The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เอกสารตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

เอกสารตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 132
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

สรา้ งสพานชา้ งข้ามล�ำ น้ำ�พอง กว้าง ๓ วา ยาว ๕๗ วา เสาแลพืน้ รอดลูกกรงคานเครื่องไม้ใช้
ไมแ้ ดง ไมต้ ะเคยี น ไมเ้ ตง็ ไมร้ งั เปน็ สพานมน่ั คงแขงแรงกวา่ สพานขา้ มล�ำ น�ำ้ พาชที ข่ี า้ มมาแลว้
เปนประโยชนแ์ กพ่ อ่ คา้ และราษฎรทจ่ี ะไปมาเปนอนั มาก ไดล้ งมอื ท�ำ ตงั้ แตธ่ นั วาคม ศก ๑๒๔
แล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคมศกน้ี ทันรับข้าพเจ้า จึงได้มีการสวดมนต์เลี้ยงพระฉลอง และ
เชิญให้ข้าพเจ้าตัดผ้าเปิดสพานในวันน้ีด้วย ในขณะเปิดสพานน้ัน พระสวดไชยมงคล มีพลุ
แลพณิ พาทย์ประโคม ขา้ มสพานถึงท่พี กั ร้อนเวลาเชา้ ๓ โมง ๔๐ นาที หยุดกินเข้าเชา้ แลว้
เดินต่อไปถงึ หว้ ยวังเดอื นห้า ห้วยหัวช้าง ห้วยอา้ ยเตน้ ถงึ กุดหว้าทีพ่ ักแรมเวลาเชา้ ๕ โมง
ระยะทาง ๔๐๐ เส้น รวมระยะทางวันน้ี ๖๒๐ เส้น1 ที่ตำ�บลกุดหว้ามีราษฎรมาตั้งอยู่
ได้สัก ๘ ปีมา สังเกตดูราษฎรเปนไข้ป่าจนเปนป้าง2 โดยมาก เพราะแถวน้ีเปนท่ีป่าริมดง
ใหห้ มอแจกยารกั ษาให้ตามสมควร

ท่ีพักบา้ นส�ำ ราญ แขวงเมอื งขอนแก่น ท่ีพกั หนิ ลาด แขวงเมืองขอนแก่น

เมอื งกมุ ภวาปี3
วันท่ี ๒๙ ธันวาคม เวลายำ่�รุ่งคร่ึง ออกจากกุดหว้า4 ผ่านซับบอน ซับบง มาถึง
บ้านนางิ้ว ซึ่งเปนบ้านร้างเพราะราษฎรทำ�นาไม่ได้ผล จึงย้ายไปตั้งบ้านใหม่ที่ห้วยนาคำ�

12 พเทจา่ นกาับน๒กุ ร๔ม.ฉ๘บกบั โิ รลาเชมบตณัร ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หน้า ๗๔๐ ระบวุ ่า ปา้ ง เปน็ ชอ่ื โรคชนิดหนงึ่ มีตบั
และม้า34ม โปปตัจัจมจจไีุบุบขัันนค้ ลคคมุ ืืออเคบอร�้าอืำเนเภรกออ้ื ุดกรหงัมุ วภค้าวอื ตาป�ไำขบี จ้จลบังั กหสดุ วน่ั หัดเวรออ้ื้าุดรอรงั ธ�ำาจเภนกุ อผี กามุฉินกา็เรรายี ยกณ์ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ

133 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า
มณฑลอดุ ร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

ซึ่งเปนหนทางจะผ่านต่อไป พักกินเข้าเช้าท่ีนางิ้วเวลาเช้าโมงหนึ่งกับ ๔๕ นาที ระยะทาง
๑๘๐ เสน้ ครน้ั เวลาเชา้ ๓ โมงออกจากบา้ นนางว้ิ เดนิ ตามทางตดั ใหมซ่ ง่ึ แยกจากทางโทรเลข
ขา้ มห้วยอ้ายเต้นถงึ เขตรเมืองกมุ ภวาปี เมืองนย้ี กบา้ นบึงหม้อ(1) ตั้งขน้ึ เปนเมืองเม่ือรัชกาล
ที่ ๕ พระวรฤทธิฦๅไชย ผู้ว่าราชการเมืองกุมภวาปีมารับ ต่อมาถึงห้วยบ้านนาคำ�ซึ่งเปน
บ้านตั้งใหม่ แล้วถึงตำ�บลวังหินที่พักแรมเวลาเช้า ๔ โมง ๔๕ นาที ระยะทาง ๒๖๙ เส้น
รวมระยะทางวันนี้ ๔๔๙ เสน้ 2 ทเ่ี รยี กว่าวังหิน เพราะมแี อง่ ศิลาแลงนำ้�ขงั อยู่ในป่า แตไ่ มม่ ี
หมู่บ้าน หนทางที่มา ๒ วันน้ีเปนทางขึ้นเนินลงเนินอย่างวันก่อน และทางที่ตัดใหม่จาก
บา้ นนางิว้ มีไมใ้ หญ่ร่มรนื่ ดี แล้วจะไปรว่ มทางโทรเลขทบี่ ้านเสอเพลอ3 ตอ่ ไปข้างนา่

วันท่ี ๓๐ ธนั วาคม เวลาย�ำ่ รุ่ง ๑๕ นาที ออกจากที่พักแรมวังหินเลียบชายเนินมาถึง
ทพ่ี กั รอ้ นต�ำ บลหว้ ยกอ่ งส4ี เวลาเชา้ ๒ โมง ๑๐ นาที ระยะทาง ๒๘๑ เสน้ เวลาเชา้ ๓ โมงเศษ
ออกจากทพ่ี กั ขา้ มหว้ ยกอ่ งสี เขา้ ดงเกวยี นหกั เปนดงไมเ้ ลก็ ๆ แลว้ ขา้ มหว้ ยทรายขา้ มดงปะโค
เม่ือลงถึงชายดงเห็นหนองใหญ่ เรียกวา่ หนองปะโค มีหญ้าขึน้ เต็มแลดูโดยรอบเห็นทิวไม้ทกุ
ด้าน ข้างทางมีไผ่แลดูไปเปนซุ้มเปนซอกงามดี ต่อไปถึงบ้านปะโค5 ผ่านหมู่บ้านแล้วออก
ทุ่งสยี าวอน ถึงเมอื งกมุ ภวาปี เวลาเช้า ๔ โมง ๕๐ นาที ระยะทาง ๒๐๐ เส้น รวมระยะ
ทางวันนี้ ๔๘๑ เส้น6 พระรามฤทธี ข้าหลวงบริเวณนำ้�เหืองมาคอยรับอยู่ที่น่ีพร้อมด้วย
เจ้าเมืองกรมการ

เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ ไปเท่ียวตามทางหมู่บ้าน ข้างหลังหมู่บ้านออกไปเปนทุ่งใหญ่
แลเหน็ หนองหาร ทงุ่ นี้แลดูกว้างใหญม่ ากโดยยาวกวา่ ๑๐๐ เสน้ ตกขอบหนองหารกลางทุ่ง
มเี นนิ เลก็ ๆ ไมข้ นึ้ เปน พมุ่ อยสู่ กั แหง่ หนงึ่ สองแหง่ ราษฎรปลอ่ ยโคกระบอื แลมา้ ออกกนิ หญา้
เปนฝงู ๆ หนองหาร7 นม้ี ชี อ่ื เสยี งมาในพงศาวดาร เปนหนองใหญก่ วา้ งมาก มชี าวบา้ นตงั้ หา
ปลาอยโู่ ดยรอบ ทางเดินรอบหนองประมาณ ๒ วัน มที ่าลงหนองท่บี ้านเชียงแหว8 ระยะ

(1) บ้านบึงหม้อ กุมภวาปีน้ี พระยาอุดรธานี (จิตร จิตตะยโสธร) ท่านว่าเดิมเขาเรียกว่า “บึงมอ”
(มอ ค�ำ7682534น ้ีเปเปปปปหททัจััจจััจจมา่่าจจจจจกกาบุุบุบุบุบยบบัั นนัััันนนั ถ๑๑งึ คคคคค๙๗โอืือืือออื ค..๙๒ผตบบบอ๖๔ู้��้า้้าาำมำบเนนนภกกใิ ลเหเชโิโิอชสป่บลล้วยีอหยะเเึงงมมเนหโกพแคตตออมหลรรงง้ออวอหส)�ำาตีตเเตนภป��ำ�ำบอ็นำบจบลกสลังลเุมถหเชตสภาวียมูอนวดังใเาทแอตพปหทีุ่ด้ลอี วร่ีฝอจ�ธูงำังอเาโอหภค�นำ�วอเลำีเภดั กภงออกุมอกดุินภกุมรนวุมธภาำ�้ภาวปนวาี าีจปปงัี ีหจจังวงั หดั หวอวัดุดดั อรอุดธุดารรธนธาี านนี ี

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 134
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

ทางหา่ งจากเมอื งกุมภวาปี ๒๐๐ เสน้ มีเกาะในหนองเรียกวา่ เกาะดอนแก้ว1 มหี ม่บู ้านและ
วัดบนเกาะนัน้ ดว้ ย นำ้�หนองหารนี้ไหลลงนำ�้ ปาวไปตกล�ำ พาชี เวลาบ่าย ๕ โมงเศษ กลับมา
แวะวัดโพธไ์ิ ชย มพี ระ ๕ รปู เณร ๘ รูป มีการสอนหนังสือไทยบ้างเล็กน้อย

เมอื งกมุ ภวาปีเปนเมอื งข้นึ เมอื งหนองหาร มรี าษฎรประมาณ ๖๐๐๐ คน มชี าวเมือง
นครราชสิมาตงั้ ท�ำ มาคา้ ขายดว้ ยหลายครวั การทำ�มาหาเล้ียงชพี คือ ท�ำ นาอยา่ ง ๑ หาปลา
อยา่ ง ๑ ผสมโค กระบือ ม้าอย่าง ๑ ขายหนงั เขาโคกระบืออย่าง ๑ เกบ็ ผลเร่วอยา่ ง ๑ สบั
ยางกะตังกะตวิ้ ขายอยา่ ง ๑

วนั ท่ี ๓๑ ธันวาคม เวลาย�่ำ รงุ่ คร่ึง ออกจากเมอื งกุมภวาปีผา่ นทงุ่ นาแล้วเขา้ ป่าเลก็  ๆ
ถึงหนองส่ีแจ เปนทุ่งกว้างเห็นทิวไม้โดยรอบ เข้าดงสี่แจ เปนดงไม้เล็ก ๆ ข้ามห้วยนำ้�ฆ้อง
แล้วผ่านหมู่บ้านสองเปลือยซ่ึงเปนท่ีราษฎรชาวเมืองนครนายก มาตั้งทำ�นาเข้าเจ้าหลายปี
มาแล้ว คนพวกน้ีเปนเช้ือลาวชาวเวียงจันท์แต่ก่อนเมื่อศก ๑๑๓ - ๑๑๔2 ฝร่ังเศสให้พวก
กรมการเมืองเวียงจันท์ลงมาเกลี้ยกล่อมให้กลับไปเมืองเดิมของปู่ ย่า ตา ยาย ผู้ท่ีมา
เกล้ียกล่อมมาบอกว่าจะได้บ้านเรือนไร่นาสารพัดไม่ต้องลงทุนรอนอย่างไร ไปอยู่กินตาม
ชอบใจ พวกนี้หลงเช่ือก็ขายบ้านเรือนไร่นาอพยพไปเมืองเวียงจันท์ คร้ันไปถึงไม่ได้จริง
ดังคาดเห็นสู้อยู่เมืองนครนายกไม่ได้ ก็พากันอพยพกลับมา ท่ียังมีทุนรอนพอกลับมาถึง
บา้ นเดมิ ได้ก็มี ทห่ี มดทุนมาไมไ่ ด้ ก็ตั้งทำ�ไรน่ าอยใู่ นมณฑลอดุ รท่ตี �ำ บลน้บี ้าง ตำ�บลอ่ืนบ้าง
ยงั มอี ยหู่ ลายสบิ ครวั ทต่ี �ำ บลนเี้ ปนทน่ี าดี มชี าวเมอื งอบุ ลราชธานแี ละชาวเมอื งนครราชสมิ า
กับคนพื้นเดิมอยู่ด้วยรวมกันเปน ๓ หมู่บ้าน ผ่านทุ่งนาและนาเกลือมาถึงตำ�บลเสอเพลอ
เวลาเชา้ ๒ โมงครึง่ ระยะทาง ๒๐๐ เสน้

เวลาเช้า ๓ โมง ๔๐ นาที ออกจากท่พี กั ตำ�บลเสอเพลอเขา้ ทางสายโทรเลข ข้ามหว้ ย
สมพาดเปนเขตรเมอื งกมุ ภวาปกี บั อ�ำ เภอบา้ นหมากแขง้ ตอ่ กนั พระศรสี นุ ทรกจิ (3) ปลดั อ�ำ เภอ
ขวาบา้ นเดอ่ื หมากแขง้ พรอ้ มดว้ ยกรมการก�ำ นนั ผใู้ หญบ่ า้ นมารบั ผา่ นบา้ นทอนและหว้ ยหลกั
นางขึ้นโคกป่าไม้ ถึงท่พี กั แรมตำ�บลหนองหมื่นเทา้ 4 เวลาเชา้ ๕ โมง ระยะทาง ๓๐๕ เสน้
รวมระยะทางวันนี้ ๕๐๕ เส้น5

1 ดอนแก้ว เป็นเกาะเล็กๆ กลางหนองหานน้อยกุมภวาปี เป็นต้นก�ำเนิดแม่น้�ำล�ำปาว มีต�ำนาน
เล่าว่า พระอรหันต์กลุ่มหน่ึงจะไปนมัสการพระธาตุพนม ได้มาพักแรมท่ีดอนแก้ว พระอรหันต์องค์หน่ึง
อาพาธหนักถึงนิพพาน พระอรหันต์ท้ังหลายที่เหลืออยู่จึงถวายเพลิงท่าน และก่อเจดีย์บรรจุพระธาตุไว้
ปัจจุบ(นั3524) คปเพพือทจั.รศา่ ะจพก.ศบุ รับรันะ๒สี ธ๒๔นุคา๓๐ตทอื ๗.ดุ๒รบกอ-า้กจิน๒นิโแ(ล๔หอกเ๓น�ม้วำคอ ๘ตบางร)า้หนมด่นื อทน้าแวกต้ว�ำตบ�ลำบโนลนตูมสงูใตอ้ อ�ำเ�ำภเภออเมกอื มุ งภอวดุ ารปธี าจนงั หี จวงั ดั หอวุดัดรอธุดารนธี านี

135 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เมืองอดุ รธานี
วนั ที่ ๑ มกราคม เวลาย�ำ่ รงุ่ ครึ่ง ออกจากหนองหมื่นเทา้ เดนิ ทางตามทางสายโทรเลข
ผา่ นบา้ นทอนและบา้ นค�ำ กลงิ้ ทบ่ี า้ นค�ำ กลง้ิ มที งุ่ กวา้ งมนี า นายพนั ตรี หลวงพทิ กั ษน์ รนิ ทร(์ 1)
ผบู้ งั คับการทหารราบที่ ๗ ประจำ�บา้ นเดอ่ื หมากแข้ง กบั นายทหารและนายร้อยต�ำ รวจภธู ร
มารับกลางทาง เวลาเช้าโมงครึ่งถึงหนองขอนขว้าง2 ระยะทาง ๒๐๐ เส้น มีที่พักร้อน
พักครู่หนึ่งแล้วเดินต่อไปตามทาง ซ่ึงมีนาเข้าและนาเกลือจนถึงตำ�บลห้วยโซ พระยาศรี
สุริยราชวรานุวัตร ข้าหลวงเทศาภิบาล ซ่ึงล่วงน่ามาคอยรับเปนตอนๆ กับพระรังสรรค์
สารกจิ (3) ข้าหลวงบริเวณหมากแขง้ และขา้ ราชการประจ�ำ มณฑล พร้อมด้วยพระยาประทุม
เทวาธบิ าล(4) ผู้ว่าราชการเมอื งหนองคาย และพระยาประจันตประเทศธานี(5) ผวู้ า่ ราชการ
เมอื งสกลนครมารบั ทนี่ ่ี

ท่ีพักหนองหม่ืนทา้ ว แขวงเมืองอุดรธานี

(((1342))) ปพพหลจัรระจวะรงุบยังพันาสทิ ปรคักรรอืษคะส์์นทตารุ�มรำินบกเททลจิ รหว์(นเา(กลธอร่ือิบง)นขาตอล่อศนมรกีเ(าพเวเสป็ญ้าือง็น) พอณ�รำะเภวหอรนรเมาอชอื งนงคอุรากัดุ ยษร)ธ์ าเนปี็นจังผหู้วว่าดั รอาุดชรกธาารนเีมืองหนองคายระหว่าง
พ.ศ. (๒5๔) ๔พ๑ระ-ย๒าป๔ร๕ะ๘จันตประเทศธานี (โง่นค�ำ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เป็นเจ้าเมืองสกลนครคนสุดท้าย
และเปน็ ผูว้ า่ ราชการเมอื งสกลนครคนแรก เป็นตน้ ตระกูลพรหมสาขา ณ สกลนคร

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 136
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

ทห่ี ว้ ยโซน้ี ถ้าฤดฝู นเปนห้วยท่ีน�้ำ ไหลท่วมหนองอยู่นาน ๆ พอ่ ค้าท่จี ะขา้ มลอ้ เกวยี น
และผคู้ นไปมาไดค้ วามล�ำ บาก ขา้ ราชการในมณฑลนี้ พรอ้ มดว้ ยกำ�นนั ผใู้ หญบ่ า้ นและราษฎร
จึงช่วยกนั สร้างสพานขนึ้ ดว้ ยไม้จรงิ กวา้ ง ๒ วา ๒ ศอก ยาว ๘ วา ๒ ศอก ขา้ มห้วยโซน้ี
กับได้ทำ�ถนนจากสพานนี้ไปจดถนนน่าโรงพักตำ�รวจภูธร รวมกับถนนในเมือง (อุดรธานี)
เปนทางกวา้ ง ๓ วา ๓ ศอก ยาว ๒๕ เส้น ๑๖ วา เพื่อเปนการสดวกแกม่ หาชนท่ไี ปมา
สพานแลถนนพึ่งแล้วในคราวน้ี พระรังสรรค์สารกิจ(1) จึงเชิญให้ตัดแพรแดงขึงสพาน
เปนการเปดิ สพานขา้ มหว้ ยโซนดี้ ว้ ย แลว้ ไปตามถนนทถ่ี มใหมไ่ ปจนถงึ ทพ่ี กั ทมี่ ณฑลอดุ รเวลา
เช้า ๒ โมง ๕๐ นาที ระยะทาง ๑๐๐ เสน้ รวมระยะทางวนั นี้ ๓๐๐ เสน้ 2

เวลาบ่าย ๒ โมง ประชุมข้าราชการ พ่อค้า ราษฎร มาหาที่ปรำ�น่าที่ว่าการมณฑล
เวลาบา่ ย ๓ โมง เสร็จการประชมุ

ทบี่ า้ นหมากแขง้ น้ี เดมิ เรยี กวา่ “บา้ นเดอ่ื หมากแขง้ ”(3) ตงั้ อยรู่ มิ หว้ ยหมากแขง้ เดมิ เปน
ท่ีบ้านร้าง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม(4) เม่ือดำ�รงตำ�แหน่งข้าหลวง
ต่างพระองค์ ได้ย้ายท่ีว่าการจากเมืองหนองคายมาตั้งเปนที่ว่าการมณฑลอุดรข้ึน ตั้งแต่
รตั นโกสนิ ทรศก ๑๑๒ ไดป้ ลกู สรา้ งทท่ี ำ�การตา่ งๆ และทำ�ถนนหนทางขน้ึ ใหม่โดยล�ำ ดบั มา
เวลานี้ทวี่ า่ การมณฑล ทวี่ ่าการอ�ำ เภอ ศาล เรือนจ�ำ โรงทหาร โรงพกั ต�ำ รวจภูธร ออฟฟศิ
ไปรสนีย์โทรเลข และบ้านเรือนข้าราชการอยู่ติดต่อเปนระยะๆ ลำ�ดับกันไป มีตลาด
ขายของสด และมีตึกอย่างโคราชของพ่อค้านายห้างบ้าง มีวัดเรียกวัดมัชฌิมาวาศ5 ตั้งอยู่
บนเนิน และมีบ่อน้ำ�ใหญ่สำ�หรับราษฎรได้ใช้นำ้�ทุกฤดูกาลด้วย มีบ้านราษฎรมาตั้งอยู่หลัง
บ้านข้าราชการบ้าง มีถนนตัดตรงๆ ไปตามท่ีตั้งที่ทำ�การ และร้านตลาดเหล่านี้หลายสาย
และเมื่อใกล้เวลาข้าพเจ้าจะมาคราวน้ี มณฑลได้ตัดถนนตั้งแต่หลังท่ีว่าการไปจนหนองนา
เกลือเพิ่มขึ้นอิกสายหน่ึง และเมื่อร้ือที่ว่าการบัดนี้ไปต้ังบนเนินใกล้หนองนาเกลือตาม
ความตกลงใหม่ ถนนสายนจ้ี ะบรรจบกบั ถนนเกา่ เปนถนนยาวและงามมาก

(((1432))) เเพพทดรรย๋ี่าะะกวรเนบัจงั ้สาี้เร1บรียร2รกคมเกส์ มวโิางอืลรศงเก์มเอจิธตุดอ(รรเลธพาื่อรนนะี อศงรคเี พ์เจ็ญ้า)ทองกองก้อนใหญ่ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระราชโอรส
ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๔ กับเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ รัชกาลท่ี ๕ เป็นแม่ทัพ
ปราบฮ5่อ ทเดี่มิมณชฑ่อื ลวอดั ดุ โรนนแหละมเาปก็นแขข้าง้ หปลจั วจงบุตัน่างคพอื ระวอดั งมคชั ส์ ฌ�ำเมิ รจ็าวราาชสกตา�รำบมลณหฑมลาอกดุแขร้ง ต้นราชสกลุ ทองใหญ่
อุดรธานี อ�ำเภอเมืองอุดรธานี จงั หวัด

137 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ ไปดูร้านพ่อค้า
แลว้ ไปตามถนนทตี่ ดั ใหมจ่ นถงึ หนองนาเกลอื
เปนหนองใหญ่เพราะปิดนำ้�ไว้คล้ายทุ่งสร้าง
ที่เมืองขอนแก่น ได้ขนานนามว่า “หนอง
ประจักษ์”1 แลวันนี้เปนวันเฉลิมพระชนม์
พรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนารถ และ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราช
กมุ าร2 เวลาบา่ ยมีการพธิ พี ระสงฆส์ วดมนต์
เวลาทุ่มเศษได้มีการประชุมข้าราชการฝ่าย
ทหารพลเรอื นพรอ้ มกนั เล้ียงอาหารเวลาค�ำ่
ในปรำ�ตรงน่าที่ว่าการ มีพิณพาทย์เมือง
กมุทาไสยมาท�ำ วงหนงึ่

วันท่ี ๒ มกราคม เวลาเชา้ โมงเศษไป
วัดมัชฌิมาวาศ พระครูธรรมวินยานุยุตก์3
เจ้าคณะเมืองหนองคายเปนเจ้าอาวาส
มพี ระ ๘ รปู เณร ๔ รปู และพระครพู ทุ ธพจน
ประกาศ เจ้าคณะรองเมืองหนองคายมา
คอยรบั กพ็ กั อยวู่ ดั นด้ี ว้ ย ออกจากวดั ไปหนองประจกั ษ์ กะทส่ี รา้ งสถานทท่ี �ำ ราชการ แลบา้ นพกั
ขา้ ราชการบนเนินรอบขอบหนองนั้น
เวลาบ่าย ๕ โมง ไปดูโรงทหารและโรงตำ�รวจภูธร แล้วมาที่ปรำ�น่าที่ว่าการ ซ่ึงแต่ง
เปนโรงพธิ ี พระสงฆ์ ๑๐ รปู มพี ระครธู รรมวินยานยุ ุตกเ์ ปนประธาน สวดมนต์ในการเฉลิม
พระชนม์พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
สยามมกุฎราชกุมาร สวดทวาทศปริตอย่างทำ�นองพระธรรมยุติกา สวดเรียบร้อยดีมาก
ได้ความวา่ กรมหลวงประจักษ์ฯ ได้ทรงซักซอ้ มไว้ เดย๋ี วนม้ี ีผู้ชอบฟงั ท�ำ นองน้มี าก พระสงฆ์
ในเมอื งหนองคายจงึ ได้ซักซอ้ มสืบมาสวดไดห้ ลายวดั

1 ปัจจุบนั คอื สวนสาธารณะหนองประจกั ษศ์ ลิ ปาคม อ�ำเภอเมอื งอดุ รธานี จงั หวัดอุดรธานี
2 สมเดจ็ พระศรีพชั รนิ ทรา บรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนพี นั ปหี ลวง เสด็จพระราชสมภพเมอ่ื วันที่

๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๖ และพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชสมภพเมอื่ วนั ที่ ๑ มกราคม
พ.ศ. 3๒๔ พ๒ร๓ะครูธรรมวินยานุยุต (หนู) ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ต�ำบลหมากแข้ง อ�ำเภอเมือง
จงั หวดั อดุ รธานี

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 138
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

วันที่ ๓ มกราคม เวลาเช้าเล้ียง
พระสงฆ์ ๑๐ รปู ทส่ี วดมนตเ์ สรจ็ การพธิ ี
แลว้ เตรยี มการทีจ่ ะเดนิ ทางตอ่ ไป

วนั ท่ี ๔ มกราคม เวลายำ่�รงุ่ ครงึ่
ออกจากบา้ นหมากแขง้ ขมี่ า้ มาตามถนน
ที่ตัดใหม่จนถึงลำ�ธารซ่ึงนำ้�ไหลมาจาก
ทงุ่ นาเกลอื มีสพานซ่งึ สรา้ งใหม่คราวนี้
พระรังสรรค์สารกิจเชิญให้เปิดสพาน
แลถนนท่ีสร้างใหม่ทำ�ตั้งแต่หมู่บ้านท่ี
ราษฎรขายหมอ้ กว้าง ๓ วา ยาว ๑๕
เส้น ๔ วา แลสพานข้ามล�ำ ธารทำ�ด้วย
เสาไม้จริง กว้าง ๒ วา ๑ คืบ ๕ น้ิว
ยาว ๑๐ วา แลว้ ขา้ มสพานไปทางท่งุ นา
ข้ึนเนินพระนิเวศ ออกทุ่งนาผ่านหนอง
บึงจาน บ้านไก่เถื่อน1 บ้านท่าตูม2
ถึงห้วยหลวง3 ซ่ึงเปนที่เขตรอำ�เภอ
หมากแข้งกับเมืองหนองคายต่อกัน
พระยาประทุมเทวาธิบาลล่วงน่ามา
คอยรับ แล้วผ่านบ้านดงลิง4 ทุ่งบ้าน
พนั เหมอื น เดนิ ตามทางโทรเลขมาตงั้ แต่
บ้านหมากแข้งถึงบ้านขาว5 เวลาเช้า
๓ โมงคร่ึง ระยะทาง ๓๘๐ เส้น พักกินเข้าเช้าแล้ว เวลาเช้า ๔ โมงครึ่งเดินทางต่อไป
ผา่ นหนองนกเขยี น6 บา้ นจนู บาน มที พ่ี กั อกิ แหง่ หนง่ึ เวลาบา่ ยโมงถงึ รมิ ล�ำ น�้ำ ซวย7 ระยะทาง

231 ลปป�ัจจั ำนจจุบุบ�้ำหนันั ้วคคยอือืหลบบว้้าางนนไทเกป่าเ่็นตถลูมื่อ�นำตน�ต�้ำำบส�ำลบาหขลามหขมูมอ่นมู ง่นแอม�อำ่นเ�ภำ�้ำเอภโขเอมงเือมไงือหองลดุอจรุดาธรกาธพนาี้ืนนจที งั จหี่จงั ังวหหัดววอัดัดุดออรดุ ธุดรารธนธาาีนนี ีลงแม่น้�ำโขงท่ีอ�ำเภอ
โพนพสิ4765ยั ปลปปจ�จจััจั ำังนจจจห�้ำบบุุบุ วซนนนััั ัดวหยคคคนอือืือคอ�ตบตำงว��ค้า่าำำบบนา“ยลลดซบหงวลยน้าิงน”อขเตงปาน�ำน็วบกชเลอขอื่ ก�ียำปุดเนภลสอารอนเะ�มำ้ำ�เออืภจ�งดือำอเชศภุดนรอรธีิดเธามหาตอืนนุ งจ่ึงี อจังปงัดุหจัหรวจธวดั บุาัดอนันอุดีเดุ รจรรธยีงั ธาหกานวเนพีัดี ้ยีอนุดเรปธน็านลี�ำน้ำ� สวย เป็นล�ำนำ้� สาขา
ของแมน่ ำ�้ โขงอีกสายหน่ึง จะไหลลงแมน่ �ำ้ โขงทบ่ี า้ นปากสวย อ�ำเภอโพนพสิ ัย จงั หวดั หนองคาย

139 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า
มณฑลอุดร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

๓๕๘ เส้น มที พี่ กั แรม รวมระยะทางวนั น้ี ๗๓๘ เสน้ 1 เวลาคำ่�วันน้ีปรอทลงถงึ ๓๘ ดีกรี
ฟาเรนไฮต2์ หนาวกว่าวนั อ่นื ท่ไี ดพ้ บในคราวน้ี

เมืองหนองคาย
วนั ท่ี ๕ มกราคม เวลาย่ำ�รงุ่ ครง่ึ พระยาประทมุ เทวาธบิ าล ขอใหเ้ ปดิ สพานขา้ มน้ำ�ซวย
ซึง่ สร้างใหม่ กว้าง ๒ วา ยาว ๒๒ วา ๒ ศอก เสาไมจ้ รงิ พนื้ ปกู ระดาน และไดท้ ำ�ศาลาทีพ่ ัก
ไว้ใกล้เชิงสพานด้วย เปิดสพานแล้วข้ามสพานผ่านทุ่งบ้านนาไหม ห้วยดานบ้านโพนตาล
มาพักกินเข้าเช้าท่ีบ้านผักหวาน ระยะทาง ๒๕๘ เส้น ถึงเวลาเช้าโมงครึ่ง ที่ตำ�บลนี้ยังมี
รอยดนิ เปนสนามเพลาะคา่ ย เจ้าพระยาบดินทรเดชา3 ครัง้ รบกับราชวงศเ์ วียงจนั ทเ์ หลืออยู่
พอสังเกตได้ เวลาเช้า ๓ โมงเดินทางไปข้ามห้วยตาด ห้วยยาง ห้วยกงสี ข้ึนโคกสร้างหิน
ลงทุ่งค�ำ แค้ ทงุ่ ห้วยแก ถงึ ทุง่ ระนามแลว้ ถงึ เมืองหนองคายเวลา ๕ โมงเชา้ ทีพ่ กั แรมต้งั อยู่
คนละฟากถนนกับวัดหายโศก4 ซ่ึงอยู่ริมลำ�นำ้�โขง พระยาบริหารราชอาณาเขตร(5) ปลัด
เมอื งหนองคาย และพระบรบิ าลภมู เิ ขตร(6) นายอ�ำ เภอเมอื ง พรอ้ มดว้ ยกรมการผใู้ หญผ่ นู้ อ้ ย
และราษฎรชาวเมืองมาคอยรับ ราษฎรที่มาวนั นี้มากตอ่ มาก ท้งั ทีอ่ ยใู่ กลแ้ ลทม่ี าแตไ่ กลทาง
ตั้งวันหนึ่งสองวัน มีเครื่องสักการะมาให้ ขอเฝ้าขอเห็นตัวเร่ือยกันไปเกือบวันยังค่ำ� เพราะ
ตง้ั แตก่ รมหลวงประจักษ์เสดจ็ กลับไปไดถ้ งึ ๑๓ ปี พ่งึ มีเจา้ นายเสดจ็ ข้นึ ไปในคราวน้ี
ในวันน้ีนายพันตรี โนลัง ข้าราชการฝร่ังท่ีเมืองเวียงจันท์มาหา บอกว่าเคาเวอเนอ
เยเนราล7 ใหน้ ำ�เรือกลไฟชอื่ ลาแครนเดยี ลำ� ๑ เรอื ไฟเลก็ อิกลำ� ๑ รวม ๒ ลำ� มาใหใ้ ชใ้ น
การเดนิ ทางต่อไป และได้มคี ำ�สงั่ ให้เจา้ พนกั งานขา้ งฝ่งั ซา้ ยตอ้ นรบั ให้ทกุ แห่ง ไดส้ ่งั ใหข้ อบใจ

231 เเเจทท้าา่่าพกกัับบระ๓๒ยา.๙๓บ.๓๕ดิน๒อทงกรศิโเาลดเเชซมาลตเรซ(สยี ิงสห์) บุตรเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) บรรดาศักดิ์ท่ีปรากฏตามล�ำดับคือ
จม่ืนเสมอใจราช หัวหมื่นมหาดเล็ก พระยาเกษตรรักษา พระยาราชสุภาวดีปราบกบฏเวียงจันทน์เม่ือ
พ.ศ. ๒๓๗๐ เจา้ พระยาราชสภุ าวดปี ราบกบฏเวยี งจนั ทนเ์ มอื่ พ.ศ. ๒๓๗๑ เจา้ พระยาบดนิ ทรเดชาทสี่ มหุ นายก
ถึงแก่อ((6547ส)) ญั Gปพพกจัรรoระะจvรeยยบุ มrาาันnเบบมoตรรr่อื้งั  หิิบ-อว Gาายันรลeู่ททรภnา่ตีี่ eูม๒ช�rำเิaอบ๔ขlาตลตมณรใน�ถิ ำา(แเเุนเมถหขาือ่อืตนยนงรง่นข)อ(ก้าพ�ุแหำ.เศกภล.้ววอ )งเ๒มให๓ือญ๙ง๒หผ่ นูส้ เปอ�ำเน็งรคต็จาร้นยาสชกจกุลงั าหรสวิงดัขหณหเนสะนอนีง้ันคคาอื ย Jean Baptiste Paul Beau
ด�ำรงต�ำแหน่งระหวา่ ง ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๔๕ - กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 140
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

เคาเวอเนอเยเนราล แลขอบใจตัวเขาตามสมควร เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ ลงเรือชล่า1 ยาว
เขียนลายทองมีเก๋งของพระยาประทุมเทวาธิบาลล่องตามลำ�น้ำ�โขงมาข้างใต้ ขึ้นท่ีท้ายบ้าน
พวกจีน ดูร้านพ่อค้าจีนขายของต่าง ๆ ซึ่งนำ�มาจากกรุงเทพฯ และตลาดขายของสด แล้ว
เดินดเู มอื งกลับมาทพี่ กั

ลำ�น้�ำ ซวย แขวงเมืองหนองคาย

ราษฎรบา้ นผักหวาน แขวงเมืองหนองคาย ลักษณะของเรือชะลา่

เวลาค�ำ่ ไดเ้ ชิญนายพนั ตรี โนลัง ฝรงั่ เศสซึ่งน�ำ เรอื มารับมากนิ อาหารดว้ ย
วันที่ ๖ มกราคม เวลาเช้า ๒ โมงเศษ ไปวัดมีไชย ซ่ึงพระครูพุทธพจนประกาศ
เจ้าคณะรองเมืองหนองคายเปนเจ้าอาวาศ

1 เรือชะล่า เป็นเรอื ขดุ ทอ้ งกลมเกอื บแบน เม่อื ขดุ แล้วจะไม่ตกแต่งมาก เพยี งแค่ปาดหวั ปาดทา้ ยเรือ
ไม่ให้ต้านน�้ำมาก นับเป็นต้นแบบของเรือขุดท้ังหลาย ในอดีตใช้บรรทุกข้าวเปลือก เพราะท้องเรือแห้งสนิท
ขา้ วเปลือกไม่เปียกน�ำ้ และสามารถบรรทุกได้มาก

141 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

แห่บายศรี เมอื งหนองคาย พระเจดีย์วดั โพธชิ์ ยั เมืองหนองคาย

เวลาเช้า ๔ โมง พวกชาวเมอื งแหบ่ ายศรขี วัญ ตีฆอ้ งแลโห่ร้องเปนกระบวนมาประชมุ
พร้อมกันท่ีปร�ำ ใหญ่ข้างท่ีพัก พวกจีนพอ่ คา้ มกี มิ ฮวยอ้งั ตวิ๋ เข้ากระบวนแหม่ าด้วย ท้าวเกษ
นอ้ งพระยาประทุมเทวาธิบาลอ่านคำ�อำ�นวยพรท�ำ ขวัญ แลว้ ผู้เฒา่ ผกู มือตามประเพณี

เวลาบา่ ย ๓ โมงเศษ ไปเปิดสพานขา้ มลำ�หว้ ยหายโศก รมิ วดั หายโศกใกลฝ้ ั่งแมน่ �้ำ โขง
สพานนข้ี า้ ราชการแลราษฎรไดเ้ รย่ี รายเงินสร้างขึน้ ยาว ๑๔ วา ๓ ศอก ๕ นิว้ กวา้ ง ๑ วา
๑ คืบ ๕ น้วิ ปูกระดานเสาไมจ้ รงิ กับสร้างศาลาหลังหนึง่ ๒ ห้องมเี ฉลยี งด้านหน่งึ หลังคามงุ
กระเบ้ือง แล้วไปดูแข่งเรอื ยาว ๒ คู่ เสร็จแล้วไปวดั ศรีสระเกษ1 วดั หกอ่อง และวัดโพธไ์ิ ชย2
ซ่ึงประดิษฐานพระพุทธรูป เรียกว่า พระไสย อนั เปนพระชดุ เดยี วกนั กบั พระเสรมี พระสกุ 3
ซึง่ เดมิ อย่เู มืองเวียงจันท์ พระเสรมี น้ัน พระบาทสมเดจ็ พระปิน่ เกล้าเจา้ อยหู่ วั โปรดใหเ้ ชญิ
ลงมากรงุ เทพฯ เดยี๋ วนีอ้ ย่ใู นพระวิหารวดั ประทมุ วนาราม4 แตพ่ ระสกุ น้นั กลา่ วกนั ว่าเจ้าอนุ

1 ปัจจุบัน คือ วัดศรษี ะเกษ ต�ำบลในเมอื ง อ�ำเภอเมอื งหนองคาย จงั หวดั หนองคาย
2 ปัจจบุ นั คือ วัดโพธช์ิ ยั ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย
3 กล่าวกันว่า พระสุก พระเสริม และพระใส สร้างข้ึนโดยพระราชธิดาสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช

หรือพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ครองเมืองเชียงใหม่ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๘๙ - ๒๐๙๐ และเป็น
กษตั ริย4ล์ ปา้ นัจชจ้าบุ งนั รคะือหววา่ ดั งปพท.มุศว. น๒๐าร๙า๑มร-า๒ชว๑ร๑ว๔หิ าร แขวงปทุมวนั เขตปทุมวนั กรุงเทพมหานคร

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 142
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

พาลอ่ งน�้ำ โขงลงไป เรอื ลม่ จมอยใู่ นแมน่ �้ำ ของใตเ้ มอื งหนองคาย ตรงทซ่ี ง่ึ เรยี กวา่ เวนิ พระสกุ 1
บัดน้ี ท่วี ดั โพธิ์ไชยนี้มพี ระเจดีย์ลาวองค์ ๑ ฝีมอื ท�ำ งามนกั

เวลาค่ำ�ให้เชิญเจ้าเมืองกรมการ มีพระยาประทุมเทวาธิบาลและพระบริบาลภูมิเขตร
เปนตน้ มากนิ อาหารดว้ ย

เมอื งหนองคายนี้ พงึ่ ตงั้ เมอ่ื ในรชั กาลท่ี ๓ เมอื่ ตไี ดเ้ มอื งเวยี งจนั ทค์ ราวเปน็ ขบถ กวาด
ชาวเวยี งจนั ทเ์ ปนเชลยลงไป แลว้ โปรดใหแ้ บง่ คนเมอื งยโสธรมาตงั้ บา้ นหนองคายขน้ึ เปนเมอื ง
แตเ่ ปนท�ำ เลดี กลา่ วกนั ว่าเดยี๋ วนี้ใหญโ่ ตกวา่ เมืองอน่ื  ๆ บรรดาที่ตั้งอยู่ริมแม่น�ำ้ โขงทุกเมือง
มหี มบู่ า้ น ๔๒๑ หมู่ มีเรอื น ๖๐,๐๔๔ หลงั คาเรอื น ราษฎรชาย ๓๐,๓๑๑ หญงิ ๒๙,๗๓๓
รวม ๖๐,๐๔๔ คน

สนิ ค้าเข้าเมืองมาทางกรงุ เทพฯ เปนพนื้ มเี คร่ืองผา้ เครอื่ งแพร และเครอ่ื งทองเหลอื ง
เครอ่ื งเคลอื บตา่ ง ๆ สนิ คา้ ทม่ี าทางเขตรฝรงั่ เศสทางเมอื งญวน มสี รุ าแลน�ำ้ ปลา ปนื กบั น�ำ้ มนั
ปิรโตเลียม แต่นำ้�มันปิรโตเลียมทราบวา่ มาจากกรุงเทพฯ ทางปากลาย2 มาขายเปนคราว ๆ

สินคา้ ออก สง่ ลงไปขายทางเมืองนครราชสมิ าและกรงุ เทพฯ มเี ร่ว คร่ัง ก�ำ ยาน ยาง
กะตงั กะตว้ิ 3 ยาสบู และเขาหนงั ครงั่ และก�ำ ยาน และยางกะตงั กะตว้ิ รบั มาจากหลวงพระบาง
โดยมาก สนิ คา้ จากหนองคายมเี กลอื สง่ ไปขายเมอื งเชยี งขวาง และหลวงพระบางปลี ะมาก ๆ

สนิ ค้าท่ีมาจากกรุงเทพฯ พ่อคา้ ได้ส่งไปขายฝ่งั ซ้าย ฝร่งั เศสยังไมเ่ กบ็ ภาษอี ะไร เวน้ แต่
ไม้ขดี ไฟตอ้ งเสยี ภาษแี รง

เมอื งโพนพไิ สย4
วนั ท่ี ๗ มกราคม เปนก�ำ หนดจะลอ่ งเรอื จากเมอื งหนองคาย แตฤ่ ดนู เี้ วลาเชา้ หมอกลง
จดั คนอยหู่ า่ งกันเพียง ๖ ศอก ก็แลไม่เหน็ กนั ต้องรอจนเวลาเช้าโมง ๔๐ นาที พอหมอกใน
ล�ำ แมน่ �ำ้ โขง(5) คอ่ ยจาง จงึ ไดล้ งเรอื ลาแครนเดยี เปนเรอื ส�ำ หรบั ขา้ ราชการผใู้ หญข่ องฝรง่ั เศส

312 เกปมะัจอื ตจงบุังปกันาะตกต้ังล้ิวอายยคทู่ ือตี่ ตั้งอ�ตำบย้นูใ่ลคนกุยแุดขบเวปงงไ็นอชไ�ยำมเบภ้เถรุอีาโ(ไเพซนนย้ือพะแบสิ ขลุยั็ง)ีรจอสังาเหลธวื้อาัดรยหณขนรนอัฐาปงดครใาะหยชญาธ่ ิปมไีลต�ำยเปถาระทช่ีใาหชญน่แลลาะวแข็งแรงมาก
เปลือก(54ล) � ำปเตรจั้นอื่ จเงกุบแลมันี้ยน่ คง้�ำเือโปขน็องนส�ำนีเ้ี ภส�้ำอมตโเาพดล็จนฯทพุกสิ กสัยรว่ มนจพงัขหรอะวงยดัตาหน้ ดนจ�ำอะรมงงครนี าา�้ำชยยาานงภุสาขี พาวขท่นุ รงเลา่ ไว้ในนทิ านโบราณคดี นิทานที่ ๑๗
เร่ืองลักษณะแม่นำ้� โขง

143 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

ต้ังแต่เคาเวอเนอเยเนราล เปนต้น ไปมาทางลำ�แม่น้ำ�โขง เก๋งมีห้องน่ัง ห้องนอน แลห้อง
กินเข้า มีดาดฟ้านั่งช้ันบนแลครัวหุงต้มบริบูรณ์ทุกอย่าง(1) ส่วนเรือไฟลำ�เล็กสำ�หรับของที่
เหลือบรรทุกเรือลำ�ใหญ่ล่องตามมา การที่ล่องคิดจะหยุดพักแต่ในพระราชอาณาเขตร
เพราะเขาจดั รบั มที พี่ กั แรมทกุ ระยะตลอดทาง เปนแตใ่ ชพ้ าหนะของฝรงั่ เศส เขาใหน้ ายพนั ตรี
โนลังลงมาด้วยจนตลอดทาง ขณะเมื่อลงเรือมีข้าราชการแลราษฎรมาส่งเปนอันมาก
พระก็มาสวดชยันโตประนำ้�มนต์บนร้านริมซุ้มประตูบนตล่ิงทางลงเรือ พวกส่งโห่ฮิ้ว เรือ
ลาแครนเดียยิงปืนสลุต เวลาเช้าโมงหนึ่งกับ ๕๐ นาที เรือใช้จักรออกจากท่า ราษฎรตาม
หมู่บ้านริมน้ำ�เมืองหนองคายมาน่ังอยู่ริมตล่ิงเปนหมู่ ๆ ตลอดไป เรือล่องลงมาถึงแก่งโคน
เปนทีแรก มีเทือกศิลาดาลเล็กน้อย ไม่เปนแก่งสำ�คัญอันใด ตามหาดแลริมฝ่ังน้ำ�ราษฎร
ปลูกผกั ปลกู ยาเปนระยะๆ ไป บางแห่งกเ็ ปนป่าไมม่ ผี คู้ น ในล�ำ น้ำ�โขงมจี รเข้ และริมตลง่ิ เห็น
นกยงู บางแหง่ บางแห่งกเ็ ห็นลิง และบางแห่งทใ่ี กลห้ มู่บ้านเหน็ กระบอื ลงกนิ นำ้�เปนฝูง ๆ แล
เห็นเคร่อื งดักปลาบ้าง นานๆ จงึ เห็นเรือล�ำ หนงึ่ สองล�ำ รู้สึกว่าเปล่ยี วมาก เวลาเชา้ ๔ โมง
๓๐ นาที ถึงเมืองโพนพิไสย (เขตรเมืองหนองคายต่อกับเมืองโพนพิไสยท่ีห้วยหลวง)
พระยาพไิ สยสรเดชไดล้ ่วงน่ามารับ แวะขึ้นดเู มืองโพนพิไสย แลว้ ไปบ้านพระยาพไิ สยสรเดช
พอหมดเวลาคร่ึงชั่วโมงท่ีกำ�หนดไว้ ก็กลับลงเรือใช้จักรต่อไป เห็นภูเขาควาย2 ข้างฝั่งซ้าย
อยู่ข้างน่า ผ่านดอน (คอื เกาะ) คว่างคลี เวลาเช้า ๕ โมง ๕๐ นาที ถงึ แกง่ ข้เี หย้ี เปนแกง่ เล็ก
เหมอื นกัน แล้วถงึ ปากน�ำ้ งมึ เหน็ ภูเขาควายอยขู่ ้างหลัง เวลาเทยี่ งถึงเวินสุก (เรยี กตามนาม
พระสุก ที่ว่าเจ้าอนุพามาจมที่นี่) เห็นเทือกเขาภูหอภูโฮง3 ทางไปเมืองเชียงขวางอยู่ทาง
ฝง่ั ซา้ ย แลว้ ถงึ แกง่ มะขามหวาน เวลาเทย่ี ง ๔๐ นาที ผา่ นนา่ เมอื งรตั นวาป4ี เลยปากน�ำ้ คาด
ไปหนอ่ ยหนึง่ เวลาบ่ายโมงกับ ๕๐ นาที เรอื กระทบศลิ าใต้น�้ำ พอได้ยนิ เสียงดงั และเรือโคลง
หนอ่ ยหนึง่ แล้วแลน่ ต่อไป บา่ ย ๒ โมง ๒๐ นาที ถงึ ดอนจาวเปนหาดทรายใหญ่ยืน่ ออกมา
ผ่านปากน�ำ้ กะมงั บ่าย ๒ โมงครง่ึ ถงึ แกง่ อาฮอง5 เปนแกง่ ใหญด่ ูงาม มเี ทอื กศิลาขวางนำ้�
ออกมาท้ัง ๒ ข้าง เปิดช่องไว้แต่ตรงกลาง เหมือนกับคนแกล้งทำ�ไว้ เขาว่าน่าน้ำ� ๆ วน
รา้ ยนกั แต่น่าแลง้ เรือเดินไดส้ ดวก ต่อลงมาถงึ ดอนโคราช บา่ ย ๒ โมง ๔๐ นาที แวะรบั ฟืนที่
บา้ นท่านาค�ำ ฝ่งั ซา้ ย มพี วกผูไ้ ทยตัดฟืนสง่ เรอื ฝรง่ั เศส คิดค่าแรงใหค้ วิ บกิ เมเตอรต์ ่อ ๕๐ อัฐ

(1) เรือลาแครนเดียล�ำนี้ ต่อมารับนายพลฝร่ังเศสไปตรวจการที่เมืองหลวงพระบาง ขากลับล่องแก่ง
จมหายไปในวน นายพลฝรง่ั เศสกต็ ายด้วย
2
3 ปจั จบุ นั ตงั้ อยทู่ บี่ า้ นนายาง เมอื งธรุ คม แขวงเมอื งเวยี งจนั ทน์ สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว
4 ปจั จบุ ัน คอื วนอทุ ยานภหู อ ต้ังอยทู่ ตี่ �ำบลภูหอ อ�ำเภอภหู ลวง จงั หวดั เลย
5 ปัจจุบัน คือ อ�ำเภอรัตนวาปี จังหวดั หนองคาย
ปจั จุบันตัง้ อยู่ทตี่ �ำบลนากงั้ อ�ำเภอปากคาด จงั หวดั บงึ กาฬ

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 144
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

(ในฝง่ั โขงนใี้ ชเ้ งนิ บาทหนงึ่ ตอ่ ๕๐ อฐั 1) เวลาบา่ ย ๓ โมง ๒๐ นาที ออกเรอื พอเหน็ เชงิ เขาภหู อ
ภูโฮงถงึ ปากน�ำ้ ทวย เวลาบา่ ย ๔ โมง ๓๕ นาที ถึงแกง่ อาฮองเปนแกง่ ใหญก่ ว่าแก่งอาฮอง
และว่าน่าน�ำ้ ๆ วนลงยากกวา่ แก่งอาฮอง ตอ่ มาถงึ ดอนไคเปนหาดทรายใหญ่ บา่ ย ๕ โมง
๒๐ นาที ถึงแก่งปะคางเปนแก่งเล็ก ผ่านดอนกระต่ายถึงปากน้ำ�เงียบ ซึ่งเปนทางลัด
มาจากปากทวย เวลาย่ำ�คำ่�ถึงบา้ นบึงกาฬ แขวงเมืองโพนพไิ สย ขน้ึ พักแรมณะที่พกั รมิ หาด
มสี พานเรอื ก2 ทอดออกไป เรือเทียบไดส้ ดวก เรอื กลไฟขา้ มไปพักรับฟนื ฝ่ังซา้ ย

เรอื ติดต้ืนในล�ำ แมน่ ำ้�โขง
วนั ท่ี ๘ มกราคม เวลายำ่�รุ่ง ๔๕ นาที ไปดหู มบู่ ้านบงึ กาฬ(3) และวดั หลังบ้านออก
ไปถงึ บึงกาฬ ราษฎรได้อาไศรยใชน้ ำ้�ทกุ ฤดู ราษฎรพากันมาส่งที่รมิ ตลิ่งเปนอันมาก เวลาเช้า
โมงหนึ่งกับ ๔๕ นาที ออกเรือล่องตอ่ ไป ถึงปากน�ำ้ ซนั 4 เห็นเขางู ผา่ นดอนก�ำ แพงเวลาเช้า
๓ โมง ๑๐ นาที เรือติดตน้ื ท่ใี กลบ้ ้านหนองทองทั้ง ๒ ลำ� คนเรอื ยาวเมืองหนองคายที่ตาม
มาข้างหลงั มาทัน ไดช้ ว่ ยเขน็ เรือใหอ้ อกจากท่ี ออกได้ทหี นึง่ แล้วติดอกี ได้พากเพยี รถอยเรือ
กันวนั ยังคำ�่ จนหางเสอื เรอื คด เรอื ลาแครนเดยี ออกจากทีต่ ้นื ได้เวลาบา่ ย ๔ โมงเศษ แตเ่ รอื
กลไฟเลก็ ซึ่งตามมาอีกลำ�หน่งึ กินนำ�้ ลกึ กว่า ได้เพียรเขน็ กันอยู่จนค�ำ่ มืดออกไม่ได้ กบั ตนั เรือ
ต้องให้ถ่ายคนและชลอมาลงเรือลาแครนเดีย เรือไฟลำ�เล็กจึงหลุดได้ ต้องพักแรมในเรืออยู่
ทีใ่ กลบ้ า้ นหนองทองคืนหน่งึ

(3241) สไปยทะกัจยพขจใ้นึบุาชนเนัเ้ ปงชเนิน็มวั่ บจอืคังางรหปทาววาหทดักนบีท่นึ่งงึ�้ำ�ตำกดซอ่ าว้ันฬย๖ตไ๔้ังลมอ�้ไำอยผดฐัทู่่ผับ่ีแา่ทขซี่ วกี๗งถ๗บักอดเลมว้ ิคอื่ย�หวำไนัวซาทสย่ี ๓าหธรามอื รีนเณชาือครกัฐมปพระุทชธาศธักปิ รไาตชย๒ปร๕ะ๕ช๔าชนลาว อยตู่ รงข้าม
อ�ำเภอเมอื งบงึ กาฬ จงั หวัดบึงกาฬ โดยตัวเมืองตง้ั อยปู่ ากแมน่ ้�ำซัน แม่น�ำ้ สายส�ำคัญทีไ่ หลลงสู่แม่น้�ำโขง

145 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เวลาบ่าย ๔ โมง ระหว่างเวลาท่ีกับตันพยายามจะถอยเรือจากท่ีติดได้ข้ึนตลิ่งไปดู
บนฝั่งแมน่ �ำ้ โขงตรงทเ่ี ปลย่ี ววา่ จะเปนอยา่ งไร เดนิ ตรงเขา้ ไปในปา่ สกั ๑๐ เสน้ แล้วจึงกลับมา
ที่ป่ารมิ ฝงั่ แมน่ �้ำ โขงไม่เปนปา่ ใหญ่ มีต้นไมส้ งู อยา่ งยอ่ ม ๆ ขึ้นทบึ อยเู่ พียงคนั ตลิ่ง ห่างเข้าไป
ไม่กี่เส้น พอพ้นคันตลิ่งก็ถึงที่ลุ่ม แลดูเปนบึงยาวตลอดไปตามลำ�นำ้� เขาว่ามักเปนเช่นน้ี
จึงตัง้ บา้ นเรอื นรมิ ล�ำ น�ำ้ ไมใ่ ครไ่ ด้

เมืองไชยบุร(ี 1) แลท่าอุเทน
วนั ที่ ๙ มกราคม เวลาเช้า ใหเ้ รือยาวออกไปหยงั่ ร่องน�ำ้ กอ่ น คร้นั เวลาเชา้ ๒ โมง
ออกเรอื เลยี บชายหาดขา้ มไปทางรอ่ งนำ้�ฝงั่ ซา้ ย เวลาเช้า ๒ โมง ๔๐ นาที ถึงแก่งสะดอก
เปนแก่งใหญ่ มีศิลาในเว้ิงใหญ่เรียกว่าวังธาตุ เพราะเหตุว่ามีเจดีย์อยู่บนศิลาก้อนใหญ่แห่ง
หน่ึง แต่เจดีย์นั้นพังเสียนานแล้ว เหลือแต่ถานพอสังเกตได้ เขาว่าพวกชาวเมืองข้ึนล่องใน
ฤดนู ำ�้ ถึงแก่งน้ีตอ้ งขึ้นดแู นวนำ้�ท่ีถานพระเจดยี ์เปนท่ีสังเกต ถา้ แนวน�้ำ เพยี งน้นั ๆ ขน้ึ ล่องได้
ถ้ากว่าน้นั ขืนขนึ้ ลอ่ งเรอื ล่มดว้ ยทนแรงน�ำ้ วนไมไ่ หว เวลาเช้า ๔ โมง ๓๐ นาที ผ่านกองศลิ า
ทเ่ี ขางกู บั เขากระดงึ 2 ตอ่ กนั แลถงึ ปากเจา้ เขากระดงึ และถงึ หว้ ยบงั้ บาดเขตรเมอื งโพนพไิ สย
กบั เมอื งไชยบรุ ตี อ่ กนั ตอ่ ลงมาถงึ หว้ ยดอกไม้ เหน็ เขาภหู ลกั พนั ลกึ เขา้ ไป แลเหน็ เขาภวู งั อยขู่ า้ ง
ขวาตรงบ้านหว้ ยสอด ระยะนม้ี บี ้านรายหา่ งๆ เห็นเรอื พายเล็กๆ สองล�ำ เม่อื จวนใกล้เมือง
ไชยบรุ ไี มแ่ ลเหน็ ภเู ขา เวลาบา่ ยโมงหนง่ึ กบั ๒๕ นาที ผา่ นดอนแพงเปนระยะทน่ี �้ำ ตน้ื รอ่ งคด
เดนิ เรอื ยาก บนเกาะมีไร่ยาสบู กล้อง บา่ ย ๒ โมง ๒๐ นาที ถึงหาดบ้านพอก มีทุน่ ทาสแี ดง
สดี �ำ หมายรอ่ งน�ำ้ เปนระยะไป กรมทางฝรง่ั เศสท�ำ หมายไวส้ �ำ หรบั เรอื ไฟเดนิ ขาลอ่ งเอาทนุ่ แดง
ไว้ซ้ายทุ่นดำ�ไว้ขวา เวลาบ่าย ๒ โมง ๓๕ นาที ถึงแก่งพงเปนแก่งสำ�คัญ เดินเรือยาก
ในฤดูนำ้�น้อย เพราะศิลาอยู่ใต้น้ำ�เปนหย่อมๆ เห็นได้บ้าง แลไม่เห็นบ้าง มีเต็มแม่นำ้�
ระยะยาวสกั ๒๐ เสน้ เดย๋ี วนฝ้ี รงั่ เศสก�ำ ลงั ท�ำ เครอื่ งหมายกอ่ หลกั ดว้ ยคอนครติ บนศลิ า หมาย
แดงด�ำ บอกรอ่ งใหเ้ รอื เดนิ เวลานย้ี งั ไมแ่ ลว้ เสรจ็ ตอ้ งจอดเรอื แวะทบ่ี า้ นปงฝง่ั ขวา รบั ฟนื และ
รบั คนน�ำ รอ่ งเปนฝรงั่ เศสขนึ้ มาชว่ ยอกิ คนหนง่ึ เวลาบา่ ย ๔ โมง ๒๕ นาที ถงึ บา้ นพนมเหนอื 3
แลว้ ถงึ บา้ นพนมใตจ้ งึ สง่ คนน�ำ รอ่ งกลบั ไป เวลาบา่ ย ๕ โมงถงึ เมอื งไชยบรุ ี เรอื เทยี บทส่ี พานเรอื ก
พระไชยราชวงศา(4) ผู้ว่าราชการเมืองไชยบุรีและกรมการลงมารับ เมื่อข้ึนบกมีพระสวด

((1432)) ปปปพััจจจัระจจจไุบบุบุ ชัันนนั ยยรคคุบาอือื ชเปวบองน็ ทุา้ศตนยา�ำพาบ(นทนลแา้อไวหชมโย่งสเชหบมานุร)ตีือขภิ ึน้ กูตอร�ำะ�บำดเลภึงพอตนทัง้อ่าออมยเุ ู่ใทอนน�ำทเภอ้ องททต่ีา่ อ�ำบเุ ทลนศรจีฐังาหนวดั อน�ำคเภรอพภนกู มระดงึ จังหวัดเลย

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 146
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

ไชยมงคล นกั เรยี นรอ้ งคำ�โคลงท�ำ นองชาวเมอื ง กำ�นนั ผใู้ หญบ่ า้ นราษฎรมารบั มาก แตม่ เี วลา
นอ้ ยขึน้ บกเพียง ๑๐ นาที ตอ้ งกลับลงเรือ เพราะจะรบี ลอ่ งให้ถงึ ทีแ่ รมก่อนมดื เรือเดินผา่ น
ปากน�้ำ สงครามแลว้ ถงึ เมอื งทา่ อเุ ทนเวลาย�ำ่ ค�่ำ ครง่ึ พอหมอกลงมดื กบั ตนั ไมก่ ลา้ เอาเรอื ไฟ
ไปจอดที่ท่าเมืองท่าอุเทน ต้องเดินเรือไปตามร่องฝั่งซ้ายท่ีเคยเดิน ขออนุญาตจอดอยู่น่า
เมืองฟองวินปากนำ้�หินบูน1 ที่ตรงนี้ว่ามีโรงทหารและมีข้าหลวงรักษาราชการอยู่ แลว่ามี
โรงถลุงตะกั่วลึกเข้าไป แต่เม่ือเรือถึงมืดเสียแล้วหาได้เห็นไม่ พอเรือจอดเรียบร้อยแล้ว
พระศรีวรราช(2) ผู้ว่าราชการเมืองท่าอุเทนนำ�เรือยาวมารับ พายเลียบชายหาดข้ามไปฝั่ง
เมืองท่าอุเทน ทีบ่ นฝง่ั จุดไตไ้ ฟรับ ตลิ่งสูงกวา่ ๕ วา แลดเู ปนแถวยาวสลับเป็นชั้นกนั ข้นึ ไป
มีนักเรียนร้องคำ�ไชยมงคล แลกรมการกำ�นันผู้ใหญ่บ้านราษฎรมารับเปนอันมาก ท่ีพักแรม
อยู่ใกลท้ ีว่ า่ การเมอื งตรงถนนน่าท่าขน้ึ ไป มีถนนตัดเปนสายๆ ระหวา่ งท่พี กั และรายโคมไฟ
ตามทาง เปนที่พกั อยา่ งสบายแหง่ หนึ่ง

ทเี่ มอื งทา่ อเุ ทนนม้ี รี าษฎร ๒๐,๐๐๐ เศษ มญี วนมาจากเมอื งตงิ เง้ (เมอื งเว)้ 3 มาตงั้ บา้ น
เรอื นอยปู่ ระมาณ ๒๐ - ๓๐ หลงั จ�ำ นวนคนราวสกั ๑๐๐ คน พวกญวนเหลา่ นเ้ี ดนิ บกมาทางเมอื ง
ค�ำ เกดิ ค�ำ มวน4 หนทาง ๑๕ วนั ถงึ เมอื งทา่ อเุ ทน หาเลยี้ งชพี ดว้ ยการซอ้ื ของจากเมอื งหนองคาย
มาขาย ไม่ไดต้ ง้ั ท�ำ ไร่นาอันใด และมจี นี พอ่ คา้ ประมาณ ๑๐ คน รบั สนิ ค้าจากเมอื งหนองคาย
มาขาย และบรรทุกสินค้าไปขายเมืองหนองคาย สินค้ามีเร่วแลยางกะตังกะติ้วกับเขาหนัง
เปนตน้ สนิ คา้ มาจากฝรงั่ เศสไมใ่ ครม่ อี ะไร นอกจากน�ำ้ มนั ปริ โตเลยี ม ซงึ่ นานๆ มมี าครงั้ หนง่ึ
ไดค้ วามวา่ ลงมาทางปากลาย สว่ นราษฎรชาวเมอื งกท็ ำ�นาแลผสมโคขาย ชาวเมอื งทา่ อเุ ทนนี้
วา่ เปน็ คนชาตยิ อ้ 5 โดยมาก แตแ่ ตง่ ตวั อยา่ งชาวเมอื ง ภาษาพดู กเ็ หมอื นๆ กนั เปนแตส่ �ำ เนยี ง
เพ้ียนกันบ้าง พระศรีวรราชเล่าว่า พวกย้อน้ีเดิมอยู่เมืองไชยบุรีเม่ือครั้งขึ้นเมืองเวียงจันท์
ครน้ั เสยี เมืองพวกย้อก็หนีไปต้ังอยเู่ มอื งหลวงโปงเลงทางเมืองค�ำ เกดิ คำ�มวน เมือ่ เจา้ พระยา

1 ปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองหินบูน แขวงค�ำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ตรงข้ามกับ
พระพ(ทุ2543ธ) บกปปพาลจจััรทมุ่ะจจเศุบบุชวรานัันินวีตตปรคพิ ง้ัรลอือนัาาชยธเบม์ุยทู่ (้าแอื้อ่ีจนกงงั ไค้วเหทว)�วินำยเัดกอ้พเิดถรหะอื่ แรบเขอืทาวญียทงนบ้ออ อ-ถ� ำเล่นิเวภิค้ฐสอ�าำไาทนซธ่าเาดแอรลิมเุณทะอนรแยฐัขทู่ จสวี่เงังังมหคคือว�มำงมดันหน่วิยงนคมสราเสวพาแียนธขดมาวนรงาณไชมรยฐั บปรุ รี สะชาธาาธริปณไตรยฐั ปปรระะชชาาชธนิปลไตายว
ประชาชนลาว ไทยอ้ เปน็ ประชากรกลมุ่ ใหญก่ ลมุ่ หนงึ่ ในจงั หวดั สกลนคร และนครพนม มภี าษาพดู เหมอื นภาษา
ไทยลาว ต่างส�ำเนียงเล็กน้อย

147 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

บดินทรเดชา1 ไปต้ังอยู่ท่ีเมืองยโสธร ได้แต่งคนลงไปเกล้ียกล่อมพวกย้อลงมาต้ังบ้านเรือน
อย่ทู ีเ่ มอื งทา่ อุเทน ไดค้ วามดงั น้ี

การบรรทุกสินค้าไปมาระหว่างเมืองท่าอุเทนกับเมืองอ่ืนท่ีอยู่ริมลำ�นำ้�ของ2 เดิม
ไม่มีหนทางเกวียนใช้แต่ทางน้ำ� ขาข้ึนลำ�บาก แต่เด๋ียวนี้ผู้ว่าราชการเมือง กรมการหัวเมือง
รายทางไดท้ �ำ ทางเกวยี นเดนิ ตลอดลมุ่ แมน่ �้ำ โขง แลว้ ขา้ หลวงเทศาภบิ าลจะตดั หนทางเกวยี น
จากเมืองท่าอุเทนให้ไปต่อกับเมืองหนองคาย ทางเมืองสกลนครหรือหนองหารต่อไป เพื่อ
เปนการสดวกแก่การคา้ ขาย

เวลาพักอยู่ท่ีเมืองท่าอุเทน ได้เห็นผ้าซึ่งเขานำ�มาปูโต๊ะรับผืนหนึ่ง เปนผ้าปักไหม
เบญจรงค์ลายทรงข้าวบิณฑ์ ขนาดผ้าห่มนอน ฝีมือปักวิจิตรบรรจงมาก สังเกตได้ว่าเปน
ของเกา่ ไมต่ �ำ่ กวา่ ครง้ั รชั กาลท่ี ๑ แลเปนฝมี อื ชา่ งหลวงกรงุ เทพฯ เหน็ จะเปนผา้ ทเ่ี จา้ เวยี งจนั ท์
ไดพ้ ระราชทานครง้ั พวกเจา้ อนหุ นจี ากเวยี งจนั ทล์ อ่ งน�ำ้ โขงลงมา ผา้ ผนื นจ้ี ะตกถงึ มอื ผใู้ ดผหู้ นง่ึ
จึงคงอยู่ที่นี่ เปนของผู้ใหญ่บ้านผู้หน่ึงว่าได้มาแต่ครั้งปู่ ซ้ือไว้เปนราคา ๒๐ บาท เจ้าของ
จะให้ แตไ่ ดค้ ดิ ราคาเงินให้ ๔๐ บาท จะเอามาทูลเกลา้ ฯ ถวาย

เมอื งนครพนม
วนั ท่ี ๑๐ มกราคม เวลาเชา้ โมงหนงึ่ ราษฎรชายหญงิ พากนั มาหาเปนอนั มาก พวกญวน
แลจีนพ่อค้าก็มาด้วย แล้วไปดูทำ�เลบ้านเมืองและตลาดของสดซึ่งอยู่น่าท่าข้ึน จนเวลา
เชา้ ๓ โมงลงเรอื กลไฟซงึ่ ขา้ มมาคอยรบั ทนี่ า่ เมอื ง เรอื เดนิ ตามทางซง่ึ กรมการเมอื งทา่ อเุ ทนได้
หมายกรยุ ไวต้ งั้ แตว่ นั กอ่ น ทางฝงั่ ซา้ ยเหน็ ภหู นิ เหลก็ ไฟซงึ่ มยี อดเรยี งกนั ไป แลไม่ใครม่ ตี น้ ไม้
แม่นำ้�ตอนน้ีกว้างข้ึน เวลาเช้า ๔ โมงถึงเวินพระบาท เพราะมีก้อนศิลาอยู่ในนำ้�มีรอยพอ
สมมุติว่าเปนรอยพระบาทเปนท่ีนับถือนมัสการกัน แล้วถึงดอนโดนมีวัดบาดหลวง มีเตา
เผาปูนทางฝั่งซ้าย ทางฝ่ังขวาเห็นบ้านสำ�ราญ และเมืองอาจสามารถ(3) ซ่ึงเปนเมืองเล็ก
เสมอต�ำ บลอันหนงึ่ แล้วถึงบา้ นหนองแสงมีวัดสงั ฆราชฝรงั่ เศส เรือจวนถงึ นา่ เมอื งนครพนม
ทเ่ี มอื งยงิ ปนื สลตุ เรอื เทยี บทา่ เมอื งนครพนมเวลา ๕ โมงเชา้ พระยาสนุ ทรนรุ กั ษ์(4) ขา้ หลวง

12 แเจมา้ น่ พำ�้ รขะอยงาหบรดอื นิ แทมรน่ เดำ�้ โชขาง (สิงห์ สงิ หเสนี) ไหลผา่ นบรเิ วณทรี่ าบสงู ทเิ บตและมณฑล
มตี น้ ก�ำเนดิ จากเทอื กเขาหมิ าลยั
ชงิ ไห่ ส((34า)) ธ ภพารารณยะยหราลฐั สปงั ยุนรุบะทชเรปานน็ธุรปิตักไ�ษำตบ์ ยล(เปอลราื่อะจงชสาาภชมูมนาิรจรัตนีถนผข)า่น้ึ ตนอ่อจ�ำมนี เภาพเอปมเม็นา่ ือพลงรานะวคยไราทพเยพนกชมมัรรพัตชู นาสแงลคะรอาอมกสสทู่มุะหเเลทจศนี าใภติบท้ าเ่ี วลยี มดณนฑามล
มหาราษฎฐ์ ส่วนฉบบั พมิ พ์ พ.ศ. ๒๕๑๒ หน้า ๓๓ ว่า พระยาสุนทรเทพกิจจารกั ษ์

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 148
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

บริเวณธาตุพนมและพระยาพนมนครานรุ ักษ(์ 1) ผู้วา่ ราชการเมืองนครพนม พระยาศะศิวงศ์
ประวัติ(2) จางวางเมืองมุกดาหาร และพระอนุชาติวุฒาธิคุณ(3) ข้าหลวงเมืองมุกดาหาร
พร้อมด้วยกรมการกำ�นันผู้ใหญ่บ้าน นักเรียน และราษฎรเปนอันมากมารับ เวลาขึ้นเรือ
ลาแครนเดยี ยงิ ปนื สลตุ ดว้ ยเปนเขตรทใ่ี หเ้ ขาสง่ เพยี งน้ี บนบกพระสงฆส์ วดไชยมงคล นกั เรยี น
ร้องคำ�โคลงทำ�นองซึ่งนิยมกันในพื้นเมือง และพวกญวนถือธงตีฆ้องกลองเปนกระบวนแห่
มารบั และตามมาดว้ ย เดินมาตามทางถนนรมิ ลำ�น�ำ้ มชี าวเมืองรายทางตลอดไป เมอื่ ผ่านวดั
มพี ระสงฆส์ วดไชยมงคล ถึงทีพ่ ักซ่งึ ขา้ หลวงบรเิ วณจัดรบั อยู่ริมทุ่ง แตใ่ นที่ๆ ปลูกทีพ่ ักเปน
ลานใหญ่มีร่มไม้และเวลานี้ยังเปนฤดูดอก และมีลมพัดอยู่เสมอพอสบายดี เวลาเที่ยงเศษ
ข้าราชการ พอ่ คา้ แลราษฎรประชุมพร้อมกันในปรำ�ข้างท่พี กั เปนการตอ้ นรับ

ทา่ ขน้ึ เมอื งนครพนม

(((132))) พพพรรระะะยยอาานศพุชะนาศตมิววินงุฒคศราป์ าธรนคิ ะุรุณวกััตษ(ิ แ(์เพ(มกฆาณพจหนัมิ นทพอราสงนคานขาทยา์)ณณ นครพนม)
สกลนคร)

149 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า
มณฑลอุดร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เวลาบ่าย ๓ โมง หลวงเอกอาสา นายอำ�เภอเมืองอาจสามารถ นำ�พวกหญิงชาติ
แสก1 มา มีการเล่นซึ่งเรียกว่าเต้นสาก2 ให้ดู มีหญิง ๑๐ คู่ถือปลายไม้ยาวๆ พาดบนไม้
ท่อนใหญ่ ๒ ทอ่ น น่ังตรงกันเปนคู่ๆ จบั ไม้ทถ่ี ือกระทบเปนจงั หวะพรอ้ มๆ กนั แล้วมหี ญิง
อีก ๒ คู่ผลัดกันเต้นข้ามไปในระหว่างไม้ท่ีกระทบกันน้ัน คนท่ีถือไม้ร้องโห่ฮิ้วขัดจังหวะ
ไปด้วย พวกแสกน้ีว่าเดิมมาจากเมืองแสกอยู่ทางเขาบรรทัดต่อแดนญวน ได้ต้ังภูมิลำ�เนา
อยเู่ มืองอาจสามารถมาช้านาน สืบตอ่ กันมาหลายชั่วแล้ว แตง่ ตัวเปนคนชาวเมืองพดู ภาษา
ชาวเมือง แลภาษาแสกนัน้ กเ็ ปนภาษาไทยอย่างหนึง่ ไมผ่ ิดกันนัก(3)

ลักษณะการเตน้ สาก

1 ชาวไทแสก เปน็ ชนกล่มุ น้อยชนชาตหิ นึ่งในตระกลู มอญ - เขมร ค�ำวา่ แสก หมายความว่า แจ้ง หรอื
สว่าง เดิมมภี มู ิล�ำเนาอยใู่ นตอนกลางของสาธารณรัฐสงั คมนิยมเวยี ดนาม อาศัยอยู่ในแถบเมืองรอง เมืองเว้
ตอ่ มาไดอ้ พยพลงมาทางตอนใต้ และตอนกลางของประเทศ มาตง้ั ภมู ลิ �ำเนาอยใู่ กลเ้ มอื งทา่ แขก (อยตู่ รงขา้ มกบั
จงั หวดั นครพนม ประเทศไทย) มาอยทู่ บี่ า้ นหมอ้ เตลงิ บา้ นทอก ทา่ แค บา้ นโพธคิ์ ำ้� ตอ่ มาชาวไทแสกไดอ้ พยพ
มาตงั้ อ2ย ่ทูกาบี่ ร้าเนตโ้นคสกายกาชวอ(งปชจั าจวบุ แนั สคกอื เบปา้ ็นนกไผารล่ ล้อะมเลต่น�ำใบนลพอิธาีบจวสงาสมราวรงถ อ�ำเภอเมืองนครพนม จงั หวัดนครพนม)
“โองมู้” หรือบรรพบุรุษของชาวไทแสกท่ี
ท�ำหนา้ ทคี่ มุ้ ครองอนั ตรายทเ่ี กดิ ขนึ้ ในหมบู่ า้ น จดั ในวนั ขน้ึ ๒ คำ่� เดอื น ๓ ซงึ่ ตรงกบั เดอื นกมุ ภาพนั ธ์ ชาวแสก
เรียกว่า “พธิ ี - กนิ  - เตด - เดน” จะมกี ารแสดง “แสกเตน้ สากถวายโองมู”้ โดยใช้ไมส้ ากตีกระทบกนั เปน็ จังหวะ
สากที่ใช้ตีในการเต้นสากก็คือไม้สากท่ีเป็นสากต�ำข้าวในสมัยโบราณ แต่ขนาดยาวกว่า ตรงกลางเรียวเล็ก
มีไม้รองพ้ืนสากจะใช้ไม้อะไรรองก่อนก็ได้จ�ำนวน ๑ คู่ มีขนาดเท่ากัน สมัยโบราณในการเคาะจังหวะจะใช้
ไมส้ ากต�ำขา้ วไมม่ กี ารเตรียม จบั ไมส้ ากมาเคาะเป็นจงั หวะได้เลย ปัจจุบันจังหวะการตีสากจะมีหลายจังหวะ
ด้วยกนั(3)ล พักวษกณแะสจกะคพลวา้กยเกกลับงิร�ำพลวากวยก้อระทชนบเไผมา่้ แตต่าง่จๆงั หเวหะลเรา่ ็วนจ้ี ะสเมรว็เดม็จาฯกตกอ้ รงมฝพึกรแะลยะาตดอ้ �ำงรใงชร้เาวชลาานนภุานาพพทอรสงมเลคา่วไรว้
ในนทิ านโบราณคดี นิทานที่ 17 เรอ่ื งคนตา่ งจ�ำพวก

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 150
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

เวลาบ่าย พวกฝรั่งเศสท่ีได้มาส่งมาลากลับไป ได้ตอบแทนคุณแลขอให้เขาขอบใจ
เคาเวอเนอเยเนอราลอกิ ครั้ง ๑ ถึงบ่าย ๔ โมง สงั ฆราชปิโอ ซงึ่ เปนหวั น่าบาดหลวงทั้งหลาย
ในลุ่มนำ้�โขง และบาดหลวงอิก ๖ รูปมาหา ได้ความว่ามีคนเข้ารีตถือสาสนาคฤศตังทาง
ฝ่ังซ้าย ๑,๕๐๐ คน ทางฝ่ังขวา ๗,๐๐๐ คน สังฆราชคนน้ีได้คุ้นเคยกันมาแต่เมื่อยังเปน
เจ้าวัดอยเู่ มืองจนั ทบรุ ี

เวลาบา่ ย ๕ โมง ไปดูสถานที่ต่างๆ ในเมอื งนครพนมจนถงึ วัดโพธิ์
เวลาค�ำ่ มีหมอลำ�มาเป่าแคนรอ้ งลำ�ว่ากันระหว่างชายกับหญิงแลว้ ราษฎรไดแ้ หผ่ ้าปา่
ซึ่งเร่ียรายกัน ผ่านที่พักมาให้อนุโมทนาแล้วไปทอดณะวัดต่างๆ ของผ้าป่าแต่งในกระจาด
ปิดกระดาษสีต่างๆ แห่ห้อมล้อมกันด้วยไต้ไฟ และโห่ร้องกันมาตามทาง คนในกระบวน
ประมาณ ๔๐๐ คน
วนั ท่ี ๑๑ มกราคม เวลาเชา้ ๒ โมง ไปดวู ัดธาตุ แลว้ ขีม่ ้าไปตามถนนรมิ แมน่ �้ำ โขงจนถึง
ทางสามแยกซ่ึงเรียกว่าต้นเมือง มีถนนไปตามริมน้ำ�สายหน่ึง ถนนไปทางหลังบ้านราษฎร
ออกทุ่งถึงท่ีพักสายหน่ึง แล้วมีถนนตัดใหม่ต่อถนนสายริมนำ้�ไปตำ�บลหนองแสง พระยา
สนุ ทรนุรกั ษเ์ ชญิ ใหเ้ ปิดถนนตัดใหม่ กว้าง ๒ วา ๒ ศอก ยาว ๔๓ เสน้ ถึงบา้ นหนองแสง
ทางใหมน่ ีม้ ีบ้านราษฎรต่อไปตลอดถงึ เมอื งไชยบรุ ี ถนนสายน้ีท�ำ เรียบร้อย และเปนถนนเลก็
เพอ่ื จะไดร้ กั ษางา่ ย ใหเ้ ปนประโยชนแ์ กม่ หาชนไปมา ท�ำ พธิ เี ปดิ ถนนแลว้ ขม่ี า้ ตอ่ ไปตามถนนท่ี
ตดั ใหมจ่ นถงึ วดั เซนตแ์ อน สงั ฆราชปโิ อแลบาดหลวงซงึ่ อยทู่ ต่ี า่ งๆ มาพรอ้ มกนั คอยรบั สงั ฆราช
ได้ต้อนรับพาเข้าไปในบ้าน และนำ�นางชีฝรั่งเศส ๕ คน ซึ่งมาช่วยสอนสาสนาให้รู้จักด้วย
แลว้ พาไปยงั โบสถม์ ญี วนเขา้ รตี น�ำ ดอกไมธ้ ปู เทยี นมาใหด้ ว้ ย จงึ ใหห้ ลวงทรงสราวธุ (1) สารวดั
ไปรสนีย์โทรเลข ซ่ึงเปนผู้ถือสาสนาคฤศตังจุดเทียนนั้นบูชาพระให้เปนส่วนกุศลแก่เขา
เวลาเชา้ ๔ โมงกลบั ถงึ ทพี่ กั
เวลาบา่ ยมกี ารประชมุ บายศรที ปี่ ร�ำ ใกลท้ พี่ กั มผี เู้ ฒา่ ๒ คน ซง่ึ เปนอาจารย์ คอื ผทู้ บี่ วช
เคยเปนสมภารมาแล้ว ๒ คน ว่าค�ำ ทำ�ขวญั แลคนรอ้ งดีผหู้ นึ่ง เปนหมอล�ำ ดว้ ย นงุ่ ขาวสวม
เสอ้ื ขาว วา่ คำ�ไชยมงคลเปนท�ำ นองอยา่ งไพเราะ มคี นเปา่ สังข์ประโคมพิณพาทย์ และโห่ฮ้ิว
พรอ้ มกนั บายศรที น่ี ไ้ี ดต้ กแตง่ อยา่ งประณตี บรรจง มดี อกไมแ้ หง้ ท�ำ เปนดอกกหุ ลาบประดบั ดว้ ย

(1) หลวงทรงสราวุธ (เจิม วิเศษรัตน) ต่อมาเป็นพระบริหารราชอาณาเขตร ผู้ว่าราชการจังหวัด
สมุทรสงคราม และพระยาสมุทรศกั ดารกั ษ์ ผูว้ า่ ราชการเมืองนครพนม

151 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เวลาบ่าย ๕ โมง ไปท่ีบ้านพระยาสุนทรนุรักษ์ข้าหลวงบริเวณ และวันนี้เรือคาด
ซึ่งบรรทกุ ของลว่ งนา่ มาแตเ่ มอื งหนองคายแต่รงุ่ เช้าวนั ที่ ๖ มกราคม ได้มาถึงเวลาเช้า ๔ โมง
บ้าง บ่ายบ้าง ค�ำ่ บ้าง เพราะมาอย่างรีบเร่ง

สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำ�รงราชานุภาพทรงมา้ ในการเสดจ็ มณฑลอุดร

การเดนิ เรอื ในล�ำ แมน่ �ำ้ โขงนม้ี เี รอื กลไฟบรษิ ทั ฝรง่ั เศสเดนิ อยใู่ นระหวา่ งเมอื งเวยี งจนั ท์
กบั เมอื งสวรรณาเขตร ขน้ึ ล�ำ หนงึ่ ลอ่ งล�ำ หนง่ึ ทกุ อาทติ ย์ ไดท้ ราบวา่ รฐั บาลออกเงนิ ชว่ ยบรษิ ทั
ปลี ะ ๔๐๐,๐๐๐ แฟรงค์ คนโดยสานมีจีนพอ่ ค้าโดยมาก ราษฎรท่จี ะไปมามนี อ้ ย

เมืองในพระราชอาณาเขตรทางฝั่งขวาลำ�น้ำ�โขงน้ี มักมีถนนสายใหญ่ริมน้ำ� หรือ
หา่ งจากน�ำ้ ขน้ึ มาบา้ งเพยี งเสน้ เศษ แลว้ มถี นนซอยขน้ึ ไปถงึ ทงุ่ หลงั บา้ นราษฎร ทเ่ี ปนเมอื งใหญ่
เช่นเมอื งหนองคาย เมอื งนครพนมมีถนนซอยมากสาย ทเ่ี ปนเมอื งเล็กก็มนี ้อยสายตามควร
ที่จะมีบ้านราษฎรอยู่ตามถนนมีบ้านแลวัด มีร้ัวหมายเขตรบ้านเปนที่เรียบร้อย เรือน
ราษฎรมักเปนเรือนใต้ถุนสูงโดยมาก หลังคามุงแฝก บางแห่งมุงด้วยไม้ไผ่หรือกระเบ้ืองไม้
ใต้ถุนเรือนมักมีที่ทอผ้า แลบางแห่งมีครกกระเด่ืองตำ�เข้า และมักมียุ้งเข้าเล็กๆ หลังหน่ึง
ต่างหาก และท่ีเปนบ้านนอกมีคอกกระบืออยู่ใต้ถุนเรือนด้วย แต่ร้านขายของมักเปนเรือน
ชน้ั เดียวอยูร่ ิมถนนใหญ่ ซ่งึ เปนทำ�เลผคู้ นไปมามาก

เมืองนครพนมมีจำ�นวนคน ๒๑,๔๑๘ คน สินค้าเมืองนครพนมส่วนสินค้าหาได้ใน
ทอ้ งท่ีฝ่งั ขวามี เขา หนัง เร่ว ยางกะตงั กะตว้ิ ขผ้ี ้ึง กับเกลือท�ำ ทร่ี มิ ล�ำ น�ำ้ สงคราม แขวงเมอื ง
ทา่ อุเทน เมืองอากาศอำ�นวย

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 152
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

สนิ คา้ ที่รับมาจากฝงั่ ซา้ ย คือ หนัง เขา เรว่ ยางกะตงั กะติว้ นอ งา เขาออ่ น
สินคา้ ทร่ี ับมาจากโคราช ด้ายเข็ด ผ้าแพร เคร่อื งทองเหลือง น�ำ้ มันกา๊ ด ไม้ขดี ไฟ
สินค้าจำ�หน่ายไปท่ีอ่ืน คือ สินค้าที่รับมาจากโคราช และเกลือน้ันจำ�หน่ายในพ้ืน
เมอื งตลอดไปจนฝ่งั ซา้ ย สนิ คา้ นอกน้ันจ�ำ หน่ายไปส่งโคราช สนิ ค้าฝง่ั ซา้ ยขายข้ามมาทางนี้
ฝรั่งเศสเก็บภาษีสิบชักหนึ่ง แต่ของฝ่ังน้ีเข้าไปยังไม่เก็บภาษี ของอ่ืนๆ นอกจากไม้ขีดไฟๆ
ไปขายท่ีเมืองสวรรณาเขตรเก็บภาษีกลักละโสฬศ1 นำ้�มันก๊าดขายที่สวรรณาเขตรเก็บภาษี
ปบี ละเหรียญ ยาสบู ไปขายสวรรณาเขตหนกั ๑๐ ช่งั 2 เก็บภาษเี หรยี ญหนึง่ สิง่ ของเหลา่ น้ี
ขายตามฝงั่ ซา้ ย ทอี่ น่ื เหนอื เมอื งสวรรณาเขตรขน้ึ มา เชน่ เมอื งทา่ แขก เมอื งฟองวนิ ไมเ่ กบ็ ภาษี
สินค้ายาสูบซึ่งปลูกริมนำ้�ตามฝั่งโขง แต่ก่อนเคยเปนสินค้าเมืองนครพนมส่งไปขาย
ถึงโคราช เด๋ียวนี้ขายกันแต่เพียงในพ้ืนเมืองและขายไปมณฑลอิสาณ แต่ไม่ส่งไปถึงโคราช
เหมือนแตก่ อ่ น เพราะราคาตกด้วยยาหนองคายลงไปขายมาก และยากรงุ เทพฯ ขนึ้ มาทาง
รถไฟดว้ ย
สนิ คา้ ทฝี่ รงั่ เศสพาขน้ึ มาขายทางเรอื มเี หลา้ น�ำ้ มนั กา๊ ด เหลา้ ราคาแพง ขายพวกฝรง่ั เศส
เองเปนพ้ืน แต่นำ้�มันก๊าดนั้นขายถูกกว่าทางฝั่งนี้ แต่กระนั้นก็ขายกันอยู่เพียงในเขตรเมือง
สวรรณาเขตร ขา้ งเหนือข้ึนมาใชน้ �ำ้ มันก๊าดท่มี าจากโคราช
วนั ท่ี ๑๒ มกราคม เวลาย่ำ�รงุ่ ๑๕ นาที ขมี่ า้ จากทพี่ กั เมอื งนครพนม เดินทางไปเมือง
สกลนคร ไปตามทางสายโทรเลขเปนป่าไม้เต็งรังเปนพ้ืน บางแห่งออกทุ่งนาบ้าง ข้ามห้วย
เล็กๆ บ้าง เปนหนทางข้ึนเนินโดยมาก ผ่านบ้านใหม่ บ้านโพนงาม3 บ้านนาทราย ถึง
บ้านดอนคูเวลาเชา้ ๒ โมง ระยะทาง ๒๗๒ เส้น มที พี่ ักรอ้ นแลมีราษฎรชายหญิงมาคอย
รบั มาก ตามทางท่ีมาทางบา้ นนาทรายมีทรายขาวซึง่ อาจผสมทำ�แก้วได้ เวลาเช้า ๓ โมงครง่ึ
เดนิ ทางตอ่ ไปตามทางสายโทรเลข เปนทางขนึ้ เนนิ ลงเนนิ ปา่ ไมเ้ ตง็ รงั และมที างเลก็ ๆ เขา้ ใน
หมบู่ า้ นซงึ่ อยลู่ กึ เขา้ ไป คอื บา้ นเผงิ บา้ นโพ บา้ นนามน และขา้ มหว้ ยหลายแหง่ คอื หว้ ยแลง้
หว้ ยเผิง ห้วยค�ำ ห้อยส�ำ โฮง แลว้ ถงึ หว้ ยบงั กอบ้านกดุ รุค4ุ ถึงที่พักแรมเวลาเชา้ ๕ โมงคร่ึง
ระยะทาง ๓๘๓ เส้น รวมระยะทางเดินวันน้ี ๖๕๕ เส้น5 กำ�นันผู้ใหญ่บ้านราษฎรมา

15423 ปปเ๑เทท๒จจัั า่า่ จจ๘กกบุบุ ับับัันนโส๒๑ตฬค้งั๒๖อืสอ.๒กยตเิโูท่ท�ลกำีต่า่บกโิ ก�ลลรำับบเมักมลุร๑ตโคุ พรุบอนา�งำทเาภมออเม�ำือเภงอนอคราพกานศมอจ�ำนังหววยดั จนงั คหรวพัดนสมกลนคร

153 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

คอยรับ ชาวบ้านน้ีว่าเปนพวกเกลิง แต่อยู่มาช้านานหลายช่ัวคนแล้ว จนไม่รู้ว่าพวกเกลิง
มาจากไหน ชายบางคนไว้ผมมวย บางคนไว้ผมประบ่า แลสักแก้มเปนรูปนก หญิงบางคน
ไวผ้ มสูง แตโ่ ดยมากแตง่ ตวั ตามธรรมดาคนพ้นื เมือง

เมอื งกุสมุ าลยม์ ณฑล1
วนั ท่ี ๑๓ มกราคม เวลาย�ำ่ รงุ่ ออกจากกดุ รคุ ทุ างขนึ้ เนนิ ปา่ ไมเ้ ตง็ ไปตามทางสายโทรศพั ท์
ถงึ หว้ ยหนิ สะแนนเวลา ๒ โมงเชา้ ๑๕ นาที ระยะทาง ๔๑๐ เสน้ มรี าษฎรมาคอยรบั ผใู้ หญบ่ า้ น
ผู้หนึง่ ดกั ได้นกอนิ ทรีคหู่ น่งึ มาให้ ในหมรู่ าษฎรมคี นไทยโยย้ คนหนงึ่ แตง่ ตัวอย่างคนพื้นเมอื ง
ว่ามาจากเมืองอากาศอำ�นวย กับมีพวกกะโซซ้ ่งึ จะได้พบตอ่ ไปมาด้วย เวลาเชา้ ๓ โมง ๔๐
นาที ออกจากหว้ ยหนิ สะแนนขนึ้ โคกไมเ้ ตง็ รงั ตอ่ ไป เขา้ เขตรเมอื งโพธไิ พศาลซง่ึ เปนเมอื งเลก็ ๆ
อยา่ งต�ำ บลก�ำ นนั แหง่ หนงึ่ แตท่ างทม่ี านไี้ มไ่ ดผ้ า่ นบา้ นผคู้ น แลว้ ขา้ มหว้ ยทวยเขตรเมอื งโพธิ
ไพศาลกบั เมอื งกสุ มุ าลยม์ ณฑลตอ่ กนั เวลาเชา้ ๔ โมง ๔๐ นาที ถงึ ทพี่ กั แรมณะเมอื งกสุ มุ าลย์
มณฑล ระยะทาง ๒๖๐ เสน้ รวมระยะทางวันน้ี ๖๗๐ เสน้ 2 พระอรญั อาสา(3) ผวู้ า่ ราชการ
เมอื งกสุ มุ าลยก์ ับกรมการกำ�นนั ผู้ใหญบ่ า้ นแลราษฎรชายหญิงมารับเปนอนั มาก ชาวเมอื งนี้
เปนขา่ ทเี่ รยี กวา่ กะโซ4้ เดมิ มาจากเมอื งมหาไชยกองแกว้ ผหู้ ญงิ ไวผ้ มสงู แตง่ ตวั นงุ่ สน้ิ สวมเสอ้ื
กระบอกยอ้ มครามหม่ ผา้ แถบ ผชู้ ายแตง่ ตวั อยา่ งคนชาวเมอื ง แตเ่ ดมิ วา่ นงุ่ ผา้ ขดั เตย่ี วไวช้ าย
ขา้ งหน้าชายหนง่ึ ข้างหลงั ชายหนึง่ มีภาษาทพ่ี ูดคลา้ ยสำ�เนยี งมอญ แลว้ พวกผู้ชายมีการเล่น
เรียกวา่ สะลา คอื มหี มอ้ อ(ุ 5) ตั้งกลาง แลว้ คนต้นบทคนหนึ่ง คนสพายน่าไมแ้ ละลูกส�ำ หรับ
ยิงคนหน่งึ คนตีฆ้องซ่ึงเรยี กวา่ พะเนาะคนหนึ่ง คนถือไมไ้ ผท่ อ่ นสามปลอ้ งส�ำ หรับกระทงุ้ ดนิ
เปนจังหวะสองคน คนถือชามสองมือสำ�หรับติดเทียนรำ�คนหน่ึง คนถือก้นตะแกรงขาด
สองมือสำ�หรับรำ�คนหนึ่ง แล้วคนถือมีดถือสิ่วหักสำ�หรับเคาะจังหวะคนหนึ่ง รวม ๘ คน
เดนิ รอ้ งร�ำ เปนวงเวยี นไปมาพอไดพ้ กั หนงึ่ กด็ ม่ื อแุ ลรอ้ งร�ำ ตอ่ ไป ดสู นกุ กนั เองไมใ่ ครอ่ ยากเลกิ
เวลาเลกิ แล้วกย็ ังฟอ้ นกนั เรอื่ ยตลอดทางไป พวกขา่ กะโซ้น้กี นิ อาหารไมใ่ คร่เลอื ก มเี รือ่ งเลา่
กนั ว่าเมอื่ กรมหลวงประจกั ษ์ฯ เปนขา้ หลวง พระอรญั อาสา ผ้วู ่าราชการเมอื งกสุ มุ าลย์คนนี้

(3142) เปชพทาัจรา่วะจกขอุบับา่ รนั กัญ๒ะคอโ๖อืซา.่๘สอเปา�กำน็เ(โิภปขลอา่าเนมพก)สุตวุมรกหาลนยง่ึ ์ จังหวัดสกลนคร ตามลักษณะชาติพันธ์กุ ะโซถ่ อื ว่าอยใู่ นกลุม่
อยใู่ นตระกลู มอญ - เขมร
มองโกลอยด์ ชาวกะโซ่ที่อยู่เมืองกุสุมาลย์มณฑล เป็นชาวกะโซ่ที่อพยพมาจากเมืองมหาชัยในแขวงค�ำม่วน
สาธาร(5ณ) รฉัฐบปับระพชมิ าพธ์ิปพไ.ตศย. ป๒ร๕ะ๑ช๒าชหนนล้าาว๓๙ ว่า หมอ้ ถุ

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 154
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

ไปเฝ้าฯ รับสั่งไต่ถามถึงขนบธรรมเนียมของพวกข่ากะโซ้ ไล่เลียงกันไปจนถึงอาหารท่ีชอบ
บรโิ ภคพระอรญั อาสาทลู วา่ “ชอบเจยี ะจอ”(คอื ชอบบรโิ ภคเนอื้ สนุ กั ข)์ ไมท่ รงเชอ่ื พระอรญั อาสา
รับจะบริโภคถวายทอดพระเนตร จึงให้ไปหาเน้ือ “จอ” มาเลี้ยง ในว่า เมื่อพระอรัญอาสา
บรโิ ภคเนื้อจอนัน้ พวกข้างในต�ำ หนักดอู ยู่ไมไ่ ด้ ถงึ ตอ้ งวิ่งหนี เล่ากนั ดงั นี้

พวกขา่ เมืองกสุ มุ าลย์
เวลาบา่ ย ๕(1) โมง ไปท่วี ัดกลาง มพี ระ ๔ รูป เณร ๓ รปู วัดในมณฑลนีม้ ักมีทพี่ ระ
อยกู่ รรม เรยี กวา่ “พลวง” เปนประทนุ เลก็ ๆ พน้ื ฟากเฉภาะนอนคนเดยี วเหมอื นอยา่ งประทนุ
เกวียน มีวัดละหลายๆ หลัง มักทำ�รายไปรอบโบสถ์ เวลาเข้าพรรษาพระภิกษุไปอยู่กรรม
เขาวา่ มกั มคี นศรทั ธาไปปฏบิ ตั ิ ถอื กนั วา่ ไดบ้ ญุ มาก แลว้ ไปดหู มบู่ า้ นราษฎรจนถงึ ทงุ่ นารมิ หว้ ย
เสอเพลอ เมอื งกุสมุ าลย์มณฑลน้ี เดิมเรยี กวา่ บา้ นกดุ มาร ยกขึ้นเปนเมอื งขน้ึ เมืองสกลนคร
เห็นจะเปนเมือ่ ในรัชกาลท่ี ๔ ราษฎรชาวเมืองมจี ำ�นวน ๒๑๗๑ คน เล้ียงโคกระบอื และสุกร
เป็ด ไก่ ถึงไดข้ ายแกค่ นเดนิ ทางบา้ ง กบั ทำ�นาและเขา้ ไร่พอเลี้ยงกนั เอง

(1) ฉบบั พมิ พ์ พ.ศ. ๒๕๑๒ หน้า ๔๐ ว่า บ่าย ๔ โมง

155 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เมอื งสกลนคร
วนั ที่ ๑๔ มกราคม เวลาย�ำ่ รงุ่ ออกจากทพ่ี กั เมอื งกสุ มุ าลยม์ ณฑล ถงึ หว้ ยหลวั ซงึ่ เปนเขตร
เมอื งกสุ มุ าลยก์ บั เมอื งสกลนครตอ่ กนั หลวงพไิ ษยสทิ ธกิ รรม ขา้ หลวงบรเิ วณสกลนครมาคอยรบั
มีราษฎรชายหญิงมารับด้วย เดินทางต่อไปถึงทางแยกท่ีตัดใหม่ไปท่าแร่ แยกจากทางสาย
โทรศพั ทม์ าถงึ ต�ำ บลบา้ นทา่ แร1่ มรี าษฎรมาคอยรบั อกิ เปนอนั มาก แลทนี่ มี้ วี ดั โรมนั คาทอลกิ
เรียกชื่อว่า “เซนต์ไมเคล”2 โบสถ์ก่อผนังด้วยศิลาแลง เพราะตำ�บลท่าแร่น้ีมีศิลาแลงมาก
บาตหลวงโยเซปคอบบุรีเออ3 ซึ่งมาสอนสาสนาอยู่ ๒๒ ปีเศษแล้ว กับบาตหลวงผู้ช่วย
อกิ ๒ คนได้มาคอยรบั แล้วเชิญขึ้นไปบนทอ่ี ยเู่ หน็ บาตหลวงรูปหน่งึ ป่วยเปนไขจ้ นผวิ เหลอื ง
จึงให้หมอแบรดด๊อกไปตรวจและให้ยาด้วย ท่ีวัดบาตหลวงท่าแร่มีญวนเข้ารีต ๑๖๖ คน
คนพน้ื เมือง ๑๕๐๔ คน ระยะทางต้งั แต่เมอื งกุสุมาลยม์ าบ้านทา่ แร่ ๕๐๖ เสน้ ถึงเวลาเช้า
๓ โมงเศษพักกินเข้าเช้าแล้ว เวลาเช้า ๔ โมง ลงเรือข้ามหนองหารไปข้ึนฝั่งเมืองสกลนคร
หนองหารเมอื งสกลนครน้ีกวา้ งใหญ่ไพศาลมาก มเี ขาภพู านอยู่ขา้ งตวันตกเปนเขาเทือกยาว
ในหนองมีเกาะเรียกวา่ ดอนตาคราม และดอนสวรรค์ เหน็ ฝงู มา้ ฝูงใหญๆ่ และฝงู โคกระบือ
อยูร่ ิมฝั่งเปนแหง่ ๆ ไป เวลาเชา้ ๕ โมง ๔๐ นาที ถงึ ฝง่ั เมืองสกลนคร ระยะทางขา้ มหนอง
ประมาณ ๒๐๐ เสน้ พระยาประจนั ตประเทศธานี ผวู้ า่ ราชการเมอื ง กรมการก�ำ นนั ผใู้ หญบ่ า้ น
ราษฎรมาคอยรบั ทที่ า่ ขนึ้ มพี ระสวดชยนั โตและยิงสลตุ และมีราษฎรชายขา้ งหน่ึง หญิงขา้ ง
หนง่ึ มาคอยรับเปนแถว ยาวตลอดไปประมาณคน ๓๐๐๐ เศษ ถึงทีพ่ กั ซ่งึ อยู่ในหมู่ท่วี า่ การ
บรเิ วณ เวลาเทย่ี งครงึ่ มกี ารประชมุ ขา้ ราชการแลพอ่ คา้ ราษฎรตอ้ นรบั ในปร�ำ ใหญ่ เมอื่ เสรจ็ การ
พธิ ีแล้ว ไปดสู ระกะพงั ทองซึง่ มีบวั แล้วไปทว่ี ดั พระธาตุเชยี งชุม4 มพี ระเจดีย์ยอดปิดทองแต่
เปนของกอ่ สวมเทวสถานของเกา่ ของพวกขอม ยังแลเหน็ ของเดิมได้ถนดั เวลาบ่าย ๕ โมง
เดินไปดูบริเวณเมือง และแวะบ้านพระยาประจันตประเทศธานี เวลาค่ำ�ราษฎรแห่ผ้าป่า
เรยี่ รายผา่ นมาน่าที่พกั ให้อนโุ มทนาเหมือนทเี่ มืองนครพนม

1 ปจั จุบนั คือ บา้ นท่าแร่ ต�ำบลท่าแร่ อ�ำเภอเมืองสกลนคร จงั หวัดสกลนคร ตง้ั อยทู่ บี่ า้ นทา่ แร่ ต�ำบล
2 ปจั จบุ นั คอื โบสถอ์ าสนวหิ ารอคั รเทวดามคี าแอล (Saint Michael Cathedral)

ท่าแร่ 3อ �ำหเภมอาเยมถอื ึงงสบกาลทนหคลรวงจยังอหแวซัดฟสกกลอนมคบรรู เิ ออ (Joseph COMBOURIEU) เปน็ เจา้ อาวาสวดั ท่าแร่ ตั้งแต่
พ.ศ. 4๒ ๔ป๒ัจ๘จ-ุบัน๒๔ค๘ือ๐ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ต้ังอยู่ที่ริมหนองหาน ถนนเจริญเมือง ต�ำบลธาตุเชิงชุม
อ�ำเภอเมอื งสกลนคร จงั หวัดสกลนคร

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 156
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

เมืองสกลนครนี้เปนเมือง
โบราณแต่คร้ังขอม แต่ร้างไปเสีย
พง่ึ กลบั ตง้ั เปนเมอื งขน้ึ อกิ ชน้ั หลงั เมอ่ื
ในรชั กาลท่ี ๓ มที อ้ งตราเกา่ พระยา
ประจนั ตประเทศธานรี กั ษาไวฉ้ บบั ๑
ได้ความเรื่องต้ังเมืองสกลนครและ
เมืองอื่นๆ ในมณฑลนี้เปนเร่ือง
น่าพิศวง คือเม่ือครั้งเมืองเวียงจนั ท์
เปนขบถ กองทัพกรุงเทพฯ ขึ้นไป
ปราบปรามตไี ดเ้ มอื งเวยี งจนั ทก์ วาด
คนลงมาเปนเชลยแล้ว โปรดให้
แบง่ ราษฎรทางหวั เมอื งทไ่ี มไ่ ดเ้ ปนขบถไปตง้ั เมอื งในเขตรเวยี งจนั ทท์ ตี่ ไี ด้ คอื เมอื งหนองคาย
เปนตน้ ผคู้ นทางขา้ งใตล้ งมาเบาบางไป และครงั้ นน้ั ปรากฏวา่ พวกราษฎรทางมณฑลนห้ี นไี ป
ตั้งภูมิลำ�เนาอยู่ทางหัวเมืองต่อแดนญวน ตั้งแต่ครั้งกองทัพไทยไปตีเมืองเวียงจันท์ครั้ง
กรงุ ธนบรุ แี ลครง้ั หลงั นมี้ อี ยเู่ ปนอนั มาก จงึ โปรดใหไ้ ปเกลย้ี กลอ่ มพวกทา้ วพระยาหวั นา่ คนทหี่ นี
ไปนนั้ มใี ครสมคั กลบั มากท็ รงตง้ั ใหม้ ยี ศศกั ดเ์ิ ปนต�ำ แหนง่ เจา้ เมอื งกรมการ ยกทร่ี า้ งต�ำ บลตา่ งๆ
ขึ้นเปนเมือง พวกท้าวพระยาเหล่าน้ันเม่ือไปต้ังอยู่ท่ีเมืองใหม่ จึงไปเกล้ียกล่อมพวกพ้อง
ของตัวทางฝ่ังซ้ายกลับมา คร้ันกิติศัพท์ปรากฏก็มีพวกหัวน่าท่ีอยากจะเปนเจ้าเมืองมากข้ึน
พากันกลับมาสามิภักดิ ก็โปรดให้เปนเจ้าเมือง แลต้ังเมืองอ่ืนๆ ขึ้นอิกต่อไป ด้วยเหตุนี้ที่
ร้างจึงกลบั เปนเมืองขึ้น บางทีถึงแย่งทีก่ ันต้ังเมือง ดงั ปรากฏเช่นกลา่ วมาทเี่ มืองไชยบรุ ี พวก
ชาวเมืองท่าอุเทนเดิมอพยพกลับมาจะมาอยู่เมืองท่าอุเทน มีพวกอ่ืนมาตั้งอยู่เสียก่อน
แล้ว พวกชาวท่าอุเทนเดิมจึงต้องต้ังอยู่เมืองไชยบุรีจนทุกวันนี้วิธีต้ังเมืองดังกล่าวมาน้ีเปน
ประโยชน์ตลอดรัชกาลที่ ๓ ครั้นภายหลังเม่ือคนท่ีแตกฉานซ่านเซนกลับมาอยู่ฝั่งนี้โดย
มากแล้ว พวกท้าวพระยาในเมืองท่ีต้ังใหม่อยากจะได้เปนเจ้าบ้านเจ้าเมือง ขอคุมสมัค
พรรคพวกของตัวไปตั้งเมืองอื่นอิก จึงได้ต้ังเมืองใหม่ต่อมาในรัชกาลท่ี ๔ ท่ี ๕ จนความ
ปรากฏว่าวิธีการต้ังเมืองใหม่ในช้ันหลัง เปนแต่แย่งคนแย่งท้องที่กันในพระราชอาณาเขตร
นเ้ี อง จึงโปรดใหเ้ ลิกวธิ ตี ้ังเมอื งใหม่ทางมณฑลน้เี สียเมือ่ ในรัชกาลท่ี ๕(1)

(1) เร่อื งต้ังเมอื งในภาคอสี านนี้ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพ ได้ทรงชีแ้ จงเหตุผลไว้ในหนังสอื
สาสน์ สมเดจ็ ฉบับวันท่ี ๑๒ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ และเม่อื วันท่ี ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘

157 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอดุ ร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เมืองสกลนครตั้งอยู่บนเนินลาด มีถนนกว้างใหญ่หลายสายและมีถนนซอยข้ึนไป
ระหวา่ งหมบู่ า้ นเปนทางสแ่ี ยกหลายแหง่ บา้ นเรอื นราษฎรมรี ว้ั ไมจ้ รงิ และเปนเรอื นฝากระดาน
หลังคากระเบื้องไม้โดยมาก นับว่าเปนเมืองท่ีม่ังคั่งย่ิงกว่าหัวเมืองที่ผ่านมาแล้วโดยมาก
แตเ่ ขาวา่ อากาศสทู้ เ่ี มอื งหนองคายไมไ่ ด้ เพราะถงึ ฤดฝู นลมพดั มาจากเขาภพู านมกั มคี วามไข้
ราษฎรพลเมือง ๔๕,๒๓๙ คน เปนไทยต่างๆ หลายชนิด คอื พวกผู้ไทย ไทยเกลิงซง่ึ มาจาก
เมืองกะตาก และไทยยอ้ ไทยโย้ย เปนต้น เรื่องคนชาติตา่ งๆ ทางมณฑลเหล่าน้ี ข้าพเจา้
ได้ลองสอบทางภาษาทุกพวกทไ่ี ด้มาพบ คือให้นบั ตามภาษาของเขาตง้ั แต่ ๑ ไปจน ๑๐ แล้ว
จดไวพ้ เิ คราะห์ดู เหน็ มีแต่นบั อย่างภาษาไทยกับภาษาเขมร ๒ อย่างเท่าน้ัน จึงสันนฐิ านว่า
คงจะเปนเชอื้ สายไทยพวก ๑ เชื้อสายขอมพวก ๑ ทีม่ าเรียกชอ่ื เปนพวกนั่นนต่ี า่ งกันไปเปน
หลายพวก เหน็ จะเกิดแต่อยแู่ ยกยา้ ยตา่ งถิ่นฐานกันนานเข้า กร็ สู้ ึกวา่ ตา่ งกนั ไป แตค่ วามจรงิ
คงอยู่ในเปนไทยชาติ ๑ เปนขอมชาติ ๑ เท่านัน้

ถนนเมืองสกลนคร
การทำ�มาหาเลี้ยงชีพของชาวเมืองสกลนคร มีการผสมม้า ผสมโค กระบือ ทำ�เกลือ
หาเรว่ และพรกิ ขห้ี นูป่า ยางกะตงั กะตวิ้ และปลาต่างๆ ซ่ึงเปนสนิ คา้ ใหญ่ เกลอื สง่ ไปขาย
ตามลำ�นำ้�โขง ปลาขายเข้าไปในที่ดอนๆ ของอ่ืนๆ ขายส่งลงไปเมืองนครราชสิมา และรับ
สินค้ากรงุ เทพฯ มาทางเมืองนครราชสมิ า ไมม่ สี ินคา้ มาจากล�ำ น�ำ้ โขง

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 158
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

วนั ที่ ๑๕ มกราคม ขี่ม้าไปบา้ นนาเวง ระยะทาง ๑๔๐ เส้น ไปตามถนนขอมสรา้ งไว้
แต่ดึกดำ�บรรพ์ มีสพานหินเปนสพานศิลาแลงฝีมือขอมทำ�ดีน่าดูอยู่แห่ง ๑ เปนของ
สมัยเดียวกันกับเทวสถาน ที่ตำ�บลนาเวงมีเทวสถานเรียกว่า “อรดีมายานารายน์เจงเวง”1
ตั้งอยู่บนเนินซึ่งมีซุ้มไม้ร่มรื่นดี ข้าหลวงบริเวณได้นัดราษฎรมาออกร้านขายผ้าพรรณต่างๆ
ซึ่งเปนฝมี ือชาวสกลนครณะทน่ี ดี้ ้วย ดอู ย่จู นเวลาเชา้ ๔ โมงจึงกลับ

เวลาบา่ ย ๓ โมง มกี ารประชมุ บายศรที ี่
ปร�ำ มผี เู้ ฒา่ กลา่ วค�ำ ไชยมงคล ๓ คน วา่ ความ
ต่างๆ กัน พรอ้ มกันทงั้ ๓ คน แล้วพระยา
ประจันตประเทศธานีซึ่งเปนผู้ใหญ่คาด
ด้ายผูกข้อมือ ต่อไปมีการแห่บ้องไฟมาจุด
ท่ีริมหนองหารที่ลานใหญ่ตรงที่พัก ราษฎร
ชายหญิงได้มาเข้ากระบวนแห่และโห่ร้อง
เอกิ เกรกิ มาก กว่าจะจุดบ้องไฟหมดก็พอคำ่�

วนั ท่ี ๑๖ มกราคม เวลาย�ำ่ รงุ่ ๑๕ นาที
ออกจากเมอื งสกลนครผา่ นวดั พระธาตุ ตาม
ทางท่มี ามีท่งุ นาเกลือ มาทางบ้านง้วิ ดอน2
บ้านพังเม็ก3 บ้านทับศอ4 บ้านคูสนาม5
บา้ นขามเฒา่ บา้ นปา่ กลว้ ย แลว้ เขา้ ดงหนอง
เด่ิน6 ซ่ึงเปนป่าไม้เล็กหลายอย่างต่างกัน
มตี น้ ยางใหญๆ่ บา้ งเปนทางรม่ รนื่ และงามดี
พน้ ดงมาตามโคกแลว้ ถงึ ทามะไฮซง่ึ เปนทล่ี มุ่
แล้วขึ้นโคกมาข้ามห้วยพุงที่ตำ�บลวังฆ้อ
มีที่พกั รอ้ น ถึงเวลาเชา้ ๒ โมง ๔๐ นาที ระยะทาง ๔๐๘ เสน้ มรี าษฎรชายหญิงเปนพวก

1 ปัจจุบัน คือ วัดพระธาตุนารายณ์เจงเวง ต�ำบลธาตุนาเวง อ�ำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
เปน็ สถานทต่ี ัง้ พระธาตนุ ารายณ์เจงเวง หรอื “อรดมี ายานารายณ์เจงเวง” โดยตง้ั ชอ่ื ตามผสู้ รา้ งโดยกลุ่มสตรี
ของพร36452ะ นปปปปปาััััจจัจจจงจจจจจนบบบุุุบุุบานนัันันัันเวคคคคคงแือือืออือื หบบบบบง่ เา้้าา้้า้ามนนนนนอื หคพงทงวิ้ ูสนบัังหดเนอสนมอ่ าองอก็นมเงดตตหตนิ่ต��ำ�าำ�บำบำบตนบลล�หลลำงงบงลงิ้วิว้ วิ้ลว้ิดวดดดชง่อ่ออ่า้่อนนงนนมอออิง่อ��ำ�ำ�เอำเำภเเภภ�ภำออเออภเเมเเมอมมือือพอืืองงรงงสสรสสกกณกกลลลลานนนนนคคคคิครรรมรจจจจังจังงัังหงัหหหหววววดัวัดัดดัดัสสสสสกกกกกลลลลลนนนนนคคคคครรรรร

159 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

ไทยกะตาก ไทยเกลงิ หญงิ บางคนไวผ้ มสงู บางคนตดั ผมสนั้ เวลาเชา้ ๔ โมงเดนิ ทางตอ่ ไปตาม
ทางปา่ ไมเ้ ลก็ มาหนอ่ ยหนงึ่ แลว้ ออกทงุ่ มาตามบา้ นโพนทอง1 บา้ นพง แลว้ มาถงึ หนองเหยี น2
ท่พี ักแรมเวลาเช้า ๕ โมงครง่ึ ระยะทาง ๓๐๔ เสน้ รวมระยะทางวนั นี้ ๗๑๒ เส้น3 มีราษฎร
ชายหญงิ ประมาณ ๔๐๐ คนมารบั ชาวบ้านนเี้ ปนผไู้ ทยโดยมาก และหญงิ เกลา้ ผมสูงเปนพ้ืน

วันท่ี ๑๗ มกราคม เวลาย�่ำ รุ่งหยอ่ น ๑๐ นาที ออกจากทีพ่ กั แรมต�ำ บลหนองเหียน
ไปตามทางทงุ่ นา ระยะทาง ๓๕ เสน้ ถงึ หว้ ยยาง4 เขตรเมอื งสกลนครกบั เมอื งมกุ ดาหารตอ่ กนั
ขา้ มหว้ ยยางมาตามทงุ่ บา้ นหนองบ่อ5 บา้ นบอน6 บ้านเผอื บ้านตูม บ้านก้านเหลอื งจนถงึ
ทุ่งบ้านนาแก7 ระหว่างทางต่อจากห้วยยาง ข้ามห้วยก้านเหลือง8 ห้วยสีกุน ตามทุ่งนา
ทีม่ ามีตน้ ไม้เปนแหง่ ๆ มีโคกบา้ ง แลเหน็ ทิวไมร้ อบด้าน แลเห็นเขาภพู านขา้ งขวามือตลอด
มาจนถึงบ้านนาแกที่พักร้อน ถึงเวลาเช้า ๒ โมง ๑๐ นาที ระยะทาง ๓๗๙ เส้น นาท่ี
ผ่านมาเปนท้องทีน่ าดี แลท่บี ้านนาแกมีหมากมมี ะพรา้ วบริบูรณ์ ตามระยะทางท่ีมาเมอ่ื ใกล้
หมู่บ้าน มีราษฎรมาต้ังร้านพัก มีโอ่งน้ำ�และมะพร้าวอ่อนสำ�หรับรับรองคนเดินทางมาเปน
ระยะๆ หลายแห่ง บางแห่งมหี มู่บา้ นราษฎรก็ออกมารับกันมากๆ พักร้อนทบี่ า้ นนาแก ครน้ั
เวลาเชา้ ๓ โมงครง่ึ ออกจากทพ่ี กั ร้อนบา้ นนาแกมาตามทงุ่ บ้านต้นแหน ทุ่งบ้านพมิ านท่า9
ทงุ่ นาบา้ นปากบงั 10 ทงุ่ หนองแกง่ ทราย ขา้ มล�ำ น�ำ้ ก�ำ่ ดว้ ยสพานเรอื กทบ่ี า้ นนาลาด ซงึ่ เปน็ เขตร
เมืองมกุ ดาหารกับเมืองเรณูนคร11 ต่อกนั ถงึ บ้านนาลาดเวลาเช้า ๕ โมง ๑๐ นาที ระยะทาง
๓๐๗ เส้น รวมระยะทางวันนี้ ๖๘๖ เสน้ 12 มีทพ่ี กั แรมอยใู่ กลล้ ำ�น�ำ้ ก�่ำ เหนอื หมู่บา้ นราษฎร
ชาวบา้ นเปนผไู้ ทยโดยมาก มีพวกกะโซ้ พวกเกลงิ ปนบา้ ง ราษฎรบา้ นใกล้เคยี งพากนั มาหา
มากต่อมากและมาเนืองๆ ไปตั้งแต่เช้าจนเย็น ได้ให้หมอตรวจคนท่ีเจ็บไข้และแจกยา
เหมอื นทกุ ๆ แห่งมา ในหมู่ราษฎรทมี่ าหามีพมา่ ๓ คน ซงึ่ มารับซอ้ื กระบอื ลงไปขายข้างใต้

111296358417012 ปปปปปเปปปเปปททจัจัจจจัจจัััััจจััจา่่าจจจจจจจจจจกกบุุบุุบบุบุุบุบบบุุบบับั ันันันันนนันนััันััน๒๒นคคคคคคคคคา่๗๘อืือือืออือืือืออื จ..ะ๔๔บอบบบบบอบห๔๘า่�้้าาาา้้า้้า้าำมงเนนนนนนนภกเากหพโนบหปกอยโิพโิ ้วนาอาบ็ลมิลถเนแกยรเนอนาเงึมณมกทบยนง้ำ� ตบตตาอเังหทนูตหรง�้ารงว้่าำคต�ียบนำยตบร�ตนตำลหก�บล�ำจ�หำนบ้าำบตลดบังว้นอลพ�ลหงลยำเหงมบแวมิหพยบว้ะมลัดาลามิ่อยไเนดนงอืฟหายนคตงนลอาอารอ�งา่�ำต�พทอำบำ�โเเำ�อพภม่เน�ำภลำบภ�เอนมมอำภอลอเเคานภอทมเ�ยำมอ้อาเนือ่าภแอืเศอางอมกองแสิล��ือสำโำกกาเจเคงภกภลงัสกอจลออหนกศัง�นบโำวคหลรเคค้าดัภรีสนวกนรนอพุดัคจศมคจสนรรงัรว่งัรอ่รหคีสงหพจณงวรุพังวดนจพดั หรดัจางัมสนรวสวหงั ณกมดัหกวลจสวลัดนจงั กัดนสหังคลสกคหวรนกลรดัวคลนัดสนรสคกคกรลรลนนคครร

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 160
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

ไต่ถามถึงหนทางท่ไี ป วา่ ลงทางชอ่ งตะโก1 เพราะเปนทางท่ีมนี ้ำ�บรบิ รู ณก์ วา่ ทางอ่นื กระบอื
ท่ีพาลงไปปลี ะครัง้ อยู่ในระหวา่ งเดอื น ๓ เดือน ๔ คราวหน่งึ ถึง ๘๐๐ - ๙๐๐ ตวั ลงไปขาย
ทางเมอื งพนมสารคาม2 เมอื งพนศั นคิ มบา้ ง ไปเมอื งมนิ บรุ บี า้ ง และกรงุ เกา่ บา้ ง ไตถ่ ามถงึ การ
พิทักษ์รักษากระบือเวลาเดินทางเปล่ียว ว่าใช้กระบวนนอนเฝ้ารายกันเปนวงรอบฝูงกระบือ
ถ้าจะมีคอกสำ�หรับกระบือพัก ควรมีที่ปากดงแห่งหนึ่ง กลางเขาแห่งหนึ่ง และเชิงเขา
อกี แหง่ หนง่ึ และทๆ่ี ตอ้ งการน�ำ้ เวลาน้ี คอื ในเขตรมณฑลปราจณิ บรุ ที เ่ี ชงิ เขาลงชอ่ งตะโกแลว้
แห่งหน่งึ ท่ีละหานทรายแห่งหนึ่ง ไดค้ วามดงั น้ี

เวลาบา่ ย ๕ โมงเศษ ไปทที่ า่ น�้ำ ก�่ำ ตลง่ิ สงู เปนทรายลาดลงไป เวลานท้ี างน�้ำ ทที่ �ำ สพาน
เรือกกว้างประมาณ ๑๕ วา ถ้าเวลาฤดูน�ำ้ ๆ ท่วมตล่ิงขึ้นมากวา่ ถงึ ๒ เสน้ ไปทีว่ ัดบา้ นลาด
พบพระอาคนั ตุกะ ๕ รูป มาจากวดั บ้านซอง หนทางเดินประมาณเชา้ ช่ัวสายเพอ่ื จะไดม้ าดู
เจา้ นาย

พระธาตพุ นม
วันที่ ๑๘ มกราคม เวลาย่ำ�รุ่งออกจากท่ีพักบ้านนาลาด เดินตามทางในทุ่งและ
ในป่าโดยลำ�ดับมา ระยะทาง ๒๘๕ เส้น ถึงเมืองเรณูนคร(3) เวลาเช้า ๒ โมง ๒๐ นาที
มีราษฎรชายหญิงมารับเปนอันมาก เมืองเรณูนครนี้เดิมชื่อบ้านดงหวาย ตั้งเปนเมืองข้ึน
เมอื งนครพนมในรชั กาลท่ี ๓ สงั เกตดผู คู้ นแตง่ ตวั สอาดเรยี บรอ้ ยดกี วา่ ทกุ แหง่ ทไี่ ดผ้ า่ นมาแลว้
พลเมืองเปนผู้ไทยโดยมากมีจ�ำ นวน ๑๑,๙๘๖ เปนทดี่ อน ใช้น�้ำ บอ่ แต่ทีน่ าดี ชาวบ้านมฝี ีมือ
ทอผ้าดี กับมีการผสมโคกระบือนำ�ไปขายถึงเมืองมรแมน4 เดินทางช่องสระผมผ่านไปทาง
มณฑลเพชรบูรณ์ ขากลบั ซื้อสนิ ค้าจากเมอื งมรแมนมาขายทนี่ ่ี จึงมผี ้าด้ายไหมเครือ่ งแต่งตัว
แปลกๆ พักกินเข้าเช้าแล้วไปที่วัดกลาง มีโบสถ์สร้างใหม่เปนรูปโบสถ์อย่างพม่า เพราะ
ขนุ สฤษดิ์เรณู พอ่ คา้ ซ่ึงน�ำ โคกระบอื ไปขายเมอื งมรแมนเลยี นแบบมาจากพม่า แลว้ ไปดูบ้าน
ราษฎรครหู่ นงึ่ จงึ ขม่ี า้ เดนิ ทางตอ่ ไป เดนิ ตามทงุ่ และตามทางในปา่ ถงึ ทงุ่ บา้ นพระ5 กลางทงุ่ มี
ราษฎรคอยอยมู่ าก ต้องพักรับดอกไม้ธปู เทยี นตามประสงคข์ องราษฎรครหู่ นงึ่ แล้วไปแวะที่

1 ช่องตะโกเปน็ ชอ่ งเขาตามธรรมชาติ เป็นส่วนหนง่ึ ของเทอื กเขาพนมดงรัก เปน็ เส้นทางคมนาคมมา
ตงั้ แตส่ มยั โบราณระหวา่ งเขมรกบั ไทย ปจั จบุ นั เปน็ สว่ นหนง่ึ ของถนนหมายเลข ๓๔๘ (ตาพระยา - โนนดนิ แดง)
เชอื่ มพ้นื ท่ีระหวา่ งดนิ แดนอสี านใต้ อ�ำเภอโนนดินแดง จงั หวดั บรุ ีรมั ย์ กบั ที่ราบลุ่มฝ่งั ตะวนั ออกในเขตอ�ำเภอ
อรัญป(3ร452ะ) เปนปภทาา่จััจศยจจจะหุบุบจหังลนันั หมังนยควา่าดัุบือยจสถเะปอรึงหะ�็นเำมมเแตภาือก�อยำงว้บถมพลงึะนเลรตมณะ�สำแบูาหขรลึ้นมคพอ่งารม�ะหำเกภรจลอืองั าหธเงวามทัดตาุ่งฉุพะอละนเ��มชำำเเงิลภเงิอทธสราาาตธุพารนณมรจฐั งัแหหวง่ ดัสนหคภราพพนเมมียนมา

161 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า
มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

วดั เกา่ มโี บสถร์ ้างมีพระพทุ ธรปู ใหญ่น่าตกั ประมาณ ๔ ศอก1 องค์หนึ่งอยู่ใกลท้ าง เดนิ ทาง
ต่อมาทางบ้านเลาลงิ บา้ นหนองหอยท่า แลบา้ นหนองหอยทุง่ 2 แลว้ ถงึ บา้ นหัวบึง แลว้ ถงึ
บ้านธาตุเห็นฝ่ังแม่น้ำ�โขง เดินตามทางริมนำ้�มาจนถึงท่าตรงพระเจดีย์ธาตุพนมเวลาเช้า
๕ โมง ระยะทาง ๓๐๐ เสน้ รวมระยะทางวนั น้ี ๕๘๕ เสน้ พระยาพนมนครานรุ กั ษแ์ ละกรมการ
มาคอยรับ มีพระสวดไชยมงคล แลว้ เดินตามถนนที่ตรงขนึ้ ไปถึงพระธาตุ ทางยาวประมาณ
๑๔ เส้น นมัสการพระธาตุแล้ว มายังท่ีพักซึ่งอยู่นอกบริเวณวัดข้างด้านใต้ มีราษฎรตำ�บล
ใกลเ้ คยี งพากนั มาหามากต่อมากเหมอื นอยา่ งมนี ักขตั ฤกษ์ส�ำ หรบั ปี แลตระเตรียมกันจะแห่
ปราสาทผงึ้ และจุดดอกไมเ้ พลิงให้อนุโมทนาดว้ ย

เวลาบ่าย ๔ โมง ราษฎรแห่ปราสาทผ้ึงและบ้องไฟเปนกระบวนใหญ่เข้าประตูชาลา
พระเจดีย์ด้านตวันตก แห่ประทักษิณองค์พระธาตุสามรอบ กระบวนแห่นั้น คือ ผู้ชายแล
เด็กเดินข้างน่าหมู่หนึ่ง แล้วมีพิณพาทย์ ต่อไปถึงบุษบกมีเทียนข้ีผ้ึงใหญ่ ๔ เล่มในบุษบก
แลว้ มรี ถบอ้ งไฟ ตอ่ มามปี ราสาทผงึ้ คอื แตง่ หยวกกลว้ ยเปนรปู ปราสาท แลว้ มดี อกไมท้ ำ�ดว้ ย
ข้ีผ้ึงเปนเครือ่ งประดับ มีพิณพาทย์ ฆ้อง กลองแวดล้อมแห่มา และมีชายหญิงเดนิ ตามเปน
ตอนๆ กันหลายหมู่ และมกี ระจาดประดบั ประดาอยา่ งกระจาดผ้าปา่ หอ้ ยด้ายไสเ้ ทยี นและ
ไหมเข็ด เม่ือกระบวนแห่เวียนครบสามรอบแล้วได้นำ�ปราสาทผ้ึงไปต้ังถวายพระมหาธาตุ
ราษฎรก็น่ังประชุมกันเปนหมู่ๆ ในลานพระมหาธาตุ คอยข้าพเจ้าจุดเทียนนมัสการแล้วรับ
ศีลด้วยกัน พระสงฆ์มีพระครูวิโรจน์รัตโนบล3 เปนประธาน เจริญพระพุทธมนต์ เวลาคำ่�
มีการเดนิ เทยี นแลจดุ บ้องไฟดอกไม้พุม่ แลมีเทศน์กัณฑ์หนึ่ง

12 เปทจั า่ จกบุ บั นั ๒คอื เมบตา้ รนหนองหอยทา่ และบา้ นหนองหอยทงุ่ ต�ำบลธาตพุ นมเหนอื อ�ำเภอธาตพุ นม จงั หวดั
นครพ3น มพระครวู ิโรจน์รตั โนบล นามเดมิ ว่า รอด สมจิตร เกดิ เม่อื วนั ท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๓๘๙ ทีบ่ า้ นแต้เก่า
จงั หวดั อบุ ลราชธานี อปุ สมบทเม่ือ พ.ศ. ๒๔๒๒ ไดร้ ับฉายาวา่ “นนตฺ โร” แปลวา่ “ผูม้ ีความเมตตาแผก่ ว้าง
ออกไปไมม่ ขี อบเขตขดี กนั้ ” หลงั จากอปุ สมบทไปประจ�ำอยทู่ ว่ี ดั ทงุ่ ศรเี มอื ง ตอ่ มาไดร้ บั แตง่ ตงั้ ใหเ้ ปน็ เจา้ อาวาส
วดั ทงุ่ ศรเี มอื ง เปน็ เจา้ คณะแขวงอตุ ตรปู ลนคิ ม (ปจั จบุ นั คอื เจา้ คณะอ�ำเภอมว่ งสามสบิ ) และไดร้ บั พระราชทาน
สมณศกั ดิ์เปน็ “พระครูอุดรพทิ กั ษ์คณะเดช” และเป็นเจ้าคณะจังหวดั อบุ ลราชธานรี ูปแรกตามพระราชบญั ญตั ิ
ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ คร้ัน พ.ศ. ๒๔๔๖ ไดร้ ับพระราชทานสมณศักดใ์ิ นราชทนิ นามท่ี “พระครวู โิ รจน์
รตั โนบล” เปน็ ผนู้ �ำคณะศษิ ยต์ ดิ ตาม ๔๐ รปู /คน ไปบรู ณะพระธาตพุ นมทถี่ กู ปลอ่ ยทงิ้ รา้ งปรกั หกั พงั อยกู่ ลางปา่
ต่อมาเกิดความขัดแย้งขึ้นในคณะสงฆ์ มีค�ำสั่งให้เผาท�ำลายคัมภีร์ใบลานตามวัดต่างๆ ของอีสาน แต่ท่าน
ไมย่ อมปฏบิ ตั ติ าม ยงั คงรกั ษาใบลานในหอไตร วดั ทงุ่ ศรเี มอื งไวต้ ามเดมิ จงึ ถกู ปลดจากต�ำแหนง่ เจา้ คณะจงั หวดั
อบุ ลราชธานี โดยยกขนึ้ เปน็ กิตตมิ ศกั ด์ิ ใน พ.ศ. ๒๔๗๐ แต่ทา่ นยังคงส่ังสอนพระภกิ ษุสามเณรและชาวบ้าน
ใหอ้ ยใู่ นศลี ธรรม และปฏสิ งั ขรณซ์ อ่ มแซมถาวรวตั ถอุ ยเู่ ชน่ เดมิ จงึ เปน็ พระเถระทช่ี าวจงั หวดั อบุ ลราชธานแี ละ
ชาวจังหวดั ใกลเ้ คียง จากแม่น้�ำมูลถงึ แมน่ �ำ้ โขงทั้งสองฝ่ังให้ความเคารพศรัทธามากรูปหนงึ่ ของอีสาน พระครู
วโิ รจน์รตั โนบล มรณภาพดว้ ยโรคชรา เม่อื วันที่ ๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๘๕

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 162
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

พระธาตุพนมนน้ั ขนาดพระธาตเุ มืองนครศรีธรรมราช ยอดก็หมุ้ ทองคำ�อย่างเดยี งกนั
แต่รูปเปนพระเจดีย์ส่ีเหลี่ยม รูปทรงแปลกไม่เหมือนเจดีย์แห่งใดๆ แต่ทรวดทรงงามดี
ของเดิมก่อด้วยอิฐขัดไม่ถือปูน แกะลายแลรูปภาพในตัวอิฐทีเดียว กล่าวกันว่าเดิมก่อด้วย
อิฐดิบ แกะลวดลายเสร็จจึงเผาสุมให้เปนอิฐสุกท้ังองค์พระเจดีย์ ฝีมือทำ�งามประณีต
หนักหนา(1) มีแผ่นศิลาจารึกแผ่นหน่ึงเปนอักษรลาว มีใจความว่า พระยาหลวงนครพิชิต
ราชธานศี รโี คตบองเจา้ เปน็ ผปู้ ฏสิ งั ขรณเ์ มอ่ื (พทุ ธ)ศกั ราช ๑๙๗๖ และอทุ ศิ ทกี่ ลั ปนาซงึ่ พระยา
สุมินทราชได้ถวายไว้แต่ก่อน ให้คงเปนของพระธาตุพนมต่อไปดังน้ี แลมีลับแลญวนแล
ของอนื่ วา่ เปนของเจา้ อนุเวยี งจนั ทถ์ วายไว้หลายอย่าง

วันที่ ๑๙ มกราคม เวลาเช้ามีการเลี้ยงพระที่สวดมนต์ และยังมีราษฎรมาหาอิก
ไม่จบ จนถึงเวลาออกจากบ้านธาตุพนม เวลาเช้า ๓ โมงลงเรือยาวพายล่องลำ�นำ้�โขง
ผ่านปากน�้ำ กำ่�2 ซง่ึ เปนล�ำ นำ�้ ไหลมาแต่หนองหารสกลนครใชเ้ รอื ไปมาได้ เวลาเชา้ ๔ โมงถึง
แกง่ คบั พวง3 ร่องน�ำ้ แคบ นับว่าเปนแกง่ ส�ำ คัญอันหนง่ึ ต่อมาอกิ ประมาณชว่ั โมงหน่ึงถงึ แกง่
คนั กระเบา4 เปนที่น้ำ�วนและรอ่ งนำ้�คดเคี้ยว เดนิ เรอื ยากมาก เวลาเท่ยี ง ๑๐ นาทถี ึงตำ�บล
บา้ นหว้า5 ระยะทางบกจากบา้ นธาตุ ๖๘๕ เส้น พักแรม

(1) เรือ่ งพระธาตพุ นมนี้ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไวใ้ นนทิ านโบราณคดี นิทานที่
๑๗ เรอ่ื 2ง ขลอุ่มงนโบ้�ำกรา�่ำณเป็นลุ่มน้�ำย่อยของลุ่มน�้ำโขง มีจุดเริ่มต้นจากหนองหาน อ�ำเภอเมืองสกลนคร จังหวัด
สกลนคร ไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนถึงแม่น�้ำโขง ท่ีต�ำบลน้�ำก�่ำ อ�ำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
รวมคว3าม แยกาง่วคปบั รพะมวางณเปน็๑๒เก๓าะกกโิ ลลาเงมลต�รำนำ้� โขง ปจั จบุ นั ตงั้ อยบู่ า้ นคบั พวง ต�ำบลนำ�้ กำ�่ อ�ำเภอธาตพุ นม จงั หวดั
นครพนม ในฤดูแล้งสามารถเดินข้ามไปฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้ บริเวณนี้เป็นแหล่งท่ีมี
ปลามาวา่ ยน�ำ้ ทวนกระแสน�้ำโขงในฤดูนำ้� ฝน ชาวบ้านหาปลาได้จะรอ้ ยเปน็ พวง ได้มากจนแน่นพวง เป็นทมี่ า
ของค�ำ4ว่า ป“จัคจบั ุบพนั วงค”อื แก่งกะเบา บา้ นนาแกนอ้ ย ต�ำบลป่งขาม อ�ำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร หา่ งจาก
ตวั จงั ห5วดั ปมจักุ จดุบาันหนารา่ จ๓ะ๕หมกาโิ ยลถเมงึ ตบร้าแนลหะวห้า่านงใจหาญกอ่ ต�ำ�เำภบอลธหาวต้าพุนนใหมญจ่ ังอห�ำวเภัดอนหควร้าพนนใมหญ๒่๔จังกหิโวลดัเมมตุกรดาหาร

163 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เมอื งมุกดาหาร(1)
วันท่ี ๒๐ มกราคม เวลาเช้าโมงหน่ึง ลงเรือพายอ้อมหาดขึ้นไปแล้ววกล่องลงมา
ตามรอ่ งน�ำ้ ถงึ บา้ นบางไทรนอ้ ยเวลาเชา้ ๒ โมงเศษขน้ึ บก ใหร้ าษฎรพบทว่ี ดั ครหู่ นง่ึ แลว้ ลงเรอื
ล่องต่อมา แลเห็นเมืองสวรรณาเขตรของฝรั่งเศสข้างฝั่งซ้าย แล้วถึงเมืองมุกดาหารเวลา
เช้า ๔ โมง พระยาศะศิวงศ์ประวัติ2 จางวางลงมาคอยรับที่ท่านำ้� มีพระสวดไชยมงคล
ข้ึนที่ท่าน่าเมืองแล้วเดินไปตามถนนจนถึงท่ีพัก ซ่ึงพระอนุชาติวุฒาธิคุณ(3) ข้าหลวงจัดรับ
เปนตึกขัดแตะถือปูนทำ�อย่างม่ันคง ถนนที่เมืองมุกดาหารนี้ทำ�ถนนกว้างใหญ่แลดูสอาดตา
แต่บ้านเรือนราษฎรอยู่ข้างร่วงโรย สินค้ามีหนัง เขา เร่ว ยางกะตังกะต้ิว สีเสียด ยาสูบ
บรรทุกเกวียนไปขายณะเมืองนครราชสิมา แลรับสินค้าจากเมืองนครราชสิมา คือ ผ้าแพร
และเครอื่ งทองเหลอื งทองขาว และน�้ำ มนั ปริ โ์ ตเลยี มบา้ ง กลบั มาขาย ราคาน�ำ้ มนั ปริ โ์ ตเลยี ม
ท่ีฝ่ังซา้ ยขายปีบละ ๓ บาท ๔๘ อัฐ น�้ำ มนั ที่บรรทุกมาจากนครราชสิมาขายปีบละ ๖ บาท
แต่ไม่ใคร่มีใครไปซ้ือน้ำ�มันท่ีเมืองสวรรณาเขตรมาใช้ เพราะพลเมืองไม่ได้ใช้นำ้�มัน มีแต่จีน
พอ่ ค้าใชเ้ ล็กนอ้ ย แตข่ ้างฝ่ังซ้ายใชม้ าก เพราะมีฝรง่ั และนำ้�มันนั้นว่าไมใ่ ครจ่ ะสู้ดี ใช้สู้น้ำ�มนั
ท่ีซ้ือมาจากเมืองนครราชสิมาไม่ได้ สินค้าที่รับมาจากนครราชสิมาน้ันได้ส่งไปขายท่ีร้าน
ฝงั่ ซ้ายบา้ งเพราะเปนของราคาถกู เปนพน้ื พอแกก่ ำ�ลังคนพ้ืนเมืองจะซอื้ หา สินคา้ ทฝ่ี รัง่ เศส
นำ�มาเปนของดีแต่ราคาแพง ทราบว่ามีห้างใหญ่แห่งหน่ึงท่ีเมืองสวรรณาเขตรมีของต่างๆ
ขาย แลขายบุหร่ีซึ่งรัฐบาลฝรั่งเศสทำ�ส่งมาจากเมืองฝรั่งเศสด้วย เพราะบุหร่ีแลไม้ขีดไฟ
เปนของผกู ขาดของรฐั บาล จงึ เปนทเ่ี ขา้ ใจไดว้ า่ การทย่ี าสบู แลไมข้ ดี ไฟสง่ ไปทเ่ี มอื งสวรรณาเขตร

(12) พพรทุ ะธยศากั ศรศาวิชงษ๒ป์๕ร๒ะ๕วตั ยิ นกาเปมน็เดจมิ ังหเมวฆดั มเจกุ า้ดเามหอื างรมกุ ดาหารองคท์ ่ี ๗ (พ.ศ. ๒๔๓๐ - ๒๔๔๒) จากราชวงศ์
เวียงจันทน์ในฐานะเจ้าเมืองประเทศราช เป็นพระโอรสของเจ้าอุปฮาด (แถง หรือ แท่ง) ซ่ึงเป็นพระโอรส
ในพระจนั ทรสุริยวงษ์ (พรหม) เจา้ เมอื งมกุ ดาหารองค์ท่ี ๓ เร่มิ เขา้ รบั ราชการเปน็ กรมการเมืองมกุ ดาหาร ได้
รับการสถาปนาเป็นท่ที า้ วสวุ รรณสาร บรรดาศกั ด์ทิ ่ปี รากฏตามล�ำดบั คอื เจา้ ราชบตุ ร ต�ำแหน่งคณะอาญาสี่
เมืองมุกดาหาร พระจันทรเทพสุริยวงษา เจ้าเมืองมุกดาหาร เมื่อมีการยกเลิกต�ำแหน่งเจ้าเมืองเปล่ียนเป็น
ต�ำแหนง่ ผู้วา่ ราชการเมืองจงึ ไดร้ บั โปรดเกลา้ ฯ ให้เปน็ จางวางท่ปี รกึ ษาราชการเมอื งมุกดาหาร และอ�ำมาตย์
เอก พระยาศศิวงษป์ ระวัติ ต�ำแหน่งกรมการพเิ ศษจังหวดั นครพนม ถึงแก่อนิจกรรมเมอ่ื วนั ที่ ๒๘ เมษายน
พ.ศ. (๒3๔) ๖พ๐ระเปยา็นอตนน้ ชุ สากตลุ วิ ฒุจนั าทธคิรณุสา(ขแาพแณละหพนทิ อักงษคพ์ายน)มเปน็ บตุ รชายในพระยาวฒุ าธคิ ณุ วบิ ลุ ยศกั ด์ิ อรรคสรุ นิ ทร์
มหินทรภักดี (เคน) เจ้าเมืองหนองคายคนท่ี ๒ ด�ำรงต�ำแหน่งข้าหลวงก�ำกับราชการเมืองมุกดาหาร และ
เป็นนายอ�ำเภอเมืองเพ็ญขึ้นตรงต่อเมืองอุดรธานี ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวุฒาธิคุณ
วบิ ลุ ยศกั ด์ิ อคั รสรุ นิ ทรม์ หนิ ทรภกั ดี นายอ�ำเภอจงั หวดั อดุ รธานี เปน็ ผไู้ ดร้ บั พระราชทานนามสกลุ ณ หนองคาย

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 164
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

จากฝ่ังขวาต้องเสียภาษีแรงนั้น เพราะรัฐบาลจะอุดหนุนให้ห้างฝร่ังเศสได้ขายบุหรี่และ
ไม้ขีดไฟทร่ี ัฐบาลทำ�เอง แต่ยาสูบแลไมข้ ดี ไฟสง่ ไปขายฝ่ังซา้ ยท่อี ่นื ๆ ซง่ึ เปนบา้ นเล็กๆ ไมม่ ี
รา้ นรวงใหญ่โตอนั ใดก็ไม่ต้องเสยี ภาษี

ท่พี กั แรมบา้ นหวา้
แขวงเมืองมุกดาหาร
มาเทยี่ วนไี้ ดเ้ ห็นแมน่ �ำ้ โขง ต้ังแตเ่ มืองหนองคายลงมาจนเมืองมกุ ดาหาร ถา้ ล่องด้วย
เรอื พายระยะทางประมาณ ๗ วนั ระยะนใ้ี นแผนทข่ี องฝรง่ั เศสวา่ เดนิ เรอื ไดต้ ลอดปี คอื วา่ ขนึ้ ลอ่ ง
สดวกกวา่ ระยะอน่ื แตก่ ระนนั้ ความคดิ ทคี่ าดไปเมอื่ ยงั ไมไ่ ดแ้ ลเหน็ วา่ แมน่ �ำ้ โขงจะเปนอยา่ งไร
ผดิ หมด เพราะเคยเหน็ แตแ่ มน่ �ำ้ เจา้ พระยาแลล�ำ น�ำ้ อน่ื ในประเทศน้ี นกึ วา่ จะท�ำ นองเดยี วกนั
เปนแตใ่ หญโ่ ตขน้ึ ไปตามสว่ น ทจี่ รงิ หาเปนเชน่ นน้ั ไม่ แมน่ ำ้�โขงผดิ กบั แมน่ ำ้�อนื่ ๆ ทไี่ ดเ้ คยเหน็
มาท้ังหมดว่าโดยขนาดลำ�นำ้�ตอนเมืองหนองคายยังไม่สู้กว้างนัก ดูข้างฝ่ังน้ีพอเถียงกันว่า
โนน่ ววั หรอื ควายทย่ี นื กนิ หญา้ อยทู่ างฝง่ั โนน้ แตต่ อนใตล้ งมาจนถงึ เมอื งมกุ ดาหาร ไมแ่ ลเหน็
ตัววัวควายข้างฝ่ังโน้นทีเดียว เมืองสวรรณาเขตรของฝร่ังเศสอยู่ตรงกันข้ามก็พอแลเห็นตึก
หลังคาแดงๆ เทา่ นนั้ ฤดูแลง้ น�ำ้ งวดตล่ิงสงู ประมาณ ๕ วา ๖ วา คันตลง่ิ เปนท่ดี อน แต่ตอน
ริมน้ำ�ลึกเข้าไปก็เปนที่ลุ่มนำ้�ท่วมทุกปี แห่งใดพอทำ�ไร่นาได้ในท่ีลุ่มนั้นจึงตั้งบ้านเมือง เช่น
เมอื งหนองคาย เปนตน้ แตโ่ ดยมากเปนทล่ี มุ่ เกนิ ไปจงึ เปนแตป่ า่ เปลา่ ปา่ รมิ แมน่ �ำ้ โขงเหลา่ น้ี
กไ็ มม่ ไี มใ้ หญ่ถึงขนาดทจ่ี ะเปนสินคา้ ได้ เห็นจะเปนดว้ ยตัดมาใชก้ นั เสียหมด ราษฎรอาไศรย
ไดแ้ ต่ท�ำ ไร่ปลกู พรรณไมล้ ม้ ลกุ ที่เปนสินค้า คอื ยาสบู เปนตน้ ท�ำ ตามเกาะท่ีเขาเรยี กกนั ว่า
ดอนบา้ ง ระยะใดไมม่ เี กาะกป็ ลกู กนั ตามชายตลง่ิ รมิ ฝง่ั สว่ นล�ำ น�้ำ นน้ั น�้ำ ขนุ่ แลไหลเชยี่ วตลอดปี
มีสัตว์ร้ายต่างๆ เปนต้นว่า จรเข้แลปลาเงือกสำ�หรับทำ�อันตรายผู้คน แลมีเคร่ืองกีดก้ัน
ส�ำ หรบั ใหเ้ ปนอนั ตรายแกเ่ รอื ทขี่ นึ้ ลอ่ งบรบิ รู ณท์ กุ อยา่ ง เปนตน้ วา่ ศลิ าใตน้ �ำ้ (ซงึ่ เรอื ขา้ พเจา้ ได้
โดนดังกล่าวมาแล้ว) แลหาดทรายซึ่งอาจจะมูน1 ขึ้นท่ีไหนๆ ได้เมื่อไรๆ (เรือข้าพเจ้าก็ได้

1 มนู แปลว่า พอกพนู หรอื พนู ขน้ึ

165 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า
มณฑลอุดร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เคยติด) นอกจากน้ี ยังมีแก่งใหญน่ ้อยอกิ เปนอันมาก ลอ่ งเรอื น่าแลง้ ก็ยงั น่ากลวั แตเ่ มอ่ื มา
ในเรอื ไฟไมใ่ ครเ่ หน็ ไดเ้ ห็นเมือ่ ลงมาเรอื พายแตพ่ ระธาตุพนมลงมาเมอื งมกุ ดาหาร เมื่อผา่ น
แก่งคับพวงเห็นน้ำ�วนใหญ่โตกว่าท่ีได้เคยเห็นมาแต่ก่อนดูน่ากลัว แม้พวกท่ีพายเรือเคยข้ึน
ลอ่ งทางนอ้ี ยู่เสมอ ยงั ต้องกำ�ชบั กันให้ประจงระวังใหด้ ี ดว้ ยเหตทุ ัง้ ปวงทกี่ ลา่ วมา การเทย่ี ว
ในลำ�แม่นำ้�โขงจะว่ามีความสนุกสบายอย่างไรนั้นว่าไม่ได้ แลยังไม่เคยได้ยินใครชมว่าสนุก
หรอื สบายเลยแต่ตอ้ งยอมวา่ ปลาดน่าพิศวง ไมเ่ สียใจที่ไดม้ าเหน็ แตเ่ ม่อื ไดเ้ ห็นครั้งหนึง่ แลว้
กวา่ จะอยากไปเทย่ี วแมน่ �ำ้ โขงอกี เห็นจะยงั นาน

ล�ำ น�ำ้ โขงตอนทต่ี ง้ั เมอื งมกุ ดาหารน้ี ตรงนา่ เมอื งมหี าดใหญ่เปนหาดกรวด กลา่ วกนั วา่
ท่หี าดนี้มีแกว้ จึงเอามาเปนชอื่ เมอื งมุกดาหาร

เวลาบา่ ย ๓ โมง มกี ารประชมุ บายศรี ครนั้ เวลาบา่ ย ๔ โมงไปทวี่ ดั ศรมี งคล1 วดั กลาง2
วัดศรบี ุญเรอื ง3 แลเท่ียวดูหมบู่ ้านราษฎร แลว้ ไปเยีย่ มบ้านพระยาศะศิวงศป์ ระวัติ กับบ้าน
พระยาอนุชาตวิ ฒุ าธิคุณ

วันที่ ๒๑ มกราคม เวลาย�่ำ รุ่ง ขี่ม้าออกจากเมอื งมกุ ดาหารตามหนทางท่มี ามีโคกบ้าง
มีนาบ้าง ผ่านบา้ นเหมอื งบา่ แลเหน็ เขาภูมะโน4 แลเขาภหู ินซนั ซ่งึ ดูตามแผนทีเ่ ข้าใจว่าเน่ือง
กนั กบั เขาภูพาน เวลาเช้าโมงหนึง่ กับ ๒๕ นาที ถงึ บ้านค�ำ เขืองที่พกั ร้อน ระยะทาง ๒๔๐ เสน้
เวลาเช้า ๓ โมง เดินทางต่อมาเข้าดงบางอี่(5) เปนทางข้ึนเขาอย่างเดียวกับดงพระยาไฟ
แต่เปนดงใหญ่ทึบกว่าดงพระยาไฟ ต้นไม้แน่นหนาร่มชัฏ แลเห็นดวงพระอาทิตย์แต่เม่ือ
อยู่เหนือยอดไม้ มีต้นตะเคียนต้นยางอย่างใหญ่ๆ ก็มาก ข้ามทางลำ�น้ำ�เล็กๆ ท่ีผ่านใน
ดงนั้น ๒ - ๓ แห่ง แลข้ามห้วยบังอี่ซ่ึงเปนห้วยใหญ่แห่งหนึ่ง ถึงบ้านนาเกาะ6 ซ่ึงเปน
บา้ นอยใู่ นดง เวลาเทยี่ ง ๒๕ นาที ระยะทาง ๔๙๐ เส้น รวมระยะทางวนั น้ี ๗๓๐ เส้น7
มีราษฎรผู้ไทยอยู่ใตท้ ี่พักแรมลงไปมีเรอื นประมาณ ๘๐ หลัง ทำ�นาพอกนิ กันเอง

1 ปัจจุบนั น่าจะหมายถึง วัดศรมี งคลใต้ ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมอื งมุกดาหาร จังหวดั มุกดาหาร
2 ปจั จบุ นั นา่ จะหมายถงึ วดั มชั ฌมิ าวาส อ�ำเภอดอนตาล จงั หวดั มกุ ดาหาร ชาวบา้ นจะเรยี กวา่ วดั กลาง
3 ปัจจบุ นั คือ วัดศรบี ุญเรอื ง ต�ำบลศรีบุญเรือง อ�ำเภอเมืองมุกดาหาร จงั หวดั มกุ ดาหาร
4 ปัจจุบัน ภมู โนหรือภูมโนรมย์อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ อยใู่ นท้องท่อี �ำเภอเมืองมุกดาหาร

และอ(�5ำเภ) ดองดบอานงตอาน่ี ลี้ จังหวัดมกุ ดาหาร ทรงเลา่ ไว้ในนิทานโบราณคดี นทิ านที่ ๑๗ เร่อื ง
สมเด็จฯ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพ
เดินดง [ปัจจุบันเป็นวนอุทยานดงบังอ่ีอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอ่ี ท้องที่ต�ำบลนากอก อ�ำเภอ
นคิ มค�6ำส รฉ้อบยบั จพังมิ หพว์ดั พม.กุศด. า๒ห๕า๑ร๒] หนา้ ๕๓ วา่ บ้านนากอก ปัจจุบัน คอื บา้ นนากอก ต�ำบลนากอก อ�ำเภอ
นิคมค�7ำส รเ้อทยา่ กจับังห๒ว๙ัด.ม๒กุ กดโิาลหเามรตร

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 166
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

หม่อมเจ้านิสากร ในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนศิริธัชสังกาศ1 เลขานุการ แล
ขนุ ภกั ดรี ณชติ (2) ขา้ หลวงมหาดไทยมณฑลอสิ าณ กบั พระอบุ ลการประชานติ ย์(3) แทนขา้ หลวง
บริเวณอุบล ซึ่งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์สำ�เร็จ
ราชการมณฑลอสิ าณใหม้ ารับ ได้มาพบที่บ้านนาเกาะแล้วจะตามตอ่ ไปดว้ ย

มณฑลอสิ าณ4
วนั ท่ี ๒๒ มกราคม เวลาย�ำ่ รงุ่ ๒๐ นาที ออกจากทพี่ ักบา้ นนาเกาะเดนิ ทางมาในดงมี
ไผ่ ๒ ขา้ งทาง ลกึ เขา้ ไปเปนไมส้ ูง จนถงึ ท่มี ศี ิลาลาดเปนทางยาวใหญ่อยา่ งทห่ี นิ ดาด มีน้ำ�ขงั
อยตู่ ามแอ่งเล็กๆ มพี ่มุ ไมอ้ ยตู่ ามแอง่ นำ้�เหล่านัน้ แลว้ เข้าดงทึบต่อมา ถึงท่ตี ่อเขตรมณฑล
อุดรกับมณฑลอิสาณท่ีหนองพอกแล้ว ออกปากดงบังอี่ ถึงที่พักร้อนตำ�บลบ้านนาคำ�
เวลาเช้า ๒ โมง ๔๐ นาที หนทางที่มาต้ังแต่บ้านนาเกาะถึงตำ�บลหนองพอก5 ที่ต่อแดน
มณฑล ๒๗๐ เส้น ประจวบกับหลัก ๑๐๐๐ เส้น จากเมืองมุกดาหาร แล้วมาในเขตร
มณฑลอิสาณอกิ ๓๐ เสน้ ออกปากดง ถงึ ทพ่ี ักรอ้ นบา้ นนาค�ำ หนทางทเ่ี ดินในดงสองเวลาน้ี
เปนทางแคบ มที ง้ั ตอไมร้ ากไมเ้ ปนทางเดนิ ล�ำ บากมาก เวลาเชา้ ๔ โมง ออกจากทพ่ี กั บา้ นนาค�ำ
มาตามหนทางมณฑลอิสาณเขตรอำ�เภอเสนางคนิคม(6) ข้ึนเมืองอุบลราชธานี เปนทางใน
ปา่ ไม้ตะเคียน แลไมเ้ ต็งรงั ไมต้ ะแบก แลอื่นๆ เปนหนทางกว้างใหญแ่ ลเรียบดี ตน้ ไมส้ ูงๆ
ในทางคงไว้ไม่ได้ตัด ได้อาไศรยบังแสงแดดบ้างพอเดินสบาย เวลาเช้า ๕ โมง ถึงตำ�บล
กุดเชยี งหมี ระยะทาง ๑๘๐ เส้น มีที่พกั แรม รวมระยะทางวันน้ี ๔๘๐ เส้น7 มีขา้ ราชการ

1 หม่อมเจ้านิสากร ศรีธวัช เข้ารับราชการเป็นเลขานุการมณฑลอิสาณ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ เป็นปลัด
จังหวัดสุรินทร์ เป็นรองอ�ำมาตย์โท ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอ�ำมาตย์โท ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง
ผู้ว่าราชการจงั หวัดสวรรคโลก และอ�ำมาตย์เอก ผู้ว่าราชการจงั หวดั พจิ ติ ร สิ้นชพี ิตกั ษัยเมอื่ วนั ท่ี ๓ มีนาคม
พ.ศ. (๒2๔) ๗ขุน๒ภักดีรณชิต (ลพ ศรุตานนท์) เด๋ียวนี้เปนพระสระบุรีศรีนัทยนิคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
[ภายห(43ล )งั เเพดปิมรน็ ะคพออื รบุ มะลณยกาฑารรลาปลมราระวาชกชาเาดนวชิตต]ยอ่ ์ (มบาุญเปชลู พ่ยี นรหชมื่อวเปงศน็ ามนณนฑทล)์ อีสาน และมณฑลอุบล ตามล�ำดบั ประกอบดว้ ย
๗ เมอื ง คอื อบุ ลราชธานี นครจ�ำปาศกั ดิ์ ศรสี ะเกษ สรุ นิ ทร์ รอ้ ยเอด็ มหาสารคาม และกาฬสนิ ธ์ุ ตง้ั ทบี่ ญั ชาการ
มณฑล(675ท) เี่ ปเอมท�ัจือำ่าเจงภกบุอบัอุบนั เส๑ลคนร๙อืาา.ช๒งตธค�ากนำบนิโิคลลี มเหมนปตอจัรจงพบุ อันกยบุ อเ�ปำเ็นภตอ�หำบนลอเงสพนอางกคจนังิคหมวดั ขรึ้น้ออย�ำเเอภด็ ออ�ำนาจเจรญิ

167 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า
มณฑลอดุ ร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

มณฑลอิสาณมารับ คือ หลวงสถานบริรักษ์(1) กรมวัง แลพระอุบลเดชประชารักษ์(2)
ปลดั รกั ษาราชการเมอื ง พระอบุ ลศกั ดปิ์ ระชาบาล(3) ยกระบตั รเมอื งอบุ ลราชธานี แลกรมการ
อ�ำ เภอตา่ งๆ หลายนาย

วันที่ ๒๓ มกราคม เวลายำ่�รุ่ง ออกจากท่ีพักแรมกุดเชียงหมี4 ข้ามลำ�น้ำ�เซ5 แดน
อำ�เภอเสนางคนิคมกับแดนเมืองยโสธรต่อกัน แล้วเข้าทางเขตรบ้านฮ่องแซง6 ถึงปากดง
ภสู ะมากงั หรือบา้ นคำ�บอน7 เวลาเช้าโมงหนง่ึ กับ ๒๕ นาที ระยะทาง ๒๕๘ เสน้ มที ีพ่ ักรอ้ น
ชาวบ้านมาหา ชาวบ้านน้ีเปนผู้ไทยเดินมาจากเมืองตะโปน เวลาเช้า ๓ โมงครึ่ง เดินทาง
ต่อมาเข้าดงสะมากัง เปนดงมีไม้งามๆ แลมีไม้ยมผาอย่างไม้ทำ�หีบบุหร่ีฝร่ัง เปนดงเล็ก
กว่าดงบังอี่ แลหนทางเรียบร้อยดี เวลาเช้า ๕ โมง พ้นดงสะมากัง ถึงที่พักแรมตำ�บล
บ้านสม้ พอ้ 8 ระยะทาง ๒๖๐ เสน้ รวมระยะทางวนั น้ี ๕๑๘ เส้น9 นายร้อยเอก หลวงสมรรถ
สรรพยุทธ(10) ข้าหลวงโยธามณฑลอสิ าณมาคอยรบั

วันท่ี ๒๔ มกราคม เวลายำ่�รุ่ง ออกจากที่พักแรมบา้ นสม้ พ้อมาตามเขตรบา้ นนาฮีแลว้
เข้าเขตรบ้านคำ�ไหล11 ระยะทาง ๓๐๔ เส้น ถงึ ท่พี ักรอ้ นเวลาเชา้ โมงหนง่ึ กับ ๔๕ นาที เวลา
เชา้ ๓ โมง ออกจากทพ่ี กั รอ้ นออกจากเขตรบา้ นค�ำ ไหลเขา้ เขตรบา้ นตาสมื แลว้ ถงึ บา้ นนาซมึ 12
ทพ่ี ักแรมเวลาเช้า ๓ โมง ๕๐ นาที ระยะทาง ๒๑๑ เสน้ รวมระยะทางวันน้ี ๕๑๕ เสน้ 13

(((12354))) ลปพพห�ลจัรรำนะะจวออำ้�งุบสเบุุบันซถลลหาคศเนดรือกั ือชบดตปลริ์ป�ริ�รำำรบักเะซะษชลชบาก์ าา(รดุเบยอกั เาชษ้ินเลปีย์)(ง็นเ(สกหลือคุม�ำ�ีนำณอ�้ำส�สำุวอเาภรุบขรอลณาเข)ลกอิงฎุ นง)แกมทน่ า้ำ� จมงั ูลหมวดัีตย้นโกส�ธำเรนดิ จากสนั ปันน้�ำของลมุ่ น�้ำเซบายและ
ลุ่มน้�ำห้วยบังอี่บริเวณพื้นท่ีอ�ำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ไหลผ่านอ�ำเภอไทยเจริญ อ�ำเภอป่าต้ิว อ�ำเภอ
ค�ำเขอ่ื นแกว้ จงั หวดั ยโสธร อ�ำเภอเสนางคนคิ ม อ�ำเภอหวั ตะพาน อ�ำเภอเมอื งอ�ำนาจเจรญิ จงั หวดั อ�ำนาจเจรญิ
อ�ำเภอเขอื่ งใน อ�ำเภอมว่ งสามสบิ และไหลไปรวมกบั แมน่ ำ�้ มลู ทบี่ า้ นทงุ่ ขนุ นอ้ ย ต�ำบลหนองขอน อ�ำเภอเมอื ง
อุบล(ร1111า02137698ช) ธ ปปปปเเปหาททลจจัจััจจัันา่่าจจจจจวีกกจงุบุุบบุุบบับับสังนัันนนััันหม๒๒วคคคคคร๐๐ดัรือออืือืือถ..อ๗๖สบบบบตุบ๒ร�าาา้้้้ากลำรบนนนนิโรกพลลคสคนาิโยเชหม้ล��ามำำุทธไบซเ้อผตหมธามึออ่งรนตลแน(จตรีตซตมวิ๋�ง�ตำำ�ีค)บบำ�บอำวลบล�ลาำนสลเมโภาม้หพยโอผนนสาเอ่อวง่ลอาปงงิอมห�นรำ�เะมำกภเอมภีทอ�อาำอาเก�ณภไำุดเจทอภชัง๒ยกอมุหเ๐ดุกจว๐ชจดุรัดังมุญิชยกหมุโโิจวสจลงััดจธังเหมยังหรวหโตวดัสวดัรธยดั ยรโยโสสโธสธรธรร

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 168
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

เมืองยโสธร(1)

วนั ที่ ๒๕ มกราคม เวลาย่ำ�รงุ่ ออกจากทพ่ี ักแรมบา้ นนาซมึ ทางมาเปนโคกไม้เล็กๆ
หนทางทต่ี ดั แลดแู ตไ่ กลเหน็ ทวิ ไมส้ องขา้ งทางขา้ งหนา้ ซงึ่ งามดี แลทร่ี มิ หนทางทม่ี ามที น่ี าดๆี
เปนอันมาก เมื่อเวลาออกจากบ้านนาซึมเข้าเขตรบ้านนาโป่ง2 แลบ้านเผือฮ3ี มีสระน้ำ�ริม
ทางแล้วเข้าเขตรบ้านนาซวยใหญ่ บ้านนาซวยน้อย ถึงบ้านนาสีนวล4 ท่ีพักร้อนเวลาเช้า
๒ โมง ระยะทาง ๓๗๗ เสน้ เวลาเช้า ๓ โมง ออกจากบ้านนาสีนวล พ้นเขตรบา้ นนาสีนวล
มาเข้าเขตรบ้านหนองสรวง5 บ้านหนองแวง และบ้านคำ�หม้อ ถึงเมืองยะโสธรเวลาเช้า
๔ โมงคร่งึ ระยะทาง ๒๖๖ เส้น รวมระยะทางวนั น้ี ๖๔๓ เส้น6 หลวงศรวี รราช ผวู้ ่าราชการ
เมือง หลวงยศไกรเกรียงเดช ยกระบตั ร แลกรมการคอยรับอยู่

ในการทีม่ ามณฑลอิสาณคราวนี้ อยากจะไปเฝ้ากรมขุนสรรพสทิ ธทิ ่เี มอื งอบุ ล แต่เปน
การขัดข้องด้วยข้าหลวงปักปันแดนกับฝร่ังเศสจะประชุมกันที่เมืองอุบล กรมขุนสรรพสิทธิ
ท่านทรงติดพระธุระรับแขกเมือง จะไปเพิ่มความลำ�บากถวายหาควรไม่ จึงกะทางหลีกมา
เสียเมืองยโสธรห่างเมืองอุบลอยู่ ๒ วัน ฝ่ายกรมขุนสรรพสิทธิเดิมก็จะเสด็จมาพบที่เมือง
ยโสธร แต่พเอิญเวลาน้ีข้าหลวงปักปันเขตรแดนอยู่ที่เมืองอุบลราชธานี จึงเสด็จมาไม่ได้
ไดแ้ ต่สนทนากันโดยทางโทรศัพท์

เวลาบา่ ย ๔ โมง ไปทว่ี ัดพระธาตุ7 มพี ระเจดยี ์เกา่ เปนรปู ปรางคอ์ งคห์ นง่ึ พระครูยโส
ธราจารย์เปนเจ้าอาวาศ แลว้ ไปวดั สงิ ทา8 แลวัดธรรมหายโศก9 ทวี่ ดั [พระ]ธาตุแลวดั ธรรม
หายโศกมเี ดก็ นกั เรยี นรอ้ งค�ำ ไชยมงคลท�ำ นองสารภญั ญะ พระสาสนดลิ กเจา้ (10) คณะมณฑล
เรียบเรียงสง่ มา แลวัดธรรมหายโศกนั้นเปนวัดธรรมยตุ กิ า

(1(1026594738)) ปปเปปปปปตพท้งัััจจจัจจัจัััจร่าเะจจจจจจจปกสุุบบุบุบบุบุบุ ็นับานััันันััันนนนจส๒นังนคคคคคคห่า๕ือืืืออืือออดจว.ิล๗ะัดววบบวบกหย๒ดดัดัั้้าา้ามโมสศ(นนนคสกาิงรหหนน�ธยิโหีธำานาาลรถร์ทพธสโเอรึงปเมาา่รีนมมงตห่งตบสวาื่อตุมรลา้รตรต�วำนาวก�บัน�ำตำมงสผบบลท�กิือำลตลใตบี่ รน๖ฮท�ใ�ลำ)ำนีเบรบมหตตกเาลลม�อืนอ่มุยำหใบอืงมอภมนนลงางาูลอเอผเมเพอร�ปงออืำอือืนัเ�เ็นภำ�ฮรงเำธเพือภอีอ์ภออพอ�รเอำอม��ะเเำำ.ภเเทศ�มอืยำภภเอ.รอืางภ ออายเวง๒อมมเยิจยโม๕เสอืหมติโม๑อื สธงลูารอื๕งยรธธชยงจรโรนจยสโังรสะังจโธหมหชสธงัรวปหรยัธวัดรจรัดวจยิวจงััดยจังตัหโังยโหสงัหรวสโหธววัดสธรดัวดัยรธดัยยรโยสโโสสโธสธธรรธรร

169 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เวลาคำ่� หลวงเถกิงรณกาจ(1) ผู้บังคับการตำ�รวจภูธร ได้จัดแคนวงกรมตำ�รวจภูธร
มณฑลอิสาณมาเลน่ เวลากินดว้ ย

วันท่ี ๒๖ มกราคม เวลาเช้าโมงหน่ึง ไปดูตลาดแลหมู่บ้านในเมืองยโสธรๆ นี้ต้ังอยู่
บนเนินใกล้ลำ�นำ้�พาชี ที่ว่าใกล้น้ีมิใช่ริมน้ำ�อย่างเมืองที่ต้ังตามริมแม่น้ำ�เจ้าพระยา ลำ�นำ้�
ทางมณฑลนครราชสมิ าแลมณฑลอดุ ร อิสาณ เช่น ลำ�น�้ำ พาชีนี้ เปนตน้ นำ้�ไหลลงแมน่ �ำ้ โขง
เวลาฤดูฝนนำ้�ในแม่นำ้�โขงมาก นำ้�ในลำ�นำ้�เหล่านี้ไหลลงแม่นำ้�โขงไม่ได้ก็ท่วมตลิ่งที่ลุ่ม
เข้าไปลึกๆ บ้านเรือนต้องตั้งพ้นที่นำ้�ท่วมจึงมักอยู่ห่างตล่ิง แต่เม่ือฤดูแล้งนำ้�ลดแห้งขอด
ก็กลายเปนอยู่ดอนหาน้ำ�ยากเปนอย่างน้ีแทบทั้งน้ัน เว้นแต่บางแห่งเช่นเมืองอุบล เพราะ
ที่ริมแม่นำ้�มูลตรงนั้นเปนที่ดอน เมืองจึงอยู่ชิดลำ�นำ้� ท่ีเมืองยโสธรน้ีมีถนนใหญ่เปนทาง
สี่แยก ริมถนนใหญ่มีร้านเปนตึกดินอย่างโคราช มีพ่อค้าจีนแลพ่อค้าไทยมาจากโคราช
ตั้งขายของต่างๆ ซึ่งนำ�มาจากเมืองนครราชสิมามากร้านด้วยกัน แลมีผ้าม่วงหางกะรอก
และโสรง่ ไหมซงึ่ ท�ำ ในพนื้ เมอื งมาขายบา้ งบางรา้ น หมบู่ า้ นราษฎรกแ็ นน่ หนา มจี �ำ นวนพลเมอื ง
ทงั้ สิ้นประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน มีถนนเลก็ ๆ เดนิ ถึงกนั ในหมูบ่ า้ น แตเ่ ปนทีม่ ีฝุ่นมาก

สนิ คา้ พน้ื เมอื งยโสธรสง่ ไปขายเมอื งนครราชสมิ ามหี นงั เขา เรว่ ครง่ั และไหม ไดค้ วามวา่
ใน ๕ ปมี านส้ี นิ ค้าไหมทวีมากขน้ึ สนิ คา้ ฝงั่ ซา้ ยมาทางเมืองมกุ ดาหารมาขายถงึ เมอื งยโสธร
มียางกะตังกะติ้วบ้าง และยางกะตังกะติ้วนี้ได้มาจากเมืองหนองสูง2 ข้างฝ่ังขวาก็มี และมี
พอ่ ค้าซื้อโคกระบอื ไปขายคราวหนึ่ง ตั้งแต่ ๔๐๐ ถงึ ๕๐๐ บา้ ง ลงทางดงพระยาไฟไปขาย
ท่ีปากเพรียวทางหนึ่ง ลงทางดงพระยากลางไปขายที่อำ�เภอสนามแจง3 แขวงเมืองลพบุรี
ทางหนึ่ง ลงทางช่องตะโกไปขายท่ีเมืองพนัศนิคม พนมสารคาม แลเมอื งนครนายกทางหนง่ึ
แต่เดิมลงทางช่องเสม็ด แต่เดี๋ยวนี้ใช้ลงทางช่องตะโก เพราะเปนทางสดวกกว่า พ่อค้าที่ไป
ปากเพรยี วน�ำ กระบอื ลงไปขายเปนพน้ื พอ่ คา้ ทไี่ ปสนามแจงน�ำ โคลงไปขาย พอ่ คา้ ทไ่ี ปมณฑล
ปราจิณบรุ ีมกี ระบือแลโคคละไปด้วยบา้ ง ฟงั ดูตามเสียงพอ่ คา้ ว่าการน�ำ โคลงไปขาย ไดก้ �ำ ไร
มากกว่ากระบือ เพราะโคเลยี้ งงา่ ย กระบือเม่ืออดน�ำ้ มักจะเปนอนั ตรายตามทาง

เวลาเช้า ๔ โมงครึง่ มกี ารประชุมบายศรี ผู้เฒา่ คนหน่ึงกล่าวคำ�ไชยมงคลเปนท�ำ นอง
ไพเราะ

(123) ปปหลจัจั จจวงบุุบเันันถกคคิงืออืรณตอก��ำำาบเภจลอส(มหน.นราอ.มวงแ.สจถงูงา่ จยอัง)�ำหเภวดัอมบุกา้ นดาหหมา่ี รจงั หวัดลพบรุ ี

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 170
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

เมอื งเสละภูม1ิ
วนั ที่ ๒๗ มกราคม เวลายำ่�รุ่ง ออกจากทีพ่ กั แรมเมืองยะโสธร ผทู้ ่ีไปด้วยกนั แยกย้าย
กันตรงน้ีหลายคน คือได้จัดส่งหม่อมเจ้าชายประสบประสงค์ไปเฝ้ากรมขุนสรรพสิทธ์ิที่
เมืองอุบล ด้วยออกไปเมืองนอกแต่เล็กพ่ึงกลับเข้ามา ยังไม่ได้เฝ้าเสด็จพ่อ ส่วนพระยา
ศรีสุริยราชวรานุวัตร ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลอุดรนั้นเสร็จกิจท่ีต้องมาด้วย แต่เขาอยาก
จะไปเฝ้ากรมขุนสรรพสิทธ์ิ ด้วยราชการมณฑลท่ีติดต่อกัน จึงวานให้พาหม่อมเจ้าประสบ
ประสงค์ไปส่ง ไปด้วยกันกับนายทองสุก ข้าหลวงธรรมการ แลนายแก้ว พนักงานหัดกด
ลายมือ ส่วนข้าราชการมณฑลอดุ รที่มาดว้ ย คือ พระยาประจันตประเทศธานีเมอื งสกลนคร
แลพระยาพิไสยสรเดชเมืองโพนพิไสย เปนต้น ก็ลากลับไปจากท่ีนี้ กระบวนท่ีเหลือออก
จากเมืองยะโสธรไปเมืองเสลภูมิ หนทางที่มาถึงดอนพระเจ้าแล้วถึงบ้านบ่อ2 แล้วถึงทุ่งแล
บา้ นเชียงหวาง3 มหี ว้ ยแห่งหน่งึ แล้วถึงห้วยหนองปลาตองแลทุ่งบ้านหนองคำ�4 ดงหนองคำ�
ทุ่งบ้านพับ5 ทุ่งบ้านบากบ้านเกิด6 แล้วถึงทุ่งบ้านเชือก7 มีที่พักร้อนหยุดพักกินเข้าเช้า
แลว้ ออกจากทพี่ กั รอ้ นออกทงุ่ หวั แตก ถงึ ล�ำ น�้ำ ยาง8 เขตรเมอื งยะโสธรกบั เมอื งเสลภมู ติ อ่ กนั
มที พี่ กั รอ้ นอกี แหง่ หนง่ึ รมิ ฝงั่ น�ำ้ ยางฟากขา้ งเสลภมู ิ แลว้ ขนึ้ ระแทะทกี่ รมขนุ สรรพสทิ ธท์ิ รงจดั
สง่ มาประทานส�ำ หรับใหผ้ ลัดกบั มา้ ตอ่ มาทางเขตรบา้ นโนนยาง9 ถงึ ท่งุ หว้ ยปลาโพงแลว้ ถงึ
เมืองเสลภูมิ เวลาเช้า ๕ โมงเศษ
เวลาถึงท่ีพักมีชาวบ้านมาหาแห่งละมากๆ ทุกแห่ง แลเวลาน้ีเปนเวลามีดอกพยอม
พวกหญิงสาวชาวบ้านมักร้อยเปนมาไลยสวมศีร์ษะเหมือนรัดเกล้า แลต่างหูที่ใช้กันน้ันมี
ก้านยาวงอนข้ึนข้างหลังเหมือนจอนหู เรียกว่า กะจอน ชาวมณฑลอิสาณใช้ตัดผมเปนพื้น
ไว้ผมทัดยาว เม่ือถึงที่พักแรมเมืองเสลภูมิ พระราษฎรบริหาร(10) ผู้รักษาราชการเมือง

76534128 ปปปปปลปป�จจัจัจััจัจจัั ำนจจจจจจจำ�ุุ้บุุบบุบบุบุบยนันัันนันันันั างคคคคคคคหืือออืืืืออืออรบบบบบอบอื �้า้าา้า้้า้าลำเนนนนนน�ภำหบพเบเนอชชนอ่ำา�้ลีอยืเยกสบัองกตแงัลหง�ตลคภตเำวบปะ���ูมาำำำบน็ลบบงิ ตสจลลา้ลต�ัง�น�บำเำำบ�หรดนำเา้ บาดลวิดำ้�นญลิดดัดสพอสรูท่าตลอ้อ��ข่งุำำ�บัเร�ายำภำบอาเหเภออญอล�ลำอเ�เ็ดเกัำมภดเเอภมืออดิ๑�อำอืงเเใมอยภเงนมอื�โยอำสอืเ๕งโเภธสมยงอรขยธโือสเอรโจงมสธงยังจอืธรแหโังรงมสจหวยธน่จดังัวโรหงัำ้�สยดั หชวธจโยสีวัดรังโปดัธสหยรจรยธโวะังสรโดักหสธยอวธรโบดัรสยดธโว้รสยธลร�ำนำ้� พอง ล�ำนำ�้ ปาว
ล�ำน�ำ้(1เซ09นิ) ปพลจัร�ะำจนรบุ �้ำาันพษรฎคมรอื บแบรลหิา้ ะนาลรโ�นำน(ทน�ำ้ อยยงาัง)ง ต�ำบลก�ำแมด อ�ำเภอกุดชมุ จังหวดั ยโสธร

171 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสมิ า
มณฑลอดุ ร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

กะมะลาไศรย แลพระนิคมบริรักษ์(1) ผู้ว่าราชการเมืองเสลภูมิแลกรมการมารับ เวลาบ่าย
๔ โมง ไปดูหมู่บ้านแลวัด ตรงเนินแห่งหนึ่งมีศิลาแลงเปนก้อนๆ เขาเล่าว่าเมื่อคร้ังผีบุญ
ราษฎรทห่ี ลงเชอ่ื วา่ หนิ แรจ่ ะเปนเงนิ ไดพ้ ากนั มาเกบ็ กอ้ นกรวดเลก็ ๆ ทต่ี รงนไ้ี ปคนละมากๆ(2)
แตเ่ วลานถ้ี า้ ใครพดู ขน้ึ ถงึ เรอ่ื งผบี ญุ กอ็ อกอายๆ ตามกนั แสดงอาการประหนง่ึ ไมเ่ คยรเู้ คยเหน็
ระยะทางท่ีมาวันนี้ตั้งแต่เมืองยะโสธรถึงท่ีพักร้อนบ้านเชือก ๔๖๑ เส้น ต้ังแต่บ้านเชือก
ถึงล�ำ นำ้�ยางแดนเมืองยะโสธรกบั เมอื งเสลภมู ติ ่อกัน ๑๔๐ เสน้ ตงั้ แต่ฝงั่ น้ำ�ยางถึงทีพ่ กั แรม
เมืองเสลภมู ิ ๒๔๘ เส้น รวมระยะทาง ๘๔๙ เสน้ 3

วันที่ ๒๘ มกราคม เวลาย�่ำ รุ่ง ไปดูหมบู่ า้ นเมอื งไพ4 ซง่ึ มศี ลิ าแท่งสลักจมดนิ อยู่ตาม
ละแวกบา้ นนน้ั เขา้ ใจกนั วา่ เปนหลกั เขตรเมอื งแตโ่ บราณ ทห่ี มบู่ า้ นนม้ี วี ดั แหง่ หนง่ึ เหน็ ชาวบา้ น
กำ�ลังมาตักบาตรท่ีลานวัด วิธีรับบาตรทางนี้ชอบกล เขานิมนต์พระเณรมายืนเรียงกันเปน
แถวเปิดบาตรคอยรับ ชาวบ้านมีเข้าเหนียวป้ันมาเดินตามกันใส่บาตรเปนแถว แล้วพระยืน
ยถาสัพพี5 ดูหลักศิลาแล้วกลับมาทางเดิมเลยที่พักแรมมาถึงที่พักริมลำ�น้ำ�พาชีเวลาเช้า
โมงเศษ ฝ่ังนำ้�พาชีตรงนี้เปนเขตรเมืองเสลภูมิกับเมืองร้อยเอ็จต่อกัน ลงข้ามลำ�นำ้�ด้วย
เรือโถงแล้วขึ้นม้าต่อไปตามฝั่งชี เข้าเขตรบ้านปากหมากค่า บ้านท่าฆ้อ6 บ้านคอ แล้วถึง
ท่พี ักร้อนบ้านห�ำ ฮอก พระยาขัติยวงศา(7) ขา้ หลวงบรเิ วณร้อยเอ็จมาคอยรับ พกั กินเขา้ เช้า
แลว้ เดินทางต่อไป เขา้ เขตรบา้ นหวั บ่อ8 บ้านดอนงัว9 แลบ้านเกา่ น้อย10 เวลาเชา้ ๕ โมง
มที พ่ี ักแรม

((12)) เพรร่ือะงนผคิ ีบมุญบนริรี้ กัสษม์เ(ดแ็จสฯน) กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในนิทานโบราณคดี นิทานท่ี ๑๗
เรือ่ งผีบ453ุญ เปยทะจั า่ ถจกาุบบั นัส๓ัพค๓พอื ี.๙มบา๖้าจนากเกิโมลอืบเมงทไตอพรนรโุ ตม�ทำบนลาเรมัมือคงาไถพาร
อ�ำเภอเสลภมู ิ จังหวัดรอ้ ยเอ็ด
และสามญั ญานโุ มทนาคาถา เปน็ บทท่ีสวดท่องไดก้ ็จะดี
แก่ตนเอง หรือได้รับพรจากพระก็ยิ่งดี เริ่มด้วย ยะถา วาริวะหา ปูรา ปริปูเรนติ... และอีกบทหน่ึงเร่ิมด้วย
สัพพีต1(7โิ6890ย) ปปปพปวััจัจจัจวิระัชจจจจยบุุบุบบุชาันันนันัันขตตัคคคคุ สิยือออืือื พัวบบบบงพศ้าาา้้า้ ะานนนนโรดทหเ(กเโอัว่าหคา่ คบนลน..อ้อ่งา.้อวั)ยตตต��ำตำ�บบำ�บำลลบลบไลพไ้าพไศนพศาแศาลจาล้งลอออ�อำ�เ�ำำภ�เเำภเภอภออธอธอวธวัชาวชั บจชั บสุรบรุีาจุรี มจีังจางัหรงัหวถหวดั วัดจรัดรอ้ังร้อหย้อยวเยอเดั อเด็รอด็ อ้ ็ดยเอด็

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 172
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

ระยะทางวันนี้แตเ่ มืองเสลภมู ไิ ปบา้ นเมอื งไพ ทง้ั หนทางไปแลมาประมาณ ๓๐๐ เส้น
ตั้งแตเ่ มอื งเสลภมู ิมาถึงฝง่ั ชี ๔๒ เส้น ต้ังแตฝ่ งั่ ชขี า้ งเมืองร้อยเอจ็ ถงึ ต�ำ บลห�ำ ฮอก ๒๐๗ เสน้
ต้ังแต่หำ�ฮอกถึงบ้านเก่าน้อยที่พักแรม ๑๕๖ เส้น รวมเพียงระยะทางต้ังแต่ที่พักแรมเมือง
เสลภมู มิ าถงึ ที่พักแรมบา้ นเกา่ น้อย ๔๐๕ เสน้ 1

ทบี่ า้ นเกา่ นอ้ ยนม้ี รี าษฎรชาวบา้ นใกลเ้ คยี งมาหามากกวา่ มาก มตี าเฒา่ คนหนง่ึ เอาดา้ ย
มาขอผูกข้อมือ เม่ืออนุญาตให้ผูกตามประสงค์ก็มีคนเกาะมือถือแขนต่อๆ กันไป เปนการ
เหมอื นชว่ ยกนั ผูกอิกเปนอนั มาก

ราษฎรมาเฝา้ เสนาบดี
เมอื งเสลภูมิ

เมืองรอ้ ยเอจ็
วันท่ี ๒๙ มกราคม เวลาย่ำ�ร่งุ ออกจากทพี่ ักแรมบา้ นเก่าน้อยเขา้ เขตรบ้านอ่มุ เมา่ 2
เขตรบา้ นฮางฮะ3 บา้ นโปง่ ลงิ 4 แลว้ ถงึ ทพี่ กั รอ้ นบา้ นเลา่ คาเวลาเชา้ ๒ โมง พกั กนิ เขา้ เชา้ แลว้
เดินทางต่อไปถึงเมืองร้อยเอ็จ เวลายังเช้าจึงแวะนมัสการพระท่ีวัดกลาง5 แลไปดูหลักศิลา
ของเก่าขนจากท่ีต่างๆ รวมไว้ท่ีน่าบ้านพระยาขัติยวงศา แล้วไปดูหมู่บ้านราษฎรแลตลาด
เมืองร้อยเอ็จน้ีเปนเมืองโบราณ ยังมีเชิงเทินดินเปนกำ�แพงเมืองแลมีคูโดยรอบปรากฏอยู่

15342 ปปเปปทััจจจัจั ่าจจจจกุบุบุบุบบั นันัันัน๑คคคค๖ือือือือ.๒บวบบดัาา้้้ากกนนนโิ ลลนฮอเาามุ่เิมวงงเตมศฮมรง่ินะา่ เ์มตตตือ���ำำำบงบบลลลตอนอ�ำมุ่บุม่ิเวเลเศมมใน่านา่ ์ เอออม���ือำำำเเเภงภภออออโธโ�พำพวเภนชันอบททเุรออมี งงจอื ังจงจหรังัง้อหวหัดยววรัดเดั ออ้ รรด็อ้ย้อเยยจอเเงัอด็อหด็็ดวดั ร้อยเอด็

173 การเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เวลานี้เปนที่ตั้งที่ว่าการบริเวณแลหัวเมืองท่ีใกล้เคียงนำ�สินค้ามาทางเมืองร้อยเอ็จโดยมาก
มีร้านตลาดเปนหมู่ใหญ่ มีชาวเมืองนครราชสิมามาต้ังร้านขายของเปนอันมาก บ้านเรือน
ราษฎรกค็ บั คง่ั แนน่ หนาเปนทบ่ี รบิ รู ณด์ ว้ ยหนองน�ำ้ แลไรน่ า มกี ารผสมโคกระบอื แลเลยี้ งสกุ ร
ใน ๔ - ๕ ปนี ม้ี สี กุ รจ�ำ หนา่ ยมากขนึ้ สนิ คา้ ในเมอื งมไี หมแลหนงั เขา นอกนน้ั เปนสนิ คา้ มาจาก
ที่อ่ืนมารวมเปนย่านกลาง ถึงท่ีพักแรมเมืองร้อยเอ็จเวลาเช้า ๓ โมงครึ่ง ระยะทางตั้งแต่
บ้านเก่าน้อยถึงเมืองร้อยเอ็จ ๓๙๒ เส้น พระยาไชยสุนทร ผู้ว่าราชการเมืองกาฬสินธ์ุ
แลกรมการหัวเมืองใกล้เคียงมาคอยรับ แลราษฎรพากันมานั่งคอยอยู่ตั้งแต่เช้าแทบจะ
เต็มไปทั้งท้องทุ่ง เวลาบ่าย ๔ โมงไปเที่ยวดูภูมิลำ�เนาเมือง จนถึงวัดบึง1 พบพระครู
เอกุตรสตาธิคุณ2 เจ้าคณะเมือง แล้วไปดูบึงพระลานไชย แลหมู่ร้านแลบ้านราษฎรต่อไป
เวลากลบั มาถงึ ท่พี กั มปี ระชุมบายศรีตามอยา่ งท่เี คยมา และพวกพ่อค้ามาหาเปนอนั มาก

โบสถว์ ัดกลาง เมอื งร้อยเอด็
วันท่ี ๓๐ มกราคม เวลาย�่ำ รุ่ง ออกจากเมืองร้อยเอจ็ หลวงขจรยตุ กฤตย(์ 3) ซ่ึงตามมา
ในการตรวจทางโทรเลขมณฑลอุดร มณฑลอิสาณ กบั นายน่วม มหาดเล็กนกั เรยี นไปรสนยี ์
โทรเลข ลาไปเมอื งอุบลราชธานี เพราะเมอื่ มาตามทางโทรเลข เขาเปนผ้จู ดั การใหใ้ ชโ้ ทรเลข

12 พปจัระจคุบรนั ูเอคกือุตวตัดรบสตึงพาธระิคลุณาน(ชโมยั งต) �เำบจ้าลคในณเะมเอื มงือองร�ำ้อเภยอเอเม็ดอื งแรลอ้ ะยเเจอ้าด็ อาจวังาหสววดั ัดรสอ้ รยะเอทด็อง เป็นชาวบ้าน
หวายหลึม (ใหญ่) อ�ำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นผู้ก่อต้ังโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย มรณภาพเม่ือ
พ.ศ. ๒(3๔) ๖ห๙ลวงขจรยุตกฤตย์ (เทา จนั ทรเวคนิ )

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 174
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

ได้ทุกระยะ แต่ทางต่อไปไม่ร่วมกับทางโทรเลขจนถึงเมืองพิมาย ในมณฑลนครราชสิมา
เขาส้ินกิจท่ีจะต้องไปด้วย ออกจากเมืองร้อยเอ็จมาทางบ้านขอนแก่น บ้านหนามแทง1
บ้านกาหลง บา้ นตำ�แย2 บา้ นแวงน้อย3 บา้ นแวงควาง(4) ถึงท่ีพกั ร้อนบ้านคูโคกเชา้ ๓ โมง
ระยะทาง ๔๕๘ เส้น พักกินเข้าเช้าแล้วเวลาเช้า ๔ โมง ข้ึนระแทะเข้าเขตรบ้านดงน้อย
บา้ นสนาม ถงึ บา้ นนาเลา5 ทพ่ี กั แรมเวลาเชา้ ๕ โมงครง่ึ (6) ระยะทาง ๒๑๑ เสน้ รวมระยะทาง
วนั นี้ ๖๖๙ เสน้ 7 ทพ่ี กั ตง้ั อยรู่ มิ หนองสมิ ตรงวดั นาเลาซงึ่ มตี น้ ไมร้ ม่ เยน็ ดี เวลาบา่ ย ๓ โมงครง่ึ
ไปเทยี่ วดถู นิ่ ทจ่ี นถึงวัด พบพระครวู นิ ยั รศฤดี วดั สาทองเมืองร้อยเอจ็ ตามมาสง่ ด้วย

ทีพ่ กั นอกเมอื งร้อยเอด็
การคณะสงฆ์มณฑลอุดรกับมณฑลอิสาณยังผิดกัน มณฑลอิสาณมีเจ้าคณะมณฑล
แลจัดการตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์แล้ว แต่มณฑลอุดรยังหาได้จัดไม่ เพราะ
มณฑลอุดรไม่ใคร่มีพระเข้าไปเล่าเรียนในกรุงฯ จะเปนด้วยเหตุใดก็สืบไมได้ความ แต่ส่วน
มณฑลอิสาณมีพระได้เข้าไปเล่าเรียนทั้งธรรมยุติกาแลมหานิกาย จนได้เปนพระราชาคณะ
แลเปรยี ญมหี ลายรปู มีตัวเจา้ คณะจึงจดั การไดก้ ่อนมณฑลอดุ ร แลมณฑลนครราชสมิ าดว้ ย

((6435712)) ปปปเปฉฉทบบจัจััจจั า่ จจจจัับบกบุบุุบบุ พพับนนันนััั มิมิ ๒พพคคคค๖์์อืือืืออพพ.๗..บบบตศศ๖�า้าา้้ ำ..บ  นนนก๒๒ลนตหิโ๕๕แล�นาำ๑๑วแเเอลม๒๒งยงนาตหตหหอ้รตน�นนยำ�าบำา้้าบมอลล๖๖แ�เำอมทเ๒๒ภัคอืง่ อคววงตแพ่า่าะ�วคลำบถบง�ึงำนา้ลอบนอ้อห�ำ้าผ�เยนำนภเวอภนอจงงอคงัพาเหโวเขลพลาวยี างธัดจดทิ์ชขัง่ีพอยัหอ�กัวนำจเดัแแภังรขกหอมอน่วชเนัดชุมแร้าแอ้กพ๔่นยเจโอมงั ด็ หงควรัด่ึงขอนแกน่

175 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอดุ ร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เขตรเมืองมหาสารคาม
วันท่ี ๓๑ มกราคม เวลาย่ำ�รุ่ง ออกจากท่ีพักแรมบ้านนาเลา ข้ามห้วยจอกขวาง
เข้าเขตรเมืองมหาสารคาม มาถึงที่พักร้อนเมืองวาปีประทุม1 อันขึ้นต่อเมืองมหาสารคาม
เวลาเช้าโมงหน่ึง ระยะทาง ๑๕๐ เส้น เมืองวาปีประทุมต้ังในรัชกาลท่ี ๕ ในทำ�เนียบว่า
ตั้งท่ีบ้านนาเลา แต่เจ้าเมืองมาอยู่เสียท่ีน่ี พระพิทักษ์นรากร(2) ข้าหลวงเมืองมหาสารคาม
แลกรมการมารับ แล้วมีบายศรีจานผู้เฒ่าได้กล่าวคำ�เชิญขวัญแลด้ายผูกข้อมือ เวลาเช้า
๒ โมง ๑๕ นาที ออกจากทพี่ กั เมืองวาปีประทมุ เดินทางท่งุ หนองเดนิ เข้าเขตรบ้านหนองดิน
ขา้ มหว้ ยน�ำ้ ใสเขา้ เขตรบา้ นปลาบ3ู่ ขา้ มหว้ ยเสยี วเขา้ เขตรบา้ นกดุ ออ้ 4 ถงึ บา้ นหนองผง5 ทพี่ กั
แรมริมหนอง เวลาเชา้ ๓ โมง ๔๕ นาที ระยะทาง ๒๖๖ เสน้ รวมระยะทางวนั น้ี ๔๑๖ เสน้ 6

เขตเมอื งพยคั ฆภูม7ิ
วนั ที่ ๑ กมุ ภาพนั ธ์ เวลายำ่�รงุ่ ออกจากทพ่ี กั แรมบา้ นหนองผงทางเดนิ เปนโคกมไี มเ้ ลก็
สองข้างทาง เห็นบ้านมาต้ังใหม่แห่งหนึ่ง เรียกว่า บ้านดงยางน้อย8 แล้วถึงทุ่งนาเข้าเขตร
บา้ นกแู่ สนตารดั เปนระยะทาง ๔๖๓ เสน้ ตง้ั แตเ่ มอื งวาปปี ระทมุ มาตอ่ กบั เขตรเมอื งพยคั ฆภมู ิ
มีทางเล็กแยกไปกู่ คือ เทวสถานของโบราณ ประมาณระยะหนทางท้ังไปมา ๕๐ เส้น
ได้แวะไปดูท่กี ู่ เรียกวา่ กู่แสนตารดั 9 เปนปรางคก์ ่อดว้ ยศลิ าแลงสงู ประมาณ ๓ วา มเี ทวรูป
ศลิ าองค์เล็กๆ หักๆ อยู่ภายใน ไมม่ ฝี มี อื ท�ำ เปนลวดลายอนั ใด มแี ตก่ �ำ แพงศิลาแลงโดยรอบ
ตามหนทางทไ่ี ปเม่ือใกลถ้ ึงเทวสถาน มีเชิงเทนิ เดินเปนแนวเหมือนจะเปนเมอื งเกา่ กลบั มา
ออกทางใหญเ่ ขา้ เขตรบา้ นนาหาด10 เวลาเชา้ ๒ โมง ๕๐ นาที ถงึ ทพี่ กั รอ้ น ระยะทาง ๓๐๒ เสน้
ขุนมัณฑลานุการ ข้าหลวงเมืองสุวรรณภูมิ11 เมืองแพน ผู้รักษาราชการเมืองสุวรรณภูมิ

(24319576181)0 1 ปเปปปปปปพ ปปทัจััจัจัััจจจจรจัจัา่ ะจจจจจจจจจกพุบุบุุบุุบบุบบบุบุบั ทิัันันนันนัันนั ัันน๑ักคคคคคคคคคษ๖อือือออืืออืืื ืืออ์น.๖รบออบบปบบอ๔า��าาา้้า้้ร�้าำำกำาเเนนนนเกนภภรสภดกปหิโนออาอล(ุดงนลใาทพวยเยสอาอหมากยาุว)บอ้ปงาตูพ่งคัรผู่ดีปนรรตตฆรงณท้อะ��ตภำำตสบยุมบภ�มู ำ�ันลบลูมำิพตจบตหหลิ งั�สิลจรำนวัพหบัยดัตงั เอรวรลหงนะจงัดือเยว์วแธังมาดั ยีหาอสตงหรตงงว��อ้ำาำสอุดัเบอสอยภะ�มลำา�เ�ออเำำอหกรภเเวาภภคสู่็ดาอาดอสอาันปนมาวนอตีปาราา�รดทคำปัตดเนูภามุีปนนู มอทจ์จอพจังุมงั งัห�ยหำหเจวคัวภวังดัฆดัอดัหมมภนมวหหูมัดาหาาิพดมาสสนูสสิหาาายัารรจรคสคังจคาาหางัารมมหวมคัดวามดัมมหหาสาาสราคราคมาม

เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 176
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

พระศรสี วุ รรณวงศา นายอำ�เภอเมอื งพยคั ฆภมู ิ พระศรเี กษตราธไิ ชย นายอ�ำ เภอเมอื งเกษตร
วไิ สย1 พระสนุ ทรพิพธิ นายอ�ำ เภอโกสมุ พิไสย2 แลกรมการเมืองต่างๆ มาคอยรับ ถามถงึ
กเู่ ทวสถานในเขตรเมืองสุวรรณภูมิ ว่ามี ๕ แหง่ คอื ก่พู ระกุนาอยู่ทศิ ใต้เมอื งแห่ง ๑ กกู่ ะสงิ
อยู่กลางทงุ่ แหง่ ๑ ก่กู ะโดยอยู่ใกล้เมืองเกษตรวิไสยแหง่ ๑ กบู่ า้ นด่านแห่ง ๑ กูบ่ ้านกู่อยใู่ กล้
บ้านหวั ชา้ งเมืองพยัคฆภมู ิแห่ง ๑ เวลาเชา้ ๓ โมง ๑๕ นาที ออกจากบ้านนาหาดเข้าเขตร
บ้านหนองซำ�3 บา้ นหัวดง แล้วถงึ บา้ นหวั ช้าง4 ที่พักแรมเวลาเชา้ ๔ โมง ๕๐ นาที ระยะทาง
๑๔๒ เสน้ รวมระยะทางวนั นี้ ๔๔๔ เส้น5 รมิ ทีพ่ กั มีหนองใหญ่ เรยี กว่า หนองดมุ 6 มีบา้ น
ริมหนอง เรยี กวา่ บา้ นโพนงาน(7) หมหู่ น่งึ แลมบี ้านใกล้ทพี่ ัก เรยี กวา่ บา้ นหวั ช้างหมู่หนึง่
เปนหมบู่ า้ นเลก็ ๆ แลวนั นพี้ ระบรมราชบรรหาร ยกระบตั รมณฑลนครราชสมิ ามารบั พรอ้ มกบั
นายกวย กรมศกึ ษาธิการ ซง่ึ ออกมาเปน็ ข้าหลวงธรรมการมณฑลนครราชสิมา

กลับมณฑลนครราชสิมา
วนั ท่ี ๒ กุมภาพันธ์ เวลายำ่�รุ่ง ออกจากท่ีพักแรมบา้ นหัวช้าง เขา้ เขตรบ้านบัวน้อย8
บ้านขามเลียน บ้านหมากหุ่ง สองข้างทางท่ีมาเปนทุ่ง ที่ใกล้ๆ ทางใหญ่มีแต่หญ้าแห้ง
ที่ลกึ เขา้ ไปจึงมนี า แลเหน็ ทวิ ไม้หา่ งออกไป เวลาเชา้ ๒ โมง ถงึ ทพี่ ักร้อนห้วยพงั ชู ระยะทาง
๓๘๓ เส้น กนิ เข้าเช้าแล้วเวลาเชา้ ๓ โมง ข้นึ ระแทะข้ามห้วยพงั ซู ซึ่งเปนเขตรเมืองพยคั ฆภูมิ
มณฑลอิสาณกับเมืองผะไทสงฆ์9 มณฑลนครราชสิมาต่อกัน มาทางเขตรบ้านหัวขวาแล
ทุ่งบ้านหวั แรด10 ถงึ เมืองผะไทสงฆ์เวลาเชา้ ๔ โมง ระยะทาง ๑๗๐ เส้น รวมระยะทางวันนี้
๕๕๓ เสน้ 11 พระนครภกั ดศี รนี ครานรุ กั ษ(์ 12) ผวู้ า่ ราชการเมอื งบรุ รี มั ย์ หลวงเสนาสงคราม(13)

((1111(7328546312910))) ปปปปปเปเปพฉหปททบลจัจจัจััจจััจัจัรา่่าะจจจจจจจจวับกกนงบุุบบุบุบุบุุบุบพบบัั เคันนันนััันนันันัสิมร๒๑นพคคคคคคคคภ๗า๒์ือือืืืือออออืือักสพ..ด๗๑ง.อบบบออบบีศค๒๖(���าา้้า้้าา้ ก.ำำำร เเเนนนนนารกภภภก๒หหบหหะมโิโิอออ๕ลจลนนัวนวั พโเ๑(่าเชนเกกคอออมม๒ทุงา้ษอ้สดงงงตตงไดซหุมสยต)หธรร�มุิงตัวรพสำนตหวแ�งิสตำา้ต�สิรเบำยั�สบจต�ยัำ๖ลำบนบังลจม๔ตหจลี)ลโงั ะ�นังกวตหมำวเหบดังนรอ่วะา่ รวลงิบทดัคมถัดหบุรมอ่าอารรีนา้อเหง�้อมัอปำนอห�เายำยภ�น็โเงลำสพภเเ์อหพอภาาอนเวังรรด็อมหงคแะโอือาร้วยาน�มตงยมาำนเนปแภไอคถทรอ�ระลำยบเรเงภสาัวจอชใจรงัหหฐิสงั หหญสมีนวนุวาอดั่ ัดจทงนจนงับรคังหาคุนหรวไรนรวสัดราดัายานชกนชคสผคสรจีมูว้ ีมรรงัา่าราาหราชาวชสชดั สีมกนมี าาคารรจรังาหชวสดั มี เาลย

177 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

นายอำ�เภอผะไทสงฆ์ หลวงวิศาลสฤษดิกร นายอำ�เภอเมืองรัตนบุรี ขุนสรรพกิจโกศล(1)
นายอำ�เภอนางรอง ขุนประสิทธิบรรณาการ นายอำ�เภอประโคนไชย มาคอยรับ มีถนน
ขา้ มคูเมอื งมาถึงทีพ่ กั ซึง่ ตงั้ อยู่รมิ ท่วี า่ การอำ�เภอ นายโยโกตา แลนายอิสิดา ชาวยป่ี ุ่นซ่ึงมา
ตงั้ โรงเลี้ยงไหมที่เมอื งบุรีรมั ยก์ ม็ าหา

เมืองผะไทสงฆ์
เวลาบ่าย ๔ โมง เท่ียวดูภูมิลำ�เนา เมืองผะไทสงฆ์เปนเมืองโบราณ มีเนินดินเปน
ก�ำ แพงแลมคี สู องชน้ั จ�ำ นวนพลเมอื ง รวม ๒๒,๘๐๐ การท�ำ มาหาเลยี้ งชพี มกี ารท�ำ นา ท�ำ ไรผ่ กั
ไรย่ าสบู แลจบั สตั วน์ �้ำ พอเลย้ี งกนั เอง แลมกี ารท�ำ ไหมแลหงุ เกลอื จ�ำ หนา่ ยขายไปทอ่ี น่ื ๆ บา้ ง
บ้านราษฎรหมู่หน่งึ ๆ มรี ั้วไม้จริงบ้าง ไมไ้ ผ่บา้ ง เปนเขตรหมูบ่ า้ น ในเขตรอำ�เภอผะไทสงฆ์
ได้ความว่ามกี ู่ ๓ แห่ง คือ ทีต่ ำ�บลหินตงั้ 2 มกี สู่ วนแตงเปนปรางค์ศลิ ายอดก่ออิฐประมาณ
กวา้ งยาว ๕ วา สงู แต่พนื้ ดินขน้ึ ไป ๗ วา ระยะทางจากเมือง ๔๙๐ เส้น กับที่บา้ นฤๅษ3ี
มีกฎุ ฤี ๅษีเปนศลิ ากวา้ งยาวประมาณ ๑๑ วา สูงแตพ่ ืน้ ดินขนึ้ ไป ๔ ศอก ระยะทางจากเมือง
๖๐๐ เสน้ กับมกี ู่ทบ่ี ้านด4ู่ เปนศิลากวา้ งยาวประมาณ ๑๐ วา สงู จากพืน้ ดินข้นึ ไป ๒ วา
ระยะทางจากเมือง ๔๐๐ เสน้
วันท่ี ๓ กุมภาพันธ์ เวลายำ่�รุ่ง หม่อมเจ้านิสากร หลวงเถกิงรณกาจ ขุนภักดีรณชิต
ซงึ่ มาสง่ จากมณฑลอสิ าณลากลบั ไป ออกจากทพ่ี กั แรมเมอื งผะไทสงฆม์ าตามหนทางทงุ่ ใหญ่
ถึงบ้านบุ่งเบา5 ท่ีพักร้อนเวลาเช้าโมงหนึ่งกับ ๒๐ นาที ระยะทาง ๒๕๒ เส้น แล้วแยก
ไปทางตำ�บลวังปลัด6 ลำ�นำ้�มูล ซ่ึงเปนท่ีมีพระพุทธรูปสัมฤทธ์ิของเก่าอยู่ในลำ�นำ้�มักงมได้
เนืองๆ ตอนที่เรียกว่าวังปลัดไปจากบ้านบุ่งเบาระยะทาง ๑๕๐ เส้น วิธีงมน้ันมีคนถือ
แหลนลงเรือ เอาแหลนสักไปในนำ้� ถ้าแหลนกระทบของแขงก็ลงงม บางทีก็ได้พระพุทธรูป
ของโบราณ พิเคราะห์ดูท่ีบนตล่ิงริมนำ้�ซึ่งเปนที่งมพระน้ีมีพื้นดินสูงเปนเนิน พอคะเนได้
ว่าจะเปนที่มีเจดีย์ฐานอันใดมาแต่เดิม แล้วนำ้�กัดพังลงไปจึงมีพระพุทธรูปท่ีงมได้ในลำ�น้ำ�
ตรงนน้ั พระพทุ ธรปู งมไดท้ ว่ี งั ปลดั เปนพระพทุ ธรปู ฝมี อื ชา่ งขอมโบราณสมยั เดยี วกนั ทง้ั นน้ั (7)

((7162543)) ปปปปปพขนุจัจัจจัััจบสจจจจจพุุบุบุบุบบรรรนััันนนัันะพพกคคคคคทุ จิอืืืืออืออธโกรบตบบบปูศ�า้า้า้้าำลบนนนนปลบหกว(าปงับู่ฤินงุ่งปาเๅา้เตบษสนลนงั้ าดีัดดตศต็จ ตู่ �ตกลอ�ำ�ำบ�นุำบง�ำบำบลจเตลลภหาลนศบกอนบราดา้นสีอา้คนานาวง)วจโ่าเแตพดยางพ่อนงึือธอสมิ์งอจอ�์าำส�องัเเ�ำภำเปหม�เภำภอน็เัยวอภอนัดอหคอพบามลเูบโรุมุทวรพา้รีวงือไธัมนใธดงนิ์ยใสีจหหนจ์งงั มังราหจหอืมไ่ วังชวอเัดหยดัดนบวพมิบุรัดรุ จาุรรีบรีนธัมุรมัป์ ยรีจยุรัม์ ังะ์ ยห์วัดบุรีรัมย์

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 178
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

เปนพระยนื แสดงธรรมจกั รพระหดั ถ์ ๑ บา้ ง ๒ พระหดั ถบ์ า้ ง เปนพระนงั่ สมาธบิ า้ ง พอเวลาสาย
ประมาณ ๔ โมงเศษ กลบั มาทางบา้ นบงุ่ เบา ลงทางใหญข่ า้ มลำ�สะแทก1 เขตรเมอื งผะไทสงฆ์
กบั เมอื งพมิ ายต่อกัน เปนท่งุ ระนามต่อจากทุ่งท่ีเดินมาแลว้ เปนท่งุ ใหญอ่ ันเดยี วกนั เวลานา่
น�้ำ ๆ ทว่ ม เมอ่ื ถงึ ฤดูแลง้ อย่างเวลานม้ี ีแตก่ อหญา้ หนทางเปนดินแตกระแหงเดนิ ล�ำ บากแล
รอ้ นจดั ตอ่ เมอ่ื จวนถงึ ทพ่ี กั แรมจงึ เหน็ หมบู่ า้ นกระเบอ้ื งนอก2 ถงึ ทพ่ี กั แรมบา้ นกระเบอ้ื งนอก
เวลาเช้า ๕ โมง ๑๐ นาที ระยะทาง ๙๐ เส้น มีหนองนำ้�ใหญ่อย่นู า่ ที่พัก รวมระยะทางวนั น้ี
๔๙๒ เส้น3

วนั ที่ ๔ กมุ ภาพนั ธ์ เวลาเชา้ ตรู่ ออกจากทพี่ กั แรมบา้ นกระเบอ้ื งนอก มาตามทงุ่ ระนาม
ถงึ บา้ นนางออ4 ท่พี ักร้อนเวลาเชา้ โมงหน่ึง ๑๕ นาที ระยะทาง ๓๕๐ เส้น นายสองเมือง
ชาวเมืองโคราชซ่ึงออกมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำ�บลนี้ ได้รวบรวมเด็กชาวบ้านมาสอนหนังสือ
เปนส�ำ นกั เรียนแห่งหนง่ึ มนี ักเรียน ๑๒ คน พกั กินเขา้ เชา้ แล้ว เวลาเชา้ ๓ โมง ออกจากท่ีพกั
ร้อนบ้านนางออมาตามทางทุ่งระนาม ท่ีริมหนทางมีเนินริมหนองแห่งหน่ึง มีกองศิลาแลง
พอสังเกตไดว้ ่าเปนกขู่ องเกา่ แห่งหนึ่ง เรยี กวา่ อุดแดก แวะดฐู านศลิ าแลงน้ันครหู่ น่ึง แล้วข้ึน
ระแทะมาตามทอ้ งทุง่ รอ้ นจดั เตม็ ที ถึงห้วยกะเพราทพี่ ักแรมเวลาเท่ยี ง ระยะทาง ๔๐๐ เสน้
รวมระยะทางวันนี้ ๗๕๐ เส้น5

เวลา ๑๐ ทมุ่ ขึน้ ระแทะออกเดินทางตอ่ ไป การเดนิ ทางบกคราวน้ีตวั นายข่มี ้า พวก
พลไพร่แลสิ่งของไปเกวียน วิธีเดินทางขาไปเม่ือยังหนาว กลางคืนเวลาดึกราว ๓ ยาม
ให้เกวียนครัวออกล่วงน่าไปพวกหนึ่ง ไปหาเข้าเช้าคอยอยู่ที่ๆ พักร้อน พอเช้าข่ีม้ารีบไป
ให้ถึงท่ีพักร้อนแลท่ีพักแรมในตอนเช้าก่อนเที่ยง ตอนบ่ายได้พักม้าแลมีเวลาเที่ยวเดินดู
ภูมิลำ�เนา กระบวนเกวียนบรรทุกของตามไปถึงในเวลาบ่าย เดินโดยวิธีอย่างว่านี้ทุกวัน
ครั้นขากลบั เมือ่ เขา้ แดนมณฑลนครราชสมิ า ตอนนีพ้ อเขา้ ฤดรู อ้ นกร็ ้อนจรงิ ๆ เวลาแดดแขง
ผู้คนพาหนะเดินทางทนไม่ไหว จึงต้องเปล่ียนเวลาใหม่ พอกินเข้าเย็นแล้วราวเวลายาม ๑
ให้เกวยี นลว่ งน่าออกเดนิ กระบวนม้าแลเกวียนตามออกเดินเวลาระหวา่ ง ๓ ยามกบั ๑๐ ทุ่ม
ตอ้ งจดุ ไตน้ �ำ จงึ มกั ไประแทะทกี่ รมขนุ สรรพสทิ ธทิ รงท�ำ ประทานมาใหใ้ ช้ จนรงุ่ สวา่ งจงึ ขนึ้ ขมี่ า้

1 ปัจจุบนั คือ ล�ำสะแทด มตี น้ นำ้� อย่ทู ห่ี ้วยปราสาทในเขตอ�ำเภอคง และอ�ำเภอขามสะแกแสง ไหลลง
สูแ่ มน่ �้ำ5243ม ูลปปเเททจััจม่าา่ จจีคกกบุบุ วับับนนััาม๓๑คคย๙๐อือื า.๖กวบบทโิ๘าา้้ลั้งนนเสกมนกิ้นโิตรลาประงเรมเอบะตอม้อื รางตณน�ำอบ๑กล๔เตม๕�ือำบงกยลิโลบางเ้ามนอตก�รำรเภะอเบเม้ืออืงนงยอากงอจ�ังำเหภวอัดเมนอืคงรยราาชงสจมี ังาหวัดนครราชสมี า

179 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอิสาณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

เมอื งพิมาย
วนั ท่ี ๕ กมุ ภาพนั ธ์ เวลาย�่ำ รุ่ง ถงึ ต�ำ บลบ้านดง1 มที ีพ่ ักรอ้ น ระยะทาง ๒๗๖ เส้น
ต่อมาอีก ๑๑ เส้น ถึงทางแยกไปบ้านท่าหลวง2 แวะดูบ้านท่าหลวงถึงหมู่บ้านเวลาเช้า
โมงหนึ่งกบั ๔๐ นาที ระยะทาง ๙๖ เส้น พกั กนิ เข้าเชา้ ทีศ่ าลาการเปรียญวัดบา้ นท่าหลวง
ซ่ึงต้ังอยู่ริมน้ำ�มูล เวลาเช้า ๓ โมง ออกจากบ้านท่าหลวง ระยะทาง ๑๒๗ เส้น ถึง
เมืองพิมาย หลวงภักดีศรีขัณฑเสมา(3) นายอำ�เภอพิมาย แลกรมการกำ�นันผู้ใหญ่บ้านมา
คอยรับ
เวลาบ่ายเท่ยี วดูปราสาทหินแลถา่ ยรปู แล้วไปวัดเดมิ (4) ปดิ ทองพระพทุ ธรูปซ่ึงหลวง
ภักดีศรีขณั ฑเสมา นายอำ�เภอเมืองพิมาย เก็บพระเศียรศลิ าของเกา่ มาทำ�องค์ศลิ าประกอบ
ข้นึ ใหม่ เปนพระประธานในอโุ บสถ มพี ระสวดชยนั โตแลพณิ พาทยซ์ ง่ึ รวบรวมมาจากทต่ี า่ งๆ
เปนหลายวงประโคมขึ้นพรอ้ มกนั มีราษฎรชาวบ้านมาปดิ ทองพระพุทธรูปดว้ ยเปนอันมาก

วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ เวลาเช้า ราษฎรมีการ
เล้ียงพระท่ีวัดเดิมในการฉลองพระพุทธรูปที่ปิดทอง
แห่ส�ำ รบั ผา่ นทพี่ กั มา กระบวนมพี ิณพาทย์น�ำ แล้วถึง
ราษฎรเดินมาเปนแถว ผู้ท่ีมีสำ�รับไปเล้ียงพระก็ถือ
ส�ำ รบั เขา้ แถวมาวนั นเ้ี ปนวนั พกั ไดไ้ ปถา่ ยรปู ปราสาทหนิ
อิกวันหน่ึง ครั้นเวลาบ่ายไปดูต้นไทรงาม คือ
ต้นไทรใหญ่ต้นหน่ึงซ่ึงรากกลับเปนต้นต่อๆ กันไป
เปนพุ่มใหญ่ มีลานใต้ร่มไทรกว้างขวางร่มรื่นอยู่
รมิ ล�ำ น�้ำ มลู หนทางจากเมอื งประมาณ ๓๐ เสน้ ดสู าขา
ตน้ ไทรงามไมก่ วา้ งใหญเ่ หมอื นเมอ่ื ไดม้ าเหน็ คราวกอ่ น
เขาว่าตล่ิงพังนำ้�พัดเอาไปเสียบ้าง กลับจากไทรงาม
แวะท่ีบ้านนายอำ�เภอ กำ�นันผู้ใหญ่บ้านแลพ่อค้า
มาหามีหญิงแก่อายุ ๑๐๐ ปีคนหนึ่ง อายุ ๑๐๖ ปี

((4312)) ปปหวัดลัจัจเจจวดงุบุบิมภนัันอกั นคดยา่ ีศือู่รจริมะบขี หปณั้ามรนฑาาทสยเ่าสาถหมทึงลาหตวิน(�งเำหบตมโล�บำด)บสงลใถหท์เญา่ปหน่ ลอแว�บำงเภบออว�ัพดำเภหมิ อลายพวงิมจกางั รยหุงวเจกดั งั ่นาหควเรดั ขรน้าาคใชจรสวรมี า่าาชเปสนมี าของกรมหมื่นเทพพิพิธ
ที่ต้ังตัวเปนเจ้าพิมายสร้างไว้ เร่ืองปราสาทหินพิมายน้ีสมเด็จฯ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพตรัสเล่าไว้ใน
นิทานโบราณคดี นิทานท่ี ๑๗ เร่ืองของโบราณ และพึงดูหนังสือน�ำเที่ยวพิมายและโบราณสถานในจังหวัด
นครราชสมี า ซึง่ กรมศลิ ปากรจัดพิมพ์

เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 180
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)

คนหนง่ึ มาหาด้วย ภรรยานายอำ�เภอตงั้ โรงเรยี นผหู้ ญงิ ทใี่ นบา้ น มีเดก็ ชาวบ้านไดม้ าเลา่ เรยี น
มคี รูผู้หญิงสอน นกั เรยี นสกั ๑๑ - ๑๒ คน

ราษฎรในอำ�เภอพิมายนี้มีจำ�นวน ๒๑๘,๕๐๐ คน การทำ�มาหาเล้ียงชีพมีการทำ�นา
ทำ�ไร่ แลทำ�สวนบ้างเล็กน้อย กับมีการตัดไม้ในป่าแลเกี่ยวแฝกมุงหลังคา ผสมโคกระบือ
เลี้ยงไหม แลทอผ้าทอเส่ือบ้าง แลมีพ่อค้าเกวียนเที่ยวค้าขายถึงมณฑลอุดร แลอิสาณ
ไปจากเมอื งพมิ ายน้มี าก

เวลา ๑๐ ทุ่ม ออกจากท่ีพักแรมเมืองพิมาย ออกประตูไชยข้ามลำ�น้ำ�เค็มผ่านบ้าน
วังหิน1 บ้านข้ีเหล็ก บ้านลำ�ฉมวก แล้วผ่านบ้านเพ็ด บ้านหนองใหญ่2 บ้านหนองขาม3
ต�ำ บลหนองพลวง4 ขา้ มล�ำ จกั กระลาดมาถงึ ที่พักร้อน ระยะทาง ๕๐๐ เส้น

เขตรนครราชสิมา
วนั ที่ ๗ กมุ ภาพนั ธ์ ถงึ ทีพ่ ักร้อนล�ำ จกั กระลาดเวลาเชา้ โมงหนึง่ กบั ๕๐ นาที เวลาเชา้
๓ โมง ๒๕ นาที ขึ้นระแทะออกจากลำ�จักกระลาดเข้าเขตรบ้านบุ5 บ้านหนองพลวง
ถึงบ้านหนองช่องแมว6 เขตรอำ�เภอเมืองพิมายกับอำ�เภอกลางต่อกัน แล้วเข้าเขตรบ้าน
หนองอ้ายโยย7 ถึงบ้านตูม8 ท่ีพักแรมริมหนองบัวเวลาเช้า ๕ โมง ระยะทาง ๒๔๐ เส้น
นายอนิ มหาดเล็ก นายอ�ำ เภอกลางมารับ รวมระยะทางวันน้ี ๗๔๐ เสน้ 9

185746392 ปเปปปปปปปทจจัจจััจััจจจััั ่าจจจจจจจจกุบบุุบบบุุุบบุุบับนัันััันนนนนนััั ๒คคคคคคคค๙ืออออออือืือืืืื .๖บตบตบบบบ��าาา้้้้า้้าากำำบบนนนนนนโิ ลลลหหบหตหเหวมูนนนนุ มตังนออออตหต�อำงงงงรบิน�ตชขใำงบหลพาอ่าอตลญมโงล�ยทลำแว่เตยาอภมตง�ดง�อวำตำบอหบโอ�ต�ลนำลลำบ�เ�หำนาสำภเลบนงภแรอทละออดอจอหตงเงัก�มงำันขะเรหจือภเาหาคังลมงอชว้หียานยจวอนงจคกัทดั�งั รอำรรอหนเราภา��ำวคาชำยเอเัดชภรภจจรสนอออกัางัีมค�จเหชำรเาสักราภสวริงรชจัดีมอาสาังนชาปชาจหสงคงัรวจีมหะรจดังัรทาวงัหนาัดาหวชคยนวดัสรดัคนจีมรนราังคารชหคราสรวรชรมีาดั สาชนาีมชสคาสมี รมี าราาชสมี า

181 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลนครราชสิมา
มณฑลอุดร และมณฑลอสิ าณ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙)

วันท่ี ๘ กุมภาพันธ์ เวลาย่ำ�รุ่งครึ่ง ออกจากท่ีพักแรมตำ�บลหนองบัวบ้านตูมมา
ตามทางโคกเข้าเขตรบ้านกรดู 1 บ้านทอก2 บา้ นส้ม3 บา้ นขาม4 บา้ นมะดัน5 แล้วถึงบา้ น
ช่องโคท่าชา้ ง6 นำ้�มูลท่พี กั แรมเวลาเชา้ โมงคร่งึ ระยะทาง ๒๒๖ เสน้

เมื่ออยู่ที่เมืองพิมายได้รับท้องตรามหาดไทยว่า มารดาไปกราบถวายบังคมลาจะข้ึน
มารบั มรี บั ส่งั วา่ เวลานที้ ี่เมืองนครราชสิมาก�ำ ลังเกดิ กาฬโรค อย่าไปเลยจะไปเจ็บไข้ แล้วจงึ
ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหม้ หาดไทยเชญิ กระแสรบั สง่ั มาวา่ ใหค้ ดิ อา่ นเดนิ ทางตรงไปสถานี
รถไฟทเี ดยี ว อยา่ ให้ไปแวะค้างคืนทีเ่ มอื งนครราชสมิ า ดว้ ยเหตนุ จี้ ึงไดพ้ กั แรมท่ตี ำ�บลทา่ ช้าง
ระยะทางหา่ งเมอื งนครราชสีมาเพยี ง ๔๕๐ เส้น

กลบั กรุงเทพฯ
เวลา ๑๐ ทุ่ม ออกจากท่ีพักแรมตำ�บลท่าช้าง ข้ามลำ�น้ำ�มูลมาตามทาง พักท่ีบ้าน
พระผุดครู่หนงึ่ แลว้ เดินทางต่อไป
วันที่ ๙ กุมภาพนั ธ์ เวลาเชา้ โมงหน่ึง ถงึ บ้านมะเรงิ 7 หมอ่ มเจ้าบวรเดช ผบู้ ญั ชาการ
กรมทหารมณฑลนครราชสมิ า พระยาสรุ ยิ เดชวเิ ศษฤทธ์ิ ปลดั เทศาภบิ าลมณฑลนครราชสมิ า
กับพระร�ำ ไพพงศ์บรพิ ตั ร(8) เจา้ พนกั งานกรมรถไฟมารบั ถึงกลางทาง ผ่านทีพ่ ักแสนศุขมาถึง
สถานีรถไฟเมืองนครราชสมิ าเวลาเช้า ๒ โมง ๑๕ นาที ระยะทาง ๔๕๐ เสน้ อำ�ลาแลขอบใจ
พระกำ�แหงสงคราม ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครราชสิมา และข้าราชการมณฑล
นครราชสิมาท่ีไปด้วยเสร็จแล้ว เวลาเช้า ๒ โมงครึ่ง รถไฟพิเศษเคล่ือนจากสถานีมาถึง
แกง่ คอยเวลาเทยี่ ง ๒๓ นาที เวลาบา่ ย ๔ โมง ๕ นาที รถไฟพเิ ศษถึงสถานกี รุงเทพฯ เวลาค�ำ่
ได้เข้าเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ณะพระที่นั่งอัมพรสถาน เปนเสร็จการที่ไปมณฑลอุดร
แลมณฑลอสิ าณ รวมเวลาตั้งแตอ่ อกจากกรุงเทพฯ จนกลบั มาได้ ๕๖ วัน

(82537164) ปปปปปปปพจจจััจัจัจัััจระจจจจจจจรบบุุุบุบบุุบบุ �นัันัันันนันันำไพคคคคคคคพืออืืือือออือื งศบบบบตบบบ์�้้้้าาา้า้าาำบนนนนนนริพลขมกสชทัตมอ่าร้มะวูดมรดะกงตโเัน(รตคตต�จำงิ �บ�ติต�ำำตำบบอลรบ��ำลำลบ�ชลบำบชเชา้ลทภลนุา้ง้าทา่ทองทนง่าชททา่เอาชม้าชอคอง้างือา้ง)งงองงอตอนออ��ออ่ำำ�เค��เำำ�ภมำเภเำรเภเภภอารอภออเาอเเอปฉเชฉเเฉเฉน็ลฉสลฉลลมิลพีมิมลิมิมิมพราพิมพพะพรพรจยระรระงัระเะาะเหะกเกใเเกเกนียวกียกียยีัดรยีรยี [รตรนรตรรตติตาคิตจิจิชิรจิจังจังทจรังหงัหงั างัินหหหววชห]วัดววัดสวดันดันดันีมัดนนานคคนามคครครครเรรรรดรรารราราิมชาาชาชชสชสชสสมีสีมสมีีมีมาาีมาาาา


Click to View FlipBook Version