The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wootdy58741227, 2021-06-26 22:55:47

งาน อ.ดร.ชาลี

งาน อ.ดร.ชาลี

37

ในข้ันนี้สมาชิกในกลุมเสนอวิธีการแกปญหา เม่ือระดมความคิดไดแลวก็นํา
ความคิดเหลา นั้นมาพจิ ารณาวาจะสามารถทําไดห รอื ไม

5. ขั้นอภปิ รายวธิ ีแกปญหา
ในข้ันนี้สมาชิกในกลุมจะชวยกันหาขอดีขอเสียของวิธีการแกปญหาท่ีทุกคนเสนอ

มาเพอ่ื หาวิธีที่ดีทสี่ ุด
6. ข้ันตัดสินใจในกลุมจะชวยกันพิจารณาเลือกวิธีแกปญหาโดยอาจใชเกณฑใน

การตดั สินใจเลอื ก เชน
1) เปน วิธที ีน่ าจะแกไ ขปญ หาไดสาํ เรจ็ มากท่ีสุด
2) เปน วธิ ที ี่ตนจะชว ยทําใหสําเรจ็ มากทีส่ ดุ
3) เปน วิธีท่ีสิน้ เปลอื งนอยท่สี ุด
4) เปนวิธีทีแ่ กป ญหาไดง า ยทส่ี ดุ

7. ขัน้ วางแผนขัน้ ตอนในการแกปญหาอยางละเอียด
ในข้ันน้ีสมาชิกในกลุมจะตองชวยกันกําหนดข้ันตอนในการแกปญหา มีการแบง

หนา ทีก่ ันทาํ ในการปฏิบตั กิ าร
8. ข้ันปฏิบัติการ
ในขั้นนสี้ มาชิกในกลุม จะตอ งปฏบิ ตั งิ านตามหนาท่ีที่ตกลงกนั ไว
9. ขน้ั ประเมินผล
การประเมินผลการทํางานควรทําเปนระยะ ๆ แทรกไปทุกขั้นตอน ดังน้ันสมาชิกใน

กลมุ จึงควรประเมินผลเปนระยะ ๆ โดยการประเมนิ ผลทง้ั วธิ ีการทํางาน สัมพนั ธภาพของสมาชิกใน
การรว มกันทํางาน

จากท่ีกลาวมาจะเห็นไดวาโดยทั่วไป การสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดแกปญหานั้นจะ
ประกอบดวยข้ันตอน 3 ขั้นตอน คือ 1) ระบุปญหา 2) พิจารณาสาเหตุของปญหา และ 3) ระบุวิธี
การแกปญหา ซ่ึงครูผูสอนจะตองเปนผูเสนอปญหาหรือกําหนดปญหาข้ึนมาเพื่อใหผูเรียนทําความ
เขาใจกับปญหา แลวใหผูเรียนชวยกันพิจารณาสาเหตุของปญหา เพ่ือหาวิธีในการแกไขปญหา
รวมกัน แลวชวยกันพิจารณาวิธีแกปญหาท่ีดีท่ีสุดแลวชวยกันแกไขปญหาท่ีเกิดขึ้น และผูวิจัยไดใช
ขนั้ ตอนดังกลา วนใ้ี นการพัฒนาทกั ษะการคิดแกปญหาของนักเรียน

การสงเสริมความสามารถในการคิดแกป ญหา
การสงเสริมความสามารถในการคิดแกปญหาน้ันนักวิชาการควรคํานึงถึงจุดมุงหมาย

ดังนี้

38

ฉันทนา ภาคบงกช (2528 : 47-49) ไดเสนอแนวทางในการสงเสริมความสามารถใน
การคิดแกปญหา ดงั น้ี

1. การใหความรัก และความอบอุน สนองความตองการของเด็กอยางมีเหตุผลทําให
เด็กรสู ึกปลอดภยั มีความสขุ มคี วามเช่ือมั่นในตนเอง และมองโลกในแงดี

2. การชวยเหลอื พึ่งพาตนเอง การสง เสริมใหเด็กชว ยตนเองโดยเหมาะสมแกวยั จะชว ย
ใหเ ด็กพฒั นาความเชื่อม่นั ในตนเอง ซ่ึงเปนพนื้ ฐานสําคญั ในการพฒั นาบุคลิกภาพของเด็ก

3. การซักถามของเด็ก และการตอบคําถามของผูใหญ ควรไดรับความสนใจและตอบ
คําถามของเด็ก สนทนาทางดา นความจํา การคดิ หาเหตผุ ลเพอื่ ใหเด็กไดแสดงออกและฝกการคดิ

4. การฝกใหเปนคนชางสังเกต ควรจัดหาอุปกรณ หรือสิ่งเราใหเด็กพัฒนาการสังเกต
โดยใชประสาทสัมผัสในการรับรูทุกดาน การต้ังคําถามหรือช้ีแนะโดยผูใหญจะชวยใหเกิดความ
สนใจและหาความจริงจากการสังเกต

5. การแสดงความคิดเหน็ เปด โอกาสใหเ ดก็ ไดเ สนอความคิดเห็นและตดั สินใจเรอ่ื งใด
เร่ืองหนึ่งตามความพอใจ จะชวยใหเด็กกลาแสดงออก และมีความเชื่อมั่นในการกลาแสดงความ
คดิ เห็น

6. การใหรางวัล ควรใหรางวัลเม่ือเด็กทําสิ่งที่ดีงามในโอกาสอันเหมาะสม แสดง
ความช่ืนชม และกลาวย้ําใหเกิดความมั่นใจวาเด็กทําในสิ่งท่ีดี นาสนใจ จะทําใหเด็กรูสึกท่ีดีตอ
ตนเอง และมกี าํ ลงั ใจในการท่จี ะทําในสิ่งท่ีดงี าม

7. การจัดส่ิงแวดลอมที่เอื้อตอการพัฒนาความคิดของเด็กและมีการจัดบรรยากาศท่ี
เปนอิสระ ไมเครงเครียด ชวยใหเด็กรูสึกสบายใจ มีความรูสึกที่ดีตอการคิด ซ่ึงจะเปนพ้ืนฐานท่ี
สาํ คัญของการพัฒนาทกั ษะการคดิ แกปญ หา

เจษฎา ศุภางคเสน (2530 : 28-29) ไดเสนอแนะวิธีการสงเสริมทักษะการคิดแกปญหา
ไวด ังน้ี

1. ฝกฝนใหเด็กทํางานตามขั้นตอนของกระบวนการแกปญหา คือ การเก็บรวบรวม
ขอ มูล ตัง้ สมมุตฐิ านรวบรวมวธิ ีการแกไ ขปญหา และทดสอบสมมุติฐาน

2. ควรเนนในเรือ่ งการรวบรวมขอ มลู ใหม าก
3. ฝกใหรูจักทักษะการแกปญหา คือ ฝกใหคิดเกี่ยวกับปญหาดวยวิธีการตาง ๆ และ
การทาํ นายผลของวธิ ีการแกไขปญ หาน้นั
4. ใชวิธกี ารชีแ้ จงอธิบายเหตุผลหลกี เลีย่ งวิธกี ารเขมงวดกบั เด็ก
5. เปด โอกาสใหเ ด็กมปี ฏิสัมพนั ธทีด่ ีกบั สิง่ ตา ง ๆ
6. สงเสรมิ ความคิดสรางสรรคใหกับเดก็ เพราะมคี วามสมั พนั ธกับการแกไขปญหา

39

7. ใหโ อกาสใหเดก็ ไดค ดิ ตัดสินใจดวยตนเอง
8. กระตุนใหเดก็ ไดคิดในหลายทิศทาง เพ่ือนําไปใชในปญ หาทีย่ งุ ยากซับซอ น

จากที่กลาวมา สามารถสรุปไดวา การสงเสริมความสามารถในการคิดแกปญหาน้ันครู
จะตองจัดประสบการณหรือกิจกรรมท่ีเหมาะสมกับวัยของผูเรียน และควรเปดโอกาสใหผูเรียนได
ฝกคดิ มากทส่ี ดุ ตลอดจนการเสริมแรงจูงใจใหผเู รยี นเกิดความสนกุ สนานในการฝก คดิ แกปญ หาดว ย
ตนเอง และกับผูอืน่

เทคนคิ หมวก 6 ใบ ของ เดอ โบโน (De Bono)

เทคนิคหมวก 6 ใบ ของ เดอ โบโน (De Bono) ท่ีจะนําเสนอดังตอไปนี้ประกอบดวย
ประวัติและความเปนมาของเทคนิคหมวก 6 ใบ พ้ืนฐานแนวคิดของเทคนิคหมวก 6 ใบ ความมุง
หมายของเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ ลําดับข้ันของการคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ การคิด
แกปญหากับเทคนิคหมวก 6 ใบ การต้ังคําถามดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ การนําวิธีตั้งคําถามแบบ
หมวก 6 ใบ ไปประยุกตใช การนําเทคนิคหมวก 6 ใบ ไปใชในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
บทบาทของครใู นการสอนดวยเทคนคิ หมวก6 ใบ และประโยชนข องการคิดดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ

ประวัติและความเปน มาของเทคนคิ หมวก 6 ใบ
ผูคิดคนเทคนิคหมวก 6 ใบ คือ เดอ โบโน (De Bono 1996 : 1) เกิดท่ีเมืองมอลตา

ประเทศสหรัฐอเมริกา จบการศึกษาดานการแพทยท่ีมหาวิทยาลัยมอลตา ไดรับเกียรตินิยมดาน
จิตวิทยาจากออกฟอรด ไดรับปริญญาเอกดานเภสัชศาสตรจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ (Cambridge)
และฮาวารด (Harvard) นอกจากนย้ี งั ไดร บั เลอื กใหเ ปน อาจารยในมหาวิทยาลัยออกฟอรด ลอนดอน
เคมบรดิ จ และฮาวารด

เดอ โบโน (De Bono) เปนผูนําระดับโลกคนหนึ่งทางสาขาวิชาแนวความคิด และการ
สอนทกั ษะการคิด เปนผูกอต้ังและเปนผูอํานวยการสถาบัน Cognitive Research Trust ในเคมบริดจ
กอต้ังข้ึนเมื่อป พ.ศ. 2512 และ Center for the Study of Thinking และกอต้ังโครงการ SITO
(Supranational Independent Thinking Organization) ทั้งยังไดดําเนินโครงการที่นับวาใหญท่ีสุดใน
โลกดานการสอนเกยี่ วกบั วิธคี ิดในโรงเรียนตา ง ๆ นอกจากนย้ี งั ไดเขยี นหนังสือตางๆ อกี มากมายซง่ึ
มีผูนําไปแปลเปนภาษาอื่น ๆ กวา 20 ภาษา เทคนิคการคิด แบบหมวก 6 ใบ (Six Thinking Hats)
เปนหนังสือท่ีสามารถนํามาใชในการพัฒนาทักษะการคิด อารมณ และความรูสึกอยางเปนขั้นตอน
ปจจุบันสถานศึกษาของประเทศตาง ๆ อาทิเชน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สิงคโปร และบริษัท
ใหญ เชน ดปู องท ไอบเี อม็ พรูเดลเชยี ล กน็ าํ วิธีการคดิ ดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบไปใช

40

พื้นฐานแนวคดิ ของเทคนคิ หมวก 6 ใบ
เดอ โบโน (กลุ ยา ตันติผลาชีวะ 2546 : 15-16) ไดวเิ คราะหการคิดของคนวา มีผลตอ การ

ตัดสินใจ ดวยสาเหตุสําคัญเกิดจากอัตตาหรือความเปนคนท่ีเกาะติดความคิดทิศทางเดียว หรือคิด
อยางเดียว แทนที่จะคิดทบทวนสวนไปสวนมาเพื่อใหกระจางอยางยุติธรรม ซ่ึงเรียกวา การคิด
คูขนาน ปญหาจากลักษณะการคิดดังกลาวน้ีทําใหเกิดความขัดแยงกันทางความคิด การตัดสินใจ
หรือการลงมติที่ประชุมซึ่งทําใหเปลืองเวลา เดอ โบโน (De Bono) เห็นวาหากคนมีแผนการคิด
โดยเฉพาะการคิด “แกป ญหา” ที่เหมาะสมจะชวยใหการคิดเปนไปอยางมีคุณภาพนอกจากน้ีการคิด
อยางถูกทาง และมีแบบแผนยังประหยัดเวลาในการคิด การตัดสินใจ เพราะผูคิดเพิ่มการคิดหลาย
ดานคขู นานกันไปทําใหส ามารถประมวลความคิดไดอยางรวดเร็วและม่นั ใจขน้ึ

อปุ สรรคข องการคิด คือ จติ ตน หรือ Ego ตามความหมายของจิตตน หมายถึง สวนหนึ่ง
ของโครงสรางบุคลิกภาพท่ีสัมพันธโดยตรงกับสิ่งแวดลอมภายในและภายนอกของตนท่ีคนใช
ควบคุมแรงผลกั ดนั ภายในทีเ่ กิดข้ึนจากจติ หยาบ (Id) ใหขับออกภายนอกในลักษณะท่ีสังคมยอมรับ
ซ่ึงมักอยูในรูปของกลจิตวิธานที่มีสติ และจิตคุณธรรม (Superego) เปนสวนกํากับดวย
การแสดงออกของจิตตนนี้เกิดจากความจําเจตคติ และการคิด จิตตนจะทําใหคนโอและอหังการ
มีผลทําใหโจมตีผูอ่ืนอวดดี และตอตานเกิดความขัดแยงจนเกิดความไมสําเร็จ หรือสําเร็จแตขาด
คุณภาพ ดงั แผนภาพที่ 2 : 3 ทศิ ทางของการคิดทส่ี ัมพนั ธก บั ความรสู ึกและอารมณ (กลุ ยา
ตนั ตผิ ลาชวี ะ 2546 : 16)

สงิ่ เรา

ความรูสกึ

อารมณ

ความคิด

การแกป ญหา
+-
แผนภาพท่ี 2 ทศิ ทางของการคดิ ทสี่ มั พนั ธก ับความรูส ึกและอารมณ

41

การคิดเปนกระบวนการทํางานของสมองท่สี ัมพันธก บั จิตใจ เม่ือจิตใจไดรับการกระตุน
ความรูสกึ ความรสู กึ น้จี ะสงถา ยไปท่คี วามคิดทันที แตขณะเดยี วกนั บางสว นจะผา นทางอารมณของ
คนดว ยซึง่ มผี ลตอ การแกป ญ หาแลว โยงสะทอนกลับไปสูความรูสึกอีกครั้งดวยกระแสของความคิด
น้ีทําใหเกิดการแกปญหา เกิดผลทั้งทางบวกทางลบหรือไมดีไดโดยเฉพาะอารมณมีอิทธิพลตอ
ความคิดอยางมาก กลาวคือ

1. ความกลวั ความกงั วลจะจํากดั ขอบเขตของการคดิ
2. เกิดความรสู กึ ไมด ีตอสิง่ ทคี่ ิด หรือความคิดของผอู ่ืนซง่ึ อาจมกี ารปายสเี กิดขนึ้
3. อารมณมักจะเกิดไดทุก ๆโอกาส และเกิดมาจากหลังโครงสรางการตัดสินใจ
เรยี บรอ ยแลว ดง้ั นนั้ ในการตดั สินใจแกป ญหาตองมีทง้ั เหตุท้งั ผล ขอเทจ็ จริงการระบายอารมณ และ
ขอสรุปท่ีพิจารณารวมกันอยางเขาใจการลําดับการคิดอยางมีแบบแผนซ่ึงจะชวยใหคิดอยาง
ครอบคลมุ ถูกตอ ง และชว ยใหการคิดรว มกนั มีประสทิ ธภิ าพยง่ิ ขึ้น

สรุปไดวา พื้นฐานแนวคิดของเทคนิคหมวก 6 ใบ น้ันจะชวยใหบุคคลคิดไดอยางมี
คุณภาพ เพราะมีการวางแผนอยา งถูกทาง เพราะผคู ดิ ไดฝ กหลายดานคูขนานกันไปทาํ ใหก ารคิด งาย
ข้ึน ประหยัดเวลาพรอมทั้งยังแกปญหาไดดี และอุปสรรคที่สําคัญสําหรับการคิดคือจิตตนที่ทําให
การคดิ ชา ลง อารมณค วามรูสกึ ของคนมีผลตอการคิดทําใหการแกปญ หาตา ง ๆ ขาดประสทิ ธภิ าพ

ความมงุ หมายของเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ
เดอ โบโน (2536 : 25-27) ไดก ลา ววา ความมุงหมายหลกั ของการคดิ แบบหมวก 6 ใบ
1. การทําใหการคิดงาย ดวยการชวยใหผูคิดเร่ืองใดเรื่องหน่ึงในเวลาหนึ่ง ๆ แทนท่ี

จะตองใหความสนใจท้ังอารมณ เหตุผล ขอมูล ความหวังและความคิดสรางสรรคในเวลาเดียวกัน
ผูคิดสามารถจัดการแตละสวนได นั่นคือ แทนที่ผูคิดจะใหเหตุผลมาสนับสนุนส่ิงที่คอนขางจะเปน
อารมณ ผคู ดิ จะสามารถเผชิญกบั อารมณลวน ๆ ดวยหมวกสีแดง

2. แนวความคิดของหมวก 6 ใบ คือ การอนุญาตใหมีการสับเปล่ียนวิธีคิด ชวยใหเรา
สามารถขอใหใครคนใดคนหนึ่งคิดแบบใดแบบหนึ่ง ถาในการประชุมหนึ่ง ๆ ใครคนใดคนหนึ่ง
มีทศั นะในทางลบอยา งเหนยี วแนน เราสามารถรองขอใหถอดหมวกสีดําออกและถูกขอรองใหสวม
หมวกสเี หลืองบา ง เปน การขอรองอยางมที ศิ ทาง

3. การเลนไปตามบทบาทที่ถูกกําหนดไวแลว การจํากัดความคิดไวอยางเครงครัดจะ
ชวยปกปอง “ตัวตน” ของเราอันเปนสาเหตุสวนใหญของการผิดพลาดในเชิงปฏิบัติของการคิด
แตหมวกจะชว ยใหเราคิดและพดู ถึงสิง่ ตา ง ๆ ไดโ ดยทเ่ี ราไมต อ งเอาตัวของเราเขาไปเสยี่ ง

42

4. การพุงความสนใจ หากวาการคิดของเรามีความหมายมากกวาการมีปฏิกิริยา
ตอบสนองเราก็ควรจะมีวิธีการพุงความสนใจ ไปทีละดาน และหมวกจะเปดทางใหเราพุงความ
สนใจไปในการใครครวญในเรื่องแตละเร่ืองถึง 6 ดานดว ยกนั

5. ความสะดวก สัญลักษณของหมวกท่ีคิดแตกตางกัน 6 ใบ จะเปดทางใหเราสามารถ
ขอใหใ ครบางคนมองในแงล บ หรอื ใหม องในแงบวก หรือใหแ สดงความคิดเหน็ ดว ยอารมณลว น ๆ

6. พื้นฐานทเ่ี กี่ยวกบั สารเคมีในสมอง ซึง่ หมวกความคิดท่ีมีลักษณะเดนทั้ง 6 ใบ ถาใช
ใบใดใบหนึ่งนานไปจะกลายเปนสัญญาณหรือเงื่อนไขที่กระตุนใหเกิดความเปลี่ยนแปลงดาน
สมดลุ เคมีในสมองของเราในดานปฏกิ ริ ิยาเคมีเฉพาะในสมองทสี่ งผานตอการคิด

7. การต้ังกฎเกณฑของเกมการเลน ผูคนจะเกงในเร่ืองของการรูกฎของการเลน
การเรียนรูก ฎของเกมเปน การเรียนรูที่คนสามารถทําไดอยางยอดเย่ียม และมีประสิทธิภาพท่ีสุดและ
พรอ มท่จี ะสวมหมวกทั้ง 6 ใบ

กุลยา ตนั ติผลาชีวะ (2546 : 16) กลาวถึงการคิดแบบหมวก 6 ใบ เปนกลไกการสอนให
ใครคิดในหลายดานควบคูกันไป แยกอารมณกับเหตุผล เรียนรูการคิดของกันและกัน อยางมี
หลักเกณฑจุดประสงค คอื

1. ฝกการคิดทั้งดานตนเองและผูอ่ืน มองความคิดของผูอ่ืนทั้งดานบวกดานลบ
ใชเ หตุผลและหลักเกณฑเปนแนวทางในการพจิ ารณา

2. เปดโอกาสใหสมาชิกทุกคนในกลุมไดระบายความคิดและประสบการณดวย
การคดิ อยา งมีแบบแผน

3. สรา งความคิดที่หลากหลายและดีกวา
4. ประหยัดเวลาในการตัดสินใจ
5. ขจัดความเปนผูมี “จิตตนหรือ Ego” ออกจากความคิดและความรูสึกในขณะท่ีตอง
ตดั สนิ ใจหรือใหค วามเห็นในประเด็นปญ หาตาง ๆ
6. สรางเสรมิ คณุ ภาพของการคิดและการตดั สนิ ใจ
7. แกปญหาอยางสรา งสรรค

สรุปไดวา ความมุงหมายของเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ เปนการคิดตามบทบาท
ของหมวก การคิดในแตละใบเปนการมุงความสนใจไปทีละดานจนกวาจะครบท้ัง 6 ดาน เพื่อเปน
การแยกอัตตาออกจากการคดิ และเปนการฝกการคิดในรูปแบบของเกมการเลนอยางมีประสิทธิภาพ
ซึ่งจะสงผลตอการพัฒนาการคิดในแตละบุคคล และทําใหทุกคนไดแสดงออกทางความคิด ทั้งยัง
ชวยประหยดั เวลาในการคิดทําใหการคดิ มีคุณภาพมากย่ิงขน้ึ

43

ลาํ ดบั ข้นั ของการคิดดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ
ประภาศรี รอดสมจิตต (2542 : 31) กลาวถึง ลําดับข้ันของการคิดดวยเทคนิคหมวก

6 ใบ จะใชหมวกใบใดใบหน่ึงกอนก็ไดไมมีขอกําหนดตายตัว แตหมวกใบแรกที่ไมสามารถ
หลีกเล่ียงไดคือ หมวกสีฟา เพราะในการอภิปรายน้ันจําเปนที่จะตองมีผูนําในการกําหนดจุดเริ่มตน
และกลาวถึงขั้นตอนการอภิปราย จากน้ันอาจเริ่มใชหมวกสีเขียว ซ่ึงเปนจุดเริ่มตนของการแสดง
ความคิดเห็นที่หลากหลาย หมวกสีเหลืองจะถูกใชตามมาเพ่ือสนับสนุนความคิดสรางสรรคที่ไดมี
การนําเสนอดวยหมวกสีเขียว หมวกสีเขียวจะถูกนํามาใชเมื่อมีผูตองการทราบขอมูล ขอเท็จจริง
ตาง ๆ ของหมวกสีแดง ซึ่งเปนการแสดงออกของอารมณและความรูสึกตอขอคิดเห็นของบุคคล
หรือความคิดเห็นที่ถูกแสดงออกมา หมวกสีดําเปนหมวกท่ีนํามาใชใบสุดทาย ท้ังนี้เพราะ
ไมตองการใหความคิดสรางสรรคถูกตัดท้ิง หรือเผชิญกับปญหาในเวลาที่เร็วเกินควร อยางไรก็ดี
หมวกสดี าํ จะชว ยใหเกิดความสมดลุ ของการคิดตอประเด็นท่ีอภิปรายกัน แตทั้งน้ีไมไดมีขอกําหนด
ที่ตายตวั วาตองใชตามลาํ ดับข้ันทีก่ ลาวมาในขางตน

ทิศนา แขมมณี (2544 : 70) กลาวถึงลําดับข้ันของการใชหมวกสีตาง ๆ วาการใชหมวก
ทั้ง 6 สีไมมีลําดับขั้นวาควรใชสีใดกอน สีใดหลัง แตหมวกใบแรกที่ควรใชคือ หมวกสีฟาเพราะใน
การอภิปรายน้ันผูนําจะเปนผูเร่ิมตนพูดถึงบทบาทและข้ันตอน กติกาในการอภิปราย จากน้ัน
เลือกใชหมวกสีใดก็ไดตามวัตถุประสงคของกลุมและสุดทายของการอภิปรายก็ไดเสนอแนะใช
หมวกสฟี า เพือ่ เปนการจดั ระดบั ความคิด ประเมนิ ความคิด และประเมนิ บทบาทสมาชิกดวย

ตรูเนตร อัชชสวัสดิ์ (2545 : 1-2) ไดกลาวถึงการนําการคิดแบบหมวก 6 ใบ ไปใชใน
กิจกรรมการเรยี นการสอนวาความรสู กึ ทสี่ มั พันธก บั สีของหมวกทาํ ใหเกิดความคิดท้ังในดา นดี และ
ดานท่ีบกพรอง การเรียงลําดับสีของหมวกไดตองข้ึนกับประเภทของการคิด เพื่อใหเกิดสาระใน
การปลูกฝงกระบวนการการคิดใหแกผูเรียนผูสอนจะตองต้ังคําถามเรียงลําดับเปาหมายที่ตองการ
พฒั นาผูเรียนโดยใชแ นวทางดังน้ี

1. การคิดของหมวกแตละสีใชไดไมจํากัดจํานวนครั้ง แตตองเปนไปตามลําดับท่ี
กําหนด

2. โดยท่ัวไปควรมองในดานดีกอนจะหาขอบกพรอง วิพากษวิจารณ ฉะนั้นจึงควรใช
หมวกสีเหลืองกอ นหมวกสดี ํา

3. การใชก ารคิดของหมวกสีดาํ ทําได 2 รปู แบบ คอื
3.1 การชี้ใหเห็นจุดออนแลวก็ควรติดตามดวยการคิดของหมวกสีเขียวเพื่อ

ปรบั ปรุง

44

3.2 ถาใชการคิดของหมวกสีดําในข้ันสุดทายของการประเมินความคิดใด ก็ควร
ตามดว ยการใชห มวกสแี ดง เพ่อื ท่จี ะใหทราบถงึ ความรสู ึกเก่ียวกบั ผลการประเมนิ ความคดิ นนั้

4. หากเรื่องที่คิดน้ันเนนเรื่องที่มีความรุนแรงตออารมณ ความรูสึก การคิดของหมวก
สแี ดงจะแสดงความรูสกึ ตาง ๆ ออกมาอยางเปด เผย

5. ถาเร่ืองที่คิดไมมีความรุนแรงตออารมณ ความรูสึก ก็ควรเริ่มการคิดจากหมวก
สีขาว เพ่อื มีการสะสมขอมูลตาง ๆ ตอจากนั้นใชการคิดของหมวกสีเขียวในการสรางทางเลือก และ
ตอดวยความคิดของหมวกสีเหลืองที่จะประเมินอยางมีเหตุผล ตามดวยการคิดของหมวกสีดํา
ซึ่งทําใหสามารถหาทางเลือกทางหนึ่งได โดยการประเมินทางเลือกนั้น โดยมีการวิพากษวิจารณ
และตามดว ยการคิดของหมวกสีแดง

เดอ โบโน (De Bono 1992 : 115-120, อางถึงใน สุนันทา สายวงค 2544 : 18-24)
กลาวถึงความแตกตางของการจัดลําดับข้ันของการใชเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ ตามประเภท
ของการคดิ ดงั น้ี

การคนหาความคดิ (Seeking and idea)
ลําดับข้ันตอนการใชสีหมวกตาง ๆ อาจจดั ไดดังน้ี

หมวกสีขาว รวบรวมขอมูลที่มี
หมวกสีเขียว สาํ รวจความคดิ ตอไปอกี เพ่ือสรา งเลือก
หมวกสีเหลอื ง ประเมินประโยชน และความเปน ไปไดของทางเลือกตา ง ๆ
หมวกสีดํา ชใี้ หเหน็ จดุ ออนปญหา และอนั ตรายของความคดิ นนั้
หมวกสีเขยี ว ดูวาความคิดน้ันสามารถปรับปรุงใหเสริมกับความคิดหมวกสี
เหลืองและเอาชนะหมวกสแี ดงหรือไม
หมวกสขี าว ดูวาขอมูลที่มีอยูสามารถใชปรับปรุงความคิดนั้นเพื่อใหไดรับ
การยอมรับทีด่ ขี ึ้นหรอื ไม (ในกรณีทีห่ มวกสีแดงตอตา นความคดิ )
หมวกสีเขียว พฒั นาแนะนํา
หมวกสดี าํ ปด ฉากดวยการพจิ ารณาตัดสนิ ขอ แนะนาํ นนั้
หมวกสีแดง มองหาความรสู กึ ตาง ๆ ท่มี ีตอผลสรปุ ทไ่ี ดรบั

การประเมินผล (Evaluation)
เปนการฝกใหผูเรียนคิดทั้งดานบวกดานลบกอนท่ีจะคิดตัดสินใจ เชน ใหผูเรียน
ประเมินผลงานของเพือ่ น
หมวกสีแดง งานชิน้ นีม้ ปี ระโยชนแ ละคุณคา อยา งไรบา ง

45

หมวกสดี าํ งานชิ้นนี้มีขอบกพรองอยางไร(เมื่อมีขอมูลทั้งดานบวกดานลบจึงคอย
ตัดสนิ ใจ)

การออกแบบ (Design)
ในการมอบหมายใหผ เู รียนออกแบบชนิ้ งานใหผเู รยี นคิดตามลําดับขัน้ ตอนดังนี้
หมวกสีฟา งานทต่ี อ งออกแบบมีอะไรบา ง
หมวกสีเขยี ว แตละงานจะมีแบบอยา งไร
หมวกสีแดง เรามีความรสู ึกอยางไรในแตล ะแบบ

การปรบั ปรงุ (Improvement)
การฝกใหผ เู รียนไดม กี ารปรับปรุงงานจะนําไปสูการพัฒนาอยางตอเน่ือง เชน ใหผูเรียน
ปรบั ปรงุ แปลงผกั สวนครัวของตน
หมวกสดี าํ แปลงผักสวนครัวนม้ี อี ะไรบางทจ่ี ะตอ งปรบั ปรุง
หมวกสีเขียว จะปรับปรงุ ส่ิงทเ่ี ราพบไดอยา งไร

ความคดิ ริเร่มิ (First ideas)
สิ่งแรกที่ตองคิดเปนการเริ่มขนตอนของการคิดทั้งหมด ซ่ึงในขั้นตอนแรกใชหมวก
สี น้ําเงนิ บอกงานที่ตองการทาํ ใหช ัดเจน แลวใหหมวกสีขาวรวบรวมขอมูล และหมวกสีเขียวคนหา
แนวความคดิ ใหม ๆ ทเี่ ปนไปไดห รอื การใหข อเสนอแนะตา ง ๆ
หมวกสีฟา อะไรคอื ภาวะท่ตี องการคดิ
หมวกสขี าว เรารอู ะไรบา งเกยี่ วกับสถานการณ
หมวกสเี ขียว ความคดิ อยางไรที่เราคดิ

การคดิ แกปญหากบั เทคนิคหมวก 6 ใบ
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2546 : 18) กลาวถึงการคิดหมวก 6 ใบ วาการคิดดวยหมวก 6 ใบ
แทจริง คือ การใชวิธีคิด หรือรูปแบบการคิดอยางมีแบบแผนที่นําไปสูการแกปญหา การแกขอ
ขดั แยง หรือการตัดสินใจที่มีประสทิ ธิภาพ ลักษณะข้ันตอนในการคิดแบบหมวก 6 ใบ ประกอบดวย
ข้นั ตอนหลกั ของการคิด คือ
1. เสนอปญ หา
2. กาํ หนดปญหา
3. เสนอวธิ แี กป ญ หา
4. ประเมนิ วิธีการแกป ญหา พจิ ารณาขอ ดี ขอ เสียและความพอใจ

46

5. สรปุ วิธแี กป ญหา
6. ปฏบิ ตั กิ ารและตดิ ตามผล
แสดงเปน แผนภาพที่ 3 ไดด ังตอไปน้ี

เสนอปญ หา

กําหนดปญ หา

เสนอวิธีแกป ญ หา

ประเมินวธิ ีแกป ญหา

พจิ ารณาขอ ดี ขอ เสยี ความพอใจ
หมวกสีเหลือง หมวกสดี ํา หมวกสแี ดง

สรปุ วิธแี กปญ หา หมวกสฟี า

ปฏบิ ัติการและตดิ ตามผล

แผนภาพท่ี 3 ความสมั พันธข ององคประกอบการแกป ญหากบั หมวกสตี าง ๆ

ส่ิงสําคัญที่ผูนําการคิดแบบหมวก 6 ใบ มาใชไมใชนํามาใชเพ่ือฝกบุคลิกคน หรือฝก
การคิดสรา งสรรค การคิดในรูปแบบอนื่ ๆ แตแ กน ของการคิดแบบหมวก 6 ใบ คือ การคิดแกปญหา
รวมกันของบุคคลอาจเปน 1 คนหรือมากกวา 1 คนก็ได การคิดแบบน้ีเปนการคิดท่ีแยบยลโดยใช
หลกั การงาย ๆ ของการคิดทีส่ ําคญั กลุ ยา ตนั ติผลาชีวะ (2546 : 18) กําหนดไวด งั น้ี

47

1. จงใจกวางและมีเหตุผลตามขอมูล ทฤษฎี และหลักการไมใชเหตุผลตามใจชอบ
(หมวกสขี าว)

2. จงมองความคิดคนอื่น หรือพิจารณาความคิดของตนท้ังในแงบวกและสรางสรรค
(หมวกสีเหลอื ง)

3. จงพิจารณาจติ และอารมณต นวา รสู ึกอยา งไรเอนเอยี งคลอยไปทางใด (หมวกสแี ดง)
4. จงคิดใครครวญไตรตรองหลายรอบอาจเปล่ียนความคิดตามสีหมวกสลับไปมา
อยา ใชหมวกสีเดยี วคดิ ตลอดจะทําใหเ กิดการยึดติด
5. หามใชหมวกสีเดียวคนเดียวคิดตลอดเรื่องตองใหฝกคิดทุกสี ทุกแงมุม หมวกอาจ
ใชสลบั กันได

สุวิทย มูลคํา (2547 : 29) ไดกลาวถึงการฝกคิดแกปญหาโดยการนํากิจกรรม การคิด
แบบหมวก 6 ใบ มาใชไ ด ซง่ึ สวนหน่ึงจะสอดคลอ งหรือใกลเ คยี งบทบาทของ “หมวกสแี ดง”

หมวกสีแดง สีแดงเปนสีที่แสดงถึงความโกรธ ความฉุนเฉียวความรุนแรงของอารมณ
หมวกสแี ดงจึงเกยี่ วขอ งกับการแสดงออกของอารมณและความรูสึก

เมอื่ มีการสวมหมวกสแี ดง หมายถึงวา สมาชิกของที่ประชุมสามารถบอกความรูสึกของ
ตนเองเก่ียวกับประเด็นท่ีกําลังพิจารณา เชน ชอบ-ไมชอบ ดี-ไมดี สงสัย เปนหวง ชื่นชม ซาบซ้ึง
เกลียด กลัวเปนตน โดยปกติเมื่อแสดงอารมณหรือความรูสึกก็จะไมมีคําอธิบายหรือเหตุผลอะไร

คําถามเพือ่ ใหไ ดมาซง่ึ ความคดิ แบบหมวกสีแดง เชน
- รสู ึกอยางไรกบั เรอื่ งน้ีหรือความคิดนี้
- รูสกึ อยา งไรกับสถานการณหรอื สง่ิ ทท่ี าํ
- มคี วามรูสึกลกึ ๆ อยางไรเก่ยี วกบั เหตุการณคร้ังนน้ั
- มีความเห็นอยา งไรกบั แผนงานนี้
- เมื่อคนขา มถนนไมตรงทางมา ลายแลวรสู กึ อยางไร เปน ตน
ผลการคิดจากการสวมหมวกสีแดงจะเกิดขึ้นไดตองอาศัยการแสดงออกถึงเรื่องอารมณ
และความรูสึกตอเรื่องน้ัน ๆ สําหรับการฝกคิดแกปญหานั้นสวนใหญนาจะเกิดจากอารมณและ
ความรูสึกในทางลบ เพราะการเกิดปญหาน้ันคือสภาพที่ยังไมพึงพอใจหรือไมสบอารมณ ดังนั้น
การฝกคิดแกปญหาโดยใชกิจกรรม การคิดแบบหมวก 6 ใบนั้น ผูสอนตองเตรียมการคิดคําถาม
สําหรับการกระตุนย่ัวยุใหเกิดความคิดในเชิงลบ หรือมองเห็นประเด็นปญหา สาเหตุของปญหา
ตลอดจนการคิดหาแนวทางในการแกปญ หาตามบทบาทการคดิ ของหมวกสีอน่ื ๆ ตอ ไป
ลําดับข้ันของการคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ สรุปไดวา การคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
สามารถใชไดครั้งละใบจะใชใบใดกอนใบใดหลังไมมีขอกําหนดตายตัว อาจใชเปนครั้งคราวหรือ

48

ใชเปนระบบ แตการใชขึ้นอยูกับประเภทของการคิด แตตองเปนไปตามลําดับเพ่ือเปนแนวทางใน
การนาํ ไปสูก ารคดิ สเู ปาหมายทีต่ องการ และการคิดแกปญหาสวนใหญเริ่มจากอะไรคือปญหา และ
หาวิธกี ารแกป ญ หา และเลอื กพิจารณาวธิ ที ีเ่ หมาะสมทีส่ ุด แลว สรปุ วิธีแกปญหา

การตั้งคําถามโดยใชเทคนิคหมวก 6 ใบ
ทักษะการคิด อารมณ และความรูสึกเปนสิ่งท่ีมีความสําคัญมากและสามารถพัฒนา

ใหแกเยาวชนของชาติไดซ่ึงเปนการสอดรับกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานและพระราชบัญญัติ
การศึกษา พ.ศ. 2542 ท่ีมีเปาหมายในการพัฒนาใหเปนมนุษยท่ีมีคุณภาพเกิดความคิดระดับสูง
มียุทธศาสตรในการเรียนรู เดอ โบโน (De Bono) ใชสีเปนช่ือหมวก เพื่อชวยในการเห็นภาพของ
หมวกไดโดยงาย สีของหมวกแตละใบยังสอดคลองกับแนวคิดของหมวกแตละใบดวย นอกจากนี้
ยังเปนการบอกใหทราบวา ตอ งการใหคิดไปในแนวทางใด (สมศักดิ์ สนิ ธรุ ะเวชญ 2542 : 37-38)

หมวกสีขาว แสดงถึงความเปนกลาง จึงหมายถึงตัวเลข และขอเท็จจริงตาง ๆ ที่เปน
ตวั แทนของขอ มูลขาวสาร ไมเจอื ปนกับส่ิงอน่ื ๆ

ตวั อยางคําถาม
- เรามขี อ มลู อะไรบา ง
- เราตองการขอ มลู อะไรบา ง
- เราไดข อมลู ท่ีตอ งการมาดว ยวธิ ีใด

หมวกสีแดง แสดงถึงความโกรธ อารมณ จึงหมายถึง การมองดานอารมณและ
ความรูสึกหมวกสีแดงเปนการแสดงความรูสึกของผูคิด แสดงอารมณ สัญชาติญาณลางสังหรณ
ประทบั ใจและหมายรวมถึงความคดิ ของความโกรธ ความสนกุ ความอบอุน และความพอใจ

ตวั อยางคําถาม
- เรารสู กึ อยางไร
- นกั เรียนมีความรสู ึกอยางไรตอสง่ิ ที่ทาํ
- นักเรียนมคี วามรสู กึ อยางไรตอ ความคดิ นี้

หมวกสีดํา แสดงถึงความมืดครึ้ม จึงหมายถึง เหตุผลดานลบ เหตุผลในการปฏิเสธ
หมวกสีดํา เปนการคิดอยางมีวิจารณญาณ การคิดแบบหมวกสีดําชวยปองกันไมใหเราคิดหรือ
ตัดสินใจในสิ่งท่ีเส่ียง หมวกสีดําทําใหเราหาขอบกพรองหรือจุดออนได และสามารถมองปญหาท่ี
อาจเกดิ ขึ้นไดลว งหนา หมวกสดี าํ เปนหัวใจของการคิด

49

หมวกสดี าํ ใชเพ่ือ
1. ตรวจสอบหาหลักฐาน
2. ตรวจสอบหาความเปน เหตเุ ปนผล
3. ตรวจสอบสํารวจความเปน ไปได
4. ตรวจสอบหาผลกระทบ
5. ตรวจสอบหาความเหมาะสม
6. ตรวจสอบหาขอบกพรอง

ตวั อยา งคําถาม
- อะไรคือจุดออน
- อะไรคือส่ิงทีย่ งุ ยาก
- อะไรคอื ส่ิงทผ่ี ิดพลาด
- เร่อื งนี้มีจดุ ออ นท่ตี รงไหน

หมวกสีเหลือง แสดงถึงความสวางไสวและดานบวก จึงหมายถึง เหตุผลทางบวก
ความมน่ั ใจ เหตุผลในการยอมรับ หมวกสีเหลืองทําใหเ รามองดานบวกโดยไมตองมีเหตุจูงใจตาง ๆ
เราใชหมวกสเี หลืองเปน สว นหนง่ึ ของการประเมนิ แลวจึงใชห มวกสีดํา

ตัวอยางคําถาม
- จุดทด่ี คี ืออะไร
- ผลดคี ืออะไร

หมวกสีเขยี ว แสดงถึงความเจริญเติบโต ความสมบรู ณจึง หมายถงึ ความคิดสรางสรรค
และความคิดใหม ๆ หมวกสีเขียว คือ การหลบหลีกความคิดเกา มุมมองเกาสูความคิดใหมมุมมอง
ใหมเปนการเปล่ยี นแปลง เปนการสรา งสรรคทุกชนิด ทกุ ประเภท ทกุ วิธกี ารอยางจงใจ

ตวั อยางคําถาม
- นกั เรยี นจะนาํ ความคิดนี้ไปทาํ (สรา ง ปรับปรุง พฒั นา) อะไรก็ได
- ถาจะใหส งิ่ น้ี (ดขี ้นึ ) จะตองเปลี่ยนอยางไร

หมวกสีฟา แสดงถึงความเยือกเย็น ทองฟา ซ่ึงอยูเหนือทุกสิ่งทุกอยาง จึงหมายถึง
การควบคุมการจัดระเบียบกระบวนการและข้ันตอนในการใชหมวกสีอื่น ๆทําหนาท่ีเหมือน
ผูควบคุมวงดนตรี ท่ีส่ังวาเมื่อใดดนตรีชนิดใดจะบรรเลง หมวกสีฟาทําใหนักเรียนสามารถควบคุม
การเรียนของตนเอง สามารถคิดตามความผิดพลาด และความเช่ือผิด ๆ ของตนเอง เพ่ือแกไขให

50

ถูกตองเปนตัวแทนของการควบคุมกระบวนการคิดใหประสานกันอยางดีหมวกสีฟาคือ โครงสราง
กระบวนการคิด

ตัวอยา งคําถาม
- การคิดอะไรทีต่ อ งการ
- ข้ันตอนตอไปคืออะไร
- การคิดอะไรท่ที าํ ไปกอ นแลว

จากการที่กลาวมาขางตนวิธีการตั้งคําถามแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน (De Bono)
เปนการต้ังคําถามเพ่ือใหผูเรียนไดคิดท่ีมีความสอดคลองกับระดับของความคิดและประเภทของ
คําถามของ บลูม (Bloom, อางถงึ ใน ชาตรี สาํ ราญ 2542 : 37)

ระดบั ขั้นของความคิด ประเภทของคาํ ถาม

- ขน้ั การประเมินคา - ถามการประเมินคา
- ขั้นการสงั เคราะห - ถามการสงั เคราะห
- ขั้นการวเิ คราะห - ถามการวเิ คราะห
- ขัน้ การนาํ ไปใช - ถามการนาํ ไปใช
- ขน้ั ความเขาใจ - ถามความเขาใจ
- ขั้นความรู - ถามความรู

แผนภาพท่ี 4 แสดงความสอดคลอ งของระดับขัน้ ความคิดกับวธิ กี ารต้งั คาํ ถามแบบหมวก 6 ใบ
ของ เดอ โบโน (De Bono, ชาตรี สาํ ราญ 2542 : 37)

จากลําดับขั้นของความคิดและประเภทของคําถามของ บลูม (Bloom) สามารถนํามา
เปรียบเทียบกบั คําถามแบบหมวก 6 ใบ ของ เดอ โบโน (De Bono) ดงั แผนภาพท่ี 5

การนาํ วิธตี ง้ั คําถามแบบหมวก 6 ใบ ไปประยุกตใช
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ (2542 : 40) กลาววา การนําหมวกแตละใบไปใชนั้นควร

ยกตวั อยางใหชัดเจน ซํ้าแลว ซ้ําอีกวา หมวกแตละใบมปี ระโยชนอยา งไร ดังนี้
หมวกสขี าว เปนตวั แทนของขอ มลู ขา วสาร เมอ่ื ใชห มวกสขี าว
- ทุกคนจะพุงความสนใจไปท่มี ีขอมูลอะไรบาง
- จาํ เปนตองใชข อมูลเพิ่มเติมหรือไม

51

ประเภทของคาํ ถาม Bloom ประเภทคาํ ถามของ De Bono
ถามการประเมินคา
ถามการสงั เคราะห คาํ ถามของหมวกสเี หลอื ง สดี ํา สฟี า
ถามการวเิ คราะห (ถามถึงขอ ดี ขอ เสีย และขอ ปรับปรุง)
ถามการนําไปใช
คําถามของหมวกสีฟา
ถามความเขาใจ (ถามถึงขอ สรุป)
ถามความรู
คําถามของหมวกสีเหลืองและหมวกสดี ํา
(ถามถงึ ขอดี ขอ เสีย)
คาํ ถามของหมวกสเี ขยี ว

(ถามถึงความคดิ สรา งสรรค
คําถามของหมวกสแี ดง
(ถามถงึ ความรสู ึก)
คําถามของหมวกสีขาว

(ถามขอ เทจ็ จรงิ หรือขอ มลู )

แผนภาพที่ 5 แสดงการเปรยี บเทียบระดบั ขั้นของความคดิ และประเภทของคําถามของ
บลมู (Bloom) กบั คาํ ถามแบบหมวกความคิด 6 ใบ ของ เดอ โบโน (De Bono)

- ขอ มลู ดานไหนทขี่ าดหายไป
- จะมวี ธิ ใี ดบางท่ไี ดขอมลู ทต่ี อ งการ
หมวกสแี ดง แสดงถงึ ความรูสึกทเ่ี กิดข้ึนขณะนนั้
หมวกสีเหลือง เปนการเปดโอกาสใหแสวงหาและพัฒนาส่ิงใหมท่ีเปนประโยชนตอ
สวนรวม ซง่ึ จะชวยพฒั นาใหเกดิ การคดิ แบบสรางสรรคต อไป
หมวกสีดํา เปนการคิดอยางมีวิจารณญาณ ซึ่งจะชวยใหปองกันไมใหคิดหรือตัดสินใจ
ในสิ่งท่เี ส่ียง ทําใหห าขอบกพรอ งหรือจุดออ นได และสามารถมองปญหาท่ีอาจเกิดขน้ึ ไดลวงหนา
หมวกสีเขียว มุงความสนใจไปท่ีสิ่งที่นาจะเปนไปได ซึ่งเปนคําท่ีมีความสําคัญมาก
ทสี่ ุดสําหรบั การคิดเปน
- ความเปนไปได ครอบคลุมวิธีการของสมมุติฐานในเชิง
วทิ ยาศาสตร
- ความเปน ไปไดส รางกรอบสาํ หรับการรบั รู
- การเตรียมความคดิ และขอมลู

52

- ความเปนไปไดน าํ มาซงึ่ การใชวิจารณญาณ
- ความเปน ไปไดนาํ มาซง่ึ วิสยั ทศั น
หมวกสีฟา ใหมองภาพโดยรวม เก่ียวกับเรื่องท่ีคิดมาท้ังหมด และจัดการกับ
กระบวนการคดิ ในการฝก ใหเ กิดความเขาใจหมวกสีตา ง ๆ ผูส อนอาจจะใหผูเรียนใสหมวก แลวให
ตอบคําถามตามสีหมวกที่สวมทีละใบ คราวนี้ลองสวมหมวกคนละสีแลวตอบคําถามหรือสลับ
หมวกแลวตอบคําถามหรือใหนักเรียนต้ังคําถามเองตามสีของหมวกที่สวม วิธีการดังกลาวจะทําให
นกั เรยี นมีความคุน เคยกับสีหมวกเปนอยางดี

ในการนําหลักการของหมวกความคิด 6 ใบ ไปใชในการตง้ั คําถามเพื่อใหนักเรียนไดคิด
นั้นนอกจากผูสอนจะตองใหผูเรียนไดมีความเขาใจในบทบาทหนาที่ของหมวกแตละใบวามันคือ
อะไรขณะท่ีนักเรียนกําลังสวมหมวกสีนั้นแปลวาตองการใหนักเรียนคิดอยางไร คิดไปในทิศทาง
ไหนหมวกแตละสีน้ัน ทุกคนในกลุมตองใชความคิดไปในทิศทางเดียวกัน มุงไปท่ีเนื้อหาไมใชตาง
คนตา งคดิ การท่ีนกั เรียนมีความคิดเห็นที่ตางกัน แมจะตรงกันขามก็ตาม สามารถนํามาคิดไปพรอม
ๆ กันได สีของหมวกจะชว ยใหเกิดการมองไปในทิศทางเดยี วกนั เชน หมวกสีเหลืองและหมวกสีดํา
เปนความพยายามรวมกันท่ีจะคนหาอุปสรรคและประโยชน ไมใชหันหนาเขามาตอสูกันหรือ
ถกเถียงกัน

การนาํ เทคนิคหมวก 6 ใบ ไปใชใ นการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน
เดอ โบโน (De Bono 1992 : 18-19) ไดเสนอขน้ั ตอนการสอนในบทเรียน ดงั น้ี
1. ขั้นนํา (Lead-in) เริ่มดวยการใหภาพประกอบงาย ๆ ตัวอยางหรือแบบฝกหัดที่

แสดงใหเ หน็ กระบวนการท่ีสอน
2. การอธิบาย (Explanation) เขาสูการใหตัวอยางทันทีวาจะสอนอะไร ตามลักษณะ

พนื้ ฐานของหมวกใบท่ีเลือก
3. การสาธิต (Demonstration) แสดงใหเห็นถึงการใชหมวกที่มีความสัมพันธกับ

การคิดแตล ะแบบพรอมกับคาํ อธิบาย แนะนําตัวอยางคําถาม เพ่อื สรางความเขา ใจ
4. การปฏิบัติ (Practice) เปนขั้นตอนท่ีสําคัญท่ีสุดของการจัดการเรียนรูใหผูเรียนได

กระบวนการฝกฝนทุกใบ อยา ใชใ บใดใบหนง่ึ ฝกฝนนานเกินไป ซึ่งจะเปนการดึงดูดความสนใจจาก
กระบวนการใหเขวไป จุดประสงคค อื ใหผูเ รียนเกดิ ทักษะไมใชใหอ ภปิ รายใหน าสนใจ

5. การหารายละเอียดเพิ่มเติม (Elaboration) ในการฝกฝนกระบวนการอาจสังเกตได
ตอไปอีกวา กระบวนการนั้นจะถูกนําไปใชอยางไร ซ่ึงอาจเกิดข้ึนในขณะกําลังฝกฝน หรือไดจาก
การตอบคาํ ถามทผี่ ูเรยี นถามก็ได

53

6. ขอสรุป (Conclusion) การสรุปกระบวนการใหทวนยํ้าประเด็นหลัก และเนนวา
ทําไมกระบวนการน้ีจงึ เกดิ ประโยชน

ขอสงั เกตในการใชห มวก
1. จุดเนน (Focused) การสอนควรเนน ทที่ กั ษะ หรอื หมวกท่ีกาํ ลังสอนทบทวนช่ือของ
หมวกท่ีใชบ อยๆ
2. ชัดเจน (Clear) หลีกเล่ียงความสับสน ถามีความสับสนใหพิจารณาสิ่งท่ีงาย ๆ โดย
ใหตัวอยา งที่ชดั เจน
3. วองไว รวดเรว็ (Brisk) กาํ หนดเวลาสั้นๆ สําหรบั การคิดในแตละประเภท
4. สนุกสนาน (Enjoyable) การเขียนและการฝกจะตองสนุกสนานเกิดจากกิจกรรมซ่ึง
ใชค วามคดิ และแบบฝก ท่ีมีชีวิตชีวา

สมศักดิ์ สินธุระเวชญ (2542 : 106-108) ไดกลาวถึงการนําเทคนิคการคิดแบบหมวก
6ใบ ไปใชในกิจกรรมการเรียนการสอนควรฝกใหผูเรียนเขาใจถึงความหมายของหมวกแตละสี
ผูสอนอาจจะใหผูเรียนใสหมวกแลวตอบคําถามตามสีของหมวกท่ีสวม คร้ังละสีหรือใหผูเรียน
สวมหมวกคนละสี แลวตอบคําถาม หรือสลับหมวกแลวตอบคําถาม หรือใหผูเรียนตั้งคําถามเอง
ตามสีหมวกท่ีสวม วิธีการดังกลาวจะทําใหผูเรียนมีความคุนเคย และเขาใจความหมายของหมวก
แตล ะสีไดเปนอยางดี

นอกจากนีก้ ารนาํ เทคนิคหมวก 6 ใบ ไปใชอาจแบงไดเปน 2 ลักษณะ คือ
1. การใชส วนตัว

1.1 ใชในการคิดแบบใดแบบหน่ึง เปล่ียนการคิด เชน ผูสอนอาจจะแนะนําผูเรียน
วา ถา เกดิ ทศั นคตใิ นทางลบตอขอเสนอของเพ่ือน ๆ ผูเรียนอาจจะเปลี่ยนไปสวมหมวกสีเหลืองหรือ
ในขณะที่ประชุม ถามีความชื่นชมสนับสนุนความคิดที่เสนออยู อาจจะทําใหความคิดคลอยตาม
การสวมหมวกสีดําจะทําใหเกิดความระมัดระวัง ในระหวางการคิดถาตองการเห็นมุมมองใหม
ความคดิ ใหม ควรจะสวมหมวกสีเขยี ว

1.2 ใชในการสนทนา ผูสอนอาจจะแนะนําผูเรียนในระหวางมีการสนทนา การนํา
หมวกสีตา ง ๆ มาใชจะชวยทําใหเปล่ียนการคิด เชน ผมอยากจะขอการคิดหมวกสีขาวจากคุณ คุณมี
ขอมูลอะไรบาง คุณใหการสนับสนุนเก่ียวกับความคิดน้ีมาก ขอใหถอดหมวกสีเหลืองแลว
เปลี่ยนเปนหมวกสีดํา คุณใหการประเมินอยางมีเหตุผลกับความคิดนี้โดยใชหมวกสีดําและหมวกสี
เหลืองตอไปขอใหใชหมวกสีแดง เรามีขอมูลอะไรเกี่ยวกับสถานการณน้ีบาง (หมวกสีขาว) ตอไป
ใหใ ชห มวกสฟี าเพอื่ เสนอขั้นตอนในการแกป ญหา

1.3 ใชใ นการเขยี นรายงาน การนาํ หมวกแตล ะสมี าเรยี งลําดับเพ่อื การเขียนรายงาน

54

จะทําใหการนําเสนอรายงานเปนท่ีนาสนใจ สมเหตุสมผล เชน รายงานของนักเรียนอาจจะเร่ิมดวย
หมวกสีขาวตามดวยหมวกสีเขียว หมวกสีดํา สีฟา สีแดง บางครั้งการเขียนรายงานอาจจะเรียง
หมวกสอี นื่ กอ นก็ไดแ ละบางครัง้ อาจจะไมจําเปนตอ งเรยี งครบท้ัง 6 ใบ

1.4 ใชในการตรวจสอบรายงาน เพ่ือใหเกิดความสมบูรณ เชน รายงานฉบับนี้ไมมี
หมวกสเี ขยี วเลย หมวกสีดาํ ก็นอยไปหนอย และขอใหเ พ่ิมหมวกสีแดงดวย

2. การใชยทุ ธศาสตรก ารจัดการเรียนรู
2.1 ใชใ นการกําหนดทิศทางการคดิ ของกลุม
แนวทางน้ี คือ การจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนศูนยกลาง ใหผูเรียนทํางาน

เปนกลุมมอบหมายโครงการใหผูเรียนทําหรือกําหนดเปาหมายแลวใหผูเรียนคิดโครงการเอง
ในการวางแผนดําเนินงานสมาชิกในกลุมจะตองใชการระดมสมองเพ่ือใหทุกคนไดรวมกันคิด
การนําหมวกแตละสีมาใชใหทุกคนคิดไปในแนวทางเดียวกัน ประธานของกลุมจะตองใหสมาชิก
สวมหมวกสีเดียวกัน เชน ในการแกปญหาตามที่ไดรับมอบหมาย ประธานอาจเร่ิมดวยหมวกสีขาว
(การแกปญหาเรื่องน้ีจะตองใชขอมูลอะไรบาง) ตามดวยหมวกสีเขียว (การแกปญหาเรื่องน้ีมี
แนวทางใดบาง) หมวกสีดํา (การแกปญหาเร่ืองน้ีมีจุดออนตรงไหน) หมวกสีฟา (การแกปญหานี้
มีขนั้ ตอนอยางไร) โดยยดึ หลกั การดงั น้ี

1) ภายใตเง่ือนไขของหมวกแตละสี ทุกคนในกลุมตองใชความคิดไปใน
ทศิ ทางเดยี วกันมุง ไปทีเ่ นอื้ หาไมใชตางคนตา งคิดเรื่องนน้ั

2) ความคิดที่แตกตา งกัน แมวา จะตรงกนั ขา มก็ตาม สามารถนํามาคิดไป
พรอม ๆ กนั ได

3) ตัวของหมวกเองทาํ ใหเกิดการมองไปในทิศทางเดียวกัน เชน หมวกสีเหลือง
และสดี ําเปน ความพยายามรว มกันท่ีจะคน หาประโยชนแ ละอุปสรรค ไมใ ชหันหนา เขา มาตอ สูก ัน

สิ่งที่ผูสอนจะตองติดตามการใชหมวกของแตละกลุมเพื่อนําไปสูการปรับปรุง
การทํางานของกลมุ

- มีอปุ สรรคอะไรเกดิ ข้นึ บา ง
- มีอะไรที่ดาํ เนนิ ไปดว ยดี
- กลมุ มีปญหาในการจํากัดอยภู ายใตห มวกทก่ี าํ หนดหรอื ไม
- มีอุปสรรคอะไรในการเปลีย่ นหมวกทนั ที
2.2 ใชในการพฒั นาทกั ษะการคดิ ตามสขี องหมวก

55

ผูสอนจะตองเตรียมการจัดทําใบงาน ในการสอนแตละครั้งสอดแทรกไวใน
แผนการสอนใบงานน้ีจะระบุสีหมวกไวทายคําถาม หรือเขียนภาพหมวกหรือมีคําถามก็ไดและใน
แตล ะใบงานพยายามตัง้ คาํ ถาม ไดค รบทุกสขี องหมวก

สรปุ ไดว าการนําเทคนิคหมวก 6 ใบ ไปใชในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
นั้นควรฝกใหผูเรียนเขาใจความหมายของหมวกกอน สวนในการสอนครูหรือนักเรียนใครจะเปน
ผูสวมหมวกก็ได ซ่ึงการคิดแบบน้ีใชไดท่ัวไปทั้งเร่ืองสวนตัวและการใชในกิจกรรมการเรียนรู
การคดิ ของหมวกแตล ะสีชวยฝก ใหเ ด็กคดิ ไปในทิศทางเดียวกนั ทุกคนในกลุมตองรวมกนั คดิ เพื่อให
บรรลุเปาหมายของการคิดในแตละแบบ และเปนการฝกการคิดที่ถึงแมคนในกลุมจะคิดตางกัน
ก็สามารถรวมกันคิดไดและครูควรเตรียมใบงาน หรือขอคําถามใหครบทุกหมวกสีในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน

บทบาทของครใู นการสอนดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2546 : 20-21) กลาวถึงบทบาทครูเปนบุคคลสําคัญในการฝกคิด

ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ ในฐานะของผูสอนและสวมหมวกสีฟาเพ่ือควบคุมใหเด็กคิดไปตาม
จุดประสงคท ีต่ องการ หนา ท่ีสําคัญของครทู ่ตี อ งปฏบิ ัติ มีดังนี้

1. เตรยี มอุปกรณ และหมวกสตี า งๆ ที่ใชใ นการเรียนการสอน
2. ฝกใหเ ดก็ ใหรู และเขา ใจสขี องหมวกความหมายของสหี มวก และวธิ ีการเรียน
3. กําหนดจดุ ประสงคและประเด็นปญหาของการเรยี นแตล ะเรือ่ ง
4. วางแผนการสอนและตดิ ตามประเมินผล
หนาท่ีสําคัญของครูอีกประการหน่ึงคือ ยั่วยุทางความคิดใหกับเด็กในกรณีที่เด็กเรียน
เปนกลมุ เด็กทกุ คนตองมโี อกาสคิดในทุกสขี องหมวก
บทบาทของครูในการสอนดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ สรุปไดวา ครูมีบทบาทเปนผูสวม
หมวกสีฟาโดยคอยกระตุน และยั่วยุทางความคิดใหกับเด็กขณะคิดตามหมวกสีตาง ๆ ฝกใหเด็ก
เขา ใจสขี องหมวก กําหนดจุดประสงคประเด็นปญหาตาง ๆ ตลอดจนวางแผนการสอน และติดตาม
ประเมินผลหลังจากการสอน

ประโยชนข องการคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
เดอ โบโน (2535 : 11) กลา วถงึ ประโยชนข องการคิดดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ ไวด งั นี้
1. งา ยตอ การเรียนรู การใช และเปน การกระตุน ความสนใจดี
2. แสดงออกขณะประชุมไดอยางถูกตองเปดเผยตามความรูสึก หรือสัญชาติญาณ

โดยไมต อ งเกรงใจวา จะไมเหมาะสม

56

3. ทําใหสามารถคิดแบบใดแบบหน่ึงไดในเวลาหน่ึงไดอยางเต็มท่ี โดยไมสับสนกับ
ความคิดของหมวกสอี น่ื ในเวลาเดียวกนั

4. ทําใหสามารถเปล่ียนแบบความคิดไดงายและตรงไปตรงมาโดยไมลวงเกินใคร
ดว ยการเปลย่ี นสีหมวก

5. ทําใหผูรวมประชุมหรือรวมการอภิปรายสามารถระดมความคิดไดทุกคน สามารถ
ใชหมวกแตละสไี ดค รบทกุ ใบ แทนที่จะคิดไดเ พยี งสีเดยี วตามปกติ

6. ทําใหส ามารถระดมสมองในการคดิ เพอื่ ผลติ ผลงานออกมาดขี น้ึ
7. ทําใหมีการระมัดระวังในความคิด เพราะไมสามารถจะดวนสรุปได ความคิด
ทุกอยางตองผานการพินิจพิเคราะหเปนอยางดี ในเวลาที่เหมาะสม ไมสามารถจะน่ังคิดดานลบของ
ทกุ ๆ อยางไดเ พียงอยา งเดยี ว
8. เปนการแสวงหาคณุ คา แทนท่ีความคิดนั้นจะถกู ตัดท้งิ ออกไปเพราะคํานึงเพียงดาน
ลบเพยี งดานเดยี ว เทคนิคหมวกความคิด 6 ใบ มีดานการคิดแสวงหาคุณคา และประโยชนส ิ่งนัน้ ดว ย
9. เทคนิคหมวก 6 ใบ กําหนดใหคนแตละคนตองแสดงความคิดตามแงมุมท่ีไดรับ
การกาํ หนด แมว า คนนนั้ ๆ จะไมชอบสิ่งนัน้ ๆ แตเม่อื สวมหมวกท่กี าํ หนดใหหาคุณคาขอดีของสิ่ง ๆ
นน้ั เขาก็จําเปนตอ งคดิ ตาม ทําใหไดค วามคดิ ทหี่ ลากหลาย
10. วธิ หี มวกความคิด ทาํ ใหส ามารถจัดระเบียบการคิด พรอมทั้งมีเครื่องมือในการที่จะ
พูดถึงเกี่ยวกับการคิดดวยแทนที่จะปลอยใหมีอิสระเหลือเฟอในการที่จะคิดอะไรตออะไรเรื่อย ๆ
กเ็ ปนไปไดท ีจ่ ะออกแบบลาํ ดบั การคดิ ท่ใี หไดผ ลดที ่ีสุดซง่ึ จะแตกตา งกนั ออกไปแตละเรอ่ื ง
สรุปไดวา การคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ เปนวิธีการฝกคิดท่ีสามารถปฏิบัติไดงาย ชวย
ใหบุคคลสามารถมองประเด็นปญหาตาง ๆ ไดหลายแงมุม มีอิสระ มีเสรีภาพในการคิด มีกฎเกณฑ
เปนเงอื่ นไขในการขอความคิดจากบุคคลทเี่ ขา รว มกันปรึกษาหรือเขารวมประชุม

งานวิจัยท่เี กย่ี วขอ ง

งานวิจัยท่ีเกี่ยวของกับการพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพส่ิงใน
ธรรมชาติ ดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ สาํ หรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 4 นั้นสามารถแบงงานวิจัยท่ี
เกี่ยวขอ งออกเปน 3 ดานดวยกัน คือ งานวิจัยท่ีเกี่ยวของกับชุดฝก งานวิจัยที่เกี่ยวของกับทักษะ การ
คิดแกปญ หา และงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วขอ งกับการคิดดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ ดังตอไปนี้

งานวจิ ัยในประเทศทีเ่ กีย่ วของกบั ชุดฝก
จากการศึกษาผลงานวิจัยคนพบวางานวิจัยท่ีเกี่ยวกับชุดฝกในวิชาสังคมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรมนน้ั มจี ํานวนนอ ย ผวู จิ ัยจงึ ไดสังเคราะหงานวิจัยทเี่ กี่ยวของกับชดุ ฝก ดังน้ี

57

พรพิมล สุวรรณรัตน (2537 : บทคัดยอ) ไดศึกษาผลของการใชชุดฝกกิจกรรมเพื่อ
สงเสริมความคิดสรางสรรคทางวิทยาศาสตรของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 5 วัตถุประสงคเพื่อ
1) ศึกษาผลการใชชุดฝกกิจกรรมเพ่ือสงเสริมความคิดสรางสรรคทางวิทยาศาสตรท่ีมีตอความคิด
สรางสรรคทางวิทยาศาสตร ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 5 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิด
สรางสรรคทางวิทยาศาสตรระหวางนักเรียนท่ีไดรับการฝกดวยชุดฝกกิจกรรมเพื่อสงเสริมความคิด
สรางสรรคทางวิทยาศาสตรกับกลุมท่ีไมไดรับการฝก กลุมตัวอยางท่ีใชในการวิจัยไดแก นักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนมงฟอรตวิทยาลัยแผนกประถม จํานวน 100 คน เคร่ืองมือที่ใชใน
การเก็บรวบรวมขอมูลเปนชุดฝกกิจกรรมเพ่ือสงเสริมความคิดสรางสรรคทางวิทยาศาสตรของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 จํานวน 15 กิจกรรม และแบบวัดความคิดสรางสรรคทาง
วิทยาศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 5 วิเคราะหขอมูลโดยการวิเคราะหหาคามัชฌิม
เลขคณิต คาเบ่ียงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบคะแนนความคิดสรางสรรคทางวิทยาศาสตร โดย
การใชการทดสอบคา (t-test) คํานวณดวยโปรแกรม SPSS/PC+ ผลการวจิ ยั พบวา

1. หลงั จากใชชุดฝกกิจกรรมเพือ่ สง เสรมิ ความคดิ สรางสรรคทางวิทยาศาสตรนักเรียน
มีคะแนนความคิดสรางสรรคทางวิทยาศาสตรโดยเฉลี่ยสูงขึ้นทุกดาน คือ ดานความคิดคลอง
ดานความคดิ ยดื หยนุ และความคดิ ริเรม่ิ

2. นักเรียนที่ไดรับการฝกดวยชุดฝกกิจกรรมเพ่ือสงเสริมความคิดสรางสรรคทาง
วทิ ยาศาสตร มีความคิดสรา งสรรคท างวทิ ยาศาสตรดีกวานกั เรยี นท่ีไมไ ดรับการฝก

นิรันดร ศรีวรกุล (2540 : บทคัดยอ) ไดใชชุดฝกการคิดท่ีมุงเนนคุณธรรมโดยใช
สถานการณจําลอง สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 วัตถุประสงคเพื่อ 1) สรางและใชชุดฝก
การคิดที่มุงเนนคุณธรรมโดยใชสถานการณจําลอง สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 และ
2) เพ่ือศึกษาวิธีคิดของนักเรียนที่เรียนโดยใชชุดฝกการคิดที่มุงเนนคุณธรรมโดยใชสถานการณ
จําลอง สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 4 กลุมตัวอยางในการทดลองเปนนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2540 ของโรงเรียนมงฟอรตวิทยาลัยแผนกประถม
สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม จํานวน 55 คน
เครื่องมือที่ใชในการวิจัยไดแก ชุดฝกการคิดที่มุงเนนคุณธรรมโดยใชสถานการณจําลอง สําหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 4 สถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูลไดแก คาเฉลี่ย สวนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และการทดสอบคาที (t-test) ผลการวจิ ยั พบวา

1. ชุดฝกการคิดท่ีมุงเนนคุณธรรมโดยใชสถานการณจําลองสําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 4 เปนชุดฝกการคิดท่ีมุงเนนคุณธรรม โดยแบงออกเปน 2 สวนคือ สวนท่ี 1 เปน
ชุดฝกที่มุงใหความรูเกี่ยวกับหลักธรรมพรหมวิหาร 4 หลักธรรมอิทธิบาท 4 หลักการคิดแบบ

58

สืบสาวเหตุปจจัย และหลักการคิดแบบเราคุณธรรม มีท้ังหมด 4 ชุด มีลักษณะเปนเกม และ
สถานการณที่เก่ียวของกับชีวิตของนักเรียนใหเลนหรืออานแลววิเคราะห สวนท่ี 2 เปนชุดฝกท่ีมุง
ฝกใหผูเรียนเกิดความคิดท่ีมุงเนนคุณธรรมมีท้ังหมด 6 ชุด โดยเปนลักษณะการวิเคราะห
สถานการณท อ่ี าจจะเกดิ ข้นึ ในชวี ิตประจาํ วนั

2. ผลการศึกษาวิธีคิดท่ีมุงเนนคุณธรรมโดยใชสถานการณจําลองกอนเรียนและ
หลังเรียนของนักเรียนกลุมทดลองที่เรียนโดยใชชุดฝกการคิดที่มุงเนนคุณธรรม สําหรับนักเรียน
ระดับช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 4 พบวา แตกตางกนั อยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01

จิรวรรณ พงศสุวรรณสิน (2542 : บทคัดยอ) ไดศึกษาผลการใชชุดฝกการคิดตามหลัก
โยนิโสมนสิการท่ีมีตอการตัดสินใจแกปญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 6 โรงเรียนวัด
ทากฤษณา (สุชัยประชาสรรค) จังหวัดชัยนาท วัตถุประสงคเพื่อ ศึกษาผลการใชชุดฝกการคิดตาม
หลักโยนิโสมนสิการที่มีตอการตัดสินใจแกปญหาของนักเรียน กลุมตัวอยางท่ีใชในการวิจัยคือ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 6 ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2541 โรงเรียนวัดทากฤษณา
(สุชัยประชาสรรค) จังหวัดชัยนาท จํานวน 60 คน แบงเปนกลุมทดลอง 30 คน และกลุมควบคุม
30 คน กลุมทดลองใชชุดฝกการคิดตามหลักโยนิโสมนสิการสัปดาหละ 3 ครั้งครั้งละ 50 นาที
จํานวน 10 คร้ังติดตอกัน เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัยคือ ชุดฝกการคิดตามหลักโยนิโสมนสิการ และ
แบบทดสอบการตัดสินใจแกปญหา สถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูลไดแก คาเฉลี่ย สวนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และการทดสอบคา ที (t-test) ผลการวิจัยพบวา

1. ภายหลังใชชุดฝกการคิดตามหลักโยนิโสมนสิการ นักเรียนมีคะแนนการตัดสินใจ
แกป ญ หาสงู กวา กอ นใชชุดฝก อยางมีนยั สาํ คัญทางสถิติทีร่ ะดับ .001

2. กลุมทดลองท่ีใชชุดฝกการคิดตามหลักโยนิโสมนสิการ มีคะแนนการตัดสินใจ
แกป ญ หาสูงกวากลมุ ควบคมุ ทไ่ี มใชช ดุ ฝก อยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .001

บงกชกร ทับเที่ยง (2546 : บทคัดยอ) ไดใชชุดฝกทักษะการคิดวิจารณญาณ เรื่อง
ประชากรกับสภาพแวดลอมในทองถ่ิน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 โรงเรียนบานโปงนอย
อําเภอเมืองเชียงใหม วัตถุประสงคของการวิจัยเพื่อสรางชุดฝกจากแผนการจัดกิจกรรมการสอน
พัฒนาทักษะการคิดวิจารณญาณ เร่ืองประชากรกับสภาพแวดลอมในทองถิ่น ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานโปงนอย อําเภอเมืองเชียงใหม ในภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2545
ประชากรคือนักเรียนโรงเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 จํานวน 30 คน เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัย
ประกอบดวย แผนการสอนเร่ือง ประชากรกับสภาพแวดลอมในทองถ่ิน จํานวน 5 แผนการสอน

59

และชดุ ฝกเพอื่ พฒั นาทักษะการคิดวิจารณญาณ จํานวน 5 ชุด สถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก
คาเฉลย่ี สว นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และการทดสอบคาที (t-test) ผลการวิจัยพบวา

1. ชุดฝกจากการจัดแผนกิจกรรม ผูวิจัยไดสรางชุดฝกจํานวน 5 ชุด เพ่ือฝกทักษะ
การคิดวิจารณญาณ ประกอบดวยทักษะการคิดวิจารณญาณหลัก ไดแกทักษะการตระหนักถึง
ปญหา ทักษะการเลือกขอมูลที่เกี่ยวของกับการหาคําตอบของปญหา ทักษะการกําหนดสมมุติฐาน
ท่ีจะนําไปสูการคนหาและการแกปญหา ทักษะการรวบรวมขอมูลเพ่ือสรุปผลของการแกปญหา
ทักษะการเลือกการตัดสินใจที่จะนําไปใช และทักษะการพยากรณผลลัพธท่ีอาจเปนไปไดใน
อนาคต กิจกรรมที่ใชคือ ใหนักเรียนศึกษากรณีศึกษาเร่ืองที่กําหนดให ชวยกันวิเคราะหขอมูล
และตอบคําถามในชุดฝก ทีแ่ จกให ผลการใชพบวา ในระยะแรก ๆ นกั เรยี นยังไมเขาใจชุดฝก ผูสอน
ตองอธิบายใหเขาใจในชุดฝกตอมา นักเรียนสามารถทําตอบชุดฝกไดดีขึ้น กรณีศึกษาบางเร่ืองเปน
เรื่องไกลตวั นกั เรียน ไมอ าจตอบคําถามไดดี ผสู อนตอ งคอยกระตุน ผูเรยี นเสมอ

2. การพัฒนาทักษะการคิดวิจารณญาณ ผูวิจัยไดใชชุดฝกจํานวน 5 ชุด เพ่ือหาทักษะ
การคิดวิจารณญาณของนักเรียน หลงั จากการใชช ุดฝก พบวา โดยรวมอยใู นระดับดี มีคาเฉลย่ี เทากับ
3.29 นักเรียนมีทักษะการตระหนักถึงปญหา ทักษะการพยากรณผลลัพธท่ีอาจเปนไปไดในอนาคต
และทักษะการเลือกการตัดสินในนําไปใชอยูในระดับดีมากมีคาเฉลี่ยเทากับ 3.62, 3.59 และ 3.50
ตามลาํ ดบั

วนดิ า เก้อื แกว (2546 : บทคัดยอ ) ไดศกึ ษาความคดิ สรา งสรรคของเด็กทีม่ ีความสามารถ
พเิ ศษระดับปฐมวยั จากการใชช ดุ ฝก ความคดิ วตั ถุประสงค 1) เพือ่ ศึกษาความสามารถคิดสรางสรรค
ของเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับปฐมวัยของเด็กท่ีมีความสามารถพิเศษระดับปฐมวัยกอนและ
หลังการใชชุดฝกความคิดสรางสรรค และ 2) เพ่ือเปรียบเทียบความคิดสรางสรรคของเด็กท่ีมี
ความสามารถพิเศษระดับปฐมวัยกอนและหลังการใชชุดฝกความคิดสรางสรรค กลุมตัวอยางที่ใช
ในการศึกษาเปนนักเรียนท่ีมีความสามารถพิเศษระดับปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลคหกรรม
ศาสตรเกษตร ภาควิชาคหกรรมศาสตร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ภาคเรียน ท่ี 2 ป
การศึกษา 2545 จํานวน 30 คน ระยะเวลาในการทดลองรวมทั้งสิ้น 6 สัปดาห เคร่ืองมือท่ีใชในการ
วิจัย คือ ชุดฝกความคิดสรางสรรค แบบทดสอบความคิดสรางสรรคจากผลการวาดภาพ (TCT-DP)
การวิเคราะหขอมูลใชสถิติ มัธยฐาน คาความเบ่ียงเบนควอทล และสถิติตรวจสอบสมมติฐานเพื่อ
เปรียบเทียบความคิดสรางสรรคกอนและหลังการทดลองใชสถิติ Wilcoxon Matched Pairs Signed-
Ranks Test ผลการวจิ ัยพบวา

1. ความสามารถคิดสรางสรรคของเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับปฐมวัยหลังใช
ชดุ ฝกความคิดสงู ขน้ึ อยา งมนี ยั สาํ คัญทางสถติ ทิ ่รี ะดบั ปานกลาง

60

2. ความสามารถคดิ สรา งสรรคของเดก็ ท่ีมีความสามารถพิเศษระดับปฐมวัยแตละกลุม
หลังใชช ุดฝก ความคิดสรางสรรคส ูงข้ึนอยา งมนี ัยสําคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั 0.05

ศิริพร กอนวงศ (2548 : บทคัดยอ) ไดสรางชุดฝกทักษะการอานเพื่อความเขาใจ /
แผนภาพโครงเรื่อง / นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1 วัตถุประสงคเพื่อสรางชุดฝกทักษะการอานเพื่อ
ความเขาใจโดยใชแผนภาพโครงเรื่อง สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 1 ตามเกณฑมาตรฐาน
80/80กลุมตัวอยางท่ีใชในการวิจัยเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1/2 ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา
2547โรงเรียนตาพระยา จังหวัดสระแกว จํานวน 40 คน ซ่ึงไดมาจากการสุมแบบเจาะจง เคร่ืองมือ
ท่ีใชในการวิจัย คือ ชุดฝกทักษะการอานเพื่อความเขาใจ / แผนภาพโครงเร่ือง / นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที่ 1 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คาเฉลี่ยและสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบวา ชุดฝกทักษะการอานเพ่ือความเขาใจโดยใชแผนภาพโครงเรื่อง สําหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ท่ีสรางขึ้นมีประสิทธิภาพ 87.50/85.00 ซ่ึงสูงกวาเกณฑมาตรฐาน 80/80
ท่กี าํ หนดไว

มณีวรรณ วริทุม (2546 : บทคัดยอ) ไดพัฒนาชุดฝกทักษะการอานภาษาไทยเพ่ือ
จับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4 วัตถุประสงคเพื่อพัฒนาชุดฝกทักษะการอาน
ภาษาไทยเพื่อจับใจความของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80
และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอานภาษาไทยเพื่อจับใจความกอนและหลังเรียน ดวยชุดฝก
ทักษะการอานภาษาไทยเพ่ือจับใจความของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 กลุมตัวอยางที่ใชใน
การวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4 ปการศึกษา 2544 โรงเรียนบานโพนเมืองนอย
อําเภอหัวตะพาน จังหวัดอํานาจเจริญจํานวน 32 คน ไดมาโดยการสุมอยางงาย เคร่ืองมือที่ใชใน
การวิจัยประกอบดวย ทักษะการอานภาษาไทยเพื่อจับใจความของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอานภาษาไทยเพื่อจับใจความ สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล
ไดแ ก คาเฉลี่ย สว นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการทดสอบคาที (t-test) ผลการวิจยั พบวา

1. ชุดฝกทักษะการอานภาษาไทยเพื่อจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4
มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑมาตรฐาน 80/80

2. ผลสัมฤทธ์ิทางการอานภาษาไทยเพ่ือจับใจความ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปท ี่ 4 หลังเรียนดวยชดุ ฝกทกั ษะสูงกวากอนเรยี น อยางมนี ยั สําคัญทางสถิติท่รี ะดบั .01

งานวิจยั ตา งประเทศทเ่ี กี่ยวขอ งกบั ชดุ ฝก
จากการศึกษาผลงานวิจัยคนพบวางานวิจัยท่ีเกี่ยวกับชุดฝกในวิชาสังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรมนั้นมีจํานวนนอย ผูวิจัยจงึ ไดส งั เคราะหงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ งกบั ชุดฝกดังน้ี

61

บอนเนท และคีน (Bonnet and Keen 1996, อางถึงใน บงกชกร ทับเที่ยง 2546 : 39) ได
จัดทําแบบฝกการพัฒนาโครงงานวิทยาศาสตร จากมุมมองที่สําคัญวา วิทยาศาสตรควรจะ
สนุกสนานนาสนใจและกระตุนใหเกิดความคิด จึงจัดสรางกิจกรรมจํานวน 60 กิจกรรม ที่ใช
สงเสริมการทําโครงงานวิทยาศาสตรเกี่ยวกับสิ่งแวดลอม ชวยพัฒนาทักษะการจําแนกประเภท
ทักษะการสังเกต ฝกคิด และบันทึกขอมูล ผลการใชพบวากิจกรรมตางๆ ชวยพัฒนาใหนักเรียนเกิด
ความเขา ใจและพัฒนาขอมูลทคี่ นควา ได จนกลายเปน หลกั การทางวิทยาศาสตรไ ด

แวน คลีฟ (Van cleave : 1996) ไดจัดทําแบบฝกเพื่อสงเสริมการทําโครงการ
วิทยาศาสตรในสาขาภูมิศาสตร มีกิจกรรม 20 กิจกรรม ซึ่งเสนอแนวทางหรือแนวความคิดใหกับ
นักเรียนในลกั ษณะท่ีเปนปญหาที่สามารถแกไขได ฝกใหนักเรียนออกแบบการทดลอง คนควาและ
บันทึกขอมูลท่ีมีความสัมพันธกับปญหาและสรางขอมูลเพ่ือคนหาคําตอบใหกับปญหา ผลการใช
กจิ กรรมทงั้ 20 กจิ กรรมพบวา ทําใหน กั เรียนไดฝกคดิ แกป ญ หาและสามารถแกป ญหาไดด ีขน้ึ

งานวิจัยในประเทศท่เี กี่ยวของกับทกั ษะการคิดแกปญ หา
จากการศึกษาผลงานวิจัยคนพบวางานวิจัยท่ีเกี่ยวกับชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา
เกี่ยวกับวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมมีจํานวนนอย ผูวิจัยจึงไดสังเคราะหงานวิจัย
ที่เกีย่ วของกับชุดฝกทักษะการคดิ แกป ญหาดงั นี้

พิมใจ อุทิศ (2538 : บทคัดยอ) ไดศึกษาผลการใชชุดฝกสมรรถภาพดานกระบวนการ
แกปญหา สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 5 วัตถุประสงคเพื่อ 1) สรางชุดฝกสมรรถภาพ
ดานกระบวนการแกปญหา สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 5 2) เปรียบเทียบสมรรถภาพ
ดา นกระบวนการแกป ญหากอนและหลังเรียนของนกั เรียนกลมุ ทดลองทเ่ี รยี นโดยชุดฝกสมรรถภาพ
ดานกระบวนการแกปญหา และ 3) เปรียบเทียบสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหาหลังเรียน
ของกลุมทดลองท่ีเรียนโดยใชชุดฝกสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหากับกลุมควบคุมท่ีเรียน
ตามปกติ กลุมตัวอยางในการทดลองเปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา
2538 ของโรงเรียนบานปาซาง จังหวัดเชียงราย จํานวน 60 คน เครื่องมือท่ีใชในการวิจัย ไดแก
ชุดฝกสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหา สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 5 และ
แบบทดสอบวัดสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหา สถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูลไดแก
คา เฉลี่ย สว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบคาที (t-test) ผลการวิจัยพบวา

1. ชุดฝกสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหา สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปที่ 5 เปนชุดฝกที่มุงฝกสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหา มีประสิทธิภาพตามเกณฑที่กําหนด
ไว

62

2. ผลการเปรียบเทียบสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหากอนและหลังเรียนของ
นักเรียนกลุมทดลองที่เรียนโดยชุดฝกสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหา สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท ่ี 5 แตกตางกันอยางมนี ยั สําคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .01

3. ผลการเปรียบเทียบสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหาหลังเรียนของกลุม
ทดลองท่ีเรียนโดยใชชุดฝกสมรรถภาพดานกระบวนการแกปญหากับกลุมควบคุมท่ีเรียนตามปกติ
พบวา แตกตางกนั อยางมีนัยสําคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .01

บุญสุพร เพ็งทา (2544 : บทคัดยอ) ไดศึกษาความสามารถในการคิดแกปญหาของเด็ก
ปฐมวัยที่ไดรับการจัดประสบการณตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสตและการจัดประสบการตามปกติ
วัตถุประสงคเพื่อ 1) ศึกษาระดับความสามารถในการคิดแกปญหาของเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัด
ประสบการณตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสตและการจัดประสบการตามปกติ 2) เปรียบเทียบ
ความสามารถในการคิดแกปญหาของเด็กปฐมวัยท่ีไดรับการจัดประสบการณตามแนวคิด
คอนสตรัคติวิสตและการจัดประสบการตามปกติ และ 3) ศึกษาพฤติกรรมความรวมมือในการคิด
แกปญหาของเด็กปฐมวัยท่ีไดรับการจัดประสบการณตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต ตัวอยางที่ใชใน
การวิจัยประกอบดวย กลุมทดลอง 1 กลุม และกลุมควบคุม 1 กลุม คือ เด็กอนุบาลช้ันปท่ี 2
ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2544 โรงเรียนอนุบาลนครปฐม จํานวนหองเรียนละ 30 คน รวมท้ังสิ้น
60 คน เครื่องมือท่ีใชในการวิจัยคือ แผนการจัดประสบการตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต
แผนการจัดประสบการณตามปกติ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดแกปญหา สถิติท่ีใชใน
การวิเคราะหขอมูลไดแก คาเฉล่ีย สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน การทดสอบคาที (t-test) และ
การวเิ คราะหเนอื้ หา (Content Analysis) ผลการวจิ ัยพบวา

1. ระดับความสามารถในการคิดคิดแกปญหาของเด็กปฐมวัยท่ีไดรับการจัด
ประสบการณตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสตอยูในระดับดีมากและเด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัด
ประสบการณต ามปกตอิ ยใู นระดบั ปานกลาง

2. ผลความสามารถในการคิดแกปญหาของเด็กปฐมวัยท่ีไดรับการจัดประสบการณ
ตามแนวคดิ คอนสตรัคตวิ ิสตแ ละการจดั การประสบการณตามปกติ แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติท่ีระดับ .05 โดยการจัดประสบการณตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสตทําใหความสามารถใน
การคดิ แกป ญหาของเดก็ ปฐมวัยสูงกวา การจัดประสบการณต ามปกติ

3. เด็กปฐมวัยท่ีไดรับการจัดประสบการณตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต มีพฤติกรรม
ความรว มมอื ในการคิดแกป ญหาและการทํางานรว มกนั

63

ยุรวัฒน คลายมงคง (2545 : บทคัดยอ) ไดพัฒนากระบวนการเรียนการสอนโดย
การประยุกตแนวคิดการใชปญหาเปนหลักในการเรียนรูเพ่ือสรางเสริมสมรรถภาพทางคณิตศาสตร
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 5 ท่ีมีความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร วัตถุประสงคเพื่อพัฒนา
กระบวนการเรียนการสอนโดยการประยุกตแนวคิดการใชปญหาเปนหลักในการเรียนรูเพื่อสราง
เสริมสมรรถภาพทางคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ท่ีมีความสามารถพิเศษทาง
คณิตศาสตร การดําเนินการวิจัยแบงออกเปน 2 ขั้นตอนคือ ข้ันตอนแรกเปนการวิจัยเพื่อพัฒนา
กระบวนการเรียนการสอน โดยการประยุกตแนวคิดการใชปญหาเปนหลักในการเรียนรู เพื่อ
เสริมสรางสมรรถภาพทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 5 ที่มีความสามารถพิเศษ
ทางคณิตศาสตร ข้ันตอนท่ีสองเปนการวิจัยกึ่งทดลองเพ่ือทดสอบกระบวนการเรียนการสอนท่ี
พัฒนาขึ้น กลมุ ตวั อยา งทีใ่ ชในการทดลองคอื นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที่ 5 ท่มี ีความสามารถพเิ ศษ
ทางคณิตศาสตร โรงเรียนพญาไท ปการศึกษา 2545 จํานวน 15 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย
ประกอบดวย แบบเสนอชื่อโดยครู แบบทดสอบวัดความสามารถทางคณิตศาสตร แบบทดสอบ
สมรรถภาพทางคณติ ศาสตร วิเคราะหข อมูลโดยการวิเคราะหค า t ผลการวิจัยพบวา

1. กระบวนการเรียนการสอนโดยการประยุกตแนวคิดการใชปญหาเปนหลักใน
การเรียนรูเพ่ือสรางเสริมสมรรถภาพทางคณิตศาสตร ประกอบดวย 7 ข้ันตอน คือ 1) เตรียมปญหา
2) สรางความเช่ือมโยงสูปญหา 3) สรางกรอบของการศึกษา 4) ศึกษาคนควาโดยกลุมยอย
5) ตัดสนิ ใจหาทางแกป ญหา 6) สรา งผลงาน และ 7) ประเมินผลการเรียนรู

2. ผลการทดลองใชกระบวนการเรียนการสอนพบวา กระบวนการเรียนการสอนท่ี
พฒั นาข้นึ สามารถพัฒนาทักษะแกปญหาและทักษะการเช่ือมโยงใหเพิ่มสูงข้ึนกวาเกณฑ 20% ของ
คะแนนเต็มอยางมนี ยั สําคญั ทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .05

อุมาพร รังสิยานนท (2546 : บทคัดยอ) ไดทําการศึกษาความสามารถในการคิด
สรางสรรคและคิดแกปญหาของเด็กที่มีความสามารถพิเศษดานคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปท่ี 5
จากการใชชุดฝกความคิดแกปญหาเชิงสรางสรรค วัตถุประสงคเพ่ือเปรียบเทียบความสามารถใน
การคดิ สรา งสรรคและคิดแกป ญ หาของเดก็ ที่มีความสามารถพิเศษดานคณิตศาสตรช้ันประถมศึกษา
ปท่ี 5 ระหวางกอนและหลังใชชุดฝกความคิดแกปญหาเชิงสรางสรรค กลุมตัวอยางท่ีใชใน
การศึกษาเปนนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษดานคณิตศาสตร ช้ันประถมศึกษาปที่ 5 โรงเรียน
อสั สมั ชญั แผนกประถม ในภาคเรียนที่ 2 ปการศกึ ษา 2545 จํานวน 30 คน เคร่ืองมือท่ีใชในการวิจัย
คอื แบบทดสอบความสามารถในการคิดสรางสรรคจากผลการวาดภาพ TCT-DP และแบบทดสอบ
การแกปญหา การวิเคราะหขอมูลใชสถิติ คาเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที
(t-test) ผลการวิจัยพบวา ความสามารถในการคิดสรางสรรคและคิดแกปญหาของเด็กท่ีมี

64

ความสามารถพิเศษดานคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 หลังใชชุดฝกความคิดแกปญหาเชิง
สรางสรรคเ พิม่ สงู ขน้ึ อยา งมีนัยสาํ คัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.05

สุภาพร สายสวาท (2548 : บทคัดยอ) ไดพัฒนาความสามารถในการคิดแกปญหาของ
เด็กปฐมวัย โดยการจัดประสบการณแบบใชปญหาเปนหลัก วัตถุประสงคของการวิจัยเพ่ือ
1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณแบบใชปญหาเปนหลัก ใหมี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแกปญหาของเด็กปฐมวัย กอน
และหลังไดรับการจัดประสบการณแบบใชปญหาเปนหลัก กลุมตัวอยางคือ นักเรียนชั้นอนุบาล
ท่ี 2/1 ภาคเรยี นท่ี 1ปการศึกษา 2548 โรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี สังกดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษา
กาญจนบุรี เขต 1 อําเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จํานวน 29 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัย
ประกอบดวย 1) แผนการจากประสบการณแบบใชปญหาเปนหลัก และ 2) แบบทดสอบวัด
ความสามารถในการแกปญหา สถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูล คือคาเฉลี่ย สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
และการทดสอบคา (t-test ) แบบ Dependent ผลการวจิ ยั พบวา

1. แผนการจัดประสบการณแบบใชปญหาเปนหลักของเด็กปฐมวัยมี 8 แผนมีคา
ประสิทธิภาพเทา กับ 80.38/84.05

2. ความสามารถในการแกปญหาของเด็กปฐมวัย โดยการจัดประสบการณแบบใช
ปญหาเปนหลัก กอนและหลังไดรับการจัดประสบการณมีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทาง
สถติ ิทีร่ ะดับ .001

งานวิจยั ตา งประเทศที่เก่ยี วของกบั ทักษะการคดิ แกป ญ หา
ชอว (Shaw 1987 : 5227-A) ไดศึกษาวิธีการฝกกระบวนการวิทยาศาสตรและสังคม
ศึกษา โดยในการศึกษาคร้ังน้ี ชอว กําหนดใหกระบวนทางวิทยาศาสตรเปนทักษะการแกปญหา
กลุมทดลอง ใชเวลาในการฝกกระบวนการแกปญหาทางวิทยาศาสตร 24 สัปดาห กลุมควบคุม
ไมฝกกระบวนการแกปญหา ผลปรากฏวา กลุมทดลองมีคะแนนทักษะการแกปญหาทาง
วิทยาศาสตร และสังคมศึกษาสูงข้ึนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ เปนการแสดงวา ทักษะการแกปญหา
สามารถสอนไดโ ดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร และทกั ษะกระบวนการดงั กลาวสามารถถา ยทอด
ไปยงั วิชาสงั คมศึกษาได

ฮารท (Hart 1993 : 169) ไดศึกษาเกี่ยวกับการคิดแกปญหา โดยใชกระบวนการเรียน
แบบรว มมอื กัน พบวา องคป ระกอบท่ีชวยใหนักเรยี นสามารถแกป ญ หาไดด ี 3 ประการ คือ 1) ความ
รวมมือกันในกลุม 2) ความชวยเหลือกันในกลุม และ 3) ปทัสถานทางสังคมในกลุมยอย ฮารท
พบวา องคประกอบที่ขัดขวางพฤติกรรมในการแกปญหามี 4 ประการ คือ 1) ขาดประสบการณใน

65

การแกปญหา 2) มีขอจาํ กดั เกยี่ วกบั การแกปญ หา 3) ขาดการติดตามหรือการวางระบบความคิด และ
4) เชอื่ วาไมป ระสบความสาํ เรจ็

เชพเฟริด (Sheperd 1988 : 59-03A) ศึกษาผลการเรียนรูโดยใชปญหาเปนหลักตอทักษะ
การคิดวิจารณญาณของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 พบวา
การเรียนโดยใชปญหาเปนหลักชวยพัฒนาคิดวิจารณญาณไดและชวยพัฒนาทัศนคติตอ
การแกปญหา

พรีเดอรเซน (Predersen 2000 : 61-80A) ศึกษาผลของเครื่องมือชวยใหคําแนะนํา
(Hypermedia expert tool) ในการเรียนโดยใชปญหาเปนหลักกับการใชตัวอยางงาน พบวา นักเรียน
ที่เรียนโดยใชปญหาเปนหลักมีความสามารถในการแกปญหาสูงกวานักเรียนท่ีเรียนโดยใชตัวอยาง
งาน

งานวิจัยในประเทศทเี่ กยี่ วขอ งกับเทคนคิ หมวก 6 ใบ
จากการศึกษาผลงานวิจัยคนพบวางานวิจัยที่เก่ียวกับเทคนิคหมวก 6 ใบ ที่ใชใน
การจัดการเรยี นรใู นวิชาสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมน้ันมีจํานวนนอย ผูวิจัยจึงไดสังเคราะห
งานวิจัยทีเ่ ก่ยี วของกบั เทคนคิ หมวก 6 ใบ ดังนี้

สุนันทา สายวงค (2544 : บทคัดยอ) ไดศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดอยาง
มีวิจารณญาณของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษาดวยการสอนโดยใชเทคนิค
การคิดแบบหมวกหกใบและการสอนแบบซินดิเคท วัตถุประสงคเพื่อ ศึกษาผลการเรียนรูและ
การคิดอยางมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษาดวยการสอน
โดยใชเทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ และการสอนแบบซินดิเคท กลุมตัวอยางเปนนักเรียน
จํานวน 70 คน แบงเปนกลุมทดลอง 35 คนและกลุมควบคุม 35 คน เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัย คือ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา และแบบทดสอบการคิดแบบมี
วิจารณญาณ วิเคราะหขอมูลโดยใช t-test ในรูปผลตางของคะแนน (Difference score) ผลการวิจัย
พบวา กลุมทดลองและกลุมควบคุมมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและการคิดอยางมีวิจารณญาณ
แตกตางกันอยา งมีนัยสําคัญทางสถติ ิที่ระดบั .01

สกุ ัญญา ชาญพนา (2545 : บทคัดยอ) ไดพัฒนาแบบวัดการคิดวิจารณญาณตามแนวคิด
ของเดอ โบโน สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1 วัตถุประสงคเพื่อพัฒนาแบบวัดการคิด
วิจารณญาณตามแนวคิดของเดอ โบโน และหาคณุ ภาพของแบบวัดการคดิ วจิ ารณญาณท่ีสรา งข้ึนใน
ดานความตรง ความเท่ียงและสรางปกติวิสัยแบบเปอรเซ็นไทล กลุมตัวอยางเปนนักเรียนช้ัน

66

มัธยมศึกษาปที่ 1 ปการศึกษา 2544 สังกัดกรมสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร จํานวน 686 คน
เคร่ืองมือท่ีใชในการวิจัย ไดแก แบบวัดการคิดวิจารณญาณมีลักษณะอัตนัยประยุกต (MEQ) สราง
โดยใชแนวคดิ หมวก 6 ใบของเดอ โบโน สถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูล คือคาเฉลี่ย สวนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน คาดัชนีวัดความกลมกลืน (GFI) และคาดัชนีวัดความกลมกลืนท่ีปรับแกแลว (AGFI)
ผลการวิจยั พบวา

1. ความตรงเชิงเน้ือหา ทุกขอกระทงมีคา ดชั นีความสอดคลอ งตัง้ แต 0.67-1.00
2. ความตรงเชิงโครงสรางโดยใชการวิเคราะหองคประกอบเชิงยืนยันอันดับสองดวย
โปรแกรมลิสเรล 8.30 พบวา โมเดลการคดิ วิจารณญาณมีความสอดคลองกบั ขอมลู เชิงประจักษ มีคา
ไค-สแควเทากับ 1407.65 มีองศาอิสระ 1352 มีความนาจะเปนเทากับ 0.14 คาดัชนีความกลมกลืน
(GFI) มีคาเทากับ 0.93 คาดัชนีความกลมกลืนที่ปรับแกแลว (AGFI) มีคาเทากับ 0.92และคาดัชนี
รากกําลังสองเฉลยี่ ของเศษ (RMR) มีคา เทากับ 0.033
3. ความเทีย่ งของแบบวัดการคิดวิจารณญาณ โดยใชสัมประสิทธอัลฟาของครอนบาค
มคี า เทา กับ 0.83
4. มคี วามเปน ปรนยั ในการตรวจ โดยหาคาสัมประสิทธ์สิ หสัมพนั ธของผตู รวจ 3 ทาน
จําแนกเปนแตละสถานการณ คา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธมีคาตั้งแต 0.538-0.844 มีนัยสําคัญท่ีระดับ
0.01

บญุ ทวิ า สิรชิ ยานกุ ุล (2546 : บทคัดยอ) ไดศึกษาผลการใชกระบวนการพัฒนาความคิด
ของ เดอโบโนในการสอนวรรณคดีไทย สําหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาตอนตน วัตถุประสงคเพ่ือ
ศึกษาพัฒนาการทางดา นกระบวนการคิดตามกระบวนการพฒั นาความคิดของ เดอ โบโน ประชากร
ที่ใชในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 ปการศึกษา 2545 โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม
สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน อําเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จํานวน 44 คน
เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัย ไดแก แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จํานวน 6 แผน ตาม
กระบวนการพัฒนาความคิดของเดอ โบโน และแบบทดสอบวัดความคิด สถิติที่ใชในการวิเคราะห
ขอมูล คือคา เฉล่ีย สวนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และการทดสอบคา t แบบกลุมสัมพันธ ผลการวิจัยพบวา
นักเรียนที่ไดรับการสอนตามกระบวนการพัฒนาความคิดของ เดอ โบโน มีพัฒนาการทางดาน
กระบวนการคิดสูงกวากอ นเรยี นอยางมนี ยั สําคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .01

ปยวรรณ สันชุมศรี (2547 : บทคัดยอ) ไดเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิง
เหตุผลของเด็กปฐมวัยท่ีไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวของเดอโบโนและการจัดกิจกรรม
การเรียนรูแบบปกติ วัตถุประสงคเพ่ือไดเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลของเด็ก

67

ปฐมวัยท่ีไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวของ เดอ โบโนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู
แบบปกติ กลุมตัวอยางท่ีใชในการศึกษาเปนเด็กนักเรียนชาย-หญิงอายุ 5-6 ป กําลังศึกษาอยูในช้ัน
อนุบาลปที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2546 โรงเรียนวิชากร สังกัดสํานักงานการศึกษา
กรุงเทพมหานคร เครื่องมือท่ีใชในการวิจัยคือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวคิดของ เดอ
โบโน แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบปกติ และแบบทดสอบการคิดเชิงเหตุผล วิเคราะหขอมูล
โดยใชสถิติ t-test แบบ Dependent และ t-test แบบ Independent ในรูปแบบ Difference Scores
ผลการวิจัยพบวา

1. เด็กปฐมวัยท่ีไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวคิดของ เดอ โบโน
มีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลหลังการทดลองสูงกวากอนทดลองอยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .01

2. เด็กปฐมวยั ท่ไี ดร บั การจัดกิจกรรมการเรียนรแู บบปกตมิ ีความสามารถในการคิดเชิง
เหตุผลหลังการทดลองสูงกวาทดลองอยา งมนี ยั สําคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .01

3. เด็กปฐมวัยท่ีไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวคิดของ เดอ โบโน และ
การจดั กิจกรรมการเรียนรูแ บบปกติมีความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลหลังการทดลองแตกตางกัน
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยกลุมท่ีไดรับการจัดกิจกรรมการเรียนรูตามแนวคิดของ
เดอ โบโน มคี า เฉล่ยี ความสามารถในการคดิ เชงิ เหตุผลสงู กวากลมุ ทไี่ ดรับการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู
แบบปกติ

นารี เจนสารกิ ร (2547 : บทคัดยอ) ไดศกึ ษาผลการสอนโดยใชกิจกรรมหมวกคิดหกใบ
ของ เดอ โบโน ท่ีมีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา และความสามารถในการคิดอยางมี
วิจารณญาณของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาชั้นปท่ี 1 วัตถุประสงคในการวิจัย เพ่ือเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 ท่ีใชวิธีสอนโดยใช
กิจกรรมหมวกคิดหกใบของ เดอ โบโน กบั การสอนตามปกติ และเพอื่ เปรียบเทียบความสามารถใน
การคิดอยางมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1 ท่ีไดรับการสอนโดยใชกิจกรรมหมวก
คิดหกใบของเดอ โบโนกับการสอนตามปกติ กลุมตัวอยางเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 1
โรงเรียนหันคาวิทยาคม จังหวัดชัยนาท ภาคเรียนท่ีสอง ปการศึกษา 2547 จํานวน 60 คน จําแนก
เปนกลมุ ทดลอง 30 คน กลมุ ควบคุม 30 คน เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัยไดแก แผนการจัดการเรียนรูที่
สอนโดยใชกิจกรรหมวกคิดหกใบ ของ เดอโบโน แผนการจัดการเรียนรูที่ใชวิธีการสอนแบบปกติ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจํานวน 30 ขอ และแบบวัดความสามารถอยางมี
วิจารณญาณจํานวน 30 ขอ สถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คาเฉลี่ย สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
และคา ทดสอบ t-test แบบ Independent ผลการวจิ ัยพบวา

68

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนที่ใชการสอนโดยใชกิจกรรม
หมวกคิดหกใบของเดอ โบโน หลังเรียนสูงกวาการสอนตามปกติ อยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีสําคัญ
ที่ระดับ .05

2. ความสามารถในการคิดอยางมีวิจารณญาณของนักเรียนที่ไดรับการสอนอยางโดย
ใชกิจกรรมหมวกคิดหกใบ ของ เดอโบโน หลังเรียนสูงกวาการสอนตามปกติอยางมีนัยสําคัญทาง
สถติ ทิ สี่ ําคญั ทร่ี ะดับ .05

คชาภรณ คลังชํานาญ (2547 : บทคัดยอ) ไดศึกษาผลของการสอนคิดโดยใชเทคนิค
หมวกหกใบดวยวิธีสอนตางกัน ท่ีมีตอการคิดมีวิจารณญาณของนักเรียนชวงช้ันที่ 3 วัตถุประสงค
ในการวิจัย 1) เพื่อศึกษาผลการคิดวิจารณญาณของนักเรียนชวงชั้นที่ 3 จากการสอนคิดดวยเทคนิค
หมวกหกใบ และ 2) เพ่ือเปรียบเทียบผลการคดิ วจิ ารณญาณของนักเรยี นชว งชนั้ ท่ี 3 จากการสอนคิด
ดวยเทคนิคหมวกหกใบ โดยใชวิธีสอนคิดตางกันไดแก แบบเดียวและแบบเรียงลําดับ กลุมตัวอยาง
ท่ีใชในการวิจัยเปนนักเรียนชวงช้ันท่ี 1-3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยชัยภูมิ สํานักงาน
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนท่ีสอง ปการศึกษา 2546 จํานวน 60 คน
แบงเปนกลมุ ทดลอง 2 กลมุ กลุมละ 30 คน ซึ่งกลุมทดลองท่ีหนึ่งเรียนดวยเทคนิคหมวกหกใบแบบ
เดียว และกลมุ ทส่ี องเรยี นดว ยเทคนคิ หมวกหกใบแบบเรียงลําดับ โดยใชการสุมตัวอยางแบบช้ันภูมิ
(Stratified Random Sampling) เครื่องมือท่ีใชในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรูตามแนวคิด
เทคนิคหมวกหกใบ (แบบเดียวและแบบเรียงลําดับ) และแบบทดสอบการคิดแบบวิจารณญาณ
วิเคราะหขอมูลดว ยแบบทดสอบคา t-test ผลการวจิ ยั พบวา

1. ผลการคิดวิจารณญาณจากการทําแบบทดสอบหลังเรียนสูงกวาผลการทดสอบกอน
เรยี นอยางมนี ยั สําคญั ทางสถิตทิ ่ี .05

2. ผลการคิดวิจารณญาณของนักเรียนชวงช้ันที่ 3 จากการสอนคิดดวยเทคนิคหมวก
หกใบของนกั เรียนชว งชัน้ ท่ี 3 ไมแ ตกตางกนั

งานวจิ ยั ในตา งประเทศท่ีเก่ยี วของกบั เทคนคิ หมวก 6 ใบ
ลูไสต (Lustie 1998 : 59-08A) ไดศ ึกษาเปรียบเทยี บระหวางการคิดอยา งสรางสรรคและ
คิดอยางมีเหตุผลของนักเรียน โดยใชยุทธศาสตรการคิด 6 แบบที่ออกแบบมาเพ่ือใชกับนักเรียน
เกรด 8 จํานวน 50 คน โดยมอบหมายงานให 4 ชิ้นงาน ใชระยะเวลา 10 สัปดาหและใหนักเรียน
อีกกลุมจํานวน 5 คน เรียนแบปกติ พบวา นักเรียนท่ีเรียนดวย 6 ยุทธศาสตรการคิดที่ออกแบบ
มาชว ยใหน กั เรยี นคดิ อยางสรา งสรรคและอยา งมเี หตุผลมากกวา นกั เรยี นทเ่ี รียนแบบปกติ

69

สรปุ

จากการศึกษาหลักสูตรสถานศึกษากลุมสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชุดฝก
ทักษะการคิดแกปญหา เทคนิคหมวก 6 ใบ ของ เดอ โบโน (De Bono) และผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ
กับการพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
สําหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 4 น้ันพบวาการใชชุดฝกชวยพัฒนาผลการเรียนรู พัฒนาทักษะ
ในการคิด และการใชภาษาไดเปนอยางดี ประกอบกับการนําเทคนิคหมวก 6 ใบ ของ เดอ โบโน
(De Bono) ชวยพัฒนาทักษะการคิดแกปญหาของนักเรียนได เพราะการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค
หมวก 6 ใบนั้น สามารถชวยพัฒนาทักษะการคิดแกปญหาของนักเรียนไดเปนอยางดี เพราะเปน
กิจกรรมที่งายไมสับสอน โดยใชสีหมวกเปนสัญลักษณของการคิดในแตละดาน มีรูปแบบการคิด
อยางมีแบบแผนท่ีนําไปสูการแกปญหาและการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพ ดังน้ันการพัฒนาชุดฝก
เรื่อง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ น้ันสามารถชวยพัฒนาผลการเรียนรูและทักษะ
การคิดแกปญหาไดเปนอยางดี และชุดฝกยังชวยใหค รูประหยัดเวลาและแรงงาน ชวยใหครูมองเห็น
ชุดเดนและปญหาตาง ๆ ของนักเรียนไดอยางชัดเจนซ่ึงครูสามารถดําเนินการปรับปรุงแกไขปญหา
เหลา นั้นไดทนั ทวงที นอกจากน้ันยังชว ยใหการเรียนรูมีประสทิ ธภิ าพมากย่ิงข้ึน

บทท่ี 3

วิธีดําเนนิ การวิจยั

การวิจัย เร่ือง การพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวย
เทคนิคหมวก 6 ใบ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4 เปนการวิจัยและพัฒนา (Research &
Development) โดยมีนักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพที่ 178 ตําบลดอนคลัง อําเภอ
ดําเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ สํานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาราชบุรี เขต 2 จํานวน 30 คนเปนหนวยวิเคราะห (Unit of Analysis) ซ่ึงมี
รายละเอียดและขนั้ ตอนในการดาํ เนนิ การดังตอ ไปนี้

ขั้นตอนท่ี 1 การวิจัย (Research) การศึกษาขอมูลพ้ืนฐานเก่ียวกับการพัฒนาชุดฝก
ทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปท่ี 4

ข้นั ตอนท่ี 2 การพัฒนา (Development) การพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝก
ทักษะการคิดแกปญหา รวมถึงการพัฒนาเคร่ืองมือท่ีใชในการวิจัย เรื่อง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวย
เทคนิคหมวก 6 ใบ สาํ หรบั นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที่ 4

ข้ันตอนท่ี 3 การวิจัย (Research) การนําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาไปทดลองใชจริง
และศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการจัดการเรียนรูโดยใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา
เรือ่ ง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ สําหรบั นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที่ 4

ขน้ั ตอนท่ี 4 การพัฒนา (Development) การประเมินและปรับปรุงชุดฝกทักษะการคิด
แกป ญหา เร่ือง สรรพสง่ิ ในธรรมชาติ ดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ

ขอบเขตทใี่ ชใ นการวจิ ยั
ขอบเขตในการวจิ ยั ครงั้ นป้ี ระกอบดวย ประชากร ตวั แปรท่ศี ึกษา เน้ือหา ระยะเวลาท่ีใช

ในการทดลอง ดังตอ ไปนี้

1. ประชากรและกลมุ ตวั อยา ง
1.1 ประชากร
ประชากรทใี่ ชใ นการวิจยั ไดแ ก นักเรียนระดบั ประถมศกึ ษาปท ี่ 4/1-4/2

โรงเรียนชมุ ชนวัดดอนคลงั มติ รภาพท่ี 178 ตําบลดอนคลงั อาํ เภอดาํ เนินสะดวก จังหวดั ราชบรุ ี

70

71

สงั กัดสาํ นักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ สํานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาราชบุรี เขต 2
จํานวน 2 หอ งเรยี น มนี ักเรยี นจํานวน 58 คน กาํ ลังศกึ ษาในภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศึกษา 2550

1.2 กลมุ ตวั อยาง
กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยไดแก นักเรียนระดับประถมศึกษาปที่ 4/1

โรงเรียนชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพท่ี 178 ตําบลดอนคลัง อําเภอดําเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
สังกัดสาํ นักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง ชาติ สํานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาราชบุรี เขต 2
ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2550 จํานวน 1 หองเรียนมีนักเรียนจํานวน 30 คน ซึ่งไดมาจากการสุม
อยางเจาะจง (Purposive Sampling) เน่ืองจากโรงเรียนชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพท่ี178 มีนักเรียน
ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 4 เพียง 2 หองเรียน นักเรียนในหองประถมศึกษาปท่ี 4 /1 มีจํานวน
30 คน สวนหอ งนักเรยี นในหอ งประถมศึกษาปท ่ี 4/2 มีจาํ นวนนอ ยกวา คอื 28 คน

2. ตวั แปรที่ศึกษา
ตวั แปรตน การจัดการเรยี นรูโดยใชชุดฝก ทักษะการคิดแกป ญ หา เร่ือง สรรพสิ่งใน

ธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ สาํ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4
ตวั แปรตาม คอื
1) ผลการเรียนรูหลังการใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพส่ิงใน

ธรรมชาติ ดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ
2) ทักษะการคิดแกปญหาของนักเรียนหลังการใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา

เรื่อง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ
3) ความคิดเห็นของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 ที่มีตอการจัดการเรียนรูดวย

ชุดฝก ทกั ษะการคดิ แกปญ หา เร่อื ง สรรพสิง่ ในธรรมชาติ ดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ

3. เนอ้ื หา
เนอื้ หาท่ีนาํ มาใชใ นการพัฒนาชุดฝก ทกั ษะการคิดแกป ญหาครั้งนเี้ ปน สว นหนง่ึ ของ

รายวิชา ส 21102 : สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หนวยการเรียนรูที่ 8 เร่ือง สรรพส่ิงใน
ธรรมชาติ

4. ระยะเวลาท่ใี ชในการวจิ ยั
ดําเนินการทดลองใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพสิ่งในธรรมชาติ

ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ แกนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4/1 โรงเรียนชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพท่ี
178 ในภาคเรียนที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2550 ใชเวลาสัปดาหละ 2 ช่ัวโมง จาํ นวน 5 สัปดาห รวมระยะเวลา

72

10 ชั่วโมง และใชในการปฐมนิเทศชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาชุดที่ 1 เร่ือง ปฐมนิเทศการคิดดวย
เทคนคิ หมวก 6 ใบ จํานวน 1 ชัว่ โมง รวม 11 ชวั่ โมง

แบบแผนท่ีใชในการวจิ ัย
การวิจัยคร้ังนี้ผูวิจัยไดกําหนดแบบแผนในการวิจัยแบบกึ่งทดลอง(Pre Experimental

Design) โดยใชแบบกลุมเดียวทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest
Design) (Tuckman 1999 : 160) ซึง่ แสดงเปน แบบแผนการวจิ ัย ดงั น้ี

ตารางท่ี 4 แสดงแบบแผนการวิจัยแบบ Pre Experimental Design (One-Group Pretest-Posttest
Design (Tuckman 1999:160)

ทดสอบกอนเรยี น การทดลอง ทดสอบหลังเรียน

T1 X T2

T1 หมายถงึ ทดสอบกอ นเรียน
X การทดลอง
T2 ทดสอบหลงั เรียน

เครอ่ื งมือที่ใชใ นการวจิ ัย
ในการวจิ ัยคร้งั น้ี ผวู จิ ยั ไดก าํ หนดเครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ดงั น้ี
1. ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ

สําหรับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที่ 4 ซ่ึงมีจาํ นวน 6 ชดุ ไดแก
ชุดฝก ทกั ษะการคดิ แกปญหาท่ี 1 เรื่อง ปฐมนิเทศการคิดดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบ
ชุดฝกทักษะการคดิ แกป ญหาท่ี 2 เร่ือง สภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ
ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาท่ี 3 เรื่อง มลพิษที่มีผลตอทรัพยากรธรรมชาติใน

ทอ งถิ่น
ชุดฝกทกั ษะการคดิ แกปญ หาท่ี 4 เรื่อง การอนุรักษท รพั ยากรธรรมชาตใิ นทอ งถ่นิ
ชดุ ฝก ทักษะการคดิ แกป ญ หาที่ 5 เร่ือง สง่ิ แวดลอ มทางสังคมและวฒั นธรรม
ชดุ ฝก ทกั ษะการคิดแกปญ หาท่ี 6 เรื่อง ประชากรกบั ส่ิงแวดลอม

73

2. แบบทดสอบวัดผลการเรียนรูกอนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) เรื่อง
สรรพสิ่งในธรรมชาติ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ซ่ึงเปนแบบทดสอบปรนัยชนิด
4 ตัวเลือก จํานวน 25 ขอ ซึ่งเปนแบบทดสอบชุดเดียวกันโดยใชการสลับตัวเลือก เพื่อใชวัดผล
การเรยี นรใู นหนวยการเรยี นรทู ี่ 8 เรอื่ ง สรรพสง่ิ ในธรรมชาติ

3. แบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาหลังเรียน (Post-test) สําหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปท่ี 4 โดยแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาที่มีลักษณะเปนแบบทดสอบประเภท
ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จาํ นวน 20 ขอ

4. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง
สรรพสง่ิ ในธรรมชาติ ดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 4

ข้ันตอนการวิจยั
การวิจัยครั้งนี้มีข้ันตอนการพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาประกอบดวยขั้นตอน

ท้ังส้ิน 4 ขั้นตอน ไดแก ข้ันตอนท่ี 1 การวิจัย (Research): การศึกษาขอมูลพ้ืนฐานเก่ียวกับ
การพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา ข้ันตอนที่ 2 การพัฒนา (Development): การพัฒนาและ
หาประสิทธิภาพของชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา รวมถึงการพัฒนาเคร่ืองมือที่ใชในการวิจัย
ขั้นตอนท่ี 3 การวจิ ยั (Research): การนาํ ชุดฝกไปทดลองใชจริงและศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน
ท่ีมีตอการจัดการเรียนรูโดยใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา และขั้นตอนท่ี 4 การพัฒนา
(Development): การประเมนิ และปรับปรุงชดุ ฝก ทักษะการคิดแกปญ หา

ขน้ั ตอนที่ 1การวิจัย (Research) : การศึกษาขอ มูลพื้นฐาน
วัตถปุ ระสงค
เพื่อศึกษาขอมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพส่ิง

ในธรรมชาติ ดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ สาํ หรบั นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 4

วธิ ีดาํ เนินการ
1. ศึกษาและวิเคราะหหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนวัด
ดอนคลังมิตรภาพท่ี 178 กลุมสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ศึกษาเนื้อหาของกลุมสาระ
ภูมิศาสตรเพ่อื กําหนดเนื้อหาทีเ่ หมาะสมตอการพัฒนาชดุ ฝกทักษะการคิดแกปญหา
2. ศึกษาเอกสาร และวิเคราะหขอมูลตาง ๆ ทางการศึกษาท่ีเกี่ยวของกับการพัฒนา
ชุดฝก คือ ความหมายชุดฝก ขั้นตอนในการพัฒนาชุดฝก หลักจิตวิทยาในการพัฒนาชุดฝก หลักใน
การใชชุดฝก ลักษณะของชุดฝกท่ีดี ประโยชนของชุดฝกและงานวิจัยท่ีเก่ียวของกับการพัฒนา
ชดุ ฝก

74

3. ศึกษาเอกสาร และวิเคราะหขอมูลตาง ๆ ทางการศึกษาที่เกี่ยวของกับการคิด
แกปญหา คือ ความหมายของการคิด ความหมายของการคิดแกปญหา ความสําคัญของการคิด
แกปญหา ประเภทและลักษณะของการคิดแกปญหา การสงเสริมความสามารถในการคิดแกปญหา
และผลงานวิจยั ท่เี กีย่ วของกับการคดิ แกป ญ หา

4. ศึกษาเอกสาร และวิเคราะหขอมูลตาง ๆ ทางการศึกษาท่ีเก่ียวของกับเทคนิคหมวก
6 ใบ ของ เดอ โบโน (De Bono) คือ ประวัติและความเปนมาของเทคนิคหมวก 6 ใบ พื้นฐาน
แนวคิดของเทคนิคหมวก 6 ใบ ความมุงหมายของการคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ ลําดับข้ันของการ
คิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ การต้งั คําถามดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ ไปประยกุ ตใ ช การนาํ เทคนคิ หมวก
6 ใบ ไปใชในกิจกรรมการเรียนการสอน บทบาทของครูในการสอนดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
ประโยชนข องการคิดดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบ และผลงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วของกบั เทคนคิ หมวก 6 ใบ

ตารางที่ 5 สรุปวิธดี ําเนนิ การวจิ ัยขนั้ ศึกษาขอ มลู พ้ืนฐาน

วัตถปุ ระสงค วิธกี าร กลมุ เปาหมาย / เอกสาร เครือ่ งมอื / การวิเคราะห
ศึกษาเอกสาร ขอ มูล
1. ศึกษาหลักสูตร 1.มาตรฐานการเรียนรู
การศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ชว งชัน้ การวิเคราะหเนื้อหา
สถานศึกษา กลุมสงั คม (Content Analysis)
ศึกษา ศาสนา และ 2.ผลการเรยี นรูทค่ี าดหวัง
วัฒนธรรม 3.สาระการเรียนรภู ูมิศาสตร
2. ศึกษาแนวคิด
หลักการ และ ศกึ ษาเอกสาร แนวคิด หลกั การ งานวิจัยท่ี การวิเคราะหเน้ือหา
ผลงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ ง เกี่ยวของกบั การพฒั นาชุดฝก (Content Analysis)
กับการพัฒนาชุดฝก
3. ศกึ ษาแนวคดิ ศกึ ษาเอกสาร แนวคดิ หลักการ งานวิจัยที่ การวิเคราะหเนื้อหา
หลกั การและผลงานวจิ ัย เก่ียวขอ งกับทกั ษะการคดิ (Content Analysis)
ทีเ่ ก่ียวขอ งกบั ทักษะ แกป ญหา
การคดิ แกปญหา
4. ศึกษาแนวคิด ศึกษาเอกสาร แนวคดิ หลักการ งานวจิ ัยท่ี การวิเคราะหเน้ือหา
หลกั การและผลงาน เก่ยี วของกบั เทคนิคหมวก 6 (Content Analysis)
การวจิ ยั ท่ีเกย่ี วของกับ ใบ
เทคนคิ หมวก 6 ใบ

75

ขั้นตอนท่ี 2 การพัฒนา (Development) เปนการพฒั นาและหาประสิทธิภาพของชุดฝก ทักษะ
การคดิ แกป ญหา รวมถงึ การพฒั นาเคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ นการวิจยั
วัตถุประสงค
เพื่อดําเนินการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา รวมถึง

การพัฒนาเครื่องมือท่ีใชในการวิจัย เร่ือง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ สําหรับ
นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 4

วธิ ีดาํ เนินการ
การพฒั นาเครอ่ื งมอื ทใี่ ชในการวจิ ยั
1. การพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวยเทคนิค
หมวก 6 ใบ สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 การพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา
ประกอบดวย

1.1 วิเคราะหและสรุปขอมูลพ้ืนฐานจากการศึกษาเอกสาร แนวคิด หลักการ
และผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวของกับการจัดการศึกษาเพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาชุดฝกทักษะการคิด
แกป ญ หา เรือ่ ง สรรพสงิ่ ในธรรมชาติ ดวยเทคนคิ หมวก 6ใบ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ่ี 4

1.2 นําขอมูลที่ไดจากการศึกษามากําหนด ขอบเขตเน้ือหา วัตถุประสงคและ
ดําเนินการพัฒนาชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาข้ึนมา ซึ่งชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพ
ส่ิงในธรรมชาติ ทส่ี รา งขนึ้ ประกอบดวย ชุดฝกทักษะการคดิ แกปญ หาจาํ นวน 5 ชุด ไดแ ก

ชดุ ฝก ทกั ษะการคิดแกป ญ หาท่ี 1 เรือ่ ง สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ
ชดุ ฝกทกั ษะการคดิ แกปญหาท่ี 2 เรือ่ ง มลพษิ ท่ีมผี ลตอ ทรัพยากรธรรมชาติ
ในทองถิ่น
ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาที่ 3 เร่ือง การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติใน
ทอ งถ่ิน
ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาท่ี 4 เรื่อง สิ่งแวดลอมทางสังคมและ
วฒั นธรรม
ชดุ ฝกทักษะการคดิ แกปญหาท่ี 5 เรอ่ื ง ประชากรกบั สง่ิ แวดลอม
โดยชดุ ฝก ทักษะการคดิ แกป ญหาท่ีสรา งข้ึนในแตล ะชุดประกอบดวย
- คําชี้แจงสําหรบั นักเรยี น
- วตั ถปุ ระสงค
- ใบความรู

76

- ใบกิจกรรม
- แบบประเมนิ ทักษะการคดิ แกปญหา
- แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู
1.3 นําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวยเทคนิค
หมวก 6ใบ สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 ใหอาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธตรวจ และให
คําแนะนาํ เพ่อื นาํ ไปปรับปรุงแกไขในสว นท่ียงั ไมสมบรู ณ
1.4 นําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาท่ีผานการปรับปรุงแกไขตามคําแนะนํา
ของอาจารยท่ีปรึกษาวิทยานิพนธแลวเสนอตอผูเช่ียวชาญจํานวน 3 ทาน ไดแกผูเชี่ยวชาญทางดาน
เนื้อหา ผูเช่ียวชาญดานสื่อการเรียนรู และผูเช่ียวชาญทางดานการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบ
ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ภาษาตลอดจนความสมบูรณของชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาแลวนํามา
หาคาดัชนคี วามสอดคลอ ง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ไดคาดัชนีความสอดคลอง
เทากับ 0.67-1.00 (รายละเอียดภาคผนวก ง หนา 151) ถือวามีความสอดคลองในเกณฑท่ียอมรับได
โดยผูเช่ียวชาญใหขอเสนอแนะในเร่ืองความเหมาะสมของเน้ือหา ภาษา กิจกรรมและความ
เหมาะสมของใบกิจกรรม
1.5 นําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาท่ีผานการตรวจสอบและประเมินผลจาก
ผูเช่ียวชาญท้ัง 3 ทานมาปรับปรุงแกไขขอบกพรองแลวเสนอตออาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ
ตรวจสอบความถูกตอ งอีกครั้งเพอ่ื ความสมบรู ณยิง่ ขึน้
1.6 นําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาไปหาคาประสิทธิภาพ (E1/E2) ของชุดฝก
ทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6ใบ สําหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปท ่ี 4 ดังนี้
1.6.1 ข้ันทดลองแบบรายบุคคล (Individual Tryout ; 1:1:1) โดยทดลองใช
ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ กับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพที่ 178 ท่ีไมใชกลุมตัวอยาง และมีระดับ
ความรูที่แตกตางกัน คือ เกง ปานกลาง ออน อยางละ 1 คน จํานวน 3 คน เพื่อพิจารณาความ
เหมาะสมของเนื้อหา ภาษา ความยากงายของแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาและแบบทดสอบ
วัดผลการเรียนรูเพื่อนําผลท่ีไดมาคํานวณหาคาประสิทธิภาพ E1/E2 ไดคาประสิทธิภาพเทากับ
70.66/74.44 (เกณฑท่ตี ้งั ไว 60/60) แลว ปรับปรงุ แกไ ข
1.6.2 ขั้นทดลองแบบกลุมเล็กหรือกลุมยอย (Small Group Tryout) โดย
ทดลองใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ กับ
นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรียนชุมชนวดั ดอนคลังมิตรภาพท่ี 178 ท่ีไมใชกลุมตัวอยาง และ

77

มรี ะดบั ความรูทแ่ี ตกตางกัน คือ เกง ปานกลาง ออน อยางละ 3 คน จํานวน 9 คน เพื่อพิจารณาความ
เหมาะสมของเน้ือหา ภาษา ความยากงายของแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาและแบบทดสอบ
วัดผลการเรียนรูเพ่ือนําผลที่ไดมาคํานวณหาคาประสิทธิภาพ E1/E2 ไดคาประสิทธิภาพเทากับ
72.44/76.66 (เกณฑท่ีต้งั ไว 70/70) แลว ปรับปรุงแกไข

1.6.3 ข้ันทดลองแบบกลุมใหญหรือภาคสนาม (Field Tryout) โดยทดลอง
ใชกับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนวัดตาลเรียง ซ่ึงมีผลการเรียนรูใกลเคียงกับโรงเรียน
ชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพที่ 178 และเปนโรงเรียนในเขตพื้นท่ีการศึกษาเขต 2 เชนเดียวกัน
มีนักเรียนจํานวน 32 คน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหา ภาษา ความยากงายของแบบ
ประเมินทักษะการคิดแกปญหาและแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูเพ่ือนําผลที่ไดมาคํานวณหาคา
ประสทิ ธภิ าพ E1/E2 ไดค า ประสทิ ธภิ าพเทา กับ 81.50/85.42 (เกณฑท ต่ี งั้ ไว 80/80)

1.7 นําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวยเทคนิค
หมวก 6 ใบ มาปรับปรุงแกไขขอบกพรองแลวเสนอตออาจารยท่ีปรึกษาวิทยานิพนธตรวจสอบ
ความถูกตอ งอีกครั้งเพื่อความสมบรู ณย ง่ิ ขึ้นกอ นนาํ ไปทดลองใชจริงกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ป
ที่ 4/1 โรงเรียนชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพท่ี 178 ตําบลดอนคลัง อําเภอดําเนินสะดวก จังหวัด
ราชบุรี สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ราชบรุ ี เขต 2 ในภาคเรียนท่ี 2 ปก ารศกึ ษา 2550 จาํ นวน 1 หองเรยี น มนี ักเรยี นจํานวน 30 คน

2 การสรางแบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรกู อน และหลงั เรยี น
การสรางแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูกอนเรียน และหลังเรียนดวยชุดฝกใน

รายวิชา ส 21102 : สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หนวยการเรียนรูที่ 8 เร่ือง สรรพส่ิงใน
ธรรมชาติ ระดับชั้นประถมศึกษาปท่ี 4 เปนแบบทดสอบประเภทปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จํานวน
25 ขอ เกณฑในการใหคะแนน คือ เมื่อตอบถูกได 1 คะแนน ตอบผิดได 0 คะแนน ซึ่งเปน
แบบทดสอบชดุ เดียวกันโดยใชการสลับตัวเลือก แบบทดสอบน้ีมุงวัดพฤติกรรมการเรียนรู 5 ระดับ
คอื วดั ความรูความจํา ความเขา ใจ การนําไปใช การวิเคราะห และ การประเมินคา ดงั ตารางท่ี 6

ขัน้ ตอนในการสรางแบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรูมดี ังน้ี
1. ศึกษาหลักสูตร เนื้อหาวิชา ผลการเรียนรูที่คาดหวังของรายวิชา เพื่อเปน
แนวทางในการสรางแบบทดสอบไดต รงและครอบคลุมเน้อื หา
2. ศกึ ษาวธิ กี ารสรางแบบทดสอบแบบปรนัยจากเอกสาร และตาํ ราท่เี กีย่ วขอ ง
3. สรา งตารางวิเคราะหหลักสตู ร (ดังตารางท่ี 6)

78
ตารางที่ 6 ตารางวเิ คราะหขอ สอบในแตละหนวยการเรยี นรทู ี่สอดคลองตามจดุ ประสงคก ารเรียนรู

จุดประสงคเ ชงิ พฤติกรรม
ความรูความจํา
ความเขาใจ
การนําไปใช
การวิเคราะห
การประเมินคา
รวมจําแนกตามจุดประสงค

1. นกั เรยี นระบคุ วามสําคัญและความแตกตางของ 12 3
สง่ิ แวดลอ มทางธรรมชาตไิ ด

2. นักเรยี นบอกความหมายและประเภทของทรพั ยากร 2 1 3
ได

3. นกั เรียนบอกสาเหตทุ ี่ทําใหเ กดิ การเปลย่ี นแปลง 1 23
สิ่งแวดลอ มในทองถิน่ ได

4. นกั เรยี นบอกถงึ ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นจากการกระทาํ 11 2
ของมนุษยแ ละสงิ่ แวดลอมธรรมชาติในทอ งถนิ่ ได

5. นักเรยี นบอกวิธกี ารอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละ 1 12
ส่ิงแวดลอ มในทองถ่ินได

6. นักเรยี นบอกวธิ ีการแกป ญ หาและสงเสรมิ คุณภาพ 111 3
ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอมในทองถ่ินได

7. นักเรียนบอกความแตกตา งของสิ่งแวดลอ มทาง 11 2
สังคมและวฒั นธรรมได

8. นกั เรียนบอกถึงความสมั พนั ธและวธิ ีการรกั ษา

ส่งิ แวดลอมทางธรรมชาติกับส่งิ แวดลอมทางสังคม 11 1

ได

9. นกั เรยี นบอกลกั ษณะการตั้งถิน่ ฐานของประชากรได 1 1 2

10. นกั เรยี นบอกลักษณะการตั้งถิ่นฐานของประชากร 21 3
และการอพยพยา ยถนิ่ ของคนในทองถน่ิ ได

รวมจําแนกตามเกณฑ 4 9 4 6 2 25

79

4. สรางแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูกอนเรียนและหลังเรียนดวยชุดฝกซ่ึงเปน
แบบแบบทดสอบประเภทปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จํานวน 25 ขอ ตามที่กําหนดไวในตารางวิเคราะห
ขอสอบแลว นําไปใหอ าจารยทปี่ รกึ ษาวิทยานิพนธตรวจสอบความถูกตอง และความสอดคลองของ
ขอคําถามกบั จดุ ประสงคก ารเรยี นรู แลวนํามาปรบั ปรงุ แกไข

5. นําแบบทดสอบที่ปรับปรุงแกไขแลวเสนอตอผูเช่ียวชาญจํานวน 3 ทาน ไดแก
ผูเชี่ยวชาญทางดานเนื้อหา ภาษา ผูเชี่ยวชาญดานส่ือการเรียนรูและผูเชี่ยวชาญทางดานการวัดและ
ประเมินผล และพิจารณาความสอดคลองระหวางแบบทดสอบแตละขอกับจุดประสงคการเรียนรู
เน้อื หาวิชา และผลการเรยี นรทู ค่ี าดหวังเปน รายขอ แลว นําความคดิ เห็นของผูเช่ียวชาญมาคํานวณหา
ดัชนีความสอดคลอง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ไดคาดัชนีความสอดคลอง
เทากับ 1.00 (รายละเอียดภาคผนวก ฉ หนา 164) ถือวามีความสอดคลองในเกณฑที่ยอมรับได โดย
ผเู ชย่ี วชาญใหขอ เสนอแนะในเรื่องความเหมาะสมของเน้อื หา ภาษาท่ีใชในการต้ังคําถาม

6. นาํ แบบทดสอบทป่ี รับปรงุ แกไ ขแลวไปทดลองใชกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปที่ 5 โรงเรียนวัดตาลเรียง ที่ผานการเรียนรูเร่ือง สรรพสิ่งในธรรมชาติ มาแลวจํานวน 30 คน เพื่อ
นําคะแนนที่ไดมาวิเคราะหขอสอบรายขอ โดยหาคาความยากงาย (p) คาอํานาจจําแนก (r) แลว
คัดเลือกขอสอบที่ท่ีมีความยากงายอยูระหวาง 0.20-0.80 และคาอํานาจจําแนกต่ังแต 0.20 ขึ้นไป
(พวงรัตน ทวีรัตน 2540 : 129) และปรับปรุงแกไขขอท่ีไมถึงเกณฑ และนําไปทดลองกับนักเรียน
อีกคร้ัง เพ่ือนําคะแนนมาวิเคราะหหาคาความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใชวิธีของ คูเดอร ริชารดสัน
(Kuder-Richardson Formular) และคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูกอนเรียน
(Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) เทากับ 0.83 (รายละเอยี ดภาคผนวก ฉ หนา 167)

7. นําแบบทดสอบมาปรับปรุงแกไขแลวเสนอตออาจารยท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ
เพ่ือตรวจสอบความถูกตองกอนนําไปทดลองใชจริงกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4/1 โรงเรียน
ชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพท่ี 178 ตําบลดอนคลัง อําเภอดําเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สังกัด
สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ สํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาราชบุรี เขต 2 ใน
ภาคเรียนท่ี 2 ปการศกึ ษา 2550 จาํ นวน 1 หอ งเรยี น มีนกั เรยี นจาํ นวน 30 คน

3 การสรางแบบประเมินทักษะการคดิ แกป ญหา
การสรางแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาหลังเรียนในระดับช้ันประถมศึกษา

ปที่ 4 ซ่ึงแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหามีลักษณะเปนแบบทดสอบประเภทปรนัยชนิด
4 ตัวเลือก จํานวน 20 ขอ ประเมินทักษะการคิดแกปญหา 3 ดาน คือ 1) ระบุปญหา 2) ระบุสาเหตุ
ของปญหา และ 3) เสนอแนวทางในการแกไขปญหาโดยแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาน้ี
มงุ วดั พฤติกรรมการคดิ แกป ญหาของนักเรียนภายในโรงเรยี นและชวี ิตประจาํ วันทีเ่ กดิ ขนึ้

80

ข้นั ตอนในการสรางแบบประเมนิ ทักษะการคดิ แกป ญ หา มีดงั น้ี
1. ศึกษาหลักสูตร เน้ือหารายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในสาระ
ภูมศิ าสตร หนวยการเรียนรูที่ 8 เร่ือง สรรพสิ่งในธรรมชาติ และแนวคิด หลักการของเทคนิคหมวก
6 ใบ เพอ่ื ใชเ ปน แนวทางในการสรา งแบบประเมนิ ทกั ษะการคดิ แกปญ หา
2. สรางแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาหลังเรียน ซ่ึงเปนแบบทดสอบ
ประเภทปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จํานวน 20 ขอ โดยมีเกณฑในการใหคะแนน 4 ระดับของแตละขอ
คอื 3 2 1 0 มีรายละเอยี ดดังนี้

3 หมายถงึ นักเรียนมที ักษะในการคิดแกป ญหาในระดับมาก
2 หมายถงึ นกั เรยี นมที ักษะในการคิดแกป ญ หาในระดับปานกลาง
1 หมายถึง นกั เรยี นมีทักษะในการคิดแกปญหาในระดับนอ ย
0 หมายถงึ นกั เรียนไมมีทักษะในการคิดแกปญหาเลย
เมื่อนักเรียนทําครบทั้ง 20 ขอ นักเรียนสามารถประเมินทักษะการคิดแกปญหา
ไดดวยตนเอง นักเรียนจะทราบวาตนเองมีทักษะในการแกปญหาในแตละสถานการณไดดีหรือไม
และในแตล ะขอนนั้ ไดก่คี ะแนนแลว นําคะแนนในแตละขอ มารวมกัน เม่ือรวบคะแนนเรียบรอยแลว
นักเรียนสามารถทราบผลไดท ันทีวา ตนเองมที ักษะการคดิ แกป ญ หาอยใู นระดับใด
3. นําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาไปใหอาจารยท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ
ตรวจสอบความถูกตองของภาษา เนื้อหา และความสอดคลองของแบบทดสอบในแตละขอกับ
จุดประสงคการเรยี นรู แลว นําไปปรบั ปรุงแกไข
4. นําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาที่ปรับปรุงแกไขแลวเสนอตอ
ผูเชี่ยวชาญจํานวน 3 ทาน ไดแกผูเช่ียวชาญทางดานเนื้อหา ผูเช่ียวชาญดานสื่อการเรียนรูและ
ผูเช่ียวชาญทางดานการวัดและประเมินผล เพ่ือตรวจสอบความถูกตองของเนื้อหา ภาษา และความ
สอดคลองของแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาในแตละขอกับจุดประสงคการเรียนรูและนํามา
หาคาดชั นคี วามสอดคลอง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ไดคาดัชนีความสอดคลอง
เทากับ 1.00 (รายละเอียดภาคผนวก จ หนา 159) ถือวามีความสอดคลองในเกณฑท่ียอมรับได โดย
ผูเชีย่ วชาญใหขอ เสนอแนะในเรือ่ งความเหมาะสมของเนื้อหา ภาษาท่ีใชใ นการต้งั คําถาม
5. นําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาที่ผานการตรวจสอบและประเมินผล
จากผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทานมาปรับปรุงแกไขขอบกพรองแลวเสนอตออาจารยท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ
ตรวจอกี ครั้งหนึง่ เพอื่ ความสมบรู ณย่ิงขน้ึ เพือ่ นําไปทดลองใชต อ ไป

81

4 การสรางแบบสอบถามความคิดเหน็
ในการสรางแบบสอบถามเพื่อสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนท่ีมีตอชุดฝก

ทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 4 มีข้ันตอนในการสรา งและการเก็บขอ มูล ดงั นี้

1. ศึกษาเอกสาร หลกั การ และวธิ กี ารสรางแบบสอบถาม
2. สรางแบบสอบถามความคิดเห็นตามเน้ือหาที่วางไว โดยแบบสอบถามความ
คิดเห็นของนักเรียนท่ีมีตอชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาในดานเน้ือหา กิจกรรมการเรียนรูและ
ประโยชน จาํ นวน 1 ฉบบั แบงออกเปน 2 ตอน ดงั น้ี

ตอนท่ี 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับขอมูลทั่วไปจํานวน 1 ขอ ไดแก เพศ ซ่ึงเปน
แบบ Check List

ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนท่ีมีตอการจัดการเรียนรูโดย
ใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เปนแบบสอบถามแบบประเมินคา (Rating scale) มี 3 ระดับ โดย
ปรับจากรูปแบบของ ลิเคอรท (Likert) ท่ีมี 5 ระดับ โดยผูวิจัยใชเกณฑในการวัด คือ มาก ปานกลาง
นอย

โดยในแตละระดบั ความคดิ เห็นมคี วามหมายดังตอไปน้ี
ระดับท่ี 3 หมายถึง นักเรียนเห็นดวยตอการใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาใน
ระดบั มาก
ระดับที่ 2 หมายถึง นักเรียนเห็นดวยตอการใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาใน
ระดับปานกลาง
ระดับท่ี 1 หมายถึง นักเรียนเห็นดวยตอการใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาใน
ระดับนอ ย

สําหรับการใหความหมายของคาท่ีวัดได ผูวิจัยไดกําหนดเกณฑที่ใชในการให
แปลความหมายโดยใชเกณฑของ เบสท (Best, John W. 1981, อางถึงใน บุญชม ศรีสะอาด 2538
: 66) ซึง่ มรี ายละเอยี ดดงั น้ี

คา เฉลย่ี 2.50-3.00 หมายถึง ความคิดเห็นอยูในระดับมาก
คา เฉลี่ย 1.50-2.49 หมายถงึ ความคดิ เหน็ อยูในระดบั ปานกลาง
คา เฉลี่ย 1.00-1.49 หมายถึง ความคดิ เหน็ อยูในระดบั นอย
3. นําแบบสอบถามความคิดเห็นที่สรางขึ้นใหอาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ
ตรวจสอบเนือ้ หาและความเหมาะสมของการใชภ าษา

82

4 นําแบบสอบถามความคิดเห็นที่ปรับปรุงแกไขตามคําแนะนําของอาจารยที่
ปรึกษาวิทยานิพนธแลวเสนอตอผูเชี่ยวชาญจํานวนทั้ง 3 ทาน ไดแกผูเช่ียวชาญทางดานเนื้อหา
ผูเช่ียวชาญทางดานภาษา และผูเชี่ยวชาญดานการวัดและการประเมินผล เพื่อตรวจสอบเนื้อหาและ
ความเหมาะสมของการใชภ าษา แลวนาํ ไปหาคา ดัชนีความสอดคลอ งกบั จุดประสงค (Index of Item
Objective Congruence: IOC) ไดคาดชั นีความสอดคลองเทากับ 1.00 (รายละเอียดภาคผนวก ช หนา
176) ถอื วามคี วามสอดคลอ งในเกณฑท ย่ี อมรบั ได

5. นาํ แบบสอบถามความคดิ เหน็ มาปรับปรุงแกไ ขตามคําแนะนาํ ของผเู ชย่ี วชาญ
6. นาํ แบบสอบถามความคิดเหน็ ไปทดลองใชก บั นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที่ 4/1
โรงเรียนชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพท่ี 178 ตําบลดอนคลัง อําเภอดําเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
สังกดั สํานกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง ชาติ สาํ นักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาราชบุรี เขต 2
ในภาคเรยี นท่ี 2 ปก ารศึกษา 2550 มนี ักเรียนจาํ นวน 30 คน

ตารางที่ 7 สรุปวธิ กี ารดําเนนิ การขน้ั การพฒั นาและหาประสิทธภิ าพของชดุ ฝก ทกั ษะการคดิ
แกปญ หา

วัตถปุ ระสงค วิธกี าร กลมุ เปาหมาย / เอกสาร เครอ่ื งมอื / การวิเคราะห

เพือ่ พัฒนาชดุ ฝกทกั ษะ พฒั นาชดุ ฝก ทกั ษะการ ขอมูล
การคดิ แกป ญหา เรื่อง แกป ญหา ประกอบดว ย ชดุ ฝกทักษะการคิด
สรรพสิ่งในธรรมชาติ 1.คาํ นาํ แกปญ หา เรื่อง สรรพสง่ิ
ดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบ 2.คาํ ชี้แจงสาํ หรับครู ในธรรมชาติดวยเทคนคิ
สําหรบั นกั เรยี นชั้น 3.คาํ ชีแ้ จงสาํ หรับนักเรียน หมวก 6 ใบ
ประถมศกึ ษาปท่ี 4 4.วัตถปุ ระสงค
5.ใบความรู
6.ใบกิจกรรม
7.แบบประเมนิ ทักษะการ
คดิ แกปญ หา
8.แบบทดสอบวัดผลการ
เรียนรู เร่อื ง สรรพส่งิ ใน
ธรรมชาตดิ วยเทคนคิ
หมวก 6 ใบ

83

ตารางที่ 7 (ตอ)

วัตถปุ ระสงค วิธีการ กลุม เปาหมาย / เอกสาร เครื่องมอื / การวิเคราะห

เพอ่ื หาคุณภาพของ ประเมนิ ชุดฝกทักษะการ ขอมลู
ชดุ ฝกทักษะการคดิ คดิ แกปญหา โดยให
แกปญ หา อาจารยท ป่ี รกึ ษา 1.อาจารยที่ปรึกษา 1.แบบประเมนิ ทกั ษะการ
วทิ ยานิพนธและ
เพือ่ หาคา ประสิทธิภาพ ผูเ ช่ียวชาญตรวจสอบ วิทยานิพนธ คิดแกป ญ หา
ของชุดฝกทักษะการคิด 1.นาํ ชุดฝกทักษะการคิด
แกป ญหา แกป ญหาท่สี รา งข้ึนไป 2.ผเู ชี่ยวชาญ 3 ทาน 2.วเิ คราะหคา ดชั นคี วาม
ทดสอบแบบรายบคุ คล
(Individual Tryout) สอดคลองของชุดฝก

2.นําชดุ ฝกทักษะการคดิ ทักษะการคดิ แกปญ หา
แกปญหาทส่ี รา งขึน้ ไป
ทดลองแบบกลุมเล็ก / 1.นกั เรียนช้นั 1.ชุดฝกทกั ษะการคดิ
กลุมยอย (Small Group
Tryout) ประถมศึกษาปท่ี 4 แกป ญหา

3.นาํ ชดุ ฝกทกั ษะการคิด โรงเรียนชมุ ชนวัดดอน 2.วิเคราะหหาคา
แกป ญ หาที่สรา งข้ึนไป
ทดลองแบบกลุมใหญ คลังมิตรภาพท่ี 178 ประสทิ ธิภาพของชดุ ฝก
หรอื ภาคสนาม (Field
Tryout) ท่มี ผี ลการเรียนเกง E1E2
ปานกลาง ออ น อยางละ

1 คน จํานวน 3 คน

2.นกั เรียนชน้ั

ประถมศกึ ษาปที่ 4

โรงเรยี นชมุ ชนวัดดอน

คลงั มิตรภาพที่ 178 ทีม่ ี

ผลการเรยี นเกง

ปานกลาง ออ น อยางละ

3 คน จํานวน 9 คน

3.นักเรียนชน้ั

ประถมศึกษาปที่ 4

โรงเรียนวดั ตาลเรียง มี

นักเรยี นจํานวน 32 คน

4.ปรับปรุงแกไ ข

ขัน้ ตอนท่ี 3 การวิจัย (Research): การนาํ ชดุ ฝกทักษะการคดิ แกป ญหาไปทดลองใชจรงิ และ
ศกึ ษาความคิดเห็นของนักเรยี นทมี่ ีตอ การจดั การเรียนรโู ดยใชช ดุ ฝก ทักษะการคิด
แกปญหา

84

วัตถปุ ระสงค
เพ่ือทดลองใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวยเทคนิค
หมวก 6 ใบ สําหรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปท ี่ 4

วิธีดําเนนิ การ
1. ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากรถึงผูบริหารสถานศึกษา
โรงเรียนชุมชนวัดดอนคลังมิตรภาพที่ 178 เพ่ือขอความอนุเคราะหในการทดลองใชชุดฝกทักษะ
การคิดแกปญหา เรื่อง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6ใบ สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปท ี่ 4
2. ขั้นทดลองใชจริง เปนการนําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาที่ผานการตรวจสอบหา
ประสิทธิภาพในข้ันท่ี 3 มาทดลองใชจริงกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4/1 โรงเรียนชุมชนวัด
ดอนคลงั มติ รภาพท่ี 178 ภาคเรยี นท่ี 2 ปก ารศกึ ษา 2550 จาํ นวน 30 คน โดยมขี ัน้ ตอนดังตอ ไปนี้

2.1 ชี้แจงทําความเขาใจกับนักเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีในการใชชุดฝกทักษะ
การคิดแกป ญหา

2.2 นักเรียนทําแบบทดสอบวดั ผลการเรียนรูกอนเรยี น (Pre-test)
2.3 ทดลองใชช ดุ ฝก ทกั ษะการคดิ แกปญหา โดย

- ช้ีแจงทาํ ความเขา ใจกบั นกั เรยี นเก่ียวกับวตั ถุประสงคการเรยี นรู
- จดั กิจกรรมการเรยี นรูโดยใชช ุดฝกทกั ษะการคดิ แกปญหา
- นักเรียนปฏิบตั ิตามกิจกรรมในชดุ ฝกทักษะการคิดแกปญหา
2.4 นกั เรียนทาํ แบบทดสอบวัดผลการเรยี นรูหลงั เรียน (Post-test)
2.5 นักเรยี นทําแบบประเมนิ ทักษะการคดิ แกป ญหาหลังเรยี น (Post-test)
3. นําผลคะแนนที่นักเรียนทําไดจากการทําแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูมาวิเคราะห
หาคาประสิทธิภาพ (E1/E2) ไดคาประสิทธิภาพเทากับ 81.60/82.40 (รายละเอียดภาคผนวก ง
หนา 156) ซ่งึ สูงกวาเกณฑท่ีกําหนดไว (80/80)
4. นําแบบสอบถามความคิดเห็นที่ผูวิจัยสรางข้ึนใหนักเรียนตอบแบบสอบถามตาม
ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการจัดการเรียนรูโดยใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง
สรรพสง่ิ ในธรรมชาติ ดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ
5. นําแบบสอบถามความคิดเห็นที่นักเรียนตอบมาวิเคราะหคาเฉล่ีย (X) และคา
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยภาพรวมพบวานักเรียนมีความคิดเห็นตอการจัดการเรียนรูโดย
ใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาอยูในระดับมากมีคาเฉล่ีย ( Χ = 2.87) คาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(S.D. = 0.29)

85

6. นําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหามาปรับปรุงแกไขขอบกพรองหรือปญหาท่ีพบจาก
การทดลองใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพส่ิงในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
เพื่อใหเ กดิ ความสมบูรณยง่ิ ขน้ึ

ตารางที่ 8 สรปุ วธิ ดี าํ เนินการขนั้ ตอนการนําชดุ ฝก ทักษะการคิดแกป ญ หา ไปทดลองใชจ ริงและ
ศึกษาความคดิ เห็นของนกั เรยี น ที่มตี อ การจัดการเรยี นรโู ดยใชชดุ ฝกทกั ษะการคดิ
แกป ญหา

วตั ถปุ ระสงค วธิ กี าร กลุม เปาหมาย / เอกสาร เครือ่ งมอื / การวิเคราะห

การทดลองใชชุดฝก 1.ขอหนงั สือจากบัณฑิต ขอ มูล
ทกั ษะการคดิ แกปญหา วิทยาลัยถึงผูบ ริหาร
สถานศกึ ษาโรงเรียน นกั เรียนชนั้ 1.หนังสือขอความ
ชุมชนวดั ดอนคลงั
มิตรภาพที่ 178 เพื่อขอ ประถมศึกษาปท่ี 4/1 อนุเคราะหใ นการทดลอง
ความอนเุ คราะหในการ
ทดลองใชชุดฝก ทกั ษะ โรงเรียนชุมชนวัด ใชช ุดฝก ทักษะการคดิ
การคดิ แกป ญ หา
2.ชแี้ จงนกั เรยี นเกี่ยวกบั ดอนคลงั มิตรภาพที่ 178 แกปญหา
ขน้ั ตอนและวิธีการใช
ชดุ ฝก ทักษะการคิด จาํ นวน 30 คน 2.ชุดฝก ทักษะการคดิ
แกป ญหา
3.นักเรยี นทํา แกป ญ หา
แบบทดสอบวดั ผลการ
เรยี นรูกอนเรียน เรอื่ ง 3.แบบทดสอบวัดผลการ
สรรพส่งิ ในธรรมชาติ
(Pre-Test) เรียนรู
4.ทดลองใชชุดฝกทักษะ
การคดิ แกปญหา ดังน้ี 4.แบบประเมินชุดฝก
- ชี้แจงทําความเขา ใจกบั
นกั เรียนเกี่ยวกับ ทักษะการคิดแกปญหา
วตั ถปุ ระสงคก ารเรียนรู
- จัดกิจกรรมการเรยี นรู 5.คา เฉลีย่ (X)
โดยใชชุดฝกทักษะการ
6.คาสว นเบ่ียงเบน

มาตรฐาน(S.D.)

7.หาคา ประสทิ ธิภาพ

E1E2
8.แบบสอบถามความ

คิดเหน็

86

ตารางที่ 8 (ตอ) วธิ กี าร กลมุ เปาหมาย / เอกสาร เครอื่ งมอื / การวิเคราะห
ขอ มลู
วตั ถปุ ระสงค คิดแกป ญ หา
- ปฏบิ ตั ิตามกิจกรรมใน
ชดุ ฝกทักษะการคิด
แกป ญ หา
5.นกั เรียนทําแบบทดสอบ
วัดผลการเรียนรูหลงั เรยี น
เรอื่ งสรรพสิ่งใน
ธรรมชาติ (Post-Test)
6.ทาํ แบบประเมนิ ทกั ษะ
การคิดแกป ญ หา
หลังเรียน (Post-Test)
7.ทาํ แบบสอบถามความ
คิดเห็น
8.หาคาประสทิ ธภิ าพ
E1E2

ขน้ั ตอนที่ 4 การพฒั นา (Development): การประเมนิ และปรับปรงุ ชุดฝก ทกั ษะการคดิ แกปญ หา
วัตถปุ ระสงค
เพ่ือประเมินคุณภาพของชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวย

เทคนิคหมวก 6 ใบ ทีส่ รางขน้ึ แลว นําไปปรบั ปรุงแกไ ข

วธิ กี ารดาํ เนินการ
1. นําชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง สรรพสิ่งในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก
6 ใบ ไปทดลองใชจ รงิ กบั นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 4/1 โรงเรียนวัดดอนคลงั มติ รภาพที่ 178 ภาค
เรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2550 จํานวน 25 คน นํามาหาคาประสิทธิภาพ (E1/E2) ไดคาประสิทธิภาพ
เทากบั 81.60/82.40 โดยสงู กวา เกณฑที่กาํ หนดไว 80/80 แสดงวา ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง
สรรพสง่ิ ในธรรมชาติ ดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบ มปี ระสิทธิภาพ
2. นําแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เร่ือง สรรพสิ่งในธรรมชาติ กอนเรียน (Pre-test)
และหลังเรียน (Post-test) ไปทดลองใชจริงกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4/1 โรงเรียนวัด


Click to View FlipBook Version