95
ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา เท่ากับ 0.32 สรุปได้ว่าแบบประเมินเจตคติต่อการจัดประชุมการนำเสนอ
การใช้เทคโนโลยกี ารศึกษา เพือ่ พฒั นาการศกึ ษา ไมม่ คี วามเชอ่ื มน่ั สอดคลอ้ งภายใน ไมส่ ามารถนำไปใชไ้ ด้
แบบสมั ภาษณ์
การสมั ภาษณ์ คอื การส่อื สารระหว่างบคุ คลซ่งึ แตกตา่ งจากการสนทนาโดยท่วั ไป เพราะการสมั ภาษณ์
จะต้องมีจดุ มงุ่ หมาย ตอ้ งเตรียมคำถามและติดต่อกบั ผู้ใหส้ มั ภาษณโ์ ดยมีกำหนดเวลาทแี่ น่นอน
การสัมภาษณ์มีจุดมุ่งหมายทำนองเดียวกับการใช้แบบสอบถาม จึงมีผู้เรียกการสัมภาษณ์ว่าเป็น
แบบสอบถามปากเปล่า (Oral Questionnaire) แต่มีความแตกต่างกันตรงวิธีการ กล่าวคือ การสัมภาษณ์ ผู้
สัมภาษณ์เป็นฝ่ายซักถามโดยการพูด ผู้ตอบก็ตอบโดยการพูดแล้วผู้สัมภาษณ์เปน็ ฝา่ ยบันทึกคำตอบ ส่วนการ
ใช้แบบสอบถาม ผ้ตู อบตอบโดยการเขยี นตอบลงในแบบสอบถาม
การสัมภาษณจ์ ะได้ขอ้ มูลที่ดีหรือไม่เพยี งใดขึน้ อยูก่ ับผู้สัมภาษณ์เป็นสำคญั ในการสัมภาษณ์บางกรณี
ก็มีการใช้แบบสัมภาษณ์ช่วยเป็นแนวทางสำหรับผู้สัมภาษณ์ แต่ในบางกรณีก็ไม่ได้ใช้แบบสัมภาษณ์
ประกอบการสัมภาษณ์แต่อย่างใด ดังนั้นถือว่าตัวผู้สัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ส่วนแบบ
สมั ภาษณเ์ ป็นเพียงเครือ่ งชว่ ยบันทึกขอ้ มูลดว้ ย เชน่ แถบบันทึกเสยี ง โดยได้รับความยนิ ยอมจากผ้ถู กู สัมภาษณ์
ประเภทของแบบสัมภาษณ์ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท ดงั นี้
1) การสัมภาษณ์แบบไม่มีคำถามแน่นอน (Unstructured Interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่มี
กำหนดคำถามที่แน่นอนตายตัว หรือหากมีการกำหนดไว้บ้างก็เป็นคำถามประเด็นหลัก ในการสัมภาษณ์ก็ไม่
จำเป็นต้องใช้คำถามเหมือนกัน การเรียงลำดับคำถามก็ไม่ต้องเหมือนกัน ผู้ถามสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะ
กับสถานการณแ์ ละผู้ตอบ เป็นการสมั ภาษณ์ที่ยดื หยุ่นและเปิดกว้าง ผู้ถามมีอสิ ระในการถามเพื่อให้ได้คำตอบ
ตามจุดมุ่งหมายของการวิจัย ข้อมูลที่ได้รับไม่นิยมเอามาเปรียบเทียบกัน ไม่ได้มุ่งเอามาพิสูจน์สมมุติฐาน
นอกจากนี้คำถามที่ใช้และคำตอบที่ได้รับ อาจนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างแบบสัมภาษณ์ สำหรับใช้ในการ
สมั ภาษณ์แบบมีคำถามที่แนน่ อนในคร้งั ต่อๆ ไปได้
96
2) การสัมภาษณ์แบบมีคำถามที่แน่นอน (Structured Interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการกำหนด
ข้อคำถามไว้ล่วงหน้า และในการสัมภาษณ์ผู้ตอบแต่ละคนจะต้องได้รับการถามเช่นเดียวกัน และในลำดับ
ขั้นตอนเดียวกันดว้ ย ดังนัน้ การสัมภาษณ์แบบน้ีจำเป็นต้องใชแ้ บบสมั ภาษณท์ ่ีจัดเตรียมไว้ก่อน การสัมภาษณ์
แบบมีคำถามแน่นอนช่วยให้ผู้ถาม ถามตรงประเด็นที่ต้องการ ไม่ออกนอกเรื่อง ไม่เกินขอบเขตที่กำหนดไว้
และขอ้ มลู ทีไ่ ดร้ ับสามารถนำมาเปรียบเทียบกนั ได้
วิธกี ารสร้าง
การสร้างแบบสัมภาษณ์มีขั้นตอนน้อยกว่าประเภทอื่น ๆ เพราะมักเป็นคำถามกว้าง ๆ ให้ผู้ตอบตอบ
โดยอิสระและได้ข้อมูลท่เี ป็นความจริงมากที่สดุ ซึ่งมี 3 ขน้ั ตอนสำคัญ คอื
1. ศึกษาทฤษฎี หลักการ ตัวแปร หรือประเด็นสำคัญทตี่ ้องการทราบข้อมูล
2. สร้างข้อคำถามใหส้ ัมพันธ์กบั ประเดน็ หรอื คำสำคัญทีต่ ้องการทราบข้อมูลโดยยึดหลัก ดงั น้ี
2.1 ไมใ่ ชค้ ำถามทเี่ ปน็ การช้นี ำใหเ้ กิดคำตอบที่ต้องการ
2.2 ไม่ใช้คำถามทท่ี ำให้ผู้ตอบรสู้ กึ ต่อต้าน หรอื ทำใหเ้ กดิ อคตใิ นการตอบขอ้ มลู
2.3 ไม่ใช้คำถามที่เป็นความขัดแย้งค่านิยมของสังคม เพราะผู้ตอบจะตอบตามค่านิยมทำให้
ไม่ได้รับความจริง
3. นำแบบสัมภาษณท์ ี่ออกแบบขอ้ คำถามไปตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา
4. นำแบบสมั ภาษณท์ ่ผี ่านการทดสอบความตรงทดลองใช้กับผู้ทมี่ ลี ักษณะใกลเ้ คยี ง
การนำไปใช้
1. ใชก้ ับแบบรายบุคคล (One-On-One Interview)
- เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมลู ซึ่งกันและกัน ทำใหผ้ ู้สมคั รรสู้ ึกเปน็ กนั เอง
- มีความรวดเรว็
- ใชก้ ับการสมั ภาษณใ์ นระดับตำแหนง่ ที่ไม่สูงมากนัก
- เป็นวิธกี ารที่เกิดอคติไดง้ า่ ย
- Ex: เสมยี น พนกั งานพิมพด์ ดี
2. ใชก้ บั แบบกล่มุ (Group Interview)
- ใช้กับผู้สมคั รหลายคนแลกเปลย่ี นหรอื แสดงความคดิ เห็นรว่ มกนั
- ประหยัดเวลาในการสัมภาษณ์
3. ใชก้ บั แบบคณะกรรมการ(Board Interview)
- ใชส้ มั ภาษณ์ในตำแหนง่ ทส่ี ำคัญ เป็นพนกั งานระดบั สูง
4. ใช้กับแบบกดดนั (Stress Interview)
- ทำให้ผู้สมคั รเกิดอาการเครยี ด ยว่ั ยใุ ห้อารมณ์เสีย
- ดูพฤติกรรมทเี่ กดิ ขน้ึ ว่าสามารถควบคุมอารมณ์ไดห้ รือไม่ เพียงใด
97
- Ex: งานดา้ นบริการ พนักงานขาย พนักงานต้อนรบั ประชาสัมพันธ์
ความตรงและความเท่ียงของการสมภั าษณ์
ความตรง (Validity) ของการสัมภาษณ์ข้ึน อยู่กับการวางแผนกำหนดคำถามและมีการตรวจสอบ
เพื่อให้คำถามนั้นตรงตามจุดม่งุ หมายทีต่ ้องการศึกษา
ความเชื่อมั่น (Reliability) ของการสมั ภาษณ์อาจใช้วิธีการตั้งคำถามที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
หรือการสมั ภาษณ์ในช่วงเวลาท่ีต่างกัน การใชผู้สัมภาษณ์ภาษณ์มากกวา่ 1 คนก็จะช่วงให้เกิดความเช่ือมั่น
มากขน
ปัจจยั ทส่ี ่งผลต่อความลำเอียงในการสัมภาษณ์
• ทกั ษะของผู้สัมภาษณ์
• ปฏิสัมพันธ์ระหวา่ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสมั ภาษณ์
• บคุ ลิกภาพของผู้สัมภาษณ์
• อายุผู้สมั ภาษณ์
• ระดบั การศกึ ษา
• ประสบการณ์การสมั ภาษณ์
เพศของผู้สมั ภาษณ์ (เพศหญิง >เพศชาย)
ขอ้ ดี
1. สามารถใช้ไดก้ บั ผูท้ ม่ี ีปญั หาในการอ่าน หรือการเขยี น
2. ทำใหไ้ ดข้ อ้ มลู โดยตรงจากแหล่งขอ้ มลู ประเภทบุคคล
3. ได้ขอ้ มูลที่ไมส่ ามารถเขยี นตอบโดยตรง
4. ระหว่างการสัมภาษณ์สามารถสังเกตความจริงใจในการตอบของผู้ถูกสัมภาษณ์จากกิริยา
ทา่ ทางได้
5. ระหวา่ งการสมั ภาษณ์ ตรวจสอบคำตอบได้และสามารถหาข้อมูลไดล้ กึ ข้นึ เมื่อเกิดข้อสงสัย
ในคำตอบ
ขอ้ เสยี
1. มักสน้ิ เปลืองคา่ ใช้จ่าย แรงงาน และเวลามาก
2. เปน็ ปญั หายุง่ ยากในการขจัดความลำเอยี งของผสู้ มั ภาษณ์
3. อาจได้ข้อมูลที่ต้องไม่ครบถ้วน เพราะผู้สัมภาษณ์และ/หรือผู้ถูกสัมภาษณ์อาจจะมี
ความเครยี ด กระวน กระวายใจ ลืมถามคำถามบางคำถามไป
4. ถา้ ใชผ้ ู้สัมภาษณห์ ลายคน การควบคุมให้อยใู่ นมาตรฐานเดียวกันย่อมทำได้ยาก
5. ที่ตั้งหรือที่อยู่ของผู้ถูกสัมภาษณ์มักจะอยู่กระจัดกระจาย การคมนาคมไปมาไม่สะดวก
และภาษาพูด อาจแตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นปัญหาตอ่ การสัมภาษณ์ อาจจะทำให้โครงการวจิ ัยต้องลา่ ชา้
หรือลม้ เหลวลงไปได้
98
การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบสมั ภาษณ์
แบ บ ส ั มภ า ษณ์ ถ้ า มี โ คร งส ร ้ า งที ่ ช ั ด เจ น จ ะใกล้ เ คี ย งกั บ แบ บ สอบ ถา มบ า งป ร ะเ ภ ทโ ด ยเ ฉพาะ
แบบสอบถามที่ใช้คำถามปลายเปิด โดยทั่วไปแล้วก่อนที่จะนำแบบสัมภาษณ์ไปใช้มักจะมีการตรวจสอบความ
เที่ยงตรง โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญพิจารณาข้อคำถามในการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมเนื้อหาครบถ้วน ข้อคำถาม
ถูกต้องเหมาะสม ตรงตามโครงสร้าง และภาษาที่ใช้เหมาะสมกับผู้ให้ข้อมูล (สมคิด, 2538 : 34) อาจนำแบบ
สัมภาษณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นชอบแล้วไปทดลองสัมภาษณ์กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของ
ภาษาอีกกไ็ ด้ ในสว่ นของความเช่อื มั่นนั้นอาจทดสอบด้วยวิธสี ัมภาษณ์ซ้ำเชน่ เดียวกบั แบบสอบถามท่ีใช้วิธีสอบ
ซ้ำ หรืออาจตรวจสอบความเช่ือมน่ั ของคำตอบท่ีได้จากการสัมภาษณด์ ้วยการใช้ผ้สู ัมภาษณห์ ลายคนสัมภาษณ์
ผู้ให้ข้อมูลคนเดียว แล้วตรวจสอบความสอดคล้องของคำตอบกับผู้สัมภาษณ์คนอื่น ๆ หรืออาจใช้ผู้สัมภาษณ์
คนเดียว เมือ่ ไดข้ อ้ มลู แลว้ นำข้อมลู ดงั กลา่ วให้ผถู้ กู สมั ภาษณย์ ืนยันคำตอบของตนเองกไ็ ด้
แบบการสังเกต (Observation)
การสงั เกต คือ การเฝ้าดสู ิง่ ทเ่ี กิดข้ึนอย่างใส่ใจและมรี ะเบียบวธิ ี เพ่ือวเิ คราะหห์ รือหาความสมั พนั ธ์ของ
ส่ิงทีเ่ กิดข้นึ นนั้ กับสง่ิ อน่ื (สภุ างค์ จันทวานชิ , 2549: 45)
ประเภทของการสังเกต
การสงั เกตท่ีใช้ในการวจิ ัยเชงิ คุณภาพมี 2 แบบ คือ
1. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) คือ การสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปใช้ชีวิต
ร่วมกับกลุ่มคนที่ถูกศึกษา มีการทำกิจกรรมร่วมกัน จนผู้ถูกศึกษายอมรับว่าผู้สังเกตมีสถานภาพบทบาท
เช่นเดียวกับตน ผู้สังเกตจะต้องปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มคนที่ศึกษา โดยอาจเข้าไปฝังตัวอยู่ในเหตุการณ์ เข้าไป
อาศยั อยูใ่ นชมุ ชนเปน็ เวลานาน จนคนในชมุ ชนร้สู กึ ว่าเปน็ เรอื่ งธรรมดาทีม่ ีนกั วจิ ยั มาอาศยั อยู่
เทคนคิ การสงั เกตการณแ์ บบมสี ว่ นร่วมมี 4 อยา่ ง คอื
1.การสังเกตการณโ์ ดยตรง (Direct Observation)
2. การมสี ่วนรว่ มโดยตรง (Direct Participant)
3. การสัมภาษณ์ (Interview)
4. การคน้ หาบนั ทกึ จากเอกสารอื่น ๆ
ขอ้ ดขี องวิธกี ารสังเกตแบบมีสว่ นร่วม
• ทำใหผ้ ู้วจิ ัยไดร้ บั การยอมรับและสนทิ สนมกับกลุ่มท่ีจะศึกษา โดยที่ผูถ้ ูกสงั เกตไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกตหรือ
เฝา้ ดู จึงมพี ฤตกิ รรมทเ่ี ปน็ ไปตามธรรมชาติ ทำให้ได้ขอ้ มูลทเี่ ป็นจริง
• ทำให้เหน็ ภาพรวมของเหตุการณ์ตา่ ง ๆ อย่างเปน็ ธรรมชาติมากท่ีสุด ทำใหเ้ ขา้ ถึงขอ้ มลู ได้ง่าย
• สามารถตรวจสอบข้อมลู ได้ซำ้ ๆ
ข้อจำกดั ของวธิ ีการสงั เกตแบบมีส่วนร่วม
• มกั ใช้ไดก้ ับการศกึ ษากลมุ่ เลก็ ๆ
99
• นักวิจัยต้องระวังมิให้ตนเองเข้าไปมีความรู้สึกร่วมและผูกพันทางอารมณ์จนขาดความเที่ยงตรง อาจ
เป็นเหตใุ หม้ ีอคติ หรอื เข้าข้างกล่มุ ทกี่ ำลังศกึ ษาได้ ข้อมลู ก็จะขาดความเทีย่ งตรง
• การจดบนั ทึกเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ทำไดล้ ำบากขณะอยูร่ ว่ มกิจกรรมกับกลมุ่
2. การสังเกตแบบไม่มสี ่วนร่วม (Non-Participant Observation) คือการสังเกตทผี่ วู้ ิจยั เฝ้าสังเกตอยู่
วงนอก ไมเ่ ข้าไปรว่ มในกจิ กรรมที่ทำอยู่
ขอ้ ดขี องวธิ กี ารสงั เกตแบบไมม่ ีสว่ นร่วม
• มักใชใ้ นการเร่ิมตน้ เกบ็ ข้อมูล ทำได้ง่าย
• ไม่ต้องเสียเวลาให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มศึกษา เพราะมีบทบาทเป็นคนนอก ทำให้มีโอกาสเกิด
อารมณร์ ว่ มน้อย
• เกบ็ ข้อมูลในระยะเวลาส้นั และส้นิ เปลืองคา่ ใชจ้ ่ายน้อยกวา่ วธิ ีการสังเกตแบบมสี ่วนร่วม
ขอ้ จำกัดของวิธกี ารสงั เกตแบบไม่มีสว่ นรว่ ม
• ถา้ ผู้สงั เกตรวู้ า่ ถกู สังเกต อาจทำใหไ้ มแ่ สดงพฤตกิ รรมท่ีเปน็ ธรรมชาตอิ อกมา
• ข้อมลู ทไี่ ดไ้ ม่ละเอยี ดหรือสมบรู ณ์เทา่ วธิ กี ารสงั เกตแบบมีส่วนร่วม
การสังเกตทั้ง 2 วธิ ี แบง่ เป็น 2 ลกั ษณะ คือ
1. การสงั เกตแบบมีโครงสร้าง (Structure Observation)
- มเี ปา้ หมายแน่นอน
- สงั เกตเม่ือไร ที่ไหน พฤติกรรมอะไรทจี่ ะตอ้ งสังเกต
2. การสงั เกตแบบไมม่ ีโครงสร้าง (Non-structured Observation)
- ไม่มเี ปา้ หมายขอบเขตท่ีแน่นอน
- สังเกตทุกแง่มุม บนั ทึกพฤตกิ รรมต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนทัง้ หมด
หลกั สำคัญในการสงั เกต
1. ตอ้ งทราบว่า เรอื่ งทเ่ี ราต้องการศึกษาวิจัย ควรใชว้ ธิ กี ารสงั เกตแบบไหน
2. การสงั เกตควรกำหนดระยะเวลาทีแ่ นน่ อน
3. การสงั เกตตอ้ งมกี ารจดบนั ทึกส่ิงทพี บเหน็ อยูต่ ลอดเวลา
4. ตอ้ งมกี ารตรวจสอบความแม่นยำเทย่ี งตรงของข้อมูลที่จดบันทึก
ขั้นตอนการสงั เกตการณ์ David J Fox (1970, p.210)
เสนอไว้ 4 ขนั้ ตอน คอื
1. การสังเกตปรากฏการณ์ทีเ่ กดิ ขึ้นอย่างมีระบบ
2. สรุปขอ้ คดิ เห็นของผู้สังเกตการณ์
3. คน้ หาเพอื่ ทำนายเหตุการณ์ตอ่ ไป
4. พยายามสร้างทฤษฎีเพอ่ื อธิบายวา่ เหตใุ ดปรากฏการณน์ ัน้ จงึ จะเกิดข้ึนได้
100
โดยท่วั ไปหลกั การเกบ็ ขอ้ มูลโดยวิธีเฝา้ สงั เกตมีดงั น้ี
1. จะต้องกำหนดวัตถปุ ระสงคใ์ หแ้ น่นอนวา่ จะเกบ็ ข้อมลู อะไร
2. ตอ้ งวางแผนการสังเกตอย่างมขี ัน้ ตอน และเป็นระบบ
3. ต้องมีการจดบนั ทกึ ให้ละเอยี ด จนสามารถมองเห็น และลำดบั ภาพพจน์ได้
4. การเฝา้ สงั เกตจะตอ้ งใหค้ วามสำคญั ของความถูกต้องของเหตุการณ์
5. จะตอ้ งกำจัดความรู้สกึ และอคตสิ ่วนตวั ออกไปใหห้ มด
6. จะตอ้ งบันทึกเบ้อื งหลังเหตกุ ารณ์นั้น ตลอดจนสภาพการณ์ส่ิงแวดลอ้ มในขณะที่เกดิ เหตกุ ารณน์ ัน้
ขอ้ ดขี องการสงั เกต
1. ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ขอ้ มูล
2. สามารถศึกษาขอ้ มลู ไดล้ ะเอียดลกึ ซ้งึ กว่าการสมั ภาษณ์
3. การเก็บขอ้ มลู แบบสงั เกตทำใหบ้ รรยากาศตา่ ง ๆ เปน็ ไปโดยธรรมชาติ
ข้อจำกดั ของการสงั เกต
1. ไมม่ ีเคร่อื งมือทค่ี วบคมุ คุณภาพของข้อมลู ที่ได้จากการสงั เกตว่าถูกต้องเชื่อถอื ได้หรือไม่
2. การสงั เกตต้องใชร้ ะยะเวลานาน
3. ผ้สู งั เกตท่ไี มไ่ ดร้ บั การฝกึ ฝนอบรมมาเปน็ อย่างดี มกั จะใชม้ าตรฐานของสังคมตนเองเป็นหลกั ทำให้
มอี คติในการวเิ คราะห์หรอื แปลผลได้
4. พฤตกิ รรมอย่างเดียวกนั ผูส้ งั เกตหลายคนอาจแปลผลความหมายแตกต่างกนั ได้
5. ความเคยชินของผู้สังเกตในทางพฤติกรรมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจทำให้ผู้สังเกตละเลยถึงพฤติกรรม
น้ัน ๆ
6. การเสนอรายงานของผู้สังเกตหรือนักวิจัยส่วนใหญ่จะเสนอในเชิงคุณภาพทำให้ ผู้อ่านไม่สามารถ
ประเมินความถูกต้องหรอื คุณภาพของรายงานน้นั ได้
หลกั ในการคดั เลือกผู้สังเกตการณ์
1. จะต้องเป็นผู้ท่ีมีความสามารถในการจำแนกพฤติกรรมของมนุษย์ออกเปน็ แบบ ๆ ได้และข้นั ต่าง ๆ
ที่แบ่งนน้ั จะต้องสามารถอธบิ ายพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ครบถ้วน
2. เป็นคนชา่ งสังเกต แต่กม็ คี วามสามารถแยกไดว้ ่าอะไรบา้ งทีไ่ ม่อยู่ในขอ้ สังเกต
3. จะต้องมคี วามอดทน เฉลียวฉลาด มีการตดั สินใจดี รวดเร็ว สามารถแกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้า
4. จะต้องเป็นผูท้ ่ีมมี นุษยสมั พนั ธ์ทด่ี ี
5. ลักษณะอ่นื ๆ ขึน้ อยู่กบั เรอื่ งทีจ่ ะเฝา้ สังเกตเป็นเรื่องๆ ไป
ระบบการอ้างองิ พฤตกิ รรมของเบลล์ 12 แบบ
แบบท่ี 1 พฤติกรรมทแ่ี สดงออกถึงความเป็นมิตร และความเปน็ อนั หนง่ึ อันเดียวกนั จะสังเกตได้ เช่น
- การยกย่อง
- การใหค้ วามสนบั สนนุ
- การให้รางวลั
101
แบบท่ี 2 พฤติกรรมท่ีแสดงออกถงึ การผ่อนคลายความตึงเครียดจะสังเกตได้ เชน่
- การตลก
- การหวั เราะ
- การแสดงความพอใจ
แบบที่ 3 พฤติกรรมที่แสดงถึงความเหน็ ดว้ ย ยอมรบั จะสงั เกตได้ เช่น
- รับปฏิบัติอยา่ งเฉย ๆ
- รบั ปฏิบัติอยา่ งพอใจ
- รับปฏบิ ัตอิ ยา่ งเต็มใจ
แบบท่ี 4 พฤติกรรมท่แี สดงการแนะนำา จะสังเกตได้ เชน่
- มีการช้ีแนะแนวทาง
แบบท่ี 5 พฤติกรรมทีแ่ สดงถงึ ความคดิ เห็น จะสงั เกตได้ เชน่
- มกี ารวิเคราะห์
- มกี ารประเมินผล
แบบที่ 6 พฤตกิ รรมที่แสดงถงึ การยอมรับ จะสงั เกตได้ เช่น
- มีการยนื ยนั ข้อเทจ็ จรงิ
- ให้ขา่ วสารเพิม่ เติม
แบบท่ี 7 จะตรงข้ามแบบท่ี 6
แบบที่ 8 จะตรงขา้ มแบบที่ 5
แบบท่ี 9 จะตรงข้ามแบบท่ี 4
แบบท่ี 10 จะตรงข้ามแบบท่ี 3
แบบที่ 11 จะตรงข้ามแบบท่ี 2
แบบท่ี 12 จะตรงข้ามแบบท่ี 1
หมายเหตุ :- ระบบการอ้างองิ พฤติกรรม เปน็ ส่งิ จำเปน็ และควรใหค้ วามสำคญั มาก ๆ ในการเฝา้ สงั เกต
ความตรงและความเทยี่ งของการสังเกต
• การใชว้ ิธีการสมุ่ เวลา จะชว่ ยให้ไดพ้ ฤตกิ รรมทีเ่ ปน็ ตวั แทนของพฤตกิ รรมจริง
• การสุ่มเวลา (Time Sampling) เป็นการแบ่งช่วงเวลาการสังเกตเป็นช่วงสั้นๆ และท่าการสังเกต
บอ่ ยครงั้ จะทำให้เหน็ พฤติกรรมทแ่ี ตกต่างกันได้
• ผลกระทบจากผวู้ จิ ยั อาจสง่ ผลต่อการสงั เกตถา้ ผู้วจิ ัยเป็นผู้สงั เกตอาจมีแนวโน้มท่จี ะสังเกตเฉพาะสิ่งท่ี
คาดหวัง และมองข้ามในเหตุการณ์ทีไ่ ม่ตรงกับแนวคิดของตน อาจแก้ไขโดยการให้ผู้สังเกตอื่น ๆ เข้า
มาชว่ ย
กล่าวโดยสรุป ทั้งการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมนั้น ต่างมีวัตถุประสงค์
เพื่อสังเกตพฤติกรรมและเหตุการณ์ เพื่อนำมาหาความสัมพันธ์และความหมายของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ใน
ภาพรวมการสังเกตมขี ้อดแี ละข้อจำกดั ดังรายละเอียดต่อไปน้ี
102
บทสรุป
ในการเลือกใช้เครื่องมือสำหรับการวิจัยนั้น ผู้วิจัยควรระลึกเสมอว่า ต้องเลือกใช้เครื่องมือให้ตรงกับ
พฤติกรรมที่ต้องการวัด และต้องสร้างเครื่องมือให้มีคุณภาพ การใช้เครื่องมือให้ตรงกับคุณลักษณะหรือ
พฤติกรรมที่ต้องการวัดสามารถสรุปได้ดังนี้ แบบสอบถาม ใช้วัดความรู้สึกนึกคิดความเห็น ข้อเท็จจริงที่พบ
แบบสัมภาษณ์ ใช้ในการศึกษาข้อเท็จจริงเก่ียวกบั สถานภาพส่วนตัว ประสบการณ์ความรู้สึกหรอื ความคิดเห็น
ต่อสิ่งใด รวมทั้งความรู้ความคิดด้านวิชาการของบุคคล แบบสังเกตพฤติกรรมใช้สังเกตพฤติกรรม คุณธรรม
หรือลักษณะนิสัย บุคลิกภาพของบุคคล นอกจากนี้เครื่องมือที่มีคุณลักษณะที่ดี จะมีลักษณะดังนี้ ได้แก่ มี
ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น มีความเป็นปรนัย และมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่เป็นเครื่องมือประเภท
แบบทดสอบต้องการคุณลักษณะสำคัญเพิ่มอีก เช่น มีความยากพอเหมาะ มีอำนาจจำแนก มีความยุติธรรม
ถามลึก ลักษณะจงู ใจให้ทำข้อสอบ ในการสร้างเคร่ืองมอื ทกุ ชนดิ ผู้วิจัยต้องคำนึงถึงพฤติกรรมทต่ี ้องการวัด โดย
ผู้วิจัยจะมีการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ต้องวัดหรือต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้
แล้วและมีการสรปุ เป็นนิยามปฏิบัติการ จากนั้นผู้วิจัยจึงสรา้ งเครื่องมือให้สอดคล้องกับนิยามและสภาพความ
เป็นจริงหรือบริบทที่จะต้องนำเครื่องมือนั้นไปใช้นอกจากนั้นแล้วในการนำเครื่องมือไปใช้ในการเก็บรวบรวม
ขอ้ มลู ผวู้ ิจัยตอ้ งคำนึงถึงข้อดีและข้อจำกัดในการนำเครื่องมือแตล่ ะชนดิ ไปใชด้ ้วย เชน่ แบบสอบถามสามารถ
รับและสง่ ได้หลายวธิ ีทั้งการรับ-ส่งทางไปรษณีย์ดว้ ย แตก่ ารสง่ ไป-ส่งกลับทางไปรษณีย์อาจทำให้ล่าชา้ สูญหาย
หรอื ได้รบั กลบั คืนไม่ครบ ซง่ึ โดยทั่วไปแล้วผูว้ ิจัยควรจะได้รับเคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลกลับคืนมา
ไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 80 ของเคร่ืองมอื ทสี่ ่งไป จึงจะสามารถวิเคราะห์ขอ้ มูลได้
103
ตวั อย่าง แบบสอบถามความพ่ึงพอใจ
กิจกรรมอบรมวิชาชพี หลกั สตู รระยะสนั้ สติกเกอร์ไลน์
คำช้ีแจง ให้นักเรยี นเลอื กประเมนิ แสดงความคิดเหน็ โดยทำเครื่องหมาย √ ในชอ่ งทตี่ รงกับระดบั ความพึง
พอใจดังนี้
ระดับ 5 = มากทีส่ ดุ 4 = มาก 3 = ปานกลาง 2 = นอ้ ย 1 = นอ้ ยที่สุด
ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู ทั่วไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
1. เพศ
[ ] ชาย [ ] หญิง
2. ระดับช้นั ปี
[ ] มธั ยมศึกษาปีท่ี 1
[ ] มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
[ ] มธั ยมศึกษาปีที่ 3
3. ศกึ ษาทโี่ รงเรยี น
[ ] โรงเรยี นบ้านสะอาด
[ ] โรงเรยี นไทยรฐั 84
[ ] โรงเรยี นหนิ ลาดวงั ตอ
104
ตอนที่ 2 ระดับความคิดเห็นในการฝกึ อบรม
โปรดแสดงความคดิ เหน็ โดยทำเครอ่ื งหมาย √ เพอ่ื ประโยชนใ์ นการจดั อบรมครง้ั ตอ่ ไป
ระดับ 5 = มากทส่ี ดุ 4 = มาก 3 = ปานกลาง 2 = นอ้ ย 1 = น้อยที่สดุ
ประเดน็ วัดความพงึ พอใจการใหบ้ ริการการฝึกอบรมหลักสูตรฝึกอบรม ระดับความพึงพอใจ
54321
1. ด้านการฝกึ อบรม
1. เนอื้ หาในการฝึกอบรมตรงกับวัตถุประสงค์
2. ระยะเวลาในการฝกึ อบรมมคี วามเหมาะสม
3. รูปแบบและวิธีการฝึกอบรมมีความเหมาะสมกับสถานการณป์ ัจจบุ นั
4. คณุ ภาพของเอกสารประกอบการฝึกอบรม
5. หลักสูตรเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้และพฒั นาความสามารถของทา่ น
6. ทา่ นสามารถนำสง่ิ ท่ีได้รบั จากโครงการน้ีไปใช้ในการปฏิบัตงิ าน
2. ดา้ นวิทยากร
1. ความสามารถในการถ่ายทอด/ส่ือสาร/ความเข้าใจ
2. การเรียงลำดบั บรรยายเน้ือหาได้ครบถว้ น
3. การเปิดโอกาสให้ซักถามและแสดงความคิดเหน็
4. การตอบคำถามได้ตรงประเดน็ และชัดเจน
5. ใชเ้ วลาเหมาะสมมาก/น้อย เพยี งใด
3. ดา้ นความรคู้ วามเขา้ ใจท่ีได้รับจากการฝกึ อบรม
1. ความรู้ก่อนฝกึ อบรม
2. ความรหู้ ลงั การฝกึ อบรม
ตอนท่ี 3 ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม (โปรดระบ)ุ
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................... .............................................................................
............................................................................................................................. .........................................
........................................................................................................................................ ..............................
105
การหาคุณภาพของแบบสอบถาม
แบบสอบถาม (Questionnaire)
1) ความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบถาม หมายถึง คุณสมบัติของแบบสอบถามในด้าน
ความสามารถในการวัดสิง่ ต่าง ๆ ที่ต้องการวัดได้สอดคล้องตรงกนั กับความต้องการหรือจุดมุ่งหมายของการวัด
ความเที่ยงตรงของแบบสอบถามเป็นความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) ซึ่งจะหาได้จากการ
ใช้ขอความอนุเคราะห์จากผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ที่มีความรอบรู้ในด้านเนื้อหาสาระของสิ่งท่ี
ต้องการศึกษา โดยการวัดความสอดคล้องระหว่างข้อความหรือรายการของคำถามกับจุดมุ่งหมายที่ใช้ในการ
สรา้ งแบบสอบถาม ซงึ่ ก็เปน็ การหาคา่ IOC
2) ความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถาม หมายถึง คุณสมบัติของแบบทดสอบถามในด้าน
ความสามารถในการวัดส่งิ ตา่ ง ๆ ทีต่ ้องการวดั ได้อย่างคงท่ีแน่นอนหรือคงเส้นคงวา (Consistency) ซึ่งมีหลาย
วิธี และวิธหี าใชส้ ตู รการหาเช่นเดยี วกบั การหาความเชื่อม่ันของแบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม นยิ มใช้มากคือวิธีของ
ครอนบคั (Cronbach AlphaProcedure) ค่าความเชื่อมน่ั ของแบบสอบถามอย่างน้อยทส่ี ุดไมค่ วรต่ำกวา่ 0.70
3) อำนาจจำแนก (Discrimination) ของข้อความหรือรายการของคำถามในที่นี้ใช้กับแบบวัด
หมายถึง ดชั นที ใี่ ชแ้ สดงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับผลรวมของคะแนนข้ออื่น ๆ หรือคะแนนรวมท่ี
ไม่ไดร้ วมคะแนนของข้อนนั้ ๆ เขา้ ไปดว้ ยหรือหมายถึงคุณสมบตั ิของข้อความหรือรายการของคำถามทส่ี ามารถ
จำแนกผลรวมของคะแนนทุกข้อ หรือคะแนนรวมของแบบสอบถามทั้งฉบับออกจากกันระหว่างกลุ่ มที่ได้
คะแนนสูงกับกลุ่มที่ได้ได้คะแนนต่ำ ซึ่งวิธีการคำนวณหาค่าที่น้ีสอนวิธีจากการทดสอบนัยสำคัญทางสถิติของ
ความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ได้คะแนนสูงกับกลุ่มที่ได้คะแนนต่ำ โดยใช้สูตร t-test โดยใช้กลุ่ม
คะแนนรวมจากแบบสอบถามทั้งฉบับสูง และกลุ่มคะแนนรวมจากแบบสอบถามทั้งฉบับต่ำกลุ่มละ25% ของ
จำนวนผู้ตอบแบบทดสอบถามทั้งหมดหาค่า t กลุ่มคะแนนรวมสูง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนในข้อใด ๆ สูงกว่า
ค่าเฉล่ยี ของคะแนนในขอ้ น้นั ของกลุ่มคะแนนรวมต่ำอย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ กิ ็แปลความหมายว่าข้อความหรือ
รายการของคำถามในขอ้ นัน้ ๆ มีอำนาจำแนก
106
บรรณานุกรม
จติ ติรัตน์ แสงเลิศอุทัย เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั Research Instrument. วารสารบณั ฑิตศึกษา ปที ่ี 12
ฉบบั ท่ี 58 กรกฎาคม-กันยายน 2558
นฤมล สนิ สพุ รรณ เอกสารคำสอน ระเบียบวธิ ีวจิ ัยทางสงั คมทีใ่ ช้ในงานสาธารณสขุ ภาควชิ าเวชศาสตร์
ชุมชน คณะแพทยศาสตรม์ หาวทิ ยาลัยขอนแก่น 2535 : 1-63.
บญุ ธรรม กิจปรีดาบรสิ ุทธ์.ิ เทคนคิ การสร้างเคร่อื งมอื รวบรวมขอ้ มูลสำหรบั การวจิ ัย. พมิ พ์ครง้ั ที่ 7.
กรงุ เทพฯ : ศรีอนันต์ การพิมพ์, 2553.
บุญเรียง ขจรศลิ ป.์ วิธีวจิ ยั ทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์พี.เอ็น.การพิมพ์, 2543.
มานพ คณะโต วธิ วี ทิ ยาการวจิ ัยเชงิ คุณภาพในระบบสุขภาพชุมชน. พิมพค์ รั้งท่ี 1 บอนแกน่ เครอื ข่าย
พฒั นาวิชาการและขอ้ มลู สารสนเทศภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ 2550.
พิสณุ ฟองศรี. วิจัยทางการศึกษา. พมิ พ์ครัง้ ท่ี 6. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พด์ ่านสุทธาการพมิ พ์, 2552.
ลว้ น สายยศและองั คณา สายยศ. เทคนิคการวดั ผลการเรียนร.ู้ พมิ พ์คร้งั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : สวุ ีริยาสาส์น,
2543.
สมนกึ ภัททิยธน.ี การวัดผลการศกึ ษา. พิมพค์ รงั้ ท่ี 6. กาฬสนิ ธ์ุ : ประสานการพมิ พ์, 2551.
Neuman, W. L. Basic of Social Research: Qualitative and Quantitative Approaches. (2nd
ed.). Boston: Pearson, 2007.
Nitko, J. A. Education assessment of student. 4thed. New Jersey: Pearson, 2004.
บทที่ 9
การพัฒนานวตั กรรม โดยใช้กระบวนการวจิ ัย
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
การวิจัยและพัฒนาเป็นลักษณะหนึ่งของการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ใช้กระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่าง
เป็นระบบ มุง่ พัฒนาทางเลอื กหรือวิธีการใหม่ ๆ เพอื่ ใชใ้ นการแกป้ ญั หาและในการสร้างนวัตกรรมและประดิษฐ
กรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของโลกจากอดีตจนถึงปัจจุบันล้วนมีรากฐาน มาจากการวิจัยและพัฒนา
เกือบท้ังสิ้น นักววิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์หรือนักวิจัยทางการศึกษา ต่างใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาโดย
การสังเกตสภาพปัญหาที่เกิดขึน้ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์องค์ความรูใ้ หมเ่ พื่อออกแบบนวัตกรรมหรอื ประดษิ ฐ
กรรม ทำการทดลอง ทดสอบและปรับปรุง แก้ไขจนเกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพแล้วจึงทำการเผยแพร่
และขยายผลแนวคิดเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนา สามารถสร้างความก้าวหน้าทางความคิดและการคิดค้น
ประดิษฐ์กรรมใหม่ ๆ ให้กับศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม แพทยศาสตร์ มนุษยศาสตร์ศิลปะ
ศาสตร์ การศึกษา และยังมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันและพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้เกิดการพัฒนา
ความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่
ความเป็นมาของการวิจยั และพัฒนา
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) มีประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการ
อย่างยาวนานในการสร้างนวัตกรรม (Innovation) และประดิษฐ์กรรม (invention) ทางด้านวิทยาศาสตร์
อุตสาหกรรมและธุรกิจของโลกตะวันตก ทำให้เกิดผลผลิตสำคัญของโลกมากมายที่มีบทบาทต่อความคิดและ
การเปลยี่ นแปลงชวี ิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการเปลย่ี นแปลงโลกอย่างต่อเน่ืองจาก
อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น การค้นพบวัคซีน การประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า การพัฒนาเครื่องจักรสำหรับการผลิตใน
โรงงานอุตสาหกรรม การผลิตโทรศัพท์ ตู้เย็น การคดิ คน้ วิธีการคุมกำเนิด การพฒั นาคอมพวิ เตอร์ การเกิดของ
อินเตอรเ์ นต็ ทม่ี ผี ลกระทบทย่ี ิง่ ใหญ่ตอ่ การส่ือสารของมวลมนุษยชาติ เป็นต้น
แนวคิดเก่ียวกับการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) สามารถสร้างความก้าวหน้า
ทางความคิดและการคิดค้นประดิษฐ์กรรมใหม่ ๆ ให้กับศาสตร์ทุกสาขาวิชา ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์
อุตสาหกรรม แพทยศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัย
จำนวนมากที่ได้สร้างตำนานการวิจัยและพัฒนาที่เป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมและประดิษฐกรรมไว้มากมายซ่ึง
สามารถยกตัวอย่างพอเป็นสงั เขป อาทเิ ช่น
Isaac Newton (1642-1727) นักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบสิ่งที่ไม่มีผู้ใดเคยค้นพบ
มากอ่ น คือ กฎแรงโนม้ ถว่ งของโลก เปน็ ผปู้ ระดิษฐ์กลอ้ งโทรทรรศน์ และสง่ิ ประดิษฐ์อกี หลายอยา่ ง
Benjamin Franklin (1706-1790) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้ทำการทดลองและค้นพบ
กระแสไฟฟ้าสถิต ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าก้านยาว เตาไฟฟ้า และสิ่งประดิษฐ์อื่นอีกมากมาย ต่อมามีบทบาท
เปน็ นกั เขียน นกั การเมือง นกั การทูต ซง่ึ มีบทบาทและอทิ ธิพลอย่างสูง ต่อการพฒั นาประเทศสหรัฐอเมริกา
Alexander Graham Bell (1847-1922) นกั วทิ ยาศาสตร์ชาวอังกฤษเปน็ ผ้ปู ระดิษฐ์โทรศัพท์พรอ้ ม ๆ
กับเอลิซา เกรย์ นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการติดต่อสื่อสารของโลกเป็นอย่างมากและได้
กอ่ ต้ังบรษิ ทั Bell telephone ทีด่ ำเนนิ การวางระบบโทรศพั ทแ์ ละเปน็ แนวทางมาถึงปจั จบุ ัน
108
Thomas Edison (1847-1931) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกนั ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า (1890) และได้
ประดิษฐ์เครื่องใช้มากมาย เป็นผู้ริเริ่มนำหลักการวิจัยและพัฒนาสำหรับการผลิตและกระบวนการผลิตมา
ประยุกต์ในเชิงอุตสาหกรรม เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท General Electric พัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายอย่าง
และไดจ้ ดลขิ สทิ ธิ์ผลงานคน้ ควา้ จำนวน 1,093 รายการ
การวิจัยและพัฒนามีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันและพัฒนาเทคโนโลยียุคใหม่ ทำให้เกิดบริษัทที่มุ่ง
พัฒนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เช่น บริษัท Microsoft (1975), บริษัท Apple (1976),
สำนักข่าว CNN (1980), Dell (1983), Lotus Software (1982), เป็นต้น ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
แบบก้าวกระโดด ทำให้เกดิ ระบบการส่ือสารสารสนเทศยุคใหม่ ด้วยการเกดิ ของ Wikipedia (2001), Google
(2004), YouTube (2004), Line (2010), Facebook (2012) เปน็ ต้น
จากววิ ฒั นาการของความก้าวหน้าในการพัฒนานวัตกรรม และประดิษฐ์กรรมสำคัญของโลกท่ีผ่านมา
แสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของนักวิทยาศาสตร์ นักประดษิ ฐ์ หรอื นกั วจิ ัยในการสงั เกตสภาพปญั หาท่ีเกิดข้ึนคิด
วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างหลักการ แนวคิดองค์ความรู้ใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อการออกแบบ ทดลองทดสอบ
และทำการปรับปรุงแก้ไขจนนวัตกรรมและประดิษฐกรรมนั้นเกิดประสิทธิผลประสิทธิภาพซึ่งมีรากฐานจาก
กระบวนการวจิ ยั และพฒั นา (Research and Development)
ความหมายของการวิจยั และพฒั นา
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีองค์ประกอบของการประสานกันระหว่าง
“การวิจัย” และ “การพัฒนา” โดยการวิจัยเป็นกระบวนการตรวจสอบ (ยืนยันความถูกต้องและน่าเชื่อถือ)
แสวงหา (สืบค้นองค์ความรู้ที่มีอยู่แต่ยังไม่มีการค้นพบมาก่อน) หรือสร้างประดิษฐกรรม (นวัตกรรมหรือ
สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน) โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนการพัฒนาเป็นกระบวนการปรับปรุง
แก้ไขให้ดีขึ้นและเหมาะสมกวา่ เดิมหรือเปลี่ยนแปลงวิธกี ารหรือผลผลิต จนมีประสิทธิผลและประสทิ ธิภาพอนั
เป็นประโยชนต์ ่อบคุ คล หนว่ ยงาน องคก์ ร สถาบนั หรอื สงั คมโดยรวม
ทิศนา แขมมณี (2540 : 5) ได้กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนา หมายถึง การวิจัยที่มุ่งนำเอาความรู้จาก
การวจิ ัยบริสทุ ธิ์ไปวิจัยต่อโดยพัฒนาเปน็ เทคนิคหรือวิธีการท่สี ามารถนำไปใช้แก้ปัญหา และทดลองใช้จนได้ผล
เปน็ ทนี่ า่ พอใจแล้วจึงนำไปเผยแพร่ใชใ้ นวงกว้างเพื่อพัฒนางานให้มปี ระสทิ ธิภาพยิ่งขน้ึ
ผอ่ งพรรณ ตรยั มงคลกูลและสุภาพ ฉตั ราภรณ์ (2543 : 174) กลา่ ววา่ การวิจยั และพฒั นาเปน็ การวิจัย
ที่มีจุดหมายเพื่อสร้างหรือค้นหาแนวคิด แนวทาง วิธีปฏิบัติหรือสิ่งประดิษฐ์ที่นำไปใช้เพื่อพัฒนากลุ่มคน
หน่วยงานหรือองค์กร จุดหมายปลายทางที่คาดหวังจึงเป็นการมุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ เช่น
แนวคิด พฤตกิ รรม วธิ ปี ฏบิ ตั ิท่คี าดว่าจะดีขน้ึ
วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2552 : 1) กล่าวว่าการวิจัยและพัฒนา หมายถึง กระบวนการศึกษาค้นคว้าอย่างมี
ระบบมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมี 2 ลักษณะได้แก่ ผลิตภัณฑ์ประเภท
สื่อวสั ดอุ ุปกรณ์ (Material) และผลิตภัณฑป์ ระเภทวธิ ีการหรือกระบวนการ (Process) โดยดำเนินการทดสอบ
ในสภาพจรงิ และทำการปรบั ปรุงผลติ ภัณฑ์หลาย ๆ รอบ จนไดผ้ ลิตภณั ฑ์ทม่ี คี ณุ ภาพ เพือ่ นำไปใช้ในการพฒั นา
กลมุ่ คน หนว่ ยงานหรอื องคก์ รให้มปี ระสทิ ธภิ าพย่งิ ขึน้
กฤษิยากร เตชะปิยะพร (2552 : 1) กล่าวว่าเป็นการวิจัย ลักษณะหนึ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการ
พัฒนางาน พัฒนาวิชาชีพ หรือการพัฒนาวิถีชีวิตของมนุษย์ ซึ่งในปัจจุบันองค์กรจำนวนมากได้พยายาม
ส่งเสริมให้บุคลากรในสังกัดมีความรู้ความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเชื่อว่า การวิจัยและพัฒนาจะ
ชว่ ยให้ไดท้ างเลอื กหรอื วิธีการใหม่ ๆ ทจี่ ะชว่ ยใหก้ ารปฏิบตั งิ านมีประสทิ ธภิ าพเพมิ่ มากขึน้ เปน็ ลำ 5 ดบั
109
ลกั ษณะของการวิจยั และพัฒนา
การวจิ ยั และพัฒนามลี กั ษณสำคญั ดังน้ี
1. เป็นการนำความรู้หรือความเข้าใจที่สร้างขึ้นมาพัฒนาเป็นตัวแบบใช้งาน เป็นการทำวิจัยเพ่ือ
แสวงหาหรือสร้างสรรคภ์ ูมิปัญญาใหม่ แล้วทำการพัฒนาดว้ ยการคิดค้น ต่อยอดความรู้ความเข้าใจดงั กลา่ วให้
อยู่ ในรปู ต้นแบบการพฒั นาท่สี ามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ในวงกว้างได้ เชน่ ผลผลิตกระบวนการหรือการบริการ
ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความตอ้ งการจำเป็นของผใู้ ช้และสังคม
2. เปน็ การศึกษาคน้ คว้าอยา่ งเปน็ ระบบและต่อเน่ือง เน่อื งจากจดุ แขง็ ของการวิจยั และพฒั นามี
3 กระบวนการหลัก ได้แก่ การวิจัย การพัฒนา และการเผยแพร่ ดังน้ัน การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้ได้
ความรู้หรือความเข้าใจในแง่มุมใหม่ สำหรับนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ และถ่ายทอดไปสู่ผู้ใช้ในวงกว้าง จึงต้อง
กระทำอยา่ งเป็นระบบและต่อเน่ือง ทก่ี ล่าววา่ “อย่างเป็นระบบ” เป็นการดำเนนิ งานทีเ่ ปน็ ไปตามข้ันตอนของ
กระบวนการวิจัยและพัฒนา ส่วนที่กล่าวว่า “อย่างต่อเนื่อง” เป็นกระบวนการดำเนินงานที่จะต้องกระทำ
ติดต่อกัน โดยใช้ระยะเวลาในการทำกิจกรรมการวิจัยและพฒั นา และเผยแพร่ผลผลิตไปสู่ผู้ใช้อย่างกว้างขวาง
และเป็นรปู ธรรมตอ้ งใชร้ ะยะเวลา
3. มีการดำเนินงานอย่างเป็นวัฏจกั รด้วยวธิ ีการที่เชื่อถือได้ การทำวิจัยและพัฒนาทกุ ขั้นตอน จะต้อง
กระทำอย่างพิถีพิถันภายใต้การกำกับติดตาม แล้วตรวจสอบซ้ำหลายครั้งเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผลผลิตขั้น
สุดท้าย (End of Product) ของกระบวนการวิจัยและพัฒนาทอ่ี ยู่ในรปู ของผลิตภณั ฑ์มีความถูกต้องและเช่ือถือ
ได้ ตรงตามระดบั มาตรฐานก่อนการเผยแพร่ไปสู่ผู้ใช้หรอื สงั คม
4. ใช้วิธีการผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณ และวิธีการเชิงคุณภาพในการวิจัย การวิจัยและพัฒนา
โดยท่วั ไปนกั วจิ ัยจะใช้การผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณ และวิธีการเชิงคณุ ภาพตามฐานคติทอี่ ย่ภู ายใต้กระบวน
ทัศน์ แบบปฏิบัตินิยม ประโยชน์นิยมเป็นหลัก เช่น ผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิจัยเชิงสำรวจใน
ขั้นตอนการ การรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการวิจัยเชิงทดลองในขั้นตอนทดสอบ
คุณภาพ ของผลิตภัณฑ์และวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่การศึกษาเฉพาะกรณีในขั้นตอนการเผยแพร่
ผลิตภณั ฑ์ สู่กลุ่มผูใ้ ชห้ รอื ชุมชนใดชมุ ชนหนึง่
5. มุ่งเน้นการตอบสนองตอ่ ผู้ตอ้ งการใช้ผลการวิจัย และพัฒนา จุดเน้นสำคัญของการวิจัยและพัฒนา
เป็นการดำเนนิ การวิจยั ทจ่ี ะตอ้ งตอบสนองความต้องการของบุคคล หรือกล่มุ บุคคลผูป้ ระสงค์จะนำผลิตภัณฑ์ท่ี
เป็นวิทยาการสมัยใหม่ไปใช้งาน และหรือประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาที่มีอยู่ในหน่วยงาน องค์การหรือ
ชมุ ชนดังน้ัน ในการออกแบบการวิจัยและพัฒนา นักวิจยั กำหนดให้ ผทู้ คี่ าดวา่ จะนำผลการวจิ ัยไปใช้ประโยชน์
มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายของการวิจัยและพัฒนา ตั้งคำถามหรือโจทย์การวิจัย รวมทั้งการสนับสนุน
งบประมาณ เป็นต้น ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการสร้างความรู้สึกเป็นหุ้นส่วนในการทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับ
นักวิจยั แล้ว ยงั จะสง่ ผลดตี ่อการยอมรับและการนำผลติ ภณั ฑไ์ ปใชอ้ กี ด้วย
6. ผลของการวิจัยและพัฒนาที่มีคุณค่าและมูลค่าสูงสามารถจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตรได้ ผลของการ
วิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะที่อยู่ในรปู ผลิตภัณฑ์ที่เป็นภูมิปัญญา ที่เกิดจากการสร้างสรรค์และการลงทุนลงแรง
ของนักวิจัย อาจจะมีคุณค่า (Value) และมูลค่า (Worth) เชิงพาณิชย์หรือเป็นประโยชน์ในแง่การทำกำไรสูง
นกั วิจยั สามารถจดทะเบยี นเพอื่ คุม้ ครองสิทธิ์ใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบัญญัตลิ ิขสิทธ์แิ ละพระราชบญั ญัติสิทธิบัตร
ทัง้ ในประเทศและนานาชาตไิ ด้
110
ประเภทของการวิจัยและพัฒนา
หน่วยงาน องค์กรและสถาบันสำคัญต่าง ๆ ต่างก็มีการลงทุนทรัพยากรในการศึกษาค้นคว้าเพ่ือ
ค้นพบหรือสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรด้วยกันทั้งนัน้ การวิจัยและพัฒนาจึงเป็นเครื่องมือสำคญั
สำหรับการบรรลุความสำเร็จของหน่วยงานองค์กรสถาบัน ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการ
วิจัยและพัฒนาอยู่ว่าการวจิ ัยและพฒั นาจะต้องพง่ึ เทคโนโลยีข้ันสูง หรอื เป็นเทคโนโลยีทใ่ี ช้เฉพาะองค์กรขนาด
ใหญ่เท่านั้นความเป็นจริงแล้วหน่วยงานต่างมีความจำเป็น ในการศึกษาออกแบบเพื่อปรับปรุงพัฒนาวิธีการ
หรือผลผลิตที่ใช้อยู่ตลอดเวลา เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเหมาะสมกับบริบท สอดคล้องกับการ
เปลย่ี นแปลงของโลกภายนอกทเี่ กิดขึน้ อย่ตู ลอดเวลา
Mahdjoubi (2009) ได้จำแนกประเภทของการทำวจิ ยั และ พฒั นาไว้เปน็ 4 แบบ ดงั นี้
1) การวิจัยและพฒั นาที่เนน้ ข้นั ตอนการวจิ ยั
การวิจัยและพัฒนาเป็นระเบียบวธิ ีวิจัยเพื่อสร้างนวตั กรรมหรือประดิษฐกรรม โดยมีวิธีดำเนินการ 3
ขัน้ ตอน ประกอบด้วย 1) ข้นั ตอนการวิจัยพื้นฐานเพ่ือสร้างองค์ความรู้ใหม่ 2) ขั้นตอนการวิจัยประยุกต์เพ่ือนำ
ความรู้ใหม่มาประยุกต์ใช้ในการสร้างวิธีการ (วิธีการปฏิบัติ) หรือผลผลิต(สิ่งประดิษฐ์) และ 3) ขั้นตอนการ
พัฒนาเพ่ือเปล่ียนแปลงปรบั ปรงุ และแกไ้ ขวธิ ีการหรอื ผลผลติ จนมีประสทิ ธิผลและประสิทธภิ าพ ดงั แผนภาพ
การวจิ ยั พื้นฐาน การวิจัยประยกุ ต์ การพฒั นา การเผยแพร่
(Basic Research) (Applied (Development) นำไปใชแ้ ละ
Research) ขยายผล
แผนภาพที่ 1 การวจิ ยั และพัฒนาท่ดี ินขั้นตอนการวิจัย
ตวั อยา่ งเช่น
- การค้นพบ Penicillin การนำ Penicillin มาใช้ในการฆ่าเชื้อโรค และการพัฒนายา Penicillin
สำหรับใช้รกั ษาโรค
- การคน้ พบทฤษฎีสมั พนั ธภาพ การประยุกตใ์ ช้ทฤษฎสี ัมพันธภาพ และการพฒั นาระเบดิ นวิ เคลยี ร์
2) การวิจัยและพัฒนาที่เนน้ กระบวนการพัฒนา
การวิจัยและพัฒนาเป็นระเบียบวิธีวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมหรือประดิษฐกรรมผ่าน
กระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากความต้องการของผู้ใช้ จากนั้นจึง 1) ออกแบบประดิษฐกรรม
เบื้องต้นแบบลองถูกลองผิด 2) ออกแบบประดิษฐกรรมอย่างเป็นระบบ 3) ทำการวิจัย การทดลองและการ
ปรับปรุง 4) พฒั นาประดษิ ฐกรรมออกส่ตู ลาด และผูใ้ ชน้ ำผลผลิตไปใช้ประโยชนด์ ังแผนภาพ
111
การออกแบบ ออกแบบอยา่ ง การวิจยั และ การพฒั นา ผู้ใช้
อย่างลองถูก เปน็ ระบบ พฒั นาตอ่ เนื่อง นำไปใช้
(Research & เทคโนโลยีสู่ ประโยชน์
ลองผิด (Systemative Development) ตลาด (User –
(Trial&Error Invention) Created
Invention) (Technology &
Market
Development)
แผนภาพท่ี 2 การวจิ ยั และพัฒนาทเี่ น้นกระบวนการพัฒนา
ตวั อย่างเช่น
- การผลติ คอมพิวเตอร์ และพัฒนาอยา่ งต่อเนอ่ื งเพื่อสนองความตอ้ งการของผู้ใช้ จากคอมพวิ เตอร์ Main
Frame คอมพวิ เตอรส์ ว่ นตัว (PC) คอมพวิ เตอร์เคลอื่ นท่ี คอมพิวเตอร์พกพา สูก่ ารผลติ Smart Phone
3) การวิจัยและพฒั นาที่เน้นการออกแบบการพฒั นา
การวิจัยและพัฒนาเป็นระเบียบวิธีวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมหรือประดิษฐกรรม โดยใช้กระบวนกา ร
ออกแบบและปรับปรุงพัฒนาควบคู่กันไปจนได้ผลผลิตที่พึงประสงค์และเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวาง ซ่ึง
สามารถวิจัยและพัฒนาได้ใน 2 รูปแบบ ดังแผนภาพ
3.1) สงั เคราะห์องคค์ วามรู้ ออกแบบและพฒั นาผลผลติ
ผวู้ จิ ัยสงั เคราะห์องค์ความรู้ (Synthesis) และบูรณาการองค์ความรู้ (Integration) เพื่อนำมาใช้
112
ออกแบบและพัฒนาปรับปรุง (Design and Development) จนได้ผลผลิตที่พึงประสงค์
การสังเคราะห์และ การออกแบบและ ผลผลติ การเผยแพร่
บูรณาองค์ความรู้ ปรับปรงุ พัฒนา (Production) และขยายผล
(Syntheses &
(Design &
Integration) Development)
แผนภาพท่ี 3 การวิจัยและพัฒนาท่ีเนน้ การสังเคราะห์องค์ความรู้ ออกแบบและพัฒนา
3.2) การวิจัยพ้นื ฐาน ออกแบบและพัฒนาผลผลิต
ผู้วิจัยทำการวิจัยพื้นฐาน เพื่อแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ สำหรับนำมาใช้ในการออกแบบและพัฒนา
ปรับปรุง (Design and Development) จนได้ผลผลติ ทีพ่ ึงประสงค์
การวิจัยพืน้ ฐาน การออกแบบและ ผลผลติ การเผยแพร่
(Basic Research) ปรบั ปรงุ พัฒนา (Production) และขยายผล
(Design &
Development)
แผนภาพท่ี 4 การวิจัยและพัฒนาท่ีเน้นการวิจัยพืน้ ฐาน ออกแบบและพัฒนา
ตวั อยา่ งเชน่
- พนี่ ้องตระกลู ไรท์ (Wilbur & Orville Wright) มจี ินตนาการและได้ทำการทดลองออกแบบเครือ่ งร่อน
ใชพ้ ัดลม ต่อมาใชอ้ งคค์ วามร้ทู ี่ได้มาออกแบบเคร่ืองบินทใ่ี ช้เครือ่ งยนต์ เป้าหมาย คือสร้างเครื่องบินท่ี
บินไดใ้ นอากาศเหมือนนก
- เอดสิ ัน (Edison) ออกแบบตะเกยี งน้ำมัน ตอ่ มาใช้แนวคิดนน้ั มาออกแบบหลอดไฟฟ้า
113
4) การวิจัยและพฒั นาที่เนน้ แหลง่ ความคดิ ของการพัฒนา
การวิจัยและพัฒนาเป็นระยะวิจัยเพื่อพัฒนาแนวคิดใหม่ โดยการใช้การผสมผสานความคิดจากหลาย
แหล่งมาใช้ในการออกแบบ ทดสอบ และพัฒนาปรับปรุง แนวความคิดอาจได้มาจากการวิจัยที่จัดทำขึ้น การ
วจิ ัยที่ผา่ นมาความต้องการของตลาดหรือความคิดสร้างสรรค์ของผ้วู ิจัย หนว่ ยงานหรอื สถาบันนำมาผสานการ
ออกแบบและพฒั นาผลผลติ ดังแผนภาพ
การวจิ ยั พืน้ ฐาน การวจิ ัยประยกุ ต์ การพัฒนาผลผลติ
ผลการวจิ ยั ที่ผา่ นมา การออกแบบผลผลิต การพัฒนาผลผลติ
ความตอ้ งการของตลาด การออกแบบผลผลิต การพัฒนาผลผลิต
ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบผลผลิต การพฒั นาผลผลติ
แผนภาพท่ี 5 การวิจัยและพัฒนาที่เนน้ แหลง่ ความคิดของการพฒั นา
ตวั อย่างเช่น
- การวิจัยและพัฒนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) จากการพัฒนาเครอื ข่าย Internet
ทำให้เกิดความคิดใหม่จากแหล่งต่าง ๆ สู่การพัฒนา e-mail, e-Learning, Google, You-Tube,
Skype, Line, Facebook เปน็ ต้น กระบวนการวิจัยและพฒั นา กระบวนการวิจัยและพฒั นามขี ัน้ ตอน
ดงั นี้
1. การสำรวจสงั เคราะหส์ ภาพปัญหาและความต้องการ เป็นการดำเนินการวิจยั เชงิ สำรวจ (Survey
research) หรือการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับสภาพปัญหาความ
ต้องการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รวมทั้งลักษณะที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการให้พัฒนา ผลการดำเนินการใน
ขั้นตอนนี้จะทำให้ผู้วิจัยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้สอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่
จะใชผ้ ลติ ภัณฑท์ ี่พัฒนาขึน้
2. การออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นการดำเนินการโดยการนำความรู้และผลการวิจัยที่ได้จาก
ขั้นตอนที่ 1 มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ การกำหนดวิธีทีจ่ ะพัฒนาผลติ ภัณฑ์ และทรัพยากรที่ต้องการเพื่อการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ทั้งในด้านกำลังคน งบประมาณ วัสดุ ครุภัณฑ์ และระยะเวลา หลังจากนั้นจึงต้องดำเนินการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ให้มีลักษณะหรือรูปแบบตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ส่วนผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนามีลักษณะ
114
อย่างไรหรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์มีอะไรบ้างจะขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ในขั้นตอนของการ
พัฒนาผลติ ภณั ฑน์ ีจ้ ะตอ้ งใชบ้ คุ ลากรทมี่ ีความเช่ียวชาญเฉพาะทางในการสรา้ งผลติ ภณั ฑแ์ ตล่ ะชนดิ
3. การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ เมื่อสร้างผลิตภัณฑ์เสร็จแล้วจะต้องไปตรวจสอบความเหมาะสมและ
ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ถ้าหากผลการ ตรวจสอบ ความเหมาะสมและประสิทธิภาพยังไม่เป็นที่พึงพอใจ
หรือมีบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์จะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขจนกระทั่งผลิตภัณฑ์มีความเหมาะสมและมี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ทก่ี ำหนดสำหรบั การทดลองใช้ผลิตภัณฑจ์ ะดำเนนิ การ ดงั นี้
3.1 การทดลองกับกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก เป็นการทดลองเบื้องต้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
รวบรวมผลประเมินเชิงคุณภาพเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์นิยมทดลองใชผ้ ลติ ภัณฑ์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยสังเกต
สมั ภาษณ์ สอบถาม แลว้ นำขอ้ มลู ไปวิเคราะห์เพื่อปรบั ปรุงรปู แบบของผลิตภณั ฑ์
3.2 ทดลองกับกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ เป็นการนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองกับกลุ่มเป้าหมายที่มี
ขนาดใหญ่ หรือเรียกว่ากลุ่มนำร่อง (Pilot group) โดยมีการทดสอบก่อนและหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ นำผลท่ี
ประเมินเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์หรือกลุ่มควบคุมที่เหมาะสม วัตถุประสงค์หลักของการทดลองใช้
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มขนาดใหญ่ เพื่อต้องการที่จะบ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการ
พัฒนาหรือไม่ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการดำเนินการของขั้นตอนนี้จะใช้การวิจัยเชิงทดลอง(Experimental
design) แลว้ นำผลการวจิ ัยมาแกไ้ ขปรับปรุงผลติ ภณั ฑ์
3.3 การทดลองความพร้อมนำไปใช้ หลังจากปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์จนมีความมั่นใจในด้าน
คุณภาพผู้วิจัยจึงนำรูปแบบไปทดลองใช้ เพื่อตรวจสอบความพร้อมสู่การปฏิบัติ โดย รวบรวมข้อมูลโดยการ
สมั ภาษณ์และสังเกตเพ่ือตรวจสอบว่าผลติ ภัณฑ์ท่ีพัฒนาข้ึนมีความพร้อมทจ่ี ะนำไปใช้ได้หรือไม่เพียงใดแล้วนำ
สารสนเทศที่ได้จากขั้นตอนนี้มาแก้ไขปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เช่น คู่มือในการใช้ผลิตภัณฑ์มีความชัดเจนหรือไม่
เป็นต้น การดำเนินการในขั้นตอนนี้ เป็นการประเมินผลการใช้ผลิตภัณฑ์ในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งจะประเมิน
ท้งั ตวั ผลติ ภณั ฑ์กระบวนการใชผ้ ลิตภัณฑ์ผลท่ีได้รบั จากการใช้ผลติ ภัณฑ์ปญั หาและอุปสรรคต่าง ๆ เป็นต้นผล
ทีไ่ ดจ้ ากการประเมินจะนำไปสู่การตดั สินใจปรับปรงุ ผลติ ภัณฑ์นั้น ๆ หากพิจารณาแล้วพบวา่ ไมค่ ุ้มค่าหรือเส่ียง
อันตรายก็จะยุติการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น แต่ถ้าหากผลการประเมินพบว่าผลติ ภัณฑ์ที่พัฒนาข้ึนสามารถนำไปใชไ้ ด้
เป็นอย่างดีก็จะนำไปสู่การดำเนินการขั้นต่อไปคือการจดลิขสิทธิ์ การเผยแพร่ และการประชาสัมพันธ์ในวง
กวา้ ง
4. การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ เป็นการนำผลการวิจัยและผลิตภัณฑ์ไปเผยแพร่ เช่น การนำเสนอในที่
ประชุมสัมมนาทางวิชาการหรือวิชาชีพ การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ การติดต่อหน่วยงานเพื่อ
จัดทำผลิตภณั ฑ์ หรือติดตอ่ กับบริษทั เพอ่ื ผลิตจำหน่ายและเผยแพรใ่ นวงกว้างต่อไป
115
ข้ันตอนของการวิจัยและพฒั นาสามารถสรปุ เปน็ ภาพประกอบได้ดงั นี้
การวจิ ัย 1. การสำรวจ การดำเนินการวิจัยเชิงสำรวจหรือการ
(research) สงั เคราะห์ สังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
สภาพปญั หา เพื่อหาคำตอบที่เกี่ยวกับสภาพ ปัญหา
ความต้องการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ รวมทั้ง
ลกั ษณะทเ่ี หมาะสมของผลติ ภณั ฑ์ทีต่ ้องการ
ให้พัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ
ของกลมุ่ เป้าหมาย
การพฒั นา 2. การ นำความรู้และผลการวิจัยที่ได้จาก ขั้นตอน
(development) ออกแบบ ที่ 1 มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยให้มีลักษณะ
พฒั นา และรูปแบบตามความต้องการของ
กลุ่มเปา้ หมาย
3. การทดลอง
ใช้ผลติ ภัณฑ์ นำความรู้และผลการวิจัยที่ได้จาก ขั้นตอน
ที่ 1 มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยให้มีลักษณะ
และรูปแบบตามความต้องการของ
กลมุ่ เปา้ หมาย
4. การ การนำเสนอผลการวิจัยและพัฒนา
เผยแพร่ ผลิตภัณฑ์ในที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการ
ผลติ ภณั ฑ์ หรือวิชาชีพ การตีพิมพ์ เผยแพร่ในวารสาร
ทางวิชาการการติดต่อกับหน่วยงาน เพ่ือ
จัดทำผลิตภัณฑ์หรือติดต่อกับบริษัทที่ผลิต
จำหน่ายและเผยแพรใ่ นวงกวา้ ง
แผนภาพท่ี 6 กระบวนการวิจยั และ
พฒั นา
116
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เป็นลักษณะหนึ่งของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
(Action Research) ทใ่ี ชก้ ระบวนการศึกษาคน้ คว้าอย่างเป็นระบบมุ่งพัฒนาทางเลอื กหรือวิธีการใหม่ๆ เพ่ือใช้
ในการยกระดบั คุณภาพงานหรือคุณภาพชีวิต
การวิจัยและพัฒนา เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม (หมายถึงสื่อ /
สิ่งประดิษฐ์หรือวิธีการ) แล้วมีการทดลองใช้ เพื่อตรวจสอบคุณภาพในเชิงประจักษ์ทั้งนี้นวัตกรรมที่นำมา
ทดลอง คือ ปฏิบัติการ (Treatment) หรือตัวแปรต้นโดยมี "ดัชนีคุณภาพ" ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเป็นตัว
แปรตาม
การวิจัยและพฒั นาจะใหผ้ ลลัพธ์ทสี่ ำคัญ 3 ลักษณะคือ
1. นวัตกรรมประเภทวสั ดุ ซ่ึงอาจเปน็ ประเภท วัสดุ อปุ กรณ์หรอื ช้นิ งาน เช่น รถยนต์คอมพิวเตอร์ชุด
การสอน ส่อื การสอน ชุดกิจกรรม เสริมความรู้ คู่มอื ประเภทการทำงาน เป็นตน้
2. นวัตกรรมประเภทรูปแบบ วิธีการ กระบวนการ อาทิ รูปแบบการสอน วิธีการสอน รูปแบบการ
บรหิ ารจดั การ ระบบการทำงาน Quality Control (Q.C.) Total Quality Management (TQM)
The Balanced Scorecard (BSC) ระบบ ISO เปน็ ตน้
3. ผลงานวิชาการประเภทงานวิจัยและพัฒนา คุณค่าของงานจะอยู่ที่ "สิ่งประดิษฐ์ / ผลงาน เป็น
ชิ้นเป็นอันที่สร้างขึ้น" หรือ " วิธีการ รูปแบบการทำงานหรือรูปแบบการจัดการ" ที่พัฒนาขึ้นผลงานวิจัยและ
พัฒนา ทมี่ คี ุณค่ามาก คอื การท่สี ามารถสรา้ งสงิ่ ประดษิ ฐ์หรือวิธกี ารได้
แนวการปฏบิ ตั ิในการออกแบบวจิ ัยและพัฒนา
ในการออกแบบวิจัยและพัฒนา จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะของการวิจัยอย่างชัดเจน กำหนด
ตัวบ่งชี้หรือประเด็นที่มุ่งศึกษา กำหนดแหล่งข้อมูลหรือผู้ใช้ข้อมูลในการวิจัยหรือทดลองนวัตกรรมกำหนด
แนวทาง การเก็บรวบรวมข้อมูล และเครื่องมือที่ใช้ และกำหนดแนวทางการวิเคราะห์หรือตัดสินคุณภาพ
นวัตกรรม ทุกรายการดังกล่าวนี้ ควรจะถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และเป็นที่รับทราบตรงกันระหว่างกลุ่ม
ผู้เก่ียวข้องต่าง ๆ รายละเอยี ด เปน็ ดังนี้
1. การออกแบบในเรือ่ งประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ผู้วจิ ยั จะต้องกำหนดเปา้ หมายของประชากรหรือกลุ่มเปา้ หมายในการใช้นวัตกรรมอยา่ งชัดเจน
2. การออกแบบในเรอ่ื งการวดั ตัวแปรหรอื การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
ผู้วิจัยจะต้องกำหนดประเด็น ตัวบ่งชี้ที่ต้องการวัด พร้อมทั้งกำหนดแหล่งข้อมูล หรือผู้ให้ข้อมูลหลัก
อย่างครบถ้วน กำหนดประเภทเครื่องมือหรือวิธีการวัด ช่วงเวลาในการวัด (เช่นวัดก่อน และเมื่อเสร็จสิ้นการ
ทดลอง) พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติในการพัฒนาเคร่ืองมือและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัดแต่ละรายการ
กล่าวโดยสรุป จะต้องสรุปว่าตัวบ่งชี้ หรือประเด็นในการวัดในครัง้ น้ัน ๆ ประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ละตัวบ่งช้ี
หรือแต่ละประเด็น จะใช้เครื่องมือหรือวิธีการใดในการเก็บรวบรวมข้อมูล จะพัฒนาเครื่องมือแต่ละชนิด
อยา่ งไร และจะจดั เก็บรวบรวมข้อมลู เม่ือไรบ้าง
ในการเลือกใช้เครื่องมือวัด ซึ่งมีหลายชนิด อาทิ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบ
สังเกต แบบประเมินคุณลักษณะตา่ ง ๆ เป็นต้น การตัดสินใจว่าจะเลือกใชเ้ คร่ืองมือวัดชนดิ ใด จะต้องคำนึงถงึ
ธรรมชาติ หรอื ลักษณะของตัวบ่งชี้ที่ตอ้ งการวัด และขอ้ จำกัดต่าง ๆ อาทิ ถา้ เปน็ ตวั บง่ ช้ปี ระเภท
ความรู้ ก็ใช้แบบทดสอบ ถ้าเปน็ พฤตกิ รรม ก็ใช้แบบประเมิน พฤตกิ รรม ถา้ เป็นเจตคติ ก็ใชแ้ บบวัดเจตคติ
เป็นต้น หรอื ในบางคร้งั ผู้ประเมนิ ได้เลือกใชเ้ ป็น แบบสอบถามทีป่ ระกอบดว้ ยสาระหลายตอน แตล่ ะตอน
117
ม่งุ วัดตวั บ่งช้ที ่แี ตกต่างกัน
ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล เพื่อการวิจยั และพฒั นานวตั กรรม ผวู้ ิจยั จะตอ้ งระลกึ เสมอวา่ จะต้องเน้นใน
เรื่องความรวดเร็ว คล่องตัว มีประสิทธิภาพ สามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็วทันกับช่วงเวลาต่างๆ
ในขณะดำเนินการทดลองนวัตกรรมและกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องไม่เกิดผลกระทบเชิงลบต่อ
กระบวนการพฒั นา
3. การออกแบบในเร่อื งสถติ ิ แนวทางการวิเคราะหข์ ้อมลู
สถิติที่ใช้ในงานวิจยั และพัฒนา สามารถเลือกใช้สถิติในลักษณะเดียวกับงานวิจัยทั่วไป ซึ่งจะมีทัง้ สถิติ
เชงิ บรรยาย (Descriptive Statistics) และสถิติอา้ งอิง (Inferential Statistics) ซ่งึ การเลอื กใช้วิธีการทางสถิต
ที่เหมาะสม จะเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัยได้ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการทางสถิติ เหล่านี้สามารถ
ศึกษาไดจ้ ากเอกสารหรือตำราทว่ั ไป โดยผลลพั ธท์ ีไ่ ด้จากการวางแผนและออกแบบวิจัย และพัฒนา คือ กรอบ
แนวทางการวจิ ัยหรือโครงการวิจัยทีม่ ีรายละเอยี ดครบถว้ นสมบรู ณ์
ตวั แปรตน้ ตัวแปรตามในงานวิจัย
ในงานวิจัยและพัฒนา ตัวแปรต้น (Independent Variable) คือ ตัวนวัตกรรม หรือปฏิบัติการ
(Treatment) ที่ผู้วิจัยให้กับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งอาจหมายถึง สื่อ/ ชุดสื่อ หรือวิธีการใหม่ ๆ ส่วนตัวแปรตาม คือ
ตัวแปรที่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการใส่ปฏิบัติการ เช่น ความรู้ ความพอใจ เจตคติ ทักษะ หรือสภาพการ
เปล่ียนแปลงตา่ ง ๆ เปน็ ตน้
เคร่อื งมือวิจัยในงานวิจัยและพัฒนา
เคร่อื งมือวิจยั ในงานวิจยั และพฒั นา ประกอบดว้ ย 2 ส่วนทส่ี ำคัญ คือ
1. เคร่อื งมือทดลอง หรอื ชุดนวัตกรรม
การวิจัยและพัฒนาจะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้วิจัยในการแสวงหา
นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ ทันสมัย และมีประสิทธิภาพ (ลงทุนไม่มาก สะดวกใช้ สะดวกปฏิบัติ ให้ประสิทธิผล
ตามที่คาดหวัง) ซึ่งการแสวงหานวัตกรรมที่สร้างสรรค์ ผู้วิจัยจะต้องทำการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หรือกรณี
ตัวอย่างนวัตกรรมที่หลากหลาย ก่อนที่จะสังเคราะห์เป็นนวัตกรรมที่จะนำมาทดลอง ทั้งนี้ ผู้วิจัยควรจะ
สามารถชี้บ่ง หรือระบุลักษณะที่เห็นว่าเป็นจุดเด่น ความคิดสร้างสรรค์ หรือความเหมาะสมของนวัตกรรมได้
อย่างชัดเจนอกี ทัง้ จะต้องเปน็ นวัตกรรมท่มี ีความถูกตอ้ ง เหมาะสมตามหลักวชิ า
2. เคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอ้ มลู หรอื เคร่อื งมือวัดตวั แปร
ในการออกแบบด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยจะต้องวิเคราะห์ทบทวนวัตถุประสงค์ของการวิจัย
กำหนดหรอื ระบุตวั แปรหรือประเด็นที่มุ่งศึกษา กำหนดแหล่งข้อมูลหรือผใู้ ห้ข้อมูลท่ีจะทำให้ได้ข้อมูลท่ีมีความ
ตรงหรือถูกต้อง กำหนดวิธีการหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และกำหนดแนวทางการพัฒนา
เครื่องมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลอยา่ งชัดเจน
การวิเคราะห์ข้อมูลในการวจิ ัยและพัฒนา
การเลือกใช้วิธีการทางสถิติ เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยและพัฒนาขึ้นอยู่กับชนิดของตัวแปร
หรือตัวชี้วัดทที่ ำการวจิ ยั ซง่ึ โดยทัว่ ไป จะมีวิธีการทางสถติ ิดงั ต่อไปนี้
118
1. วิเคราะห์ความถี่ ร้อยละ สำหรับตัวแปรตัดตอนที่วัดโดยเครื่องมือประเภทแบบตรวจสอบรายการ
หรอื อาจใชก้ ารเปรยี บเทยี บสัดสว่ นดว้ นสถิติอา้ งองิ ไค สแควร์
2. วิเคราะห์คา่ เฉล่ียเลขคณิต ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐานของคะแนนทดสอบความรู้ หรือคะแนนจากมาตร
ประมาณค่าและใช้สถิติอ้างอิง การทดสอบค่าที (t-test) สำหรับการเปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียนกับ
หลังเรียนหรอื เปรียบเทียบค่าเฉล่ีย 2 กล่มุ หรือ การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อการตรวจสอบความแตกต่าง
ระหวา่ งคา่ เฉล่ียกรณที ดสอบหลายกลุ่ม เปน็ ตน้
3. วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) สำหรับข้อคำถามประเภทปลายเปิด หรือใช้เขียน แสดง
ความคดิ เห็น หรือบรรยายสภาพความเปลยี่ นแปลงหลังการใชน้ วัตกรรม
การเขียนรายงานวจิ ยั และพัฒนา
การเขียนรายงานผลการวิจัยและพัฒนา มจี ุดเน้นท่กี ารบอกเลา่ กระบวนการพัฒนาและผลการใช้
นวัตกรรม พร้อมทั้งต้องแสดงผลงานที่ได้จากการพัฒนาคือ สื่อ อุปกรณ์ชิ้นงาน หรือรูปแบบทำงานอย่าง
ชัดเจน
ในการนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ลักษณะการนำเสนอโดยทั่วไป จะปรากฏใน 2
ลกั ษณะคือ
1. ผลงานประเภทสิ่งประดิษฐ์อาทิ พัฒนาสื่อ อุปกรณ์ ชิ้นงาน ฯลฯ การนำเสนอจะประกอบด้วย2
สว่ นสำคัญ คือ 1) ตัวส่อื นวตั กรรมหรอื สิ่งประดิษฐ์ และ 2) รายงานการพัฒนาหรือรายงานผลการ ทดลองใช้
ผลงานวิจัยและพัฒนาในลักษณะนี้จะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความน่าสนใจ ความสร้างสรรค์ของ
ตัวผลงาน สื่อ อปุ กรณห์ รอื ชิ้นงาน เป็นสำคญั
2. ผลงานประเภททดลองรูปแบบการบริหาร หรือรูปแบบการปฏิบัติการ อาทิ ทดลองรูปแบบการ
สอน รูปแบบการทำงานใหม่ ๆ ฯลฯ ผลงานประเภทนี้จะนำเสนอเป็นเล่มเดียว ในลักษณะของรายงานการ
ทดลองหรือรายงานการพัฒนา โดยจะตอ้ งอธบิ ายให้เห็นรปู แบบของนวัตกรรมอยา่ งเป็น รปู ธรรมชดั เจน
รูปแบบรายงานการวจิ ัย
การออกแบบรายงานการวิจัย หรือการกำหนดโครงสร้างของรายงานสามารถดำเนินการได้หลาย
รปู แบบ มีความหลากหลายในลักษณะเดยี วกับประเภทของการวจิ ัย รายงานการวิจัยแตล่ ะประเภท หรอื แต่ละ
เรื่อง อาจมีกรอบโครงสร้างหรือจุดเน้นในการเรียบเรียงที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามเพื่อประโยชน์ ในการ
ส่ือสารใหเ้ ขา้ ใจตรงกันระหวา่ งนักวิจยั จงึ มแี นวปฏิบตั ใิ นการเขยี นรายงานการวิจัยท่ี คอ่ นข้างจะเปน็ สากลเป็น
ทยี่ อมรับตรงกนั ดงั รปู แบบตอ่ ไปน้ี
1. รปู แบบรายงานผลการพัฒนานวัตกรรม
มสี ่วนประกอบทส่ี ำคัญคอื
บทท่ี 1 ความเปน็ มาและเหตุผลในการพัฒนานวตั กรรม
บทท่ี 2 แนวทางดำเนนิ การพฒั นานวัตกรรม
บทท่ี 3 ผลการพัฒนานวัตกรรม
2. รูปแบบรายงานกึ่งวิชาการ
บทที่ 1 บทนำ ประกอบด้วย
1.1 ความเป็นมาของการพัฒนานวตั กรรม
1.2 วตั ถุประสงค์ของการพฒั นา
119
1.3 ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะไดร้ ับจากการพัฒนานวตั กรรม
บทท่ี 2 แนวคิดทฤษฎที ่ใี ช้เปน็ กรอบแนวคดิ ในการพฒั นานวัตกรรม
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการพัฒนานวตั กรรม
บทท่ี 4 ผลการพฒั นานวตั กรรม
3. รูปแบบรายงานเชงิ วิชาการหรอื รายงานการวจิ ัยท่ัวไป
เป็นรูปแบบของรายงานที่เป็นสากล โดยทั่วไปประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนนำ
(preliminary section) ส่วนเนื้อเรื่อง (body of report) และส่วนอ้างอิง (referenced materials) แต่ละ
สว่ นประกอบดว้ ยส่วนยอ่ ย ๆ ดงั นี้
สว่ นนำ หรอื สว่ นประกอบตอนตน้ ประกอบดว้ ย
- ปกนอก : ช่อื เรือ่ ง ชอ่ื ผู้วิจัย สถานที่หรอื หนว่ ยงานทรี่ บั ผิดชอบ
- ปกใน : เหมือนปกนอก
- บทคัดยอ่ หรือ บทสรปุ สำหรับผูบ้ รหิ าร
- กิตตกิ รรมประกาศ
- สารบญั
- สารบัญตาราง
- สารบญั ภาพ
ส่วนเนอื้ หา ประกอบด้วย
บทท่ี 1 บทนำ
- ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
- วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย
- ขอบเขตของการวิจัย
- นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
- ประโยชน์ทีไ่ ดร้ ับ
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎีและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง
- แนวคดิ หรือสาระสำคญั เกยี่ วกับตวั นวตั กรรม
- แนวคิด แนวปฏบิ ัตใิ นการพัฒนานวตั กรรม
- งานวิจยั ที่เก่ยี วข้องกับการพฒั นานวตั กรรม
บทท่ี 3 วิธีการวจิ ัย
- กรอบแนวทางการวิจยั
- ประชากร และกลุ่มตัวอย่าง/แหลง่ ข้อมลู ผ้ใู หข้ ้อมลู ในการวจิ ยั
- เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั
- การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
- การวิเคราะหข์ ้อมูล
- การนำเสนอข้อมูลผลการวจิ ยั
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล / ผลการวิจัย
ผลการวจิ ยั หรอื ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู จำแนกตามวตั ถุประสงค์ของการวิจัย
บทท่ี 5 สรุปผลการวจิ ัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
- สรปุ ยอ่ ในเร่ืองทีม่ าของการวิจยั และพฒั นา วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัยและวธิ ดี ำเนินการวิจยั
120
- สรปุ ผลการวจิ ยั
- อภปิ รายผล ข้อเสนอแนะ
สว่ นอา้ งองิ ประกอบด้วย บรรณานกุ รม
- ภาคผนวก
- ตวั อยา่ งเครอื่ งมอื เก็บรวบรวมขอ้ มลู
- รายนามผู้ทรงคณุ วฒุ ทิ ่ีช่วยพจิ ารณาความเหมาะสมของเครอื่ งมือเกบ็ รวบรวมข้อมลู
- ตวั อยา่ งการวิเคราะหข์ ้อมลู
โดยสรุป ในการเขียนรายงานการวิจัยและพัฒนา ผู้วิจัยอาจดำเนินการตามกรอบโครงสร้างของ
รายงานการวจิ ยั ทเ่ี ปน็ แบบสากลท่วั ไป หรืออาจปรบั เปลี่ยนโครงสร้างของรายงานใหเ้ หมาะสมกับลักษณะหรือ
ประเภทของการวิจัย อย่างไรก็ตามเนื้อหาสาระของรายงานจะต้องสะท้อนให้เห็นสาระที่ สำคัญอย่างน้อย 3
สว่ น คือ 1) ความเปน็ มาของปัญหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย 2) แนวทางใน การวิจัย และ 3) ผลลพั ธ์ท่ีได้
จากการวิจยั ในกรณีของรายงานการวิจัยและพฒั นา จะต้องสอื่ สารใหท้ ราบอยา่ งน้อย คือ 1) ความเปน็ มาและ
วตั ถุประสงค์ของการพัฒนานวัตกรรม 2) วิธีดำเนนิ การพฒั นานวัตกรรมและ 3) ผลการพัฒนานวัตกรรมท้ังใน
เชิงปรมิ าณ และเชิงคณุ ภาพ
ข้อดแี ละข้อจำกัดของการวิจัยและพัฒนา
1. ขอ้ ดีของการวิจยั และพฒั นา
1.1 ทำใหไ้ ด้ผลติ ภณั ฑซ์ งึ่ นำไปใชใ้ นการพัฒนาบุคลากรหรอื องค์การ การวิจัยและพัฒนา
มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์นี้เป็นเสมือนเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพและ
พฒั นาองคก์ ารใหม้ ีประสทิ ธิภาพ ซึ่งการพฒั นาดังกลา่ วสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของบุคลากรและองค์การ
1.2 ได้ผลิตภัณฑท์ ่มี คี วามหมายและตรงกับความตอ้ งการของผู้ใช้ เนือ่ งจากกระบวนการ
วิจัยและ พัฒนาเปิดโอกาสให้ผู้ที่คาดหมายว่าจะนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด
เป้าหมาย โจทย์การวิจัย และสนับสนุนการวิจัย ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่เป็นไปได้สูงที่จะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มี
ความหมาย เชื่อมโยงกับสภาพวิถีการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างสอดคล้องกลมกลืน รวมทั้งตอบสนอง
ความต้องการ จำเปน็ ในการใช้งานของผู้ใชอ้ ย่างแทจ้ รงิ
1.3 มสี ว่ นสง่ เสริมชอื่ เสียงและรายได้แกน่ ักวจิ ัยผู้สร้างสรรค์งานวิจัย ในการทำวิจยั และ
พัฒนา ถ้าผู้วิจัยใช้ความรู้และภูมิปัญญาของตนในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางสังคมและมีมูลค่า
ทางการ ตลาดก็จะมีส่วนส่งเสริมให้ผู้วิจัยมีชื่อเสียงและรายได้จากการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรใน
ผลติ ภณั ฑ์ ได้พฒั นาขนึ้
2. ขอ้ จำกดั ของการวจิ ยั และพฒั นา
การวิจัยและพัฒนาจะใช้ระยะเวลา พลังสติปัญญาและจิตใจ รวมทั้งค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การวิจัย
ประเภทนี้สว่ นมากต้องการระยะเวลาในการทำวิจัย รวมทั้งบุคลากรทางการวจิ ยั ทีม่ ีสตปิ ัญญาดีเย่ียมมีจิตใจท่ี
มุ่งม่ันและทมุ่ เทตอ่ การทำงานวจิ ยั อย่างต่อเน่ือง นอกจากนีย้ ังต้องใช้งบประมาณในการลงทนุ ค่อนข้างสงู
121
- นวัตกรรมทางการศึกษาคอื อะไร...ยกตวั อยา่ งประกอบ ?
- อธบิ ายขนั้ ตอนการพัฒนานวตั กรรมทางการศกึ ษา
การพฒั นานวัตกรรมการศกึ ษา
1. ความหมายของการพฒั นานวตั กรรมการศึกษา
นวัตกรรม หมายถึง ความคิด การปฏบิ ัติ หรอื สง่ิ ประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทีย่ ังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการ
พฒั นาดดั แปลงมาจากของเดิมท่มี ีอยู่แล้ว ใหท้ นั สมัยและใช้ไดผ้ ลดยี ่งิ ขึ้น
นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation ) หมายถึง การนำเอาสิ่งใหม่ซึ่งอาจจะอยู่ในรูป
ของความคิดหรือการกระทำรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ เข้ามาใช้ในระบบการศึกษาเพื่อทำให้การเรียนการสอนมี
ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการ
เรยี นและประหยัดเวลาในการเรยี นดว้ ย
2. ประเภทของนวตั กรรมการศกึ ษา
นวัตกรรมที่นามาใช้ในทางการศึกษา ทั้งการกระทำใหม่ใด ๆ การสร้างสิ่งใหม่ ๆ รวมทั้งการพัฒนา
ดัดแปลงส่ิงใด ๆ เพ่อื ใช้ในการเรยี นการสอน สามารถแบง่ เปน็ 5 ประเภท คอื
2.1 นวตั กรรมด้านส่อื การสอน
2.2 นวัตกรรมด้านวิธีการจดั การเรียนการสอน
2.3 นวัตกรรมทางด้านหลกั สูตร
2.4 นวตั กรรมดา้ นการวดั และการประเมนิ ผล
2.5 นวตั กรรมดา้ นการบรหิ ารจัดการ
2.1 นวตั กรรมด้านสื่อการสอน ยกตวั อย่าง เชน่
- บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน - ชดุ เสริมความรู้ / ประสบการณ์
- หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ - บทเรียนการต์ ูน
- บทเรียน VCD/DVD - หนังสอื อ่านเสริม
- บทเรยี นสำเรจ็ รูป - หนังสืออ่านเพมิ่ เตมิ
- ชุดการเรยี นรู้ทางไกล - แบบฝกึ ทักษะ
- เอกสารประกอบการสอน - ฯลฯ
แนวทางการพัฒนาสอ่ื ทีน่ ำมาใชใ้ นการเรียนการสอน เชน่
1. การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณเวกเตอร์
นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
2. การพัฒนาชุดการเรยี นรู้ด้วยตนเอง เรือ่ ง พลงั งาน สำหรับนกั เรยี นระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชพี
3. การพัฒนาสื่อประสมเพื่อใช้ในการสอน วิชาการสนทนาภาษาอังกฤษ นักเรียนระดับ
ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพชั้นปที ่ี 2
4. การพัฒนาชุดฝึกทักษะ เรื่องการอ่านหนังสือและวารสารภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
122
5. การพัฒนาสื่อคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน วิชาสังคมศกึ ษา เร่อื งเศรษฐกจิ พอเพียง
6. การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียด้วยโปรมแกรมคอมพิวเตอร์ เรื่อง การปลูกผักปลอดสารเคมีในกระถาง
สำหรับนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1
7. การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง เซลล์และโครโมโซม สำหรับนักเรียน
ระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี ช้ันปที ่ี 1
8. การพฒั นาชดุ กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องจุดศูนย์ถ่วง สำหรับนักศึกษาระดับ
ประกาศนยี บัตรวิชาชีพชัน้ สงู
9. การพัฒนาชุดกจิ กรรมเพอ่ื ส่งเสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรค์สำหรับนักเรียนระดบั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพ
ชนั้ ปที ่ี 3
2.2 นวัตกรรมด้านวธิ กี ารจดั การเรยี นการสอน ยกตวั อย่าง เช่น
- การสอนแบบรว่ มมอื ร่วมใจ (Cooperative Learning)
- การสอนแบบโครงสร้างความรู้ (Graphic Organizer)
- การสอนแบบศูนย์การเรียน (Learning Center)
- การสอนแบบสบื เสาะความรู้ (Inquiry Based)
- การสอนแบบบูรณาการ (Integrate Teaching)
- การสอนแบบโครงงาน (Project Method)
- การสอนแบบทดลอง (Laboratory Method)
- การสอนแบบอภิปราย (Discussion Group)
- การสอนแบบบทบาทสมมติ (Role Playing)
- การสอนแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)
แนวทางการพัฒนาด้านวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบตา่ ง ๆ เช่น
1. การพัฒนารูปแบบการสอนแบบซิปปา (CIPPA MODEL) เรื่อง พืชดอก สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
2. การพัฒนาการสอนแบบร่วมมือร่วมใจ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ส ำหรับนักเรียนระดับ
ประกาศนยี บัตรชน้ั ปที ่ี 1
3. การพฒั นาวิธีการสอนแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เร่อื งอุบัตเิ หตุในชวี ิต ประจำวัน
สำหรบั นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 3
4. การพัฒนาการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง เรื่อง สิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนระดับ
ประกาศนยี บัตรวิชาชพี ชัน้ ปที ่ี 1
5. การพฒั นาการสอนสุขศึกษาเพ่ือปอ้ งกนั โรคเอดส์ในวทิ ยาลัยเทคนิค สงั กดั กระทรวงศึกษาธิการ
6. การพัฒนารูปแบบการสอนซ่อมเสริม เรื่อง การหาค่าเฉลี่ย สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบตั ร
วิชาชพี ช้นั ปีท่ี 1
7. การพัฒนารูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เรื่อง พระพุทธศาสนา นักเรียนระดับ
ประกาศนียบตั รวิชาชพี
8. การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง กระบวนการ
กรอ่ นทเ่ี กดิ จากกระแสน้ำ สาหรบั นักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2
123
9. การพัฒนารูปแบบการสอนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อปรับเปล่ียนพฤติกรรมของนักเรียนนกั เรยี นระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชพี ชนั้ ปที ่ี 1
2.3 นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร ยกตัวอยา่ งเช่น
- หลักสตู รสาระเพม่ิ เตมิ
- หลักสูตรท้องถ่นิ
- หลกั สตู รการฝึกอบรม
- หลกั สูตรกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น ฯลฯ
แนวทางการพัฒนาหลกั สตู รใด ๆ ทางด้านการเรียนการสอน เช่น
1. การพัฒนาหลักสูตรสาระเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ผญา สำหรับนักเรียนช่วง
ชนั้ ที่ 4
2. การพัฒนาหลักสูตรสาระเพิ่มเติม เรื่อง การสานตะกร้า กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยชี ั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5
3. การพฒั นาหลักสตู รท้องถิ่น เร่อื ง ดอกไม้จันทนช์ ั้นประถมศึกษาปที ่ี 6
4. การพฒั นาหลักสตู รท้องถน่ิ เรอ่ื ง เม่ยี ง สำหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
5. การพัฒนาหลกั สูตรฝกึ อบรมเพือ่ พฒั นาจติ สานึกในอาชีพครู
6. การพฒั นาหลกั สตู รฝกึ อบรม เรื่อง เทคนิคการสอนความคิดสร้างสรรคส์ ำหรบั อาชวี ศกึ ษา
7. การพัฒนาหลกั สูตรทอ้ งถน่ิ เรอ่ื ง การทำหมยู อสมนุ ไพร
8. การพฒั นาหลักสตู รกิจกรรมนักเรยี น เร่อื ง การสรา้ งจติ สานึกสาธารณะ
9. การพัฒนาหลกั สูตรกิจกรรมนกั เรียน เรือ่ ง ความมีวนิ ยั ในตนเอง ฯลฯ
2.4 นวัตกรรมดา้ นการวดั และการประเมนิ ผล ยกตวั อย่างเช่น
- การสร้างแบบวดั ตา่ ง ๆ
- การสรา้ งเครื่องมอื
- การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
แนวทางการพัฒนาดา้ นการวดั และการประเมินผล เช่น
1. การสร้างแบบวัดความมวี ินยั ในตนเอง
2. การสรา้ งแบบวดั ความคิดสรา้ งสรรค์
3. การสร้างแบบวดั แววครู
4. การพฒั นาคลังขอ้ สอบ
5. การพัฒนาระบบการลงทะเบยี นผ่านเครอื ข่ายอินเตอรเ์ น็ต
6. การพฒั นาการใชบ้ ตั รประชาชนเพื่อการใช้บริการของวิทยาลยั
7. การใชค้ อมพวิ เตอรใ์ นการตัดเกรด
8. การพัฒนาระบบฐานขอ้ มลู โรงเรียน
9. การพัฒนาโปรแกรมการวิเคราะห์ขอ้ สอบ
10. การพัฒนาฐานขอ้ มลู ด้านการเงิน ของโรงเรียน ฯลฯ
124
2.5 นวตั กรรมดา้ นการบรหิ ารจดั การ ยกตัวอยา่ งเชน่
- การบรหิ ารเชงิ ระบบ
- การบรหิ ารเชงิ กลยุทธ์
- การบรหิ ารแบบหลอมรวม
- การบรหิ ารเชงิ บูรณการ
- การบรหิ ารเชิงวิจยั ปฏบิ ตั ิการ
- การบริหารแบบภาคีเครอื ข่าย
- การบรหิ ารโดยใช้องคก์ รเครือข่ายแบบร่วมรว่ มทำ
- การบริหารโดยใชโ้ รงเรียน บ้าน วดั ชมุ ชน และสถานประกอบการ เปน็ ฐาน ฯลฯ
แนวทางการพฒั นากระบวนการบริหารใดๆ เชน่
1. การพัฒนารูปแบบการนิเทศเชิงระบบ เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนของครูระดับระดับ
อาชีวศึกษา
2. การบรหิ ารแบบร่วมมอื รว่ มใจ เพ่ือการพัฒนางานวชิ าการ ระดับอาชีวศึกษา
3. การบริหารด้วยวัฏจกั รเดมมิง่ เพื่อการพัฒนาคุณภาพงานวชิ าการ ระดบั อาชวี ศึกษา
4. การพฒั นาการบริหารแบบ TOPSTAR เพ่ือพัฒนาคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ของนักเรยี น
5. การพฒั นากระบวนการกลั ยาณมิตรวิจยั เพอ่ื เพมิ่ ทักษะการทำวิจยั ในชน้ั เรียนของครู
6. การบริหารงานกจิ การนักเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ เพื่อการแกป้ ญั หายาเสพตดิ ในสถานศกึ ษา
7. การพัฒนาการนิเทศภายในแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ของครูระดับ
ระดบั อาชีวศกึ ษา
8. การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อพัฒนาจิตสานึกประชาธิปไตยใน
สถานศกึ ษาระดบั อาชวี ศึกษา
9. การพัฒนาการบรหิ ารแบบ ASTEAM เพอ่ื การประกันคุณภาพภายในโรงเรยี นระดับอาชวี ศึกษา
10. การพฒั นากระบวนการบริหารแบบพาคดิ พาทำ เพอื่ การทำวจิ ัยของครูระดบั อาชีวศกึ ษา ฯลฯ
3. แหลง่ สบื คน้ ตัวอยา่ งนวตั กรรม
4. ขน้ั ตอนการพัฒนานวตั กรรม
ขนั้ ตอนการวิจยั เชิงการพัฒนา (Research and Development) โดยท่วั ไปมักกาหนดเป็น 3 ขน้ั ตอน
ดังนี้
ข้นั ที่ 1 การสรา้ งและหาประสทิ ธิภาพ โดยดำเนนิ การในขั้นตอนย่อย ๆ ดังน้ี
- ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง
- ยกร่างนวตั กรรม (ส่อื วธิ กี ารสอน หลักสตู ร การวดั และการประเมิน และกระบวนการบรหิ าร)
- เสนอผเู้ ชีย่ วชาญ ตรวจประเมนิ
- ทดลองใช้กบั กลมุ่ ตวั อย่าง/เป้าหมาย 1, 2, 3 (อาจจะหาประสิทธภิ าพ E1/E2 )
125
ข้นั ท่ี 2 ศกึ ษาผลการนำไปใช้
- นำไปใช้กบั กลุม่ ตวั อยา่ ง / กล่มุ เปา้ หมาย
- ทำการทดสอบผลและประเมินผลการใช้โดยอาจจะเปรยี บเทยี บกอ่ นใช้และภายหลังการใช้
- ใช้ t-test แบบ t-pairs หรอื เปรียบเทียบกบั เกณฑท์ ี่กำหนด ใช้ t-test แบบ one-sample
ขนั้ ที่ 3 ประเมินผล
ใช้แบบวัดความพึงพอใจ แบบวัดทัศนคติแบบวัดความคิดเห็น หรือใช้รูปแบบประเมินใด ๆ เพื่อการ
ประเมนิ ผลการใช้นวตั กรรมนัน้
กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการพัฒนานวัตกรรม คือ เร่ิมต้นดว้ ยการสร้างหรอื การพัฒนา ซึ่งหมายถึงการ
ยกรา่ งนวัตกรรมขน้ึ มาใหม่หรือการพัฒนานวตั กรรมที่มีอยู่แลว้ ให้ดีขึน้ จากนนั้ สขู่ ้นั ตอนการนำนวัตกรรมไปใช้
หมายถึง การนำนวัตกรรมไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อรับรองผลว่ามีผลการใช้อยู่ในระดับดีโดยยืนยันจากผล
การทดสอบ และในขั้นตอนสุดท้ายคือ การประเมินผลการใช้นวัตกรรม หมายถึงการสอบถามความคิดเห็น
หรอื ความพงึ พอใจท่ีมีต่อนวัตกรรมนัน้ ๆ ว่าดมี ปี ระโยชน์มีคุณคา่ สามารถนำไปใชไ้ ดเ้ ป็นอย่างดโี ดยยืนยันจาก
เคร่อื งมือการวดั และประเมนิ ผลนวตั กรรมนัน้
5. การเขยี นรายงานการพัฒนานวัตกรรม
การเขียนรายงานการพัฒนานวัตกรรมเต็มรูปแบบ จะแบ่งส่วนสำคัญออกได้ 3 ส่วน คือ (1) ส่วนนำ
(2) ส่วนเน้อื ความ และ (3) ส่วนอา้ งองิ
126
บรรณานุกรม
ชวี ิน จินดาโชต.ิ (2547). การพฒั นาหลกั สตู รฝกึ อบรมเร่อื งการประเมินผลตามสภาพจรงิ ของครู
โรงเรยี นประถมศึกษา. วทิ ยานพิ นธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑติ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร (อัดสำเนา).
ทศิ นา แขมมณี. (2540). การวจิ ัยทางการศึกษา (Educational Research) ในทิศนา แขมมณแี ละสร้อย
สน สกลรัตน์(บก.). แบบแผนและเครื่องมือการวิจัยทางการศึกษา. (หน้า1-12). กรุงเทพฯ:
สำนกั พมิ พ์จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ผ่องพรรณ ตรยั มงคลกูล และสภุ าพ ฉัตราภรณ.์ (2543). การออกแบบการวจิ ยั . พมิ พค์ รัง้ ท่ี 3. กรงุ เทพฯ
สำนกั พิมพ์มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์.
วัญญา วิศาลาภรณ์. (2540). การวจิ ัยทางการศกึ ษา : หลกั การและแนวทางการปฏิบตั กิ าร. กรงุ เทพฯ
ต้นอ้อแกรมมี.่
วชิราพร อัจฉริยโกศล. (2536). การประเมนิ ผลสอ่ื การเรยี นการสอน. วารสารครุศาสตร์. 21(3), 13-31.
วาโร เพง็ สวสั ด.ิ์ (2551). วิธีวิทยาการวจิ ยั . กรงุ เทพฯ: สุวริ ิยาสาส์น.
สมหวงั พธิ ยิ านุวตั น.์ (2541). วิธีวิทยาการประเมนิ ทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : สำนักพิมพจ์ ุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
Charles, C.M. and Merler, C.A. (2002). Introduction to Educational Research. 4th ed.
Boston: Allyn and Bacon.
McMillan, J. H. (2000). Educational Research : Fundamentals for the Consumer. 3rd ed.
New York:
Longman. Worthen, B.R. and Sauder, J.R. (1987). Educational Evaluation. New York:
Longman.
บทท่ี 10
สถติ เิ บ้ืองต้นเพื่อการวิจัย
ในการวิจัยใดๆ ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมจะได้ข้อมูลทั้งในลักษณะของข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็น
ตัวเลข และข้อมูลเชิงคุณภาพ ที่เป็นการบรรยายผลของระดับพฤติกรรม/คุณลักษณะที่เกิดขึ้น โดยที่ในส่วน
ของข้อมูลเชิงปริมาณนั้นผู้วิจัยจะต้องนำข้อมูลมาดำเนินการด้วยวิธีการทางสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ที่จะได้
สรปุ ผลตามวัตถปุ ระสงคแ์ ละสมมตุ ิฐานของการวจิ ยั ท่กี ำหนดไว้ความเป็นมาของการวจิ ัยและพฒั นา
สถิติ
1. ความหมายของสถติ ิ
สถิติ (Statistics) เป็นคำที่มาจากภาษาเยอรมันว่า “Statistik” ที่มีรากศัพท์ว่า “State” ที่หมายถึง
ขอ้ มูลทเ่ี ปน็ ตวั เลขและขอ้ เทจ็ จรงิ ทม่ี ปี ระโยชน์ต่อการบริหารงานของรัฐ (Fact of State)
นักวิชาการได้ให้ความหมายของสถิติ จำแนกได้ ดังนี้ (ศิริชัย กาญจนวาสี,ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์และ
ดิเรก ศรีสุโข.2537 : 37; นงลักษณ์ วิรัชชยั ,2543 : 212)
1.1 สถิติ ในความหมายของ “ขอ้ มลู สถิติ” หมายถงึ ตัวเลขท่เี ปน็ ข้อเทจ็ จรงิ ของประเด็นท่ีสนใจ อาทิ
สถิติจำนวนครอบครัวในชุมชนแห่งหนึ่ง สถิติปริมาณน้ำฝนในจงั หวัดอุดรธานีสถิตกิ ารประสบอุบัติเหตุทางบก
ของประเทศไทย ฯลฯ
1.2. สถติ ิ ในความหมายของ “สถติ ิศาสตร”์ หมายถึง ศาสตร์ท่เี ก่ียวกับวธิ ีการที่ใชใ้ นการศกึ ษาข้อมูล
ที่เรียกว่า “ระเบียบวิธีการทางสถิติ” ที่ประกอบด้วย 4 วิธีการ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลการนำเสนอข้อมูล
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู และการแปลความหมายขอ้ มูล
1.3 สถิติ ในความหมายของ “ค่าสถิติ” หมายถึง ค่าตัวเลขที่คำนวณได้จากข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง
โดยใช้สัญลักษณ์ X แทนค่าเฉลี่ย (Mean), S.D. แทนส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ rxy แทนค่าสัมประสิทธ์ิ
สหสมั พันธ์ เปน็ ต้น
1.4 สถิติ ในความหมายของ “วิชาสถิติ” หมายถึง วิชาวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีเนื้อหาสาระและ
รากฐานจากวิชาคณิตศาสตร์ และตรรกศาสตร์ ท่ีจะนำไปใชใ้ นการตัดสนิ ใจภายใตส้ ถานการณท์ ่ไี มแ่ นน่ อน
ศิริชัย กาญจนวาสี,ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์ และ ดิเรก ศรีสุโข (2537 : 38 ) ได้นำเสนอผลการ
เปรียบเทียบความแตกต่างบางประการของความหมายสถิติในฐานะข้อมูลกับวิธีการ ดังแสดง ในตารางที่1.1
(ศิรชิ ัย กาญจนวาสี,ทววี ัฒน์ ปติ ยานนท์ และ ดเิ รก ศรีสุโข,2537 : 38
ตารางที่ 1.1 ความแตกต่างของความหมายสถิตใิ นฐานะข้อมูลกับวิธกี าร
128
ตารางท่ี 1.1 ความแตกต่างของความหมายสถติ ิในฐานะข้อมลู กบั วิธกี าร
สถิตใิ นฐานะข้อมลู สถิตใิ นฐานะวิธีการ
1. เปน็ ปริมาณ 1. เปน็ วธิ ีการปฏบิ ัติ
2. อยู่ในลักษณะของขอ้ มลู ดิบ 2. กระบวนการจดั กระทำข้อมลู ดบิ
3. เป็นการบรรยาย 3. เปน็ เคร่ืองมือในการวเิ คราะห์
4. เป็นวตั ถดุ ิบทป่ี ้อนเข้าสูก่ ระบวนการ เมื่อ 4. เป็นระเบียบวิธีทางวทิ ยาศาสตร์ของการ
วเิ คราะห์แล้วนำมาช่วยพิจารณาตัดสินใจ
5. ไมม่ คี วามหมายถ้าขาดเคร่อื งมือวิเคราะห์ วเิ คราะห์และตคี วามหมายขอ้ มูล
6. ธรรมชาตขิ องข้อมลู เป็นตวั กำหนดวิธกี าร 5. เปน็ เครอ่ื งมือท่ีไรค้ วามหมายถา้ ขาดข้อมูล
6. เครื่องมือจะเป็นตัวก าหนดวิธีการเกบ็
รวบรวมขอ้ มูล
2. ประเภทของสถิติ
ประเภทของสถิติที่ใช้ในการวิจัย สามารถจำแนกตามเกณฑ์ที่ใชใ้ นการพิจารณา ดังน้ี (ศิริชัย กาญจน
วาสี,ทวีวฒั น์ ปติ ยานนท์ และ ดิเรก ศรีสุโข.2537 : 39-40 ; นงลักษณ์ วริ ชั ชยั ,2543 :
213)
2.1 จำแนกตามบทบาทและหนา้ ท่ี
2.1.1 สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive Statistics) เป็นสถิติที่มุ่งนำเสนอสารสนเทศเพื่อใช้
บรรยายสรปุ ลักษณะของตัวแปรในกลมุ่ ตัวอย่างหรอื ประชากรว่าเป็นอย่างไร มีสถติ ทิ ใ่ี ช้ดงั น้ี
2.1.1.1 การแจกแจงความถี่ และการนำเสนอด้วยตาราง กราฟ และแผนภูมิ
2.1.1.2 การจัดตำแหนง่ และเปรยี บเทยี บ อาทิ สัดส่วน รอ้ ยละ หรือเปอรเ์ ซนไทล์
2.1.1.3 การวัดแนวโนม้ เข้าสู่ส่วนกลาง
2.1.1.4 การวดั การกระจายของขอ้ มลู
2.1.1.5 การวดั ความสมั พันธ์ระหว่างตวั แปร
2.1.2 สถิติเชิงอ้างอิง (Inferential Statistics) เป็นเทคนิคทางสถิติที่ศึกษาข้อมูลจากกลุ่ม
ตัวอย่างหรือค่าสถิติเพื่อใช้สรุปอ้างอิงข้อมูลไปสู่ประชากรหรือค่าพารามิเตอร์ แต่จะต้องมีวิธีการได้กลุ่ม
ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร ที่มีความสอดคล้องกับหลักการอ้างอิงที่มีประสิทธิภาพจากกลุ่ม
ตัวอยา่ งสู่ประชากร มีวธิ กี ารทางสถติ เิ ชิงอา้ งอิง ดงั น้ี
2.1.2.1 การประมาณค่าพารามิเตอร์ (Estimation) เป็นเทคนิคทางสถิติในการ
คำนวณค่าสถิติของกลุ่มตัวอย่างไปคาดคะเนค่าพารามิเตอร์ของประชากรที่สามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะ
คือ การประมาณคา่ เป็นจดุ (Point Estimation) และการประมาณค่าเปน็ ช่วง (IntervalEstimation)
2.1.2.2 การทดสอบสมมุติฐาน (Hypothesis testing) เป็นเทคนิคทางสถิติที่นำ
ค่าสถติ ิของกลมุ่ ตัวอยา่ งไปทดสอบสมมุติฐานทางสถติ เิ กี่ยวกบั ค่าพารามิเตอรข์ องประชากร
2.2 จำแนกตามลักษณะของข้อตกลงเบ้ืองตน้ และวธิ กี ารทดสอบทางสถติ ิมีดังน้ี
2.2.1 สถิติพาราเมตริก (Parametric Statistics) เป็นเทคนิคทางสถิติที่อ้างอิงจากค่าสถิติ
ของกลุม่ ตัวอย่างไปสคู่ า่ พารามิเตอร์ของประชากร โดยมขี ้อตกลงเบ้ืองตน้ และวิธีการทดสอบ ดงั น้ี
2.2.1.1 วธิ กี ารทดสอบทางสถติ ิ มีดังน้ี
129
1) ใช้การทดสอบค่าที (t-test) สำหรับการทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉล่ีย
ของประชากร 2 กลุม่
2) ใชก้ ารทดสอบค่าเอฟ (F-test) สำหรบั การทดสอบความแปรปรวน
ระหวา่ งประชากรต้ังแต่ 3 กล่มุ ขึน้ ไป
3) ใช้การทดสอบไครส์ แควร์ (Chi-square) สำหรบั การทดสอบความแตกต่างระหว่างสดั สว่ นของประชากร
2.2.1.2 ขอ้ ตกลงเบ้ืองตน้ ในการใช้สถติ พิ าราเมตรกิ มีดงั นี้
1) ค่าพารามิเตอร์ของประชากรทั่วไปจะต้องมีลักษณะเฉพาะและกำ หนดเป็นค่า
ในประชากรได้
2) ลักษณะการแจกแจงตัวแปรของประชากร จะต้องมีลกั ษณะการแจกแจงแบบใด
แบบหนง่ึ อาทิ ประชากรจะตอ้ งมจี ำนวนมากและมกี ารแจกแจงแบบปกติ เปน็ ต้น
2.2.2 สถิตินอนพาราเมตริก (Non-Parametric Statistics) เป็นเทคนิคทางสถิติที่ไม่มีการ
ระบุค่าพารามิเตอร์ของประชากร และไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับลักษณะของการแจกแจงของ
ประชากร อาทิ การทดสอบไคร์สแควร์ในการทดสอบ Goodness of Fit หรือ การทดสอบวิลคอกวอล-แมน-
วิทนีย์ (Wilcoxon-Mann-Whitney) สำหรับการทดสอบตำแหน่งเฉลี่ยของประชากรที่เป็นอิสระจากกัน 2
กลุ่ม เป็นต้น
2.3 จำแนกตามจำนวนของตัวแปร มีดังน้ี
2.3.1 สถิติเอกนาม (Univariate Statistics) เปน็ สถิติที่เกี่ยวกับตัวแปรเพียงตวั เดยี ว
2.3.2 สถติ ิทวินาม (Bivariate Statistics) เปน็ สถิติที่เกยี่ วกับตัวแปร 2 ตัว
2.3.3 สถติ พิ หุคณู (Multivariate Statistics) เป็นสถิตทิ ่ีเก่ียวกบั ตวั แปรมากกว่า 2 ตวั
3. สิง่ ทค่ี วรคำนึงในการใชส้ ถติ ิ
ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ (2538 : 222) ได้ระบสุ ิ่งทีค่ วรคำนงึ ในการใช้สถิติมีดังน้ี
3.1 สถิติเป็นเพยี งวิธีการของการวจิ ยั ไม่ใชจ่ ดุ มุ่งหมายปลายทางของการวจิ ัย
3.2 สถติ ยิ งั ไม่สามารถจะใชไ้ ด้ ถา้ ไมม่ ีการกำหนดสมมุติฐานและกำหนดขอบเขตของข้อมูลให้ชัดเจน
ก่อน
3.3 ข้อสรุปที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันแน่นอน เพราะไม่แน่ว่าเป็นตัวอย่างที่แท้จริง
หรอื ไม่ ดงั นน้ั จะต้องคำนึงถึงขอบเขตของความเชอ่ื มั่นที่กำหนด
3.4 การกระทำเกี่ยวกับข้อมูลจะต้องใช้การตรวจสอบอย่างละเอียด และแน่ใจว่าไม่ผิดพลาด อย่าง
น้อยตอ้ งตรวจสอบ 2 คร้ัง
3.5 ความผิดพลาดอย่างหน่งึ มกั จะเกดิ ข้ึนเสมอ เน่อื งจากความพล้ังเผลอของมนษุ ย์
3.6 นักสถิติและนักโกหกมีอะไรที่ใกล้เคียงกันอยู่มาก ดังนั้นการกระทำทางสถิติต้องระมัดระวัง
ตลอดเวลา การสรุปหรือแปลผลผิดพลาดอาจจะได้จากการกำหนดสมมุติฐานที่คลาดเคลื่อนหรือได้กลุ่ม
ตัวอย่างจากการส่มุ ท่ีลำเอยี งบอร์กและกอล (Brog and Gall,1971 : 145) ได้ระบุส่งิ ทค่ี วรคำนึงในการใช้สถิติ
ดงั น้ี
1) เลอื กใช้สถติ ิทีเ่ หมาะสม หรอื ถูกตอ้ งในการวเิ คราะห์ข้อมลู
2) พิจารณาขอ้ มลู ใหช้ ดั เจน แล้วจงึ นำมาพจิ ารณาเลือกใช้สถติ ิเพอื่ วิเคราะหข์ ้อมลู
3) ใช้สถติ เิ พียงวิธกี ารเดียวทงั้ ๆ ท่ีขอ้ มูลนั้นอาจใชไ้ ด้หลายวิธกี าร
4) ระมัดระวังการใชส้ ถิตทิ ฝี่ ่าฝืนขอ้ ตกลงเบ้ืองต้นของสถติ แิ ต่ละประเภท
130
5) นำเสนอความสำคัญของข้อมลู ท่ีมีความแตกตา่ งกันน้อยมากที่เกิดความเป็นจริง เพื่อให้มีนัยสำคัญ
ทางสถติ ิ
6) ไมจ่ ำเป็นตอ้ งวเิ คราะห์ความสัมพันธ์ ถ้าความสมั พันธน์ ้ันไม่อยู่ในรปู ความสัมพนั ธแ์ บบโมเมนต์ของ
ผลคณู
7) หาสมั ประสทิ ธิส์ หสัมพันธ์ทไ่ี มส่ อดคลอ้ งกับลกั ษณะของขอ้ มลู
8) ใช้ตารางทดสอบนยั สำคัญของสหสมั พนั ธผ์ ิดประเภท
ขอ้ มูล
1. ความหมายของขอ้ มลู
ข้อมูล (Data) เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการเก็บรวบรวมคุณลักษณะที่ต้องการจากกลุ่มเป้าหมายตาม
จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ ทั้งในลักษณะข้อมูลเชิงปริมาณ (คะแนนที่ได้) และเชิงคุณภาพ (พฤติกรรมหรือ
ปรากฏการณท์ ี่เกิดขน้ึ )
ข้อมูล (Datum) ในความหมายท่ีเป็นเอกพจน์ มาจากคำว่า “Datus”ในภาษาลาติน หมายถึง สิ่งที่ใช้
เป็นฐานในการให้เหตุผลหรือการสรุปอ้างอิง แต่ข้อมูล (Data) ในความหมายท่ีเป็นพหูพจนท์ ี่หมายถึง ผลของ
การรวบรวมสารสนเทศที่เป็นข้อเท็จจริงหรือวัตถุที่ใช้เป็นฐานสำหรับการให้เหตุผลการอภิปราย หรือการ
คำนวณ (Webster’s Ninth New Collegiate Dictionary,1991)
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริง สารสนเทศความรู้ ความคิด ความรู้สึก พฤติกรรมการแสดงออกการ
กระทำหลักฐานหรือคุณสมบัติของบุคคลหรือสิ่งของที่เก็บรวบรวมมาใช้ประโยชน์ในการตอบปัญหาการวิจัย
(Kerlinger,1982 อ้างองิ ใน นงลกั ษณ์ วริ ชั ชยั ,2543 : 208)
2. ระดบั ของข้อมูล
ในการวัดผลได้กำหนดข้อมูลเชิงปริมาณที่เป็นตัวเลขในการนำมาวิเคราะห์เพื่อสรุปผลการวิจัยท่ี
จำแนกได้ 4 ระดับตามแนวคิดของสตีเวนส์มีดังน้ี (Babbie,1992 : 140-144; Nachmias and
Nachmias,1993 : 151)
2.1 ข้อมูลระดับนามบัญญัติ (Nominal Scale) เป็นข้อมูลท่ีใช้กำหนดชื่อ คุณลักษณะ/พฤติกรรมที่
ไดจ้ ากการวดั /เก็บรวบรวมข้อมูล อาทิ ช่อื -นามสกลุ หมายเลขประจำตัว ศาสนา ฯลฯ หรอื ตวั เลข ทีใ่ ช้จำแนก
หรือจัดกลมุ่ ของสิ่งของ/บุคคลเท่านน้ั แต่จะไม่มีความหมายในเชิงปรมิ าณที่จะนำไปดำเนินการด้วยวิธีการทาง
คณิตศาสตร์ได้ (บวก ลบ คูณ และหาร) หรือไมส่ ามารถนำไปเปรียบเทียบกันไดอ้ าทิ ใหเ้ พศชาย แทนดว้ ย “1”
และเพศหญิงแทนด้วย “2” ซึ่งในกรณีนี้ “2” ไม่ได้มีค่ามากกว่า “1” ในการเปรียบเทียบเชิงปรมิ าณ เป็นตน้
ซง่ึ บุญธรรม กจิ ปรีดาบริสทุ ธิ์ (2534 :4-5) ไดส้ รปุ ลกั ษณะของข้อมลู ในระดบั นามบัญญัติ มดี ังนี้ 1) อยู่อย่างไม่
เป็นระเบียบ หรือแยกกันอยู่ 2) ข้อมูลแต่ละกลุ่มไม่มีความสัมพันธ์กัน 3) จะใช้สัญลักษณ์/ตัวเลขแทนกลุ่ม
ไม่ได้มีความหมายในเชิงปริมาณและ 4) สมาชิกในกลุ่มเดียวกันจะมีคุณลักษณะเหมือนกัน โดยที่ค่าสถิติที่
นำมาใช้กบั ขอ้ มลู ประเภทน้ีได้แก่ ความถ่ี ร้อยละ หรือฐานนยิ ม เป็นต้น
2.2 ข้อมูลระดับเรียงลำดับ (Ordinal Scale) เป็นข้อมูลที่สามารถนำมาเรียงลำดับจากมากไปหา
น้อยหรือจากน้อยไปหามากตามเกณฑ์ (ความเข้มข้น ความหนาแน่น ความแข็งแรง ฯลฯ) แต่จะไม่สามารถ
ระบไุ ด้วา่ แต่ละลำดับแตกตา่ งกนั เท่าไร และความแตกตา่ งนนั้ เท่ากนั หรอื ไม่ และยังไมส่ ามารถนำมาดำเนินการ
ด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ได้ (บวก ลบ คูณและหาร) อาทิ การตรวจผลงานของผู้เรียนที่ครูผู้สอนสามารถ
เรียงลำดับของผลงานตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ตั้งแต่ลำดับที่ 1,2,3 ถึง n แต่จะไม่สามารถจะระบุช่วงความ
131
แตกต่างระหว่างลำดับที่ 1 กับ 2 หรือ 2 กับ 3 และความแตกต่างระหว่างลำดับที่เท่ากันหรือไม่ หรือ
ประสทิ ธภิ าพของการปฏิบตั ิทีจ่ ำแนกเปน็ ดี-ปานกลาง-เลว เปน็ ตน้ ซึง่ บญุ ธรรม กิจปรีดาบรสิ ทุ ธิ์ (2534 :5-6)
ได้สรุปลักษณะของข้อมูลในระดับเรียงลำดับ มีดังนี้ 1) ใช้กฎเกณฑ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะของตัวแปร 2) ไม่
สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของปริมาณระหว่างลำดับท่ี (เนื่องจากไม่ทราบความแตกต่าง) และ 3) ใช้
สญั ลกั ษณ์/ตวั เลขที่เรยี งลำดับกนั แทนลำดับทีท่ ี่ต้องการเรียงลำดับ โดยท่คี ่าสถิติท่ีใช้กับข้อมูลประเภทนี้ได้แก่
ความถี่ ร้อยละ ฐานนยิ ม มัธยฐาน และเปอร์เซนไทล์ เปน็ ตน้
2.3 ขอ้ มูลระดับช่วง หรอื อนั ตรภาค (Interval Scale) เป็นข้อมูลทส่ี ามารถนำมาเรียงลำดบั ได้ และ
ระบุความแตกต่างระหว่างลำดับที่ได้ และความแตกต่างในแต่ละช่วง (หน่วยการวัด) มีค่าเท่ากันทุก ๆ ช่วงจงึ
สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างกันได้ และเป็นข้อมูลที่สามารถนำมาบวกและลบกันได้แต่จะยังไม่สามารถ
นำมาคูณและหารหรือเปรียบเทียบเป็นจำนวนเท่า เนื่องจากไม่มีระดับศูนย์แท้ (Absolute Zero) (ศูนย์แท้
หมายถึง การไม่มี/ปราศจาก/ว่างเปล่า) หรือไม่มจี ุดเรม่ิ ต้นที่แนน่ อน อาทิการทผ่ี ู้เรยี นสอบได้ 0 คะแนน ไม่ได้
หมายความว่าผู้เรียนไม่มีความรู้ในวิชานั้น แต่หมายถึงผู้เรียนทำแบบทดสอบฉบับนั้นไม่ได้ และผู้เรียนที่ได้
คะแนน 50 คะแนน ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนคนน้ันมีความรู้เปน็ สองเท่าของผู้เรียนทไ่ี ด้คะแนน 25 คะแนน
หรือ วันนี้มีอุณหภูมิ 0 องศาเซนเซียส ไม่ได้หมายความว่าวันนี้ไม่มีอุณหภูมิ แต่หมายถึง อุณหภูมิถึงระดับ 0
องศาเซนเซียส ตามระดับมาตรฐานที่กำหนดเท่านั้นและอุณหภูมิ 60 องศาเซนเซียสก็ไม่ได้หมายความว่าจะมี
ความร้อนเป็นสองเท่าของอุณหภูมิ 30 องศาเซนเซียส โดยค่าสถิติที่ใช้กับข้อมูลระดับนี้ได้แก่ การแจกแจง
ความถ่ี รอ้ ยละ ฐานนยิ ม มธั ยฐานเปอรเ์ ซนไทล์ ค่าเฉล่ยี และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน เป็นตน้
2.4 ข้อมูลระดับอัตราส่วน (Ratio Scale) เป็นข้อมูลที่มีคุณสมบัติทางกายภาพสมบูรณ์ที่สุดโดยท่ี
ข้อมูลสามารถระบุความแตกต่างระหวา่ งกลุ่ม/ลำดับที่ หรอื นำมาเปรียบเทยี บความมากหรือน้อยมีค่าและช่วง
เท่ากัน และมีศูนย์แท้ แล้วสามารถนำข้อมูลมาดำเนินการด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ บวก ลบ คูณ และหาร
ไดท้ กุ วิธี โดยค่าสถิติทีใ่ ชก้ ับขอ้ มลู ระดบั นี้จะใช้เหมอื นกบั ข้อมูลระดบั ชว่ งที่เปน็ ข้อมูลระดับที่ 3
โดยที่ข้อมูลทั้ง 4 ระดับนี้ จะสามารถที่เปลี่ยนแปลงระดับข้อมูลได้ โดยเฉพาะในระดับที่สูงกว่าไปสู่
ระดับท่ตี ำ่ กว่า คอื จากระดับอัตราสว่ นไปสู่ระดบั นามบญั ญัติแต่จะมคี วามยุง่ ยากในกรณที ี่จะปรับเปลี่ยนข้อมูล
จากระดบั ต่ำกวา่ ไปสรู่ ะดบั ท่สี ูงกว่า โดยแสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างข้อมูลในระดบั ตา่ ง ๆ วา่ ข้อมูลในระดับท่ีสูง
กว่าจะมีคณุ สมบัตขิ องขอ้ มลู ในระดับทต่ี ่ำกวา่ ด้วย ดังแสดงในภาพที่ 1.1
ภาพท่ี 1.1 ความสัมพันธ์ของระดบั ข้อมูล
3. ประเภทของข้อมูล
ในการพจิ ารณาจำแนกประเภทของข้อมูลตามเกณฑ์ทใ่ี ช้ มีดังนี้ (นงลกั ษณ์ วริ ัชชัย,2543 : 165-167)
3.1 จำแนกตามศาสตร์ มีดงั น้ี
132
3.1.1 ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา เป็นข้อมูล/หลักฐานที่เกี่ยวกับผลผลิตหรือ
ผลงานของมนุษยท์ ่สี ามารถตรวจสอบได้ อาทิส่ิงพิมพ์ หรอื วตั ถโุ บราณ เป็นต้น
3.1.2 ข้อมลู ทางวิทยาศาสตร์ จำแนกได้ดงั นี้
3.1.2.1 ข้อมลู ทางวิทยาศาสตร์กายภาพ เป็นข้อมูลที่ไดจ้ ากลักษณะทางกาย ภาพของ
วัตถุ และปรากฏการณท์ างธรรมชาติ อาทิ ก้อนหิน แรธ่ าตุ ปรมิ าณน้ำฝน และการระเบดิ ของภูเขาไฟ เปน็ ตน้
3.1.2.2 ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เป็นข้อมูลที่ได้จากลักษณะทางกายภาพและ
การทำหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต อาทิ วัฏจักรชีวิตของแมลง การสูบฉีดโลหิตของร่างกายมนุษย์
เปน็ ต้น
3.1.3 ข้อมูลทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ เป็นข้อมูลที่เป็นลกั ษณะทางจิตและการ
กระทำของสิง่ มชี ีวติ โดยเฉพาะมนุษยท์ มี่ พี ฤตกิ รรมทจี่ ำแนกไดด้ งั น้ี
3.1.3.1 พฤติกรรมภายใน เปน็ พฤติกรรมทีเ่ กดิ ภายในมนุษยท์ ไ่ี มส่ ามารถวัดหรือสังเกต
ไดโ้ ดยตรง อาทิ สตปิ ญั ญา ความรูส้ กึ การรบั รู้และการตัดสินใจ เปน็ ต้น
3.1.3.2 พฤติกรรมภายนอก เป็นพฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกแล้วสามารถวัดหรือ
สงั เกตได้โดยใชป้ ระสาทสัมผสั ที่จำแนกได้ดงั น้ี
1) พฤติกรรมทางวาจา ที่แสดงโดยการบอกเล่าเป็นคำพูด สามารถสังเกตได้
ดว้ ยการดู และการฟงั
2) พฤติกรรมทางกาย ที่แสดงในรูปอากัปกิริยา ท่าทางและการเปลี่ยนแปลง
ทางรา่ งกาย จำแนกไดด้ งั น้ี
(1) พฤติกรรมโมลาร์ ทีเ่ ปน็ พฤตกิ รรมทางกายท่ีสามารถสังเกตไดง้ า่ ย อาทิ
การรอ้ งไห้ การว่ิง การเดนิ เป็นตน้
(2) พฤติกรรมโมเลคูลาร์ ที่เป็นพฤติกรรมทางกายที่ไม่สามารถสังเกตได้
โดยตรงจะตอ้ งใชเ้ คร่อื งมือในการชว่ ยสังเกต อาทิ การเต้นของหวั ใจ ความดนั โลหติ เป็นตน้
3.2 จำแนกตามแหล่งท่ีมาของข้อมลู มดี งั น้ี (ธรี ะวฒุ ิเอกะกลุ . 2544 :193-194)
3.2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งกำเนิดของข้อมูลหรือ
ปรากฏการณ์โดยตรง ท่จี ะไดข้ ้อมูลที่มีรายละเอียดทชี่ ดั เจน มีความเทยี่ งตรงและมีความเช่ือม่ันสูงท่ีสอดคล้อง
กับวัตถุประสงค์ของการนำข้อมูลมาใช้ แต่จะต้องใช้เวลา แรงงานและงบประมาณที่ค่อนข้างมาก ที่มีข้อดี-
ข้อจำกดั ของขอ้ มลู ปฐมภูมดิ ังนี้
3.2.1.1 ขอ้ ดขี องขอ้ มลู ปฐมภูมมิ ดี ังน้ี
1) เป็นขอ้ มลู ท่ีเกบ็ รวบรวมท่สี อดคลอ้ งกับความต้องการใช้ข้อมลู อยา่ งแท้จริง
2) มีความสอดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงค์ และเทคนิคการวเิ คราะห์ข้อมูล
3) สามารถควบคุมคุณภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้สอดคล้องกับความรู้
ความสามารถของผู้วจิ ยั
3.2.1.2 ขอ้ จำกดั ของข้อมูลปฐมภมู มิ ีดงั นี้
1) ใชเ้ วลาคอ่ นข้างนานในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
2) ใช้งบประมาณในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู มากกว่าการใชข้ ้อมูลทุติยภูมิท่ีมีการ
เก็บรวบรวมไวแ้ ล้ว
133
3) ถ้าผู้วิจัยขาดความชำนาญหรือประสบการณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจะทำ
ให้ไดข้ ้อมลู ไม่ครบถว้ น มคี วามคลาดเคลอื่ นจนขาดความนา่ เช่ือถือ และไมส่ ามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของ
การวิจัยได้อย่างแทจ้ รงิ
3.2.2 ข้อมลู ทตุ ยิ ภมู ิ (Secondary Data) เป็นข้อมลู ที่ไดจ้ ากแหลง่ ที่ไมใ่ ชต่ ้นกำเนิดของข้อมูล
หรือปรากฏการณ์โดยตรง แต่จะได้จากแหล่งข้อมูลที่ได้มีการเก็บรวบรวมไว้แล้วเพื่อนำมาวิเคราะห์ใหม่ตาม
วัตถุประสงค์ ที่อาจจะได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่ต้องการหรือมีความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงที่น้อยกว่า
ขอ้ มลู ปฐมภมู ิ แต่จะใช้เวลา แรงงานและงบประมาณคอ่ นขา้ งน้อย ท่มี ขี อ้ ดี-ขอ้ จำกดั ของขอ้ มลู ทุตยิ ภูมิมีดงั นี้
3.2.2.1 ข้อดขี องข้อมลู ทตุ ยิ ภูมิมดี ังน้ี
1) ไม่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลที่จะต้องใช้เวลา งบประมาณและแรงงาน
ค่อนข้างมาก
2) สามารถศึกษาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงหรือ
แนวโน้มการเปล่ยี นแปลงของเหตุการณต์ ง้ั แตอ่ ดีตจนกระทัง่ ถึงปจั จุบัน
3.2.2.2 ขอ้ เสียของข้อมลู ทุติยภมู ิมีดังน้ี
1) ได้ข้อมูลที่อาจไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ต้องการอย่าง
แทจ้ ริง
2) ความน่าเชื่อถือของข้อมูลทุติยภูมิมีมากหรือน้อยเพียงใดโดยพิจารณาจาก
วตั ถปุ ระสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลน้ัน ๆ ความครบถว้ น และจะตอ้ งดำเนนิ การอยา่ งไรเพ่ือให้การนำข้อมูล
มาใชน้ น้ั สามารถนำมาใช้ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
3) เป็นข้อมูลที่อาจจะไม่ทันสมัย หรือสอดคล้องกับการนำมาใช้ในสถานการณ์
ปจั จุบันที่มกี ารเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเรว็ อาทิ รายงานประจำปี เปน็ ตน้
4) เป็นข้อมูลที่จะต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณาในการให้ความหมาย
ของประเดน็ หรอื ข้อมูลทศี่ ึกษาว่าเป็นอยา่ งไร และแต่ละรายงานเหมือนกันและแตกตา่ งกนั อย่างไร
3.3 จำแนกตามสภาพที่เป็นจริง
3.3.1 ข้อเท็จจริง (Fact) เป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีความคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา
และสภาพแวดล้อม ที่ได้จากบุคคล อาทิ วัน-เดือน-ปีเกิด หรือลักษณะทางกายภาพของสิ่งของ อาทิ น้ำหนัก
ความกว้าง ความยาว เปน็ ต้น
3.3.2 เจตคติ (Attitude) เปน็ ข้อมูลเกีย่ วกับพฤตกิ รรมทางจิตใจในการตอบสนองเม่ือได้รับส่ิง
เร้า และเป็นข้อมูลที่มีความคงที่ แต่อาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์หรือสิ่งเร้า อาทิ ความพึงพอใจ หรือ
แรงจูงใจใฝส่ ัมฤทธิ์ เปน็ ต้น
3.3.3 ความคิดเห็น หรือความรู้สึก (Opinion or Feeling) เป็นข้อมูลของผลการรับรู้หรือ
ปฏิกิริยาตอบสนองของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้า หรือสถานการณ์ และเป็นข้อมูลที่มีความคงที่น้อยที่สุดที่จะ
เปลยี่ นแปลงไดต้ ามเวลาที่เปลย่ี นแปลงแม้วา่ สง่ิ เร้าหรอื สถานการณ์ยงั คงท่ีกต็ าม
3.4 จำแนกตามคณุ สมบตั ขิ องขอ้ มูล มีดังนี้
3.4.1 ข้อมูลปรนัย (Objective Data) เป็นข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมโดยตรงท่ีไม่ผ่าน
กระบวนการที่ทำให้ขอ้ มูลเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ ที่มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นสูง อาทิ การวัดลักษณะ
กายภาพของวตั ถุ การวดั ความสงู ของมนษุ ย์ เปน็ ต้น
3.4.2 ข้อมูลอัตนัย (Subjective Data) เป็นข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการตีความหมายของผู้
เก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว เนื่องจากกระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูลขาดความชัดเจนของการใช้เครื่องมือ
134
และวิธีการ อาทิ ความพึงพอใจที่แตกต่างกันระหว่างผู้ให้ข้อมูล 2 คนที่มีระดับความพึงพอใจระดับเดียวกัน
เปน็ ต้น
3.5 จำแนกตามลักษณะของข้อมูล จำแนกได้ดงั นี้
3.5.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) เป็นข้อมูลที่ผู้วิจัยได้จากการสังเกตหรือวัด
เป็นตัวเลข อาทิผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, ความถนัดทางการเรียนหรือคุณลักษณะด้านจิตพิสัยที่วัดผลเป็น
คะแนน เปน็ ต้น
3.5.2 ข้อมูลเชิงคุณลักษณะ (Qualitative Data) เป็นข้อมูลที่แสดงคุณลักษณะของประเด็น
ทต่ี ้องการ อาทขิ ้อความทเี่ ปน็ ความคดิ เหน็ หรอื ผลจากการสงั เกตทบ่ี รรยายรายละเอยี ด เปน็ ตน้
3.6 จำแนกตามสภาพของขอ้ มลู ทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั กล่มุ ตวั อยา่ ง แบ่งได้ 3 ประเภท ดงั นี้
3.6.1 ข้อมูลส่วนบคุ คล (Personal Data) เปน็ ขอ้ มูลทเี่ ก่ียวกบั ขอ้ เท็จจริงส่วนบุคคลของกลุ่ม
ตัวอย่าง อาทิ อายุ เพศ อาชพี ระดบั การศกึ ษา หรอื การนับถอื ศาสนา เป็นต้น
3.6.2 ข้อมูลสิ่งแวดล้อม (Environmental Data) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของ
สงิ่ แวดล้อมของกลมุ่ ตวั อย่าง อาทิลกั ษณะของภมู อิ ากาศ/ภมู ิประเทศในทอ้ งถน่ิ ของกลุ่มตัวอย่าง เป็นต้น
3.6.3 ขอ้ มลู พฤติกรรม (Behavioral Data) เปน็ ขอ้ มูลท่ีเกีย่ วกับข้อเท็จจริงของพฤติ กรรมที่
มีอยู่ในกลุ่มตัวอยา่ ง อาจจำแนกได้เปน็ 3 ประเภท ดังนี้
3.6.3.1 ข้อมูลพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับพฤติกรรม
ทางดา้ นความสามารถของสมอง อาทิ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนรู้ หรือความถนัดหรือสติปัญญา เปน็ ตน้
3.6.3.2 ข้อมูลจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับพฤติกรรมทางด้าน
จติ ใจ อาทิ ความสนใจ ความวติ กกงั วล แรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธิ์ หรือเจตคติ เปน็ ต้น
3.6.3.3 ข้อมูลทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับพฤติกรรม
ด้านทกั ษะทางกาย อาทิ การเคลือ่ นไหว หรือการปฏบิ ตั ิงาน เปน็ ต้น
การวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. ความหมายของการวเิ คราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ (Analysis) มาจาก “Ana+Lyein” หรือ Analyein ในภาษากรีก หมายถึง การจำแนก
สิ่งที่ต้องการศึกษาออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อศึกษาลักษณะธรรมชาติที่แท้จริงของแต่ละส่วนย่อยและศึกษา
ความสมั พนั ธ์ระหว่างสว่ นย่อย ๆ เหล่านั้น (Webster’s Ninth New Collegiate Dictionary,1991)
การวิเคราะหข์ อ้ มลู เป็นวิธกี ารหาความหมายจากขอ้ มูล ประกอบด้วยการจดั ประเภท การจดั ระเบียบ
การจัดกระทำและการสรปุ ย่อ เพอ่ื ให้ได้คำตอบของปัญหาการวิจัย โดยใชห้ รอื ไมใ่ ช้สถิติกไ็ ด้หรือ การวิเคราะห์
ขอ้ มลู เป็นวธิ กี ารตรวจสอบทฤษฎโี ดยการศกึ ษาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งตัวแปรท่ีเป็นข้อมูลเชงิ ประจักษ์หรือเป็น
การอธิบายความแปรปรวนว่าตัวแปรที่ศึกษามีความแปรปรวนหรือลักษณะที่แตกต่างกันเนื่องมาจากตัวแปร
ใดบา้ ง (Kerlinger,1982 อา้ งอิงใน นงลกั ษณ์ วริ ัชชัย,2543 : 209-210)
2. ประเภทของการวิเคราะหข์ ้อมลู
ประเภทของการวิเคราะหข์ ้อมลู มีดังน้ี
2.1 การวิเคราะห์เบื้องต้น (Preliminary Analysis) เป็นการวิเคราะห์เพื่อใช้บรรยายลักษณะของ
ประชากรหรอื กลุ่มตวั อยา่ ง คณุ ภาพของเครอื่ งมือ และลักษณะของการแจกแจงของตัวแปร
135
2.2 การวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของการใช้สถิติ (Analysis to Examine
Statistical Assumption) เพื่อช่วยให้เลือกใช้สถิติได้อย่างเหมาะสมอันจะส่งผลให้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลมี
ประสทิ ธภิ าพสูง
2.3 การวิเคราะห์เพื่อตอบปัญหาการวิจยั หรือเพือ่ ทดสอบสมมุตฐิ านการวิจัย ผ่องพรรณ ตรัยมงคล
กูล (2543 : 91) ได้จำแนกประเภทของการวิเคราะห์ตามจุดประสงค์ในการวิเคราะห์ ดังแสดงในภาพที่ 1.2
(ผ่องพรรณ ตรยั มงคลกลู ,2543 : 91)
ภาพท่ี 1.2 การจำแนกการวิเคราะห์ตามจุดประสงค์
3. การวางแผนการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ผู้วจิ ัยต้องมีการวางแผนในการวิเคราะห์ ดังน้ี (อาธง สุทธาศาสน์,2527 : 108)
3.1 จะวิเคราะหต์ ัวแปรแตล่ ะตวั ทีศ่ ึกษาอย่างไร และนำเสนอผลการวเิ คราะห์อยา่ งไร
3.2 จำแนกตัวแปรอิสระ/ตัวแปรตาม และต้องการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสอง
อยา่ งไร ใชส้ ถติ ิอะไร
3.3 ถา้ มสี มมตุ ิฐานการวิจยั จะนำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู เพื่อทดสอบสมมุตฐิ านอยา่ งไร ใช้สถิติ
อะไร
3.4 ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ต้องการนำเสนอในลักษณะใด เพื่อการอธิบาย ตีความหรือการ
กำหนด ดงั นี้
3.4.1 ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริงหรือไม่ โดยการนำตัวแปรท่ี
คาดวา่ จะมีสว่ นทำใหค้ วามสัมพนั ธ์ระหวา่ งตวั แปรลดลงมาดำเนินการควบคมุ แลว้ พิจารณาวา่ ความสัมพันธ์เดิม
นน้ั ลดลงหรือหมดไปกแ็ สดงว่าความสมั พันธ์ของตัวแปรทั้งสองเปน็ เพราะตัวแปรดงั กล่าว
ไม่ใช่ความสมั พันธข์ องตวั แปรทง้ั สอง
3.4.2 ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ต้องการนำเสนอในลักษณะตีความ เป็นการพิจารณา
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามมีสาเหตุมาจากอะไร ที่อาจเป็นเพราะมีตัวแปรแทรก
ระหว่างตัวแปรทั้งสองที่อาจเป็นเหตุของตัวแปรอิสระ แต่เป็นผลของตัวแปรตามดังนั้นจึงควรนำตัวแปร
ดังกล่าวมาทดสอบ ถ้าพบว่าความสัมพันธ์ลดลงหรือหมดไป แสดงว่าตัวแปรอิสระและตัวแปรตามมี
ความสมั พนั ธผ์ า่ นตัวแปรแทรก
3.4.3 ความสมั พนั ธ์ของตวั แปรท่ีต้องการนำเสนอในลกั ษณะเพ่ือการกำหนดเง่ือนไขเป็น
การพิจารณาว่าเมื่อนำตัวแปรมาทดลองแล้วความสัมพันธ์เดิมเป็นอย่างไรจะเปลี่ยนแปลง
หรือไม่เปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขหรือตัวแปรอะไรบ้าง โดยเฉพาะในกรณีที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ
136
และตัวแปรตามที่มีไม่มากพอที่จะสรุปได้ ดังน้ันผู้วิจัยจะต้องคุมตัวแปรแบบกำหนดเงื่อนไขเพื่อที่จะสามารถ
พจิ ารณาความสมั พันธ์ทมี่ อี ยู่นนั้ ชัดเจนมากขนึ้
3.5 นักวิจัยควรรู้ล่วงหน้าว่าจะแปลความหมายของข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ในหลายลักษณะได้อย่างไร
และจะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไป อาทิ ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิตแิ ล้วควรนำข้อมลู แปแสดงการเปรยี บเทยี บรายคเู่ ชิงซ้อนต่อไป เป็นต้น
4. ข้อเสนอแนะในการวเิ คราะห์ข้อมลู
กูด (Good อ้างอิงใน ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,2538 : 191) ได้ให้ข้อเสนอแนะสำหรับการ
วิเคราะหข์ อ้ มูล ดังน้ี
4.1 พิจารณาวตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั ทเี่ ป็นปัญหาให้มีความเขา้ ใจทช่ี ดั เจน
4.2 ให้พิจารณาวา่ แต่ละประเด็นปัญหาต้องการขอ้ มูลประเภทใด และจะใช้วธิ กี ารทางสถติ ิอะไรบา้ ง
4.3 สถิตินั้นหาได้หรอื ไมก่ ับข้อมลู เพอ่ื นำไปตอบปัญหาการวิจัยในแตล่ ะประเดน็
4.4 เลือกข้อมลู ทไี่ ดน้ ำมาจดั หมวดหมู่ จำแนกตามเนอื้ หาของประเดน็ ปญั หาแตล่ ะประเดน็
4.5 คำนวณคา่ สถติ ิใหต้ รงกบั ประเดน็ ปญั หาทจี่ ะตอบ
4.6 ใหแ้ ปลความหมายของขอ้ มลู เปน็ ระยะ (ระหว่างเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู )
4.7 ออกแบบตารางการวิเคราะห์ข้อมูลที่จะนำเสนอท่ีถูกต้อง ชัดเจน กะทัดรัดแต่อธิบายข้อมูลได้
มาก
4.8 ถ้านำเสนอข้อมูลในลักษณะของกราฟให้พิจารณาเลือกกราฟที่ทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่
ซับซ้อน
การแจกแจงความถ่ี
1.ความหมายของการแจกแจงความถ่ี
การแจกแจงความถี่ (Frequency Distribution) เป็นการนำข้อมูลมาจัดหมวดหมู่ ประเภทหรือสรา้ ง
ตารางแจกแจงความถี่ เพื่อแสดงจำนวนของข้อมูลว่าแต่ละข้อมูลนั้นมีกี่จำนวน ที่เป็นระเบียบง่าย สะดวกใน
การนำไปใช้ และน่าสนใจในการศึกษา (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ,2540 :21-28 ; สุวิมล ตริ
กานนั ท,์ 2546 : 19-24)
2. ประเภทและวธิ ีการวเิ คราะห์การแจกแจงความถ่ี
2.1 การแจกแจงความถี่ท่ีไมไ่ ด้จดั หมวดหมู่ (Ungroup Data) เปน็ การแจกแจงความถี่ที่มีขัน้ ตอนใน
การดำเนนิ การอยา่ งง่าย ๆ ดงั น้ี
2.1.1 เรียงลำดบั ขอ้ มลู ทกุ ตวั จากขอ้ มูลทมี่ ีคา่ สูงสดุ ไปต่ำสดุ
2.1.2 พิจารณาข้อมูลแล้วขีดรอยขีด (Tally) แทนข้อมูลแต่ละตัวในข้อมูลนั้น ๆแล้วให้นับ
จำนวนรอยขดี ใสจ่ ำนวนในชอ่ งของความถดี่ ังแสดงการแจกแจงความถที่ ี่ไม่ไดจ้ ัดหมวดหมใู่ นตัวอย่างท่ี 1.1
137
ตัวอย่างท่ี 1.1 ในการทดสอบวิชาคณติ ศาสตร์ของนักเรียนจำนวน 20 คน ได้คะแนน
ดังน้ี
18 15 17 16 15 14 18 17 16 14
15 17 14 18 13 17 19 20 18 15
ใหส้ รา้ งตารางแจกแจงความถ่ขี องคะแนนวชิ าคณิตศาสตร์ของนักเรยี น
วิธที ำ สามารถแสดงได้คะแนนดังตารางแจกแจงความถ่ี
1 2 3
คะแนนทไี่ ด้ รอยขีด จานวนนักเรยี น
13 / 1
14 /// 3
15 //// 4
16 // 2
17 //// 4
18 //// 4
19 / 1
20 / 1
รวม 20
2.2 การแจกแจงความถี่ที่จัดหมวดหมู่ (Grouped Data) เป็นการแจกแจงความถี่ของข้อมูลที่มี
จำนวนมาก ๆ โดยทีน่ ยิ มจัดแบง่ ขอ้ มลู เป็นชว่ งของคะแนน มขี นั้ ตอนในการดำเนินการ ดังนี้
2.2.1 คำนวณหาพิสัย (Range) ของข้อมูลที่เป็นความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่มีค่าสูงสุดกับ
ขอ้ มูลท่ีมคี า่ ตำ่ สุด จากสูตรคำนวณ
พิสยั ของข้อมูล = ค่าของข้อมูลสงู สดุ -ค่าของขอ้ มลู ต่ำสดุ
2.2.2 กำหนดจำนวนช้ันของคะแนนทีต่ อ้ งการสร้าง
2.2.3 หาอันตรภาคชน้ั หรอื ชว่ งกวา้ งของแต่ละชนั้ จากสูตรคำนวณ
พิสยั
อตั รภาช้นั = จำนวนช้นั
138
2.2.4 นำอันตรภาคชั้นมากำหนดช่วงข้อมูลของแต่ละชั้นให้มีความครอบคลุมข้อมูลจากมาก
ไปน้อยหรอื จากน้อยไปมาก
2.2.5 ขีดรอยขีดแทนข้อมลู แตล่ ะตวั ในข้อมูลนั้น ๆ แลว้ ให้นับจำนวนรอยขีดใสจ่ ำนวนในช่อง
ของความถี่
การวดั แนวโนม้ เขา้ สู่ส่วนกลาง
1. ความหมายของการวดั แนวโนม้ เข้าส่สู ่วนกลาง
การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measure of Central Tendency) เป็นการหาค่ากลางที่เป็น
ตวั แทนของขอ้ มูลแตล่ ะชดุ เพื่อใช้สรุปผลของขอ้ มูลในภาพรวม โดยคา่ กลางทน่ี ิยมใช้ มี 3 คา่ ไดแ้ กค่ ่าเฉล่ียเลข
คณิต ค่ามัธยฐานและฐานนิยม (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ,2540 :52-73 ; สุวิมล ตริกานันท์,2546 :
51-55 ; พิศษิ ฐ ตณั ฑวณชิ ,2543 : 36-48)
2. ประเภทและวิธกี ารวิเคราะหก์ ารวดั แนวโนม้ เข้าสสู่ ว่ นกลาง
2.1 ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithematic Mean หรือ Mean : (คา่ เฉลยี่ ของประชากร), ̅ (ค่าเฉล่ีย
ของกลุ่มตัวอย่าง)) เป็นค่าที่ได้จากการน าข้อมูลทุกจำนวนมารวมกนั แล้วหารเฉลีย่ ดว้ ยจำ นวนข้อมูลทั้งหมด
ที่จำแนกรายละเอียด ดังน้ี
2.1.1 คา่ เฉล่ยี เลขคณิตที่ไมแ่ จกแจงความถี่ (Ungroup) เปน็ การหาคา่ เฉล่ยี จากขอ้ มลู ดิบของ
แตล่ ะบุคคล โดยใชส้ ตู รคำนวณ
เมือ่ ̅ เป็นคา่ เฉลยี่ จากกลุ่มตวั อยา่ ง
เป็นค่าเฉลี่ยจากประชากร
∑ เปน็ ผลรวมของข้อมลู
n, N เป็นจำนวนของข้อมลู จากกล่มุ ตวั อย่างและประชากร
2.1.2 การหาค่าเฉลี่ยจากข้อมูลที่มีการจัดหมวดหมู่ ใช้สูตรคำนวณเดียวกับการหาคา่ เฉลี่ยที่
ไม่มีการจัดหมวดหมู่ แต่ค่าข้อมูลแต่ละจำนวนเป็นค่าที่ได้จากจุดกึ่งกลางชั้นของแต่ละช่วงชั้นโดยหาจุด
ก่งึ กลางชนั้ (Midpoint) จากสตู รคำนวณ
จุดกง่ึ กลางชัน้ ขีดจำบน + ขดี จำกดั ลา่ ง
2
โดยท่ี ขดี จำกัดบน หมายถงึ ค่าเฉลย่ี ระหว่างผลบวกของคา่ สงู สดุ ของชว่ งขอ้ มูลนัน้
กบั ค่าตำ่ สุดของชว่ งข้อมูลทมี่ ีคา่ สงู กวา่
ขดี จำกดั ล่าง หมายถงึ ค่าเฉล่ยี ระหวา่ งผลบวกของคา่ ต่ำสดุ ของชว่ งขอ้ มลู นั้นกบั
139
ค่าสงู สุดของชว่ งข้อมลู ทม่ี ีคา่ ตำ่ กว่า
2.1.3 คุณสมบตั ิทีส่ ำคญั ของคา่ เฉล่ยี เลขคณิต
ค่าเฉลย่ี เลขคณิตมคี ุณสมบัตทิ ี่สำคญั ดงั น้(ี ชศู รี วงศ์รตั นะ,2546 :41)
2.1.3.1 ผลรวมระหว่างความแตกต่างระหวา่ งขอ้ มูลแตล่ ะจำนวนจากคา่ เฉลย่ี เลขคณิต
ของข้อมลู ชุดนัน้ เทา่ กับศูนย์ ดังแสดงในสมการ
2.1.3.2 ผลรวมของความแตกต่างกำลังสองของข้อมูลแตล่ ะตัวจากจำนวน M ใดๆ จะ
มีคา่ น้อยทส่ี ุดเม่ือจำนวนนน้ั ๆ (M) เปน็ ค่าเฉล่ียเลขคณิตของขอ้ มูลทกุ ตวั ดงั แสดงในสมการ
2.1.3.3 ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของข้อมูลจะต้องมีค่าอยู่ระหว่างข้อมูลที่มีค่าต่ำสุดและ
ขอ้ มูลทมี่ ีค่าสูงสดุ ดังแสดงในสมการ
2.1.3.4 ในกรณีที่ค่าของข้อมูลเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าๆ กันค่าเฉลี่ยเลขคณิตของข้อมูล
ชุดนัน้ จะเปลี่ยนแปลงในปรมิ าณทเ่ี ทา่ กนั ดังสมการ
2.1.3.5 ถ้าขอ้ มลู ทุกตวั นำมาคณู หรอื หารด้วยคา่ คงที่ (ตัวหารต้องไมเ่ ป็นศูนย์) คา่ เฉลยี่
เลขคณติ ของข้อมลู ชุดน้ันจะมีคา่ เฉลย่ี เลขคณิตคูณกับค่าคงทน่ี ้นั ดงั แสดงในสมการ
140
2.2 ค่ามัธยฐาน (Median : Me) เป็นค่าของข้อมูลที่มีตำแหน่งอยู่กึ่งกลางของข้อมูลเมื่อได้
เรียงลำดับข้อมูลแล้ว โดยส่วนมากจะใช้กับข้อมูลในระดับมาตราเรียงลำดับ หรือข้อมูลที่มีการแจกแจงใน
ลักษณะเบ้ ทีม่ รี ายละเอียด ดงั นี้
2.2.1 กรณขี ้อมลู ไมไ่ ดแ้ จกแจงความถ่ี มีขัน้ ตอนในการดำเนนิ การหาคา่ มัธยฐาน ดังน้ี
2.2.1.1 เรยี งลำดับข้อมลู ทีม่ คี า่ จากมากไปหาน้อยหรอื จากน้อยไปหามาก
2.2.1.2 หาตำแหนง่ ของข้อมลู จากสตู รคำนวณ
2.2.1.3 หาค่าของข้อมูลที่อยู่ในตำแหน่งที่คำนวณได้ แต่ถ้าค่าของข้อมูลอยู่กึ่งกลาง
ของข้อมลู 2 ตัวจะต้องนำค่าของข้อมลู ท้ังสองมาเฉล่ยี เปน็ คา่ มัธยฐาน
2.2.2 กรณขี อ้ มลู แจกแจงความถี่ มีรายละเอยี ด ดังน้ี
2.2.2.1 กรณีข้อมูลแจกแจงความถี่ที่ไม่ได้จัดหมวดหมู่ มีขั้นตอนการดำเนินการหา
ค่ามธั ยฐาน ดงั นี้
1) หาความถีส่ ะสมของแตล่ ะชั้นจากข้อมลู ท่ีมีคา่ น้อยไปมาก
2) หาตำแหน่งของข้อมูลจากสตู รคำนวณ
เม่ือ N เปน็ จำนวนของข้อมูล
3) หาค่าของข้อมูลทตี่ ำแหนง่ มัธยฐาน
2.2.2.2 กรณีข้อมูลแจกแจงความถี่ที่จัดหมวดหมู่ มีขั้นตอนการดำเนินการหาค่ามัธย
ฐาน ดังนี้
1) คำนวณหาตำแหนง่ ของคา่ มัธยฐาน จากสตู ร N
2
2) คำนวณหาค่ามธั ยฐานโดยใช้สูตรคำนวณ
เมือ่ Me เปน็ ค่ามธั ยฐานของข้อมูล
141
L เป็นขดี จำกดั ล่างของชน้ั ท่ีมีคา่ มธั ยฐานอยู่
i เป็นความกวา้ งของอนั ตรภาคชั้น
F เป็นความถสี่ ะสมก่อนถึงชั้นทีม่ ัธยฐานอยู่
f เป็นความถีข่ องคะแนนในชัน้ ที่มธั ยฐานอยู่
N เปน็ จำนวนขอ้ มลู ทัง้ หมด
2.3 คา่ ฐานนยิ ม (Mode : Mo) เปน็ คา่ ของข้อมลู ทมี่ ีคา่ ซำ้ กนั มากที่สุด หรอื ขอ้ มูลทีม่ คี วามถ่สี งู สุดใน
ข้อมลู ชดุ น้นั ๆ จะใช้กับขอ้ มลู มาตรานามบัญญัตขิ ึ้นไป มรี ายละเอียด ดงั นี้
2.3.1 กรณีที่ข้อมูลไม่ได้แจกแจงความถี่ จะใช้วิธีการพิจารณาข้อมูลที่ซ้ำกันมากที่สุดเป็นค่า
ฐานนิยม 1 ค่า หรอื มีขอ้ มูลซ้ำมากที่สุด 2 ข้อมลู จะมีคา่ ฐานนิยม 2 ค่า แต่ถา้ ข้อมลู ทุกตวั ไม่ซ้ำกันเลยแสดงว่า
ข้อมลู ชุดนน้ั ไม่มีค่าฐานนิยม
2.3.2 กรณีที่ข้อมูลแจกแจงความถ่ี การหาฐานนิยม จำแนก เป็น 2 ลักษณะ ดงั น้ี
2.3.2.1 กรณีทขี่ อ้ มูลแจกแจงความถี่ท่ีไม่ไดจ้ ัดหมวดหมู่ จะใช้วธิ ีการพิจารณาข้อมูลที่
มคี วามถี่สูงสดุ เป็นคา่ ฐานนิยม
2.3.2.2 กรณที ี่ข้อมูลแจกแจงความถท่ี ี่จัดหมวดหมู่แล้ว มีข้นั ตอนการดำเนนิ การดังน้ี
1) พิจารณาเลอื กช่วงขอ้ มลู ท่มี คี วามถีส่ ูงสุด
2) คำนวณค่าฐานนยิ มโดยใช้สูตรคำนวณ
หรอื Mo = 3Me + 2 ̅
เมอื่ Mo เปน็ ค่าฐานนยิ มของขอ้ มูล
L เป็นขดี จำกดั ลา่ งของชนั้ ท่ีมีคา่ ฐานนิยมอยู่
i เป็นความกว้างของอันตรภาคช้ัน
d1 เป็นผลต่างของความถี่ของชน้ั ทคี่ า่ ฐานนยิ มอยู่กบั ความถ่ีของช้นั คะแนนท่ีต่ำกว่า
d2 เปน็ ผลตา่ งของความถ่ีของชั้นที่คา่ ฐานนิยมอยู่กับความถี่ของชั้นคะแนนทส่ี ูงกวา่
142
3. ข้อสงั เกตในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล โดยใชค้ ่าเฉลยี่ มธั ยฐาน และฐานนิยม (ชูศรี วงศร์ ตั นะ, 2546 : 45)
3.1 ในกรณีที่ข้อมูลชุดเดียวกัน มีค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยม เท่ากัน แสดงว่าข้อมูลมี
การแจกแจงเปน็ โคง้ ปกตดิ งั แสดงในภาพที่ 1.3
ภาพท่ี 1.3 การแจกแจงเป็นโคง้ ปกติ กรณีที่ข้อมูลชุดเดียวกัน
มคี ่าเฉลย่ี เลขคณิต มัธยฐาน และฐานนยิ ม เทา่ กนั
3.2 ในกรณีที่ข้อมูลชุดเดยี วกัน มีค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน ฐานนิยม แสดงว่าขอ้ มูลมีการแจก
แจงแบบเบซ้ ้าย (Negatively Skewness) ดงั แสดงในภาพที่ 1.4
ภาพท่ี 1.4 การแจกแจงเป็นเบซ้ ้าย กรณที ่ีข้อมลู ชุดเดียวกัน
มคี า่ เฉลยี่ เลขคณติ มัธยฐาน ฐานนิยม
143
3.3 ในกรณีที่ข้อมูลชุดเดียวกัน มีค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน ฐานนิยม แสดงว่าข้อมูลมีการแจก
แจงแบบเบข้ วา (Positively Skewness) ดงั แสดงในภาพท่ี 1.5
ภาพท่ี 1.5 การแจกแจงเป็นเบ้ขวา กรณที ี่ขอ้ มลู ชุดเดยี วกัน
มีคา่ เฉลย่ี เลขคณติ มัธยฐาน ฐานนิยม
3.4 ในกรณีที่มีข้อมูลมาก ๆ ต้องการหาค่าวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางชุดนั้นมีความแตกต่างกันมาก
หรือเบ้ไปทางใดทางหนึ่งควรเลอื กใช้มัธยฐาน
3.5 ในกรณีที่ข้อมูลมีการแจกแจงแบบเบ้ ควรน าเสนอค่าวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางทุกค่าให้
พจิ ารณา แต่ถา้ ขอ้ มลู มีการแจกแจงใกลเ้ คียงแบบโค้งปกติ ควรจะเลอื กใช้ค่าเฉลยี่ เพราะเป็นค่าท่ีมีเสถียรภาพ
มากทสี่ ุด
3.6 ในกรณจี ำแนกขอ้ มูลตามมาตราวัด มดี งั น้ี
3.6.1 ข้อมลู ในระดบั อันตรภาค หรืออตั ราส่วนจะใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณติ มธั ยฐานหรอื ฐานนยิ มก็
ไดโ้ ดยพจิ ารณาจากการแจกแจง
3.6.2 ขอ้ มลู ในระดบั เรยี งอันดับ ให้เลือกใช้มธั ยฐานหรือฐานนิยม
3.6.3 ขอ้ มลู ในระดับนามบญั ญัตใิ ห้เลือกใชฐ้ านนยิ ม
การวัดการกระจาย
1. ความหมายของการวัดการกระจาย
การวดั การกระจาย (Measure of Variability) เป็นวธิ กี ารหาค่าท่ใี ช้แสดงความแตกต่างของข้อมูลแต่
ละตัวในแต่ละชุด ที่ทำให้การเปรียบเทียบผลค่าวัดแนวโน้มเข้าสูส่ ่วนกลางของข้อมูลมีความชัดเจนมากยิ่งขน้ึ
โดยเฉพาะในกรณีที่ค่าวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางมีค่าเท่ากัน ผู้วิจัยจะต้องนำค่าจากการวัดการกระจายมา
เปรียบเทียบกันเพื่อให้พิจารณาความแตกต่างในระดับมากหรือน้อยโดยวิธกี ารวัดการกระจายที่นิยมใช้ ได้แก่
พิสัย สว่ นเบีย่ งเบนควอไทล์ สว่ นเบย่ี งเบนเฉลี่ยส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ความแปรปรวน และสมั ประสิทธิค์ วาม
ผันแปร เป็นต้น (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ,2540 :96-113 ;สุวิมล ตริกานันท์,2546 : 56-59 ; พิศิษฐ
ตัณฑวณชิ ,2543 : 54-64)
2. ประเภทและวธิ ีการวเิ คราะหก์ ารวดั การกระจาย
2.1 พิสัย (Range) เป็นค่าที่แสดงความแตกต่างระหว่างค่าสูงสุดและค่าต่ำสุดของขอ้ มูลชดุ นั้นๆ ดัง
สตู รคำนวณ (Huntsberger,1967: 43)
144
พิสัย เป็นค่าที่วัดความแตกต่างของข้อมูลอย่างหยาบ ๆ ที่ใช้ข้อมูลเพียง 2 ค่าของข้อมูลในชุด นั้นๆ
ทำให้มีการเปลยี่ นแปลงไดง้ ่าย ดงั น้ันควรจะใช้พิสัยระบคุ วามแตกตา่ งของข้อมลู ท่ีต้องการอย่างรวดเร็ว หรือใช้
ในการสร้างตารางแจกแจงความถี่ของข้อมูลเทา่ นนั้
ดังแสดงตวั อย่างการคำนวณหาค่าพสิ ยั ของข้อมูลในตัวอย่างท่ี 1.2
ตัวอยา่ งที่ 1.2 จงหาพิสยั ของข้อมูลชดุ หน่งึ มดี ังนี้ 5 6 7 8 4 5 6 5 7
วิธที ำ พสิ ยั ของข้อมูล = ค่าของขอ้ มูลสูงสดุ - ค่าของข้อมลู ต่ำสุด
=8–4=4
2.2 ส่วนเบีย่ งเบนควอไทล์ (Quartile deviation : Q.D.) เป็นคา่ ทไ่ี ด้จากค่าเฉลยี่ ของความแตกต่าง
ระหว่างควอไทลท์ ี่ 3 และควอไทล์ท่ี 1 ที่จำแนก ได้ดงั นี้
2.2.1 กรณีขอ้ มลู ไม่ไดแ้ จกแจงความถี่ มขี ัน้ ตอนการดำเนนิ การ ดังน้ี
2.2.1.1 เรยี งลำดบั ขอ้ มูลจากน้อยไปหามาก แลว้ หาค่า Q1 และ Q3
2.2.1.2 นำคา่ Q1 และ Q3 มาแทนค่าในสตู รคำนวณ
ดงั แสดงตวั อยา่ งการคำนวณหาคา่ สว่ นเบยี่ งเบนควอไทล์ของข้อมูลท่ีไม่ไดแ้ จกแจงความถ่ีในตัวอยา่ ง
ที่ 1.3