38
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธบิ ายชอ่ื อุปกรณใ์ นการต่อสายสัญญาณได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : อธบิ ายช่อื อปุ กรณ์ในการต่อสายสัญญาณได้ ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 บอกหนา้ ทข่ี องอุปกรณใ์ นการต่อสายสัญญาณแต่ละชนดิ ได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : บอกหน้าท่ขี องอปุ กรณใ์ นการต่อสายสัญญาณแต่ละชนิดได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 3 ทดลองต่อสายสัญญาณแตล่ ะชนดิ ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : ทดลองตอ่ สายสัญญาณแต่ละชนิดได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อท่ี 4 เลอื กใชอ้ ปุ กรณใ์ นการตอ่ สายสญั ญาณแตล่ ะชนดิ ได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : เลอื กใช้อุปกรณ์ในการต่อสายสัญญาณแต่ละชนิดได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ได้คะแนน 2 คะแนน
14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
หนว่ ยการสอนท่ี ช่ือหนว่ ยการสอน
วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หน่วยการสอนที่ 1 ชอื่ หนว่ ยการสอน
วตั ถปุ ระสงค์ เพอื่
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
39
16. ใบความรทู้ ่ี 3
หนว่ ยการสอนท่ี 3 ชื่อหนว่ ยการสอน อปุ กรณใ์ นการเชอื่ มต่อสญั ญาณ
หัวข้อเร่ือง อปุ กรณ์ในการเชื่อมต่อสญั ญาณ
3.1 สายนาสญั ญาณ
สายนาสญั ญาณเป็นสายท่จี ะนาเอาสัญญาณความถ่ีสงู ทเ่ี รียกวา่ อารเ์ อฟ. (RF:Radio Frequency)
ซง่ึ มีท้งั สัญญาณภาพและสัญญาณเสยี ง จากสายอากาศไปยังอุปกรณ์ที่ทาหน้าทใี่ นจดั การข้อมลู ภาพและเสียง
สายนาสญั ญาณท่นี ยิ มจะใช้กันดงั ตอ่ ไปนี้
1. สายทวินลีด (Twin Lead)
สายทวินลีดมีลักษณะเป็นสายคู่ท่ีแยกออกจากกันเป็นเส้นขนาน โดยมีฉนวนพลาสติกทา
ระยะขนานกันไปประมาณครึ่งน้ิวตลอดเส้น ซึ่งเป็นสายนาสัญญาณที่พบเห็นกันอยู่บ่อย ๆ ลักษณะ
ของสาย ดังรูปท่ี 3.1 การเขา้ สายจะใช้หางปลาต่อดงั รปู
2. สายโคแอ็กเชี่ยล(Coaxial)
สายโคแอ็กเชี่ยลเป็นสายนาสัญญาณท่ีนิยมใช้มากกับเครื่องเล่นวิดีโอเทป โดยมมีสายนา
สัญญาณอยู่ตรงศูนย์กลาง หุ้มด้วยฉนวนที่เป็นเทปล่อน หุ้มด้วยสายชีลด์อีกช้ันหนึ่งก่อนและหุ้มด้วย
ฉนวนเป็นช้ันนอกสุด สายนาสญั ญาณแบบนี้มหี ลายเบอร์แตส่ าหรบั ทีใ่ ชง้ านกับเครือ่ งเล่นท่เี ป็นระบบ
ภาพจะใช้เบอร์ (RG 59/U) โดยท่วั ไปจะมีเสน้ ผ่านศูนย์กลาง ¼ นวิ้ หากเป็นสายสาเร็จที่มีขายท่ัวไป
ขั้นตอ่ สัญญาณจะมีขนาดความยาวตา่ ง ๆ เชน่ ยาว 2 ฟุตหรือ 4 ฟุต จนกระท่งั ถึง 10 ฟตุ
สายโคแอ็กเช่ยี ลมีคา่ ความตา้ นทานสัญญาณคงที่ ซง่ึ ค่าความต้านทานนี้เราเรยี กวา่ คา่ “อิมพี-
แดนซ์” สายโคแอ็กเชี่ยลมีอิมพีแดนซ์ 75 โอห์ม จุดเด่นก็คือสามารถป้องกันความถี่รบกวนได้ดี
ปัญหาในการเดินสายมีน้อย แต่เครื่องรับโทรทัศน์โดยท่ัวไปจะออกแบบอิมพีแดนซ์ไว้ท่ี 300 โอห์มไม่
ต้องใช้แมทชิ่ง แต่ป้องกันสัญญาณรบกวนได้น้อยกว่า ซ่ึงมีผลกระทบต่อระบบการรับสัญญาณ
พอสมควร ปจั จบุ ันไม่นยิ มใช้
จดุ ต่อสายต้องต่อให้สัมผัสแนน่ ทีส่ ดุ สายที่ใช้หากใชส้ ายทม่ี ีขนาดสั้น กจ็ ะเกดิ การสญู เสียของ
สัญญาณน้อยลง ไม่ควรขดสายกอง ๆ ทับกันไว้ เมือ่ สายมคี วามยาวเกนิ ไป ควรตดั ออกใหพ้ อดีกบั งาน
3.2 อุปกรณ์เขา้ สายและวธิ กี ารเขา้ สาย
1. การเข้าสายทวนิ ลีด
การต่อสายทวินลีดแต่ก่อนน้ันใช้หางปลา วิธีการก็คือปอกสายแล้วสอดเข้าไปในหางปลาและย้า
หางปลาด้วยคีมน้าสายอีกครง้ั หน่งึ หรือบดั กรซี ้าหางปลาเขา้ ไปอีกที
40
การใช้หางปลาจะเหมาะกับการเข้ากบั สกรูดงั รูปท่ี 3.5 อีกกรณหี นึ่งหากเปน็ สกรูตัวใหญอ่ าจจะใช้
สายสัญญาณพันเข้าไป โดยจะต้องปอกสายให้ยาว ๆ ก่อนแล้วบิดสายตัวนาที่เป็นทองแดงฝอย ๆ ให้เข้ากลุ่ม
กันก่อนจึงจะพันเข้าไป ดังแสดงไว้ในรูปท่ี 3.4 และรูปที่ 3.6 และท่ีสาคัญการเข้าสายต้องพันสายในทิศทาง
ตามเขม็ นาฬิกาเทา่ นั้น จงึ จะแน่นแลถกู ต้อง
ปัจจุบันนี้อาจจะใช้อุปกรณ์ท่ีทันสมัยอย่างเช่นเทอร์มินอลแบบกดดังแสดงไว้ในรูปที่ 3.7 เม่ือเข้า
สายจะใช้วธิ กี ารกดแลว้ แหยส่ ายเข้าไป เมือ่ เราปลอ่ ยสายมันจะถูกหนบี ดว้ ยระบบสปริงมเี ทคนคิ ในการเลือกซื้อ
กค็ ือต้องให้รหู นีบสายกับกลุม่ สายสัมพันธก์ นั ไมเ่ ช่นน้ันจะหนีบไม่อยู่
2. ข้ัวตอ่ แบบตวั -เอฟ (F-TYPE)
ขั้วต่อแบบตัวเอฟนี้บางคร้ังเรียกเอฟ-คอนเนคเตอร์ จะใช้เข้าสายกับสายโคแอ็กเชี่ยลโดยข้ัวตอ่
จะโลหะเพ่ือรับสายชีลด์ของสายโคแอ็คเช่ียล โลหะช้ันนอกสามารถหมุนไปมาได้ โดยข้ัวต่อจะโลหะเพื่อรับ
กบั สายชลี ดข์ องสายโคแอค็ เชย่ี ล โลหะช้ันนอกสามารถหมนุ ไปมาได้ โดยขา้ งในจะยดึ ไว้กับกบั สกรแู ละตัวแมท
ชิ่ง เมื่อเราสังเกตให้ดจี ะพบว่าแกนในของมันจะเหมือนกบั อักษรตัวเอฟ ในภาษาอังกฤษ ซึ่งข้วั ตอ่ แบบตัวเอฟ
จะมีทงั้ ตัวผแู้ ละตัวเมีย
ถ้าเป็นรุ่นใหม่ ๆ จะเป็นแบบสลิป-ออน หรือพุช-ออน นิยมใช้กับระบบสายนาสัญญาณของ
เคร่ืองเล่นวิดีโอเทป การยึดของขั้วต่อ (แจ็ค) จะใช้ความฟิตเป็นประเด็นหลักข้ัวต่อประเภทนี้จะดึงง่ายถอด
งา่ ย
3. ขัว้ ตอ่ แบบอารซ์ เี อ
ขั้วต่อแบบอาร์ซีเอบางคนเรียกกว่าอาร์ซีเอ โพโน (RCA Phono Connnnectors) เป็น
แจ็คหรือขั้วต่อท่ีเราพบเห็นการใช้งานอยู่ประจา ไม่ว่าจะเป็นในเร่ืองของระบบเสียง ระบบภาพลักษณะของ
ขั้วต่อแบบน้ีจะคล้ายแบบตัวเอฟ คืออาศัยการเข้าสายด้วยความฟิตของตัวมันเองการเคลอ่ื นย้ายสาย-การตอ่
สายทาไดง้ ่าย ภายในสายนาสัญญาณจะเปน็ สายชลี ด์ป้องกนั สญั ญาณรบกวน
ถ้าจะนาไปใช้กับความถี่สูง สายนาสัญญาณต้องเป็นสายโคแอ็กเช่ียล จึงพบว่าข้ัวต่อหรือแจ็ค-
ปล๊กั อารซ์ เี อ. ไดร้ ับความนิยมอย่างกวา้ งขวาง จนถงึ ขนาดสร้างจากวัสดุทีม่ รี าคาแพงเพ่ือป้องกันการเกิดอ็อก
ซไิ ด หรอื สนิม เช่น เส้นสายทอง-แจ็คทอง เป็นต้น
4. ขั้วตอ่ ขนาดเล็ก
เป็นขั้วต่อสายขนาดเล็กท่ีเรียกวา่ “มินิ” โดยส่วนใหญ่จะใชก้ ับระบบเสียงหรือหูฟัง ในส่วนของ
ระบบภาพภาพคงจะมีแต่ระบบเบต้า (ระบบเบต้าเป็นระบบหน่ึงของเครื่องเล่นวิดีโอเทป ซึ่งไม่ได้รับความ
นยิ มในปจั จบุ นั ) ตัวอยา่ งขั้วต่อขนาดเล็กแสดงดังรูปท่ี 3.12
41
5. ข้วั ตอ่ มัลติพิน
มลั ลิพนิ (Multipin) หมายถงึ มีนาสญั ญาณหลายเสน้ ตัวขนั้ ต่อและตัวรบั ตอ้ งมีขาหลาย ๆ ขา ซง่ึ
สายนาสัญญาณเรียกว่าสาย “มัลติคอร์” (Multicore) เหมาะสาหรับเคเบิ้ลในงานอุตสาหกรรมอย่างไรก็ตาม
ในงานท่ีเก่ียวข้องกับระบบภาพและเสียงก็มีการนาเอาอุปกรณ์แบบน้ีมาใช้เหมือนกัน แต่จะไม่นาไปใช้กับ
สัญญาณทเ่ี ปน็ อารเ์ อฟ. (RF: Radio Frequency)
อุปกรณ์ทางด้านระบบภาพโดยทั่วไปจะนิยมใช้ข้ัวต่อแบบตัว-เอฟ หรือไม่ก็แบบอาร์ซีเอ. แต่ก้มี
อปุ กรณข์ องโมโตโรลา่ ทใ่ี ช้กับงานเคเบ้ลิ ทวี ี โดยเฉพาะแจค็ ของโมโตโรล่าเป็นแจค็ ท่ีตดิ ตั้งโดยการฝงั ผนัง และ
มีสายโคแอก็ เชี่ยลเป็นสายนาสญั ญาณ
3.3 อะแดป็ เตอรแ์ จ็ค
อะแดป็ เตอร์แจค็ เป็นแจค็ ที่ใชต้ อ่ เชือ่ มแจ็คและปล๊ักที่เป็นข้วั ต่อสายคนละชนิดกนั โดยการแปลงปลั๊ก
ให้เข้ากับตัวแจ็คอย่างเช่นในรูปที่ 3.16 แสดงให้เห็นอะแด็ปเตอร์ 2 แบบ เพื่อให้เราสมารถเปลี่ยนแปลงจาก
แจค็ แบบโฟโนไปเขา้ กบั ปลั๊กโฟโนไปเปน็ แจ็คแบบตวั -เอฟ ได้
ในการใชง้ านกับระบบเสียงอาจต้องมีการเปล่ียนแปลงจากตัวต่อแบบโฟโน เป็นปลัก๊ แบบมินิหรือแจ๊ค
แบบมินิ อยา่ งเชน่ ในระบบท่ีเปน็ สเตอรโิ อ ตอ้ งใชว้ ิธกี ารเปลย่ี นมินิปลั๊กเขา้ กบั โฟโนแจค็
หรือบางคร้ังถ้าเราต้องการที่จะต่อสายยาว ๆ หรือจาเป็นต้องตัดต่อสาย อาจจะต้องใช้อุปกรณ์ต่อ
สายแทนที่จะพันสายธรรมดาเพราะว่าสายนาสัญญาณ เมื่อมาพันเข้าด้วยกันมีผลทาให้อิมพีแดนซ์ ของสาย
เปล่ียนแปลงได้ การสูญเสยี จากกรณดี ังกลา่ วจะติดตามมาจึงต้องใช้อปุ กรณ์ช่วยในการเช่ือมต่อสายดงั แสดงใน
รูปท่ี 3.17 ก. เป็นตัวต่อที่เรียกว่าสไปลเซอร์แบบตัว-เอฟ ใช้กับสายโคแอ็กเช่ียล 75 โอห์ม แต่หากเป็นสาย
300 โอหม์
3.4 แมทชิ่งทรานสฟอร์เมอร์
การที่จะให้เคร่ืองรับโทรทัศน์หรือเครื่องเล่นวิดีโอเทปทางานได้ดี โดยให้สัญญาณท่ีออกมานั้นคมชัด
ทั้งภาพและเสียงอยู่ที่ความสมดุลระหว่างตัวส่งกับตัวรับ ความสมดุลของความต้านทานหรืออิมพีแดนซ์ หาก
ไมส่ มดุลจะเกิดการต้านสัญญาณทาให้สัญญาณน้ันมกี าลังอ่อนลง เกดิ การสูญเสียในสายนาสัญญาณไดเ้ ปรียบ
เหมอื น การประปาส่งนา้ มาด้วยทอ่ 10 น้วิ แตเ่ ราเอาทอ่ 2 นวิ้ เข้าไปรบั พบว่าตอ้ งมีนา้ จากท่อใหญ่ร่ัวบ่า
ไหลออกไป เสมือนระบบสายส่งสายอากาศท่ีไม่ได้สมดุลจะมีสัญญาณอีกส่วนหน่ึงร่ัวไหลหรือสูญเสียไป จึง
ต้องมีตัวแปลงอิมพีแดนซ์ให้กับระบบปลายส่ง-สายนาสัญญาณ เพื่อให้ทุกส่วนสอดคล้องสัมพันธ์ ซึ่งเรียกว่า
เกิด “แมทช่ิง อิมพีแดนซ์” ให้สายนาสัญญาณกับตัวรับตัวส่งเกิดสมดุลกันและกัน แต่ถ้าอิมพีแดนซ์เท่ากัน
อยแู่ ล้วกส็ ามารถตอ่ เข้าดา้ นกันได้เลย
42
3.5 อปุ กรณแ์ ยกแบนด์
อุปกรณ์แยกแบนด์ เป็นอุปกรณ์ท่ีใชในการแยกย่านความถี่ออกจากกัน อย่างเช่นในโทรทัศน์เรามี
แบนด์หรือกลุ่มความถี่อยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มของความถี่ วีเอชเอฟ (VHF) กับยูเอชเอฟ (UHF) หาก
ประเทศไหนท่ีมีช่องส่งไม่กี่ช่องปัญหาการกวนกันจะน้อย แต่หากมีการส่งหลาย ๆ ช่องและหลายๆ แบนด์
ถ้ามกี ารแยกย่านความถอ่ี อกจากกนั จะช่วยให้ปญั หาต่าง ๆ ในการรับชมน้อยลง
ในการส่งสญั ญาณเข้าไปยงั เครอ่ื งรบั ไม่ว่าจะเปน็ ย่านความถี่ใดก็ตาม จะมกี ารรวมสัญญาณสง่ รวมมา
ในสายนาสัญญาณเสส้นเดียว การแยกทางปลายทางจึงต้องมีตัวแยกดังที่ได้กล่าวมา ซ่ึงพิจารณาได้ดังรูปที่
3.19 อย่างไรก็ดีปัญหาในเร่ืองของอิมพีแดนซ์เป็นปัญหาที่ตอ้ งคานงึ ถึงเช่นเดียวกัน เพราะถ้าอิมพีแดนซ์ของ
สายหรอื เครื่องไมส่ มั พันธ์กัน การสญู เสียของสญั ญาณจะเกิดขนึ้ อย่างแน่นอน อาจตอ้ งใชต้ วั แมทช่งิ คปั เปลอร์
ดังตวั อยา่ งในรปู ที่ 3.20
ตัวท่ีทาหน้าท่ีเป็นตัวแมทชิ่ง ต้องไม่มีผลทาให้เกิดการกวนเกิดการสูญเสียของสัญญาณซึ่งถ้ามีกรณี
ดังกล่าวขึน้ มา ภาพท่อี อกมาอาจจะเป็นริว้ เป็นเงา เปน็ เม็ดหรือสโนว์ ไม่คมชดั เป็นต้น
3.6 ตัวแยกสัญญาณหรือสปลิตเตอร์
ตัวแยกสัญญาณหรือบางครั้งรียกว่าสปลิตเตอร์(Splitter) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในกรณีที่มีเคร่ืองรับ
โทรทัศน์หลายเครื่องหรือในกรณีทีต่ ้องการแยกสญั ญาณให้กับอุปกรณต์ ่าง ๆ มากกวา่ 1 เครือ่ งตัวอย่างเช่น
ในอาคารชุด หรือระบบเคเบิ้ลทีวี. การแยกสัญญาณออกไปหลาย ๆ จุดต้องมีตัวแยก สัญญาณหรือสปลิต
เตอร์ ตวั แยกสัญญาณอาจจะแยกออกเปน็ 2 ทาง, 3 ทาง หรอื 4 ทางกไ็ ด้
สปิตเตอร์โดยท่ัวไปจะใชห้ ลักการของระบบอิมพีแดนซ์แมทชงิ่ ไม่เช่นน้ันแล้วการสญู เสียสัญญาณจะ
เกิดข้ึนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการทาสมดุลให้กับค่าความต้านทานนั้นส่วนใหญ่จะใช้วงจรที่ประกอบด้วยตัว
ต้านทาน (RESISTOR) ตอ่ เป็นวงจรแยกสญั ญาณออกไปหลาย ๆ ทาง
3.7 ปลก๊ั เทอรม์ ิเนเตอร์
ปลั๊กเทอร์มิเนเตอร์เป็นปลั๊กชนิดพิเศษเพ่ือช่วยให้การเข้าสายโคแอ็กเช่ียลกับอุปกรณ์ประเภทสปลิต
เตอร์ให้พอดีและแข็งแรง ทาให้มั่นใจได้ว่าการสมดุลทางอิมพีแดนซ์ไม่มีการคลาดเคลื่อนเม่ือส่งออกมาทาง
เอาต์พุตอย่าง เช่น สปลิตเตอร์เข้า 1 ออก 4 หากเอาต์พุตหนึ่งเอาต์พุต หน่ึงเอาต์พุตใดไม่ได้ต่อไว้กับสาย
เคเบ้ิล อิมพีแดนซ์ของวงจรจะไม่อยู่ในภาวะสมดุล การใส่ปล๊ักเทอร์มิเตอร์เข้าไปเพ่ือไม่ให้สญั ญาณถูกลดทอน
และเกดิ ความผิดเพยี้ นข้ึน
43
เพราะตัวเทอร์มมิเนเตอร์ประกอบด้วยตัวต้านทาน 75 โอห์มใส่ไว้ การต่อเทอร์มิเตอร์ไว้ตรงจุด
เอาตพ์ ตุ มนั จะช่วยรักษาอิมพีแดนซ์ให้เกิดแมทชง่ิ ตลอดเวลา เช่นเมือ่ เอาตพ์ ตุ ใดไม่ได้ตอ่ สายเคเบิล้ ไว้เราจะเอา
เทอรม์ ิเนเตอรต์ อ่ ไว้แทน หากไม่ใชเ้ ทอร์มิเนเตอร์อาจจะใชอ้ ุปกรณ์อ่นื ที่มอี ิมพแี ดนซ์เท่ากันแทนก็ได้
3.8 ตวั ลดทอนสัญญาณ
ตวั ลดทอนสัญญาณ (Attenuators) ทาหนา้ ทล่ี ดความแรงสัญญาณซึ่งมีความแรงมากเกินไปให้ลดลง
มาอยู่ในความแรงตามท่ีกาหนด เพราะหากสัญญาณน้ันมาจากสถานีที่อยู่ใกล้ สัญญาณที่แรน้ันจะทาให้ภาพท่ี
ออกมาพลวิ้ ไหว หรอื กเ็ กิดภาพเปน็ เงา หรือบางครง้ั มีผลรบกวนไปยังภาคเสยี งดว้ ย
สัญญาณท่ีมีปริมาณแรงเกินไปนี้ อาจมาจากการออกแบบระบบสายอากาศท่ีมีอีลีเมนต์ของแผง
สายอากาศมากตัวเกินไป เพราะตัวอีลีเมนต์หรือไดเรคเตอร์ขิงสายอากาศที่มีมากจะ เป็นตัวเพิ่มอัตราขยาย
ของสัญญาณทส่ี ง่ มาจากเครือ่ งส่ง เปน็ ผให้เกดิ โอเวอรโ์ หลดและความผดิ เพ้ยี นขึ้นได้
บางคร้ังวงจรภาครับของโทรทัศน์ที่มีความไวเกินไป ก็อาจนาปัญหามาให้ได้เช่นเดียวกันจึงไม่อาจจะ
กล่าวได้จูนเนอร์ที่มีความไวต่อสัญญาณจะเป็นจูนเนอร์ที่ดีเสมอไป เพราะการเกิดโอเวอร์โหลดจนภาพโยก
พลิว้ สาเกตุมาจาก จูนเนอร์มีความไวมากเกินไป
โดยปกติแล้วตัวลดทอนสัญญาณถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับสายโคแอ็กเชี่ยล 75 โอห์มเนื่องจากสาย
ดังกลา่ วจะมกี ารสญู เสยี สญั ญาณนอ้ ยมาก ไมเ่ หมอื นกับสาย 300 โอหม์ ทอี่ าจมกี ารสญู เสียสญั ญาณจานวน
มาก หากเคร่อื งรับอยู่ใกล้สถานจี ะทาให้เกิดโอเวอรโ์ หลดไดจ้ ากใช้สายอย่างโคแอ็กเช่ียล ในขณะที่สาย 300
โอห์มเม่ือมีการต่อเข้ากับตัวต่อต่าง ๆ เช่นการต่อเข้ากับสปลิตเตอร์, ตัวแยก หรือ แมทช่ิงทรานสฟอร์
เมอร์ มันจะมสี ญั ญาณสว่ นหน่ึงสูญเสยี น่ีอาจจะทาให้สัญญาณที่มาแรง ๆ ลดแรงลงจนพอดี
ตัวลดทอนสัญญาณอาจมีหลายแบบดังรูปที่ 3.24 และอาจมีการกาหนดค่าการลดทอนไวอ้ ย่างเชน่
ลดทอน 3, 6 หรอื 10 เดซเิ บล (dB) หรืออาจจะออกแบบมาเพ่ือปรบั การลดทอนสญั ญาณต้ังแต่ 0 ถึง
10 เดซเิ บล อย่างในรปู ท่ี 3.24 ก. เปน็ ตวั ลดทอนสัญญาณแบบแจ็คตัว-เอฟทั้งสองด้าน แบบน้กี ารต่อเข้า
สายจะงา่ ย – สะดวกเพราะตัวตอ่ แบบตัว – เอฟ มใี ช้กันโดยทว่ั ไป เราจะต่อตัวลดทอนนก้ี ่อนที่จะสง่ สัญญาณ
แยกไปยังอปุ กรณ์อ่ืน ๆ ตวั ลดทอนดงั กล่าวนี้เปน็ ชนดิ ทต่ี ้งั ค่าลดทอดคงทไี่ ว้ มีขนาดเล็ก เปน็ สายกลม
หากจะพิจารณาตัวลดทอนสัญญาณที่ปรับค่าการลดทอนได้จะพิจารณาได้จากรูปท่ี 3.24 ข. ซึ่ง
พบวา่ มีทัง้ ชนิด 75 โอห์ม และชนดิ 300 โอหม์
3.9 ตัวกรองสัญญาณรบกวน (FILTER)
การรับสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ จะต้องมีการกรองรองสัญญาณรบกวนท้ิงไป สัญญาณรบกวน
ดงั กล่าว เราเรยี กว่าสญั ญาณ “อารเ์ อฟไอ.” (RFI) ในเคร่อื งรบั โทรทศั นจ์ ะอุปกรณ์เลือกแบนด์ (Band) หรอื
44
อุปกรณ์ที่ใช้เลือกรับเฉพาะย่านความถ่ีที่ต้องการ ทาหน้าท่ีกรองความถี่รบกวนดังที่กล่าวมาช้ันหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ดียังมีความถ่ีรบกวนอ่ืน ๆ เข้ามาด้วยเชน่ ความถ่ีจากการส่งของเคร่อื งรับส่งวทิ ยุสสมัครเล่นหรือเลน่
หรอื แฮม (HAM) โดยดาวา่ แฮมหมายถงึ สถานีวิทยสุ มัครเลน่ , ความถ่รี บกวนจากวทิ ยซุ ีบ.ี (CB) โดยวทิ ยซุ บี .ี
หมายถึงวิทยุความถี่ประชาชน ก็สามารถจะเข้ามารบกวนได้ แม้ว่าความถี่ของวิทยุซีบี. (CB) จะมีความถี่ต่า
กว่าช่องสถานีโทรทัศน์ แต่ความถ่ีที่เป็นทวีคูณหรือที่เรียกว่าฮาร์โมนนิคส์สามารถกวนภาพและเสียงของ
สถานีโทรทัศน์ได้ เป็นหน้าที่ของเคร่ืองรับโทรทัศน์ที่จะต้องกรองเอาความถี่รบกวนและฮาร์โมนิคส์ท่ีเป็น
ความถท่ี วคี ณู นี้ทิ้งไป
เครือ่ งรับทดี่ จี ะตอ้ งมีวงจรกรองเอาสญั ญาณรบกวนดงั กล่าวท้ิงไป โดยอาศัยวงจรดกั ความถย่ี า่ นวีเอช
เอฟ. และยูเอชเอฟ. เขา้ ชว่ ย เพอื่ กรองสญั ญาณรบกวนทงั้ ความถว่ี ทิ ยุสมคั รเล่นลความถ่วี ิทยยุ า่ นประชาชน
นอกจากน้ันแล้ว ยังมีคล่ืนความถ่ีเอฟเอ็ม. ที่มีช่องความถ่ีอยู่ในย่านวีเอชเอฟ. สามารถจะเข้าไป
รบกวนความถี่สถานีโทรทัศน์ได้จึงต้องมีวงจรดักด้วยวงจรที่เรียกว่า “แบนด์สต็อป” (Band Stop) หรือ
“นอ็ ตชฟ์ ลิ เตอร์” (Notch Filter) ดกั ความถว่ี ิทยุเอฟเอม็ . นั้นท้งิ ไป
นอกจากนั้นยังมีการใส่อุปกรณ์กรองความถ่ีเอาไว้ในตัวต่อสายและระบบสายนาสัญญาณอย่างที่เห็น
เปน็ ตัวอยา่ งในรูปท่ี 3.25 หากเพยี งแต่ระบบน้ีมรี าคาแพงกวา่ แต่มีขนาดเลก็ กวา่ , ไมร่ ุงรัง
3.10 ตวั ผสมสญั ญาณ
ตวั ผสมสัญญาณหรอื อุปกรณผ์ สมสญั ญาณสว่ นใหญ่จะออกแบบมาเปน็ กล่อง ๆ เพ่ือใชผ้ สมสัญญาณ
จากระบบอากาศ เช่น ที่แผงรับสัญญาณของโทรทัศน์หรือเรียกกันตามศัพท์วิชาการว่า “สายอากาศ” ซ่ึง
แผงรับสัญญาณหรือสายอากาศจะมีหลายแผง สายนาสัญญาณของแต่ละชุดจะถูกส่งลงไปให้กับตัวผสม
สัญญาณ เพื่อส่งสายนาสัญญาณลงมายังเคร่ืองรับเพียงชุดเดียว ซ่ึงในปัจจุบันนี้พบว่าไม่ใช่มีเพียงสัญญาณ
โทรทัศน์เท่านั้น ยังมีสัญญาณจากระบบสายอากาศของเคเบิ้ลทีวี. และระบบดาวเทียมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ซ่ึงจะต้องใชต้ วั ผสมสญั ญาณ ไม่เช่นแลว้ จะสนิ้ เปลืองสายนาสญั ญาณโดยใชเ่ หตุ
3.11 อารเ์ อฟคอนเวอร์เตอร์ และอาร์เอฟมอดเู ลเตอร์
อาร์เอฟคอนเวอร์เตอร์ เป็นเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กเพ่ือนาเอาสัญญาณภาพและเสียงส่งให้กับ
สายอากาศของโทรทัศน์ ณ จุดต่อข้ัวสายนาสัญญาณท่ีอยู่หลังเคร่ืองรับโทรทัศน์ อาร์อฟคอนวอร์เตอร์นี้จะ
เป็นตัวนาเอาสัญญาณภาะและเสียงส่งออกเป็นความถี่คลื่นพาห์ เป็นสัญญาณสาหรับช่อง 3 และช่อง 4
หรือความถี่ย่านความถ่ีสูงพิเศษ (UHF) อย่างไรก็ดีในบางคร้ังอาร์เอฟคอนเวอร์เตอร์ อาจจะไม่ได้แยก
ออกมาข้างนอกก็ได้ อาร์เอฟคอนเวอร์เตอร์ จึงอาจจะอยู่ในเคร่ืองเล่นวิดีโอเทปก็ได้ อย่างไรก็ดีในปัจจุบัน
เนื่องจากสัญญาณภาพในปจั จุบนั น้มี ีทั้งสัญญาณจากเคร่ืองส่งโทรทัศน์, เคร่ืองเล่นวิดีโอเทป, เคร่ืองเล่นวิดโี อ
ดิกส์, เคเบ้ิลทีวี, วิดีโอเกมส์, คอมพิวเตอร์, ทีวีระบบดาวเทียม เป็นต้น ย่านความถี่ท่ีเคร่ืองรับโทรทัศน์จะ
45
ได้รับจึงมีขีดจากัดอย่างในบางประเทศเคเบ้ิลทีวีอาจจะถึง 100 ช่อง การจะให้เคร่ืองรับสัญญาณได้ครบทุก
ช่องจึงเป็นเรอื่ งทส่ี ุดวิสัย วธิ แี กไ้ ขกค็ อื กการเปลย่ี นช่องตัวรับสญั ญาณแลว้ เอาสญั ญาณดงั กล่าวสง่ เขา้ เอฟคอน
เวอร์เตอร์ผสมสัญญาณเป็นสัญญาณช่อง 3 หรือ ช่อง 4 ส่งเข้าเครื่องรับโทรทัศน์เพียงช่องเดียวหรือ 2
ช่อง นี่คอื ความสาคญั ของอารเ์ อฟคอนเวอร์เตอร์ หรืออาร์เอฟมอดเู ลเตอร์
3.12 เคร่ืองขยายสัญญาณ
เครื่องขยายสัญญาณ (Amplifier) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ท่ีถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการทให้
สญั ญาณมคี วามแรงมากข้นึ ในกรณที ่สี ัญญาณภาพทเี่ ข้ามามีความแรงน้อย โดยปกติสญั ญาณท่อี ่อนตวั ลงอาจ
มีสาเหตุมาจากการสูญเสียสัญญาณในสายนาสัญญาณหรือสัญญาณดังกล่าวถูกลดมอนสัญญาณจนความแรง
ลดลง หรือ ในกรณีหนึ่งก็คือเราใช้เคร่ืองขยายสัญญาณในกรณีท่ีเครื่องโทรทัศน์, เคร่ืองเล่นวิดีโอ ฯลฯ อยู่
ในพื้นทท่ี ่สี ญั ญาณเขา้ มากอ่ น ประการสดุ ท้ายจะใชใ้ นกรณที ี่ตอ้ งการแยกกระจายสญั ญาณออกไปหลายทาง
อยา่ งไรก็ดีเครอ่ื งขยายสัญญาณมีหลายแบบด้วยกนั อาจจะใช้กบั ระบบ 75 โอห์ม หรอื 300 โอห์ม
กไ็ ด้ (พจิ ารณาจากค่าอิมพีแดนซ์ของสายอากาศและเครื่องรับ) อาจจะมีหลาย ๆ เอาตพ์ ตุ หรืออาจเป็นแบบ
ทางเข้าทางเดียว ทางออกทางเดียวอย่างรูปท่ี 3.29 ก. ซ่ึงเป็นเคร่ืองขยายสัญญาณที่ออกแบบให้กะทักรัด
งา่ ยตอ่ การนาไปใชง้ าน ระบบนีเ้ ราเรยี กวา่ ระบบ “อินไลน์” เพราะโดยรปู แบบของมนั คลา้ ย ๆ กับตัวแมทชงิ่
หรือตัวแยกแบนด์
สาหรับงานระดับสูงข้ึนไปเคร่ืองขยายสัญญาณอาจจะมีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น บ้างก็ออกแบเพื่อ
ตดิ ตัง้ ไวก้ บั ระบบสายอากาศของเครื่องโทรทศั น์เลย สัญญาณจากระบบสายอากาศถูกส่งเข้าไปยังเคร่ืองขยาย
สัญญาณด้วยสายสั้น ๆ ซ่ึงอาจจะเป็นสายทวินลีด 300 โอห์ม หรือ โคแอ็กเช่ียล 75 โอห์มก็ได้ จุดออกของ
สัญญาณจะต่อไว้กับสายโคแอ็กเชี่ยลส่งผ่านสัญญาณไปยังบ้านเรือนต่อไป จึงเห็นได้ว่าระบบขยายสัญญาณ
เต็มไปด้วยหลกั ของการของการชีลด์และป้องกนั ความชื้นได้ด้วยในเวลาเดียวกัน
บางแบบอาจจะติดตั้งไว้ด้านหลังของเครื่องรับโทรทัศน์ร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ สายสัญญาณจะถูกต่อ
เข้าไปยังเครื่องขยายสัญญาณ (หรือที่เรียกกันวา่ “บูสเตอร์”) ทางออกของสัญญาณจากเคร่ืองขยายสญั ญาณ
มากกว่า 1 ก็ได้ อย่างเช่นส่งให้กับเครื่องรับโทรทัศน์, ส่งให้กับเคร่ืองเล่น วิดีโอเทป หรือหน่วยอ่ืน ๆ ดัง
ตัวอยา่ งของเคร่ืองประเภทนีจ้ ากรท่ี 3.29 ข. และ 3.29 ค.
เนื่องจากวงจรเคร่ืองขยายสัญญาณเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดียวกับอาร์เอฟ คอนเวอร์เตอร์
ดังนั้นภายในวงจรจึงต้องสร้างภาคจ่ายไฟไว้ แน่นอนต้องมีแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับหรือต้องมีไฟบ้านจ่าย
ให้กบั เครอ่ื งนด้ี ้วย
ในการเลือกซื้อเครื่องขยายสัญญาณต้องดลู ักษณะท่ีสาคัญ 2 อย่าง คือ เกนการขยายหรืออัตราการ
ขยายกับย่านความถี่ โดยปกติทั่วไปเคร่ืองขยายสัญญาณที่ดีควรจะมีอัตราขยายอยู่ในช่วง 10 ถึง 30 เดซิ
46
เบล การเลือกอัตราการขยายของเคร่อื งขยายสัญญาณขน้ึ อยู่กับการสูญเสียของสัญญาณเม่ือผ่านอุปกรณ์หรือ
ผ่านระบบสายนาสัญญาณแล้ว ตัวอย่างเชน่ สญั ญาณในระบบมีการสยู เสียสัญญาณดังน้ี : สูญเสียในสายนา
สัญญาณ 2 เดซิเบล, สูญเสยี ในสปลิตเตอร์ 3 เดซิเบล, สญู เสียในหม้อแปลงแมทช่งิ 2.5 เดซิเบล, สูญเสีย
ในตัวแยกแบนด์ 1.5 เดซิเบล รวมแล้วสญั ญาณสญู หายเท่ากับ 2+3+2.5+1.5 เท่ากับ 9 เดซเิ บล ดงั นนั้
เคร่ืองขยายสัญญาณที่มีแกนการขยาย 10 เดซิเบล จึงต้องตั้งอัตราขยายไว้ท่ี 9 เดซิเบลเท่ากับอัตราการ
สญู หายของสญั ญาณ
และท้ายที่สุดคุฯจะรู้ว่าอุปกรณ์ชิ้นน้ันดีหรือไม่ดีสามารถดูได้จากภาพที่ปรากฏออกมา หากเกนของ
สญั ญาณมีมากเกินปกตไิ ป การเกิดโอเวอ่ ร์โหลดจะเกดิ ข้นึ กบั เครื่องรับและเกิดเปน็ ความผดิ เพี้ยนของสัญญาณ
เกดิ สภาพสัญญาณโย้คพร้วิ หรอื ภาพลม้ ได้
3.13 สวติ ซ์และระบบตัดตอ่ สัญญาณ
สวติ ซแ์ ละอุปกรณอ์ เิ ลก็ ทรอนิกส์ทใ่ี ช้ในการตดั ต่อวงจร หรอื การเลอื กสญั ญาณแตล่ ะแหล่งเพื่อใช้งาน
การศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสวิตซ์และการตัดต่อสัญญาณด้วยวิธีต่าง ๆ จึงเป็นเร่ืองที่จาเป็นต้องรู้ สวิตซ์ที่ใช้อยู่
ในงานวดิ ีโอ- ทวี ี ทคี่ วรทราบมดี งั นี้
1. สวิตซ์ เอ-บี (A/B Switches)
สวิตซ์ 2 ทาง หรือ สวิตซ์เอ-บี ใช้ในการเลือกสัญญาณเข้าท่ีมีมาจากแหล่งสัญญาณหรือมาจากสาย
นาสัญญาณ 2 แหล่งเพื่อเข้าเพื่อเข้าสู่เครื่องรับเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ดีในบางคร้ังอาจจะพบว่า
งานบางแบบอาจจะนาเอาสวิตซ์ดังกล่าวไปใช้แยกสัญญาณ เลือกให้ส่งสัญญาณไปยังทางใดทางหนึ่ง น่ัน
หมายความว่าอินพุตมเี ส้นเดียวแต่แยกเลือกเอาต์พุตออกเป็น 2 ทางกม็ ีสวติ ซเ์ ลือกดังกล่าวมีใช้ทัง้ ระบบสาย
ที่มีอมิ พแี ดนซ์ 300 โอห์มและ 75 โอหม์
สวิตซ์ 2 ทางเด่ียวบรรจุไว้ในตัวถังท่ีซีลด์ป้องกันสัญญาณรบกวน เวลาท่ีนาไปใช้งานต้องต่อตัวถังกบั
กราวด์ดังแสดงวิธีการไว้ในรูปที่ 3.31 ซึ่งเป็นรูปแสดงถึงการนาเอาสวิตซ์ 2 ทางเดี่ยวไปใช้งาน ของจริง
พจิ ารณาไดจ้ ากรปู ท่ี 3.33
สวิตซ์ 2 ทางเด่ียวนิยมใช้กับสายโคแอ็กเช่ียล ในขณะท่ีสวิตซ์ 2 ทางคู่ นิยมใช้กับสายทวินลีด
เพราะสายทวินลีดไม่มีสายชีลดใ์ นตวั เอง ดังนน้ั การตดั ต่อเลือกใช้สายจึงต้องตัดต่อ 2 ทางส่วนตัดต่ออย่างไร
ขอให้ดูรูปแบบจากรูปที่ 3.32 อาจจะเข้า 1 เลือกออก 2 ทาง หรือเลือกรับ 2 ทางก็แล้วแต่งาน หาก
อินพุตและเอาตพ์ ตุ ท่นี าไปใชม้ ากกว่า 2 ทาง สามารถตอ่ วงจรไดด้ ังรูปท่ี 3.34
47
หนว่ ยการสอนท่ี 17. ใบงานท่ี 1
หวั ข้อเรือ่ ง
ชื่อหน่วยการสอน
18. แบบประเมนิ ผล
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
19. แบบฝึกหดั
.................................................................................................................................................................................................
48
20. บันทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้แบบมุง่ เน้นสมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจัดการเรียนรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรยี มการสอน
1.จัดหนว่ ยการเรยี นรไู้ ดส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์การเรยี นรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านจิตพิสยั
3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่อื นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนร้กู อ่ นเขา้ สอน
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
4. มีวิธีการนาเข้าสบู่ ทเรียนทนี่ ่าสนใจ
5. มีกิจกรรมทหี่ ลากหลาย เพื่อชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จัดกิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นค้นคว้าเพื่อหาคาตอบดว้ ยตนเอง
7. นักเรยี นมีสว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
8. จดั กจิ กรรมทเี่ น้นกระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคิดเห็นอยา่ งเสรี
10. จดั กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเช่ือมโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีสว่ นร่วม
11. จดั กจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มีการเสริมแรงเมอื่ นักเรยี นปฏบิ ตั ิ หรอื ตอบถกู ตอ้ ง
13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รยี น
14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รียน อย่างทวั่ ถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด
ดา้ นสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรียนรู้
16. ใชส้ ื่อทีเ่ หมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผูเ้ รยี น
17. ใช้สือ่ แหลง่ การเรียนรูอ้ ยา่ งหลากหลาย เช่น บุคคล สถานที่ ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และอินเทอรเ์ นต็ เป็นตน้
13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รยี น อย่างทว่ั ถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด
ดา้ นการวดั และประเมินผล
18. ผเู้ รยี นมสี ่วนรว่ มในการกาหนดเกณฑก์ ารวัดและประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พสิ ัย
20. ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง หรอื ผทู้ ่เี ก่ียวข้องมสี ว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดบั การปฏบิ ตั ิ 5 = ปฏิบัตดิ เี ยี่ยม 4 = ปฏบิ ตั ิดี 3 = ปฏบิ ัติพอใช้ 2 รวม
= ควรปรับปรุง 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ตั ิ เฉลยี่
49
20.2 ปัญหาทีพ่ บ และแนวทางแก้ปัญหา
ปญั หาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านสื่อ นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการวัดประเมนิ ผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นอนื่ ๆ (โปรดระบุเป็นข้อ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงช่ือ ........................................................................ ครผู ู้สอน
(นายปฏิพาน สีนาบุญ)
ตาแหนง่ ครู
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและตดิ ตาม 50
ชอื่ -สกุล ผนู้ เิ ทศ ตาแหนง่
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม
51
แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชพี
และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
รหสั วชิ า 20105-2103 วชิ า ระบบภาพ
หนว่ ยท่ี 4 ชอ่ื หนว่ ย อุปกรณ์พื้นฐานในการถ่ายทาโทรทัศน์
ชื่อเรอื่ ง อุปกรณ์พน้ื ฐานในการถา่ ยทาโทรทัศน์ จานวน 4 ชั่วโมง
1. สาระสาคญั
ในการถา่ ยทารายการโทรทัศนห์ รือบันทึกรายการโทรทัศน์ สง่ิ ทจ่ี ะต้องรูเ้ ปน็ อันดับตน้ ๆ ก็คอื รู้จกั กับ
อุปกรณ์พ้ืนฐานที่จะใช้ในการทางานก่อนไม่เช่นนั้นแล้วงานอาจจะไม่สาเร็จหรืองานท่ีได้ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
อุปกรณ์พื้นฐานในการถ่ายทารายการโทรทัศน์แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆไดรายการโทรทัศน์แบ่งออกเป็น
ประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภทคือ อปุ กรณด์ ้านภาพ , อุปกรณด์ า้ นเสียง และอุปกรณป์ ระกอบ
2. สมรรถนะอาชีพประจาหนว่ ย
ด้านความรู้
1. บอกชอื่ อปุ กรณพ์ ้นื ฐานในการถา่ ยทาโทรทศั น์ได้
2. อธบิ ายหน้าท่ีการใชง้ านของอุปกรณ์ทใ่ี ช้ในการถ่ายทาโทรทัศน์ได้
ด้านทกั ษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. สาธติ การใชง้ านอปุ กรณใ์ นการถา่ ยทาโทรทัศน์ได้
2. จาแนกอุปกรณใ์ นการถา่ ยทาโทรทศั น์ได้
ด้านคณุ ธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์และบรู ณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ
พอเพียง
1. มีคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จดุ ประสงคท์ ่ัวไป
1. เพื่อใหร้ ้แู ละเข้าใจหนา้ ทก่ี ารใชง้ านของอุปกรณท์ ่ใี ช้ในการถ่ายทาโทรทัศน์
2. เพอ่ื ให้มีทกั ษะในการสาธติ การใชง้ านอปุ กรณ์ในการถ่ายทาโทรทัศน์
3. เพ่อื ใหเ้ ห็นคุณคา่ ในการจาแนกอปุ กรณ์ในการถ่ายทาโทรทศั น์
4. เพือ่ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
3.2 จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. บอกชือ่ อปุ กรณ์พนื้ ฐานในการถ่ายทาโทรทัศน์ได้
2. อธบิ ายหนา้ ท่ีการใชง้ านของอุปกรณ์ทใ่ี ช้ในการถา่ ยทาโทรทศั น์ได้
3. สาธิตการใช้งานอุปกรณใ์ นการถ่ายทาโทรทัศน์ได้
4. จาแนกอุปกรณ์ในการถา่ ยทาโทรทัศน์ได้
52
5. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
4. เน้ือหาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ด้านความรู้
1. อุปกรณด์ า้ นภาพ
2. อปุ กรณด์ ้านเสยี ง
3. อุปกรณ์ประกอบ
4.2 ด้านทักษะหรือปฏบิ ัติ
1. แบบทดสอบบทท่ี 3
4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. นาความรู้เร่อื งอปุ กรณพ์ น้ื ฐานในการถา่ ยทาโทรทัศน์ไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ได้
5. กิจกรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้
ขน้ั ตอนการสอนหรอื กจิ กรรมครู ข้ันตอนการเรยี นหรอื กิจกรรมของผู้เรียน
ข้ันเตรียม(จานวน 30 นาที) ขัน้ เตรียม(จานวน 30 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้
กับวชิ า ระบบภาพ กบั วิชา ระบบภาพ
2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 4 เร่ือง อุปกรณ์ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 4 เรื่อง
พื้นฐานในการถา่ ยทาโทรทศั น์ อุปกรณ์พ้นื ฐานในการถ่ายทาโทรทศั น์
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยท่ี 4
หน่วยที่ 3
ขั้นการสอน(จานวน 150 นาท)ี ขน้ั การสอน(จานวน 150 นาท)ี
1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหนว่ ย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย
ท่ี 3 เรอื่ ง อุปกรณ์พื้นฐานในการถา่ ยทาโทรทศั น์ ที่ 3 เร่อื ง อุปกรณพ์ ้ืนฐานในการถ่ายทาโทรทศั น์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ
ภาพหน่วยท่ี 4 เรื่อง อุปกรณ์พื้นฐานในการถ่ายทา หน่วยท่ี 4 อุปกรณ์พื้นฐานในการถ่ายทาโทรทัศน์
โทรทัศน์และอธบิ ายเน้ือหาใหผ้ ูเ้ รยี นฟัง และฟังผ้สู อนอธบิ ายเน้อื หา
ผสู้ อนใหผ้ ู้เรยี นทาใบงานที่ 4 อุปกรณ์พ้ืนฐานในการ 3. ผู้เรยี นทาใบงานท่ี 4 อุปกรณ์พนื้ ฐานในการ
ถ่ายทาโทรทัศน์ ถ่ายทาโทรทัศน์
53
ขั้นสรปุ (จานวน 60 นาท)ี ขน้ั สรปุ (จานวน 60 นาที)
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วย 1. ผเู้ รียนและผู้สอนรว่ มกนั สรุปเนอื้ หาในหนว่ ย
เรียนที่ 4 เร่ือง อุปกรณ์พ้ืนฐานในการถ่ายทา เรยี นที่ 4 เรอ่ื ง อุปกรณ์พ้ืนฐานในการถา่ ยทา
โทรทัศน์ โทรทัศน์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบหลังเรียน หน่วยที่ 4
หนว่ ยที่ 4
6. สอื่ การเรยี นการสอน/การเรียนรู้
6.1 ส่อื ส่งิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า ระบบภาพ
2. ใบความรทู้ ่ี 4 เรื่อง อปุ กรณ์พน้ื ฐานในการถา่ ยทาโทรทัศน์
3. ใบงานท่ี 4 อปุ กรณ์พนื้ ฐานในการถ่ายทาโทรทัศน์
4. แบบทดสอบบทที่ 4 สรุปและประเมนิ ผล ข้อ 2
6.2 ส่ือโสตทศั น์
1. Power Point เร่ือง อปุ กรณ์พื้นฐานในการถา่ ยทาโทรทัศน์
6.3 สอ่ื ของจริง
7. แหล่งการเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. ห้องสมุดวทิ ยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดนิ
2. ห้องอินเตอร์เนต็ วิทยาลยั การอาชพี สว่างแดนดิน
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
1. ห้องสมุดเฉลมิ พระเกียรติอาเภอสวา่ งแดนดิน
2. ห้องสมุดประชาชนเฉลมิ ราชกุมารีอาเภอสวา่ งแดนดนิ
8. งานท่ีมอบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน
8.2 ขณะเรยี น
1. ศึกษาเนื้อหา ในบทท่ี 4 เร่ือง อุปกรณ์พื้นฐานในการถ่ายทาโทรทัศน์
54
2. รายงานผลหนา้ ชัน้ เรยี น
3. ปฏบิ ตั ใิ บปฏบิ ตั งิ านท่ี 4 เรอื่ ง อปุ กรณ์พนื้ ฐานในการถ่ายทาโทรทัศน์
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลังเรยี น
1. ทาแบบฝึกหัดบทท่ี 4
9. ผลงาน/ช้ินงาน ทีเ่ กิดจากการเรียนรูข้ องผเู้ รยี น
1. แบบฝึกหัดบทท่ี 4 ใบปฏิบัติงานท่ี 4
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอ้างองิ
1. ไชยวฒั น์ วงศส์ มศรี. ระบบภาพ: ศนู ยส์ ง่ เสรมิ อาชีวะ
11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ ับรายวิชาอื่น
1. บรู ณาการกับวิชาสายสง่ และสาอากาศ
2. บรู ณาการกบั วิชาอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์และวงจร
12. หลกั การประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรยี น
1. ตรวจผลงานตามใบปฏบิ ัตงิ านที่ 4
2. สงั เกตการปฏิบัติงาน
12.2 ขณะเรยี น
-
12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบฝึกหัด บทที่ 4
2. ตรวจแบบแบบฝกึ หัดผลการเรียนรู้
13. รายละเอยี ดการประเมินผลการเรียน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 1 บอกชื่ออปุ กรณ์พื้นฐานในการถ่ายทาโทรทศั น์ได้
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกช่ืออุปกรณ์พ้นื ฐานในการถ่ายทาโทรทัศน์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกชือ่ อุปกรณพ์ ืน้ ฐานในการถ่ายทาโทรทัศน์ได้ ได้คะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 2 อธบิ ายหน้าท่ีการใชง้ านของอุปกรณท์ ่ีใช้ในการถา่ ยทาโทรทัศน์ได้
55
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : อธบิ ายหน้าที่การใชง้ านของอุปกรณ์ทใี่ ช้ในการถา่ ยทาโทรทศั น์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 3 สาธติ การใช้งานอุปกรณใ์ นการถา่ ยทาโทรทัศน์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สาธิตการใช้งานอปุ กรณ์ในการถา่ ยทาโทรทศั น์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ได้คะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ขอ้ ที่ 4 จาแนกอปุ กรณใ์ นการถ่ายทาโทรทัศน์ได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : จาแนกอุปกรณใ์ นการถ่ายทาโทรทัศน์ได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ได้คะแนน 2 คะแนน
14. แบบทดสอบก่อนเรยี น
หนว่ ยการสอนที่ ชื่อหน่วยการสอน
วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือ
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนท่ี 1 ชอ่ื หนว่ ยการสอน
วัตถปุ ระสงค์ เพื่อ
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
56
16. ใบความรู้ท่ี 4
หนว่ ยการสอนที่ 4 ชอื่ หน่วยการสอน อุปกรณพ์ ื้นฐานในการถา่ ยทาโทรทศั น์
หวั ข้อเรือ่ ง อุปกรณ์พื้นฐานในการถ่ายทาโทรทศั น์
4.1 อุปกรณด์ ้านภาพ
4.1.1 กล้องโทรทศั น์
กล้องโทรทัศน์ทาหน้าท่ีเก็บรายละเอียดของภาพท่ีเราต้องการถ่ายทาซ่ึงกล้องโทรทัศน์มี
หลายชนดิ รายละเอยี ดดจู ากบทที่ 5-6
4.1.1.1 การบันทกึ ภาพดว้ ยกลอ้ งถ่ายโทรทศั น์
เป็นการบันทึกภาพด้วยกล้องถ่ายโทรทัศน์ ท่ีคล้ายกับการทางานของกล้องถ่าย
ภาพยนตร์ขนาด 8 มม. แตก่ ล้องถา่ ยภาพยนตร์ ขนาด 8 มม. จะมตี ลบั ฟิลม์ บรรจุอยู่ในกลอ้ ง เม่อื ให้กล้องถ่าย
ภาพยนตร์ภาพจะผ่านเลนส์เข้ามาแล้วตกลงบนฟิล์ม ถ้านาฟิล์มไปล้างก็สามารถที่จะนามาฉายดูได้ด้วยเครื่อง
ฉายภาพยนตร์ขนาด 8 มม. สาหรับกล้องถ่ายโทรทัศน์จะมีหลอดรับภาพที่ทาหน้าที่เปล่ียนค่าความเข้มแสง
ของภาพให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วนาสัญญาณไฟฟ้าไปบันทึกลงม้วนเทปโทรทัศน์ ถ้าเรานาเทปโทรทัศน์มา
เลน่ กับเครื่องเลน่ วดี ีโอเทปก็จะสามารถดภู าพทเ่ี ราบันทกึ ไว้ได้
หลอดรับภาพในกล้องถ่ายโทรทัศน์มีใช้กันอยู่หลายชนิด เช่น หลอดวิดิคอน
(VIDICON) เป็นหลอดรับภาพที่ทางานได้ดีในช่วงความเข้มแสงจากัด ดังน้ันกล้องถ่ายโทรทัศน์ส่วนใหญ่จึงมี
สวิตซ์ปรับความไวแสงอยู่ 3 ระดับ คือ High , Low และ Auto ซึ่งจะคล้ายกับปรับอัตราความไวแสง ASA ใน
ฟิล์มถ่ายรูปโดยปกติแล้วสวิตซ์ปรับความไวแสงนี้จะอยู่ท่ีตาแหน่ง Auto แต่ก็สามารถท่ีจะอยู่ตาแหน่ง High
หรือ Low ก็ได้ข้ึนอยู่กับสถานการณ์ เช่น ถ้าต้องการเน้นความสว่างก็ตั้งไว้ท่ี High หรือถ้าต้องการความมืด
หรอื ภาพสว่างน้อยก็ต้งั ไวท้ ตี่ าแหน่ง Low
หลอดรับภาพในกล้องถ่ายโทรทัศนใ์ นปัจจบุ ันนิยมใชแ้ บบ CCD (Charge Coupled
Device) เปน็ ส่วนใหญเ่ พราะประหยดั ขนาดเล็ก คณุ ภาพของภาพดกี วา่
4.1.2 เคร่ืองเลน่ และบันทึกเทปโทรทัศน์
เป็นเคร่ืองเล่นวดี โี อทส่ี ามารถเลน่ วีดีโอได้และสามารถบันทกึ วีดีโอและบนั ทึกเสียงได้
หลักการบันทึกสัญญาณเสียงในเครื่องเล่นและบันทึกภาพจะเหมือนกับในเครื่องบันทึกเสียง
ท่ัวไป แต่ในเครื่องเล่นและบันทึกภาพสามารถบันทึกสัญญาณภาพได้ ซึ่งสัญญาณท่ีส่งมาบันทึกอาจจะมาจาก
กล้องถา่ ยโทรทัศน์หรือมาจากเครื่องบันทึกวีดโี อเคร่ืองอน่ื ก็ได้ เคร่อื งเลน่ และบันทกึ ภาพน้บี างเครื่องอาจจะอยู่
ในกลอ้ งถ่ายโทรทัศน์กไ็ ด้
นอกจากน้ีเคร่ืองบันทึกสัญญาณภาพยังสามารถบันทึกสัญญาณควบคุมความเร็วของเทป ทา
ใหข้ ณะท่ีฉายภาพ ภาพกย็ งั คงมคี วามเรว็ ท่ถี ูกตอ้ ง
4.1.2.1 ระบบของเครือ่ งเลน่ และบนั ทกึ เทปโทรทัศน์
57
ระบบของเครอ่ื งบันทกึ โทรทัศน์แบง่ ออกเปน็ 4 ประเภทใหญด่ งั นี้
1. V.H.S. (Video Home System) เป็นเทปโทรทัศน์ท่ีใช้ตามบ้านเรือน
ทั่วๆ ไป ใช้กับเส้นเทปโทรทัศนท์ ่ีมีขนาดความกว้าง ½ นิ้ว คุณภาพของภาพอยู่ในระดบั ที่ดีพอสมควร เหมาะ
กับงานที่ต้องการคุณภาพไม่สูงนัก ส่วนมากจะใช้บันทึกภาพกันในครอบครัว งานสังสรรค์ งานพิธีต่างๆ ฯลฯ
อปุ กรณต์ า่ งๆ เชน่ กล้องและเครอื่ งบนั ทกึ เทปโทรทศั นม์ รี าคาไมแ่ พงหาซ้ือได้งา่ ย
2. Beta max เป็นเทปโทรทัศน์ท่ีมีลักษณะการใช้งานเหมือนกับระบบ
V.H.S. คุณภาพไม่แตกต่างกนั มากนักจะแตกต่างกันบ้างก็เช่น Format ของการรอ้ ยเทปและเทคนิคการใช้งาน
บางอยา่ ง ระบบนีไ้ มแ่ พรห่ ลายในประเทศไทย
3. Production Equipment เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูง
กว่า 2 แบบแรก ใช้เพ่ือนาไปเป็นเทปต้นฉบับ (Master Tape) และเผยแพร่ภาพที่ต้องการคุณภาพที่ดี
พอสมควร ปัจจุบันกาลังเป็นท่ีนยิ มนอย่างกว้างขวางในวงการผลติ เทปโทรทัศน์ การนาไปใช้งานหรือการก็อป
ปี้ต่อกันคุณภาพของภาพก็ยังให้สัญญาณที่ดีอยู่ เทปโทรทัศน์ระบบนี้ใช้เทปขนาดความกว้าง ¾ น้ิว จึงให้
คณุ ภาพทด่ี ีกว่า แตข่ ้อเสยี คือ ราคาค่อนขา้ งสูง
4. Broadcast Equipment เปน็ เครอื่ งที่ใช้ตามสถานีโทรทัศนซ์ ึ่งต้องการ
คณุ ภาพสูงเพอื่ การออกอากาศโดยใช้เทปขนาดความกว้าง 1 นิว้ ซึง่ ให้คุณภาพทด่ี มี าก แต่ราคาแพงมาก
เครือ่ งบนั ทกึ สัญญาณภาพและสญั ญาณเสยี งที่ใช้ระบบโทรทศั น์ซง่ึ มหี ลายรปู แบบ เชน่ VHS –
Format, Beta Format, U-matic Format และ Broadcast Format หรือ 1 นิว้ Format รายละเอียดสรปุ
ไดด้ งั ตารางที่ 4.1 และ 4.2
ตารางท่ี 4.1 ข้อมูลของเครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์แต่ละรูปแบบเครื่องบันทึกเทปโทรทัศน์แต่ละ Format มี
ขอ้ แตกต่างกนั ดงั ตารางท่ี 4.2
รปู แบบ (Format) วันทแี่ นะนาสิน้ คา้ ชน้ิ แรก ผผู้ ลติ
Betamax พฤษภาคม 2518 SONY, SANYO, NEC และ TOSHIBA
VHS กันยายน 2519 JVC, MATSUSHITA, RCA, SHARP
HITACHI และ MITSUBISHI
U-matic พ.ศ. 2514 SONY, MATSUSHITA, JVC และ NEC
58
ตารางท่ี 4.2 ข้อแตกต่างของเคร่ืองบนั ทกึ เทปโทรทัศน์แต่ละ Format
รปู แบบ Format ความกว้างของเทป รูปแบบการ สถานท่ใี ช้ C/ass
Loading
Wide M-Loading Home Use
B-Loading Home Use
V.H.S. ½ นิ้ว U-Loading Production
B-Loading (B.C.N.) Broadcasting
Beta ½ นวิ้
U-matic ¾ น้ิว
1” 1 น้ิว
4.1.3 เทปโทรทศั น์
เทปโทรทัศน์ปัจจุบันได้รับการพัฒนาไปอย่างมากทั้งทางด้านคุณภาพ, คุณสมบัติ การใช้งาน
และขนาดใหเ้ ล็กลงโดยคุณภาพของเทปโทรทัศน์ทีบ่ นั ทึกได้ขน้ึ อยูก่ ับสิ่งตอ่ ไปนี้
1. ขนาดของเทปยงิ่ มีขนาดใหญ่กย็ ิง่ ใหค้ ุณภาพสูง
2. ความเรว็ ของการเดนิ เทปและความเร็วของหัวเทปหมนุ จะใหค้ วามถสี่ ูงขึน้
3. ระบบของการบนั ทึกสัญญาณภาพ
4. การออกแบบของแต่ละยหี่ ้อ
ปัจจุบันขนาดของเทปโทรทัศน์จะมีอยู่ 5 ขนาดคือ ¼ นิ้ว, ½ นิ้ว, ¾ นิ้ว, 1 นิ้ว และ 2 นิ้ว
สามารถแยกเปน็ ประเภทไดเ้ ป็น 3 ประเภท ดงั น้ี
1. แบบคาสเซท็ ท์ ที่ในตลบั มี 2 แกน มีขนาดตา่ งๆ ดงั น้ี
ก. ขนาด ¼ นิ้ว แบบสถานี เป็นแบบใหม่ล่าสุดท่ีผลิตโดยบริษัท BOSCH และ HITACHI
โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือใชใ้ นงานขา่ ว มีขอ้ จากัดคอื มีความยาวเพยี ง 10 นาที จงึ ไม่เป็นท่ียอมรบั กนั ในตลาด
ข. ขนาด ½ น้ิว แบบ CVC (Compact Video Cassette) เป็นเทปที่ใช้ในบ้าน ปัจจุบันมี
เพียงบรษิ ทั เดยี วทผี่ ลิตคอื FUNAL คาสเซ็ททแ์ บบน้มี คี วามยาวเพยี ง 45-55 นาที FUNAL ทาเป็นแบบกระเป๋า
ห้ิวออกมา แต่ HITACHI เคยผลิตเป็นแบบติดตัวกล้องแต่ระงับแล้ว คุณภาพแบบน้ีมีคุณภาพดีเกือบเท่าแบบ
VHS
ค. ขนาด ½ น้ิว แบบเบต้า (Beta) เป็นแบบคาสเซ็ทท์ที่ผลิตโดยบริษัทโซน่ี เรียกว่าระบบ
เบตา้ แมค (BETAMAX) ได้รับความนิยมพอสมควร
ง. ขนาด ½ น้ิว แบบ VHS หลังจากระบบเบต้าออกไม่นาน JVC ก็ได้ผลิตระบบ VHS
ออกมาซึ่งมีขนาดของคาสเซ็ทท์ใหญ่ขึ้นหน่อยแต่ได้เวลามากข้ึนเท่าตัว (เดิมระบบเบต้ามีความยาว 1 ชั่วโมง
JVC ผลิตออกมา 2 ช่ัวโมง) JVC ยังยินยิมใหบริษัทอื่นๆ ใช้ลิขสิทธิ์ฟรีทาให้ระบบ VHS เข้ามาแทนท่ีระบบ
เบต้าอย่างรวดเร็วถึง 80% ของตลาดโลก ปจั จุบนั เทประบบนี้ใช้เทปไดน้ านถงึ 4 ชั่วโมง ตอ่ มา JVC ยงั ไดผ้ ลิต
ระบบ VHS Type C ซ่งึ ใช้คาสเซท็ ทม์ ีขนาดเล็กเท่าซองบหุ ร่ี และเครอ่ื งเทปกระเปา๋ ห้ิวท่เี บาเพยี งกิโลกว่า
จ. ขนาด ½ นิ้ว แบบ M สาหรับสถานีโทรทัศน์ บริษัท RCA ได้หาหนทางท่ีจะลดราคา
ต้นทุนของอุปกรณ์ผลิตโดยรักษาคุณภาพในการออกอากาศได้ดีพอ ในท่ีสุดก็ได้ออกแบบเครื่องเทปโทรทัศน์ที่
59
ใช้ม้วนเทปแบบ VHS ซึ่งสามารถหาซื้อได้ง่ายในราคาถูก ส่วนระบบบันทึกเป็นแบบแยกร่องบันทึกภาพเปน็ 2
ร่องคือ สีและขาวดา เรียกว่า Chroma-Track ทาให้ได้ S/N สูงและความคมชัดของภาพดีกว่าเทปขนาด ¾
นิ้วมาก และด้อยกว่าเทปขนาด 1 นิ้ว ไม่มากนัก ปัจจุบันมี 5 บริษัทที่ขายระบบน้ีคือ NATIONAL, RCA,
HITACHI, AMPEX และ IKEGAMI ข้อจากัดของระบบน้ีคือ ความยาวของเทปมีเพียง 20 นาทีและยังโสลว์
โมชั่นไม่ได้ ระบบนี้สามารถตัดต่อได้เป็นอย่างดี และยังสามารถตัดต่อรวมกับเทปขนาด 1 นิ้ว และ ¾ นิ้วได้
ด้วยจงึ มีสถานโี ทรทัศนใ์ นอเมริกาบางสถานีใชเ้ ปน็ อปุ กาณห์ ลักทง้ั สถานีด้วย
ฉ. ขนาด ½ น้ิว แบบ Betacam บริษัท Sony ได้ออกระบบ Betacam ออกมาโดยไม่มี
แนวความคิดแบบเดยี วกับ ระบบเทปขนาด ½ นิ้ว แบบ M
ช. ขนาด ¾ นิ้ว แบบ U-Format เม่อื หลายปกี อ่ น JVC, NATIONAL และ SONY ไดร้ ่วมกัน
วางระบบน้ีขึน้ มาโดยเรยี กวา่ U-Format หรือ U-Matic สาหรับใชง้ านทางด้านการศึกษาหรืออุตสาหกรรม ซึ่ง
ประสบความสาเร็จไม่น้อย รวมทั้งใช้เป็นอุปกรณ์สถานีหลักบางแห่งหรือใช้เป็ นอุปกรณ์ ฉุกเฉินใน
สหรฐั อเมรกิ า
ซ. ขนาด 3/1 น้ิว แบบ High band เนอื่ งจากเทปแบบ ¾ นว้ิ U-Format มีคุณภาพยงั ไม่
ดีพอและเมื้อก๊อปปี้ ถึง 3 คร้ัง หรือครั้งคุณภาพจะลดลงมาก SONY จึงได้ปรับปรุงคุณภาพของแบบเดิมให้ดี
ข้ึน โดยได้ปรับปรุงระบบการบนั ทึกภาพและเสยี งให้ดขี ้ึนแตย่ ังไม่ประสบความสาเร็จในตลาดมากนกั เพราะว่า
ราคาสูงเกินไปและคุณภาพยังห่างไกลจากระดับสถานีอยู่ จนกระท่ังเดือนธันวาคม 2526 JVC จึงได้ผลิตเทป
แบบ High band ตาม SONY โดยมุ่งเน้นให้มีราคาเหมาะสมกับคุณภาพ ดังนั้นราคาท่ี JVC ผลิตออกมาจึง
แพงกว่าแบบธรรมดาแต่ไม่ถึง 2 เท่า ท้ังรุ่น PR-8800EG เป็นแบบต้ังโตะ๊ ติดต่อได้ และรุ่น PR-486E เป็นแบบ
กระเป๋าห้ิว
2. เทปแบบม้วน (Reel to reel)
ก. ขนาด 2 นิ้ว เป็นเทปโทรทัศนแ์ บบนี้นิยมใชใ้ นสถานีโทรทัศน์มานานเป็นสิบปี ปัจจุบันก็
ยงั คงมีใช้อยู่ เทปขนาดนใี้ ห้คุณภาพทส่ี ูงข้อเสียคือ มขี นาดของเทปและมว้ นเทปใหญ่ทาใหร้ าคาค่าม้วนเทปน้ัน
แพง คา่ บารุงรักษาเคร่อื งสงู มาก ทาใหส้ ถานีโทรทัศน์หันมาใชเ้ ทปขนาด 1 นิ้ว เปน็ หลักแทน
ข. ขนาด 1 น้ิว Type C เทปแบบนี้ SMPTE และ EBU ใช้แบบ C เป็นมาตรฐานสถานแี ละ
ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก ปจั จบุ ันมีผผู้ ลติ หลายรายเช่น AMPEX, HITACHI, NEC, RCA, TOSHIBA และ SONY
ค. ขนาด 1 น้ิว Type B บริษัท BOSH เป็นผผู้ ลิตแต่เพยี งผู้เดยี วและใช้อยใู่ นขอบเขตจากัด
เพยี งบางประเทศเทา่ นน้ั
4.1.4 เทปแบบคาร์ทรจิ ด์
มีขนาดเส้นเทป 2 น้ิว สาหรับใช้ในงานโฆษณาของสถานีโทรทัศน์ เทปแบบนี้ผลิตโดยบริษัท
RCA
4.1.5 คณุ ลักษณะของเทปโทรทศั นข์ นาด ½ น้ิว
60
1. มีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีตลอดเวลา (High technology development)
เน่ืองจากมีการแข่งขันทางด้านตลาด เพิ่งให้ผู้บริโภคเกิดความนิยมให้มากและมีไว้ใช้เพื่อความบันเทิงของ
ครอบครัวจงึ ทาใหย้ อดขายเครือ่ งสงู ผู้ผลติ จงึ หนั มาลงทุนเพ่อื พัฒนาเทคโนโลยใี นด้านนี้
2. ราคาถกู ลง (Low Cost) จากการแข่งขันที่กว้างขึ้นทาให้การผลิตเปน็ อุตสาหกรรมขนาด
ใหญ่ ทาให้ราคาตอ่ หน่วยลดลง
3. การทางานของอปุ กรณ์เชอื่ ถือได้ (dependable) อุปกรณเ์ ทปโทรทศั นป์ จั จบุ ันไดร้ ับการ
พฒั นาปรบั ปรุงให้มขี ีดความสามารถมากข้นึ และมีการพฒั นาไปอย่างต่อเน่ืองตลอดเวลาไม่หยุดยั้ง
4. การใชไ้ มย่ ุ่งยาก (easy to operate) อุปกรณ์เทปโทรทัศน์ได้รบั การพัฒนาให้ใช้งานง่าย
ไม่ยุ่งยากในการถา่ ยภาพ การต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกันพรอ้ มทั้งคู่มือการใช้งานอย่างละเอียด เพ่ือให้ผู้ใช้ได้ศึกษา
การต่อใชง้ านอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
5. ถ่ายภาพได้แมใ้ นทที่ ี่มีแสงน้อย (Minimum illumination) กลอ้ งถา่ ยโทรทัศน์ได้รับการ
พัฒนาให้มีความไวต่อแสงมากสามารถถ่ายภาพได้ในห้องที่ใช้แสงสว่างตามปกติได้ และปุ่มปรับความไวของ
แสงและปรบั แสงอตั โนมตั ิ
6. สามารถเคลื่อนย้ายสะดวก (High mebility) อุปกรณ์ต่างๆ ได้รับการออกแบบให้มี
ขนาดเลก็ ลง ทาใหเ้ คล่ือนย้ายได้ง่าย ไปถ่ายทานอกสถานท่ไี ดส้ ะดวก ไมต่ อ้ งใชค้ นมาก น้าหนกั เบา
7. สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายแบบ (Unlimited application) อุปกรณ์เทปโทรทัศน์
สามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้ไดห้ ลายรปู แบบ
4.1.6 เครื่องรบั โทรทศั น์
เคร่ืองรับโทรทัศน์เป็นอุปกรณท์ ใ่ี ชก้ ันตามบา้ นเรือนอยู่แล้วใชต้ ่อเขา้ กบั เสาอากาศ เพ่ือรบั ชม
รายการโทรทัศน์ทอ่ี อกอากาศและยังสามารถต่อเข้ากับเครื่องเล่นวีดโี อได้
4.1.7 เคร่ืองรบั ภาพหรือ Monitor
เป็นเคร่ืองรับสัญญาณภาพจากกล้องถ่ายโทรทัศน์ มีลักษณะเหมือนกับเครื่องรับโทรทัศน์
และแตกต่างกันน้ี มอนเิ ตอรจ์ ะไมม่ ีจนู เนอร์ใหเ้ ลือกรับชมรายการโทรทศั น์ทีอ่ อกอากาศ
4.2 อปุ กรณ์เสยี ง
4.2.1 ไมโครโฟน
กล้องถ่ายโทรทัศน์บางเคร่ืองก็มีไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์ในตัว บางเคร่ืองต้องใช้
ไมโครโฟนจากภายนอก บางคร้ังถึงแม้ว่ากล้องถ่ายโทรทัศน์มีไมโครโฟนในตัวการใช้ไมโครโฟนภายนอกได้
คุณภาพเสียงดกี วา่ ด้วยเหตผุ ลดังนี้
1. กลอ้ งถ่ายวดิ ีโอ อาจอยูห่ ่างจากแหลง่ กาเนดิ เสยี งมากเกนิ ไป
2. ในการบันทึก ปกติแล้วระยะห่างจากปากผู้เสนอรายการถึงไมโครโฟนควรจะประมาณ
20-30 ซม. ถ้าไมโครโฟนอยหู่ ่างเกินไปเสยี งพดู จะค่อยไปหรอื อาจมีเสยี งรบกวนสอดแทรก
61
4.2.2 เครื่องบนั ทกึ เสียง
รายการโทรทัศน์บางรายการจาเป็นต้องใช้เสยี งดนตรีประกอบ ฉะน้ันการบันทึกรายการควร
วางเครื่องบันทึกเสียงท่ใี สม่ ว้ นเทปดนตรไี ว้ใกลๆ้ ผูเ้ สนอรายการ เพอื่ จะไดส้ ะดวกเมือ่ ต้องการ
4.3 อปุ กรณ์ประกอบ
4.3.1 อุปกรณแ์ สง
อปุ กรณ์แสงมีความจาเปน็ ตอ่ การถา่ ยวิดโี อ ดงั นี้
1. เพื่อเพิ่มแสงสว่างโดยรอบ
2. เพอ่ื ชว่ ยให้เปน็ บันทึกสีได้ถูกตอ้ ง
3. เพ่อื เน้นลักษณะของวัตถุ
4.3.1.1 อุปกรณ์แสงแบบเคล่อื นที่ได้
อุปกรณ์แสงแบบเคล่ือนท่ีได้มีประโยชน์มากในการถ่ายทานอกสถานที่แต่หลอดไฟ
จะไม่ทนหรือเสียง่ายจากความต่างศักย์ (โวลต์) ของไฟฟ้าท่ีไม่คงที่และยังมีราคาแพง แหล่งกาเนิดแสงอีกชนิด
หนงึ่ กค็ ือไฟสปอร์ตไลทก์ าลงั สูง (Flood light) ข้อเสียก็คือเม่อื อยใู่ กล้มากจะร้อนและเปน็ อนั ตรายได้
4.3.2 สายนาสัญญาณ
สายนาสัญญาณเป็นสายที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ในการถ่ายทาเทปโทรทัศน์เข้า
ระบบด้วยกัน สายนาสัญญาณที่ใชเ้ วลาใช้ก็ตอ้ งเลือกใหต้ รงกับอุปกรณ์ หรือตรงกับประเภทตามท่ีเคร่ืองหรอื
อุปกรณน์ นั้ ๆ กาหนด
เราสามารถแบ่งสายนาสัญญาณเป็น 2 ประเภท คือ สายนาสัญญาณระบบ Analog และสาย
นาสัญญาณระบบ Digital
1. สายนาสัญญาณระบบ อะนาลอ็ ก (Analog)
สายต่อของกล้องวดิ ีโอระบบ Analog มีอยหู่ ลายแบบ ดงั นี้
- สาย AV (Composite) เป็นสายท่ีเราใชต้ ่อสญั ญาณต่างๆ ในบ้าน หาได้ง่ายและ
มีขายทั่วไป สายสัญญาณแบบน้ี 1 ชุดจะมี 3 เส้น ได้แก่ สีเหลืองสาหรับนาสัญญาณภาพและสีแดงกับสีขาว
สาหรับนาสัญญาณเสียง ซ่ึงเป็นแบบ Stereo (สามารถใช้เป็นแบบ Mono ได้) แต่สาย AV มีข้อเสียคือการส่ง
ข้อมูลหรือการส่งสญั ญาณจะมีการสูญเสยี ได้งา่ ย
- สาย Y/C Video หรือ S-Video เป็นสายน้ีทาให้คุณภาพดีกว่าสายแบบ
Composite แต่ยังด้อยกว่าแบบ Component สาย Y/C Video (Y คือ Luminance ความสว่าง และ C คือ
Chrominance = สี) เป็นสายที่ใช้ต่อกับกล้องวิดีโอระบบ S-VHS และระบบ 8 mm. สายแบบนี้ใช้เฉพาะ
62
สัญญาณภาพ ส่วนสัญญาณเสียงยังใช้สายแบบ Composite ความยาว ยาวได้ประมาณ 7-10 เมตร ถ้า
มากกว่านค้ี ุณภาพจะลดลง
- สายแบบ Component เป็นสายนาสญั ญาณแบบอะนาล็อกทดี่ ที ีส่ ุด สว่ นมากมือ
อาชีพเขาจะใช้กันจะมีช่องสัญญาณแบบนี้เฉพาะในอุปกรณ์ของทีวี วิดีโอ และเคร่ืองเล่น DVD ในระดับสูง
เทา่ น้ัน ให้คุณภาพที่ดมี ากสามารถเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนเมือ่ เทยี บกับสายนาสญั ญาณอ่ืนๆ โดยมกี ารแยก
สัญญาณออกเป็นสามช่องสัญญาณ (2 Chrominance และ 1 Luminance) แต่ละช่องสัญญาณจะมีสายเป็น
ของตวั เองไมร่ วมกันทาให้เกดิ สญั ญาณรบกวนกัน
สายนาสัญญาณนใี้ ชใ้ นระบบโทรทศั นท์ ่เี ป็นระบบที่ใหญ่ข้ึน เชน่ สถานโี ทรทัศน์ สาย
นาสัญญาณน้จี ะมขี นาดทโ่ี ตขนึ้ ความยาวมากข้ึน จานวนคอร์ข้างในมากขึ้น
เคเบิ้ลที่ใช้ต่อกับกล้องโทรทัศน์เรยี กว่า เคเบ้ิลกล้อง ใช้เช่ือมต่อระหว่างตัวกล้องกับ
เคร่ืองควบคุมกลอ้ งหรือ CCU
ตวั อย่างคุณลกั ษณะทางเทคนิคของเคเบ้ลิ กล้องโทรทัศน์ เช่น
1. เปน็ สายเคเบลิ้ ชนิด Multi Core
2. Connector มี 19 Pin (Male-Female)
3. สามารถต่อใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ระหว่างกล้องย่ีห้อ JVC รุ่น KY – 320E กับ
CCU ยีห่ อ้ JVC รนุ่ RS – 500
4. ความยาวไมน่ อ้ ยกว่า 100 เมตร
5. มี roll สาหรบั มว้ นเก็บสายได้
2. สายนาสญั ญาณแบบ Digital
สายตอ่ ของกลอ้ งวดิ โี อแบบ Digital มีมาตรฐานเดยี วคือ
- สาย DV Fire wire เป็นสายนาสัญญาณที่มีคุณภาพสูงต่อผ่านช่องสัญญาณ DV
In/Out ทาให้ภาพและเสียงทีก่ าลงั ถา่ ยโอนไม่มกี ารสญู เสยี เลยหรือสญู เสยี กน็ อ้ ยมาก
- สาย Fire wire หรือ IEEE 1394 หรือ ilink หรือข้อจากัด คือความยาวได้ไม่เกิน
4.5 เมตร หัวของสายมีทั้งแบบ 6 pin และ 4 pin บางสายบางหัวข้างหนึ่งเป็นแบบ 4 pin อีกข้างหนึ่งเป็น
แบบ 6 pin กม็ ี ถา้ คุณซ้อื ตอ้ งสงั เกตใหด้ ีตอ้ งให้ตรงกับกลอ้ งหรือการ์ดททใ่ี ช้
63
หนว่ ยการสอนท่ี 17. ใบงานท่ี 4
หวั ข้อเรือ่ ง
ชื่อหน่วยการสอน
18. แบบประเมินผล
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
19. แบบฝึกหดั
.................................................................................................................................................................................................
64
20. บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบมุง่ เนน้ สมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรุปผลการจัดการเรียนรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรยี มการสอน
1.จัดหนว่ ยการเรยี นรไู้ ด้สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์การเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมินครอบคลุมทงั้ ด้านความรู้ ดา้ นทักษะ และด้านจิตพิสยั
3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่อื นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนร้กู อ่ นเขา้ สอน
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
4. มีวิธีการนาเข้าสบู่ ทเรยี นทนี่ า่ สนใจ
5. มีกิจกรรมทหี่ ลากหลาย เพือ่ ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จัดกิจกรรมท่สี ง่ เสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นค้นคว้าเพื่อหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นักเรยี นมีสว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
8. จดั กจิ กรรมทเี่ น้นกระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคิดเห็นอยา่ งเสรี
10. จดั กิจกรรมการเรียนรู้ท่เี ชอื่ มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเข้ามามสี ว่ นร่วม
11. จดั กจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มีการเสริมแรงเมือ่ นกั เรยี นปฏบิ ตั ิ หรอื ตอบถกู ต้อง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รียน
14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รยี น อยา่ งทวั่ ถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กาหนด
ดา้ นสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรียนรู้
16. ใชส้ ื่อทีเ่ หมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น
17. ใช้สือ่ แหลง่ การเรียนรูอ้ ย่างหลากหลาย เช่น บุคคล สถานที่ ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และอนิ เทอรเ์ น็ต เปน็ ตน้
13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรยี น
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รยี น อย่างทว่ั ถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทีก่ าหนด
ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล
18. ผเู้ รยี นมสี ่วนรว่ มในการกาหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พสิ ัย
20. ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง หรือ ผทู้ ่เี กี่ยวข้องมสี ว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดบั การปฏบิ ตั ิ 5 = ปฏบิ ัตดิ เี ยี่ยม 4 = ปฏบิ ตั ิดี 3 = ปฏบิ ัติพอใช้ 2 รวม
= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลย่ี
65
20.2 ปญั หาที่พบ และแนวทางแกป้ ัญหา
ปญั หาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านสือ่ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการวัดประเมินผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นอืน่ ๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงชื่อ ........................................................................ ครผู ู้สอน
(นายปฏพิ าน สีนาบุญ)
ตาแหนง่ ครู
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและตดิ ตาม 66
ชอื่ -สกุล ผนู้ เิ ทศ ตาแหนง่
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม
67
แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
รหัสวิชา 20105-2103 วชิ า ระบบภาพ
หนว่ ยที่ 5 ช่อื หนว่ ย กล้องถ่ายโทรทัศน์
ช่อื เร่อื ง กลอ้ งถ่ายโทรทัศน์ จานวน 4 ช่วั โมง
1. สาระสาคัญ
การท่ีเราได้รบั ชมรายการต่างๆ ทางโทรทศั นห์ รือรบั ชมความบนั เทงิ จากวิดีโอเทป วิดโี อซดี หี รอื ดีวีดีก็
ตาม ท่ีมาของภาพและเสียงท่ีเราได้รับชมและรับฟังส่วนหน่ึงก็มาจากกล้องโทรทัศน์ ฉะนั้นกล้องโทรทัศน์จึง
เป็นส่ิงท่ีควรรู้ควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เน้ือหาในบทน้ีก็ประกอบด้วยประเภทของกล้องโทรทัศน์ทั้งระบบ
อนาล็อกและดิจิตอล บล็อกไดอะแกรมการทางานของกล้องโทรทัศน์และส่วนประกอบที่สาคัญ ๆ ของ
กล้องโทรทัศน์
2. สมรรถนะอาชพี ประจาหนว่ ย
ด้านความรู้
1. บอกประเภทของกล้องโทรทศั น์ได้
2. อธบิ ายประเภทและคณุ สมบัตขิ องวดิ ีโอแตล่ ะระบบได้
ดา้ นทักษะและการประยุกตใ์ ช้
1. อดั สาเนาหรือกอ็ ปปีเ้ ทปได้
2. จัดลาดบั การทางานของกลอ้ งโทรทศั น์
ด้านคณุ ธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ
พอเพียง
1. มคี ุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3.1 จุดประสงคท์ ่ัวไป
1. เพื่อใหร้ ูแ้ ละเข้าใจประเภทของกล้องโทรทัศน์
2. เพื่อให้มีทักษะในการอดั สาเนาหรือก็อปป้ีเทป
3. เพื่อให้เหน็ คณุ คา่ ในการจัดลาดับการทางานของกลอ้ งโทรทศั น์
4. เพ่ือมคี ุณธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
3.2 จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. บอกประเภทของกล้องโทรทศั น์ได้
2. อธบิ ายประเภทและคุณสมบตั ขิ องวดิ ีโอแตล่ ะระบบได้
3. อัดสาเนาหรอื ก็อปป้เี ทปได้
68
4. จัดลาดบั การทางานของกล้องโทรทัศน์
5. มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ดา้ นความรู้
1. ระบบของกลอ้ งโทรทศั น์
2. ประเภทของระบบวดิ ีโอ
3. การอดั สาเนาหรือการก็อปป้เี ทป
4. การทางานของกล้องโทรทัศน์
4.2 ด้านทักษะหรือปฏบิ ตั ิ
1. แบบทดสอบบทท่ี 5
4.3 ดา้ นคณุ ธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. นาความรเู้ ร่อื งกล้องถา่ ยโทรทศั น์ไปประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตประจาวันได้
5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรียนรู้
ขนั้ ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ข้นั ตอนการเรียนหรือกิจกรรมของผู้เรยี น
ข้ันเตรียม(จานวน 30 นาที) ขั้นเตรียม(จานวน 30 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้
กับวชิ า ระบบภาพ กบั วชิ า ระบบภาพ
2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเรื่องที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 5 เร่ือง กล้องถ่าย จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 5 เรื่อง
โทรทศั น์ กล้องถ่ายโทรทศั น์
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน หน่วยที่ 5
หนว่ ยท่ี 5
ข้ันการสอน(จานวน 150 นาท)ี ข้ันการสอน(จานวน 150 นาท)ี
1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย
ที่ 3 เร่ือง กล้องถ่ายโทรทศั น์ ที่ 3 เรอ่ื ง กลอ้ งถา่ ยโทรทัศน์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ
ภาพหน่วยท่ี 5 เรื่อง กล้องถ่ายโทรทัศน์และอธิบาย หน่วยท่ี 5 กล้องถ่ายโทรทัศน์และฟังผู้สอนอธิบาย
เน้ือหาให้ผู้เรยี นฟงั เนอื้ หา
ผสู้ อนให้ผูเ้ รียนทาใบงานที่ 5 กล้องถ่ายโทรทัศน์ 3. ผูเ้ รยี นทาใบงานที่ 5 กลอ้ งถ่ายโทรทศั น์
69
ข้ันสรปุ (จานวน 60 นาที) ข้ันสรุป(จานวน 60 นาที)
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วย 1. ผเู้ รยี นและผู้สอนรว่ มกนั สรปุ เน้อื หาในหน่วย
เรยี นท่ี 5 เรื่อง กล้องถ่ายโทรทศั น์ เรยี นที่ 5 เรือ่ ง กล้องถ่ายโทรทัศน์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบหลังเรียน หนว่ ยท่ี 5
หนว่ ยท่ี 5
6. ส่ือการเรียนการสอน/การเรียนรู้
6.1 สื่อสิง่ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า ระบบภาพ
2. ใบความรู้ท่ี 5 เร่อื ง กลอ้ งถา่ ยโทรทศั น์
3. ใบงานที่ 5 กลอ้ งถา่ ยโทรทศั น์
4. แบบทดสอบบทที่ 5 สรุปและประเมนิ ผล ข้อ 2
6.2 สื่อโสตทัศน์
1. Power Point เร่ือง กลอ้ งถ่ายโทรทัศน์
6.3 สอื่ ของจรงิ
7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดวทิ ยาลยั การอาชีพสว่างแดนดนิ
2. หอ้ งอินเตอรเ์ นต็ วิทยาลัยการอาชีพสวา่ งแดนดิน
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. ห้องสมดุ เฉลิมพระเกยี รติอาเภอสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งสมดุ ประชาชนเฉลมิ ราชกุมารีอาเภอสวา่ งแดนดนิ
8. งานท่ีมอบหมาย
8.1 กอ่ นเรยี น
1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น
8.2 ขณะเรยี น
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทที่ 5 เรื่อง กล้องถา่ ยโทรทัศน์
2. รายงานผลหน้าชั้นเรียน
70
3. ปฏบิ ัติใบปฏิบตั งิ านที่ 5 เร่อื ง กลอ้ งถา่ ยโทรทัศน์
4. สรุปผลการทดลอง
8.3 หลังเรยี น
1. ทาแบบฝึกหดั บทที่ 5
9. ผลงาน/ช้ินงาน ทเี่ กดิ จากการเรียนรขู้ องผูเ้ รียน
1. แบบฝึกหดั บทที่ 5 ใบปฏิบัติงานท่ี 5
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอ้างอิง
1. ไชยวฒั น์ วงศส์ มศรี. ระบบภาพ: ศนู ย์สง่ เสริมอาชวี ะ
11. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธก์ ับรายวิชาอน่ื
1. บรู ณาการกับวิชาสายสง่ และสาอากาศ
2. บรู ณาการกบั วิชาอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละวงจร
12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 กอ่ นเรียน
1. ตรวจผลงานตามใบปฏบิ ตั ิงานท่ี 5
2. สงั เกตการปฏบิ ตั ิงาน
12.2 ขณะเรียน
-
12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบฝึกหัด บทท่ี 5
2. ตรวจแบบแบบฝึกหดั ผลการเรียนรู้
13. รายละเอียดการประเมินผลการเรียน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 1 บอกชอ่ื กลอ้ งถ่ายโทรทัศน์ได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกช่ือกล้องถ่ายโทรทศั น์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกช่ือกลอ้ งถา่ ยโทรทัศน์ได้ ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 อธบิ ายประเภทและคณุ สมบตั ิของวิดีโอแต่ละระบบได้
71
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : อธบิ ายประเภทและคณุ สมบัตขิ องวิดโี อแต่ละระบบได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 3 อดั สาเนาหรอื กอ็ ปปเ้ี ทปได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : อัดสาเนาหรือก็อปป้ีเทปได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 4 จัดลาดบั การทางานของกลอ้ งโทรทศั น์
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : จดั ลาดับการทางานของกล้องโทรทัศน์ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
หนว่ ยการสอนที่ ชื่อหนว่ ยการสอน
วตั ถุประสงค์ เพื่อ
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
15. แบบทดสอบหลงั เรยี น
หนว่ ยการสอนท่ี 1 ชื่อหน่วยการสอน
วตั ถปุ ระสงค์ เพ่อื
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
72
16. ใบความรทู้ ี่ 5
หน่วยการสอนท่ี 5 ชอ่ื หน่วยการสอน กล้องถา่ ยโทรทัศน์
หวั ข้อเรอ่ื ง กลอ้ งถ่ายโทรทศั น์
5.1 ระบบของกลอ้ งโทรทัศน์
อุปกรณ์สาคัญทาให้เกิดภาพได้ที่จอโทรทัศน์ก็คือกล้องโทรทัศน์ (Television Camera) สาหรับทา
หน้าที่นาภาพออกสู่สายตาผ้ชู มตามต้องการ
ระบบกล้องโทรทัศน์จะเป็นตัวบ่งบอกชนิดของกล้อง ขนาดของกล้อง ความยาวของเทปและคุณภาพ
ของวิดีโอ ระบบของกล้องโทรทัศน์ เช่น DV DIGITAL 8, HI 8, 8MM, S-VHS, VHS-C, S-VHS-C, Betamax
เปน็ ตน้
5.2 ประเภทของระบบวดิ โี อ
ประเภทของระบบวดิ โี อสามารถแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทใหญๆ่ ดังน้ี
5.2.1 อนาล็อก วิดีโอ (Analog video)
5.2.2 ดจิ ติ อล วิดีโอ (Digital video)
5.2.1 อนาลอ็ ก วดิ ีโอ (Analog video)
เป็นวิดีโอที่ใช้กันมานานแม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะมีราคาถูกกว่า
ระบบดจิ ิตอลมาก ซ่งึ มีหลายระบบดงั ต่อไปน้ี
5.2.1.1 VHS เป็นวิดีโอระบบแรกท่ีใช้กันตามบ้านเรือนทั่วไป ม้วนวิดีโอหาง่ายมีให้เชา่ ตาม
ร้านเช่าวิดโี อท่ัวไป ข้อเสียของระบบ VHS น้ีคือ กล้องโทรทัศน์มีขนาดใหญ่ ม้วนเทปมีขนาดใหญ่ น้าหนักมาก
พกพาลาบาก เวลาใช้ส่วนมากต้องแบกบนบ่า คุณภาพของภาพท่ีได้คุณภาพอยู่ในระดับดี มีความละเอียดอยู่
ประมาณ 240-250 เส้นทางแนวนอน (Horizontal) เน่ืองจากมีความละเอียดน้อย ซ่ึงเก็บข้อมูลของภาพและ
เสียงไดน้ ้อย คุณภาพก็เลยจัดอยู่ในระดบั กลางๆ โดยทัว่ ไปความยาวของเทปจะบันทกึ ได้ 2 ช่วั โมง
5.2.1.2 VHS (VHS, S-VHS, VHS-C, S-VHS-C) ในช่วงแรกคุณภาพเสยี งไม่ดนี กั เพราะเป็น
แบบ Linear Audio Track มีสัญญาณรบกวน เสียงไม่ค่อยชัด และจัดเป็นเสียงระบบ Mono เปรียบได้กับ
วทิ ยุ AM แต่ปัจจุบนั บางรุ่นได้พัฒนาให้เสยี งเปน็ แบบ HiFi Stereo ทาใหค้ ณุ ภาพเสยี งใกลเ้ คียงกบั CD
ดังนั้นระบบ VHS จึงเหมาะกับการถ่ายภาพวิดีโอไว้ดูเล่น ไม่เหมาะที่จะนาไปตัดต่อเพราะ
กระบวนการตัดตอ่ ทาใหค้ ุณภาพลดลงไปมาก
5.2.1.3 S-VHS (Super VHS) เป็นระบบท่ีพัฒนาขึ้นมาจากระบบ VHS ทาให้การ
บันทกึ ภาพได้ความละเอียดเพิ่มข้ึนจาก 250 เสน้ เปน็ 400 เสน้ เปน็ ท่ีนยิ มอย่างมากแต่จุดออ่ นก็คือถึงแม้ม้วน
วิดีโอจะมีขนาดเท่ากันกับระบบ VHS ก็ตาม แต่เราไม่สามารถนามาเล่นกับเคร่ืองเล่น VHS ได้ จะต้องมีการ
แปลงจาก S-VHS ใหม้ าเปน็ VHS ก่อนจงึ จะนาไปเล่นกบั เครื่องเลน่ ทเี่ ปน็ ระบบ VHS ได้
5.2.1.4 VHS-C เหมือนกับระบบ VHS แต่มีขนาดเล็กลง (C ย่อมาจาก Compact) มีความ
ละเอียดของภาพ 250 เส้น ม้วนเทปมีขนาดเล็กลงจึงมีความยาวของเทปไม่เกิน 30-40 นาที สามารถนาม้วน
73
เทปไปเล่นกับเครื่องเล่นวิดีโอระบบ VHS ได้ แต่ต้องใช้ตัวแปลงช่วย (เป็นม้วนเทป VHS แบบข้างในกลวง
เพ่ือให้ใสม่ ว้ นเทป VHS-C เข้าไปได)้
5.2.1.5 S-VHS-C เป็นแบบ S-VHS แบบย่อส่วนลงมา มีขนาดเท่ากับ VHS-C ให้คุณภาพดี
ใกล้เคียงกับ S-VHS และให้คุณภาพเสียงเป็นแบบ Stereo กล้องมีขนาดเล็กพกพาไดง้ ่าย ม้วนเทปมีความยาว
ประมาณ 30-40 นาที แต่เล่นกับเครื่องเล่น VHS เหมือนกับ VHS-C ไม่ได้ เน่ืองจากคุณภาพดีและมีขนาดเลก็
จงึ เปน็ ท่ีนิยม
5.2.1.6 8MM. เป็นระบบท่ีได้รับความนิยมแพร่หลาย เพราะตลับเทปมีขนาดเล็กมาก คือ
8 มิลลิเมตรเท่าน้ัน และมีความยาวของเทปได้ถึง 120 นาที คุณภาพของภาพพอใช้ได้ มีความละเอียด
ประมาณ 270 เส้น ให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าระบบ MONO ของกล้องระบบ VHS ระบบเสียงเป็นแบบ AFM
(Audio Frequency Modulation) คุณภาพเสียงใกล้เคียงกับวิทยุ FM. มีทั้งที่เป็นระบบ MONO และระบบ
Stereo ม้วนเทปมีขนาดเล็กจึงทาให้ตัวกลอ้ งมีขนาดเล็กน้าหนักเบา พกพาง่ายและราคาถูก ข้อเสียคือเล่นกับ
เครือ่ งเล่นตามบ้านไมไ่ ดต้ ้องเลน่ จากตัวกล้อง
5.2.1.7 HI 8 พัฒนามาจากระบบ 8 mm. โดยสามารถบันทึกภาพได้ความละเอียดสูงข้ึน
เป็น 400 เส้น มีการบันทึกเสียงเป็นแบบ Stereo ม้วนเทปมีความยาว 120 นาที ข้อเสียคือ ท้ังตัวกล้องและ
ม้วนเทปมีราคาแพงกว่าระบบ 8 mm. ใช้เล่นกับเครื่องเล่นวดิ ีโอระบบ VHS ไม่ได้ เราสามารถนาเทประบบ 8
mm. มาใช้ได้แต่คุณภาพของภาพไม่ดีเท่าที่ควร ระบบ HI8 นี้ คุณภาพเสียงเป็นแบบ AFM ซึ่งเป็นระบบ
Stereo แต่ต่อมาได้พัฒนาระบบเสียงเป็นแบบ PCM (Pulse code Modulation) คุณภาพเสียงดีกว่า AFM
เลก็ น้อยจงึ เปน็ ท่ีนยิ มมาก
5.2.1.8 Betacam Sp เป็นระบบของระดับมืออาชีพใช้ในการออกอากาศโทรทัศน์ตาม
สถานีส่งโทรทัศน์
5.2.1.9 Mll เปน็ ระบบทเ่ี ป็นคแู่ ขง่ ของ Betacam Sp
5.2.2 ดจิ ิตอลวิดีโอ (Digital Video)
ระบบน้ีเกิดจากความร่วมมือกันของบริษัทระดับชั้นนาทางด้านระบบวิดีโอ เช่น Sony,
Hitachi, Thomson, Philips, Matsushita Panasonic เพ่ือทีจ่ ะผลติ ข้ึนมาแทนระบบอนาล็อก เป็นระบบที่มี
คุณภาพดีกว่าท้ังภาพและเสียง ท้ังตัวกล้องถ่ายและม้วนเทปสามารถทาให้มีขนาดเล็กลงได้ ในกระบวนการ
บันทึกกล้องในระบบนี้จะมีการบีบอัดข้อมูลก่อนแล้วจึงบันทึกข้อมูลลงไปในเทปท่ีเป็นระบบดิจิตอล ซึ่งจะใช้
การบีบอัดขอ้ มูลประมาณ 5:1 ทิ้งขอ้ มลู ไป 4 ใน 5 สว่ น
ข้อดีของระบบดิจิตอลน้ีก็คือภาพและเสียงมีความคมชัดมาก แต่มีข้อเสียที่ว่าราคาของกล้อง
วิดีโอสูงมาก ข้ันต่าอยู่ที่ราคาประมาณ 40,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงเม่ือเปรียบเทียบกับระบบ
อนาล็อก
5.2.2.1 DV เป็นระบบที่มีม้วนเทปให้เลือกใช้ 2 ขนาดคือ Full และ Mini แต่ท่ีใช้กันท่ัวๆ
ไปจะเป็นแบบ Mini โดยใช้ม้วนเทปนี้เรียกว่า Mini DV (Digital Video Cassese) เป็นเทปท่ีมีขนาดเล็กท่ีสุด
เทียบกบั ระบบอน่ื ๆ ใหภ้ าพและเสียงท่คี มชดั สม่าเสมอมีความละเอยี ดสงู ถงึ 500 เส้นความยาวของเทปมีต้ังแต่
74
30, 60…นาที เป็นระบบที่มีราคาแพงที่สุดและไม่สามารถเล่นผ่านเคร่ืองเล่นวิดีโอได้จะต้องเล่นผ่านทางกล้อง
เท่านนั้ ระบบ DV ยังมรี ปู แบบท่แี ตกต่างออกไปอกี เช่น
5.2.2.1.1 DV cam คุณภาพเหมือนกับ Mini DV แต่บริษัท Sony ได้ออกแบบมา
เป็นพิเศษเพ่ือการตัดต่อที่สะดวกข้ึน มีการเปล่ียนแปลงทางด้านความเร็วของเทป ความกว้างของแทร็คและ
เน้อื เทป DV
จากรปู ท่ี 5.6 เปน็ กลอ้ งถา่ ยภาพโทรทัศน์ระบบดจิ ติ อลทมี่ ีความคมชัดของภาพ 500
เส้น บันทึกภาพและเสียงเป็นระบบดิจิตอล ช่องมองภาพสีพร้อมจอแอลซีดี ขนาด 3.5 น้ิว ซูมภาพ 180 เท่า
แบบดิจิตอล (15 เท่าแบบออฟตคิ อล) บันทกึ ภาพได้ในท่มี ืด
5.2.2.1.2 Dvcpro เหมือนกับระบบ Dvcam โดยบริษัท Panasonic ทาการ
ออกแบบออกมาเพ่ือแขง่ ขันทางดา้ นตลาดกบั บริษทั Sony เนอื้ เทปใชค้ ณุ ภาพพเิ ศษ
5.2.2.2 Digital 8 เป็นอีกผลิตภัณฑ์จาก Sony ท่ีให้คุณภาพท้ังภาพและเสียงที่ดีเหมือนกับ
DV ทุกประการ ราคากล้องถ่ายวิดีโอก็ถูกกวา่ แบบ DV สามารถนาเทปแบบ 8 mm, Hi 8 มาเลน่ และบันทึกใน
กล้องนีไ้ ดแ้ ต่ความยาวของเทปที่สามารถบนั ทึกไดจ้ ะลดลง เช่น Hi 8 ความยาว 90 นาที ถา้ บนั ทึกในระบบ Hi
8 แต่ถ้านามาบันทึกในระบบ Digital 8 ความยาวจะเหลือ 60 นาที (2/3 ของม้วนวิดีโอระบบ PAL ½ ของ
วิดโี อในระบบ NTSC) แต่มีขอ้ จากดั คอื เวลาเล่นตอ้ งเลน่ ผา่ นตวั กลอ้ งเท่านน้ั ไมส่ ามารถใช้กับเครอื่ งเล่นวิดีโอได้
จากรูปที่ 5.7 เป็นกล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ระบบ Digital 8 มีความคมชัดของภาพ 500 เส้น
ภาพน่ิงหนึ่งล้านพิกเซล บันทึกภาพน่ิงและภาพเคล่ือนไหวแบบ MPEG ด้วยแผ่น Memory Stick จอแอลซีดี
ขนาด 2.5 น้ิวพร้อมช่องมองภาพ ซูมภาพ 420 เท่าแบบดิจิตอล (15 เท่าแบบออฟติคอล) บันทึกภาพได้ในท่ี
มดื มรี ะบบป้องกนั ภาพส่ันไหว มชี ่องตอ่ USB, DV in/out, AV in/out และ Info LITHUIM “M” Series
5.3 การอดั สาเนาหรือการกอ็ ปปเ้ี ทป
เป็นการอัดสาเนาจากเทปม้วนหนึ่งไปสู่เทปอีกม้วนหน่ึง ถ้าเป็นระบบอนาล็อกคุณภาพท้ังภาพและ
เสียงจะเกิดการสูญเสียมาก อาจเกิดสัญญาณรบกวนท้ังภาพและเสียงจะมากหรือน้อยข้ึนอยู่กับคุณภาพของ
ระบบน้ัน โดยท่ัวไปแล้วถ้าเป็นระบบท่ีมีคุณภาพ การสูญเสียจะน้อยกว่าและถ้ามีการอัดสาเนามากคร้ังเท่าใด
คุณภาพกจ็ ะสูญเสียหรือลดลงมากขน้ึ เทา่ นนั้
หมายเหตุ VHS/VHS-C/8MM สูญเสียมาก
Hi8/S-VHS-C/S-VHS สญู เสยี น้อยกว่า
แต่ถ้าเป็นระบบดิจิตอลแบบ DV และ Digital 8 ไม่มีการสูญเสียคุณภาพเลยไม่ว่าจะอัดสาเนากี่คร้ังก็
ตาม เพราะ DV in = DV out
ตารางที่ 5.1 เปรียบเทยี บวิดโี อรูปแบบตา่ งๆ
75
Format VHS/VHS-C S-VHS/VHS-C 8MM Hi 8 DVD/Digital 8
Linear Hi-Fi AFM B- B+
Linear Hi-Fi B- A
C- A- C B A
คุณภาพเสยี ง C- A- B D B- A
B-
คณุ ภาพวิดโี อ C
การทาซ้า D
5.4 การทางานของกลอ้ งโทรทัศน์
5.4.1 บล็อกไดอะแกรมกลอ้ งโทรทศั น์
จากบล็อกไดอะแกรมของกลอ้ งถ่ายโทรทัศนด์ ังรปู ท่ี 5.9 ใหส้ มมตุ ิวา่ แสงท่ผี ่านเข้าเลนส์เป็นสี
ขาวเสมอ แสงจะผ่านจากเลนส์เข้าสู่ Filter เพ่ือแก้สีและอาจลดแสงแล้วจึงเข้าสู่ปริซึม (จะเป็นฟิลเตอร์หลาย
อัน ในกรณีท่ีเป็นกล้องใช้หลอดเดียว) เพื่อเป็นการแยกแสงสีขาวนั้นออกเป็นแม่สีของแสง 3 สี คือ สีน้าเงิน
เขียว และแดง เข้าหลอดภาพ (Tube) ของแตล่ ะแม่สขี องแสง คือ หลอดภาพสีแดง เขยี ว และน้าเงนิ
สัญญาณภาพท่ีออกจากหลอดภาพจะเข้า Head Pre amp ของแต่ละหลอดเพื่อลด Noise
ก่อนไปเข้าสู่ภาค Pre Amplifier เพื่อปรับขยายสัญญาณและผ่านเข้าขบวนการปรับแต่งสัญญาณภาพ
(Processing PR) ต่างๆ การนี้เองก็จะมีสัญญาณ Sync จากวงจรของกล้องเข้าไป Lock ทุกขบวนการในการ
ปรับแต่ง เม่ือสัญญาณภาพถูกปรับแต่งด้วยวงจรอื่นอีกมากมายจนดีแล้วจึงเข้าสู่ภาค Encoder เพื่อรวม
สญั ญาณภาพสขี องแต่ละหลอดภาพพร้อมท้งั สญั ญาณ Sync Burst เปน็ สญั ญาณ Composite video (VBS =
video + Burst + Sync) 1.0Vp-p ท่ีวงจร Encoding Board น้ี สีทั้ง 3 สีจะทับกันไม่ได้ 100% ทาให้เกิด
ความเหล่ือมของสีและสูญเสียความชัดบ้าง ความเพ้ียนที่ภาพจะมากน้อยไม่เท่ากัน (Registration Error)
แบง่ เปน็ 3 โซนดงั นี้
Zone 1 วงกลม 80% ของความสงู ภาพจะผิดเพยี้ นน้อยกว่า 0.05-0.1%
Zone 2 วงกลมเทา่ กบั ของความกว้างภาพจะผิดเพี้ยนน้อยกวา่ 0.1-0.3%
Zone 3 นอก Zone 2 ส่วนท่ีเหลือจะผิดเพี้ยนน้อยกว่า 0.3-0.6% (ท้ังนี้แล้วแต่การออกแบบและ
คณุ ภาพของกล้อง)
5.4.1.1 เลนส์ (LENS)
ทาหนา้ ท่ีเช่นเดียวกบั ตาของมนษุ ยเ์ พอ่ื ทีจ่ ะรับแสงผา่ นเข้ามาในกลอ้ ง โดยทว่ั ไปแลว้
แสงที่ผ่านเลนส์จะลดลงจากเดิมอย่างน้อย 10% โดยประมาณ (ข้ึนอยู่กับ Transmission Factor) อันเกิดจา
กาการสญู เสยี เลนส์ตา่ งๆ และการสะทอ้ นกันภายในเลนส์ ทัง้ น้ียังไม่รวมการท่จี ะลดระดบั แสงทจี่ ะเกิดจากรูรับ
แสง (Iris Diaphragm) อีก
เลนส์ สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 4 ชนดิ ดงั นี้
1. Normal Lens ซ่งึ ใหภ้ าพใกล้เคียงกับทตี่ าของคนเราเห็น (เลนส์ธรรมดา)
76
2. Wide-Angle Lens ใชถ้ า่ ยภาพมมุ กวา้ งกวา่ เลนส์ธรรมดา (เลนส์มมุ กว้าง)
3. Telephoto Lens ใชถ้ า่ ยภาพมมุ แคบ ถา่ ยได้ระยะไกล (เลนส์เทเลโฟโต้)
4. Zoom Lens เ ป็ น เ ล น ส์ ท่ี เ ป ล่ี ย น ค ว า ม ก ว้ า ง ข อ ง มุ ม ถ่ า ย ไ ด้ ใ น ตั ว
กลอ้ งโทรทัศน์ ส่วนมากจะใชเ้ ลนส์ประเภทน้ี
ตารางท่ี 5.1 เปรยี บเทียบขนาดเลนส์ชนดิ ต่างๆ
มุมถ่าย มมุ กวา้ ง มุมต้งั
ประเภทเลนส์
Normal Lens 26 ± 4 องศา 18 ± 4 องศา
Wide Angle กวา้ งกวา่ 32 องศา -
Telephoto แคบกว่า 20 องศา -
Zoom เปลยี่ นแปลงได้ เปลี่ยนแปลงได้
ขนาดภาพของหลอดภาพ (กว้าง x สูง)
ขนาดภาพของหลอด 2/3” = 8.8 x 6.6 มม.
ขนาดภาพของหลอด 1” = 12.7 x 9.52 มม.
การคิดกาลังขยายของเลนส์ซูม
กาลังขยายของเลนส์ = ความยาวโฟกสั สูงสุด (เทา่ )
ความยาวโฟกสั ต่าสุด
เช่น เลนส์ซมู 10 เท่า HZ-510E ของกลอ้ ง JVC มีความยาวโฟกสั 10-100 มม.
(100) = 1 0 เทา่
10 ความยาวโฟกสั สูงสูด=เทา่
ความยาวโฟกสั ของ
กาลังขยายภาพจากตาเห็น = =
ฉะนั้นกาลงั ขยายของเลนส์ = 6.25 เทา่ จากภาพตาคนเห็น
100 มม.
10 มม.
เพราะว่าเลนส์ HZ-510E ใช้กับกล้อง JVC ซงึ่ ให้หลอดภาพ (Pickup Tube) ขนาด 2/3 นิว้
ตารางที่ 5.2 เปรยี บเทียบความยาวโฟกัสของเลนส์ กับหลอดภาพ
ขนาดหลอดภาพ 1/2" 2/3” 1” 1 1/4”
Normal Lens 12 มม. 16 มม. 25 มม. 50 มม.
Wide Angle 4.8 มม. 6.5, 8.5 16 มม.
8.5 มม. 12.5 มม.
Telephoto 25, 50 มม. 50, 75 มม 75 มม.
Zoom 7-70 มม. 10-100 มม. 11-198 มม. 16-288 มม.
7-122 มม. 9-108 มม. 13.5-594 มม.
9.5-142 มม.
11-330 มม.
77
ตารางท่ี 5.3 แสดงระยะของการถ่ายภาพกับขนาดภาพท่ีถา่ ยโดยประมาณ
มุมกว้าง 54 องศา 29 องศา 6.3 องศา
ระยะถ่าย(เมตร) กวา้ ง x สูง (ม.) กวา้ ง x สูง (ม.) กว้าง x สูง (ม.)
1 0.9 x 0.5 0.5 x 0.36 0.11 x 0.08
3 3 x 2.2 1.6 x 1.15 0.34 x 0.26
5 5 x 3.8 2.6 x 1.9 0.58 x 0.43
10 10 x 7.6 5 x 3.7 1.17 x 0.87
30 30 x 23 16 x12 3.53 x 2.63
60 33 x 25 7.07 x 5.27
150 17.7 x 13.2
หมายเหตุ 29 องศา = Normal Lens ของหลอด 2/3”
54 องศา = Wide Angle Lens ของหลอด 2/3”
6.3 องศา = Telephoto ของหลอด 2/3”
ระยะถ่าย = ระยะจากเลนสถ์ งึ จดุ ที่ต้องการถ่าย
5.4.1.2 ความยาวโฟกัส
โดยท่ัวไปหมายถึงระยะจากจุดก่ึงกลางเลนส์ถึงจอภาพที่ทาให้ภาพตกกระทบ
จอรบั ภาพ (plane) ชัดที่สุดหน่วยที่ใช้โดยปกติเป็นมลิ ลิเมตร
5.4.1.3 รูรบั แสง
เป็นช่องปรบั ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าเลนส์ ให้ผ่านมากหรือนอ้ ยตามทต่ี ้องการ แต่ปกติ
แล้วแสงเมื่อผ่านเลนส์จะลดลงประมาณ 10% อยู่แล้ว แต่เรายังต้องแก้ให้แสงท่ีผ่านเลนส์ให้ลดลง/
เพ่ิมขึ้นตามแต่ความต้องการของกล้อง เพ่ือป้องกันมิให้หลอดภาพเสียและไม่ให้ภาพท่ีสว่างเกินไปจน
ขาวไปทง้ั จอ หรอื มดื ดาเกนิ ไป
มาตรฐานที่เราใชว้ ัดปรมิ าณของแสงท่ีผา่ นรรู บั แสงใช้สตู รดงั น้ี
F-Stop = ความยาวโฟกสั ของเลนส์ (นิ้ว)
ความกวา้ งของรูรับแสง (นิ้ว)
8 นิ้ว = − 8 (แลนส์ 200 มม.)
เชน่ = 1 นิ้ว = รูรับแสงกวา้ ง 1 นิ้ว
ค่าของ F-Stop ทก่ี าหนดเปน็ มาตรฐานมีดังนี้
1 = แสงสว่างผ่านได้หมด (แต่กรณีเลนส์ท่ีมี Iris Diaphragm
จะทาไม่ได้)
1 f-stop 1.4 = 50% (โดยปกตเิ ลนส์จะมีรรู ับแสงกวา้ งสดุ เพยี งเท่านี้)
2 = 25%
2.8 = 12.5%
78
4 = 6.25%
5.6 = 3.105%
8 = 1.55%
11 = 0.753%
16 = 0.38%
หมายเหตุ ค่าของ F-Stop ทุกชว่ งปริมาณแสงทผ่ี ่านจะลดลงครง่ึ หน่งึ ตลอดเวลาทตี่ ัวเลขเพิ่มข้นึ 1 f-stop
5.4.2 ฟลิ เตอร์ (FILTER)
ฟลิ เตอร์หรอื แผน่ กรองแสง ปกติแสงทัว่ ไปจะมีอุณหภูมิสี (Color Temperature) และความ
สว่างต่างกนั ถา้ เรานามาใช้กบั กล้องโดยตรงจะมีปัญหาเก่ียวกบั ภาพที่ออกมา ดังนัน้ เราจงึ จาเป็นตอ้ งมี
ฟลิ เตอร์เพื่อแก้ปัญหาเร่อื งแสง 2 ประเภทตามคณุ สมบตั ิของฟิลเตอร์ คอื
5.4.2.1 ฟิลเตอรแ์ กส้ ี
แสงสว่างนั้นมอี ุณหภมู สิ ีท่ีไมเ่ ท่ากนั และมหี น่วยเปน็ “องศาเคลวิน” (°K) หากว่า
แสงสวา่ งทใี่ ชม้ ีอุณหภมู สิ ตี า่ กวา่ อุณหภมู ิสที ่ีกล้องตอ้ งการ ภาพจะออกมาเป็นสแี ดงมากไป แต่ถา้ แสงสว่าง
ทใ่ี ช้อณุ หภมู สิ ีทีส่ ูงกว่าอุณหภูมขิ องกล้องภาพจะออกมาสีฟ้า ฟลิ เตอร์แกส้ ี (Color Compensation Filter)จะ
ชว่ ยปรบั ให้อณุ หภูมิสีของแสงสวา่ งทีใ่ ชใ้ กล้เคยี งกบั อุณหภูมิสีของกลอ้ ง (ท่ีกล้องจะมรี ะบบอเิ ล็กทรอนิกส์
ปรบั อุณหภูมสิ ีให้เท่ากนั อกี ต่อไป)
5.4.2.2 ฟลิ เตอร์ตดั แสง (ND Filter, ND = Neutral Desity)
คอื ฟลิ เตอร์ตดั แสงสวา่ งใหผ้ ่านเข้าน้อยลงโดยไม่เปลย่ี นคุณลกั ษณะของสง่ิ ทีผ่ ่าน
เข้าไป
ฟิลเตอร์ปรบั แสงท่ใี ช้ทั่วไปจะมี 3 อนั คอื
No 1 3200° k จะใช้โคมไฟถา่ ยธรรมดาท่ีใชห้ ลอดแบบทรี่ ะบุ 3200°k
No 2 5600°k จะใชถ้ ่ายนอกสถานท่ี หรือช่วงเวลาเช้า/เย็น
No 3 5600°k เป็นฟลิ เตอร์ 5600°k และจะตัดแสงสวา่ งออกประมาณ 87.5%
หรือ 75% แลว้ แตจ่ ะผลติ ออกมา เช่น ถ้าระบุ 5600°k + 1/8
ND หมายถงึ แสง ออก 7/8 เหลอื เพียง 1/8 หรอื 12.5%
5.4.2.3 ลักษณะฟิลเตอรท์ ่วั ๆไป
จะเปน็ แผน่ วงกลม (Disc/Wheel) ภายในมชี อ่ งของฟลิ เตอรห์ ลายตวั ไว้ ดงั รูป
กลอ้ งสถานรี ะดบั สูง จะมแี ผ่นดิสก์ 2 แผน่ ซงึ่ ตวั ที่ 2 จะตัดแสง ชุดน้ีมีฟลิ เตอร์ตัด
แสง 2-3 ขนาด และ Effect Filter (s) แล้วแต่ผู้ซ้อื ตอ้ งการใหท้ าเช่น Crossline, Split, Circle, Soft เป็นต้น
5.4.3 ระบบแยกแสง
79
ระบบแยกแสง เป็นระบบแยกแม่สีของแสงเพอื่ สง่ เข้าหลอดภาพทง้ั 3 หลอด ท่ีใช้อยมู่ ี 2
ระบบคือ
5.4.3.1 ระบบกระจก (Dichroic Mirror)
“เจวซี ี” เป็นผู้พฒั นาจนได้รับความรบั ความสาเร็จอยา่ งสงู ในช่วงปี 1981 – 1985
ข้อดีคือ ทาให้กล้องราคาถูกลง การทบั กันของภาพคงทโี่ ดยไมเ่ ปลยี่ นตามสนามแมเ่ หล็กโลก และสามารถ
ต้งั หลอดวางขนานกันได้ (ช่วยใหต้ ัวกล้องเต้ียลง) แตม่ ขี ้อบกพรอ่ งคอื ระบบกระจกสูญเสียแสงมากกว่า
Prism (ทั้งๆ ท่ี JVC ไดพ้ ัฒนาให้ดีขน้ึ มากแล้วกต็ ามถงึ F 1.6) การประสบความสาเร็จของ JVC ในรุ่น KY-
2000, KY-2000B, KY-2700, KY-2700A และ KY-1900 นี้ เกิดจากการมองเหน็ ความต้องการของตลาดท่ี
กาลงั ตอ้ งการของดีในราคาย่อมเยา JVC จงึ ได้วางแนวผลิตครงั้ ละมากๆ ทาใหล้ ดค่าใช้จา่ ยในการผลติ และ
สงั่ เลนสพ์ เิ ศษโดยออกแบบเองจานวนสูง ทาใหร้ าคาเลนส์ถูกลงถงึ 6 เท่า ราคารวมตอ่ กลอ้ งลดลงกวา่ 60%
ซงึ่ เป็นผลกระตนุ้ ใหท้ างบรษิ ทั อืน่ ๆ เชน่ HITACHI ต้องเปลย่ี นการออกแบบรุ่นกล้องและนโยบายตลาดใน
ปี 1983 (2 ปตี ามหลัง JVC)
5.4.3.2 ระบบปรซิ ึม (Prism)
เป็นระบบทก่ี ล้อง 3 หลอดทุกระดบั ใช้อยใู่ นปจั จบุ นั น้ี สามารถใหแ้ สงผ่านได้
เทา่ กับท่ี F 1.4
5.4.4 หลอดภาพ (Camera Pickup Tube)
เป็นสว่ นสาคัญของกลอ้ ง คณุ ภาพกล้องจะอยทู่ ่หี ลอดภาพ และขนาดของหลอดเป็นสาคญั
ขนาดของหลอดท่ใี ชอ้ ยมู่ ีต้ังแต่ ½”, 2/3”, 1” และ 1 ¼ ” (วดั จากเสน้ ผ่าศูนย์กลางที่หนา้ หลอด)
ตารางท่ี 5.4 การเปรยี บเทยี บชนดิ ของหลอดภาพ
ราคา วิดิคอน ชาติคอน(2) พลัมปบคิ อน(3)
การเก็บรกั ษา(4) ถูกมาก ปานกลาง แพงมาก
Lag/Comet Tall นาน 2 เดอื น
อตั ราการเสียจากโรงงาน เลว 1 ปี ดีมาก
ดพี อใช้
สี - 1-3% (H4 101) 66% (2/3” M-M)
ความคมชัด ดีมาก ดี (ยกเว้นหลอดแดง)
ดี
S/N - ดีมาก ดี
กรรมวิธกี ารผลิต - ดีมาก ดี
งา่ ย ง่ายพอควร ยาก/ซบั ซ้อน
Coating Lead Oxide Tin Oxide Lead Oxide
Selenium
Tellurium
80
หมายเหตุ 1. แนวโน้มอนาคต จะมีผู้ผลิตแผ่น CCD/MOS (Solid State) ซึ่งจะแก้ปัญหาข้อบกพร่อง
ท้ังหมดของระบบหลอดที่มีอยู่ CCD ของ “RCA” แก้ Comet Tail ได้ทั้งหมดให้ไม่มีเลย
และให้ความชดั คุณภาพของสี และ S/N ดที ีส่ ุด
2. Saticon : TM/Hitachi
3. Plumbic : TM/Philips
4. การเก็บรักษา ถ้าเกินกว่าที่ระบุจะต้อง Preheat หลอดโดยการป้อนไฟดีซีประมาณ 30
นาที
ตารางที่ 5.5 หลอดภาพแยกตามประเภทของ (Deflection Method)
Focus Deflection หมายเหตุ
Electro Magnetic Magnetic ดีทีส่ ดุ แต่หลอดใหญ่และใช้ไฟมาก
Electro Static Magnetic ทนทาน และงา่ ย
Electro Magnetic Static
5.4.5 วงจรหลกั ของกล้อง ประกอบดว้ ยวงจรตา่ งๆ ดังต่อไปน้ี
- วงจร Preamplifier ขยายสญั ญาณ RGB ท่ีมาจากหลอดภาพทง้ั 3
- วงจร Processing เป็นขบวนการแปลงสัญญาณ และแก้ไข/ปรับแต่ง/ปรับปรุงสัญญาณ
GRB
- วงจร Encoder รวมสัญญาณ RGB ให้เปน็ สญั ญาณ VBS, 1.0Vp, 75 ohms.
- วงจร Sync Generator เป็นวงจรกาหนดจดุ เรม่ิ ต้นสาหรบั ให้การสแกนภาพเริม่ ต้นพร้อม
กันและสม่าเสมอ เพ่อื ไม่ให้ภาพล้มหรือใชไ้ ม่ได้
81
หนว่ ยการสอนท่ี 17. ใบงานท่ี 5
หวั ข้อเรือ่ ง
ชื่อหน่วยการสอน
18. แบบประเมินผล
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
19. แบบฝึกหดั
.................................................................................................................................................................................................
82
20. บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบมุง่ เนน้ สมรรถนะอาชพี และบูรณาการตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรุปผลการจัดการเรียนรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรยี มการสอน
1.จัดหนว่ ยการเรยี นรไู้ ด้สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์การเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมินครอบคลุมทงั้ ด้านความรู้ ดา้ นทักษะ และด้านจิตพิสยั
3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ ส่อื นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนร้กู อ่ นเขา้ สอน
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
4. มีวิธีการนาเข้าสบู่ ทเรยี นทนี่ า่ สนใจ
5. มีกิจกรรมทหี่ ลากหลาย เพือ่ ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จัดกิจกรรมท่สี ง่ เสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นค้นคว้าเพื่อหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นักเรยี นมีสว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
8. จดั กจิ กรรมทเี่ น้นกระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคิดเห็นอยา่ งเสรี
10. จดั กิจกรรมการเรียนรู้ท่เี ชอื่ มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเข้ามามสี ว่ นร่วม
11. จดั กจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มีการเสริมแรงเมือ่ นกั เรยี นปฏบิ ตั ิ หรอื ตอบถกู ต้อง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รียน
14. เอาใจใสด่ ูแลผเู้ รยี น อยา่ งทวั่ ถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กาหนด
ดา้ นสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรียนรู้
16. ใชส้ ื่อทีเ่ หมาะสมกบั กจิ กรรมและศักยภาพของผ้เู รยี น
17. ใช้สือ่ แหลง่ การเรียนรูอ้ ย่างหลากหลาย เช่น บุคคล สถานที่ ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และอนิ เทอรเ์ น็ต เปน็ ตน้
13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรยี น
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รยี น อย่างทว่ั ถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทีก่ าหนด
ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล
18. ผเู้ รยี นมสี ่วนรว่ มในการกาหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทักษะ และจติ พสิ ัย
20. ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง หรือ ผทู้ ่เี กี่ยวข้องมสี ว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดบั การปฏบิ ตั ิ 5 = ปฏบิ ัตดิ เี ยี่ยม 4 = ปฏบิ ตั ิดี 3 = ปฏบิ ัติพอใช้ 2 รวม
= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลย่ี
83
20.2 ปญั หาที่พบ และแนวทางแกป้ ัญหา
ปญั หาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านสือ่ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการวัดประเมินผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นอืน่ ๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงชื่อ ........................................................................ ครผู ู้สอน
(นายปฏพิ าน สีนาบุญ)
ตาแหนง่ ครู
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและตดิ ตาม 84
ชอื่ -สกุล ผนู้ เิ ทศ ตาแหนง่
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและตดิ ตาม
85
แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชีพ
และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รหสั วชิ า 20105-2103 วชิ า ระบบภาพ
หน่วยท่ี 6 ชื่อหน่วย หลกั การทางานและการใชก้ ล้องโทรทัศน์
ชอื่ เร่ือง หลักการทางานและการใช้กล้องโทรทศั น์ จานวน 4 ช่ัวโมง
1. สาระสาคัญ
ก่อนท่ีจะเริม่ ใช้งานกลอ้ งโทรทัศน์ผใู้ ช้ควรที่จะมีความรู้เก่ียวกับกล้องโทรทัศน์นั้นให้ดีเสียก่อน ผลงาน
ท่ีได้จึงจะออกมาดี ความรู้ที่ว่านั้น ได้แก่ หน้าท่ีการทางานของกลอ้ งโทรทัศน์ วิธีการใช้อย่างถูกวิธี วงจรต่างๆ
ของกล้องโทรทัศน์ คุณสมบัติ (Specification) ของกล้องโทรทัศน์ท่ีควรรู้สัญญาณเข้าออกของกล้องโทรทัศน์
และหน้าท่ขี องสว่ นประกอบของกล้องโทรทศั น์
2. สมรรถนะอาชพี ประจาหน่วย
ดา้ นความรู้
1. อธิบายการทางานของกล้องโทรทัศน์ได้
2. บอกสว่ นประกอบของกลอ้ งโทรทัศน์ได้
3. ยกตวั อย่างการใชง้ านกลอ้ งโทรทศั น์ได้
4. ออกแบบวงจรตา่ ง ๆ ทอี่ ยู่ในกล้องโทรทัศน์ได้
5. บอกคุณสมบตั ขิ องกลอ้ งโทรทัศนไ์ ด้
ด้านทักษะและการประยุกตใ์ ช้
1. แก้ปัญหาสญั ญาณเขา้ /ออกของกล้องถ่ายโทรทศั น์ได้
2. เลอื กใช้งานกล้องโทรทัศนไ์ ด้
ดา้ นคณุ ธรรม/ จริยธรรม/ และคณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ
พอเพียง
1. มีคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 จุดประสงค์ท่ัวไป
1. เพื่อให้รู้และเขา้ ใจการทางานของกลอ้ งโทรทศั น์
2. เพื่อใหม้ ีทักษะในการแก้ไขสัญญาณเข้า/ออกของกลอ้ งถา่ ยโทรทัศน์
3. เพ่อื ให้เหน็ คุณคา่ ในการเลอื กใช้งานกล้องโทรทัศน์
4. เพื่อมีคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
3.2 จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. อธิบายการทางานของกล้องโทรทศั น์ได้
86
2. บอกส่วนประกอบของกล้องโทรทัศน์ได้
3. ยกตัวอยา่ งการใชง้ านกล้องโทรทัศน์ได้
4. ออกแบบวงจรต่าง ๆ ทีอ่ ยู่ในกล้องโทรทัศน์ได้
5. บอกคุณสมบตั ขิ องกล้องโทรทัศน์ได้
6. แก้ปัญหาสัญญาณเข้า/ออกของกล้องถา่ ยโทรทัศน์ได้
7. เลอื กใช้งานกล้องโทรทัศน์ได้
8. มคี ุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
4. เน้ือหาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ด้านความรู้
1. สายนาสญั ญาณ
2. อปุ กรณเ์ ขา้ สายและวธิ กี ารเขา้ สาย
3. อะแด็ปเตอร์และแจ็ค
4. แมทชง่ิ ทรานสฟอรเ์ มอร์
5. อุปกรณ์แยกแบนด์
6. ตวั แยกสญั ญาณหรอื สปติ เตอร์
7. ปล๊กั เทอรม์ เิ นเตอร์
8. ตัวลดทอนสญั ญาณ
9. ตัวกรองสญั ญาณรบกวน
10. ตวั ผสมสญั ญาณ
11. อาร์เอฟคอนเวอรเ์ ตอร์ และอารเ์ อฟมอดูเลเตอร์
12. เครอ่ื งขยายสัญญาณ
13. สวิตซแ์ ละระบบตัดตอ่ สัญญาณ
4.2 ด้านทักษะหรือปฏบิ ตั ิ
1. แบบทดสอบบทที่ 3
4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. นาความรู้เรอื่ งหลักการทางานและการใช้กล้องโทรทศั น์ไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้
5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรยี นรู้
87
ขัน้ ตอนการสอนหรอื กจิ กรรมครู ขนั้ ตอนการเรียนหรอื กิจกรรมของผู้เรยี น
ข้นั เตรยี ม(จานวน 30 นาที) ขน้ั เตรยี ม(จานวน 30 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้
กับวชิ า ระบบภาพ กบั วิชา ระบบภาพ
2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเรื่องท่ีจะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 6 เร่ือง หลักการ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 6 เรื่อง
ทางานและการใช้กล้องโทรทศั น์ หลกั การทางานและการใชก้ ลอ้ งโทรทัศน์
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผ้เู รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 6
หนว่ ยท่ี 6
ขั้นการสอน(จานวน 150 นาท)ี ขน้ั การสอน(จานวน 150 นาที)
1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหนว่ ย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย
ที่ 6 เร่อื ง หลักการทางานและการใช้กลอ้ งโทรทัศน์ ท่ี 6 เร่ือง หลักการทางานและการใช้กล้องโทรทัศน์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ
ภาพหน่วยที่ 6 เรื่อง หลักการทางานและการใช้ หน่วยท่ี 6 หลักการทางานและการใช้กล้องโทรทศั น์
กล้องโทรทศั น์และอธบิ ายเนอื้ หาใหผ้ เู้ รียนฟงั และฟงั ผสู้ อนอธิบายเนื้อหา
ผสู้ อนใหผ้ ้เู รยี นทาใบงานที่ 6 หลกั การทางานและ 3. ผเู้ รียนทาใบงานที่ 6 หลกั การทางานและ
การใชก้ ล้องโทรทศั น์ การใช้กล้องโทรทศั น์
ข้นั สรุป(จานวน 60 นาที) ข้นั สรปุ (จานวน 60 นาที)
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วย 1. ผ้เู รยี นและผสู้ อนรว่ มกันสรุปเนอื้ หาในหน่วย
เรียนท่ี 6 เรื่อง หลักการทางานและการใช้ เรยี นที่ 6 เรอ่ื ง หลักการทางานและการใช้
กล้องโทรทัศน์ กล้องโทรทัศน์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผู้เรยี นทาแบบทดสอบหลังเรียน หนว่ ยที่ 6
หนว่ ยท่ี 6
6. สอ่ื การเรียนการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สอื่ สง่ิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา ระบบภาพ
2. ใบความรทู้ ่ี 6 เร่อื ง หลักการทางานและการใช้กลอ้ งโทรทศั น์
3. ใบงานที่ 6 หลักการทางานและการใชก้ ล้องโทรทัศน์
4. แบบทดสอบบทที่ 6 สรุปและประเมนิ ผล ข้อ 2
6.2 สอื่ โสตทศั น์
1. Power Point เรื่อง หลักการทางานและการใช้กลอ้ งโทรทัศน์