The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตร-ชั้น-ม.1-65-ร.ร.-บ้านน้ำอ้อม..

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by petcharat.ch, 2022-05-19 00:44:51

หลักสูตร-ชั้น-ม.1-65-ร.ร.-บ้านน้ำอ้อม..

หลักสูตร-ชั้น-ม.1-65-ร.ร.-บ้านน้ำอ้อม..

1

หลักสูตรสถานศึกษา

ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี ๑
โรงเรียนบ้านน้าอ้อม

พทุ ธศักราช ๒๕๖๕
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑

สา้ นกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษารอ้ ยเอด็ เขต ๒
ส้านักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ

A

ประกาศโรงเรียนบา้ นนา้ อ้อม
เรื่อง ใหใ้ ชห้ ลักสตู รโรงเรียนบ้านน้าออ้ ม พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐานพุทธศกั ราช ๒๕๕๑

---------------------------------------------------------

โรงเรียนบ้านน้าอ้อม สังกัดสา้ นักงานเขตพืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต ๒ ไดด้ ้าเนนิ การพัฒนา
หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นน้าอ้อม พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั พนื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
และเอกสารประกอบหลักสูตรขนึ เพอ่ื ใช้เปน็ กรอบและทิศทางในการจดั การเรยี นการสอนของโรงเรียนบา้ นน้าอ้อม

โดยจัดท้าและพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดหลักสูตรอิงมาตรฐาน คือ ก้าหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็น
เป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน เพ่ือให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่ก้าหนดในหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขันพืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีความสมดุลทังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส้านึกในความ
เป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมี
ความรู้และทักษะพืนฐาน รวมทังเจตคติที่จ้าเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต
โดยมุ่งเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สา้ คัญบนพนื ฐานความเชอ่ื วา่ ทุกคนสามารถเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ

ทังนี หลักสูตรโรงเรียนได้รับความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขันพืนฐาน เมื่อวันท่ี ๒๐ เดือน
เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ จงึ ประกาศให้ใชห้ ลกั สูตรโรงเรยี นตังแต่บดั นเี ปน็ ต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ เดอื น เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕

(นายสมเด็จ กงทัพ) (นายวิศาล นวิ าสสริ พิ งศ์)
ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขันพนื ฐาน ตา้ แหน่ง ผ้อู า้ นวยการโรงเรยี นบา้ นนา้ อ้อม

B

ค้าน้า

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีวัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขันพืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ตามค้าสง่ั กระทรวงศึกษาธิการ ท่ี สพฐ. ๑๒๓๙/๒๕๖๐ ลงวนั ที่ ๗ สงิ หาคม
๒๕๖๐ และค้าส่ังส้านักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน ที่ ๓๐/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๑ ให้
เปล่ียนแปลงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีวัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
๒๕๖๐) โดยมคี ้าสั่งใหโ้ รงเรยี นดา้ เนนิ การใชห้ ลกั สูตรในปีการศกึ ษา ๒๕๖๑ โดยใหใ้ ชใ้ นชันประถมศกึ ษาปีที่ ๑ และ ๔
ตังแต่ปีการศึกษา ๒๕๖๑ เป็นต้นมา ให้เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ โดยก้าหนดจุดหมาย และมาตรฐานการ
เรียนรู้เป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนมีพัฒนาการเต็มตามศักยภาพ มีคุณภาพและมี
ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายของส้านักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขันพนื ฐาน

โรงเรยี นบา้ นนา้ ออ้ ม จงึ ได้ท้าการปรบั ปรงุ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั พืนฐานพุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ฉบับ
ปรับปรุง พทุ ธศักราช ๒๕๖๕ ในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการ
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพ่ือน้าไปใช้ประโยชน์และเป็นกรอบในการวางแผนและพัฒนาหลักสูตร
ของสถานศึกษาและจัดการเรียนการสอน โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้มีกระบวนการน้าหลักสูตร
ไปสู่การปฏิบัติ โดยมีการก้าหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะส้าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีวัด โครงสร้างเวลาเรียน ตลอดจนเกณฑ์การวัดประเมินผลให้มีความสอดคล้องกับ
มาตรฐานการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถก้าหนดทิศทางในการจัดท้าหลักสูตรการเรียนการสอนในแต่ละ
ระดับตามความพร้อมและจุดเน้น โดยมีกรอบแกนกลางเป็นแนวทางท่ีชัดเจนเพ่ือตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐
มคี วามพรอ้ มในการกา้ วส่สู งั คมคุณภาพ มีความรูอ้ ยา่ งแท้จริง และมีทกั ษะในศตวรรษท่ี ๒๑

มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชวี ัดท่ีกา้ หนดไว้ในเอกสารนี ชว่ ยทา้ ให้หนว่ ยงานที่เกี่ยวข้อง ในทุกระดับเห็นผล
คาดหวงั ทีต่ อ้ งการในการพฒั นาการเรียนรู้ของผู้เรยี นทีช่ ัดเจนตลอดแนว ซ่ึงจะสามารถชว่ ยให้หน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้องใน
ระดับท้องถิ่นและสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อย่างม่ันใจ ท้าให้การจัดท้าหลักสูตรในระดับสถานศึกษามี
คุณภาพและมีความเป็นเอกภาพยิ่งขึน อีกทังยังช่วยให้เกิดความชัดเจนเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และ
ชว่ ยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา ดังนนั ในการพัฒนาหลักสูตรในทุกระดับตังแต่ระดับชาติจนกระท่ังถึง
สถานศึกษา จะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีวัดที่ก้าหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขันพืนฐาน รวมทังเป็นกรอบทิศทางในการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ และครอบคลุมผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายในระดับ
การศกึ ษาขนั พืนฐาน

การจัดหลักสูตรการศึกษาขนั พืนฐานจะประสบความส้าเรจ็ ตามเปา้ หมายท่ีคาดหวงั ได้ ทุกฝ่าย ทเ่ี กยี่ วข้องทัง
ระดับชาติ ชมุ ชน ครอบครัว และบคุ คลต้องรว่ มรบั ผิดชอบ โดยรว่ มกนั ทา้ งานอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง ในการ
วางแผน ดา้ เนินการ ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรงุ แก้ไข เพ่ือพฒั นาเยาวชนของชาติไปสคู่ ุณภาพ
ตามมาตรฐานการเรียนรทู้ กี่ า้ หนดไว้

โรงเรยี นบา้ นนา้ อ้อม

สารบญั C

เร่ือง หน้า
ส่วนท่ี ๑ บทน้า ๑

๑. ความนา้ ๒
๒. วิสยั ทศั น์ ๒
๓. พันธกจิ ๓
๔. เปา้ หมาย ๔
๕. สมรรถนะส้าคญั ของผู้เรียน ๔
๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 5
ส่วนที่ ๒ โครงสรา้ งหลกั สูตรสถานศึกษา 6
๑. ระดบั การศึกษา 6
๒. การจดั เวลาเรียน 6
๓. โครงสร้างเวลาเรียน 9
๔. โครงสร้างหลกั สตู รชันปี 10
๕. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 16
ส่วนท่ี ๓ คา้ อธิบายรายวชิ า มาตรฐานและตัวชีวัด 17
๑. รายวชิ าพืนฐาน 17
- กลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย 26
- กล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ 36
- กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 65
- กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม 81
- กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ประวัติศาสตร์ 90
- กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ ุขศึกษาและพลศึกษา 99
- กลมุ่ สาระการเรียนร้ศู ิลปะ
- กลุม่ สาระการเรียนรู้การงานอาชพี ๑09
- กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ๑15
๒. รายวชิ าเพมิ่ เตมิ 127
๓. กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน ๑43

สารบัญ (ตอ่ ) D

เรือ่ ง หน้า

สว่ นท่ี ๔ หนว่ ยการเรยี นรู้ ๑64
๑. รายวชิ าพืนฐาน ๑65
- กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ๑67
- กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ ๑70
- กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๑73
- กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ๑75
- กลุ่มสาระการเรยี นรูป้ ระวัตศิ าสตร์ 178
- กลุ่มสาระการเรียนรูส้ ขุ ศึกษาและพลศกึ ษา 180
- กลมุ่ สาระการเรียนรศู้ ลิ ปะ 183
- กลมุ่ สาระการเรียนรู้การงานอาชพี 185
- กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาอังกฤษ 188
๒. รายวิชาเพิ่มเติม 193
๓. กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รียน 198
๒03
บรรณานกุ รม ๒04
ภาคผนวก



ส่วนที่ ๑



สว่ นท่ี ๑
บทน้า

๑. ความนา้

หลักสูตรโรงเรียนบ้านน้าอ้อม ชันมัธยมศึกษาปีที่ ๑ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขันพืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นแผนหรือแนวทาง หรือข้อก้าหนดของการจัดการศึกษาของโรงเรียน
บ้านน้าอ้อม ที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานท่ีก้าหนด มุ่งพัฒนา
ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพที่สุจริต ตลอดจนการรู้จัก
อนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีท้องถ่ิน โดยมุ่งหวังให้มีความสมบูรณ์ทังด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาอีกทัง
มีความร้แู ละทักษะท่จี ้าเป็นสา้ หรับการด้ารงชวี ิต และมคี ณุ ภาพได้มาตรฐานสากลเพื่อการแขง่ ขนั ในยุคปจั จบุ ัน

ดังนันหลักสูตรโรงเรียนบ้านน้าอ้อม ชันมัธยมศึกษาปีที่ ๑ พุทธศักราช ๒๕๖๕ จึงประกอบด้วย
สาระสา้ คัญของหลกั สูตรแกนกลาง สาระความรู้ที่เกีย่ วข้องกับชุมชนท้องถนิ่ และสาระส้าคญั ทโี่ รงเรียนพฒั นาเพิ่มเติม
โดยจัดเป็นสาระการเรียนรู้รายวิชาพืนฐานตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชีวั ดและสาระการเรียนรู้เพ่ิมเติม
จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นรายปีในระดับประถมศึกษา เป็นรายภาคในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และก้าหนด
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคข์ องโรงเรียนบ้านนา้ ออ้ ม พุทธศกั ราช ๒๕๖๕

๒. วสิ ัยทัศน์โรงเรียน

โรงเรยี นบา้ นนา้ อ้อม จดั การศึกษาไดม้ าตรฐาน สืบสานวฒั นธรรมไทย ใส่ใจส่งิ แวดลอ้ ม เพียบพร้อม
คณุ ธรรม นา้ สู่ประชาคมอาเซียน

๓. พนั ธกจิ โรงเรียน

๑. จัดกิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะที่จ้าเป็นตามหลักสูตรและมีคุณภาพตามมาตรฐาน
การศกึ ษา และพัฒนาส่คู วามเป็นเลศิ

๒. จดั กิจกรรมส่งเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยมทพี่ ึงประสงค์ รกั ความเปน็ ไทย วิถีชวี ิตตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง และ อนุรักษ์วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถ่ินและของชาติ
อยา่ งย่ังยนื

๓. จัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์และ
แกป้ ญั หาได้อย่างมเี หตผุ ล

๔. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีเป็นส่ือในการแสวงหาความรู้ให้สอดคล้องวัยและ
ธรรมชาตขิ องผู้เรียน

๕. พัฒนาและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสุขภาพกายและจิตที่สมบูรณ์แข็งแรง รักการออกก้าลังกายและรู้จักดูแล
ตนเองอยา่ งสมา่้ เสมอ

๖. ส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรท้องถิ่น และกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น
สา้ คญั

๗. พัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษา ตามแนวทางการกระจายอ้านาจทาง
การศึกษา และหลกั ธรรมาภิบาล เนน้ การมสี ่วนร่วมจากทกุ ภาคสว่ น

๘. ส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียนอย่างหลากหลายและใช้แหล่งเรียนรู้อย่าง
คุ้มคา่



๙. ส่งเสริมและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ปฏิบัติงานได้เต็ม
ศกั ยภาพ

๑๐.ประสานงานกับผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรชุมชน และองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีส่วนร่วมในการ
สนบั สนนุ การบรหิ ารจัดการศกึ ษาใหม้ คี ุณภาพและเปน็ ทีย่ อมรบั ของชมุ ชน

๔. เป้าหมายโรงเรียน

๑. ผู้เรยี นมคี วามรูแ้ ละทักษะที่จา้ เป็นตามหลักสูตรและมคี ุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาและพัฒนา
สูค่ วามเปน็ เลิศ

๒. ผเู้ รียนมีคณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มทพี่ ึงประสงค์
๓. ผู้เรียนรักความเป็นไทย วิถีชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และอนุรักษ์วัฒนธรรม

ขนบธรรมเนยี มประเพณขี องท้องถนิ่ และของชาติอย่างยงั่ ยืน
๔. ผู้เรยี นมีความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรคแ์ ละแก้ปัญหาไดอ้ ย่างมีเหตุผล
๕. ผ้เู รียนใชเ้ ทคโนโลยเี ปน็ ส่อื ในการแสวงหาความร้ใู หส้ อดคลอ้ งวัยและธรรมชาติของผเู้ รยี น
๖. ผ้เู รียนมสี ขุ ภาพกายและจิตท่ีสมบรู ณ์แขง็ แรง รกั การออกกา้ ลังกายและรู้จักดแู ลตนเองอยา่ งสม่า้ เสมอ
๗. สถานศกึ ษามหี ลักสูตรสถานศึกษา หลักสตู รท้องถ่ิน และกระบวนการเรยี นร้ทู เี่ นน้ ผเู้ รียนเป็นส้าคัญ
๘. ครูจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส้าคัญ โดยค้านึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและวัยของ

ผเู้ รียน
๙. สถานศึกษาปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษา ตามแนวทางการกระจายอ้านาจทาง

การศกึ ษา และหลกั ธรรมาภบิ าล เน้นการมีส่วนรว่ มจากทกุ ภาคสว่ น
๑๐.สถานศึกษามีแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนและนอกโรงเรียนอย่างหลากหลายและใช้แหล่งเรียนรู้ให้เกิด

ประโยชน์อยา่ งคุ้มค่า
๑๑.ครแู ละบุคลากรทางการศึกษาใหม้ ีประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล ปฏิบัติงานไดเ้ ตม็ ศกั ยภาพ
๑๒.ผู้ปกครอง ชุมชน ผูน้ า้ ชมุ ชน องค์กรชุมชน และองคป์ กครองสว่ นท้องถน่ิ มีสว่ นร่วมในการสนับสนุน

การพฒั นาการจัดการศึกษาอยา่ งต่อเน่ือง

๕. สมรรถนะส้าคัญของผเู้ รยี น

หลักสูตรโรงเรียนบ้านน้าอ้อม พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ มงุ่ ใหผ้ เู้ รียนเกดิ สมรรถนะสา้ คัญ ๕ ประการ ดังนี

๑. ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา
ถา่ ยทอดความคดิ ความรูค้ วามเขา้ ใจ ความรสู้ กึ และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนข้อมลู ข่าวสารและประสบการณ์
อนั จะเปน็ ประโยชน์ต่อการพฒั นาตนเองและสังคม รวมทังการเจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ
การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ท่ีมี
ประสทิ ธภิ าพโดยคา้ นงึ ถงึ ผลกระทบที่มีตอ่ ตนเองและสงั คม

๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือน้าไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ
เพ่อื การตดั สนิ ใจเกีย่ วกับตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม



๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ท่ีเผชิญได้
อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพืนฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และ
การเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
และมกี ารตัดสินใจทมี่ ปี ระสิทธภิ าพโดยคา้ นึงถึงผลกระทบทเ่ี กดิ ขึนตอ่ ตนเอง สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ ม

๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน้ากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการ
ด้าเนนิ ชีวิตประจา้ วัน การเรยี นรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การท้างาน และการอยูร่ ่วมกันในสังคมด้วยการ
สร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัว
ให้ทนั กับการเปล่ยี นแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่สง่ ผลกระทบ
ต่อตนเองและผู้อื่น

๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยดี า้ นตา่ ง ๆ และ
มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การส่ือสาร การท้างานการ
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม

๖. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

หลักสูตรโรงเรียนบา้ นนา้ อ้อม พทุ ธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขันพนื ฐาน

พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ม่งุ พัฒนาผู้เรยี นใหม้ ีคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ เพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกบั ผู้อนื่ ในสังคมไดอ้ ย่างมี

ความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั นี

๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ๒. ซือ่ สัตยส์ จุ ริต

๓. มีวินัย ๔. ใฝ่เรยี นรู้

๕. อยอู่ ย่างพอเพยี ง ๖. มุง่ มน่ั ในการทา้ งาน

๗. รกั ความเป็นไทย ๘. มจี ติ สาธารณะ



ส่วนท่ี ๒
โครงสรา้ งหลกั สตู รสถานศึกษา



ส่วนที่ ๒
โครงสร้างหลกั สตู ร

๑. ระดับการศึกษา

หลักสตู รโรงเรียนบา้ นน้าอ้อม พุทธศกั ราช ๒๕๖๕ จัดระดับการศึกษาเปน็ ๒ ระดบั ดังนี
๑. ระดับประถมศึกษา (ชันประถมศึกษาปีท่ี ๑- ๖) การศึกษาระดับนีเป็นช่วงแรกของการศึกษาภาค
บังคับ มุ่งเน้นทักษะพืนฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดค้านวณ ทักษะการคิดพืนฐาน การติดต่อส่ือสาร
กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และพืนฐานความเป็นมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างสมบูรณ์และสมดุลทังในด้าน
รา่ งกาย สตปิ ญั ญา อารมณ์ สังคม และวฒั นธรรม โดยเนน้ จดั การเรยี นรแู้ บบบูรณาการ
๒. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ชันมัธยมศึกษาปีที่ ๑- ๓) เป็นช่วงสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับ
มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ส้ารวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตน มีทักษะในการ
คิดวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหา มีทักษะใน การด้าเนินชีวิต มีทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็น
เคร่ืองมอื ในการเรียนรู้ มคี วามรับผิดชอบต่อสังคม มีความสมดุลทังด้านความรู้ ความคิด ความดงี าม และมีความภมู ิใจ
ในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพนื ฐานในการประกอบอาชพี หรือการศกึ ษาตอ่

๒. การจัดเวลาเรยี น

หลกั สูตรโรงเรียนบ้านน้าออ้ ม พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕ ได้จัดเวลาเรยี นตามกล่มุ สาระ
การเรียนรู้ ๘ กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยจัดให้เหมาะสมตามบริบท จุดเน้นของโรงเรียนและสภาพของ
ผ้เู รยี น ดังนี

๑. ระดบั ชนั ประถมศึกษา ชนั ประถมศึกษาปีที่ ๑ – ๖ จดั เวลาเรยี นเปน็ รายปี โดยมเี วลาเรียนวนั ละ ๕
ช่วั โมง

๒. ระดับชันมธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ชนั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๑ – ๓ จดั เวลาเรียนเป็นรายภาค มเี วลาเรียนวนั ละ
๖ ชั่วโมง คิดน้าหนักของรายวิชาท่ีเรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ ๔๐ ช่ัวโมงต่อภาคเรียน มีค่าน้าหนักวิชา เท่ากับ
๑ หนว่ ยกติ (นก.)

๓. โครงสรา้ งเวลาเรียน

หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนบ้านน้าอ้อม พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั
พืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้ก้าหนดโครงสร้างของหลกั สูตรสถานศึกษา เพื่อให้ผู้สอน และผู้ท่ีเก่ียวข้องในการ
จัดการเรียนรูต้ ามหลักสตู รของสถานศกึ ษามแี นวปฏบิ ตั ิ ดังนี



โครงสรา้ งเวลาเรยี นระดับประถมศึกษา

เวลาเรยี น

กล่มุ สาระการเรียนร้/ู กิจกรรม ระดบั ประถมศึกษา

ป.๑ ป.๒ ป.๓ ป.๔ ป.๕ ป.๖

 รายวชิ าพนื ฐาน

ภาษาไทย ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐

คณิตศาสตร์ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐

วทิ ยาศาสตร์ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐

สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐

 ประวตั ิศาสตร์ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐

 ศาสนาศลี ธรรม จริยธรรม

 หนา้ ทพี่ ลเมือง วฒั นธรรม และการ

ด้าเนินชีวิตในสังคม ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐

 เศรษฐศาสตร์

 ภมู ศิ าสตร์

สขุ ศึกษาและพลศึกษา ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐

ศลิ ปะ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐

การงานอาชพี และเทคโนโลยี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐

ภาษาอังกฤษ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐

รวมเวลาเรียนรายวชิ าพนื ฐาน ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐

รายวชิ าเพิม่ เตมิ

 ภาษาองั กฤษเสริม ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐

 การปอ้ งกนั การทจุ รติ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐

รวมเวลาเรยี นรายวชิ าเพิ่มเติม ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐

 กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน

 กิจกรรมแนะแนว ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐

 กิจกรรมนักเรยี น

- ลูกเสอื /เนตรนารี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐

- ชุมนุม ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๓๐

 กิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐

รวมเวลากิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี น ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐

รวมเวลาทังหมด ๑,๐๔๐ ชัว่ โมง ๑,๐๔๐ ช่วั โมง



โครงสร้างเวลาเรียนระดบั มัธยมศกึ ษา

เวลาเรยี น

กลมุ่ สาระการเรียนรู้/กิจกรรม ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น

ม.๑ ม.๒ ม.๓

 รายวชิ าพนื ฐาน

ภาษาไทย ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.)

คณติ ศาสตร์ ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.)

วทิ ยาศาสตร์ ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.)

สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ๑๖๐ (๔ นก.) ๑๖๐ (๔ นก.) ๑๖๐ (๔ นก.)

 ประวตั ิศาสตร์ ๔๐ (๑ นก.) ๔๐ (๑ นก.) ๔๐ (๑ นก.)

 ศาสนาศลี ธรรม จรยิ ธรรม

 หน้าทพ่ี ลเมือง วัฒนธรรม และการ

ดา้ เนนิ ชีวิตในสงั คม ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.)

 เศรษฐศาสตร์

 ภูมิศาสตร์

สุขศกึ ษาและพลศึกษา ๘๐ (๒ นก.) ๘๐ (๒ นก.) ๘๐ (๒ นก.)

ศิลปะ ๘๐ (๒ นก.) ๘๐ (๒ นก.) ๘๐ (๒ นก.)

การงานอาชพี และเทคโนโลยี ๘๐ (๒ นก.) ๘๐ (๒ นก.) ๘๐ (๒ นก.)

ภาษาองั กฤษ ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.) ๑๒๐ (๓ นก.)

รวมเวลาเรียนรายวชิ าพนื ฐาน ๘๘๐ (๒๒ นก) ๘๘๐ (๒๒ นก) ๘๘๐ (๒๒ นก)

 รายวิชาเพิม่ เติม - - ๔๐ (๑ นก.)
 เสรมิ ทกั ษะภาษาอังกฤษ ๔๐ (๑ นก.) ๔๐ (๑ นก.) ๘๐ (๒ นก.)
 เสรมิ ทกั ษะวทิ ยาศาสตร์ ๘๐ (๒ นก.) ๘๐ (๒ นก.)
 การงานอาชพี (ข้าวเม่า) ๔๐ (๑ นก.) ๔๐ (๑ นก.) -
 การป้องกนั การทจุ รติ ๔๐ (๑ นก.) ๔๐ (๑ นก.) ๔๐ (๑ นก.)
 วิทยาการค้านวณ ๒๐๐ (๕ นก.) ๒๐๐ (๕ นก.) ๔๐ (๑ นก.)
๒๐๐ (๕ นก.)
รวมเวลาเรียนรายวชิ าเพ่ิมเติม ๔๐ ๔๐
๔๐
 กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน ๔๐ ๔๐
 กิจกรรมแนะแนว ๒๕ ๒๕ ๔๐
 กจิ กรรมนักเรียน ๑๕ ๑๕ ๒๕
- ลกู เสอื /เนตรนารี ๑๕
- ชมุ นุม ๑๒๐ ๑๒๐
 กิจกรรมเพ่ือสังคมและ ๑,๒๐๐ ชว่ั โมง ๑๒๐
สาธารณประโยชน์
รวมเวลากจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น
รวมเวลาเรยี นทงั หมด



๔. โครงสรา้ งหลักสตู รชน้ั ปี

ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๑

ภาคเรียนท่ี ๑ ภาคเรียนที่ ๒

รายวชิ า/กจิ กรรม เวลาเรียน เวลาเรยี น

รายวิชาพืนฐาน (หนว่ ยกติ / รายวิชา/กจิ กรรม (หนว่ ยกิต/

ท ๒๑๑๐๑ ภาษาไทย ชม.) ชม.)
ค ๒๑๑๐๑ คณิตศาสตร์
ว ๒๑๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์พนื ฐาน 1 ๑๑.5 รายวิชาพืนฐาน ๑๑.5
ว ๒๑๑๐๓ วทิ ยาการคา้ นวณ 1
ส ๒๑๑๐๑ สังคมศึกษา (๔6๐) (๔6๐)
ส ๒๑๑๐๒ ประวัตศิ าสตร์
พ ๒๑๑๐๑ สุขศกึ ษาและพลศึกษา ๑.๕ (๖๐) ท ๒๑๑๐๒ ภาษาไทย ๑.๕ (๖๐)
ศ ๒๑๑๐๑ ศลิ ปะ (ทัศนศิลป)์
ง ๒๑๑๐๑ การงานอาชพี (งานบา้ น) ๑.๕ (๖๐) ค ๒๑๑๐๒ คณิตศาสตร์ ๑.๕ (๖๐)
อ ๒๑๑๐๑ ภาษาองั กฤษ
๑.๕ (๖๐) ว ๒๑๑๐๒ วทิ ยาศาสตรพ์ ืนฐาน 2 ๑.๕ (๖๐)
รายวชิ าเพ่มิ เติม
ว ๒๑๒๐๑ เสรมิ ทักษะวทิ ยาศาสตร์ ๐.๕ (๒๐) ว ๒๑๑๐๔ ออกแบบและเทคโนโลยี 1 ๐.๕ (๒๐)
ง ๒๑๒๐๓ แปรรูปอาหารจากขา้ วเมา่
ส ๒๑๒๐๑ การป้องกนั การทุจรติ ๑.๕ (๖๐) ส ๒๑๑๐๓ สังคมศึกษา ๑.๕ (๖๐)

กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น ๐.๕ (๒๐) ส ๒๑๑๐๔ ประวัตศิ าสตร์ ๐.๕ (๒๐)
ก21901 กจิ กรรมแนะแนว
ก21902 ลูกเสือ – เนตรนารี ๑ (๔๐) พ ๒๑๑๐๒ สุขศกึ ษาและพลศึกษา ๑ (๔๐)
ก21903 กจิ กรรมชมุ นุม
ก21904 กจิ กรรมเพ่ือสงั คม ฯ ๑ (๔๐) ศ ๒๑๑๐๒ ศิลปะ (ดนตร-ี นาฏศิลป)์ ๑ (๔๐)

รวมเวลาเรียนภาค ๑ ๑ (๔๐) ง ๒๑๑๐๒ การงานอาชีพ (งานบา้ น) ๑ (๔๐)
รวมเวลาตลอดหลกั สูตร
๑.๕ (๖๐) อ ๒๑๑๐๒ ภาษาองั กฤษ ๑.๕ (๖๐)

๒ (๘๐) รายวิชาเพม่ิ เตมิ ๒ (๘๐)

๐.๕ (๒๐) ว ๒๑๒๐๒ เสริมทักษะวทิ ยาศาสตร์ ๐.๕ (๒๐)

๑.๐ (๔๐) ง ๒๑๒๐๔ พืนฐานการเย็บด้วยมือ ๑.๐ (๔๐)

๐.๕ (๒๐) ส ๒๑๒๐๒ การป้องกนั การทุจรติ ๐.๕ (๒๐)

๖๐ กิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น ๖๐

๒๐ ก21905 กิจกรรมแนะแนว ๒๐

๒๐ ก21906 ลกู เสอื – เนตรนารี ๒๐

๑0 ก2190๗ กิจกรรมชมุ นมุ 10

10 ก21908 กิจกรรมเพ่ือสงั คม ฯ 10

๖๐๐ รวมเวลาเรียนภาค ๒ ๖๐๐

1200 ชั่วโมง

๑๐

๕. สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั พนื ฐานกา้ หนดมาตรฐานการเรยี นรูใ้ น ๘ กลุม่ สาระการเรยี นรู้ จา้ นวน
๕๓ มาตรฐาน ดงั นี

๕.๑ มาตรฐานการเรยี นรู้
การพฒั นาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ตอ้ งค้านึงถงึ หลักพัฒนาการทางสมองและพหปุ ญั ญา หลกั สตู รแกนกลาง
การศกึ ษาขนั พืนฐาน จึงกา้ หนดให้ผูเ้ รยี นเรยี นรู้ ๘ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ดงั นี
๑. ภาษาไทย
๒. คณิตศาสตร์
๓. วิทยาศาสตร์
๔. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
๕. สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
๖. ศิลปะ
๗. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๘. ภาษาองั กฤษ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ก้าหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายส้าคัญของการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุส่ิงท่ีผู้เรียนพึงรู้ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงค์เม่ือจบ
การศึกษาขันพืนฐาน นอกจากนันมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกส้าคัญ ในการขับเคล่ือนพัฒนาการศึกษาทังระบบ
เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทังเป็น
เคร่อื งมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมิน
คุณภาพภายนอกซ่ึงรวมถึงการทดสอบระดับเขตพืนที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพ่ือ
ประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งส้าคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามท่ี
มาตรฐานการเรยี นรกู้ ้าหนดเพียงใด

๕.๒ ตัวช้วี ดั

ตัวชีวัดระบุส่ิงท่ีนักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทังคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชัน ซ่ึงสะท้อนถึง
มาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม น้าไปใช้ ในการก้าหนดเนือหา จัดท้าหน่วยการ
เรียนรู้ จดั การเรียนการสอน และเปน็ เกณฑส์ ้าคัญส้าหรบั การวัดประเมนิ ผลเพ่ือตรวจสอบคุณภาพผู้เรยี น

๑. ตัวชวี ัดชันปี เป็นเปา้ หมายในการพัฒนาผู้เรียนแตล่ ะชนั ปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ
(ประถมศึกษาปีท่ี ๑ – มัธยมศกึ ษาปีที่ ๓)
หลักสูตรไดม้ ีการก้าหนดรหัสก้ากับมาตรฐานการเรียนร้แู ละตัวชวี ัด เพ่ือความเข้าใจและใหส้ ่อื สารตรงกนั ดงั นี

ว ๑.๑ ป. ๑/๒

ป.๑/๒ ตัวชีวดั ชนั ประถมศึกษาปที ่ี ๑ ข้อที่ ๒
๑.๑ สาระที่ ๑ มาตรฐานข้อที่ ๑
ว กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์

ท ๒.๒ ม. ๒/๓ ตัวชวี ัดชันมธั ยมศึกษาปีที่ ๒ ขอ้ ที่ ๓
สาระที่ ๒ มาตรฐานข้อท่ี ๓
ม.๒/๓ กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
๒.๓


๑๑

๕.๓ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

ภาษาไทย
สาระท่ี ๑ การอ่าน
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอา่ นสร้างความรู้และความคดิ เพือ่ น้าไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดา้ เนินชีวิต และ
มนี ิสยั รักการอ่าน
สาระที่ ๒ การเขยี น
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียน เขยี นส่อื สาร เขยี นเรยี งความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวในรูปแบบตา่ ง ๆ

เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค้นคว้าอย่างมปี ระสิทธิภาพ
สาระที่ ๓ การฟงั การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟงั และดอู ย่างมีวจิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคดิ ความรูส้ กึ ในโอกาสต่าง ๆ
อย่างมวี จิ ารณญาณและสรา้ งสรรค์
สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลังของภาษา

ภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรกั ษา ภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ิของชาติ
สาระท่ี ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณค่าและน้ามา

ประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ จริง
คณติ ศาสตร์
สาระที่ ๑ จา้ นวนและพีชคณิต
มาตรฐาน ค ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจ้านวน ระบบจา้ นวน การดา้ เนินการของจ้านวน

ผลทเี่ กดิ ขนึ จากการดา้ เนินการ สมบตั ขิ องการดา้ เนินการ และน้าไปใช้
มาตรฐาน ค ๑.๒ เขา้ ใจและวิเคราะห์แบบรปู ความสัมพนั ธ์ ฟงั ก์ชนั ล้าดับและอนุกรมและน้าไปใช้
มาตรฐาน ค ๑.๓ ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธบิ ายความสมั พนั ธ์หรอื ช่วยแกป้ ัญหาทีก่ า้ หนดให้
สาระท่ี ๒ การวดั และเรขาคณติ
มาตรฐาน ค ๒.๑ เขา้ ใจพืนฐานเกยี่ วกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งทีต่ ้องการวัดและนา้ ไปใช้
มาตรฐาน ค ๒.๒ เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรปู เรขาคณิต ความสมั พนั ธ์ระหว่างรปู เรขาคณิต และ
ทฤษฎบี ททางเรขาคณิต และนา้ ไปใช้
สาระท่ี ๓ สถิติและความนา่ จะเปน็
มาตรฐาน ค ๓.๑ เข้าใจกระบวนการทางสถิติและใชค้ วามรู้ทางสถิติในการแกป้ ัญหา
มาตรฐาน ค ๓.๒ เข้าใจหลักการนับเบืองตน้ ความน่าจะเป็น และนา้ ไปใช้

วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตและ

ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระ บบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากรปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไข
ปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทังนา้ ความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

๑๒

มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพืนฐานของส่ิงมีชีวิต การล้าเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีท้างานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ี ของอวัยวะ ต่าง ๆ ของพืชที่ท้างานสัมพันธ์กัน รวมทังน้า
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความส้าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สงิ่ มีชีวติ รวมทงั นา้ ความรไู้ ปใช้ประโยชน์

สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบัติของ สสารกับโครงสรา้ ง

และแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจ้าวัน ผลของแรงท่ีกระท้าต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนท่ีแบบ
ต่าง ๆ ของวตั ถรุ วมทังน้าความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลย่ี นแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งสสาร
และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของ คล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้องกับเสียง แสง
และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทังน้าความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์และ
ระบบสุริยะ รวมทังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลก และบน
ผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทังผลต่อ
สงิ่ มีชวี ติ และส่งิ แวดลอ้ ม
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการด้ารงชีวิตในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็วใช้
ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อ่ืน ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนา
งานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง
เหมาะสม โดยค้านงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวิต สงั คม และส่งิ แวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงค้านวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขันตอนและเป็นระบบ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การท้างาน และการแก้ปัญหาได้อย่างม
ประสทิ ธิภาพ รู้เท่าทนั และมีจริยธรรม

๑๓

สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สาระที่ ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
มาตรฐาน ส ๑.๑ รู้ และเข้าใจประวัติ ความส้าคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือ

และศาสนาอน่ื มศี รัทธาท่ีถูกตอ้ ง ยึดมนั่ และปฏิบัติตามหลักธรรม เพ่ืออย่รู ่วมกนั อยา่ งสนั ติสุข
มาตรฐาน ส ๑.๒ เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและธ้ารงรักษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตน

นับถอื

สาระที่ ๒ หน้าทีพ่ ลเมือง วฒั นธรรม และการดา้ เนนิ ชวี ติ ในสังคม
มาตรฐาน ส ๒.๑ เขา้ ใจและปฏิบัติตนตามหนา้ ท่ีของการเปน็ พลเมืองดี มีคา่ นิยมทดี่ งี าม และธา้ รงรักษาประเพณี

และวัฒนธรรมไทย ด้ารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และ สังคมโลกอย่างสันตสิ ขุ
มาตรฐาน ส ๒.๒ เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดม่ัน ศรัทธา และธ้ารงรักษาไว้ซ่ึงการ

ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส.๓.๑ เข้าใจและสามารถบรหิ ารจดั การทรพั ยากรในการผลติ และการบรโิ ภคการใช้ ทรพั ยากร

ที่มีอยู่จ้ากดั ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพและคุม้ คา่ รวมทังเขา้ ใจหลกั การของเศรษฐกิจพอเพยี ง
เพอ่ื การด้ารงชีวติ อย่างมีดลุ ยภาพ
มาตรฐาน ส.๓.๒ เขา้ ใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกจิ ตา่ ง ๆ ความสัมพนั ธ์ทางเศรษฐกิจ และความจา้ เป็นของ
การร่วมมือกันทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก
สาระท่ี ๔ ประวัตศิ าสตร์
มาตรฐาน ส ๔.๑ เข้าใจความหมาย ความส้าคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทาง
ประวตั ิศาสตรม์ าวเิ คราะห์เหตุการณต์ า่ ง ๆ อยา่ งเปน็ ระบบ
มาตรฐาน ส ๔.๒ เขา้ ใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดตี จนถึงปัจจุบัน ในดา้ นความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลง
ของเหตกุ ารณอ์ ยา่ งต่อเน่อื ง ตระหนกั ถึงความสา้ คัญและสามารถ วเิ คราะห์ผลกระทบท่เี กิดขึน
มาตรฐาน ส ๔.๓ เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจและธ้ารงความ
เปน็ ไทย
สาระท่ี ๕ ภมู ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส ๕.๑ เข้าใจลกั ษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของสรรพส่ิงซ่ึงมีผลตอ่ กัน ใช้แผนที่
และเครื่องมือทางภมู ิศาสตร์ในการคน้ หา วเิ คราะห์ และสรปุ ขอ้ มูลตามกระบวนการทาง
ภมู ิศาสตร์ ตลอดจนใชภ้ มู ิสารสนเทศอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ส ๕.๒ เขา้ ใจปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งมนษุ ยก์ บั สง่ิ แวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกดิ การสรา้ งสรรคว์ ถิ ีการ
ดา้ เนนิ ชวี ิต มจี ติ ส้านกึ และมีส่วนรว่ มในการจดั การทรัพยากร และสิง่ แวดล้อมเพอื่ การพัฒนา
ทีย่ ั่งยืน

๑๔

สุขศึกษาและพลศกึ ษา
สาระที่ ๑ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนษุ ย์
มาตรฐาน พ ๑.๑ เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการของมนุษย์
สาระท่ี ๒ ชีวติ และครอบครัว
มาตรฐาน พ ๒.๑ เข้าใจและเห็นคณุ คา่ ตนเอง ครอบครัว เพศศกึ ษา และมที ักษะในการด้าเนินชวี ติ
สาระที่ ๓ การเคลอื่ นไหว การออกก้าลงั กาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล
มาตรฐาน พ ๓.๑ เขา้ ใจ มีทักษะในการเคลอ่ื นไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกฬี า
มาตรฐาน พ ๓.๒ รกั การออกก้าลงั กาย การเล่นเกม และการเลน่ กีฬา ปฏบิ ตั เิ ป็นประจ้าอยา่ งสมา่้ เสมอ มวี นิ ยั
เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีนา้ ใจนักกฬี า มีจติ วิญญาณในการแขง่ ขนั และช่ืนชมในสุนทรียภาพ ของการกีฬา
สาระท่ี ๔ การสรา้ งเสรมิ สุขภาพ สมรรถภาพและการป้องกันโรค
มาตรฐาน พ ๔.๑ เหน็ คุณคา่ และมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การด้ารงสุขภาพ การป้องกันโรคและการสรา้ ง
เสริมสมรรถภาพเพ่ือสุขภาพ
สาระท่ี ๕ ความปลอดภัยในชีวิต
มาตรฐาน พ ๕.๑ ป้องกันและหลีกเลยี่ งปจั จัยเสี่ยง พฤติกรรมเสย่ี งต่อสุขภาพ อุบตั ิเหตุ การใชย้ าสารเสพติด และ
ความรนุ แรง

ศลิ ปะ
สาระท่ี ๑ ทศั นศลิ ป์
มาตรฐาน ศ ๑.๑ สร้างสรรคง์ านทัศนศิลปต์ ามจินตนาการ และความคดิ สรา้ งสรรค์ วิเคราะห์ วพิ ากษ์ วิจารณ์

คณุ ค่างานทศั นศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สกึ ความคดิ ตอ่ งานศิลปะอยา่ งอสิ ระ ชืน่ ชม และ
ประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจ้าวนั
มาตรฐาน ศ ๑.๒ เข้าใจความสัมพันธร์ ะหว่างทัศนศิลป์ ประวัตศิ าสตร์ และวฒั นธรรม เหน็ คณุ คา่ งานทัศนศลิ ป์ที่
เปน็ มรดกทางวฒั นธรรม ภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ ภมู ิปัญญาไทยและสากล

สาระท่ี ๒ ดนตรี
มาตรฐาน ศ ๒.๑ เข้าใจและแสดงออกทางดนตรอี ย่างสรา้ งสรรค์ วเิ คราะห์ วพิ ากษว์ ิจารณ์คุณคา่ ดนตรี ถ่ายทอด

ความรสู้ กึ ความคิดตอ่ ดนตรีอยา่ งอสิ ระ ชนื่ ชม และประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจ้าวนั
มาตรฐาน ศ ๒.๒ เขา้ ใจความสัมพันธร์ ะหว่างดนตรี ประวตั ศิ าสตร์ และวัฒนธรรม เหน็ คณุ ค่าของดนตรที ่ีเป็น

มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถน่ิ ภูมปิ ญั ญาไทยและสากล
สาระท่ี ๓ นาฏศลิ ป์
มาตรฐาน ศ ๓.๑ เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศลิ ป์อย่างสร้างสรรค์ วเิ คราะห์ วพิ ากษ์ วิจารณ์คุณคา่ นาฏศลิ ป์

ถ่ายทอดความรสู้ ึก ความคดิ อย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจ้าวนั
มาตรฐาน ศ ๓.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศลิ ป์ ประวัตศิ าสตร์และวัฒนธรรม เหน็ คุณคา่ ของนาฏศิลปท์ ่ี

เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถ่นิ ภูมปิ ญั ญาไทยและสากล

๑๕

การงานอาชีพ
สาระท่ี ๑ การด้ารงชีวติ และครอบครวั
มาตรฐาน ง ๑.๑ เข้าใจการท้างานมีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการท้างาน ทักษะการจัดการ ทักษะ

กระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการท้างานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรมและ
ลักษณะนิสัยในการท้างาน มีจิตส้านึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และส่ิงแวดล้อมเพ่ือ
การด้ารงชวี ติ และครอบครวั
สาระท่ี ๒ การอาชีพ
มาตรฐาน ง ๒.๑ เข้าใจ มีทักษะท่ีจ้าเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางในงานอาชพี ใช้เทคโนโลยีเพ่ือพัฒนาอาชีพ
มคี ุณธรรม และมเี จตคติทดี่ ีต่ออาชพี

ภาษาองั กฤษ
สาระที่ ๑ ภาษาเพอื่ การสื่อสาร
มาตรฐาน ต ๑.๑ เขา้ ใจและตีความเร่ืองท่ีฟงั และอ่านจากสื่อประเภทตา่ ง ๆ และแสดงความคดิ เห็นอยา่ งมีเหตผุ ล
มาตรฐาน ต ๑.๒ มที กั ษะการส่ือสารทางภาษาในการแลกเปลย่ี นข้อมลู ขา่ วสาร แสดงความรสู้ ึกและความคิดเหน็

อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
มาตรฐาน ต ๑.๓ น้าเสนอข้อมูลขา่ วสาร ความคดิ รวบยอด และความคดิ เห็นในเรื่องตา่ ง ๆ โดยการพูดและการ

เขยี น
สาระท่ี ๒ ภาษาและวัฒนธรรม
มาตรฐาน ต ๒.๑ เข้าใจความสมั พันธ์ระหวา่ งภาษากับวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษา และน้าไปใชไ้ ด้อยา่ งเหมาะสมกบั

กาลเทศะ
มาตรฐาน ต ๒.๒ เข้าใจความเหมอื นและความแตกต่างระหวา่ งภาษาและวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษากับภาษาและ

วัฒนธรรมไทย และนา้ มาใชอ้ ยา่ งถูกต้องและเหมาะสม

สาระที่ ๓ ภาษากับความสัมพนั ธ์กับกลุ่มสาระการเรยี นรอู้ น่ื
มาตรฐาน ต ๓.๑ ใช้ภาษาองั กฤษในการเช่ือมโยงความรู้กบั กลมุ่ สาระการเรียนรอู้ นื่ และเป็นพนื ฐานในการพฒั นา
แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน
สาระท่ี ๔ ภาษากบั ความสมั พนั ธก์ ับชุมชนและโลก
มาตรฐาน ต ๔.๑ ใช้ภาษาองั กฤษในสถานการณต์ ่าง ๆ ทงั ในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม
มาตรฐาน ต ๔.๒ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นเคร่ืองมือพืนฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยน

เรียนร้กู บั สงั คมโลก

๑๖

สว่ นที่ ๓
ค้าอธิบายรายวิชา มาตรฐานและตวั ชว้ี ัด

๑๗

รายวชิ าพนื้ ฐาน

กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย

ความสา้ คัญกลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ทา้ ไมตอ้ งเรยี นภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้าง
บุคลิกภาพของคนในชาติใหม้ ีความเปน็ ไทย เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสมั พนั ธ์
ท่ีดีต่อกัน ท้าให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และด้ารงชีวิตร่วมกัน ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และ
เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ พัฒนา
กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทา
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนน้าไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนียังเป็นส่ือ
แสดงภมู ิปัญญาของบรรพบุรษุ ด้านวฒั นธรรมประเพณแี ละสุนทรียภาพ เปน็ สมบัตลิ า้ ค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์
และสืบสาน ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

เรียนรู้อะไรในภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นทักษะทต่ี ้องฝึกฝนจนเกดิ ความช้านาญในการใช้ภาษาเพื่อการส่ือสาร การเรียนรูอ้ ย่างมี
ประสิทธิภาพ และเพือ่ น้าไปใชใ้ นชีวิตจริง

- การอ่าน การอ่านออกเสียงค้าประโยคการอ่านบทร้อยแก้วค้าประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพ่ือ
สร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์ความรจู้ ากส่ิงที่อ่าน เพอื่ นา้ ไป ปรบั ใชใ้ นชีวิตประจ้าวัน

- การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธีการเขียนส่ือสารโดยใช้ถ้อยค้าและรูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน
ซง่ึ รวมถงึ การเขียนเรยี งความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วเิ คราะหว์ จิ ารณ์ และเขยี นเชิง
สรา้ งสรรค์

- การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณการพูดแสดงความคิดเห็นความรู้สึกพูด
ล้าดับเรอ่ื งราวตา่ ง ๆ อยา่ งเป็นเหตุเปน็ ผล การพดู ในโอกาสต่าง ๆ ทงั เปน็ ทางการและ ไม่เปน็ ทางการ และการพูดเพ่ือ
โนม้ น้าวใจ

- หลกั การใชภ้ าษาไทย ธรรมชาตแิ ละกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใชภ้ าษาใหถ้ ูกต้องเหมาะสมกบั โอกาส
และบคุ คล การแตง่ บทประพันธป์ ระเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาอังกฤษในภาษาไทย

- วรรณคดแี ละวรรณกรรม วเิ คราะหว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมเพ่อื ศึกษาข้อมลู แนวความคิด คณุ คา่ ของงาน
ประพันธ์ และความเพลิดเพลนิ การเรยี นร้แู ละท้าความเข้าใจบทเห่ บทรอ้ งเลน่ ของเดก็ เพลงพืนบา้ นท่เี ป็นภมู ิปญั ญา
ทม่ี ีคณุ คา่ ของไทยซึ่งได้ถา่ ยทอดความรสู้ ึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสงั คมในอดตี และความ
งดงามของภาษาเพ่ือให้เกิดความซาบซงึ และภูมิใจในบรรพบุรษุ ที่ไดส้ ัง่ สมสบื ทอดมาจนถึงปจั จุบัน

๑๘

สาระและมาตรฐานการเรียนรู้

สาระที่ ๑ การอา่ น
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคดิ เพอื่ น้าไปใชต้ ัดสนิ ใจ แกป้ ญั หาในการดา้ เนินชีวิต

และมีนสิ ัยรกั การอ่าน

สาระที่ ๒ การเขียน
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขยี นสอ่ื สาร เขยี นเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่อื งราวในรูปแบบตา่ ง ๆ เขยี น

รายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ คว้าอยา่ ง มีประสิทธภิ าพ

สาระที่ ๓ การฟงั การดู และการพดู
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟงั และดูอย่างมีวจิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรสู้ ึกใน

โอกาสตา่ ง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์

สาระท่ี ๔ หลกั การใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิ

ปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบตั ขิ องชาติ

สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและน้ามา

ประยุกตใ์ ช้ในชีวติ จริง

คณุ ภาพผ้เู รียน

จบชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๓
- อ่านออกเสียงค้า ค้าคล้องจอง ข้อความเร่ืองสัน ๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่วเข้าใจ

ความหมายของคา้ และขอ้ ความที่อ่าน ตังคา้ ถามเชิงเหตุผล ล้าดับเหตกุ ารณ์ คาดคะเนเหตกุ ารณ์สรุปความรขู้ ้อคิดจาก
เรื่องที่อ่านปฏิบัติตามค้าสั่ง ค้าอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพแผนที่และแผนภูมิ
อ่านหนงั สอื อยา่ งสมา่้ เสมอและมมี ารยาทในการอา่ น

- มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจ้าวันเขียนจดหมายลาครู
เขยี นเรอ่ื งเกีย่ วกับประสบการณ์ เขียนเรอ่ื งตามจนิ ตนาการและมีมารยาทในการเขียน

- เล่ารายละเอียดและบอกสาระส้าคัญ ตังค้าถาม ตอบค้าถามรวมทังพูดแสดงความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับ
เร่ืองที่ฟังและดูพูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะน้าหรือพูดเชิญชวนให้ผู้อ่ืนปฏิบัตติ ามและมีมารยาทในการฟงั
ดแู ละพูด

- สะกดค้าและเข้าใจความหมายของคา้ ความแตกต่างของค้าและพยางค์ หน้าท่ีของค้าในประโยคมีทักษะ
การใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของค้า แต่งประโยคง่ายๆ แต่งค้าคล้องจอง แต่งค้าขวัญและเลือกใชภ้ าษาไทย
มาตรฐานและภาษาถิ่นไดเ้ หมาะสมกับกาลเทศะ

- เขา้ ใจและสามารถสรุปข้อคิดทไ่ี ด้จากการอา่ นวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนา้ ไปใชใ้ นชีวิตประจ้าวนั
แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดที ่ีอ่าน รู้จกั เพลงพืนบ้านเพลงกล่อมเด็กซ่งึ เปน็ วัฒนธรรมของทอ้ งถนิ่ รอ้ งบทร้องเล่น
ส้าหรบั เดก็ ในท้องถนิ่ ท่องจา้ บทอาขยานและบทร้อยกรองทมี่ ีคุณค่าตามความสนใจได้

๑๙

จบชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๖
- อ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองเปน็ ทา้ นองเสนาะได้ถกู ต้อง อธบิ ายความหมายโดยตรงและ

ความหมายโดยนัยของค้า ประโยค ขอ้ ความ ส้านวนโวหาร จากเรอื่ งที่อ่าน เข้าใจค้าแนะนา้ ค้าอธิบายในคู่มือต่าง ๆ
แยกแยะข้อคดิ เห็นและข้อเท็จจริง รวมทังจบั ใจความส้าคัญของเร่ืองที่อ่านและนา้ ความรู้ความคดิ จากเรือ่ งท่อี ่านไป
ตัดสินใจแกป้ ัญหาในการดา้ เนินชวี ิตได้ มมี ารยาทและมีนสิ ัยรกั การอา่ นและเหน็ คณุ คา่ ส่งิ ทอ่ี า่ น

- มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและคร่ึงบรรทัดเขียนสะกดค้าแต่งประโยคและเขียนข้อความ
ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยค้าชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่องและแผนภาพความคิด เพื่อพัฒนางาน
เขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่าง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น
เขียนเร่ืองตามจนิ ตนาการอย่างสรา้ งสรรค์ และมมี ารยาทในการเขยี น

- พูดแสดงความรู้ ความคิดเก่ียวกับเรื่องที่ฟังและดูเล่าเร่ืองย่อหรือสรุปจากเรื่องท่ีฟังและดูตังค้าถาม
ตอบค้าถามจากเร่ืองท่ีฟังและดูรวมทังประเมินความน่าเช่ือถือจากการฟังและดูโฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามล้าดับ
ขันตอนเร่ืองต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้
อย่างมเี หตุผลรวมทังมีมารยาทในการดแู ละพูด

- สะกดค้าและเข้าใจความหมายของค้าส้านวนค้าพังเพยและสุภาษิตรู้และเข้าใจชนิดและหน้าที่ของค้าใน
ประโยคชนิดของประโยค และค้าภาษาอังกฤษในภาษาไทย ใช้ค้าราชาศัพท์และค้าสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค
แตง่ บทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพยย์ านี ๑๑

- เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีอ่าน เล่านิทานพืนบ้าน ร้องเพลงพืนบ้านของท้องถิ่น
น้าขอ้ คิดเหน็ จากเรอื่ งที่อ่านไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ จริง และท่องจา้ บทอาขยานตามท่กี า้ หนดได้

จบช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
- อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นท้านองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมายโดยตรงและ

ความหมายโดยนัย จับใจความส้าคัญและรายละเอียดของสิ่งท่ีอ่าน แสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่
อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจาก สิ่งท่ีอ่านได้ วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมี
เหตุผล ล้าดับความอย่างมีขันตอนและความเป็นไปได้ของเร่ืองที่อ่าน รวมทังประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้
สนับสนุนจากเรอ่ื งทอี่ ่าน

- เขียนส่ือสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยค้าได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับภาษาเขียนค้าขวญั ค้า
คม ค้าอวยพรในโอกาสต่าง ๆ โฆษณา คตพิ จน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อตั ชีวประวตั แิ ละประสบการณ์ตา่ ง ๆ เขยี นย่อ
ความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมี
เหตุผล ตลอดจนเขยี นรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าและเขียนโครงงาน

- พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดู น้าข้อคิดไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจา้ วัน พูดรายงานเร่ืองหรือประเด็นท่ีได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่าง
ๆ ได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ และพดู โน้มนา้ วอยา่ งมีเหตผุ ลน่าเช่ือถือ รวมทงั มีมารยาทในการฟัง ดู และพดู

- เข้าใจและใช้ค้าราชาศัพท์ ค้าบาลีสันสกฤต ค้าภาษาอังกฤษอ่ืน ๆ ค้าทับศัพท์ และศัพท์บัญญัติใน
ภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของประโยครวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาท่ี
เปน็ ทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และแตง่ บทร้อยกรองประเภทกลอนสภุ าพ กาพย์ และโคลงสสี่ ภุ าพ

- สรุปเนือหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครส้าคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าท่ีได้รับจาก
วรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พรอ้ มทังสรุปความรขู้ ้อคดิ เพ่ือน้าไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจริง

๒๐

ค้าอธบิ ายรายวิชาพ้ืนฐาน ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๑

รหสั วิชา ท ๒๑๑๐๑ รายวชิ า ภาษาไทย 1
รายวชิ าพ้ืนฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๑ ภาคเรียนท่ี ๑ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง จ้านวน 1.5 หนว่ ยกิต

ศึกษาหลักการอ่านออกเสียงทังร้อยแก้วและร้อยกรอง สรุปใจความส้าคัญระบุเหตุผลจากเรื่องท่ีอ่านอธิบาย
ค้าเปรียบเทียบ ตีความค้ายากในเอกสารวิชาการ คัดลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทัด เขียนสื่อสารบรรยายเรียงความ
ย่อความ พูดสรุปใจความส้าคัญ พูดแสดงความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ เล่าเรื่องย่อ อธิบายลักษณะของเสียงใน
ภาษาไทย การสร้างค้าประสม ค้าซ้า ค้าซ้อน ค้าพ้อง ค้าราชาศัพท์ วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของค้าในประโยคสรุป
เนอื หาวรรณคดแี ละวรรณกรรมทอ่ี ่าน วิเคราะห์และอธิบายคณุ คา่ ของวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน

โดยใช้กระบวนการทางภาษา กระบวนการอา่ นคิดวิเคราะห์ การสืบค้นความรู้ การจดบนั ทึกใช้ความสามารถ
ในการคดิ การอภิปราย การแสดงความคิดเห็น การลงความคดิ เหน็ การตีความ การสรุปความ ฝกึ ทกั ษะการอ่านและ
การเขยี น การฟังการดูและการพดู เพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในการเรียนรู้ ใชค้ วามสามารถในการสื่อสารกบั ผอู้ นื่
ให้เขา้ ใจตรงกันเห็นคุณคา่ ของภาษาไทย

เพื่อให้เป็นผู้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีมารยาทในการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด เห็น
คุณค่าภาษาไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซ่ือสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียงพอ
มุ่งมั่นในการท้างาน รักความเป็นไทยและมีจิตสาธารณะเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาคภูมิใจใน
ภาษาไทย และรักษาไวเ้ ปน็ สมบัตขิ องชาตเิ พือ่ นา้ ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาใหเ้ กดิ ประโยชน์ในชีวิต

รหสั ตวั ชี้วดั

ท ๑.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๔, ม.๑/๕
ท ๒.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๔, ม.๑/๕, ม.๑/๖
ท ๓.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓
ท ๔.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๔
ท ๕.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓

รวม ๒๑ ตัวชี้วัด

รหัสวชิ า ท ๒๑๑๐2 ๒๑
รายวิชาพ้ืนฐาน
ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๑ ภาคเรยี นที่ 2 คา้ อธิบายรายวชิ า

รายวิชา ภาษาไทย 2
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
เวลา ๖๐ ชว่ั โมง จา้ นวน 1.5 หนว่ ยกติ

ศึกษาหลักการอ่านจับใจความส้าคัญ ระบุข้อสังเกตและความสมเหตุสมผลจากการอ่านงานเขียน
ประเภทชักจูงโน้มน้าวใจ ปฏิบัติตามเอกสารคู่มือแนะน้าต่าง ๆ เลือกอ่านหนังสือตามความสนใจวิเคราะห์คุณค่าที่
ได้รับจากการอ่าน งานเขียนต่าง ๆ เพื่อน้าไปใช้แก้ปัญหาในชีวิต เขียนแสดงความคิดเห็นจดหมายรายงาน
โครงงาน พูดประเมินความน่าเชื่อถือของสื่อ พูดรายงาน วิเคราะห์ความแตกต่างของภาษาพูดและภาษาเขียน แต่ง
กาพย์ยานี จ้าแนกและใช้ส้านวนท่ีเป็นค้าพังเพยและสุภาษิต สรุปความรู้ ข้อคิดจากการอ่านวรรณคดีและ
วรรณกรรม รวมทังวรรณกรรมพืนบ้าน ทอ่ งจ้าบทอาขยานและบทรอ้ ยกรองท่มี ีคณุ ค่าตามความสนใจ

โดยใช้กระบวนการทางภาษา กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ จัดการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาความคิด เรียนรู้แบบ
โครงงาน ใหร้ ู้วธิ ีการแกป้ ัญหาอย่างเป็นระบบ วางแผน คิดวิเคราะห์ ประเมนิ ผล การแสดงความคดิ เหน็ การลงความ
คิดเห็น การตีความ การสรุปความ ฝึกทักษะการอ่านและการเขยี น การฟังการดูและการพูด เพอื่ ให้เกดิ ความรู้ ความ
เข้าใจในการเรียนรู้ ฝึกการเป็นผู้น้าและผู้ตาม มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สามารถสร้างองค์ความรู้น้าเสนอ
ความรู้

เพ่ือให้เป็นผู้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีมารยาทในการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด
มีคุณธรรม จริยธรรม และมีมารยาทในการใช้ภาษา เห็นคุณค่าภาษาไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ รัก
ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซ่ือสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการท้างาน รักความเป็นไทยและมีจิต
สาธารณะเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาคภูมิใจในภาษาไทย และรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ เห็น
คณุ ค่าของการน้าความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ ประจ้าวนั

รหัสตัวช้ีวดั

ท ๑.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๖, ม.๑/๗, ม.๑/๘, ม.๑/๙
ท ๒.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๖, ม.๑/๗, ม.๑/๘, ม.๑/๙
ท ๓.๑ ม.๑/๓, ม.๑/๔, ม.๑/๕, ม.๑/๖
ท ๔.๑ ม.๑/๔, ม.๑/๕, ม.๑/๖
ท ๕.๑ ม.๑/๒, ม.๑/๔, ม.๑/๕

รวม ๒๒ ตัวช้ีวัด

๒๒

ตัวชวี้ ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑

สาระที่ ๑ การอ่าน

มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรูแ้ ละความคดิ เพ่อื น้าไปใช้ตัดสินใจ แกป้ ัญหาในการดา้ เนินชีวติ
และมนี สิ ยั รกั การอ่าน

รหสั ตัวชี้วดั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ท ๑.๑ ม.๑/๑ ๑. อ่านออกเสยี งบทร้อยแก้ว และ  การอ่านออกเสยี ง ประกอบดว้ ย

ม.๑/๒ ม.๑/๓ บทรอ้ ยกรองได้ถูกตอ้ งเหมาะสมกับ - บทรอ้ ยแก้วทีเ่ ป็นบทบรรยาย

ม.๑/๔ ม.๑/๕ เร่ืองท่ีอา่ น - บทร้อยกรอง เชน่ กลอนสภุ าพ กลอนสักวา

กาพย์ยานี ๑๑ กาพยฉ์ บัง ๑๖ กาพย์สรุ างคนางค์ ๒๘

และโคลงส่ีสภุ าพ

๒. จบั ใจความส้าคญั จากเรื่องทอี่ า่ น  การอ่านจับใจความจากสอ่ื ต่าง ๆ เช่น

๓. ระบเุ หตุและผล และข้อเท็จจริงกบั - เรอ่ื งเล่าจากประสบการณ์

ขอ้ คิดเหน็ จากเรื่องที่อ่าน - เรอ่ื งสัน

๔. ระบแุ ละอธบิ ายค้าเปรยี บเทยี บ - บทสนทนา

และคา้ ทม่ี หี ลายความหมายในบรบิ ท - นิทานชาดก

ตา่ ง ๆ จากการอา่ น - วรรณคดีในบทเรยี น

๕. ตีความคา้ ยากในเอกสารวิชาการ - งานเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์

โดยพิจารณาจากบริบท - บทความ

ท ๑.๑ ม.๑/๖ ๖. ระบุข้อสังเกตและความ - สารคดี

ม.๑/๗ ม.๑/๘ สมเหตุสมผลของงานเขียนประเภทชกั - บนั เทงิ คดี

ม.๑/๙ จูง โน้มนา้ วใจ - เอกสารทางวชิ าการทีม่ ีค้า ประโยค และ

ขอ้ ความท่ตี ้องใชบ้ รบิ ทชว่ ยพิจารณาความหมาย

- งานเขยี นประเภทชกั จูงโนม้ นา้ วใจเชิง

สรา้ งสรรค์

๗. ปฏบิ ตั ิตามคู่มอื แนะนา้ วธิ ีการใช้  การอา่ นและปฏบิ ตั ิตามเอกสารคมู่ ือ

งาน ของเคร่อื งมอื หรือเคร่ืองใชใ้ น

ระดบั ทย่ี ากขนึ

๘. วเิ คราะหค์ ณุ คา่ ทไ่ี ด้รับจากการอา่ น  การอา่ นหนังสือตามความสนใจ เชน่

งานเขยี นอย่างหลากหลายเพื่อนา้ ไปใช้ - หนงั สือทน่ี กั เรยี นสนใจและเหมาะสมกับวยั

แกป้ ัญหาในชวี ิต - หนังสอื อา่ นท่ีครูและนักเรยี นก้าหนดร่วมกนั

๙. มมี ารยาทในการอ่าน  มารยาทในการอา่ น

๒๓

สาระท่ี ๒ การเขียน

มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขยี นสื่อสาร เขยี นเรียงความ ยอ่ ความ และเขยี นเรื่องราวในรปู แบบต่าง ๆ
เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ คว้าอยา่ งมีประสิทธภิ าพ

รหัสตัวช้ีวดั ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ท ๒.๑ ม.๑/๑ ๑. คดั ลายมือตัวบรรจงครง่ึ บรรทัด  การคัดลายมือตัวบรรจงคร่ึงบรรทัดตาม

ม.๑/๒ ม.๑/๓ รูปแบบการเขียนตวั อกั ษรไทย

ม.๑/๔ ม.๑/๕

ม.๑/๖ ม.๑/๗

ม.๑/๘ ม.๑/๙ ๒. เขยี นสอื่ สารโดยใช้ถอ้ ยค้าถูกต้อง  การเขยี นส่ือสาร เชน่

ชัดเจน เหมาะสม และสละสลวย - การเขยี นแนะนา้ ตนเอง

- การเขียนแนะน้าสถานที่สา้ คญั ๆ

- การเขยี นบนสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส์

๓. เขยี นบรรยายประสบการณโ์ ดยระบุ  การบรรยายประสบการณ์

สาระส้าคัญและรายละเอียดสนบั สนนุ

๔. เขียนเรยี งความ  การเขียนเรยี งความเชงิ พรรณนา

๕. เขยี นยอ่ ความจากเรื่องที่อ่าน  การเขียนย่อความจากส่ือต่าง ๆ เช่น เร่ืองสัน

คา้ สอน โอวาท คา้ ปราศรัย สนุ ทรพจน์

รายงาน ระเบียบ ค้าสั่ง บทสนทนาเร่ืองเล่า

ประสบการณ์

๖. เขียนแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับ  การเขยี นแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกับสาระจาก

สาระจากส่ือที่ได้รบั ส่ือตา่ ง ๆ เช่น

- บทความ

- หนงั สอื อ่านนอกเวลา

- ขา่ วและเหตกุ ารณ์ประจา้ วัน

- เหตุการณส์ า้ คัญต่าง ๆ

๗. เขียนจดหมายส่วนตวั และจดหมาย  การเขยี นจดหมายส่วนตัว

กิจธุระ - จดหมายขอความช่วยเหลอื

- จดหมายแนะนา้

 การเขยี นจดหมายกจิ ธุระ

- จดหมายสอบถามข้อมูล

๘. เขียนรายงานการศึกษาคน้ ควา้ และ  การเขยี นรายงาน ไดแ้ ก่

โครงงาน - การเขียนรายงานจากการศึกษาค้นควา้

- การเขยี นรายงานโครงงาน

๙. มีมารยาทในการเขยี น  มารยาทในการเขียน

๒๔

สาระท่ี ๓ การฟัง การดู และการพดู

มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลอื กฟงั และดูอยา่ งมวี จิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคดิ และความรสู้ ึกในโอกาสตา่ ง ๆ
อยา่ งมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์

รหสั ตวั ชี้วดั ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ท ๓.๑ ม.๑/๑ ๑. พดู สรุปใจความส้าคัญของเรอ่ื งท่ีฟงั  การพดู สรุปความ พูดแสดงความรู้ ความคิด

ม.๑/๒ ม.๑/๓ และดู อยา่ งสร้างสรรค์จากเร่ืองทฟ่ี ังและดู

ม.๑/๔ ม.๑/๕ ๒. เลา่ เรือ่ งย่อจากเร่ืองท่ีฟงั และดู  การพูดประเมินความน่าเช่อื ถือของสือ่ ท่ีมี

ม.๑/๖ ๓. พดู แสดงความคิดเห็นอย่าง เนือหาโนม้ นา้ ว

สร้างสรรคเ์ ก่ยี วกับเรื่องที่ฟงั และดู

๔. ประเมินความน่าเชื่อถอื ของส่ือ

ที่มีเนอื หาโนม้ น้าวใจ

๕. พดู รายงานเรอ่ื งหรือประเด็นที่  การพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าจากแหลง่

ศกึ ษาค้นควา้ จากการฟัง การดู และ เรยี นร้ตู า่ ง ๆ ในชุมชน และท้องถ่นิ ของตน

การสนทนา

๖. มมี ารยาทในการฟัง การดู และการ  มารยาทในการฟงั การดู และการพดู

พดู

สาระที่ ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย

มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิ
ปัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัติของชาติ

รหสั ตัวชี้วัด ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ท ๔.๑ ม.๑/๑ ๑. อธิบายลักษณะของเสยี งในภาษาไทย  เสียงในภาษาไทย

ม.๑/๒ ม.๑/๓

ม.๑/๔ ม.๑/๕

ม.๑/๖

๒. สร้างค้าในภาษาไทย  การสร้างค้า

- คา้ ประสม คา้ ซ้า คา้ ซ้อน

- คา้ พอ้ ง

๓. วเิ คราะห์ชนิดและหนา้ ทขี่ องคา้ ใน  ชนิดและหน้าท่ีของค้า

ประโยค

๔. วเิ คราะห์ความแตกต่างของภาษาพูด  ภาษาพูด

และภาษาเขียน  ภาษาเขียน

๕. แตง่ บทร้อยกรอง  กาพยย์ านี ๑๑

๖. จ้าแนกและใชส้ า้ นวนท่ีเป็นค้าพังเพย  ส้านวนทีเ่ ปน็ ค้าพงั เพยและสภุ าษติ

และสุภาษติ

๒๕

สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม

มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคดิ เห็น วจิ ารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนา้ มา
ประยกุ ต์ใช้ในชีวติ จริง

รหัสตัวชี้วดั ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
 วรรณคดแี ละวรรณกรรมเกี่ยวกับ
ท ๕.๑ ม.๑/๑ ๑. สรปุ เนือหาวรรณคดแี ละ - ศาสนา
- ประเพณี
ม.๑/๒ ม.๑/๓ วรรณกรรมที่อา่ น - พิธกี รรม
- สภุ าษิตคา้ สอน
ม.๑/๔ ม.๑/๕ - เหตกุ ารณป์ ระวัติศาสตร์
- บนั เทงิ คดี
๒. วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม - บันทกึ การเดนิ ทาง
ท่ีอา่ นพร้อมยกเหตผุ ลประกอบ - วรรณกรรมท้องถิน่
๓. อธบิ ายคณุ คา่ ของวรรณคดีและ  การวเิ คราะห์คุณค่าและข้อคิดจากวรรณคดี
วรรณกรรมท่ีอ่าน และวรรณกรรม
๔. สรุปความรู้และข้อคดิ จากการอา่ น
เพือ่ ประยุกต์ใช้ในชีวติ จริง  บทอาขยานและบทร้อยกรองทม่ี ีคณุ คา่
- บทอาขยานตามท่ีกา้ หนด
๕. ท่องจา้ บทอาขยานตามท่ีก้าหนด - บทรอ้ ยกรองตามความสนใจ
และบทร้อยกรองท่มี ีคุณคา่ ตามความ
สนใจ

๒๖

กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

ท้าไมตอ้ งเรยี นคณติ ศาสตร์

คณิตศาสตร์มีบทบาทส้าคัญย่ิงต่อความส้าเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เน่ืองจากคณิตศาสตร์ ช่วยให้
มนุษยม์ ีความคิดรเิ ร่มิ สร้างสรรค์ คดิ อย่างมีเหตผุ ล เป็นระบบ มีแบบแผน ส้ามารถวเิ คราะหป์ ญั หา หรือสถานการณ์ได้
อยา่ งรอบคอบและถี่ถ้วน ชว่ ยใหค้ าดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แกป้ ญั หา ได้อยา่ งถูกต้อง เหมาะสม และสา้ มารถน้าไป
ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนีคณิตศาสตร์ยังเป็นเคร่ืองมือ ในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และศาสตร์อ่ืน ๆ อันเป็นรากฐานในการพฒั นาทรัพยากรบุคคลของ ช้าติให้มคี ณุ ภาพและพฒั นาเศรษฐกิจ
ของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาช้าติ การศึกษาคณิตศาสตร์ จึงจ้าเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างตอ่ เน่ือง เพื่อให้ทันสมัย
และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วใน
ยคุ โลกาภิวตั น์

ตัวชีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ฉบับนี จัดท้าขึนโดยค้านึงถึงการส่งเสริม ให้ผู้เรียนมี
ทักษะที่จ้าเป็นส้าหรับการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ เป็นส้าคัญ นั่นคือ การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะ ด้านการคิด
วิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ
ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่าทันการเปล่ียนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถ
แข่งขันและอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ ทังนี การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ ประสบความส้าเร็จนัน จะต้องเตรียม
ผู้เรยี นใหม้ ีความพร้อมที่จะเรียนรสู้ ง่ิ ตา่ ง ๆ พร้อมที่ จะประกอบอ้าชีพเมื่อจบการศึกษาหรือสามารถศึกษาต่อในระดับ
ที่สูงขนึ ดงั นนั สถานศึกษาควรจดั การเรียนร้ใู ห้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรยี น

เรยี นรู้อะไรในคณิตศาสตร์

กลุ่มส้าระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น ๔ สาระ ได้แก่ จานวนและพีชคณิต การวัดและเรขาคณิต สถิติและ
ความน่าจะเปน็ แคลคลู สั

๑.จ้านวนและพีชคณิต ระบบจ้านวนจริง สมบัติเก่ียวกับจ้านวนจริง อัตราส่วน ร้อยละ การประมาณค่า
การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจ้านวน การใช้จ้านวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ เอก
นาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบียและมูลค้่าของเงิน เมทริกซ์ จ้านวนเชิงซ้อน ล้าดับและ
อนุกรม และการน้าความรู้เก่ียวกับจ้านวนและพีชคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ การวัด ความยาว ระยะทาง
น้าหนัก พืนที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเก่ียวกับการวัด อัตราส่วน
ตรโี กณมติ ิ การแกป้ ัญหาเกยี่ วกับการวดั และการนา้ ความรู้เกย่ี วกบั การวดั ไปใชใ้ นสถานการณต์ ่าง ๆ

๒. การวัดและเรขาคณิต ความยาว ระยะทาง น้าหนัก พืนที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วยวัด
ระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ รูปเรขาคณิตและสมบัติของ รูปเรขาคณิต การนึกภาพ
แบบจ้าลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตในเร่ือง การเลื่อนขนาน การสะท้อน การ
หมุน เรขาคณิตวิเคราะห์ เวกเตอร์ในสามมติ ิ และการนา้ ความรู้เกยี่ วกบั การวัดและเรขาคณิตไปใช้ในสถานการณต์ ่าง ๆ

๒๗

๓.สถติ แิ ละความน่าจะเป็น การตังค้าถามทางสถติ ิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู การคา้ นวณค่า้ สถิติการนา้ เสนอ
และแปลผลส้าหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับเบืองต้น ความน่าจะเป็น การแจกแจงของตัวแปร
สุม่ การใชค้ วามรู้เกี่ยวกับสถติ แิ ละความนา่ จะเป็นในการอธิบายเหตุการณต์ า่ ง ๆ และ ช่วยในการตดั สินใจ

๔.แคลคูลัส ลิมิตและความต่อเน่ืองของฟังก์ชัน อนุพันธ์ของฟังก์ชันพีชคณิต ปริพันธ์ของฟังก์ชัน พีชคณิต
และการนา้ ความรเู้ กย่ี วกับแคลคลู สั ไปใช้ในสถานการณต์ า่ ง ๆ

สาระและมาตรฐานการเรียนรู้

สาระที่ ๑ จา้ นวนและพีชคณิต
มาตรฐาน ค ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของการแสดงจา้ นวน ระบบจ้านวน การดา้ เนินการของ

จา้ นวนผลทเี่ กิดขึนจากการด้าเนินการสมบัตขิ องการด้าเนนิ การและนา้ ไปใช้
มาตรฐาน ค ๑.๒ เข้าใจและวิเคราะห์แบบรปู ความสัมพนั ธ์ ฟงั ก์ชนั ลา้ ดับและอนุกรม และน้าไปใช้
มาตรฐาน ค ๑.๓ ใชน้ พิ จน์ สมการ อสมการ และเมทริกซ์ อธบิ ายความสัมพนั ธ์ หรอื ชว่ ยแก้ปญั หาท่ีก้าหนดให้
หมายเหต:ุ มาตรฐาน ค ๑.๓ ส้าหรบั ผู้เรียนในระดับชันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑ – ๖

สาระที่ ๒ การวัดและเรขาคณติ
มาตรฐาน ค ๒.๑ เข้าใจพนื ฐานเกี่ยวกับการวดั วัดและคาดคะเนขนาดของสง่ิ ท่ตี ้องการวัด และน้าไปใช้
มาตรฐาน ค ๒.๒ เข้าใจและวิเคราะห์รปู เรขาคณิต สมบัติของรปู เรขาคณติ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างรปู

และทฤษฎีบททางเรขาคณติ และนา้ ไปใช้
มาตรฐาน ค ๒.๓ เข้าใจเรขาคณิตวิเคราะหแ์ ละนา้ ไปใช้
มาตรฐาน ค ๒.๔ เขา้ ใจเวกเตอร์ การดา้ เนินการของเวกเตอร์ และน้าไปใช้
หมายเหตุ: ๑. มาตรฐาน ค ๒.๑ และ ค ๒.๒ สา้ หรบั ผู้เรยี นในระดบั ชนั ประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงระดับชัน

มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓
๒. มาตรฐาน ค ๒.๓ และ ค ๒.๔ สา้ หรบั ผ้เู รียนในระดบั ชนั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๔ – ๖ ท่เี น้น

วิทยาศาสตร์

สาระที่ ๓ สถติ ิและความนา่ จะเป็น
มาตรฐาน ค ๓.๑ เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปญั หา
มาตรฐาน ค ๓.๒ เขา้ ใจหลกั การนับเบืองตน้ ความนา่ จะเปน็ และน้าไปใช้
หมายเหต:ุ ค ๓.๒ สา้ หรบั ผู้เรียนในระดับชันมัธยมศึกษาปีที่ ๑ – ๖

สาระท่ี ๔ แคลคลู สั
มาตรฐาน ค ๔.๑ เขา้ ใจลมิ ิตและความต่อเน่ืองของฟงั กช์ ัน อนุพนั ธข์ องฟังกช์ นั และปรพิ นั ธ์ของ

ฟงั ก์ชนั และนา้ ไปใช้
หมายเหตุ: มาตรฐาน ค ๔.๑ สา้ หรับผู้เรยี นในระดบั ชนั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๔ – ๖ ที่เนน้ วิทยาศาสตร์

๒๘

คุณภาพผู้เรยี น

จบช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๓
- มีความรู้ความเข้าใจและความรู้สกึ เชงิ จ้านวนเก่ียวกับจา้ นวนนับไม่เกินหนึ่งแสนและศูนย์และการด้าเนินการ
ของจ้านวน สามารถแก้ปัญหาเก่ียวกับการบวก การลบ การคูณ และการหาร พร้อมทังตระหนักถึงความ
สมเหตุสมผลของค้าตอบทีไ่ ด้
- มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความยาว ระยะทาง น้าหนัก ปริมาตร ความจุ เวลาและเงิน สามารถวัดได้อย่าง
ถกู ตอ้ งและเหมาะสม และนา้ ความรู้เก่ยี วกับการวัดไปใช้แก้ปญั หาในสถานการณต์ า่ ง ๆ ได้
- มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหล่ียม รูปวงกลม รูปวงรี ทรงส่ีเหล่ียมมุมฉากทรงกลม
ทรงกระบอก รวมทงั จุด สว่ นของเส้นตรง รังสี เสน้ ตรง และมมุ
- มคี วามร้คู วามเข้าใจเกย่ี วกับแบบรปู และอธิบายความสมั พนั ธ์ได้
- รวบรวมข้อมูล และจ้าแนกข้อมูลเก่ียวกับตนเองและส่ิงแวดล้อมใกล้ตัวท่ีพบเห็นในชีวิตประจ้าวัน และ
อภิปรายประเด็นต่าง ๆ จากแผนภมู ิรูปภาพและแผนภูมิแท่งได้
- ใช้วิธีการท่ีหลากหลายแก้ปัญหา ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในการแก้ปัญหาใน
สถานการณต์ ่าง ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม ให้เหตผุ ลประกอบการตัดสินใจ และสรุปผลไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ใช้ภาษา
และสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการส่ือสาร การสื่อความหมาย และการน้าเสนอได้อย่างถูกต้อง เช่ือมโยง
ความรตู้ ่าง ๆ ในคณติ ศาสตรแ์ ละเช่ือมโยงคณติ ศาสตรก์ บั ศาสตร์อืน่ ๆ
- มีความคดิ ริเรมิ่ สรา้ งสรรค์

จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
- อ่าน เขยี นตัวเลข ตัวหนังสือแสดงจ้านวนนับ เศษส่วน ทศนิยมไมเ่ กิน ๓ ตา้ แหนง่ อัตราส่วน และ ร้อยละ
มคี วามรูส้ ึกเชิงจ้านวน มีทักษะการบวก การลบ การคูณ การหาร ประมาณผลลัพธ์ และน้าไปใช้ ใน
สถานการณ์ต่าง ๆ
- อธบิ ายลักษณะและสมบัติของรูปเรขาคณิต หาความยาวรอบรปู และพืนท่ีของรปู เรขาคณิต สร้างรปู
สามเหลีย่ ม รปู ส่ีเหล่ียมและวงกลม หา้ ปรมิ าตรและความจุของทรงส่ีเหลี่ยมมุมฉาก และน้าไปใช้ ใน
สถานการณต์ ่าง ๆ
- นา้ เสนอข้อมลู ในรปู แผนภมู ิแท่ง ใชข้ ้อมลู จากแผนภูมิแท่ง แผนภมู ิรปู วงกลม ต้าราสองทาง และ กราฟเส้นใน
การอธบิ ายเหตุการณต์ า่ ง ๆ และตดั สินใจ

จบช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓
- มีความร้คู วามเขา้ ใจเก่ียวกับจา้ นวนจริง ความสมั พันธ์ของจา้ นวนจริง สมบัตขิ องจ้านวนจรงิ และใชค้ วามรู้
ความเข้าใจนีในการแก้ปญั หาในชวี ิตจริง
- มีความรคู้ วามเข้าใจเกยี่ วกับอัตราส่วน สดั ส่วน และร้อยละ และใชค้ วามรคู้ วามเขา้ ใจนี ในการแก้ปญั หาใน
ชวี ิตจริง
- มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเลขยกก้าลังท่ีมีเลขชีก้าลังเป็นจ้านวนเต็ม และใช้ความรู้ความเข้าใจนี ในการ
แก้ปญั หาในชวี ติ จรงิ
- มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับสมการเชงิ เส้นตัวแปรเดียว ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร และอสมการเชงิ
เสน้ ตัวแปรเดยี ว และใชค้ วามรคู้ วามเข้าใจนีในการแกป้ ัญหาในชวี ิตจริง

๒๙

- มีความรู้ความเข้าใจและใช้ความรู้เกี่ยวกับคู่อันดับ กราฟของความสัมพันธ์ และฟังก์ชันก้าลังสอง และใช้
ความรู้ความเข้าใจเหล่า้ นีในการแก้ปญั หาในชวี ิตจรงิ

- มีความรู้ความเข้าใจทางเรขาคณิตและใช้เคร่ืองมือ เช่น วงเวียนและสันตรง รวมทังโปรแกรม The
Geometer’s Sketchpad หรือโปรแกรมเรขาคณิตพลวัตอื่น ๆ เพ่อื สร้างรปู เรขาคณิต ตลอดจน น ความรู้
เกีย่ วกับก้ารสรา้ งนีไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการแกป้ ัญหาในชีวิตจรงิ

- มีความรู้ความเข้าใจและใชค้ วามร้คู วามเข้าใจนีในการหาความสมั พันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตสองมิติ และรปู
เรขาคณิตสามมิติ มีความรู้ความเข้าใจในเร่ืองพืนที่ผิวและปริมาตรของปรซิ ึม ทรงกระบอก พีระมิด กรวย
และ ทรงกลม และใช้ความรคู้ วามเข้าใจนีในการแกป้ ัญหาในชีวิตจรงิ

- มีความรูค้ วามเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติของเส้นขนาน รูปสามเหลีย่ มที่เทา่ กันทกุ ประการ รูปสามเหลยี่ มคล้าย
ทฤษฎีบทพที าโกรัสและบทกลับ และนา้ ความรู้ความเข้าใจนีไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาในชวี ติ จรงิ

- มีความรู้ความเข้าใจในเร่ืองการแปลงทางเรขาคณิตและน้าความรู้ความเข้าใจนีไปใช้ในการ แก้ปัญหาใน
ชีวติ จรงิ

- มีความรู้ความเข้าใจในเร่ืองอัตราส่วนตรีโกณมิติและน้าความรู้ความเข้าใจนีไปใช้ในการแก้ปัญหา ในชีวิต
จริง

- มีความรู้ความเข้าใจในเร่ืองทฤษฎีบทเกี่ยวกับวงกลมและน้าความรู้ความเข้าใจนีไปใช้ในการ แก้ปัญหา
คณิตศาสตร์

- มีความรู้ความเข้าใจทางสถิติในก้ารน น้าเสนอข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และแปลความหมายข้อมูล ท่ี
เกยี่ วขอ้ งกบั แผนภาพจุด แผนภาพต้น-ใบ ฮสิ โทแกรม คา่ กลางของข้อมลู และแผนภาพกลอ่ ง และใชค้ วามรู้
ความเขา้ ใจนี รวมทังนา้ สถิตไิ ปใช้ในชวี ติ จริงโดยใชเ้ ทคโนโลยที ีเ่ หมาะสม

- มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกบั ความนา่ จะเป็นและใช้ในชวี ติ จริง

รหัสวชิ า ค ๒๑๑๐๑ ๓๐
รายวชิ าพ้นื ฐาน
คา้ อธิบายรายวิชา
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑ ภาคเรียนท่ี ๑
รายวิชาคณิตศาสตร์
กล่มุ สาระการเรียนร้คู ณติ ศาสตร์
เวลา ๖๐ ชว่ั โมง จา้ นวน 1.5 หน่วยกติ

ศึกษา ฝกึ ทกั ษะการคิดคา้ นวณ การใชเ้ หตุผลและฝึกการแก้ปญั หาในสาระตอ่ ไปนี
จ้านวนเต็ม ชนิดของจ้านวนเต็ม การอ่านและเขียนสัญลักษณ์แทนจ้านวนเต็ม การเขียนแทนจ้านวนเต็ม
ดว้ ยจดุ บนเส้นจ้านวน การเปรียบเทยี บจ้านวนเตม็ การบวก การลบ การคูณ การหารจ้านวนเตม็ สมบตั ิการบวกและ
การคณู จา้ นวนเตม็
การสร้างทางเรขาคณิต การสร้างพืนฐานทางเรขาคณิต การสร้างรูปเรขาคณิตสองมิติโดยใช้การสร้างทาง
พืนฐานทางเรขาคณติ การน้าความร้เู กี่ยวกบั การสรา้ งพนื ฐานทางเรขาคณิตไปใชใ้ นชวี ิตจริง
เลขยกก้าลัง ความหมายของเลขยกก้าลังที่มีเลขชีก้าลังเป็นจ้านวนเต็มบวก การเขียนเลขยกก้าลังที่มีเลข
ชีก้าลังเป็นจ้านวนเต็มบวก การเขียนเลขยกก้าลังแสดงจ้านวนในรูปสัญกรณ์วิทยาศาสตร์ การคูณและการหารเลข
ยกก้าลงั ทม่ี ีฐานเดียวกนั และเลขชกี ้าลังเปน็ จ้านวนเต็มบวก
ทศนยิ มและเศษส่วน จ้านวนตรรกยะและสมบตั ิจ้านวนตรรกยะ การเขยี นเศษสว่ นในรูปทศนิยม และการ
เขยี นทศนิยมในรูปเศษส่วน การเปรียบเทยี บเศษส่วนและทศนิยม การบวก การลบ การคณู และการหารเศษส่วน
และทศนยิ ม โจทย์ปัญหาเกย่ี วกับเศษส่วนและทศนยิ ม เชอ่ื มโยงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเศษสว่ น ทศนิยมและร้อยละ
(เปอรเ์ ซ็นต์)
รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ หน้าตัดของรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ภาพท่ีได้จากการมอง
ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านบนของรปู เรขาคณิตสามมติ ทิ ป่ี ระกอบขนึ จากลกู บาศก์
โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย ใช้ความรู้ ทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีในการแก้ปัญหา
ในสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจและสรุปผลได้อย่างเหมาะสม ใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทาง
คณิตศาสตร์ในการสื่อสาร การสื่อความหมาย และการน้าเสนอได้อย่างถูกต้อง และชัดเจน เชื่อมโยงความรู้ ต่าง ๆ
ในคณิตศาสตร์และน้าความรู้ หลักการ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับศาสตร์อ่ืน ๆ และมีความคิด
ริเร่ิมสร้างสรรค์ เพ่ือน้าประสบการณ์ด้านความรู้ ความคิด ทักษะ กระบวนการที่ได้ไปใช้ในการเรียนรู้ต่าง ๆ และ
ใช้ชีวิตประจ้าวันอย่างสร้างสรรค์ รวมทังเห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ สามารถท้างานอย่างเป็นระบบ
ระเบยี บ มีความรอบคอบ มีความรับผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณและมีความเชอื่ มัน่ ในตนเอง

รหสั วิชา
ค ๑.๑ ม. ๑/๑ , ม. ๑/๒
ค ๒.๒ ม. ๑/๑, ม. ๑/๒

รวม ๔ ตัวช้วี ดั

๓๑

คา้ อธิบายรายวชิ า

รหัสวชิ า ค ๒๑๑๐2 รายวชิ าคณติ ศาสตร์
รายวชิ าพื้นฐาน กล่มุ สาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์

ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๑ ภาคเรยี นที่ 2 เวลา ๖๐ ช่ัวโมง จา้ นวน 1.5 หน่วยกติ

ศึกษา ฝกึ ทักษะการคดิ ค้านวณ การใช้เหตุผลและฝกึ การแก้ปัญหาในสาระตอ่ ไปนี
สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว วิเคราะห์และเขียนความสัมพนั ธ์จากแบบรปู ที่ก้าหนดใหโ้ ดยใช้ตวั แปร ค้าตอบ
ของสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว การแกส้ มการเชิงเสน้ ตวั แปรเดียว ใช้สมบตั ิของการเทา่ กัน และสมบัติของจ้านวน
ในการก้สมการ ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของค้าตอบโดยใช้การคิดในใจและวธิ ีประมาณค่า การใช้ตัวแปรแทน
ปรมิ าณต่าง ๆ ในปญั หา และเขียนสมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว แทนสถานการณห์ รือปัญหาอย่างงา่ ย การแกโ้ จทย์
ปัญหาเกย่ี วกับสมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียวอย่างง่าย การนา้ ความรเู้ กีย่ วกบั การแกส้ มการเชิงเสน้ ตวั แปรเดียวไปใช้ใน
ชีวติ จรงิ
อัตราส่วน สัดส่วนและร้อยละ อัตราส่วนของจ้านวนหลาย ๆ จ้านวน สัดส่วน การน้าความรู้เกี่ยวกับ
อัตราส่วน สัดส่วนและร้อยละไปใช้ในการแก้ปัญหา ประยุกต์ใช้ร้อยละในการแก้ปัญหาเก่ียวกับการซือขาย
ดอกเบีย ภาษี การเจริญเติบโตและการถดถอย อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่แสดงในรูปภาพ หรือรูป
สมการทส่ี อดคลอ้ งกับปัญหาอตั ราอยา่ งงา่ ย
กราฟและความสัมพันธ์เชิงเสน้ กราฟของความสัมพันธ์เชงิ เส้น สมการเชิงเส้นสองตัวแปร การน้าความรู้
เก่ยี วกบั สมการเชิงเส้นสองตวั แปรและกราฟของความสมั พันธเ์ ชิงเส้นไปใชใ้ นชีวติ จรงิ
สถติ ิ (๑) การตงั ค้าถามทางสถิติ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู กาน้าเสนอขอ้ มลู โดยใชแ้ ผนภมู ริ ูปภาพ แผนภมู ิ
แท่ง กราฟเส้น แผนภูมิรูปวงกลม การแปลความหมายข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการน้าเสนอ การห่า
กลางของขอ้ มลู และการนา้ สถติ ไิ ปใช้ในชวี ติ จริง
โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย ใช้ความรู้ ทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีในการแก้ปัญหา

ในสถานการณ์ต่าง ๆ ให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจและสรุปผลได้อย่างเหมาะสม ใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทาง

คณิตศาสตร์ในการสื่อสาร การส่ือความหมาย และการน้าเสนอได้อย่างถูกต้อง และชัดเจน เชื่อมโยงความรู้

ต่าง ๆ ในคณิตศาสตร์และน้าความรู้ หลักการ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับศาสตร์อ่ืน ๆ และ

มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ เพ่ือน้าประสบการณ์ด้านความรู้ ความคิด ทักษะ กระบวนการที่ได้ไปใช้ในการเรียนรู้

ต่าง ๆ และใช้ชีวิตประจ้าวันอย่างสร้างสรรค์ รวมทังเห็นคุณค่าและมีเจตคติท่ีดีต่อคณิตศาสตร์ สามารถท้างาน

อยา่ งเป็นระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มคี วามรับผดิ ชอบ มีวิจารณญาณและมีความเชอื่ มน่ั ในตนเอง

รหสั ตัวชี้วดั ม. ๑/๓
ค ๑.๑ ม. ๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓
ค ๑.๓ ม. ๑/๑
ค ๓.๑

รวม ๕ ตัวชี้วดั

๓๒

ตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑

สาระท่ี ๑ จา้ นวนและพชี คณิต
มาตรฐาน ค ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจา้ นวน ระบบจา้ นวน การด้าเนินการของจา้ นวนผลท่ีเกิดขึน

จากการด้าเนินการ สมบัติของการดา้ เนนิ การและนา้ ไปใช้

ช้นั ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.๑ ๑. เขา้ ใจจ้านวนตรรกยะและ  จ้านวนตรรกยะ

ความสัมพนั ธ์ของจ้านวนตรรกยะ - จ้านวนเตม็

และใชส้ มบตั ขิ องจ้านวน ตรรกยะ - สมบตั ิของจ้านวนเตม็

ในการแก้ปญั หาคณิตศาสตร์และ - ทศนิยมและเศษส่วน

ปญั หาในชีวิตจรงิ - จ้านวนตรรกยะและสมบัติของจ้านวน

๒. เข้าใจและใชส้ มบตั ิของเลขยก ตรรกยะ

ก้าลังท่ีมีเลขชี กา้ ลงั เปน็ จ้านวน - เลขยกกา้ ลงั ที่มเี ลขชีก้าลงั เป็นจ้านวน

เตม็ บวกในการแกป้ ัญหา เต็มบวก

คณิตศาสตร์และปญั หาในชีวติ จรงิ - การน้าความรเู้ กย่ี วกับจ้านวนเต็ม จา้ นวน

ตรรกยะ และเลขยกกา้ ลงั ไปใชใ้ นการ

แกป้ ญั หา

๓.เข้าใจและประยกุ ต์การใช้  อัตราส่วน

อตั ราสว่ น สัดสว่ นและรอ้ ยละ ใน - อตั ราสว่ นของจ้านวนหลาย ๆ จ้านวน

การแกป้ ัญหาคณิตศาสตรแ์ ละ -สัดสว่ น

ปัญหาในชวี ติ จรงิ -การน้าความรู้

สาระที่ ๑ จ้านวนและพีชคณติ

มาตรฐาน ค ๑.๒ เขา้ ใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟงั ก์ชนั ล้าดับและอนุกรม และนา้ ไปใช้

ชัน้ ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง

ม.๑ - -

๓๓

สาระที่ ๑ จา้ นวนและพชี คณิต

มาตรฐาน ค ๑.๓ ใชน้ พิ จน์ สมการ อสมการ และเมทรกิ ซ์ อธบิ ายความสัมพันธ์ หรือช่วยแกป้ ัญหาที่ก้าหนดให้

ช้ัน ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๑ ๑. เขา้ ใจและใช้สมบตั ิของการเทา่ กนั  สมการเชงิ เส้นตวั แปรเดยี ว

และสมบตั ิ ของจา้ นวน เพ่ือวิเคราะห์ - สมการเชิงเสน้ ตวั แปรเดียว

และแก้ปัญหาโดย ใชส้ มการเชงิ เส้นตัว - การแก้สมการเชิงเส้นตัวแปรเดยี ว

แปรเดียว - กา้ รนา้ ความรเู้ ก่ียวกับการแกส้ มการเชงิ เส้น

ตัวแปรเดียวไปใชใ้ นชวี ิตจริง

๒. เข้าใจและใช้ความรเู้ ก่ียวกับกราฟ  สมการเชิงเส้นสองตัวแปร

ในการแก้ปญั หาคณิตศาสตร์และ - กราฟของความสมั พันธเ์ ชิงเสน้

ปญั หาในชีวิตจรงิ - สมการเชิงเสน้ สองตวั แปร

๓. เข้าใจและใช้ความรเู้ ก่ยี วกับ - การนา้ ความร้เู ก่ยี วกับสมการเชิงเสน้ สองตัว

ความสัมพันธเ์ ชงิ เส้น ในการแก้ปัญหา แปรและกราฟของความสัมพันธเ์ ชิงเสน้ ไปใช้ ใน

คณติ ศาสตร์และปญั หา ในชวี ิตจริง ชีวิตจริง

สาระที่ ๒ การวดั และเรขาคณติ
มาตรฐาน ค ๒.๑ เขา้ ใจพ้ืนฐานเกย่ี วกับการวดั วดั และคาดคะเนขนาดของสงิ่ ท่ีต้องการวัด และนา้ ไปใช้

ชน้ั ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ม.๑ - -

สาระท่ี ๒ การวดั และเรขาคณติ
มาตรฐาน ค ๒.๒ เข้าใจและวเิ คราะหร์ ปู เรขาคณติ สมบัตขิ องรปู เรขาคณติ ความสัมพันธร์ ะหว่างรปู เรขาคณติ
และทฤษฎีบททางเรขาคณติ และน้าไปใช้

๓๔

ช้นั ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

ม.๑ ๑. ใชค้ วามรทู้ างเรขาคณิตและ การสร้างทางเรขาคณิต

เคร่อื งมอื เช่น วง เวียนและสนั ตรง - ก้ารสร้างพืนฐานทางเรขาคณิต

รวมทังโปรแกรม The Geometer’s - การสร้างรูปเรขาคณิตสองมติ ิโดยใช้การ

Sketchpad หรอื โปรแกรม เรขาคณิต สรา้ ง พนื ฐานทางเรขาคณิต

พลวตั อ่ืน ๆ เพ่ือสร้างรปู เรขาคณิต - การน้าความรเู้ กี่ยวกับการสรา้ งพืนฐานทาง

ตลอดจนน้าความร้เู ก่ยี วกบั การสรา้ งนี เรขาคณติ ไปใชใ้ นชีวติ จริง

ไป ประยกุ ต์ใช้ในการแกป้ ัญหาในชวี ติ

จรงิ

๒. เขา้ ใจและใช้ความรู้ทางเรขาคณติ มติ สิ ัมพนั ธ์ของรปู เรขาคณิต

ในการ วเิ คราะห์หาความสัมพันธ์ - หนา้ ตดั ของรูปเรขาคณิตสามมติ ิ

ระหวา่ งรูปเรขาคณติ สองมติ ิ และรปู - ภาพทไี่ ดจ้ ากการมองดา้ นหนา้ ดา้ นขา้ ง

เรขาคณติ สามมิติ ด้านบนของรปู เรขาคณติ สามมิตทิ ีป่ ระกอบขึน

จากลูกบาศก์

สาระที่ ๒ การวัดและเรขาคณติ
มาตรฐาน ค ๒.๓ เขา้ ใจเรขาคณิตวเิ คราะห์ และนา้ ไปใช้

ช้ัน ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ม.๑ - -

สาระที่ ๒ การวัดและเรขาคณิต

มาตรฐาน ค ๒.๔ เข้าใจเวกเตอร์ การดา้ เนนิ การของเวกเตอร์ และน้าไปใช้

ชั้น ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๑ - -

๓๕

สาระที่ ๓ สถิติและความน่าจะเป็น

มาตรฐาน ค ๓.๑ เข้าใจกระบวนการทางสถติ ิ และใช้ความรู้ทางสถติ ใิ นการแกป้ ัญหา

ช้ัน ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.๑ ๑. เขา้ ใจและใช้ความรู้ทางสถิติในก้าร สถิติ

นา้ เสนอ ขอ้ มลู และแปลความหมาย - การตังคา้ ถามทางสถิติ

ขอ้ มลู รวมทงั น้า สถติ ไิ ปใช้ ในชีวิตจริง - การเก็บรวบรวมข้อมลู

โดยใชเ้ ทคโนโลยที เ่ี หมาะสม - การน้าเสนอข้อมลู

o แผนภูมริ ปู ภาพ

o แผนภมู ิแทง่

o กราฟเสน้

o แผนภูมริ ูปวงกลม

- การแปลความหมายข้อมูล

- การน้าสถติ ไิ ปใชใ้ นชีวติ จริง

สาระท่ี ๓ สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค ๓.๒ เขา้ ใจหลกั การนบั เบอื้ งตน้ ความนา่ จะเป็น และน้าไปใช้

ชัน้ ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ม.๑ - -

๓๖

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ความสา้ คัญของวทิ ยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์เป็นเร่ืองของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต ส้ารวจตรวจสอบ
และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและน้าผลมาจัดระบบ หลักการ แนวคิดและทฤษฎี ดังนันการ
เรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากท่ีสุด นั่นคือให้ได้ทัง
กระบวนการและองค์ความรู้ ตังแต่วัยเริ่มแรกก่อนเข้าเรียน เมื่ออยู่ในสถานศึกษาและเมื่อออกจากสถานศึกษาไป
ประกอบอาชีพแล้ว
การจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ในสถานศกึ ษามเี ปา้ หมายสา้ คัญดงั นี

๑. เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจหลกั การ ทฤษฎที เี่ ป็นพืนฐานในวิทยาศาสตร์
๒. เพื่อให้เข้าใจขอบเขต ธรรมชาตแิ ละข้อจา้ กดั ของวิทยาศาสตร์
๓. เพื่อใหม้ ที ักษะที่ส้าคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดคน้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
๔. เพอื่ พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและการจดั การทักษะในการ
สอ่ื สาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ
๕. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และสภาพแวดล้อมในเชิงที่มี
อิทธิพลและผลกระทบซง่ึ กันและกัน
๖. เพ่ือน้าความรู้ความเข้าใจในเร่ืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสังคมและการ
ดา้ รงชวี ติ
๗. เพ่ือให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อย่างสร้างสรรค์

เรยี นรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการ เชื่อมโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะส้าคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และ
แก้ปัญหาท่ีหลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกขันตอน มีการท้ากิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่าง
หลากหลาย เหมาะสมกับระดบั ชนั โดยกา้ หนดสาระส้าคัญ ดังนี

- วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรยี นรเู้ กี่ยวกบั ชวี ติ ในสิ่งแวดลอ้ ม องค์ประกอบของสิง่ มีชีวติ การด้ารงชีวติ ของ
มนุษย์และสัตว์การด้ารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ
สง่ิ มชี วี ติ

- วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคลื่อนที่
พลังงาน และคล่ืน

- วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบ
สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลม
ฟ้าอากาศ และผลตอ่ สิง่ มีชีวติ และสง่ิ แวดล้อม

- เทคโนโลยี การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนร้เู ก่ียวกับเทคโนโลยีเพื่อการด้ารงชีวิต ในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืน ๆ
เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม
เลอื กใช้เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยค้านงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวติ สงั คม และสิง่ แวดลอ้ ม

๓๗

- วทิ ยาการค้านวณ เรยี นรู้เกี่ยวกบั การคิดเชงิ ค้านวณ การคดิ วเิ คราะห์แก้ปญั หา เปน็ ขนั ตอนและเป็น
ระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ใน
การแก้ปัญหาทพี่ บในชวี ิตจริงได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

สาระและมาตรฐานการเรียนรู้

สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิต กับส่ิงมีชีวิต และ

ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไข
ปญั หาส่ิงแวดลอ้ ม รวมทงั นา้ ความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพืนฐานของสิ่งมีชีวิต การล้าเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ท้างานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีท้างานสัมพันธ์กัน รวมทังน้า
ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความส้าคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การ
เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
ส่ิงมชี วี ติ รวมทงั น้าความรู้ไปใช้ประโยชน์

สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับโครงสรา้ ง

และแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกิด ปฏกิ ิรยิ าเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจ้าวัน ผลของแรงที่กระท้าต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนท่ีแบบ
ต่าง ๆ ของวตั ถรุ วมทงั น้าความร้ไู ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร
และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของ คล่ืน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง
และคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทงั น้าความรู้ไปใช้ประโยชน์

สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์และ

ระบบสุริยะ รวมทังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสมั พันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง ภายในโลก และบน
ผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทังผลต่อ
สงิ่ มชี วี ติ และสิ่งแวดล้อม

๓๘

สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการด้ารงชีวิตในสังคมที่มีการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้

ความรแู้ ละทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณติ ศาสตร์และ ศาสตร์อ่นื ๆ เพอ่ื แกป้ ญั หาหรอื พัฒนางาน
อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง
เหมาะสม โดยคา้ นึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวติ สงั คม และส่งิ แวดล้อม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงค้านวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขันตอนและเป็นระบบ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การท้างาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ รู้เทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม

คณุ ภาพผเู้ รยี น

จบชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓
- เข้าใจลักษณะท่ีปรากฏ ชนิดและสมบัติบางประการของวัสดุที่ใช้ท้าวัตถุ และการเปลี่ยนแปลงของวัสดุ
รอบตวั
- เข้าใจการดึง การผลัก แรงแม่เหล็ก และผลของแรงท่ีมีต่อการเปลี่ยนแปลง การเคล่ือนท่ีของวัตถุ พลังงาน
ไฟฟา้ และการผลติ ไฟฟา้ การเกิดเสยี ง แสงและการมองเห็น
- เข้าใจการปรากฏของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว ปรากฏการณ์ขึนและตกของดวงอาทิตย์ การเกิด
กลางวันกลางคืน การก้าหนดทิศ ลักษณะของหิน การจ้าแนกชนิดดินและการใช้ประโยชน์ ลักษณะและ
ความสา้ คญั ของอากาศ การเกิดลม ประโยชน์และโทษของลม
- ตังค้าถามหรือก้าหนดปัญหาเก่ียวกับสิ่งท่ีจะเรียนรู้ตามท่ีก้าหนดให้หรือตามความสนใจสังเกต ส้ารวจ
ตรวจสอบโดยใชเ้ ครอื่ งมืออย่างง่าย รวบรวมข้อมูล บันทึก และอธิบายผลการสา้ รวจตรวจสอบด้วยการเขียน
หรอื วาดภาพ และสื่อสารส่ิงทเ่ี รยี นรดู้ ้วยการเล่าเร่อื ง หรือดว้ ยการแสดงท่าทางเพือ่ ให้ผู้อนื่ เขา้ ใจ
- แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ขันตอนการแก้ปัญหา มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เบอื งตน้ รกั ษาข้อมลู สว่ นตวั
- แสดงความกระตือรือร้น สนใจท่ีจะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เก่ียวกับเรื่องท่ีจะศึกษาตามท่ีก้าหนดใหห้ รอื
ตามความสนใจ มสี ่วนร่วมในการแสดงความคดิ เห็น และยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ผอู้ น่ื
- แสดงความรับผดิ ชอบด้วยการท้างานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งม่ัน รอบคอบ ประหยัด ซ่ือสัตย์ จนงานลลุ ว่ ง
เปน็ ผลสา้ เรจ็ และทา้ งานร่วมกบั ผู้อ่ืนอย่างมคี วามสุข
- ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการด้ารงชีวิต ศึกษาหาความรู้
เพ่มิ เตมิ ทา้ โครงงานหรือชินงานตามที่กา้ หนดให้หรือตามความสนใจ

จบช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๖
- เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต รวมทังความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่
การทา้ หนา้ ทข่ี องส่วนต่าง ๆ ของพชื และการท้างานของระบบยอ่ ยอาหารของมนุษย์
- เข้าใจสมบัติและการจ้าแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปล่ียนสถานะของสสาร การละลาย
การเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปลีย่ นแปลงทีผ่ นั กลับได้และผนั กลับไม่ได้ และการแยกสารอยา่ งง่าย
- เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้าและผลของแรงตา่ ง ๆ ผลที่เกิดจาก
แรงกระท้าต่อวัตถุ ความดัน หลักการที่มีต่อวัตถุ วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ปรากฏการณ์เบืองต้นของเสียง และ
แสง

๓๙

- เข้าใจปรากฏการณ์การขึนและตก รวมถึงการเปล่ียนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์ องค์ประกอบของ
ระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ การขึนและตกของ
กล่มุ ดาวฤกษ์ การใช้แผนที่ดาว การเกดิ อปุ ราคา พฒั นาการและประโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ

- เข้าใจลักษณะของแหล่งน้า วัฏจักรน้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง น้าค้างแข็ง หยาดน้าฟ้า
กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์หินและแร่ การเกิดซากดึกด้าบรรพ์ การเกิดลมบก ลม
ทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภยั ธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์
เรือนกระจก

- ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสทิ ธภิ าพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูลใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะในการ
แก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารในการท้างานรว่ มกัน เข้าใจสิทธิและหน้าท่ีของตน เคารพ
สิทธขิ องผ้อู น่ื

- ตังค้าถามหรือก้าหนดปัญหาเก่ียวกับส่ิงท่ีจะเรียนรู้ตามที่ก้าหนดให้หรือตามความสนใจ คาดคะเนค้าตอบ
หลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับค้าถามหรือปัญหาท่ีจะส้ารวจตรวจสอบ วางแผนและส้ารวจ
ตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทังเชิง
ปริมาณและคณุ ภาพ

- วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลท่ีมาจากการส้ารวจตรวจสอบในรูปแบบที่
เหมาะสมเพอื่ สอื่ สารความรูจ้ ากผลการส้ารวจตรวจสอบได้อย่างมีเหตุผลและหลกั ฐานอ้างอิง

- แสดงถงึ ความสนใจ มงุ่ มนั่ ในส่ิงที่จะเรียนรู้ มคี วามคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกบั เร่ืองทีจ่ ะศึกษาตามความสนใจของ
ตนเอง แสดงความคิดเหน็ ของตนเอง ยอมรบั ในข้อมูลทม่ี ีหลกั ฐานอา้ งองิ และรับฟงั ความคิดเห็นผอู้ ่ืน

- แสดงความรับผิดชอบด้วยการท้างานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซ่ือสัตย์ จนงานลุล่วง
เป็นผลสา้ เร็จ และทา้ งานร่วมกบั ผู้อน่ื อยา่ งสรา้ งสรรค์

- ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการ
ด้ารงชีวิต แสดงความช่ืนชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้นและศึกษาหาความรู้เพ่ิมเติม ท้า
โครงงานหรอื ชินงานตามทีก่ ้าหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ

- แสดงถึงความซาบซึง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเก่ียวกับการใช้ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมอย่างรคู้ ุณคา่

จบช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓
- เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบท่ีส้าคัญของเซลล์ส่ิงมีชีวิต ความสัมพันธ์ของการท้างานของระบบต่าง ๆ ใน
ร่างกายมนุษย์ การด้ารงชีวิตของพืช การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงของยีนหรือ
โครโมโซม และตัวอย่างโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ประโยชน์และผลกระทบของสิ่งมีชีวิต
ดัดแปรพันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ ปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบนิเวศและการ
ถา่ ยทอดพลังงานในส่งิ มชี ีวติ

- เขา้ ใจองคป์ ระกอบและสมบตั ิของธาตุ สารละลาย สารบรสิ ุทธ์ิ สารผสม หลกั การ แยกสาร การเปลี่ยนแปลง

ของสารในรูปแบบของการเปลี่ยนสถานะ การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี และสมบัติทาง
กายภาพ และการใชป้ ระโยชนข์ องวสั ดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามิกส์ และวัสดผุ สม

- เข้าใจการเคล่ือนท่ี แรงลัพธ์และผลของแรงลัพธ์กระท้าต่อวัตถุ โมเมนต์ของแรง แรงที่ปรากฏใน

ชีวิตประจ้าวัน สนามของแรง ความสัมพันธ์ของงาน พลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วง กฎการอนุรักษ์
พลังงาน การถ่ายโอนพลังงาน สมดุลความร้อน ความสัมพันธ์ของปริมาณ ทางไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้าใน
บ้าน พลงั งานไฟฟา้ และหลักการเบืองต้นของวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์

๔๐

- เข้าใจสมบตั ิของคล่นื และลกั ษณะของคลนื่ แบบต่าง ๆ แสงการสะทอ้ นการหักเหของแสงและทัศนอุปกรณ์
- เข้าใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การเกิดฤดู การเคล่ือนที่ปรากฏของ ดวงอาทิตย์ การเกิด

ข้างขึนข้างแรม การขึนและตกของดวงจันทร์ การเกิดน้าขึนน้าลง ประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ และ
ความกา้ วหน้าของโครงการสา้ รวจอวกาศ

- เข้าใจลักษณะของชันบรรยากาศ องค์ประกอบและปัจจัยที่มีผลต่อลมฟ้าอากาศ การเกิดและผลกระทบของ

พายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก
กระบวนการเกิดเชือเพลิงซากดึกด้าบรรพ์และการใช้ประโยชน์ พลังงานทดแทนและการใช้ประโยชน์
ลักษณะโครงสร้างภายในโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง ทางธรณีวิทยาบนผิวโลก ลักษณะชันหน้าตัดดิน
กระบวนการเกิดดิน แหล่งน้าผิวดิน แหล่งน้าใต้ดิน กระบวนการเกิดและผลกระทบของภัยธรรมชาติ และ
ธรณีพิบัติภยั

- เข้าใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลง ของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์

ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และ
ตัดสินใจเพ่ือเลือกใช้เทคโนโลยี โดยค้านึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้
ทักษะ และทรัพยากรเพ่ือออกแบบและ สร้างผลงานส้าหรับการแก้ปัญหาในชวี ติ ประจ้าวนั หรอื การประกอบ
อาชีพ โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมทังเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม ปลอดภัย รวมทังค้านงึ ถงึ ทรพั ย์สินทางปัญญา

- น้าข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน น้าเสนอข้อมูลและสารสนเทศได้ตาม

วัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงค้านวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง และเขียนโปรแกรมอย่างง่ายเพ่ือ
ชว่ ยในการแกป้ ญั หา ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารอย่างรเู้ ทา่ ทนั และรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม

- ตังค้าถามหรือก้าหนดปัญหาที่เชื่อมโยงกับพยานหลักฐาน หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ท่ีมีการก้าหนดและ

ควบคุมตัวแปร คิดคาดคะเนค้าตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สามารถน้าไปสู่การส้ารวจตรวจสอบ
ออกแบบและลงมือส้ารวจตรวจสอบโดยใช้วัสดุและเครื่องมือที่เหมาะสม เลือกใช้เคร่ืองมือและเทคโนโลยี
สารสนเทศท่ีเหมาะสมในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ทังในเชิงปริมาณและคณุ ภาพทไี่ ดผ้ ลเทยี่ งตรงและปลอดภยั

- วิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของข้อมูลที่ได้จากการส้ารวจตรวจสอบจากพยานหลักฐาน โดยใช้

ความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงข้อสรุปและสื่อสารความคิด ความรู้ จาก
ผลการส้ารวจตรวจสอบหลากหลายรปู แบบ หรอื ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผอู้ นื่ เขา้ ใจได้อย่างเหมาะสม

- แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ัน รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เก่ียวกับ

เร่ืองท่ีจะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เคร่ืองมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง เช่ือถือได้ ศึกษา
ค้นคว้าเพ่ิมเติมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นของตนเอง รับฟังความคิดเห็นผู้อ่ืน และยอมรับ
การเปลี่ยนแปลงความรูท้ ี่ค้นพบ เม่อื มขี ้อมลู และประจกั ษ์พยานใหมเ่ พม่ิ ขนึ หรือโต้แย้งจากเดิม

- ตระหนกั ในคุณค่าของความร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีใช้ในชีวิตประจ้าวนั ใชค้ วามรูแ้ ละกระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการด้ารงชีวิต และการประกอบอาชีพ แสดงความช่ืนชม ยกย่อง และเคารพ
สิทธิในผลงานของผู้คิดค้น เข้าใจผลกระทบทังด้านบวกและด้านลบ ของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ต่อ
ส่งิ แวดล้อมและตอ่ บรบิ ทอ่ืน ๆ และศึกษาหาความรูเ้ พิ่มเติม ท้าโครงงานหรอื สร้างชนิ งานตามความสนใจ

- แสดงถึงความซาบซึง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการดูแลรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ และความ

หลากหลายทางชีวภาพ

๔๑

ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทางสติปัญญา (Intellectual) ที่นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่น้าวิธีการ

ทางวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหา ใช้ในการศึกษาค้นคว้า สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์แบ่งออกได้เป็น ๑๓ ทักษะ ทักษะท่ี ๑-๘ เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขันพืนฐาน และทักษะท่ี
๙-๑๓ เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขันสูงหรือขันผสมหรือขันบูรณาการ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทัง ๑๓ ทกั ษะ มีดงั นี

๑. การสังเกต (Observing) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู
จมูก ลิน ผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ เพื่อค้นห้าข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนัน โดยไม่ใส่
ความเห็นของผู้สังเกตลงไป ข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตประกอบด้วยข้อมูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลท่ี
เกยี่ วกบั การเปล่ยี นแปลงท่สี ังเกตเหน็ ได้จากวัตถุหรือเหตุการณ์นนั ความสามารถทแ่ี สดงใหเ้ ห็นว่าเกิดทักษะนปี ระกอบด้วย
การชบี ง่ และการบรรยายสมบตั ิของวตั ถุไดโ้ ดยการกะประมาณและการบรรยายการเปลยี่ นแปลงของสิง่ ที่สังเกตได้

๒. การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่าง
มีเหตุผล โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมมาช่วย ความสามารถท่ีแสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะนี คือ การอธิบายหรือ
สรุป โดยเพ่ิมความคิดเห็นให้กับข้อมูลโดยใชค้ วามรูห้ รือประสบการณเ์ ดิมมาช่วย

๓. การจ้าแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การแบ่งพวกหรือเรียงล้าดับวัตถุหรือสิ่งท่ีมีอยู่ในปรากฏการณ์โดย
มีเกณฑ์ และเกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ความสามารถ
ที่แสดงว่าเกิดทักษะนีแล้ว ได้แก่ การแบ่งพวกของส่ิงต่าง ๆ จากเกณฑ์ท่ีผู้อ่ืนก้าหนดให้ได้ นอกจากนันสามารถเรียงล้าดับ
สิง่ ของด้วยเกณฑ์ของตวั เองพร้อมกบั บอกได้ว่าผู้อ่ืนแบ่งพวกของสงิ่ ของนนั โดยใช้อะไรเป็นเกณฑ์

๔. การวัด (Measuring) หมายถึง การเลือกใช้เครื่องมือและการใช้เคร่ืองมือนันท้าการวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ
ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสมกับสิ่งที่วัด แสดงวิธีใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง พร้อมทังบอกเหตุผลในการ
เลอื กใช้เครื่องมือ รวมทงั ระบหุ นว่ ยของตัวเลขท่ีได้จากการวัดได้

๕. การใช้ตัวเลข (Using Numbers) หมายถงึ การนับจา้ นวนของวัตถุและการน้าตัวเลขท่ีแสดงจ้านวนทน่ี บั ได้มา
คดิ คา้ นวณโดยการบวก ลบ คณู หาร หรอื การหาค่าเฉลี่ย ความสามารถที่แสดงให้เหน็ ว่าเกิดทักษะนี ไดแ้ ก่ การนบั จ้านวน
ส่ิงของได้ถูกต้อง เช่น ใช้ตัวเลขแทนจ้านวนการนับได้ ตัดสินได้ว่าวัตถุ ในแต่ละกลุ่มมีจ้านวนเท่ากันหรือแตกต่างกัน
เป็นต้น การค้านวณ เช่น บอกวิธีค้านวณ คิดค้านวณ และแสดงวิธีค้านวณได้อย่างถูกต้อง และประการสุดท้ายคือ การหา
คา่ เฉลีย่ เช่น การบอกและแสดงวธิ กี ารหาค่าเฉลย่ี ได้ถูกต้อง

๖. การหาความสัมพันธร์ ะหว่างสเปสกบั สเปสและสเปสกบั เวลา(Using Space/Time Relationships)
สเปสของวัตถุ หมายถึง ท่ีว่างท่ีวัตถุนันครองท่ีอยู่ ซ่ึงมีรูปร่างลักษะเช่นเดียวกับวัตถุนันโดยท่ัวไปแล้วสเปสของ
วัตถุจะมี ๓ มิติ คอื ความกวา้ ง ความยาว และความสงู
ความสมั พันธ์ระหวา่ งสเปสกับสเปสของวตั ถุ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหวา่ ง ๓ มิติ กบั ๒ มิติ ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง
ตา้ แหนง่ ทีข่ องวตั ถหุ น่งึ กับอีกวัตถุหน่ึง ความสามารถท่ีแสดงให้เหน็ ว่าเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหวา่ งสเปสกับสเปส
ได้แก่ การชีบ่งรปู ๒ มิติ และ ๓ มติ ไิ ด้ สามารถวาดภาพ ๒ มติ ิ จากวตั ถุหรือจากภาพ ๓ มติ ิ ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างการเปล่ียนต้าแหน่งท่ีอยู่ของวัตถุกับเวลา หรือ
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุที่เปล่ียนไปกับเวลาความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์
ระหว่างสเปสกับเวลา ได้แก่ การบอกต้าแหน่งและทิศทางของวัตถุโดยใช้ตัวเองหรือวัตถุอ่ืนเป็นเกณฑ์ บอกความสัมพันธ์
ระหว่างการเปล่ยี นต้าแหน่ง เปลย่ี นขนาด หรือปริมาณของวัตถุกับเวลาได้
๗. การสือ่ ความหมายข้อมลู (Communicating) หมายถึง การน้าขอ้ มลู ท่ีได้จาการสังเกต การวดั การทดลอง และ
จากแหล่งอ่ืน ๆ มาจัดกระท้าเสียใหม่โดยการหาความถี่ เรียงล้าดับ จัดแยกประเภท หรือค้านวณหาค่าใหม่ เพ่ือให้ผู้อื่น
เขา้ ใจความหมายไดด้ ขี ึน โดยอาจเสนอในรูปของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ ไดอะแกรม กราฟ สมการ การเขียนบรรยาย เป็น

๔๒

ต้น ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะนีแล้ว คือการเปล่ียนแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ท่ีเข้าใจดีขึน โดยจะต้องรู้จัก
เลือกรูปแบบท่ีใช้ในการเสนอข้อมูลได้อย่างเหมาะสม บอกเหตุผลในการเสนอข้อมูลในการเลือกแบบแสนอข้อมูลนัน การ
เสนอข้อมูลอาจกระท้าได้หลายแบบดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลในรูปของตาราง การบรรจุข้อมูลให้อยู่ใน
รูปของตารางปกติจะใส่ค่าของตัวแปรอิสระไว้ทางซ้ายมือของตาราง และค่าของตัวแปรตามไว้ทางขวามือของตารางโดย
เขียนค่าของตัวแปรอิสระไว้ให้เรียงล้าดบั จากค่าน้อยไปหาค่ามาก หรอื จากค่ามากไปหาค่าน้อย

๘. การพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การคาดคะเนค้าตอบล่วงหน้าก่อนการทดลอง โดยอาศัยปรากฏการณ์ที่
เกิดซ้า หลักการ กฎ หรือ ทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในเร่ืองนันมาช่วยสรุป เช่น การพยากรณ์ข้อมูลเก่ียวกับตัวเลข ได้แก่ ข้อมูลท่ี
เป็นตารางหรือกราฟ ซึ่งท้าได้สองแบบ คือ การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่ กับการพยากรณ์นอกขอบของ
ขอ้ มูลท่มี ีอยู่ เช่น การพยากรณ์ผลของข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นตน้

๙. การชีบ่งและการควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) หมายถึง การชีบ่งตัวแปรต้น ตัว
แปรตาม และตัวแปรทีต่ ้องควบคุมให้คงท่ีในสมมุตฐิ าน หนึง่ ๆ

ตัวแปรต้น หมายถึง สง่ิ ทเี่ ป็นสาเหตุที่ท้าให้เกิดผลต่าง ๆ หรอื สง่ิ ที่เราต้องการทดลองดูว่าเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิด
ผลเชน่ นนั จริงหรือไม่

ตัวแปรตาม หมายถึง ส่ิงที่เป็นผลเนื่องมาจากตัวแปรต้น เม่ือตัวแปรต้นหรือส่ิงที่เป็นสาเหตุเปล่ียนไป ตัวแปร
ตามหรือส่ิงทีเ่ ป็นผลจะแปรตามไปดว้ ย

ตัวแปรที่ต้องควบคุมให้คงที่ หมายถึง สิ่งอ่ืน ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นท่ีจะท้าให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน
ถา้ หากวา่ ไม่มีการควบคุมใหเ้ หมือนกัน

๑๐. การตงั สมมตุ ฐิ าน (Formulating Hypotheses) หมายถงึ การคดิ หาคา้ ตอบลว่ งหน้าก่อนท้าการทดลอง โดย
อาศัยการสังเกต อาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมเป็นพืนฐาน ค้าตอบท่ีคิดล่วงหน้านี ยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็นทางการ
กฎหรือทฤษฎีมาก่อน สมมุติฐาน คือค้าตอบที่คิดไว้ล่วงหน้ามีกล่าวไว้เป็นข้อความท่ีบอกความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้น
กบั ตวั แปรตามสมมุตฐิ านท่ีตังขึนอาจถูกหรือผิดก็ได้ซ่ึงทราบได้ภายหลังการทดลองหาค้าตอบเพื่อสนับสนุนสมมตุ ิฐานหรือ
คัดคา้ นสมมุตฐิ านที่ตังไว้ ส่งิ ทีค่ วรค้านึงถึงในการตังสมมุติฐาน คอื การบอกชื่อตัวแปรต้นซึ่งอาจมผี ลต่อตัวแปรตามและใน
การตงั สมมุติฐานต้องทราบตวั แปรจากปัญหาและสภาพแวดล้อมของตวั แปรนนั สมมุติฐานทต่ี ังขนึ สามารถบอกให้ทราบถึง
การออกแบบการทดลอง ซ่ึงตอ้ งทราบว่าตวั แปรไหนเป็นตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม และตวั แปรทตี่ ้องควบคุมให้คงที่

๑๑. การก้าหนดนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปร (Defining Variables Operationally) หมายถึง การก้าหนด
ความหมายและขอบเขตของค่าตา่ ง ๆ ที่อยใู่ นสมมุตฐิ านท่ีต้องการทดลองและบอกวิธีวดั ตวั แปรที่เกย่ี วกบั การทดลองนนั

๑๒. การทดลอง (Experimenting) หมายถงึ กระบวนการปฏบิ ตั ิการเพ่ือหาค้าตอบจากสมมุติฐานท่ีตังไว้ ในการ
ทดลองจะประกอบไปด้วยกิจกรรม ๓ ขันคอื

๑๒.๑ ออกแบบการทดลอง หมายถงึ การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดสอบจริง
๑๒.๒ ปฏบิ ตั ิการทดลอง หมายถึง การลงมอื ปฏบิ ัติจริงและให้อุปกรณ์ได้อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม
๑๒.๓ การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลท่ีได้จากการทดลองซึ่งอาจเป็นผลจาก
การสังเกต การวัด และอ่ืน ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง การบันทึกผลการทดลอง อาจอยู่ในรูปตารางหรือการเขียน
กราฟ ซ่ึงโดยทั่วไปจะแสดงค่าของตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระบนแกนนอนและค่าของตัวแปรบนแกนตัง โดยเฉพาะในแต่
ละแกนต้องใชส้ เกลทเ่ี หมาะสม พร้อมทงั แสดงใหเ้ ห็นถึงต้าแหนง่ ของค่าของตวั แปรทังสองบนกราฟด้วย
ในการทดลองแต่ละครังจ้าเป็นอาศัยการวิเคราะห์ตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คือสามารถท่ีจะบอกชนิดของตัวแปร
ในการทดลองว่า ตัวแปรนันเป็นตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม หรือตัวแปรที่ต้องควบคุม ในการทดลองหนึ่ง ๆต้องมีตัวแปรตัว
หนึ่งเท่านันที่มีผลต่อการทดลอง และเพื่อให้แน่ใจว่าผลท่ีได้เกิดจากตัวแปรนันจริง ๆ จ้าเป็นต้องควบคุมตัวแปรอ่ืนไม่ให้มี
ผลต่อการทดลอง ซึ่งเรยี กตัวแปรนีวา่ ตวั แปรทตี่ ้องควบคุมให้คงท่ี

๔๓

๑๓.การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (Interpreting Data and Making Conclusion) การตีความหมาย
ขอ้ มลู หมายถงึ การแปลความหมายหรือบรรยายลักษณะข้อมลู ที่มีอยู่ การตคี วามหมายข้อมูล ในบางครังอาจต้องใช้ทักษะ
อ่ืน ๆ ด้วย เช่น การสังเกต การค้านวณ เป็นต้น และการลงข้อสรุป หมายถึง การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทังหมด
ความสามารถที่แสดงให้เห็นว่าเกิดทักษะการลงข้อสรุปคือบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ เช่น การอธิบายความสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรบนกราฟ ถ้ากราฟเป็นเส้นตรงก็สามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึนกับตัวแปรตามขณะท่ีตัวแปรอิสระ
เปลี่ยนแปลงหรือถ้าลากกราฟเป็นเส้นโค้งให้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรก่อนท่ีกราฟเส้นโค้งจะเปล่ียนทิศทางและ
อธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหลังจากท่ีกราฟเสน้ โค้งเปลี่ยนทิศทางแลว้

๔๔

ค้าอธบิ ายรายวชิ า

รหัสวิชา ว ๒๑๑๐๑ วิชา วิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน 1
รายวชิ าพน้ื ฐาน กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๑ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๖๐ ช่ัวโมง จา้ นวน ๑.๕ หน่วยกติ

ศึกษา ความรู้เก่ียวกับรูปรา่ ง ลักษณะของเซลล์สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและหลายเซลล์ ส่วนประกอบส้าคญั
และหน้าที่ส่วนประกอบของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ กระบวนการเคล่ือนที่ของสารผ่านเซลล์โดยการแพร่และ
ออสโมซิส ปัจจัยท่ีจ้าเป็นและความส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชต่อสิ่งมีชีวิตและ
ส่ิงแวดล้อม กลุ่มเซลล์ท่ีเก่ียวข้องกับการล้าเลียงน้าของพืช ระบบล้าเลียงน้าและอาหาร การสืบพันธุ์ของพืชแบบ
อาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชในการขยายพันธ์ุ พฤติกรรมและการตอบสนองของพืชต่อส่ิง
เร้า เทคโนโลยีชีวภาพในการขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธ์ุ และเพ่ิมผลผลิตของพืช การจ้าแนกสารโดยใช้เนือสารหรือ
ขนาดอนุภาคเป็นเกณฑ์ และสมบัติของสารแต่ละกลุ่ม การเปลี่ยนสถานะของสารโดยใช้แบบจ้าลองการจัดเรียง
อนุภาคของสาร สารละลายกรด-เบส การตรวจสอบคา่ pH ของสารละลาย วิธีเตรยี มสารละลายท่ีมีความเข้มข้นเป็น
ร้อยละ การเปล่ียนแปลงสมบัติ มวล และพลังงานของสาร ปัจจัยท่ีมีผลต่อการเปล่ียนแปลงสถานะและการละลาย
ของสาร

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละจติ วิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา มีความสามารถในการสื่อสารส่ิงที่ได้เรียนรู้ สามารถคิด แก้ปัญหา และมีความสามารถในการน้า
เทคโนโลยีมาใช้

เพื่อให้เกิดความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียงมีความ
ม่งุ ม่ันในการท้างาน รกั ความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ นา้ ความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ในการดา้ รงชวี ติ

รหสั ตัวช้ีวดั ม.๑/๑ , ม.๑/๒ , ม.๑/๓ , ม.๑/๔ , ม.๑/๕ , ม.๑/๖ , ม.๑/๗ , ม.๑/๘ ,
ว ๑.๑ ม. ๑/๙ , ม.๑/๑0 , ม.๑/๑๑ , ม.๑/๑๒ , ม.๑/๑๓ , ม.1/14 , ม.1/16 ,ม.1/17 ,ม1/18
ม.๑/๑ , ม.๑/๒ , ม.๑/๓ , ม.๑/๔ , ม.๑/๕ , ม.๑/๖ , ม.๑/๗ , ม.๑/๘, ม. ๑/๙ ,
ว ๒.๑ ม.๑/๑๐
ม.๑/๑
ว ๒.๒

รวม ๒9 ตัวช้ีวัด

๔๕

คา้ อธบิ ายรายวิชา

รหสั วชิ า ว ๒๑๑๐2 วิชา วิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน 2
รายวิชาพ้ืนฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑ ภาคเรียนท่ี 2 เวลา ๖๐ ชว่ั โมง จา้ นวน ๑.๕ หน่วยกติ

ศึกษา ความรู้เก่ียวกับปริมาณสเกลาร์ ปริมาณเวกเตอร์ ระยะทาง การกระจัด อัตราเร็ว และความเร็ว
ในการเคลื่อนท่ีของวัตถุ อุณหภูมิและการวัดอุณหภูมิ การถ่ายโอนความร้อน การดูดกลืนและการคายความร้อน
การแผร่ งั สี สมดุลความร้อน ผลของความร้อนต่อการขยายตวั ของสาร และน้าความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ องค์ประกอบและ
การแบ่งชันบรรยากาศท่ีปกคลุมผิวโลก ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ ความชืน และความกดอากาศที่มีผลต่อ
ปรากฏการณท์ างลมฟา้ อากาศ ผลของลมฟ้าอากาศต่อการด้ารงชวี ติ ของสิ่งมีชวี ติ และสงิ่ แวดล้อม การแปลความหมาย
ขอ้ มูลจากการพยากรณ์อากาศ ปัจจัยทางธรรมชาติ และการกระท้าของมนุษย์ท่ีมผี ลต่อการเปล่ยี นแปลงอุณหภูมิของ
โลก รโู หวโ่ อโซน ผลของภาวะโลกร้อน และฝนกรดทม่ี ีตอ่ สิ่งมชี วี ติ และสิง่ แวดล้อม

โดยการสังเกต ทดลอง เปรียบเทียบ จ้าแนก ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์
ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา มีความสามารถในการสื่อสารสิ่งท่ีได้เรียนรู้ สามารถคิด แก้ปัญหาและมี
ความสามารถในการนา้ เทคโนโลยีมาใช้

เพอ่ื ใหเ้ กิดความรักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มีความซ่อื สตั ยส์ จุ ริต มีวินยั ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อยา่ งพอเพียง มคี วาม
ม่งุ มั่นในการท้างาน รักความเป็นไทย และมีจติ สาธารณะ น้าความรู้ไปใช้ประโยชนใ์ นการดา้ รงชวี ติ

รหสั ตัวช้ีวดั ม.๑/๑ , ม.๑/๒ , ม.๑/๓ , ม.๑/๔ , ม.๑/๕ , ม.๑/๖ , ม.๑/๗
ว ๒.๓ ม.๑/๑ , ม.๑/๒ , ม.๑/๓ , ม.๑/๔ , ม.๑/๕ , ม.๑/๖ , ม.๑/๗
ว ๓.๒ ม.๑/๑ , ม.๑/๒ , ม.๑/๓ , ม.๑/๔ , ม.๑/๕
ว ๔.๑ ม.๑/๑ , ม.๑/๒ , ม.๑/๓ , ม.๑/๔
ว ๔.๒

รวม ๒3 ตัวช้ีวัด


Click to View FlipBook Version