นางสาวนนั ทยิ า คำลม้ิ
แผนการจดั การเรยี นรู้
วชิ า เคมี 4 รหสั วชิ า ว32222
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรยี นพบิ ลู ยร์ ักษ์พิทยา
นางสาวนันทิยา คำลม้ิ
รหัสนักศึกษา 60100141107
สาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์ (เคมี)
การฝกึ ปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา 2
รหสั วิชา ED18502 (INTERNSHIP IN SCHOOL 2)
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
คำนำ
เอกสารแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา ว32222 เคมี 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่
บูรณาการกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ใช้หลักความพอประมาณ การคำนึงถึงความมีเหตุผล มี
ภูมิคมุ้ กันทดี่ ใี นตัว ในการใชส้ ื่อและแหลง่ เรยี นรู้ รวมทง้ั การประเมนิ ผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เพ่ือพัฒนา
ใหผ้ เู้ รียนมีความรอบรู้ ความรอบคอบ และระมดั ระวงั ในการนำความรตู้ ่าง ๆ ไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุด
และพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบับปรับปรุง 2560)
มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้
ที่กำหนดไว้ในเอกสารนี้ จะช่วยให้ครูเห็นผลคาดหวังที่ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้
ชัดเจน อีกทั้งยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้รายวิชา ว32222 เคมี 4
ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5
ในการจัดทำเอกสารแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา ว32222 เคมี 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรงุ 2560) ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 เลม่ นไี้ ด้รับความรว่ มมอื อย่างดีย่งิ ศึกษานิเทศก์จากสำนกั งาน
เขตพน้ื ท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 20 ผบู้ ริหารโรงเรียนพิบูลยร์ กั ษพ์ ิทยา และบุคลากรในกลุ่มสาระการ
เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีทกุ ทา่ น จึงขอขอบคณุ ไว้ ณ โอกาสน้ี
นางสาวนันทิยา คำลมิ้
นักศกึ ษาฝกึ ประสบการณ์วชิ าชพี ครู
สาขาวทิ ยาศาสตร(์ เคม)ี คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี
หลกั สูตรระดบั ช้ันเรียนทีอ่ งิ มาตรฐาน
กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ ระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5
ความเปน็ มาและความสำคัญ
จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จากผลการทำวิจัยและติดตามผล
การใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จนครบทุกระดับชั้นปี และพบข้อมูล
ท่เี ปน็ ผลสะทอ้ นถงึ ความจำเปน็ ในการปรับปรงุ หลกั สูตร เชน่ ความซำ้ ซ้อนของเนื้อหาระหว่างชั้นปี หรือ
ชว่ งชน้ั รวมถงึ ระหว่างกลมุ่ สาระ รวมทั้งความไมเ่ หมาะสมของการใช้ตัวช้ีวัดร่วมในระดับช้ันมัธยมศึกษา
ตอนปลาย ทไี่ ด้กำหนดให้มีตัวช้วี ัดเดียวกนั ทั้งนักเรียนกลุ่มทไ่ี ม่เน้นวิทยาศาสตร์ และนักเรียนกลุ่มท่ีเน้น
วทิ ยาศาสตร์ เกดิ ปญั หาในเรอ่ื งความยากง่ายทไี่ มเ่ หมาะสมกบั นกั เรียนทง้ั 2 กลุ่มนี้ และการกำหนดสาระ
ท่ี 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออกมาทำให้ขาดความเชื่อมโยงจากเนื้อหานำไปสู่การ
ปฏิบัติ ทำให้นักเรียนขาดทักษะปฏิบัติการต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการเรียนวิทยาศาสตร์ ทำให้
คณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน โดยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้พัฒนาหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ขึ้นเพื่อให้มีความเหมาะสมชัดเจนยิ่งขน้ึ
การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนี้ได้ลดความซำ้ ซ้อนของเนื้อหา เน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา เพิ่มการ
พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 เพื่อตอบรับกบั
การพฒั นากำลงั คนให้มีศกั ยภาพสูงในการเพิ่มขีดความสามารถในการแขง่ ขันระดับนานาชาติ
การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้
พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551(ฉบับปรบั ปรงุ 2560) ได้มุง่ หวังใหผ้ ูเ้ รียนได้เรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ท่เี นน้ การเชอ่ื มโยง
ความรู้กบั กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหา
ความรู้ และแก้ปัญหาทหี่ ลากหลาย ให้ผูเ้ รยี นมีส่วนร่วมในการเรียนรูท้ กุ ขัน้ ตอน มกี ารทำกจิ กรรมด้วยการลงมือ
ปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยกำหนดสาระสำคัญ 4 สาระ ดังนี้ สาระที่ 1
วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี 3 วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ สาระที่
4เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตรเ์ พม่ิ เติม ทีก่ ำหนดสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม และกำหนดผลการเรียนรู้ สำหรับ
ผู้เรียนชั้น ม.4-6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ จำนวน 4 สาระการเรียนรู้ สาระชีววิทยา
สาระเคมี สาระฟิสิกส์ สาระโลก ดาราศาสตร์ อวกาศ และได้กำหนดคุณภาพผู้เรียนเมื่อจบในแต่ละ
ระดับชั้น ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางไว้อย่างชัดเจน(สำนักวิชาการและมาตรฐาน
การศกึ ษา, 2560 : 32-36) ทำใหผ้ ้สู อนนำไปใช้เปน็ กรอบและทิศทางในการจดั ทำหลกั สูตรระดับชั้นเรียน
และการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการ
ดำรงชวี ติ และแสวงหาความรู้เพอ่ื พฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เน่ืองตลอดชีวิต
จากความเป็นมาและความสำคัญดังกล่าวข้างต้น การจัดการเรียนการสอนในรายวิชา เคมี 3
ว30223 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดทำเอกสารหลักสูตรระดับชั้นเรียนกลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง 2560) ขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด
และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ 2560)
สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคดิ ความร้คู วามเข้าใจ ความรู้สกึ และทัศนะของตนเองเพอื่ แลกเปลย่ี นข้อมลู ข่าวสาร
และประสบการณ์อันจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัด
และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไมร่ บั ขอ้ มูลข่าวสารด้วยหลักเหตผุ ลและความถกู ต้อง
ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความ สามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อยา่ งสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพือ่ นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพอื่ การตัดสินใจเกี่ยวกบั ตน เองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปล่ยี นแปลงของเหตุการณต์ า่ ง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยกุ ตค์ วามรู้มาใช้ใน
การป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ
ตนเอง สังคมและสิ่งแวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนินชวี ติ ประจำวัน การเรยี นรู้ด้วยตนเอง การเรยี นรู้อย่างต่อเนือ่ ง การทำงาน และการอยู่ร่วมกัน
ในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธอ์ ันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ
อยา่ งเหมาะสม การปรับตวั ใหท้ นั กับการเปล่ยี นแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอ้ ม และการรูจ้ กั หลกี เล่ยี ง
พฤติกรรมไม่พึงประสงคท์ ีส่ ง่ ผลกระทบตอ่ ตนเองและผู้ อ่ืน
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ
และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสงั คม ในด้านการเรียนรู้ การส่ือสาร
การทำงาน การแกป้ ญั หาอย่างสร้างสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ
3. มวี ินยั
4. ใฝ่เรยี นรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มงุ่ มั่นในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
ทักษะกระบวนการ/ทักษะการคิด
1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2. กระบวนการแกป้ ัญหา
3. กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
4. กระบวนการกลมุ่
การบูรณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. ความพอประมาณ
2. ความมีเหตุผล
3. การมีภมู คิ ้มุ กนั ท่ีดใี นตวั
4. เงอื่ นไขความรู้
5. เงือ่ นไขคณุ ธรรม
6. ความสมดุลในมิติต่าง ๆ
6.1 มิตดิ า้ นเศรษฐกิจ
6.2 มติ ดิ า้ นสังคม
6.3 มิติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม
6.4 มติ ิดา้ นวฒั นธรรม
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระเคมี :
2. เขา้ ใจการเขยี นและการดุลสมการเคมี ปริมาณสมั พนั ธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
สมดุลในปฏิกริ ิยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารดี อกซ์และเซลลเ์ คมไี ฟฟา้ รวมทั้งการ
นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
วิเคราะห์สาระการเรยี นรู้และผลการเรยี นรรู้ ายวชิ า ว32222 เคมี 4
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2
สาระเคมี :
2. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกิริยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารดี อกซ์และเซลล์เคมีไฟฟ้า รวมทั้งการ
นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
14. ระบแุ ละอธบิ ายว่าสารเป็นกรดหรือเบส - สารในชีวิตประจำวันหลายชนิดมีสมบัติเป็นกรด หรือเบส
โดยใชท้ ฤษฎีกรด–เบสของอาร์เรเนยี ส ซึ่งพิจารณาได้โดยใช้ทฤษฎีกรด-เบส ของอาร์เรเนียส เบรินส
เบรินสเตด–ลาวรแี ละลวิ อสิ เตด–ลาวรหี รือลวิ อสิ
15. ระบุค่กู รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบส - ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด–ลาวรี เมื่อกรดหรือเบส
ของเบรนิ สเตด-ลาวรี ละลายน้ำหรอื ทำปฏกิ ิริยากับสารอ่ืนจะมกี ารถา่ ยโอนโปรตอน
ระหว่างสารตั้งตน้ ทเ่ี ป็นกรดและเบส เกิดเปน็ ผลติ ภณั ฑซ์ ่งึ เปน็
โมเลกุลหรือไอออนที่เป็นคู่กรด-เบส ของสารตั้งต้นนั้น
โดยสารทีเ่ ป็นคูก่ รด-เบสกันจะมีโปรตอนตา่ งกัน 1 โปรตอน
16. คำนวณ และเปรียบเทียบความสามารถ - กรดและเบสแตล่ ะชนดิ สามารถแตกตัวในนำ้ ได้แตกต่างกัน
ในการแตกตัวหรอื ความแรงของกรดและเบส กรดแก่หรือเบสแก่สามารถแตกตัวเป็นไอออนในน้ำได้เกือบ
สมบูรณส์ ว่ นกรดออ่ นหรอื เบสออ่ นแตกตัวเปน็ ไอออนได้นอ้ ย
โดยความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของกรดหรือ
เบสอาจพิจารณาได้จากค่าคงท่ี การแตกตัวของกรดหรือเบส
หรอื ปรมิ าณ การแตกตัวเป็นรอ้ ยละของกรดหรือเบส
17. คำนวณคา่ pH ความเข้มข้นของไฮโดรเนยี ม - น้ำบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิ๒๕ องศาเซลเซียสแตกตัวให้ไฮโดร
ไอออนหรอื ไฮดรอกไซด์ไอออนของสารละลายกรด เนียมไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออนที่มีความเข้มข้นเท่ากัน
และเบส คือ1.0x10-7 โมลต่อลิตร โดยมีค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ
เทา่ กับ 1.0 x 10-14
วเิ คราะหส์ าระการเรยี นรู้และผลการเรยี นรรู้ ายวิชา ว32222 เคมี 4 (ต่อ)
ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้
- เมื่อกรดหรือเบสแตกตวั ในนำ้ ค่าความเปน็ กรด - เบสของ
สารละลายแสดงไดด้ ว้ ยค่า pH ซ่ึงสมั พนั ธ์กบั ความเข้มข้นของ
ไฮโดรเนยี มไอออนโดยสารละลายกรดมคี วามเขม้ ข้นของ
ไฮโดรเนียมไอออนมากกว่า 1.0 x 10-7 โมลต่อลติ รหรือมคี ่า
pH น้อยกว่า 7 สว่ นสารละลายเบส มีความเข้มข้นของไฮโดร
เนยี มไอออนนอ้ ยกว่า 1.0 x 10-7 โมลต่อลิตร หรือมคี ่า pH
มากกว่า 7
18. เขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาสะเทิน และ - ปฏิกริ ิยาสะเทินระหว่างกรดแก่และเบสแก่ ให้สารละลายท่ี
ระบุความเป็นกรด-เบสของสารละลาย หลังการ เป็นกลาง ปฏิกิริยาสะเทินระหว่างกรดแก่และเบสอ่อน ให้
สะเทิน สารละลายทีเ่ ปน็ กรด ส่วนปฏกิ ิรยิ าสะเทินระหวา่ งกรดอ่อน
19. เขียนปฏกิ ิริยาไฮโดรลซิ สิ ของเกลือ และระบุ และเบสแก่ ใหส้ ารละลายทเี่ ป็นเบส
ความเป็นกรด-เบสของสารละลายเกลือ - เกลือที่ได้จากการสะเทินของกรดแก่ด้วยเบสอ่อนเมื่อ
ละลายในน้ำจะเกดิ ปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซิสได้สารละลายที่มีสมบัติ
เป็นกรด ส่วนเกลือที่ได้จากการสะเทินของกรดอ่อนด้วยเบส
แก่ เมือ่ ละลายในนำ้ จะเกิดปฏิกริ ิยาไฮโดรลซิ สิ ไดส้ ารละลาย
ทีม่ ีสมบัตเิ ปน็ เบส
20. ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรต - การไทเทรตเป็นเทคนคิ ในการวิเคราะหห์ าปรมิ าณ
และเลอื กใช้อนิ ดิเคเตอร์ทเ่ี หมาะสมสำหรบั หรอื ความเข้มข้นของสารทท่ี ำปฏกิ ริ ยิ าพอดกี นั
การไทเทรตกรด-เบส จดุ ท่ีสารทำปฏิกิริยาพอดกี นั เรยี กวา่ จดุ สมมลู
ในทางปฏิบัตจิ ดุ สมมูลของปฏิกิรยิ าอาจไม่สามารถ
สงั เกตเห็นได้จงึ สงั เกตจากการเปลี่ยนสขี อง
อินดิเคเตอร์เพื่อบอกจุดยุตขิ องการไทเทรตดงั น้ัน
อนิ ดิเคเตอรท์ ีเ่ หมาะสมในการไทเทรตกรด-เบส
ควรเป็นอินดเิ คเตอรท์ ่เี ปล่ียนสีในชว่ ง pH ตรงกับ
หรอื ใกลเ้ คียงกบั pH ของสารละลาย ณ จดุ สมมลู
วิเคราะห์สาระการเรยี นรแู้ ละผลการเรยี นรรู้ ายวชิ า ว32222 เคมี 4 (ตอ่ )
ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
21. คำนวณปรมิ าณสารหรือความเขม้ ข้นของ - ปริมาณกรดและเบสทีท่ ำปฏกิ ริ ิยาพอดกี ันจากการ
สารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต ไทเทรตกรด-เบส สามารถนำไปคำนวณความเขม้ ข้นของ
กรดหรือเบสทตี่ ้องการทราบความเขม้ ข้นได้
22. อธิบายสมบตั อิ งค์ประกอบ และประโยชน์ - สารละลายบัฟเฟอร์เป็นสารละลายของกรดอ่อนกับ
ของสารละลายบฟั เฟอร์ เกลือของกรดอ่อนนั้น หรือเบสออ่ นกับเกลือของเบสอ่อน
น้นั เมื่อเตมิ กรด เบส หรือนำ้ จะมผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลง
ค่า pH น้อยกว่าสารละลายทั่วไป สมบัติเฉพาะของ
สารละลายบัฟเฟอร์เปน็ ประโยชนต์ อ่ การควบคุม pH ของ
ระบบในส่ิงมชี วี ิตและสิง่ แวดล้อม
23. สบื ค้นขอ้ มูลและนำเสนอตวั อย่างการใช้ - ความรูเ้ กย่ี วกับกรด-เบสสามารถนำมาใชป้ ระโยชน์และ
ประโยชน์และการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
เก่ียวกบั กรด–เบส และการแพทย์
24. คำนวณเลขออกซเิ ดชัน และระบปุ ฏิกิรยิ า - เคมไี ฟฟ้าเป็นการศึกษาเกีย่ วกบั การเปลี่ยนแปลง
ทเี่ ปน็ ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ ระหวา่ งพลงั งานไฟฟา้ และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีท่ีมีการ
ถา่ ยโอนอิเลก็ ตรอนแล้วทำให้เกิดการเปลีย่ นแปลงเลข
ออกซเิ ดชัน ซง่ึ เป็นเลขท่แี สดงประจไุ ฟฟ้าหรอื ประจุไฟฟ้า
สมมติของอะตอมธาตุเรยี กปฏิกิริยาชนิดนว้ี ่า ปฏิกริ ิยารี
ดอกซ์
25. วิเคราะหก์ ารเปลี่ยนแปลงเลขออกซเิ ดชนั - ปฏกิ ิรยิ ารีดอกซม์ ีทั้งครึง่ ปฏกิ ิริยาทม่ี กี ารให้
และระบุตวั รดี ิวซแ์ ละตัวออกซิไดส์รวมท้ังเขยี น อิเล็กตรอน เรยี กวา่ คร่ึงปฏกิ ริ ิยาออกซเิ ดชนั
คร่ึงปฏิกริ ิยาออกซเิ ดชันและครง่ึ ปฏกิ ริ ิยารีดกั ชนั และครึง่ ปฏิกิริยาท่มี กี ารรับอเิ ลก็ ตรอน เรยี กว่า
ของปฏิกริ ิยารดี อกซ คร่งึ ปฏิกิริยารีดักชัน โดยสารท่ีใหอ้ ิเลก็ ตรอน
จะมีเลขออกซเิ ดชันเพิม่ ข้ึน เรียกวา่ ตัวรีดิวซ์
สว่ นสารทีร่ บั อิเลก็ ตรอนจะมีเลขออกซิเดชนั
ลดลง เรยี กวา่ ตวั ออกซิไดส์
วิเคราะหส์ าระการเรยี นร้แู ละผลการเรยี นรรู้ ายวิชา ว32222 เคมี 4 (ต่อ)
ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้
26. ทดลอง และเปรยี บเทยี บความสามารถใน - การเปรยี บเทยี บความสามารถในการเป็นตัวรีดวิ ซ์
การเป็นตัวรดี ิวซ์หรือตัวออกซิไดสแ์ ละเขียน หรอื ตวั ออกซิไดส์สามารถพจิ ารณาได้จากผล การทดลอง
แสดงปฏกิ ิริยารีดอกซ์ ของปฏกิ ิริยารดี อกซ์
27. ดลุ สมการรดี อกซ์ด้วยการใชเ้ ลขออกซเิ ดชนั - ปฏกิ ิรยิ ารดี อกซเ์ ขยี นแทนได้ดว้ ยสมการรีดอกซ์ ซึ่ง
และวิธีคร่งึ ปฏิกิรยิ า การดลุ สมการรีดอกซ์ทำไดโ้ ดยการใช้เลขออกซิเดชนั และ
วธิ คี ร่งึ ปฏิกริ ิยา
28. ระบอุ งค์ประกอบของเซลลเ์ คมีไฟฟา้ และ - เซลล์เคมีไฟฟา้ ประกอบดว้ ยแอโนด แคโทด และ
เขยี นสมการเคมขี องปฏกิ ริ ิยาท่ีแอโนดและ สารละลายอิเล็กโทรไลต์ซงึ่ อาจเชอ่ื มต่อกันด้วยสะพาน
แคโทด ปฏกิ ริ ยิ ารวม และแผนภาพเซลล์ เกลอื โดยที่แอโนดเกิดปฏิกริ ยิ าออกซเิ ดชนั และแคโทด
เกิดปฏกิ ริ ิยารดี ักชนั ทำให้อเิ ลก็ ตรอนเคล่อื นท่ีจากแอโนด
29. คำนวณคา่ ศักยไ์ ฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ ไปแคโทด เซลล์เคมีไฟฟา้ สามารถเขียนแสดงได้ด้วย
และระบุประเภทของเซลลเ์ คมไี ฟฟ้า ข้ัวไฟฟา้ แผนภาพเซลล์
และปฏิกริ ิยาเคมที ี่เกดิ ข้นึ - ค่าศักยไ์ ฟฟา้ มาตรฐานของเซลล์คำนวณไดจ้ ากคา่
ศักยไ์ ฟฟ้ามาตรฐานของคร่ึงเซลล์ถ้าคา่ ศกั ยไ์ ฟฟา้ ของ
30. อธิบายหลกั การทำงาน และเขียนสมการ เซลล์เป็นบวก แสดงว่าปฏิกริ ิยารีดอกซเ์ กิดขึ้นได้เอง ซ่ึง
แสดงปฏกิ ิรยิ าของเซลล์ปฐมภมู แิ ละเซลล์ทุตยิ ทำใหเ้ กิดกระแสไฟฟา้ เรียกเซลลช์ นิดนีว้ า่ เซลล์กัลวานิก
ภมู ิ แตถ่ า้ ค่าศักยไ์ ฟฟ้าของเซลลเ์ ปน็ ลบ แสดงวา่ ปฏกิ ิรยิ า
รดี อกซไ์ ม่สามารถเกดิ ไดเ้ อง ตอ้ งมกี ารใหก้ ระแสไฟฟ้าจงึ
จะเกิดปฏิกิริยาไดเ้ ซลล์ชนิดนเ้ี รยี กว่าเซลล์อเิ ลก็ โทรลิติก
- เซลล์เคมีไฟฟ้าสามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้ใน
ชีวิตประจำวัน เชน่ แบตเตอร่ซี ึ่งมที ง้ั เซลลป์ ฐมภูมิและ
เซลล์ทุติยภูมิโดยปฏิกิริยาเคมีทีเ่ กดิ ขนึ้ ภายในเซลล์ปฐม
ภูมไิ ม่สามารถทำใหเ้ กิดปฏกิ ริ ยิ าย้อนกลบั ไดโ้ ดยการประจุ
ไฟ จงึ ไมส่ ามารถนำกลับมาใชไ้ ดอ้ กี ปฏกิ ริ ยิ าเคมีที่เกดิ ขึ้น
ภายในเซลล์ทุตยิ ภมู ิสามารถทำให้เกิดปฏกิ ิริยาย้อนกลบั
ได้โดยการประจไุ ฟ จงึ นำกลบั มาใชไ้ ดอ้ กี
วิเคราะหส์ าระการเรยี นรู้และผลการเรยี นรรู้ ายวิชา ว32222 เคมี 4 (ตอ่ )
ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้
31. ทดลองชบุ โลหะและแยกสารเคมดี ว้ ยกระแส - ค่าศกั ย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์คำนวณได้จากค่า
ไฟฟา้ และอธิบายหลกั การทางเคมีไฟฟ้าทีใ่ ช้ใน ศกั ยไ์ ฟฟ้ามาตรฐานของคร่งึ เซลลถ์ า้ คา่ ศกั ยไ์ ฟฟ้าของ
การชุบโลหะ การแยกสารเคมีดว้ ยกระแสไฟฟ้า เซลลเ์ ป็นบวก แสดงว่าปฏิกริ ิยารดี อกซ์เกดิ ขึ้นไดเ้ อง ซึง่
การทำโลหะให้บรสิ ทุ ธิแ์ ละการป้องกนั การกัด ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าเรียกเซลล์ชนิดนว้ี า่ เซลลก์ ัลวานิก
กร่อนของโลหะ แต่ถ้าค่าศกั ย์ไฟฟ้าของเซลลเ์ ป็นลบ แสดงวา่ ปฏิกิรยิ า
รีดอกซไ์ มส่ ามารถเกิดได้เอง ต้องมกี ารให้กระแสไฟฟา้ จงึ
จะเกิดปฏิกริ ิยาไดเ้ ซลล์ชนิดนี้เรยี กวา่ เซลล์อเิ ลก็ โทรลติ ิก
32. สบื ค้นขอ้ มูลและนำเสนอตัวอยา่ ง - ปฏิกิรยิ าเคมหี ลายปฏกิ ิริยาทพ่ี บในชีวติ ประจำวันเป็น
ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยที ่เี กยี่ วขอ้ งกับเซลล์ ปฏกิ ิริยารีดอกซ์เชน่ ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้ปฏิกริ ิยาใน
เคมีไฟฟ้าในชีวติ ประจำวนั เซลลเ์ คมไี ฟฟ้า ซงึ่ ความรู้เรื่องเซลลเ์ คมีไฟฟา้ และ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท่ีเกย่ี วขอ้ งกับเซลล์เคมีไฟฟา้
นำไปสนู่ วตั กรรมดา้ นพลงั งานท่เี ป็นมติ รตอ่ ส่งิ แวดลอ้ ม
คำอธิบายรายวิชา
ว32222 รายวชิ าเพิ่มเติมเคมี กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5 ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 60 ชั่วโมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต
ศึกษาทฤษฎกี รด-เบส ของอาร์เรเนียส เบรนิ สเตด-ลาวรี และลวิ อิส คำนวณความสามารถในการ
แตกตัวหรือความแรงของกรด-เบส ค่าpH ความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮโดรเจนไอออนของ
สารละลายกรดและเบส ศึกษาปฏิกิริยาสะเทินและปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสของเกลือ การไทเทรด การ
เลือกใชใ้ นอินดิเคเตอร์และองค์ประกอบของละลายบัฟเฟอร์ รวมทงั้ การนำความรู้เกี่ยวกับกรด-เบสไปใช้
ประโยชน์
ศึกษาเลขออกซิเดชัน ปฏิกิริยารตี อกซ์ ตัวรีดิวซ์ ตัวออกซิไดส์ ครึ่งปฏกิ ิรยิ าออกซิเดชันและคร่ึง
ปฏิกิริยารีดักชันของปฏิกิริยารีดอกซ์ เปรียบเทียบความสามารถในการเป็นตัวรีดิวซ์ ตัวออกซิไดส์ การ
เขียนและดุลสมาการรดี อกซ์ดว้ ยการใช้เลขออกซิเดชนั และวิธคี รึง่ ปฏกิ ิริยา ศกึ ษาเซลลเ์ คมีไฟฟ้าและการ
เขยี นแผนภาพเซลล์ คำนวณค่าศกั ยไ์ ฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ ศึกษาหลกั การทำงานของเซลล์ปฐมภูมิและ
เซลล์ทุติยภมู ิ หลักการทางเคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการชุบโลหะ การแยกสารเคมีด้วยกระแสไฟฟา้ การทำโลหะ
ใหบ้ ริสุทธ์ิ และการป้องกันการกัดกร่อนของโลหะ รวมท้ังการกา้ วหน้าทางเทคโนโลยที ่ีเกี่ยวข้องกับเซลล์
เคมีไฟฟา้ ในชวี ิตประจำวนั
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต
วิเคราะห์เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปรายและสรุปเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถในการ
ตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในด้านการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ ดา้ นการคดิ และการแก้ปญั หา ดา้ นการสอื่ สาร สามารถสือ่ สารสงิ่ ที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้
ในชีวิตประจำวนั ของตนเอง มจี ิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและค่านิยมที่เหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. ระบุและอธบิ ายว่าสารเปน็ กรดหรอื เบเลโดยใชท้ ฤษฎีกรด-เบสของอารเ์ รเนียส เบรนิ สเตด ลาวรแี ละลิวอสิ
2. ระบคุ กู่ รค-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด ลาวรี
3. คำนวณและเปรียบเทยี บความสามารถในการแตกตวั หรอื ความแรงของกรดและเบส
4. คำนวณค่า pH ความเขม้ ขน้ ของไฮโดรเนยี มไอออนหรอื ไฮดรอกไซดไ์ อออนของสารละลายกรดและเบส
5. เขียนสมการเคมีแสดงปฏิกริ ิยาสะเทินและระบุความเป็นกรด-เบสของสารละลายหลังการสะเทนิ
6. เขยี นปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ ของเกลือและระบุความเป็นกรด-เบสเของสารละลายเกลือ
7. ทดลองและอธิบายหลกั การการไทเทรตและเลอื กใชอ้ ินดเิ คเตอรท์ ีเ่ หมาะสมสำหรบั การไทเทรตกรด-เบส
8. คำนวณปริมาณสารหรอื ความเขม้ ขน้ ของสารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต
9. อธิบายสมบตั ิ องค์ประกอบและประโยชน์ของสารละลายบฟั เฟอร์
10. สืบคน้ ขอ้ มูลและนำเสนอตัวอยา่ งการใช้ประโยชนแ์ ละการแกป้ ญั หาโดยใชค้ วามรเู้ ก่ยี วกับกรด-เบส
11. คำนวณเลขออกซเิ ดชันและระบุปฏิกิรยิ าท่ีเป็นปฏกิ ริ ิยารีดอกซ์
12. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชันและระบุตัวรีดิวซ์และตัวออกซิไดส์ รวมทั้งเขียนคร่ึง
ปฏกิ ริ ยิ าออกซเิ ดชนั และครงึ่ ปฏิกิรยิ ารดี ักชนั ของปฏกิ ริ ยิ ารดี อกซ์
13. ทดลองและเปรียบเทียบความสามารถในการเป็นตัวรีดิวซ์หรือตัวออกซิไดเจและเขียนแสดงปฏิกิริยารี
ดอกซ์
14. ดลุ สมการรีดอกซ์ด้วยการใช้เลขออกซิเดชันและวธิ ีคร่ึงปฏิกริ ิยา
15. ระบุองค์ประกอบของเซลลเ์ คมีไฟฟ้าและเขียนสมการเคมีของปฏิกริ ยิ าท่ีแอโนดและแคโทดปฏิกิริยา
รวม และแผนภาพเซลล์
16. คำนวณคา่ ศักย์ไฟฟา้ มาตรฐานของเซลล์และระบุประเภทของเซลล์เคมีไฟฟ้า ข้วั ไฟฟ้าและปฏิกิริยา
เคมที ่ีเกิดขน้ึ
17. อธบิ ายหลกั การทํางานและเขียนสมการแสดงปฏิกริ ยิ าของเซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทตุ ิยภมู ิ
18. ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมีด้วยกระแสไฟฟ้าและอธิบายหลักการทางเคมไี ฟฟ้าที่ใช้ในการชบุ
โลหะ การแยกสารเคมีดว้ ยกระแสไฟฟา้ การทำโลหะใหบ้ ริสุทธ์ิ และการปอ้ งกนั การกดั กร่อนของโลหะ
19. สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเซลล์เคมีไฟฟ้ าใน
ชวี ติ ประจำวัน
รวมทงั้ หมด 19 ผลการเรียนรู้
โครงสรา้ งรายวชิ าเพิม่ เติม เคมี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2
ลำดับ ช่อื หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา
การเรียนรู้ (ชม.)
1. กรด-เบส 1. ระบุ และอธบิ ายวา่ สารเป็น สารละลายอิเลก็ โทรไลต์ คือ สารละลายที่ 30
กรดหรอื เบสโดยใชท้ ฤษฎี นำไฟฟา้ เพราะมีตวั ละลาย เปน็ สารอเิ ล็กโทร
กรด–เบสของอารเ์ รเนยี ส ไลต์ (electrolyte) ซ่ึงสามารถแตกตวั เปน็
เบรินสเตด–ลาวรแี ละลวิ อสิ ไอออนในสารละลายได้
2. ระบคุ กู่ รด-เบสของสารตาม สารละลายนอนอเิ ล็กโทรไลต์ คอื
ทฤษฎกี รด-เบสของ สารละลายทีไ่ ม่นำไฟฟา้ เพราะมีตวั ละลาย
เบรินสเตด-ลาวรี เป็นสารนอนอิเล็กโทรไลต์ (non-
3. คาํ นวณ และเปรียบเทียบ electrolyte) ซ่งึ ไม่สามารถแตกตวั เปน็
ความสามารถในการแตกตวั ไอออนในสารละลายได้
หรอื ความแรงของกรดและ สารละลายกรดทุกชนิดมีไอออนที่
เบส เหมอื นกนั คอื H3O+ ซง่ึ เปน็ ไอออนที่แสดง
4. คํานวณค่า pH ความ สมบตั ขิ องกรด ทำใหส้ ารละลายกรดเปลย่ี นสี
เข้มข้นของไฮโดรเนียม กระดาษลติ มัสจากสนี ้ำเงินเปน็ สีแดง
ไอออนหรือไฮดรอกไซด์ สารละลายเบสทกุ ชนดิ มไี อออนท่ี
ไอออนของสารละลายกรด เหมอื นกนั คือ OH- ซ่ึงเป็นไอออนทแี่ สดง
และเบส สมบัติของเบส ทำให้สารละลายกรดเปลย่ี นสี
5. เขยี นสมการเคมแี สดง กระดาษลติ มัสจากสแี ดงเปน็ สนี ำ้ เงิน
ปฏิกริ ิยาสะเทิน และระบุ ทฤษฎีกรด-เบสของอาร์เรเนยี ส กลา่ วว่า
ความเปน็ กรด-เบสของ กรด คือ สารทล่ี ะลายน้ำแล้วแตกตัวให้
สารละลายหลังการสะเทนิ ไฮโดรเจนไอออน สว่ นเบส คอื สารที่ละลาย
6. เขยี นปฏิกริ ิยาไฮโดรลิซิสของ นำ้ แล้วแตกตัวใหไ้ ฮดรอกไซด์ไอออน
เกลือ และระบคุ วามเปน็ ทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี
กรด-เบสของสารละลาย กลา่ ววา่ กรด คือ สารที่ให้โปรตอนแก่สารอนื่
เกลอื ส่วนเบส คอื สารท่รี ับโปรตอนจากสารอื่น
สารทเ่ี ป็นคู่กรด-เบสกนั จะมีจำนวน
โปรตอนตา่ งกัน 1 โปรตอน
ลำดบั ชือ่ หน่วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา
การเรียนรู้ (ชม.)
สารบางชนิดสามารถทำหนา้ ที่เปน็ ได้ทัง้
7. ทดลอง และอธิบาย กรดและเบส เช่น น้ำ เรยี กสารประเภทน้วี า่
หลักการการไทเทรตและ แอมโฟเทอรกิ หรอื แอมฟโิ พรตกิ
เลือกใช้อินดิเคเตอร์ที่ ทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อิส กล่าววา่
เหมาะสมสําหรับการ กรด คือ สารทร่ี บั คูอ่ ิเล็กตรอนจากสารอ่ืน
ไทเทรตกรด-เบส สว่ นเบส คอื สารทใ่ี หค้ ู่อิเล็กตรอนแกส่ ารอน่ื
8. คํานวณปริมาณสารหรือ กรดแก่และเบสแก่เปน็ อิเลก็ โทรไลต์แก่
ความเข้มข้นของ ซ่งึ แตกตัวเปน็ ไอออนได้ดีมาก หรอื แตกตัวได้
สารละลายกรดหรือเบส หมด
จากการไทเทรต กรดออ่ นแตกตวั เป็นไอออนได้นอ้ ย
9. อธิบายสมบตั อิ งคป์ ระกอบ การแตกตวั ของกรดอ่อนเป็นการเปล่ียนแปลง
และประโยชนข์ อง ทผ่ี ันกลบั ไดใ้ นสารละลายจงึ มีท้งั โมเลกลุ ของ
สารละลายบัฟเฟอร์ กรดอ่อนและไอออนทีเ่ กิดจากการแตกตวั
10. สืบค้นข้อมูลและนําเสนอ เบสอ่อนแตกตวั เป็นไอออนได้นอ้ ย
ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ การแตกตวั ของกรดเบสเป็นการเปลย่ี นแปลง
และการแก้ปัญหาโดยใช้ ทผ่ี ันกลบั ได้ ในสารละลายจงึ มที ั้งโมเลกุลของ
ความรู้เก่ียวกับกรด–เบส เบสอ่อนแลไอออนที่เกดิ จากการแตกตัว
นำ้ บริสุทธท์ิ ี่อณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซยี ส
แตกตัวให้ไฮโดรเนียมไอออน และไฮดรอกไซด์
ไอออนทีม่ ีความเขม้ ข้นเทา่ กนั คือ 1.0 x 10 -7
โมลต่อลิตร โดยมคี า่ คงทีก่ ารแตกตวั ของน้ำ
เทา่ กับ 1.0 x 10 -14
pH เปน็ ค่าทใี่ ช้บอกความเข้มข้นของ
H3O+ ในสารละลาย โดยกำหนดให้ pH = -
log [H3O+]
ลำดบั ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา
การเรยี นรู้ (ชม.)
สารละลายที่มีสมบัติเป็นกรดจะมี pH < 7
สารละลายที่มสี มบตั ิเปน็ กลางจะมี pH = 7
สว่ นสารละลายทีม่ ีสมบตั เิ ป็นเปน็ จะมี pH
>7
ผลคณู ของ [H3O+] กบั [OH-] มีค่าเท่ากบั
1.0 × 10-14 ซ่ึงเปน็ ค่าคงท่ี ที่อุณหภมู ิ 25
องศาเซลเซยี ส ดงั น้ัน สารละลายทม่ี ี [H3O+]
มาก จะมี [OH-] น้อย สว่ นสารละลายทีม่ ี
H3O+] น้อย จะมี [OH-] มาก
สารละลายท่ีมี [H3O+] มาก จะมีความ
เปน็ กรดมาก คา่ pH จะตำ่ สว่ นสารละลายที่
มี [H3O+] นอ้ ย จะมีความเป็นกรดน้อย ค่า
pH จะสูง
อินดเิ คเตอร์ คือ สารที่ใช้บอกความเปน็
กรด-เบสของสารละลายได้ อาจเป็นกรดหรอื
เบสอ่อน ๆ ซ่ึงสามารถเปลย่ี นจากรูปหนงึ่ ไป
เป็นอกี รูปหนงึ่ ได้ เมอื่ pH ของสารละลาย
เปล่ียนแปลงไป ดังนัน้ สารประกอบที่เปลี่ยนสี
ไดท้ ี่ pH เฉพาะตวั จะถูกนำมาใชเ้ ปน็ อนิ ดเิ คอ
เตอร์ได้
การแตกตวั ของกรดแก่และเบสแก่ เมอื่
สารละลายมี H3O+ และไอออนลบ สว่ น
สารละลายเบสมีไอออนบวก และ OH-
ปฏิกิรยิ าระหวา่ งกรดและเบสจึงเปน็ ปฏิกริ ริ ยา
การถา่ ยโอน H+ ระหวา่ ง H3O+ กบั OH-
เรยี กว่าปฏกิ ิรยิ าสะเทิน ซึ่งได้ผลติ ภัณฑ์เป็น
เกลือกบั นำ้
ลำดบั ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา
การเรยี นรู้ (ชม.)
ปฏิกริ ยิ าระหว่างกรดหรือเบสกับสารบาง
ชนิด เมื่อกรดกับเบสจะทำปฏิกิริยากนั ได้แลว้
กรดหรือเบสยังสามารถทำฏกิ ิรยิ ากบั สาร
ประเภทอืน่ ไดอ้ ีกหลายชนดิ
ปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซิส เปน็ ปฏิกิรยิ าท่ีเกดิ
จากไอออนบวกหรอื ไอออนลบของเกลือทำ
ปฏกิ ิริยากบั นำ้ ได้ผลติ ภัณฑ์เปน็ H3O+ หรือ
OH-
การไทเทรตเปน็ การหาปรมิ าณกรดและ
เบสทไี่ ม่ทราบคา่ ความเข้มขน้ โดยการนำมา
ทำปฏิกริ ยิ ากบั สารละลายมาตรฐานทท่ี ราบ
ความเขม้ ขน้ ซ่ึงอาจเปน็ สารละลายกรดหรอื
เบสก็ได้
จดุ ยุติ คือ จดุ ทอ่ี นิ ดเิ คเตอร์เปลี่ยนสี
จดุ สมมูล คอื จดุ ท่สี ารละลายกรดและเบส
ทำปฏกิ ริ ยิ าพอดกี นั จดุ สมมลู จพมีค่าใกล้เคียง
จุดยุตเิ มอ่ื เลอื กใช้อิเนดเิ คเตอร์ที่เหมาะสมใน
การไทเทรต
การไทเทรตระหว่างกรดแก่กับเบสแก่
ที่จุดสมมลู pH ของสารละลายมี
คา่ ประมาณ 7 ความชันของกราฟมคี ่า pH 3-
11 เลอื กใช้
อนิ ดิเคเตอร์ท่ีเปลย่ี นสีในช่วงนี้ได้หลายชนดิ
คือ เมทิลออเรนจ์เมทิลเรด โบรไทมอลบลู
และฟนิ อล์ฟทาลีน
การไทเทรตระหว่างกรดออ่ นกบั เบสแก่
ท่จี ดุ สมมลู pH ของสารละลายมีค่ามากกวา่ 7
ความชนั ของกราฟมีคา่ pH 7-11 เลอื กใช้
ลำดบั ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา
การเรียนรู้ (ชม.)
อนิ ดิเคเตอร์ทเี่ ปลี่ยนสีในช่วงน้ีได้ คอื ฟินอล์ฟ
ทาลีน
การไทเทรตระหว่างกรดแก่กับเบสอ่อน
ที่จดุ สมมูล pH ของสารละลายมีค่าน้อยกว่า 7
ความชนั ของกราฟมีคา่ pH 3-7 เลอื กใช้
อนิ ดิเคเตอร์ทเี่ ปลีย่ นสใี นชว่ งนไ้ี ด้ คอื
เมทิลออเรนจ์ เมทลิ เรด
สารละลายบัฟเฟอร์ เปน็ สารละลายท่ีมี
สมบตั ใิ นการควบคมุ pH ของสารละลายให้
คงท่ี เม่ือมกี ารเติมกรดแกห่ รอื เบสแกล่ งไป
เล็กนอ้ ย ประกอบด้วยกรดออ่ นกับเกลอื ของ
กรดอ่อน หรอื เบสอ่อนกับเกลอื ของเบสอ่อน
สารละลายท่ีมีกรดอ่อนกบั เกลอื ของกรด
อ่อนชนดิ น้นั หรอื กรดออ่ นกับค่เู บสของกรด
อ่อน เรียกว่า บัฟเฟอร์กรด เมอื่ เติม H+ จาก
กรดแกล่ งไป คู่เบสจะทำปฏิกิริยากับ H+ ท่ี
เตมิ ลงไป ทำให้ pH ลดลงไม่เกิน 0.01 ซ่งึ ถอื
ว่าคงท่ี เมื่อเติม OH- จากเบสแกล่ งไป กรด
อ่อนจะทำปฏกิ ริ ยิ ากบั OH- ทีเ่ ติมลงไป
ทำให้ pH เพ่ิมขนึ้ ไม่เกนิ 0.01 ซ่งึ ถอื วา่ คงที่
สารละลายทมี่ ีเบสออ่ นกับเกลอื ของเบส
ออ่ นชนดิ นน้ั หรอื เบสออ่ นกับคู่กรดของเบส
อ่อน เรียกว่า บฟั เฟอรเ์ บส เม่ือเตมิ H+ จาก
กรดแก่ลงไป เบสออ่ นจะทำปฏิกริ ิยากับ H+ ที่
เตมิ ลงไป ทำให้ pH ลดลงไมเ่ กิน 0.01 ซง่ึ ถอื
วา่ คงท่ี
ลำดบั ช่อื หนว่ ย ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา
การเรยี นรู้ (ชม.)
เมอ่ื เติม OH- จากเบสแก่ลงไป คู่กรดจะทำ
ปฏกิ ริ ยิ ากับ OH- ทเ่ี ตมิ ลงไป ทำให้ pH
เพิม่ ขึ้นไม่เกนิ 0.01 ซึง่ ถอื ว่าคงท่ี
2 ไฟฟา้ เคมี 11. คํานวณเลขออกซิเดชัน เลขออกซเิ ดชันเปน็ ค่าประจุไฟฟ้าทส่ี มมติ 30
และระบุปฏิกิริยาท่ีเป็น ข้ึนมาของไอออนหรืออะตอมของธาตุ โดย
ปฏิกิริยารีดอกซ์ คำนวณจากการรับหรือการจ่ายอิเล็กตรอน
12. วเิ คราะหก์ ารเปลี่ยนแปลง หรอื การใชพ้ ันธะรว่ มกนั ซึง่ การเขียนเลข
เลขออกซเิ ดชัน และระบตุ วั ออกซเิ ดชนั จะเขยี นเครื่องหมาย + หรือ – ไว้
รีดวิ ซ์และตวั ออกซไิ ดส์ หนา้ ตัวเลขเสมอ
รวมทงั้ เขยี นคร่ึงปฏิกิริยา ปฏกิ ริ ยิ าทีส่ ารจา่ ยอิเลก็ ตรอน เรยี กว่า
ออกซเิ ดชันและคร่ึงปฏกิ ริ ยิ า ปฏกิ ิรยิ าออกซิเดชนั โดยสารทใ่ี หอ้ เิ ล็กตรอน
รดี กั ชนั ของปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ กบั สารอนื่ แล้วมีเลขออกซเิ ดชนั เพ่มิ ขึน้
13. ทดลอง และเปรยี บเทียบ เรยี กว่า ตวั รดี ิวซ์
ความสามารถในการเป็นตวั ปฏิกิริยาทสี่ ารรบั อิเล็กตรอน เรยี กวา่
รดี วิ ซ์หรือตัวออกซไิ ดส์ ปฏิกริ ยิ ารดี กั ชนั โดยสารทร่ี บั อิเล็กตรอนจาก
และเขยี นแสดงปฏิกิริยารี สารอ่นื แล้วมเี ลขออกซเิ ดชนั ลดลง เรยี กวา่
ดอกซ์ ตัวออกซิไดส์
14. ดลุ สมการรีดอกซ์ด้วยการ ปฏิกริ ยิ าออกซเิ ดชันและปฏกิ ริ ิยารีดักชนั
ใช้เลขออกซิเดชันและวธิ ี จัดเป็นครึง่ ปฏิกริ ิยา เม่อื รวมท้ังสองปฏกิ ริ ิยา
คร่ึงปฏิกริ ิยา เข้าดว้ ยกัน จะได้ปฏิกริ ยิ าท่ีเรียกวา่ ปฏกิ ริ ยิ ารี
15. ระบุองค์ประกอบของเซลล์ ดอกซ์
เคมไี ฟฟ้า และเขยี นสมการ ปฏิกริ ยิ ารดี อกซ์ เปน็ ปฏกิ ริ ยิ าที่มี
เคมขี องปฏกิ ิรยิ าที่แอโนด การเปลี่ยนแปลงเลขออกซเิ ดชันของธาตทุ อี่ ยู่
และแคโทด ปฏิกิริยารวม ในสารประกอบในสมการเคมี หรอื ปฏิกิรยิ าที่
และแผนภาพเซลล์ มีการรบั และจ่ายอเิ ลก็ ตรอน
ลำดบั ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา
การเรียนรู้ (ชม.)
16. คํานวณคา่ ศักยไ์ ฟฟา้ การดลุ สมการรีดอกซ์ มี 2 วิธี คอื การดลุ
มาตรฐานของเซลล์และระบุ สมการรีดอกซ์โดยใช้เลขออกซเิ ดชันท่ี
ประเภทของเซลลเ์ คมไี ฟฟา้ เปลี่ยนแปลง และการดุลสมการรีดอกซ์โดยใช้
ขวั้ ไฟฟา้ และปฏกิ ริ ยิ าเคมที ี่ ครึ่งปฏกิ ิรยิ า
เกดิ ขึน้
17. อธบิ ายหลักการทาํ งาน เซลล์กลั วานิก หรือเซลลโ์ วลตาอกิ
และเขียนสมการแสดง เป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมีทเี่ ปลย่ี นพลังงานเคมเี ปน็
ปฏิกิริยาของเซลล์ปฐมภมู ิ พลังงานไฟฟา้ เกดิ จากสารเคมีทำปฏิกริ ิยากนั
และเซลลท์ ตุ ิยภูมิ ในเซลล์ แลว้ เกิดกระแสไฟฟา้ กระแสตรงมาก
ขนึ้ โดยท่วั ไปเซลล์กลั วานิกจะประกอบด้วย
18. ทดลองชุบโลหะและแยก คร่งึ เซลล์ 2 ครึง่ เซลล์มาต่อกนั และเช่อื มให้
สารเคมดี ว้ ยกระแสไฟฟา้ ครบวงจรดว้ ยสะพานเกลือที่ตอ่ ไวใ้ น
และอธิบายหลกั การทาง สารละลายในแต่ละครึ่งเซลล์
เคมีไฟฟ้าทีใ่ ชใ้ นการชบุ
โลหะ การแยกสารเคมดี ้วย คา่ ศกั ยไ์ ฟฟ้ามาตรฐานของครึง่ เซลล์
กระแสไฟฟา้ การทําโลหะ (E0) เปน็ คา่ ที่แสดงความสามารถในการรับ
ใหบ้ รสิ ุทธ์ิ และการป้องกัน อิเล็กตรอนของธาตุหรือไอออน เมอ่ื
การกัดกร่อนของโลหะ เปรียบเทยี บกับกบั คร่ึงเซลลไ์ ฮโดรเจน
มาตรฐานทมี่ ีคา่ E0 เปน็ ศนู ย์ คา่ E0 ท่มี ี
19. สืบค้นข้อมลู และนําเสนอ เคร่อื งหมายเป็นบวก แสดงวา่ ธาตุหรือ
ตัวอย่างความกา้ วหนา้ ทาง ไอออนในครึ่งเซลล์นน้ั มีความสามารถในการ
เทคโนโลยที เ่ี ก่ียวขอ้ งกับ รับอเิ ลก็ ตรอนสงู กว่า H+ ในครึ่งเซลล์
เซลลเ์ คมไี ฟฟ้าใน ไฮโดรเจนมาตรฐาน ถา้ คา่ E0
ชวี ิตประจําวนั
มเี คร่อื งหมายเป็นลบ แสดงวา่ ธาตุหรอื
ไอออนในครงึ่ เซลลน์ นั้ มีความสามารถในการ
ลำดบั ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา
การเรยี นรู้ (ชม.)
รบั อเิ ล็กตรอนตำ่ กว่า H+ ในครึง่ เซลล์
ไฮโดรเจนมาตรฐาน
เซลลป์ ฐมภูมเิ ปน็ เซลล์กลั วานกิ ทป่ี ฏกิ ริ ยิ า
เคมภี ายในเซลลเ์ กิดข้ึนอย่างสมบูรณ์ เมือ่ ใช้
หมดแลว้ จะไม่สามารถนำมาอัดไฟและนำ
กลบั มาใช้ใหม่ได้
เซลลท์ ุติยภูมิเปน็ เซลล์กลั วานิกทปี่ ฏิกริ ิยา
เคมีภายในเซลล์เกดิ ขึน้ แล้วสามารถทำให้
เกดิ ปฏกิ ิรยิ ายอ้ นกลับได้อกี โดยการอดั ไฟเข้า
ไปใหม่
เซลลอ์ ิเล็กโทรไลติก คือ เซลล์ไฟฟา้ เคมที ่ี
เปล่ยี นพลงั งานไฟฟ้าให้เปน็ พลังงานเคมี เกดิ
จากการผา่ นไฟฟา้ กระแสตรงลงในสารเคมีที่
อยู่ในเซลล์ไฟฟา้ เคมี แล้วทำให้เกดิ ปฏกิ ริ ยิ า
ขึ้น
เซลลอ์ ิเลก็ โทรลติ กิ สามารถนําไปใช้
ประโยชนไ์ ด้ทัง้ ในชีวติ ประจาํ วนั และใน
อุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น การชุบโลหะ
การแยกสารเคมดี ้วยกระแสไฟฟา้ การทํา
โลหะใหบ้ รสิ ทุ ธิ์การป้องกันการกดั กรอ่ นของ
โลหะ
การกัดกรอ่ นของโลหะ เปน็ การท่ีโลหะทำ
ปฏกิ ริ ยิ ากับสารต่าง ๆ ในสง่ิ แวดลอ้ มรอบ ๆ
โลหะ แล้วทำให้โลหะนน้ั เปลี่ยนสภาพเปน็
ไอออน หรอื กลายเป็นสารประกอบออกไซด์
หรือสารประกอบไฮดรอกไซด์
ลำดบั ชือ่ หนว่ ย ผลการเรียนรู้ สาระสำคญั เวลา
การเรยี นรู้ (ชม.)
การป้องกนั การกัดกรอ่ นของโหละ ทำได้
หลายวิธี เช่น การป้องกันไมใ่ ห้ผวิ ของโลหะถกู
น้ำและอากาศ การทาผิวของโลหะดว้ ยสาร
ยับยั้งการกดั กรอ่ น การทำแคโทดิกโดยใช้
โลหะที่มีคา่ E0 ต่ำกว่าไปพันไวก้ บั โลหะท่ีไม่
ต้องการใหเ้ กดิ สนิม การทำอะโนไดซโ์ ดยใช้
กระแสไฟฟ้าทำใหผ้ วิ หนา้ ของโลหะกลายเปน็
โลหะออกไซด์ และการทำรมดำซง่ึ เป็น
กระบวนการทางเคมีทีท่ ำใหเ้ กดิ สารใหม่ทมี่ ีสี
ตา่ ง ๆ กันบนผวิ ของโลหะ
ปฏกิ ริ ิยาเคมีหลายปฏกิ ริ ิยาที่พบใน
ชีวติ ประจําวนั เปน็ ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ เชน่
ปฏิกริ ยิ าการเผาไหม้ปฏกิ ริ ยิ าในเซลล์
เคมไี ฟฟา้ ซงึ่ ความรเู้ รอื่ งเซลลเ์ คมีไฟฟ้าและ
ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีเกยี่ วขอ้ งกับ
เซลลเ์ คมไี ฟฟ้า นาํ ไปสูน่ วตั กรรมดา้ นพลงั งาน
ทีเ่ ป็นมติ รตอ่ สิง่ แวดลอ้ ม
หนว่ ยการเรียนรู้
ว32222 เคมี กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2/2564 เวลา 60 ชวั่ โมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต
บทท่ี ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้/สาระการเรียนรู้ เวลา(ชวั่ โมง)
10 กรด—เบส 30
10.1 ทฤษฎกี รด-เบส 30
10.2 คู่กรด-เบส
10.3 การแตกตัวของกรด เบส และนำ้
10.4 สมบตั ิกรด-เบสของเกลือ
10.5 PH ของสารละลายกรด-เบส
10.6 ปฏิกิริยาเคมรี ะหวา่ งกรดและเบส
10.7 การไทเทรตกรดและเบส
10.8 สารละลายบัฟเฟอร์
10.9 การประยุกตใ์ ชค้ วามร้เู กีย่ วกบั กรด-เบส
11 เคมีไฟฟ้า
11.1 เลขออกซเิ ดชันและปฏิกริ ยิ ารดี อกซ์
11.2 การดุลสมการรีดอกซ์
11.3 เซลลเ์ คมไี ฟฟา้
11.4 ประโยชน์ของเซลลเ์ คมไี ฟฟา้
11.5 เทคโนโลยีทเี่ กี่ยวข้องกบั เคมไี ฟฟ้า
สดั ส่วนคะแนน การวดั และประเมนิ ผล ว32222
ระหวา่ งภาค : ปลายภาค 80 : 20
ระหว่างภาค = กอ่ นกลางภาค : กลางภาค : หลงั กลางภาค
30 20 30
หน่วยการ ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ เวลา จุดประสงค/์ คะแนนระหวา่ งภาค คะแนนปลาย คะแนน
เรียนรูท้ ่ี เต็ม
(ชว่ั โมง) ขอ้ ก่อน กลางภาค หลงั ภาค
50
กลาง กลางภาค 50
100
ภาค
10 กรด-เบส 30 1-10 30 20 - -
11 เคมไี ฟฟา้
30 11-19 - - 30 20
รวม
60 1-19 30 20 30 20
ตารางแจกแจงคะแนน ระหวา่ ง : ปลายภาค แยกเป็น K P A
หนว่ ยการ คะแนนระหวา่ งภาค คะแนน คะแนน
เรยี นท่ี เต็ม
กอ่ นกลางภาค กลางภาค หลกั กลางภาค ปลายภาค
10 50
11 KPAKPAKPA K 50
รวม 100
10 15 5 20 - - - - - -
- - - - - - 10 15 5 20
10 15 5 20 - - 10 15 5 20
กำหนดการสอน
รายวิชา เคมีเพม่ิ เตมิ รหสั วิชา ว32222
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ เวลา 60 ชั่วโมง
สัปดาห์ แผนที่ จำนวน วนั ท่ีสอน เนื้อหา/สาระการเรียนรู้ หมายเหตุ
ท่ี ชว่ั โมง
11 1/11/2564 ปฐมนิเทศ
5/1-2 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 10 กรด--เบส
10.1 ทฤษฎีกรด-เบส
10.1.1 ทฤษฎขี องอาร์เรเนยี ส
11 2 4/11/2564 10.2.1 ทฤษฎขี องเบรินสเตด-
5/2 ลาวลี
และ 10.3.1 ทฤษฎขี องลวิ อิส
5/11/2564
5/1
21 8/11/2564 10.2 ค่กู รด-เบส
5/1-2
3 2 11/11/2564 10.3 การแตกตัวของกรด เบส
2 5/2 และนำ้
และ 10.3.1 การแตกตวั ของกรด
12/11/2564 และเบสแก่
5/1
3 1 15/07/2564 10.3.1 การแตกตัวของกรด
5/1-2 และเบสแก่(ตอ่ )
3 4 2 18/11/2564 10.3.2 การแตกตวั ของกรดอ่อน
5/2 และ
19/11/2564
5/1
สปั ดาห์ แผนที่ จำนวน วันท่สี อน เนอ้ื หา/สาระการเรียนรู้ หมายเหตุ
ท่ี ชั่วโมง
4 1 22/11/2564 10.3.2 การแตกตวั ของกรดอ่อน
5/1-2 (ตอ่ )
4 5 2 24/11/2564 5/2 10.3.3 การแตกตวั ของเบสออ่ น
และ
25/11/2564 5/1
5 1 29/11/2564 - ร้อยละ การแตกตัวของกรด-เบส
5/1-2
5 6 2 1/12/2564 5/2 10.3.4 การแตกตวั ของนำ้
และ 10.3.5 ความสมั พนั ธ์ระหว่าง
2/12/2564 5/1 Ka,KbและKw
71 6/12/2564 10.4 สมบัตกิ รด-เบสของเกลอื
5/1-2
6 8 2 8/12/2564 5/2 10.5 PH ของสารละลายกรด-เบส
และ
9/12/2564 5/1
8 1 13/12/2564 10.5 PH ของสารละลายกรด-เบส
7 9 5/1-2 (ต่อ)
2 15/12/2564 5/2 10.6 ปฏิกิรยิ าเคมีระหวา่ งกรดและ
และ เบส
16/12/2564 5/1
10 1 20/12/2564 10.7 การไทเทรตกรดและเบส
8 10 5/1-2
2 22/12/2564 5/2 10.7 การไทเทรตกรดและเบส(ต่อ)
และ
23/12/2564 5/1
สปั ดาห์ แผนที่ จำนวน วันท่ีสอน เนื้อหา/สาระการเรยี นรู้ หมายเหตุ
ท่ี ช่วั โมง
11 1 27/12/2564 10.8 สารละลายบัฟเฟอร์
5/1-2
9 11 2 29/12/2564 5/2 10.9 การประยุกต์ใช้ความรู้
และ เกยี่ วกับกรด-เบส
30/12/2564 5/1
10 การทดสอบกลางภาค
12 2 05/01/2565 5/2 11. เคมีไฟฟ้า
และ 11.1 เลขออกซเิ ดชนั และปฏกิ ริ ยิ า
06/01/2564 5/1 รดี อกซ์
11 - เลขออกซเิ ดชนั
12 1 10/01/2565 ตรวจสอบความเข้าใจและเล่นเกม
5/1-2 เลขออกซิเดชนั
13 2 12/01/2565 5/2 - ปฏิกิริยารีดอกซ์
12 และ
13 13/01/2564 5/1
14 1 17/01/2565 ตรวจสอบความเขา้ ใจและเล่นเกม
13 14 5/1-2 ปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ์
2 19/01/2565 5/2 11.2 การดุลสมการรีดอกซ์
และ 11.2.1 การดลุ สมการรีดอกซ์
20/01/2564 5/1 โดยใชเ้ ลขออกซเิ ดชัน
1 24/01/2565 11.2.1 การดลุ สมการรดี อกซ์
5/1-2 โดยใช้เลขออกซเิ ดชนั (ต่อ)
ตรวจสอบความเข้าใจและทำ
แบบฝกึ หัด
สปั ดาห์ แผนที่ จำนวน วันท่สี อน เนอ้ื หา/สาระการเรยี นรู้ หมายเหตุ
ท่ี ชว่ั โมง
14 2 28/01/2565 5/2 11.2.2 การดลุ สมการรดี อกซ์
และ โดยใชค้ รึง่ ปฏิกิริยา
29/01/2564 5/1
14 14 1 31/01/2565 11.2.2 การดุลสมการรีดอกซ์
5/1-2 โดยใชค้ ร่งึ ปฏิกิรยิ า(ตอ่ )
ตรวจสอบความเข้าใจและทำ
แบบฝึกหดั
15 2 02/02/2565 5/2 11.3 เซลลเ์ คมีไฟฟา้
และ 11.3.1 องค์ประกอบเซลล์
15 15
03/02/2564 5/1 เคมีไฟฟ้า
16
16 1 07/02/2565 11.3.1 องค์ประกอบเซลล์
5/1-2 เคมไี ฟฟา้ (ตอ่ )
16 ตรวจสอบความเข้าใจและทำ
แบบฝึกหดั
2 10/02/2565 5/2
และ 11.3.2 แผนภาพเซลล์
11/02/2564 5/1
1 14/02/2565 ตรวจสอบความเข้าใจและทำ
5/1-2 แบบฝึกหดั ที่ 11.4
17 2 17/02/2565 5/2
17 และ 11.3.3 ศักยไ์ ฟฟ้าของเซลล์
17
18/02/2564 5/1
1 21/02/2565 การทดลองวัดค่าศกั ย์ไฟฟ้า
5/1-2
สปั ดาห์ แผนท่ี จำนวน วนั ทส่ี อน เนอื้ หา/สาระการเรียนรู้ หมายเหตุ
ท่ี ชั่วโมง
18 2 24/02/2565 5/2
และ 11.4 ประโยชนข์ องเซลล์เคมีไฟฟา้
18 25/02/2564 5/1
18 1 28/02/2565 11.5 เทคโนโลยีท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั
5/1-2 เคมไี ฟฟ้า
18 2 03/03/2565 5/2
และ ทบทวนบทเรยี น
19 04/03/2564 5/1
18 1 07/03/2565 ทดสอบทา้ ยหน่วย
5/1-2
20 การทดสอบปลายภาค
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 1
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวชิ าเพิม่ เตมิ เคมี 3 ว 32222 ภาคเรียนที่ 2/2564 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 5
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 10 กรด - เบส เวลา 30 ชั่วโมง
เรอ่ื ง ทฤษฎีกรด-เบส เวลา 3 ช่วั โมง
ครผู ้สู อน นางสาวนนั ทิยา คำล้มิ
1. สาระการเรยี นรแู้ ละผลการเรียนรู้
สาระที่ 5 สาระเคมี
2. เข้าใจการเขยี นและการดุลสมการเคมี ปริมาณสมั พนั ธใ์ นปฏกิ ิริยาเคมี อตั ราการเกิด
ปฏกิ ริ ิยาเคมี สมดลุ ในปฏกิ ริ ิยาเคมี สมบตั ิและปฏิกิรยิ าของกรด-เบส ปฏิกิรยิ ารดี อกซ์และเซลล์เคมีไฟฟ้า
รวมทง้ั การนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรียนรู้
1. ระบุ และอธิบายว่าสารเป็นกรดหรือเบสโดยใช้ทฤษฎีกรด-เบสของอาร์เรเนียส เบริน
สเตด-ลาวรี และลิวอสิ
2. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
ทฤษฎีกรด-เบสของอารเ์ รเนยี ส กล่าวว่า กรด คอื สารทลี่ ะลายนำ้ แล้วแตกตวั ใหไ้ ฮโดรเจนไอออน
ส่วนเบส คือ สารทลี่ ะลายนำ้ แลว้ แตกตวั ให้ไฮดรอกไซดไ์ อออน
ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี กล่าววา่ กรด คอื สารที่ใหโ้ ปรตอนแก่สารอืน่ สว่ นเบส คือ
สารท่ีรบั โปรตอนจากสารอน่ื
ทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อสิ กลา่ วว่า กรด คือ สารที่รบั คู่อเิ ล็กตรอนจากสารอื่น สว่ นเบส คอื สารท่ี
ใหค้ ูอ่ เิ ล็กตรอนแกส่ ารอ่นื
สารบางชนิดสามารถทำหน้าที่เป็นได้ทั้งกรดและเบส เช่น น้ำ เรียกสารประเภทนี้ว่ า
แอมโฟเทอรกิ หรือแอมฟิโพรตกิ
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายความหมายของกรดและเบสตามทฤษฎีกรด-เบส ของอาร์เรเนียส เบรินสเตด-
ลาวลี และลวิ อิสได้
2. บอกได้ว่าสารใดเป็นกรดและสารใดเป็นเบสตามทฤษฎีกรด-เบสของอาร์เรเนียส เบริน
สเตด-ลาวลี และลิวอิสได้
3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการคดิ (P)
1. ทดลองเพอื่ ศกึ ษาปฏกิ ริ ิยาการใหแ้ ละรบั โปรตอนของโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตได้
2. ตรวจสอบได้ว่าสารใดเป็นกรดและสารใดเป็นเบสตามทฤษฎีกรด-เบสของอาร์เรเนียส
เบรินสเตด-ลาวลี และลิวอสิ ได้
3.3 ด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
1. นักเรียนมีความสนใจ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายและสามารถทำงาน
ร่วมกับผู้อ่ืนได้
4. สาระการเรียนรู้
4.1 ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ์ รเนียส
4.2 ทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี
4.3 ทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อสิ
5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
5.1 ความสามารถในการส่ือสาร
5.2 ความสามารถในการคดิ
5.3 ความสามารถในการแกป้ ญั หา
6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
6.1 มวี ินยั
6.2 ใฝ่เรียนรู้
6.3 มุง่ มั่นในการทำงาน
7. กิจกรรมการจดั การเรยี นรู้ (แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เสรมิ ด้วยเทคนิคการใชเ้ กมประกอบการสอน)
7.1 ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครูแจ้งจุดประสงค์ ประจำบทเรียนให้นักเรียนทราบและให้นักเรียนทำกิจกรรม
ตรวจสอบความรกู้ อ่ นเรียน ตามแบบทดสอบความรูก้ ่อนเรยี น
2. ครใู ช้คำถามเพอ่ื ดึงดูดความสนใจกบั นกั เรยี นวา่ “นักเรียนรู้จกั กรด-เบสหรอื ไม่ และ
ยกตัวอย่างกรดและเบสในชวี ิตประจำวนั มา 1 อยา่ ง”
3. ครูถามคำถามนักเรียนว่า “สิ่งใดใช้ระบุความแตกตา่ งระหว่างสารละลายกรดและ
สารละลายเบส” แล้วให้นักเรียนร่วมกนั ตอบคำถาม จากน้นั ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ ราย
(แนวคำตอบ : สารละลายกรดจะมีไฮโดรเนียมไอออนเป็นองค์ประกอบ
ส่วนสารละลายเบสจะมีไฮดรอกไซด์ไอออนเปน็ องคป์ ระกอบหรือตอบตามความคดิ เหน็ ของนักเรยี น)
4. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั ทบทวนความรู้ เร่อื งสารละลายกรดและสารละลายเบส ดังน้ี
• สารละลายกรดทุกชนิดมีไอออนที่เหมือนกัน คือ H3O+ ซึ่งเป็นไอออนที่แสดง
สมบตั ขิ องกรด ทำใหส้ ารละลายกรดเปล่ยี นสีกระดาษลติ มัสจากสีนำ้ เงนิ เปน็ สแี ดง
• สารละลายเบสทุกชนดิ มไี อออนทเ่ี หมอื นกนั คือ OH- ซง่ึ เป็นไอออนท่แี สดงสมบัติ
ของเบส ทำให้สารละลายกรดเปล่ียนสีกระดาษลิตมสั จากสีแดงเป็นสีนำ้ เงนิ
7.2 ขนั้ สำรวจและค้นหา (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม 4- 6 คน (กลุ่มเดิม) ศึกษาความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีกรด-เบส ตาม
รายละเอียดในหนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์ เคมี ม.5 เล่ม 4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง
กรด-เบส หนา้ 4-8 แล้วสรุปความรู้ลงในกระดาษชาร์ททคี่ รูแจกให้
2. ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่มออกมารับอุปกรณ์เพ่ือทำการทดลอง และดำเนินการทดลอง
เร่ืองปฏกิ ริ ิยาการใหแ้ ละรบั โปรตอนของโซเดียมไฮโดรเจนคารบ์ อเนต
3. ครูสุม่ ตวั แทนนกั เรียนกลมุ่ ละ 2 คนออกมานำเสนอผลงานและสรุปผลการทดลอง
7.3 ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
1. นักเรียนและครูร่วมกนั อภปิ รายและลงข้อสรปุ เกี่ยวกบั การทดลอง โดยใช้
แนวคำถาม ดงั น้ี
1) จงเขยี นสมการการแตกตัวของ NaHCO3 ในน้ำ
(แนวคำตอบ : H2O
NaHCO3 (s) → Na+ (aq) + HCO3- (aq))
2) เมือ่ HCO3- ทำปฏิกริ ิยากับ HCl จะทำหนา้ ทเ่ี ป็นกรดหรือเบส จงอธิบาย
พรอ้ มเขียนสมการประกอบ
(แนวคำตอบ : HCO3- ทำหน้าท่ีเปน็ เบส เพราะจะไดร้ ับโปรตอนจากกรด HCl
เกิดเป็น H2CO3 ซ่ึงจะสลายตวั ให้แกส๊ CO2 ดังสมการ
HCO3- (aq) + H3O+ (aq) ⇌ H2CO3 (aq) + H2O (l)
H2CO3 (aq) ⇌ H2O (l) + CO2 (g) )
3) เมอ่ื HCO3- ทำปฏกิ ริ ิยากบั Ca(OH)2 จะทำหนา้ ที่เปน็ กรดหรือเบส จงอธิบาย
พร้อมเขยี นสมการประกอบ
(แนวคำตอบ : HCO3- ทำหน้าที่เปน็ กรด เพราะจะใหโ้ ปรตอนแก่ Ca(OH)2
เกิดเปน็ ตะกอนขาวของ CaCO3 ดงั สมการ
HCO3- (aq) + OH- (aq) ⇌ CO32- (aq) + H2O (l)
Ca2+ (aq) + CO32- (aq) ⇌ CaCO3 (s) )
2. ครูต้ังคำถามให้นกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายเก่ียวกบั ทฤษฎกี รด-เบส ดงั น้ี
1) จงอธบิ ายนิยามของกรดและเบสตามทฤษฎีกรด-เบสของอาร์เรเนียส
(แนวคำตอบ : กรด คอื สารที่ละลายนำ้ แล้วแตกตวั ใหไ้ ฮโดรเจนไอออน
เบส คือ สารท่ีละลายนำ้ แล้วแตกตวั ใหไ้ ฮดรอกไซดไ์ อออน)
2) ทฤษฎกี รด-เบสของอาร์เรเนยี สไมส่ ามารถใชอ้ ธิบายความเปน็ กรด-เบสของสารชนิดใด
(แนวคำตอบ : สารท่ไี ม่ละลายในน้ำ หรือละลายในตวั ทำละลายอ่ืนไม่ได)้
3) จงอธิบายนิยามของกรดและเบสตามทฤษฎีกรด-เบสของและเบรินสเตด-ลาวรี
(แนวคำตอบ : กรด คอื สารที่สามารถให้โปรตอนแกส่ ารอื่น
เบส คือ สารทส่ี ามารถรบั โปรตอนจากสารอ่นื )
4) จงอธบิ ายนยิ ามของกรดและเบสตามทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อิส
(แนวคำตอบ : กรด คอื สารทร่ี ับคู่อิเลก็ ตรอนจากสารอื่น สว่ นเบส คือ สารท่ใี หค้ ู่
อิเลก็ ตรอนแก่สารอืน่ )
5) เพราะเหตใุ ดทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อิสจงึ ใชอ้ ธิบายความเปน็ กรด-เบสไดด้ ีกว่า
ทฤษฎีอนื่
(แนวคำตอบ : เนอ่ื งจากสารทุกชนดิ มอี เิ ล็กตรอน จึงสามารถระบุไดว้ ่า เม่อื สารทำ
ปฏิกิริยากัน สารใดให้และสารใดรบั อิเล็กตรอน)
3. ครูอธิบายเพิม่ เตมิ ในส่วนทน่ี ักเรียนยงั ไมเ่ ข้าใจ จาก PowerPoint เรอ่ื ง กรด-เบส จน
นกั เรียนมคี วามเขา้ ใจตรงกนั
7.4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเล่นเกม “ทฤษฎอี ะไรเอย่ ?” ซึ่งกติกามอี ยู่ว่าให้นักเรยี นแต่
ละกล่มุ นงั่ เปน็ แถว แลว้ จะมีแผ่นปา้ ยชอื่ ทฤษฎอี ยูห่ น้าแถว นำป้ายนนั้ มาตอบคำถามที่ครูกำหนดให้หน้า
กระดานว่าคือทฤษฎีของใครแลว้ ให้ชแู ผ่นป้ายขนึ้ โดยจะเรยี งลำดับคนที่อยู่หนา้ สุดไปท้ายสดุ ซึ่งคนหน้า
สุด ต้องไปต่อแถวใหม่และคนที่ 2 มาเล่นข้อต่อไป เล่นวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนทำครบทุกข้อ กลุ่มที่ทำ
คะแนนได้อันดับที่ 1 จะได้คะแนนบวกเพิ่ม 3 คะแนน ,อันดับ 2 บวกคะแนนเพิ่ม 2 คะแนน ,อันดับ 3
บวกเพ่ิม 1 คะแนน
เข้าใจตรงกนั 2. ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยคำตอบจากเกม โดยอธิบายอย่างละเอียด ให้นักเรียน
3. ครูสมุ่ นกั เรยี น 2-3 คน มาสรปุ ความรู้ที่ไดจ้ ากการเรียน เรอ่ื ง ทฤษฎกี รด-เบส
4. นักเรยี นทำแบบฝกึ หัด เรือ่ ง ทฤษฎีกรด-เบส ส่งเปน็ การบา้ นในคาบถัดไป
7.5 ขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluation)
1. ประเมินจากการทำแบบฝกึ หัด เรอ่ื ง ทฤษฎีกรด-เบส
2. ครูประเมนิ ความรเู้ ก่ยี วกับทฤษฎกี รด-เบสจากการเล่นเกม การทำแบบฝึกหัด และ
การทดสอบ
3. ครปู ระเมินจากการทำกจิ กรรม การเล่นเกม และการสงั เกตพฤตกิ รรมในการรว่ มทำ
กจิ กรรมร่วมกับเพ่ือนในชั้นเรยี น
8. สอื่ และชิน้ งาน
8.1 เกมทฤษฎอี ะไรเอ่ย?
8.2 Powerpont เรอ่ื ง กรด-เบส
8.3 แบบฝึกหัด เรือ่ ง ทฤษฎกี รด-เบส
8.4 หนงั สือเรียนรายวิชาวทิ ยาศาสตร์เพิ่มเตมิ เคมี เลม่ 4 สสวท. (ตามหลักสตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พ.ศ. 2551 ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
9. การวดั และประเมินผล
จดุ ประสงค์ วธิ ีการวัด/เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมิน
-ได้คะแนนรอ้ ยละ
1. ดา้ นความรู้ (K) -แบบฝกึ หัด 70 ข้นึ ไป
1. อธิบายความหมายของกรดและ -การตรวจ -ได้คะแนนรอ้ ยละ
60 ขึ้นไป
เบสตามทฤษฎกี รด-เบส ของอาร์เรเนียส แบบฝึกหัด
-ได้คะแนนร้อยละ
เบรินสเตด-ลาวลี และลิวอสิ ได้ 70 ขึ้นไป
2. บอกได้ว่าสารใด -การเลม่ เกม - เกม
-ได้คะแนนในระดบั
เป็นกรดและสารใดเป็นเบสตามทฤษฎี ทฤษฎอี ะไรเอย่ 3 (ด)ี ขนึ้ ไป
กร ด-เบสของ อาร ์เร เน ียส เบริน
สเตด-ลาวลี และลวิ อสิ ได้
2. ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P) -แบบฝกึ หัด
1. ทดลองเพื่อศึกษาปฏกิ ริ ิยาการ -ตรวจ
ใหแ้ ละรับโปรตอนของโซเดยี มไฮโดรเจน แบบฝกึ หดั
คาร์บอเนตได้
2. ตรวจสอบได้ว่าสารใดเปน็ กรด
และสารใดเป็นเบสตามทฤษฎีกรด-เบส
ของอาร์เรเนียส เบรินสเตด-ลาวลี และ
ลวิ อสิ ได้
3. ด้านคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A) -แบบประเมิน
1. นกั เรยี นมคี วามสนใจ มีความ -การสงั เกต
รับผิดชอบตอ่ งานทไี่ ดร้ บั มอบหมายและ คณุ ลักษณะอัน
สามารถทำงานรว่ มกับผ้อู ่นื ได้ พงึ ประสงค์
แบบทดสอบความร้กู อ่ นเรียน
ชือ่ ..................................................................................................................ช้ัน............เลขที่............
1. ดลุ สมการเคมีตอ่ ไปนี้
1.1 CaO(s) + H2O(l) Ca(OH)2(aq)
1.2 SO2 (g) + H2 O(l) H2SO3 (aq)
1.3 H2 SO4 (aq) + NaOH(aq)
1.4 Na2 CO3 (s) + CH3 COOH(aq) Na2 SO4 (aq) + H2 O(l)
CH3 COONa(aq) + H2 O(l) + CO2 (g)
2. ใส่เครอ่ื งหมาย หนา้ ข้อความที่ถกู และใส่เครื่องหมาย หนา้ ขอ้ ความทไี่ ม่ถกู ต้อง
…... 2.1 สารละลายท่ีมี pH 3.5 เปน็ สารละลายกรด
…... 2.2 เมือ่ นำน้ำทะเลไปทดสอบด้วยกระดาษลิตมสั พบว่าเปลีย่ นจากสีแดงเปน็ นำ้ เงิน
แสดงว่าน้ำทะเลเปน็ เบส
…... 2.3 สารละลาย NaCl มสี มบัตเิ ป็นกลางและมี pH 7
…... 2.4 MgSO4 เม่อื ละลายนำ้ แตกตวั ได้ Mg2+ และ SO4 2-
…... 2.5 CaCl2 1 โมล เม่ือละลายนำ้ แตกตวั ให้ Ca2+ และ Cl- อย่างละ 1 โมล CaCl2 1 โมล
เมื่อละลายนำ้ แตกตัวให้ Ca2+ 1 โมล และ Cl- 2 โมล
…... 2.6 HCl 1.0 mol/L ปริมาตร 150 mL มี HCl 1.50 mol HCl 1.0 mol/L ปรมิ าตร 150 mL มี
HCl 0.15 mol
3. พิจารณาปฏกิ ิรยิ าต่อไปน้ี
HF(aq) + H2 O(l) F-
(aq) + H3 O+ (aq) กำหนดให้ K = 6.4 × 10-4
3.1 เขียนคา่ คงท่ีสมดุลของปฏิกริ ิยาในรปู อัตราสว่ นความเขม้ ข้นของสาร
3.2 ถ้าที่สมดลุ มีความเขม้ ข้นของ HF 0.10 mol/L และความเขม้ ขน้ ของ H3O+ เท่ากับ F- จงคำนวณ
ความเขม้ ขน้ ของ H3 O+ สมมติ ทสี่ มดุลมคี วามเข้มขน้ ของ H3 O+ และ F- ชนดิ ละ x mol/L
เฉลยแบบทดสอบความรู้กอ่ นเรยี น
ชื่อ..................................................................................................................ช้นั ............เลขท.่ี ...........
1. ดุลสมการเคมตี อ่ ไปน้ี
1.1 CaO(s) + H2O(l) Ca(OH)2(aq)
CaO(s) + H2 O(l) Ca(OH)2 (aq)
1.2 SO2 (g) + H2 O(l) H2SO3 (aq)
SO2 (g) + H2 O(l) H2SO3 (aq)
1.3 H2 SO4 (aq) + NaOH(aq) Na2 SO4 (aq) + H2 O(l)
H2 SO4 (aq) + 2NaOH(aq) Na2 SO4 (aq) + 2H2 O(l)
1.4 Na2 CO3 (s) + CH3 COOH(aq) CH3 COONa(aq) + H2 O(l) + CO2 (g)
Na2 CO3 (s) + 2CH3 COOH(aq) 2CH3 COONa(aq) + H2 O(l) + CO2 (g)
2. ใสเ่ คร่อื งหมาย หนา้ ขอ้ ความทถ่ี ูก และใส่เครอ่ื งหมาย หนา้ ขอ้ ความทีไ่ มถ่ ูกตอ้ ง
…... 2.1 สารละลายท่ีมี pH 3.5 เปน็ สารละลายกรด
…... 2.2 เมอ่ื นำนำ้ ทะเลไปทดสอบด้วยกระดาษลิตมสั พบว่าเปลี่ยนจากสีแดงเปน็ น้ำเงนิ
แสดงวา่ น้ำทะเลเปน็ เบส
…... 2.3 สารละลาย NaCl มสี มบตั ิเปน็ กลางและมี pH 7
…... 2.4 MgSO4 เม่ือละลายน้ำแตกตวั ได้ Mg2+ และ SO4 2-
…... 2.5 CaCl2 1 โมล เมือ่ ละลายน้ำแตกตัวให้ Ca2+ และ Cl- อยา่ งละ 1 โมล CaCl2 1 โมล
เมอ่ื ละลายนำ้ แตกตัวให้ Ca2+ 1 โมล และ Cl- 2 โมล
…... 2.6 HCl 1.0 mol/L ปรมิ าตร 150 mL มี HCl 1.50 mol HCl 1.0 mol/L ปรมิ าตร 150 mL มี
HCl 0.15 mol
3. พจิ ารณาปฏิกิรยิ าต่อไปน้ี
HF(aq) + H2 O(l) F-
(aq) + H3 O+ (aq) กำหนดให้ K = 6.4 × 10-4
3.1 เขียนคา่ คงท่ีสมดุลของปฏิกริ ิยาในรปู อัตราสว่ นความเข้มขน้ ของสาร
K = [H3O+ ][F- ] [HF]
3.2 ถ้าท่ีสมดุลมีความเขม้ ขน้ ของ HF 0.10 mol/L และความเขม้ ข้นของ H3O+ เทา่ กับ F- จงคำนวณ
ความเข้มขน้ ของ H3 O+ สมมตทิ ่ีสมดุลมีความเข้มข้นของ H3 O+ และ F- ชนิดละ x mol/L
จากสมการ K = [H3 O+ ][F- ] [HF]
แทนคา่ 6.4 × 10-4 = (x) (x) 0.10
x = 8.0 × 10-3
ดังน้ัน ความเขม้ ข้นของ H3 O+ เท่ากับ 8.0 × 10-3 mol/L
แบบฝกึ หัด เร่อื ง ทฤษฎีกรด-เบส
คำช้แี จง : ตอบคำถามเกยี่ วกบั ทฤษฎกี รด-เบส
1. พิจารณาสมการทก่ี ำหนดให้ แล้วระบวุ า่ สารต้งั ต้นเป็นกรดหรือเบสตามทฤษฏีกรด-
เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี พรอ้ มให้เหตผุ ลประกอบ
1) CH3COOH (aq) + OH- (aq) ⇌ CH3COO- (aq) + H2O (l)
....................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
2) H2PO4- (aq) + H3O+ (aq) ⇌ H3PO4 (aq) + H2O (l)
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
2. จากสมการทกี่ ำหนดให้ตอ่ ไปน้ี
H2PO4- (aq) + OH- (aq) ⇌ H2O (l) + HPO42- (aq)
H2PO4- (aq) + H2SO4 (aq) ⇌ H3PO4 (aq) + HSO4- (aq)
H2PO4- จัดเป็นสารแอมฟโิ พรติกหรือไม่ เพราะเหตุใด
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
3. จากปฏิกิรยิ าท่กี ำหนดให้ จงระบวุ ่าสารต้ังตน้ ชนิดใดเปน็ กรดและเบสตามทฤษฎกี รด-เบส
ลวิ อิส พร้อมให้เหตุผลประกอบ
1) Fe3+ (aq) + 6H2O (l) ⇌ Fe(H2O)63+ (aq)
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
2) Ag+ (aq) + 2NH3 (aq) ⇌ Ag(NH3)22+ (aq)
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
........................................................................................................................................
ช่ือ.............................................................................................ชั้น..............เลขที่....................
แบบฝกึ หัด เร่อื ง ทฤษฎีกรด-เบส
คำชีแ้ จง : ตอบคำถามเกย่ี วกับทฤษฎีกรด-เบส
1. พิจารณาสมการทกี่ ำหนดให้ แลว้ ระบุว่าสารต้งั ต้นเปน็ กรดหรอื เบสตามทฤษฏกี รด-
เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี พร้อมใหเ้ หตผุ ลประกอบ
1) CH3COOH (aq) + OH- (aq) ⇌ CH3COO- (aq) + H2O (l)
CH3COOH เป็นกรดตามทฤษฏีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี เพราะให้ H+ แก่ OH- ส่วน OH-
เป็นเบสตามทฤษฏีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี เพราะรบั H+ จาก CH3COOH
2) H2PO4- (aq) + H3O+ (aq) ⇌ H3PO4 (aq) + H2O (l)
H3O+ เปน็ กรดตามทฤษฏกี รด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี เพราะให้ H+ แก่ H2PO4- ส่วน H2PO4-
เปน็ เบสตามทฤษฏกี รด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี เพราะรับ H+ จาก H3O+
2. จากสมการท่ีกำหนดให้ต่อไปน้ี
H2PO4- (aq) + OH- (aq) ⇌ H2O (l) + HPO42- (aq)
H2PO4- (aq) + H2SO4 (aq) ⇌ H3PO4 (aq) + HSO4- (aq)
H2PO4- จดั เป็นสารแอมฟิโพรติกหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
จากสมการ แสดงวา่ H2PO4- สามารถทัง้ ใหแ้ ละรับโปรตอนได้ กล่าวคอื H2PO4- ทำหนา้ ท่ีเป็นทั้ง
กรดและเบส ดงั น้ัน จึงจัดเป็นสารแอมฟิโพรติก
3. จากปฏิกิริยาท่ีกำหนดให้ จงระบวุ า่ สารตั้งตน้ ชนิดใดเป็นกรดและเบสตามทฤษฎกี รด-เบส
ลิวอสิ พร้อมให้เหตุผลประกอบ
1) Fe3+ (aq) + 6H2O (l) ⇌ Fe(H2O)63+ (aq)
Fe3+ เป็นกรด เพราะรับอเิ ล็กตรอนคู่โดดเดย่ี ว ส่วน H2O เปน็ เบส เพราะมีอเิ ลก็ ตรอนคู่โดดเดย่ี ว
2) Ag+ (aq) + 2NH3 (aq) ⇌ Ag(NH3)22+ (aq)
Ag+ เป็นกรด เพราะรับอเิ ล็กตรอนคู่โดดเดีย่ ว ส่วน NH3 เป็นเบส เพราะมีอิเลก็ ตรอนค่โู ดดเดย่ี
ช่ือ.............................................................................................ชัน้ ..............เลขที่....................
ใบกจิ กรรมที่ 3.1
เร่ือง ปฏิกริ ิยาการให้และรับโปรตอนของโซเดยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต
คำชี้แจง
ให้นักเรยี นอา่ นจุดประสงค์การทดลอง และอ่านวิธกี ารทดลอง แลว้ ทำการทดลองใหถ้ ูกตอ้ ง
พรอ้ มท้ังบันทึกผลการทดลอง
1. อธบิ ายการเปลี่ยนแปลงทเ่ี กดิ ขึ้นเมื่อเติมกรดหรือเบสลงไปในสารละลายโซเดียมไฮโดรเจน
คารบ์ อเนตได้
2. อธบิ ายการเกดิ ปฏิกิริยาของไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนเมอื่ ทำหน้าท่ีเปน็ กรดหรอื เบสได้
1. หลอดทดลองขนาดเล็ก 2. หลอดหยด 3. กระจกนาฬกิ า
4. กระดาษลติ มสั สีแดงและสนี ้ำเงิน 5. สารละลายโซเดยี มไฮโดรเจนคารบ์ อเนต (NaHCO3)
6. สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ (HCI) 7. สารละลายแคลเซยี มไฮดรอกไซต์อิ่มตัว (Ca(OH)2)
1. นำสารละลาย NaHCO3 มาทดสอบความเปน็ กรด-เบสดว้ ยกระดาษลิตมสั สแี ดง และสีนำ้ เงนิ
2. ใส่สารละลาย NaHCO3 จำนวน 1 cm ลงในหลอดทดลองขนาดเล็ก จากนั้นหยุดสารละลาย
HCl ลงไป 5 หยุด แล้วสังเกตการณ์เปลย่ี นแปลง
3. ใส่สารละลาย NaHCO3 จำนวน 1 cm ลงในหลอดทดลองขนาดเล็ก จากน้ันหยดสารละลาย
Ca(OH)2 อิ่มตัวลงไป 5 หยด แลว้ สังเกตการเปลี่ยนแปลง
บนั ทกึ ผลการทดลอง
ขอ้ ปฏกิ ิรยิ าของ NaHCO3 การเปลี่ยนแปลง
เมอื่ ทดสอบกบั
1 กระดาษลติ มสั
2 สารละลาย HCl
3 สารละลาย Ca(OH)2
สรุปและอภิปรายผลการทดลอง
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
คำถามท้ายการทดลอง
1. สารละลาย NaHCO3 มสี มบตั ิเป็นกรดหรือเบส และสารละลายดงั กลา่ วควรมีไอออนใดอยู่
ซ่งึ มีสมบัตใิ นการเปลย่ี นสีของกระดาษลติ มัส
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. เมื่อผสมสารละลาย HCl ลงในสารละลาย NaHCO3 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
พร้อมเขยี นสมการแสดงการเปลีย่ นแปลงทเ่ี กิดขึ้น
......................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. เม่ือผสมสารละลาย Ca(OH)2 ลงในสารละลาย NaHCO3 จะเกดิ การเปลย่ี นแปลงอย่างไร
พรอ้ มเขียนสมการแสดงการเปลีย่ นแปลงท่ีเกดิ ขึ้น
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
คำถามทา้ ยการทดลอง แนวการตอบคำถาม
1. สารละลาย NaHCO3 มีสมบตั ิเปน็ กรดหรอื เบส และสารละลายดังกลา่ วควรมีไอออนใดอยู่
ซง่ึ มีสมบตั ิในการเปลยี่ นสีของกระดาษลติ มัส
สารละลาย NaHCO3 มีสมบัตเิ ปน็ เบส และมี OH- อยู่ จึงเปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากสีแดงเป็นสี
นำ้ เงนิ
2. เมื่อผสมสารละลาย HCl ลงในสารละลาย NaHCO3 จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
พรอ้ มเขียนสมการแสดงการเปลยี่ นแปลงทเี่ กิดข้นึ
มฟี องแก็ส CO2 เกดิ ข้นึ ดงั สมการ
HCO3- (aq) + H3O+ (aq) ⇌ H2CO3 (aq) + H2O (l)
H2CO3 (aq) ⇌ H2O (l) + CO2 (g)
3. เมอื่ ผสมสารละลาย Ca(OH)2 ลงในสารละลาย NaHCO3 จะเกดิ การเปลยี่ นแปลงอย่างไร
พร้อมเขียนสมการแสดงการเปล่ยี นแปลงทีเ่ กิดข้ึน
มีตะกอนสีขาวของ CaCO3 เกิดขน้ึ ดังสมการ
Ca2+ (aq) + CO32- (aq) ⇌ CaCO3 (s)
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 2
กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวชิ าเพิม่ เติม เคมี 3 ว 32222 ภาคเรียนที่ 2/2564 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 10 กรด - เบส เวลา 30 ช่วั โมง
เร่ือง คู่กรด - เบส เวลา 2 ชั่วโมง
ครผู ้สู อน นางสาวนนั ทยิ า คำลม้ิ
1. สาระการเรียนรแู้ ละผลการเรยี นรู้
สาระที่ 5 สาระเคมี
2. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปรมิ าณสมั พันธใ์ นปฏิกิริยาเคมี อตั ราการเกิด
ปฏิกิรยิ าเคมี สมดุลในปฏิกริ ิยาเคมี สมบัตแิ ละปฏิกริ ิยาของกรด-เบส ปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์และเซลล์เคมีไฟฟ้า
รวมท้ังการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้
1. ระบคุ กู่ รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี
2. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
สารทีเ่ ปน็ ค่กู รด-เบสกันจะมีจำนวนโปรตอนตา่ งกนั 1 โปรตอน
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายความหมายของคู่กรด-เบส และระบุคกู่ รด-เบสในปฏิกิรยิ าท่ีกำหนดให้ได้
3.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการคิด (P)
1. ตรวจสอบคู่กรด-เบส และระบคุ กู่ รด-เบสในปฏิกิรยิ าทีก่ ำหนดให้ได้
3.3 ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
1. นักเรียนมีความสนใจ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายและสามารถทำงาน
ร่วมกบั ผอู้ ื่นได้
4. สาระการเรียนรู้
4.1 คู่กรด-เบส
5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
5.1 ความสามารถในการส่ือสาร
5.2 ความสามารถในการคิด
5.3 ความสามารถในการแกป้ ัญหา
6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
6.1 มวี ินัย
6.2 ใฝเ่ รียนรู้
6.3 มุ่งม่นั ในการทำงาน
7. กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้ (แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เสรมิ ด้วยเทคนคิ การใช้เกมประกอบการสอน)
7.1 ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันทบทวนความรู้เกย่ี วกบั ทฤษฎีกรด-เบส ครูถามคำถามนักเรียน
ว่า “ทฤษฎีกรด-เบส มีกี่ทฤษฎี อะไรบ้าง และกล่าวว่าอย่างไร” แล้วให้นักเรียนร่วมกันตอบคำถาม
จากน้นั ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันอภิปราย
(แนวคำตอบ : มี 3 ทฤษฎี ไดแ้ ก่
1.ทฤษฎีกรด-เบสอาเรเนียส กล่าวว่ากรดคือสารที่เมื่อละลายน้ำจะเพิ่มความ
เข้มขน้ ของ H3O+ สว่ นเบสคอื สารที่เม่ือละลายนำ้ จะเพม่ิ ความเขม้ ข้นของ OH-
2.ทฤษฎีกรด-เบสเบรินสเตรด-ลาวลี กลา่ ววา่ กรดคือสารท่ีใหโ้ ปรตอน และเบส
คอื สารทร่ี ับโปรตอน โดยพจิ ารณาจากการถ่ายโอนโปรตอน
3. ทฤษฎีกรด-เบสลิวอสิ กลา่ ววา่ กรดคือสารท่ีรบั คู่อิเล็กตรอน และเบสคือสาร
ที่ใหค้ ูอ่ ิเล็กตรอน โดยพิจารณาจากการใหแ้ ละรับค่อู เิ ล็กตรอนในปฏิกิรยิ าที่เกิดพนั ธะใหม่ )
2. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับสมการการแตกตัวในน้ำ เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่
เรอ่ื ง คกู่ รด-เบสของสาร โดยพจิ ารณาจากการถ่ายโอนโปรตอนของสาร
7.2 ข้ันสำรวจและคน้ หา (Exploration)
1. นักเรียนจับคกู่ ับเพ่อื น โดยแตล่ ะคู่ศึกษาเกยี่ วกบั คู่กรด-เบสของสาร จากหนงั สือเรียน
รายวิชาเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตร์ เคมี ม.5 เล่ม 4 หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 10 กรด-เบส หน้า 9 – 13 แล้วร่วมกนั
แสดงความคิดเห็นจนเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และสรุปความรู้ให้กระชับ เข้าใจง่าย และตกแต่งให้
สวยงาม ลงในกระดาษท่ีครแู จกให้
2. ครสู มุ่ นักเรียน 5 คอู่ อกมานำเสนอผลงานหนา้ ชนั้ เรยี น
3. นักเรียนนำผลงานของแต่ละคู่มาติดที่กระดานแสดงผลงานหน้าชั้นเรียน จากนั้นครู
แจกสติ๊กเกอร์ให้คู่ละ 3 ชิ้นไปแปะไว้บนแผ่นงานที่สรุปเข้าใจง่าย สวยงาม น่าอ่าน คู่ใดได้คะแนน
สต๊ิกเกอร์สูงสดุ จะบวกคะแนนให้ค่ลู ะ 3 คะแนน
7.3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
1. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับคู่กรด-เบสของสาร ซึ่งได้
ข้อสรุป ดังนี้
• สารทีเ่ ปน็ คู่กรด-เบสกนั จะมจี ำนวนโปรตอนตา่ งกัน 1 โปรตอน
• สารบางชนิดสามารถทำหน้าที่เป็นได้ทั้งกรดและเบส เช่น น้ำ เรียกสารประเภทนี้ว่า
แอมโฟเทอริก หรอื แอมฟโิ พรตกิ
2. ครอู ธิบายเพมิ่ เติมในสว่ นทน่ี ักเรยี นยงั ไมเ่ ขา้ ใจ จาก PowerPoint เรื่อง กรด-เบส จน
นกั เรยี นมีความเขา้ ใจตรงกนั
3. ครูอธิบายเพม่ิ เตมิ เกีย่ วกบั การหาคกู่ รด คู่เบส และยกตวั อยา่ งโจทย์เก่ียวกับคู่กรด คู่
เบส โดยครูเขยี นโจทยแ์ ละแสดงวธิ ีทำให้นักเรยี นดบู นกระดาน ดังน้ี
7.4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครูให้นักเรียนแตล่ ะคู่เลน่ เกม “เกมคู่หูกรด-เบส” ซึ่งกติกามีอยู่ว่าให้นักเรียนแตล่ ะคู่
แบ่งกนั คนแรกนง่ั ทเี่ ตรียมพร้อมเล่นเกมและอีกคนยืนอยู่ด้านหลังแลว้ หันหลังให้คนแรก จากน้ันครูกดกร่ิง
แสดงสัญญาณว่าเริ่มทำได้ให้คนที่นั่งอยู่เริ่มเล่นจากนั้นครูจะให้เวลาทำคนละ 30 วินาที พอหมดเวลาครู
จะกดกริ่ง แล้วคนที่ยืนมาทำข้อถัดไป และคนแรกก็ไปยืนข้างหลังคนที่ 2 แล้วหันหลัง เล่นวนแบบนี้ไป
เร่ือย ๆจนทำครบทกุ ข้อ โดยคทู่ ท่ี ำได้คะแนนสูงสุด 3 อนั ดับแรกจะได้คะแนนโบนสั โดยคทู่ ี่ได้คะแนนได้
อันดับที่ 1 จะได้คะแนนบวกเพิ่ม 3 คะแนน ,อันดับ 2 บวกคะแนนเพิ่ม 2 คะแนน ,อันดับ 3 บวกเพิ่ม 1
คะแนน
เข้าใจตรงกนั 2. ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยคำตอบจากเกม โดยอธิบายอย่างละเอียด ให้นักเรียน
3. ครสู มุ่ นักเรียน 2-3 คน มาสรปุ ความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการเรียน เรอื่ ง คูก่ รด-เบส
4. นักเรยี นทำแบบฝึกหัด เรื่อง ค่กู รด-เบส เป็นการบา้ นในคาบถดั ไป
7.5 ขนั้ ประเมนิ ผล (Evaluation)
1. ประเมนิ จากการทำแบบฝกึ หัด เรอ่ื ง คู่กรด-เบส
2. ครปู ระเมนิ ความรู้เกย่ี วกบั ค่กู รด-เบส จากการเลน่ เกม การทำแบบฝึกหัด และ
การทดสอบ
3. ครปู ระเมนิ จากการทำกจิ กรรม การเล่นเกม และการสงั เกตพฤติกรรมในการรว่ มทำ
กิจกรรมร่วมกับเพื่อนในชัน้ เรียน
8. ส่ือและช้ินงาน
8.1 เกมคหู่ กู รด-เบส
8.2 Powerpont เร่อื ง กรด-เบส
8.3 แบบฝึกหัด เรอ่ื ง คู่กรด-เบส
8.4 ช้นิ งานสรุปความรู้ เรื่อง คู่กรด-เบส
8.5 หนงั สอื เรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์เพมิ่ เติมเคมี เลม่ 4 สสวท. (ตามหลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พ.ศ. 2551 ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)