เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการ
เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่
พุทธศักราช 256๔
เอกสารเสด็จตรวจราชการ
เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่
พุทธศักราช 256๔
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
กรมศิลปากรจดั พมิ พ์เผยแพร่ พทุ ธศกั ราช 2564
จ�ำ นวน ๑,๐๐๐ เล่ม
ลิขสทิ ธ์ิของกรมศิลปากร
ราคา 265 บาท
ขอ้ มูลทางบรรณานกุ รมของสำ�นักหอสมุดแหง่ ชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data
ด�ำรงราชานภุ าพ, สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยา, 2405 - 2486.
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ร.ศ. 119 - 131 (พ.ศ. 2443 - 2455).
-- กรงุ เทพฯ : ส�ำนักวรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์ กรมศลิ ปากร, 2564.
240 หน้า.
1. การตรวจราชการ. 2. ไทย -- ประวตั ศิ าสตร์ -- กรงุ รัตนโกสินทร์ -- รชั กาลที่ 5,
2411 - 2453. I. ชื่อเรือ่ ง.
959.3057
ISBN 978-616-283-565-0
ทป่ี รกึ ษา อธิบดีกรมศลิ ปากร
นายประทปี เพ็งตะโก รองอธิบดกี รมศิลปากร
นายอรุณศกั ดิ์ ก่ิงมณ ี รองอธิบดีกรมศลิ ปากร
นายพนมบุตร จันทรโชต ิ รองอธิบดีกรมศลิ ปากร
นายจารึก วิไลแกว้ ผอู้ ำ�นวยการส�ำ นักบรหิ ารกลาง
นางรกั ชนก โคจรานนท์ อดีตนักอักษรศาสตร์เช่ียวชาญ
นายธรี ะ แก้วประจันทร์ สำ�นักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
ผู้อำ�นวยการส�ำ นักวรรณกรรมและประวัตศิ าสตร์
นางสาวศุกลรัตน์ ธาราศักด ์ิ ผู้อำ�นวยการกลุ่มประวตั ิศาสตร์
นายบณั ฑติ ลิ่วชัยชาญ
บรรณาธกิ าร/คน้ คว้าเรียบเรยี ง และตรวจสอบช�ำ ระ
นางสาวเปรมา สตั ยาวฒุ ิพงศ์ นกั อักษรศาสตร์ช�ำ นาญการพิเศษ กลมุ่ ประวตั ศิ าสตร์
กองบรรณาธกิ าร นกั อกั ษรศาสตรป์ ฏบิ ัตกิ าร กลุ่มประวตั ิศาสตร์
นายชัยสิทธิ์ ปะนนั วงค ์ นักอกั ษรศาสตร์ปฏบิ ตั ิการ กลุม่ ประวตั ิศาสตร์
นายเอกลักษณ์ ลอยศักด ิ์
เอกสารตน้ ฉบับ/ภาพประกอบ
ส�ำ นกั หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ กรมศิลปากร
หอสมดุ ด�ำ รงราชานภุ าพ ส�ำ นกั หอสมดุ แห่งชาติ กรมศิลปากร
ออกแบบและพิมพท์ ่ี
บรษิ ัทอมรินทร์พรน้ิ ติ้งแอนด์พบั ลิชช่ิง จำ�กัด (มหาชน)
376 ถนนชัยพฤกษ์ แขวงตล่ิงชัน เขตตลง่ิ ชนั กรงุ เทพฯ 10170
โทรศัพท์ 0 2422 9000, 0 2882 1010
โทรสาร 0 2433 2742, 0 2434 1385
E-mail: [email protected]
Website : www.amarin.com
ค�ำ น�ำ
การเสด็จตรวจราชการตามหวั เมืองตา่ งๆ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา
ดำ�รงราชานุภาพ เมื่อคร้ังดำ�รงตำ�แหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๓๕ -
๒๔๕๘ เป็นวิธีการสำ�คัญอย่างหน่ึงในการดำ�เนินงานเพ่ือปฏิรูปการปกครองหัวเมือง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมถึงการจัดทำ�เอกสารเสด็จตรวจ
ราชการเพ่ือนำ�ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ
และมพี ระบรมราชวนิ จิ ฉยั ในกรณที เ่ี กดิ ปญั หาในการด�ำ เนนิ งาน ทง้ั ยงั ใหข้ า้ ราชการกระทรวง
มหาดไทยทงั้ ส่วนกลางและส่วนภูมภิ าคใช้เปน็ แบบอย่างในการตรวจราชการหัวเมืองสืบมา
สำ�นักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็น
หน่วยงานหลักในการศึกษาค้นคว้า อนุรักษ์ เผยแพร่และสนับสนุนงานด้านประวัติศาสตร์
และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตระหนักถึงคุณค่าและความสำ�คัญของเอกสารประวัติศาสตร์
เร่ือง “เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑
(พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)” ซ่ึงเป็นเอกสารท่ีต่อเนื่องจากหนังสือเร่ือง “เอกสารเสด็จตรวจ
ราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย ร.ศ. ๑๑๑ - ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๒๔๔๑)” จงึ ดำ�เนนิ การ
ตรวจสอบและจัดพิมพ์เพ่ืออนุรักษ์และเผยแพร่เอกสารสำ�คัญทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว
ใหเ้ ป็นที่ปรากฏสืบไป
กรมศิลปากรหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเร่ือง “เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)” จะเป็นเอกสารประวัตศิ าสตร์
ทอ่ี �ำ นวยประโยชน์ตอ่ การศึกษาคน้ ควา้ อา้ งอิงแกน่ ักเรียน นกั ศึกษา นกั วชิ าการ และผสู้ นใจ
โดยท่วั กนั
(นายประทีป เพง็ ตะโก)
อธบิ ดีกรมศลิ ปากร
ส�ำ นักวรรณกรรมและประวัตศิ าสตร์
มถิ นุ ายน ๒๕๖๔
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
คำ�ชแ้ี จง
หนงั สอื เรอ่ื ง “เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑
(พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)” เป็นการรวบรวมเอกสารเสด็จตรวจราชการหัวเมืองต่างๆ ของ
สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพ เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย ระหวา่ ง
พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕ จากส�ำ นกั หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศลิ ปากร กระทรวงวฒั นธรรม
ประกอบด้วยเอกสารท่ีมีการจัดพิมพ์เผยแพร่แล้ว และท่ียังไม่เคยจัดพิมพ์เผยแพร่มาก่อน
โดยมเี นื้อหาตามลำ�ดบั เวลา ดงั น้ี
1. การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลพิษณุโลก ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) ระหวา่ งวันที่
๖ สงิ หาคม - ๑ กันยายน ร.ศ. ๑๑๙ พบเพียง “รายงานเสด็จตรวจราชการตัง้ แตบ่ างปะอิน
ถงึ เมอื งอา่ งทอง ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)” ระหว่างวนั ท่ี ๖ - ๘ สิงหาคม ร.ศ. ๑๑๙ เท่านนั้
พิมพ์ครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. ๒๕๕๕ ในหนังสือ “การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของสมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพ” จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเน่ืองในโอกาส
ครบ ๑๕๐ ปี วันประสตู ิ และครบ ๕๐ ปีทีอ่ งค์การการศกึ ษา วิทยาศาสตร์ และวฒั นธรรม
แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ถวายพระเกยี รติเป็นบคุ คลส�ำ คญั ของโลก การจดั พิมพค์ ร้ังน้ี
นับเปน็ ครงั้ ท่ี ๒
๒. การเสด็จตรวจราชการมณฑลปาจิณบุรี เมืองชลบุรี เมืองพนัสนิคม และ
เมืองฉะเชิงเทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) ระหว่างวันท่ี ๓ - ๑๐ มกราคม ร.ศ. ๑๑๙
พมิ พค์ รงั้ แรกเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๑๕ ในหนงั สอื “จดหมายเหตรุ ะยะทางเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
เสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งใน ร.ศ. ๑๑๗, ๑๑๙” พมิ พเ์ ปน็ อนสุ รณใ์ นงานท�ำ บญุ อายคุ รบ ๖๐ ปี
ของพระเทพสุเมธี ณ วดั พระศรีมหาธาตวุ รมหาวิหาร วนั ท่ี ๓ เมษายน พทุ ธศักราช ๒๕๑๕
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้จัดพิมพ์อีกครั้งในหนังสือ “การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของ
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพ” การจัดพมิ พ์ครั้งนีน้ บั เปน็ คร้ังท่ี ๓
๓. การเสด็จตรวจราชการเมืองนครราชสิมา ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ต้นฉบับ
เอกสารจากสำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เรื่อง กรมหลวงดำ�รงราชานุภาพไปตรวจ
การมณฑลนครราชสีมา และมณฑลอุดรอิสาณ (๒๑ มกราคม ร.ศ. ๑๒๑ - ๗ กุมภาพันธ์
ร.ศ. ๑๒๕) “การที่แปลกเปลี่ยนในโคราชต้ังแต่มีรถไฟ” ซึ่งสำ�เนาต้นฉบับเคยจัดพิมพ์
เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ ในหนังสือ “สมเด็จฯ กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพ เสด็จไป
ตรวจราชการมณฑลนครราชสมี า และมณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. ๑๒๕ พ.ศ. ๒๔๔๙”
(5) สำ�นักวรรณกรรมและประวัตศิ าสตร์
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๔. การเสด็จตรวจราชการเมืองสพุ รรณบรุ ี ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖) ระหว่างวนั ที่
๒๒ กมุ ภาพันธ์ - ๑ มนี าคม ร.ศ. ๑๒๒ จดั พมิ พ์ครง้ั แรกในหนงั สือ “การเสด็จตรวจราชการ
หัวเมืองของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพ” เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕
การจดั พิมพ์ครง้ั นน้ี ับเปน็ คร้งั ท่ี ๒
๕. การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือถึงมณฑลเพ็ชรบูรณ์ ร.ศ. ๑๒๓
(พ.ศ. ๒๔๔๗) ระหว่างวันที่ ๒๑ มกราคม - ๒๕ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๓ ต้นฉบับเอกสาร
ประกอบดว้ ย
- รายงานเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลเพช็ รบรู ณ์ มณฑลกรงุ เกา่ มณฑลนครสวรรค์
ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) เป็นเอกสารจากสำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซ่ึงยังไม่เคย
จัดพิมพ์เผยแพรม่ ากอ่ น
- พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำ�รงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
เสด็จตรวจราชการมณฑลเพ็ชร์บูรณ์ เป็นเอกสารจากราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๑ ลงวันที่
๑๒ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๓
- เรื่องเท่ียวท่ีต่างๆ ภาค ๓ เล่าเรื่องเที่ยวมณฑลเพชรบูรณ์ จัดพิมพ์ครั้งแรก
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ พระยาประทุมเทพภักดี (อ่วม บุณยรัตพันธุ์) พิมพ์ในงานปลงศพ
ท่านผู้หญิงสัมฤทธ์ิ ศรีธรรมาธิราช เวก บุณยรัตพันธ์ุ ตจ. เม่ือปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓
มีการจัดพิมพ์อีก ๘ ครั้งใน พ.ศ. ๒๔๖๖ พ.ศ. ๒๔๖๙ พ.ศ. ๒๔๗๓ พ.ศ. ๒๕๐๑
พ.ศ. ๒๕๐๔ พ.ศ. ๒๕๑๐ พ.ศ. ๒๕๑๙ และ พ.ศ. ๒๕๕๕ การจดั พมิ พ์คร้งั น้ีนบั เปน็ ครั้งที่ ๑๐
๖. การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) ต้นฉบับ
เอกสารจากส�ำ นกั หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ เรอ่ื ง กรมหลวงด�ำ รงราชานภุ าพไปตรวจการใน
หวั เมอื งปกั ษใ์ ต้ (๗ มถิ นุ ายน - ๑๔ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๕) ซง่ึ ยงั ไมเ่ คยจดั พมิ พเ์ ผยแพรม่ ากอ่ น
๗. การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ
ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) ระหว่างวันที่ ๑๕ ธนั วาคม - ๙ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๕ ต้นฉบบั
เอกสาร ประกอบดว้ ย
- รายงานเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ
ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) เอกสารจากส�ำ นกั หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ เร่ือง กรมหลวงด�ำ รง
ราชานภุ าพไปตรวจการมณฑลนครราชสมี า และมณฑลอดุ รอสิ าณ (๒๑ มกราคม ร.ศ. ๑๒๑ -
๗ กมุ ภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๕) ซง่ึ สำ�เนาตน้ ฉบับเคยจดั พมิ พเ์ ผยแพรเ่ ม่ือ พ.ศ. ๒๕๓๘ ในหนงั สอื
“สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพ เสดจ็ ไปตรวจราชการมณฑลนครราชสมี า และมณฑล
อุดรอสี าณ ร.ศ. ๑๒๕ พ.ศ. ๒๔๔๙”
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย (6)
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
- เรอ่ื งเทย่ี วทต่ี า่ งๆ ภาคท่ี ๔ วา่ ดว้ ยเทย่ี วมณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ จดั พมิ พ์
คร้ังแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ อำ�มาตย์เอก พระยาเวชสิทธิพิลาศ พิมพ์ในงานปลงศพสนอง
คณุ มารดา เมื่อปวี อก พ.ศ. ๒๔๖๓ มกี ารจัดพมิ พ์อกี ๔ ครั้งใน พ.ศ. ๒๔๖๖ พ.ศ. ๒๕๑๒
และ พ.ศ. ๒๕๓๘ (จดั พมิ พใ์ นชอื่ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพเสดจ็ ไปตรวจราชการ
มณฑลนครราชสีมา และมณฑลอุดรอีสาน ร.ศ. ๑๒๕ พ.ศ. ๒๔๔๙) และ พ.ศ. ๒๕๕๕
ในหนังสือ “การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา
ด�ำ รงราชานภุ าพ” การจัดพมิ พ์ครง้ั นน้ี บั เป็นครงั้ ท่ี ๖
๘. การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) ระหว่าง
เดือนมิถุนายน - ๗ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๗ พิมพ์คร้ังแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๕ ในหนังสือ
“การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งของสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพ”
การจัดพมิ พค์ รง้ั นีน้ ับเป็นคร้งั ที่ ๒
๙. การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ระหว่าง
เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ร.ศ. ๑๓๑ เป็นเอกสารจากสำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
ซึง่ ยงั ไมเ่ คยจัดพิมพเ์ ผยแพร่มาก่อน
การรวบรวมตรวจสอบชำ�ระและจัดพิมพ์เผยแพร่ “เอกสารเสด็จตรวจราชการ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)” ครั้งน้ี
นับเป็นคร้ังที่ ๑ กรมศิลปากร โดยสำ�นักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ มอบให้
นางสาวเปรมา สัตยาวุฒิพงศ์ นักอักษรศาสตร์ชำ�นาญการพิเศษ กลุ่มประวัติศาสตร์
พิจารณาด�ำ เนนิ การตรวจสอบชำ�ระและทำ�หนา้ ที่บรรณาธิการ โดยก�ำ หนดแนวทาง ดงั นี้
๑. เนื้อหา บรรณาธิการได้พิจารณาสอบค้นและรวบรวมต้นฉบับเดิมซึ่งเก็บรักษาอยู่
ในสำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นหลักในการตรวจสอบชำ�ระ และหากเอกสารดังกล่าว
เคยจัดพิมพ์เผยแพร่แล้วจะนำ�มาตรวจสอบด้วย ซึ่งการพิมพ์เผยแพร่ครั้งนี้ รักษาอักขรวิธี
ตามต้นฉบับจากสำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เพ่ือให้ทราบถึงลักษณะ
วิธีการเขียนและการออกเสียงของคำ�ศัพท์ต่างๆ ในสมัยน้ันๆ อันเป็นประโยชน์ในด้าน
อักษรศาสตร์ และสามารถนำ�มาใช้เป็นหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ดี
ได้มีการแบ่งวรรคตอนและจัดเรียงเอกสารใหม่ตามลำ�ดับเวลาการเสด็จตรวจราชการ
เพอื่ ความสะดวกในการศึกษาคน้ คว้ายิง่ ข้ึน
ในการน้ี บรรณาธิการได้พิจารณาค้นคว้าเรียบเรียงบทความวิชาการเร่ือง “สมเด็จ
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพกบั การปฏริ ปู มณฑลเทศาภบิ าล” เพอื่ เพม่ิ พนู
ความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั บริบททางประวัติศาสตรแ์ กผ่ ้ศู ึกษาคน้ ควา้ ไว้ดว้ ย
(7) ส�ำ นักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
๒. เชิงอรรถ บรรณาธิการได้พิจารณาจัดทำ�เชิงอรรถอธิบายความเพิ่มเติม
เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติบุคคล สถานท่ี และ
เหตกุ ารณส์ �ำ คญั ตา่ งๆ อนั จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การศกึ ษาคน้ ควา้ ตอ่ ไป เชงิ อรรถจะเปน็ ตวั เลข
ก�ำ กบั เรม่ิ นบั ใหมใ่ นแตล่ ะหนา้ หากเปน็ เชงิ อรรถเดมิ ตวั เลขก�ำ กบั จะอยใู่ นวงเลบ็ สว่ นเชงิ อรรถ
ใหม่ในการจัดพิมพ์ครั้งน้ี ตัวเลขกำ�กับจะไม่ใส่วงเล็บ และส่วนที่บรรณาธิการเพิ่มเติมจาก
เชิงอรรถเก่าจะอยใู่ นเคร่ืองหมาย [...]
๓. ภาพประกอบ การจดั พมิ พค์ รงั้ น้ี บรรณาธกิ ารไดเ้ พิ่มภาพประกอบ โดยพจิ ารณา
ค้นคว้าภาพท่ีเกี่ยวข้องกับเน้ือหาจากหอสมุดดำ�รงราชานุภาพ สำ�นักหอสมุดแห่งชาติ
และสำ�นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพ่ือเพ่ิมพูนความรู้และความเข้าใจในเนื้อหาสาระแก่
ผ้อู า่ นยง่ิ ขน้ึ
“เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑
(พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)” ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพ นับเป็นเอกสารทาง
ประวตั ศิ าสตรอ์ นั ทรงคณุ คา่ ทสี่ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ สภาพทางภมู ศิ าสตร์ พฒั นาการทางการเมอื ง
การปกครอง เศรษฐกจิ สงั คมและวัฒนธรรม ในชว่ งการปฏริ ูปการปกครองประเทศในสมัย
รัชกาลท่ี ๕ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากรายละเอียดของเอกสารตรวจราชการหัวเมืองใน
การเดินทางแต่ละครั้ง มักมีแบบแผนคล้ายกัน กล่าวคือ การรายงานเก่ียวกับการเดินทาง
ตง้ั แตผ่ รู้ ว่ มเดนิ ทาง วธิ กี ารเดนิ ทาง และเสน้ ทางการเดนิ ทาง เปน็ การสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ สภาพ
การเดินทางจากพระนครไปตามหัวเมืองต่างๆ ของผู้คนในสมัยน้ัน การอธิบายถึงสถานท่ี
ในแต่ละเมืองที่เสด็จตรวจราชการ การสำ�รวจวิถีชีวิตความเป็นอยู่วัฒนธรรมและประเพณี
ต่างๆ หรือการทำ�มาหากินของผู้คนแต่ละท้องถิ่นว่ามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
หรือมีความต่างจากที่เคยเสด็จตรวจราชการครั้งก่อนหรือไม่อย่างไร บรรณาธิการหวังเป็น
อยา่ งยง่ิ วา่ หนงั สอื “เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑
(พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)” จะอำ�นวยประโยชนแ์ กท่ า่ นผู้สนใจโดยทว่ั กนั
บรรณาธกิ าร
สารบัญ
หนา้
ค�ำ นำ�
ค�ำ ชีแ้ จง
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพ (10)
กบั การปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาล
การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลพษิ ณุโลก ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) ๑
- รายงานเสดจ็ ตรวจราชการตั้งแต่บางปะอนิ ถึงเมอื งอ่างทอง ร.ศ. ๑๑๙ 1
(พ.ศ. ๒๔๔๓)
การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจิณบุรี เมอื งชลบุรี เมืองพนสั นคิ ม 13
และเมืองฉะเชิงเทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
- รายงานเสดจ็ ตรวจราชการเมืองชลบรุ ี เมืองพนัสนิคม และเมอื งฉะเชิงเทรา 13
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
การเสดจ็ ตรวจราชการเมอื งนครราชสิมา ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) 34
- รายงานเสดจ็ ตรวจราชการเมอื งนครราชสิมา ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) 34
การเสด็จตรวจราชการเมอื งสุพรรณบรุ ี ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖) 36
- รายงานเสด็จตรวจราชการเมืองสพุ รรณบุรี ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖) 36
การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งฝา่ ยเหนอื ถงึ มณฑลเพช็ รบรู ณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) 58
- รายงานเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลเพ็ชรบรู ณ์ มณฑลกรุงเกา่ มณฑลนครสวรรค์ 58
ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
- พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงดำ�รงราชานภุ าพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 70
เสดจ็ ตรวจราชการมณฑลเพ็ชรบ์ รู ณ์
- เรื่องเทีย่ วท่ีตา่ ง ๆ ภาค ๓ เลา่ เร่ืองเทีย่ วเมืองเพชรบูรณ์ 71
การเสด็จตรวจราชการหัวเมืองปกั ษ์ใต้ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) 86
- รายงานเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งปักษใ์ ต้ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) 86
การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า มณฑลอดุ ร และมณฑลอิสาณ 99
ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) 99
- รายงานเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา มณฑลอดุ ร และมณฑลอิสาณ
ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)
- เรื่องเท่ียวท่ตี า่ งๆ ภาคที่ ๔ วา่ ด้วยเท่ียวมณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ 120
การเสด็จตรวจราชการหวั เมืองฝ่ายเหนือ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) 182
- รายงานเสด็จตรวจราชการหัวเมืองฝา่ ยเหนือ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) 182
การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองปักษใ์ ต้ ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) 194
- รายงานเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) 194
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำ�รงราชานภุ าพ
กับการปฏริ ปู มณฑลเทศาภิบาล
ภายหลงั การปฏริ ปู การปกครองครง้ั ใหญใ่ นสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ -
๒๐๓๑) รูปแบบการปกครองดังกล่าวได้ใช้ต่อเน่ืองกันมายาวนานกว่า ๔๐๐ ปี มีแต่เพียงการ
ปรับเปล่ียนรูปแบบการปกครองบางส่วนให้เหมาะสมตามกาลสมัยเท่านั้น จนกระท่ัง
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีการปฏิรูปการปกครองคร้ังใหญ่
อีกครั้งหนึ่งของสยามประเทศ เป็นการปฏิรูปการปกครองท้งั ส่วนกลาง ส่วนท้องถ่นิ และการ
ปฏริ ปู การปกครองหวั เมอื งเปน็ แบบมณฑลเทศาภิบาล
การปกครองของไทยก่อนการปฏริ ปู มณฑลเทศาภบิ าล
ก่อนการปฏิรูปการปกครอง พ.ศ. ๒๔๓๕ การปกครองของไทยเป็นระบบท่ีใช้สืบเน่ือง
กนั มาตง้ั แตส่ มยั อยธุ ยา มตี �ำ แหนง่ อคั รมหาเสนาบดี ๒ ต�ำ แหนง่ คอื สมหุ พระกลาโหม ปกครอง
บังคับบัญชาฝ่ายทหารและพลเรือนทางหัวเมืองฝ่ายใต้ และสมุหนายก ปกครองบังคับบัญชา
ฝา่ ยทหารและพลเรือนทางหวั เมอื งฝ่ายเหนือ และมตี ำ�แหนง่ เสนาบดีจตสุ ดมภ์ ๔ ต�ำ แหน่ง คือ
กรมเวียงหรือกรมเมืองหรือนครบาล ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในพระนคร กรมวัง
หรือธรรมาธิกรณ์ มีหน้าท่ีเก่ียวกับงานในราชสำ�นัก กรมคลังหรือโกษาธิบดีมีหน้าท่ีรับจ่าย
และเก็บรักษาพระราชทรัพย์ จัดการเรื่องสินค้าของหลวง และการค้าขายกับต่างประเทศโดย
ผ่านกรมท่าซ่ึงอยู่ใต้บังคับบัญชา และกรมนาหรือเกษตราธิบดี ดูแลตรวจตราเร่ืองการทำ�ไร่นา
เก็บข้าวขึ้นฉางหลวงเพอื่ ใชเ้ ป็นเสบียงในยามศกึ สงคราม การเก็บเงินคา่ นาหรอื ภาษหี างขา้ ว
การปกครองหัวเมืองแบง่ ออกเป็น หวั เมืองชนั้ ใน หวั เมอื งช้ันนอก และเมอื งประเทศราช
หัวเมืองชั้นในหรือเมืองที่อยู่รอบๆ เมืองราชธานีกำ�หนดให้เป็นเมืองช้ันจัตวา เรียก
ผู้ว่าราชการเมืองว่า ผู้รั้ง แต่ไม่มีอำ�นาจเท่ากับเจ้าเมือง และมีกรมการช้ันผู้น้อยลงมาเรียกว่า
จ่าเมืองและศุภมาตราเปน็ ผดู้ ูแล โดยปฏบิ ัติตามคำ�สง่ั ของเจ้ากรมต่างๆ ในราชธานี
หวั เมืองชน้ั นอกหรือเมืองพระยามหานคร เปน็ เมอื งทอ่ี ยู่ห่างไกลออกไป แบง่ ตามลำ�ดบั
ขนาดและความส�ำ คัญของเมอื งเปน็ เมืองชน้ั เอก โท และตรี แตล่ ะเมืองมีเมืองขนึ้ ในอาณาเขต
ของตนเหมือนกับราชธานี พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระราชวงศ์หรือข้าราชการช้ันสูงศักดิ์
เปน็ เจ้าเมอื ง มีอ�ำ นาจบังคบั บญั ชาสิทธ์ิขาดในฐานะผแู้ ทนพระองค์
เมอื งประเทศราช คอื เมอื งทอี่ ยตู่ ามชายแดนพระราชอาณาเขต เปน็ เมอื งของชนตา่ งชาติ
มไิ ดเ้ ขา้ ควบคมุ การบรหิ ารเมอื งประเทศราชโดยตรง ยงั คงใหเ้ จา้ นายของชนชาตนิ นั้ เปน็ ผปู้ กครอง
(11) สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพ
กบั การปฏริ ปู มณฑลเทศาภบิ าล
เพยี งแตผ่ ทู้ จ่ี ะเปน็ เจา้ เมอื งตอ้ งไดร้ บั การแตง่ ตงั้ จากพระมหากษตั รยิ น์ อกจากนี้ เมอื งประเทศราช
มีหน้าทีส่ ่งต้นไม้เงนิ ตน้ ไม้ทอง กบั เคร่อื งราชบรรณาการเขา้ มาถวายมกี �ำ หนด ๓ ปี ต่อ ๑ คร้งั
และเมื่อเกดิ ศกึ สงครามต้องส่งกองทพั มาชว่ ย
ในการควบคุมดูแลหัวเมืองนั้น ส่วนกลางเพียงแต่บัญญัติวิธีการปกครองหัวเมืองไว้ใน
พระราชกำ�หนดกฎหมายต่างๆ เพื่อควบคุมบรรดาเจ้าเมืองท้ังหลายให้ปกครองบ้านเมืองด้วย
ความยุติธรรม และตามความประสงค์ของส่วนกลางเท่านั้น เช่น เจ้าเมืองจะต้องมารายงาน
ข้อราชการเป็นระยะ จะเข้ามาในราชธานีได้จะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อน
เจา้ เมอื งตอ้ งตรวจอาณาเขตใหท้ ว่ั ถงึ ตอ้ งรจู้ กั คนแปลกหนา้ ทกุ คนทเี่ ขา้ มาอาศยั ในเมอื ง เจา้ เมอื ง
จะใช้อำ�นาจโดยมิชอบไม่ได้ ต้องมีรายชื่อช้างท่ีอยู่ในเมือง เจ้าเมืองมีอำ�นาจแต่งต้ังบุคคล
ท่ีมีอาวุโสและรักษาความยุติธรรมทั้งปวง1 แต่ในทางปฏิบัติ การควบคุมให้เป็นไปตามบท
บัญญตั เิ ปน็ ไปโดยยาก เนอื่ งจากมีอปุ สรรคสำ�คัญ ๓ ประการ กลา่ วคือ
๑. ปัญหาการคมนาคมและการสื่อสารไม่สะดวก เนื่องจากเส้นทางติดต่อระหว่างเมือง
ยังทุรกันดาร บางแห่งใช้ได้เฉพาะฤดูกาล ทำ�ให้ส่งข้อราชการจากส่วนกลางทำ�ได้ไม่สะดวก
และใชเ้ วลานาน เช่น เมืองพิษณโุ ลกต้องใช้เวลาเดนิ ทางกวา่ ๑๐ วัน2 เมืองปตั ตานตี อ้ งใช้เวลา
เดินทางเป็นแรมเดือน ดงั น้นั หวั เมืองทีย่ ิง่ หา่ งไกลจงึ ยิ่งเปน็ อสิ ระจากรฐั บาลส่วนกลาง อีกทัง้
ท้องตราข้อบังคับหรือแบบแผนท่ีส่ังไปจากส่วนกลาง ยากท่ีจะรู้ว่าหัวเมืองเข้าใจหรือทำ�การท่ี
ส่ังนั้นเพียงไร
๒. การขาดเอกภาพในการควบคุมหัวเมิือง เน่ืองจากการควบคุมดูแลหัวเมืองจะขึ้นกับ
๓ หน่วยงานด้วยกัน คอื อัครมหาเสนาบดที ่สี มุหนายก หวั หนา้ ขา้ ราชการฝา่ ยพลเรือน ดแู ล
ปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง สมุหพระกลาโหม หัวหน้าข้าราชการฝ่ายทหาร ดูแล
ปกครองหวั เมอื งฝา่ ยใตท้ งั้ ปวง และเสนาบดที พี่ ระคลงั (กรมทา่ ) ดแู ลปกครองหวั เมอื งชายทะเล
ตะวันออก ส่งผลให้การปกครองหัวเมืองในพระราชอาณาจักรไม่เป็นเอกภาพและอำ�นาจ
สว่ นกลางยงั ควบคมุ ไมท่ ว่ั ถงึ
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงตระหนกั วา่ การปกครองแบบเดมิ ไมเ่ หมาะสม
กับสภาพบ้านเมืองท่ีเปลี่ยนแปลงไป อีกท้ังแต่ละหน่วยงานยังทำ�งานซำ้�ซ้อนและก้าวก่ายกัน
1 กฎหมายตราสามดวง เลม่ ๕ (พระนคร: องค์การคา้ ของครุ สุ ภา, ๒๕๐๒), หน้า ๓๗ - ๓๘. (พระนคร:
2 สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ และพระยาราชเสนา, เทศาภบิ าล
โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, ๒๕๐๓. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาอรรถกระวีสุนทร
(สงวน ศตะรตั - อรรถกระวีสุนทร) ณ สุสานหลวงวัดเทพศิรนิ ทราวาส วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๐๓), หน้า ๔๔.
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย (12)
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
เพราะต้องรับผิดชอบงานทุกด้าน ทั้งงานมหาดไทย กลาโหม คลัง และยุติธรรม ส่งผลให้
สมรรถภาพในการควบคมุ หัวเมอื งไม่มีประสทิ ธิภาพ และทำ�ให้งานราชการต่างๆ คง่ั ค้างสะสม
เปน็ อนั มาก1
๓. การขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร ทำ�ให้ส่วนกลางไม่สามารถจัดหาข้าราชการ
ไปประจำ�หน่วยงานในหัวเมอื งไดค้ รบถว้ น การแตง่ ต้ังกรมการและเจา้ หน้าที่ต่างๆ ในหัวเมือง
จึงข้ึนอยู่กับเจ้าเมือง โดยเฉพาะหัวเมืองท่ีห่างไกลอำ�นาจส่วนกลางย่ิงไม่สามารถเข้าควบคุม
กจิ การตา่ งๆ อยา่ งใกลช้ ดิ โดยตรง สง่ ผลใหเ้ จา้ เมอื งมอี �ำ นาจมากขน้ึ เสมอื นเปน็ เจา้ ชวี ติ ประกอบกบั
ลักษณะการปกครองแบบกินเมือง ราษฎรจึงต้องแบ่งปันผลประโยชน์ท่ีหามาได้ให้เจ้าเมือง
ซึง่ เปน็ ผกู้ �ำ หนดการเก็บภาษี และการเกณฑต์ า่ งๆ รวมทงั้ การพิจารณาคดคี วามตามอำ�เภอใจ2
แนวพระราชด�ำ ริในการปฏริ ูปการปกครอง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแก้ไขการปกครองทั้งส่วนกลาง ส่วน
ท้องถ่นิ และการปกครองหวั เมอื ง
การปกครองสว่ นกลาง ยกเลิกตำ�แหนง่ อัครมหาเสนาบดี ๒ ตำ�แหน่ง และจตุสดมภ์ ๔
ตำ�แหน่ง ทรงตั้งคณะเสนาบดีแบบยุโรปข้ึนเป็น ๑๒ กระทรวง โดยคงตำ�แหน่งเสนาบดีเดิม
ไว้ท้ัง ๖ กระทรวง แล้วเพ่ิมกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุทธนาธิการ กระทรวง
ยตุ ธิ รรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ และกระทรวงมุรธาธร เสนาบดีแตล่ ะกระทรวง
จะมีศกั ดิเ์ สมอกัน ทรงเรมิ่ ด�ำ เนินการฝึกหดั ผซู้ ึ่งจะเปน็ เสนาบดีต้งั แต่ พ.ศ. ๒๔๓๑3 จนกระทั่ง
พ.ศ. ๒๔๓๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังเสนาบดีรับผิดชอบแต่ละกระทรวง ท้ังนี้
โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพ เมื่อครั้งยังทรงดำ�รง
พระอิสริยยศพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำ�รงราชานุภาพ เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ดังความในพระราชหัตถเลขา ที่ ๖๕๗/๑๑๐ จ. ๖๓ ถึงทปี่ ระชุมเสนาบดี ลงวันที่ ๒๙ มนี าคม
ร.ศ. ๑๑๐ ความวา่
1 อา่ นรายละเอยี ดใน เจา้ นายและขา้ ราชการกราบบงั คมทลู ความเหน็ จดั การเปลย่ี นแปลงราชการแผน่ ดนิ
ร.ศ. ๑๐๓ และพระราชด�ำรสั ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงแถลงพระบรมราชาธิบาย
แก้ไขการปกครองแผ่นดนิ , พมิ พ์คร้งั ที่ ๕ (กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั จนั วาณิชย์ จ�ำกัด (โรงพมิ พจ์ นั หวา่ เดิม), ๒๕๒๖.
คณุ หญงิ ทศั นาวลยั ศรสงคราม พมิ พถ์ วายเนอ่ื งในงานฉลองพระชนั ษาครบ ๖๐ พรรษาของสมเดจ็ พระเจา้ พน่ี างเธอ
เจา้ ฟา้ 32ก ัลสเยรมอื่าเณงดเจ็ดวิ พฒัยี รวนะกาเนัจา,พ้ บหุทรนธมา้ ศว๕ักงรศ.าเ์ ธชอ๒ก๕รม๒พ๖ร),ะหยานดา้ �ำร๖ง๘รา-ชา๑น๐ภุ ๒า.พ และพระยาราชเสนา, เทศาภบิ าล, หนา้ ๒๔ - ๓๐.
(13) สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพ
กบั การปฏิรปู มณฑลเทศาภิบาล
...ดว้ ยคดิ เห็นว่า ราชการในตำ�แหน่งเสนาบดีทกุ วนั นี้ ตอ้ งกวดขนั เอาให้ได้ราชการ
จริงเปน็ประมาณ ทั้งทุกวันนี้ ก็จัดเปน็ตำ�แหน่งมีเงินเดือนทุกกรม ต้องใช้เงินมากกว่า
แต่กอ่ นหลายสิบเทา่ จงึ่ จ�ำ เปนต็ ้องกวดขันใหก้ ารเปน็ได้จรงิ จะปล่อยลาๆ เหมือนอยา่ ง
แตก่ ่อนนนั้ มิได.้ ..
ส่วนตำ�แหน่งเสนาบดีกรมมหาดไทยนั้น เห็นว่ากรมหม่ืนดำ�รงราชานุภาพเป็น
ผู้มีความสามารถที่จะทำ�การในตำ�แหน่งได้ ควรจะเปลี่ยนกรมหมื่นดำ�รงมาเปน็เสนาบดี
กรมมหาดไทย...1
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มีพระราชดำ�ริเก่ียวกับการปกครองหัวเมืองว่า
การท่ีหัวเมืองแยกกันขึ้นบังคับบัญชาเป็นการยากที่จะจัดการปกครองให้เป็นระเบียบแบบแผน
เรียบร้อยเหมือนกันได้ทั่วทั้งพระราชอาณาจักร จึงมีพระราชประสงค์จะให้กระทรวงมหาดไทย
รบั ผดิ ชอบการปกครองในฝา่ ยพลเรอื น และการบงั คบั บญั ชาหวั เมอื งตลอดทงั้ พระราชอาณาเขต
แต่ในระยะแรกโปรดใหเ้ ปน็ ไปตามธรรมเนยี มเดมิ ไปกอ่ น กล่าวคือ กระทรวงมหาดไทยมหี นา้ ท่ี
บังคบั บัญชาหวั เมืองฝ่ายเหนือ กบั หวั เมอื งลาวเท่านั้น2 คร้ันถึง พ.ศ. ๒๔๓๗ จึงทรงพระกรณุ า
โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกลาโหมจัดการแบ่งปันหน้าที่กันอีกคร้ังหน่ึง
เปน็ การแบ่งแยกการบังคบั บญั ชาระหวา่ งหนา้ ที่ฝา่ ยพลเรอื นของกระทรวงมหาดไทย กับหนา้ ท่ี
ฝา่ ยทหารของกระทรวงกลาโหมออกจากกนั อยา่ งชดั เจน ตามประกาศฉบบั ลงวนั ท่ี ๒๓ ธนั วาคม
ร.ศ. ๑๑๓ มีใจความส�ำ คัญว่า
“ขอ้ ๑ บรรดาหวั เมอื งชั้นในช้ันนอก แลเมอื งประเทศราชท่ีแบง่ เปนปักษใ์ ต้อยู่ใน
กระทรวงกระลาโหมก็ดี เปนฝ่ายเหนอื อยใู่ นกระทรวงมหาดไทยกด็ ี แลทอ่ี ยูใ่ นกระทรวง
ตา่ งประเทศก็ดี ตัง้ แต่น้ีสืบไปให้อย่ใู นบงั คบั บัญชาตราพระราชสีหก์ ระทรวงมหาดไทย
ข้อ ๒ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยมีน่าที่รักษาการภายในพระราชอาณาเขตร
ตลอดทั่วไป เว้นไว้แต่ในกรุงเทพมหานครกับเมืองท่ีติดต่อใกล้เคียงควรเปนเขตรแขวง
กรุงเทพฯ...คงให้อยู่ในน่าท่ีกระทรวงนครบาลรักษาการตามเดิม ให้เสนาบดีกระทรวง
มหาดไทย เปนผู้รับใบบอกจากหัวเมืองท้ังปวงน้ัน แลมีท้องตราพระราชสีห์ตามกระแส
พระบรมราชโองการ ฤๅพระบรมราโชวาท เพ่ือที่จะได้บำ�รุงรักษาความสงบเรียบร้อย
แลให้มีความเจริญในเมืองน้ันๆ
1 หอจดหมายเหตุแห่งชาต,ิ เอกสารกรมราชเลขาธกิ ารรชั กาลท่ี ๕ กระทรวงมหาดไทย ร.๕ ม.๑/๓ เร่ือง
เจ้าพระยารัตนบดินทร์ออกจากราชการ ต้ังกรมหมื่นด�ำรงฯ เปนเสนาบดีมหาดไทย พระยาภาสฯ เปนเสนาบดี
กรมศึก2ษ “าปธริกะากราพศรตะงั้ ยตา�ำสแรุหศนกั ่งดเสิ์ เนปานบอดธ,ี บิ” ดราีกชรมกเิจกจษาตนรเุ บ(๒ก๙ษามนีเลา่มคม๙ร(.รศ..ศ ๑. ๑๑๐๑)๑. ): ๒๕ - ๒๘.
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย (14)
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ขอ้ ๓ ใหเ้ สนาบดกี ระทรวงกะลาโหมมนี า่ ทเี่ ปนผกู้ �ำ กบั รกั ษาการทงั้ ปวงทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
กับทหารบกทหารเรือ แลเคร่ืองสรรพาวุธยุทธภัณฑ์ แลป้อมค่ายคูอู่เรือรบแลพาหนะ
ส�ำ หรบั ทหาร แลใหเ้ ปนผรู้ บั ใบบอกรายงานการทหารแลมตี ราพระคชสหี ์ ตามพระกระแส
พระบรมราชโองการ ฤๅพระบรมราโชวาท ในราชการทหารทั่วหัวเมืองประเทศราชแล
ปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือท้ังพระราชอาณาเขตร เพ่ือจะได้รักษาการบ้านเมืองให้อยู่เย็นเปน
ศุขเกษมปราศจากสรรพภยันตราย...” 1
การปฏริ ูปการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล
สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพทรงเปน็ ผทู้ ม่ี บี ทบาทส�ำ คญั ในการปฏริ ปู การปกครอง
หัวเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงเสนอแผนการจัดการ
ปกครองหัวเมืองในระยะยาวต่อที่ประชุมเทศาภิบาลคร้ังแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๘ ตามแนว
พระราชดำ�ริพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏความในพระราชหัตถเลขา
ถึงกรมหมนื่ ดำ�รงราชานภุ าพตอนหนง่ึ วา่
...การปกครองบ้านเมอื งของเราซง่ึ ได้จัดมาแล้วแตก่ อ่ นนั้น ยงั ไมเ่ ปนการเรยี บรอ้ ย
สมควรแก่เวลาด้วยประการต่างๆ อันทราบอยู่ด้วยกันโดยมากแล้วน้ัน จึ่งได้คิดแบ่งปัน
พระราชอาณาเขตรเปนมณฑลให้มีข้าหลวงผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญาแลเปนท่ีไว้วางใจ
เปนผู้ท่ีมีความปรารถนาที่จะให้ความคิดอันนี้สำ�เร็จได้ตลอดโดยความจงรักภักดีต่อเจ้า
แลรักใคร่ต่อชาติแลประเทศบ้านเมืองของตัว เปนผู้บังคับบัญชาผู้ว่าราชการเมือง แล
ผวู้ า่ ราชการเมอื งบงั คบั กรมการอำ�เภอก�ำ นนั ลงไปเปนชนั้ ๆ เพอื่ จะใหเ้ ปนผมู้ นี า่ ทค่ี ดิ อา่ น
ตรวจตราผซู้ ง่ึ อยใู่ นปกครองแลบ�ำ รงุ รกั ษาราษฎรใหท้ ว่ั ถงึ โดยการรวดเรว็ ขน้ึ กวา่ แตก่ อ่ น...2
กลไกสำ�คัญในการปฏิรูป คือ การควบคุมบังคับบัญชาลดหลั่นกันไปตามลำ�ดับข้ัน
โดยได้กำ�หนดแบบแผนการปกครองหัวเมืองเป็น 5 ข้ัน คือ หมู่บ้าน ตำ�บล อำ�เภอ เมือง
และมณฑล เรียกว่า การเทศาภิบาล3 ในการเตรียมการต้ังมณฑลเทศาภิบาลนั้น ได้มีการส่ง
1 “ประกาศจดั ปนั นา่ ทรี่ ะหวา่ งกระทรวงกระลาโหมมหาดไทย,” ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๑ (ร.ศ. ๑๑๓): ๓๐๗.
2 กองจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศลิ ปากร, เอกสารรชั กาลท่ี ๕ ม.๒.๑๑/๑ ส�ำเนาพระราชหตั ถเลขารชั กาลท่ี ๕
ถึงกรมหม่ืนด�ำรงราชานุภาพ ที่ ๑๔๓/๔๕๔ ลงวันท่ี ๑๘ มกราคม ร.ศ. ๑๑๔ อ้างถึงใน สมโชติ อ๋องสกุล,
“กรมปฏิรูปการปกครองมณฑลปัตตานี (พ.ศ. ๒๔๔๙ - ๒๔๗๔),” (วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต
บณั ฑิต3ว ิทสยมาเดลจ็ัยพมระหเาจวา้ ิทบยรมาลวงัยศศเ์ รธีนอคกรรินมทพรรวะิโยราฒด�ปำรรงะราสชาานนมภุ ิตารพ, ๒๕๒๑), หนา้ ๕๙.
และพระยาราชเสนา, เทศาภบิ าล, หนา้ ๖๕ - ๗๘.
(15) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพ
กบั การปฏิรปู มณฑลเทศาภิบาล
หลวงเทศาจิตวิจารณ์1 (เส็ง วิริยศิริ) ข้าราชการมหาดไทยออกไปศึกษาดูงานการจัดมณฑล
เทศาภิบาลในประเทศพม่าและแหลมมลายูเม่ือ พ.ศ. ๒๔๓๖ และกลับมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗2
สมเด็จฯ กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพได้ทรงนำ�วิธีการท่ีหลวงเทศาจิตวิจารณ์ศึกษามาเป็น
แนวทางในการจดั มณฑลเทศาภบิ าล ดังนี้
ระดับมณฑล แต่ละมณฑลจะมีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้รับผิดชอบในราชการทั่วไป
ตลอดมณฑล มีขา้ ราชการรบั รองอีกจำ�นวนหนึง่ เรยี กวา่ กองมณฑล ประกอบด้วย ข้าหลวง
มหาดไทย ข้าหลวงยุติธรรม ข้าหลวงคลัง เลขานุการ แพทย์ประจำ�มณฑล ผู้ช่วยเสมียน
และคนใช้ จ�ำ นวนพอสมควรแกง่ าน งานในแตล่ ะมณฑลระยะแรกแบ่งเปน็ ๓ แผนกใหญๆ่ คอื
แผนกมหาดไทยหรือฝ่ายการปกครอง แผนกยุติธรรมหรือฝ่ายการศาล และแผนกสรรพากร
หรือฝ่ายการคลงั
ระดับเมือง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการเมือง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเป็นผู้บังคับ
บญั ชาและรบั ผดิ ชอบการบรหิ ารราชการในเมอื งทกุ อยา่ ง กบั กรมการเมอื ง ๒ คณะ คอื กรมการ
ในทำ�เนยี บ ประกอบด้วยตำ�แหน่ง ปลดั ดแู ลแผนกมหาดไทย ยกกระบัตร ดูแลแผนกยุติธรรม
ผชู้ ่วยราชการ ดูแลแผนกคลงั เป็นกรมการผู้ใหญ่ และกรมการชัน้ ผู้นอ้ ย ประกอบด้วย เสมียน
ตราเป็นผู้ช่วยปลัด จ่าเมืองเป็นเลขานุการสำ�หรับเมือง พนักงานอัยการทำ�หน้าท่ีไต่สวน
และตัดสินคดีความต่างๆ ศุภมาตราเป็นผู้ช่วยแผนกคลัง สาระเลขเป็นเลขานุการประจำ�ตัว
และกรมการนอกทำ�เนียบเป็นตำ�แหน่งกรมการพิเศษมีฐานะเทียบเท่ากรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่
ในทำ�เนียบ ประกอบด้วยบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิหรือคฤหบดีในเมืองนั้นๆ เป็นท่ีปรึกษาราชการ
ตา่ งๆ และการท�ำ นุบ�ำ รุงอาชีพต่างๆ ในเมือง
ระดบั อ�ำ เภอ เปน็ ระดบั ทต่ี ดิ ตอ่ กบั ราษฎรโดยตรง ประกอบดว้ ย นายอ�ำ เภอเปน็ ขา้ ราชการ
สญั ญาบตั ร รบั ผดิ ชอบราชการทว่ั ไปในอ�ำ เภอ ปลดั อ�ำ เภอเปน็ ผชู้ ว่ ย ๒ คน คอื ปลดั ขวาท�ำ หนา้ ท่ี
เปน็ ผชู้ ว่ ยและแทนนายอำ�เภอในการทกุ อยา่ งทง้ั ฝา่ ยธรุ การและอยั การ ผลดั กนั ออกตรวจทอ้ งท่ี
กบั นายอ�ำ เภอ และปลดั ซา้ ยเปน็ ต�ำ แหนง่ ประจ�ำ อยใู่ นทว่ี า่ การอ�ำ เภอ รบั ผดิ ชอบในระเบยี บการ
ทกุ อยา่ ง และคอยตกั เตือนอยา่ ใหม้ กี ารคั่งคา้ ง ไม่จำ�เป็นต้องออกตรวจท้องที่ และสมุหบาญชี
มีหน้าท่ีในการเก็บเงินภาษีอากรในอำ�เภอน้ัน กรณีอำ�เภอใดมีปลัดคนเดียวให้ปลัดทำ�หน้าท่ี
1 หลวงเทศาจิตวจิ ารณ์ (เส็ง วิรยิ ศริ ิ (บางแห่งเขียนว่า วริ ยศริ )ิ ) ตอ่ มาคือ พระสฤษด์ิพจนกร พระยาสฤษด์ิ
พจนก2ร พพรระะยยาาศอร�ีสำมหาเตทยพาแธิบละดพี, ร“ะเรย่ือางมมหหาาอด�ำไมทายต,ย”าอธบินดุสี รรณาช์เปนลื่อดั งทใูลนฉงลานองฉกลรอะงทวรันวงทม่ีรหะาลดึกไสทถยาปนากระทรวง
มหาดไทยครบรอบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๒๔๙๕ (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๙๕), หน้า
๑๒๘ - ๑๒๙.
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย (16)
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ปลัดขวา และสมุหบาญชีทำ�หน้าที่ปลัดซ้าย นอกจากกรมการอำ�เภอแล้ว ในแต่ละอำ�เภอ
ยังมีข้าราชการกระทรวงอื่นๆ เช่น สัสดีอำ�เภอ ศึกษาธิการอำ�เภอ ป่าไม้อำ�เภอ ที่ดินอำ�เภอ
เกษตรอ�ำ เภอ และเสมยี นพนกั งานอกี เปน็ จำ�นวนตามสมควรแกร่ าชการ
ระดบั ต�ำ บล ประกอบด้วยหมบู่ ้านประมาณ ๑๐ หม่บู ้านขึ้นไป โดยผู้วา่ ราชการเมืองเปน็
ผู้กำ�หนดหมายเขตในแต่ละตำ�บล ภายใต้ความเห็นชอบของสมุหเทศาภิบาล แต่ละตำ�บล
มีพนักงานตำ�บล ประกอบด้วย กำ�นันเป็นนายตำ�บล สารวัตรตำ�บล ๒ คน เป็นผู้ช่วยกำ�นัน
และแพทย์ประจำ�ตำ�บลทำ�หน้าที่ด้านพยาบาลประจำ�ตำ�บล โดยตำ�แหน่งกำ�นันและแพทย์
ประจำ�ตำ�บลมาจากการเลือกตั้ง มีนายอำ�เภอเป็นประธานในที่เลือกตั้ง และรายงานเสนอ
ผวู้ า่ ราชการเมอื งขอหมายตงั้ ใหแ้ กผ่ ไู้ ดร้ บั เลอื กตงั้ สว่ นต�ำ แหนง่ สารวตั รต�ำ บล ก�ำ นนั เปน็ ผเู้ ลอื ก
โดยได้รับความเหน็ ชอบจากผู้วา่ ราชการเมือง
ระดับหมู่บ้าน เป็นหน่วยปกครองท่ีเล็กที่สุด หมู่บ้านหน่ึงประกอบด้วยบ้านหมู่หนึ่ง
ประมาณ ๕ - ๑๐ บ้าน และมรี าษฎรประมาณ ๑๐๐ คนข้ึนไป มีผูใ้ หญ่บา้ นเป็นหัวหน้าหนว่ ย
หรือพนักงานประจำ�หมู่บ้านเพียงตำ�แหน่งเดียว ราษฎรในหมู่บ้านน้ันเลือกต้ังข้ึน โดยมี
นายอ�ำ เภอเป็นประธาน ก�ำ นันและผู้ใหญ่บ้านอน่ื เปน็ สักขพี ยาน1
สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพมีพระประสงคจ์ ะให้ “เมือง” เปน็ จกั รกลสำ�คัญของ
การบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็นสาขาของรัฐบาลอย่างแท้จริง ท่ีสามารถปฏิบัติราชการ
ไดต้ รงตามนโยบายทรี่ ฐั บาลกลางไดม้ อบหมายไป สว่ น “อ�ำ เภอ” เปน็ หนว่ ยบรหิ ารราชการทต่ี ดิ ตอ่
กับประชาชนโดยตรง เป็นผู้บริหารราชการในท้องที่และให้บริการทุกอย่างในทัศนะที่รัฐบาล
จะพึงมแี กป่ ระชาชน โดยทรงแถลงถึงวัตถปุ ระสงค์ในการปรับปรุง “อำ�เภอ” ให้บรรลุผลสำ�เรจ็
ไว้ ๕ ประการ กลา่ วคือ
๑. ท้องที่หลายตำ�บล ซ่ึงรวมเป็นอำ�เภอหนึ่งน้ี จะให้มีกรมการต่างหูต่างตา
ผู้ว่าราชการเมือง คอยตรวจตรารักษาแบบแผนที่จัดการปกครองในหมู่บ้านและตำ�บล
ให้เป็นไปได้จริงและมิให้มีเหตุขัดข้องหรือให้เส่ือมทรามประการใด และให้กรมการ
อำ�เภอน้ีเป็นท่ีปรึกษาหารือของกำ�นันพันทนายบ้านทั้งปวงในจังหวัดอำ�เภอน้ันในการท่ี
จะรกั ษาความปรองดองเรยี บร้อยในต�ำ บลและหมู่บ้านทั้งปวงในอ�ำ เภอนน้ั ประการหน่งึ
๒. จะให้กรมการอำ�เภอนี้ช่วยกับกำ�นันในการท่ีจะระงับคดีเล็กน้อยอันไม่จำ�เป็น
จะต้องส่งโรงศาลให้สำ�เร็จแก่กันไปโดยสะดวก ไม่ให้ราษฎรได้ความลำ�บากโดยจำ�ต้อง
มาฟ้องรอ้ งวา่ กล่าวกนั เปน็ สำ�นวนยดื ยาวปว่ ยการท�ำ มาหากิน ประการหนง่ึ
1 “พระราชบญั ญตั ลิ กั ษณปกครองทอ้ งท,่ี ” ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๔ (ร.ศ. ๑๑๖): ๑๐๕ - ๑๒๔.
(17) สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาด�ำ รงราชานุภาพ
กับการปฏิรปู มณฑลเทศาภิบาล
๓. จะให้กรมการอำ�เภอนี้ เป็นพนักงานเก็บภาษีอากรในท้องที่ให้เป็นยุติธรรม
ตามขอ้ บังคบั พิกดั ทอ้ งตรา ประการหน่ึง
๔. จะให้กรมการอำ�เภอน้ี เป็นผทู้ ำ�บรคิ ณฑส์ ญั ญากรมธรรม์รปู พรรณในการกยู้ มื
ซอื้ ขายท้งั ปวงในจังหวดั อำ�เภอนัน้ ประการหนึ่ง
๕. จะให้กรมการอำ�เภอ เป็นพนักงานตรวจตราไต่สวนเอาตัวโจรผู้ร้ายในจังหวัด
อำ�เภอน้นั ประการหน่งึ 1
สว่ นต�ำ แหนง่ ก�ำ นนั หรอื ผใู้ หญบ่ า้ น ซง่ึ เปน็ หวั หนา้ หนว่ ยการปกครองชน้ั ต�ำ บลและหมบู่ า้ น
ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับท่ีจะได้รับเงินเดือน จะต้องปฏิบัติราชการให้แก่รัฐเสมือนเป็นผู้ช่วย
กรมการอำ�เภอ จึงได้รับการตอบแทนให้ได้รับผลประโยชน์เป็นอย่างอื่น เช่น การได้ส่วนแบ่ง
จากค่าธรรมเนียม หรือการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีอากรบางอย่าง กำ�นันและผู้ใหญ่บ้านเป็น
ตัวแทนของประชาชนในท้องท่ี เพื่อปฏิบัติงานเป็นสื่อเช่ือมโยงระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
ดงั ทีส่ มเด็จฯ กรมพระยาด�ำ รงราชานภุ าพทรงชีแ้ จงว่า
...ความมุ่งหมายในการปกครองช้ันตำ�บลนี้ จะให้กำ�นันกับผู้ใหญ่บ้านซ่ึงราษฎร
เลือกสรรขึ้นโดยความนิยม เอาเป็นธุระปรึกษาหารือช่วยกันรักษาบรรดาการในตำ�บล
ให้เรียบร้อยตลอดตำ�บลนั้น และเป็นหูตาของรัฐบาลท่ีจะสอดส่องดูแลกิจสุขทุกข์ของ
ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้รู้เห็นได้ท่ัวไป ตลอดจนช่วยนำ�เก็บภาษีอากรผลประโยชน์แผ่นดิน
ซ่ึงสมควรจะได้จากราษฎรโดยชอบธรรม ดังหน้าที่มีอยู่ในตำ�แหน่งกำ�นันนายตำ�บล
ทุกวันน.้ี ..2
การด�ำ เนนิ งานตามแบบแผนการปฏริ ปู การปกครองหวั เมอื งดงั กลา่ ว สมเดจ็ ฯ กรมพระยา
ดำ�รงราชานุภาพทรงมีแผนท่ีจะดำ�เนินการไปทีละข้ัน ไม่จัดพร้อมกันทุกระดับหรือทั้งพระราช
อาณาจักรทีเดียว เนอ่ื งจากขอ้ จำ�กัดทางด้านงบประมาณและบุคลากรทีม่ ีความรคู้ วามสามารถ
และเพื่อให้ส่วนราชการแต่ละขั้นสามารถเป็นพ้ืนฐานและเป็นปัจจัยในการจัดหน่วยราชการ
บริหารข้ันต่อไปเป็นทอดๆ โดยเร่ิมจากการดำ�เนินการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล แล้วจึงมีการ
พจิ ารณารา่ งขอ้ บงั คบั เกย่ี วกบั การจดั ระเบยี บการปกครองแบบใหมช่ น้ั หมบู่ า้ น ต�ำ บล และอ�ำ เภอ
1 พศิ าลสงคราม (บรรณาธกิ าร), “ส�ำเนาตราพระราชสหี น์ อ้ ยเรอื่ งจดั การปกครองทอ้ งทจ่ี ากเสนาบดกี ระทรวง
มหาดไทยถงึ ข้าหลวงเทศาภบิ าล ลงวนั ที่ ๒๑ กันยายน ร.ศ. ๑๑๕,” ใน ต�ำราปกครอง เล่ม ๑ (พระนคร: โรงพมิ พ์
ศิรเิ จรญิ2 ,เรร.่อื ศง. เ๑ด๒ีย๑ว)ก, นั ห,นห้าน๑้า๐๙๐๘- ๑๐๑.
- ๙๙.
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย (18)
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
รว่ มกนั ระหวา่ งขา้ หลวงเทศาภบิ าลมณฑลทไี่ ดต้ งั้ ขนึ้ แลว้ และใหข้ า้ หลวงเทศาภบิ าลเปน็ ผรู้ บั เอา
ข้อบังคับเก่ียวกับการปกครองหัวเมืองน้ีไปร่างแบบแผนการปกครองภายในเขตมณฑลของตน
ร่วมกับผู้ว่าราชการเมือง เมื่อได้จัดการทดลองเป็นท่ีพอใจแล้ว กระทรวงมหาดไทยจะได้รับ
ข้อเสนอเกี่ยวกับข้อบกพร่องและปัญหาต่างๆ ซึ่งข้าหลวงเทศาภิบาลได้ประสบในการปฏิบัติ
ราชการมาปรับปรุงข้อบังคับให้สมบูรณ์ และตราเป็นพระราชบัญญัติใช้เป็นการถาวรต่อไป
เม่ือจัดแบบแผนการปกครองชั้นหมู่บ้าน ตำ�บล และอำ�เภอสำ�เร็จแล้ว ก็จะได้ดำ�เนินการ
จดั แบบแผนการปกครองชนั้ เมอื งและมณฑลเปน็ การถาวรตอ่ ไป จงึ เปน็ การสน้ิ สดุ การจดั ระเบยี บ
การปกครองหัวเมืองแบบใหม1่
1 จักรกฤษณ์ นรนิติผดุงการ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพกับกระทรวง
มหาดไทย, พิมพ์คร้ังท่ี 3 (กรงุ เทพฯ: ส�ำนักพิมพ์มตชิ น, 2545), หน้า ๑๒๘ - ๑๓๓.
การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลพษิ ณโุ ลก
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลพิษณโุ ลก ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
(๖ สิงหาคม - ๑ กันยายน ร.ศ. ๑๑๙)
รายงานเสดจ็ ตรวจราชการตั้งแต่บางปะอินถงึ เมอื งอา่ งทอง
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)1
ที่ ๒๒๐/๗๗๓ ออฟฟศิ ไปรเวตสเิ กรตารหี ลวง
พระท่ีน่งั จกั รกรมี หาปราสาท
วนั ที่ ๑๙ สิงหาคม รตั นโกสินทรศก ๑๑๙
แจง้ ความแก่ พระยาศรสี หเทพ2 ได้รับหนังสือท่ี ๓๖๑/๓๙๑๒ ลงวนั ที่ ๑๘ เดือนนี้
ส่งสำ�เนาลายพระหัตถ์พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำ�รงราชานุภาพ แลรายงานระยะ
ทางท่ีได้ทรงตรวจราชการตั้งแต่บางปอินถึงเมืองอ่างทองมาน้ัน ได้นำ�กราบบังคมทูล
พระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว โปรดเกล้าฯ ว่า เร่ืองท่ีเก่ียวข้องกับกระทรวง
นครบาลไดม้ พี ระราชหตั ถเลขาเกบ็ ขอ้ ความสง่ ไปยงั พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงนเรศวรฤทธิ3
สมมตอมรพันธ ุ์ 4
ตามส�ำ เนาท่ไี ดส้ ่งมากับหนงั สือฉบับนดี้ ว้ ยแล้ว
1 หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต,ิ เอกสารกรมราชเลขาธกิ ารรชั กาลท่ี ๕ กระทรวงมหาดไทย ร.๕ ม.๒.๑๔/๒
เรื่อง รายงานกรมหลวงด�ำรงไปตรวจราชการมณฑลกรุงเก่า แลพิษณุโลก นครสวรรค์ (๓๐ กันยายน
ร.ศ. ๑๑32๗ คพอื-ระ๑พเ๘จร้าะบสยงิราหมศาวรคงสี ศมห์เเธรทอ.ศพ.ก ๑(เรส๑ม็ง๙พว)ร.ริะิยนศเรริ ศิ) รวรฤทธ์ิ พระนามเดิม พระองค์เจ้ากฤดาภินิหาร พระราชโอรส
ในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๔ และเจา้ จอมมารดากลนิ่ ประสตู เิ มอ่ื วนั ท่ี ๗ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๓๙๘ ทรงเป็นเสนาบดีกรมพระนครบาล ต่อมาเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ ในรัชกาลท่ี ๖
เป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเสนาบดีที่ปรึกษา ส้ินพระชนม์เม่ือวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๘
เป็นต้น4ร าพชรสะกเจลุ า้ บกฤรมดาวกงศร์เธอ กรมพระสมมตอมรพนั ธ์ุ พระนามเดมิ พระองคเ์ จา้ สวัสดิประวัติ พระราชโอรส
ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลท่ี ๔ และเจา้ จอมมารดาหนุ่ ประสตู เิ ม่อื วนั ท่ี ๗ กันยายน
พ.ศ. ๒๔๐๓ ทรงเป็นเสนาบดีต�ำแหน่งราชเลขานุการ และอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ สิ้นพระชนม์เม่ือวันท่ี
๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นตน้ ราชสกุล สวัสดกิ ุล
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 2
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
พระเจา้ บรมวงศ์เธอ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ
กรมพระนเรศรวรฤทธ์ิ กรมพระสมมตอมรพันธุ์
ที่ ๓๖๑/๓๙๑๒ ศาลาวา่ การมหาดไทย
วนั ท่ี ๑๘ เดอื นสิงหาคม ร,ศ, ๑๑๙
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ กราบทลู พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหมน่ื สมมตอมรพนั ธ์ุ
ราชเลขานกุ าร ทราบฝา่ พระบาท
ด้วยเวลาวันน้ี ข้าพระพุทธเจ้าได้รับลายพระหัดถ์พระเจ้าน้องยาเธอฯ เสนาบดี
กระทรวงมหาดไทย ซึ่งทรงเขียนท่ีเมืองนครสวรรค์ ลงวันท่ี ๑๓ สิงหาคม นำ�ส่งรายงาน
ระยะทางท่ีเสด็จตรวจราชการตั้งแต่บางปอินถึงเมืองอ่างทองฉบับ ๑ กับโปรแกรมกำ�หนด
วันเดินทางฉบับ ๑ รวม ๒ ฉบับ ข้าพระพุทธเจ้าได้คัดสำ�เนาลายพระหัดถ์ ๑ รายงาน ๑
โปรแกรม ๑ รวม ๓ ฉบบั ถวายมาพร้อมกับจดหมายน้ีแล้ว
ขอฝ่าพระบาทได้นำ�ข้ึนกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท
ควรมคิ วรแล้วแต่จะโปรด
ขา้ พระพุทธเจา้ พระยาศรสี หเทพ
ราชปลัดทูลฉลอง
3 การเสด็จตรวจราชการมณฑลพิษณโุ ลก
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
ส�ำ เนา รับวันท่ี ๑๘ สงิ หาคม ร,ศ, ๑๑๙
ที่พักเมอื งนครสวรรค์
วันท่ี ๑๓ สงิ หาคม ร,ศ, ๑๑๙
ถึง พระยาศรสี หเทพ
ดว้ ยไดส้ ง่ หนงั สอื ตา่ งๆ ทไ่ี ดอ้ า่ นแลว้ ท�ำ แลว้ ลงมากบั จดหมายฉบบั นห้ี ลายอยา่ ง ไดเ้ ขยี น
ความเห็นแลค�ำ ส่งั ไปในนั้นโดยมาก มีเร่ืองท่จี ะต้องสัง่ โดยเฉภาะเร่อื ง ๑ คือ เร่อื งรา่ งพระราช
บญั ญัตสิ ตั วพาหนะ ฉนั ได้ตรวจแกต้ ลอดแล้ว ขอใหท้ ลู วานกรมหมื่นราชบุร1ี ตรวจสกั ที ถ้าได้
พร้อมกับปฤกษาในท่ีประชุมเทศาภิบาลได้จะเปนการดีมาก พระราชบัญญัติน้ีเปนการร้อนอยู่
เรอ่ื งพระราชบญั ญตั ภิ าษยี านน้ั พกิ ดั จะเกบ็ มณฑลใดเทา่ ใด จะตอ้ งรอปฤกษาเทศาภบิ าลเหมอื นกนั
ได้เขียนรยะทางแล้วเพียงเมืองอ่างทองส่งลงมาด้วยแล้ว ขอให้คัดถวายฉบับ ๑ ส่ง
กรมหมนื่ มรพุ งษ2์ ฉบบั ๑ เขา้ ใจวา่ รยะทางคราวนเ้ี รยี งยาวกวา่ แลดเู หมอื นจะไดค้ วามรมู้ ากกวา่
คราวก่อน แต่บางทจี ะอา่ นไมใ่ คร่สนุก
ขอให้เข้าใจว่าฉันเปิดออฟฟิศในเรือทุกๆ วัน ถ้าว่างตรวจราชการก็อ่านหนังสือกับเรียง
หนงั สอื ในการเทย่ี วเตรน่ นั้ เทย่ี วเปนราชการ คอื พาคณุ จอมมารดาแส3 เทยี่ วมากกวา่ เทย่ี วเพอ่ื
ความสนุกของตนเอง ด้วยใจเปนห่วงบ้านไม่ใคร่จะสบาย การที่มาจนบัดนี้เปนอันเรียบร้อยดี
คุณจอมมารดาแสแลคุณจีนค่อยสบายแขงแรงขึ้นกว่าเมื่อแรกมาท้ัง ๒ คน คิดว่านานๆ ได้
มาทีจะตอ้ งข้ึนไปให้ถึงอตุ รดิดถ์ แลขากลับแวะเมอื งลพบรุ ดี ว้ ย แตค่ งจะถึงกรงุ เทพ า ในวันท่ี
๓ กนั ยายน เปนอย่างชา้
(เซนพระนาม) ดำ�รงราชานภุ าพ
1 คอื พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงราชบรุ ดี เิ รกฤทธิ์ พระนามเดมิ พระองคเ์ จา้ รพพี ฒั นศกั ด์ิ พระราชโอรส
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจา้ จอมมารดาตลบั ทรงศกึ ษาวิชากฎหมายทปี่ ระเทศองั กฤษ
ทรงไดร้ บั ปรญิ ญาอกั ษรศาสตรบัณฑติ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอรด์ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงยตุ ิธรรม ระหว่าง
วันท่ี ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ - ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๓ เป็นองคมนตรี และเป็นเสนาบดีกระทรวง
เกษตร2า ธคกิ ือารพสรน้ิ ะพเจระ้าบชนรมมวท์ งกี่ ศร์เงุธปอารกสี รมปขระนุ เมทรศพุ ฝงรศงั่ ์ศเศริ สพิ เัฒมนอ่ื ์วพนั ทระี่ ๗นาสมงิ เหดามิ คมพพระ.ศอ.ง ค๒์เ๔จ๖า้ ว๓ฒั เปนน็ าตนน้วุ งรศาช์ สพกรลุะรราพชพีโอฒั รนส์
ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาบัว เป็นอัครราชทูตประจ�ำกรุงปารีสในช่วง
วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า สมุหเทศาภิบาลมณฑลปราจีนบุรี ส้ินพระชนม์
เม่ือวัน3ท ่ีค๕ือเมเจษ้าาจยอนมมพา.ศร.ด า๒แ๔ส๖๖ในเปรัชน็ กตาน้ ลรทา่ีช๕สกุลเปว็นัฒธิดนาวขงศอ์งพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ) กับขรัว
ยายบาง เกดิ เมื่อวนั ท่ี ๒๔ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ มพี ระราชโอรสพระราชธดิ า ๓ พระองค์ คอื พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ
พระองค์เจ้าเขจรจริ ประดษิ ฐ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จ้าอัพภันตรปี ชา และพระองค์เจ้าหญงิ ทิพยาลงั การ
ถึงแกอ่ สัญกรรมเมอื่ วนั ท่ี ๑๔ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๖๘
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 4
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงราชบรุ ดี ิเรกฤทธิ์ กรมขนุ มรุพงศ์ศิรพิ ัฒน์
วนั ท่ี ๑๔ สิงหาคม ออกจากนครสวรรคพ์ กั บางมลู นาก
วนั ท่ี ๑๕ สงิ หาคม เมืองพิจิตร
วันท่ี ๑๖ สงิ หาคม ปากพงิ
วนั ท่ี ๑๗ สงิ หาคม เมืองพศิ ณุโลก
วนั ที่ ๒๐ สิงหาคม เมืองพไิ ชย
วันท่ี ๒๑ สงิ หาคม เมืองอตุ รดิดถ์
วันที่ ๒๕ สิงหาคม พิศณโุ ลก
วันท่ี ๒๖ สงิ หาคม พิจติ ร
วนั ที่ ๒๗ สงิ หาคม นครสวรรค์
วันท่ี ๒๘ สงิ หาคม อไุ ทยธานี
วันท่ี ๒๙ สิงหาคม สิงหบรุ ี
วันท่ี ๓๐ สิงหาคม ลพบรุ ี
วนั ท่ี ๑ กนั ยายน บางปอิน
วนั ท่ี ๓ กนั ยายน กรุงเทพ า
ไว้เผื่อเหลือเผอื่ ขาดวนั ๑
5 การเสด็จตรวจราชการมณฑลพิษณโุ ลก
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
วันท่ี ๖ สิงหาคม ออกเรือจากกรุงเทพ า เวลาเท่ียง แต่เดิมกะว่าจะออกเช้ากว่าน้ี
แต่น้ำ�ในคลองงวด เรือปินิกออกไม่ได้ จึงต้องรอจนเวลาน้ำ�ข้ึน ถึงออกสายถ้าไปได้โดย
สดวกก็คงถงึ บางปอินไดต้ ามกะในวนั นัน้ เพราะเรือไฟพ่วงเรอื เพยี ง ๒ ล�ำ แต่เพอนิ เรอื ไฟ
จบุ๊ รัว่ แลน่ ช้า ขึ้นไปถงึ เมอื งประทุมธานเี วลาบา่ ย ๔ โมง จะแล่นต่อไปในเวลากลางคืนเห็น
ไม่มีประโยชน์ จงึ แวะทีเ่ มืองประทมุ สง่ โทระเลขถงึ กรุงเทพ า ขอเรอื ไฟเปลีย่ นใหม่ แล้วไป
จอดพักทีว่ ัดศาลเจา้ 1 ปากคลองบางหลวงเชียงรากคืนหน่งึ
ที่ว่าการเมืองประทุมธานี แต่เดิมต้ังท่ีฝั่งตวันตกที่บ้านพระยาประทุม เดียวน้ีย้ายไป
ตั้งข้างฝ่ังตวันออก ได้ปลูกเรือนหลวงเปนท่ีทำ�การต่างๆ ในเวลาน้ีมีที่ว่าการเมืองหลังหนึ่ง
ศาลหลงั หนง่ึ โรงโทระเลขหลงั หนงึ่ เรอื นเหลา่ นล้ี ว้ นท�ำ ดว้ ยเครอ่ื งไมม้ งุ สงั กะสี แลยงั ก�ำ ลงั ถม
ทว่ี า่ จะท�ำ ตรางอกิ หลงั หนง่ึ ไดพ้ บหลวงอารกั ษประชาราษฎร์ ขา้ หลวงวา่ ราชการเมอื งแจง้ วา่
ราชการบ้านเมืองก็เรียบร้อยดีอยู่ โจรผู้ร้ายมีลักสตั วพ์ าหนะมาก แต่ตงั้ แต่ฝนชกุ ค่อยสงบไป
ไรน่ าปนี ดี้ บู รบิ รู ณด์ ี ไดค้ วามจากหลวงอารกั ษว์ า่ จ�ำ นวนพลเมอื ง ๆ ประทมุ ธานไี มถ่ งึ ๒ หมน่ื
ถ้าจำ�นวนคนเพียงเท่าน้ัน เห็นว่าท่ีแบ่งเปน ๔ อำ�เภอมากเกินไป ควรจัดเปน ๒ อำ�เภอ
กจ็ ะพอแกก่ ารไม่เปลืองพระราชทรัพย์
วันท่ี ๗ เวลา ๒ โมงเช้า ออกเรือจากเมอื งประทุมธานีขน้ึ ไปแวะตรวจโรงพักพลต�ำ รวจ
ภูธรที่ลานเท2 จัดรักษาหมดจดเรียบร้อยหาที่ติมิได้ การงานมีความสดวกหมดจดในโรงพล
ต�ำ รวจภธู รไม่วา่ ท่แี หง่ ใด ๆ ทไ่ี ดไ้ ปตรวจเอาเปนดีไดอ้ ยา่ งนที้ ุกแหง่ ทย่ี อมว่ารักษาดที กุ แหง่
นน้ั เพราะไดเ้ คอยจู่ไปตรวจในทบี่ างแหง่ ซ่ึงไม่มีผ้ใู ดร้หู รอื คาดวา่ จะไป ก็เหน็ เรยี บร้อยอยา่ ง
เดียวกัน พระวาสุเทพ3 ได้จัดแบบรายงานตำ�รวจภูธรตรวจการข้ึนใหม่อย่างหน่ึง ตีพิมพ์มี
ตน้ ขวั้ แลใบฉกี เมอ่ื ต�ำ รวจภธู รออกเดนิ ตรวจการตามทอ้ งที่ ใหเ้ อาสมดุ นไี้ ปดว้ ยจดชอ่ื นายไพร่
ผไู้ ปตรวจ จดเวลาท่อี อกจากโรงพกั จดเวลาถงึ ท่ีตำ�บลใด เมอื่ ใด แลมีเหตุการณ์อยา่ งใดใด
แลให้กำ�นันผู้ใหญ่บ้านในที่น้ันๆ ลงชื่อเปนพยานในใบตรวจนี้ด้วย ใบตรวจน้ีเมื่อสิ้น
เดือนหนึ่ง ตำ�รวจภูธรฉีกส่งนายอำ�เภอครั้งหน่ึง ถ้าโรงตำ�รวจภูธรอยู่ใกล้กับนายอำ�เภอ
1 ปจั จบุ นั คอื วดั ศาลเจา้ ต�ำบลบา้ นกลาง อ�ำเภอเมืองปทมุ ธานี จงั หวัดปทมุ ธานี
2 ลานเท คือ บริเวณท่ีแม่น้�ำเจ้าพระยาไหลมาบรรจบกับแม่น�้ำน้อยตรงที่เรียกว่าสามแยกบางไทร
ต�ำบลร3า ชพครระาวมาสไุเปทจพนถหงึรตอื �ำGบuลsโพtaแveตงScอh�ำaเuภอชบาวาเงดไทนรมาเปรก์ ็นชบ่วรงรทดก่ีาศวา้กั งดททิ์ ่สี ี่ปดุ รขาอกงฏแตมา่นม�้ำลเ�จำดา้ พบั รคะอืยาหลวงศัลวิธาน
นเิ ทศ ผบู้ งั คบั การโรงเรยี นนายสบิ พระวาสเุ ทพ ด�ำรงต�ำแหนง่ อธบิ ดกี รมต�ำรวจภธู รคนแรก และพระยาวาสเุ ทพ
ตามล�ำดบั
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 6
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ก็ฉีกส่งทุกวันเห็นเปนประโยชน์ดีมาก เพราะเปนเคร่ืองบังคับให้ตำ�รวจภูธรต้องหม่ันออก
ตรวจตราการตามทอ้ งที่ แลผู้เปนนายตรวจตราการ เมื่อไปถงึ โรงพกั ต�ำ รวจภูธร เรียกสมุดนี้
มาตรวจ ก็รูไ้ ด้วา่ ต�ำ รวจภธู รได้ตรวจตรารกั ษานา่ ท่ปี ระการใดใด
ออกจากลานเทไปแวะตรวจการอำ�เภอเสนาน้อย1 ที่บางไทร ขุนชำ�นาญบรรณกิจ
นายอ�ำ เภอไมอ่ ยู่ การอ�ำ เภอดเู รยี บรอ้ ยอยู่ ไมใ่ ครม่ โี จรผรู้ า้ ยอกุ ฉกรรจ์ แตผ่ รู้ า้ ยลกั โคกระบอื
แลล้วงลักเล็กน้อยสืบจับไม่ใคร่ได้ นับว่าไม่เปนท่ีพอใจการในอำ�เภอนี้อยู่อย่างหนึ่ง ยังมี
การที่คลาดเคล่ือนควรจะแก้ไขให้ดีขึ้น ๒ อย่าง คือ อย่างท่ี ๑ ในการทำ�สารบบไต่สวน
ความอาญาข้างท้ายตรงท่ีลงความเห็นกรมการอำ�เภอยังว่าเป็นหลายอย่างต่างกันตาม
โวหารของกรมการอ�ำ เภอซ่ึงไมเ่ ปนการจำ�เปน แลบางทีจะท�ำ ให้เขา้ ใจผิดในภายหลงั เพราะ
ช้ันกรมการอำ�เภอเปนแต่ไต่สวนส่งศาลใหญ่พิจารณาอิกชั้นหน่ึง ความเห็นในช้ันไต่สวน
ควรมแี ต่ ๒ อยา่ ง คอื ว่าจ�ำ เลยมพี ิรธุ หรอื ไมม่ ีพริ ุธ ถ้าเหน็ โจทยม์ พี ยานหลักถานในขอ้ หา
ควรจดความเห็นว่าจำ�เลยพิรุธ ให้ส่งไปยังที่ว่าการเมือง ถ้าเห็นโจทย์หาโดยไม่มีหลักถาน
ก็ควรลงความเห็นว่าจำ�เลยไม่พิรุธ แลสั่งให้ปล่อยจำ�เลยไป ควรลงความเห็นแต่อย่างใด
อยา่ งหนงึ่ ใน ๒ อยา่ งเท่านจี้ ะง่ายดีดว้ ย แต่การท่ีคลาดเคลอ่ื นอยู่ข้อนี้ ไม่ใชพ่ งึ่ เปน หรอื เปน
แต่อ�ำ เภอเดียว ยงั เปนทั่วไปโดยมาก ไม่ถือว่าเปนความผิดของอำ�เภอนี้ ความคลาดเคลอ่ื น
อยา่ งที่ ๒ นน้ั คอื จำ�เลยความอาญาซ่ึงกำ�นนั ผูใ้ หญ่บา้ นหรือต�ำ รวจภูธรจับมาสง่ ไม่ไดล้ งใน
สารบบความอาญา ควรจะลงในสารบบและไตส่ วนเหมอื นกบั ความอาญาซง่ึ ราษฎรกลา่ วหา
กนั เอง ความข้อนที้ อ่ี ำ�เภออน่ื ทำ�ถกู ต้องกม็ ี ไดต้ กั เตือนใหเ้ ขา้ ใจทัง้ ๒ ประการ
ในเวลาตรวจราชการอยู่ที่อำ�เภอเสนาน้อย พบจีนจรกำ�ลังจะมาผูกป้ี2 ได้ลอง
ไลเ่ ลียงจีนดู ดูไมเ่ ขา้ ใจอันใดย่ิงกวา่ จะตอ้ งเสยี เงนิ ก็มาขอเสยี ได้ลองถามดูว่า ถา้ เสยี เงินแต่
๔ บาท ๒ สลงึ เขาจะผูกป้ีไว้ท่ีขอ้ มอื จนตรุศจนี จงึ จะเอาออกได้ แต่ถา้ เสยี เงนิ ขน้ึ อกิ ๖ สลึง
เปน ๖ บาท จะไดร้ บั ตัว๋ ไม่ตอ้ งผูกปขี้ ้อมือจะเอาอยา่ งไร จีนน้นั ยินดที จ่ี ะยอมเสยี ๖ บาท
รบั ตัว๋ แทนผูกป้ี จงึ มาคิดเห็นว่า ในเวลาท่ีเจ้าพนกั งานจะผกู ป้ีจนี ถา้ ช้ีแจงให้จนี เขา้ ใจในขอ้
ทเ่ี สียเงิน ๔ บาท ๒ สลงึ ต้องผกู ปี้ แตเ่ สียเงินข้นึ ไปอิก ๖ สลงึ ไมต่ ้องผูกปี้ ดูเหมือนจนี
จะยอมเสีย ๖ บาทโดยมากกว่าท่ีจะผูกป้ี จะทำ�ให้เงินผูกปี้มากขึ้นได้ ได้ช้ีแจงการทั้งน้ีแก่
1 ปัจจบุ ัน คอื อ�ำเภอบางไทร จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ให้ชาวจีนเสียเงินค่าแรงแทน
2 ผูกปี้ คือ การเรียกเก็บเงินกับชาวจีนที่เข้ามาประกอบอาชีพในไทย
โดยจีนทมี่ าเสียเงินค่าแรงแล้ว จะได้รับใบฎกี าพรอ้ มกับไดร้ ับการผกู ขอ้ มือดว้ ยไหมสแี ดงประทบั ตราด้วยครงั่
เป็นตราประจ�ำเมืองซึ่งแตกต่างกันออกไป เช่น เมืองเพชรบุรีเป็นรูปหนู กาญจนบุรีเป็นรูปฝักบัว ฯลฯ
และเรียกคร่งั ทปี่ ระทับตราแล้วว่า “ปี”้
7 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลพิษณุโลก
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
อำ�เภอแลหัวเมืองตามระยะทางให้เข้าใจแล้ว ออกจากอำ�เภอเสนาน้อยขึ้นไปถึงบางปอิน
เวลา ๕ โมงเช้า พบพระยาศรสี หเทพแลพระวาสุเทพคอยอยทู่ ่ีนั่น พระยาศรไี ดข้ น้ึ ไปตามนดั
เพอ่ื จะสะสางแลสง่ั ขอ้ ราชการซง่ึ ยังคัง่ ค้างใหร้ กั ษาการทางกรงุ เทพ า พระวาสเุ ทพนนั้ จะขน้ึ
ไปจดั ต�ำ รวจภธู รเมอื งตาก เปนอนั จะไดข้ นึ้ ไปดว้ ยกนั จนถงึ ปากน�ำ้ โพ, ในบา่ ยวนั นน้ั ไดพ้ รอ้ ม
กันกับพระยาศรีไปตรวจการอำ�เภออุไทยน้อยเปนการเรียบร้อยดีอยู่ เพราะอำ�เภอนี้ข้ึนไป
บางปอนิ ทีไรได้ตรวจกันทกุ ที
วันท่ี ๘ สิงหาคม เวลาเช้าตรวจการในพระราชวังซึ่งรักษาอยู่โดยเรียบร้อยเสร็จแล้ว
ออกเรอื จากบางปอนิ ลอ่ งลงมาเข้าแมน่ �้ำ นอ้ ยทบี่ างไทร
ที่จริงเวลาน้ีนำ้�มาก แม้เรือไฟจะข้ึนทางลำ�น้ำ�สีกุกก็คงไปได้ แต่พวกเรือไฟ
เขายังไม่ไว้ใจ พาอ้อมไปทางบางโผงเผง1 ช้าไป แต่ก็มีประโยชน์อย่างหนึ่งด้วยผ่านไปใกล้
ท่ีว่าการอำ�เภอเสนากลาง2 ซ่ึงตั้งอยู่ตำ�บลบ้านเจ้าเจ็ด3 ได้แวะข้ึนตรวจอย่างว่าลักตรวจ
ไมใ่ หร้ ตู้ วั อ�ำ เภอนห้ี ลวงนคิ มคณุ ปู การเปนนายอ�ำ เภอรกั ษาการเรยี บรอ้ ยดี แลเอาใจใสใ่ นการ
จับโจรผู้ร้ายแขงแรง ไปจับผู้ร้ายถึงเมืองนนท์พึ่งกลับมา โจรผู้ร้ายอุกฉกรรจ์ในอำ�เภอนี้
เอาตวั ไดม้ าก ไดค้ วามจากหลวงนคิ มคณุ ปู การวา่ ก�ำ นนั ทองบา้ นแหลมใหญ่ แขวงเมอื งนนทบรุ ี
เปนคนเอาใจใส่ในการตรวจตราโจรผู้ร้าย ได้ช่วยจับโจรซึ่งกระทำ�ร้ายในอำ�เภอเสนากลาง
ไดต้ วั ผู้ร้ายทง้ั ของกลางถึง ๒ ราย เหน็ วา่ ก�ำ นนั คนน้คี วรจะไดร้ บั บ�ำ เหน็จรางวัลจากกรุงเก่า
ให้เปนตัวอย่างไว้ เพราะนิไสยข้าราชการซึ่งอยู่ต่างเมืองต่างมณฑล หรือต่างบังคับกัน
มักจะถือเปนเขาเปนเรา ไม่ใคร่จะช่วยเหลือกันถานเปนข้าราชการอันเดียวกัน ถ้าคนท่ีรัก
ราชการโดยไมถ่ อื เปนหมเู่ ปนเหลา่ อยา่ งก�ำ นนั ทองนไ้ี ดร้ บั บ�ำ เหนจ็ รางวลั เปนตวั อยา่ ง ก�ำ นนั
ผใู้ หญ่บ้านทอ่ี ่ืนจะได้เอาธรุ ะชว่ ยราชการตา่ งแขวงต่างเมอื งย่งิ ข้ึน ได้ส่ังใหน้ �ำ ความกราบทูล
กรมหมนื่ มรพุ งษต์ ามทวี่ ่าน้ี
การเก็บผลประโยชน์แผ่นดินในอำ�เภอน้ีก็เรียบร้อย เก็บแล้วเสร็จทันกำ�หนด
ไมป่ รากฏสง่ิ ไรทจ่ี ะตอ้ งตเิ ตยี น เปนแตท่ ว่ี า่ การอ�ำ เภอยงั ไมไ่ ดท้ �ำ ใหมใ่ หเ้ รยี บรอ้ ย ยงั อาไศรย
ทำ�อยใู่ นเรือนซึง่ ซอื้ เขาไวแ้ ตก่ อ่ น แตห่ ลวงนิคมคุณปู การแจ้งความวา่ จะได้ท�ำ ในปนี ้ี
โรงต�ำ รวจภธู รทอ่ี �ำ เภอนส้ี อาดหมดจดเรยี บรอ้ ย ควรชมเหมอื นกบั ทโ่ี รงพกั แหง่ อน่ื ๆ
1 ปัจจุบัน คอื ต�ำบลโผงเผง อ�ำเภอปา่ โมก จงั หวัดอา่ งทอง
2 ปจั จบุ ัน คือ อ�ำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
3 ปจั จบุ ัน คอื ต�ำบลเจา้ เจ็ด อ�ำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 8
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ออกจากท่ีว่าการอำ�เภอเสนากลางต่อไป พบหลวงพัฒนกิจวิจารณ์1 ข้าหลวง
วา่ ราชการเมอื งอา่ งทองลงมาคอยรบั อยทู่ ปี่ ากคลองบางโผงเผงใกลพ้ รมแดนกรงุ เกา่ รบั หลวง
พฒั นกจิ วจิ ารณล์ งเรอื แลน่ ตอ่ ขนึ้ ไป เวลาบา่ ย ๔ โมง ถงึ เมอื งอา่ งทอง หลวงพฒั นกจิ วจิ ารณ์
เชญิ ใหเ้ ปดิ ศาลาวา่ การอ�ำ เภอเมอื ง ซงึ่ ท�ำ แลว้ ขน้ึ ใหมเ่ ปนฤกษ แลว้ จงึ ไปตรวจตรางตรวจศาล
แลที่ว่าการเมืองต่อไปโดยลำ�ดับ หลวงพัฒนกิจวิจารณ์ได้ให้ผู้เปนหัวน่าในพนักงานต่างๆ
ยื่นรายงานราชการแพนกน้ันทุกพนกั งาน
แบบแผนในท่ีวา่ การเมอื งดยู ังคงเรียบร้อยอยู่เหมอื นเม่อื ขึ้นมาตรวจใน ศก ๑๑๗ เมอื่
พระยาอมรินทรฦๅไชย2 ยังเปนผู้ว่าราชการเมืองอยู่ แต่คนชั้นนักเรียนฝึกหัดในที่ว่าการ3
ไม่มีมากเหมือนครั้งนั้น แลข้อนี้จะจัดเปนข้อสำ�หรับติเตียนไม่ได้ เพราะตัวคนมีประจำ�พอ
ราชการ การท่ีฝึกหัดคนใช้เปนอุปนิไสย มีในข้าหลวงแลผู้ว่าราชการเมืองบางคน จำ�นวน
ขา้ ราชการทม่ี ตี �ำ แหนง่ รบั เงนิ เดอื นในเมอื งอา่ งทอง ทงั้ ทเี่ มอื งแลนายอ�ำ เภอ ทงั้ ผใู้ หญผ่ นู้ อ้ ย
ทกุ กระทรวงทบวงการตามบาญชที หี่ ลวงพฒั นกิจวิจารณ์ทำ�ยน่ื รวมเบ็จเสร็จ ๘๓ คน ไมน่ บั
ต�ำ รวจภูธร จำ�นวนสมั โนครัวทำ�เมื่อศก ๑๑๘ มีกำ�นัน ๘๑ คน ผ้ใู หญ่บ้าน ๘๔๓ คน จำ�นวน
ราษฎร ๗๔๒๕๘ คน หลงั คาเรอื น ๑๖๗๕๙ เรอื ๑๕๐๗๘ เกวยี น ๒๓๔๙ โค ๑๙๕๒๔ กระบอื
๑๖๔๔๘ มา้ ๒๔๔๔ จำ�นวนคนจ�ำ นวนสัตว์ แลเย่าเรือนพาหนะที่สำ�รวจในศก ๑๑๘ มากข้ึน
กว่าในศก ๑๑๗ ทุกอย่าง แต่จำ�นวนที่ผิดกันใน ๒ ศก ตรวจดูเห็นว่าจะเปนเพราะสำ�รวจ
ในศก ๑๑๗ ไม่ถ้วนถ่ีมากกว่าที่จะขึ้นโดยธรรมดา เพราะจำ�นวนที่ข้ึนบางอย่างมากนัก
1 หลวงพัฒนกิจวิจารณ์ (อวบ เปาโรหิตย์) เป็นบุตรขุนศรีธรรมราช (สมบุญ) กับท่านน้อย (สืบสกุล
มาจากพระมหาราชครูปุโรหิตาจารย์ (บุญรอด)) บรรดาศักดิ์ที่ปรากฏตามล�ำดับ คือ หลวงพัฒนกิจวิจารณ์
พระวิเศษไชยชาญ พระยาอินทรวิชิต พระยาจ่าแสนยบดี รัชกาลท่ี ๖ ได้รับบรรดาศักด์ิเป็นพระยาก�ำแหง
สงคราม พระยาราชนกูล แล้วเป็นเจ้าพระยามุขมนตรี สมุหพระนครบาล ในรัชกาลที่ ๗ ถึงแก่อสัญกรรม
เมอ่ื วัน32ท ่ีนค๒อืา่ ๗จนะมกัหเีนมรายีาคนยมถจงึา๒กพ๔โรร๗งะเ๖ยรยีาเอนปมฝ็นกึรตนิห้นทดั สรวก์ฤชิ ลุ ๅาไขชเปา้ ยราา(โนชรห่มิกติาวรยงพ์ ศลาเโรรอื จนน์)ตเง้ั ปข็นนึ้ ผเมวู้ อื่า่ รพา.ชศก. าร๒เ๔ม๔อื ๒งรซางึ่ ชพบฒั รุ คีนนามทา่ี ๖จากส�ำนกั
ฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน กระทรวงมหาดไทย มีการจัดแบ่งช้ันการศึกษาออกเป็น ห้องเรียนช้ันต้น
เรียน “ชั้นเสมียนเอก” ประกอบดว้ ย วิชาเสมยี น ภูมิศาสตร์ (สามารถช้แี ผนทีไ่ ดแ้ มน่ ย�ำ) เปน็ ต้น หอ้ งเรียน
ช้ันกลาง สอนและฝึกวิชาสารบรรณ วิธีปฏิบัติการในกองเสมียนตรา ศึกษากฎข้อบังคับของราชการภายใน
กระทรวงมหาดไทย ให้รู้การแบ่งหน้าที่ราชการของกระทรวง และการจัดเก็บหนังสือราชการให้เป็นระเบียบ
ค้นง่ายและมั่นคง ต่อจากช้ันกลางข้ึนไปเรียกว่า “นักเรียนปกครอง” ต้องไปศึกษาวิชาการปกครองท้องท่ี
ณ มณฑลที่มีการสอน คือ มณฑลอยุธยาหรือมณฑลพิษณุโลก ถ้านักเรียนคนใดไม่สมัครใจออกไปศึกษา
ทม่ี ณฑล และหากมีกรมใดในกระทรวงต้องการไว้ส�ำหรับราชการ กใ็ หไ้ ปฝกึ งานในกรมทีต่ อ้ งการ จนกว่าจะมี
ความรู้พอท�ำการได้ จึงจะได้รบั ราชการเปน็ ชัน้ เสมียน หรือสงู กวา่ สดุ แลว้ แต่ความรู้
9 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลพษิ ณุโลก
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
เปนตัวอย่างเหมือนเช่นจำ�นวนคนในส่วนชายสำ�รวจในศก ๑๑๘ มากขึ้นถึง ๘๖๐๐ คน
แมจ้ ะมคี นเกดิ มากขน้ึ หรอื จะอพยบมาแตท่ อ่ี น่ื กจ็ ะมากขน้ึ ถงึ เทา่ นน้ั ในปเี ดยี วไมไ่ ด้ จงึ ควรฟงั
แต่วา่ การส�ำ รวจในศก ๑๑๘ นี้ ได้ถว้ นถ่ีดีขึ้นกวา่ ศก ๑๑๗
การสรรพากร คอื ผลประโยชนแ์ ผ่นดนิ ซ่ึงมิได้ผูกขาดในจำ�นวนศก ๑๑๘ เกบ็ ไดเ้ งินๆ
๑๓๑๕๘๓ บาท มากกว่าจำ�นวนศก ๑๑๗ เงิน ๘๕๗๓ บาท ตรวจตามรายการที่เงินขึ้น
มากนน้ั คือ คา่ นาอยา่ ง ๑ คา่ น�้ำ อยา่ ง ๑ ภาษมี โหรศพ ซึ่งพงึ่ เลิกจากผกู ขาดในศก ๑๑๘
อกิ อยา่ ง ๑ รายการทเี่ งนิ ตกไปมากนนั้ คอื สรรพภาษซี งึ่ เคยเรยี กเมอ่ื ผา่ นดา่ น เพราะเลกิ ดา่ น
ภาษตี ามหัวเมืองไปเก็บแต่ทด่ี า่ นกรงุ เทพ า เงนิ ทางหวั เมอื งจึงตกไป แตค่ งไปบวกข้ึนในเงนิ
กรุงเทพ า เปนธรรมดา
การผูกปี้จีนได้สำ�รวจเสร็จ แลได้ลงมือเก็บเงินได้กว่าครึ่งแล้ว ประมาณเงินปี้จีนจะ
ได้ตามรายสำ�รวจเปนเงิน ๙๙๓๑ บาท แต่เมื่อผูกเสร็จแล้วจำ�นวนเงินคงจะมากกว่าที่
ประมาณไว้ เพราะยังไม่คิดจำ�นวนจีนจร1 แลจำ�นวนเงินท่ีจีนจะรับต๋ัว ๖ บาท แทนผูกปี้
การผูกปี้คร้ังนี้จัดการตามพระราชบัญญัติใหม่เปนการสดวกเรียบร้อยรวดเร็วดีข้ึนกว่าอย่าง
แต่ก่อนเปนอันมาก แต่ข้อความตามพระราชบัญญัติมาใช้เข้าจริงยังมีท่ีพลาดอยู่แห่งหนึ่ง
คอื ตามพธิ ใี นพระราชบญั ญัตินัน้ ให้สำ�รวจจนี คงเมอื ง2 ชน้ั หนง่ึ ก่อน แลว้ นดั ให้จนี คงเมอื ง
มาเสียเงินผูกป้ีตามเวลาตามทำ�นองวิธี ออกใบนำ�แล้วเก็บเงินค่านาต่อเสร็จชั้นนี้แล้วจึงจะ
ผูกปี้จีนจร ซ่ึงไม่อยู่เปนตำ�แหน่งแห่งที่ ร่างพระราชบัญญัติขึ้นเช่นนี้ด้วยความเข้าใจว่าจะ
ต้องบงั คบั ให้พวกจนี มาผูกป้ี จึงไดจ้ ดั ระเบียบไวเ้ ปนชน้ั เพ่อื จะให้สดวกแก่การบงั คับบัญชา
แต่เมื่อมาใช้พระราชบัญญัติเข้าในการเป็นจริง การท่ีจะต้องบังคับบัญชาจีนให้มาผูกปี้
หาต้องบังคับบัญชาดังคาดไม่ ด้วยมีพวกจีนท้ังจีนจรแลจีนพลเมือง3 มาขอผูกป้ีเองมาก
แลเพราะกำ�นันผู้ใหญ่บ้านผู้สำ�รวจอยากได้ส่วนลด อยากจะให้ผูกโดยเร็ว จึงต้องผ่อนผัน
ยอมใหจ้ นี จรผกู ปไี้ ดก้ อ่ นก�ำ หนดทจ่ี �ำ เปนจะตอ้ งผกู ตามพระราชบญั ญตั ิ จดั วา่ การผกู ปค้ี งจะ
เรยี บร้อยดีข้นึ กว่าอยา่ งแต่ก่อนมาก
1 “จีนจร” หรอื จนี ลูกคา้ เป็นพวกจีนทเ่ี ดินทางไปๆ มาๆ ไมม่ ที ่ีอยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอนและพวกที่
อาศยั อ2ย “ู่ตจานี มคเรงือเมอื ง” หรอื จนี ทต่ี งั้ บา้ นเรอื นอยู่ คอื จนี ทมี่ ที อ่ี ยเู่ ปน็ หลกั แหลง่ แนน่ อน โดยจะแบง่ เปน็ พวกจนี
ที่อยู่ในบา้ นผมู้ บี รรดาศกั ด์ิ หรือบา้ นคนในบังคับตา่ งประเทศ กบั พวกจนี ทอ่ี ยเู่ ป็นหมมู่ าก มเี ถา้ แกร่ ับผิดชอบ
ควบคุม3 เนชา่น่ จะตหามมโารยงถสงึตี า่จงนี ๆคงเเปม็นือตง้น
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 10
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
จำ�นวนเงินคลังเมืองอ่างทอง ซ่ึงได้รับตั้งแต่เดือนเมษายน ร.ศ. ๑๑๙ มาจนวันท่ี ๗
สงิ หาคมน้ี ๓๔๒๗๖ บาท ๑๕ อฐั จา่ ย ๑๖๘๐๖ บาท ๔๑ อฐั เหลอื เงนิ คงคลงั ๑๗๔๖๙ บาท
๓๘ อฐั การคลงั เมอื งจดั ว่าเรียบรอ้ ยได้
การโรงเรียนยังไม่ได้มีโอกาศไปตรวจ แต่ผ่านมาตามวัดเห็นมีเด็กนักเรียนออกมายืน
แถวรบั หลายวดั มเี ครอื่ งแตง่ ตวั ใชเ้ สอื้ กรยุ เฮง แลกางเกงจนี สขี าวเหมอื นๆ กนั ทกุ แหง่ จะเปน
ด้วยมีข้ออาณัติอย่างใดหรือไม่ยังไม่ทราบได้ พบพระครูพุทธรักขิต1 ซ่ึงเปนเจ้าคณะแขวง
ว่าการอยเู่ ดยี๋ วนี้ ๒ แขวง ดูเข้าใจในแบบการปกครองตามแบบคณะอยา่ งใหมด่ อี ยู่ เพราะ
เหตทุ แ่ี บบนน้ั อนโุ ลมตามพระราชบญั ญตั ปิ กครองทอ้ งทฝ่ี า่ ยคฤหฐั เขา้ ใจซมึ ทราบกนั อยแู่ ลว้
พระครูพุทธรักขิตบ่นอยู่แต่ว่าการคณะยังไม่สู้เรียบร้อย เพราะเจ้าอธิการวัดที่โง่เขลายัง
ไม่เคอยแกแ้ บบแผนการปกครองยังมีอยบู่ า้ ง แตเ่ ห็นว่าคงจะเรียบร้อยลงไดโ้ ดยล�ำ ดับ
เหตโุ จรผรู้ ้ายในเมืองอา่ งทองที่อุกฉกรรจไ์ มม่ มี ากมายขึ้นกว่าแต่กอ่ น ในศก ๑๑๙ นี้
มีเหตโุ จรผรู้ ้ายซึ่งนับว่าเปนอกุ ฉกรรจแ์ ต่ ๔ ราย คือ ปล้นราย ๑ จบั ตวั ผู้รา้ ยได้ ตชี งิ ๒ ราย
ฆ่ากันตาย ๑ ราย ยังจับตัวไม่ได้ แต่ผู้ร้ายลักสัตว์พาหนะอยู่ข้างชุกชุมมาก มีเหตุใน
ศก ๑๑๙ น้ีถึง ๑๗๑ ราย จับได้ตัวผู้ร้ายได้ของกลาง ๓๓ ราย ได้แต่ของกลาง ๓๖ ราย
ยังจับไม่ได้ ๑๐๒ ราย เรื่องผู้ร้ายลักสัตว์พาหนะเมื่อระดูแล้งท่ีล่วงมาชุกชุมท่ัวไปแทบทุก
หัวเมือง เปนการท่ีได้ทราบอยู่แล้ว เห็นจำ�เปนจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ2
ซึ่งเปนความคิดได้ปฤกษากันมาช้านานให้สำ�เร็จไปโดยเร็ว จึงจะป้องกันเร่ืองผู้ร้ายลักสัตว์
พาหนะไดต้ ่อไป
การศาลเมืองอ่างทองยังเปนปรกติดี เวลาน้ีหลวงดำ�รงราชนิติเปนผู้พิพากษา
เปลย่ี นหลวงประพัทธว์ ินิจฉัยกรรมบตุ รพระมนู ซงึ่ เคอยเปนผพู้ พิ ากษาอยู่ เม่อื ไปตรวจการ
ในศก ๑๑๗ การศาลกเ็ รยี บรอ้ ยดอี ยู่ มจี �ำ นวนความคา้ งมาแตศ่ ก ๑๑๘ แพง่ ๘๕ เรอื่ ง อาญา
๖๘ เรื่อง รวม ๑๕๓ เรอ่ื ง ความเกิดขน้ึ ใหมใ่ นศก ๑๑๙ ระหว่าง ๔ เดือนนี้ แพ่ง ๑๑๓ เร่อื ง
อาญา ๑๒๑ เรอื่ ง รวม ๒๓๔ เรอ่ื ง รวมจ�ำ นวนความเกา่ ใหมม่ ี ๓๘๗ เรอื่ ง ไดพ้ พิ ากษาแลว้ ไป
ความแพง่ ๑๗๗ เรื่อง อาญา ๑๖๕ เรอื่ ง รวมทง้ั ส้นิ ๓๔๒ เร่ือง คงค้างพจิ ารณาความแพง่
๑๗ เร่อื ง ความอาญา ๒๘ เร่ือง รวม ๔๕ เรื่อง จดั วา่ การศาลเจรญิ ดีขนึ้ กวา่ เมื่อไปตรวจ
ใน ร.ศ. ๑๑๗ เพราะได้ลา้ งความเก่าแก่ซึง่ ค่งั คา้ งมาแต่ก่อนหมดสน้ิ ไป ส่วนความใหมก่ ็ไม่มี
คัง่ ค้างเกนิ กวา่ ทจ่ี �ำ เปน ไตถ่ ามผู้พพิ ากษาได้ความว่า เด๋ียวนี้มีจ�ำ นวนความเกดิ ขนึ้ ประมาณ
เดอื นละ ๖๐ เรื่อง ช�ำ ระแลว้ ทนั ไมส่ ะสม แลความอัยการในเมืองนีอ้ ยั การชนะมากกว่าแพ้
1 น่าจะหมายถงึ พระครพู ทุ ธรักขติ (เปลีย่ น) ตอ่ มาเปน็ เจา้ คณะใหญเ่ มอื งอ่างทอง ๑๗ (ร.ศ. ๑๑๙):
2 อา่ นรายละเอยี ดใน “พระราชบญั ญตั สิ ตั วพ์ าหนะ ร.ศ. ๑๑๙,” ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่
๔๗๒ - ๔๗๖.
11 การเสด็จตรวจราชการมณฑลพิษณโุ ลก
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)
จ�ำ นวนความตามรายงานของพนกั งานอยั การ ซง่ึ พนกั งานอยั การไดไ้ ตส่ วนความอาญา
อุกฉกรรจ์ค้างมาแต่ปีก่อน ๔ เร่ือง เกิดข้ึนใหม่ในปีนี้ ๔ เร่ือง ความอาญาเล็กน้อยค้าง
มา ๒๓ เรื่อง เกิดข้ึนใหม่ ๒๓๖ เรื่อง รวมความอาญาที่พนักงานอัยการได้รับไว้ไต่สวน
๒๖๐ เรอ่ื ง ไต่สวนไดห้ ลักถานฟอ้ งศาล ๘๐ เรอื่ ง ไต่สวนไมไ่ ด้หลกั ถานหรอื จ�ำ เลยพอแกโ่ ทษ
ต้องปล่อยจำ�เลยไปรวม ๑๖๖ เรื่อง คงค้างระหว่างไต่สวนความอาญาอุกฉกรรจ์เร่ือง ๑
ความอาญาเลก็ นอ้ ย ๑๓ เรอ่ื ง ตวั จ�ำ เลย ๑๘ คน ดตู ามจ�ำ นวนความทีค่ ้างเห็นวา่ นอ้ ยอยู่
จัดวา่ ในการทีพ่ นกั งานอัยการกระทำ�การไต่สวนเปนใชไ้ ด้
การตรางเมืองอ่างทองน้ีเรียบร้อยมาแต่คร้ังพระยาอมรินทร์ฤๅไชย แต่ในคร้ังน้ันยัง
จัดการไม่ได้เต็มตามข้อบังคับ เพราะเหตุท่ีขัดเงินเปนต้น มาในชั้นน้ีได้จัดการเรียบร้อยได้
ดังข้อบังคับหมดทุกอย่าง การที่รักษาความสอาดรักษาดีคงอยู่อย่างแต่ก่อน ถ้าจะติมีอยู่
อยา่ งเดยี วแตถ่ า้ มตี รางเพม่ิ ขน้ึ อกิ หลงั ๑ จะดขี นึ้ กวา่ นี้ เพราะคนอยขู่ า้ งจะเยยี ดยดั สกั หนอ่ ย
ในเวลาน้ีมีจำ�นวนนักโทษที่ตัดสินโทษแล้ว ๑๗๑ คน อยู่ในระหว่างพิจารณา ๖๘ คน
รวมนกั โทษ ๒๓๙ คน เปนผูช้ าย ๒๒๘ คน หญิง ๑๑ คน
ตั้งแต่แก้ไขข้อบังคับเรือนจำ�ใหม่1 พึ่งได้ไปแลเห็นตรางที่จัดการตามข้อบังคับนั้น
ทเ่ี มอื งอ่างทองน้ีเปนชนั้ แรก แบบแผนตามขอ้ บงั คับใช้ไดด้ ีหมดทุกอยา่ ง เชือ่ ไดว้ ่าง่ายข้ึนแล
ดีข้นึ กว่าอยา่ งแต่ก่อนมาก
เวลาบ่ายข้ามไปดูตลาดเมืองอ่างทอง ตลาดน้ีแต่ก่อนกระทรวงพระคลังรับซื้อไว้
เปนของหลวง เก็บค่าเช่ามาหลายปี ต่อมาตล่ิงพังเรือนแถวตลาดจะหักพังลงนำ้�แลซุดโซม
ในที่แห่งอ่ืนๆ ข้าหลวงเทศาภิบาลขอเงินซ่อมแซมมาหลายปีก็ไม่สำ�เร็จ บัดนี้ตกลงยก
ตลาดน้ีเปนของพระคลังข้างท่ี จะโปรดเกล้า า พระราชทานเงินข้างท่ีให้ทำ�การซ่อมแซม
แลเพิ่มเตีมให้เรียบร้อย ผู้ว่าราชการเมืองกำ�ลังคิดแบบแผนแลประมาณเงินอยู่ ถ้าทำ�
ส�ำ เร็จจะได้คา่ เช่าดแี ลจะสงา่ งามแก่บา้ นเมอื งมาก แต่ทุนคงจะมากสักหนอ่ ย แตถ่ ึงกระนนั้
ถา้ คดิ กับสว่ นคา่ เช่าดีกว่าท�ำ โรงแถวในกรงุ เทพ า มาก
วันท่ี ๙ สิงหาคม เวลา ๒ โมงเช้า ออกเรือจากเมอื งอ่างทองไปแวะตรวจการอ�ำ เภอ
ไชโย2 นายสิทธิเปนนายอำ�เภอ การอำ�เภอเรียบร้อยดี ท่ีว่าการอำ�เภอสร้างขึ้นใหม่
1 อา่ นรายละเอยี ดใน “ขอ้ บงั คบั เรอื นจ�ำส�ำหรบั คมุ ขงั นกั โทษตามหวั เมอื ง,” ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๖
(ร.ศ. ๑2๑ ๘ป)ัจ: จ๖ุบ๓ัน๕คือ- ๖๔๖.
อ�ำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอ�ำเภอเมืองอ่างทอง ห่างจาก
อ�ำเภอเมืองอา่ งทองทางบกประมาณ ๑๕ กิโลเมตร และทางน้ำ� ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 12
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
แบบเดยี วกบั ทอ่ี �ำ เภอเมอื งแตย่ งั ไมแ่ ลว้ ออกจาก
ทว่ี า่ การอ�ำ เภอ ไปแวะนมสั การพระทว่ี ดั ไชโย1 ๆ
เวลานท้ี ศ่ี าลาทา่ น�ำ้ ตลง่ิ พงั จวนศาลาจะพงั ลงน�ำ้
ได้แนะนำ�ให้พระครูเร่ียรายรื้อศาลาเล่ือน
เข้าไป เพราะตวั ไมแ้ ละกระเบ้อื งศาลายงั ดี ถา้
ร้อื เวลาน้ยี งั ไม่เปลอื งเงนิ เทา่ ใดนัก ไดไ้ ปตรวจ
ตลาดท่ีข้างวัดไชโยซ่ึงเปนตลาดกร่องแกร่งมา
แตไ่ รๆ เปนของพระยาอา่ งทอง (อ่อน) ตั้งแต่
เม่ือครั้งสร้างพระวิหารวัดไชโย ข้ึนไปวัดไชโย
ทีไร ได้นึกว่าจะไม่ได้เห็นตลาดน้ันโดยจะโรเร
เลิกไปเสียแล้วทุกคราวมา แต่ก็ได้เห็นตลาด
น้ันยังอยู่ทุกคราวมา จนคราวนี้อุส่าห์มีโรง
เพิ่มเตีมขึ้นอิก ๓ ห้อง หวงั ใจวา่ คงจะอย่ไู ดย้ ดื
ยืนต่อไป
พระยาสิงหบุรานุรักษ์ ผู้ว่าราชการ
เมืองสิงหบุรี กับหลวงพรหมประสาทศิลป์
นายอ�ำ เภอเมอื งพรหมบรุ มี าคอยรบั อยทู่ วี่ ดั ไชโย ออกจากวดั ไชโยแลน่ เรอื ตอ่ ขนึ้ ไปเมอื งสงิ หบรุ ี
รวบรวมเนอ้ื เหน็ ทไี่ ดต้ รวจราชการเมอื งอา่ งทองครงั้ น้ี เปนทพ่ี อใจแลยนิ ดที ไ่ี ดเ้ หน็ หลวง
พัฒน์กิจวิจารณ์มีความอุสาหะแลสามารถท่ีจะรักษาราชการบ้านเมืองให้เรียบร้อยเจริญขึ้น
ไดโ้ ดยล�ำ ดบั มาตามการซงึ่ ควรจะเปนไดท้ ุกๆ อยา่ ง เมอื งใดทเ่ี สือ่ มทราม เมอื่ เปลยี่ นตวั ผ้วู า่
ราชการเมืองจัดว่าไม่เปนการยากแก่คนใหม่ เพราะถ้าต้ังใจทำ�แล้ว คงจะดีขึ้นได้มิมากก็น้อย
แต่การที่จะไปทำ�การแทนที่ซ่ึงผู้ทำ�การแต่ก่อนได้รักษาการมาโดยเรียบร้อยเปนความยาก
ของคนใหมม่ าก เพราะจะตอ้ งรกั ษาความดที งั้ ปวงทมี่ อี ยมู่ ใิ หเ้ สอ่ื มทราม และยงั จะตอ้ งอสุ าหะ
จดั การใหด้ ยี งิ่ ขน้ึ ดว้ ย แลเมอื งอา่ งทองนแ้ี ตเ่ ดมิ เปนทเี่ ลอื่ งลอื ในกระบวนเสอื่ มทราม เมอื งหนงึ่
พระยาอมรินทรฤๅไชย เปนผู้ว่าราชการเมือง จัดการทำ�นุบำ�รุงบ้านเมืองเรียบร้อยเจริญข้ึน
เปนอันมาก หลวงพัฒนกิจวิจารณมาแทนพระยาอมรินทรฤๅไชยตกอยู่ในที่ยากดังว่ามาแล้ว
แลหลวงพัฒนกิจวิจารณยังมีความอุสาหะรักษาการทั้งปวงซึ่งพระยาอมรินทรฤๅไชยได้ทำ�ไว้
ไมใ่ หเ้ สอ่ื มทรามแลยงั จดั การบา้ นเมอื งใหเ้ จรญิ ขน้ึ ไดโ้ ดยล�ำ ดบั มา จงึ เหน็ วา่ ควรจะสรรเสรญิ อยู่
[พบขอ้ มลู เพียงเทา่ นี้ ไม่พบขอ้ มูลท่เี ดนิ ทางต่อไปถงึ เมืองพษิ ณุโลก]
1 ปัจจุบันคือ วัดไชโยวรวิหาร หรือวัดเกษไชโย ต้ังอยู่ท่ีต�ำบลไชโย อ�ำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง
เป็นสถานทที่ ี่ประดิษฐานพระมหาพุทธพิมพ์ สรา้ งโดยสมเด็จพระพฒุ าจารย์ (โต พรฺ หฺมรํส)ี
การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจณิ บุรี เมอื งชลบรุ ี
เมืองพนัสนคิ ม และเมอื งฉะเชิงเทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจณิ บุรี เมอื งชลบุรี เมืองพนสั นิคม
และเมอื งฉะเชงิ เทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
(๓ - ๑๐ มกราคม ร.ศ. ๑๑๙)
รายงานเสดจ็ ตรวจราชการเมืองชลบรุ ี เมืองพนสั นคิ ม และเมืองฉะเชงิ เทรา1
ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
ที่ ๒๑/๘๓๘ ศาลาว่าการมหาดไทย
วนั ที่ ๒๗ เดอื นเมษายน ร,ศ, ๑๒๐
ขา้ พระพทุ ธเจา้ ขอพระราชทานกราบบงั คมทลู พระกรณุ า ทราบฝา่ ลอองธลุ พี ระบาท
ด้วยเมื่อข้าพระพุทธเจ้าออกไปตรวจราชการเมืองชลบุรี เมืองพนัศนิคม แลเมือง
ฉเชงิ เทรา เมอ่ื เดอื นมกราคม ร,ศ, ๑๑๙ ขา้ พระพทุ ธเจา้ ไดจ้ ดระยะทางทไ่ี ดต้ รวจแลจดั ราชการ
ในคราวทไ่ี ปตรวจราชการนน้ั ขอพระราชทานทลู เกลา้ า ถวายความทราบฝา่ ลอองธลุ พี ระบาท
พรอ้ มกับจดหมายฉบับนี้
ควรมคิ วรแล้วแตจ่ ะทรงพระกรณุ าโปรดเกล้า า
ขา้ พระพทุ ธเจ้า ดำ�รงราชานุภาพ ขอเดชะ
เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
1 หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต,ิ เอกสารกรมราชเลขาธกิ ารรชั กาลที่ ๕ กระทรวงมหาดไทย ร.๕ ม.๒.๑๔/๓๙
เรือ่ ง รายงานกรมหลวงด�ำรงไปตรวจราชการมณฑลปราจนี (๓ มกราคม ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๐ สงิ หาคม ร.ศ. ๑๒๒).
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 14
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
จดหมายรายวัน
เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยไปตรวจราชการเมอื งชลบุรี เมอื งฉเชิงเทรา
เดือนมกราคม ร,ศ, ๑๑๙
วันที่ ๓ มกราคม โดยสารรถไฟปากนำ้�ออกจากกรุงเทพฯ เวลา ๒ โมงเชา้ ไปลงเรอื
อรรคเรศ1 ท่ีเมืองสมุทปราการ พระยาชลยุทธโยธินทร์2 ได้เปนธุระช่วยจัดรถสลูน3 แล
จัดเรือให้ไปในเท่ียวน้ี ตัวพระยาชลยุทธโยธินทร์กับพระยาสุขุมนัยวินิต4 ได้ตามไปส่งถึง
เมืองสมุทปราการ ที่นั้นพระสมุทบุรานุรักษแลกรมการนายทหารก็ได้มาคอยต้อนรับ
ตามธรรมเนียม
1 เรอื อรรคเรศรัตนนาศน์ หรือเรอื อรรคเรศรัตนาสน์ (ล�ำที่ ๑) เปน็ เรอื ยอช์ท (ตัวเรอื ไมแ้ ต่โครงเหลก็ )
พระเจา้ นโปเลยี นท่ี ๓ แหง่ ฝรง่ั เศส รบั สงั่ ใหท้ างไซงอ่ นจดั เรอื ล�ำน้ี เขา้ มาถวายรชั กาลที่ ๔ ขน้ึ ระวางประจ�ำการ
เมอ่ื พ2.ศ พ. ร๒ะ๔ย๐า๖ชลยุทธโยธนิ ทร์ (André du Plessis de Richelieu) หรือ กปั ตัน ริเชอลิเยอ เปน็ ชาวเดนมารก์
เช้ือสายฝรั่งเศส เริ่มเข้ามารับราชการในกองทัพเรือต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๑๘ เป็นผู้บังคับกองเรือพิทยัมรณยุทธ
(Regent) ทภ่ี เู กต็ เปน็ ผอู้ อกแบบและควบคมุ การกอ่ สรา้ งปอ้ มพระจลุ จอมเกลา้ เปน็ ผนู้ �ำทหารเรอื ชาวเดนมารก์
เข้าร่วมรบต่อสู้กับกองเรือฝร่ังเศสที่ปากน�้ำในวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ขณะด�ำรงต�ำแหน่งรองผู้บัญชาการ
ทหารเรือ ภายหลังการรบได้รับพระราชทานยศเป็นพลเรือตรี พระยาชลยุทธโยธินทร์ ต่อมาด�ำรงต�ำแหน่ง
เป็นพล43เ รพรอื ถรโสะทลยพนูาสรหะขุ รยมุ ือานรชัยถลวซยินาุทติลธูนโ(ยปคธ้ันือินทสรุขรถ์ุมยผ)นูบ้ บตญั ์ขุตชนรานากดาายใรหกทญลหัน่ ่นาแงั่รลไเรดะอื ้น๔าถงึง-ผแ๗้ึงก่กคชรานรวมเมเมืออื่ งวสันุพทร่ีร๒ณ๕บุรมี นี บารครมดาพศ.ักศด. ์ทิ ๒ี่ป๔ร๗าก๖ฏ
ตามล�ำดับ คือ ขุนวิจิตรวรสาสน์ กรมพระอาลักษณ์ หลวงวิจิตรวรสาสน์ พระวิจิตรวรสาสน์ พระยาสุขุม
นัยวินิต และเจ้าพระยายมราช เป็นเลขานุการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ข้าหลวงพิเศษจัดการเมือง
สงขลาและเมืองพัทลุง ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เสนาบดี
กระทรวงนครบาล เสนาบดบี งั คบั บญั ชา (รวมกระทรวงนครบาลเขา้ เปน็ กระทรวงเดยี วกบั กระทรวงมหาดไทย)
และผสู้ �ำเรจ็ ราชการแทนพระองคใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหดิ ล พระอฐั มรามาธบิ ดนิ ทร
รชั กาลท่ี ๘ ถึงแกอ่ สญั กรรมเมือ่ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ เปน็ ตน้ สกลุ สขุ ุม
15 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจิณบรุ ี เมอื งชลบรุ ี
เมืองพนสั นิคม และเมืองฉะเชงิ เทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
พระยาชลยทุ ธโยธนิ ทร์ พระยาสขุ มุ นัยวินติ (ปั้น สุขมุ )
(Andre� du Plessis de Richelieu)
ข้าราชการที่ไปด้วยในคราวน้ีคือ พระยาสุนทรบุรี1 ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล
นครไชยศรี ซึ่งยังป่วยหมอให้ออกไปรักษาตัวอยู่ชายทเลได้โดยสานไปด้วยคน ๑
หลวงอนุชิตพิทักษ ข้าหลวงสรรพากรมณฑลปาจิณบุรี ๑ นายใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย
พนกั งานตรวจการเรือนจ�ำ ๑ ขนุ แพทย์วเิ สศหมอ ๑ กับเสมียนแลคนใชพ้ อสมควร
เวลา ๓ โมงเช้าได้คราวนำ้�ใช้จักรเรืออรรคเรศออกจากเมืองสมุทปราการไปถึง
อ่างศิลาเวลาบ่าย ๒ โมง พระยาชลบุรานุรักษ ผู้ว่าราชการเมืองชลบุรีกับกรมการผู้ใหญ่
ผนู้ ้อยก�ำ นนั ผใู้ หญบ่ า้ นในอ�ำ เภออา่ งศลิ า ทง้ั พระนรนิ ทร์รังสรรค ผู้บังคบั การทหารเรือไดม้ า
คอยรบั ด้วย ขึ้นพักอยู่ทอี่ าไศรยสถาน2
1 คอื พระยาสนุ ทรบุรีศรพี ไิ ชยสงคราม (ชม สุนทรารชุน) เปน็ บุตรพระสรุ นิ ทรามาตย์ (คลา้ ย) มารดา
เป็นธิดาของพระยาศรีสหเทพ (เพ็ง) บรรดาศักด์ิท่ีปรากฏตามล�ำดับ คือ จม่ืนมณเฑียรพิทักษ์ ปลัดกรม
ต�ำรวจ หลวงเสนีพิทักษ์ พระยาสุนทรบุรีศรีพิไชยสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองนครไชยศรี แล้วได้เล่ือนเป็น
สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี และเจ้าพระยาศรีวิไชยชนินทร์ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันท่ี ๘ กรกฎาคม
พ.ศ. 2๒๔ อ๖า๘ไศเปร็นยสต้นถาสนกลุ หสรนุ ือทสรถาารนชุนพักฟื้นตากอากาศส�ำหรับผู้ป่วย ปัจจุบันคือ “พระต�ำหนักมหาราช”
และ “พระต�ำหนักราชิน”ี ภายในพิพิธภณั ฑ์เฉลมิ พระเกียรติ ๗๒ พรรษามหาราช ต�ำบลอ่างศลิ า อ�ำเภอเมอื ง
ชลบุรี จังหวัดชลบุรี อาคารทั้งสองหลังสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรม
ราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ข้ึนใหม่ และพระราชทานนามแก่อาคาร
ท้ังสอง โดยอาคารหลังใหญ่สีขาว มีนามว่า “พระต�ำหนักมหาราช” ส่วนอาคารหลังเล็กสีแดงมีนามว่า
“พระต�ำหนกั ราชนิ ”ี แตป่ ระชาชนนิยมเรียกอาคารทัง้ สองแห่งนวี้ า่ “ตกึ ขาว” และ “ตกึ แดง”
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 16
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ตกึ อาไศรยสถานทง้ั ๒ แหง่ นเ้ี ปนตกึ มมี าแตเ่ ดมิ แตช่ �ำ รดุ ซดุ โซรมอาไศรยไมไ่ ด้ ครนั้ เมอื่
ศก ๑๑๖ ในการเฉลมิ พระชนมพรรษาพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั เวลาเสด็จประทับอยู่ใน
ยโุ รป สมเดจ็ พระบรมราชนิ นี ารถทรงส�ำ เรจ็ ราชการแผน่ ดนิ ตา่ งพระองค์ บรจิ ากพระราชทรพั ย์
ในสว่ นพระองคพ์ ระราชทานใหซ้ อ่ มแซมตกึ ทงั้ ๒ หลงั ทง้ั สรา้ งเครอื่ งตง้ั แตส่ ำ�หรบั ตกึ จดั เปน
อาไศรยสถานส�ำ หรับสาธารณประโยชน์ แล้วเสร็จในเวลาเมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั
เสด็จกลับคืนพระนคร ทรงอนุโมทนาแล้วจึงพระราชทานนามตึกทั้ง ๒ หลัง ให้เรียก
ตึกหลังใหญ่วา่ ตกึ มหาราช แลตึกหลังเล็กนัน้ ให้เรยี กวา่ ตึกราชนิ ี สืบมา ผใู้ ดจะอาไศรยเปน
ทพ่ี ักรกั ษาตัว เมือ่ ได้รับอนุญาตของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแลว้ ก็ไปอาไศรยไดไ้ ม่ตอ้ ง
เสียคา่ เช่าอย่างใด แต่เตม็ ใจชว่ ยเกื้อหนุนในการรักษาอาไศรยสถานน้คี นละมากนอ้ ยเท่าใด
ก็ไดต้ ามเจตนา
ได้ตรวจดสู มุทรายช่อื ผู้ท่ีได้ไปพักอาไศรยสถานตั้งแต่ศก ๑๑๘ มาจนบดั นมี้ ี ๒๐ ราย
ผอู้ าไศรยได้ให้เงินบำ�รุงอาไศรยสถานทุก ๆ ราย มีจ�ำ นวนเงินตัง้ แตร่ ายละ ๑๐๐ บาท ลงมา
จนถึง ๕ บาท ตามเวลาที่ได้อาไศรยอยู่นานบ้าง เพียง ๒ วันบ้าง มีจำ�นวนเงินบำ�รุง
อาไศรยสถานทไี่ ดร้ บั ทอี่ า่ งศลิ านี้ ๓๓๐ บาท แลทไี่ ดร้ บั ในกรงุ เทพ ‚ กย็ งั มอี กิ บา้ ง รวมเบด็ เสรจ็
กว่า ๔๐๐ บาท ถ้ามีผ้อู าไศรยแลผอู้ าไศรยอุปการะต่อไปดังได้เปนมาในสองปีน้ี เห็นว่าเงนิ
บ�ำ รงุ จะพอซอ่ มแซมอาไศรยสถานได้ แต่ยังไม่ค้มุ ถึงเงนิ เดือนคนรกั ษา
ได้ตรวจดูการซ่อมแซมแลเคร่ืองแต่งแลเคร่ืองใช้ในอาไศรยสถานทำ�พอใช้ได้ไม่เลว
แต่การรักษายังไม่ดียังไม่ได้ซ่อมแซมเสมอตามฤดูการ ครั้งน้ีเปนการตระเตรียมรับเสนาบดี
จึงเกลี้ยงเกลาเรียบร้อย แต่เช่ือว่าไม่เรียบร้อยอยู่อย่างนี้เสมอ มีพยานแลเห็นได้ที่มี
รอยปูนแตกกระเทาะยังซ่อมไม่ทัน สีก็ยังทาไม่ท่ัวแลไม่แห้งทันเวลาท่ีไปถึงในคราวนี้
อิกประการหนึ่งเคร่ืองใช้เคร่อื งแตง่ ส�ำ หรับสถานกย็ ังบกพรอ่ งอยหู่ ลายอยา่ ง ท้ังดยู ังไมม่ ีใคร
เข้าใจว่าเปนน่าท่ีของใครจะทำ�อย่างใดในการรักษาอาไศรยสถานน้ี จึงได้เรียบเรียง
ข้อบังคับส�ำ หรับการรกั ษาอาไศรยสถานทีอ่ ่างศลิ ามอบให้พระยาชลบรุ านุรกั ษไวด้ ังนี้
หมวดที่ ๑
ว่าดว้ ยการรกั ษา
ข้อ ๑ เคร่ืองใชใ้ นหอ้ งนอน หอ้ งนำ้� ห้องกนิ เขา้ ให้เก็บไวป้ ระจำ�ในหอ้ งนน้ั ๆ เครอื่ งใช้
ส�ำ หรับเฉลยี งซึง่ เปนที่เปดิ ให้เกบ็ รวมไวใ้ นหอ้ งกินเขา้
ขอ้ ๒ เตยี งนอนเตยี ง ๑ ตอ้ งมมี งุ้ ไวส้ �ำ หรบั เตยี ง ๒ หลงั ผา้ ปทู น่ี อน ๒ ผนื ปลอกหมอนๆ
ละ ๒ ปลอก สำ�หรับเครื่องล้างน่าต้องมีผ้าเช็ดตัวขนหนู ๒ ผืน ผ้าเช็ดน่าขนหนู ๒ ผืน
17 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจิณบุรี เมอื งชลบรุ ี
เมอื งพนสั นิคม และเมืองฉะเชิงเทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
สำ�หรับเตียงนอนต้องมีที่นอนเตียงละอัน หมอนเตียงละ ๒ ใบ เครื่องผ้าเหล่านี้จะทำ�
ตเู้ กบ็ รวมกนั ไว้ในห้องใดหอ้ งหน่ึงก็ได้ แตต่ ้องซักฟอกให้สอาดอยูเ่ สมอ คอื เวลาผ้อู าไศรย
กลับไปแล้วตอ้ งซักทีเดียวไวท้ นั จา่ ยผทู้ ่มี าอาไศรยใหม่
ข้อ ๓ ให้มีโคมแขวนตามเฉลียงแลห้องกินเข้าพอให้แสงสว่าง แลตามห้องนอนให้มี
โคมต้ังหอ้ งละใบ ห้องน้ำ�ใหม้ ีโคมตดิ ฝาหอ้ งละใบ โคมเหลา่ นีต้ อ้ งมีหลอดไวโ้ คมละ ๒ หลอด
แลคอยตรวจตรา อยา่ ให้กระจบุ รว่ั
หมวดท่ี ๒
วา่ ด้วยการรับผูอ้ าไศรย
ข้อ ๔ เม่ือผู้อาไศรยนำ�ใบอนุญาตออกมา ให้ผู้รักษาสถานเปิดแลจัดสถานหลังใด
ให้เขาอยู่ตามใบอนุญาต ต้นใบอนุญาตน้ันผู้รักษาสถานเก็บไว้ แลให้จดลงในสมุทบาญชี
สำ�หรับสถานด้วยจงทุกราย เม่ือผู้อาไศรยไปแล้ว ให้พนักงานรักษาจดสลักหลังลงในต้นใบ
อนญุ าต วา่ ผอู้ าไศรยนนั้ ไดม้ าอยตู่ งั้ แตว่ นั ใดจนวนั ใด แลไดใ้ หเ้ งนิ หรอื ใหส้ ง่ิ ของส�ำ หรบั บ�ำ รงุ
สถานเท่าใด แลสง่ ต้นใบอนุญาตนไี้ ปยังทีว่ ่าการเมืองจงทุกคราว
ข้อ ๕ เม่ือผู้อาไศรยได้เข้าอยู่ในสถานแล้ว ให้ผู้รักษานำ�สมุทลงนามไปให้เขาลงช่ือ
ถ้าเขาให้เงินบำ�รงุ สถานเทา่ ใด ใหผ้ รู้ ักษาทำ�ใบเสร็จให้เขาเปนส�ำ คัญ แต่ถา้ เขาว่าจะไปใหเ้ งิน
ในกรุงเทพฯ ไม่ตอ้ งท�ำ ใบเสร็จให้
ขอ้ ๖ ตวั เงินบ�ำ รงุ สถานซงึ่ ผูอ้ าไศรยให้ไว้แก่ผรู้ กั ษามากนอ้ ยเทา่ ใด ต้องไปไวย้ ังคลัง
เมืองชลบรุ ีทงั้ ส้นิ จะใช้สอยเทา่ ใดให้ไปเบิกต่อคลังเมอื ง
หมวดที่ ๓
ว่าดว้ ยการซอ่ มแซม
ข้อ ๗ การซอ่ มแซมสถานโดยปรกติ ให้ทาน�้ำ ปนู ปีละครงั้ ๑ ทาสีสอง [ปี] ครงั้ หน่งึ
ข้อ ๘ ถา้ มีการชำ�รดุ เกดิ ข้ึนคอื หลงั คารว่ั กด็ ี หรอื สิง่ ใดแตกหักช�ำ รดุ ก็ดี ตอ้ งซ่อมแซม
แก้ไขโดยทันทจี ะทอดท้งิ ไมไ่ ด้
หมวดท่ี ๔
ว่าดว้ ยการตรวจ
ขอ้ ๙ ผ้รู กั ษาตอ้ งเปดิ สถานตรวจตราดว้ ยตนเอง ๓ วันครง้ั ๑ อยา่ ใหข้ าดได้
ขอ้ ๑๐ ผูว้ ่าราชการเมืองชลบุรี หรอื ปลดั ต้องมาตรวจรักษาสถานไม่นอ้ ยกวา่ เดือนละ
ครง้ั ๑ อยา่ ให้ขาดได้ แลในการตรวจนั้นต้องตรวจใหก้ ารเปนไปไดด้ งั ขอ้ บงั คับน้ี
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 18
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
หมวดที่ [๕]
วา่ ด้วยรายงาน
ข้อ ๑๑ ผู้รักษาสถานต้องทำ�รายงานย่ืนผู้ว่าราชการเมืองชลบุรีเดือนละ ๑ ครั้ง
ในรายงานนั้นให้บอกรายช่ือผู้ท่ีได้มาอาไศรยในเดือนนั้น แลเงินหรือสิ่งของที่ได้รับหรือ
ได้ซื้อข้ึนในเดือนนั้น รายการที่ส่ิงของหรือสถานชำ�รุดซุดโซรม แลท่ีได้ทำ�การซ่อมแซมใน
เดือนน้ัน ท้ังจำ�นวนเงินท่ีได้ใช้จ่ายไปในเดือนนั้น แลให้ผู้ว่าราชการเมืองลงความเห็นแล้ว
สง่ ไปยงั กระทรวงมหาดไทยทุกเดอื น
เวลาบ่าย ๔ โมงได้ไปตรวจที่ว่าการอำ�เภออ่างศิลา นายเสน่ห์ เปนนายอำ�เภอ
แบบแผนการอำ�เภอยังคลาดเคล่ือนอยู่มาก แลเห็นได้ว่าเพราะกรมการอำ�เภอขาดความรู้
แลผวู้ า่ ราชการเมอื งไมต่ รวจตราใหเ้ ขม้ งวด คอ่ ยยงั ชวั่ อยแู่ ตก่ ารสรรพากร เพราะมเี จา้ พนกั งาน
คอยตรวจตราอยเู่ สมอ อำ�เภออา่ งศลิ านที้ อ้ งทกี่ เ็ ลก็ จำ�นวนราษฎรกไ็ มก่ พี่ นั คน ผลประโยชน์
แผ่นดนิ เก็บไดใ้ นอ�ำ เภอนีป้ ี ๑ ประมาณ ๑๐๐ ชงั่ 1 ถ้าจะว่าโดยขนาดควรจะรวมไวใ้ นอ�ำ เภอ
เมืองชลบุรี เพราะระยะทางไปมาเพียง ๒๐๐ เส้นเสศ2 หาควรจะแยกออกเปนอำ�เภอหน่งึ
ต่างหากไม่ แต่มีความจำ�เปนอยู่อย่างหนึ่ง ด้วยท่ีอ่างศิลาน้ีมักมีผู้มีบรรดาศักดิ์แลชาว
ต่างประเทศไปมาอาไศรย แลในฤดูลมเหนือเรือไฟไปมากับต่างประเทศไปจอดบันทุก
สินค้าท่ีนี่ มีผู้คนต่างชาติต่างภาษาสำ�ส่อน ถ้าไม่มีเจ้าพนักงานประจำ�อยู่ท่ีอ่างศิลา ให้แต่
กำ�นันปกครองคงจะไม่เรียบร้อย ถึงกระน้ันก็ดี ถ้าจะมีเพียงปลัดอำ�เภอเมืองแยกมาตั้งอยู่
ที่อ่างศิลา หรือมีนายอำ�เภออ่างศิลาต่างหาก แต่ให้มีผู้ช่วยแต่น้อยคนที่จะพอแก่ราชการ
แลไม่เปลืองพระราชทรัพย์ ที่ต้ังกรมการอำ�เภออ่างศิลาเต็มชุดมีกรมการอำ�เภอถึง ๔ คน
อย่างทุกวันนี้ เหน็ วา่ เกนิ แก่ประโยชน์แลความจำ�เปน ควรจะลดลงคงมเี พยี งเท่าที่ว่ามาแล้ว
ตรวจที่ว่าการอำ�เภอแล้วเดินไปทางหมู่บ้านอ่างศิลาเห็นยังบริบูรณเสมออยู่ไม่ซุดโซรม
ลงกว่าแต่ก่อน ไปแวะท่ีวัดใน เจ้าอธิการเท่ียง ว่าท่ีพระครูเจ้าคณะแขวงอ่างศิลาได้จัดต้ัง
โรงเรียนขึ้นในวัดน้ี มีนักเรียนกว่า ๒๐ คน ใช้เรี่ยรายเงินกรมการแลผู้ปกครองเด็กให้เปน
เงินเดือนครูได้ไม่เสมอกัน บางเดือนครูได้เงินเดือนมาก บางเดือนครูได้เงินเดือนน้อย
พอกล้องแกล้งสอนมาได้ แลเห็นได้ว่าคงจะเปนความหนักใจของเจ้าอธิการมากอยู่
โรงเรียนนี้ พระอัมราพิรักษขิต ผู้อำ�นวยการศึกษามณฑลปาจิณบุรีได้ขนานนามไว้ว่า
โรงเรยี นเสลมั พณพ์ ทิ ยากร3 ดจู ดั แลรกั ษาเรยี บรอ้ ยสอาดสอา้ นดี ไดค้ วามวา่ ในอ�ำ เภออา่ งศลิ า
213 เปโทรรงา่ ะเกรมียบั านณ๘เส,๘๐ล๐,ัม๐๐พ๐ณ๐บา์พกทิทวา่ยเามกตรร (๑ เส้น เท่ากับ ๔๐ เมตร) พ.ศ. ๒๔๔๒ ใช้ศาลาดิน วัดอ่างศิลาใน
ต้ังขึ้นเม่ือวันท่ี ๑ กรกฎาคม
เปน็ ที่ศึกษาเล่าเรยี น ปัจจุบันคอื โรงเรียนพระต�ำหนักมหาราช
19 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจณิ บรุ ี เมืองชลบรุ ี
เมืองพนสั นิคม และเมืองฉะเชงิ เทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
มโี รงเรยี นเดยี วเทา่ น้ี พเิ คราะหเ์ หน็ วา่ เพยี งโรงเรยี นเดยี วเทา่ นี้ ถา้ จดั ใหด้ กี พ็ อ เพราะหมบู่ า้ น
ราษฎรแถวนี้จะส่งเด็กไปเล่าเรยี นก็พอเดนิ ไปมาไดไ้ ม่ไกลนกั
วนั ที่ ๔ มกราคม ตอนเชา้ อยดุ พกั เอาแรงไม่ไดไ้ ปไหน พิเคราะหด์ ูเห็นว่าทอี่ า่ งศิลาน้ี
ถ้าทำ�โทรเลขให้เนื่องกับสะเตแช่นเมืองชลบุรีได้ดูเหมือนจะมีประโยชน์อยู่ ระยะทางเพียง
๒๐๐ เส้นเสศ ทางโทรเลขไปศรีราชาก็ผ่านไปไม่ห่างอ่างศิลานัก อาไศรยเสาเดิมได้สัก
ครึ่งทาง ต้องทำ�เสาใหม่ไม่กี่มากน้อย โดยปรกติใช้เพียงโทรศัพท์ก็จะพอเปนประโยชน์แก่
ราชการ แลเปนประโยชน์แก่ผู้ไปมาอาไศรยอ่างศิลา เม่ือถึงฤดูเรือเมล์มาทอดบันทุกของ
ที่อ่างศลิ า เปดิ เปนออฟฟศิ โทรเลขช่วั ปลี ะคราว ก็จะเปนประโยชน์แก่การคา้ ขายดอี ยู่
เวลาบ่ายข่ีม้าไปเที่ยวข้างหลังบ้านอ่างศิลาไปจนถึงบ้านปึก1 พื้นท่ีข้างหลังบ้าน
อ่างศิลาเปนที่นาสลับกับที่ไร่แลสวนหมากมะพร้าวตลอดไป ท่ีนาไม่สู้ดี เพราะเปนท่ีทราย
ทำ�ไม่ใคร่ได้ผล ปีนี้ที่อ่ืนๆ เข้างามตลอด ท่ีนาหลังอ่างศิลาแลตอนริมทะเลหลังเมืองชลบุรี
ก็ไม่ได้ผลดี ที่สวนหมากมะพร้าวงามมาก สังเกตตามที่เคยดูมาแต่ท่ีอื่น ดังเช่นหัวเมือง
ชายทะเลทางแหลมมลายู เข้าใจว่าพวกทำ�สวนหมากมะพร้าวทางอ่างศิลาเมืองชลบุรี
คงจะรวยกันมากๆ เพราะแลดูต้นไม้ที่ปลูกงอกงามสดช่ืนดีทุกแห่ง ต่อเม่ือไปสนทนากับ
ราษฎรเจ้าของสวน จึงไปได้ความผิดกับคาด ต้นมะพร้าวทางชายทะเลแหลมมลายูปลูก
พอออกผลแลว้ เจ้าของเปนคาดไดว้ า่ ปีหน่ึงคงจะไดเ้ งินตน้ ละเท่าน้ัน ทำ�เองกไ็ ด้หรือจะให้
ผู้อ่ืนเช่าถือไปทำ�ก็ได้ มีต้นมะพร้าวทางแหลมมลายูเหมือนมีตึกแถวสร้างไว้เก็บค่าเช่า
ทางเมืองสมุทสงครามแลในมณฑลกรุงเทพฯ ก็ทำ�นองเดียวกัน เข้าใจว่าทางแหลมมลายู
ผลประโยชน์ทเ่ี กบ็ ไดจ้ ากมะพร้าวต้นหน่งึ ไม่ตำ่�กว่า ๓ บาท หัวเมอื งท่ีใกลก้ รงุ เทพฯ ย่ิงได้
มากกว่านั้น แม้ท่ีเมืองชลบุรีในเวลาน้ีราคามะพร้าวขายกัน ๑๐ ใบบาท พวกเจ้าของสวน
มะพร้าวท่ีอ่างศิลาแลเมืองชลบุรีก็ไม่บริบูรณผลประโยชน์ เพราะมะพร้าวทางนี้ถึงต้นงาม
ผลไม่ออกเสมอ บางปีก็ออกมากบ้าง บางปีก็ออกน้อย สุดแล้วแต่ฝนตกมากตกน้อย
ตามฤดูปี ถ้าแล้งจัดๆ ถึงต้นไม้ตาย มะพร้าวที่ปลูกไว้สวนละมากๆ ปี ๑ จะมีผลให้เก็บ
ไม่ก่ีต้น ได้ความว่าถ้าคิดถัวกันสวนมะพร้าวในแถวน้ีได้เงินปี ๑ ประมาณต้นละไม่เกิน
๒ สลงึ ตน้ หมากกไ็ มแ่ นท่ �ำ นองเดยี วกนั การหากนิ ของราษฎรในแถวนไ้ี ดค้ วามตามทพี่ เิ คราะห์
ดูเปน ๒ จำ�พวกคือ พวกหนง่ึ หาปลาเปนการประจำ� พวกหนึ่งทำ�การเภาะปลูก คอื เรอื กสวน
ไร่นาเปนการประจำ� ผ้หู ญิงทอผา้ ขายในเวลาวา่ งการอนื่ ท้งั ๒ จำ�พวก ผา้ นุ่งทีข่ ายในตลาด
เมืองชลบุรีเปนผ้าไปจากอ่างสิลาโดยมาก ในเวลาการหากินท่ีเปนพ้ืนฝืดเคือง เช่น ปลา
ไม่เข้าละมุก็ดี หรือฝนแล้งทำ�เรือกสวนไร่นาไม่ได้ผลก็ดี ราษฎรทั้งสองจำ�พวกท่ีว่ามาแล้ว
1 ปจั จุบนั คอื ต�ำบลบา้ นปึก อ�ำเภอเมืองชลบรุ ี จังหวัดชลบุรี
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 20
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
เคอยเข้าป่าตัดไม้มาขายทดแทนผลประโยชน์ ตั้งแต่บริสัทศรีราชารับทำ�ป่าไม้ ราษฎรชาว
อ่างศิลาพากนั รอ้ งวา่ ขาดทางหาเลี้ยงชีพไปอย่าง ๑ ในปีน้ีอยู่ข้างพากนั ขัดสน ไดท้ ราบว่า
บริสัทได้ยอมอนุญาตให้ราษฎรชาวบางพระเข้าตัดไม้ในป่าได้ แต่ไม่ยอมให้พวกอ่างศิลา
เข้าตัด เพราะเหตุที่อยู่ต่างอำ�เภอกันกับป่าไม้ ได้ความจากที่สนทนากับกำ�นันผู้ใหญ่บ้าน
แลราษฎรชาวอา่ งศลิ าดงั นี้ จงึ รบั วา่ จะไปพดู กบั บริสทั ดู
ขากลับแวะเยี่ยมตอบพระยาวิสูตรสาครดิษฐ1 เวลาน้ีอายุได้ ๘๒ ปี ดูยังแขงแรง
เดินเหนิ ไปไหนไปไดเ้ ปนแตใ่ นตาไม่ใคร่เหน บ้านพระยาวิสตู รท่มี าสร้างอยทู่ ี่อา่ งศลิ าทำ�เปน
เรือนไมไ้ ม่ใชส่ �ำ หรบั ความงดงาม เอาแตค่ วามสบาย ดสู บายดจี ริง ดว้ ยเปนเรอื น ๒ ชน้ั ยาว
มีเฉลียงใหญ่รอบตัว ข้างในอากาศเดินได้สดวกไม่ร้อนเหมือนกับเรือนอ่ืนๆ เคร่ืองตบแต่ง
มแี ตพ่ อใชส้ รอยส�ำ หรบั ความสบายเปนประมาณ
แตเ่ ดิมหมายวา่ จะพกั อยู่อ่างศิลาจนวันที่ ๗ จงึ ไปเมอื งพนศั นคิ ม แต่ไปคิดเหน็ วา่ ไป
พกั อยเู่ มอื งชลบรุ จี ะตรวจราชการไดส้ ดวกกวา่ แลทางทจ่ี ะเดนิ บกไปเมอื งพนศั นคิ มจากเมอื ง
ชลบุรีก็ใกล้เข้า พอได้ระยะเกวียนเดินวันหน่ึงดีกว่าไปเมืองพนัศนิคมจากอ่างศิลา จึงตกลง
แก้ไขโปรแครมใหม่
วนั ท่ี ๕ มกราคม เวลาเชา้ ใหเ้ รอื อรรคเรศรบั พระยาสนุ ทรบรุ ไี ปสง่ ทบ่ี างพระ เพอ่ื จะให้
ไปอยพู่ กั รกั ษาตวั ที่นนั้ แลกรมทหารเรือรบั จัดสะเตแช่นทหารใหเ้ ปนท่พี กั ดว้ ย
เวลา ๕ โมงเช้า พอน�้ำ ขึ้นเต็มฝงั่ จงึ ลงเรอื กนั เชยี งท่ีอา่ งศลิ าผูกพ่วงเรอื ฉลอมแลน่ ใบ
ไปเมอื งชลบุรี ประมาณช่ัวโมงหนึ่งถึงทข่ี ึ้นทางตะพานหลวง พระยาภักดีณรงค์ ผ้วู า่ ราชการ
เมอื งฉะเชงิ เทรากบั กรมการผใู้ หญผ่ นู้ อ้ ยแลก�ำ นนั ผใู้ หญบ่ า้ นเมอื งชลบรุ มี าคอยรบั ขน้ึ ไปพกั
อยูท่ ีส่ ะเตแช่นทหาร
เดนิ ขนึ้ ทางตะพานหลวงวนั น้ี มคี วามร�ำ คานใจดว้ ยตะพานช�ำ รดุ ซดุ โซรม เสยี สงา่ ราศรี
บ้านเมือง ไม่ใช่จะพ่ึงชำ�รุดซุดโซรม ได้รู้เห็นว่าซุดโซรมต้ังใจจะซ่อมแซมมานานแล้ว ท่ีสุด
พระยาชลบุรานุรักษก็ได้เร่ียรายได้เงินกว่า ๒๐๐๐ บาท ซ้ือไม้เสาแลไม้เหลี่ยมที่จะเล่ือย
ท�ำ กระดานมากองไว้เปนอันมากแลว้ แตเ่ หตใุ ดจงึ ยังไม่ได้ท�ำ ไลเ่ ลียงดูก็ไม่ได้ความ พระยา
1 พระยาวิสูตรสาครดิษฐ หรอื กปั ตันจอห์น บชุ (Captain John Bush) เป็นชาวองั กฤษ เกดิ เม่ือวนั ที่
๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๖๒ ในรชั กาลที่ ๔ ไดว้ า่ จ้างใหม้ าท�ำหนา้ ทพ่ี ัฒนากจิ การเจ้าท่า ในต�ำแหน่ง “เจ้าทา่ ”
คนแรก เรยี กกันวา่ “หันประมาสะแตม” (Habous Master) โดยมกี ารลงนามในสญั ญาระหว่างไทยกับอังกฤษ
เม่ือวันท่ี ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ (ส่งผลให้วันที่ ๕ สิงหาคมของทุกปีเปน็ วนั คลา้ ยวนั สถาปนากรมเจ้าท่า)
ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ พระวิสูตรสาครดิฐ ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าท่ายุโรปขึ้นกับกรมท่ากลาง
และไดเ้ ล่ือนเป็นพระยาวสิ ูตรสาครดิฐ รบั ราชการในต�ำแหนง่ เจา้ ท่า จนถงึ พ.ศ. ๒๔๓๗ นอกจากน้ี กปั ตันบชุ
ยงั ไดจ้ ดั ตงั้ อเู่ รอื บางกอกดอ๊ กกมั ปานขี นึ้ ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๔๐๘ ท�ำใหไ้ มต่ อ้ งลากเรอื ไปซอ่ มทสี่ งิ คโปรอ์ กี ถงึ แกก่ รรม
เม่อื วันท่ี ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๔
21 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจิณบรุ ี เมืองชลบุรี
เมืองพนสั นิคม และเมอื งฉะเชงิ เทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
ชลบุรานุรักษใช้คำ�อธิบายแต่ว่า “จะทำ�” คำ�น้ีเห็นว่าไม่ควรจะใช้ในราชการท่ีเปนการจริง
เพราะลงความสกั แต่กลา่ วว่า “จะท�ำ ” แล้วรอไปอกิ ร้อยปีกว็ ่าจะได้อยู่เสมอ ท�ำ ก็ท�ำ ลง ไมท่ �ำ
ก็อย่าทำ� ได้ขอให้พระยาชลบุรานุรักษกำ�หนดวันให้แน่ว่า ตะพานหลวงที่เมืองชลบุรีนี้
จะแล้วเม่ือใด พระยาชลบุรานุรักษขอเวลา ๖ เดือน จึงยอมกำ�หนดให้ว่า จะถือว่าวันท่ี
๑ สิงหาคม ศก ๑๒๐ ตะพานนเี้ ปนซอ่ มแซมส�ำ เรจ็
เวลาบ่ายไปตรวจการอำ�เภอเมือง นายผาดเปนนายอำ�เภอดูมีอุปนิไสยอยู่บ้าง
แต่ความรู้ยังตำ่� ถึงกระน้ันยังดีกว่าอำ�เภออ่างศิลา ท่ีว่าการอำ�เภอได้ทำ�เปนเคร่ืองไม้จริง
เสรจ็ แลว้ ตรวจทว่ี า่ การอ�ำ เภอแลว้ ไปตรวจทว่ี า่ การเมอื ง การปลกู สรา้ งทท่ี �ำ ราชการในเมอื งชลบรุ ี
มีแปลกตาข้ึนกว่าเมื่อไปตรวจในศก ๑๑๘ คือ สร้างท่ีว่าการเมืองหลังหน่ึง ศาลหลังหนึ่ง
ตรางหลังหน่ึง เปนเครื่องไม้จริงทำ�ขึ้นใหม่ในปีนี้ดูเรียบร้อยดี ศาลทำ�ดีมาก ในเวลาน้ี
ยงั ก�ำ ลงั แตง่ ตวั ไมจ้ ะปลกู สรา้ งส�ำ เรจ็ ในปนี อ้ี กิ สองหลงั คอื ทท่ี �ำ การสรรพากรหนง่ึ หลงั ทสี่ �ำ นกั
สำ�หรับข้าราชการไปมาพักอาไศรยอิกหน่ึงหลัง แลเห็นได้ว่าพระยาชลบุรานุรักษได้เอาเปน
ธรุ ะในการปลูกสร้างสถานท่ีต่าง ๆ ส�ำ หรับราชการมาก ตอ้ งนบั วา่ เปนท่ีพอใจอย่อู ย่างหนึ่ง
ได้ตรวจดยู อดทะเบียนต่าง ๆ ในเมืองชลบุรมี ีจำ�นวนขา้ ราชการท่มี ีต�ำ แหนง่ รบั พระราชทาน
เงนิ เดือน ๑๓๒ คน ไม่นับตำ�รวจภธู ร เหน็ ว่าจำ�นวนคนรบั เงินเดือนมีมากเกนิ กวา่ ทคี่ วรจะมี
เพราะอำ�เภอเมืองชลบุรีเปนอำ�เภอคนน้อย ๆ ควรจะตัดจำ�นวนกรมการอำ�เภอให้เบา
พระราชทรัพย์ได้อิก เรื่องน้ีกลับเข้ามาถึงกรุงเทพ ‚ จึงจะตรวจจัดไป การปกครองท้องท่ี
รวมทั้งเมืองบางละมุงแลเมืองพนัศนิคม ซ่ึงเปนเมืองจัตวาอยู่แต่ก่อนแบ่งเปน ๘ อำ�เภอ
จำ�นวนสำ�มโนครัวมีกำ�นัน ๖๗ คน ผู้ใหญ่บ้าน ๑๐๐๙ คน ราษฎรชาย ๒๘๖๕๘ คน
หญิง ๒๕๙๒๕ คน รวมราษฎร ๕๔๕๘๓ คน มีหลังคาเรอื น ๑๔๔๕๑ หลงั เรือ ๒๑๘๓
ล�ำ เกวียน ๔๔๐๔ เล่ม สตั ว์พาหนะมโี ค ๒๗๑ โค กระบือ ๒๒๘๓๔ ตัว ม้า ๙๙๕ ตวั
การสรรพากร ผลประโยชนแ์ ผน่ ดนิ เก็บได้ในศก ๑๑๘ เงนิ ๘๑๐๗๖ บาท ๕๕ อฐั 1
มากกว่าศก ๑๑๗ เงนิ ๑๑๖๙๒ บาท ๔๘ อัฐ รายการทเ่ี งนิ ข้นึ มาก คือ ค่านา ข้ึนเพราะ
ตรวจเก็บดีขึ้น ท่ีจริงนาในศก ๑๑๘ ทำ�ไม่ใคร่ได้ผล ค่านาศกนี้คงจะขึ้นมากเพราะนา
ท�ำ ได้ผลมากทวั่ กัน เวน้ แตท่ ่ีชายทะเลเล็กนอ้ ย คา่ นำ้�สมพกั ษรในศก ๑๑๘ เงินก็ขน้ึ มากอยู่
เพราะตรวจเกบ็ ละเอยี ดเขา้ แตใ่ นศก ๑๑๙ คงจะไมข่ ึ้นกว่าศก ๑๑๘ จำ�นวนเงินสรรพากร
ศก ๑๑๘ รายท่ียอดเงินตกมากคือ สรรพภาษี เพราะเลิกภาษีภายในเสียหลายอย่าง
แต่ในศก ๑๑๙ น้ีเงินคงจะกลับขึ้นด้วยนำ้�ตาลทรายออกมากกว่าศกก่อนๆ เปนอันมาก
ในเวลานก้ี ารปลกู ไรอ่ อ้ ยท�ำ น�้ำ ตาลทรายในเมอื งชลบรุ กี �ำ ลงั เจรญิ มโี รงหบี ในปนี กี้ วา่ ๘๐ โรง
แลยังจะเจริญได้อกิ
1 ๖๔ อัฐ เท่ากบั ๑ บาท
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 22
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
การคลัง รวมเงินรายรับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน ศก ๑๑๙ เงิน
๙๙๗๖๗ บาท ๕๖ อัฐ รวมจ่ายเงิน ๘๕๐๙๙ บาท ๔๗ อัฐ เหลือเงินคงคลังในเวลาน้ี
๑๔๖๖๘ บาท ๙ อฐั
เหตุการโจรผรู้ ้ายในศก ๑๑๙ น้ี มีโจรผู้รา้ ยอกุ ฉกรรจ์ ๓ ราย ปล้นราย ๑ ฆา่ กนั ตาย
๒ ราย ได้ตวั ผรู้ า้ ย ๑ ราย ไม่ได้ตวั ๒ ราย ผรู้ ้ายลักเลก็ นอ้ ย ๑๕๔ ราย ได้ตัวผรู้ ้าย ๖๒ ราย
ไดแ้ ต่ของกลาง ๑๕ ราย ไม่ได้ตวั ๗๗ ราย
จำ�นวนนักโทษในเรือนจำ� มีนักโทษในระหว่างพิจารณา ๒๘ คน ท่ีศาลตัดสินแล้ว
๔๘ คน รวมนกั โทษ ๗๖ คน เปนชาย ๗๓ คน เปนหญิง ๓ คน การปกครองเรอื นจ�ำ ยังจัด
ไม่ตรงตามข้อบังคับตลอด นายนากพธำ�มรงค์ไม่ใคร่เข้าใจข้อบังคับ ที่สุดข้อบังคับท่ีตีพิมพ์
กไ็ มม่ ไี ว้สำ�หรับตราง จึงไดใ้ ห้เวลา ๒ เดอื น ที่นายนากพธำ�มรงค์จะตอ้ งเรียนขอ้ บังคบั ใหร้ ู้
แลเข้ามาสอบให้ได้ แต่ในเวลาน้ีได้ให้นายใหญ่ไปตรวจจัดการเรือนจำ�ให้เปนแบบแผนไป
พลาง เมื่อได้ตรวจจัดเรือนจำ�เมืองชลบุรีแล้ว ให้นายใหญ่ไปตรวจเรือนจำ�อ่ืนในมณฑล
ปาจณิ บุรนี ตี้ ่อไป
การศาลเมืองชลบุรีได้ตรวจบาญชียอดสารบบท่ีหลวงพินิจดุลอัฏทำ�ย่ืน มีจำ�นวน
ความค้างมาแตศ่ ก ๑๑๘ แพ่ง ๖๓ เร่อื ง อาญา ๗๕ เรอ่ื ง รวม ๑๓๘ เรื่อง ความเกิดใหม่
ในศก ๑๑๙ แพง่ ๒๘๓ เรอ่ื ง อาญา ๑๕๖ เรอ่ื ง รวม ๔๓๙ เรอื่ ง รวมความเกา่ ใหม่ ๕๗๗ เรอ่ื ง
ได้พพิ ากษาแลว้ ไป แพ่ง ๓๐๓ เร่อื ง อาญา ๒๐๘ เรื่อง รวม ๕๑๑ เรอื่ ง คงค้างพิจารณา
แพ่ง ๔๓ เรือ่ ง อาญา ๒๓ เรื่อง รวม ๖๖ เร่ือง
พิเคราะห์ดูการศาลในเมืองนี้ จำ�นวนความท่ีเกิดขึ้นกับท่ีแล้วไปพอทันกัน ไม่คั่งค้าง
ทบั ถมเปนอันสดวกไดต้ ลอด
การโยธา นอกจากการปลกู สรา้ งทไี่ ดพ้ รรณนามา แลการปดั กวาดถนนรบั เสนาบดแี ลว้
ไมเ่ หน็ มกี ารทไี่ ดจ้ ดั ท�ำ นบุ �ำ รงุ ใหแ้ ปลกปลาดขน้ึ อยา่ งใดกวา่ ทไี่ ดไ้ ปเหน็ เมอ่ื ศก ๑๑๘ การโยธา
ในเมืองชลบุรีน้ี ถ้าจะทำ�ให้เปนประโยชน์แก่บ้านเมือง มีการท่ีจะทำ�ได้หลายอย่าง ดังเช่น
ซ่อมตะพานหลวง แลจัดการรักษาถนนหลวงให้สอาดอยู่เสมอ เปนต้น ยังการท่ีจะทำ�
ไดง้ า่ ย ๆ เชน่ ทางที่ราษฎรให้เกวยี นไปมา ลอ้ กดั ดนิ ลกึ ลงไปสองข้าง กลางดินเปนคันข้ึนสูง
จนเกวยี นแทบจะเดนิ ไปไมไ่ ดม้ หี ลายแหง่ ถา้ ในฤดแู ลง้ วา่ งการนา คดิ อา่ นบอกบญุ พวกราษฎร
ชว่ ยกนั ฟนั คนั ดนิ กลางทางเกวยี นเพยี งปลี ะ ๑ ครงั้ กจ็ ะเปนอนั ท�ำ นบุ �ำ รงุ การไปมาของราษฎร
ไดเ้ ปนอนั มาก การโยธาตา่ ง ๆ ท่ไี ดก้ ลา่ วมาน้ี จะทำ�ได้โดยไมต่ ้องเปลอื งทนุ รอนกีม่ ากน้อย
ถงึ บางอยา่ งทจี่ ะตอ้ งลงทนุ เชน่ ซอ่ มตะพานหลวง เปนตน้ จะหาเงนิ ในพน้ื เมอื งชว่ ยอดุ หนนุ
ในเมอื งชลบุรีนก้ี จ็ ะหาได้ไมย่ ากนกั ด้วยพวกพ่อค้าทีเ่ ปนคนบริบรู ณมีมาก คนพวกนีม้ กั จะมี
ใจศรัทธาช่วยท�ำ การทเ่ี ปนสาธารณประโยชน์โดยไมเ่ สยี ดายทรัพย์
23 การเสด็จตรวจราชการมณฑลปาจิณบรุ ี เมอื งชลบุรี
เมอื งพนัสนิคม และเมอื งฉะเชิงเทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
การศึกษาในเมืองชลบุรีนี้จัดว่าเปนแหล่งอยู่แห่ง ๑ มาแต่เดิม ด้วยมีโรงเรียนของ
พระชลโธปมคุณตั้งมาช้านาน ในคราวนี้พระยาชลบุรานุรักษได้จัดต้ังโรงเรียนข้ึนท่ีวัดต้นสน
หลงั ที่วา่ การเมอื งอิกแห่ง ๑ เปนทเี่ ลา่ เรียนของบตุ รหลานกรมการ ดูจะเปนประโยชน์ดี
วนั ที่ ๖ มกราคม เวลาเชา้ ขมี่ า้ ไปดชู อ่ งมะเฟอื ง เขาเขยี ว ระยะทางประมาณ ๒๕๐ เสน้ 1
ทเ่ี ขาเขยี วนี้แต่เดิมไม่ใครม่ ีใครกล้าไปท�ำ ไรด่ ว้ ยกลัวความไข้ แต่ใน ๔ - ๕ ปีนี้มีคนไปถางปา่
ทำ�ไร่มากข้ึนทุกที เพราะที่ดินใหม่ปลูกไม้ข้ึนงอกงามดี ราษฎรจึงพากันโก่นสร้างทำ�ไร่อ้อย
แลต้ังโรงหีบอ้อยข้ึนเปนอันมาก ทุกวันน้ีน้ำ�ตาลทรายเปนสินค้าสำ�คัญของเมืองชลบุรี
อย่าง ๑ แต่ทำ�นำ้�ตาลทรายแดงอย่างเดียวไม่ทำ�น้ำ�ตาลทรายขาวอย่างเมืองนครไชยศรี
ราชบุรี ไต่สวนได้ความว่า เพราะนำ้�ตาลทรายแดงทำ�ได้เร็ว ถึงราคาน้อยกว่านำ้�ตาลขาว
เม่ือคิดถึงท่ตี อ้ งเสยี เวลาแลเปลอื งโสห้ยุ ข้ึนในการท�ำ น้ำ�ตาลขาว นำ้�ตาลแดงไดก้ �ำ ไรมากกวา่
ในเวลาน้ี พระยาพิพัฒโกษาได้เอาเคร่อื งจกั รสติมอย่างยอ่ มส�ำ หรับหีบออ้ ยท�ำ นำ้�ตาลทราย
ไปตงั้ ขน้ึ ไวท้ ส่ี วนของพระยาพพิ ฒั โกษา ซงึ่ อยดู่ า้ นตวนั ตกแหง่ เขาเขยี วแหง่ หนงึ่ เมอ่ื ศก ๑๑๘
ไดไ้ ปดถู งึ ทส่ี วนนี้ แตเ่ ครอื่ งจกั รยงั ไมไ่ ดล้ งมอื ท�ำ การ ในเวลานไี้ ดค้ วามวา่ ไดล้ งมอื ท�ำ การแลว้
หีบท้ังอ้อยในสวนของพระยาพิพัฒโกษาแลรับจ้างหีบอ้อยของราษฎรที่ไม่มีโรงหีบด้วย
ไดค้ วามว่าการที่ท�ำ นนั้ ดีอยู่
พเิ คราะหด์ ทู ด่ี นิ ขา้ งหลงั เมอื งชลบรุ ี ตอนรมิ ทเลมกั จะมศี ลิ าตอ่ หา่ งขน้ึ ไปเกนิ ๑๐๐ เสน้
จึงเปนท่ีดินดี แต่ถึงกระนั้นเภาะปลูกต้นไม้หรือทำ�ไร่นาไม่ใคร่งามด้วยน้ำ�ไม่พอจะเลี้ยง
พรรณไม้อาไศรยได้แตน่ �้ำ ฝน ถ้าปีใดฝนแลง้ หรือในเวลาน�ำ้ แลง้ ตน้ ไม้กแ็ หง้ เห่ียวไมง่ อกงาม
ไปดเี อาตอนเชงิ เขาเขยี ว ดว้ ยมลี �ำ ธานอาไศรยน�ำ้ ไดบ้ า้ ง แตก่ ไ็ มม่ ากมายเทา่ ใดนกั ไดค้ วามวา่
ลำ�ธานใหญ่ในเขาเขียวไปตกเสียข้างทิศตวันออก ลำ�ธานที่ช่องมะเฟืองแลทางสวนพระยา
พิพฒั โกษาเปนแตล่ ำ�ธานอยา่ งเล็กๆ
เวลาบา่ ยไปตรวจตลาดเมอื งชลบรุ ี ทตี่ ลาดเมอื งนเ้ี ปนตลาดใหญย่ าวประมาณ ๑๐ เสน้
แต่เดิมเปนโรงจากปลูกรุกท่ีเข้ามาจนเหลือถนนเปนทางเดินน้อย ครั้งเม่ือพระยามหิบาล
บรรี กั ษ2 เปนผวู้ า่ ราชการเมอื งชลบรุ ี เกดิ ไฟไหมต้ ลาดหมด เปนโอกาศพระยามหบิ าลบรรี กั ษ
1 ประมาณ ๑๐ กโิ ลเมตร (๒๕ เส้น เท่ากบั ๑ กิโลเมตร หรอื ๑,๐๐๐ เมตร) ๒๒ กุมภาพันธ์
2 พระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสด์ิ ภูมิรัตน์) บุตรพระยาไกรโกษา (เทศ) เกิดเม่ือวันที่
พ.ศ. ๒๔๑๐ บรรดาศกั ด์ิท่ีปรากฏตามล�ำดับ คือ หลวงชาญภูเบศร์ ผูช้ ว่ ยราชทตู สยามประเทศฝรงั่ เศส ผชู้ ่วย
ข้าหลวงใหญ่นครเชียงใหม่ และข้าหลวงประจ�ำนครน่าน พระพรหมสุรินทร์ ข้าหลวงพิเศษช�ำระความ
เมืองชลบุรี พระยาชลบุรานุรักษ์ ผู้ว่าราชการเมืองชลบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ และพระยามหิบาลบริรักษ์
เป็นพระอภิบาล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
เป็นอัครราชทูตสยามประจ�ำประเทศรัสเซีย ข้าหลวงใหญ่บริเวณแขก ๗ หัวเมืองและข้าหลวงเทศาภิบาล
มณฑลชมุ พร ถึงแก่อนจิ กรรมเมอ่ื วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 24
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
จงึ ขยายถนนใหก้ วา้ งออกไปถงึ ๔ วา1 แลแนะน�ำ ใหเ้ จา้ ของตลาดปลกู โรงเครอ่ื งไมจ้ รงิ หลงั คา
สงั กระศรแี ทบทวั่ ไป เดย๋ี วนดี้ งู ดงามขน้ึ กวา่ แตก่ อ่ นมาก เสยี แตก่ ารรกั ษายงั ไมส่ อาดเรยี บรอ้ ย
ถ้าจะจัดการรักษาให้เรียบร้อยจะดีได้กว่านี้มาก เจ้าพระยาเทเวศรวงษวิวัฒน์2 ได้กราบ
บังคมทูลขอท่ีหลวงอยู่ข้างถนนแห่ง ๑ ปลูกเปนโรงแถวหลังหนึ่ง เปนโรงตลาดแผงลอย
หลังหน่ึง ทำ�ด้วยเคร่ืองไม้จริงมุงสังกระสีแขงแรงเรียบร้อยดูเหมือนจะได้ลงทุนมากอยู่
แตย่ งั ไมม่ รี าษฎรเชา่ เพราะไปตงั้ อยหู่ า่ งโรงบอ่ น ธรรมดาตลาดแผงลอยตามหวั เมอื ง ยอ่ มอยู่
ไม่ห่างบริเวณโรงบ่อนเปนปรกติ จึงไม่ไปติดที่ตลาดเจ้าพระยาเทเวศรวงษวิวัฒน์ ดูน่า
เสียดายอยู่ ที่โรงบ่อนเดี๋ยวน้ีตั้งอยู่ในท่ีของศาลเจ้า ตลาดร้านชำ�แลร้านแผงลอยก็ตั้งรุงรัง
อยู่ตามบริเวณนั้น เข้าใจว่าในเวลาไม่มีผู้มีบรรดาศักด์ิไปเมืองชลบุรี ร้านแผงลอยจะต้ัง
เกลอื่ นกลน่ อยตู่ ามถนนเปนอนั มาก ทจี่ รงิ ควรจะไลใ่ หเ้ ขา้ ไปตง้ั ขายในตลาดซงึ่ มอี ยู่ แตเ่ พราะ
ตลาดนน้ั มใิ ชเ่ ปนตลาดรฐั บาล ไมร่ วู้ า่ เจา้ ของจะเรยี กคา่ เชา่ แกร่ าษฎรสงู ต�่ำ เพยี งใด ทงั้ โรงตลาด
นั้นอยู่ห่างโรงบ่อน เห็นเปนการเดือดร้อนแก่ผู้ขายของอยู่ จึงยังไม่ได้ส่ังให้จัดการเร่ืองน้ี
ประการใด
ศาลเจ้าที่เมืองชลบุรีน้ีมีประโยชน์มาก ด้วยมีมาแต่เดิมต้ังแต่ก่อนมีผู้คนมากมาย
คร้ันตลาดยี่สานติดมากข้ึน ผู้รักษาศาลเจ้าเก็บค่าเช่าท่ีบริเวณสานซึ่งโรงบ่อนแลตลาด
รา้ นอาไศรยปลูกสร้างข้ึนในเวลานโ้ี ดยมาก จึงเกดิ เปนผลประโยชนเ์ งินขึ้นศาลเจ้าปลี มาก ๆ
จนทุกวันน้ี แต่ได้ความจากพวกจีนว่า เงินท่ีเก็บได้ไม่ปรากฏว่าไปใช้จ่ายในการที่เปน
ประโยชน์อย่างใด ซำ้�ผู้ซึ่งเปนเจ้าพนักงานเก็บผลประโยชน์ของศาลเจ้า ยังร้องว่า เจ้าเปน
ลูกหนี้ในการท่ีพวกเขาได้จ่ายเงินไปในเรื่องทิ้งกระจาด เปนต้น ครั้นเม่ือไฟใหม้ตลาด
เมืองชลบุรี ใหม้ศาลเจ้าหมดไปด้วย พวกรักษาศาลจะเรี่ยรายซ่อมแซมศาลเจ้า พวกจีน
ไม่ยอมเข้าเร่ียรายโดยมาก ด้วยเหตุเห็นว่าผลประโยชน์ของศาลเจ้าควรจะพอซ่อมแซมได้
ศาลยังท้ิงร้างอยู่จนทุกวันน้ี ได้ยินว่าพวกรักษาศาลกำ�ลังจะลงมือซ่อมแซม ได้ความดังน้ี
เรอื่ งอยา่ งนค้ี วรรฐั บาลจะเขา้ เกย่ี วขอ้ งดว้ ยเจา้ ไมม่ ตี วั จะระวงั ผลประโยชนเ์ องไมไ่ ด้ ประโยชน์
ของเจ้าเปนสาธารณประโยชน์ ซ่ึงรัฐบาลควรจะจัดการป้องกันมิให้เกิดการฉ้อฉนกัน แต่ใน
การท่ีจะย่ืนเข้าไปเก่ียวข้องต้องจัดการโดยแยบคายให้พวกจีนเห็นความสุจริตจึงจะเปนที่
1 ประมาณ ๘ เมตร (๑ วา เท่ากับ ๒ เมตร) กญุ ชร) โอรสของพระวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ สงิ หนาท
2 เจา้ พระยาเทเวศรวงศว์ วิ ฒั น์ (หมอ่ มราชวงศห์ ลาน
ราชดุรงคฤทธิ์ กับหม่อมสุด บรรดาศักดิ์ที่ปรากฏตามล�ำดับ คือ นายกวดมหาดเล็กหุ้มแพร นายจ่ายง
หลวงเดชนายเวร เจ้าหม่ืนสรรเพธภักดี พระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ จางวางมหาดเล็กอธิบดีกรมสุขาภิบาล
เสนาบดกี ระทรวงโยธาธกิ าร เสนาบดกี ระทรวงเกษตราธกิ าร และเจา้ พระยาเทเวศรว์ งศว์ วิ ฒั น์ ถงึ แกอ่ สญั กรรม
เมอื่ วันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕
25 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจณิ บุรี เมอื งชลบุรี
เมอื งพนสั นคิ ม และเมืองฉะเชงิ เทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
เรยี บรอ้ ย จงึ เหน็ วา่ ในเรอ่ื งนคี้ วรผวู้ า่ ราชการเมอื งจะยบั ยง้ั ฟงั ดู ตอ่ เมอ่ื มเี หตถุ งุ้ เถยี งกนั ขนึ้ ใน
ระหวา่ งพวกทไ่ี ดเ้ สยี ในผลประโยชนศ์ าลเจา้ นี้ ซงึ่ คงจะตอ้ งมใี นเวลาหนงึ่ จงึ คอยตง้ั กรรมการ
เลือกในพวกจีนที่เปนหัวน่าพร้อมด้วยกรมการไทยไต่สวนดู ว่าที่ของศาลเจ้ามีเท่าใด
ไดผ้ ลประโยชนอ์ ยเู่ ทา่ ใด แลไดจ้ า่ ยผลประโยชนน์ นั้ อยา่ งใด อนงึ่ ผทู้ จ่ี ดั การเกบ็ ผลประโยชน์
ของศาลเจา้ อาไศรยไดอ้ �ำ นาจแลความชอบธรรมมาอยา่ งใด ถา้ ไตส่ วนไดค้ วามวา่ ทขี่ องศาลเจา้
เพียงใด ควรจะปักเขตรเสียให้เปนหลักถาน อย่าให้ผู้อ่ืนเบียดบังเอาที่ของศาลเจ้าไปเปน
ประโยชน์ตน ส่วนเงินที่เก็บได้ ถ้าได้ความว่าไปใช้สรอยในสิ่งซ่ึงไม่เปนประโยชน์หรือเปน
การฉ้อฉนเบียดบังกันอย่างไร ควรให้พวกหัวน่าจีนคิดกันดูว่าควรใช้อย่างใดจึงจะชอบ
ส่วนผจู้ ัดการเกบ็ ผลประโยชนน์ นั้ ถา้ คนเดิมไมค่ วรจะไวใ้ จ ก็ควรจะเรยี กพวกจีนทเ่ี ขา้ เรย่ี ราย
ศาลเจ้า ให้ปฤกษากันเลือกผู้หนึ่งผู้ใดเปนผู้เก็บแลจ่ายทรัพยของศาลเจ้าให้มีบาญชีไว้พอ
ตรวจตราได้ ถ้าจัดการดังนค้ี งจะเรียบร้อยแลเปนความนิยมของพวกจีน
เวลาบ่ายวันนี้ พระองค์เจ้าอลังการ1 ข้าหลวงเทศาภบิ าลมณฑลปาจณิ บรุ ีได้ลงมารับ
ที่เมืองชลบุรี ได้ความว่าเดินบกตรวจท้องที่ทางป่าลงมาแต่เมืองปาจิณบุรีถึงเมืองชลบุรี
การทเ่ี ทศาภิบาลอุสาหะเดนิ ป่าเชน่ น้เี ปนการดคี วรจะสรรเสริญ
วนั ที่ ๗ มกราคม เวลาโมงเช้า เดนิ มา้ ออกจากเมอื งชลบรุ ีไปถงึ หลงั เมืองพบพระธุดงค์
พกั อยทู่ ท่ี งุ่ นากองหนง่ึ ประมาณ ๒๕๐ รปู แขวนกรดตามพมุ่ เลมาะตน้ ไมข้ าวเตม็ ไปในทอ้ งนา
ไดแ้ วะลงสนทนากับพระผู้เปน็ นายกได้ความว่าช่ือ พระปาน2 เปนเจ้าอธิการอยวู่ ัดบางเหีย้
แขวงเมอื งสมทุ ปราการ ไดก้ ระทำ�กจิ ธุดงค์อยา่ งน้มี าประมาณ ๑๐ ปี คือพอกลางเดอื นอา้ ย
เจ้าอธิการปานกับพระสงฆ์ที่อยู่ใกล้เคียงพากันออกถือรุกขมูลเดินธุดงค์ลงไปข้างใต้จนถึง
บางพระ ศรรี าชา นาเกลอื พระสงฆซ์ ง่ึ อยวู่ ดั ตามระยะทาง ใครสมคั จะออกธดุ งคก์ ไ็ ปรวมกอง
1 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลังการ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา
กรมพระยาบ�ำราบปรปักษ์ ประสูติเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ เป็นปลัดทูลฉลองกระทรวง
พระคล2งั มคหือาพสมระบคตั ริ แูปลาว้นเปอน็ คขฺคา้ ปหญลวฺโญงเทวศดั ามภงบิ คาลลโมคธณาฑวาลสปร(วาัดจบณิ าสงเน้ิ หพีย้ ร)ะตช�นำบมลเ์ คมลอื่ อวงนั ดท่า่ี ๑น๓อม�ำเนี ภาอคบมาพงบ.ศอ่ . จ๒งั ๔ห๗ว๙ัด
สมุทรปราการ เป็นชาวบางบ่อ เกิดเม่ือ พ.ศ. ๒๓๖๘ ท่ีคลองนางโหง ต�ำบลบางเหี้ย (ปัจจุบันคือต�ำบล
คลองด่าน) ได้อปุ สมบทเป็นพระภกิ ษอุ ย่ทู ว่ี ัดอรุณราชวราราม ตอ่ มาไดเ้ ดินทางไปจนถงึ วดั อ่างศิลา อ�ำเภอ
เมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของ “หลวงพ่อแตง” เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา โดยศึกษาด้าน
วปิ ัสสนาธุระ และไสยเวทยม์ นต์ตา่ งๆ มรณภาพเม่อื วันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ อา่ นรายละเอียดเรอื่ ง
พระครูปานใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเร่ืองเสด็จประพาสมณฑลปราจีนเม่ือ ร.ศ. ๑๒๗ (พ.ศ. ๒๔๕๑) (พระนคร:
โรงพิมพ์อุดม, ๒๔๙๕. พิมพ์ในงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ณ
วดั เบญจมบพติ รดุสิตวนาราม วันท่ี ๒๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๕).
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 26
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
เขา้ กบั เจา้ อธกิ ารปานๆ เปนอาจารยิ บอกวธิ สี วดมนตภ์ าวนาในการเดนิ ธดุ งคแ์ กพ่ ระสานศุ ษิ ย์
ทั้งกอง เม่ือธุดงค์ลงไปจนถึงท่ีสุดกำ�หนดข้างใต้ พอรวบรวมพระเพ่ือนธุดงค์ได้เสร็จแล้ว
ก็ภากันเดินกลับข้ึนเหนือไปทางเมืองพนัศนิคม เมืองพนมสารคาม เมืองปาจิณบุรี เมือง
นครนายก เมืองสระบุรีไปถึงพระพุทธบาททันกลางเดือนสาม นมัศการพระพุทธบาทเสร็จ
แล้วจึงแยกย้ายกันไปตามความพอใจ ได้ทำ�ดังน้ีมาทุกปี เจ้าอธิการปานน้ีเปนผู้ใหญ่อายุ
ประมาณเกือบ ๖๐ แต่ยังแขงแรง มีอัธยาไศรยเรียบร้อย สังเกตดูพระที่เดินธุดงค์ด้วยกัน
มีความเคารพนับถือมาก ได้ถามถึงความลำ�บากในการเดินทาง เจ้าอธิการปานแจ้งว่าไม่สู้
จะลำ�บากนัก เพราะชาวบ้านมักจะมีความศรัทธาเลี้ยงดูตลอดทางที่ไป แต่ถ้าพระธุดงค์
มากหลายร้อยก็ขัดสนอยู่บ้าง ด้วยกำ�ลังชาวบ้านที่เปนบ้านเล็กๆ ไม่ใคร่จะพอเลี้ยง ถ้ามี
การเจ็บไข้ในพวกพระธุดงค์ใช้รักษากันด้วยนำ้�มนต์เปนพื้น แต่บางที่ชาวบ้านมีหยูกยาก็มา
ช่วยรักษาพยาบาลบ้าง วิธีการธุดงค์น้ันถ้าไปพักอยู่ที่ใหน เวลาเช้าเยนพระสงฆ์พร้อมกัน
ไปสวดมนตท์ ่กี รดนายก เวลากลางคืนต่างองคต์ ่างนง่ั ภาวนาตามวธิ ีนายกสั่งสอน คร้ันเวลา
เชา้ ตา่ งแยกยา้ ยกนั ไปเทยี่ วบนิ ฑบาทหาอาหารบรโิ ภก ถอื ไมส้ กั กะเทา้ ไปดว้ ยเปนเครอื่ งหมาย
ของพระธุดงค์ทุกๆ องค์ พิเคราะห์ดูน่าเลื่อมไสยในพระพวกนี้ ด้วยแสวงหาบุญในทาง
ท่ีชอบ แลเปนทางให้เกิดความศุขความรู้แก่ตนตามสมควรแก่บุคคนที่ถือเพศเปนภิกษุ
ถ้าพระสงฆ์ออกธุดงค์กันเช่นน้ีเปนธรรมเนียมก็จะดี ดูเหมือนข้างหัวเมืองในมณฑลพายัพ
เขาจะมธี รรมเนยี มกนั เชน่ นี้ เมอ่ื ขนึ้ ไปเชยี งใหมใ่ นศก ๑๑๗ แวะไปตามวดั ไมใ่ ครจ่ ะไดพ้ บพระ
เขาวา่ เปนเวลาธดุ งคพ์ ากนั ออกอยูร่ กุ ขมลู เสยี โดยมาก
เวลา ๒ โมงคร่งึ ถงึ วัดหนองต�ำ ลึง1 ระยะทางแตเ่ มอื งชลบรุ ี ๒๗๐ เส้น อยดุ พกั กิน
เข้าเช้า ท้องที่ใกล้บ้านหนองตำ�ลึงตอนน้ีเปนท่ีทุ่งนา เน้ือท่ีทำ�นาได้ผลดีเพราะห่างเขา
เปนที่ดีตลอดไปจนเมืองพนัศนิคม ปีน้ีทำ�นาได้ผลมาก เวลาเช้า ๔ โมงเสศ ออกจาก
วัดหนองตำ�ลึงไปอยุดพักท่ีบ้านเซิด2 พรมแดนเมืองพนัศนิคมต่อกับเมืองชลบุรี ครู่ ๑ ถึง
เมืองพนัศนิคมเวลาเที่ยง ระยะทางแต่หนองตำ�ลึง ๒๕๐ เส้น รวมเบ็ดเสร็จระยะทางแต่
เมอื งชลบรุ ถี งึ เมอื งพนศั นคิ ม ๕๒๐ เสน้ มกี รมการแลพวกนายหมวดนายกองลาว กองทหาร
คอยรับอยเู่ ปนอนั มาก ได้พกั ทสี่ ะแตแชน่ ทหาร
เวลาบ่าย ๔ โมง ไปดูตลาดเมืองพนัศนิคม ตลาดเปนโรงแถวเคร่ืองไม้จริงตั้งอยู่
สองฟากถนน ๒ สาย ยาวประมาณ ๘ เส้น ดูคฤกค้ืนม่ันคงกว่าที่คาด เมืองพนัศนิคมนี้
แตเ่ ดมิ เปนเมอื งจตั วาขนึ้ กรงุ เทพ ‚ เดย๋ี วนล้ี ดลงเปนอำ�เภอขน้ึ เมอื งชลบรุ ี อยา่ งเดยี วกบั เมอื ง
1 วดั หนองต�ำลึง ปัจจบุ นั อยทู่ ีต่ �ำบลหนองต�ำลึง อ�ำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี
2 ปัจจบุ นั คือ ต�ำบลบ้านเซดิ อ�ำเภอพนัสนคิ ม จังหวดั ชลบุรี
27 การเสด็จตรวจราชการมณฑลปาจิณบุรี เมืองชลบุรี
เมืองพนสั นิคม และเมอื งฉะเชิงเทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
บางละมงุ ตามเรอื่ งทเ่ี ลา่ กนั ในพนื้ เมอื ง วา่ ขนุ นางลาวฝงั่ ขวามคี วามชอบเมอ่ื คราวปราบขบถ
เวียงจนั ทร์ จึงทรงพระกรณุ าโปรดเกล้า ‚ ให้เปนทพ่ี ระอินทรร์ ักษา ผวู้ ่าราชการเมืองควบคุม
สมคั พรรคพวกของตนไปต้ังอย่เู มอื งพนัศนิคม พลเมอื งจงึ เปนลาวมากกว่าพวกอ่ืนมาจนทุก
วนั น้ี เปนลาวพงุ ขาวอยา่ งเดียวกับชาวเมอื งสระบุรี แต่อยขู่ ้างกลายเปนไทยไปมาก สำ�เนียง
ท่ีพูดจายังเปนลาวแทอ้ ยูแ่ ต่คนแก่ ๆ ที่เปนกลางคนลงมา แม้ผูห้ ญิงก็ไมเ่ หน็ น่งุ ส้นิ สังเกตไม่
ใครง่ ่ายได้ว่าเปนเชอื้ ลาวอย่างเมืองสระบุรี
ที่ว่าการเมืองพนัศนิคมปลูกใหม่ยังไม่แล้ว กรมการอำ�เภอยังอาไศรยทำ�การอยู่ที่
โรงข้างบ้านหลวงยกระบัตร หลวงบัญชาพิชิตราษฎร์เปนนายอำ�เภอ ขุนประเสริฐเปนปลัด
อ�ำ เภอ การอ�ำ เภอท�ำ ถกู ตอ้ งแบบแผนเรยี บรอ้ ยดกี วา่ คาดเปนอนั มาก ทดี่ โี ดยเภาะนน้ั คอื การ
เปรยี บเทียบความแพ่ง ซึ่งขุนประเสริฐปลดั อ�ำ เภอเปนผเู้ ปรียบเทียบใน ๔ - ๕ เดือน ตงั้ แต่
ขนุ ประเสริฐเปนปลัดอ�ำ เภอ เปรยี บเทียบตกลงได้แทบทกุ เร่ืองควรจะสรรเสริญ จงึ สัง่ ให้เพิม่
เงินเดือนขุนประเสริฐขึ้นอิกเดือนละ ๕ บาทเปนบำ�เหน็จความชอบ ตรวจที่ว่าการอำ�เภอ
แล้วไปดเู มืองโบราณซงึ่ เรียกกนั ในพื้นเมอื งวา่ เมอื งพระรถ1 อยู่หา่ งทีว่ ่าการอ�ำ เภอประมาณ
๓๐ เสน้ เมอื งนเี้ ปนเมอื งโบราณครง้ั กมั พชุ ประเทศ อยา่ งเดยี วกบั เมอื งในดงนคร ดงพระราม
ทีเ่ มอื งปาจณิ บุรียงั มีเชิงเทนิ ดนิ อยู่รอบ แลมสี นามเพลาะอย่ชู ้นั นอก ซ่ึงสังเกตได้ว่าเปนของ
ใหมก่ วา่ ชนั้ ใน เพราะเลก็ แลเตย้ี กวา่ กนั มาก ดเู หมอื นจะไดอ้ าไศรยเมอื งนตี้ ง้ั คา่ ยรบั ฆา่ ศกึ ใน
ช้ันหลังคราวใดคราวหน่ึง ท่ีกลางเมืองมีวัดเรียกว่าวัดมหาธาตุ แต่เปนวัดสร้างใหม่ ที่จริง
เดิมเปนเทวะสถานตามแบบเมืองในครั้งกัมพุชประเทศ แต่คงจะเปนเมืองอย่างเลวอย่าง
เลก็ จงึ ไมม่ เี ครอื่ งศลิ าหรอื สง่ิ ใดซงึ่ เปนฝมี อื ชา่ งอยา่ งเมอื งพมิ ายเลย คน้ ดพู บแตเ่ ทวะรปู หกั ๆ
ฝีมือก็อยู่ข้างหยาบ ข้างนอกเมืองทางทิศตวันตกเฉียงเหนือยังมีเจดีย์อยู่องค ๑ เหลือแต่
1 เมืองพระรถเป็นเมืองโบราณ อยู่ท่ีต�ำบลหน้าพระธาตุ อ�ำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เช่ือว่า
เปน็ เมอื งในสมยั ทวารวดี (ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ - ๑๖) และเจรญิ สบื เนอ่ื งมาจนถงึ สมยั ลพบรุ ี (ประมาณ
พุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘) มสี ภาพเป็นศนู ยก์ ลางของการคมนาคมทอ้ งถิน่ เพราะมีล�ำน�้ำตา่ ง ๆ เชอ่ื มต่อกบั
ชุมชนร่วมสมัยอื่นๆ เช่น เมืองศรีมโหสถ ผังเมืองเป็นรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้า ก�ำแพงเมืองเป็นคันดินสองช้ันสูง
จากพน้ื ดนิ ประมาณสองศอกเศษ หา่ งกนั ชน้ั ละหา้ วา คเู มอื งกวา้ งประมาณสามศอก มศี าสนสถานตง้ั อยตู่ อนหลงั
ของตัวเมืองด้านตะวันตก เรียกว่า เนินพระธาตุ เป็นเนินพระสถูปสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ เป็นฐาน
สถูปแบบทวารวดี พบโบราณวัตถุ ได้แก่ เคร่ืองปั้นดินเผา ชิ้นส่วนของเทวรูปพระนารายณ์สวมหมวกแขก
พระพทุ ธรปู แบบทวารวดปี างนาคปรก หนิ บดยา และแทน่ พระพทุ ธรปู ท�ำดว้ ยหนิ ขนาดใหญ่ พระพทุ ธรปู ส�ำรดิ
แบบลพบรุ ี พระพทุ ธรปู ศลิ าแบบทวารวดี เปน็ พระพทุ ธรปู ปางประทบั ยนื เหนอื พนสั บดี (เปน็ สตั วท์ ม่ี สี ว่ นผสม
ของครฑุ หงส์ และโค คอื มีปากเป็นครฑุ มเี ขาเปน็ โค และมีปกี คลา้ ยหงส์ ซ่ึงเปน็ ลกั ษณะที่รวมพาหนะของ
เทพเจ้าท้ังสามในศาสนาพราหมณ)์ พบท่คี ูเมอื งดา้ นใต้ ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
เรยี กกนั ว่าพระพนัสบดี เป็นสัญลกั ษณ์ของอ�ำเภอพนัสนคิ ม
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 28
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
เนินก่อด้วยอิฐ เรียกกันว่าพระมหาธาตุ มีของโบราณท่ีจะเห็นได้อยู่เท่านี้ ท่ีเมืองพิมาย
ข้างนอกด้านตวันตกเฉียงเหนือก็มีพระเจดีย์อิฐคล้ายที่เมืองพนัศนิคมองค์หน่ึงอย่างนี้
แต่เขาเรียกกันว่าเมรุพรหมทัต คือเปนท่ีทำ�ฌาปนกิจแลฝังสะริระธาตุของพระเจ้าพรหมทัต
พระเจดยี ท์ เ่ี มอื งพนศั นคิ มกท็ จี ะเปนทที่ ำ�ฌาปนกจิ แลฝงั สะรริ ะธาตขุ องพระเจา้ รถหรอื พระเจา้
อะไรท่ีสร้างเมืองพนัศนิคมคร้ังกัมพุชประเทศอย่างเดียวกัน จึงคิดเห็นเปนข้อควรสันนิถาน
ในเรอ่ื งสรา้ งพระมหาธาตสุ ำ�หรบั เมอื ง แตเ่ ดมิ เขาจะสำ�หรบั ฝงั สะรริ ะธาตขุ องกระษตั รผี สู้ รา้ ง
เมืองน้ันๆ ซึ่งเปนต้นวงษ ต่อภายหลังเมื่อพระพุทธสาสนาแพร่หลายมา จึงใช้ฝังพระบรม
สารรี กิ ธาตขุ องพระพทุ ธเจ้าดอกกระมงั
วนั ท่ี ๘ มกราคม เวลาโมงเช้า เดนิ ม้าออกจากเมอื งพนัศนคิ มระยะทาง ๒๐๐ เสน้ เสศ
ถงึ ทา่ ตกดู 1 ปลายคลองพานทองพกั กินเข้าเชา้
ท่ีเมืองพนัศนิคมทำ�เลดีอย่างที่สุดเมือง ๑ ด้วยเปนท้องทุ่งที่ราบอยู่ในระหว่างทะเล
กับป่ามีลำ�ห้วยแต่ภูเขาผ่านลงทะเลหลายห้วย พื้นที่เปนดินสีดำ� เพราะเหตุฉนั้นจึงเปนที่
ท�ำ นาดี น�ำ้ นอ้ ยกพ็ อปดิ หว้ ยเอาไวใ้ ช้ น�ำ้ มากกเ็ ปดิ ใหล้ งทะเลไดง้ า่ ยไมม่ เี วลาน�ำ้ ทว่ มถงึ เขา้ เสยี
แลดูข้างเหนือข้างใต้เปนนาไปสุดลูกตา ข้างด้านตวันออกมีป่าไม้อยู่ชายเขาห่างไกลข้าง
ตวนั ตกลาดลงไปหาทะเลแลล�ำ แมน่ �้ำ ปางปะกง ถา้ จะเทยี บดว้ ยทเี่ มอื งอน่ื ทเ่ี มอื งพนศั นคิ มน้ี
อยใู่ นระหวา่ งกรงุ เกา่ กบั สระบรุ ี คอื เปนทท่ี งุ่ ใหญไ่ มเ่ ปนละเมาะทวั่ ไป แตบ่ างกวา่ เมอื งสระบรุ ี
ดนิ ดีกว่าเมืองสระบรุ ีมาก ปีน้ที ำ�นาไดผ้ ลดที ่วั ถงึ กันหมด
บ้านท่าตะกูดเปนท่าเรือของเมืองพนัศนิคม มีเรือเสาเรือใบใหญ่น้อยบันทุกสินค้า
เข้ามาขาย แลมารับบันทุกเข้าเมืองพนัศนิคมที่น้ีเปนอันมาก การซื้อขายมากจึงเกิดตลาด
ตั้งเปนปกึ แผ่น เปนโรงร้านเครือ่ งไม้ไผบ่ ้าง ไมจ้ รงิ กม็ าก ครึกคร้นื เสมอตลาดเมอื งพนัศนคิ ม
หรือจะย่ิงกว่า เสียแต่ลำ�คลองพานทองตอนน้ีเล็กนักไม่เกินกว่า ๕ วา ท้ังในฤดูแล้งก็เปน
คลองน�้ำ เคม็ อาไศรยใช้น�้ำ ไมไ่ ด้ด้วย
ที่ท่าตะกูดน้ีได้จัดข้ึนเปนอำ�เภอหน่ึง ขุนวิจารณเปนนายอำ�เภอ ที่ว่าการอำ�เภอ
ยังไม่ได้ปลูก กรมการอำ�เภออาไศรยทำ�การอยู่ท่ีบ้านจีนในตลาดแห่งหน่ึง แบบแผนการ
อำ�เภอยังไม่ใคร่ถูกต้อง ท่ีจริงที่ท่าตะกูดน้ีไม่ควรจะแยกเปนอำ�เภอต่างหาก เพราะห่าง
ท่ีว่าการเมืองพนัศนิคมทางเพียง ๒๐๐ เส้น พอตรวจตราการได้ตลอด แต่เพราะเปนบ้าน
ใหญแ่ หง่ หนง่ึ มผี คู้ นไปมาคา้ ขายมาก ควรจะมปี ลดั อ�ำ เภอประจ�ำ อยใู่ นทเี่ ชน่ นส้ี กั คนหนง่ึ กจ็ ะ
พอแก่การ อำ�เภอเล็กๆ ควรจะจัดอย่างนั้น คือให้อยู่ในอำ�เภอใหญ่ แต่ให้มีปลัดอำ�เภอ
เพิม่ ขึน้ ไปอยู่ประจำ�การ จะเปลอื งพระราชทรพั ยน์ อ้ ยกว่าต้งั เปนอำ�เภอต่างหาก หรือมฉิ นน้ั
1 ปัจจบุ ัน คอื อ�ำเภอพานทอง จงั หวดั ชลบรุ ี
29 การเสด็จตรวจราชการมณฑลปาจณิ บรุ ี เมืองชลบุรี
เมืองพนสั นคิ ม และเมืองฉะเชิงเทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
ถ้าจะคงใหเ้ ปนอำ�เภอก็ได้ แต่อ�ำ เภอเล็กๆ เช่นน้คี วรมนี ายอ�ำ เภอคน ๑ แลให้มเี สมียนสกั
คน ๑ กบั คนรกั ษาศาลสกั คน ๑ กจ็ ะพอแกก่ าร แตก่ ารเรอ่ื งนเี้ ทศาภิบาลยังหาไดพ้ ิเคราะห์
ลงไปถงึ ไม่ ถา้ แยกเปนอ�ำ เภอมกั จะตง้ั กรมการอ�ำ เภอเสมยี นพนกั งานครบชดุ เหมอื นกนั ทวั่ ไป
ไมไ่ ดต้ รวจดวู า่ อ�ำ เภอใดจะมกี ารนอ้ ย ไมพ่ อคนท�ำ เตม็ เวลาทกุ คน เปนการเปลอื งพระราชทรพั ย์
อยูเ่ ขา้ ใจวา่ มณฑลอ่ืนจะเปนเชน่ นกี้ ็มีมาก ได้แนะน�ำ ใหพ้ ระองคเ์ จ้าอลงั การคดิ แก้ไขตอ่ ไป
สงั เกตดทู างหลวงตงั้ แตเ่ มอื งชลบรุ ไี ปเมอื งพนศั นคิ ม แลเมอื งพนศั นคิ มไปลงทา่ ตะกดู
มีทางเกวียนเดินคดอ้อมเพราะต้องหลีกท่ีสูงแลต่ำ� ทางที่เกวียนเดินล้อเกวียนกัดแผ่นดิน
เปนฝุ่นอยู่โดยปรกติ คร้ันถึงฤดูฝนตกเปนโคลน น้ำ�ฝนพัดดินใหลไปกับนำ้�สู่ที่ต่ำ�เสมอ
ดว้ ยเหตนุ ท้ี างเกวยี นจงึ ต�่ำ ลงทกุ ที บางแหง่ ทน่ี าสองขา้ งทางเกวยี นสงู กวา่ ทางเกวยี นประมาณ
ถึง ๔ ศอกก็มี ส่วนทางคนเดินแลทางม้าน้ัน ในฤดูแล้งเดินตัดตรงไปตามท้องนาใกล้กว่า
ทางเกวียนเปนอันมาก แต่ฤดูฝนเมื่อราษฎรได้ลงมือทำ�นา คนเดินทางต้องหลีกเลาะเดิน
ลดเล้ียวไปตามคันนา เปนการลำ�บากอยู่ ทางในระหว่างเมืองชลบุรีกับเมืองพนัศนิคม
แลระหว่างเมืองพนัศนิคมกับท่าตะกูดน้ีมีผู้คนเดินไปมาค้าขายวันละมากๆ จนถึงมีร้าน
ตั้งขายอาหารตลอดระยะทาง คนเดินทางมีแต่อัฐติดตัวไป ถึงเวลากินเข้าต้มกินเข้าเช้า
หาซอ้ื กนิ ไดต้ ลอดทาง เหน็ วา่ ถา้ คดิ ใหม้ ที างคนเดนิ ไดส้ ดวกทง้ั ฤดฝู นฤดแู ลง้ จะเปนประโยชน์
แกก่ ารคา้ ขายมาก การทจ่ี ะท�ำ กไ็ มล่ �ำ บากยากเยน็ อนั ใด เปนแตป่ กั กรยุ แลพนู ดนิ บา้ งเลก็ นอ้ ย
ให้มีทางกว้างเสมอ ๔ ศอกก็เปนภอ เพราะทางผ่านไปในบ้านแลในนาของราษฎรตลอด
ไม่มีป่า ถ้าขอแรงราษฎรช่วยทำ�ในเวลาว่างการนาก็จะทำ�ได้ไม่เปนการเดือดร้อนอันใดนัก
พอถึงฤดูฝนราษฎรได้เดินทางสดวก ก็จะแลเห็นผลประโยชน์ท่ีได้ลงแรงทำ� ได้แนะนำ�
ความเห็นทั้งนี้ไว้กับพระองคเ์ จา้ อลังการ รบั วา่ จะจดั การใหต้ ลอดไป
แตเ่ ดมิ กะวา่ จะลงเรอื ทท่ี า่ ตะกดู แตค่ ลองเลก็ เรอื ไฟเลก็ ขนึ้ มารบั ไม่ไดถ้ งึ ท่ี ทง้ั ล�ำ คลอง
ก็คดค้อมอ้อมยาวช้าเวลามาก เมื่อตรวจการบ้านท่าตะกูดแล้ว จึงขึ้นม้าไปทางบกอิก
ประมาณ ๑๐๐ เส้น ถึงบ้านมอญในล�ำ คลองพานทองขา้ งใต้ พระยาภักดีณรงค์ ผู้ว่าราชการ
เมืองฉเชิงเทราจดั เรอื ไฟเลก็ ล�ำ หน่งึ กับนายอากรฝ่ินเมืองฉเชงิ เทราจัดเรือไฟเล็กอกิ ล�ำ หนึ่ง
ข้ึนไปคอยรับท่ีวัดบ้านมอญ1 ลงเรือเวลา ๕ โมงเสศล่องลงมาประมาณช่ัวโมง ๑ ถึงเรือ
อรรคเรศซ่ึงจอดคอยรบั อยใู่ นแมน่ ้ำ�บางปะกงตรงปากคลองพานทอง เวลาบ่าย ๒ โมงเสศ
ใช้จักรเรืออรรคเรศขึ้นตามลำ�นำ้�บางปะกง เวลาบ่าย ๔ โมงเสศถึงเมืองฉเชิงเทราข้ึนตรวจ
ราชการในวันน้ัน มีกรมการไทยจีนแลกำ�นันผู้ใหญ่บ้านมาคอยรับเปนอันมาก ไต่ถาม
ได้ความว่ามีความศขุ สบาย ท�ำ สวนท�ำ นาในปีนไ้ี ด้ผลดี
1 ปจั จุบัน คือ วัดบ้านเก่า ต�ำบลบ้านเกา่ อ�ำเภอพานทอง จังหวัดชลบรุ ี
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 30
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
พระยาภักดีณรงค์ได้ทำ�บาญชีทะเบียนต่าง ๆ ย่ืน ในการปกครองเมืองฉเชิงเทราน้ีมี
จ�ำ นวนขา้ ราชการ ๑๑๐ คน แบง่ ทอ้ งทเ่ี ปน ๖ อ�ำ เภอ มกี ำ�นนั ๙๖ คน ผใู้ หญบ่ า้ น ๑๑๘๓ คน
ราษฎรชาย ๔๑๙๙๒ คน หญิง ๓๘๓๓๒ คน รวม ๘๐๓๒๔ คน หลงั คาเรอื น ๒๑๑๑๘ หลงั
สตั วพ์ าหะนะมมี า้ ๘๓๔ ตวั โค ๙๖๗๙ ตวั กระบอื ๓๗๙๓๕ ตวั ยานพาหะนะมเี รอื ๑๕๓๓๕ ล�ำ
แพ ๖๖ หลัง เกวียน ๓๒๘๔ เล่ม พระยาภักดีณรงค์พึ่งออกไปเปนผู้ว่าราชการเมืองเมื่อ
เดอื นพฤษภาคมศก ๑๑๙ ผลประโยชนแ์ ผน่ ดนิ ทเี่ จา้ พนกั งานสรรพากรเกบ็ ในเมอื งฉเชงิ เทรา
ในศก ๑๑๗ ได้เงิน ๑๔๐๓๒๕ บาท ๒๘ อฐั ในศก ๑๑๘ ไดเ้ งิน ๑๕๘๓๒๒ บาท ๔๘ อฐั
เทียบกับศก ๑๑๗ ไดเ้ งินมากกว่า ๑๗๙๙๗ บาท ๒๐ อฐั รายการทเี่ งินขึน้ มากน้นั คอื คา่ นา
เพราะจัดการเก็บดีขึ้น ที่จริงในศก ๑๑๘ เข้าไม่งาม แต่ปีนี้ทำ�นาได้ผลมากท่ัวถึงกัน
คา่ นาในศก ๑๑๙ คงจะขึน้ มาก
การผูกป้ีจีนเปนการเรียบร้อยไม่มีเหตุขัดข้องอย่างใด ในเวลาน้ีเงินเก็บได้แล้ว
๓๗๙๘๐ บาท เงนิ ทสี่ �ำ รวจไวย้ งั คา้ งอยเู่ พยี ง ๒๔๓๘ บาท เมอ่ื ผกู ปค้ี ราวกอ่ นพวกกรมการจนี
แลจนี ผ้ดู ีในเมอื งฉเชิงเทราไดอ้ อกเงินชว่ ยราชการ รวมเปนเงนิ ๗๐ ชัง่ เสศ ไดส้ ร้างทวี่ า่ การ
เมืองข้ึนไว้ด้วยเงินนั้น ในการผูกปี้คราวนี้ พวกกรมการจีนแลจีนผู้ดีได้เร่ียรายกันจะขอทำ�
ที่ว่าการเมืองถวายอิกหลัง ๑ เรี่ยรายได้เงิน ๖๕๓๘ บาท ยังมีการเรี่ยรายที่ข้าราชการ
ไทยจนี เข้ากันอกิ สว่ นหน่ึงเปนเงิน ๕๑๕๐ บาท เพ่อื จะสรา้ งเรือไฟถวายไวส้ �ำ หรบั ใชร้ าชการ
เมืองฉเชิงเทราลำ� ๑ แลข้าราชการกับราษฎรได้เร่ียรายกันอิกส่วนหนึ่งเปนเงิน ๗๐๐ บาท
เพื่อจะแต่งถนนในระหว่างเมืองฉเชิงเทรากับบ้านใหม่ให้เรียบร้อย ท่ีเมืองฉเชิงเทราน้ี
กรมการจีนแลพ่อค้าจีนมีความสามิภักดีต่อราชการมาก ได้เคยช่วยราชการแขงแรงมา
หลายคราว เมือ่ ไดไ้ ปพบปะพวกกรมการแลพอ่ คา้ จีนคราวนี้ ไตถ่ ามถงึ ความทกุ ข์ศขุ บอกวา่
มีความศุขสบายไม่เดือดร้อนอย่างใด เปนที่พอใจอยู่ คลังเมืองฉเชิงเทราได้รับเงินต้ังแต่
ข้ึนศก ๑๑๙ จนเวลาน้ีเปนเงิน ๒๖๒๘๒๘ บาท ๑๓ อัฐ รวมเงินจ่ายท้ังส่งคลังมณฑล
๒๓๗๗๗๐ บาท ๕๓ อฐั เหลอื เงนิ คงคลงั ในเวลาน้ี ๒๕๐๕๗ บาท ๒๔ อัฐ
เหตุโจรผ้รู ้ายท่เี กิดข้นึ ในแขวงเมืองฉเชงิ เทราในศก ๑๑๙ ปลน้ ๕ ราย ตชี งิ ๓ ราย
ฆ่ากันตาย ๓ ราย รวมเหตุอกุ ฉกรรจ ๑๑ ราย ได้ตัวผูร้ า้ ย ๑๐ ราย ไม่ได้ตวั ผรู้ า้ ย ๑ ราย
การปราบปรามโจรผู้ร้ายเมืองฉเชิงเทราดีข้ึนกว่าแต่ก่อนเปนอันมาก เหตุโจรผู้ร้ายเล็กน้อย
เกิดข้นึ ในศก ๑๑๙ มี ๓๐๒ ราย ได้ตัวผ้รู า้ ย ๑๒๖ ราย ไมไ่ ดต้ ัว ๑๗๖ ราย ได้แต่ของกลาง
๖๐ ราย
การในแพนกอัยการไต่สวนคะดีมีโทษหลวงค้างมาแต่ศก ๑๑๘ มี ๓ เรือ่ ง เกิดขึ้นใหม่
ในศกนี้ ๑๔๙ เร่อื ง รวมความ ๑๕๒ เรอื่ ง ไตส่ วนไดห้ ลกั ถานถงึ ฟ้องศาล ๑๔๗ เร่อื ง ไตส่ วน
ไม่ได้ความจริงปล่อยตวั ไป ๒ เรื่อง ความค้างระหวา่ งไตส่ วน ๓ เร่อื ง
31 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจิณบรุ ี เมืองชลบุรี
เมอื งพนสั นิคม และเมอื งฉะเชงิ เทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
ศาลเมืองฉเชิงเทรา มีศาลมณฑลปาจิณบุรี แลศาลเมืองฉเชิงเทราต้ังอยู่ท่ีน้ีเปน
๒ ศาล ตามสารบบท่ีผู้พิพากษาทำ�ย่ืน ในศาลมณฑลความแพ่งมีจำ�นวนค้างมาแต่ปีก่อน
๕๔ เรื่อง ฟ้องใหม่ในปนี ้ี ๒๕๐ เร่ือง รวม ๓๐๔ เรอ่ื ง ได้ช�ำ ระแลว้ ไป ๒๖๙ เร่อื ง คงความ
แพ่งค้างศาลมณฑล ๓๕ เรื่อง ความอาญาในศาลมณฑลมีจำ�นวนความค้างมาในปีก่อน
๓๔ เร่ือง เกดิ ใหม่ในปีน้ี ๒๕๖ เร่ือง รวม ๒๙๐ เรอ่ื ง ช�ำ ระแลว้ ไป ๒๘๓ เรื่อง คงความอาญา
คา้ งศาลมณฑล ๗ เรอ่ื ง ศาลเมืองฉเชงิ เทราซง่ึ ต้ังขึ้นเมอ่ื เดือนกนั ยายนศก ๑๑๙ มีจำ�นวน
ความแพ่งซ่ึงเกิดข้ึนตั้งแต่เดือนกันยายนจนสิ้นเดือน ๑๐๗ เรื่อง ชำ�ระแล้วไป ๗๘ เรื่อง
คงคา้ งศาล ๒๙ เรอื่ ง ความอาญาในศาลเมอื งเกดิ ขนึ้ ใหมใ่ น ๔ เดอื น ๑๖๒ เรอื่ ง ช�ำ ระแลว้ ไป
๑๒๘ เร่ือง คงคา้ ง ๓๔ เรือ่ ง พิเคราะหด์ ูการศาลเห็นเรยี บร้อยดขี ึ้นกวา่ แตก่ อ่ น ได้ความจาก
หลวงบรีรักษจริยาวัตร1 อธิบดีผู้พิพากษาว่าความอาญาอุกฉกรรจ์ในเมืองฉเชิงเทรา
ในศก ๑๑๙ นีล้ ดนอ้ ยลงกวา่ ศก ๑๑๘ มาก
ตรางคุมขังนักโทษ มีนักโทษระหว่างพิจารณา ๕๐ คน ศาลตัดสินแล้ว ๗๑ คน
รวมนักโทษ ๑๒๑ คน เปนชาย ๑๑๗ คน หญงิ ๔ คน แบบแผนการคุมขังนักโทษยงั ไม่ได้
จัดให้เรียบร้อยแปลกตาขึ้นกว่าเมื่อออกไปตรวจในคราวก่อน เพราะเหตุว่าอยู่ในระหว่าง
จะเปลี่ยนตัวพธำ�มรงค์ แลจะย้ายนักโทษไปอยู่ตรางซ่ึงปลูกขึ้นใหม่จวนจะแล้ว ตรางเก่า
เปนทคี่ บั แคบช�ำ รดุ ซดุ โซม ผวู้ า่ ราชการเมอื งเหน็ วา่ ถงึ จะจดั การเปลย่ี นแปลงแบบแผนในเวลา
น้กี ็จะจดั เอาดยี ังไม่ได้
การโยธา คือ การปลูกสร้างท่ีทำ�ข้ึนในระหว่างเม่ือออกไปตรวจการคราวก่อนในศก
๑๑๘ จนคราวนี้ มีแปลกตาข้ึน คือ ได้ทำ�ศาลมณฑลขึ้นใหม่เปนเครื่องไม้จริงมุงสังกระสี
หลังหน่ึง ทำ�เรียบร้อยดี กับได้ปลูกตรางขึ้นใหม่ ๒ หลัง ด้วยเคร่ืองไม้จริงมุงสังกระสี
จวนจะแล้ว ดูใหญ่โตเรียบร้อยพอแก่การ แลได้สร้างบ้านผู้พิพากษาขึ้นอิกบ้านหน่ึงด้วย
เครื่องไม้จริงดูเรียบร้อยดี แต่พระยาภักดีณรงค์เองยังต้องอยู่แพหลวงอาไศรยจอดอยู่บ้าน
พระเกรยี งไกร ดว้ ยยงั ไม่มีบา้ นผู้วา่ ราชการท่ีเมืองน้ี
การปลูกสร้างสถานท่ีสำ�หรับราชการในเมืองฉเชิงเทรานี้ ถ้าคิดจัดการก่อสร้างโดย
ความคิดที่ดีจะงดงามเปนสง่าได้เมืองหนึ่ง ด้วยมีท่ีป้อมพออาไศรยปลูกสร้างสถานต่างๆ
สำ�หรับราชการไว้ในป้อมได้พอแก่การ แลยังเหลือที่ในนั้นพอจะทำ�เปนสวนแลสนามได้
งดงามด้วย เมื่อก่อนจัดการเทศาภิบาลไม่ได้คิดกันในเรื่องท่ีจะตกแต่งบ้านเมืองให้งดงาม
1 หลวงบรริ กั ษจ์ รยิ าวตั ร (ทองดี ธรรมศกั ด)์ิ ตอ่ มาคอื พระบรริ กั ษจ์ รยิ าวตั ร อธบิ ดผี พู้ พิ ากษาศาลอทุ ธรณ์
ขา้ หลวงพิเศษ และพระยาธรรมสารเวทยว์ เิ ศษภักดี ศรีสัตยวตั ตา พริ ยิ พาหะ