The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาระบบภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PATIPAN SEENABOON, 2020-09-25 00:44:58

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาระบบภาพ

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาระบบภาพ

238

ใบความรทู้ ี่ 13

หน่วยการสอนที่ 13 ชือ่ หน่วยการสอน การตดิ ต้ังระบบ MATV และ CATV
หวั ข้อเรอื่ ง การติดตั้งระบบ MATV และ CATV
13.1 การติดต้ังสายอากาศ
13.1.1 หลักการทั่วไปในการติดต้ังสายอากาศ

สายอากาศนบั วา่ เปน็ อุปกรณ์ทีส่ าคัญชิน้ หนงึ่ ของระบบ MATV และ CATV โดยเฉพาะในกรณีท่ี
สัญญาณอ่อน อาจกล่าวไดว้ ่าสายอากาศจะเป็นตวั กาหนดความสามารถของระบบเลยทีเดยี ว ดังนนั้ การ
เลือกใช้และการตดิ ตัง้ สายอากาศจงึ นับวา่ เปน็ เร่ืองสาคัญมาก หลกั การในการเลอื กใช้และติดตัง้ สายอากาศอาจ
กลา่ วเปน็ ขอ้ ๆ ดังน้นั

1.1 สายอากาศท่เี ลือกใชจ้ ะต้องมีคณุ สมบตั ิทางไฟฟ้าเหมาะสาหรบั เงื่อนไขของบริเวณที่ทาการตดิ ต้ัง
คือ ต้องเหมาะกบั ความเข้มของสัญญาณบรเิ วณน้นั และต้องสามารถปอ้ งกนั สญั ญาณรบกวนไม่ให้เขา้ มาได้
นอกจากนัน้ แลว้ ยงั ต้องมคี วามแขง็ แรงเชงิ กล สามารถทนต่อตอ่ แรงลมในเง่ือนไขต่าง ๆ ได้ และทนต่อการใช้
งานในสภาพตา่ ง ๆ เช่น ถา้ เป็นบริเวณใกล้ทะเลก็ต้องทนต่อการกัดกร่อนของไอน้าเค็มได้ดว้ ย

1.2 ในกรณีที่บริเวณท่ีทาการติดต้งั สายอากาศมีระดับสัญญาณต่า และจาเป็นตอ้ งทาการเพม่ิ
อัตราขยายของสายอากาศโดยการสแตคสายอากาศ ระยะหา่ งระหวา่ งสายอากาศทเ่ี หมาะสมควรจะเป็นดงั ที่
แสดงไวใ้ นรปู ที่ 13.1 คือ การณที ีส่ แตคแบบบนล่างดงั รปู ท่ี 13.1(ก) ระยะห่างทเี่ หมาะสมคือ λ/2 ที่ความถ่ี
ศนู ย์กลางของสัญญาณนั้น แตถ่ า้ เป็นการสแตคในรูปเรียงซ้ายขวาน้ี เราจะสามารถสรา้ งแพทเทริ น์ ในแนวนอน
ให้มจี ดุ ศนู ย์ (null point) ในทศิ ทางที่ตอ้ งการได้ ซงึ่ ทาให้สามารถนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ นั่นคือถ้าเราร้วู า่ คล่ืน
รบกวนเข้าสู่สายอากาศทม่ี ุม ๆ หนง่ึ เรากจ็ ะสามารถสรา้ งแพทเทิรน์ ให้มจี ุดศนู ยท์ ม่ี ุม ๆ น้นั เพื่อให้สายอากาศ
ไม่รบั คล่ืนรบกวนนั้นเขา้ มา

รูปท่ี 13.2 แสดงจดุ ศนู ย์ทจ่ี ะเกดิ ข้นึ เม่ือวางสายอากาศหา่ งกันเปน็ ระยะทางต่าง ๆ กัน จากรปู จะเห็น
ได้ว่าจานวนจุดศูนยจ์ ะมีได้มากข้นึ เม่ือวางหา่ งกันเปน็ ระยะมากขึน้ อย่างไรก็ตามจุดศูนย์ที่แสดงไว้นี้ จะเกิดขึน้
ต่อเมื่อสายอากาศท่นี ามาเรยี งกนั นัน้ มโี ครงสรา้ งเหมอื นกันทุกประการนอกจากจดุ ศนู ยท์ ี่เกิดจากการเรียงตัวนี้
แล้ว โดยปกตแิ พทเทิร์ฯของสายอากาศก็จะมีจดุ ศนู ย์อยู่แล้วจดุ ศนู ยท์ ม่ี ีอยู่เดิมก็ยังคงอยู่ทมี่ มุ เดิม จดุ ศนู ย์ที่เกิด
จากการเรียงตัวก็เพียงแตไ่ ปเพมิ่ จานวนศูนยใ์ นแพทเทริ น์ ใหมเ่ ทา่ นนั้ เพราะฉะนน้ั ถ้ามุมทีค่ ลืน่ สะท้อนเข้าสู่
สายอากาศเปน็ มุมทแี่ พทเทิร์นของสายอากาศเปน็ จดุ ศูนย์อยู่แลว้ ก็ไมจ่ าเป็นต้องสร้างจุดศูนย์จากการเรยี งตัว
ที่มมุ นั้นอีกได้

1.3 การตดิ ต้ังเสายึดสายอากาศ ในกรณีของระบบ MATV ในบริเวณท่ไี มไ่ กลจากสถานสี ่งมากนักถา้
อาคารทท่ี าการติดต้ังระบบมีความสงู เพียงพอ และไม่มีส่ิงกอ่ สรา้ งอย่างอน่ื บังคลืน่ สญั ญาณอยู่ การตดิ ตงั้ เสา
ยึดนั้นโดยท่วั ไปกส็ ามารถทาไดโ้ ดยอาศัยขอบดาดฟ้าของตัวอาคาร หรือปล่องลิฟตเ์ ปน็ ที่ยึดตวั เสา การยึดเสา
นั้นเพอ่ื ความแข็งแรงควรใชว้ ิธฝี ังโบลดไ์ วใ้ นกาแพง แล้วยดึ ให้แน่นกับกาแพง และการยึดตวั สายอากาศเขา้ กับ
เสายดึ ก็ตอ้ งใช้ U – bolt แบบทแ่ี ขง็ แรงและสามารถยึดได้อย่างมน่ั คง

239

รปู ที่ 13.3 แสดงตัวอย่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ทใ่ี ชใ้ นการยดึ ตวั เสาและสายอากาศ นอกจากการยดึ แผง
สายอากาศแลว้ การยึดสายโคแอกเช่ียลทตี่ ่อจากสายอากาศลงมากเ็ ปน็ เร่ืองสาคัญเชน่ เดียวกนั วิธกี ารยึดทด่ี ี
นนั้ ควรใช้เคเบ้ิลคลิป ซงึ่ จะรดั ใหส้ ายโคแอกเช่ียลอยูก่ บั ทไี่ ม่แกวง่ ไปแกว่งมา นอกจากน้ันการดงึ สายเคเบิ้ลจาก
สายอากาศเขา้ สูต่ วั อาคารเพ่ือไปที่หอ้ งเฮดเอนดน์ ้ัน ตรงตาแหน่งท่ีจะต่อเข้าสูต่ ัวอาคารควรใชท้ ่อรปู หวั งเู ห่า
ดังที่แสดงไวใ้ นรูปที่ 13.4 ทั้งน้เี พ่ือป้องกันนา้ ฝนไม่ใหไ้ หลเขา้ มาได้

ในกรณีทเ่ี ปน็ ระบบ CATV ซ่งึ ไม่มีอาคารสูงพอทจี่ ะตดิ ตัง้ สายอากศได้ กจ็ าเป็นต้องจัดทาเสาเพอื่ ใช้ใน
งานนโ้ี ดยเฉพาะ

1.4 สายล่อฟ้า สายอากาศทต่ี ิดตั้งอยู่ในทีส่ ูงนน้ั จาเปน็ ต้องไดร้ ับการป้องกันฟา้ ผ่าจากสายลอ่ ฟ้า
โดยท่ัวไปอาคารสงู ๆ นนั้ มักจะมีสายล่อฟ้าตดิ ตั้งอยแู่ ลว้ ดังน้นั ถ้าเป็นอาคารใหม่กค็ วรจะกาหนดตาแหน่ง
ของสายอากาศและสายล่อฟ้าใหเ้ ข้ากันไดด้ ีทส่ี ดุ โดยการประสานงานกันระหว่างฝา่ ยท่ตี ิดตงั้ สายลอ่ ฟ้าและ
ฝา่ ยทีต่ ดิ ต้ังระบบ MATV แต่ถา้ เปน็ อาคารท่ตี ิดตง้ั สายล่อฟ้าไปแลว้ กจ็ าเป็นต้องเลือกตาแหนง่ ติดต้งั
สายอากาศให้อยู่ภายในรัศมีคุ้มครองของสายล่อฟา้ ท่ีมีอยู่น้ัน สาหรับรัศมีคุ้มครองนั้นขน้ึ อยู่กับชนิดของ

สายล่อฟ้าที่ใช้ ถา้ เป็นแบบโลหะปลายแหลมธรรมดาจะมีรัศมคี ้มุ ครองเปน็ มมุ ประมาณ 60° สายอากาศท่ีทา
การติดต้งั ต้องอยู่ภายใต้การคุ้มครองของมมุ นี้ ไม่เชน่ นน้ั กจ็ ะมีอนั ตรายตอ่ อุปกรณเ์ ฮดเอนด์เนอื่ งจากฟา้ ผ่าได้

1.5 การต้งั มมุ ของสายอากาศ การตง้ั มุมของเสาอากาศนน้ั กรณที ่ีไม่มีปัญหาจากการสะท้อนของคล่ืน
จะทาให้โดยใช้เครื่องวดั ระดบั สัญญาณตรวจวดั ระดบั สัญญาณท่สี ายอากาศรับเขา้ มาได้ เม่ือลองหมนุ ดจู ะได้
ระดับสัญญาณสงู สดุ ก็หยุดแล้วยึดให้แนน่ ท่ีจุดนน้ั อยา่ งไรก็ตามในกรณีที่อาจมีปัญหาจากการสะท้อนของคลน่ื
วธิ ที ่ีดีควรจะใช้เครือ่ งรบั ทวี มี าทดลองรบั สัญญาณดดู ้วย และตอ้ งทาการปรบั มมุ ให้ปัญหาของภาพซ้อนหมดได้
แลว้ จงึ ทาการยดึ ให้แนน่

1.6 ตาแหน่งของสายอากาศทที่ าการติดต้ังนน้ั เพ่ือเปน็ การป้องกันไม่ให้สัญญาณรบกวนเข้าสรู่ ะบบได้
โดยง่าย ควรหลกี เล่ยี งบริเวณที่ใกล้ๆ กบั ไฟนอี อนโฆษณา หรอื มอเตอร์ของหล่อเย็น (cooling tower)เปน็ ต้น
และถ้าความสงู ของอาคารไม่มากนกั ก็ต้องติดตั้งใหไ้ กลจากถนนเพ่ือป้องกันสญั ญาณรบกวนจากรถท่ีวิ่งอยู่ใน
ถนน

13.1.2 การติดตั้งเสาสูงและสายลอ่ ฟา้
การตดิ ตั้งเสาสูงนน้ั มสี ว่ นประกอบสาคัญอยู่ 2 ประการ คือ การออกแบบตัวเสาสูงและการออกแบบ
ระบบสายลอ่ ฟ้ารวมถงึ การต่อลงดนิ ในท่ีนจี้ ะอธบิ ายถงึ หลักการออกแบบและติดต้งั ของงานทัง้ สองสว่ นนี้
1. การออกแบบและตดิ ตั้งเสาสูง เป็นงานทางด้านโครงสร้าง ซง่ึ จะต้องคานึงถงึ ความแข็งแรงและ
ความสามารถในการรับนา้ หนัก งานดา้ นนจ้ี ึงเปน็ งานทางดา้ นเครอื่ งกลและโยธาโดยตรง ดังน้นั ในที่นีจ้ ะไม่
กล่าวถึงรายละเอยี ดในเรื่องโครงสรา้ ง จะขอกลา่ วถึงหลักการท่ัวไปและตัวอยา่ งของเสาขนาดต่าง ๆ ท่ีใชใ้ น
MATV และ CATV เท่าน้นั
หลกั การทีส่ าคัญทางด้านโครงสรา้ งอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ (1) ส่วนทเี่ ป็นฐาน (2) ส่วนท่ี
เป็นตัวเสาสูง (3) ส่วนท่เี ปน็ สายยดึ การจัดทาส่วนทีเ่ ป็นฐานน้ัน ถา้ เป็นการตดิ ตั้งบนพืน้ ดนิ ธรรมดา จะตอ้ งขดุ
หลุมแลว้ จัดการกับพ้นื กน้ หลุมให้ดี แล้วหล่อฐานของเสาด้วยคอนกรดี ให้ได้ขนาดท่ีเหมาะสม สาหรบั สว่ นที่

240

เป็นตวั เสานั้นโดยทั่วไปจะมี 2 แบบ คอื แบบใช้ทอ่ โลหะกลม และแบบทโี่ ครงเหลก็ สามเหลี่ยม จดุ สาคัญคือ
ต้องเลอื กขนาดของท่อและความหนาของท่อใหเ้ หมาะสม แบบทอ่ กลมนัน้ จะเหมาะสาหรับเสาทีไ่ มส่ งู มากนัก
คือประมาณ 20 เมตร หรือต่ากวา่ ลงมาสาหรบั เสาสูงแบบทอ่ โลหะกลมที่มีการยดึ สายอากาศในลักษณะต่าง ๆ
กนั ในกรณีเสาสงู และรับนา้ หนักมาก อาจจะต้องใชส้ เตย์ยดึ ดงั ทแ่ี สดงไวใ้ นรูปท่ี 13.7 และรปู ท่ี 13.8 สาหรับ
รปู ท่ี 13.9 และรปู ที่ 13.10 น้ัน เป็นตวั อย่างของเสาแบบโครงเหลก็ สามเหลยี่ ม ซง่ึ โดยทวั่ ไปจะต้องมลี วดยึดท่ี
ตาแหนง่ สูงขึ้นไปประมาณทกุ ๆ 6 เมตร และการยึดจะต้องยดึ เสาหลักทัง้ สามในทศิ ทางที่เหมาะสมตังท่แี สดง
ไว้ในรปู ท่ี 13.10

ในกรณีทเ่ี สาสามเหล่ยี มไม่สูงมากนักอาจใชเ้ สาเขม็ สาหรบั ยึดสเตย์ได้ วิธีการจดั ทาที่ถกู ตอ้ งน้ันจะตอ้ ง

เปน็ ดงั ทีแ่ สดงไว้ในรปู ท่ี 13.11 กล่าวคือมุมทล่ี วดยึดทากับเสาเข็มนั้นจะต้องเปน็ มุม 90° ทั้งนเ้ี พื่อให้การรับ
แรงเป็นไปไดด้ ที ส่ี ุด นอกจากนั้นการใช้เสาเข็มขนาดใหญ่ข้ึนกจ็ ะทาให้สามารถรบั แรงได้มากขึน้ และการใชด้ ิน
ทีแ่ น่นและหนักกจ็ ะชว่ ยให้แข็งแรงขนึ้ นอกจากนน้ั มมุ ท่ีเข็มสเตย์ทาแนวของพ้นื ดินยิ่งมากก็จะทาให้ย่งิ แข็งแรง
ข้ึน แต่น่ันหมายถึงจะต้องใช้ลวดสลงิ ทย่ี าวข้นึ ตาแหน่งทีผ่ กู สายสเตยก์ บั เสาเขม็ นน้ั ควรจะให้ใกล้ผวิ ดนิ มาก
ที่สุด โดยท่ัวไปถา้ ต้องการให้สามารถรับแรงได้ 100 kg จะสามารถทาไดโ้ ดยใชท้ ่อเหล็กกลา้ ขนาด 50 mm.
ตอกลงไปในดนิ เปน็ ความลกึ 1 m.

2. การติดตง้ั สายลอ่ ฟา้ และการตอ่ ลงดิน ในการตดิ ตั้งเสาสงู เพอ่ื ใชเ้ ป็นเสาติดตงั้ สายอากาศทวี นี น้ั
จาเป็นจะต้องติดต้ังสายล่อฟา้ และทาการตอ่ ลงดินอยา่ งถกู หลัก หลักการในการออกแบบติดตง้ั ก็คือระบบ
สายลอ่ ฟ้าต้องทางานไดผ้ ล และในขณะเดียวกนั กต็ ้องมีความมคี วามปลอดภยั ด้วยระบบสายลอ่ ฟา้ จะ
ประกอบดว้ ยสว่ นสาคัญ 3 สว่ นด้วยกัน คือ ตัวสายล่อฟ้า สายนากระแส และข้วั อิเลก็ โตรดฝังดิน ตัวสายล่อฟา้
นั้นควรจะเป็นแท่งทองแดงปลายแหลมซ่งึ มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกวา่ 12 mm. ข้ึนไป สาหรับสายนากระแส
น้ัน ควรเป็นสายทองแดงอ่อนที่มีพืน้ ท่หี นา้ ตัดมากกว่า 30 mm2 ขน้ึ ไป ขนาดของสายนี้อาจจะแตกตา่ งกันไป
ได้บา้ งตามความสงู ของเสา ตารางที่ 13.1 แสดงขนาดของสายที่เหมาะสาหรบั ความสงู ต่าง ๆ ไว้ จากตารางจะ
เหน็ ได้ว่าเมือ่ ความสงู ของเสาเพิ่มมากขึ้น ขนาดของสายจะใหญ่ขนึ้ ทง้ั นี้เพ่อื ใหส้ ามารถนากระแสฟ้าผ่าได้ดโี ดย
ทมี่ ีความตา้ นทานในสายต่า
ตารางที่ 13.1 ขนาดของสายนากระแสสาหรับเสาความสูงต่าง ๆ
ความยาวของสาย ขนาดสาย

15 m สายเกลยี วของสายขนาด 2.6∅ mm มากว่า 7 สายขนึ้ ไป
30 m สายเกลียวของสายขนาด 2.0∅ mm มากวา่ 13 สายขึน้ ไป
45 m สายเกลยี วของสายขนาด 2.0∅ mm มากวา่ 19 สายขน้ึ ไป

สายเกลยี วของสายขนาด 2.6∅ mm มากว่า 13 สายขนึ้ ไป
45 m สายเกลยี วของสายขนาด 2.6∅ mm มากวา่ 19 สายขึ้นไป

241

รูปที่ 13.12 แสดงลกั ษณะการติดตั้งสายล่อฟ้าท่ีถูกต้องโดยคานงึ ถงึ ความปลอดภยั เอาไว้ กลา่ วคือมี

การยึดสายนากระแสให้กระชับกับตวั เสาโดยมฉี นวนคั่นไว้อย่างถูกต้อง การขงึ สายนากระแสซ่ึงเปน็ แนว

เสน้ ตรงและสน้ั ท่ีสดุ และตรงบริเวณเหนือพ้นื ดนิ ขึน้ มาจนถึงความสูง 2.5 m หุ้มไว้ด้วยท่อฉนวนเพ่ือป้องกัน

การแตะตอ้ ง ทอ่ ฉนวนท่ใี ชค้ วรฝังลกึ ลงไปจากผวิ ดนิ ไมน่ อ้ ยกวา่ 30 cm. และการเดินสายใตพ้ น้ื ดินควรจะลึก

มากกวา่ 30 cm. ลงไป

สาหรบั ความตา้ นทานของการต่อลงดนิ น้ันควรจะใหม้ ีค่าต่ากว่า 10 Ωลงมา นอกจากนั้นยังตอ้ ง

คานงึ ถึงความแขง็ แรงทนทานของข้วั โลหะทฝ่ี งั ในดินด้วย ขั้วโลหะทใ่ี ช้กันโดยทั่วไปมี 2 แบบ คอื แบบแท่ง

โลหะ และแบบแผน่ โลหะ โดยทโ่ี ลหะท่ใี ชค้ วรจะเป็นทองแดง ตารางท่ี 13.2 แสดงคา่ ความตา้ นทานจาเพาะ

ของดนิ แบบตา่ ง ๆ เอาไว้ โดยทั่วไปแล้วดินที่แหง้ จะมีความตา้ นทานสงู กวา่ ดนิ ช้ืน

ตารางท่ี 13.2 คา่ ความต้านทานจาเพาะของพน้ื ดนิ แบบตา่ ง ๆ

ชนดิ ของดิน ความต้านทานจาเพาะ p (Ω-cm)

ดนิ แฉะ 1 – 2 × 104

ดนิ ภูเขา 2 × 104 – 2 × 105

ดนิ ช้นื (ข้นั ลา่ งเปน็ ทราย) 1 × 104 – 1 × 105

3. การลดคา่ ความต้านทานต่อลงดิน ทาไดโ้ ดยการใชข้ ว้ั โลหะเหมือนกันทุกประการหลาย ๆ ข้วั ต่อ
ขนานกนั ก็จะได้ค่าความตา้ นทานลดต่าลง ในกรณีท่ใี ชข้ ว้ั นี้จะตอ้ งฝงั ขั้วโลหะให้ลึกมากเพยี งพอ คือลึกกว่า 3
m. ลงไปและระยะห่างระหว่างข้วั โลหะจะตอ้ งมากกว่า 2 m. ขึ้นมบี รเิ วณทค่ี วามหนาแน่นของกระแสมีค่าสูง
เกิดขึ้น ซง่ึ จะทาใหค้ วามตา้ นทานสูงกวา่ ค่าทค่ี าดไว้ น่นั คอื ถงึ แมจ้ ะใชข้ ้ัวโลหะที่เหมือนกันทุกประการ 2 ข้วั
คา่ ความต้านทานที่ไดจ้ ะตา่ ลง แตก่ จ็ ะลดต่าลงไม่ถงึ คร่ึงหน่ึง

สาหรับวธิ ีการวัดคา่ ความตา้ นทานต่อลงดนิ นนั้ อาจทาได้หลายวธิ ดี ้วยกนั วธิ ีทีใ่ ช้ไดด้ วี ิธหี นง่ึ คอื การใช้
ขวั้ ช่วยดังทแี่ สดงไว้ในรปู ที่ 13.14 (ก) เม่อื ป้อนแรงดันให้กระแสไหลระหว่างขว้ั ดิน E และขั้วชว่ ย C แล้วนา
ข้วั โลหะอกี ขั้วหน่งึ ( ข้วั P ในรูป ) ช่วยในการวดั ความต่างศกั ยไ์ ฟฟา้ ระหวา่ งขั้ว E กบั ตาแหน่งของขั้ว P
โดยทั่วไปเมื่อเปลีย่ นตาแหนง่ ของขั้ว P จะได้ความต่างศกั ย์ไฟฟ้าดังกลา่ วในลกั ษณะทีแ่ สดงไว้ในรปู ที่ 13.14
(ข) ซ่ึงจะทาใหส้ ามารถคานวณคา่ ความตา้ นทานไดโ้ ดยใชค้ ่า Va หารดว้ ยกระแส I ระยะหา่ งระหวา่ งข้ัว E กับ
ข้ัว C ทจ่ี ะทาให้ความตา่ งศักยบ์ ริเวณกลาง ๆ เปน็ เสน้ เรยี บนน้ั โดยทว่ั ไปจะต้องมากกว่า 20 m. ข้นึ ไปในทาง
ปฏบิ ตั นิ น้ั ถา้ ระยะระหว่างข้วั E และขั้ว C มากเพยี งพอ จะสามารถทาการวดั หาค่า Va ได้โดยแทงขวั้ P ลงไปที่
บริเวณกลาง ๆ ระหวา่ งข้วั E และขวั้ C

13.2 การเดนิ สายนาสญั ญาณ
การเดินสายนาสญั ญาณจากห้องเฮดเอนด์แยกจ่ายสญั ญาณไปตามปลายทางนั้น จะต้องคานึงถึงความแขง็ แรง
ทนทาน เพื่อใหส้ ามารถใชง้ านไดเ้ ป็นเวลายาวนาน การเดินสายนาสญั ญาณนอ้ี าจจะแบ่งออกไดเ้ ปน็ แบบการ
เดนิ สายภายในอาคารซ่งึ ใช้ในงาน MATV และแบบภายนอกอาคารซึ่งใช้ใน CATV เปน็ สว่ ยใหญต่ อ่ ไปจะกลว่ า
ถงึ การเดนิ สายท้ังสองแบบน้ี

242

13.2.1 การเดนิ สายภายในอาคาร

การเดนิ สายภายในอาคารนน้ั โดยทวั่ ไปจะทาได้ 3 แบบด้วยกนั คือ การเดินสายไปตามทอ่ โลหะการ

เดนิ สายไปตามท่อ PVC และการเดนิ สายเปลือย ซ่งึ ความแข็งแรงทนทานจะลดหล่นั ลงมาตามลาดบั วธิ กี าร

และข้อควรระวังของการเดินสายทง้ั 3 แบบ ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี

1. การเดนิ สายตามท่อโลหะ ในระบบ MATV ขนาดกลางข้ึนไปนั้น การเดินสายจากหอ้ งเฮดเอนดเ์ พ่ือ

ปอ้ นไปยังห้องต่าง ๆ มักจะใช้การเดินสายผ่านไปตามท่อโลหะซึง่ มีความแข็งแรงทนทานและสามารถป้องกนั

ความชื้นไดด้ ้วย จุดสาคัญของการเดนิ สายตามท่อโลหะน้ันจะอยู่ทก่ี ารออกแบบขนาดของทอ่ การเดินทอ่ และ

การเดินสายในภาคปฏบิ ัติ การเลือกขนาดของท่อและจานวนของสายโคแอ็กเชยี่ ลทีร่ ้อยผ่านทอ่ น้ัน ตารางที่

13.3 แสดงขนาดของทอ่ และจานวนสายเบอรต์ ่าง ๆ ท่สี ามารถรอ้ ยผ่านได้ ตัวทอ่ ที่ใชใ้ นงาน MATV นน้ั ใช้

แบบท่อเหล็กชบุ สังกะสีชนิดเน้อื บางสาหรบั ความหนาของเน้ือท่อนัน้ กใ็ ชม้ าตรฐานเดยี วกันกบั การเดนิ ท่อของ

สายไฟธรรมดา

ขอ้ ควรระวงั ในการเดินท่อโลหะ มดี งั นี้

1) เม่อื ทาการตัดท่อควรทาการแต่งสนั คมด้านในของท่อดว้ ยตะไบ เพ่ือปอ้ งกนั ไม่ใหส้ นั คมนั้น

ปาดเลือกนอกของสายโคแอ็กเชยี่ ลในขณะทาการร้อยสาย

2)การงอท่อโลหะควรงอเปน็ มุมกว้างโดยให้รัศมีของส่วนทงี่ อใหญ่กวา่ 6 เทา่ ของขนาดเส้นผ่าน

ศูนย์กลางของท่อ ถ้างอทอ่ ด้วยมุมที่แหลมจะทาใหก้ ารร้อยสายทาไดล้ าบาก โดยเฉพาะกรณีทรี่ อ้ ยสายในแนว

ระดบั

3)วิธีการงอทอ่ นน้ั ควรใช้เคร่ืองมอื ท่ีใช้ในการงอท่อ (pipe bender) จับให้แนน่ ทต่ี าแหน่งห่าง

จากปลายท่อประมาณ 7 – 8 cm. แลว้ งอท่อโดยใสแ่ รงงอทอ่ ทลี ะมากๆ เพราะจะทาให้ทอ่ บุบได้

4) การต่อท่อตอ้ งใช้คปั ปลิ้งต่อให้เรยี บร้อย และการยดึ กบั บอ็ กซ์ควรใช้บชุ ชิ่งขนั ให้แน่น

5) บอ็ กซใ์ ส่อปุ กรณ์พวกสปลิตเตอรแ์ ละแท็ปออฟต้องเลอื กใชข้ นาดทเ่ี หมาะสมเพราะถ้าใชบ้ ็

อกซ์เล็กเกินไปจะทาใหก้ ารติดตั้งอปุ กรณท์ าได้ลาบาก หรือทาใหต้ ้องงอสายมาก ซงึ่ เปน็ สาเหตทุ าให้เกดิ การ

สูญของสัญญาณโดยไมจ่ าเป็น และจุดสัมผัสที่ตอ่ สายกับอุปกรณ์กจ็ ะมปี ัญหาได้ง่าย นอกจากน้ันการเขา้ สาย

ยังตอ้ งเผื่อใหส้ ามารถดึงอปุ กรณอ์ อกมาภายนอกบ็อกซ์ได้ ท้งั น้ีเพ่ือความสะดวกเวลาซ่อมบารุง

ตารางที่ 13.3 ขนาดท่อและจานวนสายโคแอ็กเชย่ี ลเบอร์ต่าง ๆ ท่สี ามารถร้อยผ่านได้

ขนาดท่อ (mm) ชนิดของสายและจานวนสายที่ร้อยได้

15 3C – 2V × 1

19 3C – 2V × 2 5C – 2V × 1

25 5C – 2V × 2 7C – 2V × 1

31 5C – 2V × 3 7C – 2V × 1

39 7C – 2V × 2

สาหรับการร้อยสายนัน้ จะทาไดเ้ ชน่ เดยี วกบั การรอ้ ยสายไฟธรรมดา กล่าวคือทาเป็นลาดับขัน้ ตอน

ดงั นคี้ อื

243

1.การเผื่อลวดนาไว้ในท่อกใ็ ช้ลวดนาน้ันให้เปน็ ประโยชน์ แต่ถ้าไมม่ กี ารเผ่ือไว้กต็ ้องลวดนาทใ่ี ชใ้ นการร้อยสาย

ซ่งึ มปี ลายงอดังท่ีแสดงไวใ้ นรูปที่ 13.18

2.กรณที ีต่ ้องทาความสะอาดภายในท่อใหผ้ ูกผ้าข้รี ิว้ ไว้ตรงตาแหนง่ ท่ีเหมาะสมและเวลาทาความสะอาดให้ดงึ ไป

ทางเดยี วตลอด

3.ผูกสายโคแอ็กเชย่ี ลเข้ากับปลายลวดนาใหก้ ระชบั และทาการพันรอยต่อด้วยเทปพันสายไว้ใหด้ ีเพื่อป้องกัน

รอยต่อไมใ่ ห้ไปสะดดุ สว่ นโค้งของท่อไดโ้ ดยง่าย

4.ในการดึงสายน้ันพยายามใหจ้ งั หวะของการดงึ ลวดนากับการสง่ เคเบ้ิลตรงกนั กรณที ่ีรู้สึกฝดื ให้ใชแ้ ป้งหลอ่ ลนื่

เข้าชว่ ย

5.ปลายสายที่รอ้ ยเสรจ็ ไวเ้ รียบร้อยแลว้ ถา้ ไม่ทาการเขา้ อปุ กรณ์ทันที ควรใช้เทปพนั สายปิดปลายไว้ให้ดเี พ่ือ

ป้องกนั ความช้นื หรอื นา้ ไมใ่ ห้ซึมเข้าไปทาให้คา่ การสญู เสยี ของสายสงู ขึน้

สาหรับขอ้ ควรระวังอน่ื ๆ ก็มีดังนีค้ ือ

1.การรอ้ ยสายจะตอ้ งร้อยครัง้ เดียว จะรอ้ งเสริมภายหลงั ไม่ได้

2.ต้องแยกท่อร้อยสายของ MATV ออกจากสายไฟฟ้ากาลังหรือสายของระบบเสยี ง

3.ตอ้ งหลีกเลย่ี งการต่อสายโคแอก็ เชย่ี ลในช่วงที่อยูใ่ นท่อรอ้ ยสาย

2.การเดินสายตามทอ่ PVC การเดินสายตามท่อ PVC นับวา่ เป็นวธิ ีทสี่ ะดวกและประหยัดเนอ่ื งจาก

การตัดต่อทาได้งา่ ย นา้ หนักของท่อก็เบา ดังนัน้ จึงมีที่ใชค้ ่อนขา้ งจะกว้างขวางในปัจจบุ ันสาหรับขนาดของท่อ

กบั ขนาดและจานวนของสายที่สามารถร้อยไดด้ ีนน้ั เป็นดังท่ีแสดงไวใ้ นตารางที่ 13.4 เกย่ี วยกับข้อควรระวังใน

การเดินสายตามทอ่ PVC นั้น มดี ังต่อไปน้ี

(1)การตัดท่อ PVC นน้ั ให้ใช้เล่ือยฟนั ละเอียด และทาการตะไบสันคมออกเช่นเดยี วกบั กรณีของท่อ

โลหะ

(2)การงอทอ่ PVC นั้น ใหล้ นด้วยไฟให้มีอณุ หภมู ิประมาณ 130° c แลว้ สอดแท่งสปริงเข้าไปทาการ

งอไปตามแบบที่เตรียมไว้ แสดงไวใ้ นรปู ที่ 13.19

(3)การตอ่ ท่อ PVC นั้นให้ใชค้ ัปปลง้ิ แบบต่าง ๆ ดงั ทีแ่ สดงไวใ้ นรปู ท่ี 13.20 การต่อน้ันจะตอ้ งทากาว

ทัง้ ทางด้านคปั ปล้ิงและปลายทอ่ ทจ่ี ะทาการต่อโดยทาใหท้ ่ัว เมือ่ ประกอบเข้าด้วยกันแล้วลนรอยต่อด้วยไฟกจ็ ะ

ทาให้ตดิ ดียิ่งขึ้นสาหรับการร้อยสายโคแอก็ เชยี่ ลไปตามท่อ PVC นัน้ สามารถทาไดเ้ ช่นเดียวกบั การรอ้ ยผา่ นท่อ

โลหะ

ตารางที่ 13.4 ขนาดของท่อ PVC และขนาดและจานวนสายทส่ี ามารถร้อยได้

ขนาดของท่อ เสน้ ผ่าศูนย์กลางนอก ความหนา ชนิดและจานวนสาย

16 22.0 2.0 3C-2V × 1 เสน้

22 26.0 2.0 5C-2V × 2 เส้น

18 34.0 3.0 7C-2V × 2 เส้น

36 42.0 3.5 10C-2V × 3 เสน้

42 48.0 3.5 5C-2V × 2 เส้น

244

3.การเดนิ สายแบบลอย เป็นวิธที ีส่ ะดวกทีส่ ดุ แต่ก็มปี ัญหาทางดา้ นความสวยงามและความคงทน

ถาวร จึงมใี ชใ้ นระบบเล็กหรอื ตามบา้ นเรอื นเป็นส่วนใหญ่ วิธเี ดนิ สายนัน้ เหมอื นกบั การเดินสายไฟธรรมดา

เพียงแต่ก๊ิปรดั สายที่ใช้นั้นอาจจะใชแ้ บบทีใ่ ช้กบั สายโคแอก็ เชี่ยลโดยเฉพาะ ซึ่งจะมแี ผน่ พลาสติกคอยป้องกนั

ตัวสายอยดู่ ังท่ีแสดงไว้ในรูปที่ 13.21 (ก) กส็ ามารถใชไ้ ดเ้ ช่นเดยี วกัน

13.2.2 การเดินสายภายนอกอาคาร

การเดนิ สายภายนอกอาคารนั้นสว่ นใหญจ่ ะใช้ในระบบ CATV ซ่ึง ต้องปอ้ นสญั ญาณเข้าสู่บ้านต่าง ๆ

การเดินสายภายนอกอาคารน้ัน เมื่อคานึงถึงสภาพแวดล้อมและเง่ือนไขต่าง ๆ เช่นจะต้องอยู่กลางแดดดกลาง

ฝน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภมู มิ ีช่วงกวา้ ง และต้องคอยตา้ นแรงลมเป็นต้น จะเหน็ ได้ว่ามีการยุ่งยาก

มากกว่าการเดินสายภายในอาคารมาก เพื่อใหส้ ามารถทนตอ่ สภาพแวดล้อมดังกลา่ วมานี้ การเลอื กชนิดของ

สายโคแอ็กเชี่ยลและการติดต้ังที่ถกู วิธนี ับวา่ เปน็ ส่ิงจาเปน็ มาก ตอ่ ไปนจี้ ะกล่าวถึงการเลอื กใช้สายโคแอ็กเชีย่ ล

และการตดิ ตั้งที่ถกู วธิ ี

1.การเลือกใช้สายโคแอ็กเชย่ี ล สายโคแอก็ เชีย่ ลท่ีใชใ้ นเดินสายนอกอาคารน้ันจะต้องเป็นสายโคแอ็

กเชีย่ ลชนดิ พิเศษทอี่ อกแบบใหม้ คี วามแข็งแรงและทนทาน ในขณะเดียวกนั ก็ต้องมคี ุณสมบัตทิ างไฟฟา้ ดี คือมี

ค่าสูญเสยี ตา่ และมกี ารชลิ ด์ที่ดี ในดา้ นความแขง็ แรงนน้ั สายชนดิ นีจ้ ะมีฉนวนชั้นนอกคอ่ นข้างหนาและแขง็ แรง

สาหรบั การชลิ ดน์ นั้ โลหะนอกจะเปน็ แบบลวดสานแน่นพิเศษหรือเป็นแบบฟอยล์ หรอื เป็นทอ่ โลหะซง่ึ มีผลใน

การชิลดส์ งู

สาหรบั ขนาดของสายนั้นมีเบอร์เรียกเหมือนกับแบบท่ีใชภ้ ายในอาการ เชน่ กรณขี องสายจากประเทศ

ญ่ปี นุ่ ก็จะมีขนาด 5c, 7c, 10c และ 12c เช่นเดียวกัน แตจ่ ะมีสัญลักษณ์พ่วงเขา้ มาเพื่อแสดงรายละเอียดชนิด

ของสาย เชน่ 10c – FL – SSD เป็นต้น Self Sypporting Outdoor Wiring Cable

การเดนิ สายโคแอก็ เชีย่ ลภายนอกอาคารนน้ั ในทีน่ จ้ี ะกลา่ วถึงกรณีทเี่ ป็นการปอ้ นสัญญาณให้กับ

หมบู่ า้ นซง่ึ บา้ นแต่ละหลังอยู่ห่างกนั ในกรณเี ชน่ น้วี ธิ ีการที่ดีที่สดุ คอื ใช้เสาไฟฟา้ ท่ีมอี ยใู่ หเ้ ป็นประโยชน์เพราะ

จะทาใหป้ ระหยดั ค่าใชจ้ า่ ยได้มาก แต่น่ันต้องหมายถึงวา่ ได้รับการยินยอมจากเจ้าของเสาในขณะเดยี วกันก็ต้อง

มน่ั ใจในความแขง็ แรงได้ ต่อไปนจ้ี ะกลา่ วถงึ ขอ้ ควรคานึงและกรรมวธิ ีตา่ ง ๆ ในการเดินสายไฟตามเสาไฟ

(1)ความสงู ของสายควรจะให้สูงกว่าพืน้ ถนนมากกว่า 3.5 m ข้ึนไปสาหรบั การเดนิ สายตามเสาในฟาก

เดยี วกัน สาหรับช่วงที่ต้องขา้ มถนนนน้ั ควรให้สงู กว่า 5 m ขึ้นไป

(2)ชว่ งห่างจากสายไฟชนิดอื่น ๆ เมอ่ื คานึงถึงความปลอดภัยและการป้องกนั การรบกวนสายโคแอ็

กเชี่ยลสาหรับ CATV ควรจะวางตาแหนง่ ใหห้ า่ งจากสายชนิดต่าง ๆ ดงั ทแ่ี สดงไว้ในตารางท่ี 13.5

ชนิดของสาย ชว่ งหา่ งทเ่ี หมาะสม(m)

สายเปลือย 0.6

สายไฟฟ้าแรงดันตา่ สายหุม้ ฉนวน 0.6

สายเคเบลิ้ 0.3

สายเปลือย, สายหุม้ ฉนวน 1.2

สายไฟฟา้ แรงดนั สูง สายหมุ้ ฉนวนแรงดนั สูง 0.6

245

สายเคเบ้ลิ 0.4

(3) ความตึงของสายในการเดินสายโคแอ็กเชยี่ ลไปตามเสาไฟฟา้ นน้ั ถา้ เป็นสายแบบท่วั ไปจะตอ้ งใช้

ลวดสลิงขึงให้ตงึ แลว้ เดนิ สายเกาะไปตามลวดสลงิ น้ัน การขึงสายให้ตงึ จะทาให้ใช้ความยาวของสายน้อยลงแต่

การรบั แรงดึงของลวดสลงิ จะมากขึน้ ซึ่งอาจทาใหเ้ กิดปญั หาทางดา้ นความแข็งแรงได้ ดงั นั้นการขึงสายจึงควร

ให้หยอ่ นไดบ้ ้างโดยที่ส่วนทีต่ กทอ้ งช้างลงมานนั้ จะขึน้ อย่กู ับขนาดของลวดสลิงทใี่ ช้ น้าหนักของสายโคแอ็

กเช่ียลและช่วงหา่ งของเสา ตารางที่ 13.6 ถึงตารางท่ี 13.9 แสดงมาตรฐานของการขึงสายทีใ่ ช้ในประเทศ

ญ่ีปนุ่ ในตารางไดแ้ สดงตัวเลขขนาด และนา้ หนักของสายโคแอ็กเชย่ี ล และสายลวดสลิงร่วมกนั นอกจากนน้ั ยงั

แสดงแรงท่ีลวดสลิงจะไดร้ ับ และความสัมพนั ธ์ระหว่างชว่ งหา่ งของเสาและระดบั ของการตกทอ้ งชา้ งที่

เหมาะสม ในตารางไดแ้ สดงกรณีท่มี ีอุณหภูมติ ่าง ๆ กนั ไว้ดว้ ย จากตารางท่ี 13.8 ถ้าเป็นการเดินสายขนาด

7C ระหวา่ งเสาท่ีห่างกัน 25 m ระดบั ของการตกท้องชา้ งนั้นควรจะเป็น 20 m ระดับของการตกท้องช้างนน้ั

ควรจะเปน็ 20 cm ทอี ุณหภูมิ 35°c

(4)การเดินสายไปตามเสาไฟฟ้านั้น สงิ่ ที่สาคัญจะตอ้ งยึดสายลวดสลิงกับเสาอย่างมัน่ คง แล้วจึง

เดนิ สายฝากไปกับลวดสลงิ การยดึ สายลวดสลิงกบั เสาน้นั อาจแบง่ ออกเปน็ การยึดปลายสาย การยึดระหวา่ ง

ทางและการยดึ ลวดทที่ ามมุ ต่าง ๆ กัน

ตารางท่ี 13.6 ระดับการตกท้องชา้ งทเ่ี หมาะสมสาหรบั สาย 5c กรณีลวดสลิงยดึ มีขนาด 1.6 mm

ชนดิ สาย เส้นผา่ ศูนย์กลาง ลวดสลงิ ยดึ นา้ หนกั สาย

5C-FL - SSD 7.7 mm 1/1.6 mm 90 kg/km

5C-FL - SSD 7.7 mm 1/1.6 mm 90 kg/km

ช่วงหา่ งของเสา

อุณหภูมิ(°c) แรงดงึ (kg) 10 m 15 m 20 m 25 m 30 m

35 30 4 8 14 21 30

15 35 3 7 12 18 26

0 39 3 6 11 16 23

-15 4 3 6 10 15 21

ตารางท่ี 13.7 ระดับการตกท้องชา้ งท่ีเหมาะสมสาหรับสาย 5c การณีลวดสลิงยึดมขี นาด 2.6 mm

ชนดิ สาย เสน้ ผ่าศูนยก์ ลาง ลวดสลงิ ยึด นา้ หนักสาย

5C-FL – SSD(1/2.6) 7.7 mm 1/2.6 mm 120 kg/km

5C-FL - SSD(1/2.6) 7.7 mm 1/2.6 mm 120 kg/km

ชว่ งหา่ งของเสา

อณุ หภูมิ(°c) แรงดึง (kg) 20 m 25 m 30 m 35 m 40 m

35 44 13 20 29 39 30

15 57 10 15 22 30 39

246

0 66 9 14 19 26 34

-15 75 8 12 17 23 30

ตารางที่ 13.8 ระดับการตกท้องชา้ งที่เหมาะสมสาหรบั สาย 7c

ชนดิ สาย เสน้ ผ่าศนู ย์กลาง ลวดสลงิ ยึด น้าหนักสาย

7C-FL – SSD 7.7 mm 1/2.6 mm 180 kg/km

7C-FL – SSD 7.7 mm 1/2.6 mm 180 kg/km

ช่วงหา่ งของเสา

อณุ หภูม(ิ °c) แรงดึง (kg) 20 m 25 m 30 m 35 m 40 m

35 72 13 20 29 39 50

15 66 11 17 24 32 42

0 99 10 15 21 28 37

-15 115 8 13 18 24 32

ตารางที่ 13.9 ระดบั ของการตกท้องชา้ งท่ีเหมาะสาหรบั 10c และ 12c

ชนดิ สาย เส้นผา่ ศูนยก์ ลาง ( mm ) ลวดสลงิ ยดึ น้าหนกั สาย

10C-FL – SSD 12.9 7 / 1.4 mm 260 kg/km

10C-FL – SSD 12.9 7 / 1.4 mm 280 kg/km

12C-FL – SSD 12.9 7 / 1.6 mm 340 kg/km

12C-FL – SSD 12.9 7 / 1.6 mm 370 kg/km

อณุ หภูม(ิ °c) แรงดงึ (kg) ช่วงห่างของเสา

10c 12c 30 m 40 m 50 m

35 95 125 29 51 80

15 108 140 26 45 70

0 120 160 23 40 63

-15 135 180 21 36 56

รูปที่ 13.23 แสดงการยึดปลายสายลวดสลงิ ซ่ึงจะใช้วธิ ีคลอ้ งกับเข็มขดั โลหะทย่ี ึดแนน่ กบั เสา แล้ว
จดั การรดั ปลายลวดสลิงให้แน่น โดยใช้สลงิ ทเ่ี หมาะสมสาหรบั ตาแหนง่ ท่ีทาการผกู สายเคเบลิ้ กับลวดสลิงนน้ั ให้
หา่ งจากเสามากกวา่ 50 cm ขึน้ ไป ดังแสดงไวใ้ นรูป

รูปที่ 13.24 แสดงการยดึ สายลวดสลิงระหว่างทาง กรณจี ะใชเ้ หล็กรูปตวั L ยดึ ติดกบั เสา แล้วพาด
สายลวดสลิงผา่ นไปบนเหล็กรูปตัว L น้ี สาหรับการยึดสายเคเบลิ้ นั้นตรงบรเิ วณทส่ี มั ผัสกับเสาจะตอ้ งทาการ
ป้องกันตวั สาย โดยการพันไว้ดว้ ยแถบพลาสติกรูปเกลยี วแล้วยึดปลายทง้ั สองดา้ นให้แน่นดว้ ยเทปพนั สายท่ี

247

เหมาะสม สาหรบั ตาแหน่งทผี่ ูกสายเคเบล้ิ กบั สายลวดสลิงท่ีสองขา้ งของเสาน้นั ให้ห่างกันประมาณ 70 – 100
cm ดังแสดงไว้ในรปู

รปู ท่ี 13.25 แสดงการยึดสายลวดสลิงในกรณีท่ที ามมุ กันมากกวา่ 120° ขึน้ ไปกรณจี ะใชเ้ หล็กรูปตวั L
และเข็มขัดรัดเสารว่ มกัน กลา่ วคอื ทาการคลอ้ งสายลวดสลิงผา่ นเหล็กรูปตวั L น้ี โดยการยดึ สายลวดสลงิ กบั
เขม็ ขัดรดั เสาดังแสดงไวใ้ นรูป

รปู ที่ 13.26 แสดงการยึดสายลวดสลิงกรณีทที่ ามุมกันน้อยกว่า 120° กรณนี ีว้ ิธที ดี่ คี วรแยกกันยึดใน
ลักษณะทแ่ี สดงไว้ในรปู ทั้งน้ีเนื่องจากการใชเ้ หลก็ รปู ตวั L อาจจะมปี ญั หาไดเ้ นื่องจากแรงทก่ี ระทาต่อสายจะมี
มากขน้ึ

(5)การยดึ สายเคเบ้ิลกับลวดสลงิ นัน้ ใชเ้ คเบล้ิ แฮงเกอร์ยึดทกุ ๆ ช่วง 50 cm ดังแสดงไวใ้ นรูปท่ี 13.27
หรือใชแ้ ถบพลาสติกหรือลวดสลิงทเ่ี หมาะสมพนั ยึดไปตลอดแนว

(6)การผกู สายเคเบ้ิลเข้ากับลวดสลิงนั้น ใหค้ ล้องเชอื กในลักษณะทแ่ี สดงไว้ในรูปที่ 13.28 และให้สาย
เคเบ้ลิ ห่างจากลวดสลิงพอเมาะสม เพื่อไมใ่ ห้การสนั่ ของลวดสลงิ สง่ ผา่ นไปท่สี ายเคเบิล้ โดยตรง

(7)เมื่อเดนิ สายเคเบิล้ แลว้ ควรทง้ิ ไว้สัก 2 – 3 วัน ให้สายเคเบิล้ ท่ถี ูกดึงระหวา่ งการเดินสายนนั้ เขา้ รูป
เสยี กอ่ น แลว้ จงึ ทาการติดตง้ั อุปกรณร์ ะหว่างทาง ในระหว่างนนั้ ควรป้องกนั ปลายสายไม่ใหน้ ้าฝนหรอื ความชนื้
เขา้ โดยการเดินเทปปิดปลายสายไว้ใหเ้ รยี บรอ้ ย

3.การตดิ ต้งั อุปกรณร์ ะหวา่ งทาง การติดตงั้ อปุ กรณต์ ่าง ๆ เช่น แอมปลิไฟเออร์ชนิดตา่ ง ๆ หรอื สปลติ
เตอรแ์ ทป๊ ออฟนนั้ จะต้องคานึงถงึ ความแขง็ แรงและความสะดวกในการทางาน อุปกรณ์ทใี่ ช้ติดตง้ั ภายนอก
อาคารนส้ี ว่ นใหญจ่ ะออกแบบอยู่ในรูปกล่องอะลูมิเนยี ม ซง่ึ มีการชีลป้องกนั ความช้นื ไว้เป็นอยา่ งดี นอกจากน้นั
ยงั ออกแบบไว้ให้สามารถตดิ ตั้งโดยแขวนอยกู่ ับลวดสลิงได้ รปู ท่ี 13.29 แสดงการติดตงั้ แอมปลิไฟเออรแ์ บบ
แขวนกบั ลวดสลิง กรณขี องแอมปลิไฟเออรน์ ี้ควรตอ่ สายดินไวด้ ้วย โดยท่ีความต้านทานตอ่ ลงดินอาจจะ
ประมาณ 100 โอหม์ ก็ใช้ไดส้ าหรับรปู ท่ี 13.30 น้นั แสดงการตดิ ตั้งแอมปลไิ ฟเออร์โดยยึดติดกบั เสา ในกรณนี ี้
ตอ้ งเผ่ือสายและป้องกันสายไว้ นอกจากนนั้ รัศมีความโค้งของการงอสายจะตอ้ งอยู่ในช่วงทเี่ หมาะสม การ
ติดต้ังสปลติ เตอร์และแท๊ปออฟกจ็ ะสามารถทาไดใ้ นลักาณะเดยี วกนั

4.การโยงสายเข้าบ้าน การโยงสายโคแอ็กเช่ียลเข้าบา้ นโดยท่วั ไปจะเกิดขึ้นไดใ้ น 2 ลกั ษณะคือ
ลกั ษณะที่หนึ่งจะสามารถใหเ้ สาไฟเปน็ ทย่ี ึดลวดสลงิ และลักษณะท่สี องคือต้องแยกออกจากตาแหนง่ ระหวา่ ง
เสาในกรณีแรกน้นั จะสามารถทาได้ในลักษณธทแ่ี สดงไวใ้ นรูปที่ 13.31 (ก) กล่าวคือใช้เหลก็ ตะขอยึดติดกับเสา
แล้วโยงสายลวดสลิงยดึ ตดิ กับตะขอนน้ั จะทาได้ในลกั ษณะท่แี สดงไว้ในรูปที่ 13.31(ข) กล่าวคือใชว้ ัสดยุ ดึ กับ
เสาลวดสลงิ แลว้ โยงสายลวดสลิงจากจดุ น้ันสาหรับทางด้านตัวบ้านนน้ั กต็ อ้ งมตี ะขอสาหรบั ข้ึนลวดสลิง
เชน่ เดยี วกนั รปู ท่ี 13.32 แสดงลักษณะดังกล่าวน้ี สายชว่ งกอ่ นเขา้ บ้านน้นั อาจจะเดนิ ลอยก็ไดแ้ ล้วแต่ความ
เหมาะสม ในรปู ยังได้แสดงการติดตัง้ เคร่ืองป้องกันฟา้ ผา่ ไว้ดว้ ย ซงึ่ อปุ กรณ์นีจ้ ะต้องทาการต่อลงดินในลักษณะ
ที่เหมาะสม

ในระบบ MATV และ CATV น้นั มกี ารใชอ้ ปุ กรณ์อย่มู ากมายหลายอยา่ ง นอกจากน้ันอุปกรณ์
บางอย่างยังตอ้ งทาการติดตั้งอย่ภู ายนอกอาคารซ่งึ เป็นเงือ่ นไขที่เขม้ งวดมากสาหรับการออกแบบอุปกรณ์และ

248

การตดิ ต้งั ระบบ การต่อสายเขา้ กบั อุปกรณ์น้ันโดยทัว่ ไปอาจจะแยกกว้าง ๆ ออกได้เปน็ 2 แบบคือ แบบที่ไม่
ต้องใชค้ อนเนคเตอร์ และแบบทใ่ี ช้คอนเนคเตอร์ วธิ ีเขา้ สายทัง้ 2 แบบพออธบิ ายได้ดังน้ี

1.วธิ เี ข้าสายแบบไม่ใชค้ อนเนคเตอร์ เป็นการปอกสายโคแอ็กเชีย่ ล แลว้ ตอ่ เข้ากบั อุปกรณ์โดยตรง วิธี
นีเ้ ป็นวธิ กี ารทีก่ ารท่ีสะดวกและประหยดั โดยทว่ั ไปมักใชก้ บั อุปกรณจ์ าพวกสปลติ เตอรแ์ ท๊ปออฟทีใ่ ช้ภายใน
อาคารและเอาต์เลตทวี แี บบต่าง ๆ ซ่ึงเป็นอุปกรณ์ทีม่ จี านวนมากในระบบการเขา้ สายแบบไม่ต้องใช้คอนเนค
เตอร์นี้โดยท่ัวไปจะมี 2 แบบดว้ ยกันคอื แบบทที่ใช้สกรูยดึ โลหะในกับแบบทใ่ี ช้เหล็กสปริงยดึ โลหะในสาหรบั
โลหะนอกน้นั จะใชเ้ ข็มขดั รูปหว่ งกลมรดั สายเชน่ เดยี วกันรปู ท่ี 13.33 แสดงลกั ษณะการยึดสายทั้ง 2 แบบนี้
ข้อควรระวังในการเข้าสายของกรณนี ้คี ือ การปอกสายอยา่ งเหมาะสม สาหรับอุปกรณ์ทั่วไปท่ยี ดึ โลหะในด้วย
สกรูนน้ั การปอกสายให้จัดความยาวของช่องท่ปี อกแต่ละข้ันให้เป็นไปตามรูปท่ี 13.34 กลา่ ว คือ สว่ นที่ปอก
จนถึงโลหะในให้ยาว 18 mm ส่วนท่ีเปน็ ฉนวนค่ันยาว 5 mm และส่วนทเ่ี ป็นโลหะนอกยาว 10 mm กรณที ี่
เปน็ สายขนาด 3c – 2v ซึ่งเป็นสายขนาดเล็กน้ัน แทนท่ีจะปอกฉนวนหุ้มรอบนอกออกก็จะใช้วธิ ถี ลกโลหะนอก
ซง่ึ เปน็ เส้นลวดสานกลับมาคลุมฉนวนนอกแทน การถลกเส้นลวดสานกลบั มานี้ วิธที ่ีถูกจะตอ้ งให้เสน้ ลวดสาน
กลับมาคลุมฉนวนอยา่ งสม่าเสมอดังแสดงไว้ในรปู สาหรบั การเขา้ สายน้นั กเ็ พียงแต่สอดปลายสายทผี่ ่านเขม็ ขัด
โลหะนอกเข้าไป แลว้ ยึดโลหะในดว้ ยสกรู ส่วนโลหะนอกก็ยึดโดยการขันสกรูของเขม็ ขัดให้กระชบั เขม็ ขัด
สาวยบางรนุ่ จะมีรูให้หยอดตะกวั่ บดั กรดี ว้ ย ถ้าหยอดตะกั่วบัดกรีกจ็ ะทาให้ม่นั ใจว่าจะได้จุดสมั ผสั ท่ดี ี ในกรณี
ของการยึดโลหะในด้วยเหลก็ สปริงนนั้ ความยาวของโลหะในทปี่ อกจะสัน้ ลงเหลือประมาณ 10 mm

2.การเขา้ สายแบบใชค้ อนเนคเตอร์ คอนเนคเตอรเ์ ป็นอุปกรณ์ท่ีออกแบบไว้เพื่อให้การต่อสายเข้ากับ
อปุ กรณ์ หรือการต่อสายให้ยาวขนึ้ เปน็ ไปอย่างเรียบรอ้ ยและใช้งานสะดวก ซง่ึ หมายถึงจะต้องคานึงถงึ
คุณสมบัตทิ างด้านไฟฟา้ ของรอยตอ่ และความแขง็ แรงทนทานของอปุ กรณ์ ในขณะเดยี วกันงานทตี่ ้องทาใน
การเขา้ คอนเนคเตอร์กต็ ้องไม่ยุ่งยากจนเกินไป ในงานด้าน MATV และ CATV น้ัน คอนเนคเตอร์ที่ใช้กนั อยู่
เดมิ มอี ยู่ 2 แบบด้วยกันคือ แบบใชเ้ สียบเฉยๆ กบั แบบที่มีนอตขันยึดใหแ้ นน่ ดว้ ย เพราะวา่ มคี วามแนน่ อน
ความแขง็ แรง และคุณสมบตั ิทางไฟฟ้าดีกวา่ กลา่ วคือมีการสญู เสยี เนื่องจากการต่อสายน้อยกว่า และปัญหา
เนือ่ งจากจุดสัมผัสไมด่ หี ลังจากใชง้ านไปแล้วก็น้อยกว่า รปุ ที่ 13.35 แสดงคอนเนคเตอร์แบบทใี่ ชว้ ธิ เี สบี เฉยๆ
สว่ นรปู ที่ 13.36 นั้น แสดงคอนเนคเตอรแ์ บบใช้นอตขันยึดใหแ้ น่นดว้ ย คอนเนคเตอรท์ ี่แสดงในณปุ ที่ 13.36น้ี
เป็นแบบ F ซึง่ เปน็ แบบมาตรฐานท่ใี ช้กันในอเมรกิ าและญี่ปุ่น

รูปที่ 13.37 แสดงวธิ กี ารปอกสาย และการเข้าคอนเนคเตอรแ์ บบทีใ่ ชโ้ ลหะในของสายโคแอ็กเชย่ี ล
เปน็ แกนของคอนเนคเตอร์ วิธกี ็คอื เม่ือทาการปอกสายตามความยาวในรปู (ก) แล้วกท็ าการใส่แหวนรดั สายเขา้
ไปก่อนจากนน้ั กถ็ ลกโลหะนอกของสายกลับไปห้มุ ฉนวนดา้ นนอกแลว้ จงึ ไลห่ ัวคอนเนคเตอรเ์ ขา้ ไปโดยให้
กระบอกของหวั คอนเนคเตอร์สวมเข้าไปอยู่ระหวา่ งช้นั สารไดอเิ ลก็ ดริก และโลหะนอกของสายโคแอ็กเชีย่ ลดงั
แสดงไว้ในรูป (ค) จากนั้นจงึ ดึงแหวนกลบั มาใหช้ ดิ หวั คอนเนคเตอร์ แล้วใชค้ มี หนีบให้แหวนรัดสายใหแ้ นน่ เม่อื
ปฏบิ ัติดังนีแ้ ลว้ ปลายสายโลหะในของสายโคแอก็ เชยี่ ลจะเหลือพ้นปลายหัวคอนเนคเตอร์ออกมาประมาณ 4 –
6 mm ซ่ึงจดั วา่ เปน็ ความยาวท่ีเหมาะสม สิ่งที่ต้องระวังเกีย่ วกับคอนเนคเตอร์แบบนกี้ ็คือ โลหะในของสายซ่ึง
เป็นแกนของคอนเนคเตอร์อยู่ดว้ ยอาจจะหดสัน้ ลง เนื่องจากการเปลย่ี นแปลงของอุณหภมู ิหรือการใช้งานที่

249

รนุ แรง ซ่งึ จะทาให้จดุ สัมผัสเลวลงและการสูญเสียสญั ญาณสูงขึ้น เพราะฉะนัน้ ควรเหลือปลายสายโลหะในให้
พันหัวคอนเนคเตอร์ออกมาเท่ากับความยาวดงั กลา่ วข้างตน้ ท่ีกล่าวมาน้ีเป็นการเข้าคอนเนคเตอร์ ชนิดตัวผู้ซ่งึ
จะสามารถนาไปต่อเขา้ อปุ กรณซ์ ่ึงโดยท่วั ไปจะติดคอนเนคเตอรช์ นดิ ตัวเมียเอาไว้ สาหรับการตอ่ สายให้ยาวขนึ้
นัน้ โดยทว่ั ไปกย็ งั ใช้การเขา้ คอนเนคเตอร์ชนิดตัวผู้ไว้ทีป่ ลายสายทงั้ สอง แล้วเวลานามาต่อกันก็จะใชอ้ ะแตป็
เตอร์ ( adapter ) มาช่วย
13.4 การปรับระดับสัญญาณและการทาบนั ทึกการตดิ ตัง้ เก็บไว้

เมื่อทาการเดนิ สายและติดตง้ั อปุ กรณ์ในระบบเสร็จเรียบร้อยแลว้ งานสาคญั ทีจ่ ะต้องทาต่อไปกค็ ือการ
ปรบั ระดบั สญั ญาณและทาการบันทกึ การติดตง้ั เก็บไว้

1.การปรับระดับสญั ญาณ เม่ือทาการตดิ ต้ังตามแบบแลว้ จะต้องทาการปรับระดบั สญั ญาณทีต่ าแหนง่
ตา่ ง ๆ เพื่อใหร้ ะดับสญั ญาณที่ปลายทางอยู่ในชว่ งที่ใช้งานได้ดี วธิ กี ารท่ีถูกต้องก็คือ จะตอ้ งปรบั ค่าระดับ
สญั ญาณท่ตี าแหน่งตา่ ง ๆ ให้เป็นไปตามที่กาหนดไวใ้ นแบบ ในที่นจี้ ะกล่าวถึงการปรบั ระดับสญั ญาณที่
ตาแหน่งสาคญั ๆ ไวเ้ ปน็ แนวทางในการปฏิบัติดังน้ี

(1)การต้ังระดับสญั ญาณจากสายอากาศ ระดับสัญญาณจากสายอากาศน้นั ขึ้นอยู่กับตาแหนง่ ทีต่ ้ังของ
ตวั อาคารและอัตราขยายของสายอากาศ กรณีที่ติดต้ังในเมืองนน้ั บางครั้งจะพบว่าระดับสัญญาณจาก
สายอากาศจะเกนิ 90 dB/uV กม็ ี กรณีเช่นน้ีจะตอ้ งทาการลดสญั ญาณน้ันลงมาให้อยู่ในช่วงทเ่ี หมาะสมทจี่ ะ
ปอ้ นให้กบั แอมปลไิ ฟเออร์ต่อไป ระดบั สัญญาณขาเขา้ ที่แอมปลไิ ฟเออรต์ อ้ งการน้นั โดยทั่วไปจะอยรู่ ะหว่าง 70
– 80 dB/uV ข้นึ อยูก่ บั ชนิดของแอมปลไิ ฟเออร์ วิธกี ารลดทท่ี าใหส้ ะดวกท่สี ุด คดื ใส่ตวั ลดทอนสัญญาณค่ัน
กอ่ นท่จี ะป้อนสญั ญาณใหแ้ อมปลิไฟเออร์ซึง่ อาจจะเลือกใช้ตวั บั่นทอนสัญญาณท่คี า่ คงท่ีหรอื แบบปรับค่าได้กไ็ ด้
แล้วแตค่ วามจาเปน็

การท่เี ราต้องปรบั ค่าระดับสัญญาณขาเข้าของแอมปลิไฟเออร์ ใหอ้ ยู่ในชว่ งทเี่ หมาะสมนเ้ี ป็น เพราะว่า
ถา้ สญั ญาณขาเขา้ สูงเกินไปกว่าคา่ พิกัดก็ไม่ไดท้ าใหร้ ะดับสัญญาณท่เี อาต์พุตสงู กวา่ คา่ เอาต์พุดพกิ ดั แตอ่ ยา่ งใด
แต่กลบั จะมผี ลเสยี คอื แอมปลิไฟเออร์จะทางานในสภาพอ่ิมตวั ซง่ึ จะทาให้สัญญาณเอาตพ์ ตุ มีคุณภาพเลวลง

(2)การปรบั ระดบั สัญญาณขาออกของแอมปลิไฟเออร์ ระดับสัญญาณขาออกของแอมปลิไฟเออร์น้นั
จะตอ้ งทาการปรบั ใหม้ ีระดับเหมาะสมตามที่คานวณไว้ในแบบ สาหรับแอมปลไิ ฟเออร์ในหอ้ งเฮดเอนด์ คือ
แชนเนลแอมปลิไฟเออรน์ ้ันโดยท่ัวไปเวลาออกแบบจะกาหนดให้ระดับสญั ญาณขาออกที่จะนาไปใชง้ านตา่ กว่า
ระดับสญั ญาณขาออกสูงสดุ อยู่ 5 – 10 dB ดงั น้นั การปรบั คา่ ก็จะปรับให้ได้ระดับตามท่ีกาหนดไดน้ ั้นในการ
ปรับคา่ สญั ญาณขาออกน้ี ให้ปฏบิ ตั ิตามเอกสารแนะนาการใชข้ องแอมปลิไฟเออร์ทต่ี ดิ มาเสมอ
2.การทาบนั ทึกการติดตง้ั เก็บไว้ เมื่อทาการติดต้ังอุปกรณแ์ ละปรับสญั ญาณในระบบเปน็ ที่เรียบรอ้ ยแลว้
จะตอ้ งจัดทาบนั ทึกการตดิ ตั้งเกบ็ ไว้เป็นหลักฐานและเพ่ือใช้ประโยชน์เวลาซอ่ มบารุง รายละเอยี ดของบันทกึ
น้ันควรประกอบดว้ ยหัวขอ้ ต่อไปนีค้ ือ

(1)แบบการติดต้ังจริง ในการตดิ ตงั้ จริงนนั้ มักจะประสบกบั ปญั หาต่าง ๆ ท่ที าให้ตอ้ งเปลี่ยนแปลง
รายละเอยี ดของการติดตั้งไปจากแบบเดิม ในกรณเี ช่นน้จี ะตอ้ งทาการเขยี นแบบท่ีไดท้ าการตดิ ตั้งจริงข้ึนใหม่
และเกบ็ ไว้ใชป้ ระโยชน์ตอ่ ไป สาเหตทุ ่ีจาเป็นต้องเก็บแบบท่ีตรงกบั ความจรงิ ไว้นน้ั ก็เพราะเวลาซอ่ มบารุงจะได้

250

ทางานได้สะดวก โดยเฉพาะในระบบใหญ่ ๆ ซึง่ มกี ารติดต้งั อุปกรณ์พวกสปลติ เตอร์และแทป๊ ออฟไว้หลังฝ้า
เพดานเปน็ จานวนมาก ๆ เม่ือเกดิ เหตุขัดขอ้ งข้ึนจะได้รตู้ าแหนง่ ทแี่ น่นอนของอปุ กรณ์ท่ีขัดข้องน้ัน

(2)ระดบั สญั ญาณทจ่ี ดุ ตา่ ง ๆ เม่อื ทาการตดิ ต้ังและปรบั ระดับสัญญาณของระบบเป็นที่เรียบรอ้ ยแลว้
ควรทาตารางบันทึกคา่ ระดับสญั ญาณท่จี ดุ ตา่ ง ๆ ท่สี าคัญเอาไว้ ตารางที่ 13.14 แสดงตัวอย่างตารางบันทึก
ระดับสญั ญาณทจ่ี ุดต่าง ๆ กรณขี องเอาต์เลตนัน้ ควรเลอื กเอาต์เลตท่จี ะเปน็ ตวั แทนของระบบได้กลา่ วคือ เลือก
เอาต์เลตที่เป็นตวั แทนของกลุ่มสญั ญาณระดบั สูง กล่มุ สญั ญาณระดับปานกลางและกลุ่มสัญญาณระดบั ตา่ ซง่ึ
จะทาให้ได้ข้อมลู ท่ีชดั เจนดีขึ้น นอกจากน้ันควรจัดทาสาหรบั ทุก ๆ ช่องสัญญาณโทรทศั น์รวมทง้ั ช่องสัญญาณ
ทีป่ อ้ นเองไว้ด้วย
ตารางที่ 13.10 ตวั อยา่ งตารางบันทกึ ระดับสัญญาณทจ่ี ดุ ตา่ ง ๆ

ตาแหน่งทวี่ ดั CH3 CH5 CH7 CH9 CH11 ITV FM
ขวั้ สายอากาศ
อินพตุ ของ
แอมป์
สปลติ เตอรช์ ้นั ท่ี
แทป๊ ออฟชัน้ ท่ี
เอาตเ์ ลตกลุ่มท่ี

(3)ทาการบันทึกคุณภาพของภาพและเสียงท่รี ับได้ การวดั ระดบั สญั ญาณทเี่ อาตเ์ ลตเพยี งอย่างเดียว
น้นั ไม่ไดบ้ อกถงึ วา่ คุณภาพของสัญญาณที่รบั ไดจ้ ะดีหรอื ไมด่ ีเพียงใด วธิ ีการทด่ี ีคือทาการตรวจเชค็ คณุ ภาพของ
สัญญาณโดยการใช้เครื่องรับทวี มี าทาการรบั ภาพจรงิ แล้วตรวจสอบดูวา่ มปี ัญหาจากสัญญาณรบกวนในณุ
ปแบบตา่ ง ๆ หรือไม่ เชน่ มีสัญญาณภาพซ้อนหรือสัญญาณบีททาให้ภาพลายหรอื ไม่ เม่ือตรวจเซก็ แล้วก็ทา
บันทึกเกบ็ ไว้เปน็ หลกั ฐานเพอื่ ใช้ในการอา้ งองิ ต่อไป
13.5.1รูปแบบและสาเหตุของการเกิดภาพซ้อน

การเกดิ ภาพซ้อนขน้ึ บนจอทีวนี ั้น มาจากสาเหตุได้ 2 ประการ คอื ประการแรกมาจากท่สี าย อากาศ
รับเอาคลน่ื สะท้อนจากตึกสงู หรอื ส่ิงสะท้อนคลนื่ อย่างอืน่ เข้ามาด้วย และประการทส่ี อง คือ มาจากการที่คลนื่
จากสถานสี ง่ เคลื่อนที่เข้าสเู่ คร่ืองรับโดยตรง การเกดิ ภาพซ้อนในแบบแรกน้ันเกิดขึ้นได้ในลักษณะตา่ ง ๆ กนั
ดงั แสดงไวใ้ นรูปท่ี 13.38 กล่าวคอื การสะท้อนจากตึกสูง ซ่ึงเปน็ กรณีที่เกดิ ขน้ึ มากท่ีสดุ โดยเฉพาะในตวั เมือง
สาหรับแบบท่ีสองนั้น เป็นการสะท้อนจากสายไฟแรงสูงซง่ึ เดินอยู่ตามชานเมอื งหรือเขตนอกเมือง สายไฟแรง
สูงทข่ี ึงอยู่หลาย ๆ สายจะทาหน้าท่คี ลา้ ยคลึงกับม่านโลหะทส่ี ามารถสะท้อนคล่ืนได้การสะท้อนในลกั ษณะน้ี
สว่ นใหญ่จะทาใหเ้ กดิ ปญั หากับระบบที่อยใู่ กล้ ๆ กบั สายไฟแรงสูงน้นั สาหรับการสะท้อนจากภูเขานนั้ จะ
เหมอื นกับการสะทอ้ นจากตึกสงู แต่ความแรงของการสะท้อนอาจจะตา่ กวา่ บา้ ง สาหรับในรูปแบบท่สี ีซ่ ่งึ เปน็
การสะท้อนจากสายอากาศดว้ ยกันนน้ั เป็นปัญหาในกรณที ่ีตดิ ตั้งสายอากาศไวใ้ นบรเิ วณใกล้ ๆ กนั เชน่ ตาม
อาคารตึกแถวหรือตามอพาร์ตเมนต์ ท่อี ยู่ผู้อาศัยตา่ งคนกต็ ่างติดตงั้ สายอากาศรบั ของตัวเองต่างหาก คือ ไม่ได้

251

ใชร้ ะบบ MATV อยู่ การทส่ี ายอากาศสามารถสะท้อนคลน่ื ได้น้ันก็เป็นเพราะในขณะท่สี ายอากาศรบั คลืน่ อยู่
น้ันจะมกี ระแสซงึ่ เกิดจากการเหนย่ี วนาจากคลื่นไหลอยู่บนอีเลเมนตท์ ุก ๆ ตัวของแผงสายอากาศ และกระแส
ทีว่ ่านจ้ี ะแผ่กระจายคลื่นออกไปได้ และเน่ืองจากกระแสเหนีย่ วนานม้ี ีคา่ ไม่สงู นัก ดังนัน้ ปญั หาสาหรบั การ
สะท้อนในลักษณะน้ีจงึ เกดิ ข้ึนระยะใกล้ ๆ เชน่ ในกรณีของตกึ แถวหรืออพาร์ตเมนต์ดงั กลา่ วข้างตน้

การเกิดภาพสะท้อนเนื่องจากการสะท้อนจากตกึ นั้น ปจั จบุ ันเป็นปัญหาอย่างมากตามเมืองใหญ่ที่มตี ึก
สงู ทง้ั หลาย ในกรงุ เทพเองปจั จบุ นั ก็มีปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในบรเิ วณยา่ นการธุรกิจซง่ึ มตี ึกสงู เปน็
จานวนมาก บริเวณที่เกิดภาพซ้อนมักจะเป็นมากสาหรับบ้านทมี่ ีตึกสงู บังหน้าอยู่เนื่องจากคลื่นที่สามารถหักเห
(diffract) มายงั ระดบั พื้นดนิ ทางด้านหลงั ของตกึ สูงจะออ่ นลงไปมากเม่ือเปรยี บเทียบกับคลืน่ ปกติการอ่อลง
ของคลน่ื นน้ั จะอยูใ่ นลกั ษณะท่ใี กล้เคียงกบั ที่แสดงไวใ้ นรูปท่ี 13.39 กล่าวคือ คล่ืนที่ออกจากสายสง่ น้นั จะมี
ขนาดเลก็ ลงตามระยะทาง คือแปรผกผนั กบั ระยะทางเมอื่ คล่ืนเคล่อื นท่ปี ะทะกับตึกสูงก็จะเกดิ การสะท้อน
กลับไปส่วนหน่ึง และเกิดการหกั เหของคลนื่ มาทางด้านหลังตกึ โดยทแ่ี รงของคลืน่ ทห่ี กั เหมาน้ีจะต่าสุดทบี่ รเิ วณ
ที่ตดิ กับตวั ตึก แล้วค่อย ๆ แรงข้นึ เมื่อห่างจากตัวตกึ ออกไป จนในที่สุดจะเข้าใกลเ้ ส้นการออ่ นกาลังตามปกติ
ของคลื่น จากปรากฏการณก์ ารหกั เหของคลืน่ ในลักษณะที่แสดงไว้ในรปู ที่ 13.39 ทาให้เราทราบวา่ อนั ทีจ่ รงิ
ด้านหลังของตึกทเี่ ป็นบริเวณที่คิดว่าเป็นเงาตึกนนั้ สามารถมีคลน่ื ไปถงึ ไดเ้ หมือนกัน และคล่นื ท่ไี ด้ไปถงึ น้ีอาจจะ
มีความแรงเพียงพอใหส้ ามารถรบั ภาพทวี ีได้ชดั เจน เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้วา่ การมตี ึกสงู ๆ บังเพยี งอย่าง
เดยี วนั้นไมไ่ ด้ทาใหเ้ กดิ ภาพซ้อนขึ้น เพียงแต่สญั ญาณท่ีรับได้ในทิศทางของสถานสี ่งจะลดต่าลงเท่าน้ันแต่การ
ลดตา่ ลงดังกล่าวนจี้ ะเกดิ ผลเสีย ซ่งึ ทาให้เกดิ ภาพซ้อนข้นึ เมื่อมีคลน่ื ท่ีสะท้อนเข้ามาจากทศิ ทางไดง้ าย เพื่อให้
เขา้ ใจงา่ ยขน้ึ แสดงไวใ้ นรปู ท่ี 13.40 คือ สมมตวิ ่าก่อนท่ีจะมตี กึ บงั สามารถรับสญั ญาณได้สงู 80 dB V แตเ่ ม่อื
มีตกึ บงั แล้วรับสัญญาณได้สงู 60 dB V คอื ตา่ ลง 20 dB ระดบั สัญญาณ 60 dB V น้สี ามารถใชง้ านได้โดยไม่
มีปัญหาอะไร ปตป่ ัญหาจะเกิดถ้ามีคลน่ื สะท้อนจากตึก B เข้าสู่สายอากาศดงั ในรูป และสายอากาศสามารถรับ

คลื่นสะท้อนดว้ ยความแรงประมาณ 40 dB V ขึน้ ไป นนั่ คอื ถงึ แม้จะมีตกึ A บงั หน้า ถ้าไมม่ ตี ึก B สะท้อน
คล่นื เขา้ มาในบา้ น R กจ็ ะสามารถรบั ภาพไดป้ กติ

ในกรณีกลับกัน ถ้ามีตกึ B แต่ไมม่ ตี ึก A เราจะพบวา่ ถา้ คล่นื สะท้อนเขา้ สู่สายอากาศในระดับประมาณ

40 -50 dB V ก็จะไมม่ ปี ัญหาอะไร เพราะว่าสายอากาศสามารถรบั คลน่ื ตรงไดส้ ูงถึง 80 dB V
ดงั นน้ั จึงอาจกลา่ วได้วา่ ในกรณที ี่มเี ฉพาะตกึ A หรือ B น้นั ถึงแม้คล่นื จะออ่ นลง หรอื มกี ารสะท้อนเข้า

สู่สายอากาศกต็ าม การรับภาพก็ยังอาจจะยังใชง้ านไดโ้ ดยไม่มีปัญหาอะไร ทเ่ี ป็นเช่นนัน้ กเ็ ปน็ เพราะวา่
สายอากาศรับคลนื่ จากทางด้านหลังไดน้ ้อยเน่ืองจากพูคลน่ื ดส้ นหลงั มีขนาดเลก็ แต่ถ้าตึก B มาอยูท่ างดา้ น
หน้าอย่างท่ีแสดงไว้ในรปู ท่ี 13.41 ทิศทางท่คี ล่นื สะท้อนเข้าส่สู ายอากาศจะมาทางด้านหน้า ซง่ึ สายอากาศรบั

คลนื่ ได้ดกี วา่ โดยเฉพาะถา้ มุมระหว่างคลน่ื ตรงกับคลื่นสะท้อนต่างกันน้อยกว่า 40° ลงไปจะทาให้เกดิ ปญั หา
ได้งา่ ย เพราะคลื่นสะท้อนจะสามารถเขา้ สู่สายอากาศทางเมนบมี ได้ ในกรณีดังกล่าวน้ีถงึ แม้จะมีตึก B เพยี งตึก
เดยี วกท็ าใหเ้ กดิ ปัญหาภาพซ้อนข้นึ ได้ง่าย

252

สาหรับการเกิดภาพซอ้ นนในลักษณะทีส่ อง คอื เกดิ จากคล่ืนจากสถานสี ง่ เคลื่อนทเ่ี ข้าสเู่ ครื่องรบั
โทรทศั นโ์ ดยตรง ภาพซ้อนท่ีเกดิ ข้ึนนีจ้ ะปรากฏอยู่ทางด้านซ้านมอื ของภาพที่ต้องการ ทัง้ นีเ้ ป็นเพราะคล่ืนท่ี
เข้าสู่เครื่องรบั โดยตรงจะมาถึงเครือ่ งรบั เรว็ กว่าคลืน่ ทีผ่ ่านมาทางระบบสายอากาศ การรบกวนหรือภาพซ้อนท่ี
เกิดขนึ้ ในลักษณะดงั กลา่ วน้ี มักเกิดขึ้นกับระบบ MATV ในอาคารสงู โดยเฉพาะในระบบใหญ่ท่มี ีการเดนิ สาย
เป็นระยะทางยาว ๆ การแก้ปัญหาลกั ษณะนีเ้ กดิ ขึ้นได้ง่ายกับตกึ สูงนน้ั เป็นเพราะวา่ ตาแหนง่ สงู ๆ หรอื ชน้ั สงู
ๆ ของตึก คลน่ื ตรงจะมขี นาดสูงเมือ่ เปรยี บเทยี บกับบริเวณชน้ั หน่ึง หรือช้ันสอง เมือ่ คล่นื ตรงมขี นาดสูง

การคัปปล้ิงเขา้ สู่เคร่ืองรับกจ็ ะสูง ซ่ึงบางครงั้ อาจจะสูงถึง 50 – 60 dB V หรือมากกวา่ จึงทาใหเ้ กดิ ปัญหาได้
งา่ ย
13.5.2 การแกป้ ัญหาภาพซ้อน กรณีทค่ี ลน่ื สญั ญาณทีวเี ข้าส่เู คร่ืองรับโดยตรง ( Direct Coupling)

เนือ่ งจากสาเหตุที่ทาให้เกิดภาพซอ้ นในลกั ษณะนี้เปน็ เพราะ สัญญาณทเ่ี ข้าเครื่องรบั โดยตรงและ
สัญญาณท่ีเขา้ สู่เครื่องโดยผ่านทางระบบสายอากาศมีขนาดไมต่ ่างกนั มากนัก ดังนนั้ แนวทางแก้ไขก็คือ
พยายามทาให้ระดับสญั ญาณท้งั สองนี้แตกตา่ งกันมากขึน้ โดยทส่ี ญั ญาณที่ผา่ นมาตามสายมรี ะดับสงู กว่า ระดับ
สญั ญาณที่แตกตา่ งกนั น้ีควรจะสงู กวา่ 30 dB ขึ้นไป การทาใหส้ ญั ญาณทั้งสองมรี ะดบั แตกตา่ งกนั มากขึ้นน้นั
จะทาได้จาก 2 ด้านด้วยกนั คือ ทางดา้ นระบบและทางด้านเคร่ืองรับ ซ่งึ เคร่ืองรบั ท่ีใช้กันอยู่ในปัจจบุ ันจะ

สามารถรับระดับสัญญาณสูงสดุ ไดป้ ระมาณ 80 dB V นั่นกห็ มายความว่าเราต้องพยายามทาใหส้ ัญญาณคลืน่

ตรงทเ่ี ขา้ สู่เครื่องอยู่ในระดบั ต่ากวา่ 50 dB V ลง วิธรการทดี่ อี กี อนั หนงึ่ ก็คอื พยายามชิลด์ตวั เครื่องรับให้ดี
โดยเฉพาะช่วงระหวา่ งขวั้ สายอากาศกบั ภาคทูนเนอรข์ องเครือ่ งรบั ควรจะใช้สายชิลด์อยา่ งดี และทาใหม้ ีชว่ ง
สน้ั ทส่ี ุดวธิ กี ารแกป้ ญั หาอกี อย่างหนง่ึ กค็ ือ การเลือกใช้เคร่ืองรบั ทีส่ ามารถทางานไดป้ กติท่รี ะดบั อนิ พุตสงู ข้นึ
ในปจั จบุ ันในบางประเทศ เช่น ญป่ี นุ่ ได้ออกแบบเครื่องรบั ทวี ที ีส่ ามารถทางานได้ปกตจิ นถงึ ระดับสญั ญาณ

ประมาณ 100 dB V ซง่ึ ถ้าระดับสัญญาณของคลนื่ ตรงทเี่ ข้าส่เู ครือ่ งอยใู่ นระดับ 50 – 60 dB V เราก็จะ
สามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยป้อนสัญญาณใหก้ ับเคร่อื งรบั ให้มรี ะดับสูงประมาณ 90 dB V ขนึ้ ไปการปอ้ น
สญั าณระดบั สงู เช่นนจี้ ะทาให้ส้ินเปลอื งอปุ กรณ์มาก

สาหรับวิธกี ารแกป้ ัญหาโดยท่ัวไปคือ การเปลี่ยนช่องสัญญาณจากชอ่ งที่มีปัญหาไปยงั ช่องอนื่ ที่ว่างอยู่
เชน่ ถา้ ชอ่ ง 9 มีปญั หากอ็ าจจะเปล่ียนไปเปน็ ช่อง 12 โดยใช้แชนเนลคอนเวอร์เดอร์ อย่างไรก็ตามสภาพความ
เปน็ จรงิ ในเขตกรงุ เทพ เนอื่ งจากช่อง 3 กับช่อง 9 ส่งออกจากตาแหนง่ เดียวกนั และช่อง 5 กบั ช่อง 7 สง่ ออก
จากตาแหน่งเดยี วกนั เพราะฉะน้นั ถา้ มีปัญหากับช่อง 9 กม็ ักจะมีปัญหากบั ช่อง 3 ด้วย ในทานองเดียวกนั
ถา้ มีปัญหากับชอ่ ง 5 กจ็ ะปญั หากับช่อง 7 ด้วยเช่นเดยี วกนั ดังนนั้ จึงจาเปน็ ทตี่ ้องทาการย้ายข้อมูลทง้ั หมด
เพือ่ หลกี เลี่ยงไม่ให้สญั ญาณช่องติดกันการย้ายช่องเหมาะสมจดั ไว้ในรูปท่ี 13.42
13.5.3 การแกป้ ัญหาภาพซ้อนเนื่องจากคลนื่ สะท้อนเข้าทางสายอากาศ

ปัญหาภาพซ้อนเนอ่ื งจากคลื่นสะทอ้ นเข้าทางสายอากาศนน้ั เม่อื มองในแง่การแกป้ ญั หาแล้ว อาจจะ
แยกไดเ้ ปน็ 2 แบบ คือ แบบทีค่ ล่ืนสะท้อนเข้าทางด้านหลังและแบบที่คล่นื สะทอ้ นเข้าทางบริเวณดา้ นหน้าสว่ น

253

คลื่นทีเ่ ข้าทางมุมประมาณ 90 องศา น้ันมักไมเ่ ป็นปัญหา เนื่องจากสายอากาศแบบยากิไดโพลไม่รับคลืน่ ในมมุ
นนั้ อยแู่ ลว้ ในหัวขอ้ นีจ้ ึงขอกลา่ วถงึ การแก้ปัญหาของกรณีทง้ั สองน้ี

13.5.3.1 กรณที ่ีคล่นื สะท้อนเขา้ ทางดา้ นหลงั
วิธกี ารแกป้ ัญหาไดส้ ะดวกและได้ผลดีคือ การเลือกใชส้ ายอากาศท่ีมีอัตราส่วนหนา้ ตอ่ หลัง(Front –
to – Back – Ratio) สูง สายอากาศแบบนส้ี ่วนใหญจ่ ะมตี วั สะท้อนมากกวา่ หนึง่ ตัวดังแสดงไว้ในรูปท่ี 13.46
ถา้ ใชจ้ านวนตัวสะทอ้ นมากข้ึนและวางเรยี งกนั อย่างเหมาะสมก็จะทาใหส้ ามารถปรับปรุงให้อัตราสว่ นดงั กลา่ ว
สูงขึ้นได้อกี สาหรบั ความจาเปน็ ในการเลอื กใชส้ ายอากาศแบบน้ขี ึ้นอยู่กบั ขนาดของคลื่นสะท้อนทเี่ ขา้ มา
ทางดา้ นหลัง ถ้าคล่นื มีขนาดใหญ่ คือมาจากบริเวณใกล้ ๆ หรอื มาจากการสะท้อนจากตึกใหญ่ ๆ กต็ ้องใช้ค่า
สงู คอื สูงกว่า 25 dB ขึ้นไป โดยท่ัวไปจะใช้ สายอากาศแบบทมี่ อี ตั ราสว่ นหนา้ ต่อหลังประมาณ 15 – 20 dB ก็
สามารถใชง้ านได้ดีแล้ว ดังน้ันจงึ ควรเลือกใช้ขนาดทจ่ี าเปน็ เทา่ นน้ั
13.5.3.2กรณีที่คลื่นสะท้อนเข้ามาในมมุ เฉียงทางดา้ นหน้า
การแก้ปัญหาภาพซ้อนแบบนี้จะทาไดย้ ุ่งยากกวา่ แบบของแบบทเี่ ข้ามาทางด้านหลัง ท้งั นี้เพราะว่า
โดยท่ัวไปพคุ ลื่นดา้ นหน้า (Side lobe) ของสายอากาศมักจะมีขนาดใหญ่กวา่ พคู ล่นื ทางด้านหลงั (Back lobe)
นอกจากนัน้ ถ้ามุมท่คี ลน่ื สะท้อนเข้ามาเปน็ มุมแคบเม่อื มองจากทิศทางของคลน่ื ตรงก็จะย่งิ มปี ญั หามากขนึ้
เนอ่ื งจากคลน่ื สะท้อนสามารถเขา้ มาทางเมนบีมได้ ซึ่งก็หมายความวา่ ระดบั สญั ญาณภาพซ้อนมโี อกาสทจ่ี ะเปน็
ปัญหามากขึน้ วิธีการแก้ปญั หากรณนี กี้ ็คอื ต้องพยายามสรา้ งจุดศนู ย์ทมี่ ุมท่คี ลนื่ สะท้อนเข้ามา เน่อื งจาก
สายอากาศแบบยากไิ ดโพลโดยท่วั ไปจะมจี ุดศนู ยร์ ะหวา่ งเมนบมี กบั ไชลโ์ ลบ และไซด์โลบ ดงั แสดง.ไว้ในรปู ท่ี
13.44 สงิ่ ท่ีเรามักพบบอ่ ย ๆ เวลาทีเ่ ราติดตง้ั สายอากาศก็คือ ถ้าเราสองหมุนสายอากาศไปมาจะพบวา่ มี
ตาแหน่งทีภ่ าพซ้อนหายไป ทเี่ ปน็ เช่นนีก้ ็เพราะเราหนั จุดศูนย์ของแพทเทริ ์นไปยังทิศท่ีคล่ืนสะทอ้ นเคลื่อนทเ่ี ข้า
มา ผลทไ่ี ดก้ ็คอื จะทาให้การรับคล่นื ตรงมรี ะดับต่าลง ดังท่ีแสดงไวใ้ นรูปที่ 13.45 ในกรณีนี้ถ้าระดบั คลืน่ ตรงได้
สูงพอกไ็ มม่ ีปัญหาอะไร แต่ถา้ คลน่ื ตรงลดต่าลงมากกจ็ ะมปี ัญหาฉะน้นั จึงเป็นการแก้ทใ่ี ช้ไม่ได้เสมอไป
วธิ กี ารที่ใช้ไดผ้ ลเป็นอยา่ งดี คือ สรา้ งจดุ ศูนย์ในแพทเทริ น์ ของสายอากาศรับโดยที่สามารถปรับปรุง
มมุ ของจดุ ศูนย์กลางได้กว้างพอสมควร สามารถทาไดห้ ลายวิธใี นท่นี ีจ้ ะกล่าวถงึ 2 วิธีที่นิยมใชก้ ันแพรห่ ลาย คอื
1.วิธกี ารใชส้ ายอากาศ 2 ชุด แล้วปรบั ชว่ งห่างของสายอากาศ วิธีนี้เปน็ การใช้สายอากาศทเี่ หมือนกัน
ทุกประการ 2 ชุด วางในทิศที่เมนบมี ช้เี ข้าหาสถานสี ง่ ดงั ทแี่ สดงไว้ในรปู ที่ 13.46 สญั ญาณทีร่ บั ไดจ้ ะผ่านมายัง
สายนาสัญญาณเข้าส่ตู ัวรวมสัญญาณ โดยที่สายนาสญั ญาณท้ัง 2 ด้านมีความยาวเทา่ กนั เมอ่ื โครงสรา้ งของ
สายอากาศเป็นดงั ท่แี สดงไว้ในรปู คลืน่ ทเี่ ข้าจะเฟสตรงกนั ทาให้กาลงั ท่ีเอาตพ์ ุตของตัวรวมสัญญาณสูงขึ้น แต่
ละคลน่ื สะท้อนทเี่ ข้ามาในทิศ 0 นัน้ จะมีเฟสไมต่ รงกัน จะทาให้ระดับสัญญาณสะท้อนทีเ่ ข้าส่รู ะบบ
เปลยี่ นแปลงไดแ้ ละถ้าเฟสของสัญญาณของสายอากาศชุดที่ 1 และชุดท่ี 2 แตกต่างกนั เปน็ มุม 180 องศา
พอดี จะทาให้สัญญาณท์ ่ีได้ออกมาเปน็ ศนู ย์พอดี รูปท่ี 13.47 แสดงสภาพท่ีคลื่นตรงเสริมกนั และคลื่นสะท้อน
หักล้างกันจนกลายเปน็ ศูนย์
2.วธิ ีใช้สายอากาศ 2 ชดุ แลว้ ปรับเฟสของสายอากาศดา้ นหน่ึง วิธีน้เี ปน็ การใชส้ ายอากาศ 2 ชุด ท่มี ี
โครงสร้างเหมอื นกัน เช่นเดยี วกับวิธีข้างบน แตก่ ารสรา้ งจุดศนู ยใ์ นแพทเทิรน์ น้ันอาศยั การปรบั เฟสของ

254

สญั ญาณทรี่ ับเข้ามาทางสายอากาศด้านหน่ึง โดยใช้เฟสชพิ เตอรเ์ ขา้ ช่วยท่รี ูป 13.49 แสดงโครงสร้างของ
สายอากาศแบบนี้ กลา่ วคือ จะมเี ฟสชพิ เตอร์อยทู่ ี่ด้านใดดา้ นหน่งึ ของสายอากาศ หน้าท่ีของเฟสชพิ เตอร์นี้ก็คอื
คอยปรับให้เฟสของสญั ญาณสะทอ้ นทเี่ ขา้ มาทางสายอากาศชดุ ที่ 2 และสายอากาศชุดท่ี 2 หักลา้ งกนั พอดี

ส่งิ ท่สี ายอากาศแบบนี้แตก่ ต่างจากสายอากาศแบบแรก กค็ ือในสายอากาศแบบนีค้ ลื่นตรงหรือ
สัญญาณท่ตี ้องการน้ัน ถงึ แม้จะเขา้ สูส่ ายอากาศพร้อมกันก็ตาม แตส่ ญั ญาณท่ีเข้าสูท่ างสายอากาศชุดท่ี 1
จะตอ้ งผ่านเฟสชิฟเตอร์ด้วย ซ่งึ มผี ลทาให้เฟสของสญั ญาณทผ่ี ่านสายอากาศชดุ ที่ 1 ตา่ งจากสัญญาณท่ีผา่ น
สายอากาศชดุ ที่ 2 อยู่ ∅ ผลก็คอื ทาให้สัญญาณท่ไี ม่ต้องการรวมกนั เป็น 2 เท่า ซึง่ แตกต่างไปจาก
สายอากาศในรปู ที่ 13.46 รูปที่ 13.50 แสดงลักษณะการรวมกนั ของสญั ญาณคล่นื ตรงในกรณขี องตวั อย่าง

ขา้ งตน้ คือ ∅ = 90 องศา ในกรณนี สี้ ัญญาณรวมจะได้เป็น √2 เทา่ ของสญั ญาณที่เขา้ มาทางสายอากาศ

ดา้ นใดด้านหนง่ึ น้นั คือ ในกรณีทว่ั ๆ ไป สัญญาณคล่ืนตรงท่ีเข้ามาในทิศ = 0 องศา รวมกันแล้วจะน้อย
กวา่ 2 เท่าของสัญญาณทเี่ ข้ามาทางสายอากาศดา้ นหนง่ึ เสมอ อยา่ งไรกต็ ามจะมมี ุม ๆ หน่ึงทีร่ บั คลนื่ เข้า
มาแลว้ เฟสของคลนื่ น้นั จะตรงกนั ทาให้ได้รับสญั ญาณเป็น 2 เทา่ ตัว ในกรณีของตวั อย่างขา้ งตน้ มมุ ดังกล่าวน้ี

คอื มุม -30 องศา เพราะว่าที่มมุ นีเ้ ฟสของสัญญาณท่ีผ่านมาทางสายอากาศชุดท่ี 1 มีเฟสช้าลง 90° เน่ืองจาก
เฟสชฟิ เตอร์ในขณะทคี่ ลืน่ ทีเ่ ข้าทางสายอาการชุดท่ี 2 มเี ฟสช้าลง 360 × 1 × 1 = 90°เน่อื งจากเดินทาง

22

มากกว่า ดังนนั้ ในกรณีท่วั ไปมุม θ ท่ีทาให้ 360 × d × sinθ = − ∅ จะเป็นมุมทรี่ บั คลนื่ ไดร้ ะดบั สูงสุด


และจดุ สูงสุดของแพทเทิรน์ ก็จะไปอยู่ท่มี ุมน้ี ในกรณีตัวอย่างขา้ งตน้ แพทเทริ น์ ท่ีไดจ้ ะเป็นดงั ทแี่ สดงไวใ้ นรูปท่ี
13.52

จากรปู จะเห็นไดว้ า่ แพทเทิร์นของสายอากาศแบบนีจ้ ะแตกต่างจากแบบท่ีแสดงในรูปที่ 13.46 คอื แพ
ทเทริ ์นท่ีได้จะไม่สมมาตรกนั และมมุ ทีม่ ีค่าสงู สุดไม่ได้อยูท่ ่ีมุม θ = 0°เสมอไป

สายอากาศแบบน้ี เวลาใข้งานตามบ้านทวั่ ไปมักจะติดตง้ั เฟสชฟิ เตอรไ์ ว้ในตวั บา้ นเพ่ือให้ผใู้ ช้สามารถ
ปรับจุดศูนย์ของแพทเทิร์นเองได้ สภาพการติดต้งั จะเปน็ ดงั ท่แี สดงไวใ้ นรปู ท่ี 13.53

13.5.4 ปัญหาระดับสญั ญาณไม่พอและการแกป้ ญั หา
ปญั หาระดับสัญญาณไม่พอนั้นเปน็ ปญั หาที่เกิดขน้ึ ในตาแหนง่ รับสญั ญาณทวี ีอยหู่ า่ งจากสถานสี ่งเป็น
ระยะทางไกล ๆ ระยะทางนี้อาจจะเป็นระยะทางหลาย ๆ สิบกิโลเมตร หรอื เพียง 30 – 40 กิโลเมตรกไ็ ด้ ท้ังน้ี
ข้ึนอยูก่ ับกาลงั ออกอากาศของสถานสี ง่ และสภาพภูมิประเทศ เชน่ มีภูเขาบงั เป็นต้น ในบริเวณท่หี ่างจากสถานี
สง่ มาก ระดบั ของคล่ืนสัญญาณทวี ีในอากาศจะต่าลง ทาให้การใช้สายอากาศแบบธรรมดารับสัญญาณมาได้
ระดับสูงไม่เพยี งพอ ผลกจ็ ะทาให้ภาพที่ไม่ชดั และมสี ญั ญาณรบกวนมากจนน่าราคาญ
โดยทั่วไปจะใชเ้ ครื่องขยายสัญญาณช่วย อยา่ งไรก็ตามตอ้ งพจิ ารณาดูว่าระดบั สญั ญาณท่ไี ด้รบั มาจาก
สายอากาศนนั้ สูงขนาดไหน เช่น ถ้าสงู 55 dB µv ก็อาจใช้แชนเนลแอมป์ขยายโดยตรงแต่ถา้ ระดับสัญญาณต่า
กวา่ นั้นลงมา โดยเฉพาะถ้าตา่ กวา่ 50 dB µv ลงมาก็ไมเ่ หมาะท่จี ะใช้แชนเนลแอมป์ขยายโดยตรง เพราะ
แชนเนลแอมปน์ นั้ ถงึ แมจ้ ะมีอัตราการขยายสงู แต่ก็มีคา่ noise figure สูง ซึ่งทาให้สญั ญาณทางดา้ นเอาต์พตุ มี
ระดบั สัญญาณรบกวนสงู ขึน้ สัญญาณทด่ี งึ้ แมจ้ ะมรี ะดับสงู ข้นึ คณุ ภาพของสัญญาณจะไม่ดเี พยี งพอ ในกรณี

255

ดังกล่าวนแ้ี ทนที่จะใชแ้ ชนเนลแอมปข์ ยายโดยตรง ก็ควรจะใช้ปรีแอมป์ขยายชั้นหนงึ่ กอ่ น แล้วจงึ คอ่ ยขยายให้
สูงข้ึนดว้ ยแชนเนลแอมปต์ ่อไป

จากเหตผุ ลขา้ งตน้ พอทีจ่ ะสรุปแนวทางในการติดตั้งระบบสายอากาศร่วมสาหรับบริเวณท่ี
คล่ืนสัญญาณออ่ นได้ ดังต่อไปน้ี

1.กรณีท่ีระดบั สญั ญาณทีร่ บั ไดส้ ูงกวา่ 55 dB µv ขน้ึ ไป การขยายสญั ญาณอาจจะทาไดโ้ ดยใช้
แชนเนลแอมป์ แบนด์แอมป์ หรอื บูสเตอร์ อย่างไรอย่างหน่ึงกไ็ ด้ แลว้ แต่ความเหมาะสม

2.ถ้าระดับสัญญาณจากสายอากาศอยู่ในชว่ ง 40 -45 dB µvการขยายสัญญาณควรใช้ปรแี อมปห์ รือบู
สเตอรท์ ่ีมีค่า NF ตา่ ๆ ขยายคร้ังหนงึ่ ก่อน แล้วจึงคอ่ ยขยายดว้ ยแชนเนลแอมปห์ รือแบนดแ์ อมป์ต่อไป

3.ถา้ ระดับสญั ญาณท่ีได้รบั จากสายอากาศตา่ กว่า 40 dB µv ลงมา โดยทัว่ ไปจะตอ้ งเพิ่มเกนของ
สายอากาศน้ัน สามารถทาไดโ้ ดยการเลอื กใช้สายอากาศที่มีอัตราขยายสงู แลว้ นาสายอากาศนั้นมาสแตคกนั
เป็น 2 แผง 4 แผง หรอื มากกวา่ นั้นขน้ึ ไปตามความจาเป็น

4.กรณที ร่ี ะดับสญั ญาณทรี่ บั ได้ตา่ และมเี ฟดด้ิงเกิดขึน้ ด้วย ซึ่งมักจะเกดิ ขนึ้ เมื่อคล่ืนต้องเคลอื่ นท่ผี ่าน
ทะเล เชน่ การรบั คลน่ื จากกรุงเทพ ฯ ทบ่ี รเิ วณพัทยาเป็นต้น ในกรณเี ช่นนีต้ อ้ งเผ่อื เกนของสายอากาศ ไวใ้ หส้ งู
เพียงพอทปี่ ้องกันผลกระทบจากเฟดดิง้ ได้ กล่าวคือ ต้องเพิ่มถนนของสายอากาศ เพ่ือให้ระดับสญั ญาณต่าสดุ ท่ี
รบั ไดม้ ีค่าสูงกว่า 40 dB µv ขึ้นไป ถ้าระดับของเฟดดง้ิ เป็น 10 dB กห็ มายถึงต้องเพม่ิ เกนของสายอากาศให้
รับสญั ญาณในตอนปกติไดส้ ูง 50 dB µv ข้นึ ไป

นอกจากการเลือกใชเ้ ครื่องขยายสญั ญาณแล้ว ตาแหน่งการติดตงั้ เครื่องขยายสญั ญาณกเ็ ปน็ สง่ิ สาคญั
เชน่ เดียวกนั ในกรณที ่สี ัญญาณที่รบั ได้มีระดับตา่ มาก การติดต้งั เคร่ืองขยายสญั ญาณจะต้องติดตั้งไว้ตรง
ตาแหนง่ ทใ่ี กลส้ ายอากาศมากทสี่ ดุ เท่าท่ีจะทาได้เพื่อให้เครื่องขยายสัญญาณทาการขยายสญั ญาณในขณะที่
ระดบั สญั ญาณยังค่าสูงอยู่ ซึ่งจะใหผ้ ลดีกวา่ การขยายในขณะที่ระดบั สญั ญาณลดตา่ ลงไปแลว้ รปู ที่ 13.54
แสดงตาแหนง่ การตดิ ต้ังปรีแอมป์ หรอื บูสเตอร์ที่เหมาะสม

สงิ่ ที่กล่าวมาข้างตน้ เป็นปัญหาและการแกป้ ัญหาทมี่ ักจะเกิดกบั ระบบ MATV และ CATV นอกจาก
ปญั หาเหลา่ นีแ้ ล้ว ปัญหาอันเนื่องจาการเส่ือมของอปุ กรณ์ ดังนั้นจงึ ควรตรวจซ่อมอยู่เสมอ เม่อื พบส่ิงผิดปกติ
ให้ทาการตรวจซ่อมทนั ที จะต้องทาการบนั ทึกการซ่อมบารุงเอาไวถ้ ึงแม้จะไมม่ สี ง่ิ ผิดปกตเิ กดิ ข้ึน จะทาให้
ประหยัดเวลาในการหาสาเหตขุ องการผิดปกติและยงั สามารถใชเ้ ปน็ หลกั ฐานอ้างองิ ในกรณที มี่ ปี ญั หาเกิดขึ้น
ดว้ ย

256

หน่วยการสอนท่ี 17. ใบงานที่ 13
หวั ข้อเรือ่ ง
ชือ่ หน่วยการสอน

18. แบบประเมนิ ผล

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

19. แบบฝกึ หดั

.................................................................................................................................................................................................

257

20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ

5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี

10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด

ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย

20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม

= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย

258

20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแก้ปญั หา

ปัญหาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา

ดา้ นการเตรียมการสอน

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านการวดั ประเมนิ ผล

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นอ่นื ๆ (โปรดระบเุ ป็นขอ้ ๆ)

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ลงชื่อ ........................................................................ ครูผู้สอน
(นายปฏิพาน สีนาบญุ )
ตาแหนง่ ครู

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 259
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

260

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชพี

และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

รหสั วชิ า 20105-2103 วชิ า ระบบภาพ

หน่วยที่ 14 ช่ือหนว่ ย ระบบโทรทัศนว์ งจรปิด

ชอื่ เร่อื ง ระบบโทรทัศนว์ งจรปิด จานวน 4 ชั่วโมง

1. สาระสาคญั

การระวังภัยด้วยระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นการระวังภัยที่กาลังนิยมนามาใช้งานกันมากขึ้นเพราะมี

ข้อดีหลายประการ เช่น สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ประหยัดจานวนคนที่จะมาทาหน้าท่ีรักษา

ความปลอดภัย เป็นต้น เม่ือเราจะนาระบบโทรทัศน์วงจรปิด อุปกรณ์และหน้าที่ท่ีจะใช้ในระบบโทรทัศน์วงจร

ปิด

2. สมรรถนะอาชพี ประจาหนว่ ย

ดา้ นความรู้

1. บอกประเภทของการระวังด้วยกล้องโทรทศั นว์ งจรปิดได้

2. อธิบายหลักการเบื้องต้นของระบบโทรทัศนว์ งจรปดิ ได้

ด้านทักษะและการประยุกต์ใช้

1. สาธติ การใช้ระบบโทรทศั น์วงจรปดิ ได้

2. เลือกอุปกรณแ์ ละหนา้ ท่ีทใี่ ชใ้ นระบบโทรทศั นว์ งจรปดิ ได้

ดา้ นคณุ ธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ

พอเพียง

1. มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 จุดประสงค์ทั่วไป

1. เพอื่ ใหร้ ู้และเข้าใจประเภทของการระวงั ด้วยกล้องโทรทัศนว์ งจรปดิ
2. เพือ่ ให้มีทกั ษะในการสาธิตการใชร้ ะบบโทรทศั นว์ งจรปิด
3. เพ่ือให้เห็นคุณค่าในการเลือกเลอื กอุปกรณ์และหน้าทที่ ่ีใช้ในระบบโทรทศั นว์ งจรปิด
4. เพอื่ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม

1. บอกประเภทของการระวังด้วยกลอ้ งโทรทศั น์วงจรปิดได้
2. อธิบายหลักการเบ้ืองต้นของระบบโทรทศั น์วงจรปิดได้
3. สาธิตการใชร้ ะบบโทรทศั นว์ งจรปดิ ได้
4. เลือกอปุ กรณแ์ ละหนา้ ทที่ ่ีใชใ้ นระบบโทรทศั น์วงจรปดิ ได้

261

5. มีคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

4. เนื้อหาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ดา้ นความรู้
1. การวเิ คราะห์ระบบระวงั ภัยดว้ ยกลอ้ งโทรทัศน์
2. เกณฑ์การเฝ้าตรวจ
3. การควบคุมดูแลระบบโทรทัศนว์ งจรปิด
4. ประโยชน์ของการใช้งานระบบโทรทัศนว์ งจรปิด
5. ตัวอย่างการใช้งานระบบโทรทศั น์วงจรปดิ
6. หลกั การเบือ้ งต้นของระบบโทรทัศนว์ งจรปดิ
7. ระบบโทรทัศนว์ งจรปิด
8. อปุ กรณท์ ี่ใชใ้ นระบบโทรทัศนว์ งจรปดิ

4.2 ดา้ นทกั ษะหรือปฏบิ ัติ
1. แบบทดสอบหนว่ ยที่ 14

4.3 ด้านคณุ ธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. นาความรู้เรือ่ งระบบโทรทัศนว์ งจรปิดไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรยี นรู้

ขนั้ ตอนการสอนหรือกจิ กรรมครู ขัน้ ตอนการเรยี นหรอื กจิ กรรมของผู้เรยี น

ขน้ั เตรยี ม(จานวน 60 นาที) ข้นั เตรียม(จานวน 60 นาที )

1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา

รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้

กบั วิชา ระบบภาพ กบั วิชา ระบบภาพ

2. ผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและ

เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 14 เรื่อง ระบบ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 14 เร่ือง

โทรทศั นว์ งจรปิด ระบบโทรทศั นว์ งจรปดิ

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี

หนว่ ยที่ 14 14

ข้นั การสอน(จานวน 120 นาท)ี ขน้ั การสอน(จานวน 120 นาที)

1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย

ท่ี 14 เรื่อง ระบบโทรทัศนว์ งจรปิด ที่ 14 เรื่อง ระบบโทรทัศน์วงจรปิด

262

ขั้นตอนการสอนหรือกจิ กรรมครู ขัน้ ตอนการเรยี นหรอื กิจกรรมของผูเ้ รียน

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพหน่วยท่ี

หน่วยท่ี 14 เร่ือง ระบบโทรทัศนว์ งจรปดิ และอธิบาย 14 ระบบโทรทัศน์วงจรปิดและฟังผู้สอนอธิบาย

เน้อื หาใหผ้ ู้เรียนฟัง เนือ้ หา

ผู้สอนให้ผเู้ รียนทาใบงานที่ 14 ระบบโทรทัศน์วงจร 3. ผู้เรยี นทาใบงานที่ 14 ระบบโทรทศั นว์ งจร

ปิด ปิด

ข้นั สรปุ (จานวน 60 นาท)ี ขั้นสรุป(จานวน 60 นาที)

1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วยท่ี 1. ผเู้ รียนและผูส้ อนรว่ มกนั สรปุ เนือ้ หาในหนว่ ยท่ี

14 เรอ่ื ง ระบบโทรทัศนว์ งจรปิด 14 เร่อื ง ระบบโทรทัศน์วงจรปดิ

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบหลังเรียน หน่วยท่ี 14

หน่วยท่ี 14

6. ส่ือการเรยี นการสอน/การเรยี นรู้

6.1 ส่อื ส่งิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า ระบบภาพ
2. ใบความรู้ท่ี 14 เร่อื ง ระบบโทรทัศน์วงจรปดิ
3. ใบงานท่ี 14 ระบบโทรทศั น์วงจรปิด
4. แบบทดสอบหนว่ ยที่ 14 สรปุ และประเมนิ ผล ขอ้ 2

6.2 สอ่ื โสตทัศน์
1. Power Point เรอ่ื ง ระบบโทรทศั นว์ งจรปิด

6.3 ส่อื ของจรงิ

7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา

1. ห้องสมดุ วิทยาลัยการอาชีพสวา่ งแดนดนิ
2. หอ้ งอินเตอรเ์ น็ตวทิ ยาลัยการอาชีพสว่างแดนดิน

7.2 ภายนอกสถานศึกษา

1. ห้องสมดุ เฉลิมพระเกยี รติอาเภอสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งสมดุ ประชาชนเฉลมิ ราชกุมารีอาเภอสวา่ งแดนดิน

263

8. งานทมี่ อบหมาย

8.1 ก่อนเรยี น
1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น

8.2 ขณะเรยี น
1. ศกึ ษาเน้ือหา ในหนว่ ยท่ี 14 เรอ่ื ง ระบบโทรทัศน์วงจรปิด
2. รายงานผลหนา้ ชัน้ เรียน
3. ปฏิบตั ิใบงานท่ี 14 เรอ่ื ง ระบบโทรทศั นว์ งจรปิด
4. สรปุ ผลการทดลอง

8.3 หลังเรยี น
1. ทาแบบฝกึ หดั หน่วยที่ 14

9. ผลงาน/ช้ินงาน ทเ่ี กิดจากการเรียนรขู้ องผู้เรยี น

1. แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 14 ใบงานที่ 14
2. ตรวจผลงาน

10. เอกสารอ้างอิง

1. ไชยวฒั น์ วงศ์สมศรี. ระบบภาพ: ศนู ย์สง่ เสรมิ อาชวี ะ

11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ บั รายวิชาอนื่

1. บูรณาการกับวิชาสายส่งและสาอากาศ
2. บูรณาการกบั วชิ าอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละวงจร

12. หลกั การประเมนิ ผลการเรียน

12.1 กอ่ นเรยี น
1. ตรวจผลงานตามใบงานท่ี 14
2. สังเกตการปฏิบตั งิ าน

12.2 ขณะเรียน
-

12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบฝึกหดั หน่วยท่ี 14
2. ตรวจแบบแบบฝึกหดั ผลการเรยี นรู้

264

13. รายละเอียดการประเมินผลการเรียน

จุดประสงคข์ ้อท่ี 1 บอกประเภทของการระวังดว้ ยกล้องโทรทัศน์วงจรปดิ ได้

1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : บอกประเภทของการระวงั ดว้ ยกล้องโทรทัศน์วงจรปิดได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : บอกประเภทของการระวังด้วยกล้องโทรทัศน์วงจรปดิ ได้ ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 2 อธบิ ายหลักการเบ้อื งตน้ ของระบบโทรทศั นว์ งจรปดิ ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : อธบิ ายหลักการเบอื้ งต้นของระบบโทรทศั น์วงจรปิดได้ ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 3 สาธติ การใชร้ ะบบโทรทัศน์วงจรปดิ ได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สาธิตการใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ได้คะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 4 เลอื กอปุ กรณแ์ ละหน้าท่ที ี่ใช้ในระบบโทรทศั นว์ งจรปิดได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : เลอื กอุปกรณ์และหน้าท่ที ใี่ ช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิดได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน

265

14. แบบทดสอบก่อนเรยี น

หนว่ ยการสอนที่ ชอ่ื หนว่ ยการสอน
วตั ถุประสงค์ เพ่อื

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น

15. แบบทดสอบหลงั เรียน

หนว่ ยการสอนที่ 1 ช่ือหน่วยการสอน
วัตถุประสงค์ เพื่อ

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น

266

ใบความรทู้ ่ี 14

หน่วยการสอนท่ี 14 ช่อื หน่วยการสอน ระบบโทรทศั น์วงจรปิด
หัวข้อเร่ือง ระบบโทรทัศน์วงจรปดิ
14.1 การวเิ คราะห์ระบบระวังภยั ด้วยกลอ้ งโทรทัศนว์ งจรปดิ

ระบบระวงั ดว้ ยกล้องโทรทัศน์วงจรปิด อาจแบง่ ออกเปน็ ประเภทกว้าง ๆ ได้ดังนี้ คือ
1.การระวงั ภยั เป็นรายจุด อาจใช้กบั กรณีของช่องหนา้ ต่างของพนกั งานธนาคารหรอื ตรงจุดเข้าออก
เช่นช่องประตูเป็นต้น
2.การระวังภัยในปรมิ าตร มีลักษณะเปน็ แบบสามมิติ
สรปุ แล้วระบบระวงั ภัยมอี ยู่หลายระดับดว้ ยกัน ในแตล่ ะกรณจี ะต้องพิจารณาสนามของการมองเห็น
ของกลอ้ งโทรทัศฯวงจรปิดเป็นอนั ดับแรก โดยอาจใช้ดว้ ยกล้องโทรทัศน์วงจรปิดตายตัวสาหรบั การระวังภัยใน
พ้นื ทีไ่ ด้ ถ้าสนามของการมองเห็นมีขนาดใหญ่พอกบั ความต้องการในสถานการณ์ทีเ่ กย่ี วข้องการระวังภัยใน
ปริมาตรจาเปน็ ต้องใชว้ ธิ ีการมากกวา่ การระวงั ภัยในพน้ื ท่ี และอาจต้องใชก้ ารควบคุมกล้องโทรทัศน์วงจรปดิ ให้
กม้ – เงย และสา่ ยไดท้ ่ัวปริมาตรมาชว่ ย ในการระวังภยั ในพ้ืนทหี่ รือในบางปรมิ าตร อาจจาเปน็ ตอ้ งใชเ้ ลนสซ์ มู
ภาพท่คี วบคุมจากระยะไกล สนามของการมองเหน็ ของกลอ้ งโทรทัศน์วงจรปิดจะมีลักษณะรปู กรวย ซึ่งมตี ัว
กล้องอย่ทู ่ีจดุ ยอด ถ้ากล้องโทรทัศนว์ งจรปิดนี้สามารถส่ายไดด้ ว้ ยมุมทีจ่ ดุ ยอดของกรวยดังกลา่ วน้กี จ็ ะกวา้ ง
ออก รปู ที่ 14.1 แสดงวิธวี างตาแหนง่ กล้องโทรทัศนว์ งจรปิดเพือ่ ให้สามารถครอบคลุมสนามของการมองเห็นที่
ต้องการให้ขอให้สงั เกตว่าการวางตาแหน่งของกล้องในสถานการณ์ที่กาหนดใหแ้ ตล่ ะอย่างน้ัน มีขอ้ ดีและ
ขอ้ เสียปะปนกัน กล้องโทรทัศน์วงจรปิดอาจอยู่ในตาแหน่งที่สามารถระวังภยั ทางดา้ นหน้าก็ได้ ในกรณีของ
ห้องโถงซึ่งจะขอยกมาเป็นตวั อย่างในทีน่ ี้ จะระวังภยั ได้เฉพาะดา้ นข้างเท่านนั้ รูปที่ 14.2 แสดงใหเ้ ห็นถงึ
วิธีการใช้กล้องโทรทัศฯวงจรปดิ 2 กล้อง ซงึ่ อยใู่ นมุมหอ้ ง 2 มมุ ท่อี ยู่ตรงขา้ มกันเพอ่ื ให้มองได้ทัว่ พ้นื ท่รี ปู
สีเ่ หลีย่ ม บางสว่ นของพ้นื ท่ีนี้จะสามารถมองเห็นได้โดยกล้องโทรทศั นว์ งจรปดิ ท้ังสองกล้อง แต่จดุ บอดที่กล้อง
ๆ หน่งึ มองไม่เหน็ น้ันอีกกล้องหนงึ่ กจ็ ะมองเห็นได้ สาหรับรูปที่ 14.3 นน้ั แสดงการระวงั ภัยท่สี ามารถ
ครอบคลุมได้ทั่วทงั้ ในปริมาตร
14.2 เกณฑก์ ารเฝ้าตรวจ
เม่อื พิจารณาโดยละเอยี ดแล้ว จะเหน็ ไดว้ ่าความสามารถของพนักงานท่ีเฝ้าตรวจนงั่ เองท่ีจะทาให้การ
ระวังภยั เปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธิผล ดังนัน้ จึงตอ้ งวเิ คราะห์ดูหน้าทีข่ องพนักงานเฝ้าตรวจควบคูไ่ ปกับการเฝา้
ตรวจซึ่งอาศยั เกณฑ์ตา่ ง ๆ อันมคี วามสัมพันธร์ ะหว่างกนั ดังตอ่ ไปนี้ (โดยสมมตวิ า่ กล้องโทรทศั น์วงจรปดิ ทุก
กล้องอยู่ที่ตาแหน่งทีเ่ หมาะสมที่สุด)
1.จานวนจอภาพ
2.ระยะเวลาทตี่ ้องการเพ่ือให้สามารถดจู อภาพไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิผล
3.เหตกุ ารณ์ท่ีจะสังเกต
4.การวางตาแหน่ง

267

จานวนกล้องโทรทัศนว์ งจรปิดที่ตรวจสอบได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพผลนน้ั มีจากัดในอกี แง่หนึง่ ผู้เฝา้
ตรวจอาจต้องทาหน้าทเี่ พียงแต่เหลือบมองไปทจ่ี อภาพบางจอเท่าน้ัน ดงั นั้นระยะเวลาที่ใชใ้ นการตรวจสอบ
ฉากเหตุการณ์จะเป็นตวั กาหนดรายละเอยี ดของภาพท่ีมองเหน็ ได้ กล้องโทรทศั นว์ งจรปิดท่ถี กู ควบคมุ จาก
ระยะไกลนน้ั จาเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใสอ่ ย่างเต็มท่ีจากพนักงานเฝ้าตรวจท่ีนัง่ ดจู อภาพอยู่ ถ้าพนักงาน
ตอ้ งทาหนา้ ท่อี ื่น ๆ ด้วย เช่น จดบันทึกเหตุการณ์ หรือการเฝา้ ตรวจเป็นเพียงหน้าทร่ี อง การเฝ้าตรวจน้ันจะมี
ประสิทธผิ ลตา่ ลง ยกตัวอย่างเช่นพนกั งานต้อนรบั อาจไดร้ ับมอบหมายให้ได้รับหน้าทรี่ องคือเฝา้ ดูจอภาพของ
เครือ่ งระวงั ภยั ดว้ ยกล้องโทรทัศนว์ งจรปดิ ไปด้วยตา่ งกบั พนักงานรักษาความปลอดภัย ซ่งึ จะต้องทาหน้าที่เฝ้า
ตรวจตามเวลา

เกณฑ์อยา่ งอืน่ ๆ สาหรับระวังภยั กค็ อื รายละเอียดของฉากเหตุการณท์ จ่ี ะต้องเฝ้าตรวจการวาง
ตาแหนง่ ของผสู้ ังเกตใกลห้ รอื ไกลจากฉากภาพเหตกุ ารณ์ที่กล้องโทรทัศนว์ งจรปิดมองเห็นมีความสาคญั เชน่ กนั
การทาหน้าท่ีของระบบจะต้องสามารถเกี่ยวโยงสงิ่ ที่มองเหน็ บนจอภาพเข้ากับวุตถในทางกายภาพจรงิ ๆ ได้
พนกั งานเฝา้ ดูจอภาพควรจะตอ้ งไปตรวจพื้นท่ภี ายใต้การตรวจสอบดว้ ยตวั เองบ้าง เพ่ือจะได้คุ้นเคยกบั พ้นื ที่
น้นั พนักงานแต่ละคนควรจะยนื มองจากตาแหน่งของกล้องโทรทัศน์วงจรปดิ เพ่ือสงั เกตฉากเหตุการณ์ และทา
ตัวใหค้ ุ้นเคยกับจุดบอด วตั ถุต่าง ๆ ทมี่ องเห็น และสง่ิ ต่าง ๆ ที่จาเปน็ ในการระวังภัย ควรจะมกี ารทดลองใช้
ระบบระวงั ภัยเพ่ือทดสอบความสามารถของพนักงานว่าจะจาเหตุการณ์ บุคคลตา่ ง ๆ เป็นรายตวั และกจิ กรรม
อยา่ งอ่นื ๆ ไดม้ ากน้อยเพียงไร นอกจากนกี้ ็ควรที่จะทอลองโดยให้คนพยายามหลบหลีกกลอ้ งโทรทัศนว์ งจร
ปิด ท่ีคอยจับภาพอยู่ในระหว่างที่ระบบระวังภยั กาลงั ปฏบิ ัตงิ าน โดยทาทีเปน็ วา่ มีคนบกุ รุกเข้ามาหรือโดยวธิ ี
อืน่ ๆ

ในการออกแบบแผงติดจอภาพสาหรบั การเฝ้าตรวจน้ัน ควรจะเรม่ิ ตน้ ดว้ ยการเลือกขนาดของจอภาพ
กอ่ น โดยทัว่ ไปแล้วจอภาพขนาด 9 นวิ้ ถือไดว้ า่ เป็นจอภาพขนาดท่เี ลก็ ท่สี ุดซ่ึงพนักงานเฝ้าตรวจดูแล้วยังพอ
สังเกตจดจาลกั ษณะตา่ ง ๆ ของภาพได้ จอภาพขนาดน้จี านวน 2 จอ จะสามารถตดิ ตัง้ เขา้ ไปได้ในแผง
มาตรฐานขนาด 10 นิ้ว ซ่งึ ใช้กบั อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์วิธอี อกแบบวิธหี นงึ่ ได้แก่การตดิ ตั้งจอภาพขนาดใหญ่
จอหนึ่งไวท้ ี่กลางแผงแล้วนาภาพทีต่ ้องการเขา้ มาดูทจี่ อนี้ สว่ นจอขนาดเล็กนนั้ อาจตดิ ตั้งเอาไว้ตามขอบแผง
มมุ ของการมองในแนวด่งิ ระหว่างผ้เู ฝา้ ตรวจกับจอภาพน้นั มีคา่ ไม่เกิน 30 องศา สว่ นมมุ ของการมองใน
แนวราบ แต่ละขา้ งของผเู้ ฝา้ ตรวจไมค่ วรเกนิ 45 องศา ท้งั น้ีเพ่ือลดความผิดเพ้ียนของภาพทม่ี องเหน็ ดังใน
ตารางที่ 14.1 แสดงระยะการมองสาหรบั จอภาพขนาดตา่ ง ๆ กนั
ตารางท่ี 14.1 แสดงระยะการมองสงู สดุ และตา่ สุดสาหรบั ขนาดจอภาพต่าง ๆ

ขนาดของจอภาพ(นว้ิ ) ระยะการมองสงู สดุ (ฟุต๗ 268
9 7.0
12 10.0 ระยะการมองต่าสุด(ฟตุ ๗
14 12.0 3.0
17 14.0 3.25
19 17.0 3.6
21 19.0 3.75
23 19.5 3.85
4.85
5.0

ถ้ามกี ารใช้วธิ ีตดั ต่อภาพเป็นลาดับโดยทวั่ ไป จะยอมรบั มาตรฐานว่าภาพเหตุการณ์ทีจ่ ะดูนั้นตอ้ งไม่เกิน 4
ภาพ ถ้ามีจานวนภาพเหตุการณ์มากกว่าน้ี ผู้เฝ้าตรวจจะรับข่าวสารมากเกินไปจนอิ่มตัว แตถ่ า้ ลดระยะเวลา
การเฝ้าตรวจลงก็อาจเพมิ่ จานวนภาพเหตุการณ์ข้นึ ไปไดบ้ า้ งในบางกรณี หลักปฏิบัติทัว่ ไปทีถ่ อื กนั อีกอย่างหน่งึ
ก็คอื วา่ กลอ้ งโทรทัศนว์ งจรปิดที่สา่ ยไปมา ได้อยา่ งอตั โนมัตินัน้ ไม่ควรใชร้ ว่ มกับอุปกรณ์การลาดับภาพ

ในบางกรณีอาจใช้วิธีการลาดับของภาพดว้ ยตนเอง สัญญาณภาพจากกลอ้ งโทรทัศน์วงจรปิดบางกล้อง
อาจถูกตดั ออกไปก่อนจนกว่าจะถงึ เวลาท่ีต้องการดภู าพเหตุการณ์ พนักงานเฝา้ ตรวจอาจเร่ิมใช้โปรแกรมการ
ลาดบั ภาพของไมโครโปรเซสเซอร์ เพ่ือใหร้ บั กับสถานการณ์บางอย่างหรือมิฉะนัน้ อาจใช้ขั้นตอนการลาดับภาพ
ดว้ ยตนเอง เพ่ือดภู าพจอภาพแทนการส่งคนยามออกไปดูเหตุการณ์
14.3 การควบคุมดูแลระบบโทรทัศน์วงจรปดิ

เมื่อไดม้ กี ารติดตงั้ และใช้งานระบบระวังภยั ทีเ่ หมาะสมทส่ี ุดแลว้ ระบบนีจ้ ะมีประสทิ ธผิ ลเพยี งไรนนั้
ย่อมขึน้ อยู่กบั ความมรี ะเบียบวินยั ในหอ้ งควบคุมนั่นเอง การเฝ้าดจู อภาพน้นั อาจกกลายเปน็ งานประจาทีน่ า่
เบื่อได้ ดังนนั้ ถา้ มีกาลงั คนมากพอ ผคู้ วบคมุ ระบบระวงั ภยั ควรจดั ให้มกี ารผลดั กนั เข้าประจาหนา้ ที่ เพ่ือให้
พนักงานมีเวลาพักผอ่ นเปน็ ช่วงๆ ในบางคร้งั ผคู้ วบคุมควรจะไปตรวจดกู ารทางานพนกั งานโดยไมบ่ อกใหร้ ตู้ วั
ลว่ งหน้า และควรจะกาหนดให้พนักงานทาบัญชรี ายการตรวจสอบพร้อมทั้งปฏบิ ัตงิ านตามขน้ั ตอนมาตรฐาน
อยา่ งจริงจงั

สถานีเฝา้ ตรวจควรจะมีพนักงานสตรีเปน็ ผ้ปู ฏบิ ตั งิ านโดยถือเปน็ หน้าทห่ี ลักหรือควรมเี จ้าหนา้ ท่ีติด
อาวุธ ทาหน้าทอ่ี อกสังเกตการณ์ ตรวจสอบ และจับกุมผ้บู ุกรุกดว้ ย นอกเหนอื จากการเฝ้าตรวจ ขั้นตอนการ
ปฏิบัติงานจะขึ้นอยู่กับพนกั งานประจาสถานีเป็นใคร

หอ้ งควบคุมและโดยเฉพาะอย่างย่งิ แผงควบคุมไมค่ วรจะมสี ิ่งของวางเกะกะกดี ขวางการปฏิบัติงาน
หอ้ งควบคุมนีค้ วรจะเป็นท่ีทางาน ไม่ใชท่ ส่ี าหรับพบปะสงั สรรค์กนั ในระหว่างพนักงาน จอภาพควรจะมีการ
ปรบั ความเข้มและโฟกสั ใหเ้ หมาะสมจะไดเ้ สน้ ลายภาพสีเทาคมชดั แม้ว่าในการดภู าพเหตุการณบ์ างฉากอาจ
ตอ้ งปรบั ความเขม้ เปน็ พิเศษ ช่วงเวลาสาหรบั การดภู าพแต่ละฉาก ซ่ึงผลัดเปล่ียนกนั มาแสดงทีจ่ อภาพจะต้อง
ปรบั ให้พอเหมาะกับการสงั เกต

269

พนกั งานเฝา้ ตรวจจะตอ้ งชว่ ยกันรับผิดชอบทางานรกั ษาความปลอดภยั ใหไ้ ดผ้ ลดี สว่ นความรูส้ กึ เบ่อื
งานก็อาจบรรเทาได้ โดยการสนับสนนุ ใหพ้ นักงานทดลองทดสอบระบบเผื่อมีการบุกรุก และใหพ้ วกเขาออกไป
ดูการทางานของกล้องโทรทศั น์วงจรปิดในแตล่ ะแหง่ ผูค้ วบคุมระบบระวังภัยอาจแนะนาสนบั สนุนให้พนักงาน
เฝ้าตรวจไดท้ าความคนุ้ เคยกับลกั ษณะเฉพาะของฉากเหตุการณแ์ ตล่ ะฉาก และให้พวกเขาเสนอแนะข้อควร
เปลย่ี นแปลงหรอื ปรบั ปรุง ถ้าลักษณะเฉพาะและตาแหนง่ ของเขตคมุ้ ครองต่างๆ มีการเปลยี่ นแปลง
ยกตวั อยา่ งเชน่ การให้แสงหรือสภาพทางกายภาพเปลีย่ นแปลงไป พนักงานเผา้ ตรวจควรเปน็ บคุ คลพวกแรกที่
รู้ถงึ การเปลีย่ นแปลงเหลา่ นี้

ประสทิ ธิผลในการทางานของสถานที ี่เฝา้ ตรวจข้ึนอยู่กับประสิทธภิ าพของห้องควบคุมและเงนิ ทุนท่มี ี
ให้ใช้ นอกเหนือไปจากคา่ ใชจ้ ่ายในการบารงุ รักษา แตส่ ่วนใหญแ่ ล้วประสิทธิผลในการทางานก็ขนึ้ อย่กู บั การ
ควบคมุ ท่ีดี รวมท้ังพนักงานที่ดนี ั่นเอง
14.4 ประโยชนข์ องการใช้งานระบบโทรทศั น์วงจรปิด

1. ในดา้ นรักษาความปลอดภัยเพือ่ ตรวจตราความเรียบรอ้ ยในบรเิ วณทางเขา้ ออก หรือสถานทสี่ าคญั
ตา่ ง ๆ

2. ใชต้ รวจสอบการทางานของเครอ่ื งจักรที่มีความสาคัญภายในสายการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม
3. ใชใ้ นการบันทึกการปฏิบัติงานของพนักงาน เพื่อให้พนกั งานได้ศึกษาและปรบั ปรงุ ตนใหม้ ี
ประสิทธิภาพมากข้นึ
4. ใช้ในการดูแลและรักษาทรัพยส์ นิ ทางธุรกิจที่อาจเกิดความเสียหายได้
5. สามารถใช้งานร่วมกับระบบควบคุมอาคารอัตโนมตั ิ ระบบควบคมุ การจราจร ระบบการขนส่ง
สินคา้ หรือระบบป้องกนั อัคคีภยั และเตือนภยั
14.5 ตัวอย่างการใช้งานระบบโทรทศั น์วงจรปดิ
1. ใช้ในงานอตุ สาหกรรม ไดแ้ ก่ การอ่านค่าเกจ (Gauge) และเครื่องแสดงตวั อย่างอน่ื จากระบบไกล
2. ใช้ในโรงพยาบาล ได้แก่ การเฝ้าดอู าการของคนไขท้ ต่ี ้องได้รับการเอาใจใสเ่ ปน็ พิเศษและการเฝา้ ดู
การผา่ ตดั ในห้องศลั ยกรรม
3. ใช้งานด้านจราจร ไดแ้ ก่ การตรวจดสู ภาพการจราจรบนสะพานพระราม 8 หรือ ดูสภาพการจราจร
ตามจดุ แออดั หรือซ้มุ เก็บเงินคา่ ผ่านทางด่วน
4. ใช้ในการตรวจสอบความปลอดภยั หรอื เรยี กอกี อย่างวา่ การระวงั ภยั ด้วยโทรภาพซึ่งเป็นอีก
รปู แบบหนึง่ ท่ใี ช้ในงานป้องกันอาชญากรรม และเป็นระบบท่ีช่วยเหลือการเฝ้าตรวจได้อย่างดีในสถานที่บาง
แห่ง เชน่ ธนาคาร ท่ีจอดรถ และบรเิ วณทีม่ ีการเสียงอนั ตรายสูง
14.6 หลักการเบอื้ งต้นของระบบโทรทศั น์วงจรปดิ
ระบบโทรทัศน์วงจรปดิ (CCTV System) คอื ระบบการสง่ สัญญาณภาพและเสยี งจากกล้องโทรทศั น์ท่ี
ทาการตดิ ต้ังตามตาแหนง่ ตา่ งๆ มายงั จอภาพ (monitor) ซ่ึงอยู่ภายในหอ้ งควบคุม (Control Room)
วตั ถปุ ระสงค์กเ็ พ่ือสงั เกตการณ์ หรือตรวจสภาพการเคลอ่ื นไหวในบรเิ วณทท่ี าการติดต้ังระบบโทรทศั นว์ งจรปิด

270

หน้าทข่ี องกล้องโทรทศั น์วงจรปดิ คอื ทาการเปลยี่ นภาพในรปู ของแสงใหเ้ ปน็ สัญญาณโทรทศั น์ระบบ
กลอ้ งโทรทัศน์วงจรปิด โดยทั่วไปกล้องจะเป็นตวั สร้างสญั ญาณขึน้ มาเองท้งั หมด รวมท้ังพลั ส์สาหรบั แบลงกิง
พลั สแ์ ละพลั ศส์ าหรับการซิงโครไนซ์ (ซิงค์พัลส์) สาหรบั หนา้ ท่ีสร้างซงิ ค์พลั สน์ น้ั อาจถือว่าเปน็ เร่ืองท่ีแยก
ตา่ งหากจากการสร้างสญั ญาณภาพ ซิงค์พลั ส์เปน็ ตวั แปรต้นหรือแปรอสิ ระของสญั ญาณโทรทัศนซ์ ึ่งทาหน้าท่ี
“บอก” กลอ้ งโทรทศั นว์ งจรปิด และเคร่ืองแสดงภาพใหเ้ รม่ิ การสแกน และปรบั พารามิเตอร์ ของสัญญาณ
14.7 ระบบโทรทศั นว์ งจรปิด

1. แบบท่ใี ชก้ ล้องถายภาพกล้องเดียว เปน็ ระยะทีง่ ่ายท่ีสดุ ใช้กลอ้ งตัวเดียวสาหรับโฟกัสดูภาพใน
บริเวณเดียว การเชือ่ มต่อระบบจะใชส้ ายโคแอ็กเชียล (Coaxial Cable) มาตรฐาน 75 โอห์ม ต่อระหว่างกล้อง
ไปยงั จอแสดงภาพเพื่อ แสดงภาพเราเห็นได้

2. แบบท่ีใช้กลอ้ งถ่ายหลายตัว จะตอ้ งต่อรวมกับอุปกรณอ์ ิเลก็ ทรอนิกสท์ ที่ าหนา้ ทีเ่ ป้นสวิตซ์ เลือกต่อ
กล้องกบั จอแสดงภาพอยา่ งอัตโนมตั ิ วิธีตดั ต่อแบบนี้เรยี กว่า “การตัดต่อเป็นลาดบั ”
14.8 อุปกรณท์ ี่ใช้ในระบบโทรทัศน์วงจรปิด

อปุ กรณ์ทีส่ าคัญในระบบ เช่น กล้องถา่ ยโทรทศั น์ เลนส์ เครือ่ งแสดงภาพหรือ จอภาพ โทรทัศนแ์ ละ
อุปกรณ์เสรมิ อีกหลายอย่างเพ่ือใหร้ ะบบสมบูรณย์ ่ิงข้ึน เชน่ เครอื่ งกาเนดิ สัญญาณ ซงิ ค์ เคร่ืองตัดตอ่ สญั ญาณ
ภาพแบบพาสซฟี เครื่องขยายสญั ญาณสาหรับการแพรภ่ าพ และเครอื่ งเกบ็ ตวั อย่างภาพหรือเคร่ืองบันทึกภาพ

อุปกรณ์ที่ใช้ภายในระบบโทรทศั นว์ งจรปดิ สามารถแบง่ ออกเป็น 10 ประเภทใหญ่ ดังต่อไปนี้
14.8.1 กล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV camera)

กล้องถ่ายภาพน้นั จะต้องหนั หนา้ ไปในทิศทางตา่ งๆ ได้ โดยการควบคมุ จากระยะไกล
สัญญาณภาพจะถูกตัดต่อและถูกควบคุมอยา่ งสมบรู ณ์ นอกจากมีหนา้ ที่ในการแสดงภาพแล้วโทรทัศน์วงจรปิด
หลายแบบยงั มีอุปกรณส์ าหรับเตือนผใู้ ช้ อยา่ งเช่น ตวั แปรสภาพสญั ญาณ อุปกรณ์ตรวจความใกลช้ ดิ ฯลฯ อีก
ดว้ ย กลอ้ งโทรทศั น์เปน็ อุปกรณ์ที่ใช้ในการจบั ภาพ ซึง่ ถกู ติดต้ังตามตาแหน่งตา่ งๆ ที่กาหนดในการตรวจจับ
ภาพ

14.8.1.1 ประเภทของกล้องโทรทศั น์แบ่งตามอุปกรณแ์ ปรเปล่ยี นภาพ แบ่งได้ 2 ประเภท
ดงั นี้

1. กล้อง VIDICON กล้องแบบน้ีจะใช้อุปกรณใ์ นการเปล่ยี นสัญญาณภาพเป็นลักษณะของ
หลอดภาพสญุ ญากาศ มีขนาด 2/3 นิว้ และ 1 นว้ิ

2. กล้อง CCD (Charge Coupled Device) กล้องแบบนจี้ ะใช้อปุ กรณใ์ นการแปรเปลีย่ น
สญั ญาณภาพเปน็ ลักษณะของชปิ ไอซีอิเลก็ ทรอนิกส์ มใี หเ้ ลือกตั้งแต่ขนาด 1/6 , 1/3 , 1/2 และ 2/3 นิ้ว

ในปจั จุบนั กลอ้ งชนดิ CCD ดจู ะมีบทบาทมากกวา่ กลอ้ งชนิด VIDICON เนือ่ งจากมีคุณภาพที่ไวแสง
กว่า รบั ภาพได้คมชดั กวา่ อีกทั้งมีขนาดเลก็ กวา่ ชนดิ VIDICON ทาให้กล้องชนดิ CCD มีขนาดกะทัดรัดงา่ ยต่อ
การใชง้ าน การเลือกลักษณะกลอ้ งใหเ้ หมาะสมกับการใชง้ าน ต้องคานึงถึงอปุ กรณอ์ ื่นๆ ที่ต้องประกอบเข้าเป็น
ระบบและเผื่อการเพ่ิมหรือขยายการใชง้ านได้อีกดว้ ย ถา้ หากจะเปรียบเทยี บ คณุ สมบัตริ ะหวา่ งกล้องชนดิ
VIDICON และ CCD แลว้ สามารถสรปุ ไดด้ งั แสดงในตารางที่ 14.2 ข้อเปรียบเทียบอีกข้อหน่ึงทีค่ วรทราบใน

271

การเลอื กใช้คือ การเลอื กใชก้ ลอ้ งโทรทัศน์ที่เปน็ กล้องสีและขาว-ดา ซึง่ ก็มีคุณสมบตั ทิ ่ีแตกต่างกัน ดังแสดงใน

ตารางท่ี 14.3

ตารางท่ี 14.2 แสดงการเปรยี บเทียบคุณสมบตั ิทแ่ี ตกตา่ งกันของกล้อง VIDICON และ CCD

คณุ สมบัติ กล้อง VIDICON กลอ้ ง CCD

ความไวต่อแสง ดอ้ ยกวา่ ดกี ว่า

การจับภาพย้อนแสง ด้อยกว่า ดกี ว่า

สัญญาณรบกวนต่อภาพ น้อยกวา่ มากกว่า

ความคมชัดของภาพ ด้อยกวา่ ดกี วา่

อายุการใช้งาน น้อยกว่า มากกวา่

ตารางท่ี 14.3 แสดงการเปรยี บเทยี บคณุ สมบตั ิทแ่ี ตกตา่ งกันของกลอ้ งโทรทัศน์แบบภาพสแี ละขาวดา

คุณสมบัติ กล้องภาพสี กล้องภาพขาวดา

ความไวต่อแสง ดอ้ ยกว่า ดกี วา่

การจบั ภาพย้อนแสง ดอ้ ยกว่า ดีกวา่

สญั ญาณรบกวนต่อภาพ มากกว่า นอ้ ยกว่า

ความคมชดั ของภาพ ดอ้ ยกวา่ ดกี ว่า

การแยกแยะเป้าหมาย ดีกว่า ดอ้ ยกว่า

14.8.1.2 กลอ้ งโทรทัศนย์ ังแบ่งไดต้ ามลักษณะของการออกแบบ สามารถแบ่งไดเ้ ป็น 2

ลกั ษณะดงั นี้

1. กลอ้ งท่ีถูกออกแบบมากาหนดใหใ้ ชง้ านได้เฉพาะกับอุปกรณ์อื่นๆ ของผู้ผลิตนั้นซึ่งจะถูก

จากดั ของเขตของการใชง้ านเพ่มิ หรอื ขยายอกี ไมไ่ ด้ดังแสดงในรูปที่ 14.6 จะเห็นวา่ กล้องดังกล่าวใชส้ ายนา

สญั ญาณ (coaxial cable) เพียงเสน้ เดยี วในการป้อนกระแสไฟไปจา่ ยทต่ี ัวกล้องและนาสัญญาณภาพย้อนกลบั

มายังจอมอนเิ ตอรซ์ ่ึงจาเปน็ ต้องใชจ้ อมอนิเตอร์ (monitor) ของผ้ผู ลติ น้ันๆ ไมส่ ามารถนากลบั ไปใชร้ ่วมกับ

อุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปได้

2. กล้องที่ออกแบบมาให้มีช่องวีดโี อเอาต์พดุ จะมีลักษณะขอบขา่ ยของการใช้งานท่กี ว้างมาก

สามารถเลอื กอปุ กรณแ์ ละระบบของผ้ผู ลติ อ่ืนๆ ใหเ้ หมาะสมกับการใช้งานตามความต้องการได้ ดงั แสดงในรปู

ท่ี 14.7 จะเห็นไดว้ ่าการป้อนกระแสไฟไปจ่ายท่ีตวั กล้องจะเชอ่ื มตอ่ กับระบบสายไฟแมน สว่ นสายนาสัญญาณ

จะทาหน้าที่เฉพาะในการนาสัญญาณภาพมายงั จอมอนิเตอร์ จะเห็นได้วา่ ระบบน้สี ามารถทาการขยายขอบขา่ ย

การใชง้ านได้ง่าย และสามารถเลอื กใช้อปุ กรณจ์ ากผ้ผู ลติ ใดก็ไดม้ าใชใ้ นระบบไม่จาเปน็ ต้องใชเ้ พียงผูผ้ ลิตเดียว

14.8.1.3 การเลือกชนิดของกล้องโทรทศั น์ใหเ้ หมาะสมกบั การใช้งาน

การเลือกชนดิ กล้องโทรทัศนว์ งจรปิดใหเ้ หมาะสมกับการใช้งาน ควรคานงึ ถึงสิ่ง

ตา่ งๆ ดังต่อไปน้ี

272

1. ระบบกลอ้ งที่ใชท้ ัว่ ไปแบ่งออกเปน็ ชนิด CCIR (PAL) และ EIA (NTSC) กล้อง
ระบบ CCIR เป็นระบบมาตรฐานยุโรป 625 เส้น 220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ ส่วน EIA เปน็ ระบบมาตรฐานอเมริกัน
525 เสน้ 110 โวลต์ 60 เฮิรตซ์ กลอ้ งทีเ่ หมาะสมทจ่ี ะนามาใชใ้ นบา้ นเราเปน็ ระบบ CCIR

2. ขนาดของแผ่นรับภาพ (sensor formats) ขนาดของแผน่ รับภาพแตล่ ะขนาดจะ
มีผลตอ่ ความละเอยี ดของภาพ (number of pixel) และการเลอื กใชเ้ ลนสใ์ ห้ไดม้ ุมมองของภาพตามต้องการซ่งึ
ดไู ด้จากหัวข้อเกีย่ วกับเลนสด์ ังจะกล่าวต่อไป สาหรบั ขนาดของแผ่นรบั ภาพขนาดต่างๆ แสดงไว้ในรูปที1่ 4.8

3. ความสว่าง (illumination) คณุ สมบัติของอปุ กรณ์รบั ภาพของกล้องนัน้ ไม่ใชม่ ีผล
เฉพาะต่อความไวที่มีต่อแสงสวา่ งเท่านั้น แตย่ งั มผี ลต่อสขี องวัตถุอีกด้วยคุณภาพของภาพทดี่ จี ะข้นึ อย่กู ับความ
เข้มของแสงที่ฉากรับภาพ ในกรณีของกล้องสีต้องคานึงถึงอณุ หภูมสิ ี (colour temperature) ที่ได้จากแสง
สวา่ งร่วมกันกับแหลง่ กาเนดิ แสงทว่ั ๆ ไป เพราะประกอบด้วยแสดงสชี นิดต่างๆ รวมกนั และแสงบริเวณรอบๆ
กล้องจับภาพจะมีการเปล่ยี นแปลงตลอดเวลาทาให้แสงไม่คงท่สี มา่ เสมอ

การกาหนดค่าความสวา่ งของกลอ้ ง (หนว่ ยเป็นลักซ์) นั้นตอ้ งคานงึ ถึงความสว่างของ
พ้นื ทที่ ่ีกลอ้ งจบั ภาพ การสะท้อนของแสงที่ฉากรับภาพ ระยะห่างของวัตถุฉากรบั ภาพถงึ ตัวกลอ้ ง ซ่ึงทาให้
อัตราการสูญเสียของแสงทีห่ ายไปรวมถึงการเลอื กใช้ชนดิ ของเลนส์เป็นองคป์ ระกอบการพิจารณาด้วย

โดยทัวไปกล้อง CCD สามารถแบ่งตามคุณสมบัตขิ องความสว่างได้ 3 ระดับคอื
- กลอ้ งทีใ่ ช้ในกิจการทั่วไป ต้องการความสวา่ งต้ังแต่ 5-2000 LUX
- กลอ้ งที่ใช้ในกจิ การความปลอดภัยสงู ตอ้ งการความสว่างต้ังแต่ 0.1-5 LUX
- กล้องทใ่ี ชใ้ นกิจการพิเศษโดยเฉพาะอย่าง ตอ้ งการความสวา่ งตงั้ แต่ 0.0001-0.1
LUX
4. ระบบซงิ ค์ (synchronization) โดยทว่ั ไปกล้องโทรทัศน์วงจรปดิ จะมีวงจรกาเนดิ
ซิงคใ์ นตวั ของมนั เองอยู่แลว้ ซิงคข์ องกล้องแต่ละตวั จะไม่ตรงกัน หากเรานากล้องหลายๆ ตัวมาใช้ร่วมกนั โดย
ผา่ นเครื่องลาดบั ภาพและแสดงภาพบนจอมอนเิ ตอร์ จะสงั เกตเหน็ ไดว้ ่าในขณะทเี่ คร่อื งลาดบั ภาพสลับภาพ
จากกล้องหน่งึ ไปยังอีกกล้องหน่ึงนั้น ภาพจะกระตุกในแนวต้ังบนจอมอนิเตอร์ซึ่งจะมีผลต่อการบนั ทกึ เทปวดี ีโอ
เมอื่ นาเทปวีดโี อนั้นมาเลน่ กลับทาใหภ้ าพล้นเปน็ ช่วงๆ ตามจังหวะการสลบั ภาพของเคร่ืองลาดับภาพ
ในกรณดี ังกลา่ วจงึ จาเปน็ ต้องเลอื กชนิดกล้องชนดิ ที่มี LINE LOCK, GEN LOCK
และ EXTERNAL SYNC เปน็ ตวั กาหนดให้ซงิ ค์ของแตล่ ะกลอ้ งทางานในจงั หวะเดียวกนั เม่ือผ่านเคร่ืองสลบั
ภาพจึงจะทาใหภ้ าพไม่กระตุกและเม่ือนาวดี โี อเทปทบ่ี นั ทึกไวม้ าเล่นกลบั จะได้ภาพทีต่ ่อเน่ืองไม่ล้มเปน็ ชว่ งๆ
5. ความคมชดั ของภาพ (resolution) กล้องท่ีมีความคมชัดสูงจะใหภ้ าพท่ีคมชัด
คณุ สมบตั นิ ้นี บั วา่ เปน็ พืน้ ฐานของการเลอื กชนดิ ของกล้อง ทั้งนขี้ น้ึ อยกู่ บั การออกแบบของแตล่ ะโรงงานให้
เหมาะสมกบั การใช้งานในลักษณะท่แี ตกต่างกันออกไป
14.8.2 เลนส์ (Lens)

273

การเลือกใชช้ นิดของเลนสน์ น้ั ข้ึนอยกู่ ับความต้องการมองภาพวา่ ตอ้ งการจะมองในมุมแคบ
หรอื มุมกว้าง และต้องคานงึ ถึงระยะหา่ งระหว่างจุดทที่ าการติดตงั้ กลอ้ งกบั วตั ถุทต่ี ้องการมองเน่ืองจากเลนส์มี
หลายขนาดและหลายแบบ การใชง้ านจะต้องพิจารณาใหเ้ หมาะสมกับงานนั้นๆ ดว้ ย

14.8.2.1 ชนดิ ของเลนส์
1. เลนส์ธรรมดา (fixed & manual iris lens) เปน็ เลนสท์ เี่ หมาะสาหรับใชภ้ ายในอาคารทม่ี ี

แสงสว่างสมา่ เสมอสามารถเลือกขนาดมมุ มองกวา้ งได้ต้ังแต่ 30-110 องศา ไดต้ ามต้องการ ขนาดของเลนส์
มาตรฐานจะมีขนาด 16 มิลลิเมตร (30 องศา) ถา้ ใชก้ ับกลอ้ งชนดิ FORMAT 2/3 น้วิ จะมองวตั ถุเท่ากบั
สายตาปกติของคนเราเพยี งแตม่ ุมมองจะแคบกวา่ เทา่ นนั้

2. เลนส์ปรับม่านรบั แสงอตั โนมัติ (auto iris lens) เหมาะกับการใชง้ านพ้ืนที่มีการ
เปลยี่ นแปลงของแสงอยู่ตลอดเวลาหรอื ใช้กับกล้องทีต่ ้องการจบั ภาพท้งั กลางวนั และกลางคนื

จากรูปท่ี 14.13 แสดงใหเ้ หน็ วา่ กล้องทใี่ ชร้ ว่ มกบั เลนส์ปรบั ม่านรบั แสงอัตโนมัติจะสามารถ
เปิด-ปิดมา่ นรบั แสงได้ตง้ั แต่ 0.1-100,000 ลักซ์ (1,000,000 : 1) ในตวั และใช้ร่วมกับเลนส์แบบธรรมดา

3. เลนส์ดงึ ภาพ (tele lens) ใช้กบั การดึงภาพระยะไกล เพ่ือขยายภาพให้ใหญ่ข้นึ ตาม
ต้องการ หรือในตาแหนง่ ท่ีต้องการดูภาพ แต่ไมส่ ามารถท่จี ะเขา้ ไปตดิ ต้ังกล้องใกล้กบั ตาแหนง่ ของวตั ถุนนั้ ได้

4. เลนสร์ เู ขม็ (pinhole lens) ใชก้ ับกรณีที่ตอ้ งการซ่อนกลอ้ ง ในบางสถานท่ีท่ีไมต่ ้องการให้
บุคคลอ่นื ทราบวา่ มกี ล้องติดต้ังอยูใ่ นบริเวณนั้น

5. เลนสซ์ มู (motorized zoom lens) ใช้กบั กรณที ตี่ ้องการเน้นภาพใดภาพหนึ่ง โดยการดงึ
ภาพในบางตาแหนง่ หรือบางจุดใหข้ ยายใหญ่ข้ึน เพ่ือสามารถทีจ่ ะดูภาพได้ในระยะท่ีใกลข้ ้ึน หรอื ชนิดที่มคี าสัง่
โปรแกรมล่วงหน้าไว้ (preset) เพ่อื ให้ทางานร่วมกับสัญญาณเตอื นภยั หรอื อุปกรณ์จบั การเคลอ่ื นไหว (motion
detection) เพือ่ ให้ภาพปรากฏบนจอภาพตามทไ่ี ด้กาหนดไว้แตแ่ รก

14.8.2.2 การคานวณขนาดของเลนส์
สตู รการหาขนาดของเลนสท์ ีจ่ ะใชส้ ามารถอธิบายได้ดงั นี้
W : ความกว้างของวัตถจุ ริง
H : ความสูงของวัตถุจรงิ
w : ความกว้างของหน้าหลอดภาพหรอื CCD คา่ มาตรฐาน 1” = 12.8 mm, 2/3” =
8.8 mm, 1/2” = 6.4 mm, 1/3” = 4.8 mm
h : ความสูงของหน้าหลอดภาพหรือ CCD คา่ มาตรฐาน 1” = 9.6 mm, 2/3” = 6.6 mm,
1/2” = 4.8 mm, 1/3” = 3.6 mm
f : ขนาดของเลนส์ทจ่ี ะใช้
L : ระยะหา่ งจากวัตถุกับเลนส์

274

ตวั อย่าง ถ้าต้องการหาขนาดของเลนส์ท่ีจะใช้มองวตั ถุจริงขนาดสงู 2.64 เมตร บนจอภาพได้ท้ังหมด โดยใช้

กลอ้ งขนาด

2/3” ระยะห่างจากเลนสห์ รอื กล้องถึงวตั ถุ 10 เมตร สามารถคานวณไดด้ ังต่อไปนี้

H = 2.64 m = 2,640 mm, L = 10 m = 10,000 mm

ℎ =

=6.6

2,640 10,000
f = 25 มลิ ลิเมตร

14.8.2.3 การคานวณหาพนื้ ที่ของเลนส์ซูม

สูตรการคานวณพน้ื ทท่ี ่ีไดจ้ ากการใชเ้ ลนส์ซมู อธบิ ายได้ดังน้ี

ขนาดดา้ นแนวนอน (H) = ×


ขนาดดา้ นแนวตั้ง (V) = ℎ ×


ตวั อย่าง ถา้ เป็นกลอ้ งขนาด 1/2” ระยะหา่ งกล้องกบั วัตถุ 15 เมตร ใชเ้ ลนส์ 6-36 มิลลเิ มตร ดังแสดงในรปู ที่

14.14 จะ สามารถคานวณหาขนาดดา้ นแนวนอนและแนวต้ังได้ดังนี้

ที่ระยะเลนส์ซมู 6 มิลลเิ มตร

ขนาดด้านแนวนอน (H) = 6.4 ×15 = 16 เมตร
6 = 12 เมตร

ขนาดด้านแนวตัง้ (V) = 4.8 ×15
6

ทรี่ ะยะเลนส์ซูม 36 มลิ ลเิ มตร

ขนาดด้านแนวนอน (H) = 6.4 ×15 = 2.66 เมตร
36

ขนาดด้านแนวตั้ง (V) = 6.4 ×15 = 2 เมตร
36

ท้งั นก้ี ารเลือกใชเ้ ลนส์ต้องคานึงถงึ ขนาดของแผ่นรับภาพของกล้องโทรทศั น์วงจรเปดิ ท่ใี ช้กอ่ นวา่ เปน็

ขนาดใด แลว้ จงึ พิจารณาขนาดของเลนส์ท่ีใช้เขา้ กบั กล้องชนดิ น้ันจึงได้องศาของการมองภาพท่ีตอ้ งการ

จากรปู ท่ี 14.15 จะเหน็ ไดว้ า่ ระยะหา่ งจากจุดติดตง้ั กล้องโทรทศั นว์ งาจรปิดกับวตั ถุที่มองเหน็ เปน็

ระยะเดียวกัน โดยเลือกใช้ขนาดเดยี วกันกับกลอ้ งโทรทัศนว์ งจรปดิ ทีม่ ีขนาดแผน่ รับภาพแตกต่างกนั ดว้ ย

14.8.3 จอภาพ (Monitor)

เปน็ อปุ กรณท์ ่ใี ชใ้ นการแสดงผลของภาพท่ไี ด้จากกล้องโทรทศั นว์ งจรปิดซึง่ มีท้ังแบบแสดง

ภาพสีและขาว-ดา ขนาดของจอภาพนนั้ จะมขี นาดต่างๆ กัน ตัง้ แต่ 5-29 นว้ิ ให้เลอื กใช้ตามความเหมาะสม

ของการใช้งานและขนาดของห้องควบคุม ภาพทปี่ รากฏบนจอจะใหภ้ าพทค่ี มชัดได้ข้ึนอยู่กบั กลอ้ งและตัว

จอภาพท่ีมีความละเอียดของภาพที่สมดุลกนั การกาหนดใหภ้ าพแสดงบนจอภาพครงั้ ละภาพ 4 ภาพ, 9 ภาพ,

16 ภาพ และ 32 ภาพในเวลาเดยี วกนั นนั้ จะต้องมีอุปกรณ์การลาดบั ภาพ หรือรวมสญั ญาณภาพเพ่มิ เติมดว้ ย

14.8.4 เครื่องสลบั ภาพ (Video Switcher)

เปน็ อปุ กรณ์ท่ใี ช้ในการสลบั ภาพจากกลอ้ งโทรทศั นห์ ลายๆ กล้องมายังจอภาพเดียว เครือ่ ง

สลบั ภาพมีหลายแบบใหเ้ ลอื กใชต้ ามความเหมาะสมดังน้ี

275

1. เครอื่ งสลับภาพแบบธรรมดา (normal type video switcher) ลักษณะของเครื่องสลบั
ภาพแบบน้ี การใชง้ านจะต้องเดนิ สายสัญญาณภาพจากกล้องทุกตัวมายงั เคร่ืองสลับภาพ ซ่งึ จะสามารถ
กาหนดการแสดงภาพเป็นลาดบั (Sequence), แบบดูภาพทีละกล้อง (Spot) และยกเลกิ ภาพที่กาหนด (by-
pass) ไดโ้ ดยมที ั้งแบบ 1 เอาตพ์ ุด หรอื 2 เอาต์พดุ ใหเ้ ลือกใช้ตามต้องการอีกทงั้ มชี นิดตอ่ พ่วงกันสญั ญาณแจ้ง
เหตไุ ด้ดว้ ยดงั การเชื่อมต่อในรูปที่ 14.17

2. เครื่องสลบั ภาพแบบ Coaxitron Matrix Switcher
เคร่ืองสลบั ภาพแบบน้ี การทางานของเคร่ืองจะทางานภายใตร้ ะบบไมโครโปรเซสเซอร์ ซ่ึง
ตอ้ งเดินสายนาสญั ญาณภาพมาตอ่ ท่ี CPU หลักจากกล้องทุกๆ ตัวโดย อาศยั สายนาสญั ญาณภาพเพยี งเสน้
เดยี วในการรบั และส่งสัญญาณภาพ พร้อมท้ังสัญญาณควบคุมการทางานของอปุ กรณ์ในระบบท้งั หมด ทาให้
การตดิ ตง้ั ระบบงา่ ยข้ึนและประหยดั สายทีต่ ิดตั้ง เครอ่ื งสลับภาพแบบนจ้ี ึงถูกใช้กบั ระบบที่มขี อบข่ายในการใช้
งานท่ีกว้างขวาง ดังแสดงการเช่ือมตอ่ ในรูปท่ี 14.18 ความสามารถโดยทว่ั ไปของเครอื่ งสลับภาพแบบ
Coaxitron Matrix มีดังต่อไปน้ี
- สามารถตดิ ตัง้ กล้องโทรทัศนใ์ นระบบไดถ้ ึง 96 กล้อง สามารถแยกสัญญาณวดี โี อเอาต์พุตได้
ถึง 16 มอนิเตอร์ โดยวิธีการเลอื กใสก่ าร์ดอินพตุ เข้ากบั ระบบตามจานวนกล้องทใ่ี ช้งาน
- สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้องแบบ Scan หรือ Pan/Tilt รวมทั้งการซูมภาพได้
อยา่ งสะดวกรวดเร็ว
- สามารถใชง้ านรว่ มกบั ระบบสัญญาณเตือนภยั (alarm system) ได้
- สามารถติดตั้งคยี ์บอรด์ ควบคมุ การดภู าพได้ถึง 8 จุด
- สามารถควบคมุ การทางานของระบบตามโปรแกรมท่ีกาหนดไว้ในลักษณะแบบฟรีเซต
(Preset) ได้
- มีหมายเลขของกล้องแสดงทจ่ี อภาพมอนเิ ตอรแ์ ละสามารถโปรแกรมตวั อักษร (ตาแหนง่
กลอ้ ง) ไดท้ ุกกล้อง
- คยี ์บอรด์ ควบคุมถูกออกแบบใหส้ ามารถปรับแต่งการทางานของระบบไดง้ ่ายและสะดวกกบั
การใชง้ าน
3. เคร่อื งสลับภาพแบบ Twisted-pair Matrix Switcher (Two Wire Control) เป็นเครือ่ ง
สลับภาพทางานภายใตร้ ะบบไมโครโปรเซสเซอรเ์ ชน่ กนั แต่จะแยกสายนาสญั ญาณกบั สายควบคมุ ออกจากกัน
ดังแสดงในรปู ที่ 14.19 ซึ่งแตกตา่ งจากระบบ Coaxitron Matrix ระบบนีส้ ายนาวดี โี อจะใชเ้ ป็นสายโคแอ็
กเช่ียลสว่ นสายสัญญาณควบคุม (data) จะใชส้ ายตวั นาคู่ ซึ่งสายนาสัญญาณวิดโี อจะเชื่อมต่อมายงั ศนู ย์
ควบคมุ หรือ CPU หลกั สว่ นสายตัวนาคจู่ ะต้องเดนิ สายระหวาง CPU กบั รีซิฟเวอร์ของกลอ้ งแต่ละตัวโดย
เดนิ สายได้ท้ังแบบอนุกรมและแบบกระจาย (star) ภายในระบบเคร่ืองสลัยภาพแบบ Twisted-pair Matrix
Switcher จะมขี อบข่ายการทางานท่ีกวา้ งมาก และครอบคลุมการใชง้ านของระบบ CCTV ได้อย่างเตม็ ท่ี
ความสามารถของเครื่องสลบั ภาพแบบ Twisted-pair Matrix Switcher มดี ังต่อไปน้ี

276

- สามารถติดกลอ้ งโทรทัศน์ในระบบได้ถึง 1,024 กลอ้ ง และสัญญาณวดิ ีโอเอาตพ์ ตุ ได้มากถงึ
128 เอาตพ์ ดุ โดยวธิ กี ารเลอื กใส่การด์ อนิ พุตสาหรบั กลอ้ งและการ์ดเอาต์พตุ สาหรับวดิ ีโอเขา้ ระบบตามจานวน
กลอ้ งที่ใชง้ าน

- สามารถควบคุมการเคล่ือนไหวของกล้องแบบ Scan หรอื PAN/TILT รวมท้งั การซมู ภาพได้
- สามารถใชง้ านร่วมกบั ระบบสญั ญาณเตือนภัยไดห้ ลายๆ แบบ โดยการเลือกใช้งานจาก
การด์ ทเี่ ก่ียวกบั ระบบควบคมุ การทางานของสญั ญาณเตือนภัยนั้นๆ
- การทางานแบบพรเี ซตหรือการทางานแบบอัตโนมตั จิ ะมีชุดคาสัง่ การทางานแบบมาโคร ซงึ่
ทาให้การเขียนโปรแกรมควบคมุ การทางานสามารถทาไดง้ ่ายและมปี ระสทิ ธภิ าพสงู
- สามารถต้งั เวลาการเปิด-ปดิ ประตูและอุปกรณไ์ ฟฟ้าต่างๆ ได้โดยอตั โนมตั ิตามท่ีตัง้
โปรแกรมไว้
- สามารถตดิ ตง้ั คียบ์ อรด์ ควบคุมการดภู าพได้ 16 จุด
- มหี มายเลขประจากลอ้ งและขอ้ ความการทางานของระบบแสดงทจ่ี อภาพ
- สามารถโปรแกรมตัวอักษร (ตาแหนง่ กล้อง) ไดท้ ุกกล้อง
- คยี บ์ อรด์ ควบคุมออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถทีจ่ ะปรบั แต่งการทางานของระบบไดง้ ่าย
และสะดวก
- สามารถใชค้ ยี ์บอร์ดควบคุมเครือ่ งบันทึกภาพหรือเครื่องพิมพ์ไดโ้ ดยตรง
- สามารถทจี่ ะโอนถา่ ยข้อมลู การทางานของระบบทั้งหมดเขา้ สเู่ คร่ืองคอมพิวเตอรเ์ พอื่ จัดเกบ็
ข้อมลู หรือออกรายงานแสดงผลการทางานของระบบได้
4. เครอื่ งสลบั ภาพแบบ MINIMAX VIDEO SWITCHER เปน็ เคร่อื งสลับภาพทางานภายใต้
ระบบไมโครโปรเซสเซอร์เช่นกัน ถูกออกแบบมาใหใ้ ช้งานง่ายไม่สลบั ซบั ซ้อน สามารถควบคมุ การทางานของ
กลอ้ งได้จากแผงหนา้ ปดั (front panel) หรอื ด้วยเครื่องควบคมุ ระยะไกลแบบไร้สาย (remote control) การ
เดนิ สายจะตอ้ งนาสัญญาณโคแอก็ เชย่ี ลจากกลอ้ งทุกตัวมาที่ CPU และเดินสายตัวนาค่จู าก CPU ไปยังอุปกรณ์
รับคาส่งั ของกล้องทุกตวั ทีต่ ้องการ PAN/TILT/ZOOM โดยเดินสายแบบอนุกรมจากอปุ กรณร์ บั คาสงั่
(RECEIVER) ของกล้องตัวแรกาจนถงึ ตัวสดุ ท้ายดงั แสดงการเชื่อมตอ่ ในรูปที่ 14.20
ความสามารถของเคร่ืองสลับภาพแบบ MINI-MAX VIDEO SWITCHER
- สามารถตดิ ตั้งกล้องโทรทัศนใ์ นระบบได้ถึง 32 กล้อง
- มสี ญั ญาณเพ่ือแสดงผลภาพเอาต์พตุ ได้ถึง 4 เอาตพ์ ุต
- แสดงภาพแบบธรรมดา, แบบอตั โนมตั ิ หรอื บายพาสได้ตามตอ้ งการ
- สามารถกาหนดให้กลอ้ งหนึ่งกลอ้ งใดแสดงผลบนจอมอนเิ ตอร์ท้งั 4 เอาต์พตุ ได้ตามต้องการ
- มีรหัสผ่านปอ้ งกนั การแก้ไขโปรแกรม
- มีภาครับเสียงของแตล่ ะกล้อง
- สามารถเพมิ่ ชดุ ควบคุมภายนอก (external keyboard) หรือเคร่ืองควบคุมระยะไกลแบบ
ไร้สาย (remote control) ได้ถงึ 4 จุด

277

- สามารถควบคุมการทางานของกล้อง PAN/TILT/ZOOM ไดถ้ ึง 4 จุดควบคมุ
- แสดงผลจากสัญญาณเตือนภัยได้ 2 จอภาพในเวลาเดยี วกันได้
- สามารถใช้ร่วมกับระบบสญั ญาณเตือนภัยตา่ งๆ ได้
- สามารถควบคุมการทางานของระบบตามโปรแกรมท่ีกาหนดไวใ้ นลักษณะแบบพรเี ซตได้
10 ตาแหน่ง
- มตี ัวเลขแสดงลาดบั ของกล้องตัวอักษรบอกตาแหนง่ หรือสถานท่ีของกล้องได้ถงึ 12
ตัวอักษร (camera titles) และวัน เดือน ปี เวลา พร้อมทั้งสามารถบันทึกลงวิดีโอคาสเซท็ ท์ไดอ้ ีกดว้ ย
5. เครื่องสลับภาพแบบ MULTI COAX VIDEO SWITCHER เปน็ อุปกรณ์สลับภาพที่ไดน้ าเอา
อปุ กรณ์ตา่ งๆ ซ่ึงไดแ้ ก่เครื่องสลับภาพ, เคร่ืองควบคุมหวั สา่ ยซา้ ย-ขวา และก้ม-เงย และเครื่องควบคุมเลนส์มา
รวมอย่ใู นรีโมทคอนโทรล ชนดิ ไร้สายเพียงตัวเดยี ว การทางานของเคร่ืองจะถูกควบคุมการทางานดว้ ยระบบ
ไมโครโปรเซสเซอร์ โดยการรับส่งสัญญาณภาพและสญั ญาณควบคมุ การทางานของกล้องไปตามสายนา
สัญญาณโคแอก้ เชย่ี ลเพยี งเสน้ เดยี ว
การตดิ ต้งั ใช้งานสามารถทาได้ง่ายและประหยดั สายนาสญั ญาณ รวมทงั้ สายควบคุม ซง่ึ ทาให้
ลดค่าใช้จา่ ยในการติดตัง้ ระบบลงไป เครือ่ งสลับภาพแบบนี้จะมีแบบลักษณะการเดินสายสญั ญาณภาพแบบ
อนกุ รม อุปกรณ์ภายในระบบเครือ่ งสลบั ภาพแบบนจี้ ะมีความยืดหย่นุ สงู ต่อการเปลย่ี นแปลงหรอื ขยายระบบ
สามารถทีจ่ ะทาไดส้ ะดวกรวดเร็ว โดยไม่ต้องเดินสายเพ่มิ เติมในกรณีทีไ่ มต่ ้องการเปลยี่ นแปลงจากกล้องเดิมท่ี
อยูก่ ับท่ีให้สายซ้าย-ขวาและก้ม-เงย หรอื ซูมภาพไดโ้ ดยการเปล่ียนชดุ รับคาสง่ั เทา่ นั้น ดังแสดงการเชอื่ มต่อใน
รูปท่ี 14.21
ความสามารถของเครื่องสลับภาพแบบ MULTI-COAX VIDEO SWITCHER มีดงั ตอ่ ไปน้ี
- สามารถติดตั้งกล้องโทรทัศนใ์ นระบบไดถ้ ึง 16 กล้อง
- ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรลไร้สาย
- สามารถทจ่ี ะต่อพว่ งเข้ารว่ มกบั สญั ญาณเตือนภัยได้
- มหี มายเลขประจากลอ้ งปรากฏบนจอมอนเิ ตอร์
- มีวัน เดอื น ปี และเวลา ปรากฏบนจอมอนิเตอร์
14.8.5 เครื่องแบง่ ภาพ (VIDEO MULTIPLEXER OR MULTIVISION UNIT)
เปน็ อปุ กรณก์ ารรวมสญั ญาณภาพจาก 4 ภาพ 9 ภาพ 16 ภาพ และ32 ภาพให้รวมอยู่ใน 1
จอภาพ ซึ่งแบ่งได้ออกเป็น 2 ชนดิ คอื ชนดิ SIMPLEX ขณะบันทกึ เทปจะไมส่ ามารถเล่นกลบั ได้ อีกชนดิ หน่งึ
คือ ชนดิ DUPLEX จะสามารถเล่นกลบั ได้ในขณะท่ีอกี เครือ่ งหนึ่งกาลังบนั ทึกเทปโดยปกติ เหมาะสาหรับงานที่
ต้องการดภู าพตลอดเวลา และมีพ้ืนทีจ่ ากัดในการติดตง้ั จอภาพหลายๆ เคร่อื ง ภาพท่ีปรากฏบนจอภาพโดย
ผ่านเครือ่ งแบ่งภาพท้ังชนดิ 4 ภาพ 9 ภาพ 16 ภาพ และ 32 ภาพ การเคลื่อนไหวของภาพจะไม่ต่อเนือ่ ง ภาพ
ท่ไี ด้เปน็ แบบชนิดดิจติ อลสโลวส์ แกน (digital slow scan) แตถ่ า้ การแสดงภาพท่ีจอภาพเปน็ แบบเตม็ จอภาพ
การเคลอื่ นไหวของภาพจะปกติเปน็ แบบอะนาล็อก

278

ปจั จุบันเครื่องแบ่งภาพเฉพาะชนดิ แบ่ง 4 ภาพ จะมีให้เลือกเปน็ แบบชนิดใหภ้ าพต่อเน่ืองเรยี กวา่ แบบ
รลี ไทม์ (real time) ดว้ ย เครอ่ื งแบง่ ภาพมีทั้งชนดิ ใช้กับกล้องขาว-ดา และกล้องสใี หเ้ ลือกใช้ รวมถงึ ระบบการ
ซูมภาพซง่ึ เป็นแบบดิจติ อล (digital zoom) จะซูมภาพได้เฉพาะภาพท่ีปรากฏบนจอ เพ่ือขยายสว่ นหนึ่งส่วน
ใดของภาพใหใ้ หญ่ขน้ึ เปน็ 2 เท่า ภาพที่ไดจ้ ะไมม่ ีความละเอยี ด ไม่เหมาะสาหรบั งานทตี่ ้องการรายละเอียด
ของภาพทีช่ ดั เจน ดังแสดงลักษณะการเชือ่ มตอ่ ในรปู ที่ 14.24

ความสามารถของเครื่องรวมสญั ญาณภาพ
1. สามารถแสดงภาพไดถ้ ึง 32 ภาพใน 1 จอภาพ ไดท้ ั้งภาพสีและขาวดา
2. แผงควบคมุ การทางานถกู ออกแบบมาใหใ้ ช้งานไดง้ ่ายและสะดวก
3. การปรับแต่งการทางานจะเปน็ ลกั ษณะรายการเลือกการทางาน (MENU PROGRAMMING)
4. สามารถบันทกึ ภาพท้ัง 32 ภาพ ในเวลาเดียวกนั ดว้ ยเครื่องบนั ทึกภาพเพยี ง 1 เครือ่ ง และสามารถ
เล่นเทปจากสญั ญาณภาพทบี่ ันทึกไว้กลับมาดไู ด้ โดยเลอื กภาพใดภาพหนงึ่ ในจานวนกล้องทั้งหมดท่บี ันทึกมาดู
ไดอ้ ีกดว้ ย
5. มหี ลายเลขกลอ้ ง วัน เดอื น ปี เวลา และสามารถกาหนดชอ่ื สถานทต่ี ิดตั้งกลอ้ งไดด้ ว้ ย
14.8.6 เครื่องบนั ทกึ ภาพ (Video cassette recorder)

เปน็ อปุ กรณ์ท่ีใชส้ าหรับการบันทกึ ภาพท่ีไดจ้ ากกล้องโทรทัศน์ เพื่อประโยชน์ในการทาภาพที่
ไดม้ านน้ั มาตรวจสอบได้ในภายหลงั ภาพท่ีเราเหน็ นน้ั จะเป็นภาพตอ่ เน่ือง ซึ่งให้ภาพได้ 25 เฟรมต่อวินาที

เคร่ืองเล่นวดิ ีโอที่ใช้ทัว่ ไปสามารถบนั ทกึ ภาพได้ตามความยาวของเน้ือเทปในระบบ
STANDARD PLAY (SP) และใชค้ วามยาว 2 เทา่ ในระบบ LONG PLAY (LP) ม้วนเทปชนิดต่างๆ มีดงั ต่อไปนี้

1. E-30 บันทึกในระบบ SP ได้นาน 30 นาที (1/2 ชม.) และบันทกึ ในระดับ LP ไดน้ าน 60
นาที (1 ชม.)

2. E-60 บันทึกในระบบ SP ได้นาน 60 นาที (1 ชม.) และบนั ทึกในระดับ LP ได้นาน 120
นาที (2 ชม.)

3. E-120 บนั ทึกในระบบ SP ได้นาน 120 นาที (2 ชม.) และบันทึกในระดับ LP ได้นาน 240
นาที (4 ชม.)

4. E-180 บนั ทึกในระบบ SP ไดน้ าน 180 นาที (3 ชม.) และบนั ทึกในระดับ LP ไดน้ าน 360
นาที (6 ชม.)

5. E-240 บันทกึ ในระบบ SP ได้นาน 240 นาที (4 ชม.) และบันทกึ ในระดับ LP ไดน้ าน 480
นาที (8 ชม.)

ส่วนเครื่องบันทึกภาพท่ีใช้ในระบบ CCTV จะเป็นชนดิ TIME-LAPSE โดยใช้มว้ นเทปชนิด E-
180 (3 ชม.) เปน็ มาตรฐานในการบันทึก สามารถเลือกเวลาการบันทกึ ได้ยาวนานตง้ั แต่ 3 ชม. 72 ชม. 480
ชม. หรอื 960 ชม. ในม้วนเดยี ว การบันทึกภาพท่ียาวนานแบบนี้ภาพที่ไดจ้ ะไม่ต่อเน่ือง ชว่ั โมงการบนั ทกึ ยงิ่
มากภาพท่ไี ดย้ ิ่งลดการต่อเนอ่ื งมากขนึ้ ซ่งึ สรปุ ข้อมลู ได้ดงั ในตารางที่ 16.4

279

นอกจากน้ยี ังมีเครือ่ งบันทกึ ภาพอีกชนดิ หนึ่งคือเคร่ือง Multiple video recording ซ่งึ ร่วม

เอาภาพสวิตเชอร์ (switcher) 10 ช่องหรอื 16 ชอ่ งรวมอยู่ในเครอ่ื งเดยี วกนั ซึง่ มีคณุ สมบัติดังน้ี

1. มีวนั -เดอื น ปี และเวลา พร้อมทัง้ สามารถเขยี นบันทึกตัวอกั ษรได้ 24 ตัวอกั ษร (ID

system)

2. มีพอร์ตสื่อสาร ต่อเข้ากับเครื่องคอมพวิ เตอร์ PC ได้ และพอรต์ RS – 232 สาหรบั รโี มท

3. เชอื่ มสญั ญาณเตือนภยั ได้ 18 อนิ พุต มีหน่วยความจา 255 หนว่ ยความจา

4. มเี อาต์พุตสัญญาณเตือนภัย 2 ชอ่ ง สามารถกาหนดใช้ได้ในเวลากลางวนั หรือกลางคืน

5. มโี ปรแกรมตง้ั เวลาของการอดั ได้ 7 วนั

6. สามารถกาหนดการบนั ทึกหรือเลน่ กลบั ได้ถงึ 12 ความเร็ว

ตารางท่ี 14.4 แสดงผลการแสดงภาพทไี่ ดเ้ มื่อเลอื กระยะเวลาบันทกึ แตกตา่ งกัน

ระยะเวลาบนั ทึก วนั เฟรม(ภาพ/วินาที) ผลที่ได้

3 ช่ัวโมง - 25 ภาพตอ่ เนื่อง

6 ช่วั โมง - 12.5 ภาพต่อเนื่อง

12 ชัว่ โมง - 6.25 ภาพตอ่ เน่ือง

24 ชั่วโมง 1 3.12 ภาพไมต่ ่อเน่ือง

48 ช่ัวโมง 2 1.56 ภาพไมต่ ่อเน่ือง

72 ชว่ั โมง 3 1.04 ภาพไม่ต่อเนื่อง

120 ช่ัวโมง 5 0.62 ภาพไมต่ ่อเนื่อง

168 ช่วั โมง 7 0.44 ภาพไม่ต่อเนื่อง

240 ชัว่ โมง 10 0.31 ภาพไมต่ ่อเนื่อง

360 ชว่ั โมง 15 0.20 ภาพไมต่ ่อเน่ือง

480 ชั่วโมง 20 0.15 ภาพไม่ต่อเน่ือง

960 ชั่วโมง 40 0.07 ภาพไม่ต่อเน่ือง

14.8.7 หวั ส่ายซ้าย-ขวา และก้ม-เงย (Scanner and pan/tilt)

เป็นอปุ กรณ์เพ่ิมเติมสาหรับใช้งานคู่กบั กล้องโทรทศั นว์ งจรปิด ในกรณีท่ีต้องการจับตาแหน่ง

ภาพบริเวณกว้างๆ โดยหัวส่ายซ้าย-ขวา (Scanner) น้ันจะกวาดจับภาพได้ทัง้ แนวระนาบและแนวดงิ่ โดยหวั

สา่ ยท้ัง 2 ชนดิ น้นั มใี หเ้ ลือกใช้แล้วแตล่ ักษณะของงานท่ีใชว้ า่ จะเลือกใชแ้ บบภายในอาคาร หรอื แบบใช้

ภายนอกอาคารหรือแบบป้องกนั การระเบดิ (explosion-proof) ทั้งนต้ี ้องคานึงถึงการรับนา้ หนกั ของตัวกล้อง

เลนส์ และตัวครอบกล้อง (housing) อกี ทง้ั ยงั ต้องกาหนดการสา่ ยซ้าย-ขวา ในแนวระนาบหรอื ก้ม-เงย ใน

แนวดง่ิ ได้กี่องศา รวมถงึ ความเรว้ ในการเคลอ่ื นทกี่ ่ีองศาต่อวินาที หรือชนิดที่ทางานร่วมกับสญั ญาณเตือนภัย

ตามคาสัง่ ที่กาหนดไว้ (preset) หัวสา่ ยซ้าย-ขวาและก้ม-เงย จะทางานเองโดยอัตโนมัติไปยงั ตาแหนง่ ท่ีกาหนด

ไว้ ในรูปท่ี 14.27 แสดงรูปรา่ งของหวั สา่ ยซ้าย-ขวาและก้ม-เงย

280

14.8.8 เคร่อื งตรวจจับสญั ญาณการเปล่ียนแปลงของภาพ (Video motion detection)
เปน็ อุปกรณ์หนว่ ยความจาการเปล่ียนแปลงของภาพ โดยอาศยั สัญญาณของภาพจากกล้องท่ี

ติดต้ังอยู่กับท่ี (fixed) เป็นตวั กาหนด การตรวจจบั มชี นดิ ที่กาหนดเฉพาะสว่ นหนึ่งส่วนใดของภาพเพยี ง 4 จดุ
หรอื ชนดิ ทสี่ ามารถกาหนดได้ทุกพืน้ ท่ขี องภาพกไ็ ด้ หากมีวัตถเุ คล่อื นที่ผา่ นจดุ ท่ีกาหนดไว้จะทาให้ภาพมีการ
เปล่ียนแปลง เครื่องจะส่งสญั ญาณเตือนภยั และสามารถสัง่ ใหเ้ ครือ่ งบนั ทกึ ภาพทาการบันทกึ ภาพทันทีโดย
อัตโนมตั ิ และถ้าภาพไมม่ ีการเคลอื่ นไหวระบบก็จะไมส่ ัง่ ให้มีการบนั ทึกภาพ ช่วยทาใหป้ ระหยัดเทปทบ่ี ันทกึ
และเวลาในการดเู ทป

นอกจากน้แี ลว้ ยงั มชี นดิ ทีใ่ ชร้ ่วมกับกลอ้ งชนิด PRE-SET เพื่อติดตามวตั ถุท่ีเคลื่อนที่ได้
ตลอดเวลาอีกด้วย เครื่องตรวจจับสัญญาณมีท้ังชนดิ ใช้ภายในอาคารและภายนอกอาคาร สาหรบั ชนิดภายนอก
อาคารสามารถแยกสัญญาณฟา้ ผา่ -ฝนตกหรือหิมะได้ คือ มันจะไม่ทางานถ้าเกิดเหตุการณเ์ หล่าน้ี หรอื
กาหนดให้ไม่ทางานหากวัตถุเคลอ่ื นท่ีผ่านเฉพาะจากซ้ายไปขวา หากเคลื่อนที่ตรงกันขา้ มจากท่ีกาหนดไว้
เครอ่ื งจะแจ้งเหตุทนั ที รูปท่ี 14.28 แสดงเครื่องตรวจจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของภาพ

14.8.9 เครื่องหุ้มกลอ้ ง (Housing หรอื Enclosure)
เครอ่ื งหุ้มกลอ้ งมีแบบและลกั ษณะใหเ้ ลือกใชต้ ามความเหมาะสมของงานดังน้ี
1. แบบป้องกนั (Dust-proof housing) จะเป็นเคร่ืองหุม้ กลอ้ งท่ีใชส้ าหรับป้องกนั ฝนุ่ ละออก

ทจี่ ะทาใหเ้ กดิ ความเสียหายกับตวั กล้อง ซ่ึงจะมีท้ังแบบใช้ภายในอาคารและแบบใชภ้ ายนอกอาคาร สาหรับ
บา้ นใชภ้ ายในอาคารก็จะสามารถป้องกันละอองนา้ ได้และยังมีอุปกรณเ์ พิ่มเติม เช่น ทีป่ ัดน้าฝน พดั ลมระบาย
ความรอ้ น และฮีตเตอร์ไล่ฝา้ ข่องกระจกหน้าเลนส์ สาหรับอุปกรณเ์ พมิ่ เติมน้ีกข็ ้นึ อยกู่ บั แบบและร่นุ ของเครื่อง
หุ้มกลอ้ งนน้ั ๆ

2. แบบห้มุ ดว้ ยอะลูมิเนียม (Aluminum construction housing) จะเปน็ เครอื่ งหุ้มกล่อง
โลหะอะลูมิเนียม ลกั ษณะการใชง้ านจะเหมือนกบั อันแรก แตเ่ ครอ่ื งหุ้มกลอ้ งแบบนจี้ ะเหมาะสาหรบั การใช้งาน
ทว่ั ไป หรอื ในอุตสาหกรรมทมี่ ีไอระเหยของสารเคมที ม่ี ผี ลกัดกร่อนต่อโลหะสูงดงั แสดงในรปู ท่ี 14.29

3. แบบปอ้ งกนั การระเบิด (Explosion-proof housing) จะเปน็ เคร่ืองหุม้ กล้องท่ีถูก
ออกแบบมาเพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟจากอปุ กรณ์กล้อง ซงึ่ อาจจะเปน็ ผลใหเ้ กิดการระเบิดขึน้ ได้ เครื่อง
หมุ้ กล้องแบบน้จี ะใชก้ ับสถานทที่ ่มี ีสารไวไฟอยมู่ าก เชน่ โรงงานปโิ ตรเคมี โรงกลั่นน้ามนั หรอื ธุรกิจท่เี ก่ียวข้อง
กับการใช้สารไวไฟต่างๆ ท่ตี ้องการใชร้ ะบบโทรทศั น์วงจรปิดดแู ละรกั ษาความปลอดภัย

4. แบบติดฝ้าเพดาน (Ceiling-embedded housing) เปน็ เครือ่ งหุ้มกล้องที่ตดิ ฝา้ เพดาน มี
ลักษณะเปน็ ครง่ึ วงกลม มองจากภายนอกเข้าไปจะมองไมเ่ ห็นตัวกลอ้ ง เคร่ืองหมุ้ กล้องแบบน้ีถูกออกแบบ
เพ่ือใหก้ ลมกลนื กับตวั อาคารและสถานที่ทจ่ี ะติดตงั้

5. แบบดวงโดม (Dome housing) จะเปน็ เครื่องหมุ้ กล้องที่ใชต้ ดิ บนฝ้าเพดานหรือใช้แขวน
กับฝา้ เพดาน และชนิดตดิ ตง้ั บนเสาภายนอกอาคาร เคร่ืองหุ้มกล้องแบบนจ้ี ะมีลกั ษณะเหมอื นกบั ดวงโคมไฟ
ประดับ มองจากภายนอกจะไมส่ ามารถมองเห็นตัวกลอ้ งท่ีอยภู่ ายในสามารถทีจ่ ะเลอื กใช้ไดท้ งั้ แบบภายใน
อาคาร และภายนอกอาคาร ซ่ึงก็ข้ึนอยกู่ บั ความเหมาะสมและความกลมกลืนกับสถานที่ท่จี ะติดต้ัง

281

14.8.10 อุปกรณป์ ระกอบการทางานอื่นๆ ของระบบ CCTV
1. อุปกรณ์ควบคมุ การเคล่ือนไหวของกลอ้ ง (Scanner and pan/tilt controller) และ

อุปกรณ์ควบคุมเลนส์ซูมภาพ (Zoom lens controller)
2. อปุ กรณ์กาเนิดสญั ญาณแสดง วนั ท่ี และเวลา บนจอภาพ (Time date generator and

counter)
3. อปุ กรณ์กระจายสญั ญาณภาพ (Video distributor) จากกล้องโทรทัศน์ 1 กล้อง ไปยงั

จอภาพหลายๆ เครื่อง
4. อปุ กรณ์ขยายสญั ญาณภาพ (Video amplifier) ในกรณีทีต่ ้องสง่ สญั ญาณภาพเปน็ ระยะ

ทางไกลๆ
5. อุปกรณส์ ง่ และรบั สญั ญาณภาพดว้ ยระบบคลนื่ ไมโครเวฟ จะเปน็ อปุ กรณท์ ่ีเปลยี่ นแปลง

สัญญาณภาพและเสยี งเปน็ คลื่นไมโครเวฟสง่ ออกไป การใช้งานจะเหมาะกบั สถานทท่ี ี่ไมส่ ามารถตดิ ตงั้ สาย
เคเบิ้ลได้ หรือการส่งสัญญาณภาพในระยะทางไกลๆ การรับสง่ สัญญาณด้วยคลื่นไมโครเวฟนี้ สัญญาณจะ
ชัดเจนหรือไม่ข้นึ อยู่กับองคป์ ระกอบจากทัศนวสิ ยั จากภูมิอากาศเปน็ ตัวแปรสาคัญ เช่น หมอกลงจัดมากและ
ฝนตกหนกั จะทาใหก้ ารส่งสัญญาณลดความชัดเจนลงไป

6. อปุ กรณ์ส่งและรบั สญั ญาณภาพดว้ ยระบบคล่นื แสงอินฟราเรด จะเป็นอุปกรณ์ที่
เปลยี่ นแปลงสัญญาณภาพและเสียงเป็นคล่ืนแสงอนิ ฟราเรดส่งออกไป การใช้งานจะมีลักษณะคล้ายกบั คล่นื
ไมโครเวฟ แตจ่ ะมปี ระสทิ ธภิ าพสูงกว่าการสง่ สญั ญาณภาพจะลดประสิทธภิ าพลง ถ้าภมิอากาศทศั นวสิ ยั แย่
เช่นหมอกลงจดั ฝนตกหนักและความรอ้ นจากแสงอาทิตย์สงู มาก ในระหว่างเสน้ ทางการสง่ สัญญาณจะทาให้
สญั ญาณท่สี ง่ ออกไปลดความเข้มของสญั ญาณลงไป

7. อุปกรณ์สง่ และรับสญั ญาณภาพดว้ ยระบบระบบคลืน่ วิทยุ จะเปน็ อปุ กรณ์ทเี่ ปล่ียนแปลง
สัญญาณภาพและเสยี งให้เปน็ คล่นื ความถีว่ ทิ ยุ สามารถเลอื กความถ่ีท่ตี ้องการได้ การสง่ สัญญาณดงั กลา่ วจะดี
หรอื ไมต่ ้องขน้ึ อยู่กบั สภาพภูมิอากาศและภูมปิ ระเทศด้วย

8. อุปกรณ์ส่งและรบั สัญญาณภาพด้วยระบบเคเบลิ้ ใยแก้ว (fiber optics) จะเปน็ อุปกรณ์ที่
เปล่ยี นแปลงสัญญาณภาพและเสยี งใหเ้ ปน็ คลนื่ แสงและนาสัญญาณที่ได้ส่งไปใยสายเคเบิ้ลใยแกว้ ในการสง่
สัญญารแบบน้ีมปี ระสิทธิภาพสูงมากสามารถทีจ่ ะสง่ สญั ญาณได้ในระยะทางไกลโดยปราศจากการรบกวนของ
คลน่ื ได้ สญั ญาณภาพที่ไดจ้ ะมีความคมชัดสงู มาก

9. อุปกรณ์รบั ส่งสญั ญาณในระบบเครือข่าย ISDN หรือ PTSN โดยอาศยั เครอื ขา่ ยสายของ
โทรศัพท์เปน็ เสน้ ทางในการรับสง่ สญั ญาณอุปกรณ์รับสง่ นีจ้ ะมหี นา้ ที่แปรเปลีย่ นสัญญาณเพ่ือใหส้ ามารถที่จะ
รบั ส่งสญั ญาณภาพและเสยี งในเครือข่าย ISDN หรอื PTSN ได้ ซง่ึ อปุ กรณ์ตัวนี้มีชนดิ ท่สี ่งเปน็ ภาพนิ่งครง้ั ละ
ภาพ (slow scan) หรือชนิดการเคลือ่ นไหวต่อเน่ือง บางร่นุ สามารถควบคุมการสา่ ยและซูมภาพของกล้องได้
ด้วย

282

หน่วยการสอนท่ี 17. ใบงานที่ 14
หวั ข้อเรือ่ ง
ชือ่ หน่วยการสอน

18. แบบประเมนิ ผล

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

19. แบบฝกึ หดั

.................................................................................................................................................................................................

283

20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทง้ั ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ

5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพื่อหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คดิ สงั เคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี

10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ิปญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามสี ว่ นรว่ ม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรอื ตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รยี น อย่างทว่ั ถงึ

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด

ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ นต็ เป็นตน้

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รยี น อยา่ งท่ัวถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบทัง้ ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย

20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วขอ้ งมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ียม 4 = ปฏบิ ตั ิดี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม

= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย

284

20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแกป้ ญั หา

ปัญหาที่พบ แนวทางแก้ปญั หา

ดา้ นการเตรียมการสอน

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านการวดั ประเมนิ ผล

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นอ่นื ๆ (โปรดระบเุ ป็นขอ้ ๆ)

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ลงชอ่ื ........................................................................ ครผู ู้สอน
(นายปฏิพาน สีนาบญุ )
ตาแหนง่ ครู

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 285
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม


Click to View FlipBook Version