เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 32
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
นึกจะทำ�อะไรตรงใหนก็ทำ�ลงไปตามความสบายแลพอใจของผู้ว่าราชการเมืองในเวลาน้ันๆ
ลงมาตง้ั ศาลากลางอยรู่ มิ น�ำ้ แลบา้ นกรมการปลกู สรา้ งตลอดไปในทห่ี ลวงนา่ ปอ้ ม เตม็ ไปดว้ ย
รา้ นโรงรงุ รงั ไมเ่ ปนสงา่ ผา่ เผย ครนั้ เมอื่ จดั การเทศาภบิ าลไดต้ งั้ ความคดิ ทจ่ี ะตงั้ สถานทวี่ า่ การ
เมอื งไว้ในป้อม มีเงนิ พวกจนี เรีย่ รายถวายครง้ั ผกู ปี้คราวกอ่ น ปลกู ท่วี ่าการเมอื งขึ้นหลังหน่งึ
แลมีโรงเรียนปลูกข้ึนหลัง ๑ ในป้อม แต่เพอินผู้อำ�นวยการในเวลานั้นไม่มีอัชฌาไศรย
ในการชา่ งพอทจ่ี ะกะแผนทใี่ หถ้ กู กบั เหลยี่ มปอ้ มซงึ่ เปนเขตรท่ี เมอื่ เทยี บเขา้ กบั แผนที่ สถานที่
ปลกู ขนึ้ โยไ้ ปไมไ่ ดร้ ะเบยี บ ในคราวนจี้ งึ ไดช้ แ้ี จงกบั พระยาภกั ดณี รงค์ ขอใหก้ ะแผนทกี่ รยุ ถนน
ให้ได้เหลี่ยมลงเสียก่อนแล้ว จึงจัดการปลูกสร้างขึ้นตามเหล่ียมถนนให้ได้แนวตรงกัน
สว่ นพน้ื ทใี่ นปอ้ มซงึ่ ยงั ลมุ่ อยนู่ นั้ ทใ่ี ดซง่ึ ไมต่ อ้ งการปลกู สรา้ ง ใหก้ ะเปนสวนขดุ สระเอาดนิ ขนึ้ ถม
ทซ่ี ง่ึ ตอ้ งการใหด้ อนตลอดไป ขา้ งนา่ ปอ้ มรมิ น�้ำ ควรจะเปดิ ใหโ้ ปรง่ ท�ำ ทา่ เรอื จอดส�ำ หรบั เมอื ง
แลซ้ือเรือนกรมการซึ่งได้ปลูกไว้ในที่หลวงตามริมน้ำ� แก้ไขทำ�เปนบ้านผู้ว่าราชการเมือง
บ้านปลัด ยกรบัตร แลกรมการท่ีจำ�เปนจะต้องให้บ้านหลวงอยู่ เรียงไปตามริมน้ำ�เปน
บา้ น ๆ ถา้ จัดการไดด้ งั นีท้ ีว่ ่าการเมืองฉเชงิ เทราจะงดงามเปนสง่าดี มีความเชอื่ ในความรูแ้ ล
ความสามารถของพระยาภกั ดีณรงค์ หวงั ใจว่าคงจะจัดใหเ้ รียบร้อยเอาความชอบได้
ได้ไปตรวจที่ว่าการอำ�เภอเมือง หลวงเกษตรสรรพกิจเปนนายอำ�เภอ หลวงเกษตร
สรรพกิจนี้ได้เปนนายอำ�เภอเมืองอยู่แต่เมื่อคราวไปตรวจการในศก ๑๑๘ เห็นเปนผู้มี
อุปนิไสยแต่ยังไม่เข้าใจแบบแผน จึงได้ชักชวนให้ไปศึกษาแบบแผนท่ีมณฑลกรุงเก่า
หลวงเกษตรสรรพกิจได้เช่ือคำ�แนะนำ�ตั้งความอุสาหะไปพากเพียนศึกษาอยู่ช้านาน
จนเสบยี งหมดตอ้ งกลบั ออกไปเอาเสบยี งถงึ ๒ ครง้ั แตไ่ มไ่ ดท้ อ้ ถอยในการทศ่ี กึ ษา จนกระทง่ั
ได้ความรู้พอจึงกลับออกไปเมืองฉเชิงเทรา ออกไปตรวจราชการคราวนี้ได้ตั้งใจออกไป
โดยเฉภาะว่าจะดหู ลวงเกษตรสรรพกิจว่าจะไปทำ�การได้เพยี งไร ครน้ั ไปตรวจดกู ม็ ีความยินดี
ที่ได้เห็นทำ�การได้ถูกต้องแบบแผนดีมาก นับว่าเปนนายอำ�เภออย่างดีในมณฑลปาจิณบุรี
ไดค้ น ๑ ทคี่ วรจะสรรเสริญโดยเฉภาะนน้ั คือ ในเรือ่ งสืบจับโจรผู้ร้ายดีอยา่ ง ๑ กบั ในเรือ่ ง
ความแพ่งเปนนายอำ�เภออยู่ใกล้ศาล แต่เปรียบเทียบความแพ่งได้ตกลงโดยมาก เปนท่ี
ควรจะสรรเสริญอยู่
ในระยะทางที่จดคราวน้ี ยังไม่กล่าวถึงตำ�รวจภูธร เพราะไม่มีอะไรจะกล่าว
ความเรียบร้อยของตำ�รวจภูธรตั้งแต่การฝึกหัด การรักษาแบบแผนแลโรงพักซึ่งได้ไปตรวจ
ดูทุกๆ แห่ง เปนการเรียบร้อยดีเหมือนกันหมดทุกเมือง แลว่าได้ว่าทุกมณฑลท่ีได้จัดมา
เพราะฉนัน้ จงึ ว่าไม่มีการแปลกปลาดทจ่ี ะกล่าว
33 การเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลปาจิณบุรี เมอื งชลบุรี
เมอื งพนัสนคิ ม และเมืองฉะเชิงเทรา ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔3)
รวบรวมเนื้อเห็นที่ได้ไปตรวจราชการเมืองฉเชิงเทราในศก ๑๑๙ น้ี เห็นว่าราชการ
เจริญดีขึน้ กวา่ เมื่อไปตรวจในศก ๑๑๘ ทุก ๆ อย่าง ท่ดี โี ดยเฉภาะนน้ั คือ การปราบปราม
โจรผู้ร้ายราบคาบได้มาก แลการเก็บผลประโยชน์แผ่นดินซึ่งกรมสรรพากรได้จัดการใน
มณฑลน้ีเปนแบบแผนเรียบรอ้ ยลงที่ได้มาก
วันท่ี ๙ มกราคม เวลาเช้าขึ้นตรวจการให้กรุยถนนแล้ว เวลา ๒ โมงเช้าออกเรือ
ลอ่ งล�ำ น้ำ�บางปะกงออกปากอา่ วเวลาบา่ ย ๑ โมง เวลาบา่ ย ๔ โมงถึงเกาะสชี งั จอดค้างคนื
อยจู่ นเวลา ๘ ทุ่มเสศออกเรือ วนั ที่ ๑๐ เวลาร่งุ เข้าขา้ มสนั ดอนกลบั เขา้ กรงุ เทพ ‚ เวลาเทยี่ ง
รวมวันท่ีไดไ้ ปตรวจราชการครงั้ นี้ ๘ วัน ได้ตรวจราชการเมอื ง ๒ เมือง ตรวจทวี่ ่าการ
อ�ำ เภอ ๕ อ�ำ เภอ
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
การเสด็จตรวจราชการเมอื งนครราชสมิ า
ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕)
รายงานเสด็จตรวจราชการเมอื งนครราชสิมา
ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕)1
ที่ ๒๕๖๙/๑๑๔๓๒ ศาลาวา่ การมหาดไทย
วนั ที่ ๒๑ เดอื นมกราคม ร,ศ, ๑๒๑
กราบทูล พระเจ้านอ้ งยาเธอ กรมขุนสมมตอมรพันธุ์ ราชเลขานกุ าร ทรงทราบ
ดว้ ยในการทเี่ กลา้ า ได้กราบถวายบังคมลา ขนึ้ ไปตรวจราชการเมอื งนครราชสมิ า
คราวน้ี เกลา้ า ไดเ้ หน็ ความเจรญี ทแ่ี ปลกเปลย่ี นในเมอื งนครราชสมิ า ตง้ั แตเ่ วลาทม่ี รี ถไฟแลว้
ผดิ กวา่ แต่กอ่ นก่อนน้เี พียงไรนัน้ เกลา้ า ได้จดเปนรายงานย่อถวายมาพร้อมกบั จดหมายน้ี
ขอฝ่าพระบาทได้นำ�ความกราบบงั คมทลู พระกรณุ าทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท
ควรมิควรแลว้ แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า า
ดำ�รง
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
1 หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต,ิ เอกสารกรมราชเลขาธกิ ารรชั กาลที่ ๕ กระทรวงมหาดไทย ร.๕ ม.๒.๑๔/๑๗
เรื่อง กรมหลวงด�ำรงราชานุภาพไปตรวจการมณฑลนครราชสีมา และมณฑลอุดรอิสาณ (๒๑ มกราคม
ร.ศ. ๑๒๑ - ๗ กมุ ภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๕).
35 การเสดจ็ ตรวจราชการเมืองนครราชสมิ า
ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕)
การทแ่ี ปลกเปลีย่ นในโคราชตั้งแตม่ รี ถไฟ
1. พ่อค้ามณฑลอิสาณ อุดร ไม่รับซ้ือสินค้าจากพ่อค้าโคราชดังแต่ก่อน ลงไปซื้อ
เสียเองที่กรุงเทพ า
2. สินคา้ ลง เข้าเปลือก สุกร ยาง สม้ มะขามปอม้ สมอ นุ่น มะขามฝกั (เพราะคน
เมืองนี้ไมก่ นิ ) มะเกลอื สม้ ออ้ย เน้อื โค ไมเ้ สาเรอื น ไมไ้ ถ ไม้เครอ่ื งเกวียน ไมแ้ ดง ไมท่ อ่น
ศิลา โค มา้ เปดไก่
3. สินคา้ ขึ้น ของกรุงเทพ า ขนึ้ หมดทกุ อยา่ ง มนี ำ้�แขงเปนที่สดุ
4. ปลาย่าง ปลากรอบ คนโคราชไปบรรทุกเกวียนมาคราวละกว่า ๕๐ - ๖๐ เล่ม
มาแตพ่ ระตะบองแล้วบรรทกุ รถไฟลงไปขายกรงุ เทพ า
5. คนโคราชกนิ เกลอื ทะเล แตค่ นบา้ นนอกยงั กนิ เกลอื สนิ เทาว์ แตก่ อน่ ใชย้ าเพชบรู ณ
แลหนองคาย เดียวนี้ใช้ยาเกาะกร่าง หมากพลู ปูนแดง ยาจืด มาแต่กรุงเทพ า แต่กอ่น
ใชป้ ลารา้ พมิ าย เดียวนี้ใช้ปลารา้ กรงุ เกา่
6. โรงเรอื นมงุ สงั กสมี าก มโี รงแถวปลกู ขนึ้ ใหมม่ าก ทง้ั ในเมอื งแลนอกเมอื งเกอื บตลอด
ถงึ สะเตชัน่ มโี รงรับจา้ งท�ำ อิฐ ท�ำ กระเบือ้ ง
7. ราคาท่ีดนิ แรงขน้ึ ทรี่ ิมถนนทอ้งตลาดราคาถึงวาละ ๖ บาท ๗ บาท
8. บา้ นข้างทางรถไฟ ลาดบัวขาว สคี ิ้ว บ้านชอ่งก็มากขนึ้ แตไ่ มเ่ หมือนทีบ่ ้านสงู เนิน
มีตลาดแลโรงแถวครกึ ครนื้ ขนึ้ มาก
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 36
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
การเสดจ็ ตรวจราชการเมืองสพุ รรณบรุ ี ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
(๒๒ กุมภาพนั ธ์ - ๑ มนี าคม ร.ศ. ๑๒๒)
รายงานเสด็จตรวจราชการเมอื งสุพรรณบุรี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)1
ที่ ๒๑๔/๑๐๗ ศาลาว่าการมหาดไทย
วันท่ี ๒๖ เดือนมิถนุ ายน ร,ศ, ๑๒๓
กราบทลู พระเจ้านอ้ งยาเธอ กรมขนุ สมมตอมรพันธ์ุ ราชเลขานกุ าร ทรงทราบ
ด้วยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ เกล้า า ไดก้ ราบถวายบงั คมลาไปตรวจราชการ
เมืองสุพรรณบุรี บัดน้ีเกล้า า ได้เรียบเรียงรายงานการที่ไปตรวจข้ึนฉบับหนึ่ง เกล้า า
ได้สง่ มาถวายพร้อมกบั จดหมายน้ีด้วยแล้ว
ขอฝ่าพระบาทไดน้ �ำ กราบบงั คมทูลพระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลพี ระบาท
ควรมิควรแล้วแตจ่ ะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า า
ด�ำ รงราชานภุ าพ
เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
สถานหี วั ลำ�โพงในสมัยรชั กาลที่ ๕
1 หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต,ิ เอกสารกรมราชเลขาธกิ ารรชั กาลที่ ๕ กระทรวงมหาดไทย ร.๕ ม.๒.๑๔/๑๐๗
เรือ่ งกรมหม่ืนด�ำรงฯ ไปตรวจราชการเมอื งสพุ รรณบุรี (๒๖ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๓).
37 การเสดจ็ ตรวจราชการเมอื งสพุ รรณบรุ ี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
รายงานพระเจา้ น้องยาเธอ กรมหลวงด�ำ รงราชานภุ าพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสดจ็ ตรวจราชการ เมืองสุพรรณบุรี
ปรี ตั นโกสินทรศก ๑๒๒
วันจันทร์ท่ี ๒๒ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ เวลาเช้าโมงครึ่ง ออกรถไฟจากสะเตช่ัน
บางกอกน้อย พร้อมด้วยหม่อมอุดมพงษ์เพ็ญสวัสดิ์1 ราชปลัดสำ�รวจกระทรวงมหาดไทย
นายร้อยตรีหม่อมเจ้าจุลดิศ2 กรมตำ�รวจภูธร ขุนอาจวิชาคม แพทย์ซ่ึงกรมพยาบาล
จดั ใหไ้ ปดว้ ยคนหน่งึ
เวลา ๒ โมงเศษลงจากรถไฟท่ีสะเตชั่นวัดง้ิวราย แขวงเมืองนครไชยศรี ข้าราชการ
เมอื งนครไชยศรี มพี ระยาสนุ ทรบรุ 3ี ข้าหลวงเทศาภบิ าล และพระยาศิริไชยบุรนิ ทร4์ ปลัด
มณฑล เปนตน้ กบั นายพนิ ทพิ รกั ษา ผจู้ ดั การบรษิ ทั เดนิ เรอื เมลส์ พุ รรณ5 พรอ้ มกนั มาคอยรบั
อยทู่ น่ี น้ั ซงึ่ เปนทา่ เรอื เมลข์ องบรษิ ทั แตเ่ รอื ปกิ นกิ ซงึ่ ใหม้ าทางคลองมหาสวสั ดี ยงั มาหาถงึ ไม่
จึงต้องพักคอยอยู่ท่ีพักของบริษัทเดินเรือเมล์ ได้กินอาหารของพวกหัวเมืองหาเล้ียง และ
รอคอยเรืออยู่จนเวลา ๕ โมงเช้าจึงได้ออกเรือจากท่าวัดง้ิวราย6 เรือไฟจูงข้ึนไปตามลำ�น้ำ�
ท่าจีน
1 หม่อมอุดมพงศ์เพ็ญสวัสด์ิ (หม่อมราชวงศ์ประยูร อิศรศักดิ์) โอรสของหม่อมเจ้าเข็ม อิศรศักดิ์
พระโอรสในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ บรรดาศักดิ์ที่ปรากฏตามล�ำดับ คือ หม่อมอุดมพงศ์
เพ็ญสวัสดิ์ พระยาอิศรพันธ์โสภณ และพระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในรฐั บ2า ลหขมอ่องพมรเะจย้าาจพุลหดิลศพดลิศพกยุลหุ เสพนราะโ(พอจรนส์ขพอหงลสโมยเธดนิ ็จ)พถงรึ แะกเจอ่ ้านบจิ รกมรวรมงศเม์เธอื่ อวนั กทรี่ ๒ม๑พรกะมุ ยภาาดพ�นัำรธง์รพา.ชศา. น๒ุภ๕๐าพ๑
กับหม43่อ มคพเอืฉระ่ือพยยราะเศปยิรน็าิไชสนยุนาบยททุรรินบหุรทาีศรรรร์ าีพ(ศชิไชุอขยงคโสชรงตักคิกษราเ์ สมถ(ียชรม)
สุนทรารชุน) (จู) บรรดาศักดิ์ที่ปรากฏตาม
บุตรเจ้าหม่ืนเสมอใจราช
ล�ำดับ คอื นายบ�ำเรอบรมบาท นายกวด หุม้ แพรมหาดเลก็ ตน้ เชอื ก นายจา่ ยง พระสมุทสาครานุรักษ์ ผ้วู ่า
ราชการเมอื งสมทุ รสาคร พระยาศริ ไิ ชยบรุ นิ ทร์ ปลดั มณฑลนครไชยศรี พระยารณไชยชาญยทุ ธวรตุ มราชภกั ดี
พริ ิยพ5าห บะรสิษมัทุหสเุพทรศราณภบิบรุาขีลนมสณง่ ฑ(SลuนpคhรaสnวSรรteคa์ mถึงแPกa่อckนeจิ tกCรoรmมเpมaื่อnวyนั) บทร่ี ๒กิ า๖รเธรันอื วเมาคลมร์ ะพหว.ศ่า.ง ส๒พุ ๔ร๕ร๙ณไปท่าจีน
(ปากแม่น้�ำท่าจีน) ก่อต้ังเม่ือ พ.ศ. ๒๔๔๖ โดยมีพระยาวัยวุฒิ หลวงโสภณเพชรรัตน์ นายพิณเทพเฉลิม
(พิน บุนนาค) และนายเพ่ิมเสน่หา เป็นหุ้นส่วนบริษัท สันนิษฐานว่า นายพินทิพรักษา น่าจะหมายถึง
นายพ6ณิ เทพเฉลมิ
ปจั จบุ นั อยู่ที่ ต�ำบลง้วิ ราย อ�ำเภอนครชยั ศรี จังหวัดนครปฐม
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 38
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
เวลาบ่ายโมงหนึ่งถึงท่ีว่าการอำ�เภอบางปลา1 ซ่ึงต้ังอยู่ที่ตำ�บลบางเลน ในเขตร์
นครไชยศรี แวะข้ึนตรวจการอำ�เภอครู่หนึ่งแล้วออกเรือต่อไป เวลาบ่าย ๔ โมงถึงท่ีว่าการ
อำ�เภอสองพ่ีน้อง ในแขวงสุพรรณบุรี จอดพักที่ที่ว่าการอำ�เภอ พระยาสุนทรบุรีตามขึ้นมา
จากเมืองนครไชยศรี พระสุนทรสงคราม2 ผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี หลวงศรีสุพรรณ
นครเขตร์ ปลัด และหลวงอุไภยภาติกะเขตร์ นายอำ�เภอสองพ่ีน้อง มาพร้อมกันอยู่ท่ีน้ี
ได้ตรวจการอ�ำ เภอในบา่ ยวนั นนั้
วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ เวลาเช้าลงเรือเล็กพายข้ึนไปดูตามลำ�คลองสองพี่น้อง กลับ
๔ โมงเช้า เวลาบ่ายได้ขน้ึ เกวยี นไปเทยี่ วดตู ามทุง่ นา
วันท่ี ๒๔ กมุ ภาพันธ์ เวลาย�ำ่ ร่งุ ข้นึ มา้ จากอ�ำ เภอสองพี่นอ้ ง พรอ้ มดว้ ยหมอ่ มอดุ ม
พงษ์เพ็ญสวสั ด์ิ พระสนุ ทรสงคราม หลวงอุไภยภาติกะเขตร์ และหม่อมเจ้าจลุ ดศิ เดนิ ม้าตาม
ท่งุ นายังเปนน�้ำ เปนโคลนโดยมาก ประมาณ ๕๐ เสน้ จึงถึงท่ดี อน เดินตามทางเกวียนต่อไป
หยดุ แวะสนทนากบั ก�ำ นนั ผใู้ หญบ่ า้ นและราษฎรทบี่ า้ นศรสี �ำ ราญ3 บา้ นหนองโพ4 บา้ นดอน
มะเกลอื 5 บา้ นสะพงั ลาน6 และหยุดกนิ อาหารเชา้ ท่ีบ้านสระยายโสม7 ประมาณช่ัวโมงหน่ึง
เวลาเทยี่ งเดนิ ทางตอ่ ไป แวะทบ่ี า้ นคอตนั 8 อกี แหง่ หนง่ึ แลว้ จงึ ถงึ ทว่ี า่ การอ�ำ เภอจรเขส้ ามพนั
ซ่ึงเปนที่พัก ณ เวลาบ่ายโมงหนึ่ง ประมาณระยะทางต้ังแต่สองพ่ีน้องไปจนถึงบ้านจรเข้
สามพนั 9 ประมาณทางสกั ๙๐๐ เส้น เพราะตอ้ งเดินทางดอน เขาว่าถา้ เวลานา่ แล้งแหง้ สนทิ
เดนิ ตามท้องทงุ่ ได้ ทางเพียงสกั ๗๐๐ เสน้ เท่าน้ัน ไดต้ รวจการอำ�เภอในวันน้ี และสนทนา
กับกำ�นันผู้ใหญ่บ้านและราษฎรชายหญิงเปนอันมาก ซ่ึงพากันมาดู โดยว่าแต่ก่อนมายัง
ไมเ่ คยเหน็ เจา้ นาย เวลาบา่ ยวนั นน้ั ไดไ้ ปเดนิ เทย่ี วดตู ามหมบู่ า้ นจรเขส้ ามพนั ซงึ่ ตง้ั อยสู่ องฝง่ั
แมน่ ำ้�เกา่ เรยี กว่า ล�ำ จรเข้สามพนั แลว้ ไปแวะสนทนากบั พระสงฆท์ ี่วัดจรเขส้ ามพนั 10 ดว้ ย
12 พปัจระจสุบุนนั ทคือรบตุร�ี ำบ(หลมบ่อามงปราลชาวอง�ศำเ์เภลอ็กบพางยเัลคนฆเจสงันหาว)ดั บนุตครรหปมฐม่อมเจ้านุชในพระองค์เจ้าเสือ พระโอรส
ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เป็นผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๔ - ๒๔๕๔
ต่อมา1ค46395870อื ปปปปปปปปพจัจััจจััจัจัจัจรจจจจจจจจะุบบุบุบบุุบุบุุบยัันนันัันนัันนนัาสตคคคคคคคุนง้ั ืออืืออืออืือือทยรบบบบบบบู่ทบ้า้้า้้าาาาา้้ ่ตีรุนนนนนนนี�คสดศจหสแำบรรรอลรอนลเะะีสะนตขอจพย�พส้ันมำงรรางัโราะเายลพตขะมเญโาก้สย�ธพสำนบลาิ์ามนัตตมนือลต��พค ำำวตต�บบตำังร�ัน�บำลลำ�ลพบบำลบศศึกอรลลสรรละ�สจอำีสีสรดรเรระภ���าอำำำะเพเรรอขมนภยาา้สงัอาอมญญผลา่ทูยสะู้วามอโเาา่นออพสกงมร��มลนัำำาอชเเจอืภภช�กุอังอำกออเห�อภ�จาำสสำเวเ�อรังภำออภัดเเหออภมงงอสวู่ทพพอออือพุ ดั อ่ีนน่ีูท่องู่ทรสลงทู่อ้อ้อรอพุ พณงงงอจงรบังงบรจจจจหุรณงัังังรุจังีวหหหีหงับดั หววววรุสัดัดดััดวี ุพสสสดัสรุพพุุพสุพรพุรรรรณรรรรรณณณบณรณรุบบบบี บรุรุุรุรีีีีุรี
39 การเสดจ็ ตรวจราชการเมอื งสุพรรณบรุ ี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
ท่ีว่าการอำ�เภอยังเปนโรงขัดแตะ แต่โรงตำ�รวจภูธรพึ่งทำ�แล้วใหม่ ได้อาไศรยพักท่ี
โรงตำ�รวจภธู รสอาดสบายพอทีเดียว เสียแตก่ ลางคืนยุงอยู่ขา้ งจะชมุ
วันท่ี ๒๕ กุมภาพันธ์ เวลาโมงเช้าขึ้นม้าไปดูเมืองโบราณ ซ่ึงชาวบ้านเรียกว่าเมือง
ท้าวอู่ทอง1 อยู่เหนือบ้านจรเข้สามพัน ไประยะทางประมาณ ๒๐๐ เส้น ได้ไปแวะดูเจดีย์
โบถวหิ าร ที่เขาธรรมเธยี ร2 ก่อน แล้วไปเมอื งทา้ วอ่ทู อง หยุดกินเข้าเชา้ ทสี่ ถานพระนารายน์
ริมท่าพระยาจักร์3 แล้วไปดูวัดปราสาท4 วัดหลวง5 วัดช่องลมในเมืองนั้น พักอยู่จนเวลา
บา่ ย ๓ โมง จงึ กลบั มาทพ่ี กั บ้านจรเขส้ ามพนั
วันท่ี ๒๖ กุมภาพันธ์ เวลาย่ำ�รุ่ง ออกจากบ้านจรเข้สามพัน กลับและแวะตาม
ระยะทางอย่างขาไป สังเกตดูมีราษฎรชาวบ้านมาคอยพบปะมากกว่าเมื่อขาไปทุกๆ แห่ง
ท่ีเปนดังน้ีเข้าใจว่าแต่เดิมเปนด้วยพากันหว่ันกลัว ไมรู้ว่าคนที่เปนเจ้านายนั้น จะร้ายกาจ
เพียงไร ผูท้ ่ไี ม่ต้ังอย่ใู นความประมาทจึงหลบเลยี่ งเสยี กอ่ น สืบสวนจนรู้แน่ว่าเจา้ นายก็ไมผ่ ดิ
อันใดกับคนเราตามธรรมดานัก เมื่อแน่ในใจเช่นนี้แล้วจึงพากันมาคอยดูมากขึ้น แต่ใช่จะรู้
วา่ เจา้ นายพระองคใ์ ดนนั้ กห็ ามไิ ด้ ขา้ พเจา้ ไดล้ องถามดแู ลว้ กบ็ อกไดแ้ ตว่ า่ เขาวา่ เสดจ็ ในกรม
จะเสด็จเท่าน้ี เวลา ๔ โมงเศษกลับถึงบ้านหนองโพ หยุดกินอาหารเช้าและพักรอคน
หาบหามสิง่ ของอยู่ท่นี นั้ จนเวลาบา่ ย ๒ โมงเศษ จึงได้เดินทางตอ่ มาถงึ บา้ นสองพีน่ อ้ งเวลา
บา่ ย ๔ โมงเศษ
แต่เดิมกะไว้ว่ากลับมาถึงบ้านสองพี่น้อง ก็จะออกเรือไปเมืองสุพรรณบุรีในวันนี้
แต่คาดการผิดไป เพราะระยะทางแต่บ้านจรเข้สามพันมาบ้านสองพี่น้องไกลกว่าคาด
1 เมอื งทา้ วอทู่ อง หรอื เมอื งโบราณอทู่ องตง้ั อยใู่ นเขตอ�ำเภออทู่ อง จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี เปน็ เมอื งทม่ี คี นู ำ�้
และคันดนิ ล้อมรอบ ตั้งอยู่รมิ ล�ำน้�ำจระเขส้ ามพนั ผงั เมืองเปน็ รูปวงรี ทอดตัวไปตามแนวทศิ ตะวนั ออกเฉยี ง
เหนอื ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ มขี นาดความกวา้ งประมาณ ๑ กโิ ลเมตร และยาวประมาณ ๒ กโิ ลเมตร จาก
การศกึ ษาทางโบราณคดพี บวา่ เมอื งโบราณอทู่ องมมี นษุ ยอ์ ยอู่ าศยั ตงั้ แตส่ มยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ เมอื่ ประมาณ
๒,๕๐๐ ปี มาแลว้ พบหลกั ฐานประเภทขวาน หนิ ขดั ลกู ปดั ภาชนะดนิ เผา เหลก็ ในส�ำหรบั ปน่ั ดา้ ย ขวานส�ำรดิ
ฉมวก324ห อปปปกจจัััจจจจแุบบุุบลนันัันะตเเคคปั้งรอือ็นอื่ ยววงทู่ัดดัมตี่รเอื ข้า�เำางบคทรลต�อื่ำทเ้ังงท่าอใพียชยมโ้รู่นละอตหย�กะาำบจอคักลื่นูเมรอๆ์ือู่ทองอ�ทำเงภาองอต�อำเะู่ทภวออันงออูท่จออังกหงรวิมจัดงันสห้�ำพุ วจรัดรรสเณขพุ ้สบรารุรมณี พบันรุ ี ห่างจากคูเมืองประมาณ
๕๐๐ เ5ม ตปรัจจุบัน คือ วัดหลวง ต�ำบลยุ้งทะลาย อ�ำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เดิมเป็นวัดร้างต่อมา
ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนา ให้ยกฐานะจากวัดร้างเก่า (สมัยทวารวดี) ข้ึนเป็นวัดที่มีภิกษุจ�ำพรรษา
ตามประกาศมหาเถรสมาคม เมือ่ วันที่ ๑๓ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๔๕
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 40
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
คนหาบหามส่ิงของเดินมาถึงต่อจวนค่ำ� ครั้นจะออกเรือในเวลาค่ำ�ก็จะไปถึงสุพรรณบุรีต่อ
เวลาดึก เปนความลำ�บากแก่คนทั้งปวงโดยไม่จำ�เปน จึงได้หยุดนอนอยู่ท่ีบ้านสองพี่น้อง
อกิ คนื หนง่ึ
วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ เวลาย่ำ�รุ่งออกเรือจากสองพ่ีน้อง เวลาเช้า ๔ โมงเศษ
ถึงทวี่ า่ การอ�ำ เภอบางปลามา้ เปนที่น้ำ�ตนื้ จะตอ้ งปลอ่ ยเรือไฟไวต้ รงนี้ จงึ ต้องหยดุ ถ่ายของ
ในเรือไฟลงเรือแจว แลแวะตรวจการอำ�เภอแล้วจึงออกเรือแจวต่อข้ึนไป แวะบวงสรวงท่ี
ศาลเจ้ากงจักร์ ถึงเมืองสุพรรณบุรีเวลาบ่าย ๒ โมง เวลาบ่าย ๓ โมงข้ึนเดินดูถนนและ
สถานท่ีตา่ งๆ ซึ่งได้สรา้ งขนึ้ ใหมค่ อื ท่วี า่ การเมอื ง เรอื นจ�ำ ศาล และที่วา่ การอำ�เภอ เปนต้น
แล้วข้ามฟากไปทางวัดประตูศาล1 ไปสังเวยเทพารักษ์หลักเมือง แล้วไปวัดพระมหาธาตุ2
กลับมาถึงที่พกั เวลาค�ำ่
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ เวลาโมงเชา้ ข้นึ มา้ ออกจากทา่ วดั ประตูศาล ไปทางทศิ ตวนั ตก
แวะนมัศการพระป่าเลไลย3 แล้วขึ้นม้าต่อไปทางทิศตวันตก หยุดพักที่บางปลาหมอให้
ม้าข้ามนำ้� และสนทนากับราษฎรครู่หนึ่งแล้วข้ึนม้าต่อไป พักให้ม้าข้ามนำ้�และหยุดกิน
เข้าเช้าที่บ้านพันตำ�ลึง4 อิกแห่งหน่ึง แล้วข้ึนม้าต่อไปอิกพักหน่ึงถึงลำ�แม่นำ้�เก่า เรียกว่า
ล�ำ นำ้�บ้านคอย เวลา ๕ โมงเชา้ ลงเรอื ขา้ มฟากขึ้นฝง่ั ตวันตกเดินทางไปอกี ประมาณ ๕ เส้น
ถงึ ทีส่ ส่ี ระ5 เที่ยวดูสระเกษ สระแกว้ สระคา สระยมนา เสรจ็ แลว้ กลับลงเรอื พายล่องลำ�น�ำ้
บ้านคอย เที่ยวดูวัดโบราณคือ วัดช้าง วัดเขาดิน วัดพระเจดีย์ พอถึงที่ลำ�นำ้�เขินจึงขึ้นม้า
ซง่ึ ใหไ้ ปคอยรบั อยนู่ นั้ เดนิ บกตอ่ ลงไปดวู ดั มหาธาตอุ กี แหง่ หนง่ึ แลว้ กลบั มาทางบกถงึ ทสี่ สี่ ระ
เวลาบ่าย ๔ โมง หยดุ พักกนิ เขา้ กลางวนั และให้มา้ ขา้ มน�ำ้ เวลาบา่ ย ๕ โมงเดินทางกลับ
แวะพักตามระยะท่ีพักเมื่อขาไปแห่งละครู่หน่ึง กลับมาถึงเมืองสุพรรณบุรีเวลายามเศษ
ระยะทางแต่เมืองสุพรรณบุรีไปถึงส่ีสระประมาณ ๔๐๐ เส้น แต่สี่สระไปถึงวัดมหาธาตุ
ในลำ�น้ำ�บา้ นคอยทางประมาณ ๒๕๐ เส้น
15342 สปปปปรจจัััจจั ะจจจจศบุบุบบุุ ักนันันนัั ดคคคคิ์สอือื ิอือืทวหธบวดั์ิทลัด้าพว้ังปนรงรพพะ๔ะศอัน่ ตรโตตูสรีตั้ง�ตัาำอลวนรดังึยมตปู่ใตหน�า่ำ�าบำเตบธลล�าำไลรบลตด้วั ลยุ สอใกสหพุนว์รญรกระรว�่แำณอหิยก�าบา้ำวเนรรุภีตอตออ���เำำ�ำบมเำบเภลือภลอรงอรว้ัเสว้ัเมใมใุพหหือือรญญงรงสณส่่ออุพพุ บ��ำรำรเเรุรภรภีณณอจองัเบเบมมหุรุรอือืวีี งัดงจจสสสงัังพุพหุหุพรวรวรรรดััดรณณณสสพุบบุพบรุรรุรรุ ีีรรจจี ณณงังั หหบบววรุ ุรดดััี ี สสนพพุุ ้�ำรรใรรนณณสบบระรุรุ ีี
ท้ัง ๔ ได้รับการนับถือว่าศักด์ิสิทธิ์มาแต่โบราณ เป็นน้�ำที่ใช้ในพิธีถือน�้ำพระพิพัฒน์สัตยาและพระราชพิธี
สรงนำ�้ มรู ธาภเิ ษก ตามลทั ธพิ ราหมณเ์ พอ่ื ความศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ ตอ่ มาพบอกี ๒ สระ คอื สระอมฤต ๑ และสระอมฤต ๒
41 การเสด็จตรวจราชการเมอื งสพุ รรณบรุ ี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
วนั ท่ี ๒๙ กมุ ภาพนั ธ์ เวลา ๒ โมงเชา้ ขา้ มฟากไปวัดประตูศาล สนทนากบั พระครูหน่งึ
แลว้ เดนิ ไปถา่ ยรปู ทวี่ ดั มหาธาตแุ ละไปลงเรอื ทท่ี า่ วดั แคขา้ งเหนอื เมอื ง ลอ่ งดลู ำ�น�ำ้ ตอนเหนอื
เมืองลงมา เวลา ๕ โมงถึงท่ีพัก เวลาเท่ียงเศษข้ึนไปตรวจราชการ ณ ที่ว่าการเมือง
เวลาบา่ ย ๓ โมงเศษออกเรอื แจวลอ่ งน�ำ้ ลงมา และแวะดวู ดั โบราณตามระยะทาง คอื วดั กฏุ ทิ อง
วดั โพคอย แลวดั อ่ทู อง ลงมาถึงท่ีพัก ณ ทวี่ ่าการอำ�เภอบางปลาม้าเวลาทมุ่ หน่ึง พกั นอน
อยทู่ ีบ่ างปลาม้า
วันที่ ๑ มีนาคม เวลาเช้าโมงเศษ ออกเรือจากบางปลาม้า เรือไฟจูงล่องตรงลงมา
ไม่ได้แวะทีใ่ ด มาถงึ ทา่ วดั ง้ิวรายแขวงเมืองนครไชยศรีเวลาบา่ ย ๔ โมง พอเวลาบ่าย ๕ โมง
ขน้ึ รถไฟกลบั มากรุงเทพฯ รวมทไี่ ด้ไปหัวเมอื งคราวนี้ ๙ วัน
ตรวจราชการคราวนม้ี เี วลาอยแู่ หง่ ละเลก็ ละนอ้ ย การในระเบยี บซง่ึ มสี มดุ จะตอ้ งตรวจ
ตามแบบแผน ได้วานใหห้ มอ่ มอุดมพงษเ์ พญ็ สวสั ดิ์ตรวจโดยมาก ส่วนขา้ พเจา้ ได้ตรวจเพียง
การไลเ่ ลยี งความรคู้ วามช�ำ นาญของกรมการทปี่ ฏบิ ตั ริ าชการตา่ งๆ ตามหนา้ ทใ่ี นทอ้ งทอ่ี นั นนั้
อย่าง ๑ อีกอย่าง ๑ ได้เอาเปนธุระโดยเฉภาะทจ่ี ะไตถ่ ามก�ำ นันผู้ใหญบ่ ้าน ตลอดจนราษฎร
ท่ีได้พบปะสนทนากันตามระยะทางที่ได้ไปในคราวน้ี เพ่ือจะให้ได้ความว่า ทุกวันนี้
มีความเดือดร้อนหรือได้รับความกดขี่ข่มเหงอย่างหนึ่งอย่างใดบ้าง ได้เอาเปนธุระไต่ถาม
ในความข้อน้ีมากกว่าอย่างอ่ืน และได้สังเกตการต่างๆ ที่ได้มีแปลกไปจากเวลาท่ีเคยเห็น
เมือ่ ตรวจการคราวก่อนใน ร.ศ. ๑๑๗ นั้น ส่วนการตำ�รวจภธู ร พระวาสเุ ทพได้มคี �ำ สง่ั มาให้
หมอ่ มเจา้ จลุ ดศิ เปนผตู้ รวจ ตรวจแลว้ ใหท้ �ำ รายงานยน่ื ตอ่ พระวาสเุ ทพเปนสว่ นหนง่ึ ตา่ งหาก
จึงไม่ได้กล่าวไว้ในท่ีนี้ว่าการตำ�รวจภูธรเปนอย่างไร ข้อความท่ีข้าพเจ้าได้ตรวจเห็นอย่างไร
จะไดก้ ล่าวต่อไปน้ี
เรอ่ื งเรือเมลส์ พุ รรณ
เม่ือ ร.ศ. ๑๑๗ ข้าพเจ้าไปเมืองสุพรรณบุรี ได้ทราบว่าชาวเมืองสุพรรณบุรีจะไป
กรุงเทพฯ น่านำ้�ต้องไปเรือจนถึงกรุงเทพฯ บ้าง บางทีไปเรือเพียงบ้านผักไห่ไปลงเรือเมล์
ที่นั่น ถ้าน่าแล้งโดยมากมักเดินทางบกไปลงเรือเมล์ท่ีบ้านผักไห่ เดี๋ยวนี้คนไปมาในระหว่าง
สุพรรณกับกรุงเทพฯ ขึ้นลงท่ีสะเตชั่นวัดง้ิวรายวันละมากๆ จนกรมรถไฟจะทำ�ทางรถไฟ
หลกี ตรงน้ี และขยายสะเตชนั่ ใหใ้ หญข่ นึ้ กวา่ แตก่ อ่ น การทชี่ าวสพุ รรณมาขน้ึ ลงรถไฟทส่ี ะเตชนั่
วัดงิว้ รายน้ี เพราะพระยาวัยวฒุ ิ หลวงโสภณเพ็ชรตั น์ นายพิน ทิพรกั ษา นายเพ่ิม เสนหา กบั
ใครอกี บ้างไมท่ ราบ เขา้ ห้นุ กนั เปนบรษิ ทั จัดเรือไฟรบั คนโดยสารขน้ึ ล่องในระหวา่ งวดั ง้ิวราย
กับเมอื งสุพรรณบรุ ี มขี ้นึ แตศ่ ก ๑๒๑ รบั คนท่ีไปจากกรงุ เทพฯ เวลาเช้าส่งถึงสพุ รรณบรุ ีเวลา
ในค่ำ�วนั น้นั รบั คนสพุ รรณบรุ เี วลาเชา้ ล่องลงมาส่งรถไฟไปถงึ กรุงเทพฯ ไดใ้ นเวลาเยน็ ไปมา
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 42
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
สดวกข้ึนดังนี้ จงึ มคี นโดยสารเรอื ไฟสายนข้ี ้นึ ล่องโดยมาก เปนประโยชน์ทั้งเรอื ไฟและรถไฟ
ด้วย เม่ือศก ๑๒๒ มศิ เตอร์ซอนเดอร์ซนั ผู้จัดการเรือไฟเดนิ รับคนโดยสาร ระหวา่ งกรงุ เก่า
กับท่าเรือและเมืองลพบุรี เอาเรือไฟมาเดินแย่งบริษัทสุพรรณบ้าง แย่งจนขาดทุนด้วยกัน
ทง้ั สองฝ่ายอยชู่ า้ นาน บัดน้ที ราบว่ามิศเตอรซ์ อนเดอร์ซันเลกิ เรือคนื ไป โดยสู้บริษัทสุพรรณ
ไมไ่ ดด้ ว้ ยเหตุ ๒ ประการ คือ ประการท่ี ๑ บรษิ ทั สพุ รรณท�ำ การก่อนไดว้ า่ เช่าท่วี ดั งวิ้ ราย
และจัดหาท่ีซึ่งอยู่ใกล้และตรงสะเตช่ันรถไฟไว้ทำ�ท่าเรือเมล์เสียหมดบริเวณ คนจะลงเรือ
บริษัทซอนเดอร์ซัน ต้องเดินไกลได้ความลำ�บากกว่าลงเรือบริษัทสุพรรณ อีกประการหนึ่ง
เพราะบรษิ ทั สพุ รรณตอ่ เรอื ขนึ้ ใหม่ วา่ จะตอ่ ถงึ ๔ ล�ำ และขวู่ า่ จะเอาขน้ึ ไปเดนิ แยง่ ทางบรษิ ทั
ซอนเดอร์ซันเดินอยู่ทางกรุงเก่าบ้าง บริษัทซอนเดอร์ซันจึงเลิกการแข่งขันกับบริษัทสุพรรณ
ในแมน่ �้ำ น้ี
ทจี่ รงิ การทม่ี เี รอื เดนิ แยง่ กนั หลายบรษิ ทั ในล�ำ แมน่ �ำ้ ซงึ่ ไมม่ คี นโดยสารมากพอจะเดนิ หา
ก�ำ ไรได้ดว้ ยกนั โดยปรกตดิ ังนี้ แมว้ ่าจะเปนประโยชนแ์ กค่ นโดยสาร เพราะบริษัททั้งสองฝ่าย
ต้องลดราคาแย่งกันก็จริง แต่เปนความลำ�บากแก่เจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องท่ี ตลอดจน
คนโดยสารมากอยู่ เพราะการที่แย่งชิงผลประโยชน์กัน ย่อมเปนเหตุให้เกิดวิวาทกัน
ไม่ใคร่ขาด ผู้เจ้าของเรือก็เสียประโยชน์ท้ังสองฝ่าย เจ้าพนักงานก็มักถูกติเตียนว่าไม่รักษา
ความเรียบร้อย และบางทีถูกนินทาว่าเข้าข้างฝ่ายโน้นบ้าง ฝ่ายนี้บ้าง ต้องระวังไหวพริบ
อยู่เสมอ ส่วนคนโดยสารน้ันก็ได้ความรำ�คาญตั้งแต่ถูกฉุดคร่าต้อนชิงแต่เวลาลงรถไฟไป
และบางทพี ลอยไปไดล้ �ำ บากในเวลาเขาววิ าทกนั ดว้ ย เพราะเหตนุ ก้ี ารทเ่ี ลกิ แยง่ ชงิ กนั เสยี ดงั นี้
ถึงคนโดยสารจะต้องขึ้นเงินอีกสักเล็กน้อยก็เห็นว่าควรจะยินดีอนุโมทนาด้วยกันทุกฝ่าย
ด้วยเหตทุ ่เี วรกรรมระงบั ไปนัน้
อ�ำ เภอบางปลา
อ�ำ เภอบางปลานแ้ี ตเ่ ดมิ เรยี กวา่ อ�ำ เภอบางไผน่ าด เพราะเหตทุ ตี่ ง้ั ทวี่ า่ การทบ่ี างไผน่ าด
อันเปนท่ีเปลี่ยวอยู่ข้างเหนือที่ว่าการเด๋ียวนี้เพื่อจะกีดกันทางโจรผู้ร้ายไปมา เด๋ียวนี้
ยา้ ยทวี่ า่ การลงมาตงั้ อยทู่ บี่ างเลนขา้ งฝงั่ ตวนั ตก และเปลย่ี นชอื่ เอานามตำ�บล ซง่ึ คนทง้ั หลาย
ร้จู ักมากในอ�ำ เภอนม้ี าเปนนามอ�ำ เภอ เรียกวา่ อ�ำ เภอบางปลาในศก ๑๒๒ น้ี
ท้องท่ีสองฝ่ังแม่นำ้�ในอำ�เภอบางปลานี้ สังเกตดูมีบ้านเรือนแน่นหนามากขึ้นกว่าเมื่อ
๕ ปี มาแลว้ มาก สบื ถามไดค้ วามวา่ มคี นมาตง้ั ท�ำ ไรน่ ามากขนึ้ กวา่ แตก่ อ่ นมาก ทส่ี องฝงั่ แมน่ �ำ้
มีผจู้ บั จองเปนเจา้ ของแลว้ ตลอด หามีที่วา่ งเปลา่ ดังแต่กอ่ นไม่ แต่กระนั้นเม่ือแลดูไปยงั เห็น
เปนที่ป่าไผ่มีอยู่มาก ไปถามตามชาวบ้านได้ความว่า ท่ีป่าไผ่เหล่านั้นก็มีเจ้าของแล้วทั้งนั้น
แต่เจ้าของโก่นสร้างท่ีพงซึ่งอยู่ในทุ่งข้างหลังออกไปลงเปนนาก่อนแล้ว จึงถางที่กอไผ่
ซึ่งเปนทถี่ างยากกวา่ พงลงเปนนาโดยล�ำ ดับเขา้ มายังหาหมดไม่
43 การเสด็จตรวจราชการเมอื งสุพรรณบรุ ี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
สัมโนครัวตามแบบใหม่ในอำ�เภอบางปลานี้ได้ทำ�สำ�เร็จแล้ว มีจำ�นวนคนทั้งสิ้น
๑๘๒๔๘ คน
พนักงานปกครองอำ�เภอน้ี ขุนไชยศรีบุรเขตร์เปนนายอำ�เภอมาแต่ศก ๑๑๕ การใน
ทีว่ ่าการอ�ำ เภอไดม้ เี วลาตรวจน้อย
อำ�เภอสองพี่นอ้ ง
อ�ำ เภอสองพ่ีนอ้ งนเ้ี ดมิ เรียกว่าอ�ำ เภอบางลี่ เพราะเหตทุ ่ที ่ีว่าการอ�ำ เภอแต่ก่อนตั้งอยู่
ที่บางลี่ในคลองสองพี่น้อง เดี๋ยวน้ีได้ย้ายที่ว่าการอำ�เภอลงมาตั้งข้างใต้ที่ว่าการอำ�เภอเก่า
จงึ เปลย่ี นนามอ�ำ เภอเรยี กวา่ อ�ำ เภอสองพน่ี อ้ ง ตามชอ่ื ต�ำ บลซง่ึ ราษฎรรกู้ นั โดยมาก อ�ำ เภอน้ี
เปนอำ�เภอตอนใต้ของสุพรรณบุรี เขตร์แดนต่อกรุงเก่า ประทุมธานี นครไชยศรี ราชบุรี
กาญจนบุรี มีทั้งท้องท่ีทุ่งและป่าดอนใหญ่กว้าง ผู้คนสำ�ส่อนบังคับยากยิ่งกว่าอำ�เภออื่น
ในสพุ รรณบรุ ี การตรวจตราเปนความยากล�ำ บากแกก่ รมการอ�ำ เภอเปนอนั มาก ในศก ๑๒๑ น้ี
จงึ ไดต้ ดั ทอ้ งทข่ี า้ งฝา่ ยดอนตอนตวนั ตกเฉยี งเหนอื ซง่ึ ตอ่ พรมแดนเมอื งกาญจนบรุ ี ออกเปน
อ�ำ เภอจรเขส้ ามพนั อกี อ�ำ เภอหนงึ่ พอใหม้ กี รมการอ�ำ เภอตรวจตราการปกครองไดส้ ดวก
สังเกตดูบ้านเรือนในคลองสองพ่ีน้องแน่นหนา ผู้คนมากขึ้นกว่าเมื่อศก ๑๑๗ มาก
ประมาณจำ�นวนบ้านเรือนในคลองสองพี่น้องจะสักเท่าบ้านผักไห่กับบ้านราดชะโดรวมกัน
ได้อยู่ แต่บ้านเรือนที่คลองสองพ่ีน้องต้ังอยู่แต่ริมสองฝ่ังคลอง ในที่ลุ่มโล่งไม่ใคร่มีต้นไม้บัง
เปนเรอื นเสาสงู ๆ ตงั้ ๔ ศอก แตก่ ระนน้ั ดูคราบน้ำ�ปีนท้ี ี่ท่วมพนื้ เรือนกม็ ีมาก ราษฎรว่าเวลา
นา่ น�้ำ ไดค้ วามล�ำ บากดว้ ยคลน่ื และลมในทอ้ งทงุ่ เสมอ ทง้ั นกี้ เ็ หน็ เปนความจรงิ แลดใู นเวลานี้
หลงั คาแลฝาเรอื นยงั ซดุ โซมอยแู่ ทบทวั่ กนั ชาวบา้ นในคลองสองพน่ี อ้ งนม้ี ที างหากนิ ๓ อยา่ ง
คือ ๑ ท�ำ นา ๒ ท�ำ ปลา ๓ รบั ซ้ือสนิ คา้ ป่า คือ เสาและไม้กระดาน ไมไ้ ผ่ เปนตน้ ซ่งึ ชาวดอน
ตลอดจนแขวงกาญจนบรุ เี ขน็ ลงมาขาย ดว้ ยเหตกุ ารท�ำ มาหากนิ สดวกจงึ มผี คู้ นมาตง้ั บา้ นเรอื น
อยู่แน่นหนา ถงึ พวกสปั รุษยช์ าวกรงุ เทพฯ และชาวเมืองตามลำ�นำ้�ท่ีจะขึ้นนมัศการพระแท่น
ดงรังมาขึ้นเดินท่ีสองพี่น้องก็มีมาก ทางบกประมาณ ๑๐๐๐ เส้นเศษ ไกลกว่าเดินจาก
พระปฐมหรอื จากทา่ เรอื พระแทน่ แตท่ างเรอื ใกลแ้ ละสดวกกวา่ และทส่ี ดุ ขากลบั บา้ นสปั รษุ ย์
มกั ซอ้ื ปลาบันทุกเรอื กลบั ไปดว้ ย ดว้ ยเหตุเหลา่ นจ้ี งึ มีผู้พอใจมาขนึ้ พระแทน่ ทางสองพี่นอ้ ง
สมั โนครัวแบบใหม่ในอ�ำ เภอสองพี่นอ้ งนี้ก็ทำ�เสรจ็ แล้วมจี �ำ นวนคนท้ังส้นิ ๑๖๑๑๑ คน
พวกยวนเขา้ รีตที่มาอยู่สองพนี่ ้องนีม้ าจากสามเสนท้งั นน้ั ทีม่ าอยู่ตั้งแต่ ๒๐ ปกี ็มี พงึ่
มาอยูใ่ หม่ก็มี สร้างโรงสวดไว้แห่งหนงึ่ นานแลว้ เด๋ียวนี้มีบาดหลวงมาอยู่คนหนึง่ บาดหลวง
คนนเ้ี ปนยวน บตุ รเสมยี นยู พวกยวนเขา้ รตี ทส่ี องพนี่ อ้ งเหลา่ นไี้ ดค้ วามวา่ เรยี บรอ้ ย และเวลา
มีราชการงานเมืองกช็ ่วยราชการโดยแขงแรง
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 44
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
กรมการอำ�เภอสองพ่ีน้องเวลาน้ีหลวงอุไภยภาติกเขตร (เอี่ยม) เปนนายอำ�เภอ
มาแต่ ร.ศ. ๑๑๕ มีคุณวุฒิในการสืบจับปราบปรามโจรผู้ร้ายแขงแรง ได้รับพระราชทาน
เครอ่ื งราชอศิ รยิ าภรณเ์ ปนบ�ำ เหนจ็ เมอ่ื เรว็ ๆ น้ี สงั เกตดกู รมการอ�ำ เภอทนี่ ก่ี บั ก�ำ นนั ผใู้ หญบ่ า้ น
และราษฎรดูคุ้นเคยปรองดองกันดีมาก และยังต้องชมอีกอย่างหนึ่งว่า กรมการอำ�เภอ
สองพ่ีน้องน้ีหมั่นเท่ียวเตร่ตรวจตราท้องท่ีมาก ทั้งนายอำ�เภอและปลัดอำ�เภอผลัดกัน
ออกเดินทางเที่ยวตรวจการทุกๆ เดือนไม่ขาด เพราะเหตุเหล่าน้ีโจรผู้ร้ายในแขวงอำ�เภอ
สองพ่นี ้องเดย๋ี วนี้จงึ เสือ่ มซาลงกวา่ แตก่ ่อนเปนอันมากทีเดยี ว
อำ�เภอจรเข้สามพนั
อำ�เภอจรเข้สามพันอยู่ตวันตกเฉียงใต้เมืองสุพรรณบุรี ต่อพรมแดนเมืองกาญจนบุรี
เปนทปี่ า่ ดอนขา้ งตวนั ตกตอ่ ชายเขา ขา้ งตวนั ออกมที งุ่ นามาจนจดทงุ่ อ�ำ เภอเมอื งและอ�ำ เภอ
สองพน่ี อ้ ง มลี �ำ แมน่ ำ�้ เกา่ เรียกวา่ ล�ำ จรเข้สามพนั ซึง่ บัดน้ีตืน้ เขินมนี �ำ้ เปนหว้ งเปนตอนผ่าน
ตลอดมา ท้องท่ีอำ�เภอจรเข้สามพันน้ีแต่เดิมอยู่อำ�เภอสองพี่น้อง ท้องท่ีมากมายเกินกำ�ลัง
กรมการอ�ำ เภอเดยี วจะปกครองและตรวจตราใหเ้ รยี บรอ้ ยไดท้ วั่ ถงึ จงึ ไดแ้ ยกออกเปนอ�ำ เภอ
หนง่ึ ต่างหากเม่ือศก ๑๒๑ นี้
พลเมืองในอำ�เภอจรเข้สามพันตามสำ�โนครัวแบบใหม่ที่ทำ�เสร็จแล้ว มีจำ�นวนคน
ท้งั สน้ิ ๘๘๒๗ คน
ราษฎรหาเล้ียงชีพด้วยการทำ�นาและตัดไม้ไผ่ป่าไม้เสาไม้กระดานขาย ดูทำ�เลหากิน
กว้างขวางไม่อัตคัด แต่ตามกิติศัพท์ท่ีได้ยินบอกเล่ามาแต่ก่อน เขาว่าราษฎรในอำ�เภอนี้
มักเปนนักเลงโดยมาก บังคับบัญชาว่ากล่าวยาก ความข้อน้ีพิเคราะห์ดูก็พอแลเห็นเหตุ
ได้ว่าความจริงเปนอย่างไร คือท้องที่อำ�เภอนี้อยู่ชายป่าห่างไกลจากเมืองมาก ย่อมไม่ใคร่
มีข้าราชการไปตรวจตราถึงท้องท่ี ราษฎรซ่ึงอยู่ในภูมิ์ลำ�เนาอันนั้น ตกว่าจะทำ�อะไรก็ทำ�ได้
ตามชอบใจไม่ใคร่มีใครดูแลว่ากล่าวมาแต่ก่อนๆ อีกประการหน่ึงเพราะเหตุท่ีท้องที่เหล่าน้ี
ปราศจากความไข้เจ็บ แม้คนจรจะไปมาอยู่อาไศรยก็ได้ตลอดปี จึงเปนท่ีอาไศรยของคนท่ี
หลบหนมี าแต่อน่ื ดว้ ยอกี จำ�พวกหนงึ่ ในคราวนเ้ี องได้พบชาวกรุงเทพฯ ทีไ่ ปตัง้ บ้านเรือนอยู่
ในแขวงอ�ำ เภอจรเขส้ ามพนั กห็ ลายคน ดว้ ยเหตเุ หลา่ นท้ี ก่ี ลา่ ววา่ ราษฎรในอ�ำ เภอจรเขส้ ามพนั
เปนนักเลง และบังคับบัญชายากก็จะมีความจริงอยู่มาก แต่ต่อไปเม่ือท่ีว่าการอำ�เภอได้ไป
ตั้งข้ึนแล้วเช่นน้ี ถ้ากรมการอำ�เภอเอาใจใส่ตรวจตรา เห็นว่าไม่ช้านานเท่าใด การปกครอง
ท้องท่ีเช่นอำ�เภอจรเข้สามพัน จะเรียบร้อยได้ดีดังเคยเห็นมาแล้วในที่อื่นอันเปนทำ�นอง
เดยี วกันหลายแหง่
45 การเสด็จตรวจราชการเมอื งสพุ รรณบรุ ี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
ที่ว่าการอำ�เภอต้ังที่บ้านจรเข้สามพัน ยังอาไศรย์เรือนฝาขัดแตะ พื้นฟากซึ่งทำ�ขึ้น
ใช้ช่ัวคราวจวนจะหักพัง จะต้องรีบทำ�ที่ว่าการอำ�เภอเปนเคร่ืองไม้จิงในต้นศก ๑๒๓ น้ี
ไดไ้ ปเลอื กทกี่ ะใหส้ รา้ งทวี่ า่ การอ�ำ เภอในคราวนแี้ ลว้ กรมการอ�ำ เภอนเ้ี ดมิ ขนุ พจมานมานติ ย์
เปนนายอำ�เภอ จะย้ายขุนพจมานมานิตย์ไปรับราชการเมืองระยอง นายจรมหาดเล็กมา
เปล่ียน ได้รับท่นี ายอำ�เภอเมื่อสองเดือนมาแลว้ ราชการที่จะตอ้ งน่ังทำ�ในออฟฟิศอ�ำ เภอนี้
ดูไม่มีก่ีมากน้อย กรมการอำ�เภอควรจะใช้เวลาออกเดินทางเท่ียวตรวจท้องท่ีให้มาก
แต่ถึงกระนั้นไม่จำ�เปนต้องมีพนักงานเต็มจำ�นวนเหมือนอำ�เภออ่ืน เปนต้นว่าปลัดอำ�เภอ
มีแตค่ นเดียวก็พอ
อำ�เภอบางปลาม้า
อ�ำ เภอบางปลามา้ อยูใ่ ตเ้ มอื งสพุ รรณบุรี ทอ้ งทีข่ ้างใตต้ ่ออ�ำ เภอสองพ่นี ้อง ข้างเหนอื
ตอ่ อ�ำ เภอเมือง ข้างตวันออกตอ่ อำ�เภอเสนาใหญ่ เสนากลาง กรงุ เก่า อำ�เภอนต้ี ั้งที่วา่ การ
อำ�เภอที่บางปลาม้าเหมาะดี เพราะเปนที่ทางเรือร่วมท้ังสุพรรณบุรีไปจากกรุงเทพฯ
และกรงุ เกา่ ยอ่ มไปร่วมกนั ทบ่ี างปลาม้า ครั้นถงึ ระดูแรง้ น�ำ้ ตื้นตอ่ ลึกทต่ี รงนั้น กเ็ ปนที่ชมุ นุม
เรอื ล�ำ เลยี งสนิ ค้าที่ตรงนนั้ ด้วย
บาญชีสัมโนครัวแบบใหม่ในอำ�เภอบางปลาม้าน้ี ก็ทำ�แล้วเสร็จมีจำ�นวนคนท้ังส้ิน
๒๓๐๘๒ คน
ราษฎรในอ�ำ เภอน้ีหากนิ ดว้ ยการท�ำ นาเปนพ้นื ปลากท็ �ำ มาก
กรมการอำ�เภอบางปลาม้า นายตรองเปนนายอำ�เภอมาแต่ศก ๑๒๐ การสำ�คัญ
ในอ�ำ เภอน้ี กค็ อื ทต่ี อ้ งคอยปราบปรามโจรผรู้ า้ ยทางทตี่ อ่ พรมแดนกรงุ เกา่ กบั คอยระงบั ววิ าท
ในระหวา่ งนายน�้ำ กบั ราษฎร
เมืองสพุ รรณบรุ ี
สังเกตดูตามลำ�น้ำ�เมืองสุพรรณบุรีท่ีข้ึนไปในคราวน้ี มีเรือแพค้าขายมากขึ้นกว่าแต่
ก่อนเปนเรอื เขา้ โดยมาก แพมกั เปนแพพวกจีนจอดจำ�หนา่ ยสินคา้ เปนหมๆู่ เปนระยะข้นึ ไป
แตบ่ า้ นเรอื นบนตลง่ิ ๒ ฟากล�ำ แมน่ �ำ้ ดเู จรญิ แปลกตากวา่ แตก่ อ่ นเพยี งเลก็ นอ้ ยจนกระทงั่ ถงึ
ตวั เมอื งสุพรรณบรุ ี จงึ แลเห็นความเจริญตาแปลกเปลี่ยนกว่าแตก่ ่อนเปนอันมาก
แตก่ อ่ นมาทต่ี วั เมอื งสพุ รรณบรุ ี ดเู ปนทร่ี กรา้ งเยา่ เรอื นรงุ รงั ไมแ่ ลเหน็ เปนบา้ นเปนเมอื ง
ไปคราวน้ี เมื่อถึงเมืองก็แลเห็นเรือแพค้าขายจอดคับค่ังในลำ�น้ำ� แลขึ้นไปบนตลิ่งฝ่ัง
ตวันตกมีบ้านเรือนราษฎรแน่นหนา ข้างฝ่ังตวันออกก็เห็นชานเมืองเปนท่ีเปิดเผย มีตลาด
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 46
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
และสถานท่ีราชการต่างๆ ปลูกสร้างข้ึนไว้ใหม่ ดูเรียบร้อยเจริญตาพาให้เกิดยินดีผิดกับ
เมื่อไปคราวกอ่ นเปนอนั มาก
การก่อสร้างท่ีได้ทำ�ขึ้นใหม่น้ัน ข้างฝ่ังตวันออกตัดถนนตามลำ�นำ้�สายหนึ่งห่างตลิ่ง
ประมาณ ๒ เส้น ตามแนวหลังบ้านราษฎร ฟากถนนข้างริมน้ำ�ปลูกจวนผู้ว่าราชการเมือง
โรงตำ�รวจภูธรและสนามหน้าเมืองต่อลงมาถึงตลาดเปนระยะกันพอต่อติดกับท่ีบ้านเรือน
ราษฎร ซึ่งต้ังมาแต่เดิมทัง้ ข้างเหนือและข้างใต้ ส่วนฟากถนนข้างในเดิมเปนทว่ี ัดร้างเด๋ยี วนี้
ปลกู บา้ นผูพ้ พิ ากษา ศาลาวา่ การเมอื ง เรือนจำ� ศาลเมือง ทว่ี ่าการอำ�เภอเมืองเปนระยะกัน
ตามริมถนนยังมีท่ีพอจะปลูกสร้างต่อไปได้อีกมาก การตัดถนนและปลูกสร้างเหล่านี้ได้
ทำ�เมื่อคร้ังพระศรีรณรงค์ซึ่งว่าราชการเมืองอ่างทอง1 อยู่เด๋ียวน้ี ยังเปนผู้ว่าราชการเมือง
สุพรรณอยู่ เพราะฉนนั้ พระศรรี ณรงค์ควรไดร้ บั ความสรรเสริญทไ่ี ดอ้ ุสาหะจดั การกอ่ สร้างให้
บา้ นเมอื งงดงามขนึ้ ดังว่ามานี้
การกอ่ สร้าง
ได้ไปตรวจดูพ้ืนท่ีและสถานต่างๆ ที่ได้ปลูกสร้างข้ึนไว้ ส่วนพื้นท่ีตอนริมน้ำ�ยังลุ่มๆ
ดอนๆ ไม่เสมออยู่มากเพราะเอาแรงคนโทษไปใช้ตัดถนนจะทำ�ต่อขึ้นไปข้างเหนือ เห็นว่า
การทำ�ถนนยังไม่จำ�เปนจะต้องต่อขึ้นไปอีก เพราะถนนท่ีตัดไว้แล้วพอควรแก่ความต้องการ
ชั้นหน่ึงแล้ว ถึงจะต่อข้ึนไปอิกในเวลาน้ีก็ไม่มีอะไรจะปลูกสร้างและไม่เปนประโยชน์แก่
การไปมานัก จึงได้ส่ังให้หยุดการก่อถนนตามลำ�นำ้�ไว้ เอาแรงนักโทษมาทำ�ถนนที่ตัดลงไป
แม่น�้ำ เปนสายๆ และใหข้ ุดดินในคลองลำ�รางซ่งึ มอี ยู่ ๒ ข้างทว่ี า่ การเมืองขึ้นมาถมที่สนาม
หนา้ เมอื งเสยี ใหเ้ รยี บรอ้ ยกอ่ นจงึ ใหท้ �ำ ถนนตอ่ ไป สว่ นสถานทต่ี า่ งๆ ทไ่ี ดส้ รา้ งขนึ้ นน้ั จวนผวู้ า่
ราชการเมืองมีจวนเดิมคร้ังพระยาสุพรรณจันทร2์ ทำ�ไว้หลัง ๑ เปนเรือนไม้สองช้ันใหญ่โต
แต่เดิมอาไศรยใช้เปนที่ว่าการเมือง ผู้ว่าราชการเมืองจึงปลูกเรือนเล็กหลัง ๑ ข้ึนเปนที่อยู่
รมิ จวนเดิมน้ี ครนั้ ที่วา่ การใหม่ทำ�แล้วจวนเดิมว่างเปล่าอยู่ ผู้วา่ ราชการเมอื งหาไดข้ ้ึนอยู่ไม่
เพราะยังไมไ่ ด้ซ่อมแซม และสงไสยว่าจะออกถือ ๆ อะไรกนั อยู่บา้ ง แต่อยา่ งไรก็ดี จวนเดมิ
ท�ำ ดแี ละยงั จะใชไ้ ด้ ถ้าทงิ้ ไวจ้ ะโซมเสยี จงึ ได้สง่ั ให้จดั การซอ่ มในศก ๑๒๓ น้ี ใหผ้ ูว้ า่ ราชการ
เมอื งขนึ้ อยตู่ อ่ ไป จวนเลก็ ทส่ี รา้ งใหมไ่ วเ้ ปนเรอื นรบั ขา้ ราชการไปมา เรอื นผพู้ พิ ากษาท�ำ ตาม
แบบใหมข่ องกระทรวงยตุ ธิ รรมแข็งแรงเรียบรอ้ ยดีอยู่แลว้ ท่ีวา่ การเมืองท�ำ แขง็ แรงดี เสยี แต่
1 พระศรรี ณรงค์ (ค�ำ) ด�ำรงต�ำแหน่งผู้ว่าราชการเมอื งอา่ งทอง ต้งั แต่ พ.ศ. ๒๔๔๖ - ๒๔๔๗ ระหว่าง
2 น่าจะหมายถึง พระยาสุนทรสงคราม (จัน แสง - ชูโต) เป็นผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี
พ.ศ. ๒๔๒๖ - ๒๔๒๙
47 การเสดจ็ ตรวจราชการเมืองสพุ รรณบุรี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
พนื้ เตยี้ และคบั แคบไมพ่ อการไดส้ งั่ ใหต้ อ่ ไปอกี ขา้ งละ ๒ หอ้ ง และใหย้ า้ ยทว่ี า่ การอ�ำ เภอเมอื ง
มาไว้ในที่ว่าการเมืองด้วย เรือนจำ�ทำ�แต่พอใช้ไปคราวยังจะต้องทำ�ใหม่ทั้งนั้น ศาลเปน
ของท�ำ ใชช้ ว่ั คราวจะไปไดอ้ กี สกั ปหี นง่ึ จะตอ้ งทำ�ใหม่ ทว่ี า่ การอ�ำ เภอท�ำ พอใชไ้ ด้ แตอ่ ยหู่ า่ งกบั
ทว่ี า่ การเมอื งนกั เมอ่ื ยา้ ยการอ�ำ เภอมารวมท�ำ ในทวี่ า่ การเมอื งแลว้ ทวี่ า่ การอ�ำ เภอเมอื งเดยี๋ วนี้
ถ้าใช้เปนออฟฟิศไปรสนีย์โทรเลขต่อไปเปนพอดีทีเดียว บ้านปลัดและผู้ช่วยจะต้องรีบสร้าง
อีก ๒ หลัง เพราะยงั ต้องอาไศรยยัดเยยี ดกนั อยู่ในจวนเดมิ แตบ่ า้ นยกระบตั รยังไม่จ�ำ เปน
ตอ้ งสร้าง เพราะเปนคนในพ้ืนเมอื งบ้านของเขามีอยแู่ ล้ว
การไปรสนีย์โทรเลข
ออฟฟิศไปรสนีย์ท่ีเมืองสุพรรณบุรียังตั้งอยู่ที่บ้านขุนปรีชาผู้รับหน้าท่ีเปนพนักงาน
ไปรสนีย์ ดงั ไดเ้ ห็นเม่อื ไปคราวก่อน การสง่ ไปรสนียเ์ ขา้ ใจวา่ ยงั ส่ง ๗ วนั ครงั้ หนง่ึ ดงั แตก่ ่อน
เหมอื นกนั เวลาน้ีมเี รือไฟเดนิ เมล์แลว้ ถา้ จะสง่ ไปรสนียใ์ ห้ถก่ี วา่ นน้ั ก็เหน็ จะได้ การโทรเลข
นั้นสายพาดแต่พระปฐมเจดีย์ถึงเมืองสุพรรณบุรีเสร็จแล้ว เวลาน้ียังใช้แต่โทรศัพท์ (เคร่ือง
โทรศัพท์ท่ีจ่ายไปใช้ตามหัวเมืองอยู่ข้างเก่าแก่เต็มทีใช้ไม่ใคร่ได้) ได้ทราบว่าจะต้ังเครื่องใช้
โทรเลขใน ร.ศ. ๑๒๓ น้ี
ธรรมการ
การคณะสงฆ์สืบถามตามเจ้าคณะว่าเปนการเรียบร้อยดี การทำ�บาญชีพระสงฆ์ตาม
แบบที่กระทรวงธรรมการออกใหม่ ไดไ้ ปพบตามวัดบา้ นนอกก็เหน็ ท�ำ กนั ถูกต้องพอใช้
การโรงเรยี นในเมอื งสพุ รรณบรุ นี ี้ แตก่ อ่ นมามอี าจารยค์ ฤหศั อสุ าหะตง้ั โรงเรยี น๒ แหง่ คอื
ขนุ บ�ำ รงุ โยธตี ง้ั โรงเรยี นทบ่ี า้ นสองพนี่ อ้ งแหง่ ๑ เรยี กวา่ โรงเรยี นศรสี �ำ ราญพทิ ยาคม ขนุ ปรชี า1
ทเ่ี ปนพนกั งานไปรสนยี ต์ งั้ โรงเรยี นทบ่ี า้ นของตนเองทเ่ี มอื งสพุ รรณบรุ ี เรยี กวา่ โรงเรยี นปรชี า
พทิ ยาคม2 แหง่ ๑ ไดร้ บั ความบ�ำ รงุ ของกรมศกึ ษาธกิ ารทง้ั ๒ โรง ไปคราวนโี้ รงเรยี นศรสี �ำ ราญ
พิทยาคมเลิกไปเสียแล้วแห่ง ๑ ยังอยู่แต่โรงเรียนปรีชาพิทยาคมท่ีเมืองสุพรรณบุรียังมี
ผู้เล่าเรียนมากอยู่ ในสมัยนี้ต้ังแต่โปรดให้จัดการคณะสงฆ์ มีโรงเรียนตามวัดต้ังข้ึนอีกมาก
ท่ีเปนวดั ใหญๆ่ เชน่ วดั ประตูศาลซงึ่ เปนท่พี ระครสู งั ฆปาโมกข์อยู่ มนี กั เรยี นแห่งละหลายๆ
สิบคน นับว่าการศึกษาเจริญข้ึนกว่าแต่ก่อนมาก เพราะทุกวันนี้ดูเปนความเข้าใจของพระ
1 คอื ขุนปรีชานุศาสน์ (ปลอ้ ง ธรรมารมณ์) อ�ำเภอเมอื งสพุ รรณบรุ ี จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
2 ปจั จบุ นั คอื โรงเรยี นกรรณสตู ศกึ ษาลยั ตง้ั อยทู่ ต่ี �ำบลรว้ั ใหญ่
ซงึ่ เกดิ จากการรวมกนั ของโรงเรยี นปรชี าพทิ ยากร และโรงเรยี นวดั ประตสู าร ก�ำหนดฐานะเปน็ “โรงเรยี นประจ�ำ
จงั หวดั สพุ รรณบุร”ี
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 48
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ที่อยากจะทำ�ความดี ถือว่าการต้ังโรงเรียนเปนการสำ�คัญอย่าง ๑ จึงพากันพอใจที่จะจัด
โรงเรียน และแห่งใดถ้าไม่ยอมนับว่าเปนโรงเรียนดูอยู่ข้างจะเดือดร้อน มีตัวอย่างได้ไปพบ
ดงั เชน่ ทวี่ ดั จรเขส้ ามพนั ในอ�ำ เภอนน้ั ตามบาญชวี า่ ไมม่ โี รงเรยี น ครนั้ เมอื่ ไปทว่ี ดั จรเขส้ ามพนั
เห็นพระกำ�ลังสอนหนังสือเด็กอยู่หลายคน จึงได้ถามนายอำ�เภอต่อหน้าพระว่า อย่างนี้
ทำ�ไมไม่นับว่าเปนโรงเรียน พระก็ชิงตอบออกมาเองว่าถึงจะสั่งสอนอย่างไร ถ้าไม่ไปบอก
ข้ึนทะเบียฬเขาก็ไม่นับว่าเปนโรงเรียน มีตัวอย่างดังน้ีจึงเห็นว่าที่ไม่นับว่าเปนโรงเรียนนั้น
เปนเครื่องไม่พอใจของพระอยอู่ ย่างหนง่ึ
การศึกษาตามหัวเมืองแม้เห็นว่าเจริญดีขึ้นดังว่ามาน้ี แต่เมื่อได้ตรวจดูไปก็แลเห็น
ความต้องการสำ�คัญยังมีอยู่อย่าง ๑ คือหนังสือเรียนยังอยู่ข้างขัดสนเต็มที ตามวัดใหญ่ๆ
เช่น วัดเจ้าคณะมีหนังสือแบบเรียนหลวงใช้แต่ก็เพียงสอนให้อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ
เท่าน้ัน ไม่มีหนังสือสำ�หรับสอนความรู้ความดีที่จะเปนประโยชน์ในทางความประพฤติ
หรือการทำ�มาหาเลี้ยงชีพของเด็กนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่น้ัน ถ้าย่ิงวัดท่ีอยู่ตามบ้านนอก
เชน่ วดั จรเขส้ ามพนั ท่ียกเปนตัวอยา่ งมาวา่ นน้ั ไม่มหี นงั สือพิมพ์ส�ำ หรบั สอนทเี ดยี ว
เวลาน้ีกรมศึกษาท่ีทนุบำ�รุงการเล่าเรียนช้ันปถมมัทธยม และชั้นสูงในกรุงเทพฯ น้ี
มากอยู่ เข้าใจว่าความประสงค์ของกรมศึกษาจะจัดวางแบบแผนการฝึกสอนรำ่�เรียนให้
เปนแบบข้ึนในกรุงเทพฯ แล้ว และจัดขยายแบบน้ันให้แพร่หลายออกไปตามหัวเมืองโดย
ล�ำ ดับ ความคดิ นีก้ ด็ ีอยู่ แตน่ า่ กลวั จะชา้ เต็มที คิดไมเ่ หน็ วา่ อกี สกั กี่สิบปจี ึงจะมีครอู อกไปตงั้
สอนแบบกรมศึกษาให้เปนประโยชน์แก่ราษฎร ชาวบ้านนอก เพราะเหตุน้ีจึงเห็นว่าถ้ากรม
ศึกษาจัดพนักงานขึ้นอีกสักแพนกหนึ่งสำ�หรับแต่งหนังสือเรียน ความรู้ความดีอย่างง่ายๆ
ท�ำ นองหนงั สอื กจิ จานกุ จิ ตอนขา้ งตน้ เลอื กวา่ แตด่ ว้ ยความรทู้ เี่ ปนสามญั ส�ำ หรบั คนทง้ั หลาย
ทว่ั ไป เช่น ใหร้ ู้จกั นบั เดือนปี เปนต้น พิมพ์เปนเลม่ เลก็ ๆ ท�ำ นองหนงั สอื กลอนที่เขาพมิ พ์
ขายเล่มละสลึงจำ�หน่ายให้แพร่หลายไป แล้วแต่พระเจ้าจะเอาไปสอนอย่างไรๆ ก็ตามใจ
เพียงเท่านี้ ความดีของกรมศึกษาก็จะแพร่หลายเปนประโยชน์แก่ราษฎรได้เปนอันมาก
ไม่เสียเวลา ส่วนการท่ีจะจัดวางแบบแผนฝึกสอนอย่างไร ก็จัดไปอีกส่วนหนึ่ง ได้ประโยชน์
ด้วยกนั ท้งั ๒ ฝา่ ย และไมเ่ ปนการหนักบา่ กวา่ แรงเพียงไรนัก
การเรือนจำ�
ตัวเรือนจำ�เมืองสพุ รรณบุรี เปนแต่ปลกู สร้างสำ�หรับใช้ชวั่ คราวอยา่ งเช่นทีน่ ครไชยศรี
ในเวลาน้ี แต่วิธีรักษาการดีมากทีเดียว เปนอันแลเห็นผลของการท่ีได้จัดให้มีการฝึกหัด
พธ�ำ มรงคข์ น้ึ ทนี่ ครไชยศรนี นั้ เปนประโยชนไ์ ดด้ งั คาด คอื นายฉยุ พธ�ำ มรงคเ์ มอื งสพุ รรณบรุ กี บั
นายเขยี นผชู้ ว่ ย ๒ คนนี้ เปนผทู้ ไ่ี ดอ้ อกจากสำ�นกั นครไชยศรสี ง่ มาวา่ เรอื นจำ�เมอื งสพุ รรณบรุ ี
ไดส้ กั ๕ - ๖ เดอื น มาน้ี จัดการวางแบบแผนเรือนจ�ำ และท�ำ การโยธาเรยี บร้อยได้มาก
49 การเสด็จตรวจราชการเมืองสุพรรณบรุ ี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
การโจรผู้รา้ ย
เหตุการโจรผู้ร้ายในเมืองสุพรรณบุรีในเวลาน้ี ต้ังแต่จับผู้ร้ายรายใหญ่ได้เม่ือปล้น
บางซอ และรายผู้ร้ายต้อนฝูงโคจะพาไปนอกพระราชอาณาเขตร์ พระสุนทรสงคราม1
ออกไปตามได้ในแขวงเมืองอุไทยธานีเมื่อเร็วๆ น้ี เหตุการโจรผู้ร้ายค่อยสงบซาลงมาก
ฟงั ตามเสยี งราษฎรกร็ สู้ กึ เชน่ นนั้ มเี สยี งนยิ มในพระสนุ ทรสงครามวา่ ตง้ั แตม่ าเปนผวู้ า่ ราชการ
เมืองโจรผู้ร้ายค่อยเบาบางไปดังนี้ ได้ยินเข้าหูโดยมาก แต่การโจรผู้ร้ายในแขวงสุพรรณบุรี
ถึงว่าจะสงบไปได้คราวหน่ึงเช่นน้ี ที่จะวางใจว่าจะสงบได้เสมอไปเห็นว่ายังวางใจไม่ได้
เพราะเมืองสุพรรณบุรีอยู่กลางมีทั้งทางทุ่งและทางป่า โจรผู้ร้ายไปมาได้ง่าย ผู้ปกครอง
จะต้องเอาใจใส่คอยระวังอยู่เสมอ ถ้าเผลอไปหรือเนือยไปเมื่อใดก็คงกำ�เริบข้ึนอีก ผู้ว่า
ราชการเมืองสุพรรณบุรี และบรรดานายอำ�เภอในสุพรรณบุรี ต้องมีความสามารถในทาง
สืบจบั โจรผูร้ า้ ยยง่ิ กวา่ อย่างอื่น
การท�ำ สัมโนครัว
ไดค้ วามวา่ สมั โนครวั ตามแบบใหมใ่ นสพุ รรณบรุ ี ไดท้ �ำ เสรจ็ แลว้ ยงั คา้ งอยแู่ ต่ ๒ อ�ำ เภอ
คือ อำ�เภอเมืองและอำ�เภอนางบวช ส่วนอำ�เภอเมืองยังค้างอยู่ ๔ ตำ�บล ได้ส่ังเร่งรัดให้
แล้วเสรจ็ ภายในเดือนมีนาคมนใ้ี หจ้ งได้ทุกอ�ำ เภอ
การท�ำ มาหากินของราษฎร
ในศก ๑๒๒ นี้ฝนงาม ราษฎรทำ�ไร่นาหากินได้ผลมาก เพราะฉนั้นการค้าขายใน
เมืองสุพรรณบุรจี ึงเจรญิ ดีขน้ึ ทุก ๆ อยา่ ง
ความเดือดร้อนของราษฎร
ในเมืองสุพรรณบรุ คี ราวนีไ้ ดเ้ อาใจใส่ไต่ถามตามบรรดาราษฎรทไ่ี ดพ้ บปะ ณ ท่ีตา่ งๆ
ตามระยะทางท่ไี ด้ไป เพอื่ จะทราบความรูศ้ ึกเดอื ดรอ้ นของราษฎรในเวลาน้ีมอี ยู่อย่างไรบ้าง
ได้อธิบายให้คนเหล่าน้ันเข้าใจโดยชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา
แกไ่ พร่ฟ้าขา้ แผน่ ดนิ อยากจะใหอ้ ยเู่ ยน็ เปนศุขพ้นจากการกดขข่ี ม่ เหงตา่ งๆ ท่วั ไป จงึ โปรด
ใหข้ า้ พเจา้ มาตรวจตราการตา่ งพระเนตร์ พระกรรณ เมอื่ ผใู้ ดมคี วามทกุ ขร์ อ้ นหรอื ไดร้ บั ความ
กดขี่อย่างใด ก็มีอำ�นาจท่ีจะช่วยปลดเปล้ืองให้ได้ตามสมควรแก่การ นานๆ ราษฎรจะได้มี
1 พระยาสุนทรสงคราม (หม่อมราชวงศ์เล็ก พยัคฆเสนา) เป็นผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี ระหว่าง
พ.ศ. ๒๔๔๔ - ๒๔๕๔
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 50
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
โอกาศอย่างน้ีสักครั้งหน่ึง เพราะฉน้ันถ้าผู้ใดมีความเดือดร้อนอยู่อย่างใดให้แจ้งความ
ให้ทราบจะได้ช่วยแก้ไขให้ ได้ช้ีแจงให้เปนท่ีเข้าใจดังน้ีทุกๆ แห่ง มีราษฎรมาย่ืนเร่ืองราว
ร้องทุกข์บ้าง แจ้งความร้องทุกข์บ้าง รวบรวมข้อความตามที่ราษฎรร้องว่าเดือดร้อนอยู่ใน
เวลาน้ี มอี ยูใ่ นการบางอยา่ งทจี่ ะกล่าวตอ่ ไปน้ี คือ
๑. ราษฎรร้องว่าอาชญาบัตร์ค่านำ้�ซ่ึงคุ้มเคร่ืองมือเบ็จเสร็จนั้นใช้ได้แต่ผู้รับ
อาชญาบัตร์คนเดียว เวลาผู้รับอาชญาบัตร์ป่วยเจ็บหรือมีกิจธุระไปทำ�มาหากินอย่างอื่น
บุตร์ภรรยาเอาเครื่องมือเหล่าน้ันไปหาปลาถูกจับกุมปรับไหมได้ความเดือดร้อน ขอให้
อาชญาบัตร์คุ้มได้ทั้งครัวเรือน เรื่องนี้ได้ทราบอยู่แต่ก่อนแล้ว และได้มีคำ�สั่งให้แก้ไขแล้ว
คือ ในอาชญาบัตร์เครื่องมือเบ็จเสร็จให้ลงช่ือบุตร์ภรรยาของผู้รับด้วยท้ังครัวเรือน ใครมี
ชื่อในอาชญาบัตร์ให้ใช้เคร่ืองมือได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เปนแต่คำ�สั่งอันน้ียังไม่ถึงเมือง
สุพรรณเทา่ นน้ั จงึ เปนอันแก้ไขไดต้ ามความประสงคข์ องราษฎร
๒. ราษฎรร้องว่านายนำ้� คือผู้ท่ีรับผูกขาด ห้วย หนอง คลอง เขิน ไปห้ามปราม
ไม่ให้ราษฎรท่ีตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่น้ันจับปลาหาเลี้ยงชีพเปนความเดือดร้อน ข้อนี้นายน้ำ�
แก้ว่าไม่ได้ห้ามปรามไม่ให้ราษฎรจับปลาหาเลี้ยงชีพ ท่ีห้ามนั้นเพราะราษฎรจับปลา
ไปเท่ียวค้าขายแย่งชิงประโยชน์โดยชอบของนายน้ำ�จึงได้ห้าม สืบพยานสมข้างนายนำ้�บ้าง
สมข้างราษฎรบ้าง จึงได้มีคำ�ส่ังไว้ให้เปนที่เข้าใจว่า ถ้าราษฎรจะจับปลาในที่ผูกขาดเพื่อหา
เล้ียงชีพให้จบั ได้ แตถ่ า้ จับเอาไปซอ้ื ขายเปนการทำ�ผิดด้วยกฎหมาย
๓. พวกเดนิ เรอื รอ้ งวา่ นายน�ำ้ ชกั หญา้ กล�่ำ สองฟากคลองออกมามากนกั เดนิ เรอื คา้ ขาย
ลำ�บากขัดข้อง ข้อนี้ได้มีคำ�ส่ังว่า ในคลองแห่งใดมีปัณหาเช่นน้ีเกิดข้ึน ให้กรมการอำ�เภอ
เรียกนายน้ำ�กับผู้เดินเรือกับกำ�นันผู้ใหญ่บ้านในท้องท่ีน้ันมาประชุมกันชี้ขาดว่า ช่องทางนำ้�
สำ�หรับเดินเรือในคลองนั้น จำ�เปนจะต้องกว้างสักเท่าใดจึงจะพอให้กำ�หนดและบังคับ
ตามค�ำ ชี้ขาดนนั้
๔. พวกลาวซงดำ�เดิมอยู่เมืองเพ็ชบุรี ท่ีนาไม่พอกันทำ� ยกอพยพมาอยู่ในแขวง
เมืองสุพรรณบุรี และนครไชยศรีประมาณ ๓๐๐๐ คน ร้องทุกข์ว่าอยู่เมืองเพ็ชบุรีเคยทำ�
อุเส้นผีได้ ครั้นมาอยู่เมืองสุพรรณมาทำ�อุเส้นผี นายอากรสุราฟ้องต้องปรับไหมได้ความ
เดือดร้อน ข้อนี้ได้มคี �ำ สัง่ วา่ ลาวพวกนีอ้ ย่เู พ็ชบรุ ี เคยไดร้ ับพระราชทานพระบรมราชานุญาต
ให้ทำ�อุเส้นผี และบริโภคเองได้จริง เพราะฉนั้นต่อไปให้ทำ�อุเส้นผีและบริโภคเองได้เหมือน
อย่เู มอื งเพช็ บรุ ี แตห่ ้ามมใิ ห้เอาไปจ�ำ หนา่ ยขายซือ้
๕. ลาวซงดำ�หลายคนร้องว่าเมื่ออยู่เพ็ชบุรี ได้รับพระราชทานตราภูม์ิพิเศษใน
รัชกาลที่ ๔ คุ้มภาษีอากรได้ปีละ ๘ บาท คร้ันมาอยู่เมืองสุพรรณเจ้าพนักงานหายกภาษี
อากรให้ตามตราภูม์ิไม่ ข้อน้ีเปนเรื่องที่ได้ทราบอยู่แล้ว คือตราภูมิ์พิเศษนี้พระราชทานแก่
51 การเสด็จตรวจราชการเมืองสพุ รรณบุรี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
พวกลาวทีไ่ ด้เกณฑม์ าทำ�พระนครคริ ีเม่ือปวี อกโทศก จลุ ศกั ราช ๑๒๒๒1 แตต่ ราภูมิพ์ เิ ศษนี้
เจ้าพนักงานได้เรียกกลับเสียบ้าง ยังคงอยู่แก่ผู้รับบ้างเปนการสับสนอยู่ แต่ถึงกระน้ัน
ทางที่จะตัดสินก็ไม่ยาก เพราะพวกลาวเมืองเพ็ชบุรีคงได้ถูกเกณฑ์โดยมาก แม้จะเชื่อ
เอาว่าลาวผู้ชายได้รับพระราชทานตราภูมิ์พิเศษหมดทุกคนก็เช่ือได้ แต่ผู้ท่ีได้ตราภูมิ์นั้น
ถ้าจะคิดดูในเวลานี้อายุต้องถึง ๖๐ ปีเศษแล้วทุกคน เพราะฉน้ันทางที่จะตัดสินอย่างง่าย
ดังได้ตัดสินมาในเมืองเพ็ชบุรีน้ัน ได้สำ�รวจพวกลาวผู้ชายใครอายุถึง ๖๐ ปี ในเวลานี้
ย่อมเชื่อวา่ ไดร้ ับตราภมู ์ิพเิ ศษทุกคน ไดส้ ่ังไปดงั น้ี
ความเดอื ดรอ้ นทีร่ าษฎรได้ร้อง ไม่มีอยา่ งใดนอกจากท่ไี ด้ว่ามานี้
กรมการ
พนักงานปกครองเมืองสุพรรณบุรีในเวลานี้ พระสุนทรสงคราม (ม.ร.ว. เล็ก)
เปนผู้ว่าราชการเมือง หลวงศรีสุพรรณนครเขตร์ (ทองดี) ปลัด ผู้ว่าราชการเมืองและ
ปลัดพึ่งมารับราชการเมืองสุพรรณบุรีได้ปีเศษทั้งสองคน ได้รับพระราชทานบำ�เหน็จใน
การปราบปรามโจรผู้ร้ายเม่ือเร็วๆ นี้ท้ัง ๒ คน หลวงศรีราชรักษา (ปุย) เปนยกระบัตร์
นายสวสั ดเ์ิ ปนผชู้ ว่ ยราชการเมอื ง สว่ นตลุ าการนน้ั นายแชม่ เณตบิ ณั ฑติ ยเ์ ปนผพู้ พิ ากษาใหญ่
นายเขยี นเปนผ้พู ิพากษารอง
สังเกตดูข้าราชการที่ปกครองเมืองสุพรรณบุรีในเวลาน้ีเปนคนหนุ่มทั้งชุด และเปน
คนท่ีมาแต่ที่อื่นแทบท้ังนั้น ดูทำ�การกลมเกลียวกันดีอยู่ กรมการเก่าๆ ที่เปนคนพ้ืนเมือง
ยงั เหลอื นอ้ ยเตม็ ที แตค่ นในพน้ื เมอื งรนุ่ หลงั ก�ำ ลงั ฝกึ หดั ขน้ึ กม็ หี ลายคน เพราะเหตทุ มี่ ีโรงเรยี น
ปรีชาพิทยากรต้งั อยูท่ ี่รมิ ทวี่ า่ การ โรงเรียนน้ีตงั้ มาแต่ก่อนศก ๑๑๗ ขนุ ปรชี าเปนครอู สุ าหะ
ฝึกสอนศิษย์สำ�หรับส่งเข้ารับราชการ ได้ลูกศิษย์ของโรงเรียนปรีชาพิทยากรนี้เข้ารับราชการ
จนถึงเปนยกระบัตร์เมือง และนายอำ�เภอสองพี่น้องอยู่ในเวลานี้ จึงเห็นว่าขุนปรีชาควร
จะได้รบั ความสรรเสริญ
การปกครอง
ข้าพเจ้าได้ไปตรวจราชการเมืองสุพรรณคราวแรกเม่ือ ร.ศ. ๑๑๑ คราวที่ ๒ ไปเมื่อ
ร.ศ. ๑๑๗ นบั เปนคราวที่ ๓ ทไ่ี ดไ้ ปใน ร.ศ. ๑๒๒ น้ี สังเกตดูการปกครองเมืองสุพรรณบรุ ี
ที่ได้เห็นใน ๓ คราวนี้ เรียกได้ว่าเปนคราวละอย่างๆ คือ เมื่อ ร.ศ. ๑๑๑ การปกครอง
1 พ.ศ. ๒๔๐๓
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 52
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ยงั เปนอย่ใู นวธิ ีอยา่ งเก่ากอ่ นจดั มณฑลเทศาภิบาล เวลานั้นผ้วู า่ ราชการเมอื งไมไ่ ด้เลือกสรร
โดยคุณวุฒิในการปกครอง กรมการเล่าก็เป็นคนในพ้ืนเมืองตั้งแต่งกันข้ึนรับราชการ
เจา้ เมืองกรมการไดแ้ ต่ค่าธรรมเนยี มความ และส่วนลดค่านาเปนผลประโยชนโ์ ดยตรง และ
ไม่ได้มีแบบแผนและวิธีตรวจตราในการปกครองอย่างใด ด้วยเหตุเหล่านี้การปกครอง
บ้านเมืองในเวลาน้ัน ท่ีเจ้าเมืองกรมการถือว่าเปนการสำ�คัญก็แต่ในการชำ�ระความ ซ่ึงเปน
ทางมาของผลประโยชน์โดยเอนกไนย ราษฎรจะต้องการความปกครองอย่างใด ก็ต้องทำ�
ความพอใจใหแ้ กเ่ จา้ เมอื งกรมการผปู้ กครองดว้ ยการใหค้ า่ ธรรมเนยี ม และของกำ�นนั เปนตน้
ตลอดจนฝากตัวให้ใช้สรอยแลกเปล่ียนความสงเคราะห์ตามควรแก่การ เมื่อเปนเช่นนั้น
ก็เปนธรรมดาท่ีจะได้ยินแต่คำ�ร้องทุกข์ของราษฎร แลคำ�ติเตียนเจ้าเมืองกรมการท่ัวไปใน
เมอื งน้นั
ครนั้ เมอื่ ไปในศก ๑๑๗ เวลานนั้ ไดจ้ ดั การตง้ั มณฑลเทศาภบิ าลแลว้ และไดผ้ ลดั เปลยี่ น
เจา้ เมอื งกรมการเลอื กสรรขา้ ราชการทเ่ี หน็ วา่ มวี ฒุ สิ ง่ ไปแตท่ อ่ี นื่ มเี งนิ เดอื นไดร้ บั พระราชทาน
ตามตำ�แหน่งทว่ั กนั และวางแบบแผนตา่ งๆ ในการปกครองข้ึนเปนช้ันแรก เจา้ เมอื งกรมการ
ทำ�การตามแบบแผนปกครองเข้มงวดไม่ใคร่จะเข้าใจผ่อนผันหันหาความทุกข์ศุขและ
ความนิยมของมหาชน ถือแต่จะทำ�การให้ได้ดังตัวหนังสือในแบบแผนเปนประมาณ
การปกครองเจริญเรียบร้อยดีข้ึนกว่าแต่ก่อนเปนอันมาก แลไม่ได้ยินเสียงราษฎรติเตียน
ในทางข้างลบหลู่ผู้ปกครองจริงอยู่แล แต่ทว่ามีเสียงระอาการบังคับบัญชาเข้มงวด
โดยไม่สมควรแก่เหตุและไม่มีมูลต่างๆ ชุกชุม ครั้นไปคราวน้ี ไม่มีเสียงราษฎรร้องติเตียน
ผู้ปกครองหรือว่าได้รับความกดขี่อย่างหน่ึงอย่างใดจากผู้ปกครอง แม้มีความเดือดร้อน
ก็เปนไปในการอย่างอื่นดงั ได้กล่าวมาแล้ว คอื เรอื่ งภาษอี ากร เปนต้น จงึ เหน็ ว่าการปกครอง
เมอื งและตามอ�ำ เภอในสพุ รรณบรุ ใี นเวลานดี้ ขี นึ้ กวา่ แตก่ อ่ นเปนอนั มากทเี ดยี ว เมอื่ พจิ ารณา
ดูโดยความคุ้นเคยก็แลเห็นเหตุได้ ด้วยผู้ว่าราชการเมือง กรมการเมือง และกรมการ
อำ�เภอ บังคับบัญชาปกครองราษฎรในเวลาน้ี เอาใจเอ้ือเฟื้อต่อความทุกข์ศุขของราษฎร
มากขึ้น วิธีท่ีจะบงั คับบญั ชาราชการรูจ้ ักผอ่ นผันหันหาความรศู้ กึ ของราษฎร ให้ไดป้ ระโยชน์
ในราชการและประโยชน์ของไพรบ่ ้านพลเมอื งเปนไปในทางอันเดียวกันได้ ท่วี ่านี้ใชป่ ระสงค์
จะยกย่องว่าการปกครองเมืองสุพรรณในเวลานี้ดีถึงที่สุดแล้ว หรือว่าดียิ่งกว่าเมืองอ่ืนๆ
ท่ัวไป ท่ีว่านี้ประสงค์จะกล่าวให้ปรากฏไว้ว่าวิธีที่จะปกครองเมืองให้เรียบร้อยเจริญดีนั้น
ต้องอาไศรยให้ราษฎรนิยมเปนข้อสำ�คัญยิ่งกว่าท่ีจะบังคับบัญชากวดขันเข้มงวดเอาตาม
แบบแผนแต่ฝ่ายเดียว ข้าพเจ้าได้เคยเห็นการบังคับบัญชาที่เมืองสุพรรณบุรีหลายอย่าง
ดงั พรรณามาแลว้ จึงวา่ เม่ือผปู้ กครองเดินไปทางท่ีถูกแล้ว การบ้านเมืองคงเรียบรอ้ ยขึ้นเปน
ธรรมดาดงั นี้
53 การเสด็จตรวจราชการเมอื งสพุ รรณบุรี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
การปกครองเมอื งสพุ รรณบรุ ที ไี่ ปเหน็ ในคราวนี้ มเี ลวลงกวา่ แตก่ อ่ นอยา่ งหนง่ึ คอื กำ�นนั
ผู้ใหญ่บ้าน เม่ือคราวข้าพเจ้าไปในศก ๑๑๘1 เวลาน้ันกำ�ลังจัดต้ังกำ�นันผู้ใหญ่บ้านใหม่ๆ
สังเกตดูได้คนท่ีดีเปนกำ�นันผู้ใหญ่บ้านแทบท่ัวไป ข้าพเจ้าได้จดชมลงไว้ในรายงานตรวจ
การคราวน้ันยังปรากฏอยู่ ไปคราวนี้ดูคนที่เปนกำ�นันผู้ใหญ่บ้านที่เปนคนชั้นดีดังได้พบเห็น
ในคราวก่อนเหลืออยู่น้อย เปนคนชั้นเลวๆ เสียโดยมาก เห็นเช่นน้ีก็เปนท่ีน่าเสียใจแต่
ก็ไม่ปลาดใจ เพราะการที่เลือกหากำ�นันผู้ใหญ่บ้านทุกวันนี้มีเหตุติดขัดต้องเว้นเปนอันมาก
ท้ังราชการในหน้าท่ีกำ�นันผู้ใหญ่บ้านก็มีมากผลประโยชน์ก็ได้น้อย ถ้าการเปนอยู่เช่นน้ี
ก็ต้องได้แต่คนช้ันเลวๆ เปนกำ�นันผู้ใหญ่บ้านเปนธรรมดา เมื่อแลเห็นเช่นนี้เปนท่ีหนักใจ
อยู่เปนอันมาก ด้วยการปกครองจำ�เปนต้องมีกำ�นันผู้ใหญ่บ้าน การจึงจะดีได้ดังความ
คาดหมาย ถา้ หาไดแ้ ตค่ นเลวๆ กเ็ หมอื นตงั้ ไวห้ ลอกลวงเปลอื งพระราชทรพั ย์ แมแ้ ตท่ ยี่ กเวน้
คา่ ราชการให้ก็เหมือนเสียเปลา่ ๆ ถา้ หาคนดีเปนไมไ่ ด้แล้วเลกิ กำ�นนั ผใู้ หญ่บ้านเสียจะดกี ว่า
แตเ่ ลกิ เสยี กไ็ มร่ วู้ า่ จะปกครองบา้ นเมอื งอยา่ งไรได้ ขอ้ นจี้ งึ เปนทวี่ ติ กอดึ อดั ใจอยเู่ ปนอนั มาก
เมื่อว่าถึงการปกครองเมืองสุพรรณบุรีที่เรียบร้อยดีขึ้นดังน้ี จะต้องกล่าวไว้ให้ปรากฏ
ความดีของพระศรีรณรงค์ (คำ�) ซ่ึงเปนผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรีตั้งแต่ปี ๑๑๗ พึ่งย้าย
ไปเปนผู้ว่าราชการเมืองอ่างทองเม่ือศก ๑๒๑ เปนผู้ได้จัดวางแบบแผนการปกครอง
ให้เรียบร้อยดีข้ึนเปนอันมาก พระสุนทรสงครามขึ้นไปรับราชการต่อพระศรีรณรงค์ ได้มี
ความชอบในทางข้างขาปราบปรามโจรผู้ร้าย ซ่ึงเมืองสุพรรณบุรีเปนที่เลื่องลือมาช้านาน
ให้ราบคาบลงได้ประกอบกนั การจึงเรยี บรอ้ ยดงั ไดไ้ ปแลเห็นในคราวนี้
แก้ไขวธิ ปี กครอง
หน้าท่ีผู้ว่าราชการเมืองและกรมการอำ�เภอ ซึ่งเปนพนักงานปกครองราษฎรตาม
หัวเมือง มีการที่จะต้องทำ�เปน ๒ แพนก คือ ทำ�การต่างๆ อันต้องทำ�ในที่ว่าการให้ได้
ดังระเบียบแบบแผนการปกครองแพนก ๑ ต้องเที่ยวตรวจตราการตามท้องที่แพนก ๑
การทัง้ ๒ แพนกนเ้ี ปนการส�ำ คัญท่ตี อ้ งทำ�ใหด้ ดี ้วยกันทั้ง ๒ แพนก ข้าพเจ้าไปตรวจราชการ
คราวนี้ สังเกตเห็นว่าการตรวจตราตามท้องท่ียังได้ทำ�น้อยนัก เมื่อได้ไล่เลียงดูก็เห็น
ความขัดข้องผ้วู ่าราชการเมืองกรมการมอี ยูบ่ ้าง เพราะกระทรวงมหาดไทยได้จดั ตั้งแบบแผน
ขึ้นใหม่ในศก ๑๒๒ หลายอย่าง คือ วิธีหมายตำ�หนิทะเบียฬสัตว์พาหะนะและการทำ�
สัมโนครัว เปนต้น เมื่อส่งแบบแผนการอันใดออกไปใหม่ ผู้ว่าราชการเมืองและกรมการ
กจ็ ำ�ต้องตั้งตน้ ศกึ ษาหาความเข้าใจ และความช�ำ นาญท่ีจะท�ำ ตามแบบแผนเหลา่ นั้นกินเวลา
1 ไมป่ รากฏรายการเสดจ็ ครัง้ นี้ น่าจะหมายถงึ คราว ร.ศ. ๑๑๗
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 54
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
เรอื่ งละมากๆ อกี ประการหนงึ่ วธิ แี บง่ หนา้ ทก่ี รมการอำ�เภอ ทใี่ หม้ ปี ลดั อำ�เภอสำ�หรบั ท�ำ การ
อัยการคน ๑ ธรุ ะการคน ๑ อย่างทกุ วนั น้ีเปนเหตุใหป้ ลดั อ�ำ เภอทั้ง ๒ คน มีธุระท่ีต้องท�ำ การ
ในท่ีว่าการอำ�เภอท้ิงไปไม่ได้ อาไศรยเหตุเหล่าน้ีจึงเปนการพวักพวนของผู้ว่าราชการเมือง
และกรมการอำ�เภอไม่สามารถจะไปเที่ยวตรวจตราการตามท้องท่ี และจะรักษาระเบียบ
แบบแผนในที่วา่ การให้เรยี บร้อยไดด้ ้วยกนั ท้ัง ๒ อยา่ ง เมอื่ สงั เกตเหน็ เชน่ น้ีจงึ ไดต้ กลงใจว่า
ใน ร.ศ. ๑๒๓ น้ี ส่วนการใหม่ต่าง ๆ จะไม่จัดอะไรเลย ถึงจะจัดก็เปนอย่างน้อยท่ีสุดจะ
ต้ังหน้าจัดวิธีทำ�การในท่ีว่าการอำ�เภอ และท่ีว่าการเมืองเพ่ือประโยชน์ให้การรักษาระเบียบ
ในท่วี ่าการ และการเท่ียวตรวจตราตามทอ้ งที่เปนไปได้ด้วยกนั ตามควรทงั้ ๒ อยา่ ง
เรอื่ งเมืองโบราณ
ไปเที่ยวน้ีข้าพเจ้าได้ไปเท่ียวท่ีเมืองอู่ทอง มีความคิดเห็นในเรื่องเมืองโบราณแถวน้ี
บา้ งเล็กนอ้ ย จงึ ไดเ้ รียบเรียงลงไวใ้ นทา้ ยรายงาน ดังนี้
เรอ่ื งเมืองอูท่ อง
มีเมืองโบราณเมอื งหนงึ่ อยใู่ นแขวงสพุ รรณบุรี ทางตวนั ตกเฉียงใต้ ใกล้กบั เทอื กเขาซ่งึ
เปนเขตรแ์ ดนเมืองสพุ รรณต่อกบั เมืองกาญจนบรุ ี และมลี ำ�แมน่ ำ้�เกา่ ผา่ นหน้าเมอื งโบราณนี้
เรียกวา่ ล�ำ น้ำ�จรเข้สามพัน แต่ทกุ วนั น้ขี าดเขินเปนห้วงเปนตอนเสยี แล้ว
เมอื งโบราณนี้ พวกราษฎรทอ่ี ยใู่ นแถวนน้ั เรยี กวา่ เมอื งทา้ วอทู่ อง มเี รอ่ื งราวเลา่ สบื ตอ่
กันมาแต่โบราณว่าท้าวอู่ทองได้ครอบครองเมืองนี้มา จนกาละครั้งหนึ่งเกิดไข้ห่า ราษฎร
ลม้ ตายมากนกั ทา้ วอทู่ องจงึ อพยพผคู้ นละทง้ิ เมอื งนหี้ นหี า่ ไปทางทศิ ตวนั ออก เทย่ี วเสาะหา
ทตี่ งั้ เมอื งเปนระยะไปหลายแหง่ ไขห้ า่ กย็ งั ตามไป จนทา้ วอทู่ องอพยพผคู้ นหนหี า่ ขา้ มล�ำ แมน่ �้ำ
สุพรรณไปทางฝั่งตวันออกจึงได้พ้นห่า ยังมีท่าท่ีริมแม่น้ำ�สุพรรณ เรียกว่าท่าท้าวอู่ทอง
อยู่จนทกุ วนั น้ี มีเรอ่ื งราวเลา่ สบื ตอ่ กันมาดงั น้ี
ข้าพเจ้าได้ไปเท่ียวถึงเมืองท้าวอู่ทองในคราวน้ี ตรวจดูภูม์ิถานเห็นเปนเมืองใหญ่
มีก�ำ แพงเมือง ๒ ชั้น แลมสี ระใหญ่ๆ ขดุ ไว้หลายสระคล้ายกบั เมอื งศโุ ขทัยเก่า ข้างในเมือง
มีโคกอิฐซึ่งพึงเห็นได้ว่าเปนวัดวาของเก่าแก่มากมายหลายแห่ง พระเจดีย์ท่ียังคงรูป
อยกู่ ม็ บี า้ ง ไดต้ รวจคน้ ดขู องเกา่ ทจี่ ะเปนพยานอายขุ องเมอื งนไี้ ดพ้ ระพทุ ธรปู ทเ่ี ปนฝมี อื เดยี ว
กับพระทางพระปฐมเจดีย์มีอยู่บ้าง และได้สืบถามตามชาวบ้านถึงสิ่งของโบราณที่ขุดได้
ในเมืองนี้ กไ็ ดเ้ งนิ เหรยี ญตราสังข์อย่างเดียวกบั ที่ขดุ ได้ทีพ่ ระประโทน จงึ สนั นถิ านวา่ เมอื งน้ี
จะเปนเมอื งในสมยั เดยี วกบั เมอื งโบราณทพี่ ระปฐมเจดยี ก์ อ่ นเมอื งสพุ รรณบรุ ที กุ วนั นชี้ า้ นาน
แต่เจดีย์สถานที่ยังมีรูปอยู่น้ันสังเกตว่าที่เปนรูปช้ันใหม่ประมาณว่าในครั้งกรุงเก่าก็มีบ้าง
ดูการกอ่ สร้างจะเปน ๒ ยุคอยู่
55 การเสดจ็ ตรวจราชการเมืองสพุ รรณบรุ ี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
เมืองนี้แต่เดิมคงจะเปนเมืองที่มีกระษัตริย์ครอบครอง ครั้นต่อมาเพราะเหตุท่ีทาง
แมน่ �้ำ เปลยี่ นแปลง ท�ำ ใหแ้ มน่ �ำ้ ส�ำ หรบั เมอื งนตี้ นื้ เขนิ ขนึ้ ทกุ ที จงึ ตอ้ งขดุ สระหาน�้ำ ไวใ้ ชใ้ นเมอื ง
เม่ือฤดูแล้ง และภายหลังยังกันดารนำ้�ย่ิงขึ้นทุกทีจนเกิดไข้เจ็บจะอยู่ต่อไปไม่ได้ จึงต้อง
ทิ้งเมอื งย้ายไปทีอ่ นื่ ดงั นทิ านทเี่ ล่าสบื กนั มาวา่ หนีหา่ นน้ั
เมืองท่ีต้องท้ิงให้ร้าง เพราะแม่น้ำ�เปลี่ยนทางอย่างว่าน้ี มีตัวอย่างหลายเมือง คือ
เมืองศุโขทัยเก่า เปนต้น เมืองท่ีต้องทิ้งให้ร้างในชั้นหลังไม่ช้านานมานักเพราะเหตุนี้ก็มี
อีกเมืองหนึ่ง คือ เมืองพิจิตร์เก่า เมื่อปีขานอัฐศก จุลศักราช ๑๒๒๘1 พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จข้ึนไปเมืองพิศณุโลก เสด็จด้วยเรือไฟพระที่นั่งอรรคราชวรเดช
ซ่งึ เปนเรือสองปล่องอยา่ งใหญ่ในเวลานัน้ ยังไปไดท้ างแมน่ �้ำ พจิ ติ ร์ ทุกวนั น้แี มน่ �ำ้ นนั้ ตน้ื เขิน
เปนห้วงเปนตอนใช้เรือไม่ได้ทีเดียว จนต้องย้ายเมืองพิจิตร์มาต้ังทางแม่น้ำ�ใหม่ข้าง
คลองเรียง ถึงที่พระปฐมเจดีย์แต่เดิมก็คงจะมีแม่นำ้� เพราะการสร้างเมืองแต่โบราณ
คงต้องอาไศรยลำ�น้ำ� และมีที่ทำ�นาจึงตั้งเปนบ้านเมืองใหญ่โตอยู่ได้ อาไศรยเหตุเหล่าน้ี
จงึ ไดล้ งความสนั นถิ านดงั กลา่ วมาแล้ว
ท่านทั้งปวงที่ได้อ่านหนังสือพระราชพงษาวดารท่ีกรมสมเด็จพระปรมานุชิตทรง
เรียบเรียงไว้ ย่อมทราบอยู่ทั่วกัน ว่ากระษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าอู่ทอง
เปนผู้สร้างกรุงเก่าเม่ือจุลศักราช ๗๑๒ ปี2 เมืองโบราณที่ข้าพเจ้าว่าน้ี ก็เรียกว่าเมือง
ท้าวอู่ทอง (ท้าวอู่ทองหรือพระเจ้าอู่ทอง ก็คือความเดียวกันนั้นเอง) จึงเปนข้อปัณหา
นา่ คดิ วา่ พระเจา้ อทู่ องนน้ั จะเปนพระองคเ์ ดยี วกนั หรอื จะเปนกระษตั รยิ ์ ๒ พระองคม์ พี ระนาม
พอ้ งกนั ความขอ้ นี้ในหนังสือพระราชพงษาวดารวา่ พระเจา้ อู่ทองท่ีสรา้ งกรุงเกา่ นน้ั ลงมา
แต่เมืองเทพนคร ซึ่งตั้งอยู่ใต้เมืองกำ�แพงเพ็ชร์ และแสดงเหตุว่า เพราะบรรธมในเปลทอง
ของนฤมติ รแ์ ตย่ งั ทรงพระเยาว์ จงึ ไดม้ พี ระนามวา่ พระเจา้ อทู่ องดงั นี้ แตฝ่ า่ ยขา้ งพระเจา้ อทู่ อง
ทางสุพรรณนี้ ไม่มอี นั ใดปรากฏนอกจากเรือ่ งนทิ านท่ไี ด้เล่ามาแล้ว แตม่ หี ลักถานบางอยา่ ง
ซ่ึงน่าจะเอามาประกอบคิดเดาดูได้บ้าง คือ ในหนังสือโบราณ เช่น หนังสือจาฤกหลักศิลา
ทีเ่ มอื งศโุ ขทยั เปนต้น เมือ่ กลา่ วถึงเมอื งสพุ รรณย่อมเรียกวา่ เมอื งสวุ รรณภูม์ิ หาได้เรียกว่า
เมืองสุพรรณบุรีไม่ คำ�ว่า อู่ ย่อมแปลได้เปน ๒ นัย แปลว่าเปลก็ได้ หรือจะแปลว่าเปน
ที่มีท่เี กิด ดงั เช่นคำ�ทใ่ี ช้พดู กันอยวู่ ่า อู่น�ำ้ อู่เขา้ เช่นน้ีก็แปลได้ เพราะเหตนุ ้ีคำ�ว่าสวุ รรณภมู ิ์
ถ้าจะแปลว่าอู่ทอง จะใช้ได้หรือไม่ ถ้าใช้ได้เมืองโบราณน้ี ชื่อเดิมที่เรียกในภาษาไทย
คงเรียกว่าเมืองอู่ทอง เมื่อไปเรียกในภาษาบาฬีจึงใช้ว่าสุวรรณภูม์ิ เพราะฉนั้นสันนิถานว่า
1 พ.ศ. ๒๔๐๙
2 พ.ศ. ๑๘๙๓
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 56
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ท่ีเรียกพระนามกระษัตริย์ท่ีครองเมืองนี้ว่า ท้าวอู่ทองหรือพระเจ้าอู่ทองน้ันก็คืออย่างเรียก
ว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา หรือพระเจ้าเชียงใหม่ หาใช่นามเฉภาะกระษัตริย์พระองค์หน่ึง
พระองค์ใดไม่ เปนนามส�ำ หรบั เรียกพระเจ้าแผ่นดินทีค่ รองเมอื งอู่ทองนท้ี กุ พระองค์
มีข้อท่ีควรจะเห็นปลาดอีกอย่างหน่ึง คือ เมืองอู่ทองนี้อยู่ในท่ามกลางหว่างเมือง
ท้ังสอง เมืองข้างตวันตก เรียกว่า เมืองกาญจนบุรี อีกเมืองหนึ่งอยู่ข้างตวันออก เรียกว่า
เมอื งสพุ รรณบรุ ี ชอ่ื เกยี่ วขอ้ งกบั ทองดว้ ยกนั ทง้ั สามเมอื ง ท�ำ ไมจงึ เปนเชน่ น้ี ในหนงั สอื โบราณ
ท่ีได้กล่าวมาแล้ว มีช่ือปรากฏแต่เมืองสุวรรณภูม์ิเมืองเดียว ถ้าจะสันนิถานว่าเมืองท้ังสอง
คือ เมืองกาญจนบุรีก็ดี เมืองสุพรรณบุรีทุกวันน้ีก็ดี เปนเมืองท่ีตั้งขึ้นภายหลัง โดยมีเหตุ
เกย่ี วเนอื่ งกบั เมอื งสวุ รรณภูม์อิ ยา่ งใดอยา่ งหน่ึง อย่างน้จี ะใชไ้ ดห้ รอื ไม่
เม่ือไดล้ องคดิ ถงึ เพียงน้ีแล้ว ดูยงั มีข้อทนี่ ่าจะวนิ จิ ฉัยตอ่ ไปอีกขอ้ ๑ ว่า พระเจา้ อทู่ อง
ที่สร้างกรุงเก่าน้ัน ถ้าจะเปนพระเจ้าอู่ทองที่ไปจากเมืองสุวรรณภูม์ินี้จะเปนได้หรือไม่
ปณั หาขอ้ น้ีถ้าจะวา่ ในทางขา้ งจะเปนไดก้ ็มีหลักถานอยู่หลายอยา่ ง คอื
(1) ตามเรอ่ื งนทิ านทเี่ ลา่ สบื กนั มาวา่ พระเจา้ อทู่ องทง้ิ เมอื งสวุ รรณภมู หิ์ นหี า่ ขา้ มไปทาง
ทิศตวันตกนั้น ก็ไปตรงทางทิศกรุงเก่า ระยะทางแต่เมืองเดิมมาถึงกรุงเก่าก็เพียง ๓ วัน
ใกลก้ ว่า และจะอพยพผู้คนไปได้ง่ายกวา่ ทีจ่ ะลงมาจากเมืองเทพนครเปนอนั มาก
(2) ผศู้ กึ ษาพงษาวดารยอ่ มทราบอยดู่ ว้ ยกนั วา่ เมอื งศรอี ยทุ ธยาเปนเมอื งเกา่ มมี ากอ่ น
คร้ังพระเจ้าอู่ทอง พระเจ้าอู่ทองเปนแต่มาตั้งเมืองศรีอยุทธยาข้ึนเปนเมืองหลวงอีกคร้ัง
หนง่ึ ทมี่ าเปล่ยี นพระนามเปนสมเด็จพระรามาธิบดี1 นั้น กเ็ พราะเหตุจะใหต้ ้องแบบแผนที่
เปนกระษัตริย์ครองเมืองศรีอยุทธยา อย่างพระรามาวตาร ข้อน้ีน่าจะเห็นได้ว่าแต่เดิม
คงจะมพี ระนามตามทจ่ี าฦกในพระสพุ รรณบตั รเ์ ปนอยา่ งอนื่ เชน่ วา่ สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าช
เปนต้น ที่เรียกว่า พระเจ้าอู่ทอง เรียกตามนามเมืองอู่ทอง ครั้นมาครองเมืองศรีอยุทธยา
ก็ใชพ้ ระนามปรากฏว่า พระเจา้ กรุงศรีอยุทธยาแตน่ ้ันมา
(3) ในหนงั สือพระราชพงษาวดาร วา่ ในแผ่นดนิ พระเจา้ อู่ทองนนั้ หัวเมอื งฝ่ายเหนอื
ตั้งแต่เมืองนครสวรรค์ขึ้นไปเปนเมืองประเทศราชทั้งน้ัน ถ้าพระเจ้าอู่ทองลงมาจากเมือง
เทพนครๆ ก็อยู่ใกล้ในระหว่างเมืองกำ�แพงเพ็ชร์ เมืองพิจิตร์ แลอยู่เหนือเมืองนครสวรรค์
ที่ต้องต้อนผู้คนผ่านลงมาเพียงระยะวันเดียวสองวัน รอบข้างเมืองเหล่านั้นจะเปนเมือง
ประเทศราชอย่างไร ในข้อนี้พิเคราะห์ดูตามความในหนังสือพระราชพงษาวดารตอนนี้
ถ้ามาจากทางเมืองสุพรรณ พิเคราะห์ความงามจะสมมากกว่ามาจากข้างเหนือ เพราะเม่ือ
1 สมเดจ็ พระรามาธิบดีท่ี ๑ (พระเจา้ อทู่ อง) ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๑๙๑๒
57 การเสดจ็ ตรวจราชการเมอื งสพุ รรณบรุ ี
ร.ศ. ๑๒๒ (พ.ศ. ๒๔๔๖)
พระเจ้าอู่ทองมาสร้างกรุงเก่าเปนราชธานีน้ัน น่าท่ีจะกวาดต้อนผู้คนซ่ึงมีภูม์ิลำ�เนาอยู่ทาง
เมืองเดิมมาไม่ได้หมด คือขุนหลวงพงัวซ่ึงเปนพี่พระมเหษี เปนต้น น่าท่ีจะเปนเพราะมี
วงษ์วารพรรคพวกต้ังภูมิ์ลำ�เนาอยู่ทางโน้นมาก ไม่ย้ายมาอยู่กรุงศรีอยุทธยาที่สร้างใหม่
จึงโปรดต้ังขุนหลวงพงวั ขน้ึ เปนพระบรมราชา1 ให้อย่คู รองทางเมอื งเดมิ และจะได้ตั้งขึ้นเปน
เมอื งสพุ รรณบรุ ใี นคราวเดยี วกนั กบั สรา้ งกรงุ เกา่ นน้ั กอ็ าจจะเปนได้ สว่ นพระราเมศวรราชโอรส
น้ันโปรดให้ข้ึนไปครองเมืองลพบุรี รักษาพระราชอาณาจักร์ข้างทางเหนือ ที่ติดต่อกับเมือง
ประเทศราช ดภู มู ิแ์ ผนที่ทวี่ างการเช่นนี้ เขา้ ท่ีทางขา้ งจะมาจากสพุ รรณมาก
ข้อความที่กล่าวมาทั้งนี้ ขอให้ท่านผู้เอาใจใส่สอดส่องในพงษาวดารเมืองไทย
จงพเิ คราะห์ดเู ถิด
1 สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชท่ี ๑ (ขนุ หลวงพะงั่ว) ครองราชยร์ ะหวา่ ง พ.ศ. ๑๙๑๓ - ๑๙๓๑
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งฝา่ ยเหนือถึงมณฑลเพช็ รบูรณ์
ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
(๒๑ มกราคม - ๒๕ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๓)
รายงานเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลเพช็ รบรู ณ์ มณฑลกรุงเก่า
มณฑลนครสวรรค์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)1
ท่ี ๒๗๓/๙๖๑๘ ศาลาวา่ การมหาดไทย
วนั ท่ี ๕ เดอื นมกราคม ร,ศ, ๑๒๓
ข้าพระพุทธเจา้ ขอพระราชทานกราบบงั คมทลู พระกรุณาทราบฝา่ ลอองธลุ ีพระบาท
ด้วยข้าพระพทุ ธเจา้ ได้ตัง้ ใจมาแต่ต้นปีว่า ถ้าในระดแู ลง้ นี้มีโอกาศจะกราบถวายบงั คม
ลาไปตรวจราชการมณฑลเพ็ชร์บูรณสกั ครั้งหนงึ่ จะไปเรอื ทางแม่น้ำ�เจ้าพระยาตรวจราชการ
ตามมณฑลรายทางข้ึนไป ขึ้นเดีนบกที่เมืองพิจิตร์ไปเมืองเพ็ชร์บูรณและเมืองหล่มศักดิ์
แล้วลงเรือล่องลำ�น้ำ�สักมาขึ้นรถไฟที่แก่งคอยกลับกรุงเทพ า ประมาณเวลาที่จะเดีนทาง
ตรวจราชการอย่างน้ีประมาณระหว่าง ๔๐ จน ๕๐ วัน ข้าพระพุทธเจ้าได้ให้พระยา
ศรีสุรยิ ราชวรานวุ ตั ร2์ ไปตรวจสอบทางครั้งหนึง่ แล้ว
มาเวลานี้คิดดูตั้งแต่กลางเดือนมกราคมไป ราชการทางนี้พอจะเบาบางเป็นโอกาศ
ท่ีข้าพระพุทธเจ้าจะไปตรวจราชการมณฑลเพ็ชร์บูรณได้ เพราะฉน้ันข้าพระพุทธเจ้าขอ
พระราชทานพระบรมราชานญุ าตกราบถวายบงั คมลาไปตรวจราชการมณฑลเพช็ รบ์ รู ณสกั ครงั้
หน่ึง ถ้าได้รบั พระราชทานพระบรมราชานญุ าตแลว้ คิดดว้ ยเกลา้ า ว่าจะออกจากกรงุ เทพ า
ราววนั ที่ ๒๑ มกราคมน้ี จะควรประการใดแลว้ แตจ่ ะทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ า
ควรมคิ วรแลว้ แตจ่ ะทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ า
ข้าพระพทุ ธเจา้ ดำ�รงราชานุภาพ ขอเดชะ
เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
1 หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาต,ิ เอกสารกรมราชเลขาธกิ ารรชั กาลท่ี ๕ กระทรวงมหาดไทย ร.๕ ม.๒.๑๔/๑๑๑
เรื่อง กรมหลวงด�ำรงราชานุภาพไปตรวจการหัวเมืองฝ่ายเหนือถึงมณฑลเพชรบูรณ์เป็นที่สุด (๕ มกราคม -
๑๔ กมุ 2ภ พาพระันยธา์ รศ.รศสี . รุ๑ิย๒ร๓าช).วรานวุ ัตร (โพธ์ิ เนติโพธ)ิ
59 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งฝา่ ยเหนือ
ถึงมณฑลเพ็ชรบูรณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
ที่ ๑๘๘๕/๑๐๓๘๘ ศาลาวา่ การมหาดไทย
วันที่ ๒๕ เดือนมกราคม ร,ศ, ๑๒๓
ข้าพระพุทธเจ้า พระยาศรีสหเทพ ขอกราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสมมต
อมรพันธุ์ ราชเลขานกุ าร ทราบฝา่ พระบาท
ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้รับโทระเลขพระเจ้าน้องยา า เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ส่งจากเมืองอ่างทองลงวันท่ี ๒๓ มกราคม ร.ศ. ๑๒๓ . ๒ ฉบับ ว่าด้วยกำ�หนดระยะทาง
๑ ฉบับ และว่าด้วยการท่ีได้ทรงตรวจราชการเมืองอ่างทองเห็นดีขึ้นมาก ๑ ฉบับ
ขา้ พระพทุ ธเจา้ ได้คดั ส�ำ เนาโทระเลข ๒ ฉบับ ถวายมาพร้อมกบั จดหมายฉบบั น้ีดว้ ยแล้ว
ขอฝ่าพระบาทได้นำ�ความกราบบงั คมทลู พระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลพี ระบาท
ควรมคิ วรแล้วแต่จะทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ า
ข้าพระพุทธเจา้ พระยาศรีสหเทพ
ราชปลดั ทลู ฉลอง
ส�ำ เนาโทรเลข
มมี าจาก Angthong รับทีศ่ าลาวา่ การมหาดไทย กรงุ เทพฯ
หมายเลขท่.ี ....................................... หมายเลขรับท.ี่ ........................................
ลงวนั ท่ี 23 เดือน January ร.ศ. 123 รับเม่ือวันที่ 23 เดอื น January ร.ศ. 123
เวลาบ่าย 12 โมง 30 p.m. นาที เวลา 8 โมง 05 p.m. นาที
Phya Sri
BANGKOK
I have inspected Angthong as great pleasure to find good progress being made
in every direction governor well deserved his promotion.
Sd/ Damrong
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 60
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ส�ำ เนาโทรเลข
มมี าจาก................................................. รบั ท่ีศาลาวา่ การมหาดไทย กรงุ เทพฯ
หมายเลขท่ี............................................. หมายเลขรบั ท่ี ........................................
ลงวนั ท.่ี ........เดือน...............ร.ศ. ๑๒....... รบั เมอ่ื วนั ท.่ี ........เดอื น............ร.ศ. ๑๒.......
เวลา......................โมง.....................นาที เวลา.......................โมง.....................นาที
พระยาศรี กรงุ เทพ า
เพราะเหตทุ เ่ี รอื อยคู่ า้ งชา้ แลอยากจะหาเวลาตรวจราชการใหพ้ อ จงึ ไดก้ �ำ หนดระยะทาง
ขยายวันออกไปดังนี้ วันท่ี ๒๔ เมืองสิงห์ ๒๕ สรรพยา1 ๒๖ ไชยนาท ๒๗ พะยุหะ2
๒๘ นครสวรรค์ ๓๐ เกยไชย3 ๓๑ บางมุลนาก4 ระยะทางต่อไปนี้ เมือ่ ไดค้ า5 ทีบ่ างมุลนาก
จงึ จะกะเปนแนน่ อนไป พระยาอมรนิ ทร6 พระพศิ าลลงมารับที่อ่างทองด้วย
(ลงพระนาม) ดำ�รง
265314 ปปปนปพ่าจจจจััััรจะจจจจยะบุบุุบบุ เานััันนนัปอ็นคคคคมอืือออืืรคินา้ ตอตตทง����รำำำำบบบเ์ฦภลลลๅอไสพเชกบรยยยารหุ ไพง(ชะมจยย�ูลาำอรนอ�สัอำาเ�ำภ�กเำภเรอภตัจอพองันชยหสกุมุหวรลุ แรัดะ)สพคพเงปยรีิจีาจ็นิตจังผรังจหหูว้ังวา่หวัดรดัวานนดั ชคชคกรยัราสสนรววเารมรทรรอื คคง์ ์ราชบุรรี ะหวา่ ง พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๔๕
และเปน็ สมหุ เทศาภบิ าลมณฑลนครสวรรค์ เม่อื พ.ศ. ๒๔๔๕
61 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งฝา่ ยเหนือ
ถงึ มณฑลเพช็ รบรู ณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
ท่ี ๑๘๙๙/๑๐๔๖๖ ศาลาวา่ การมหาดไทย
วันท่ี ๒๖ เดอื นมกราคม ร,ศ, ๑๒๓
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ ขอกราบทลู พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมขนุ สมมตอมรพนั ธ์ุ
ราชเลขานกุ าร ทราบฝ่าพระบาท
ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้รับโทระเลขพระเจ้าน้องยาเธอ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
สง่ จากเมอื งไชยนาท ๒ ฉบบั ลงวนั ที่ ๒๕ มกราคม ศก ๑๒๓ ฉบบั หน่งึ ว่าด้วยไดท้ รงตรวจ
ราชการในเมืองไชยนาททรงเห็นเปนการเรียบร้อยดี อิกฉบับหนึ่งว่าด้วยระยะทางท่ีจะเดิน
ขา้ พระพุทธเจา้ ไดค้ ดั ส�ำ เนาโทรเลข ๒ ฉบับถวายมาพร้อมกับจดหมายฉบับน้ดี ว้ ยแล้ว
ขอฝา่ พระบาทได้น�ำ ความกราบบังคมทูลพระกรณุ าทราบฝ่าลอองธลุ ีพระบาท
ควรมคิ วรแล้วแต่จะทรงพระกรณุ าโปรดเกล้า า
ข้าพระพทุ ธเจ้า พระยาศรสี หเทพ
ราชปลดั ทลู ฉลอง
ส�ำ เนาโทรเลข
มีมาจาก Chai Nart รับทีศ่ าลาว่าการมหาดไทย กรงุ เทพฯ
หมายเลขท่.ี ....................................... หมายเลขรบั ท่.ี ................................
ลงวันที่ 25 January ร.ศ. 123 รับเม่อื วนั ที่ 26 January ร.ศ. 123
เวลาบา่ ย 9 โมง 55 p.m. เวลา................ โมง................นาที
Phya Sri, Bangkok,
Glad to confirm report previously heard that Chainat has greatly improved, Phra
Chai Narunat is doing extremely well, he is energetic and popular.
Sd/ Damrong
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 62
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ส�ำ เนาโทรเลข กรมหลวงด�ำ รงราชานภุ าพ
มีมาจาก เมอื งไชยนาท รับท่ีศาลาว่าการมหาดไทย กรงุ เทพ
หมายเลขท่.ี ........................................... หมายเลขรบั ท.ี่ .........................................
ลงวนั ท่ี ๒๕ เดอื นมกราคม ร.ศ. ๑๒๓ รบั เมื่อวนั ท่ี ๒๕ เดือนมกราคม ร.ศ. ๑๒๓
เวลา......................... โมง................นาที เวลา............................. โมง................นาที
พระยาศรสี หเทพ กรงุ เทพ า
วันน้ีมาสดวกดีถึงไชยนาทเวลาบ่าย ๔ โมงครึ่ง ไม่ต้องค้างสรรพยา เปนอันมาตัด
วันท่ีขยายไว้ได้วันหน่ึง อน่ึงได้ความจากพระยาลพบูรี1 ว่า ทางบกจากเมืองไชยบาดาน
วันเดียวถึงอำ�เภอสารโบถ อิกวันหน่ึงถึงลพบูรี เพราะฉนั้นคิดว่าขากลับจะข้ึนที่ไชยบาดาน
เดีนบกมาจบั รถไฟทล่ี พบูรี แต่จะกะเปนแน่ต่อเมอื่ ถงึ บางมลุ นาค เมอื งใดทราบระยะทางๆ
โน้นแน่กอ่ น กลวั เร่อื งเสบียงพาหะนะรับจากไชยบาดาน ไดพ้ ูดกับพระยาลพบูรเี ปนท่ีเขา้ ใจ
กันแล้ว
(ลงพระนาม) ดำ�รง
ท่ี ๑๙๒๑/๑๐๕๙๐ ศาลาวา่ การมหาดไทย
วนั ที่ ๒๘ เดือนมกราคม ร,ศ, ๑๒๓
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ ขอกราบทลู พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมขนุ สมมตอมรพนั ธุ์
ราชเลขานกุ าร ทราบฝ่าพระบาท
ดว้ ยขา้ พระพทุ ธเจา้ ไดร้ บั โทรเลขพระเจา้ นอ้ งยาเธอ า เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย สง่
จากปากน�ำ้ โพ ลงวนั ที่ ๒๗ มกราคม ร,ศ, ๑๒๓ ฉบบั หนง่ึ ทรงบอกถงึ การทไ่ี ดเ้ สดจ็ ถงึ มณฑล
นครสวรรค์ และจะไดท้ รงตรวจราชการ แลว้ จะไดเ้ สดจ็ ออกจากมณฑลนครสวรรคใ์ นวนั ท่ี ๒๙
เดอื นน้ี ขา้ พระพทุ ธเจา้ ไดค้ ดั สำ�เนาโทรเลข ๑ ฉบบั ถวายมาพรอ้ มกบั จดหมายฉบบั นดี้ ว้ ยแลว้
ขอฝา่ พระบาทได้นำ�ความกราบบังคมทลู พระกรณุ าทราบฝา่ ลอองธุลีพระบาท
ควรมิควรแลว้ แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า า
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรีสหเทพ
ราชปลัดทลู ฉลอง
1 คือ พระยาพิสุทธิธรรมธาดา (สว่าง สุจริตจันทร) บุตรพระยาสุจริตรักษา (อ่วม) เป็นผู้ว่าราชการ
เมอื งลพบุรี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๕๕
63 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งฝา่ ยเหนอื
ถึงมณฑลเพช็ รบรู ณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
ส�ำ เนาโทรเลข กรมหลวงดำ�รง
มีมาจาก ปากน�ำ้ โพ รบั ท่ีศาลาว่าการมหาดไทย กรุงเทพฯ
หมายเลขท.่ี .......................................... หมายเลขรบั ท.่ี .........................................
ลงวนั ท่ี ๒๗ เดอื นมกราคม ร.ศ. ๑๒๓ รบั เม่อื วนั ท่ี ๒๘ เดือนมกราคม ร.ศ. ๑๒๓
เวลา....................... โมง................นาท ี เวลา............................ โมง................นาที
พระยาศรีสหเทพ กรุงเทพ า
ข้ึนมาถึงนคร วันท่ี ๒๗ นี้ เรียบร้อยสบายดี มีข้าราชการแลพ่อค้าทั้งฝร่ังแลจีน
มารับเปนอันมากตามเคย พรุ่งนี้จึงจะไดต้ รวจมณฑล ก�ำ หนดออกจากนครสวรรค์วนั ท่ี ๒๙
(ลงพระนาม) ดำ�รง
ที่ ๑๙๓๑/๑๐๖๔๓ ศาลาว่าการมหาดไทย
วนั ที่ ๓๐ เดือนมกราคม ร,ศ, ๑๒๓
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ ขอกราบทลู พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมขนุ สมมตอมรพนั ธ์ุ
ราชเลขานุการ ทราบฝา่ พระบาท
ดว้ ยขา้ พระพทุ ธเจา้ ไดร้ บั โทรเลขพระเจา้ นอ้ งยาเธอ า เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย สง่
จากปากน�ำ้ โพ ลงวนั ที่ ๒๘ เดอื นน้ี ทรงชแี้ จงในการทไี่ ดท้ รงตรวจราชการในมณฑลนครสวรรค์
ทรงเห็นเปนการเรียบรอ้ ย ขา้ พระพุทธเจ้าได้คดั ส�ำ เนาโทรเลขน้ันฉบับ ๑ ถวายมาพรอ้ มกบั
จดหมายฉบับนี้ด้วยแลว้
ขอฝ่าพระบาทไดน้ �ำ ความกราบบังคมทลู พระกรุณาทราบฝ่าลอองธุลพี ระบาท
ควรมิควรแลว้ แตจ่ ะทรงพระกรณุ าโปรดเกล้า า
ขา้ พระพุทธเจา้ พระยาศรีสหเทพ
ราชปลัดทูลฉลอง
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 64
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
สำ�เนาโทรเลข H.R.H. Prince Damrong
มีมาจาก Paknampoh รับที่ศาลาว่าการมหาดไทย กรุงเทพฯ
หมายเลขที่................................. หมายเลขรบั ท่ี .........................................
ลงวนั ที่ 28 เดือน January ร,ศ, 123 รบั เมอ่ื วนั ท…ี่ …..เดอื น.................ร,ศ, 123
เวลา................ โมง..............นาท ี เวลา............................ โมง................นาที
Phya Sri Sahathep Bangkok
After having inspected Montol Naconswan am of opinion that change of
Desa has benefitted both Monthol Rajaburi and Naconswan. There is now complete
harmony among all officials of every departments and Phya Amarin bids fair to be popular
here improvements are noticible in many directions. Though many Ampurh are not yet
up to mark however I may safely say that this Montol is making satisfactory progress.
Sd/ Damrong
ท่ี ๑๙๔๒/๑๐๖๗๐ ศาลาว่าการมหาดไทย
วนั ท่ี ๓๑ เดือนมกราคม ร,ศ, ๑๒๓
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ ขอกราบทลู พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมขนุ สมมตอมรพนั ธ์ุ
ราชเลขานุการ ทราบฝา่ พระบาท
ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้รับโทรเลขพระเจ้าน้องยาเธอ า เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
สง่ จากเมืองพจิ ิตร ลงวนั ที่ ๓๐ มกราคม ร,ศ, ๑๒๓ ทรงบอกถงึ การท่ีได้เสด็จถงึ บางบุญนาค
และกำ�หนดระยะทางที่จะเสด็จไปเพ็ชร์บูรณ์แลกลับกรุงเทพฯ หนึ่งฉบับ ข้าพระพุทธเจ้า
ได้คดั ส�ำ เนาโทรเลขถวายมาพร้อมกบั จดหมายฉบบั นด้ี ว้ ยแลว้
ขอฝ่าพระบาทไดน้ �ำ ความกราบบงั คมทลู พระกรุณาทราบฝา่ ลอองธลุ ีพระบาท
ควรมิควรแล้วแตจ่ ะทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ า
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ
ราชปลดั ทูลฉลอง
65 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองฝา่ ยเหนือ
ถงึ มณฑลเพ็ชรบูรณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
ส�ำ เนาโทรเลข กรมหลวงดำ�รงราชานภุ าพ
มีมาจาก เมอื งพจิ ติ ร์ รับทศี่ าลาว่าการมหาดไทย กรงุ เทพฯ
หมายเลขท.ี่ .......................................... หมายเลขรบั ท.่ี .........................................
ลงวนั ที่ ๓๐ เดอื นมกราคม ร.ศ. ๑๒๓ รับเมือ่ วันท่ี ๓๐ เดือนมกราคม ร.ศ. ๑๒๓
เวลา........................ โมง................นาท ี เวลา............................ โมง................นาที
พระยาศรี กรงุ เทพ า
ถงึ บางมุลนากวนั ท่ี ๓๐ พระยาพไิ ชยมาคอยรบั พาหะนะเขาจดั ไวพ้ ร้อมแลว้ จะรออกิ
วันหนึง่ เหน็ สนิ้ เวลา จงึ ตกลงว่าจะออกเดีนวนั พรงุ่ นี้ วนั ท่ี ๓๑ แรมวังงิว้ 1 ทาง ๖๖๑ เส้น
วันที่ ๑ กมุ ภาพันธ์ แรมห้วยรากแคทาง ๕๖๔ เส้น วนั ท่ี ๒ แรมสปมาแสนทาง ๔๖๔ เสน้
วันที่ ๓ แรมบ้านนายม2 ทาง ๗๕๓ เส้น วันที่ ๔ แรมพัก วันท่ี ๕ แรมเพ็ชร์บูรณ์ทาง
๔๖๒ เสน้ วันท่ี ๖ ไปหล่มศกั ดิ วันท่ี ๑๐ กลบั ถงึ เพ็ชรบ์ รู ณ์ วันที่ ๑๒ ลอ่ งจากเพช็ ร์บรู ณ์
ระยะทางลอ่ งน�้ำ ศกั เพ็ชร์บรู ณบ์ อกมาวา่ ล่องจากเพช็ รบ์ ูรณ์ ๕ วนั ถงึ วิเชยี ร จากวเิ ชียร ๗ วัน
ถึงไชยบาดาน จากไชยบาดาน ๓ วันถึงแก่งคอย เข้าใจที่กะมาอย่างน้ีเพ่ือเหลือมากนัก
ประมาณวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ถึงวิเชียร วันที่ ๒๐ ถึงไชยบาดาน วันท่ี ๒๓ ถึงแก่งคอย
บางทจี ะเรว็ ได้กว่าน้ี
(ลงพระนาม) ด�ำ รง
โทรเลข จากพจิ ติ ร,ศ, ๑๒.......................วนั ท.ี่ ........๒........./..............เวลา ๔ โมง ๔๐ นาที
ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว
วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ข้าพระพุทธเจ้ามาพักแรมที่สำ�ปันน้ำ� ริมพรมแดนพิจิตต่อ
เพช็ รบ์ รู ณ์ ไดร้ บั โทรเลขพระยาศรวี า่ ไดร้ บั พระราชทานหมแู หมแทนขา้ พระพทุ ธเจา้ อรอ่ ยนกั
แลว่าทรงพระรฦกถึงข้าพระพุทธเจ้า มีความยินดีระฦกถึงพระเดชพระคุณเปนอย่างย่ิง
ต้ังแต่วันที่ข้าพระพุทธเจ้าออกเดินป่ารู้ศึกระฦกถึงในใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ที่ราชการ
มาเท่ียว.........เช่นน้ี3 สนุกไม่เหมือนข่ีม้าตามเสด็จ ความสัตย์ หวังด้วยเกล้า ว่าจะทรง
1 ปจั จุบนั คือ ต�ำบลวงั งิ้ว อ�ำเภอดงเจริญ จงั หวัดพิจิตร
2 ปัจจุบัน คอื ต�ำบลนายม อ�ำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จงั หวดั เพชรบรู ณ์
3 ต้นฉบบั ลบเลือน
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 66
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
พระสำ�ราญดี ข้าพระพุทธเจ้าคาดว่าคงจะกลับถึงกรุงเทพฯ ราววันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์
เพราะการล่องลำ�น้ำ�ศัก ทราบว่าทางลำ�บากมาก ข้าพระพุทธเจ้าจะเอาเรือเล็กๆ ล่องไป
แลจะรบี ลงไปเร็ว ๆ
ด�ำ รง
ท่ี ๑๙๗๐/๑๐๘๗๓ ศาลาว่าการมหาดไทย
วันที่ ๕ เดอื นกุมภาพนั ธ์ ร,ศ, ๑๒๓
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ ขอกราบทลู พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมขนุ สมมตอมรพนั ธุ์
ราชเลขานกุ าร ทราบฝ่าพระบาท
ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้รับโทรเลขพระเจ้าน้องยาเธอ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
สง่ จากเพ็ชรบ์ รู ณ์ ลงวนั ท่ี ๔ กมุ ภาพันธ์ ร,ศ, ๑๒๓ ๒ ฉบบั ๆ หนึ่งบอกได้เสดจ็ ถงึ เพ็ชร์บูรณ์
เปนทเี่ รยี บรอ้ ย อกิ ฉบบั หนง่ึ บอกระยะทางทจี่ ะลอ่ งจากเพช็ รบ์ รู ณก์ รงุ เทพ า ขา้ พระพทุ ธเจา้
ได้คดั ส�ำ เนาโทรเลข ๒ ฉบับ ถวายมาพรอ้ มกบั จดหมายฉบับน้ดี ว้ ยแล้ว
ขอฝ่าพระบาทไดน้ ำ�ความกราบบังคมทลู พระกรณุ าทราบฝา่ ลอองธุลพี ระบาท
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ า
ข้าพระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ
ราชปลัดทูลฉลอง
ส�ำ เนาโทรเลข กรมหลวงดำ�รง
มมี าจาก เพช็ รบ์ รู ณ ์ รบั ท่ีศาลาวา่ การมหาดไทย กรงุ เทพฯ
หมายเลขท.่ี .......................................... หมายเลขรบั ท.่ี .........................................
ลงวนั ท่ี ๔ เดอื นกุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๓ รับเม่ือวนั ท่ี ๕ เดอื นกุมภาพนั ธ์ ร.ศ. ๑๒๓
เวลา....................... โมง................นาที เวลา............................. โมง................นาที
พระยาศรี กรงุ เทพ า
ถึงเพ็ชร์บูรณ์วันที่ ๔ เวลาเช้า สบายดี ราษฎรอยู่ข้างจะปิติยินดีมาก การมณฑลนี้
พระยาเพ็ชรรัตน1 จัดไว้เรียบร้อยดีมาก รู้สึกเสียดายมากท่ีพระยาเพ็ชรรัตนถึงอนิจกำ�ม์
1 พระยาเพชรรตั นส์ งคราม (เฟ่ือง เฟือ่ งเพชร) เป็นผรู้ ัง้ ราชการเมืองเพชรบูรณ์ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๐ -
๒๔๔๒ และเปน็ ผู้ว่าราชการเมอื งเพชรบรู ณ์ ระหวา่ ง พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๔๗
67 การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งฝ่ายเหนอื
ถงึ มณฑลเพ็ชรบูรณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
เสยี กอ่ นฉนั ไดม้ าเหน็ ถา้ ยงั อยพู่ ระยาเพช็ รรตั นควรไดร้ บั พระราชทานบ�ำ เหนจ็ รางวลั โดยแท้
ก�ำ หนดฉันจะออกจากเพช็ รบ์ ูรณ์ไปหล่มศักดิวันที่ ๖ กลบั มาเพช็ รบ์ รู ณว์ ันที่ ๑๐ วนั ท่ี ๑๑
จะลอ่ งจากเพช็ ร์บรู ณ์
(เซนพระนาม) ด�ำ รง
ส�ำ เนาโทรเลข กรมหลวงดำ�รงราชานภุ าพ
มีมาจาก เพ็ชร์บูรณ์ รบั ท่ีศาลาว่าการมหาดไทย กรงุ เทพฯ
หมายเลขที่........................................... หมายเลขรบั ท.่ี .........................................
ลงวันท่ี ๔ เดือนกมุ ภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๓ รับเมอ่ื วันที่ ๕ เดอื นกุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๓
เวลา....................... โมง................นาท ี เวลา............................ โมง................นาที
พระยาศรี กรงุ เทพ า
ดว้ ยทางทจ่ี ะลอ่ งจากเพชรบ์ รู ณส์ บื ระยะทางไดด้ งั นี้ วนั ที่ ๑๑ ออกจากเพชรบ์ รู ณน์ อน
นายม วนั ที่ ๑๒ บ้านระวงิ 1 วันที่ ๑๓ นอนลำ�ลาง วนั ท่ี ๑๔ ทา่ แดง2 วันท่ี ๑๕ จากสิบสลงึ
วนั ที่ ๑๖ ทา่ ทด วนั ที่ ๑๗ ท่าเกย วันท่ี ๑๘ วเิ ชียร3 วนั ท่ี ๑๙ ท่าทอง วันที่ ๒๐ ท่าสำ�โรง4
วันท่ี ๒๑ บัวชุม5 วนั ท่ี ๒๒ ไชยบาดาน วนั ท่ี ๒๓ หนิ ซ้อน6 วันที่ ๒๔ ถึงแกง่ คอย ดงั น้ี ขอให้
พดู กับกรมรถไฟใหจ้ ดั รถสลูนมาคอยรบั ฉันทแ่ี ก่งคอย มาในวนั ที่ ๒๕ เชา้ น้ัน ขอรถไฟพิเศษ
มาแกง่ คอยไปบ้านพาช7ี ให้ไปทนั รถลพบุรี ถา้ หากว่าเดนิ ทางถงึ แก่งคอยจะไมท่ ันที่จะลงไป
จบั รถลพบรุ ี ฉันจะไดม้ ารถไฟโคราชวันท่ี ๒๕
(ลงพระนาม) ดำ�รง
7321654 ปปปสปปปถัจจััจััจัจจาจจจจจจนุบบุุบบุุบุบีรนันนััันันันถไคคคคคคฟืืออืออือือื ชตตตตอตุม������ทำำำำำำบบบบบเาภลลลลลงอบบหททรวะา้นิา่า่ัวเิวนแโชชซรงิ ดภยีุม้ององรานออบช�อำ��ีเรุอำำ�ภตเเีำ�ภภเจัง้ำอภเองัออภเอหมชวยอหวิเอืัยู่ทแชดันบง่ีตกยี เเอา�พ่งพรำดงคบบชชไาอลรุผรรลียภบบ่ จจาูรูรจังจงัชณณงัหหังีหหว์์อววจัดวัด�ัดำังเัดเเพหลภพสวพชอชรัดระภบรบเบบารุพรูชีรุูรชณีณี รจ์บ์ังหูรณวดั ์ พระนครศรอี ยธุ ยา
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 68
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
โทรเลข จากเพช็ รบรู ณ์ ร,ศ, ๑๒.................วนั ท.่ี ........๑๐......./.............เวลา ๕ โมง ๓๐ นาที
กรมหมืน่ ปาจณิ บางปอิน
ฉนั ไปเมอื งลม่ ศกั กลบั มาถงึ เพช็ รบรู ณวนั นแี้ ลว้ ขอรายงานวา่ เมอื งลม่ ศกั เปนเมอื งลาว
พุงขาว ไม่มีกำ�แพงและส่ิงสำ�คัญอันใดนอกจากวัด เมืองเดีมท่ีเรียกว่าเมืองล่มนั้น ตั้งอยู่
ในท่ลี มุ่ กลาง ๕๐ เขา มแี ต่รำ�หว้ ยไชเ้ รอื ไม่ได้ ๖๐ แต่ไร่นาเรือกสวนดี ของโบราณมีชน้ั ๗๐
อายุกรงุ เกา่ เมอื งล่มใหญ่ ดเู หมือนจะตง้ั ๘๐ ราว............นาน.......เขาวา่ ต้ังมา ๐๐๐ สามช่ัว
เจ้าเมือง............มาตั้งเช่ือมลำ�...น้ำ�ศักไช้เรือได้อยู่ใต้เมือง...................เข้ามาที่เรียกว่า
ลม่ ศกั นน้ั คดิ วา่ เปน็ เมอื ง.......................เพราะเปน็ เมอื งลมุ่ ทตี่ ง้ั รมิ ล�ำ น�้ำ ศกั ...........................
เมอื ง ๘๐ ล่ม...เมืองหนงึ่ ว่าเมอื งล่มก.็ .....................................................1
ดำ�รง
ที่ ๑๒๔๐/๑๑๒๔๐ ศาลาวา่ การมหาดไทย
วันท่ี ๑๔ เดือนกมุ ภาพันธ์ ร,ศ, ๑๒๓
ขา้ พระพทุ ธเจา้ พระยาศรสี หเทพ ขอกราบทลู พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมขนุ สมมตอมรพนั ธ์ุ
ราชเลขานุการ ทราบฝ่าพระบาท
ดว้ ยขา้ พระพทุ ธเจา้ ไดร้ บั พระโทรเลขพระเจา้ นอ้ งยาเธอ า เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย
จากเพ็ชร์บูรณ์ ลงวันที่ ๑๐ เดือนนี้ว่า ได้ข้ึนไปถึงเมืองหล่มศักด์ิแลหล่มเก่า กลับมาถึง
เพ็ชร์บรู ณว์ ันท่ี ๑๐ ทรงสบายดี จะลอ่ งจากเพช็ รบ์ ูรณ์วันที่ ๑๑ เดอื นน้ี
ขอฝา่ พระบาทไดน้ �ำ ความกราบบงั คมทูลพระกรณุ าทราบฝ่าลอองธุลพี ระบาท
ควรมิควรแลว้ แตจ่ ะทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ า
ขา้ พระพุทธเจา้ พระยาศรีสหเทพ
ราชปลัดทลู ฉลอง
1 ส่วนทเ่ี วน้ ว่างไว้ ต้นฉบบั ลบเลือน
69 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งฝา่ ยเหนือ
ถงึ มณฑลเพช็ รบูรณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
ท ่ี กระทรวงโยธาธิการ
วนั ท่ี ๒๔ กมุ ภาพนั ธ์ รตั นโกสนิ ทรศก ๑๒๓
ขอเดชะฝา่ ลอองธุลพี ระบาทปกเกลา้ ปกกระหม่อม
ฃา้ พระพทุ ธเจา้ ไดร้ บั โทรเลขกรมหลวงด�ำ รงราชานภุ าพมมี าจากเมอื งเพชรบรู ณเ์ ลา่ ถงึ
ของเก่าท่ีแถวนั้น น่าฟังอยู่ กรมหลวงดำ�รงราชานุภาพมีประสงค์ให้ความทราบฝ่าลออง
ธลุ ีพระบาทด้วย ฃา้ พระพุทธเจ้าจึงได้ทูลเกล้า , ถวายโทรเลขน้นั มานแ้ี ลว้
ควรมคิ วรแล้วแตจ่ ะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ฃา้ พระพทุ ธเจา้
นรศิ ขอเดชะ
โทรเลข จาก Petchaboon ร,ศ, ๑๒..............วนั ท.่ี ............/..............เวลา.........โมง........นาที
เจ้าฟา้ กรมขุนนริศ กรุงเทพฯ
ไดเ้ ท่ยี วตรวจบรเิ วณเมอื งเพชรบรู ณ์แลว้ ขอรายงานวา่ เมืองเพช็ รบูรณน์ ีเ้ มอื งเดมิ .....
วัดศรีไทยสร้างมีกำ�แพงเมือง มวี ัดพระมหาธาตแุ ปลนอย่างเมืองศุโขทยั มศี ิลาจาฤกหนังสือ
ขอมเกา่ ก�ำ ลงั อา่ นอยทู่ เ่ี มอื งใหมอ่ กี เมอื งหนง่ึ อยตู่ ดิ กนั สรา้ งแผน่ ดนิ พระนาราย ปอม้ ก�ำ แพง
ถ่ายนครราชสมี าอยา่ งเตีย้ ๆ เอาแม่นำ้�ไวก้ ลางอยา่ งพิศณโุ ลก ไดค้ วามวา่ คนเข้าข้างตวันตก
มีหลักศิลาของโบราณ แลมี...ศิลาทางไปวันหน่ึงได้ให้โรง.......ไปตรวจวันนี้ได้ความว่าที่...
เมืองหล่มศักมีเมืองโบราณเรียกว่าเมืองนครเดชเมืองหนึ่ง.................มีเมืองโบราณเรียกว่า
เมืองอภัยสาลี1 เมืองหน่ึง ข้ึนไปเมืองหล่มศัก........ดูคูเมืองนครเดช2 ได้ความประการใด
ต่อไปจะรายงานมา............................3
ดำ�รง
1 ปัจจุบัน คือ เมอื งศรีเทพ เปน็ เมอื งโบราณที่อยใู่ นท้องท่ีอ�ำเภอศรเี ทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์ ต�ำบล
2 เมืองนครเดช หรือเมืองนครเดิด เป็นเมืองโบราณสมัยสุโขทัย ปัจจุบันตั้งอยู่ท่ีบ้านดงเมือง
ลานบ่า3 อส�่วำเนภทอเ่ีหวลน้ ่มวสา่ งกั ไ วจ้ งัตหน้ วฉัดบเพับชลรบบเลรู ณือน์
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 70
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงดำ�รงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
เสดจ็ ตรวจราชการมณฑลเพ็ชร์บูรณ์1
พระเจา้ น้องยาเธอ กรมหลวงด�ำ รงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้กราบ
บงั คมทลู พระกรณุ า ขอพระราชทานพระบรมราชานญุ าตเสดจ็ ตรวจราชการมณฑลเพช็ รบ์ รู ณ์
วนั ที่ ๒๑ มกราคม รตั นโกสนิ ทรศก ๑๒๓ ไดเ้ สดจ็ จากกรงุ เทพฯ ไปลงเรอื จากบางปอนิ
ไปตามล�ำ นำ�้ เจ้าพระยา ทรงตรวจราชการในหัวเมอื งมณฑลกรงุ เก่า และมณฑลนครสวรรค์
ตามระยะทางจนถงึ บางมูลนาค แขวงเมอื งพิจิตร์
วันท่ี ๓๑ มกราคม เสด็จโดยทางบก ออกจากบางมูลนาค ทรงตรวจราชการและ
ประทับแรมเปนระยะๆ ตลอดถึงเมืองเพ็ชร์บูรณ์ วันท่ี ๔ กุมภาพันธ์ ทรงตรวจราชการ
ในมณฑลนี้ ๗ วัน
วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ เสดจ็ ออกจากเมอื งเพ็ชรบูรณ์ลงมาตามลำ�น้ำ�สกั ถงึ เมอื งสระบุรี
วันท่ี ๒๓ กมุ ภาพันธ์
คร้นั วนั ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ เสด็จออกจากปากเพรยี วโดยสานรถไฟพิเศษ เสดจ็ กลบั ถึง
กรงุ เทพฯ และไดเ้ ฝ้าทูลลอองธุลพี ระบาทในวนั นี้แล้ว ๚
1 “พระเจา้ นอ้ งยาเธอ กรมหลวงด�ำรงราชานภุ าพ เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยเสดจ็ ตรวจราชการมณฑล
เพ็ชร์บูรณ,์ ” ราชกิจจานเุ บกษา เลม่ ๒๑ วันท่ี ๑๒ มนี าคม ร.ศ. ๑๒๓: ๙๓๔.
71 การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งฝา่ ยเหนือ
ถงึ มณฑลเพช็ รบรู ณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
เร่ืองเทย่ี วทีต่ า่ ง ๆ ภาค ๓
เล่าเร่ืองเท่ียวเมอื งเพชรบรู ณ1์
คำ�นำ� (พิมพค์ รั้งแรก)
อำ�มาตย์โท พระยาประทุมเทพภักดี (อ่วม บุณยรัตพันธ์ุ) ผู้ว่าราชการจังหวัด
อบุ ลราชธานี จะท�ำ การปลงศพสนองคณุ ทา่ นผหู้ ญงิ สมั ฤทธ์ิ ศรธี รรมาธริ าช (เวก บณุ ยรตั พนั ธ)์ุ
ผู้เปนมารดา มาแจ้งความต่อกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำ�หรับพระนครว่า มีศรัทธา
จะพิมพ์หนังสือเปนของแจกในงานศพสักเร่ือง ๑ ขอให้กรรมการช่วยเลือกเรื่องหนังสือให้
ข้าพเจ้าจึงเลือกเร่ืองเที่ยวมณฑลเพ็ชรบูรณ์จัดเปนภาคที่ ๓ ในหมวดหนังสือเร่ืองเท่ียว
ทต่ี ่าง ๆ ให้พระยาประทมุ เทพภักดพี มิ พต์ ามประสงค์
เรื่องเท่ียวมณฑลเพ็ชรบูรณ์ท่ีพิมพ์ในสมุดเล่มน้ี ข้าพเจ้าแต่งไว้ครั้งไปตรวจราชการ
มณฑลเพช็ รบูรณ์ เมอ่ื รัตนโกสินทรศก ๑๒๓ ตรงกบั ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๔๗ เม่อื จะพมิ พใ์ หม่
คร้ังนี้ได้ตรวจชำ�ระอิกเล็กน้อย หวังใจว่าท่านท้ังหลายได้ไปอ่านจะได้ความรู้พอเปนเคร่ือง
ประดบั สตปิ ญั ญาบ้าง ไม่เปลา่ จากประโยชนท์ เี ดยี ว
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาในกุศลบุญราศีทักษิณานุปทาน ซึ่งพระยาประทุมเทพภักดี ได้
บ�ำ เพญ็ ในการปลงศพสนองคณุ มารดาดว้ ยความกตญั ญกู ตะเวที ทงั้ ไดพ้ มิ พห์ นงั สอื เรอ่ื งเทยี่ ว
มณฑลเพช็ รบรู ณน์ ใี้ หไ้ ดอ้ า่ นกนั แพรห่ ลาย หวงั ใจวา่ ผทู้ ไ่ี ดร้ บั แจกไปคงจะอนโุ มทนาดว้ ยทวั่ กนั
ดำ�รงราชานุภาพ สภานายก
หอพระสมดุ วชริ ญาณ
วนั ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓
1 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระด�ำรงราชานุภาพ, เรื่องเท่ียวที่ต่างๆ ภาค ๓ เล่าเริ่ืองเท่ียวเมือง
เพ็ชรบรู ณ์ (พระนคร: โรงพมิ พ์โสภณพพิ รรฒธนากร, 2463. พระยาประทุมเทพภกั ดี (อว่ ม บณุ ยรตั พันธ)ุ์
พิมพใ์ นงานปลงศพ ท่านผูห้ ญงิ สัมฤทธ์ิ ศรธี รรมาธิราช เวก บุณยรัตพนั ธ์ุ ตจ. เมอื่ ปวี อก พ.ศ. 2463).
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 72
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
เรอื่ งเท่ยี วมณฑลเพช็ รบรู ณ์
พระเจ้านอ้ งยาเธอ กรมหลวงด�ำ รงราชานภุ าพ ทรงเรยี บเรียง
ข้าพเจ้าได้ตั้งใจมาหลายปี ว่าจะหาโอกาศไปดูมณฑลเพ็ชรบูรณ์สักครั้งหนึ่ง แต่การ
ที่จะไปมณฑลเพ็ชรบูรณ์จะต้องใช้เวลากว่าเดือน และจะต้องไปในระดูแผ่นดินแห้ง
ให้ปราศจากความไข้เจ็บ แต่ว่าต้องไปให้ทันเวลาลำ�น้ำ�สักยังมีน้ำ�พอล่องเรือได้สดวก
ในราวเดือนมกราคม คอยหาเวลาวา่ งราชการในน่าท่ใี ห้สบเหมาะกบั ระดกู าลทจ่ี ะไปมณฑล
เพช็ รบรู ณย์ ังไม่ได้ จงึ ต้องเฝ้าผัดมา พึ่งไปไดใ้ นรตั นโกสนิ ทรศก ๑๒๓ น้ี ไม่ทนั ชวี ติ รพระยา
เพช็ รรตั นสงคราม (เฟอ่ื ง) ขา้ หลวงเทศาภบิ าลคนแรก ซงึ่ ไดอ้ สุ า่ หจ์ ดั การท�ำ นบุ �ำ รงุ มณฑลนนั้
และเปนผู้ที่ได้วิงวอนให้ข้าพเจ้าไปดูมณฑลเพ็ชรบูรณ์เสมอมา พระยาเพ็ชรรัตนสงคราม
ลงมากรุงเทพฯ มาเปนอหิวาตกะโรคถึงอนิจกรรมเม่ือก่อนข้าพเจ้าจะขึ้นไปไม่นานนัก
ครัน้ ได้ไปเห็นมณฑลเพ็ชรบูรณ์ คดิ ถงึ พระยาเพ็ชรรตั น จึงรสู้ กึ เสยี ใจในข้อน้ีเปนอันมาก
ทางท่ีจะไปมณฑลเพ็ชรบูรณ์ไปได้หลายทาง จะไปเรือทางลำ�นำ้�สักขึ้นไปจนถึง
เมืองเพ็ชรบูรณ์ทีเดียวก็ได้ แต่จะกินเวลาเดินเรือราวเดือน ๑ ถ้าไม่ไปเรือ จะเดินบกไป
จากเมืองนครราชสิมาฤๅเมืองสระบุรี เมืองลพบุรีก็ได้ ระยะทางเดินราว ๑๑, ๑๒ วัน
กถ็ งึ เมอื งเพช็ รบรู ณ์ แตเ่ ขาวา่ ทางอยขู่ า้ งจะกนั ดารและไมม่ สี งิ่ ใดนา่ ดู ส ู้ไปทางแมน่ �ำ้ เจา้ พระยา
ไปขน้ึ เดนิ บกทแ่ี ขวงเมอื งพจิ ติ รตดั ไปเมอื งเพช็ รบรู ณ์ เมอื งหลม่ ศกั ด์ิ แลว้ ลอ่ งน�้ำ สกั ลงมาเมอื ง
สระบรุ อี ยา่ งน้ไี ม่ได้ ทางนีว้ า่ เปนทางสดวกและจะได้เหน็ ภมู ลิ �ำ เนามากกว่าทางอื่น ขา้ พเจา้
จึงไดเ้ ลือกไปตามทางอยา่ งวา่ ข้างหลังน้ี ได้ออกจากกรงุ เทพฯ เม่ือวันที่ ๒๑ มกราคม รูส้ ึกว่า
ช้าไปสกั ๑๕ วนั น�ำ้ ในแม่น้ำ�เจา้ พระยาแห้งงวดลงเสียมาก แม้ใช้เรอื ไฟอยา่ งกนิ น�ำ้ ตื้นแล้ว
ก็ยังขึ้นไปได้ด้วยยาก เดินเรือ ๘ วัน จึงถึงบางมูลนาค อันเปนท่าที่จะขึ้นเดินทางบกไป
เมอื งเพช็ รบูรณ์
บางมูลนาคน้ีเดิมเรียกกันว่า “บางข้ีนาค” พ่ึงเปลี่ยนเรียกให้เปนคำ�ผู้ดีว่า
“บางมูลนาค” เมื่อต้ังมณฑลพิศณุโลก คนเลยเรียกแปรไปเปน “บางบุนนาค” ชุกชุม เปน
หมู่บ้านเก่าอยู่ใกล้ปากคลองบุษบง อันเปนทางสำ�หรับใช้เรือขนสินค้าเมืองภูม์ิขึ้นลงใน
ระดูนำ้� แลเปนท่าเกวียนของเมืองภูม์ิในระดูแล้งด้วย จึงเปนทำ�เลการค้าขายมาแต่ก่อน
แตน่ ับวา่ เปนท้องทขี่ องเมอื งพจิ ติ ร ครน้ั ตั้งมณฑลพิศณุโลกจงึ ยา้ ยท่วี า่ การเมอื งภูมิ์1 มาตั้ง
ท่ีบางมูลนาค จดั เปนอ�ำ เภอ ๑ ของเมืองพิจติ รแต่นนั้ มา
1 ปัจจุบัน คอื อ�ำเภอบางมลู นาก จังหวดั พจิ ิตร
73 การเสด็จตรวจราชการหัวเมอื งฝ่ายเหนอื
ถงึ มณฑลเพ็ชรบูรณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
วันที่ ๓๑ มกราคม ออกเดินจากบางมูลนาคไปตามทางท่ีทำ�โทรเลข บ่ายหน้าข้ึน
ทิศตวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางใช้ม้าเปนพาหนะ และมีช้างบรรทุกกับผู้คนหาบหาม
ส่ิงของตามประเพณีการเดินป่าไม่แปลกปลาดอันใดนัก มีปลาดอยู่หน่อยหนึ่งแต่ที่ราษฎร
ชาวเมืองพิจิตรบรรดาอยู่ที่แถวริมนำ้�ไม่มีใครอยากไปทางเมืองเพ็ชรบูรณ์เลย คนเหล่านี้
เคยไปค้าขายเท่ียวเตร่ทางข้างตวันตกจนถึงเมืองกำ�แพงเพ็ชร แลเมืองศุโขไทยโดยมาก
แต่จะหาผู้ใดท่ีได้เคยไปทางดอนข้างตวันออกห่างแม่นำ้�เพียงกว่าวันเดียวข้ึนไปไม่ใคร่มี
เพราะเคยได้ยินเลื่องฦๅถึงความไข้เจ็บทางเพ็ชรบูรณ์ ก็เลยหวาดหว่ันครั่นคร้ามกันมา
เสยี ชา้ นาน ครงั้ นี้กไ็ ด้กำ�หนดว่าจะให้พวกชาวพิจติ รไปสง่ เพียงพรมแดนเมืองพจิ ิตร มิใชจ่ ะ
ต้องเข้าไปในแดนเพ็ชรบูรณ์ แต่ถึงกระน้ันก็ยังพากันสทกสท้านถึงเข้ามาวิงวอนข้าพเจ้า
ขอให้ผ่อนผันอย่าให้ต้องไปก็มี ข้าพเจ้ามิรู้ท่ีจะทำ�ประการใด ก็ได้แต่ช้ีแจงว่าตัวข้าพเจ้า
ก็เปนชาวเมืองอ่ืนและรู้จักเจ็บไข้ตายล้มเหมือนกับพวกเขา ที่จะไปเมืองเพ็ชรบูรณ์ก็เพราะ
เปนราชการของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิใช่จะไปเท่ียวเตร่หาความสนุกสบายเม่ือไร จงนึก
เสียว่าไปราชการด้วยกันเถิด คนเหล่าน้ันก็จำ�เปนต้องไปด้วยความเกรงอำ�นาจ เมื่อแรก
ออกเดินทางสงั เกตดจู ะหาใครหนา้ ตาสดช่ืนไมม่ ีเลย จนไปได้ ๓ วัน ถงึ ที่ซบั มาแสน1 บนเขา
พรมแดนเมืองเพ็ชรบูรณ์ รุ่งข้ึนจะปล่อยให้กลับบ้าน วันน้ันจึงได้เห็นอาการร่ืนเริงของ
พวกชาวเมอื งพิจิตร ถงึ กบั เล่นหวั เฮฮากนั ออ้ื องึ จนต้องห้ามในคนื หลัง ครนั้ ถามกไ็ ดค้ วามวา่
เมื่อคนเหล่านั้นได้ไปเห็นป่าดงดูไม่น่ากลัว และไม่เห็นมีใครเจ็บไข้ร้ายแรงดังคาดก็สิ้น
ความกลัว บางคนถึงกับเข้ามาขันอาสาว่า ถ้าทีหลังข้าพเจ้าจะไปทางนั้นอิกจะมาไปด้วย
ไม่ต้องให้เรียกทีเดียว แต่ฝ่ายข้างพวกชาวบ้านดอนซึ่งไปพบ เช่นที่บ้านกระปาง อยู่ห่าง
แม่นำ้�ข้ึนไปเพียง ๒ วัน ความนิยมกลับตรงกันข้าม คนพวกน้ีชำ�นาญเที่ยวเตร่ทางเมือง
เพ็ชรบูรณ์ นายม, หล่มศักดิ์ ตลอดจนเมืองวิเชียร แต่คร่ันคร้ามความไข้ทางที่ลุ่มริมแม่น้ำ�
เมอื งพจิ ติ ร ไมม่ ใี ครอยากลงไปเลย บางคนบน่ แกข่ า้ พเจา้ วา่ กลวั เรอื นกั ไดเ้ คยลงเรอื ครงั้ หนง่ึ
พอเขาออกเรือก็ให้เวียนศีร์ษะเปนกำ�ลัง เลยไม่กล้าขี่เรือแต่นั้นมา หมู่คนอยู่ห่างกันทาง
เพียงสองวนั ภูเขาเลากาอนั ใดกไ็ มม่ ีค่ัน มคี วามกลัวกลบั กนั ขา้ มอยา่ งนีด้ กู ป็ ลาดอยู่
ระยะทางแต่บางมลู นาคไปถงึ เมืองเพ็ชรบรู ณป์ ระมาณ ๓,๐๐๐ เส้น ขา้ พเจ้าเดินทาง
อยา่ งสงวนพาหนะแลผคู้ นหาบหามไม่ใหบ้ อบช�้ำ เดิน ๕ วนั แตถ่ า้ จะเดนิ โดยล�ำ ลองเพียง
๔ วัน ก็ถงึ ไดไ้ ม่ลำ�บากอนั ใด เพราะหนทางที่เดิน ถ้าไปในระดูแผน่ ดนิ แห้งแลว้ เดนิ ไดส้ ดวก
ท้องที่แตบ่ างมลู นาคขึ้นไปเปนท่ลี มุ่ ราบไปประมาณ ๓๐๐ เส้น ถงึ เมอื งภมู เิ์ ก่า เลา่ กนั มาวา่
เปนทีฤ่ ๅษสี �ำ นักอย่แู ตโ่ บราณ พระฤๅษีได้ประสาทพรแก่สานุศษิ ยไ์ ว้ จึงเปนท้องที่ทำ�เลทำ�นา
1 ปัจจุบนั คือ บา้ นซบั มาแสน ต�ำบลซบั พุทรา อ�ำเภอชนแดน จงั หวดั เพชรบูรณ์
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 74
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ดีนัก แต่ก่อนมาหาได้เก็บค่านาไม่ กล่าวกันว่ายกค่านาบูชาพระฤๅษี เหตุที่จริงจะอย่างไร
หาทราบไม่ แต่ค่านาเมอื งภมู ิ์พง่ึ เก็บเมือ่ จัดมณฑลพิศณุโลกนเ้ี อง ออกจากเมืองภมู พ์ิ ้ืนทย่ี งั
ลมุ่ เปนพรเุ ปนป่าไผ่ไปอกิ สัก ๕๐๐ เส้น จงึ ขึ้นทด่ี อน เปนโคกป่าไม้เตง็ รัง ชายโคกริมหว้ ย
เปนดงสลับกันไปสัก ๑,๐๐๐ เส้น จึงถึงเชิงเขาบรรทัด ท่ีปันนำ้�ไหลลงแม่น้ำ�พิศณุโลกแล
แม่นำ้�สัก แลเปนพรมแดนเมืองพิจิตรต่อกับเมืองเพ็ชรบูรณ์ หนทางตอนข้ามเขาบรรทัด
เปนดงดบิ เหมอื นกบั ดงพระยาไฟ แตเ่ ดนิ สดวกดว้ ยทางลาดคอ่ ยๆ ขนึ้ ไปจนถงึ สนั เขาบรรทดั
พอลงไหล่เขาข้างตวันออกไปสัก ๒๐๐ เส้น ก็ออกจากดงพ้นเทือกเขา ถึงบ้านล่องคล้า
แขวงเมืองเพ็ชรบูรณ์ แต่นี้ไปทางเดินตัดขึ้นทิศเหนือไปประมาณ ๕๐๐ เส้น ถึงบ้านนายม
อนั ตง้ั อยรู่ มิ ล�ำ น้ำ�สักใต้เมอื งเพ็ชรบรู ณ์ทางเรอื ล่องวัน ๑ เดนิ บกจากบ้านนายม ๔๖๐ เสน้
กถ็ งึ เมอื งเพ็ชรบูรณ์ ขา้ พเจา้ ไปถงึ เมอื งเพช็ รบรู ณเ์ มอื่ วันที่ ๔ กมุ ภาพันธ์
ท�ำ เลทอ้ งทเ่ี มอื งเพช็ รบรู ณบ์ อกสณั ฐานไดไ้ มย่ ากนกั คอื ล�ำ น�้ำ สกั ไหลแตเ่ หนอื ลงมาใต้
ทง้ั สองข้างล�ำ น้ำ�สักมภี ูเขาสงู เปนเทอื กลงมาตามแนวล�ำ น�้ำ ขา้ งตวนั ออกเขาตอ่ แดนมณฑล
นครราชสมิ า ข้างตวันตกเขาตอ่ แดนมณฑลพิศณโุ ลก เทือกเขาทัง้ สองขา้ งน้ตี อนเหนอื สอบ
ตอนใต้ผายออกไปโดยลำ�ดับ ทำ�นองสัณฐานกรวย เมืองหล่มสักอยู่เหนือที่สุดในลำ�น้ำ�สัก
ต่อลงมาถึงเมืองเพ็ชรบูรณ์ แลดูที่เมืองเพ็ชรบูรณ์เทือกเขาท้ังสองฟากห่างลำ�น้ำ�ประมาณ
ไม่เกนิ ห้าร้อยหกร้อยเสน้ ทง้ั สองฝ่าย พ้นื ท่ีเมืองเพช็ รบูรณต์ อนริมนำ้�สกั เปนท่ีลมุ่ ระดูนำ้�ๆ
ท่วมแทบทุกแห่ง ถัดขึ้นไปในระหว่างที่ลุ่มกับเชิงเขาบรรทัดเปนโคกสลับแอ่งเปนหย่อมๆ
ทั่วไป บนโคกเปนป่าไม้เต็งรัง ทำ�การเพาะปลูกอย่างอื่นไม่ได้ ในที่แอ่งเปนท่ีน้ำ�ซับ
ทำ�ไร่นาเรือกสวนเพาะปลูกงอกงามดี เมืองเพ็ชรบูรณ์ต้ังอยู่ที่ลุ่ม ได้อาไศรยนำ้�ห้วย
ทำ�เปนเหมืองไขน้ำ�เข้าเรือกสวนไร่นาสดวก จึงบริบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารคล้ายกับ
เมอื งลบั แลย่งิ กว่าทอ่ี ่นื
ข้อท่ีเลื่องฦๅว่าไข้เมืองเพ็ชรบูรณ์ร้ายแรงนั้น เม่ือได้ไปแลเห็นเมืองเพ็ชรบูรณ์ก็เข้าใจ
ไดว้ า่ ไข้รา้ ยดว้ ยเหตุใด เพราะเหตทุ มี่ ีเทือกเขาสงู อยใู่ กล้เมอื งท้งั ๒ ขา้ ง เขาทงั้ ๒ เทอื กน้ี
เปนเขาหนิ ปนู ถงึ ระดแู ลง้ ตน้ ไมแ้ หง้ ไมม่ ใี บ เวลาระดรู อ้ นจดั ไอศลิ าขน้ึ ลมจะพดั มาแตท่ ศิ ใดๆ
ก็พัดเอาไอศิลาเข้ามาในเมือง คนต้องถูกไอร้อนจากศิลาในระดูร้อนเปนไข้ได้ประการ ๑
คร้ันระดูฝนฝนชะใบไม้ท่ีเน่าเป่ือยไหลออกมาตามลำ�ห้วย เมื่อบริโภคน้ำ�เช่นนี้ก็เปนเหตุ
ใหเ้ กดิ ไขอ้ กิ ประการ ๑ ครน้ั ถงึ นา่ ฝนชกุ ระดนู �้ำ ไหลหลากลงมา น�ำ้ ทว่ มแผน่ ดนิ ทต่ี งั้ บา้ นเรอื น
แฉะชนื้ อยชู่ า้ นาน พอน�ำ้ ลดไอดนิ ขน้ึ กเ็ ปนเหตใุ หเ้ กดิ ไขไ้ ดอ้ กิ ประการ ๑ แตเ่ มอ่ื ไลเ่ ลยี งไตถ่ าม
คนในพื้นเมืองถึงเรื่องความไข้เจ็บที่เมืองเพ็ชรบูรณ์ เขาว่าไข้มีชุกชุมแต่ในเวลาเปลี่ยนระดู
คือแรกระดูฝนต่อระดูร้อนคราว ๑ กับเม่ือเร่ิมระดูแล้งต่อระดูฝนอิกคราว ๑ แลคราวหลัง
คือ ไข้หัวลมเมื่อระดูแล้งต่อระดูฝนน้ันร้ายกว่าไข้คราวแรก นอกจากไข้ ๒ ระดูนี้แล้วก็
เปนธรรมดา ตามความเห็นของพวกขา้ ราชการที่ไปจากท่อี ื่น เขาวา่ ความไขเ้ มืองเพช็ รบรู ณ์
75 การเสดจ็ ตรวจราชการหัวเมอื งฝา่ ยเหนอื
ถึงมณฑลเพ็ชรบูรณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
มมี ากกว่ามณฑลอนื่ บางมณฑล เช่น มณฑลกรงุ เก่า เปนต้น จรงิ อยู่ แตไ่ มร่ ้ายแรงเหลอื ทน
อย่างเช่นเล่าฦๅ ถ้ารู้จักรักษาตัวแล้วก็ไม่สู้กระไรนัก แต่ต้องรักษาใจด้วย ถ้ากลัวเกินไป
ก็อาจจะเจ็บไขไ้ ดม้ ากๆ เขายกตัวอย่างวา่ มขี ้าราชการในกรงุ เทพฯ คนหนึ่ง เจ้ากระทรวงให้
ขึ้นไปประจำ�ตำ�แหน่งที่มณฑลเพ็ชรบูรณ์เมื่อปีแล้ว เหตุใดจึงไปในระดูฝนหาทราบไม่
พอไปถึงเมืองเพ็ชรบูรณ์ไปเปนไข้สักเล็กน้อย ซ่ึงเขารู้แน่ว่าไม่ใช่ไข้ร้ายแรงอย่างไร แต่ตัว
คนเจ็บน้ันหวั่นไข้เพ็ชรบูรณ์ไปแต่กรุงเทพฯ เสียแล้ว พอเจ็บก็ใจเสีย เห็นแต่ว่าถ้าขืนอยู่
จะไม่รอดอย่างเดียว ใครจะรับรักษาพยาบาลคนเจ็บก็ไม่ยอมอยู่ ขอเรือรีบล่องกลับลงมา
กรุงเทพฯ ได้ข่าวว่าเม่ือลงมาถึงเมืองวิเชียรไข้เลยกำ�เริบจับไม่ส่างแต่ยังไม่ตาย จะเปน
อย่างไรต่อไปหาทราบไม่ เขาเล่าให้ฟังอย่างนี้ เห็นว่าท่ีเขาว่าการรักษาตัวเปนสำ�คัญนั้น
เปนความจริงแท้ทเี ดียว
อนั วธิ ที จ่ี ะรกั ษาตวั ไมใ่ หเ้ ปนไขป้ า่ ตามทไ่ี ดท้ ราบแลสงั เกตมาตามหวั เมอื ง ดกู ไ็ มส่ ยู้ าก
เพยี งใดนกั วธิ ปี อ้ งกนั ไข้ คอื ขอ้ ๑ น�ำ้ กนิ ถา้ หาน�ำ้ ฝนไมไ่ ด้ ควรตม้ น�ำ้ ใหเ้ ดอื ดแลกรองเสยี กอ่ น
จึงกิน ข้อ ๒ เครื่องนุ่งห่มแลเคร่ืองปูลาดหลับนอนอย่าให้ชื้น ต้องตากแดดฤๅเอาอุเตารีด
ให้แหง้ สนทิ จึงใช้ ข้อ ๓ อย่านอนกับพื้นแผ่นดิน ถา้ จำ�เปนจริงก็หาหญ้าฟางรองเสยี พอให้
พ้นไอดนิ วิธรี ะวังตวั คือ ข้อ ๔ ถ้าสังเกตเหน็ วา่ อจุ จาระผกู ไปวนั หนึ่งสองวันต้องระบายเสยี
เพราะไข้ป่าถ้าจะเปนมักจับด้วยอุจจาระผูกก่อน ข้อ ๕ ถ้ารู้สึกคร่ันตัวต้องรีบกินยาคินิน1
เสยี สักสี่หา้ เกรน2 ทนั ที ถงึ หอู ้ือกท็ นเอาหน่อยหนึง่ ถา้ ระวงั ตวั เชน่ วา่ น้กี ไ็ มใ่ ครเ่ ปนไข้
การทำ�มาหากินของชาวเมืองเพ็ชรบูรณ์ ทำ�เรอื กสวนไร่นาได้ผลดี เพราะมนี ำ้�เหมือง
บริบูรณ์ดังกล่าวมาแล้ว แต่ว่าโดยปรกติทำ�แต่พอบริโภคกันในพื้นบ้านเมืองเท่านั้น เช่น
ท�ำ นาก็มกั ทำ�ปี ๑ เว้นเสียปี ๑ เพราะจะท�ำ เปนสินค้าไปจ�ำ หนา่ ยถงึ มณฑลอน่ื ทนค่าบรรทกุ
ไมไ่ หว เขา้ เปลอื กขายกนั ในเมอื งเกวียนละ ๑๖ บาท แต่ถ้าจะบรรทกุ เอาไปขายเมอื งพจิ ิตร
ก็ดี ฤๅเอามาขายเมืองสระบุรีก็ดี เมื่อคิดค่าบรรทุกบวกเข้าราคาก็แพงเท่าเข้าในเมืองน้ันๆ
หาก�ำ ไรไมไ่ ด้ เพราะฉนน้ั สง่ิ ซง่ึ เปนสนิ คา้ ส�ำ คญั ออกจากเมอื งเพช็ รบรู ณม์ แี ตย่ าสบู อยา่ งเดยี ว
เพราะเปนยาดีกว่าทอี่ ่นื ๆ ในพระราชอาณาจกั รนี้
การทำ�ไร่ยาในมณฑลเพ็ชรบูรณ์น้ัน ราษฎรไปเท่ียวทำ�ตามท่ีแอ่งอันน้ำ�ท่วมขังใน
ระดฝู น พอตกแล้งน�ำ้ แห้งกไ็ ปถากถางทำ�ไร่ยาในท่เี หลา่ นัน้ ท�ำ เพียง ๖ ปี ๗ ปี ดินจดื กต็ ้อง
1 ยาควินินใช้ในการรักษาโรคมาเลเรีย ผลิตจากต้นควินิน (Quinine) หรือต้นซิงโคนา (Cinchona)
เป็นตน้ 2ไ มเก้วรงนศ์ Rubiaceae ท่สี ามารถผลิตสาร alkaloid ไดห้ ลายชนิด แต่ชนิดที่ส�ำคญั ท่สี ุดคือ quinine
เปน็ มาตราชัง่ อย่างหนึ่งของอังกฤษ ๑ เกรน เทา่ กบั ๖๔.๗๙๙ มลิ ลิกรัม
เอกสารเสด็จตรวจราชการเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย 76
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ยา้ ยไปท�ำ ทอ่ี ่นื พกั แผ่นดนิ เสยี ๖ ปี ๗ ปี จึงกลบั มาทำ�ไดใ้ หม่ ยาทีเ่ ปนยาอย่างดีมแี ตใ่ น
เมืองเพ็ชรบูรณ์ ยาเมืองหล่มสัก แลยาที่ปลูกข้างใต้ห่างเมืองเพ็ชรบูรณ์ลงมาเพียง ๒ วัน
รศยาคลายไป สู้ท่เี มืองเพ็ชรบรู ณ์ไม่ได้ ราษฎรปลูกยาเก็บหน่ั เสร็จแลว้ พวกพอ่ ค้าไปรบั ซ้อื
ถึงบ้านเรือนราษฎร บรรทุกโคต่างไปขายทางมณฑลนครราชสิมาแลมณฑลอุดรบ้าง
แตโ่ ดยมากนนั้ บรรทกุ เรอื ล่องลงมาขายกรุงเทพฯ
เวลาข้าพเจ้าไปถึงกำ�ลังเกิดความเข้าใจผิดด้วยเร่ืองสินค้ายาเปนข้อใหญ่ อย่างได้
เคยพบที่เมืองพิจิตรแลเมืองพิศณุโลกมาแต่ก่อนครั้งหน่ึง ถึงเปนเหตุให้ฉิบหายกันมาก
คอื ธรรมดายาทข่ี ายกนั โดยปรกติ ยอ่ มคดั ยาเปน ๓ ชนดิ คอื อยา่ งดี อยา่ งกลาง แลอยา่ งเลว
ขายราคาลดกันโดยลำ�ดับ ใน ๒ ปีมานี้ยาเพ็ชรบูรณ์ขายดีมีผู้ซ้ือมาก ข้างพวกท่ีปลูกยา
อยากจะไดก้ �ำ ไรแรง เอายาทัง้ ๓ อย่างคละกนั ปลอมขายเปนยาอยา่ งดี พวกพ่อค้าไมร่ ูเ้ ทา่
รับเอาลงมาขาย เมื่อปีแล้วคนไม่ใคร่ซ้ือขาดทุนกันหลายราย เมื่อศก ๑๑๙ ที่เมืองพิจิตร
เมืองพิศณุโลกก็เปนอย่างน้ี จนพ่อค้าเข็ดไม่กล้ารับซ้ือยาลงมาขาย พวกราษฎรก็ต้องเก็บ
ยาไว้ผุคาเรือนเปล่าตลอดปี ข้าพเจ้าได้ข้นึ ไปพบเมอ่ื ศก ๑๒๐ คร้ันไปพบที่มณฑลเพ็ชรบูรณ์
เร่ิมต้นจะเปนอย่างเดียวกันในปีนี้ จึงได้สั่งให้รีบประกาศเล่าเรื่องยาเมืองพิจิตรพิศณุโลก
ให้ราษฎรเมอื งเพช็ รบูรณฟ์ ัง แลใหค้ อยตรวจตราห้ามปรามทว่ั ไป แตจ่ ะมผี ลแกท้ ันได้ในปีนี้
ฤๅไม่ยังไม่ทราบแน่ ถ้าท่านผู้ใดสูบยาเพ็ชรบูรณ์ในปีนี้รู้สึกว่ารศคลายไปแล้ว ขอให้เข้าใจ
เถิดวา่ เปนด้วยเหตดุ ังข้าพเจา้ เลา่ มาน้ี
ตัวเมืองเพ็ชรบูรณ์เปนเมืองโบราณ พิเคราะห์ดูเห็นว่าเปนเมืองที่ได้สร้างมา ๒ ยุค
แตส่ ร้างในทอ่ี นั เดียวกัน ส่ิงส�ำ คัญคอื พระมหาธาต1ุ แลวัดวาของกอ่ สร้างซึง่ มเี ปนทสี่ งั เกต
ทำ�ให้เข้าใจว่าเมืองเพ็ชรบูรณ์ท่ีสร้างยุคแรกนั้น ดูเหมือนจะสร้างเมื่อเมืองเหนือ คือเมือง
ศโุ ขไทย ฤๅพศิ ณโุ ลกเปนเมอื งหลวง สงั เกตตามแนวก�ำ แพงเมอื งซงึ่ เอาล�ำ น�ำ้ ไวก้ ลางเชน่ เมอื ง
พิศณุโลก จะกว้างยาวราวด้านละ ๒๐ เส้น2 เม่ือสร้างยุคที่ ๒ น้ัน เข้าใจว่าจะได้สร้างใน
แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ มีป้อมแลกำ�แพงก่อด้วยอิฐปนศิลา สัณฐานคล้ายเมือง
1 ปัจจุบัน คือ วัดมหาธาตุ ต�ำบลในเมือง อ�ำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประวัติ
ความเป็นมาของวัด สันนิษฐานจากจารึกลานทองที่ขุดพบในพระเจดีย์หลังอุโบสถว่า พระเจ้าเพชรบูรณ์
เป็นผู้สร้างวัดน้ี เม่ือประมาณ พ.ศ. ๑๙๒๖ และได้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระพุทธรูปบูชา และพระเครื่อง
ครนั้ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาด�ำรงราชานภุ าพเสดจ็ เมอื งเพชรบรู ณ์ เมอื่ พ.ศ. ๒๔๔๗ มรี บั สง่ั ใหเ้ จา้ เมอื งเพชรบรู ณ์
เกณฑผ์ คู้ นมาถางตน้ ไมบ้ รเิ วณวดั และองคพ์ ระเจดยี ์ แลว้ เสดจ็ มานมสั การพระปฏมิ ากร พระเจดยี ์ และกระท�ำ
พิธีบวง2ส รเทวงา่ กเับมือ่ ๘ป๐ล๐ายเมพต.รศ. ๒๔๕๓
77 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมอื งฝา่ ยเหนือ
ถงึ มณฑลเพช็ รบรู ณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
นครราชสิมาแต่เล็กแลเต้ียกว่า เอาแม่น้ำ�ไว้กลางเมืองเหมือนกัน แต่ร่นแนวกำ�แพงเมือง
เข้ามาเล็กกว่าเมืองเก่า เมืองเพ็ชร์บูรณ์ท่ีได้สร้างท้ัง ๒ ยุค พิเคราะห์ตามภูมิแผนที่เห็นว่า
สร้างสำ�หรับป้องกันข้าศึกซึ่งจะมาทางฝ่ายเหนือเหมือนกัน เพราะสร้างเมืองประชิดโคกป่า
ขา้ งเหนือเอาทำ�เลไรน่ าไวข้ า้ งใต้เมืองทงั้ สนิ้ เม่ืออ่านดพู งษาวดารก็ได้ความสมจริง ด้วยทัพ
กรุงศรีสตั นาคนหุตยกลงมาคราวใด กย็ กมาทางริมน�้ำ สักนีแ้ ทบทุกคราว
ข้าพเจ้าออกจากเมืองเพ็ชรบูรณ์ไปเมืองหล่มสักเม่ือวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ทางแต่
เพช็ รบรู ณไ์ ปหลม่ สกั ๑๒๐๐ เสน้ 1 ท�ำ เลทเ่ี ปนแอง่ สลบั เนนิ เหมอื นกบั พรรณามาแลว้ แตม่ รี ะยะ
บา้ นเรอื นราษฎรถ่ี หาเปลย่ี วเหมอื นทางระหวา่ งพจิ ติ รกบั เพช็ รบรู ณไ์ ม่ แลมปี า่ ลานอยทู่ างน้ี
ได้ผ่านไปป่าหนึ่งงามน่าดูนักหนา ค้างทางคืนหน่ึงถึงเมืองหล่มสักเมื่อวันท่ี ๗ กุมภาพันธ์
ร่งุ ขน้ึ วันท่ี ๘ กุมภาพันธ์ ไปดูเมืองหล่มเกา่ ซง่ึ อยูห่ ่างเมืองหล่มสกั ทาง ๓๖๐ เส้น2 ไปทาง
ตวนั ตกเฉยี งเหนอื เมอื งหลม่ เกา่ ตงั้ อยใู่ นทแ่ี อง่ ใหญม่ ภี เู ขาลอ้ มรอบ แลมหี ว้ ยผา่ นกลางเมอื ง
หว้ ยนมี้ าตกล�ำ น�ำ้ สกั ขา้ งใตเ้ มอื งหลม่ สกั ท�ำ เลเมอื งหลม่ เกา่ เปนทท่ี �ำ เรอื กสวนไรน่ าเพาะปลกู
ตลอดจนผสมโคกระบือดีมาก ดูภูมิแผนที่งามกว่าเมืองเพ็ชรบูรณ์ เมืองหล่มแต่เดิมต้ังอยู่
ทเี่ มอื งหลม่ เกา่ นี้ ในจารกึ พอ่ ขนุ รามก�ำ แหงเรยี กวา่ เมอื งลมุ่ ตามต�ำ นานทเ่ี ลา่ กนั ในพน้ื เมอื งวา่
เดิมพระพุทธองค์เสดจ็ มาประทับอยูท่ ่เี ขาแห่งใดแห่งหนึ่งในทเี่ หล่านัน้ แลมีพระยาวานรอยู่
แห่งใดแห่งหน่ึงในท่ีเหล่าน้ันเหมือนกัน พระยาวานรพาบริวารไปเฝ้าพระพุทธองค์ เมื่อไป
ถึงท่ีตรงน้ันมีพระยานาคมาทำ�อุบายให้แผ่นดินถล่มลงไป จับวานรได้ทั้งฝูง พระพุทธองค์
ทรงทราบดว้ ยพระญาณจงึ ใหพ้ ระสาวกองคใ์ ดองคห์ นง่ึ ไปทรมานพระยานาคจนเปนสมั มาทฐิ ิ
แลว้ กพ็ าฝงู วานรไปเฝา้ พระพทุ ธองคด์ ว้ ยกนั เหตนุ เี้ มอื่ ตง้ั เมอื งตรงนน้ั จงึ ไดเ้ รยี กวา่ เมอื งหลม่
ตามมูลเหตุเดิมแลพระพุทธพยากรณ์ ดูเปนช่ืออันควรจะเรียกเมืองนั้นได้จริง ด้วยต้ังอยู่ใน
วงเขาเหมอื นตงั้ อยใู่ นกน้ กะทะ พเิ คราะหด์ ตู ามเจดยี ส์ ถานของโบราณทมี่ อี ยใู่ นเมอื งหลม่ เกา่
ดูเหมือนจะเปนเมืองพวกราษฎรชาวศรีสัตนาคนหุต3 ได้มาต้ังก่อน แต่คงจะเปนเมือง
ซ่อง คือพวกราษฎรท่ีหลบหลีกหนีไภยอันตรายต่างๆ มาม่ัวสุมกันต้ังภูมิลำ�เนาจนเปน
บา้ นเมืองขึน้ ภายหลัง มิใชเ่ มอื งทรี่ ฐั บาลจัดตง้ั อย่างเมอื งเพช็ รบรู ณ์ จึงไม่มีเค้าเงอื่ นก�ำ แพง
เชงิ เทินฤๅภูมิฐานบ้านเมืองอย่างใด สบื ถามก็ไดค้ วามว่าไมม่ ีมาแต่เดิม สว่ นเมอื งหลม่ สักนน้ั
1 เท่ากบั ๔๘ กิโลเมตร ค�ำว่า สัตนาคนหุต มาจาก สต แปลวา่ ร้อย นหุต แปลวา่
2 เท่ากบั ๑๔.๔ กโิ ลเมตร
3 ศรสี ตั นาคนหุต เปน็ ชือ่ อาณาจกั รล้านชา้ ง
หม่นื นาค แปลว่า ช้าง รวมแปลวา่ ช้างร้อยหม่ืน หรอื ล้านช้าง ปัจจุบันคือประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย
ประชาชนลาว
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 78
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ�สักตรงที่สุดเพียงที่ใช้เรือในลำ�แม่นำ้�น้ันได้เปนเมืองท่ีตั้งใหม่ เขาบอกว่า
ต้ังมาได้ ๓ ชั่วเจ้าเมือง ดูเหมือนจะต้ังในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
น้ีเอง ท่ีเรียกว่าเมืองหล่มสัก ข้าพเจ้าเข้าใจว่าจะเรียกให้ผิดกับเมืองหล่มเก่า ซึ่งเรียกมาว่า
เมืองหล่มเฉยๆ อาไศรยที่เมอื งใหม่มาต้งั ริมน้ำ�สัก1 จงึ เรียกวา่ เมอื งหล่มสัก แต่ถา้ ทา่ นผใู้ ด
จะถามต่อไปวา่ แม่น�ำ้ นีเ้ หตไุ รจงึ เรยี กวา่ น�้ำ สักฤๅน�ำ้ ปา่ สัก ข้อนีข้ ้าพเจ้ายอมจน สบื นักแล้ว
ยงั ไมไ่ ดค้ วาม ป่าไมส้ ักกไ็ ม่มี จะเอาเกณฑ์อันใดตั้งเปนชือ่ เรยี กว่าน�ำ้ สัก ข้าพเจ้ายงั รไู้ มถ่ ึง
ทำ�เลที่เมืองหล่มสักอยู่ระหว่างเขาเหมือนกัน แต่ภูเขาอยู่ห่างไม่ล้อมรอบเหมือน
เมืองหล่มเก่า ท้องที่ทำ�เรือกสวนไร่นาก็ดีคล้ายๆ กัน เปนที่สูงน้ำ�ไม่ท่วมมากเหมือน
เมอื งเพช็ รบูรณ์ ความไขเ้ จ็บก็ว่าไมม่ ากมายร้ายแรงเหมอื นเมืองเพ็ชรบูรณ์ สินคา้ ท่ีออกจาก
เมอื งหลม่ สกั ยาสบู กม็ บี า้ ง แตโ่ คกระบอื เปนสนิ คา้ ใหญ่ พาเดนิ ลงไปขายทางมณฑลนครสวรรค์
แลเมืองลพบุรีปีละมากๆ สังเกตดูผู้คนมีทรัพย์สมบัติบริบูรณ์มากกว่าเมืองเพ็ชรบูรณ์
แลจ�ำ นวนผู้คนก็มากกว่าเมอื งเพ็ชรบูรณ์ดว้ ย
เม่อื เทีย่ วๆ ไปในมณฑลเพช็ รบรู ณค์ ราวน้ี ไปเกดิ ความสลดใจข้นึ อยา่ งหนงึ่ ดว้ ยเรื่อง
พระสงฆ์ในมณฑลน้ัน ดูมแี ตพ่ ระหน่มุ ๆ ท่พี ึง่ บวชราว ๒ พรรษา ๓ พรรษาเปนอยา่ งผใู้ หญ่
โดยมาก วัตตปฏิบัติก็อยู่ข้างจะเสื่อมทราม แม้สวดมนต์เย็นตามวัดก็สวดเพียงในพรรษา
นอกพรรษาไมต่ ้องท�ำ อันใดกัน ขา้ พเจา้ ได้ค้นควา้ จะวสิ าสะกับพระผู้ใหญๆ่ ทเ่ี ปนอปุ ชั ฌาย์
อาจารย์ ที่ได้พบปะก็เปนผู้มีอัธยาไศรยดี แต่ว่าความรู้น้อยเหลือประมาณ ความดีของ
พระสงฆ์ในมณฑลน้ีมีอยู่ที่อุส่าห์รักษาวัดแลท่ีทำ�การปฏิสังขรณ์ เร่ืองสงฆมณฑลในมณฑล
เพช็ รบรู ณ์ เมอ่ื พระยาเพช็ รรตั นยงั อยไู่ ดป้ รารภแลตงั้ ใจจะเอาเปนธรุ ะท�ำ นบุ �ำ รงุ แตไ่ ปขดั ขอ้ ง
เสียที่หาพระเถระที่มีความรู้สมัคไปอยู่มณฑลเพ็ชรบูรณ์ยังไม่ได้ แต่พระยาเพ็ชรรัตนก็ได้
อุส่าห์จัดพระสงฆ์ส่งลงมาศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ หลายรูป กว่าจะได้พระสงฆ์เหล่าน้ันข้ึนไป
ท�ำ นบุ ำ�รงุ สงฆมณฑลในมณฑลเพ็ชรบูรณ์เห็นจะยังนาน
1 แมน่ �้ำปา่ สัก ต้นก�ำเนดิ เกดิ จากล�ำนำ�้ สกั น้อยซงึ่ เป็นล�ำธารเลก็ ๆ ในบริเวณตอนใต้ของเขาภูหมาหอน
ไหลลัดเลาะผ่านเทือกเขาลงสู่ที่ราบในหุบเขามาบรรจบกับล�ำน้�ำสายเล็ก ๒ สาย คือ ล�ำน�้ำสักงา และห้วย
บ่าคา ล�ำน�้ำท้ังสามไหลมารวมกันเป็นแม่น�้ำสักท่ีบริเวณบ้านศิลาและบ้านวังก้นหวด ในเขตอ�ำเภอหล่มเก่า
จังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นจึงไหลลงสู่พ้ืนที่ราบทางทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ เริ่มจากอ�ำเภอหล่มสัก อ�ำเภอเมือง
เพชรบูรณ์ อ�ำเภอวเิ ชียรบุรี ในจังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วจึงไหลตอ่ ไปยังจังหวดั ลพบุรี สระบุรี แลว้ ไปบรรจบกับ
แมน่ ำ�้ เจา้ พระยาทบี่ รเิ วณหนา้ วดั พนญั เชงิ ต�ำบลปอ้ มเพชร อ�ำเภอพระนครศรอี ยธุ ยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
รวมความยาวท้ังสิ้นประมาณ ๖๘๗ กิโลเมตร
79 การเสด็จตรวจราชการหวั เมอื งฝ่ายเหนือ
ถงึ มณฑลเพช็ รบูรณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
นอกจากความเสียใจในเร่ืองสงฆมณฑล ยังรู้สึกเสียใจอิกอย่างหน่ึง เมื่อได้ไปเห็น
ลำ�นำ้�สักที่เมืองเพ็ชรบูรณ์เล็กแลเลวกว่าคาดหมายไว้เปนอันมาก ข้าพเจ้าได้เคยตามเสด็จ
ขึน้ ไปตามทางลำ�น�ำ้ สักจนถงึ หินซอ้ น เหน็ วา่ เปนแม่น�ำ้ สนุกน่าเทีย่ ว เขาไดบ้ อกแลว้ วา่ แมน่ �ำ้
สักตอนบนไมน่ ่าเที่ยวเหมอื นทางขา้ งใต้ มักมีตอแลขอนไม้ลม้ กดี ขวางทางเรอื แต่กน็ กึ ว่าจะ
ไมส่ ู้ล�ำ บากเท่าใดนกั ดว้ ยคาดว่าเปนแมน่ ้ำ�ใหญ่ เพราะเคยเหน็ เรือทีบ่ รรทุกสนิ ค้าล่องลงมา
ทางลำ�นำ้�สัก ในระดูน้ำ�เห็นเขาใช้เรือมอขนาดใหญ่ล่องลงมาได้ นึกว่าเราลงมาระดูแล้งใช้
เรือเล็กๆ ล่องลงมาก็จะยากเย็นอะไรนักหนา ครั้นไปแลเห็นแม่น้ำ�สักท่ีเมืองเพ็ชรบูรณ์
เข้าจรงิ ก็ได้แต่สั่นศีร์ษะไปตามกนั ด้วยไม่ได้คาดเลยวา่ จะเล็กแลตื้นถงึ เพียงน้นั บางแหง่ ถงึ
ชายไมต้ ะไครน้ �ำ้ ประเรอื ทงั้ ๒ ขา้ งกม็ ี นว่ี า่ เขาถากถางใหข้ า้ พเจา้ บา้ งแลว้ เสยี อกิ ทหี่ ลงเขา้ ใจวา่
เรอื มอลอ่ งลงมาไดใ้ นระดนู �้ำ นนั้ ทจี่ รงิ เมอ่ื ถงึ ระดนู �ำ้ ๆ ทว่ มตลง่ิ เขา้ ไปไกล พวกทใี่ ชเ้ รอื บรรทกุ
สินคา้ ขึ้นลง เขาแลน่ เรอื ไปบนตลงิ่ ไมต่ อ้ งอาไศรยแม่น้ำ�สกั เทา่ ใด เวลาทล่ี อ่ งเขาเลือกเวลา
นำ้�หลากก็ล่องลงมาประมาณ ๑๕ วันถึงกรุงเทพฯ ครั้นจำ�หน่ายสินค้าแลซ้ือสินค้าบรรทุก
ใหมเ่ สร็จแลว้ กลับขน้ึ ไป ๒ เดือนจึงถงึ พอถึงกพ็ อน�้ำ แหง้ เอาเรอื ขึน้ คานคอยนา่ น�ำ้ ปนี า่ ใหม่
เปนอนั ขึน้ ล่องได้ปีละเที่ยวเดียวเท่านั้น นอกจากเวลานั้นใครไปมาทางน้ำ�ก็ใช้ได้แต่เรือพาย
มา้ เล็กๆ แต่กระน้นั จะขน้ึ ล่องกแ็ สนยาก ความจริงของแม่น�ำ้ สักตอนบนเปนดงั น้ี
แต่เดิมข้าพเจ้าหมายใจว่าขากลับจะล่องเรือลงมาแต่เมืองหล่มสัก แต่ไปช้าไม่ทันนำ้�
จงึ ตอ้ งเดนิ บกยอ้ นกลบั มาลงเรอื ทเ่ี มอื งเพช็ รบรู ณ์ ใหห้ าซอ้ื เรอื พายมา้ มปี ระทนุ อยา่ งยอ่ ม ๆ
สำ�หรับบรรทุกของแลให้พวกพ้องอาไศรย ส่วนตัวข้าพเจ้าเองได้ให้ส่งเรือมาด1 เก๋ง ๖
แจวอยา่ งยอ่ มขน้ึ ไปคอยรบั ล�ำ ๑ ไดม้ าในเรอื นน้ั แตก่ น็ กึ เสยี ดายเพราะเหมอื นเอาเรอื ล�ำ นนั้
ข้ึนไปยับเยินเสียท้ังลำ�เรือแลเก๋ง แต่บุญหน่อยท่ีเปนเรือมาดโดนตอโดนหินเท่าใดพอทนได้
ไม่แตกหัก ถ้าเปนเรือต่อเช่นเรือบดก็เห็นจะไม่ได้เปนเรือกลับมาถึงบ้าน ไปแลเห็นคุณเรือ
พายมา้ ในเทย่ี วนเ้ี อง วา่ เปนเรอื ทเี่ ขาคดิ ท�ำ ส�ำ หรบั ใชใ้ นแมน่ �ำ้ ทเี่ ดนิ เรอื ยากเชน่ ล�ำ น�้ำ น�ำ้ สกั นี้
ทอ้ งเรอื ใชม้ าดถงึ จะเขน็ ลากลถู่ โู ดนอยา่ งใดกพ็ อทนทาน สว่ นขา้ งเรอื ทข่ี นึ้ กระดานท�ำ ใหเ้ ปน
เรอื เบาบรรทกุ ไดด้ กี วา่ เรอื มาดท้ังตวั เปนอนั มาก เปนความคิดฉลาดไมน่ ้อยทเี ดียว
ข้าพเจ้าล่องเรือจากเมืองเพ็ชรบูรณ์เม่ือวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ทางลำ�น้ำ�สักตั้งแต่
เมอื งเพ็ชรบรู ณ์ลงมาท้งั ๒ ฟากเปนป่าชฏั ตน้ ไมร้ ม่ คร้มึ ไม่ใครร่ อ้ น มตี น้ ตะเคียน ตน้ ยาง
ต้นสะตอื ใหญ่ๆ โดยมาก ที่แหง่ ใดตลง่ิ พงั ต้นไมใ้ หญก่ ็ลม้ ลงแม่น้ำ� ทง้ั ตน้ ท้งั รากแลก่ิงสาขา
กีดขวางทางเรือขึ้นล่องลำ�บากมาก บางต้นล้มทอดข้ามแม่นำ้�อย่างสพานเรือลอดมาได้ก็มี
1 เรือมาด เปน็ เรอื ขดุ ไม่เสริมกราบ หัวเรือแบน กว้าง มหี ลายขนาด นิยมขุดจากไม้ตะเคยี นหรอื ไม้สกั
เอกสารเสดจ็ ตรวจราชการเสนาบดกี ระทรวงมหาดไทย 80
ร.ศ. ๑๑๙ - ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๒๔๕๕)
บางต้นลม้ ลงมาราน�ำ้ ตอ้ งเขน็ เรอื ข้ามมาก็มี บางแหง่ จะลอดฤๅจะเขน็ ขา้ มไม่ได้ทัง้ ๒ สถาน
ตอ้ งขุดตลิ่งเอาเรือหลีกมาทางโคนตน้ ก็มีบา้ ง ด้วยขอนท่ีไมล้ ม้ ทบั กดี ทางอยูเ่ หล่าน้ีลว้ นเปน
ต้นไม้ใหญ่โตเหลือกำ�ลังพวกถางทางจะตัดทอน จึงต้องพากเพียรเข็นเรือหลีกแลข้ามขอน
มาไม่รู้ว่าวันละก่ีคร้ัง เปนเคร่ืองลำ�บากแลท้อใจในการล่องลำ�น้ำ�สักย่ิงกว่าอย่างอื่น ยังอิก
อย่างหน่ึง การท่ีลงมาด้วยเรือเล็กๆ แรกๆ ล่องดูก็ขบขันดี แต่คร้ันหลายวันเข้าชักออก
อัดใจ ด้วยได้แต่นอนกับน่ังพับขามาสองท่าเท่าน้ัน ก็เกิดอาการเมื่อยแลปวดหัวเข่าเปน
ก�ำ ลงั เรอื มาดเกง๋ ของขา้ พเจา้ มที พ่ี อเอาเกา้ อผี้ า้ ใบเขา้ ไปตง้ั ไดน้ งั่ เอนมาบนเกา้ อพี้ อหายปวด
หวั เขา่ ไดบ้ า้ ง แตผ่ งกตวั เวลาเผลอศรี ษ์ ะกโ็ ดนหลงั คาเกง๋ หลายครงั้ สว่ นพวกเพอื่ นฝงู ทม่ี าเรอื
พายม้านั้นตอ้ งแซ่ว1 มาในปะทุนเรอื พากนั บ่นกนั วา่ ราวกับนอนมาในโลง บางคนเหลอื ทน
เข้าก็ออกไปขอเขาแจวเรือเสียเอง พอได้ยืนให้หายเม่ือยขาท่ีบางคนเจาะหลังคาปะทุนเรือ
แล้วลุกขึ้นยืนโผล่ปะทุนไปคร่ึงตัวให้หายเม่ือยก็มี แต่รอดด้วยเรือหลายลำ�ด้วยกัน ต่างบ่น
บอกเล่นหัวกันมาก็เลยสนุกไป
แต่ถ้าจะว่าไปการล่องลำ�น้ำ�สักก็สนุกจริงๆ ด้วย สนุกที่รู้สึกว่ามาในป่าจริงๆ จะแล
ดูไปในสรรพทิศใดๆ เห็นแต่ต้นไม้ใหญ่น้อยแทรกแซมกันเหมือนแกล้งแต่งให้สง่างามน่า
พศิ วง แวะขน้ึ ท่ีไหนก็ไดเ้ ห็นรอยสัตว์ ตงั้ แต่ช้างเถ่อื น เสือ กวาง สกุ รป่า ตลอดจนรอยจรเข้
ใหญๆ่ เกลอื่ นกล่นไปแทบทุกคงุ้ น�ำ้ จะหาแมน่ �ำ้ ใดท่ีขา้ พเจ้าไดเ้ คยเหน็ มาแล้วอดุ มดว้ ยสัตว์
ใหญ่เหมือนลำ�น้ำ�สักน้ไี มม่ ีเลย นกยุงก็มีชมุ จับอยู่ตามยอดไม้ แลเห็นไมข่ าดวัน แลยงั มสี ตั ว์
แปลกๆ เชน่ ตัวบ่าง เปนต้น รูปรา่ งเหมอื นกระรอกตวั เกอื บเท่าแมว หนังตัวยดื ได้ เวลาจะ
โดดกางขา ๔ ขา ใหห้ นังยดื เปนแผ่นถงึ กนั แลว้ บนิ รอ่ นจากตน้ ไม้นี้ ไปลงตน้ ไมโ้ น้นได้ไกลๆ
ขา้ พเจา้ พงึ่ เหน็ ตวั จรงิ เมอื่ คราวน้ี เพราะระดแู ลง้ ทอ้ งทต่ี อนใตเ้ มอื งเพช็ รบรู ณ์ ปา่ ทหี่ า่ งลำ�น�ำ้
ข้ึนไปเปนป่าแดงน้ำ�แห้งขาด เหล่าสัตว์ป่าต้องอาไศรยนำ้�แต่ในลำ�น้ำ�สัก ผู้คนก็ไม่ใคร่มีใคร
ไปมาท�ำ อนั ตรายจงึ เปนที่สบายของสตั วท์ งั้ ปวง แต่ถา้ ว่าสำ�หรบั คนเดินทาง ทางลำ�น�ำ้ สักนี้
เปล่ียวเปนอย่างยิ่ง พอพ้นบ้านนายม2 ลงมาวัน ๑ ก็ไม่มีบ้านเรือนผู้คน เปนแต่ป่าเถื่อน
ถึงบางแห่งถามพวกน�ำ ทางวา่ ทีต่ รงนีเ้ ขาเรียกวา่ กะไร บอกวา่ ไม่มีช่ือเรยี กฉน้ีก็มี เมอ่ื ล่องลง
มาได้ ๒ วนั คนทำ�ทางบอกว่าวันนจ้ี ะถึงท่าแดง3 ขา้ พเจ้าเข้าใจวา่ เหน็ จะมีบา้ นช่อง ครัน้ มา
ถงึ เขา้ เหน็ ไรอ่ ยรู่ มิ ตลง่ิ แตต่ วั เจา้ ของไรข่ นึ้ ไปขดั หา้ งอยบู่ นกอไผ่ ใหไ้ ตถ่ ามไดค้ วามวา่ มาจาก
231 ปแปซจจัั ว่จจุุบบเปนัันน็ คคอืออืากตตา��รำำบบทลลน่ี ทนอาา่นยแนดมงิ่ งออยอ�ำกู่�เำภเบั ภอทอเเ่ี มหคอืนลงอื่อเนงพไไชผหร่ วจบไงัูรปหณไวห์ ดั จนเงั ไพหมชวไ่ รดดั บใ้เนพูรณลชกัร์ บษูรณณะ์ทหี่ มดกาํ ลงั หรอื เจบ็ ปว่ ย เปน็ ตน้
81 การเสดจ็ ตรวจราชการหวั เมืองฝ่ายเหนือ
ถงึ มณฑลเพ็ชรบรู ณ์ ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗)
บา้ นดอนระยะทางวนั ๑ มาทำ�ไรอ่ ยู่ชว่ั คราว จะปลูกทับกระทอ่ มอยู่ก็กลวั เสอื จงึ ขึ้นไปขัด
หา้ งอยบู่ นกอไผ่ เพราะทางเปลยี่ วเชน่ นี้ เรอื ทขี่ นึ้ ลอ่ งตอ้ งมสี ะเบยี งอาหารไปดว้ ยใหพ้ อเพยี ง
จะหวงั หาซอ้ื ตามระยะทางไมไ่ ด้ ขนึ้ ลอ่ งถงึ เวลาจะพกั หลบั นอน กแ็ ลว้ แตจ่ ะเหน็ หาดตรงไหน
เหมาะก็จอดนอน เวลาค�่ำ ต้องกองไฟรายไวก้ ันสัตวป์ า่ มใิ หท้ �ำ อันตรายด้วย
ลอ่ งจากเมอื งเพช็ รบรู ณ์ ๖ วนั ลงมาถงึ เมอื งวเิ ชยี ร ทางตอนนน้ี �ำ้ ตน้ื ลอ่ งเรอื ตอ้ งถอ่ ตอ่
บางแหง่ จงึ แจวพายไดบ้ า้ ง เปนตอนอดุ มดว้ ยขอนไมก้ ดี ทางดงั กลา่ วมา แตไ่ มส่ มู้ แี กง่ กแี่ หง่ นกั
ท่ีเรียกว่าเมืองวิเชียรน้ัน คือบ้านหมู่เดียวตั้งอยู่บนที่ดอนทางฝั่งตวันออกห่างลำ�น้ำ�สัก
๒๐ เส้น เพราะตอนริมน้ำ�เปนท่ีลุ่ม การทำ�มาหากินท่ีเมืองวิเชียรอัตคัด เพราะอยู่ห่าง
เทือกภูเขา ไม่มีห้วยที่จะไขน้ำ�มาทำ�เรือกสวนไร่นาเหมือนที่เมืองเพ็ชรบูรณ์ เพราะฉน้ันถึง
เขตรแดนกว้างใหญ่ก็เปนป่าเปล่าเปนพ้ืนที่ดินทำ�ไร่นาได้มีน้อย เมืองวิเชียรน้ีเดิมเรียกว่า
เมอื งทา่ โรง1 ครนั้ เมอื่ เมอื งเวยี งจนั ทเ์ ปนขบถในแผน่ ดนิ พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั 2
ผู้ว่าราชการเมืองท่าโรงมีความชอบในการปราบขบถครั้งน้ัน จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ยก
เมืองท่าโรงข้ึนเปนเมืองตรี เอานามเขาแก้วอันเปนที่สำ�คัญในแดนเมืองน้ีมาขนานเปน
นามเมอื ง เรยี กวา่ วเิ ชยี รบรุ ี แตเ่ ปลย่ี นนามผวู้ า่ ราชการเมอื ง ซง่ึ แตก่ อ่ นเปนทพี่ ระศรถี มอรตั น
ตามนามเขาแก้วน้ัน มาเปนพระยาประเสริฐสงคราม ใช้เปนทำ�เนียบตั้งแต่รัชกาลที่ ๓
มาจนเม่ือจัดการเทศาภิบาลมณฑลเพ็ชรบูรณ์ จึงได้ลดเมืองวิเชียรบุรีลงมาเปนอำ�เภอ
ข้ึนเมืองเพ็ชรบูรณ์ เข้าใจว่าเมืองหล่มสักคือเมืองหล่มใหม่ ก็คงตั้งคราวเดียวกับเมื่อยก
เมอื งทา่ โรงเปนเมอื งวเิ ชียรนัน้ เอง
ไปมณฑลเพ็ชรบูรณ์คร้ังนี้ ข้าพเจ้าได้เอาเปนธุระสืบถามถึงเร่ืองเมืองโบราณ
ด้วยเข้าใจว่าทางแม่นำ้�สักนี้เมืองโบราณก่อนคร้ังกรุงเก่าแลศุโขไทย คือเมืองของพวกขอม
ท่ีสร้างปราสาทหิน เช่นท่ีมีในแขวงนครราชสิมา แลเมืองพิมาย เปนต้น คงจะมีอยู่บ้าง
เพราะอยู่ในระหว่างเมอื งโคราช แลเมืองลพบรุ ี เมืองศุโขไทย ซึ่งมีรอยเมอื งโบราณสมัยน้นั
อยู่ทุกแห่ง สืบถามท่ีเมืองเพ็ชรบูรณ์ได้ความว่า ในระหว่างเมืองเพ็ชรบูรณ์กับเมืองหล่มสัก
1 ปจั จบุ ัน คอื ต�ำบลทา่ โรง อ�ำเภอวเิ ชียรบุรี จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ระหวา่ ง พ.ศ. ๒๓๖๙ - ๒๓๗๑
2 คอื กบฏเจา้ อนวุ งศ์ เปน็ การกอ่ กบฏและกอบกชู้ าตลิ าวของเจา้ อนวุ งศ์
แต่ไม่ส�ำเร็จ เจ้าอนุวงศ์และครอบครัวถูกจับส่งตัวมากรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์ถูกจองจ�ำใส่กรงเหล็กประจานไว้
ท่หี น้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เวลาค่ำ� กเ็ อาไปจ�ำขัง ประมาณ ๗ - ๘ วัน ถึงแกพ่ ิราลัย