The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนรายวิชาภาษาไทย 1
ท21101

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thai, 2022-09-06 11:56:37

แผนรายวิชาภาษาไทย 1 ท21101

แผนรายวิชาภาษาไทย 1
ท21101



แผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ภาษาไทย

ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๑

รายวิชา ภาษาไทย ๑ รหัสวชิ า ท๒๑๑๐๑
ภาคเรียนที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕

นางสาวณัฐกานต์ เหล่าประเสริฐ

ตาแหน่ง ครู

โรงเรยี นหนองบัวพิทยาคาร
สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เลย หนองบวั ลาภู

สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน



การปฏิบัติงานท้ังปวงน้ันกล่าวโดยหลักการต้องอาศัยปัจจัยพืน้ ฐานประกอบ
กันท้ังสองอย่าง อย่างหนึ่ง ได้แก่ความรู้ความสามารถโดยเบ็ดเสร็จของผู้ปฏิบัติ
อีกอย่างหน่ึง ได้แก่ ระเบียบแบบแผนและวธิ ีการที่กาหนดไว้ให้ใช้ในการปฏิบัติงาน
น้ัน ๆ เมื่อใดปัจจัยท้ังสองประกอบพร้อมกัน เมื่อน้ันงานก็ดาเนินไปได้ แต่โดย
ความจริงท่ีปรากฏ งานท่ีอาศัยเฉพาะปัจจัยสองประการน้ัน ไม่แน่ว่าจะสาเร็จผล
ดีได้เสมอไป อาจไม่สาเร็จผลสมบูรณ์ดงั ต้องการ หรือไม่สาเร็จผลเลยก็เป็ นได้ ท้ังนี้
เพราะงานทุกอย่างมีบุคคล ซึ่งมชี ีวติ จิตใจ มีความนกึ คดิ เป็ นผู้กระทา ถ้าผ้ทู ามีจติ ใจ
ไม่พร้อมจะทางาน เช่น ไม่ศรัทธาในงาน ไม่สนใจผูกพนั กับงาน ผลงานท่ีทาก็ย่อม
บกพร่องไม่คงที่ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติมีศรัทธา เข้าใจซึ้งถึงประโยชน์ของงาน พร้อมใจ
และพอใจท่ีจะขวนขวายปฏิบัติงานโดยเต็มกาลงั ความสามารถ งานจึงจะดาเนินไป
ได้โดยราบร่ืนและบรรลุผลตามที่มุ่งหมาย เห็นได้ว่าการปฏิบัติงานท้งั ใหญ่น้อย ทุก
ประเภท ทุกสาขา จาเป็ นต้องอาศัยปัจจัยส่วนความรู้สึกนึกคิด เข้าประกอบเกื้อกูล
ด้วยเสมอ

ท่านท้งั หลายจะต้องทางานต่อไปอกี มากมายตลอดชีวติ ขอให้พยายามขดั เกลา
นิสัยให้เข้มแข็ง สุจริตเท่ียงตรง มีศรัทธา และคุณสมบัติของนักปฏิบัติงานพร้อม
สมบูรณ์ แล้วท่านจะสามารถปฏิบตั ิภาระหน้าที่ทุกอย่าง ให้บรรลุผลสาเร็จได้อย่างดี
เลศิ สมความประสงค์



มาตรฐานการปฏิบตั ิงานวชิ าชีพครู

ผ้ปู ระกอบวิชาชีพครู ตอ้ งปฏิบตั ิงานตามมาตรฐานการปฏิบตั ิงาน ดงั ต่อไปนี้
(๑) ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทางวิชาการเกยี่ วกบั การพัฒนาวชิ าชีพครูอยู่เสมอ
(๒) ตัดสินใจปฏบิ ัติกิจกรรมตา่ ง ๆ โดยคานึงถึงผลท่จี ะเกดิ แก่ผเู้ รยี น
(๓) มุง่ มั่นพัฒนาผู้เรยี นใหเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ
(๔) พัฒนาแผนการสอนให้สามารถปฏบิ ัติไดเ้ กดิ ผลจริง
(๕) พัฒนาส่ือการเรียนการสอนใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพอยูเ่ สมอ
(๖) จัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน โดยเน้นผลถาวรท่ีเกดิ แกผ่ เู้ รียน
(๗) รายงานผลการพฒั นาคณุ ภาพของผ้เู รยี นไดอ้ ยา่ งมีระบบ
(๘) ปฏิบัติตนเปน็ แบบอยา่ งทีด่ ีแกผ่ ้เู รยี น
(๙) ร่วมมอื กบั ผูอ้ ่ืนในสถานศกึ ษาอย่างสรา้ งสรรค์
(๑๐) รว่ มมอื กับผอู้ น่ื ในชมุ ชนอยา่ งสรา้ งสรรค์
(๑๑) แสวงหาและใชข้ ้อมลู ขา่ วสารในการพฒั นา
(๑๒) สร้างโอกาสให้ผูเ้ รยี นได้เรียนร้ใู นทุกสถานการณ์



จรรยาบรรณวชิ าชีพครู

จรรยาบรรณตอ่ ตนเอง
๑. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องมวี ินัยในตนเอง พฒั นาตนเองด้านวิชาชพี บคุ ลิกภาพ

และวสิ ัยทัศน์ ใหท้ นั ตอ่ การพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกิจ สงั คม และการเมืองอยเู่ สมอ

จรรยาบรรณตอ่ วิชาชีพ

๒. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และ
เป็นสมาชิกทด่ี ขี ององคก์ รวิชาชพี

จรรยาบรรณตอ่ ผรู้ บั บรกิ าร

๓. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ตอ้ งรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลอื สง่ เสรมิ ใหก้ าลังใจแก่
ศษิ ย์ และผู้รบั บริการ ตามบทบาทหนา้ ที่โดยเสมอหนา้

๔. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดี
งามแกศ่ ิษย์ และผู้รบั บริการ ตามบทบาทหนา้ ทอ่ี ย่างเตม็ ความสามารถด้วยความบรสิ ุทธิใ์ จ

๕. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องประพฤติปฏบิ ตั ิตนเป็นแบบอยา่ งท่ีดี ทั้งทางกาย วาจา
และจติ ใจ

๖. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทาตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทา งกาย
สติปญั ญา จติ ใจ อารมณ์ และสงั คมของศิษย์ และผรู้ ับบรกิ าร

๗. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียก
รับหรือยอมรบั ผลประโยชน์จากการใชต้ าแหนง่ หน้าท่โี ดยมชิ อบ

จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวชิ าชีพ
๘. ผูป้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงชว่ ยเหลือเกือ้ กูลซง่ึ กันและกนั อย่างสร้างสรรค์ โดยยดึ

มัน่ ในระบบคณุ ธรรม สรา้ งความสามัคคีในหม่คู ณะ

จรรยาบรรณต่อสังคม

๙. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นาในการอนุรักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ส่ิงแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของ ส่วนรวม และ
ยดึ มนั่ ในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ



คานา

แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยรายวิชา ภาษาไทย ๑ ได้จัดทาขึ้น เพ่ือใช้
เป็นเครื่องมอื ประกอบการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑

ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นท่ีทราบกันดีว่า เป็นสาระ
การเรยี นร้ทู ่ยี ากสาหรับนกั เรียน นักเรียนมกั มปี ญั หาเรื่องทกั ษะการเขยี น การอา่ นไม่ถึงเกณฑ์ท่ีนา่ พอใจและ
สาเหตขุ องปญั หาคือนกั เรียนได้รับการฝึกทักษะทไี่ มเ่ พยี งพอ จากสาเหตดุ งั กลา่ วผูจ้ ัดทาตระหนกั ดจี ึงได้จัดทา
แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๑ ข้ึน เพื่อพัฒนาทักษะ ท้ัง ๔
ด้าน อนั ไดแ้ ก่ ทกั ษะการฟงั พดู อา่ นและเขียน และผู้จดั ทามีความมุ่งหวังให้นักเรียนไดร้ ับการฝกึ ทักษะ
ท้งั ๔ ดา้ น ตลอดจนทาให้การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนของครปู ระสบผลสาเร็จ ตามจดุ ม่งุ หมายของ
หลกั สตู ร

ในการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้จัดทาขอขอบพระคุณ
ผู้อานวยการโรงเรียน รองผู้อานวยการโรงเรยี น คณะครู และนักเรียนทุกท่านที่ใหค้ าแนะนา ให้คาปรึกษา
และให้ความร่วมมือในการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จนสาเร็จลุล่วงไป
ดว้ ยดี

ณัฐกานต์ เหล่าประเสริฐ

สารบญั ๖

เรื่อง หน้า
พระบรมราโชวาท

คานา ๒
สารบญั ๕
๑๗
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ กล่มุ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ๑๘
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ ๒๐
ตัวชีว้ ัดและสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง ๒๑
๒๕
คาอธบิ ายรายวิชา ๓๐
โครงสร้างรายวชิ า ๓๔
๓๘
การออกแบบหนว่ ยการเรียนร้หู น่วยท่ี ๑ ๔๒
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑ เรอื่ ง เสยี งพยญั ชนะ ๔๗
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๒ เร่อื ง พยญั ชนะควบกลา้ ร ล ว ๔๘
๕๒
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๓ เร่อื ง เสียงตวั สะกด ๕๖
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๔ เร่ือง เสียงสระ ๖๐
๖๔
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๕ เรือ่ ง สระเด่ียวและสระประสม ๖๘
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๖ เรอ่ื ง เสยี งวรรณยกุ ต์ ๗๑
การออกแบบหนว่ ยการเรยี นร้หู น่วยท่ี ๒ ๗๒
๗๗
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๗ เรอ่ื ง คามูล ๘๑
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๘ เร่อื ง คาประสม ๘๕
๘๙
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๙ เรื่อง คาซ้า ๙๔
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑๐ เรอ่ื ง คาซอ้ น ๙๕
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑๑ เร่ือง คามูล คาประสม คาซ้าและคาซอ้ น ๙๙
๑๐๔
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๑๒ เรอ่ื ง คามูล คาประสม คาซา้ และคาซ้อน ๑๐๙
การออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้หน่วยที่ ๓ ๑๑๓
๑๒๐
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑๓ เร่ือง ภาษาพูด
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๑๔ เรื่อง ภาษาพูด
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๑๕ เรือ่ ง ภาษาเขียน

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑๖ เรื่อง ภาษาพูด ภาษาเขยี น
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๑๗ เรื่อง ระดบั ของภาษา

การออกแบบหน่วยการเรยี นรูห้ น่วยท่ี ๔
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑๘ เรื่อง การฟงั
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๑๙ เรื่อง จดุ มุ่งหมายและประสทิ ธิภาพในการฟัง

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒๐ เรื่อง การดู
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๒๑ เรื่อง เล่าเรอ่ื งจากภาพ

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๒๒ เร่อื ง การฟังและการดู
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๒๓ เรอื่ ง สาระสาคัญการฟงั และการดู

สารบญั (ต่อ) ๗

เร่อื ง หน้า
การออกแบบหนว่ ยการเรียนรหู้ น่วยท่ี ๕ ๑๒๕

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๒๔ เรอ่ื ง การอา่ น ๑๒๖
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒๕ เรอื่ ง การอ่านออกเสยี งรอ้ ยแกว้ และร้อยกรอง ๑๓๑
๑๓๗
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๒๖ เรอื่ ง การอา่ นออกเสียงร้อยแกว้ และร้อยกรอง ๑๔๒
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒๗ เรอ่ื ง การอา่ นในใจ ๑๔๗
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒๘ เรื่อง การอา่ นสรปุ ใจความสาคัญ ๑๕๒
๑๕๗
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๒๙ เรื่อง มารยาทในการอา่ น ๑๕๘
การออกแบบหนว่ ยการเรียนรหู้ นว่ ยที่ ๖ ๑๖๕
๑๗๐
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๓๐ เรื่อง การพดู เล่าเรอื่ ง ๑๗๕
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๓๑ เรื่อง การพูดสรปุ ใจความสาคญั จากเรื่องท่ีฟัง ๑๘๑
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๓๒ เรอ่ื ง การพูดสรปุ ใจความสาคญั จากเรอ่ื งทีฟ่ ังและดู ๑๘๖
๑๙๐
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๓๓ เรอ่ื ง การพดู สรุปใจความสาคญั จากเรื่องท่ฟี ังและดู ๑๙๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๓๔ เรื่อง การพูดแสดงความคดิ เหน็ ๑๙๕
๒๐๐
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๓๕ เร่อื ง การพูดแสดงความคิดเห็น ๒๐๕
การออกแบบหน่วยการเรียนร้หู นว่ ยท่ี ๗ ๒๑๐
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ ๓๖ เร่อื ง จดุ มงุ่ หมายของการเขยี น ๒๑๔
๒๑๖
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๓๗ เรือ่ ง การคดั ลายมือ ๒๒๑
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี ๓๘ เรื่อง การเขยี นแนะนาตนเอง ๒๒๖
๒๓๑
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๓๙ เรื่อง การเขยี นถ่ายทอดประสบการณ์ ๒๓๖
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๔๐ เรอ่ื ง การเขียนบรรยายประสบการณ์ ๒๔๒
การออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้หน่วยที่ ๘ ๒๔๗
๒๕๒
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๔๑ เรื่อง ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา ๒๕๗
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๔๒ เรอื่ ง วิเคราะหค์ ุณค่าราชาธริ าช ตอนสมิงพระรามอาสา ๒๖๒
๒๖๗
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๔๓ เรอ่ื ง วิเคราะห์ตวั ละครราชาธิราช
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี ๔๔ เรื่อง นิราศภูเขาทอง
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ ๔๕ เรื่อง การเดินทางของสนุ ทรภู่

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๔๖ เรอ่ื ง ท่องจาบทอาขยาน
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๔๗ เรอ่ื ง คุณคา่ ท่ไี ดร้ ับจากนริ าศภเู ขาทอง

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๔๘ เร่ือง ความเชอื่ เกี่ยวกับพระพทุ ธศาสนาที่ปรากฏในนิราศภูเขา
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๔๙ เรอ่ื ง โคลงโลกนิติ
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๕๐ เรื่อง ถอดคาประพนั ธ์

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๕๑ เร่ือง วเิ คราะห์คุณค่าของโคลงโลกนติ ิ
ภาคผนวก

- แบบประเมนิ
- เกณฑค์ ุณภาพในการประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน (Rubric)
- แบบประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

- แบบการประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน



ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย

ทาไมตอ้ งเรยี นภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ
เสริมสร้างบคุ ลกิ ภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เปน็ เครือ่ งมือในการติดต่อส่ือสารเพ่อื สร้างความเข้าใจ
และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทาให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดารงชีวิตร่วมกันในสังคม
ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศต่างๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ
เปล่ยี นแปลงทางสงั คม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพฒั นาอาชีพ
ให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากน้ยี ังเปน็ ส่อื แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี
และสุนทรียภาพ เปน็ สมบตั ิลา้ ค่าควรแกก่ ารเรียนรู้ อนรุ ักษ์ และสบื สานใหค้ งอย่คู ูช่ าตไิ ทยตลอดไป

เรียนรู้อะไรในภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นทักษะท่ีต้องฝึกฝนจนเกิดความชานาญในการใช้ภาษาเพ่อื การส่อื สาร การเรยี นรู้อย่าง
มีประสิทธิภาพ และเพ่อื นาไปใช้ในชวี ติ จรงิ

 การอา่ น การอ่านออกเสยี งคา ประโยค การอ่านบทร้อยแกว้ คาประพนั ธ์ชนดิ ต่างๆ การ
อ่านในใจเพ่ือสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากส่ิงที่อ่าน เพ่ือนาไป ปรับใช้ใน
ชีวติ ประจาวัน

 การเขยี น การเขยี นสะกดตามอักขรวธิ ี การเขียนส่อื สาร โดยใชถ้ อ้ ยคาและรูปแบบต่างๆ ของการ
เขียน ซง่ึ รวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดตา่ งๆ การเขียนตามจนิ ตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์
และเขียนเชิงสร้างสรรค์

 การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น
ความรู้สึก พูดลาดับเร่ืองราวต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่างๆ ท้ังเป็นทางการและไม่
เปน็ ทางการ และการพูดเพือ่ โนม้ น้าวใจ

 หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกตอ้ งเหมาะสม
กับโอกาสและบคุ คล การแตง่ บทประพันธ์ประเภทต่างๆ และอทิ ธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

 วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด
คุณคา่ ของงานประพนั ธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรแู้ ละทาความเข้าใจบทเห่ บทรอ้ งเลน่ ของเดก็ เพลง
พ้ืนบ้านที่เป็นภูมิปัญญาท่ีมีคุณค่าของไทย ซ่ึงได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี
เร่อื งราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อใหเ้ กดิ ความซาบซึ้งและภมู ิใจ ในบรรพบุรุษที่ได้
สงั่ สมสืบทอดมาจนถึงปัจจบุ นั



สาระและมาตรฐานการเรียนรู้

สาระท่ี ๑ การอา่ น
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอา่ นสรา้ งความรแู้ ละความคดิ เพ่ือนาไปใชต้ ดั สนิ ใจ แกป้ ญั หาในการ

ดาเนนิ ชวี ิตและมนี ิสัยรกั การอา่ น

สาระที่ ๒ การเขียน
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเร่ืองราวในรูปแบบ

ต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่าง มี
ประสิทธิภาพ

สาระท่ี ๓ การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ

ความรู้สกึ ในโอกาสตา่ งๆ อย่างมวี ิจารณญาณและสร้างสรรค์

สาระที่ ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา

ภมู ปิ ญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ

สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและ

นามาประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตจริง

คุณภาพผูเ้ รียน

จบช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๓
 อ่านออกเสียงคา คาคล้องจอง ข้อความ เร่ืองส้ันๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้

ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคาและข้อความท่ีอ่าน ต้ังคาถามเชิงเหตุผล ลาดับ
เหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรขู้ ้อคดิ จากเร่ืองที่อา่ น ปฏิบตั ิตามคาส่งั คาอธบิ าย
จากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนท่ี และแผนภูมิ อ่าน
หนังสืออย่างสม่าเสมอ และ มีมารยาทในการอ่าน

 มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจาวัน
เขียนจดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมี
มารยาทในการเขยี น

 เล่ารายละเอยี ดและบอกสาระสาคญั ตงั้ คาถาม ตอบคาถาม รวมทงั้ พดู แสดง
ความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องท่ีฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนา หรือ
พดู เชิญชวนให้ผอู้ ื่นปฏิบตั ิตาม และมมี ารยาทในการฟัง ดู และพดู

 สะกดคาและเข้าใจความหมายของคา ความแตกต่างของคาและพยางค์ หน้าท่ี
ของคา ในประโยค มที กั ษะการใชพ้ จนานุกรมในการคน้ หาความหมายของคา แตง่ ประโยค
ง่ายๆ แต่ง คาคล้องจอง แต่งคาขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้
เหมาะสมกับกาลเทศะ



 เขา้ ใจและสามารถสรปุ ขอ้ คดิ ทไ่ี ด้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพ่อื นาไปใช้
ในชวี ติ ประจาวัน แสดงความคิดเหน็ จากวรรณคดีท่อี ่าน ร้จู ักเพลงพ้ืนบ้าน เพลงกลอ่ มเด็ก ซึ่ง
เป็นวัฒนธรรมของท้องถ่ิน ร้องบทร้องเล่นสาหรบั เด็กในท้องถ่ิน ท่องจาบทอาขยานและบทร้อย
กรองท่มี ีคณุ ค่าตามความสนใจได้

จบช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๖

 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทานองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบาย
ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนยั ของคา ประโยค ข้อความ สานวนโวหาร จากเรอ่ื ง
ท่ีอา่ น เข้าใจคาแนะนา คาอธิบายในคู่มอื ตา่ งๆ แยกแยะขอ้ คดิ เห็นและข้อเท็จจริง รวมท้งั
จับใจความสาคัญของเรื่องที่อ่านและนาความรู้ความคิดจากเรื่องท่ีอ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาใน
การดาเนินชีวิตได้ มมี ารยาทและมีนิสยั รกั การอา่ น และเหน็ คุณค่าสง่ิ ทอี่ ่าน

 มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและคร่ึงบรรทัด เขียนสะกดคา แต่ง
ประโยคและเขียนขอ้ ความ ตลอดจนเขยี นส่ือสารโดยใชถ้ ้อยคาชัดเจนเหมาะสม ใชแ้ ผนภาพ
โครงเรื่องและแผนภาพความคิด เพ่ือพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมาย
ส่วนตัว กรอกแบบรายการต่างๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตาม
จนิ ตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมมี ารยาทในการเขียน

 พูดแสดงความรู้ ความคิดเก่ียวกบั เรอื่ งที่ฟังและดู เล่าเร่ืองย่อหรือสรุปจากเร่ืองท่ี
ฟงั และดู ตง้ั คาถาม ตอบคาถามจากเร่ืองทฟี่ ังและดู รวมทงั้ ประเมนิ ความนา่ เชื่อถือจากการ
ฟงั และดโู ฆษณาอยา่ งมีเหตุผล พูดตามลาดบั ขั้นตอนเรื่องต่างๆ อยา่ งชดั เจน พูดรายงานหรือ
ประเดน็ คน้ คว้าจาก การฟงั การดู การสนทนา และพูดโน้มนา้ วได้อย่างมเี หตผุ ล รวมทงั้ มี
มารยาทในการดแู ละพูด

 สะกดคาและเข้าใจความหมายของคา สานวน คาพังเพยและสุภาษิต รู้และ
เข้าใจ ชนดิ และหนา้ ทีข่ องคาในประโยค ชนิดของประโยค และคาภาษาต่างประเทศใน
ภาษาไทย ใช้ คาราชาศัพทแ์ ละคาสภุ าพได้อยา่ งเหมาะสม แตง่ ประโยค แต่งบทร้อยกรอง
ประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี ๑๑

 เข้าใจและเห็นคณุ ค่าวรรณคดแี ละวรรณกรรมท่ีอ่าน เลา่ นทิ านพืน้ บา้ น รอ้ งเพลง
พื้นบ้านของท้องถ่ิน นาข้อคิดเห็นจากเร่ืองที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจาบท
อาขยานตามทกี่ าหนดได้

จบชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓

 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทานองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจ
ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัย จับใจความสาคัญและรายละเอียดของส่ิงท่ีอ่าน
แสดงความคิดเหน็ และข้อโต้แย้งเกย่ี วกับเรอ่ื งท่ีอ่าน และเขยี นกรอบแนวคดิ ผงั ความคิด ยอ่
ความ เขยี นรายงานจาก ส่งิ ทอี่ ่านได้ วเิ คราะห์ วิจารณ์ อยา่ งมเี หตุผล ลาดบั ความอย่างมี
ขั้นตอนและความเปน็ ไปไดข้ องเร่ืองทีอ่ ่าน รวมท้ังประเมินความถูกตอ้ งของข้อมลู ท่ใี ชส้ นับสนุน
จากเรอ่ื งทีอ่ า่ น

 เขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคาได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดบั
ภาษาเขียนคาขวัญ คาคม คาอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ
อัตชีวประวัติและประสบการณ์ต่างๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน



เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียน
รายงานการศกึ ษาค้นควา้ และเขยี นโครงงาน

 พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดู นา
ขอ้ คดิ ไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจาวนั พดู รายงานเรอ่ื งหรอื ประเดน็ ท่ไี ด้จากการศึกษาค้นคว้าอย่าง
เป็นระบบ มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าว
อยา่ งมเี หตุผลน่าเช่อื ถอื รวมทั้งมีมารยาทในการฟงั ดู และพูด

 เข้าใจและใช้คาราชาศัพท์ คาบาลสี นั สกฤต คาภาษาตา่ งประเทศอืน่ ๆ คาทบั ศัพท์
และศัพท์บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้างของ
ประโยครวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาทเ่ี ป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เปน็ ทางการ และแต่งบท
ร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ กาพย์ และโคลงสี่สภุ าพ

 สรุปเน้ือหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสาคัญ วิถีชีวิตไทย
และคุณค่าท่ีได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมท้ังสรุปความรู้ข้อคิดเพ่ือ
นาไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตจรงิ

จบชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๖

 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทรอ้ ยกรองเป็นทานองเสนาะได้ถูกตอ้ งและเข้าใจ
ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เร่ืองท่ีอ่าน แสดงความ
คดิ เห็นโต้แยง้ และเสนอความคดิ ใหม่จากการอ่านอย่างมเี หตุผล คาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเรื่องท่ี
อ่าน เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และเขียนรายงานจากส่ิงที่อ่าน
สังเคราะห์ ประเมินค่า และนาความรู้ความคิดจากการอ่านมาพัฒนาตน พัฒนาการเรียน
และพัฒนาความรู้ทางอาชีพ และ นาความร้คู วามคิดไปประยกุ ตใ์ ช้แก้ปญั หาในการดาเนินชีวิต
มีมารยาทและมนี ิสยั รกั การอ่าน

 เขียนส่ือสารในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อ
ความจากส่อื ที่มรี ูปแบบและเนอ้ื หาที่หลากหลาย เรยี งความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้
โวหารต่างๆ เขียนบันทึก รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูล
สารสนเทศในการอ้างอิง ผลิตผลงานของตนเองในรูปแบบต่างๆ ท้ังสารคดีและบันเทิงคดี
รวมทั้งประเมินงานเขยี นของผู้อน่ื และนามาพฒั นางานเขียนของตนเอง

 ต้ังคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเรื่องท่ีฟังและดู มีวิจารณญาณในการ
เลอื กเร่ืองทฟี่ งั และดู วิเคราะห์วตั ถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความนา่ เช่ือถอื ของเรื่องที่
ฟังและดู ประเมินสิ่งที่ฟังและดูแล้วนาไปประยุกต์ใช้ในการดาเนินชีวิต มีทักษะการพูดใน
โอกาสต่างๆ ทั้งท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการโดยใช้ภาษาท่ีถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ
โตแ้ ยง้ โนม้ น้าว และเสนอแนวคดิ ใหมอ่ ย่างมเี หตุผล รวมทัง้ มมี ารยาทในการฟงั ดู และพดู

 เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้คา
และกลุ่มคาสร้างประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งคาประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่าย
และฉันท์ ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับกาลเทศะและใช้คาราชาศัพท์และคาสุภาพได้อย่างถูกต้อง
วเิ คราะหห์ ลกั การ สร้างคาในภาษาไทย อทิ ธพิ ลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษา
ถน่ิ วเิ คราะหแ์ ละประเมินการใช้ภาษาจากส่ือสงิ่ พิมพแ์ ละสื่ออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

 วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น รู้
และเข้าใจลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมพ้ืนบ้าน เช่ือมโยงกับ



การเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนาข้อคิดจาก
วรรณคดีและวรรณกรรมไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ จรงิ

ตัวช้วี ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

สาระท่ี ๑ การอ่าน

มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอา่ นสรา้ งความรแู้ ละความคดิ เพือ่ นาไปใช้ตดั สินใจ แก้ปัญหาในการดาเนนิ
ชวี ิต และมนี สิ ยั รักการอา่ น

ช้นั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.๑ ๑. อา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้ และ  การอา่ นออกเสยี ง ประกอบดว้ ย
บทร้อยกรองไดถ้ ูกตอ้ งเหมาะสมกบั - บทร้อยแกว้ ท่เี ปน็ บทบรรยาย
เรอ่ื งท่อี ่าน
- บทรอ้ ยกรอง เช่น กลอนสุภาพ กลอนสักวา

กาพย์ยานี ๑๑ กาพยฉ์ บงั ๑๖ กาพย์สรุ างคนางค์

๒๘ และโคลงส่ีสุภาพ

๒. จบั ใจความสาคัญจากเรือ่ งทีอ่ า่ น  การอ่านจับใจความจากสอ่ื ต่างๆ เช่น

๓. ระบุเหตุและผล และข้อเท็จจริงกบั - เรื่องเล่าจากประสบการณ์

ขอ้ คิดเห็นจากเรอื่ งท่ีอา่ น - เร่อื งสน้ั

๔. ระบุและอธบิ ายคาเปรียบเทียบ - บทสนทนา

และคาท่ีมหี ลายความหมายใน - นทิ านชาดก

บรบิ ทต่างๆ จากการอ่าน - วรรณคดใี นบทเรยี น

๕. ตีความคายากในเอกสารวิชาการ - งานเขียนเชงิ สร้างสรรค์

โดยพิจารณาจากบริบท - บทความ

๖. ระบุขอ้ สังเกตและความ - สารคดี

สมเหตุสมผลของงานเขยี นประเภท - บันเทงิ คดี

ชักจงู โนม้ นา้ วใจ - เอกสารทางวชิ าการทม่ี ีคา ประโยค และ

ขอ้ ความท่ีตอ้ งใชบ้ รบิ ทช่วยพิจารณา

ความหมาย

- งานเขยี นประเภทชักจงู โนม้ น้าวใจเชงิ

สร้างสรรค์

๗. ปฏบิ ัติตามคู่มือแนะนาวิธกี ารใช้  การอ่านและปฏิบตั ติ ามเอกสารคู่มือ
งาน ของเคร่ืองมอื หรือเคร่ืองใช้ใน

ระดบั ทีย่ ากข้ึน

๘. วเิ คราะห์คณุ คา่ ท่ีได้รับจากการอา่ น  การอา่ นหนงั สือตามความสนใจ เช่น
งานเขียนอย่างหลากหลายเพอ่ื
- หนงั สอื ทีน่ ักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย
นาไปใชแ้ กป้ ัญหาในชวี ติ
- หนงั สืออ่านท่คี รแู ละนักเรียนกาหนด

ร่วมกนั

๙. มมี ารยาทในการอ่าน  มารยาทในการอ่าน



สาระที่ ๒ การเขียน

มาตรฐาน ท ๒.๑ ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนสือ่ สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขียนเรือ่ งราวในรูปแบบ
ต่างๆ เขยี นรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

ชนั้ ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑. คดั ลายมอื ตัวบรรจงคร่งึ บรรทดั  การคดั ลายมอื ตัวบรรจงครึง่ บรรทัดตาม

รปู แบบการเขยี นตัวอกั ษรไทย

๒. เขียนส่ือสารโดยใชถ้ อ้ ยคาถกู ตอ้ ง  การเขียนสอ่ื สาร เชน่
ชดั เจน เหมาะสม และสละสลวย - การเขียนแนะนาตนเอง

- การเขยี นแนะนาสถานทส่ี าคัญๆ

- การเขยี นบนสือ่ อิเล็กทรอนิกส์

๓. เขยี นบรรยายประสบการณโ์ ดยระบุ  การบรรยายประสบการณ์
สาระสาคญั และรายละเอยี ด

สนบั สนนุ

๔. เขยี นเรียงความ  การเขยี นเรียงความเชิงพรรณนา

๕. เขียนย่อความจากเร่อื งท่ีอ่าน  การเขียนย่อความจากส่อื ต่างๆ เชน่ เรื่องส้นั

คาสอน โอวาท คาปราศรัย สุนทรพจน์

รายงาน ระเบียบ คาสงั่ บทสนทนาเร่อื งเล่า

ประสบการณ์

๖. เขียนแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับ  การเขยี นแสดงความคิดเห็นเกีย่ วกับสาระจาก
สาระจากสอื่ ทีไ่ ดร้ ับ
ส่ือตา่ งๆ เชน่

- บทความ

- หนงั สอื อา่ นนอกเวลา

- ขา่ วและเหตุการณป์ ระจาวัน

- เหตุการณ์สาคญั ต่างๆ

๗. เขียนจดหมายส่วนตวั และจดหมาย  การเขยี นจดหมายส่วนตวั
กิจธุระ - จดหมายขอความชว่ ยเหลอื

- จดหมายแนะนา

 การเขียนจดหมายกิจธุระ

- จดหมายสอบถามข้อมูล

๘. เขยี นรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าและ  การเขียนรายงาน ได้แก่
โครงงาน
- การเขียนรายงานจากการศกึ ษาคน้ คว้า

- การเขยี นรายงานโครงงาน

๙. มมี ารยาทในการเขยี น  มารยาทในการเขียน



สาระท่ี ๓ การฟัง การดู และการพดู

มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวจิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคดิ และความรู้สึกใน
โอกาสตา่ งๆ อยา่ งมวี ิจารณญาณและสรา้ งสรรค์

ช้นั ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑. พูดสรปุ ใจความสาคัญของเร่ืองท่ีฟัง  การพดู สรุปความ พูดแสดงความรู้ ความคิด
และดู
๒. เลา่ เร่อื งย่อจากเรอ่ื งที่ฟังและดู อย่างสรา้ งสรรคจ์ ากเรื่องท่ีฟงั และดู

๓. พูดแสดงความคิดเห็นอย่าง  การพดู ประเมนิ ความน่าเช่ือถอื ของสอื่ ทม่ี ี
สร้างสรรค์เกี่ยวกับเรอื่ งทฟ่ี ังและดู เน้อื หาโน้มนา้ ว

๔. ประเมนิ ความน่าเช่อื ถอื ของส่อื

ท่มี เี นอ้ื หาโนม้ น้าวใจ

๕. พดู รายงานเรือ่ งหรือประเด็นที่  การพดู รายงานการศึกษาค้นคว้าจากแหล่ง
ศกึ ษาคน้ คว้าจากการฟงั การดู
เรียนร้ตู า่ งๆ ในชุมชน และท้องถิน่ ของตน
และการสนทนา

๖. มีมารยาทในการฟัง การดู และการ  มารยาทในการฟัง การดู และการพดู
พดู

สาระท่ี ๔ หลกั การใช้ภาษาไทย

มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลังของภาษา
ภมู ิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัตขิ องชาติ

ชัน้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม.๑ ๑. อธิบายลกั ษณะของเสียงในภาษาไทย  เสยี งในภาษาไทย

๒. สร้างคาในภาษาไทย  การสร้างคา

- คาประสม คาซา้ คาซ้อน

- คาพ้อง

๓. วิเคราะหช์ นิดและหน้าที่ของคาใน  ชนิดและหนา้ ที่ของคา
ประโยค

๔. วิเคราะหค์ วามแตกต่างของภาษาพูด  ภาษาพดู
และภาษาเขียน
 ภาษาเขียน

๕. แตง่ บทร้อยกรอง  กาพยย์ านี ๑๑

๖. จาแนกและใช้สานวนท่เี ป็นคาพงั เพย  สานวนท่เี ป็นคาพงั เพยและสภุ าษิต
และสภุ าษิต



สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม

มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็ คณุ ค่าและ
นามาประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ จรงิ

ช้ัน ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

ม.๑ ๑. สรปุ เน้อื หาวรรณคดีและ  วรรณคดแี ละวรรณกรรมเกีย่ วกับ

วรรณกรรมที่อ่าน - ศาสนา

- ประเพณี

- พธิ ีกรรม

- สุภาษิตคาสอน

- เหตกุ ารณ์ประวตั ศิ าสตร์

- บนั เทงิ คดี

- บันทกึ การเดนิ ทาง

- วรรณกรรมท้องถนิ่

๒. วิเคราะหว์ รรณคดแี ละวรรณกรรม  การวเิ คราะห์คณุ ค่าและข้อคดิ จากวรรณคดี

ทอ่ี ่านพร้อมยกเหตผุ ลประกอบ และวรรณกรรม

๓. อธิบายคุณคา่ ของวรรณคดแี ละ

วรรณกรรมท่อี า่ น

๔. สรุปความรแู้ ละขอ้ คดิ จากการอา่ น

เพ่อื ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

๕. ท่องจาบทอาขยานตามทีก่ าหนด  บทอาขยานและบทรอ้ ยกรองทีม่ ีคณุ ค่า

และบทร้อยกรองที่มีคณุ ค่าตาม - บทอาขยานตามที่กาหนด

ความสนใจ - บทร้อยกรองตามความสนใจ



อภธิ านศพั ท์

กระบวนการเขียน

กระบวนการเขียนเปน็ การคิดเรือ่ งทีจ่ ะเขียนและรวบรวมความรใู้ นการเขียน กระบวนการเขียน มี ๕
ขนั้ ดังน้ี

๑. การเตรียมการเขยี น เปน็ ขน้ั เตรยี มพรอ้ มที่จะเขียนโดยเลือกหัวข้อเรือ่ งทจี่ ะเขยี น บน
พ้ืนฐานของประสบการณ์ กาหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียน อาจใช้วิธีการอ่าน
หนังสือ สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็น
รูปหัวขอ้ เรอ่ื งใหญ่ หวั ข้อย่อย และรายละเอียดคร่าวๆ

๒. การยกรา่ งข้อเขียน เมอ่ื เตรยี มหวั ขอ้ เร่อื งและความคิดรูปแบบการเขียนแลว้ ให้นาความคิดมา
เขียนตามรูปแบบที่กาหนดเป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคานึงถึงว่าจะเขียนให้ใครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไรให้
เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะกับผู้อื่น จะเร่ิมต้นเขียนอย่างไร มีหัวข้อเร่ืองอย่างไร ลาดับความคิดอย่างไร
เชือ่ มโยงความคิดอยา่ งไร

๓. การปรับปรุงข้อเขียน เมื่อเขียนยกร่างแล้วอ่านทบทวนเร่ืองท่ีเขียน ปรับปรุงเร่ืองท่ีเขียน
เพิ่มเติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สานวนโวหาร นาไปให้เพื่อนหรือผู้อื่นอ่าน นาข้อเสนอแนะมา
ปรบั ปรงุ อกี ครั้ง

๔. การบรรณาธิการกิจ นาขอ้ เขยี นทป่ี รับปรงุ แลว้ มาตรวจทานคาผิด แกไ้ ขให้ถูกตอ้ ง แลว้ อ่าน
ตรวจทานแก้ไขขอ้ เขียนอกี คร้งั แกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาดทั้งภาษา ความคดิ และการเวน้ วรรคตอน

๕. การเขียนให้สมบรู ณ์ นาเรื่องท่ีแกไ้ ขปรับปรงุ แล้วมาเขยี นเรือ่ งใหส้ มบรู ณ์ จดั พมิ พ์ วาดรูป
ประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือท่ีสวยงามเป็นระเบียบ เม่ือพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกครั้งให้
สมบูรณ์ก่อนจัดทารูปเลม่

กระบวนการคิด

การฟงั การพดู การอ่าน และการเขยี น เปน็ กระบวนการคดิ คนท่ีจะคิดไดด้ ีต้องเป็นผฟู้ งั ผพู้ ดู ผอู้ า่ น

และผเู้ ขียนทดี่ ี บคุ คลท่ีจะคดิ ไดด้ ีจะต้องมคี วามรู้และประสบการณ์พน้ื ฐานในการคิด บคุ คลจะมคี วามสามารถ

ในการรวบรวมขอ้ มูล ขอ้ เท็จจรงิ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมนิ ค่า จะต้องมคี วามร้แู ละประสบการณ์

พ้นื ฐานทน่ี ามาช่วยในการคิดท้ังสน้ิ การสอนใหค้ ดิ ควรให้ผเู้ รียนรู้จักคัดเลือกข้อมูล ถา่ ยทอด รวบรวม และ

จาข้อมูลต่างๆ สมองของมนุษย์จะเป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปลความข้อมูลข่าวสาร และ

สามารถนามาใช้อา้ งอิง การเปน็ ผู้ฟัง ผู้พูด ผ้อู ่าน และผ้เู ขียนทีด่ ี จะตอ้ งสอนให้เปน็ ผูบ้ ริโภคขอ้ มูลข่าวสารที่

ดแี ละเปน็ นกั คดิ ท่ีดีด้วย กระบวนการสอนภาษาจึงต้องสอนให้ผู้เรยี นเปน็ ผ้รู ับรู้ขอ้ มลู ขา่ วสารและมีทักษะการ

คิด นาข้อมูลข่าวสารท่ีได้จากการฟังและการอ่านนามาสู่การฝึกทักษะการคิด นาการฟัง การพูด การอ่าน

และการเขียน มาสอนในรปู แบบ บรู ณาการทกั ษะ ตวั อยา่ ง เชน่ การเขยี นเปน็ กระบวนการคิดในการ

วิเคราะห์ การแยกแยะ การสงั เคราะห์ การประเมนิ ค่า การสรา้ งสรรค์ ผูเ้ ขียนจะนาความรู้และประสบการณ์สู่

การคิดและแสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ต้องเป็นผู้อ่านและผู้ฟังเพื่อรบั รู้ข่าวสารท่ีจะนามาวิเคราะห์

และสามารถแสดงทรรศนะได้

๑๐

กระบวนการอ่าน

การอ่านเป็นกระบวนการซึ่งผู้อ่านสร้างความหมายหรือพัฒนา การตีความระหว่างการอ่านผู้อ่าน
จะต้องรู้หัวข้อเร่ือง รู้จุดประสงค์ของการอ่าน มีความรู้ทางภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาที่ใช้ในหนังสือที่อ่าน
โดยใช้ประสบการณ์เดมิ เปน็ ประสบการณ์ทาความเข้าใจกับเร่อื งท่อี า่ น กระบวนการอ่านมีดังนี้

๑. การเตรยี มการอา่ น ผู้อ่านจะต้องอ่านช่ือเรือ่ ง หัวขอ้ ยอ่ ยจากสารบญั เรอ่ื ง อ่านคานา ให้
ทราบจุดมุ่งหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพื่อความเพลิดเพลินหรืออ่านเพื่อ หา
ความรู้ วางแผนการอา่ นโดยอ่านหนังสอื ตอนใดตอนหน่ึงว่าความยากง่ายอย่างไร หนงั สือมีความยากมากนอ้ ย
เพียงใด รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
เตรียมสมดุ ดนิ สอ สาหรับจดบันทึกขอ้ ความหรือเน้อื เรื่องท่สี าคญั ขณะอา่ น

๒. การอ่าน ผอู้ า่ นจะอ่านหนงั สือใหต้ ลอดเล่มหรอื เฉพาะตอนท่ีต้องการอ่าน ขณะอา่ นผอู้ ่านจะใช้
ความรู้จากการอ่านคา ความหมายของคามาใชใ้ นการอา่ น รวมทง้ั การรู้จกั แบง่ วรรคตอนดว้ ย การอ่านเรว็
จะมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ดีกวา่ ผู้อ่านช้า ซ่ึงจะสะกดคาอ่านหรืออา่ นยอ้ นไปย้อนมา ผู้อ่านจะใช้
บรบิ ทหรือคาแวดลอ้ มชว่ ยในการตีความหมายของคาเพื่อทาความเข้าใจเรื่องท่ีอา่ น

๓. การแสดงความคิดเห็น ผ้อู ่านจะจดบันทึกขอ้ ความทมี่ ีความสาคญั หรือเขยี นแสดง ความ
คิดเหน็ ตีความข้อความทอี่ ่าน อา่ นซา้ ในตอนทไี่ มเ่ ขา้ ใจเพื่อทาความเข้าใจใหถ้ ูกต้อง ขยายความคิด
จากการอ่าน จับคู่กบั เพอ่ื นสนทนาแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ ต้งั ขอ้ สังเกตจากเรอื่ งท่อี ่าน ถ้าเปน็ การอ่าน
บทกลอนจะตอ้ งอ่านทานองเสนาะดงั ๆ เพ่อื ฟังเสียงการอ่านและเกดิ จินตนาการ

๔. การอา่ นสารวจ ผู้อา่ นจะอา่ นซ้าโดยเลอื กอ่านตอนใดตอนหน่ึง ตรวจสอบคาและภาษา ท่ีใช้
สารวจโครงเร่ืองของหนงั สือเปรยี บเทียบหนังสือที่อ่านกับหนังสอื ทเ่ี คยอา่ น สารวจและเช่อื มโยงเหตกุ ารณ์ใน
เรอ่ื งและการลาดบั เร่อื ง และสารวจคาสาคญั ทีใ่ ช้ในหนงั สอื

๕. การขยายความคดิ ผ้อู ่านจะสะท้อนความเข้าใจในการอ่าน บันทกึ ขอ้ คดิ เหน็ คณุ คา่ ของเร่ือง
เชอื่ มโยงเรอื่ งราวในเรอ่ื งกับชวี ิตจรงิ ความรสู้ กึ จากการอา่ น จดั ทาโครงงานหลกั การอา่ น เช่น วาดภาพ
เขียนบทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรื่องอ่ืนๆ ที่ผู้เขียนคนเดียวกันแต่ง อ่านเรื่องเพ่ิมเติม
เร่ืองที่เกย่ี วโยงกับเรือ่ งทอ่ี า่ น เพอื่ ใหไ้ ดค้ วามรู้ท่ชี ัดเจนและกว้างขวางขึ้น

การเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์

การเขยี นเชงิ สร้างสรรค์เป็นการเขยี นโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการในการเขียน เชน่
การเขยี นเรียงความ นิทาน เรื่องสัน้ นวนยิ าย และบทรอ้ ยกรอง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียนจะต้อง
มีความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคาอย่างหลากหลาย สามารถนาคามาใช้ ในการ เขียน ต้อง
ใชเ้ ทคนคิ การเขยี น และใชถ้ อ้ ยคาอยา่ งสละสลวย

การดู

การดูเป็นการรับสารจากสื่อภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้จากการรับรู้สาร ตีความ แปล
ความ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าสารจากสื่อ เช่น การดูโทรทัศน์ การดูคอมพิวเตอร์ การดูละคร การดู
ภาพยนตร์ การดหู นงั สือการต์ นู (แมไ้ มม่ ีเสียงแต่มถี อ้ ยคาอา่ นแทนเสียงพูด) ผ้ดู ูจะต้องรับรู้สาร จากการดแู ละ
นามาวเิ คราะห์ ตคี วาม และประเมินคณุ คา่ ของสารทเี่ ปน็ เนื้อเรือ่ งโดยใช้หลักการพิจารณาวรรณคดีหรือการ
วิเคราะห์วรรณคดีเบ้ืองต้น เช่น แนวคิดของเร่ือง ฉากที่ประกอบเรื่องสมเหตุสมผล กิริยาท่าทาง และการ
แสดงออกของตัวละครมคี วามสมจริงกบั บทบาท โครงเร่ือง เพลง แสง สี เสียง ท่ีใช้ประกอบการแสดงให้
อารมณ์แก่ผู้ดูสมจริงและสอดคล้องกับยุคสมัยของเหตุการณ์ท่ีจาลองสู่บทละคร คุณค่าทางจริยธรรม

๑๑

คณุ ธรรม และคุณคา่ ทางสังคมทีม่ อี ทิ ธิพลตอ่ ผู้ดหู รือผู้ชม ถ้าเปน็ การดขู า่ วและเหตุการณ์ หรอื การอภิปราย
การใช้ความรู้หรือเรื่องที่เป็นสารคดี การโฆษณาทางส่ือจะต้องพิจารณาเน้ือหาสาระว่าสมควรเชื่อถือได้

หรือไม่ เป็นการโฆษณาชวนเช่ือหรือไม่ ความคิดสาคัญและมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก และการดูละครเวที
ละครโทรทัศน์ ดูข่าวทางโทรทัศน์จะเป็นประโยชน์ได้รับความสนุกสนาน ต้องดูและวิเคราะห์ ประเมินค่า
สามารถแสดงทรรศนะของตนได้อยา่ งมีเหตผุ ล

การตีความ

การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คาท่ีแวดล้อม
ข้อความ ทาความเข้าใจขอ้ ความหรอื กาหนดความหมายของคาใหถ้ ูกตอ้ ง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า การตีความหมาย ชี้หรือกาหนด
ความหมาย ให้ความหมายหรืออธิบาย ใช้หรือปรับใหเ้ ขา้ ใจเจตนา และความมงุ่ หมายเพอื่ ความถกู ต้อง

การเปลี่ยนแปลงของภาษา

ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คาคาหนึ่งในสมัยหน่ึงเขียนอยา่ งหน่งึ อีกสมัยหนึ่งเขียน

อีกอย่างหนึ่ง คาว่า ประเทศ แต่เดิมเขียน ประเทษ คาว่า ปักษ์ใต้ แต่เดิมเขียน ปักใต้ ใน

ปัจจุบันเขียน ปักษ์ใต้ คาว่า ลุ่มลึก แต่ก่อนเขียน ลุ่มฦก ภาษาจึงมีการเปล่ียนแปลง ทั้งความหมายและ

การเขยี น บางครงั้ คาบางคา เช่น คาวา่ หลอ่ น เป็นคาสรรพนามแสดงถึงคาพูด สรรพนามบุรุษท่ี ๓ ที่เป็น

คาสภุ าพ แต่เด๋ียวนี้คาวา่ หล่อน มีความหมายในเชงิ ดแู คลน เป็นตน้

การสรา้ งสรรค์

การสร้างสรรค์ คือ การรู้จักเลือกความรู้ ประสบการณ์ท่ีมีอยูเ่ ดิมมาเป็นพ้ืนฐานในการสร้างความรู้
ความคิดใหม่ หรือส่ิงแปลกใหม่ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม บุคคลท่ีจะมีความสามารถในการ
สร้างสรรคจ์ ะต้องเปน็ บุคคลท่ีมีความคิดอิสระอยเู่ สมอ มคี วามเชอ่ื ม่นั ในตนเอง มองโลกในแงด่ ี คิดไตรต่ รอง
ไม่ตัดสินใจสิ่งใดง่ายๆ การสร้างสรรค์ของมนุษย์จะเก่ียวเน่อื งกันกบั ความคิด การพูด การเขียน และการ
กระทาเชิงสรา้ งสรรค์ ซ่ึงจะต้องมีการคดิ เชิงสร้างสรรค์เป็นพน้ื ฐาน

ความคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นความคิดที่พัฒนามาจากความรู้และประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็น
ปัจจยั พ้นื ฐานของการพูด การเขยี น และการกระทาเชงิ สร้างสรรค์

การพดู และการเขียนเชงิ สร้างสรรค์เปน็ การแสดงออกทางภาษาที่ใช้ภาษาขัดเกลาใหไ้ พเราะ งดงาม
เหมาะสม ถกู ต้องตามเน้ือหาท่ีพูดและเขียน

การกระทาเชิงสร้างสรรค์เป็นการกระทาท่ีไม่ซ้าแบบเดิมและคิดค้นใหม่แปลกไปจากเดิม และเป็น
ประโยชนท์ ่ีสงู ข้นึ

ข้อมูลสารสนเทศ

ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง เรื่องราว ข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือส่ิงใดสิ่งหน่ึงท่ีสามารถ สื่อ

ความหมายด้วยการพูดบอกเล่า บันทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนังสือ แผนที่ แผนภาพ ภาพถ่าย บนั ทึก

ด้วยเสียงและภาพ บันทึกด้วยเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ เป็นการเก็บเร่อื งราวต่างๆ บันทึกไว้เป็นหลักฐานด้วยวิธี

ต่างๆ

๑๒

ความหมายของคา

คาทีใ่ ช้ในการตดิ ตอ่ สื่อสารมคี วามหมายแบ่งไดเ้ ป็น ๓ ลกั ษณะ คือ
๑. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายที่ใช้พูดจากันตรงตามความหมาย คาหน่ึงๆ น้ัน อาจมี
ความหมายได้หลายความหมาย เช่น คาว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใส่น้า หรืออาจหมายถึง นก
ชนิดหน่งึ ตัวสีดา ร้อง กา กา เป็นความหมายโดยตรง
๒. ความหมายแฝง คาอาจมีความหมายแฝงเพิ่มจากความหมายโดยตรง มักเป็นความหมาย
เก่ียวกับความรู้สึก เช่น คาว่า ขี้เหนียว กับ ประหยัด หมายถึง ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เป็นความหมาย
ตรง แตค่ วามรู้สึกต่างกนั ประหยัดเปน็ สงิ่ ดี แต่ขเี้ หนียวเป็นสิ่งไมด่ ี
๓. ความหมายในบริบท คาบางคามีความหมายตรง เมอื่ ร่วมกบั คาอ่นื จะมีความหมายเพ่ิมเติมกว้าง
ข้ึน หรือแคบลงได้ เช่น คาว่า ดี เด็กดี หมายถึง ว่านอนสอนง่าย เสียงดี หมายถึง ไพเราะ ดินสอดี
หมายถึง เขียนได้ดี สุขภาพดี หมายถึง ไม่มีโรค ความหมายบริบทเป็นความหมายเช่นเดียวกับความหมาย
แฝง

คุณค่าของงานประพนั ธ์

เมื่อผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงาน

ประพันธ์ ทาให้ผู้อ่านอ่านอย่างสนุก และได้รับประโยชน์จาการอ่านงานประพันธ์ คุณค่าของงาน

ประพนั ธ์แบง่ ได้เป็น ๒ ประการ คือ

๑. คุณคา่ ดา้ นวรรณศิลป์ ถ้าอ่านบทร้อยกรองกจ็ ะพจิ ารณากลวิธกี ารแตง่ การเลอื กเฟน้ ถ้อยคามา

ใช้ได้ไพเราะ มีความคิดสร้างสรรค์ และให้ความสะเทือนอารมณ์ ถ้าเป็นบทร้อยแก้วประเภทสารคดี

รูปแบบการเขียนจะเหมาะสมกับเนื้อเร่ือง วิธีการนาเสนอน่าสนใจ เน้ือหามีความถูกต้อง ใช้ภาษา

สละสลวยชัดเจน การนาเสนอมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเป็นร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดี องค์ประกอบของ

เร่ืองไม่ว่าเร่ืองส้ัน นวนิยาย นิทาน จะมีแก่นเร่ือง โครงเร่ือง ตัวละครมี

ความสัมพันธ์กัน กลวิธีการแต่งแปลกใหม่ น่าสนใจ ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความสะเทอื น

อารมณ์ การใชถ้ ้อยคาสรา้ งภาพได้ชัดเจน คาพูดในเร่อื งเหมาะสมกับบุคลิกของ ตวั ละครมีความคิด

สรา้ งสรรค์เกี่ยวกบั ชวี ติ และสังคม

๒. คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ชีวิต

ความเปน็ อยูข่ องมนษุ ย์ และคุณคา่ ทางจริยธรรม คณุ คา่ ด้านสงั คม เป็นคุณค่าท่ผี ้อู า่ นจะ เข้าใจชวี ติ ทั้ง

ในโลกทัศน์และชีวทัศน์ เข้าใจการดาเนินชีวิตและเข้าใจเพ่ือนมนุษย์ดีข้ึน เนื้อหาย่อมเก่ียวข้องกับการ

ช่วยจรรโลงใจแก่ผูอ้ ่าน ช่วยพฒั นาสงั คม ช่วยอนรุ ักษ์สงิ่ มคี ณุ คา่ ของชาติบา้ นเมอื ง และสนับสนนุ ค่านิยมอัน

ดงี าม

โครงงาน

โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นคว้า ลงมือปฏิบัติจริง ใน
ลักษณะของการสารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผู้เรียนจะรวบรวมข้อมูล นามาวิเคราะห์
ทดสอบเพ่ือแก้ปัญหาข้องใจ ผู้เรียนจะนาความรู้จากช้ันเรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคาตอบ
เป็นกระบวนการค้นพบนาไปสู่การเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทางานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการจัดการ
ผู้สอนจะเข้าใจผู้เรียน เห็นรูปแบบการเรียนรู้ การคิด วิธีการทางานของผู้เรียน จากการสังเกตการทางาน
ของผูเ้ รยี น

๑๓

การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวิธีการหนึ่ง แต่เป็นการศึกษาค้นคว้าที่ใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปญั หา เป็นการพฒั นาผู้เรียนให้เปน็ คนมเี หตุผล สรุปเรอ่ื งราว
อยา่ งมีกฎเกณฑ์ ทางานอย่างมีระบบ การเรยี นแบบโครงงานไม่ใช่การศึกษาค้นควา้ จดั ทารายงานเพยี งอยา่ ง
เดียว ต้องมีการวเิ คราะหข์ ้อมลู และมีการสรปุ ผล

ทักษะการสอ่ื สาร

ทกั ษะการส่อื สาร ไดแ้ ก่ ทักษะการพูด การฟัง การอา่ น และการเขยี น ซง่ึ เปน็ เครื่องมอื ของการ
ส่งสารและการรบั สาร การสง่ สาร ได้แก่ การส่งความรู้ ความเชอื่ ความคิด ความรสู้ ึกดว้ ยการพดู และการ
เขียน สว่ นการรับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเชอื่ ความคิด ดว้ ยการอา่ นและการฟงั การฝกึ ทักษะ
การส่อื สารจงึ เป็นการฝึกทกั ษะการพูด การฟงั การอา่ น และการเขยี น ให้สามารถ รับสารและส่งสาร
อย่างมีประสิทธภิ าพ

ธรรมชาติของภาษา

ธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบัติของภาษาที่สาคัญ มีคุณสมบัติพอสรุปได้ คือ ประการ ท่ี
หน่ึง ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้ อย่างเป็น
ระบบ ประการที่สอง ภาษามีพลังในการงอกงามมิร้สู ้ินสุด หมายถึง มนุษย์สามารถใช้ภาษา สื่อความหมาย
ไดโ้ ดยไม่ส้ินสดุ ประการที่สาม ภาษาเป็นเร่ืองของการใชส้ ัญลักษณ์ร่วมกนั หรอื สมมตริ ว่ มกนั และมีการรบั รู้
สัญลกั ษณห์ รอื สมมตริ ่วมกัน เพอื่ สรา้ งความเข้าใจตรงกัน ประการท่สี ี่ ภาษาสามารถใชภ้ าษาพูดในการ
ติดต่อส่ือสาร ไม่จากัดเพศของผู้ส่งสาร ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สามารถผลัดกันในการส่งสารและรบั
สารได้ ประการท่ีห้า ภาษาพูดย่อมใช้ได้ทั้งในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ไม่จากัดเวลาและสถานที่
ประการท่ีหก ภาษาเป็นเครื่องมือการถ่ายทอดวัฒนธรรม และวิชาความรู้นานาประการ ทาให้เกิดการ
เปลย่ี นแปลงพฤติกรรมและการสร้างสรรค์ส่ิงใหม่

แนวคิดในวรรณกรรม

แนวคดิ ในวรรณกรรมหรอื แนวเรื่องในวรรณกรรมเปน็ ความคดิ สาคญั ในการผูกเรื่องให้ ดาเนนิ เร่ือง
ไปตามแนวคิด หรือเปน็ ความคิดทีส่ อดแทรกในเร่ืองใหญ่ แนวคดิ ย่อมเกี่ยวข้องกับมนษุ ย์และสังคม เปน็ สาร
ทีผ่ ู้เขียนส่งให้ผอู้ ่าน เช่น ความดีย่อมชนะความช่ัว ทาดไี ด้ดที าชว่ั ได้ช่ัว ความยุตธิ รรมทาให้โลกสันติ
สุข คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นแนวคิดเป็นสารที่ผู้เขียนต้องการส่งให้ผู้อ่ืนทราบ เช่น
ความดี ความยุติธรรม ความรกั เปน็ ต้น

บรบิ ท

บริบทเปน็ คาทแี่ วดล้อมขอ้ ความท่ีอ่าน ผ้อู ่านจะใชค้ วามรสู้ กึ และประสบการณ์มากาหนดความหมาย
หรือความเข้าใจ โดยนาคาแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพ่ือทา ความเข้าใจหรือ
ความหมายของคา

๑๔

พลังของภาษา

ภาษาเป็นเครือ่ งมือในการดารงชีวติ ของมนุษย์ มนุษยจ์ ึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพ่อื การดารงชีวิต เปน็
เคร่ืองมือของการส่ือสารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได้ ภาษาช่วยให้คนรู้จักคิดและแสดงออกของ
ความคิดด้วยการพูด การเขียน และการกระทาซ่ึงเป็นผลจากการคิด ถ้าไม่มีภาษา คนจะคิดไม่ได้ ถ้า
คนมีภาษาน้อย มีคาศัพท์น้อย ความคิดของคนก็จะแคบไมก่ ว้างไกล คนท่ีใช้ภาษาได้ดีจะมีความคิดดดี ว้ ย
คนจะใช้ความคิดและแสดงออกทางความคิดเป็นภาษา ซ่ึงส่งผลไปสู่ การกระทา ผลของการกระทา
ส่งผลไปสคู่ วามคดิ ซึ่งเปน็ พลังของภาษา ภาษาจงึ มีบทบาทสาคญั ต่อมนษุ ย์ ชว่ ยให้มนษุ ยพ์ ัฒนาความคิด
ช่วยดารงสังคมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข มีไมตรีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษา
ตดิ ต่อส่อื สารกนั ชว่ ยใหค้ นปฏิบัติตนตามกฎเกณฑข์ องสังคม ภาษาช่วยใหม้ นุษย์เกิดการพัฒนา ใชภ้ าษา
ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายโต้แย้ง เพื่อนาไปสู่ผลสรุป มนุษย์ใช้ภาษาในการเรียนรู้ จด
บันทึกความรู้ แสวงหาความรู้ และช่วยจรรโลงใจ ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตวั
ของมันเอง เพราะภาพย่อมประกอบด้วยเสียงและความหมาย การใช้ภาษาใช้ถ้อยคาทาให้เกิดความรู้สึกต่อ
ผู้รับสาร ให้เกิดความจงเกลียดจงชังหรือเกิด ความชื่นชอบ ความรักย่อมเกิดจากภาษาท้ังสิ้น ท่ีนาไปสู่
ผลสรปุ ที่มีประสิทธิภาพ

ภาษาถน่ิ

ภาษาถิ่นเป็นภาษาพ้ืนเมืองหรือภาษาที่ใช้ในท้องถ่ิน ซึ่งเป็นภาษาด้ังเดิมของชาวพ้ืนบ้านที่ใช้พูดจา
กันในหมู่เหล่าของตน บางคร้งั จะใชค้ าทม่ี คี วามหมายต่างกนั ไปเฉพาะถ่นิ บางคร้งั คาทใี่ ช้พดู จากันเป็นคา
เดียว ความหมายต่างกันแลว้ ยงั ใชส้ าเนียงท่ีตา่ งกัน จงึ มคี ากล่าวท่ีวา่ “สาเนยี ง บอกภาษา” สาเนยี ง
จะบอกว่าเป็นภาษาอะไร และผู้พูดเป็นคนถ่ินใด อย่างไรก็ตามภาษาถนิ่ ในประเทศไทยไมว่ ่าจะเป็นภาษา
ถิ่นเหนอื ถ่นิ อีสาน ถิ่นใต้ สามารถสอ่ื สารเขา้ ใจกนั ได้ เพียงแตส่ าเนยี งแตกต่างกนั ไปเท่านั้น

ภาษาไทยมาตรฐาน

ภาษาไทยมาตรฐานหรอื บางทีเรียกวา่ ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เปน็ ภาษาที่ใช้ สื่อสารกัน
ทัว่ ประเทศและเป็นภาษาท่ใี ช้ในการเรยี นการสอน เพ่อื ให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการตดิ ตอ่ สื่อสาร
สร้างความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาท่ีใช้กันในเมืองหลวง ท่ีใช้ติดต่อกันท้ังประเทศ มีคา
และสาเนียงภาษาที่เป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคาได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย ภาษากลางหรือ
ภาษาไทยมาตรฐานมีความสาคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่น วรรณคดีมีการถ่ายทอดกันมาเป็นวรรณคดี
ประจาชาติจะใชภ้ าษาที่เป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรคง์ านประพันธ์ ทาใหว้ รรณคดีเป็นเคร่ืองมือ
ในการศกึ ษาภาษาไทยมาตรฐานได้

ภาษาพูดกบั ภาษาเขียน

ภาษาพูดเป็นภาษาท่ีใช้พูดจากัน ไม่เป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพิถันในการใช้แต่ใช้ส่ือสารกันได้ดี
สรา้ งความรู้สึกทเ่ี ปน็ กนั เอง ใช้ในหมู่เพ่ือนฝูง ในครอบครัว และติดตอ่ ส่ือสารกันอย่างไมเ่ ปน็ ทางการ การ
ใช้ภาษาพูดจะใช้ภาษาที่เป็นกันเองและสุภาพ ขณะเดียวกันก็คานึงว่าพูดกับบุคคลท่ีมีฐานะต่างกัน การใช้
ถ้อยคาก็ตา่ งกนั ไปด้วย ไม่คานึงถงึ หลกั ภาษาหรอื ระเบียบแบบแผนการใชภ้ าษามากนกั

๑๕

ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาที่ใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคา และคานึงถึงหลักภาษา เพื่อใช้ในการ
สื่อสารใหถ้ กู ต้องและใชใ้ นการเขยี นมากกว่าพดู ตอ้ งใช้ถ้อยคาท่ีสุภาพ เขียนให้เปน็ ประโยค เลือกใชถ้ ้อยคา
ท่ีเหมาะสมกับสถานการณ์ในการสื่อสาร เป็นภาษาท่ีใช้ในพิธีการต่างๆ เช่น การกล่าวรายงาน กล่าว
ปราศรัย กล่าวสดดุ ี การประชุมอภปิ ราย การปาฐกถา จะระมดั ระวงั การใช้คาท่ีไม่จาเป็นหรือ คาฟุม่ เฟอื ย
หรอื การเลน่ คาจนกลายเป็นการพดู หรือเขียนเล่นๆ

ภมู ิปัญญาท้องถิน่

ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) บางครั้งเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์
(Paradigm) ของคนในทอ้ งถิ่นทมี่ ีความสมั พนั ธ์ระหว่างคนกบั คน คนกบั ธรรมชาติ เพอื่ ความอยรู่ อด แตค่ น
ในท้องถนิ่ จะสรา้ งความรู้จากประสบการณ์และจากการปฏิบตั ิ เป็นความรู้ ความคดิ ทีน่ ามาใช้ในท้องถนิ่ ของ
ตนเพื่อการดารงชีวิตท่เี หมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ผรู้ ้จู งึ กลายเป็น ปราชญ์ชาวบ้านท่มี คี วามรู้
เก่ยี วกับภาษา ยารกั ษาโรคและการดาเนนิ ชวี ติ ในหมู่บา้ นอยา่ งสงบสขุ

ภูมิปญั ญาทางภาษา

ภูมิปัญญาทางภาษาเป็นความรูท้ างภาษา วรรณกรรมท้องถ่ิน บทเพลง สุภาษิต คาพังเพยใน
แต่ละท้องถิ่น ที่ได้ใชภ้ าษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมที่ต่างกนั
โดยนาภูมิปัญญาทางภาษาในการส่ังสอนอบรมพิธีการต่างๆ การบันเทิงหรือการละเล่น มีการแต่งเปน็
คาประพันธใ์ นรูปแบบต่างๆ ทัง้ นทิ าน นิทานปรมั ปรา ตานาน บทเพลง บทรอ้ งเล่น บทเห่กลอ่ ม บทสวด
ตา่ งๆ บททาขวัญ เพื่อประโยชนท์ างสังคมและเปน็ สว่ นหนงึ่ ของวฒั นธรรมประจาถนิ่

ระดบั ภาษา

ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่คนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสท่ีใช้ภาษา
บุคคลและประชมุ ชน การใช้ภาษาจงึ แบ่งออกเปน็ ระดบั ของการใช้ภาษาไดห้ ลายรปู แบบ ตาราแตล่ ะเล่ม
จะแบ่งระดบั ภาษาแตกต่างกันตามลกั ษณะของสัมพันธภาพของบคุ คลและสถานการณ์

การแบ่งระดบั ภาษาประมวลได้ดงั น้ี
๑. การแบง่ ระดับภาษาทเ่ี ป็นทางการและไม่เป็นทางการ

๑.๑ ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาท่ีเปน็ แบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุม ในการกล่าว
สุนทรพจน์ เปน็ ตน้

๑.๒ ภาษาท่ไี ม่เป็นทางการหรอื ภาษาทไ่ี ม่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการสนทนา การใช้
ภาษาในการเขยี นจดหมายถึงผู้คุน้ เคย การใช้ภาษาในการเลา่ เรื่องหรอื ประสบการณ์ เป็นตน้

๒. การแบ่งระดับภาษาท่ีเป็นพิธีการกับระดับภาษาที่ไม่เป็นพิธีการ การแบ่งภาษาแบบนี้เป็นการ
แบ่งภาษาตามความสัมพันธร์ ะหวา่ งบคุ คลเปน็ ระดับ ดงั นี้

๒.๑ ภาษาระดบั พิธกี าร เป็นภาษาแบบแผน
๒.๒ ภาษาระดับก่ึงพธิ ีการ เปน็ ภาษากง่ึ แบบแผน
๒.๓ ภาษาระดับทีไ่ ม่เป็นพิธกี าร เป็นภาษาไมเ่ ป็นแบบแผน
๓. การแบง่ ระดบั ภาษาตามสภาพแวดลอ้ ม โดยแบ่งระดบั ภาษาในระดบั ยอ่ ยเป็น ๕ ระดบั คือ
๓.๑ ภาษาระดบั พธิ กี าร เชน่ การกล่าวปราศรัย การกล่าวเปดิ งาน
๓.๒ ภาษาระดบั ทางการ เชน่ การรายงาน การอภิปราย

๑๖

๓.๓ ภาษาระดบั ก่งึ ทางการ เชน่ การประชมุ อภิปราย การปาฐกถา
๓.๔ ภาษาระดับการสนทนา เชน่ การสนทนากับบคุ คลอย่างเป็นทางการ
๓.๕ ภาษาระดับกันเอง เช่น การสนทนาพูดคยุ ในหมเู่ พื่อนฝูงในครอบครัว

วจิ ารณญาณ
วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทาความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผล การมี

วิจารณญาณต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาดเป็นเหตุ
เปน็ ผล

๑๗

คาอธบิ ายรายวชิ า

กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย รายวชิ าพ้ืนฐาน
รายวชิ า ท๒๑๑๐๑ ภาษาไทย ๑ ๖๐ ช่ัวโมง/ภาคเรียน

จานวน ๑.๕ หน่วยกิต ๓ ชั่วโมง/สัปดาห์

ศึกษาเน้ือหาเสียงในภาษาไทย การสร้างคา ได้แก่ คาประสม คาซ้า คาซ้อน คาพ้อง ภาษาพูดและ

ภาษาเขียน การพูดสรุปความ พูดแสดงความรู้ ความคิดอย่างสรา้ งสรรค์จากเรอ่ื งที่ฟงั และดู มารยาทในการ
ฟัง การดู และการพดู การคดั ลายมอื ตัวบรรจงคร่งึ บรรทัดตามรูปแบบการเขียนตวั อกั ษรไทย การเขยี นสื่อสาร

การเขียนแนะนาตนเอง การเขียนแนะนาสถานท่ีสาคัญๆ การเขียนบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การบรรยาย
ประสบการณ์ การอา่ นออกเสียงบทร้อยแก้วที่เป็นบทบรรยาย บทรอ้ ยกรอง ไดแ้ ก่ กลอนสุภาพ กลอนสักวา
กาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ และโคลงส่ีสุภาพ การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ

ได้แก่ เร่ืองเล่าจากประสบการณ์ เร่ืองสั้น บทสนทนา นิทานชาดก วรรณคดีในบทเรียน งานเขียนเชิง
สรา้ งสรรค์ บทความ สารคดี บนั เทงิ คดี เอกสารทางวชิ าการท่มี ีคา ประโยค และขอ้ ความท่ีต้องใช้บริบทช่วย

พิจารณาความหมาย งานเขียนประเภทชักจูงโน้มน้าวใจเชิงสร้างสรรค์ วรรณคดีและวรรณกรรมเกี่ยวกับ
ศาสนา ประเพณี พิธีกรรม สุภาษิตคาสอน เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ บันเทิงคดี บันทึกการเดินทาง
วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ บทอาขยานและบทร้อยกรองทม่ี ีคณุ คา่

โดยใช้กระบวนการส่ือสารทางภาษา กระบวนการคิดวิเคราะห์ กระบวนการสืบค้น กระบวนการ
เขียน การอ่าน การฟัง และพูด กระบวนการกลุ่ม กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ

เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้ กระบวนการพัฒนาลักษณะนสิ ยั นาไปใชใ้ นการดาเนินชีวติ เหน็ คณุ ค่าการนาความรู้ไป
ใช้ในการดารงชีวิต มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสานึกที่ดีงาม เทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รักและ
ภาคภูมิในความเปน็ ไทย ภาษาไทย วัฒนธรรมไทย มีมารยาทในการอา่ น การเขยี น การฟัง การดู และการพูด

ท้ังน้ีโดยสานึกถึงศิลปะในการใช้ภาษาเพื่อการส่ือสารท่ีถูกต้องและเหมาะสมตระหนกั ในคุณค่าและมีเจตคติ
ท่ีดีต่อการเรียนรู้ภาษาไทย ทางานเป็นระบบ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ และมีความ

เชือ่ มน่ั ในตนเองนาความรูไ้ ปประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวันได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มีพน้ื ฐาน
ชีวิตที่มนั่ คง มงี านทา มีอาชีพมคี ุณธรรม และเป็นพลเมืองดี

ตัวช้วี ัด
รหัสตัวช้วี ดั

ท ๑.๑ ม.๑/๑ - ม.๑/๒ - ม.๑/๓ - ม.๑/๔ - ม.๑/๕ - ม.๑/๖
ท ๒.๑ ม.๑/๑ - ม.๑/๒ - ม.๑/๓
ท ๓.๑ ม.๑/๑ - ม.๑/๒ - ม.๑/๖

ท ๔.๑ ม.๑/๑ - ม.๑/๒ - ม.๑/๔
ท ๕.๑ ม.๑/๑ - ม.๑/๒ - ม.๑/๕

รวม ๑๘ ตัวช้ีวดั

๑๘

โครงสร้างรายวชิ า

วชิ าภาษาไทยพ้ืนฐาน ๑ รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑

กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕ ๖๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกติ

ท่ี ช่อื หนว่ ย ตวั ชี้วัด/ สาระสาคญั เวลา คะแนน

การเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ (ชวั่ โมง)

๑ แวว่ เสยี งสาเนียง ท ๔.๑ ภาษาประกอบด้วยเสียงและความหมาย ๖ ๗

ภาษา ม.๑/๑ การใช้ภาษาไทยจึงควรคานึงถึงการออกเสียง

ให้ถูกต้องและ ชัดเจน เพ่ือให้การ สื่อ

ความหมายมีประสิทธิภาพ อีกท้ังควรเข้าใจ

ลักษณะของเสียงภาษาไทย

๒ สรา้ งคา ท ๔.๑ การสร้างคาในภาษาไทยมีความสาคัญยิ่ง ๖ ๖

นาความหมาย ม.๑/๒ เพราะทาให้มีคาใหม่ในภาษาเพ่ิมมากข้ึน

และสามารถนาคาใหม่เหล่านั้นไปใช้ในการ

สื่อสารให้เกิดประโยชน์ได้

๓ พูดหรอื เขียน ท ๔.๑ ภาษาพูดและภาษาเขียนต้องใช้ให้ถูกต้อง ๖ ๖

เรยี นให้ถกู ม.๑/๔ ตามหลักภาษา กาลเทศะและบุคคล เพ่ือให้

การสื่อสารน้ันบรรลุตามเป้าหมายท่ีกาหนด

ไว้ ภาษาพูดกับภาษาเขียนนั้นมีความ

แตกต่างกัน การใช้ภาษาจึงต้องมีความ

ระมัดระวังเพอ่ื ใช้ให้เหมาะสม

๔ ตาดหู ฟู งั ท ๓.๑ การฟัง การดูเป็นทักษะท่ีมีความสาคัญใน ๖ ๖

ม.๑/๑ ชีวิตประจาวัน เพราะต้องอาศัยการฟัง การ

ม.๑/๒ ดูเพื่อเรียนรู้ส่ิงต่างๆ โดยใช้ความคิด

ม.๑/๖ พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ และมี

มารยาทที่ดี จึงจะช่วยให้การฟัง หรือการดู

น้นั มีประสทิ ธภิ าพและเกดิ ประโยชนส์ งู สดุ ใน

การดาเนินชวี ติ

๕ อา่ นได้เข้าใจความ ท ๑.๑ การอ่านเป็นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ๖ ๖

ม.๑/๑ ความบันเทิง ซึ่งส่งผลให้ผู้อ่านมีความฉลาด

ม.๑/๒ รอบร้แู ละทนั ต่อเหตกุ ารณ์

ม.๑/๓

ม.๑/๔

ม.๑/๕

ม.๑/๖

๑๙

โครงสร้างรายวชิ า

วิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๑ รหสั วิชา ท๒๑๑๐๑
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๑
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕ ๖๐ ช่วั โมง/ภาคเรยี น จานวน ๑.๕ หน่วยกิต

ท่ี ชื่อหนว่ ย ตวั ช้ีวัด/ สาระสาคัญ เวลา คะแนน

การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ (ชั่วโมง)

๖ พดู ดีมเี สนห่ ์ ท ๓.๑ การพดู เปน็ ทักษะการสือ่ สารอยา่ งหนึง่ ทีใ่ ช้ใน ๖ ๗

ม.๑/๑ ชีวิตประจาวนั สงิ่ สาคัญท่ีจะทาให้ผพู้ ูดประสบ

ม.๑/๒ ความสาเร็จ คือ การหมัน่ ฝึกฝนตามหลกั การ

ม.๑/๖ พดู และพูดอย่างมีมารยาท

๗ ลขิ ติ พนิ ิจคา ท ๒.๑ การเขยี นเป็นการสื่อสารท่ีมงุ่ ให้ผอู้ า่ นรบั รู้ ๖ ๗

ม.๑/๑ เขา้ ใจเรอ่ื งราวอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยผู้เขยี น

ม.๑/๒ จะตอ้ งมีจุดมุ่งหมาย และศึกษาหลักการ

ม.๑/๓ เขยี นสอื่ สารแต่ละประเภทใหเ้ ขา้ ใจ จึงจะ

ทาใหก้ ารเขียนสื่อสารมีประสิทธภิ าพและ
มีมารยาทที่ดใี นการเขยี น

๘ วรรณคดไี ทยให้ ท ๕.๑ วรรณคดี หมายถงึ วรรณกรรมหรืองาน ๑๒ ๑๕

คุณค่าและขอ้ คิด ม.๑/๑ เขียนทย่ี กย่องกนั ว่าดี มสี าระ และมีคณุ คา่

ม.๑/๒ ทางวรรณศิลป์ การใช้คาว่าวรรณคดีเพ่ือ

ม.๑/๕ ประเมินค่าของวรรณกรรมเกดิ ขนึ้ ในพระ

ราชกฤษฎีกาตง้ั วรรณคดีสโมสรในสมยั

รัชกาลท่ี 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลา้

เจ้าอยหู่ ัว) วรรณคดเี ป็นวรรณกรรมท่ีถกู ยก

ยอ่ งวา่ เขียนดี มคี ุณคา่ สามารถทาให้ผอู้ า่ น

เกดิ อารมณส์ ะเทือนใจ มีความคดิ เป็นแบบ

แผน ใชภ้ าษาท่ีไพเราะ เหมาะแก่การให้

ประชาชนไดร้ บั รู้ เพราะสามารถยกระดบั

จติ ใจใหส้ ูงข้นึ รูว้ า่ อะไรควรหรือไมค่ วร

สอบกลางภาค ๓ ๒๐
ระหว่างภาคเรยี น ๕๗ ๘๐
ปลายภาคเรียน ๓ ๒๐
๖๐ ๑๐๐
รวม

สดั สว่ นคะแนน อัตราสว่ นคะแนน ระหว่างเรียน : ปลายภาค = ๘๐ : ๒๐
ระหวา่ งเรียน = ก่อนสอบกลางภาค : สอบกลางภาค : หลังสอบกลางภาค = ๓๐ : ๒๐ : ๓๐ = ๘๐

การออกแบบ

รายวชิ าภาษาไทย ๑
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๑ แว่วเสยี งสาเนียงภาษา

รหสั สาระสาคญั สาระการเรยี นรู้ วิธกี ารสอน วิธกี
ตัวช้ีวดั
ภาษาประกอบด้วยเสียงและ -เสยี งพยัญชนะ -บรรยาย -สังเกตพฤ
ท ๔.๑ ความหมาย -เสยี งสระ -ปฏิบตั ิ เขา้ ร่วมก
- ม.๑/๕ การใชภ้ าษาไทยจึงควร -เสยี งวรรณยกุ ต์ -เกม -ประเมนิ
คานึงถึงการออกเสยี งให้ รายบุคคล
ถูกต้องและชัดเจน เพอ่ื ให้ -ตรวจใบง
การส่อื ความหมายมี -ตรวจแบ
ประสิทธิภาพ อีกทง้ั ควร ก่อน – ห
เข้าใจลกั ษณะของเสยี ง หนว่ ยการ
ภาษาไทย -ตรวจแบ

สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
๑.ความสามารถในการสอื่ สาร

๒.ความสามารถในการคิด
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

๑.มวี นิ ัย

๒.ใฝเ่ รยี นรู้
๓.มุง่ มั่นในการทางาน

๒๐

บหน่วยการเรยี นรู้

รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑
ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ ๑
เวลา ๖ ชั่วโมง คะแนนเต็ม ๗ คะแนน

การวดั ผล เครอ่ื งมอื การวดั ผล สื่อและ ชิน้ งาน

แหล่งเรยี นรู้ ภาระงาน

ฤตกิ รรมการ -แบบประเมิน -ใบความรู้ -ใบงานที่ ๑.๑
กจิ กรรม พฤตกิ รรมการเขา้ ร่วม
-วีดทิ ศั น์ เรื่อง เสยี งในภาษาไทย
นการทางาน กจิ กรรม
ล -แบบประเมนิ การ -หนังสือเรยี น -ใบงานท่ี ๑.๒
งาน ทางานรายบุคคล
ภาษาไทย ม.๑ เร่อื ง เสยี งในภาษาไทย
บบทดสอบ -ใบงาน
หลังเรียน -แบบทดสอบกอ่ น – -บตั รคา -ใบงานที่ ๑.๓

รเรียนร้ทู ี่ ๑ หลังเรียน -Google เรื่อง เสยี งในภาษาไทย
บบฝกึ หดั หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๑
-แบบฝึกหัด Classroom

-DLTV

๒๑

แผนการจดั การเรยี นรู้

กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑

รายวชิ า ภาษาไทย ๑ รหสั วิชา ท๒๑๑๐๑

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๑ แวว่ เสยี งสาเนยี งภาษา เวลาเรียน ๖ ชั่วโมง

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑ เรือ่ ง เสียงพยัญชนะ เวลาเรียน ๑ ชัว่ โมง

สอนวันที่...........เดอื น...................พ.ศ........... ผู้สอน นางสาวณัฐกานต์ เหลา่ ประเสรฐิ

๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลงั

ของภาษา ภมู ปิ ญั ญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบตั ิของชาติ
๒. ตวั ชี้วดั

ม.๑/๑ อธบิ ายลกั ษณะของเสียงในภาษาไทย

๓. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
มนุษย์ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเพื่อสื่อสารกัน ในการส่ือสารด้วยภาษาพูดจะต้องระมัดระวังเรอื่ ง

การออกเสียงให้ถกู ต้องทงั้ สียงพยัญชนะ เสยี งสระ และเสยี งวรรณยุกต์

๔. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
เมอื่ เรียนจบบทเรียนนีแ้ ลว้ นกั เรยี นสามารถ
๔.๑ มีความรู้ความเขา้ ใจเกีย่ วกับลกั ษณะของเสยี งในภาษาไทย (K)
๔.๒ ตระหนกั และเห็นความสาคญั ของการจาแนกเสยี งพยางค์ (P)
๔.๓ มคี วามกระตือรอื รน้ ในการทางาน (A)

๕. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
๕.๑ ความสามารถในการส่ือสาร
๕.๒ ความสามารถในการคดิ

๖. สาระการเรียนรู้

๖.๑ ด้านความรู้

๖.๑.๑ เสยี งในภาษาไทย
๑) เสยี งพยญั ชนะ

๖.๒ ด้านทักษะ/กระบวนการ

๖.๒.๑ ตระหนกั และเหน็ ความสาคญั ของการจาแนกเสียงพยางค์ท่ีปรากฏในคาตา่ งๆ ได้

๖.๓ ด้านคุณลักษณะ

๖.๓.๑ มวี นิ ยั
๖.๓.๒ ใฝเ่ รยี นรู้
๖.๓.๓ มุ่งมนั่ ในการทางาน

๒๒

๗. กิจกรรมการเรยี นรู้

๗.๑ ข้นั นา

๗.๑.๑ ครใู หน้ กั เรียนพิจารณาบัตรคาทค่ี รกู าหนดให้

๗.๑.๒ นักเรยี นคดิ สรา้ งคาต่างๆ ขึน้ จากบัตรคาทก่ี าหนดให้ แลว้ เขียนบนหนา้ กระดาน อา่ น

พร้อมกัน

๗.๒ ขัน้ สอน

๗.๒.๑ ครใู ห้นกั เรียนเปิดหนงั สอื เรียน แลว้ พิจารณาช่วยกนั ว่าพยัญชนะไทยท้ัง ๔๔ ตวั มีกี่

เสียง แล้วจดั กลมุ่ พยญั ชนะตามเสียง

๗.๒.๒ ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่าพยัญชนะไทยมีท้ังหมด ๒๑ เสียง และให้นักเรียนหา

ตวั อย่างคาหรือพยางคท์ ี่ขนึ้ ตน้ ดว้ ยพยัญชนะทงั้ ๔๔ ตัว

๗.๒.๓ ครสู มุ่ เรียกนกั เรียนบางคนให้ยกตวั อย่างคาที่หาได้บางสว่ น

๗.๒.๔ ครซู ักถามเพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจในบทเรียนและให้นกั เรียนทาใบงานท่ี ๑.๑ เสียง

ในภาษาไทย

๗.๓ ขั้นสรุป

๗.๓.๑ ครแู ละนกั เรยี นสรุปพร้อมท้ังแสดงความคิดเห็นรว่ มกัน

๘. สือ่ การเรยี นรู้/แหลง่ เรียนรู้

๘.๑ หนงั สือเรยี นรายวิชาพืน้ ฐานภาษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๑

๘.๒ ห้องเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ๑

๙. การวดั และประเมนิ ผล

๙.๑ วิธกี ารวดั ผลและประเมนิ ผล

- สังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรม

- ประเมินการทางานรายบุคคล

- ตรวจใบงาน

๙.๒ เคร่ืองมือวัดผลและประเมนิ ผล

- แบบประเมนิ พฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรม

ตอบไดค้ รบ ๕ คาถาม ให้ ๔ คะแนน

ตอบได้ ๔ คาถาม ให้ ๓ คะแนน

ตอบได้ ๓ คาถาม ให้ ๒ คะแนน

ตอบได้ ๑-๒ คาถาม ให้ ๑ คะแนน

- แบบประเมินการทางานรายบุคคล

คะแนน ๑๕ – ๒๐ คะแนน หมายถึง ดมี าก

คะแนน ๑๑ – ๑๔ คะแนน หมายถงึ ดี

คะแนน ๖ – ๑๐ คะแนน หมายถึง พอใช้

คะแนน ๐ - ๕ คะแนน หมายถึง ปรับปรงุ

- แบบประเมินชิ้นงาน/ใบงาน

คะแนน ๑๐ – ๑๒ คะแนน หมายถึง ดมี าก

คะแนน ๗ – ๙ คะแนน หมายถึง ดี

คะแนน ๔ – ๖ คะแนน หมายถงึ พอใช้

คะแนน ๐ – ๓ คะแนน หมายถงึ ปรับปรงุ

๒๓

ข้อเสนอแนะของหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้
 มีองค์ประกอบของแผนครบถ้วน สมบูรณ์ และถูกตอ้ งตามหลักวชิ าการ
 มกี ิจกรรมการเรยี นรู้เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญ ใชส้ ื่อและแหล่งเรยี นรูท้ ีห่ ลากหลาย เหมาะสม
 มกี ารวดั และประเมินผลสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์และกระบวนการจดั การเรียนร้โู ดยใช้วิธกี ารท่ีหลากหลาย
 แผนการจดั การเรียนร้นู าไปสกู่ ารปฏิบัตไิ ด้ สอดคล้องกบั หลกั สตู ร บริบท สภาพของผู้เรียนและชมุ ชน

ลงชื่อ.............................................................
(นายทรงกลด ภูมิพานชิ ย์)

หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
วันที่.........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

ข้อเสนอแนะของหวั หน้างานวัดผลและประเมนิ ผลการศกึ ษา
 มีองคป์ ระกอบของแผนครบถว้ น สมบรู ณ์ และถูกตอ้ งตามหลักวิชาการ
 มกี จิ กรรมการเรยี นร้เู นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคัญ
 มกี ารใช้ส่อื และแหลง่ เรยี นรทู้ หี่ ลากหลาย เหมาะสม
 มีการวดั และประเมนิ ผลครอบคลมุ พฤติกรรมพทุ ธิพิสยั จติ พิสัย ทักษะพสิ ยั

ลงช่ือ.............................................................
(นางสาวจนั ทิรา แวงวงษ์)

หัวหน้างานวัดผลและประเมนิ ผลการศกึ ษา
วนั ท.่ี ........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

ขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
 ใชจ้ ดั กิจกรรมการเรยี นการสอนได้
 ขอใหน้ ิเทศ ติดตามผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เพ่ือนาไปพัฒนางานตอ่ ไป

ลงชื่อ.............................................................
(นายพฤทธิพ์ ล ชาร)ี

รองผู้อานวยการกลุ่มบรหิ ารงานวิชาการ
วนั ท.่ี ........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

๒๔

บันทกึ หลงั แผนการจัดการเรียนรู้

ผลการจัดการเรียนการสอน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่อื ……………………………………………ครผู ู้สอน
(นางสาวณัฐกานต์ เหลา่ ประเสรฐิ )

๒๕

แผนการจัดการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑

รายวชิ า ภาษาไทย ๑ รหสั วิชา ท๒๑๑๐๑

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๑ แว่วเสยี งสาเนยี งภาษา เวลาเรียน ๖ ช่วั โมง

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๒ เรื่อง พยญั ชนะควบกลา้ ร ล ว เวลาเรียน ๑ ชว่ั โมง

สอนวนั ท.ี่ ..........เดือน...................พ.ศ........... ผสู้ อน นางสาวณัฐกานต์ เหลา่ ประเสรฐิ

๑. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลงั

ของภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษาและรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบัติของชาติ
๒. ตัวชี้วัด

ม.๑/๑ อธิบายลักษณะของเสียงในภาษาไทย

๓. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
มนุษย์ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเพื่อสื่อสารกนั ในการส่ือสารด้วยภาษาพดู จะต้องระมัดระวงั เรอ่ื ง

การออกเสียงใหถ้ ูกตอ้ งทั้งสียงพยญั ชนะ เสยี งสระ และเสียงวรรณยกุ ต์

๔. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
เม่อื เรียนจบบทเรียนนแี้ ล้ว นกั เรียนสามารถ
๔.๑ มีความรูค้ วามเขา้ ใจเก่ียวกับลกั ษณะของเสียงในภาษาไทย (K)
๔.๒ ตระหนักและเห็นความสาคญั ของการจาแนกเสยี งพยางค์ (P)
๔.๓ มคี วามกระตือรอื ร้นในการทางาน (A)

๕. สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน
๕.๑ ความสามารถในการส่อื สาร
๕.๒ ความสามารถในการคดิ

๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ด้านความรู้

๖.๑.๑ เสียงในภาษาไทย

๑) เสียงพยัญชนะ

๖.๒ ด้านทักษะ/กระบวนการ

๖.๒.๑ ตระหนักและเห็นความสาคญั ของการจาแนกเสยี งพยางค์ท่ีปรากฏในคาตา่ งๆ ได้

๖.๓ ดา้ นคณุ ลักษณะ

๖.๓.๑ มีวินยั
๖.๓.๒ ใฝเ่ รยี นรู้
๖.๓.๓ มงุ่ มน่ั ในการทางาน

๗. กจิ กรรมการเรยี นรู้
๗.๑ ข้ันนา
๗.๑.๑ นกั เรียนทบทวนบทเรยี นที่เรยี นไปแล้ว

๒๖

๗.๑.๒ ครใู หน้ ักเรยี นพิจารณาบัตรคาที่ครกู าหนดให้

มาก กวาง ขนม เสือ โต้ง

พลิก อยู่ ปลีก ไขว้ จบี

หมี กรงุ ดาว ตลก หวาย

๗.๑.๓ ครูแจ้งให้นักเรียนทราบว่าครูต้องการแบ่งคาต่างๆออกเป็น ๓ กลุ่ม ให้นักเรียน

ชว่ ยกนั คิดว่าควรใชห้ ลกั การแบ่งกล่มุ คาอยา่ งไร

๗.๑.๔ ครเู ฉลยการจัดกลมุ่ คาใหน้ ักเรยี นทราบ

มาก กวาง ขนม

เสอื พลกิ อยู่

โตง้ ปลกี หมี

จีบ ไขว้ ตลก

มาก กรงุ หวาย

๗.๒ ขนั้ สอน
๗.๒.๑ นักเรยี นศึกษาเรอ่ื งเสยี งพยญั ชนะควบกลา้ ในหนงั สือเรียน
๗.๒.๒ ครูสอบถามนักเรียนเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนว่า พยัญชนะที่สามารถ

นามาเปน็ ตัวควบกลา้ มกี ่ีตัว อะไรบ้าง
๗.๒.๓ ครูแบ่งนักเรียนออกเปน็ ๔ กลุ่ม ใหน้ ักเรียนแขง่ กันหาคาทม่ี พี ยัญชนะควบกล้า ร ล

ว ให้มากท่สี ุดภายในเวลาท่กี าหนด โดยกาหนดให้แข่งขันทลี ะพยญั ชนะควบกล้า
๗.๒.๔ ครตู รวจสอบผลงานของนักเรียนทช่ี นะการแข่งขนั และเขยี นคาเหล่าน้นั บนกระดาน
๗.๒.๕ ครใู หน้ กั เรยี นฝึกอ่านออกเสียงคาควบกล้าทป่ี รากฏบนกระดานและทาใบงานท่ี ๑.๒

เร่อื ง เสียงในภาษาไทย
๗.๓ ขัน้ สรปุ
๗.๓.๑ ครแู ละนกั เรยี นสรปุ พรอ้ มทัง้ แสดงความคิดเหน็ รว่ มกัน

๘. ส่อื การเรียนร้/ู แหล่งเรยี นรู้
๘.๑ หนังสือเรียนรายวิชาพน้ื ฐานภาษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๑
๘.๒ หอ้ งเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑
๘.๓ บตั รคา
๘.๔ Google Classroom
๘.๕ DLTV

๙. การวัดและประเมินผล

๙.๑ วิธกี ารวัดผลและประเมนิ ผล

- สังเกตพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกจิ กรรม
- ประเมินการทางานรายบุคคล
- ตรวจใบงาน

๒๗

๙.๒ เครื่องมือวัดผลและประเมนิ ผล

- แบบประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรม

ตอบไดค้ รบ ๕ คาถาม ให้ ๔ คะแนน

ตอบได้ ๔ คาถาม ให้ ๓ คะแนน

ตอบได้ ๓ คาถาม ให้ ๒ คะแนน

ตอบได้ ๑-๒ คาถาม ให้ ๑ คะแนน

- แบบประเมินการทางานรายบคุ คล

คะแนน ๑๕ – ๒๐ คะแนน หมายถึง ดมี าก

คะแนน ๑๑ – ๑๔ คะแนน หมายถึง ดี

คะแนน ๖ – ๑๐ คะแนน หมายถึง พอใช้

คะแนน ๐ - ๕ คะแนน หมายถงึ ปรับปรุง

- แบบประเมินชิน้ งาน/ใบงาน

คะแนน ๑๐ – ๑๒ คะแนน หมายถึง ดีมาก

คะแนน ๗ – ๙ คะแนน หมายถงึ ดี

คะแนน ๔ – ๖ คะแนน หมายถงึ พอใช้

คะแนน ๐ – ๓ คะแนน หมายถงึ ปรับปรงุ

๒๘

ข้อเสนอแนะของหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้
 มีองค์ประกอบของแผนครบถ้วน สมบูรณ์ และถูกต้องตามหลกั วชิ าการ
 มกี ิจกรรมการเรยี นรู้เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคญั ใชส้ ื่อและแหลง่ เรยี นรูท้ ีห่ ลากหลาย เหมาะสม
 มกี ารวดั และประเมินผลสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคแ์ ละกระบวนการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้วิธกี ารท่ีหลากหลาย
 แผนการจดั การเรียนร้นู าไปสกู่ ารปฏิบัตไิ ด้ สอดคล้องกบั หลกั สตู ร บริบท สภาพของผู้เรียนและชุมชน

ลงชื่อ.............................................................
(นายทรงกลด ภูมิพานิชย์)

หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
วันที่.........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

ข้อเสนอแนะของหวั หน้างานวัดผลและประเมินผลการศึกษา
 มีองคป์ ระกอบของแผนครบถว้ น สมบรู ณ์ และถูกต้องตามหลกั วิชาการ
 มกี จิ กรรมการเรยี นร้เู นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคญั
 มกี ารใช้ส่อื และแหลง่ เรยี นรทู้ หี่ ลากหลาย เหมาะสม
 มีการวดั และประเมนิ ผลครอบคลมุ พฤตกิ รรมพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพสิ ัย

ลงช่ือ.............................................................
(นางสาวจนั ทิรา แวงวงษ์)

หัวหน้างานวัดผลและประเมนิ ผลการศึกษา
วนั ท.่ี ........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

ขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
 ใชจ้ ดั กิจกรรมการเรยี นการสอนได้
 ขอใหน้ ิเทศ ติดตามผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เพอ่ื นาไปพัฒนางานต่อไป

ลงชื่อ.............................................................
(นายพฤทธิพ์ ล ชาร)ี

รองผู้อานวยการกลุ่มบรหิ ารงานวิชาการ
วนั ท.่ี ........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

๒๙

บันทกึ หลังแผนการจัดการเรยี นรู้

ผลการจัดการเรียนการสอน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่อื ……………………………………………ครผู สู้ อน
(นางสาวณฐั กานต์ เหลา่ ประเสรฐิ )

๓๐

แผนการจัดการเรยี นรู้

กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑

รายวิชา ภาษาไทย ๑ รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ แวว่ เสียงสาเนยี งภาษา เวลาเรียน ๖ ชวั่ โมง

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๓ เรื่อง พยัญชนะท้าย เวลาเรยี น ๑ ชว่ั โมง

สอนวันที.่ ..........เดอื น...................พ.ศ........... ผูส้ อน นางสาวณัฐกานต์ เหล่าประเสรฐิ

๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลัง

ของภาษา ภูมปิ ญั ญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ขิ องชาติ
๒. ตัวชี้วัด

ม.๑/๑ อธบิ ายลักษณะของเสยี งในภาษาไทย

๓. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
มนุษย์ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเพ่ือส่ือสารกนั ในการส่ือสารด้วยภาษาพูดจะต้องระมัดระวังเรื่อง

การออกเสียงใหถ้ ูกตอ้ งทัง้ สียงพยัญชนะ เสยี งสระ และเสยี งวรรณยุกต์

๔. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
เม่ือเรยี นจบบทเรียนน้แี ลว้ นักเรยี นสามารถ
๔.๑ มคี วามร้คู วามเขา้ ใจเกีย่ วกบั ลักษณะของเสยี งในภาษาไทย (K)
๔.๒ ตระหนกั และเหน็ ความสาคญั ของการจาแนกเสยี งพยางค์ (P)
๔.๓ มีความกระตอื รือรน้ ในการทางาน (A)

๕. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
๕.๑ ความสามารถในการส่อื สาร
๕.๒ ความสามารถในการคิด

๖. สาระการเรียนรู้

๖.๑ ดา้ นความรู้

๖.๑.๑ เสียงในภาษาไทย
๑) เสยี งพยญั ชนะ

๖.๒ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ
๖.๒.๑ ตระหนักและเห็นความสาคัญของการจาแนกเสียงพยางคท์ ่ีปรากฏในคาตา่ งๆ ได้

๖.๓ ดา้ นคณุ ลกั ษณะ
๖.๓.๑ มวี ินยั

๖.๓.๒ ใฝ่เรียนรู้
๖.๓.๓ มุ่งม่นั ในการทางาน

๗. กจิ กรรมการเรียนรู้
๗.๑ ขั้นนา
๗.๑.๑ เกรน่ิ ถามนกั เรยี นว่ามใี ครทราบหรือไม่วา่ มาตราตัวสะกดมกี ีต่ ัว อะไรบา้ ง

๓๑

๗.๑.๒ นักเรยี นตอบคาถามจากขอ้ ที่ ๑
๗.๒ ข้นั สอน

๗.๒.๑ ครูใหน้ ักเรยี นบอกชื่อวัตถุ อปุ กรณภ์ ายในหอ้ งเรียน แลว้ เขยี นไว้บนกระดาน จาแนก
คาตามเสียงมาตราตัวสะกดทัง้ ๘ มาตรา

๗.๒.๒ ครูและนกั เรียนร่วมกันเฉลยกจิ กรรมในข้อ ๑ บนหนา้ กระดาน
๗.๒.๓ ครูให้ความรู้แก่นักเรียนเรื่องเสียงตัวสะกด แล้วฝึกอ่านออกเสียงคาตามท่ีจาแนก
เสยี งตวั สะกด

๗.๒.๔ ครใู หน้ ักเรียนจดบนั ทึกเฉลยตามหนา้ กระดาน
๗.๓ ขน้ั สรปุ

๗.๓.๑ ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรุปบทเรียน
๗.๓.๒ นกั เรยี นทาใบงานท่ี ๑.๓ เรอ่ื ง เสียงในภาษาไทย

๘. ส่ือการเรียนร้/ู แหล่งเรยี นรู้
๘.๑ หนังสือเรียนรายวชิ าพนื้ ฐานภาษาไทย ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑
๘.๒ ใบงานที่ ๑.๑ เสยี งในภาษาไทย

๘.๓ ห้องเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๑

๙. การวัดและประเมินผล

๙.๑ วธิ ีการวัดผลและประเมนิ ผล

- สังเกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรม

- ประเมนิ การทางานรายบคุ คล

- ตรวจใบงาน

๙.๒ เครื่องมือวัดผลและประเมนิ ผล

- แบบประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรม

ตอบไดค้ รบ ๕ คาถาม ให้ ๔ คะแนน

ตอบได้ ๔ คาถาม ให้ ๓ คะแนน

ตอบได้ ๓ คาถาม ให้ ๒ คะแนน

ตอบได้ ๑-๒ คาถาม ให้ ๑ คะแนน

- แบบประเมนิ การทางานรายบคุ คล

คะแนน ๑๕ – ๒๐ คะแนน หมายถงึ ดีมาก

คะแนน ๑๑ – ๑๔ คะแนน หมายถงึ ดี

คะแนน ๖ – ๑๐ คะแนน หมายถงึ พอใช้

คะแนน ๐ - ๕ คะแนน หมายถึง ปรับปรุง

- แบบประเมินชน้ิ งาน/ใบงาน

คะแนน ๑๐ – ๑๒ คะแนน หมายถึง ดีมาก

คะแนน ๗ – ๙ คะแนน หมายถึง ดี

คะแนน ๔ – ๖ คะแนน หมายถงึ พอใช้

คะแนน ๐ – ๓ คะแนน หมายถึง ปรบั ปรุง

๓๒

ข้อเสนอแนะของหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้
 มีองค์ประกอบของแผนครบถ้วน สมบูรณ์ และถูกต้องตามหลักวชิ าการ
 มกี ิจกรรมการเรยี นรู้เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคญั ใชส้ อื่ และแหลง่ เรยี นรูท้ ีห่ ลากหลาย เหมาะสม
 มกี ารวดั และประเมินผลสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์และกระบวนการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้วิธกี ารทีห่ ลากหลาย
 แผนการจดั การเรียนร้นู าไปสกู่ ารปฏิบัตไิ ด้ สอดคลอ้ งกบั หลกั สตู ร บริบท สภาพของผู้เรียนและชุมชน

ลงชื่อ.............................................................
(นายทรงกลด ภูมิพานิชย์)

หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
วันที่.........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

ข้อเสนอแนะของหวั หน้างานวัดผลและประเมินผลการศึกษา
 มีองคป์ ระกอบของแผนครบถว้ น สมบรู ณ์ และถูกตอ้ งตามหลักวิชาการ
 มกี จิ กรรมการเรยี นร้เู นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคญั
 มกี ารใช้ส่อื และแหลง่ เรยี นรทู้ หี่ ลากหลาย เหมาะสม
 มีการวดั และประเมนิ ผลครอบคลมุ พฤตกิ รรมพทุ ธิพิสยั จิตพิสัย ทักษะพสิ ัย

ลงช่ือ.............................................................
(นางสาวจนั ทริ า แวงวงษ์)

หัวหน้างานวัดผลและประเมนิ ผลการศกึ ษา
วนั ท.่ี ........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

ขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
 ใชจ้ ดั กิจกรรมการเรยี นการสอนได้
 ขอใหน้ ิเทศ ติดตามผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรู้ เพอ่ื นาไปพัฒนางานต่อไป

ลงชื่อ.............................................................
(นายพฤทธิ์พล ชาร)ี

รองผู้อานวยการกลุ่มบรหิ ารงานวชิ าการ
วนั ท.่ี ........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

๓๓

บันทึกหลังแผนการจัดการเรียนรู้

ผลการจัดการเรยี นการสอน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ปัญหา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ……………………………………………ครูผสู้ อน
(นางสาวณฐั กานต์ เหล่าประเสริฐ)

๓๔

แผนการจดั การเรยี นรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑

รายวิชา ภาษาไทย ๑ รหสั วิชา ท๒๑๑๐๑

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี ๑ แว่วเสียงสาเนียงภาษา เวลาเรียน ๖ ชวั่ โมง

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๔ เรื่อง เสียงสระ เวลาเรยี น ๑ ชว่ั โมง

สอนวันที่...........เดือน...................พ.ศ........... ผสู้ อน นางสาวณัฐกานต์ เหล่าประเสรฐิ

๑. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลัง

ของภาษา ภูมิปญั ญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัตขิ องชาติ
๒. ตัวช้ีวัด

ม.๑/๑ อธิบายลกั ษณะของเสยี งในภาษาไทย

๓. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด
มนุษย์ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเพื่อสื่อสารกัน ในการสื่อสารด้วยภาษาพดู จะต้องระมัดระวงั เรอื่ ง

การออกเสียงใหถ้ ูกต้องทั้งสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสยี งวรรณยุกต์

๔. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
เมอื่ เรยี นจบบทเรียนน้แี ล้ว นกั เรียนสามารถ
๔.๑ มีความร้คู วามเข้าใจเก่ยี วกบั ลักษณะของเสยี งในภาษาไทย (K)

๔.๒ ตระหนักและเหน็ ความสาคญั ของการจาแนกเสยี งพยางค์ (P)
๔.๓ มคี วามกระตือรือรน้ ในการทางาน (A)

๕. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน

๕.๑ ความสามารถในการสือ่ สาร

๕๒ ความสามารถในการคดิ

๖. สาระการเรียนรู้

๖.๑ ด้านความรู้

๖.๑.๑ เสียงในภาษาไทย
๑) เสยี งสระ

๖.๒ ดา้ นทักษะ/กระบวนการ

๖.๒.๑ ตระหนกั และเหน็ ความสาคัญของการจาแนกเสียงพยางคท์ ป่ี รากฏในคาตา่ งๆ ได้
๖.๓ ดา้ นคุณลกั ษณะ

๖.๓.๑ มีวนิ ัย
๖.๓.๒ ใฝเ่ รยี นรู้
๖.๓.๓ ม่งุ มนั่ ในการทางาน

๗. กจิ กรรมการเรยี นรู้
๗.๑ ขน้ั นา

๓๕

๗.๑.๑ ครูสนทนากบั นักเรียนว่าองค์ประกอบของเสยี งคาหรือพยางค์ในภาษาไทย นอกจาก
จะมีเสียงพยัญชนะแล้ว ยังมีเสียงอื่นๆ อีกเป็นองค์ประกอบ ให้นักเรียนช่วยตอบว่ามีเสียงอะไรบ้าง และให้

เหตุผลประกอบ
๗.๒ ข้ันสอน

๗.๒.๑ ให้นกั เรยี นศกึ ษาเร่อื งเสยี งสระเดยี่ วและเสียงสระประสม
๗.๒.๒ ครูซักถามเพือ่ ตรวจสอบความเขา้ ใจในบทเรียน
๗.๒.๓ นกั เรียนฝึกออกเสยี งสระเดย่ี ว-ยาวคู่กนั

๗.๒.๔ นักเรียนจบั คูท่ ากิจกรรมสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ โดยใหน้ ักเรียนจับคู่สระส้ัน-ยาวแล้วแต่ง
ประโยค เชน่ ลิ- หวี : มะลชิ อบหวีผม

๗.๒.๕ ครูกาหนดเวลาให้นักเรียนฝึกทากิจกรรมกลุ่มใดทาเวลาน้อยและถูกต้องมากท่ีสุด
เป็นผ้ชู นะ

๗.๓ ข้ันสรุป

๗.๓.๑ ครูและนกั เรียนสรปุ บทเรียนร่วมกนั พร้อมทง้ั บันทกึ ลงในสมุด

๘. สื่อการเรยี นร้/ู แหลง่ เรียนรู้
๘.๑ หนังสือเรียนรายวิชาพน้ื ฐานภาษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑
๘.๒ หอ้ งเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ ๑
๘.๓ ส่ือสระในภาษาไทย

๙. การวดั และประเมินผล

๙.๑ วิธีการวัดผลและประเมินผล

- สงั เกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรม

- ประเมินการทางานรายบุคคล

- ตรวจใบงาน

๙.๒ เคร่ืองมือวดั ผลและประเมนิ ผล

- แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกิจกรรม

ตอบได้ครบ ๕ คาถาม ให้ ๔ คะแนน

ตอบได้ ๔ คาถาม ให้ ๓ คะแนน

ตอบได้ ๓ คาถาม ให้ ๒ คะแนน

ตอบได้ ๑-๒ คาถาม ให้ ๑ คะแนน

- แบบประเมนิ การทางานรายบคุ คล

คะแนน ๑๕ – ๒๐ คะแนน หมายถึง ดีมาก

คะแนน ๑๑ – ๑๔ คะแนน หมายถึง ดี

คะแนน ๖ – ๑๐ คะแนน หมายถงึ พอใช้

คะแนน ๐ - ๕ คะแนน หมายถึง ปรบั ปรุง

- แบบประเมนิ ชิน้ งาน/ใบงาน

คะแนน ๑๐ – ๑๒ คะแนน หมายถงึ ดมี าก

คะแนน ๗ – ๙ คะแนน หมายถงึ ดี

คะแนน ๔ – ๖ คะแนน หมายถึง พอใช้

คะแนน ๐ – ๓ คะแนน หมายถึง ปรบั ปรงุ

๓๖

ขอ้ เสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
 มีองคป์ ระกอบของแผนครบถว้ น สมบรู ณ์ และถูกตอ้ งตามหลักวิชาการ
 มีกจิ กรรมการเรยี นรู้เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั ใชส้ อ่ื และแหล่งเรียนรทู้ ห่ี ลากหลาย เหมาะสม
 มีการวัดและประเมนิ ผลสอดคล้องกับจุดประสงคแ์ ละกระบวนการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้วิธกี ารที่หลากหลาย
 แผนการจัดการเรียนรนู้ าไปส่กู ารปฏบิ ัตไิ ด้ สอดคลอ้ งกบั หลักสูตร บริบท สภาพของผู้เรยี นและชมุ ชน

ลงชื่อ.............................................................
(นายทรงกลด ภูมพิ านชิ ย์)

หัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
วันที่.........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

ขอ้ เสนอแนะของหวั หนา้ งานวัดผลและประเมินผลการศึกษา
 มีองค์ประกอบของแผนครบถว้ น สมบรู ณ์ และถูกต้องตามหลักวิชาการ
 มกี ิจกรรมการเรยี นรเู้ นน้ ผ้เู รียนเปน็ สาคญั
 มีการใช้สอ่ื และแหล่งเรียนรู้ท่ีหลากหลาย เหมาะสม
 มกี ารวัดและประเมนิ ผลครอบคลมุ พฤตกิ รรมพทุ ธิพิสัย จิตพิสยั ทกั ษะพิสัย

ลงช่ือ.............................................................
(นางสาวจนั ทริ า แวงวงษ์)

หัวหน้างานวัดผลและประเมนิ ผลการศกึ ษา
วนั ที.่ ........เดอื น……..……………. พ.ศ. .………..

ขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
 ใชจ้ ัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้
 ขอให้นเิ ทศ ติดตามผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เพ่อื นาไปพัฒนางานตอ่ ไป

ลงชื่อ.............................................................
(นายพฤทธิพ์ ล ชาร)ี

รองผอู้ านวยการกลุ่มบริหารงานวชิ าการ
วันท่.ี ........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

๓๗

บันทกึ หลงั แผนการจัดการเรียนรู้

ผลการจัดการเรียนการสอน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่อื ……………………………………………ครผู ู้สอน
(นางสาวณัฐกานต์ เหลา่ ประเสรฐิ )

๓๘

แผนการจดั การเรยี นรู้

กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑

รายวิชา ภาษาไทย ๑ รหสั วิชา ท๒๑๑๐๑

หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ ๑ แว่วเสยี งสาเนียงภาษา เวลาเรียน ๖ ชั่วโมง

แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๕ เรื่อง สระเดยี่ วและสระประสม เวลาเรียน ๑ ชั่วโมง

สอนวนั ท.ี่ ..........เดือน...................พ.ศ........... ผสู้ อน นางสาวณฐั กานต์ เหลา่ ประเสริฐ

๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลีย่ นแปลงของภาษาและพลงั

ของภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษาและรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบัติของชาติ
๒. ตวั ชี้วัด

ม.๑/๑ อธิบายลกั ษณะของเสยี งในภาษาไทย

๓. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
มนุษย์ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเพ่ือส่ือสารกนั ในการส่ือสารด้วยภาษาพดู จะต้องระมัดระวงั เรอ่ื ง

การออกเสียงใหถ้ กู ตอ้ งท้ังสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยกุ ต์

๔. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
เม่ือเรียนจบบทเรยี นนีแ้ ล้ว นักเรียนสามารถ
๔.๑ มคี วามรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของเสียงในภาษาไทย (K)
๔.๒ ตระหนักและเห็นความสาคญั ของการจาแนกเสยี งพยางค์ (P)
๔.๓ มคี วามกระตอื รือรน้ ในการทางาน (A)

๕. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร
๕.๒ ความสามารถในการคิด

๖. สาระการเรยี นรู้

๖.๑ ดา้ นความรู้
๖.๑.๑ เสียงในภาษาไทย

๑) เสยี งสระ

๖.๒ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ

๖.๒.๑ ตระหนกั และเหน็ ความสาคญั ของการจาแนกเสียงพยางค์ท่ีปรากฏในคาต่างๆ ได้

๖.๓ ด้านคณุ ลักษณะ

๖.๓.๑ มวี นิ ยั
๖.๓.๒ ใฝเ่ รียนรู้
๖.๓.๓ มงุ่ ม่นั ในการทางาน

๗. กจิ กรรมการเรียนรู้
๗.๑ ขนั้ นา
๗.๑.๑ นักเรียนทากิจกรรมขยับกายขยายสมอง จีบ-แอล
๗.๑.๒ ครูใหน้ กั เรยี นออกเสียงสระเด่ยี วทมี่ เี สียงสน้ั -ยาวคกู่ นั เพ่ือเป็นการทบทวนความรู้

๓๙

๗.๒ ข้ันสอน
๗.๒.๑ นกั เรียนศกึ ษาเร่อื งเสียงสระเดย่ี วและเสียงสระประสมและข้อสงั เกตสระเกิน

๗.๒.๒ ครูซักถามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจในบทเรยี น
๗.๒.๓ ครูให้นกั เรียนเลน่ เกมจาแนกเสียงสระ โดยครูเปน็ ผอู้ อกเสยี งคาทีละหนึ่งคา หากคา

ใดประสมด้วยสระเด่ียวให้นักเรียนปรบมือ ๑ ครั้ง แต่ถ้าเป็นคาท่ีประสมด้วยสระประสมหรือสระเกินให้
ปรบมือ ๒ ครั้ง ผู้ที่ตอบผิดถือเป็นฝ่ายแพ้ เล่นไปเรื่อยๆจนกว่าจะหาผู้ชนะได้หน่งึ คน แล้วให้รางวัลโดยการ
แจกดาว

๗.๒.๔ ครูให้นักเรียนช่วยกนั จาแนกชื่อเล่นของเพ่ือนร่วมห้องเรยี นวา่ ประสมด้วยสระกลุ่ม
ใดบา้ ง ระหวา่ งสระเด่ียว สระประสม และสระเกนิ พรอ้ มท้ังบันทกึ ลงในสมดุ

๗.๓ ขั้นสรปุ
๗.๓.๑ นักเรียนและครรู ว่ มกันสรปุ บทเรียน

๘. สอื่ การเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้
๘.๑ หนังสือเรยี นรายวิชาพ้นื ฐานภาษาไทย ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑
๘.๒ ห้องเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑

๘.๓ สื่อสระในภาษาไทย

๙. การวดั และประเมนิ ผล

๙.๑ วิธีการวัดผลและประเมนิ ผล

- สังเกตพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกจิ กรรม

- ประเมนิ การทางานรายบคุ คล

- ตรวจใบงาน

๙.๒ เคร่อื งมอื วัดผลและประเมินผล

- แบบประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรม

ตอบไดค้ รบ ๕ คาถาม ให้ ๔ คะแนน

ตอบได้ ๔ คาถาม ให้ ๓ คะแนน

ตอบได้ ๓ คาถาม ให้ ๒ คะแนน

ตอบได้ ๑-๒ คาถาม ให้ ๑ คะแนน

- แบบประเมนิ การทางานรายบคุ คล

คะแนน ๑๕ – ๒๐ คะแนน หมายถงึ ดีมาก

คะแนน ๑๑ – ๑๔ คะแนน หมายถึง ดี

คะแนน ๖ – ๑๐ คะแนน หมายถงึ พอใช้

คะแนน ๐ - ๕ คะแนน หมายถงึ ปรับปรงุ

- แบบประเมินชิ้นงาน/ใบงาน

คะแนน ๑๐ – ๑๒ คะแนน หมายถงึ ดีมาก

คะแนน ๗ – ๙ คะแนน หมายถึง ดี

คะแนน ๔ – ๖ คะแนน หมายถึง พอใช้

คะแนน ๐ – ๓ คะแนน หมายถงึ ปรับปรงุ

๔๐

ข้อเสนอแนะของหัวหนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้
 มีองค์ประกอบของแผนครบถ้วน สมบูรณ์ และถูกต้องตามหลักวชิ าการ
 มกี ิจกรรมการเรยี นรู้เนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ ใชส้ ือ่ และแหล่งเรียนรู้ทห่ี ลากหลาย เหมาะสม
 มกี ารวดั และประเมินผลสอดคล้องกับจุดประสงคแ์ ละกระบวนการจัดการเรยี นรโู้ ดยใชว้ ิธกี ารทีห่ ลากหลาย
 แผนการจดั การเรียนร้นู าไปสู่การปฏิบัตไิ ด้ สอดคล้องกับหลกั สูตร บรบิ ท สภาพของผู้เรยี นและชมุ ชน

ลงช่ือ.............................................................
(นายทรงกลด ภมู พิ านชิ ย์)

หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
วันท่ี.........เดือน……..……………. พ.ศ. .………..

ข้อเสนอแนะของหวั หน้างานวัดผลและประเมินผลการศกึ ษา
 มีองคป์ ระกอบของแผนครบถ้วน สมบูรณ์ และถูกต้องตามหลักวชิ าการ
 มกี จิ กรรมการเรยี นร้เู นน้ ผูเ้ รียนเป็นสาคญั
 มกี ารใช้ส่อื และแหลง่ เรยี นรูท้ ี่หลากหลาย เหมาะสม
 มีการวดั และประเมนิ ผลครอบคลมุ พฤตกิ รรมพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพสิ ัย

ลงช่อื .............................................................
(นางสาวจนั ทริ า แวงวงษ์)

หวั หนา้ งานวัดผลและประเมนิ ผลการศกึ ษา
วนั ท่.ี ........เดอื น……..……………. พ.ศ. .………..

ขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา
 ใชจ้ ดั กิจกรรมการเรยี นการสอนได้
 ขอใหน้ ิเทศ ติดตามผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรู้ เพ่อื นาไปพฒั นางานตอ่ ไป

ลงชอ่ื .............................................................
(นายพฤทธิพ์ ล ชาร)ี

รองผู้อานวยการกล่มุ บริหารงานวิชาการ
วันท.่ี ........เดอื น……..……………. พ.ศ. .………..

๔๑

บันทกึ หลังแผนการจัดการเรยี นรู้

ผลการจัดการเรียนการสอน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ปญั หา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
.………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่อื ……………………………………………ครผู สู้ อน
(นางสาวณฐั กานต์ เหลา่ ประเสรฐิ )

๔๒

แผนการจดั การเรียนรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑

รายวิชา ภาษาไทย ๑ รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๑ แวว่ เสียงสาเนยี งภาษา เวลาเรยี น ๖ ชั่วโมง

แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ ๖ เรือ่ ง เสยี งวรรณยกุ ต์ เวลาเรยี น ๑ ชัว่ โมง

สอนวนั ท่ี...........เดอื น...................พ.ศ........... ผสู้ อน นางสาวณัฐกานต์ เหล่าประเสรฐิ

๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลงั

ของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิของชาติ
๒. ตวั ช้ีวดั

ม.๑/๑ อธิบายลักษณะของเสียงในภาษาไทย

๓. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด
มนุษย์ใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนเพ่ือสื่อสารกัน ในการส่ือสารด้วยภาษาพูดจะต้องระมัดระวงั เรือ่ ง

การออกเสยี งใหถ้ ูกต้องทง้ั สยี งพยัญชนะ เสยี งสระ และเสยี งวรรณยกุ ต์

๔. จุดประสงค์การเรียนรู้
เม่อื เรยี นจบบทเรียนนีแ้ ล้ว นกั เรยี นสามารถ
๔.๑ มคี วามรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับลกั ษณะของเสยี งในภาษาไทย (K)
๔.๒ ตระหนักและเห็นความสาคัญของการจาแนกเสยี งพยางค์ (P)
๔.๓ มีความกระตอื รอื ร้นในการทางาน (A)

๕. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน

๕.๑ ความสามารถในการส่อื สาร

๕.๒ ความสามารถในการคดิ

๖. สาระการเรยี นรู้

๖.๑ ดา้ นความรู้
๖.๑.๑ เสียงในภาษาไทย

๑) เสียงวรรณยกุ ต์

๖.๒ ดา้ นทักษะ/กระบวนการ
๖.๒.๑ ตระหนกั และเห็นความสาคัญของการจาแนกเสยี งพยางค์ท่ีปรากฏในคาต่างๆ ได้

๖.๓ ดา้ นคณุ ลกั ษณะ
๖.๓.๑ มวี ินยั

๖.๓.๒ ใฝ่เรียนรู้
๖.๓.๓ มงุ่ มั่นในการทางาน


Click to View FlipBook Version