วิธีวิทยาการวิจัย
ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า
RESEARCH METHODOLOGY IN EDUCATION
BY CHUTIMUN THASUNG
คาํ นํา
ตําราการวิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษาเล่มนี้ ได้เรียบเรียงขึ้นเพื่อวัตถุประสงค'ในการประกอบการ
เรียนรู้ในรายวิชาวิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษา (Research Methodology in Education) รหัส ED22101
ซ่ึงจะเป็นประโยชน์แกน่ ักศึกษาและผู้สนใจทว่ั ไปเก่ยี วกบั ความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับการวิจยั การเลือกปัญหาการ
วิจัยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตัวแปรและสมมติฐานในการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
เครื่องมือและเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล การ
ออกแบบการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติพื้นฐานสถติ ิที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานการแปลผลและการ
นําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการเขียนรายงานการวิจัย และการประเมินผลการวิจัย หวังว่าผู้เรียนจะเกิด
ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยและสามารถนําไปใช้ประโยชน์ในการทำวิจัยได้ และยังมุ่งหวัง
จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ ผู้สนใจท่ัวไปทจ่ี ะศึกษาให้เกิดความเขา้ ใจสามารถนําไปทำวิจัยได้
ผู้เรียบเรียงขอกราบขอบพระคุณทุกๆท่านที่มีส่วนสนับสนุนในการเรียบเรียงตําราฉบับนี้จนสำเร็จ
ลุล่วงไปด้วยดี
ชุตมิ นั ต์ ทะสงู
6 พฤศจิกายน 2565
สารบัญ 1
1
บทท่ี 1 1
ความร้เู บอื้ งต้นเกี่ยวกับการวิจยั ทางการศกึ ษา 1
2
ผลการศกึ ษา 2
การวิจยั ทางการศกึ ษา 2
จุดมุ่งหมายของการวิจยั 3
ลกั ษณะธรรมชาติของการวิจัย 3
ประโยชนข์ องการวจิ ัย 4
ประเภทของการวิจัย 4
แบ่งตามระเบยี บวิจัย 4
แบ่งตามจุดมุง่ หมายของการวิจยั 4
แบง่ ตามลกั ษณะและวิธกี ารวิเคราะหข์ ้อมลู 4
แบง่ ตามลกั ษณะศาสตร์และสาขาวิชา 5
แบ่งตามวิธกี ารควบคมุ ตัวแปร 5
คณุ ลักษณะสำคัญของนักวจิ ัย 6
จรรยาบรรณนกั วจิ ัย 7
สรุป 7
บรรณานกุ รม 7
บทท่ี 2 8
ลกั ษณะสำคัญของวธิ วี ิจยั 12
ประเภทการวจิ ยั 15
การวจิ ัยเชงิ พรรณนา (Descriptive Research) 16
การวิจัยเชงิ ทดลอง (Experimental Research) 17
บทสรปุ 17
บรรณานกุ รม 17
บทที่ 3 18
การออกแบบการวจิ ัยท่ีดี 19
ความหมายของการออกแบบการวจิ ยั 20
จดุ ม่งุ หมายของการออกแบบการวจิ ยั 21
หลกั การในการควบคุมความแปรปรวนในการวิจยั 22
ลักษณะของแบบการวิจยั ท่ีดี 23
ประเภทของการออกแบบการวจิ ยั 27
วิธกี ารวางแผนแบบการวจิ ยั 28
ความเท่ียงตรงของการออกแบบการวิจยั 28
บรรณานกุ รม
บทท่ี 4
แบบแผนการวจิ ัย
ความหมายของแบบแผนการวจิ ยั 28
จดุ มุ่งหมายของแบบแผนการวิจยั 29
ขน้ั ตอนของแบบแผนการวจิ ยั 30
ความหมายของคำทเี่ กี่ยวขอ้ ง 34
ประเภทของการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง 34
ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 35
เกณฑ์ท่ีใชส้ ำหรบั แบบแผนการวจิ ยั 39
ปัจจยั ทม่ี อี ิทธิพลตอ่ ความตรงภายใน 39
ปจั จยั ที่มีอิทธพิ ลต่อความตรงภายนอก 40
สิ่งที่ควรคำนงึ ถึงในแบบแผนการวิจัย 40
สรปุ 41
บรรณานุกรม 42
บทที่ 5 43
คณุ ภาพเครือ่ งมือวจิ ัย 43
เคร่อื งมอื ในการวจิ ยั 43
การรวบรวมข้อมูลและเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 43
คณุ ภาพของเครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการรวบรวมข้อมูล 43
การตรวจสอบคุณภาพของเครอ่ื งมือในการรวบรวมขอ้ มลู 44
แนวทางในการตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมือในการรวบรวมขอ้ มูล 45
การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบหรอื แบบวัดเจตคติ 45
การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม 47
การตรวจสอบคุณภาพของแบบสมั ภาษณ์ 47
การตรวจสอบคุณภาพของแบบสงั เกต 48
บรรณานุกรม 49
บทที่ 6 50
เสนอแนวคิดในการงานวทิ ยานพิ นธ์ 50
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย 50
เครอื่ งมือวิจัย/เครื่องมือเก็บรวบรวมขอ้ มูล 50
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง 50
การหาคณุ ภาพเคร่ืองมือ 50
การรวบรวมขอ้ มลู 51
การวเิ คราะห์ข้อมูล 52
สัญลักษณท์ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 53
บรรณานุกรม 54
บทที่ 7 55
การตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือท่ใี ช้ในการวิจัย 55
ความเทยี่ งตรง 55
ความเชื่อมน่ั 63
คุณภาพของเครื่องมือในการวิจยั 78
บรรณานกุ รม 83
บทท่ี 8 84
ลักษณะเคร่ืองมือท่ีใช้สำหรับการวจิ ัย 84
คุณลกั ษณะของเครื่องมือทีด่ ี 84
การรวบรวมข้อมูลและเคร่ืองมอื ในการรวบรวมขอ้ มลู 86
แบบสอบถาม 88
แบบสมั ภาษณ์ 95
แบบการสังเกต (Observation) 98
บทสรปุ 102
ตวั อยา่ ง แบบสอบถามความพ่งึ พอใจ 103
บรรณานกุ รม 106
บทที่ 9 107
การพฒั นานวตั กรรม โดยใชก้ ระบวนการวิจัย 107
การวจิ ยั และพัฒนา (Research and Development) 107
ความเป็นมาของการวิจัยและพัฒนา 107
ความหมายของการวิจยั และพัฒนา 108
ลักษณะของการวิจยั และพฒั นา 109
ประเภทของการวจิ ยั และพัฒนา 110
แนวการปฏบิ ตั ใิ นการออกแบบวจิ ยั และพัฒนา 116
ตวั แปรต้น ตวั แปรตามในงานวิจยั 117
เครื่องมือวจิ ยั ในงานวิจยั และพฒั นา 117
การวิเคราะห์ข้อมลู ในการวจิ ัยและพัฒนา 117
การเขยี นรายงานวจิ ัยและพฒั นา 118
รปู แบบรายงานการวิจัย 118
ขอ้ ดแี ละข้อจำกัดของการวิจยั และพัฒนา 120
บรรณานกุ รม 126
บทที่ 10 127
สถิตเิ บื้องตน้ เพ่ือการวจิ ยั 127
ความหมายของสถิติ 127
ประเภทของสถิติ 128
สิ่งท่คี วรคำนงึ ในการใช้สถติ ิ 129
ขอ้ มลู 130
การแจกแจงความถี่ 136
การวดั แนวโนม้ เขา้ สสู่ ว่ นกลาง 138
การวดั การกระจาย 143
การวัดตำแหน่งและการเปรยี บเทียบ 152
สหสัมพนั ธ์ 153
สถิติเชงิ อ้างองิ 155
การแจกแจงแบบปรกติ 155
หลักการและองคป์ ระกอบของการทดสอบความมนี ัยสำคญั ทางสถิติ 157
ปัญหาการเลือกใชส้ ถิติ 159
ประเดน็ ท่ีไมค่ วรปฏิบตั ใิ นการทดสอบนยั สำคัญทางสถิติ 160
การทดสอบคา่ ที 161
การวเิ คราะห์ความแปรปรวน 165
การทดสอบไคสแควร์ 168
ตวั อยา่ ง งานวจิ ัย 169
บรรณานกุ รม 173
บทท่ี 11 174
เค้าโครงวทิ ยานิพนธ์ 174
บทท่ี 1 บทนำ 175
บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้อง 182
บทที่ 3 วธิ ีการดำเนนิ การวิจยั 202
บรรณานุกรม 204
บทท่ี 1
ความรเู้ บือ้ งต้นเกีย่ วกับการวจิ ัยทางการศึกษา
ผลการศกึ ษา
ความหมายของการวิจัย คำว่า "การวิจัย" ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Research" Re แปลว่า
"อีก" Search แลว่า "การค้นหา" ดังนั้น คำว่า "การวิจัย : Research" จึงแปลว่า การค้นหาแล้วค้นหาอีก
และความหมายของคำว่า "การวิจยั " มีผู้ให้ความหมายไว้ หลายอย่างเชน่
เบสท์ (Best, 1981 อ้างถึงใน บุญเรียง ขจรศิลป์ , 2533 : 5) ได้ให้ความหมายของการวิจัยไว้ว่าเปน็
วิธีการที่เป็น ระบบระเบียบ และมีจุดมุ่งหมายในการวิเคราะห ์ และคิดบันทึกการสังเกตที่มีการควบคุมเพื่อ
นำไปสรุปอา้ งองิ หลกั การ หรอื ทฤษฎีซงึ่ จะเปน็ ประโยชน์ในการทำงานและการควบคมุ เหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ได้
ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล (2543 : 21) สรุปความหมายของการวิจยั ไวว้ ่า การวิจัยคอื การศึกษาค้นคว้า
อย่างมีระบบ ระเบียบเพื่อทำความเข้าใจปัญหาและแสวงหาคำตอบ เป็นกระบวนการที่อาศัยวิธีการทาง
วิทยาศาสตรเ์ ป็นหลกั
บุญเรียง ขจรศิลป์ (2533 : 5) ได้ให้ความหมายของคำว่า การวิจัยทางด้านวิชาการ หมายถึง
กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ หรือกระบวนการเสาะแสวงหาความรู้เพื่อตอบปัญหาที่มีอยู่อย่างมี
ระบบ และมวี ัตถุประสงคท์ แ่ี นน่ อน โดยอาศัยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์
จากท่ีกลา่ วมาขา้ งต้น พอสรุปไดว้ ่าการวจิ ัย หมายถงึ กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริง ที่มีระบบ
และวิธีการที่น่าเชื่อถือเพื่อนำความรู้ความจริงที่ได้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา หรือก่อให้เกิดความรู้
ใหม่ๆ ดังนั้น การวิจัยทางการศึกษาจึงหมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ท่ีเป็นความจริงเชิง
ตรรกะ(Logical) หรือความจริงเชิงประจักษ์ (Empirical) เพื่อตอบปัญหาทางการศึกษาอย่างมีระบบและมี
วตั ถุประสงค์ทีแ่ นน่ อนโดยอาศัยวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์เป็นหลัก
การวจิ ัยทางการศกึ ษา
การวิจัยทางการศึกษา เป็นการวิจัยการค้นคว้าหาความรู้ความจริงอย่างเป็นระบบ โดยใช้วิธีการ
วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อตอบคําถามหรือให้เกิดความรู้ เกี่ยวกับทฤษฎีหรือการปฏิบัติทางการศึกษา
(McMillan,and Wergin, 2006, p.1) เปน็ การศึกษาค้นคว้าท่มี เี นอื้ หาท่เี ก่ยี วข้องกับการวจิ ยั ทางการศึกษา ซง่ึ
อาจเกยี่ วกบั การบริหารงาน การจัดการเรียนรู้ การจดั การเรียนการสอน การพัฒนาผเู้ รยี น การพัฒนาครู การ
พัฒนาอาคารสถานที่ ความสัมพันธ์ ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองกับโรงเรียน การ
พัฒนาหลักสูตร การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 สุขภาพอนามัย และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหา
ในช้ันเรียน เปน็ ต้น
2
จุดมงุ่ หมายของการวจิ ัย
1. เพื่อการบรรยาย (Description)
2. เพ่อื การอธบิ าย (Explanation)
3. เพอ่ื การทํานาย (Prediction)
4. เพอ่ื การควบคมุ (Control)
5. เพือ่ การพัฒนา (Development)
ลกั ษณะธรรมชาติของการวิจยั
1. ดำเนินการได้ในหลากหลายรปู แบบ (Research can take a variety of form)
2. ควรมคี วามเทย่ี งตรง (Research should be validity)
3. ควรมคี วามเช่อื มนั่ (Research should be reliable)
4. ควรดำเนนิ การอยา่ งเป็นระบบ (Research should be systematic)
ประโยชนข์ องการวจิ ัย
ผลจากการดำเนนิ การวิจยั ทำให้มนุษยไ์ ด้รับความรูท้ ี่จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ มวลมนษุ ย์ชว่ ยให้การดำเนิน
กิจกรรมต่าง ๆ มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล หลายประการอันจะนําไปสู่การดำรงชีวิตอยู่ร่ วมกันอย่าง
ผาสกุ ดังนี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด ,2545 : 14,สนิ พันธ์ุพินจิ ,2547:21)
1. ช่วยให้ไดค้ วามรู้ใหม่ ท้ังทางทฤษฎแี ละปฏบิ ัติ
2. ชว่ ยพิสูจน์หรอื ตรวจสอบความถกู ต$องของกฎเกณฑห์ ลักการและทฤษฎตี า่ ง ๆ
3. ชว่ ยให้เขา้ ใจสถานการณ์ ปรากฏการณแ์ ละ พฤติกรรมตา่ ง ๆ
4. ชว่ ยพยากรณ์ผลภายหน้าของสถานการณ์ ปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ได้อยา่ งถูกต้อง
5. ช่วยแก้ไขปัญหาได้อยา่ งถูกตอ้ งและมีประสทิ ธิภาพ
6. ช่วยในการวนิ ิจฉยั ตดั สินใจได้อย่างเหมาะสม
7. ช่วยปรบั ปรุงการทำงานให้มปี ระสิทธภิ าพมากขน้ึ
8. ชว่ ยปรับปรุงและพฒั นาสภาพความเปน็ อยู่ และวถิ ดี ำรงชวี ติ ได้ดียิง่ ขึ้น
9. ช่วยกระตนุ้ บคุ คลใหม้ เี หตผุ ล รูจ้ ักคิดและค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ
3
ประเภทของการวจิ ยั
การจดั ประเภทการวิจัยทางการศึกษานนั้ สามารถจัดได้หลายแบบผู้เขยี นได้ศึกษาการจัดประเภทของ
หลายท่าน พบว่าขึ้นอยู่กบั การใช้เกณฑ์ในการแบ่ง ซึ่งแล้ว แต่ว่าจะใชอ้ ะไรเป็นเกณฑ์ในการแบง่ และพอสรุป
ไดด้ งั นี้ (บุญชม ศรสี ะอาด, 2545 : 124-127, ไพศาล วรคำ, 2550 : 17-19,สุรวาท ทองบ,ุ 2550 : 16-19)
1. แบ่งตามระเบยี บวธิ วี ิจยั
1.1 การวจิ ยั เชงิ ประวตั ิศาสตร์
1.2 การวจิ ัยเชงิ บรรยาย
1.3 การวจิ ยั เชงิ ทดลอง
2. แบ่งตามจดุ มงุ่ หมายของงานวิจยั
2.1 การวิจัยบรสิ ุทธิ์
2.2 การวิจัยประยุกต์
2.3 การวิจัยเชงิ ปฏิบตั ิการ
3. แบ่งตามลักษณะและวธิ ีการวเิ คราะหข์ ้อมลู
3.1 การวจิ ัยเชิงปริมาณ
3.2 การวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ
3.3 การวิจัยแบบผสมผสาน
4. แบง่ ตามลกั ษณะศาสตรแ์ ละสาขาวชิ าท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั การวิจัย
4.1 การวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์
4.2 การวจิ ัยทางสงั คมศาสตร์
4.3 การวจิ ัยทางมนุษยศาสตร์
5. แบ่งวิธีการควบคุมตัวแปร
5.1 การวิจัยเชงิ ทดลอง
5.2 การวจิ ัยเชิงกงึ่ ทดลอง
5.3 การวิจยั เชิงธรรมชาติ
แบง่ ตามระเบียบวจิ ัย
1. การวิจยั เชงิ ประวตั ศิ าสตร์ (Historical Research)
2. การวิจยั เชงิ บรรยายหรอื การวิจัยเชงิ พรรณนา (Descriptive Research)
3. การวจิ ยั เชิงทดลอง (Experimental Research)
4
แบง่ ตามจดุ มุ่งหมายของการวิจยั
1. การวจิ ยั บรสิ ทุ ธิ์ (Pure Research)
2. การวจิ ัยประยุกต์ (Applied Research)
3. การวิจัยเชิงปฏิบัตกิ ารหรือวิจยั เฉพาะกิจ (Action Research)
4. การวิจัยสถาบนั (Institutional Research)
แบ่งตามลักษณะและวิธกี ารวิเคราะห์ข้อมลู
1. การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)
2. การวจิ ยั เชงิ ปริมาณ (Quantitative Research)
3. การวจิ ัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research)
แบ่งตามลกั ษณะศาสตรแ์ ละสาขาวิชา
1. การวิจยั ทางสังคมศาสตร์
2. การวจิ ัยทางมนษุ ยศาสตร์
3. การวิจยั ทางวทิ ยาศาสตร์
แบง่ ตามวิธีการควบคุมตวั แปร
1. การวิจยั เชิงทดลอง (Experimental Research)
2. การวจิ ัยเชงิ ก่ึงทดลอง (Quasi Experimental Research)
3. การวิจยั เชงิ ธรรมชาติ (Naturalistic Research)
คุณลักษณะสำคัญของนักวจิ ัย
คุณลักษณะของนักวิจัยเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้วิจัยประสบความสำเร็จในงานวิจัยโดยส่วนมากมักจะมี
บคุ ลิกภาพ และความสามารถตามทรี่ วบรวมได้ในด้านต่างๆ ดังนี้
1. อารมณ์หรือทศั นคติ
2. ความรคู้ วามสามารถ
3. ความสามารถในการตัดสนิ ใจ
5
จรรยาบรรณนกั วจิ ัย
การดําเนินงานใดๆ ย่อมต้องมีกฎ ระเบียบ หรือหลักการแนวปฏิบัติ การเป็นนักวิจัยก็ย่อมมี
กฎระเบียบ หลักการ แนวปฏบิ ัตเิ ช่นกนั ดงั จะนาํ เสนอ คือ
“นักวิจัย” หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบเพื่อตอบประเด็นที่สงสัยโดยมี
ระเบียบวิธีอัน เป็นที่ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้องระเบียบวิธีดังกล่าวจึงครอบคลุมทั้งแนวคิดมโนทัศน์
และวิธกี ารท่ใี ชใ้ นการรวบรวมและวเิ คราะหข์ ้อมลู
“จรรยาบรรณ” หมายถึง หลักความประพฤติอันเหมาะสมแสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมในการ
ประกอบอาชีพที่ กลุ่มบุคคลแต่ละสาขาวิชาชีพประมวลขึ้นไว้เป็นหลักเพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้นๆ
ยดึ ถอื ปฏิบัติเพือ่ รกั ษาชอ่ื เสยี งและ สง่ เสริมเกียรตคิ ณุ ของสาขาวิชาชีพของตน
สรปุ
การวิจัยเป็นกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ความจริงใหม่ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อจุดมุ่งหมายการวิจัย
อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ เพื่อการบรรยาย เพื่อการอธิบาย เพื่อการทํานาย เพื่อการควบคุม และเพื่อพัฒนาใน
ปัจจุบันกระบวนการวิจัย ได้มีวิวัฒนาการมาจากวิธีการและแสวงหาความรู้ความจริงจากยุคโบราณผ่านยุค
ก่อนปัจจุบันจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ที่เรียกว่า “วิธีการวิจัย” การวิจัยทางการศึกษานั้นสามารถจัดได้หลาย
แบบแล้วแต่ว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑใ์ นการแบ่ง โดยขั้นตอนในการวิจัยอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของการ
วิจัยและการวิจัยทางการศึกษาส่วนใหญ่จะดำเนินการวิจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ยิ่งในปัจจุบันการ
จดั การเรยี นรู้จะต้องพฒั นาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งทกั ษะการเรียนรู้นี้เข้ามามีบทบาท
ต่อการศึกษาของไทยเป็นอย่างมาก งานวิจัยทางการศึกษาจึงควรมุ่งเป้าหมายที่จะตอบโจทย์ของการศึกษาใน
ยุคปัจจบุ นั เพ่ือเป็นแนวทางสู่นวัตกรรมการศึกษา 4.0 และดำเนินการวิจัย เพ่อื ใหไ้ ด้ผลเป็นท่ีน่าเช่ือถือซึ่งต้อง
อาศัยนักวิจัยที่มีคุณลักษณะและความสามารถในการทำวิจัยเป็นอย่างดีรวมทั้งมีคุณธรรมจริยธรรมตาม
จรรยาบรรณของนกั วิจัย
6
บรรณานกุ รม
เพชราวดี จงประดบั เกียรติ (2559) การวจิ ัยทางการศึกษา. สืบค้น เมอ่ื 16 กรกฎาคม 2565 จาก
https://identity.bsru.ac.th/archives/3807
มณญี า สุราช (2559) การวิจัยทางการศึกษา. สืบค้น เม่ือ 16 กรกฎาคม 2565 จาก
https://portal5.udru.ac.th/ebook/pdf/upload/18d33vRA3A20I9m2w7Lw.pdf
บทที่ 2
ลกั ษณะสำคญั ของวธิ ีวจิ ยั
ประเภทการวิจยั
1. การวจิ ัยเชิงประวตั ิศาสตร์
2. การวิจยั เชิงพรรณนา
3. การวจิ ัยเชงิ ทดลอง
1. แบง่ ตามระเบียบวิธวี จิ ยั แบง่ ได้เป็น 3 ประเภทคือ
1.1 การวจิ ยั เชงิ ประวตั ิศาสตร์ (Historical research) เพือ่ ค้นหาความจริงในอดีตท่ีผ่านมา
1.2 การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) เพื่อค้นหาความจริงในสภาพปัจจุบันภายใต้
สถานการณต์ ามธรรมชาติ
1.3 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เพื่อค้นหาความรู้ความจริงภายใต้สถานการณ์ ท่ี
ถูกสรา้ งขน้ึ (treatment) เพ่ือพสิ ูจนผ์ ลของตัวแปรทศ่ี ึกษา ภายใตก้ ารควบคุมตัวแปรอ่ืนที่อาจมีผลต่อตวั แปร
ท่ศี ึกษา
2. แบ่งตามสาขาวชิ า แบง่ ไดเ้ ป็นหลายประเภท เชน่
2.1 การวจิ ัยทางสังคมศาสตร์ ได้แก่ การวิจยั เกีย่ วกบั สังคม การเมอื ง การปกครอง เปน็ ตน้
2.2 การวิจัยทางมนุษยศ์ าสตร์ ได้แก่ การวจิ ัยเกีย่ วกับภาษา ศาสนา ปรชั ญา เป็นต้น
2.3 การวจิ ัยทางวทิ ยาศาสตร์ ไดแ้ ก่ การวจิ ยั ทางเคมี ฟิสิกส์ วิศวกรรม แพทย์ เปน็ ต้น
2.4 การวิจัยทางธุรกิจ ได้แก่ การวิจัยด้านบัญชี ด้านการผลิต ด้านการตลาด ในบางกรณีอาจจัดอยู่
ในการวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์ เป็นต้น
3. แบ่งตามประโยชน์ที่ได้รับ แบง่ ไดเ้ ป็น 3 ประเภทคือ
3.1 การวิจัยบริสุทธิ์ (Pure research) บางกรณีเรียกว่า การวิจัยพื้นฐาน (Basic research) เป็น การ
วิจัยที่มุ่งค้นหาความรู้ความจริงที่เป็นหลักการ กฎเกณฑ์ ทฤษฎีเพื่อขยายพื้นฐานความรู้ทางวิชาการให้
กว้างขวางออกไป
3.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied research) เป็นการวิจัยเพื่อนำผลไปใช้ในการปรับปรุงสภาพของ
สังคม และความเป็นอยู่ของมนุษย์ใหด้ ขี ้นึ ส่วนมากไดแ้ กก่ ารวิจยั ทางดา้ นเศรษฐกิจ การเมอื งและการศกึ ษา
3.3 การวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action research) เป็นการวิจัยเพื่อนำผลมาใช้แก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน ใน
องคก์ ร หนว่ ยงาน หรือสถานการณ์เฉพาะใดๆ โดยทีผ่ ลหรอื วธิ กี ารที่ไดจ้ ากการวจิ ยั นน้ั อาจไม่สามารถ นำไปใช้
กับองค์กร หน่วยงานหรอื สถานการณอ์ ่นื ได้
4. แบง่ ตามวธิ กี ารศึกษา
4.1 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็นการวิจัยที่ค้นหาความรู้ความจริงโดยอาศัย
ข้อมูลทีเ่ ป็นเชิงประมาณ ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู จะตอ้ งใชว้ ธิ ีการทางสถติ ิเขา้ มาชว่ ย
4.2 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เป็นการวิจัยที่ค้นหาความรู้ความจริงโดยอาศัย
ข้อมูลเชิงคุณลักษณะหรือเชิงคุณภาพ การเก็บรวบรวมข้อมูลต้องการให้ได้สภาพจริงตามธรรมชาติ ปกติ ใช้
การสงั เกต จดบันทกึ โลกทศั น์ วิพากษว์ จิ ารณ์ ฯลฯ
8
5. แบง่ ตามชนิดของข้อมูล แบง่ ได้เป็น 2 ประเภท คอื
5.1 การวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical research) เป็นการวิจัยที่ค้นหาความรู้ความจริงโดยเก็บ
รวบรวมข้อมลู จากแหล่งปฐมภูมิ ในสภาพปจั จบุ นั และมกั ใชว้ ธิ กี ารทางสถิติมาชว่ ยในการวิเคราะหข์ ้อมูล
5.2 การวิจัยเชิงวิพากษ์วิจารณ์หรือเชิงไม่ประจักษ์ (Nonempirical research) เป็นการวิจัยท่ี
ค้นหาความรู้ความจริง โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่แล้วในเอกสาร หนังสือ ตำรา ฯลฯ มักใช้การวิพากษว์ ิจารณ์
แทนการใชว้ ธิ กี ารทางสถติ ิ
รูปแบบการวจิ ัยทสี่ อดคล้องกบั ลกั ษณะการวิจัยทางธรุ กจิ โดยจะอธบิ ายรายละเอียดเพื่อการศึกษา
ตอ่ ไป ได้แก่ การวจิ ัยเชงิ พรรณนา และ การวจิ ยั เชงิ ทดลอง
การวจิ ยั เชงิ พรรณนา (Descriptive Research)
การวิจัยเชิงพรรณนาหรืออาจเรียกได้ว่าการวิจัยเชิงบรรยายเป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ทราบเหตุการณ์หรือ ปรากฏการณ์นั้น
ๆ มีรปู แบบของความสัมพนั ธ์ของตวั แปรเปน็ อยา่ งไร การวิจัยประเภทน้มี ตี ง้ั แต่การสำรวจวา่ มตี วั แปรอะไรบ้าง
สัมพันธ์กันอย่างไร ไปจนถึงการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของตัวแปร เช่น การสำรวจความคิดเห็นของ
ประชาชน สำรวจความต้องการหรือปญั หาต่างๆ ในเรอื่ งใดเร่ืองหนงึ่ เปน็ ต้น การวจิ ยั เชิงบรรยายน้ีจะเป็นการ
วจิ ยั เพอื่ ตอบคำถามวา่ “เหตกุ ารณ์ในขณะน้ีในเร่ืองนนั้ ๆ เปน็ เชน่ ใด”
1. ชนดิ ของการวจิ ัยเชงิ พรรณนา แบง่ ออกได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ คอื
1.1 การวจิ ัยเชิงสำรวจ (Survey studies)
เป็นการศึกษาข้อเท็จจริงมาใช้บรรยายสภาพในปัจจุบันให้เกิดความเข้าใจหรือนำไปปรับปรุงในการ
ปฏิบัตงิ านด้านตา่ งๆ เช่น
1) การสำรวจแหล่งลงทุน (Investment location) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของทำเล
ท่ีต้งั โรงงาน เช่น ทต่ี ้งั สภาพการคมนาคมและชุมชนเมอื ง
2) การวิเคราะห์งาน (Job analysis) เป็นการศึกษาเกี่ยวลักษณะ และโครงสร้างของงาน เช่น
หน้าที่ของผู้จัดการ หัวหน้างาน และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ทราบรายละเอียดของระบบงาน ประเภทของงาน
ขัน้ ตอนในการทำงาน การศึกษาประเภทน้ีมีประโยชนม์ ากในดา้ นธุรกจิ ผลการศกึ ษาทำใหก้ ำหนด บคุ คลากรท่ี
เหมาะสมกับการรับผิดชอบของงานแต่ละชนิด สามารถแบ่งงานได้ถูกต้อง ทำให้จัดระบบการทำงานได้ดี
นอกจากนี้ยงั ชว่ ยในเร่ืองการตรวจสอบความบกพรอ่ งของการปฏบิ ัตงิ าน ทำให้ไดข้ ้อเสนอแนะ ตอ่ ผู้บรหิ ารงาน
ได้ดว้ ย
ในการวิเคราะห์งานโดยทั่วไป ควรมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน ว่าต้องเป็นการศึกษาในลักษณะใดๆ
ข้อมูลที่ใช้เป็นแบบใด ต้องกำหนดวิธีการในการเก็บข้อมูล โดยต้องได้รับความร่วมมือจากบุคคลในหน่วยงาน
นั้น ๆ เปน็ อย่างดี
3) การวิเคราะห์เอกสาร (Documentary or Content analysis) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ เนื้อหา
โครงสร้างลำดับข้นั ตอนของเอกสารต่าง ๆ เชน่ ระเบยี บ กฎเกณฑก์ ารทำงาน ฯลฯ
เอกสารที่จะนำมาใช้ในการศึกษาจะต้องเป็นเอกสารที่มีความน่าเชื่อถือได้ และมีคุณค่า ถ้า
เอกสารขาดคุณค่า การวิเคราะห์ก็ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ผลจากการวิเคราะห์เอกสารจะเป็นประโยชน์
อยา่ งมากตอ่ การทำใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงในระบบของเรื่องน้ัน ๆ
9
4) การสำรวจมติมหาชน (Public opinion survey) เป็นการสำรวจความคิดเห็นเพื่อใช้เป็น
ประโยชนใ์ นการตดั สินใจ หรอื วางแผนในการปฏิบตั ิใหส้ อดคล้องกบั ความต้องการของกลมุ่ เชน่ ความ คิดเห็น
ของชาวนาที่เกี่ยวกับการประกันราคาข้าวเปลือกของรัฐบาล นักธุรกิจสำรวจความนิยมในสินค้าของ ตน หรือ
ถามวา่ กจิ กรรมทางธุรกิจใดบา้ งที่ลกู คา้ พอใจและไม่พอใจ
ข้อควรระวังอย่างมากในการสำรวจประชามติก็คือ ทำอย่างไรจึงจะได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็น ตัวแทน
ของประชากร กับเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล (มักจะเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์) ต้องเป็น
เครื่องมือที่มีความเที่ยงตรงและเชื่อมั่นสูง ทั้งนี้เพราะการวิจัยประเภทนี้ ถ้าบกพร่องใน 2 กรณีดังกล่าว แลว้
ผลการวจิ ยั แทบจะหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
5) การสำรวจชุมชน (Community survey) เป็นการศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนต่าง ๆ
เชน่ ประวตั ิชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สภาพสงั คม เปน็ ต้น
1.2 การวจิ ัยเชงิ ความสมั พันธ์ (Interrelationship Studies)
เปน็ การศึกษาหาความสมั พันธ์ของตัวแปรตา่ ง ๆ ซ่งึ แยกไดด้ งั น้ี
1) การศึกษากรณี (Case study) เป็นการศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้ง เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่อง หน่ึง
โดยเฉพาะ เพอ่ื ต้องการทราบรายละเอยี ดทุกแง่ทุกมุมเก่ยี วกบั เรื่องนั้น ๆ มไิ ด้มงุ่ ในเร่ืองปริมาณ แต่มุ่งในเร่ือง
ของความครอบคลุมของคุณลักษณะหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ของเรื่อง คำว่ากรณีในที่นี้เป็นได้ทั้งตัว บุคคล
กลุ่มบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน สถาบันทางสังคม เป็นต้น การศึกษาเฉพาะกรณมี ิได้มีจุดมุ่งหมายเพ่ือ แก้ปัญหา
แต่เพอ่ื ใหท้ ราบรายละเอียดข้อเทจ็ จริงเกี่ยวกับเรอ่ื งน้ันเปน็ เบ้ืองตน้ ลักษณะสำคญั ของการศึกษา เฉพาะกรณี
มี 2 ประการ คอื
ก. ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับกรณีหรือเรื่องที่จะศึกษาอย่างพร้อมมูลและในทุก ๆ ด้านตรงกับ
จุดประสงคท์ ีต่ อ้ งการศกึ ษา เช่น การศึกษาการลงทุนขา้ มชาติของหา้ งสรรพสินค้าโลตสั เป็นต้น
ข. สามารถศึกษาความต่อเนื่องของกรณีนั้น ๆ ได้ นั่นคือ ข้อมูลต้องมีลักษณะสืบทอดมา
จากอดตี สู่ปจั จุบนั เพราะเปน็ การศึกษาระยะยาว เชน่ การศกึ ษาเกีย่ วกับการบรโิ ภคของแต่ละชุมชน
1) การศกึ ษาเปรยี บเทียบเชิงสาเหตุ (Causal comparative studies) เป็นการศึกษา ค้นคว้าหา
สาเหตุความสมั พันธข์ องตัวแปรในปรากฏการณต์ ่าง ๆ โดยสังเกตดูวา่ ผลตา่ ง ๆ ของปรากฏการณ์ ท่เี กิดข้ึนน้ัน
เป็นอย่างไร แล้วศกึ ษาย้อนกลบั ไปดูวา่ ผลอันนี้จะสมั พันธ์กับตวั แปรท่ีเปน็ เหตุอะไรได้บ้าง การ วจิ ัยแบบนี้เป็น
การศึกษาถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรในลักษณะที่แตกต่างจากการวิจัยเชิงทดลองในแง่ที่ว่า การวิจัยแบบนี้
ปรากฏการณ์นน้ั ๆ เกดิ ข้นึ อยกู่ ่อนแลว้ ผูว้ ิจัยไม่สามารถควบคมุ ตวั แปรท่ีไม่ต้องการศึกษาได้ การศึกษาแบบน้ี
จะพบมากในงานวิจัยสาขาด้านพฤติกรรมศาสตร์ด้านสังคมศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่
กอ่ นแล้ว เช่น การศกึ ษาแรงจงู ใจใหส้ ัมฤทธผ์ิ ลของพนักงานขายท่สี ำเรจ็ การศึกษา ในสาขาตา่ งกัน เปน็ ต้น
1.3 การวจิ ยั เชงิ พัฒนาการ (Developmental Studies)
เป็นการวิจัยที่ดูความก้าวหน้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งกล่าวคือ ไม่เพียงแต่สภาพที่เกิดขึ้น และความสัมพันธ์
ของปรากฏการณ์เท่านั้น ยังรวมถึงการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา ต่าง ๆ อีกด้วย
แบ่งออกเป็น
1) การศึกษาพัฒนาการ (Developmental studies) เป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ
ปรากฏการณ์เมื่อเวลาผ่านไปเปน็ การศึกษาพัฒนาการทางรสนิยมของผู้บริโภคในชว่ งอายุต่าง ๆ ซงึ่ วัย ต่างกัน
จะทำให้มีการบริโภคสินค้าต่างกัน การศึกษาประเภทนี้ คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและ ความ
เปลี่ยนแปลงโดยทั่ว ๆ ไป จากระดับอายุหนึ่งไปยังอีกระดับหนึ่ง ๆ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงในกลุ่ม
ประชากรที่ตา่ งกัน เชน่ ชายกับหญิง ในสิ่งแวดล้อมทต่ี า่ งกัน เช่น สถาบนั และนอกสถาบัน เปน็ ตน้
10
1.1) ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่ม ๕ ...ลาต่างกัน (Longitudinal studies) เช่น การ
ตดิ ตามศึกษาถงึ พัฒนาการของเด็กกลุ่มหนึง่ ในระดบั อายตุ ่าง ๆ ติดต่อกนั ไป
1.2) ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างต่าง ๆ กันหลายกลุ่ม ที่เป็นตัวแทนของแต่ละช่วงของการ
พัฒนาการในขณะใดขณะหนึง่ พร้อมกนั (Cross sectional studies) เช่นศึกษาลักษณะการบรโิ ภคผกั ของ เดก็
หลายกลุ่มพร้อมกัน แต่ละกลุ่มเป็นตัวแทนของเด็กในระดับอายุต่าง ๆ ก็เลือกเด็กอายุ 3 ขวบ 4 ขวบ 5 ขวบ
ฯลฯ และทำการศกึ ษาไปพรอ้ ม ๆ กนั เปน็ ตน้ วธิ ที ั้งสองมีขอ้ ดีและเสียทีค่ วรพิจารณาดังน้ี
1. Longitudinal เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการศึกษาพัฒนาการ เพราะทดสอบสมมุตฐิ าน
ได้อย่างกว้างขวาง ส่วน Cross-sectional studies เป็นวิธีที่ประหยัดเวลาและแรงงานมากกว่าทั้งช่วยให้
มองเห็นตวั แปรและประชากรย่อยท่คี วรสังเกต
2. Longitudinal studies มีจุดอ่อนเรื่องกลุ่มตัวอย่าง เพราะต้องใช้กลุ่มตัวอย่าง
จำนวนน้อย การเคล่ือนยา้ ย (Mobility) ของกลมุ่ ตัวอยา่ งเป็นอุปสรรคในการเก็บข้อมลู ส่วน Crosssectional
studies มีปัญหาในเรื่องการเปรียบเทียบ เพราะกลุ่มตัวอย่างอาจจะแตกต่างในเรื่องอื่นด้วย ไม่ แตกต่างกัน
แตเ่ รือ่ งอายุอยา่ งเดยี ว
3. Longitudinal studies สามารถเปรียบเทียบผลการวัดครั้งแรกกับครั้งต่อ
เพราะในกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดิมสามารถศึกษาอัตราการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ Cross sectional ไปได้ studies
ทำไม่ได้
2) การศึกษาแนวโน้ม (Trend study) เป็นการศกึ ษาแนวโน้มของปรากฏการณธ์ ุรกจิ ทเี่ กิดข้ึน เม่ือ
เวลาผ่านไป เพ่อื การพยากรณ์วา่ อะไรควรจะเกิดขนึ้ ในอนาคต โดยอาศยั การศกึ ษาจากสภาพการณ์ต่าง ๆ เป็น
ชว่ ง ๆ ต่อเนอื่ งกนั (แบบ Longitudinal study) นำขอ้ มูลมาเปรียบเทียบกนั ทำใหท้ ราบอัตราและ ทศิ ทางการ
เปล่ยี นแปลงจากนัน้ กส็ ามารถพยากรณส์ ภาพ หรือเหตุการณ์ท่นี ่าจะเกิดข้ึนในอนาคต เชน่ การศกึ ษาวเิ คราะห์
แนวโนม้ ภาวะทางเศรษฐกจิ หรือการคา้ ของไทยในอนาคต เปน็ ตน้
2. ลกั ษณะสำคญั ของการวิจัยเชิงพรรณนา
ระเบียบวิธีวิจัยของการวิจัยเชิงพรรณนาเป็นการวิจัยที่เกี่ยวกับการหาเงื่อนไข และความสำคญัที่
เกดิ ขึ้นในการปฏบิ ัติ ความเชอ่ื ความคดิ เหน็ ทัศนคติ ผลท่ีมองเหน็ ตลอดจนแนวโน้มท่เี ป็นอยู่เพ่ือ จุดประสงค์
ทีจ่ ะบรรยายและแปลความหมายถงึ ลักษณะ ระดบั ของเง่ือนไข และความสัมพันธ์นั้น ๆ การวจิ ัย เชิงพรรณนา
ไม่ได้ หมายถงึ เพียงการรวบรวมข้อมูลนำมาเสนอเทา่ นัน้ แตจ่ ะประกอบด้วย การวดั การ เปรียบเทียบ การจัด
ประเภท การวเิ คราะห์ และการแปรผลข้อมูลดว้ ย
ลักษณะเด่นที่เห็นชัดของการวิจัยเชิงพรรณนาคือผู้วิจยั ไม่ได้จัดกระทำกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นอย่แู ต่
เปน็ เพียงผ้ไู ปศกึ ษาปรากฏการณต์ ่าง ๆ เหล่าน้นั โดยการสังเกต บันทกึ รวบรวมและวิเคราะห์ เพ่อื สรุปให้ เป็น
ผลการวิจัย กล่าวคอื ผ้วู ิจัยไม่ไดค้ วบคมุ ตัวแปรใด ๆ เลย ปรากฏการณท์ ีถ่ กู ศึกษานั้นเกดิ ขึน้ อยแู่ ล้วตาม สภาพ
ความเป็นจริงตามธรรมชาติการวิจัยเชิงพรรณนาไม่มีการจัดกระทำตัวแปรใด ๆ เลยซึ่งมีลักษณะตรง ข้ามกับ
การวจิ ัยเชิงทดลองท่เี น้นในเรื่องของการจัดกระทำตวั แปร และการจัดสภาพการณ์ เพ่ือดผู ลของ ปรากฏการณ์
ท่ีสนใจศกึ ษา
3. ความมงุ่ หมายของการวิจัยเชิงพรรณนา มดี ังต่อไปนี้
3.1 เพอื่ รวบรวมข้อมลู ท่ีเกี่ยวข้องกับสภาพที่เปน็ อยู่ในปจั จบุ ันว่ามขี ้อเท็จจริงเปน็ อย่างไร
3.2 เพื่อนำข้อมลู ในปจั จบุ นั ไปตคี วาม อธบิ าย ประเมนิ และเปรียบเทยี บปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ
3.3 เพ่ือทราบความสมั พันธ์ และแนวโนม้ ของเหตกุ ารณใ์ นปัจจุบัน
11
3.4 เพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐานของสิ่งที่ได้ศึกษา เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบ และเป็น
แนวทางในการแสวงหาความร้คู วามจริงต่อไป
3.5 เพื่อทราบหลักเหตผุ ล และการปฏิบตั ิ ตลอดจนปัญหาในปัจจุบันเพ่อื หาทางปรับปรงุ
4. ข้อมลู ของการวิจยั เชงิ พรรณนา แบ่งเปน็ 2
4.1 ข้อมูลที่เป็นปริมาณ (Quantitative data) เป็นข้อมูลที่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลข หรือ
ขอ้ มลู ท่ีนบั จำนวนได้ เช่น คะแนน ยอดขาย ปริมาณสนิ ค้า จำนวนลูกค้า เปน็ ต้น
4.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้
โดยตรงเปน็ ข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการสงั เกต การสมั ภาษณ์ เป็นตน้ เช่น นกั การตลาดศกึ ษาวธิ กี ารเลือกซื้อสินค้า ของ
กลุ่มวัยรุ่นการศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคกับนโยบายการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นต้น ข้อมูลประเภทนี้ มัก
ขาดความเท่ยี งตรงได้ จงึ ต้องระวังในเรอื่ งเก็บข้อมลู อย่างมาก
5. ระเบียบวิธีวจิ ัยของการวิจัยเชงิ พรรณนา
ระเบยี บวธิ วี ิจยั เชงิ พรรณนา ดำเนินการตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ประกอบดว้ ยขัน้ ตอน ต่อไปน้ี
5.1 เลือกหัวข้อปญั หา พิจารณาสภาพปัจจุบนั ขณะนัน้ ว่ามีปัญหาอะไรบา้ ง และปัญหา น่าสนใจ
มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำการศึกษา และพิจารณาสภาพของปัญหาจะใช้การศึกษาในลักษณะ ใดจึงจะ
เหมาะสม เชน่ การสำรวจ การเปรยี บเทียบ หรือการหาความสัมพันธ์
5.2 การนิยามปัญหา เริ่มจากการกล่าวถึงความเป็นมาของปัญหา การกำหนดจุดมุ่งหมายของ
การศึกษา ความสำคัญของการศึกษา ขอบเขตของการศึกษา ตัวแปรที่ศึกษา ข้อตกลงเบื้องต้น นิยามศัพท์ท่ี
ใชใ้ นการวจิ ัยสมมติฐาน เพื่อให้เกิดความแจม่ , สารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วข้อง และการตงั้
5.3 พจิ ารณาแหลง่ ขอ้ มูลของปญั หานน้ั ๆ เพอื่ ใหข้ อ้ มลู ชนิดใด เก็บจากใคร และไดม้ าอย่างไร
5.4 สำรวจเคร่อื งมือที่ใช้ในการวิจัย เพื่อให้ทราบว่าจะใช้เคร่ืองมือท่ีมีอยู่แล้วหรือต้องสร้าง ข้ึนมา
ใหม่ ถ้าเครอื่ งมือเป็นของต่างประเทศต้องแปลและดัดแปลงให้เหมาะสมกบั สภาพของคน สร้างขน้ึ มา ใหม่ ถ้า
เครื่องมือเป็นของต่างประเทศต้องแปลและดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพของคนไทยพร้อมต้อง ตรวจสอบ
คุณภาพเครื่องมือด้วย ถ้าเครื่องมือยังไม่มี ผู้วิจัยต้องสร้างขึ้นใหม่ต้องหาคุณภาพของเคร่อื งมือ ก่อนนำไปใช้
จริง
5.5 ตรวจสอบคณุ ภาพของเคร่ืองมือ เป็นวธิ กี ารทช่ี ่วยให้ทราบว่า เครื่องมือชนิดนัน้ เหมาะสม และ
มีคุณภาพใช้ได้เหมาะสำหรับการวิจัยเรื่องนั้นๆ หรือไม่ อีกทั้งทำให้ทราบปัญหาและอุปสรรคของการใช้
เครื่องมือซึ่งจะได้แก้ไขก่อนที่จะนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างจรงิ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมอื กระทำโดย
นำไปทดลอง (Try out) กับกลมุ่ ตัวอย่างขนาดเลก็ ก่อน หรอื ในบางกรณเี รียกว่าการทำ Pilot study
5.6 ศกึ ษาลกั ษณะประชากร เพ่ือทราบว่าจะเลอื กกลมุ่ ตวั อยา่ งโดยวธิ ีใดจงึ จะเหมาะสมและจะได้
กล่มุ ตัวอยา่ งขนาดเท่าใดจึงจะเป็นตวั แทนได้ดที ่สี ุด เพอ่ื ใหผ้ ลวจิ ัยมีความถูกตอ้ งมากท่สี ุด
5.7 เก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการนำเครื่องมือที่ได้ทำการตรวจสอบคุณภาพ จนเป็นที่แน่ใจว่ามี
คุณภาพท่ีใชไ้ ด้ ไปเก็บขอ้ มูลจากกลุม่ ตวั อยา่ งท่ีไดเ้ ลือกมาแล้ว
5.8 การจัดกระทำกับข้อมูล เป็นการรวบรวมขอ้ มูลมาทำการวิเคราะห์ เพื่อทดสอบสมมุติฐาน แต่
ละข้อทีต่ งั้ ไว้ ในข้นั ตอนน้ี ผูว้ จิ ยั ต้องพิจารณาวา่ สมมุตฐิ านแต่ละข้อ ขอ้ มลู อย่ใู นระดบั ใด จะใชว้ ธิ กี ารทาง สถิติ
แบบใดในการวิเคราะห์
5.9 นำเสนอผลวิเคราะห์ข้อมลู ทำได้หลายรูปแบบ เช่น กราฟ แผนภูมิ ตาราง ภาพ
5.10 เขยี นสรปุ ผลการวิจยั และอภปิ รายผลการวจิ ัย
12
5.11 เขยี นรายงานการวิจัย
การวิจัยเชงิ ทดลอง (Experimental Research)
เป็นการค้นคว้าหาความจริงโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) แบบหน่ึง
ประกอบดว้ ยการจัดกระทำเหตุการณ์อย่างหน่ึงใหเ้ กิดขึ้น (treatment) โดยควบคมุ อิทธิพลอื่น ๆ ท่ี เก่ียวข้อง
เพื่อให้เห็นความสัมพันธข์ องตัวแปรที่เปน็ เหตแุ ละตัวแปรที่เป็นผลของปรากฏการณ์น้ันๆ โดย ระเบียบวิธีการ
ทดลองมีพื้นฐานที่พยายามจัดให้มีการสังเกตได้อย่างยุติธรรม ซึ่งอาจจะทำได้ภายใต้ สถานการณ์ของการ
ควบคุมเง่อื นไขบางประการท่ีไม่เกยี่ วข้องออกไปเสยี ซง่ึ สามารถท่จี ะกระทำซ้ำเพื่อการ พิสจู น์ผลให้แน่ใจด้วยก็
ได้
1. ชนิดของการวจิ ยั เชิงทดลอง แบ่งได้เป็น 2 ชนดิ ใหญ่ ๆ คอื
1.1 การวิจัยตามสภาพแวดล้อมของการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยแบ่งตามสภาพแวดล้อมท่ี
ทำการทดลอง ดงั น้ี
1) การวิจัยด้วยการทดลองในห้องปฏิบัติการ (Laboratory experiment) เป็นการวิจัยที่
ดำเนินการทดลองในห้องปฏิบัติเท่านั้น เป็นการยึดถือการใช้กฎของตัวแปรเดียว (Law of single variable)
กล่าวคือ พยายามควบคุมหรอื ขจัดตวั แปรท่ีไม่ต้องการศึกษาไม่ว่าจะมีความสำคัญมากน้อยก็ตามใหห้ มดไป ให้
มากที่สุดให้เหลือแต่ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระที่ต้องการศึกษาแต่เพียงตัวเดียวเท่านั้น แล้วทำการ ทดลอง
เพื่อวัดผลที่ตัวแปรตาม เพื่อดูว่าเกดิ จากตวั แปรตน้ ที่คดิ ว่าเป็นสาเหตหุ รือไม่ การวิจัยเชิงทดลองใน ลักษณะน้ี
เช่น การวิจยั หาความเหมาะสมของบรรจุภัณฑห์ ลอดยาสีฟัน การพฒั นาผลิตภัณฑ์ใหม่จากยาง ธรรมชาติ เป็น
ตน้
2) การวิจัยด้วยการทดลองในสนาม (Field experiment) เป็นการวิจัยที่มีระเบียบวิจัย
คล้ายกับการวิธีทดลองในห้องปฏิบัติการมาก เพราะมีการกำหนดตัวแปรต้น เพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้น แต่วิธีนี้
ต่างกับการทดลองในห้องปฏิบัติการตรงที่เป็นการศึกษาวิจัยในสภาพที่เป็นจริงตามธรรมชาติ โดยผู้วิจัย
พยายามควบคุมตัวแปรที่ไม่ต้องการศึกษาหรือตัวแปรแทรกซ้อนอื่น ๆ อย่างระมัดระวังภายใต้สภาพการณ์
เท่าที่จะอำนวยให้ การวิจัยแบบนี้จึงเป็นที่นิยมกระทำสำหรับ การศึกษากับมนุษย์ ซึ่งไม่สะดวกและเหมาะท่ี
จะศกึ ษาวจิ ยั ในหอ้ งปฏิบตั ิการ
1.2 การวิจยั ตามวธิ ีการศึกษาตัวแปร เปน็ การศกึ ษาตามลักษณะการทดลอง ดังน้ี
1) การทดลองแท้ (True experiment) เปน็ การทดลองท่สี ามารถดำเนินการทดลองได้ ครบถ้วน
กระบวนการทดลอง มีลักษณะทส่ี ำคัญ ดงั น้ี
1.1) เปน็ การหาความสมั พันธใ์ นเชิงเหตุ-ผล อยา่ งแท้จรงิ
1.2) สามารถจัดกระทำกับตัวแปรอสิ ระหรือ ตัวแปรทดลองตามทีต่ ้องการศึกษาได้ เพื่อดู
วา่ ตวั แปรอิสระหรือตัวแปรทดลองนัน้ จะเปน็ สาเหตุทำใหเ้ กิดผล (ตวั แปรตาม) เช่นไร
1.3) สามารถจัดสภาพการทดลองใหต้ รงตามทฤษฎีและแนวคิดสำคญั ได้
1.4) สามารถแบ่งกลุม่ ตัวอยา่ งเป็นกลมุ่ ทดลองและกล่มุ ควบคุมได้
1.5) สามารถใช้หลัก Max Min Con principle ในการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน Max
คอื Maximize effect size หมายถึง การทำให้เกดิ ความแตกตา่ งระหวา่ งผลของการจัดกระทำ (treatment)
กับผลที่เกิดจากสถานการณค์ วบคมุ Min คอื Minimize error หมายถึง การพยายามลดความคลาดเคลื่อนท่ี
อาจจะเกิดขึน้ ได้จากการวจิ ัย เชน่ ความคลาดเคลอ่ื นจากการวัดความเคลอื่ นจากการสุ่มตวั อย่าง เปน็ ตน้ Con
คือ Control หมายถึง การพยายามจะควบคมุ ตวั แปรอ่ืนๆ ท่อี าจจะมผี ลตอ่ ตัวแปรที่สนใจศกึ ษา
13
1.6) ผลการวจิ ยั สามารถอา้ งอิงไปสู่ประชากรได้
2) การทดลองกึ่งทดลอง (Quasi experiment) เป็นการทดลองที่ไม่สามารถควบคุมตัวแปร
แทรกซอ้ นได้ การวจิ ยั กง่ึ ทดลองมลี ักษณะสำคัญดงั น้ี คือ สำคัญที่กำหนดไว้ได้
2.1) เปน็ การหาความสมั พนั ธ์เชิงเหตุผล ของตวั แปรทย่ี งั ไมส่ มบูรณน์ กั
2.2) ไม่สามารถจัดสภาพการณ์ทดลองใหเ้ ป็นไปตามทฤษฎีและแนวคิดสำคญั ทีก่ ำหนดไว้
ได้
2.3) เป็นการทดลองในสภาพที่เปน็ จรงิ ตามธรรมชาติ
2.4) ไม่สามารถใช้หลกั Max Min Con principle ในการควบคมุ ตวั แปรแทรกซอ้ นได้
2. ลักษณะสำคญั ของการวจิ ยั เชงิ ทดลอง
2.1 มีการจดั กระทำหรือท่เี รยี กตัวแปรทดลอง ภายใต้สถานการณ์หรอื เงอื่ นไขบางอย่างข้ึนมา
เป็นตัวแปรอิสระ หรืออาจเรียกว่า ตัวแปรทดลอง (Treatment - แทนด้วยสัญลักษณ์ X) แล้ว
ควบคุมส่ิงท่ี เกี่ยวข้องทีไ่ ม่ต้องการศึกษาให้หมดไป ดำเนินการทดลองแลว้ วัดคา่ ตัวแปรตามและเป็นการสังเกต
ท่มี คี วาม
2.2 การวิจยั เชงิ ทดลอง จะตอ้ งลงกระทำดว้ ยความรอบคอบยตุ ธิ รรมปราศจากอคติ และความ
ลำเอียง กระบวนการสังเกตต้องกระทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังอย่างมีเหตุผล และเป็น
ระบบ
2.3 การวิจัยเชิงทดลอง ยึดหลักของเหตุและผลตามข้อตกลงเบื้องต้น ของวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ กล่าวคือมีความเชื่อว่า ปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุ เมื่อมีเหตุก็จะมีผลตามมาแต่
อย่างไรก็ตามผลที่เกิดข้ึนนัน้ ไม่ได้มาจากเหตนุ ัน้ แต่ประการเดียว อาจเกิดจากเหตอุ ื่นๆ ที่แทรกซ้อนเข้ามา ได้
ถ้าสามารถควบคุมเหตุแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้หมด ก็มีความหวังได้ว่าผลที่เกิดขึ้นมาจากเหตุที่
คาดคิดไว้แต่ประการเดียว ดังนั้น การวิจัยเชิงทดลอง จึงเน้นที่การควบคุมเหตุแทรกซ้อนที่เรียกว่าตัวแปร
แทรกซ้อน (Extraneous variable) เพื่อให้เกิดผลสูงสุดอันเนื่องจากการกระทำของตัวแปรอิสระหรือการจดั
กระทำ (treatment) และ เพื่อขจัดตัวแปรที่ไม่ต้องการศึกษาออกไปและขจัดความคลาดเคลื่อนของผลการ
ทดลอง น่นั เอง
2.4 การวิจัยเชิงทดลองนั้น ผลวิจัยที่ได้จะต้องสามารถตรวจสอบ (Verify) หรือกระทำซ้ำซึ่งเป็น
ลักษณะสำคัญของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม (Repeated) ได้เพ่ือยืนยันผลที่ได้ ซึงเป็น
ลักษณะสำคัญของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตามในการศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ซึ่งมี
ความไม่คงที่ แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ผลวิจัยที่ได้จึงอาจคลาดเคลื่อนได้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การวิจัยมี
ความเทยี่ งตรงภายใน
2.5 มีการออกแบบการทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การวิจัยมีความเที่ยงตรงภายในและ
ภายนอก อนั จะนำไปสกู่ ารได้ผลวจิ ยั ทตี่ รงตามเปน็ จรงิ
3. ความมุง่ หมายของการวิจัยเชิงทดลอง ที่สำคัญ 2 ประการ คอื
3.1 เพื่อหาความสัมพนั ธ์เชงิ ประจักษ์ การทำการทดลองมักจะเร่ิมจากความอยากรู้อยากเห็น ของ
ผู้วิจัยว่า ถ้าเปลี่ยนค่าตัวแปรนี้ ผลที่เกิดตามมาจะเปน็ อย่างไร เช่น อยากรู้ว่า ถ้าผู้วิจัยยังไม่มีทฤษฎีที่จะ
นำมาใช้พยากรณ์ผลที่จะทำให้พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจึงยังไม่มีสมมุติฐานที่จะทดสอบ
ถ้าทำอยา่ งน้แี ล้วผลจะเปน็ อย่างนน้ั ซง่ึ เปน็ การหาความสมั พนั ธ์เชิงประจักษเ์ ท่านัน้
3.2 เพื่อตรวจสอบทฤษฎี โดยปรกติทฤษฎีมักจะอยู่ในรูปของประโยคว่า ถ้าเกิด A แล้วจะเกิด B
ตามมาในการตรวจสอบทฤษฎีน้ี เช่น ทฤษฎอี ปุ สงค์ ระบวุ า่ “ราคาสนิ คา้ มีความสมั พันธผ์ กผันกับปริมาณ การ
14
ซื้อของผู้บริโภค” หมายความว่า ถ้าราคาสินค้าสูง ผู้บริโภคจะซื้อในปริมาณที่น้อย แต่ถ้าราคาสินค้า ต่ำลง
ผู้บริโภคจะซื้อปรมิ าณมากขึ้น หากจะต้องรอให้สภาวะราคาสินค้าในท้องตลาดเปลี่ยนแปลงแล้วเก็บ ข้อมูลว่า
เปน็ จรงิ ตามทฤษฎีหรือไม่ ตอ้ งเกบ็ ข้อมูลเปน็ ระยะเวลายาวนานและในบางเรื่องก็เก็บข้อมลู ได้ยาก ดังน้ันจึงใช้
วิธีการทดลองแทน เช่น การสร้างตึกสูง หากต้องคำนวณและรอการสร้างจริงผลอาจไม่คุ้มกับการ ลงทุน การ
ทดลองเปน็ ทางเลอื กหน่ึงท่ีจะสังเกตผลท่เี กิดขนึ้ ตรงกับทฤษฎีหรือไม่ วิธีการทดลอง จงึ เปน็ วิธที ี่ สะดวกในการ
ตรวจสอบทฤษฎี
4. ระเบยี บวิธีวจิ ยั ของการเชงิ ทดลอง
ประกอบด้วย ขัน้ ตอนที่ละเอยี ดดังต่อไปนี้
4.1 เลอื กหัวข้อปัญหา
4.2 อ่านเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทีศ่ ึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ่านเกี่ยวกับทฤษฎี
และหลกั การเกี่ยวกบั ตัวแปรท่ีศึกษาเพ่อื สร้างสังกปั เชิงทฤษฎี (Theoretical concept) จะทำใหม้ ี ความเขา้ ใจ
เกี่ยวกับตัวแปรท่ีศึกษามากขึ้นและได้แนวทางในการต้ังสมติฐานซ่ึงระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง ดำเนินการตาม
วธิ กี ารทางวิทยาศาสตรอ์ ย่างแท้จรงิ
4.3 พิจารณาหัวข้อปัญหาที่จะวิจัยนั้น เพื่อให้ทราบว่าต้องการศึกษาตัวแปรอะไร อะไรเป็นตัว
แปรอิสระ อะไรเปน็ ตัวแปรตาม และตัวแปรแทรกซ้อนทจ่ี ะตอ้ งควบคุมมอี ะไรบ้าง
4.4 เขยี นนยิ ามปญั หา ในขัน้ ตอนนีม้ สี ่งิ ทคี่ วรระวังเปน็ พเิ ศษ คือการนิยามตัวแปร ต้อง
พิจารณาให้ดีว่าตวั แปรใดตอ้ งนยิ ามแบบใด และต้องนิยามใหช้ ดั เจน
4.5 ต้ังสมมตฐิ าน
4.6 ศกึ ษาประชากรและเลือกกลมุ่ ตัวอยา่ ง
4.7 ออกแบบการทดลอง (Experimental design) เพอ่ื ใหไ้ ด้รายละเอียดตอ่ ไปน้ี
4.7.1) รปู แบบการทดลองท่ใี ชว้ า่ เป็นแบบใด มีลักษณะอยา่ งไร
4.7.2) การกำหนดกลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคมุ
4.7.3) การกำหนดการเลือกกลุ่มตวั อยา่ งเขา้ เป็นกล่มุ ทดลองและกลุ่มควบคุม
4.7.4) การกำหนดตัวแปรในการทดลองหรือการจัดกระทำ (treatment) และควบคุมตัว
แปรแทรกซ้อน
4.7.5) การกำหนดกระบวนการทีจ่ ะดำเนินการทดลอง
4.7.6) การสรา้ งเคร่อื งมือในเกบ็ ข้อมลู และตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือ
4.7.7) การทดลองย่อย สถติ ิในการทดสอบสมมุติฐานให้เหมาะสมโดยพจิ ารณา
4.7.7) การทดลองยอ่ ยๆ ก่อนทำจรงิ เพื่อศกึ ษาลทู่ างในการขจัดปญั หาอนั อาจเกิดข้นึ ได้
4.7.8) การเลือกวิธีการทางสถติในการทดสอบสมมุติฐานให้เหมาะสมโดยจากระดับของ
ขอ้ มลู และลักษณะสมมตุ ฐิ าน
4.8 ดำเนินการทดลองจรงิ ตามแบบแผนการทดลองทก่ี ำหนดไวแ้ ละเกบ็ รวบรวมข้อมลู
4.9 วเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยวิธกี ารทางสถิติทไ่ี ด้กำหนดไว้
4.10 สรุปผลการทดลองและเขียนอภปิ ราย
4.11 เขียนรายงานการวิจัย
15
บทสรปุ
การวิจัยมีการแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ขึ้นกับเกณฑ์ที่นักวิจัยจะใช้ เช่น เกณฑ์ตามระเบียบวิธีการ
วิจัย เกณฑ์สาขาวิชา เกณฑ์ประโยชน์ที่ได้รับ เป็นต้น รูปแบบที่สอดคล้องกับการวิจัยธุรกิจ คือ การวิจัยเชิง
พรรณนา และการวิจัยเชิงทดลอง โดยการวจิ ยั เชงิ พรรณนา แบ่งเปน็ 3 ชนิด คือ การวจิ ยั เชงิ สำรวจ การ วิจัย
เชิงความสมั พนั ธ์ การวิจัยเชงิ พฒั นาการ สว่ นวิจัยเชงิ ทดลอง แบง่ เปน็ 2 ชนิด คือ การวจิ ัยตาม สภาพแวดล้อม
ของการศึกษา และ การวิจัยตามวิธีการศึกษาตัวแปรลักษณะสำคัญ การวิจัยเชิงพรรณนาไม่ มีการจัด
สถานการณใ์ ด ๆ เปน็ การศึกษาตามสภาพธรรมชาตซิ ึ่งตรงกันขา้ มกบั การวิจยั เชงิ ทดลองทีเ่ น้นใน เรอ่ื งของการ
จัดสถานการณ์ การควบคุมตวั แปรอืน่ ทีอ่ าจจะมีผลตอ่ ตัวแปรทีส่ นใจศึกษา เป็นต้น
16
บรรณานุกรม
เกียรตสิ ดุ า ศรสี ขุ . (2552). ระเบยี บวธิ วี ิจยั . เชยี งใหม่ : ครองชา่ งพร้นิ ติ้ง .
ณรงค์ โพธิ์พฤกษานันท์. (2551). ระเบียบวิธีวิจยั . กรุงเทพฯ : ส.เอเซยี เพรส.
สชุ า จันทน์เอม และ สุรางค์ จันทน์เอม. (2521). วิจัยทางการศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : แพรพ่ ิทยา.
สุภางค์ จันทวานิช. (2549).วิธีการวิจัยเชิงคณุภาพ. (พิมพค์ รั้งที่ 14) กรงุ เทพมหานคร : สํานักพมิ พ์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
อาํ นวยวทิ ย์ ชูวงษ์. (2525). ระเบยี บวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร.์ กรงุ เทพมหานคร : แพร่พทิ ยา.
บทที่ 3
การออกแบบการวจิ ยั ที่ดี
ความหมายของการออกแบบการวจิ ยั
การออกแบบการวิจัย หมายถึง การวางแผนล่วงหนา้ ก่อนดำเนินงานวิจัยโดยมีตารางการ ปฏิบัติงาน
กิจกรรมและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เพื่อให้งานวิจัยบรรลุวัตถุประสงค์ การออกแบบการ วิจัยที่ดีควร
ประกอบไปดว้ ย กรอบแนวคิดทฤษฎี การกำหนดสมมติฐาน (ถ้ามี) การกำหนดตวั แปร การ กำหนดขนาดกลุ่ม
ตัวอย่าง การกำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การกำหนดวิธีการวัดและเครื่องมือ และ การกำหนดวิธีการ
วิเคราะห์ รวมท้ังสถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์
การออกแบบการวิจัย (Research Design) หมายถึง การวางแผนและการจัดการโครงการวิจัย ตั้งแต่
การกำหนดปัญหาการวิจัยจนกระทั่งการเขียนรายงานและการเผยแพร่ โดยเกี่ยวข้องกับแนวคิด 4 ประการ
ได้แก่ 1) กลยุทธ์การวิจัย 2) กรอบแนวคิด 3) ข้อมูล และ 4) เครื่องมือวิธีการเก็บรวบรวมและการ วิเคราะห์
ข้อมูล (Punch, 1998 : 66) การออกแบบการวิจัย หมายถึง การจำกัดขอบเขตและวางรูปแบบการวิจัยให้ได้
คำตอบทเ่ี หมาะสม
กับปัญหาการวจิ ัย ผลจากการออกแบบการวิจยั จะทำให้ได้ตวั แบบการวิจยั ท่เี ปรยี บเสมือนพิมพ์เขียว
ของ การวิจัย (สมหวัง พธิ ิยานวุ ฒั น์, 2530 : 51)
การออกแบบการวิจัย เป็นการกำหนดรูปแบบ ขอบเขตและแนวทางการวิจัยเพื่อให้ได้คำตอบหรือ
ขอ้ ความรู้ตามปญั หาการวิจัยท่ีกำหนดไว้ (ศิรชิ ยั กาญจนวาสี, 2538 : 8)
การออกแบบการวจิ ัย เป็นการกำหนด 1) กจิ กรรมและรายละเอียดของกิจกรรมทผ่ี วู้ ิจัยจะดำเนินการ
ต้ังแต่เรมิ่ ตน้ จนกระทั่งสิ้นสุดการวิจัย อาทิ การเตรียมการ การกำหนดสมมุตฐิ านการกำหนดตวั แปร หรือการ
วิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น และ 2) วิธีการและแนวทางที่จะทำให้ได้ข้อมูลจากประชากรหรือกลุ่ม ตัวอย่างที่
ตอ้ งการศึกษา (สชุ าติ ประสทิ ธ์ิรฐั สนิ ธุ์, 2546 : 145)
การออกแบบการวจิ ัย เป็นการกำหนดโครงสรา้ ง/กรอบการวจิ ัยทมี่ ีความครอบคลุมตงั้ แต่การ กำหนด
ปัญหาการวิจัย การกำหนดตัวแปร การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมลู หรือการสรุปผล (การ ทำพิมพ์
เขียวการวิจัย) (ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล,2543 : 24)
สรปุ ไดว้ า่ การออกแบบการวจิ ัย เปน็ กระบวนการทใี่ ช้ในการวางแผนการดำเนนิ การวิจยั ที่มรี ะบบ และ
มีขั้นตอนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล/สารสนเทศที่ต้องการนำมาใช้ในการตอบปัญหาการวิจัยตามจุดป ระสงค์/
สมมุติฐานของการวิจัยที่กำหนดไว้ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน รวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือ ที่เปรียบเสมือนพิมพ์
เขียวของผู้วิจัยในการกำหนดโครงสร้างแผนการปฏิบัติการวิจัยหรือยุทธวิธีเพื่อใช้ในการตรวจสอบการ
ดำเนินการวิจัยว่าเป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่ ว่าก่อนที่จะปฏิบัติการดำเนินการวิจัย อาทิในแต่ละ
ขั้นตอนจะมีการดำเนินการอย่างไร, มีบุคคลใดที่เกี่ยวข้อง, ใช้วัสดุอุปกรณ์อะไร, ใช้สถานที่ดำเนินการ เวลา
เริ่มต้นหรือสิ้นสุดการดำเนินการเมื่อไร มีรูปแบบการทดลองอย่างไร, จะเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร และ
วิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอข้อมูลอย่างไร เป็นต้น และหลังจากการดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้นแล้วจะเขียน
รายงานการวจิ ัย อภิปรายผล และใหข้ อ้ เสนอแนะในการวิจยั อย่างไร
18
จดุ มุ่งหมายของการออกแบบการวจิ ัย
ในการออกแบบการวิจัยในการดำเนินการวิจัย มีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ ดังนี้ (Kerlinger,1986 :
279 ; สมหวงั พิธยิ านวุ ัฒน์, 2530 :53-56 ; นงลักษณ์ วิรชั ชยั , 2543 : 119)
1. เพ่อื ใหไ้ ด้คำตอบของปัญหาการวิจัยท่ีถูกต้อง ชดั เจน และมคี วามเทย่ี งตรงน่าเชื่อถือโดยการสรา้ง
กรอบแนวคิดการวจิ ัยท่รี ะบุความสมั พันธ์ระหวา่ งตวั แปรทศี่ ึกษา เพ่ือนำไปใชเ้ ป็นแนวทางในการเกบ็ รวบรวม
ข้อมลู หรอื การวิเคราะหข์ อ้ มูล
2. เพื่อควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรการวิจัยที่ศึกษา โดยใช้แนวทาง 3 ประการดังนี้ 1) ศึกษา
ใหม้ ีความครอบคลุมขอบเขตของปญั หาการวจิ ัยใหม้ ากที่สุด 2) ควบคมุ อทิ ธพิ ลของตัวแปรทไ่ี ม่อยู่ใน ขอบเขต
ของการวิจัยแต่จะมีผลกระทบต่อผลการวิจยั ให้ได้มากทีส่ ุดและ 3) การลดความคลาดเคลื่อนที่จะ เกิดขึ้นใน
การวิจัยใหเ้ กดิ ขึน้ น้อยทีส่ ุด
สิน พันธุ์พินิจ (2547 : 87-88) ได้นำเสนอการออกแบบการวจิ ยั มคี วามมุ่งหมาย ดงั น้ี
1) เพื่อให้ได้คำตอบของปัญหาการวิจัยที่ถูกต้อง ในการออกแบบการวิจัยตามแนวคิด ทฤษฎีจะทำ
ให้ได้แบบแผนการวิจัยที่ดำเนินการตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จะทำให้ได้ผลการวิจัยที่มีความเที่ยงตรง มี
ความเชอ่ื ม่นั และชดั เจน
2) เพื่อควบคุมความแปรปรวนของตัวแปร วิธีการทำความแปรปรวนของตัวแปรที่ศึกษามีค่าสูง ลด
ความคลาดเคล่ือนให้เหลือน้อยและความแปรปรวนโดยการสุ่ม และควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยใช้แบบ
แผนการวจิ ยั ท่ีเหมาะสม
3) เพื่อให้ได้การวัดตัวแปรถูกต้อง ถ้าในการออกแบบการวิจัยได้กำหนดตัวแปรแล้ว กำหนดคำ
นิยามเชิงทฤษฎี คำนิยามเชิงปฏิบัติการ และกำหนดสถิติที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ข้อมูล จะทำให้การวัด
ตัวแปรแต่ละประเภทได้อย่างถูกตอ้ ง ลดความแปรปรวนและความคลาดเคลือ่ นได้
4) เพื่อให้การดำเนนิ การวิจยั เปน็ ระบบ การออกแบบการวจิ ัยจะต้องระบขุ ั้นตอนในการดำเนินการ ที่
ชัดเจน ต่อเนื่อง เพื่อสะดวกต่อการติดตาม ตรวจสอบความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคที่เกิ ดขึ้นได้อย่าง
ชัดเจน และถกู ต้อง
5) เพื่อความประหยัด ในการวางแผนการใช้งบประมาณ แรงงานและกำหนดเวลาควรกำหนดอย่าง
เหมาะสม มเี หตุผล จะทำให้การดำเนนิ การวจิ ัยสามารถดำเนนิ การไปอยา่ งรวดเร็วและมีประสทิ ธิภาพ
ความแปรปรวนในการวจิ ยั เชิงปรมิ าณ
ในการวิจัยเชงิ ปรมิ าณจำแนกตวั แปร เปน็ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ประเภทท่ี 1 ตวั แปรตาม (Dependent
Variable) เป็นตัวแปรหลักที่สนใจศึกษา ประเภทที่ 2 ตัวแปรต้น (Independent Variable) หรือเป็นตัว
แปรที่เป็นสาเหตหุ รอื ตัวแปรจดั กระทำที่สนใจศึกษา ว่ามีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม และมุ่งศึกษาว่ามีขนาดของ
อิทธิพลมากน้อยเพียงใด และประเภทที่ 3 เป็นตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Variable) ที่เป็นตัวแปรที่มี
ความสัมพันธก์ ับตัวแปรตาม แต่ไม่ต้องการ/ไม่สนใจทีจ่ ะศึกษาดังนัน้ จะต้องควบคุมหรือกำจัดอิทธพิ ลเพือ่ ให้
ได้ผลการวิจัยที่มีความเที่ยงตรงโดยที่ความสัมพันธ์ของตัวแปรท้ัง 3 ประเภทแสดงได้ในลักษณะของความ
แปรปรวน (Variance) มีดังนี้ (นงลกั ษณ์ วิรชั ชัย,2543:9-11)
1. ความแปรปรวนอย่างมีระบบ (Systematic Variance) หรือความแปรปรวนร่วม (Covariance)
หรือความแปรปรวนที่อธิบายได้ (Explained Variance) หรือความแปรปรวนจากผลการทดลอง
(Experimental Variance) เปน็ ความสมั พันธ์ระหวา่ งตัวแปรตน้ และตัวแปรตามท่ีต้องการศกึ ษา
19
2. ความแปรปรวนจากตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous Variance) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัว
แปรตามและตัวแปรแทรกซ้อนที่ปนเปื้อน (Confound) กับความแปรปรวนอย่างมีระบบ ที่เป็นความ
แปรปรวนท่ตี ้องการจะขจัดออกจากการวจิ ยั
3. ความแปรปรวนจากความคลาดเคลื่อน (Error Variance) เป็นความแปรปรวนที่ไม่สามารถ
อธิบายได้ด้วยตัวแปรในการวิจัย ที่อาจจะเกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ อาทิ ความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง
ความคลาดเคลื่อนในการวัด หรือความลำเอียงในการทดลอง เป็นต้น สามารถแสดงความสัมพันธ์ของความ
แปรปรวนของตัวแปรได้ดังแสดงในภาพที่ 1.1 (นงลกั ษณ์ วิรชั ชยั ,2543:9)
ภาพท่ี 1.1 ความสัมพนั ธ์ของความแปรปรวนของตวั แปร
หลกั การในการควบคมุ ความแปรปรวนในการวิจยั
ความแปรปรวนในการวิจัย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอๆ ดังนั้นผู้วิจัยจะต้องกำหนดขอบเขตการวิจัยให้มี
ความครอบคลุมทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามและปัญหาการวิจัย ให้มากที่สุด และจะต้องควบคุมตัวแปร
แทรกซ้อนที่ไม่อยู่ในขอบเขตการวิจัยแต่ส่งผลกระทบต่อการวิจัย และต้องลดความคลาดเคลื่อนในการวิจัย
ให้น้อยที่สุด ที่เป็นหลักการในการควบคุมความแปรปรวนในการวิจัยที่เรียกว่า “หลักการของแมกซ์ – มิน -
คอน (Max-Min-Con. Principle)” ที่มีรายละเอียดดังนี้ (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2533 : 11-14 ; Kerlinger,
1986 :284-290)
1. การเพิ่มความแปรปรวนที่มีระบบให้มีค่าสูงสุด (Maximization of Systematic Variance) เป็น
การจัดกระทำตวั แปรต้นให้ความแตกต่างกันมากท่ีสดุ และไม่มคี วามสัมพันธ์กันเอง (Multicolinearity) หรือ
การสุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรที่ศึกษา จะทำให้ได้ค่าของตัวแปรตามที่เป็นจริง หรือเป็น
กำหนดกรอบความคิดที่แสดงตัวแปรต้นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องตามทฤษฎีแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเอง เพื่อให้
เกิดความแปรปรวนอย่างมีระบบมากท่ีสุด
2. การลดความคลาดเคลื่อนใหเ้ หลอื น้อยทส่ี ุด (Minimization of Error Variance) มวี ิธกี ารดงั นี้
20
2.1 การลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการดำเนินการวิจัยให้น้อยที่สุด อาทิความคลาด
เคลือ่ นจากการสุ่มตวั อย่างวามคลาดเคล่ือนในการวดั ความลำเอียงในการทดลองขอ้ มลู ทสี่ ูญหายทไ่ี ม่ได้เกิดจา
การสุ่มหรอื ความคลาดเคลอื่ นในการวิเคราะหข์ อ้ มูล(การลงรหัส/การใชส้ ถติ ิที่ไม่เหมาะสม) เปน็ ต้น
3. การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนให้มีค่าคงที่ (Control of Extraneous Variables) เป็นยุทธวิธี ท่ี
สำคัญในการกำหนดแบบการวิจัย จะทำให้ผลการวิจัยที่ได้นั้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตั ว
แปรตามท่ีแทจ้ รงิ อยา่ งชดั เจน มีวิธีการ ดังน้ี (Wiersma,2000:88)
3.1 กระบวนการสุ่ม (Randomization) เปน็ กระบวนการที่ประกอบด้วยการสุ่ม 3 ขั้นตอน
ดงั นี้
1) การสมุ่ กลมุ่ ตัวอยา่ ง (Random Sampling) เป็นการใช้วธิ กี ารสุ่ม เพ่อื ใหไ้ ด้ กลุ่ม
ตัวอย่างตามที่ต้องการอย่างครบถ้วน อาทิ การสุ่มอย่างง่าย การสุ่มอย่างมีระบบ การสุ่มแบบกลุ่ม
การสุ่มแบบแบง่ ช้นั หรือส่มุ แบบหลายข้นั ตอน เป็นต้น
2) การส่มุ กล่มุ ตวั อยา่ งเขา้ กลมุ่ (Random Assignment) เปน็ การสุ่มกล่มุ ตัวอย่าง
ทไ่ี ดจ้ ากการสุม่ กลุ่มตัวอย่างเข้ากลมุ่ ตามขอ้ 1) ทไ่ี ด้กำหนดไว้
3) การส่มุ กลมุ่ ทดลองแบบสมุ่ (Random Treatment) เปน็ การสุม่ กลมุ่ ตวั อยา่ ง ท่ี
ดำเนินการตามข้อ 2) แลว้ ว่ากลุ่มใดจะเปน็ กลมุ่ ควบคุม หรอื กลุ่มทดลอง
3.2 การจบั คู่ (Matching) เป็นการควบคุมตัวแปรแทรกซอ้ นโดยนำตวั แปรแทรกซอ้ นมาใช้
เป็นเกณฑ์ในการจับคู่ระหว่างกลุ่มตัวอย่าง เพื่อสุ่มกลุม่ ตัวอยา่ งเข้ากลุม่ ทีม่ ีความเท่าเทียมกัน แต่วิธีการนี้จะ
สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้เพียง 2-3 ตัวเทา่ นนั้ และเม่อื ใช้วิธีการน้แี ลว้ จะต้องใช้วิธีการทางสถิติใน
ข้อ 3.4 ดำเนินการวิเคราะหข์ อ้ มูลด้วย
3.3 การกำจัดตัวแปรแทรกซ้อน (Elimination) เป็นวิธีการการขจัดตัวแปรแทรกซ้อนออก
จากการวิจัยโดยเด็ดขาด ทำให้ได้ผลการวิจัยไม่ครอบคลุมตัวแปรตามทฤษฎีหรือตามความต้องการในการ
นำไปใช้ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
3.4 การนำตัวแปรแทรกซ้อนเป็นตัวแปรท่ีศึกษาแล้วใช้วิธีการทางสถิติในการควบคุม
(Statistical Control) เป็นวธิ ีการใชว้ ิธีการทางสถิติที่เหมาะสมเพ่ือควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนในการวิจัย อาทิ
การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of Covariance : ANCOVA) การวิเคราะห์ถดถอยพหุ
(Multiple Regression Analysis) หรอื การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนแบบหลายทาง เปน็ ตน้
ลกั ษณะของแบบการวิจยั ทีด่ ี
ลักษณะของแบบการวิจัยที่ดีที่นำมาใช้ในการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ควรได้พิจารณาจากลักษณะ 4
ประการ ดังน้ี (Wiersma, 2000 : 94-95)
1. ปราศจากความมีอคติ (Freedom from Bias) การออกแบบการวิจัยจะต้องทำให้ข้อมูลที่ได้และ
การวิเคราะห์ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด มีความเที่ยงตรง มีความเชื่อมั่น และสามารถนำผลการ
วิเคราะห์ไปใชต้ อบปัญหาการวิจัยไดอ้ ย่างชดั เจน
2. ปราศจากความสับสน (Freedom of Confounding) การออกแบบการวิจัยจะต้องช่วยขจัดตัว
แปรแทรกซ้อนที่จะเป็นสาเหตุให้เกิด ความแปรปรวนในตัวแปรตามเพราะมฉิ ะน้ันจะทำให้ไมส่ ามารถจำแนก
ไดว้ า่ ตัวแปรใดเป็นสาเหตุทกี่ ่อให้เกดิ ความแปรปรวนในตวั แปรตาม
21
3. สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้ (Control of Extraneous Variables) การออกแบบการ
วิจัยจะต้องสามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนโดยการทำให้เป็นตัวคงที่หรือกำจัดออกจากจากสถานการณ์
โดยใหเ้ หลอื เพยี งแตผ่ ลการวิจยั ที่เนือ่ งมาจากตวั แปรอิสระท่มี ีอิทธิพลต่อตวั แปรตามเทา่ นั้น
4. มีการเลือกใช้สถิติที่ถูกต้องในการทดสอบสมมุติฐาน (Statistical Precision for Testing
Hypothesis) การออกแบบการวิจัยที่ดีจะต้องเลือกใช้สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานที่ถูกต้องและ
เหมาะสมกับตัวแปรที่ศึกษาเบริ (Beri.1989 :65) ได้นำเสนอลักษณะของการออกแบบการวิจัยที่ดี มี
ประสทิ ธิภาพในการวิจัยท่ีมีลักษณะ ดงั นี้
1) เปน็ แนวทางการหาคำตอบของปัญหาการวิจัยได้อยา่ งแท้จรงิ
2) สามารถควบคุมตัวแปรทั้งตัวแปรสาเหตุที่ต้องการศึกษา และตัวแปรที่ไม่ต้องการศึกษาโดยใช้
การสุ่มตัวอย่าง (Random Sampling) การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง (Random Assignment) และการสุ่มการจัด
กระทำให้แก่กลุม่ ตัวอย่าง (Random Treatment)
3) ควบคุมให้เกิดความเที่ยงตรงภายในที่ผลการวิจัยได้มาจากตัวแปรสาเหตุเท่านั้น และความ
เท่ยี งตรงภายนอก ที่จะสามารถใชผ้ ลการวจิ ยั สรุปอา้ งองิ ไปส่ปู ระชากรได้
ประเภทของการออกแบบการวิจัย
ในการออกแบบการวิจัยที่ใช้ในการวิจัย จำแนกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ (พิชิต ฤทธ์ิ จรูญ, 2544
:149150)
1. การออกแบบการวัดค่าตัวแปร (Measurement Design) เปน็ การกำหนดวธิ ีการวดั คา่ หรือการ
สร้างและพัฒนาเครื่องมือท่ีใชว้ ดั คา่ ตวั แปร โดยมลี ำดบั ขน้ั ตอนในการดำเนินการ ดงั นี้
1.1 กำหนดวัตถปุ ระสงค์ของการวดั ค่าตวั แปร
1.2 กำหนดโครงสร้าง และคำนิยามของคา่ ตัวแปรแตล่ ะตวั ทต่ี ้องการวัดใหช้ ดั เจน
1.3 กำหนดระดบั การวัดของข้อมูล และ สรา้ งและพัฒนาเครือ่ งมอื ที่ใช้วัดค่าตัวแปร
1.4 ตรวจสอบคุณภาพที่จำเป็นต้องมีของเครื่องมือที่ใช้วัดค่าตัวแปร ได้แก่ ความเที่ยงตรง
(Validity) และความเช่ือมั่น (Reliability)
1.5 กำหนดวิธีการและขัน้ ตอนการเก็บรวบรวมข้อมลู ให้ชดั เจน
1.6 กำหนดรูปแบบ วิธีวัดค่าตัวแปร หรือการควบคุมตัวแปรเกิน โดยวิธีการสุ่ม, การนำมา
เปน็ ตัวแปรทีศ่ กึ ษา, การจัดสถานการณใ์ ห้คงท่ี หรอื การควบคุมด้วยวธิ ีการทางสถิติ
2. การออกแบบการสุ่มตวั อย่าง (Random Sampling Assignment ) เปน็ การดำเนินการเพ่ือ ให้ได้
กลุม่ ตวั อยา่ งทีเ่ ป็นตัวแทนทด่ี ีของประชากรในการนำมาศึกษา โดยมขี น้ั ตอนในการดำเนนิ การ ดงั น้ี
2.1 กำหนดวิธีการสุ่มตัวอย่าง เป็นการกำหนดขอบเขตและเลือกวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่
จะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างทีเ่ ป็นตัวแทนที่ดขี องประชากรที่ศึกษา ที่อาจจะใช้วิธีการสุ่มโดยใช้ความน่าจะเป็นที่
ให้โอกาสแก่ทุก ๆ หน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะได้รับการสุ่มเป็นกลุ่มตัวอย่าง หรือ ถ้ามีข้อจำกัดบาง
ประการในการวิจัยอาจจะมีการเลือกใช้วิธีการสุ่ม (Sampling) หรือการเลือก (Selection) กลุ่มท่ี
เฉพาะเจาะจงมาศกึ ษา โดยไมใ่ ชห้ ลกั การของความนา่ จะเปน็ ก็ได้
2.2 กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม เป็นการกำหนดขนาด/จำนวนของกลุ่ม
ตวั อยา่ งจากประชากรอย่างเหมาะสม และมีความเป็นไปไดโ้ ดยการใช้สตู รการคำนวณหรอื ตาราง เลขสุ่ม
22
3. การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวางแผนในการดำเนินการกับข้อมูลอย่างเป็นระบบ
เพอ่ื ทีจ่ ะไดใ้ ช้ในการตอบปัญหาการวิจัยตามจุดมุ่งหมายของการวิจัยได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพมดี งั น้ี
3.1 การเลือกใช้สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive Statistics) เป็นการเลือกใช้สถิติในการ
วิเคราะห์ข้อมูลที่เหมาะสมกับระดับของข้อมูล และสอดคล้องกับจดุ มุ่งหมายของการวิจัย เพื่อให้ได้
ผลการวิจัยในการบรรยายลักษณะต่าง ๆ ที่ศึกษาได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และน่าเชื่อถือ หรือกล่าว ได้ว่า
ผลการวจิ ัยมคี วามเที่ยงตรงภายใน (Internal Validity)
3.2 การเลือกใช้สถิตเชิงอ้างอิง (Inferential Statistics) เป็นการเลือกใช้สถิติในการ
วิเคราะห์ที่เหมาะสมกับข้อตกลงเบื้องต้น (Basic Assumption) และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของ การวิจัย
เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่ถูกต้อง ชัดเจน น่าเชื่อถือ และสามารถใช้ผลการวิจัยในการสรุป อ้างอิงผลการวิ จัย
(Generalization) จากกลมุ่ ตัวอย่างไปยังประชากรได้อย่างมีประสิทธภิ าพ หรือ กล่าวได้ว่าผลการวิจยั มคี วาม
เท่ยี งตรงภายนอก (External Validity)
วิธีการวางแผนแบบการวจิ ัย
วิธีการวางแผนแบบการวิจัย เป็นการกำหนดขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการให้อย่างถูกต้องชัดเจน
เพอ่ื ใหง้ านวิจัยเกดิ ประสิทธิผลและมีประสทิ ธภิ าพมากท่ีสดุ ซ่ึงจำแนกข้นั ตอนวิธีการวางแผนแบบการวิจัยได้
ดงั นี้ (นงลักษณ์ วริ ชั ชยั ,2543 : 121-125)
1. การกำหนดปัญหาการวิจัย คำถามการวิจัย และวัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นขั้นตอนของการ
พิจารณาปัญหาการวิจัยที่จะต้องมีความชัดเจนที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรใช้ภาษาง่ายๆ และ
สามารถหาคำตอบได้ เป็นปัญหาที่มีความสำคัญ และให้ประโยชน์ในการนำไปใช้และผู้วิจัยมีความรู้
ความสามารถอย่างเพียงพอที่จะดำเนินการวิจัยได้รวมทั้งการกำหนดคำถามการวิจัย และวัตถุประสงค์ท่ี
สอดคลอ้ งกับปญั หาทมี่ ีขอบเขต และมคี วามชัดเจนท่จี ะใช้เปน็ แนวทางการวิจยั ได้
2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นขั้นตอนของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่
เก่ียวข้องเพื่อพัฒนากรอบความคิดทฤษฎี (Theoretical Framework) ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัญหา
การวิจัยและทฤษฎีที่ทำให้ได้ตัวแปรที่จะศึกษาและควบคุมและกรอบความคิดรวบยอด ( Conceptual
Framework) ที่แสดงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาและตัวแปรสอดแทรก จะได้รับทราบ
ข้อดี-ข้อบกพร่องของการวางแผนแบบการวิจัยที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในงานวิจัยของตนเอง รวมทั้งการได้
สมมุติฐานการวจิ ยั ท่ีสมเหตุสมผล ที่สอดคล้องกับคำถามการวิจัยทีส่ ามารถตรวจสอบได้ และมีอำนาจในการ
ใชพ้ ยากรณ์สูง
3. การกำหนดข้อมูล และแหล่งข้อมูล เป็นขั้นตอนในการกำหนดตัวแปรที่ศึกษามีอะไรบ้าง จัด
ประเภทของตัวแปรว่าเป็นตัวแปรสาเหตุ ตัวแปรผล ตัวแปรแทรกซ้อนหรือตัวแปรสอดแทรกตามกรอบ
แนวคิดความคิดรวบยอด ที่ต้องนำมากำหนดเป็นคำนิยามเชิงปฏิบัติการที่สามารถวัดและสังเกตได้อย่ าง
ชัดเจน และหาวิธีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนให้ได้มากที่สุด และมีการกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนท่ี
ดีจากประชากรด้วยการเลือกใช้ “วิธีการสุ่ม”ที่เหมาะสมกับตวั แปรท่ีจะศึกษา เพื่อให้ได้ผลการวิจัยท่ีมีความ
เทยี่ งตรงทง้ั ภายในและภายนอก
4. การกำหนดเครือ่ งมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู เปน็ ขัน้ ตอนในการกำหนดรายละเอยี ดเนื้อ หา
สาระ วิธีการสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ และกำหนดรายละเอียดขั้นตอนของการเก็บรวบรวม
23
ข้อมูลตามประเภทของการวิจัย อาทิ การวิจัยเชิงทดลองจะต้องกำหนดวิธีการดำเนินการทดลอง การจัด
กระทำตวั แปรสาเหตุ และการวัดตวั แปรผลใหช้ ัดเจน เปน็ ตน้
5. การกำหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย เป็นขั้นตอนการวางแผนการวิเคราะห์
ข้อมูลที่ได้รับว่าจะดำเนินการอย่างไร ใช้สถิติอะไรที่เหมาะสมกับข้อมูล ทดสอบสมมุติฐานอย่างไร และผล
การวิเคราะห์ขอ้ มลู สามารถใชต้ อบปญั หาการวิจัยไดห้ รือไม่
ความเทยี่ งตรงของการออกแบบการวิจัย
ในการออกแบบการวิจัย ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่ถูกต้อง ชัดเจนมีความเที่ยงตรง
และความเชื่อม่ันให้มากท่สี ุด โดยที่ความเท่ยี งตรงทเ่ี กิดขึ้นในการออกแบบการวจิ ยั จำแนกได้ 2 ลักษณะ ดงั น้ี
1. ความเทยี่ งตรงภายใน
1.1 ความหมายของความเที่ยงตรงภายในความเที่ยงตรงภายใน (Internal Validity) เป็น
ลักษณะของการวิจัยที่จะสามารถตอบปัญหา/สรุปผลการวิจัยได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และน่าเชื่อถือว่า ผลท่ี
เกิดขึ้นกับตัวแปรตามนั้นมีสาเหตุเนื่องมาจากตัวแปรอิสระหรือตัวแปรจัดกระทำเท่านั้น โดยเน้นการ
ดำเนินการวิจัยที่มคี วามครอบคลุมในประเดน็ ดังน้ี
1) การทดสอบสมมตุ ิฐาน
2) การควบคุมตัวแปรภายนอกท่ีไมต่ อ้ งการ
3) ความเท่ียงตรงและความเชื่อมนั่ ของข้อมลู ท่เี กบ็ รวบรวม
1.2 องค์ประกอบที่มีผลต่อความเที่ยงตรงภายใน (Cambell and Stanley,1969 อ้างถึง ใน ผ่อง
พรรณ ตรยั มงคลกลู ,2543 : 39-40)
1.2.1 เหตุการณ์พร้อง/ประวัติในอดีต (History) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดข้นึระหว่าง การ
ทดลองโดยไม่ได้จัดกระทำหรือจงใจให้เกิดขึ้น แต่มีผลต่อประเด็นที่ศึกษาทำให้เกิด ความไม่แน่ใจว่าผลท่ี
เกิดขึ้นนั้นเกิดจากตัวแปรที่ต้องการหรือเหตุการณ์พร้องที่เกิดขึ้น ทำ ให้ผลสรุปการวิจัยขาดความเที่ยงตรง
ภายใน โดยมแี นวทางแกไ้ ข คอื พยายามจัดใหก้ ลุ่ม ตัวอย่างอย่ใู นสภาพท่เี ปน็ ปกตใิ ห้มากทส่ี ดุ
1.2.2 วุฒิภาวะ (Maturation) เป็นความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงของกลุ่ม ตัวอย่างทาง
ธรรมชาติทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจที่เกิดข้ึนระหว่างการทดลองมากกว่า เกิดขึ้นจากสถานการณ์จำลอง
แล้วส่งผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษา จะทำให้ผลสรุปการ วิจัยขาดความเที่ยงตรงภายใน โดยมีแนวทางการ
แกไ้ ข คือ ใชเ้ วลาช่วงสนั้ ๆ ในการทดลอง หรอื ใชก้ ล่มุ ตวั อยา่ งทมี่ ีวุฒิภาวะทีใ่ กล้เคยี งกนั
1.2.3 การทดสอบ (Testing) เป็นผลจากการทดสอบท่ีใช้มากกว่า 1 ครั้งในการ ทดสอบทำ
ให้กลมุ่ ตัวอย่างเกิดความคุ้นเคย การจดจำ หรอื ไปหาเรียนรู้เพิ่มเติม ท่จี ะสง่ ผล ตอ่ การทดสอบคร้ังต่อไปท่ีจะ
ปฏิบัติได้มากขึ้นโดยมีแนวทางการแก้ไข คือ ใช้การทดสอบ เพียงครั้งเดียว หรือใช้เครื่องมือในการทดสอบที่
คขู่ นานกัน ท่ใี ช้การวดั ผลท่เี กิดข้นึ เดียวกนั แตต่ า่ งฉบับกัน
1.2.4 เครื่องมือในการวิจัย (Instrument) การใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพจะทำให้ ได้รับข้อมูล
ที่มีคุณภาพ แต่ถ้าใช้เคร่ืองมือท่ีไม่มีคณุ ภาพแล้วอาจจะได้รับข้อมูลที่มี ความคลาดเคลื่อนทีจ่ ะสามารถนำมา
เปรียบเทียบกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในการใช้ เครื่องมือของผู้เก็บข้อมูลที่ไม่มีความเป็นมาตรฐาน
เดียวกันจะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน ในการวัด ทำให้ผลสรุปการวิจัยขาดความเที่ยงตรงภายใน โดยมีแนว
24
ทางการแก้ไข คอื ใช้ เครือ่ งมือเดยี วกันเวลาเดียวกนั และมกี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการที่เป็นมาตรฐาน
เดียวกนั
1.2.5 การถดถอยทางสถิติ (Statistical Regression) เป็นผลที่เกิดจากข้อมูลจาก กลุ่ม
ตัวอยา่ งทม่ี ีคุณลกั ษณะของตัวแปรท่ีสงู มาก (Ceiling Effect) หรอื ตำ่ มาก (Floor Effect) กลา่ วคือ ในการนำ
ข้อมูลมาวิเคราะหจ์ ากกลุ่มท่มี ีคุณลักษณะของตัวแปรที่ต้องการ สูงมาก จะพบวา่ มคี ุณลักษณะของตัวแปรจะ
มีค่าลดลง แต่ถ้ากลุ่มที่มีคุณลักษณะของตัว แปรที่ต้องการต่ำ จะพบว่ามีคุณลักษณะของตัวแปรจะมีค่า
เพิ่มขึ้น โดยมีแนวทางการแก้ไข คือ ไม่ควรเลอื กกลุ่มตัวอย่างทีม่ ีลักษณะเฉพาะเจาะจงมาศึกษาเปรียบเทยี บ
กัน
1.2.6 การสุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง (Random Assignment) เป็น
ความแตกต่างของกลุ่มต้ังแต่ก่อนการทดลอง ดงั นนั้ ถา้ หลงั การทดลอง พบวา่ มีความแตกต่างกันด้วยจะทำให้
ผลสรุปการวิจัยขาดความเทีย่ งตรงภายใน มีแนวทาง การแก้ไข คือ ใช้กระบวนการสุ่มกลุ่มตวั อย่าง และการ
สุ่มเข้ากลมุ่ ทดลองและกล่มุ ควบคมุ หรือการจับคตู่ ัวอย่างในการทดลอง
1.2.7 การสูญหายของกลุ่มตัวอย่าง (Experiment Mortality) เป็นการสูญหาย ของกลุ่ม
ตัวอย่างในระหว่างการทดลองแบบระยะยาว (Longitudinal) หรือแบบอนุกรม เวลา (Time-series) ดังน้ัน
จะต้องพิจารณาว่ากลุ่มตัวอย่างที่สูญหายไปมีผลกระทบต่อผล การทดลองหรือไม่ถ้ามีผลกระทบจะท ำให้
ผลสรุปของการวิจัยขาดความเที่ยงตรงภายใน โดยมีแนวทางการแก้ไขคือ ใช้เวลาการทดลองที่สั้น ๆ หรือใช้
การเสรมิ แรงเพื่อกระต้นุ ให้ กลุม่ ตวั อย่างมีความสนใจท่ีจะอยรู่ ่วมกจิ กรรมจนกระทง่ั เสร็จสน้ิ การทดลอง
1.2.8 อิทธิพลร่วมระหว่างปัจจัยอื่น ๆ กับการสุ่มตัวอย่าง เป็นการพิจารณา อิทธิพลที่
รว่ มกนั ระหว่างเหตกุ ารณพ์ ร้องหรือวุฒภิ าวะหรือเคร่ืองมอื ฯลฯ กับการสมุ่ ตวั อยา่ งลำเอยี งทีจ่ ะส่งผลร่วมกัน
ต่อผลการทดลอง ทำให้ผลสรุปการวิจัยขาดความ เที่ยงตรงภายใน มีแนวทางการแก้ไข คือ พยายามลด
อิทธิพลของตัวแปรที่อาจเกิด ปฏิสัมพันธ์กับการคัดเลือก อาทิ ประสบการณ์ที่ผ่านมา วุฒิภาวะ โดยมีการ
กำหนดชว่ ง ระยะเวลาท่เี หมาะสม หรอื แยกกลุ่มทดลองจากเหตุการณพ์ เิ ศษทเี่ กดิ ข้นึ
1.2.9 ความคลุมเครือในทิศทางของความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของตัวแปรที่เกิดขึ้น เนื่องจาก
การขาดความชัดเจนในการศึกษาแนวคิดหรือทฤษฎีที่ชัดเจนในการตรวจสอบ ความเป็นเหตุผลระหว่างตัว
แปร
1.2.10 การสับสนของสิ่งทดลอง (Diffusion of Treatment) เป็นความสับสน ของส่ิง
ทดลองที่จัดกระทำให้แก่กลุ่มทดลองหรือกลุ่มควบคุมที่ระบุว่าแตกต่างกันแต่ในการ ดำเนินการจะได้รับสิ่ง
ทดลองที่เท่าเทียมกัน และพบว่าสองกลุ่มมีความแตกต่างกัน แต่ ไม่ได้เกิดจากสิ่งทดลองอย่างแท้จริง ทำให้
ผลสรุปการวจิ ัยขาดความเทีย่ งตรงภายใน
1.2.11 การตอบสนองของกลุม่ ควบคุม เป็นความพยายามของกลุ่มควบคุมที่ ต้องการได้รบั
ส่งิ ทดลองเหมอื นกบั กลุ่มทดลอง จึงเกิดความรู้สกึ และมีความพยามท่จี ะทำ ให้ตนเองมคี วามเท่าเทียมกับกลุ่ม
ทดลอง ทำให้การทดสอบสมมุตฐิ านไม่มนี ยั สำคัญ
1.2.12 การตอบสนองของกลุ่มตัวอยา่ งในกลุม่ ทดลอง ท่ีไม่สอดคลอ้ งกับพฤติกรรมที่แท้จริง
หรือจงใจใหข้ อ้ มลู ท่ไี มส่ อดคลอ้ งกับความรูส้ ึกท่ีแท้จริง
1.3 ความเทย่ี งตรงท่สี ่งผลต่อความเทยี่ งตรงภายใน (ผอ่ งพรรณ ตรัยมงคลกลู , 2543 :26-27 อ้างอิง
มาจาก Goodwin,1995)
25
1.3.1 ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) เป็นความสอดคล้อง ระหว่าง
แนวคิดระดับนามธรรมสู่การวัดในระดับรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการ นิยามเชิงปฏิบัติการของ
ตัวแปรที่จะสะท้อนแนวคิดระดบั นามธรรมของการวิจัยได้ สอดคล้องตามที่ควรจะเป็นมากที่สุด ถ้าการให้คำ
นิยามที่แตกต่างกันในตัวแปรเดียวกันใน การวิจัยที่มีรูปแบบเหมือนกันจะให้ผลการวิจัยที่แตกต่างกัน ดังน้ัน
จำเปน็ จะต้องมีการ ตรวจสอบโดยใช้แนวคิดทฤษฎี และงานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วข้องที่จะช่วยให้ตัวแปรมีความชัดเจน
มากข้นึ
1.3.2 ความเทยี่ งตรงของเคร่ืองมือวดั (Instrument Validity) เปน็ คุณภาพของ วิธกี ารและ
เครื่องมือวัดที่จะต้องมีความสอดคล้องกับความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างว่า “สิ่งที่ วัดตรงตามที่ได้กำหนด
ความหมายหรอื ไม”่
1.3.3 ความเที่ยงตรงเชิงสถิติ (Statistical Conclusion Validity) เป็นคุณภาพ ของการ
เลอื กใช้สถิติเพ่อื จัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมลู ท่ีถกู ต้อง และข้อมูลมีลักษณะท่ี สอดคล้องกับข้อตกลงเบื้องต้น
ของสถิตินั้น ๆ ที่ในการเลือกใช้สถิติ อาจจะก่อให้เกิด ความคลาดเคลื่อนที่มีวัตถุประสงค์ หรือขาด
ประสบการณ์ อาทิ จงใจเลือกวิเคราะหห์ รือ นำเสนอผลเฉพาะจุดท่สี อดคล้องกบั สมมุติฐานเท่าน้ัน หรือ การ
บิดเบือนข้อมูลหรือผลการ วิเคราะห์ หรือการวิเคราะห์แบบลองถูกลองผิดจนกระทั่งได้ผลการวิเคราะห์ที่
สอดคล้อง กับสมมตุ ิฐาน เปน็ ต้น
2. ความเทีย่ งตรงภายนอก
2.1 ความหมายของความเที่ยงตรงภายนอกความเที่ยงตรงภายนอก (External Validity)
หมายถึง ลักษณะของการวิจัยท่ีสามารถสรุปอ้างอิง ผลการวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาไปสู่ประชากรได้
อย่างถูกต้อง ชัดเจนและน่าเชื่อถือ หมายความว่า ในการวิจัยครั้งนี้ถ้าจะนำไปดำเนินการกับประชากรแล้ว
ผลการวิจัยก็ไม่แตกต่างจากผลการวิจัยที่ได้รับจากการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเช่นเดียวกัน ( Polit and
Hulger,1987:195)
2.2 ประเภทของความเที่ยงตรงภายนอกการจำแนกประเภทของความเที่ยงตรงภายนอก
เป็นการจำแนกเพื่อใช้ตอบคำถาม/การวิจัย ศึกษาค้นคว้า มีดังนี้ (ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และสุภาพ ฉัตรา
ภรณ์, 2543:27)
2.2.1 ความเที่ยงตรงเชิงประชากร (Population Validity) เป็นการตอบ คำถามว่า
“ผลการวิจัยจะสามารถนำไปใช้กับประชากรใด ๆ ได้ดี หรือได้มากน้อยเพียงใด” ที่อาจจะเนื่องจากความ
แตกตา่ งระหวา่ งประชากรเป้าหมายกับประชากรในการทดลอง หรอื ความเหมาะสมของการจัดกระทำตัวแปร
ต่อประชากรทเี่ ฉพาะเจาะจง
2.2.2 ความเที่ยงตรงเชิงสภาพการณ์ (Ecological Validity) เป็นการตอบคำถาม ว่า
“ผลการวิจยั จะสามารถนำไปใช้ไดใ้ นสถานการณ์ใด และเมื่อใช้ในสถานการณ์ใด ๆ ณ เวลาที่แตกต่างกัน จะ
ก่อให้เกิดข้อจำกัดอย่างไร” ซึ่งผลการวิจัยที่ดีอาจเนื่องมากจาก อิทธิพลของบรรยากาศการทดลอง ความ
แปลกใหม่ ผูด้ ำเนินการทดลอง หรือการทดสอบ กอ่ นเรียน ฯลฯ ที่ในการนำไปใชจ้ รงิ อาจไมม่ ีอทิ ธิพลเหลา่ นี้
2.3 ปจั จยั ทมี่ ีผลต่อความเท่ียงตรงภายนอก มดี ังน้ี (Cambell and Stanley,1969 : 5-6)
2.3.1 อิทธิพลร่วมกันระหว่างการสุ่มกลุ่ม ตัวอย่างและสิ่งทดลอง เป็นอิทธิพลที่เกิด
จากการใช้กลุ่มตัวอย่างที่คาดว่าจะมีส่วนทำให้สิ่งทดลองมีประสิทธิภาพทำให้ขาดความเป็นตัวแทนที่ดีจาก
ประชากร อาทิ อาสาสมัคร เป็นต้น
26
2.3.2 อทิ ธพิ ลร่วมกันระหวา่ งแหล่งทดลองและส่ิงทดลอง เป็นอทิ ธพิ ลท่เี กิดจาก การ
ใช้แหลง่ ทดลองทม่ี คี วามสะดวกสบายหรือใหค้ วามรว่ มมือในการจัดสิ่งทดลองแก่กลุ่ม ตัวอยา่ งท่ีไม่มีโอกาสได้
กลุ่มตัวอย่างทีเ่ ปน็ ตัวแทนของประชากรอย่างแทจ้ ริง
2.3.3 อิทธิพลร่วมกันระหว่างการทดสอบและสิ่งทดลอง เป็นอิทธิพลที่เกิดจากการ
ทดสอบกอ่ นใหส้ ิง่ ทดลองท่ีกลุ่มตัวอย่างแลว้ กล่มุ ตวั อย่างได้ศกึ ษาเพ่ิมเติมล่วงหน้าก่อนให้ สง่ิ ทดลอง ทำให้ไม่
แน่ใจว่าเป็นผลที่เกิดจากประสิทธิภาพของสิ่งทดลองหรือไม่ เนื่องจาก ความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างจาก
ประชากรที่กำหนด
2.3.4 อิทธิพลร่วมกันระหว่างเหตุการณ์พร้องและสิ่งทดลอง เป็นอิทธิพลที่เกิดจาก
เหตุการณท์ ี่เกดิ ขน้ึ ทำใหก้ ลุ่มตัวอย่างมีความสนใจหรือตน่ื ตัวที่จะรับส่ิงทดลอง ทำให้ผลที่ เกิดจากสิ่งทดลองมี
ประสทิ ธภิ าพมากข้นึ กว่าปกติ
2.3.5 ปฏิกิริยาของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการทดลอง เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการที่กลุ่ ม
ตัวอย่างรู้ตัวว่าตนเองได้รับสิ่งทดลอง จึงแสดงปฏิกิริยาที่ตอบสนองมากกว่าสภาพปกติที่ไม่เป็นไปตาม
ธรรมชาติ
2.3.6 การไดร้ บั สิง่ ทดลองท่ีหลากหลาย เนื่องจากกลุม่ ตวั อย่างจะเป็นกลุม่ ตัวอย่างที่
เฉพาะเจาะจงที่นำมาทดลอง ทำให้มีความแตกต่างจากประชากรทั่วไป และจะสามารถสรุปอ้างอิงไปสู่
ประชากรท่มี ีลักษณะเฉพาะทสี่ อดคลอ้ งกนั เท่านั้น
สรุปได้ว่า ความเที่ยงตรงภายในและความเที่ยงตรงภายนอกมักจะแปรผันแบบผกพัน กล่าวคือ
งานวิจัยที่มีการควบคุมสูงส่งผลให้มีความเที่ยงตรงภายในสูง จะสามารถนำไปใช้ได้เฉพาะ สถานการณ์ และ
เฉพาะกลมุ่ ทีไ่ มส่ อดคล้องกับความเทยี่ งตรงภายนอกที่สามารถนำไปใช้ได้ใน สถานการณท์ ่ัวไป
27
บรรณานกุ รม
นงลักษณ์ วิรชั ชัย. (2542). โมเดลลิสเรล: สถิตวิ ิเคราะหส์ ำหรับการวิจยั . กรงเทพฯ: โรงพมิ พ์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
นงลกั ษณ์ วิรชั ชัย. (2560). วารสารวธิ ีวิทยาการวิจยั (Journal of Research Methodology: JRM). สืบคน้
เมอ่ื 29 กรกฎาคม 2565, จาก https://portal.edu.chula.ac.th/
นงลกั ษณ์ วริ ัชชยั . (2531). แผนแบบการวิจยั . วารสารศรึนครินทรวโิ รฒวจิ ยั และพฒั นา. 1(2): 31- 37.
นงลกั ษณ์ วิรชั ชยั . (2533). การวเิ คราะหอ์ ิทธพิ ล (Path Analysis) วารสารการวดั ผลการศกึ ษา. 11(33):
39-50.
นงลกั ษณ์ วิรชั ชยั . (2535). การวเิ คราะห์ประมาณค่าสว่ นประกอบความแปรปรวน (Analysis of Variance
Component Estimation. ขา่ วสารวิจยั การศึกษา. 15(4): 9-14.
ศริ ิชัย กาญจนวาสี. (2532). โมเดลเชิงสาเหต:ุ การสรา้ ง และการวเิ คราะห.์ วธิ วี ทิ ยาการวจิ ัย. 4(3): 1-24 สิน
พันธุพ์ ินิจ. (2553). เทคนคิ การวจิ ยั ทางสังคมศาสตร.์ กรงุ เทพมหานคร : วิทยพฒั น.์
สมหวัง พธิ ยานวุ ัฒน์ และคณะ (2539). รายงานการวิจัยประสทิ ธิภาพการใช้ครู: การวิเคราะหเ์ ชงิ ปริมาณ
ระดับมหภาค. กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนัก นายกรัฐมนตร.ี
สุชาติ ประสทิ ธ์ิรฐั สิทธ์ุ และ ลัดดาวลั ย์ รอดมณ.ี (2528). เทคนคิ การวิเคราะหต์ ัวแปรหลายตัว สำหรับการ
วจิ ัยทางสังคมศาสตร.์ กรงุ เทพ: ห.จ.ก. ภาพพมิ พ์.
บทที่ 4
แบบแผนการวิจยั
ในการเขยี นโครงการวิจัย เมื่อได้ปญั หา วตั ถปุ ระสงค์ และเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ งกับการวจิ ัยแล้ว สิง่ ทต่ี อ้ ง
ให้ความสำคัญตามมา คือ แบบแผนการวิจัย ซึ่งเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวที่บอกให้ทราบว่านักวิจัยจะต้องทำ
อะไร เพือ่ ให้ไดแ้ ผนการดำเนินการวิจยั ทเี่ หมาะสมกบั ปัญหา โดยเฉพาะในการวจิ ัยเชิงปริมาณที่มีการหลักการ
วางแผนท่ีเป็นระบบ มีขัน้ ตอนที่ชัดเจน ในขณะท่ีการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวางแผนท่ียืดหยุ่นกว่าและสามารถ
ปรับเปลี่ยนแผนได้ตลอดเวลาที่เก็บข้อมูลเมื่อเห็นว่าสิ่งที่วางแผนไม่เหมาะสม ดังนั้นเนื้อหาในตอนนี้จะ
นำเสนอหลักการต่างๆในการวางแผนของการวิจัยเชงิ ปริมาณเป็นหลักแบ่งเป็น 4 หัวข้อใหญ่ คือ ความหมาย
ของแบบแผนการวิจยั จุดมุ่งหมายของแบบแผนการวจิ ัย ข้นั ตอนของแบบแผนการวิจยั และเกณฑท์ ใี่ ช้สำหรับ
แบบแผนการวิจัย สำหรับขั้นตอนของแบบแผนการวิจัยประกอบด้วยการกำหนดรูปแบบการวิจัย ขอบเขต
การวิจัย และแนวทางการวิจัย โดยผู้เขียนได้ให้รายละเอียดของประชากรและกลุ่มตัวอย่างอยู่ในหัวข้อแนว
ทางการวจิ ยั ดงั มรี ายละเอยี ดทเ่ี ป็นประโยชน์ตอ่ การเขียนโครงการวิจยั ดงั นี้
ความหมายของแบบแผนการวจิ ัย
แบบแผนการวิจัย หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า research design เป็นการวางแผนการดำเนินการ
วิจัย ที่ผสมผสานทฤษฎี แนวคิด ข้อมูล และแนวทางดำเนินงานวิจัย เพื่อให้ได้คำตอบมาตอบประเด็นปัญหา
และวตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัยอยา่ งมีประสิทธภิ าพ ดังนนั้ แบบแผนการวิจัยจึงแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างปัญหาการ
วจิ ัยและการวางแผนตรวจสอบโดยใช้ข้อมูลเชิงประจกั ษเ์ พื่อเช่อื มโยงส่ปู ัญหาการวจิ ยั (Kerlinger,2000)
Kerlinger (1986:276 อ้างถึงใน Kumar, 1996) ให้ความหมายของแบบแผนการวิจัย ว่าเป็น
แผนงาน โครงสร้าง และกลวิธี ของการตรวจสอบเพื่อนำไปสู่การตอบคำถามหรือปัญหาการวิจัย การวางแผน
ที่ต้องครอบคลุมโครงการวิจัย ทำให้เห็นเค้าโครงว่าต้องทำอะไร จากการเขียนสมมติฐานและการนิยาม
ปฏบิ ัติการไปสู่ การวิเคราะห์ผล
Thyer (1993:94 อ้างถึงใน Kumar, 1996) ให้ความหมายว่า พิมพ์เขียว (blueprint) หรือ
รายละเอียดของแผนเพื่อให้เห็นว่าต้องทำวิจัยอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ ตั้งแต่การนิยามการวัดตัวแปร การเลือก
กล่มุ ตวั อยา่ ง การเก็บขอ้ มลู เพื่อทดสอบสมมติฐานและการวิเคราะห์ผล
โดยสรุป แบบแผนการวิจัย หมายถึง กระบวนการวางแผนที่ทำให้ผู้วิจัยสามารถตอบคำถามการวิจัย
ได้ด้วยความตรง (validity) มีความเป็นปรนัย (objectively) ถูกต้อง (accurately) และประหยัด
(economically)
อาจารย์ประจำภาควชิ าวจิ ัยการศกึ ษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
จากความหมายของแบบแผนการวจิ ัยดงั กล่าว จะเหน็ ได้วา่ แบบแผนการวจิ ัยเปน็ เรื่องของการวางแผน
วิธกี ารทำวจิ ัย โดยเปน็ การวางแผนเกี่ยวกับ
1. การกำหนดตัวแปรและการสร้างเครื่องมือ (ตัวแปรที่ต้องการเก็บข้อมูล, เครื่องมือ การตรวจสอบ
คณุ ภาพเครื่องมอื )
2. วางแผนการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (เก็บขอ้ มูลจากใครบ้าง จำนวนเทา่ ไร เก็บอย่างไร)
29
3. วางแผนการวิเคราะห์ข้อมูลหลังจากที่เก็บข้อมูลได้แล้ว (วิเคราะห์อย่างไรให้ตรงวัตถุประสงค์
และสมมติฐานการวจิ ัย ใช้สถติ ิอะไร แปลความหมายอย่างไร นำเสนอผลการวิเคราะหอ์ ย่างไร)
จุดมงุ่ หมายของแบบแผนการวจิ ยั
1) เพื่อให้ได้แนวทางในการตอบปัญหาการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีความตรงทั้งความตรง
ภายในและความตรงภายนอก ทปี่ ระหยดั ทรัพยากร
2) เพื่อควบคุมความแปรปรวนที่เกิดขึ้นในการวิจัย (variance control) ได้แก่ (นงลักษณ์ วิรัชชัย
,2543)
2.1) ทำให้ความแปรปรวนของตัวแปรที่ศึกษาหรือความแปรปรวนมีระบบ (systematic
variance) มีค่าสูงสุด (to maximize the variance of the variable) ทำให้ตัวแปรที่เลือกมาศึกษาแสดง
ความแปรปรวนในกลุ่มตัวอยา่ งหรือประชากรท่ตี ้องการศึกษาให้มากที่สดุ การเพ่ิมความแปรปรวนของตัวแปร
ที่ศึกษาให้มีค่าสูงสุด ทำได้โดย การเลือกกลุ่มตัวอย่างให้เป็นตัวแทนที่ดีของกลุ่มประชากร และการกำหนด
กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยโดยรวมตัวแปรต้นทงั้ หมดมาศกึ ษา
2.2) ลดความแปรปรวนจากความคลาดเคลื่อนหรือความแปรปรวนแบบสุ่มที่เกิดจากความ
คลาดเคล่อื นในการวัดตัวแปรให้มีคา่ ตำ่ สุด (to minimize the error) เปน็ ความพยายามลดความคลาดเคล่ือน
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยความคลาดเคลื่อนนี้อาจเกิดขึ้นจากเครื่องมือที่ใช้
หรือผู้เก็บขอ้ มลู เอง หรอื กลมุ่ ตัวอยา่ งเป้าหมายก็เป็นได้ การลดความแปรปรวนจากความคลาดเคล่ือนให้เหลือ
น้อยทีส่ ดุ ทำไดโ้ ดยการเพ่มิ ความแปรปรวนมรี ะบบโดยการเพ่มิ ตวั แปรต้นในการวจิ ัยกจ็ ะทำให้ความแปรปรวน
ที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนลดลง และการลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากกระบวนการวิจัยที่นักวิจัยกำหนด
แผนไว้ เช่น ความคลาดเคลื่อนจากการเลือกกลุ่มตัวอย่าง (sampling error) ความคลาดเคลื่อนในการวัด
(sampling error) ความลำเอียงในการทดลอง การขาดหายไปของข้อมูล ความผิดพลาดในการลงรหัสข้อมูล
การคำนวณหรือวเิ คราะหข์ ้อมลู เปน็ ตน้
2.3) ควบคุมความแปรปรวนที่เกิดจากตัวแปรแทรกซ้อน (to control the variance of
extraneous or “unwanted” variables) เป็นกลวธิ ีที่สำคญั ในการกำหนดแบบแผนในการวจิ ัย ทำได้ทงั้ หมด
4 วิธี ดังนี้ (นงลกั ษณ์ วริ ัชชัย,2543)
1) การใช้กระบวนการสุ่ม (Randomization) เป็นการสุ่มตัวอย่างเพื่อควบคุมตัวแปร
แทรกซ้อนอันเนอื่ งมาจากกลุม่ ตัวอย่างท่ใี ช้ แบง่ เป็น 3 ขนั้ ตอน คือ การเลือกหนว่ ยตวั อย่างแบบสุ่ม (random
selection) และการจัดหนว่ ยตวั อยา่ งเขา้ กลุ่มแบบสุ่ม (random assignment) และการเลือกกลุ่มทดลองกลุ่ม
ควบคุมแบบสุ่ม (random treatment) เป็นการทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความเท่าเทียมกันเมื่อเริ่มต้นทำการวิจัย
จะพบได้ในการวิจัยเชิงทดลอง ตัวอย่าง เช่น ในการทดลองที่ต้องการให้มีหน่วยตัวอย่างในกลุ่มทดลองและ
กลุ่มควบคุมกลุ่มละ 50 คน เริ่มจากการเลือกหนว่ ยตัวอย่างแบบสุ่ม ( random selection) โดยใช้วิธีการสุ่ม
ที่ทราบความน่าจะเป็นแบบใดก็ได้ เพื่อให้ได้หน่วยตัวอย่าง 100 คน จากนั้นสุ่มหน่วยตัวอย่างจาก 100 คน
เป็น 2 กลุ่มๆละ 50 คน โดยยังไม่ทราบวา่ กลมุ่ ใดเป็นกลุม่ ทดลอง กล่มุ ใดเปน็ กล่มุ ควบคมุ เรยี กวา่ การจัดหน่วย
ตัวอย่างเข้ากลุ่มแบบสุ่ม (random assignment) ต่อจากนั้นจึงสุ่มเลือกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เลือกมากลุ่มใดเป็น
กลุ่มทดลอง กลุม่ ใดเป็นกลุ่มควบคมุ เรยี กว่าการเลือกกลุ่มทดลองกลมุ่ ควบคุมแบบสุ่ม (random treatment)
เป็นการเลือกกลมุ่ ตวั อย่าง 2 กลมุ่ ทมี่ คี วามเทา่ เทยี มกนั
2) การจับคู่ (Matching) หรือการจัดบล็อค (Blocking) นักวิจัยต้องมีการกำหนดตัวแปร
แทรกซ้อนที่ต้องการควบคุม แล้วนำตัวแปรนั้นมาเป็นเกณฑ์ในการควบคุม การจับคู่และการจัดบล็อคมีความ
30
แตกต่างกัน คือ การจับคู่เป็นการจับตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายกันตามตัวแปรแทรกซ้อนทีละคู่ เพื่อให้ได้กลุ่ม
ตัวอย่าง 2 กลุ่ม ที่มีความใกลเ้ คียงกันมากที่สุด ในขณะที่ การจัดบล็อค เป็นการแยกกลุ่มตัวอยา่ งท่ีมีลักษณะ
ใกล้เคียงกนั ออกเป็นกลุ่มย่อย โดยแตล่ ะกลมุ่ มีความแตกตา่ งกันอย่างชัดเจน ทัง้ นี้เพ่อื ดูผลการวิจัยท่ีเกิดในแต่
ละกลุ่มย่อยที่แตกต่างกันนั้น ตัวอย่าง เช่น การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกวดวิชาของนักเรียนชั้นม.6
พบว่า เกรดเฉลี่ย ชั้นม.5 เป็นตัวแปรที่มีอิทธพิ ลต่อตัวแปรตามที่ผู้วิจัยไม่ได้สนใจศึกษา เรียกว่าตัวแปรแทรก
ซ้อน ดังนั้นต้องทราบเกรดเฉลี่ย ชั้นม.5 ของนักเรียนที่เป็นประชากรก่อน เช่น ถ้ามีเกรดเฉลี่ย ม.5 ที่ระดับ
4.00 20 คน สัดส่วนประชากรต่อหน่วยตัวอย่างเป็น 5:1 แสดงว่าต้องสุ่มหน่วยตัวอย่างมา 4 คน เพื่อแยก
เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 2 คนเท่ากัน เรียกว่าการจับคู่ ส่วนการจัดบลอ็ คไม่จำเป็นต้องจัดให้
หน่วยตัวอย่างในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีเกรดเฉลี่ย ชั้นม.5 เท่ากันเป็นคู่ ๆ ใช้วิธีการแบ่งกลุ่มย่อย
ออกเป็นกลุ่มๆ เช่นแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เกรดเฉลี่ย ชั้นม.5 สูง ปานกลาง ต่ำ เป็น 3 บล็อค แล้วแต่ละบล็อค
เลือกหน่วยตัวอย่างที่ต้องการอีกครั้ง วิธีนี้จะทำให้มั่นใจว่าแต่ละกลุ่มจะได้อิทธิพลจากตัวแปรแทรกซ้อนไม่
แตกต่างกัน แต่มีข้อจำกัดว่าไม่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนหลายๆตัวพร้อมกัน จึงต้องหาวิธีควบคุมวิธี
อื่นร่วมด้วย เชน่ ควบคมุ ด้วยวธิ กี ารทางสถิติ
3) การควบคุมด้วยวิธีการทางสถิติ เป็นการรวมตัวแปรแทรกซ้อนเข้ามาศึกษาแล้ว
ควบคุมด้วยวิธีการทางสถิติ เหมาะสำหรับการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ และการทดลอง เช่น สหสัมพันธ์บางส่วน
(part and partial correlation) การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวน
หลายทาง โดยใชต้ ัวแปรแทรกซ้อนเปน็ ตวั จดั บล็อค
4) การกำจัดตัวแปรแทรกซ้อน (Elimination) เป็นการตัดตัวแปรแทรกซ้อนนั้นออกจาก
การวิจัย เช่นถ้าคิดว่าเกรดเฉลี่ยเป็นตัวแปรแทรกซ้อนก็เลือกศึกษาเฉพาะนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยสูงกลุ่มเดียว
หรอื ต่ำกลมุ่ เดยี ว โดยมิให้ตัวแปรเกรดเฉล่ียเข้ามามีอิทธิพลในการวิจยั
ขั้นตอนของแบบแผนการวจิ ัย
ขั้นตอนของแบบแผนการวิจัย ประกอบด้วยการกำหนดรูปแบบ ขอบเขต และแนวทางการวิจัย มี
รายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี
1. การกำหนดรูปแบบการวิจัย (model) สามารถกำหนดได้หลายรูปแบบตามมิติหรือเกณฑ์ที่ใช้แบ่งแตกต่าง
กัน อย่างเช่น Kumar (1996) ได้จัดรูปแบบการวิจัยแบ่งตามมิติ 3 ด้าน ได้แก่ 1) การนำไปใช้ (application)
2) วัตถุประสงค์ (objectives) และ 3) ลักษณะของสารสนเทศ (Type of information) จากการศึกษาตำรา
ทางกาวิจยั ทางสังคมพฤติกรรมศาสตร์ พบว่า รูปแบบการวจิ ัยมหี ลายประเภท สว่ นใหญจ่ ะแตกตา่ งกนั ตาม มติ ิ
ที่อ้างองิ ในท่ีน้จี ะขอนำเสนอรูปแบบการวจิ ัยตามมติ หิ รือเกณฑ์ 5 แบบ ดงั น้ี
1) พจิ ารณาจากการนำไปใชป้ ระโยชน์ สามารถแบ่งรูปแบบการวจิ ัย เป็น 3 ประเภท
1.1 การวิจัยบริสุทธิ์ (Pure Research) หรือ การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) เป็นการ
วิจัยเพ่อื หาทฤษฎี สูตร หรอื สรา้ งกฎ เพอ่ื เป็นพ้นื ฐาน ในการศึกษาเร่อื งอืน่ ๆ ต่อไป
1.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยเพื่อนำผลไปทดลอง ใช้แก้ไข
ปัญหาอ่นื ๆ ตอ่ ไป เช่น การวิจัยทางแพทย์
1.3 การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการวิจัยประยุกต์ในลักษณะ หนึ่งที่มุ่ง
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องๆ ไป ผลของการวิจัยนี้ใช้ได้ใน ขอบเขตของปัญหานั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถ
นำไปใช้ในสถานการณอ์ นื่ ๆ
31
2) พจิ ารณาจากลกั ษณะของข้อมูล ซ่ึงสามารถแบ่งออกได้เปน็ 2 ประเภท ได้แก่
2.1 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการใช้ข้อมูลทางคณิตศาสตร์และ
สถติ มิ าช่วยในการตอบคำถามการวจิ ัย
2.2 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการใช้ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ และ
ไม่ได้ใช้คณิตศาสตร์ หรือสถิติเข้ามาช่วย การเก็บข้อมูลทำได้โดย การใช้การสังเกต การสัมภาษณ์ การบันทึก
วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และสรุปเปน็ ประเด็นเพ่ือตอบปัญหาการวิจยั
3) พิจารณาจากชนดิ ของข้อมลู แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท
3.1 การวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) เป็นการวิจัยที่หาความจริงจากขอ้ มูลไม่ว่า
จะเป็นแหล่งปฐมภมู ิ หรือทุตยิ ภมู ิ
3.2 การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เป็นการวิจัยที่หาความรู้ความจริงจาก
ข้อมลู เอกสาร วรรณกรรม พงศาวดาร ศิลาจารึก
4) พิจารณาจากลกั ษณะการศกึ ษาตวั แปร แบ่งออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท
4.1 การวิจยั เชงิ สำรวจ (Survey Research) เชน่ การสำรวจทศั นคติ เพ่ือหาข้อเท็จจรงิ
4.2 การวิจัยยอ้ นหลัง (Expost Facto Research) เป็นการศึกษาย้อนหลังในส่งิ ท่ีเกิดขึ้นแล้ว
เป็นการศึกษาหาความสัมพันธ์ของตัวแปร จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ก่อน ส่วนใหญ่ใช้ในการศึกษาเช่น
การศึกษาวา่ เด็กสอบตกเกิดจากเหตุใดหรือมีบคุ ลิกภาพต่างกนั อยา่ งไร
4.3 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป็นการศึกษาตัวแปร โดยการควบคุม
มุ่งศึกษาอทิ ธิพลจากตัวแปรจดั กระทำ และสงั เกตผลที่เกิดขึ้น
5) พิจารณาจากระเบียบวิธีการวิจัย ซึ่งแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบ ในที่นี้จะกล่าวถึงบางรูปแบบท่ี
สำคญั คือ
5.1 การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research) เป็นการศึกษาหาข้อเท็จจริงที่เป็น
เรอ่ื งราวในอดีตเพ่อื ใช้ความรมู้ าอธบิ ายเหตุการณ์ในปจั จบุ นั และอนาคต
5.2 การวิจัยเชิงบรรยาย (Description Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาข้อเท็จจริง
เก่ยี วกับเหตกุ ารณท์ ีเ่ กิดข้นึ เพอ่ื ให้ทราบวา่ สงิ่ ต่างๆ ท่เี กิดขน้ึ นน้ั มีความสัมพนั ธ์กนั อยา่ งไร ในการวิจัยประเภท
นี้มีตั้งแต่การสำรวจว่า มีตัวแปรอะไรบ้าง สัมพันธ์อย่างไร ไปจนถึงการหาความสมั พันธ์เชิงเหตุผลของตวั แปร
ชนิดของการวิจัยเชิงบรรยาย แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดใหญ่ๆ คือ 1) การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Studies) 2)
การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ (Interrelationship Studies) และ 3) การวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental
Studies)
1) การวิจัยเชิงสำรวจ เป็นการศึกษาถึงลักษณะสภาพความเป็นอยู่ หรือปรากฎ การณ์
หนง่ึ เพอ่ื ใหท้ ราบข้อเทจ็ จริง เพ่ือการวางแผน และปรับปรุงให้ดีขน้ึ แบง่ ออกไดเ้ ป็นสำรวจชุมชน สำรวจสภาพ
การปกครอง สำรวจทางภูมิศาสตร์ และเศรษฐกิจพื้นฐาน สำรวจทางวัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะ สำรวจ
ประชากร สำรวจประชามติ และวิเคราะห์งาน (Job Analysis) วเิ คราะห์เอกสาร (Documentary Anaiysis)
2). การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ เป็นการวิจัยที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ ของตัวแปรของ
ปรากฎการณ์ และพฤติกรรมต่าง ๆ แบ่งออกไปไดเ้ ปน็
2.1) กรณีศึกษา (Case Study) เป็นการศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่อง
หนึง่ เรอื่ งใดโดยเฉพาะ เพอ่ื ต้องการทราบรายละเอยี ดของทุกแง่มุมในเร่ืองที่ต้องการศึกษาน้ันๆ เป็นการศึกษา
เฉพาะกรณี มิได้มงุ่ ในเรอ่ื งปรมิ าณ เปน็ การศึกษาเพื่อทราบรายละเอยี ดเบ้ืองต้นเก่ียวกับเรื่องนั้นๆ
32
2.2) ศึกษาเปรียบเทียบผลเพื่อสืบหาเหตุ (Casual Comparative Studies) เป็น
การศึกษาถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรของปรากฎการณ์ต่างๆ โดยการสังเกตผลของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นน้ัน
เปน็ อย่างไร แลว้ ยอ้ นกลบั ไปดวู า่ ผลทีเ่ กิดจะมีความสัมพันธ์กับตวั แปรท่ีเปน็ เหตุอะไรไดบ้ ้าง การวิจัยลักษณะ
นี้ผ้วู ิจัยไมส่ ามารถควบคุมตวั แปรทไี่ มต่ ้องการศึกษาได้
2.3) ศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ (Correlation Studies) เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์
ของตัวแปร 2 ตัวขึน้ ไป เพ่อื ดูว่าตัวแปรเหล่านน้ั มกี ารผันแปรคล้อยตามกัน หรือผนั แปรตรงกันขา้ มกัน
2.4) ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรม (Cross Cultural Studies) เป็น
การศึกษาเปรียบเทียบปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เพื่อประโยชน์ในการนำสิ่งนั้น ๆ ไปใช้ให้
เหมาะสมกบั สภาพการณ์ในแต่ละวฒั นธรรม การวจิ ยั ประเภทน้ีตอ้ งการข้อมูลจากการศึกษาจากหลายลักษณะ
โดยการสำรวจศึกษาทางกรณี การสังเกต แล้วจึงมาสรุปผลว่าสามารถสืบอ้างไปสู่กลุ่มที่มีวัฒนธรรมอื่นๆ ได้
หรือไม่ หรอื ใช้ไดเ้ ฉพาะกลมุ่ เทา่ น้นั
3) การวิจัยเชิงพัฒนาการ เป็นการวิจัยที่ดูความก้าวหน้าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในช่วงของ
สภาพที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ของปรากฎการณ์ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลา เช่น
การศึกษาความเจริญงอกงามความก้าวหน้าต่าง ๆ หรือการศึกษากลุ่มเป็นระยะเวลายาว (Longitudinal
Studies) และการศึกษาแนวโน้ม (Trend Studies) ซึ่งเป็นการศึกษาถึงรูปแบบ และทิศทางของความ
เปลี่ยนแปลง เพื่อการพยากรณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยการศึกษาจากสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น
ช่วงต่อเนื่องกัน แบบ Longitudinal Study มีการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน ทำให้ทราบอัตรา และทิศ
ทางการเปลย่ี นแปลง แล้วจึงพยากรณ์สภาพ หรอื เหตุการณ์ทน่ี ่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
5.3 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป็นการศกึ ษาตัวแปร เพื่อทราบสาเหตุ
ที่ทำให้เกิดผล เป็นรูปแบบการวิจัยที่ผู้วิจัยเป็นผู้จัดกระทำ (manipulate) โดยการสร้างเงื่อนไขหรือ
สถานการณ์ขึ้นให้กลุ่มตัวอย่างได้รับ (treatment) แล้วศึกษาผลที่เกิดขึ้นตามมา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิง
สาเหตรุ ะหว่างเง่ือนไขของการจัดกระทำกับผลลพั ธ์ท่เี กดิ ข้ึน ซึง่ แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 รปู แบบหลักๆ ได้แก่
1) การวิจัยเชิงทดลองเบื้องตน้ (pre-experimental design)
2) การวิจัยเชิงก่งึ ทดลอง (quasi-experimental design)
3) การวจิ ัยเชงิ ทดลองทีแ่ ทจ้ ริง (true-experimental design)
2. การกำหนดขอบเขตการวิจยั (delimitation) การกำหนดขอบเขตของการวจิ ัย เปน็ การกำหนดขอบเขตของ
ประชากร กรอบแนวคิดในการวิจัย จำนวนตัวแปรที่ศึกษา และช่วงระยะเวลาที่ศึกษา ซึ่งควรสอดคล้องกับ
กรอบแนวคิดในการวิจัย (สวุ มิ ล ว่องวาณชิ และนงลกั ษณ์ วริ ัชชัย, 2546)
ในการเขียนขอบเขตของการวจิ ัยในโครงการวจิ ัย ควรระบุเหตุผลที่คัดเลือกตัวแปรบางตัวที่นำเข้ามา
ศึกษาในกรอบแนวคิด ตลอดจนเหตุผลท่ตี ดั ตวั แปรบางตวั ออกจากกรอบแนวคดิ ของการวิจยั ไม่ควรระบุแต่ช่ือ
ตัวแปรที่ศึกษาว่าคืออะไรเท่านั้น แต่ต้องขยายความให้เห็นแนวคิดเบื้องหลังเพื่อให้ผู้อ่านงานวิจัยเข้าใจวิธีคิด
หรอื ทฤษฎที ่ีผู้วจิ ยั ใชเ้ ป็นฐานในการกำหนดกรอบแนวคิดได้ชดั เจน
สำหรับกรอบแนวคดิ ที่เกี่ยวกับประชากรกเ็ ช่นเดียวกัน ผู้วิจัยต้องอธิบายกลุ่มเป้าหมายทีเ่ กี่ยวข้องวา่
จริงๆแล้วครอบคลุมคนกลุ่มใดและในการศึกษาครั้งนี้ทำไมจึงจำกัดเฉพาะคนกลุ่มนั้น เช่น ทำไมสนใจศึกษา
เฉพาะคนในกรุงเทพมหานคร หรอื ทำไมจงึ สนใจศกึ ษาเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน
33
3. การกำหนดแนวทางการวิจัย (procedures) การกำหนดแนวทางการวิจัยจะครอบคลุม 3 ส่วนหลัก ได้แก่
การออกแบบการวัดตวั แปร (measurement design) การออกแบบการส่มุ ตวั อยา่ ง (sampling design) และ
การออกแบบการวเิ คราะห์ข้อมูล (analysis design) โดยมรี ายละเอียด ดงั น้ี
3.1 การออกแบบการวัดตวั แปร (measurement design) มกี จิ กรรมหลักๆ 2 กิจกรรม ดังน้ี
1) การวัดค่าตวั แปรอิสระและตวั แปรตาม
1.1) การระบุโครงสร้างและการกำหนดนิยามตัวแปรของนิยามเชิงทฤษฎี นิยาม
เชงิ ปฏิบตั กิ าร
1.2) การกำหนดมาตรการวัดและการสรา้ งเครอ่ื งมือ
1.3) การตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมือ
1.4) การกำหนดวธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
2) การควบคมุ ตัวแปรแทรกซ้อน
2.1) Randomization เป็นการสุ่มตัวอย่างเพื่อควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนอัน
เนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ random selection random assignment และ
random treatment เป็นการทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความเท่าเทียมกันเมื่อเริ่มต้นทำการวิจัย จะพบได้ในการ
วิจยั เชิงทดลอง
2.2) Matching เป็นการจับคู่ตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายกันทีละคู่ เพื่อให้ได้กลุ่ม
ตัวอย่าง 2 กลุ่ม ทีม่ ีความใกลเ้ คียงกนั มากทส่ี ุด
2.3) Blocking เปน็ การแยกกลุ่มตวั อย่างทีม่ ีลักษณะใกลเ้ คียงกันออกเป็นกลุ่มย่อย
โดยแต่ละกลุม่ มคี วามแตกต่างกนั อยา่ งชัดเจน ท้ังนเี้ พ่อื ดูผลการวิจยั ทเี่ กิดในแตล่ ะกล่มุ ย่อยท่แี ตกต่างกันนั้น
2.4) การรวมตัวแปรแทรกซ้อนเข้ามาศึกษาแล้วควบคุมด้วยวิธีการทางสถิติ เช่น
สหสัมพันธ์บางส่วน (part and partial correlation) การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) การ
วเิ คราะหค์ วามแปรปรวนหลายทาง โดยใช้ตัวแปรแทรกซ้อนเป็นตวั จดั บลอ็ ก
2.5) การกำจัดตัวแปรแทรกซ้อน (Elimination) เป็นการตัดตัวแปรแทรกซ้อนน้ัน
ออกจากการวจิ ัย ดังมรี ายละเอียดในตอนต้นแล้ว
3.2 การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง (sampling design) การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย
กิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม ได้แก่1) การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง และ 2) การกำหนดวิธีการสุ่มตัวอย่าง
ประกอบด้วย
1.1) การจดั ทำกรอบการสมุ่ (sampling frame)
1.2) การกำหนดวิธีการสมุ่ ซงึ่ แบ่งได้ 2 ประเภท ดงั น้ี
- การสุ่มแบบทราบความนา่ จะเป็น (probability sampling)
- การสมุ่ ตวั อยา่ งแบบไมท่ ราบความน่าจะเปน็ (non-probability sampling)
ในการบรรยายลักษณะของประชากร กลุ่มตัวอย่างนั้น ผู้วิจัยจะต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าคือใคร มี
หลักเกณฑ์อย่างไรในการเลือกกลุ่มประชากรน้ัน ๆ มีประชากรเท่าไรในการศึกษาวิจัย แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย
หรือไม่ และกระบวนการเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นอย่างไร ความเป็นตัวแทนที่เชื่อถอื ได้ของตวั อย่างทีเ่ ลือกมา ที่
ไม่มีอคติ และไม่ยุติธรรม ในการวิจัยส่วนใหญ่นั้น ประชากรจะต้องเป็นตัวแทนของประชากรที่ต้องการศึกษา
เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้กลุ่มประชากรทั้งหมดได้ ต่อจากนั้น จึงใช้วิธีสุ่มตัวอย่าง เพื่อลดจำนวน
34
ประชากร ซึ่งการสุ่มนั้นมีหลายวิธี เช่น การสุ่มแบบง่าย การสุ่มแบบเป็นระบบ การสุ่มแบบแบ่งชั้น การสุ่ม
กลุ่ม ซึ่งเราเรียกว่าการสุ่มแบบทราบความน่าจะเป็น(probability sampling) การกำหนดกลุ่มตัวอย่างมี
ความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการเก็บข้อมูลกับประชากรทุกหน่วยอาจทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูง
มากและบางครง้ั เปน็ เรื่องท่ตี อ้ งตัดสนิ ใจภายในเวลาจำกัด การเลือกศึกษาเฉพาะบางสว่ นของประชากรจึงเป็น
เรื่องที่มีความจำเป็น เพื่อให้มีความเข้าใจในการเลือกตัวอย่าง จะขอนำเสนอความหมายของคำที่เกี่ยวข้อง
ดงั นี้
ความหมายของคำที่เก่ียวข้อง
ประชากร (Population) หมายถึง สมาชิกทุกหน่วยของสิ่งที่สนใจศึกษา ซึ่งไม่ได้หมายถึงคนเพียง
อย่างเดยี ว ประชากรอาจจะเปน็ ส่งิ ของ เวลา สถานท่ี ฯลฯ เช่นถา้ สนใจวา่ ความคดิ เหน็ ของคนไทยท่มี ีต่อการ
เลอื กต้ัง ประชากร คือคนไทยทุกคน หรอื ถ้าสนใจอายกุ ารใชง้ านของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ยีห่ ้อหน่ึง ประชากรคือ
เครอื่ งคอมพิวเตอร์ยห่ี ้อนน้ั ทุกเครื่อง แต่การเก็บข้อมูลกับประชากรทุกหน่วยอาจทำให้เสยี เวลาและค่าใช้จ่าย
ที่สูงมากและบางครั้งเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจภายในเวลาจำกัด การเลือกศึกษาเฉพาะบางส่วนของประชากร
จงึ เป็นเรอื่ งท่ีมีความจำเป็น เรยี กวา่ กล่มุ ตวั อย่าง
กลุ่มตัวอย่าง (Sample) หมายถึง ส่วนหนึ่งของประชากรที่นำมาศึกษาซึ่งเป็นตัวแทนของประชากร
การท่ีกลุ่มตวั อย่างจะเปน็ ตัวแทนทีด่ ีของประชากรเพอ่ื การอ้างองิ ไปยงั ประชากรอย่างน่าเชื่อถือไดน้ ้ัน จะต้องมี
การเลือกตัวอย่างและขนาดตัวอย่างที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องอาศัยสถิติเข้ามาช่วยในการสุ่มตัวอย่างและการ
กำหนดขนาดของกลมุ่ ตวั อย่าง
การสุ่มตัวอย่าง (Sampling) หมายถึง กระบวนการได้มาซ่ึงกลุ่มตัวอย่างทีม่ ีความเป็นตัวแทนทีด่ ีของ
ประชากร
ประเภทของการสมุ่ กล่มุ ตัวอย่าง
วิธีการสมุ่ ตวั อย่างแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื
1. การส่มุ ตัวอย่างแบบทราบความน่าจะเป็น ( Probability sampling )
เป็นการสุ่มตวั อย่างโดยสามารถกำหนดโอกาสทีห่ น่วยตัวอย่างแตล่ ะหน่วยถกู เลอื ก ทำให้ทราบความ
น่าจะเป็นที่แต่ละหน่วยในประชากรจะถูกเลือก การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบนี้สามารถนำผลที่ได้อ้างอิงไปยัง
ประชากรได้ สามารถทำไดห้ ลายแบบ ดงั นี้
1.1 การสุม่ ตวั อยา่ งแบบงา่ ย (Simple random sampling) เปน็ การสมุ่ ตัวอย่างโดยถอื วา่ ทุกๆหน่วย
หรอื ทกุ ๆสมาชกิ ในประชากรมโี อกาสจะถูกเลือกเทา่ ๆ กนั การส่มุ วธิ ีนี้จะตอ้ งมีรายช่ือประชากรทั้งหมดและมี
การให้เลขกำกับ วิธีการอาจใช้วิธีการจับสลากโดยทำรายชื่อประชากรทั้งหมด หรือใช้ตารางเลขสุ่มโดยมีเลข
กำกับหน่วยรายชอ่ื ท้ังหมดของประชากร
1.2 การสุ่มตวั อย่างแบบเป็นระบบ (Systematic sampling) เป็นการสมุ่ ตวั อย่างโดยมรี ายชื่อของทุก
หนว่ ยประชากรมาเรียงเป็นระบบตามบัญชีเรียกช่ือ การสมุ่ จะแบ่งประชากรออกเป็นช่วงๆทเ่ี ท่ากันอาจใช้ช่วง
35
จากสัดส่วนของขนาดกลุ่มตัวอย่างและประชากร แล้วสุ่มประชากรหน่วยแรก ส่วนหน่วยต่อๆไปนับจากช่วง
สัดสว่ นท่คี ำนวณไว้
1.3 การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยแยกประชากร
ออกเป็นกลุ่มประชากรย่อยๆ หรือแบ่งเป็นชั้นภูมิก่อน โดยหน่วยประชากรในแต่ละชั้นภูมิจะมีลักษณะ
เหมือนกัน (homogenious) แล้วสุ่มอย่างง่ายเพื่อให้ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของขนาดกลุ่ม
ตวั อย่างและกลมุ่ ประชากร
1.4 การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling ) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยแบ่งประชากรออกเป็น
พนื้ ที่ โดยไม่จำเปน็ ต้องทำบัญชรี ายช่ือของประชากร และสุ่มตัวอย่างประชากรจากพื้นที่ดังกล่าวตามจำนวนท่ี
ต้องการ แล้วศึกษาทุกหน่วยประชากรในกลุ่มพื้นที่นั้นๆ หรือจะทำการสุ่มต่อเป็นลำดับขั้นมากกว่า 1 ระดับ
โดยอาจแบ่งพนื้ ท่จี ากภาค เป็นจังหวดั จาก จงั หวดั เปน็ อำเภอ และเรื่อยไปจนถึงหม่บู า้ น
นอกจากนกี้ ารสุม่ ตวั อยา่ งยังสามารถเลือกสุม่ ตัวอย่างผสมระหว่างแบบงา่ ยแบบชัน้ ภมู แิ ละแบบกลุ่มดว้ ยก็ได้
2. การส่มุ ตวั อยา่ งแบบไมท่ ราบความน่าจะเปน็ ( Nonprobability sampling )
เป็นการเลือกตัวอย่างโดยไม่คำนึงว่าตัวอย่างแต่ละหน่วยมีโอกาสถูกเลือกมากน้อยเท่าไร ทำให้ไม่
ทราบความน่าจะเปน็ ที่แต่ละหน่วยในประชากรจะถกู เลือก การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบนีไ้ ม่สามารถนำผลทีไ่ ด้
อ้างอิงไปยังประชากรได้ แต่มีความสะดวกและประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่า ซึ่งสามารถทำได้หลาย
แบบ ดังนี้
2.1 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่าง เพื่อให้
ไดจ้ ำนวนตามต้องการโดยไม่มีหลักเกณฑ์ กลุม่ ตวั อย่างจะเป็นใครกไ็ ด้ทสี่ ามารถให้ข้อมูลได้
2.2 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบโควต้า (Quota sampling) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยคำนึงถึง
สดั ส่วนองค์ประกอบของประชากร เช่นเม่อื ต้องการกลมุ่ ตวั อย่าง 100 คน ก็แบง่ เปน็ เพศชาย 50 คน หญิง 50
คน แลว้ กเ็ ลือกแบบบังเอิญ คอื เจอใครก็เลอื กจนครบตามจำนวนท่ีต้องการ
2.3 การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ( Purposive sampling ) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดย
พิจารณาจากการตดั สนิ ใจของผูว้ ิจัยเอง ลกั ษณะของกล่มุ ทเี่ ลอื กเป็นไปตามวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั การเลือก
กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงต้องอาศัยความรอบรู้ ความชำนาญและประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆของผู้ทำวิจัย การ
เลือกกลมุ่ ตัวอยา่ งแบบนม้ี ีชอ่ื เรียกอกี อย่างวา่ Judgment sampling
ขนาดของกลุ่มตัวอยา่ ง
ขนาดของกลุ่มตัวอย่างมีความสำคัญอย่างมาในการวจิ ัยเม่ือกลุ่มตวั อย่างมีความเหมาะสมข้อมูลที่ได้
จากกลุ่มตัวอย่างมีมากพอก็จะทำให้ผลงานวิจัยนั้นมีคุณค่า ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเท่าไรจึงจะเหมาะสมกับ
การวิจัยขึ้นอยู่กับการวิจัยว่าจะยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนมากน้อยเพียงใด จึงจะยอมรับได้ การหาขนาด
ตวั อยา่ งสามารถคำนวณไดจ้ ากสูตรในกรณีท่ตี อ้ งการประมาณค่าเฉล่ียของประชากร และในกรณที ปี่ ระมาณค่า
36
สัดส่วนของประชากร และการใช้ตารางการสุ่มตัวอย่างของ Yamane (1960 อ้างถึงในสุวิมล ติรกานันท์) ใน
ที่นี้ขอนำเสนอการหาขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 2 ลักษณะ คือ 1) การใช้ตารางหาขนาดตัวอย่างในรูปร้อยละ
และ 2) การกำหนดขนาดตัวอย่างตามวตั ถุประสงค์การวิจยั
1) การใช้ตารางหาขนาดตัวอย่างในรปู ร้อยละ ไดม้ าจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างจากค่าสัดส่วน
ของประชากร ระดับความเชื่อมั่น และความคลาดเคลือ่ น แลว้ นำมาสรุปเปน็ ช่วง ดงั ตารางที่ 1
37
ตารางที่ 1 ขนาดกลมุ่ ตัวอย่างคร่าวๆ ท่ีเป็นตัวแทนประชากร
ขนาดของประชากร(N) ขนาดของกลมุ่ ตวั อย่าง(n)
100-200
300-400 80%
500-700 60%
45%
1,000-1,500 30%
2,000-2,500 20%
3,000-4,000 15%
5,000-6,000 8%
7,000-10,000 6%
15,000-20,000 3%
30,000-50,000 2%
70,000ขนึ้ ไป 0.6%
ทม่ี า สวุ ิมล ตริ กานนท์ (2543)
38
2) การกำหนดขนาดตวั อยา่ งตามวตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจัย แสดงในตารางท่ี2
ตารางท่ี 2 ขนาดกล่มุ ตัวอย่างจำแนกตามวัตถุประสงค์การวจิ ัย
ขนาดกลมุ่ ตวั อย่าง ขนาดกลมุ่ ตวั อย่าง
การวจิ ยั เชิงทดลอง
การวิจยั เชงิ สมั พนั ธ์ อย่างนอ้ ยกลมุ่ ละ20 คน
การวิเคราะหถ์ ดถอยพหุคณู อย่างนอ้ ย100 คน
(Multiple regresstion analysis) การศกึ ษาปัจจยั ท่สี ง่ ผลตอ่ ตวั แปรตาม
ตอ้ งใชก้ ลมุ่ ตวั อยา่ ง 10หน่วยต่อ1ตวั แปร
การวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบ (Factor analysis) ในการวจิ ยั ขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ งรวมอย่าง
นอ้ ย 100คน
การวเิ คราะหจ์ าแนก (Discriminant analysis) ขนาดกลมุ่ ตวั อย่าง 5 หน่วยตอ่ 1ตวั
แปร ขนาดกลมุ่ ตวั อย่างรวมอยา่ ง
ท่ีมา สุวิมล ว่องวาณิช และนงลกั ษณ์ วริ ัชชัย (2546) นอ้ ย 100คน
ขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ ง 20 หน่วยตอ่ 1ตวั แปร
ขนาดกลมุ่ ตวั อย่างรวมอย่างนอ้ ย 100คน
3.3 การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล (analysis design) การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการ
เลือกแบบการวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ เพื่อนำไปสู่การตอบคำถามตามวัตถุประสงค์
และสมมติฐานการวิจัย แบบการวิเคราะห์ข้อมูลจึงแบ่งตามประเภทของข้อมูล คือ แบบการวิเคราะห์สำหรับ
ขอ้ มลู เชิงคณุ ลักษณะ และแบบการวเิ คราะหส์ ำหรับข้อมูลเชิงปรมิ าณ ดังตอ่ ไปน้ี
1) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative data analysis) เป็นการวิเคราะห์โดยใช้
สถิติเข้าช่วย ประกอบไปด้วย
1.1) การเลือกใช้สถิติเชิงบรรยาย (descriptive statistics) ในการบรรยายลักษณะ
หรือความสัมพันธ์ของข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างหรือประชากร โดยเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสเกลการวัดและ
วัตถุประสงค์การวจิ ัย
1.2) การเลือกใช้สถิติเชิงสรุปอ้างอิง (inferential statistics) เป็นการสรุปข้อมูล
คา่ สถติ จิ ากกลมุ่ ตวั อย่างไปยงั คา่ พารามเิ ตอรข์ องประชากร ซ่งึ ตอ้ งเลอื กใช้ให้เหมาะสมกับวัตถปุ ระสงค์ของการ
วิจยั และข้อตกลงเบื้องต้นของสถติ นิ ัน้ ๆ
2) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิง
คุณภาพ เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้หลักความเป็นเหตุเป็นผล เทคนิคที่ใช้กันอยู่ ได้แก่ การเล่ าเรื่อง
(narrative) การบรรยายเปรียบเทียบ (comparative description) การวเิ คราะหเ์ น้อื หา (content analysis)
เป็นการจัดระเบียบข้อมูล การจัดกลุ่มข้อมูล การสังเคราะห์ข้อมูล การหารูปแบบจากข้อมูล การกำหนดคำ
39
สำคัญ (key word) ที่ใช้ในการจัดหมวดหมู่ข้อเท็จจริง การสรุปประเด็นสำคัญ และการแปลความหมายเพ่ือ
ตอบปัญหาการวจิ ยั
เกณฑท์ ใ่ี ชส้ ำหรับแบบแผนการวจิ ัย
จากจดุ มงุ่ หมายดังกล่าว ทำใหไ้ ด้เกณฑ์ (criteria) ที่ใช้สำหรบั แบบแผนการวิจยั ที่สำคญั 3 ข้อด้วยกัน
คอื
1. แบบแผนการวิจัยนนั้ ทำให้ไดแ้ นวทางการวิจัยท่ีจะได้คำตอบตรงกับประเดน็ ปัญหาท่ตี ้องการวิจัย
2. แบบแผนการวิจัยนั้นทำให้ได้ผลงานวิจัยที่มีความตรง ทั้งความตรงภายใน (internal validity)
และความตรงภายนอก (external validity)
2.1 ความตรงภายใน (internal validity) หมายถงึ การทผี่ ลของการเปลย่ี นแปลงของตัวแปร
ตาม (dependent variable) เปน็ ผลมาจากตัวแปรอิสระ (independent variable) ที่ใช้ในการศึกษาเท่าน้ัน
ไม่ได้มีผลมาจากตัวแปรอื่นๆ นอกจากที่กำหนดในการวิจัย งานวิจัยที่จะมีความตรงภายในสูง จะต้องมีความ
คลาดเคลื่อนของการวัดค่าตัวแปรต่ำ และจะต้องสามารถควบคุมตัวแปรเกิน และตัวแปรแทรกซ้อนที่จะมี
อิทธิพลต่อตวั แปรตามได้เป็นอย่างดี (การออกแบบการวัดตัวแปรมีคุณภาพ) ตลอดจนมกี ระบวนการวิเคราะห์
ขอ้ มลู และแปลความหมายทถ่ี กู ต้องและเหมาะสม (การออกแบบการวิเคราะห์มคี ุณภาพ)
ปัจจยั ที่มอี ิทธพิ ลต่อความตรงภายใน
1) ภูมิหลังของกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรที่ทำการศึกษา (history) ความแตกต่างของตัวแปรที่มี
ตั้งแต่เรมิ่ แรกของการศึกษา ทำให้นักวจิ ัยไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าผลที่เกิดข้ึนในตวั แปรตามเป็นผลมา
จากตวั แปรอสิ ระทศี่ กึ ษา การแกไ้ ขทำได้โดยการเลอื กตัวอยา่ งทมี่ ีภูมหิ ลังใกล้เคียงกันมาศึกษา
2) วุฒภิ าวะ (maturation) การเจริญเตบิ โตของตัวอย่างทั้งทางร่างกายและจติ ใจ ในระหว่างการวิจัย
เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผลการวิจัยแตกต่างไปจากที่ควรจะเป็น นักวิจัยจึงควรระมัดระวังการใช้
ระยะเวลาการวจิ ยั ท่ียาวนาน
3) การทดสอบ (testing) เม่อื กลมุ่ ตัวอยา่ งรูต้ ัววา่ กำลังถูกศึกษา การแสดงออกยอ่ มผดิ ไปจากปกติ ทำ
ใหผ้ ลการวิจยั ผิดไปจากทค่ี วรจะเป็น
4) เครื่องมือที่ใช้ในการวัดตัวแปร (instrument) ส่วนสำคัญของการใช้เครื่องมือ ประกอบด้วย
ผู้ใช้เคร่อื งมือ ผูถ้ กู เกบ็ ข้อมลู ตัวอย่างในการศึกษา ความคลาดเคลื่อนจะเกิดข้ึนได้จากการท่ีผู้ใช้เครื่องมือขาด
ทักษะในการใช้ หรือเคร่ืองมือไม่ดี หรือผ้ตู อบไมต่ ้ังใจตอบ นักวจิ ัยควรพจิ ารณาท้ัง 3 ส่วนพร้อม ๆ กัน
5) การคัดเลือกตัวอย่าง (selection) ความลำเอียงของผู้วิจัยในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ทำให้ได้
กลุ่มตัวอย่างท่ีไม่เป็นตัวแทนของประชากรที่ศึกษา และมีความแตกต่างกันตั้งแต่จุดเริ่มต้น และส่งผลให้ไม่
สามารถสรปุ ผลการวิจัยได้อยา่ งชดั เจน
6) การขาดหายของตัวอย่าง (mortality) ในระหว่างการวิจัย นักวิจัยมักพบการขาดหายไปของ
ตวั อย่าง เช่น ตาย ลาออก ทำให้ได้ข้อมลู ไมค่ รบตามจำนวนท่ีกำหนด
2.2 ความตรงภายนอก (internal validity) หมายถงึ การทผี่ ลการวจิ ยั สามารถสรุปผลอ้างอิง
กลับไปยงั เน้ือหา สถานการณท์ ี่ใกลเ้ คียงกันและประชากรได้อย่างถูกต้อง ในกรณขี องการสรปุ อา้ งองิ กลับไปยัง
ประชากร หมายความว่า กลุม่ ตัวอย่างท่ใี ชใ้ นการศึกษาจะต้องเปน็ ตวั แทนที่ดขี องประชากร (การออกแบบการ
สุ่มตวั อยา่ งมคี ณุ ภาพ) มีการเลือกใช้สถิตสิ รุปอ้างอิงท่ีเหมาะสม และแปลความหมายของการวเิ คราะหท์ างสถิติ
ไดอ้ ย่างถกู ต้อง (การออกแบบการวิเคราะห์มคี ณุ ภาพ
40
ปัจจัยท่ีมอี ิทธิพลต่อความตรงภายนอก
1) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการคัดเลือกตัวอย่างกับการใช้วิธีการทดลอง ( interaction effect of
selection and treatment) เกิดจากการที่กลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างในการรบั วิธีทดลองที่แตกต่างกัน ทำ
ให้ผวู้ จิ ัยไมส่ ามารถสรปุ ผลกลับไปยังประชากรได้อย่างสมบูรณ์
2) ปฏิกิริยาร่วมระหว่างการทดสอบครั้งแรกกับวิธีทดลอง (interaction effect of testing and
treatment) เกิดจากผลการสอบครั้งแรกทมี่ ีตอ่ วิธกี ารทดลองและการสอบในครั้งหลัง
3) ปฏิกิริยาจากการจัดสภาพการทดลอง (reaction from experiment situation) เป็นความคลาด
เคล่อื นท่เี กดิ จากการจดั สภาพการทดลอง ทำใหล้ ักษณะบางอย่างไมเ่ กิดขนึ้ ในภาพท่วั ไป
การที่งานวิจัยมีความตรงภายนอกได้จะต้องเป็นผลมาจากความตรงภายในของงานวิจัยนั้นเสียก่อน
จึงจะสามารถนำผลสรุปอ้างอิงต่อไปได้ และการสรุปอ้างอิงผลการวิจัยที่ดี ไม่ได้หมายความถึงการสรุปอ้างองิ
ไปยังกลุ่มประชากรเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจรวมถึงการสรุปอ้างอิงไปยังเนื้อหา และสถานการณ์ที่ใกล้เคียง
กนั ในบางกรณไี ด้อีกดว้ ย
3. แบบแผนการวิจัยนั้น ต้องมุ่งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างเหมาะสมและใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลอดจนได้ประโยชน์เหมาะสมกับเหตกุ ารณ์และเวลา
สง่ิ ที่ควรคำนึงถึงในแบบแผนการวิจยั
แบบแผนการวจิ ยั จะตอ้ งคำนึงถึงสิง่ ต่างๆ ดงั น้ี
1) วัตถปุ ระสงค์การวิจยั การวจิ ยั คร้งั นต้ี ้องการบรรยายสภาพ หรอื อธบิ ายความสัมพนั ธ์ หรืออธิบาย
ผลระหว่างตัวแปร หรือต้องการทำนาย หรือต้องการควบคุม ผู้วิจัยจะต้องออกแบบการวิจัยให้สอดคล้องกับ
วตั ถุประสงคด์ งั กล่าว
2) สมมตฐิ านการวจิ ยั และตัวแปรท่ีเกี่ยวข้อง การวจิ ยั ทางสงั คมศาสตร์มกี ารตงั้ สมมตฐิ านการวจิ ยั ซ่ึง
เป็นการคาดคะเนคำตอบของปัญหาวิจัยอย่างมีเหตุมีผล จากนั้นจึงทำการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์มาวิเคราะห์
เพอื่ พิสูจนส์ มมติฐานดังกลา่ ว สมมตฐิ านการวจิ ยั นไี้ ม่ใชส่ ิ่งที่นักวิจยั คิดขน้ึ มาเอง แตจ่ ะต้องเป็นผลท่ีได้หลังจาก
ท่ีนักวิจัยไดท้ บทวนเอกสารที่เกีย่ วขอ้ งอย่างละเอยี ด จนเหน็ แนวทางวา่ ผลการวิจยั นา่ จะเป็นอยา่ งไร ดงั นน้ั ท้ัง
วัตถุประสงค์การวิจยั และสมมติฐานจะทำหนา้ ที่เป็นโจทยใ์ นการวิจัย หากผู้วิจัยกำหนดโจทย์ไม่เหมาะสม ขึ้น
ตอนทีเหลือในแบบแผนการวจิ ัยก็จะผิดพลาดไปด้วย เช่นเดียวกับตัวแปรที่เกีย่ วข้องในการวจิ ัยท่ีผู้วิจัยจะต้อง
มีความละเอียด รอบคอบในการกำหนดตัวแปร ความผดิ พลาดของการกำหนดตวั แปรจะส่งผลกระทบต่อไปยัง
การวดั ตัวแปรและการเลือกใช้เคร่ืองมือได้ ซึง่ จะเปน็ ได้อยา่ งชัดเจนวา่ การทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
เป็นขั้นตอนที่ต้องการความพิถีพิถันในการวิเคราะหเ์ อกสาร หากผู้วิจัยต้องการโจทย์ทีด่ ีและถูกต้องในการทำ
วิจัย
3) ขอ้ จำกดั ในการวจิ ัย ได้แก่
3.1) งบประมาณ ในกรณีที่มงี บประมาณจำกัด การวางแผนจึงตอ้ งพิจารณาว่าจะลดหรือเพิ่ม
งบประมาณสว่ นใด โดยใหก้ ระเทือนตอ่ ผลของการวิจยั น้อยที่สุด
3.2) เวลาการทำงานวิจัย สถานการณ์ทางสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา งานวิจัยท่ี
จะมีประโยชน์ต้องเป็นงานวิจัยที่ให้ผลในช่วงเวลาที่เหตุการณืกำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนี้เวลายังเข้ามามี
41
บทบาทในงานวิจัยในกรณีท่ีการวจิ ยั นัน้ ต้องมีการตดิ ตามผลเปน็ ระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร จงึ จะเห็นผลท่ี
เกดิ ขึน้ ดงั นน้ั การออกแบบจงึ ตอ้ งคำนึงถึงความเป็นไปได้ของเวลาทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ดว้ ย
3.3) บุคลากร ความพร้อมของบุคลากรในงานวิจัย จะต้องพิจารณาทั้งความรู้และจำนวน
บุคลากรทร่ี ่วมทำงานวิจยั เพราะสว่ นนอ้ี าจเป็นสว่ นทีท่ ำใหต้ อ้ งลดขอบเขตของการวจิ ัยลงไปได้
สรุป
แบบแผนการวจิ ยั (research design) เป็นการกำหนดรปู แบบ ขอบเขต และแนวทางการวจิ ัย เพอ่ื ให้
ได้คำตอบหรือข้อความรู้ตามปัญหาการวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ได้คำตอบที่มีความตรงภายใน
(internal validity) ความตรงภายนอก (external validity) และประหยัดทรัพยากร องค์ประกอบสำคัญของ
แบบแผนการวิจยั มี 3 ส่วน ได้แก่ การออกแบบการวดั ตวั แปร (measurement design) การออกแบบการสุ่ม
ตัวอย่าง (sampling design) และการออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล (analysis design) การกำหนดแบบ
แผนการวิจัยที่ดี จะทำให้ผู้วิจัยมีทิศทางและสามารถนำมาใช้เขียนระเบียบวิธีวิจัยในโครงการวิจัยได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
42
บรรณานกุ รม
นงลกั ษณ์ วริ ชั ชยั .2543. พรมแดนความรู้ดา้ นการวิจัยและสถติ ิ. ชลบุรี:วิทยาลยั การบรหิ ารรฐั กจิ
มหาวิทยาลัยบรู พา.
บญุ ธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ุทธ์ิ. 2540.ระเบียบวธิ กี ารวจิ ัยทางสงั คมศาสตร์.พิมพ์ครงั้ ท7ี่ . กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์และปกเจริญผล.
สุวมิ ล ว่องวาณิช และนงลกั ษณ์ วริ ัชชัย.2546.แนวทางการใหค้ ำปรกึ ษาวทิ ยานิพนธ์.กรุงเทพมหานคร :
ศูนยต์ ำราและเอกสารทางวชิ าการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยลยั .
สุวิมล ตริ กานันท.์ 2543.ระเบยี บวธิ กี ารวจิ ยั ทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. พิมพ์ครัง้ ท่ี2.
กรงุ เทพฯ :โรงพมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
Balnaves,M.,and Caputi,P. 2001.Introduction to Quantitative Research Methods. London:
Sage Publications.
Blaikie,N. 2000.Designing Social Research. Oxford: Blackwell Publishers Ltd.
Cohen ,L.,and Manion,L. 1989. Research Method in Education.3rd edition.London :
Routledge.
Kerlinger,F.N.,and Lee,H.B. 2000. Foundations of Behavioral Research.4th edition. U.S.A. :
Thomson Learning,Inc.
Kumar,R. 1996. Research Methodology. London: Sage Publications.
บทท่ี 5
คุณภาพเคร่อื งมือวจิ ัย
เครื่องมอื ในการวจิ ัย
อาจจำแนกได้เป็นสองประเภทได้แก่
1. เคร่ืองมอื ในการดำเนนิ การวิจัย เปน็ สว่ นทจี่ ำเป็นสำหรับแบบการวจิ ัยและพัฒนาและแบบการวิจัย
เชิงทดลอง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบ แบบวัดแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์
แบบสงั เกต แบบบันทึกขอ้ มูล ฯลฯ ในงานวจิ ัยเรื่องใดเร่ืองหนง่ึ อาจใช้เคร่ืองมือในการรวบรวมข้อมูลชนิดเดียว
หรอื หลายชนดิ ก็ได้ ทงั้ นขี้ ึน้ กับตัวแปรที่ศึกษาและวธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมูล
การรวบรวมขอ้ มูลและเครอื่ งมือในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และเคร่อื งมอื ในการเก็บรวบรวมข้อมลู มีความสัมพันธก์ ัน คอื เครื่องมือที่ใช้
เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลตอ้ งสอดคลอ้ งกับวธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล
คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมขอ้ มูล
เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลอาจจำแนกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือที่สร้างไว้แล้ว อาจ
เปน็ เครอ่ื งมอื มาตรฐานหรอื ไม่ก็ได้ ผวู้ จิ ัยเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสม และเครอื่ งมอื ทีผ่ ้วู จิ ัยสร้างหรอื พัฒนาขึน้
คุณภาพของเครื่องมือขึ้นอยู่กับลักษณะสำคัญที่ต้องพิจารณาได้แก่ ความเที่ยงตรง (Validity) ความ
เชื่อมั่น (Reliability) ความเป็นปรนัย (Objectivity) อำนาจจำแนก (Discrimination) ปฏิบัติจริงได้
(Practical) ยตุ ิธรรม (Fairness) และประสทิ ธิภาพ (Efficiency) อย่างไรก็ตามไมไ่ ด้หมายความว่าเครื่องมือทุก
ชนิดหรือทุกชิ้นต้องตรวจสอบคุณภาพทุกประเด็นขึ้นอยู่กับชนิดหรือประเภทของเครื่องมือ หรือแล้วแต่ความ
จำเป็นท่ตี อ้ งใช้สำหรับการวิจยั
1. ความเที่ยงตรง (Validity) บางแห่งเรียกว่า ความตรง เป็นลักษณะที่บ่งชี้ว่าเครื่องมือนี้สามารถวดั
ในส่งิ ทีป่ ระสงคจ์ ะวัดคือ สามารถเกบ็ รวบรวมข้อมลู หรือวัดค่าตัวแปรได้ตรงตามวตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั เช่น
ตาชั่ง หรือเครื่องชั่ง ความเที่ยงตรงมีหลายประเภทได้แก่ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา ความเที่ยงตรงตาม
โครงสร้าง ความเท่ียงตรงตามสภาพและความเท่ียงตรงตามพยากรณ์ เครื่องมือท่ใี ช้ในการรวบรวมข้อมูล ควร
ตรวจสอบความเที่ยงตรงแต่ไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งตรวจสอบความเทย่ี งตรงครบทุกประเภท
2. ความเช่อื ม่ัน (Reliability) เม่อื วัดสง่ิ เดียวกนั ค่าของการวัดแต่ละครง้ั ควรคงท่ีสม่ำเสมอเครื่องมือที่
ดีต้องวัดในสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วได้ผลคงที่ คงเส้นคงวา จึงเชื่อมั่นในค่าท่ีได้การทดสอบความเชื่อมั่นของเครือ่ งมอื
ทำได้หลายวิธี เช่นวิธีการทดสอบซ้ำ (ใช้เครื่องมือชุดเดียววัดค่าซ้ำหลาย ๆ ครั้ง) วิธีการทดสอบคู่ขนาน วิธี
ทดสอบแบบแบง่ ครึ่งเครื่องมอื และวิธีการหาความสัมพนั ธภ์ ายใน เป็นตน้
44
3. ความเป็นปรนัย (Objectivity) บางครั้งเรียกว่าความชัดเจน หมายความว่าข้อคำถามต่าง ๆ ต้อง
ชัดเจนวัดประเด็นเดียวไม่มีความลำเอียงความเป็นปรนัยของเคร่ืองมือพิจารณาจาก
3.1. คำถามตอ้ งเป็นคำถามท่ชี ัดเจน รดั กุม ไมก่ ำกวม เป็นภาษาท่ีผตู้ อบหรือผู้ให้ข้อมูลเข้าใจ
ไดต้ รงกันทุกคน เหมาะกับระดบั ความรภู้ าษาและวยั
3.2 การตรวจให้คะแนนหรือให้ค่าตัวแปรต้องเป็นระบบมีเกณฑ์ที่ชัดเจนไม่ว่าใครก็ตามมา
ตรวจหรือวดั ตวั แปรย่อมได้ผลคอื คา่ ของตวั แปรที่ไม่แตกตา่ งกัน
3.3 การแปรความหมายของค่าตัวแปรต้องเป็นระบบที่แน่นอนเป็นทิศทางเดียวผู้ใดจะแปล
ความหมายของคา่ ตวั แปรทวี่ ัดได้ย่อมใหผ้ ลการแปลไม่แตกต่างกนั
4. อำนาจจำแนก (Discrimination) หมายถึง ความสามารถของเครื่องมือที่จะชี้ให้เห็นถึงความ
แตกต่างหรือความเหมือนกันของสิ่งที่ต้องการวัดในลักษณะที่เป็นไปตามสภาพจริงเช่นเครื่องมือที่ใช้วัด
ความชอบ หรือเคร่ืองมือที่เป็นข้อสอบวดั ความรู้ต้องเป็น เครือ่ งมือท่ีมีอำนาจจำแนกท่ีเหมาะสม สามารถแยก
คนทชี่ อบและคนท่ไี มช่ อบออกจากกันเป็นคนละกลุ่มได้ ส่วนขอ้ สอบกต็ อ้ งแยกคนที่ตอบถูกหรือได้คะแนนมาก
เป็นคนเกง่ สว่ นคนทต่ี อบผดิ หรือไดค้ ะแนนน้อยเปน็ คนไมเ่ ก่ง เปน็ ตน้
5. ปฏิบัติได้จริง (Practical) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ดี ควรใช้ได้อย่างสะดวก ไม่
ยุ่งยาก เหมาะกับงานวิจัยตามสภาพ มีความคล่องตัวและสามารถปรับให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้การ
นำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้ตามสภาพจริงนั้น ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ สามารถเก็บ
รวบรวมขอ้ มูลในระดับทสี่ ามารถบรรลุวัตถุประสงคข์ องการวิจัย
6. ยุติธรรม (Fairness) เครื่องมือที่ดี ย่อมต้องให้โอกาสทุกหน่วยที่ให้ข้อมูลเท่าเทียมกันโดยเฉพาะ
เครื่องมือที่ใช้กับคน ถ้าวัดตัวแปรได้อย่างยุติธรรม ค่าของตัวแปรควรเป็นอิสระจากศาสนา หรือชนชั้นทาง
สงั คม เป็นตน้
7. ประสิทธิภาพ (Efficiency) เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือที่วัดค่าตัวแปรได้ตาม
วัตถุประสงค์ ประหยัดแรงงาน เวลา และค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมืออย่างน้อยที่สุดควร
ตรวจสอบว่าเคร่ืองมือนัน้ สามารถวัดตัวแปรไดอ้ ยา่ งถูกต้อง เพยี งพอท่ีจะทำใหผ้ ลการวิจยั เป็นท่ียอมรับและใช้
ประโยชน์ได้
การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือในการรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีทั้งที่สร้างหรือพัฒนาไว้แล้วและที่ต้องสร้างขึ้นใหม่การตรวจสอบคุณภาพ
เครื่องมือที่มีอยู่แล้วนั้น ถ้าเป็นเครื่องมือมาตรฐานอาจพิจารณาได้จากคุณสมบัติต่าง ๆ ที่รายงานหรือระบุไว้
เช่น ความเชอ่ื มั่น ความเที่ยงตรง เอกสารรบั รอง เป็นตน้