188
8. งานทม่ี อบหมาย
8.1 ก่อนเรยี น
1. ผเู้ รียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน
8.2 ขณะเรียน
1. ศกึ ษาเน้ือหา ในบทที่ 11 เร่ือง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบเอม็ เอทีวี
2. รายงานผลหน้าชั้นเรียน
3. ปฏบิ ตั ใิ บปฏิบัติงานท่ี 11 เร่อื ง ระบบสายอากาศโทรทัศนร์ วมแบบเอม็ เอทีวี
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลังเรยี น
1. ทาแบบฝกึ หดั บทท่ี 11
9. ผลงาน/ชิ้นงาน ทเ่ี กดิ จากการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น
1. แบบฝึกหดั บทท่ี 11 ใบปฏบิ ัตงิ านที่ 11
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งองิ
1. ไชยวฒั น์ วงศ์สมศรี. ระบบภาพ: ศนู ย์ส่งเสรมิ อาชวี ะ
11. การบรู ณาการ/ความสมั พันธ์กบั รายวิชาอื่น
1. บูรณาการกบั วิชาสายส่งและสาอากาศ
2. บูรณาการกับวชิ าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร
12. หลกั การประเมินผลการเรียน
12.1 ก่อนเรียน
1. ตรวจผลงานตามใบปฏิบตั ิงานท่ี 11
2. สังเกตการปฏบิ ัตงิ าน
12.2 ขณะเรยี น
-
12.3 หลังเรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หัด บทท่ี 11
2. ตรวจแบบแบบฝกึ หัดผลการเรยี นรู้
189
13. รายละเอียดการประเมนิ ผลการเรียน
จุดประสงค์ข้อท่ี 1 อธิบายความหมายของระบบเอม็ เอทีวีได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : อธบิ ายความหมายของระบบเอ็มเอทวี ีได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : อธิบายความหมายของระบบเอ็มเอทีวีได้ ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ข้อท่ี 2 บอกอปุ กรณท์ ี่ใชใ้ นระบบเอม็ เอทีวีได้
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : บอกอุปกรณท์ ่ใี ชใ้ นระบบเอ็มเอทีวีได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ข้อที่ 3 จาแนกหน้าทีข่ องอปุ กรณแ์ ต่ละตัวในระบบ เอม็ เอทวี ไี ด้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : จาแนกหน้าทขี่ องอปุ กรณ์แต่ละตัวในระบบ เอม็ เอทวี ีได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ท่ี 4 ออกแบบระบบเอม็ เอทวี ีได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : ออกแบบระบบเอ็มเอทวี ีได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ข้อที่ 5 คานวณระดับสญั ญาณแตล่ ะจดุ ในระบบเอ็มเอทีวีได้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : คานวณระดบั สญั ญาณแต่ละจุดในระบบเอ็มเอทีวีได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ได้คะแนน 2 คะแนน
190
14. แบบทดสอบก่อนเรยี น
หนว่ ยการสอนที่ ชอ่ื หนว่ ยการสอน
วตั ถุประสงค์ เพ่ือ
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนที่ 1 ช่ือหน่วยการสอน
วัตถุประสงค์ เพอื่
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
191
ใบความรทู้ ี่ 11
หนว่ ยการสอนท่ี 11 ชื่อหน่วยการสอน ระบบสายอากาศโทรทศั น์รวมแบบเอ็มเอทีวี
หัวข้อเรอื่ ง ระบบสายอากาศโทรทัศนร์ วมแบบเอ็มเอทีวี
11.1 อปุ กรณ์ท่ใี ชใ้ นระบบ เอ็มเอทีวี
ระบบ MATV เป็นการป้อนสัญญาณวทิ ยแุ ละโทรทัศน์ไปยังจดุ ตา่ ง ๆ ภายในอาคารเปน็ จานวนหลาย
ๆ จุด และถา้ เปน็ อาคารขนาดใหญ่ เชน่ โรงแรมและคอนโดมิเนียม เป็นตน้ จานวนเคร่ืองรบั โทรทัศน์อาจจะมี
จานวนมากเป็นหลาย ๆ รอ้ ยเครอ่ื ง ในการออกแบบระบบท่ีจะใหม้ รี ะดับสญั ญาณท่ีปลายทางสูงเพยี งพอ และ
ไม่มีสญั ญาณรบกวนเขา้ มาในระบบนน้ั จาเป็นต้องทาความเข้าใจเก่ยี วกับคณุ สมบัติของอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ีใช้
และเลือกใชอ้ ปุ กรณ์น้ัน ๆ อย่างเหมาะสมซงึ่ เปน็ เน้ือหาในบทเรยี นน้ี
11.1.1 สายอากาศ
สายอากาศท่ีใช้รับสญั ญาณวทิ ยุโทรทัศนน์ ้นั มีโครงสรา้ งได้หลายแบบดว้ ยกันขึ้นอยูก่ บั จุดประสงค์
และเงื่อนไขในการรบั สาหรับสายอากาศทใี่ ชร้ ับสญั ญาณโทรทศั น์ในย่าน VHF และ UHF นั้นมักจะนยิ มใช้
สายอากาศแบบยากิไดโพล ซึ่งมโี ครงสร้างดังแสดงไว้ในรูปที่ 11.1 คือประกอบดว้ ยตัวป้อน ( Dipole ) หรอื
ตัวรบั คล่ืน 1 ตวั ตัวสะท้อนคล่นื ( reflector ) 1 ตัว หรือมากกวา่ และตัวนาคล่นื ( director ) ซ่งึ อาจจะมีได้
หลาย ๆ ตัวตามตอ้ งการ การทางานของตวั ประกอบตา่ ง ๆ ตามโครงสร้างของสายอากศคือ ตวั สะท้อนจะ
สะท้อนคลืน่ ท่ผี ่านไปทางดา้ นหลงั ใหก้ ลับมาทางท่ีตัวรับคลื่น ตวั รับคลนื่ จะนาคลนื่ เขา้ สูต่ ัวปอ้ น จึงทาให้ตัว
ป้อนสามารถรับคล่นื ได้แรงข้ึน ตวั ปอ้ นของสายอากาศแบบยากไิ ดโพลที่ใช้ในงานรบั สัญญาณโทรทัศน์
โดยทว่ั ไปจะเป็นสายอากาศไดโพลแบบหว่ ง ( folded dipole ) ซง่ึ ทาให้การตอบสนองความถี่ ( frequency
response) ดีขึน้ และสายอากาศแบบยากิไดโพลเป็นสายอากาศท่ีนยิ ทใช้กนั มาก (ยากิตง้ั ขึ้นตามชื่อ
นกั วิทยาศาสตรช์ าวญ่ีปุน่ ท่ีคิดคนั สายอากาศแบบยากิไดโพล)
ตารางท่ี 11.1 แสดงขนาดความยาวของตวั ประกอบตา่ งๆ และชว่ งห่างระหวา่ งตวั ประกอบในตารางน้ี
ได้แสดงไว้ในรปู ของความยาวคลื่นและแสดงชว่ งทเี่ หมาะสมเอาไว้ พร้อมกบั ตัวอยา่ งของสถานีชอ่ งต่าง ๆ ทส่ี ง่
อยู่ในกรงุ เทพ คอื ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 และชอ่ ง 9 การกาหนดค่าλ นน้ั กาหนดจากการความถี่กลางของ
สถานชี อ่ งนัน้ ๆ ยกตวั อยา่ งเช่น กรณีของช่อง 3 ซ่ึงมคี วามถี่อยใู่ นชว่ ง 54-61 MHz ท่ีใชค้ านวณจะเป็นความ
ยาวคล่นื ของความถี่ 57.5 MHz ซึง่ เท่ากับ 522 cm ( = 3×108 ) จึงทาใหช้ ว่ งความยาวของตวั ประกอบและ
ระยะห่างระหวา่ งตัวประกอบเปน็ ดังทีแ่ สดงไว้ในตาราง
ตารางท่ี 11.1 ขนาดความยาวและช่วงหา่ งของตัวประกอบตา่ ง ๆ *
192
ความถ่ี ความยาว ความยาวของ ความยาว ช่วงห่างของตวั
ชอ่ ง ศนู ย์กลาง คลืน่ ตัวสะทอ้ น ความยาวตวั ของตัวนา ประกอบ(cm)
ทวี ี (MHz) ศนู ยก์ ลา = 1.12 /2 ป้อน คลน่ื = 0.15
~ 0.2
ง(cm) 2 3
= 0.95 /2 = 0.8 /2
3 57.5 522 313 248 208 78-104
5 177.5 169 101 80 68 25-34
7 191.5 157 94 75 63 23-31
9 205.5 146 88 69 58 22-29
*ค่าในตารางเปน็ เพยี งตวั อยา่ งหน่ึงที่ใช้งานได้ดี
ในการเลือกใช้สายอากาศจาเป็นตอ้ งคานึงถึงลักษณะสมบัติในสายอากาศในหวั ข้อต่อไปน้ี
11.1.1 อัตราขยายของสายอากาศ ( Power Gain)
อัตราขยายของสายอากาศเป็นค่าทแ่ี สดงความสามารถในการรบั คลื่นของสายอากาศว่ารับคลนื่ ไดแ้ รง
มากน้อยอยา่ งไร โดยเปรยี บเทียบกาลังของคล่ืนทรี่ บั ได้ระหวา่ งสายอากาศน้ัน ๆ กบั สายอากาศท่ีใช้มาตรฐาน
นั้นในยา่ นความถ่ี VHF มกั จะนยิ มใช้สายอากาศไดโพลแบบครึ่งความยาวคลืน่ (half – wave dipole) ถา้ นา
สายอากาศทีต่ ้องการรคู้ ่าอัตราขยาย และสายอากาศไดโพลคร่ึงความยาวคลนื่ ตดิ ตง้ั ทต่ี าแหน่งเดียวกัน ได้
กาลงั ของคลืน่ ที่ข้วั สายอากาศเปน็ W และ W0 ตามลาดบั ก็แสดงวา่ สายอากาศนน้ั มีอัตราขยาย Gr เป็น
ดงั นค้ี อื
กาลงั ของคล่นื ทีส่ ายอากาศรับได้
= กาลังของคล่นื ทสี่ ายอากาศไดโพลครงึ่ ความยาวคลืน่ รับได้
= เทา่
= 10 log …………………... (11.1)
0
ยกตัวอยา่ งเชน่ W = 2 mW, W0 = 1 mW ก็จะไดว้ า่ อตั ราขยาย Gr = 2 เทา่ หรอื 3dB ในงานด้าน
การสือ่ สารโดยทัว่ ไป มักนยิ มใช้หน่วยของอตั ราขยายเปน็ dB มากกว่า เพราะให้ความสะดวกในการคานวณ
อนึ่ง ในกรณที วี่ ดั กาลังของคล่ืนทร่ี บั ไดใ้ นรปู ของโวลต์เตจ ก็จะสามารถคานวนหาค่าอตั ราขยายได้ใน
ทานองเดียวกันกับวงจรขยายธรรมดา คอื ถา้ โวลตเ์ ตจที่ข้ัวของสายอากาศทีต่ ้องการรูค้ า่ อัตราขยายและ
สายอากาศไดโพลครงึ่ ความยาวคลื่นเป็น V และ V0 ตามลาดบั กจ็ ะได้อตั ราขยาย Gr เป็นดงั นี้
= 20 log .................... (11.2)
0
เพราะฉะนนั้ ถ้า V = 2 mV , V0 = 1 mV จะได้
= 20 log 2 = 6 .................... (11.3)
1
193
เนอื่ งจากอัตราขยายเปน็ คา่ แสดงความสามารถในการรับกาลังคลื่นของสายอากาศ ฉะน้ันจงึ มี
ความสาคัญต่อระบบมาก และการใช่สายอากาศที่มีอตั ราขยายสูงเพือ่ ให้ได้กาลังคล่ืนสงู ข้ึนดีกว่าการใช้แอมปลิ
ไฟเออร์ที่ใช้วงจรอเิ ลก็ ทรอนิกส์โดยทั่วไป เพราะแอมปลิไฟเออร์สว่ นใหญจ่ ะสร้างสญั ญาณรบกวนออกมาดว้ ย
จงึ ทาให้คุณภาพของสัญญาณทไี่ ดล้ ดลง อย่างไรก็ตามหลักสาคัญในการเลือกค่าอัตราขยายของสายอากาศรับ
โทรทัศน์ในระบบ MATV นน้ั คือ จะต้องให้คา่ โวลต์เตจที่ได้ออกมานั้นสงู เพยี งพอทจี่ ะนามาปอ้ นแอมปลิไฟ
เออร์ต่อไป ในกรณีทรี่ ับอยู่ในกรุงเทพฯ ในบรเิ วณทีห่ ่างจากสถานีสง่ ไม่เกนิ 20 กิโลเมตร อาจจะใชส้ ายอากาศ
ทม่ี ีอัตราขยายประมาณ 8 dB ก็เพยี งพอ แต่ถา้ เปน็ บริเวณชานเมืองหรือจังหวดั ข้างเคยี ง อาจจะต้องใช้
สายอากาศทม่ี ีอตั ราขยายสูงวา่ 12 dB
สาหรบั กรณีของสายอากาศเอฟเอ็ม ถา้ เปน็ การรับคลนื่ ในบรเิ วณกรุงเทพฯ อตั ราขยายของ
สายอากาศไม่จาเปน็ ต้องสูงนัก และยงั มีเงื่อนไขอน่ื อกี คือ ตอ้ งรับคลน่ื จากสถานีตา่ ง ๆ โดยรอบได้เพราะฉะนน้ั
จงึ นยิ มใชส้ ายอากาศแบบครอสสไดโพล ( crossed dipole ) หรือแบบลปู วงกลม ดงั แสดงไว้ในรปู ท่ี 11.3 แต่
ถา้ เป็นการรับบรเิ วณจังหวัดข้างเคียงก็ควรจะเลือกสายอากาศเอฟเอ็มท่ีมโี ครงสร้างเปน็ แบบยากิไดโพลเชน่
เดียวกบั สายอากาศทีวจี ะเหมาะสมกวา่
11.1.1.2 Voltage Standing Wave Ratio ( VSWR )
VSWR คอื อัตราส่วนระหว่างคา่ สงู สดุ และคา่ ตา่ สุดของโวลต์เตจในคล่ืนยืน (Standing wave ) ใน
สายนาสัญญาณ คล่ืนยืนน้นั เกดิ ขึน้ ในลักษณะท่ีแสดงไว้ในรปู ที่ 11.4 คือ ถา้ อิมพีแดนซ์ของโหลด (กรณนี เี้ ปน็
สายอากศ) ทีป่ ลายสายไมเ่ ทา่ กบั อมิ พแี ดนซข์ องสายนาสญั ญาณ ก็จะเกดิ การสะท้อนของคลื่น RF กลบั มาจาก
โหลด คลืน่ สะท้อน ( Vr ) จะรวมกับคล่ืนขาเขา้ ( Vi ) ได้เป็นคลนื่ ในลักษณะทแี่ สดงไว้ในรูปที่ 11.4 (ข) คล่นื ยนื
คือ เสน้ โค้งทเี่ ชื่อมระหว่างจดุ สงู สุดของลกู คล่ืน ในสภาพเช่นน้ถี ้าทาการวดั คา่ โวลต์เตจของสัญญาณ RF ใน
สายนาสัญญาณ กจ็ ะได้คา่ เปลีย่ นแปลงไปตามตาแหนง่ รปู เดยี วกบั คล่นื ยนื และจะมีตาแหนง่ ที่มคี าสงู สดุ Vmax
และตาแหน่งท่ีมคี ่าตา่ สดุ Vmin ซงึ่ อยหู่ า่ งกัน λ/4 โดยที่ λ
เป็นความยาวคล่ืนในสายนาสัญญาณค่าอตั รส่วนระหว่าง Vmax กับ Vmin นีเ้ รียกวา่ VSWR VSWRจะมคี ่าสูงข้นึ
ถา้ โหลดและสายนาสัญญาณมคี า่ อิมพีแดนซ์แตกตา่ งกันมากขึน้ และหมายถงึ จะมีการสะท้อนของกาลังคล่ืน
มากข้ึน
การหาคา่ VSWR และอัตราการสะท้อนของกาลงั คลน่ื จะทาไดง้ า่ ย ๆ ดังต่อไปนี้ ก่อนอ่นื สมบัติให้ ZL
และ Z0 เปน็ อิมพีแดนซข์ องโหลด และสายนาสญั ญาณตามลาดบั จะเกดิ การสะท้อนกลับของคลน่ื เปน็
อัตราส่วนดงั นคี้ ือ
อตั ราสว่ นสะทอ้ นกลบั ของคลนื่ = = − 0 .................. (11.4)
+ 0
คา่ VSWR สามารถคานวณหาค่าได้ดังนี้
VSWR =S = = 1+| | .................. (11.5)
1−| |
คา่ VSWR ระหวา่ งสายอากาศกบั สายนาสญั ญาณน้ันมีผลต่ออัตราขยายสายอากาศในระบบได้มาก
เพราะฉะนนั้ ในการเลือกสายอากาศจึงควรเลือกแบบที่แมทช์กับสายนาสัญญาณไดด้ ีคอื มีค่า VSWR ใกล้เคยี ง
194
กบั 1.0 อย่างไรกต็ ามสาบอากาศทวี ีมีคา่ VSWR ใกล้เคยี งกับ 1.0 สง่ นใหญจ่ ะมรี าคาแพง เพราะสร้างยาก จึง
อาจจะใชส้ ายอากาศที่มคี ่า VSWR สงู กวา่ น้ี แต่ไม่ควรจะเกินค่า 2.5 เพราะจะมกี าลงั คล่ืนสะท้อนกลับไป
ประมาณ 20 % หรืออัตราขยายลดลงประมาณ 1 dB แตถ่ ้าเป็นสายอากาศที่ใช้ในการสง่ คล่นื ออกอากาศ คา่
VSWR จะต้องดีกวา่ น้ี คือ ใกลเ้ คยี ง 1.0 มากทส่ี ดุ เพื่อให้กาลังคล่ืนจากเครื่องส่งกระจายออกไปทาง
สายอากาศได้มากทส่ี ดุ สาหรบั สถานสี ง่ คลนื่ ทวี แี ละเอฟเอ็มน้ันคา่ VSWR ควรตา่ กวา่ 1.1 ลงมา
11.1.1.3 แพทเทริ ์นของกรกระจายคล่ืน
แพทเทริ ์นของกรกระจายคลืน่ คือ รปู แพทเทริ ์นทแ่ี สดงความสามารถในการกระจายคล่นื ออกไปหรือ
ในการรับคล่ืนเข้ามาของสายอากาศ สายอากาศทวี แี บบยากไิ ดโพลโดยท่ัวไปจะมีแพทเทิร์นในการกระจาย
คลืน่ เปน็ ลาออกไปทางด้านปลาย และมพี ูคล่ืน (Side lobe) อย่ดู า้ นข้างและด้านหลัง การเขียนแพทเทริ น์ นยิ ม
เขยี นให้ค่าสูงสดุ มีค่าเท่ากบั 1.0 ดังแสดงไว้ในรปู ท่ี 11.5 แพทเทริ น์ ของการกระจายคล่นื ยังแบง่ ออกเป็นแพ
ทเทริ น์ ของสนามและแพคเทริ น์ ของกาลังคลื่น ซ่งึ เป็นแพทเทริ ์นแสดงความเข้มของสนาม
แม่เหลก็ ไฟฟา้ และความเข้มของกาลังคลน่ื รอบ ๆ ตวั สายอากาศ ตามลาดบั และเนอ่ื งจากกาลังคลนื่
แปรตรงกบั กาลังสองของสนามไฟฟ้า เพราะฉะนั้นแพทเทิร์นของกาลังคล่นื จะแหลมกว่าดงั ท่ีแสดงในรปู ท่ี
11.6 สาหรับสายอากาศเอฟเอ็มแบบรอบทิศทางน้ัน สามารถรับคล่นื เอฟเอ็มได้จากทุกทิศทาง
สิง่ สาคัญอนั หนง่ึ ในแพทเทิรน์ ของการกระจายคล่ืนของสายอากาศทีวีก็คอื ขนาดของพคู ลนื่ ด้านข้าง
และด้านหลงั โดยเฉพาะพูคลื่นด้านหลังควรจะมรี ะดับตา่ เพราะถา้ มรี ะดบั สูงสัญญาณสะท้อนทีเ่ ข้ามาทางด้าน
หลังจะมีปญั หาทาใหเ้ กิดภาพซ้อนขนึ้ มีตัวแปรทีน่ ่าสนใจอีกอนั หนึ่ง คือ ขนาดของลาบีม หรอื บมี วดิ ท์ (
beam width) หรอื มุมระหว่างคา่ 0.707 ในลาบีมของแพทเทริ น์ สนามไฟฟ้าดังท่ีแสดงไวใ้ นรุปที่ 11.5
โดยทว่ั ไปในสายอากาศที่ออกแบบไวด้ ี คา่ บมี วิดท์จะเก่ียวข้องกบั ค่าอัตรายขยายโดยตรงในลักษณะที่ถ้าค่าบีม
วิดทแ์ คบ อัตราการขยายของสายอากาศกจ็ ะสงู
11.1.1.4 ความแขง็ แรงของโครงสร้าง
สายอากาศทใี่ ช้ในระบบ MATV นน้ั ควรมโี ครงสร้างทแ่ี ข็งแรงท้ังทางด้านเชิงกล และเชิงไฟฟ้าทงั้ น้ี
เน่ืองจากสว่ นใหญต่ ้องติดตง้ั ในท่สี งู ซงึ่ มลี มแรงสาหรับความแข็งแรงเชิงไฟฟา้ นั้นหมายถึง ต้องเปน็ สายอากาศ
ทท่ี าด้วยโลหะท่เี หมาะสมไม่เป็นสนมิ และท่ขี ัว้ สายอากาศจะต้องมีท่ีหมุ้ มดิ ชดิ ไมใ่ หห้ ยดนา้ เขา้ ไปได้ เพื่อ
ปอ้ งกนั การเกิดสนมิ และการสูญเสยี สภาพแมทช่ิงที่ดี โดยเฉพาะกรณีตดิ ต้ังบรเิ วณรมิ ทะเลยง่ิ ตอ้ งนระมัดระวัง
เปน็ พเิ ศษ รูปท่1ี 1.6 แสดงตัวอย่างของการแสดงลักษณะสมบัตขิ องสายอากาศทีวีโดยทั่วไป
11.1.2 สายนาสญั ญาณ
11.1.2.1 ชนิดของสายนาสัญญาณ
สายนาสัญญาณทีใ่ ชใ้ นการรบั ทวี นี ้ัน ทใี่ ชก้ ันเปน็ แบบมาตรฐานทว่ั ไปมี 2 แบบ คือ แบบทวินลีดมี
อมิ พีแดนซ์ 300 Ω และแบบโคแอ็กเชย่ี ลมอี ิมพีแดนซ์ 75Ω ซงึ่ มโี ครงสร้างดังแสดงไว้ในรูปที่ 11.7 สารไดอิเลก็
ตรกิ ทใ่ี ชโ้ ดยท่ัวไปเปน็ โพลเี อทลี ิน (polyethelene) ซง่ึ มีความยดื หยุ่นและมีอัตราลดทอนสญั ญาณต่า
สายนาสัญญาณแบบทวินลดี เป็นสายท่ีมคี า่ การลดทอนสัญญาณต่า แต่ถา้ มหี ยดนา้ หรือคราบเกลือมา
จับ หรือเดินสายอยใู่ กล้ ๆ กบั โลหะ จะทาให้สญั ญาณที่ส่งผ่านถูกรบกวนได้มาก และการลดทอนสญั ญาณกจ็ ะ
195
สูงขน้ึ นอกจากนั้นในกรณที ่ีมีคลื่นรบกวนจากแหล่งกาเนดิ อืน่ ก็จะเข้ามารบกวนได้งา่ ย สาหรับสายโคแอก
เซยี ลมโี ครงสร้างดังที่แสดงไว้ในรปู ท่ี 11.7 (ข) กลา่ วคือมโี ลหะใน ซ่ึงอยู่ท่ีแกนกลาง และมโี ลหะนอกโอบอยู่
โดยมีสารไดอเิ ล็กตริกค่ันอยู่ การสง่ ผา่ นของคลน่ื ก็จะส่งผ่านไปในสารไดอิเลก็ ตริกโดยทีโ่ ลหะนอกจะทาหน้าที่
ชลิ ด์ (shield) คือไม่ให้คล่ืนท่ีส่งผา่ นอยภู่ ายในรว่ั ออกส่ภู ายนอก ในขณะเดียวกันกป็ ้องกันไมใ่ ห้คลน่ื รบกวน
จากภายนอกเขา้ สูร่ ะบบได้ สายโคแอกเชี่ยลโดยท่ัวไปจะมีอตั ราการลดทอนสญั ญาณสงู กว่าสายทวินลีด แตไ่ ม่
ถกู รบกวนจากสภาพแวดลอ้ มไดโ้ ดยง่ายและมคี วามสะดวกในการเดินสายคือสามารถเดนิ ในท่อร้อยสายได้
โดยทัว่ ไปสายนาสัญญาณทใี่ ช้ในระบบ MATV จึงมักใช้สายโคแอกเช่ียลเปน็ สว่ นใหญแ่ ละในปจั จบุ ัน
อปุ กรณ์ต่าง ๆ ในระบบ MATV และ CATV ก็ออกแบบให้ใชก้ บั สายโคแอกเชีย่ ล 75 Ω ท้ังสิน้
ตารางท่ี 11.2 แสดงตัวอย่างลักษณะสมบัติเปรยี บเทียบระหว่างสายทวิ นลดี และสายโอแอก
เช่ียลมาตรฐานญป่ี ุ่น ซ่ึงมีขายกันแพร่หลายในประเทศไทยปัจจุบนั น้ี อน่งึ อัตราการหดส้ันของความยาวคลน่ื ใน
สายน้ันเกิดขึ้เน่ืองจากสารไดอิเลก็ ตริกที่ใชโ้ ดยทวั่ ไปมีค่าไดอเิ ลก็ ตริกสงู กว่าของอากาศ จงึ ทาให้ความยาวคล่นื
ในสายสั้นกวา่ ความยาวคลนื่ ในอากาศ
ตารางที่ 11.2 ตัวอย่างลกั ษณะของสายทวนิ ลดี และสายโคแอกเชย่ี ล
ชนดิ สาย อตั ราการลดทอนสญั ญาณ (dB/100 m) อตั ราการหดสั้นของ
50 MHz 100 MHz 200 MHz 700 MHz ความยาวคลนื่ %
สายทวนิ ลีดขนาดเสน้
ผา่ นศูนย์กลาง
0.87 mm 3.0 4.8 6.8 12.7 86
0.96 mm 2.7 4.1 6.1 11.4 84
สายโคแอกเชี่ยล
3c-2v 9.2 13.7 19.3 37 67
5c-2v 6.2 8.7 12.5 24 67
7c-2v 5.0 7.2 10.2 20 67
10c-2v 3.8 5.9 8.4 16.5 67
11.1.2.2 ชนดิ ของสายโคแอกเชี่ยล
สายโคแอกเชี่ยลท่ใี ช้กนั อยู่ปจั จุบนั เม่อื พิจารณาจากโครงสร้างของโลหะนอกแล้ว อาจแบง่ ได้เปน็ 4
ชนดิ ดงั แสดงไวใ้ นรปู ที่ 11.8 คอื
ก. แบบท่ออะลูมิเนยี ม3
ข. แบบท่อทองแดงหยัก (corrugated type)
ค. แบบอะลูมิเนียมแผน่ บางชลิ ต์ 2 ชน้ั (Laminated aluminium type)
ง. แบบลวดทองแดงสาน
196
สายนาสัญญาณทั้ง 4 แบบนี้ สายแบบท่มี ีโลหะนอกเป็นทอ่ อะลูมิเนยี มจะมคี ่าการสูญเสียต่า
คณุ สมบัติในการชลิ ตค์ ลนื่ สงู และมคี วามแข็งแรงทีส่ ดุ
สายแบบที่มโี ลหะนอกเปน็ ลวดทองแดงสานนน้ั ถา้ สานไวม้ ีชอ่ งหา่ งระหว่างเส้นลวดมากจะมีการ
สญู เสียสูง และคุณสมบัติในการชลิ ต์ก็ไมด่ ี นอกจากน้นั ข้ันฉนวนไวนลิ ทหี่ ้มุ โลหะนอกอยู่บางคร้ังจะเติมสาร
จาพวกน้ามนั เอาไว้เพื่อให้มีความอ่อนตวั และความยืดหยดุ่ สงู ซง่ึ ทาใหเ้ ม่ือใชง้ านไปนา้ มันจะมาจับท่ีโลหะนอก
ทาใหค้ วามด้านทานของโลหะสูงข้นึ และทาใหก้ ารสูญเสยี ในสายเพ่มิ ข้ึน การเลอื กใชส้ ายแบบน้จั งึ ตอ้ ง
ระมัดระวังในส่วนนี้ด้วย
เก่ียวกบั สารไดอิเล็กตริกที่ใช้น้ัน ระยะหลงั นี้มีการนาโฟมโพลีเอทีลีน (foampolythelene)
ซ่ึงมคี า่ สญู เสียไดอิเล็กตรกิ ต่ามาใชเ้ พ่มิ ขน้ึ โฟมโพลีเอทลี นี น้ีเนอื่ งจากมีฟองอากาศอยู่ภายใน จึงทาให้คา่
สญู เสยี ไดอิเล็กตริกตา่ ลง ซึ่งทาใหก้ ารสูญเสยี ในย่านความถ่ี UHF ลดต่าลงปัจจบุ นั นสี้ ายโคแอกเชี่ยลแบบต่าง
ๆ ดงั กล่าวขา้ งตน้ จึงมชี นิดท่ีสารไดอเิ ล็กตริกเป็นแบบโฟมโพลเี อทีลีนใหเ้ ลือกใช้อยู่
11.1.2.3 การเลือกใช้สายโคแอกเช่ียล
การเลือกใช้สายโคแอกเชีย่ ลในระบบ MATV นน้ั โดยทวั่ ไปอาจจะแบ่งออกเปน็ สายเมน (trunk line)
และสายย่อย (branch line)
สายเมนเปน็ สายทใ่ี ช้ในการสง่ สัญญาณทม่ี ีระดบั สงู เช่น สญั ญาณท่ีออกจากแอมปลไิ ฟเออร์ และเดนิ สายเปน็
ระยะทางยาว จึงต้องใชส้ ายท่ีมคี ่าการสูญเสยี ต่า โดยทว่ั ไปมักจะใชส้ ายขนาด RG 11 หรอื 7c-2v
ขึน้ ไป และถ้าเป็นบริเวณที่มีสัญญาณรบกวนมากกต็ ้องเลือกใชส้ ายชนิดท่ีมีคุณสมบัติในการชิลตด์ ขี ้นึ เชน่
สายแบบท่โี หละนอกเปน็ ท่ออะลมู เิ นียมเปน็ ตน้ สาหรับสายยอ่ ยนั้น จงึ สามารถใชส้ ายขนาดเลก็ ลงไดโ้ ดย
เลอื กใชส้ าย RG 59 หรอื สาย RG6 หรอื สาย 5c-2v และถ้าเปน็ บริเวณที่มสี ัญญาณรบกวนเขา้ ได้มากกต็ ้องใช้
สายทมี่ ีการชลิ ต์ทดี่ ี คือ ประเภทที่โลหะนอกเปน็ แบบทบึ หรอื ลวดทองแดงสนามเน้ือแน่น
ข้อควรคานึงอีกประการหน่ึง คือ ที่อุรหภูมสิ งู กวา่ ปกติ การลดทอนสญั ญาณในสายจะมีค่าสงู ข้นึ และ
ถา้ อุณหภูมสิ งู อยเู่ ป็นเวลานานอาจทาใหโ้ ครงสรา้ งของสายเสยี รูปไปซ่ึงทาใหก้ ารลดทอนสัญญาณสูงขึ้นอย่าง
มาก ฉะน้นั ในการเดินสายจงึ ต้องคานึงถึงจดุ น้ีด้วย
11.1.3 แอมปลไิ ฟเออร์
แอมปลิไฟเออร์หรือเครื่องขยายสญั ญาณท่ใี ช้ในระบบ MATV นั้นใชใ้ น 2 ลกั ษณะคือ ใช้ในการขยาย
สญั ญาณจากสายอากาศ และขยายสัญญาณทมี่ กี าลงั ตกลงหลังจากป้อนเขา้ ไปจ่ายในระบบแล้ว ในระบบ
MATV เนอ่ื งจากสัญญาณในระบบมคี วามถ่ีอยู่ในช่วงกว้างคืออยใู่ นชว่ ง VHP และบางครงั้ ยังมีสัญญาณวิทยุ
เอเอ็มรวมอยู่ดว้ ย เพราะฉะนั้นจงึ จาเปน็ ตอ้ งเลือกใชใ้ หเ้ หมาะกับความต้องการของระบบ
11.1.3.1 ชนิดของแอมปลิไฟเออร์
แอมปลิไฟเออร์ทใ่ี ชใ้ นระบบ MATV มีอยูห่ ลายชนิดด้วยกันและแต่ละชนิดก็มีลกั ษณะพิเศษที่แตกตา่ ง
กันไป แอมปลไิ ฟเออร์แบบต่างๆ ทใี่ ช้ในระบบ MATV มดี ังน้ี
1.แชนเนลแอมปลิไฟเออร์ (channel amplifier) หรอื เรียกส้ันๆ วา่ แชนเนลแอมป์ เป็นเครื่องขยาย
สญั ญาณเฉพาะช่องโดยตดั ความถ่ีของชอ่ งอื่นออก ลกั ษณะพิเศษของแชนเนลแอมป์ คือใหส้ ญั ญาณเอาต์พตุ สูง
197
โดยทวั่ ไปมักจะสูงถึง 120 dB µv หรือสูงกวา่ จงึ เหมาะสาหรับการปอ้ นระบบที่ค่อนข้างใหญ่ แชนเนลแอมป์
จะมแี บบทีม่ ี AGC (Automatic Gain Control) อยภู่ ายในด้วย ซ่ึงเหมาะสาหรบั บรเิ วณทีม่ ีการเปลี่ยนแปลง
ของระดบั สญั ญาณมากสาหรบั ค่า NF* (Noise Figure) ของแชนเนลแอมป์น้นั โดยทวั่ ไปจะมคี ่าประมาณ 7 –
8 dB
สาหรับเพาเวอรซ์ ัพพลายนน้ั มกั จะใชร้ ว่ มกันโดยตดิ ตงั้ แชนเนลแอมปลิไฟเออร์ไวใ้ นแรก็ เดยี วกันดงั
แสดงไว้ในรุปท่ี 11.9 ขนาดของเพาเวอร์ซัพพลายจะเลือกคา่ ความต้องการกระแสและแรงดันไฟฟา้ ของ
แชนเนลแอมปแ์ ละจานวนแชนเนลแอมป์ท่ีตอ้ งการใชแ้ ชนเนลแอมป์ท่ีตอ้ งการแรงดนั ไฟฟา้ DC 24 V จะต้อง
การกระแสมีค่าแตกต่างกัยขน้ึ อยูก่ ันแบนดท์ ่ที างานสมมตวิ ่ามกี ารใชแ้ ชนเนลแอมปใ์ นแบนด์ I 1 เครื่อง AM –
FM 1 เคร่ือง และในนแบนด์ III 4 เครื่อง รวมคา่ ความตอ้ งการกระแส จะได้ 220 + 120 + 4 × 145 = 920
mA เพราะฉะนั้นตอ้ งเลอื กเพาเวอรซ์ พั พลายท่สี ามารถจ่ายกระแสได้ 1000 mA ขึ้นไป ในกรณีท่มี โี ครงการจะ
ขยายจานวนชอ่ งในภายหลงั ย ก็ควรเลือกเพาเวอร์ซัพพลายทีส่ ามารถจา่ ยกระแสได้สงู กว่านั้นเป็นการเผ่อื ไว้
สาหรับการดงึ เอาสญั ญาณเอาตพ์ ุตท่ีไดร้ บั การขยายแลว้ ออกไปป้อนให้กบั ระบบนัน้ แชนเนลแอมป์
โดยท่วั ไปจะออกแบบไวใ้ หม้ ี 2 เอาต์พตุ ซึ่งเมื่อโยงเอาต์พตุ ดา้ นหนง่ึ ของแอมปค์ นละเคร่ืองเข้าดว้ ยกนั ดว้ ยสาย
โคแอกเช่ียล 75 Ω สญั ญาณจากเอาต์พุตทโ่ี ยงกันจะสามารถส่งผ่านไปออกท่ขี ้ัวเอาต์พตุ ทเ่ี หลือได้ เพราะฉะน้นั
เมื่อโยงเอาต์พุตของแชนเนลแอมป์ตัวขา้ งเคยี งต่อกันไป ก็จะได้ขว้ั เอาต์พตุ เหลอื ทางริมซ้ายและขวาด้านละ 1
ขั้ว รวม 2 ข้ัว ซ่ึงสญั ญาณของทกุ ๆ ช่องของแชนเนลแอมป์จะถูกส่งผา่ นออกไปเหมือนกนั
2.มัลดแิ บนด์แอมปลไิ ฟเออร์ (Multiband Amplifier)เปน็ เคร่ืองขยายสญั ญาณหลาย ๆ แบนดใ์ น
เครือ่ งเดยี วกนั โดยทว่ั ไปจะมีข้ัวอนิ พตุ จานวนเทา่ กบั จานวนแบนดท์ ที่ าการขยายได้ เชน่ มขี ้ัว TV-Band I ,
FM , TV – Band III , TV/UHF (band IV ,V) เป็นต้น ที่อินพตุ ของแตล่ ะแบนด์จะมีฟลิ เตอรก์ รองให้คลื่น
เฉพาะแบนดน์ ้ันผา่ นเขา้ ไปได้ จงึ เหมาะสาหรับเคร่ืองขยายสญั ญาณทีร่ ับได้จากเสาอากาศ และเนื่องจาก
เอาต์พตุ สูงสุดของแอมป์ชนิดนี้มีคา่ ประมาณ 110 dB µv โดยมคี า่ อัตราขยายประมาณ 30 dB จงึ สามารถใช้
ปอ้ นระบบ MATV ขนาดกลางได้
มลั ติแบนด์แอมปม์ ีแบบทีม่ ีขัว้ อินพุตขั้วเดยี ว เปน็ แบบทเ่ี หมาะสมสาหรบั การขยายสญั ญาณทอ่ี ่อนลง
ระหวา่ งทางในระบบ MATV มลั ติแบนด์แอมปช์ นิดน้มี ักนิยมเรยี กวา่ ดสิ ตรีบิวชั่นแอมปลิไฟเออร์
(distribution amplifier) หรอื ซสิ เตมแอมปลิไฟเออร์ (system amplifier) ใช้ในระบบ MATV ขนาดใหญ่ซ่งึ มี
การเดินสายเมนยาวหรือมีเอาต์เลตทีวเี ปน็ จานวนมาก
3.ปรแี อมป์ไฟเออร์ (Pre-amplifier) หรือเรยี กสน้ั ๆ วา่ ปรแี อมป์ เป็นเครอ่ื งขยายสัญญาณที่ใชข้ ยาย
สัญญาณจากสายอากาศที่มกี าลงั อ่อนขน้ั หน่ึงก่อน แลว้ ปอ้ นไปขยายที่เมนแอมปต์ ่อไป มักใชใ้ นระบบ MATV
ในบรเิ วณทมี่ คี วามเขม้ ของคลื่นตา่ เชน่ เขตนอกเมือง และจังหวดั ข้างเคยี ง โดยเฉพาะเม่ือสญั ญาณท่รี บั จาก
สายอากาศมขี นาดตา่ 55 dB µv ปรีแอมปส์ ่วนใหญ่จะมีอัตราขยายประมาณ 20 dB และมคี ่า NF ตา่ ปรี
แอมปจ์ ะมีท้ังแบบขยายเฉพาะช่องและขยายเปน็ แบนด์ สาหรับการปอ้ นเพาเวอร์ให้แกป่ รแี อมป์ ใช้วิธีปอ้ น
ผ่านสายโคแอกเชี่ยล จากข้างล่างขึ้นไปยงั ปรีแอมป์ ซง่ึ ต้องติดตั้งอยู่ใกล้ ๆ สายอากาศ คือ เปน็ การป้อนจาก
198
จดุ ห่างไกล (remote feed ) ซึ่งตวั เพาเวอรว์ ัพพลายก็จะด้องเปน็ แบบทอ่ี อกแบบให้ใชใ้ นลกั ษณะน้ีได้ รปู ท่ี
11.11 แสดงตัวอย่างของเพาเวอรซ์ ัพพลายดังกลา่ วน้ี
4.บูสเตอร์ (Booster Amplifier ) เป็นเคร่อื งขยายสัญญาณแบบขยายความถใ่ี นช่วงกวา้ ง โดยทว่ั ไป
มักจะออกแบบใหม้ หี ลายขั้วอินพตุ แยกตามแบนด์ตา่ งๆ นั้นคอื มลี ักษณะคล้ายกบั มัลติแบนดแ์ อมป์ทก่ี ลา่ วไว้
ขา้ งตน้ เพยี งแต่อัตราขยายและเอาตพ์ ตุ สูงสุดต่ากว่าแบบมัลติแบนดแ์ อมป์ จงึ เหมาะสาหรับการขยายสญั ญาณ
ท่มี ีความเขม้ ตา่ แถบชานเมือง และอาจจะใชส้ าหรับงาน MATV ขนาดเล็กทมี่ ีเอาตเ์ ลตทีวไี มม่ ากจุดนัก เชน่
ตามบา้ นหรืออาคารขนาดเล็กกไ็ ด้
เพาเวอรซ์ ัพพลายของบูสเตอรน์ นั้ จะเป็นแบบป้อนจากทหี่ ่างไกลเช่นเดยี วกับของปรีแอมป์ทกี่ ลา่ วไว้
ข้างตน้ รูปที่ 11.12 เปน็ ตวั อย่างชดุ บสู เตอรท์ ีม่ เี พาเวอร์ซัพพลายอย่ดู ้วย
11.1.3.2 การเลือกใช้แอมปลิไฟเออร์
โดยทว่ั ไปแลว้ การเลอื กใช้แอมปลไิ ฟเออรน์ นั้ ขนึ้ อยกู่ บั เง่ือนไขในการรับสัญญาณและความตอ้ งการ
ของระบบ เช่น ถา้ เป็นบริเวณทีร่ บั สัญญาณไดส้ งู พอสมควร(รบั โดยใช้สายอากาศไดส้ ูงกว่า 70 dB µv) และ
ตอ้ งการป้อนระบบใหญ่ ๆ คือ มจี านวนเอาตเ์ ลตมากก็ควรเลอื กใชแ้ ชนเนลแอมป์ เป็นต้น
สาหรบั แอมปลไิ ฟเออรช์ นิดเดียวกนั น้นั การเลือกใช้ควรยดึ หลักดงั ตอ่ ไปน้ี
1.อัตราขยาย (Gain ) และเอาทพ์ ดุ สูงสุด( Maximum Output) โดยทว่ั ไปบริษัทผู้ผลิตมักออกแบบใหม้ ีอตั ร
ขยายหลาย ๆคา่ เพื่อใหส้ ะดวกกับการเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั ขนาดของระบบถ้าเปน็ แอมปลิไฟเออรท์ ขี่ ยายได้
หลาย ๆ ช่องพร้อมกัน เช่นมัลตแิ บนดแ์ อมป์ หรือบสู เตอร์นั้น ค่าเอาต์พตุ สงู สุดท่รี ะบุไว้ในข้อกาหนดนนั้ จะ
เป็นกรณที ่ีมีสญั ญาณทางด้านอนิ พุตหรือสัญญาณท่ีทาการขยายมีไมเ่ กิน 2 ชอ่ ง ถ้ามีอินพุตมากกว่า 2 ชอ่ ง ค่า
เอาต์พตุ จะลดต่าลงดงั แสดงไดใ้ นตารางท่ี 11.3
ตารางที่ 11.3 ค่าเอาต์พุตสงู สุดทีล่ ดลงเม่ือจานวนสัญญาณมากกวา่ 2 ช่อง
จานวนชอ่ ง ค่าเอาทพ์ ตุ ท่ีลดลง(dB)
20
3 -1.5
4 -3.0
5 -4.0
6 -5.0
7 -5.5
8 -6.0
2. Noise Figure ค่า NF เป็นค่าท่แี สดงถงึ สภาพการกาเนดิ สัญญาณรบกวนในตัวเครื่องขยายเอง ถ้า
คา่ สงู แสดงว่ามีการกาเนดิ สญั ญาณรบกวนในตวั เครื่องมาก คุณภาพของสญั ญาณจะลดลงคอื ค่า S/N สงู กว่า
ฉะนั้นในการใชง้ านแอมปลิไฟเออรช์ นิดเดียวกนั ควรเลือกเครื่องทีม่ ีคา่ NF ตา่ กว่า แต่มีข้อจากัดคือราคาสูงกว่า
11.1.4 อปุ กรณ์แยกสญั ญาณ
11.1.4.1 สปลติ เตอร์ ( )
199
สปลติ เตอร์ เปน็ อุปกรณ์ทีแ่ ยกสัญญาณขาเขา้ ออกเป็นสญั ญาณทมี่ ีขนาดเท่า ๆ กันเป็นจานวนเทา่ ท่ีออกแบบ
ไว้ จานวนขั้วขาออกอาจจะเป็น 2, 3, 4 ขวั้ หรือมากกว่านนั้ แตท่ ี่ใชก้ นั ทว่ั ไปจะเปน็ แบบ 2 ขั้ว 4 ข้วั ซึ่ง
เรียกวา่ สปลติ เตอร์แบบ 2 ทาง (2 –way splitter และ สปลิตเตอร์แบบ 4 ทาง (4 – way splitter ตามลาดบั
เนอ่ื งจากสปลิตเตอร์เป็นอปุ กรณท์ ี่ออกแบบไว้เพือ่ แยกสญั ญาณออกไปให้มีขนาดเทา่ ๆ กัน
เพราะฉะน้นั ในกรณีของสปลิตเตอรแ์ บบ 2 ทาง สัญญาณจะถูกแยกออกไปสองทางเท่า ๆ กัน ดังน้ันถา้ ไม่มี
การสูญเสียภายในตัวอปุ กรณ์เอง กาลงั สญั ญาณที่ขว้ั ขาออก ก็จะเปน็ คร่งึ หน่ึงของกาลงั สัญญาณขาเขา้ หรือ
เม่อื คิดเป็น dB แล้วจะตา่ กว่สัญญาณขาเข้าอยู่ 3 dB ( 10 log 1/2 = -3 dB ) ในทานองเดยี วกนั ถา้ เปน็ สป
ลิตเตอร์แบบ 4 ทาง ระดบั สัญญาณที่ขว้ั ขาออกกจ็ ะตา่ กว่าระดบั สัญญาณขาเขา้ หรือคิดเป็น dB แลว้ จะตา่
กวา่ สญั ญาณขาเขา้ อยู่ 6 dB ( 10 log ¼ = -6 dB ) แต่โดยทัว่ ไปแลว้ ในตวั สปลติ เตอรเ์ องจะลดทอนกาลัง
สญั ญาณไปบางสว่ น ทาใหร้ ะดบั สัญญาณท่ีขั้วขาออกตา่ กว่าคา่ ทกี่ ล่าวไว้ และเน่ืองจากการตอบสนองเชิง
ความถี่ () ของวงจรในสปลิตเตอรเ์ ปล่ยี นแปลงไปตามชอ่ งความถ่ี จึงทาให้คา่ การบั่นทอนสญั ญาณของวงจร
เปลย่ี นไปตามช่องความถี่ดว้ ย และถา้ เปน็ สปลิตเตอร์ที่ออกแบบวงจรไว่ไม่ดี คา่ การเปลยี่ นแปลงนก้ี ็จะย่ิงมาก
โดยเฉพาะทางด้านความถ่สี งู จะมีการลดทอนสญั ญาณในวงจรไว้ไมด่ ี ค่าการเปลยี่ นแปลงนจี้ ะยง่ิ มาก
โดยเฉพาะทางดา้ นความถีส่ งู จะมกี ารลดทอนสัญญาณในวงจรเพิม่ มากข้นึ
11.1.4.2 แท๊ปออฟ ()
แท๊ปออฟเปน็ อุปกรณแ์ ยกสัญญาณ จากสายเมนโดยการแบ่งเพาเวอร์เพยี งส่วนหนง่ึ ไปยังสายยอ่ ยโดย
ทเี่ พาเวอร์ของสัญญาณส่วนใหญจ่ ะผ่านตัวแทป๊ ออฟออกไปลักษณะการแบง่ เพาเวอรด์ งั กล่าวถา้ เขียนเป็นรูป
ง่ายๆ จะเปน็ ดงั ทแ่ี สดงไดใ้ นรุปท่ี 11.14 การติดตัง้ อุปกรณ์ชนิดนเ้ี ปน็ การเพ่ิมความสะดวกในการออกแบบ
และติดตัง้ ระบบ MATV เป็นอยา่ งย่ิงเพราะทาให้สามารถแบง่ เพาเวอร์เท่าทีจ่ าเปน็ ออกไปใชง้ านใน
ขณะเดียวกนั ก็ทาใหก้ ารเดนิ าสายงา่ ยขนึ้
คณุ สมบตั ิของแทป๊ ออฟ อีกประการหน่งึ กค็ ือ แทป๊ ออฟ สามารถใหแ้ รงไฟกระแสตรง(DC) ผ่านจุด
IN-OUT ได้ เพ่ือไปเล้ยี งอปุ กรณ์อ่ืน ๆ ท่ีต้องการไฟ DC เช่นบสู เตอร์ จดุ แยกที่นาไปใช้งานเรยี กวา่ TAP มีคา่
การสูญเสียทกี่ าหนดได้ตงั้ แต่ 6 ถงึ 25 ดบี ี (dB)
ตวั อยา่ งเชน่ แท๊ปออฟแบบ 2 ทาง ทแ่ี ยกสญั ญาณออกไปเปน็ ระดับตา่ กว่าสญั ญาณในสายเมน 15
dB เมอ่ื คานวณระดับสัญญาณทอี่ อกไปที่ข้ัวสายยอ่ ย 1 ขว้ั จะได้ดงั น้ี
10 log = -15 dB
Pb = 0.0316 Pm
โดยที่ Pm คอื เพาเวอรใ์ นสายเมน และ Pb เปน็ เพาเวอรใ์ นสายย่อยซงึ่ จะเหน็ ไดว้ ่าข้ัวสายย่อยจะมี
เพาเวอร์ออกไปเพียง 3.16 เปอร์เซนต์ ของเพาเวอรใ์ นสายเมน กรณีท่ีมี 2 ข้ัวสายยอ่ ย เพาเวอร์ทจี่ ่ายออกไปก็
จะรวมกนั เปน็ 6.32 เปอรเ์ ซนต์ของเพาเวอร์ทส่ี ายเมนขาเข้า สว่ นท่ีเหลือถา้ ไม่มีการสูญเสียในตัวแท๊ปออฟเอง
กจ็ ะผา่ นออกไปสายเมนขาออก
คุณสมบัติการทางานของแท๊ปออฟ
200
สัญญาณท่ีสง่ เขา้ ไปท่ี INPUT และออกไปท่ี OUTPUT ท่เี ราเรยี กวา่ INSERTION LOSS ) ปกตแิ ล้ว
จะตอ้ งมกี ารสูญเสยี ของสญั ญาณนอ้ ยทีส่ ุดเพื่อให้ความแรงของสญั ญาณทจ่ี ดุ INPUT และ OUTPUT ของ
TAP OFF มีความแตกต่างกนั นอ้ ยท่ีสดุ ทัง้ นี้กจ็ ะข้ึนอยู่กับปัจจยั อน่ื ๆ ดว้ ยเช่น สัญญาณย้อนกลับจาก
OUTPUT กลับไปที่ INPUT ท่ีเราเรยี กว่า INSERTION LOSS เปน็ สญั ญาณทเี่ ราไมต่ ้องการใหเ้ กดิ ขึ้น ถา้ ลดลง
ได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะจะเป็นการลดปญั หาภาพซอ้ นหรือภาพเป็นเงาได้
สัญญาณจาก INPUT ไป TAP เราสามารถเลอื กค่าการลดทอนสญั ญาณ ( Signal Drop ) ได้ตามที่
ผ้ผู ลติ ออกแบบคา่ การสูญเสยี ไว้ เริ่มตงั้ แต่ 6, 10, 15, 25 dB เป็นต้น ผตู้ ิดตงั้ สามารถเลอื กใชง้ านได้ตามความ
เหมาะสมของงานได้
11.1.5 เอาต์เลตทีวี ( OUTLET SOCKETS )
อปุ กรณ์ทปี่ ลายสายสุดของระบบ MATV ก็คือ เอาตเ์ ลตทีวีซึง่ จะนาพาสญั ญาณโทรทศั น์และเอฟเอม็
มารอไวท้ ี่ขว้ั ปลั๊กเอาตเ์ ลต โดยทว่ั ไปมี 2 แบบคอื แบบแยกเดย่ี ว (INDIVIDUALOUTLET) และแบบอนุกรม
(LOOP-WIRED OUTLET OR SERIES OUTLET)
11.1.6 หัวต่อแบบต่าง ๆ ( CONNECTORS )
การตอ่ สายระหวา่ งสายนาสัญญาณกับขั้วสายของอุปกรณต์ ่าง ๆ ในระบบ MATV น้ันจะให้ดีก็ตอ้ งใช้
หัวตอ่ ซง่ึ หัวต่อหรือ CONNECTORS น้ันมหี ลายแบบใหล้ อื กใชต้ ามความเหมาะสมเช่นแบบเสียบและแบบเอฟ
(F-TYPE CONNECTORS ) ตัวอยา่ งดงั รูปท่ี 11.17
11.2 อปุ กรณเ์ สรมิ ระบบเอม็ เอทวี ี
11.2.1 แชนเนลคอนเวอรเ์ ตอร์ ( )
แชนเนลคอนเวอรเ์ ตอร์เป็นอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์ท่ีใช้ในการเปลย่ี นความถี่ของช่องสญั ญาณไปเป็น
อกี ความถห่ี นงึ่ ซงึ่ จะใช้ในกรณีทีม่ ีการรบกวนของสญั ญาณจากชอ่ งข้างเคียงหรือชอ่ งเดยี วกนั ในบริเวณที่
สามารถรับสญั ญาณจากสถานีอื่นได้ท่ีสง่ ในชอ่ งความถ่เี ดยี วกนั โดยแชนเนลคอนเวอรเ์ ตอร์จะทาหนา้ ท่ีเปลีย่ น
ชอ่ งสัญญาณทตี่ อ้ งการรับให้เป็นช่องสัญญาณใหม่ที่ไม่มีการรบกวน ดงั แสดงในรูปที่ 11.18 การแปลงความถ่ี
ให้เป็นความถี่ใหมน่ ั้นมักใชว้ ิธกี ารเปลีย่ นขา้ มแบนด์ 1 ไปเป็นแบนด์ 3 หรอื กลับกันเปน็ ต้น
11.2.1.1 การใช้แชนเนลคอนเวอร์เตอร์ เราจะต้องรู้ความต้องการก่อนว่าการรับสญั ญาณชอ่ งใดบา้ ง มปี ัญหา
และมีความจาเปน็ ทีจ่ ะตอ้ งแปลงสญั ญาณกชี่ ่องเพราะถา้ มีการรบกวนเกิดขนึ้ เพยี งชอ่ งเดียวก็สามารถแปลง
สญั ญาณเพียงชอ่ งเดียวนน้ั ใหเ้ ปล่ียนไปเปน็ ช่องความถี่อื่นแต่ถา้ กรณีทม่ี ีการรบกวนหลายๆช่องกจ็ าเปน็ ท่ี
จะต้องเปลย่ี นแปลงช่องสัญญาณทัง้ หมดออกไปให้เปน็ ช่องความถ่ที ่ีไมช่ า้ กับช่องที่มอี ยูเ่ ดิม ตวั อยา่ งเชน่ ใน
กรุงเทพมหานครอาจจะตอ้ งแปลงสญั ญาณทง้ั หมด 7 ชอ่ ง ถ้าการรบกวนเกิดขึ้นมากกว่า 2 ช่องขึ้นไป ทั้งน้ี
เพอื่ ใหส้ ญั ญาณทปี่ อ้ นเข้าระบบไมม่ ชี ่องท่ีอยตู่ ดิ กัน
11.2.2.1 หนา้ ทขี่ องฟิลเตอรแ์ ละคอมไบเนอร์
ฟลิ เตอร์ในทางวงจรไฟฟา้ น้นั หมายถึงวงจรทใ่ี ช้กรองความถ่ี ซง่ึ อาจจะมีคณุ สมบัติในการกรองหลาย
ๆ ลักษณะด้วยกนั ในงานทางด้าน RF วงจรฟลิ เตอรม์ ักจะประกอบดว้ ย คอยลแ์ ละคอนเดนเซอรล์ ักษณะใน
การกรองสัญญาณของฟลิ เตอรน์ ัน้ โดยท่วั ไปจะมี 5 รูปแบบดว้ ยกัน ดงั แสดงไวใ้ นรปู ที่ 11.19 คือในรปู (ก)
201
แสดงลักษณะท่ีความถ่ีต่าสามารถผา่ นได้ดี ในขณะทค่ี วามถ่ีสงู กวา่ คา่ fc ขนึ้ ไป จะผ่านได้นอ้ ยลงและน้อยลง
เร่ือย ๆ เมอื่ มีความถีส่ ูงขึน้ ลักษณะการกรองความถี่ดังกล่าวนี้เรียกวา่ ฟิลเตอรแ์ บบความถ่ีต่าผ่าน (Low
Pass Filter คายอ่ คือ LPF) ในกรณขี องรปู ท่ี 11.19 (ข) จะตรงขา้ มกับรูป (ก) กลา่ วคือ ความถส่ี งู ผ่านไดด้ ี จึง
เรียกฟลิ เตอรท์ มี่ ีลักษณะการผ่านความถใ่ี นรปู นวี้ า่ ฟิลเตอรแ์ บบความถ่สี งู ผ่าน (High Pass Filter คาย่อคือ
HPF) สาหรับฟิลเตอร์ที่มลี กั ษณะการผ่านความถ่ีในรูป (ค) นนั้ เรยี กวา่ ฟิลเตอรแ์ บบผ่านเฉพาะแถบความถ่ี
(Band Pass Filter คาย่อคอื BPF) ฟลิ เตอรน์ จี้ ะผา่ นเฉพาะแถบความถี่ในช่วงนี้ ซงึ่ อาจจะเป็นช่องสัญญาณ
โทรทัศนห์ นง่ึ ช่อง เป็นตน้ สาหรับฟิลเตอร์ท่ีมลี ักษณะการผ่านความถ่ีในรปู (ง) นน้ั เรียกวา่ ฟิลเตอร์ท่ีตัดเฉพาะ
ความถี่ (Band Eliminated Filter คาย่อคือ BEF ) ฟลิ เตอรน์ ้ีจะทาการตัดเฉพาะความถีใ่ นช่วงหน่ึง ส่วน
ความถ่ีอ่ืน ๆ นน้ั ใหผ้ ่านได้ปกติสาหรับรปู (จ) น้นั เปน็ ฟลิ เตอรท์ ต่ี ดั เฉพาะชว่ งความถแ่ี คบ ๆ เรียกว่า นอตซ์
ฟลิ เตอร์ (nocth filter)
ในงานด้าน MATV นน้ั เรามกั ใชฟ้ ิลเตอรใ์ นลักษณะต่าง ๆ กนั เช่น ใช้ HPF ในการตัดสัญญาณ
รบกวนจากวทิ ยุเอเอม็ ออก ใช้ BEF หรือนอตซฟ์ ลิ เตอร์ในการตดั สัญญาณรบกวนช่องแคบ ๆ ออก และใช้ BEF
ในการผ่านสัญญาณเฉพาะช่วงทต่ี อ้ งการ เปน็ ต้น
คอมไบเนอรเ์ ป็นอุปกรณ์ท่ใี ช้ในการรวมชอ่ งสญั ญาณจากปีกสายอากาศซึ่งมมี ากกว่า 2 ปกี ข้ึนไปเพ่ือ
ส่งออกเป็นเอาต์พุตเดยี วในลกั ษณะที่แสดงไวใ้ นรูปท่ี 11.20 คอมไบเนอร์ทจ่ี ริงกค็ ือ การนาเอา BEF ของแต่ละ
ชอ่ งมารวมกันนนั่ เอง ยกตวั อย่างเช่น คอมไนเบอร์ของสญั ญาณชอ่ ง 3 ช่อง 7 ชอ่ ง 9 ชอ่ ง 11 และชอ่ งไอทีวี ก็
คอื การนาเอา BEF ของทั้ง 6 ช่องดงั กลา่ วมาประกอบไว้ในกล่องเดยี วกนั โดยให้มีขวั้ อนิ พตุ แยกกนั และขัว้
เอาต์พุตร่วมกัน การใชค้ อมไบเนอร์รวมสญั ญาณโดยทั่วไปจะให้ผลดีกว่าการรวมสญั ญาณด้วยวิธีอ่นื ในระบบ
MATV ขนาดเล็กมักจะใช้คอมไบเนอรร์ ว่ มกบั บูสเตอร์ หรอื บรอดแบนด์แอมป์ เพื่อให้คุณภาพของการรวม
สญั ญาณดขี ้ึน
11.2.2.2 การเลอื กใชฟ้ ิลเตอร์และคอมไบเนอร์
ฟลิ เตอร์และคอมไบเนอร์ทด่ี นี ั้น จะต้องมคี ุณสมบัติ 2 ประการคอื ในช่วงที่ให้ความถีผ่ า่ นจะตอ้ งมีมี
ค่าการลดทอนสัญญาณต่า และมีการเปลี่ยนแปลงของคา่ การลดทอนจากช่วงที่ใหผ้ ่านกับชว่ งที่ไมใ่ หผ้ ่านใน
อัตราท่ีสูง นนั่ คือความชันของเส้นในแนวตะแคงในรปู ที่ 11.19 จะต้องสงู การทใี่ นช่วงทีใ่ ห้ความถผี่ ่านมีการ
ลดทอนของสญั ญาณนนั้ เปน็ เพราะว่าช้ินสว่ นท่ีใชป้ ระกอบเป็นฟลิ เตอร์ ซงึ่ เปน็ คอยลแ์ ละคอนเดนเซอรน์ ั้น มี
ความตา้ นทานอยู่ จึงทาใหส้ ัญญาณท่ผี ่านวงจรน้จี ะตอ้ งสูญเสียกาลงั เป็นบางสว่ น ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงท่คี วามถี่
ผา่ นได้ดกี ต็ าม ค่าลดทอนสญั ญาณน้ยี งิ่ ตา่ กย็ งิ่ ดี ไมเ่ ชน่ นน้ั ก็จะไปทาใหส้ ัญญาณที่ตอ้ งการมีขนาดลดตา่ ลงด้วย
สาหรบั การลดทอนสัญญาณในชว่ งความถ่ีทีต่ ้องการตัดออกนั้นมีค่ายิ่งสูงก็ยิง่ ดเี พราะจะทาใหร้ ะดับของ
สญั ญาณรบกวนตา่ ลง อยา่ งไรกต็ ามฟิลเตอร์ท่ีมีคุณสมบตั ิครบถ้วนท้งั สองประการนี้จะมวี งจรคอ่ นข้างยงุ่ ยาก
และชิน้ สว่ นท่ีใช้ก็ตอ้ งดีมาก ซึ่งทาให้มรี าคาสูง โดยท่วั ไปมักจะยมิ ยอมใหม้ ีคณุ สมบัติลดลงบา้ ง ในงานดา้ น
MATV ฟิลเตอรท์ ี่ใช้ควรมีการลดทอนสัญญาณในชว่ งความถีท่ ่ีให้ผา่ นน้อยกว่า 2 dB และคา่ การลดทอน
สญั ญาณในช่วงความถ่ที ี่ต้องการกรองออกจะต้องมีคา่ ไมต่ ่ากวา่ 20 dB
202
รปู ที่ 11.21 แสดงตวั อย่างวงจรฟิลเตอรท์ ่ีให้คุณสมบตั ิในการกรองคล่ืน เป็นดงั ท่แี สดงไว้ในรปู ท่ี
11.20 ชน้ิ ส่วนทีใ่ ชใ้ นวงจรนน้ั อาจจะแบง่ ได้ 3 แบบด้วยกันคอื
(1)แบบทใ่ี ช้คอยล์และคอนเดนเซอร์ธรรมดา ฟิลเตอร์แบบน้ีจะสามารถออกแบบให้มีคุณสมบัติเป็น
อยา่ งไรก็ได้ แตช่ ิ้นส่วนจะมากข้นึ และมขี ้อเสียที่คุณสมบตั ิของฟลิ เตอรจ์ ะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งาน
ได้มาก
(2)แบบท่ีใช้วงจรโซแนนท์แบบโพรง () วงจรโซแนนทแ์ บบโพรงมีโครงสรา้ งดังแสดงไว้ในรูปท่ี 11.22
วงจรน้อี าศยั หลักการเกบ็ สะสมพลังงานของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าในโพรงโลหะซึ่งต้องมีขนาดใหญ่ จึงทาให้
ฟลิ เตอร์ที่ใชว้ งจรประเภทน้มี ีขนาดใหญเ่ ม่ือเทียบกับแบบที่ (1) อยา่ งไรก็ตามฟิลเตอร์แบบนี้มีข้อดที ่ี การ
สญู เสยี ในช่วงทีใ่ ห้ความถผ่ี า่ นมีค่าตา่ และการกรองความถใ่ี นช่วงทีไ่ มใ่ หผ้ า่ นได้ผลดีขณะเดยี วกันก็มเี สถยี รภาพ
สูง คือมีการเปลี่ยนแปลงของคณุ สมบตั ิตามเวลาน้อย
(3)แบบที่ใช้ลายปรน้ิ ท์ วงจรแบบนี้เป็นการออกแบบลายปร้ินใหม้ ีคา่ เปน็ L และ C ตามต้องการรปู ที่
11.23 แสดงตัวอย่างของลายปร้ินท์ดังกล่าว วงจรแบบนม้ี ีข้อดที ีม่ ีขนาดเลก็ มคี วามคงทนสงู และทาการผลิต
ไดง้ ่าย แต่กม็ ขี ้อเสยี ที่มคี ่า Q ตา่ จงึ ทาใหไ้ ม่สามารถสรา้ งคุณสมบัตทิ ่ีมีการกรองความถแี่ บบแหลมคมได้
11.2.3 ตวั ลดทอนสญั ญาณ ( )
ตัวบน่ั ทอนสญั ญาณ เปน็ อปุ กรณ์ทีใ่ ช้ในการลดระดับของสัญญาณให้มีคา่ น้อยลงตัวลดทอนสัญญาณ
ส่วนใหญจ่ ะมอี ยู่ 2 แบบดว้ ยกัน คือแบบทมี่ ีการลดทอนคงท่ีกับแบบทีส่ ามารถดปลี่ยนแปลงคา่ การลดทอนได้
แบบท่มี ีการลดทอนคงที่ มกั จะกาหนดไว้ที่ 3dB, 6 dB, และ 10 dB ส่วนแบบทีป่ รบั คา่ ได้นน้ั มกั จะทาให้มีค่า
อยใู่ นชว่ ง 0.5 - 18 dB หรอื 0.5 – 20 dB โดยทาเป็นหัวสกรยู ่ืนออกมาให้หมนุ ปรบั คา่ ไดอ้ ยา่ งต่อเน่อื ง
สาหรับโครงสรา้ งของตัวลดทอนสญั ญาณนน้ั เน่ืองจากโดยหลกั การแลว้ ตวั ลดทอนสัญญาณกค็ ือ การ
นาเอาความต้านทานไฟฟา้ มาคน่ั ในทางผ่านของสัญญาณ เพอ่ื ให้ความตา้ นทานไฟฟ้านดี้ ูดกลืนพลังงานขง
สัญญาณไปบางสว่ นเพราะฉะน้ันชน้ิ ส่วนทใี่ ชใ้ นการลดทอนสญั ญาณจงึ เป็นความตา้ นทานไฟฟา้ ซงึ่ มีอยู่ 2
แบบก็คือ แบบที่ใช้ความต้านทานกันท่ัวไป แบบนี้จะมีวงจรดังแสดงไว้ในรปู ท่ี 11.24 โดยท่ีรูป (ก) และรูป (ข)
แสดงกรณีท่ีใชก้ บั สายโคแอกเช่ียลและสายทวินลีดตามลาดับ หลักการออกแบบทส่ี าคัญคือ นอกจากจะต้อง
ออกแบบให้มคี ่าลดทอนตามตอ้ งการแล้วยงั ตอ้ งแมทซ์อิมพแิ ดนซ์ท้ังสองด้านใหไ้ ดด้ ว้ ย น่นั คอื อินพุตอมิ พิ
แดนซแ์ ละเอาต์พตุ อมิ พิแดนซ์ จะต้องมีค่าเท่ากับค่าอิมพิแดนซ์ของสายนาสัญญาณคอื 75 โอมห์ สาหรบั ในรปู
(ก) และ 300โอมห์ในรูป (ข) ตารางในรปู แสดงค่า R1 และ R2 ในกรณีทม่ี ีค่าการลดทอนตา่ ง ๆ
สาหรบั โครงสร้างของตวั ลดทอนสัญญาณอีกหน่ึง เปน็ แบบใชว้ ธิ ฉี าบสารคาร์บอนบนผนงั ของสายโค
แอกเชย่ี ล เพ่ือให้สารคารบ์ อนนด้ี ูดกลนื พลงั งานคลนื่ ในขณะท่ีเคลือ่ นท่ผี ่านไปแบบนนี้ อกจากจะออกแบบให้มี
คา่ การลดทอนเปลย่ี นแปลงได้ วิธกี ารทีใ่ ช้กค็ ือ การสรา้ งเง่ือนไขที่ทาใหค้ ล่ืนเคล่ือนท่เี ข้ามามกี ารกระจัด
กระจายซ่ึงจาทาให้ค่าการลดทอนสญั ญาณเพ่ิมสงู ขึ้นตามอัตราการกระจัดกระจายของคลนื่ รปู ท่ี 11.25 แสดง
ตวั อยา่ งหนึง่ ของตัวลดทอนสัญญาณแบบโคแอกเชยี่ ล
สาหรับการเลือกใช้เครอ่ื งลดทอนสัญญาณนั้น ประเดน็ สาคญั อยู่ทก่ี ารเปลีย่ นแปลงของคา่ การลดทอน
สัญญาณตามความถ่ี โดยท่วั ไปตวั ลดทอนสัญญาณแบบท่ีใช้ความตา้ นทานธรรมดาจะมีค่าการลดทอน
203
เปลย่ี นแปลงได้มากกว่าแบบทสี่ อง ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับคุณสมบัตขิ องตัวต้านทานที่ใช้ดว้ ย ดังนัน้ ในระบบที่ต้องการ
ให้มกี ารลดทอนเท่ากันตลอดชว่ งความถที่ ี่ใช้งาน เช่น ทวี แี บนด์ 1 และแบนด์ 3 เปน็ ตน้ ก็ควรจะเลือกใชแ้ บบ
ทีส่ อง แต่ถ้าไมต่ อ้ งการคุณสมบัตดิ งั กลา่ วก็อาจจะใช้แบบที่หนึ่งได้
11.2.4 อารเ์ อฟมอดูเลเตอร์เป็นอปุ กรณท์ ีใ่ ชใ้ นการแปลงสัญญาณโทรทัศนย์ า่ นเบสแบนดใ์ ห้เป็นความถี่ในยา่ น
อารเ์ อฟ อารเ์ อฟมอดเู ลเตอร์จะใชใ้ นกรณีท่ีต้องการป้อนสัญญาณโทรทัศน์จากเคร่อื งเล่นวธิ โี อเทปหรอื วิดีโอ
ซดี ี หรือกล้องโทรทัศน์ เขา้ สู่ระบบ MATV และ CATV การทางานของอาร์เอฟมอดเู ลเตอร์แสดงดังรูปท่ี
11.26 กลา่ วคือ อารเ์ อฟมอดูเลเตอรจ์ ะทาการมอดูเลตสัญญาณอินพดุ ที่เปน็ วิดโี อและออดิโอด้วยคลืน่ พาหนะ
ของวิดโี อ (VIDEO CARRIER) และคล่ืนพาหะของออดิโอ (AUDIO CARRIER) ออกมาเป็นสัญญาณโทรทัศน์ทีม่ ี
ความถเ่ี ปน็ อาร์เอฟ สัญญาณท่ีได้ออกมาน้จี ะเหมือนกับสญั ญาณที่สง่ มาจากสถานสี ่งโทรทัศนท์ ั่วไป
สาหรับการเลือกใช้อารเ์ อฟมอดเู ลเตอร์ นี้คุณสมบตั ิที่สาคัญก็คือค่าความแตกต่างของเฟส (
Differential Phase) และความแตกต่างของเกน (Differential Gain) อารเ์ อฟมอดเู ลเตอร์ทด่ี ีจะตอ้ งมีคา่ ท้งั
สองนีต้ ่ากว่า 5 องศา หรือ 5 เปอรเ์ ซน็ ต์ ตามลาดับ
11.2.5 เครือ่ งเลน่ วดิ โี อและกลอ้ งโทรทศั น์ที่จะนามาปอ้ นสัญญาณเข้าระบบ MATV และ CATV นน้ั มขี ้อดี
ตรงทเ่ี ราสามารถป้อนรายการหนังวดิ ีโอและรายการถ่ายทอดสดจากกล้องโทรทศั นเ์ ขา้ สู่ระบบได้ มาตรฐาน
ของสญั ญาณภาพและเสยี งของเครือ่ งเลน่ วดิ ีโอและกล้องโทรทศั น์น้ันมหี ลายมาตรฐานให้ผู้ใชม้ าสารถเลอื กใช้
ตามความเหมาะสม
11.3 หลกั การออกแบบระบบ MATV
11.3.1หลักการออกแบบระบบ MATV
ในการออกแบบระบบ MATV นน้ั มหี ลกั การพืน้ ฐานที่สาคัญอยู่ 2 ประการดว้ ยกันคือ
(1)สญั ญาณทเ่ี อาตเ์ ลตทวี ีจะต้องมีคุณภาพดี
(2)ราคาของระบบจะต้องถูก
หลกั การประการแรกทีว่ า่ สญั ญาณท่เี อาต์เรตทวี จี ะต้องมคี ุณภาพดีนน้ั หมายถึงสญั ญาณทไ่ี ด้เมื่อ
แสดงออกท่ีจอทีวแี ล้ว จะต้องชัดเจนไมม่ ีสัญญาณรบกวนในลักษณะใดๆ ท่จี ะทาใหผู้ชมเกิดความราคาญได้
การทีส่ ญั ญาณท่ีได้จะมีคุณภาพดนี นั้ จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัตหิ ลายอยา่ งดว้ ยกัน คือ
1.ระดบั สัญญาณ ( dB µv)จะต้องอย่ใู นชว่ งที่เหมาะสม
2.ระดบั ของอัตราส่วน S/N จะตอ้ งสูงเพียงพอ
3.จะต้องไม่มภี าพซ้อนปรากฏบนจอทีวี
คุณสมบตั ทิ ้ังสามประการนีน้ ับว่าเป็นคุณสมบัติทส่ี าคัญและจะขาดไมไ่ ด้ไม่ว่าในกรณใี ดๆ อยา่ งไรก็
ตามในบางกรณที ี่ตัวอาคารท่ีต้องการตดิ ตง้ั ระบบ MATV อยใู่ นบริเวณทใ่ี กล้สถานขี นส่งของวิทยุ หรือโทรทัศน์
หรือสถานสี ่งคลื่นวทิ ยุอน่ื ๆ คลนื่ ต่าง ๆ เหล่านอ้ี าจเข้ามารบกวนระบบได้ ในกรณีเช่นนี้จาเป็นจะต้องรขู้ ้อมูล
โดยละเอียดเพอื่ นามาประกอบการพิจารณาในการออกแบบ และต้องใชเ้ ทคนิคตา่ ง ๆ ในการขจัดสัญญาณ
รบกวนนน้ั ๆ ออกไป ซง่ึ กห็ มายถึงราคาของระบบจะต้องสูงขึ้น สาหรับช่วงของระดบั สัญญาณท่ีเหมาะสม คา่
S/N ที่จาเป็น
204
สาหรับหลกั การสาคัญประการท่ี 2 ท่วี า่ ราคาของระบบจะต้องถูกนนั้ อนั นี้เปน็ หลักการพน้ื ฐานของ
ทางดา้ นวศิ วกรรมทั่วไปคือ ผู้ออกแบบจะต้องออกแบบให้ระบบทางานไดด้ โี ดยท่ีใช้อปุ กรณ์ทเ่ี หมาะสมร่วมกับ
การออกแบบวงจรการจ่ายสัญญาณอย่างถูกต้อง ในกรณีท่ัวไปผู้ออกแบบจะต้องทาการประนีประนอมระหวา่ ง
คุณภาพของสญั ญาณที่ได้รบั กับราคาของระบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้มาก
ผ้อู อกแบบจะต้องพยายามออกแบบวงจรการจา่ ยและกาหนดอปุ กรณ์อย่างเหมาะสมเพื่อใหไ้ ด้คณุ ภาพของ
สญั ญาณดพี อสมควร ในขณะเดยี วกนั ราคาของระบบก็ไมส่ ูงขึน้ เปน็ หลายเทา่ ตัวของกรณีทไี่ ม่มปี ัญหาอะไร
ดังนัน้ จงึ เป็นหนา้ ท่ขี องผู้ออกแบบท่ีจะต้องหาจดุ ท่เี หมาะสมทส่ี ดุ ระหวา่ งคุณภาพของสัญญาณกบั ราคาของ
ระบบดังกล่าวข้างต้น
11.3.2 การสารวจข้อมูลขน้ั พ้นื ฐาน
การสารวจข้อมูลพน้ื ฐานน้นั นบั ว่าเปน็ สิง่ ที่สาคัญอยา่ งยง่ิ สาหรบั การออกแบบระบบทด่ี ีโดยเฉพาะใน
กรณีที่คาดว่าจะมีสัญญาณรบกวนเข้าสรู้ ะบบได้มาก ข้อมูลท่ตี ้องทาการสารวจจะเปน็ ข้อมลู ที่เก่ยี วกบั คณุ ภาพ
ของสัญญาณทั้ง 3 ประการซ่งึ ไดแ้ ก่ ระดับสญั ญาณของแตล่ ะชอ่ ง แหลง่ ของสัญญาณรบกวน และสาเหตุทท่ี า
ให้เกดิ ภาพซ้อน วธิ ีการท่งี า่ ยที่สุดคือ การสอบถามจากขาวบา้ นทอี่ ยู่ใกล้เคยี งกับอาคารท่ีจะทาการตดิ ต้งั ระบบ
MATV แตถ่ ้าในบรเิ วณใกลเ้ คียงไม่มีบ้านเรือน หรือการสอบถามทาไม่ได้สะดวก กจ็ าเป็นตอ้ งทาการสารวจเอา
เองข้ันตอนในการสารวจควรเป็นดงั นี้ คอื
(1)ติดตั้งสายอากาศชช่ัวคราวในตาแหน่งท่ีใกล้เคยี งกับการติดต้งั จริง เชน่ บนชัน้ สงู ๆ ของอาคารท่ีกาลัง
ก่อสรา้ ง แล้วใชเ้ ครื่องรบั ทวี รี ับภาพจากเสาอากาศ โดยให้ผา่ นสายนาสญั ญาณยาวกวา่ 20 เมตร ขึ้นไปถา้ ภาพ
ทรี่ บั ได้มีคณุ ภาพดที ุกช่อง ก็สามารถดาเนินการออกแบบต่อไปได้ แตถ่ ้าสัญญาณบางช่องหรือทุกช่องมีปัญหา
เชน่ ภาพเป็นหมิ ะ หรือมีภาพซ้อน เป็นต้น ก็ต้องดาเนนิ การขน้ั ต่อไป
(2)ในกรณีทภี่ าพเป็นหิมะ ซงึ่ หมายถึงระดบั สัญญาณจรงิ ตา่ เม่ือเปรียบกบั สัญญาณรบกวนท่ีมีอยู่ ( คา่ S/N ตา่
) ใหใ้ ช้สายอากาศท่ีรู้คา่ อัตราขยาย และเคร่ืองวดั ระดับสญั ญาณทีวี ( TV signal level meter )หรือ( field
strength meter ) ทาการวัดระดบั สญั ญาณทไ่ี ด้รบั แล้วทาการบันทกึ ไว้โดยจัดทาเป็นตารางการสารวจ ดัง
ตัวอยา่ งทีแ่ สดงไว้ในตารางที่ 11.5
ตารางที่ 11.15 ตวั อยา่ งตารางการสารวจคณุ ภาพของการรับสัญญาณทีวจี ากสถานสี ่ง
ช่อง ระดับสญั ญาณ (dB µv ) อัตราขยายของสายอากาศ ( dB )
3 49 3
5 60 7
7 65 7
9 47 8
(3)ในกรณีท่ีมีภาพซ้อนเกิดขน้ึ ก่อนอื่นตอ้ งสงั เกตดูว่าเป็นแบบนาหน้า หรือแบบตามหลงั ถา้ เป็นภาพซ้อนแบบ
นาหน้ากแ็ สดงวา่ บรเิ วณน้นั มีคลน่ื แรงมาก ถา้ เปน็ ภาพซ้อนแบบตามหลงั ซ่ึงหมายความว่าเปน็ การสะท้อนจาก
205
ตกึ ภูเขา หรือสงิ่ อ่ืนๆ ท่ีสามารถสะท้อนคลนื่ ทีวไี ด้ ในกรณีน้ี ถา้ ภาพซ้อนทเ่ี กิดขึน้ มเี พยี งหนง่ึ ภาพ โดยท่วั ไป
จะแกป้ ัญหาได้ แตถ่ า้ ภาพซ้อนมหี ลายภาพ ปัญหาจะยุ่งยากขึน้
(4)ในกรณที ่ีมสี ญั ญาณรบกวนเข้ามาในลักษณะอน่ื ๆ ใหท้ าการพิจารณาดูจากภาพท่ีได้ว่า เกิดจากสญั ญาณ
รบกวนชนิดใด ในกรณีท่ีการพิจารณาโดยใช้การสงั เกตจากภาพไดข้ ้อมลู ไม่ชัดเจน หรอื ต้องการรสู้ าเหตทุ ่ี
แน่นอนยง่ิ ขนึ้ จะสามารถทาไดโ้ ดยใช้เครื่องวดั ท่เี รียกว่า”Spectrum Analyzer” ซงึ่ เป็นเคร่ืองมอื ท่ีใชด้ วู ่า
สญั ญาณทรี่ บั เขา้ มาจากสายอากาศมีความถ่ีอะไรบา้ ง และแตล่ ะความถ่มี ีระดบั สญั ญาณเป็นอย่างไร ซึ่งจะทา
ใหส้ ามารถพจิ ารณาได้ว่า สาเหตุทีแ่ ท้จริงของสัญญาณรบกวนมาจากอะไร
11.3.3การกาหนดอปุ กรณ์หลักในเฮดเอนด์ (Head End)
โดยทวั่ ไปเราอาจแบ่งขนาดของระบบออกกวา้ ง ๆ ไดเ้ ปน็ 3 ระดับ ดังน้ีคือ
(1)บ้านพกั อาศยั ทวั่ ไป ซ่ึงมกั จะมีเอาตเ์ ลตทวี ีจานวนต่ากว่า 10 จดุ ลงมา
(2)อพารเ์ มนต์หรือคอนโดมเิ นียมขนาดกลาง ซึ่งมีเอาตเ์ ลตทีวตี ่ากวา่ 100 จดุ ลงมา
(3)คอนโดมเิ นียมขนาดใหญ่ หรอื โรงแรม ท่ีมีเอาตเ์ ลตทีวีมากกวา่ 100 จดุ ขน้ึ ไปในเงื่อนไขอย่างเดียวกนั เชน่
ระดับของสญั ญาณรบกวนและภาพซ้อนไม่เป็นปญั หา การเลือกอปุ กรณห์ ลักคือสายอากาศและเครื่องขยาย
สญั ญาณจะแตกต่างกนั ออกไป ซึ่งในท่ีน้ีจะขออธิบายเปน็ กรณี ๆ ไป
(1)กรณขี องบ้านพกั อาศัยทว่ั ไป ทีม่ เี อาต์เลตทวี ีประมาณ 10 จดุ ในกรณีเช่นน้ีเราพบว่า ระดับ
สญั ญาณ ท่ีสงู กว่า 90 dB µv จะเพยี งพอสาหรบั การป้อนใหก้ ับทกุ จุด ดังนน้ั ถา้ เปน็ บรเิ วณทีค่ ล่นื จากสถานี
ส่งมีกาลังสงู เราอาจใชส้ ายอากาศท่ีมอี ัตราขยายสงู รับคลน่ื ให้ไดร้ ะดับสญั ญาณสูงกวา่ 90 dB µv แล้วปอ้ นให้
ระบบโดยตรงไมต่ ้องใช้เครือ่ งขยายสัญญาณ ซึ่งถ้าทาได้กน็ ับว่าเป็นวิธีท่ีดที ี่สดุ อย่างไรก็ตามในความเป็นจรงิ
ตาแหน่งทเ่ี ราต้องการตดิ ตง้ั อาจจะมคี ล่ืนของบางสถานีแรง และบางสถานีออ่ น ซึ่งทาให้ไม่สามารถใช้
สายอากาศรับคลนื่ ใหม้ ีระดบั สูงกว่า 90 dB µv ได้ ดงั นัน้ วธิ ีทด่ี ีคอื ใช้เคร่ืองขยายสญั ญาณที่มีคุณสมบัติ
เหมาะสมเข้าชว่ ย กรณีท่เี ปน็ การรบั ภายในตัวเมอื ง หรอื บริเวณชานเมือง (รัศมจี ากเคร่ืองสง่ ไมเ่ กิน 50
กิโลเมตร) เมื่อใชส้ ายอากาศแบบทวั่ ไป ซ่ึงมีอตั ราขยายอยู่ในช่วง 5 – 10 dB
จะรบั สญั ญาณได้สูงกว่า 60 dB µv ข้ึนไปเมื่อเปน็ เชน่ นี้ เคร่ืองขยายสญั ญาณกไ็ ม่จาเป็นต้องใช้แบบท่ีมี
อตั ราขยายสงู มากนักโดยทว่ั ไปเครือ่ งขยายสัญญาณแบบบูสเตอร์ ซ่ึงมแี กนอยู่ในชว่ ง 25 - 35 dB ก็สามารถใช้
งานได้
สาหรับการเลอื กสายอากาศรับนั้น ในบรเิ วณทรี่ ับคลนื่ จากกรงุ เทพฯนน้ั ชอ่ ง 5 ช่อง 7 จะใช้
สายอากาศรว่ มกนั ไดเ้ สมอ เพราะส่งออกจากเสาอากาศต้นเดียวกนั และมีความถ่ีใกล้เคียงกนั สาหรับช่อง 3 กบั
ชอ่ ง 9 นั้น ถึงแม้จะสง่ ออกจากตาแหน่งเดยี วกัน แตเ่ น่อื งจากความถี่ตา่ งกนั มาก (ชอ่ ง 3 ความถ่ี 54-61 MHz
และ ช่อง 9 ความถ่ี 202 – 209 MHz ) จึงไม่สามารถใชส้ ายอากาศแผงเดยี วกันได้ และนีเ่ ป็นเหตผุ ลทใี่ น
กรงุ เทพฯ และบิรเวณใกล้เคียงจงึ ใชส้ ายอากาศ 3 แผง ในการรับสญั ญาณทีวี 4 ชอ่ งอย่างไรก็ตาม ถ้าเปป็น
ตาแหน่งท่ีอยูไ่ กลจากกรุงเทพ ฯ เป็นระยะทางหลาย ๆ สิบกโิ ลเมตรขน้ึ ไป เรามีโอกาสท่จี ะใชส้ ายอากาศเพยี ง
2 แผง เพื่อรับสัญญาณ 4 ชอ่ งของกรุงเทพ ฯ ได้ คอื ใชแ้ ผงหน่ึงรับช่อง 3 และอกี แผงหน่ึงรับ ชอ่ ง 5 ช่อง 7
206
และชอ่ ง 9 บรเิ วณทจี่ ะใชส้ ายอากาศ 2 แผงไดด้ ี คือบริเวณทีอ่ ยู่ในแนวเส้นตรงทเี่ ช่ือมระหว่างสถานสี ง่ ช่อง 5
และช่อง 7 ที่สนามเปา้ และสถานสี ง่ ชอ่ ง 3 และชอ่ ง 9 ที่หนองแขม
(2) กรณขี องอาพาร์ตเมนและคอนโดมิเนียมขนาดกลาง ซ่งึ มีเอาตเื ลตทีวตี ่ากวา่ 100 จุดลงมาในกรณี
นเี้ ราพบวา่ ระดบั สญั ญาณต่าสุดทต่ี อ้ งการน้นั ต้องสูงกว่า 100 dB µv ระดบั สญั ญาณขนาดนโ้ี ดยทัว่ ไปจะไม่
สามารถทาไดโ้ ดยใชส้ ายอากาศรบั แบบทว่ั ไปได้ เพราะฉะน้ันจงึ จาเป็นต้องใช้เครือ่ งขยายสญั ญาณเขา้ ชว่ ย
วิธีการเลือกสายอากาศและเครื่องขยายสัญญาณท่เี หมาะสม คือ เลอื กสายอากาศท่ีมีอัตราขยายสงู พอสมควร
เพื่อใหร้ ะดบั สญั ญาณทร่ี บั เขา้ มาอยใู่ นชว่ ง 70 – 80 dB µv แลว้ เลือกใชเ้ ครอ่ื งขยายสญั ญาณแบบแบนดแ์ อมป์
ซึ่งมีอัตราขยายอยู่ในช่วง 30 – 40 dB กจ็ ะกาลงั ดีสาหรบั วิธกี ารกาหนดอัตราขยายสายอากาศที่จะเลอื กใชน้ นั้
ถ้าสามารถทาการวัดได้โดยใช้สายอากาศท่รี ู้อัตราขยายที่แน่นอน เชน่ สายอากาศแบบไดโพลมาตรฐานกบั
เครื่องวัดระดับสัญญาณก็จะเปน็ วิธกี ารที่ดีทีส่ ุด เพราะข้อมูลที่ได้จะถูกต้องแนน่ อน เมื่อทาการวัดด้วย
สายอากาศไดโพลมาตรฐานแล้วไดร้ ะดบั สัญญาณเป็น 60 dB µv ถา้ ต้องการใหร้ ะดบั สัญญาณจากสายอากาศ
สูงกวา่ 70 dB µv ขนึ้ ไป ก็ต้องใช้สายอากาศทีม่ ีอตั ราขยายสงู กวา่ 10 dB ขึ้นไป รปู ที่ 11.25 และรุปท่ี 11.29
แสดงตัวอยา่ งของเคร่ืองวัดระดับสัญญาณทีวี และสายอากาศแบบไดโพลมาตรฐานตามลาดบั เคร่ืองวดั ระดับ
สัญญาณทีวีจะมปี ุ่มบดิ เปลย่ี นชอ่ งได้และอาจมีปมุ่ ปรบั ความยาวได้เพื่อความสะดวกในการใช้ และบนก้าน
สายอากาศจะมีตัวเลขเขยี นบอกไวเ้ ปน็ ความถี่ เช่น 200 MHz 220 MHz เป็นต้น ซง่ึ หมายความว่า ถ้าดึง
สายอากาศจากปล้องทเ่ี ล็กท่ีสุดออกไปจนถึงตัวเลขที่แสดงไวก้ ไ็ ด้ความยาวของสายอากาศตรงกบั ความถใ่ี ชง้ าน
นนั้ อยา่ งไรก็ตาม เนื่องจากค่าตัวเลขที่แสดงไว้ไมล่ ะเอียดนัก เพราะฉะนน้ั เวลาใชง้ านจริงจาเป็นต้องอาศัยการ
วดั ความยาวของสายอากาศเปน็ หลัก ความยาวทเี่ หมาะสมน้ันคือ ความยาว 0.5 เท่าของครึง่ ความยาวคลนื่
ของความถ่ีศนู ยก์ ลางแต่ละช่องยกตัวอยา่ งเช่น ช่อง 5 ซ่งึ มีความถ่ีศูนย์กลางเป็น 177.5 MHz ความยาวท่ี
เหมาะสมของสายอากาศไดโพลคอื
= 0.95 × 1 × 30000 = 80.3
2 177.5
เหตทุ ีต่ อ้ งใช้ 0.95 คูณน้ัน เป็นเพราะวา่ ความยาวคลน่ื ในโครงสร้างของสายอากาศไดโพลสั้นกวา่
ความยาวคลืน่ ในกาอาศ ( = ) ดงั น้ันถ้าจะให้สายอากาศไดโพลทางานเปน็ สายอากาศครึ่งยาวคล่นื ท่ี
ถูกต้องกต็ ้องใช้ความยาวของสายอากาศที่ไดจ้ ากวธิ ีคานวณข้างบน ตารางท่ี 11.6 เปน็ ตารางทแี่ สดงค่าความ
ยาวของสายอากาศท่เี หมาะสมกบั สถานชี อ่ งตา่ ง ๆ
ตารางท่ี 11.6 ความยาวของสายอากศไดโพลสาหรับสถานชี อ่ งต่าง ๆ
ช่อง ความยาวของสายอากาศไดโพล (m) ช่อง ความยาวของสายอากาศไดโพล(m)
2 2.82 7 0.67
3 2.48 8 0.64
4 1.98 9 0.62
5 0.72 10 0.60
6 0.69 11 0.58
12 0.58
207
อน่งึ สิ่งท่สี าคัญสาหรับสายอากาศแบบไดโพลน้นั นอกจากความยาวท่ีถูกตอ้ งแล้วสายอากาศไดโพลมาตรา
ฐานท่ดี ีจะต้องมสี ่วนท่เี รียกว่า บาลนั ทีต่ รงจดุ ปอ้ น วงจรนี้จะทาหนา้ ท่ีแปลงสายปอ้ นแบบบาลนั ซ์
(BALANCE) ให้เปน็ แบบอนั บาลนั ซ์ (UNBALANCE) ในกรณขี องสายอากาศไดโพลท่ีขั้วสายอากาศจะต้องการ
การปอ้ นจากสายแบบบาลันซ์ ซ่งึ ไดแ้ กส่ ายแบบทวนิ ลีด เมื่อเราปอ้ นด้วย (หรือว่ารบั คลื่นดว้ ย) สายแบบโค
แอกเชยี่ ล ซง่ึ เปน็ สายแบบอนั บาลันซเ์ ราตอ้ งใช้วงจรบาลันเขา้ ช่วยเพือ่ ให้การส่งพลังงานเปน็ ไปไดร้ าบรน่ื ขึน้
วงจรบาลันท่ใี ชถ้ กู ออกแบบใหใ้ ชไ้ ดใ่ นความถ่ีชว่ งกวา้ งมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการออกแบบวงจรบาลันให้
สามารถทาการแมทชิง่ ในชว่ งกวา้ ง ๆ ได้น้ัน เป็นสงิ่ ที่ได้ยากมาก เพราะฉะน้นั ความสามารถในการแมทช่งิ นั้น
จะมเี พียงบางช่วงเท่าน้ันทท่ี าได้ดีมาก ๆ คือ คา่ VSWR ทต่ี ่ากว่า 2.0 ลงมาน้จี ะไม่ทาให้เกดิ การสะท้อนกลับ
ของกาลังคลืน่ อย่างน่าสงั เกต จงึ อาจจะไมต่ ้องนามาคดิ ก็ได้ ดงั น้นั ถ้าใช้สายอากาศไดโพลมาตรฐานทมี่ วี งจร
บาลันติดอย่แู ล้วปรบั ความยาวได้ถูกต้องตามความถที่ ตี่ ้องการวัด คา่ ท่อี า่ นได้จากเคร่ืองวัดสญั ญาณก็ถือได้ว่า
เปน็ คา่ ทส่ี ายอากาศไดโพลมาตรฐานรับได้
(3)กรณขี องคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ หรือโรงแรมทีม่ ีจานวนเอาตเ์ ลตทีวีมากกว่า 100 จดุ ขึน้ ไป
กรณเี ช่นนี้ เรามกั ต้องการระดับสัญญาณจากเคร่ืองขยายท่ีสูงกว่า 115 dB µv ขน้ึ ไป ดังน้นั การเลอื ก
สายอากาศรบั และเครอื่ งขยายสญั ญาณทเี่ หมาะสม ควรใช้สายอากาศทมี่ ีอตั ราขยายสูงเพื่อรับสญั ญาณเข้ามา
ให้มรี ะดับสงู ในชว่ ง 75 – 85 dB µv และใช้เคร่ืองขยายสัญญาณแบบแชนเนลแอมป์ ซงึ่ มีอัตราขยายอยู่ในช่วง
40 – 50 dB µv ทาการขยายเพอื่ ใหไ้ ดร้ ะดบั สญั ญาณตามต้องการ
11.3.4 การคานวณระดับสัญญาณในระบบ
การคานวณหาระดับสญั ญาณท่ีเอาต์เลตทีวีแตล่ ะจุดในระบบ MATV น้นั เราจะต้องคานวณหาระดับ
สัญญาณระหว่างทางที่จุดต่าง ๆ ก่อน เนื่องจากการส่งสัญญาณในระบบจะต้องผ่านสายนาสญั ญาณผา่ น
อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ เช่น ลปลติ เตอร์ แทป๊ ออฟ จะมรี ะดับสัญญาณลดทอนลงและการสูญเสียของสญั ญาณ
โดยเฉพาะความถ่สี ูงจะมีการสูญเสยี ในสายนาสญั ญาณและอปุ กรณ์ในระบบมากกวา่ ความถีต่ ่า
จากรปู ท่ี 11.30 เป็นตวั อยา่ งระบบ MATV แบบง่าย ๆ ของบ้าน 2 ชน้ั ซ่ึงมเี อาต์เลตทวี ที ั้งหมด 8 จดุ
อยู่ชนั้ บนและช้ันล่าง 4 จุดเท่ากันอปุ กรณ์และความยาวของสายเป็นดังทแี่ สดงไวใ้ นรปู และสมมติให้ ชอ่ ง 3
ช่อง 5 ชอ่ ง 7 และช่อง 9 ใช้สายอากาศรบั ที่มีอัตราขยายเป็น 3dB, 5dB และ 6dB ตามลาดบั สญั ญาณของแต่
ละช่องท่รี บั ได้จะสงู กวา่ 85 dB µv ถงึ แม้จะเผ่ือการสญู เสียระหวา่ งทางไป 5dB ดงั น้นั ถา้ ใชส้ ายอากาศตามนี้
เราจะสามารถป้อนระบบได้โดยไมต่ ้องใช้เคร่ืองขยายสญั ญาณและอุปกรณท์ ีใ่ ชใ้ นทนี่ ี้เราจะสมมติวา่ ใช้สายนา
สญั ญาณชนดิ 5 c – 2 v ซ่งึ มีคา่ การลดทอนสัญญาณ 15 dB ต่อ 100 เมตร
ทีค่ วามถช่ี ่อง 9 และคอมไบเนอร์มกี ารบนั่ ทอนสัญญาณ 1dB สาหรับสปลิตเตอรแ์ บบ 2 ทาง และ 4
ทางมีการบ่ันทอนสญั ญาณเป็น 4dB และ 8dB ตามลาดบั จากข้อมูลเหลา่ น้ี เราจะสามารถดาเนนิ การคานวณ
ระดับสญั ญาณของชอ่ ง 9 ตามจุดต่าง ๆ ดังนีค้ ือ
1.ท่ตี าแหนง่ ก่อนเข้าคอมไบเนอร์ ระดับสญั ญาณจะเปน็
85dB µv – 13 × 2 dB = 84.47 dB µv
100
2.ที่ตาแหนง่ ออกจากคอมไบเนอร์ ระดับสัญญาณจะเปน็
208
84.74dB µv – 1 dB µv = 83.74 dB µv
3.ทีต่ าแหนง่ ก่อนเข้าสปลิตเตอร์ 2 ทาง ระดบั สญั ญาณจะเปน็
83.74dB µv – 13 × 10 dB = 82.44dB µv
100
4.ทต่ี าแหน่งออกจากสปลิตเตอร์ 2 ทาง ระดับสญั ญาณจะเป็น
82.74dB µv – 4 dB = 78.44 dB µv
5.ทต่ี าแหน่งออกจากสปลิตเตอร์ 4 ทาง บนช้นั สอง เน่ืองจากสปลิตเตอร์ 2 ทาง และสปลิตเตอร์ 4
ทางบนชั้นสองอยู่ไกลก้ ันมาก จึงทาใหร้ ะดับสัญญาณท่ขี าออกของสปลติ เตอร์ 2 ทางเท่ากบั ทีข่ าเขา้ ของสปลติ
เตอร์ 4 ทาง เพราะฉะนัน้ จะไดร้ บั สัญญาณเปน็
78.44 dB µv – 8 dB = 70.44 dB µv
6.ทป่ี ลกั๊ เอาต์เลตทวี ที ตี่ ้องการเดนิ สายยาว 20 m จะมีระดับสัญญาณดังนี้
70.44 dB µv – 13 × 10 dB = 69.14 dB µv
100
7.ทป่ี ลก๊ั เอาต์เลตทีวีท่ีต้องเดินสายยาว 20 m จะมีระดับสญั ญาณเป็น
70.44 dB µv – 13 × 20 dB = 67.84 dB µv
100
8.ทข่ี าเขา้ ของปลิตเตอร์ 4 ทางท่ีชั้นล่าง จะมีระดบั สัญญาณเปน็
78.44 dB µv – 13 × 10 dB = 77.79 dB µv
100
9.ทข่ี าออกของสปลิตเตอร์ 4 ทาง จะมีระดบั สญั ญาณเปน็
77.79 dB µv – 8 dB = 69.79 dB µv
10.ทเ่ี อาตเ์ ลตปล๊ักทวี ีที่เดนิ สาย 10 จะมรี ะดบั สัญญาณเป็น
69.79 dB µv – 13 × 10 dB = 68.49 dB µv
100
11.ทป่ี ลกั๊ เอาตเ์ ลตทีวีทเี่ ดินสาย 20 จะมรี ะดับสญั ญาณเป็น
69.79 dB µv – 13 × 20 dB = 67.19 dB µv
100
จากการคานวณขา้ งบน จะเห็นไดว้ า่ ระดับสัญญาณชอ่ ง 9 ทเ่ี อาตเ์ ลตทีวีทกุ จดุ มรี ะดับสูงกวา่ 65
dB µv ขนึ้ ไป ซึง่ นับวา่ ใช้ได้ ถ้าระดบั สัญญาณที่สายอากาศรับได้เปน็ 90 dB µvคอื สงู ขนึ้ 5 dB ซึ่งก็จัดวา่ ยัง
ใช้ได้ดเี พราะระดับของสัญญาณทเี่ อาต์เลตทีวจี ะเป็นประมาณ 7 3 dB µv แตถ่ า้ ระดับสัญญาณสูงถึง 95 dB
µv ระดับสญั ญาณของช่อง 9 ท่เี อาต์เลตทวี จี ะเป็นประมาณ 78 dB µv ซงึ่ ใกลเ้ คยี งกบั คา่ สูงสดุ ในกรณีนี้
ถงึ แม้ช่อง 9 จะไม่เป็นปญั หา แต่ชอ่ ง 3 อาจจะเปน็ ปัญหาไดเ้ พราะระดับสัญญาณจะสงู กวา่ 80 dB µv ในทาง
กลับกัน ถ้าระดับสญั ญาณท่สี ายอากาศเป็น dB µv ก็จะได้ระดับสัญญาณทเ่ี อาต์เลตทวี ีตัวสุดท้ายประมาณ 62
dB µv ซึง่ จดั ว่าคอ่ นขา้ งต่า และไม่สปู้ ลอดภัยนัก
กรณที ต่ี าแหน่งตดิ ต้ังระบบสายอากาศเปน็ ตาแหน่งที่คลน่ื จากสถานีส่งไมส่ ูงนกั ถา้ เราต้องการใช้
สายอากาศทีม่ ีอัตราขยายสงู ๆ เพ่อื รับคลืน่ ใหไ้ ด้ระดับสงู ๆ แลว้ นาไปป้อนโดยตรงแก่ระบบ บางครั้งเรา
จะต้องใช้สายอากาศที่มีอัตราขยายสูงมาก ๆ ซึ่งมีราคาแพงท้งั สายอากาศเองและค่าติดตง้ั สายอากาศ ในกรณี
เช่นน้ีจงึ เป็นการเหมาะสมกว่าท่ีจะเลอื กใชส้ ายอากาศแบบ อัตราขยายไม่สงู นักให้รับคลื่นได้ คดิ เป็นระดบั
สัญญาณประมาณ 65 dB µvแล้วจงึ ใช้บสู เตอร์ท่ีมีอตั ราขยายประมาณ 25 dB µv ขยายสญั ญาณน้ัน
209
รปู ท่ี 11.31 เปน็ รูปตัวอย่างระบบ MATV ของอาคาร 5 ชัน้ ซึ่งแต่ละชั้นมีตาแหน่งติดตั้งเอาตเ์ ลตทีวี
ตรงกนั ในแนวดงิ่ ในเงอ่ื นไขเช่นน้จี ะเป็นการสะดวกและประหยดั มากเม่ือใชเ้ อาต์เลตทีวแี บบตอ่ อนุกรม
เนื่องจากในแต่ละชนั้ มี 4 ยูนติ รวม 20 ยูนิต ในกรณีน้ีเราต้องการระดับสัญญาณที่ตน้ ทางสงู กว่า 95 dB ขน้ึ
ไป เพราะฉะน้ันอปุ กรณ์เฮดเอนด์จงึ ควรเลือกใช้สายอากาศท่มี ีอัตราขยายพอสมควร ให้สามารถรับคลน่ื ของ
ทีวไี ด้ประ 75 dB µv สาหรบั สายอากาศของวทิ ยุเอฟเอ็มนั้นใชแ้ บบครอสไดโพล หรอื แบบลูปวงกลมท่ีสามารถ
รับคล่นื ไดร้ อบทิศทางสาหรับเครื่องขยายสญั ญาณน้นั ให้ใช้มัลดแิ บนด์แอมปท์ ่ีมีอตั ราขยายประมาณ 30 dB ซง่ึ
ทาให้ไดส้ ญั ญาณเอาต์พุตสูงสุดเป็น 105 dB µv ในการคานวณเราจะใช้ระดบั สญั ญาณเอาต์พุต 100 dB µv
ในรปู ได้สมมตวิ า่ สามารถทาการแยกป้อนทางซา้ ยและขวาอยา่ งสมมาตรกัน เพราะฉะนั้นการคานวณระดบั
สญั ญาณก็คานวณทางดา้ นใดด้านหน่งึ กเ็ พียงพอ ถา้ ให้สายท่ีใชเ้ ป็นแบบ 5c – 2v ซึ่งมีการสูญเสีย 13 dB ต่อ
100 m ท่ชี ่อง 9 จะสามารถคานวณระดับสญั ญาณท่จี ุดตา่ ง ๆ ไดด้ งั ต่อไปน้ี
(1)ทเ่ี อาต์พุตของเครอื่ งขยายสญั ญาณ 100 dB µv
(2)ที่ตาแหน่งก่อนเขา้ สปลติ เตอร์ 4 ทาง จะมีระดับสัญญาณเป็น
100 dB µv –13 × 10 dB = 98.7 dB µv
100
(3)ทเี่ อาต์พตุ ของสปลิตเตอร์ 4 ทาง ถา้ เลือกใชส้ ปลติ เตอร์ 4 ทางทมี่ ีการสญู เสียเป็น 7.5 dB จะได้
ระดบั สัญญาณเปน็
98.7 dB µv – 7.5 dB = 91.2 dB µv
(4)ที่ตาแหนง่ ก่อนเข้าเอาตเ์ ลตทวี ีตัวหน่ึงในสายดา้ นใกล้ ระดบั สัญญาณจะเปน็ ดังน้ี
91.2 dB µv –13 × 15 dB = 89.29 dB µv
100
(5)ทเ่ี อาต์เลตทีวีชั้นบนสดุ ถา้ เลอื กใชเ้ อาต์เลตทวี ีแบบอนกุ รมท่ีมกี ารลดต่าท่ีขว้ั เอาตเ์ ลตเป็น 15 dB
และคา่ การสญู เสยี ในตัวเอาตเ์ ลตทีวเี ป็น 1.5 dB เหมอื นกันทุกตวั เราจะได้ระดับสญั ญาณเป็นดังนี้
89.25 dB µv – 15 dB = 74.25 dB µv
(6)ท่ีเอาต์พตุ เลตทวี ตี วั ถัดลงมาระดับสญั ญาณท่ีตาแหน่งน้ีจะเท่ากบั ระดบั สัญญาณที่ตาแหน่ง (5) ลบ
ดว้ ย คา่ การสญู เสียในเอาต์เลตตัวบน และคา่ การสญู เสยี ในสาย ดงั นนั้ จงึ ไดร้ ะดับสัญญาณเปน็
74.25 dB µv – 1.5 dB –13 × 3 dB = 72.36 dB µv
100
(7)ท่เี อาต์เลตทวี ีตวั ที่ 3 จากช้ันบน ระดบั สญั ญาณจะคานวณไดใ้ นทานองเดียวกับ (6) และจะได้
ระดับสญั ญาณเปน็ ดงั น้ีคือ
72.36 dB µv – 1.5 dB –13 × 3 dB = 70.47 dB µv
100
(8)ที่เอาตเ์ ลตเลตตวั ที่ 4 จากชนั้ บน จะได้ระดับสญั ญาณเป็น
70.47 dB µv – 1.5 dB –13 × 3 dB = 68.52 dB µv
100
(9)ทเี่ อาตเ์ ลตตัวลา่ งสุด จะได้ระดบั สญั ญาณเปน็
68.58 dB µv – 1.5 dB –13 × 3 dB = 66.69 dB µv
100
(10)ท่ีเอาต์เลตตัวบนสดุ ในสายท่ี 2 เมือ่ พิจารณาจากแบบแล้ว ระดับสัญญาณท่ีตาแหน่ง (10) จะต่าง
กับทตี่ าแหน่ง (5) เทา่ กบั การสญู เสยี ในสายที่แตกต่างกนั อยู่ 10 m ดงั น้นั ระดับสัญญาณท่ี 10 จะเป็น
210
74.25 dB µv –13 × 10 dB = 72.95 dB µv
100
(11)ในทานองเดยี วกัน ท่ีตาแหน่ง (11) จะต่างกับ (6) อยู่ 1.3 dB เพราะฉะนน้ั ทตี่ าแหน่งนี้จะมี
ระดับสัญญาณเป็น
72.36 dB µv – 1.3 dB = 71.06 dB µv
(12) มรี ะดบั สญั ญาณเปน็
(7) – 1.3 dB = 70.47 – 1.3 = 69.17 dB µv
(13)มีระดับสัญญาณเป็น
(8) – 1.3 dB = 68.85 – 1.3 = 67.55 dB µv
(14)มีระดับสัญญาณเปน็
(9) – 1.3 dB = 66.69 – 1.3 = 65.39 dB µv
อนึง่ ทเ่ี อาตเ์ ลตทวี ปี ลายสดุ ในแต่ละสายจะต้องต่อไว้ด้วยความตา้ นทาน 75Ω เพื่อ ป้องกันการ
สะท้อนของสัญญาณที่ปลายสาย
11.3.5 การจัดทาไดอะแกรมของระดบั สญั ญาณ
ในการคานวณระดบั สญั ญาณที่เอาต์เลตทีวนี นั้ ในระบบทั่วไปจะมีการแบ่งปอ้ นเป็นชั้นหรอื เปน็ สาย
เมนตามตวั อย่างในหัวข้อข้างบน ซ่งึ ในแต่ละชน้ั หรือแต่ละสายเมนก็มักจะมีการแยกสญั ญาณในลักษณะที่
คลา้ ยคลงึ กนั ดังนัน้ ในกรณีทีเ่ อาต์เลตทวี มี ีจานวนมาก ๆ เราอาจจะลดความยงุ่ ยากในการคานวณระดบั
สญั ญาณท่ีทุก ๆ เอาต์เลต โดยคานวณเฉพาะสายป้อนที่คิดวา่ ยาวที่สดุ และมีระดับสญั ญาณท่ีเอาตเ์ ลตตวั ท้าย
ๆ ตา่ ท่สี ุด แล้วจดั ทาไดอะแกรมแสดงระดบั สญั ญาณตามสายดงั กล่าวนกี้ ็จะทาให้เราทราบว่าในระบบของเรา
จะมรี ะดบั สัญญาณเพียงพอหรือไม่อยา่ งไร การจัดทาไดอะแกรมของระดับสญั ญาณนี้ โดยท่วั ไปเราจะให้แกน
นอนเปน็ ระยะทางตามสาย และแกนตงั้ เป็นระดับสญั ญาณ รูปท่ี 11.32 และรูปที่ 11.33 แสดงไดอะแกรม
ระดับสัญญาณของตัวอย่างทั้งสองขา้ งบน การเขียนไดอะแกรมโดยใช้กระดาษกราฟแบบธรรมดาจะเป็นวธิ กี าร
ท่สี ะดวกท่สี ดุ การแสดงระดบั สัญญาณนัน้ เราจะแสดงตามความยาวของสายจากทางดา้ นต้นเมอ่ื ดจู ากกราฟ
เส้นตรงท่ีสูงขน้ึ ในแนวด่งิ จะแสดงอัตราขยายของเคร่ืองขยายสญั ญาณ สว่ นเส้นที่ลดลงในแนวดงิ่ จะแสดงการ
สูญเสยี ในตวั อปุ กรณ์อน่ื ๆ ในระบบ และเส้นท่ลี าดต่าลงในแนวเฉียงเป็นเสน้ ทแี่ สดงการสูญสียในสายนา
สญั ญาณ ถา้ สายนาสัญญาณมีอัตราการสญู เสยี สูงข้นึ อตั ราการลาดต่ากจ็ ะสูงขึน้ ในกรณีของสาย 5c – 2v
อัตราทล่ี ดต่าลงจะเทา่ กบั 0.13dB/m แล้วถา้ ในระบบใชส้ าย 5c – 2v หมดอตั ราทีล่ ดต่าลงในแตล่ ะช่วงของ
สายนาสญั ญาณก็จะเทา่ กันหมด นน้ั คือมุมของการลาดต่าลงจะเท่ากันหมด
กรณีแสดงไว้ในรปู ท่ี 11.31 เน่อื งจากเป็นการใช้เอาต์เลตทีวีแบบอนุกรม ดังนั้นระดบั สัญญาณที่เอาต์
เลตทวี จี ะตา่ กว่าระดบั สญั ญาณในสายขาเข้าเทา่ กบั 15 dB
เม่ือเปรยี บเทยี บรูปที่ 11.32 และรูปที่ 11.33 แลว้ จะเห็นไดว้ า่ ระดบั สัญญาณทปี่ ลายสายของกรณีท่ี
ใช้สปลติ เตอรจ์ ะเท่ากับระดบั สัญญาณท่เี อาต์เลตทวี ี (เอาต์เลตทีวที ่ีใชเ้ ปน็ แบบเดยี ว) ซงึ่ แตกต่างจากกรณีทใ่ี ช้
เอาตเ์ ลตทวี แี บบอนุกรม ซงึ่ ระดับสัญญาณท่ีเอาต์เลตทีวีตา่ กวา่ ระดับสัญญาณในสายถึง 15 dB หรือกล่าวอีก
นยั หน่งึ การสัญญาณโดยใช้เอาต์เลตทวี ีแบบอนุกรมจะตอ้ งการระดบั สญั ญาณท่ีต้นทางสูงกว่าระบบแยก
211
สัญญาณโดยใช้สปลติ เตอร์ ซ่ึงจดั ไดว้ ่าเป็นข้อเสยี เปรยี บของกรณใี ช้เอาต์เลตทีวีแบบอนุกรมข้อหน่ึง นแก
จากนน้ั การแยกสัญญาณดว้ ยเอาต์เลตทีวีแบบอนกุ รมยงั มีข้อจากัดท่ีวา่ ไม่สามารถต่อได้มากตวั นกั สว่ นใหญ่
จะต่ออนกุ รมได้อยใู่ นช่วง 5 – 8 ตวั ขนึ้ อย่กู บั คุณสมบัติของเอาต์เลตทีวีนัน้ อย่างไรก็ตาม การใชเ้ อาเลตทวี ี
แบบอนกุ รมนี้ การเดินท่อทาไดง้ ่ายและต้องการสายนาสญั ญาณน้อย จงึ มักเปน็ ระบบที่ประหยดั กว่าแบบทใ่ี ช้
การแยกสญั ญาณโดยใชส้ ปลิตเตอร์เป็นหลัก
หนว่ ยการสอนที่ 17. ใบงานท่ี 11
หัวข้อเรื่อง
ช่อื หน่วยการสอน
18. แบบประเมนิ ผล
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
19. แบบฝกึ หดั
.................................................................................................................................................................................................
212
20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั
3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ
5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี
10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม
11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้
16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น
17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด
ดา้ นการวัดและประเมินผล
18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย
20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม
= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย
213
20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแก้ปญั หา
ปัญหาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการวดั ประเมนิ ผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นอ่นื ๆ (โปรดระบเุ ป็นขอ้ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงชื่อ ........................................................................ ครูผู้สอน
(นายปฏิพาน สีนาบญุ )
ตาแหนง่ ครู
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 214
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
215
แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชพี
และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
รหสั วิชา 20105-2103 วิชา ระบบภาพ
หน่วยที่ 12 ชอ่ื หน่วย ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบซเี อทวี ี
ช่ือเรอื่ ง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบซีเอทีวี จานวน 4 ช่ัวโมง
1. สาระสาคัญ
ระบบ CATV มีคาเต็มว่า COMMUNITY ANTENNA TELEVISION SYSTEM เป็นระบบสายอากาศ
ร่วมเหมือนกับระบบ MATV แต่มีข้อแตกต่างกันตรงที่ระบบ MATV เป็นการป้อนสัญญาณเข้าไปในระบบท่ี
ใช้ภายในอาคารเดียวเปน็ สว่ นใหญ่ แต่ระบบ CATV เปน็ การปอ้ นสญั ญาณใหก้ ับระบบทีเ่ ปน็ บรเิ วณกว้างเช่น
หมู่บ้าน อาเภอ หรือ เมอื ง เปน็ ต้น ดังนนั้ ระบบ CATV จงึ เปน็ ระบบท่มี ีขนาดใหญ่กว่า อุปกรณท์ ี่ใช้จะต้อ
มีความทนทางแข็งแรงกวา่ ระบบ MATV เนอ่ื งจากระบบสว่ นใหญ่จะตดิ ต้ังภายนอกอาคาร
2. สมรรถนะอาชีพประจาหน่วย
ดา้ นความรู้
1. อธบิ ายความหมายของระบบซเี อทวี ีได้
2. บอกอปุ กรณท์ ใ่ี ชใ้ นระบบซเี อทีวไี ด้
3. จาแนกหนา้ ทีข่ องอุปกรณแ์ ตล่ ะตวั ในระบบซีเอทวี ไี ด้
ด้านทกั ษะและการประยกุ ต์ใช้
1. ออกแบบระบบซเี อทวี ีได้
2. คานวณระดับสญั ญาณแต่ละจดุ ในระบบซีเอทวี ไี ด้
ด้านคุณธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
1. มีคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 จดุ ประสงค์ท่ัวไป
1. เพอ่ื ใหร้ ู้และเข้าใจความหมายของระบบ ซีเอทีวี
2. เพื่อให้มที กั ษะในการออกแบบระบบซีเอทวี ี
3. เพ่ือใหเ้ ห็นคุณค่าในการคานวณระดับสัญญาณแตล่ ะจุดในระบบ ซเี อทวี ี
4. เพ่ือมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. อธิบายความหมายของระบบซีเอทวี ีได้
2. บอกอปุ กรณ์ท่ีใช้ในระบบซีเอทวี ีได้
216
3. จาแนกหนา้ ท่ีของอุปกรณ์แตล่ ะตวั ในระบบซีเอทีวีได้
4. ออกแบบระบบซเี อทวี ีได้
5. คานวณระดับสญั ญาณแตล่ ะจุดในระบบซเี อทีวีได้
6. มคี ุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรยี นรู้
4.1 ดา้ นความรู้
1. อุปกรณ์ท่ีใชร้ ะบบซเี อทวี ี
2. อปุ กรณท์ ี่ใช้ระหวา่ งทางเดินของสญั ญาณ
3. หลกั การออกแบบระบบซเี อทวี แี ละคานวณระดบั สญั ญาณ
4. ระบบมาตรฐานและการคานวณระดบั สญั ญาณ
5. ระบบซีเอทวี แี บบ 2 ทาง
4.2 ดา้ นทักษะหรือปฏิบัติ
1. แบบทดสอบหนว่ ยที่ 12
4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บูรณาการเศรษฐกจิ พอเพียง
1. นาความรู้เรอ่ื งระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบซีเอทวี ีไปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้
5. กิจกรรมการเรียนการสอนหรอื การเรียนรู้
ขั้นตอนการสอนหรอื กจิ กรรมครู ข้ันตอนการเรยี นหรอื กจิ กรรมของผูเ้ รียน
ขนั้ เตรียม(จานวน 60 นาที) ขั้นเตรียม(จานวน 60 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลท่ีใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้
กับวิชา ระบบภาพ กบั วิชา ระบบภาพ
2. ผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเรื่องที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 12 เรื่อง ระบบ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 12 เรื่อง
สายอากาศโทรทศั น์รวมแบบซีเอทวี ี ระบบสายอากาศโทรทศั นร์ วมแบบซเี อทวี ี
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี
หนว่ ยท่ี 12 12
ขัน้ การสอน(จานวน 120 นาท)ี ขนั้ การสอน(จานวน 120 นาท)ี
1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหนว่ ย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย
ที่ 12 เร่ือง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบซีเอ ท่ี 12 เร่ือง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบซีเอ
ทวี ี ทีวี
217
ข้ันตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ขน้ั ตอนการเรยี นหรือกิจกรรมของผเู้ รยี น
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ
หน่วยที่ 12 เรื่อง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวม หน่วยท่ี 12 ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบซีเอ
แบบซเี อทวี ีและอธิบายเนื้อหาให้ผเู้ รยี นฟงั ทีวีและฟงั ผสู้ อนอธบิ ายเนือ้ หา
ผู้สอนใหผ้ เู้ รยี นทาใบงานที่ 12 ระบบสายอากาศ 3. ผเู้ รยี นทาใบงานที่ 12 ระบบสายอากาศ
โทรทศั น์รวมแบบซีเอทวี ี โทรทัศน์รวมแบบซีเอทวี ี
ข้ันสรปุ (จานวน 60 นาที) ข้ันสรุป(จานวน 60 นาท)ี
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วยท่ี 1. ผู้เรียนและผ้สู อนร่วมกันสรุปเนอ้ื หาในหน่วยที่
12 เรื่อง ระบบสายอากาศโทรทศั น์รวมแบบซีเอทีวี 12 เร่ือง ระบบสายอากาศโทรทศั น์รวมแบบซีเอ
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน ทวี ี
หน่วยท่ี 12 1. ผู้เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยท่ี 12
6. สือ่ การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
6.1 ส่อื สง่ิ พิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวชิ า ระบบภาพ
2. ใบความรู้ที่ 12 เรือ่ ง ระบบสายอากาศโทรทศั น์รวมแบบซีเอทวี ี
3. ใบงานที่ 12 ระบบสายอากาศโทรทัศนร์ วมแบบซีเอทีวี
4. แบบทดสอบหนว่ ยท่ี 12 สรปุ และประเมนิ ผล ข้อ 2
6.2 สื่อโสตทัศน์
1. Power Point เร่อื ง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบซีเอทวี ี
6.3 สือ่ ของจริง
7. แหลง่ การเรยี นการสอน/การเรียนรู้
7.1 ภายในสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมุดวทิ ยาลยั การอาชีพสว่างแดนดิน
2. ห้องอนิ เตอร์เน็ตวิทยาลัยการอาชพี สว่างแดนดิน
7.2 ภายนอกสถานศกึ ษา
1. หอ้ งสมุดเฉลิมพระเกยี รติอาเภอสวา่ งแดนดิน
2. ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกมุ ารอี าเภอสว่างแดนดิน
218
8. งานทีม่ อบหมาย
8.1 กอ่ นเรยี น
1. ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น
8.2 ขณะเรยี น
1. ศึกษาเน้ือหา ในหนว่ ยท่ี 12 เรอื่ ง ระบบสายอากาศโทรทัศนร์ วมแบบซเี อทีวี
2. รายงานผลหน้าชั้นเรียน
3. ปฏิบัติใบงานท่ี 12 เรอ่ื ง ระบบสายอากาศโทรทัศนร์ วมแบบซเี อทีวี
4. สรปุ ผลการทดลอง
8.3 หลงั เรียน
1. ทาแบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 12
9. ผลงาน/ช้นิ งาน ท่เี กิดจากการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น
1. แบบฝึกหดั หน่วยที่ 12 ใบงานที่ 12
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งองิ
1. ไชยวฒั น์ วงศ์สมศรี. ระบบภาพ: ศนู ยส์ ่งเสริมอาชีวะ
11. การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวิชาอื่น
1. บรู ณาการกบั วชิ าสายสง่ และสาอากาศ
2. บรู ณาการกับวิชาอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละวงจร
12. หลกั การประเมนิ ผลการเรยี น
12.1 ก่อนเรยี น
1. ตรวจผลงานตามใบงานท่ี 12
2. สงั เกตการปฏบิ ัติงาน
12.2 ขณะเรียน
-
12.3 หลงั เรียน
1. ตรวจแบบฝกึ หดั หน่วยที่ 12
2. ตรวจแบบแบบฝึกหดั ผลการเรียนรู้
219
13. รายละเอยี ดการประเมินผลการเรียน
จดุ ประสงค์ข้อที่ 1 อธิบายความหมายของระบบซเี อทีวีได้
1. วธิ ีการประเมนิ : ทดสอบ
2. เครือ่ งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : อธิบายความหมายของระบบซีเอทีวีได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : อธิบายความหมายของระบบซีเอทวี ีได้ ได้คะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ขอ้ ที่ 2 บอกอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบซีเอทวี ีได้
1. วิธกี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : บอกอุปกรณท์ ีใ่ ชใ้ นระบบซเี อทวี ีได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ข้อที่ 3 จาแนกหนา้ ทีข่ องอปุ กรณ์แต่ละตวั ในระบบซเี อทีวีได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : จาแนกหน้าทขี่ องอปุ กรณแ์ ตล่ ะตัวในระบบซเี อทวี ไี ด้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ ้อที่ 4ออกแบบระบบซเี อทีวีได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : ออกแบบระบบซเี อทวี ีได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จดุ ประสงคข์ อ้ ที่ 5 คานวณระดับสัญญาณแตล่ ะจุดในระบบซเี อทีวไี ด้
1. วธิ กี ารประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่ืองการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมนิ : คานวณระดับสญั ญาณแตล่ ะจุดในระบบซเี อทวี ีได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
220
14. แบบทดสอบก่อนเรยี น
หนว่ ยการสอนที่ ชอ่ื หนว่ ยการสอน
วตั ถุประสงค์ เพ่ือ
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนที่ 1 ช่ือหน่วยการสอน
วัตถุประสงค์ เพอื่
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
221
ใบความรทู้ ี่ 12
หน่วยการสอนท่ี 12 ช่อื หน่วยการสอน ระบบสายอากาศโทรทศั น์รวมแบบซีเอทีวี
หัวข้อเรอ่ื ง ระบบสายอากาศโทรทัศน์รวมแบบซีเอทวี ี
12.1 อุปกรณ์ทใี่ ชใ้ นระบบ CATV
การปอ้ นสญั ญาณเข้าไปในระบบ CATV นัน้ เนอ่ื งจากเป็นการป้อนสัญญาณทน่ี าไปใช้ในพ้ืนที่กว้าง
และจานวนเอาต์เลตทีวีจานวนมากเป็นหลาย ๆ ร้อย หรือหลาย ๆ พัดจุดก็ได้ นอกจากนั้น การเดินสายและ
ติดต้ังอุปกรณ์ยังอยู่ภายนอกอาคารเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นอุปกรณ์จึงตอ้ งมีคุณสมบัติดี และแข็งแรงทนทานกว่า
อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบ MATV ธรรมดา ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบ CATV
โดยแยกเปน็ อุปกรณใ์ นเฮดเอนด์ อุปกรณ์ท่ีใชร้ ะหวา่ งทาง สายนาสญั ญาณและอปุ กรณ์อน่ื ๆ
12.1.1 อุปกรณ์ชดุ เฮดเอนด์
อปุ กรณใ์ นเฮดเอนด์นนั้ อาจแยกเปน็ สายอากาศ และอุปกรณ์สว่ นอนื่ ทีอ่ ย่ใู นห้องเฮดเอนด์
สายอากาศท่ีอยู่ระบบ CATV นั้น โดยทั่วไปมักจะต้องมีคุณสมบัติดีพิเศษ ท้ังนี้เพราะต้อง
คานงึ ถงึ ลักษณะการใชง้ านที่จะต้องรบั สัญญาณในบรเิ วณทม่ี ีความเข้มของสัญญาณต่าหรือบรเิ วณท่ีมสี ัญญาณ
รบกวนสงู ในกรณีท่ีใช้รับในบรเิ วณท่ีมสี ญั ญาณต่า เช่น ในหมูบ่ า้ น ชานเมอื ง หรอื นอกเมืองทหี่ า่ งจากสถานีส่ง
เป็นระยะทางหลาย ๆ สิบกโิ ลเมตรขึ้นไป หรอื บรเิ วณท่ีอยู่ในหุบเขา ในกรณนี ้ี อาจจะตอ้ งต้ังเสาสงู สาหรับติด
ปีกสายอากาศ ดังท่ีแสดงไว้ในรูปท่ี 12.1 โดยที่ความสูงของเสาจะขึ้นอยู่กับระยะห่างจากสถานสี ่งและความ
สูงของสิ่งกีดขวาง นอกจากนั้นสายอากาศท่ีติดต้ังก็จะต้องมีอัตราการขยายสูงมาก ๆ เพ่ือให้ระดับสัญญาณที่
รบั ไดจ้ ากสายอากาศสงู เพยี งพอที่จะนาไปใช้งานตอ่ ไป อย่างไรกต็ าม อตั ราขยายของสายอากาศนจ้ี ะสงู ข้ึนตาม
จานวนของอีเลเมนต์ที่ใช้ ดังท่ีแสดงไวในรูปท่ี 12.2 กล่าวคือในช่วงต้นๆ การเพิ่มจานวนอีเลเมนต์จะทาให้
อัตราการขยายเพิ่มข้ึนน้อยลง จึงทาให้กรณีท่ีต้องการอัตราขยายสูงมาก ๆ แทนท่ีจะใช้วิธีเพ่ิมจานวนอีเล
เมนต์เราจะใช้วิธีสสแตค (Stack) สายอากาศ คือ นาเอาสายอากาศท่ีมีโครงสร้างเหมือนกันมาเรียงกันใน
ลักษณะทเี่ หมาะสม คอื จะเรยี งซ้อนกันในแนวตัง้ หรอื เรยี งตามแนวนอน ดังทีแ่ สดงในรปู ท่ี 12.3 ในกรณีที่
นามาสแตคกันนี้ อัตราขยายของสายอากาศจะสูงขน้ึ จากสายอากาศแผงเดียวเป็น n เท่า เมื่อ n เป็นจานวน
ท่ีนามาสแตคกัน นั่นคือถ้าสายอากาศแผงเดียวมีอัตราขยายเป็น G เทท่าที่สแตคกัน n แผง ก็มีอัตราการ
ขยายเป็น nG เท่า หรือ เม่ือคิดเปน็ dB แล้ว อัตราการขยายจะสงู ขึน้ 10 log n (dB)
ตารางที่ 12.1 อัตราขยายท่สี ูงขึ้นเมื่อสแตค n แผง
222
n S อัตราขยายที่สูงข้ึน(dB)
213
3 4.8
426
6 7.8
839
12 10.8
16 4 12
24 13.8
32 5 15
หมายเหตุ n= 2s
ตารางที่ 12.1 แสดงอัตราที่สูงข้ึนเมื่อคิดเป็น dB จากตารางจะเห็นได้ว่าในช่วงท่ี n มีค่าน้อย
อัตราขยายจะเพ่ิมข้ึนค่อนขา้ งสงู แต่เมื่อ n มีค่าสงู ข้นึ โดยเฉพาะสูงกวา่ 8 ขึ้นไป อตั ราขยายท่ีเพ่ิมขน้ึ ในอัตรา
ท่ลี ดตา่ ลงมาก ทง้ั น้กี ็เนือ่ งจากอัตราการเพ่ิมอยูใ่ นรูป 10 log (dB) นั้นเองและถ้า เขียนได้เป็น 2s โดยท่ี S
เปน็ เลขจานวนเตม็ เราจะได้อตั ราขยายทีเพมิ่ ข้ึนเป็น
10 log n = 10 log 2s = S × 10 log 2 dB
และเน่ืองจาก 10 log 2 dB = 3 dB น่ันคือ การที่จะให้ได้อัตราขยายเพ่ิมขึ้นทุก ๆ dB น้ันจานวน
แผงจะต้องเพม่ิ ขึน้ เป็นเทา่ ตัวทกุ ๆ ครัง้ ซ่ึงจะสงั เกตไดจ้ ากตารางที่ 12.1 เช่นเดียวกัน
ในกรณีที่สัญญาณจากสายอากาศสูงเพียงพอท่ีจะนาไปป้อนแชนเนลแอมป์ ต่อไปก็ไม่มีปัญหาอะไร
แตถ่ ้าระดับสัญญาณที่รบั ได้ต่าเกินไป เชน่ ตา่ กวา่ 50 dB V ลงมากจ็ าเปน็ ต้องติดเคร่ืองขยายปรีแอมป์ที่
สายอากาศเสียก่อนแล้วจึงส่งมายังห้องเฮดเอนด์และการส่งมาที่ห้องเฮดเอนด์น้ัน สายนาสัญญาณที่ใช้นั้น
จะตอ้ งไกลมากเปน็ หลาย ๆ สบิ เมตรหรือเป็นร้อย ๆ เมตรข้ึนไป สายทใี่ ชจ้ ะตอ้ งดีกว่าสาย 7C – 2V ขนึ้ ไป
และถ้าเป็นการเดินสายอยู่ภายนอกตัวอาคารก็ต้องใช้สายแบบทนแดดและกันน้าได้ นอกจากน้ันถ้า
สายอากาศกับห้องเฮดเอนด์อยู่ห่างกันมาก ก็จาเป็นต้องใช้คอมไบเนอร์ในการรวมสัญญาณจากสายอากาศ
หลาย ๆ ช่องเขาด้วยกันแล้วส่งมาโดยข้าเส้นเดียวจะทาให้ประหยัดกว่า เมื่อส่งมาด้วยวิธีน้ีที่ปลลายสายก็
จะตอ้ งมีอปุ กรณแ์ ยกสญั ญาณชอ่ งต่าง ๆ เพือ่ ปอ้ นใหแ้ ชนเนลแอมปต์ ่อไป
สาหรับอุปกรณ์ในห้องเฮดเอนด์น้ัน ส่วนใหญ่จะเหมือนที่ใช้ในระบบ MATV คือประกอบด้วย
แชนเนลแอมป์เป็นหลักและอุปกรณ์อนื่ ๆ ทีจ่ าเป็นเช่นแชนเนลคอนเวอรเ์ ตอร์ อารเ์ อฟมอดูเลเตอร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แชนเนลแอมป์ท่ีใช้ในงาน CATV ควรจะมี AGC ติดอยู่ด้วยเพ่ือให้การจ่ายสัญญาณมี
เสถียรภาพยิ่งขึ้น อาร์เอฟมอดูเลอเตอร์จะต้องใช้ชนิดที่มีคุณสมบัติดีเหมือนกัน เพราะกว่าสัญญาณจะผ่าไป
ถึงเอาต์เลตทีวีท่ีปลายทางต้องผ่านเครื่องขยายสัญญาณอีกหลายเครื่อง และคุณภาพของสัญญาณจะเลวลง
เรื่อย ๆ จึงต้องทาสัญญาณท่ีต้นทางให้มีคุณภาพดีไว้อุปกรณ์ในห้องเฮดเอนด์ท่ีจาเป็นอีกช้ินหน่ึง คือ
เพาเวอร์ซัพพลายท่ีจ่ายกระแสให้กับเคร่ืองขยายสัญญาณที่อยู่ระหว่างทางในระบบ CATV เครื่องขยาย
223
สัญญาณที่ใช้สายเมนระหว่างทางจะพึ่งเพาเวอร์ซัพพลายจากเฮดเอนด์เป็นหลัก จึงต้องมีซัพพลายยูนิตพร้อง
กับอุปกรณ์ที่ใชใ้ นการการรวมโวลต์เตจจากเพาเตอร์ซัพพลายเข้ากบั สัญญาณทวี ีเพ่ือป้อนเข้าสู่สายเมนร่วมกัน
และในระบบนี้การป้อนเพาเวอร์ให้แก่เครื่องขยายสัญญาณจากตาแหน่งท่ีอยู่ห่างไกลจะป้อนด้วยไฟ AC
โวลต์เตจต่า ประมาณ 24-30 โวลดังน้ันเอาต์พุตของเพาเวอร์ซัพพลายจะเป็นไฟ AC 30 โวล สาหรับ
ค่ากระแสเมื่อคิดถึงด้านความปลอดภัยจะถูกจากัดไว้ที่ค่า ๆ หนึ่ง เช่น ของประเทศญี่ปุ่นจากัดไว้ที่ 3 A
ซึ่งทาให้สามารถปอ้ นเพาเวอร์ได้ 90 VA
12.2 อุปกรณท์ ่ีใชร้ ะหว่างทางเดนิ ของสญั ญาณ
ในระบบ CATV จะแตกต่างกับในระบบ MATV ค่อนข้างมาก ในระบบ CATV ต้องใช้เครื่อง
ขยายระหวา่ งทางจานวนมาก ท้งั นีเ้ พอื่ รักษาระดบั สัญญาณที่ปลายทางใหส้ ูงเพยี งพอ เครอ่ื งขยายสัญญาณท่ี
ใช้ระหวา่ งทางมอี ยหู่ ลายแบบด้วยกัน คือ
1. ทรังค์แอมปลิไฟเออร์ (Trunk Amplifier ; TA) เคร่ืองขยายสัญญาณน้ีจะใช้ในการขยาย
สัญญาณในสายเมนใหญ่ หรือสายทรังค์เพียงอย่างเดียว ดังน้ันจะใช้ตาแหน่งที่ระดับสัญญาณต่าลงเพ่ือให้มี
ระดบั สัญญาณสูงข้ึนเพยี งเดียว
2. ทรังค์บริดจ้ิงแอมปลิไฟเออร์ (Trunk Bridging Amplifier ; TAB) เครื่องขยายสัญญาณ
นี้ใช้ในการขยายสัญญาณในสายทรังค์ และในสายบรานซ์ (branch line) ท่ีแยกออกไปสายบรานซ์ที่แยก
ออกไปโดยทวั่ ไปจะมีแบบทางเดยี ว, 2 ทาง, และ 4 ทาง
3. เอเอกซ์เทนชั่นแอมปลิไฟเออร์ (Extension Amplifier ; EA) เครื่องขยายสัญญาณแบบ
นส้ี ่วนจะใชใ้ นการขยายสัญญาณในสายบรานชท์ ่แี ยกออกมาจากสายทรังค์
จากคุณสมบัติของเอกซ์เทนช่ันแอมปลิไฟเออร์ ส่วนมากจะพบว่าค่า Noise Figure จะสูง
กว่าค่าของ TA เพราะ EA ควบคุมจานวนเอาต์เลตน้อยกว่าของ TA คุณสมบัติจึงด้อยกว่าได้บ้าง รูปที่
12.6 แสดงลักษณะภายนอกของแอมปลิไฟเออร์แบบต่าง ๆ
4. สปลิตเตอร์และแท๊ปออฟ อุปกรณ์แยกสัญญาณแบบสปลิตเตอร์และแท๊ปออฟก็มีใช้มาก
เช่นเดียวกันในระบบ CATV ลักษณะวงจรและการทางานก็จะเหมือนใน MATV ทุกประการจะต่างกันท่ี
สามารถตดิ ต้งั ภายนอกอาคารได้ รปู ที่ 12.7 แสดงตวั อย่างรปู ร่างกายนอกของสปิตเตอรแ์ ละแท็ปออฟแบบที่
ใชภ้ ายนอดอาคาร ซ่งึ เป็นแบบกลอ่ งอะลูมเิ นยี มหลอ่ กันน้าได้ เชน่ เดียวกบั กล่องขยายสัญญาณ
5. เครื่องป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Arrestor) เป็นอุปกรณ์ที่จาเป็นอีกชิ้นหน่ึงในระบบ
CATV ซึ่งอุปกรณ์น้ีจะต่ออนุกรมในสายทรังค์หรือสายบรานซ์ในระบบ เพ่ือป้องกันแรงดันจากฟ้าฝ่าไม่ให้ไป
ทาลายอุปกรณ์อ่ืน ๆ ในระบบได้รูปท่ี 12.8 แสดงตัวอย่างรปร่างภายนอกของเครื่องป้องกันฟ้าผ่า
คุณสมบัตขิ องเครื่องป้องกันฟา้ ผ่าของบางบริษัทผู้ผลติ สามารถทนแรงดันเหน่ียวนาจากฟ้าผ่า (surge) ได้ถึง
± 5 KV
6. สายนาสัญญาณ สายนาสญั ญาณท่ใี ช้ในระบบ CATV นอกจากจะมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าท่ีดี
แล้วคุณสมบัติทางกลก็ต้องดีด้วยเช่นกัน โดยท่ัวไปสารไดอิเล็กตริกที่ใช้จะเป็น โพลีเอทีลีนแบบโฟมและ
ฉนวนหุ้มภายนอกก็ต้องมีความเหนียวและทนทานต่อ สภาพดินฟ้าอากาศ ตารางท่ี 12.2 แสดงคุณสมบัติ
224
ของสายมาตรฐานท่ีใช้ในประเทศญ่ีปุ่น สายเบอร์ใหญ่จะใช้เป็นสายทรังค์ และสายเบอร์เล็กจะใช้เป็น
สายบรานซ์ ในการคิดความยาวของสายนน้ั สาหรับสายทรงั คต์ อ้ งคดิ เปน็ 1.2 เท่าของความยาวที่ปรากฏใน
แบบ ถ้าเป็นสายบรานช์ต้องคดิ เป็น 1.1 เท่านอกจากนนั้ ต้องเผือ่ การเปลยี่ นแปลงของคุณสมบตั ืตามอุณหภูมิ
และการเสอ่ื มสภาพ โดยเผอ่ื ใหค้ า่ สญู เสียสูงข้ึน 4% (เม่ืออณุ หภูมิเพ่ิมขึน้ 20℃) และ 10% สาหรับสาเหตุ
ท้งั สอง ตามลาดับ รปู ท่ี 12.9 แสดงลักษณะภายนอกของสายนาสญั ญาณแบบต่าง ๆ
ตารางที่ 12.2 คุณสมบัติด้านการสูญเสยี ของสายนาสญั ญาณขนาดมาตรฐานทใ่ี ชใ้ นญ่ปี นุ่
90 MHz 222 MHz 470 MHz 770 MHz
5C-FL 57 92 137 179
7C-FL 41 66 99 130
10C-FL 31 51 77 102
หมายเหตุ : หนว่ ย dB/Km (ท่ี 20 องศาเซียส)
12.3 หลักการออกแบบและคานวณระดบั สัญญาณในระบบ CATV
12.3.1 โครงสรา้ งของระบบ CATV
ระบบ CATV ซ่ึงเป็นระบบส่งสัญญาณทีวีผ่านสายนาสัญญาณไปตามบ้านเป็นระบบส่ง
สัญญาณทีวีท่ีใช้กันมานานแล้วเช่นเดียวกัน โดยใช้ในการส่งในหมู่บ้าน หรือในเมืองท่ีมีพ้ืนท่ีไม่มากนัก
ปัจจุบันระบบนี้นอกจากจะใช้ในลักษณะดังกล่าวแล้ว ยังใช้ในการแก้ปญั หาการรับภาพไม่ได้ในตัวเมืองท่ีมีตกึ
สูง ๆ มีผลทาให้บ้านเรือนและละแวกน้ันรับสัญญาณโทรทัศน์ไม่ได้ (รับไม่ได้เพราะสัญญาณอ่อนมาก หรือมี
ภาพซ้อน) จะต้องติดตั้งระบบ CATV เพ่ือป้อนสัญญาณทีวีให้กับบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบน้ัน ดังน้ัน
ผู้สร้างตึกจะต้องทาการสารวจท้ังภาคทฤษฎีและภาคสนามในการกาหนดบริเวณที่จะต้องทาการป้อน CATV
ให้ตามกฎหมาย
ตามลักษณะการใช้งานดังกล่าวข้างต้น จึงทาให้ระบบ CATV มีลักษณะแตกต่างจากระบบ
MATV 2 ประการดว้ ยกัน คอื
(1) ความยาวของสายนาสัญญาณจากเอดเอนด์จนถึงปลายทางจะมีความยาวมากกกวา่
ในระบบ MATV กลา่ วคอื ในระบบ MATV ความยาวของสายเฮดเอนดจ์ นถงึ เอาต์เลตทีวปี ลายทางท่ีอยู่ไกล
ที่สุดมักจะอยู่ในหลัก 100 m ถึง 200 m เป็นส่วนใหญ่ แต่ในระบบ CATV นั้น ความยาวนี้อาจจะเป็น
หลายร้อยเมตรหรอื อยู่ในหลักของกิโลเมตร เปน็ ต้น
(2) การเดินสายและการติดตง้ั อปุ กรณ์ส่วนใหญจ่ ะต้องอยู่ภายนอกอาคาร
ข้อแตกต่าง 2 ประการดังกล่าวน้ี ทาให้ระบบ CAVT ต้องใช้อุปกรณ์เพ่ิมมากขึ้นและ
อุปกรณ์ท่ีใช้ก็ต้องแข็งแรงทนทานกว่าที่ใช้ในระบบ MATV อุปกรณ์ท่ีเพิ่มมากข้ึนนั้น ส่วนใหญ่ คือ เคร่ือง
ขยายสัญญาณแบบต่าง ๆ ท่ีต้องเพ่ิมเข้าไปในระบบเพื่อขยายสัญญาณท่ีลดต่าลงให้สูงขึ้น การลดต่าลงของ
ระดับสัญญาณน้ัน เฉพาะส่วนท่ีลดต่าลงเน่ืองจากความยาวของสายนาสัญญาณก็จีไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าสายเฮดเอนด์ถึงปลายทางยาว 500 m และใชส้ ายทมี่ ีการสูญเสีย 8 dB / 100 m ท่มี คี วามถช่ี ่องสูงสุดท่ี
225
ใช้งาน ก็หมายความวา่ เฉพาะการสูญเสยี ในสายจะเป็น 40 dB เม่ือรวมกับการสูญเสียในอปุ กรณ์อน่ื ๆ จะ
มคี า่ สูงขน้ึ ซง่ึ อาจจะสงู ถึง 60-70 dB หรอื อาจจะมากกว่า ทงั้ น้ขี ้ึนอย่กู บั หลังคาเรือนทีต่ อ้ งการทาการป้อน
และเนื่องจากสัญญาณเอาต์พุตจากเคร่ืองขยายในเฮนเอนด์เป็นประมาณ 115-120 dB V จึงทาให้ระดับ
สญั ญาณที่ปลายทางต่าเกินไปผลกค็ ือ ต้องติดต้ังเคร่ืองขยายสญั ญาณระหว่างทาง
12.3.2 หลกั การออกแบบระบบ CATV
ในการออกแบบ CATV จุดประสงคค์ อื ตอ้ งออกแบบให้สญั ญาณที่ปลายทางมีคุณภาพดีใน
ขณะเดียวกันราคาของระบบต้องต่าและไม่ส่งคลื่นรบกวนออกไป เน่ืองจากอุปกรณ์และสายนาสัญญาณ
รวมท้งั คา่ เดนิ สายติดตั้งอุปกรณ์ทง้ั หลายในระบบนี้มีราคาสูง ในการออกแบบจึงต้องศึกษารายละเอียดอย่างถี่
ถ้วน โดยมพี ืน้ ฐานการพจิ ารณาในการออกแบบ
1. การเลือกสายอากาศและตาแหน่งติดตั้งสายอากาศ นับว่าเป็นเรื่องสาคัญมากมี
เป้าหมายสาคญั คือ
(1) ระดับสัญญาณของชอ่ งตา่ งๆ ท่ไี ด้รบั ต้องสูงกว่า 50 dB V
(2) ระดบั สญั ญาณของช่องตา่ ง ๆ ที่ไดร้ บั จะต้องไมแ่ ตกตา่ งกันมาก
(3) สัญญาณท่ีได้รับจะต้องไม่มีสัญญาณรบกวนต่าง ๆ ปะปนเข้ามา เช่น สัญญาณ
ภาพซ้อน หรือสัญญาณจากแหล่งรบกวนอืน่ ๆ
(4) กรณที ่เี ป็นบรเิ วณท่มี เี ฟดดง้ิ เกิดขึ้น ชอ่ งของเฟดดิง้ จะตอ้ งแคบจนไม่เป็นปัญหา
2. คุณสมบัติทางไฟฟ้าของอุปกรณ์ท้ังหมดในระบบ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ใน
ระบบจะต้องมีคณุ สมบัตดิ ังตอ่ ไปน้ี คอื
(1) จะตอ้ งไมป่ ลอ่ ยใหม้ คี ลนื่ รบกวนออกไปในระดบั ทีเ่ ป้นปัญหา
(2) คุณภาพของสัญญาณที่ออกจากสปลิตเตอร์หรือแท๊ปออฟ เพื่อป้อนเข้าสู่บ้าน
ผู้ใช้จะตอ้ งเป็นดังตารางที่ 12.3
(3) ผลคูณของอุณหภูมิรอบ ๆ สาหรับกรณีของประเทศไทย อุปกรณ์ต่าง ๆ ควร
จะทางานไดถ้ ึงอณุ หภูมิ 45 ℃ ขึน้ ไป
(4) การเลือกใช้ระบบมาตรฐาน ขนาดของ CATV น้ันจะแตกต่างกันได้มากมาย
บางแห่งอาจประกอบดว้ ยบา้ นไมก่ สี่ ิบหลงั แต่บางแห่งจากเปน็ หลายร้อยหลังใน
การออกแบบน้ันถ้าสามารถเลือกใช้ระบบมาตรฐานท่ีได้รับการพิสูจน์แล้วว่า
เป็นระบบท่ีเหมาะสมสาหรับกรณีน้ัน ๆ ก็อาจทาการออกแบบและการติดตั้ง
สะดวกข้นึ
226
ตารางท่ี 12.3 คุณภาพของสญั ญาณที่เอาต์เลตทีวีในระบบ CATV
หวั ข้อ คณุ สมบัติ
1. ระดับสัญญาณ 65-80 dB V
2. ความแตกต่างของระดับสญั ญาณระหว่างชอ่ ง ตอ้ งไม่เกนิ 10 dB
3. Hum Modulation ต่ากว่า -50 dB
4. การตอบสนองความถใ่ี นแต่ละชอ่ ง ต้องดีกว่า ± 3 dB เมื่อเปรียบเทียบกับความถ่ี
พาห์ของสญั ญาณภาพ
5. C/N (ชว่ งความถ่ี 4 MHz) สงู กวา่ 38 dB
6. Cross Modulation ตากว่า - 40 dB
7. Inter – Modulation ต่ากวา่ - 50 dB
8. การสะท้อนในสายนาสญั ญาณ ตา่ กว่า - 30 dB
12.4 ระบบมาตรฐานและการคานวณระดับสญั ญาณ
12.4.1 การแบ่งเป็นกลุ่มย่อย เม่ือระบบ CATV ที่มีใช้มากสาหรับหมู่บ้านจัดสรรหรือเทาวนเ์ ฮาส์
ที่อยู่ตามชานเมืองหรือนอกเมืองออกไป ลักษณะดังกล่าวนี้ทาให้สามารถจัดทาเป็นระบบมาตรฐานได้ระบบ
มาตรฐานที่จะเสนอไว้ในทน่ี ี้ จะมแี นวคดิ รว่ มกันอีกประการหน่งึ คอื การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยโดยให้แต่ละกลุ่ม
ย่อยป้อนได้ด้วยทรังค์บริดจ้ิงแอมปลิไฟเออร์ 1 ชุดในการกาหนดจานวนบ้านท่ีเหมาะสมสามารถคานวณได้
คือ ถ้าให้ทรังค์บริดจ้ิงแอมปลิไฟเออร์ท่ีใช้มี 4 เอาต์พุตเมื่อนาแต่ละเอาต์พุตป้อนให้สายบรานช์ ซ่ึงในแต่
สายบรานช์น้ีถ้าใช้แท๊ปออฟแบบ 4 ทางเป็นจานวน (n - 1) ตัว และตัวสุดท้ายใช้เป็นสปลิตเตอร์แบบ 4
ทาง ดงั รปู ท่ี 12.0 เมื่อทาตามเง่ือนไขท่ีกล่าวมานี้กจ็ ะสามารถคานวณจานวนบา้ น N ในหน่ึงกลมุ่ ยอ่ ยได้ดังน้ี
คอื
N=4× 4n
หรอื เม่อื เขียนตารางแลว้ จะได้ตามตารางที่ 12.4 สาหรบั จานวนแท๊ปออฟทีส่ ามารถใช้ได้นนั่ คือจานวนหลังคา
เรือนที่เหมาะสมในหนึ่งกลุ่มย่อยน้ันจะขึ้นอยู่กับความห่างระหว่างบ้าน ซึ่งเก่ียวข้องโดยตรงกับการสูญเสียใน
สาย กล่าวคือถ้าเป็นลักษณะของเทาวน์เฮาสซ์ ึ่งตัวบ้านจะอยู่ใกล้กันก็จะสามารถใช้แท๊ปออฟจานวนมากตวั ได้
จานวนหลังคาเรือนก็จะมาก แต่ถ้าเป็นหมู่บ้านจัดสรรที่แต่ละบ้านมีพื้นที่มาก ๆ จานวนแท๊ปออฟที่สามารถ
ใช้ได้ก็จะน้อยลง
ตารางท่ี 12.4 ความสมั พนั ธ์ระหว่างจานวนหลังคาเรือนกนั จานวนแทป๊ ออฟท่ใี ช้
n 1 2 3 4 56
N 16 32 48 64 80 96
227
ตารางที่ 12.5 ค่าการสญู เสียรวมจากเอาตพ์ ตุ ของแทป๊ ออฟ จนถงึ เอาต์เลตทีวีภายในบา้ นตามรูปท่ี 12.12
ชอ่ งความถ่ี VHF UHF
การสูญเสยี ในสายโยงเข้าบา้ น 1.4 2.7
การสูญเสยี ในเครอ่ื งปอ้ งกนั ไฟฝา่ 0.5 1.0
การสญู เสียจากสปลติ เตอร์ 2 ทาง 3.5 4.0
การสูญเสยี ในสายภายในบา้ น 1.7 3.2
รวม 7.1 10.2
รูปท่ี 12.11 แสดงตัวอย่างของกลุ่มย่อยที่มีลักษณะท่ีใกล้เคียงกับเทาวน์เฮาส์ ในกรณีน้ีแต่ละกลุ่ม
ยอ่ ยประกอบดว้ ยจานวนหลงั คาเรอื นเทา่ กบั 64 หลังคาเรือน
ในการโยงสายจากเอาต์พุตของแท๊ปออฟหรือสปลิตเตอร์เข้าบ้านน้ัน เพื่อความปลอดภัยมักจะใส่
เคร่ืองป้องกันฟ้าผ่าไว้ก่อนเข้าตัวบ้าน ดังแสดงไว้ในรูปท่ี 12.12 ตารางท่ี 12.5 แสดงการคานวณค่าสูญสีย
รวม จากเอาตพ์ ุตของแทป๊ ออฟจนถงึ เอาต์เลยทวี ีในบ้าน โดยใชว้ ิธโี ยงสายและแยกสัญญาณตามรูปที่ 12.11
กรณีของรูปท่ี 12.12 เป็นกรณีท่ีมีการแยกด้วยสปลิตเตอร์ 2 ทาง ซึ่งเป็นการเผื่อไว้สามารถดูทีวีได้ 2
ตาแหนง่ จากค่าการสูญในตารางที่ 12.5 จะเหน็ ได้ว่าการสูญเสยี ในสว่ นนี้กม็ ีค่าสูงขนาดที่ไม่สามารถมองข้าม
ไปได้
12.4.2 ระบบมาตรฐานแบบต่าง ๆ ระบบมาตรฐานแบบ A ซึ่งมีโครสร้างดงั แสดงไวใ้ นรปู ท่ี 12.13
ระบบน้ีเหมาะสาหรับหลังคาเรือนเป็นหลายๆ ร้อยหลังคาเรือนข้ึนไป จึงเหมาะสาหรับหมู่บ้านจัดสรรหรือ
เทาวน์เฮาส์ ท่ีมีจานวนบ้านมาก ๆ ระบบน้ีประกอบด้วยตัวอุปกรณ์เฮดเอนด์ 1 ชุด และทรังค์บริดจ้ิง
แอมปลิไฟเออร์ ในแต่ละสายทรังค์จะไม่เกนิ 4 เคร่ืองนนั้ คือ ระบบทแ่ี สดงในรปู ท่ี 12.13 นีเ้ มื่อให้กลุ่มย่อย
แบบในรปู ท่ี 12.11 คือมี 64 หลงั คาเรอื น ก็จะสามารถป้อนให้กับจานวนบา้ นท้ังหมดเป็น
8 × 64 = 512 หลังคาเรอื น นอกจากอุปกรณ์จาพวกเครื่องขยายสัญญาณแล้ว สายนาสัญญาณก็นับว่ามี
ความสาคัญมาก สายทรังค์ควรใช้เบอร์ 7 C - FL หรือ 10 C- FL แล้วแต่ความจาเป็น สาหรับ
สายบรานช์น้ันควรใช้เบอร์ 7 C - FL หรือ 5 C - FL แล้วแต่ความจาเป็นรูปที่ 12.14 และรูปที่ 12.15
แสดงไดอะแกรมของระดับสัญญาณ และค่าระดับสัญญาณที่จุดต่างๆ ในวงจรตามลาดับ วิธีคานวณน้ันจะ
เหมือนกับกรณีของ MATV ทุกประการ นอกจากรูปทั้งสองจะเห็นได่ว่าเอาต์พุตของทรังค์บริดจิ้งแอมปลิไฟ
เออร์ทางด้านสายทรังค์จะมีค่าไม่สูงนักคือ 91.5 dB V ในขณะท่ีเอาต์พุตทางด้านสายบรานช์สูงถึง 108
dB V สาเหตุท่ีเป็นเช่นนี้เพราะต้องการรักษาคุณภาพของสัญญาณในสายทรังค์ให้ดีไว้เพื่อให้สามารถผ่าน
การขยายได้หลาย ๆ ครั้ง ในขณะท่ีทางด้านสายบรานช์นั้นไม่จาเป็นต้องมีการขยายเพ่ิมเติมจึงสามารถใช้
อัตราการขยายสูงได้
ระบบมาตรฐานแบบ B มีโครงสร้างดังแสดงไว้ในรูปที่ 12.16 ระบบนี้เป็นระบบท่ีเหมาะสาหรับ
หมู่บ้านขนาดประมาณ 200 หลังคาเรือน โดยที่แต่ละหลักอยู่ห่างกันพอสมควร และในละกลุ่มย่อยจะ
ประกอบด้วยจานวนบ้านประกอบดว้ ยจานวนบ้านประมาณ 50 หลัง ซ่ึงลักษณะของกลุ่มยอ่ ยในกรณีน้ีก็จะ
228
เป็นตามรูปท่ี 12.17 ระบบมาตรฐานแบบ B นี้ จึงเหมาะสาหรับหมู่บ้านท่ีอยู่ชานเมืองนอกเมืองออกไป
ในรปู 12.16 ไดแ้ สดงกรณที จี่ าเปน็ ต้องติดต้งั สายอากาศและอปุ กรณ์เฮดเอนด์ไวห้ า่ งจากตวั หม่บู า้ น
ซ่งึ เปน็ กรณที ่ีตวั หมู่บ้านอยู่ในหบุ เขา หรอื บริเวณทไี่ ม่สามารถรับคลื่นได้อุปกรณห์ ลักท่ีใช้ในระบบก็มี
อุปกรณ์เฮดเอนด์ 1 ชุด และทรังค์บริตจ้ิงแอมปลิไฟเออร์ตั้งแต่ชุดที่ 1 ชดุ จนถึง 5 ชุด ขึ้นอยกู่ บั จานวน
หลังคาเรือน แต่จะไม่เกิน 5 ชุด รูปที่ 12.18 และรูปที่ 12.19 แสดงไดอะแกรมของระดับสัญญาณ และ
ค่าระดบั สญั ญาณทจี่ ดุ ตา่ ง ๆ ในระบบตามลาดบั
ระบบมาตรฐานท้ังสองแบบท่ีกล่าวมานี้ นับว่าเป็นระบบท่ีสามารถนาไปใช้ได้ท่ัวไปแต่ในการใช้งาน
จริงก็คงต้องมีการดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับสภาพจริงบ้าง หรือบางคร้ังอาจจะต้องเปล่ียนแปลงรูปแบบไปเลย
อย่างไรก็ตาม แนวความคิดเกี่ยวกังการแบ่งกลุ่มย่อยและการจัดเป็นระบบมาตรฐานก็ถือได้ว่าจะให้ความ
สะดวกในดา้ นการออกแบบและการตดิ ต้ังเป็นอย่างมาก
12.5 ระบบ CATV แบบ 2 ทาง
ระบบ CATV โดยทั่วไปน้ันจะเป็นแบบทางเดียว คือสัญญาณต่าง ๆ จะถูกส่งออกจากเฮดเอนด์ไป
ยังเครื่องรับที่อยู่ปลายทางเพียงทางเดียว โดยที่ทางด้านปลายทางจะไม่สามารถส่งสัญญาณย้อนกลับมาที่
อุปกรณ์เฮดเอนด์ได้ ในระบบ CATV แบบ 2 ทางน้ี นอกจากสัญญาณจะถูกส่งออกจากเฮดเอนด์ไปยัง
ปลายทางแล้วการส่งสัญญาณจากกปลายทางก็จะสามารถทาได้เช่นเดียวกัน ระบบ CATV แบบ 2 ทางนี้
นับว่าทาให้การบริการดีขึ้นมาก และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ ได้อย่างกว้างขาวง เช่น ใช้ใน
ระบบการศึกษาในโรงเรียน หรือใช้ในระบบรกั ษาความปลอดภัยสาหรบั หมบู่ ้าน หรือคอนโดมเิ นียม เป็นตน้
หลักการของระบบ CATV แบบ 2 ทางน้นั อันทจ่ี รงิ กไ็ มไ่ ด้ยงุ่ ยากอะไรมากนัก วธิ ีการทใ่ี ชก้ ันอยู่
ในปัจจุบันก็คือ สัญญาณท่ีส่งป้อนจากปลายทางเข้านั้น จะใช้ช่วงความถี่ที่ต่างจากสัญญาณทีวีที่ใช้อยู่ เช่น
ถ้าเป็นกรณีของเมืองไทยก็อาจจะส่งมาเป็นความถี่ยา่ น UHF และ VHF ที่ว่างอยู่ แต่ถ้าเป็นประเทศท่ีมีการ
ส่งทีวีในย่าน UHF ด้วย ก็อาจจะต้องเลี่ยงไปใช้ความถี่ปบริเวณอื่นที่ยังว่างอยู่ ในขณะเดียวกันอุปกรณ์
ต่างๆ ที่ใช้อยู่ในระบบก็จะต้องให้สัญญาณความถ่ีท่ีใช้ผ่านกลับมาที่เฮดเอนด์ โดยมีการสูญเสียต่าได้การที่
ต้องส่งสัญญาณย้อนกลบั ด้วยความถ่ีในช่วงท่ตี ่างกันนั้นก็เพราะว่าในระบบนี้เป็นการใช้สายนาสัญญาณและใช้
อุปกรณ์ร่วมกันอยู่ทั้งขาไปและขากลบั และอุปกรณ์ท่ีให้อยู่น้ันโดยทั่วไปมักจะไม่สมบรูณ์แบบ ยกตัวอย่างเช่น
คา่ VSWR ของอปุ กรณ์ต่าง ๆ จะมีค่าสงู กว่า 1.0 ซง่ึ กท็ าให้เกิดการสะท้อนของสญั ญาณทจี่ ุดต่อของสายนา
สญั ญาณกับอปุ กรณน์ ้ัน ๆ และถา้ ระดับสัญญาณสะท้อนมีคา่ สูงก็จะกลายเปน็ สญั ญาณรบกวนของสญั ญาณทีวี
ได้
รูปท่ี 12.20 แสดงโครงสร้างของระบบนี้อย่างคร่าว ๆ เมื่อสญั ญาณท่สี ่งจากปลายทางถึงเฮดเอนด์ซึ่ง
ในกรณีนี้มักจะเป็นห้องควบคุมด้วย ก็จะสามารถทาการแปลงช่วงความถี่แล้วส่งกลับออกไปในระบบในเวลา
เดยี วกนั ได้ หรอื อาจจะบันทึกเทปเก็บไวท้ ่ีหอ้ งควบคุมเพื่อนาไปใชใ้ นโอกาสต่อไปได้
เกี่ยวกับสัญญาณที่ส่งกลับจากปลายทางน้ัน นอกจากจะเป็นสัญญาณทีวีแล้ว อาจจะเป็นสัญญาณ
ข้อมูลหรือสัญญาณอื่นๆ ก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น สัญญาณจากเครื่องตรวจจับขโมย เคร่ืองตรวจจับสาหรับ
229
ป้องกันอัคคีภัย เป็นต้น จึงทาให้ระบบ CATV แบบ 2 ทางนี้สามารถนาไปประยุกต์ใช้งานได้อย่าง
กวา้ งขวางดงั กลา่ วขา้ งตน้
จากหลกั การดงั กล่าวขา้ งต้น ทาให้ระบบ CATV แบบ 2 ทาง จาเป็นต้องมีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นบ้าง รูปท่ี
12.21 แสดงระบบทสี่ ่งสัญญาณทีวีกลบั มาจากปลายทาง สญั ญาณทีวจี ากกล้องโทรทศั น์หรือเครื่องเล่นวิดีโอ
ท่จี ะสง่ กลับไปท่หี ้องควบคุมจะต้องไดร้ ับการมอดูเลตเตอร์เพ่อื ใช้ในการนี้ ในขณะเดียวกนั ทีห่ ้องควบคุมก็จะมี
ดีมอดูเลเตอร์ เพื่อแปลงสัญญาณความถ่ีสูงที่ส่งมาให้เป็นสัญญาณเบสแบนด์ เพื่อท่ีจะบันทึกเทปเก็บไว้หรือ
นาไปมอดูเลตเปน็ สัญญาณในยา่ น VHF ในช่องวา่ งอยู่แลว้ สง่ เขา้ ระบบไปทันที การใชใ้ นลักษณะหลังนี้ทาให้
สามารถถา่ ยรายการจากสถานทตี่ ่างๆ ได้ ซึ่งทาใหก้ ารจดั ทาได้ในลักษะทีก่ ว้างขึ้น
นอกจากอุปกรณ์พวกมอดูเลเตอร์และดมี อดูเลเตอร์แลว้ อปุ กรณ์ตา่ งๆ ทีใ่ ช้ในระบบ เชน่ สปลติ เตอร์
แท๊ปออฟ เดเอนด์แอมปลิไฟเออร์ จะต้องเป็นแบบให้ความถ่ีท่ีส่งป้อนกลับมาผ่านไปได้ด้วยดี โดยทั่วไป
อุปกรณ์เหล่านี้จะต้องออกแบบเป็นพิเศษใหม้ ีลกั ษณะเป็นฟิลเตอร์แบบผ่านแถบความถ่ี (BPF) โดยให้ขาออก
จากเฮดเอนด์แอมปลิไฟเออร์สามารถผ่านความถี่ขาลงได้ดี โดยที่ไม่ยอมให้ความถี่ท่ีต่ากว่าหรือสูงกว่า
ช่องสัญญาณทีวีผ่านไป ในลักษณะเดียวกันขาย้อนขึ้นอุปกรณ์ก็จะให้ความถี่ช่วงน้ันผ่านขึ้นมาได้ และไม่ให้
ความถ่ีช่องทีวีผ่าน อุปกรณ์เหล่านี้จะมีราคาสูงขึ้นกว่าอุปกรณ์ทั่วไปบ้าง แต่ก็จะคุ้มค่าสาหรับงานท่ีต้องการ
ลกั ษณะพิเศษของระบบ
หน่วยการสอนที่ 17. ใบงานท่ี 12
หวั ข้อเรอื่ ง
ช่อื หน่วยการสอน
18. แบบประเมนิ ผล
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
19. แบบฝึกหัด
.................................................................................................................................................................................................
230
20. บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพและบรู ณาการตามหลัก
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
20.1 สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้
รายการ ระดับการปฏบิ ัติ
54321
ด้านการเตรียมการสอน
1.จัดหนว่ ยการเรียนรไู้ ดส้ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
2. กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทงั้ ดา้ นความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจติ พิสยั
3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ สื่อ นวตั กรรม กจิ กรรมตามแผนการจดั การเรียนรกู้ ่อนเข้าสอน
ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4. มวี ธิ ีการนาเข้าสู่บทเรยี นทีน่ า่ สนใจ
5. มีกิจกรรมทีห่ ลากหลาย เพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ ความเขา้ ใจ
6. จดั กิจกรรมท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคาตอบด้วยตนเอง
7. นักเรยี นมสี ว่ นร่วมในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
8. จดั กิจกรรมทเ่ี นน้ กระบวนการคิด ( คิดวเิ คราะห์ คดิ สังเคราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ )
9. กระตุ้นใหผ้ เู้ รียนแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเสรี
10. จดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ เี่ ช่อื มโยงกับชีวิตจริงโดยนาภมู ปิ ญั ญา/บรู ณาการเขา้ มามีส่วนรว่ ม
11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
12. มกี ารเสรมิ แรงเม่ือนักเรยี นปฏิบตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผ้เู รียน
14. เอาใจใส่ดูแลผเู้ รียน อย่างทว่ั ถงึ
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาทก่ี าหนด
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหลง่ การเรียนรู้
16. ใช้สือ่ ท่ีเหมาะสมกบั กิจกรรมและศกั ยภาพของผู้เรยี น
17. ใชส้ ือ่ แหลง่ การเรยี นรอู้ ยา่ งหลากหลาย เชน่ บคุ คล สถานท่ี ของจริง เอกสารสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และอินเทอรเ์ น็ต เป็นตน้
13. มอบหมายงานให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน
14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รียน อยา่ งท่ัวถึง
15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกบั เวลาท่กี าหนด
ดา้ นการวัดและประเมินผล
18. ผเู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการกาหนดเกณฑก์ ารวดั และประเมนิ ผล
19. ประเมนิ ผลอย่างหลากหลายและครบท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจิตพสิ ัย
20. ครู ผูเ้ รียน ผูป้ กครอง หรือ ผทู้ ี่เกย่ี วข้องมีสว่ นรว่ ม ในการประเมนิ
หมายเหตุ ระดับการปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ดิ เี ย่ยี ม 4 = ปฏิบตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ 2 รวม
= ควรปรบั ปรุง 1 = ไมม่ กี ารปฏบิ ตั ิ เฉลี่ย
231
20.2 ปญั หาทีพ่ บ และแนวทางแก้ปญั หา
ปัญหาท่ีพบ แนวทางแก้ปญั หา
ดา้ นการเตรียมการสอน
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านสื่อ นวตั กรรม แหล่งการเรยี นรู้
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ด้านการวดั ประเมนิ ผล
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ดา้ นอ่นื ๆ (โปรดระบเุ ป็นขอ้ ๆ)
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
.................................................................................. ................................................................................
ลงชื่อ ........................................................................ ครูผู้สอน
(นายปฏิพาน สีนาบญุ )
ตาแหนง่ ครู
............../.................................../....................
21. บันทึกการนิเทศและติดตาม 232
ชอ่ื -สกุล ผ้นู เิ ทศ ตาแหน่ง
วัน-เดือน-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม
233
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชพี
และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รหสั วชิ า 20105-2103 วิชา ระบบภาพ
หนว่ ยท่ี 13 ช่ือหนว่ ย การติดต้งั ระบบ MATV และ CATV
ชอ่ื เรอ่ื ง การติดตั้งระบบ MATV และ CATV จานวน 4 ชว่ั โมง
1. สาระสาคัญ
การติดต้ังระบบ MATV และ CATV ส่ิงที่จะต้องคานึงถึงก็คือระบบจะต้องมีระดับความแรงของ
สัญญาณที่เพียงพอ และระบบจะต้องมีความปลอดภัยท้ังอุปกรณ์และคนดู ส่วนปัญหาของระบบ MATV และ
CATV ก็อย่างเช่น ปัญหาภาพซ้อนทีม่ สี าเหตุมาจากสัญญาณรบกวนต่างๆ เชน่ สัญญาณสะทอ้ นจากตกึ สูง หรอื
สัญญาณสะท้อนกลับภายในระบบ ปัญหาระดับสัญญาณไม่เพียงพอส่วนมากก็จะเกิดจากสัญญาณจาก
สายอากาศเบาเกนิ ไปหรือเกนิ จาการสูญเสียในระบบเอง
2. สมรรถนะอาชีพประจาหนว่ ย
ด้านความรู้
1. อธิบายหลกั การตดิ ต้ังอุปกรณ์ตา่ ง ๆ ในระบบ MATV และ CATV ได้
2. บอกหลกั การติดตัง้ ระบบ MATV และ CATV ได้
ดา้ นทกั ษะและการประยุกตใ์ ช้
1. แกป้ ัญหาตา่ ง ๆ ของระบบ MATV และ CATV ได้
2. เลอื กวิธีการแกป้ ัญหาตา่ ง ๆ ของระบบ MATV และ CATV ได้
ดา้ นคณุ ธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์และบรู ณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ
พอเพยี ง
1. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 จดุ ประสงคท์ ั่วไป
1. เพอ่ื ใหร้ ู้และเข้าใจหลกั การตดิ ต้งั อปุ กรณ์ต่าง ๆ ในระบบ MATV และ CATV
2. เพอื่ ใหม้ ที กั ษะในการแก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ ของระบบ MATV และ CATV
3. เพ่อื ใหเ้ ห็นคณุ ค่าในการเลอื กวิธกี ารแก้ปัญหาต่าง ๆ ของระบบ MATV และ CATV
4. เพื่อมคี ุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
3.2 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. อธิบายหลักการตดิ ตง้ั อุปกรณต์ า่ ง ๆ ในระบบ MATV และ CATV ได้
2. บอกหลักการตดิ ตั้งระบบ MATV และ CATV ได้
3. แก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ ของระบบ MATV และ CATV ได้
234
4. เลอื กวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของระบบ MATV และ CATV ได้
5. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรียนรู้
4.1 ด้านความรู้
1. การติดตง้ั สายอากาศ
2. การเดินสายนาสัญญาณ
3. การตอ่ สายเข้ากบั อปุ กรณ์
4. การปรับระดบั สญั ญาณและการบนั ทึกการตดิ ตงั้ เก็บไว้
5. ปัญหาและการแก้ไขปญั หาในระบบเอม็ เอทีวแี ละซีเอทีวี
4.2 ด้านทกั ษะหรือปฏิบัติ
1. แบบทดสอบหนว่ ยท่ี 13
4.3 ด้านคณุ ธรรม/จรยิ ธรรม/จรรยาบรรณ/บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง
1. นาความรู้เร่ืองการติดต้งั ระบบ MATV และ CATVไปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้
5. กิจกรรมการเรียนการสอนหรอื การเรียนรู้
ขัน้ ตอนการสอนหรือกิจกรรมครู ขั้นตอนการเรียนหรอื กิจกรรมของผูเ้ รยี น
ขนั้ เตรียม(จานวน 60 นาที) ขั้นเตรยี ม(จานวน 60 นาที )
1. ผู้สอนจัดเตรียมเอกสาร พร้อมกับแนะนา 1. ผู้เรียนเตรียมหนังสือและฟังผู้สอนแนะนา
รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้ รายวิชา วิธีการให้คะแนนและการประเมินผลที่ใช้
กับวชิ า ระบบภาพ กับวิชา ระบบภาพ
2. ผู้สอนช้ีแจงเรื่องที่จะศึกษาและจุดประสงค์ 2. ผู้เรียนฟังผู้สอนช้ีแจงเร่ืองที่จะศึกษาและ
เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยท่ี 13 เร่ือง การติดตั้ง จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมประจาหน่วยที่ 13 เร่ือง
ระบบ MATV และ CATV การติดตง้ั ระบบ MATV และ CATV
3. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน 3. ผู้เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยที่
หนว่ ยที่ 13 13
ขน้ั การสอน(จานวน 120 นาท)ี ขน้ั การสอน(จานวน 120 นาที)
1. ผู้สอนเปิดงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย 1. ผู้เรียนฟังงานนาเสนอวิชาระบบภาพหน่วย
ท่ี 13 เร่อื ง การตดิ ตั้งระบบ MATV และ CATV ท่ี 13 เร่ือง การตดิ ตั้งระบบ MATV และ CATV
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบ 2. ผู้เรียนเปิดหนังสือเรียนวิชาระบบภาพ
ภาพหน่วยที่ 13 เรื่อง การติดต้ังระบบ MATV และ หน่วยท่ี 13 การติดต้ังระบบ MATV และ CATVและ
CATVและอธิบายเนือ้ หาใหผ้ ู้เรียนฟงั ฟังผสู้ อนอธบิ ายเน้อื หา
235
ผู้สอนใหผ้ ูเ้ รยี นทาใบงานที่ 13 การตดิ ตงั้ ระบบ 3. ผ้เู รยี นทาใบงานท่ี 13 การตดิ ตัง้ ระบบ
MATV และ CATV MATV และ CATV
ข้ันสรุป(จานวน 60 นาที) ขนั้ สรปุ (จานวน 60 นาท)ี
1. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุปเน้ือในหน่วยท่ี 1. ผเู้ รยี นและผสู้ อนรว่ มกันสรปุ เนื้อหาในหนว่ ยท่ี
13 เร่อื ง การติดตัง้ ระบบ MATV และ CATV 13 เร่อื ง การตดิ ตงั้ ระบบ MATV และ CATV
2. ผู้สอนให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน 1. ผ้เู รียนทาแบบทดสอบหลังเรียน หนว่ ยที่ 13
หน่วยที่ 13
6. ส่อื การเรยี นการสอน/การเรยี นรู้
6.1 สือ่ ส่ิงพิมพ์
1. เอกสารประกอบการสอนวิชา ระบบภาพ
2. ใบความร้ทู ี่ 13 เร่อื ง การตดิ ตงั้ ระบบ MATV และ CATV
3. ใบงานท่ี 13 การติดต้ังระบบ MATV และ CATV
4. แบบทดสอบหน่วยที่ 13 สรุปและประเมินผล ขอ้ 2
6.2 ส่อื โสตทศั น์
1. Power Point เรื่อง การติดต้ังระบบ MATV และ CATV
6.3 สอ่ื ของจรงิ
7. แหล่งการเรียนการสอน/การเรยี นรู้
7.1 ภายในสถานศึกษา
1. ห้องสมุดวิทยาลัยการอาชีพสวา่ งแดนดิน
2. หอ้ งอินเตอรเ์ น็ตวิทยาลัยการอาชีพสว่างแดนดิน
7.2 ภายนอกสถานศึกษา
1. หอ้ งสมดุ เฉลิมพระเกยี รติอาเภอสว่างแดนดนิ
2. หอ้ งสมดุ ประชาชนเฉลมิ ราชกุมารีอาเภอสวา่ งแดนดนิ
8. งานที่มอบหมาย
8.1 กอ่ นเรยี น
1. ผเู้ รยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี น
8.2 ขณะเรียน
1. ศกึ ษาเน้ือหา ในหน่วยท่ี 13 เรอ่ื ง การติดตงั้ ระบบ MATV และ CATV
236
2. รายงานผลหน้าชัน้ เรียน
3. ปฏบิ ตั ิใบงานที่ 13 เรือ่ ง การตดิ ต้งั ระบบ MATV และ CATV
4. สรุปผลการทดลอง
8.3 หลังเรียน
1. ทาแบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 13
9. ผลงาน/ชิ้นงาน ทีเ่ กดิ จากการเรยี นรขู้ องผูเ้ รยี น
1. แบบฝกึ หัดหนว่ ยที่ 13 ใบงานที่ 13
2. ตรวจผลงาน
10. เอกสารอา้ งอิง
1. ไชยวฒั น์ วงศส์ มศรี. ระบบภาพ: ศนู ยส์ ่งเสริมอาชีวะ
11. การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กบั รายวิชาอ่นื
1. บรู ณาการกับวิชาสายส่งและสาอากาศ
2. บรู ณาการกับวิชาอปุ กรณ์อิเล็กทรอนิกส์และวงจร
12. หลักการประเมินผลการเรียน
12.1 กอ่ นเรยี น
1. ตรวจผลงานตามใบงานที่ 13
2. สังเกตการปฏบิ ตั ิงาน
12.2 ขณะเรียน
-
12.3 หลงั เรยี น
1. ตรวจแบบฝึกหัด หนว่ ยท่ี 13
2. ตรวจแบบแบบฝึกหดั ผลการเรยี นรู้
13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรียน
จุดประสงค์ข้อที่ 1 อธิบายหลักการติดต้งั อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ในระบบ MATV และ CATV ได้
1. วธิ ีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : อธิบายหลักการติดตั้งอุปกรณต์ ่าง ๆ ในระบบ MATV และ CATV ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผา่ น : อธิบายหลกั การติดตง้ั อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ในระบบ MATV และ CATV ได้ ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 2 บอกหลักการตดิ ต้ังระบบ MATV และ CATV ได้
237
1. วิธกี ารประเมนิ : ทดสอบ
2. เครอื่ งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : บอกหลกั การตดิ ตงั้ ระบบ MATV และ CATV ได้ 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
จุดประสงคข์ อ้ ท่ี 3 แกป้ ญั หาต่าง ๆ ของระบบ MATV และ CATV ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : แก้ปัญหาต่าง ๆ ของระบบ MATV และ CATV 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ได้คะแนน 2 คะแนน
จุดประสงค์ขอ้ ท่ี 4 เลอื กวิธีการแกป้ ญั หาต่าง ๆ ของระบบ MATV และ CATV ได้
1. วิธีการประเมิน : ทดสอบ
2. เคร่อื งการประเมิน : แบบทดสอบ
3. เกณฑ์การประเมิน : เลอื กวิธกี ารแกป้ ญั หาตา่ ง ๆ ของระบบ MATV และ CATV ได้ จานวน 2 คะแนน
4. เกณฑ์การผ่าน : ไดค้ ะแนน 2 คะแนน
14. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
หนว่ ยการสอนท่ี ชอื่ หนว่ ยการสอน
วัตถุประสงค์ เพื่อ
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
15. แบบทดสอบหลงั เรียน
หนว่ ยการสอนที่ 1 ช่ือหน่วยการสอน
วตั ถุประสงค์ เพ่ือ
เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น