88
6.3 สอื่ ของจรงิ
7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. ห้องสมุดวทิ ยาลัยการอาชีพสว่างแดนดิน
2. ห้องอินเตอร์เนต็ วิทยาลัยการอาชีพสวา่ งแดนดนิ
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดเฉลมิ พระเกียรติอาเภอสวา่ งแดนดนิ
2. ห้องสมุดประชาชนเฉลมิ ราชกมุ ารีอาเภอสว่างแดนดิน
8. งานทีม่ อบหมาย
8.1 กอ่ นเรยี น
1. ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน
8.2 ขณะเรียน
1. ศึกษาเนื้อหา ในบทท่ี 6 เรื่อง หลกั การทางานและการใชก้ ล้องโทรทัศน์
2. รายงานผลหน้าชน้ั เรียน
3. ปฏิบัติใบปฏบิ ตั ิงานที่ 6 เรอื่ ง หลกั การทางานและการใชก้ ลอ้ งโทรทัศน์
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลงั เรยี น
1. ทาแบบฝกึ หัดบทท่ี 6
9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ที่เกิดจากการเรียนรู้ของผู้เรยี น
1. แบบฝึกหัดบทท่ี 6 ใบปฏบิ ัติงานท่ี 6
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งอิง
1. ไชยวฒั น์ วงศ์สมศรี. ระบบภาพ: ศนู ยส์ ่งเสริมอาชวี ะ
11. การบรู ณาการ/ความสัมพนั ธก์ บั รายวิชาอน่ื
1. บูรณาการกับวชิ าสายสง่ และสาอากาศ
2. บูรณาการกบั วิชาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร
89
12. หลักการประเมินผลการเรียน
12.1 ก่อนเรียน
1. ตรวจผลงานตามใบปฏิบตั งิ านท่ี 6
2. สงั เกตการปฏิบัตงิ าน
12.2 ขณะเรยี น
-
12.3 หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หัด บทท่ี 6
2. ตรวจแบบแบบฝกึ หัดผลการเรยี นรู้
13. รายละเอียดการประเมินผลการเรียน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 1 อธิบายการทางานของกล้องโทรทัศน์ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : สามารถอธบิ ายการทางานของกล้องโทรทศั น์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : อธบิ ายการทางานของกล้องโทรทัศน์ได้ ได้คะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ขอ้ ท่ี 2 บอกส่วนประกอบของกล้องโทรทศั น์ได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : บอกส่วนประกอบของกล้องโทรทัศน์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 3 ยกตวั อยา่ งการใช้งานกล้องโทรทัศน์ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : ยกตวั อย่างการใช้งานกล้องโทรทัศน์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 4 ออกแบบวงจรตา่ ง ๆ ท่ีอยใู่ นกล้องโทรทศั น์ได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : ออกแบบวงจรตา่ ง ๆ ท่อี ย่ใู นกลอ้ งโทรทัศน์ได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ได้คะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 5 บอกคณุ สมบตั ิของกล้องโทรทัศนไ์ ด้
90
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : บอกคุณสมบัตขิ องกล้องโทรทัศนไ์ ด้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ได้คะแนน 2 คะแนน
14. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
หน่วยการสอนท่ี ชื่อหน่วยการสอน
วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
15. แบบทดสอบหลงั เรียน H
หนว่ ยการสอนท่ี 1 ชือ่ หนว่ ยการสอน
วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
ใบความรทู้ ่ี 6
หน่วยการสอนท่ี 6 ช่ือหนว่ ยการสอน หลกั การทางานและการใช้กล้องโทรทัศน์
หวั ข้อเรื่อง หลักการทางานและการใช้กล้องโทรทัศน์
6.1 หลักการทางานของกลอ้ งโทรทัศน์
โดยท่ัวไปส่วนมากกล้องโทรทัศน์จะมีการทางาน คือ เม่ือมีแสงสว่างมายังวัตถุที่ต้องการถ่าย แสงจะ
สะท้อนจากวัตถุท่ีต้องการถ่ายเข้ามาสู่เลนส์และเดินทางเข้ามาสตู่ ัวกลอ้ ง ซึ่งเลนส์ทาหน้าที่รวบรวมแสงน้ันให้
เข้าสตู่ วั กล้อง เพอ่ื ส่งสัญญาณแสงที่ได้มาสู่ตัวกล้อง เพื่อสง่ สัญญาณแสงท่ีได้มายงั CCD และจะแปลงสัญญาณ
แสงให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า และส่งผ่านไปยังวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในตัวกล้อง และผสมสัญญาณจนเป็น
สัญญาณภาพ (Video Signal) แล้วส่งต่อไปส่วนบันทึก โดยสัญญาณภาพในระบบ PAL = 625 เส้น หรือ
ระบบ NTSC = 525 เสน้
6.2 สว่ นประกอบกลอ้ ง
1) ENG/EFP Type (ENG Use)
2) ENG/EFP Type (EFP Use)
3) ENG/EFP Type (Extended EFP) 91
4) ENG/EFP/Studio Type (Computer Setup System) Full Auto EFP/Studio
X
5) ENG/EFP/Studio Type (Full Computer Setup System) -
-
ตารางท่ี 6.1 แสดงระบบกล้อง X
-
ENG EFP/Studio X
X
ตวั กล้อง XX -
X
กระเปา๋ X- X
X
จอภาพ 1.5” X (X) X
X
จอภาพสตูดโิ อ -X (X)
ไมโครโฟน X (X) Digital Command
Unit
AC Adapter (Battery) X (X)
เลนส์ X X
สายเทป X-
สายควบคุมเลนส์ -X
ขาตงั้ / ลอ้ เลื่อน (X) X
เครือ่ งควบคมุ รโี มท -X
Base Station Unit --
Local Remote - (X)
Master Setup Unit - -
Triaxial System, DCU - -
X = ต้องมี
- = ไมต่ อ้ งมี
(X) = อาจมกี รณีใชเ้ ป็นทัง้ ENG และ EFP
ENG = Electronics New Gathering System
กล้องถ่ายภาพนอกแบบแบกบา่ เป็นกลอ้ งใชง้ านได้ในตวั
EFP = Electronic Field Pield Pickup
เป็นกล้องใช้งานภายนอกแบบตั้งขา อาจจะเป็นแบบที่ขยายมาจากแบบโดยติดต้ัง
อปุ กรณ์เพ่ิมขึ้น หรอื เปน็ กล้องแบบสตดู ิโอขนาดเลก็ เพอ่ื ความสะดวกในการ เคลื่อนย้าย มักจะเป็น
กลอ้ งทีใ่ ชง้ านได้ในตัวโดยไมต่ อ้ งมีเคร่อื งควบคุม
Studio = แบบกล้องท่ีใหญส่ าหรบั ใชง้ านในสตดู ิโอโดยเฉพาะ
92
6.3 ตวั อย่างการใชก้ ล้องโทรทศั น์
6.3.1 การใชก้ ล้องโทรทศั น์ เจวีซี
เป็นระบบกล้องแบบถา่ ยนอกสถานที่ ENG ของ “JVC” แบบ 3 หลอดโดยทั่วไป
6.3.1.1 สว่ นประกอบของกล้องโทรทศั น์ “JVC”
1. ตัวกล้อง (Camera body) วงจรและส่วนประกอบของกล้องจะอยู่ใน “Body”
จึงจะชว่ ยยดึ และป้องกันวงจรอิเล็กทรอนกิ ส์ต่างๆ ของกลอ้ ง มลี กั ษณะตัวกลอ้ งทีด่ ี
- แข็งแรงกันการกระทบกระเทีอนไดด้ ี
- น้าหนักเบามากเทียบกับยี่ห้ออื่น และรุ่นอ่ืนๆ ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่า (KY-
210, BY-110)
- ตวั กล้องมจี ุดตอ่ สายนอ้ ยทีส่ ดุ เพอื่ ปอ้ งกนั การรบกวนจากคลนื่ วทิ ยจุ ากภายนอก
2. จอมองภาพ (Viewfinder) เป็นอุปกรณ์จาเป็นสาหรับกล้องเพ่ือท่ีจะมองภาพท่ี
เราต้องการถ่ายแบบมาตรฐานขนาด 1.5” (1” สาหรับ BY-110), มีเลนส์สาหรับปรับระยะให้เหมาะกับบุคคล
ท่ีมีสายตายาว (Dioptre-Adjustment), เสียบตรงโดยไม่มีระบบสายต่อ (เฉพาะ VF-110 และ 215E) มีปุ่ม
ปรับความคมชัด (Peaking), ความสว่าง, ความเข้ม, มีระบบไฟเตือนการบันทึกเทป, แบตเตอร่ีอ่อนท้ังของ
กล้องและเทป ข้อบกพร่องขอ
กล้องและเคร่ืองเทปในการบันทึก, Tally Lamp, มีระบบเตือนเม่ือแสงสว่างมากเกินไปในบางส่วนของภาพ
แบบ Zebra Stripe
3. เลนส์ (Lens) เป็นเลนส์มอเตอร์ซุมมีกาลังขยาย 10/12/16 เท่า สาหรับ HZ-
510E/512E/516E และ HZ-E516E มีสวิตซ์เลือก 2Xentender เพ่ิมความยาวโฟกัสเป็น 2 เท่า (ขนาดอ่ืนๆ
ให้สอบถาม)
- สามารถเลือกการทางานของรูรับแสงได้ทั้ง Manual ปรับด้วยมือ และอัตโนมัติ
(Auto) ระหวา่ งการใช้แบบปรับด้วยมือ Manual มปี มุ่ กดไปเปน็ แบบอัตโนมัตชิ ว่ั คราว (Momentary Switch)
อยู่ด้านบนเลนส์
- สามารถปรับการซมู แบบเซอร์โวมอเตอร์ (S) หรือมือหมนุ (Manual) อยใู่ ตเ้ ลนส์
- สามารถปรบั ระยะเพือ่ ทจี่ ะถา่ ยภาพใกล้ (Macro) ได้
- การซูมภาพเป็นแบบ Variable Zoom เปลี่ยนความเร็วตามน้าหนักกดของนิ้ว
มือ
- มสี วติ ซ์ควบคมุ การเดนิ เทปอยูท่ ี่เลนส์
- มีปุ่มกดดูภาพท่ีเทปกาลังบันทึกจริงได้ (เฉพาะเครื่องเทป JVC รุ่น CR-
4700/4800/4900) RET สวิตซ์อยบู่ นเลนส์
(กรณี BY-110E มฉี พาะเลนส์ซูม 10 และ 16 เทา่ HZ-110E, HZ-116E)
4. ไมโครโฟน (Microphone) JVC รุ่น M-K50U เป็นไมโครโฟนที่มีความไวสูงใน
การรับเสียงในย่านความถี่ต่างๆ ตั้งแต่ 50-20,000 Hz. รับเป็นมุมแคบในแนวหน้า (Super Dirctional Back
93
Electorate) ความไวถึง -52 ดีบี เสียบติดกับกล้องโดยตรง และสามารถถอดออกมาใส่มือจับและต่อสาย
ออกไปเพ่ือใช้ในการสัมภาษณ์ได้ (KA-M50U) รวมทั้งมีสวิตซ์เลือกสาหรับเสียงคน (V) และเสียงดนตรี (M) มี
สวติ ซเ์ ลือกความไวเสยี ง Low และ Hign/-20dB ไมโครโฟนน้เี ป็นแบบ 2 way system และ 3 microphone
unit
5. แบตเตอร่ีติดกล้อง (Battery Pack) มีแบตเตอรี่ติดกล้องเป็นแบบระบบไฟ ดีซี
12 โวลต์ รุ่น DC-C50U ใช้เล้ียงกล้องต่างหาก ไม่ควรใช้แบตเตอรี่เครื่องเทป (ยกเว้นเครื่องเทปที่จะใช้
แบตเตอรี่ 4 AH ข้ึนไป) เนอ่ื งจากอาจจะทาใหเ้ กดิ ปัญหากระแสไฟฟา้ เล้ียงกล้อง และเครื่องเทปไมไ่ ด้นาน
6. Chest Rest เคร่ืองช่วยในการยึดกล้องให้กระชับกับตัวผู้ถ่าย เพ่ือป้องกันการ
สัน่ ไหวของกล้อง
7. Shoulder-Mount (ท่ีรองบ่า) เป็นฐานสาหรับตั้งกล้องบนบ่า จะมีส่วนโค้งรับ
บา่ และมีที่กนั กล้องหลดุ จากไหล่ด้านหลัง/หนา้
6.3.1.2 ข้อหา้ มในการใช้กล้อง
1. ระวังอย่าถ่ายดวงอาทิตย์ หรอื หลอดไฟโดยตรง (หลอดภาพจะเสยี ทนั ที)
- อยา่ ถา่ ยวตั ถทุ ี่มีแสงจา้ มากนานๆ จะทาใหห้ ลอดภาพเสือ่ มเรว็
- อยา่ ถา่ ยวตั ถุขาว-ดา ทีส่ ว่างมากนานๆ (หลอดภาพอาจจะเสีย หรอื Burn-
in)
2. ควรใชก้ ล้องกับระบบไฟดซี ี 10.5-15 Volt เทา่ นน้ั
- ใช้กล้องกับ Battery-pack ของกล้องเท่านั้น (DC-C11 กับ BY-110,
DCC50U หรอื DC-C19 กบั กล้องรุ่นอ่ืนๆ)
- ใช้กับกล้องกับเคร่ืองแปลงไฟ/ชาร์จแบตเตอร่ี (AC Adapter) รุ่น DC-
C50EG ของกล้องทา่ นน้ั BY-110E ใช้ AA-C11EG
3. ทกุ ครงั้ ท่เี ลกิ ใช้กลอ้ งใหป้ ฏบิ ตั ิดงั น้ี
- หมุน Filter ไปที่ 1 (Close) ป้องกันแสงเข้าหลอดภาพไม่ให้เกิดการเสื่อม
เสียตาม (1)
- สวิตซ์กล้องไปที่ OFF/SAVE รูรับแสงจะปิดอัตโนมัติที่เลนส์ป้องกันแสง
เขา้ หลอดภาพ
- ปิดฝาเลนส์ ปอ้ งกนั แสงเข้า, ป้องกนั น้าหรอื อ่ืนๆ ถกู เลนส์
4. ถ้าหยดุ พกั ใชก้ ลอ้ งชัว่ คราวให้สวิตซ์ Color-Bar ไป ON และปดิ ฝาเลนส์
5. อย่าวางหูฟัง (Headset) ไว้บนกล้องระหว่างใชง้ าน เพอ่ื ป้องกันการรบกวนจาก
สนามแม่เหล็ก
6. อย่าใช้กล้องไว้ใกล้บริเวณที่มีสนามแม่เหล็กสูง เช่น ท่ีมีสัญญาณวิทยุมาก
เพราะอาจจะรบกวนภาพหรือทาใหส้ ีเพีย้ น
94
6.4 วงจรท่คี วรมอี ยใู่ นกล้องโทรทศั นเ์ พื่อชว่ ยปรบั แตง่ และแกไ้ ขภาพโทรทัศน์
1. Auto Iris ทาหน้าที่ควบคุมความกว้างของรูรับแสงของเลนส์อัตโนมัติ ตามระดับความสว่างของ
แสง
2. Auto Iris Close วงจรปิดรูรับแสงอัตโนมัติเมื่อปิดสวิตซ์ไฟกล้องเพ่ือป้องกันแสงเข้าหลอดภาพ
ทาใหห้ ลอดภาพมอี ายุการใช้งานนานข้นึ
3. Auto White Balance ปรบั อณุ หภูมิสีของกล้องให้ตรงกับอณุ หภมู ิของแสงทีถ่ า่ ย โดยอาศัยสขี าว
เป็นเกณฑ์
4. Auto Black Balance ปรับวงจรกล้องให้ผ่านสีดาโดยปิดรูรับแสงไม่ให้แสงเข้าและปรับระดับสี
ดาของแตล่ ะหลอดให้สมา่ เสมอกัน
5. Auto Black Level จะรักษาระดับสีดาให้สม่าเสมอ โดยเฉพาะเวลาถ่ายส่ิงท่ีมีสีดาในแสงสว่าง
มาก
6. Auto Beam (ABO, ABC) จะทาหน้าที่ลด Comet tail, Blooming และกดระดับความแตกต่าง
ระหวา่ งสีขาว กบั สีดาได้หลายๆ เทา่ เชน่ 3 ตอ่ 1
7. Flare Compensation ทาหน้าท่เี พมิ่ สดี าที่หลอดใดหลอดหน่ึง หรอื หลายหลอด
8. Contour Correction / Enhancer เป็นวงจรของกล้องเพ่ิมขอบ 1-2 เส้น ทาให้ขอบในภาพ
คมชัดขึน้ ภาพคม โดยเฉพาะขอบขาวกับดา และทาให้ภาพโดยท่วั ไปดคู มชัดขน้ึ
9. Making (Matrix Masking) เป็นวงจรท่ีช่วยให้สีใกล้เคียงกับสีท่ีตาเห็นมากที่สุด และช่วยในการ
ปรบั สีของกลอ้ งหลายกล้องเวลาใช้งานร่วมกนั
10. Color Bar Generator วงจรสร้างแถบสีตา่ งๆ เพอื่ ชว่ ยในการปรบั มอนเิ ตอร์
11. Head Preamplifier for pickup tube เป็นวงจรช่วยลด noise ของสัญญาณที่ผ่านแต่ละ
หลอดภาพทุกหลอดภาพมที ุกวงจรนีอ้ ิสระ
12. Sensitivity Gain (Gain Boost) ทาหน้าท่ีเร่งกาลังสว่างทางอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีท่ีแสงสว่าง
ในทีๆ่ กลอ้ งใช้งานไมเ่ พยี งพอ
13. Genlock Input สาหรับเอาสัญญาณภาพ (VBS) หรือสัญญาณ Black Burst (BB) จากที่อื่นมา
เปน็ หลักในการให้ Sync Generator ของกลอ้ งทางานเขา้ กบั ซิงคข์ องแหล่งอนื่ พอดี
6.5 วงจรทกี่ ล้องโทรทศั น์ชนั้ ดีควรมี
1. Shading Correction
- Static Shading
- Dynamic Shading
2. Auto Shift Registration (Centering) วงจรปรับการทับกันของภาพ 3 ภาพจาก 3 แม่สี (แดง,
เขยี ว, และน้าเงิน) ให้ทบั กันให้ดที ีส่ ุดโดยอัตโนมตั ิ เพอ่ื ไมใ่ ห้เกิดสีเหลี่ยมกนั และภาพไม่ชัด
3. Auto Iris, NAM System วงจรปรับรูรับภาพอัตโนมัติโดยอาศัยสัญญาณจากหลอดสี 3 หลอด
(Pack Signal) มาเฉลย่ี กับครึง่ ล่างของภาพท้ังหมด (หรือกบั การเฉล่ียภาพท้งั หมด)
95
4. Sensitivity gain boost to +18dB สามารถเร่งแสงได้ถึง +18 ดีบี (หรือเท่ากับ 3 F-Stop หรือ
เทยี บเทา่ กบั แสงสวา่ งเพมิ่ 8 เท่า) การเร่งแสงนีจ้ ะเพม่ิ noise ในภาพด้วย
5. Corner Registration Adjustment (or Auto) ปรับความคมชัดท่ีมุมภาพโดยให้การทับกันของ
ภาพ 3 สีทบั กันดขี ้นึ ที่มมุ ขอบ
6. Comb Filter in Contour Correction ชว่ ยลด noise อันจะเกดิ จากการเนน้ ขอบภาพ
7. Adjustable blanking
8. Bias Light in Prism
9. Convenient Master Black Level Adjustment มีที่ปรับระดับความเข้มของสีดาท้ังหมดจาก
ภายนอกกลอ้ งเพอื่ สะดวก
10. 300 meters Cable Compensator to Control Unit มีวงจรรักษาสัญญาณจากกล้อง มีชุด
ควบคุมกล้องได้ไกลถงึ 300 เมตร
11. Under or Over Exposure Correction วงจรแก้ระดับแสงท่ีมากหรือน้อยเกินไปเวลาถ่ายอัน
จะเกิดจากระบบเปดิ รูรับแสงอัตโนมัตทิ างานไมเ่ หมาะสมกับความตอ้ งการของผูใ้ ช้
12. Video Level Warning / Indicator มวี งจรเตอื นระดับแสงเกินในภาพบางสว่ นหรอื ท้งั หมด
13. Local Remote Unit คือเครื่องรีโมทคอนโทรลแบบง่าย และเล็กที่ต่อจากเครื่องควบคุมกล้อง
(Remote Control Unit ของ JVC, Base Stachi, หรือที่เรียกชื่ออ่ืน) มาติดไว้กับเคร่ืองสเปเชียลเอฟเฟค
เนื่องจากเครื่องน้ีมีขนาดเล็กจึงกินที่น้อย และสามารถควบคุมตัดต่อภาพได้ และสามารถควบคุมการทางาน
ของกล้องได้ด้วยเป็นการลดจานวนคนลง
6.6 วงจรพิเศษสาหรบั กล้องโทรทศั นร์ ะดบั สูง
1. Focus Wobble Circuit
2. High Quality Head Preamp Head Preamplifier ของกล้องจะมีความแตกต่างกันตามราคา
กล้องและคอมโพเนนท์ท่ใี ช้
3. Component Output คือเอาสัญญาณแบบคอมโพเนนท์ออกมาโดยไม่ผ่าน Encoder แทนท่ี
แบบ VHS เพือ่ ลดความสูญเสยี ทางดา้ นคณุ ภาพจากการท่ตี ้อง Encoder จากกล้องไปแล้ว Decoder ทอ่ี น่ื ๆ
6.7 วงจรพเิ ศษสาหรบั กลอ้ งโทรทัศนป์ ระจาสถานรี ะดับสูง
1. Auto Setup Function มีวงจรปรับวงจรของกล้องทุกวงจรโดยอัตโนมัติโดยกดปุ่มเดียว เช่น
Auto White/Black, Auto Centering, Auto color Balance
2. Computer Setup by Master Unit ปรับวงจรของกล้องทุกกล้องให้มีขนาดเดียวกันและพร้อม
ทจี่ ะใชง้ านรว่ มกันไดด้ ้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้ โดยใชเ้ วลาน้อยกว่า 1.5 นาที ตอ่ จานวนกลอ้ งเปน็ สบิ ๆ กล้อง
3. Comprehensive Warning System ระบบเตือนการทางานของกล้องตา่ งๆ
4. Gain Boost สามารถเร่งความสว่างของภาพได้มากระดับข้ึนกว่า 3 ระดับ เช่น Hitachi SK-97
ปรบั ไดท้ กุ ๆ +3 dB จนถงึ +21 dB
96
5. Lens Data File มีหน่วยความจา (ROM) ในการแก้ข้อบกพร่องเลนส์ตลอดเวลาที่กล้องกาลังใช้
งาน (Real Time Correction)
6. Programable Data File สาหรับโปรแกรมข้อมูลใหม่ลงใน Ram เพ่ือใช้ในการปรับวงจรกล้อง
โดยระบบคอมพวิ เตอร์
7. Auto Registration Correction in Prism วงจรแก้ Registration ท่ีจะเกิดจากปริซมึ ตลอดเวลา
การใชง้ าน (Real time Correction) ซึ่งอาจจะเปลย่ี นแปลงตามอณุ หภมู ิหรอื สนามแม่เหลก็ โลก
8. Auto color Balance วงจรแกส้ ใี หส้ มดลุ อัตโนมตั ิ
9. Separate ND and Effect Filter Disc มีฟลิ เตอร์ตัดแสงและฟลิ เตอรพ์ เิ ศษต่างๆ อยูใ่ นดิสกแ์ ยก
จากดิสก์ฟิลเตอร์แกส้ ี
10. Triaxial Cable System มีระบบการส่งผ่านสัญญาณต่างๆ จากกล้องไปห้องควบคุมด้วยสาย
ไทรแอกซ์ ซ่ึงชว่ ยใหส้ ายมขี นาดเล็กลงมาก และไดร้ ะยะไกลข้นึ อกี (1000-3000 เมตร)
6.8 วธิ ีการใชก้ ลอ้ งโทรทศั น์อยา่ งถูกวธิ ี
การใช้กล้องโทรทัศน์นั้น เพ่ือที่จะให้เกิดภาพที่ดี นอกจากท่ีจะต้องทราบส่วนประกอบและการทางน
ของตัวกล้องในแต่ละรุ่นแล้วน้ัน (ศึกษาได้จากคู่มือการใช้กล้องโทรทัศน์) เพ่ือให้เกิดการทางานท่ีมี
ประสทิ ธภิ าพแล้วน้นั ทักษะในการใชก้ ลอ้ งโทรทัศน์และการดแู ลรักษาเพื่อความคงทนตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. จบั ตวั กล้องใหม้ นั่ คงกระชับ แลว้ เปิดฝาครอบเลนส์
2. ปรับปุ่มต่างๆ ในการทางานของตวั กล้องวิดที ัศน์ (ตามคมู่ ือการใช้)
3. Set ป่มุ ตา่ งๆ ของตวั กล้องพร้อมทาการ White Balance เพ่อื ปอ้ งกันปรับสมดุลสขี องกล้อง ตาม
อุณหภมู แิ สงท่ีตอ้ งการถา่ ยในขณะนนั้ (เมอ่ื อณุ หภูมขิ องแสงเปลีย่ นไปจะตอ้ งทาการ White Balance ทุกครงั้ )
4. ควรจบั กลอ้ งและบงั คับกลอ้ งในตามแนวทถ่ี นดั และทา่ ท่สี ะดวกต่อการทางาน
5. กอ่ นการบันทึกและหลังการบันทึกทุกครั้งจะต้องบันทึก Color Bar ลงบนเสน้ เทป และตรวจเช็ค
เสียดว้ ย
6. ควรสงั เกตและระวังความยาวของสายตา่ งๆ ท่ีติดกบั ตัวกล้องว่าสามารถเคล่อื นทไี่ ปไดร้ ะยะเท่าใด
7. ควรปรบั Focus ใหไ้ ดต้ ามระยะชดั ของภาพท่ตี ้องการถ่าน
8. จะต้องดูภาพในช่องมองภาพเสมอ
9. ในกรณีที่มีขาต้ังกล้อง ควรตั้งขาตั้งกล้องให้ม่ันคงและได้ระดับ ก่อนการติดตัวกล้องลงบนขาต้ัง
กล้อง
10. ในการเคล่ือนที่ไปข้างหน้า ถ้าขาต้ังกล้องมีล้อเล่ือนหมุนอิสระ ควรจัดล้อให้หันไปในทิศทางท่ี
ต้องการเสียก่อน
11. เมื่อใช้เสร็จทุกครั้งควรจะต้องเก็บให้เรียบร้อยและทาความสะอาดตัวกล้องด้วยแปรงขนอ่อนปัด
ฝุน่ ท่ตี วั กล้องด้วยทกุ ครัง้
17. ใบงานที่ 6
97
หน่วยการสอนที่ ช่ือหน่วยการสอน
หัวข้อเรื่อง
18. แบบประเมนิ ผล
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
19. แบบฝึกหดั
.................................................................................................................................................................................................
20. บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรียนรูแ้ บบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบูรณาการตามหลกั
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
98
20.1 สรปุ ผลการจัดการเรียนรู้
รายการ ระดบั การปฏบิ ตั ิ
54321
ดา้ นการเตรยี มการสอน
1.จัดหน่วยการเรียนรู้ไดส้ อดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์การเรยี นรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทัง้ ด้านความรู้ ดา้ นทักษะ และดา้ นจติ พิสยั
3. เตรียมวสั ดุ-อปุ กรณ์ สือ่ นวัตกรรม กิจกรรมตามแผนการจดั การเรียนร้กู อ่ นเขา้ สอน
ด้านการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
4. มีวธิ ีการนาเขา้ สบู่ ทเรียนทีน่ า่ สนใจ
5. มีกจิ กรรมท่ีหลากหลาย เพ่ือชว่ ยให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ
6. จดั กจิ กรรมทสี่ ่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นค้นคว้าเพือ่ หาคาตอบด้วยตนเอง
7. นกั เรยี นมีส่วนร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
8. จัดกจิ กรรมที่เน้นกระบวนการคิด ( คดิ วเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สร้างสรรค์ )
9. กระตนุ้ ให้ผเู้ รียนแสดงความคิดเหน็ อย่างเสรี
10. จดั กิจกรรมการเรียนรู้ทเี่ ช่ือมโยงกบั ชวี ิตจริงโดยนาภูมิปญั ญา/บรู ณาการเข้ามามสี ่วนร่วม
11. จดั กจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มีการเสรมิ แรงเมื่อนักเรยี นปฏิบัติ หรอื ตอบถูกต้อง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศกั ยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อย่างทั่วถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาท่ีกาหนด
ดา้ นสอื่ นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้
16. ใชส้ อื่ ที่เหมาะสมกบั กจิ กรรมและศกั ยภาพของผ้เู รยี น
17. ใช้สื่อ แหลง่ การเรยี นร้อู ย่างหลากหลาย เชน่ บุคคล สถานท่ี ของจริง เอกสารส่อื
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และอนิ เทอรเ์ น็ต เป็นตน้
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศกั ยภาพของผเู้ รียน
14. เอาใจใสด่ แู ลผเู้ รียน อยา่ งทวั่ ถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาที่กาหนด
ด้านการวัดและประเมินผล
18. ผูเ้ รียนมสี ่วนร่วมในการกาหนดเกณฑ์การวดั และประเมินผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ยั
20. ครู ผเู้ รยี น ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เก่ยี วข้องมสี ่วนร่วม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ัตดิ เี ย่ียม 4 = ปฏบิ ตั ิดี 3 = ปฏิบตั พิ อใช้ 2 รวม
= ควรปรับปรุง 1 = ไม่มกี ารปฏบิ ตั ิ เฉลยี่
20.2 ปัญหาท่ีพบ และแนวทางแก้ปัญหา แนวทางแก้ปญั หา
ปัญหาที่พบ
99
ดา้ นการเตรยี มการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นสื่อ นวัตกรรม แหลง่ การเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการวัดประเมินผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านอน่ื ๆ (โปรดระบุเป็นขอ้ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงช่ือ ........................................................................ ครผู ู้สอน
(นายปฏพิ าน สนี าบุญ)
ตาแหนง่ ครู
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 100
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
101
แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพ
และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รหัสวชิ า 20105-2103 วิชา ระบบภาพ
หนว่ ยท่ี 7 ชื่อหนว่ ย หลักการบนั ทึกสญั ญาณโทรทัศน์
ช่ือเรื่อง หลักการบนั ทึกสัญญาณโทรทัศน์ จานวน 8 ชั่วโมง
1. สาระสาคญั
การบันทึกสัญญาณภาพลงบนสายเทปน้ันเป็นเรื่องที่ทาได้ยากมาก เนื่องจากสัญญาณภาพมีช่วง
ความถี่ที่กว้างมากต้ังแต่ 25 Hz จนถึง 5 MHz จึงเป็นการยากท่ีจะออกแบบหัวเทปให้ตอบสนองความถ่ีได้สูง
ขนาดน้ันจึงต้องปรับวิธีการบันทึกใหม่ เช่น เปล่ียนความถี่ของสัญญาณภาพและเสียงให้มีช่วงความถ่ีแคบลง
ปรับลดการ์ดแบนด์จนเป็นศูนย์ เป็นต้น ส่ิงเหล่าน้ีเป็นวิธีการหรือ หลักการ เพ่ือพัฒนาการในการบันทึกหลัก
สัญญาณท้งั ภาพและเสียงท้งั สิ้น เพื่อให้การใช้เครือ่ งบันทกึ สัญญาณภาพและสัญญาณเสยี งเกิดประโยชน์สงู สดุ
2. สมรรถนะอาชพี ประจาหนว่ ย
ด้านความรู้
1. อธบิ ายหลกั การบันทกึ สัญญาณวิดโี อแบบต่าง ๆ ได้
2. บอกผลตอบสนองความถภ่ี าพและความถ่ีเสยี งของหัวเทปได้
ดา้ นทักษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. บนั ทกึ และเพลยแ์ บก็ สญั ญาณภาพสแี ละขาวดาได้
2. แกค้ รอสส์ทอล์กสีไดอ้ ย่างถูกต้องได้
ด้านคณุ ธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์และบรู ณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
1. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 จุดประสงคท์ ่ัวไป
1. เพื่อใหร้ ้แู ละเขา้ ใจหลักการบันทกึ สญั ญาณวิดโี อแบบตา่ งๆ
2. เพ่ือให้มที กั ษะในการบนั ทกึ และเพลยแ์ บก็ สัญญาณภาพสีและขาวดา
3. เพื่อให้เห็นคณุ ค่าในการแก้ครอสสท์ อล์กสีได้อย่างถูกตอ้ ง
4. เพ่อื มีคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
3.2 จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
1. อธบิ ายหลกั การบนั ทึกสัญญาณวิดโี อแบบต่าง ๆ ได้
2. บอกผลตอบสนองความถี่ภาพและความถีเ่ สยี งของหัวเทปได้
3. บนั ทกึ และเพลย์แบก็ สัญญาณภาพสีและขาวดาได้
102
4. แก้ครอสสท์ อล์กสไี ดอ้ ย่างถูกต้องได้
5. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
4. เน้ือหาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ดา้ นความรู้
1. การบันทึกสญั ญาณวดิ ีโอทางความคดิ
2. หลักการบันทกึ สญั ญาณวดิ ีโอ
3. ผลตอบสนองความถี่ของหัวเทปในสภาวะเพลยแ์ บ็ก
4. การมอดเู ลตสญั ญาณ Y
5. ระบบคัลเลอร์อนั เดอร์
6. ระบบหัวเทปหมนุ
7. ระบบซโี ร่การ์ดแบนด์
8. การบันทึกแบบอาซิมุธ
9. การแก้ครอสส์ทอร์กสี
10. การบันทกึ วิดโี อระบบต่างๆ
4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏิบัติ
1. แบบทดสอบบทท่ี 7
4.3 ด้านคุณธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. นาความรเู้ รอ่ื งหลักการบันทึกสัญญาณโทรทศั น์ไปประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจาวันได้
5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรยี นรู้
ขั้นตอนการสอนหรือกจิ กรรมครู ข้ันตอนการเรยี นหรือกจิ กรรมของผเู้ รยี น
ขน้ั เตรียม(จานวน 60 นาที) ขั้นเตรยี ม(จานวน 60 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้
กบั วชิ า ระบบภาพ กบั วิชา ระบบภาพ
2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ
เชิงพฤตกิ รรมประจาหน่วยท่ี 7 เรอ่ื ง หลกั การบนั ทึก จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 7 เร่ือง
สญั ญาณโทรทศั น์ หลักการบนั ทกึ สญั ญาณโทรทัศน์
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่ 7
หนว่ ยที่ 7
103
ขน้ั ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ขนั้ ตอนการเรยี นหรอื กิจกรรมของผู้เรยี น
ข้ันการสอน(จานวน 360 นาท)ี ขนั้ การสอน(จานวน 360 นาที)
1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย
ท่ี 7 เรอ่ื ง หลักการบันทกึ สัญญาณโทรทศั น์ ที่ 7 เร่ือง หลกั การบนั ทกึ สญั ญาณโทรทัศน์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ
ภาพหน่วยท่ี 7 เร่ือง หลักการบันทึกสัญญาณ หน่วยที่ 7 หลักการบันทึกสัญญาณโทรทัศน์และฟัง
โทรทศั น์และอธิบายเนือ้ หาใหผ้ ู้เรยี นฟัง ผู้สอนอธบิ ายเน้ือหา
ผสู้ อนใหผ้ ูเ้ รยี นทาใบงานท่ี 7 หลักการบนั ทึก 3. ผเู้ รยี นทาใบงานท่ี 7 หลักการบันทึก
สญั ญาณโทรทัศน์ สัญญาณโทรทัศน์
ขนั้ สรปุ (จานวน 60 นาที) ขน้ั สรปุ (จานวน 60 นาที)
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วย 1. ผูเ้ รยี นและผสู้ อนร่วมกันสรุปเน้ือหาในหนว่ ย
เรยี นท่ี 7 เร่อื ง หลักการบันทึกสญั ญาณโทรทัศน์ เรียนที่ 7 เรือ่ ง หลักการบันทึกสัญญาณโทรทัศน์
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบหลังเรียน หนว่ ยท่ี 7
หน่วยที่ 7
6. ส่ือการเรียนการสอน/การเรียนรู้
6.1 สอื่ ส่งิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า ระบบภาพ
2. ใบความรู้ท่ี 7 เรือ่ ง หลักการบันทกึ สญั ญาณโทรทศั น์
3. ใบงานท่ี 7 หลกั การบันทกึ สญั ญาณโทรทศั น์
4. แบบทดสอบบทที่ 7 สรุปและประเมินผล ข้อ 2
6.2 สอื่ โสตทัศน์
1. Power Point เร่ือง หลกั การบนั ทึกสัญญาณโทรทัศน์
6.3 สอื่ ของจริง
7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมดุ วทิ ยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งอนิ เตอร์เน็ตวิทยาลัยการอาชีพสวา่ งแดนดนิ
104
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. ห้องสมุดเฉลมิ พระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดนิ
2. ห้องสมดุ ประชาชนเฉลิมราชกมุ ารอี าเภอสวา่ งแดนดิน
8. งานทมี่ อบหมาย
8.1 ก่อนเรียน
1. ผ้เู รียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน
8.2 ขณะเรียน
1. ศกึ ษาเน้ือหา ในบทท่ี 7 เรือ่ ง หลักการบนั ทกึ สญั ญาณโทรทศั น์
2. รายงานผลหน้าชน้ั เรียน
3. ปฏบิ ัตใิ บปฏิบัติงานท่ี 7 เรอ่ื ง หลกั การบนั ทึกสัญญาณโทรทศั น์
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบฝกึ หัดบทท่ี 7
9. ผลงาน/ชนิ้ งาน ที่เกิดจากการเรียนร้ขู องผูเ้ รียน
1. แบบฝึกหดั บทที่ 7 ใบปฏิบตั งิ านที่ 7
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งอิง
1. ไชยวฒั น์ วงศส์ มศรี. ระบบภาพ: ศนู ย์สง่ เสริมอาชีวะ
11. การบูรณาการ/ความสมั พนั ธ์กบั รายวิชาอื่น
1. บูรณาการกบั วชิ าสายส่งและสาอากาศ
2. บูรณาการกบั วิชาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร
12. หลักการประเมินผลการเรียน
12.1 กอ่ นเรยี น
1. ตรวจผลงานตามใบปฏบิ ัตงิ านที่ 7
2. สงั เกตการปฏบิ ัตงิ าน
12.2 ขณะเรยี น
-
12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หัด บทท่ี 7
2. ตรวจแบบแบบฝกึ หัดผลการเรียนรู้
105
13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น
จุดประสงค์ขอ้ ที่ 1 อธิบายหลักการบนั ทึกสญั ญาณวดิ ีโอแบบต่าง ๆ ได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถอธบิ ายหลักการบันทึกสัญญาณวิดีโอแบบตา่ ง ๆ ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : อธิบายหลักการบันทึกสัญญาณวิดโี อแบบต่าง ๆ ได้ ได้คะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 2 บอกผลตอบสนองความถ่ภี าพและความถเ่ี สียงของหัวเทปได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : บอกผลตอบสนองความถี่ภาพและความถเ่ี สียงของหวั เทปได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 3 บนั ทกึ และเพลย์แบ็กสญั ญาณภาพสีและขาวดาได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : บันทึกและเพลย์แบ็กสญั ญาณภาพสีและขาวดาได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ขอ้ ที่ 4 แก้ครอสส์ทอล์กสีไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : แก้ครอสส์ทอลก์ สีไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
106
14. แบบทดสอบก่อนเรยี น
หน่วยการสอนที่ ชอ่ื หนว่ ยการสอน
วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือ
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
15. แบบทดสอบหลงั เรียน H
หนว่ ยการสอนที่ 1 ช่ือหน่วยการสอน
วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือ
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
107
ใบความรู้ท่ี 7
หนว่ ยการสอนที่ 7 ชื่อหน่วยการสอน หลกั การบันทึกสัญญาณโทรทศั น์
หวั ข้อเรอ่ื ง หลกั การบันทึกสัญญาณโทรทศั น์
7.1 การบนั ทกึ สญั ญาณวิดีโอในทางความคดิ
การบันทึกสัญญาณวิดีโอก็เหมือนกับการบันทึกสญั ญาณออดิโอ แต่สัญญาณวิดีโอมีความซับซ้อนกวา่
เนื่องจากสัญญาณวิดีโอมีแบนด์วิดธ์กว้างกว่า กล่าวคืออัตราส่วนระหว่างความถ่ีสูงสุดกับความถี่ต่าสดมีค่า
หลายเทา่ จาก 25 เฮิรตซ์ ถึง 5 เมกะเฮิรตซ์ มอี ตั ราส่วน เท่ากับ 200,000 เทา่ จานวนเทา่ ที่เราใช้วัดอัตราส่วน
นี้ เรานิยมวัดเป็นอ็อกเตฟ (octave) 200,000 เท่าคิดเป็นอ็อกเตฟได้ประมาณ 17-18 อ็อกเตฟ ในช่วงความถ่ี
ที่ยกตัวอย่างนั้น ความจริงยังไม่ได้รวมส่วนที่เป็น DC ด้วย เพราะสัญญาณวิดีโอมีส่วนประกอบท่ีเป็น DC ซ่ึง
บ่งบอกความสวา่ ง (Brightness)รวมอยู่ดว้ ย
วิธีแก้ปัญหาเร่ืองแบนวิดธ์กว้างจนอัตราส่วนความถ่ีสูงสุดต่าสุดมีค่าสูงเกินกว่าที่จะบันทึกลงสายเทป
น้ันได้ทาให้การมอดูเลต (modulate) สัญญาณวิดีโอลงบนพาหะ (Carrier) ความถ่ีสูง เช่น ใช้คล่ืน 4 เม
กะเฮิร์ตซเ์ ป็นพาหะแล้วมอดูเลตสัญญาณ ลงไปทาแบบนวดิ ธ์กลายเป็นอยู่ระหว่าง 1-6 เมกะเฮิรตซ์ อัตราส่วน
ความถี่กลายเป็น 2-3 อ็อกเตฟ ซึ่งสามารถทาการบันทึกลงสายเทปได้ การมอดูเลตที่ใช้แบบ FM ซึ่งช่วยให้ไม่
ต้องมสี ัญญาณ AC มาไบแอส (bias) ในระหว่างบันทกึ เช่นเดียวกับการบนั ทึกสญั ญาณออดิโอ
อย่างไรก็ดีความถี่สูงเป็นเมกะเฮิรตซ์น้ัน สายเทปจะต้องเคลื่อนท่ีผ่านหัวเทปด้วยความเร็วสูงพอ ซ่ึง
ในทางปฏบิ ัติสายเทปจะเดินไม่เรว็ จนเกินไป เพราะอายเุ ทปจะสน้ั ลงและเทปจะยดื ในทางปฏบิ ัติเราใชห้ ัวเทป
หมุนด้วยความเร็วสูงแทนและสายเทปก็จะเคล่ือนท่ีด้วยความเร็วสัมพัทธ์(relative speed)ระหว่างหัวเทป
เทียบกับแถบเทปเรยี กว่า ความเรว็ การบันทึก (writing speed) ซึ่งมผี ลโดยตรงตอ่ ความถสี่ ูงสดุ ของสญั ญาณที่
จะสามารถบันทกึ ได้
ปกติระยะเวลาในการบันทึกมักจะนานเป็นช่ัวโมง เนื่องจากรายการท่ีจะบันทึกมักมีความยาว
พอสมควรเราจึงต้องจัดลักษณะการบันทึกลงสายเทปแบบแทร็กเฉียง (Slant track) หรือเฮลิคอลสแกน
(helical scan) เพ่ือมิให้แกนเทปมีความยาวเกินไป แถบเทปจะเคลื่อนท่ีผ่านหัวเทปในลักษณะเฉียง และแนว
บันทกึ เปน็ แทรก็ เฉยี งด้วย 1 แทรก็ จะบนั ทกึ สัญญาณวดิ ีโอ 1 ฟิลด์ (field)ฉะนั้น 2 แทรก็ เปน็ 1 เฟรม (frame)
บางทนี ิยมเรยี กแทร็กว่า สไวฟ์ (swipe)
จากรปู ที่ 7.1 แสดงลักษณะแนวบันทึกของสัญญาณวิดีโอแบบแทร็กเฉียงหรือทแยง สงั เกตว่าส่วนบน
ใชบ้ นั ทึกสัญญาณออดิโอ และสว่ นลา่ งใช้บันทึกสญั ญาณทีใ่ ชค้ วบคมุ ความเร็วหรือเวลาในสภาวะเพลยแ์ บก็
การต่อเครื่องวิดีโอเทป (VTR) เข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์จะเป็นดังรูปท่ี 7.2 สัญญาณท่ีรับได้จาก
สายอากาศจะป้อนให้แก่ภาคจูนเนอร์ของเคร่ืองวิดีโอเทป สัญญาณวิดีโอและออดิโอที่จะได้ถูกนาไปบันทึกลง
แถบเทป จะเห็นว่าเครื่องรับโทรทัศน์จะเปิดหรือปิดไว้ก็ไม่มีผล เพราะเคร่ืองวิดีโอเทปมีจูนเนอร์ IF และดีเทค
เตอร์อยูใ่ นตัวเองแลว้
108
ในสภาวะเพลยแ์ บก็ สัญญาณวดิ ีโอและออดโิ อท่ีได้จากแถบเทปจะมอดูเลตด้วยความถขี่ องชอ่ ง 3 หรือ
ช่อง 4 (บางทีเป็นช่องความถ่ีย่าน UHF) ป้อนให้แก่เคร่ืองรับโทรทัศน์ต่อไป ซ่ึงเครื่องรับโทรทัศน์จะต้องต้ังไว้
หรอื ปรบั จนู ความถรี่ บั ณ ชอ่ งน้ัน จงึ จะรบั สัญญาณจากวดิ ีโอเทปได้
สังเกตว่าตอนบันทึกนั้น เราสามารถบันทึกสัญญารวิดีโอช่องหนึ่ง และเครื่องรับโทรทัศน์เปิดรับไว้ท่ี
ช่องอื่นก็ได้(เน่ืองจากทั้งเครื่องรับโทรทัศน์และวิดีโอก็ต้องมีจูนเนอร์อยู่ในตัวเอง) สัญญาณจะผ่านจาก
สายอากาศเข้าสู่สปลิตเตอร์ (splitter)และแยกสัญญาณออกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งไปยังเคร่ืองรับโทรทัศน์ อีก
ทางหน่ึงไปยังจูนเนอร์ของเครื่องวิดีโอ ส่วนในตอนป้อนสัญญาณไปยังเคร่ืองโทรทัศน์น้ันยังเลือกว่าจะรับจาก
สายอากาศ หรอื จากเครือ่ งวดิ ีโอในสภาวะเพลย์แบ็กก็ได้
7.2 หลกั การบันทึกสญั ญาณวดิ โี อ
หลักการบันทึกสัญญาณภาพหรือวิดีโอก็มีหลักการเหมือนกับการบันทึกเสียง สัญญาณภาพท่ีถูกเก็บ
หรอื บันทกึ อยู่บนสายเทปนัน้ มีลักษณะเปน็ กลมุ่ ขั้วแม่เหลก็ (pole pieces) เรียงกันอยา่ งเปน็ ระเบียง
หัวเทปเป็นแบบแม่เหล็กไฟฟ้า กล่าวคือแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นสนามแม่เหล็ก ทาด้วยแกน (core)
ซ่ึงมีความนาแม่เหล็ก (permeability) สูง เช่น เฟอร์ไรต์ (ferrite) ดูรูปท่ี 7.3 บนแกนจะมีขดลวดพันไว้หลาย
รอบและแกนนี้จะผ่าแยกให้มีช่องว่าง (gap) ที่แคบมาก สารท่ีเติมลงในระหว่างช่องมักเป็นพวกที่มีรีลักแตนซ์
(reluctance) หรอื ความตา้ นทานสงู เชน่ แก้ว
รูปท่ี 7.4 เม่ือคอยล์ของหัวบันทึกได้กระแสไฟสลบั สัญญาณไฟฟ้าจะกลับเปลยี่ นเป็นสนาม (เส้นแรง)
แมเ่ หลก็ ปรากฏท่ชี ่องว่างและขัว้ ของสนามแมเ่ หล็ก ก็จะสลบั เปลย่ี นตามลักษณะคลื่น เมอ่ื สายเทปเคล่ือนผ่าน
หน้าหัวบันทึก ลักษณะคล่ืนต่างๆ ก็จะถูกบันทึกลงไปบนเนื้อเทป เน่ืองจากเน้ือเทปมีอณูหรือโมเลกุล
(magnetcule) เมื่อนาเข้าใกล้กับสนามแม่เหล็กแล้ว ก็จะถูกอานาจสนามแม่เหล็กน้ันชกั นาให้เกิดการจับกลุม่
เรียงตัวกันลักษณะของสนามแม่เหล็กกลายเป็นแม่เหล็กถาวร นั่นคืออานาจสนามแม่เหล็กจากหัวเทปจะมีผล
ต่อสายเทปซึ่งถูกฉาบด้วยสารที่มีโมเลกุลแม่เหลก็ หากสายเทปนิ่งอยู่กับที่ก็มีเพียงจดุ เดียวเท่าน้ันที่ถูกอัดและ
ลบซ้าๆกัน ผลท่ีได้จากการอัดนี้คือสัญญาณตัวสุดท้ายของสัญญาณนั้นหรืออาจเกิดการหักล้างหมดไปฉะน้ัน
สายเทปจึงต้องมีการเคล่ือนท่ีหรือเดินผ่านหัวบันทึก จึงจะสามารถบันทึกสัญญาณต่างๆของเทปได้ (ดังรูปท่ี
7.4) ขวั้ สนามแม่เหล็กระหว่างช่องวา่ งคือขัว้ เหนือและขวั้ ใต้จะสลับเปลีย่ นไปตามกระแสไฟสลับ จงสงั เกตดูใน
แต่ละคาบไซเกิลจะปรากฏขวั้ แมเ่ หล็กเหนือหรอื ใต้หรือได้เกิดข้ึนในช่องว่างของหัวเทป และไดบ้ นั ทกึ เรียงสลับ
ตามลาดับลงไปบนสายเทปที่กาลังเคลื่อนผ่าน ในกรณีเครื่องบันทึกเสียงโดยทั่วไป เพ่ือเป็นการรักษาคุณภาพ
ของเสยี งให้เหมือนธรรมชาติ (high fidelity) หัวบันทึกจาเป็นต้องมี AC ไบแอสมาทาการมอดูเลตกับสัญญาณ
AF (นอกจากน้ยี งั มีวงจรชดเชยความถ่ีหรอื อคี ลอไลเซอร์ในภาคขยายเสยี งอีก)
สรุปได้ว่าหัวเทปบันทึกของเคร่ืองบันทึกเสียงจะต้ังอยู่กับท่ี (Stationry head) และสายเทปเคลื่อน
ผา่ นหัวบันทึก แตส่ าหรับเครื่องบันทึกภาพจะใช้วิธีนี้ไม่ได้ เพราะมีปัญหาเก่ียวกับย่านความถี่ พจิ ารณาตามรูป
ที่ 7.5ขัว้ แมเ่ หล็กทีถ่ กู บนั ทึกลงสายเทปนจ้ี ะเปลยี่ นไปตามสญั ญาณภาพ เฉพาะสัญญาณที่มีความถี่สูงเกนิ ไปจะ
ไม่สามารถถูกบันทึกลงไปได้ ถ้าหากความเร็วของสายเทปเทียบกับหัวบันทึก ( head to tape speed หรือ
writing speed ) เท่ากับเครื่องบันทึกเสียง ทั้งน้ีเพราะว่าข้ัวแมเ่ หลก็ ท่ีสลับเปลี่ยนไปตามยา่ นความถ่ีสูงเกินไป
109
นั้นจะถูกอัดซ้ารอยกัน ทาให้เกิดการหักล้างกันเองหมดไป สัญญาณท่ีถูกบันทึกในสายเทปจึงไม่ครบถ้วนทุก
สัญญาณตัวอย่างเช่น สัญญาณความถี่สูงๆ เริ่มต้นอัดด้วยเส้นแรงแม่เหล็กในทิศทางหน่ึง ทันใดนั้นสัญญาณก็
จะเปล่ียนเฟสทันทีทาให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กในทิศทางตรงกันข้าม โดยท่ีตาแหน่งเดิมของสายเทปยังไม่ทันจะ
ได้เคล่อื นผา่ นพน้ ช่องว่างของหวั เทปเส้นแรงแมเ่ หล็กในทิศทางใหม่จึงถูกอัดทับกันทเี่ ดิม ผลลพั ธจ์ ะมีค่าเท่ากับ
ศูนย์ เพอื่ ขจดั ปัญหาเหล่าน้ี
การรักษาขอบเขตของข้ัวเหนอื และข้ัวใต้หา่ งออกจากกันจงึ ต้องเพิ่มความเร็วของสายเทปตอ่ หัวอัดใน
การบันทึกความถี่ของสัญญาณภาพบางคร้ังสูงถึง 3 เมกะเฮิร์ตซ์ จากประสบการณ์ จากประการณ์เราพบว่า
อัตราความเรว็ สายเทปกบั หัวบันทกึ หรือความเรว็ การบันทึกจะต้องอยู่ประมาณ 10 เมตรต่อวนิ าที
จึงจะสามารถบันทึกสญั ญาณได้ครบถ้วน ตัวเลขนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความกวา้ งของช่องว่างหัวบันทึก
ถ้าหากอัตราความเร็วเทปต่อหัวบันทึกต่าลง การควบคุมความเร็วของเทปใหค้ งท่ีจะทาได้ง่ายข้ึน ฉะนั้นถ้าเรา
ไมส่ ามารถให้ช่องว่างนแี้ คบลงไดเ้ รากต็ ้องเพมิ่ ความเรว็ ของสายเทปใหเ้ ร็วขึ้น
สมมติว่าสายเทปเดินดว้ ยความเรว็ 20 น้วิ ต่อวินาที น่นั คอื 1 วินาทีจะเคลอ่ื นไปได้ 20 น้วิ ถ้าเราป้อน
สัญญาณลงหัวบันทึกที่ความถ่ี 1 เฮิรตซ์ (ดูรูปที่ 7.6) เม่ือเทปเดินผ่านหัวเทปได้ครบรอบ 1ไซเกิล เทปจะเดิน
ไปได้เป็นระยะทาง 20 น้ิว ความยาว 20 น้ิวน้ีเรียกว่า ความยาวคลื่นบันทึก (recorded wavelength) หรือ
แลมบด์ า้ (lambda) ใชต้ วั ยอ่
เมื่อเพม่ิ สัญญาณมีความถ่ีเพ่ิมเปน็ 10 เฮิรตซ์ และความเร็วเทปคงเดิม (20 นวิ้ ต่อวนิ าที) ความยาว
จะส้ันลง เพราะคราวนี้เมือเทปเดินหัวครบรอบ 1 ไซเกิล เทปจะเดินไปได้เป็นระยะทางเพียง 2 น้ิว นั้นคือ
จะเทา่ กบั 2 น้วิ
เราสามารถคานวณ ไดจ้ ากสตู รต่อไปน้ี
λ =
ในทีน่ ี้ V คือความเร็วของสายเทปท่ีเดินผา่ นหวั เทป
f คอื คามถี่ของสญั ญาณที่จะบนั ทึก
ตวั อย่างท่ี 7.1 ความเร็ว (V) = 20 นวิ้ ตอ่ วนิ าที ความถ่ี (f) = 10 เฮิรตซ์
λ= 20 ตอ่ วนิ าที
10 ไซเคลิ ต่อวนิ าที
ตอบ
= 2 นิ้ว
ตวั อยา่ งที่ 7.2 ความเร็วเทปบนั ทึกเสยี ง 1.875 น้ิวต่อวินาที ความถี่สูงสุดทจ่ี ะบันทึกเท่ากับ 12,000 เฮิรตซ์
คา่ ทส่ี น้ั ทส่ี ุดจะเท่ากับ
λ = 1,875 ตอบ
12,000
= 0.000156 นิ้ว
ความยาว นี้จะจากัดคุณภาพด้านความถ่ีสูง (high frequency response) เนื่องจากถ้า แคบ
(สนั้ ) กวา่ ชอ่ งวา่ งของหวั เทปท่ีเราจะเพลย์แบก็ ไมไ่ ด้ กล่าวโดยสรปุ จะต้องยาวเป็นเป็น 2 เทา่ ขงความกว้าง
ของชอ่ งวา่ งหัวเทปเป็นอย่างนอ้ ย
110
รูปที่ 7.7 แสดงถึงความสัมพันธ์ของช่องว่างหัวเทปกับความถ่ีของสัญญาณภาพ ตอนเพลย์แบ็กระยะ
ความยาวของแต่ละไซเกิลของสัญญาณเรียกว่า ความยาวคล่ืน ใช้สัญญาลกั ษณ์ ถ้าหากว่าช่องวา่ งของของ
หวั เทปมคี วามกว้างเท่ากับ 1 แลมดา้ (ดังรูปที่ 7.6 ) อานาจแม่เหล็กข้ัวเหนือและขั้วใต้ (ขว้ั บวกและข้วั ลบของ
สัญญาณ 1 ไซเกิล) จะปรากฏข้นระหว่างช่องว่างของหัวเทปในเวลาเดียวกันนั้น ฉะนั้นเส้นแรงแม่เหล็กท่ี
เหน่ียวนากลับให้กลับให้แก่หัวเทปจึงไม่สามารถเหน่ียวนาให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดของหัวเทปเพราะ
สนามแม่เหล็กขวั้ เหนอื และขวั้ ใตท้ ่ถี ่ายทอดให้แกห่ ัวเทปเกดิ การหักลา้ งกันไปหมด
จงสังเกตเข็มมิเตอร์จะไม่เบี่ยงเบนไปทางซ้าย หรือขวา แต่ถ้าความกว้างของช่องว่างหัวเทปเท่ากับ
/2 (ดงั รูปท่ี 7.7 คอื หวั C และหวั B ) เส้นแรงแมเ่ หลก็ ท่ปี ารกกฎบนหวั เทปซ่ึงเหนี่ยวนาสาย เทปจะเกิดเป็น
ขว้ั เหนือหรือใต้เพยี งข้ัวเดียว จึงทาใหเ้ กดิ การชักนากระแสท่ขี ดลวดได้เตม็ ที่ เข็มมิเตอรจ์ ะเบี่ยงเบนไปทางซ้าย
หรือขวาได้
ดงั นัน้ การคานวณความกว้างของช่องว่างหวั เทป G จะได้สูตร
G≤
2
=
แต่ความยาวคล่ืน
ในท่ีนี้ v = ความเร็วเทปตอ่ หวั บันทกึ
f = ความถสี่ ูงสุดของสญั ญาณทถ่ี ูกบันทกึ
ดงั นน้ั G ≤
2
ถ้า v สงู ขน้ึ f กส็ ามารถทาให้กวา้ งขึ้นไดท้ ี่ความถส่ี ูงสดุ เท่าเดิมในทางปฏิบตั ิชอ่ งวา่ งนะนี้ สามารถผลติ
ให้แคบจนเหลือไมถ่ ึง 1 ไมโครเมตร (1 x 10-6 ) เมตร หรอื ถา้ หากสรา้ งไดแ้ คบกว่านก้ี ็ยิ่งดีอกี
7.3 ผลตอบสนองความถ่ขี องหวั เทปในสภาวะเพลยแ์ บ็ก
เมื่อนาสัญญาณที่บันทึกไว้มาเพลย์แบ็ก จะพบว่าเอาต์พุตท่ีได้ข้ึนจะเพิ่มสัดส่วนกับความถ่ี เหตุผลก้อ
พบว่า เหตุผลการเหนี่ยวนาของฟาราเดย์ (FARADAY) แรงดันจะแปรผันตามอัตราเปล่ียนแปลงของเส้นแรง
แม่เหลก็ (RATE OF CHANGE OF FLUX) เมอ่ื ความถสี่ งู ขึ้นอตั ราเปลีย่ นแปลงของเสน้ แรงจะเพิ่มขึ้นเมื่อควมถ่ี
สูงขึ้น คุณสมบัตนิ ีเ้ ปน็ คณุ บตั เิ ฉพาะตอนเพลย์แบก็ เทา่ นนั้ ใช้กบั ตอนบันทึกไมไ่ ด้
จงสงั เกตจากรปู ท่ี 7.8 จะเหน็ วา่ แรงดันเอาพุตต์จากหัวเทปจะเป็นศูนย์ที่ 0 เฮิรตซ์ หรือ DC เน่อื งจาก
เหตุผลเดียวกับที่หม้อแปลงไม่สามารถถ่ายเทหรือคัปเปิลสัญญาณกระแสตรง (DC) เมื่อความถ่ีสูงขึ้น แรงดัน
จะค่อยๆเพิ่มขึ้น อัตราเพิ่มจะเท่ากับ 6 เดซิเบล ต่ออ็อกเตฟหรือแรงดันเพิ่มเป็น 2 เท่า เมื่อความถ่ีเพิ่ม 2 เท่า
(2เทา่ ทางแรงดนั คิดเปน็ 6 เดซิเบล 2 เทา่ ทางความถ่คี ิดเปน็ 1 อ็อกเตฟ)
อย่างไรก็ตาม แรงดันจะเพิ่มไปได้สูงสุดค่าหนึ่งแล้วจึงค่อยๆ ลดลงถึงศูนย์ (null) สาเหตุก็เพราะว่า
ช่องว่างของหัวเทปจากัดคุณภาพด้านถี่สูงไว้ ค่าความถ่ีที่จุดนี้ f เม่ือคิดเป็นความยาวคลื่น จะเท่ากับความ
111
กว้างของช่องว่างของหัวเทป การแก้ปัญหาผลตอบสนองความถี่สูงนี้ทาได้ 2 วิธีคือ เพ่ิมความเร็วของสายเทป
เทียบเทยี บกับหวั เทปและลดช่องวา่ งของหัวเทปลง
ตวั อยา่ งที่ 7.3 เป็นการหา fn (null frequency) สมมตคิ วามกว้างของช่องเท่ากับ 0.5 ไมครอนความเร็วของ
สายเทปเทยี บกบั หัวเทยี บประมาณ 8 เมตรต่อวินาที
fn จะมคี ่าประมาณ 8/0.5 = 16 เมกะเฮริ ตซ์
ตาแหน่งท่ใี หเ้ อาตพ์ ตุ สงู สุดจะอยู่บริเวณคร่ึงหนงึ่ ของ fn คือประมาณ 8 เมกะเฮิรตซ์ ตอบ
เนื่องจากระดับของเอาต์พุตจากหัวเทปในสภาวะเพลย์แบ็กผิดไปจากสภาวะบันทึก ดังนั้นสัญญาณท่ี
ได้จะต้องนาไปผ่านการยกระดับให้ด้านความถี่ต่ามีความแรงมากข้ึน เพื่อให้ผลตอบสนองความถ่ีในสภาวะ
เพลยแ์ บก็ มคี วามสมา่ เสมอหรือ เทา่ เทียมกัน วงจรทที่ าหน้าท่ีน้ีเรียกว่า อคี วอไลเซอร์ (equalizer)
สาหรับความถ่ีของสัญญาณภาพเร่ิมต้ังแต่ 0-4 เมกะเฮิรตซ์ย่านความถ่ีกว้างถึง 18 อ็อกเตฟวงจร
อีควอไลเซอร์ธรรมดาก็ไม่สามารถท่จะแก้ไขมห้ถึงข้ันสมบรูณ์ได้ เน่ืองจากความถ่ีแต่ละอ็อกเตฟ จะเกิดการ
สูญเสียถึง 6 เดซิเบล ดังแสดงในรูปที่ 7.9 ผลแตกต่างของความถ่ีทั้งหมด คือ 18 x 6 = 108 เดซิเบล ซ่ึง
เปน็ คา่ ทต่ี กต่ามาก เมอื่ เทยี บกบั ชว่ งไดนามิกของสัญญาณออดิโอ (audio dynamic range)
7.4 การมอดูเลตสัญญาณ Y
ดังที่ได้กล่าวมาในตอนต้นว่าปัญหาเกี่ยวกับอัตราส่วนความถ่ีกว้างขนาด 17-18 อ็อกเตฟนั้นแก้ไขได้
โดยการมดูเลตสัญญาณภาพแบบ FM เพื่อลดอัตราส่วนความถ่ีให้แคบลงก่อน แล้วจึงป้อนให้แก่หัวเทป เพ่ือ
บนั ทึกลงสายเทป (รูปท่ี 7.10)
แมว้ า่ สเปคตรมั การกระจายความถี่ของ FM จะกวา้ งประมาณ 1-10 เมกะเฮริ ตซ์ แตอ่ ตั ราสว่ นเท่ากับ
3 อ็อฟเตฟเท่านั้น ความจริงแล้วหัวบันทึกได้ออกกแบบที่ความถี่ประมาณ 5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งสัญญาณท้ังหมด
อยู่ในขขอบเขตความสามารถที่หัวบันทึกทาได้ รวมทั้งสัญญาณสีประมาณ 625 กิโลเฮิรตซ์ เพียงแค่ 3 อ็อฟ
เตฟเท่าน้ัน (ในเวลาเพลย์แบ็กสัญญาณ FM น้ีก็ต้องผ่านวงจรอีคลอไลเซอร์ทาหน้าท่ีแก้ไขความถี่ต่างๆให้
ถูกต้องเสียก่อนจึงป้อนเข้าสู่หน่วย ดีมอดูเลแตอร์เพื่อถอดเอาสัญญาณกลับออกมาให้มีลักษณะเหมือนเดิมทกุ
ประการ)
ขอให้ดูบล็อกไดอะแกรมการมอดูเลตสัญญาณ Y (เพ่ือบันทึกลงสายเทป) ในรูปท่ี 7.11 จะเห็นว่า
สัญญาณลูมิแนนซ์หรือ Y จะแยกออกมาแล้วมอดูเลตแบบ FM โดยวงจร VCO (voltage controlled
osciallator) ซึ่งปน็ ออสซลิ เลเตอร์ ทม่ี คี วามถแี่ ปรเปลี่ยนไปตามแรงดนั ทปี่ ้อนจงึ เกดิ เปน็ สัญญาณ Y-FM ขน้ึ
ในรูปท่ี 7.11 เป็นการแสดงวิธีแสดงมอดูเลตของสัญญาณวิดีโอ สังเกตว่าว่าปลายสายซิงค์พัลส์จะทา
ให้VCO มีความถ่ีราว 3.8 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนระดับขาวสุด (PEAK WHITE) จะทาให้ VCO มีความถี่ราว 4.8
เมกะเฮริ ตซ์ ชว่ งสวิง(Swing) ความถ่ีประมาณ 4.8-3.8=1 เมกะเฮริ ตซ์
สาเหตุท่ีเราเลือกใช้ระบบ FM ในการมอดูเลตสัญญาณ Y ก็เพราะว่าในตอนเพลย์แบ็กเอาต์พุตจะมี
การเปลี่ยนแปลงแอมพลิจูล (amplitude variation) ถ้าใช้วิธีมอดูเลตแบบ AM จะเกิดปัญหานอกจากนี้ FM
ยังมีข้อดีเน่ืองจากการบันทึกจะเป็นแบบอ่ิมตัว(saturation recording) กล่าวคือป้อนสัญญาณกระแสลงหัว
เทปได้เตม็ ท่ีจนถงึ ระดับอมิ่ ตวั (ทางแม่เหล็ก)ทาให้สัญญาณแรงดีในตอนเพลยแ์ บก็
112
7.5 ระบบคัลเลอรอ์ นั เดอร์
ระบบคัลเลอร์อันเดอร์ (color under system) ใช้ในเครื่องวิดีโอ เพ่ือปัญหา 2 ประการคือ ป้องกัน
การลบกวนกันระหว่าง สัญญาณ Y-FM กับสัญญาณสีเพื่อแก้ปัญหาความผิดพลาดเก่ียวกับกาลเวลา
(timebase error) ฐานเวลาในที่นี้หมายถึงความถี่ต่างๆ ในเครื่องวิดีโอใช้เป็นความถ่ีในสภาวะบันทึกและ
แบลก็ ฐานเวลาจะคลาดเลื่อนเนื่องจากความเร็วขอองสายเทปเทยี บกับหวั เทปที่ไมค่ งที่ สาเหตุสาคัญก็คือการ
ยดื หดของสายเทป เนื่องจากความฝืดระหว่างเนื้อเทปกับตวั สง่ เทป(guide)ต่างๆ เพราะฉะนั้นฐานเวลาในตอน
บนั ทกึ กบั ตอนเพลย์แบ็กจะไม่เหมือนกนั
ถ้าฐานเวลาผิด การซิงค์ของภาพจะไม่นิ่งและปรากฏเป็นแถบปื้น (band หรือ wiggle)ในแนวด่ิงบน
จอภาพ สัญญาณบนโครมาทมี่ คี วามถีแ่ ละเฟสผดิ พลาดจะทาให้ซงิ คส์ ีไม่ได้
วธิ ีแก้ปญั หาฐานเวลาผดิ ทาได้โดยการลดทอนความถี่ของสัญญาณโครมา 4.43 เมกะเฮริ ตซ์ ลงมาเป็น
ความถี่ต่าในตอนบันทึก แล้วจึงเล่ือนความถ่ีขึ้นไปอย่างเดิม(4.43 เมกะเฮิรตซ์) ในตอนเพลย์แบ็ก วิธีน้ีเรา
เรียกว่า การบันทึกโดยตรงของสัญญาณที่แปลงความถี่ให้ต่าลง(down – conversion, direct - recording)
หรือเรียกง่ายๆว่า คัลเลอร์อันเดอร์ จากรูปที่ 7.12 แสดงการลดทอนความถ่ีของสัญญาณโครมา 4.43
เมกะเฮิรตซ์ ลงเป็น 627 กิโลเฮิรตซ์ โดยการใช้ออสซิลเลเตอร์ CW 5.06 เมกะเฮิรตซ์ บีตเข้าไปในมิกเซอร์
(mixer) กรรมวิธนี เี้ ปน็ กรรมวธิ ีเดียวกับซูเปอร์เฮตเทอโรดายน์ (superheterodyne) ในเครอ่ื งรับวทิ ยนุ ้ันเอง
สรุปแล้วสัญญาณโครมาหลังจากลดทอนความถ่ี(down conversion)จะมีความถี่ในย่าน 627
กิโลเฮิรตซ์ 500 กิโลเฮิรตซ์ (หรือประมาณ 127 – 1,127 กิโลเฮิรตซ์) แล้วนาไปประสมกับสัญญาณแล้ว
นาไปประสมกับสัญญาณ Y ซ่ึงมอดูเลตแบบ FM ก่อนท่ีจะป้อนให้หัวบันทึกเทปอัดลงสายเทปต่อไป อย่าลืม
ว่าทั้งสัญญาณ Y และโครมา จะบันทึกลงเทปโดยหัวเทปเดียวกัน สังเกตว่าสัญญาณโครมาไม่ต้องผ่านมอดูเล
เตอร์เลย เม่ือลดทอนความถ่ีสูงก็นาไปอัดลงสายเทปได้เลย (direct - recording)จริงๆแล้วสัญญาณลูมิแนนซ์
FMทาหน้าท่เี ป็นแอสใหส้ ัญญาณโครมาด้วยทาให้ความเพ้ียนแอมพลจิ ดู (amplitude distortion)ลดน้อยลง
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นระบบ VHS สาหรับ BETAMAX ก็คล้ายคลึงกัน แตกต่างกันตรงความถ่ีในการ
ลดทอนไม่เท่ากันแต่อย่างไรก็ตามในระบบคัลเลอร์อันเดอร์ สัญญาณ C (โครมา)จะอยู่ใต้(ความถี่ท่ีต่ากว่า)
สัญญาณ Y(ดูรูปท่ี 7.14) แต่ในระบบโทรทัศน์สี (สัญญาณคอมโพสิตสี) โครมิแนนซ์ C จะมีความถ่ีสูงกว่า
สายสญั ญาณ ลูมแิ นนซ์ Y
ในตอนเพลย์แบ็ก กรรมวิธีเฮตเทอโรดายน์จะตรงข้ามกัน ดังรูปท่ี 7.13 กล่าวคือสัญญาณ
ออสซิลเลเตอร์จะนามาบีตสัญญาณคัลเลอร์อันเดอร์ให้กลับกลายเป็น 4.43 เมกะเฮิรตซ์ ดังเดิมแล้วจึงนาไป
รวมกับสญั ญาณลูมแิ นนซ์ FM ทด่ี ีเทก จนเป็นสัญญาณ Y (0.4 เมกะเฮริ ตซ์) ได้เป็นสญั ญาณคอมโพสติ สี
สงั เกตว่าสญั ญาณ Y กับ C บนั ทกึ กบั ตอนเพลย์แบ็กจะแยกจากกันโดยการกรองดว้ ยฟลิ เตอร์ (ดูรปู ท่ี
7.12 และรูปที่ 7.13)
เทคนิคการแก้ไขความผิดพลาดฐานเวลาอยู่ตรงท่ีการเลื่อนความถี่ลงต่าแล้วเลื่อนความถี่สูงขึ้นนี้เอง
เนื่องจากในตอนเพลย์แบ็ก เรานาสัญญาณซิงค์ที่ได้จากตอนบันทึกบนคอนโทรลแทร็ก (control track) มาใช้
เปรียบเทียบกับความถ่ีของออสซิลเลเตอร์อ้างอิง (reference osillator) เอามาจากภาคสี แล้วส่งผลลัพธ์
113
ไปควมคุมความเร็วของหัวและสายเทป ซ่ึงเป็นการควบคุมทางแมคานิกส่วนการควบคุมทางไฟฟ้า ทาได้โดย
การใช้เพลย์แบ็กฮอร์ซิงค์มาล็อกกับความถี่ VCO และเพลย์แบ็กเบิสต์มาล็อกกับความถี่ VXO ให้มีคววาม
เปลยี่ นแปลงเหมอื นๆกันโดยอตั โนมัติ จงึ สามารถรักษาความถ่แี ละเฟสของสใี ห้ถูกต้อง
7.6 ระบบหัวเทปหมุน
ความเร็วหัวบันทึกเทียบกับสายเทปขนาด 8 เมตรต่อวินาที นับว่าเป็นความเร็วท่ีสูงมาก ดังนั้นการ
รักษาความเร็วของเทปใหค้ งท่ีทาได้ยากมาก นอกจากน้ีม้วนเทปยังต้องมีความยาวมากและส้ินเปลืองมากดว้ ย
ใช้ไมไ่ ดไ้ ม่ก่ีนาทีกห็ มดมว้ น
ในระบบการบันทึกสัญญาณภาพจึงต้องใช้วิธีการใหม่โดยให้หัวบันทึกหมุนรอบตัวเอง (rotating
head)
สวนกับทิศทางการเดินของสายเทป (เฉพาะในเครื่องบันทึกภาพรุ่นแรกๆ) เพื่อให้เน้ือเทปแต่ละจดุ ผา่ นหัวเทป
เร็ว ทาให้สามารถลดความเร็วของเทปให้ช้าลง แต่สาหรับเคร่ืองรุ่นใหม่ได้ออกแบบให้หัวเทปหมุนไปในทาง
เดียวกนั กับสายเทปเพอ่ื ลดการเสยี ดสีไม่ให้เนื้อเทปสึกหรอง่าย
รูปท่ี 7.15 แสดงถึงระบบ 2 หัวบันทึกเครื่องระบบ VHS ซึ่งใช้วิธีสแกน (บันทึก) เป็นเส้นเฉียง
(helical line) เรียกชือ่ แตล่ ะหัววา่ หัว A และหวั B หัวเทปทั้งคตู่ ้ังอยบู่ นส่วนครงึ่ บนของแทง่ ทรงกระบอกหรือ
ไซลนิ เดอร์ (Cylinder) หรอื ดรัม (Drum) ตาแหนง่ ของหัว A กบั หวั B ตั้งอยตู่ รงกันข้ามของแทง่ ทรงกระบอกน้ี
(ต่างกัน 180 องศา) ส่วนเครื่องบนของดรัมน้ีหมุนไปในทิศทางเดียวกับเทปเคลื่อน ส่วนคร่ึงล่างยึดอยู่กับที่
ดรัมนี้ติดตั้งในลักษณะเอียง ดังน้ันสายเทปที่เคลื่อนผ่านดรัมเสมือนกับว่าเดินผ่านเข้าทางด้านล่างและออกาง
ด้านบนของเสน้ สแกน แตล่ ะหัวท่บี นั ทกึ ไปหนึ่งครง้ั เทา่ กับได้บันทึกสัญญาณภาพลงไปในเน้ือเทป 1 ฟลิ ด์ (หรือ
สแกน 312.5 เส้นทางแนวนอน) ดังรูปที่ 7.16 (ก) และรูปที่ 7.16 (ข) ฉะนั้นแต่ละหัวต้องสแกน 25 คร้ังต่อ
วินาที จจึงจะได้ภาพ 25 ภาพต่อวินาที เหมือนกับเคร่ืองรับโทรทัศน์ สรุปได้ว่าหัว A และหัว B จะสลับกัน
สแกนคนละครั้งและดรัมจะต้องหมนุ ดว้ ยความเรว็ 25 รอบต่อวนิ าที (หรือ 1500 รอบต่อวนิ าที)
รูปที่ 7.15 (ค) เป็นภาพขยายแสดงถึงเส้นสแกนขอสัญญาณของภาพรุ่นแรกๆ ที่ถูกบันทึกอยู่บนเน้ือ
เทป ซ่ึงเรียกว่า วดิ ีโอแทรก็ (Video track) เชน่ A1, B1,A2, B2,… เราจะเหน็ ได้ว่าระหว่างแทร็กจะมีช่องว่างเว้น
ไว้เรียกว่า การ์ดแบนด์ (guard band) เพ่ือปป้องกันแทร็กท่ีอยู่ใกล้เคียงกันไม่ให้เกิดการรบกวนหรือแซงกัน
ได้ (crosstalk) ในขณะทีเ่ พลย์แบ็ก
รปู ท่ี 7.16 (ก) การสแกนของหัววดิ โี อ 1 ครั้งจนได้ฟิลด์ เพราะฉะนน้ั 2 หวั จะแกนได้ 1 เฟรม (ข) ใน
1 ฟิลด์จะมี 312.5 เสน้ 2 ฟลิ ดเ์ ป็น 1 เฟรมมี 625 เส้นเหมอื นกับระบบโทรทัศน์ (ค) หน่งึ วดิ โี อแทรก็ เท่ากบั
1 ฟลิ ด์ สังเกตวห่ ัววดิ โี อ A จะสแกนแทร็ก A หัว B สแกนแทร็ก B หวั วดิ ีโอหมนุ 25 รอบต่อวนิ าที ในรอบที่ 1
จะสแกนแทรก็ A1 กบั B1 รอบท่ี 2 ได้ A2 กบั B2…. ฯลฯ สงั เกตวา่ ระหว่างแตล่ ะแทร็กจะมีการ์แบนด์ เพ่ือ
ป้องกนั การรบกวนหรือแซงกัน
7.3 ระบบซดร่การด์ แบนด์
เครื่องวิดีโอเทปรุ่นแรกๆหัวเทปจะบันทึกเทปสัญญาณลงบนแทร็กท่ีห่างกันเล็กน้อย คงเหลือช่องว่าง
ในระหว่างแทร็ก ช่องว่างระหว่างแทร็กน้ีเรียกว่าการ์ดแบน เหตุที่ต้องเว้นช่องว่างไว้ก็เพราะ เพ่ือป้องกันการ
114
แซงกันหรือครอสส์ทอล์ก ในที่น้ีหมายถึงเมื่อตอนเพลย์แบ็ก หัวเทปจะอ่านแทร็กใดแทร็กหน่ึง แต่ปรากฏว่า
มีแทร็กอื่นเข้ามาแซง ข้อเสียของการ์ดแบนด์ก็คือ ทาให้ส้ินเปลือสายเทปไปโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ทั้ง
ระบบ VHS และ BETAMAX จงึ กาจดั การด์ แบนออกไป เพอื่ ให้ความจุของสายเทปเพม่ิ มากขึน้ (high density)
ระบบน้เี รียกว่า ซโี รก่ าร์ดแบนด์ (zero guard band)
การตัดการ์ดแบนด์ทิ้ง มีส่วนช่วยให้สัญญาณบันทึกลงบนได้มาก แต่ถ้าสามารถลดความกว้างของ
แทรก็ (track width) ลงได้ จะทาให้การบันทึกไดม้ ากขนึ้ อีกโดยไมต่ ้องเพมิ่ ความความยาวของสายเทป สงั เกต
รูปท่ี 7.17 เป็นภาพแสดงการบันทึกสัญญาณลงบนเทปของเคร่ืองบันทึกภาพชนิดต่างๆ ในจาพวกที่มีเส้น
สแกนเป็นเส้นเฉียงโดยท่ัวๆ ไป มีขนาดความกว้างของแทร็กอยู่ในระหว่าง 100 ไมโครเมตร (1x10-6 เมตร)ใน
ระบบซโี ร่การ์ดแบนดจ์ ะมีความกวา้ งของแทร็กเพียงแค่ 49 ไมโครเท่านน้ั ดังแสดงในรูปที่ 7.17 (ค) เพราะว่า
หัวบันทกึ ร่นุ นม้ี ขี นาดเล็กมาก
การที่จัดเรียงวิดีโอแทร็กซีเล็กๆเหล่าน้ีทาให้ประชิดกันอย่างสนิท ก็ต้องใช้วิธีการชะลอความเร็วของ
สายเทปให้ช้าลง ดังน้ันหัวอุดหมุนหน่ึงรอบจึงมีช่วงเน้ือเทปเดินผ่านน้อยลง ดังตารารูปท่ี 7.18 จะเห็นได้ว่า
ความเร็วของเทประบบ VHS เพียงแค่ 2.339 เซนติเมตรต่อวินาทีเท่านั้น นับว่าช้ามากเมิอเทียบกลับรุ่นอ่ืนๆ
ทาให้การควบคมุ ความเร็วของสายเทปเพม่ิ ความเที่ยงตรง (linear tape -speed) ดขี ้ึน
ตารางท่ี 7.18 เปรียบเทียบรูปแบบของสายเทปของระบบต่างๆ สงั เกตวา่ ระบบ VHS ใช้ความเร็วสาย
เทปชา้ กว่า
ความกว้างของสายเทป ลกั ษณะการโหลดเทป ขนาดของดรัม ความเรว็ ของสายเทป
1/2 ตลับเทปคาร์ทรดิ จ์ Ø 115.82 mm 163.22 mm / sec
3/4 ตลบั เทปคาสเซทท์ U Ø 110.0 mm 95.30 mm / sec
1/2 VHS M Ø 62.00 mm 23.39 mm / sec
จะเห็นได้ว่าการไม่มีการ์ดแบนด์มีข้อดีหลายประการ แต่ข้อเสียก็คือแทร็กชิดกันทาให้เกิดครอสส์
ทอล์กได้ง่าย ซึ่งเทคนิคกการแก้ไขน้ีเราใช้วิธีเอียงมุมหัวเทป (canted azimuth angle หรือ slanting หรือ
sloping) ดรู ปู ท่ี 7.19 วธิ ดี งั กล่าวแก้ไขไดเ้ ฉพาะความถี่สูงๆ เชน่ ลูมแิ นนซ์ FM เทา่ นนั้ สว่ นสญั ญาณคัลเลอร์
อันเดอรจ์ ะตอ้ งใชว้ ธิ ีพเิ ศษวธิ อี น่ื แก้ปัญหาครอสส์ทอล์กอีกต่างหาก
อาซมิ ุธ (azimuth) หมายถึง การตะแคงมุมไปทางซ้ายหรือทางขวาของช่องว่าง ในเคร่อื งเล่นวิดีโอรุ่น
แรก อาซิมุธถูกปรับตั้งให้เป็นมุมฉากอยู่ในทิศทางของหัวอัดเล่ือนผ่านแต่ละแทร็กบนสายเทปดังแสดงในรูปท่ี
7.20 ให้สังเกตช่องว่าง น้ันจะตั้งฉาก(90 องศา) กับการเคล่ือนท่ีของส่วนหัว เราจึงเรียกว่า มาตรฐานอาซิมุธ
0 องศาที่สมบรู ณ์ สาหรบั ในระบบเอยี งชอ่ งว่าง ส่วนหัวของวดิ ีโอ
รูปท่ี 7.21ในระบบหัวอาซิมุธ มุมระหว่างช่องกับแนวแทร็กจะเอียงไป 6 องศา (ก) สาหรับหัว A (ข)
สาหรับ B และ (ค) แสดงให้เห็นความเอียงของช่องว่างของหัวเทปท้ังแชนเนล 1 (หัว A) และแชลเนล 2 (หัว
B) นน้ั ยังมชี ่องว่างอาซิมธุ ทแี่ ตกต่างไปจาก 0 องศา นอกจากนี้หัววิดโี อแต่ละหัวยังมีอาซิมธุ แตกต่างกันออกไป
115
อีก ดังน้ันในระบบ VHS จึงได้กาหนดให้ใช้ค่าของอาซิมุธไว้ 2 ค่าคือ อาซิมุธของหัว B เท่ากับ +6 องศา และ
หัว A เทา่ กับ -6 องศา ดังแสดงในรปู ท่ี 7.21
7.8 การบันทกึ แบบอาซิมธุ
ผู้ท่ีมีประสบการณ์ในการซ่อมเครื่องเทปบันทึกเสียงมาแล้ว ย่อมเคยพบว่าถ้าหัวบันทึกเสียงถูกต้ังไว้
เอียงเม่ือบันทึกแล้วนาม้วนเทปที่อัดมาเพลย์แบ็กคุณภาพดูของเสียงจะเป็นปกติ แต่เมื่อเราเอาเทมาตรฐาน
(standard test tape) หรือเทปท่ีอัมาจากที่อื่นมาเล่นแล้วจะพบว่าคลื่นความถ่ีของเสยี งสงู จะอ่อนมาก ความ
ดงั จะส้คู วามถีต่ ่าไม่ไดซ้ ่ึงแสดงวา่ สาเหตมุ าจากการตง้ั อาซมิ ุธของหัวบนั ทึกทไ่ี มถ่ ูกต้อง
รูปที่ 7.21 ในระบบหัวอาซิมุธ มุมระหว่างช่องว่างกับแนวแทร็กจะเอียงไป 6 องศา(ก) สาหรับหัว A
(ข) สาหรับหัว B และ (ค) แสดงให้เห็นความเอยี งของชอ่ งวา่ งของหัวเทปทง้ั แชนเนล 1 (หัว A) แชนเนล 2 (หวั
B) นัน้ ยังมีชอ่ งว่างอาซิมุธที่แตกต่างไปจาก 0 องศา นอกจากนี้หัววิดีโอแต่หัวยังมีอาซิมธุ แตกต่างกันออกไปอีก
ดังน้ันในระบบ VHS จึงกาหนดให้ใช้ค่าของอาซิมุธ 2 ค่าคือ อาซิมุธของหัว B เท่ากับ +6 องศา และหัว A
เทา่ กบั -6 องศาดงั แสดงในรูปท่ี 7.21
7.8 การบันทกึ แบบอาซิมธุ
ผู้ที่มีประสบการณ์ในการซ่อมเคร่ืองเทปบันทึกเสียงมาแล้ว ย่อมเคยพบว่าถ้าหัวบันทึกเสียงถูกต้ัง
ไว้เอียเม่ือบันทึกแล้วนาม้วนเทปท่ีอัดมาเพลย์ดูคุณภาพของเสียงจะเป็นปกติ แต่เม่ือเราเอาเทปมาตรฐาน
(standard test tape) หรือเทปท่ีอัดมาจากที่อื่นมาเล่นแล้วจะพบว่าคลื่นความถ่ีของเสียงสุงจะอ่อนมาก
ความดังจะสู้ความถีต่ า่ ไม่ได้ ซ่ึงแสดงวา่ สาเหตุมาจากการตง้ั อาซมธุ ของหวั บนั ทกึ ไม่ถูกตอ้ ง
รูปท่ี 7.22 (ก) ถ้าหัวเทปออดิโอ (ในเครื่องเทปบันทึกเสียง) มีมุมอาซมุธผิดพลาดไม่ตั้งฉากกับแนว
แทร็ก ตอนเพลย์แบ็กสัญญาณความถี่สงู จะมีคุณภาพตกต่าลง (เสียงแหลมเบา) (ข) วิธีแก้ทาได้โดยการตั้งสกรู
ที่ฐานยึดหัวออดิโอเทป จนกระท่ังได้เสียงแหลมดังชัดเจนที่สุด นั่นคือช่องว่างของหัวอัดไม่ได้ตั้งไว้เป็นมุมฉาก
(right angle) กับแทร็กเราเรียกว่ามีมุมอาซิมุธผิดพลาด (azimuth error) ดังรูปท่ี 7.22 แสดงถึงวิธีการ
ปรบั แก้ความเอยี งของหัวบันทึก โดยใช้ไขควงหมุนสกรูใหห้ ัวตง้ั ตรง 90 องศา กับซาวนด์ แทร็ก (sound track)
ในขณะเพลยแ์ บ็กเทปมาตรฐานจนกว่าจะได้ความถสี่ ูงดงั ท่สี ดุ
ข้อดแี ละข้อเสยี ดงั กลา่ วนสี้ ามารถนามาใช้กบั เครื่องเทปบนั ทึกภาพอย่างเหมาะสม ซึ่งมวี ัตถุประสงค์ท่ี
จะกาจัดสญั ญาณแซงกันในระหว่างแทร็ก เม่อื แต่ละหวั ไดร้ ับสญั ญาณจากแทรก็ ข้างเคียงดว้ ยคุณประโยชน์จาก
หัวซมิ ุธจะชว่ ยทาหนา้ ทข่ี จัดครอสส์ทอล์กออกไปได้อย่างส้นิ เชิงกล่าวคือเอาต์พุตของหัว Aได้จากแทรก็ A และ
เอาต์พุตของหัว B ได้จากแทร็ก B เท่านั้น ทั้งน้ีเน่ืองจากประสทิ ธภิ าพของหัวอาซิมุธน่ันเอง เพราะมันไม่มีการ
รับสัญญาณแทรก็ แซงจากแทรก็ หนึง่ แทรก็ ใดท่ีใกลเ้ คียง
รูปที่ 7.23 เมื่อหัวถูกทาให้ช่องว่างเอียง(canted azimuth head) เส้นแรงแม่เหล็กท่ีบันทึกบนสาย
เทปจะเฉียงๆ และลักษณะเส้นแรงบนแทร็ก A กับแทร็ก B ก็จะแตกต่างกันในรูป (ข) แสดงการวัดความยาว
คลนื่ บนั ทึก ซึง่ เปลยี่ นแปลงไปเลก็ นอ้ ย
รูปท่ี 7.23 (ก) จะเห็นได้ว่าเส้นวิดีโอ แทร็กต่างๆ นั้นไม่เรียงตัวไปตามข้ัว N และข้ัว S ของ
สนามแม่เหล็ก กล่าวคือขั้ว N กับข้ัว S ไม่เรียงตั้งฉากกับแทร็กเลย แต่ต่างก็ทามุมกันคือ –6 องศา อาซิมุธ
116
ในแทร็ก A1, A2 และ +6 องศา อาซิมุธในแทร็ก B1 , B2 , เพ่ือให้ดูง่ายและสะดวกเราจึงเขียนเป็นเงามืดใน
ขอบเขตของข้ัว N ในแทร็ก A ดังรูปที่ 7.23 (ข) ถ้าเราสังเกตบนแทร็ก Aโดยการบันทึกของหัว A เราก็สมมติ
ขึ้นมาว่า A กาลังทาการเพลยแ์ บ็กอย่ใู นขณะที่ชอ่ งวา่ งของหัววดิ ีโอจะวา่ กดลงช่อง N หรือ S อย่างพอดีฉะนั้น
หัว Aได้รับสัญญาณเอาต์พุตสูงสุดดังแสดงในรูปท่ี 7.24 ในขณะเดียวกันเราสมมติหัว B กาลังทาการอยู่อยู่บน
รมิ ขอบของแทรก็ A ซง่ึ N และ S กเ็ คล่ือนตวั ผ่านช่องวา่ งของหวั นใ้ี นเวลาเดียวกนั และโปรดจาไว้เสมอวา่ เม่อื
N และ S ผ่านช่องว่างโดยสม่าเสมอหรอพร้อมกันโดยตลอดก็จะเกิดการหักล้างกันเกิดข้ึน ดังน้ันจึงไม่มี
สญั ญาณเอาตพ์ ุตของครอสส์ทอลก์ ออกมาจากหัวนี้ สังเกตว่าความกว้างของช่องว่างหัวบนั ทึกเท่ากับ 1/2 ของ
ความยาวคลื่นบันทึกซึ่งเป็นความถี่สูงเท่านั้น สรุปว่าหัวอาซิมุธจะมีประสิทธิภาพการกาจัด ครอสส์เฉพาะใน
ย่านความถี่สงู เทา่ นั้น
รูปท่ี 7.24 แสดงให้เห็นว่าในกรณีของสัญญาณความถ่ีสูงเมื่อใช้หัว A อ่านแทร็ก A (มุมอาซิมุธ -6
องศา) จะเป็นไปตามปกติ แต่ถ้าใช้หัว B (มุมอาซิมุธ +6 องศา) จะไม่มีเอาต์พุตเพราะครอสส์ทอล์กถูกหักล้าง
ไป
ท่ีน้ีเราลองมาตั้งคาถามข้ึนมาว่าเป็นสัญญาณในย่านความถ่ีต่าแล้วตอนเพลย์แบ็กจะเกิดอะไรข้ึน ใน
รูปท่ี 7.25 (ซ่ึงคล้ายคลึงกับรูปที่ 7.24 มาก เว้นแต่ความยาวคล่ืนที่บันทึกจะกว้างกว่า นั่นคือความถ่ีต่ากว่า)
จะเห็นหัวเทป A ท่ีสแกนผ่านแทร็กอยู่ทาให้ผลเหมือนเดิม แต่ลองดูหัวเทป B จะไม่มีการลบล้างเกิดขึ้นท่ี
ช่องวา่ งเรยและสัญญาณจากหวั เทป B กพ็ อๆกับหัวเทป Aซงึ่ จะเห็นได้ว่าประสิทธภิ าพของการบันทึกแบบอาซิ
มุธจะดีก็เฉพาะความถ่ีสูงเท่านั้น สาหรับความถี่ต่าการแยก (separation) ก็จะเลวลง ฉะน้ันความถี่ของคัล
เลอร์อันเดอร์ยังตอ้ งใชว้ ธิ กี ารใหมม่ าขจัดการแทรกแซงของแทร็กขา้ งเคยี งอีก
สรุปได้ว่าวิธีการบันทึกแบบอาซิมุธเพลย์แบ็กมีสมรรถภาพในการแก้ครอสทอล์กเฉพาะความถี่สูง
เท่าน้ัน ส่วนความถ่ีต่าจะไม่ปรากฏผลใดๆ ทั้งส้ิน ดังแสดงตามกราฟเส้นเฉียงระหว่างการสูญเสีย (loss) ท่ี
ความถต่ี า่ งๆ สาหรบั มมุ อาซิมุธของหัวเทป ในรูปที่ 7.26
การสูญเสียเน่ืองจากมมุ เอียงอาซมิ ุธ = 20 log tan
sin( tan )
̅
โดย = ความยาวคลื่นบันทกึ ( = )
W = ความกว้างแทรก็
= มมุ อาซมิ ธุ
7.9 การแกค้ รอสสท์ อล์กสี
ได้กล่าวมาแล้วว่าวิธีเอียงช่องว่างของหัวเทปสามารถแก้ครอสส์ทอล์ก สาหรับสัญญาณลูมิแนนซ์ได้
แต่ครอสส์ทอล์กสาหรับสัญญาณสีซึ่งอยู่ในย่านความถี่ต่าจะต้องใช้วงจรพิเศษต่างหากอีก(หลักการของวงจร
พิเศษนีค้ ล้ายคลงึ กบั ของระบบ PAL กลา่ วคือใช้วธิ ีสลับเฟสในแทรก็ B และแกเ้ ฟสคืนโดย 2H ดีเลยล์ ายน์)
ในการบันทึกความถี่ต่าๆของระบบอาซิมุธน้ันจะแก้ปัญหาครอสส์ทอล์กไม่สาเร็จ ดังนั้นจึงต้องใช้
ระบบพิเศษเพ่ือใช้ในการบันทึกความถี่ของภาพสี เพราะลาพังเพียงหัวอาซิมุธไม่สามารถที่จะขจัดส่ิงครอสส์
117
ทอล์กในความถี่ตา่ ทจ่ี ะเกิดข้นึ ใหห้ มดส้ินได้ ดังนัน้ ตอ้ งมีกรรมวิธที จ่ี ะแยกสญั ญาณ ครอสส์ทอล์กออกจากวิดีโอ
จงจาไว้เสมอวว่าปรากฏการณ์ครอสส์ทอล์กยังคงเกิดข้ึนและมีอยู่ แต่เน่ืองจากวงจรพิเศษในการบันทึกและ
การเพลย์แบ็กนั่นเอง ท่ีขจัดปัญหาการรบกวนน้ันไม่ให้เกิดข้ึนในระบบเฮลิคอลสแกนเคร่ืองวิดีโอเทปทั่วๆไป
นั้นใช้วิธีคัลเอลร์อันเดอร์ซึ่งไม่มีการกระทาใดๆ ต่อเฟสของสัญญาณสีเลย กล่าวคือบันทึกไปบนเน้ือเทป
โดยตรง ในที่น้ีแอมพลิจูดและเฟสของสัญญาณสีคัลเลอร์อันเดอร์เขียนแทนด้วยเวกเตอร์ (vector) ต่างๆ เรา
เขยี นเวกเตอร์ต่างๆ นแ้ี ทนความความแรงและเฟสความถี่หนึ่ง เพอ่ื ความสะดวกและง่ายต่อความเข้าใจ เราจะ
กาหนดให้สัญญาณสีเป็นความถ่ีหนง่ึ ดังตวั อย่างของเวกเตอร์ ในรูปที่ 7.27 (ก) เราทราบกันดีแล้ววา่ อาซิมุธจะ
ไม่สามารถแก้ครอสส์ทอล์กความถีต่ ่าได้ ดังน้ันจงึ ตอ้ งใช้กรรมวิธใี หม่โดยการหมุนเวียนเวกเตอร์ ความจริงแล้ว
ก็คือการเคล่ือนย้ายเฟสด้วยอัตราความถ่ีที่แน่นอน 15,625 เฮิรตซ์น่ันเอง สัญญาณสีจึงสามารถแทนด้วย
เวกเตอร์ เพอ่ื ถึงทัง้ แอมพลิจดู และเฟส
รูปท่ี 7.27 (ก) สัญญาณคัลเลอร์อันเดอร์ในแชนเนล B จะถูกเล่ือนเฟสล้าหลังไปเส้นละ 90 องศาคือ
90 , 180 , 270…..ตามลาดับ เพ่ือแก้ครอสส์ทอล์ก (ทคี่ วามถตี่ ่า) ของสญั ญาณคลั เลอร์อนั เดอร์ จะเห็นว่า
ทศิ ทางของเวกเตอรข์ องสัญญาณเหมอื นกนั ทุกๆแทร็ก
ในเครื่องวิดโี อชนิดเฮลิคอลสแกนรนุ่ แรกๆ ทศิ ทางของเวกเตอรจ์ ะเหมือนกันตลอดทุกๆ เสน้ แนวนอน
ของแต่ละแทร็กดังแสดงในรูปที่ 7.27 (ข) แต่ในระบบใหม่ท่ีมีวิธีแก้ครอสส์ทอล์กสัญญาณสีนั้นหลังจากท่ี
สัญญาณ C (โครมา) เปลี่ยนจาก 4.43 เมกะเฮิรตซ์ลงมาเป็นสัญญาณคัลเลอร์อันเดอร์ 627 กิโลเฮิรตซ์แล้ว
จากน้ันจะใช้กรรมวิธีหมุนทิศทางของเวกเตอร์ด้วย ในขณะที่ทาการบันทึกอยู่สาหรับหัวเทป B สัญญาณสีจะ
ถกู ดีเลยไ์ ว้เท่ากบั 90 องศาตอ่ ทกุ ๆ เสน้ แนวนอน
แชนเนล A (CH-1) เป็นเฟสเดียวกัน 0 องศาทุกเส้นแนวราบ (H) แชนเนล B (CH-2) เป็น -90 องศา
ตอ่ เส้นแนวราบ ดงั แสดงในรูปที่ 7.28 และรูปท่ี 7.29 ซงึ่ แสดงให้เหน็ ว่าเป็นอยา่ งไรบนเน้ือเทปเปน็ อยา่ งไร
รปู ท่ี 7.29 การสลบั เฟสของสญั ญาณสใี นแชนเนล B เพื่อแก้ครอสส์ทอลก์ สัญญาณสี (ก) องคป์ ระกอบ
ของสญั ญาณสีระบบ PAL (ข) ผลลพั ธเ์ วกเตอร์แสดงถงึ เฟสของสัญญาณสี(ซ่ึงสลับเฟสมาเสน้ เว้นเสน้ ) (ค) เฟส
ของสัญญาณสีที่ถูกบันทึกด้วยหัว A (CH1) แต่ละเส้นแสดงตามลูกศร (ง) แสดงการเล่ือนเฟส 90 องศาไป
เร่ือยๆ ซง่ึ ถกู บนั ทกึ ลงแทร็ก B (CH2) ด้วยหัว B
ขอให้เราทาความเข้าใจเกี่ยวกับเร่ืองการเล่ือนเฟสของสัญญาณสีเสียก่อน เน่ืองจากโทรทัศน์สีระบบ
PAL มกี ารสลบั เฟสของสัญญาณสี (R - Y) เปน็ จงั หวะเส้นเว้นมาเสมอ ถ้าจะเขียนเปน็ ลักษณะรูปคลืน่ ให้ดูก็จะ
เป็นการเข้าใจยาก ด้วยเหตุน้ีเราจึงเขียนเป็นลักษณะเวกเตอร์แทนสาหรับภาพสีเดี่ยวๆ สีหนึ่ง (สมมุติเป็นสี
ม่วง) เราจะแทนได้ดว้ ยลูกศรผลลัพธ์ (resultant) เป็นรปู เวกเตอร์ในรูปที่ 7.29 สมมตใิ ห้หวั บันทกึ A กาลงั ทา
การบันทกึ แทร็ก A อยู่ มุมของเวกเตอร์สีก็จะถูกบันทึกลงไบนเนือเทปดงั แสดงตามเวกเตตอรข์ องแต่ละเส้นใน
รปู ที่ 7.29 (ค)
เม่ือหัวบันทึก B หมุนเข้าทาการบันทึกของแทร็ก B หัวเทป A ก็จะพ้นออกไปพอดีโดยเฉพาะแทร็ก B
จะถูกทาการเลื่อนเฟส -90 องศาต่อเส้น ดังรูปเวกเตอร์ของแต่ละเส้นรูปท่ี 7.29 (ง) ซ่ึงลักษณะเช่นน้ีเรียกว่า
การหมุนเวยี นเฟส (rotating phase)
118
สัญญาณสีของแต่ละแทร็กบนเน้ือเทปน้ันความจริงแล้ว ไม่มีการเหลื่อมล้าหรือครอสส์ทอล์กเลยแต่
ในขณะการเพลย์แบ็กแล้วปรากฏการณ์ครอสส์น้ีย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลาไม่มากก็น้อยดังแสดงในรูปที่ 7.30 (ก)
ลูกศรเล็กเขียนแทนครอสส์ทอล์กซึ่งเกิดขึ้นท้ังสองแชนเนลในขณะเหน่ียวนากลับมาจากหัววิดีโอท้ังสอ งซ่ึงมี
ความถี่ 627 กิโลเฮิรตซ์ หลังจากผ่านหน่วยแปลงความถ่ีหรือมิกเซอร์ (main convertor) ความละเอียดขอ
กล่าวในภายหลัง ขณะน้ีความถี่ของสัญญาณสีจะถูกกลับคืนมาเป็น 4.43 เมกะเฮิรตซ์เหมือนเดิม ซ่ึงครอสส์
ทอล์กแต่ละเส้นของแชนเนล A ยังคงเหมือนเดิมอยู่แต่สาหรับสัญญาณสีในแทร็กของแชนเนล B จะถูกกลับ
เฟสนาหนา้ 90องศาต่อเสน้ จึงถูกแกค้ ืนเป็นสญั ญาณ PAL ทีเ่ หมือนกบั
รูปท่ี 7.30 (ก) สัญญาณท่ีเกิดในแต่ละแทร็กเมื่อ เราเพลย์แบ็กออกมา(สังเกตในตอนบันทึกเราจะ
เลือ่ นเฟสใน CH-2 ล้าหลงั ไป 90 องศา) (ข) สญั ญาณสีเม่ือเพลย์แบก็ แกเ้ ฟสคนื (นาหนา้ ไปเส้นละ 90 องศา)
สัญญาณของแทรก็ A (ลกู ศรเสน้ หนา) ยกเว้นสัญญาณครอสส์ทอล์ก (ลูกศรเสน้ เลก็ ) จะพลอยถกู หมุน
เฟสนาหน้า 90 องศาต่อเส้น ดังแสดงตามเวกเตอร์ละเส้นของแชนเนล B ในรูปท่ี 7.30 (ข) เสร็จแล้วเราก็จะ
นาสัญญาณของแต่ละแทร็กผ่านหน่วยแก้ครอสส์ทอล์ก (crosstalk eliminator) ดังแสดงในรูปท่ี 7.31
ยกตวั อยา่ งเชน่
สัญญาณ CH 1บวกครอสส์ทอล์กดังแสดงตามเวกเตอร์ A ในรูปที่ 7.32 เม่ือผ่านหน่วยแยกสัญาณท่ี
จุด A จะถูกแบ่งไปสองทางทางหนึ่งป้อนเข้าสู่วงจรบวกหรือ (เมตริก)อีกทางหน่ึงผ่านหน่วยดีเลย์ลายน์
สัญญาณที่ผ่านออกมาจะหน่วงเวลาล่าช้าไป 2 ช่วงเส้นแนวนอน (128 ไมโครวินาที)ดังแสดงตามเวกเตอร์ใน
รูปที่ 7.32 เสรจ็ แล้วนาเอาสญญาณท้งั สองทจี่ ุด A และ B มาบวกกัน ผลที่ไดค้ ือ H3 + H1 ดังลักษณะเวกเตอร์
(เส้นหนา) ในรูปที่ 7.32 แสดงว่าจุดเอาต์พุตของหน่วยกาจัดครอสส์ทอล์กในรูปที่ 7.31 จะเป็นสัญญาณสีของ
แชนเนล โดยปราศจากสญญาณครอสส์ทอล์กจากแชนเนล B ส่วนช่วงเวลาของแทร็ก B ก้อมีลักษณะการแก้
สีครอสส์ทอล์ก ด้วยทานองเดียวกัน กับรูปท่ี 7.32 เพราะฉะน้ันภาพสีท่ีปรากฏบนจอจึงไม่มีการรบกวนจาก
แทรก็ ขา้ งเคียง
การที่เอาพุตเพ่ิมข้นเป็น 2 เท่า (ดังแสดงในรูปที่ 7.33) จะไม่เกิดปัญหาอะไรเลย เพราะไม่ว่าอย่างไร
มันกถ็ กู ลดทอนลงกรรมวิธีการผสมเส้นดเี ลยก์ บั เสน้ ท่ีไมม่ ีดเี ลยน์ นั้ สามารถทาได้ เพราะวา่ สัญญาณขี องของเส้น
ทอี่ ยู่ใกล้เคยี งกันในฟิลด์เดยี วกันนัน้ จะมลี ักษณะค่ือนสญั ญาณสเี กือบจะเหมือนกัน
7.10 การบันทกึ วิดีโอระบบตา่ งๆ
ระบบวิดีโอท่ีสาคัญและแพร่หลายมีอยู่ 2 ระบบ VHS กับ BETAMAX ท้ังสองระบบมีหลักการ
คล้ายคลึงกันมาก ในที่น้ีจะกล่าวเฉพาะ VHS – PAL และ BETAMAX –PAL เท่าน้ัน (ความจริง PAL กับ
NTSC ยังมคี วามแตกต่างกันอกี เลก็ น้อย)
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าสัญญาณวิดีโออยู่ในย่านความถ่ีประมาณ 0-4 เมกะเฮิร์ต ก่อนท่ีจะบันทึก เรา
ต้องแยกสัญญาณลูมิแนนซ์กับโครมิแนนซ์ออออกจากกัน เพ่ืเปล่ียนความถี่ให้อยู่ในย่นที่เหมาะสมก่อนแล้วจึง
บนั ทึกลงสายเทปท้ัง VHS และ BETAMAX อาศัยหลักการเหมอื นๆกัน
119
1. กรรมวิธีสัญญาณ (Signal Processing)
ในระบบ VHS สัญญาณ Y จะมอดูเลตวิธี FMโดยให้ความถี่เบี่ยงเบน (devition) อยู่ระหว่าง 3.8 –
4.8 เมกะเฮิร์ตซ์ ปลายซิงก์ (snyc tip) อยู่ท่ี 3.8 เมกะเฮิรตซ์ส่วนระดับขาวที่สุดอยู่ที่ 4.8 เมกะเฮิรตซ์ สาหร
รับไซด์แบนด์ของสัญญาณ FMที่เกินออกไปจะถูกจากัดความถ่ีไว้ระหว่าง 1-5เมกะเฮิรตซ์โดยระมาณ (ดูรูปที่
7.34)
สาหรับสัญญาณโครมิแนนซ์ 4..43 เมกะเฮิรตซ์ (ย่านความถี่อยู่ระหว่าง 4.5 เมกะเฮิรตซ์) จะถูกทอน
ความถ่ีลงมาเป็น 627 เมกะเฮิรตซ์ (ย่านความถี่กลายมาเป็นประมาณ 0-1 เมกะเฮิรตซ์)สัญญาณโครมิแนนซ์
(หรือคัลเลอร์อันเดอร์) น้ีจะอยู่ในย่านความถี่ต่าใต้เมกะเฮิรตซ์ลูมิแนนซ์ FM และวิธีการบันทึกจะบันทึกลง
โดยตรง (direct recording) โดยไม่มีการมอดเู ลตเหมอื นกบั สัญญาณลูมิแนนซ์ FM
ในระบบ BETAMAX สัญญาณ Y- FM จะมีความถ่ีเบ่ียงเบนระหว่าง 3.8 -5.2 เมกะเฮิรตซ์ส่วน
สัญญาณสี 4.43 เมกะเฮิรตซ์จะทอนลงมาประมาณ 680 กิโลเฮิรตซ์ แต่แยกเป็น 2 ชุด เพื่อป้องกันครอสส์
ทอล์ก โดยบันทึกแทรก็ A เป็น (44 – 1/8) fH หรือ 685.5 กิโลเฮิรตซ์ ทั้งสองแทร็กมีความถี่ต่างกันอยู่ 1/4 fH
สญั ญาณทง้ั สองเมอื่ ตอนเพลย์แบก็ จะผา่ นฟลิ เตอร์พเิ ศษรูปหวี (comb filfer) เพ่อื กาจัดครอสสท์ อล์ก
จะเห็นไดว้ ่านอกจากความแตกต่างกันเก่ียวกับย่านคววามถี่ระหว่างระบบ VHS และ BETAMAX ยงั มี
ขอ้ แตกต่างอื่นอีกคือ ตลับเทป ซ่ึงรวมทงั้ วธิ ีการโหลดเทป (tape loading) รปู แบบของตลับเทปขนาดของสาย
เทป ฯลฯ
2. การโหลดเทป
ในระบบ VHS ทางเดินของเทปจะอยู่ภายนอกตลบั เทปและอ้อมๆ ผ่านหัวเทปซึ่งอยูก่ ับที่ (stionnary
head) ต่างๆ รวมท้ังล้อมรอบทรงกระบอกหัววิดีโอ (video head cylinder) ลักษณะทางเดินจะเป็นรูป
ตัวอักษร M ดังน้ันเราจังเรียกว่า M loading ดังแสดงในรูปที่ 7.35 M loading มีข้อดีหลายอย่างดีกว่ารุ่น
ก่อนๆ ซ่ึงสลับซับซอ้ นมาก เชน่
1. สายเทปถูกดึงออกจากตลับเทปน้อยกวา่ ทาให้โอกาสที่สายเทปจะเกิดการกระตุก หรือพันน
กันมีน้อยมาก
2. ทางเดินของเทปในรูปแบบ M loading นั้นส้ันมาก คือใช้เวลาในการโหลดเทปเหลือเพียง 3
วนิ าที
3. การเดินทาง (FF) และถอยหลัง (REW) นั้นเกิดขึ้นภายในตลับเทป ฉะน้ันเนื้อเทปจึงมีการสกึ
หรินอ้ ย อายุการใช้งานงนาน
ขอให้สังเกตจากรูปท่ี 7.35 ว่าหัวเทปท่ีใช้มีหลายหัวคือ หัวลบรวม (full erase head) จะลบเทป
กอ่ นอดั โดยใช้ความถป่ี ระมาณ 70-90 กโิ ลเฮริ ตซ์ หัววดิ ีโอซ่ึงอยู่บนดรัมหรือทรงกระบอกซ่ึงจะหมุนบันทึกหรือ
เพลย์แบ็กในลักษณะเฉียงและหัวออดิโอกับคอนโทรล ซึ่งเป็นหัวท่ีใช้สาหรับแทร็กเสียงกับแทร็กคอนโทรล
สาหรับระบบ BETAMAX ขอใหด้ ูรูปท่ี 7.34 และ รูปที 7.36 (ก) เป็นตารางเปรียบเทียบระบบวดิ โี อทีใ่ ช้ในบ้าน
(domestic) และงานอุตสาหกรรม สาหรับรูปที่ 7.36 (ข) เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติหลายๆ อย่างของ
ระบบทัง้ สอง
120
ตารางที่ 7.36 (ก) ตารางเปรยี บเทียบระบบวิดโี อที่ใช้ตามบา้ นและอตุ สาหกรรม
รูปแบบ U-matic Betamax VHS VCR VCR-LP SVR LVR VCC
12.5 หรอื 12.5
ความกว้างของสาย 19 12.5 12.5 12.5 12.5 12.5 8 หรอื 6.5
600 หรือ 2.44
เทป (mm)
300 508
ความเรว็ ของสาย 9.5 1.873 2.333 14.29 6.56 3.95 600 หรอื
VCC
เทป (cm/s) 9 300
LVR
ความเร็วการบนั ทกึ 854 583 483 810 810 820
(cm/s)
รูปแบบ U-matic Betamax VHS VCR VCR-LP SVR
ความกว้างของสาย 85 32.8 49 130 85 51 100 22.6
เทป (mm)
ความถี่เบ่ยี งเบน 3.8-5.4 3.8-5.2 3.8- 3-4.4 3.3-4.8 3.1-5.1 3.6-5 3.3-4.8
4.8
มุมเอยี งของหัว 0 7 6 0 15 15 0 15
วดิ ีโอเทป (องศา)
เสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง 110 74.5 62 105 105 105 ไม่มี 65
ของดรัม
ช่วั โมงบันทกึ นาน 1.4 3.25 3 1 2.1 4 1 8
ทส่ี ดุ ของตลับเทป
ตารางท่ี 7.36 (ข) ตารางเปรียบเทยี บคุณลกั ษณะของระบบ VHS และ BETAMAX
คุณลักษณะ รปู แบบ VHS PAL รูปแบบ BETAMAX PAL
ขนาดของทรงกระบอกและการ เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางของดรมั 62 เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางของดรมั 74.5
รอ้ ยสายเทป mm. ความเร็วการบันทกึ 4.85 mm. ความเรว็ การบนั ทกึ 5.8
m/sec m/sec
การบันทึกสญั ญาณลมู ิแนนซ์ FM 3.8 – 4.8 MHz FM 3.8 – 5.2 MHz
การบนั ทึกสญั ญาณสี เล่อื นเฟส แปลงความถ่ีพาหะ แปลงความถ่ีพาหะรองต่าลงเป็น 2
รองให้ตา่ ลง บันทึกโดยตรง เท่า บนั ทกึ โดยตรง
การสแกน หวั วดิ โี อ 2 หวั หวั หมนุ มุมอาซิ หัววดิ โี อ 2 หวั หวั หมุนมุมอาซิมธุ
มุธ A-6 องศา B+6 องศา A+7 องศา B-7 องศา
การโหลดเทป M LOADING SMALL U -MATIC
การเดินหน้าและถอยหลงั ของ อยู่ในตลบั เทป อยู่นอกตลับเทป
สายเทป
121
3. เทปและรูปแบบของเทป
รูปแบบของเทปสาหรบั ระบบมาตรฐานของ PAL VHS ได้แสดงไวใ้ นรูปที่ 7.37
ขนาดความกวว้างของสายเทป (t) =1/2 น้วิ
ความเรว็ ของสายเทป = 23.39 มิลลิเมตร / วินาที
ความเร็วของหัวต่อความเร็วของสายเทป = 4.85 เมตร/วินาที เรียกว่า writing speed โดยสตู รπ D
x 25 – 23.30 มิลลิเมตร = 3.14 x 62 x 25 -23.29 = 4,843.1 มลิ ลิเมตร หรอื 4.85 เมตรวินาที
แทร็กของวิดีโอ – ความกว้าง (w) = 49 ไมโครเมตร (0.049 มิลลิเมตร) – มุมเอียง (a) =5 57'(5
องศา 57 ลิปดา) – ออดิโอแทร็กความกว้าง (b) = 1 มิลลิเมตร – คอนโทรลแทร็ก ความกว้าง (c) = 0.75
มลิ ลิเมตร
4. ระบบปอ้ งกัน
โดยทั่วไปการควบคมุ การทางานจะประกอบดว้ ยระบบความปลอดภัยหลายระบบเพื่อป้องกนั ความสูญเสีย
และชารุดของเทปโดยอัติโนมัติ ถ้าหากเกิดความผิดพลาดของการทางานทางกลไก (mechanical error)
ภายในเครอ่ื งกลไกก็จะถูกส่งั ใหห้ ยุดการทางานทันที
การเกดิ ความผิดพลาดของการทางานทางกลไลภายในเครื่องมีดงั นี้
1. การโหลดเทปใชเ้ วลานานเกิน 5 วนิ าที
2. เมอื่ กดปุม่ สตารท์ แลว้ จานรอเก็นยังไม่เดนิ (หลังจากกดปมุ่ 3 วินาที)
3. รลี รบั เทป(take up) เกดิ หยุดหมนุ ในขณะทีก่ าลังบนั ทกึ หรอื เพลยแ์ บ็ก
4. ไซลินเดอร์ของหวั วิดโี อไมเ่ ดนิ (หมุน)
5. สายพานขาด
6. หลอดไฟ auto stop ขาดไป (cassette lamp)
ดังนัน้ ถา้ มอี ุบัติเหตุเกิดข้ึนในขณะท่ีมีการบันทึกหรือเพลยแ์ บก็ (ซง่ึ จะเป็นอนั ตรายต่อเทปมาก) เครอ่ื งก็จะ
หยดุ ทางานโดยอตั โนมัตทิ นั ทีและจะไม่สามารถ เลน่ เครื่องวดิ ีโออีกจนกว่าจะตรวจซ่อมแก้ไขปัญหาที่เกิดข้ึนให้
ดีเสยี กอ่ น
122
หนว่ ยการสอนท่ี 17. ใบงานที่ 7
หวั ข้อเรือ่ ง
ชื่อหน่วยการสอน
18. แบบประเมนิ ผล
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
19. แบบฝกึ หัด
.................................................................................................................................................................................................
123
20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั
3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ
5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี
10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม
11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้
16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น
17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด
ดา้ นการวัดและประเมินผล
18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย
20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม
= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย
124
20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแก้ปญั หา
ปัญหาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการวดั ประเมนิ ผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นอ่นื ๆ (โปรดระบเุ ป็นขอ้ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงชื่อ ........................................................................ ครูผู้สอน
(นายปฏิพาน สีนาบญุ )
ตาแหนง่ ครู
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 125
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
126
แผนการจดั การเรียนรู้ แบบมุง่ เน้นสมรรถนะอาชพี
และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รหัสวชิ า 20105-2103 วิชา ระบบภาพ
หนว่ ยท่ี 8 ชอ่ื หนว่ ย เครอ่ื งวดิ ีโอเทป
ช่อื เรือ่ ง เครอ่ื งวดิ โี อเทป จานวน 4 ช่ัวโมง
1. สาระสาคญั
เคร่ืองเล่นวิดีโอเทปโดยทั่วไปมีภาคการทางานอยู่ประมาน 7 ภาค คือ ภาคทีวีมอดกับสปลิตเตอร์
ภาคบันทึก ภาคเพลย์แบ็ก ภาคมอดูเลเตอร์ ภาคเซอร์โว ภาคควบคุมการระบบการทางาน และภาคจ่ายไฟ
หรือเพาเวอร์ซัพพลาย ท้ังหมมดน้ีล้วนแล้วแต่มีความสาคัญด้วยกันทั้งส้ิน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่องก็จะมี
ผลกระทบตอ่ การทางานของระบบ
2. สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
ดา้ นความรู้
1. บอกสว่ นประกอบหลกั ของเคร่ืองวดิ เี ทปได้
2. อธิบายหนา้ ท่ขี องแตล่ ะภาคการทางานของเครอ่ื งวิดโี อได้
ด้านทักษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. ควบคุมการทางานในส่วนใดของเครอื่ งวดิ ีโอเทปได้
2. จัดลาดับหน้าที่ของภาคควบคุมระบบการทางานได้
ด้านคณุ ธรรม/ จริยธรรม/ และคณุ ลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
1. มีคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จุดประสงค์ท่ัวไป
1. เพื่อใหร้ ูแ้ ละเข้าใจส่วนประกอบหลักของเคร่ืองวดิ โี อเทป
2. เพื่อให้มที ักษะในการควบคุมการทางานในส่วนใดของเคร่อื งวิดีโอเทป
3. เพ่ือใหเ้ ห็นคณุ ค่าในการจัดลาดบั หน้าท่ีของภคควบคมุ ระบบการทางาน
4. เพ่ือมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
3.2 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. บอกสว่ นประกอบหลกั ของเครื่องวดิ เี ทปได้
2. อธบิ ายหน้าท่ขี องแต่ละภาคการทางานของเคร่อื งวิดโี อได้
3. ควบคุมการทางานในส่วนใดของเครือ่ งวิดีโอเทปได้
4. จดั ลาดบั หนา้ ทขี่ องภาคควบคมุ ระบบการทางานได้
127
5. มีคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
4. เน้ือหาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ดา้ นความรู้
1. ภาคทีวีมอดกับสปลติ เตอร์
2. ภาคบนั ทกึ
3. ภาคเพลย์แบ็ก
4. ภาคมอดเู ลเตอร์
5. ภาคเซอร์โว
6. ภาคควบคมุ การระบบการทางาน
4.2 ดา้ นทกั ษะหรือปฏบิ ตั ิ
1. แบบทดสอบบทท่ี 8
4.3 ดา้ นคณุ ธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง
1. นาความรู้เรื่องเคร่อื งวิดโี อเทปไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ได้
5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรียนรู้
ขัน้ ตอนการสอนหรอื กิจกรรมครู ข้นั ตอนการเรยี นหรือกิจกรรมของผู้เรยี น
ข้นั เตรียม(จานวน 60 นาที) ข้นั เตรยี ม(จานวน 60 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้
กบั วิชา ระบบภาพ กบั วชิ า ระบบภาพ
2. ผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 8 เรื่อง เคร่ือง จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 8 เรื่อง
วิดีโอเทป เครือ่ งวดิ โี อเทป
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน หนว่ ยท่ี 8
หน่วยที่ 8
ขน้ั การสอน(จานวน 360 นาท)ี ข้ันการสอน(จานวน 360 นาที)
1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย
ที่ 8 เรอื่ ง เคร่อื งวิดโี อเทป ท่ี 8 เรื่อง เครอื่ งวิดโี อเทป
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ
ภาพหน่วยท่ี 8 เร่ือง เคร่ืองวิดีโอเทปและอธิบาย หน่วยที่ 8 เคร่ืองวิดีโอเทปและฟังผู้สอนอธิบาย
เนอื้ หาให้ผ้เู รียนฟงั เน้อื หา
ผูส้ อนใหผ้ เู้ รยี นทาใบงานที่ 8 เครือ่ งวิดโี อเทป 3. ผ้เู รียนทาใบงานท่ี 8 เครื่องวิดโี อเทป
128
ขนั้ สรปุ (จานวน 60 นาท)ี ขั้นสรปุ (จานวน 60 นาที)
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อในหน่วยที่ 1. ผเู้ รยี นและผ้สู อนรว่ มกนั สรุปเนือ้ หาในหน่วยที่
8 เรอ่ื ง เครอ่ื งวิดโี อเทป 8 เรอ่ื ง เครื่องวิดโี อเทป
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผ้เู รยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยท่ี 8
หน่วยท่ี 8
6. ส่ือการเรียนการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สอ่ื ส่ิงพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา ระบบภาพ
2. ใบความร้ทู ี่ 8 เร่อื ง เครื่องวดิ โี อเทป
3. ใบงานท่ี 8 เคร่อื งวิดโี อเทป
4. แบบทดสอบบทที่ 8 สรปุ และประเมินผล ข้อ 2
6.2 สอ่ื โสตทศั น์
1. Power Point เรือ่ ง เคร่ืองวดิ ีโอเทป
6.3 สอ่ื ของจรงิ
7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. ห้องสมดุ วิทยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งอินเตอร์เน็ตวิทยาลยั การอาชพี สว่างแดนดนิ
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมดุ เฉลมิ พระเกยี รติอาเภอสวา่ งแดนดิน
2. ห้องสมดุ ประชาชนเฉลิมราชกุมารีอาเภอสว่างแดนดนิ
8. งานท่ีมอบหมาย
8.1 กอ่ นเรียน
1. ผูเ้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น
8.2 ขณะเรียน
1. ศกึ ษาเนื้อหา ในบทที่ 8 เร่อื ง เครื่องวิดีโอเทป
2. รายงานผลหนา้ ชั้นเรยี น
3. ปฏิบัตใิ บปฏิบตั ิงานท่ี 8 เรอ่ื ง เคร่ืองวิดโี อเทป
129
4. สรุปผลการทดลอง
8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบฝึกหดั บทที่ 8
9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ทเ่ี กิดจากการเรยี นรู้ของผู้เรยี น
1. แบบฝึกหัดบทท่ี 8 ใบปฏิบัติงานที่ 8
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอ้างองิ
1. ไชยวัฒน์ วงศ์สมศรี. ระบบภาพ: ศูนยส์ ่งเสริมอาชวี ะ
11. การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวชิ าอื่น
1. บรู ณาการกับวิชาสายส่งและสาอากาศ
2. บูรณาการกับวชิ าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร
12. หลักการประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรยี น
1. ตรวจผลงานตามใบปฏบิ ัติงานที่ 8
2. สังเกตการปฏิบตั ิงาน
12.2 ขณะเรียน
-
12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หัด บทที่ 8
2. ตรวจแบบแบบฝึกหัดผลการเรียนรู้
13. รายละเอียดการประเมินผลการเรียน
จุดประสงค์ข้อที่ 1 บอกสว่ นประกอบหลกั ของเครอ่ื งวดิ เี ทปได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : สามารถบอกส่วนประกอบหลักของเคร่อื งวิดเี ทปได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : บอกส่วนประกอบหลักของเครอ่ื งวดิ ีเทปได้ ได้คะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 2 อธบิ ายหน้าทขี่ องแตล่ ะภาคการทางานของเครอ่ื งวดิ ีโอได้
1. วธิ กี ารประเมนิ : ทดสอบ
130
2. เครอื่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : อธิบายหน้าท่ีของแตล่ ะภาคการทางานของเครื่องวิดโี อได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 3 ควบคมุ การทางานในส่วนใดของเครื่องวดิ โี อเทปได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : ควบคมุ การทางานในสว่ นใดของเคร่อื งวิดีโอเทปได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อที่ 4 จดั ลาดบั หน้าท่ีของภาคควบคมุ ระบบการทางานได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : จัดลาดบั หนา้ ที่ของภาคควบคุมระบบการทางานได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
14. แบบทดสอบก่อนเรียน
หนว่ ยการสอนที่ ชื่อหนว่ ยการสอน
วัตถุประสงค์ เพอื่
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนที่ 1 ชอ่ื หนว่ ยการสอน
วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือ
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
131
หนว่ ยการสอนที่ 8 ชอื่ หน่วยการสอน ใบความรู้ท่ี 8
หวั ข้อเรื่อง เครอื่ งวิดโี อเทป
เคร่ืองวดิ ีโอเทป
8.1 ภาคทีวีมอดกบั สปลิตเตอร์
ทีวีมอดในท่ีนี้ก็คือภาคจูนเนอร์ (Tuner) ไอเอฟ (IF;Intermediat Frequency) และดีเทกเตอร์
(Detector)ซึ่งทาหน้ท่ีแปลงสัญญาณโทรทัศน์ (ย่านความถ่ี VHF)ให้เป็นสัญญาณวิดีโอเหมือนกับจูนเนอร์ IF
และดแี ท็กเตอรข์ องเครื่องรบั โทรทัศนน์ ่นั เอง
สัญญาณ VHF จากสายอากาศป้อนเข้า VTR ผ่านสปิตเตอร์ (splitter) ซ่ึงจะแยกสัญญาณ VHF
ออกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งออกไปสู่ขั้วเอาต์พุตสู่เคร่ืองรับโทรทัศน์ อีกทางหนึ่งป้อนเข้าภาคทีวีดีมอดของ VTR
ซึ่งสัญญาณ VHFC จะผ่านการขยายท่ีภาคจูนเนอร์หรือแชนเนลซีเลกเตอร์(channel selector)สัญญาณจาก
ภาคจูนเนอร์หลังจากถูกเฮตเทอโรดายนน์ลงมาเป็นความถ่ีไอเอฟ แล้วจะเข้าสู่วงจรขยายไอเอฟ เพ่ือขยายให้
สญั ญาณมีความแรงเพม่ิ ข้ึน
ภาค IF ในเครื่องรับโทรทัศน์รุ่นเก่ามักจะใช้วงจรจูน (tuned circuit)หลายๆรั้งหรือหลายๆสเตจ
(Stage) จูนให้มีความถ่ีใกล้ๆกัน เพ่ือเสริมให้แบนด์วิดธ์(Banwidth)กว้างขึ้น วิธีนี้เรียกว่าสแตกเกอร์จูนน่ิง
(stagger tuning) ในปัจจุบันแบนวิดธ์ของภาค IF ถูกกาหนดโดยการคับปล้ิงระหว่างภาคจูนเนอร์กับภาค IF
วิธีมีข้อดีตรงที่สามารถกาจัดสัญญาณท่ีไม่ต้องการออกไปได้ก่อนท่ีจะถูกขยายเป็นการลดการลบกวนข้ามช่อง
(cross modulatoin) การคับปลิ้งดังกล่าวในปัจจุบันนิยมในฟิลเตอร์ที่เรียกว่า ซอร์ฟิลเตอร์ (SAW filter)
SAW ย่อมาจาก surface acoustic wave ซึ่งไม่จาเปน็ ต้องใช้วงจร LC หรอื เรโซแนนซ์
สัญญาณจากภาค IF จะป้อนใหแ้ กภ่ าคดีเทกเตอร์ โดยทั่วไปนยิ มใช้ไดโอด ความถ่สี งู และฟิลเตอร์เพื่อ
ดเี ทกสญั ญาณวิดีโอออกมา สัญญาณวดิ โี อท่ีได้จากดีเทกเตอร์นเ้ี ปน็ สัญญาณคอมโพสิตกล่าวคือประกอบดด้วย
สญั ญาณ Y (ขาวดา) สัญญาณ C (โครมา) รวมทัง้ ซงิ ค์ต่างๆ สาหรบั สัญญาณเสยี ง IF 5.5- เมกะเฮริ ตซจ์ ะถูกแย
ยกออก (take off) โดยวิธีสปลิตเคปลิตเคคริเออร์(split carrier) ทานองเดียวกันกับที่ใช้ในเครื่องรับโทรทัศน์
เชน่ กนั
8.2 ภาคบันทึก
สัญญาณคอมโพสิต (Composite) และสญญาณไอเอฟเสียง (Sound IF) ที่ได้จากการดีเทกจะแยก
เข้าสู่ภาคบันทึก ซ่ึงจะต้องผ่านกรรมแปรเปลย่ี นรูปสญั ญาณเพ่ือให้เหมาะสมต่อการบันทึกลงสายเทปเสยี ก่อน
มิฉะนนั้ ตอนเพลยแ์ บ็กจะได้สญั ญาณทผี่ ิดพลาด
จากที่เราได้ทราบมาแล้วว่าสัญญาณลูมิแนนซ์(Luminace : Y) ซึ่งมีความถ่ีอยู่ระหว่าง 0-4
เมกะเฮิรตซ์ จะถูกมอเลตแบบ FM เสียก่อน สัญญาณ FM ที่ได้จะมีความถ่ีเบี่ยงเบนอยู่ระหว่าง 3.8-4.8
เมกะเฮริ ตซ์ ส่วนสญั ญาณโครมิแนนซ์(Chrominance ; C)ความถี่ 4.43 เฮิรตซ์จะถูกเฮตเทอโรดายด้วยความถ่ี
5.06 เมกะเฮิรตซ์ จากวงจร CW OSC ทาให้สัญญาณสีมีความถี่ลดลงเป็น627 กิโลเฮิรตซ์ มีย่านความถ่ีอยู่ใต้
สญั ญาณ Y-FM สญั ญาณท้งั สอง (Y-FM กับคัลเลอร์อันเดอร์) จะรวมกันอีกคร้ังแล้วป้อนไปสู่หัวบันทึกวิดีโอ
132
เพอ่ื ทาการบนั ทึกลงเนื้อเทปต่อไปสาหรบั สัญญาณออดโิ อซง่ึ ยงั เป็นความถ่ี IF 5.5 เมกะเฮริ ตซ์ อยจู่ ึงตอ้ งดีเทก
เตอรใ์ ห้เป็นออดิโอ แล้วบันทกึ ลงเนื้อเทป(บนแทรก็ เสยี ง) เช่นเดยี วกบั เทปบันทึกเสยี งทั่วไป
8.3ภาคเพลย์แบ็ก
ในตอนเพลย์แบ็กขั้นตอนต่างๆ ก็จะเกือบตรงข้ามกับตอนบันทึก กล่าวคือพลังงานแม่เหล็กที่ผ่านหัว
วิดีโอเทปท้ังคู่จะเหนี่ยวนาเป็นสัญญาณฟ้า ซึ่งสัญญาณก็คือสัญญาณ Y-FM กับสัญญาณคัลเลอร์อันเดอร์
นั่นเองเมื่อผ่านการกรองแยกสัญญาณออกจากกันแล้วก็จะผ่านกรรมวิธีคืนรูปตามเดิม สัญญาณ Y-FM ก้อจะ
ถูกมอดูเลตกลายเป็นสัญญาณ Y ที่มีย่านความถี่ 4-0 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนสัญญาณสีก็จะถูกเลื่อนความถี่โดยการ
บตี กบั สัญญาณจาก CW OSC 5.06 เมกะเฮิรตซ์ กลายเปน็ สัญญาณ C 4.43 เมกะเฮริ ตซ์ สัญญาณท้งั สอง (คือ
Y กับ C) จะนาไปผสมกันเป็นสญั ญาณคอมโพสติ
ส่วนสัญญาณออดิโอก็จะเหนี่ยวนาจากหัวบันทึกออดิโอเป็นสัญญาณเสียงธรรมดา ซ่ึงมีย่านความถ่ี
ประมาณ 100-10,000 เฮริ ตซ์
8.4 ภาคมอดูเลเตอร์
สญั ญาณวดิ ีโอและสญั ญาณออดิโอที่ได้จากกรเพลยแ์ บ็กน้ันต้องนาไปมอดูเลตบนความถ่ีพาหะในย่าน
VHF เสียก่อนจึงจะป้อนให้แก่สายอากาศของโทรทัศน์ โดยทั่วไป VTR มักจะมอดูเลตไว้ท่ีช่อง 3 หรือช่อง 4
(หรอื บางทีก็เปน็ ช่อง UHF)
อยา่ ลมื ว่าสัญญาณออดิโอกจ็ ะตอ้ งทาการมอดเู ลตแบบ FM เสียกอ่ น จงึ จะเขา้ ไปรวมกับมอดูเลตเตอร์
ซ่ึงมอดูเลเตอร์ด้วยสัญญาณวิดีโอตอ่ ไป การทางานของภาคมอดูเลตเตอร์น้ีก็เสมือนเป็นเคร่ืองส่ง (ช่อง 3 หรือ
ชอ่ ง 4) น่ันเอง
8.5 ภาคเซอรโ์ ว
ทั้งตอนบันทึกและเพลย์แบ็ก หัววิดีโอจะหมุนด้วยอัตรา 25 รอบต่อวินาที และสายเทปจะเดินด้วย
ความเร็วประมาณ 23.39 มิลลิเมตรต่อวินาที จะเห็นได้ว่าส่วนท่ีเคลื่อนไหวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือหัววิดีโอ
(A กับ B) และสายเทปดังน้ันระบบเซอร์โว (SERVO) จะต้องควบคุมการหมุนหัววิดีโอเทปกับการเดินของสาย
เทปใหค้ งที่อยู่เสมอ และนอกจากน้ยี ังต้องควบคุมให้ถกู ตาแหน่งด้วยจงึ จะสมบรูณ์ เครือ่ ง VTR คณุ ภาพสงู บาง
เครื่องมีระบบซ่อมเซอรโ์ วหลายชุดทางานร่วมกัน นอกเหนือจากดรัมและแคปสแกนเซอรโ์ วอีก เชน่ รนี เซอร์โว
เทนชน่ั เซอรโ์ ว เปน็ ตน้
การควบคมุ ระบบเซอร์โวแบง่ ออกเปน็ 2 ชุดคือ ชดุ ดรัมเซอรโ์ ว(drum servo) ซง่ึ ควบคุมการหมนุ
ของตัวทรงกระบอกหรือดรัมเพื่อให้หัววิดีโอหมุนคงท่ี 25 รอบต่อวินาที กับ ชุดแคปสแตนเซอร์โว (capstan
servo) ซึ่งควบคุมระบบเซอร์โวทั้งสองน้ัน เป็นระบบป้อนกลับ (feed back) ซ่ึงมีการวบคุมความเร็ว(speed)
และ เฟส(phase)
1. ระบบดรมั เซอรโ์ ว
แบง่ ออกเป็นสอง 2 ลปู เพื่อควบคุมการหมนุ ของดรัมซงึ่ มีหัววดิ โี อ A กบั Bตดิ ต้งั อยู่ท่ีสว่ นบนของดรัม
ลูปหน่ึงทาหน้าที่ควบคุมความเร็วให้เท่กับ 25 รอบต่อวินาที(ดังท่ีได้ทราบมาแล้วว่าหัววิดีโอเทปจะกวาด 2
ฟิลด์ ต่อ 1 รอบ 1 เฟรมต่อ 1 รอบ)อีกลูปหนึ่งทาหน้าที่ควบคุมเเฟส(phase หรือ timing) เพ่ือให้หัววิดีโอ
133
หมุนเข้าจังหวะมาตรงกับแทร็กท่ีตอ้ งบันทกึ พอดี อย่าลืมว่าตาแหน่งแทร็กที่ต้องบันทึกนี้ กาหนดโดยเวอร์ซิงก์
พัลส์ซ่งึ บนั ทกึ ไวบ้ นคอนโทรลแทรก็ ของเนอ้ื เทป
การควบคุมเฟสที่กล่าวข้างต้นนั้นทาได้โดยการติดต้ังหัวเทปพิเศษ ทาหน้าที่เสมือนเป็นคอยล์ตรวจ
สนามแม่เหล็ก PG (Pick up coil) เพ่ือตรวจสอบาแหน่งหรือมุมการหมุนของดรัมสังเกตว่าจะมีแม่เหล็ก PM
บนดรัมตดั ผา่ คอยส์ PG ดงั กลา่ ว
การควบคมุ ความเรว็ และเฟสนนั้ เปรียบเสมือนกบั นาฬิกา เมอื่ เราเปดิ สวิตซ์ให้นาฬิกาเดินเข็มกจ็ ะเดิน
ด้วยความเร็วคงที่เสมอ แต่เฟสหรือตาแหน่งจะถูกต้องจะถูกต้องก็ต่อเม่ือเราตั้งเวลาให้ตรง ในทานองเดียวกัน
ในระบบดรัมเซอร์โว ตัวมอเตอร์ดรัมจะต้องหมุนด้วยอัตราเร็วคงที่เป็นอันดับแรกโดย ควบคุมด้วยลูปคุม
ความเร็ว (Speed Loop) ส่วนเฟสนั้นลูปคุมเฟส (Phase Loop) จะถ่วงหรือเร่งให้ดรัมหมุนเร็วข้ึนหรือช้าลง
ให้ตาแหน่งเล่ือนไปให้ถูกต้อง เมื่อความเร็วถูกต้องและเฟสถูกต้องลูปคุมเฟสก็จะหยุดแก้ ส่วนลูปคุมความเรว็
ยังควบคุมความเร็วต่อไปปกติ ลูปคุมเฟสจะตรวจสอบตาแหน่งการหมุนทุกๆ รอบและแก้ไขเมื่อตาแหน่งเกิด
ผดิ พลาด
รูปท่ี 8.3 แสดงความเป็นบันไดอะแกรมของระบบดรัมเซอร์โว ลูปบนเป็นคุมความเร็วซึ่งอาศัย
สัญญาณจากหัว FG (Frequency Generator) เพ่ือแปลงความถี่การหมนเป็นแรงดันไฟฟ้าที่วงจร F-V คอน
เวอร์เตอร์ เอาต์พุตของวงจรน้ีจะเป็น DC ป้อนให้ออปแอมป์ (Op – Amp) เพื่อเปรียบเทียบกับแรงดันท่ีปรับ
ค่าได้ท่ี R1 ผลลพั ธท์ ไี่ ดจ้ ากออปแอมป์จะไปควบคุมดรัมมอเตอร์ดรมั มอเตอร์ตอ่ ไป
ลปู ลา่ งเป็นลูปคมุ เฟสซ่ึงทาหน้าที่เปรียบเทยี บเฟสของสัญญาณจาก 2 แหล่งคือ จากเวอร์ซงิ ก์พัลส์กับ
พัลส์ PG เน่ืองจากแม่เหล็ก PM ซ่ึงอยู่ติดบนดรัมถ้าสัญญาณจาก 2 แหล่งมีเฟสตรงกันแสดงว่าหัววิดีโอ
สามารถบันทึกลงตรงแทร็กท่ีถูกต้อง เวอร์ซิงก์ พัลส์นั้นได้มาจกการแยกซิงก์(sync separator) คือ 50 เฮิรตซ์
แล้วหาร 2 (ด้วบฟลิบฟลอบ) เป็น 25 เฮิรตซ์สังเกตว่าพัลส์ดังกล่าว ไปบันทึกบนคอนโทรลแทร็กของสายเทป
ด้วย (พัลล์ที่บันทึกบนคอนโทรลแทร็กน้ีจะนามาใช้ควบคุมดรัมเซอร์โวอีกในสภาวะเพลย์แบ็ก) โดยปกติ
ตาแหน่งคอยส์ตรวจสนามแม่เหล็ก PG กับแม่เหล็ก PM มักจะตั้งไว้ให้เกิดพัลส์ก่อนเวลาถูกต้องแล้วจึงใช้วิธี
ปรับวงจรดีเลย์ R2 ช่วยทาใหไ้ มต่ อ้ งมกี ารปรับแตง่ ทางกล (mechanical adjustment)
วงจรท่ีทาหน้าที่เปรียบเทียบเฟสหรือเวลา (timing comparator) นั้น ความจริงก็คือวงจรเกตแซม
เปิลและโฮล์ (sample and hold) เอาต์พตุ ของเกตนีจ้ ะขน้ึ อยกู่ บั ความแตกตา่ งเวลาของอนิ พตุ สองแหลง่ ดรู ปู
ท่ี 8.6 ซ่ึงแสดงการทางานของเกตแซมเปิลและโฮลต์ อนิ พุตมาจากเวอร์ซิงค์ซ่ึงเปล่ียนรูปคลื่นเป็นสัญญาณฟัน
เลื่อยหรือสัญญาณแรมปื (ramp) อินพุตอีกแหล่งหนึ่งมาจากคอยลต์ รวจสอบแม่เหล็ก ซึ่งป็นพัลส์ป้อนกลบั ละ
ปรบั รปู คลื่นใหม่ดว้ ยวงจรปรับรูปพัลส์(pulse former)
พัลส์ป้อนกลับนี้จะเปฝฝ้นตัวปิดสวิตซ์ S1 ในเกต เพื่อสุ่มตัวอย่าง (sample) ว่าแรงดันขณะน้ีตรงกับ
ตาแหน่งใดของสัญญาณแรมป์ (บางทีเรียกสัญญาณลาดหรือคางหมูหรือฟันเล่ือย) เม่ือ S1 ปิดสัญญาณแรมป์
ขณะน้นั กจ็ ะประจุไฟให้แก่ C1 เมอ่ื S1 เปดิ (ไม่มีพัลซป์ ้อนกลบั ) C1 จะรักษา(hold)ระดบั ไฟนั้นไว้ คา่ แรงดันน้ี
เป็นค่าแรงดันทจ่ี ะนาไปใหม้ อเตอร์ขยบั ตาแหนง่ หรอื เล่ือนเฟส เลก็ น้อย
2. ระบบแคปสแตนเซอร์โว
134
ขอทบทวนอีกครั้งห่ึงในสภาวะบันทึก สัญญาณเวอร์ซิงก์จะบันทึกโดยหัวเทปคอนโทรล(CTL head)
ซ่งึ อยกู่ บั ที่ (stationry) ทางด้านขาออก (exit side) ของดรัม (หัวคอนโทรลนี้มักอยู่ท่ีเดี๋ยวกับหัวออดิโอ) ตอน
ท่ีบันทึกเวอร์ซิงก์จะป้อนมายังหัวคอนโทรลโดยหาร 2 จาก 50 เฮิรตซ์เหลือเป็น 25 เฮิรตซ์พัลส์น้ีจะถูกบันทึก
ในตาแหน่งที่หัววิดีโอบันทึก (สัญญาณวิดีโอ) ลงแทร็กเฉียงในขณะท่ีถึงเวลาเวอร์ซิง (ในสัญญาณวิดีโอ) พอดี
เพราะฉะน้ันตอนเพลย์แบ็ก พัลส์คอนโทรล (CTL pulse) นี้จะถูกนามาควบคุมการหมุนของทั้งครัมและ
แคปสแตน (รูปที่ 8.7) เพือ่ ใหค้ วามเร็วของสายเทปตอนเพลยแ์ บ็กเทา่ กบั ตอนบนั ทึก
สัญญาณอ้างอิงจากออสซิเลเตอร์ภายใน VTR จะกาเนิดสัญญาณ 25 เฮิรตซ์ การควบคุมแบ่ง
ออกเป็น 2 ลปู เช่นเดยี วกับดรัมเซอรโ์ วคือ ลปู ควบคมุ ความเร็วกับลปู เฟส ในสภาวะบนั ทกึ แคปสแตนซอร์โว
จะทาหน้าท่ีควบคุมเฉพาะความเรว็ เท่านั้นโดยใชค้ วามถี่ภายใน VTR เอง แต่ในสภาวะเพลย์แบก็ สัญญาณ
อ้างอิง 25 เฮิรตซ์จะนามาเปรียบเทียบกับคอนโทรลพัลส์ เพ่ือให้สายเทปเล่ือนอยู่ในตาแหน่งที่สัญญาณ
วิดีโอบันทึกลงแทร็กเฉียงเหมือนกับตอนที่บันทึก ทั้งนี้เพื่อให้หัววิดีโออ่านแทร็กได้ตรงตามรอยแทร็ก
เหมือนกับตอนที่บันทึก สังเกตว่าผลต่างจากเกตแซมเปิลและโฮลด์จะนาไปควบคุมให้แคปสแตนมอเตอร์หมุน
เรว็ ข้ึนหรือช้าลงได้
อย่างไรก็ตาม ตลับเทปท่ีบันทึกจาก VTR เครื่องหนึ่งจะเพลย์แบ็กใน VTR อีกเคร่ืองหน่ึงอาจจะมี
ปัญหาเกี่ยวกับแทร็กตอนเพลย์แบ็กไม่ตรงกันแทร็กตอนบันทึก ซ่ึงโดยท่ัวไปเราแก้ไขโดยการปรับแทร็กกิ้ง
(tracking) ท่ีหนน้าเคร่ือง VTR ซ่ึงจะไปหน่วงเวลาคอนโทรลพัลส์เล็กน้อยกรรมวิธีนี้ก็เหมือนขยับเล่ือน
ตาแหน่งหวั คอนโทรล (แตจ่ ริง ๆ เปน็ การขยับทางไฟฟ้า)
กล่าวโดยสรปุ ระบบเซอรโ์ วทาหนา้ ท่สี าคญั 4 อยา่ งคือ
1. ควบคุมให้สัญญาณวดิ ีโอบันทึกลงบนสายเทปเปน็ เส้นเฉียงตามรปู แบบการบันทึกและสัมพันธ์กับ
ตาแหนง่ และการหมนุ ของหัวเทป
2. ควบคมุ การสวิตซ์เลอื กหัวเทปที่เวลาถูกตอ้ งท้งั สภาวะเพลย์แบ็กและบันทกึ
3. ในสภาวะเพลย์แบ็ก ระบบซอร์โวจะต้องควบคุมให้หัวเทปสแกนตรงตามแทร็กที่บันทึกตลอด
แทรก็ ทุกแทรก็
4. รกั ษาความเรว็ แทร็กสแตนใหค้ งที่
รูปท่ี 8.8 เป็นตัวอย่างบล็อกไดอะแกรมของระบบเซอร์โวในสภาวะบันทึก ซ่ึงตัวนับรอบหรือตรวจ
ความเรว็ จะป้อนสญั ญาณเกย่ี วกับการหมุนของมอเตอรก์ ลับมาเปรียบเทยี บกับสัญญาณอ้างอิงผลลัพธ์
ที่ได้จะนาไปปรบั แกก้ ารหมุนของมอเตอร์ สังเกตว่าในสภาวะบนั ทกึ เราใชส้ ัญญาณอ้างอิง
จากเวอร์ซิงค์ซ่ึงหาร 2 ได้ 25 เฮิรตซ์ ควบคุมการหมุนของการหมุนของมอเตอร์ทั้งดรัมและแคปส
แตน นอกจากน้เี รานาไปบันทกึ คอนโทรลแทรก็ เพื่อใชอ้ า้ งอิงในสภาวะเพลยแ์ บ็กด้วย
สาหรับในสภาวะเพลย์แบ็ก ระบบเซอร์โวจะเป็นดังรูปที่ 8.9 สัญญาณอ้างอิงท่ีใช้ในการควบคุมการ
หมุนของดรัมมอเตอร์อาจจะเป็นซิงกซ์ ่ึงกาเนิดใหม่ในตวั VTR หรอื กาเนิดจากคริสตอลออสซิลเลเตอร์ภายในก็
ได้ ส่วนแคปสแตนมอร์เตอร์ เราใช้พัลส์ท่ีบันทึกในคอนโทรลแทร็กมาควบคุมและมีการปรับแทร็กก้ิงเพ่ือขยับ
135
การเดินของสายเทปให้ตรงกับการสแกนของหัววิดีโอ มิฉะนั้นสัญญาณจากหัววิดีโอท่ีออกมาจะมีแถบนอยส์
รบกวน
8.6 ภาคควบคมุ ระบบการทางาน
ภาคน้ีทาหน้าท่ีควบคุมการทางานของเคร่ือง VTR ท้ังหมดรวมท้ังระบบป้องกันการทางานผิดพลาด
(safety) ต่างๆ ความจรงิ แลว้ การทางานของ VTR มขี ้นั ตอนมากมาย ท้งั นไี้ ม่นับรวมถึงกรรมวิธีแปลงสัญญาณ
(signal processing) ต่างๆ และการรกั ษาความแม่นยาเทย่ี งตรงของกระบวนการบันทกึ และเพลย์แบก็
เม่ือลกิ จะเอาตลบั เทปออกหรืออนั โหลด (unlond) ถ้าสายเทปยงั เดนิ (คอื แคปสแตนมอเตอรห์ มุนอยู่)
เราจะต้องทาการเบรก (brake) ให้หยุดเดินแล้วมอร์เตอร์สาหรับโหลดก็จะทาหน้าที่สาหรับเก็บสายเทป
กลับคืนเขา้ ตลับเทปออกมา
ท่ีกล่าวมาข้างต้นเป็นกระบวนการโหลดตลับเทป โหลดสายเทป เลิกโหลดสายเทปและคายตลับเทป
(eject) ความจริงข้ันตอนละเอียดในเครื่อง VTR ยังมีอีกมากมายและความสามารถอ่ืน ๆ ของ VTR ก็ยังมีอีก
หลายอย่าง เช่น การค้นภาพแบบเดินหน้า (fast forward) กับถอยหลัง(rewind) ระบบภาพนิ่ง ฯลฯ การ
ควบคุมกลไลอันซับซ้อนเหล่านี้ ทาได้โดยการใช้คอมพิวเตอร์มาควบคุมการทางานทั้งระบบ ซ่ึงทาให้สะดวก
และง่ายตอ่ การใชง้ าน ดงั รปู ท่ี 8.10
นอกจากนีย้ ังมีระบบปอ้ งกนั ต่างๆซึ่งเคร่ือง VTR จะตอ้ งมไี ว้ปอ้ งกนั มิให้สายเทปชารุดเสยี หายในกรณี
ท่กี ารทางานของกลไกผดิ พลาดหรอื สั่งการให้ VTR หยุดทางานเม่อื มีเหตุการณบ์ างอย่าง เชน่ ความชนื้ สูงทาให้
ความคิด (friction) มาก ระบบจ่ายไฟในเคร่ืองขัดข้อง ฯลฯความสามารถอื่นของเครื่อง เช่น การตั้งเวลา ตั้ง
โปรแกรมบนั ทึกลว่ งหน้าอัตโนมตั ิ ก็ใชค้ วบคมุ ต่างหากอีกชดุ หนึง่
8.6. สรปุ ส่วนประกอบของเครื่องวิดโี อเทป
เครื่องเล่นและบันทึกเทป (Video Tape Recorder หรือ VTR) โดยท่ัวไปแล้วมีส่วนประกอบท่ี
คลา้ ยคลงึ กันไมว่ ่าจะเป็นย่ีห้อใดกต็ าม ดงั แสดงในรูปท่ี 8.11 ซ่งึ จะแสดงสว่ นประกอบของ VTR โดยทว่ั ไป
เทปเด็ค (tape deck)
จะมีแกนหมุน 2 แกนสาหรับหมุนสายเทปเรียกวา่ แกนจ่ายเทป (Supply) และแกนรบั เทป (take-
up) สายเทปแกนนี้จะเคล่ือนไปโดยแรงหมุนของกว้านหรือแคปสแตนซึ่งหมุนด้วยความเร็วคงที่ ส่วนใหญ่
สายเทปจะดึงโดยอาศัยลูกยางกด (pinch roller) หัวเทปซึ่งหมุนด้วยความเร็วสูงมากอยู่บนทรงกระบอก
หรือ ดรมั จะกวาด (หรือสแกน) สายเทป
สัญญาณจากหัวเทปท่ีหมุนอยู่ตลอดเวลาจะผ่านมาสู่วงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยวิธีการคัปปลิ้ง (เช่น ใช้
หม้อแปลงหมนุ )
สาหรับหัวออดิโอ (และคอนโทรล) ซึ่งอยู่กับที่ (stationary) จะบันทึกลงบนสายเทปทานองเดียวกับ
การบันทึกเสียงธรรมดา สังเกตว่าก่อนจะบันทึกจะต้องมีการลบ (erase) เพื่อเตรียมบันทึกเช่นกัน ฉะน้ันหัว
ชุดน้ี (head assembly) เรียกว่า หวั ACE
136
ดรมั เซอรโ์ ว (Drum Servo)
เป็นระบบเซอรโ์ วทใ่ี ชค้ วบคุมมอเตอร์ทีห่ มนุ ตัวทรงกระบอก (ซ่งึ มหี วั วิดีโอเทปตดิ ตัง้ อย่)ู บางทีเรยี กวา่
ไซลนิ เดอร์เซอร์โว การควบคุมครัมมอเตอร์เปน็ การควบคมุ ทางอเิ ล็กทรอนิกส์ควบคุมทั้งความเรว็ และตาแหน่ง
ของการหมุน
แคปสแตนเซอรโ์ ว (Capstan Servo)
เปน็ ระบบเซอรโ์ วที่ใช้ควบคุมมอเตอรท์ ่ีหมุนตวั แคปสแตนซึ่งใช้ดงึ สายเทป ใหม้ คี วามเรว็ และตาแหน่ง
ของการหมุนถกู ตอ้ ง ซ่ึงจะทาใหส้ ายเทปจัดวางอย่ใู นตาแหน่งที่ใหแ้ ทร็กตรงกับหัววดิ ีโอ
ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในสภาวะบนั ทึก
ส่วนอเิ ล็กทรอนิกสส์ ว่ นนจี้ ะเอาสัญญาณวิดโี อไปผ่านกรรมวิธีใหเ้ ป็นสัญญาณ FM ซ่ึงมีแอมพลิจูดมาก
พอท่จี ะทาให้พลงั งานแม่เหล็กบนสายเทปอิม่ ตัว (saturate) ทาใหส้ ัญญาณ FM ถูกบันทึกลงบนสายเทปได้
ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในสภาวะเพลย์แบ็ก
ส่วนเพลย์แบ็กน้ีจะเหนี่ยวนาพลังงานแม่เหล็กเป็นสัญญาณไฟฟ้า สัญญาณที่ได้ก็คือสัญญาณ FM ซึ่ง
มีข้อมูลสัญญาณวิดีโอแฝงอยู่ สัญญาณ FM จะถูกขยายและดีมอดูเลตกลับกลายเป็นสัญญาณวิดีโอใน
ขบวนการเพลย์แบ็กนี้เราต้องอีควอไลซ์ (equalize) ให้ผลตอบความถ่ีของสายเทปสมา่ เสมอ นอกจากนี้ยังต้ง
แก้ไขปญั หาเน้ือเทปไม่สมบรูณ์ (dropout) เพอื่ ใหไ้ ดภ้ าพทด่ี ีแม้สัญญาณจะขาดหายไปบางสว่ น
วงจรแกค้ วามผดิ พลาดทางความถ่ี (timebase error correction)n
ความจริงแล้วในการเพลย์แบ็ก สัญญาณวิดีโอที่ได้จะมีความผิดพลาดทางความถี่เล็ก ๆ น้อย ๆ
เนอ่ื งจากกลไกตา่ ง ๆ ทางานไม่สมบรูณ์ (เปน็ ไปไมไ่ ดท้ ีจ่ ะทาใหส้ มบรูณ์ 100 เบอร์เซ็นต์) ความผิดพลาดเล็ก ๆ
น้อย ๆ เช่นนี้มีผลต่อการซิงค์ของสัญญาณสี ฉะนั้นในขบวนการเพลย์แบ็กเราจะต้องใช้เทคนิคพิเศษเพื่อแก้
ความผดิ พลาดทางความถ่ีนี้
ออดิโออิเล็กทรอนกิ ส์
ภาคน้ีก็เหมือนกับการบันทึกเสียงธรรมดา ตอนบันทึกใช้ไบแอสด้วยความถ่ีสูง (high frequency
bias)
แผงคอนโทรล
ใช้ควบคุมระบบทางานและกลไกตา่ ง ๆ เช่น หมนุ เรว็ เดนิ หนา้ (fast forward) กรอเทปกลับ (rewind)
บันทกึ เพลย์แบ็ก หยุด ฯลฯ นอกจากนอ้ี าจจะมเี คร่อื งอานวยความสะดวกอน่ื ๆ อีก เช่น วงจรตั้งเวลา
อัตโนมตั ิ ระบบรีโมตคอนโทรล เป็นตน้
137
หนว่ ยการสอนท่ี 17. ใบงานที่ 8
หวั ข้อเรือ่ ง
ชื่อหน่วยการสอน
18. แบบประเมนิ ผล
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
19. แบบฝกึ หัด
.................................................................................................................................................................................................