The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาระบบภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PATIPAN SEENABOON, 2020-09-25 00:44:58

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาระบบภาพ

แผนการจัดการเรียนรู้วิชาระบบภาพ

138

20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ

5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี

10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด

ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย

20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม

= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย

139

20.2 ปัญหาทีพ่ บ และแนวทางแก้ปัญหา

ปญั หาที่พบ แนวทางแก้ปญั หา

ด้านการเตรยี มการสอน

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ดา้ นส่อื นวตั กรรม แหล่งการเรียนรู้

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ด้านการวัดประเมินผล

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ด้านอ่ืน ๆ (โปรดระบุเปน็ ข้อ ๆ)

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

.................................................................................. ............................................................................

ลงชอ่ื ........................................................................ ครูผสู้ อน
(นายปฏิพาน สีนาบญุ )
ตาแหนง่ ครู

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 140
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

141

แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพ

และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

รหัสวิชา 20105-2103 วิชา ระบบภาพ

หน่วยที่ 9 ชือ่ หน่วย การตดั ต่อ

ชอ่ื เรื่อง การตดั ต่อ จานวน 8 ชั่วโมง

1. สาระสาคญั

การตัดต่อเป็นการนาภาพจากเทปม้วนต่างๆ มาบันทึกไว้ในม้วนเดียวกันอย่างเป็นระบบ ตามรูปแบบ

ทเี่ ราออกแบบไว้ในการตดั ต่อเพ่ือจะให้ไดเ้ ทปโทรทัศน์ท่ีสมบูรณ์นัน้ ผูต้ ัดตอ่ จะต้องมีความร้แู ละเทคนิคในการ

ตัดต่อเป็นอย่างดี ต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนท่ีจะลงมือตัดต่อเป็นอย่างดี จากนั้นก็ถึงข้ันตอนการตัดต่อ

จริงก็จะต้องรู้ว่าแต่ละเร่ืองของเนื้อเรื่องควรใช้วิธีการตัดต่อรูปแบบใด และสุดท้ายก็ต้องคานึงถึงกฎต่าง ๆ ใน

การตัดต่อด้วย

2. สมรรถนะอาชพี ประจาหนว่ ย
ด้านความรู้
1. อธบิ ายความหมายของการตัดต่อได้
2. บอกความจาเปน็ ของการตัดตอ่ ได้
3. จาแนกรปู แบบของการตดั ตอ่ ได้
4. แยกแยะความรพู้ ืน้ ฐานในการตดั ตอ่ ได้
ดา้ นทกั ษะและการประยกุ ตใ์ ช้
1. แก้ไขวิดโี อท่ถี ูกตดั ต่อได้
2. ตัดต่อวดิ โี อแบบตา่ ง ๆ ได้
ด้านคุณธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ

พอเพยี ง
1. มคี ุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 จดุ ประสงคท์ ่ัวไป

1. เพอ่ื ให้รแู้ ละเข้าใจความหมายของการตัดต่อ
2. เพ่ือใหม้ ีทักษะในการแก้ไขวดิ ีโอท่ีถูกตดั ตอ่
3. เพื่อใหเ้ ห็นคุณคา่ ในการยอมรับกฎในการตัดต่อ
4. เพอื่ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
3.2 จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม

1. อธิบายความหมายของการตดั ตอ่ ได้

142

2. บอกความจาเป็นของการตดั ต่อได้
3. จาแนกรปู แบบของการตัดต่อได้
4. แยกแยะความร้พู น้ื ฐานในการตดั ตอ่ ได้
5. แกไ้ ขวดิ โี อที่ถกู ตดั ตอ่ ได้
6. ตัดต่อวิดีโอแบบต่าง ๆ ได้
7. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์

4. เน้ือหาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ด้านความรู้
1. ความหมายของการตดั ต่อ
2. ความจาเปน็ ของการตัดต่อ
3. รปู แบบของการตดั ต่อวดิ ีโอ
4. ความรพู้ ืน้ ฐานในการตดั ต่อ
5. สัญญาณวิดีโอทถี่ ูกตัดต่อแลว้
6. ความสัมพนั ธข์ องการตัดต่อและสญั ญาณคอนโทรลแทร็ก
7. ขนั้ ตอนการตัดต่อแบบ ASSEMBLE
8. ขั้นตอนการตัดตอ่ แบบ INSERT
9. การตัดต่อโดยใชเ้ ทปต่อเทป
10. กฎในการตดั ต่อบางประการ

4.2 ด้านทกั ษะหรือปฏิบตั ิ
1. แบบทดสอบบทท่ี 9

4.3 ดา้ นคุณธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง
1. นาความรเู้ รอื่ งการตัดต่อไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตประจาวันได้

5. กิจกรรมการเรยี นการสอนหรอื การเรียนรู้

ขั้นตอนการสอนหรอื กจิ กรรมครู ข้นั ตอนการเรียนหรอื กิจกรรมของผเู้ รียน

ขั้นเตรียม(จานวน 60 นาที) ขั้นเตรยี ม(จานวน 60 นาที )

1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา

รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้

กบั วิชา ระบบภาพ กับวิชา ระบบภาพ

2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์

เชงิ พฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 9 เรื่อง การตดั ต่อ

143

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเรื่องที่จะศึกษาและ

หน่วยท่ี 9 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 9 เรื่อง

การตัดต่อ

3. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น หนว่ ยท่ี 9

ขั้นการสอน(จานวน 360 นาที) ข้ันการสอน(จานวน 360 นาที)

1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย

ที่ 9 เรอื่ ง การตัดต่อ ท่ี 9 เรื่อง การตดั ต่อ

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ

ภาพหนว่ ยที่ 9 เรอื่ ง การตดั ต่อและอธิบายเนอ้ื หาให้ หน่วยท่ี 9 การตัดต่อและฟงั ผ้สู อนอธบิ ายเน้อื หา

ผ้เู รยี นฟัง 3. ผเู้ รยี นทาใบงานที่ 9 การตดั ต่อ

ผสู้ อนให้ผเู้ รียนทาใบงานท่ี 9 การตดั ต่อ

ขั้นสรปุ (จานวน 60 นาที) ข้ันสรปุ (จานวน 60 นาท)ี

1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเนื้อในหน่วยที่ 1. ผูเ้ รียนและผู้สอนรว่ มกนั สรปุ เนื้อหาในหนว่ ยที่

9 เรอ่ื ง การตดั ต่อ 9 เร่อื ง การตดั ต่อ

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที่ 9

หนว่ ยที่ 9

6. สอื่ การเรยี นการสอน/การเรียนรู้

6.1 ส่อื สิ่งพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา ระบบภาพ
2. ใบความรทู้ ี่ 9 เรือ่ ง การตัดต่อ
3. ใบงานที่ 9 การตดั ตอ่
4. แบบทดสอบบทท่ี 9 สรปุ และประเมินผล ข้อ 2

6.2 สื่อโสตทัศน์
1. Power Point เร่ือง การตัดตอ่

6.3 สอ่ื ของจรงิ

7. แหล่งการเรยี นการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศึกษา

1. ห้องสมุดวิทยาลัยการอาชีพสว่างแดนดนิ
2. ห้องอินเตอรเ์ นต็ วทิ ยาลัยการอาชพี สวา่ งแดนดิน

144

7.2 ภายนอกสถานศึกษา

1. ห้องสมดุ เฉลิมพระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดนิ
2. ห้องสมุดประชาชนเฉลมิ ราชกุมารอี าเภอสว่างแดนดนิ

8. งานที่มอบหมาย

8.1 กอ่ นเรยี น
1. ผ้เู รียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น

8.2 ขณะเรียน
1. ศึกษาเน้ือหา ในบทที่ 9 เรื่อง การตดั ต่อ
2. รายงานผลหน้าชนั้ เรยี น
3. ปฏบิ ัตใิ บปฏบิ ัติงานที่ 9 เรื่อง การตัดต่อ
4. สรปุ ผลการทดลอง

8.3 หลังเรียน
1. ทาแบบฝกึ หัดบทที่ 9

9. ผลงาน/ชน้ิ งาน ทีเ่ กดิ จากการเรียนรู้ของผเู้ รียน

1. แบบฝึกหัดบทที่ 9 ใบปฏบิ ัตงิ านท่ี 9
2. ตรวจผลงาน

10. เอกสารอ้างอิง

1. ไชยวฒั น์ วงศ์สมศรี. ระบบภาพ: ศูนย์ส่งเสรมิ อาชวี ะ

11. การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวชิ าอน่ื

1. บูรณาการกับวิชาสายส่งและสาอากาศ
2. บรู ณาการกบั วิชาอปุ กรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร

12. หลกั การประเมินผลการเรยี น

12.1 กอ่ นเรียน
1. ตรวจผลงานตามใบปฏบิ ตั งิ านที่ 9
2. สงั เกตการปฏิบตั ิงาน

12.2 ขณะเรียน
-

12.3 หลังเรยี น
1. ตรวจแบบฝึกหดั บทที่ 9

145

2. ตรวจแบบแบบฝกึ หัดผลการเรียนรู้

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น

จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 1 อธิบายความหมายของการตัดตอ่ ได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : อธบิ ายความหมายของการตัดต่อได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : อธิบายความหมายของการตัดต่อได้ ได้คะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 2 บอกความจาเป็นของการตดั ตอ่ ได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : บอกความจาเปน็ ของการตดั ตอ่ ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 3 จาแนกรปู แบบของการตัดต่อได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : จาแนกรปู แบบของการตัดต่อได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 4 แยกแยะความรพู้ ื้นฐานในการตดั ตอ่ ได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : แยกแยะความรู้พน้ื ฐานในการตดั ต่อได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ที่ 5 แก้ไขวิดโี อท่ีถกู ตดั ตอ่ ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : แก้ไขวิดโี อที่ถูกตัดต่อได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อท่ี 6 ตัดตอ่ วดิ โี อแบบต่าง ๆ ได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : ตดั ต่อวิดโี อแบบตา่ ง ๆ ได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน

146

14. แบบทดสอบก่อนเรียน

หน่วยการสอนที่ ช่ือหนว่ ยการสอน
วัตถปุ ระสงค์ เพือ่

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน

15. แบบทดสอบหลงั เรียน

หนว่ ยการสอนที่ ชอื่ หน่วยการสอน
วตั ถุประสงค์ เพอ่ื

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น

147

ใบความรทู้ ี่ 9

หนว่ ยการสอนที่ 9 ชอ่ื หน่วยการสอน การตัดตอ่
หวั ข้อเร่อื ง การตดั ตอ่
9.1 ความหมายของการตดั ต่อ

การตัดต่อ เป็นการประมวลภาพท่ีต้องการจากเทปม้วนต่างๆ เข้าไว้ม้วนเดียวกัน และอาจใช้เทปม้วนนี้
เกบ็ ไวเ้ ป็นเทปต้นฉบับ (Master Tape) ต่อไป
9.2 ความจาเป็นของการตดั ตอ่

การตัดต่อช่วยให้ภาพตามลาดับท่ีต้องการ ดังได้กล่าวข้างต้นแล้ว ว่าภาพที่ปรากฏในเทปโทรทัศน์นั้น
อาจอยู่ต่างสถานท่ี ต่างเวลากัน เช่นภาพแรกที่ต้องการอาจเป็นภาพชาวนาในทุ่งนาตอนเช้า แต่ภาพต่อไป
ตอ้ งการภาพชาวประมงทชี่ ายทะเลตอนเย็น แล้วตามดว้ ยภาพกองฟางท่ีท่งุ นาอีกครัง้ หนึ่ง การท่จี ะบนั ทึกภาพ
แรกท่ีทุ่งนาแล้วเดินทางไปบันทึกภาพต่อไปท่ีทะเล จากน้ันจึงเดินทางกลับมาบันทึกภาพทางกองฟางท่ีทุ่งนา
อีก เปน็ สิง่ ท่ไี ม่นิยมทา เพราะเป็นการเสียทงั้ ค่าใช้จา่ ยและเวลา ดังน้ัน จงึ ใช้วิธีการบันทึกภาพท่ีต้องการตามที่
กาหนดไว้ในบทในแตล่ ะอยา่ งใหเ้ สร็จส้ิน แลว้ จงึ กลับมาทาการตดั ต่อ จดั ลาดบั ให้เปน็ ไปตามบทที่ตอ้ งการ

การตดั ตอ่ ช่วยให้เกดิ ความกระชับกลมกลนื ในกรณีทีเ่ ทปโทรทัศน์น้นั มคี วามเย่ินเย่อจะทาให้ผู้ชมเกิด
ความรู้สึกเบ่ือหน่าย การตัดต่อภาพหรือเสียงจะช่วยให้เกิดความกระชับมีความกลมกลนื เปรยี บเสมือนการตดั
หญา้ สนามหน้าบ้าน เมื่อใช้เคร่ืองตัดหญ้าตดั ทว่ั แลว้ ถา้ ได้รับการเลม็ ตามขอบตามมุม ก็จะช่วยตกแต่งให้สนาม
หญา้ นน้ั มองดูเรยี บ สวยงาม น่าดูมากข้ึน การตดั ต่อภาพก็เชน่ กัน

ดว้ ยความจาเป็นดังน้ี การตัดตอ่ จึงเปน็ ขน้ั ตอนทมี่ ีความสาคญั ย่ิงในการผลิตเทปโทรทัศน์ให้มคี ณุ ภาพ
การตดั ตอ่ เพื่อให้เทปโทรทัศนม์ ีคุณภาพน้ัน ผู้ตัดต่อจาเป็นต้องมีความรทู้ ักษะและเวลา ความรู้ ในท่ีน้ี
หมายถึงรู้หลักเกณฑ์ในการตัดต่อเป็นพื้นฐาน เม่ือมีพื้นฐานที่ดีแล้วหากได้ฝึกฝนอยู่เสมอย่อมจะเกิดทักษะ
ความชานาญ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสาคัญอีกประการหน่ึงที่จะทาให้สามารถตัดตอ่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
ที่สาคัญอีกอย่างก็คือ เวลา งานตัดต่อจาเป็นต้องอาศัยเวลา เพราะการตัดต่ออย่างลวกๆ จะทาให้งานที่ผลิต
ออกมาไมด่ ดี ังทเ่ี ราตอ้ งการ
9.3 รูปแบบของการตดั ต่อวดิ ีโอ
รูปแบบทีใ่ ช้กันอยโู่ ดนท่วั ไปในปจั จุบนั แบ่งได้เป็น 2 รปู แบบดังน้ี
9.3.1 การตดั ตอ่ แบบลีเนียร์ (Linear) เปน็ การตัดตอ่ ท่ีอาศยั เคร่ืองเล่นวดิ โี อเทป จานวน 2 เครื่อง
คือ เคร่ืองหน่ึงเอาไว้เล่น ส่วนอีกเคร่ืองหน่ึงเอาไว้บันทึกเฉพาะส่วนที่ต้องการของเทปเคร่ืองแรก การตัดต่อ
แบบน้ีดีตรงที่สามารถใส่หัวเรื่อง (Title) สร้างเทคนิคพิเศษต่างๆ ให้กับวิดีโอเทปทาให้วิดีโอมีความน่าสนใจ
มากข้นึ
ส่วนการตัดต่อแบบ A/B Roll คือการตัดต่อจากแผ่นลงข้อมูลวิดีโอ (เช่นเครื่องเล่นวิดีโอหรือกล้อง
โทรทศั น์) 2 หรือมากกว่า 2 ทาง ตากรูปที่ 9.2 ก็คอื INPUT A และ INPUT B การตัดต่อแบบน้ีจะใช้เครื่องมือ
Digital Mixer ซึ่งจะช่วยให้การตัดต่อภาพไม่จาเป็นต้องออกสามารถสร้างเทคนิคในระหว่างเปล่ียนฉาก

148

(Transition) เช่น Fade จากแหล่งข้อมูล A ไปสู่แหล่งข้อมูล B หรือจาก B ไป A (Fade คือการที่ภาพค่อยๆ
มดื จากฉากแรกแลว้ คอ่ ยๆ สวา่ งขึ้นมาจากในฉากถัดมา)

9.3.2 การตัดต่อแบบ Non-Linear คอื การตดั ต่อวิดีโอ โดยใช้คอมพวิ เตอร์โดยท่ีข้อมลู วิดโี อจะถูก
เก็บไว้ท่ีฮาร์ดดิสก์ ในการท่ีจะนาข้อมูลวิดีโอมาเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ได้น้ัน เราต้องใช้อุปกรณ์บางอย่างมาช่วย
เช่น ซอฟต์แวร์สาหรับตัดต่อและการ์ดตดั ต่อ เมื่อข้อมูลภาพมาอยู่ฮาร์ดดิสก์แลว้ มันเปน็ ข้อมูลแบบดิจติ อลเรา
สามารถจัดการกับข้อมูลเหล่าน้ีได้ทุกแบบ เช่น จัดเรียงฉากต่างๆ ใหม่ หรือตัดส่วนท่ีเราไม่ต้องการออกไป ใน
การตดั ต่อแบบ Non-Linear นีเ้ ป็นการหาฉากหรือตาแหนง่ วิดโี อท่ีเราต้องการแก้ไขสามารถทาได้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากมันถูกบันทึกอยู่ในฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเก็บข้อมูลในแบบสุ่มไม่ต้องเสียเวลาในการกรอเทปไปมาเหมือนการ
ตัดต่อแบบ Linear ซ่ึงช่วยให้ประหยัดเวลาและกาลังเป็นท่ีนิยมกันเป็นอย่างมาก สาหรับบทน้ีจะขอกล่าวถึง
การตัดตอ่ แบบ Linear ก่อนเปน็ อันดับแรก เพ่อื ให้เนอื้ หาพอดไี มม่ ากเกนิ ไป
9.4 ความรพู้ ืน้ ฐานในการตัดต่อ
9.4.1 ลกั ษณะการตัดต่อ

ลักษณะการตัดตอ่ น้ัน สามารถตดั ตอ่ ไดใ้ นลกั ษณะต่างๆ ดังต่อไปน้ีคือ
1. การตัดตอ่ ด้วยกลอ้ ง เปน็ การตัดต่อท่ีค่อนขา้ งง่าย แตไ่ ดผ้ ลไมด่ ีนกั งานท่ีได้จะไมป่ ระณตี
2. การตัดต่อด้วยเครื่องเล่นเทป เป็นการตัดต่อที่ไม่ยากนัก แต่เคร่ืองเล่นเทปท่ีจะนามาตัดต่อ
ต้องเป็นเคร่อื งรนุ่ ทส่ี ามารถควบคมุ สญั ญาณ Synchronize ได้
3. การตัดต่อโดยการตัดเน้ือเทปส่วนที่ไม่ต้องการออกทิ้งไป วิธีน้จี ะไม่เป็นที่นิยมใช้กนั นักเพราะ
สน้ิ เปลือง
4. การตัดต่อด้วยเคร่ืองตัดต่อ เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมากที่สุดแต่ชุดเครื่องตัดค่อนข้างจะมี
ราคาแพง
ดงั ไดท้ ราบแลว้ ว่าเทปโทรทศั นแ์ บง่ ประเภทใหญๆ่ ได้ดงั น้ี คอื
1. เทป VHS. และ BETAMAX ซ่ึงเป็นเทปท่ีนิยมใช้กันตามบ้าน (Home use) เพราะราคา
ค่อนขา้ งถูก และมีคุณภาพดพี อสมควร สามารถนามาใชใ้ นวงการศึกษาได้ ในระบบการฉายเองในช้นั เรยี น มใิ ช่
การแพรภ่ าพพอออกอากาศและในประเทศไทยเรานิยมเทประบบ VHS. มากกว่า BETAMAX
2. เทป U-matic หรือเทป ¾ นิ้ว เป็นเทปที่มีคุณภาพดีกว่าแบบแรกสามารถแพร่ภาพ
ออกอากาศได้ แต่คณุ ภาพไม่ดี
3. เทป 1 นิ้ว เป็นเทปท่ีมีคุณภาพดี ในปัจจุบันใช้ในการแพร่ภาพออกอากาศราคาแพงกว่าสอง
แบบแรก
4. เทป 2 น้ิว เป็นเทปที่ใช้แพร่ภาพออกอากาศในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันได้มีการเอาเทป 1 นิ้ว
เพ่อื ใชอ้ อกอากาศแทน เทป 2 น้วิ จึงไม่ส้จู ะเปน็ ท่นี ิยมอกี ต่อไป
เทปโทรทัศน์ประเภทต่างๆ น้ี มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ลักษณะตัดต่อท่ีได้กล่าวถึงข้างต้น
คือ เทป VHS. เทป U-matic สามารถตัดต่อโดยใช้กล้อง เครื่องเล่นเทป และเครื่องตัดต่อเท่าน้ัน ส่วนเทป 1
น้ิว และเทป 2 น้วิ นอกจากจะตัดต่อดว้ ยวิธีการดงั กลา่ วแล้วสามารถตัดต่อโดยใชเ้ ครอ่ื งตัดเน้ือเทปได้อีกด้วย

149

9.4.2. การเตรียมความพรอ้ มในการตัดตอ่

งานตัดต่อเทปโทรทัศน์เป็นงานท่ีไม่ง่ายนัก หากจะเปรียบเทียบกับการตัดต่อภาพของ

ภาพยนตร์ ซึง่ ใช้การตัดต่อฟิลม์ เพราะการตัดต่อฟิล์มผู้ตัดต่อสามารถมองเห็นภาพในฟลิ ์มเป็นภาพน่งิ การต่อ

ระหว่างภาพต่อภาพก็ทาไดแ้ นบเนยี นกวา่ ต่างจากการตดั ต่อโทรทัศน์ ดังนัน้ การตดั ตอ่ เทปโทรทัศนจ์ ึงเป็นงาน

ท่ีต้องใช้เวลามาก บางคร้ัง 1 วันอาจตัดต่อเทปต้นฉบับความยาวเพียง 5 หรือ 10 นาทีเท่านั้น ด้วยเหตุน้ีการ

เตรียมถ่าย ก่อนการตัดต่อสิ่งจาเป็นที่จะช่วยให้งานดาเนินไปได้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากข้ึน

เทป VHS. และ BETAMAX นีส้ าหรบั เมอื งไทยนิยมระบบ VHS. มากกวา่

ก่อนจะดาเนินการตดั ตอ่ ผตู้ ดั ต่อควรจัดเตรยี มวัสดุอุปกรณใ์ นการตดั ตอ่ ให้พร้อมดงั น้ี

1.เตรยี มศึกษาบทอกี คร้ังหนงึ่ กอ่ นเรมิ่ ลงมือตัดต่อ และเตรยี มบทไว้ดแู ลขณะตัดตอ่

2.จัดเตรียมม้วนเทปที่ถ่ายเก็บภาพท่ีต้องการ รวมท้ังเทป Stock Shot ต่างๆ ที่จาเป็นต้องใช้

(Stock Shot หมายถึงรวมภาพต่างๆ ทเี่ กบ็ บนั ทกึ ไว้)

3.จัดเตรียมคิวสาหรับตัดต่อ การตัดต่อเทปโทรทัศน์จะตัดต่อทั้งเทปโทรทัศน์ท่ีบันทึกภายใน

สตูดิโอ (STUDIO) และเทปโทรทัศน์ที่บันทึกนอกสตูดิโอ ซึ่งเรียกว่าการบันทึกนอกสถานท่ี

หรือ OUT DOOR ดังนั้นเพ่ือให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการตัดต่อ จึงจาเป็นเป็นต้องมี

คิวสาหรับตัดต่อ การทาคิวตัดต่อนี้จะทาขึ้นในขณะที่มีการบันทึกเทปโทรทัศน์ ทั้งในและ

นอกสถานที่

4.เทปเปล่าเพ่ือจะตดั ตอ่ ภาพจากเทปม้วนตา่ งๆ ลงไว้ในเทปมว้ นนใี้ ชเ้ ป็นเทปตน้ ฉบบั ตอ่ ไป

5.เครอ่ื งตดั ตอ่

9.4.3. วิธกี ารตัดต่อภาพและเสยี ง

วธิ กี ารตดั ต่อ แบ่งได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ

1. Assemble Editing

2. Insert Editing

การตัดต่อแบบ Assemble และ Insert มีความแตกต่างกันดังจะพิจารณาจากแผนภาพ

ต่อไปนี้

การตดั ต่อภาพแบบ Assemble

หวั เทป ภาพท่ี ส่วนที่ตัด ส่วนทต่ี ดั สว่ นทีต่ ัด ส่วนท่ีตัด ส่วนทต่ี ดั End
บันทกึ ไว้ ตอ่ 1 ต่อ 2 ต่อ 3 ตอ่ 4 ต่อ 5

เดิม

การตัดต่อแบบ Insert

หัวเทป ภาพทบี่ นั ทึก สว่ นทตี่ ัดตอ่ ภาพท่บี นั ทึก ส่วนทต่ี ดั ตอ่ ภาพที่บันทึก End
ไวเ้ ดิม 1 ไว้เดมิ 2 ไวเ้ ดมิ

150

อาจจะสรุปง่ายๆ ได้ว่า การตัดต่อแบบ Assemble เป็นการนาภาพมาต่อๆ กันไป ส่วนการต่อแบบ
Insert เป็นการตดั ตอ่ โดยการนาภาพทีต่ ้องการบางภาพบันทกึ ทบั ไปบนภาพทบ่ี ันทึกไว้เดมิ บางสว่ น

สาหรับวิธีการตัดต่อท่ีจะได้กล่าวโดยละเอียดในบทต่อไป ในบทนี้จะเป็นการตัดต่อเทป VHS. โดยใช้
เครอื่ งเลน่ เทป ซ่ึงเปน็ วธิ ีที่ทาได้เองไม่ยากนกั
9.5.สัญญาณวิดีโอท่ีถูกตัดตอ่ แล้ว

9.5.1. สญั ญาณจาก ASSEMBLE EDITING
การต่อสัญญาณแบบ Assemble เป็นการเพิ่มเติมภาพเข้าไปตามลาดับท่ีวางไว้สัญญาณวิดีโอ

เสียงและสัญญาณคอนโทรลแทร็ก (CTL) จะถกู ใส่เขา้ ไปตรงปลายของส่วนท่ไี ดบ้ ันทึกไวแ้ ล้ว

9.5.2. สญั ญาณจาก INSERT EDITING
การตดั ตอ่ แบบสอดแทรก เปน็ การนาเทปท่ีไดบ้ ันทกึ สอดแทรกเข้าไปในเทปต้นแบบทีบ่ ันทึกไว้

ก่อนแล้ว การตัดต่อแบบน้ีสามารถเลือกช่องที่จะสอดแทรกเข้าไป ตัวอย่างเช่น เพ่ิมสัญญาณวิดีโออย่างเดียว
เพมิ่ สัญญาณเสยี งที่ 1 หรอื 2 อย่างเดยี ว หรือ เพ่มิ ทง้ั วิโอและเสยี งชอ่ งที่ 1 หรือ 2 หรอื เพิ่มวิดโี อและเสยี งทั้ง
2 ช่อง
9.6.ความสมั พนั ธข์ องการตัดตอ่ และสัญญาณคอนโทรลแทร็ก

ในการบันทึกสัญญาณวดิ ีโอ เสยี ง และคอนโทรลแทร็ก จะถกู บันทกึ ลงบนเทปวดิ โี อในจานวนสัญญาณ
ทั้ง 3 น้ี สัญญาณคอนโทรลแทร็กมีความสาคัญมากต่อการทางานของระบบ Capstan Servo ในการตัดต่อ
อิเล็กทรอนิกส์

สาหรับการตัดต่อแบบ Assemble เทปท่ีจะต้องบันทึกสัญญาณคอนโทรลแทร็กไว้แบบต่อเรื่องจนถึง
จุดที่จะต้องตัดต่อเมื่อเริ่มตัดต่อ Capstan Servo ในระบบบันทึก และสัญญาณคอนโทรลแทร็กใหม่จะถูก
บันทกุ ลงบนเทป

9.6.1. การบนั ทกึ สญั ญาณคอนโทรลแทรก็
การบนั ทึกสญั ญาณคอนโทรลลงบนเทปครัง้ แรก สามารถทาได้ 4 วธิ ี ดังนี้
1. ตอ่ Sync. Generator เขา้ กบั SYNC IN connector แลว้ ตั้งระบบบันทกึ (สัญญาณ

sync จาก sync generator ในเครือ่ งจะถกู บันทกึ )
2. ตัดสัญญาณท้ังหมดท่ีมาจาก Connectors หรือ ปิดสวิตซ์ที่ต่อกับวิดีโอแล้วตั้งรับบ

บนั ทึก (สัญญาณ sync จาก sync generator ในเครอื่ งจะถกู บันทกึ )
3. ต่อ Standard Video Signal Generator เพ่ือให้เกิดสีดาแล้วบันทึกสัญญาณท่ีเกิด

แบบตอ่ เน่อื ง
4. กล้องถ่ายวิดีโอขณะที่ฝาครอบเลนส์ยังครอบอยู่ แล้วบันทึกสัญญาณที่ได้

แบบต่อเน่ือง
9.7.ขั้นตอนการตดั ตอ่ แบบ ASSEMBLE

151

ข้ันตอนเหล่าน้ีใช้ในเคร่ือง SONY model VO-2860 ซ่ึงหลักการในการตัดต่อก็เหมือนย่ีห้ออ่ืนๆ
ดงั นั้นควรศกึ ษาคู่มือของแตล่ ะร่นุ ก่อนทจ่ี ะนามาใช้

ขั้นท่ี 1 ตรวจดวู า่ จดุ ตอ่ เสยี งเขา้ และจุดต่อภาพเข้า ต่อเรยี บร้อยแลว้
ขน้ั ท่ี 2 ตรวจระดบั ของเสียงและภาพสาหรบั เครื่องบนั ทกึ วิดโี อบางเคร่ือง อาจจะตรวจหลังจากกดปุ่ม
บันทึกแลว้ เมื่อปรับระดับให้ถูกต้องเรยี บร้อยแล้ว กดสวติ ซ์ปิดป่มุ บันทกึ
ข้ันท่ี 3 กดปุ่ม PLAY เพื่อเล่นเทปส่วนที่บันทึกไปแล้วหาส่วนที่บันทึกไปแล้ว หาส่วนที่จะต้องตัดต่อ
โดยดจู ากจอภาพ หรือจากเสยี ง ซ่งึ จะถกู ตอ้ งมากกวา่ การใชเ้ ลขนบั ระยะเทป
ขน้ั ที่ 4 เมอื่ หาจุดท่ตี ้องจดั จ่อได้แล้ว หยดุ เทปและกรอกลับไปโดยกดปุ่ม REW ประมาณ 2 วนิ าที ซึง่
เมอื่ เล่นกลบั จะใช้เวลาประมาฯ 5 วนิ าที กอ่ นถึงจดุ ตดั ต่อ

ขั้นที่ 5 กดสวิตซ์ PLAY และกดปุ่ม Edit ตรงจุด 2 หรือ 3 วินาที ก่อนการตัดต่อ เม่ือถึงจุดท่ีต้องตัด
ต่อ รีบกดปมุ่ REC ขณะเดียวกันปุ่ม EDIT กย็ ังกดอยจู่ ะเหน็ ไฟบันทกึ สวา่ งข้นึ แสดงว่าเรมิ่ มีการตัดต่อ

ขั้นที่ 6 เมื่อตัดต่อเสร็จแล้ว กดปุ่ม STOP ในกรณีนี้ให้ปิดปุ่ม STOP หลังตัดต่อแล้วประมาณ 2-3
วินาที เพอ่ื ใหแ้ น่ใจว่าการตัดต่อสมบูรณ์แลว้ นอกจากนั้นยงั จะช่วยให้การตัดต่อเพิ่มจากทท่ี าแลว้ เปน็ ไปอย่าง
สะดวก

ถา้ หยดุ เทปทันทีทนั ใดท่ีการตัดต่อจบลง แลว้ ต้องการตัดต่อเพิม่ เติมเข้าไป ก็อาจจะไปตัดเอาสว่ นแรก
ขาดหายไปด้วย
9.8.ขัน้ ตอนการตดั ต่อแบบ INSERT

วิธกี ารตดั ต่อแบบ INSERT นใ้ี ช้ในเครอ่ื ง SONY Model VO-2860
หมายเหตุ : กอ่ นเร่ิมตัดต่อต้องแนใ่ จวา่ เทปทจี่ ะตดั ต่อไดบ้ ันทึกสญั ญาณ คอนโทรลแทร็กแบบตอ่ เนอ่ื งไว้แล้ว

ข้นั ท่ี 1 ตรวจดวู ่า จุดต่อวิดีโอเขา้ และจุดต่อกบั เครอ่ื งทคี่ วรตอ่ เรียบรอ้ ยแลว้
ข้ันที่ 2 เลือกปุ่มที่ต้องการจะต่อต่อ ตรงส่วนที่เป็น Insert Model Selectors ซ่ึงมีปุ่มวิดีโอเสียงช่อง
1 เสียงช่อง 2 โดยปดิ ป่มุ ทต่ี ้องการไปทต่ี าแหน่ง “ON”

ขนั้ ที่ 3 กดปุ่ม PLAY เพ่อื เลน่ เทปหาจดุ ทต่ี ้องการสอด “เข้า” และ “เอาออก” โดยดจู ากจอภาพหรือ
ฟังจากเสียงซ่ึงถูกต้องกว่าการใช้เลขนับระยะเทป แต่เลขนับระยะเทปก็มีความสาคัญในการระบุจุดตัดต่อได้
อย่างหยาบๆ

ขั้นท่ี 4 หลงั จากหาจดุ ท่ีตอ้ งการสอด “เข้า” และ “ออก” ได้แลว้ หยดุ เทปแลว้ กรอเทปกลับโดยกดปุ่ม
REW ประมาณ 2 วนิ าที

ขน้ั ท่ี 5 กดสวติ ซ์ PLAY กดปมุ่ EDIT ก่อนถงึ จุดตัดต่อประมาณ 2-3 นาที และตรงจดุ ตัดต่อ กด CUT
IN โดยที่ปมุ่ EDIT ยงั คงกดอยู่ ไฟ Insert จะสวา่ งข้นึ แสดงว่าเริม่ การตดั ต่อ

ขั้นท่ี 6 เมื่อตัดต่อเสร็จแลว้ กดปุ่มเฉพาะปุ่ม CUT OUT เท่านั้น โดยไม่ต้องกดปุ่ม EDIT เทปที่บันทึก
ไว้แล้วกจ็ ะวงิ่ ต่อไปในระบบเพลย์แบก็

152

ข้ันท่ี 7 หยุดเทปและกรอกลับ เล่นเทปตรงส่วนท่ีตัดต่อตรวจจุดท่ีตัดต่อ ต้องไม่ลืมกดปุ่ม CUT OUT
กอ่ นท่จี ะกดปุม่ STOP
9.9.การตัดต่อโดยใช้เทปตอ่ เทป

การตัดต่อโดยใช้เคร่ืองเล่น 2 เคร่ือง เป็นการตัดต่อจากเทป หนึ่ง (Master) ไปยังอีกเทปหน่ึงในกรณี
น้ีต้องใช้เคร่ือง VCR 2 เครื่อง ปกติเครื่อง U-Matic VCR ¾ ท่ีมีเครื่องตัดต่อจะมี Automatic Control Unit
ทดี่ เี พียงพอ

การควบคุมการตดั ตอ่ ใหส้ ะดวกควรปฏบิ ัตดิ ังนี้
1. ระบุเวลาเป็นนาที วินาที 1 วินาที การนับจะดาเนินไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะเปล่ียนสวิตซ์จากเล่น
เป็นบนั ทกึ ก็ตาม
2. ป่มุ ตดั ต่อช่องอัตโนมัตจิ ะมี Preroll อัตโนมัติและเริ่มตดั ต่อ
3. จุดตัดอาจทาได้เร็วและง่ายท้ังการเดินหน้า และถอยกลับโดยความเร็วเทป 5 เท่าของเทป
ปกติ และ 1/20 เท่าของเทปปกติ
4. สามารถระบตุ ัดตอ่ โดยกดปมุ่ PREVIEW เพ่อื ตรงจดุ ตดั ตอ่ (จดุ ท่เี ริ่ม)
5. การทางานของมนั สามารถเปลี่ยนไปมาได้โดยไม่ต้องกดป่มุ STOP กอ่ น
9.10. กฎในการตัดต่อบางประการ
1. การใส่ CAPTION / ตัวอกั ษร

ก. ในการ FADE UP เปดิ รายการโปลดระลึกเสมอว่าภาพจะมาก่อนเสียงไม่ได้ ทงั้ ภาพและเสียง
ควรจะต้องปรากฏข้ึนมาพรอ้ มๆ กนั

ข. การใส่ CAPTION ควรทอดจงั หวะใหผ้ ้ชู มสามารถอ่านได้ทนั
ค. CAPTION ที่ใสจ่ ะต้องสัมพันธ์กัน กบั คาบรรยาย
ง. การจะซ้อนตัวหนังสือ หรือตัวอักษรลงไปบนภาพ พึงระลึกถึงสีของตัวหนังสือหรือตัวอักษร
ระวังอยา่ ให้สกี ลนื ไปกบั ภาพ เพราะจะทาใหอ้ า่ นไดไ้ มช่ ดั
2. การใส่ดนตรี
ก. การจะ CUT ภาพซ้อนภาพ หรือ FADE ภาพ ควรคานึงจังหวะของดนตรีประกอบด้วย อย่า
ใหข้ ดั แย้งกัน
ข. การ FADE OUT ดนตรจี ะทาเม่ือดนตรีจบ อย่า FADE OUT กลางเพลง
3. การตดั ภาพ
ก. อยา่ ตัดภาพขณะท่ีกล้องยังไม่หยุดน่ิง
ข. อย่าตดั ภาพจากภาพท่ีกล้องกาลังเคลื่อนไหวไปยังภาพท่ีกล้องจับน่ิง แตอ่ าจข้อยกเวน้ ในบาง
กรณี คือ อาจตัดภาพที่กล้องกาลังเคล่ือนไหวได้ ถ้าเป็นการตัดภาพที่กล้องเคล่ือนไหวไปยังอีกภาพซึ่งกล้อง
กาลงั เคล่ือนไหวในลักษณะเดียวกัน ด้วยความเร็วทเี่ ทา่ กนั และในทศิ ทางเดียวกนั
ค. อยา่ ตัดภาพลกั ษณะตา่ งๆ เพียงเพื่อใหเ้ กดิ ความเปลย่ี นแปลงเท่านน้ั
ง. ในกรณขี องบทสนทนา ควรทอดจงั หวะเลก็ นอ้ ยในการตดั จากบคุ คลหนงึ่ ไปยังอกี คนหน่งึ

153

4. มมุ กลอ้ ง
ก. การเปิดฉากใหม่ ควรเริม่ ด้วย LONG SHOT
ข. มุมกล้องแต่ละมุมของโทรทัศน์มีความสาคัญเช่นกัน ไม่ควรมองข้ามการใช้มุมกล้องมุมหน่ึง

มุมใด
ค. การตัดภาพบคุ คลห้ามตัดภาพ จาก LONG SHOT ไปเปน็ CLOSE UP SHOT
ง. ความรู้ต่างๆ ในการตัดต่อ ตลอดจนกฎเกณฑ์ท่ีได้กล่าวมาน้ีเป็นเพียงแนวทางในการปฏิบัติ

สาหรับการเร่ิมต้นงานตัดต่อเท่าน้ัน กฎเกณฑ์ต่างๆ ข้างต้นนี้เป็นสิ่งที่มีข้อยกเว้นได้ผู้ทางานตัดต่อควรใช้
ความรู้สึกส่วนตัว สมมติว่าตนเองเป็นผู้ชมและควรใช้ดุลยพินิจ ส่วนตัวประกอบด้วยโดยคานึงว่า เมื่อตัดต่อ
แล้ว จะเกิดความกลมกลนื สมจริง นา่ ดูมากทีส่ ดุ

5. ทักษะในการตัดต่อ
ทักษะในการตัดต่อเป็นสิ่งจาเป็นดังได้กล่าวมาบ้างแล้วข้างต้น หากผู้ตัดต่อได้รับการฝึกฝน

หรือผ่านงานตัดต่อมากเท่าใดก็จะยิ่งรู้ทิศทางในการตัดต่อมากข้ึนเท่านั้น เช่น จะทราบว่าภาพชนิดใดคว รจะ
ต่อด้วยภาพชนิดใด เข้าอย่างไร ภาพถึงจะไม่ “ล้ม” ไม่ “โดด” จะสามารถตัดต่อได้เร็วข้ึนและผลงานการตัด
ต่อกจ็ ะดีข้ึน

6. เวลา
ในการผลิตเทปโทรทัศน์ ขั้นตอนหนึ่งต้องอาศัยความละเอียดพิถีพิถันต้องใช้เวลาก็คือ การ

ตดั ตอ่ การกาหนดเวลาในการตดั ต่อนีจ้ ะมผี ลเปน็ อยา่ งย่ิงต่อคณุ ภาพของรายการ เพราะถ้ากาหนดเวลาไว้น้อย
ไมใ่ หค้ วามสาคัญในเรอื่ งเวลา กอ็ าจทาใหง้ านด้อยคณุ ภาพได้

ดังนนั้ ในการวางแผนการผลติ เทปโทรทัศน์ ควรจะตอ้ งกาหนดเวลาในการตัดตอ่ ไวใ้ ห้เพียงพอ
ดว้ ย ซ่งึ เวลาทผ่ี ้ตู ดั ต่อแตล่ ะคนต้องการใช้อาจไม่เทา่ กนั ขนึ้ อยูก่ บั ทกั ษะความชานาญ

ขณะนี้เราก็จบข้ันตอนการตัดต่ออย่างคร่าวๆ แล้ว ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นข้ันตอนสุดท้าย
หรือเกือบสุดท้ายในการผลิตเทปโทรทัศน์ ถ้าเทปโทรทัศน์น้ันยังไม่ได้ลงเสียง ข้ันตอนต่อไปก็จะเป็นการลง
เสียง จากน้ันก็จะได้เทปตน้ ฉบับทสี่ มบรู ณ์

อยา่ งไรกต็ ามเมือ่ ผ่านขนั้ ตอนในการผลิตทกุ ข้ันตอนมาแล้ว ควรยอ้ นกลับไปประเมินผลอีก
คร้ังหนึง่ วา่ เทปโทรทัศน์ทีผ่ ลติ ไดน้ ้นั เป็นเทปที่สามารถทาให้ผชู้ ม ชมแลว้ บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ ตามที่ผู้ผลิต
ต้องการอย่างไม่เบื่อหน่ายหรือไม่ ถา้ ยงั ไม่เปน็ เชน่ น้ัน ถา้ ยังไมเ่ ปน็ เชน่ นน้ั ข้ันตอนสุดท้ายจริงๆ ของการผลติ
เทปโทรทัศน์ม้วนนี้กค็ ือ การปรบั ปรงุ แก้ไขเพื่อให้ไดเ้ ทปโทรทศั นท์ ส่ี มบูรณม์ ีคุณภาพสูงสุด

154

หนว่ ยการสอนท่ี 17. ใบงานที่ 9
หวั ข้อเรือ่ ง
ชื่อหน่วยการสอน

18. แบบประเมนิ ผล

............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

19. แบบฝกึ หัด

.................................................................................................................................................................................................

155

20. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จัดหน่วยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ

5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี

10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม

11. จัดกิจกรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด

ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย

20. ครู ผู้เรียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม

= ควรปรับปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย

156

20.2 ปัญหาทพ่ี บ และแนวทางแกป้ ัญหา

ปญั หาที่พบ แนวทางแกป้ ัญหา

ดา้ นการเตรยี มการสอน

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านสือ่ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านการวัดประเมนิ ผล

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นอื่น ๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อ ๆ)

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ลงช่ือ ........................................................................ ครูผู้สอน
(นายปฏิพาน สนี าบญุ )
ตาแหน่ง ครู

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 157
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

158

แผนการจดั การเรียนรู้ แบบม่งุ เนน้ สมรรถนะอาชีพ

และบูรณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

รหัสวชิ า 20105-2103 วชิ า ระบบภาพ

หนว่ ยท่ี 10 ช่อื หนว่ ย วดิ ีโอคอมแพคดิสก์

ชอ่ื เร่อื ง วดิ โี อคอมแพคดสิ ก์ จานวน 8 ช่ัวโมง

1. สาระสาคัญ

เครือ่ งเล่นวดิ ีโอซีดี ปจั จบุ ันได้เขา้ มาแทนที่เครื่องเลน่ วิดโี อเทปที่ใช้กันตามบา้ นเรือนทัว่ ไปเหตผุ ลก็คือ

ว่าวิดีโอซีดี เครื่องเล่นก็มีราคาถูก แผ่นซีดีก็มีราคาถูก และที่สาคัญได้คุณภาพทั้งภาพและเสียงดีกวา่ วิดโี อเทป

ด้วย ด้วยขอดีดังกล่าวเราจึงควรที่จะศึกษาเรื่องราวของวิดีโอซีดีกันให้ถ่องแท้ เร่ิมตั้งแต่ทาความรู้จักกับแผ่น

ซีดี สัญญาณต่าง ๆ ท่ีถูกบันทึกลงบนแผ่นซีดีและระบบวีซีดี คุณสมบัติและค่ามาตรฐานต่าง ๆ ของวีซีดี การ

เข้ารหัสและการถอดรหสั วีซีดี ตลอดจนเครอื่ งเล่นวดิ โี อซดี ปี ระเภทตา่ ง ๆ

2. สมรรถนะอาชพี ประจาหน่วย

ดา้ นความรู้
1. อธิบายลกั ษณะโดยทวั่ ไปของแผน่ ดิสก์ได้

2. บอกสญั ญาณท่ถี ูกบนั ทกึ ลงบนแผน่ ดสิ ก์ได้
3. บอกได้ว่าภาพ 1 เฟรม ประกอบไปด้วยสัญญาณอะไรบา้ งได้

4. จาแนกคณุ สมบตั แิ ละคา่ มาตรฐานของ VCD ได้
ด้านทกั ษะและการประยกุ ต์ใช้

1. แกไ้ ขรายละเอียดทฟี่ ุ่มเฟือยบนภาพท่ีเคล่ือนไหวได้
2. เขา้ รหสั ภาพเคลื่อนไหวได้
3. ถอดรหัสภาพในวดิ โี อได้
ดา้ นคณุ ธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ
พอเพียง
1. มีคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จุดประสงค์ทั่วไป

1. เพอ่ื ให้ร้แู ละเข้าใจลกั ษณะโดยทว่ั ไปของแผน่ ดสิ ก์
2. เพอ่ื ให้มีทกั ษะในการเข้ารหัสภาพเคลือ่ นไหว
3. เพื่อให้เหน็ คุณคา่ ในการเลือกการเข้ารหัสเสยี งในวดิ โี อซดี ี
4. เพอื่ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

159

3.2 จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม

1. อธิบายลักษณะโดยทั่วไปของแผ่นดิสก์ได้

2. บอกสัญญาณทีถ่ กู บนั ทึกลงบนแผน่ ดสิ ก์ได้
3. บอกไดว้ ่าภาพ 1 เฟรม ประกอบไปดว้ ยสญั ญาณอะไรบ้างได้

4. จาแนกคุณสมบัตแิ ละค่ามาตรฐานของ VCD ได้
5. แก้ไขรายละเอยี ดท่ฟี ุ่มเฟือยบนภาพท่เี คลื่อนไหวได้
6. เขา้ รหสั ภาพเคลือ่ นไหวได้
7. ถอดรหัสภาพในวดิ โี อได้
8. มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

4. เนอื้ หาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ด้านความรู้
1. คอมแพคดิสก์คืออะไร
2. สญั ญาณทีถ่ ูกบันทึกลงบนแผน่ ดิสก์
3. รูปแบบของข้อมลู ท่ีถูกบนั ทึกลงบนแผน่ นดสิ ก์
4. วิดีโอซดี ี (Video Compact Disk) คอื อะไร
5. ความจุของแผน่ CD
6. การเข้ารหสั ของวิดีโอซดี ี
7. รายละเอยี ดท่ีฟ่มุ เฟือยบนภาพท่เี คล่ือนไหว
8. การใช้ DICRETE COSINE TRANSFORM
9. การเปลย่ี นความยาวของรหัส
10. การจับภาพเคล่ือนไหว
11. การเขา้ รหสั ภาพเคล่ือนไหว
12. การจดั กลุ่มภาพในวดิ โี อซีดี
13. ชุดข้อมลู และโครงสรา้ งของภาพ
14. การถอดรหัสภาพในวิดโี อซดี ี
15. การเข้ารหัสเสยี งในวิดโี อวีซดี ี
16. เครือ่ งเลน่ VCD
17. เครือ่ งเขยี นซดี ี

4.2 ด้านทกั ษะหรือปฏบิ ัติ
1. แบบทดสอบบทที่ 10

4.3 ด้านคุณธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง
1. นาความรู้เรอื่ งวดิ โี อคอมแพคดิสก์ไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจาวันได้

160

5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนหรือการเรียนรู้

ขนั้ ตอนการสอนหรอื กิจกรรมครู ข้ันตอนการเรยี นหรอื กิจกรรมของผู้เรยี น

ขั้นเตรียม(จานวน 60 นาท)ี ขั้นเตรียม(จานวน 60 นาที )

1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา

รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้

กบั วชิ า ระบบภาพ กับวิชา ระบบภาพ

2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องท่ีจะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ

เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 10 เรื่อง วิดีโอ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 10 เรื่อง

คอมแพคดิสก์ วิดโี อคอมแพคดิสก์

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่

หนว่ ยท่ี 10 10

ข้ันการสอน(จานวน 360 นาท)ี ขั้นการสอน(จานวน 360 นาท)ี

1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหนว่ ย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย

ที่ 10 เรอ่ื ง วิดีโอคอมแพคดิสก์ ที่ 10 เรอ่ื ง วดิ โี อคอมแพคดสิ ก์

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ

ภาพหน่วยที่ 10 เร่ือง วิดีโอคอมแพคดิสก์และ หน่วยที่ 10 วิดีโอคอมแพคดสิ ก์และฟังผูส้ อนอธิบาย

อธิบายเน้ือหาใหผ้ ู้เรียนฟงั เนื้อหา

ผู้สอนให้ผเู้ รยี นทาใบงานท่ี 10 วดิ ีโอคอมแพคดสิ ก์ 3. ผ้เู รยี นทาใบงานท่ี 10 วดิ ีโอคอมแพคดิสก์

ข้นั สรุป(จานวน 60 นาที) ข้ันสรุป(จานวน 60 นาที)

1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วยที่ 1. ผู้เรยี นและผสู้ อนรว่ มกนั สรปุ เนอ้ื หาในหน่วยท่ี

10 เรื่อง วดิ โี อคอมแพคดิสก์ 10 เรอ่ื ง วิดีโอคอมแพคดิสก์

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผู้เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที่ 10

หนว่ ยท่ี 10

6. สือ่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้

6.1 ส่ือสิง่ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า ระบบภาพ
2. ใบความรู้ที่ 10 เรอื่ ง วดิ ีโอคอมแพคดิสก์
3. ใบงานที่ 10 วดิ โี อคอมแพคดสิ ก์
4. แบบทดสอบบทที่ 10 สรุปและประเมนิ ผล ขอ้ 2

161

6.2 สือ่ โสตทัศน์
1. Power Point เรื่อง วดิ ีโอคอมแพคดิสก์

6.3 สอ่ื ของจรงิ

7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศึกษา

1. ห้องสมดุ วทิ ยาลัยการอาชีพสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งอินเตอร์เน็ตวิทยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดิน

7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา

1. ห้องสมุดเฉลิมพระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดนิ
2. ห้องสมดุ ประชาชนเฉลิมราชกุมารอี าเภอสว่างแดนดนิ

8. งานทม่ี อบหมาย

8.1 กอ่ นเรยี น
1. ผ้เู รียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น

8.2 ขณะเรียน
1. ศกึ ษาเน้ือหา ในบทท่ี 10 เรอ่ื ง วดิ ีโอคอมแพคดิสก์
2. รายงานผลหน้าชน้ั เรยี น
3. ปฏิบตั ใิ บปฏบิ ัติงานที่ 10 เรื่อง วดิ ีโอคอมแพคดิสก์
4. สรปุ ผลการทดลอง

8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบฝกึ หัดบทที่ 10

9. ผลงาน/ช้ินงาน ทเี่ กดิ จากการเรยี นรู้ของผ้เู รียน

1. แบบฝึกหัดบทที่ 10 ใบปฏบิ ตั งิ านที่ 10
2. ตรวจผลงาน

10. เอกสารอ้างองิ

1. ไชยวฒั น์ วงศส์ มศรี. ระบบภาพ: ศูนย์สง่ เสริมอาชีวะ

11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวิชาอนื่

1. บูรณาการกบั วิชาสายส่งและสาอากาศ
2. บรู ณาการกบั วิชาอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละวงจร

162

12. หลักการประเมินผลการเรียน

12.1 กอ่ นเรียน
1. ตรวจผลงานตามใบปฏบิ ตั งิ านที่ 10
2. สงั เกตการปฏบิ ตั ิงาน

12.2 ขณะเรียน
-

12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบฝกึ หดั บทท่ี 10
2. ตรวจแบบแบบฝึกหดั ผลการเรียนรู้

13. รายละเอียดการประเมินผลการเรียน

จดุ ประสงค์ข้อท่ี 1 อธิบายลกั ษณะโดยท่ัวไปของแผ่นดสิ ก์ได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : อธบิ ายลักษณะโดยทั่วไปของแผ่นดสิ ก์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : แก้ไขรายละเอียดที่อธิบายลักษณะโดยทว่ั ไปของแผ่นดิสก์ได้ ได้คะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ข้อที่ 2 บอกสญั ญาณทีถ่ กู บันทกึ ลงบนแผ่นดิสก์ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : บอกสัญญาณที่ถกู บนั ทกึ ลงบนแผ่นดสิ ก์ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 3 บอกไดว้ า่ ภาพ 1 เฟรม ประกอบไปด้วยสัญญาณอะไรบา้ งได้
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : บอกไดว้ ่าภาพ 1 เฟรม ประกอบไปดว้ ยสัญญาณอะไรบา้ งได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อท่ี 4 จาแนกคุณสมบตั แิ ละคา่ มาตรฐานของ VCD ได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : จาแนกคุณสมบัตแิ ละค่ามาตรฐานของ VCD ได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อที่ 5 แก้ไขรายละเอียดท่ีฟุม่ เฟอื ยบนภาพทีเ่ คลื่อนไหวได้

163

1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : แก้ไขรายละเอียดที่ฟุ่มเฟือยบนภาพที่เคล่ือนไหวได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ได้คะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ ้อที่ 6 เข้ารหัสภาพเคล่ือนไหวได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : เข้ารหัสภาพเคลอ่ื นไหวได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงค์ข้อท่ี 7 ถอดรหัสภาพในวดิ โี อได้
1. วิธีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : ถอดรหสั ภาพในวิดีโอได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน

14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน

หน่วยการสอนท่ี ชือ่ หน่วยการสอน
วตั ถุประสงค์ เพอื่

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน

15. แบบทดสอบหลงั เรียน

หน่วยการสอนท่ี 1 ชื่อหนว่ ยการสอน
วัตถุประสงค์ เพื่อ

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น

164

ใบความรทู้ ี่ 10

หนว่ ยการสอนที่ 10 ชอื่ หน่วยการสอน วิดโี อคอมแพคดสิ ก์

หวั ข้อเรอื่ ง วิดโี อคอมแพคดสิ ก์

10.1 คอมแพคดสิ ก์ คอื อะไร

คอมแพคดสิ ก์ คือ แผน่ ทใี่ ชส้ าหรบั เกบ็ ข้อมลู ของสญั ญาณเสยี งทีเ่ ปน็ ดิจิตอล ( DAD ; Digital Audio

Disc ) ซง่ึ ทามาจากโพลีคารบ์ อเนตแมทเทอรเ์ รยี ล มีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกบางใสมีลกั ษณะเปน็ วงกลม

และฉาบดว้ ยแผน่ อลูมเิ นียมฟิล์มเพ่อื ช่วยในการสะท้อนแสง

ลักษณะของแผ่นคอมแพคดสิ ก์ ( CD ) เปน็ แผน่ คอมแพคดิสก์ Compact Disk มีลกั ษณะโดยทวั่ ไป

เปน็ แผน่ พลาสตกิ วงกลมมีขนาดดงั น้ี

1.เส้นผ่าศนู ย์กลาง 8 Cm หรอื 12 Cm ( 120 mm )

2.ความหนาของแผ่น 1.2 mm

3.ระยะเวลาในการจขุ อ้ มูล 20 นาทถี ึง 74 นาที

วิดีโอคอมแพคดสิ ก์

ลักษณะการเกบ็ บันทึกข้อมูลท่ีอยบู่ นแผน่ ดิสก์ จะใช้วธิ กี ารสรา้ งแผน่ แม่แบบขน้ึ มากอ่ นและหลัง

จากนน้ั จงึ ใชแ้ ผน่ แม่แบบปมั้ ลงบนแผน่ ดสิ ก์ทเ่ี ป็นพลาสตกิ ใสอ่ กี ทีหน่ึงกจ็ ะไดแ้ ผ่นดิสกต์ ามท่เี ราต้องการโดย

แผน่ นัน้ จะมลี ักษณะเปน็ หลมุ ทเ่ี รยี กวา่ พิท (PIT) มคี ณุ ลักษณะดงั นี้

1.ความกว้างของพทิ 0.4 ไมครอน – 0.5 ไมครอน

2.ความลกึ ของพิท 0.11 ไมครอน

3.ระยะหา่ งระหวา่ งแทร๊ก 1.6 ไมครอน

4.ความหนาของแผน่ อลูมิเนยี มฟลิ ์มท่ีฉาบ 0.1 ไมครอน

5.ความยาวของพิท (PIT) 3T – 11T ( แตกต่างกนั อยทู่ ่ี 9 ระดับ )

( T = 0.2892 ไมครอน ซ่ึงได้มาจากสญั ญาณนาฬิกา “Clock” ทใี่ ชใ้ นการบนั ทกึ ขอ้ มูล 4.3218 MHz หาร

ความเรว็ ในการหมุนของแผน่ ดิสก์ในตอนบนั ทกึ 1.255 เมตร/วนิ าที จึงมคี า่ เท่ากบั 1.25/4.3218 = 0.2892

ไมครอน) ใน 1 แผน่ ดิสกจ์ ะมแี ทรก็ ข้อมูลอย่ปู ระมาณ 22.188 แทรก็ นนั้ กห็ มายความว่า ความกวา้ งเพยี ง 1

มลิ ลิเมตร จะมแี ทร็กอยู่ประมาณ 625 แทรก็ ดังแสดงในรูปที่ 10.2

10.2สญั ญาณที่ถูกบันถงึ ลงบนแผน่ ดิสก์

ภายในแผ่นดสิ ก์ 1 แผน่ นอกจากจะมสี ัญญาณเสียงท่ีถูกบนั ทึกในระบบดจิ ติ อล ( PCM ) แลว้ ยงั จะมี

สัญญาณอย่างอื่นอกี ดังตอ่ ไปน้ี

10.2.1สัญญาณ TOC ( Table Of Content ) จะทาหน้าท่ีบอกความจขุ องแผ่นวา่ มีกเ่ี พลง ใช้เวลาในการ

บนั ทกึ กน่ี าที ถูกบันทึกอยู่ขอบในสุดของแผ่นดดยในครั้งแรกท่ีเราทาการโหลด ( Loade ) แผ่นเขา้ ไปในเคร่ือง

เล่นดสิ ก์ ( CD PLAYER ) หวั ย่าน ( PICK UP ) จะทาการอ่านสญั ญาณ TOC กอ่ นเป็นอันดับแรกและจะส่ง

ขอ้ มูลท่ีได้ไปแสดงผลบนหน้าจอเครื่องเลน่ ดิสก(์ บางครัง้ เรียกสัญญาณ TOC น้วี า่ สัญญาณ LEAD IN )

165

10.2.2 สญั ญาณเสยี งที่ถกู เปล่ยี นจากอะนาล็อก ( Analog ) ให้เปน็ ดิจติ อล ( Digital ) ด้วยวธิ ีการทเี่ ราเรียกวา่

Pulse Code Modulator (PCM)

10.2.3 สญั ญาซิงโครไนเซชั่น ซกิ แนล (Synchronization Signal) ใช้สาหรบั บอกจดุ เริ่มตน้ ในแต่ละเฟรม

10.2.4 สญั ญาณเออเร่อร์ คอเลคชน่ั (Error-Correction) เปน็ สัญญาณใชส้ าหรบั ตรวจสอบคา่ ผิดพลาดของ

ขอ้ มลู ท่ีเป็นสัญญาณเสยี งดจิ ิตอลโดยจะทาการเอาข้อมูลของสญั ญาณเสียงดจิ ิตอลท่ีเปน็ (1) มาทาการนับ

หากนบั แล้วไดจ้ านวนออกมาเปน็ เลขคูจ่ ะได้ค่าพารติ ี้เป็น (1) และถ้าหากนบั มาแลว้ ได้จานวนออกมาเป็นเลขค่ี

จะได้ค่าพาริตีเ้ ปน็ (0) แล้วนาคา่ พาริตี้ท่ไี ดน้ บ้ี ันทึกลงแผ่นดสิ ก์ (คา่ พารติ ี้ คือ ค่าที่ใชส้ าหรับบอกผลการ

ตรวจสอบ) โดยจะแบง่ เปน็ 2 วิธี

1. ODD PARITY คือการตรวจสอบเลขคี่

2. EVEN PARITY คือการตรวจสอบเลขคู่

ในท่ีนี้วธิ กี ารของคอมแพคดสิ ก์ก็จะใชก้ ารตรวจสอบแบบ Even Parity คือการตรวจสอบเลขคนู่ ้นั เอง

ดงั ตวั อย่างเช่น

ตารางท่ี 10.1 แสดงการตรวจสอบหาค่าพาริตี้

ขอ้ มูลของสญั ญาณเสียงท่เี ป็นดิจิตอล จานวนลอจิก 1 คา่ พารติ ี้

11011000 4 – จานวนคู่ 1

10110000 3 – จานวนคี่ 0

10.2.5คอนโทรลซิกแนล ( Control Signal ) จะถูกนาไปสรา้ งสัญญาซบั โค้ดมีไว้เพ่ือแสดงผลต่างๆ ให้ออก
ทางหนา้ จอของเคร่ืองเล่นคอมแพคดสิ ก์ ( CD Player ) โดยผ่าน IC Microcomputer เชน่

1.ขอ้ มลู ท่ีบอกจุดเรมิ่ ตน้ ของแทร็ก ( Start of Track )
2.หมายเลขหรือตาแหน่งของแทร็ก ( Number of Track )
3.เวลาในการเลน่ , เวลาท่ีเหลอื อยู่, เวลารวม, ( Playing Time Per Track/Elapsed)
4.สญั ญาณระดับความถ่ี ( DE – Emphasis )

10.2.6สัญญาณ LEAD OUT

เปน็ สัญญาณท่ีถูกบนั ทึกอยู่รอบนอกสุดของแผน่ ดิสกใ์ ชส้ าหรับบอกจดุ สิ้นสุดของแผน่ ซงึ่ บาง
แผ่นก็มี บางแผน่ กไ็ ม่มกี ารบันทึกสัญญาณ Lead Out

10.3รูปแบบของข้อมลู ทบ่ี นั ทกึ ลงบนแผ่นดสิ ก์

ลักษณะการบนั ทกึ และการเล่นกบั ( การอา่ นข้อมลู จากแผ่นดสิ ก์ จะมลี ักษณะเปน็ รปู ก้นหอย โดย จะ
แบง่ ออกเปน็ เฟรม ( Frame ) ภายใน 1 เฟรม จะประกอบไปดว้ ย
10.3.1สญั ญาณซงิ โครไนเซชั้น ( Synchronization Signal) มีข้อมลู ท้ังหมด 24 บทิ รวมกบั เมอร์จ้งิ บิท
(Merging Bit ) อกี 3 บิท
10.3.2คอนโทรลซิกแนล ( Control Signal ) มขี ้อมูล 14 บิท รวมกบั เมอรจ์ ้งิ บทิ อีก 3 บิท

166

10.3.3สัญญาณเสียงท่ีเปน็ ดจิ ิตอลใน 1 เฟรม จะมีข้อมลู ของสญั ญาณเสยี งดิจิตอล 14 บิท ท้งั หมด 24 ซิมโบล

รวมกับเมอรจ์ ้ิงบทิ 3 บทิ รวมทั้งหมด 408 บิท

10.3.4ข้อมูลสาหรบั ตรวจสอบคา่ ผิดพลาดของสัญญาณเสียงดจิ ิตอล รวม 136 บิท ดังน้ันภายในเฟรมจะ

ประกอบไปดว้ ย

1.Synchronization Signal 24 บทิ + 3 บทิ = 27 บิท

2.Control Signal 14 บทิ + 3 บิท = 19 บทิ

3.Musical Data (14 ×24 ) บทิ + ( 3 × 24 ) บทิ = 408 บิท

4.Error Correction ( 14 × 8 ) บิท + ( 3 × 8 ) บิท = 136 บทิ

____________________________________

รวมทง้ั ส้ิน 588 บิท

หมายเหตุ 1.ซมิ โบล (Symbol) คือข้อมูลดจิ ติ อล 8 บิท แต่ขอ้ มลู ดิจติ อลของซีดีจะถูกเปล่ยี นจาก 8 บิท ไป

เป็น 14 บทิ แลว้ จึงบันทึกลงบนแผน่ ดิสก์เพ่ือชว่ ยในการขาดหายของข้อมลู ในกรณีท่หี ัวอ่าน (Pick Up) เกดิ

อ่านข้อมลู ผิดพลาดหรือไม่ตรงแทรก็

เมอร์จง้ิ บิท (Merging Bit) คือ บิทท่ใี ชใ้ นการเชื่อมต่อขอ้ มูลโดยปกติจะใช้ 3 บทิ เหตุทีต่ ้องใช้

เพราะว่ากฏเกณฑข์ องการเชอ่ื มต่อข้อมูลบอกไว้วา่ จะต้องมีขอ้ มูลเป็นเลข 0 เรียงต่อกนั ไมน่ อ้ ยกวา่ 2 ตัว และ

ต้องไม่มากกวา่ 10 ตวั

10.4วดิ โี อซีดี ( VIDEO COMPACT DISK )

10.4.1 VCD คืออะไร

VCD มคี าเดิมวา่ Video compact disk หมายถึง การนาเอาข้อมลู ท่ไี ด้มาจากวดิ ีโอหรือที่เรยี กว่า

ไฟล์วิดโี อมาบนั ทกึ ลงไปในแผ่นซดี ี ซ่ึงแผ่นซดี ปี ระเภทนีส้ ามารถเล่นได้ทัง้ บนเครื่องคอพิวเตอรข์ องเราหรือเล่น

บนเครอื่ ง VCD ตามบา้ นกไ็ ดโ้ ดยลกั ษณะของวิดีโอที่ถูกแปลงลงบนแผ่นซดี ีนัน้ จะเป็นไฟลช์ ่อื วา่ MPEG 1

นัน้ เอง

10.4.2ประวตั ขิ อง VCD

Video compact disk หรือ VCD เพิ่งจะมีมาเม่ือไม่กี่ปีมานี้เอง โดยเรร่มิ ต้นทซ่ี ีดีเพลง เพลงก่อน

จากนนั้ กเ็ ปลย่ี นแปลงมาเป็นซดี บี นั ทกึ ข้อมลู และเป็นวิดีโอในปจั จบุ ันซึ่งพอสรปุ ประวตั ิของ VCD ไดด้ ังน้ี

ปี ค.ศ. 1982 มกี ารผลิตซีดีเป็นครงั้ แรกเป็นรูปแบบของวีดเี พลงโดยบริษทั Sony และ Philips ซง่ึ

เรยี กวา่ CD Digital Audio หรือ CD – DA และมีการจดั มาตรฐานให้ซีดีเพลงประเภทนีว้ ่า Red Book หรือ

สมดุ ปกแดง

ปี ค.ศ. 1985 ตวั แทนของบริษทั ยักษใ์ หญห่ ลายบรษิ ัทได้รว่ มกันจัดมาตรฐานของซดี เี พลงประเภท

Red Book ใหมเ่ พ่ือป้องกันซีดหี ลากหลายรปู แบบและเครื่องอ่านซีดีท่ีไม่ได้มาตรฐาน

ปี ค.ศ. 1985 บรษิ ัท Sony และ Philips ไดร้ ว่ มกันพัฒนาซดี ี เพือ่ สร้างมาตรฐานใหม่ที่ดกี วา่ ใหซ้ ีดี

และเคร่ืองอ่านซดี ี ซงึ่ เป็นกา้ วสาคัญที่นาไปสกู่ ารเก็บข้อมูลทเ่ี รียกวา่ มัลตมิ ีเดียเพราะสามารถเก็บข้อมูลไดท้ ั้ง

167

ไฟล์ที่เป็นขอ้ มลู เสยี ง, ภาพ, และวดิ ีโอ (ถือเป็นจุดกาเนิดของ VCD) ซ่ึงเรียกซีดปี ระเภทน้ีวา่ CD – I หรอื CD

Interactive

ปี ค.ศ. 1990 ได้มีการกาหนดมาตรฐานซีดีทส่ี ามารถบนั ทึกได้หรอื ท่ีเราเรยี กกันว่า CD – R (CD –

Write หรอื CD Record) โดยใช้ชอื่ มาตรฐานวา่ Orange Book สมดุ ปกสม้ (ซ่งึ CD – R นีเ้ ราจะนามาบันทึก

ภาพยนต์) ข้อเสียของ CD – R ก็คือบันทึกได้คร้งั เดยี วทาใหม้ กี ารปรับปรงุ เพ่ือให้มีการเขียนและลบได้จงึ เกิด

ซีดีพนั ธ์ุใหม่ขึน้ มา คือ CD – RW หรือ CD - Rewrite โดยมมี าตรฐานใน Orange Book Part !!!

ปี ค.ศ. 1993 บรษิ ัท Philips และ JVC ได้รว่ มกนั ตง้ั มาตรฐานของ VCD เวอรช์ ัน่ 1 และ มีข้อตกลง

เรอ่ื งไฟล์ทีใ่ ช้ในการเกบ็ ขอ้ มูลลงในแผ่น VCD กค็ ือ MPEG 1

ปี ค.ศ. 1994 สองบริษทั ยกั ษ์ใหญ่ Sony และMitsushita ได้รว่ มกับบรษิ ทั Philips และ JVC พฒั นา

มาตรฐานของ VCD เวอรช์ ่ัน 2

จากประวัตจิ ะเหน็ ได้วา่ VCD นั้นมีจุดกาเนดิ ขึน้ มาจากแผ่นซีดเี พลงน้ันเอง และไดม้ ีการกาหนด

มาตรฐานของ VCD ไวเ้ พอื่ เป็นมาตรฐานแบบรว่ มกนั ระหวา่ งหลายบริษทั เพอื่ ใหเ้ คร่ืองเล่นแผ่น VCD สามารถ

เล่นแผ่น VCD ได้ทุกแผ่นไมว่ า่ จะเปน็ ของบรษิ ัทใดก็ตาม

10.4.3 คุณสมบัติและคา่ มาตรฐานของ VCD

ตารางท่ี 10.2 คุณสมบตั ขิ อง VCD เวอร์ชั่น 1 และเวอรช์ น่ั 2

มาตรฐานของ VCD คุณสมบัติ

มาตรฐาน VCD เวอร์ 1 เปน็ เวอรช์ ่ันแรกของแผ่น VCD ท่ยี งั คงมลี กั ษณะเปน็ วิดโี อคือจะตอ้ ง

เล่นตั้งแตต่ ้นจนจบแผ่น ลกู เล่นของเวอรช์ ัน่ นีไ้ ม่มีอะไรโดดเด่นมาก

นัก

มาตรฐาน VCD เวอร์ 2 เปน็ เวอร์ชั่นทม่ี ีลุกเลน่ มากขน้ึ เชน่ มเี มนโู ต้ตอบ กบั ผใู้ ช้ท่ที าให้เลอื ก

ชมสว่ นใดสว่ นหน่งึ ของ ภาพยนตร์ไดแ้ ก่เครือ่ งเลน่ VCD เวอรช์ ัน่ น้ียงั

มนี อ้ ยอยู่

ค่ามาตรฐาน Video CD Standard (White Book) กาหนดค่าการบบี อัดข้อมลู ดังนี้

ตารางที่ 10.3 ค่ามาตรฐานของ VCD ระบบ PAL และ NTSC

Format PAL NTSC

Playing Time 74 minutes (650 MB)

Resolution 352 × 288 352 × 240

Frame Rate 25 fps 29.97 fps

Video Bit Rate 1.150 Kbits per second

Audio Bit Rate 244 Kbits per second 44.1 KHz 16 bits stereo

10.4.4รปู แบบอ่นื ๆ ของการเก็บวิดีโอลงบนซดี ี

นอกจากนี้ยงั มรี ูปแบบมาตรฐานในการจดั เกบ็ วดิ ีโอปนะเภทอื่น ๆ ลงบนแผ่นซีดี

168

ตารางท่ี 10.4 รปู แบบอืน่ ๆ ของการเก็บวดิ โี อลงบนซีดี

Format VCD SVCD DVD

Video MPEG-1 MPEG-2 MPEG-2

Bit Rate (Mbps) 1.15(CBR) Up to 2.6(VBR) 9.8 (VBR)

Resolution (PAL) 352×288 480×576 720×480

Resolution (NTSC) 352×240 480×480 720×480

Audio Mp2 Mp2 AC3.PCM

Bit Rate (Kbps) 224 (CBR) 334 (VBR) MPEG

Expected VHS SVHS Cinema

10.5 ความจุของแผน่ VCD

คณุ ลกั ษณะท่ัวไปของแผ่น VCD มลี กั ษณะทไี่ มแ่ ตกตา่ งจากแผ่นซีดีทั่วไปกลา่ วคือ เป็นแผน่ VCD ที่

บนั ทึกไฟล์วดิ ีโอเอาไว้ ซ่ึงแผ่น CD ทั่วไปจะความสามารถบันทกึ ข้อมลู อยู่ 2 ขนาดคอื

1.แผน่ CD ความจุ 650 MB จะสามารถเกบ็ ไฟลว์ ิดีโอท่ีมีความยาวประมาณ 74 นาที

2.แผน่ CD ความจุ 700 MB จะสามารถเก็บไฟล์วดิ ีโอท่ีมคี วามยาวประมาณ 80 นาที

10.6 การเข้ารหสั ของวีดีโอ

ในปจั จบุ ันนี้การดูภาพยนตรจ์ ะให้ได้รสชาติเข้าถึงอารมณ์ได้มากยง่ิ ข้ึน ระบบเสียงมีความสาคัญอย่าง

มากและยงั จะมีความสาคัญมากยง่ิ ขน้ึ ในอนาคต เชน่ ในโรงภาพยนตรร์ ะบบดจิ ิตอลหรือระบบเสยี งมัลติ

แซนแนล โฮมเธียรเ์ ตอร์ท่ใี ชต้ ามบ้านท่วั ไป กเ็ ปน็ การลว้ นแลว้ แตต่ อ้ งการให้ระบบเสยี งและภาพสมบรณู ย์ ิ่งข้ึน

ภาพยนตร์ทีอ่ ยู่ในรปู แบบของแผ่นซีดเี หมอื นกบั แผ่นซีดีเพลง นั่นก็เป็นอีกเทคโนโลยหี น่งึ ทก่ี าลังได้รับความ

นิยมแพร่หลาย เนื่องจากมขี ้อดีหลายประการ เช่น แผ่นซีดีหนึ่งแผ่นบรรจุขอ้ มูลภาพเสียงได้สูงมากประมาณ

600 เมกะไบต์ ( 600×106 ไบต์) การท่จี ะบรรจุขอ้ มูลขนาดใหญ่ลงบนแผน่ ซีดี – รอมไดจ้ ะต้องอาศัยเทคนคิ

การเข้ารหัสทางดจิ ิตอล ผนวกกับชพิ ไอซสี มัยใหมจ่ ึงเป็นท่ีมาของวิดีโอซีดี

10.6.1 แนวคิดของวิดีโอซีดี

วิดโี อซดี เี ปน็ ระบบวดิ โี อ ที่ให้ระบบเสยี งแบบดจิ ิตอลมีคุณภาพเสียงใกลเ้ คยี งกบั แผน่ ซดี ีเพลงและให้

คณุ ภาพของภาพท่ีมีคุณภาพสงู แต่ราคาเท่ากับวดิ โี อระบบ VHS ตลอดจนระบบที่เราสามารถเข้ากบั เครื่องเล่น

แผ่นซดี ีเพลงได้อย่างดี

ในการพัฒนาการผลติ วดิ โี อซีดีไดร้ บั การพฒั นาท้ังทางด้านซอฟตแ์ วร์ตา่ ง ๆ มีทั้งภาพยนต์ การ์ตนู และ

คาราโอเกะ มิวสคิ วิดโี อ ดงั น้ันแมว้ า่ ขอ้ มลู ภาพและเสียงมีความยาวประมาณ 110 นาที ก็สามารถทจ่ี ะบนั ทึก

ลงในซดี จี านวน 2 แผ่นหมด ซ่ึงจะเห็นไดท้ ่วั ไปจากภาพยนต์ทเ่ี ปน็ รปู แบบวิดโี อซีดี 1 เร่ืองจะมแี ผน่ ซีดี 2 แผ่น

10.6.2 ลกั ษณะเฉพาะพน้ื ฐานทางซอฟต์แวร์ของวดิ ีโอซดี ี

ซอฟตแ์ วร์ท่ีใชใ้ นการเขา้ รหสั วิดีโอซดี เี รยี กว่า MPEG-1 ซึง่ ประกอบไปดว้ ยค่าพารามิเตอร์หลาย ๆ

อย่างดงั รายละเอียดในตารางท่ี 15.5 ความละเอียดของวิดีโอซีดใี นระบบ NTSC คอื 352 จดุ ในแนวนอนคูณ

169

กบั 240 จดุ ในแนวตง้ั ตามโครงสรา้ งนี้ ทาให้หนา้ จอมลี กั ษณะเป็น 4 ต่อ 3 ความเรว็ ในการข้อมูลภาพเป็น

1.2 Mb/S (เมกะบิทตอ่ วนิ าที) และเม่ือรวมอตั ราความเร็วในการสง่ ข้อมลู เสยี งในระบบสเตอรโิ ออกี 224

กิโลบิทตอ่ วินาทีทาให้ซดี ตี ้องใช้อตั ราเรว็ ประมาณ 1.4 เมกะบิทต่อวนิ าที ดงั นัน้ ชอฟตแ์ วร์ท่ปี ระยุกต์ใช้กบั

เครอ่ื งเลน่ วีซีดี จึงต้องทาใหก้ ารถอดรหสั สามารถใช้พน้ื ทข่ี องวิดโี อบฟั เฟอรไ์ ดเ้ ตม็ ทง้ั 40 กิโลไบต์ MPEG- 1 ได้

จาแนกไวเ้ ปน็ 3 รูปแบบ เรียกว่าเลเยอร์ ( Layer ) มีรูปแบบหนึ่งท่ีใช้กับวดิ ีโอซีดี คอื เลเยอร์ 2 ซง่ึ ใช้กบั

ความถ่ใี นการส่มุ สัญญาณ ( Samping ) มีค่า 44,100 แซมปลิง้ ต่อวินาที

หนงั สือปกขาว White- Book หรอื ลกั ษณะเฉพาะของวิดีโอซดี ี ไดม้ ีการอ้างถงึ เทคโนโลยีอนื่ ๆ เช่น

ระบบเสียงซดี ี ดิจิตอล,ซดี ีรอม CD-I (Bnidge) และ ISO – 11172 (Motion Picture Group หรอื MPEG

ตารางที่ 10.5 คุณลักษณะจาเพาะทางซอฟต์แวร์ของวิดโี อซดี ี

พารามิเตอร์ วิดโี อ

NTSC PAL

วธิ เี ข้ารหสั MPEG-1 MPEG – 1

ความละเอียด, จุดสี

แนวนอน 352 352

แนวตั้ง 240 288

เฟรมเรต, เฮิรตซ์ 29.97 25

อตั ราส่วน Pal Aspect 1.0950 0.9157

บทิ เรต, กิโลบิท/วินาที 1,151.929 1,151.929

ขนาดของวดิ ีโอบัฟเฟอร์, ( กโิ ลไบต์ ) 40 40

วธิ ีการเขา้ รหสั MPEG – 1, เลเยอร์ 2

แซมปลิง้ เรต, กโิ ลบิท/วนิ าที 44.1

บิตเรต, กโิ ลบทิ /วนิ าที 244

เอมฟาซสิ เปิดหรอื ปดิ

โหมด แซนเนลคู่หรอื สเตอรโิ อ

10.6.3วิธเี ข้ารหัสของวิดโี อซีดี

วดิ โี อซีดรี ะบบดจิ ิตอลเป็นระบบทม่ี คี ุณภาพสูง ต้องการเนื้อที่ความจุมากและอัตราเร็วในการสง่ ข้อมลู

สงู คอื ต้องมคี วามจุข้อมูลได้อยา่ งตา่ ที่ 137,000 เมกะไบต์ข้ึนไป จงึ จะสามารถเล่นภาพยนตไ์ ดห้ นง่ึ เร่ืองและ

ต้องใชอ้ ัตราเร็วในการสง่ ขอ้ มูลมากกว่า 165.9 เมกะไบต์ต่อวนิ าที จากรปู ที่ 10.6

ถ้าใช้มาตรฐานวดิ ีโอ CCIR-601 เป็นหลกั ประการแรกท่ีต้องพิจารณาก็คือ การทาใหค้ วามจุกที่

ตอ้ งการใช้กบั วิดีโอ ระบบดิจิตอลสมั พันธ์กบั ความนจขุ องแผ่นซีดี สามารถดไู ดจ้ ากตวั เลขในกรอบด้านล่างของ

รูป ซ่งึ ถา้ รวมระบบเสยี งเข้าไปด้วยจะทาให้ค่าทัง้ สองต่างกันมากขนึ้ ผลทเี่ กิดขนึ้ อาจทาใหต้ ้องลดความจุและ

ความเรว็ ทีใ่ ชล้ งไปมากกว่า 140 ต่อ 1

170

จากรปู ท่ี 10.7 อธบิ ายการทางานไดด้ งั น้ี สญั ญาณวดิ ีโอจากแหลง่ อินพุตท่ีมีทง้ั สญั ญาณภาพทีเ่ ปน็
ระบบอนาล็อกหรือระบบดจิ ิตอล เข้าสู่กระบวนการเปลย่ี นแปลงใหม้ อี งค์ประกอบของแหลง่ ภาพวิดีโอระบบ
ดิจติ อลท่ีอย่ใู นรปู แบบของสัญญาณ Y, C (Y แทนระดับความเข้มของแสงสว่าง, Cr แทนสีแดงและ Cb แทนสี
นา้ เงนิ ) สาเหตุทีไ่ มใ่ ชต้ วั ปดิ R, G และ B นั้นเนอ่ื งจากการใช้รปู แบบของสัญญาณ Y, C ใกลเ้ คยี งกับลักษณะ
การมองเหน็ ของมนุษยม์ ากกว่า ซึ่งการมองเห็นความมดื และความสว่างเปน็ ลักษณะทางกายภาพและเป็น
พารามิเตอร์ที่สามารถวัดได้ในหน่วยความเขม้ แสดงดังนั้น รูปแบบ RGE จึงไมม่ ีประโยชน์ในการเข้ารหสั ซึง่
อาศยั เทคนคิ การมองเหน็ โดยตรง

หลงั จากสัญญาณผ่านกระบวนการสังเคราะหส์ ญั ญาณช่วงแรก (Pre - Process) ดังรูปที่10.7 ชดุ
ขอ้ มูลของภาพระบบดจิ ิตอลซึ่งมีอตั ราเรว๊ ประมาณ 165.9 เมกะไบตต์ ่อวนิ าทจี ะเข้าสรู่ หัส MPEG – 1 ทาการ
บีบอัดข้อมูลให้มีอัตราเรว็ ของข้อมลู เหลือเพียง 1.15 เมกะไบต์ต่อวนิ าที อย่างไรกด็ ีการเข้ารหัสแบบ MPEGน้นั
ยังไมส่ มบรูณ์ มีเพียงการถอดรหสั และการจดั การเก่ียวกับชุดขอ้ มูลทเี่ ปน็ มาตรฐาน
จึงทาใหก้ ารประยุกต์ใช้วดิ โี อซีดยี ังมขี ้อจากัดอยู่

10.6.4 ข้นั แรกของการบบี อดั ข้อมลู

เนื่องจากสัญญาณภาพประกอบดว้ ยความเข้มของแสงสวา่ ง ( Y=Luminance ) และสี ( C =
Chrominance ) ทีแ่ ยกกัน ดังนัน้ เราจะมาพิจารณาเฉพาะสัญญาณความเขม้ ของแสงสว่างเพยี งอย่างเดยี วโดย
พยายามจนิ ตนาการโครงสร้างภายในของภาพดิจิตอลในลักษณะของอาร์เรย์(Array) ส่ีเหล่ยี มมมุ ฉากหรอื
เมตริกซ์ (Matrix) ขององคป์ ระกอบของภาพท่เี ราเรียกว่า จุดสี (Pixel)ซึง่ จดุ สีเหลา่ นมี้ ีขนาดเลก็ มากจนสายตา
คนเราไมส่ ามารถมองเห็นแต่ละจุดสีทแ่ี ยกออกจากกันได้ด้วยสายตาปกติ แตล่ ะจุดสมี ีความสว่างซ่งึ แทนดว้ ย
ขอ้ มูลขนาด 8 บทิ ตามคา่ การแซมปลง้ิ ของสญั ญาณวิดโี อระบบดิจติ อลท่ีเรยี กว่า “คา่ ข้อมลู ของจุดสี” หรือ
เรยี กสนั้ ๆ ว่า “ค่าของจุดสี” เม่ือรวมทง้ั ภาพและมจี ดุ สที แี่ ทนดว้ ยขอ้ มูลทัง้ หมดเทา่ กบั 2.76 เมกะบทิ แตเ่ รา
ต้องการให้มีการบนั ทึกให้ค่าเฉลี่ยประมาณ 19.15 กโิ ลบิทต่อหน่งึ ภาพ

10.7 รายละเอียดท่ีฟมุ่ เฟอื ยบนภาพทเ่ี คลอ่ื นไหว

ธรรมชาตขิ องภาพทีเ่ คลื่อนไหวนัน้ เราสามารถตรวจสอบสว่ นย่อย ๆ ของภาพซึ่งมกี ารเปลีย่ นแปลง
ความสวา่ งอยา่ งชัดเจน หรือเปน็ การเปลย่ี นแปลงของภาพในสว่ นที่เปน็ ฉากด้านหลังซ่งึ เป็นการเปล่ยี นแปลง
ทางรายละเอียดของความสว่างในพืน้ ที่ภาพนนั้ ต่อมาให้พิจารณาความเหมือนกันของฉากหลังซึง่ บริเวณท่ีไม่มี
รายละเอียดของภาพนน่ั คือภาพเป็นบริเวณทีจ่ ุดสีขา้ งเคยี งมีความสวา่ งเหมือนหรือใกล้เคยี งกัน

ตัวอยา่ งเชน่ วงจรที่เข้ารหสั ที่เรมิ่ ต้นด้วยการพิจารณาภาพสว่าง โดยเฉลี่ยของฉากหลังแล้วกาหนดให้
ทกุ ๆ จดุ สใี นบรเิ วณนี้มีคา่ โดยเฉลย่ี โดยทีต่ ัวเข้ารหัสจะตัดคา่ ของจุดสเี ดมิ ทั้ง แตเ่ ก็บเพียงคา่ เฉล่ยี และจานวน
ของจุดสที ี่ตอ้ งการเข้ารหสั ไว้ ในระหว่างการสรา้ งภาพขึ้นใหมต่ วั ถอดรหัสจะเป็นตวั กาหนดให้คา่ เฉลย่ี ท่ีถูกเก็บ
แลว้ น้ันเปน็ ค่าของจดุ สใี หม่บนตาแหนง่ ท่ถี ูกต้องของจอภาพ

ถงึ แม้วา่ วิธีการนี้จะเกดิ การเปลย่ี นแปลงขนึ้ ในภาพ แต่ความรสู้ กึ การมองเห็นของคนเราแทบจะสังเกต
ไมเ่ หน็ ซึง่ ทาให้ลดจานวนบิทของขอ้ มูลลงไดจ้ านวนมากจดุ สีที่ถูกตดั ทิ้งไปนั้นเราเรียกวา่ “ช่วงว่างรายละเอยี ด

171

ของภาพท่ีฟุ่มเฟือย (Spatially Redundancy) เน่ืองจากสามารถกาหนดค่าของจดุ สเี หล่านั้นได้จากจดุ สี
ข้างเคยี ง

ในอีกแงหนงึ่ บริเวณของภาพทมี่ รี ายละเอียดท่ีประกอบด้วย คา่ ของจดุ สีซ่งึ เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว
จากจดุ สีหนง่ึ ไปยงั จดุ สหี นงึ่ ต้องมีการกาหนดข้อตกลงทางดา้ นรายละเอยี ดเพ่ือหลกี เลีย่ งความเปล่ยี นแปลงท่ี
เดน่ ชดั สงั เกตได้ ตัวเข้ารหสั สามารถใช้ชว่ งบิทข้อมูลท่เี หลือซึง่ เกิดจากการเขา้ รหัสฉากหลังอยา่ งมีประสิทธิภาพ
เพ่ือชว่ ยในการเขา้ รหัสสว่ นของรายละเอียดซ่ึงวิธีการแกป้ ัญหาทีแ่ ทจ้ ริงอยทู่ ่ีการค้นหาว่าจุดสใี ดจากระยะปกติ
แล้วสงั เกตไม่เห็นความเปลยี่ นแปลง โดยการใชช้ วี ติ จากัดในการมองของมนุษยน์ ี้ เพื่อการจัดสรรจานวนบทิ ท่ี
นอ้ ยกว่าให้กบั จดุ สที ่ไี ม่เดน่ ชัด

10.7.1 จดุ สที ่ฟี ่มุ เฟือยบนภาพต่อเนื่อง

เปน็ ทน่ี า่ แปลกใจวา่ ภาพเคล่ือนไหวจริง ๆ แล้ว เหมาะกับการใชว้ ธิ ีตัดจดุ สที ีฟ่ ุม่ เฟือยได้ดีวา่ ภาพนงิ่
ภาพในภาพยนตรห์ รือวดิ โี อแทจ้ ริงแล้วเกดิ จากลาดับของภาพเดยี่ ว (เฟรม) ที่ฉายต่อเนื่องกนั สาหรับ
ภาพยนตรจ์ ะใชใ้ นอตั ราเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที และวดิ ีโอระบบ NTSC จะใช้อัตราความเร็ว 30 เฟรมตอ่ วนิ าที
โดยแตล่ ะเฟรมมีลกั ษณะไม่แตกต่างไปจากเฟรมขา้ งเคียงมากนัก ถ้าตา่ งกันมากแลว้ ภาพเคล่ือนไหวทเ่ี กิดข้ึน
คงทาให้สบั สนมาก จากรปู ที่ 10.8 จะเหน็ วา่ สามารถทานายลักษณะของภาพในเฟรมท่ี 2 และเฟรมท่ี 3 ได้
โดยดูภาพในเฟรมที่ 1 กลา่ วคือ เฟรมที่เกิดในอนาคตจะมีลักษณะสมั พันธ์อย่างมากกบั เฟรมท่ีอย่ตู ิดกันท่ีเพิง่
ผ่านไป

จากความสมั พันธข์ า้ งต้นในขณะถอดสัญญาณภาพกลับมา ตัวถอดรหัสเพียงแตใ่ ชร้ ายละเอยี ดทมี่ ีอยู่
แลว้ ของเฟรมท่ี 1 วางตาแหน่งท่ีถูกตอ้ งของเฟรมที่ 2 และเฟรมท่ี 3 ไมจ่ าเปน็ ต้องมีการเก็บไว้ในตัวเข้ารหัส
เพยี งแต่ใชว้ ิธีการช้ตี าแหนง่ ของค่าทีเ่ ปลยี่ นไปจากตาแหนง่ เดิมของจดุ สที ถ่ี ูกเก็บไว้ในเฟรมที่ 1 เน่ืองจากภาพ
แต่ละเฟรมในภาพยนตม์ คี วามสมั พันธ์อย่างมาก จึงดมู ีเหตุผลวา่ เป็นวิธที ่ีมีศกั ยภาพสงู ในการชว่ ยลดจานวนบทิ
ข้อมลู ได้ คา่ ของจดุ สีท่ถี กู ตดั ทิ้งไปจะถูกพิจารณาว่าเปน็ “Temporality Redundant” เพราะสามารถสร้าง
ขน้ึ ใหมไ่ ดอ้ ย่างถูกต้องโดยใช้คา่ ของจดุ สลี าดับก่อน ๆ ของภาพนั้น ๆ ถึงแมว้ ่าต้องใช้ตวั เข้ารหัสและถอดรหัสท่ี
ซบั ซอ้ นข้นึ และมรี าคาแพงขึ้นกต็ าม แต่เมอื่ เทยี บกบั คณุ ภาพของทีด่ ีขึน้ ถือวา่ คมุ้ ค่า
10.8 การใช้ DISCRETE COSINE TRANSFORM

การประยุกตใ์ ช้แนวความคิดข้างต้นสามารถทาไดโ้ ดยใช้วธิ ีการที่เรยี กว่า DISCRETE COSINE
TRANSFORM (DCT) ซึง่ ตอ้ งไม่สบั สนกับเร่ือง Discrete Fourier Transform เพราะ DCTs ไม่เพยี งแตจ่ ะใช้
ในการเข้ารหสั โดยตรงเท่าน้นั แต่ยงั ช่วยในการค้นหาว่าตรงไหนมีราบละเอยี ดอยู่ทาการโยกย้ายหรือตัดสงิ่ ที่
สงั เกตไม่เห็นท้งิ และยังสามารถจัดการกับข้อมลู ภาพที่สาคัญซึ่งเกีย่ วข้องกับการมองเห็นได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ขน้ั ตอนการทางานมดี งั นี้

รูปภาพจะถูกแบง่ ย่อยออกเป็นส่วนเล็ก ๆ เรยี กว่าบลอ็ ก ดังรปู ท่ี 10.9 เมื่อเจาะลึกในแต่ละบลอ็ ก
ย่อยลงไป โดยแบ่งเป็นจุดสี (ในทางปฏิบตั ขิ นาดของจดุ สีจะเลก็ กวา่ ท่ีแสดงในรปู นีม้ าก ทั้งนเ้ี พ่ือความสะดวก
ในการอธิบายจงึ ได้กาหนดขนาดใหด้ ใู หญก่ วา่ ความเป็นจริง) และตอ้ งไมล่ ืมวา่ ค่าของจุดสีก็คอื ระดบั ความเข้ม
ของแสงหรือความสวา่ งในตาแหนง่ น้ัน ๆ ซึง่ มีค่าอย่ใู นชว่ งตงั้ แต่ 0 ถงึ 255 ทม่ี าจากการแซมปลิง้ ได้ขอ้ มลู

172

กาหนดตาแหน่งขนาด 8 บิท ตวั เลขทมี่ ากกว่าจะหมายถงึ ความสวา่ งหรือความเข้มของแสงท่ีมากกวา่ และ
ตวั เลขทนี่ ้อยกวา่ หมายถึงความมดื หรอื มคี วามเข้มของแสงน้อยกว่า จากรปู ส่วนของบลอ็ กที่เราเลือกซึ่งทาให้
เราแน่ใจได้ว่าตัวเลข 0 ถึง 49 ของจุดสีท่ีอยูด่ ้านลา่ งน้ันหมายถงึ ตาแหนง่ ของเส้นสีดาของบล็อกและตวั เลข 49
ถึง 149 ของจดุ สีท่ีอย่ดู ้านบนจะหมายถึงฉากหลงั ท่สี วา่ งกว่าซง่ึ อยเู่ หนือบลอ็ ก

หลงั จากน้ัน DCT ถกู นามาปรับเปลี่ยนคา่ ของจุดสี ทีป่ ระกอบด้วยคา่ ในแนวต้ังและแนวนอนภายใน
บลอ็ ก โดยอาศยั ความสัมพนั ธร์ ะหว่างขอ้ มลู จดุ สีของความเขม้ ของแสง แสดงด้วยค่ามากหรอื น้อยกวา่ ท่บี ่ง
บอกถงึ ขนาดและอัตราการเปล่ียนของแตล่ ะจุดสีกับจุดสีขา้ งเคยี ง ผลจากการเปลยี่ นรปู แบบนถี้ ูกจดั การใน
ลักษณะของเมตริกซ์หรืออาเรย์ 2 มิติท่แี ตกตา่ งกัน ซึง่ คา่ ท่ีเห็นในแต่ละเซลล์ถูกสมมติขึ้นมาเพ่ือสะดวกในการ
อา้ งองิ อย่างไรก็ตามเอาต์พตุ เซลล์ของ DCT นจ้ี ะไม่เป็นจุดสอี ีกต่อไปแล้ว แตเ่ ป็นเพยี งชุดของตวั เลขที่เรยี กวา่
สมั ประสิทธ์ิของเอาตพ์ ุต

จากรปู เซลล์ทอ่ี ยู่มุมบนซ้ายสุดมีค่า 120 ซ่งึ ถือวา่ เปน็ สัมประสิทธ์ิตวั แรกโดยปกตจิ ะเรยี กว่าค่าซดี ี
เป็นคา่ ฉลยี่ ของความเขม้ แสงทง้ั บลอ็ ก(ไมใ่ ชท่ ง้ั รปู ) ซึง่ เป็นค่าเฉพาะสาหรับจดุ สีกลุ่มนี้เท่าน้ันคาวา่ “คา่ เฉล่ีย”
ถกู นามาใช้เพราะสามารถสอ่ื ความหมายได้ดกี วา่ แต่การคานวณตามหลักคณิตศาสตร์ทาไดโ้ ดยการหาผลบวก
ของจุดสีทั้งหมดแล้วกาหนดค่าตัวเลขตวั หนง่ึ ทีเ่ ป็นสดั ส่วนกับค่าเฉลย่ี จากตัวอย่างสัมประสิทธ์ิเอาต์พุตตวั แรก
ของ DCT เกิดจาการหารผลบวกดว้ ย 8 ซึ่งไม่เกยี่ วกบั อาร์เรยข์ นาด 16 จดุ จึงทาใหค้ า่ ทไี่ ด้มากกว่าค่าเฉลยี่ จริง

เซลลอ์ ่นื ๆ ท่ีอยูห่ ่างจากซีดี เรยี กว่า สมั ประสทิ ธ์ิเอซี ซึง่ จะสังเกตว่ามีเซลล์จานวนมากท่ีมีค่านอ้ ย ๆ
(เชน่ 1,2,-1,-2) ตัวเลขนอ้ ย ๆ เหล่าน้ันหมายถึงการเปลย่ี นแปลงความสว่างจากเซลล์หนง่ึ ไปอีกเซลล์หน่ึง
เกดิ ขึน้ ไมร่ วดเร็วนัก การเปล่ียนแปลงน้ีจะยังคงเกิดขนึ้ เพยี งแตเ่ ป็นไปอยา่ งช้าในทางปฏิบตั ิการใช้ DCT กับ
วิดโี อตามแบบปกตจิ ะพบว่าสัมประสิทธเิ์ อซีมคี ่าเป็นศูนยห์ รอื เกือบศนู ยเ์ สมอ

10.8.1 การควอนไตซส์ ่วนประกอบตา่ งๆ ของ DCT

การลดจานวนบทิ ข้อมูลจรงิ ๆ จะเกดิ ขึน้ ในขน้ั ตอนทซ่ี ่ึงเอาตพ์ ตุ ของ DCT ถูกควอนไตซ์และจัดการ
ใหม่ในลกั ษณะทชี่ ่วยลดขนาดของความผิดพลาดอันเกดิ จากธรรมชาติ ของการมองเหน็ ของคน

ให้น้อยท่สี ดุ ดังรปู ที่ 10.10 มีวธิ ีการที่คอ่ นข้างง่ายโดยการประยกุ ตใ์ ช้การควอนไตซ์ มีขนาดของแต่ละ
ลาดับเท่ากับ 12 กบั สมั ประสิทธ์ของ DCT ตวั เลขสาคญั ที่ใชใ้ นการคานวณหาขนาดของแต่ละลาดับทยี่ อมรบั
คือความเขม้ โดยเฉลยี่ ของแสงหรอื สมั ประสทิ ธท์ิ างเอาตพ์ ตุ อารเ์ รยเ์ มื่อเทียบกับการใชถ้ งึ 8 บทิ ในการเขา้ รหสั
ค่าจรงิ ของจดุ สี

จะสังเกตเห็นว่าค่า 0 (ศูนย์) หลาย ๆ ตวั ตามแนวเสน้ ทแยงมุมทเี่ ปน็ สมั ประส้มสทิ ธขิ์ องเอซีซงึ่ เปน็ ส่งิ
ทตี่ ้องการ บ่อยครั้งทเ่ี อาต์พตุ อาร์เรยม์ คี วามซับซ้อนมาก ๆ ต้องใชก้ ารควอนไตซท์ มี่ ีความละเอียดมากในการ
จัดการเพื่อให้ไดค้ ่า 0 มาก ๆ ความไวในการแยกความแตกต่างของการมองเห็นความเข้มของแสงจะไวมากใน
พน้ื ทขี่ นาดใหญ่กวา่ จากความจริงข้อน้ีทาให้เขา้ ใจวา่ คา่ ของดีซจี ะต้องทาการควอนไตซท์ ่ีละเอียดมากวา่ เอซี
เพอ่ื ให้ได้ค่าท่ถี ูกต้องแมน่ ยาจึงได้ใชว้ ิธีท่เี รยี กวา่ นทรา (Intra) ควอนไตซช์ ่นั ค่าเมตรกิ ซ์ ซ่ึงกาหนดให้ใช้ขนาด
ลาดับของแตล่ ะสัมประสทิ ธแิ์ ตกต่างกนั โดยท่วั ไปแลว้ ความถขี่ องเอซีท่ีสงู กว่าจะใช้ค่าเมตรกิ ซ์ท่ีใหญ่และขนาด
ลาดบั ทกี่ วา้ งกวา่ จงึ ทาใหก้ ารควอนไตซ์สามารถทาได้หยาบกว่า

173

การเข้ารหัสแบบ MPEG ค่าเมตริกซ์โดยทั่วไปจะมีคา่ ระหว่าง 8 ซึง่ ใชก้ ับดซี ีไปจนถึง 80 ซ่ึงใช้กบั เอซี
โดยค่าใชจ้ ริงตอ้ งขึ้นอยู่กับปัจจยั หลายอย่าง แตก่ ็ได้กาหนดคา่ เมตรกิ ซม์ าตรฐานคา่ หนึ่งเพ่อื ให้เป็นค่าที่
สามารถละท้ิงได้ (Default) ในบางกรณแี ละสามารถกาหนดใหม่ได้ส่วนการถอดรหัสจะใชส้ ่วนกลับของคา่
เมตริกซ์และข้อมูลของจดุ สที ่ีไดเ้ ก็บไวแ้ ลว้

10.9 การเปลยี่ นแปลงความยาวของรหัส

การจดั การและการกาหนดค่าการเปลีย่ นแปลงความยาวของรหัส (Variable Length Coding : VLC)
ใหก้ ับสัมประสิทธิ์ของ DCT ด้วยการกาหนดความยาวของรหสั คาสง่ั ทแ่ี ตกต่างกนั ตามความถ่ีท่รี ปู แบบของ
ขอ้ มลู นัน้ ๆ เกิดขึน้ ถ้าขอ้ มูลเปน็ แบบส่มุ ขึ้นมาการใช้ VLC จะไม่ไดผ้ ลแต่ถ้าถูกใชอ้ ย่างถูกตอ้ ง VLC จะมผี ล
ต่ออตั ราการบนั ทกึ ข้อมลู โดยเฉลย่ี นทต่ี ่ากวา่ วิธกี ารเข้ารหัสตรง ๆ

การสแกนสัมประสทิ ธิเ์ อาต์พุตของ DCT จะใช้วิธีสแกนแบบสลับฟนั ปลาและทาการเก็บเป็นแถวเรยี ง
กนั ไปเพอื่ เตรยี มไส้สาหรับใช้เปน็ ขอ้ มูลต่อเนื่อง เหตุท่ีต้องใช้วธิ กี ารแปลกๆ นกี้ ็เนือ่ งจากลักษณะของ DCT ทม่ี ี
สมั ประสิทธิย์ ิง่ อยู่ไกลจากคา่ ดีซีก็ยง่ิ มแี นวโน้มว่าจะเป็น 0 หรือมคี ่าใกลเ้ คยี ง 0 มากขน้ึ โดยมีโอกาสเกิดขึน้ ท้ัง
ในแนวนอนและแนวต้ังพอ ๆ กัน ทาให้อาร์เรยม์ ลี กั ษณะสมมาตรกบั เสน้ ทแยงมุมวิธีการสลับฟนั ปลา จงึ เปน็
วิธีการเดียวทีส่ ามารถเกบ็ ค่าตามแนวเส้นทแยงมุมได้ โดยเร่ิมต้นจากค่าสมั ประสิทธ์ิของดีซที ่หี ัวมุมบนซ้ายกอ่ น
แล้วจงึ ไล่ลงไปตามแนวเสน้ ทแยงมุม ซง่ึ จะได้ลาดบั ของข้อมูลท่ีประกอบด้วยตวั เลข 0 เรียงตดิ กันยาวตัวเลข
อนกุ รมเหล่านจ้ี ะเขา้ รหสั อยา่ งมีประสิทธภิ าพเมอ่ื ใช้วิธกี ารเข้ารหัสแบบว่ิงตามแนวยาวและการเข้ารหัสของ
ฮัฟฟแ์ มน (Run-Length and Huffman Coding) เมือ่ ย้อนไปถงึ ในตอนตน้ ของระบบน้ีกไ็ ดม้ ีการสร้าง
ตารางรหสั ซ่งึ จาแนกอนุกรมตัวเลขมีการเรยี งของเลข 0 แตกตา่ งกันเรยี กว่า Run-Length ท่ีตัวเข้ารหสั
หลังจากนัน้ รหสั ท่ีมกี ารเปลย่ี นแปลงตามความยาวของรหสั กถ็ ูกกาหนดข้ึน โดยจะกาหนดรหสั คาส่ังทส่ี ้นั ๆ
ใหก้ ับอนุกรมตัวเลขที่เกิดขนึ้ บอ่ ยและกาหนดรหัสคาสัง่ ที่ยาว ๆ ใหก้ บั อนกุ รมตวั เลขทเ่ี กิดข้ึนไมบ่ ่อย

ตารางรหัสของฮัฟฟ์แมนจะมีความซับซ้อนและครอบคลมุ มากกว่าเน่ืองจากเปน็ การทาลายสถิติแสดง
ความสมั พนั ธข์ องรหัสคาสงั่ กับอนุกรมตัวเลขนัน้ ๆ ซ่ึงโครงสร้างดงั กลา่ วต้องอาศยั ความรู้และการวิเคราะหท์ ี่
ละเอยี ดมาก ถา้ หากเป็นการวิเคราะห์ท่ีถูกต้องจะทาให้ใชจ้ านวนบิทนอ้ ยลง และเป็นการเพ่มิ เน้ือทีข่ อง
หนว่ ยความจาในส่วนถอดรหัสถือได้วา่ คุม้ ค่ามากเม่ือเทียบกบั การลดลงของจานวนบทิ ภายหลงั จากการสแกน
แบบสลับฟ้นปลาแล้วตัวเข้ารหสั จะแทนตารางรหัสคาสง่ั ของแต่ละอนุกรมตัวเลขลงไปตามลาดบั และเกบ็ ไว้
เป็นอรุกรมของข้อมลู ชุดใหม่ ในด้านของตัวถอดรหสั จะมีการทางานในลกั ษณะตรงกนั ข้ามกับวิธีการนี้ โดยใช้
ตารางทม่ี ีอยูใ่ นหนว่ ยความจาของเคร่อื งทาการสร้างอนุกรมตวั เลขที่เหมอื นกบั ต้นฉบับขึ้นใหม่

จากรปู ท่ี 10.11 ด้านบนสดุ เป็นลาดับของสมั ประสิทธ์ทิ ่ีถกู ควอนไตซแ์ ล้ว อันเป็นผลมาจากการสแกน
ภาพแบบสลบั ฟันปลาซ่ึงประกอบดว้ ยอนุกรมตัวเลขของศูนย์ที่ตอ่ เน่ืองกันเขียนสน้ั ๆ เปน็ “0” 11 ของ
รนั เล้นธ์ในรปู ถัดมา และรปู ข้างลา่ งสดุ เป็นอนุกรมรหสั ของฮฟั ฟแ์ มนท่ีประกอบด้วยรหัสคาสง่ั ท่ถี ูกแทนจาก
ตารางท่ีสมมติข้นึ มาแม้วา่ ผลลพั ธใ์ นทางปฏิบตั จิ ะแตกต่างกันไปตามรปุ แบบที่แทจ้ ริง แต่สงิ่ ท่สี าคญั คือสามารถ
ลดข้อมูลลงไดม้ ากกว่า 4 เทา่

174

10.10 การจบั ภาพเคลอื่ นไหว

ภาพท่ีกาลังเคลอื่ นไหวนั้นมีลักษณะที่เอ้ืออานวยต่อการลดขอ้ มูลได้เป็นอย่างดี เนื่องจากรายละเอยี ด
ของภาพในเฟรมปจั จุบันจะพบได้บ่อยๆ ในเฟรมทผ่ี ่านมาดังแสดงไว้ในรุปท่ี 10.12 ถ้าภาพของหัวรถไฟจาก
เฟรมก่อนหนา้ นี้ถูกเข้ารหสั ไวแ้ ล้ว ส่ิงทตี่ อ้ งทาเพียงแต่หาว่ามจี ุดสีไหนบา้ งทมี่ ีการเปลย่ี นแปลงไปจากภาพ
ปัจจุบันและเกบ็ ค่าของการเปลยี่ นแปลงนั้นไว้ โดยไม่จาเป็นต้องเก็บรหัสของรายละเอียดท้งั หมดของแต่ละ
ภาพอีก ซ่ึงค่าของการเปลี่ยนแปลงนเี้ รียกว่า เวกเตอร์ของการเคลอื่ นที่ (Motion Vector)ซึง่ จะพิจารณาท้งั ใน
แนวตั้งและแนวนอน เป็นผลทาให้ DCT และ VLC ใชเ้ น้อื ทใี่ นการเกบ็ ข้อมลู น้อยกวา่ การเข้ารหัสโดยตรงมาก
และเวกเตอร์ของการเคลื่อนที่ไม่เพยี งแต่จะหาได้จากภาพก่อนหน้านเี้ ทยี บกบั ภาพปจั จุบัน แตย่ ังสามารถใช้
ภาพในอนาคตย้อนกลบั มาหาภาพปจั จุบันไดด้ ว้ ย

การหาเวกเตอรโ์ ดยพน้ื ฐานแลว้ ถอื เปน็ ข้นั ตอนหนงึ่ ของการคน้ หา และถือเป็นเวลาทตี่ ้องสญู เสยี ไปใน
การเขา้ รหสั พืน้ ทขี่ องภาพขนาดเล็กๆ ในภาพปจั จบุ ันจะถูกเปรียบเทยี บกับภาพในเฟรมก่อนหนา้ นีอ้ ยา่ งมี
ระเบียบ ภายหลงั จากการจับคูเ่ ปรียบเทียบภาพแลว้ โดยมีความผิดพลาดที่ยอมรบั ได้ก็ทาการคานวณและเกบ็
ขอ้ มลู ของเวกเตอร์การเคล่ือนที่ของภาพ ซึ่งวธิ ีนสี้ ามารถใช้กับแต่ละบล็อกได้ แตเ่ พอ่ื ลดความซับซ้อน วธิ ีที่ดี
ทส่ี ุดคอื ใช้บรเิ วณของภาพที่ใหญข่ ้นึ บนพ้นื ฐานของโครงสร้างท่ีประกอบดว้ ยบล็อกทีแ่ ทนความเขม้ ของแสง 4
บลอ็ ก ทเ่ี รยี กว่ามาโครบลอ็ ก(Macro block : 2H*2v) โดยทว่ั ไปแลว้ เวกเตอร์จากเฟรมหนง่ึ ถงึ อีกเฟรมหนง่ึ
จะเปลย่ี นไปไมม่ ากดังน้นั เพื่อเป็นการทาให้รหัสคาสั่งสนั้ ลง และการใชจ้ านวนบทิ ทีน่ ้อยลง จงึ ทาการเข้า
รหสั เฉพาะเวกเตอร์ทต่ี า่ งไปจากเวกเตอรข์ องเฟรมก่อนหน้านี้เท่าน้นั

10.11การเขา้ รหสั ภาพพเคลื่อนไหว

แมว้ ่ากลยทุ ธก์ ารค้นหาจะใช้ไดผ้ ลแตม่ ไิ ดห้ มายความวา่ การจบั คุ่เปรียบเทียบของสภาพจะทาได้
สมบรณู ์ เนอื่ งจากการใช้เวกเตอรข์ องการเคล่ือนท่ี เป็นความพยายามท่ีจะทานายเฟรมปจั จุบันวา่ จะมลี ักษณะ
อยา่ งไร และแน่นอนว่าการทานายย่อยจะมคี วามผิดพลาดเกิดขนึ้ การตรวจจบั ภาพเคลอ่ื นไหว สว่ นมากจะ
กระทาในเฟรมปัจจบุ ันท้งั เฟรมพร้อมกนั แต่ในขณะน้ีให้มองทัง้ เฟรมเป็นหนึ่งหน่วยดงั แสดงรปู 10.14 ซง่ึ ใน
สว่ นของเฟรมปัจจบุ ันที่ไม่พบในเฟรมกอ่ นหน้าน้ี เชน่ รายละเอียดบางสว่ นของภาพ อาจถูกพิจารณาว่าเปน็
ความไม่สมบรูณ์ (ความผิดพพลาด) อย่างเป็นแบบแผนของการจบั คู่ ขน้ั ตอนต่อมาคือคานวณรายละเอยี ดของ
สว่ นทห่ี ายไปและทาให้การเข้ารหัสเฟรมปจั จุบันนั้นสมบรูณ์

การเข้ารหัสเริ่มต้นดว้ ยรหสั ของเฟรมก่อนหนา้ น้ีท่ีถูกเกบ็ ไว้ในหน่วยความจาแล้วและประยุกตใ์ ช้
เวกเตอร์ของการเคลื่อนทหี่ ามาจากขนั้ ตอนการค้นหาโดยมีการชดเชยภาพเคลอื่ นที่ (Motion Compensated
: MC ) ทาหนา้ ทีป่ รบั ผลของเฟรม ซง่ึ เป็นทานายเฟรมปัจจุบันทกี่ าลงั เข้ารหสั ด้วยการเลื่อนภาพเช่นของหวั
รถไฟเลือ่ นไปไว้ตาแหน่งทถ่ี ูกต้อง เฟรมท่มี ีการชดเชยภาพเคลือ่ นท่ี ( MC ) นี้จะถูกเปรยี บเทียบกับเฟรมใน
ปจั จบุ ันทีแ่ ท้จรงิ ผลลพั ธ์ทีไ่ ด้คือเฟรมท่ีเกิดจากความผิดพลาดของการทานายรายละเอยี ดทีต่ อ้ งการทงั้ หมดที่
เหลืออยขู่ องตัวรถไฟและควนั รถไฟ ท้งั DCT และ VLC จะทาการเข้ารหสั เฉพาะบล็อกความผดิ พลาดของการ
ทานายเท่านนั้ พร้อมกับเกบ็ ไว้ในงานจรงิ ดว้ ย โครงสร้างที่สมบรูณ์กวา่ ไดแ้ สดงไว้ในรูปท่ี 10.15

175

10.12 การจดั กลมุ่ ภาพในวิดโี อซดี ี

สาหรับการเล่นบทวดิ โี อซดี ี จะใชว้ ิธีการจดั กลุม่ ภาพทมี่ ีความแตกต่างกนั ไว้ทาการเปรยี บเทยี บ เชน่
การคานวณหาเวกเตอร์การเคล่ือนทแ่ี ละการทานายความผิดพลาดของภาพปัจจบุ นั โดยใชภ้ าพอ่นื ในลาดับ
ภาพน้นั เป็นภาพอา้ งอิง ภาพอา้ งอิงดงั กลา่ วตอ้ งเข้ารหัสอย่างถูกต้องและเกิดขนึ้ อยา่ งสม่าเสมอถ้าภาพอ้างอิง
เกิดขน้ึ น้อยเกินไปจะมผี ลต่อคณุ ภาพของภาพถ้ามากเกินไปจะทาใหบ้ ิตเรต (Bit Rate) เพ่ิมขึ้น ซ่ึงความเปน็
จรงิ แลว้ การจาแนกลกั ษณะที่เหมาะสมสาหรับแต่ละภาพอ้างองิ มีความสาคัญมาก ดังน้นั จึงอาจแบง่ รหสั ภาพ
ออกไดเ้ ปน็ 3 ชนดิ คือ รหสั ภาพในภาพ ( Intra Code) รหสั ทานายภาพ (Predictive Code) รหสั ทานาย
ภาพสองทิศทาง ( Bi – Directional Code)

รหสั ภาพภายใน ( I ) รหสั ภาพอา้ งองิ นี้มีความพิเศษมากเน่ืองจากใช้วิธีการเข้ารหสั ทอ่ี ิสระจากภาพ
อนื่ ในโดยอาศัยการประยุกต์ DCT และ VLC เข้ากบั บล็อกภาพโดยตรงโดยไมม่ ีการชดเชยภาพเคลอ่ื นท่ี (MC)
เหตนุ ี้จงึ ต้องใชเ้ นื้อท่ีมากทสี่ ุดและมีความถข่ี องการเกิดน้อยทีส่ ุดภาพ I ถอื ว่าเปน็ ภาพอา้ งองิ ท่ีดีทส่ี ดุ ในการ
เขา้ รหัสภาพ นอกจากนั้นการชดเชยภาพเคลอ่ื นท่ยี ังมีความสาคญั ตอ่ การเล่นกลับแบบใชเ้ ทคนคิ พิเศษดว้ ยเอฟ
เฟ็ก และการปรบั ปรุงความแปรปรวนของตวั ถอดรหัสด้วยการจากดั การแพร่กระจายความผิดพลาดในระหวา่ ง
การแปลงสัญญาณภาพกลับมา

รหัสทานายภาพ (P) เปน็ การเขา้ รหัสโดยใช้เพียงการตรวจจับภาพในทิศทางเคลื่อนทไ่ี ปขา้ งหน้า

เพอ่ื คานวณเวกเตอร์ในขน้ั ตอนของการชดเชยภาพเคลื่อนที่ ซ่ึงทั้งภาพ I และ P สามารถใช้เป็นภาพอา้ งองิ
สาหรับการชดเชยผลของภาพเคล่อื นที่ได้ภาพแบบ P ใช้เน้ือทหี่ น่วยความจาน้อยกวา่ และมีลกั ษณะทธ่ี รรมดา
กว่าภาพ I มาก

รหสั ทานายภาพสองทศิ ทาง (B) เปน็ การเข้ารหสั โดยใชเ้ วกเตอร์ของการเคลือ่ นที่ทั้งในทศิ ทาง

เคลอื่ นที่ไปขา้ งหนา้ และย้อนกลบั ร่วมกนั ในข้ันตอนการชดเชยการเคล่ือนท่ี ซึง่ จนเปน็ ค่าเฉลย่ี ท่ชี ว่ ยทาให้
คุณภาพของภาพดีข้ึนด้วยการลดสญั ญาณรบกวนและความบดิ เบอื นของภาพแตต่ วั ถอดรหัสตอ้ งทาการเก็บ
หน่วยความจาไว้คร้ังละ 2 เฟรมคือข้อมูลของภาพอ้างองิ เฟรมกอ่ นและเฟรมหลงั จงึ ทาใหภ้ าพ B ไม่สามารถ
ใชเ้ ป็นภาพอ้างอิงได้โดยท่ัวไปแลว้ ภาพ B น้มี ีการเขา้ รหสั ยาวท่ีสดุ แต่ก็สามารถบบี อัดขอ้ มูลไดด้ ที ีส่ ดุ

ในรูปที่ 10.16 เป็นความสัมพันธ์ของภาพแบบตา่ ง ๆ ซึ่งตัวเลขจะเป็นตวั บอกลาดบั ทแี่ สดงตาม
ธรรมชาติ และลกู ศรจะบอกถึงภาพทถ่ี ูกใชเ้ ป็นภาพอ้างองิ ในการเขา้ รหัสของภาพอน่ื ภาพ I ตาแหน่ง 0 โยง
เข้ากบั ภาพ P ท่ี 3 หมายความวา่ ภาพ I ถูกใชเ้ ป็นภาพอ้างองิ ให้กับภาพ P และภาพ P ในตาแหนง่ 3 โยงถงึ
ภาพ P ท่ี 6 ภาพ P ถูกใช้เปน็ ภาพอา้ งองิ ให้กับภาพ P ในทิศทางเคลือ่ นที่ไปขา้ งหน้าของภาพ P อ่นื
นอกจากน้นั ยงั แสดงถงึ อิทธิพลของภาพ P และ I ที่มตี ่อภาพ B ซ่งึ อิทธิพลดังกลา่ วนซ้ี บั ซ้อนมากและมกี ารโยง
ลกู ศรในทิศทางเคล่ือนทไ่ี ปข้างหน้าและย้อนกลับดว้ ย สาหรบั หัวลูกศรของภาพ B ตอ้ งชีเ้ ขา้ เสมอเพ่ือเปน็ การ
ชว่ ยลดโครงสร้างทซี่ บั ซอ้ นทางฮารด์ แวร์ใหน้ ้อยที่สุดและเพิ่มความเรว็ ของตวั ถอดรหสั ให้สูงข้ึน จงึ ไดม้ ีการสลบั
ลาดับท่ีของเอาตพ์ ุต ข้นั สุดท้ายของตวั เข้ารหสั ไว้

176

10.13ชุดขอ้ มลู และโครงสรา้ งของภาพ

ชดุ ขอ้ มูลของรหสั ในวิดีโอซดี ีมกี ารจดั การอยา่ งเปน็ ขัน้ ตอน เรมิ่ ตน้ จาก “ลาดบั ” และ “กล่มุ ภาพ” ซึ่ง
แตล่ ะภาพมีโครงสรา้ งท่ีประกอบด้วย สไลซ์ มาโครบล็อก และจดุ สี ดงั รปู ท่ี 10.17 สไลซเ์ ป็นการแบง่ ภาพ
ออกเป็นแถว ๆ ตามแนวนอนประกอบดว้ ยมาโครบลอ็ กวางเรยี งกันจากซ้ายไปขวาตลอดท้ังภาพ ในขณะที่มา
โครบล็อกประกอบดว้ ยอารเ์ รย์ของบล็อกที่แทนความเขม้ ของแสงส่บี ล็อก (2H*2V) และบล็อกสที แี่ ยกออกมา
อีก 2 บล็อกทีแ่ ทนดว้ ยความเขม้ ของสี Cb และ Cr ซง่ึ แตล่ ะบลอ็ กประกอบดว้ ยอารเ์ รย์ของจดุ สี 64 จดุ
(8H*8V) โดยที่บลอ็ กสีเป็นผลมาจากการแซมปล้ิงย่อยท่ีมอี ัตราการแซมปลิ้งเป็นครึง่ หน่งึ ของความเข้มแสงใน
ข้ันตอนกอ่ นการประมวลผลกอ่ นถงึ การเข้ารหสั MPEG ตามโครงสร้างทางเรขาคณิตแล้ว ทุกๆ จดุ สขี องสีจะ
อยใู่ จกลางของอาร์เรย์ขนาด 2*2 ของจดุ สีทแี่ ทนความเข้มของแสง

10.14 การถอดรหสั ภาพในวดิ ีโอซีดี

การถอดรหสั มีวธิ ีการตรงขา้ มกบั การเข้ารหัส แต่จะงา่ ยกว่าเพราะสามารถลดขั้นตอนการคน้ หาเพ่ือ
ตรวจจับภาพเคลอ่ื นไหว ดังแสดงในรปู ท่ี 10.18 โดยจะทาการแยกสัญญาณชดุ ข้อมูลของวิดโี อซีดีทถี่ ูกบีบอัด
ไว้และถอดรหสั แบบเปลยี่ นแปลงความยาวของรหัสฮัฟฟแ์ มนจากน้นั จะทาการควอนไตซข์ ้อมลู ใหมโ่ ดยใช้
ขบวนการควอนไตซ์ย้อนกลบั (Inverse Quantizer Matrix) รวมถงึ การปรบั ขนาดใหมไ่ ด้ถา้ จาเป็นและจัด
โครงสรา้ งของตาแหนง่ ภาพใหม่โดยใชส้ ่วนกลับของ DCT ทม่ี ีการเก็บภาพ 2 เฟรมท่ีถูกถอดรหสั ของเฟรมก่อน
หนา้ และเฟรมหลัง มาใชเ้ ปน็ ภาพอา้ งองิ พร้อมดว้ ยรหสั ฮัฟฟ์แมนและเวกเตอรข์ องการเคลือ่ นทใ่ี นข้นั ตอนของ
การชดเชยการเคล่ือนท่ี

10.15 การเข้ารหสั เสียงในวิดีโอซีดี

ระบบเสียงสาหรบั วดิ ีโอซีดีเข้ารหสั โดยใช้ MPEG – 1 เลเยอร์ 2 สาหรับสเตอริโอหรึง่ คโู่ ดยใชบ้ ิทเรต
224 กโิ ลบทิ ต่อวนิ าที ซง่ึ มีคา่ นอ้ ยกวา่ บทิ เรตของเสียงในระบบดจิ ติ อล 6.3 เทา่ โดยท่ีเลเยอร์ 2 ได้เลือกใช้ชดุ
พารามเิ ตอรพ์ ิเศษเพื่อให้คุณสมบตั ขิ องคุณภาพเสียงท่ีดี ซงึ่ เหมาะกับการประยกุ ต์ใชง้ านในบทิ เรตที่ตา่ ลงมาอีก

อินพุตทเี่ ข้าสู่ตวั เข้ารหสั ทแี่ สดงไว้ในรูปที่ 10.19 ซง่ึ เปน็ แบบเชิงเส้น PCM ท่เี ร่มิ ต้นด้วยการแบง่
ความถ่ีย่อยออกเป็น 32 ความถย่ี อ่ ย หลังจากน้นั การควอนไตซ์ใหมภ่ ายใต้การควบคุมของแบบจาลองไซโคอะ
คสู ติก แบบจาลองนใ้ี ชก้ าหนดคา่ ของสแกนเฟกเตอร์และการจดั สรรบิทให้กบั แต่ละชว่ งความถี่ยอ่ ย ในขณะท่ี
การออกแบบตวั เข้ารหสั ยงั ไม่สมบรูณน์ น้ั มีเพียงรปู แบบของข้อมูลการจัดการชุดขอ้ มูลและโครงสรา้ งตวั
ถอดรหัสที่ได้มาตรฐาน ดังนน้ั ด้วยเทคโนโลยีเจรญิ ข้ึนสามารถผลิตระบบเสยี งที่มคี ุณภาพดีข้นึ จากรุปแบบ
รายละเอียดของสัญญาณไซน์ไนทน่ี หี้ มายถงึ สเกลเฟกเตอร์และการจัดสรรบิท ถกู ส่งเข้าไปในตาแหน่งตา่ ง ๆ
ของตวั อยา่ งเสียงในชุดข้อมูลทรี่ วมสญั ญาณกนั

การถอดรหัสเป็นวธิ ีทงี่ า่ ยมาและมอี อกแบบให้ใชก้ ับเครื่องเลน่ ราคาถูก ๆ โดยชุดข้อมูลจะถูกแยก
สัญญาณ หลังจากนนั้ รายละเอยี ดของสเกลเฟกเตอร์ และการจดั สรรบทิ ถูกใช้ในการสร้างตัวอยา่ งของเสียงใน
แต่ละช่วงความถยี่ ่อยขนึ้ ใหม่ และใช้การกรองสัญญาณย้อนกลบั ในการสรา้ งลูกคลน่ื ทม่ี ีรุปรา่ งสมบรูณใ์ หม่

177

รายละเอยี ดทางเฟสขององค์ประกอบท่ีแตกตา่ งกันของสัญญาณช่วงความถย่ี ่อยจะได้รบั การเกบ็ ไว้ ตลอดการ
เขา้ และถอดรหัส ดงั นั้นจึงสามารถบันทึกเสียงในระบบรอบทิศทางไดด้ ว้ ย

MPEG อาจจะเปน็ ท่ีมาของระบบเสยี งดิจติ อลหรอื แม้แต่ระบบภาพดจิ ติ อลในแผ่นเลเซอร์ดิสกไ์ ด้และ
ท่สี าคณั มนั สามารถบ่งบอกถงึ คณุ ภาพและการเกิดข้ึนมาของวดิ โี อซดี ไี ดเ้ ป็นอย่างดีเพราะ MPEG เป็น
มาตรฐานท่ีผอมรับกันในการผลติ ภาพยนตรร์ ะดับคุณภาพเพือ่ อดั ลงไวใ้ นแผ่นซีดที เ่ี รียกวา่ วดิ ีโอซีดี

10.16 เคร่ืองเลน่ แผน่ VCD

ปจั จุบันนเ้ี คร่ืองเล่นแผน่ VCD มรี าคาถูกลงมากและบางรุน่ มีความสามารถสงู สามารถเล่นแผ่นซีดี
เพลงทัว่ ไปได้และไฟล์เพลงแบบ MP3 ได้ด้วยซ่ึงขน้ึ อยู่กบั ประสิทธิภาพของเคร่ืองแตล่ ะรุ่น และปจั จุบันมี
เครือ่ งทส่ี ามารถเลน่ แผน่ VCD ไดห้ ลายรปู แบบ ดงั ต่อไปนี้
10.16.1 เครือ่ งเล่นคอมพิวเตอร์ มคี วามสามารถในการอ่านไฟลว์ ิดีโอทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น MPG, AVI, DAT,
MOV เป็นต้น ข้ึนอยกู่ ับโปรแกรมหรือซอฟต์แวรท์ ่เี ราเลือกใช้ เช่น Power DVD,Xing, Window media
Player เปน็ ต้น
10.16.2 เครอื่ งเล่น VCD เป็นเครื่องสาหรบั เล่นแผ่น VCD โดยเฉพาะเวลาใช้งานต้องตอ่ ร่วมกับเคร่ืองรบั
โทรทศั น์ เครือ่ งเลน่ VCD สว่ นใหญ่จะมีความสามารถอ่านไฟลจ์ ากแผน่ VCD ได้เกือบทุกชนิดไม่วา่ จะเปน็
VCD, SVCD, VCR, MP3 หรอื ไฟล์วดิ โี อชนดิ อน่ื ๆ
10.16.3 เคร่อื งเล่น VCD ประเภทอน่ื ๆ เป็นเครอ่ื งแลน่ VCD ท่ีนอกจากจะสามารถอา่ นไฟลว์ ิดีโอได้แลว้ ยงั มี
ความสามารถอยา่ งอื่นอีก เช่น เครอื่ งเล่นเกมสอ์ ยา่ ง PlayStation 2 Daeamcast เปน็ ตน้ รวมท้งั เคร่อื งเสยี ง
ทีส่ ามารถเล่นแผน่ CD เพลง ก็สามารถนามาแกไ้ ข (Modify) เพื่อให้สามารถเลน่ แผน่ VCD ได้ เช่นกนั

10.17 เคร่อื งเขยี นซดี ี ( CD Writer )

เคร่ือง CD Writer หรือเคร่ืองสาหรบั เขียนหรือบันทึกข้อมูลลงบนแผน่ ซีดี เครื่อง CD Writer นน้ั มี
ความสามารถในการอา่ น อา่ นซดี ีทัว่ ไปและเขยี นเปน็ ซีดีเปล่าได้ โดยสามารถสงั เกตเครื่องหมายทหี่ น้าเครื่อง
CD Writer เชน่ 16X, 10X, 32X, ซง่ึ X หมายถงึ ความเร็วเม่อื เทียบกบั ความเรว็ ในการอ่านขอ้ มูลของซดี ปี กติ
ส่วนหมายเลข 16, 10 และ 32 หมายถึงความเร็วในการเขียนซดี ี ท่เี ป็นจานวนเท่าคือ 16, 10, และ 32 เท่า
ตามลาดบั เม่ือเปรยี บเทยี บกบั การอา่ นข้อมลู ของซดี ปี กติ

สาหรับเครื่อง CD Writer มอี ยู่ 2 แบบใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ แบบ Internal และ External ซึง่ สามารถ
ใชไ้ ดท้ ้งั แบบ IDE,SOSI (Internal) และ USB (External) โดยสามารถสรา้ งวิดีโอโดยการผา่ นการเขยี นลงบน
แผ่นซดี เี ปลา่ คือ CD-R หรอื CD-RW ได้

เปน็ CD-R หรอื CD Writer หรือ CD Record คอื อย่างเดียวกัน มีไว้สาหรับบนั ทกึ ข้อมูลทั่ว ๆ ไป
เชน่ ขอ้ มลู ต่าง ๆ, โปรแกรมเพลง , รปู ภาพ , และภาพยนตร์ สามารถเขยี นและบนั ทึกข้อมลู ไดเ้ พียงคร้งั เดียว
เท่าน้นั

แผน่ CD – RW หรือ CD Record ใชส้ าหรบั บนั ทกึ ขอ้ มลู ทว่ั ไป เชน่ เดยี วกบั แผน่ CD – R แตม่ คี วาม
พิเศษกว่าตรงท่ีสามารถเขียนหรือบนั ทกึ ซา้ หรือลบข้อมูลท่ีเขยี นไปแล้วได้

178

ตารางท่ี 10.6 เปรียบเทยี บข้อมลู ของแผ่นดิสกแ์ บบต่าง ๆ

ชอื่ ยอ่ ช่อื เต็ม มาตรฐาน ขนาด ขอ้ มูลที่บนั ทกึ / แถลง เร่มิ วาง

แผน่ จดุ มงุ่ หมาย ข่าว จาหนา่ ย

เปิดตัว

สนิ คา้

LD/L LASERVISIOND BLUEBOOK 20.30 ภาพอะนาล็อกFMพร้อม 1972,1 1980

V ISC ซ.ม. เสียงอะนาล็อก FM2 975

แชนเนล(Digital Sound)

ใชก้ บั เคร่อื งเล่นเฉพาะ

สาหรับใชป้ ระจาบ้านเป็น

แหลง่ โปรแกรมภาพและ

เสียงคุณภาพสูงต่อ

ร่วมกับเครอ่ื งรับโทรทัศน์

ทีม่ ีระบบตรงกัน

CD COMPACTDISC REDBOOK 8,12ซ. เสียงดิจติ อล PCM2 1980 1982

ม. แชลเนลใชก้ ับเครอ่ื งเลน่

เฉพาะสาหรับใช้ประจา

บ้านเปน็ แหลง่ โปรแกรม

เสยี งคุณภาพสูง

CD- COMPACTDISC YELLOW 8,12ซ. ขอ้ มลู ดิจิตอล,ภาพน่ิง, 1984 1985

ROM READONLYME BOOK ม. กราฟฟิก,อกั ษร,เสยี ง

MORY ดจิ ิตอล PCM ในรูปแบบ

สารานุกรมโปรแกรม

ซอฟตแ์ วร์,ส่ิงพิมพ์

อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์,เกมส์,ใช้

รวมกบั เครื่อง

คอมพิวเตอร์สว่ นบคุ คล

โดยอาจตอ่ เคร่ืองขบั

(CD-ROM DRIVE) อยู่

ภายในหรอื แยกตัวเคร่อื ง

ต่างหาก

CD – COMPACTDISC RED BOOK 12 ซ.ม. เปน็ CD –DA ทมี่ กี ารเข้า 1990 1991

VIDE VIDEO SINGLE สว่ นเพ่ิมเตมิ รหัสตวั อักษร,กราฟฟิก

O ,ภาพนงิ่ บันทึกลงไปตรง 179
1991
SING สว่ นรหสั ย่อยใหก้ บั เครื่อง 1989

LE เลน่ CD ทม่ี ภี าคถอดรหัส 1991

กราฟฟิก ( CD-G ) ตอ่

รว่ มกบั เครอื่ งรับโทรทศั น์

ท่ีมีระบบตรงกัน

CD-I COMPACTDISC GREENBOOK 12 ซ.ม. ภาพนงิ่ , กราฟฟกิ 1988

INTERACTIVE เคลอ่ื นไหว, ตวั อกั ษร,

เสยี งดิจิตอล ADPCM ใน

รปู แบบสารานุกรม,

สงิ่ พิมพอ์ ิเล็กทรอนิกส์,

เกมสใ์ ชเ้ ครื่องเล่นเฉพาะ

เครื่องเล่น CD-I ตอ่ รวม

กบั เคร่ืองรบั โทรทัศน์ที่มี

ระบบตรงกนั

CD - COMPACT YELLOW 12ซ.ม. ภาพน่ิง,กราฟฟกิ ,

ROM DISC READ BOOK ภาพเคลอ่ื นไหว,ตัวอักษร,

XA DNLY เสยี งดิจติ อล ADPCM ใช้

MEMORY เป็นโปรแกรมซอฟต์แวร์

EXTENDED สารานกุ รม สง่ิ พิมพ์

ARCHITECTUR อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เกมส์ใช้

E เครอ่ื งเล่นเฉพาะเครื่อง

เลน่ CD-ROMXA ใช้ต่อ

รวมกบั เครือ่ ง

คอมพวิ เตอร์ส่วนบุคคล

หรืออาจจะบรรจุอย่ใู น

ตวั เครื่องเลน่ ก็ได้

CD – COMPACT GREENBOOK 12ซ.ม. ผสมผสานสถาปัตยกรรม

I DISC ระหวา่ ง CD – DA กับ

READ NTERACTIVE CD-I บนั ทกึ ตวั อักษร,

Y READY กราฟฟิก, ภาพน่ิง, เสยี ง,

สามารถเลน่ กับเครื่องเล่น

CD-DA โดยไดย้ นิ เฉพาะ

180

เสียงหรอื กับเครือ่ งเลน่

CD –I เพอ่ื ไดย้ ินทัง้ เสียง

และภาพน่งิ ,ตวั อักษร

ปรากฏบนจอโทรทัศน์ที่

ตอ่ รว่ มอยู่

CD-I COMPACT WHITE 12ซ.ม. บันทึกข้อมูเหมอื น CD-I

BRID DISC BOOK ใชเ้ ลน่ ไดท้ งั้ กับเครื่องเลน่

GE INTERACTIVE CD – I และ CD – ROM

BRIDGE XA ไดรฟ์

CD- I COMPACT GREEN 12ซ.ม. บันทกึ ภาพดิจิตอลและ 1991 1992

VIDE DISC BOOK เสียงดจิ ิตอล ADPCM,

O INTERACTIVE กราฟฟกิ ,ตัวอักษร,

BRIDGE ภาพนิง่ เลน่ กับเครื่อง

CD- I ท่ีมีตลบั FMV

(FULL MOTION VIDEO)

VIDE VIDEO WHITE 12ซ.ม. ภาพเคลื่อนไหวพร้อม 1993 1994

O- COMPACT BOOK เสยี งเล่นกับเครอ่ื งเฉพาะ

CD DISC ไดแ้ ก่ VIDEO-CD CD-I

FMV และ CD – ROM

XA DRIVE

MMC MULTIDEDIA 12ซ.ม. เหมือนกบั VIDEO CD 1994 1995

D COMPACT แต่มคี วามคมชัดสูงกว่า (ตน้ แบบ)

DISC และมีความจสุ ูงกวา่ เลน่

ด้วยเครื่องเลน่ เฉพาะ

SD SUPER 12ซ.ม. มคี ุณสมบตั ิใกลเ้ คียงกับ 1995 1995

DENSITY DISC MMCD (ต้นแบบ)

DVD DIGITAL 12ซ.ม. มี 2 รปู แบบ ไดแ้ ก่ DVD- 1996 1996

VERSATILE VIDEO บนั ทึกภาพ

DISC เคล่ือนไหวพรอ้ มเสียง

นาน 133 นาทีต่อ 1 ชน้ั

ขอ้ มลู และ DVD-ROM

181

หนว่ ยการสอนที่ บนั ทกึ โปรแกรม
หัวข้อเร่ือง ซอฟตแ์ วร์,ตวั อักษร,
ภาพนิ่งและเคลอ่ื นไหวตอ่
ร่วมกบั DVD-ROM
DRIVE ใช้รว่ มกบั
คอมพวิ เตอรส์ ว่ นบคุ คล
สว่ น DVD-VIDEO ใช้กับ
เครอ่ื งเลน่ เฉพาะต่อ
ร่วมกบั เคร่อื งรับโทรทศั น์

ทมี่ ีระบบตรงกัน

17. ใบงานที่ 10

ชือ่ หน่วยการสอน

18. แบบประเมนิ ผล

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

19. แบบฝกึ หัด

.................................................................................................................................................................................................

182

20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก

ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้

รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321

ด้านการเตรียมการสอน

1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้

2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน

ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ

5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ

6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง

7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้

8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี

10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน

14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด

ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น

17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ

อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้

13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล

19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย

20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม

= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย

183

20.2 ปัญหาทพ่ี บ และแนวทางแกป้ ัญหา

ปญั หาที่พบ แนวทางแกป้ ัญหา

ดา้ นการเตรยี มการสอน

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านสือ่ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ด้านการวัดประเมนิ ผล

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ดา้ นอื่น ๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อ ๆ)

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

.................................................................................. ................................................................................

ลงช่ือ ........................................................................ ครูผู้สอน
(นายปฏิพาน สนี าบญุ )
ตาแหน่ง ครู

............../.................................../....................

21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 184
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม

185

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมุ่งเน้นสมรรถนะอาชีพ

และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

รหัสวชิ า 20105-2103 วิชา ระบบภาพ

หน่วยที่ 11 ชอื่ หน่วย ระบบสายอากาศโทรทศั นร์ วมแบบเอ็มเอทวี ี

ช่ือเร่อื ง ระบบสายอากาศโทรทศั นร์ วมแบบเอ็มเอทวี ี จานวน 4 ช่วั โมง

1. สาระสาคญั

เป็นระบบเคเบิ้ลทีวี ท่ีมีวิธีการส่งสัญญาณโดยนาสัญญาณโทรทัศน์หลาย ๆ ช่อง ส่งไปตามสายนา

สญั ญาณเดียวกนั เพ่ือปอ้ นใหก้ บั เครือ่ งรบั โทรทัศน์จานวนหลายๆ เครื่อง เชน่ ตามโรงแรม อพาตเมนต์หรอื ตาม

คอนโดมเิ นยี ม เป็นต้น จดุ ประสงคห์ ลักของการตดิ ตงั้ ระบบน้ีก็คอื ต้องการลดต้นทุนของระบบแกป้ ัญหาการรับ

สัญญาณโทรทัศน์ได้ไม่ดีและเปิดโอกาสให้เจ้าของโครงการสามารถส่งรายการต่าง ๆ ที่ต้องการส่งไปตามสาย

นาสญั ญาณเพ่อื ใหส้ มาชกิ ได้รบั ชมได้

2. สมรรถนะอาชีพประจาหนว่ ย

ด้านความรู้
1. อธิบายความหมายของระบบเอม็ เอทีวีได้

2. บอกอุปกรณ์ทใี่ ชใ้ นระบบเอม็ เอทีวีได้
3. จาแนกหน้าทีข่ องอปุ กรณแ์ ต่ละตวั ในระบบ เอม็ เอทวี ีได้

ด้านทักษะและการประยกุ ต์ใช้
1. ออกแบบระบบเอ็มเอทวี ีได้
2. คานวณระดบั สญั ญาณแต่ละจุดในระบบเอ็มเอทวี ีได้

ดา้ นคณุ ธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์และบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ
พอเพียง

1. มีคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 จดุ ประสงคท์ ่ัวไป

1. เพื่อใหร้ แู้ ละเขา้ ใจความหมายของระบบ เอม็ เอทวี ี
2. เพ่ือให้มที ักษะในการออกแบบระบบเอม็ เอทวี ี
3. เพ่ือใหเ้ หน็ คณุ ค่าในการคานวณระดับสญั ญาณแตล่ ะจดุ ในระบบ เอ็มเอทีวี
4. เพือ่ มีคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
3.2 จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม

1. อธบิ ายความหมายของระบบเอม็ เอทีวีได้
2. บอกอปุ กรณ์ทใี่ ช้ในระบบเอ็มเอทีวีได้

186

3. จาแนกหนา้ ทข่ี องอุปกรณ์แต่ละตวั ในระบบ เอม็ เอทวี ีได้
4. ออกแบบระบบเอ็มเอทวี ีได้
5. คานวณระดับสัญญาณแต่ละจุดในระบบเอ็มเอทีวีได้

6. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

4. เน้ือหาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ด้านความรู้
1. อุปกรณ์ท่ีใช้ในระบบเอ็มเอทีวี
2. อุปกรณเ์ สริมระบบเอ็มเอทีวี
3. หลักการออกแบบระบบเอ็มเอทวี ี

4.2 ดา้ นทกั ษะหรือปฏิบตั ิ
1. แบบทดสอบบทท่ี 10

4.3 ดา้ นคณุ ธรรม/จริยธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพียง
1. นาความรูเ้ รือ่ งระบบสายอากาศโทรทัศนร์ วมแบบเอม็ เอทีวีไปประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้

ข้ันตอนการสอนหรอื กจิ กรรมครู ขัน้ ตอนการเรียนหรอื กิจกรรมของผเู้ รยี น

ขน้ั เตรียม(จานวน 60 นาท)ี ขน้ั เตรยี ม(จานวน 60 นาที )

1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา

รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้

กบั วชิ า ระบบภาพ กบั วิชา ระบบภาพ

2. ผู้สอนชี้แจงเร่ืองที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนชี้แจงเร่ืองท่ีจะศึกษาและ

เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 11 เร่ือง ระบบ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 11 เร่ือง

สายอากาศโทรทศั น์รวมแบบเอ็มเอทวี ี ระบบสายอากาศโทรทศั น์รวมแบบเอ็มเอทวี ี

3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี

หนว่ ยที่ 11 11

ขั้นการสอน(จานวน 120 นาท)ี ขัน้ การสอน(จานวน 120 นาท)ี

1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหนว่ ย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย

ท่ี 11 เรื่อง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบเอ็ม ที่ 11 เรื่อง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบเอ็ม

เอทวี ี เอทีวี

187

ข้ันตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ข้นั ตอนการเรยี นหรือกิจกรรมของผู้เรยี น

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ

หน่วยที่ 11 เรื่อง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวม หน่วยที่ 11 ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบเอ็ม

แบบเอม็ เอทีวีและอธิบายเน้ือหาใหผ้ ้เู รียนฟงั เอทวี ีและฟังผสู้ อนอธบิ ายเน้อื หา

ผู้สอนให้ผู้เรยี นทาใบงานที่ 11 ระบบสายอากาศ 3. ผ้เู รียนทาใบงานที่ 11 ระบบสายอากาศ

โทรทศั น์รวมแบบเอ็มเอทวี ี โทรทัศนร์ วมแบบเอม็ เอทวี ี

ข้ันสรุป(จานวน 60 นาท)ี ขนั้ สรุป(จานวน 60 นาที)

1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วยที่ 1. ผเู้ รียนและผู้สอนร่วมกันสรุปเน้ือหาในหนว่ ยท่ี

11 เรื่อง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบเอ็มเอ 11 เรอื่ ง ระบบสายอากาศโทรทศั น์รวมแบบเอม็

ทีวี เอทีวี

2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผู้เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยท่ี 11

หนว่ ยที่ 11

6. สือ่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้

6.1 สือ่ สง่ิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า ระบบภาพ
2. ใบความร้ทู ี่ 11 เร่ือง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบเอม็ เอทวี ี
3. ใบงานท่ี 11 ระบบสายอากาศโทรทัศนร์ วมแบบเอม็ เอทวี ี
4. แบบทดสอบบทท่ี 11 สรุปและประเมนิ ผล ข้อ 2

6.2 สื่อโสตทัศน์
1. Power Point เรอื่ ง ระบบสายอากาศโทรทศั น์รวมแบบเอ็มเอทีวี

6.3 สือ่ ของจริง

7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรียนรู้

7.1 ภายในสถานศกึ ษา

1. หอ้ งสมดุ วทิ ยาลัยการอาชีพสวา่ งแดนดนิ
2. ห้องอินเตอรเ์ น็ตวิทยาลยั การอาชีพสวา่ งแดนดนิ

7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา

1. หอ้ งสมดุ เฉลมิ พระเกยี รติอาเภอสวา่ งแดนดนิ
2. ห้องสมดุ ประชาชนเฉลมิ ราชกมุ ารอี าเภอสว่างแดนดิน


Click to View FlipBook Version