The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิธีวิทยาการวิจัย Research Methodology

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chutiman.tasu, 2022-11-06 03:10:12

วิธีวิทยาการวิจัย Research Methodology

วิธีวิทยาการวิจัย Research Methodology

145
ตัวอยา่ งท่ี 1.3 ผลการทดสอบในรายวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนจำนวน 8 คน มคี ะแนน ดังน้ี

18 20 24 46 48 58 60 70
ใหห้ าสว่ นเบยี่ งเบนควอไทล์ของคะแนนชดุ นี้

2) หาคา่ ส่วนเบ่ยี งเบนควอไทล์จากสตู รคำนวณ

จะไดส้ ว่ นเบ่ยี งเบนควอไทล์ เท่ากับ 18.5
2.2.2 กรณขี ้อมลู แจกแจงความถ่แี ลว้ มีขนั้ ตอนการดำเนินการ ดงั น้ี

2.2.2.1 ทำตารางความถ่สี ะสมจากข้อมลู ทีม่ ีค่าต่ำไปข้อมลู ท่ีมีคา่ สูงกว่า
2.2.2.2 หาตำแหนง่ ของควอไทลท์ ี่ 1 จากสตู ร N

4

ตำแหนง่ ของควอไทล์ท่ี 3 จากสูตร 3N

4

เพ่ือหาชว่ งข้อมูลท่ีควอไทลท์ ่ี 1 และ 3
2.2.2.3 หาค่า Q1 และ Q3 จากสูตรคำนวณ

เมอื่ Q1 และ Q3 เป็นคา่ ควอไทลท์ ี่ 1 และ 3 ของขอ้ มูล
L เป็นขีดจำกดั ลา่ งของช้นั ที่มีคา่ ควอไทล์อยู่
i เปน็ ความกวา้ งของอนั ตรภาคช้ัน
F เปน็ ความถส่ี ะสมก่อนถงึ ชั้นทค่ี า่ ควอไทล์อยู่
f เป็นความถข่ี องคะแนนในชั้นทคี่ ่าควอไทล์อยู่
N เป็นจำนวนขอ้ มูลทั้งหมด

146
2.3 คา่ ส่วนเบี่ยงเบนเฉล่ีย (Average Deviation : A.D.) เปน็ ค่าเฉล่ียของความเบย่ี งเบนของคะแนน
แต่ละตวั จากค่าเฉลี่ยเลขคณติ ของข้อมลู ชดุ เดยี วกัน ทจี่ ำแนก ดังนี้

2.3.1 กรณีข้อมูลไมไ่ ดแ้ จกแจงความถี่ มีขน้ั ตอนการดำเนินการ ดังนี้
2.3.1.1 หาคา่ เฉล่ยี เลขคณิตของขอ้ มลู
2.3.1.2 คำนวณค่าส่วนเบ่ยี งเบนเฉลยี่ จากสตู รคำนวณ

ดงั แสดงตัวอย่างการคำนวณหาคา่ สว่ นเบี่ยงเบนเฉล่ียของขอ้ มลู ที่ไม่ได้แจกแจงความถ่ใี นตวั อย่างท่ี
1.4

ตวั อย่างที่ 1.4 ผลการทดสอบในรายวิชาคณติ ศาสตร์ (คะแนนเต็ม10) ของนักเรียนจำนวน 5 คน ได้
คะแนน ดงั น้ี 2 4 6 6 7
จงหาค่าสว่ นเบ่ียงเบนเฉลยี่ ของคะแนนชุดนี้

จะได้สว่ นเบยี่ งเบนเฉลี่ยของข้อมลู ชดุ นี้เท่ากับ 1.60

147

2.3.2 กรณีข้อมลู แจกแจงความถีแ่ ล้ว มีข้นั ตอนดังน้ี
2.3.2.1 หาค่าเฉลี่ยเลขคณิตของข้อมูล,เพิ่มช่องตารางจุดกึ่งกลางชั้น,ความถี่คูณจุด

กึ่งกลางชั้น (fX) ,จุดกึ่งกลางชั้นแต่ละชั้นลบค่าเฉลี่ยเลขคณิต (X - ̅) และ ความถี่คูณค่าสมบูรณ์ของจุด
กงึ่ กลางชนั้ ลบคา่ เฉลยี่ เลขคณิต (f X ̅ )

2.3.2.2 คำนวณคา่ ส่วนเบี่ยงเบนเฉล่ียจากสตู รคำนวณ

เมื่อ A.D. เป็นคา่ สว่ นเบย่ี งเบนเฉลี่ยของขอ้ มูล
X เปน็ ข้อมูลแตล่ ะตัว

̅ เปน็ คา่ เฉลี่ยเลขคณติ ของข้อมูล
n เปน็ จำนวนของข้อมูล
F เปน็ ความถ่ีของข้อมลู

ดังแสดงตัวอย่างการคำนวณหาค่าส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ยของข้อมูลที่แจกแจงความถี่แล้วใน ตัวอย่างท่ี
1.5

ตัวอยา่ งท่ี 1.5 จงหาคา่ สว่ นเบี่ยงเบนเฉลยี่ ของคะแนนของวิชาคณิตศาสตร์ในการทดสอบครั้งหนงึ่

148
จะได้ค่าส่วนเบ่ียงเบนเฉล่ยี ของคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ เท่ากับ 3.14
2.4 ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และความแปรปรวน (Variance)

2.4.1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) เป็นค่าของการวัดการกระจาย
ที่ได้หาได้จากรากที่สองของคะแนนทุกค่าที่เบี่ยงเบนไปจากค่าเฉลี่ยของข้อมูลยกก ำลังสองมีรายละเอียด
จำแนกตามลักษณะของข้อมูล ดงั น้ี

2.4.1.1 กรณีทข่ี ้อมลู ไม่มีการแจกแจงความถี่ มสี ตู รการคำนวณดงั นี้
1) กรณีท่ีขอ้ มลู มาจากประชากร มสี ูตรคำนวณ

ดงั แสดงตวั อย่างการคำนวณหาคา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของข้อมูลทไ่ี ม่ได้แจกแจงความถ่ใี นตัวอยา่ ง
ที่ 1.6

149
ตัวอย่างที่ 1.6 ผลการทดสอบในรายวิชาคณติ ศาสตร์ (คะแนนเต็ม10) ของนกั เรียนจำนวน 5 คน ได้
คะแนน ดงั นี้ 2 4 6 6 7 ให้หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนชุด
น้ี

จะไดส้ ว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของวิชาคณิตศาสตร์ เท่ากับ 2.00
หรือ คำนวณค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานจากสูตรคำนวณ

150

2) กรณีที่ข้อมลู มาจากกลมุ่ ตัวอย่าง มีสตู รคำนวณ

ดังแสดงตวั อย่างการคำนวณหาค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมลู ที่แจกแจงความถ่ีแล้วในตัวอย่าง
ท่ี 1.7

ตวั อย่างท่ี 1.7 จงหาคา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนของวิชาคณิตศาสตร์

151

วิธีทำ คำนวณหาคา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากสตู รคำนวณ

จะไดส้ ่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนของวชิ าคณิตศาสตร์เทา่ กับ 4.03

2.4.1.3 การแปลความหมายของคา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
1) ค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กับศูนย์ ( หรือS.D.=0) แสดงวา่ ข้อมูลชุดน้ัน

ไม่มกี ารกระจาย หรือขอ้ มลู มคี า่ เท่ากันทุกตวั
2) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเขา้ ใกล้ศนู ย์ แสดงว่าข้อมูลชุดน้ันมคี ่าที่ใกล้เคียง

กัน
3) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1 แสดงว่าการแจกแจงของข้อมูลมีลักษณะ

เปน็ โคง้ ปกติ (Normal Curve) ที่จะใช้ค่าเฉลย่ี เปน็ ตวั แทนของข้อมูล แต่ถ้าคา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมากกว่า
ค่าเฉล่ยี ควรใชฐ้ านนยิ มหรอื มธั ยฐานเปน็ ตัวแทนของขอ้ มลู

4) ในกรณกี ารเปรยี บเทยี บคา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระหวา่ งกลุ่มจะได้วา่ กลุ่ม
ที่มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่ำกว่า แสดงว่ามีการกระจายของข้อมูลต่ำกว่าหรือข้อมูลมีค่าใกล้เคียงกัน
มากกว่ากลุ่มทมี่ ีคา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานสงู กวา่

2.4.2 ความแปรปรวน (Variance) เป็นคา่ เฉล่ียของผลรวมของข้อมลู ทุกตวั ทเ่ี บ่ียงเบนไปจาก
ค่าเฉลี่ยของข้อมูลยกกำลังสอง หรือ เป็นค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานยกกำลังสอง ใช้สัญลักษณ์ (S.D)2 แทน
ความแปรปรวนของข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง และ 2 แทนความแปรปรวนของข้อมูลที่ได้จากประชากร
แต่ในการวัดการกระจายของข้อมูลโดยทั่วไปจะนิยมใช้ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมากกว่าใช้ความแปรปรวน
เนื่องจากค่าส่วนเบี่ยงมาตรฐานแสดงการกระจายของข้อมูลที่อยู่ในหน่วยเดียวกั บข้อมูลเดิมที่นำมาวิเคราะห์
ข้อมูล

2.5 สัมประสิทธิ์ความผันแปร (Coefficient Variance : C.V.) เป็นการวัดการกระจายของข้อมูลท่ี
คำนวณหาได้จากอัตราส่วนที่คิดเป็นร้อยละระหว่างส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่อค่าเฉลี่ยของข้อมูล ดังสูตร
คำนวณ

152

โดยท่สี มั ประสิทธค์ิ วามแปรปรวนจะใชใ้ นกรณีที่ตอ้ งการเปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมลู
2 ชดุ ท่มี หี นว่ ยการวัดไม่เหมอื นกนั
การวดั ตำแหนง่ และการเปรียบเทยี บ
1. ความหมายของการวดั ตำแหน่งและการเปรียบเทียบการวัดตำแหน่งและการเปรียบเทยี บ เปน็ วิธีการหา
ค่าที่ระบุตำแหน่งของข้อมูล หรือแสดงการเปรียบเทียบระหว่างข้อมูล อาทิ อัตราส่วน ร้อยละ และเปอร์เซน
ไทล์ เป็นตน้
2. ประเภทและวิธีการวเิ คราะห์การวัดตำแหนง่ และการเปรียบเทยี บ

2.1 อตั ราสว่ น
อัตราส่วน (Ratio) เป็นการน าข้อมูลเชิงปริมาณ 2 ตัว/กลุ่ม มาเปรียบเทียบในลักษณะของข้อมูล
หนึ่งเป็นกี่เท่าของข้อมูลอีกสิ่งหนึ่ง หรือ ข้อมูลที่สนใจต่อข้อมูลทั้งหมด ดังสูตรค ำนวณ (สุวิมล ตริ
กานนั ท,์ 2546 : 30)

ดังแสดงตวั อยา่ งการคำนวณหาอตั ราส่วนของข้อมูลในตัวอยา่ งที่ 1.8
ตัวอย่างท่ี 1.8 จำนวนผูเ้ รียนในห้องท้ังหมด 30 คน เป็นเพศชาย 12 คน เป็นเพศหญิง 18 คน ให้หา

อตั ราสว่ นของเพศหญิงต่อเพศชาย หรืออัตราส่วนของเพศหญิงหรือเพศชายต่อผเู้ รียนทั้งหมด

153

2.2 รอ้ ยละ
ร้อยละ (Percentage) เป็นอัตราส่วนที่เปรียบเทียบจำนวนที่สนใจกับกับจำนวนทั้งหมดที่เป็น
จำนวนเต็มรอ้ ย ดังสตู รคำนวณ (วิเชียร เกตสุ งิ ห์,2541 : 64)

โดยมีข้อควรระวังในการใช้ร้อยละของผู้วิจัย มีดังนี้ 1) จำนวนเต็มที่ใช้เทียบเป็นส่วนเท่ากับหนึ่งร้อย
เพื่อให้การแสดงข้อมูลมีความหมาย แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่ควรเทียบเป็นหนึ่งร้อยเนื่องจากพฤติกรรม
ของมนุษย์ในแต่ละช่วง มีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เท่ากัน 2) ร้อยละของจำนวนที่มีฐานต่างกัน (ก่อนที่จะ
เปลี่ยนเป็นร้อยละ)จะนำมาบวก ลบ และหาค่าเฉลี่ยไม่ได้ 3) ไม่นิยมใช้ร้อยละที่มีค่าเกิน 100 หรือกรณีที่มี
ฐานเป็นจำนวนน้อย ๆ แต่จะใช้ การเปรียบเทียบในลักษณะของสัดส่วนจะเหมาะสมกว่า 4) การใช้ร้อยละจะ
ทำให้ความคลาดเคลื่อนที่มีอยู่แล้วเพิ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ ผู้เรียนได้ คะแนน 152 แสดงว่าได้คะแนนจริง
ระหว่าง 13 ถงึ 17 คะแนน แต่ถา้ ขยายเป็นร้อยละจะทำให้ ความคลาดเคลื่อน 2 เพม่ิ ขน้ึ ดว้ ย

สหสมั พนั ธ์
1. ความหมายของสหสมั พันธ์

สหสัมพันธ์ เป็นการศึกษาที่สามารถระบุวา่ ข้อมูลจากตัวแปรท่ีศกึ ษามีความสัมพันธ์กันหรือไม่เท่านั้น
ที่หาได้จากสิ่งเดียวกันเป็นคู่ ๆ แต่จะไม่สามารถใช้พยากรณ์ตวั แปรหนึ่ง ในกรณีที่ทราบค่าของอีกตัวแปรหนงึ่
ได้ ดังลกั ษณะของข้อมลู ทจ่ี ะนำมาหาสหสมั พันธใ์ นตารางท่ี 1.2 (สุวมิ ล ตริกานันท,์ 2546 : 39)

ตารางท่ี 1.2 ลักษณะของข้อมูลทีจ่ ะหาค่าสหสัมพนั ธ์

154

2. ลกั ษณะท่สี ำคญั ของสหสัมพันธ์
ในการหาสหสัมพันธ์ของข้อมลู มีลักษณะท่ีควรพจิ ารณา ดังนี้ (Runyon,1980 : 120)
2.1 ข้อมูลทั้ง 2 ชุดจะต้องมาจากกลุ่มตวั อย่างเดยี วกัน หรือมาจากกลุ่มตัวอยา่ ง 2 กลุ่มที่มีลักษณะ

จบั คกู่ นั โดยใช้หลกั การทเี่ ฉพาะเจาะจง อาทิ สามี-ภรรยา หรอื พ่อ-ลกู เปน็ ตน้
2.2 ค่าท่ไี ด้จากการคำนวณเรียกวา่ สัมประสทิ ธสิ์ หสมั พันธ์ ท่ีมีคา่ อยรู่ ะหว่าง -1 ถึง 1
2.3 ข้อมูลมีความสัมพันธ์กันทางบวก หมายถึง ถ้าข้อมูลชุดหนึ่งมีค่าสูงขึ้นข้อมูลอีกชุดหนึ่งก็มีค่า

สูงข้ึนดว้ ย หรอื ถา้ ข้อมลู ชดุ หน่ึงมคี า่ ต่ำลงแล้วข้อมลู อกี ชดุ หนง่ึ ก็จะมีคา่ ต่ำลงดว้ ย (ตามกนั )
2.4 ข้อมูลมีความสัมพันธ์กันทางลบ หมายถึง ถ้าข้อมูลชุดหนึ่งมีค่าสูงขึ้นแล้วข้อมูลอีกชุดหนึ่งจะมี

ค่าตำ่ ลง(ขัดแย้งกัน)
2.5 ข้อมูลมีความสัมพันธ์เป็นศูนย์ หมายถึง ข้อมูลชุดหนึ่งจะสูงขึ้นหรือต่ำลงจะไม่เกีย่ วข้องกับการ

สงู ขึ้นหรอื ต่ำลงของข้อมลู อกี ชดุ หนึง่
หมายเหตุ ลักษณะสหสัมพนั ธ์ในข้อ 2.3 และ 2.4 จะเป็นจริง เมือ่ ข้อมลู มคี วามสมั พนั ธเ์ ชงิ เส้นตรง

3. ประเภทสถติ ใิ นการหาคา่ สหสมั พนั ธ์

ในการศกึ ษาความสัมพันธ์ระหวา่ งตวั แปรในการวิจยั ใด ๆ จำแนกไดด้ ังน้ี (Runyon andHarber,1980
: 119)

3.1 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว ที่มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยว่าตัวแปรทั้งสองมี
ความสมั พนั ธก์ ันหรือไม่ จำแนกตามระดบั ของข้อมลู ดังนี้

3.1.1 ถ้าเป็นขอ้ มลู ในระดบั อันตรภาคหรืออตั ราส่วน ให้ใชก้ ารหาสมั ประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ของ
เพยี รส์ ัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient)

3.1.2 ถ้าเป็นข้อมูลในระดับเรียงลำดับ ให้ใช้การหาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน
(The Spearman Rank Order Correlation Coefficient)

3.1.3 ถ้าเป็นขอ้ มูลในระดบั นามบัญญตั ิ ให้ใชก้ ารหาคา่ ไครส์ แควร์ ( 2-test)
3.1.4 ถ้าข้อมูลชุดหน่ึงเป็นอันตรภาค ส่วนข้อมูลอีกชุดหนึ่งเป็นนามบัญญัติท่ีกำหนดเพียง 2
ค่า ใหใ้ ช้การหาสัมประสิทธ์ิแบบพอยท์ไบซีเรยี ล
3.1.5 ถ้าศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัว แต่มีการควบคุมตัวแปรที่จะมาเกี่ยวข้องควร
ใชก้ ารหาคา่ สมั ประสทิ ธิส์ หสัมพนั ธ์แบบสว่ นย่อย (Partial Correlation Coefficient)
3.2 การศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป ในการวิเคราะห์ข้อมูลควรเลือกใช้การหา
คา่ สมั ประสิทธ์ิพหคุ ณู (Multiple Correlation Coefficient)

4. เกณฑ์พิจารณาคา่ สัมประสทิ ธส์ิ หสัมพันธ์

การพิจารณาว่า ตัวแปร 2 ตัวแปร มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ และมีความสัมพันธ์กันในระดับใด
พิจารณาไดจ้ ากคา่ สมั ประสทิ ธิ์สหสมั พันธ์ซ่ึงมีเกณฑก์ ว้าง ๆ ดงั น้ี

0.8 ขนึ้ ไปหรือต่ำกวา่ -0.80 มีความสัมพันธ์กันในระดบั สูงหรอื สงู มาก
0.6 ถึง 0.8 หรือ -0.8 ถงึ -0.6 มคี วามสมั พันธ์กนั ในระดับคอ่ นขา้ งสูง
0.4 ถึง 0.6 หรือ -0.6 ถึง -0.4 มีความสัมพันธก์ นั ในระดบั ปานกลาง
0.2 ถึง 0.4 หรอื -0.4 ถงึ -0.2 มคี วามสัมพนั ธก์ นั ในระดบั ค่อนข้างต่ำ
ตำ่ กว่า 0.2 หรือมากกวา่ -0.2 มีความสมั พันธ์กันในระดบั ต่ำ

155

5. คณุ สมบัติของคา่ สัมประสทิ ธส์ิ หสัมพันธ์
5.1 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ไม่ขึ้นอยู่กับหน่วยการวัดของตัวแปร กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงของ

หนว่ ยการวัดจะไม่ทำใหค้ ่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เปล่ียนแปลง
5.2 คา่ สัมประสิทธสิ์ หสัมพันธ์จะมีคา่ อย่รู ะหวา่ ง -1.00 ถงึ 1.00 เท่านั้น

สถิติเชงิ อา้ งอิง
ในการวิจัยใดๆ สถติ อิ ้างอิง เปน็ สถติ ทิ น่ี ำมาใช้สำหรับการสรุปอ้างอิงข้อมูลในการใช้ข้อมูลท่ีผู้วิจัยเก็บ

รวบรวมได้จากกลุ่มตัวอย่างสู่ประชากร โดยที่สถิติอ้างอิงในบทนี้ได้นำเสนอ 3 ประเภทที่นิยมใช้โดยทั่วไป
ได้แก่ การทดสอบค่าที่ (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way Analysis of
Variance : ANOVA) และการทดสอบไคสแควร์ ( 2)

ความสัมพนั ธ์ระหว่างประชากร กลุ่มตวั อยา่ งและการใชส้ ถิตเิ ชิงอา้ งอิง
ความสมั พนั ธ์ระหว่างประชากรกลุ่มตัวอยา่ งและการใชส้ ถติ ิ กล่าวคอื ในการวิจยั ใด ๆ ถ้าผู้วิจัยศึกษา

จากประชากรจะใช้สถิติเชิงบรรยายในการอธิบายคุณลักษณะของประชากรด้วยการใช้ค่าพารามิเตอร์ แต่ถ้า
ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่จะต้องมีวิธีการสุ่มตัวอย่างที่มีประประสิทธิภาพและเหมาะสม แล้วน ำข้อมูลมาใช้
อธิบายคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่างด้วยค่าสถิติ และสามารถใช้สถิติเชิงอ้างอิงในการอ้างอิงคุณลักษณะของ
กล่มุ ตวั อย่างสคู่ ณุ ลักษณะของประชากร ดงั แสดงในภาพที่ 1.5 (สุวิมล ตริกานนั ท,์ 2546 : 4)

ภาพท่ี 1.5 ความสัมพันธร์ ะหว่างประชากร กล่มุ ตัวอย่างและการใช้สถิติ

การแจกแจงแบบปรกติ
1. บทนำ

ในปี ค.ศ.1733 เดอร์มัวร์ (De Moivre) ได้นำเสนอแนวคิด/ทฤษฎีเกี่ยวกับการแจกแจงแบบปรกติ
(Normal Distribution) ที่เป็นการแจกแจงแบบต่อเนื่องที่มีลักษณะเป็นโค้งปรกติ (Normal Curve) แบบ
ระฆังคว่ำที่จะพบเสมอ ๆ ในปรากฏการณ์/พฤติกรรมทางธรรมชาติ อาทิ ความสูงของมนุษย์ ระดับสติปัญญา
ฯลฯ และในปี ค.ศ.1777 เกาส์ (Gauss) ได้นำการแจกแจงแบบปรกติมาพัฒนาโดยการนำไปใช้ทดลองใช้ใน
สถานการณ์จริงแบบซ้ำ ๆ กลุ่มเดิม จนกระทั่งในบางครั้งเรียกการแจกแจงแบบปรกติว่า การแจกแจงแบบ

156

Gaussian ท่พี บวา่ ปรากฏการณ์/พฤติกรรมต่าง ๆ จะมกี ารแจกแจงในลักษณะของโค้งปรกติ และได้สมการที่
ศึกษาจากความคลาดเคลื่อนของการวัดซ้ำ ๆ ดังน้ี (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,มปป. : 133 ; Freund
and Walpole,1980 : 206)

Y เป็นส่วนสูงของโคง้ ข้นึ อยู่กับค่า x เฉพาะคา่
เป็นตัวคงที่ มคี ่าประมาณ 3.1416

e เป็นฐานของ Napierian logarithm มคี า่ ประมาณ 2.7183
N เปน็ จำนวนคน/สง่ิ ของท้ังหมด
เปน็ คะแนนเฉลีย่ ของประชากร

เปน็ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานของประชากร

2. คณุ สมบัติบางประการของโคง้ ปรกติ มีดังนี้
2.1 เป็นโค้งที่ต่อเนื่อง มีรูปทรงในลักษณะสมมาตร (Symmetrical) ของโค้งระฆังคว่ำโดยที่ถ้า

ลากเส้นตรงต้ังฉากที่จุดสูงสดุ กับฐาน แล้วพับตามเส้นตัง้ ฉาก กราฟเส้นโค้งทั้งสองขา้ งจะทับกันสนิท ดังแสดง
ในภาพที่ 1.6 (ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ,มปป. : 135 )

ภาพที่ 1.6 การแจกแจงแบบโค้งปรกติ
2.2 เป็นโค้งในลักษณะเอสซิมโทติค (Asymtotic) ที่มีปลายโค้งไมจ่ รดฐานแตจ่ ะเข้าใกล้ฐานมากขน้ึ
โดยท่ปี ลายฐานจะเริม่ จากจ านวนลบอนันต์ (-∝) จนกระทงั่ ถึงบวกอนนั ต์ (+∝)
2.3 มสี ่วนสงู สุดของโคง้ อยูท่ ่บี ริเวณกึ่งกลาง โดยมีคา่ เฉลย่ี มธั ยฐาน และฐานนิยมอยูท่ จี่ ุดเดียวกัน
2.4 ลกั ษณะของของโคง้ จะเปล่ียนจากโค้งออกเป็นโค้งเขา้ ณ จุดเปลีย่ นโค้งไปยังค่าเฉลย่ี ( ̅ ) ข้าง
ละ 1 S.D.
2.5 พ้นื ทีใ่ ต้โค้งปรกติ มรี ายละเอยี ดของพ้นื ท่ีใตโ้ คง้ ดังแสดงในภาพท่ี 1.6

157

หลกั การและองค์ประกอบของการทดสอบความมีนยั สำคญั ทางสถิติ
การทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติ เป็นการระบุว่าผลที่ได้จากการศึกษาหรือการวิเคราะห์ข้อมูล

จากกล่มุ ตัวอย่างมนี ยั ทจ่ี ะปฏเิ สธสมมุติฐานที่กำหนดไวเ้ กยี่ วกับประชากรหรือไม่ ทีม่ หี ลกั การและองค์ประกอบ
ที่สำคัญในการทดสอบความมนี ัยสำคัญทางสถติ ิ ดงั น้ี (ศริ ิชัย กาญจนวาสี,ทวีวฒั น์ ปิตยานนท์ และ ดเิ รก ศรีสุ
โข; 2537: 46-49)

1. สมมุติฐานหลกั (Null Hypothesis: H0) เปน็ ประเด็นที่ก าหนดข้นึ เก่ยี วกับประชากรก่อนที่จะนำผลการ
วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างมาเพื่อพิจารณาตัดสินใจว่า จะยอมรับ (Accept) หรือปฏิเสธ(Reject)
สมมตุ ฐิ านหลัก จำแนกไดด้ งั น้ี

1.1 ในกรณีที่เป็นประชากรกลุ่มเดียว จะกำหนดสมมุติฐานหลักให้สอดคล้องกับค่าที่คาดคะเนอาทิ
ประชากรจะมีความสูงโดยเฉลีย่ ( )เท่ากบั 168 กำหนดเป็น H0: = 168 เป็นตน้

1.2 ในกรณีประชากรมีตง้ั แต่ 2 กลมุ่ ขึ้นไปจะกำหนดในลักษณะของการเทา่ กัน หรือไมแ่ ตกต่าง อาทิ
การเปรียบเทยี บความคิดเหน็ เกี่ยวกับการเลือกต้งั ของประชากรเพศชาย ( 1) และ เพศหญงิ ( 2) กำหนดเป็น
H0 : 1= 2 หรือการเปรียบเทียบจำนวนผลผลิตจากวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน 3 วิธีกำหนดเป็น H0 : 1=
2 = 3 เป็นตน้

2. ระดับความมีนัยสำคัญ (Level of Significant : ) เป็นค่าของความน่าจะเป็นที่กำหนดขึ้นเพื่อนำไป
เปรียบเทียบกับความน่าจะเป็นที่ผลที่ได้รับตามข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจะเกิดขึ้น ที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ
สมมุติฐานหลัก โดยจะปฏิเสธสมมติฐานหลักก็ต่อเมื่อความน่าจะเป็นของผลที่ได้รับจะน้อยกว่าหรือเท่ากับ
ระดับนัยสำคัญที่กำหนดไว้หรือจะยอมรับสมมุติฐานหลักก็ต่อเมื่อความน่าจะเป็นของผลที่ได้รับจะมากกว่า
ระดบั นยั สำคัญทีก่ ำหนดไว้ ในการทดสอบสมมุตฐิ านหนึ่ง ๆ อาจจะยอมรบั ทีร่ ะดบั นยั สำคัญหนึง่ และจะปฏิเสธ
ที่อีกระดับนัยสำคัญหนึ่งก็ได้ ดังนั้นระดับนัยสำคัญเป็นสิ่งที่จะต้องระบุไว้ด้วยเสมอในการทดสอบความมี
นัยสำคัญ และระดับนัยสำคัญทีก่ ำหนดในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ส่วนมากจะอยู่ท่ีระดับ .05 หรือ.01 ระดับ
ความเชื่อมั่น (Level of Confidence :1- ) เป็นการกำหนดระดับความเช่ือมั่นของการทดสอบสมมุติฐานท่ี
ผู้วิจัยต้องการให้เกิดขึ้นในการทดสอบสมมุติฐานในแต่ละครั้ง โดยจะพิจารณาในลักษณะตรงข้ามกับระดับ
นัยสำคัญทางสถิติ อาทิ ระดับนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .01 แต่ถ้ากำหนดเป็นระดับความเชื่อมั่นจะเท่ากับ
.99(1- =1.00-.01)หรือทำให้เป็นร้อยละเท่ากับ 99 หมายความว่าในการทดสอบครงั้ นจี้ ำนวน 100 ครั้งจะ
ใหผ้ ลทเี่ ป็นจริง 99 คร้งั มีความคลาดเคลอ่ื นเกิดข้นึ เพยี ง 1 คร้ังเท่าน้ัน เปน็ ต้น

3. ระดับแห่งความเป็นอิสระ (Degrees of Freedom : df) เป็นจำนวนของตัวแปรที่เป็นอิสระในการ
เปล่ียนแปลงค่าในกรณีใดกรณหี นง่ึ ท่ีได้รบั จากการสุ่มขึน้ มาศกึ ษาในแต่ละครงั้ อาทิ

(1) a + b = 9
ถา้ a = 5 แล้ว b จะต้องเท่ากับ 4 เทา่ น้นั จงึ จะทำให้ a + b = 9
ดังนนั้ a + b = 9 จงึ มรี ะดบั แห่งความเป็นอสิ ระ (df) เท่ากบั 1
(2) a + b + c = 12
ถ้า a = 5 และ b = 3 แล้ว c จะต้องเทา่ กับ 4 เท่านัน้ จงึ จะทำให้ a + b + c = 12
ดงั นนั้ a + b + c = 12 จึงมรี ะดับแห่งความเป็นอสิ ระ (df) เท่ากับ 2
จากทั้งสองกรณีสรุปไดว้ า่ ระดับแห่งความเป็นอสิ ระ (df) เทา่ กบั n-1

158

หมายเหตุ แต่ไม่จำเป็นว่าในทุกกรณีจะต้องมีระดับแห่งความเป็นอิสระ (df) เท่ากับ n-1 เสมอไป
เพราะระดบั แห่งความเป็นอิสระ (df) อาจจะคำนวณดว้ ยสูตรเฉพาะของแต่ละกรณี

4. ขอบเขตวิกฤต (Critical Region) หมายถึง ขอบเขตที่จะปฏิเสธสมมุติฐานหลัก (Reject H0) ที่ระดับ
นัยสำคัญทางสถิติที่กำหนดไว้ โดยจะอยู่ทางด้านซ้ายหรือขวามอื ในกรณีทีเ่ ป็นการทดสอบแบบทางเดียว และ
จะอยู่ทั้งสองด้านในกรณีเป็นการทดสอบแบบสองทาง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าค่าสถิติที่คำนวณได้อยู่ในขอบเขตนี้
จะปฏเิ สธสมมตุ ิฐานหลกั (Reject H0) และยอมรบั สมมตุ ฐิ านทางเลือก (Accept H1) ทแี่ สดงวา่ ผลการทดสอบ
สมมุติฐานมรี ะดบั นัยสำคญั ทีก่ ำหนดหรือไมแ่ ละ ค่าวิกฤต (Critical Value) เป็นคา่ ทแ่ี สดงเสน้ แบง่ ระหว่างเขต
ปฏเิ สธสมมตุ ิฐานหลักและยอมรบั สมมุตฐิ านหลกั

5. การเลอื กใช้สถติ ใิ นการทดสอบ เปน็ ประเด็นที่ผู้วิจัยจะต้องพิจารณาจากวตั ถุประสงค์ของการวิจัย ตัวแปร
ลักษณะค่าของตัวแปร และจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในทฤษฎีหรือหลักการหรือข้อตกลงเบื้องต้นของ
สถิติแต่ละตัว เพราะถ้าข้อมูลของตัวแปรมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องแล้วจะทำให้การแจกแจงของค่าสถิติท่ี
คำนวณเบี่ยงเบนไปจากการแจกแจงที่ใช้เป็นหลักในการคำนวณพื้นที่จากตาราง จะทำให้ผลสรุปของการ
ทดสอบเกดิ ความคลาดเคลอื่ นไปด้วย
6. ทศิ ทางของการทดสอบทจี่ ำแนกเปน็ สมมตุ ิฐานแบบมีทิศทางและแบบไม่มที ิศทาง มีดงั น้ี

6.1. การทดสอบสมมุติฐานแบบมีทิศทาง (Directional) หรือแบบหางเดียว (One-tailed Test)
เป็นการทดสอบสมมตุ ฐิ านทพี่ จิ ารณาความแตกต่างท่มี ากกว่า หรอื นอ้ ยกวา่ ประเดน็ ใดประเดน็ หนึง่
โดยพิจารณาจากสมมุตฐิ านทางเลือก (H1) ที่จะระบุค่าพารามิเตอร์ของกลุม่ หนึ่งมากกว่าหรือนอ้ ยกว่าอกี กลุ่ม
หนึ่ง อาทิ H1 : µ1 > µ2, H1 : µ1 < µ2, H1 : 12 < 22 เป็นต้น โดยจะปฏิเสธสมมุติฐานหลักถ้าค่าสถิติท่ี
คำนวณได้มีค่าต่ำมาก (เขตวิกฤตทางซ้าย) หรือค่าสูงมาก (เขตวิกฤตทางขวา) ที่สามารถแสดงการทดสอบ
นยั สำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05 ดงั แสดงในภาพท่ี 1.7

ภาพที่ 1.7 การทดสอบสมมุติฐานแบบทางเดยี วหรอื หางเดียวท่ีระดบั นัยสำคัญทางสถิติท่ี .05

6.2 การทดสอบสมมุติฐานแบบไม่มีทิศทาง (Non-directional) หรือแบบสองหาง (Two-tailed
Test) เป็นการทดสอบสมมุติฐานที่พิจารณาความแตกต่างที่ไม่เท่ากันเท่านั้น โดยพิจารณาจากสมมุติฐาน
ทางเลือก (H1) ที่จะระบุค่าพารามิเตอร์ของกลุ่มหนึ่งที่แตกต่างหรือไม่เท่ากันกับอีกกลุ่มหนึ่ง อาทิ H1 : µ1 ≠

159

µ2, H1 : 12 ≠ 22 เป็นตน้ โดยที่จะปฏเิ สธสมมุติฐานหลัก เมื่อค่าสถติ ิทคี่ ำนวณได้มีค่าสูงมากหรือต่ำมาก
ที่สามารถแสดงการทดสอบนัยสำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05 ดงั แสดงในภาพที่1.8

ภาพท่ี 1.8 การทดสอบสมมุติฐานแบบสองทางหรือสองหางทร่ี ะดับนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ .05

7. ความคลาดเคลอ่ื นจากการทดสอบสมมตุ ฐิ าน จำแนกได้ดงั นี้ (บุญเรยี ง ขจรศิลป์,2537 : 4)
7.1 ความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1 (Type One Error : ) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการ

ปฏิเสธสมมตุ ฐิ านหลกั (H0) เม่ือสมมุติฐานหลกั เป็นจรงิ
7.2 ความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 (Type Two Error : ) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการ

ยอมรบั สมมุตฐิ านหลัก (H0) เม่อื สมมตุ ิฐานหลกั เปน็ เท็จ

8. ข้อตกลงเบื้องต้น (Basic Assumption) หมายถึง เงื่อนไขหรือสภาพการณ์ในการใช้ระเบียบวิธีทางสถิติ
แต่ละวิธีที่จะต้องคำนึงถึงลักษณะของข้อมูลต้องมีความสอดคล้อง จึงจะสามารถเลือกใช้วิธีการทางสถิติ
ประเภทนั้นได้ มิฉะนั้นจะทำให้การเลือกใช้วิธีการสถิติประเภทนั้น ๆ มีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้ ดังนั้น
ผู้วิจัยจะต้องมีการวางแผนการวิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าโดยพิจารณาจากข้อมูลที่จะได้รับและควรท ำความเข้าใจ
เกี่ยวกับขอ้ ตกลงเบื้องต้นของสถิติแต่ละวธิ ีให้ชัดเจน (ศิริชัย กาญจนวาสี,ทววี ัฒน์ ปิตยานนท์ และ ดิเรก ศรีสุ
โข.2537 : 50-51)

ปญั หาการเลอื กใชส้ ถิติ
การเลอื กใช้สถิติในการวิจัย มีปญั หาทผี่ วู้ ิจยั ควรนำมาพิจารณาเพื่อให้การเลือกใช้สถิติในการวิจัยให้มี

ความถกู ตอ้ ง แมน่ ยำและชัดเจน มีดังน้ี (ศริ ชิ ัย กาญจนวาสี,ทวีวฒั น์ ปิตยานนท์ และดเิ รก ศรีสโุ ข.2537 : 60-
61)

1. ไมม่ คี วามสอดคล้องระหว่างวัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย และวัตถปุ ระสงค์ของวิธีการสถิติท่ีเลือกใช้
ทำให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่ไม่ตอบคำถามการวิจัย อาทิ การศึกษาปัจจัยที่ผลกระทบต่อคุณลักษณะใดๆ แต่
ผู้วิจัยไปเน้นการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความแตกต่างตามตัวแปรตามหรือตัวแปรอิสระโดยใช้การทดสอบ
คา่ ที (t-test) หรือการทดสอบเอฟ (F-test) เปน็ ตน้

160

2. วิเคราะห์ตัวแปรหรือจัดกลุ่มประชากรเพื่อเปรียบเทยี บตามแบบสอบถาม แทนที่จะวิเคราะห์ตวั
แปรหรือจัดกลมุ่ ประชากรเพ่อื เปรียบเทียบตามแนวคำถามในวตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั

3. เน้นการวิเคราะห์เฉพาะส่วนย่อย ทำให้ไม่แสดงผลการวิเคราะห์ในลักษณะภาพรวม อาทิ การ
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 3 กลุ่ม จะเลือกใช้การทดสอบค่าที (t-test) จำนวน 3 ครั้ง แทนที่จะ
เลอื กใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนหรอื การทดสอบเอฟ (F-test) เพยี งคร้ังเดยี วเท่าน้นั เปน็ ตน้

4. เลือกใช้สถิติที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงเบ้ืองต้น อาทิ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) ของ
ขอ้ มูลทเ่ี ป็นความถี่ หรอื หาสัมประสทิ ธส์ิ หสมั พนั ธท์ ี่ไม่สอดคล้องกบั ระดับการวัดของข้อมลู เปน็ ตน้

5. กำหนดระดับนัยสำคัญที่ไม่แน่นอน อาทิ ระดับและทิศทางของนัยสำคัญตามสมมุติฐานและการ
ทดสอบไม่ตรงกัน เป็นต้น

6. การแปลผลการวิเคราะห์ไม่ถูกต้อง อาทิ การวิเคราะห์สัดส่วนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็น
รายคู่โดยใช้ 2-test แต่แปลความหมายว่า เป็นอทิ ธิพลระหว่างตัวแปร หรือการวเิ คราะห์สหสัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปร แต่แปลความหมายในลักษณะของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ที่ไม่มีการควบคุมตัวแปรหรือไม่มีทฤษฎี
สนบั สนนุ เปน็ ตน้

ประเดน็ ท่ีไมค่ วรปฏิบตั ใิ นการทดสอบนัยสำคัญทางสถติ ิ

ในการทดสอบนัยสำคญั ทางสถิติมีประเดน็ ทผ่ี ูว้ จิ ัยไม่ควรจะปฏิบตั ิ ดงั น้ี
1. การสรุปอ้างอิงทางสถิติจากข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช้ความน่าจะเป็น ที่จะต้อง
ระมดั ระวังความไมเ่ ปน็ ตัวแทนที่ดีของกลุ่มตัวอยา่ งจากประชากร เน่ืองจากการอ้างองิ ขอ้ มลู ที่ไมม่ ีขอบเขตและ
วิธีการอ้างอิงนั้นจะใช้หลักการของความน่าจะเป็น แต่ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ไม่ได้มาจากการใช้หลักความ
น่าจะเปน็ ท่นี ่าจะเกิดความไมส่ อดคล้องกนั และท่จี ะตอ้ งใช้ความระมดั ระวงั คอื การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ในการคิดคำนวณผลการอ้างอิงที่จะไม่ได้มีการแจ้งข้อผิดพลาดเหล่านี้ ไม่ว่าข้อมูลจะถูกหรือผิดก็ตามผลการ
ทดสอบก็จะแสดงออกมาได้ ทำให้การนำผลการสรุปอ้างอิงไปใช้เกิดความคลาดเคลื่อนโดยที่ไม่รู้ตัวทั้งผู้วิจัย
และผนู้ ำผลการวจิ ยั ไปใช้
2. การวางแผนแบบครอบจักรวาล หมายถึง ในการวิจัยใด ๆ จะมีแบบแผนการวิจัยแบบเดียวหรือ
ได้รับข้อมูลเพียงชุดเดียวที่ได้นำมาดำเนินการแต่ละขั้นตอน แต่ในการทดสอบสมมุติฐานที่หลากหลายได้นำ
แบบแผนการวิจัยและข้อมูลเหล่านั้นมาใช้อีกโดยไม่มีการพิจารณาความเหมาะสมอาจจะท ำให้ได้รับ
ผลการวจิ ยั ทมี่ ีความคลาดเคลอื่ น หรือมีคณุ ภาพที่ลดลง
3. ความขัดแย้งระหว่างเทคนิคการสุ่มกับวิธีสรุปอ้างอิงสู่ประชากร เป็นสิ่งที่เกิดจากการเลือกใช้
วิธีการสุ่มตัวอย่างที่ขัดแย้งกันในการวิจัย อาทิ ในการสุ่มตัวอย่างจะแบ่งประชากรตามคุณลักษณะของ
ประชากรออกเป็นชั้น ๆ แล้วเก็บรวบรวมข้อมูล หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลมารวมกันเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้
วิธีการสุ่มแบบธรรมดาค่าประมาณที่ได้จะมีความคลาดเคลื่อน แต่ผู้วิจัยไม่มีโอกาสได้รับทราบว่ามีความ
คลาดเคลื่อนเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด เพราะถ้าจะตรวจสอบผลจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากร
ทั้งหมดท่มี วี ิธกี ารทยี่ งุ่ ยาก เนื่องจากประชากรมขี นาดใหญ่และสิ้นเปลอื งงบประมาณมาก
4. การอ้างอิงทางสถิติจากประชากร เป็นการอ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างสู่ประชากรที่มีขอบเขต
ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติผู้วิจยั อาจเก็บข้อมลู ท้ังหมดจากประชากรที่มีขนาดเล็กแล้วใชส้ ถิติเชงิ อ้างอิงวิเคราะห์
ข้อมลู ปญั หาท่เี กิดขน้ึ ก็คอื ผลการวิเคราะห์จะอ้างอิงสู่ประชากรกลุ่มใด

161

การทดสอบคา่ ที
การทดสอบค่าที (t-test) เป็นวิธีการที่นำเสนอโดยวิลเลี่ยม สตีลเลย์ ก็อตเซท (William Steeley

Gosset) เป็นนักสถิติชาวไอริช ในปี ค.ศ.1908 ที่ได้นำเสนอการแจกแจงแบบทีของสติวเดนต์ (Student’s t -
Distribution) แต่เนื่องจากบริษัทต้นสังกัดได้มีข้อกำหนดไม่ให้เขียนบทความลงเผยแพร่ในวารสารหรือตำรา
ดังนั้นจึงต้องใช้นามแฝง “สติวเดนต์ (Student)” แทนชื่อจริงในการนำเสนอและเผยแพร่ในวารสาร
Biometrica ชื่อบทความ The Probable Error of Mean ที่ได้กล่าวถึงการดำเนินการเพื่อหาข้อสรุปของ
ค่าเฉลี่ยของประชากรจากกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นการแจกแจงแบบที (t-distribution) จึงได้ชื่อว่า
“การแจกแจงแบบทีของสตวิ เดนต์” (Sandy,1990: 277)

1. ความหมายของการทดสอบคา่ ที
การทดสอบค่าทีเป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากรที่มีการแจกแจงแบบ

ปกติ และมขี นาดเล็ก (n<30 โดยที่วิส (Wiess,1995 :537) ไดน้ ำเสนอว่า ขนาดของกล่มุ ตัวอยา่ งจะเท่าใดก็ได้
เพียงแต่มีการแจกแจงแบบปกติหรอื ใกล้เคียงกใ็ ช้ได้)โดยที่ไม่ทราบความแปรปรวนของประชากร ( 2) ดังน้ัน
ในการทดสอบคา่ ทจี งึ ใช้ค่าความแปรปรวนของกล่มุ ตวั อย่างแทน (S2) (ถา้ n มขี นาดใหญ่แลว้ การแจกแจงของ
คา่ ทใี กล้เคียงกับค่าซดี ังนน้ั ในบางครัง้ อาจใช้คา่ ทีแทนค่าซไี ด้ในกรณีท่ี n>30)

2. ข้อตกลงเบอื้ งต้นในการทดสอบค่าที
ในการทดสอบค่าทีมขี อ้ ตกลงเบื้องต้นของข้อมลู ที่จะต้องตรวจสอบ ดงั น้ี
2.1 กลุ่มตวั อยา่ งไดร้ บั การสมุ่ มาจากประชากรท่มี กี ารแจกแจงแบบปกติ (Normal Distribution)
2.2. ไม่ทราบความแปรปรวนของประชากร

162

3. ประเภทและวิธีการวเิ คราะห์การทดสอบคา่ ที
ประเภทของการทดสอบคา่ ทีจำแนกได้ ดังแสดงในภาพท่ี 1.9

ภาพท่ี 1.9 ประเภทของการทดสอบคา่ ที

163
3.1 การทดสอบคา่ ทแี บบกลุ่มเดียว

3.1.1 ความหมายของการทดสอบค่าทีแบบกลุม่ เดยี ว
การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มเดียว (One Sample t-test) เป็นการทดสอบโดยนำค่าเฉลี่ยของ
กลุ่มตวั อย่างเพียงกลุ่มเดยี วเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์ที่คาดหวงั ทก่ี ำหนดขนึ้ หรือเกณฑ์มาตรฐานดังแสดงในภาพที่
1.10

ภาพท่ี 1.10 การทดสอบค่าทีแบบกล่มุ เดียว
3.1.2 ขนั้ ตอนการทดสอบคา่ ทแี บบกลมุ่ เดยี ว มีดงั น้ี

3.1.2.1 กำหนดสมมตุ ฐิ าน
H0 : µ1 = µ2
H1 : µ ≠ µ0, หรอื H1 : µ  µ0 หรอื H1 : µ  µ0

3.1.2.2 กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ()
3.1.2.3 คำนวณค่าทีแบบกลุ่มเดียวจากสตู รคำนวณ (พิศิษฐ ตัณฑวณิช,2543 : 152 ;
Milton and Arnold,1990 : 239)

164

เมือ่ t เป็นค่าทจี ากการคำนวณ
̅ เปน็ ค่าของข้อมลู แต่ละตัว
μ0 เป็นเกณฑ์ท่ีคาดหวงั /มาตรฐาน
S เป็นส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
n เปน็ ขนาดของกลุ่มตัวอยา่ ง

3.1.2.4 เปิดตารางการแจกแจงค่าทีที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่กำหนดและองศาแหง่
ความเปน็ อิสระ (df) = n – 1

3.1.2.5 การสรุปผลโดยการเปรียบเทยี บค่าทจี ากการคำนวณและค่าทีจากตาราง ถ้า t
คำนวณ t..05,n-1 แสดงวา่ การทดสอบสมมตุ ฐิ านจะปฏเิ สธสมมุตฐิ านหลกั (H0) อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ก่ี ำหนด
หมายถึง คา่ เฉลย่ี เลขคณิตจากกลมุ่ ตวั อยา่ งไมเ่ ทา่ กับค่าเฉลี่ยเลขคณติ ของประชากรหรือเกณฑท์ ่ีกำหนด

3.2 การทดสอบค่าทีแบบสองกลมุ่
3.2.1 ความหมายของการทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่ม
การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่ม (Two Sample t-test ) เป็นการนำค่าเฉลี่ยของข้อมูล 2 ชุด

จากกลมุ่ ตัวอยา่ ง 2 กลมุ่ มาเปรยี บเทยี บกัน โดยทีก่ ลมุ่ ตัวอยา่ งมีขนาดนอ้ ยกวา่ 30 หนว่ ย
3.2.2 ประเภทของการทดสอบคา่ ทแี บบสองกลุ่ม
การทดสอบคา่ ทีแบบสองกลมุ่ จำแนกได้ดงั น้ี (พศิ ษิ ฐ ตัณฑวณิช,2543: 166-181)
3.2.2.1 การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Independent

Group) เป็นการทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากประชากร 2 กลุ่ม ที่เป็นอิสระจากกัน/ไม่เกี่ยวข้อง
กนั อาทิ ผใู้ ห้ข้อมูล กล่มุ ท่ี 1 เพศชาย และกล่มุ ที่ 2 เพศหญงิ เปน็ ต้น ดงั แสดงในภาพท่ี 1.11

ภาพที่ 1.11 การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มอสิ ระ

165

3.2.2.2 การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มท่ีไมเ่ ปน็ อิสระจากกนั (t-test for Dependent
Group or t-test Match Paired) เป็นการทดสอบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากประชากร 2 กลุ่ม ที่ไม่
เป็นอสิ ระจากกัน อาทิ ผู้ใหข้ ้อมูลเปน็ กลุ่มเดยี วกันแต่ให้ข้อมูล 2 ครัง้ หรอื วัดซ้ำที่แสดงไดด้ ังภาพท่ี 1.12

ภาพที่ 1.12 การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มอิสระ

3.2.3 การทดสอบคา่ ทีแบบสองกลุม่ ที่เป็นอสิ ระจากกนั
การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มทเ่ี ปน็ อิสระจากกนั จำแนกออกเป็น 2 ลกั ษณะ ดังนี้

3.2.3.1 การทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน กรณีประชากรที่มีความ
แปรปรวนเท่ากนั ( 12 = 22 : โดยใชก้ ารทดสอบเอฟ)หรือมีจำนวนกลุ่มตวั อยา่ งเท่ากนั (n1 = n2)

3.2.3.2 การทดสอบคา่ ทีแบบสองกล่มุ ท่เี ป็นอสิ ระจากกัน กรณปี ระชากรทมี่ ี
ความแปรปรวนไม่เท่ากัน ( 12 ≠ 22 )

การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน
1. แนวความคิดของการวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว

ในปี ค.ศ.1912-1962 เซอร์ โรนัล เอ พิชเชอร์(Sir Ronald A.Fisher) และคณะได้นำทฤษฏีของก็อต
เซทในการทดสอบค่าทีมาศึกษาต่อเพ่ือใช้กับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กและประยุกตใ์ ช้กับการวางแผนการทดลอง
จนกระทั่งได้ค้นพบการแจกแจงแบบเอฟ (F-distribution) แล้วได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเป็น
การวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) (สชุ าดา บวรกิตวิ งศ์,2548 : 175) โดยมีแนวคิดพืน้ ฐาน
วา่ การเปรียบเทียบความแตกตา่ งระหว่างค่าเฉลีย่ ของกลมุ่ ตัวอยา่ ง 2 กลุ่มทม่ี ีตัวแปรตามอยูใ่ นระดับอันตรภาค
หรืออัตราส่วน จะใช้การทดสอบซี (Z-test) และการทดสอบที (t-test) ในการทดสอบสมมุติฐาน แต่ถ้ามี
จำนวนกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นเป็นตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป จะใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนโดยในกรณีที่มีตัวแปร
อิสระเพียง 1 ตัว เป็นตัวแปรเชิงกลุ่มที่จำแนกระดับได้ตั้งแต่ 3 ระดับขึ้นไปและมีตัวแปรตาม 1 ตัวที่อยู่ใน
ระดับอันตรภาคหรืออัตราส่วนจะใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way Analysis of
Variance : One-Way ANOVA) หรือ การทดสอบเอฟ(F-test) ดังแสดงแนวคิดการวิเคราะห์ความแปรปรวน
แบบทางเดยี วในภาพที่ 1.13

166

ภาพท่ี 1.13 แนวคิดการวเิ คราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว

2. เหตุผลทจ่ี ำเปน็ ต้องมีการวิเคราะห์ความแปรปรวน
ในการวจิ ัยใด ๆ ผวู้ จิ ัยมเี หตผุ ลในการเลอื กใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแทนการทดสอบทีดงั น้ี
2.1 ในการทดสอบค่าที (t-test) จะใช้เวลา/จำนวนครั้งในการทดสอบมากกว่าการวิเคราะห์ความ

แปรปรวนที่จะทำให้ทราบว่าผลการทดสอบค่าเฉลี่ยแตกต่างกันหรือไม่ อาทิ ในการทดสอบสมมุติฐานว่า
ค่าเฉลี่ยโดยใช้การทดสอบค่าทีของข้อมูล 10 กลุ่มว่าแตกต่างกนั หรือไม่ จะต้องดำเนินการจำนวน nCr = 10C2
= 45 ครง้ั แตถ่ ้าใช้การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนจะทดสอบสมมุตฐิ านเพียงคร้ังเดยี ว
เทา่ น้นั

2.2 ในการทดสอบสมมุติฐานแต่ละครั้งจะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นถ้าจำนวนครั้งใน
การทดสอบสมมุติฐานมากขึ้นก็จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการทดสอบมากขึ้นด้วยและเมื่อรวม
ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นทั้งหมดในการทดสอบจะมีค่ามากกว่าระดับความคลาดเคลื่อนที่ก ำหนดไว้(Glass
and Hopkin,1984 :325 ) ดังสูตรคำนวณความคลาดเคลือ่ นประเภทที่ 1

P = 1 - (1- )k

เม่อื P เปน็ ค่าความคลาดเคล่ือนประเภทท่ี 1 ที่เกิดข้ึนในการทดสอบท้ังหมด
เปน็ ระดับความคลาดเคล่ือนประเภทที่ 1 ที่เกดิ ขึน้ ในแต่ละครง้ั
k เป็นจำนวนคร้งั ในการทดสอบสมมตุ ิฐาน

ในการทดสอบความแตกต่างระหว่างประชากร 3 กลุ่ม เมื่อกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติในการ
ทดสอบในแต่ละคร้ัง ( ) =.05 (กลุ่ม1กบั กลุ่ม 2, กล่มุ 1 กบั กลุม่ 3 และกลุ่ม 2 กับ กลมุ่ 3) ดังน้ันจะมีความ
คลาดเคลื่อนสะสมที่เกิดขึ้นทั้งหมด เท่ากับ P =1-(1- )k = P =1-(1-.05)3 = 0.143 เมื่อเปรียบเทียบกับ
ระดับนัยสำคญั ที่กำหนด (.05) พบว่าจะมคี วามคลาดเคลื่อนสะสมทีเ่ กดิ ขนึ้ ท้งั หมดเพิ่มข้ึนเป็นประมาณ 3 เท่า

3. หลักการของการวเิ คราะห์ความแปรปรวน
การวิเคราะห์ความแปรปรวน เป็นการจำแนกความแปรปรวนของข้อมูลออกเป็นความแปรปรวน

ยอ่ ย ๆ เพือ่ ทจี่ ะสามารถระบุไดว้ ่าความแปรปรวนท้ังหมดท่เี กดิ ขน้ึ นน้ั เกดิ จากตวั แปรอิสระทจ่ี ำแนกเป็นกลุ่ม/
ระดับ หรือจากความคลาดเคลื่อนสุ่ม (Random Error) หรือระบุว่า ความผันแปรรวม (Sum of Squares
Total : SST) จำแนกเป็นความผันแปรระหว่างกลุ่ม (Sum of Squares Between Groups : Sb) และความ
ผนั แปรภายในกลุ่ม (Sum of Squares Within groups : SSw) ดังแสดงในสมการ

SST = SSb + SSw

167

4. ข้อตกลงเบื้องต้นของการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวน
ในการวิเคราะห์ความแปรปรวนมีเงื่อนไขในการพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ผลการวิเคราะห์

ขอ้ มูลมีประสทิ ธิภาพในการน าไปใชอ้ ้างอิงสู่ประชากร มีดงั น้ี (Ferguson and Takane,1989 : 261-264)
4.1 ข้อมูลที่ใช้จะต้องเป็นข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มที่ไม่มีอคติมีการแจกแจงแบบ

ปรกติ (Normality) และขอ้ มลู อยใู่ นระดบั อันตรภาคหรอื อตั ราสว่ น
4.2 กลุ่มตัวอย่างแต่ละหน่วยมีความเป็นอิสระจากกัน (Independence) ทำให้ตัวแปรอิสระ

สามารถสง่ ผลตอ่ ตวั แปรตามได้อย่างเตม็ ท่ี
4.3 ความแปรปรวนของประชากรที่นำมาทดสอบจะต้องเท่ากัน (Variance Homogeneity) ( 12

= 22 = ... = n2 ) โดยที่จะใช้การทดสอบเอฟของฮาร์ตลีย์ หรือ ครอนแครนในกรณีที่มีกลุ่มตัวอย่าง
เทา่ กัน และใชก้ ารทดสอบของบาร์เล็ตในกรณที ก่ี ล่มุ ตัวอย่างไม่เท่ากนั
5. แบบแผนของขอ้ มลู ทนี่ ำมาวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว

รปู แบบของการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว มีดังสมการ

การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ที่มีแนวคิดพื้นฐานว่าการเปรียบเทียบความแตกต่าง
ระหวา่ งคา่ เฉลยี่ ของกลุ่มตวั อย่าง ตง้ั แต่ 3 กลุม่ ข้นึ ไป จะใช้การวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนโดยในกรณีท่ีมีตัวแปร
อิสระเพียง 1 ตัว เป็นตัวแปรเชิงกลุ่มที่จำแนกระดับได้ตั้งแต่ 3 ระดับขึ้นไปและมีตัวแปรตาม 1 ตัวที่อยู่ใน
ระดบั อนั ตรภาคหรอื อัตราส่วน

168

หลักการของการวิเคราะห์ความแปรปรวน ที่เป็นการจำแนกความแปรปรวนของข้อมลู ออกเป็นความ
แปรปรวนย่อย ๆ เพ่อื ทจี่ ะสามารถระบไุ ด้วา่ ความแปรปรวนทั้งหมดที่เกดิ ขน้ึ นั้น เกิดจากตัวแปรอสิ ระทจ่ี ำแนก
เป็นกลมุ่ /ระดบั หรือจากความคลาดเคลื่อนสุ่ม หรอื ระบุว่า ความผนั แปรรวมจำแนกเป็นความผนั แปรระหว่าง
กลุ่ม และความผันแปรภายในกลุม่

การเปรยี บเทยี บพหคุ ูณภายหลังการวเิ คราะห์ความแปรปรวน เปน็ การเปรียบเทยี บคา่ เฉลย่ี ของข้อมูล
หลังจากการสรุปผลวา่ ผลการทดสอบสมมตุ ิฐานโดยท่ีการวิเคราะห์ความแปรปรวนนัน้ ปฏิเสธสมมุติฐานหลกั
(H0) ดงั นั้นจะต้องนำค่าเฉลยี่ มาเปรยี บเทยี บเป็นรายคูท่ ีจ่ ะมีการควบคุมความคลาดเคลื่อน
ของการทดสอบไม่ให้เกินค่าความคลาดเคล่ือนที่กำหนดไว้ ( ) สำหรบั การปฏเิ สธสมมุติฐานหลักที่เป็นจริงที่มี
วิธกี ารเปรยี บเทยี บพหุคณู ภายหลงั การวิเคราะห์ความแปรปรวน มีดงั นี้ 1) วธิ ีการของเชพเฟ 2) วธิ ีการผลต่าง
ท่มี นี ยั สำคญั น้อยท่ีสดุ ของพชิ เชอร์ 3) วิธีการ Turkey’s Honestly Significant Difference

การทดสอบไคสแควร์

ความหมายของการทดสอบไคสแควร์
ในการทดสอบสมมุติฐานของข้อมูลที่อยู่ในระดับนามบัญญัติ (Nominal) หรือเรียงลำดับ(Ordinal)

เพ่ือใช้สรุปอา้ งองิ ข้อมลู จากกลุ่มตัวอย่างสปู่ ระชากรมีหลากหลายวธิ ี แตใ่ นทนี่ ้ีจะนำเสนอการทดสอบแบบไคส
แควร์ (Chi-square test : 2) ที่นำเสนอโดย คาร์ล เพียร์สัน (Karl Pearson) ในปี ค.ศ.1900 ที่เป็นการ
ทดสอบนัยสำคัญในการเปรียบเทียบสัดส่วน,ความสมั พันธ์ และความแปรปรวนของประชากร 1 กลุ่ม เท่านัน้
ซึ่งการทดสอบแบบไคสแควร์เป็นการทดสอบค่าสถิตใิ นกลุ่มนอนพาราเมตริกที่เป็นสถิติทีไ่ ม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกบั
ข้อตกลงเบื้องต้นว่าข้อมูลที่นำมาทดสอบว่าจะต้องมีลักษณะอย่างไร แต่จะมีประสิทธิภาพในการสรุปอ้างอิง
ขอ้ มลู ในระดับที่ตำ่ กว่าคา่ สถติ ใิ นกลุ่มพาราเมตริก (สชุ าดา บวรกติ วิ งศ์,2548 : 169)

วิธีการทดสอบด้วยไคสแควร์ จำแนกได้ดังนี้ 1) การทดสอบนัยสำคัญความถูกต้องตามทฤษฎีหรือ
ความถีท่ ีส่ งั เกตได้เป็นไปตามความถ่ีที่คาดหวังหรือไม่ 2) การทดสอบนยั สำคญั ระหวา่ งตัวแปรหรือการทดสอบ
ความเป็นอสิ ระและ 3) การทดสอบความเปน็ เอกพันธใ์ นการแจกแจงข้อมลู

169

ตัวอยา่ ง งานวิจัย

การพัฒนาทกั ษะปฏิบัตแิ ละผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรอ่ื งการตัดตอ่ และตกแต่งภาพกราฟกิ โดยใช้
กระบวนการ GPAS 5 Steps รว่ มกบั ส่ือมัลติมีเดยี ของนกั เรียนระดับประกาศนยี บัตรวิชาชพี ช้ันปี

ที่ 2 แผนกคอมพิวเตอรธ์ รุ กจิ
The development of Practical Skills and Academic Achievement on Editing Graphics

Using the 5-Steps GPAS Process with Multimedia of the Second yearVocational
Certificate Students

ลไล ภาพนั ธ์1 และแสงเดอื น คงนาวงั 2

Lalai Papun1 and Sangdun Kongnavang2

1นักศกึ ษาปริญญาโท สาขาวชิ าหลกั สูตรและการสอน มหาวิทยาลัยภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จงั หวดั ขอนแกน่

2อาจารย์ประจำหลกั สตู รศึกษาศาสตรมหาบณั ฑติ (หลกั สตู รและการสอน) มหาวทิ ยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนอื

อเี มล: [email protected]

วนั ท่ีรบั บทความ(Received) วนั ท่ีได้รบั บทความฉบบั แก้ไข(Revised) วันทต่ี อบรบั บทความ(Accepted)

29 พฤษภาคม 2565 2 กรกฎาคม 2565 16 กันยายน 2565

บทคดั ย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของนักเรียนระดับ
เรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย (2)
เปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเร่ืองการตดั ต่อและตกแต่งภาพกราฟิกก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดย
ใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกบั ส่อื มัลติมีเดียก่อนเรียนและหลงั เรียน (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรยี นประกาศนียบัตรวชิ าชีพชันปีที่ 2 ดา้ นการตดั ต่อและตกแต่งภาพกราฟิกก่อนและหลงั การจดั การเรียนรู้
โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับประกาศนียบัตร
วชิ าชพี ชนั ปีที่ 2 แผนกคอมพวิ เตอร์ธุรกิจของวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทยเทคอสี านจังหวดั กาฬสินธ์ุ ภาคเรียนท่ี 2
ปีการศึกษา 2561 จำนวน 45 คนเครื่องมือทีใ่ ช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ 1) แผนการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้กระบวนการ
GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียเรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกจำนวน 4 แผนจำนวน 16 ชั่วโมง
2) แบบวัดทักษะปฏิบัติโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียเรื่องการตัดต่อและตกแต่ง
ภาพกราฟิก 3) แบบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น 4) แบบสอบถามความคดิ เหน็ ทางการเรียนโดยใชก้ ระบวนการ
GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียเรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเป็น
คา่ เฉล่ยี รอ้ ยละส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานและผลทดสอบที

ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบการวัดความสามารถทักษะปฏิบัติของ
นักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชันปีท่ี 2 เรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการGPAS 5
Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.82 และ 20.44 คะแนนตามลำดับโดยมีคะแนนหลัง
เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการตัดต่อและ
ตกแต่งภาพกราฟิกก่อนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 17.31 และ 22.73 ตามลำดับโดยมีคะแนน

170

หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการ
เรียนการสอนเรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการGPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย
โดยภาพวา่ ความพงึ พอใจอยูใ่ นระดับมากมคี ่าเฉลีย่ เท่ากับ 4.33

คำสำคัญ : ส่ือมัลติมีเดยี ,กระบวนการ GPAS 5 Steps

วิธีดำเนนิ เนินการวิจยั
ประชากรกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 แผนกคอมพิวเตอร์

ธุรกิจของวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทยเทคอีสาน ปีการศึกษา 2561 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาโปรแกรมกราฟิก
จำนวน 45 คน เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการวจิ ัยและวิธีตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือ

1. แผนจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ด้านการตัดต่อและ
ตกแต่งภาพกราฟิก มีจำนวนทั้งหมด 4 แผน จำนวน 16 ชั่วโมงโดยการนำแผนการจัดการเรยี นรู้ที่สร้างขึ้นไป
ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโดยใช้แบบประเมินความเหมาะสมคุณภาพ พบว่าทุกแผนการจัดการเรียนรู้ อยู่ใน
ระดับ ดีมากที่สุด (X= 3.33) ซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5
Steps ร่วมกบั สื่อมัลติมีเดีย เรอ่ื งการตดั ต่อและตกแต่งภาพกราฟกิ

2. แบบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเร่ืองการตัดต่อและตกแตง่ ภาพกราฟิกจำนวน 3 เร่อื ง คอื การเลือก
พื้นที่บนรูปภาพการปรับแต่งสีและแสงเงาการสร้างเอฟเฟกต์พิเศษให้ภาพด้วยฟิลเตอร์แบ่งออกเป็นการคิด
วิเคราะห์ในสามด้านตามแนวคิดของบลูม Bloom (1971) อ้างถึง ธิติพงษ์ หน้องมา(2557) ได้แก่ การคิด
แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20 -0.80 และค่าอำนาจจำแนกอยู่
ระหว่าง 0.20 ขึ้นไป และผ่านการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของ Kuder-
Richardson : KR-20 มีค่าเทา่ กับ 0.75

3. แบบทดสอบวัดทางทักษะปฏิบัติ เรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกแบ่งเป็นข้อสอบอัตนัย 3
ข้อ ใช้การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบหาค่าความเหมาะสมเป็นแบบประมาณค่า (Rating Scales) 5
ระดับ จำนวน 3 ข้อ 3 ด้าน คือ การเลือกพื้นที่บนรูปภาพการปรับแต่งสีและแสงเงาการสร้างเอฟเฟ็กต์พิเศษ
ให้ฟิลเตอร์ ผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญของแบบทดสอบวัดทักษะปฏิบัติ เรื่องการตัดต่อและตกแต่ง
ภาพกราฟิกมีค่าความเหมาะสม มีคา่ คะแนนเฉลย่ี เทา่ กับ 3.33

4. แบบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรยี นท่ีมีต่อการจดั การเรยี นโดยใชก้ ระบวนการ GPAS 5 Steps
ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ แบ่ง
ออกเป็น 3 ด้าน คือ 1)การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2)การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3)การวัด
ประเมินผลผลการตรวจสอบของผู้เช่ียวชาญของแบบทดสอบวัดทักษะปฏิบัติ เรื่องการตัดต่อและตกแต่ง
ภาพกราฟกิ มคี ่าความเหมาะสม มีค่าคะแนนเฉลย่ี เท่ากบั 4.33

การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การวิจัยคร้ังนี้ใช้รปู แบบการวจิ ัย One Group Pretest-Posttest Design โดยดำเนนิ การทดลองและ

เก็บรวบรวมข้อมลู ตามลำดบั ข้ันดงั น้ี
1.กลุ่มเป้าหมายคือนักเรยี นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีท่ี 2 ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทยเทค-

อสี าน ที่เรียนในวิชาโปรแกรมกราฟกิ จำนวน 45 คน

171

2. เตรียมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายแนะนำวัตถุประสงค์การจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการ
GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย ลักษณะขั้นตอนการดำเนินการกิจกรรม บทบาทของผู้เรียน เงื่อนไข
กติกาทเ่ี กยี่ วข้องกับจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน

3. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบวัดความสามารถด้านทักษะปฏิบัติ ด้านการตัดต่อและ
ตกแต่งภาพกราฟกิ

4. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านการตัดต่อและ
ตกแต่งภาพกราฟิก

5. ดำเนินการสอนโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดีย เรื่องการตัดต่อและ
ตกแต่งภาพกราฟิกเข้าไปในกิจกรรมในคาบการเรียนการสอนตามตารางเรียนปกติคาบที่ 1-4 ต่อสัปดาห์ โดย
ใชแ้ ผนการจดั การเรียนร้โู ดยใชก้ ระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสอ่ื มัลตมิ ีเดยี รวมแล้วทัง้ ส้ิน 16 คาบ

6.เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จะทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้
แบบทดสอบวัดความสามารถด้านทักษะปฏิบัติ จำนวน 3 ข้อ และทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิก จำนวน 30 ข้อ และทำแบบ
ประเมนิ ความพึงพอใจต่อการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps รว่ มกับสื่อมลั ตมิ เี ดีย

7. นำแบบทดสอบมาตรวจให้คะแนนและวเิ คราะห์ขอ้ มูล

การวิเคราะหข์ ้อมลู
1.วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความสามารถด้านทักษะปฏิบัติของนักเรียนระดับประกาศนียบัตร

วิชาชีพชั้นปีที่ 2 เรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อ
มัลตมิ ีเดยี กอ่ นเรยี นและหลงั เรียน

2. วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้
กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสอ่ื มลั ติมีเดียก่อนเรยี นและหลังเรียน

3.วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนการ
สอนเรอ่ื งการตดั ต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps รว่ มกบั ส่อื มลั ตมิ ีเดยี

สรุปผลการวิจยั
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบการวัดความสามารถทักษะปฏิบัติของนักเรียนระดับ

ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 เรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps
ร่วมกับสือ่ มัลติมีเดียก่อนเรยี นและหลงั เรียน ดงั ตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู เปรยี บเทียบการวดั ความสามารถทักษะปฏิบตั ิของนักเรยี นระดับ
ประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชัน้ ปที ่ี 2 เรื่อง การตัดตอ่ และตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการ GPAS
5 Steps ร่วมกบั สอื่ มัลตมิ เี ดียกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น

172

2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนด้านการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการ
GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลตมิ ีเดียก่อนเรยี นและหลังเรยี นตารางที่ 2

ตารางท่ี 2 การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนดา้ นการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้
กระบวนการ GPAS 5 Steps รว่ มกบั สือ่ มลั ตมิ ีเดยี กอ่ นเรยี นและหลงั เรียน

3. ผลการวเิ คราะห์ความพงึ พอใจของนักเรยี นประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ ปีท่ี 2 ทมี่ ีต่อการจดั การเรยี น
การสอนเร่ืองการตัดต่อและตกแตง่ ภาพกราฟกิ โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สื่อมัลติมเี ดยี

ตารางท่ี 3 การวิเคราะหค์ วามพึงพอใจของนกั เรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพช้นั ปีท่ี 2 ที่มีตอ่ การจดั การ
เรยี นการสอนเร่ืองการตัดต่อและตกแตง่ ภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps
รว่ มกับส่อื มลั ติมีเดีย

สรปุ ผลการวจิ ัย
1. ผลการวัดความสามารถด้านทักษะปฏบิ ัติของนกั เรียนระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชีพชั้นปีที่ 2 เรื่อง

การตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อมัลติมีเดียมีด้านการตัดต่อ
และตกแต่งภาพกราฟิก มคี ่าเฉลย่ี เท่ากับ 15.82 คะแนน และ 20.44 คะแนน ตามลำดบั และเม่ือเปรียบเทียบ
ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สำคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .01

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี
ช้ันปที ี่ 2 ทเี่ รียนรโู้ ดยกระบวนการ GPAS 5 Steps รว่ มกับสอ่ื มลั ติมีเดยี ดา้ นการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิก
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.31 คะแนน และ 22.73 คะแนน ตามล าดับและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อน
เรียนและหลังเรียนพบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดบั
.01

3. นักเรยี นมคี วามพึงพอใจกับการจดั การเรียนการสอน เรื่องการตัดต่อและตกแต่งภาพกราฟิกโดยใช้
กระบวนการ GPAS 5 Steps รว่ มกับสื่อมลั ติมเี ดียโดยภาพรวมมีคา่ เฉล่ีย ( ̅ = 4.33) อย่ใู นระดับมาก

173

บรรณานุกรม

สมชาย วรกิจเกษมสกุล.(๒๕๕๓). การวดั และประเมินผลการศกึ ษา.พมิ พ์ครัง้ ที่ ๓. อดุ รธานี : อักษรศลิ ป์
การพมิ พ์.

สมชาย วรกจิ เกษมสกุล.(๒๕๕๓). ระเบียบวิธกี ารวจิ ัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์คร้ัง
ที่ ๒.อุดรธานี : อกั ษรศิลป์การพิมพ.์

สมชาย วรกจิ เกษมสกุล.(๒๕๕๔).สถิติประยุกต์เพอ่ื การวิจัยทางพฤตกิ รรมศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์.
อดุ รธานี : อกั ษรศลิ ป์การพมิ พ.์

สมชาย วรกจิ เกษมสกุล.(๒๕๕๔).การสรา้ งแบบทดสอบวชิ าคณติ ศาสตร์. อุดรธานี : คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏอดุ รธาน.ี

อุดม จำรัสพันธ์ ชาตรี นาคะกลุ ชาติชาย ม่วงปฐม และ สมชาย วรกิจเกษมสกลุ .(๒๕๔๕) ชดุ วิชาการ
วจิ ยั เพื่อการพฒั นา. กรุงเทพฯ : ส านกั งานสภาสถาบันราชภฏั ฯ

บทที่ 11
เค้าโครงวิทยานิพนธ์

ผู้วจิ ยั นางสาวชุติมันต์ ทะสงู ทป่ี รึกษาวิทยานิพนธ์
ปริญญา ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต/ปรชั ญาดษุ ฎบี ณั ฑติ รศ.ดร.สนั ติ วิจกั ขณาลญั ฉ์

สาขาวชิ า หลกั สูตรและการสอน
ปีการศึกษา 2565

ชอ่ื เรอ่ื ง การพัฒนารปู แบบการเรียนรู้หอ้ งเรยี นกลับดา้ นโดยเนน้ ทมี เปน็ ฐาน เพอ่ื ส่งเสรมิ
ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรคข์ องนักเรยี นระดับอาชีวศกึ ษา

175

บทที่ 1 บทนำ

1. ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา

ในการจัดการศึกษานั้นมีความมุ่งหมายและหลักการเพื่อพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
อยา่ งมคี วามสุข โดยมุ่งปลูกฝังจิตสำนกึ ทีถ่ ูกต้อง สามารถพ่ึงตนเอง โดยครอบคลมุ ทง้ั ความสามารถ ทักษะและ
คุณลกั ษณะบนพนื้ ฐานของความเปน็ ไทย ให้นักเรยี นได้รบั การพัฒนาศักยภาพสูงสุดในตน มคี วามรู้และทักษะ
ที่แข็งแกร่งและเหมาะสม เป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ระดับสูงขึ้นไปและการดำรงชีวิตในอนาคต โดยจัด
กิจกรรมให้นักเรียนได้เรยี นรู้จากประสบการณ์จรงิ ทำได้ คิดเป็น ผสมผสานสาระความรู้ต่างๆ อย่างมีสัดส่วน
สมดุลกัน ทั้งนี้ต้องจัดสิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้ให้ครูและนักเรียนเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, 2542) ดังนั้น การพัฒนาการเรียนรู้ ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสรมิ ให้ผูเ้ รียนสามารถพฒั นาตามธรรมชาตแิ ละเต็มศักยภาพ จึงจำเป็นอยา่ ง
ยิ่งที่ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ มาเป็นผู้เอื้ออำนวยความสะดวก เน้นการสอนเชิงรุกให้
เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง โดยการจัดกิจกรรมและสิ่งเร้าให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ความสามารถ
ความถนัด และความสนใจ สอนให้น้อยลง แต่เรียนรู้ให้มากขึ้นผ่านการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการร่วมมือและ
แก้ไขความขดั แย้ง เพ่ือสร้างให้นกั เรียนเป็นผเู้ ชี่ยวชาญในโลกแหง่ ศตวรรษที่ 21 ฆนทั ธาตุทอง (2559)

การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ประเด็นสำคัญของครูยุคใหม่ ต้องไม่เน้นที่ “การสอน” แต่ทำ
หน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นในตัวของผู้เรียน เน้นการออกแบบกระบวนการเรียนรู้เป็นผู้ชี้แนะการ
เรียนรู้ (Coaching) ในด้านเนื้อหาสาระสำคัญที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้สำหรับศตวรรษท่ี 21 จะยึดหลัก 3Rs
ประกอบด้วย การอ่าน การเขียน และมีความรอบรู้ในด้านคณิตศาสตร์ (Reading, Writing and Arithmetic)
และหลัก 4Cs ที่มีทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ประกอบด้วย C ที่ 1 : Creativity and Innovation คิด
นอกกรอบสร้างสรรค์และต่อยอดเป็น C ที่ 2 : Critical Thinking and Problem Solving คิดอย่างมี
วิจารณญาณและแก้ปัญหาเองได้ C ที่ 3 : Communication สื่อสารได้ถูกต้องเหมาะสม C ที่ 4 :
Collaboration การทำงานร่วมกับผู้อื่น ซง่ึ เป็นปจั จยั ในการเกดิ ความต้องการพัฒนาสังคมใหม้ ีความเจริญและ
ทนั สมัย เพือ่ พัฒนาประชากรให้มีคุณภาพ

ในยุคที่สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนความก้าวหน้าทางด้าน
เทคโนโลยีสื่อสารและก่อใหเ้ กดิ ข่าวสาร ข้อมลู ความรใู้ หมๆ่ เกิดข้นึ มาอย่างมากมาย และต่อเนื่องทำให้บุคคล
ทม่ี คี วามเกี่ยวข้องกบั การเรยี นการสอน ต้องมกี ารปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรม ใหเ้ ข้ากับยคุ สมยั อยู่เสมอ ครูอาจารย์
ไม่สามารถที่ถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนได้ทั้งหมด สังคมโลกในศตวรรษที่ 21 มีความแตกต่างจากในอดีตมาก
โลกมีการพัฒนามากขึ้น เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นส่ิงจำเป็นและสำคัญมากๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้
ทักษะ ความรู้ นำมาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและนำความรู้ที่ได้มาต่อยอด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้ใน
อนาคต

การจะทำให้นักเรยี นเกิดองค์ความรู้อยา่ งแท้จรงิ น้ัน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งด้านการสอน เพชร เหมือนพันธ์ (2559) กล่าวว่า การเรียนการสอนแบบบรรยาย ที่ครูยืนพูดอยู่หน้า
ห้องคนเดยี วตลอดชว่ั โมงตลอดวนั เป็นพระเอกอยู่คนเดียวนัน้ ก่อใหเ้ กดิ การเรียนรู้ไดน้ ้อยมาก ควรลด เลิก ครู
ตอ้ งสอนให้เด็กร้จู ักแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง กจิ กรรมการเรียนการสอนผ่านโครงงานผ่านการได้ฝึกปฏิบัติ
จริงในโรงฝึกงานในสถานประกอบการ ผ่านการทำกิจกรรมชุมนุม จะสร้างให้เกิดการเผชิญกับปัญหาจริง สิ่ง
เหล่าน้ีจะทำใหเ้ ด็กได้ร่วมกนั หาวธิ ีการแก้ปัญหา การทำงานรว่ มกนั เปน็ กลมุ่ การเผชญิ ปัญหา ทำให้ต้องมีการ

176

คิดแก้ปัญหา คิดวางแผน คิดออกแบบกิจกรรมการสร้างปัญหา แก้ปัญหาขณะดำเนินการ ซึ่งเป็นขบวนการ
เรียนรู้ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง การทำให้ผู้เรียนเกิดการคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น เลือกทางเลือกที่ดีที่เหมาะสมเป็น
ความรู้ทุกวันนี้แขวนอยู่ในอากาศ แขวนอยู่ในคลื่นแม่เหล็กอยู่กับครู Google และสอดคล้องกับที่ วิจารณ์
พานิช (2555) ได้กล่าวถึงการศึกษาที่ดีสำหรับคนยุคใหม่นั้น ไม่เหมือนการศึกษาเมื่อสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว
การศึกษาที่มีคุณภาพจะต้องเปล่ียนรูปแบบการเรียนรู้ของศิษย์ไปอยา่ งสิ้นเชิง การค้นควา้ เองของศิษย์ โดยครู
ช่วยแนะนำ และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการ
เรียนรู้ของตนเองได้ ส่วน Drysdale, et al. (2013) กล่าวว่าการจะนำทักษะต่างๆ มาสอนในชั้นเรียนได้นั้น
ผู้สอนต้องอาศัย การเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) เช่นเดียวกับห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) ซ่ึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่นักเรียนสามารถเรียนแบบซึ่งหน้าและได้รับประสบการณ์การเรียน
แบบออนไลน์ไปพร้อมกนั

อุปสรรคปัญหาที่ก่อให้เกิดความหนักใจแก่ผู้สอนที่จะสร้างให้ผู้เรียนสามารถเกิดทักษะความคิด
สร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ จำนวนนักเรียนในห้องที่มีจำนวนมาก เวลาเรียนที่มีจำกัด การเลือกกล
ยุทธ์ที่ใช้ในห้องเรียนของการสอนนั้น จำเป็นที่จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และ
วัฒนธรรม รวมถึงตอ้ งคำนึงถงึ ปัจจยั ต่างๆ ทงั้ ตวั ผเู้ รียนเองว่าพร้อมหรือไม่ และเหมาะหรือไม่ รวมทงั้ ตัวผู้สอน
เองที่จะต้องมีความรู้ความสามารถในกลยุทธ์นั้นๆ ด้วย กลยุทธ์ที่สามารถใช้ในการเรียนการสอนในศตวรรษท่ี
21 มอี ยูม่ ากมาย เช่น โครงงานเปน็ ฐาน (Project-based Learning) เรือ่ งเป็นฐาน (Story-based Learning)
ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based learning) แต่ยังมีกลยุทธ์ที่สำคัญและมีประสิทธิภาพอีกสองกลยุทธ์นั่นก็
คือ ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) และการเรียนโดยเน้นทีมเป็นฐาน (Team-based Learning)
ทั้งสองกลยุทธ์นี้เป็นแนวทางการจดั การเรียนการสอนแบบใหม่ โดย Flipped Classroom คือการให้นักเรียน
“เรยี นทีบ่ ้าน ทำการบ้านทโ่ี รงเรียน” ส่วน Team-based Learning นนั้ เน้นใหน้ ักเรียนเรียนแบบร่วมมือ คือ
ช่วยกันคิดแก้ปัญหา และทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ในระบบทีม โดยแนวคิดหลักของ Flipped Classroom
ซึ่งได้ถูกคิดค้นโดย Bergham & Sams คือ เรียนที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน เป็นการนำสิ่งที่เดิมท่ีเคยทำใน
ชั้นเรียนไปทำที่บ้าน และนำสิ่งที่เคยถูกมอบหมายให้ทำที่บ้านมาทำในชั้นเรียนแทน โดยยึดหลักที่ว่าเวลาท่ี
นักเรียนต้องการพบครูจริงๆ คือ เวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือ เขาไม่ได้ต้องการให้ครูอยู่ในชั้นเรียนเพื่อ
สอนเนื้อหาต่างๆ เพราะเขาสามารถศึกษาเนื้อหาน้ันๆ ด้วยตนเอง Bergham and Sams. (2012) ครูบันทึก
วีดิทัศน์การสอนให้เด็กไปดูเป็นการบ้าน แล้วครูใช้ชั้นเรียนสำหรับชี้แนะนักเรียนให้เข้าใจแก่นความรู้ ใน
ห้องเรียนกลับด้าน ครูจะแจกสื่อให้เด็กไปศึกษาล่วงหน้าที่บ้าน เมื่อมาเข้าชั้นเรียนในวันรุ่งขึ้น นักเรียนจะ
ซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ จากนั้นก็ลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม โดยมีครูคอยให้
คำแนะนำตอบข้อสงสัย ห้องเรียนกลับด้านเป็นการเข้าใกล้การจัดการเรียนการสอนแบบ “เด็กเป็นศูนย์กลาง
(Childcenter education) มากขึ้น ที่สำคัญช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบ้านได้ด้วย และเป็นการเรียนรู้แบบ
ผสมผสาน เป็นรปู แบบการเรียนท่ีมีการนำเทคโนโลยีมาชว่ ยพัฒนาการสอนในช้ันเรียนอย่างเต็มท่ีครูจะมีเวลา
ใกล้ชิดกบั นักเรียนมากขน้ึ แทนทีจ่ ะใชเ้ วลาในการสอนหนงั สือเพียงอยา่ งเดยี ว

นอกจากนี้ ปิยะวดี พงษ์สวัสดิ์ และณมน จีรังสุวรรณ (2558) กล่าวว่า ครูจัดการเรียนผ่านส่ือ
เทคโนโลยีไอซีที (Information and Communication Technology) ที่มีหลากหลายประเภทในปัจจุบัน
และเป็นลักษณะการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้นอกชั้นเรยี นอย่างอิสระท้ังด้านความคิดและวธิ ปี ฏิบัติ สามารถให้
เด็กไปดูนอกชั้นเรียนแทนในห้องเรยี นแบบเก่า ครูจะให้นักเรียนกลับไปอา่ นตำราเองที่บ้านแล้วค่อยนำเนื้อหา
ต่างๆ ที่อ่านมาอภิปรายกันในวันถัดไป จากนั้นนักเรียนจะได้รับการบา้ นท่ีใช้วัดความเข้าใจต่อหัวข้อการเรียน
น้นั ๆ แตใ่ นการเรียนการสอนแบบ ห้องเรยี นกลับด้าน นกั เรียนจะเรียนร้หู ัวข้อต่างๆ ดว้ ยตนเองกอ่ น โดยใช้วีดิ

177

ทัศน์การสอนที่ครูเป็นผูท้ ำกลับไปศึกษาเองที่บ้าน จากนั้นในชั้นเรียนนักเรียนจะพยายามนำความรู้ที่ได้รบั มา
ประยกุ ตใ์ นการทำงานและแก้ปญั หาต่างๆ ในชัน้ เรยี น

สว่ นแนวคิดการเรยี นการสอนโดยเน้นทีมเป็นฐาน (Team-based Learning) นัน้ คือ ได้รับการคิดค้น
และพัฒนา โดยนักการศึกษาชาวอเมริกา Larry K. Michaelsen จาก University of Oklahoma และได้
เผยแพร่รูปแบบการเรียนรู้นี้อย่างแพร่หลายในระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสาขาแพทย์ศาสตร์
เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นการร่วมมือกันในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยๆ
ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้สอนทำหน้าที่ เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) หรือผู้ให้คำแนะนำ
(guide) โดยมีการกำหนดเป้าหมายอย่างชดั เจน สมาชิกภายในกลุ่มมีหน้าที่รับผิดชอบและมีปฏสิ มั พันธ์ที่ดใี น
การทำงาน ช่วยในการพัฒนาทักษะการรู้คิดของนักเรียนในห้องเรียนขนาดใหญ่ให้มีระดับสูงขึ้น มีการ
ช่วยเหลือทางสังคมสำหรับนักเรียนที่มีความเสี่ยง สนับสนุนพัฒนาการระหว่างบุคคลและทักษะของกลุ่ม
รวมทั้งส่งเสริมความกระตือรือร้นของผู้สอน บุญศรี วงศ์พิพัฒนกุล (2551) กล่าวว่าการได้รับความรู้จากการ
ทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะช่วยให้เกิดความเข้าใจเชิงลึก (Deep Learning) และเมื่อมีการทำ
กิจกรรมกลุ่ม ผเู้ รียนไดร้ บั ความรู้เพมิ่ เติม จากเพื่อนในกลุ่มที่มีความรแู้ ละเสนอคำตอบสำหรับสมาชิกท่ีไม่เคย
ทราบข้อมูล หรือความรู้บางด้านมาก่อนก็จะได้รับทราบจากการที่เพื่อนสมาชิกในกลุ่มได้เสนอมาเนื่องจากได้
ทำการค้นคว้าก่อนเข้าชั้นเรียนตามการมอบหมายของผู้สอน ทำให้เพื่อนที่ไม่ได้ค้นคว้าล่วงหน้าได้รับทราบ
ความรู้นั้นเพิ่มขึ้น และเป็นส่วนที่กระตุ้นให้เปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการแสวงหาความรู้ในครั้งต่อๆ ไป เพื่อจะ
ได้มาเสนอความคิดเห็นต่อกลุ่มด้วยความมั่นใจ นอกจากนั้นเรียนรู้ดังกล่าวยังทำให้ตนเองเป็นผู้มีเหตุผล มี
ความสามัคคี เหน็ ความสำคญั ของการทำงานเป็นทีม ทำงานอยา่ งเป็นระบบ รู้จักให้ความชว่ ยเหลือกันและกัน
และมคี วามรับผิดชอบในการทำงาน

ผวู้ จิ ยั จึงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะความคิดสรา้ งสรรค์โดยห้องเรียนกลับด้านจะช่วยให้
นกั เรียน ทำความเข้าใจบทเรยี นดว้ ยตวั เองจากบ้าน นกั เรยี นสามารถใช้เวลาเท่าไรก็ไดเ้ พือ่ ทำความเข้าใจ และ
ค้นคว้าด้วยตวั เองไดอ้ ยา่ งอสิ ระจากสื่อประเภทตา่ งๆ อีกส่วนสำคัญคือการผสมผสานการเรียนแบบเน้นทีมเป็น
ฐานเพอื่ ช่วยให้นักเรียนไม่รสู้ ึกถึงความห่างเหินจากเพ่ือนและครูผู้สอน ยังช่วยพัฒนาการเรียนด้วยการช่วยกัน
สอน (Teach Others) พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม (Teamwork) เพราะการเรียนแบบเน้นทีมเป็นฐาน
นกั เรียนต้องชว่ ยกันเรียน ผู้วจิ ยั จึงเห็นวา่ ชว่ ยเสรมิ สร้างทงั้ ความสามารถดา้ นความคิดสร้างสรรค์ได้

2. คำถามการวิจัย

2.1 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านโดยเน้นทีมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริม
ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพควรมี
รปู แบบอยา่ งไร

3. วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ยั

การวจิ ยั ในครงั้ น้มี ีวัตถปุ ระสงค์ คือ
3.1 เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านโดยเน้นทีมเป็นฐานส่งเสริมความสามารถด้าน

ความคดิ สร้างสรรคข์ องนกั ศกึ ษาระดบั อาชีวศกึ ษา
3.2 เพื่อศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านโดย

เนน้ ทมี เป็นฐาน
4. สมมติฐานของการวจิ ัย

178

5. ขอบเขตการวจิ ยั
5.1 กลุ่มเปา้ หมายการวิจัย
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
5.1.1 ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเกี่ยวกับรูปแบบการสอนห้องเรียนกลับด้านโดยเน้นทีมเป็นฐานเพ่ือ

ส่งเสรมิ ความสามารถด้านความคิดสรา้ งสรรคน์ กั ศกึ ษาระดับอาชวี ศึกษา จำนวน 5 คน
5.1.2 นกั ศึกษาสาขาคอมพิวเตอรก์ ราฟิกระดบั ชน้ั ประกาศนียบตั รวชิ าชพี (ปวช.) ปที ่ี 2 วทิ ยาลัย

เทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1 ห้อง ในรายวิชาที่คัดเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Selection) ) โดยพิจารณาคัดเลือกลักษณะรายวิชาที่เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการเรียนการ
สอนแบบห้องเรียนกลับด้านที่สามารถบูรณาการเทคนิคกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกและทักษะปฏิบัติรวมไปถึง
ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปในรายวิชา และนักศึกษาสามารถแสดงถึงพัฒนาการทางการเรียนรู้
ผ่านกิจกรรมเชิงรุกออกมาอย่างเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน กำหนดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านตามรูปแบบที่
พัฒนาขน้ึ จำนวนประชากรทง้ั ส้ิน 55 คน

5.2 ตัวแปรทศ่ี ึกษา
5.2.1 ตัวแปรต้น (Independent Variable) รูปแบบการเรียนรู้หอ้ งเรยี นกลบั ดา้ นโดยเน้นทีม

เปน็ ฐาน

5.2.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable)
1) ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์

5.3 เนื้อหาสาระ
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านโดยเน้นทีมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถด้าน

ความคดิ สร้างสรรค์นกั ศึกษาระดับอาชวี ศึกษา เนอื้ หาและสาระความรู้ทใ่ี ช้ในคร้งั นี้คัดเลือกเนอ้ื หาจากรายวิชา
การออกแบบกราฟิกป้ายโฆษณา ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชา
ศิลปกรรม สาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก (ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีท่ี 1) หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง กล
ยทุ ธ์การสรา้ งสรรค์โฆษณา โดยมีหัวขอ้ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. กลยทุ ธก์ ารสร้างสรรค์โฆษณา
2. การหาแนวความคดิ สรา้ งสรรค์
3. องคป์ ระกอบของการโฆษณา

5.4 ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการวจิ ัย คอื
ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาดำเนนิ การ 18 เดือน (ต้งั แต่เดือน พฤศจิกายน 2565 ถงึ เมษายน 2567)

179

6. นิยามศัพทเ์ ฉพาะ

รปู แบบการเรยี นรู้หอ้ งเรยี นกลบั ดา้ นโดยเนน้ ทีมเปน็ ฐาน หมายถงึ แบบแผนทีใ่ ชเ้ ป็นแนวทางในการ
จัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานทั้งในรูปแบบการเรียนออนไลน์การใช้เทคโนโลยีเพื่อการท ำกิจกรรมใน
ห้องเรียนและนอกห้องเรียน ตามวิธีการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนเรียนจากการศึกษาวีดิทัศน์ที่บ้าน
แลว้ กลบั มาท่ีวทิ ยาลยั เพื่อขยายความคิดและทำแบบฝกึ หัดโดยมวี ธิ ีดำเนนิ การหอ้ งเรยี นกลบั ดา้ น ดงั น้ี

(1) การสร้างวีดทิ ัศน์ จากโปรแกรม ซอฟทแ์ วรเ์ รยี กว่า screen casting software โดยมีองคป์ ระกอบ
ได้แก่ คอมพวิ เตอร์กลอ้ งวดิ โี อ (เว็บแคม) และไมโครโฟน

(2) มีการวางแผนในการถา่ ยทำ การตกแต่งแกไ้ ข แล้วจึงนำวีดทิ ัศน์ออกเผยแพร่ให้นกั ศึกษาได้เข้า ไป
ศกึ ษา

(3) นำวดี ิทัศน์ขึน้ บนเว็บ YouTube หรอื อาจตอ้ ง burn DVD แจกนกั ศึกษาทบี่ า้ นไม่มีอนิ เทอรเ์ นต็
(4) วีดิทัศน์ที่ดีควรมีความยาวเพียง 10-15 นาที ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและความยากง่ายของเนื้อหาส่ือ
สังคมเครือข่ายออนไลน์ หมายถึง ส่อื ทใ่ี ชพ้ ูดคุยแลกเปล่ยี นและเรยี นรูผ้ า่ นระบบเครือขา่ ย ซึง่ ในการวิจัยคร้ังน้ี
ประกอบดว้ ย 1. Facebook Group 2. You tube VDO และ 3. Line
ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การจินตนาการหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ซึ่งมิได้
เริ่มต้นจากสูญญากาศ แต่เป็นการสร้างสรรค์ความคิดใหม่จากการผสมผสาน (combining หรือ
synthesizing) เปลี่ยนแปลง (changing) หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ (reapplying) ความคิดสร้างสรรค์บาง
เรื่องอาจน่าทึ่งและยอดเยี่ยมมาก บางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องพื้นๆ ธรรมดาที่คนส่วนใหญ่มองข้ามความจริงทุก
คนมีความคิดสร้างสรรค์พอตัวทีเดียว ดูได้ตั้งแต่วัยเด็ก แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์มักจะถูก
ครอบงำด้วยกระบวนการศึกษา แต่สามารถจะปลุกให้ตื่นได้ เพียงแต่ว่าต้องมีความตั้งใจท่ีจะรือ้ ฟื้นขึ้นมาใหม่
และให้เวลา ปรากฏการณ์ที่บุคคลสร้างสรรค์ “สิ่งใหม่” อาทิ ผลผลิต การแก้ปัญหา นวัตกรรมหรืองานศิลปะ
ฯลฯ ซึ่งมีคุณค่า การจะตีความเกี่ยวกับ “ความใหม่” ขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์หรือสังคมหรอื แวดวงที่ส่ิงใหม่นน้ั
เกดิ ขน้ึ การประเมินคณุ ค่ากใ็ นทำนองเดยี วกนั คุณสมบตั ทิ มี่ ักใชใ้ นการตีความ “ความใหม่” ประกอบด้วย
1. สิ่งประดิษฐ์ท่ีไม่เคยปรากฏมากอ่ น
2. ส่งิ ประดษิ ฐ์ทอ่ี าจปรากฏอยูท่ ่ีอื่น แต่มีผสู้ รา้ งสรรค์ขนึ้ ใหมโ่ ดยอสิ ระ
3. การคดิ วิธดี ำเนินการใหม่
4. ปรบั กระบวนการผลผลิตเขา้ สู่ตลาดที่แตกต่างออกไป
5. คิดวิธีการใหมใ่ นการแกไ้ ขปัญหา
6. เปล่ยี นแนวคิดท่แี ตกตา่ งจากผ้อู นื่
ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) เป็นแนวทางจัดการเรียนรู้ แบบใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นจาก
ประสบการณ์การสอนในชั้นเรียนของ Jonathan Bergmann และ Aaron Sams โดยแนวคิดของห้องเรียน
กลับด้านเริ่มจากที่มีนักเรียนบางส่วนในห้องเรียนถูกดึงไปทำกิจกรรมอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถเข้าห้องเรียนได้
ครบถ้วน เช่น นักเรียนที่เป็นนักกีฬา นักเรียนท่ีต้องทำงานนอกเวลาหรือกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้เวลา ในการ
เดินทางหรือแม้กระทั่งเนือ้ หาวิชาที่ใช้เวลาในการทำความเข้าใจมากๆ ดังนั้น การจัดการเรยี นรูห้ อ้ งเรยี นกลบั
ด้าน นักเรียนสามารถศึกษาเนื้อหาต่างๆ ผ่านระบบ E-learning ที่ผู้สอนได้เตรียมไว้ และสามารถเรียน
ล่วงหน้าไว้ได้ดว้ ย ส่วนการเรยี นในห้องเรยี นนั้น จะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันแทน ไม่ว่าจะทำงานกลุ่ม ตอบ
คำถาม อภิปราย หรือเล่นเกม ตามแต่ผู้สอนกำหนด ซึ่งมีข้อดีคือมกี ารเรียนรูท้ ี่หลากหลายเข้าถึงงา่ ย สามารถ
เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้จากทุกมุมโลก แต่การท่ีจะนำแนวทางการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านต้อง

180

พิจารณาเครื่องมือที่ใช้เพิ่มเติมที่จำเป็นอย่างเช่นต้องมีสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ และ
อนิ เทอร์เนต็ เพือ่ เข้าถึงเนื้อหาการเรยี นรู้ไดท้ ันทผี ่านเว็บไซต์

การเรียนโดยเน้นทีมเป็นฐาน (Team-based Learning) เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนท่ี
คิดค้นโดย Larry K. Michaelsen ซึ่งสามารถพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และความสามารถใน
การเรียนรู้ด้วยตนเอง และความสามารถในการตัดสินใจ รวมทั้งความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นแก่
นักเรียนได้ ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการร่วมมือกันในการเรียนรู้อย่าง สร้างสรรค์การทำงาน
รว่ มกันเปน็ ทมี เล็กตามความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยมีการกำหนดเป้าหมาย อยา่ งชดั เจน สมาชิกภายในทีม
มีหน้าที่รับผิดชอบและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานช่วยในการพัฒนา ทักษะการรู้คิดของผู้เรียนให้มี
ระดบั สูงขนึ้ เหมาะแก่การช่วยเหลอื ทางสังคมสำหรับผเู้ รียนท่ีมีความเสี่ยง

การสอนที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์สำหรับนักศึกษาระดับอาชวี ศึกษา ท่พี ฒั นามาจากรปู แบบการสอนแบบส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
ของสมจิต สวธนไพบลู ย์ (2527 ) ได้กล่าวถงึ วธิ กี ารจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพือ่ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ทางวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้ 1) จัดสถานการณ์ยั่วยุ 2) การจัดกิจกรรมแบบระดมพลังสมอง (Brainstorming)
3) จัดกิจกรรมแบบให้ปฏิบัติจริง 4) จัดกิจกรรมแบบให้ประสบความสำเร็จ 5) การจัดกิจกรรมแบบให้ฝึกเปน็
รายบคุ คล ในการจัดกิจกรรมให้นักเรียนมสี ่วนรว่ มได้โดยจัดกิจกรรมสง่ เสรมิ ความคดิ สร้างสรรคไ์ ด้หลากหลาย
รูปแบบเพอื่ เปน็ การพัฒนาความคดิ สร้างสรรค์ให้เกิดขนึ้ ในตวั ผู้เรยี นตาม ศกั ยภาพรายบุคคล

7. ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รบั
7.1 แนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านโดยเน้นทีมเป็นฐาน เพื่อ

ส่งเสริมความสามารถด้านความคิดสร้างสรรคน์ ักศึกษาระดบั อาชีวศึกษาในรายวิชาอน่ื ๆ
7.2 นักศึกษาระดับอาชีวศึกษามีทักษะความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นและสามารถอยู่ใน

สงั คมแหง่ เทคโนโลยีการเรยี นรไู้ ด้อยา่ งมีความสขุ

181

8. กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนโดยเน้นทีมเป็นฐานใน

ห้องเรยี นกลบั ดา้ น สามารถสรปุ แนวคดิ เพอ่ื เป็นแนวทางในการวจิ ยั ซึ่งแสดงกรอบแนวคดิ ดงั ภาพท่ี 1.1

ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดงานวจิ ยั

Flipped Classroom - ความสามารถดา้ นความคิด
And สร้างสรรค์
- ความสามารถดา้ นความคิด
Team-based Learning สรา้ งสรรค์
- ผลการเรยี นร้ดู ้านความคิด
สรา้ งสรรค์ด้วยหอ้ งเรยี นกลบั ดา้ น

182

บทท่ี 2 วรรณกรรมและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ียวข้อง

การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านโดยเน้นทีมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริม
ความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารและ
งานวจิ ยั ทีเ่ ก่ียวขอ้ ง ดังตอ่ ไปนี้
2.1 ห้องเรียนกลับดา้ น (Flipped Classroom)

2.1.1 ความเปน็ มาและแนวคดิ ทฤษฎขี อง Flipped Classroom ห้องเรียนกลบั ด้าน
2.1.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Flipped Classroom ห้องเรียนกลับด้านและขั้นตอนการดำเนินการ
เรียนการสอน
2.1.3 ประโยชนข์ องการเรยี นการสอนแบบ Flipped Classroom ห้องเรียนกลบั ด้าน
2.1.4 การเปรียบเทียบการเรียนการสอน Flipped Classroom ห้องเรียนกลับด้าน และห้องเรียน
แบบดัง้ เดิม
2.2 การเรียนการสอนโดยเนน้ ทีมเป็นฐาน (Team-based Learning)
2.2.1 ความเปน็ มาและแนวคิดทฤษฎีของ Team-based Learning การเรียนการสอนโดยเน้นทีมเป็น
ฐาน
2.2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Team-based Learning การเรียนการสอนโดยเน้นทีมเป็นฐานและ
ขน้ั ตอนการดำเนินการเรียนการสอน
2.2.3 ประโยชน์ของการเรียนการสอนแบบTeam-based Learning การเรียนการสอนโดยเน้นทีม
เปน็ ฐาน
2.2.4 การเปรียบเทยี บการเรียนการสอน Team-based Learning การเรยี นการสอนโดยเน้นทีมเป็น
ฐานในการเรียนการสอนแบบดง้ั เดิม
2.3 แนวคดิ ทฤษฎคี วามคดิ สร้างสรรค์
2.4 ทฤษฎเี กี่ยวกบั ความพงึ พอใจ
2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง

2.1 Flipped Classroom
2.1.1 ความหมายและความเปน็ มา
ห้องเรียนกลับด้าน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า The Flipped Classroom เป็นศัพท์บัญญัติที่นิยามไว้

ดังนี้ Flipped Classroom (n.) A Model of Teaching which students’ homework is the traditional
lecture viewed outside of class on a video. Class time is then spent on inquiry-based learning
that would include what would traditionally be viewed as students’ homework assignments.
(Oxford learner’s dictionary) แปลสรุปไดว้ า่ ห้องเรยี นกลับด้าน (คำนาม) เป็นรปู แบบหนึ่งของการสอนโดย
ท่ผี ู้เรียนจะ ไดเ้ รียนรู้จากการบ้านที่ไดร้ ับผา่ นการเรยี นดว้ ยตนเองจากส่ือวีดิทัศน์ (Video) นอกชั้นเรียนหรือท่ี
บา้ น สว่ นการเรียนในชน้ั เรยี นปกตินัน้ จะเป็นการเรียนแบบสบื คน้ หาความรทู้ ่ไี ด้รบั ร่วมกันกบั เพื่อนรว่ มช้นั โดย
มีครูเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือชี้แนะจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมประเภทนี้เกิดจากการจัดการเรียน
การสอนนักเรียนระดับมัธยมปลายที่โรงเรียน Woodland Park High School เมือง Woodland Park รัฐ
Colorado สหรัฐอเมริกา โดยครูผู้สอนวิทยาศาสตร์สองคนชื่อ Jonathan Bergmann และ Aaron Sams

183

ราวปี ค.ศ. 2007 ที่เขาได้ เริ่มทำการบันทึกเทปวิดีโอซึ่งเป็นเนื้อหาสาระการสอนเพื่อให้นักเรียนนำไปศึกษา
ดว้ ยตนเองท่บี า้ น แล้วใหผ้ เู้ รยี นนำเอาผลการศกึ ษาเรียนรู้ดว้ ยตนเองนำกลับมาสู่กระบวนการอภิปราย สบื ค้น
เพื่อหาบทสรุปของ คำตอบที่ชั้นเรียนอีกครั้งหนึ่งโดยครูท าหน้าที่เป็นผู้อ านวยความสะดวกในการจัด
ประสบการณ์ทางการ เรียนดังกล่าว ซึ่งวิธีการเรียนแบบนี้เป็นการเรียนแบบกลับด้านแนวคิดจากแบบเดิมท่ี
ต้องเรียนเนื้อหาที่ โรงเรียนและนำงานกลับไปทำต่อที่บ้าน โดยให้เรียนเนื้อหาที่บ้านด้วยตนเอง แล้วนำงาน
หรือ ประสบการณ์ท่ีได้รับมาทำการเรยี นรู้เพิ่มเติมทโ่ี รงเรยี นรว่ มกันกบั เพื่อนต่อไปโดยครูจะเป็นผ้ใู ห้คำแนะนำ
ชี้แจงในประเด็นคำตอบที่เกิดขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าวน้ีภายหลังได้พัฒนาและขยายขอบข่ายไปกว้างขวาง
โดยเฉพาะการปรับใช้กับสื่อ ICT หลากหลายประเภทที่มีศักยภาพค่อนข้างสูงในปัจจบุ ัน "ห้องเรียนกลับด้าน"
เป็นการเข้าใกล้การจัดการเรียนการสอนแบบ “เด็กเป็นศูนย์กลางหรือเด็กเป็นส ำคัญ” (Child center
education) มากขึ้น ที่สำคัญช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบ้านได้ด้วย "ห้องเรียนกลับด้าน" เป็นการเรียนรู้แบบ
ผสมผสาน (Blended Learning) โดยคงหลักแนวคิดที่สำคัญไว้ นั่นก็คือ ผู้เรียนสามารถเรียนได้โดยไม่มี
ข้อจำกัดในเรื่องเวลาและสถานที่ (anytime -anywhere) เป็นการสร้างโอกาสและความเสมอภาคในการ
เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และส่งข่าวสารถึงกันได้ย่างรวดเร็วก่อให้เกิดสังคมแห่ง
การเรยี นรใู้ นการเรยี นผา่ นระบบอเิ ล็กทรอนิกส์ ซ่งึ เปน็ รูปแบบการเรยี นท่ีมกี ารนำเทคโนโลยีมาชว่ ยพัฒนาการ
สอนในชั้นเรียนอย่าง เต็มที่ ครูจะมีเวลาใกล้ชิดกับนักเรียนมากขึ้นแทนที่จะใช้เวลาในการสอนหนังสือเพียง
อย่างเดียว โดยครูมักบันทึกวิดีโอการสอนให้เด็กไปดูนอกชั้นเรียนแทน ในห้องเรียนแบบเก่า ครูจะให้นักเรียน
กลับไปอา่ นตำราเองที่บ้านแลว้ ค่อยนำเน้ือหาต่าง ๆ ทอี่ า่ นมาอภปิ รายกนั ในวันถัดไป จากนั้นนักเรียนจะได้รับ
การบา้ นทใี่ ชว้ ัดความเขา้ ใจตอ่ หัวข้อการเรยี นนนั้ ๆ แต่ในการเรยี นการสอนแบบ "หอ้ งเรยี นกลบั ด้าน" นักเรยี น
จะเรยี นรหู้ วั ข้อต่าง ๆ ด้วยตนเองก่อน โดยใชว้ ิดโี อการสอนท่ีครูเป็นผู้ทำกลับไปศึกษาเองท่ีบ้าน จากน้ันในชั้น
เรียนนักเรียนจะพยายามนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ในการทำงาน และแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชั้นเรียน โดยการ
จัดการศึกษาในปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการศึกษา และได้บัญญัติไว้ใน 7
นโยบายเฉพาะ ในหัวข้อที่ 5 การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยให้สอดคล้อง และเชื่อมโยงความรู้ด้าน
ต่าง ๆ เข้าไว้ดว้ ยกัน (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2557)

ซ่ึงในการพฒั นางานวิจัยชิ้นน้ี ผูว้ ิจัยไดม้ กี ารนำรปู แบบและเทคนิควิธีการสอนเพ่ือใหส้ นองตอบต่อการ
พัฒนาทรพั ยากรมนุษยแ์ ละการแขง่ ขันของประเทศท้งั ด้านความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการปรับตวั ต่อการ
กระจายความรู้ การเชื่อมโยงความรู้ด้านต่าง ๆ ท่ีเชื่อมถึงกันทั่วโลก การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารมาใช้ในการจัดการศึกษา มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นอุปกรณ์ในการสอน การนำบริการต่าง ๆ ใน
ระบบเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต โดยเฉพาะ เวิลด์ไวดเ์ ว็บมาพฒั นาเปน็ ส่อื การสอน

2.1.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Flipped Classroom ห้องเรียนกลับด้านและขั้นตอนการจัดการ
เรยี นรู้

การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรียน
การสอนรูปแบบใหม่ในการสร้างผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้แบบรอบด้านหรือ Mastery Learning นั้น จะมี
องค์ประกอบสำคัญที่เกิดขึ้น 4 องค์ประกอบที่เป็นวัฏจักร (Cycle) หมุนเวียนกันอย่างเป็นระบบซ่ึง
องค์ประกอบทัง้ 4 ทเี่ กิดขน้ึ ไดแ้ ก่

1. การกำหนดยทุ ธวธิ ีเพ่ิมพูนประสบการณ์ (Experiential Engagement) โดยมคี รูผู้สอนเป็นผู้ช้ีแนะ
วิธีการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเพื่อเรียนเนื้อหาโดยอาศัยวิธีการที่หลากหลายทั้งการใช้ กิจกรรมที่กำหนดขึ้นเอง
เกม สถานการณจ์ ำลอง สอ่ื ปฏสิ ัมพนั ธ์ การทดลอง หรอื งานดา้ น ศลิ ปะแขนงตา่ ง ๆ

184

2. การสืบค้นเพื่อให้เกิดมโนทัศน์รวบยอด (Concept Exploration) โดยครูผู้สอนเป็นผู้คอยชี้แนะ
ให้กบั ผู้เรยี นจากส่ือหรือกิจกรรมหลายประเภทเชน่ สอ่ื ประเภทวดิ ีโอบนั ทึกการบรรยาย การใช้ส่ือบันทึกเสียง
ประเภท Podcasts การใช้สื่อ Websites หรือสอ่ื ออนไลน์ Chats

3. การสร้างองค์ความรู้อย่างมีความหมาย (Meaning Making) โดยผู้เรียนเป็นผู้บูรณาการ สร้าง
ทกั ษะองค์ความรู้จากสื่อที่ได้รบั จากการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการสรา้ งกระดานความรู้ อิเล็กทรอนิกส์ (Blogs)
การใช้แบบทดสอบ (Tests) การใช้สื่อสังคมออนไลน์และกระดานสำหรับอภิปรายแบบออนไลน์ (Social
Networking & Discussion Boards)

4. การสาธิตและประยุกต์ใช้ (Demonstration & Application) เป็นการสร้างองค์ความรู้โดยผู้เรยี น
เองในเชิงสร้างสรรค์ โดยการจัดทำเป็นโครงงาน (Project) และผ่านกระบวนการนำเสนอผลงาน
(Presentations) ที่เกิดจากการรังสรรค์งานเหล่านั้น Model หรือตัวแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (The Flipped Classroom) ที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นนั้น สามารถกำหนดเป็นภาพ
เชงิ กราฟกิ ดงั ต่อไปน้ี

ภาพท่ี 2.1 โมเดลหอ้ งเรียนแบบกลับดา้ น ( Flipped Classroom Model )

ทมี่ า Source; https://www.pinterest.com/pin/197102921166776565/
หนงั สอื Flip Your Classroom : Reach Every Student in Every Class Every Day บทท่ี 4 บอก
วิธีดำเนินการกลับทางห้องเรียนเริ่มจากคำแนะนำว่า ก่อนจะคิดใช้วีดิทัศน์ในการเรียนที่บ้านของนักเรียนให้
ไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนว่าจะเป็นประโยชน์อย่ากระโจนเข้าใส่เทคโนโลยีโดยไม่คิดให้รอบคอบจะ
กลายเป็นใช้เทคโนโลยีเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าเก่งเทคโนโลยีและเมื่อตัดสินใจใช้วีดิทัศน์ก็ต้องคิดต่อว่าจะใช้ของ
คนอื่นท่มี อี ยูแ่ ล้วนำมาใชไ้ ด้หรือคดิ จะทำขึน้ ใช้เองท้ัง 2 แนวทางต่างกม็ ีขอ้ ดีขอ้ เสยี และแมจ้ ะทำขน้ึ ใชเ้ องก็ควร
ส่งเสริมให้นักเรียนค้นทางอินเทอร์เน็ต หาบทเรียนของครูคนอื่นมาศึกษาประกอบได้ด้วยคือไม่ควรห้าม
นกั เรยี นดวู ีดิทัศน์จากแหลง่ อ่นื (Smith & Sams, 2014)
ในการทำวดี ทิ ัศน์บทเรยี น เพ่ือใช้สอนนัน้ ครผู สู้ อนควรศกึ ษาการทำบทเรยี น โดยในหนังสือ Flip Your
Classroom : Reach Every Student in Every Class Every Day (Smith & Sam, 2014) ไดย้ กตวั อยา่ ง วา่
มี ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป ทั้งที่เป็นฟรีแวร์ และที่มีขาย แต่ถึงอย่างไรการเลือกใช้ควรให้มีความหลากหลาย และ
คำนึงถึงสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ ของผู้เรียนเป็นสำคัญหากผู้เรียนไม่มี อินเทอร์เน็ต ครูผู้สอนควรหาส่ือ

185

ออฟไลน์ เชน่ ซดี ี หรอื อปุ กรณ์เก็บข้อมูลอื่น ท่ีไมต่ อ้ งอาศยั อินเทอร์เน็ต เพ่อื เพิม่ ทางเลือกให้กับนักเรียน และ
ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ การเลือกสื่อให้เหมาะกับรูปแบบการเรียนเฉพาะบุคคล อาจจะไม่ตรงกับผู้เรียน
ทั้งหมดแต่คณุ ครูไม่ควรปดิ โอกาสหรือจำกัดแหล่งทมี่ าของเนื้อหา ควรเปดิ โอกาสให้นักเรียนได้เลอื กสื่อมากข้ึน
การทำวีดิทัศน์ต้องมีการวางแผนบทเรียน แล้วจึงถ่ายทำตามด้วยการตกแต่งแก้ไข แล้วจึงนำวีดิทัศน์ออกมา
เผยแพร่ให้นักเรียนได้ดูโดยอาจอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ Youtube หรือเขียนลงแผ่นซีดีให้นักเรียน ส่วนสำคัญคอื
เนอื้ หาไม่ควรยาวเกิน 20 นาทตี อ่ การเรยี น 1 ครง้ั เพราะถา้ ยาวเกินไปจะทำใหผ้ ้เู รียนเบือ่ ได้

ทั้งนี้ ชินภัทร ภูมิรัตน (2556) เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า การให้เด็ก
เรียนรู้เนื้อหาล่วงหน้าทีบ่ ้านแล้วมาพูดคุยในชั้นเรียนน้ัน จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น เร็วขึ้น เหลือเวลาสำหรบั
เตมิ สง่ิ อ่นื ๆ ให้เด็กโดยเฉพาะทักษะคิดวเิ คราะห์ รูปแบบเดมิ นั้น เวลาในช้ันเรียนจะหมดไปกับการ warm-up
(เตรยี มพรอ้ ม) จำนวน 5 นาที ตอบข้อสงสัยเก่ียวกับการบ้านของนักเรียน 20 นาทีบรรยายเนื้อหาใหม่ 30-45
นาที เหลือแค่ 20-35 นาทีให้นักเรียนทำงานและกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ แต่ห้องเรียนกลับด้าน ใช้เวลา
warm-up จำนวน 5 นาที ถามตอบเก่ยี วกบั วดิ โี อทดี่ ู 10 นาที เหลืออกี 75 นาที เตม็ ๆ ที่นักเรยี นจะไดท้ ำงาน
กิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ มี่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้ลุ่มลึกกว้างขวางขึ้น บอกว่า 70% ของชั้นเรียนเป็นกา ร
บรรยายของครู แต่ถ้ากลบั ดา้ นหอ้ งเรยี นแลว้ แทนทีเ่ ด็กจะมาตัวเปลา่ นัง่ รอรบั ความร้จู ากครู เดก็ ก็จะมาเรียน
ดว้ ยความเขา้ ใจเพราะเรียนรู้เนื้อหาลว่ งหน้ามาแล้ว ในชนั้ เรียนจะเป็นการซกั ถามเพิ่มเติม การมีส่วนร่วมในชั้น
เรยี น เราจะได้เวลาเพ่ิมขึ้นอกี 30-40 นาที สำหรับพัฒนาทักษะการคดิ วิเคราะหใ์ ห้เด็ก

อีกทงั้ สุพนิ ดา ณ มหาไชย (2556) กล่าววา่ ทผ่ี ่านมา เดก็ ไทยอยู่ในกลุ่มเรียนเยอะเปรยี บเทียบจำนวน
ชั่วโมงเรียนกับนานาชาติแล้ว ไทยอยู่ในกลุ่มบน ต่อปีเด็กไทยเรียนถึง 1,200 คาบ แต่ผลประเมินระดับ
นานาชาติ เช่น Pisa กลับอยใู่ นกลุ่มล่าง เข้าทำนอง เรียนมากแต่รนู้ ้อย

ภาพท่ี 2.2 ขั้นตอนการจัดการเรยี นการสอนแบบหอ้ งเรยี นกลับด้าน

ทมี่ า http://www.fractuslearning.com/2014/07/01/myths-flipped-learning/

2.1.3 ประโยชนข์ องการสอนแบบ Flipped Classroom ห้องเรยี นกลับดา้ น
มีเหตุผลบางประการที่บอกถึงคุณประโยชน์ของการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped
Classroom) ที่ Bergmann และ Sams กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ Flip Your Classroom : Reach
Every Student in Every Class Every Day (2004) สรปุ ได้ดังน้ี
1. เพ่ือเปลีย่ นวธิ ีการสอนของครู จากการบรรยายหนา้ ชัน้ เรยี นหรือจากครูสอนไปเป็นครูฝึกฝึกการทำ
แบบฝกึ หดั หรือทำกิจกรรมอื่นในช้ันเรียนใหแ้ ก่ศิษยเ์ ปน็ รายบุคคลหรอื อาจเรียกว่าเปน็ ครตู วิ เตอร์

186

2. เพื่อใช้เทคโนโลยีการเรียนที่เด็กสมัยใหม่ชอบ โดยใช้สื่อ ICT ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการนำโลกของ
โรงเรยี นเข้าสู่โลกของนกั เรียนซ่ึงเป็นโลกยุคดจิ ิทัล

3. ช่วยเหลือเด็กที่มีงานยุ่ง เด็กสมัยนี้มีกิจกรรมมาก ดังนั้นจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือในการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้บทสอนที่สอนด้วยวีดิทัศน์อยู่บนอินเทอร์เน็ต (Internet) ช่วยให้เด็กเรียนไว้ ล่วงหน้าหรือเรียน
ตามช้นั เรียนได้งา่ ยขนึ้ รวมทงั้ เปน็ การฝึกเด็กให้รจู้ ัดการจัดเวลาของตนเอง

4. ช่วยเหลือเด็กเรียนอ่อนให้ขวนขวายหาความรู้ ในชั้นเรียนปกติเด็กเหล่านี้จะถูกทอดทิ้งแต่ใน
หอ้ งเรยี นกลับด้านเด็กจะไดร้ บั การเอาใจใส่จากครูมากทส่ี ดุ โดยอัตโนมัติ

5. ช่วยเหลือเด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันให้ก้าวหน้าในการเรียนตามความสามารถของตนเอง
เพราะเด็กสามารถฟงั -ดวู ีดิทัศน์ได้เองจะหยุดตรงไหนก็ได้ กรอกลับ (Review) ก็ได้ ตามที่ตนเองพึงพอใจที่จะ
เรยี น

6. ชว่ ยให้เด็กสามารถหยุดและกรอกลับครูของตนเองได้ ทำให้เด็กจดั เวลาเรยี นตามทตี่ นพอใจ เบื่อก็
หยุดพกั ได้ สามารถแบ่งเวลาในการดเู ปน็ ชว่ งได้

7. ช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครูเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามกับการที่เรียนแบบออนไลน์การเรียน
แบบหอ้ งเรียนกลบั ดา้ นยังเป็นรูปแบบการเรยี นที่นักเรยี นยงั คงมาโรงเรียนและนักเรยี น พบปะกับครู ห้องเรียน
กลับด้าน เป็นการประสานการใช้ประโยชน์ระหว่างการเรียนแบบ ออนไลน์ และการเรียนระบบพบหน้า ช่วย
เปลี่ยนและเพิ่มบทบาทของครูให้เป็นทั้งพี่เลี้ยง (Mentor) เพื่อน เพื่อนบ้าน (Neighbor) และผู้เชี่ยวชาญ
(Expert)

8. ช่วยให้ครูรู้จักนักเรียนดีขึ้น หน้าที่ของครูไม่ใช่เพียงช่วยให้ศิษย์ได้ความรู้หรือเนื้อหา แต่ต้อง
กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ (Inspire) ให้กำลังใจ รับฟังและช่วยเหลือ ส่งเสริมผู้เรียนซึ่งเป็น มิติสำคัญที่จะ
ช่วยเสริมพัฒนาการทางการเรียนของเด็ก

9. ช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง จากกิจกรรมทางการเรียนที่ครู จัด
ประสบการณ์ขึ้นมานั้น ผู้เรียนสามารถที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ดี เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวน
ทัศน์ของนักเรียนที่เคยเรียนตามคำสั่งครูหรือทำงานให้เสร็จตามกำหนด เป็นการเรียนเพื่อตนเองไม่ใช่คนอ่ืน
ส่งผลตอ่ เดก็ ที่เอาใจใส่การเรียน ปฏิสมั พนั ธร์ ะหว่าง นักเรยี นดว้ ยกนั จะเพิม่ ข้นึ โดยอตั โนมตั ิ

10. ช่วยให้เห็นคุณค่าของความแตกต่าง ตามปกติแล้วในชั้นเรียนเดียวกันจะมีเด็กที่มีความแตกต่าง
กันมาก มีความถนัดและความชอบที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจัดกิจกรรมการสอนแบบ ห้องเรียนกลับด้านจะ
ช่วยให้ครูเห็นจดุ อ่อนจุดแข็งของผูเ้ รยี นแตล่ ะคน เพ่อื นด้วยกนั กเ็ ห็นและชว่ ยเหลือกนั ด้วยจุดแขง็ ของแต่ละคน

11. เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการห้องเรียน ช่วยเปิดช่องให้ครูสามารถจัดการชั้นเรียนได้
ตามความต้องการที่จะทำครูสามารถทำหน้าที่ของการสอนที่สำคัญในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างคุณภาพแก่ชั้น
เรียน ชว่ ยใหเ้ ดก็ รูอ้ นาคตของชีวิตไดด้ ที สี ดุ

12. เปลี่ยนคำสนทนากับพ่อแม่ ประสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครอง ซึ่งการ
รบั ทราบและแลกเปล่ียนความรูร้ ่วมกนั จะทำให้เด็กเกิดการเรยี นรู้ทดี่ ไี ด้

13. ชว่ ยใหเ้ กิดความโปร่งใสในการจัดการศึกษา การใชห้ ้องเรียนแบบกลบั ด้านโดยนำสาระคำสอนไป
ไว้ในวีดิทัศนน์ ำไปเผยแพร่ทางอินเทอรเ์ นต็ เป็นการเปิดเผยเนือ้ หาสาระทางการเรยี น ให้สาธารณชนได้ทราบ
สร้างความเชอ่ื มน่ั ในคุณภาพการเรยี นการสอนใหผ้ ูป้ กครองทราบ

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ตัวรูปแบบของห้องเรียนกลับด้าน ไม่ได้ต้องการให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนทั้งหมด
หลังจากที่ดูวีดิทัศน์จากที่บ้าน แต่ต้องการให้นักเรียนสงสัย และเก็บข้อสงสัยนั้นไว้เพื่อมาถามครูผู้สอนที่
โรงเรียนหรือทำกลุ่มอภปิ รายกันในห้องเรยี น การทำเช่นนีท้ ำใหน้ ักเรียนท่มี คี วามรูช้ ่วยนกั เรยี นที่ไม่รู้ได้ และยัง

187
เหมาะกับห้องเรียนที่มีนักเรียนมาก อย่างเช่น ในประเทศไทย ในประเทศอิตาลีมีการใช้ห้องเรียนกลับด้าน
อยา่ งแพร่หลาย ข้อดีของห้องเรยี นกลับดา้ นว่า สามารถกำจดั ข้อเสียของรูปแบบเดิม คอื นกั ศึกษาต้องพยายาม
เข้าใจในส่ิงทอ่ี าจารย์พูดทันที ซ่งึ อาจทำให้พลาดประเดน็ สำคัญอ่ืน ๆ การใชว้ ีดีโอจะช่วยใหน้ กั ศึกษาปรับได้ใน
แบบที่ตวั เองต้องการ และไมก่ ดดันนอกจากน้ีการเปลีย่ นการบ้านและโปรเจค็ มาทำในห้องเรียน โดยมีอาจารย์
ควบคุมดูแล จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจมากขึ้น และลดปัญหาการลอกการบ้าน อีกทั้งยังช่วยยกระดับ
ความสัมพนั ธ์ และบรรยากาศในหอ้ งเรียน

นอกจากนี้ The New Media Consortium และภาคีด้านการศึกษา (TCU International e-
learning, 2014) ได้วิเคราะห์แนวโน้มทางการศึกษาว่าจะเกี่ยวข้องกับการเติบโตของโซเชียลเน็ตเวิร์คและ
ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ อาทิ การเรียนรู้โดยบูรณาการเทคโนโลยีออนไลน์ เข้ากับ
การเรยี นรู้แบบร่วมมือ การคิดใหม่เรือ่ งบทบาทของครูและระบบโรงเรียน การเปลย่ี นแปลงบทบาทของผู้เรียน
จากผบู้ ริโภคเปน็ ผูส้ รา้ ง และทรพั ยากรการเรียนรู้แบบเปดิ เป็นต้น และประสิทธิภาพของการเรียนรูปแบบต่าง
ๆ ท่มี ีผลต่อการจดจำของผ้เู รยี น ข้อวิพากษ์สำคญั ตอ่ รปู แบบการศึกษาท่ีกำลังสอนกนั อยูท่ วั่ โลกก็คือ การเรียน
การสอนแบบบรรยายและการอ่านหนังสือมีผลต่อการจดจำของผู้เรียนได้เพียงน้อยนิด ในขณะที่การเรียนรู้
ด้วยรูปภาพและเสียงซึ่งมีอยู่ทั่วไปในโลกดิจิทัลมีผลต่อการจดจำได้ดีกว่า ยิ่งหากใช้สื่อการเรียนรู้เหล่านี้เป็น
เครื่องมือประกอบการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วย การอภิปรายถกเถียงหรือลงมือทำ ก็
ยิ่งจะมีประสิทธิภาพมากกวา่ การศึกษาในรูปแบบเดิม ข้อค้นพบน้ี เกี่ยวกับประสทิ ธิภาพของการเรียนรูปแบบ
ต่าง ๆ ที่มีผลต่อการจดจำของผู้เรียนเป็นสิ่งยืนยันอย่างชัดเจนว่าการศึกษาของโลกถึงเวลาที่จะต้อง
เปลยี่ นแปลงขนานใหญแ่ ลว้

ภาพท่ี 2.3 รูปแบบการเรียนที่มีผลต่อการจดจำ

ทม่ี า Source : https://interculturalconsultant.com/my-services/

188

หากห้องเรียนในอนาคตจะมีลักษณะเป็น ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ซึ่งอาจให้
นักเรียนเรียนเนื้อหาเบื้องต้นด้วยตนเองจากสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ซึ่งเกิดขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่ออยู่ที่บา้ นในเวลากลางคนื เพราะเป็นช่วงท่ีปลอดจากกิจกรรมอื่น ๆ รบกวน ส่วนในห้องเรยี นควร
เน้นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการแลกเปลี่ยนและอภิปรายกลุ่มเป็นหลัก ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งการเรียนรู้ท่ี
สร้างสรรค์ การเรียนรู้เชิงวิพากษ์ และการเรียนรู้ทางสังคม โดยสามารถเรียนรู้เนื้อหาได้อย่างไร้ขอบเขตจาก
แหลง่ เรียนรทู้ ่ีเรยี กว่า MOOCs (Massive Open Online Courses)

ทุกวันนี้ เพียงผู้เรียนมี Mobile Device ก็สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนาทักษะ
การคิดได้ครบทั้ง 6 ระดับ ทั้งการจดจำ เข้าใจ ประยุกต์ วิเคราะห์ ประเมินค่า และสร้างสรรค์ นี่จึงเป็นพลัง
ของเทคโนโลยีดิจิทัลท่ีจะก่อให้เกิดความก้าวหนา้ ในวงการศึกษา และการแสวงหาความรู้ วัฒนชัย วินิจจะกลู
(บรรณาธิการ, 2558) กล่าวว่า นักการศึกษาจึงเห็นแนวโน้มอนาคตที่ชัดเจนว่า ในระยะเวลาอันใกล้นี้จะเกิด
ปรากฏการณ์ BYOD – Bring Your Own Device กลา่ วคือ Mobile Device จะกลายเป็นอปุ กรณ์การเรียนที่
ผู้เรียนทุกคนจำเป็นต้องมีเพื่อใช้งานทั้งในและนอกห้องเรียน ส่วนในระดับรัฐบาลก็อาจเกิดนโยบายจัดหา
อุปกรณร์ วมทงั้ โครงสร้างพนื้ ฐานดา้ นเทคโนโลยีท่มี ีประสทิ ธภิ าพและมปี รมิ าณเพยี งพอสำหรับผู้เรียนทุกคน

2.1.4 ข้อเปรียบเทยี บของการเรียนแบบ Flipped Classroom ห้องเรียนกลับด้าน และการเรียน
แบบเดมิ

ทง้ั น้ี ผวู้ ิจยั ได้กลา่ วถึงแนวคดิ ของห้องเรียนกลับดา้ นมาในเบื้องตน้ นั้น มบี ทสรุปเปรียบเทียบให้เห็นถึง
รูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบกลับด้าน ( Flipped Classroom หรือ Flipped Learning ) กับ
รปู แบบการจดั การเรียนการสอนแบบเดิม (Traditional Learning ) สรุ ศกั ด์ิ ปาเฮ (2557) กล่าวถึงการจัดการ
เรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้านนั้นจะมุ่งเน้น การสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเองตามทักษะ
ความรคู้ วามสามารถและสตปิ ัญญาของเอกตั บุคคล (Individualized Competency) ตามอัตราความสามารถ
ทางการเรียนแต่ละคน (Self-Paced )จากมวลประสบการณ์ที่ครูจัดให้ผ่านสื่อเทคโนโลยี ICT หลากหลาย
ประเภทในปัจจบุ ัน และเปน็ ลกั ษณะการเรยี นรู้จากแหล่งเรียนรู้นอกช้ันเรยี นอย่างอิสระท้ังด้านความคิดและวิธี
ปฏิบัตซิ ่ึงแตกต่างจากการเรียนแบบเดมิ ท่ี ครจู ะเปน็ ผปู้ ้อนความรู้ประสบการณใ์ หผ้ ้เู รียนในลักษณะของครูเป็น
ศูนย์กลาง ( Teacher Center ) ดังนั้น การสอนแบบกลับด้านจะเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทของครูอย่าง
สิ้นเชิง กลา่ วคอื ครูไม่ใช่ผูถ้ ่ายทอด ความรู้ แตจ่ ะมบี ทบาทเปน็ ตวิ เตอร์ (Tutors) หรือโค้ช ( Coach ) ทจี่ ะเป็น
ผู้จุดประกายและสร้างความสนุกสนานในการเรียน รวมทั้งเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียน
(Facilitators) ในชั้นเรยี นน้ัน ๆ

189

ภาพท่ี 2.4 เปรยี บเทยี บหอ้ งเรียนแบบเดมิ กับห้องเรยี นแบบกลับด้าน

ที่มา Source:http://www.slu.edu/cttl/resources/teaching-tips-and-
resources/flippedclassroom-resources

จากข้อดีดังกล่าวข้างต้นที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าห้องเรียนกลับด้านนั้น เน้นพัฒนาให้ผู้เรียนได้ท ำ
กจิ กรรมตา่ ง ๆ ด้วยตวั เอง ท้ังการเรียนรบู้ ทเรียนจากสือ่ ท่ีเขา้ ถึงผ้เู รยี นได้อย่างง่าย ผู้ทำวจิ ยั จึงเห็นว่านอกจาก
จะช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าถึงบทเรียนแล้ว แต่จะเป็นการเพิ่มทัศนะคติด้านบวกต่อการเรียนภาษาอังกฤษของตัว
ผู้เรียนเองด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ผู้ทำวิจัยเชื่อว่าการเรียนแบบห้องเรียนกลับด้านนั้น ยังจะช่วยให้
ผู้เรียนที่เข้าใจบทเรียนได้ช้า สามารถเรียนได้ดีในห้องเรียนแบบนี้ เพราะจะมีเวลาในการทำความเข้าใจ
บทเรียนได้มากขึ้นจากท่ีบ้านของผู้เรยี นเอง Abeysekera & Dawson (2015) ไม่จำเป็นเฉพาะนักเรียนที่ขาด
เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจของบทเรียนได้ด้วย ซึ่งห้องเรียนกลับด้าน ให้ความสนใจตัวผู้เรียน
เป็นหลกั

2.2 การเรียนโดยเนน้ ทมี เปน็ ฐาน Team-based Learning (TBL)
2.2.1 ความเป็นมา
การจัดการเรียนรู้แบบทีม (Team-Based Learning) หรือการเรียนโดยเน้นทีมเป็นฐานเป็นรูปแบบ

การสอนที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนา โดยนักการศึกษาชาวอเมริกา คือ Larry K. Michaelsen จาก
University of Oklahoma ต่อมามีผู้สนใจนำไปใช้อย่างแพร่หลาย โดยโรงเรียนแพทย์ในสหรัฐอเมริกา และ
แคนาดา 77 แห่งใช้วธิ ีน้ี รวมทั้งโรงเรียนพยาบาลและวทิ ยาศาสตร์สุขภาพสาขาอื่น ๆ ด้วยเป้าหมาย ของการ
เรียนรู้โดยเน้นทีมเป็นฐาน (Team Based Learning) มีดังนี้ 1) สร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนได้เรียนรู้ตามหลัก
ของรายวิชา 2) พัฒนาความสามารถด้านการคิด และการแก้ปัญหา 3) เตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมในการ
เรียนรู้ตลอดชีวิต วราพล มหาแก้ว (2552) ยืนยันถึงประสิทธิภาพการเรียนการสอนไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ
เพื่อการสื่อสารด้วยรูปแบบทีม ในกระบวนการเรียนการสอนพบว่านักเรียนมีความสามารถในการพัฒนาการ
ส่อื สารภาษาองั กฤษไดอ้ ยา่ งดี ควบคู่ไปกบั การพัฒนาการเรยี นรูร้ ่วมกันเป็นทีม

190

การจัดการเรียนการสอนแบบ Team-based Learning หรือการเรียนรู้โดยเน้นทีมเป็นฐานเป็น
รูปแบบการจัดการเรยี นการสอน ที่สามารถพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และความสามารถในการ
เรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง และความสามารถในการตดั สนิ ใจ รวมทัง้ ความสามารถในการทำงานรว่ มกับผู้อน่ื แก่นักเรียน
ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการร่วมมือกันในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์การทำงานร่วมกันเป็น
ทีมเล็กตามความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยมีการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน สมาชิกภายในทีมมีหน้าท่ี
รับผิดชอบและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานช่วยในการพัฒนาทักษะการรู้คิดของผู้เรียนให้มีระดับสูงข้ึน
เหมาะแกก่ ารช่วยเหลือทางสังคมสำหรับผู้เรยี นทม่ี คี วามเสีย่ ง

ทง้ั นี้การจดั การเรียนการสอนโดยเนน้ ทีมเป็นฐานน้ันยังสนับสนนุ พัฒนาการระหวา่ งบุคคลและทักษะ
ของการทำงานเปน็ ทีมซ่งึ ถือวา่ เป็นการพัฒนาผู้เรยี นตามความมงุ่ หมายของ พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 ที่กำหนดไว้ว่า การศึกษาควรเป็นการพัฒนาคนในทุกด้านทำใหผ้ ู้รับการศึกษาเปน็ คนดีคนเก่งและ
มีความสุข (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542) อภันตรี ศรีปานเงิน (2551) กล่าวถึงประสิทธิภาพ
การเรียนการสอนการอ่านภาษาอังกฤษด้วยรูปแบบทีม ในกระบวนการเรียนการสอนพบว่า นักเรีย นมี
ความสามารถในการพฒั นาการอา่ นภาษาองั กฤษได้อย่างดี ควบคู่ไปกบั การพฒั นาการเรยี นรรู้ ่วมกนั เปน็ ทมี

2.2.2 ทฤษฎกี ารเรียนรู้ของ Team-based Learning การเรียนโดยเนน้ ทมี เปน็ ฐาน
การจัดการเรียนรู้ โดยเน้นทมี เปน็ ฐานน้ัน มีขอ้ บง่ ช้ีให้ปฏิบตั อิ ยหู่ ลายข้อ และมีส่วนท่สี ำคัญท่ีจะทำให้
การจัดการเรียนรู้แบบน้เี กดิ ความสำเรจ็ ได้ คอื
1. Group Formation มีการจัดทีมอย่างเหมาะสม คือ แบ่งทีมย่อย ตามทักษะและความสามารถ
อย่างหลากหลาย กลุ่มละ 7-12 คนและควรเป็นทีมถาวรแนวทางการจัดการเรียนรู้ : ร่วมจัดทีมอย่างเป็น
ทางการในชั่วโมงแรกของการเรียนการสอน ครูและผู้เรียนร่วมกันกำหนดคุณลักษณะสำคัญที่มีผลต่อการ
เรียนรู้ เช่นทักษะผู้นำการสืบค้น การคิดวิเคราะห์การนำเสนอ เป็นต้น ครูช่วยดูแลการจดั กลุม่ เพื่อลดปัญหา
ด้านความขัดแย้ง และการเลือกปฏิบัติ การไม่แยกออกจากกลุ่มเพื่อน ผู้เรียนต้องได้เรียนรู้การท ำงานต่าง
วัฒนธรรม ต่างความคิด ต่างมุมมอง จัดคนที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดมา ให้มีการกระจายคุณสมบัติที่จำเป็น
ของผู้เรียนครบทกุ กลุ่ม การจัดกลุม่ ควรเป็นกลุ่มถาวร เพื่อให้เกิดการเรียนรูแ้ ละมพี ัฒนาการตามลำดับปัญหา
ท่ีพบในแตล่ ะกลุ่ม
2. Accountable ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องการเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน การช่วยเหลือกัน
ในการทำงานของทีมโดยต้องร่วมรับผิดชอบทั้งในงานส่วนตัวและงานกลุ่มแนวทางการจัดการเรียนรู้ :
มอบหมายการศึกษาด้วยตนเองล่วงหน้า หรือจัดให้มีการศึกษารายเดี่ยวก่อนเข้ากลุ่ม เพื่อให้เกิดการ
แลกเปลี่ยนความรู้มอบหมายการศึกษาด้วยตนเองล่วงหน้าด้วยการกำหนดขอบเขตหรือเป้าหมายของ
การศกึ ษาให้ชัดเจน ทำแบบทดสอบรายเด่ียวกอ่ นการเรยี นรเู้ พือ่ ทดสอบและกระต้นุ การเตรียมความพร้อมของ
ผเู้ รียนกอ่ นการเขา้ แลกเปลยี่ นในกลุ่ม นำแบบทดสอบเขา้ ไปปรึกษาในกลุ่มอภิปรายเพอ่ื หาคำตอบทด่ี ีที่สุดจาก
กลุ่มกระบวนการนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และค้นคว้าร่วมกัน ก่อนได้คำตอบของกลุ่มสะท้อนการ
เรียนรู้ที่มีคุณภาพมากขึ้นจากการเรียนรู้ผ่านกลุ่ม ครูสะท้อนความคิดและให้ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นที่กลุ่ม
อภิปรายแล้วมีข้อขัดแยง้ ไม่ชัดเจนหรือไม่ครอบคลมุ และเสริมแรงในกรณีที่มีกระบวนการเรยี นรู้เหมาะสม
3. Assignment Quality การมอบหมายงานจะต้องเน้นทั้งด้านผลการเรียนรู้ตามเป้าหมายรายวิชาที่
กำหนดไว้และด้านผลจากการทำงานเป็นทีมแนวทางการจัดการเรียนรู้ : มอบหมายใบงานที่มีสถานการณ์
ซับซ้อน ที่เน้นทั้งเป้าหมายวิชาและกระบวนการกลุ่ม การมอบหมายงานต้องเน้นการเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์
กลุ่ม มอบหมายสถานการณ์ที่ซับซ้อน เพื่อส่งเสริมให้ทีมได้ตัดสินใจภายใต้แนวคิดและวัตถุประสงค์ของ
รายวิชาท่ีเรียนรูท้ ้ังนลี้ ักษณะของงานทม่ี อบหมายในการเรียนรู้ ควรประกอบด้วยหลักการ 4 Ss

191

1) Significant Problem เป็นปญั หาที่สำคญั ของหนว่ ยการเรียนรู้น้ัน
2) Same Problem ปญั หาเดียวกนั ในทุกกล่มุ
3) Specific Choice มีทางเลือกหรอื แนวทางแกป้ ัญหาท่เี ฉพาะเจาะจง
4) Simultaneous Reporting รายงานพรอ้ มกนั หรือในช่วงเวลาเดียวกนั
การนำเสนอผลการเรียนรู้ อาจจะเป็นการนำเสนอปากเปล่าหรือรายงานก็ได้ แต่ต้องไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือใช้
เวลาในการเรียนการสอนมากเกินไป นอกจากการอภิปรายในกลุ่มแล้ว ควรจัดให้มีการอภิปรายระหว่างกลุ่ม
ด้วย 4 Timely feedback ผู้เรียนจำเป็นต้องได้รับการ feedback อย่างทันเวลาและสม่ำเสมอแนวทางการ
จัดการเรียนรู้ ประเด็นในการ feedback ควรครอบคลุมประเด็นสำคัญคือครอบคลุมทั้งผลการเรียนรู้และผล
ของกระบวนการกลุม่
1) ผลการเรยี นรทู้ ี่เกิดจากการพฒั นาของทมี
2) การ feedback ต้องเกิดขึ้นทันทีหลงั จากกระบวนกลมุ่ ทุกคร้ัง
3) การให้ feedback ต้องเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ตลอดกระบวนการเรียนรู้และมีการติดตาม
พัฒนาการในการ ทำงานเปน็ ทมี แต่ละประเด็นท่เี คยเปน็ ปัญหาท้ังนี้กระบวนการในการประเมินผลและสะท้อน
คิดมีจุดเน้นดังน้ีให้ผู้เรียนสะท้อนผลการเรียนรู้อยา่ งครอบคลมุ ตามเป้าหมายรายวิชา ให้ผู้เรียนสะท้อนตนเอง
และกลุ่มเกี่ยวกับกระบวนการกลุ่ม ผู้สอนสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียน การประเมินผลการเรียนรู้ควร
ประเมินครอบคลุมสาระการเรียนรู้ตามเป้าหมายรายวชิ าและครอบคลุมทักษะสำคัญท่ีมีผลต่อการเรียนรู้ เช่น
การคดิ วเิ คราะห์ การทำงานเป็นทีม การส่อื สาร และอื่น ๆ
2.2.3 ข้ันตอนการนำ Team-based Learning ไปใช้
1. การจดั ตัง้ กลุ่ม
เมื่อทำการพิจารณาขนาดของกลุ่มแล้ว ครูสามารถเริ่มต้นกระจายคุณสมบัตสิ ว่ นตัวของสมาชิกใหแ้ ก่
ทกุ กลุ่ม ใหท้ ำการจัดต้ังกลุ่มในห้องเรียนต่อหน้านักเรยี น (วรรณภรณ์ วรี ะพงษ์, 2551) ช้แี จงการจัดต้ังกลุ่มไว้
คือ กระบวนการจัดตั้งกลุ่มจะมีลักษณะเริ่มต้นด้วยการที่ครูและผู้เรียนร่วมกันกำหนดปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อ
ความสำเร็จของกลุ่ม ในการจัดการในห้องเรียน คำถามที่ถาม เช่น “มีนักเรียนกี่คนที่เคยมีประสบการณ์เป็น
หวั หนา้ กลุ่มในการทำงาน” “มนี กั เรยี นก่ีคนที่มีศลิ ปะในการวาดภาพ” “เปน็ คนจงั หวัดไหน” “ใครท่ีคิดว่าพอ
อ่านภาษาอังกฤษได้” เป็นต้น ให้นักเรียนตอบคำถามปากเปล่าหรือยกมือขึ้น หลังจากนั้นให้นักเรียนเข้าแถว
เรียงควิ ตามคณุ สมบัตสิ ว่ นตวั หลังจากที่นกั เรยี นเข้าแถวแลว้ ครูจะทำการตดั แถวใหส้ ้นั ลง

2. ผเู้ รียนต้องรบั ผิดชอบในงานของตนเองและงานกลุ่ม
ในการเรียนแบบเดมิ ผู้เรียนมักรบั ผิดชอบแต่งานของตนเอง แตใ่ นการเรียนแบบทมี จะตอ้ งมกี ารวัดผล
และให้คะแนนเกี่ยวกับการเตรียมตัวเพื่องานกลุ่ม การอุทิศเวลาและความพยายามการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
ความรบั ผดิ ชอบทผ่ี ู้เรยี นต้องมี
1. ความรับผิดชอบล่วงหน้าก่อนเรียนจริง ใช้กระบวนการรับประกันความพรอ้ มของผู้เรยี นที่เรียกว่า
Readiness Assurance Process เคร่ืองมือท่ีใช้เรียกว่า Readiness Assurance Test ( RAT) ซึ่งเป็น
แบบทดสอบปรนัยมีข้อคำถามจำนวนไม่เกนิ 20 ขอ้ โดยให้ผเู้ รียนแต่ละคนรบั ไปทำล่วงหน้าก่อนเข้าเรียนเป็น
การรับประกันความรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล (Individual Readiness Assurance Test) แล้วให้ส่ง
กระดาษคำตอบที่ทำหลังจากนั้นผู้สอนจะแจกข้อสอบชุดเดิมและกระดาษคำตอบใหม่ และให้ผู้เรียนตอบ
คำตอบที่เป็นความคิดเห็นรวมของทีม (Group Readiness Assurance Test) ซึ่งสมาชิกในกลุ่มแต่ละคน
จะต้องมกี ารอภิปราย ซกั ถาม และตอบคำถามแกส่ มาชิกเพื่อป้องกันความคิดเหน็ ของตนในทุกข้อคำถาม ผลท่ี

192

ได้รับนอกจากผู้เรยี นจะมีความรับผิดชอบทีช่ ัดเจนต่อตนเอง ต่อกลมุ่ แล้วยังสามารถอธิบายถึงแนวคิด ความรู้
ที่ตนเองมีให้แก่เพื่อนได้ ผู้สอนจะต้องมีการให้คะแนนและตอบ สนองต่อคำตอบ จากแบบ ฝึกหัดอย่าง
ทันทีทันใด (Immediate Feedback Technique) ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยส่งเสริมความรับผิดชอบทั้งผู้สอนและ
ผ้เู รียน คะแนนท่นี ำมาพิจารณาเป็นคะแนนจากผลงานส่วนบคุ คลและผลงานของทมี

2. ความรับผิดชอบในการทำงานให้แก่ทีม เมื่อผู้เรียนได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเข้าชัน้ เรียน จะ
ทำให้เกิดความมั่นใจว่าตนเอง สามารถนำความรู้ที่ศึกษามาพัฒนาทีมให้ประสบความสำเร็จได้ เครื่องมือที่ใช้
ในการประเมินก็ได้แก่ Peer Assessment (แบบประเมินเพื่อน) โดยสมาชิกจะประเมินความช่วยเหลือ การ
สนับสนุนที่ให้แก่ทีม เช่น การเตรียมตนเองก่อนเข้ากลุ่ม ความสนใจ การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นต้น
นอกจากนี้ผู้สอนจะต้องพัฒนาระบบการประเมินผลทั้งพฤติกรรมที่สนับสนุนการเรียนในกลุ่ มและปฏิสัมพันธ์
คะแนนที่ให้ได้แก่คะแนนการเตรียมตนเอง คะแนนการสนับสนุนของนักศึกษาที่ให้แก่กลุ่ม คุณภาพของงาน
กลุม่

3. แบบฝึกหดั หรือข้อสอบ
ต้องส่งเสริมและช่วยพัฒนาทีมให้บรรลุเป้าหมายในการออกแบบแบบฝึกหัดหรืองานที่ให้ผู้เรียน
แบบฝึกหัดหรืองาน ต้องส่งเสริมปฏิสัมพันธ์กลุ่ม กระบวนการตัดสินใจ และบันทึกในแบบฟอร์มที่ง่ายและไม่
ยุ่งยาก การให้งานแก่ผู้เรียนในลักษณะที่เป็นรายงานมากๆ หรือยาวๆ จะทำให้ผู้เรียนแบ่งงานกันทำให้จำกัด
ปฏสิ มั พันธใ์ นกล่มุ
4. ผูเ้ รยี นต้องได้รับการตอบโตก้ ลบั (feedback)
ในระยะเวลาที่เหมาะสม ผู้เรียนจำเป็นต้องได้รบั การตอบกลับเก่ียวกับกิจกรรมที่ทำในกลุ่มอย่างเปน็
ประจำและในเวลาที่เหมาะสม สิ่งที่ตอบกลับ ได้แก่ Individual Readiness Assurance Test การประกาศ
คะแนนอย่างเปิดเผยจะช่วยบอกให้ผู้เรียนทราบว่าตนเองได้เตรียมความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ใน
ขณะเดียวกนั ผู้เรียนจะเกิดความรับรู้ต่อสถานการณ์ในกลุ่มว่ากล่มุ จะประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายหรือไม่
ทำให้เกิดแรงกระตุ้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ n Group Readiness Assurance Test การให้ทราบคะแนนท่ี
รวดเร็วจะเปน็ ส่งิ สำคญั ในการพัฒนาทมี อย่างไรกต็ ามความสำคัญของกิจกรรมนี้อยู่ทผี่ ลงานท่ีถูกต้องของทมี

4.1 ข้อดขี อง Team-based Learning
1. เพมิ่ ทักษะการแก้ปัญหาให้แกน่ ักศกึ ษา
2. ใช้เป็นการเรยี นการสอนแทนการบรรยาย หรือลดการสอนแบบบรรยายลง
3. กระต้นุ ให้นักศึกษามกี ารเตรียมตวั กอ่ นเข้าเรียน และเขา้ เรยี นตรงเวลา
4. เพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมในห้องเรียน และ Active ในการ

เรียน
5. ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม กระบวนการเรียนแบบ Team Based Learning

(TBL)
ผู้วิจัยได้จัดรูปแบบการเรียนกระบวนการการเรียนการสอน Team-based Learning (TBL) ไว้ใน

รูปแบบตารางเพ่อื ให้ เข้าใจง่ายข้นึ ดงั น้ี

193

ภาพท่ี 2.5 กระบวนการการเรยี นการสอน Team-based Learning (TBL)

กระบวนการเรยี นการสอน ระยะเวลา ผลลัพธ์ของการเรยี นรู้
ก่อนเรยี น
Assigned Readings
มอบหมายให้ศกึ ษาคน้ คว้าด้วยตนเอง

Readiness Assessment by Individual Test 10-20 นาที ความรู้รายบคุ คล 10%
ทดสอบความรู้พ้ืนฐานรายบคุ คล

Group Work on Simple Probems by Team Test ผลการทดสอบรายกลุ่ม
10%
อภปิ รายความรเู้ พ่อื ทดสอบรายกล่มุ 10-20 นาที
รายงาน 1 : สรุปแนวคดิ
Writing Appeals 10-20 นาที สำคัญของหนว่ ยการเรยี นรู้
ตรวจสอบและเขยี นสรุปแนวคดิ สำคญั
รายบคุ คล 10%
Instructor Input 5-10 นาที
ครเู สนอแนะใหค้ วามรู้เพมิ่ เติมในประเด็นที่ไม่ชัดเจน

Group Work & Application of Content 5-10 นาที รายงาน 2 : ผลการ
นำการเสนอการเรียนรู้รายกลุ่ม วเิ คราะห์รายกล่มุ 15%

Instructor Feedback 5-10 นาที ผลการประเมนิ จติ พิสยั (5%)
ครูให้ข้อเสนอแนะ

แนวทางการประเมินการเรียนการสอนแบบทีมเป็นฐาน (TBL) ภายหลังการเรยี นการสอนแลว้ ทีม
ผสู้ อนและผู้เกย่ี วข้องควรได้รว่ มกันประชุม อภิปรายนำเสนอผลการจดั การศกึ ษา ปญั หาอุปสรรค และแนวทาง
การแกไ้ ขปญั หาทีจ่ ะนำไปสู่การใช้การเรียนการสอนแบบทีมเป็นฐาน ใหส้ อดคลอ้ งกับบริบทการเรียนการสอน
และคุณลักษณะของผู้เรียนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรมีการพัฒนากิจกรรมของผู้สอนและผู้เรียน แนว
ทางการประเมินมดี งั นี้

194

ตารางท่ี 2.1 ประเมินการเรยี นการสอนแบบทมี เป็นฐาน

ระยะเวลา/เป้าหมาย กิจกรรม / บทบาท ผ้เู รยี น
ผสู้ อน

Pre-class - เตรยี มผู้สอนให้เขา้ ในหลกั การ TBL - ศึกษาวัตถุประสงค์การ

- ทักษะการเรียนรู้ด้วย - จัดทำคู่มือสำหรับผู้สอนและเรียนครอบคลุม เรยี นรู้

ตนเอง กระบวนการเรยี นร้แู ละขอบเขตเนือ้ หา - ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นใน

- การสนับสนุน การ - จัดทำแบบทดสอบที่รอบคลุมเนื้อหาการ การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง

เรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง เรยี นรู้ - ศึกษาคู่มือการเรียนรู้

- ประชุมเพื่อเตรียมสอนและอภิปรายหลังการ - ศึกษาคน้ ควา้ ด้วยตัวเองให้

สอนทกุ หน่วยการเรยี นรู้ มีความรู้ก่อนเข้าหอ้ งเรียน

In-class - จัดการทดสอบรายบุคคล - ทดสอบความรู้

บรรลวุ ัตถุประสงคข์ อง - จัดการทดสอบรายกลมุ่ - อภิปรายความรู้

การเรียนรรู้ ายวิชา - กระตุน้ การอภปิ ราย - สบื คน้ ความรู้เพม่ิ เติม

- สรปุ การเรียนรู้

- กระตนุ้ การประยกุ ตใ์ ช้ความรใู้ นกรณศี ึกษา

- ชว่ ยเหลือผู้เรยี นท่ีมีปญั หาในการเรียนรู้

- สะท้อนผลการเรยี นรู้รายกลุม่ และรายบุคคล

Post Class - อภิปรายปัญหาการจดั การเรียนรู้และ - ประเมินผลการเรยี นรู้

แลกเปล่ียนแนวทางการแก้ไข

- ร่วมประเมนิ ผลการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น

- วางแผนการจัดการเรียนรูใ้ นหนว่ ยการเรียน

ต่อไป

2.3 แนวคดิ ทฤษฎีความคดิ สรา้ งสรรค์
2.3.1 ทฤษฎีทีเ่ กยี่ วข้องกบั ความคิดสรา้ งสรรค์
นักจติ วทิ ยาและนักการศึกษาท่ีได้ศึกษาเกี่ยวกับความคดิ สรา้ งสรรค์ไดม้ ีทัศนะเก่ียวกับเรื่องนี้แตกต่าง

ออกไปดังนี้
1. ทฤษฎีของ Freud มีทัศนะเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ว่า ความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจากความ

ขัดแย้งซึ่งถูกขับดันออกมาโดยพลังจิตใต้สำนึกขณะที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น คนที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมี
ความคิดอิสระขนึ้ มากมาย แตค่ นท่ไี มม่ คี วามคิดสรา้ งสรรค์จะไม่มีสง่ิ น้ี

2. ทฤษฎีของ Tayler ได้ให้ข้อคิดของทฤษฎีอย่างน่าสนใจว่า ผลงานของความคิดสร้างสรรค์ของคน
นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นขั้นสูงสุดเสมอไป คือไม่จำเป็นต้องคิดค้นคว้าประดิษฐ์สิ่งของใหม่ๆ ที่ยังไม่มีผู้ใดคิดมา
ก่อนเลย หรือสร้างทฤษฎีที่ต้องใช้ความคิดด้านนามธรรมสูงยิ่ง แต่ความคิดสร้างสรรค์ของคนนั้น อาจเป็นข้ัน
ใดข้นั หนึ่ง ใน 6 ข้นั ตอ่ ไปนี้

ขั้นที่ 1 เป็นความคิดสร้างสรรค์ขั้นต้นที่สุด เป็นสิ่งสามัญธรรมดา คือ เป็นพฤติกรรมหรือ การ
แสดงออกของตนอย่างอิสระ ซึ่งพฤติกรรมนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยความคิดริเริ่มและทักษะแต่อย่างใดคือให้แต่
เพยี งกลา้ แสดงออกอย่างอิสระเท่าน้นั


Click to View FlipBook Version