The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wootdy58741227, 2021-06-26 22:55:47

งาน อ.ดร.ชาลี

งาน อ.ดร.ชาลี

187

การวดั และการประเมินผล
1. ตรวจแบบกิจกรรมท่ี 1 เร่อื ง สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ
2. ตรวจแบบประเมินทกั ษะการคดิ แกป ญหา และแบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู เร่อื ง

สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ

188

แนวการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู โดยใชช ดุ ฝกทกั ษะการคดิ แกปญ หา

ชุดท่ี 3 เรอ่ื ง มลพิษทมี่ ีผลตอ ทรพั ยากรธรรมชาตใิ นทอ งถนิ่

ชั้นประถมศึกษาปท ี่ 4 เวลา 2 ชว่ั โมง (120 นาท)ี

สาระสําคัญ
สภาพแวดลอมหรือทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทําลายไปนั้นเปนฝมือของมนุษยท่ีนํา

ทรพั ยากรธรรมชาตมิ าใชประโยชนม ากเกินไปจนทาํ ใหเ กดิ มลพษิ

จุดประสงคการเรียนรู (ปลายทาง)
นักเรียนเขาใจถึงสาเหตุและผลกระทบท่ีเกิดขึ้นจากการกระทําของมนุษยและ

การเปล่ียนแปลงส่งิ แวดลอ มและทรัพยากรทางธรรมชาตใิ นทองถ่ิน

จุดประสงคก ารเรยี นรู (นาํ ทาง)
1. นักเรยี นบอกถงึ สาเหตุทท่ี าํ ใหเกดิ การเปลี่ยนแปลงของสง่ิ แวดลอมในทอ งถนิ่ ได
2. นักเรยี นบอกผลกระทบทเ่ี กิดขึ้นจากการกระทําของมนุษยแ ละธรรมชาติได

สาระการเรยี นรู
1. สาเหตุของการเกดิ ปญ หามลพษิ
1.1 มนุษย
1.2 สงิ่ แวดลอ ม
2. ผลที่เกิดข้นึ จากการกระทาํ ของมนษุ ย เชน การสรา งทอี่ ยอู าศัย
3. ผลท่เี กิดขึ้นจากการกระทําของธรรมชาติ เชน แผน ดนิ ไหว

กิจกรรมการเรียนการสอน
ขั้นนาํ เขา สูบ ทเรยี น
1. ครูซักถามนักเรียนเก่ียวกับความหมายของหมวกในแตละใบ พรอมทบทวน

ความหมายใหนกั เรียนเขาใจ
2. ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับปญหามลพิษที่นักเรียนพบเห็นในทองถิ่นของนักเรียน

วามปี ญ หาอะไรบาง

189

3. ครูสรปุ ประเด็นคาํ ตอบของนักเรยี นเกย่ี วกบั ปญหามลพิษท่ีเกดิ ขนึ้
ข้นั ดาํ เนนิ การเรยี นการสอน
1. ครอู ธิบายวิธีการเรียนรูจากชดุ ฝกทักษะการคดิ แกป ญ หา
2. ครูแจกชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาชุดที่ 3 เร่ือง มลพิษที่มีผลตอทรัพยากร
ธรรมชาตใิ นทอ งถิน่ ใหนักเรยี นศึกษาคนละ 1 ชดุ
3. นกั เรยี นศกึ ษาคําชีแ้ จง วตั ถปุ ระสงค และเนอื้ หาใหเ ขาใจ
4. นกั เรยี นปฏิบตั ิกจิ กรรมตามทก่ี าํ หนดไว ภายในเวลา 50 นาที
5. นักเรียนทําแบบประเมนิ ทกั ษะการคิดแกป ญหา และแบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรู
เร่อื ง มลพิษท่มี ีผลตอทรพั ยากรธรรมชาตใิ นทองถิ่น ภายในเวลา 20 นาที
ขน้ั สรปุ บทเรียน
1. นักเรียนประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูเรื่อง
มลพิษทม่ี ีผลตอทรัพยากรธรรมชาติในทองถนิ่ ทายแบบทดสอบไดด วยตนเอง
2. ครูและนักเรียนอภิปรายผลการเรียนรูรวมกันเกี่ยวกับสาเหตุ และผลที่เกิดขึ้นจาก
การกระทาํ ของมนุษยและสิ่งแวดลอ ม พรอมท้ังใหน กั เรียนซกั ถามขอ สงสัย

สื่อการเรยี นการสอน
1. ชดุ ฝกทกั ษะการคดิ แกปญ หา เร่อื ง มลพิษท่มี ีผลตอ ทรัพยากรธรรมชาติในทองถน่ิ
2. ใบความรู เร่อื ง มลพษิ ท่มี ีผลตอทรัพยากรธรรมชาติในทองถิน่
3. กิจกรรมที่ 1 เรือ่ ง มลพษิ ทีม่ ผี ลตอ ทรัพยากรธรรมชาตใิ นทอ งถน่ิ
4. แบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง มลพิษท่ีมีผลตอทรัพยากรธรรมชาติใน

ทอ งถิ่น
5. แบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรู เร่ือง มลพิษท่มี ีผลตอทรัพยากรธรรมชาติในทอ งถิน่

การวดั และการประเมนิ ผล
1. ตรวจแบบกิจกรรม เร่ือง มลพษิ ที่มผี ลตอ ทรัพยากรธรรมชาติในทอ งถน่ิ
2. ตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู

เรือ่ ง มลพิษท่มี ผี ลตอทรัพยากรธรรมชาติในทองถ่ิน

190

แนวการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู โดยใชชดุ ฝกทักษะการคิดแกปญหา

ชุดท่ี 4 เรอ่ื ง การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติในทอ งถ่ิน

ช้นั ประถมศกึ ษาปท ่ี 4 เวลา 2 ช่ัวโมง (120 นาที)

สาระสาํ คญั
ทรัพยากรธรรมชาติถาใชอยางไมมีระบบหรือใชอยางฟุมเฟอยยอมจะมีโอกาสหมดไป

เราจงึ ตองมีการรกั ษาไวเพือ่ ใหทรพั ยากรธรรมชาติยงั คงเหลอื อยูไ มใหห มดไป

จดุ ประสงคการเรียนรู (ปลายทาง)
นักเรียนมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับวิธีการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติในทองถ่ิน และ

สามารถนําไปใชใ นการดาํ เนนิ ชวี ิตได

จดุ ประสงคการเรียนรู (นาํ ทาง)
1. นกั เรยี นบอกวธิ กี ารอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ มในทอ งถนิ่ ได
2. นักเรียนบอกวิธีการแกปญหาและสงเสริมคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและ

สง่ิ แวดลอมในทองถิ่นได

สาระการเรียนรู
1. ความหมายการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การใชทรัพยากรอยางชาญฉลาดใหเกิด

ประโยชนมากท่ีสดุ และประหยดั เพอ่ื ใหมีใชตลอดไป
2. วตั ถปุ ระสงคของการอนรุ กั ษท รัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ ม
2.1 เพื่อพฒั นาคุณภาพชีวิตทด่ี ขี องมนษุ ย
2.2 เพอื่ รกั ษาทรพั ยากรสง่ิ แวดลอ มใหอ ยูในสภาพสมดุล
3. แนวทางการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เชน ใชทรัพยากร

ธรรมชาตอิ ยางประหยดั

191

กจิ กรรมการเรียนการสอน
ขนั้ นาํ เขา สูบทเรียน
1. ครูซักถามนักเรียนเกี่ยวกับความหมายของหมวกในแตละใบ พรอมทบทวน

ความหมายใหนักเรยี นเขา ใจ
ข้นั ดาํ เนนิ การเรยี นการสอน
1. ครูอธบิ ายวธิ กี ารเรียนรูจ ากชดุ ฝก ทกั ษะการคดิ แกป ญ หา
2. ครูแจกชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาชุดที่ 4 เรื่อง การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ

ในทอ งถิน่ ใหนกั เรยี นศกึ ษาคนละ 1 ชดุ
3. นักเรยี นศึกษาคาํ ช้ีแจง วัตถุประสงค และเน้อื หาใหเขา ใจ
4. นกั เรียนปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามทีก่ ําหนดไว ภายในเวลา 50 นาที
5. นกั เรียนทาํ แบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรู

เรอ่ื ง การอนุรักษทรพั ยากรธรรมชาตใิ นทอ งถิ่น ภายในเวลา 20 นาที
ขนั้ สรุปบทเรียน
1. นักเรียนประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เร่ือง

การอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาตใิ นทองถน่ิ ทา ยแบบทดสอบไดด วยตนเอง
2. ครูและนักเรียนอภิปรายผลการเรียนรูรวมกันเก่ียวกับความหมาย วัตถุประสงค

และแนวทางการอนุรกั ษ พรอมทง้ั ใหน ักเรยี นซกั ถามขอ สงสยั

สือ่ การเรยี นการสอน
1. ชดุ ฝกทักษะการคิดแกป ญ หา เร่ือง การอนรุ ักษท รพั ยากรธรรมชาติในทอ งถ่ิน
2. ใบความรู เรื่อง การอนรุ ักษท รพั ยากรธรรมชาติในทองถน่ิ
3. กจิ กรรมที่ 1 เร่ือง การอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาตใิ นทองถิน่
4. แบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา เรื่อง การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติใน

ทอ งถ่นิ
5. แบบทดสอบวัดผลการเรยี นรู เรือ่ ง การอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาตใิ นทอ งถน่ิ

การวดั และการประเมินผล
1. ตรวจแบบกิจกรรม เรอ่ื ง การอนรุ กั ษท รัพยากรธรรมชาติในทอ งถนิ่
2. จากการตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล

การเรียนรู เรอ่ื ง การอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติในทอ งถ่นิ

192

แนวการจดั กจิ กรรมการเรียนรู โดยใชช ดุ ฝก ทักษะการคดิ แกปญ หา

ชดุ ที่ 5 เรื่อง สงิ่ แวดลอ มทางสังคมและวฒั นธรรม

ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 4 เวลา 2 ช่ัวโมง (120 นาที)

สาระสาํ คญั
สิ่งแวดลอมทางสังคม มีความสําคัญตอการดํารงชีวิตของคนในทองถ่ิน และเปนสิ่งท่ีมี

ความสาํ คัญและควรรวมกนั อนรุ กั ษไวใ หค งอยคู ูท องถ่ินตลอดไป

จดุ ประสงคการเรียนรู (ปลายทาง)
นักเรียนมีความรูความเขาใจเก่ียวกับความแตกตางและความสัมพันธของสิ่งแวดลอม

ทางสังคมและวัฒนธรรมในภาคตางๆ

จุดประสงคก ารเรยี นรู (นําทาง)
1. นกั เรียนบอกความแตกตา งของสิง่ แวดลอ มทางสังคมและวัฒนธรรมได
2. นักเรียนบอกถึงความสัมพันธและวิธีการรักษาส่ิงแวดลอมทางสังคมและ

วฒั นธรรมได

สาระการเรยี นรู
1. ความแตกตา งของสง่ิ แวดลอ มทางสังคมในภาคตางๆ
2. ความสัมพันธร ะหวางสิง่ แวดลอมทางธรรมชาติกบั ส่งิ แวดลอ มทางสังคม
3. การอนุรกั ษแ ละรกั ษาสิ่งแวดลอมทางสงั คมและวัฒนธรรม

กิจกรรมการเรียนการสอน
ขน้ั นําเขา สูบทเรยี น
1. ครูซักถามนักเรียนเก่ียวกับความหมายของหมวกในแตละใบ พรอมทบทวน

ความหมายใหนกั เรียนเขาใจ

193

ข้ันดาํ เนนิ การเรียนการสอน
1. ครูอธิบายวธิ กี ารเรยี นรจู ากชดุ ฝก ทกั ษะการคิดแกปญ หา
2. ครูแจกชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาชุดท่ี 5 เร่ือง สิ่งแวดลอมทางสังคมและ
วัฒนธรรม ใหนักเรียนศกึ ษาคนละ 1 ชดุ
3. นกั เรยี นศึกษาคําชแี้ จง วัตถปุ ระสงค และเนือ้ หาใหเขาใจ
4. นกั เรียนปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามท่ีกาํ หนดไว ภายในเวลา 50 นาที
5. นักเรียนทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู
เร่อื ง ส่ิงแวดลอมทางสงั คมและวัฒนธรรม ภายในเวลา 20 นาที
ข้นั สรปุ บทเรยี น
1. นักเรียนประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เรื่อง
สง่ิ แวดลอมทางสงั คมและวฒั นธรรม ทา ยแบบทดสอบไดด วยตนเอง
2. ครูและนักเรียนอภิปรายผลการเรียนรูรวมกันเก่ียวกับความแตกตาง และ
ความสัมพันธระหวางส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติและส่ิงแวดลอมทางสังคม พรอมทั้งแนวทางการ
อนุรักษ พรอมท้ังใหน กั เรียนซักถามขอสงสัย

สอื่ การเรียนการสอน
1. ชดุ ฝกทักษะการคดิ แกป ญ หา เร่อื ง สิ่งแวดลอมทางสังคมและวฒั นธรรม
2. ใบความรู เรือ่ ง สิ่งแวดลอมทางสังคมและวัฒนธรรม
3. กิจกรรมที่ 1 เรื่อง ส่งิ แวดลอ มทางสงั คมและวฒั นธรรม
4. แบบประเมนิ ทักษะการคดิ แกปญ หาเร่ือง สงิ่ แวดลอ มทางสังคมและวฒั นธรรม
5. แบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรเู รื่อง ส่ิงแวดลอ มทางสังคมและวัฒนธรรม

การวดั และการประเมนิ ผล
1. ตรวจแบบกิจกรรม
2. ตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาและแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เรื่อง

สงิ่ แวดลอ มทางสงั คมและวัฒนธรรม

194

แนวการจดั กิจกรรมการเรยี นรู โดยใชชดุ ฝกทกั ษะการคดิ แกป ญ หา

ชุดที่ 6 เร่อื ง ประชากรกบั สงิ่ แวดลอ ม

ชั้นประถมศกึ ษาปท่ี 4 เวลา 2 ช่วั โมง (120 นาที)

สาระสาํ คญั
ประชากรเปนทรัพยากรท่ีสําคัญซ่ึงมีผลกระทบตอสภาพแวดลอม การศึกษาเกี่ยวกับ

ประชากรทาํ ใหเ ขาใจสาเหตขุ องการเปล่ียนแปลงประชากรและผลกระทบตาง ๆ

จดุ ประสงคก ารเรยี นรู (ปลายทาง)
นักเรียนมีความรูความเขาใจเก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงของประชากร ปจจัยที่ทําใหเกิด

การยา ยถนิ่ และผลกระทบท่เี กดิ ขน้ึ จากการยายถิ่นของประชากร

จดุ ประสงคก ารเรยี นรู (นําทาง)
1. นกั เรยี นบอกลกั ษณะการตั้งถ่ินฐานและการเปลย่ี นแปลงของประชากรได
2. นกั เรียนบอกลกั ษณะการอพยพยายถิน่ ของคนในทองถิ่นได
3. นักเรยี นบอกผลกระทบของการยายถ่ินของประชากรได

สาระการเรยี นรู
1. องคป ระกอบของประชากรในดา นเพศ อายุ เปน ตน
2. การเปล่ียนแปลงประชากร หมายถึง การเปลี่ยนแปลงขนาดหรือจํานวนประชากร

ในบริเวณใดบริเวณหน่งึ ในระยะเวลาที่กําหนด
3. ปจจยั สําคญั ท่ีทาํ ใหเ กดิ การยา ยถ่ิน เชน ปญหาดานรายไดและอาชีพ
4. ผลกระทบจากการยา ยถน่ิ ของประชากร เชน เกิดปญหาดา นสงั คม เชน ปญหาความ

ยากจน เปนตน

กิจกรรมการเรียนการสอน
ข้ันนาํ เขา สบู ทเรยี น
1. ครูซักถามนักเรียนเก่ียวกับความหมายของหมวกในแตละใบ พรอมทบทวน

ความหมายใหน กั เรยี นเขาใจ

195

ขนั้ ดาํ เนนิ การเรยี นการสอน
1. ครูอธิบายวธิ กี ารเรียนรูจากชดุ ฝกทักษะการคดิ แกป ญ หา
2. ครูแจกชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาชุดท่ี 6 เรื่อง ประชากรกับส่ิงแวดลอม
ใหนักเรียนศกึ ษาคนละ 1 ชุด
3. นักเรยี นศกึ ษาคาํ ชีแ้ จง วัตถุประสงค และเนอ้ื หาใหเ ขา ใจ
4. นักเรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมตามที่กาํ หนดไว ภายในเวลา 40 นาที
5. นักเรียนทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู
เร่อื ง ประชากรกบั ส่งิ แวดลอ ม ภายในเวลา 20 นาที
ข้นั สรปุ บทเรยี น
1. นักเรียนประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เรื่อง
ประชากรกบั สิ่งแวดลอ ม ทายแบบทดสอบไดดว ยตนเอง
2. นักเรียนทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาหลังเรียน จํานวน 20 ขอ ภายใน
เวลา 15 นาที
3. นักเรียนทําแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูหลังเรียน เรื่อง สรรพส่ิงในธรรมชาติ
จํานวน 25 ขอ ภายในเวลา 30 นาที
4. ครูและนักเรียนอภิปรายผลการเรียนรูรวมกันเกี่ยวกับองคประกอบของประชากร
การเปลี่ยนแปลงประชากร ปจจัยสําคัญที่ทําใหเกิดการยายถ่ิน และผลกระทบจากการยายถิ่นของ
ประชากร พรอมทง้ั ใหนกั เรียนซกั ถามขอสงสัย

ส่อื การเรยี นการสอน
1. ชุดฝกทักษะการคิดแกปญ หา เร่อื ง ประชากรกับส่ิงแวดลอ ม
2. ใบความรู เร่ือง ประชากรกบั ส่งิ แวดลอ ม
3. กจิ กรรมที่ 1 เรื่อง ประชากรกับสิ่งแวดลอ ม
4. แบบประเมินทักษะการคดิ แกปญ หา เรอ่ื ง ประชากรกบั ส่งิ แวดลอม
5. แบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู เรอื่ ง ประชากรกบั สง่ิ แวดลอ ม
6. แบบประเมนิ ทักษะการคิดแกปญหาหลงั เรยี น
7. แบบทดสอบวดั ผลการเรยี นรูหลงั เรยี น เรอ่ื ง สรรพส่ิงในธรรมชาติ

196

การวัดและการประเมนิ ผล
1. ตรวจแบบกิจกรรม เรื่อง ประชากรกบั สิ่งแวดลอ ม
2. ตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เร่ือง

ประชากรกบั ส่งิ แวดลอ ม
3. จากการตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล

การเรียนรหู ลงั เรยี น เรือ่ ง สรรพส่งิ ในธรรมชาติ

197

คาํ ชีแ้ จงสําหรับนักเรยี น

ชดุ ฝกทักษะการคดิ แกป ญหา เรอ่ื งสรรพส่งิ ในธรรมชาติ ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
ชุดท่ี 1 ถึงชุดท่ี 6 มขี นั้ ตอนในการปฏิบัติตาม ดงั นี้

1. ใหนักเรียนทําแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูกอนเรียนเรื่อง สรรพสิ่งใน
ธรรมชาติ จํานวน 25 ขอ เพื่อวัดผลการเรียนรูของนักเรียนกอนเรียนดวยชุดฝกทักษะการคิด
แกปญหา

2. นักเรียนศกึ ษาใบความรูในชุดฝก ทักษะการคิดแกปญหาชดุ ที่ 1 เรื่อง ปฐมนิเทศ
การคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ และปฏิบัติกิจกรรมตามท่ีกําหนดไวในชุดฝก หลังจากศึกษาใบ
ความรแู ละปฏบิ ัติกิจกรรมตามที่กําหนดใหแลวนักเรียนทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา
ประจาํ ชุดท่ี 1

3. นักเรียนศึกษาใบความรูในชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาในชุดที่ 2 เรื่อง
สภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ และปฏิบตั ิกจิ กรรมตามที่กาํ หนดให ดังน้ี

3.1 หลังจากศึกษาใบความรูและปฏิบัติกิจกรรมตามท่ีกําหนดใหแลวนักเรียน
ทาํ แบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาประจําชดุ ที่ 2 จํานวน 5 ขอ และทาํ แบบทดสอบวดั ผล
การเรียนรูป ระจําชดุ ท่ี 2 จาํ นวน 5 ขอ

3.2 นักเรยี นสามารถประเมินทกั ษะการคดิ แกป ญ หา และแบบทดสอบวดั ผล
การเรียนรูป ระจําชดุ ท่ี 2 ทา ยแบบทดสอบไดดว ยตนเอง

4. นักเรียนศึกษาใบความรูในชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาในชุดท่ี 3 เรื่อง มลพิษ
ที่มีผลตอทรพั ยากรธรรมชาติในทองถ่นิ และปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามทีก่ าํ หนดให ดังนี้

4.1 หลังจากศึกษาใบความรูและปฏิบัติกิจกรรมตามท่ีกําหนดใหแลวนักเรียน
ทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาประจําชุดท่ี 3 จํานวน 5 ขอและทําแบบทดสอบวัดผล
การเรยี นรูป ระจาํ ท่ี 3 จาํ นวน 5 ขอ

4.2 นักเรียนสามารถประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล
การเรียนรูประจําที่ 3 ทายแบบทดสอบไดด วยตนเอง

198

5. นักเรียนศึกษาใบความรูในชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาในชุดท่ี 4 เรื่อง
การอนรุ ักษท รัพยากรธรรมชาตใิ นทองถนิ่ และปฏิบัติกจิ กรรมตามทก่ี าํ หนดให ดังนี้

5.1 หลังจากศึกษาใบความรูและปฏิบัติกิจกรรมตามที่กําหนดใหแลวนักเรียน
ทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาประจําชุดที่ 4 จํานวน 5 ขอ และทําแบบทดสอบวัดผล
การเรียนรูประจําชดุ ที่ 4 จาํ นวน 5 ขอ

5.2 นักเรียนสามารถประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล
การเรยี นรปู ระจาํ ชดุ ฝกท่ี 4 ทา ยแบบทดสอบไดด วยตนเอง

6. นักเรียนศึกษาใบความรูในชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาในชุดท่ี 5 เร่ือง
สง่ิ แวดลอ มทางสังคมและวัฒนธรรม และปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามทีก่ าํ หนดให

6.1 หลังจากศึกษาใบความรูและปฏิบัติกิจกรรมตามท่ีกําหนดใหแลวนักเรียน
ทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาประจําชุดที่ 5 จํานวน 5 ขอ และทําแบบทดสอบวัดผล
การเรียนรูประจําชุดฝกที่ 5 จํานวน 5 ขอ

6.2 นักเรียนสามารถประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล
การเรียนรปู ระจําชุดฝกท่ี 5 ทา ยแบบทดสอบไดด วยตนเอง

7. นักเรียนศึกษาใบความรูในชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาในชุดที่ 6 เรื่อง
ประชากรกับสิง่ แวดลอ ม และปฏิบัตกิ จิ กรรมตามท่ีกาํ หนดให

7.1 หลังจากศึกษาใบความรูและปฏิบัติกิจกรรมตามที่กําหนดใหแลวนักเรียน
ทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหาประจําชุดท่ี 6 จํานวน 5 ขอและทําแบบทดสอบวัดผล
การเรยี นรูป ระจาํ ชดุ ฝกท่ี 6 จาํ นวน 5 ขอ

7.2 นักเรียนตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล
การเรยี นรปู ระจําชดุ ฝก ที่ 6 ทายแบบทดสอบไดดวยตนเอง

8. หลังจากนักเรียนศึกษาและวัดผลการเรียนรูดวยตนเองครบทั้ง 6 ชุดแลว
ใหน ักเรยี นปฏบิ ัติดังน้ี

8.1 นักเรียนทาํ แบบประเมนิ ทกั ษะการคดิ แกป ญหาหลงั เรยี น จํานวน 20 ขอ
8.2 นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนเร่ือง สรรพส่ิงในธรรมชาติ จํานวน
25 ขอ

199

ชดุ ฝกทกั ษะการคดิ แกป ญ หา ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
สําหรับนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปท่ี 4

ชุดท่ี 1 ปฐมนิเทศการคิดดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบ

โดย
นางสาวนฤมล มีโสภา

200

คําชีแ้ จงสาํ หรับนกั เรียน
ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหาชุดที่ 1 เร่ือง ปฐมนิเทศการคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
ชุดน้ีประกอบดวย วัตถุประสงค ใบความรู ใบกิจกรรม และแบบประเมินทักษะการคิด
แกปญ หา เวลาในการใชช ดุ ฝก ทกั ษะการคดิ แกป ญหาจาํ นวน 1 ชวั่ โมง
ขน้ั ตอนในการปฏิบัติ
1. นักเรยี นศึกษาวตั ถุประสงคของการใชชุดฝก
2. นักเรียนศึกษาใบความรูเร่ือง การคิดดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ และปฏิบัติ
กิจกรรมตามใบกจิ กรรมที่กําหนดให
3. นักเรยี นทาํ แบบประเมนิ ทักษะการคดิ เรอื่ ง การคดิ ดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ

วตั ถปุ ระสงค
1. นกั เรยี นอธิบายสญั ลักษณของหมวกแตละใบได
2. นกั เรยี นสามารถตัง้ คําถามจากการคิดดว ยเทคนคิ หมวก 6 ใบ ได

ครขู อใหเ ด็ก ๆ ตั้งใจทาํ
นะจะ

201

ใบความรู
เรื่อง การคดิ ดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบ

หมวกสีขาว แสดงถึงความเปนกลาง หมายถึง ขอเท็จจริงตาง ๆ ท่ีเปนตัวแทน

ของขอมลู ขา วสาร โดยที่ไมน าํ ความคดิ เห็นของตนเองเขา ไปปะปน

ตวั อยา งคําถาม

- มขี อ เท็จจรงิ หรอื ขอมูลอะไรเกี่ยวกบั เรื่องนี้ - มขี อมูลอื่นอกี หรือไม

- ตอ งการขอมลู อะไรบาง - ไดข อมูลมาดวยวธิ ีใด

หมวกสีเหลือง แสดงถึงความสวางไสว หมายถึง เหตุผลทางบวก ความม่ันใจ

เหตุผลในการยอมรับ เราใชหมวกสีเหลืองเปน สว นหนง่ึ ของการประเมินแลวจงึ ใชหมวกสีดาํ

ตัวอยางคาํ ถาม

- จุดท่ดี คี อื อะไร - ผลดีคืออะไร

หมวกสีเขียว แสดงถึงความเจริญเติบโต ความสมบูรณ หมายถึง ความคิด
สรางสรรค แนวความคิดใหม ๆ ที่มองสกู ารเปลีย่ นแปลงทกุ ชนดิ ทุกประเภทอยา งจงใจ

ตวั อยา งคําถาม
- นักเรยี นจะนาํ ความคดิ นี้ไปทํา (สรา ง ปรบั ปรงุ พฒั นา)...อะไรไดบา ง
- ถาจะใหส ิง่ น.ี้ ..(ดีขึ้น)...จะตอ งเปลย่ี นแปลงอยา งไร

202

หมวกสแี ดง แสดงถึงอารมณ หมายถงึ การมองดานอารมณแ ละความรสู กึ รวมถึง

ความโกรธ ความอบอนุ และความพึงพอใจของผคู ิด

ตวั อยางคาํ ถาม

- เรารูส ึกอยางไร - นักเรยี นมีความรสู กึ อยางไรตอ สิ่งทท่ี าํ

- นกั เรยี นรูสึกอยา งไรตอ ความคดิ นี้

หมวกสีดาํ แสดงถึงความมดื คร้มึ หมายถงึ เหตุผลดา นลบ การหาขอ บกพรอง

หรือจดุ ออ นทอี่ าจเกดิ ขนึ้ ไดล ว งหนา

ตัวอยา งคําถาม

- อะไรคือจดุ ออ น - อะไรคอื ส่งิ ที่ยุง ยาก

- อะไรคือสงิ่ ท่ีผดิ พลาด - เรอื่ งน้ีมีจุดออ นทต่ี รงไหน

หมวกสฟี า แสดงถึงความเยือกเยน็ ซง่ึ อยเู หนือทกุ สิง่ ทุกอยา ง หมายถึง การจดั

ระเบียบทางความคดิ หรอื การสรุปขอเทจ็ จริงตาง ๆ

ตัวอยา งคาํ ถาม

- การคิดอะไรทต่ี อ งการ - ขั้นตอนตอไปคอื อะไร

- การคิดอะไรทท่ี ําไปกอนแลว

เมื่ออา นเขา ใจแลว เราไปทํา
กิจกรรมพรอ มๆ กนั เลยนะจะ

203

กจิ กรรมท่ี 1 เร่ือง การคดิ ดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ

คาํ สั่ง ใหน กั เรยี นอธิบายความหมาย พรอ มยกตวั อยา งคาํ ถามอยางนอ ย 2 คําถามของหมวกในแต
ละใบใหถูกตอ ง

ระบบสหี มวก

หมวกสขี าว หมวกสีเหลือง หมวกสีเขียว

หมายถึง............................... หมายถึง............................... หมายถงึ ...............................
............................................. ............................................. ............................................
............................................. ............................................. ............................................
............................................. ............................................. ............................................
............................................. ............................................. ............................................
............................................. ............................................. ............................................

ตวั อยางคําถาม ตัวอยางคําถาม ตัวอยางคําถาม

............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................

จุกอยากรคู วามหมาย และการตั้งคาํ ถาม
ของหมวกในแตละสจี ัง เด็กๆ ชวยกัน

ตอบจกุ หนอ ยนะ

204

ระบบสีหมวก

หมวกสีแดง หมวกสดี ํา หมวกสฟี า

หมายถึง............................... หมายถึง............................... หมายถึง...............................
............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................

ตัวอยางคําถาม ตัวอยางคําถาม ตัวอยางคําถาม

............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................
............................................. ............................................. .............................................

ดีใจจงั จกุ จะไดรแู ลว วา หมวกแตละสมี ี
ความหมายแตกตางกนั อยางไร

205

ใบกจิ กรรมท่ี 2 เร่อื ง การคดิ ดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ

คาํ ส่งั ใหนกั เรยี นสรุปความหมายของการคดิ แบบหมวก 6 ใบ ลงในแผนผงั ใหครบถวน

............................................ ........................................................
............................................ ........................................................
............................................ ....................................................................................................

............................................
............................................

การคิดดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบ

............................................

............................................ ............................................
............................................ ............................................

............................................ ........................................................
.................................... ........................................................

........................................................

206

แบบประเมนิ ทกั ษะการคิด
เร่ือง การคดิ ดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ

คาํ ส่งั ใหน กั เรยี นดภู าพทีก่ าํ หนดใหแ ลวคิดตามสขี องหมวก
นายหน่ึงกําลงั ลักลอบตดั ตน ไมข นาดใหญอ ยูใ นปาลึกแหง หน่ึง โดยไมร ูเ ลยวา สิ่งทเ่ี ขา

กําลังทาํ อยูกอใหเ กิดปญหาตามมามากมาย เชน อากาศรอ น นํ้าทว ม ฝนไมตกตามฤดกู าล เปนตน
โดยที่หนงึ่ หวงั แคเงนิ เพยี งเล็กนอ ยทีจ่ ะไดม าจากการขายไม

คดิ ดวยหมวกสขี าว ……………………………………………..
คดิ ดว ยหมวกเหลอื ง ……………………………………………..
คิดดว ยหมวกเขยี ว ……………………………………………..
คิดดว ยหมวกแดง ……………………………………………..
คดิ ดวยหมวกดาํ ……………………………………………..
คดิ ดว ยหมวกสฟี า ……………………………………………..

ถานกั เรยี นไมเ ขาใจ ลอง
กลบั ไปทบทวนดใู หมไดนะจะ

207

ชุดฝก ทกั ษะการคิดแกป ญหา ดวยเทคนิคหมวก 6 ใบ
สาํ หรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ี่ 4

ชดุ ที่ 2 เรอ่ื ง สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ

โดย
นางสาวนฤมล มีโสภา

208

คาํ ช้แี จงสาํ หรบั นกั เรยี น
ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา ชุดท่ี 2 เรื่อง สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ ชุดนี้
ประกอบดวย วัตถุประสงค ใบความรู ใบกิจกรรม แบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และ
แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เวลาในการใชชดุ ฝก ทักษะการคิดแกปญหาจาํ นวน 2 ชว่ั โมง
ขัน้ ตอนในการปฏิบัติ
1. นักเรียนศกึ ษาวตั ถปุ ระสงคข องการใชช ดุ ฝก
2. นักเรยี นศกึ ษาใบความรู เรื่องสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ และปฏิบัติกิจกรรม
ตามใบกจิ กรรมทีก่ าํ หนดให
3. หลังจากศึกษาแลวใหนักเรียนทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา จํานวน
5 ขอ และทาํ แบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู เรอ่ื ง สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ จาํ นวน 5 ขอ
4. นักเรียนตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล
การเรยี นรูทา ยแบบทดสอบดวยตนเอง

วัตถุประสงค

1. เพ่ือใหน กั เรยี นระบคุ วามสาํ คัญของสิง่ แวดลอมทางธรรมชาตไิ ด
2. เพอ่ื ใหน กั เรยี นบอกความแตกตางของประเภทสงิ่ แวดลอ มทางธรรมชาตไิ ด
3. เพ่ือใหน ักเรยี นบอกความหมายและประเภทของทรพั ยากรได

209

ใบความรู
เรอื่ ง สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สงิ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติ หรือ
ส่ิงทมี่ นษุ ยไดส รางขน้ึ ท้งั น้ีเพอื่ ประโยชนต อ การดํารงชีวิต
ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติแบงออกเปน 3 ประเภท ดังน้ี

1. ทรพั ยากรท่ใี ชแ ลว หมดไป คือ
ทรัพยากรที่ไมม กี ารสรางทดแทนได เชน แรน้ํามนั แรธาตุ และหินเมอื่ นาํ มาใชป ระโยชน
ก็จะหมดส้ินไป โดยธรรมชาติไมอ าจจะสรา งขนึ้ ทดแทนได
2. ทรัพยากรท่ใี ชแลว หมดไปแตสามารถสรา งทดแทนได
ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่สี ามารถทดแทนใหมไ ด เชน ปาไม สัตวปา ซ่งึ ทรัพยากรธรรมชาติ
ประเภทนี้หากมีการจดั การใชอ ยางถูกวิธจี ะสามารถเกดิ ขึ้นหรอื ทดแทนขนึ้ ใหมไ ด
3. ทรพั ยากรท่ใี ชแลวไมห มดแตเส่อื มคณุ ภาพ
ทรพั ยากรท่ใี ชแ ลวไมห มด หรอื สญู หายไป ไดแก น้าํ ดินและอากาศ ถา นาํ มาใชอ ยา งไมถูก
วิธีและไมรูจกั วธิ กี รบํารงุ รักษาก็จะทําใหเกิดการเสอื่ มโทรมได

ทรพั ยากรธรรมชาติท่ีนักเรียนควรศกึ ษา มดี ังน้ี
1. ดิน เกดิ จากการผกุ รอนของหิน ซงึ่ ผสมกบั ซากพืช ซากสัตวต าง ๆ
ทีต่ ายทบั ถมเนา เปอยและสลายกลายเปน ธาตุตาง ๆ ในดิน
ประเภทของดนิ สามารถแบง ออกเปน 3 ชนดิ คอื
1) ดนิ เหนียว เปนดนิ ท่ีมเี นอ้ื ดินละเอยี ดอุมน้ําไดดี ถาแหง จะแข็งมาก
เหมาะสาํ หรบั ปลกู พืชทต่ี อ งการนํ้ามาก
2) ดนิ รวน เปน ดนิ ที่มเี นอ้ื ดนิ โปรง นํ้าซึมผานไดง ายมีฮวิ มัสซึ่งเปนธาตุอาหารของพืชอยูม าก
เหมาะสาํ หรบั ปลกู พืชสวนใหญ
3) ดนิ ทราย เปน ดินท่มี ที รายปนอยูม าก เนอื้ ดินทรายไมอ มุ นํ้า เหมาะสําหรับพชื ทต่ี องการนํ้า
นอย และพชื ทมี่ ีความทนทานสงู

210

2.น้ํา เปนทรัพยากรธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลกถึง 3 สวน ใน 4 สวน
แหลงน้ํามีอยูทั่วไปบนผิวโลก แหลงน้ําที่สําคัญแบงออกเปน 3 ประเภท
ดงั นี้

1) นาํ้ ฝน นา้ํ ทเ่ี กิดจากการกล่นั ตวั และตกลงมาเปน หยดนาํ้
2) นา้ํ บนผวิ ดิน นา้ํ ทีอ่ ยูบนผวิ ดิน ซ่ึงเปนน้ําที่ไหลหรือน้ําท่ีขังอยูตาม
แหลงตา งๆ เชน แมน้ํา ลาํ คลอง หนอง บึง ทะเลสาบ
3) น้าํ ใตดิน นาํ้ ที่แทรกอยูในเนื้อดิน ท่ีมีความลึกจากผวิ ดินมากกวา ครง่ึ เมตรลงไป เรียกวา
(น้ําบาดาล)

3. ปาไม มีความสัมพันธกับน้ํา และสภาพอากาศ ถาบริเวณใดมีปาไมมาก
บริเวณนั้นก็จะชุมชื้น เพราะตนไมจะคายความชื้นออกมา ทําใหสภาพ
อากาศเยน็ และเกิดฝนตก ซึ่งจะทําใหเกิดเปนแหลงตนนํ้าลําธาร แตถาปาไม
ถูกทาํ ลายกจ็ ะทําใหส ภาพอากาศแหง แลง ฝนไมตกตามฤดู
ประเภทของปาไม ปา ไมข องประเทศไทยแบงออกเปน 2 ประเภท คือ
1) ปาไมไมท้ิงใบ หรือปาไมไมผลัดใบ ปาไมชนิดน้ีจะพบในบริเวณพ้ืนที่ราบจนถึงยอดเขาสูง
แบง ออกเปน 4 ชนิด คือ
(1) ปาดิบชื้น มีมากในแถบท่ีฝนตกชุกเกือบตลอดป เชน ภาคตะวันออก และ
ภาคใตข องไทย ไมส าํ คัญ ๆ เชน ไมย าง ไมต ะเคยี น ไมต ะแบก
(2) ปาดิบเขา อยูสูงจากระดับน้ําทะเลตั้งแต 1000 เมตรขึ้นไป เชน บริเวณ
เทือกเขาสูงทั้งในตอนกลาง ตอนเหนือและทางตะวันออกของประเทศ ปาไม

ชนิดนต้ี ามลําตน มกั มีกลว ยไมแ ละเฟร นเกาะอยู เชน ไมกอ ไมกาํ ยาน
(3) ปาสนเขาสวนใหญอ ยูส งู จากระดับนํ้าทะเลระหวา ง 600-1300เมตร

ปาสนเขาในเมืองไทยพบมากในจังหวัดทางภาคเหนือ ไดแก สนสองใบ
สนสามใบ
(4) ปาเลนน้ําเค็ม ขึ้นอยูตามชายฝงทะเลดินเลน มีมากที่สุดบริเวณฝงทะเล
ดานตะวนั ตกของประเทศ ไมส ําคญั ไดแก ไมโ กงกาง แสม ลาํ พู

211

2) ปา ไมท ง้ิ ใบ หรอื ปาไมผลดั ใบ มอี ยทู กุ ภาคยกเวน ภาคใต ไดแ ก
(1) ปาเบญจพรรณ หรือ ปาผสม เปนปาไมที่มีตนไมหลายชนิดข้ึน

ป ะ ป น กั น อ ยู แ ต ต น ไ ม จ ะ ข้ึ น ห า ง ๆ กั น พ บ ใ น ภ า ค เ ห นื อ
ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ และภาคตะวันตกของประเทศ ไมสําคัญ ไดแก
ไมสัก ไมประดู ไมชิงชัง ไมมะคา ปาประเภทนี้มีคุณคาทางเศรษฐกิจ
สูงมาก

(2) ปาแดง ปาโคก หรือปาแพะ เปนปาโปรงสลับทุงหญายาว
ไมสาํ คัญ ไดแ ก ไมเต็ง รัง พะยอม เปน ตน

ความสาํ คญั ของทรพั ยากรธรรมชาติและสภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ มทางธรรมชาติอยูใกลชิดตัวเรา เราเปนทั้งสวนหน่ึง
ของธรรมชาติ และเปนผูใชประโยชนจากธรรมชาติในการดํารงชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติจึงมี
ความสาํ คัญดังนี้
1. เปน แหลงทม่ี าของวัตถุดิบ และผลิตผล เชน การขดุ นํา้ มันทีอ่ ยใู ตด ินมาใชประโยชน
2. เปนท่ีรองรับกิจกรรมการประกอบอาชีพตางๆ ของมนุษยและชวยเกื้อกูลใหชีวิต
ดํารงอยูได เชน การปลกู พืช ผัก ผลไมบนที่ดิน เปน ตน
3. เปนแหลงรองรับของเสีย และของเหลอื จากขบวนการผลิตและการบริโภค เชน การ
ฝง ของเนา เสียลงดนิ เปน ตน
4. ใหความร่ืนรมยแกจิตใจของมนุษย เชน ทิวทัศน ภูมิประเทศความงามของ
ธรรมชาติ เชน เปนสถานทพ่ี กั ผอนในวันหยุด เปนทท่ี อ งเท่ียวของประชากรในทองถ่นิ

เฮ!! ดใี จจงั อานจบแลว

212

กจิ กรรมท่ี 1 เร่อื ง สภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ

คําสั่ง ใหน กั เรยี นตอบคาํ ถามตอไปนี้ใหถกู ตองและครบถว น

เด็กๆ จะเมอื่ อา นจบแลว เรามาตอบ
คาํ ถามกันดกี วา

1. ทรัพยากรธรรมชาติสามารถแบง ออกเปน กีป่ ระเภท อะไรบา ง (หมวกสขี าว)

………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………

2. ทรัพยากรธรรมชาตอิ ะไรบางทนี่ ักเรียนพบในทอ งถิน่ ของนักเรียน (หมวกสีขาว)

………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………

3. ทรัพยากรธรรมชาติที่พบในทอ งถิน่ ของ คดิ ไมอ อกลองทบทวนดูใหม
นักเรยี นสามารถนํามาใชประโยชนอ ะไร ไดน ะ
ไดบาง (หมวกสเี หลือง)

………………………………………………………......………………………….

………………………………………………………………….…………………..

………………………………………………………….……….………………….

4. นักเรยี นมวี ธิ อี นุรักษทรัพยากรธรรมชาติในทองถ่ินของนกั เรียนไดอ ยา งไร

(หมวกสเี ขยี ว)

……………………………………………………………………...…………

…………………………………………………….……………..……………

……………………………………………………………………………..…

5. ถาปาไมถ กู ทําลาย จะเกดิ ปญ หาขนึ้ มากมาย มปี ญหาใดบา ง (หมวกสดี ํา)

……………………………………………………….………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………

213

6. นักเรยี นรสู ึกอยางไรถา แมน ํ้าในทองถนิ่ ของนักเรียนมีกล่ินเหมน็ (หมวกสีแดง)
……………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………

เกง ๆ กันทุกคนเลย

214

แบบประเมนิ ทกั ษะการคิดแกปญหา เรื่อง สภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ

คําสั่ง ใหนกั เรยี นอา นขอความตอไปนแ้ี ลว ตอบคําถามใหถ กู ตอ ง

พนื้ ดินท่ีอดุ มสมบูรณ จะใหผ ลผลิตทอี่ ุดมสมบรู ณต อ ทกุ ชวี ติ สังคมไทยเปน
สังคมเกษตรกรรม ผนื ดินจงึ มคี วามสําคญั ย่งิ ตอเรา แตใ นปจ จบุ นั มกี ารใชส ารเคมี
ปราบศัตรพู ชื การปลอยใหห นา ดนิ เปดโลง ซึ่งเปน การทาํ ลายสงิ่ มชี วี ติ เล็ก ๆ ท่ีมี
ประโยชนตามธรรมชาติใหหมดไป ในท่สี ดุ เรากต็ อ งเพ่มิ ความอุดมสมบรู ณใ หก บั
พชื พนั ธุธัญญาหารดวยปยุ เคมีเพิ่มมากขน้ึ และมากขน้ึ ซง่ึ ย่ิงกลบั ทําใหด นิ มสี ภาพ
เสื่อมโทรมลงอยางรวดเรว็ และกอ ใหเกดิ ปญ หาตามมาอกี มากมาย เชน ผัก ผลไมมี
สารเคมีตกคาง ทําใหส ะสมอยูในรางกายของผบู ริโภค และถาสะสมมาก ๆ อาจเปน
อนั ตรายถึงชวี ติ ดังน้ันเราควรเลิกใชสารเคมีปราบศตั รูพชื หนั มาใชป ยุ คอกและ
ปลกู พชื หมุนเวียนแทนเพราะจะทาํ ใหด นิ มีความอุดมสมบูรณ

1. นกั เรียนคดิ วา ขอ ความนก้ี ลา วถึงขอใด 3. นักเรยี นคดิ วาสาเหตขุ องปญหาเกิดจากส่ิงใด?
เปนสาํ คัญ? ก. ใชป ยุ คอกบํารุงพืช
ก. มนษุ ยทาํ ใหด นิ เส่อื มโทรม ข. ปลอยที่ดินวางเปลา
ข. ความอดุ มสมบูรณข องดิน ค. ใชสารเคมปี ราบศตั รพู ชื
ค. สงั คมไทยเปนสงั คมเกษตรกรรม ง. การปลอ ยใหหนา ดินเปด โลง
ง . ผนื ดนิ มคี วามสําคัญกับ
ประชากรไทย 4. นักเรียนมวี ธิ แี กปญ หานไ้ี ดด ที ่ีสดุ คอื ?
ก. ปลูกพืชคลุมดิน
2. นักเรียนคดิ วาปญ หาของขอ ความนี้ ข. ใชปุยคอกบํารุงพชื
คือขอใด? ค. การปลูกพืชหมุนเวยี น
ก. ทีด่ ินเส่ือมโทรม ง. เลิกใชสารเคมปี ราบศตั รพู ชื
ข. การใชส ารเคมีปราบศตั รพู ืช
ค. ผกั ผลไมมีสารเคมตี กคา ง 5. วิธกี ารแกปญ หาท่นี ักเรยี นเลอื กในขอ 4
ง. การปลอ ยทีด่ ินใหวา งเปลา จะสงผลใหเ กดิ สง่ิ ใดขนึ้ ?
ก. ผัก ผลปลอดสารเคมี
ข. ดินมีความอุดมสมบูรณ
ค. เกษตรกรมรี ายไดเ พมิ่ ขนึ้
ง. ผลผลิตทางการเกษตรเพมิ่ ขน้ึ

215

เรามาดูเฉลยพรอมๆ กันเลย

เฉลย
1. ก 2. ก 3. ค 4. ง 5. ค

216

แบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู เรอ่ื ง สภาพแวดลอ มทางธรรมชาติ
คาํ ส่ัง ใหนกั เรยี นทําเคร่ืองหมายกากบาท (X) ทบั ตัวอกั ษรที่ถูกตองทีส่ ุดเพียงขอ เดยี ว

1. ทรพั ยากรในขอใดทใ่ี ชแ ลวไมหมดไป 3. เพราะเหตุใดภาคตะวันออกจึงสามารถปลูกพชื
แตเ ส่อื มคุณภาพ? ชนดิ เดยี วกบั ภาคใตได?
ก. หิน ก. มกี ารนําพนั ธุพ ชื ไปเผยแพร
ข. ดิน ข. มีความชื่นชอบพืชชนิดเดียวกนั
ค. ปา ไม ค. มีลักษณะภมู ิประเทศใกลเ คียงกนั
ง. แรน า้ํ มนั ง. มีประชาชนทางภาคใตอพยพไปอยทู าง
ภาคตะวนั ออก
2. อทิ ธิพลใดมผี ลตอการประกอบอาชพี
ของคนไทยมากท่สี ดุ ? 4. ถาปา ไมถ กู ทําลายจะเกดิ ปญ หาตามมามากมาย
ก. นโยบายของรัฐบาล ยกเวน ขอใด?
ข. วฒั นธรรมประเพณี ก. ตนไมล ดจาํ นวนลง
ค. ลกั ษณะทางภูมิศาสตร ข. สภาพอากาศแหงแลง
ง. องคการบริหารสว นทองถิ่น ค. ฝนไมต กตามฤดูกาล
ง. ตนไมเ พ่มิ จาํ นวนมากขึน้

5. ปา ไมประเภทใดทมี่ อี ยูในทุกภาค
ยกเวน ภาคใต?
ก. ปาสนเขา
ข. ปาดบิ ช้นื
ค. ปาดบิ เขา
ง. ปาเบญจพรรณ

หยดุ นะ ! อยา ดเู ฉลยกอ นทาํ เสร็จ

217

1. ข 2. ค เฉลย 5. ง
3. ก 4. ง

เปน ไงจะ ทํากันถูกทุกขอ
เลยละซิ เกงกันจังเลย

218

ชุดฝกทกั ษะการคิดแกป ญ หา ดวยเทคนคิ หมวก 6 ใบ
สําหรับนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปท ่ี 4

ชุดที่ 3 เร่ือง มลพิษท่ีมีผลตอ ทรัพยากรธรรมชาตใิ นทองถนิ่

โดย
นางสาวนฤมล มโี สภา

219

คาํ ช้แี จงสาํ หรับนักเรียน
ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา ชุดที่ 3 เรื่อง มลพิษที่มีผลตอทรัพยากรธรรมชาติใน
ทองถ่ิน ชุดน้ีประกอบดวย วัตถุประสงค ใบความรู ใบกิจกรรม แบบประเมินทักษะการคิด
แกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เวลาในการใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา
2 ชัว่ โมง
ขนั้ ตอนในการปฏิบัติ
1. นกั เรยี นศึกษาวัตถปุ ระสงคข องการใชช ุดฝก
2. นักเรียนศึกษาใบความรูเรื่อง มลพิษที่มีผลตอทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น
และปฏิบตั ิกิจกรรมตามใบกจิ กรรมทก่ี าํ หนดให
3. หลังจากศึกษาแลวใหนักเรียนทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา จํานวน
5 ขอ และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เรื่อง มลพิษท่ีมีผลตอทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น
จาํ นวน 5 ขอ
4. นักเรียนตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล
การเรียนรทู ายแบบทดสอบดวยตนเอง

วัตถปุ ระสงค
1. เพือ่ ใหน กั เรยี นบอกสาเหตทุ ่ีทาํ ใหเกิดการเปล่ียนแปลงสิ่งแวดลอ มในทองถ่นิ

ได
2. เพอ่ื ใหน ักเรยี นบอกถงึ ผลกระทบทเี่ กิดขน้ึ จากการกระทาํ ของมนษุ ยแ ละ

สิง่ แวดลอ มธรรมชาตใิ นอําเภอได

220

ใบความรู

เรือ่ ง มลพษิ ท่ีมีผลตอทรัพยากรธรรมชาตใิ นทองถน่ิ

สาเหตทุ ท่ี าํ ใหเ กิดปญ หามลพษิ ตอทรพั ยากรธรรมชาติในทอ งถนิ่ น้ันมสี าเหตุท่สี ําคญั

2 ประการ คือ

1. เกดิ จากธรรมชาติ 2. เกดิ จากคน

- แผนดนิ ไหว - การสรา งท่ีอยูอาศัย

- การทรดุ ตวั ของแผน ดนิ - การสรางเข่ือน

- น้าํ กดั เซาะตลง่ิ - การนาํ เทคโนโลยีทนั สมยั มา

- อนื่ ๆ ใชใ นการผลติ

- อืน่ ๆ

ผลจากการกระทาํ ของมนษุ ยท ี่มตี อสิง่ แวดลอมในทอ งถิน่

มนุษยไ ดม ีบทบาทในการทําใหส ภาพแวดลอ มเสยี ไป ท้ังโดยความจงใจและความ
รูเทาไมถ งึ การณจากกิจกรรมของมนษุ ย และจากการนําเทคโนโลยที ่ที นั สมยั มาใชอยา งไมคํานงึ ถงึ
ผลเสียท่ีมตี อส่งิ แวดลอ มตาง ๆ ตามมามากมายดังน้ี

1. มลพิษทางอากาศ หรืออากาศเปนพิษ ซ่ึงเกิดจากการท่ีใน
อากาศมีปริมาณออกซิเจนนอย แตมีสวนผสมของฝุนละออง
และสารอ่ืน ๆ ปะปนอยูมากมาย ทําใหเกิดอันตรายตอรางกาย
คนเรา ซ่ึงสาเหตุหลักมาจากการใชยานพาหนะท่ีใชน้ํามันเปน
เช้ือเพลิง ไดแ ก รถจกั รยานยนต รถยนตสวนบุคคล รถโดยสาร
ประจําทาง ซึ่งมีการเผาไหมเชื้อเพลิงอยางไมสมบูรณ จึงทําให
เกิดเปนปญหามลพิษทางอากาศข้ึนหรือท่ีเรียกวา “ภาวะเรือน
กระจก” ทําใหโลกรอ นขึน้ อยางภาวะในปจจบุ นั น้ี

221

2. มลพิษทางนา้ํ หรือน้ําเสยี สวนใหญเ กดิ จากการทิง้ สารพิษลง
ในแหลง นาํ้ เชน ขยะ นาํ้ เสียจากโรงงานอตุ สาหกรรม สารเคมี
ทใี่ ชในการเกษตรทาํ ใหน ้าํ เนา เสยี นาํ ไปใชประโยชนไ มไ ด
นอกจากนีย้ งั เปน แหลง เพาะเชอ้ื โรค สัตวน าํ้ ไมมที ่อี ยอู าศยั
อยา งท่ีเราเหน็ คราบนํา้ มันในทะเลนนั้ ทําใหพ ชื น้ําถกู ทาํ ลาย

3. ปญหาเก่ยี วกับดนิ การเสอื่ มโทรมของดิน ซึ่งสาเหตสุ ว นใหญมา
จากการตดั ไมท ําลายปา และนอกจากน้เี กดิ จากการกดั เซาะ
พงั ทลายโดยนา้ํ ไหล ลม การลดนอ ยลงของธาตอุ าหาร ทาํ ใหดนิ
ขาดความอุดมสมบูรณ ทําใหเ กดิ ปญหาดนิ เคม็ ดินมีสารปนเปอน
ดินเปนกรด และปญหาดินยบุ ตัวเปนตน เนื่องจากการใชดนิ ทผ่ี ิด
ประเภท ดินเนา เสยี เพราะการทง้ิ ขยะและสารเคมี ดนิ จืดเพราะขาด
ปยุ เนอื่ งจากการปลูกพชื ชนิดเดียวกนั ซา้ํ ๆ ในท่ีเดมิ

การแกป ญ หาและสง เสริมสภาพแวดลอมในทองถ่ิน
แนวทางการแกปญ หาและสง เสริมสภาพแวดลอ มในทอ งถ่ิน สามารถปฏบิ ตั ิได ดังน้ี
1. สรางความตระหนกั ความรู และความเขาใจที่ถกู ตอ งเกยี่ วกบั การรกั ษา
สภาพแวดลอมแกป ระชาชน และบคุ ลากรของหนว ยงานตา ง ๆ ในทองถิ่น
2. ใหค นในทอ งถ่นิ หรอื ชุมชนรว มกนั กําหนดมาตรการ แนวทางการดาํ เนินงาน
เกีย่ วกบั สภาพแวดลอมตาง ๆ รวมทง้ั การลงโทษผูก ระทําความผดิ อยา งจริงจงั
3. ปลุกจติ สาํ นึกของคนในทอ งถิน่ ใหม คี วามรูสกึ รัก และภูมใิ จในทอ งถ่ินของตน
เพ่อื จะไดช ว ยกันรักษาสภาพแวดลอ มในทอ งถน่ิ
4. รว มกันฟน ฟสู ภาพแวดลอ มในทอ งถนิ่ ท่ีเส่ือมโทรมใหด ขี นึ้ เชน โครงการปลูกปา
ทดแทน โครงการปลูกปาชายเลน เปนตน

อา นจบแลว อยาลมื ทาํ กจิ กรรม
ตอจนเสรจ็ นะจะ คนเกง

222

กิจกรรมที่ 1 เรื่อง มลพษิ ทม่ี ีผลตอ ทรัพยากรธรรมชาตใิ นทองถน่ิ

คาํ ช้แี จง : ใหน กั เรียนจับคูขอ ความตอไปนใ้ี หถ ูกตอง โดยตอบซํ้าขอ กนั ได

______1. สาเหตทุ ่ีทาํ ใหเกิดปญหามลพษิ คอื คน และธรรมชาติ ก. หมวกสีขาว
______2. การนําเครอื่ งมอื ท่ีทันสมยั เขา มาใชในการทําการเกษตร ข. หมวกสแี ดง
ค. หมวกสดี าํ
น้นั ทาํ ใหเ กดิ ปญหาทางสิง่ แวดลอ มอยางมาก ง. หมวกสเี หลอื ง
______3. การสรางเขอ่ื นทาํ ใหสตั วปา ไมม ีทอ่ี ยอู าศัย จ. หมวกสีเขยี ว
______4. การปลอยนํา้ เสยี จากโรงงานอุตสาหกรรมทาํ ใหน ํา้ เนาเสยี ฉ. หมวกสีฟา
______5. ควรมกี ารบําบดั นา้ํ เสียกอนปลอ ยลงสแู มน ํา้
______6. นาํ นํ้าทเี่ หลอื จากการซักผา และลางจานไปรดนํา้ ตนไม
______7. ควรปลูกจติ สาํ นกึ ใหค นในทอ งถน่ิ รกั และหวงแหนใน

ทรัพยากรธรรมชาติ
______8. สาเหตุทีท่ ําใหดินจืด เพราะการปลกู พืชชนิดเดยี วกันซ้าํ ๆ
______9. การแกป ญหาน้าํ เนา เสียไดด ีทีส่ ดุ คือ การไมท งิ้ ขยะ

และน้าํ เสียลงสแู มนํา้ ลําคลอง
______10. ปญ หาภาวะโลกรอน เรียกอกี อยา งหนึ่งวา

“ภาวะเรอื นกระจก”

ไมม ีอะไรทเี่ ด็กเกงทาํ ไมได
สๆู ๆ นะจะ

223

เฉลย
1. ก 2. ก 3. ค 4.ค 5. จ
6. จ 7. ง 8. ก 9. ฉ 10. ก

ถกู หมดทกุ ขอใชไ หม
ย้มิ ใหญเลย

224
แบบประเมนิ ทกั ษะการคิดแกปญ หา เร่อื ง มลพษิ ที่มีผลตอทรพั ยากรธรรมชาติในทอ งถิ่น

คําสัง่ ใหนกั เรียนอานสถานการณท กี่ ําหนดใหแ ลว ตอบคําถามใหถ ูกตอง

เอกสงั เกตการเปลย่ี นแปลงของตนออ นของผกั สวนครวั ที่มกั ถูกแมลงมากดั กนิ
เนอ่ื งจากเอกไมต อ งการใชย าฆาแมลง เอกจงึ ใชวธิ ีการกางมุง ใหผักสวนครัวทป่ี ลกู ไว
ซึง่ ผกั เหลานนั้ กเ็ จรญิ เติบโตงอกงามดี แตก แ็ ปลกใจท่แี ตงกวาและมะเขอื ติดผลนอ ยมากทงั้ ๆ
ทผ่ี กั ทงั้ สองชนดิ กต็ ดิ ดอกเตม็ ตน

1. ประเดน็ สําคญั ของเรื่องคอื ? 3. สาเหตุท่ที ําใหเกิดปญหาคอื ?
ก. ดนิ ไมด ี ก. ผกั ถูกแมลงกดั กนิ
ข. การปลกู ผักกางมงุ ข. การไมใชยากาํ จัดแมลง
ค. แมลงชอบกดั กินตน ออ น ค. ขาดแมลงชวยสะสมเกสร
ง. แตงกวาและมะเขอื ตดิ ผลนอ ย ง. เอกไมไดใ สป ยุ บาํ รงุ พืชผกั

2. ปญหาท่เี กิดขนึ้ คอื ? 4. จากปญ หาท่เี กดิ ขึ้นควรใชวธิ ีแกไขอยา งไร?
ก. ผกั ไมเจรญิ เติบโต ก. ใชยากาํ จดั แมลง
ข. การไมใ ชย ากาํ จดั แมลง ข. ไมกางมงุ ในชว งท่ีติดดอก
ค. อณุ หภมู ิไมเ หมาะสมกบั ผกั ค. เอกตองใสป ยุ บาํ รุงพชื ผัก
ง. แตงกวาและมะเขือติดผลนอ ย ง. กางมงุ เปนครง้ั คราวเพื่อใหอ ากาศถา ยเท

5. จากวธิ กี ารแกปญหาดังกลาว ผลทจี่ ะไดร ับคอื ?
ก. แมลงมากนิ ผกั นอ ยลง
ข. ดนิ มคี วามอุดมสมบรู ณ
ค. ผักสวนครวั เจริญงอกงามดี
ง. แตงกวาและมะเขือเทศจะตดิ ผลมากขนึ้

เด็กดีตองไมดูเฉลยกอนทําเสรจ็ นะ

225

เฉลย
1. ง 2. ง 3. ค

4. ข 5. ง

เฮ ! ถูกเกอื บหมดทกุ ขอ เลย

226
แบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู เร่อื ง มลพิษทีม่ ผี ลตอ ทรพั ยากรธรรมชาติ

คําสั่ง ใหนกั เรยี นทาํ เครอื่ งหมาย X ทับตัวอักษรทถ่ี ูกตอ งทีส่ ดุ เพยี งขอ เดียว

1. เหตกุ ารณใ นขอใดเปน ปญ หาทาง 3. สภาวะเรอื นกระจกเกดิ จากปญ หามลพษิ ใน

สงิ่ แวดลอ ม? ขอ ใด?

ก. การบกุ รุกปา สงวน ก. นํา้

ข. นํา้ ในคลองหลอดมกี ลิ่นเนา เหมน็ ข. อากาศ

ค. ชมุ ชนแออดั ในกรงุ เทพมหานคร ค. ปาไม

ง. ประชาชนปลูกบา นเรอื นอยรู มิ ฝง ง. แรธาตุ

แมนาํ้ 4. สารพษิ ในดนิ เกิดจากการกระทําในขอ ใด

2. ขณะนงั่ รถโดยสารประจาํ ทางและ มากทส่ี ดุ ?

มีจราจรตดิ ขดั นักเรยี นรสู ึกหายใจ ก. การทําเหมอื งแร

ไมอ อกเพราะควนั จากทอ ไอเสีย ข. การทิง้ ส่งิ ปฏกิ ลู จากครวั เรอื น

รถยนต วธิ กี ารแกป ญ หาดังกลาว ค. การใชสารเคมกี ําจดั แมลงและศัตรพู ชื

ในขอใดเหมาะสมทสี่ ดุ ? ง. การปลอยนาํ้ เสยี จากโรงงานอุตสาหกรรม

ก. จํากดั จํานวนรถท่ีผา น 5. บริเวณใดมปี รมิ าณกา ซคารบอนไดออกไซด

ข. จาํ กัดผโู ดยสารที่ข้นึ บนรถ มากที่สุด?

ค. ระบายรถใหวง่ิ ชาลงกวา เดมิ ก. สวนสาธารณะ

ง. ชวยกันปลกู ตนไมตามรมิ ถนน ข. ถนนในเมือง

ค. โรงภาพยนตร

ง. หอประชมุ โรงเรียน

ทาํ เสรจ็ แลวเราไปดูเฉลย
พรอ มๆ กันเลย

227
เฉลย
1. ข 2. ง 3. ข 4. ค 5. ข

เฮ ! ถูกทกุ ขอ เลย

228

ชดุ ฝกทกั ษะการคิดแกป ญ หา ดว ยเทคนิคหมวก 6 ใบ
สาํ หรบั นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 4

ชุดที่ 4 เรอื่ ง การอนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาตใิ นทองถ่ิน

โดย
นางสาวนฤมล มีโสภา

229

คําชแี้ จงสาํ หรบั นักเรยี น
ชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา ชุดที่ 4 เร่ือง การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติใน
ทองถิ่น ชุดนี้ประกอบดวย วัตถุประสงค ใบความรู ใบกิจกรรม แบบประเมินทักษะการคิด
แกปญหา และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เวลาในการใชชุดฝกทักษะการคิดแกปญหา
2 ชั่วโมง
ขน้ั ตอนในการปฏิบตั ิ
1. นักเรียนศึกษาวตั ถุประสงคข องการใชช ุดฝก
2. นักเรียนศึกษาใบความรู เรื่อง การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติในทองถิ่น และ
ปฏิบัติกจิ กรรมตามใบกจิ กรรมท่ีกําหนดให
3. หลังจากศึกษาแลวใหนักเรียนทําแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา เร่ือง
การอนุรักษทรพั ยากรธรรมชาติในทอ งถน่ิ จาํ นวน 5 ขอ และแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู เรื่อง
การอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาติในทอ งถน่ิ จาํ นวน 5 ขอ
4. นักเรียนตรวจแบบประเมินทักษะการคิดแกปญหา และแบบทดสอบวัดผล
การเรียนรทู ายแบบทดสอบดว ยตนเอง

วตั ถุประสงค

1. เพือ่ ใหน กั เรยี นบอกวธิ ีการอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ มใน
ทอ งถน่ิ ได

2. เพอื่ ใหน ักเรยี นบอกวิธกี ารสง เสริมคณุ ภาพทรพั ยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดลอ มในทองถิน่ ได

230

ใบความรู
เร่ือง การอนรุ กั ษท รพั ยากรธรรมชาติ

การอนุรักษท รพั ยากรธรรมชาติ หมายถึง การใชทรพั ยากรอยางชาญฉลาดใหเ กิดประโยชน
มากทส่ี ดุ และประหยดั เพือ่ ใหม ีใชตลอดไป

1. วัตถุประสงคข องการอนรุ กั ษท รพั ยากรธรรมชาตสิ ิง่ แวดลอ ม
1.1 เพื่อพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตท่ดี ีของมนษุ ย โดยการใชประโยชนสูงสุดจาก

ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการรกั ษาสมดุลธรรมชาติในเวลาเดียวกนั โดยเลอื กใชเทคโนโลยหี รือ
วธิ กี ารที่ทําใหเ กิดผลเสียตอ สิ่งแวดลอมนอ ยที่สุด

1.2 เพื่อรักษาทรัพยากรส่ิงแวดลอมใหอยูใ นสภาพสมดลุ โดยการใชท รัพยากรธรรมชาติใน
ปรมิ าณและเวลาทพ่ี อเหมาะคอื ไมมากและเรว็ จนเกนิ กวา ทรพั ยากรธรรมชาตจิ ะฟนสภาพได
ทัน

2. แนวทางการอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอม
เม่อื ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอมลดปริมาณและคณุ ภาพลงจะสง ผลกระทบโดยตรงตอ
คณุ ภาพชวี ติ ของมนุษย ดงั นน้ั จงึ ตองหาวิธกี ารทาํ ใหทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอมทสี่ ําคญั
ใหม ีใชตลอดไป ดงั น้ี
(1) ใชทรัพยากรธรรมชาตอิ ยา งฉลาด คอื ตองมีการปลกู ตนไมท ดแทนกอ นตัดไม
(2) ตองใชทรัพยากรธรรมชาตอิ ยา งประหยัด นัน่ คอื การนาํ ทรัพยากรมาใชเทา ท่ีจําเปนเพื่อใหมี
ทรพั ยากรใชน านทสี่ ดุ และเกดิ ประโยชนมากท่สี ุด เชน แรธาตุ
(3) ตอ งมีการจัดทรัพยากรธรรมชาติเพ่ือใหเกดิ การสูญเสยี กระบวนการผลิตนอ ยที่สุด
(4) ตองมกี ารบาํ บัดและฟน ฟู ซึ่งเปนวิธที ่ีชว ยลดความเสอื่ มโทรมของทรพั ยากรธรรมชาติ เชน
โรงงานอุตสาหกรรม ตอ งมกี ารบาํ บัดน้ําเสยี กอนปลอยลงสแู หลง นํ้า การปลูกปาทดแทนปาไม
ที่สญู เสียไป
(5) การใชสงิ่ อน่ื ทดแทน เพื่อใชทรัพยากรธรรมชาตใิ หล ดนอยลงและไมเปน การทาํ ลาย
สิง่ แวดลอ ม เชน การใชใบตองซ่ึงเปน วสั ดุธรรมชาติที่ยอยสลายไดแทนการใชโฟม การใช
พลังงานแสงอาทติ ยทดแทนการใชเ ชอื้ เพลิง
(6) การซอ มแซมสงิ่ ของเคร่ืองใชใหกลบั สสู ภาพการใชง านไดอีกครง้ั จะชว ยยืดอายกุ ารใชง าน
เชน การนํากระดาษท่ีไมใชนาํ มาเขา กระบวนการผลิตใหม
(7) การลดอนั ตรายจากสารพษิ เชน จากโรงพยาบาล เมือ่ นําไปท้ิงจะกอใหเ กิดอนั ตรายตอ
มนุษย ดงั น้นั กอ นท่ีจะท้งิ ควรทําใหส ารพิษอยใู นสภาพทีก่ อ ใหเ กดิ อันตรายนอ ยท่ีสดุ
(8) การดแู ลปอ งกนั มิใหม กี ารทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม
(9) การแยกขยะเพอื่ สะดวกในการนาํ มาผลติ เพอ่ื นาํ มาใชใหม

231

ทรพั ยากรทางธรรมชาตทิ ี่ควรแกการอนุรักษ มีดังนี้
1. ดิน เปนทรัพยากรทมี่ ีคณุ คา ทางการเกษตรอยางมาก เพราะมนุษยใชท ดี่ นิ เปน แหลง ทาํ

การเกษตรทกุ ชนดิ

ความสาํ คญั ของดิน การบํารงุ รักษาดิน
1. เปน แหลงทอ่ี ยูอาศัยของคน สตั ว และพชื 1. ใสปุย คอกเพื่อเพ่มิ อาหารใหพ ืชตาม
2. เปนแหลง อาหารของคน สัตว และพชื
3. เปน สถานที่พกั ผอนหยอนใจ ชนิดของพชื
4. เปนแหลงดดู ซมึ สงิ่ สกปรกตา ง ๆ จากคน 2. ปลกู พชื หมุนเวียนเพอื่ ปอ งกันดินจดื
3. ปลกู พชื คลมุ ดนิ เพ่อื ปอ งกันไมใ ห
และสตั ว
5. เปนแหลงทรัพยากรธรรมชาติอืน่ เชน หนาดนิ สึกกรอนและแหง แลง
4. ไมเผาหญาหรือดินในไรนาเพราะจะ
แรธาตุ ปา ไม สตั วปา
ทําใหดนิ จืด

2. น้ํา เปนทรพั ยากรธรรมชาติทปี่ กคลมุ ผวิ โลกถงึ 3 สวนใน 4 สวน แหลงนาํ้ มีอยทู ว่ั ไปบน
ผิวโลก

ความสําคัญของน้าํ การบํารงุ รักษาแหลง น้าํ

1. ใชบ ริโภค ดืม่ ชาํ ระลาง ประกอบอาหาร 1. ไมท ําลายปา ไมซ ึง่ เปนแหลง ตน น้าํ ลาํ

ธาร 2. ไมทงิ้ ขยะและส่งิ ปฏกิ ลู ในแหลงน้าํ

2. เปนทอ่ี ยอู าศัย ธรรมชาติ

3. ใชในทางเกษตรกรรม อุตสาหกรรม 3. ทาํ นาํ้ เสยี ใหส ะอาดกอนปลอยลงสู

และดบั เพลงิ แหลง นา้ํ

4. ใชเ ปน เสนทางคมนาคม เชน แมน ํ้า 4. ใชน ้าํ อยา งประหยดั ชวยกนั ขดุ ลอก

มหาสมุทรทะเล เปนตน แหลงนา้ํ ท่ีตื้นเขนิ

5. เปนแหลง พลังงาน เชน เพอ่ื ผลติ กระแส

ไฟฟา

6. เปน ทพ่ี ักผอนหยอ นใจ เชน นํา้ ตก

ทะเลสาบ เปนตน

232

3. ปาไม
ปา ไมม คี วามสมั พนั ธกับนํา้ และสภาพอากาศ ถาบริเวณใดมีปาไมมากบรเิ วณนน้ั กค็ วรจะชมุ

ชื้น เพราะตน ไมจะคายความชื้นออกมา ทาํ ใหส ภาพอากาศเย็นและเกดิ ฝนตก ซึ่งจะทาํ ใหเกิดเปน
แหลง ตนน้ําลาํ ธาร แตถ า ปาไมถกู ทําลายกจ็ ะทําใหสภาพอากาศแหงแลง ฝนไมต กตามฤดู

ความสําคญั ของปา ไม การบาํ รงุ รกั ษาปา
1. เปน แหลง วตั ถุดบิ ที่นํามาใชท ําเคร่ืองนุงหม 1. ปอ งกันและปราบปรามการตดั ไม

อาหาร ทีอ่ ยอู าศัย ยารกั ษาโรค และเครื่องใช ทาํ ลายปา
ตา ง ๆ 2. หาแหลงทํามาหากินใหช าวเขาอยู
2. เปนแหลงทาํ รายไดใ หแกป ระเทศชาติ
จํานวนมาก เชน การสง ไมเปน สินคาออก อยา งเปนหลักเปน แหลง เพ่อื ปองกนั
3. ปา ไมท าํ ใหภ ูมิประเทศชมุ ช้ืน ทาํ ใหมฝี นตก การทาํ ไรเ ลื่อนลอย
สมาํ่ เสมอ เปน แหลงตน นาํ้ ลําธาร 3. สงเสริมการปลกู ปาทดแทน
4. เปน ท่อี ยูอาศยั ของสัตวปาทั้งหลาย 4. ปดปาไมอ นญุ าตใหมกี ารทาํ ปา
5. ปา ท่อี ุดมสมบูรณจ ะชว ยดูดซมึ น้ํา และกนั 5. ใชว ัตถุอ่นื ทดแทนผลติ ภณั ฑท่ที ํา
นาํ้ ใหไ หลชา ลง ซ่งึ เปน การปอ งกนั น้าํ ทว ม จากไม
ได 6. ตั้งหนวยปอ งกันไฟปา
6. เปน แหลงทท่ี าํ ใหอ ากาศบริสทุ ธิ์ เพราะเม่อื 7. สงเสริมใหม กี ารเผยแพรค วามรแู ละ
ตน ไมป รงุ อาหารตนไมกจ็ ะคายออกซิเจน ความเขาใจแกป ระชาชน
ออกมา
7. เปนแหลงพกั ผอนหยอนใจ และเปน แหลง ท่ี
ใชในการศกึ ษา
8. ชว ยอนุรกั ษท รพั ยากรอ่ืนๆ ใหอ ุดมสมบรู ณ
เชน ดนิ นํ้า แรธาตุ สัตวปา เปนตน

อานจบแลว กไ็ ปทํากิจกรรมกนั ตอเลย ตง้ั ใจ
ทาํ นะจะ เดก็ ๆ
สู ๆๆ

233

กิจกรรมที่ 1 เร่อื ง การอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติ

คําสัง่ ใหนกั เรยี นจับคูขอ ความตอ ไปน้ีน้ีใหถ กู ตอ ง โดยตอบซ้ําขอ กันได

____ 1. การอนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาติ หมายถงึ การใช ก. หมวกสีขาว
ใหเกดิ ประโยชนมากที่สดุ ข. หมวกสแี ดง
ค. หมวกสดี ํา
______ 2. การทําไรเลื่อนลอยเปนอปุ สรรคในการอนรุ ักษ ง. หมวกสีเหลอื ง
ปา ไม จ. หมวกสีเขียว
ฉ. หมวกสีฟา
______ 3. การปลูกพชื คลมุ ดินเปนการรักษาหนา ดนิ
______ 4. ดินเปน แหลง ทอี่ ยอู าศัยของคน สัตว และพืช
______ 5. ตองมกี ารบําบัดนาํ้ เสยี กอ นปลอ ยลงสูแหลงน้าํ
______ 6. ปา ไมชว ยปองกนั การเกดิ นํ้าทว มได
______ 7. ปอ งกนั และปราบปรามการตัดไมท าํ ลายปา
______ 8. นาํ้ เปนแหลง พลงั งานทใี่ ชผลติ กระแสไฟฟา
______ 9. การใชทรัพยากรอยางชาญฉลาด ใชอ ยา งรคู ณุ คา

เพือ่ ใหมใี ชต ลอดไป
______ 10. ดนิ นํา้ และปา ไมส ามารถใชเปน สถานทีท่ อ งเทยี่ ว

ใชใ นการผกั ผอ นหยอ นใจ

เด็กดีตอ งไมเปดดเู ฉลยกอนนะจะ

234

เฉลย
1. ก 2. ค 3. จ 4. ง 5. จ
6. ง 7. จ 8. ง 9. ฉ 10. ข

เหน็ ไหมไมเ ห็นจะยาก ทําได
กนั ไดท ุกขอเลย

235
แบบประเมินทกั ษะการคิดแกปญ หา เรอื่ ง การอนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาติ

คําสั่ง ใหน กั เรียนอานสถานการณท กี่ าํ หนดใหแ ลว ตอบคําถามใหถ ูกตอ ง

ธนเทพมีอาชีพเล้ียงปลาและปลกู ผักขายโดยใชน ้าํ ในบอ รดผกั และลา งผกั กอ น
นาํ ไปขาย ซง่ึ ปท ผี่ า นมาธนเทพมีรายไดจ ากการขายปลาและผักสงู มาก แตปน ้ีรายได
ลดลงเน่อื งจากมแี มลงหลายชนดิ มาทําลายใหเกดิ ความเสยี หาย ธนเทพจึงใชยาฆาแมลง
ฉีดพน เปน ประจาํ แตอ กี 5 เดอื นตอ มามปี ลาตวั เล็ก ๆ ตายลอยมาตดิ รมิ บอบอ ย ๆ

1. ประเดน็ สาํ คญั ของเรือ่ งคือ? 3. สาเหตทุ ที่ าํ ใหเ กดิ ปญ หาคือ?
ก. การฉีดยาฆา แมลง ก. ไมใ ชปยุ บาํ รุงผกั
ข. ผักไมเ จรญิ งอกงาม ข. มแี มลงหลายชนิดมาทาํ ลายผัก
ค. การตายของปลาในบอ ค. ยาฆาแมลงไหลลงบอ เล่ียงปลา
ง. ธนเทพมีอาชพี เลีย้ งปลาและ ง. ยาฆา แมลงตกคา งในบอ เลยี้ งปลา
ปลูกผักขาย
4. จากปญ หาท่ีเกิดขึ้นควรแกป ญ หาอยา งไร?
2. ปญหาทสี่ ําคัญคือ? ก. งดฉดี ยาฆาแมลง
ก. ผกั ไมเจริญงอกงาม ข. เปลีย่ นนํา้ ในบอ เล้ียงปลาใหม
ข. การตายของปลาในบอ ค. ไมล า งผักทมี่ ยี าฆาแมลงในบอปลา
ค. การกาํ จัดแมลงท่ีรบกวนผกั ง. ใชยาฆา แมลงท่ผี ลิตจากธรรมชาตแิ ทน
ง. รายไดจ ากการขายปลาและ
ผักลดลง 5. จากวธิ กี ารแกปญ หาดังกลา ว ผลที่ไดร บั คอื ?
ก. ปลาตายนอยลง
ข. ผักเจริญงอกงามดี
ค. แมลงมารบกวนนอยลง
ง. รายไดจ ากการขายผักเพมิ่ ขนึ้

ตาวเิ ศษเหน็ นะ ! ทําใหเ สร็จกอน
แลว คอ ยเปด ดเู ฉลยนะจะ

236

เฉลย
1. ค 2. ข 3. ค 4. ค 5. ก

ถกู กนั คนละกี่ขอครับ คน
เกง ของจุก


Click to View FlipBook Version