The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-13 23:51:41

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Keywords: พระพุทธศาสนา,การเมืองการปกครอง

มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอ็ด

เลขท่ี ๒๕๒ ตาบลนเิ วศน์ อาเภอธวัชบรุ ี จงั หวดั ร้อยเอ็ด ๔๕๑๗๐

โทรศัพท์ ๐-๔๓๕๖-๙๕๑๗ Fax. ๐-๔๓๕๖-๙๔๘๗

www.http://roiet.mcu.ac.th

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง Buddhism and Politics พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง

นายสยามพร พนั ธไชย Buddhism and Politics

นายสยามพร พันธไชย

มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอ็ด

Mahachulalongkornrajavidyala University RoiEt Buddhist College

คํานิยม

พุทธศาสนาเปนเสมือนรากเหงาแหงความเปนชาติและเอกลักษณของชาติ ท้ังทางดาน
สังคม วัฒนธรรมและการเมือง การพิจารณาวาศาสนามีความสัมพันธกับแนวคิดทางทางเมือง
อยางไรนั้น จะใชหลักของศาสนาพุทธกับประเทศไทยเปนหลัก จึงมีความจําเปนอยางย่ิง
พุทธศาสนกิ ชนในยุคปจ จบุ ันตองมีหลักในการบูรณาการเพื่อสอดคลองกับบริบทที่เปล่ียนแปลงไป
ตามยคุ สมยั ปจจุบันเรยี กยคุ โลกาภิวัตน โลกท่มี ีการเปลยี่ นแปลงไป ความเจริญที่ยางกาวเขามา
ทั้งสังคม,วัฒนธรรม,เทคโนโลยี และส่ิงตาง ๆ การบริหารจัดการในองคการ หรือหนวยงานตาง ก็
ตองปรับเปลี่ยนรองรับกับการเปลี่ยนแปลง การบริหารก็ตองมหี ลกั การที่ดี การบริหารที่องคกรก็
มั่งคง มีประสิทธิภาพกอใหเกิดความอยูรอด ความต้ังมั่นและย่ังยืนก็เกิดขึ้นภายใตหลักการ
บรหิ ารจดั การที่ดนี ั่นเอง

ดงั นัน้ หนงั สือ “พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง”เลมนี้ จึงเปนอีกสวนหน่ึง
ที่จะเปนแนวทางใหผูอาน หรือผูสนใจในดานศาสนากับการเมืองการปกครอง ไดนําไปเปนขอมูล
หรอื นาํ ไปเปน หลกั ในการตดั สนิ ใจเพ่ือกอ ใหเกิดประสทิ ธภิ าพ ประสิทธิผล ทางดานการบริหารอัน
จะเปน ประโยชนตอองคกร หรอื สังคมสบื ไป

พระโสภณพฒั นบัณฑิต, รศ,ดร.
รองอธกิ ารบดวี ิทยาเขตขอนแกน
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย

คาํ นิยม

ทานผูอานหนังสือ “พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง”เลมน้ี จะไดแนวคิด
ทฤษฎีไดทราบกระบวนการในการบริหาร หนวยงานหรือองคกรตาง ๆ หรือไดทราบถึงหลักการ
เบ้ืองตนเก่ียวกับหลักพุทธธรรมที่ผสมผสาน สามารถนําเอาองคความรูเพื่อไปบูรณาการดานการ
บรหิ ารจัดการหนวยงาน องคก รได เพราะการบริหารไมวาองคใดๆ ก็ตาม ยอมมีความจําเปนตอง
เรียนรูถ งึ หลกั พทุ ธธรรมเปน แนวทางเบอื้ งตนเพ่ือใหก ารบรหิ ารจดั การไดบรรลุถึงวัตถุประสงคหรือ
เปาหมาย

หนังสือพระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครองเลมน้ีจึงเปนสวนหนึ่งของการนําไป
เปรียบเทยี บ หรือนําไปเปน องคค วามรูสูการปฏิบัติดา นหลกั พทุ ธธรรมใหบรรลุตามวัตถุประสงคได
อีกแนวทางหนึ่งเนื้อหาจากในหนังสือเลมนี้ไดมีการผสมผสาน หลักการปกครอง การบริหาร และ
สอดแทรกการบริหารแนวพุทธไว ก็จะเปนประโยชนตอผูอาน ที่สามารถนําไปประยุกตใชในการ
บรหิ ารไดเ ปน อยางดียง่ิ

พระเมธีธรรมาจารย
รักษาการผูอํานวยการวทิ ยาลัยสงฆร อยเอ็ด
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย

คํานยิ ม

พระพุทธศาสนา เปนศาสนาท่ีอยูคูเมืองไทย มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม
สังคมทม่ี คี วามสมั พนั ธตอกันหรอื อาจกลา วไดว า ทกุ ความเคลื่อนไหวของชีวิตมีการอาศัยหลักความ
เชื่อของพระพุทธศาสนาในการดําเนินชีวิต และเปนส่ิงท่ีหลีกเล่ียงไมไดวาการเมือง สังคม มีสวน
เก่ียวขอ ง เก่ียวโยงกับพระพุทธศนา ทําใหสังคมไทยตองศึกษาความสัมพันธกันระหวางศาสนากับ
การเมือง

ดงั น้นั หนังสือ“พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง” เลมน้ี จึงเปนสวนหน่ึงท่ี
พุทธศาสนกิ ชนจะนําไปเปน แนวทางในการปฏิบัติ ในการบริหารหนวยงาน หรือองคกรของตนเอง
เพื่อใหบรรลุเปาหมายท่วี างไว

ดร.นเิ ทศ สน่ันนารี
รองผูอ าํ นวยการวิทยาลัยสงฆขอนแกน
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

คํานยิ ม

หนงั สือ “พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง”เลมนี้ เปนหนังสืออีกเลมหน่ึงที่จะ
ชวยใหผูอาน ไดเขาใจเก่ียวกับหลักทฤษฎี หรือแนวทางการดําเนินชีวิตทางสังคมเพราะ
พระพุทธศาสนามีความสัมพันธกับสังคมการเมืองการปกครองของไทยมาอยางยาวนาน และอาจ
กลาวไดวาเมืองไทยเปนเมืองพุทธ แตในปจจุบัน กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทําให
พทุ ธศาสนิกชนตองใชวิจารณญาณในการตัดสินใจ เพือ่ ใหก ารดาํ เนนิ การทกุ อยางมีประสทิ ธภิ าพ

ดงั นนั้ หนังสือ พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครองเลมนี้ จึงเปนอีกสวนหนึ่งที่จะ
เปนแนวทางใหผูอาน ไดนําไปเปนขอมูล หรือนําไปเปนหลักในการบริหารจัดการ ดําเนินชีวิตเพ่ือ
กอใหเกิดประสทิ ธิภาพสบื ไป

ผศ.ดร.ปญญา คลา ยเดช
ประธานหลักสูตรสาขาวชิ ารัฐศาสตร
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั

วิทยาเขตขอนแกน

คาํ นํา

หนงั สอื เรอื่ งพระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and politics) เลม
น้ีผูเขียนไดชี้ใหเห็นถึงเปาหมายหลักวาศาสนามีความเก่ียวของกับการเมืองอยางไรตั้งแตอดีตถึง
ปจจุบันเราไมสามารถปฏิเสธไดวาศาสนานั้นผูกพันเก่ียวของกับการเมืองอยางหลีกเล่ียงไมได
โดยเฉพาะหลักธรรมาภิบาลกับการประยุกตใชในการเมืองการปกครอง การบริหารประเทศชาติ
บา นเมอื ง

พระพุทธองคทรงบัญญัติหลักพุทธธรรมใหกับนักปกครองใชบริหารประเทศชาติ
บานเมืองต้ังแตสมัยอดีตเปนตนมา เพ่ือใหการปกครองไพรฟาประชาชนมีความสงบสุขรมเย็น
ประชาชนอยูดี มีความสุขภายใตการบริหาร การปกครองของผูนําท่ีเต็มเปยมไปดวยคุธรรม
จริยธรรมอนั ดงี าม หลกั ธรรมดงั กลา วเชน ทศพิธราชธรรม พรหมวิหารส่ี เปนตน พุทธศาสนา
เปนเสมือนรากเหงาแหงความเปนชาติและเอกลักษณของชาติ ท้ังทางดานสังคม วัฒนธรรมและ
การเมอื ง การพิจารณาวาศาสนามีความสัมพันธกับแนวคิดทางการเมืองอยางไรน้ัน จะใชหลักของ
ศาสนาพุทธกับประเทศไทยเปนหลัก หลักคําสอนของพุทธศาสนามีอยูมากมายและจําแนก
ออกเปน หลายหมวดหมู แตละหลกั คําสอนแตล ะหมวดหมมู ีจดุ มุง หมายท่ีจะอธิบายปรากฏการณท่ี
เกิดข้ึนทั้งสาเหตุ และทางที่จะแกปญหาแตละอยาง นอกจากนี้ระดับของความลุมลึกและความ
กวางไกลของแตละหลักคําสอน ยังมีจุดหมายเพื่อสนองตอบความตองการท่ีแตกตางกัน ประเทศ
ไทยมกี ารปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข แนวคิดทางการเมือง
แบบประชาธิปไตยตองยึดหลักสําคัญ ๕ ประการ คือ อํานาจอธิปไตยของปวงชน เสรีภาพของ
บุคคล ความเสมอภาค หลักนิติธรรม และรัฐบาลจากการเลือกต้ังหากผูนําประเทศขาดซึ่ง
คณุ ธรรมไมม ศี าสนาเปนเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจ การไดมาซ่ึงอํานาจทางการเมืองและการใชอํานาจ
ทางการเมืองของผูนําประเทศก็ตองใชวิธีการทุกรูปแบบที่จะทําใหตนไดมาซึ่งอํานาจ แตในทางที่
เปนจริงแลวในสังคมไทยต้ังแตอดีตจนถึงปจจุบัน ผูนําประเทศทุกคนมีการใชหลักคําสอนทาง
ศาสนามาประกอบการกาํ หนดนโยบาย และถอื ปฏบิ ัตนิ อ ยบางมากบา งตามแตล ักษณะของผูนาํ

องคพระประมุขของประเทศก็ยังใชหลักศาสนาเปนแนวมาปฏิบัติมาตั้งแตการข้ึน
ครองราชย ดวยพระราชดํารัสที่วา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม” และยึดหลักทศพิศราชธรรม
ในการดูแลบานเมืองในฐานะพระประมุขในสวนของผูนําประเทศ แนวคิดท่ีประกาศออกมาทาง

การเมืองนั้นจะมีการสอดแทรกและยึดหลักธรรมของศาสนาควบคูไปดวยเสมอตั้งแตแนวนโยบาย
ของรัฐบาล และการบริหารประเทศ เชน เรื่องความซ่ือสัตยสุจริต หลักธรรมาภิบาล ตาม
หลัก ๕ ประการของแนวคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในเร่ืองของอํานาจอธิปไตยของ
ปวงชน เสรีภาพของบุคคล ความเสมอภาค หลักนิติธรรม และรัฐบาลจากการเลือกต้ัง แตละ
ขอของการปฏิบัติจะมีแนวหลักคุณธรรมในทางศาสนาสอดแทรกในข้ันตอนการปฏิบัติท่ีมี
ความหมายอยใู นตวั เอง

สรปุ ไดว า ศาสนามสี ว นสาํ คญั ในการสรา งหรือทําใหการเมืองมีความบริสุทธ์ิยุติธรรมถา
ไมมีหลักศาสนาเปนแนวปฏิบัติแลว การเมืองก็จะเปนเร่ืองของการแกงแยงแตผลประโยชนท่ีไมรู
จบ ศาสนาจึงมคี วามสมั พันธก บั แนวคดิ ทางการเมอื งตามทีก่ ลา วมาขางตน

Ffด ดร.สยามพร พันธไชย

บทที่ ๑

ความรทู ่ัวไปเกย่ี วกับศาสนา

๑.๑ บทนาํ

“ศาสนา” (Religions) เปนการศึกษาองคความรูเกี่ยวกับศาสนา ความหมาย ความสําคัญ
ท่ีมีตอตนเอง สังคม ซ่ึงมีรายละเอียดดังน้ี บทที่ ๑ โดยภาพรวมเลขกลาวถึงความรูท่ัวไปเก่ียวกับ
ศาสนาซึ่งจะศึกษาบริบทอันเปนพื้นฐานของศาสนาท้ังหมดแลวไดขยายความออกไปเปนภาคท่ี ๑
ภาคท่ี ๒ และภาคที่ ๓

ภาคท่ี ๑ และภาคท่ี ๒ ไดกลาวถึงเฉพาะกลุมศาสนาฝายเทวนิยม และกลุมศาสนาอเทวนิ
ยมตามลําดับ โดยการจัดกลุมศาสนาไดอาศัยภูมิภาคและภูมิประเทศเปนดินแดนกําเนิดของศาสนา
นั้นๆเปนหลักและระบุรายละเอียดของแตละศาสนาเก่ียวกับ ประวัติ ศาสดา หลักการ วิธีการ และ
เปาหมายของศาสนา ซึ่งสวนใหญเปนการรวบรวมเรียบเรียงและอางอิงงานเขียน หนังสือของ
บูรพาจารย ท่ีปรากฏผลงานทางวชิ าการทางทรี่ วมสมยั และในอดีตท่ีไดจัดพิมพเผยแผแลว

สวนในภาคที่ ๓ กลาวถึงการเปรียบเทียบลักษณะรวมและลักษณะที่แตกตางกันของแตละ
ศาสนา อิทธิพล วิธีการเผยแผ ความรวมมือและทาทีของแตละศาสนาท่ีมีตอสังคมโดยเฉพาะใน
ประเทศไทย ซึ่งเปนการตอยอดความรูจากบูรพาจารย เพื่อใหเปนไปตามนโยบายและปรัชญาการจัด
การศกึ ษาของมหาวิทยาลยั ท่มี ุงจะพัฒนาจิตใจของบุคคล และสังคมผานกระบวนการเรียนรูของนิสิต
และผสู นใจเพ่อื ใหไดนําไปประยกุ ตใ ชในการดําเนินชีวติ ใหไดมากท่ีสดุ ดว ย

๑.๒ ความหมายของศาสนา

การนิยามความหมายของคําวา ศาสนา มีหลากหลายบริบท ข้ึนอยูกับความเชื่อ ชนชาติ
วัฒนธรรม และการใชภาษาในการส่ือความดวยเพ่ือทําความเขาใจอยางกระจางแจง ชัดเจน ตอการ
นิยามความหมายจึงขอแยกแยะการนิยามความหมายตามรูปศัพทและตามทัศนะของการศึกษา
ตามลําดับ ดงั ตอไปน้ี

๒| พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูท่ัวไปเก่ียวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

๑.๒.๑. ความหมายตามรูปศัพทภ าษาไทย
ภาษาไทย ไดรับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา วิถีการดําเนินชีวิตของคนไทย การใชภาษา
ในการส่ือความหมายแมเช้ือชาติไทยจะมีอักษรและภาษาเปนของตนเองก็ตามอิทธิพลของภาษา
สนั สกฤตและภาษาบาลยี ังสงผลตอ โครงสรางทางภาษาโดยรวมอยูมาก ฉะนั้นการสื่อความหมายไมวา
จะเปน การเขียนและการพูด ลวนมีรากศพั ทของทง้ั สองภาษาน้ีอยดู ว ยเสมอ
๑) คําวา ศาสนา มาจากภาษาสันสกฤตวา “ศาสนํ” ถาเปนภาษาบาลีอยูในคําวาศาสนามี
ความหมายตามรูปศัพทว าวา “คาํ ส่งั สอน” ทม่ี อี งคป ระกอบอยู ๕ ประการคอื

(๑) กลาวถงึ ความเช่ือในอํานาจของสิ่งที่ไมสามารถมองเห็นไดด วยตาเปลา
(๒) มีหลกั ศีลธรรมทีใ่ หปฏบิ ัติเปนลําดับเชนสอนใหละความช่ัวกระทําความดีและทํา
ใจใหหมดจดบริสุทธเ์ิ ปนตน
(๓) มีจดุ หมายสงู สุดของชีวิต
(๔) มหี ลักวิธีกรรม
(๕) มคี วามเขม งวดกวดขนั ในเรื่องความจงรักภักดี
๒) คําวา ศาสนา ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ไดใหความหมายไว
วา “ศาสนา” คอื ลทั ธคิ วามเชื่อถอื ของมนษุ ยอ นั มีหลักคือแสดงกําเนิดและสิ้นสุดของโลก เปนตน อัน
เปน ไปในฝายปรมัตภประการหน่ึงแสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเปนไปในฝายศีลธรรมประการ
หน่งึ พรอ มทั้งลทั ธิพธิ ีที่กระทําตามความเหน็ หรือคําสัง่ สอนในความเชอ่ื ถือน้นั ๆ๑
๓) คาํ วา ศาสนาในความวา พุทธศาสนามนี ัยความหมายท่ีประกอบดวย
(๑) ไมมีหลักความเชื่อวา พระผูเปนเจาเปนผูสรางโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกแต
มีหลักความเชื่อวา กรรมเปน ผูส รา งสรรพสิ่ง
(๒) ไมมีหลักความเช่ือวาคําสอนตางๆมาจากพระผูเปนเจาแตมีหลักความเชื่อวา
สอนตางๆมาจากผรู ูเปน ผูสั่งสอน
(๓) ไมมีหลักความเช่อื ตามคําสอนโดยไมคํานึงถึงขอพิสูจนแตมีหลักใหพิสูจนคําสอน
น้ันโดยการนําไปปฏิบัติ

๑ ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : นาน
มีบคุ สพ ับลิเคชน่ั , ๒๕๔๖), หนา ๑๑๐๐.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง |๓
บทท่ี ๑ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

(๔) ไมม ีหลักการยอมมอบตนใหแ กพระผูเ ปนเจาแตมีหลักการมอบตนใหแกตนเอง๒

๑.๒.๒ ความหมายตามศัพทภาษาองั กฤษ
คําวา ศาสนา ตรงกับภาษาอังกฤษวา Religion มาจากศัพทภาษาละตินวา Religare
หรือ Religere ตรงกบั คาํ ภาษาองั กฤษวา Together คือการรวมเขาดวยกัน (ระหวางส่ิงหนึ่งกับอีกสิ่ง
หนึ่ง) มีความหมายวาการผูกพันธหรือสัมพันธระหวางสิ่ง ๒ ส่ิงใหเปนสิ่งเดียวกัน๓ในนี้มีความ
หมายถึงการมอบศรัทธาบูชา พระผูเปนเจาท่ีมีอํานาจเหนือตน ดวยความเคารพผูกพันยําเกรง ดวย
ศรทั ธาท่ีมอบบูชามีลักษณะ ๔ ประการคอื
(๑) มหี ลกั ความเชอื่ วา พระเจาเปน ผูสรา งโลกและสรรพส่ิงท้ังหลายในโลก
(๒) มีหลักความเช่ือวา คําสอนตางๆ มาจากพระเจาท้ังที่เปนสวนธรรมจรรยาและ
กฎหมายสังคม
(๓) มีความเชื่อวา บางอยางเปนอจินไตย คือเชื่อไปตามคําสอน โดยไมตองคํานึงถึงขอ
พิสูจนแตอ าศยั อนภุ าพของพระเจา ผูอยูเ หนือตนเปน เกณฑ
(๔) มีหลักการยอมมอบตน มอบการกระทําของตน และอ่ืนใดท่ีเกี่ยวกับตน ใหแกพระผู
เปนเจา ดวยความจงรักภกั ดีโดยไมตองมีอะไรอ่นื
จากการนิยามความหมายตามรูปศัพทระหวางภาษาไทย กับภาษาอังกฤษจะเห็นไดวามี
ความหมายทีแ่ ตกตางกนั มาก กลาวคือ “ศาสนัม” และ”สาสนํ”จะแตกตางจาก “รีลีเจียน”(religion)
โดยคําวา”ศาสนัม”และ”สาสนํ”มีความหมายที่ไมไดมุงหมายไปเฉพาะคําสอนของสิ่งที่อยูเหนือ
ธรรมชาติแตห มายถึงคําสอนของผูกอตั้งศาสนาท่ีใหผูปฏิบัติมีวิธีการดําเนินชีวิตไดพนจากความทุกข
ดวย สวน “รีลีเจียน”(religion)มีความหมายที่โนมนําใหผูนับถือยอมตนอยูภายใตอํานาจของสิ่งท่ีอยู
เหนือธรรมชาติอนั ไดแกพระเจา

๒ เสถียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพครั้งที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , ๒๕๓๔), หนา ๑๑.

๓ เร่อื งเดียวกัน, หนา ๘.

๔| พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทวั่ ไปเก่ยี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๑.๒.๓ ความหมายจากการนิยามของนักการศาสนา
การนิยามความหมายโดยพยัญชนะอยางเดียวอาจไมครอบคลุมถึงสารัตถะท่ีแทจริงจึงควร
พิจารณาความหมายโดยใจความหรือตามเนื้อหาที่นักปราชญทางศาสนาไดรวบรวมไว๔ซึ่งความหมาย
จะมีความแตกตางกันไปขน้ึ อยูกบั ประเด็นท่ตี องการจะเนนและสภาพแวดลอม
๑) แมกช มิลเลอร (Max Muller ) เนนพุทธิปญญา (Intellect emphasis) กลาววาศาสนา
คือความสามารถหรืออํานาจของจิตซ่ึงไมขึ้นแกความรูสึกทางประสาทสัมผัสหรือเหตุผลสามารถนํา
บุคคลใหเ ขา ใจถงึ พระพุทธเจาภายใตพระนามตางๆได
๒ ) อิมมานูเอล คานท (Immanuel Kant) เนนศีลธรรม (Moral emphasis)เขียนไววา
ศาสนาคอื การยอมรับรูถงึ หนาท่ีทงั้ ปวงตามเทวโองการ (คือตามที่พระเจาบัญชา)
๓) อันลัน เมนชิพ (Allen Menses) เนนความหมายของการบูชา(emphasis on
worship)เขยี นไวว า ศาสนาคือการบชู าพลังทส่ี ูงกวา
๔) ศ.เอดเวิด สคริบเนอร อัมส (Edward Scribner Arms)เนนความหมายของการบูชา
(emphasis on worship)เขยี นไวว า ศาสนา คือ การบชู าพลงั ทีส่ ูงกวา
๕) ศ.จี.ดับลิว. สแตรทตัน (G.W.Stration) เนนกระบวนการแหงอุดมคติอันสูงสง
(Emphasis on the Supreme Idealizing process) กลาววา ศาสนา คือ ความนิยมชมชอบถึงโลก
และกลุมชนท่มี องไมเ ห็น (หรือสงิ่ ท่ีดที ีส่ ุด เทาทบี่ ุคคลจะคาดคะเนไปถึง)
๖) ศ.วิลเลียม อาดัมส บราวน ( William Adam Brown) เนนความหมายทางครอบคลุม
ถึงสิ่งตางๆ อยางกวางขวาง (An emphasis which attempts to include all the others) กลาว
วาศาสนาหมายถงึ ชวี ติ ของบุคคลในสวนทส่ี ัมพนั ธกบั ทานพูดเหนือมนุษยธรรมดาของเขา
๗) หลวงวิจิตรวาทการ เนนองคประกอบของศาสนา กลาววา คําสอนที่จัดเปนศาสนานั้น
ตองเปนเรื่องท่ีถือวามีความศักด์ิสิทธิ์ มีคําสอนทางธรรมจริยา มีศาสดา มีคณะบุคคลท่ีรักษาความ
ศกั ดส์ิ ิทธิ์และคาํ สอนไวเชน พระหรือนักบวช และมีการกวดขันเร่ืองความจงรักภักดี
๘) ศ. เสถียร พันธรังสี เนนลักษณะของศาสนากลาววา ลักษณะท่ีเรียกวาศาสนาไดมีหลัก
ดังน้ีคือ ตองเปนเรื่องความเช่ือถือไดโดยมีความศักดิ์สิทธิ์มีคําสอนทางธรรมจรรยา มีศาสดา และมีผู
สืบตอคาํ สอนที่เรียกวา พระหรือนักบวช

๔ สุชพี ปุญญานุภาพ, ประวตั ศิ าสตร, (กรงุ เทพมหานคร : สาํ นักพิมพร วมสาสน , ๒๕๐๖), หนา ๕-๙.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง |๕
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกีย่ วกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๙) สุชีพ ปุญญานุภาพ เนนลักษณะคําสอน กลาววา คําสอนที่นับวาเปนศาสนาน้ัน วา
ดว ยเรอื่ งตางๆคือความเชื่อในอํานาจท่ีมองเห็นไมไดดวยศาสนาบางอยาง เชน อํานาจของธรรม หรือ
อํานาจของพระเจา มีหลักศลี ธรรม มคี าํ สอนวาดว ยจดุ มงุ หมายของชวี ติ และมวี ิธีกรรม

จากคําจํากัดความและทัศนะตางๆ ท่ีกลาวขางตน รวมความไดวา “ศาสนา”คือคําสอนท่ี
พระศาสดาไดคนพบ หรือไดจากเทวโองการ ซึ่งมีลักษณะศักดิ์สิทธิ์ เปนที่พึ่งทางใจ ไดถูกนํามา
เผยแพรใหมวลมนุษยชาติประพฤติปฏิบัติตามและประกอบพิธีกรรม เพื่อประสบสันติสุขในระดับ
ศีลธรรมจรรยาและสันติภาพอันนริ ันดรเปนจดุ สูงสุดของชีวติ

๑.๓ ลักษณะและองคป ระกอบของศาสนา

จากการนิยามความหมายของ คําวา ศาสนา ขางตน นักปราชญและนักการศาสนาได
กลาวถึงลักษณะคําสอนที่สามารถถือเปนศาสนาไดตองมีองคประกอบท่ีจําเปนและองคประกอบท่ี
สาํ คัญ ซึง่ จะกลาวตามลําดับดังตอ ไปน้ี

๑.๓.๑ ลกั ษณะจาํ เปน ของคาํ สอนทถ่ี ือวาเปนศาสนา
๑) ตองเปนเรื่องที่เช่ือถือได โดยมีความศักด์ิสิทธ์ิและตองเคารพบูชาไปตามความเช่ือถือ
นั้น
๒) ตองมีคําสอนแสดงธรรมจรรยาและกฎเกณฑเกี่ยวกับการกระทําการปฏิบัติเพ่ือ
บรรลุผลอนั ดงี ามของสงั คม
๓) ตองมผี ปู ระกาศผูสอน หรอื ผูกอตง้ั และยอมรับความเปนจริงตามประวตั ิศาสตร
๔) ตอ งมีผูสบื ตอ รับคาํ สัง่ สอนนน้ั มาประพฤตหิ รือปฏิบตั ิตามกันตอมา

๑.๓.๒ องคประกอบสาํ คัญของศาสนา ๕ ประการคือ
๑) ศาสดา (Founder) คือผูกอตั้งศาสนาทรงคุณลักษณะแตกตางไปตามประเภทของ
ศาสนาแบงออกไดเปน ๒ ประเภท๕คือ

(๑) ศาสดาของศาสนาเทวนิยม (Founder of Theism) หมายถึงองคอวตารหรือศา
สนทตู ของพระเจา ทแ่ี สดงพระองคใหปรากฏแกมนุษยในลักษณะตางๆ

๕ เดือน คําดี, ศาสนศาสตร, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, ๒๕๔๑), หนา ๒๙-๓๐.

๖| พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทั่วไปเก่ยี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

(ก) ในฐานะ เทพอวตาร (Divine Incarnation) ที่แปลงกายจากภาคพระเจาใน
สวรรคลงมาในรางกายของมนุษย ทําหนาท่ีเสร็จแลวก็กลับสูสวรรคเชน นารายณอวตารในศาสนา
ฮนิ ดู พระเยซูในศาสนาคริสต

(ข) ในฐานะนักโทษถึงฤาษี (Seers) ผูบําเพ็ญตบะอยางแรงกลา สามารถเห็นดวย
ญาณและไดยินเสียงทิพยขณะจิตสงบ จดจําคําของเทพเจาไดและนํามาจารึกเปนลายลักษณอักษร
กลายเปนคัมภีรทางศาสนาขึ้นเชน คัมภีรพระเวทหรือศรุติเปนตน ตอมาทานนักพรตเหลานี้ ถูก
สถาปนาขึ้นเปน เทพเจาในสวรรค

(ค) ในฐานะผูพยากรณ (Prophets) คือผูประกาศขาวดีหรือวารสารของพระเจาเชน
ศาสนายิวเชื่อเรื่องพระผูมาโปรด(Messiah) เชนโมเสส ซ่ึงตอมาทําใหเกิดศาสนาคริสตและศาสนา
อสิ ลามขึ้น

(๒) ศาสดาของศาสนาอเทวนิยม (Founder of Atheism)คือมนุษยผูคนพบหลักสัจธรรม
ดว ยตนเองแลวนาํ มาประกาศเผยแผแกผ ูอ่ืน ท้ังต้ังศาสนาของตนขึ้นไดโดยสอนใหพึ่งตัวเองไมสอนให
พงึ่ ส่งิ ภายนอกแบงได ๓ ประเภทคอื

(ก) พระสมั มาสัมพุทธเจา
(ข) ศาสดามหาพรต(Extremist)คือศาสดาในศาสนาเชน เรียกอีกอยางวา ตีรถังกรมี
อยู ๒๔ องค องคสุดทายนามวามหาวีระ สอนเนนการบําเพ็ญพรตแบบทรมานตนดวยหลักอหิงสา
อยางยงิ่ ยวด ปฏเิ สธเทวนิยมแบบพราหมณ
(ค) ศาสดานักปราชญ (Scholastic Sages) คือศาสดาที่ดําเนินชีวิตอยูอยางผูครอง
เรือนแตสนใจในศาสนาและการปฏิบัติ เขาใจศาสนาอยางแตกฉานไดรวบรวมระบบจริยธรรมตามที่
เปน แบบโบราณทาํ และหลักปฏิบตั ติ นในครอบครัวเชน ขงจ้ือหรือเลา จอ๊ื เปน ตน
๒) คัมภีร (Religion Teaching) คือแนวทางในการปฏิบัติทางศาสนา ซ่ึงศาสดาเปนผูบอก
หนทางแหงการปฏบิ ัติน้ันๆ ตอมา ไดมีการรวบรวมกันเปนคัมภีรเ พ่ือเปน หลักปฏบิ ตั ิแทนองคศาสดา
๓) ผูสืบตอหรือสาวก (Follower) คือ นักบวชซ่ึงดําเนินตามแนวทางของศาสดาที่ไดสั่ง
สอนไว และเปนผูที่สืบทอดคําสอนรวมทั้งประกาศคําสอนของศาสดา นอกจากนี้ยังเปนผูที่ประกอบ
พธิ กี รรมตา งๆทางศาสนาดวย

พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง |๗
บทท่ี ๑ ความรูทว่ั ไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

๔) ศาสนสถาน (Religious Place) คือสถานที่อันเปนท่ีต้ังของศาสนาหรือปูชนียสถานที่มี
ความสมั พนั ธเชื่อมโยงกบั องคประกอบขางตนตามลําดับ

๕) ศาสนพิธี (Faithful Object) หรือสัญลักษณศาสดา (Symbolic) ไดแก พิธีกรรมที่
บรบิ ทั ตามความเช่ือและมกี ารกวดขนั ในเรื่องความภกั ดี รวมท้งั ปูชะนวี ตั ถสุ ิ่งท่ีเคารพบูชาในศาสนา

๑.๔ จดุ กาํ เนดิ และพฒั นาการของศาสนา

ศาสนาตางๆที่กําเนิดข้ึนมาในโลกลวนมีจุดกําเนิดและมีการพัฒนาการมาตามลําดับ
ประเด็นท่ีเปนปญหาจุดกําเนิดศาสนาถือวาเปนปญหาสําคัญซ่ึงไดมีการคนควาทางประวัติศาสตรมี
การวิเคราะหวิจารณ และมีการแสดงทัศนะเพ่ือเสนอคําตอบจากกลุมตางๆเชนกลุมนักปรัชญากลุม
นักสังคมวิทยา กลุมนักการศาสนาและกลุมนักโบราณคดี ถึงสาเหตุของการกําเนิดและพัฒนาการ
ของศาสนาไวโดยจะกลา วไปตามลําดับดังน้ี

๑.๔.๑ กลุมนักปรชั ญา(Philosopher Groups)ไดเสนอแนวคิดที่เปนสาเหตุของการเกิด
ศาสนาอยู ๗ ประการ๖ดงั นี้

๑) การนับถือธรรมชาตินิยม (Animatism) มนุษยสังเกตเห็นความสม่ําเสมอของ
ธรรมชาติที่มีฤดูกาลตางๆ ปรากฏทั้งหลายเปนผลมาจากอํานาจลึกลับที่มนุษยไมสามารถหาเหตุผล
มาอธิบายไดมนุษยจึงผูกเร่ืองข้ึนมากลายเปนตํานานและเลาตอกันมาเชนตํานานเทพเจากรีกโรมัน
เทพเจาอินเดียเปน ตน

๒) ความเช่ือในลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) มนุษยในยุคแรกสับสนระหวางความ
จริงกับความฝน โดยคิดวาส่ิงท่ีเห็นในฝนน้ันมีอยูจริง และเช่ืออีกวาวิญญาณเหลานี้มีอยูในส่ิง
ธรรมชาติตางๆ ดวยหากมนุษยทําใหวิญญาณไมพอใจตองไดรับโทษ มนุษยจึงตองทําพิธีสวดออน
วอนเพอื่ ขอความกรณุ า

๓) การบูชาบรรพบุรุษ (Ancestor Worship) การแสดงออกถึงความเคารพและการ
บูชาบรรพบุรุษของมนุษยเห็นไดจากหลักฐานการขุดคนทางโบราณคดี พบหลุมฝงศพของมนุษยซ่ึง
ขางๆหลมุ ฝงศพจะมสี ิ่งที่เปนสัญลักษณท ี่ส่ือไปถึงการแสดงออกของการเคารพบชู าของมนุษย

๖ เสถียร พันธรงั ษ,ี ศาสนาเปรียบเทยี บ, พมิ พครัง้ ท่ี ๗, หนา ๒๗.

๘| พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทั่วไปเก่ียวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๔) ความเชื่อในลัทธิพหุเทวนิยม (Poly-theism) ความคิดเรื่องพระเจาตามมโนคติ
ของตนและเหน็ วาเทพเจาตามมโนคตขิ องตนเปน เทพสูงสุดกวาเทพองคอื่น จึงทําใหเกิดลําดับชั้นของ
เทพเจาที่ตนเองนับถือและสําคัญในเทพเจา ของตนวาสูงสุดจงึ ทําใหเกิดเทพเจาหลายองคข ้ึน

๕) ความเช่ือในลัทธิเอกเทวนิยม (Mono-theism) การเชื่อวามีพระเจาท่ียิ่งใหญอยู
องคหนึ่งเปนผูสรางสรรพสิ่งขึ้นมาเปนบิดาของเทพเจาทั้งหลายเมื่อพระองคสรางโลกแลวก็จงปลอย
โลกใหเปน ไปตามวิถีทางมันโดยพระองคติดตอกับโลกนี้นอยมากแตเช่ือวาสักวันหน่ึงพระองคจะเสด็จ
กลับลงมาอกี

๖) ความเชื่อในเหตุผลนิยม (Rationalism) การเช่ือวา สิ่งตางๆเปนไปตามกฎแหง
ความ เปนเหตแุ ละผล (Causality) รวมทั้งความงดงามตางๆมีความเช่ือม่ันในตนเอง จึงไมยอมข้ึนกับ
อาํ นาจของส่ิงที่มองไมเห็นและพิสจู นไมไดซ่งึ เปนพัฒนาการสูงสดุ แหงสติปญญาของมนุษย

๑.๔.๒ กลมุ นกั สงั คมวิทยา (Socialist Groups)
กลมุ นกั สังคมวิทยาไดเสนอแนวคิดท่เี ปนสาเหตุของการเกดิ ศาสนา ๔ ประการดังนี้

๑) ทฤษฎีความไมรู (Ignorance of theory) ไดแกความไมรูเหตุผลเกี่ยวกับส่ิงท่ีอยู
เบื้องหลังปรากฏการณธรรมชาติจึงทําใหเกิดผลักดันใหมนุษยหันมาศึกษาวิธีการทางศาสนาแทน
วทิ ยาศาสตร

๒) ทฤษฎีความกลัว (Fear of theory) มนุษยมีความกลัวตอธรรมชาติแลวเกิดความทุกข
ตองหาทางแกจึงนับถือเทพเจาโดยผานพิธีกรรมและพัฒนาการมาเปนศาสนาแบบเทวนิยมท่ีปรากฏ
ในปจจบุ ัน

๓) ทฤษฎีความจงรักภักดีกลาวคือความเลื่อมใสความจงรักภักดีความนับถือที่เกิดจาก
ความหวังใจความสบายใจปราศจากความหวาดหวั่นใจ เชน ความภักดีตอดวงวิญญาณบรรพบุรุษซ่ึง
สรางท่เี กบ็ ศพขน้ึ จนพฒั นาเปน เทพเจา (Deity) แลวยอมใหเครื่องเซนสรวงสังเวยจนทําใหมนุษยยอม
เสียความเปนใหญในตนและยอมอยูใตอํานาจของส่ิงท่ีตนคิดวามีอํานาจเหนือตน (Supreme Being)
และพัฒนาเปน พระเจา (God) ตามลาํ ดับ

๔) ทฤษฎีการชดเชยทางจิตวิทยา ซิกมันดฟรอยดเสนอวา คุณสมบัติที่ตรงกันของพระเจา
ในทกุ ศาสนาลว นเปนผทู รงอํานาจแข็งแรงสามารถใหคุณและใหโทษแกมนุษยเชื่อวาพระเจาเปนสิ่งที่

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง |๙
บทท่ี ๑ ความรูทวั่ ไปเกยี่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

มนุษยสรางขึ้นเพื่อชดเชยในทางจิตใจ พระเจาที่มนุษยเคารพจึงเปนผูแข็งแรงสามารถปกปองและ
เปน ที่พ่ึงได

๑.๔.๓ กลมุ นักการศาสนา( Religionist Groups )
ไดป ระมวลสาเหตุทนี่ ําไปสูการเกิดและพฒั นาการของศาสนาที่หลากหลายคือ
๑) เกิดจากอวชิ ชาความไมรู(Ignorance)
๒) เกดิ จากความกลวั ( Fear)
๓) เกดิ จากความจงรักภักดีหรือความเคารพนับถือ (Faith)
๔) เกิดจากความตองการเหตผุ ล(Want of sources)
๕) เกดิ จากความตองการท่ีพึ่งทางใจ (Needs of spiritual refuge)
๖) เกิดจากความตองการความสงบสุขของสังคม (Social need of happiness)
๗ )เกดิ จากอทิ ธิพลของบุคคลสําคัญทางการเมือง
๘) เกิดจากปญ ญาคือความรู
สาเหตุอันเปนจุดกําเนิดและพัฒนาการของนักการศาสนาท้ังหลายดังกลาว สวนใหญจะเร่ิมตนดวย
การมีศรัทธาหรือความเช่ืออยู ๒ ประการคือความเชื่อท่ีประกอบดวยปญญา คือรูเหตุ รูผล (สัทธา
ญาณสัมปยุต) และความเชื่ออนั เกิดจากวชิ าคือความไมรู เหตไุ มรผู ล (สทั ธาญาณวิปยตุ )

๑.๔.๔ กลมุ นกั โบราณคดี (Archeologist Groups)
จากการพยายามคนควาหาหลกั ฐานของนักวิชาการในสาขาเพื่อจะตอบปญหาวาจุดกําเนิด
ของศาสนาท่ีแทจริงคืออะไร แรกเกิดข้ึนต้ังแตเมื่อใดซึ่งไดพบหลักฐานสําคัญจากนักโบรานคดี ๒
ทา นคอื
๑. อี.บี. ไทเลอร (E.B Tylor) บิดาวิชาโบราณคดียุคใหมโดยสามารถยืนยันเปนขอสรุปได
วา จุดเริ่มตนในความเชื่อทางศาสนาของมนุษยมาจากความเชื่อของมนุษยเองวา วิญญาณมีอยูจริง
หรือกลาวอีกนัยหนึ่งก็คือความเช่ือในเร่ืองวิญญาณหรือวิญญาณนิยม(Animism)ของมนุษยเปน
จดุ เรมิ่ ตน ของการเกิดศาสนาทั่วโลก๗ ซ่ึงขอสันนิษฐานดังกลาวน้ีไดมีนักโบราณคดีคนสําคัญของโลก

๗ ธนู แกว โอกาส, ศาสนาโลก, พมิ พครง้ั ท่ี ๓. (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพจิรรชั การพมิ พ, ๒๕๔๙),
หนา ๙.

๑๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูท่ัวไปเก่ยี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

อีกหลายทานไดขอยุติตรงกันวามนุษยมีความเช่ือในเร่ืองการมีอยูของวิญญาณในเกือบทันทีที่มนุษย
คนแรกเกิดขึ้นมาบนโลกน้ี๘ ซึ่งเปนการยืนยันทัศนะของไทเลอรที่เขาไดเสนอไววาความเชื่อของ
มนุษยวาวิญญาณมีจริงหรือวิญญาณนิยม(Animism) คือรูปแบบเกาแกท่ีสุดของความคิดของ
มนุษยชาติ ดังนัน้ ความเชือ่ วา วิญญาณมจี ริงจึงเปนความเช่ือเกาแกที่สุดและสําคัญท่ีสุดเปนความเช่ือ
ที่สรางอารยธรรมใหกับสังคมมนุษย ถาหากปราศจากความเชื่อสําคัญเร่ืองน้ีแลวศาสนาจะไมเกิดขึ้น
และมนุษยจะกาวหนา มาไมได๙

๒. เฮอรเบิรต สเปนเซอร (Herbert Spencer:๑๘๒-๑๙๓๐)ไดเสนอความคิดวา รักที่
เคารพบรรพบรุ ุษคอื รปู แบบเกาแกทสี่ ุดในแนวความคิดทางศาสนาของมนุษย ซึ่งการเสนอแนวคิดนี้ดู
เหมอื นจะขัดแยง กบั ไทเลอรแตเ มอ่ื พิจารณาขอเสนอนี้แลวกลับเปนแนวคิดที่ไปสนับสนุนแนวคิดของ
ไทเกอรอีกตอหนึ่ง เพราะการเคารพบรรพบุรุษนั้นก็คือเคารพในวิญญาณของบรรพบุรุษซึ่งเปนภาวะ
ที่เกดิ ขน้ึ จากการที่มนุษยมีความเชื่อในเร่ืองการมีอยูของวญิ ญาณนัน่ เอง

จากการสันนิษฐานของไทเลอรและขอยุติของนักโบราณคดีทั้งหลายของโลกที่ตรงกัน
ดังกลาวจงึ สรุปไดวาจุดกําเนิดของศาสนาที่แทจริงน้ันเกิดข้ึนจากความเช่ือของมนุษยที่มีตอวิญญาณ
นิยมเปนเบื้องตนน่ีเองตอจากนั้นแลวจึงไดมีพัฒนาการไปตามลําดับ อยางไรก็ตาม การเสนอสาเหตุ
อันเปนจุดกําเนิด และพัฒนาการของศาสนา ของกลุมนักคิด กลุมนักสังคมวิทยา กลุมนักการศาสนา
และกลุมนักโบราณคดี จะมีทัศนะท่ีไมตรงกันเสียทีเดียวก็ตาม แตแนวคิดทั้งหมดก็ไปในทิศทาง
เดียวกันที่พอประมวลไดวา ศาสนาเกิดจากความเชื่อของมนุษย และมีวิวัฒนาการมาเปนลําดับทั้ง
ระดับบุคคลชุมชนเผาพันธุเช้ือชาติซ่ึงเมื่อเช่ือแลวมนุษยไดมีการปฏิบัติตามความเช่ือน้ันๆ จนทําให
มนษุ ยไดบ รรลเุ ปาหมายสูงสดุ คือความพนทกุ ขทางกายและใจเปนลาํ ดับมา

๑.๕ จําแนกประเภทของศาสนา

เบ้ืองตนตองยอมรับวาศาสนาตางๆ ที่กําหนดข้ึนในโลกมีจํานวนมาก เพราะศาสนาทุก

ศาสนาตางมีความสําคัญตอศาสนิกหรือผูนับถือเสมอ หากเราจะจัดกลุมหรือจําแนกประเภทของ

ศาสนา ตองอาศัยเกณฑในการจําแนก เชน กาลเวลา ผูนับถือและไมนับถือ การมีอยูเฉพาะประเทศ

๘ เร่อื งเดยี วกนั , หนา ๑๐.
๙ อา งแลว .

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๑
บทท่ี ๑ ความรูท่ัวไปเก่ยี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

หรือหลายประเทศและความแตกตางของความเช่ือ ซึ่งเกณฑตางๆเหลานี้จะไดกลาวถึงรายละเอียด
เปนลาํ ดบั ไป ดงั น้ี

๑.๕.๑ จาํ แนกตามกาลเวลา
๑) ศาสนาท่ีตายไปแลว(Dead Religions) หมายถึงศาสนาที่เคยมีผูนับถือในอดีตกาลแต
ปจจุบันไมมีใครนับถือหรือดํารงไว คงมีชื่อท่ีปรากฏอยูในประวัติศาสตรเทาน้ัน นักการศาสนาได
รวบรวมไวม ี ๑๒ ศาสนาคือ

(๑) ศาสนาของชาวอียิปตโ บราณ (ในทวปี แอฟริกา)
(๒) ศาสนาเปรูโบราณ (ในทวปี อเมริกา)
(๓)ศาสนาชาวมิกซโิ กโบราณ (ในทวีปอเมรกิ า)
(๔) ศาสนามิถรา (Mithraism) ศาสนานบั ถอื พระอาทิตยของชาวเปอรเซีย(ในเอเชีย)
(๕) ศาสนามนีกี (Manichaeism) นับถือพระเจากับพญามารเปนของคูกันช่ัวนิรันดร
(ในเอเชยี )
(๖) ศาสนาของเผาบาบิโลเนีย (ในเอเชีย )
(๗) ศาสนาของเผาฟนิเซยี (ในเอเชยี )
(๘) ศาสนาของพวกฮิทไท (Hitites) (ในเอเชีย)
(๙) ศาสนาของพวกกรกี โบราณ (ในทวปี ยุโรป )
(๑๐) ศาสนาของพวกโรมนั โบราณ (ในทวปี ยโุ รป)
(๑๑) ศาสนาของพวกนิวตันยุคแรก (ในทวปี ยุโรป)
(๑๒) ศาสนาของชนที่อยูแหลมสแกนดิเนเวีย (ทวีปยุโรปไดแกสวีเดนนอรเวยและ
เดนมารก)
๒) ศาสนาที่มีชีวิตอยู (Living Religions) คือศาสนาท่ียังคงมีอยูในปจจุบันและมีผูนับถือ
เปน จาํ นวนมากมอี ยู ๑๒ ศาสนาแบงตามสถานทีเ่ กดิ ของศาสนาไดเปน ๓ กลุมคือ
(๑) ศาสนาท่ีเกิดในเอเชียตะวันออก (กลุมมงโกล) คือประเทศจีนและญ่ีปุนไดแก
ศาสนาขงจื๊อศาสนาเตา และศาสนาชนิ โต
(๒) ศาสนาที่เกิดในเอเชียใต (กลุมอารยัน) คือประเทศอินเดียไดแกศาสนาพราหมณ
ฮนิ ดศู าสนาเชนศาสนาพุทธและศาสนาซิกข (สกิ ข)

๑๒ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูท่วั ไปเกย่ี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

(๓) ศาสนาท่ีเกิดในเอเชียตะวันตก (กลุมเซมิติก) คือปาเลสไตนเปอรเซียและ
อาระเบียไดแ กศาสนายูดายหรือยิวศาสนาโซโรอัสเตอรศาสนาบาไฮศาสนาอสิ ลามและศาสนาครสิ ต

๑.๕.๒ จําแนกตามการมีอยูเ ฉพาะประเทศหรือรายประเทศแยกไดดังนี้
๑) ศาสนาของโลกหรือศาสนาสากล (Universal Religions) ไดแกศาสนาที่เกิดในที่แหง
หนงึ่ แตม ผี ูนบั ถอื อีกหลายแหงในประเทศอน่ื ๆไดแ กศาสนาคริสตศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ
๒) ศาสนาของชาติ (National Religion) ไดแกศาสนาท่ีเกิดข้ึนในประเทศน้ันและมีผูนับ
ถือเฉพาะภายในประเทศนั้นเทานั้นหรือชนชาติน้ันคือ ศาสนาชินโตเฉพาะชนชาติญ่ีปุนศาสนาซิกข
เฉพาะชาวอินเดีย ศาสนาเซนเฉพาะชาวอินเดีย ศาสนาฮินดูเฉพาะชาวอินเดีย ศาสนาเตาเฉพาะชาว
จีน ศาสนาขงจื้อเฉพาะชาวจีน ศาสนายิวหรือยูดาย เฉพาะชาวยิว ศาสนาโซโรอัสเตอรเฉพาะชาว
เปอรเซีย แตมีผูนบั ถืออยูในอินเดียและศาสนาบาไฮเฉพาะชาวอิสราเอล

๑.๕.๓ จําแนกตามขอ แตกตา งของความเช่ือซึ่งนิยมกลา วถึงกันมากคอื
๑) ศาสนาเทวนิยม (Theism) คือศาสนาที่มีแนวความคิดเร่ืองเทพเจาอยางเดียววาเปน
ศูนยก ลางของศาสนากลาวคือเช่ือวาเทพเจาเปนท้ังเหตุคือเปนผูใหกําเนิดของสิ่งทั้งปวงเปนทั้งผลคือ
เปาหมายสงู สุดของสิ่งท้ังปวงเปนทงั้ วิธีการใหม นุษยอาศยั เพ่ือไปสูเปาหมายสงู สุดน้ันแบงไดดังนี้

(๑) ศาสนาเอกเทวนิยม (Monotheism) เปนศาสนาท่ีนับถือพระผูเปนเจาผูย่ิงใหญ
องคเดียวเปนผูสรางและดูแลรักษาเอกภพโดยมีแผนท่ีวางไวอยางแนนอนในวาระสุดทายแหง
ประวตั ิศาสตรจะมีการทาํ ลายเอกภพลงอยางสน้ิ เชิงแลวทุกอยางก็จะประสบวาระสุดทา ย

(๒) ศาสนาทวินิยม (Dualism)ศาสนาที่แบงองคประกอบหลักๆของศาสนาออกเชน
ศาสนาครสิ ตศาสนาโซโรอัสเตอรมีพระเจาเปน หลักแตขณะเดียวกนั กม็ ีสไตลและพญามารเปน คูแขง

(๓) ศาสนาพหุเทวนิยม (Polytheism) คือศาสนาท่ีนับถือเทพเจาหลายพระองคเชน
ศาสนาครสิ ตโบราณศาสนาโรมันโบราณศาสนาพราหมณฮ ินดูปจ จุบันเปน ตน

(๔) ศาสนาสัมพัตถเทวนิยม (Pantheism) ศาสนาที่เชื่อวาเทพเจามีอยูทั่วทุกหนทุก
แหงแตบางศาสนาเห็นวาลัทธิที่เช่ือวาทุกสิ่งทุกอยางเปนเทพเจาเชนคํากลาววาทุกส่ิงรวมเปนหนึ่ง
และส่ิงหน่ึงเดียวน้ันคือพระเจาความเชื่อนี้เปนเพียงการตีความสถานะของเทพเจาเทาน้ัน มิไดเกิด
เปนศาสนาหนง่ึ โดยเฉพาะแตอยา งใด

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๓
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๒) ศาสนาอเทวนิยม (Non-Atheism) ศาสนาท่ีไมมีแนวความคิดเรื่องเทพเจาแตถือวา
สภาวธรรมเกิดเองเปนเองเเละดําเนินไปเองตามกฎแหงความเปนเหตุและผล (Causality) เปาหมาย
สูงสุดของชีวิตเปนสภาวะอันสมบูรณชนิดหน่ึงซึ่งอยูในขอบเขตของธรรมชาติโดยมีวิธีการดําเนินไปสู
เปาหมายดวยการชําระสะสางจิตใจตนเองปลดปลอยตนเองออกจากความผูกพันอยูกับสภาวธรรม
ฝายโลกยิ ะจนบรรลถุ งึ อสิ รภาพอยางสมบรู ณโ ดยไมพ่ึงอํานาจภายนอกใดใดเปนตน

๑.๖ คุณคา ความสําคัญและประโยชนของศาสนา

มนุษยไดเรียนรูธรรมชาติจนเขาใจตนเองและส่ิงแวดลอม ทั้งท่ีเปนส่ิงมีชีวิตและไมมีชีวิต
จนเกิดหลักปฏิบัติท่ีเรียกวา ศาสนา จนมีคุณคา มีความสําคัญ และมีประโยชนตอมนุษยและสังคม
ตามลําดบั ดังนี้

๑.๖.๑ คณุ คาของศาสนา
มนุษยเปนผูใหคุณคาแกศาสนาเพราะศาสนาเปนเรื่องท่ีเกี่ยวเน่ืองกับมนุษยท้ังโดยตรง
และโดยออมกลาวคือทั้งระดับบุคคลชุมชนและสังคมทั้งนี้ขึ้นอยูกับคุณลักษณะความตองการที่เปน
พื้นฐานทีเ่ หมือนกนั ของมนุษยตามทน่ี ักปราชญไดจาํ แนกไว ๓ ประการคือ
๑. ความตองการทางรางกาย (Physical needs) ไดแกความตองการปจจัย ๔ เปนความ
ตองการทางเศรษฐกจิ
๒. ความตองการทางสังคม (Social needs )คือความตองการสรางหลักฐานทางครอบครัว
ในหมูคณะในชาติและความผูกพันระดบั ชาติ
๓. ความตองการทางจิตใจ หรือทางศาสนา (Spiritual needs)ไดแกความจําเปนตองมีศิล
ธรรมคือการละความช่ัวและมีธรรมะไดแกการประพฤติความดีอันเปนหลักฐานของกิจการทั้งปวง
อันหนึ่งความตองการทางศาสนาคือรากฐานเครื่องรับรองความตองการทั้งสองอยางขางตนกลาวคือ
รางกายจะดีตองมีปจจัย ๔ เปนเครื่องบํารุงฉันใด สังคมจะม่ันคงถาวรอยูไดจะตองประกอบดวยศีล
และธรรมโดยจะละท้ิง ศลี ธรรมคือศาสนาไมได ฉนั น้ัน

๑๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทัว่ ไปเกีย่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๑.๖.๒ ความสาํ คัญและประโยชนของศาสนา
จากความตองการพ้ืนฐานของมนุษยดังกลาวแลวจะเห็นวาศาสนาไมสามารถแยกออกจาก
บุคคลและสังคมไดซ่ึงพฤติกรรมทางศาสนาของบุคคลเปนพฤติกรรมทางสังคมชนิดหน่ึงศาสนาจึงมี
ความสัมพันธอยางใกลชิดตอบุคคลต้ังแตเกิดจนกระท่ังตาย จะมากนอยข้ึนอยูกับระดับจิตใจของแต
ละบุคคล ฉะน้ัน ศาสนาจึงมีความสําคัญและเปนประโยชนตอบุคคลและสังคมพอสรุปความได
ตามลาํ ดับ ดงั นี้
๑) ความสําคัญตอ ปจเจกชน ไดแก

(๑) เปน ทีพ่ ่ึงและเคร่ืองยึดเหนี่ยวทางใจของมนุษยท ุกคน
(๒) เปนแนวทางปฏิบัติเพื่อความสําเร็จในสิ่งที่พึงปรารถนาและแกปญหาในการ
ดาํ เนินชวี ติ
(๓) ชวยยกระดบั จิตใจของบุคคลใหเปนมนษุ ยผ ูควรเคารพนบั ถือ
(๔) ชวยสรางจิตสํานึกในคุณคาของความเปนมนุษยและบําเพ็ญตนเปนคนมี
ประโยชน
(๕) เปนพลังใจใหสามารถเผชิญชีวิตดวยความกลาหาญไมหวั่นไหวตอโลกธรรมและ
ความตายอนั นาํ ไปสูความสงบสุขของชีวิต
๒) ความสาํ คญั ตอ สังคมไดแ ก
(๑) ความสาํ คญั ระดบั ครอบครัวศาสนาชวยใหชีวิตครอบครัวมีความอบอุนเปนแหลง
ผลติ ทรพั ยากรมนษุ ยทีม่ คี ุณคาใหแกสังคม
(๒) ความสัมพันธระดับชุมชนศาสนาชวยสรางมนุษยสัมพันธอันดีตอกันชวยขจัด
ชองวางของสังคมสรางความไววางใจซึ่งกันและกันใหเกิดข้ึนเปนรากฐานแหงความสามัคคีและรวม
แรงรว มใจกนั พฒั นาชุมชนสรางความสงบสุขและความม่ันคงใหแกสังคม
(๓) ความสําคัญระดับชาติ ศาสนาเปนเอกลักษณเปนสถาบันอันสําคัญย่ิงของคนใน
ชาติเปนศูนยรวมแหงความเคารพสูงสุดของคนในชาติกําเนิดวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลตอความเปนอยู
เปนวถิ ีชีวติ ตลอดถึงความมน่ั คงของชาติและประชาชนในชาติ
(๔) ความสําคัญระดับโลกศาสนาเปนมรดกอันล้ําคาของมนุษยชาติ เปนความหวัง
และวธิ ีทาง สดุ ทายแหง ความอยูรอดของมนษุ ยท้ังโลก

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๕
บทท่ี ๑ ความรูท่วั ไปเกย่ี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๓) ประโยชนของศาสนาไดแ ก
(๑) ศาสนาสนองความตองการดานจิตใจของมนุษยไดดวยการสอนใหละความชั่วทํา

ความดี
(๒) ศาสนาฝายเทวนิยมไดมุงสอนใหมนุษยเปนอิสระจากการครอบงําของกิเลส

ตณั หาดวยการสรา งสันติสุขใหกับตนเองสรางสนั ติภาพใหกับสงั คมสวนรวม
(๓) ชวยใหบุคคลหรือมนุษยแตกตางจากสัตวกลาวคือการกินการนอนการสืบพันธุ

และการกลัวภัยซึ่งท้ัง ๔อยางน้ีมีความเหมือนกันระหวางคนกับสัตวธรรมะหรือ หลักคําสอนของ
ศาสนาเทานั้นที่ทําใหคนแตกตางจากสัตวหมายความวาถามีชีวิตอยูเพียงเพ่ือสิ่งเหลานี้จะมีคุณคา
อะไรเพราะไมตางไปจากสัตวทําคือสัจจะและความดีงามทําใหคนกับสัตว แตกตางกันหรือทําใหคน
ประเสริฐกวา สตั ว

๑.๗ วธิ ีการศึกษาศาสนา

การศึกษาศาสนาแบบวิชาการน้ันควรศึกษาในแงที่เปนปรากฏการณวิทยาศาสตร
(Phenomenology of Religion)กลาวคือเม่ือจะศึกษาศาสนาใดศาสนาหนึ่งทั้งผูสอนและผูศึกษาทุก
คนจะตองปฏบิ ัติใหไดดงั นี้คือ

๑.๗.๑ การศึกษาศาสนาตองวางใจเปนกลาง
การศึกษาศาสนาตองวางใจเปนกลางหมายถึงการไมมีอคติตอศาสนาใดไมนําเอาศรัทธา
ของตนเปนที่ต้ังและไปเกี่ยวของมองศาสนาเปนปรากฏการณ ไมเอาตัวเองเขาไปเกี่ยวของโดยให
ความสําคัญแกศ าสนาอยางเทาเทยี มกนั

๑.๗.๒ การศึกษาศาสนาตอ งเอาใจเขามาใสใ จเรา
การศึกษาศาสนาตองเอาใจเขามาใสใจเราหมาย ถึง ผูศึกษาทําตัวเหมือนกับตนเองนับถือ
ศาสนานั้นใหการยอมรับขอเท็จจริงวาทุกศาสนามีคุณคามีความสําคัญเสมอเหมือนกันและตางสอน
ใหคนละเวนความชั่วการทาํ แตความดที ั้งสิน้

๑๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทวั่ ไปเก่ยี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

๑.๗.๓ การศึกษาศาสนาดวยการเขารวมกจิ กรรมของศาสนา
การศึกษาศาสนาดวยการเขารวมกิจกรรมของศาสนานั้นกลาวคือควรหาโอกาสเขาไปรวม
กิจกรรมสาํ คญั ของศาสนานั้นเพื่อเปนการศึกษาเปดใจใหกวางยอมรับกระบวนการดําเนินการของแต
ละศาสนา

๑.๗.๔ การศึกษาศาสนาไมควรตดิ ใจสงสัยเพียงเปลือกภายนอก
การศึกษาศาสนาไมควรติดใจสงสัยเพียงเปลือกภายนอกหมายถึงศาสนาทุกศาสนายอมมี
สว นทีเ่ ปนเปลือกภายนอกอันเปน สวนประกอบอยางหน่ึงที่เปนเครื่องหอหุมแกนแทของศาสนาเอาไว
ผูศึกษาไมควรท่ีจะถือเอาสว นนี้มาเปนประเด็น

๑.๗.๕ การศกึ ษาศาสนาตอ งพจิ ารณาถึงหลกั คําสอนของศาสนา
การศึกษาศาสนาตองพิจารณาถึง หลักคําสอนของศาสนาหมายถึงการศึกษาตองใหเขาถึง
ความเปนจริงที่เปนหลักคําสอนของศาสนาโดยไมท้ิงศรัทธาเพราะศรัทธาของแตละศาสนาเปนสวน
สําคัญที่ท้ิงไมไดและความสํานึกตลอดจนการแสดงพฤติกรรมทางศาสนาลวนต้ังอยูบนพื้นฐาน ของ
ศรัทธาทั้งสิ้นเมื่อศึกษาศาสนาในเชิงวิชาการดังกลาวขางตนน้ันแลวก็ควรศึกษาศาสนาเพื่อเขาใจใน
ศาสตรอื่นๆ ที่แทรกอยูในศาสนาน้ันดวยเชน ศึกษาในแงของปรัชญา ประวัติศาสตร วรรณคดี จริย
ศาสตร และศกึ ษาดว ยการเปรียบเทียบอีกดว ย

๑.๘ อทิ ธิพลศาสนาตอ สังคมโลก

ในบทน้ีผูศึกษาจะได ทราบถึงอิทธิพลของศาสนาท่ีมีตอสังคมโลกซึ่งอิทธิพลดังกลาวจาก
ครอบคลมุ ถึงประเดน็ ตางๆที่มีความสําคัญและความจําเปนตอชีวิตสังคมมนุษย๑๐ ในหลายดาน และ
ในระดบั ต้งั แตร ะดบั สว นตวั บคุ คลระดับสงั คมต้ังแตระดบั เลก็ สุดคือครอบครัวไปจนถึงสังคมภายนอก
ระดับชุมชนระดับชาติและระดับโลกในท่ีสุด เพราะโดยพ้ืนฐานของศาสนาตางๆน้ัน เปนเรื่องท่ี
เกี่ยวของกับสังคมมนุษยท้ังโดยตรงและโดยออมไมวาจะเปนศาสนาเทวนิยม (Theism) ท้ังเอกเทวนิ
ยม (เทพเจาองคเดียว) และพหุเทวนิยม (เทพเจาหลายองค) ซ่ึงก็เชื่อมโยงระหวางมนุษยกับพระเจา

๑๐ แสง จนั ทรงาม, ศ. ศาสนศาสตร, พิมพครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพไทยวัฒนาพานิช
จาํ กัด, ๒๕๔๖), หนา ๑๗-๒๘.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๗
บทท่ี ๑ ความรูทว่ั ไปเกีย่ วกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

และศาสนาอเทวนิยม (Atheism) ซึ่งไมนับถือเทพเจาก็ตาม ลวนเกี่ยวของระหวางมนุษยกับมนุษย
ทง้ั สิน้ ทกุ ศาสนาจงึ ลวนมอี ิทธพิ ลตอมนุษย โดยแบงเปน ประเดน็ ศึกษาไดด ังน้ี

๑.๘.๑ อทิ ธิพลของศาสนาท่ีมตี อการสรางเสริมสนั ตภิ าพโลก
หลักคําสอนพ้ืนฐานของศาสนาตางๆมีสวนชวยเสริมสรางสันติภาพภายในจิตใจของศา
สนิกชนในแตละศาสนาใหผอนคลายความทุกขความกลัวความตึงเครียดและความขัดแยงใน
ชีวิตประจําวันไปไดเพราะทุกศาสนาลวนมีหลักฐานและพิธีกรรมปฏิบัติเพื่อใหเกิดความรูและเขาใจ
ในเรอ่ื งบาปบุญหรือช่ัวดีสอนใหเวนชั่ว กลัวบาป และใหทําความดีดวยความสุขพรอมกับขยายอาณา
เขตความดีงามและความสุขไปสูสังคม ตลอดถึงมีปฏิสัมพันธระหวางศาสนา relationship of
Reception หรืออาจกลาวไดวาปฏิสัมพันธทางศาสนาคือพื้นฐานของการสรางเสริมสันติภาพโลก
ดว ยอาจแบงลกั ษณะปฏิสัมพันธทางศาสนาไดเปน ๒ ระดับ๑๑

๑.๘.๒ ระดับหลกั พื้นฐานหรอื ปฏสิ ัมพนั ธเชิงหลกั การ
หลกั คําสอนพน้ื ฐานของศาสนาตางๆไดวาหลักใหบรรดาศาสนิกชนมีใจกวางยอมรับนับถือ

ใหอภัยไมแบงแยกชนช้ันทางสังคม เชนหลักการของศาสนาคริสตซ่ึงถือเปนศาสนาแหงความรัก

(relationship of Religions) หรืออาจกลาวไดวา ปฏิสัมพันธทางศาสนาคือพื้นฐานของการสราง
สนั ตภิ าพโลก โดยอาจแบง ลักษณะปฏสิ มั พันธทางศาสนาไดเปน ๒ ระดบั ๑๒

๑.๘.๓ ระดบั หลกั ธรรมพ้ืนฐานหรือปฏิสัมพันธเ ชิงหลักการ
หลักคําสอนพื้นฐานของศาสนาตางๆไดวางหลักใหบรรดาศาสนิกชนมีใจกวาง ยอมรับนับ
ถือใหอภัย ไมแบงแยกชนชั้นทางสังคม เชน หลักการของศาสนาคริสตซึ่งถือเปนศาสนาแหงความรัก
(Religion of love สอนวา “ถาใครมาตบหนาทางแกมขวาของคุณ ตองหันแกมซายไปใหเขาตบ”
หมายความวาตองรูจักใหอภัยคนอื่น ในประวัติพระเยซูคริสตครั้งถูกตรึงไมกางเขนจนส้ินพระชนม
พระองคกับรองขอมีใหสานุศิษยอาฆาตผูกอการแตอยางใด ทรงปลอยใหพระเจาเปนผูตัดสินเองใน

๑๑ ปญ หาอาจสรุปไดว า เปน ปญหาสองระดบั คอื ปญหาระหวางมนษุ ยก บั มนษุ ยและปญ หาระหวา ง
มนษุ ยกับพระเจา - ผูเขียน

๑๒ ศ.ดร. เดอื น คําดี, ศาสนศาสตร, (กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, ๒๕๔๙), หนา
๑๙๗-๒๐๒.

๑๘ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทวั่ ไปเก่ียวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

พทุ ธศาสนาซ่งึ ถือวาเปน ศาสนาแหงเหตุผล (Religion of Causality) ปรากฏคําสอนวา เวรยอมระงับ
ดวยการไมจองเวร จงอยาโกรธตอบผูกําลังโกรธ ในคําสอนของศาสนาอิสลามซึ่งเปนศาสนาแหงสันติ
(Religion of non-violence) ผูนับถือคือชาวมุสลิม แปลวาผูรักสันติ จะตองไมเบียดเบียนคนอื่น
การถือศีลอด ถือเปนการสรางความเสมอภาค ไมแบงชนชั้นวรรณะ แมแตในศาสนาอ่ืนๆ ก็ลวนมี
หลักการเดียวกัน เชนในหลักศีล ๕ ไดประมาณการเห็นคา การขโมยเอารัดเอาเปรียบ การผิด
ประเวณี การกลาวคําเท็จ และการด่ืมหรือแมแตการผลิตคาขายสุราเมรัย หรือแมแตหลักธรรมดาน
อื่น เชนความเห็นแกตัว ความอยุติธรรมทุกศาสนาถือวาผิดหรือเปนบาปทั้งสิ้น เพราะขัดหลักการ
พ้ืนฐานของศาสนา ดังนั้นศาสนาจึงถือเปนบอเกิดของคานิยมรวมบางอยางที่มีมิติทางศีลธรรม ที่ละ
ที่การเมอื งไมอาจปลูกฝงหรอื บมเพาะข้ึนมาได

๑.๘.๔ ในระดบั พธิ ีกรรมปฏบิ ตั ิหรือปฏิสัมพนั ธเ ชิงพฤติกรรม
ในระดับ พ่ีการปฏิบัติหรือพฤติกรรมเชิงสังคม ทุกศาสนามีหลักการเดียวกันคือมุงชวย
ใหศาสนิกชนพบความสงบสันติสุข๑๓ เม่ือทุกศาสนาสอนใหรักสันติสุข โดยยึดตนเองเปนอุปมาวา
ตัวเองรักสุขเกลียดทุกขฉันใดคนอื่นสัตวอื่นในสังคมอ่ืนหรือเพื่อนตางศาสนาลวนรักสุขเกลียดทุกข
ฉันนั้น ในแงวิธีปฏิบัติ จึงเนนใหเกิดสันติสุขดวยการปรับกระบวนการเรียนรูทางสังคม(Agent of
Socialization) เพื่อปฏิบัติหรือปรับพฤติกรรมใหสอดคลองกับกฎของสังคม ไมลบหลูหลักศรัทธา
ปฏบิ ัตขิ องศาสนาอ่นื ๆ การเคารพสิทธิทางความคิดและศรัทธาปฏิบัติทางศาสนาของกันและกัน การ
ปฏิสัมพันธในแงน้ีสะทอนใหเห็นวาศาสนาชวยสื่อและสรางสถานภาพทางสังคม(status giving
Agent) ข้ึนมา ถาใครประกาศวาไมนับถือศาสนาใดใดหรือทําตัวเปนคนไรศาสนามักจะเปนท่ีระแวง
สงสัยในทกุ สังคม การปฏบิ ตั ิตามหลกั ธรรมและพธิ ีกรรมของศาสนาจึงเทากับประกาศวา ตนมีศาสนา
ท่ีนับถืออยูหรือมีสถานะทางสังคม จัดกิจกรรมการสานเสวนาทางศาสนา (Religious Dialogue
Activities) การศึกษาศาสนาในเชิงวิชาการ(Academic Religious Study) และ การจัดการประชุม
ผูนําศาสนาโลก (World Religious Spiritual Leadership Conference)หลายคร้ังที่ผานมาน้ันคือ
ส่ิงท่ียืนยันวาศาสนาชวยเสริมสรางสันติภาพแกชาวโลกไดถึงแมจะปรากฏภาพของความขัดแยงอยู

๑๓ เสถียร พนั ธรังษ,ี ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพคร้ังที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, ๒๕๓๔), หนา ๓๕๒.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๙
บทท่ี ๑ ความรูทัว่ ไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

บางแตก็เปนเพียงมมุ หนง่ึ ของเง่ือนไขทางสังคมดานอ่ืนๆ เชน กลุมชาติพันธุการแบงแยกดินแดนเปน
ตนแต๑๔โดยภาพรวมนั้นถือวาหลักการหลักธรรมและพิธีกรรมทางศาสนาสามารถรวมคนในสังคมได
ดแี ละแนบสนิทมากกวากิจกรรมอืน่ ๆ

๑.๘.๕ อทิ ธพิ ลของศาสนาท่ีมีตอการเมืองการปกครอง
ประวตั ศิ าสตรสงั คมมนษุ ยบงบอกวาศาสนากับการเมืองการปกครองไมอาจแยกจากกันได
อยางเด็ดขาดและขณะเดียวกันก็ไมอาจรวมกันไดอยางสมบูรณแบบเพราะศาสนาและการเมืองการ
ปกครองหรือศาสนจักรกับอาณาจักรตางมีวิธีการและเปาหมายตางกัน มีผูกลาววาถาไมประสงคจะ
ใหเกิดความขัดแยงข้ึนในสังคมทุกระดับ จงพยายามอยานําเร่ืองศาสนาและการเมืองการปกครองมา
ถกเถยี งกันยิ่งถานําท้ังสองเรื่องมาประทะกันยิ่งจะกอใหเกิดความขัดแยงมากข้ึน สาเหตุหลักเกิดจาก
พ้ืนฐานความคิด รัฐทุกรัฐควรมีเปาหมายแคเรื่องปากทองเปนหลักขณะท่ีทุกศาสนาลวนมีเปาหมาย
สงู สดุ และจิตวิญญาณในเชิงปรมัตเปนสําคัญ อิทธิพลของศาสนาที่มีตอการเมืองการปกครองนั้นจึงมี
ท้ังดา นสนับสนนุ และขดั แยง
ในดานสนับสนุน
หรือ ในแงบวกถือวาหลักธรรมและพิธีกรรมศาสนาตางมีอิทธิพลและมีบทบาทตอสังคม
ชวยสงเสริมระบอบการเมืองการปกครองใหเขมแข็งและมีความชอบธรรมมากยิ่งข้ึนๆเชน ชวยสราง
ความศักดิ์สิทธ์ิแกกฎหมายและแกนักการเมืองในสังคมการปกครอง ในระบอบ จักรพรรดิหรือ
จักรวรรดิและระบอบประชาธิปไตยเปนตน จําเปนตองอาศัยสถาบันทางศาสนาเขาชวยสนับสนุน
และในขณะเดยี วกนั ศาสนาจะอยูไดตองอาศัยรัฐและกษัตริยอุปถัมภคํ้าชู ประกอบการศาสนาจะตอง
ชวยเหลอื เกื้อกลู ไมขดั แยงกาวไกลหลักศรัทธาทางศาสนาของประชาชน
ปญหาการเมืองทุกระดับเมื่อกลาวไดถึงที่สุดแลวมักจะถูกตั้งคําถามและต้ังขอสังเกตจากกฎของ
สังคม ๒ กฎ(Tow Principles) คือกฎหมาย(Law)และกฎศีลธรรม(Moral) หรือบัญญัติทางศาสนา
(Religious Rules)บอยคร้ังท่ีนักการเมืองและการปกครองถูกมองวาไรความชอบธรรมในการบริหาร

๑๔ พิพัฒน พสุธารชาติ, รัฐกับศานา, บทความวาดวยราชอาณาจักร ศาสนจักร และเสรีภาพ,
พิมพคร้งั ท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพศยาม, ๒๕๔๙), หนา ๑๗๙.

๒๐ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทั่วไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ประเทศเพราะ ประพฤติผิดบัญญัติศาสนา ศาสนาจึงชวยตรวจสอบและเสริม ๑๕ทานการเมืองการ
ปกครองใหมีความชอบธรรม และดํารงอยูได ตัวอยางเสนในประวัติศาสตรโรมัน สมเด็จพระ
สันตะปาปามีอํานาจในการทรงเปนพระประมุขประกอบพิธีสวมมงกุฎใหกษัตริยโรมันหรือแมแตใน
สังคมไทยตั้งแตอดีต จนถึงปจจุบันพระมหากษัตริยตางไดรับการยอมรับเทิดทูนเพราะทรงเปนองค
ธรรมราชาหรือพระโพธิสัตวที่ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจปกครองประเทศตามหลักการของพุทธ
ศาสนาและทรงเปนองคมหาสมมุติเหตุที่เสด็จอวตาร (ลง) มาสรางสุขดับทุกขแกประชาชนเปนตน
ศาสนาจึงเปนฐานศรัทธาแหงความชอบธรรม ความศักดิ์สิทธิ์และความสงางามของการเมืองการ
ปกครอง

มหาตมะคานธีเคยกลาวไววาถานักการเมืองการปกครองไมรูเร่ืองศาสนาและไมสนใจหลัก
ศาสนาเลยก็ไมควรใหเปนนักการเมืองนักปกครองเพราะเขาจะสนใจแคเรื่องปากทองของประชาชน
เทา นน้ั แตจะไมไ ดใ สใ จจติ วญิ ญาณของประชาชนอยางแทจริง๑๖ และมีนักคิดอีกจํานวนมากที่มองวา
กฎหมายของรัฐเกือบทุกฉบับ ในทุกสังคมมีแหลงกําเนิดมาจากความคิดความเช่ือและวิธีปฏิบัติตาม
กฎศีลธรรมของศาสนา เชน รัฐธรรมนูญของประเทศอินเดียเกิดจากคัมภีรมนูธรรมศาสตรและคัมภีร
พระเวทของศาสนาพราหมณฮินดูกษัตริยหรือผูนําคือตัวแทนที่พระเจาสงมาปกครองผูคิดกบฏตอ
การปกครองเทากับกบฏตอพระเจา กฎหมายรัฐอิสลามเกิดจากคัมภีรอัลกรุอานของศาสนาอิสลาม
กฎหมายตราสามดวงและรัฐมนตรีไทย ก็เกิดจากคตินิยมทางศีลธรรมของ ศาสนาพุทธ และศาสนา
พราหมณ แมแตคติกษัตริยไทยก็ลวนแตเปนองคอวตารของพระนารายณ ซ่ึงแสดงใหเห็นวา ศาสนา
มีอทิ ธิพลและมีความสําคัญตอรฐั หนา ปกครองและกฎหมายเปนตน ๑๗

ในทางตรงขามศาสนาทุกศาสนาจะดํารงอยูไดในสังคมและจะมีอิทธิพลสามารถเลือก
ประโยชนตอสังคมไดอยางแทจริง เมื่อรัฐใหการสนับสนุนอุปถัมภคํ้าชูศาสนาอยางจริงจังในทุกดาน

๑๕ ปรีชา ชางขวัญยืน และสมภาร พรมทา, มนุษยกับศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพแหง
จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), ๑-๔.

๑๖ [ออนไลน] . แหลงท่ีมา: http://www.sscnet.ucla.edu/southasia/Hetory.
๑๗ เดวิล และฮารต นติ ิปรัชญาตา งๆ เชือ่ วา กฎศาสนาหรือศีลธรรมทางศาสนาคือท่ีมาของกฎหมาย

เกอื บทกุ ฉบบั ”

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๒๑
บทท่ี ๑ ความรูท่วั ไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ใหส ทิ ธเิ สรีภาพในการนบั ถอื ศาสนา เชน ออกกฎหมายรับรองสิทธิ๑๘ ปกปองคุมครองการละเมิดสิทธิ
ขน้ั พ้นื ฐานทางศาสนาโดยปราศจากอคตไิ รการแทรกแซงเบี่ยงเบน กิจกรรมและกิจการทางศาสนา ไม
ยยุ งสง เสรมิ ใหเกิดการ แบงแยกในสังคมหรือไมนําประเด็นทางศาสนามาเปนปญหาทางการเมือง แต
กลับนําพาประชาชนใหสนใจไดศึกษาและปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนอยางจริงจัง เชน พระเจา
อโศกมหาราชท่ีทรง อุปถัมภพระพุทธศาสนาขนาดเดียวกันก็ทรงใหสิทธิเสรีภาพ และปองกัน
คมุ ครองประชาชนท่ีนับถือศาสนาอืน่ ๆดวย

ในดานขดั แยง
หรอื ในแงลบ บางยคุ อาํ นาจแหงศรัทธา (Power of Faith) ทางศาสนามีพลังเหนือ อํานาจ
การเมืองการปกครองอยางชัดเจน จนกระท่ังแยกและสถาปนาเปนรัฐอิสระ (Free State) ปกครอง
ตนเองไมขึ้นตออํานาจรัฐ เปนรัฐศาสนา เชน นครรัฐวาติกัน (Vatigan) ของศาสนาคริสตนิกาย
โรมันคาทอลิก กรุงโรม ประเทศอิตาลี สถาบันศาสนาซึ่งตามปกติแลวมักจะตกเปนเครื่องมือของ
สถาบันการเมืองเสมอแตท่ีวาในภูมิภาคยุโรปตะวันตกน้ัน เกิดเหตุการณปกติก็เพราะวา ศาสนา
คริสตนิกายโรมันคาทอลิก ไดใชระบบการบริหารปกครองของ จักรวรรดิโรมันตะวันตกท่ีลมสลายไป
น้นั ขยายอาํ นาจของศาสนจักรโรมันคาทอลิกไปทั่วยุโรปตะวันตกโดยสถาบัน ศาสนาไดรวมเอาหนาที่
ของสถาบันศาสนาเขาครอบงําสถาบันการเมือง ซึ่งกินเวลานานรวมพันปทีเดียว และรัฐอิสลามของ
ศาสนาอิสลามเปนตน๑๙ หรือแมแตการลงโทษผู ขัดแยงไมเห็นดวยหรือคัดคานบัญญัติศาสนา เชน
คัดคานพระคัมภีรพันธสัญญาเดิม (the old Testament) ศาลศาสนาหรือศาลศรัทธาจะมีอํานาจ
เหนือรัฐไตสวนบีบบังคับกดดันใหพิพากษาลงโทษประหารชีวิตนักปรัชญาสังคมและนักวิทยาศาสตร
โดยใน ๑ ศาสนาไดยืมดาบของรฐั ลงโทษผูคัดคานศาสนา ซึ่งเทากับแทรกแซงอํานาจหรือกฎหมายรัฐ
ไปโดยปริยาย แตบางคราวศาสนาตกตํ่าสุดขีดอํานาจหนาท่ีเปาหมายสูงสุด คําสอนพิธีกรรมทาง
ศาสนาถูกรัฐปฏิเสธวา ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ศาสนา
และผูนับถือศาสนาที่เครงครัดเปนเพียงกาฝากสังคม ไรความจําเปนและความสําคัญตอสังคม ถึงขั้น

๑๘ พระธรรมปฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), ไตรพระรวง : อิทธิพลตอสังคมไทย, พิมพคร้ังที่ ๒,
(กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก จาํ กดั , ๒๕๓๘), หนา ๔๓.

๑๙ พิพัฒน พสุธารชาติ, รัฐกับศานา, บทความวาดวยราชอาณาจักร ศาสนจักร และเสรีภาพ,
พมิ พคร้ังท่ี ๒, หนา ๑๙.

๒๒ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

มองวาศาสนาเปนยาเสพติดชนิดหน่ึง ตามแนวคิดของการเมืองการปกครองแบบคอมมิวนิสต
(Communism) ทาํ ใหศาสนา ถกู ลดอทิ ธพิ ลบทบาทและอํานาจ ทางสังคมลงในยุคสมยั หน่ึง

อยางไรก็ตาม จอหน ล็อค (John Locke) นักปรัชญาสังคมและการเมืองชาวอังกฤษมอง
วา มี ๒ อยางคือการเมืองของศาสนา เปนส่ิงที่กฎหมายไมอาจบังคับใหคนที่นับถืออยูแลวเลิกนับถือ
หรือบังคับคนที่ไมนับถือใหหันมานับถือไดเพราะการเมืองและศาสนาควรเปนเร่ืองของสิทธิ (right)
เสรภี าพ (Freedom) และอสิ รภาพ (Liberty) สวนบุคคลเปนพื้นฐานถารัฐใดไมสนับสนุนก็ควรปลอย
ใหเปนสิทธิของประชาชนเลือกนับถือปฏิบัติไดอยางอิสระแตบางคร้ังศาสนาก็ยืมอํานาจรัฐทั้ง
กฎหมายและกองทัพ (อาวุธ) เขารุกรานย่ํายีศาสนาอ่ืน เพ่ือเผยแผรักที่ศาสนาของตนใหยามคืนและ
รูปการศาสนาอืน่ ดวยวธิ ตี างๆเชน ประวตั ศิ าสตรการเกิดสงครามครูเสด (Crusade War) กินเวลานาน
ถึง ๒๐๐ ป (ศตวรรษท่ี ๑๑-๑๓ )ซ่ึงถือเปนสงครามศาสนา (War of Religion) หรือสงครามโลกคร้ัง
ท่ี ๑ ระหวา งศาสนาครสิ ตก ับศาสนาอสิ ลามและประวัติศาสตรกองทัพมุสลิม (ศาสนาอิสลาม) รุกราน
ศาสนาตางๆในอินเดียเปนตน แตศาสนาจะมีประโยชนอยางแทจริงตอสังคม ก็ตอบเมื่อศาสนาไม
ขัดแยงกันและกันและไมเปนปรปกษตอการเมืองการปกครอง เพราะอคติ (Bias) ที่ประชาชน
บางสวนมีตอศาสนาถึงข้ันเบ่ือศาสนาก็ดีการเมืองการปกครอง (รัฐ) มองศาสนาในแงลบก็ดีเกิดจาก
ปญหาการขัดแยงของศาสนาตา งๆซ่งึ ยืนยันไดจาก สงครามโลกครั้งที่ ๑ ศาสนาจึงถูกมองวาเปนเพียง
กาฝากทางความคิดเปนเสมือนยาพิษ ยาเสพติดกลอมประสาทเปนภยันตรายตอความม่ันคง และ
ขัดขวางการพัฒนาสังคมมนุษย ดังนั้นศาสนาจึงหันมาปรับ บทบาทอํานาจและหนาที่ดวยการให
เกียรติเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของกันและกัน ประชาชนท่ีเบ่ือศาสนาและรัฐท่ีมีอคติจึงหันมาอุปถัมภ
ค้ําชูศาสนาอยางจริงจังเปนรูปประธรรมชัดเจนย่ิงขึ้น เมื่อวิทยาศาสตรเทคโนโลยีเจริญมากขึ้นแต
ศาสนายังขัดแยงกันอยู ผูคนจะย่ิงเช่ือถือวิทยาศาสตรและปฏิเสธศาสนาตางๆในที่สุด อยางไรก็ตาม
ปรากฏการณท่ีศาสนาตางๆเพื่อคุณสงเสริมกัน มีในประวัติศาสตร ศาสนาประเทศอินเดียโบราณเมื่อ
ประมาณ ๒๐๐๐ กวา ปม าแลว

สรุปไดวา อิทธิพลศาสนาที่มีตอการเมืองการปกครองมีความเปนไปใน ๒ลักษณะคือทั้ง
สนับสนุนและขัดแยงระหวางศาสนากับรัฐ และระหวางศาสนาดวยกันซ่ึงในดานขัดแยงน้ันเม่ือ
ศาสนากระทําตอรัฐถือเปนการรุกรานรัฐกระทําตอศาสนาถือเปนการโตตอบและศาสนากระทําตอ
ศาสนาถือเปนการกลืนกลาย กาวกายสวนดานสนับสนุนหรือดานบวก เมื่อศาสนากระทําตอรัฐถือ

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๒๓
บทท่ี ๑ ความรูท่ัวไปเก่ยี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

เปนการริเริ่มสรางความดีงาม รัฐกระทําตอศาสนาถือเปนการตอบแทน อุปถัมภคํ้าชูและศาสนา
กระทําตอศาสนาถือเปนการเอื้อเฟอเผื่อแผสันติสุขโดยหลักคําสอนพื้นฐานระดับศีลธรรมในทุก
ศาสนามีวัตถุประสงค ส่ังสอนใหนักปกครองมีเมตตาและมีคุณธรรมและสอนผูถูกปกครองตอง
ซ่ือสัตยและเคารพในบทบาทอํานาจหนาท่ีของตนและกฎหมายสังคมกลาวในแงหนึ่งก็คือวาทุก
ศาสนาสอนใหคนเคารพกฎหมายน่ันเอง

๑.๘.๖ อทิ ธพิ ลของศาสนาที่มีตอสังคมและเศรษฐกจิ
เอมิลเดอรไคม (Emile Durkheim) นักสังคมวิทยา (Sociologist) และนักมนุษยวิทยา
(Anthropologist) มองวา “สังคมมนุษยน้ี มีมากอนเราเกิด ตอใหเราตายไปสังคมก็ยังอยูศาสนาก็มี
มากอ นเราเกดิ ตอ ใหเ ราตายไปศาสนาก็ยังคงอยู”
สังคมจึงใหทุกอยางแกเรา ใหคุณคาและชีวิต โดยเฉพาะอยางยิ่งนั้นศาสนาไดทําหนาที่
ชวยสรางพยุงและรักษาสังคมใหดํารงอยูไดและพัฒนามาอยางตอเน่ือง เพราะใคร เชื่อวาถาสังคมไร
ศาสนาเสือแลว ผูคนก็จะฆากันตายหมดโลก แตผูคนในสังคมมีศาสนาจึงทําใหเรามั่นใจไดวา การ
ดําเนินชีวิตประจําวันของเราน้ันมีสวัสดิภาพและมีความปลอดภัย ซ่ึงตางจากการท่ีเราเขาไปใน
ดินแดนของคนไรศาสนา เพราะไมม่ันใจและไมทราบวาเราจะปฏิบัติตอเราอยางไรซึ่งแมกซเวเบอร
(Max weber) กเ็ ปนคนหนึง่ ที่มคี วามเหน็ สอดคลอ ง ในลักษณะเดียวกันนี้ดังจะกลาวขางหนาอิทธิพล
ศาสนาที่มีตอสังคมและเศรษฐกิจอาจแบงไดหลายระดับโดยเริ่มจากระดับต่ําสุดคือระดับปจเจก
บคุ คลจนถึงระดบั สงู สุดคือระดับโลกดังน้ี

๑.๘.๗ อิทธิพลตอสังคม
๑) ระดับบุคคลหรือระดับครอบครัว ศาสนามีความสําคัญในระดับปจเจกเปนอยางมาก
เพราะเปนเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจทําใหเกิดความรูสึกอบอุนผอนคลายความกลัวความวิตกกังวลตางๆ
ลดทอนปญหาความทกุ ขโ ศกลงไดและเปนเครื่องชี้นําทางชีวิตหรือมีท่ีพ่ึงทางจิตใจ ศาสนาไมสามารถ
ช้ีนํา หรือเปนท่ีพึ่งพาทางใจของคนในระดับปจเจกบุคคลได ก็จะไมมีความหมายหรือไรประโยชนสุข
ตอสังคมในระดับอื่นๆ ขึ้นไป เน่ืองจากชาติบานเมือง คือท่ีรวมของปจเจกบุคคลฉะนั้นในศาสนาบาง
ศาสนาจงึ เนน การปฏิบัติธรรมเฉพาะบุคคลมากกวาศาสนาอื่น ขณะที่บางศาสนาอาจมีพิธีกรรมตางๆ

๒๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกย่ี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

ทั้งน้เี พอื่ ใหเ หมาะแกจารตี สวนตัวและความทุกข เฉพาะของแตละบุคคล อยางไรก็ตาม ทุกศาสนาจะ
เหน็ พองตอ งกันวาศาสนามีความสาํ คัญยงิ่ ตอการพฒั นา ทางจติ ใจของบุคคลเปน อันดับแรก

๒) ระดับชุมชน ศาสนาเปนเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจของบุคคลในสังคมใหเขามารวมกันเปน
สังคม พิธีฮัจญของศาสนาอิสลามนั้น นอกจากจะรวมศาสนิกชนแลวยังสรางความเสมอภาคและ
เอกภาพแหงภราดรภาพ ใหเกิดขึ้นในสังคมมุสลิมดวย พิธีกรรม ตางๆในศาสนาลวนมีจุดประสงคที่
จะกระชับ ความกลมเกลียวและการทํางานของสมาชิกในสังคมเพื่อประโยชนแกสังคมสวนรวมเปน
หลัก

๓) ระดับประเทศระดับชาติ ศาสนาเปนมิ่งขวัญและเอกลักษณของประเทศเปนพื้นฐาน
ของขนบธรรมเนียมประเพณีชาติเชนประเทศไทย มีศาสนาพุทธเปนพ้ืนฐานความเช่ืออันน้ีไปสู
ประเพณีขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมไทยเราจะไมสามารถเขาใจคนไทยหรือวัฒนธรรมไทยไดเลย
หากไมท าํ ความเขาใจกับพระพุทธศาสนาเสียกอน

๔) ระดบั โลกหรอื ระดับสากลศาสนาเปนมรดกอันล้ําคาของมนุษยชาติทําใหศาสนิกเคารพ
ซ่ึงกันและกันมนุษยทุกคนควรมีสิทธิในการนับถือศาสนาและศาสนาแตละศาสนาจึงใหความเคารพ
สิทธขิ นั้ พ้นื ฐานนี้

๑.๘.๘ อิทธิพลตอเศรษฐกิจ
หากมองอยางผิวเผินอาจพบบทสรุปในเบื้องตนเชนเดียวกับท่ีมารค(Karl Mark) มองวา
ศาสนา ขัดขวางเศรษฐกิจการคาและการพัฒนาศาสนาเปนยาเสพติดกลอมประสาทเปนท่ีพึ่ง ของคน
ขลาด กลัว ออนแอในสังคม แตถาพี่จะนะใหรอบดานแลวอาจพบความจริงบางอยางดังที่แมกซเว
เบอร (Max weber) มองวา ศาสนามีอิทธิพลและความสําคัญตอชีวิตมนุษยในสังคมเปนอยางยิ่ง
ความคิดทางศาสนากอใหเกิดอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมกาวหนา๒๐ เพราะเปนแรงกระตุนให
บุคคลทาํ งานในโลกน้ี ผูคนไดอาศยั หลักคําสอนและพิธีกรรมในทุกศาสนามาชวยเสริมสรางความหวัง
และกําลังใจในการดําเนินชีวิตประจําวัน พรอมกับเช่ือมโยงคติความเชื่อหรือศรัทธาตอโลกอนาคต
การท่ีศาสนาสอนคติอนาคตทําใหมนุษยกลัวบาปหรือการลงโทษจากพระเจาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกฎแหง

๒๐ ภัทรพร สิริกาญจน, ความรูพื้นฐานทางศาสนา, พิมพครั้งที่๔, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๖), หนา๕.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๒๕
บทที่ ๑ ความรูท่วั ไปเก่ยี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

กรรมโดยที่สุดแลวศาสนาจะชวยกลอมเกลาใหมนุษยปฏิบัติหนาที่ในทางสุจริตหรือประกอบ
สัมมาชีพตามทํานองคลองธรรม เวนการเบียดเบียนการเพื่อสันติสุขในโลกปจจุบัน และรางวัลอันดี
งามในโลกอนาคต ปรโลก หลักคําสอนในทุกศาสนาจงึ สามารถแบงได ๒ระดับคอื

๑) ระดับโลกิยะ
หรือระดบั ผูค รองเรือนอยูในสังคมคําสอนระดับนี้จึงเกี่ยวของกับเร่ืองเศรษฐกิจการคาและ
การพัฒนาสังคมโดยตรงเชนคําสอนใหรูจักประหยัดมัธยัสถอดออมทรัพยเปนการสรางเศรษฐกิจ
รายไดในครอบครัว สอนใหคาขายสิ่งที่ไมเปนโทษตอตนเองและสังคม และสอนใหรูจักพัฒนาตนเอง
ใหสะอาดทั้งรางกายและจิตใจ แมศาสนาโดยภาพรวมจะถูกมองวาปฏิเสธวัตถุนิยมรวมถึงบริโภค
นิยมก็ตาม แตทุกศาสนาก็สอนใหรูจักการเสียสละแบงปน เชน การบริจาคหรือทานในพุทธศาสนา
หลักซะกาตในศาสนาอิสลามเปนตน ซ่ึงเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนไดเม่ือมีการใชสอยแลกเปลี่ยนกันใน
ระดับตลาด แตถาตลาดไมสุจริต คดโกง เอารัดเอาเปรียบกันระหวางผูผลิตกับผูบริโภค ผูผลิตกับ
ผูผลิตและผูบริโภคกับผูบริโภค เศรษฐกิจยอมเกิดความเสียหาย สังคมทุกระดับท่ัวโลก ตางประสบ
ปญ หารา ยแรงทสี่ ดุ คือปญ หาการคอรัปช่ัน(Corruption)หรือการคดโกง เอารัดเอาเปรียบ กดข่ีขมเหง
รังแก ปญหาดังกลาวไดสรางความเสียหายและเปนอุปสรรคโดยตรงตอระบบเศรษฐกิจ การคาและ
การพัฒนาสงั คมทุกระดับ
๒) ระดบั โลกุตระ
หรือระดับมุงใหเกิดการพัฒนาในระดับสูงคําสอนในระดับนี้มุงใหมนุษยแสวงหาความสุข
ทางจิตวิญญาณมองแงหนึ่งถือวาเปนมุมพักผอนจากความวุนวายของกิเลสตัณหา มุงพัฒนาความ
ทุกขหรอื มมุ ตกึ ตองมองตนใหเขาใจชวี ิตกวางขวางและลุมลึกมากย่ิงข้ึนในระดับน้ีมักจะถูกมองวาเปน
มุมหลุดโลกหางไกลจากโลก แตความจริงแลวกลับเปนมุมที่ใกลโลกท่ีสุดเพราะเปนความพยายามทํา
ความเขาใจชีวิตและสังคมทุกระดับเม่ือมนุษยเขาใจชีวิตตนเองและสังคมดีแลวมักจะหวนกลับเขาสู
สังคมทํางานเพื่อสวนรวมอยางทุมเท หรือกลาวในแงหน่ึงหลักปฏิบัติทางศาสนาจะชวยสอนและ
กลอมเกลา ใหคนเห็นแกตัวนอยลง มีจิตสาธารณะ (Public Conscious) มากยิ่งข้ึนสอนใหมองชีวิต
สังคมโลกกวางขวางออกไปเกินกวาขอบเขตท่ีเคยมองเฉพาะในมิติสังคมศาสนาของตนซ่ึงสะทอนให
เห็นไดจากกิจกรรมทางสังคมสงเคราะห(Social Welfare)การชวยเหลือเกื้อกูลการดังกลาวชวยให
เศรษฐกจิ ดขี ึน้ ทําใหสังคมอยูไดอยางสันติ

๒๖ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทว่ั ไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๑.๘.๙ อิทธพิ ลของศาสนาทีม่ ตี อการศกึ ษาและวัฒนธรรม
หลังจากที่ แมกซมุลเลอร (F.Max Muller) พิมพและเผยแพรหนังสือชุดคัมภีรศักดิ์สิทธ์ิ
ตะวันออก (Sacred Books of The East) ในป พ.ศ. ๒๕๑๙ (ค.ศ. ๑๘๗๕) ทําใหทั่วโลกสนใจศึกษา
ศาสนาตางๆมากย่ิงข้ึน ตะวันตกหันมาศึกษา ศาสนาตะวันออกอยางจริงจัง ซึ่งมุลเลอรไดวางหลัก
การศึกษาศาสนาไว ๒ แบบคือ แบบวิทยาศาสตร(Scientific) ตามรักฐานขอเท็จจริงทางภูมิศาสตร
ประวัติศาสตรและโบราณคดี และแบบเทววิทยาศาสนา( Religious theology) หรือเทวตํานาน
(เทพปกรณัม) แตโลกปจจุบันมีความเจริญกาวหนารวดเร็ว และสังคมมีความซับซอน ดวยกลุมชาติ
พนั ธุ ภาษาและวัฒนธรรม วิธีศึกษาและวัตถุประสงคการศึกษาเพ่ือสนองความตองการของมนุษยทั้ง
ในระดับปจเจกบุคคลและในสังคมจึงมีความหลากหลายทั้งน้ี เพ่ือนําหลักศาสนามาปรับประยุกตใช
ใหเ กดิ ประโยชนใ นชวี ิตประจําวัน

๑.๘.๑๐ อิทธพิ ลของศาสนาท่ีมีตอการศกึ ษา
เน่ืองจากประเด็นเร่ืองอิทธิพลศาสนา ท่ีมีตอการศึกษานั้นเกี่ยวของประเด็นอื่นๆอีก
มากมายผเู ขยี นจึงสรุปประเด็นศึกษาเปน ๓ ลักษณะคอื
๑. ศาสนามอี ิทธพิ ลตอสถานหรือสถาบันการศึกษา๒๑ในอดีตน้ันนักบวชในศาสนาคือผูทรง
วิทยาคุณ ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการช้ันสูง เชน วิชาศาสนา ปรัชญา เทววิทยา ตรรกวิทยาเปนตน
ทั้งนี้เพื่อเปนหลักในการดํารงรักษาพัฒนาสังคมและดําเนินชีวิต ศาสนสถานจึงเปนแหลงท่ีมาของ
สถาบัน การศกึ ษา ตอมาไดแตกแขนงขยายขอบเขตทางดานการศึกษา และปรับเปล่ียนช่ือไปตามยุค
สมัยของการศึกษาเฉพาะทาง แตประวัติศาสตรการศึกษาระบุไววา สถานศึกษาที่ยิ่งใหญในอดีต
เติบโตมาจากวัด (University from the church) ในตะวันออก กอใหเกิดสถานบันการศึกษา เชน
มหาลัยนาลันทา (Nalanda) วิทยาลัยวิกรมศิลา (Vigromsila) โอทันตะปุรี (Otantaburi) เปนตน
ในยโุ รปเชนมหาวิทยาลัยปารีส (Paris) ในฝร่ังเศสมหาวิทยาลัยแคมบริด (Cambridge) มหาวิทยาลัย
ออ กฟอรด (Oxford) ในอังกฤษมหาวิทยาลัยนโปบะ (Nalopa) ในสหรัฐอเมรกิ าเปน ตน๒๓

๒๑ แสง จนั ทรงาม, ศ. ศาสนศาสตร, พมิ พครง้ั ที่ ๔, หนา ๓๔.
๒๒ เดอื น คําดี, ศ. ศาสนศาสตร, หนา ๒๕๑.
๒๓ แสง จันทรง าม, ศ., ศาสนศาสตร, หนา ๓๓.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๒๗
บทที่ ๑ ความรูท่วั ไปเกีย่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

ศาสนาท่ีชวยเสริมสรางนักบวช (Priest) นักบุญ (Saint) นักปราชญ (Philosopher) นัก
การศึกษา (Scholar) ศาสตรตางๆ ชวยแตง แปล อธิบายความคัมภีร ตีความและวิพากษวิจารณกัน
ดวยสติปญญาและเหตุผล อบรมส่ังสอน ประชาชนใหดํารงตนอยูในศีลธรรมอันดีงาม เสริมสรางวาง
ระเบียบปฏิบัติและสังคมใหเกิดสันติสุข เปนผูนําทางจิตวิญญาณ (Spiritual leader) หรือเปนคน
ตน แบบทางศลี ธรรมจรรยา (Moral Model)

๒. ศาสนามีอิทธิพลตอวิชาการศึกษาองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหง
สหประชาชาติ (UNESCO)ไดจ ดั แบงศาสตรและวิชาการตา งๆออกเปน ๓ กลุม ใหญค ือ

๑) กลุมวชิ าวทิ ยาศาสตร (Scientific) เชนวิทยาศาสตรธรรมชาติ (Natural science)
วิทยาศาสตรกายภาพ (Physical) และวิทยาศาสตรชีวภาพ (Biological) ในกลุมนี้ประกอบไปดวย
วิชาตางๆเปนตนวาฟสิกสเคมีชีววิทยา เภสัชศาสตร สรีรวิทยา ธรณีวิทยาวิทยาศาสตรการแพทย
เกษตรศาสตร วิศวกรรมศาสตร ดาราศาสตร สตั วเ หลา น้ีศึกษาเร่อื งกฎเกณฑทางธรรมชาตเิ ปนหลัก

๒) กลุมวิชาสังคมศาสตร(Social Science) เชนสังคมวิทยาศาสตร (Sociology)
มนุษยวิทยาศาสตร (Anthropology) รัฐศาสตร (Politics) ศึกษาศาสตร (Education) เศรษฐศาสตร
(economics) นิติศาสตร (Laws) จิตตวิทยา (Psychology) รัฐประศาสนศาสตร(Public
Administration) เปนตน ศึกษาสัมพันธภาพของคนในสังคม โดยใชความรูทางวิทยาศาสตร มาเปน
เครื่องมือ คือสงั เกตปรากฏการณทางสงั คมและวิเคราะหใ นเชิงสถติ ิ

๓) กลุมวิชามนุษยศาสตร (Humanities) เชน ศาสนา(Religion) ปรัชญา
(Philosophy) คณิตศาสตร (Mathematics) ภาษาศาสตร (Linguistics) นิรุกติศาสตร (Etymology)
ประวัติศาสตรวรรณคดี (History) โบราณคดี (Literature) ศิลปะ (Archeology) ดนตรี (Music)
และวัฒนธรรม (Culture) เปนตน วิชาเหลานี้มุงประเมินคุณคาภายในคือจิตใจ อารมณความรูสึก
นึกคิดทัศนคติตอชีวิต สังคมและสิ่งแวดลอมทั้ง ๓ กลุมวิชาดังกลาวนี้กลุมแรกสนใจปญหานอกตัว
มนุษยเ ปน หลักกลุม ๒ สนใจปญหาความสัมพันธระหวางมนุษยกับสังคมภูมิท่ี ๓ สนใจคุณคาภายใน
ตัวของมนษุ ยว า มนุษยรูสกึ นกึ คิดใหค า แก ขอ เท็จจริงภายนอกตัวสังคมและมองตนเองอยางไรศาสนา
มีอิทธิพลตอวิทยาการหรือศาสตรดานตางๆ คอนขางชัดเจนที่สุดคือการตั้งคําถามวาศาสตรตางๆ
ดังกลาวกอใหเกิดคุณในประการและผลกระทบดานใดบางแกมนุษยสังคมและสิ่งแวดลอมจะพัฒนา

๒๘ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทัว่ ไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

และแกไขปญ หาดังกลาวอยางไรดังๆทกุ ศาสนจะตองถูกตรวจสอบดวยฐานแหงคุณธรรมจริยธรรมอัน
ดีงามแกศ าสนศาสตรเสมอ

๓. ศาสนามีอิทธิพลตอวิวัฒนาการทางดานการศึกษาอิทธิพลในลักษณะนี้อาจมองวาเปน
อิทธิพลท้ังในดานลบและดานบวก ในดานลบคือการมองวาศาสนาขัดขวางความเจริญกาวหนาทาง
เศรษฐกจิ ของสังคมทําใหผูคนอยูในโลกของความเพอฝนถึงอุดมคติชีวิตอันสูงสุดคือโลกแหงวิญญาณ
โลกพระเจาแดนทิพยสวรรควิมานเปนตน จนเกิดภาวะเฉื่อยชาทางสังคมผูคนไมกระตือรือรน ขาด
ความอยากไดใครรวยการแขงขันดานเศรษฐกิจคาขายก็เส่ือมถอย ยอมจํานนตอชีวิตและชะตากรรม
ของตนตามพลังศรัทธาศาสนาหรือสรางนิสัยใฝลบบางครั้งก็มีการเชื่อถือปฏิบัติอยางเครงครัดจนเกิด
ความแตกแยกทางสังคม เชน เช่ือระบบชนช้ันวรรณะ (Case) เกิดการขมขี่ขมเหงรังแกเอารัดเอา
เปรียบกันทางสังคมจนศาสนาถูกใชเปนเครื่องมือในทางการเมืองการปกครองศาสนาขัดขวาง
ความกาวหนาทางดานวิชาการ เพราะเชื่อวาความจริงทั้งหมดคือความจริงที่ปรากฏตามตัวอักษรใน
พระคมั ภรี ผเู ห็นแยงคัมภรี คอื ผูขดั แยง กับความจริงถึงขั้นเปนผูกบฏตอพระเจา

คนบางกลุมจึงปฏิเสธความจริงทางศาสนา ดวยการเดินหนีจากไปอยางไมมีเยื่อใยเพ่ือไป
แสวงหาความจริงในมติ อิ ่ืนอน่ื คนกลุมดังกลาวคือกลุมนักวิทยาศาสตรสาขาตางๆซึ่งอาจเลือกคนกลุม
นี้วากลุมไมสยบยอม หรือกลุมไมยอมจํานน พยามศึกษาคนควาในส่ิงที่ตนอยากรูอยากเห็น
นอกเหนือจากส่ิงตางๆ ที่ปรากฏในคัมภีรหรือแมแตในสิ่งที่คัมภีรบัญญัติหามไวจนถูกมองวา” ฝน
พระบัญญัติ” ก็ตาม แตก็ใหเกิดความเจริญกาวหนาทางวิทยาการตางๆหากมองในดานบวกก็ถือวา
ศาสนาคอื ตวั กระตุนใหม นุษยพยายามพัฒนาศักยภาพของตนเองใหสูงข้ึนเพ่ือชีวิตท่ีดีงาม และพัฒนา
สังคมไปสูเปาหมายของชีวิตไดอีกระดับหน่ึงโดยเฉพาะอยางย่ิงดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีซึ่ง
พยายามหนีจากขอบขายของศาสนาแตก็คงไมอาจพนจากขอบขายของศาสนาไปได ขอแมแต
นักวิทยาศาสตรเอก ของโลกอยาง อันเบริ์ต ไอนสไตน (Albert Einstein) ยังเคยกลาวไววา
“วิทยาศาสตรที่ปรากฏจากศาสนาก็เหมือนกับคนแขนขาพิการศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตรก็
เหมือนกับคนตาบอด ซึ่งเทากับ เปนการยืนยันวาวิทยาศาสตรและศาสนาจะตองพ่ึงพาอาศัยกัน
ตลอดไปอาจจะตองพัฒนากาวไปขางหนาโดยมีศาสนาคอยเปนพ่ีเลี้ยงตลอดเวลา มิฉะน้ันแลวมนุษย
โลกจักรวาลจะประสบกับความหายนะในไมชา น้ี

พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๒๙
บทท่ี ๑ ความรูท่วั ไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

๑.๘.๑๒ อทิ ธพิ ลของศาสนาที่มีตอวัฒนธรรม
วัฒนธรรม (Culture) และอารยธรรม (Civilization) เกิดจากการกระตุนของสํานึกทาง
ศาสนาเพราะศาสนาชวยปลุกความรัก ความเลื่อมใสความเชื่อ๒๔ความหวัง และสรางแรงจูงใจใหเกิด
การสรรสรา งทางวฒั นธรรมขึน้ มาอยางหลักหลายงานทางวัฒนธรรมท่ีเกิดจากอิทธิพลของศาสนาอาจ
จาํ แนกไดดังตอไปน้ี
๑. งานดา นวรรณกรรม(Literature Work)มนุษยในอดีตไดอาศัยความรู ความรัก ความ
ศรัทธา สรางจินตนาการถึงเทพเจา ส่ิงศักด์ิสิทธิ์ อํานาจเหนือธรรมชาติ บุคลิกภาพและ อนันตภาพ
ของพระเจา กอใหเกิดเทพนิยาย (Myths) เทวตํานาน หรือเทพปรณัม หากาพย (Epics) เชน อิล
เลียด (llliad) โอเดสซ่ี (Odessey) ของมหากวีโฮเมอร (Homer) มหาภารตะ(Mahabharata)ของ
กวีวยาส (Vayasa) และรามายณะ (Ramayana) ของกวีฤาษีวาลมีกิ (WalameKi) มหากาพยพุทธ
จริตของทานมหากวีอัศวโฆษ บทสวดสรรเสริญ(Hymn)หรือมันตระ(มนต)เนื่องจากภาษาวรรณกรรม
เกิดจากแรงศรทั ธาในศาสนาจึงมักใชภาษาช้ันสูงที่สละสลวยงดงามดวยฉันทลักษณไวยกรณมีทั้งรอย
แกวและรอยกรองแตสวนมากมันเปนรอยกรอง(verse)เพราะสามารถสรางสุนทรียภาพทางอารมณ
แกผ ูอานผตู รวจและผฟู งไดเ ปน อยางดี
๒. งานดานประติมากรรม (Sculpture) งานวัฒนธรรมทางดานประติมากรรมเกิดข้ึน
เพราะความไมอ่มิ หรอื ไมเ ห็นภาพเทพเจา และอยางชดั เจนจากจินตนาการในการอานการสวดและการ
ฟง ซึ่งเกิดการสรางรูปเคารพข้ึนมาจากจินตนาการที่ไดรับจากงานดาน วรรณกรรมเปนหลักหรือ
ตีความบุคลิกภาพ คุณลักษณะเฉพาะจากคัมภีรศาสนามนุษยจึงสรางเทพข้ึนมาใหมีลักษณะคลาย
มนุษย (Anthropomorphism) หรือสรางเทพเจาโดยมีมนุษยเปนแบบ ซึ่งแยงกับคัมภีรปฐมบทท่ีวา
พระเจาสรางมนุษยข้ึนมาตามฉายาของพระองค จากไมแกะสลัก แกะสลักดินปนปูนปน ทองโลหะ
เปนตน บางอยางก็สามารถทําเปนสัญลักษณเล็กๆนําติดตัวไปก็มี เชนพระพุทธรูป(พระเคร่ือง) ไม
กางเขน เปนตนเน่ืองจากเทวรูปเกิดจากแรงเคารพศรัทธาอยางแรงกลา ปฏิมากรจึงทุมเทความรัก
ความรูแรงงานทุนทรัพยหรือยําเอาชีวิตเปนเดิมพันกับผลงานท่ีตนไดสรรสรางอยางสุดฝมือและสุด
ชีวิตประติมากรรมท่ียิ่งใหญอลังการวิจิตรพิสดาร ลวนเปนผลงาน ที่ปฏิมากรสรางขึ้นมาจากแรง

๒๔ แสง จนั ทรงาม, ศ. ศาสนศาสตร, พิมพคร้งั ท่ี ๔, หนา ๑๗-๒๘.

๓๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูท่วั ไปเก่ียวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย

บันดาลใจทางศาสนาท้ังสิ้น ความรูสึกวา ไดบุญมหาศาล กับการไดเขาสูดินแดนศักด์ิสิทธิ์ ของพระ
เจา ในอนาคต คอื รางวัลตอบแทนทีค่ ุมคากับการสรางสรรคประติกรรมดังกลา ว

๓. งานดานสถาปตยกรรม (Architecture) เทวรูปที่ถูกสรางขึ้นมาดวยแรงศรัทธาแหง
ความรักความรูแรงงานทุนทรัพยและชีวิต ยอมเปนส่ิงท่ีประมาณคาไมได(Uncountable Value)
การประดิษฐาน การเก็บรักษาไวในท่ีต่ําถือวาไมสมเกียรติ อาจเขาขายตอการลบหลูดูหมิ่นอีกครั้งไม

ปลอดภัยตอการถูกทําลายและบุบสลายผุพังไปตามกาลเวลา ยอมไมเปนสิ่งที่ดีนักจําเปนตองสราง

อาคาร วิหาร สถานท่ีใหยิ่งใหญอลังการสมเกียรติสูงสงและปลอดภัย สถาปตยกรรมท่ัวโลกที่ย่ิงใหญ
สวยงามและเปน อมตะหรือเปนมรดกโลกสว นมากมาเปนสถาปต ยกรรมทางศาสนา

๔. งานดานจิตรกรรม(Fine Art)เมื่อผูคนเดินเขาไปเยี่ยมชมหรือเขาไปประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนาพบเห็นพื้นที่โลงวางเปลา จึงสรรสรางภาพจิตรกรรมฝาผนังเปนเร่ืองเลาเกี่ยวกับเทพ
ประวตั ิศาสดาหรือเรื่องราวตางๆในศาสนาตอมามีการคัดลอก เขียนลงแผนผาแผนกระดาษแผนหนัง

เปนตน
๕. งานดานหัตถกรรม (Handicraft) การท่ีจะใหเทวรูปท่ีตนเคารพมีคุณคามีความ

งดงามจาํ เปนตองตกแตง ดว ยเครอ่ื งประดับตางๆ ช้ันยอดเชนประดับดวยแกวแหวนเงินทอง เพชรนิล

จินดาเปนตน ซ่ึงเปนของมีคาและหายาก ตลอดถึงเคร่ืองใชสอยตางๆ ของเทวรูปจะตองงดงามและ

โดดเดน ท่ีสดุ
๖. งานนาฏกรรมและดนตรี(Dance and Music)การฟอนรําขับรองประโคมและเลน

ดวยทวงทํานองและลีลาแหงศรัทธาประกอบกับการแสดงออกถึงสุนทรียภาพทางอารมณ เพ่ือ

ถายทอดพลังศรัทธาที่มีตอเทพเจาบทสวดสรรเสริญในลักษณะของกิจกรรมมีความย่ิงใหญและ
ศักด์ิสิทธ์ิมีพลังมากย่ิงขึ้นจึงเกิดการแสดงระบบ เทพบูชา เพื่อเอาอกเอาใจใหพระเจาบูชาเทพ และ

แสดงถึง ศรัทธาที่ ตนและศาสนิกชนมีอยูตามเทวสถานตางๆ จึงมีการขับรองฟอนรําระบําบูชาจน

เกิดคณะนักรองหญิง (Dancing Girls) หรือบางครั้งมีการปรนนิบัติดูแล เทวรูป ซ่ึงเรียกวาเทวทาสี
จากท่ีกลาวมาพอจะสรุปไดวาวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ย่ิงใหญ และย่ังยืนของโลกเกิดจากอิทธิพล

ของศาสนาหรือวฒั นธรรมทางศาสนา (Religious Culture)

พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๓๑
บทท่ี ๑ ความรูทั่วไปเกย่ี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๑.๘.๑๒ อทิ ธิพลของศาสนาท่ีมตี อการอนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม
มนุษยเกิดมามีชีวิตอยูทามกลางสิ่งแวดลอม ๓ ประเภทคือสิ่งแวดลอมธรรมชาติ(Natural
Environment) สิ่งแวดลอมที่มนุษยสรางข้ึน (Artificial Environment) และส่ิงแวดลอมทางสังคม
(Social Environment) หรือกลาวในแงหน่ึงน้ันมนุษยอาศัยระบบนิเวศวิทยา (Ecology) และมนุษย
นิเวศ (Anthropology) ทางสงั คม
เนอื่ งจากในโลกนมี้ ีศาสนาหลัก ๒ ประเภท คือศาสนาเทวนิยมและศาสนาอเทวนิยม ไฟล
แรกสอนวาดสิ่งแวดลอ มทางธรรมชาติเปนสมบัติเฉพาะของมนุษย มนุษยจึงมีความชอบธรรมโดยเสรี
ที่จะใชสมบัตดิ ังกลา ว ทรัพยากรจงึ เปน เคร่ืองอํานวยความสะดวกใหมนุษยไดมีชีวิตอยูอยางสุขสบาย
ไมอดอยาก มนุษยเปนนายเหนือธรรมชาติ แตมนุษยไดละเมิดและผิดพันธสัญญา มีความโลภไม
ส้ินสุด จึงมีบาปติดตัวมาต้ังแตกําเนิด บุกรุกเบียดเบียนธรรมชาติเกินขอบเขต เอาเปรียบ ไมรักษา
และไมห วงแหนถนอมใชส มบตั ิอยา งประหยดั มนุษย จงึ ประสบกับความทุกขเดือดรอนตลอดมา สวน
ศาสนาประเภทหลัง ไมเช่ือเทพเจา มีหลักธรรมคําสอนวา สรรพสิ่งเกิดข้ึนดํารงอยู และเสื่อมไปแบบ
อิงอาศัยกัน เปนเหตุเปนผลสืบเนื่องถึงกันตลอดเวลา เม่ือมนุษยไรศีลธรรม จึงบุกรุกธรรมชาติ เม่ือ
ธรรมชาติ ถูกบุกรุกเสียหาย จึงสงผลสะทอน กลับมากระทบมนุษยผูกระทําการบุกรุก มนุษยจึงตอง
ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม ปฏิบัติตอธรรมชาติดวยความรัก ความรู ความเขาใจ ซ่ึงอาจ
เรียกวา จรยิ ธรรมนิเวศ (Eco-Ethics) ศาสนาหามภิกษุหรือนักบวชทําลายระบบนิเวศเชน หามตัดไม
หา มพลาดของเขียวหามขุดดิน หามถายอุจจาระปสสาวะหรืออวนน้ําลายรดของเขียว(ตนไม) หรือลง
แมน้ําลําธารเปนการทําลายสภาพแวดลอมและสงเสริมการปลูกปารักษาธรรมชาติเชน ในวนโรปน
สูตร บอกวาผูปลูกปาปลูกสวน สรางสะพาน สรางโรงน้ํา ขุด บอนํ้า บริจาคท่ีพักอาศัยหรือปลูกปา
รักษาตนน้ําลําธารจะไดบุญกุศลมหาศาลทั้งกลางวันและกลางคืนทรงสอนใหใชชีวิตในทางสายกลาง
(มัชฌาปฏิปทา) บริโภคใชสอยปจจัย ๔ คืออาหารและนํ้าเส้ือผาเครื่องนุงหม ที่พักท่ีอยูอาศัย ยา
รกั ษาโรคพอประมาณใชช วี ิตใหเ รยี บงายกรมกลืนลื่นรองกบั ธรรมชาติใหม ากที่สุด
แตปญหาส่ิงแวดลอมในปจจุบันไดชวยสะทอนใหเห็นความสําคัญของพฤติกรรมมนุษยที่
ไมไดปฏบิ ัตติ ามหลักศาสนาไมว า จะเปนปญหาทรัพยากรธรรมชาติรอยหรอปญหาภาวะมลพิษปญหา
ระบบนิเวศถูกทําลายต้ังแตระดับธรรมชาติไปจนถึงปญหาภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect)
ปญหาโลกรอน (Global Warming)ปญหาการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

๓๒ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทวั่ ไปเกีย่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

เปน ตน กอ ใหเ กดิ ภัยพบิ ัตทิ างธรรมชาตอิ ยางรา ยแรงจนถือวา เปนมหันตภัยรอบดานตอชีวิตและสังคม
มนุษย จนเกิดความเครียดในชีวิต มนุษยพยายามแกไขปญหาใหทุเลาเบาบางลงไปไดบางดวยวิธีการ
นําความรูดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมาใชเปนการใชเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมแทนเทคโนโลยีท่ีไม
เหมาะสมเชน เลิกหรือลดการใชนํ้ามันดีเซลใชไบโอดีเซลเปนตน ออกกฎหมายหามและบทลงโทษ
ตางๆเชน การหา มบุกรุกปาสงวนการท้ิงขยะการแยกขยะการกําจัดขยะเปน ตน

อยา งไรกต็ ามการแกไขปญ หาตา งๆดังกลา วจะตองแกจากภายในดวยการขัดเกลาอบรมบม
เพราะสํานึกทางสังคมโดยการใชหลักธรรมคําสอนและพิธีกรรมศาสนาปญหาส่ิงแวดลอมเกิดจาก
ปญหาความอยากไดใครเสพบริโภคปจจัยส่ีเกินจําเปนที่ไมสิ้นสุดของมนุษยการโออวดความมั่นคงใน
สังคมการแสดงความย่ิงใหญเหนือธรรมชาติคานิยมท่ีผิดผิดในการมองชีวิตและธรรมชาติคือท่ีมาของ
ปญ หาการแกไขจึงจําเปนตองยอนกลับเขาไปดูตนตอภายใน คือจิต ใจของมนุษยส่ิงท่ีจะแทรกเขาไป
ไดและมีพลังในการปรับเปล่ียนแกไขมีเพียงศาสนาเทาน้ันดังน้ันการปลูกฝงจิตใจดวยการสรางมโน
ธรรมสาํ นึกการวางระบบสนิ ตลอดถึงการพัฒนาอยางบูรณาการ ดวยการสะทอนใหประโยชนของการ
มีหลักใจคือหลักศาสนาและโทษภัยของการไรศาสนาจะชวยใหมนุษยเขาใจชีวิต สังคม และ
สิ่งแวดลอมมากย่ิงข้ึนและปฏิบัติไดอยางถูกตองสอดคลองกับความจริงจนเกิดการประสานสูการ
พัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development) ปจจุบันจึงเกิดกระบวนการ องคกรสมาคมหนวยงาน
ตางๆเพ่อื คลอ งใชห ลักธรรมและพธิ ีกรรมทางศาสนาเปนตัวนาํ ในการฟน ฟูแกไขปญหาสิ่งแวดลอม

๑.๙ บทสรปุ

ความรูทั่วไปเกี่ยวกับศาสนาเริ่มจากการนิยามความหมายลักษณะและองคประกอบ
กําเนิดและพัฒนาการ ประเภทคุณคาความสําคัญและประโยชนจนกระท่ังวิธีการศึกษาศาสนาถือวา
เปนการทําความเขาใจบริบทดานตางๆอันเปนพื้นฐานของศาสนาท้ังหลายซ่ึงแมวาศาสนาเทวนิยม
และศาสนาอเทวนิยมจะมีการนิยามความหมาย ลักษณะและองคประกอบ กําเนิดและพัฒนาการ
รวมทั้งระบบความเช่ือตลอดจนเปาหมายของศาสนาที่ไมตรงกันเสียทีเดียวก็ตาม แตศาสนาท้ังหลาย
ก็มีแนวระนาบความเชื่อและเปาหมายของศาสนาไปในทิศทางเดียวกัน เพราะวัตถุประสงคและ
เปาหมาย อันเปนพื้นฐาน ของการกําเนิดศาสนาลวนมาจากมนุษยผูมีความตองการท่ีพึ่ง ตองการ
ความม่ันคงในการดําเนินชีวิต กลาวคือ การมีสันติสุขสวนบุคคล เปนเง่ือนไขทั้งส้ินอยางไรก็ตาม แม

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๓๓
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกยี่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ศาสนาจะมีจํานวนมากและมีอยูอยางหลากหลายตามเผาพันธุ เช้ือชาติของมนุษยและดินแดนท่ีอยู
อาศัยก็ตาม หนังสือเลมน้ีจะไดนําเสนอเน้ือหาตามลําดับการศึกษาในรูปแบบของกลุมศาสนาเทวนิ
ยมและอเทวนิยม พรอมกับกลาวถึงบทบาทของศาสนาที่มีอิทธิพลตอบุคคลและสังคมโดยเฉพาะ
สังคมไทยเทา นั้นเพ่ือใหเ ห็นความแตกตางในบริบทและเปา หมายของแตละศาสนาอยางชัดเจน

บทที่ ๒

ความรูเบ้ืองตน เก่ยี วกบั การเมอื งการปกครอง
(Introduction to Politics and Government)

๒.๑ บทนํา

คําวา “การเมือง” ตรงกับภาษาอังกฤษวา “Politics” ที่อิงรากศัพทมาจากคําวา
“Polis” ซ่ึงเปนภาษากรีก แปลวา นครรัฐ อันเปนการรวมตัวทางการเมืองแบบหนึ่งท่ีใหญกวา
ระดบั ครอบครวั หรือเผา พนั ธุ นครรฐั ในกรกี โบราณไดแก เอเธนสและสปารตา เปนตน๑ สวนคําวา
“การปกครอง” ตรงกับภาษาอังกฤษวา “Government” มีรากศัพทมาจากภาษากรีกเชนกันวา
“Kybernates”๒ ซ่ึงแปลวา ผูถือหางเสือเรือ อันทําใหเกิดการเปรียบเทียบวา การเมืองการ
ปกครองและโดยเฉพาะรัฐบาลเปนเสมอื นเรือ และมีวลีท่ีวา “รฐั นาวา” ตามมาใหเ หน็ อยเู สมอ๓

อยางไรก็ตาม การเมือง กับการปกครอง มีความเช่ือมโยงเกี่ยวของกัน เพราะการ
ปกครอง หรือการบริหารวางระเบียบกฎเกณฑ เพ่ือใหเกิดการบําบัดทุกขบํารุงสุขนั้นจําเปนตอง
อาศัยอํานาจคือการเมืองจึงจะดําเนินการไดสําเร็จ เพราะฉะน้ันการศึกษาเร่ืองการเมืองกับการ
ปกครอง จึงหมายถึงการศึกษาเกี่ยวกับองคกรที่ใชอํานาจและระเบียบกฎเกณฑการบริหาร
น่นั เอง๔

๑ Prof. S.N.Ray, Modern Comparative Politics, (New Delhi : Prentice Hall of India
Private Ltd., 1944), p. 4.

๒ Prof. K. C. Mishra, Political Science Theory, (Delhi : Ajanta Pra Kashan, 1998), p. 4.
๓ ดร.จิรโชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ, รัฐศาสตรท่ัวไป, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ
มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง, ๒๕๔๐), หนา ๔.
๔ รศ.สุขุม นวลสกุล และรศ.วิศิษฐ ทวีเศรษฐ, การเมืองการปกครองไทย, (กรุงเทพมหานคร :
สาํ นกั พิมพร ามคาํ แหง, ๒๕๔๑), หนา ๑.

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๓๕
บทที่ ๒ ความรูเบอื้ งตน เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๒.๒ ความหมายของการเมอื งกับการปกครอง

คําวา การเมืองในทางรฐั ศาสตรม ีความหมายคอนขางกินความไปไดอยางกวางขวางมาก
โดยยากท่ีจะกําหนดใหแนนอนตายตัวและชัดเจนลงไปได นักปราชญหรือผูรูทางการเมือง จึงมี

ความเห็นที่หลากหลายแตกตางกันออกไป โดยทั่วไปจะนิยามคําวา การเมือง ดวยการอธิบายถึง

ลกั ษณะการเมอื งหรือองคป ระกอบของการเมือง ดงั ตวั อยา งดังตอไปน้ี
เพลโต (Plato) นกั ปราชญาการเมอื ง ไดแ สดงทัศนะเก่ียวกับเรื่องของการเมืองวา เปน

เรื่องที่เก่ียวกับการแสวงหาความยุติธรรม เพ่ือการดํารงชีวิตอยูท่ีดีงาม การศึกษาการเมืองในยุค

สมัยน้ัน จึงเปนการศึกษาเพื่อคนหาเหตุผลมาสรุปเปนแนวความคิด และเปนแนวทางของการ
ปฏิบัติทางการเมือง โดยเฉพาะอยางย่ิงการวางรูปแบบที่ดีของรัฐใหกับมนุษยในสังคมควรมี

ลักษณะอยางไร และจะมีแนวทางในการปฏิบัติอยางไร จึงจะทําใหสังคมมนุษยประสบความ
ยตุ ิธรรมและสนั ตสิ ขุ ในชีวติ ”๕

อริสโตเติล (Aristotle)ไดอธบิ ายเรือ่ งของการเมืองวา การเมืองยอมเกี่ยวพันกับอํานาจ
และอํานาจเชนวาน้ันไดแก อํานาจทางการเมือง ซึ่งจะแตกตางจากอํานาจอื่น โดยองคกรทาง

การเมอื ง จะตองมอี าํ นาจปกครอง เปนองคอธิปตย คุณลักษณะทางการเมือง ประกอบดวยปจจัย
ทเ่ี ดนชดั ๒ ประการคือ๖

๑. อาํ นาจ (Authority)

๒. การปกครอง (Ruling)
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไดใหนิยามของคําวา “การเมือง” ไวอยางส้ัน ๆ
วา การเมือง คอื งานท่เี กี่ยวกับรัฐ หรอื แผนดนิ เชน วิชาการเมือง ไดแ ก วิชาท่ีวาดวยรัฐการจัดสวน
แหง รฐั และการดาํ เนนิ การแหงรฐั ๗

๕ พรศักดิ์ ผองแผว, รัฐศาสตร พัฒนาการและแนวทางศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพศรี
อนนั ต, ๒๕๒๔), หนา ๔๐.

๖ จรูญ สุภาพ, ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจเปรียบเทียบ, พิมพครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร :
บริษทั สํานกั พิมพไทยวฒั นาพานชิ จํากัด, ๒๕๓๘), หนา ๒.

๗ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั นานมีบุคสพบั ลิเคช่ันส จํากดั , ๒๕๔๖), หนา ๑๑๖.

๓๖ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๒ ความรูเบือ้ งตนเกีย่ วกบั การเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

Dictionary of American Politicsไดนิยามคําวา “การเมือง” ไววา การเมืองเปนสาขา
หนึ่งท่ีเก่ียวกับการจัดทํานโยบาย มีความเกี่ยวพันธกับหนวยงานและเคร่ืองมือตาง ๆ ท่ีใชในการวาง
นโยบาย ทง้ั น้รี วมถึงฝายนิตบิ ัญญตั ิและฝายอนื่ ๆ ทั้งหมด นอกจากหนาท่ีการบริหารอยางแทจริงของ

ฝา ยบริหาร รวมตลอดไปถึงการเลือกต้ังและพรรคการเมือง นอกจากน้ียังมีความเก่ียวพันธกับผลงาน

ทั้งปวงอันเกิดขึ้นจากกิจกรรมของรัฐบาลในภาวะดังกลาวอีกดวย ในขั้นตนยอมถือวา การเมืองคือ
จุดหมายของสาธารณชน และการบริหาร (การปกครอง) คือวิธีการท่ีจะไปสูจุดหมายน้ัน ทั้งนี้แมวา
จะมบี างสง่ิ บางอยา งสอดแทรกอยูระหวา งกลางของทั้งสองอยางก็ตาม๘

สขุ มุ นวลสกลุ ไดใหทรรศนะทแ่ี ตกตางกันของคําวา “การเมือง” กับ “การปกครอง” ไว
วา คําวา การเมือง (Politics) และการปกครอง (Government) น้ัน มีความหมายทางรัฐศาสตร

แตกตางกัน การเมืองหมายถึงเรื่องการแขงขัน หรือการแสวงหาอํานาจ ซ่ึงสงผลกระทบตอสังคมทั้ง

สังคม หรือสวนใหญของสังคม สวนการปกครอง มีความหมายเกี่ยวกับการบริหาร วางระเบียบ
กฎเกณฑ สําหรบั สังคม เพอื่ ใหสงั คมมีความสงบสุข๙

จิรโชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ ไดใหความหมายกวาง ของคําวา การเมืองไววา
การเมอื งใชใ นความหมายใหญ ๆ คือ ๑) เปนกิจกรรมของมนษุ ย และ ๒) มีความหมายเอนเอียงไป
ในทางลบหรือไมคอยดีนัก คือเขาทํานองวา เปนเรื่องขัดแยงเรื่องผลประโยชนสวนตัว ซึ่ง

ความหมายหรือนัย เชนวาน้ีปรากฏคอนขางมากในสังคมไทย ตัวอยาง คือ สํานวนที่วา “เรื่องน้ี
เปนการเมืองไปหนอย” สอแสดงใหเห็นถงึ ความไมจ ริงใจและมงุ ผลประโยชน๑๐

เดโช สวนานนท ไดใหนิยามคําวา “การเมือง” ในพจนานุกรมศัพทการเมืองไววา
“การเมือง” คาํ นมี้ ีนยิ ามแตกตางกันคอนขา งมาก บางก็กลาววา การเมืองเปนเร่ืองของการแสวงหา

อํานาจโดยแทจริง อยางไรก็ตาม ความหมายที่ใชกันมากก็คือ การปฏิบัติหรือการดําเนินการใน
ศาสตรหรือศิลปแหงการเมืองการบริหารรัฐ หรือองคกรทางการเมืองอ่ืน เชน การบริหารพรรค

๘ อุทัย หิรัญโต, สารานุกรมศัพททางรัฐศาสตร, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพโอเดียน สโตร,
๒๕๒๔), หนา ๖๐.

๙ รศ.สุขุม นวลสกสุล และ รศ.วิศษิ ฐ ทวีเศรษฐ, หนา ๑.
๑๐ ดร.จิรโชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ, รัฐศาสตรทั่วไป, หนา ๔.

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๓๗
บทท่ี ๒ ความรูเบอื้ งตนเกย่ี วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

การเมอื ง เปนตน เราอาจนิยามความหมายสน้ั ๆ กันไดวา การเมืองคือศิลปะศาสตรในการบริหาร
หรือการปกครองบา นเมือง๑๑

การปกครอง (Government) แปลตรง ๆ ไดวา การดูแล การใหความคุมครอง หรือ
การบรหิ ารนน่ั เอง คาํ วา การปกครอง เปนคําที่ใชในการบริหารบานเมืองในลักษณะที่มีผูปกครอง

ผูมีอํานาจใจการปกครองบานเมืองสูงสุดจะเรียกกันวา พอเมือง (เราเคยเรียกขานตําแหนงผูวา
ราชการจังหวัดวา เจาเมือง) กรมท่ีมีหนาที่ดูแลในเรื่องการปกครองบานเมืองใหมีความสุข และมี

หนาท่ีดูแลทุกขสุขของประชาชนเปนสําคัญ ก็ยังคงเรียกวา กรมการปกครองและเมื่อมีการ

เปลยี่ นแปลงการปกครองในป พ.ศ. ๒๔๗๕ ซ่งึ หมายถึง การเปลย่ี นรปู แบบของการบริหารราชการ
ผานดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนระบอบประชาธิปไตยท่ีมีพระมหากษัตริยทาง

เปนประมุขน้ัน คณะราษฏรผูยึดอํานาจการปกครองไดตราพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง
แผนดินสยามช่วั คราวขึน้ ซึง่ นับไดว าเปนรัฐธรรมนญู ฉบบั แรกของราชอาณาจักรไทยดว ย๑๒

อทุ ัย หริ ัญโต ผแู ตง สารานุกรมศัพททางรัฐศาสตรไดใหทรรศนะเก่ียวกับการนิยาม คํา
วา “การเมือง” ไวว า เม่อื สรปุ โดยรวมแลว จะเหน็ ไดวา การเมืองเปนคําท่ีมีความหมายกวางขวาง

ไมวาสภาวการณหรือในองคการใด ถาหากประกอบไปดวยผูปกครองและผูถูกปกครองแลว
สภาวการณหรือองคการนั้นจะมีลักษณะเปนการเมืองท้ังสิ้น อยางไรก็ดี ความหมายท่ีเขาใจกัน

ทั่วไปมักจะจํากัดอยูในวงแคบ ๆ คือเพงเล็งถึงกิจกรรมท่ีเก่ียวกับรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีเปน

สวนใหญ นอกจากน้ีคําวา การเมืองยังอาจใชในความหมายท่ีแสดงถึงความไมดีไมงามก็ได คือ
หมายถึงการปฏิบตั อิ ยา งมเี ลหเ หล่ยี ม ไมตรงไปตรงมา หรืออําพรางความจรงิ เพื่อประโยชนในการ
จงู ใจคน หรือเอาชนะฝายตรงกันขา ม๑๓

นงเยาว พีระตานนท ไดใหความหมายของคําวา การเมืองไวโดยสรุปวา การเมืองเปน
เรื่องที่เกี่ยวพันธกับอํานาจและการปกครอง ไมวาสภาวการณใดหรือสถาบันใด หากมีการตอสู

แขงขันกนั เพ่ือแสวงหาอาํ นาจทเ่ี หนือกวา กนั แลว ก็เปนการเมอื งทัง้ สิ้น นอกจากนก้ี ารเมืองยังเปน

๑๑ เดโช สวนานนท, พจนานุกรมศัพททางการเมือง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพหนาตางสู
โลกกวา ง จํากดั , ๒๕๔๕), หนา ๔๑.

๑๒ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา ๒๗-๒๘.
๑๓ อทุ ัย หริ ัญโต, สารานกุ รมศพั ทท างรัฐศาสตร, หนา ๖๑.

๓๘ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๒ ความรูเบือ้ งตนเกย่ี วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

เรื่องที่เกี่ยวกับการปกครอง การดาแลจัดการใหมนุษยอยูกันอยางเปนธรรมและเปนระเบียบ
การเมืองจึงเปนสวนหน่ึงของชีวิตมนุษยและเปนสิ่งท่ีดีงาม เปนท้ังศาสตรและศิลปของการ
ปกครอง ซึ่งสามารถศกึ ษาและเรียนรูไดเชนเดียวกบั ศิลปะและศาสตรสาขาอื่นท่ีมีอยใู นโลก๑๔

จันทิมา เกษแกว ไดสรุปนิยามของคําวา การเมือง ไววา หมายถึงแบบแผนของ
ความสมั พนั ธระหวา งมนษุ ยท ีเ่ กย่ี วของกบั อาํ นาจและการปกครอง รวมท้ังการจัดสรรผลประโยชน
ทเี่ ปน ธรรม ดังน้ัน การเมืองจึงเปน เรื่องสําคญั และควรศกึ ษาเปนอยางย่งิ ๑๕

๒.๒.๑ ความหมายตามนยั ทางพระพุทธศาสนา
พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตุโต) กลาวถึงความหมายการปกครองตามทัศนะของ
พระพุทธศาสนาวา การปกครองตามความหมายในพระพุทธศาสนา เปนการปกครองเพื่อ
การศึกษา การปกครองและความสงบเรียบรอยท่ีเกิดจากการปกครองนั้น มิใชเปนจุดหมายในตัว
แตเ ปนเพยี งปจ จัยคือสภาพเอ้ือ เพ่ือชวยใหแตละบุคคลบรรลุจุดหมายแหงการศึกษาหรือเพื่อเปน
หลักประกันของการศึกษา จึงถือเปนคติไดวา การปกครองท่ีมีข้ึนเปนเรื่องของการศึกษาและเพ่ือ
การศึกษาท้งั สิ้น ถา ไมป กครองดวยการศึกษา ก็ตองปกครองดวยอํานาจเม่ือปกครองดวยอํานาจก็
เกิดความรูส ึกในเชงิ ปฏปิ ก ษ ท่ีเอียงไปในทางที่จะขัดแยงกันดวยเหตุน้ี การปกครองแบบใชอํานาจ
จึงกอใหเกิดปญหา เริ่มตั้งแตเกิดความขัดแยงในจิตใจ เปนตนไป ทําใหยิ่งตองเพิ่มการใชอํานาจ
ใชอ าญา และจะเนนการลงโทษมากย่ิงขึ้นตามลําดับไมใชการปกครองแบบพยายามสรางคนดี แต
เปนการปกครองแบบพยายามกําจัดคนเลวน่นั เอง๑๖
ดร.สมบูรณ สุขสําราญ ไดใหความหมายการเมืองตามทัศนะของพระพุทธศาสนาวา
การเมือง คือ ความคิดกิจกรรม และการกระทําตาง ๆ ที่เก่ียวพันกับการใชอํานาจ เพ่ือบริหารรัฐ
กิจการจัดระเบียบสังคมของรัฐ รวมตลอดถึงการใหไดมาซ่ึงอํานาจ การใชอํานาจหรือการใหไดมา

๑๔ นงเยาว พีระตานนท, การเมืองการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร :สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,
๒๕๔๑), หนา ๗.

๑๕ ผูชวยศาสตราจารยจันจิมา เกษแกว, การเมืองการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันราช
ภัฏสวนดุสิต, ๒๕๔๐), หนา ๒.

๑๖ พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต), นิติศาสตรแนวพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทสหธรรมิก
จํากดั , ๒๕๓๙), หนา ๕๕-๕๖.

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๓๙
บทที่ ๒ ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

ซึ่งอิทธิพล การใชอิทธิพลเพื่อใหเกิดการจัดสรรคุณคาในสังคม ไมวาจะเปนอํานาจที่ถูกตองตาม
กฎหมายและกฎเกณฑทางศีลธรรม เศรษฐทรัพย และคุณคาที่เปนนามธรรม นอกจากนี้ ศาสนา
เปนพื้นฐานของอุดมการณทางการเมืองที่ย้ําคุณคาของมนุษยความชอบธรรมของผูปกครอง
พระพทุ ธศาสนาเปน เสมอื นรากเหงา แหงความเปนชาติ และเอกลักษณดั้งเดิมของชาติไทย ทั้งทาง
สงั คม วฒั นธรรม และการเมือง๑๗

ดงั นัน้ จึงกลา วไดว า เม่อื พดู ถงึ “การเมือง” นักรัฐศาสตรแตละสมัยมองการเมืองหรือมี
ทัศนะตอ การเมืองในแงมุมที่แตกตางกัน กลาวคือขณะที่บางทานมองหรือมีทัศนะตอ “การเมือง”
วาเปนเรื่องของสถาบันทางการเมือง เชน คณะรัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎรพรรคการเมือง กลุม
ผลประโยชน บางทานมองหรอื มีทัศนะตอการเมืองวาเปนเร่ืองของรัฐ ซ่ึงการมองหรือการมีทัศนะ
ตอ “การเมือง” ในลักษณะดังกลาวไดรับการยอมรับระยะหน่ึง ตอมามีนักรัฐศาสตรหลายทานไม
เห็นดวย โดยคิดวาการมอง หรือการมีทัศนะตอ “การเมือง” ในลักษณะท่ีอยูกับที่ กลุมของนัก
รัฐศาสตรที่ไมเห็นดวยน้ี มองหรือมีทัศนะตอการเมืองวา จริงแลวนาจะเปนเรื่องเกี่ยวกับหนาที่
หรอื กจิ กรรมของสถาบนั เหลาน้ัน กิจกรรมหรอื หนาท่ขี องสถาบันทางการเมืองเหลาน้ัน ไดแก การ
แขง ขันหรือการตอสูเพื่อใหไดมาซึ่งอาํ นาจ การใชอ ํานาจ การบงั คบั ใหมกี ารปฏิบัติตาม เปนตน ซ่ึง
ไดรับความนิยมมาก ระยะหลังตอมาเริ่มมีการสงสัยวา การมองหรือมีทัศนะตอ “การเมือง”
ดังกลาว ดูจะเปนการเมืองไดทั้งหมด จึงไดเกิดมีทัศนะใหมตอ “การเมือง” วา แมจะยังคงเปน
เรื่องเก่ียวกับหนาท่ีหรือกิจกรรมของสถาบันเหลานั้นอยู แตกิจกรรมหรือหนาท่ีของสถาบัน
เหลานั้น เปนกิจกรรมหรือหนาที่ท่ีเก่ียวกับการตัดสินตกลงใจหรือกําหนดนโยบายสาธารณะ
มากกวา ซึ่งการมองหรือการมีทัศนะตอการเมืองในลักษณะดังกลาวน้ี ไดมีการยอมรับอยาง
กวางขวางมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาอยางไรก็ตามมีนักรัฐศาสตรหลายทานเห็นวาทัศนะ
ดังกลาวบังไมครอบคลุมกวางขวางเพียงพอนักรัฐศาสตรกลุมนี้เห็นวานาจะมีการมองการเมืองใน
แงข องระบบการเมืองท่ีหมายถงึ ปฏิสัมพนั ธห รือพฤตกิ รรมที่เกย่ี วของกับการจัดสรรหรือแบงปนส่ิง

๑๗ สมบูรณ สุขสําราญ, พระพุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม,
(กรุงเทพมหานคร : สํานกั พมิ พจฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั , ๒๕๒๗), หนา ๑.

๔๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๒ ความรูเบ้ืองตนเกีย่ วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

ท่ีมีคุณคาเพื่อสังคมมากกวา เพราะสามารถใชกับสังคมทุกสมัยและความหมายของ “การเมือง”
หลังสดุ เปนความหมายท่ใี ชก ันในปจ จบุ ัน๑๘

๒.๓ รปู แบบการปกครอง

เพลโต (Plato) นักปราชญชาวกรีก ไดกลาวถึงรูปแบบการปกครองไวในหนังสือช่ือ
รัฐบุรุษ (Statemen) ซึ่งไดแบงการปกครองออกเปน ๒ ประเภทใหญ ๆ โดยใชกฎหมายมาเปน
เง่อื นไขสําคัญในการพิจารณา เพราะมองเห็นวากฎหมายสามารถสรางเสถียรภาพและความมั่นคง
ใหแกรัฐได ตลอดจนสามารถปองกันความเลวรายของผูปกครองได โดยเฉพาะอยางย่ิง เม่ือ
ผูปกครองเปนผูที่ขาดความยุติธรรม ซึ่งกฎหมายจะชวยเหน่ียวรั้งผูปกครองไมใหใชอํานาจไป
ในทางท่ีเสอ่ื มทรามลง

ดงั น้ัน เพลโตจงึ ไดแบงการปกครองของรัฐ ออกเปน ๒ ประเภท ไดแ ก๑ ๙
๑. การปกครองทีใ่ ชก ฎหมายเปน หลกั ในการปกครอง
๒. การปกครองทีไ่ มใ ชกฎหมายเปน หลักในการปกครอง

๑. การปกครองทีใ่ ชก ฎหมายเปนหลกั ในการปกครอง ประกอบดวย
๑) ราชาธิปไตย (Monarchy) คือ การปกครองที่ชอบดวยกฎหมายกฎหมายโดยคน ๆ

เดยี ว ซ่งึ ถอื วาเปน การปกครองของรัฐทม่ี ีการปกครองท่ีดที ส่ี ดุ
๒) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คือ การปกครองที่ชอบดวยกฎหมายโดยคนสวน

ของรฐั จดั วา เปน การปกครองของรฐั ทีม่ ีการปกครองดีทส่ี ุดในระดบั รองลงมา
๓) ประชาธิปไตยภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Democracy) คือ การปกครองท่ี

ชอบดวยกฎหมายโดยคนสวนมากของรัฐหรือประเทศ จัดวาเปนการปกครองของรัฐท่ีมีการ

๑๘ มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, “คํานาํ ” ใน สถาบันและกระบวนการทางการเมอื งไทย, ฉบับ
ปรับปรุง, พมิ พค ร้งั ท่ี ๓. (นนทบุรี : สํานักพิมพม หาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๖),

๑๙ อาจารย ดร.ชรนิทร สันประเสรฐิ , “ระบบการเมืองการปกครอง” ใน มนุษยกับสังคม, เอกสาร
การสอนชุดวชิ า, (นนทบุรี : สํานกั พิมพมหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๘), หนา ๑๖๖.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๔๑
บทท่ี ๒ ความรูเบ้ืองตน เกีย่ วกบั การเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ปกครองเลวที่สุดในบรรดารัฐท่ีใชกฎหมายเปนหลักในการปกครอง แตก็ยังถือวาดีกวารัฐท่ีไมใช
กฎหมายเปน หลักในการปกครองในทุกประเภท๒๐

๒. การปกครองที่ไมใชก ฎหมายเปน หลกั ในการปกครอง ประกอบดว ย

๑) ทรราชย (Tyranny) คือ การปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมายและปกครองโดยไม

คาํ นงึ ถึงกฎหมายโดยคน ๆ เดยี ว ซึง่ ถือวา เปนการปกครองที่เลวทีส่ ดุ
๒) ทรชนาธิปไตย๒๑ (Oligarchy) คือ การปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมายโดยคน

สว นนอ ยของรฐั หรอื ประเทศ จดั วา เปน การปกครองทเ่ี ลวถดั ไปจากการปกครองทีเ่ ลวที่สดุ

๓) ประชาธิปไตยที่ไมอยูภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ การปกครองโดยพลการ

และแบบรนุ แรงโดยคนจํานวนมากของรัฐหรือประเทศ เปนการท่ีไมชอบดวยกฎหมาย จึงเปนการ

ปกครองทถี่ อื วาเลวอยู แตก็ยังเปนอันตรายนอยกวาการปกครองตามแบบทรราชยและทรชนาธิป
ไตย๒๒

จากการที่ไดพิจารณารูปแบบการปกครองของรัฐตามแนวของเพลโตท่ีพิจารณาจาก
จํานวนผปู กครอง และการใชก ฎหมายเปนหลักน้นั สามารถสรุปรูปแบบการปกครองนี้ไดดงั นี้๒๓

หลกั กฎหมาย รัฐท่ีใชกฎหมายเปน หลัก รฐั ท่ีไมใชกฎหมายเปน หลกั
จํานวนผูป กครอง

คนเดียว ราชาธปิ ไตย ทรราชย

คณะบุคคล อภิชนาธิปไตย ทรชนาธปิ ไตย หรือคณาธปิ ไตย

คนสว นใหญ ประชาธปิ ไตย ประชาธิปไตย

ภายใตรัฐธรรมนญู นอกเหนือรัฐธรรมนญู

๒๐ รศ.ดร.โกวิท วงศสุรวัฒน, รัฐศาสตรกับการเมือง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพตะเกียง,
๒๕๓๔), หนา ๔๗.

๒๑ บางแหงใชค ําวา คณาธิปไตยหรือทุชนาธปิ ไตย ก็ม.ี
๒๒ รศ.ดร.โกวิท วงศส ุรวัฒน, รฐั ศาสตรก ับการเมือง, หนา ๔๗.
๒๓ ดร.ชรินทร สันประเสริฐ, “ระบบการเมืองการปกครอง”ใน มนุษยกับสังคม, เอกสารการสอน

ชุดวชิ า, (นนทบุรี : สํานักพมิ พม หาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, 2538), หนา ๑๖๖-๑๖๗.

๔๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๒ ความรูเบื้องตนเก่ียวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

อริสโตเติล (Aristotle)ผูไดรับการยกยองวา เปนผูใหกําเนิดวิชารัฐศาสตรและวิชา
การเมอื งเปรยี บเทียบ ไดแบง รปู แบบการปกครองออกเปน ๖ ประเภทใหญ ๆ โดยใชหลักเกณฑ ๒
ประการ ไดแก

๑. หลกั เกณฑเกยี่ วกบั จาํ นวนผมู ีอาํ นาจในการปกครอง ซึ่งเปนผใู ชอาํ นาจอธิปไตย
๒. หลักเกณฑเชิงปทัสถาน หรือเชิงประเมินคุณคา ท่ีพิจารณาจากจุดมุงหมายในการ
ปกครองวา เปน การปกครองเพ่อื ใครเปนสาํ คญั และสามารถพิจารณาไดว าดีหรอื ไมด อี ีกดว ย
รปู แบบที่ ๖ ประเภทที่อริสโตเติลกลาวถึงน้ัน สามารถสรุปเปนตารางใหเห็นไดโดยงาย
ดงั น๒้ี ๔

จํานวนผปู กครอง เพอ่ื ประชาชน (ดี) เพอื่ ผปู กครอง (ไมดี)
ทุชนาธิปไตย (Tyranny)
คนเดียว ราชาธปิ ไตย (Monarchy)
คณาธปิ ไตย (Oligarchy)
คณะบุคคลหรือหลายคน อภิชนาธิปไตย (Aristocracy)
ประชาธิปไตยแบบมวลชน
คนสว นใหญห รือจาํ นวนมาก ประชาธิปไตยสายกลาง หรอื มวลชนาธิปไตย
(Democracy)
หรอื มชั ฌมิ วิถอี ธิปไตย

ดังน้ัน เม่ือพิจารณาเปรียบเทียบรูปแบบการปกครองของเพลโตและอริสโตเติลแลว จะ
พบวา ท้ังสองนักปราชญทางการเมืองตางมองเห็นวา จํานวนผูปกครองก็เปนตัวช้ีวัดไดวา เปนการ
ปกครองที่ดีหรือเลว แตสวนที่แตกตางกันคือ เพลโตเนนการปกครองท่ีใชกฎหมายเปนดรรชนีช้ีวาดี
หรือเลวอยางไร สวนอริสโตเติลนั้นเนนถึงจุดมุงหมายของการปกครองวาเปนไปเพ่ือใคร บุคคลใด
หรือกลุมชนใดเปนสําคัญ จึงจะสามารถบอกไดวาเปนการปกครองท่ีดีหรือไมดี ซ่ึงเมื่อสรุปกลาว
โดยรวมแลวรูปแบบการปกครองทั้ง ๖ รูปแบบ ท้ังสวนแนวคิดของเพลโตและอริสโตเติล มีลักษณะ
คลายคลงึ กนั มาก และมปี รากฏใหเ หน็ ในสังคมการเมืองต้ังแตอดีตมาจนกระทงั่ ถึงปจจุบันนี้

๒๔ ดร.จริ โชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ, รัฐศาสตรท ่วั ไป, หนา ๑๘๑-๑๘๒.


Click to View FlipBook Version