การบริหารทรัพยากรมนษุ ย์
“พฒั นา” แปลวา่ ทาให้รก หรือสร้างความรก ถ้าจะให้รกไปด้วยคนดี หรือทรัพยากรมนุษย์ท่ีดีแล้ว
จาเป็นต้อส่งเสริมปลูกสร้าง ทัศนคติโดยต้องพัฒนาทางจิต ซ่ึงเป็นผู้นาของกาย ถ้าจะให้รกไปด้วย
ปัญหายงุ่ ยาก รกไปดว้ ยความโกลาหลวุ่นวาย กต็ อ้ งพัฒนาวัตถุ การพฒั นาท่สี มบูรณ์แบบจาเป็นต้อง
พัฒนาให้ครบท้ัง 2 ด้าน กล่าวคือ ควรพัฒนาทั้งทางวัตถุ และทางจิตใจให้ควบคู่กับทัศนคติ
โดยเฉพาะทัศนคติเปน็ การพฒั นาทางดา้ นจติ ใจจะต้องเน้นเป็นพิเศษ เพราะการพัฒนาถูกต้องดีแล้ว
ก็จะสามารถควบคุมการพัฒนาทางด้านวัตถุให้เป็นไปในทิศทางท่ีถูกต้องได้และการพัฒนาจิตที่
ถูกต้องก็คือ พัฒนาจิตให้มีธรรมเป็นเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจจนกระท่ังพัฒนาจิตให้มีสมาธิ ตั้งม่ัน
มัน่ คง สะอาด สวา่ ง จากกเิ ลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย จนเป็นจิตท่ีควรแก่การทางาน สามารถจะ
นาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้5
นักปราชญ์ผู้รู้ศัพทศาสตร์ได้ให้ความหมายของคาว่า “มนุษย์” เม่ือประมวลแล้วคงได้
ความหมายเป็น 3 ประการ คือ6
1) คาว่า “มนุษย”์ หมายความว่า เป็นเหล่ากอ, เชอ้ื สายหรือลกู หลานของมนู
2) คาว่า “มนุษย์” หมายความว่า เป็นผู้รู้เหตุและมิใช่เหตุ ซึ่งได้แก่ผู้ท่ีรู้จักดี รู้จักช่ัว
รจู้ ักเหตุ รู้จกั ผล รจู้ ักบาป บญุ คุณและโทษน่ันเอง ผ้รู ู้จกั ประโยชน์ และมิใชป่ ระโยชน์
3) คาว่า “มนุษย์” หมายความว่า ผู้มีใจสูง สูงโดยหนาข้ึน มากข้ึน พอกพูนข้ึน ก่อ
ขึ้น ส่ังสมข้ึน คือ ปฏิบัติฝึกหัดอบรมสั่งสมข้ึนน่ันเอง ใจท่ีประกอบด้วยมนุษยธรรม คุณธรรม มี
ศีลธรรมหรอื ใจทคี่ ิดเป็นบญุ เปน็ กุศล
พระพุทธศาสนาให้ความสาคัญต่อเร่ืองจิต เพราะจิตเป็นผู้บงการให้บุคคลมีพฤติกรรม
ต่าง ๆ ได้ ในการพัฒนาจิตของบุคคลตามแนวพุทธนี้เป็นการฝึกให้บุคคลมีจิตใจสงบถือวา เป็นการ
ทาให้บุคคลได้พฒั นาคณุ ธรรม และจรยิ ธรรมตามที่สงั คมตอ้ งากร ผู้ทีไ่ ดรับการอบรมทางจิตให้ถูกวิธี
จะสามารถพัฒนาจิตได้ คากล่าวท่ีได้ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จึงเป็นความจริง เพราะเมื่อ
บุคคลมีจิตใจสงบและคิดแต่ในส่ิงที่ดีแล้ว ก็จะมีผลทาให้ร่างกาย พฤติกรรม หรือการประพฤติ
ปฏิบัติเป็นไปแต่ในส่ิงท่ีดีงาม การพัฒนาจิตตามแนวพระพุทธศาสนานั้น บุคคลทุกคนจาเป็นท่ี
จะต้องลงมือฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง จึงจะสามารถพัฒนาจิตได้ เพราะการพัฒนาจิตใจในลักษณะนี้
เป็นการฝึกจิตให้ลดจากกเิ ลสและเกดิ ความอดกลัน้ ต่อส่ิงย่วั ยทุ ั้งหลาย
ธรรมชาติของชวี ติ มนษุ ย์ คอื เปน็ สตั ว์ที่ต้องฝึกและฝึกได้ การท่ีมนุษย์เราจะมีชีวิตที่ดีงาม
เราจะต้องศึกษาฝึกฝนพัฒนาตนเองให้ดีข้ึนไป ในระบบการดาเนินชีวิตของเราซ่ึงประกอบด้วย
พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เม่ือเราฝึกฝนพัฒนามีการศึกษา ก็ทาให้การดาเนินชีวิตของเราดีข้ึน แต่
5พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยตุ ฺโต), ปฏิบตั ิธรรมใหถ้ ูกทาง, พิมพ์ครงั้ ที่ 30, (กรุงเทพมหานคร : มลู นธิ ิพทุ ธ
ธรรม, 2539), หนา้ 92.
6พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), การสร้างสรรค์ปัญญาเพอื่ อนาคตของมนษุ ยชาติ, พิมพค์ ร้งั
ที่ 7, (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั สหธรรมิก จากดั , 2540), หนา้ 62.
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
ถ้าเราไม่เรียนรู้ ไม่ฝึก เราท่ีเป็นมนุษย์น้ันก็จะดาเนินชีวิตให้ไม่ดีเลย ทั้งนี้ เพราะมนุษย์อยู่ด้วย
สัญชาตญาณอยา่ งเดยี วไม่พอ7
การพฒั นาบุคคล ตอ้ งมีการปฏบิ ัติศลี สมาธิ และปญั ญา การศึกษาที่สมบูรณ์ต้องทาความ
เป็นมนษุ ยใ์ ห้ถกู ตอ้ งและสมบูรณ์ อนั ประกอบด้วย
1) ความฉลาด หรือสติปัญญาในข้ันพ้ืนฐานพอตัว คือ พอแก่ความต้องการ คือ การเรียน
หนังสือ
2) มคี วามรู้เร่อื งวชิ าชีพและอาชีพพอตัว คอื การเรยี นอาชีพ
3) มีมนุษยธรรม คือ มีความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง คือ การเรียนความเป็นมนุษย์ ซึ่ง
กระทาได้ด้วยการสอน การอบรมจรยิ ธรรม8
การพัฒนาตามความหมายของพระพุทธศาสนา ก็คือ ภาวนา หมายถึง การทาให้เป็น
ใหม้ ขี ึน้ การฝึกอบรม การพฒั นา ซงึ่ มกี ารพัฒนา 49 คอื ประกอบดว้ ย
1) กายภาวนา คอื การเจริญกาย, พัฒนากาย, การฝึกอบรมกาย ให้ร้จู กั ติดต่อเก่ียวข้อง
กับสิ่งท้ังหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อส่ิงเหล่าน้ันในทางท่ีเป็นคุณ มิให้เกิด
โทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเส่ือมสูญ, การพัฒนาความสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมทาง
กายภาพ
2) สีลภาวนา คือ การเจริญศีล, พัฒนาความประพฤติ, การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ใน
ระเบียบวนิ ยั ไม่เบยี ดเบยี นหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นไดด้ ว้ ยดี เก้อื กูลแก่กนั
3) จิตภาวนา คือ การเจริญจิต, พัฒนาจิต, การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งม่ันคงเจริญ
งอกงามด้วยคุณธรรมท้ังหลาย เช่น มีเมตตากรุณา ขยันหม่ันเพียร อดทนมีสมาธิ และสดช่ืน เบิก
บาน เป็นสุขผอ่ งใส เป็นต้น
4) ปัญญาภาวนา คือ การเจริญปัญญา, พัฒนาปัญญา, การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจ
ท้ังหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทาจิตใจให้เป็นอิสระ ทาตนให้
บรสิ ุทธจ์ิ ากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แกไ้ ขปัญหาท่ีเกิดขึ้นได้ดว้ ยปัญญา
ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา เป็นกระบวนการในการ
พัฒนามนุษย์ในองค์การโดยการนาคาสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นฐานคิด ให้มีความรู้ความ
เช่ยี วชาญในการปฏบิ ตั ิงาน มีความเจรญิ เติบโตท้ังทางด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ด้วยวิธีการ
7พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), ถงึ เวลาพัฒนาคนกนั ใหม่, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ธรรมสภา,
2540), หนา้ 30.
8พทุ ธทาสภกิ ขุ, เปา้ หมายของการศกึ ษา, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์นิพพาน, 2537), หน้า
15.
9พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบบั ประมวลศพั ท์, พิมพค์ รัง้ ที่
12,(กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2546), หนา้ 70.
การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์
พัฒนาองค์การและการพัฒนาฝึกอบรม มีจุดประสงค์ในการปรับปรุงผลงานและพัฒนามนุษย์ไปสู่
ภพภมู ทิ ี่ดกี วา่ เดมิ 10
11.3 จุดมงุ่ หมายของการพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยต์ ามแนวพระพุทธศาสนา
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของกระแสหลักน้ันมีเป้าหมายในการพัฒนา 2 ประการ
สาคญั กล่าวคือ ประการแรกเพ่ือการพัฒนาผลงาน (Performance) ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
ผลิตภาพของบุคคลและองค์การ ประการท่ีสองพัฒนาเพื่อให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ (Learning)
สนองความต้องการของมนุษย์เอง โดยที่เป้าหมายทั้งสองน้ันต้องอยู่บนพ้ืนฐานของจริยธรรม
เป้าหมายท้ังสองประการข้างต้นทาให้เกิดกระบวนทัศน์ในการพัฒนา 2 แบบ คือกระบวนทัศน์การ
พัฒนาเพื่อผลงาน (Performance Paradigm) และกระบวนทัศน์การพัฒนาเพ่ือการเรียนรู้
(Learning Paradigm) แต่เป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนาจะมี 4
กระบวนทัศน์ ประกอบด้วย 2 กระบวนทัศน์แรกที่กล่าวถึงแล้ว สาหรับอีก 2 กระบวนทัศน์ที่ต่อ
ยอดข้ึนไปคือกระบวนทัศน์การพัฒนาในระดับโลกียธรรมและกระบวนทัศน์การพัฒนาในระดับ
โลกตุ รธรรม
จาก 4 กระบวนทัศน์การพัฒนาข้างต้นทาให้สรุปได้ว่า เป้าหมายการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนามี 3 ประการ กลา่ วคอื
1) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์การให้ทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนองความ
จาเป็นขององคก์ าร มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชวี ะ
2) นอกจากพฒั นาให้เปน็ คนเกง่ มคี วามสามารถแล้วยังตอ้ งมีศีลธรรม จริยธรรม ทางาน
ได้อย่างมคี วามสุข มีสุขภาพจิตดี เปน็ คนดขี องสังคมประเทศชาติ
3) พัฒนามนุษย์ไปสู่ระดับอุดมคติตามหลักพุทธธรรม คือสู่ระดับนิโรธหรือนิพพาน ซ่ึง
จะทาให้มนุษยม์ คี วามสขุ ท่แี ทจ้ รงิ หรอื มสี ภาพของการดับทุกข์อย่างสิ้นเชงิ
เป้าหมายทั้ง 3 ประการข้างต้น ส่ือถึงระดับข้ันของการพัฒนาตามเป้าหมายด้วย
กล่าวคือหากมนุษย์หรือองค์การมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ยังขาดเป้าหมายข้อที่สอง ขาดจริยธรรม
ศีลธรรม ก็จะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้น หรือหากบุคคลหรือองค์การนั้นมีทั้งข้อท่ี 1 และข้อท่ี 2 แล้วก็
สามารถพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่ 3 ต่อไป อย่างไรก็ตามเป้าหมายการพัฒนาน้ันจะข้ึนอยู่กับวิสัยทัศน์
ขององค์การ หากองค์การมีวิสัยทัศน์ต้องการเป็นองค์การที่มีทรัพยากรมนุษย์ท่ีมีความสามารถ
ประสทิ ธิภาพในการทางานแตต่ อ้ งมศี ีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมด้วย องค์การท่ีว่าน้ีก็พัฒนาได้
2 ระดับเป้าหมาย ยังไม่พัฒนาไปถึงเป้าหมายระดับท่ีสามก็ได้ เช่น องค์การท่ีเป็นธุรกิจเอกชน
หรือองค์การในภาครัฐ แต่หากเป็นองค์การทางศาสนาพุทธ เช่น วัดสานักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ
ทรัพยากรมนุษย์ในองค์การเหล่าน้ี (เช่น พระภิกษุ) ตามพุทธธรรมแล้วก็สละชีวิตฆราวาสมาบวชก็
10ฌาน ตรรกวจิ ารณ,์ “การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยเ์ ชงิ พุทธ”, วิทยานพิ นธ์ปรชั ญาดุษฎบี ัณฑติ
(สาขาวชิ ารัฐประศาสนศาตร์), (บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 2550), หน้า 2.
การบริหารทรพั ยากรมนุษย์
เพ่ือการศึกษาธรรม เผยแพร่พระธรรมคาสอน และปฏิบัติธรรมเพ่ือความหลุดพ้น องค์การเหล่านี้
เปา้ หมายการพฒั นาจึงขนึ้ สเู่ ป้าหมายระดับทีส่ ามได้
เปา้ หมายการพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา 3 ประการข้างต้น กล่าว
โดยสรุปแล้วคือการพัฒนาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตอันประเสริฐ ซ่ึงจะต้องใช้หลักธรรมอริยสัจ 4 ซ่ึง
ประกอบด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค “มรรค” คือหนทางแห่งการพ้นทุกข์ซ่ึงก็คือชีวิตอัน
ประเสริฐนั่นเอง อรยิ มรรคมีองค์ 8 หากกล่าวอย่างย่อก็คือหลักไตรสิกขา ซึ่งประกอบด้วยศีล สมาธิ
และปญั ญา เป้าหมายการพฒั นามนุษยแ์ นวพุทธสามประการข้างต้น สามารถพัฒนาไปตามลาดับข้ัน
สามขั้นตอน กล่าวคือขั้นต้นเป็นการพัฒนาระดับศีลหรือไตรสิกขาที่ 1 ซ่ึงตรงกับอริยมรรคในข้อ
สัมมาวาจา (การมีวาจาชอบ) สัมมาอาชีวะ (การเล้ียงชีพชอบ) และสัมมากัมมันตะ (การกระทา
ชอบ) ซ่ึงประโยชน์ท่ีจะได้ในการพัฒนาระดับน้ีคือประโยชน์เบื้องหน้า หรือประโยชน์เฉพาะหน้า
(ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์) ในขั้นตอนระดับกลางคือการพัฒนาท่ีระดับสมาธิซ่ึงเป็นไตรสิกขาท่ีสอง
ตรงกบั อรยิ มรรคในข้อ สัมมาวายามะ (มคี วามเพยี รชอบ) สมั มาสติ (มสี ติชอบ) และมีสัมมาสมาธิ (มี
สมาธชิ อบ) ซง่ึ ประโยชน์ทีจ่ ะได้ในการพัฒนาระดับน้ีคือประโยชน์เบื้องกลาง หรือประโยชน์ในระยะ
ปานกลาง (สัมปรายิกัตถะประโยชน์) การพัฒนาในระดับสูงเป็นการพัฒนาไตรสิกขาที่สาม คือ
ปัญญา ตรงกบั อรยิ มรรคขอ้ สมั มาทฐิ ิ (มีความคดิ เห็นชอบ) สัมมาสงั กัปปะ (มแี นวความคิดชอบ) ซ่ึง
ประโยชน์ท่ีจะได้ในการพัฒนาระดับน้ีคือประโยชน์เบื้องปลาย หรือประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ
ประโยชน์) ท้ังเป้าหมายในการพัฒนาและประโยชน์ที่จะได้ในการพัฒนาจะเป็นปัจจัยอิสระท่ีจะ
กาหนดกระบวนการ เทคนิควิธีการรวมทงั้ หลักธรรมคาสอนทจ่ี ะใช้พัฒนา
จากความคิดพืน้ ฐานทางพระพุทธศาสนามี 4 อย่าง คือ
1) พระพุทธศาสนามองว่า ส่ิงท้ังหลายทั้งปวงเป็นธรรมชาติที่มีอยู่และเป็นไปตาม
ธรรมชาตใิ นระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย และมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในระบบความสัมพันธ์แห่ง
เหตุปัจจัยของธรรมชาตินั้น เมื่อธรรมชาติเป็นระบบความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัย มนุษย์ซึ่งเป็น
ธรรมชาตสิ ่วนหนง่ึ ด้วย กจ็ ึงเปน็ สว่ นหนง่ึ อยู่ในระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยท่ีเป็นองค์รวมอันน้ี
การที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยนี้ เราเรียกว่า ความเป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัย
โลกทัง้ โลก จกั รวาลทง้ั จักรวาล เปน็ ระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยทั้งสิ้น เม่ือมนุษย์มาเป็นพวก
หนึ่งหรือประเภทหนึ่งอยู่ในระบบน้ี มันก็อยู่ในระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยน้ีด้วย จะเรียกว่า
เป็นส่วนหนึง่ ของธรรมชาติหรอื ไม่เปน็ กเ็ ปน็ ไปโดยอตั โนมตั ิเทา่ นี้
2) ในเมื่อมนุษย์อยู่ในระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยของธรรมชาติ ชีวิตและการ
กระทาของมนุษย์ ก็ย่อมเป็นไปตามระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยนั้น เพราะฉะนั้น มนุษย์ทา
อะไรขึ้นมา ก็มีผลในระบบเหตปุ จั จัยนี้ กระทบต่อสิ่งภายนอกบ้าง กระทบตัวเองบ้าง และในทานอง
เดียวกัน ส่ิงท่ีเกิดข้ึนภายนอก ก็มีผลกระทบต่อตัวมนุษย์ด้วย คือ ทั้งในมุมกิริยา และปฏิกิริยา
ตัวเองทาไปก็กระทบส่ิงอื่น ส่ิงอ่ืนเป็นอย่างไรก็มากระทบตัวเอง ข้อสาคัญคือ มองไปให้ครบตลอด
ทั่วระบบความสมั พันธ์น้ี ว่าชีวิตและกจิ กรรมกระทาของตนเอง ท้ังเป็นไปตามระบบเหตุปัจจัยแล้วก็
ทาให้เกิดผลตามระบบเหตุปัจจยั นัน้ ด้วย
การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์
3) มนุษย์เป็นสัตว์ท่ีฝึกได้ และต้องฝึก ทางพระเรียกว่า เป็นทัมมะ คือ เป็นสัตว์ท่ี
พัฒนาได้ ข้อน้ีถือว่าเป็นความคิดรากฐานที่สาคัญที่สุด การเกิดระบบจริยธรรมในพระพุทธศาสนา
ข้ึนมาก็เพราะถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้และต้องฝึก หลักน้ีเป็นแกนสาคัญของจริยธรรมใน
พระพทุ ธศาสนา ซ่งึ ทาให้จริยธรรมมีความหมายเท่ากับการศึกษา และเพราะเหตุท่ีมนุษย์เป็นสัตว์ท่ี
ฝึกฝนพัฒนาได้ จริยธรรมจึงเป็นระบบท่ีมีความประสานกลมกลืน เช่น ทาให้จริยธรรมกับ
ความสุข เป็นสภาพท่ีพัฒนาไปด้วยกันหรือเป็นจริยธรรมแห่งความสุข หลักการนี้ถือว่า ความ
ประเสริฐของมนุษย์อยู่ที่การฝึกฝนพัฒนา ถ้าไม่พัฒนาแล้วมนุษย์ไม่ประเสริฐ และมนุษย์นั้นเมื่อ
พัฒนาแล้วสามารถเข้าถึงอิสรภาพและความสุขได้จริง อันน้ีเป็นข้อยืนยันของพระพุทธศาสนาว่า
มนษุ ย์เปน็ สัตว์ที่พฒั นาไดจ้ นประเสรฐิ สดุ เขา้ ถงึ อิสรภาพและความสขุ ไดจ้ ริง
4) ความสามารถของมนุษย์ที่พัฒนาแล้วอย่างหน่ึง คือ การทาให้ความแตกต่าง
กลายเป็นความประสานเสริมเติมเต็มกลมกลืนซึ่งกันและกัน ทาให้เกิดความสมบูรณ์และดุลยภาพ
เมื่อมนษุ ย์ยังไมพ่ ฒั นา ทาให้เกิดความแตกต่างเป็นขัดแย้ง หรือเกิดความสับสนแล้วความแตกต่างก็
กลายเป็นความขัดแย้ง ศักยภาพของการพัฒนา คือ การทาให้คนสามารถทาความขัดแย้งมี
ความหมายเป็นความประสานเสริม การพฒั นามนุษย์อย่างน้ีจะต้องมาประยุกต์เข้ากับการแก้ปัญหา
สภาพแวดล้อมทง้ั หมด
เคร่ืองวัดการพัฒนาของมนุษย์ท่ีแท้จริง คือ การท่ีความสามารถย่ิงข้ึน ๆ ในการทาให้
ความเป็นอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์ และสรรพส่ิงท้ังหลายเก้ือกูลเอ้ือประโยชน์แก่กันมากข้ึน
เบียดเบยี นกันน้อยลง และทาใหโ้ ลกอุดมสมบรู ณง์ ดงามเหมาะแกก่ ารอาศัยมากยิ่งขึ้น
พระพุทธศาสนาได้แบ่งจุดหมายของชีวิตออกเป็น 2 ระดับ คือ จุดหมายระดับโลกียะ
และระดบั โลกุตตระ การจะเขา้ ถงึ แตจ่ ุดหมายน้ันมีวิธีการที่แตกต่างกันและคุณสมบัติของผู้สาเร็จใน
แตล่ ะเปา้ หมายก็แตกตา่ งกนั เชน่ กนั ดงั มีรายละเอยี ด ดงั น้ี
จุดหมายระดับโลกยี ะ
ในการจะเข้าถึงจุดหมายระดับโลกียะนั้น สามารถทาได้โดยการดาเนินชีวิตให้บรรลุ
ประโยชนท์ ่ีเปน็ จดุ หมายของการมชี วี ิตในปัจจุบนั และในเบ้อื งหน้า ประกอบด้วย
1) ทิฏฐธมั มกิ ตั ถะ จดุ หมายขน้ั ตาเหน็ หรือประโยชน์ปัจจบุ ัน ทสี่ าคญั คอื
ก) มสี ุขภาพดี รา่ งกายแขง็ แรง ไรโ้ รค งามสงา่ อายยุ นื ยาว
ข) มีเงิน มีงาน มีทรัพย์จากอาชีพสจุ ริต พ่งึ ตนได้ทางเศรษฐกิจ
ค) มีสถานภาพดี ทรงยศ เกยี รติ ไมตรี เป็นที่ยอมรับในสังคม
ง) มีครอบครวั ผาสุก ทาวงศต์ ระกลู ใหเ้ ป็นทน่ี บั ถือ
2) สัมปรายิกัตถะ จดุ หมายขั้นเลยตาเหน็ หรือประโยชนเ์ บอ้ื งหน้า ที่เป็นคุณค่าของชีวิต
ซ่งึ ให้เกิดความสขุ ล้าลกึ ภายใน โดยเฉพาะ
ก) ความอบอุ่นซาบซึง้ สขุ ใจ ดว้ ยศรัทธา มีหลกั ใจ
ข) ความภมู ใิ จในชวี ติ ท่ีสะอาด ที่ไดป้ ระพฤตแิ ตค่ วามดงี ามสจุ รติ
ค) ความแกลว้ กล้าม่นั ใจ ด้วยมปี ัญญาที่จะแกป้ ญั หานาพาชวี ิตไป
การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์
ง) ความโปร่งโล่งมั่นใจ ว่าไดท้ ากรรมดี มีหลกั ประกันวิถสี ูภ่ พใหม่11
จุดหมายระดบั โลกุตตระ
จุดหมายระดับโลกุตตระนั้น จัดเป็นจุดหมายสูงสุด หรือปประโยชน์อย่างยิ่งใน
พระพุทธศาสนา คือ การมีปัญญารู้เท่าทันความจริง เข้าถึงธรรมชาติของโลกและชีวิต อันทาให้จิตใจ
เป็นอสิ ระ โดย
ก) ไมห่ ว่นั ไหว หรือถกู ครอบงาด้วยความผนั ผวนปรวนแปรตา่ ง ๆ
ข) ไม่ผิดหวงั โศกเศรา้ บบี ค้ันจติ เพราะความยึดติดถอื มนั่ ในส่งิ ใด ๆ
ค) ปลอดโปร่ง สงบ ผอ่ งใส สดชืน่ เบกิ บานใจตลอดเวลา
ง) เป็นอยู่และกระทาการดว้ ยปญั ญา ซงึ่ มองทีเ่ หตุปัจจัย
พระพุทธศาสนาต้ังจุดหมายสูงสุดไว้ท่ีการบรรลุนิพพาน ซึ่งจัดว่าเป็นจุดหมายท่ีมนุษย์
สามารถพัฒนาตนเองให้บรรลุถึงได้ด้วย “การพัฒนา” ซง่ึ ในพระพุทธศาสนาใช้คาว่า “ภาวนา” แปลว่า
ทาให้มี ทาให้เป็น การบรรลุนิพพาน มีความสัมพันธ์กับบุคคลและเง่ือนไขต่าง ๆ ในการบรรลุนิพพาน
ซงึ่ จะขอนาเสนอเป็น 2 ประเด็น คือ
1) นิพพานเปน็ ภาวะที่ทุกคนอาจบรรลุได้ในชาติน้ี
คุณลักษณะอย่างหน่ึงของนิพพานที่ว่า “สนฺทิฏฺฐิก” หมายถึง เห็นชัดได้เอง ประจักษ์ได้
ในชีวิตน้ี และ “อกาลิก” หมายถึง ไม่จากัดกาล, ไม่ข้ึนต่อเวลา เหล่าน้ีเป็นการแสดงถึงบรรลุนิพพาน
เปน็ สิง่ ทส่ี ามารถบรรลุได้ในชาติน้ี ดังมีพทุ ธพจน์ตรสั ไวด้ งั น้ี
...บุรุษเป็นวิญญู ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา เป็นคนตรง จงมาเถิด เราจะสั่งสอน เราจะ
แสดงธรรม เม่ือเขาปฏิบัติตามคาสั่งสอนก็จักประจักษ์ แจ้งด้วยปัญญาอันย่ิงขึ้นเองซึ่ง
ประโยชน์ยอดเย่ียม ท่ีกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือน บวชเป็นอนาคาริกโดยชอบ อันเป็น
จดุ หมายของพราหมณ์ เขา้ ถึงอยู่ในปจั จุบันทีเดียว...12
2) นพิ พานเปน็ จดุ หมายท่ีทุกคนเข้าถงึ ได้ ไม่จากัดชาติ ช้นั หญงิ ชาย
การบรรลุนิพพาน แม้จะอาศัยความสาเร็จทางจิต (เจโตวิมุตติ) คือ ฌานสมบัติ เป็น
พนื้ ฐานไม่มากก็น้อย และผู้บรรลุนิพพานก็มีความเกี่ยวข้องกับความสาเร็จทางจิตนั้นอยู่เรื่อย ๆ ใน
การดาเนินชีวิต แต่นิพพานก็เป็นภาวะต่างจากความสาเร็จทางจิตเหล่าน้ัน ซ่ึงพระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ. ปยุตโฺ ต) ไดส้ รปุ เกยี่ วกบั ผลพเิ ศษของการบรรลุนิพพานไว้ 5 ประการ คือ13
1) ทาใหเ้ กิดความหลดุ พน้ ข้ันสุดทา้ ยโดยสน้ิ เชงิ เชน่ ในทางจริยธรรม มีความไม่เห็นแก่
ตัวที่แท้จริง กล่าวคือ เป็นอาการของการที่ได้ทาลายความยึดมั่นในตัวตนลงได้ ด้วยปัญญาท่ี
11พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม, พมิ พค์ รง้ั ที่ 6,
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั สหธรรมกิ จากดั , 2549), หน้า 5.
12ม.ม. (ไทย) 13/281/335.
13พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสงั คม, หนา้ 42.
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
มองเห็นสภาวะของส่ิงทั้งหลาย จึงทาให้ความไม่เห็นแก่ตัวน้ันสามารถทาได้โดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้อง
อาศยั กาลังจติ
2) ในการที่จะประจักษ์แจ้งนิพพานน้ัน ไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะได้บรรลุความสาเร็จทางจิตไว้
แล้วสูงเพียงใดก็ตาม เขาจะต้องหลุดพ้นจากความติดใจพอใจในผลสาเร็จทางจิตน้ัน กล่าวคือ การ
ข้ามพ้นซ่ึงความผูกพันในผลสาเร็จเหล่านั้นไปได้ก่อนจึงจะบรรลุนิพพานได้ ซ่ึงถือเป็นส่วนเติมเต็ม
ของความสาเร็จทางจิต โดยผลสาเร็จทางจิตเท่าใดก็ตามที่ตนเคยได้ไว้แล้ว ผู้บรรลุนิพพานสามารถ
ใช้ประโยชน์ได้ท้ังหมด เช่น ใช้เป็นท่ีพักผ่อนหาความสุขยามว่างอย่างท่ีเรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร
คือ เปน็ การนาเอาฌานสมบตั ิมารับใชก้ ารดาเนินชีวิตประจาวัน เป็นตน้ และผลสาเร็จทางจิตท่ีเคย
ได้ไว้แล้ว ซ่ึงตามปกติยังอาจเสื่อมถอยได้ กลายเป็นภาวะไม่เสื่อมถอย นอกจากน้ียังเป็นการเพ่ิม
ความสามารถและขยายวิสยั แหง่ การเสวยผลสาเร็จทางจติ ใหก้ วา้ งขวางลึกซง้ึ ยิง่ ขนึ้
3) การบรรลุนิพพานทาให้กิเลสและความทุกข์น้ันสูญเสียไปได้ด้วยปัญญา โดยการดับ
เฉพาะสงิ่ ทชี่ ่วั ร้ายซึง่ ได้แก่ อวชิ ชา ตัณหา อุปาทาน ดบั ภพชาติ เป็นต้น และเม่ือดับสิ่งเหล่าน้ีแล้ว ก็
กลับมีคุณลักษณะท่ีดีเด่นข้ึนมาแทน กล่าวคือ เป็นการดาเนินชีวิตด้วยปัญญา และการบาเพ็ญกิจ
ด้วยกรณุ า ซึ่งเป็นสิง่ ทล่ี าพังความสาเรจ็ ทางจิตไมอ่ าจใหเ้ กดิ ขน้ึ ได้
4) การบรรลุนิพพาน ทาให้เกิดความเปล่ียนแปลงขั้นพื้นฐานในตัวมนุษย์ เป็นการ
เปล่ยี นจิตใจ เปลี่ยนลักษณะความคิด เปลี่ยนบุคลิกภาพ มีโลกทัศน์และชีวทัศน์อย่างใหม่ มีระบบ
พฤติกรรมมั่นคง ด้วยเหตุท่ีมคี วามเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจท่ีสาคัญ 2 ด้าน คือ ความรู้ ความเข้าใจ
ความคิดเห็น และความเชื่อถือ อันเป็นเร่ืองทางด้านอวิชชา และปัญญาอย่างหน่ึง และความรู้สึก
เกย่ี วกับคุณคา่ หรือการสนองความต้องการ อันเป็นเร่ืองทางด้านตัณหา และฉันทะอีกอย่างหน่ึง ซ่ึง
ผู้บรรลุนิพพานจะสามารถมองเห็นโลกและชีวิตตามสภาวะของธรรมดาแห่งธรรมชาติ มองเห็นสิ่ง
ท้ังหลายพ้นจากการติดยึดในเวทนาที่จะเสพเสวย มองเห็นสิ่งท่ีจะต้องปฏิบัติต่อสิ่งท้ังหลายไปตาม
ความสอดคล้องกับสภาพท่ีเป็นจริง เป็นบุคลิกภาพและระบบพฤติกรรมอย่างใหม่ท่ีรอดพ้นจากโลก
ธรรม หรอื แมจ้ ะอยใู่ นโลก แต่ไมต่ ดิ โลก
5) การสนองความต้องการของมนุษย์ต้องเป็นไปท้ังด้านทิฏฐธัมมิกัตถะ สัมปรายิกกัต
ถะ และปรมัตถะด้วย กล่าวคือ ความตอ้ งการของมนุษย์มใิ ช่ตอ้ งการเพยี งในเรื่องของวัตถุท่ีเป็นเร่ือง
ของประโยชนป์ จั จบุ ันเทา่ นั้น แต่มนุษยย์ งั ตอ้ งการในเรอ่ื งของจิตใจด้วย ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์เบื้อง
หน้า และความตอ้ งการในประโยชน์ข้ันสูงสุด ซึ่งในความสาเร็จทางจิตยังจัดอยู่ในระดับสัมปรายิกัต
ถะ คือ ประโยชน์หรือจุดหมายทลี่ า้ ลึกเลยหน้าออกไปจากทฏิ ฐธัมมิกัตถะ เป็นระดับออกไป หรือข้ัน
รอง ยงั จะต้องกา้ วออกไปอีกสู่ขั้นสุดท้าย คือ นิพพาน ซึ่งเป็นประมัตถะหรือจุดหมายสูงสุด อันเป็น
สุขสมบรู ณท์ ่ีแท้จรงิ
ลักษณะสาคญั ทเ่ี ป็นพน้ื ฐานทางความประพฤติ หรือการดาเนินชีวิตของผู้บรรลุนิพพาน
คือ กรณุ า พระอรหันต์เป็นผ้ดู ับกรรมหรอื ส้ินกรรม การกระทาของท่านจึงไม่เป็นกรรม แต่เป็นกริยา
(มีปัญญา) เป็นแรงจูงใจ และมีกรุณาเป็นคุณธรรม เกิดแทรกโดยเป็นผลสืบเน่ืองจากปัญญา และ
ความมีจิตใจเป็นอิสระ ดังน้ันกิจหรืองานหลักของท่าน จึงได้แก่ การแนะนาสั่งสอน ให้ความรู้
การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์
สง่ เสรมิ สตปิ ญั ญา และคุณธรรมต่าง ๆ ตลอดจนการดาเนินชีวิต และทาตัวเป็นแบบอย่างในทางที่มี
ความสุข มีคณุ ธรรมแลเปน็ ชวี ติ ทดี่ งี าม
ภาวะทางปัญญา ภาวะทางจิต และภาวะทางความประพฤติหรือการดาเนินชีวิตของผู้
บรรลนุ ิพพาน ท้งั หมดรวมอยู่ท่ีหลัก 3 ประการ คือ วิชา วิมุตติ และกรุณา ซึ่งหมายถึง ความหลุด
พ้น เป็นอิสระโดยอาศัย ความรู้ การมองเห็นสรรพส่ิงตามความเป็นจริง และส่งผลให้เป็นพลังแผ่
ปรชี าญาณออกไปส่ผู ูอ้ นื่ โดยการอุทศิ ตน และบาเพญ็ ประโยชน์แก่สว่ นรวม14
ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา เป็นกระบวนการในการ
พัฒนามนุษย์ในองค์การโดยการนาคาสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นฐานคิด ให้มีความรู้ความ
เช่ยี วชาญในการปฏิบัตงิ าน มคี วามเจรญิ เติบโตท้ังทางด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ด้วยวิธีการ
พัฒนาองค์การและการพัฒนาฝึกอบรม มีจุดประสงค์ในการปรับปรุงผลงานและพัฒนามนุษย์ไปสู่
ภพภูมิทดี่ กี วา่ เดิม
11.4 รูปแบบการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ตามแนวพระพทุ ธศาสนา
รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระแสหลัก จะใช้หลักการวิเคราะห์ ทาข้อเสนอ
การพัฒนา สร้างโปรแกรมการพัฒนา ลงมือปฏิบัติการ และประเมินผลการพัฒนา ซ่ึงจะคล้ายคลึง
กับกระบวนการพัฒนาฝึกอบรม คือ การวิเคราะห์หาความจาเป็นในการฝึกอบรม การออกแบบ
หลักสูตร การพัฒนาส่ือการสอน การดาเนินการตามแผน และการประเมินผลการฝึกอบรม ความ
แตกต่างระหว่างกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับกระบวนการพัฒนาฝึกอบรม จะต่างกันท่ี
ขอบเขตของกิจกรรมท้งั สอง โดยที่การฝึกอบรมนน้ั เปน็ สว่ นหนึง่ ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
รูปแบบการพฒั นาทรัพยากรมนุษยต์ ามแนวทางพุทธ สามารถใช้หลัก “อริยสัจ 4” ซึ่ง
ค่อนข้างมีความสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่ในตัว เช่น การวิเคราะห์หาความจาเป็นน้ัน มีความชัดเจนว่า
เป็นเร่ืองของการดับ “ทุกข์” และมี “สมุทัย” เป็นสาเหตุ ส่วน “นิโรธ” คือ เป้าหมายที่ต้องการ
(อย่างไรก็ตาม เราสามารถแบ่งซอยเป้าหมายออกเป็นระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูงได้ เช่นใช้หลัก
ไตรสกิ ขา เริม่ จาก 1. ศีล 2. สมาธิ และ 3. ปัญญา) สาหรับขั้นตอนการออกแบบหลักสูตร และการ
พัฒนาส่ือการสอน คงต้องใช้เทคนิคของการฝึกอบรมมาช่วย เพียงแต่ตีความผลงานท่ีองค์การ
ต้องการ ให้อย่ใู นแนวพระพทุ ธศาสนา ดังอธบิ ายไดด้ งั น้ี
1. หลักไตรสิกขา
พระพุทธองค์ทรงกาหนดหลักไตรสิกขาไว้ ก็เพื่อเป็นระบบฝึกฝนอบรมกาย วาจาใจ
หรืออบรมใน 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ ทางปัญญา ทางศีล และทางจิต และท่ีสาคัญน้ันพระองค์ก็ได้ทรง
สรุปหลกั ไตรสิกขา ลงในหลกั อรยิ มรรคมีองค์ 8 โดยสามารถจาแนกไดด้ งั นี้ คือ
14พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม, พิมพ์ครงั้ ที่ 6, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, 2538), หนา้ 374.
การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์
1) หลักการพัฒนาศีล (อธิศีลสิกขา) สรุปลงในสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และ
สมั มาอาชีวะ
2) หลักการพัฒนาสมาธิ (อธิจิตตสิกขา) สรุปลงในสัมมาวายามะ สัมมาสติ และ
สมั มาสมาธิ
3) หลกั การพัฒนาปัญญา (อธิปญั ญาสิกขา) สรปุ ลงในสมั มาทฏิ ฐิ และสัมมาสงั กัปปะ
และพระองค์ก็ทรงสรุปสารประโยชน์ของไตรสิกขาไว้ว่า “อย่างน้ีศีลอย่างนี้สมาธิอย่าง
นี้ปัญญา สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้วย่อมมีผล
มาก มีอานิสงสม์ าก จติ อันปัญญาอบรมแลว้ ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งสาม คือ กามาสวะ ภวาสวะ
อวชิ ชาสวะ โดยชอบ”15
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนามีการคิดเชิงระบบ กล่าวคือ
หลักธรรมปฏิจจสมุปบาท หรืออิทัปปัจจยตา ซึ่งกล่าวถึงเหตุปัจจัยที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (เมื่อส่ิงน้ีมี
สิ่งน้ีจึงมี เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ส่ิงนี้จึงเกิดข้ึน เพราะส่ิงน้ีไม่มี ส่ิงน้ีจึงไม่มี เพราะส่ิงน้ีดับไป ส่ิงนี้จึงดับไป)
หรอื หลักธรรมปรโตโฆสะ ท่ีกล่าวถึงสภาพแวดล้อมที่เอ้ืออานวยต่อการเรียนรู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งแสดง
ให้เห็นว่าพุทธธรรมนั้นกล่าวถึงเรื่องสภาพแวดล้อมหรือบริบทมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์
มนษุ ยจ์ งึ ต้องเลือกสถานที่ สภาพแวดลอ้ มท่เี อ้อื อานวยต่อการเรียนรู้พัฒนาตนเองด้วย เพราะมนุษย์
ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวหรืออยู่เหนืออิทธิพลของสภาพแวดล้อมเสมอไป แต่สรรพส่ิงจะมีความ
เก่ียวขอ้ งโยงใยมผี ลกระทบซึ่งกนั และกนั อย่างหลกี เลี่ยงไม่ได้
2. พทุ ธวธิ ใี นการสอื่ สาร
พุทธวิธีในการสื่อสาร คือ วิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพุทธบริษัท คือ ภิกษุภิกษุณี
อุบาสก อุบาสิกา หรือบุคคลท่ัวไปท้ังเทวดาและมนุษย์ ตามพระนามที่ได้รับการยกย่องว่า สตฺถา
เทวมนุสฺสาน ทรงเป็นศาสดาของมนุษย์ท้ังหลาย พระพุทธเจ้าทรงมีเป้าหมายในการสอนคือฝึกฝน
อบรมคนให้เกดิ ปัญญาทแี่ ท้จริง เพื่อให้ใช้ปัญญาดาเนินชีวิต ทางใดที่จะก่อให้เกิดปัญญา พระองค์ก็
จะทรงสอนหรือแนะนา พระอจั ฉริยภาพของพระพุทธองค์ในด้านการสอนเป็นที่ปรากฏเด่นชัดว่าได้
เผชิญกับนักปราชญ์ราชบัณฑิต เจ้าลัทธิมากมาย ซึ่งบางพวกก็เข้ามาดี บางพวกก็เข้ามาร้าย บาง
พวกเข้ามาท้าทายสติปัญญาหรือมาแสวงหาความรู้ และบางพวกมาเพราะต้องการข่มปราบปราม
แต่พระองค์ก็ทรงสามารถเอาชนะได้ด้วยพระอัจฉริยภาพในการสอนของพระพุทธองค์ ทาให้บุคคล
ในสังคมทุกระดับ นับต้ังแต่กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร ซ่ึงมีความแตกต่างกันด้านความเชื่อ
ความประพฤติ และทางสติปัญญา ได้หันมานับถือ พระรัตนตรัย พุทธวิธีเทศนาธรรม มีคุณลักษณะ
4 อย่างดังน1้ี 6
15เสฐยี รพงษ์ วรรณปก, วาระสดุ ท้ายของพระพทุ ธองค์, พิมพ์ครง้ั ที่ 5, (กรงุ เทพมหานคร :
สานักพิมพ์ มติชน, 2548), หนา้ 145.
16พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต), พทุ ธวธิ กี ารสอน, พมิ พ์ครงั้ ที่ 6, (กรงุ เทพมหานคร : มูลนธิ ิพทุ ธ
ธรรม, 2542), หนา้ 20.
การบริหารทรพั ยากรมนุษย์
1. สันทสั นา อธิบายให้เหน็ ชดั เจนแจม่ แจง้ เหมอื นจูงมือไปดูใหเ้ ห็นกบั ตา
2. สมาทปนา ชักจูงใจให้เห็นจริงด้วย ชวนให้คล้อยตาม จนต้องยอมรับและนาไป
ปฏิบัติ
3. สมุตเตชนา เร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิดกาลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขันม่ันใจว่าจะ
ทาใหส้ าเร็จได้ ไมห่ วน่ั ระย่อต่อความเหนื่อยยาก
4. สัมปหังสนา ชโลมใจให้แช่มช่ืน ร่าเริง เบิกบาน ไม่น่าเบ่ือ และเปี่ยมด้วยความหวัง
เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ท่ีตนพึงได้รับจากการปฏิบัติอาจผูกเป็นคาสั้นๆ ได้ว่า แจ่มแจ้ง จูงใจ
หาญกลา้ รา่ เรงิ หรอื ชช้ี ัด เชิญชวน คึกคัก เบิกบาน
3. กุศโลบายในการส่งั สอนพุทธบรษิ ทั ของพระพุทธเจา้
พระพุทธเจ้าเม่ือจะทรงสอนใครแต่ละครั้ง พระองค์ได้มีกุศโลบายการสารวจตรวจสอบ
องคป์ ระกอบหลาย ๆ อยา่ งในการสอนบุคคลระดับต่าง ๆ ท่ีมีพ้ืนฐานความรู้สติปัญญาท่ีแตกต่างกัน
หัวข้อน้ีจะเป็นการนาเสนอข้อมูลเก่ียวกับพุทธวิธีการส่ือสาร ซึ่งเป็นวิธีที่พระพุทธองค์ทรงใช้
ประยกุ ตค์ าสอนแต่ละลกั ษณะใหม้ ีความเหมาะสม กศุ โลบายการสอนของพระพุทธเจ้า มีหลายอย่าง
ที่น่าสงั เกตหรอื พบบ่อย คงจะไดแ้ กว่ ธิ ีต่อไปนี้
1. แบบสากจั ฉา หรือสนทนาวิธีนี้น่าจะเป็นกุศโลบายท่ีพระพุทธองค์ทรงใช้บ่อยไม่น้อย
กวา่ วิธีใด ๆ โดยเฉพาะในเมอื่ ผมู้ าเฝ้าหรอื ทรงพบน้นั ยงั ไม่ไดเ้ ล่อื มใสศรทั ธาในพระศาสนายังไม่รู้ ยัง
ไม่เข้าใจหลักธรรม ในการสนทนาพระพุทธองค์ทรงเป็นฝ่ายถามนาคู่สนทนาเข้าสู่ความเข้าใจธรรม
และเกดิ ความเลอ่ื มใสในท่ีสุด การสอนแบบนี้จะมีปรากฏใน พระไตรปิฎกหลาย ๆ ที่ เช่น กรณีของ
ปรพิ พาชกช่อื วจั ฉโคตร ทีเ่ ขา้ ไปทลู ถามเร่อื งความเห็นสุดโตง่ 10 ประการกับพระองค์ และก็ได้มีการ
สนทนาแบบถาม-ตอบ ในเร่ืองดังกล่าวระหว่าง ปริพพาชกกับพระพุทธองค์ เป็นต้น ในการสอน
แบบสากัจฉาหรือสนทนา จะมกี ารถามในรายละเอียดได้มากกว่าการสอนแบบท่ัวไป เพราะเป็นการ
ให้ข้อมูลต่อกลุ่มชนท่ีมีจานวนจากัด ซึ่งเม่ือพระพุทธองค์แสดงธรรมจบ ผู้ฟังมักจะได้รับคุณวิเศษ
จากการฟงั ธรรมโดยวิธีนีอ้ ยู่เสมอ
2. แบบบรรยาย พระพุทธเจ้าจะทรงใช้ท่ีประชุมใหญ่ในการแสดงธรรมประจาวันซ่ึงมี
ประชาชนหรือพระสงฆ์จานวนมากมาฟังเพื่อเพิ่มความรู้และความสงบทางจิตใจ ลักษณะพิเศษของ
กุศโลบายการสอนแบบน้ีมีทั้งการแสดงธรรมท่ีมีใจความยาว และที่มีใจความสั้น ๆ ตามต่อ
สถานการณ์ทเ่ี ห็นว่าเหมาะสม เชน่ ในพรหมชาลสูตร พระองคก์ ไ็ ดบ้ รรยายเกี่ยวกบั เนื้อหาของศีล ซ่ึง
แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1) ศีลระดับต้นท่ีเรียกว่าจุลศีล 2) ศีลระดับกลางท่ีเรียกว่ามัชฌิมศีล 3)
ศีลระดับสูงที่เรียกว่ามหาศีล และตอนท้าย ก็แสดงเรื่องทิฏฐิหรือปรัชญาของลัทธิต่าง ๆ ร่วมสมัย
พุทธกาล ซ่ึงมีท้ังหมด 62 ทฤษฎี โดยพระพุทธเจ้าทรงนามาแสดง หรือบรรยายและช้ีให้เห็นว่า
พระพทุ ธศาสนามคี วามเหน็ หรอื มหี ลักคาสอนทีต่ ่างจากทฤษฎี ทง้ั 62 ประการน้ีอย่างไร เป็นต้น
3. การตอบปญั หา การตอบปญั หาของพระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาดูลักษณะของ
ปัญหาและใช้วิธีการตอบให้เหมาะสม เพราะโดยมากการถามปัญหาจะเป็นผู้นับถือลัทธิศาสนาอื่น
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
เพียงเพ่ือข่มและลองภูมิ แต่พระพุทธองค์ทรงแยกประเภทปัญหาไว้ตามลักษณะกุศโลบายการตอบ
4 ประการ
3.1 เอกงั สพยากรณยี ปัญหา ปัญหาทพี่ งึ ตอบตรงไปตรงมา
3.2 ปฏปิ ุจฉาพยากรณยี ปญั หา ปัญหาท่ีพึงย้อมถามแล้วจึงตอบตอบ
3.3 วภิ ัชชพยากรณยี ปัญหา ปญั หาทจ่ี ะต้องแยกความตอบ
3.4 ฐปนยี ปญั หา ปญั หาทพ่ี ึงยับยงั้ เสีย
ดังปรากฏในเทวตาสังยุต ท่ีมีเทวดาไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “บุคคลให้อะไรช่ือว่าให้
กาลงั ให้อะไรชื่อวา่ ให้วรรณะ ให้อะไรช่ือวา่ ใหค้ วามสขุ ให้อะไรช่ือว่าให้จักษุ และใครช่ือว่าให้ทุกสิ่ง
ทุกอยา่ ง” พระพทุ ธเจา้ ก็ตรัสตอบว่า “บคุ คลท่ใี ห้ข้าว ชอ่ื ว่าให้กาลงั ให้ผ้าช่ือว่าให้วรรณะให้ยานชื่อ
ว่าใหค้ วามสุข ให้ประทปี ชอื่ ว่าให้จักษุ และผู้ให้ที่พักช่ือว่าให้ทุกส่ิงทุกอย่าง ส่วนผู้พร่าสอนธรรมช่ือ
ว่าให้อมตะ”17 ซึง่ เน้อื หาดังกล่าว แสดงให้เห็นถงึ ลกั ษณะการสอนแบบตอบปัญหา และแสดงถึงการ
ใหค้ วามหมาย ทาให้การสอนไดผ้ ลดียิ่งข้ึน
4. แบบวางกฎข้อบังคับ โดยใช้กุศโลบายกาหนดหลักเกณฑ์ การว่ากล่าวตักเตือนมีกฎ
และข้อบังคับให้พระสาวกหรือพระสงฆ์ปฏิบัติ หรือยึดถือด้วยความเห็นชอบพร้อมกัน เพื่อ
คุณประโยชน์ท่ีดีงาม ดังจะเห็นได้จากการท่ีพระองค์ทรงบัญญัติวินัยต่าง ๆ ซึ่งใช้เป็นข้อบังคับให้
พระภิกษุได้ปฏิบัติตาม และที่สาคัญกฎข้อบังคับท่ีพระองค์ทรงบัญญัตินั้น สามารถเป็นตัวแทนของ
พระองค์ได้ ดังท่ีทรงตรัสในวันที่พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “ธรรมและวินัยท่ีเราแสดง
แลว้ บญั ญตั แิ ล้วแก่เธอท้ังหลาย หลงั จากเราลว่ งลับไปก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย”18
จาแนกอธิบายพทุ ธวิธีในการสอน
การสอนหรือการถ่ายทอดความรู้ทุกเรื่อง ถึงแม้ผู้ถ่ายทอดจะมีความรู้ดีสักเพียงใดก็
ตาม หากขาดอบุ ายการสอนท่ดี งึ ดดู ใหผ้ ้เู รยี นมีความสนใจได้ การสอนนั้นก็จะไม่ประสบความสาเร็จ
หรือภาษาปัจจุบันเรียกว่าขาดเทคนิคในการสอน พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศใน
พทุ ธวิธกี ารส่ือสาร (การสอน) เปน็ อย่างย่ิง ประกอบดว้ ย 10 วิธี คือ
1. การยกอทุ าหรณแ์ ละการเลา่ นิทานประกอบ การยกตัวอยา่ งประกอบคาอธิบาย และ
การเลา่ นทิ านประกอบการสอนชว่ ยใหเ้ ข้าใจได้ง่ายและชัดเจน ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาปรากฏ
นิทานชาดกมากถึง 547 เรื่อง เช่น สอนเรื่องความเสียหายอันเกิดจากความไม่สามัคคี โดย
ยกตัวอย่างเร่ืองภิกษุชาวเมืองโกสัมพี19 หรือสอนเรื่องอยู่อย่างสงบ ต้องอาศัยการประกอบความ
เพียรอยู่เสมอ โดยการยกเอาเฉพาะพระมหากัสสปะเป็นตัวอย่าง โดยตรัสยกย่องว่า “เป็นผู้มีสติ
หม่ันประกอบความเพียร ไม่ติดอยู่ในที่ ละความห่วงอาลัยไป เหมือนหงส์ละเปือกตมไป ฉะน้ัน”20
17ส.ส. (ไทย) 15/42/58.
18ท.ี ม. (ไทย) 10/216/164.
19ข.ุ ขุ. (ไทย) 25/6/25.
20ข.ุ ขุ. (ไทย) 25/91/57.
การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์
ดงั น้ันการสอนแบบนจ้ี ึงถือว่าเป็นเร่ืองที่ทาให้มองเห็นภาพคาสอนให้เป็นรูปธรรมมากย่ิงข้ึน ช่วยให้
จาแม่น เห็นจริงและความเพลดิ เพลนิ ทาให้การเรียนการสอนมรี สยง่ิ
2. การเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมา คาอุปมาช่วยให้เรื่องท่ีลึกซ้ึงเข้าใจยากปรากฏ
ความหมายเด่นชัดออกมา และเข้าใจง่ายข้ึน โดยเฉพาะมักใช้ในการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรม
เปรียบให้เห็นชัดด้วยส่ิงท่ีเป็นรูปธรรม หรือแม้เปรียบเร่ืองที่เป็นรูปธรรมด้วยข้ออุปมารูปธรรม ก็
ช่วยใหห้ นกั แน่นเขา้ เชน่ คร้ังพระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่เมณฑกเศรษฐีว่า “โทษของคนอื่นเห็นได้ง่าย
ส่วนโทษของตนเห็นได้ยาก เพราะคนน้ันชอบโปรยโทษของผู้อ่ืน เหมือนคนโปรยแกลบ แต่กลับ
ปกปิดโทษของตนไว้ เหมอื นพรานนกปกปิดรา่ งพรางกายตนไว้”21 หรือครั้งที่พระองค์ตรัสในคราวท่ี
ประทับอยู่ในอารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี เขตกรุง สาวัตถีว่า “สมณพราหมณ์พวกหน่ึงแล่นเลย
ไปไม่บรรลุธรรมท่ีเป็นสาระ ชอ่ื ว่าพอกพูนเครือ่ งพันธนาการใหม่ๆยิ่งขึ้น ยึดมั่นในสิ่งท่ีตนได้เห็นแล้ว
และฟังอย่างนี้ จึงตกสู่หลุมถ่านเพลิงตลอดไป เหมือนแมลงตกสู่ประทีปน้ามันฉะนั้น”22 การใช้
อปุ มาน้ี นา่ จะเปน็ กลวธิ ปี ระกอบการสอนท่ีพระพุทธองค์ทรงใชม้ ากทส่ี ดุ มากกวา่ กลวิธีอนื่ ใด
3. การใช้อุปกรณ์การสอน ในสมัยพุทธกาล ย่อมไม่มีอุปกรณ์การสอนชนิดต่าง ๆ ที่
จดั ทาขนึ้ ไว้เพื่อการสอนโดยเฉพาะเหมือนสมัยปัจจุบัน เพราะยังไม่มีการจัดการศึกษาเป็นระบบข้ึน
อยา่ งกว้างขวาง หากจะใช้อุปกรณ์บ้าง ก็คงต้องอาศัยวัตถุส่ิงของท่ีมีในธรรมชาติ เช่น ในคร้ังที่พระ
พุทธองค์ประทับอยู่ที่สีสปาวันใกล้เมืองโกสัมพี ก็ได้สอนภิกษุทั้งหลายโดยใช้ใบประดู่เป็นอุปกรณ์
คือ พระองค์ได้หยิบใบประดู่ลายมาเล็กน้อยแล้วถามภิกษุท้ังหลายว่า ใบไม้ในป่ากับพระหัตถ์ของ
พระองค์ที่ไหนมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายก็ทูลว่า ในป่ามีมากย่ิงนัก แล้วพระองค์ก็ตรัสแสดงการที่
พระองคไ์ ม่สอนทง้ั หมด เพราะคาสอนของพระองค์น้นั มีมากมายเหมือนไม้ประดู่ลายในป่า แต่ท่ีตรัส
เปรยี บคาสอนทจี่ าเป็นเหมือนใบไมใ้ นกามือ เพราะมคี วามจาเปน็ ต่อการทาทส่ี ดุ แหง่ ทุกข์ใหส้ ้ิน2328
4. การทาเป็นตัวอย่าง วิธีสอนท่ีดีท่ีสุดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในทางจริยธรรม คือ ทา
เป็นตวั อย่าง ซ่งึ เป็นการสอนแบบไม่ต้องกล่าวสอน เป็นทานองการสาธิตให้ดู แต่ที่พระพุทธเจ้าทรง
กระทานน้ั เปน็ ไปในรูปทรงเปน็ ผู้นาทีด่ ี เช่น กรณีของภิกษุที่ป่วยจนต้องนอนจมกองมูตรและคูถของ
ตนเอง ไม่มีภิกษุรูปใดมีความปรารถนาท่ีจะเข้าไปดูแลพยาบาลพระพุทธเจ้าจึงสอนภิกษุท้ังหลายที่
อยู่ในอาวาสน้ัน ด้วยการลงมือปฏิบัติดูแลพยาบาลภิกษุรูปน้ันด้วยพระองค์เอง หลังจากท่ีทรงดูแล
จนภิกษุที่อาพาธให้มีอาการดีขึ้นแล้ว ในตอนประชุมได้ตรัสไว้ เพื่อเป็นข้อคิดแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ผู้ใดเล่าจะพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอไม่พยาบาล
กนั เอง ใครเล่าจกั พยาบาล ผ้ใู ดจะพงึ อุปฏั ฐากขอใหผ้ ู้น้นั พยาบาลภกิ ษุผู้อาพาธเถิด”24
21ขุ.ขุ. (ไทย) 25/252/110.
22ขุ.ขุ. (ไทย) 25/59/306.
23ส.ส. (ไทย) 19/1101/613.
24วิ.ม. (ไทย) 5/365/239-241.
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
5. การเล่นภาษา เล่นคา และใช้คาในความหมายใหม่ การเล่นภาษาและเล่นคาเป็น
เร่ืองของความสามารถในการใช้ภาษาผสมกับปฏิภาณ ข้อนี้เป็นอัจฉริยะภาพแสดงถึง พระปรีชา
สามารถของพระพุทธเจ้าท่ีมีรอบไปทุกด้าน จะเห็นได้จากกรณีของเวรัญชพราหมณ์ ท่ีมากล่าวต่อ
พระองคต์ า่ งๆนานา แทนท่พี ระองคจ์ ะปฏิเสธการกล่าวหาน้ัน กลับนาคากล่าวหามาอธิบายด้วยการ
ใช้ภาษา การเล่นคา โดยการนาเข้าสู้หลักการท่ีถูกต้องของพระองค์ เช่น ในข้อกล่าวหาที่พราหมณ์
ตอ่ ว่าพระพุทธเจ้าว่า “ทา่ นเป็นพระโคดม เป็นคนไม่มสี มบัติ” ซ่ึงสมบัติในความหมายของพราหมณ์
เป็นการกล่าวถึงสมบัติภายนอก ที่เป็นเครื่องตอบสนองความต้องการพ้ืนฐาน แต่พระพุทธเจ้าให้
ความหมายการไม่มีสมบัติคือ การละส่ิงที่ทาให้ชีวิตติดอยู่กับวัตถุน้ัน ๆ เพราะการตัดรากเหง้าแห่ง
อกศุ ลท้ังหลายชอื่ ว่าไรซ้ ึง่ ความเปน็ คนมีสมบตั ิ เพราะการละอกศุ ลทงั้ หลายได้อยา่ งสิ้นเชิง เปน็ ต้น
แม้ด้านการสอนหลักธรรมทั่วไป พระองค์ก็ทรงรับเอาคาศัพท์ท่ีมีอยู่แต่เดิมในลัทธิ
ศาสนาเก่ามาใช้ แต่ทรงกาหนดความหมายให้ใหม่ ซึ่งเป็นวิธีการช่วยให้ผู้ฟังผู้เรียนหันมาสนใจและ
กาหนดคาสอนได้ง่าย เพียงแต่มาทาความเข้าใจเสียใหม่เท่านั้นและเป็นการช่วยให้มีการพิจารณา
เปรียบเทียบไปในตัวด้วยว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนผิดอย่างไร จึงเห็นได้ว่า พรหมพราหมณ์ อริยะ
ยัญ ตบะ ไฟบูชายัญ ฯลฯ ซ่ึงเป็นคาลัทธิศาสนาเดิม ก็มีใช้ในพระพุทธศาสนาด้วยท้ังส้ิน แต่ก็มี
ความหมายตา่ งออกไปเป็นอย่างใหม่
6. อุบายเลอื กคน และการปฏิบัตริ ายบุคคล การเลือกคนเป็นอุบายสาคัญในการเผยแผ่
พระศาสนา ในการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้า เริ่มแต่ระยะแรกประดิษฐานพระพุทธศาสนา จะ
เห็นไดว้ ่าพระพทุ ธเจ้าทรงดาเนินพุทธกิจด้วยพุทโธบายอย่างท่ีเรียกว่า การวางแผนท่ีได้ผลจริง ทรง
พิจารณาว่าเมื่อจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในถ่ินใดถิ่นหนึ่ง ควรไปโปรดใครก่อน เช่น คร้ังตรัสรู้
แลว้ กเ็ ลอื กทีจ่ ะโปรดปญั จวคั คยี ก์ ่อน เพราะทรงเห็นว่าพวกเขามีพ้ืนฐานความศรัทธาเป็นทุนเดิมอยู่
แล้ว ง่ายตอ่ การทาความเขา้ ใจคาสอนของพระองค์ และต่อมากส็ อนชายหนุ่มท่ีชื่อยสกุลบุตร ซึ่งเป็น
บุตรของเศรษฐีและผู้นาของชายหนุ่มในชุมชนน้ัน เพราะพระองค์ทรงเล็งเห็นว่าปัญจวัคคีย์และ ยส
กลุ บุตรนีจ้ ะเปน็ สาวกที่จะช่วยในการเผยแผค่ าสอนได้มาก จากน้ันพระองค์ก็เสด็จไปโปรดชฏิล 3 พ่ี
น้อง พร้อมบริวาร ท้ังพัน เริ่มด้วยชฎิลคนพี่ใหญ่เสียก่อน แล้วนาชฏิลเหล่าน้ี ผู้กลายเป็นสาวกแล้ว
เข้าสู่นครราชคฤห์ประกาศธรรม ณ พระนครนั้น ได้ราชาเป็นสาวก เป็นอันว่าพอเริ่มต้นประกาศ
พระศาสนา ก็ได้ทั้งนักบวชผู้ใหญ่เศรษฐี และราชา ซึ่งเป็นคนช้ันสูงสมัยน้ันเป็นสาวก เป็นการนา
ทางเสดจ็ เผยแผ่ให้ปลอดโปร่งต่อไป
ในการทรงสงั่ สอนคนแต่ละถิ่น หรอื แตล่ ะหมคู่ ณะ กม็ ักทรงเรมิ่ ต้นท่ีบุคคลผู้เป็นประมุข
เช่นพระมหากษัตริย์ หรือหัวหน้าของหมู่นั้น ๆ ทาให้การประกาศพระศาสนาได้ผลดีและรวดเร็ว
และเปน็ การยนื ยนั พระปรีชาสามารถของพระองคด์ ว้ ย
7. การรู้จักจังหวะและโอกาส ผู้สอนต้องรู้จักใช้จังหวะและโอกาสให้เป็นท่ีประโยชน์
เชน่ กรณขี องการบัญญตั พิ ระวินัยแตล่ ะขอ้ พระองคก์ ็จะต้องมีมูลเหตุของความผิดที่เกิดข้ึนเสียก่อน
แล้วจึงสอนโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิด หลังจากนั้นก็จะบัญญัติส่ิงที่ไม่ควรปฏิบัติหรือท่ีควรปฏิบัติ
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
ซึ่งต่อมาเรียกว่าพระวินัย เช่น กรณีของพระสุทินที่ต้องอาบัติปาราชิกด้วยการเสพเมถุนกับอดีต
ภรรยาของตน
ตอ่ มาพระองคก์ ไ็ ดท้ รงบัญญตั ิ ในเร่ืองความผิดที่ประพฤติแล้วขาดจากความเป็นข้อที่ 1
และอีกกรณีหน่ึงท่ีแสดงถึงการรู้จักใช้จังหวะและโอกาสของพระพุทธองค์ก็คือ ในเรื่องการทา
สังคายนา เม่ือครั้งยังทรงพระชนม์อยู่ มีภิกษุหลายรูปเข้าไปทูลแสดงความประสงค์ให้พระองค์ทา
สังคายนา แต่กาลเวลายังไม่สมควรก็ตรัสห้ามเสีย แต่เม่ือมีเหตุการณ์เกิดข้ึนต่อลัทธิอ่ืน ๆ ที่มีการ
แตกแยกเพราะครูอาจารย์ส้ินไป และทรงเห็นว่าถึงเวลาแล้วโดยการอ้างตัวอย่างจากลัทธิต่าง ๆ
และเหตุปัจจัยท่ีเหมาะสม จึงมีมติให้ภิกษุได้ทาสังคายนาโดยทรงช้ีให้เห็นถึงความสาคัญของพระ
ธรรมวินัย และได้ทรงมอบหมายให้ภิกษุมีพระสารีบุตร เป็นต้น ได้ทาการสังคายนาในโอกาสท่ี
เหมาะสม
8. ความยึดหยุ่นในการใช้วิธีการ ถ้าผู้สอนสอนอย่างไม่มีอัตตา ตัดตัณหามานะ ทิฏฐิ
เสียให้น้อยที่สุด ก็จะมุ่งไปยังผลสาเร็จในการเรียนรู้เป็นสาคัญ สุดแต่จะใช้กลวิธีใดให้การสอน
ได้ผลดีท่ีสุด ก็จะทาในทางน้ัน ไม่กลัวว่าจะเสียเกียรติ ไม่กลัวจะถูกรู้สึกว่าแพ้ เช่น กรณีท่ี
พระพุทธเจ้าตรัสกับคนฝึกม้าที่มีวิธีการฝึกด้วยวิธีแบบสุภาพ วิธีแบบรุนแรงทั้งวิธีแบบสุภาพและ
รุนแรง จนกระท่ังสุดท้ายเม่ือฝึกไม่ได้ก็ฆ่าท้ิงเสีย ซ่ึงพระองค์ก็ใช้วิธีการท่ีคน ฝึกม้า กล่าวไว้นั้น
ย้อนกลับมาเป็นอุปกรณ์การสอนของพระองค์ ด้วยพระดารัสว่า “เราย่อมฝึกคนด้วยวิธีแบบสุภาพ
บา้ ง ด้วยวิธแี บบรุนแรงบา้ ง ดว้ ยวธิ ีท้ังสุภาพและทั้งรุนแรงปนกันไปบ้าง และถ้าฝึกไม่ได้ก็ฆ่าเสีย”25
แต่กรณีการฆ่าของพระองค์น้ัน หมายถึงการไม่เอาใจใส่ต่อบุคคลที่ไม่สนใจในธรรม จึงฆ่าเสียคือ
ปล่อยให้หล่นไปสู่หนทางท่ีไม่ดี เพราะสาเหตุจากการไม่สนใจของบุคคลนั้น การทาในลักษณะ
ดงั กลา่ ว ถอื วา่ เป็นการฆ่าในอรยิ วนิ ัย
9. การลงโทษและการให้รางวัล การลงโทษในท่ีน้ีคือ การลงโทษซ่ึงมีทั้งในทางธรรม
และวินัย มีบทบัญญัติความประพฤติอยู่แล้ว การให้รางวัลคือการแสดงธรรมไม่กระทบกระท่ังไม่
รกุ รานใคร แตเ่ ปน็ การกลา่ วสรรเสริญในการกระทาที่ถูกต้อง และถือว่าเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นด้วย ใน
เรื่องของการลงโทษ เช่น การลงพรหมทัณฑ์ต่อพระฉันนะ ซ่ึงมีความเย่อหย่ิงว่าตนเองเป็นผู้
อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ในสมัยที่ยังทรงพระเยาว์จนกระท่ังออกบวช เป็นเหตุให้พระฉันนะไม่ยอม
ปฏบิ ตั ิตามคาส่งั สอนของครอู าจารย์ ดว้ ยเหตนุ ้ี เพื่อใหพ้ ระฉันนะรู้จักสานึกในการกระทาของตนเอง
พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้มีการลงพรหมทัณฑ์ ด้วยการไม่ให้ผู้ใดพูดคุยหรือกล่าวตักเตือนอะไรเลยแก่
พระฉันนะ โดยตรสั กับพระอานนทก์ ่อนที่จะเสด็จดับขนั ธปรนิ พิ พานว่า “อานนท์ เม่ือเราล่วงไปแล้ว
สงฆ์พึงลงพรหมทัณฑ์แก่ภกิ ษฉุ ันนะ ด้วยการทว่ี า่ แม้ภิกษุฉันนะจะพูดได้ตามต้องการ แต่ภิกษุไม่พึง
วา่ กล่าวตักเตอื น พร่าสอนเธอ”26
25องฺ.จตกุ กฺ . (ไทย) 21/111/169-171.
26ท.ี ม. (ไทย) 10/216/165.
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
การให้รางวัลของพระพุทธองค์นั้น ท่ีปรากฏเด่นก็คือ การตรัสยกย่องในความเป็นเลิศ
ในดา้ นตา่ ง ๆ ทเี่ รยี กว่าเป็น “เอตทัคคะ” เช่น กรณียกย่องพระสารีบุตรว่า มีความเป็นเลิศในด้านผู้
มีสติปัญญามาก มีความเข้าใจอรรถแห่งธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งได้ โดยเปรียบพระสารีบุตรเหมือน
เสนาบดที ีม่ ีความรอบรู้ได้อย่างสูงสุด ดังพระพุทธพจน์ท่ีว่า “นรชนใดผู้ไม่ต้องเชื่อใครรู้จักนิพพานท่ี
ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ตัดรอยต่อแห่งการเกิดใหม่ ทาลายโอกาสแห่งการท่องเที่ยวไปในสงสาร
ความคลายหวังแล้ว นรชนนั้นแล เป็นบุรุษสูงสุด”27 แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงใช้การชมเชยยกย่อง
บ้าง ก็เป็นไปในรูปแบบการยอมรับคุณความดีของผู้น้ัน เป็นการกล่าวชมเชยโดยธรรม ให้เขาม่ันใจ
ในการกระทาความดีของตน แต่ไม่ให้เกิดเป็นการเปรียบเทียบข่มคนอ่ืนลง บางทีทรงยกย่องเพ่ือให้
ถือเป็นตัวอย่างหรอื เพอ่ื แก้ความเขา้ ใจผดิ ให้ตงั้ ทัศนคตทิ ถี่ ูก
10. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาเฉพาะหน้าท่ีเกิดข้ึนต่างคร้ังต่างคราว ย่อมมี
ลักษณะแตกต่างกันไปไม่มีที่ส้ินสุด การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าย่อมอาศัยปฏิภาณคือความสามารถใน
การประยุกตห์ ลกั วธิ กี าร และกลวธิ ีตา่ งๆมาใช้ใหเ้ หมาะสม เป็นเร่อื งเฉพาะคร้งั เฉพาะคราวไป ยิ่งใน
การประกาศพระศาสนาของพระพุทธเจ้าต้องเจอปัญหามากมาย และพระองค์ก็ต้องอาศัยปฏิภาณ
แก้ไขอยู่ตลอดเวลา เช่น กรณีของครอบครัวพราหมณ์ที่อยู่ในเมืองราชคฤห์ ฝ่ายสามีนับถือศาสนา
พราหมณแ์ ต่ภรรยานับถอื พระพทุ ธศาสนา และภรรยาก็สรรเสริญแต่พระพุทธคุณอยู่ตลอดเวลา จน
สามไี มพ่ อใจ คอยพูดว่ารา้ ยพระพุทธเจ้าต่าง ๆ นานา จนกระทั่งอยู่มาวันหน่ึงภรรยาทาอาหารหล่น
แล้วเปลง่ อทุ านดว้ ยคาทีแ่ สดงออกถึงความเคารพต่อพระพุทธเจ้า พราหมณ์เกิดความไม่พอใจยิ่งนัก
จงึ ไปเพ่อื ทีจ่ ะเอาชนะด้วยการถามให้พระพทุ ธเจา้ จนปัญญาในการตอบปัญหาว่า “บุคคลกาจัดอะไร
ไดจ้ งึ อยเู่ ป็นสขุ กาจดั อะไรไดจ้ ึงไมเ่ ศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงพอพระทัยการกาจัดธรรม
อย่างหน่ึงคืออะไร” พระพุทธเจ้าทรงใช้กลวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการตรัสตอบว่า “บุคคล
กาจัดความโกรธได้จึงอยู่เป็นสุข กาจัดความโกรธได้จึงไม่โศก พราหมณ์ พระอริยะทั้งหลาย
สรรเสริญการกาจัดความโกรธ ซ่ึงมีรากเหง้าเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะบุคคลกาจัดความโกรธนั้น
ไดแ้ ล้ว จึงไมโ่ ศก” ซึง่ หลังจากท่พี ระพุทธเจา้ ตรสั แกป้ ญั หาจบ พราหมณจ์ ึงความเลื่อมใสและยอมรับ
ท่ีจะเป็นสาวกของพระองค์28 ซ่ึงเนื้อหาในการตรัสตอบปัญหาโดยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับ
พราหมณแ์ สดงถงึ ลักษณะความเปน็ บรมครูของพระพุทธองค์อยา่ งหาใครเปรียบได้
จากรปู แบบการพัฒนามนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนาข้างต้น จะมีกระบวนการพัฒนา
จะเรม่ิ ต้นจากปจั จยั สองปัจจัย คือเป้าหมายของการพัฒนา และกลุ่มเป้าหมายท่ีจะพัฒนาซ่ึงจะเป็น
การกาหนดความจาเป็นในการฝึกอบรมในตัว เป้าหมายในการพัฒนาสามประการได้กล่าวข้างต้น
แล้ว สว่ นกลมุ่ เปา้ หมายทเี่ ป็นผ้ทู จ่ี ะรับการพฒั นาน้ัน อาจแบง่ เป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามบทบาทหน้าท่ีใน
องค์การ กล่าวคือ ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้างาน และพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน ปัจจัยท้ัง
สองนจ้ี ะตอ้ งปฏิสมั พนั ธต์ ่อกัน ยกตัวอยา่ งเชน่ หากเปน็ กลุ่มเป้าหมายในระดับผู้บริหารและองค์การ
27ขุ.ม. (ไทย) 29/88/275.
28ส.ส. (ไทย) 15/187/264.
การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์
วางระดับการพัฒนาที่การเป็นผู้บริหารท่ีมีประสิทธิภาพ มีศีลธรรมในการบริหารงาน และใน
ขณะเดยี วกันผบู้ ริหารกลุ่มนี้มี “ภูมิธรรม” คือภูมิหลังเก่ียวกับพุทธธรรมในระดับต้น ๆ สมรรถนะท่ี
ต้องการ ก็จะกาหนดไว้ในระดับต้น (คือระดับศีลหรือสมาธิ) รูปแบบน้ีจะกาหนดสมรรถนะต่างๆ ท่ี
จาเป็น สามารถนาไปใช้กาหนดแนวทางในการพฒั นา หลักสูตรการพฒั นา เนือ้ หาหลักธรรม เทคนิค
การสอน ส่ือท่ีใช้สอน และบทบาทหน้าท่ีของอาจารย์/วิทยากรได้ ซ่ึงรูปแบบการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ตามหลกั พระพทุ ธศาสนา29 จะประกอบด้วย
1. แนวทางการพัฒนา แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์วิถีพุทธจะผสมผสาน
ระหว่างแนวทางของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระแสหลักและแนวทางของพระพุทธเจ้า สาหรับ
การพฒั นาเพือ่ การปรบั ปรุงผลงาน เพิม่ ความรู้ความเช่ียวชาญในการปฏิบัติงาน แนวทางการพัฒนา
ของกระแสหลักจะมีความเหมาะสมในการพัฒนา (ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้เน่ืองจากการพัฒนาใน
กระแสหลักมแี นวคิดทฤษฎแี ละแนวทางปฏิบัตอิ ยู่แลว้ ) สาหรับการพฒั นาตามหลักธรรมมรรคมีองค์
8 จะผสมผสานท้ังแนวของกระแสหลักและแนวของพุทธธรรม ยกตัวอย่างเช่น การฝึกให้มีสัมมาทิฐิ
เมือ่ มนุษย์โดยท่วั ไปถูกอบรมเล้ียงดู มีการกล่อมเกลาทางสังคม จนมีมิจฉาทิฐิมาอย่างยาวนาน การ
บอกเล่าแต่เพียงว่าความคิดความเห็นท่ีตนมีอยู่เป็นมิจฉา และจะให้ปรับเปลี่ยนไปเลยน้ัน เป็นสิ่ง
คาดหวังได้ยาก ดังน้ันจึงควรต้องมีเทคนิคใหม่มาช่วย ซ่ึงในการพัฒนามนุษย์ตามกระแสหลักใช้
ทฤษฎีทางจิตวิทยา และพฤติกรรมศาสตร์มาช่วย เช่นการใช้วิธีการท่ีจะทาให้คนมีการเรียนรู้
เพ่ือที่จะเปล่ียนแปลงวิธีคิด เปล่ียนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนปรัชญาชีวิต ความเชื่อระดับฝังลึกได้ นั่น
คือการเปลี่ยนจากมจิ ฉาทิฐมิ าเปน็ สัมมาทิฐิ หรือหากใช้แนวทางพุทธ หลักธรรมท่ีเป็นประโยชน์ คือ
กาลามสูตรหรือโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีจุดเน้นท่ีการพิจารณาถึงความคิดความเชื่อของตนว่าเป็น
สัมมาทิฐิหรือมิจฉาทิฐิ แนวทางในการพัฒนาข้างต้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นการผสมผสานท้ังเทคนิคของ
ตะวันตกและของพทุ ธธรรมเขา้ ด้วยกัน
สาหรับแนวทางการพัฒนาตามหลักพุทธธรรม ซ่ึงใช้มรรคมีองค์ 8 หรือไตรสิกขา (ศีล
สมาธิ ปัญญา) เป็นแนวทางในการพัฒนาจะมี 3 แนวทางสาคัญ30 คือแนวทางของการใช้ “ศีล”
นาการพัฒนา เป็นการใช้ศีลเป็นจุดเร่ิมต้น เป็นแนวทางปฏิบัติให้แก่ผู้ถูกพัฒนา แนวทางท่ีสองคือ
การใช้ “สมาธิ” เป็นจุดเน้นในการพัฒนา และแนวทางที่สามคือการใช้ “ปัญญา” เป็นแนวทาง
จุดเน้นในการพัฒนา แนวทางทั้งสามจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย ลักษณะและความพร้อมของ
กลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น ผู้ท่ีต้องการศึกษาปฏิบัติพัฒนาตนเองในแนวทางพุทธ เป็นผู้มี
เป้าหมายในการพัฒนาเพื่อท่ีหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ มีภูมิธรรมสูง ย่อมจะต้องใช้ “ปัญญา” เป็น
แนวทางในการพัฒนา เน่ืองจากสอดคล้องทั้งเป้าหมายและความพร้อมของผู้ที่ต้องการพัฒนา แต่
29ฌาน ตรรกวิจารณ,์ “การพฒั นาทรัพยากรมนษุ ยต์ ามแนวพระพทุ ธศาสนา”, วิทยานพิ นธ์
ปรัชญาดุษฎบี ณั ฑติ , (สาขาวิชารฐั ประศาสนศาตร์ มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 2550), หน้า 252.
30ทวีวฒั น์ ปณุ ฑรกิ ววิ ัฒน์, พทุ ธศาสนากับสังคมไทยปัจจบุ นั , (กรุงเทพมหานคร : วิถีทัศน์,
2545), หน้า 141.
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
หากผู้ศึกษาปฏิบัติมีเป้าหมายในระดับโลกียธรรม ยังพอใจและมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิด
ต้องการความก้าวหน้าในหน้าท่ีการงาน มีคุณธรรมศีลธรรม เป็นพลเมืองดี แนวทางการพัฒนานั้น
อาจเปน็ เพยี งระดับ “ศลี ” หรอื ระดับ “สมาธ”ิ กเ็ พียงพอ ความชัดเจนในปัจจัยสามประการน้ีจะทา
ให้ประสิทธิผลและประสิทธิภาพการพัฒนามากย่ิงข้ึน แนวทางการพัฒนาท่ีกล่าวแล้วจะใช้กาหนด
หลักสูตรการพัฒนา
2. หลักสูตรการพัฒนา การกาหนดหลักสูตรเพื่อการพัฒนาจะประกอบด้วยการหา
ความจาเป็นในการฝึกอบรมขององค์การ ความจาเป็นของงาน และความจาเป็นของบุคคล การ
กาหนดวัตถุประสงค์ในด้านการพัฒนาทักษะ ความรู้หรือทัศนคติ ค่านิยม วิสัยทัศน์ การกาหนด
หลกั สูตรใหส้ อดคล้องกับวัตถุประสงค์ ระยะเวลาการจัดและดาเนินการฝึกอบรม และระยะเวลาใน
การประเมินผลการฝึกอบรม จะเห็นได้ว่าการกาหนดหลักสูตรน้ันมีท่ีมาจากความจาเป็นในการ
ฝึกอบรมหรือเป้าหมายในการฝึกอบรมท่ีองค์การ หรือตัวงานหรือปัจเจกบุคคลต้องการ ผนวกกับ
วัตถุประสงค์เฉพาะด้านในการพัฒนาท้ังความรู้ ทักษะ และทัศนคติท่ีต้องมี ซ่ึงหากเป็นการพัฒนา
แนวพุทธแล้ว ความจาเป็นดังกล่าวก็จะได้จากรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนว
พระพุทธศาสนา เป็นตัวตั้ง หลังจากน้ีจึงกาหนดระยะเวลาและการดาเนินการฝึกอบรมรวมทั้งการ
ประเมินผล กล่าวในเชิงการประยุกต์ใช้แล้วหลักสูตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธจะมี
เป้าหมายการพัฒนาและระดับความพร้อมของผู้เรียนซ่ึงกาหนดเป็นรูปแบบการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นจึงกาหนดเนื้อหาหลักธรรมท่ีจาเป็นตาม รูปแบบการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ยกตวั อย่างเช่น ผูบ้ ริหารขององค์การอาจมีรูปแบบ
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ท่ีได้จากเป้าหมายขององค์การบวกกับ
เป้าหมายส่วนบุคคลผสมผสานกับความพร้อมของผู้เรียน จะกาหนดได้เป็น รูปแบบการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ของผู้บริหารท่ีการเป็นผู้นาที่ดีจะต้องมีหลักธรรมเร่ือง
ทศพิธราชธรรมหรือพรหมวิหาร 4 นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธหรือวิทยากร ก็จะมีหน้าที่
ในการพัฒนาหลักสูตรเน้ือหาหลักธรรมรวมทั้งเทคนิคการสอนทั้งของตะวันตกและของพุทธท่ี
สอดคลอ้ งกับระบบการรับรแู้ ละเรียนร้ขู องผู้บริหาร การกาหนดหลักสูตรจึงเป็นหน้าที่ท่ีสาคัญของผู้
ท่ีจะเป็นวิทยากรทั้งที่เป็นฆราวาสหรือพระภิกษุ ท่ีจะต้องเรียนรู้ในการออกแบบหลักสูตรให้
สอดคล้องกับผู้เรียนกับรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ท่ีองค์การ
กาหนด รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมท้ังภายในและภายนอกองค์การ เม่ือกาหนดแนวทางการพัฒนาและ
หลักสตู รได้แลว้ เทคนคิ การฝึกอบรมกจ็ ะเป็นเคร่อื งมอื ทีส่ าคญั ทจี่ ะต้องพิจารณาต่อไป
3. เทคนิคการฝึกอบรมพัฒนา จากองค์ความรู้ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระแส
หลักคือทฤษฎีทางจิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ต่าง ๆ ที่พึงนามาพิจารณาใช้ในการพัฒนาทรัพยากร
มนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ในทางพุทธศาสนาการใช้องค์ความรู้จากพฤติกรรมศาสตร์น่าจะ
เปรียบเทยี บได้กับการบัญญัติข้อปฏิบัติต่าง ๆ เช่น ศีล 5 ในหลักการท่ีว่าหากปฏิบัติเช่นน้ี จะได้ผล
เชน่ ไร ตามกฎแห่งกรรม แต่การเชอ่ื มโยงให้เหน็ ผลลัพธท์ ่จี ะเกิดข้ึนจากการเปลี่ยนพฤติกรรมอาจยัง
ไมช่ ัดเจน จงึ ไม่ทาให้คนเกิดการเรียนรู้ ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เพราะอาจจะขัดแย้งกับการเรียนรู้จาก
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
สงั คมทผ่ี ไู้ มม่ ศี ีลกลบั ได้รบั รางวัล ได้รับการยกย่อง มีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีผู้นับหน้าถือตา แต่ผู้มีศีลนั้น
กลบั ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถกู กระทา ถูกเบียดเบียน มีชวี ิตอยู่อยา่ งยากจนขน้ แคน้
อย่างไรก็ตามในศีลข้อ 1 การไม่ฆ่าสัตว์และเบียดเบียนสัตว์อ่ืน หากนาไปสู่การปฏิบัติ
เช่นการรับประทานอาหารมังสวิรัติ แล้วเกิดคุณประโยชน์คือมีทั้งสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี (ได้
รางวัล) ท่เี กิดจากการน้เี ปน็ อยา่ งไร ก็นา่ จะปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมคนและเกิดการเรยี นรู้ได้
สาหรับการประยุกต์ใช้การเรียนรู้จากสังคม มาใช้ในการพัฒนาสามารถทาได้ด้วยการ
เชิดชูบุคคลตัวอย่าง ซ่ึงพฤติกรรมท่ีดี มีสัมมาทิฐิ มีศีลมีธรรม ท้ังในด้านการได้ผลตอบแทนด้วย
ความสุขท่ีมากข้ึน ความทุกข์ท่ีลดลงโดยไม่ต้องอาศัยวัตถุ หรือด้วยการบริโภคท่ีเกินพอดี บุคคล
ประเภทน้ีจะเป็นแบบอย่างให้คนในสังคมได้เรียนรู้ ได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าคนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติ
ชอบจะมีทงั้ ความสขุ มีเกยี รติ ไดร้ ับการยกยอ่ งนบั ถอื แทนการการยกย่องนับถือผู้มีเงิน เศรษฐี นัก
ธุรกิจทร่ี ่ารวยมหาศาล ขา้ ราชการหรือนักการเมืองที่มีอานาจ กล่าวโดยสรุปก็คือการเปล่ียนค่านิยม
ใหม่ด้วยการยกย่องผู้ที่ปฏิบัติธรรมนั่นเอง “การเรียนรู้จากสังคม” ยังสามารถใช้ในการกาหนด
สภาพแวดล้อมที่เอ้ืออานวยน้อมนาไปทางธรรม ไม่ใช่ไปสู่อบายมุข การรณรงค์ในยุคปัจจุบันเร่ือง
การด่ืมสรุ า หรือการงดสบู บหุ รเี่ ป็นตัวอยา่ งทด่ี ีของการสร้างสภาพแวดล้อม ป้องกันเรื่องโรคภัยหรือ
เร่ืองอุบัติเหตุ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนาสามารถใช้แนวคิดทานองน้ีได้
เชน่ เดยี วกัน โดยการขยายจากศลี ข้อเร่ืองสุรายาเมาไปยังศลี ขอ้ อื่น ๆ และไมค่ วรเน้นเฉพาะการห้าม
(เบญจศีล) แต่ยังต้องการรณรงค์ส่งเสริม (เบญจธรรม) ด้วย ถึงแม้ว่ามาตรการนี้จะยังไม่ทาให้ผู้คน
เกิดปัญญาที่แท้จริง แต่ก็สามารถลด ละ “มิจฉาทิฐิ มิจฉากัมมันตะ” ไม่ให้เพิ่มมากไปกว่าปัจจุบัน
หลังจากท่ีควบคุมความหลงไม่ให้เพ่ิมมากไปกว่าเดิมแล้ว จึงใช้เทคนิควิธีการอ่ืน ๆ มาเสริมใน
ขั้นตอนต่อไป องค์การสามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนาได้ด้วยการส่ง
บคุ ลากรขององค์การไปตามสานกั ปฏิบัติธรรมท่ีมีมาตรฐาน เพ่ือให้เขาได้อยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีสงบ
ร่มเย็น มีการกินอยู่ในกรอบของศีล 5 หรือศีล 8 แวดล้อมด้วยผู้มีศีลมีธรรมมีปัญญา ย่อมช่วย
โน้มนาให้บคุ ลากรเกิดการเรยี นรตู้ ามหลักการการเรียนร้จู ากสังคม จะมที ฤษฎีการเรียนรู้ ดงั ต่อไปนี้
ก) ทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่จาเป็นต้องนามาใช้ในการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธ การเรียนรู้ของผู้ใหญ่นั้นมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากเด็ก เช่น
ต้องการเหตุผลของการต้องเรียนรู้สิ่งใดส่ิงหนึ่ง ต้องการเรียนรู้ด้วยตนเองมากกว่ามีใครมาส่ังสอน
ประสบการณเ์ ดิม (จากหลกั ธรรมขันธ์ 5 กค็ อื สัญญาขนั ธ)์ ของผู้เรียนเป็นข้อมูลท่ีจาเป็นมากของผู้ที่
จะสอน ผู้ใหญ่จะพร้อมท่ีจะเรียนรู้หากเห็นความจาเป็นในการนาไปใช้ในการทางานหรือใน
ชีวิตประจาวัน เป็นต้น จากหลักการข้างต้นการจะทาให้ทรัพยากรมนุษย์มีความสนใจที่จะปฏิบัติ
ธรรม ต้องเร่ิมต้นที่ทาไมจึงต้องปฏิบัติธรรม หากยกตัวอย่างเรื่องการใช้หลักอริยสัจ 4 ผู้เรียนต้อง
เหน็ “ทุกข”์ ที่แทจ้ ริงเสียก่อน “ความสุข” ที่ตนประสบพบอยู่ทุกวันท่ีแท้คือรูปแบบของความทุกข์
ความรซู้ ้งึ เช่นนีจ้ ึงจะทาให้ผู้เรียนเร่ิมแสวงหาทางสาเหตุของปัญหาคือ “สมุทัย” ซึ่งสรุปรวบยอดได้
ท่ี “อวิชชา” เมื่อทราบรากฐานของปัญหาแล้ว การเรียนรู้ท่ีเพิ่มข้ึนจะทาให้ทราบว่าหนทาง
แก้ปัญหาคือการขจัดอวิชชานั้นคือมรรค 8 ซ่ึงจะนาไปสู่ “นิโรธ” ภาวะของการดับทุกข์โดยส้ินเชิง
การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์
ได้ ซึ่งพุทธทาส31 เรียกคนกลุ่มน้ีว่าเป็นคน “เจ้าปัญญา” มีปัญญามากใช้ปัญญานา อย่างไรก็ตาม
ประสบการณเ์ ดมิ ของผู้เรียนบางกลุ่มไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ในระดับน้ีจึงต้องให้แนวทางปฏิบัติท่ีเข้าใจ
ง่ายกว่า เช่น การทาบุญทาทาน การถือศีล การละเว้นอบายมุข เป็นแนวทางการพัฒนาที่ใช้ “ศีล
นา” เป็นแนวทางให้ปฏิบัติไปก่อนเป็นการ “ลด” กิเลสลง ไม่ต้องใช้ความคิดลึกซึ้ง เม่ือมีความ
พร้อมมากขนึ้ กจ็ ะเรียนรู้เรื่องที่ละเอียดลึกซ้ึงได้มากขึ้นต่อไป ความรู้ในเร่ืองการเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะ
ทาให้วิทยากรเตรียมการสอน ออกแบบหลักสูตร เลือกใช้เทคนิคและทาการสอนได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ บรรลเุ ปา้ หมายมากขนึ้
ข) การเรียนรู้จากประสบการณ์ เปน็ การเรียนรูท้ ่ีผ้เู รียนเรียนจาก “ประสบการณ์”
ประสบการณ์ที่ว่าอาจจะเป็นประสบการณ์จริงหรือประสบการณ์ท่ีเรียนรู้จากสถานการณ์ที่จาลอง
ขึน้ กไ็ ด้ ซงึ่ มี 4 ข้นั ตอน ประกอบด้วย
- เป็นการจาลองประสบการณ์ เช่นการใช้กรณีศึกษา การใช้การจาลอง
สถานการณใ์ นรูปของเกมต่าง ๆ การสาธิตให้เห็น หรือใช้การทัศนศึกษา ท้ังหมดนั้นจะทาให้ผู้เรียน
มโี อกาสทจ่ี ะประสบพบเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง
- การให้สังเกตการณ์และใช้ความคิดใคร่ครวญ เช่นการแบ่งกลุ่มระดมสมอง การ
อภปิ รายกลุ่ม มอบหมายใหส้ ังเกตเหตกุ ารณท์ ี่จะนาไปสู่บทเรยี น
- จะเป็นการสรปุ การเรียนรูจ้ ากการใชต้ รรกะทาใหเ้ กดิ เป็นแนวคิดสรุปรวบยอด
- ทดลองใช้แนวคิดที่ได้จากขั้นตอนท่ีสามทดสอบในสถานการณ์อ่ืน ๆ เพื่อการ
แก้ปญั หาตดั สินใจ
หลกั การน้ีใชส้ าหรบั การฝกึ งานจากสถานทที่ างานจรงิ หรือการเรยี นรใู้ นห้องปฏิบัติการ
วิธีการเช่นนี้จะทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ที่จะเปล่ียนแปลงความเช่ือ เปล่ียนทิฐิ เกิดปัญญาอย่างมี
ประสิทธิภาพ ซ่ึงผลลัพธ์ท่ีได้น้ีย่อมแตกต่างจากเพียงการฟังคาบอกเล่า ฟังบรรยาย หรือฟัง
เทศนเ์ ท่านนั้
การเรียนรู้เพ่ือเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ในทางพุทธธรรมอาจเปรียบเทียบได้กับการ
เปล่ียน “ทิฐิ” จากมิจฉาทิฐิไปเป็นสัมมาทิฐิ หรือจากหลักธรรมปฏิจจสมุปบาทคือการเปล่ียนท่ี
ระดับ “อปุ าทาน” ซ่งึ หากไลย่ อ้ นกลับไปดูแล้ว อุปาทานนั้นก็เกิดจาก ความอยากได้ อยากมี อยาก
เป็น (ตัณหา) และตัณหาน้ันเกิดจากความรู้สึกตอบสนองต่อสิ่งเร้า (เวทนา) และเวทนานั้นเกิดจาก
การรับรู้ (อายตนะ 6 ขันธ์ 5) ท่ีมีการ “ปรุงแต่ง” (สังขาร) ท่ีปรุงแต่งผิดเพ้ียนไปจากความจริง
เพราะมี “อวชิ ชา” คือความไมร่ ้ใู นสจั จธรรมหรอื ความหลงผดิ หลงเชอื่ หลงคดิ หลงเข้าใจ (ทิฐิ)
ไปเปน็ อยา่ งอ่ืนท่ีไม่ใชส่ จั ธรรม หรืออาจจะไปแก้ไขที่ปัจจัยอื่น ๆ ในวงจรปฏิจจสมุปบาทตามท่ีท่าน
พทุ ธทาสสอนไว้ในหนงั สอื คู่มือมนุษย์กไ็ ด้ เช่น ทส่ี งั ขารหรือ เวทนา หรือตัณหา เปน็ ตน้
31พุทธทาสภิกขุ, คมู่ ือมนษุ ยฉ์ บบั สมบรู ณ์, พมิ พค์ รั้งที่ 6, (กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพธ์ รรมสภา
, 2544), หน้า 44.
การบริหารทรัพยากรมนษุ ย์
ค) การเรียนรู้ตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์ คือการเรียนรู้ในระดับแรกคือการไม่ทา
ความชว่ั อยู่ในศลี การเรยี นร้ใู นระดบั ทีส่ องคอื การทาความดี ทาบุญสนุ ทาน เป็นคนดีของครอบครัว
ของสังคมประเทศชาติ และการเรียนรู้ในระดับท่ีสามคือการทาจิตให้บริสุทธิ์เข้าถึงความเป็น
“พุทธะ” (ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) การเรียนรู้ในสองระดับแรกนั้นคือการเรียนรู้ในระดับโลกียธรรม
และการเรียนรู้ในระดับที่สามเรียกว่าการเรียนรู้ในระดับโลกุตรธรรมซ่ึงมีปัญญ าเห็นความจริงตาม
กฎธรรมชาติ หลุดพน้ จากความจริงในระดับของการสมมติตามความเข้าใจของมนุษย์ปุถุชน (สมมติ
สัจจะ) เข้าถึงความจริงระดับสูงสุด เป็นความจริงแท้ (ปรมัตถ์สัจจะ) หรือก็คือการเห็นหรือเข้าถึง
“อริยสัจ 4” น่ันเอง คาถามหน่ึงท่ีทุกคนควรจะฝึกถามตนเองคือ “ทาไมเราจึงคิด เช่ือ หรือกระทา
อย่างที่ทุกวันน้ีเราคิด เราเช่ือ เรากระทาอยู่” การเร่ิมถามคาถามเช่นนี้จะทาให้มนุษย์หรือ “กบ”
เริ่มเห็นกะลาที่ครอบอยู่ เม่อื กบเหน็ กะลาแล้วจึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพยายามเรียนรู้ด้ินรนที่จะ
ออกจากกะลา เม่ือกบเห็นกะลาน่นั คือจดุ เรม่ิ ตน้ ของการมี “สัมมาทิฐิ” การใช้หลักธรรมกาลามสูตร
นับว่าเป็นหลักธรรมที่ดีที่จะพิจารณาถึงกรอบความคิดความเชื่อท่ีฝังอยู่ในตน เป็นการตั้งคาถามใน
ระดับรากฐาน หรือเป็นคาถามเชิงปรัชญาท่ีมีความลึกซ้ึงพอที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของ
ตนเองได้
4. การประเมินผลหลักสูตรการพัฒนา การกาหนดให้มีการประเมินหลักสูตรการ
พัฒนาจะทาให้หลักสูตรมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ประเด็นท่ีจะต้องมีการประเมินเช่น
ประสทิ ธิผลของแนวทางการพัฒนา หลักธรรมที่พัฒนา เทคนิควิธีการสอน ส่ือที่ใช้สอน วิทยากร/
อาจารย์ผู้สอน เป็นตน้ ในส่วนของการประเมนิ ประสทิ ธผิ ลการพัฒนาตามหลกั พุทธธรรมจะประเมิน
โดยใช้หลักภาวนา 4 กล่าวคือ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา (Emotional และปัญญา
ภาวนา32 หลักภาวนา 4 ก็คือฉบับย่อของมรรคมีองค์ 8 น่ันเอง การประเมินผลหลักสูตรจะทา
ให้หลักสูตรมีการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาอย่างต่อเน่ือง นอกจากการประเมินผลหลักสูตรแล้ว ระบบ
การบริหารทรพั ยากรมนุษย์โดยรวมเปน็ สิ่งจาเปน็ ต้องพิจารณาในลาดับต่อไป
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นระบบย่อยระบบหนึ่งของการบริหารทรัพยากรมนุษ ย์
ดงั นนั้ ทงั้ ระบบใหญ่และระบบย่อยดังกล่าวต้องมีความสอดคล้อง ตอบสนองซ่ึงกันและกัน เช่น การ
สรรหาคดั เลือกบคุ ลากรจะตอ้ งใช้ รูปแบบการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา เป็น
มาตรฐานในการคัดเลอื ก สาหรับระบบค่าตอบแทนต้องเป็นการตอบแทนท่ีส่งเสริมการลด ละกิเลส
ไม่ยึดติดอยู่กับการสะสมทรัพย์สินเงินทองเกียรติยศ การบริหารหรือประเมินผลงานจะต้องใช้
รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา เป็นตัวต้ังในการวัดพฤติกรรม
ทศั นคติ คา่ นยิ ม ต่าง ๆ ของบคุ ลากรว่าเปน็ ไปตามแนวทางของพุทธธรรมมากน้อยเพยี งใด
5. การประเมินผลภาพรวมของการพัฒนา การประเมินผลภาพรวมของการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ เพ่ือประเมินว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยภาพรวมประสบความสาเร็จบรรลุ
32พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), สกู่ ารศกึ ษาแนวพุทธ, พิมพ์ครัง้ ท่ี 2, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพ์องคก์ ารขนส่งสนิ ค้าและพสั ดภุ ณั ฑ,์ 2546), หนา้ 46.
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
เป้าหมายเพียงใด และมีประสิทธิภาพเพียงใด บุคลากรขององค์การมีการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
ตามหลักไตรสิกขา คือมีศีลในระดับใด มีสมาธิมากน้อยเพียงใด มีปัญญาสัมมาทิฐิมากข้ึนหรือไม่
การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์แนวพุทธนี้ทาให้องค์การเป็นองค์การที่มีระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง มี
ธรรมาภิบาล บรรษัทภิบาล มีจริยธรรม คุณธรรม ดูแลบุคลากรอย่างดี ผลิตสินค้าหรือให้บริการท่ี
รบั ผิดชอบตอ่ ผใู้ ชบ้ ริการหรอื ไม่ นอกจากพิจารณาที่ประสิทธิผลการพฒั นาแลว้ กระบวนการพัฒนาก็
เป็นปัจจัยสาคัญที่ต้องมีการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นการวางแนวทางการพัฒนา รูปแบบการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ที่กาหนดไว้ หลักสูตรการพัฒนา บทบาทหน้าที่ของ
วิทยากร ระบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์มีความสอดคล้องเพียงกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ตามแนวพระพุทธศาสนาเพยี งใด
11.5 หลกั ธรรมท่ใี ชใ้ นการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา
หลักธรรมของพระพุทธเจา้ นั้น เน่อื งจากเป็นสกุ ธรรม คือ ธรรมฝา่ ยขาวหรือธรรมฝ่ายดี
ซ่ึงเป็นกุศลธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว สามารถนามาประยุกต์ใช้กับหลักการดาเนิน
ชีวิตทั้งส่วนตนและส่วนงานได้ทุกหัวข้อธรรม ดังนั้น หลักธรรมท่ีสามารถมาประยุกต์ใช้ได้กับการ
พฒั นาทรัพยากรมนุษย์น้นั จงึ พอสรปุ ไดด้ ังนี้
สกิ ขา 3
เปน็ หลักธรรมในการพฒั นามนษุ ย์ให้เป็นผู้อยู่อย่างประเสริฐ หรือเป็นบุคคลผู้ที่มีจิตใจ
สงู ทัง้ 3 ประการ คอื 33
1) อธศิ ีลสิกขา คือ การฝึกความประพฤติสุจริต ทางกาย วาจา และอาชีวะ (หมายรวม
เอาองค์มรรค คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ) เป็นเรื่องของการฝึกฝนในด้าน
พฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมท่ีเคยชิน ศีลเป็นเครื่องมือท่ีใช้ หรือในทางสังคมท่ัวไป เรียกว่าวินัย
เป็นจุดเร่ิมต้นในขบวนการแห่งการศึกษา และการพัฒนามนุษย์ เพราะว่าวินัยเป็นเครื่องมือ
จัดเตรียม ชีวิตให้อยู่ในสภาพท่ีเอื้ออานวยต่อการพัฒนา การดาเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคมที่อยู่
รว่ มกัน ศลี หรอื วินัย จะชว่ ยจัดใหเ้ กิดความเปน็ ระเบียบ ในความเปน็ อยู่ และเอื้อโอกาส ให้เกิดการ
พัฒนา จนสามารถทาให้มนุษย์มีพฤติกรรม เกิดความเคยชินท่ีดีงามตามแบบอย่างของศีลท่ีกาหนด
ไว้ดีแล้ว ฉะน้ัน การจะฝึกให้เกิดความเคยชินในสิ่งใดส่ิงหน่ึง จะต้องมีรูปแบบ และวิธีการน้ัน ๆ
อยา่ งเช่น ศลี หรือ วินัย เปน็ ต้น ให้เปน็ อปุ กรณใ์ นการฝกึ ฝน เบื้องตน้
2) อธจิ ิตตสิกขา คอื การฝึกปรือในด้านคุณภาพ และสมรรถภาพของจิต (หมายรวมเอา
องค์ คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ) สมาธิ เป็นส่วนของการฝึกฝนในด้านจิตใจ หรือ
ระดบั จติ ใจให้เกิดการพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ คือ ในด้าน คุณธรรม เช่น ความมีเมตตากรุณา ความ
เออ้ื เฟอ้ื เผอ่ื แผ่ ความเขม้ แข็งอดทน ตลอดท้งั ความเพียรพยาม ความรับผิดชอบ ความแน่วแน่มั่นคง
33อง.ตกิ . (ไทย) 20/85/311.
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
มีสติ สมาธิ และในดา้ นทาใหเ้ กดิ ความสุข เชน่ ความผ่องใสเบกิ บาน ความรู้สึกอิ่มใจ หรือ กล่าวโดย
สรปุ วา่ การพฒั นาสขุ ภาพจติ ใหม้ คี วามมั่นคง ในการดารงอยขู่ องชวี ิตให้มีความสขุ
3) อธิปัญญาสิกขา คือ การฝึกปรือปัญญาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจสิ่งท้ังหลายตาม
ความเป็นจริงจนถึงขึ้นหลุดพ้น มีจิตใจเป็นอิสระผ่องใส เบิกบานโดยสมบูรณ์ (หมายรวมเอา
สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ) ปัญญา เป็นเร่ืองของการฝึก หรือพัฒนาในด้านความรู้ ความจริง
โดยเริม่ ตั้งแต่ ความเห็น ความเชอื่ ความเข้าใจ ความหยงั่ รใู้ นเหตุผล การรจู้ ักวินิจฉัย ไตร่ตรอง ด้วย
ความแยบยลใหเ้ ห็นตามความเปน็ จรงิ หมายความว่า รู้เท่าทันความเป็นไปของโลก และชีวิต จนทา
ใหจ้ ิตใจเปน็ อสิ ระ ขา้ มพน้ ความทกุ ข์ ปราศจากปัญหาถึงความเปน็ อิสรภาพโดยสมบูรณ์
สังคหวัตถุ 4
เป็นหลักธรรมท่ีเป็นเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ให้สามัคคี เป็น
หลกั การสงเคราะห์ซึ่งกนั และกันเพื่อให้มนษุ ย์มีการชว่ ยเหลือกนั ดังทพี่ ระพทุ ธเจ้าตรัสไว้วา่
...ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุ 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ ทาน การให้
1 เปยยวัชชะ ความเปน็ ผู้มีวาจาน่ารกั 1 อัตถจรยิ า ความประพฤตปิ ระโยชน์ 1 สมานัต
ตา ความเป็นผู้มีตนเสมอ 1 ดูกรภิกษุท้ังหลาย สังคหวัตถุ 4 ประการน้ีแล การให้ 1
ความเป็นผู้มีวาจาน่ารัก 1 ความประพฤติประโยชน์ ในโลกนี้ 1 ความเป็นผู้มีตน
สม่าเสมอในธรรมน้ันๆ ตามสมควร 1 ธรรมเหล่านั้นแล เป็นเครื่องสงเคราะห์
โลก ประดุจสลักเพลาควบคุมรถท่ีแล่นไปอยู่ไว้ได้ ฉะนั้น ถ้าธรรมเคร่ืองสงเคราะห์
เหล่าน้ี ไม่พึงมีไซร้มารดาหรือบิดาไม่พึงได้ความนับถือหรือบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร ก็
เพราะเหตุที่บัณฑิตพิจารณาเห็นธรรมเครื่องสงเคราะห์เหล่านี้ ฉะน้ัน พวกเขาจึงถึง
ความเปน็ ใหญ่ และเปน็ ท่นี ่าสรรเสริญ...34
จากพุทธพจน์ดังกล่าว จึงสามารถสรุปหลักสังคหวัตถุ 4 ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
ของการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ ไดด้ งั น้ี
1) ทาน การให้ เอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึง
ความรู้และแนะนาส่ังสอน ทานในสังคหวัตถุน้ี มุ่งเพื่อให้สงเคราะห์ผู้รับ มีความมุ่งหมายอยู่ท่ีผู้รับ
เป็นสาคัญ เช่น ช่วยเหลือสงเคราะห์กันด้วยปัจจัย 4 คือ เคร่ืองนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยา
รักษาโรค ฉะนนั้ การใหท้ านจึงควรให้ด้วยเมตตาเป็นที่ต้ัง เพื่อแสดงน้าใจไมตรี สร้างเสริมมิตรภาพ
ให้ด้วยกรุณา ต้องการช่วยปลดเปล้ืองความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่กัน ให้ด้วยมุทิตาส่งเสริม
สนับสนุนให้แก่ผู้ทาความดี มีความเจริญก้าวหน้า เพราะฉะนั้น การให้ด้วยวัตถุสิ่งของจึงมุ่ง
ประโยชนแ์ กผ่ รู้ ับ
2) ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ วาจาเป็นท่ีรัก กล่าวคาสุภาพไพเราะอ่อนหวาน
สมานฉันท์ สามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคาแสดงประโยชน์ประกอบด้วย
เหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยินดี การพูดดีมีคุณค่า เป็นส่ือสร้างความรู้ ความเข้าใจอันดี คนที่
34อง.ฺ จตุกก.(ไทย) 21/32/50-51.
การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์
พูดดี จะช่วยให้การทางานสาเร็จ การสื่อสัมพันธ์อันดีต่อกันของมนุษย์ เม่ือมีการพูดคุยกันอย่างเป็น
มติ รก็เกดิ สมั พนั ธไมตรอี ยา่ งดขี องมนุษย์
ปิยวาจา คือ คาพูดท่ีกล่าวออกมาจากใจ จริงใจ จับใจ และจูงใจ การพูดควร
ประกอบด้วยหลกั การ 4 ประการ คอื
ก) แจ่มแจ้ง คือ ขอ้ ความที่กลา่ วมคี วามชดั เจน
ข) จงู ใจ คือ พดู แล้ว จงู ใจใหค้ นทาดี มกี าลังใจ
ค) แกลว้ กลา้ คือ ทาใหผ้ ้ฟู งั มคี วามสนกุ ร่าเรงิ บนั เทงิ ใจ
ง) ร่าเรงิ คือ ทาใหผ้ ฟู้ ังมีความสนุก รา่ เรงิ บันเทิงใจ
3) อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บาเพ็ญสาธารณะ
ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม การบาเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือด้วยแรงกาย
และขวนขวายช่วยเหลือกิจกรรมต่าง ๆ บาเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งช่วยเหลือแก้ไข สามารถรักษา
ความสามัคคใี นหม่คู ณะ ชุมชน สังคม และประเทศชาติไว้ได้ ความเป็นผู้มีในเอื้อเฟ้ือเอาธุระของคน
อืน่ หรอื สังคมด้วยแรงกาย ด้วยปัญญาหรือด้วยทรัพย์ จนเต็มความสามารถท่ีจะช่วยได้ เป็นเหตุให้
รัก นบั ถือกันอย่างม่นั คง ชว่ ยให้การพัฒนาท่ีมน่ั คงและเข็มแขง็ ต่อไป
4) สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือ ทาตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่าเสมอในชน
ทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมกรับรู้แก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะบุคคล
เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมเนียมในแต่ละกรณี การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย
ปฏิบัตสิ ม่าเสมอต่อมนษุ ย์ด้วยกนั เพ่อื ให้เกดิ ประโยชนส์ ขุ ร่วมกนั ด้วยการร่วมสุขร่วมทุกข์ไม่ถือตัวมี
ความเสมอภาค วางตนเหมาะสม สามารถผูกพันรักษาความสามัคคีในสังคมมนุษย์ไว้ได้เป็นอย่างดี
เพราะมนุษย์ทั้งหลาย รักนับถือความวางตนสม่าเสมอไม่ถือตัว เป็นธรรมประจาโลกที่มนุษย์
ทั้งหลายย่อมไม่เสมอกัน ด้วยทรัพย์ ยศศักดิ์ บริวาร ศิลปวิทยา และปัญญา ที่ยิ่งหย่อนกันกว่ากัน
หากเราเคารพในความเป็นมนุษย์ ในคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างมีศักด์ิศรีเสมอกันในฐานะ
มนษุ ย์เหมือนกนั กบั เรา
พรหมวหิ าร 4
เป็นหลักธรรมประจาใจทปี่ ระเสรฐิ ทีจ่ ะเป็นตวั ช่วยในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้าน
จติ ใจได้เปน็ อยา่ งดี ประกอบด้วย35
1) เมตตา ความรัก ความปรารถนาดี การแสดงออกซึ่งมิตรภาพไมตรีทางสังคมมนุษย์
โดยปรารถนาแผ่เมตตาจิตใหท้ ุกคนมคี วามสุขกาย สขุ ใจ
2) กรุณา ความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ ปัญหาหรืออุปสรรค
ทัง้ หลาย บาบัดความทุกข์ยากเดือดรอ้ นของทรัพยากรมนุษย์ให้ประสบผลสาเร็จ ความเจริญรุ่งเรือง
35พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พมิ พ์ครั้งท่ี
12, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท สหธรรมกิ จากดั , 2546), หนา้ 124.
การบริหารทรัพยากรมนษุ ย์
ส่ิงสาคัญอย่ากรุณาจนเกินประมาณ ต้องรู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมในการทาการสงเคราะห์ ควร
ประกอบดว้ ยอเุ บกขากากับ
3) มุทิตา ความรู้สึกยินดีด้วยเมื่อเห็นบุคคลอ่ืนได้ดีมีความสุข ตัวเองก็มีจิตใจแช่มชื่น
เบิกบาน พลอยยนิ ดีปลาบปล้ืมใจไปดว้ ย เม่ือเหน็ เขาเหล่านัน้ ประสบผลสาเรจ็ มีความเจริญงอกงาม
ในตาแหน่งหน้าท่ีการงานยงิ่ ข้นึ ไป
4) อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง ต้องรักษาความยุติธรรมถูกต้อง สมควรแก่เหตุท่ีตนได้
กระทาไว้ และปฏบิ ตั ติ ามความเที่ยงธรรม โดยไมเ่ หน็ แกห่ มูพ่ วกพี่นอ้ ง
หลกั พรหมวิหารธรรมน้ี จะต้องใช้ให้ถูกต้องตามความหมายขององค์ธรรมแต่ละข้อ จึง
จะไม่เกิดความเสียหาย เป็นอคติ อันจะมีผลร้ายต่อสังคมและทรัพยากรมนุษย์ได้ จึงควรนา
หลักธรรมนี้ไปปฏิบัติให้ถูกต้อง และเหมาะสม ถึงจะเรียกได้ว่า มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่มีจิตใจเป็น
พรหม
ภาวนา 436
เป็นหลักธรรมสาหรับพัฒนา ฝึกฝน อบรมมนุษย์ที่มีชีวิตระคนอยู่ด้วยความอยากได้
อยากดี อยากมี อยากเป็น ให้มีความสามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข มีสัมมาชีพ รู้จัก
การดาเนินชีวิตตามมรรควิธีก็ด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนตามแนวพระพุทธศาสนา 4
ประการ ได้แก่
1) กายภาวนา คือ การพัฒนาฝึกฝนอบรมกาย หมายถึง พัฒนาอินทรีย์ท้ังห้า ได้แก่
ตา หู จมกู ลิ้น กาย ให้มีอินทรีย์สังวร ความสารวมในอินทรีย์ รู้จักระมัดระวังรักษาตนไม่ให้ก่อโทษ
ทางกาย และต้องรจู้ ักปรบั ตนเองใหเ้ ข้ากบั สิง่ แวดล้อมทางกายภาพทเ่ี หมาะสม
2) สีลภาวนา คือ การพัฒนาด้านศีล ความประพฤติเรียบร้อยดีงาม มีระเบียบวินัย มี
กติกาทางสังคมร่วมกัน อย่างน้อยที่สุดในระดับชาวบ้านก็คือศีลห้าข้อ เพื่อป้องกันความเดือดร้อน
เสยี หายแก่คนอ่ืน การไม่ล่วงละเมิดในสิทธิของคนอ่ืน และให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล รักษา
ผลประโยชนข์ องสว่ นรวม ประเทศชาติไวไ้ ด้
3) จติ ตภาวนา คอื การฝึกฝนอบรมจติ ใจให้มีความมั่นคง เข้มแข็ง มีความเจริญไพบูลย์
ดว้ ยคณุ ธรรมทั้งปวง เช่น ฝึกฝนตนให้มีความรัก ความเมตตาต่อสรรพสัตว์ พัฒนาจิตใจของตนให้มี
ความสงสารอยากจะชว่ ยเหลอื เพอ่ื นมนุษย์ทลี่ าบาก ท ำลังประสบกับความทุกข์นานาประการอยู่ใน
สังคมยุคปัจจบุ นั และฝกึ ฝนจติ ใจของตนใหม้ คี วามผอ่ งใส เบิกบาน ดาเนนิ ชวี ติ ด้วยความสขุ ใจ
4) ปัญญาภาวนา คือ การพัฒนาฝึกฝนอบรมตน จากการได้ศึกษา เล่าเรียน การสดับ
ตรับฟงั มามาก และการลงมอื ปฏิบตั ิตามทฤษฎที ีศ่ ึกษามาแลว้ น้นั ให้เกดิ ประโยชน์ต่อตน และคนอื่น
ส่วนปัญญาในระดบั สงู หมายถงึ การร้ตู ามสภาพของสังขารท้ังหลายทมี่ าปรงุ แต่งกันเข้า แล้วรู้จักละ
ปลอ่ ยวางสงั ขารเหลา่ นั้นเสยี ดว้ ยปัญญา คอื สัมมาทฏิ ฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสังกัปปะ (ความ
36พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พมิ พ์ครั้งท่ี 12,
(กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2546), หน้า 70.
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
ดาริชอบ) โดยมีเหตุปัจจัยให้เกิด 2 ทางคือ ปัญญาท่ีเกิดจากผู้อ่ืนชักจูง การรับฟังจากส่ือต่าง ๆ
บคุ คลท่เี ป็นกัลยาณมิตร และการใครค่ รวญดว้ ยปญั ญาของ ตนเอง
อิทธิบาท 4
เปน็ คุณเครอื่ งใหส้ าเรจ็ ความประสงค์ 4 อยา่ ง
1) ฉันทะ พอใจรกั ใครในสง่ิ น้นั
2) วริ ิยะ เพียรประกอบสง่ิ นน้ั
3) จติ ตะ เอาใจฝกั ใฝ่นัน้ สิ่งนัน้ ไม่วางธรุ ะ
4) วมิ ังสา หมน่ั ตรติ รองพิจารณาเหตผุ ล37
คณุ 4 อย่างนี้ มีบริบูรณแ์ ลว้ จะชกั นาบคุ คลใหถ้ ึงสงิ่ ทต่ี อ้ งประสงค์ไม่เหลอื วิสยั
ทง้ั นี้ องค์ประกอบของอทิ ธบิ าท 4 ประกอบด้วย38
1) ฉันทะ แปลว่า ความพอใจ ได้แก่ ความมีใจรกั ใคร่สิง่ ท่ีทาและพอใจใฝ่รักในจุดหมาย
ของสงิ่ ท่ที าน้ันอยากทาสง่ิ นั้นๆ ให้สาเร็จอยากให้งานนั้นหรือส่ิงนั้นบรรลุพูดง่าย ๆ ว่ารักงานและรัก
จุดหมายของงานพูดให้ลึกลงไปในทางธรรมว่าความรักความใฝ่ใจปรารถนาต่อภาวะดีงามเต็มเปี่ยม
สมบูรณ์ของสิ่งนั้น ๆ ของงานนั้นอยากทาใหส้ าเร็จผลตามจดุ หมายท่ีดีงามน้ันเมื่อเห็นสิ่งน้ันหรืองาน
น้ันกาลังเดินหน้าไปสู่จุดหมายก็เกิดปีติเป็นความเอิบอิ่มใจคร้ันส่ิงหรืองานท่ีทานั้นบรรลุจุดหมายก็
รับโสมนัสเป็นความฉ่าชื่นใจที่พร้อมด้วยความรู้สึกโปร่งโล่งผ่องใสเบิกบานแผ่ออกไปเป็นอิสระไร้
ขอบเขตถ้าสามารถปลุกเร้า ฉันทะ ให้เกิดอย่างแรงกล้า เกิดความรักในคุณค่าความดีงามความ
สมบรู ณ์ของส่ิงน้ันหรือจุดหมายน้ันอย่างเต็มท่ีแล้ว คนก็จะทุ่มเทชีวิตและจิตใจอุทิศให้แก่ส่ิงนั้นเมื่อ
รักแท้ก็มอบใจให้อาจถึงขนาดยอมสละชีวิตเพ่ือส่ิงน้ันได้ เมื่อมีฉันทะนาแล้วก็ต้องการทาส่ิงนั้นให้ดี
ที่สุดให้สาเร็จผลอยา่ งดที ีส่ ุดของส่ิงน้ันของงานนัน้ ไม่หว่ งพะวงกับสงิ่ ล่อเรา้ หรอื ผลตอบแทนท้ังหลาย
จิตใจก็มุ่งแน่วแน่มั่นคงในการดาเนินสู่จุดหมายเดินเรียบสม่าเสมอไม่ซ่านไม่ส่ายฉันทสมาธิ จึง
เกดิ ข้นึ โดยนยั นแ้ี ละพรอ้ มกับปธานสงั ขาร คือ ความเพยี รสร้างสรรคก์ ย็ อ่ มเกดิ ควบคูม่ าดว้ ย
2) วิริยะ แปลว่า ความอาจหาญ แกล้วกล้า บากบั่น ก้าวไป ใจสู้ ไม่ย่อท้อ ไม่หว่ันกลัว
ต่ออุปสรรคและความยากลาบากเม่ือคนรู้ว่าสิ่งใดมีคุณค่าควรแก่การบรรลุถึงถ้าวิริยะเกิดขึ้นแก่เขา
แล้ว แมไ้ ด้ยินว่าจุดหมายนัน้ จะลถุ ึงได้ยากนักมีอุปสรรคมากหรืออาจใช้เวลาเท่าน้ันปีเท่านี้เดือนเขา
ก็ไม่ท้อถอยกลับเห็นเป็นส่ิงท้าทายท่ีเขาจะเอาชนะให้ได้ทาให้สาเร็จคนที่มีความเพียรเท่ากับมีแรง
หนุนเวลาทางานหรือปฏิบัติธรรมก็ตามจิตใจจะแน่วแน่มั่นคงพุ่งตรงต่อจุดหมายสมาธิก็เกิดข้ึนได้
เรยี กวา่ เปน็ วิริยสมาธพิ ร้อมทงั้ มีปธานสงั ขาร คอื ความเพยี รสร้างสรรค์เขา้ ประกอบคูไ่ ปด้วยกนั
37ท.ี ปา. (ไทย) 11/306/277.
38พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม, พิมพค์ รั้งที่ 8, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย, 2542), หนา้ 842 – 844.
การบริหารทรพั ยากรมนุษย์
3) จิตตะ แปลว่า ความคิดจดจ่อ หรือเอาใจฝักใฝ่ ได้แก่ ความมีจิตผูกพันจดจ่อเฝ้าคิด
เรอ่ื งน้ันใจอยู่กับงานนั้นไม่ปล่อยไม่ห่างไปไหนถ้าจิตตะเป็นไปอย่างแรงกล้าในเรื่องใดเร่ืองหน่ึงหรือ
งานอย่างใดอย่างหน่ึงคนผู้นั้นจะไม่สนใจไม่รับรู้เรื่องอ่ืนๆ ใครพูดอะไรเรื่องอ่ืน ๆ ไม่สนใจแต่ถ้าพูด
เร่อื งงานนั้นจะสนใจเป็นพเิ ศษทนั ทีบางทีจดั ทาเร่ืองนั้นงานน้ันขลุกง่วนอยู่ได้ท้ังวันท้ังคืนไม่เอาใจใส่
ร่างกายการแต่งเน้ือแต่งตัวอะไรเกิดข้ึนก็ไม่สนใจเร่ืองอ่ืนเกิดข้ึนใกล้ ๆ บางที่ก็ไม่รู้ทาจนลืมวันลืม
คืนลืมกินลืมนอนความมีใจฝักใฝ่ เช่นนี้ ย่อมนาให้สมาธิเกิดข้ึนจิตจะแน่วแน่แนบสนิทในกิจที่ทามี
กาลังมากเฉพาะสาหรับกิจน้ันเรียกว่าเป็นจิตตสมาธิพร้อมกันนั้นก็เกิดปธานสังขาร คือ ความเพียร
สรา้ งสรรคร์ ว่ มสนบั สนุนไปดว้ ย
4) วิมังสา แปลว่า ความสอบสวนไตร่ตรอง ได้แก่ การใช้ปัญญาพิจารณาหมั่น
ใครค่ รวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนเกินเลยบกพร่องหรือขัดข้องเป็นต้นในกิจท่ี
ทารจู้ กั ทดลองและคิดคน้ หาทางแก้ไขปรับปรุงข้อนี้เป็นการใช้ปัญญาชักนาสมาธิซ่ึงจะเห็นได้ไม่ยาก
คนมีวิมังสาเป็นพวกชอบคิดค้นหาเหตุผลชอบสอบสวนทดลองเมื่อทาอะไรก็คิดพิจารณาทดสอบไป
เช่นคิดว่าผลน้ีเกิดจากสาเหตุอะไรทาไมจึงเป็นอย่างนี้ผลคราวนี้เกิดจากปัจจั ยที่เป็นองค์ประกอบ
เหล่าน้ีเท่าน้ันลองเปลี่ยนองค์ประกอบนั้นแล้วไม่เกิดผลอย่างที่คาดหมายเป็นเพราะอะไรจะแก้ไขท่ี
จุดไหน ฯลฯ เป็นเหตุให้จิตแน่วแน่แล่นด่ิงไปกับเรื่องท่ีพิจารณาไม่ฟุ้งซ่านไม่วอกแวกและมีกาลัง
เรียกว่าวิมังสาสมาธิซึ่งจะมีปธานสังขาร คือ ความเพียรสร้างสรรค์เกิดมาด้วยเช่นเดียวกับสมาธิข้อ
อื่น ๆ
สปั ปุรสิ ธรรม 739
เป็นอีกหลักธรรมหน่ึงท่ีมนุษย์ปฏิบัติตามแล้วสามารถทาให้บรรลุนิพพานได้หรืออาจ
กล่าวไดว้ า่ หลักธรรมทเ่ี ป็นหลกั ธรรมที่สามารถพัฒนามนษุ ยใ์ หอ้ ย่างยงิ่ ประการหนงึ่ ซง่ึ ประกอบด้วย
1) ธัมมัญญุตา รู้จักหลักการ รู้จักเหตุผล รู้กฎเกณฑ์ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
และเข้าใจสิ่งท่ีตนจะต้องประพฤติปฏิบัติ คือ รู้ว่าตาแหน่ง หน้าที่การงาน ฐานะ อาชีพ รู้จัก
รับผิดชอบตลอดถงึ ผลสาเร็จข้ันสูงสุด คือ ตามธรรมชาติของความเป็นจริง ไม่ตกเป็นทาสของความ
โลภ ความโกรธ ความหลง กเิ ลส ตัณหา อปุ าทาน
2) อัตถัญญุตา รู้ความมุ่งหมายและรู้จักผล คือ รู้ความหมายที่ตนปฏิบัติ เข้าใจ
วัตถุประสงค์ท่ีตนกระทา รู้ว่าหลักการนั้นมุ่งหมายอะไร การดาเนินชีวิตอย่างนั้น ๆ เพ่ือประโยชน์
อะไร เป็นผลดหี รือผลเสีย ตลอดถงึ ขนั้ สงู สดุ ท่ีเป็นประโยชน์ทีเ่ ปน็ แก่นสาระแหง่ ชวี ติ
3) อัตตัญญุตา รู้จักตนตามความเป็นจริง โดยฐานะภาวะ เพศ ความรู้ กาลัง
ความสามารถ คุณธรรมท่ีจะประพฤติปฏิบัติชอบได้อย่างเหมาะสม และรู้จักแก้ไขปรับปรุงให้
สอดคล้องถกู ต้องตามจดุ ม่งุ หมายปลายทางสงู สุดของการพฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์
4) มัตตัญญุตา การรู้จักประมาณในการบริโภค การใช้จ่ายทรัพย์สิน คือ รู้จักพอดี
พอเหมาะรู้จักคดิ พูด กระทากิจต่าง ๆ แต่พอดี แม้การพกั ผอ่ นสนุกสนาน กเ็ ชน่ กนั
39ที.ปา. (ไทย) 11/330/333.
การบรหิ ารทรัพยากรมนษุ ย์
5) กาลัญญุตา รู้กาลเวลาอันสมควร รู้เวลาไหน ควรทาอะไร ที่ไหน ใช้เวลาแต่พอดีใน
การดาเนินการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ หรือประกอบกิจการหนา้ ท่กี ารงานต่าง ๆ
6) ปริสัญญุตา การรู้จักชุมชน สังคม ส่ิงแวดล้อม ในถ่ิน ควรมีกริยาวาจาอย่างไร มี
ระเบียบวฒั นธรรมประเพณีอยา่ งไร ควรประพฤตติ นใหเ้ หมาะสมกบั สงั คม และสิ่งแวดล้อมนน้ั ๆ
7) ปุคคลัญญุตา การรู้บุคคล และเข้าใจความแตกต่างของบุคคลที่จะต้องเกี่ยวข้องซึ่ง
กันและกัน
จากหลักธรรมต่าง ๆ ท่ีใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ใน
ข้างต้น ประกอบด้วย สิกขา 3, พรหมวิหาร 4, สังคหวัตถุ 4, ภาวนา 4, อิทธิบาท 4 และ สัปปุริส
ธรรม 7 สามารถมาประยุกตใ์ ช้กบั การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ท้ังส้ิน เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการ
บริหารงาน ผู้วิจัยจึงใช้หลักธรรมทั้ง 6 ประการข้างต้น สาหรับงานวิจัยในครั้งนี้ เพ่ือให้บรรลุ
เป้าหมายขององค์การ อันจะทาให้ตนเองผู้อื่นและองค์การเกิดความสุขและเจริญย่ิงๆ ข้ึนไป และ
เหมาะสมกบั การพฒั นาพระสงั ฆาธิการเพ่ือประสทิ ธภิ าพในการบริหารกจิ การคณะสงฆต์ ่อไป
พระพุทธศาสนาใหม้ นษุ ย์เป็นศูนยก์ ลางในการพัฒนา กล่าวคอื มนุษยต์ ้องเป็นผกู้ ระทา
ด้วยการฝกึ อบรมใหเ้ กดิ คุณสมบตั ภิ ายในตน ซ่ึงไดแ้ ก่ คณุ สมบตั ทิ างกาย ทางศลี ทางจติ และทาง
ปญั ญาทีส่ ง่ ผลไปสู่ภายนอกตน เป็นความสัมพนั ธ์กบั มนุษยแ์ ละวตั ถุ ซง่ึ แสดงออกผา่ นพฤติกรรมทาง
กายและวาจา ดังนั้น มนุษย์จึงเป็นผู้กระทา หรือผู้สร้างให้เกิดมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ให้เกิดการ
พัฒนาในแง่ความเป็นมนุษย์ และมนุษย์ก็ยังเป็นผู้ท่ีถ่ายทอดคุณสมบัติท่ีตนทาให้มีขึ้นไปสู่ภายนอก
ซึ่งเป็นการพัฒนาในแง่ของทรัพยากรมนุษย์ ด้วยเหตุน้ีเม่ือพระพุทธศาสนาเน้นความสาคัญของ
มนุษย์ด้วยการพัฒนา ดังนั้น หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีมีต่อมนุษย์ในแง่บทบาทท่ีควร
พิจารณาต่อไปการจัดการทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา (Human Resource
Management by according to Buddhist Way) เป็นความพยายามในการนาเอาหลักธรรมของ
พระพุทธศาสนามาประยุกต์กับวิชาสมัยใหม่ รวมทั้งมนุษย์เป็นทรัพยากรท่ียอมรับกันว่ามีค่า
มากกว่าทรัพยากรใดๆ ในโลก เนื่องด้วยมนุษย์มีสติ ปัญญาอันพิสดารล้าลึกกว่าสัตว์อ่ืน ๆ มนุษย์มี
จิตใจท่ีมีศักยภาพในการรับรู้ เรียนรู้ได้ดีเย่ียมยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตท้ังหลาย การคิดค้นวิธีการในการ
บริหารทรัพยากรมนุษย์จึงมีมาควบคู่กับวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ โดยหวังว่าถ้าสามารถพัฒนา
มนุษยใ์ ห้มีศักยภาพสูงเพยี งใด โลกก็จะเจริญรุ่งเรืองมากเพียงนั้นหลักการและทฤษฎี ตลอดจนงาน
ศึกษา ค้นคว้า วิจัย เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเกิดข้ึนมากมาย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
แตเ่ ปน็ ทน่ี ่าสงั เกตว่า ยงิ่ มนุษยพ์ ฒั นาตนเองใหเ้ จริญก้าวหน้ามากข้ึน มนุษย์กลับยิ่งด้ินรน กระเสือก
กระสน เป็นทุกข์ทั้งกายและใจมากยิ่งข้ึนเช่นกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดข้ึนกับทุกประเทศ ย่ิง
เจริญมาก ยิ่งเป็นทุกข์เดือดร้อนมาก ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน หากการพัฒนาของมนุษย์ด้วยใจ
เป็นธรรมและสังเกตอย่างรอบคอบในภาพรวมแล้วจะเห็นว่ามนุษย์ในปัจจุบันยิ่งพัฒนาตนเองให้
เจริญก็ย่ิงเดินทางไปสู่จุดติดกัน อึดอัด คับข้องท้ังกายและใจ เพราะมุ่งเน้นพัฒนามิติทางวัตถุ และ
ทางกาย ย่อหย่อน ละเลยต่อการพัฒนามนุษย์ทางมิตขิ องจติ ใจ เป็นการพัฒนาแบบตัดซอยแยกส่วน
ไม่เป็นองค์รวมและไม่สมดุลกัน ชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุและวิชาการอย่างไม่
การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์
หยดุ ยง้ั แต่ชวี ติ มนษุ ยก์ ลับดิน้ รน กระเสอื กกระสนมากยง่ิ กวา่ แต่ก่อน จากปรากฏการณ์เชิงประจักษ์
ดังกล่าวทาให้น่าหันกลับไปดูว่าในอดีตที่ผ่านมาของสังคมไทยของเราพั ฒนาทรัพยากรมนุษย์กัน
อย่างไรจึงร่มเย็นเป็นสุขสร้างบ้านสร้างเมืองให้เจริญมาตามลาดับจนตกทอดมาถึงรุ่นเรา จากการ
พิจารณาสังคมไทยในอดีตพบว่า คนไทยเราพัฒนาคนในชาติด้วยมิติทางพุทธธรรม กล่าวคือ คน
ไทยใช้คาสอนในพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเป็นการพัฒนาท้ัง
จิตใจและร่างกายไปพร้อม ๆ กัน เป็นการพัฒนาแบบองค์รวมโดยใช้กิจกรรมและวิธีการที่
หลากหลายในการพัฒนา ดังจะเห็นได้ว่าประเพณีไทยก็ดี นิทานพื้นบ้านก็ดี เพลงกล่อมเด็กเพลงท่ี
ร้องเล่นกันในเวลาทางานก็ดี หรือปริศนาคาทาย วรรณกรรมต่าง ๆ ล้วนมีสาระคาสอนของ
พระพทุ ธศาสนาอยูท่ ั้งสน้ิ พุทธธรรมจึงเปน็ สว่ นหนึ่งในวิถีชวี ิตไทยมาโดยตลอด
11.6 สรุปท้ายบท
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับองค์กร การคัดเลือก การ
พัฒนาคน ตลอดท้ังการดูแลและรักษาไว้ใช้งาน ล้วนเป็นเรื่องท่ีต้องเข้าใจขั้นตอนอย่างเป็นระบบ
แต่ท่ีสาคัญคือต้องคานึงคนเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือเคารพต่อความเป็นเป็นมนุษย์ของแต่ละบุคคล
เมื่อเปรยี บเทียบการบรหิ ารทรพั ยากรบคุ คลในปัจจุบันแลว้ เง่ือนไขการทางานใช้การสร้างระบบการ
บริหารงานข้ึนมาก่อน พร้อมท้ังได้สร้างระเบียบปฏิบัติ รวมทั้งการลงโทษ และการให้ค่าตอบแทน
เงื่อนไขต่าง ๆ ถูกสร้างข้ึนมาก่อนแล้วค่อยนาคนเข้าสู่ระบบ ซ่ึงทาให้ระบบดังกล่าวนอกจากจะไม่
สอดคล้องต่อสภาพความเป็นจริงและอุปนิสัยของมนุษย์ และบางครั้งความยืดหยุ่นของเง่ือนไขต่าง
ๆ ดูจะเป็นเครือ่ งมือสาหรบั ฝา่ ยบริหารมากกว่าที่จะเป็นข้อปฏิบัติให้บุคลากรประสบความสาเร็จใน
การทางาน เนื่องจากทกุ องค์กรตอ้ งการบุคลากรทม่ี คี ุณภาพเข้ามาร่วมงาน จึงจาเป็นท่ีทุกองค์กร
จะต้องมีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ดังนั้นจึงมีความจาเป็นอย่างย่ิงที่
จะต้องกาหนดแนวปฏิบัติในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และผู้บริหาร
ควรจะยึดหลักจริยธรรมในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร ซึ่งการบริหารทรัพยากรมนุษย์ใน
พุทธศาสนาเกิดขึ้นตลอดเวลา40 นับแต่พระสงฆ์รูปแรกเกิดข้ึนในพุทธศาสนา องค์กรสงฆ์เกิดข้ึน
ภายหลังจากที่พระพุทธองค์ได้ตัดสินพระทัยที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหน่ึงในรัตนตรัยท้ัง
สาม ภายหลังจากที่พราหมณ์โกณฑัญญะได้เข้าใจคาสอนท่ีไม่เคยได้ยินได้ฟังมาจากที่แห่งใดและ
เขา้ ถึงความเป็นแก่นแท้ของสัจธรรม ตัดสินใจบวชเป็นพระสงฆ์ องค์กรสงฆ์จึงได้ถือกาเนิดข้ึนมาใน
วนั เพญ็ เดอื น 8 นบั เวลาได้ 45 ปี ก่อนจะเกิดพุทธศักราช ซึง่ นับเป็นองค์กรที่เก่าแก่มากท่ีสุดในโลก
ปัจจุบันองค์กรสงฆ์ก็คงดารงอยู่และมีหลักปฏิบัติท่ีไม่เคยเส่ือมคลาย แสดงให้เห็นหลักปฏิบัติหรือ
หลักการบริหารที่มีพลังอย่างยิ่งที่ยังคงเป็นความยึดเหนี่ยวให้องค์กรสงฆ์อยู่ได้อย่างงดงามและน่า
40 หสั ดนิ ทร์ เชาวนปรชี า, “พุทธธรรมกับการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์”, วารสารวชิ าการสถาบนั ราช
ภัฏอุตรดิตถ,์ (กมุ ภาพันธ์-กรกฎาคม, 2546), หน้า 76-84.
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
เลื่อมใสมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะผ่านร้อนหนาวมาหลายพันปี โดนมรสุมทางสังคม การเมือง ถูกบีบ
บังคับด้วยวิธีการต่าง ๆ จนกระท่ังสูญเสียฐานท่ีม่ันสาคัญในแดนเกิด องค์กรสงฆ์ก็มางอกงามใน
หลายประเทศทน่ี บั ถอื พทุ ธศาสนา
การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์
คาถามทา้ ยบท
1. จงอธบิ ายถงึ การจดั การทรัพยากรมนษุ ย์ตามแนวพระพุทธศาสนา มาพอสงั เขป
2. จงอธบิ ายการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์เชงิ พทุ ธ มาพอสงั เขป
3. จงอธบิ ายถงึ หลกั การบรหิ ารงานสมยั ใหม่ประยุกตใ์ ช้ควบคูก่ บั หลกั พทุ ธธรรม พรอ้ มยกตัวอยา่ ง
4. จงอธิบายถึงจรยิ ธรรมกบั การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์ มาพอสังเขป
การบริหารทรัพยากรมนษุ ย์
เอกสารอ้างองิ ประจาบท
1. ภาษาไทย
(1) หนังสือ:
ฌาน ตรรกวิจารณ์. “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงพุทธ”. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
(สาขาวชิ ารัฐประศาสนศาตร)์ . บัณฑติ วิทยาลยั มหาวิทยาลัยรามคาแหง, 2550.
ทววี ัฒน์ ปณุ ฑริกวิวฒั น์. พทุ ธศาสนากบั สงั คมไทยปัจจุบัน. กรุงเทพมหานคร : วถิ ีทัศน,์ 2545.
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธศาสนากับปรัชญา. กรุงเทพมหานคร : อรินทร์
พร้ินติง้ กรุป๊ , 2533.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). สู่การศึกษาแนวพุทธ. พิมพ์คร้ังที่ 2. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
องค์การขนส่งสินค้าและพสั ดุภัณฑ,์ 2546.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ถึงเวลาพัฒนาคนกันใหม่. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธรรมสภา,
2540.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม. พิมพ์คร้ังท่ี 8. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลยั , 2542.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง. พิมพ์คร้ังท่ี 30. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธ
ธรรม, 2539.
พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธวธิ ีการสอน. พมิ พค์ ร้งั ที่ 6. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม
, 2542.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). การศึกษากับการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร :
สานักพมิ พม์ ูลนิธิพทุ ธธรรม จากดั , 2544.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต). การสร้างสรรค์ปัญญาเพ่ืออนาคตของมนุษยชาติ. พิมพ์คร้ังที่
7. กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมกิ จากัด, 2540.
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งท่ี 12,
กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัท สหธรรมิก จากดั , 2546.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์คร้ังที่ 12.
กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , 2546.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม. พิมพ์คร้ังที่ 6.
กรุงเทพมหานคร : บริษทั สหธรรมกิ จากดั , 2549.
พุทธทาสภิกขุ. คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์. พิมพ์คร้ังที่ 6. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์ธรรมสภา,
2544.
พทุ ธทาสภิกขุ. เปา้ หมายของการศกึ ษา.กรุงเทพมหานคร : สานักพมิ พ์นพิ พาน, 2537.
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์คร้ังท่ี 2. กรุงเทพมหานคร :
สานกั พมิ พ์อกั ษรเจริญทัศน์, 2525.
เสฐียรพงษ์ วรรณปก. วาระสุดท้ายของพระพุทธองค์. พิมพ์คร้ังท่ี 5. กรุงเทพมหานคร :
สานกั พมิ พ์ มตชิ น, 2548.
หสั ดินทร์ เชาวนปรชี า. “พทุ ธธรรมกับการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์”. วารสารวิชาการสถาบันราช
ภัฏอตุ รดติ ถ์, กุมภาพันธ์-กรกฎาคม, 2546.
การบริหารทรพั ยากรมนุษย์
ประวตั แิ ละผลงาน
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.อนุวัต กระสังข์
1. ประวัตกิ ารศกึ ษา : นักธรรม ชัน้ เอก
: เปรยี ญธรรม 3 ประโยค
: ประกาศนยี บตั รวิชาชีพครู (ป.วค.)
: พุทธศาสตรบัณฑติ (พระพุทธศาสนา) เกียรตนิ ยิ มอันดบั 2
: พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ (พระพุทธศาสนา)
: พุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ (รฐั ประศาสนศาสตร์)
: ตาแหน่งทางวิชาการระดบั ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ สาขาวชิ ารัฐประศาสนศาสตร์
2. ประวตั ิการทางาน อาจารย์ประจาภาควชิ ารัฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลง-
กรณราชวทิ ยาลยั
3. ผลงานทางวชิ าการ
1) หนงั สือ
อนวุ ัต กระสังข.์ ทฤษฎรี ัฐประศาสนศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลยั , 2557.
อนุวัต กระสังข์. การบริหารกิจการพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2558.
อนุวัต กระสังข์. พ้ืนฐานรัฐประศานศาสตร์. พระนครศรีอยุธยา : โรงพิมพ์มหา
จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , 2560.
อนุวัต กระสังข์. พุทธนวัตกรรม 1 ทศวรรษ. พระนครศรีอยุธยา : โรงพิมพ์มหา
จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, 2560.
2) เอกสารประกอบการสอน
อนุวัต กระสังข์. การจัดการทรัพยากรมนุษย์แนวพุทธ. กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2558.
อนุวัต กระสังข์. วิทยาการบริหาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั , 2559.
3) งานวจิ ยั
1. งานวิจัยเร่ือง “การศึกษาเปรียบเทียบสถานะและองค์ความรู้สาขาวิชารัฐ
ประศาสนศาสตร์ของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั กบั สถาบันบัณฑติ พฒั นบริหาร
ศาสตร์” (ได้รบั ทุนอดุ หนนุ การวจิ ยั จากมหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ) : 2555
2. งานวิจัยเร่อื ง “การประเมินความพงึ พอใจของผ้ใู ชม้ หาบัณฑิตต่อการปฏิบัติงาน :
กรณีศึกษาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธและสาขาวิชารัฐ
ประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” (ได้รับ
ทนุ อดุ หนุนการวิจัยจากมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) : 2557
3. งานวจิ ยั เรอื่ ง “คุณลักษณะของบัณฑิตท่ีมีผลต่อการจ้างงานของบัณฑิตหลักสูตร
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
พุทธศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธและสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” (ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย) : 2557
4. งานวิจัยเรือ่ ง “การจดั การสิ่งแวดล้อมของวัดตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณา
การของคณะสงฆจ์ ังหวัดสระบุรี” (ได้รบั ทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลยั ) : 2558
5. งานวิจัยเร่ือง “มรดกโลกจังหวัดพระนครศรีอยุธยา: ปัญหา อุปสรรคและ
กระบวนการจัดการของภาคีเครือข่ายในพ้ืนที่” (ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ) : 2559
4) บทความทางวิชาการ
อนวุ ัต กระสังข์. “วัยรุ่นกับกระแสบริโภคนิยม: ปัญหา ทฤษฎีและทางออก”. นิตร
สารพทุ ธจกั ร. ปีท่ี 68 ฉบบั ที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน 2557) : 15-26
อนุวัต กระสังข.์ “พทุ ธวธิ ี: การบริหารกจิ การบ้านเมืองที่ดี”. วารสารบัณฑิตศึกษา
ปริทรรศน์. ปีท่ี 9 ฉบับพิเศษ เน่ืองในโอกาสเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสาคัญของโลก
ประจาปี 2556: 511-524
อนุวัต กระสังข์. “องค์กรภาครัฐ: การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจการ
พระพุทธศาสนา”. การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 และระดับนานาชาติ ครั้งท่ี 1
(28 มนี าคม 2559) : 54-70
อนวุ ตั กระสังข์. “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธภายใต้กระแส
บริโภคนิยม: การแก้ไขปัญหาและสร้างภูมิคุม้ กนั ”. การประชุมวิชาการระดับชาติ มจร ครั้งท่ี
1 2557 : 358-373.
อนุวัต กระสังข์. “ผู้นาในยุคโลกาภิวัตน์”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์.
ปที ่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2557) : 26-38
อนุวตั กระสังข.์ “คุณลกั ษณะของบณั ฑติ ท่มี ผี ลตอ่ การจ้างงานของบัณฑิตหลักสูตร
พุทธศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธและสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะ
สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์
ปรทิ รรศน์. ปีท่ี 4 ฉบับท่ี 1 มกราคม-เมษายน 2558) : 101-115
อนุวตั กระสงั ข.์ “การจดั การส่ิงแวดล้อมของวัดตามหลักนิเวศวิทยาเชิงพุทธบูรณา
การของคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี”. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์. ปีท่ี 4 ฉบับที่ 2
พฤษภาคม-สิงหาคม 2558) : 241-259
อนุวัต กระสังข์. “วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน”. วารสาร มจร
สังคมศาสตร์ปรทิ รรศน์. ปีที่ 4 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน-ธนั วาคม 2558)
อนุวัต กระสังข.์ “พระพทุ ธศาสนาในจีน ทเิ บต เวยี ดนาม ญี่ปุ่น : มองผ่านงานพระ
ศรคี ัมภีรญาณ (สมจนิ ต์ สมมฺ าปญฺโ ”. วารสาร มจร สงั คมศาสตร์ปรทิ รรศน์. ปีที่ 5 ฉบับที่
2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2559) : 263-277
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
อนุวัต กระสังข์. “การจัดการกิจการพระพุทธศาสนาเปรียบเทียบ : เรียนรู้
ประสบการณ์จากการศึกษาดูงานการบริหารกิจการคณะสังฆ์ สปป.ลาว”. วารสาร มจร
สังคมศาสตร์ปรทิ รรศน์. ปที ี่ 5 ฉบบั ท่ี 2 (ฉบบั พิเศษ) พฤษภาคม-สงิ หาคม 2558) : 405-424
อนุวัต กระสังข์. “อุดมการณ์รัฐไทยกับความเช่ือทางพระพุทธศาสนา”. วารสาร
มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์. ปีท่ี 6 ฉบับที่ 2 (ฉบับพิเศษ) เมษายน-มิถุนายน 2560) : 413-
424
อนุวตั กระสังข์. “การจัดการความขัดแย้งในระบบวรรณะ ของ ดร.เอ็มแบดการ์”.
วารสาร มจร สงั คมศาสตร์ปริทรรศน์. ปที ่ี 6 ฉบับที่ 2 (ฉบบั พิเศษ) เมษายน-มถิ นุ ายน 2560)
: ......
อนุวัต กระสงั ข์. “การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธภายใต้กระแส
บริโภคนิยม”. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ วิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2
พฤษภาคม-สิงหาคม 2560) : ......
อนุวตั กระสังข.์ “ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง : หลักการและวธิ ีการพฒั นาชุมชนตาม
หลกั พุทธธรรมอย่างยั่งยืน”. วารสารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราช
ภฏั สรุ นิ ทร์. ปที ่ี 19 ฉบบั พิเศษ เน่ืองในโอกาสงานคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิชาการ
ครั้งที่23 ระหว่างวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2560 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ นิ ทร์
5) ผลงานทางวชิ าการระดบั นานาชาติ
Anuwat krasang. “Senior Citizen Well Being Administration”. International
Conference on Humanities, Language, Culture & Business, Cameron
Highlands Pahang 2017. (2nd ICoHLCB) 22-23 April 2017, Hotel De'La Ferns,
Cameron Highlands Pahang, Malaysia
Anuwat krasang. “The Management of Buddhist Charity Schools
Monastery in Thailand”. The 6th International Conference on Language,
Education, Humanities and Innovation 2017 –Singapore. (6th ICLEHI
Singapore) 22-23 April 2017, Royal Plaza on Scotts Hotel, Singapore
Anuwat krasang. “Wisdom Leadership Development of Sangha in
Thailand”. Technology and Innovation International Conference 2017
(TECHON 2017). 20th - 22th May 2017, Aston Tropicana Hotel, Bandung
Indonesia
การบรหิ ารทรพั ยากรมนุษย์