็นกระเป๋าใบ ที่เธอให้ฉัน - โน่นคือโรงพยาบาลอุดรธานี - นี่เป็นรถของฉัน นันป็นรถของเธอ ๕. อนิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนนามบอกความไม่ชี้เฉพาะเจาะจงที่ แน่นอนลงไป (ไม่ต้องการคำตอบ)ได้แก่ ใคร อะไร ที่ไหน ผู้ใด บางครั้งก็เป็นคำซ้ำ ๆ เช่น ใคร ๆ อะไรๆ ไหน ๆ เช่น - ใคร ๆก็สามารถวิ่งเล่นได้ - ผู้ใดกระทำความชั่ว ย่อมมี่คนอยากคบค้าสมาคมด้วย ๖. ปฤจฉาสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้ถามที่ใช้แทนนามที่มีเนื้อความเป็นคำถาม เช่น ใคร อะไร ผู้ใด ไหน ปฤจฉาสรรพนามต่างกับอนิยมสรรพนาม ก็คือ อนิยม สรรพนามใช้ในประโยคบอก เล่าหรือปฏิเสธ แต่ปฤจฉาสรรพนามใช้ในประโยค คำถาม เช่น ใครหยิบขนมฉันไป ? อะไรวางอยู่บนโต๊ะ ? ไหนเป็นบ้านของเธอ ? ๘.๒.๓ นักเรียน ยกตัวอย่างประโยคประเภทของคำสรรพนาม แต่ละประเภท ประเภทละ ๑ ประโยค ครูคำตอบเขียนบนกระดาน และวิเคราะห์ประโยคพร้อมกัน ๘.๒.๔ นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับหน้าที่ของคำสรรพนาม ๑. ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น ใครมา แกมาจากไหน นั่นของฉันนะ เป็นต้น ๒. ทำหน้าที่เป็น กรรม ของประโยค เช่น เธอดูนี่สิ สวยไหม เป็นต้น ๓. ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็ม เช่น เสื้อของฉันคือนี่ สีฟ้าใสเห็นไหม เป็นต้น ๔. ทำหน้าที่ตามหลัง บุพบท เช่น เธอเรียนที่ไหน เป็นต้น ๘.๓ ขั้นสรุปบทเรียน ๘.๓.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง คำสรรพนาม คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนนามในประโยคสื่อสาร โดยใช้คำสรรพนามเพื่อไม่ต้อง กล่าวคำนามซ้ำ ๆ คำสรรพนามมี ๖ ประเภท ได้แก่ - บุรุษสรรพนาม เช่น ฉัน ดิฉัน ผม คุณ เขา หล่อน - ประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน
140 - นิยมสรรพนาม เช่น นี่ นั่น โน่น โน้น - อนิยมสรรพนาม เช่น ใคร อะไร ที่ไหน ผู้ใด สิ่งใด ใคร ๆ อะไร ๆ ใด ๆ - ปฤจฉาสรรพนาม เช่น ใคร อะไร ไหน ผู้ใด - วิภาคสรรพนาม เช่น บ้าง ต่าง กัน ๘.๓.๒ นักเรียนรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับ ใบงาน “สรรพนามงดงามขานไข” ๙. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ ๙.๑ สื่อการเรียนรู้ ๙.๑.๑ ประเภทสื่อ - PowerPoint คำสรรพนาม - ใบความรู้ เรื่อง คำสรรพนามงดงามขานไข ๙.๑.๒ วัสดุอุปกรณ์ - คอมพิวเตอร์ ๙.๒ แหล่งเรียนรู้ - อินเตอร์เน็ต - แหล่งข้อมูลสารสนเทศ ๑๐. วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมินผล ๑. นักเรียนสามารถบอก ความหมายและสามารถ อธิบายการใช้ คำสรรพนามได้ ๑. นักเรียนบอก ความหมายและสามารถ อธิบายการใช้ คำสรรพนามได้ ๑. คำถาม และการถามตอบในชั้นเรียน ๒. ใบงาน “สรรพนาม งดงามขานไข” นักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อย ละ ๗๐ ขึ้นไป ๒. นักเรียนสามารถ จำแนกประเภทของคำ สรรพนามแต่ละชนิดได้ ๒. นักเรียนจำแนก ประเภทของคำ สรรพนามแต่ละชนิดได้ ๓. นักเรียนมีมารยาทใน การเขียน และมีความ กระตือรือร้นในการเรียน ๓. สังเกตพฤติกรรมของ ผู้เรียนในระหว่างเรียน ๓. แบบสังเกตพฤติกรรม ระหว่างเรียน นักเรียนมีการแสดงออก ของพฤติกรรมอยู่ใน ระดับดี (เชิงบวก)
141 ๑๑. แบบบันทึกหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๑๑.๑ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ๑๑.๒ ปัญหาและอุปสรรคในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ๑๑.๓ ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไข ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................................... ........................ ........................................................................................................... ................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................ .................................. ................................................................................................ .............................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชื่อ............................................................... (นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม) วันที่ .......... เดือน ............... พ.ศ. ................
142 ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชื่อ.................................................................... (..................................................................) ตำแหน่ง............................................................... วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. .................. ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชื่อ.................................................................... (..................................................................) ตำแหน่ง............................................................... วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. ..................
143 แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่..................... สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้วันที่.......................เดือน........................พ.ศ................... ลำดับที่ ชื่อ – สกุล พฤติกรรม ความสนใจ การแสดง ความคิดเห็น การตอบ คำถาม การรับฟัง ความคิดเห็น ทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย รวม ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๒๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ -๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ๒๖
144 ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๓๐ ๓๑ ๓๒ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ลงชื่อ……………….......……………….............ผู้สังเกต (นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม) วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. .................. เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ = ดีมาก ให้ ๔ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง = ดี ให้ ๓ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง = พอใช้ ให้ ๒ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง = ปรับปรุง ให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๗ - ๒๐ ดีมาก ๑๓ - ๑๖ ดี ๙ - ๑๒ พอใช้ ๕ - ๘ ปรับปรุง เกณฑ์การสรุปผลการประเมิน นักเรียนที่ได้ระดับคุณภาพพอใช้ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน
145 คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนนามในประโยคสื่อสาร โดยใช้คำสรรพนามเพื่อไม่ต้องกล่าวคำนามซ้ำ ๆ หน้าที่ของคำสรรพนาม ได้แก่ ๑. ทำหน้าที่เป็น ประธาน ของประโยค เช่น ใครมา แกมาจากไหน นั่นของฉันนะ เป็นต้น ๒. ทำหน้าที่เป็น กรรม ของประโยค เช่น เธอดูนี่สิ สวยไหม เป็นต้น ๓. ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็ม เช่น เสื้อของฉันคือนี่ สีฟ้าใสเห็นไหม เป็นต้น ๔. ทำหน้าที่ตามหลัง บุพบท เช่น เธอเรียนที่ไหน เป็นต้น คำสรรพนาม คือคำที่ใช้แทนคำนาม แบ่งเป็น ๖ ชนิด คือ ๑. บุรุษสรรพนาม ๒. ประพันธสรรพนาม ๓. นิยมสรรพนาม ๔. อนิยมสรรพนาม ๕. ปฤจฉาสรรพนาม ๖. วิภาคสรรพนาม ๑. สรรพนามที่ใช้ในการพูด (บุรุษสรรพนาม) เป็นสรรพนามที่ใช้ในการพูดจา สื่อสารกัน ระหว่างผู้ส่งสาร (ผู้พูด) ผู้รับสาร (ผู้ฟัง) และผู้ที่เรากล่าวถึง มี ๓ ชนิด ดังนี้ สรรพนามบุรุษที่ ๑ ใช้แทนผู้ส่งสาร (ผู้พูด) เช่น ฉัน ดิฉัน ผม ข้าพเจ้า เรา หนู เป็นต้น สรรพนามบุรุษที่ ๒ ใช้แทนผู้รับสาร (ผู้ที่พูดด้วย) เช่น ท่าน คุณ เธอ แก ใต้เท้า เป็นต้น สรรพนามบุรุษที่ ๓ ใช้แทนผู้ที่กล่าวถึง เช่น ท่าน เขา มัน เธอ แก เป็นต้น ๒. สรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค (ประพันธสรรพนาม) คือ คำสรรพนามนี้ใช้แทนนามหรือสรรพนามที่อยู่ ข้างหน้าและต้องการจะกล่าวซ้ำอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังใช้เชื่อมประโยคสองประโยคเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น บ้าน “ที่” ทาสีขาวเป็นบ้านของเธอ คน “ที่” ออกกำลังกายอยู่เสมอ ร่างกายมักแข็งแรง เกาหลีใต้“ซึ่ง” เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกำลังมีชื่อเสียง ไปทั่วโลก ศีล “อัน” พึงปฏิบัติคือศีลห้า ๓. สรรพนามชี้เฉพาะ (นิยมสรรพนาม) เป็นสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวถึงที่อยู่ เพื่อระบุให้ชัดเจน ยิ่งขึ้น และกำหนดความให้รู้แน่นอน ได้แก่คำว่า นี่ นั่น โน่น โน้น ตัวอย่างเช่น - นี่ เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปีนี้ - นี่ เป็นเพื่อนฉัน - นั่น รถจักรายานยนต์ของเธอ - นั่น อะไรนะ ใบความรู้ เรื่อง... คำสรรพนาม
146 ๔. สรรพนามบอกความไม่เจาะจง (อนิยมสรรพนาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนนามที่กล่าวถึงโดยไม่ต้องการ คำตอบ ได้แก่สรรพนามที่แทนสิ่งที่ไม่ทราบและไม่ได้กล่าวในเชิงถามหรือสงสัย ไม่ชี้เฉพาะเจาะจงลงไป ได้แก่ คำว่า ใคร อะไร ที่ไหน ผู้ใด สิ่งใด ใคร ๆ อะไร ๆ ใด ๆ ตัวอย่างเช่น - ใคร ๆ ก็พูดเช่นนั้น - ใคร ก็ได้ช่วยชงกาแฟให้หน่อย - ใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง - ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ - ใคร ขยันก็สอบไล่ได้ เขาเป็นคนที่ไม่สนใจ อะไร ๕. สรรพนามที่เป็นคำถาม (ปฤจฉาสรรพนาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนนามเป็นการถามที่ต้องการคำตอบ ได้แก่คำว่า ใคร อะไร ไหน ผู้ใด ตัวอย่างเช่น - ใคร หยิบหนังสือบนโต๊ะไป - อะไร วางอยู่บนเก้าอี้ - ไหน ปากกาของฉัน - ผู้ใด เป็นคนรับโทรศัพท์ - ใคร อยู่ที่นั่น - อะไร เสียหายบ้าง ๖. สรรพนามแยกฝ่าย (วิภาคสรรพนาม) เป็นสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่อยู่ข้างหน้า เมื่อต้องการเอ่ยซ้ำ โดยที่ไม่ต้องเอ่ยนามนั้นซ้ำอีก และเพื่อแสดงความหมายแยกออกเป็นส่วน ๆ ได้แก่คำว่า บ้าง ต่าง กัน ตัวอย่างเช่น - นักศึกษาต่างแสดงความคิดเห็น - สตรีกลุ่มนั้นทักทายกัน - นักกีฬาตัวน้อยบ้างก็วิ่งบ้างก็กระโดด - นักเรียนต่างก็อ่านหนังสือ - เขาตีกัน - นักเรียนบ้างก็เรียนบ้างก็เล่น นอกจากนี้ยังมีสรรพนามที่เน้นตามความรู้สึกของผู้พูด สรรพนามชนิดนี้ใช้หลักคำนามเพื่อบอก ความรู้สึกของผู้พูดที่มีต่อบุคคลที่กล่าวถึง ตัวอย่างเช่น - คุณพ่อท่านเป็นคนอารมณ์ดี (บอกความรู้สึกยกย่อง) - คุณจิตติมาเธอเป็นคนอย่างนี้แหละ (บอกความรู้สึกธรรมดา)
147
148 ตอนที่ ๑ คำชี้แจง : ให้นักเรียนนำคำไปในช่องว่างให้ถูกต้อง ๑. ฉันขอคุยกับคุณสักครู่หนึ่ง .................................................... ๒. ใครชอบกินผัดผักบุ้งไฟแดงบ้าง .................................................... ๓. นักเรียนแต่ละกลุ่มต่างทำหน้าที่ของตน .................................................... ๔. นี่เป็นภาพวาดที่น้านิดชอบมากที่สุด .................................................... ๕. นกกระจาบเกาะกิ่งไม้อยู่บนโน้น .................................................... ๖. หนูช่วยทำกับข้าวให้ท่านนะคะ .................................................... ๗. ไม่มีใครเรียนเก่งเท่าณัชชาอีกแล้ว .................................................... ๘. กล่องกระดาษอยู่ไหน .................................................... ๙. เขาจะพูดอะไร ก็เรื่องของเขา .................................................... ๑๐. เราช่วยกันทำความสะอาดบ้างกวาดบ้างถูพื้น .................................................... ตอนที่ ๒ ให้นักเรียนแต่งประโยคคำสรรพนามทั้ง ๖ ชนิด ให้ถูกต้อง ๑. บุรุษสรรพนาม ............................................................................................................................. ๒. ประพันธสรรพนาม ............................................................................................................................. ๓. นิยมสรรพนาม ............................................................................................................................. ๔. อนิยมสรรพนาม ............................................................................................................................. ๕. ปฤจฉาสรรพนาม ................................................................................................................. ............ ๖. วิภาคสรรพนาม ............................................................................................................................. บุรุษสรรพนาม ประพันธสรรพนาม นิยมสรรพนาม อนิยมสรรพนาม ปฤจฉาสรรพนาม วิภาคสรรพนาม ใบงานที่ ๑.๗ “สรรพนามงดงามขานไข”
149 ตอนที่ ๑ คำชี้แจง : ให้นักเรียนนำคำไปในช่องว่างให้ถูกต้อง ๑. ฉันขอคุยกับคุณสักครู่หนึ่ง บุรุษสรรพนาม ๒. ใครชอบกินผัดผักบุ้งไฟแดงบ้าง ปฤจฉาสรรพนาม ๓. นักเรียนแต่ละกลุ่มต่างทำหน้าที่ของตน วิภาคสรรพนาม ๔. นี่เป็นภาพวาดที่น้านิดชอบมากที่สุด นิยมสรรพนาม ๕. นกกระจาบเกาะกิ่งไม้อยู่บนโน้น นิยมสรรพนาม ๖. หนูช่วยทำกับข้าวให้ท่านนะคะ บุรุษสรรพนาม ๗. ไม่มีใครเรียนเก่งเท่าณัชชาอีกแล้ว อนิยมสรรพนาม ๘. กล่องกระดาษอยู่ไหน ปฤจฉาสรรพนาม ๙. เขาจะพูดอะไร ก็เรื่องของเขา อนิยมสรรพนาม ๑๐. เราช่วยกันทำความสะอาดบ้างกวาดบ้างถูพื้น วิภาคสรรพนาม ตอนที่ ๒ ให้นักเรียนแต่งประโยคคำสรรพนามทั้ง ๖ ชนิด ให้ถูกต้อง ๑. บุรุษสรรพนาม ............................................................................................................................. ๒. ประพันธสรรพนาม ............................................................................................................................. ๓. นิยมสรรพนาม ............................................................................................................................. ๔. อนิยมสรรพนาม ................................................................................................................. ............ ๕. ปฤจฉาสรรพนาม ............................................................................................................................. ๖. วิภาคสรรพนาม ............................................................................................................................. ใบงานที่ ๑.๗ “สรรพนามงดงามขานไข” บุรุษสรรพนาม ประพันธสรรพนาม นิยมสรรพนาม อนิยมสรรพนาม ปฤจฉาสรรพนาม วิภาคสรรพนาม เฉลย
150 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โรงเรียนมัธยมเทศบาล ๖ นครอุดรธานี รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ นิราศภูเขาทอง เวลาเรียน ๑๖ ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้ย่อยเรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค (คำกริยา) เวลาเรียน ๑ ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ครูผู้สอน นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม วันที่สอน วันพฤหัสบดี ที่ ๑๕ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๕๐-๑๔.๔๐ น. ห้อง ๑/๗ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๕ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๔.๔๐-๑๕.๓๐ น. ห้อง ๑/๖ วันศุกร์ ที่ ๑๖ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๕๕-๑๑.๔๕ น. ห้อง ๑/๕ วันศุกร์ ที่ ๑๖ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐-๑๓.๕๐ น. ห้อง ๑/๓ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ม.๑/๓ วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. นักเรียนสามารถบอกความหมายและสามารถอธิบายการใช้คำกริยาได้ ๒. นักเรียนสามารถจำแนกประเภทของคำกริยาแต่ละชนิดได้ ๓. นักเรียนมีมารยาทในการเขียน และมีความกระตือรือร้นในการเรียน ๓. สาระสำคัญ คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการของนามหรือสรรพนามซึ่งเป็นประธานในประโยค เพื่อให้ทราบว่า ประธานนั้นทำอะไร มีกริยาอาการอย่างไร เช่น เด็กเตะบอล แม่ครัวหุงข้าว พ่อตัดต้นไม้ ชะเอมกินขนม เป็นต้น คำกริยา แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ๑. อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่มีใจความสมบูรณ์ชัดเจนในตัวเองไม่ต้องมีกรรมมารับท้าย ๒. สกรรมกริยา คือ กริยาที่มีใจความไม่สมบูรณ์ ต้องมีกรรมมารองรับข้างท้าย ๓. วิกตรรถกริยา คือ กริยาที่ไม่มีความชัดเจน ขาดความหมายที่กระจ่างชัดในตัวเอง ๔. กริยานุเคราะห์ คือ กริยาที่ทำหน้าที่ช่วยกริยาอื่นให้ได้ใจความชัดเจนยิ่งขึ้น
151 ๔. สาระการเรียนรู้ - ความหมายของคำกริยา - ชนิดของคำกริยา - หน้าที่ของคำกริยา ๕. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ๑. ความสามารถในการสื่อสาร ๒. ความสามารถในการคิด ๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๑. มีวินัย ๒. ใฝ่เรียนรู้ ๓. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. ชิ้นงาน หรือภาระงาน ๗.๑ สมุดจดงาน ๗.๒ ใบงาน “กริยาพาเพลิน” ๘. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๘.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ๘.๑.๑ นักเรียนและครูกล่าวทักทายกัน นักเรียนเคลื่อนไหวร่างกายตามคำสั่งครูโดยมีท่าทางดังนี้ กระโดด เดินไปทางซ้าย เดินไปทางขวา นั่งลง ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ (ทำซ้ำสองรอบ) ครูเขียนคำเหล่านั้น บนกระดาน ครูเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียน ๘.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ๘.๒.๑ นักเรียนและครูร่วมกันอธิบายความหมายของคำกริยา และร่วมกันสนทนาในประเด็นต่อไปนี้ ๑. คำกริยาคืออะไร คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการของนามหรือสรรพนาม ซึ่งเป็นประธานในประโยค เพื่อให้ทราบว่าภาค ประธานนั้นทำอะไร มีกริยาอาการอย่างไร เช่น แมวจับหนู อาร์ตนั่งเก้าอี้ เด็กร้องไห้ ลูกหมานอนอยู่ใน กรง เป็นต้น ๒. คำกริยามีกี่ประเภท อะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่าง คำกริยา แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท คือ
152 ๑. อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่มีใจความสมบูรณ์ชัดเจนในตัวเอง ไม่ต้องมีกรรมมารับท้ายกริยานั้น เช่น ปอยยิ้ม เด็กๆ กระโดด ลมพัด เป็นต้น ๒. สกรรมกริยา คือ กริยาที่มีใจความไม่สมบูรณ์ ขาดความชัดเจนต้องมีกรรมมา รองรับข้างท้าย เช่น ทหารยิงปืน คุณพ่อสับเนื้อหมูแมวกินปลา หน่อยตีปิงปอง เป็นต้น ๓. วิกตรรถกริยา คือ กริยาที่ไม่มีความชัดเจน ขาดความหมายที่กระจ่างชัดในตัวเอง จึงต้องการนามหรือสรรพนามมารับข้างท้าย เพื่อให้เนื้อความ ครบถ้วนบริบูรณ์ ได้แก่ คำว่า “เป็น” “เหมือน” “คล้าย” “เท่า” เช่น นกเงือกเป็นสัตว์อนุรักษ์แมวมีลักษณะคล้ายเสือ แอปเปิ้ลโตเท่ากำปั้น เป็นต้น ๔. กริยานุเคราะห์ คือ กริยาที่ทำหน้าที่ช่วยกริยาอื่นให้ได้ใจความชัดเจนยิ่งขึ้นได้แก่ “คง” “กำลัง” “จะ” “ต้อง” “อย่า” “ควร” “ได้” “แล้ว” เป็นต้น เช่น เขาคงมาเร็ว ๆ นี้, ป้ากำลังทำกับข้าว, คุณลุงจะไปต่างจังหวัด เด็กควรเชื่อฟังผู้ใหญ่ เป็นต้น หน้าที่ของคำกริยา มีดังนี้ ๑. ทำหน้าที่เป็นกริยาสำคัญของประโยค เช่น ปลากินสาหร่าย ผึ้งบินวนเป็นเลขแปด เป็นต้น ๒.ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น กินมากทำให้อ้วน เป็นต้น ๓.ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค เช่น ฉันชอบเต้นแอร์โรบิกตอนเช้า เป็นต้น ๔.ทำหน้าที่ช่วยขยายกริยาสำคัญให้มีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น พี่คงจะกลับบ้านเย็นนี้ ๕. ทำหน้าที่ช่วยขยายคำนามให้เข้าใจเด่นชัดขึ้น เช่น ฉันชอบกินก๋วยเตี๋ยวผัด น้องชายชอบ บะหมี่แห้ง เป็นต้น ๓. สกรรมกริยากับอกรรมกริยาแตกต่างกันอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ - สกรรมกริยา เป็นกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับข้างท้าย เช่น ฉันโยนแก้ว, เธอตีสุนัข เป็นต้น - อกรรมกริยา เป็นกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย เช่น เขาหัวเราะ, เด็ก ๆ นอนหลับ ๔. กริยาอาศัยส่วนเติมเต็มกับกริยามีกรรมแตกต่างกันอย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ - กริยาส่วนเติมเต็ม หรือ วิกตรรถกริยา ต้องมีคำอื่นมาประกอบจึงจะได้ความ คำกริยาพวกนี้คือ เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ เช่น เขาเป็นนักเรียน, เขาคือครูของฉันเอง - กริยามีกรรม หรือ สกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารับ เพราะคำกริยานี้ ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง เช่น ฉัน “กิน” ข้าว (ข้าวเป็นกรรมที่มารับคำว่ากิน) - เขา “เห็น” นก (นกเป็นกรรมที่มารับคำว่าเห็น) ๕. กริยานุเคราะห์มีประโยชน์อย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ - กริยานุเคราะห์เป็นคำกริยาที่ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาสำคัญในประโยค ให้มีความหมาย
153 ชัดเจนขึ้น ได้แก่คำว่า จง กำลัง จะ ย่อม คง ยัง ถูก นะ เถอะ เทอญ เช่น นายดำจะไปโรงเรียน, เขาถูกตี เป็นต้น ๘.๓ ขั้นสรุปบทเรียน ๘.๓.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง คำกริยา คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการของนามหรือสรรพนามซึ่งเป็นประธานในประโยค เพื่อให้ ทราบว่าภาคประธานนั้นทำอะไร มีกริยาอาการอย่างไร เช่น แมวจับหนู ครูสอนหนังสือ เด็กร้องไห้ ควาย ไถนา เป็นต้น คำกริยา แบ่งได้เป็น ๔ ประเภท คือ ๑. อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่มีใจความสมบูรณ์ชัดเจนในตัวเองไม่ต้องมีกรรมมารับท้าย ๒. สกรรมกริยา คือ กริยาที่มีใจความไม่สมบูรณ์ ต้องมีกรรมมารองรับข้างท้าย ๓. วิกตรรถกริยา คือ กริยาที่ไม่มีความชัดเจน ขาดความหมายที่กระจ่างชัดในตัวเอง ๔. กริยานุเคราะห์ คือ กริยาที่ทำหน้าที่ช่วยกริยาอื่นให้ได้ใจความชัดเจนยิ่งขึ้น ๘.๓.๒ นักเรียนรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับใบงาน เรื่อง กริยาพาเพลิน ๙. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ ๙.๑ สื่อการเรียนรู้ ๙.๑.๑ ประเภทสื่อ - PowerPoint คำกริยา - Mind Map คำกริยา - ใบความรู้ คำกริยา ๙.๑.๒ วัสดุอุปกรณ์ - คอมพิวเตอร์ ๙.๒ แหล่งเรียนรู้ - ห้องสมุด - อินเตอร์เน็ต - แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
154 ๑๐. วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมินผล ๑. นักเรียนสามารถบอก ความหมายและสามารถ อธิบายการใช้คำกริยาได้ ๑. นักเรียนบอก ความหมายและสามารถ อธิบายการใช้คำกริยาได้ ๑. คำถาม และการถามตอบในชั้นเรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อย ละ ๗๐ ขึ้นไป ๒. นักเรียนสามารถ จำแนกประเภทของ คำกริยาแต่ละชนิดได้ ๒. นักเรียนจำแนก ประเภทของคำกริยาแต่ ละชนิดได้ ๒. ใบงาน “กริยาพาเพลิน” ๓. นักเรียนมีมารยาทใน การเขียน และมีความ กระตือรือร้นในการเรียน ๓. สังเกตพฤติกรรมของ ผู้เรียนในระหว่างเรียน ๓. แบบสังเกตพฤติกรรม ระหว่างเรียน นักเรียนมีการแสดงออก ของพฤติกรรมอยู่ใน ระดับดี (เชิงบวก)
155 ๑๑. แบบบันทึกหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๑๑.๑ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................... ........................................ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ๑๑.๒ ปัญหาและอุปสรรคในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ .................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................... ........................... ....................................................................................................... ....................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................... ........................................ ๑๑.๓ ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไข .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................................................ .. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................................ .............. ลงชื่อ............................................................... (นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม) วันที่ .......... เดือน ............... พ.ศ. ................
156 ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชื่อ.................................................................... (..................................................................) ตำแหน่ง............................................................... วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. .................. ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชื่อ.................................................................... (..................................................................) ตำแหน่ง............................................................... วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. ..................
157 แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่..................... สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้วันที่.......................เดือน........................พ.ศ................... ลำดับที่ ชื่อ – สกุล พฤติกรรม ความสนใจ การแสดง ความคิดเห็น การตอบ คำถาม การรับฟัง ความคิดเห็น ทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย รวม ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๒๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ -๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ๒๖
158 ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๓๐ ๓๑ ๓๒ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ลงชื่อ……………….......……………….............ผู้สังเกต (นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม) วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. .................. เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ = ดีมาก ให้ ๔ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง = ดี ให้ ๓ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง = พอใช้ ให้ ๒ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง = ปรับปรุง ให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๗ - ๒๐ ดีมาก ๑๓ - ๑๖ ดี ๙ - ๑๒ พอใช้ ๕ - ๘ ปรับปรุง เกณฑ์การสรุปผลการประเมิน นักเรียนที่ได้ระดับคุณภาพพอใช้ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน
159 คำกริยา หมายถึง คำแสดงอาการ การกระทำ หรือบอกสภาพของคำนามหรือคำสรรพนาม เพื่อให้ได้ความ เช่นคำว่า กิน เดิน นั่ง นอน เล่น จับ เขียน อ่าน เป็น คือ ถูก คล้าย เป็นต้น คำกริยาแบ่งเป็น ๕ ชนิด ได้แก่ ๑. อกรรมกริยา ๒. สกรรมกริยา ๓. วิกตรรถกริยา ๔. กริยานุเคราะห์ ๑. อกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับก็ได้ความสมบูรณ์เข้าใจได้ เช่น - เขา"ยืน"อยู่ - น้อง"นอน" ๒. สกรรมกริยา คือ คำกริยาที่ต้องมีกรรมมารับ เพราะคำกริยานี้ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง เช่น - ฉัน "กิน"ข้าว (ข้าวเป็นกรรมที่มารับคำว่ากิน) - เขา"เห็น"นก (นกเป็นกรรมที่มารับคำว่าเห็น) ๓. วิกตรรถกริยา คือ คำกริยาที่ไม่มีความหมายในตัวเอง ใช้ตามลำพังแล้วไม่ได้ความ ต้องมีคำอื่นมาประกอบ จึงจะได้ความ คำกริยาพวกนี้คือ เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ เช่น - เขา"เป็น"นักเรียน - เขา"คือ"ครูของฉันเอง ๔. กริยานุเคราะห์คือ คำกริยาที่ทำหน้าที่ช่วยคำกริยาสำคัญในประโยคให้มีความหมายชัดเจนขึ้น ได้แก่คำว่า จง กำลัง จะ ย่อม คง ยัง ถูก นะ เถอะ เทอญ ฯลฯ เช่น - นายดำ"จะ"ไปโรงเรียน - เขา"ถูก"ตี หน้าที่ของคำกริยา ใบความรู้ เรื่อง... คำกริยา ๑. ทำหน้าที่เป็นตัวแสดงในภาค แสดงของประโยค เช่น ประเทศไทย ปกครองระบอบประชาธิปไตย ๒. ทำหน้าที่ขยายนาม เช่น ห้องรับประทานอาหาร ของกินเล่น วันรับพระราชทานปริญญา เป็นต้น คำกริยาที่ตามหลังนามข้างต้น ได้แก่ รับประทาน กิน เล่น รับ ทำหน้าที่ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้า
160 ๓. ทำหน้าที่ขยายกริยา เช่น ทำงานเลี้ยงชีวิต นั่งปล่อยเวลา เดินชมนกชมไม้ คำกริยาอื่น ๆ เช่น เลี้ยง ปล่อย ชม ทำหน้าที่ขยาย กริยาข้างหน้า ๔. ทำหน้าที่เหมือนคำนาม แต่เดิมเรียกคำกริยาชนิดนี้ว่า กริยาสภาวมาลา ทำหน้าที่เหมือนอาการนาม คือ ทำหน้าที่เป็นทั้งประธาน กรรมหรือบทขยายของประโยคก็ได้ดังตัวอย่าง นอนดึกให้โทษ ทำหน้าที่ประธาน ฉันต้องการกินอิ่มนอนหลับ ทำหน้าที่กรรม กล่าวแล้วว่ากริยาสภาวมาลา ทำหน้าที่เหมือนอาการนาม เพราะฉะนั้นหากเติมคำว่า การ ไปข้างหน้า กริยาสภาวมาลา จะไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยนไป จำให้ได้นะเด็ก ๆ
161
162 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเติมประเภทของคำกริยาให้สอดคลองกับประโยค ๑. นักเรียนเดินบนถนน ....................................................................................... ๒. แม่ครัวหุงข้าว ....................................................................................... ๓. หมิวถูกทำโทษ ....................................................................................... ๔. ฟ้ากำลังมาโรงเรียน ....................................................................................... ๕. สมศักดิ์เป็นครู ....................................................................................... ๖. นกบิน ....................................................................................... ๗. แมวคล้ายเสือ ....................................................................................... ๘. หมีกาลังยืน ....................................................................................... ๙. บอยเขียนหนังสือ ....................................................................................... ๑๐. เธอคงไม่เชื่อฉัน ....................................................................................... ชื่อ.....................................................................................................ชั้น..................เลขที่.................. ใบงานที่ ๑.๘ เรื่อง...กริยาพาเพลิน อกรรมกริยา สกรรมกริยา วิกตรรถกริยา กริยานุเคราะห์
163 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเติมประเภทของคำกริยาให้สอดคลองกับประโยค ๑. นักเรียนเดินบนถนน อกรรมกริยา (เดิน เป็นคำกริยาสมบูรณ์ในตัวเอง) ๒. แม่ครัวหุงข้าว สกรรมกริยา (หุง เป็น กริยา ข้าว เป็นกรรม) ๓. หมิวถูกทำโทษ กริยานุเคราะห์ (ถูก ประกอบกริยาสำคัญ ทำโทษ ) ๔. ฟ้ากำลังมาโรงเรียน กริยานุเคราะห์ (กำลัง ประกอบกริยาสำคัญ มา) ๕. สมศักดิ์เป็นครู วิกตรรถกริยา (ครู เป็นส่วนเติมเต็ม ไม่ใช่ กรรม) ๖. นกบิน อกรรมกริยา (บิน เป็น บิน เป็นคำกริยาสมบูรณ์) ๗. แมวคล้ายเสือ วิกตรรถกริยา (เสือ เป็นส่วนเติมเต็ม ไม่ใช่ กรรม) ๘. หมีกาลังยืน อกรรมกริยา (เดิน เป็นคำกริยาสมบูรณ์ในตัวเอง) ๙. บอยเขียนหนังสือ สกรรมกริยา (เขียน เป็น กริยา หนังสือ เป็นกรรม) ๑๐. เธอคงไม่เชื่อฉัน กริยานุเคราะห์ (คง ประกอบกริยาสำคัญ ไม่เชื่อ ใบงานที่ ๑.๘ เรื่อง...กริยาพาเพลิน อกรรมกริยา สกรรมกริยา วิกตรรถกริยา กริยานุเคราะห์
164 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๕ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โรงเรียนมัธยมเทศบาล ๖ นครอุดรธานี รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ นิราศภูเขาทอง เวลาเรียน ๑๖ ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้ย่อยเรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค (คำบุพบท, คำสันธาน) เวลาเรียน ๑ ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ครูผู้สอน นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม วันที่สอน วันศุกร์ ที่ ๑๖ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๕๐-๑๔.๔๐ น. ห้อง ๑/๗ วันจันทร์ ที่ ๑๙ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๒๕-๐๙.๑๕ น. ห้อง ๑/๖ วันจันทร์ ที่ ๑๙ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๕-๑๐.๕๕ น. ห้อง ๑/๕ วันจันทร์ ที่ ๑๙ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐-๑๓.๕๐ น. ห้อง ๑/๓ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ม.๑/๓ วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. นักเรียนสามารถบอกความหมายและสามารถอธิบายการใช้คำบุพบทและคำสันธานได้ ๒. นักเรียนสามารถจำแนกประเภทของคำคำบุพบทและคำสันธานแต่ละชนิดได้ ๓. นักเรียนมีมารยาทในการเขียน และมีความกระตือรือร้นในการเรียน ๓. สาระสำคัญ คำบุพบท หมายถึง คำที่เชื่อมคำหรือกลุ่มคำให้สัมพันธ์กันและเมื่อเชื่อมแล้วทำให้ทราบว่า คำ หรือ กลุ่มคำที่เชื่อมกันนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ได้แก่ ใน แก่ จน ของ ด้วย โดย ฯลฯ คำสันธาน หมายถึง คำที่ทำหน้าที่เชื่อมคำกับคำ เชื่อมประโยคกับประโยค เชื่อมข้อความกับข้อความ หรือข้อความให้สละสลวย คำสันธานแบ่งเป็น ๔ ชนิด ดังนี้ ๑. คำสันธานที่เชื่อมความคล้อยตามกัน ได้แก่คำว่า และ ทั้ง...และ ทั้ง...ก็ ครั้น...ก็ ครั้น...จึง ก็ดี เมื่อ...ก็ว่า พอ...แล้ว ๒. คำสันธานที่เชื่อมความขัดแย้งกัน เช่นคำว่า แต่ แต่ว่า กว่า...ก็ ถึง...ก็ เป็นต้น
165 ๓. คำสันธานที่เชื่อมข้อความให้เลือก ได้แก่คำว่า หรือ หรือไม่ ไม่...ก็ หรือไม่ก็ไม่เช่นนั้น มิฉะนั้น...ก็ เป็นต้น ๔ คำสันธานที่เชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผล ได้แก่คำว่า เพราะ เพราะว่า ฉะนั้น...จึง ดังนั้น เหตุเพราะ เหตุว่า เพราะฉะนั้น...จึง เป็นต้น ๔. สาระการเรียนรู้ - ความหมายของคำบุพบทและคำสันธาน - ชนิดของคำบุพบทและคำสันธาน - หน้าที่ของคำบุพบทและคำสันธาน ๕. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ๑. ความสามารถในการสื่อสาร ๒. ความสามารถในการคิด ๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๑. มีวินัย ๒. ใฝ่เรียนรู้ ๓. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. ชิ้นงาน หรือภาระงาน - สมุดจดงาน - คำบุพบทและคำสันธาน ๘. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๘.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ๘.๑.๑ นักเรียนและครูกล่าวทักทายกัน นักเรียนทบทวนชนิดของคำในภาษาไทยที่เรียนมาว่ามี อะไรบ้าง ๘.๑.๒ ครูถามนักเรียนว่ารู้จักคำบุพบทและคำสันธานมากน้อยแค่ไหนลองตอบคำถามว่าคำสองชนิดนี้ คืออะไร ๘.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ๘.๒.๑ นักเรียนและครูร่วมกันอธิบายเกี่ยวกับความหมายของคำบุพบทและคำสันธาน คำบุพบท หมายถึง คำที่เชื่อมคำหรือกลุ่มคำให้สัมพันธ์กันและเมื่อเชื่อมแล้วทำให้ทราบว่า คำ หรือ กลุ่มคำที่เชื่อมกันนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ได้แก่ ใน แก่ จน ของ ด้วย โดย ฯลฯ
166 คำบุพบทแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ๑. บุพบทที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำต่อคำ เช่น นามกับนาม นามกับสรรพนาม นามกับกริยา สรรพนามกับกริยา กริยากับวิเศษณ์เพื่อบ่งบอกสถานการณ์ให้ชัดเจน เช่น • บอกความเป็นเจ้าของ - ปากกาด้ามนี้เป็นของฉัน • บอกความเกี่ยวข้อง - พ่อย่อมเห็นแก่ลูกเสมอ • บอกจุดหมาย - ทหารเสียสละเพื่อชาติ • บอกเวลา - เราเคยพบกัน เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว • บอกสถานที่ - เราจะมาเรียนที่โรงเรียนหอวัง • บอกความเปรียบเทียบ - เขาสูงกว่าน้อง ๒. บุพบทที่ไม่แสดงความสัมพันธ์กับบทอื่น ส่วนมากจะอยู่ต้นประโยค ใช้เป็นคำร้องเรียก หรือ ทักทาย เช่น ดูกร ดูรา ดูก่อน ข้าแต่ ใช้นำหน้าคำนามหรือสรรพนาม ปัจจุบันไม่มีใครนิยมใช้แล้ว - ดูกร สงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิโอภาสตัดขาดกิเลสสิ้นแดนสงสาร - ดูก่อน ท่านจะไปจริงหรือ - ดูรา สหายทุกท่าน ท่านยินดีทำตามสัญญาหรือไม่ - ดูแน่ะ พี่น้องทั้งหลาย ท่านหยุดแล้วหรือยัง - ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมบูชาพระองค์ หน้าที่ของคำบุพบท ๑. ทำหน้าที่เชื่อมคำโดยนำหน้าคำนาม เช่น - เขาไปภูเก็ตโดยเครื่องบิน ๒. ทำหน้าที่เชื่อมคำโดยนำหน้าสรรพนาม เช่น - เธอจะไปกับฉันหรือจะไปกับเขา ๓. ทำหน้าที่เชื่อมคำโดยนำหน้ากริยา เช่น - เขาเป็นคนเห็นแก่กิน ๔. ทำหน้าที่เชื่อมคำโดยนำหน้าวิเศษณ์ เช่น - ความขัดแย้งจบลงด้วยดี
167 คำสันธาน หมายถึง คำที่ใช้เชื่อมประโยค หรือข้อความกับข้อความ เพื่อทำให้ประโยคนั้นรัดกุม กระชับและ สละสลวย เช่นคำว่า และ แล้ว จึง แต่ หรือ เพราะ เหตุเพราะ เป็นต้น เช่น คำสันธานแบ่งเป็น ๔ ชนิด ดังนี้ ๑. คำสันธานที่เชื่อมความคล้อยตามกัน ได้แก่คำว่า และ ทั้ง...และ ทั้ง...ก็ ครั้น...ก็ ครั้น...จึง เมื่อ...ก็ว่า พอ...แล้ว เช่น - ทั้งพ่อและแม่ของผมเป็นคนใต้ ๒. คำสันธานที่เชื่อมความขัดแย้งกัน เช่น คำว่า แต่ แต่ว่า กว่า...ก็ ถึง...ก็ เป็นต้น เช่น - กว่าเราจะเรียนจบเพื่อนๆ ก็ทำงานหมดแล้ว ๓. คำสันธานที่เชื่อมข้อความให้เลือก ได้แก่คำว่า หรือ หรือไม่ ไม่...ก็ หรือไม่ก็ ไม่เช่นนั้น มิฉะนั้น...ก็ เป็นต้น เช่น - เธอคงไปซื้อของหรือไม่ก็ไปดูหนัง ๔ คำสันธานที่เชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผล ได้แก่คำว่า เพราะ เพราะว่า ฉะนั้น...จึง ดังนั้น เหตุเพราะ เหตุว่า เพราะฉะนั้น...จึง เป็นต้น เช่น - เพราะวาสนาไม่ออกกำลังกายเธอจึงอ้วนมาก หน้าที่ของคำสันธาน ๑. เชื่อมประโยคกับประโยค เช่น - เขามีเงินมากแต่เขาก็หาความสุขไม่ได้ - พ่อทำงานหนักเพื่อส่งเสียให้ลูก ๆ ได้เรียนหนังสือ ๒. เชื่อมคำกับคำหรือกลุ่มคำ เช่น - สมชายลำบากเมื่อแก่ - ฉันเห็นนายกรัฐมนตรีและภริยา ๓. เชื่อมข้อความกับข้อความ เช่น - ชาวต่างชาติเข้ามาอยู่เมืองไทย เขาขยันหมั่นเพียรไม่ยอมให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เขา จึงร่ำรวย จนเกือบจะซื้อแผ่นดินไทยได้ทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายจงตื่นเถิด จงพากันขยันทำงานทุกชนิดเพื่อจะได้รักษาผืนแผ่นดินของไทยไว้ ๘.๒.๒ นักเรียนช่วยกันยกตัวอย่างการแต่งประโยคคำบุพบท ๕ ประโยคและคำสันธาน ๕ ประโยค ๘.๒.๓ นักเรียนและครูร่วมกันสังเกตข้อแตกต่างระหว่างคำบุพบทและคำสันธาน (บุพบทเชื่อมคำหรือกลุ่มคำ สันธานเชื่อมประโยค คำบุพบท : เขารักแต่เธอ คำสันธาน : เขารักเธอแต่เธอไม่รักเขา
168 ๘.๓ ขั้นสรุปบทเรียน ๘.๓.๑ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เรื่อง คำบุพบทและคำสันธาน คำบุพบท หมายถึง คำที่เชื่อมคำหรือกลุ่มคำให้สัมพันธ์กันและเมื่อเชื่อมแล้วทำให้ทราบว่า คำ หรือกลุ่มคำที่เชื่อมกันนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ได้แก่ ใน แก่ จน ของ ด้วย โดย ฯลฯ คำสันธาน หมายถึง คำที่ทำหน้าที่เชื่อมคำกับคำ เชื่อมประโยคกับประโยค เชื่อมข้อความกับ ข้อความ หรือข้อความให้สละสลวย คำสันธานแบ่งเป็น ๔ ชนิด ดังนี้ ๑. คำสันธานที่เชื่อมความคล้อยตามกัน ๒. คำสันธานที่เชื่อมความขัดแย้งกัน ๓. คำสันธานที่เชื่อมข้อความให้เลือก ๔ คำสันธานที่เชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผล ๘.๓.๒ นักเรียนรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับใบงาน คำบุพบทและคำสันธาน และรับใบความรู้กับ Mind map เรื่องคำบุพบทและคำสันธาน เพื่อใช้ในการอ่านทบทวนความรู้ ๙. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ ๙.๑ สื่อการเรียนรู้ ๙.๑.๑ ประเภทสื่อ - PowerPoint คำบุพบทและคำสันธาน - ใบความรู้ คำบุพบทและคำสันธาน - Mind Map คำบุพบทและคำสันธาน ๙.๑.๒ วัสดุอุปกรณ์ - คอมพิวเทอร์ ๙.๒ แหล่งเรียนรู้ - ห้องสมุด - อินเตอร์เน็ต - แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
169 ๑๐. วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมินผล ๑. นักเรียนสามารถบอก ความหมายและสามารถ อธิบายการใช้คำบุพบท และคำสันธานได้ ๑. นักเรียนบอก ความหมายและสามารถ อธิบายการใช้คำบุพบท และคำสันธานได้ ๑. คำถาม และการถามตอบในชั้นเรียน นักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อย ละ ๗๐ ขึ้นไป ๒. นักเรียนสามารถ จำแนกประเภทของคำ บุพบทและคำสันธานแต่ ละชนิดได้ ๒. นักเรียนจำแนก ประเภทของคำบุพบท และคำสันธานแต่ละชนิด ได้ ๒.ใบงาน ๑.๙ คำบุพบท และคำสันธาน ๓. นักเรียนมีมารยาทใน การเขียน และมีความ กระตือรือร้นในการเรียน ๓. สังเกตพฤติกรรมของ ผู้เรียนในระหว่างเรียน ๓. แบบสังเกตพฤติกรรม ระหว่างเรียน นักเรียนมีการแสดงออก ของพฤติกรรมอยู่ใน ระดับดี (เชิงบวก)
170 ๑๑. แบบบันทึกหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๑๑.๑ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................... ........................................ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ๑๑.๒ ปัญหาและอุปสรรคในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ .................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................... ........................... ....................................................................................................... ....................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................... ........................................ ๑๑.๓ ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไข ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชื่อ............................................................... (นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม) วันที่ .......... เดือน ............... พ.ศ. ................
171 ความคิดเห็นของครูพี่เลี้ยง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชื่อ.................................................................... (..................................................................) ตำแหน่ง............................................................... วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. .................. ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชื่อ.................................................................... (..................................................................) ตำแหน่ง............................................................... วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. ..................
172 แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่..................... สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้วันที่.......................เดือน........................พ.ศ................... ลำดับที่ ชื่อ – สกุล พฤติกรรม ความสนใจ การแสดง ความคิดเห็น การตอบ คำถาม การรับฟัง ความคิดเห็น ทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย รวม ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๒๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ -๒๑ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ๒๕ ๒๖
173 ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๓๐ ๓๑ ๓๒ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ลงชื่อ……………….......……………….............ผู้สังเกต (นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม) วันที่ .............. เดือน ............... พ.ศ. .................. เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ = ดีมาก ให้ ๔ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง = ดี ให้ ๓ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง = พอใช้ ให้ ๒ คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง = ปรับปรุง ให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๗ - ๒๐ ดีมาก ๑๓ - ๑๖ ดี ๙ - ๑๒ พอใช้ ๕ - ๘ ปรับปรุง เกณฑ์การสรุปผลการประเมิน นักเรียนที่ได้ระดับคุณภาพพอใช้ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน
174 คำบุพบท คำบุพบท หมายถึง คำที่เชื่อมคำหรือกลุ่มคำให้สัมพันธ์กันและเมื่อเชื่อมแล้วทำให้ทราบว่า คำ หรือ กลุ่มคำที่เชื่อมกันนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ได้แก่ ใน แก่ จน ของ ด้วย โดย ฯลฯ คำบุพบทแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ๑. บุพบทที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำตอบคำ เช่น นามกับนาม นามกับสรรพนาม นามกับกริยา สรรพนามกับกริยา กริยากับวิเศษณ์เพื่อบ่งบอกสถานการณ์ให้ชัดเจน เช่น • บอกความเป็นเจ้าของ - หนังสือเล่มนี้เป็นของฉัน - ของขวัญอันนี้เขาเตรียมมาสำหรับเธอ • บอกความเกี่ยวข้อง - เขาปลูกต้นมะลิในสวนหลังบ้าน - แม่ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ - ฉันรักแต่เธอเท่านั้น - พ่อย่อมเห็นแก่ลูกเสมอ - ฉันเห็นรถชนเขากับตา - ยายกับตาทำนาบนเขา • บอกจุดหมาย - ครูทำงานหนักเพื่อความสำเร็จของลูกศิษย์ - เขาเสียสละเพื่อชาติ • บอกเวลา - เราเคยพบกัน เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ผมมารอคุณตั้งแต่เช้า • บอกสถานที่ - เราจะมาเรียนที่โรงเรียนหอวัง ต้นตระกูลของฉันมาจากซัวเถา • บอกความเปรียบเทียบ - เธอสวยเหมือนแม่ - เขาสูงกว่าน้อง
175 ๒. บุพบทที่ไม่แสดงความสัมพันธ์กับบทอื่น ส่วนมากจะอยู่ต้นประโยค ใช้เป็นคำร้องเรียก หรือ ทักทาย เช่น ดูกร ดูรา ดูก่อน ข้าแต่ ใช้นำหน้าคำนามหรือสรรพนาม ปัจจุบันไม่มีใครนิยมใช้แล้ว - ดูกร สงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิโอภาสตัดขาดกิเลสสิ้นแดนสงสาร - ดูก่อน ท่านจะไปจริงหรือ - ดูรา สหายทุกท่าน ท่านยินดีทำตามสัญญาหรือไม่ - ดูแน่ะ พี่น้องทั้งหลาย ท่านหยุดแล้วหรือยัง - ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมบูชาพระองค์ หน้าที่ของคำบุพบท ๑. ทำหน้าที่่เชื่อมคำโดยนำหน้าคำนาม เช่น - เขาไปเชียงใหม่โดยเครื่องบิน - ชาวไร่ตัดไม้ด้วยขวาน ๒. ทำหน้าที่เชื่อมคำโดยนำหน้าคำสรรพนาม เช่น - เธอจะไปกับฉันหรือจะไปกับเขา - หนังสือเล่มนี้เป็นของผม ๓. ทำหน้าที่เชื่อมคำโดยนำหน้าคำกริยา เช่น - เขาเป็นคนเห็นแก่กิน - นักมวยไทยทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับชกพรุ่งนี้ ๔. ทำหน้าที่เชื่อมคำโดยนำหน้าคำวิเศษณ์ เช่น - ความขัดแย้งจบลงด้วยดี ๕. ทำหน้าที่เชื่อมคำโดยนำหน้าประโยคหรือข้อความ - หมอพูดเสียงดังกับคนป่วย ***สรุป คำบุพบท คือ คำที่ใช้นำหน้า คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ เพื่อให้ได้ใจความและต่อเนื่อง ***ข้องสังเกต ในการใช้คำบุพบท ต้องเข้าใจให้ดีว่า คำบุพบท ต้องนำหน้าคำอื่น คือ คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์
176 คำสันธาน คำสันธาน หมายถึง คำที่ใช้เชื่อมประโยค หรือข้อความกับข้อความ เพื่อทำให้ประโยคนั้นรัดกุม กระชับและสละสลวย เช่นคำว่า และ แล้ว จึง แต่ หรือ เพราะ เหตุเพราะ เป็นต้น เช่น - เขาอยากเรียนหนังสือเก่งๆ แต่เขาไม่ชอบอ่านหนังสือ - เขามาโรงเรียนสายเพราะฝนตกหนัก ชนิดของคำสันธาน คำสันธานแบ่งเป็น ๔ ชนิด ดังนี้ ๑. คำสันธานที่เชื่อมความคล้อยตามกัน ได้แก่คำว่า และ ทั้ง...และ ทั้ง...ก็ ครั้น...ก็ ครั้น... จึง ก็ดี เมื่อ...ก็ว่า พอ...แล้ว เช่น - ทั้งพ่อและแม่ของผมเป็นคนใต้ - พอทำการบ้านเสร็จแล้วฉันก็นอน ๒. คำสันธานที่เชื่อมความขัดแย้งกัน เช่นคำว่า แต่ แต่ว่า กว่า...ก็ ถึง...ก็ เป็นต้น เช่น - ผมต้องการพูดกับเขา แต่เขาไม่ยอมพูดกับผม - กว่าเราจะเรียนจบเพื่อนๆ ก็ทำงานหมดแล้ว ๓. คำสันธานที่เชื่อมข้อความให้เลือก ได้แก่คำว่า หรือ หรือไม่ ไม่...ก็ หรือไม่ก็ไม่เช่นนั้น มิฉะนั้น...ก็ เป็นต้น เช่น - นักเรียนชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์หรือภาษาไทย - เธอคงไปซื้อของหรือไม่ก็ไปดูหนัง ๔ คำสันธานที่เชื่อมความที่เป็นเหตุเป็นผล ได้แก่คำว่า เพราะ เพราะว่า ฉะนั้น...จึง ดังนั้น เหตุเพราะ เหตุว่า เพราะฉะนั้น...จึง เป็นต้น เช่น - นักเรียนมาโรงเรียนสายเพราะฝนตกหนัก - เพราะวาสนาไม่ออกกำลังกายเธอจึงอ้วนมาก
177 หน้าที่ของคำสันธาน ๑. เชื่อมประโยคกับประโยค เช่น - เขามีเงินมากแต่เขาก็หาความสุขไม่ได้ - พ่อทำงานหนักเพื่อส่งเสียให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือ - ฉันอยากได้รองเท้าที่ราคาถูกและใช้งานได้นาน ๒. เชื่อมคำกับคำหรือกลุ่มคำ เช่น - สมชายลำบากเมื่อแก่ - เธอจะสู้ต่อไปหรือยอมแพ้ - ฉันเห็นนายกรัฐมนตรีและภริยา ๓. เชื่อมข้อความกับข้อความ เช่น - ชาวต่างชาติเข้ามาอยู่เมืองไทย เขาขยันหมั่นเพียรไม่ยอมให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เขาจึงร่ำรวย จนเกือบจะซื้อแผ่นดินไทยได้ทั้งหมดแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายจงตื่นเถิด จงพากันขยันทำงานทุกชนิดเพื่อจะได้รักษาผืนแผ่นดินของไทยไว้ **** จำ บุพบทเชื่อมคำหรือกลุ่มคำ สันธานเชื่อมประโยค **** คำบุพบท คำสันธาน เขารักแต่เธอ เขารักเธอแต่เธอไม่รักเขา * ข้อสังเกตคำบุพบทกับคำสันธาน
178
179 ตอนที่ ๑ คำชี้แจง : ให้นักเรียนขีดเส้นใต้คำที่เป็นบุพบทและคำสันธานในประโยคต่อไปนี้ ๑. ศุภณัฐบุตรของนางจารึกเรียนเก่งมาก ๒. กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ ๓. โรงเรียนเทศบาล ๖ นครอุดรธานีตั้งอยู่ใกล้ตลาดรังษิณา ๔. คุณพ่อเลี้ยงปลาสวยงามไว้สำหรับขาย ๕. เขาทำงานใกล้เสร็จแล้ว ๑. เมื่อมานีพูดจบ เพื่อน ๆ ก็ปรบมือให้ ๒. พอเขาไปถึงบ้านก็อาบน้ำทันที ๓. กว่าคุณจะเรียนจบ คุณพ่อก็แก่มากแล้ว ๔. พี่ชอบอ่านนวนิยาย แต่น้องชอบอ่านบทร้อยกรอง ๕. ไม่วสันต์ก็บวรที่ทำแจกันแตก ตอนที่ ๒ คำชี้แจง : ให้นักเรียนแยกประโยคคำบุพบทและคำสันธานโดยนำไปใส่ช่องว่างให้ถูกต้อง นักเรียนวาดภาพด้วยดินสอสี/ ฉันชอบว่ายน้ำ แต่เขาชอบเล่นเทนนิส/ เด็ก ๆ ยอมไปโรงเรียนโดยดี/ เราทุกคนควรกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน/ เราต้องออกเดินทางวันนี้ มิฉะนั้นจะไปงานไม่ทันพรุ่งนี้/ เขาเห็นกับตาว่าเธอร้องไห้/กว่าคุณพ่อจะนอน ก็เป็นเวลาล่วงยามสองแล้ว/ เขาเป็นคนมีน้ำใจ ดังนั้นทุกคนจึงรักเขา/ ถ้าเธอไปเขียนรายงาน เธอควรไปหาเขาที่คลินิก/ ถ้าจะไปอยุธยาทางเรือ ต้องออกจากบ้านแต่เช้า คำบุบท คำสันธาน คำบุพบท ใบงานที่ ๑.๙ คำบุพบทและคำสันธาน คำสันธาน
180 ตอนที่ ๑ คำชี้แจง : ให้นักเรียนขีดเส้นใต้คำที่เป็นบุพบทและคำสันธานในประโยคต่อไปนี้ ๑. ศุภณัฐบุตรของนางจารึกเรียนเก่งมาก ๒. กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ ๓. โรงเรียนเทศบาล ๖ นครอุดรธานีตั้งอยู่ใกล้ตลาดรังษิณา ๔. คุณพ่อเลี้ยงปลาสวยงามไว้สำหรับขาย ๕. เขาทำงานใกล้เสร็จแล้ว ๑. เมื่อมานีพูดจบ เพื่อน ๆ ก็ปรบมือให้ ๒. พอเขาไปถึงบ้านก็อาบน้ำทันที ๓. กว่าคุณจะเรียนจบ คุณพ่อก็แก่มากแล้ว ๔. พี่ชอบอ่านนวนิยาย แต่น้องชอบอ่านบทร้อยกรอง ๕. ไม่วสันต์ก็บวรที่ทำแจกันแตก ตอนที่ ๒ คำชี้แจง : ให้นักเรียนแยกประโยคคำบุพบทและคำสันธานโดยนำไปใส่ช่องว่างให้ถูกต้อง นักเรียนวาดภาพด้วยดินสอสี/ ฉันชอบว่ายน้ำ แต่เขาชอบเล่นเทนนิส/ เด็ก ๆ ยอมไปโรงเรียนโดยดี/ เราทุกคนควรกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน/ เราต้องออกเดินทางวันนี้ มิฉะนั้นจะไปงานไม่ทันพรุ่งนี้/ เขาเห็นกับตาว่าเธอร้องไห้/กว่าคุณพ่อจะนอน ก็เป็นเวลาล่วงยามสองแล้ว/ เขาเป็นคนมีน้ำใจ ดังนั้นทุกคนจึงรักเขา/ ถ้าเธอไปเขียนรายงาน เธอควรไปหาเขาที่คลินิก/ ถ้าจะไปอยุธยาทางเรือ ต้องออกจากบ้านแต่เช้า คำบุบท คำสันธาน นักเรียนวาดภาพด้วยดินสอสี ฉันชอบว่ายน้ำ แต่เขาชอบเล่นเทนนิส เด็ก ๆ ยอมไปโรงเรียนโดยดี เราต้องออกเดินทางวันนี้ มิฉะนั้นจะไปงานไม่ทันพรุ่งนี้ เราทุกคนควรกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน กว่าคุณพ่อจะนอน ก็เป็นเวลาล่วงยามสองแล้ว เขาเห็นกับตาว่าเธอร้องไห้ เขาเป็นคนมีน้ำใจ ดังนั้นทุกคนจึงรักเขา ถ้าจะไปอยุธยาทางเรือ ต้องออกจากบ้านแต่เช้า ถ้าเธอไปเขียนรายงาน เธอควรไปหาเขาที่คลินิก ใบงานที่ ๑.๙ คำบุพบทและคำสันธาน คำสันธาน คำบุพบท เฉลย
181 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โรงเรียนมัธยมเทศบาล ๖ นครอุดรธานี รายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ นิราศภูเขาทอง เวลาเรียน ๑๖ ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้ย่อยเรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค (คำวิเศษณ์,คำอุทาน) เวลาเรียน ๑ ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ครูผู้สอน นางสาวธนาพร ศรีพละธรรม วันที่สอน วันอังคาร ที่ ๒๐ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๒๕-๐๙.๑๕ น. ห้อง ๑/๖ วันอังคาร ที่ ๒๐ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๕๕-๑๑.๔๕ น. ห้อง ๑/๗ วันพุธที่ ที่ ๒๑ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๕๐-๑๔.๔๐ น. ห้อง ๑/๕ วันพฤหัสบดี ที่ ๒๒ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๕-๑๐-๕๕ น. ห้อง ๑/๓ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ม.๑/๓ วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. นักเรียนสามารถบอกความหมายและสามารถอธิบายการใช้คำวิเศษณ์และคำอุทานได้ ๒. นักเรียนสามารถจำแนกประเภทของคำวิเศษณ์และคำอุทานแต่ละชนิดได้ ๓. นักเรียนมีมารยาทในการเขียน และมีความกระตือรือร้นในการเรียน ๓. สาระสำคัญ คำวิเศษณ์ หมายถึง คำที่ใช้ประกอบหรือขยายคำนาม สรรพนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์ เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนและละเอียดมากขึ้นชนิดของคำวิเศษณ์คำวิเศษณ์แบ่งเป็น ๑๐ ชนิด ดังนี้ ๑. ลักษณวิเศษณ์ ๖. นิยมวิเศษณ์ ๒. กาลวิเศษณ์ ๗. อนิยมวิเศษณ์ ๓. สถานวิเศษณ์ ๘. ประติชญาวิเศษณ์ ๔. ประมาณวิเศษณ์ ๙. ประติเษธวิเศษณ์ ๕. ปฤจฉาวิเศษณ์ ๑๐. ประพันธวิเศษณ์
182 คำอุทาน หมายถึง คำที่แสดงอารมณ์ของผู้พูดในขณะที่ตกใจ ดีใจ เสียใจ ประหลาดใจ หรืออาจจะเป็นคำที่ใช้ เสริมคำพูด คำอุทานแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ดังนี้ ๑. อุทานบอกอาการ ๒. อุทานเสริมบท ๔. สาระการเรียนรู้ - ความหมายของคำวิเศษณ์และคำอุทาน - ชนิดของคำวิเศษณ์และคำอุทาน - หน้าที่ของคำวิเศษณ์และคำอุทาน ๕. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ๑. ความสามารถในการสื่อสาร ๒. ความสามารถในการคิด ๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๑. มีวินัย ๒. ใฝ่เรียนรู้ ๓. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. ชิ้นงาน หรือภาระงาน ๗.๑ สมุดสำหรับจดงาน ๗.๒ ใบงาน “คำวิเศษณ์และคำอุทาน” ๘. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๘.๑ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ๘.๑.๑ นักเรียนและครูกล่าวทักทายกัน ครูรับอาสาสมัครนักเรียน ๑ คน ให้เพื่อนในห้องเรียนชมข้อดี ของเพื่อนว่ามีลักษณะภายนอกอย่างไร ๘.๑.๒ นักเรียนปฏิบัติตามคำสั่งครูผู้สอน ว่าเมื่อมีอาการดังกล่าวนักเรียนพูดว่าอะไร เช่น ปวดท้อง เดินชนโต๊ะ โดนเหยีบยเท้า ตกใจ เจ็บปวด ครูเขียนคำตอบบนกระดาน ๘.๒ ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้ ๘.๒.๑ นักเรียนฟังคำอธิบายความหมายของคำวิเศษณ์และคำอุทาน โดยครูนำคำที่นักเรียนแสดง ความคิดเห็น เชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียน