มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอ็ด
เลขท่ี ๒๕๒ ตาบลนเิ วศน์ อาเภอธวัชบรุ ี จงั หวดั ร้อยเอ็ด ๔๕๑๗๐
โทรศัพท์ ๐-๔๓๕๖-๙๕๑๗ Fax. ๐-๔๓๕๖-๙๔๘๗
www.http://roiet.mcu.ac.th
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง Buddhism and Politics พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
นายสยามพร พนั ธไชย Buddhism and Politics
นายสยามพร พันธไชย
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาลยั สงฆ์ร้อยเอ็ด
Mahachulalongkornrajavidyala University RoiEt Buddhist College
คํานิยม
พุทธศาสนาเปนเสมือนรากเหงาแหงความเปนชาติและเอกลักษณของชาติ ท้ังทางดาน
สังคม วัฒนธรรมและการเมือง การพิจารณาวาศาสนามีความสัมพันธกับแนวคิดทางทางเมือง
อยางไรนั้น จะใชหลักของศาสนาพุทธกับประเทศไทยเปนหลัก จึงมีความจําเปนอยางย่ิง
พุทธศาสนกิ ชนในยุคปจ จบุ ันตองมีหลักในการบูรณาการเพื่อสอดคลองกับบริบทที่เปล่ียนแปลงไป
ตามยคุ สมยั ปจจุบันเรยี กยคุ โลกาภิวัตน โลกท่มี ีการเปลยี่ นแปลงไป ความเจริญที่ยางกาวเขามา
ทั้งสังคม,วัฒนธรรม,เทคโนโลยี และส่ิงตาง ๆ การบริหารจัดการในองคการ หรือหนวยงานตาง ก็
ตองปรับเปลี่ยนรองรับกับการเปลี่ยนแปลง การบริหารก็ตองมหี ลกั การที่ดี การบริหารที่องคกรก็
มั่งคง มีประสิทธิภาพกอใหเกิดความอยูรอด ความต้ังมั่นและย่ังยืนก็เกิดขึ้นภายใตหลักการ
บรหิ ารจดั การที่ดนี ั่นเอง
ดงั นัน้ หนงั สือ “พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง”เลมนี้ จึงเปนอีกสวนหน่ึง
ที่จะเปนแนวทางใหผูอาน หรือผูสนใจในดานศาสนากับการเมืองการปกครอง ไดนําไปเปนขอมูล
หรอื นาํ ไปเปน หลกั ในการตดั สนิ ใจเพ่ือกอ ใหเกิดประสทิ ธภิ าพ ประสิทธิผล ทางดานการบริหารอัน
จะเปน ประโยชนตอองคกร หรอื สังคมสบื ไป
พระโสภณพฒั นบัณฑิต, รศ,ดร.
รองอธกิ ารบดวี ิทยาเขตขอนแกน
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
คาํ นิยม
ทานผูอานหนังสือ “พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง”เลมน้ี จะไดแนวคิด
ทฤษฎีไดทราบกระบวนการในการบริหาร หนวยงานหรือองคกรตาง ๆ หรือไดทราบถึงหลักการ
เบ้ืองตนเก่ียวกับหลักพุทธธรรมที่ผสมผสาน สามารถนําเอาองคความรูเพื่อไปบูรณาการดานการ
บรหิ ารจัดการหนวยงาน องคก รได เพราะการบริหารไมวาองคใดๆ ก็ตาม ยอมมีความจําเปนตอง
เรียนรูถ งึ หลกั พทุ ธธรรมเปน แนวทางเบอื้ งตนเพ่ือใหก ารบรหิ ารจดั การไดบรรลุถึงวัตถุประสงคหรือ
เปาหมาย
หนังสือพระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครองเลมน้ีจึงเปนสวนหนึ่งของการนําไป
เปรียบเทยี บ หรือนําไปเปน องคค วามรูสูการปฏิบัติดา นหลกั พทุ ธธรรมใหบรรลุตามวัตถุประสงคได
อีกแนวทางหนึ่งเนื้อหาจากในหนังสือเลมนี้ไดมีการผสมผสาน หลักการปกครอง การบริหาร และ
สอดแทรกการบริหารแนวพุทธไว ก็จะเปนประโยชนตอผูอาน ที่สามารถนําไปประยุกตใชในการ
บรหิ ารไดเ ปน อยางดียง่ิ
พระเมธีธรรมาจารย
รักษาการผูอํานวยการวทิ ยาลัยสงฆร อยเอ็ด
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
คํานยิ ม
พระพุทธศาสนา เปนศาสนาท่ีอยูคูเมืองไทย มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม
สังคมทม่ี คี วามสมั พนั ธตอกันหรอื อาจกลา วไดว า ทกุ ความเคลื่อนไหวของชีวิตมีการอาศัยหลักความ
เชื่อของพระพุทธศาสนาในการดําเนินชีวิต และเปนส่ิงท่ีหลีกเล่ียงไมไดวาการเมือง สังคม มีสวน
เก่ียวขอ ง เก่ียวโยงกับพระพุทธศนา ทําใหสังคมไทยตองศึกษาความสัมพันธกันระหวางศาสนากับ
การเมือง
ดงั น้นั หนังสือ“พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง” เลมน้ี จึงเปนสวนหน่ึงท่ี
พุทธศาสนกิ ชนจะนําไปเปน แนวทางในการปฏิบัติ ในการบริหารหนวยงาน หรือองคกรของตนเอง
เพื่อใหบรรลุเปาหมายท่วี างไว
ดร.นเิ ทศ สน่ันนารี
รองผูอ าํ นวยการวิทยาลัยสงฆขอนแกน
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
คํานยิ ม
หนงั สือ “พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง”เลมนี้ เปนหนังสืออีกเลมหน่ึงที่จะ
ชวยใหผูอาน ไดเขาใจเก่ียวกับหลักทฤษฎี หรือแนวทางการดําเนินชีวิตทางสังคมเพราะ
พระพุทธศาสนามีความสัมพันธกับสังคมการเมืองการปกครองของไทยมาอยางยาวนาน และอาจ
กลาวไดวาเมืองไทยเปนเมืองพุทธ แตในปจจุบัน กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทําให
พทุ ธศาสนิกชนตองใชวิจารณญาณในการตัดสินใจ เพือ่ ใหก ารดาํ เนนิ การทกุ อยางมีประสทิ ธภิ าพ
ดงั นนั้ หนังสือ พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครองเลมนี้ จึงเปนอีกสวนหนึ่งที่จะ
เปนแนวทางใหผูอาน ไดนําไปเปนขอมูล หรือนําไปเปนหลักในการบริหารจัดการ ดําเนินชีวิตเพ่ือ
กอใหเกิดประสทิ ธิภาพสบื ไป
ผศ.ดร.ปญญา คลา ยเดช
ประธานหลักสูตรสาขาวชิ ารัฐศาสตร
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
วิทยาเขตขอนแกน
คาํ นํา
หนงั สอื เรอื่ งพระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and politics) เลม
น้ีผูเขียนไดชี้ใหเห็นถึงเปาหมายหลักวาศาสนามีความเก่ียวของกับการเมืองอยางไรตั้งแตอดีตถึง
ปจจุบันเราไมสามารถปฏิเสธไดวาศาสนานั้นผูกพันเก่ียวของกับการเมืองอยางหลีกเล่ียงไมได
โดยเฉพาะหลักธรรมาภิบาลกับการประยุกตใชในการเมืองการปกครอง การบริหารประเทศชาติ
บา นเมอื ง
พระพุทธองคทรงบัญญัติหลักพุทธธรรมใหกับนักปกครองใชบริหารประเทศชาติ
บานเมืองต้ังแตสมัยอดีตเปนตนมา เพ่ือใหการปกครองไพรฟาประชาชนมีความสงบสุขรมเย็น
ประชาชนอยูดี มีความสุขภายใตการบริหาร การปกครองของผูนําท่ีเต็มเปยมไปดวยคุธรรม
จริยธรรมอนั ดงี าม หลกั ธรรมดงั กลา วเชน ทศพิธราชธรรม พรหมวิหารส่ี เปนตน พุทธศาสนา
เปนเสมือนรากเหงาแหงความเปนชาติและเอกลักษณของชาติ ท้ังทางดานสังคม วัฒนธรรมและ
การเมอื ง การพิจารณาวาศาสนามีความสัมพันธกับแนวคิดทางการเมืองอยางไรน้ัน จะใชหลักของ
ศาสนาพุทธกับประเทศไทยเปนหลัก หลักคําสอนของพุทธศาสนามีอยูมากมายและจําแนก
ออกเปน หลายหมวดหมู แตละหลกั คําสอนแตล ะหมวดหมมู ีจดุ มุง หมายท่ีจะอธิบายปรากฏการณท่ี
เกิดข้ึนทั้งสาเหตุ และทางที่จะแกปญหาแตละอยาง นอกจากนี้ระดับของความลุมลึกและความ
กวางไกลของแตละหลักคําสอน ยังมีจุดหมายเพื่อสนองตอบความตองการท่ีแตกตางกัน ประเทศ
ไทยมกี ารปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข แนวคิดทางการเมือง
แบบประชาธิปไตยตองยึดหลักสําคัญ ๕ ประการ คือ อํานาจอธิปไตยของปวงชน เสรีภาพของ
บุคคล ความเสมอภาค หลักนิติธรรม และรัฐบาลจากการเลือกต้ังหากผูนําประเทศขาดซึ่ง
คณุ ธรรมไมม ศี าสนาเปนเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจ การไดมาซ่ึงอํานาจทางการเมืองและการใชอํานาจ
ทางการเมืองของผูนําประเทศก็ตองใชวิธีการทุกรูปแบบที่จะทําใหตนไดมาซึ่งอํานาจ แตในทางที่
เปนจริงแลวในสังคมไทยต้ังแตอดีตจนถึงปจจุบัน ผูนําประเทศทุกคนมีการใชหลักคําสอนทาง
ศาสนามาประกอบการกาํ หนดนโยบาย และถอื ปฏบิ ัตนิ อ ยบางมากบา งตามแตล ักษณะของผูนาํ
องคพระประมุขของประเทศก็ยังใชหลักศาสนาเปนแนวมาปฏิบัติมาตั้งแตการข้ึน
ครองราชย ดวยพระราชดํารัสที่วา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม” และยึดหลักทศพิศราชธรรม
ในการดูแลบานเมืองในฐานะพระประมุขในสวนของผูนําประเทศ แนวคิดท่ีประกาศออกมาทาง
การเมืองนั้นจะมีการสอดแทรกและยึดหลักธรรมของศาสนาควบคูไปดวยเสมอตั้งแตแนวนโยบาย
ของรัฐบาล และการบริหารประเทศ เชน เรื่องความซ่ือสัตยสุจริต หลักธรรมาภิบาล ตาม
หลัก ๕ ประการของแนวคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในเร่ืองของอํานาจอธิปไตยของ
ปวงชน เสรีภาพของบุคคล ความเสมอภาค หลักนิติธรรม และรัฐบาลจากการเลือกต้ัง แตละ
ขอของการปฏิบัติจะมีแนวหลักคุณธรรมในทางศาสนาสอดแทรกในข้ันตอนการปฏิบัติท่ีมี
ความหมายอยใู นตวั เอง
สรปุ ไดว า ศาสนามสี ว นสาํ คญั ในการสรา งหรือทําใหการเมืองมีความบริสุทธ์ิยุติธรรมถา
ไมมีหลักศาสนาเปนแนวปฏิบัติแลว การเมืองก็จะเปนเร่ืองของการแกงแยงแตผลประโยชนท่ีไมรู
จบ ศาสนาจึงมคี วามสมั พันธก บั แนวคดิ ทางการเมอื งตามทีก่ ลา วมาขางตน
Ffด ดร.สยามพร พันธไชย
บทที่ ๑
ความรทู ่ัวไปเกย่ี วกับศาสนา
๑.๑ บทนาํ
“ศาสนา” (Religions) เปนการศึกษาองคความรูเกี่ยวกับศาสนา ความหมาย ความสําคัญ
ท่ีมีตอตนเอง สังคม ซ่ึงมีรายละเอียดดังน้ี บทที่ ๑ โดยภาพรวมเลขกลาวถึงความรูท่ัวไปเก่ียวกับ
ศาสนาซึ่งจะศึกษาบริบทอันเปนพื้นฐานของศาสนาท้ังหมดแลวไดขยายความออกไปเปนภาคท่ี ๑
ภาคท่ี ๒ และภาคที่ ๓
ภาคท่ี ๑ และภาคท่ี ๒ ไดกลาวถึงเฉพาะกลุมศาสนาฝายเทวนิยม และกลุมศาสนาอเทวนิ
ยมตามลําดับ โดยการจัดกลุมศาสนาไดอาศัยภูมิภาคและภูมิประเทศเปนดินแดนกําเนิดของศาสนา
นั้นๆเปนหลักและระบุรายละเอียดของแตละศาสนาเก่ียวกับ ประวัติ ศาสดา หลักการ วิธีการ และ
เปาหมายของศาสนา ซึ่งสวนใหญเปนการรวบรวมเรียบเรียงและอางอิงงานเขียน หนังสือของ
บูรพาจารย ท่ีปรากฏผลงานทางวชิ าการทางทรี่ วมสมยั และในอดีตท่ีไดจัดพิมพเผยแผแลว
สวนในภาคที่ ๓ กลาวถึงการเปรียบเทียบลักษณะรวมและลักษณะที่แตกตางกันของแตละ
ศาสนา อิทธิพล วิธีการเผยแผ ความรวมมือและทาทีของแตละศาสนาท่ีมีตอสังคมโดยเฉพาะใน
ประเทศไทย ซึ่งเปนการตอยอดความรูจากบูรพาจารย เพื่อใหเปนไปตามนโยบายและปรัชญาการจัด
การศกึ ษาของมหาวิทยาลยั ท่มี ุงจะพัฒนาจิตใจของบุคคล และสังคมผานกระบวนการเรียนรูของนิสิต
และผสู นใจเพ่อื ใหไดนําไปประยกุ ตใ ชในการดําเนินชีวติ ใหไดมากท่ีสดุ ดว ย
๑.๒ ความหมายของศาสนา
การนิยามความหมายของคําวา ศาสนา มีหลากหลายบริบท ข้ึนอยูกับความเชื่อ ชนชาติ
วัฒนธรรม และการใชภาษาในการส่ือความดวยเพ่ือทําความเขาใจอยางกระจางแจง ชัดเจน ตอการ
นิยามความหมายจึงขอแยกแยะการนิยามความหมายตามรูปศัพทและตามทัศนะของการศึกษา
ตามลําดับ ดงั ตอไปน้ี
๒| พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูท่ัวไปเก่ียวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
๑.๒.๑. ความหมายตามรูปศัพทภ าษาไทย
ภาษาไทย ไดรับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา วิถีการดําเนินชีวิตของคนไทย การใชภาษา
ในการส่ือความหมายแมเช้ือชาติไทยจะมีอักษรและภาษาเปนของตนเองก็ตามอิทธิพลของภาษา
สนั สกฤตและภาษาบาลยี ังสงผลตอ โครงสรางทางภาษาโดยรวมอยูมาก ฉะนั้นการสื่อความหมายไมวา
จะเปน การเขียนและการพูด ลวนมีรากศพั ทของทง้ั สองภาษาน้ีอยดู ว ยเสมอ
๑) คําวา ศาสนา มาจากภาษาสันสกฤตวา “ศาสนํ” ถาเปนภาษาบาลีอยูในคําวาศาสนามี
ความหมายตามรูปศัพทว าวา “คาํ ส่งั สอน” ทม่ี อี งคป ระกอบอยู ๕ ประการคอื
(๑) กลาวถงึ ความเช่ือในอํานาจของสิ่งที่ไมสามารถมองเห็นไดด วยตาเปลา
(๒) มีหลกั ศีลธรรมทีใ่ หปฏบิ ัติเปนลําดับเชนสอนใหละความช่ัวกระทําความดีและทํา
ใจใหหมดจดบริสุทธเ์ิ ปนตน
(๓) มีจดุ หมายสงู สุดของชีวิต
(๔) มหี ลักวิธีกรรม
(๕) มคี วามเขม งวดกวดขนั ในเรื่องความจงรักภักดี
๒) คําวา ศาสนา ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ไดใหความหมายไว
วา “ศาสนา” คอื ลทั ธคิ วามเชื่อถอื ของมนษุ ยอ นั มีหลักคือแสดงกําเนิดและสิ้นสุดของโลก เปนตน อัน
เปน ไปในฝายปรมัตภประการหน่ึงแสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเปนไปในฝายศีลธรรมประการ
หน่งึ พรอ มทั้งลทั ธิพธิ ีที่กระทําตามความเหน็ หรือคําสัง่ สอนในความเชอ่ื ถือน้นั ๆ๑
๓) คาํ วา ศาสนาในความวา พุทธศาสนามนี ัยความหมายท่ีประกอบดวย
(๑) ไมมีหลักความเชื่อวา พระผูเปนเจาเปนผูสรางโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกแต
มีหลักความเชื่อวา กรรมเปน ผูส รา งสรรพสิ่ง
(๒) ไมมีหลักความเช่ือวาคําสอนตางๆมาจากพระผูเปนเจาแตมีหลักความเชื่อวา
สอนตางๆมาจากผรู ูเปน ผูสั่งสอน
(๓) ไมมีหลักความเช่อื ตามคําสอนโดยไมคํานึงถึงขอพิสูจนแตมีหลักใหพิสูจนคําสอน
น้ันโดยการนําไปปฏิบัติ
๑ ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : นาน
มีบคุ สพ ับลิเคชน่ั , ๒๕๔๖), หนา ๑๑๐๐.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง |๓
บทท่ี ๑ ความรูทั่วไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
(๔) ไมม ีหลักการยอมมอบตนใหแ กพระผูเ ปนเจาแตมีหลักการมอบตนใหแกตนเอง๒
๑.๒.๒ ความหมายตามศัพทภาษาองั กฤษ
คําวา ศาสนา ตรงกับภาษาอังกฤษวา Religion มาจากศัพทภาษาละตินวา Religare
หรือ Religere ตรงกบั คาํ ภาษาองั กฤษวา Together คือการรวมเขาดวยกัน (ระหวางส่ิงหนึ่งกับอีกสิ่ง
หนึ่ง) มีความหมายวาการผูกพันธหรือสัมพันธระหวางสิ่ง ๒ ส่ิงใหเปนสิ่งเดียวกัน๓ในนี้มีความ
หมายถึงการมอบศรัทธาบูชา พระผูเปนเจาท่ีมีอํานาจเหนือตน ดวยความเคารพผูกพันยําเกรง ดวย
ศรทั ธาท่ีมอบบูชามีลักษณะ ๔ ประการคอื
(๑) มหี ลกั ความเชอื่ วา พระเจาเปน ผูสรา งโลกและสรรพส่ิงท้ังหลายในโลก
(๒) มีหลักความเช่ือวา คําสอนตางๆ มาจากพระเจาท้ังที่เปนสวนธรรมจรรยาและ
กฎหมายสังคม
(๓) มีความเชื่อวา บางอยางเปนอจินไตย คือเชื่อไปตามคําสอน โดยไมตองคํานึงถึงขอ
พิสูจนแตอ าศยั อนภุ าพของพระเจา ผูอยูเ หนือตนเปน เกณฑ
(๔) มีหลักการยอมมอบตน มอบการกระทําของตน และอ่ืนใดท่ีเกี่ยวกับตน ใหแกพระผู
เปนเจา ดวยความจงรักภกั ดีโดยไมตองมีอะไรอ่นื
จากการนิยามความหมายตามรูปศัพทระหวางภาษาไทย กับภาษาอังกฤษจะเห็นไดวามี
ความหมายทีแ่ ตกตางกนั มาก กลาวคือ “ศาสนัม” และ”สาสนํ”จะแตกตางจาก “รีลีเจียน”(religion)
โดยคําวา”ศาสนัม”และ”สาสนํ”มีความหมายที่ไมไดมุงหมายไปเฉพาะคําสอนของสิ่งที่อยูเหนือ
ธรรมชาติแตห มายถึงคําสอนของผูกอตั้งศาสนาท่ีใหผูปฏิบัติมีวิธีการดําเนินชีวิตไดพนจากความทุกข
ดวย สวน “รีลีเจียน”(religion)มีความหมายที่โนมนําใหผูนับถือยอมตนอยูภายใตอํานาจของสิ่งท่ีอยู
เหนือธรรมชาติอนั ไดแกพระเจา
๒ เสถียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพครั้งที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , ๒๕๓๔), หนา ๑๑.
๓ เร่อื งเดียวกัน, หนา ๘.
๔| พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทวั่ ไปเก่ยี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๑.๒.๓ ความหมายจากการนิยามของนักการศาสนา
การนิยามความหมายโดยพยัญชนะอยางเดียวอาจไมครอบคลุมถึงสารัตถะท่ีแทจริงจึงควร
พิจารณาความหมายโดยใจความหรือตามเนื้อหาที่นักปราชญทางศาสนาไดรวบรวมไว๔ซึ่งความหมาย
จะมีความแตกตางกันไปขน้ึ อยูกบั ประเด็นท่ตี องการจะเนนและสภาพแวดลอม
๑) แมกช มิลเลอร (Max Muller ) เนนพุทธิปญญา (Intellect emphasis) กลาววาศาสนา
คือความสามารถหรืออํานาจของจิตซ่ึงไมขึ้นแกความรูสึกทางประสาทสัมผัสหรือเหตุผลสามารถนํา
บุคคลใหเ ขา ใจถงึ พระพุทธเจาภายใตพระนามตางๆได
๒ ) อิมมานูเอล คานท (Immanuel Kant) เนนศีลธรรม (Moral emphasis)เขียนไววา
ศาสนาคอื การยอมรับรูถงึ หนาท่ีทงั้ ปวงตามเทวโองการ (คือตามที่พระเจาบัญชา)
๓) อันลัน เมนชิพ (Allen Menses) เนนความหมายของการบูชา(emphasis on
worship)เขยี นไวว า ศาสนาคือการบชู าพลังทส่ี ูงกวา
๔) ศ.เอดเวิด สคริบเนอร อัมส (Edward Scribner Arms)เนนความหมายของการบูชา
(emphasis on worship)เขยี นไวว า ศาสนา คือ การบชู าพลงั ทีส่ ูงกวา
๕) ศ.จี.ดับลิว. สแตรทตัน (G.W.Stration) เนนกระบวนการแหงอุดมคติอันสูงสง
(Emphasis on the Supreme Idealizing process) กลาววา ศาสนา คือ ความนิยมชมชอบถึงโลก
และกลุมชนท่มี องไมเ ห็น (หรือสงิ่ ท่ีดที ีส่ ุด เทาทบี่ ุคคลจะคาดคะเนไปถึง)
๖) ศ.วิลเลียม อาดัมส บราวน ( William Adam Brown) เนนความหมายทางครอบคลุม
ถึงสิ่งตางๆ อยางกวางขวาง (An emphasis which attempts to include all the others) กลาว
วาศาสนาหมายถงึ ชวี ติ ของบุคคลในสวนทส่ี ัมพนั ธกบั ทานพูดเหนือมนุษยธรรมดาของเขา
๗) หลวงวิจิตรวาทการ เนนองคประกอบของศาสนา กลาววา คําสอนที่จัดเปนศาสนานั้น
ตองเปนเรื่องท่ีถือวามีความศักด์ิสิทธิ์ มีคําสอนทางธรรมจริยา มีศาสดา มีคณะบุคคลท่ีรักษาความ
ศกั ดส์ิ ิทธิ์และคาํ สอนไวเชน พระหรือนักบวช และมีการกวดขันเร่ืองความจงรักภักดี
๘) ศ. เสถียร พันธรังสี เนนลักษณะของศาสนากลาววา ลักษณะท่ีเรียกวาศาสนาไดมีหลัก
ดังน้ีคือ ตองเปนเรื่องความเช่ือถือไดโดยมีความศักดิ์สิทธิ์มีคําสอนทางธรรมจรรยา มีศาสดา และมีผู
สืบตอคาํ สอนที่เรียกวา พระหรือนักบวช
๔ สุชพี ปุญญานุภาพ, ประวตั ศิ าสตร, (กรงุ เทพมหานคร : สาํ นักพิมพร วมสาสน , ๒๕๐๖), หนา ๕-๙.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง |๕
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกีย่ วกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๙) สุชีพ ปุญญานุภาพ เนนลักษณะคําสอน กลาววา คําสอนที่นับวาเปนศาสนาน้ัน วา
ดว ยเรอื่ งตางๆคือความเชื่อในอํานาจท่ีมองเห็นไมไดดวยศาสนาบางอยาง เชน อํานาจของธรรม หรือ
อํานาจของพระเจา มีหลักศลี ธรรม มคี าํ สอนวาดว ยจดุ มงุ หมายของชวี ติ และมวี ิธีกรรม
จากคําจํากัดความและทัศนะตางๆ ท่ีกลาวขางตน รวมความไดวา “ศาสนา”คือคําสอนท่ี
พระศาสดาไดคนพบ หรือไดจากเทวโองการ ซึ่งมีลักษณะศักดิ์สิทธิ์ เปนที่พึ่งทางใจ ไดถูกนํามา
เผยแพรใหมวลมนุษยชาติประพฤติปฏิบัติตามและประกอบพิธีกรรม เพื่อประสบสันติสุขในระดับ
ศีลธรรมจรรยาและสันติภาพอันนริ ันดรเปนจดุ สูงสุดของชีวติ
๑.๓ ลักษณะและองคป ระกอบของศาสนา
จากการนิยามความหมายของ คําวา ศาสนา ขางตน นักปราชญและนักการศาสนาได
กลาวถึงลักษณะคําสอนที่สามารถถือเปนศาสนาไดตองมีองคประกอบท่ีจําเปนและองคประกอบท่ี
สาํ คัญ ซึง่ จะกลาวตามลําดับดังตอ ไปน้ี
๑.๓.๑ ลกั ษณะจาํ เปน ของคาํ สอนทถ่ี ือวาเปนศาสนา
๑) ตองเปนเรื่องที่เช่ือถือได โดยมีความศักด์ิสิทธ์ิและตองเคารพบูชาไปตามความเช่ือถือ
นั้น
๒) ตองมีคําสอนแสดงธรรมจรรยาและกฎเกณฑเกี่ยวกับการกระทําการปฏิบัติเพ่ือ
บรรลุผลอนั ดงี ามของสงั คม
๓) ตองมผี ปู ระกาศผูสอน หรอื ผูกอตง้ั และยอมรับความเปนจริงตามประวตั ิศาสตร
๔) ตอ งมีผูสบื ตอ รับคาํ สัง่ สอนนน้ั มาประพฤตหิ รือปฏิบตั ิตามกันตอมา
๑.๓.๒ องคประกอบสาํ คัญของศาสนา ๕ ประการคือ
๑) ศาสดา (Founder) คือผูกอตั้งศาสนาทรงคุณลักษณะแตกตางไปตามประเภทของ
ศาสนาแบงออกไดเปน ๒ ประเภท๕คือ
(๑) ศาสดาของศาสนาเทวนิยม (Founder of Theism) หมายถึงองคอวตารหรือศา
สนทตู ของพระเจา ทแ่ี สดงพระองคใหปรากฏแกมนุษยในลักษณะตางๆ
๕ เดือน คําดี, ศาสนศาสตร, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, ๒๕๔๑), หนา ๒๙-๓๐.
๖| พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทั่วไปเก่ยี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
(ก) ในฐานะ เทพอวตาร (Divine Incarnation) ที่แปลงกายจากภาคพระเจาใน
สวรรคลงมาในรางกายของมนุษย ทําหนาท่ีเสร็จแลวก็กลับสูสวรรคเชน นารายณอวตารในศาสนา
ฮนิ ดู พระเยซูในศาสนาคริสต
(ข) ในฐานะนักโทษถึงฤาษี (Seers) ผูบําเพ็ญตบะอยางแรงกลา สามารถเห็นดวย
ญาณและไดยินเสียงทิพยขณะจิตสงบ จดจําคําของเทพเจาไดและนํามาจารึกเปนลายลักษณอักษร
กลายเปนคัมภีรทางศาสนาขึ้นเชน คัมภีรพระเวทหรือศรุติเปนตน ตอมาทานนักพรตเหลานี้ ถูก
สถาปนาขึ้นเปน เทพเจาในสวรรค
(ค) ในฐานะผูพยากรณ (Prophets) คือผูประกาศขาวดีหรือวารสารของพระเจาเชน
ศาสนายิวเชื่อเรื่องพระผูมาโปรด(Messiah) เชนโมเสส ซ่ึงตอมาทําใหเกิดศาสนาคริสตและศาสนา
อสิ ลามขึ้น
(๒) ศาสดาของศาสนาอเทวนิยม (Founder of Atheism)คือมนุษยผูคนพบหลักสัจธรรม
ดว ยตนเองแลวนาํ มาประกาศเผยแผแกผ ูอ่ืน ท้ังต้ังศาสนาของตนขึ้นไดโดยสอนใหพึ่งตัวเองไมสอนให
พงึ่ ส่งิ ภายนอกแบงได ๓ ประเภทคอื
(ก) พระสมั มาสัมพุทธเจา
(ข) ศาสดามหาพรต(Extremist)คือศาสดาในศาสนาเชน เรียกอีกอยางวา ตีรถังกรมี
อยู ๒๔ องค องคสุดทายนามวามหาวีระ สอนเนนการบําเพ็ญพรตแบบทรมานตนดวยหลักอหิงสา
อยางยงิ่ ยวด ปฏเิ สธเทวนิยมแบบพราหมณ
(ค) ศาสดานักปราชญ (Scholastic Sages) คือศาสดาที่ดําเนินชีวิตอยูอยางผูครอง
เรือนแตสนใจในศาสนาและการปฏิบัติ เขาใจศาสนาอยางแตกฉานไดรวบรวมระบบจริยธรรมตามที่
เปน แบบโบราณทาํ และหลักปฏิบตั ติ นในครอบครัวเชน ขงจ้ือหรือเลา จอ๊ื เปน ตน
๒) คัมภีร (Religion Teaching) คือแนวทางในการปฏิบัติทางศาสนา ซ่ึงศาสดาเปนผูบอก
หนทางแหงการปฏบิ ัติน้ันๆ ตอมา ไดมีการรวบรวมกันเปนคัมภีรเ พ่ือเปน หลักปฏบิ ตั ิแทนองคศาสดา
๓) ผูสืบตอหรือสาวก (Follower) คือ นักบวชซ่ึงดําเนินตามแนวทางของศาสดาที่ไดสั่ง
สอนไว และเปนผูที่สืบทอดคําสอนรวมทั้งประกาศคําสอนของศาสดา นอกจากนี้ยังเปนผูที่ประกอบ
พธิ กี รรมตา งๆทางศาสนาดวย
พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง |๗
บทท่ี ๑ ความรูทว่ั ไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
๔) ศาสนสถาน (Religious Place) คือสถานที่อันเปนท่ีต้ังของศาสนาหรือปูชนียสถานที่มี
ความสมั พนั ธเชื่อมโยงกบั องคประกอบขางตนตามลําดับ
๕) ศาสนพิธี (Faithful Object) หรือสัญลักษณศาสดา (Symbolic) ไดแก พิธีกรรมที่
บรบิ ทั ตามความเช่ือและมกี ารกวดขนั ในเรื่องความภกั ดี รวมท้งั ปูชะนวี ตั ถสุ ิ่งท่ีเคารพบูชาในศาสนา
๑.๔ จดุ กาํ เนดิ และพฒั นาการของศาสนา
ศาสนาตางๆที่กําเนิดข้ึนมาในโลกลวนมีจุดกําเนิดและมีการพัฒนาการมาตามลําดับ
ประเด็นท่ีเปนปญหาจุดกําเนิดศาสนาถือวาเปนปญหาสําคัญซ่ึงไดมีการคนควาทางประวัติศาสตรมี
การวิเคราะหวิจารณ และมีการแสดงทัศนะเพ่ือเสนอคําตอบจากกลุมตางๆเชนกลุมนักปรัชญากลุม
นักสังคมวิทยา กลุมนักการศาสนาและกลุมนักโบราณคดี ถึงสาเหตุของการกําเนิดและพัฒนาการ
ของศาสนาไวโดยจะกลา วไปตามลําดับดังน้ี
๑.๔.๑ กลุมนักปรชั ญา(Philosopher Groups)ไดเสนอแนวคิดที่เปนสาเหตุของการเกิด
ศาสนาอยู ๗ ประการ๖ดงั นี้
๑) การนับถือธรรมชาตินิยม (Animatism) มนุษยสังเกตเห็นความสม่ําเสมอของ
ธรรมชาติที่มีฤดูกาลตางๆ ปรากฏทั้งหลายเปนผลมาจากอํานาจลึกลับที่มนุษยไมสามารถหาเหตุผล
มาอธิบายไดมนุษยจึงผูกเร่ืองข้ึนมากลายเปนตํานานและเลาตอกันมาเชนตํานานเทพเจากรีกโรมัน
เทพเจาอินเดียเปน ตน
๒) ความเช่ือในลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) มนุษยในยุคแรกสับสนระหวางความ
จริงกับความฝน โดยคิดวาส่ิงท่ีเห็นในฝนน้ันมีอยูจริง และเช่ืออีกวาวิญญาณเหลานี้มีอยูในส่ิง
ธรรมชาติตางๆ ดวยหากมนุษยทําใหวิญญาณไมพอใจตองไดรับโทษ มนุษยจึงตองทําพิธีสวดออน
วอนเพอื่ ขอความกรณุ า
๓) การบูชาบรรพบุรุษ (Ancestor Worship) การแสดงออกถึงความเคารพและการ
บูชาบรรพบุรุษของมนุษยเห็นไดจากหลักฐานการขุดคนทางโบราณคดี พบหลุมฝงศพของมนุษยซ่ึง
ขางๆหลมุ ฝงศพจะมสี ิ่งที่เปนสัญลักษณท ี่ส่ือไปถึงการแสดงออกของการเคารพบชู าของมนุษย
๖ เสถียร พันธรงั ษ,ี ศาสนาเปรียบเทยี บ, พมิ พครัง้ ท่ี ๗, หนา ๒๗.
๘| พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทั่วไปเก่ียวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๔) ความเชื่อในลัทธิพหุเทวนิยม (Poly-theism) ความคิดเรื่องพระเจาตามมโนคติ
ของตนและเหน็ วาเทพเจาตามมโนคตขิ องตนเปน เทพสูงสุดกวาเทพองคอื่น จึงทําใหเกิดลําดับชั้นของ
เทพเจาที่ตนเองนับถือและสําคัญในเทพเจา ของตนวาสูงสุดจงึ ทําใหเกิดเทพเจาหลายองคข ้ึน
๕) ความเช่ือในลัทธิเอกเทวนิยม (Mono-theism) การเชื่อวามีพระเจาท่ียิ่งใหญอยู
องคหนึ่งเปนผูสรางสรรพสิ่งขึ้นมาเปนบิดาของเทพเจาทั้งหลายเมื่อพระองคสรางโลกแลวก็จงปลอย
โลกใหเปน ไปตามวิถีทางมันโดยพระองคติดตอกับโลกนี้นอยมากแตเช่ือวาสักวันหน่ึงพระองคจะเสด็จ
กลับลงมาอกี
๖) ความเชื่อในเหตุผลนิยม (Rationalism) การเช่ือวา สิ่งตางๆเปนไปตามกฎแหง
ความ เปนเหตแุ ละผล (Causality) รวมทั้งความงดงามตางๆมีความเช่ือม่ันในตนเอง จึงไมยอมข้ึนกับ
อาํ นาจของส่ิงที่มองไมเห็นและพิสจู นไมไดซ่งึ เปนพัฒนาการสูงสดุ แหงสติปญญาของมนุษย
๑.๔.๒ กลมุ นกั สงั คมวิทยา (Socialist Groups)
กลมุ นกั สังคมวิทยาไดเสนอแนวคิดท่เี ปนสาเหตุของการเกดิ ศาสนา ๔ ประการดังนี้
๑) ทฤษฎีความไมรู (Ignorance of theory) ไดแกความไมรูเหตุผลเกี่ยวกับส่ิงท่ีอยู
เบื้องหลังปรากฏการณธรรมชาติจึงทําใหเกิดผลักดันใหมนุษยหันมาศึกษาวิธีการทางศาสนาแทน
วทิ ยาศาสตร
๒) ทฤษฎีความกลัว (Fear of theory) มนุษยมีความกลัวตอธรรมชาติแลวเกิดความทุกข
ตองหาทางแกจึงนับถือเทพเจาโดยผานพิธีกรรมและพัฒนาการมาเปนศาสนาแบบเทวนิยมท่ีปรากฏ
ในปจจบุ ัน
๓) ทฤษฎีความจงรักภักดีกลาวคือความเลื่อมใสความจงรักภักดีความนับถือที่เกิดจาก
ความหวังใจความสบายใจปราศจากความหวาดหวั่นใจ เชน ความภักดีตอดวงวิญญาณบรรพบุรุษซ่ึง
สรางท่เี กบ็ ศพขน้ึ จนพฒั นาเปน เทพเจา (Deity) แลวยอมใหเครื่องเซนสรวงสังเวยจนทําใหมนุษยยอม
เสียความเปนใหญในตนและยอมอยูใตอํานาจของส่ิงท่ีตนคิดวามีอํานาจเหนือตน (Supreme Being)
และพัฒนาเปน พระเจา (God) ตามลาํ ดับ
๔) ทฤษฎีการชดเชยทางจิตวิทยา ซิกมันดฟรอยดเสนอวา คุณสมบัติที่ตรงกันของพระเจา
ในทกุ ศาสนาลว นเปนผทู รงอํานาจแข็งแรงสามารถใหคุณและใหโทษแกมนุษยเชื่อวาพระเจาเปนสิ่งที่
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง |๙
บทท่ี ๑ ความรูทวั่ ไปเกยี่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
มนุษยสรางขึ้นเพื่อชดเชยในทางจิตใจ พระเจาที่มนุษยเคารพจึงเปนผูแข็งแรงสามารถปกปองและ
เปน ที่พ่ึงได
๑.๔.๓ กลมุ นักการศาสนา( Religionist Groups )
ไดป ระมวลสาเหตุทนี่ ําไปสูการเกิดและพฒั นาการของศาสนาที่หลากหลายคือ
๑) เกิดจากอวชิ ชาความไมรู(Ignorance)
๒) เกดิ จากความกลวั ( Fear)
๓) เกดิ จากความจงรักภักดีหรือความเคารพนับถือ (Faith)
๔) เกิดจากความตองการเหตผุ ล(Want of sources)
๕) เกดิ จากความตองการท่ีพึ่งทางใจ (Needs of spiritual refuge)
๖) เกิดจากความตองการความสงบสุขของสังคม (Social need of happiness)
๗ )เกดิ จากอทิ ธิพลของบุคคลสําคัญทางการเมือง
๘) เกิดจากปญ ญาคือความรู
สาเหตุอันเปนจุดกําเนิดและพัฒนาการของนักการศาสนาท้ังหลายดังกลาว สวนใหญจะเร่ิมตนดวย
การมีศรัทธาหรือความเช่ืออยู ๒ ประการคือความเชื่อท่ีประกอบดวยปญญา คือรูเหตุ รูผล (สัทธา
ญาณสัมปยุต) และความเชื่ออนั เกิดจากวชิ าคือความไมรู เหตไุ มรผู ล (สทั ธาญาณวิปยตุ )
๑.๔.๔ กลมุ นกั โบราณคดี (Archeologist Groups)
จากการพยายามคนควาหาหลกั ฐานของนักวิชาการในสาขาเพื่อจะตอบปญหาวาจุดกําเนิด
ของศาสนาท่ีแทจริงคืออะไร แรกเกิดข้ึนต้ังแตเมื่อใดซึ่งไดพบหลักฐานสําคัญจากนักโบรานคดี ๒
ทา นคอื
๑. อี.บี. ไทเลอร (E.B Tylor) บิดาวิชาโบราณคดียุคใหมโดยสามารถยืนยันเปนขอสรุปได
วา จุดเริ่มตนในความเชื่อทางศาสนาของมนุษยมาจากความเชื่อของมนุษยเองวา วิญญาณมีอยูจริง
หรือกลาวอีกนัยหนึ่งก็คือความเช่ือในเร่ืองวิญญาณหรือวิญญาณนิยม(Animism)ของมนุษยเปน
จดุ เรมิ่ ตน ของการเกิดศาสนาทั่วโลก๗ ซ่ึงขอสันนิษฐานดังกลาวน้ีไดมีนักโบราณคดีคนสําคัญของโลก
๗ ธนู แกว โอกาส, ศาสนาโลก, พมิ พครง้ั ท่ี ๓. (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพจิรรชั การพมิ พ, ๒๕๔๙),
หนา ๙.
๑๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูท่ัวไปเก่ยี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
อีกหลายทานไดขอยุติตรงกันวามนุษยมีความเช่ือในเร่ืองการมีอยูของวิญญาณในเกือบทันทีที่มนุษย
คนแรกเกิดขึ้นมาบนโลกน้ี๘ ซึ่งเปนการยืนยันทัศนะของไทเลอรที่เขาไดเสนอไววาความเชื่อของ
มนุษยวาวิญญาณมีจริงหรือวิญญาณนิยม(Animism) คือรูปแบบเกาแกท่ีสุดของความคิดของ
มนุษยชาติ ดังนัน้ ความเชือ่ วา วิญญาณมจี ริงจึงเปนความเช่ือเกาแกที่สุดและสําคัญท่ีสุดเปนความเช่ือ
ที่สรางอารยธรรมใหกับสังคมมนุษย ถาหากปราศจากความเชื่อสําคัญเร่ืองน้ีแลวศาสนาจะไมเกิดขึ้น
และมนุษยจะกาวหนา มาไมได๙
๒. เฮอรเบิรต สเปนเซอร (Herbert Spencer:๑๘๒-๑๙๓๐)ไดเสนอความคิดวา รักที่
เคารพบรรพบรุ ุษคอื รปู แบบเกาแกทสี่ ุดในแนวความคิดทางศาสนาของมนุษย ซึ่งการเสนอแนวคิดนี้ดู
เหมอื นจะขัดแยง กบั ไทเลอรแตเ มอ่ื พิจารณาขอเสนอนี้แลวกลับเปนแนวคิดที่ไปสนับสนุนแนวคิดของ
ไทเกอรอีกตอหนึ่ง เพราะการเคารพบรรพบุรุษนั้นก็คือเคารพในวิญญาณของบรรพบุรุษซึ่งเปนภาวะ
ที่เกดิ ขน้ึ จากการที่มนุษยมีความเชื่อในเร่ืองการมีอยูของวญิ ญาณนัน่ เอง
จากการสันนิษฐานของไทเลอรและขอยุติของนักโบราณคดีทั้งหลายของโลกที่ตรงกัน
ดังกลาวจงึ สรุปไดวาจุดกําเนิดของศาสนาที่แทจริงน้ันเกิดข้ึนจากความเช่ือของมนุษยที่มีตอวิญญาณ
นิยมเปนเบื้องตนน่ีเองตอจากนั้นแลวจึงไดมีพัฒนาการไปตามลําดับ อยางไรก็ตาม การเสนอสาเหตุ
อันเปนจุดกําเนิด และพัฒนาการของศาสนา ของกลุมนักคิด กลุมนักสังคมวิทยา กลุมนักการศาสนา
และกลุมนักโบราณคดี จะมีทัศนะท่ีไมตรงกันเสียทีเดียวก็ตาม แตแนวคิดทั้งหมดก็ไปในทิศทาง
เดียวกันที่พอประมวลไดวา ศาสนาเกิดจากความเชื่อของมนุษย และมีวิวัฒนาการมาเปนลําดับทั้ง
ระดับบุคคลชุมชนเผาพันธุเช้ือชาติซ่ึงเมื่อเช่ือแลวมนุษยไดมีการปฏิบัติตามความเช่ือน้ันๆ จนทําให
มนษุ ยไดบ รรลเุ ปาหมายสูงสดุ คือความพนทกุ ขทางกายและใจเปนลาํ ดับมา
๑.๕ จําแนกประเภทของศาสนา
เบ้ืองตนตองยอมรับวาศาสนาตางๆ ที่กําหนดข้ึนในโลกมีจํานวนมาก เพราะศาสนาทุก
ศาสนาตางมีความสําคัญตอศาสนิกหรือผูนับถือเสมอ หากเราจะจัดกลุมหรือจําแนกประเภทของ
ศาสนา ตองอาศัยเกณฑในการจําแนก เชน กาลเวลา ผูนับถือและไมนับถือ การมีอยูเฉพาะประเทศ
๘ เร่อื งเดยี วกนั , หนา ๑๐.
๙ อา งแลว .
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๑
บทท่ี ๑ ความรูท่ัวไปเก่ยี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
หรือหลายประเทศและความแตกตางของความเช่ือ ซึ่งเกณฑตางๆเหลานี้จะไดกลาวถึงรายละเอียด
เปนลาํ ดบั ไป ดงั น้ี
๑.๕.๑ จาํ แนกตามกาลเวลา
๑) ศาสนาท่ีตายไปแลว(Dead Religions) หมายถึงศาสนาที่เคยมีผูนับถือในอดีตกาลแต
ปจจุบันไมมีใครนับถือหรือดํารงไว คงมีชื่อท่ีปรากฏอยูในประวัติศาสตรเทาน้ัน นักการศาสนาได
รวบรวมไวม ี ๑๒ ศาสนาคือ
(๑) ศาสนาของชาวอียิปตโ บราณ (ในทวปี แอฟริกา)
(๒) ศาสนาเปรูโบราณ (ในทวปี อเมริกา)
(๓)ศาสนาชาวมิกซโิ กโบราณ (ในทวีปอเมรกิ า)
(๔) ศาสนามิถรา (Mithraism) ศาสนานบั ถอื พระอาทิตยของชาวเปอรเซีย(ในเอเชีย)
(๕) ศาสนามนีกี (Manichaeism) นับถือพระเจากับพญามารเปนของคูกันช่ัวนิรันดร
(ในเอเชยี )
(๖) ศาสนาของเผาบาบิโลเนีย (ในเอเชีย )
(๗) ศาสนาของเผาฟนิเซยี (ในเอเชยี )
(๘) ศาสนาของพวกฮิทไท (Hitites) (ในเอเชีย)
(๙) ศาสนาของพวกกรกี โบราณ (ในทวปี ยุโรป )
(๑๐) ศาสนาของพวกโรมนั โบราณ (ในทวปี ยโุ รป)
(๑๑) ศาสนาของพวกนิวตันยุคแรก (ในทวปี ยุโรป)
(๑๒) ศาสนาของชนที่อยูแหลมสแกนดิเนเวีย (ทวีปยุโรปไดแกสวีเดนนอรเวยและ
เดนมารก)
๒) ศาสนาที่มีชีวิตอยู (Living Religions) คือศาสนาท่ียังคงมีอยูในปจจุบันและมีผูนับถือ
เปน จาํ นวนมากมอี ยู ๑๒ ศาสนาแบงตามสถานทีเ่ กดิ ของศาสนาไดเปน ๓ กลุมคือ
(๑) ศาสนาท่ีเกิดในเอเชียตะวันออก (กลุมมงโกล) คือประเทศจีนและญ่ีปุนไดแก
ศาสนาขงจื๊อศาสนาเตา และศาสนาชนิ โต
(๒) ศาสนาที่เกิดในเอเชียใต (กลุมอารยัน) คือประเทศอินเดียไดแกศาสนาพราหมณ
ฮนิ ดศู าสนาเชนศาสนาพุทธและศาสนาซิกข (สกิ ข)
๑๒ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูท่วั ไปเกย่ี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
(๓) ศาสนาท่ีเกิดในเอเชียตะวันตก (กลุมเซมิติก) คือปาเลสไตนเปอรเซียและ
อาระเบียไดแ กศาสนายูดายหรือยิวศาสนาโซโรอัสเตอรศาสนาบาไฮศาสนาอสิ ลามและศาสนาครสิ ต
๑.๕.๒ จําแนกตามการมีอยูเ ฉพาะประเทศหรือรายประเทศแยกไดดังนี้
๑) ศาสนาของโลกหรือศาสนาสากล (Universal Religions) ไดแกศาสนาที่เกิดในที่แหง
หนงึ่ แตม ผี ูนบั ถอื อีกหลายแหงในประเทศอน่ื ๆไดแ กศาสนาคริสตศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ
๒) ศาสนาของชาติ (National Religion) ไดแกศาสนาท่ีเกิดข้ึนในประเทศน้ันและมีผูนับ
ถือเฉพาะภายในประเทศนั้นเทานั้นหรือชนชาติน้ันคือ ศาสนาชินโตเฉพาะชนชาติญ่ีปุนศาสนาซิกข
เฉพาะชาวอินเดีย ศาสนาเซนเฉพาะชาวอินเดีย ศาสนาฮินดูเฉพาะชาวอินเดีย ศาสนาเตาเฉพาะชาว
จีน ศาสนาขงจื้อเฉพาะชาวจีน ศาสนายิวหรือยูดาย เฉพาะชาวยิว ศาสนาโซโรอัสเตอรเฉพาะชาว
เปอรเซีย แตมีผูนบั ถืออยูในอินเดียและศาสนาบาไฮเฉพาะชาวอิสราเอล
๑.๕.๓ จําแนกตามขอ แตกตา งของความเช่ือซึ่งนิยมกลา วถึงกันมากคอื
๑) ศาสนาเทวนิยม (Theism) คือศาสนาที่มีแนวความคิดเร่ืองเทพเจาอยางเดียววาเปน
ศูนยก ลางของศาสนากลาวคือเช่ือวาเทพเจาเปนท้ังเหตุคือเปนผูใหกําเนิดของสิ่งทั้งปวงเปนทั้งผลคือ
เปาหมายสงู สุดของสิ่งท้ังปวงเปนทงั้ วิธีการใหม นุษยอาศยั เพ่ือไปสูเปาหมายสงู สุดน้ันแบงไดดังนี้
(๑) ศาสนาเอกเทวนิยม (Monotheism) เปนศาสนาท่ีนับถือพระผูเปนเจาผูย่ิงใหญ
องคเดียวเปนผูสรางและดูแลรักษาเอกภพโดยมีแผนท่ีวางไวอยางแนนอนในวาระสุดทายแหง
ประวตั ิศาสตรจะมีการทาํ ลายเอกภพลงอยางสน้ิ เชิงแลวทุกอยางก็จะประสบวาระสุดทา ย
(๒) ศาสนาทวินิยม (Dualism)ศาสนาที่แบงองคประกอบหลักๆของศาสนาออกเชน
ศาสนาครสิ ตศาสนาโซโรอัสเตอรมีพระเจาเปน หลักแตขณะเดียวกนั กม็ ีสไตลและพญามารเปน คูแขง
(๓) ศาสนาพหุเทวนิยม (Polytheism) คือศาสนาท่ีนับถือเทพเจาหลายพระองคเชน
ศาสนาครสิ ตโบราณศาสนาโรมันโบราณศาสนาพราหมณฮ ินดูปจ จุบันเปน ตน
(๔) ศาสนาสัมพัตถเทวนิยม (Pantheism) ศาสนาที่เชื่อวาเทพเจามีอยูทั่วทุกหนทุก
แหงแตบางศาสนาเห็นวาลัทธิที่เช่ือวาทุกสิ่งทุกอยางเปนเทพเจาเชนคํากลาววาทุกส่ิงรวมเปนหนึ่ง
และส่ิงหน่ึงเดียวน้ันคือพระเจาความเชื่อนี้เปนเพียงการตีความสถานะของเทพเจาเทาน้ัน มิไดเกิด
เปนศาสนาหนง่ึ โดยเฉพาะแตอยา งใด
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๓
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๒) ศาสนาอเทวนิยม (Non-Atheism) ศาสนาท่ีไมมีแนวความคิดเรื่องเทพเจาแตถือวา
สภาวธรรมเกิดเองเปนเองเเละดําเนินไปเองตามกฎแหงความเปนเหตุและผล (Causality) เปาหมาย
สูงสุดของชีวิตเปนสภาวะอันสมบูรณชนิดหน่ึงซึ่งอยูในขอบเขตของธรรมชาติโดยมีวิธีการดําเนินไปสู
เปาหมายดวยการชําระสะสางจิตใจตนเองปลดปลอยตนเองออกจากความผูกพันอยูกับสภาวธรรม
ฝายโลกยิ ะจนบรรลถุ งึ อสิ รภาพอยางสมบรู ณโ ดยไมพ่ึงอํานาจภายนอกใดใดเปนตน
๑.๖ คุณคา ความสําคัญและประโยชนของศาสนา
มนุษยไดเรียนรูธรรมชาติจนเขาใจตนเองและส่ิงแวดลอม ทั้งท่ีเปนส่ิงมีชีวิตและไมมีชีวิต
จนเกิดหลักปฏิบัติท่ีเรียกวา ศาสนา จนมีคุณคา มีความสําคัญ และมีประโยชนตอมนุษยและสังคม
ตามลําดบั ดังนี้
๑.๖.๑ คณุ คาของศาสนา
มนุษยเปนผูใหคุณคาแกศาสนาเพราะศาสนาเปนเรื่องท่ีเกี่ยวเน่ืองกับมนุษยท้ังโดยตรง
และโดยออมกลาวคือทั้งระดับบุคคลชุมชนและสังคมทั้งนี้ขึ้นอยูกับคุณลักษณะความตองการที่เปน
พื้นฐานทีเ่ หมือนกนั ของมนุษยตามทน่ี ักปราชญไดจาํ แนกไว ๓ ประการคือ
๑. ความตองการทางรางกาย (Physical needs) ไดแกความตองการปจจัย ๔ เปนความ
ตองการทางเศรษฐกจิ
๒. ความตองการทางสังคม (Social needs )คือความตองการสรางหลักฐานทางครอบครัว
ในหมูคณะในชาติและความผูกพันระดบั ชาติ
๓. ความตองการทางจิตใจ หรือทางศาสนา (Spiritual needs)ไดแกความจําเปนตองมีศิล
ธรรมคือการละความช่ัวและมีธรรมะไดแกการประพฤติความดีอันเปนหลักฐานของกิจการทั้งปวง
อันหนึ่งความตองการทางศาสนาคือรากฐานเครื่องรับรองความตองการทั้งสองอยางขางตนกลาวคือ
รางกายจะดีตองมีปจจัย ๔ เปนเครื่องบํารุงฉันใด สังคมจะม่ันคงถาวรอยูไดจะตองประกอบดวยศีล
และธรรมโดยจะละท้ิง ศลี ธรรมคือศาสนาไมได ฉนั น้ัน
๑๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทัว่ ไปเกีย่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๑.๖.๒ ความสาํ คัญและประโยชนของศาสนา
จากความตองการพ้ืนฐานของมนุษยดังกลาวแลวจะเห็นวาศาสนาไมสามารถแยกออกจาก
บุคคลและสังคมไดซ่ึงพฤติกรรมทางศาสนาของบุคคลเปนพฤติกรรมทางสังคมชนิดหน่ึงศาสนาจึงมี
ความสัมพันธอยางใกลชิดตอบุคคลต้ังแตเกิดจนกระท่ังตาย จะมากนอยข้ึนอยูกับระดับจิตใจของแต
ละบุคคล ฉะน้ัน ศาสนาจึงมีความสําคัญและเปนประโยชนตอบุคคลและสังคมพอสรุปความได
ตามลาํ ดับ ดงั นี้
๑) ความสําคัญตอ ปจเจกชน ไดแก
(๑) เปน ทีพ่ ่ึงและเคร่ืองยึดเหนี่ยวทางใจของมนุษยท ุกคน
(๒) เปนแนวทางปฏิบัติเพื่อความสําเร็จในสิ่งที่พึงปรารถนาและแกปญหาในการ
ดาํ เนินชวี ติ
(๓) ชวยยกระดบั จิตใจของบุคคลใหเปนมนษุ ยผ ูควรเคารพนบั ถือ
(๔) ชวยสรางจิตสํานึกในคุณคาของความเปนมนุษยและบําเพ็ญตนเปนคนมี
ประโยชน
(๕) เปนพลังใจใหสามารถเผชิญชีวิตดวยความกลาหาญไมหวั่นไหวตอโลกธรรมและ
ความตายอนั นาํ ไปสูความสงบสุขของชีวิต
๒) ความสาํ คญั ตอ สังคมไดแ ก
(๑) ความสาํ คญั ระดบั ครอบครัวศาสนาชวยใหชีวิตครอบครัวมีความอบอุนเปนแหลง
ผลติ ทรพั ยากรมนษุ ยทีม่ คี ุณคาใหแกสังคม
(๒) ความสัมพันธระดับชุมชนศาสนาชวยสรางมนุษยสัมพันธอันดีตอกันชวยขจัด
ชองวางของสังคมสรางความไววางใจซึ่งกันและกันใหเกิดข้ึนเปนรากฐานแหงความสามัคคีและรวม
แรงรว มใจกนั พฒั นาชุมชนสรางความสงบสุขและความม่ันคงใหแกสังคม
(๓) ความสําคัญระดับชาติ ศาสนาเปนเอกลักษณเปนสถาบันอันสําคัญย่ิงของคนใน
ชาติเปนศูนยรวมแหงความเคารพสูงสุดของคนในชาติกําเนิดวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลตอความเปนอยู
เปนวถิ ีชีวติ ตลอดถึงความมน่ั คงของชาติและประชาชนในชาติ
(๔) ความสําคัญระดับโลกศาสนาเปนมรดกอันล้ําคาของมนุษยชาติ เปนความหวัง
และวธิ ีทาง สดุ ทายแหง ความอยูรอดของมนษุ ยท้ังโลก
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๕
บทท่ี ๑ ความรูท่วั ไปเกย่ี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๓) ประโยชนของศาสนาไดแ ก
(๑) ศาสนาสนองความตองการดานจิตใจของมนุษยไดดวยการสอนใหละความชั่วทํา
ความดี
(๒) ศาสนาฝายเทวนิยมไดมุงสอนใหมนุษยเปนอิสระจากการครอบงําของกิเลส
ตณั หาดวยการสรา งสันติสุขใหกับตนเองสรางสนั ติภาพใหกับสงั คมสวนรวม
(๓) ชวยใหบุคคลหรือมนุษยแตกตางจากสัตวกลาวคือการกินการนอนการสืบพันธุ
และการกลัวภัยซึ่งท้ัง ๔อยางน้ีมีความเหมือนกันระหวางคนกับสัตวธรรมะหรือ หลักคําสอนของ
ศาสนาเทานั้นที่ทําใหคนแตกตางจากสัตวหมายความวาถามีชีวิตอยูเพียงเพ่ือสิ่งเหลานี้จะมีคุณคา
อะไรเพราะไมตางไปจากสัตวทําคือสัจจะและความดีงามทําใหคนกับสัตว แตกตางกันหรือทําใหคน
ประเสริฐกวา สตั ว
๑.๗ วธิ ีการศึกษาศาสนา
การศึกษาศาสนาแบบวิชาการน้ันควรศึกษาในแงที่เปนปรากฏการณวิทยาศาสตร
(Phenomenology of Religion)กลาวคือเม่ือจะศึกษาศาสนาใดศาสนาหนึ่งทั้งผูสอนและผูศึกษาทุก
คนจะตองปฏบิ ัติใหไดดงั นี้คือ
๑.๗.๑ การศึกษาศาสนาตองวางใจเปนกลาง
การศึกษาศาสนาตองวางใจเปนกลางหมายถึงการไมมีอคติตอศาสนาใดไมนําเอาศรัทธา
ของตนเปนที่ต้ังและไปเกี่ยวของมองศาสนาเปนปรากฏการณ ไมเอาตัวเองเขาไปเกี่ยวของโดยให
ความสําคัญแกศ าสนาอยางเทาเทยี มกนั
๑.๗.๒ การศึกษาศาสนาตอ งเอาใจเขามาใสใ จเรา
การศึกษาศาสนาตองเอาใจเขามาใสใจเราหมาย ถึง ผูศึกษาทําตัวเหมือนกับตนเองนับถือ
ศาสนานั้นใหการยอมรับขอเท็จจริงวาทุกศาสนามีคุณคามีความสําคัญเสมอเหมือนกันและตางสอน
ใหคนละเวนความชั่วการทาํ แตความดที ั้งสิน้
๑๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทวั่ ไปเก่ยี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
๑.๗.๓ การศึกษาศาสนาดวยการเขารวมกจิ กรรมของศาสนา
การศึกษาศาสนาดวยการเขารวมกิจกรรมของศาสนานั้นกลาวคือควรหาโอกาสเขาไปรวม
กิจกรรมสาํ คญั ของศาสนานั้นเพื่อเปนการศึกษาเปดใจใหกวางยอมรับกระบวนการดําเนินการของแต
ละศาสนา
๑.๗.๔ การศึกษาศาสนาไมควรตดิ ใจสงสัยเพียงเปลือกภายนอก
การศึกษาศาสนาไมควรติดใจสงสัยเพียงเปลือกภายนอกหมายถึงศาสนาทุกศาสนายอมมี
สว นทีเ่ ปนเปลือกภายนอกอันเปน สวนประกอบอยางหน่ึงที่เปนเครื่องหอหุมแกนแทของศาสนาเอาไว
ผูศึกษาไมควรท่ีจะถือเอาสว นนี้มาเปนประเด็น
๑.๗.๕ การศกึ ษาศาสนาตอ งพจิ ารณาถึงหลกั คําสอนของศาสนา
การศึกษาศาสนาตองพิจารณาถึง หลักคําสอนของศาสนาหมายถึงการศึกษาตองใหเขาถึง
ความเปนจริงที่เปนหลักคําสอนของศาสนาโดยไมท้ิงศรัทธาเพราะศรัทธาของแตละศาสนาเปนสวน
สําคัญที่ท้ิงไมไดและความสํานึกตลอดจนการแสดงพฤติกรรมทางศาสนาลวนต้ังอยูบนพื้นฐาน ของ
ศรัทธาทั้งสิ้นเมื่อศึกษาศาสนาในเชิงวิชาการดังกลาวขางตนน้ันแลวก็ควรศึกษาศาสนาเพื่อเขาใจใน
ศาสตรอื่นๆ ที่แทรกอยูในศาสนาน้ันดวยเชน ศึกษาในแงของปรัชญา ประวัติศาสตร วรรณคดี จริย
ศาสตร และศกึ ษาดว ยการเปรียบเทียบอีกดว ย
๑.๘ อทิ ธิพลศาสนาตอ สังคมโลก
ในบทน้ีผูศึกษาจะได ทราบถึงอิทธิพลของศาสนาท่ีมีตอสังคมโลกซึ่งอิทธิพลดังกลาวจาก
ครอบคลมุ ถึงประเดน็ ตางๆที่มีความสําคัญและความจําเปนตอชีวิตสังคมมนุษย๑๐ ในหลายดาน และ
ในระดบั ต้งั แตร ะดบั สว นตวั บคุ คลระดับสงั คมต้ังแตระดบั เลก็ สุดคือครอบครัวไปจนถึงสังคมภายนอก
ระดับชุมชนระดับชาติและระดับโลกในท่ีสุด เพราะโดยพ้ืนฐานของศาสนาตางๆน้ัน เปนเรื่องท่ี
เกี่ยวของกับสังคมมนุษยท้ังโดยตรงและโดยออมไมวาจะเปนศาสนาเทวนิยม (Theism) ท้ังเอกเทวนิ
ยม (เทพเจาองคเดียว) และพหุเทวนิยม (เทพเจาหลายองค) ซ่ึงก็เชื่อมโยงระหวางมนุษยกับพระเจา
๑๐ แสง จนั ทรงาม, ศ. ศาสนศาสตร, พิมพครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพไทยวัฒนาพานิช
จาํ กัด, ๒๕๔๖), หนา ๑๗-๒๘.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๗
บทท่ี ๑ ความรูทว่ั ไปเกีย่ วกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
และศาสนาอเทวนิยม (Atheism) ซึ่งไมนับถือเทพเจาก็ตาม ลวนเกี่ยวของระหวางมนุษยกับมนุษย
ทง้ั สิน้ ทกุ ศาสนาจงึ ลวนมอี ิทธพิ ลตอมนุษย โดยแบงเปน ประเดน็ ศึกษาไดด ังน้ี
๑.๘.๑ อทิ ธิพลของศาสนาท่ีมตี อการสรางเสริมสนั ตภิ าพโลก
หลักคําสอนพ้ืนฐานของศาสนาตางๆมีสวนชวยเสริมสรางสันติภาพภายในจิตใจของศา
สนิกชนในแตละศาสนาใหผอนคลายความทุกขความกลัวความตึงเครียดและความขัดแยงใน
ชีวิตประจําวันไปไดเพราะทุกศาสนาลวนมีหลักฐานและพิธีกรรมปฏิบัติเพื่อใหเกิดความรูและเขาใจ
ในเรอ่ื งบาปบุญหรือช่ัวดีสอนใหเวนชั่ว กลัวบาป และใหทําความดีดวยความสุขพรอมกับขยายอาณา
เขตความดีงามและความสุขไปสูสังคม ตลอดถึงมีปฏิสัมพันธระหวางศาสนา relationship of
Reception หรืออาจกลาวไดวาปฏิสัมพันธทางศาสนาคือพื้นฐานของการสรางเสริมสันติภาพโลก
ดว ยอาจแบงลกั ษณะปฏิสัมพันธทางศาสนาไดเปน ๒ ระดับ๑๑
๑.๘.๒ ระดับหลกั พื้นฐานหรอื ปฏสิ ัมพนั ธเชิงหลกั การ
หลกั คําสอนพน้ื ฐานของศาสนาตางๆไดวาหลักใหบรรดาศาสนิกชนมีใจกวางยอมรับนับถือ
ใหอภัยไมแบงแยกชนช้ันทางสังคม เชนหลักการของศาสนาคริสตซ่ึงถือเปนศาสนาแหงความรัก
(relationship of Religions) หรืออาจกลาวไดวา ปฏิสัมพันธทางศาสนาคือพื้นฐานของการสราง
สนั ตภิ าพโลก โดยอาจแบง ลักษณะปฏสิ มั พันธทางศาสนาไดเปน ๒ ระดบั ๑๒
๑.๘.๓ ระดบั หลกั ธรรมพ้ืนฐานหรือปฏิสัมพันธเ ชิงหลักการ
หลักคําสอนพื้นฐานของศาสนาตางๆไดวางหลักใหบรรดาศาสนิกชนมีใจกวาง ยอมรับนับ
ถือใหอภัย ไมแบงแยกชนชั้นทางสังคม เชน หลักการของศาสนาคริสตซึ่งถือเปนศาสนาแหงความรัก
(Religion of love สอนวา “ถาใครมาตบหนาทางแกมขวาของคุณ ตองหันแกมซายไปใหเขาตบ”
หมายความวาตองรูจักใหอภัยคนอื่น ในประวัติพระเยซูคริสตครั้งถูกตรึงไมกางเขนจนส้ินพระชนม
พระองคกับรองขอมีใหสานุศิษยอาฆาตผูกอการแตอยางใด ทรงปลอยใหพระเจาเปนผูตัดสินเองใน
๑๑ ปญ หาอาจสรุปไดว า เปน ปญหาสองระดบั คอื ปญหาระหวางมนษุ ยก บั มนษุ ยและปญ หาระหวา ง
มนษุ ยกับพระเจา - ผูเขียน
๑๒ ศ.ดร. เดอื น คําดี, ศาสนศาสตร, (กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, ๒๕๔๙), หนา
๑๙๗-๒๐๒.
๑๘ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทวั่ ไปเก่ียวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
พทุ ธศาสนาซ่งึ ถือวาเปน ศาสนาแหงเหตุผล (Religion of Causality) ปรากฏคําสอนวา เวรยอมระงับ
ดวยการไมจองเวร จงอยาโกรธตอบผูกําลังโกรธ ในคําสอนของศาสนาอิสลามซึ่งเปนศาสนาแหงสันติ
(Religion of non-violence) ผูนับถือคือชาวมุสลิม แปลวาผูรักสันติ จะตองไมเบียดเบียนคนอื่น
การถือศีลอด ถือเปนการสรางความเสมอภาค ไมแบงชนชั้นวรรณะ แมแตในศาสนาอ่ืนๆ ก็ลวนมี
หลักการเดียวกัน เชนในหลักศีล ๕ ไดประมาณการเห็นคา การขโมยเอารัดเอาเปรียบ การผิด
ประเวณี การกลาวคําเท็จ และการด่ืมหรือแมแตการผลิตคาขายสุราเมรัย หรือแมแตหลักธรรมดาน
อื่น เชนความเห็นแกตัว ความอยุติธรรมทุกศาสนาถือวาผิดหรือเปนบาปทั้งสิ้น เพราะขัดหลักการ
พ้ืนฐานของศาสนา ดังนั้นศาสนาจึงถือเปนบอเกิดของคานิยมรวมบางอยางที่มีมิติทางศีลธรรม ที่ละ
ที่การเมอื งไมอาจปลูกฝงหรอื บมเพาะข้ึนมาได
๑.๘.๔ ในระดบั พธิ ีกรรมปฏบิ ตั ิหรือปฏิสัมพนั ธเ ชิงพฤติกรรม
ในระดับ พ่ีการปฏิบัติหรือพฤติกรรมเชิงสังคม ทุกศาสนามีหลักการเดียวกันคือมุงชวย
ใหศาสนิกชนพบความสงบสันติสุข๑๓ เม่ือทุกศาสนาสอนใหรักสันติสุข โดยยึดตนเองเปนอุปมาวา
ตัวเองรักสุขเกลียดทุกขฉันใดคนอื่นสัตวอื่นในสังคมอ่ืนหรือเพื่อนตางศาสนาลวนรักสุขเกลียดทุกข
ฉันนั้น ในแงวิธีปฏิบัติ จึงเนนใหเกิดสันติสุขดวยการปรับกระบวนการเรียนรูทางสังคม(Agent of
Socialization) เพื่อปฏิบัติหรือปรับพฤติกรรมใหสอดคลองกับกฎของสังคม ไมลบหลูหลักศรัทธา
ปฏบิ ัตขิ องศาสนาอ่นื ๆ การเคารพสิทธิทางความคิดและศรัทธาปฏิบัติทางศาสนาของกันและกัน การ
ปฏิสัมพันธในแงน้ีสะทอนใหเห็นวาศาสนาชวยสื่อและสรางสถานภาพทางสังคม(status giving
Agent) ข้ึนมา ถาใครประกาศวาไมนับถือศาสนาใดใดหรือทําตัวเปนคนไรศาสนามักจะเปนท่ีระแวง
สงสัยในทกุ สังคม การปฏบิ ตั ิตามหลกั ธรรมและพธิ ีกรรมของศาสนาจึงเทากับประกาศวา ตนมีศาสนา
ท่ีนับถืออยูหรือมีสถานะทางสังคม จัดกิจกรรมการสานเสวนาทางศาสนา (Religious Dialogue
Activities) การศึกษาศาสนาในเชิงวิชาการ(Academic Religious Study) และ การจัดการประชุม
ผูนําศาสนาโลก (World Religious Spiritual Leadership Conference)หลายคร้ังที่ผานมาน้ันคือ
ส่ิงท่ียืนยันวาศาสนาชวยเสริมสรางสันติภาพแกชาวโลกไดถึงแมจะปรากฏภาพของความขัดแยงอยู
๑๓ เสถียร พนั ธรังษ,ี ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพคร้ังที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, ๒๕๓๔), หนา ๓๕๒.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๙
บทท่ี ๑ ความรูทัว่ ไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
บางแตก็เปนเพียงมมุ หนง่ึ ของเง่ือนไขทางสังคมดานอ่ืนๆ เชน กลุมชาติพันธุการแบงแยกดินแดนเปน
ตนแต๑๔โดยภาพรวมนั้นถือวาหลักการหลักธรรมและพิธีกรรมทางศาสนาสามารถรวมคนในสังคมได
ดแี ละแนบสนิทมากกวากิจกรรมอืน่ ๆ
๑.๘.๕ อทิ ธพิ ลของศาสนาท่ีมีตอการเมืองการปกครอง
ประวตั ศิ าสตรสงั คมมนษุ ยบงบอกวาศาสนากับการเมืองการปกครองไมอาจแยกจากกันได
อยางเด็ดขาดและขณะเดียวกันก็ไมอาจรวมกันไดอยางสมบูรณแบบเพราะศาสนาและการเมืองการ
ปกครองหรือศาสนจักรกับอาณาจักรตางมีวิธีการและเปาหมายตางกัน มีผูกลาววาถาไมประสงคจะ
ใหเกิดความขัดแยงข้ึนในสังคมทุกระดับ จงพยายามอยานําเร่ืองศาสนาและการเมืองการปกครองมา
ถกเถยี งกันยิ่งถานําท้ังสองเรื่องมาประทะกันยิ่งจะกอใหเกิดความขัดแยงมากข้ึน สาเหตุหลักเกิดจาก
พ้ืนฐานความคิด รัฐทุกรัฐควรมีเปาหมายแคเรื่องปากทองเปนหลักขณะท่ีทุกศาสนาลวนมีเปาหมาย
สงู สดุ และจิตวิญญาณในเชิงปรมัตเปนสําคัญ อิทธิพลของศาสนาที่มีตอการเมืองการปกครองนั้นจึงมี
ท้ังดา นสนับสนนุ และขดั แยง
ในดานสนับสนุน
หรือ ในแงบวกถือวาหลักธรรมและพิธีกรรมศาสนาตางมีอิทธิพลและมีบทบาทตอสังคม
ชวยสงเสริมระบอบการเมืองการปกครองใหเขมแข็งและมีความชอบธรรมมากยิ่งข้ึนๆเชน ชวยสราง
ความศักดิ์สิทธ์ิแกกฎหมายและแกนักการเมืองในสังคมการปกครอง ในระบอบ จักรพรรดิหรือ
จักรวรรดิและระบอบประชาธิปไตยเปนตน จําเปนตองอาศัยสถาบันทางศาสนาเขาชวยสนับสนุน
และในขณะเดยี วกนั ศาสนาจะอยูไดตองอาศัยรัฐและกษัตริยอุปถัมภคํ้าชู ประกอบการศาสนาจะตอง
ชวยเหลอื เกื้อกลู ไมขดั แยงกาวไกลหลักศรัทธาทางศาสนาของประชาชน
ปญหาการเมืองทุกระดับเมื่อกลาวไดถึงที่สุดแลวมักจะถูกตั้งคําถามและต้ังขอสังเกตจากกฎของ
สังคม ๒ กฎ(Tow Principles) คือกฎหมาย(Law)และกฎศีลธรรม(Moral) หรือบัญญัติทางศาสนา
(Religious Rules)บอยคร้ังท่ีนักการเมืองและการปกครองถูกมองวาไรความชอบธรรมในการบริหาร
๑๔ พิพัฒน พสุธารชาติ, รัฐกับศานา, บทความวาดวยราชอาณาจักร ศาสนจักร และเสรีภาพ,
พิมพคร้งั ท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพศยาม, ๒๕๔๙), หนา ๑๗๙.
๒๐ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทั่วไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ประเทศเพราะ ประพฤติผิดบัญญัติศาสนา ศาสนาจึงชวยตรวจสอบและเสริม ๑๕ทานการเมืองการ
ปกครองใหมีความชอบธรรม และดํารงอยูได ตัวอยางเสนในประวัติศาสตรโรมัน สมเด็จพระ
สันตะปาปามีอํานาจในการทรงเปนพระประมุขประกอบพิธีสวมมงกุฎใหกษัตริยโรมันหรือแมแตใน
สังคมไทยตั้งแตอดีต จนถึงปจจุบันพระมหากษัตริยตางไดรับการยอมรับเทิดทูนเพราะทรงเปนองค
ธรรมราชาหรือพระโพธิสัตวที่ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจปกครองประเทศตามหลักการของพุทธ
ศาสนาและทรงเปนองคมหาสมมุติเหตุที่เสด็จอวตาร (ลง) มาสรางสุขดับทุกขแกประชาชนเปนตน
ศาสนาจึงเปนฐานศรัทธาแหงความชอบธรรม ความศักดิ์สิทธิ์และความสงางามของการเมืองการ
ปกครอง
มหาตมะคานธีเคยกลาวไววาถานักการเมืองการปกครองไมรูเร่ืองศาสนาและไมสนใจหลัก
ศาสนาเลยก็ไมควรใหเปนนักการเมืองนักปกครองเพราะเขาจะสนใจแคเรื่องปากทองของประชาชน
เทา นน้ั แตจะไมไ ดใ สใ จจติ วญิ ญาณของประชาชนอยางแทจริง๑๖ และมีนักคิดอีกจํานวนมากที่มองวา
กฎหมายของรัฐเกือบทุกฉบับ ในทุกสังคมมีแหลงกําเนิดมาจากความคิดความเช่ือและวิธีปฏิบัติตาม
กฎศีลธรรมของศาสนา เชน รัฐธรรมนูญของประเทศอินเดียเกิดจากคัมภีรมนูธรรมศาสตรและคัมภีร
พระเวทของศาสนาพราหมณฮินดูกษัตริยหรือผูนําคือตัวแทนที่พระเจาสงมาปกครองผูคิดกบฏตอ
การปกครองเทากับกบฏตอพระเจา กฎหมายรัฐอิสลามเกิดจากคัมภีรอัลกรุอานของศาสนาอิสลาม
กฎหมายตราสามดวงและรัฐมนตรีไทย ก็เกิดจากคตินิยมทางศีลธรรมของ ศาสนาพุทธ และศาสนา
พราหมณ แมแตคติกษัตริยไทยก็ลวนแตเปนองคอวตารของพระนารายณ ซ่ึงแสดงใหเห็นวา ศาสนา
มีอทิ ธิพลและมีความสําคัญตอรฐั หนา ปกครองและกฎหมายเปนตน ๑๗
ในทางตรงขามศาสนาทุกศาสนาจะดํารงอยูไดในสังคมและจะมีอิทธิพลสามารถเลือก
ประโยชนตอสังคมไดอยางแทจริง เมื่อรัฐใหการสนับสนุนอุปถัมภคํ้าชูศาสนาอยางจริงจังในทุกดาน
๑๕ ปรีชา ชางขวัญยืน และสมภาร พรมทา, มนุษยกับศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพแหง
จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), ๑-๔.
๑๖ [ออนไลน] . แหลงท่ีมา: http://www.sscnet.ucla.edu/southasia/Hetory.
๑๗ เดวิล และฮารต นติ ิปรัชญาตา งๆ เชือ่ วา กฎศาสนาหรือศีลธรรมทางศาสนาคือท่ีมาของกฎหมาย
เกอื บทกุ ฉบบั ”
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๒๑
บทท่ี ๑ ความรูท่วั ไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ใหส ทิ ธเิ สรีภาพในการนบั ถอื ศาสนา เชน ออกกฎหมายรับรองสิทธิ๑๘ ปกปองคุมครองการละเมิดสิทธิ
ขน้ั พ้นื ฐานทางศาสนาโดยปราศจากอคตไิ รการแทรกแซงเบี่ยงเบน กิจกรรมและกิจการทางศาสนา ไม
ยยุ งสง เสรมิ ใหเกิดการ แบงแยกในสังคมหรือไมนําประเด็นทางศาสนามาเปนปญหาทางการเมือง แต
กลับนําพาประชาชนใหสนใจไดศึกษาและปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนอยางจริงจัง เชน พระเจา
อโศกมหาราชท่ีทรง อุปถัมภพระพุทธศาสนาขนาดเดียวกันก็ทรงใหสิทธิเสรีภาพ และปองกัน
คมุ ครองประชาชนท่ีนับถือศาสนาอืน่ ๆดวย
ในดานขดั แยง
หรอื ในแงลบ บางยคุ อาํ นาจแหงศรัทธา (Power of Faith) ทางศาสนามีพลังเหนือ อํานาจ
การเมืองการปกครองอยางชัดเจน จนกระท่ังแยกและสถาปนาเปนรัฐอิสระ (Free State) ปกครอง
ตนเองไมขึ้นตออํานาจรัฐ เปนรัฐศาสนา เชน นครรัฐวาติกัน (Vatigan) ของศาสนาคริสตนิกาย
โรมันคาทอลิก กรุงโรม ประเทศอิตาลี สถาบันศาสนาซึ่งตามปกติแลวมักจะตกเปนเครื่องมือของ
สถาบันการเมืองเสมอแตท่ีวาในภูมิภาคยุโรปตะวันตกน้ัน เกิดเหตุการณปกติก็เพราะวา ศาสนา
คริสตนิกายโรมันคาทอลิก ไดใชระบบการบริหารปกครองของ จักรวรรดิโรมันตะวันตกท่ีลมสลายไป
น้นั ขยายอาํ นาจของศาสนจักรโรมันคาทอลิกไปทั่วยุโรปตะวันตกโดยสถาบัน ศาสนาไดรวมเอาหนาที่
ของสถาบันศาสนาเขาครอบงําสถาบันการเมือง ซึ่งกินเวลานานรวมพันปทีเดียว และรัฐอิสลามของ
ศาสนาอิสลามเปนตน๑๙ หรือแมแตการลงโทษผู ขัดแยงไมเห็นดวยหรือคัดคานบัญญัติศาสนา เชน
คัดคานพระคัมภีรพันธสัญญาเดิม (the old Testament) ศาลศาสนาหรือศาลศรัทธาจะมีอํานาจ
เหนือรัฐไตสวนบีบบังคับกดดันใหพิพากษาลงโทษประหารชีวิตนักปรัชญาสังคมและนักวิทยาศาสตร
โดยใน ๑ ศาสนาไดยืมดาบของรฐั ลงโทษผูคัดคานศาสนา ซึ่งเทากับแทรกแซงอํานาจหรือกฎหมายรัฐ
ไปโดยปริยาย แตบางคราวศาสนาตกตํ่าสุดขีดอํานาจหนาท่ีเปาหมายสูงสุด คําสอนพิธีกรรมทาง
ศาสนาถูกรัฐปฏิเสธวา ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ศาสนา
และผูนับถือศาสนาที่เครงครัดเปนเพียงกาฝากสังคม ไรความจําเปนและความสําคัญตอสังคม ถึงขั้น
๑๘ พระธรรมปฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), ไตรพระรวง : อิทธิพลตอสังคมไทย, พิมพคร้ังที่ ๒,
(กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก จาํ กดั , ๒๕๓๘), หนา ๔๓.
๑๙ พิพัฒน พสุธารชาติ, รัฐกับศานา, บทความวาดวยราชอาณาจักร ศาสนจักร และเสรีภาพ,
พมิ พคร้ังท่ี ๒, หนา ๑๙.
๒๒ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกี่ยวกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
มองวาศาสนาเปนยาเสพติดชนิดหน่ึง ตามแนวคิดของการเมืองการปกครองแบบคอมมิวนิสต
(Communism) ทาํ ใหศาสนา ถกู ลดอทิ ธพิ ลบทบาทและอํานาจ ทางสังคมลงในยุคสมยั หน่ึง
อยางไรก็ตาม จอหน ล็อค (John Locke) นักปรัชญาสังคมและการเมืองชาวอังกฤษมอง
วา มี ๒ อยางคือการเมืองของศาสนา เปนส่ิงที่กฎหมายไมอาจบังคับใหคนที่นับถืออยูแลวเลิกนับถือ
หรือบังคับคนที่ไมนับถือใหหันมานับถือไดเพราะการเมืองและศาสนาควรเปนเร่ืองของสิทธิ (right)
เสรภี าพ (Freedom) และอสิ รภาพ (Liberty) สวนบุคคลเปนพื้นฐานถารัฐใดไมสนับสนุนก็ควรปลอย
ใหเปนสิทธิของประชาชนเลือกนับถือปฏิบัติไดอยางอิสระแตบางคร้ังศาสนาก็ยืมอํานาจรัฐทั้ง
กฎหมายและกองทัพ (อาวุธ) เขารุกรานย่ํายีศาสนาอ่ืน เพ่ือเผยแผรักที่ศาสนาของตนใหยามคืนและ
รูปการศาสนาอืน่ ดวยวธิ ตี างๆเชน ประวตั ศิ าสตรการเกิดสงครามครูเสด (Crusade War) กินเวลานาน
ถึง ๒๐๐ ป (ศตวรรษท่ี ๑๑-๑๓ )ซ่ึงถือเปนสงครามศาสนา (War of Religion) หรือสงครามโลกคร้ัง
ท่ี ๑ ระหวา งศาสนาครสิ ตก ับศาสนาอสิ ลามและประวัติศาสตรกองทัพมุสลิม (ศาสนาอิสลาม) รุกราน
ศาสนาตางๆในอินเดียเปนตน แตศาสนาจะมีประโยชนอยางแทจริงตอสังคม ก็ตอบเมื่อศาสนาไม
ขัดแยงกันและกันและไมเปนปรปกษตอการเมืองการปกครอง เพราะอคติ (Bias) ที่ประชาชน
บางสวนมีตอศาสนาถึงข้ันเบ่ือศาสนาก็ดีการเมืองการปกครอง (รัฐ) มองศาสนาในแงลบก็ดีเกิดจาก
ปญหาการขัดแยงของศาสนาตา งๆซ่งึ ยืนยันไดจาก สงครามโลกครั้งที่ ๑ ศาสนาจึงถูกมองวาเปนเพียง
กาฝากทางความคิดเปนเสมือนยาพิษ ยาเสพติดกลอมประสาทเปนภยันตรายตอความม่ันคง และ
ขัดขวางการพัฒนาสังคมมนุษย ดังนั้นศาสนาจึงหันมาปรับ บทบาทอํานาจและหนาที่ดวยการให
เกียรติเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของกันและกัน ประชาชนท่ีเบ่ือศาสนาและรัฐท่ีมีอคติจึงหันมาอุปถัมภ
ค้ําชูศาสนาอยางจริงจังเปนรูปประธรรมชัดเจนย่ิงขึ้น เมื่อวิทยาศาสตรเทคโนโลยีเจริญมากขึ้นแต
ศาสนายังขัดแยงกันอยู ผูคนจะย่ิงเช่ือถือวิทยาศาสตรและปฏิเสธศาสนาตางๆในที่สุด อยางไรก็ตาม
ปรากฏการณท่ีศาสนาตางๆเพื่อคุณสงเสริมกัน มีในประวัติศาสตร ศาสนาประเทศอินเดียโบราณเมื่อ
ประมาณ ๒๐๐๐ กวา ปม าแลว
สรุปไดวา อิทธิพลศาสนาที่มีตอการเมืองการปกครองมีความเปนไปใน ๒ลักษณะคือทั้ง
สนับสนุนและขัดแยงระหวางศาสนากับรัฐ และระหวางศาสนาดวยกันซ่ึงในดานขัดแยงน้ันเม่ือ
ศาสนากระทําตอรัฐถือเปนการรุกรานรัฐกระทําตอศาสนาถือเปนการโตตอบและศาสนากระทําตอ
ศาสนาถือเปนการกลืนกลาย กาวกายสวนดานสนับสนุนหรือดานบวก เมื่อศาสนากระทําตอรัฐถือ
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๒๓
บทท่ี ๑ ความรูท่ัวไปเก่ยี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
เปนการริเริ่มสรางความดีงาม รัฐกระทําตอศาสนาถือเปนการตอบแทน อุปถัมภคํ้าชูและศาสนา
กระทําตอศาสนาถือเปนการเอื้อเฟอเผื่อแผสันติสุขโดยหลักคําสอนพื้นฐานระดับศีลธรรมในทุก
ศาสนามีวัตถุประสงค ส่ังสอนใหนักปกครองมีเมตตาและมีคุณธรรมและสอนผูถูกปกครองตอง
ซ่ือสัตยและเคารพในบทบาทอํานาจหนาท่ีของตนและกฎหมายสังคมกลาวในแงหนึ่งก็คือวาทุก
ศาสนาสอนใหคนเคารพกฎหมายน่ันเอง
๑.๘.๖ อทิ ธพิ ลของศาสนาที่มีตอสังคมและเศรษฐกจิ
เอมิลเดอรไคม (Emile Durkheim) นักสังคมวิทยา (Sociologist) และนักมนุษยวิทยา
(Anthropologist) มองวา “สังคมมนุษยน้ี มีมากอนเราเกิด ตอใหเราตายไปสังคมก็ยังอยูศาสนาก็มี
มากอ นเราเกดิ ตอ ใหเ ราตายไปศาสนาก็ยังคงอยู”
สังคมจึงใหทุกอยางแกเรา ใหคุณคาและชีวิต โดยเฉพาะอยางยิ่งนั้นศาสนาไดทําหนาที่
ชวยสรางพยุงและรักษาสังคมใหดํารงอยูไดและพัฒนามาอยางตอเน่ือง เพราะใคร เชื่อวาถาสังคมไร
ศาสนาเสือแลว ผูคนก็จะฆากันตายหมดโลก แตผูคนในสังคมมีศาสนาจึงทําใหเรามั่นใจไดวา การ
ดําเนินชีวิตประจําวันของเราน้ันมีสวัสดิภาพและมีความปลอดภัย ซ่ึงตางจากการท่ีเราเขาไปใน
ดินแดนของคนไรศาสนา เพราะไมม่ันใจและไมทราบวาเราจะปฏิบัติตอเราอยางไรซึ่งแมกซเวเบอร
(Max weber) กเ็ ปนคนหนึง่ ที่มคี วามเหน็ สอดคลอ ง ในลักษณะเดียวกันนี้ดังจะกลาวขางหนาอิทธิพล
ศาสนาที่มีตอสังคมและเศรษฐกิจอาจแบงไดหลายระดับโดยเริ่มจากระดับต่ําสุดคือระดับปจเจก
บคุ คลจนถึงระดบั สงู สุดคือระดับโลกดังน้ี
๑.๘.๗ อิทธิพลตอสังคม
๑) ระดับบุคคลหรือระดับครอบครัว ศาสนามีความสําคัญในระดับปจเจกเปนอยางมาก
เพราะเปนเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจทําใหเกิดความรูสึกอบอุนผอนคลายความกลัวความวิตกกังวลตางๆ
ลดทอนปญหาความทกุ ขโ ศกลงไดและเปนเครื่องชี้นําทางชีวิตหรือมีท่ีพ่ึงทางจิตใจ ศาสนาไมสามารถ
ช้ีนํา หรือเปนท่ีพึ่งพาทางใจของคนในระดับปจเจกบุคคลได ก็จะไมมีความหมายหรือไรประโยชนสุข
ตอสังคมในระดับอื่นๆ ขึ้นไป เน่ืองจากชาติบานเมือง คือท่ีรวมของปจเจกบุคคลฉะนั้นในศาสนาบาง
ศาสนาจงึ เนน การปฏิบัติธรรมเฉพาะบุคคลมากกวาศาสนาอื่น ขณะที่บางศาสนาอาจมีพิธีกรรมตางๆ
๒๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกย่ี วกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
ทั้งน้เี พอื่ ใหเ หมาะแกจารตี สวนตัวและความทุกข เฉพาะของแตละบุคคล อยางไรก็ตาม ทุกศาสนาจะ
เหน็ พองตอ งกันวาศาสนามีความสาํ คัญยงิ่ ตอการพฒั นา ทางจติ ใจของบุคคลเปน อันดับแรก
๒) ระดับชุมชน ศาสนาเปนเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจของบุคคลในสังคมใหเขามารวมกันเปน
สังคม พิธีฮัจญของศาสนาอิสลามนั้น นอกจากจะรวมศาสนิกชนแลวยังสรางความเสมอภาคและ
เอกภาพแหงภราดรภาพ ใหเกิดขึ้นในสังคมมุสลิมดวย พิธีกรรม ตางๆในศาสนาลวนมีจุดประสงคที่
จะกระชับ ความกลมเกลียวและการทํางานของสมาชิกในสังคมเพื่อประโยชนแกสังคมสวนรวมเปน
หลัก
๓) ระดับประเทศระดับชาติ ศาสนาเปนมิ่งขวัญและเอกลักษณของประเทศเปนพื้นฐาน
ของขนบธรรมเนียมประเพณีชาติเชนประเทศไทย มีศาสนาพุทธเปนพ้ืนฐานความเช่ืออันน้ีไปสู
ประเพณีขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมไทยเราจะไมสามารถเขาใจคนไทยหรือวัฒนธรรมไทยไดเลย
หากไมท าํ ความเขาใจกับพระพุทธศาสนาเสียกอน
๔) ระดบั โลกหรอื ระดับสากลศาสนาเปนมรดกอันล้ําคาของมนุษยชาติทําใหศาสนิกเคารพ
ซ่ึงกันและกันมนุษยทุกคนควรมีสิทธิในการนับถือศาสนาและศาสนาแตละศาสนาจึงใหความเคารพ
สิทธขิ นั้ พ้นื ฐานนี้
๑.๘.๘ อิทธิพลตอเศรษฐกิจ
หากมองอยางผิวเผินอาจพบบทสรุปในเบื้องตนเชนเดียวกับท่ีมารค(Karl Mark) มองวา
ศาสนา ขัดขวางเศรษฐกิจการคาและการพัฒนาศาสนาเปนยาเสพติดกลอมประสาทเปนท่ีพึ่ง ของคน
ขลาด กลัว ออนแอในสังคม แตถาพี่จะนะใหรอบดานแลวอาจพบความจริงบางอยางดังที่แมกซเว
เบอร (Max weber) มองวา ศาสนามีอิทธิพลและความสําคัญตอชีวิตมนุษยในสังคมเปนอยางยิ่ง
ความคิดทางศาสนากอใหเกิดอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมกาวหนา๒๐ เพราะเปนแรงกระตุนให
บุคคลทาํ งานในโลกน้ี ผูคนไดอาศยั หลักคําสอนและพิธีกรรมในทุกศาสนามาชวยเสริมสรางความหวัง
และกําลังใจในการดําเนินชีวิตประจําวัน พรอมกับเช่ือมโยงคติความเชื่อหรือศรัทธาตอโลกอนาคต
การท่ีศาสนาสอนคติอนาคตทําใหมนุษยกลัวบาปหรือการลงโทษจากพระเจาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และกฎแหง
๒๐ ภัทรพร สิริกาญจน, ความรูพื้นฐานทางศาสนา, พิมพครั้งที่๔, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๖), หนา๕.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๒๕
บทที่ ๑ ความรูท่วั ไปเก่ยี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
กรรมโดยที่สุดแลวศาสนาจะชวยกลอมเกลาใหมนุษยปฏิบัติหนาที่ในทางสุจริตหรือประกอบ
สัมมาชีพตามทํานองคลองธรรม เวนการเบียดเบียนการเพื่อสันติสุขในโลกปจจุบัน และรางวัลอันดี
งามในโลกอนาคต ปรโลก หลักคําสอนในทุกศาสนาจงึ สามารถแบงได ๒ระดับคอื
๑) ระดับโลกิยะ
หรือระดบั ผูค รองเรือนอยูในสังคมคําสอนระดับนี้จึงเกี่ยวของกับเร่ืองเศรษฐกิจการคาและ
การพัฒนาสังคมโดยตรงเชนคําสอนใหรูจักประหยัดมัธยัสถอดออมทรัพยเปนการสรางเศรษฐกิจ
รายไดในครอบครัว สอนใหคาขายสิ่งที่ไมเปนโทษตอตนเองและสังคม และสอนใหรูจักพัฒนาตนเอง
ใหสะอาดทั้งรางกายและจิตใจ แมศาสนาโดยภาพรวมจะถูกมองวาปฏิเสธวัตถุนิยมรวมถึงบริโภค
นิยมก็ตาม แตทุกศาสนาก็สอนใหรูจักการเสียสละแบงปน เชน การบริจาคหรือทานในพุทธศาสนา
หลักซะกาตในศาสนาอิสลามเปนตน ซ่ึงเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนไดเม่ือมีการใชสอยแลกเปลี่ยนกันใน
ระดับตลาด แตถาตลาดไมสุจริต คดโกง เอารัดเอาเปรียบกันระหวางผูผลิตกับผูบริโภค ผูผลิตกับ
ผูผลิตและผูบริโภคกับผูบริโภค เศรษฐกิจยอมเกิดความเสียหาย สังคมทุกระดับท่ัวโลก ตางประสบ
ปญ หารา ยแรงทสี่ ดุ คือปญ หาการคอรัปช่ัน(Corruption)หรือการคดโกง เอารัดเอาเปรียบ กดข่ีขมเหง
รังแก ปญหาดังกลาวไดสรางความเสียหายและเปนอุปสรรคโดยตรงตอระบบเศรษฐกิจ การคาและ
การพัฒนาสงั คมทุกระดับ
๒) ระดบั โลกุตระ
หรือระดับมุงใหเกิดการพัฒนาในระดับสูงคําสอนในระดับนี้มุงใหมนุษยแสวงหาความสุข
ทางจิตวิญญาณมองแงหนึ่งถือวาเปนมุมพักผอนจากความวุนวายของกิเลสตัณหา มุงพัฒนาความ
ทุกขหรอื มมุ ตกึ ตองมองตนใหเขาใจชวี ิตกวางขวางและลุมลึกมากย่ิงข้ึนในระดับน้ีมักจะถูกมองวาเปน
มุมหลุดโลกหางไกลจากโลก แตความจริงแลวกลับเปนมุมที่ใกลโลกท่ีสุดเพราะเปนความพยายามทํา
ความเขาใจชีวิตและสังคมทุกระดับเม่ือมนุษยเขาใจชีวิตตนเองและสังคมดีแลวมักจะหวนกลับเขาสู
สังคมทํางานเพื่อสวนรวมอยางทุมเท หรือกลาวในแงหน่ึงหลักปฏิบัติทางศาสนาจะชวยสอนและ
กลอมเกลา ใหคนเห็นแกตัวนอยลง มีจิตสาธารณะ (Public Conscious) มากยิ่งข้ึนสอนใหมองชีวิต
สังคมโลกกวางขวางออกไปเกินกวาขอบเขตท่ีเคยมองเฉพาะในมิติสังคมศาสนาของตนซ่ึงสะทอนให
เห็นไดจากกิจกรรมทางสังคมสงเคราะห(Social Welfare)การชวยเหลือเกื้อกูลการดังกลาวชวยให
เศรษฐกจิ ดขี ึน้ ทําใหสังคมอยูไดอยางสันติ
๒๖ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทว่ั ไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๑.๘.๙ อิทธพิ ลของศาสนาทีม่ ตี อการศกึ ษาและวัฒนธรรม
หลังจากที่ แมกซมุลเลอร (F.Max Muller) พิมพและเผยแพรหนังสือชุดคัมภีรศักดิ์สิทธ์ิ
ตะวันออก (Sacred Books of The East) ในป พ.ศ. ๒๕๑๙ (ค.ศ. ๑๘๗๕) ทําใหทั่วโลกสนใจศึกษา
ศาสนาตางๆมากย่ิงข้ึน ตะวันตกหันมาศึกษา ศาสนาตะวันออกอยางจริงจัง ซึ่งมุลเลอรไดวางหลัก
การศึกษาศาสนาไว ๒ แบบคือ แบบวิทยาศาสตร(Scientific) ตามรักฐานขอเท็จจริงทางภูมิศาสตร
ประวัติศาสตรและโบราณคดี และแบบเทววิทยาศาสนา( Religious theology) หรือเทวตํานาน
(เทพปกรณัม) แตโลกปจจุบันมีความเจริญกาวหนารวดเร็ว และสังคมมีความซับซอน ดวยกลุมชาติ
พนั ธุ ภาษาและวัฒนธรรม วิธีศึกษาและวัตถุประสงคการศึกษาเพ่ือสนองความตองการของมนุษยทั้ง
ในระดับปจเจกบุคคลและในสังคมจึงมีความหลากหลายทั้งน้ี เพ่ือนําหลักศาสนามาปรับประยุกตใช
ใหเ กดิ ประโยชนใ นชวี ิตประจําวัน
๑.๘.๑๐ อิทธพิ ลของศาสนาท่ีมีตอการศกึ ษา
เน่ืองจากประเด็นเร่ืองอิทธิพลศาสนา ท่ีมีตอการศึกษานั้นเกี่ยวของประเด็นอื่นๆอีก
มากมายผเู ขยี นจึงสรุปประเด็นศึกษาเปน ๓ ลักษณะคอื
๑. ศาสนามอี ิทธพิ ลตอสถานหรือสถาบันการศึกษา๒๑ในอดีตน้ันนักบวชในศาสนาคือผูทรง
วิทยาคุณ ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการช้ันสูง เชน วิชาศาสนา ปรัชญา เทววิทยา ตรรกวิทยาเปนตน
ทั้งนี้เพื่อเปนหลักในการดํารงรักษาพัฒนาสังคมและดําเนินชีวิต ศาสนสถานจึงเปนแหลงท่ีมาของ
สถาบัน การศกึ ษา ตอมาไดแตกแขนงขยายขอบเขตทางดานการศึกษา และปรับเปล่ียนช่ือไปตามยุค
สมัยของการศึกษาเฉพาะทาง แตประวัติศาสตรการศึกษาระบุไววา สถานศึกษาที่ยิ่งใหญในอดีต
เติบโตมาจากวัด (University from the church) ในตะวันออก กอใหเกิดสถานบันการศึกษา เชน
มหาลัยนาลันทา (Nalanda) วิทยาลัยวิกรมศิลา (Vigromsila) โอทันตะปุรี (Otantaburi) เปนตน
ในยโุ รปเชนมหาวิทยาลัยปารีส (Paris) ในฝร่ังเศสมหาวิทยาลัยแคมบริด (Cambridge) มหาวิทยาลัย
ออ กฟอรด (Oxford) ในอังกฤษมหาวิทยาลัยนโปบะ (Nalopa) ในสหรัฐอเมรกิ าเปน ตน๒๓
๒๑ แสง จนั ทรงาม, ศ. ศาสนศาสตร, พมิ พครง้ั ที่ ๔, หนา ๓๔.
๒๒ เดอื น คําดี, ศ. ศาสนศาสตร, หนา ๒๕๑.
๒๓ แสง จันทรง าม, ศ., ศาสนศาสตร, หนา ๓๓.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๒๗
บทที่ ๑ ความรูท่วั ไปเกีย่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
ศาสนาท่ีชวยเสริมสรางนักบวช (Priest) นักบุญ (Saint) นักปราชญ (Philosopher) นัก
การศึกษา (Scholar) ศาสตรตางๆ ชวยแตง แปล อธิบายความคัมภีร ตีความและวิพากษวิจารณกัน
ดวยสติปญญาและเหตุผล อบรมส่ังสอน ประชาชนใหดํารงตนอยูในศีลธรรมอันดีงาม เสริมสรางวาง
ระเบียบปฏิบัติและสังคมใหเกิดสันติสุข เปนผูนําทางจิตวิญญาณ (Spiritual leader) หรือเปนคน
ตน แบบทางศลี ธรรมจรรยา (Moral Model)
๒. ศาสนามีอิทธิพลตอวิชาการศึกษาองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหง
สหประชาชาติ (UNESCO)ไดจ ดั แบงศาสตรและวิชาการตา งๆออกเปน ๓ กลุม ใหญค ือ
๑) กลุมวชิ าวทิ ยาศาสตร (Scientific) เชนวิทยาศาสตรธรรมชาติ (Natural science)
วิทยาศาสตรกายภาพ (Physical) และวิทยาศาสตรชีวภาพ (Biological) ในกลุมนี้ประกอบไปดวย
วิชาตางๆเปนตนวาฟสิกสเคมีชีววิทยา เภสัชศาสตร สรีรวิทยา ธรณีวิทยาวิทยาศาสตรการแพทย
เกษตรศาสตร วิศวกรรมศาสตร ดาราศาสตร สตั วเ หลา น้ีศึกษาเร่อื งกฎเกณฑทางธรรมชาตเิ ปนหลัก
๒) กลุมวิชาสังคมศาสตร(Social Science) เชนสังคมวิทยาศาสตร (Sociology)
มนุษยวิทยาศาสตร (Anthropology) รัฐศาสตร (Politics) ศึกษาศาสตร (Education) เศรษฐศาสตร
(economics) นิติศาสตร (Laws) จิตตวิทยา (Psychology) รัฐประศาสนศาสตร(Public
Administration) เปนตน ศึกษาสัมพันธภาพของคนในสังคม โดยใชความรูทางวิทยาศาสตร มาเปน
เครื่องมือ คือสงั เกตปรากฏการณทางสงั คมและวิเคราะหใ นเชิงสถติ ิ
๓) กลุมวิชามนุษยศาสตร (Humanities) เชน ศาสนา(Religion) ปรัชญา
(Philosophy) คณิตศาสตร (Mathematics) ภาษาศาสตร (Linguistics) นิรุกติศาสตร (Etymology)
ประวัติศาสตรวรรณคดี (History) โบราณคดี (Literature) ศิลปะ (Archeology) ดนตรี (Music)
และวัฒนธรรม (Culture) เปนตน วิชาเหลานี้มุงประเมินคุณคาภายในคือจิตใจ อารมณความรูสึก
นึกคิดทัศนคติตอชีวิต สังคมและสิ่งแวดลอมทั้ง ๓ กลุมวิชาดังกลาวนี้กลุมแรกสนใจปญหานอกตัว
มนุษยเ ปน หลักกลุม ๒ สนใจปญหาความสัมพันธระหวางมนุษยกับสังคมภูมิท่ี ๓ สนใจคุณคาภายใน
ตัวของมนษุ ยว า มนุษยรูสกึ นกึ คิดใหค า แก ขอ เท็จจริงภายนอกตัวสังคมและมองตนเองอยางไรศาสนา
มีอิทธิพลตอวิทยาการหรือศาสตรดานตางๆ คอนขางชัดเจนที่สุดคือการตั้งคําถามวาศาสตรตางๆ
ดังกลาวกอใหเกิดคุณในประการและผลกระทบดานใดบางแกมนุษยสังคมและสิ่งแวดลอมจะพัฒนา
๒๘ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๑ ความรูทัว่ ไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
และแกไขปญ หาดังกลาวอยางไรดังๆทกุ ศาสนจะตองถูกตรวจสอบดวยฐานแหงคุณธรรมจริยธรรมอัน
ดีงามแกศ าสนศาสตรเสมอ
๓. ศาสนามีอิทธิพลตอวิวัฒนาการทางดานการศึกษาอิทธิพลในลักษณะนี้อาจมองวาเปน
อิทธิพลท้ังในดานลบและดานบวก ในดานลบคือการมองวาศาสนาขัดขวางความเจริญกาวหนาทาง
เศรษฐกจิ ของสังคมทําใหผูคนอยูในโลกของความเพอฝนถึงอุดมคติชีวิตอันสูงสุดคือโลกแหงวิญญาณ
โลกพระเจาแดนทิพยสวรรควิมานเปนตน จนเกิดภาวะเฉื่อยชาทางสังคมผูคนไมกระตือรือรน ขาด
ความอยากไดใครรวยการแขงขันดานเศรษฐกิจคาขายก็เส่ือมถอย ยอมจํานนตอชีวิตและชะตากรรม
ของตนตามพลังศรัทธาศาสนาหรือสรางนิสัยใฝลบบางครั้งก็มีการเชื่อถือปฏิบัติอยางเครงครัดจนเกิด
ความแตกแยกทางสังคม เชน เช่ือระบบชนช้ันวรรณะ (Case) เกิดการขมขี่ขมเหงรังแกเอารัดเอา
เปรียบกันทางสังคมจนศาสนาถูกใชเปนเครื่องมือในทางการเมืองการปกครองศาสนาขัดขวาง
ความกาวหนาทางดานวิชาการ เพราะเชื่อวาความจริงทั้งหมดคือความจริงที่ปรากฏตามตัวอักษรใน
พระคมั ภรี ผเู ห็นแยงคัมภรี คอื ผูขดั แยง กับความจริงถึงขั้นเปนผูกบฏตอพระเจา
คนบางกลุมจึงปฏิเสธความจริงทางศาสนา ดวยการเดินหนีจากไปอยางไมมีเยื่อใยเพ่ือไป
แสวงหาความจริงในมติ อิ ่ืนอน่ื คนกลุมดังกลาวคือกลุมนักวิทยาศาสตรสาขาตางๆซึ่งอาจเลือกคนกลุม
นี้วากลุมไมสยบยอม หรือกลุมไมยอมจํานน พยามศึกษาคนควาในส่ิงที่ตนอยากรูอยากเห็น
นอกเหนือจากส่ิงตางๆ ที่ปรากฏในคัมภีรหรือแมแตในสิ่งที่คัมภีรบัญญัติหามไวจนถูกมองวา” ฝน
พระบัญญัติ” ก็ตาม แตก็ใหเกิดความเจริญกาวหนาทางวิทยาการตางๆหากมองในดานบวกก็ถือวา
ศาสนาคอื ตวั กระตุนใหม นุษยพยายามพัฒนาศักยภาพของตนเองใหสูงข้ึนเพ่ือชีวิตท่ีดีงาม และพัฒนา
สังคมไปสูเปาหมายของชีวิตไดอีกระดับหน่ึงโดยเฉพาะอยางย่ิงดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีซึ่ง
พยายามหนีจากขอบขายของศาสนาแตก็คงไมอาจพนจากขอบขายของศาสนาไปได ขอแมแต
นักวิทยาศาสตรเอก ของโลกอยาง อันเบริ์ต ไอนสไตน (Albert Einstein) ยังเคยกลาวไววา
“วิทยาศาสตรที่ปรากฏจากศาสนาก็เหมือนกับคนแขนขาพิการศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตรก็
เหมือนกับคนตาบอด ซึ่งเทากับ เปนการยืนยันวาวิทยาศาสตรและศาสนาจะตองพ่ึงพาอาศัยกัน
ตลอดไปอาจจะตองพัฒนากาวไปขางหนาโดยมีศาสนาคอยเปนพ่ีเลี้ยงตลอดเวลา มิฉะน้ันแลวมนุษย
โลกจักรวาลจะประสบกับความหายนะในไมชา น้ี
พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๒๙
บทท่ี ๑ ความรูท่วั ไปเกี่ยวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
๑.๘.๑๒ อทิ ธพิ ลของศาสนาที่มีตอวัฒนธรรม
วัฒนธรรม (Culture) และอารยธรรม (Civilization) เกิดจากการกระตุนของสํานึกทาง
ศาสนาเพราะศาสนาชวยปลุกความรัก ความเลื่อมใสความเชื่อ๒๔ความหวัง และสรางแรงจูงใจใหเกิด
การสรรสรา งทางวฒั นธรรมขึน้ มาอยางหลักหลายงานทางวัฒนธรรมท่ีเกิดจากอิทธิพลของศาสนาอาจ
จาํ แนกไดดังตอไปน้ี
๑. งานดา นวรรณกรรม(Literature Work)มนุษยในอดีตไดอาศัยความรู ความรัก ความ
ศรัทธา สรางจินตนาการถึงเทพเจา ส่ิงศักด์ิสิทธิ์ อํานาจเหนือธรรมชาติ บุคลิกภาพและ อนันตภาพ
ของพระเจา กอใหเกิดเทพนิยาย (Myths) เทวตํานาน หรือเทพปรณัม หากาพย (Epics) เชน อิล
เลียด (llliad) โอเดสซ่ี (Odessey) ของมหากวีโฮเมอร (Homer) มหาภารตะ(Mahabharata)ของ
กวีวยาส (Vayasa) และรามายณะ (Ramayana) ของกวีฤาษีวาลมีกิ (WalameKi) มหากาพยพุทธ
จริตของทานมหากวีอัศวโฆษ บทสวดสรรเสริญ(Hymn)หรือมันตระ(มนต)เนื่องจากภาษาวรรณกรรม
เกิดจากแรงศรทั ธาในศาสนาจึงมักใชภาษาช้ันสูงที่สละสลวยงดงามดวยฉันทลักษณไวยกรณมีทั้งรอย
แกวและรอยกรองแตสวนมากมันเปนรอยกรอง(verse)เพราะสามารถสรางสุนทรียภาพทางอารมณ
แกผ ูอานผตู รวจและผฟู งไดเ ปน อยางดี
๒. งานดานประติมากรรม (Sculpture) งานวัฒนธรรมทางดานประติมากรรมเกิดข้ึน
เพราะความไมอ่มิ หรอื ไมเ ห็นภาพเทพเจา และอยางชดั เจนจากจินตนาการในการอานการสวดและการ
ฟง ซึ่งเกิดการสรางรูปเคารพข้ึนมาจากจินตนาการที่ไดรับจากงานดาน วรรณกรรมเปนหลักหรือ
ตีความบุคลิกภาพ คุณลักษณะเฉพาะจากคัมภีรศาสนามนุษยจึงสรางเทพข้ึนมาใหมีลักษณะคลาย
มนุษย (Anthropomorphism) หรือสรางเทพเจาโดยมีมนุษยเปนแบบ ซึ่งแยงกับคัมภีรปฐมบทท่ีวา
พระเจาสรางมนุษยข้ึนมาตามฉายาของพระองค จากไมแกะสลัก แกะสลักดินปนปูนปน ทองโลหะ
เปนตน บางอยางก็สามารถทําเปนสัญลักษณเล็กๆนําติดตัวไปก็มี เชนพระพุทธรูป(พระเคร่ือง) ไม
กางเขน เปนตนเน่ืองจากเทวรูปเกิดจากแรงเคารพศรัทธาอยางแรงกลา ปฏิมากรจึงทุมเทความรัก
ความรูแรงงานทุนทรัพยหรือยําเอาชีวิตเปนเดิมพันกับผลงานท่ีตนไดสรรสรางอยางสุดฝมือและสุด
ชีวิตประติมากรรมท่ียิ่งใหญอลังการวิจิตรพิสดาร ลวนเปนผลงาน ที่ปฏิมากรสรางขึ้นมาจากแรง
๒๔ แสง จนั ทรงาม, ศ. ศาสนศาสตร, พิมพคร้งั ท่ี ๔, หนา ๑๗-๒๘.
๓๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูท่วั ไปเก่ียวกับศาสนา
ดร.สยามพร พันธไชย
บันดาลใจทางศาสนาท้ังสิ้น ความรูสึกวา ไดบุญมหาศาล กับการไดเขาสูดินแดนศักด์ิสิทธิ์ ของพระ
เจา ในอนาคต คอื รางวัลตอบแทนทีค่ ุมคากับการสรางสรรคประติกรรมดังกลา ว
๓. งานดานสถาปตยกรรม (Architecture) เทวรูปที่ถูกสรางขึ้นมาดวยแรงศรัทธาแหง
ความรักความรูแรงงานทุนทรัพยและชีวิต ยอมเปนส่ิงท่ีประมาณคาไมได(Uncountable Value)
การประดิษฐาน การเก็บรักษาไวในท่ีต่ําถือวาไมสมเกียรติ อาจเขาขายตอการลบหลูดูหมิ่นอีกครั้งไม
ปลอดภัยตอการถูกทําลายและบุบสลายผุพังไปตามกาลเวลา ยอมไมเปนสิ่งที่ดีนักจําเปนตองสราง
อาคาร วิหาร สถานท่ีใหยิ่งใหญอลังการสมเกียรติสูงสงและปลอดภัย สถาปตยกรรมท่ัวโลกที่ย่ิงใหญ
สวยงามและเปน อมตะหรือเปนมรดกโลกสว นมากมาเปนสถาปต ยกรรมทางศาสนา
๔. งานดานจิตรกรรม(Fine Art)เมื่อผูคนเดินเขาไปเยี่ยมชมหรือเขาไปประกอบพิธีกรรม
ทางศาสนาพบเห็นพื้นที่โลงวางเปลา จึงสรรสรางภาพจิตรกรรมฝาผนังเปนเร่ืองเลาเกี่ยวกับเทพ
ประวตั ิศาสดาหรือเรื่องราวตางๆในศาสนาตอมามีการคัดลอก เขียนลงแผนผาแผนกระดาษแผนหนัง
เปนตน
๕. งานดานหัตถกรรม (Handicraft) การท่ีจะใหเทวรูปท่ีตนเคารพมีคุณคามีความ
งดงามจาํ เปนตองตกแตง ดว ยเครอ่ื งประดับตางๆ ช้ันยอดเชนประดับดวยแกวแหวนเงินทอง เพชรนิล
จินดาเปนตน ซ่ึงเปนของมีคาและหายาก ตลอดถึงเคร่ืองใชสอยตางๆ ของเทวรูปจะตองงดงามและ
โดดเดน ท่ีสดุ
๖. งานนาฏกรรมและดนตรี(Dance and Music)การฟอนรําขับรองประโคมและเลน
ดวยทวงทํานองและลีลาแหงศรัทธาประกอบกับการแสดงออกถึงสุนทรียภาพทางอารมณ เพ่ือ
ถายทอดพลังศรัทธาที่มีตอเทพเจาบทสวดสรรเสริญในลักษณะของกิจกรรมมีความย่ิงใหญและ
ศักด์ิสิทธ์ิมีพลังมากย่ิงขึ้นจึงเกิดการแสดงระบบ เทพบูชา เพื่อเอาอกเอาใจใหพระเจาบูชาเทพ และ
แสดงถึง ศรัทธาที่ ตนและศาสนิกชนมีอยูตามเทวสถานตางๆ จึงมีการขับรองฟอนรําระบําบูชาจน
เกิดคณะนักรองหญิง (Dancing Girls) หรือบางครั้งมีการปรนนิบัติดูแล เทวรูป ซ่ึงเรียกวาเทวทาสี
จากท่ีกลาวมาพอจะสรุปไดวาวัฒนธรรมและอารยธรรมที่ย่ิงใหญ และย่ังยืนของโลกเกิดจากอิทธิพล
ของศาสนาหรือวฒั นธรรมทางศาสนา (Religious Culture)
พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๓๑
บทท่ี ๑ ความรูทั่วไปเกย่ี วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๑.๘.๑๒ อทิ ธิพลของศาสนาท่ีมตี อการอนรุ ักษทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม
มนุษยเกิดมามีชีวิตอยูทามกลางสิ่งแวดลอม ๓ ประเภทคือสิ่งแวดลอมธรรมชาติ(Natural
Environment) สิ่งแวดลอมที่มนุษยสรางข้ึน (Artificial Environment) และส่ิงแวดลอมทางสังคม
(Social Environment) หรือกลาวในแงหน่ึงน้ันมนุษยอาศัยระบบนิเวศวิทยา (Ecology) และมนุษย
นิเวศ (Anthropology) ทางสงั คม
เนอื่ งจากในโลกนมี้ ีศาสนาหลัก ๒ ประเภท คือศาสนาเทวนิยมและศาสนาอเทวนิยม ไฟล
แรกสอนวาดสิ่งแวดลอ มทางธรรมชาติเปนสมบัติเฉพาะของมนุษย มนุษยจึงมีความชอบธรรมโดยเสรี
ที่จะใชสมบัตดิ ังกลา ว ทรัพยากรจงึ เปน เคร่ืองอํานวยความสะดวกใหมนุษยไดมีชีวิตอยูอยางสุขสบาย
ไมอดอยาก มนุษยเปนนายเหนือธรรมชาติ แตมนุษยไดละเมิดและผิดพันธสัญญา มีความโลภไม
ส้ินสุด จึงมีบาปติดตัวมาต้ังแตกําเนิด บุกรุกเบียดเบียนธรรมชาติเกินขอบเขต เอาเปรียบ ไมรักษา
และไมห วงแหนถนอมใชส มบตั ิอยา งประหยดั มนุษย จงึ ประสบกับความทุกขเดือดรอนตลอดมา สวน
ศาสนาประเภทหลัง ไมเช่ือเทพเจา มีหลักธรรมคําสอนวา สรรพสิ่งเกิดข้ึนดํารงอยู และเสื่อมไปแบบ
อิงอาศัยกัน เปนเหตุเปนผลสืบเนื่องถึงกันตลอดเวลา เม่ือมนุษยไรศีลธรรม จึงบุกรุกธรรมชาติ เม่ือ
ธรรมชาติ ถูกบุกรุกเสียหาย จึงสงผลสะทอน กลับมากระทบมนุษยผูกระทําการบุกรุก มนุษยจึงตอง
ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม ปฏิบัติตอธรรมชาติดวยความรัก ความรู ความเขาใจ ซ่ึงอาจ
เรียกวา จรยิ ธรรมนิเวศ (Eco-Ethics) ศาสนาหามภิกษุหรือนักบวชทําลายระบบนิเวศเชน หามตัดไม
หา มพลาดของเขียวหามขุดดิน หามถายอุจจาระปสสาวะหรืออวนน้ําลายรดของเขียว(ตนไม) หรือลง
แมน้ําลําธารเปนการทําลายสภาพแวดลอมและสงเสริมการปลูกปารักษาธรรมชาติเชน ในวนโรปน
สูตร บอกวาผูปลูกปาปลูกสวน สรางสะพาน สรางโรงน้ํา ขุด บอนํ้า บริจาคท่ีพักอาศัยหรือปลูกปา
รักษาตนน้ําลําธารจะไดบุญกุศลมหาศาลทั้งกลางวันและกลางคืนทรงสอนใหใชชีวิตในทางสายกลาง
(มัชฌาปฏิปทา) บริโภคใชสอยปจจัย ๔ คืออาหารและนํ้าเส้ือผาเครื่องนุงหม ที่พักท่ีอยูอาศัย ยา
รกั ษาโรคพอประมาณใชช วี ิตใหเ รยี บงายกรมกลืนลื่นรองกบั ธรรมชาติใหม ากที่สุด
แตปญหาส่ิงแวดลอมในปจจุบันไดชวยสะทอนใหเห็นความสําคัญของพฤติกรรมมนุษยที่
ไมไดปฏบิ ัตติ ามหลักศาสนาไมว า จะเปนปญหาทรัพยากรธรรมชาติรอยหรอปญหาภาวะมลพิษปญหา
ระบบนิเวศถูกทําลายต้ังแตระดับธรรมชาติไปจนถึงปญหาภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect)
ปญหาโลกรอน (Global Warming)ปญหาการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
๓๒ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๑ ความรูทวั่ ไปเกีย่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
เปน ตน กอ ใหเ กดิ ภัยพบิ ัตทิ างธรรมชาตอิ ยางรา ยแรงจนถือวา เปนมหันตภัยรอบดานตอชีวิตและสังคม
มนุษย จนเกิดความเครียดในชีวิต มนุษยพยายามแกไขปญหาใหทุเลาเบาบางลงไปไดบางดวยวิธีการ
นําความรูดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมาใชเปนการใชเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมแทนเทคโนโลยีท่ีไม
เหมาะสมเชน เลิกหรือลดการใชนํ้ามันดีเซลใชไบโอดีเซลเปนตน ออกกฎหมายหามและบทลงโทษ
ตางๆเชน การหา มบุกรุกปาสงวนการท้ิงขยะการแยกขยะการกําจัดขยะเปน ตน
อยา งไรกต็ ามการแกไขปญ หาตา งๆดังกลา วจะตองแกจากภายในดวยการขัดเกลาอบรมบม
เพราะสํานึกทางสังคมโดยการใชหลักธรรมคําสอนและพิธีกรรมศาสนาปญหาส่ิงแวดลอมเกิดจาก
ปญหาความอยากไดใครเสพบริโภคปจจัยส่ีเกินจําเปนที่ไมสิ้นสุดของมนุษยการโออวดความมั่นคงใน
สังคมการแสดงความย่ิงใหญเหนือธรรมชาติคานิยมท่ีผิดผิดในการมองชีวิตและธรรมชาติคือท่ีมาของ
ปญ หาการแกไขจึงจําเปนตองยอนกลับเขาไปดูตนตอภายใน คือจิต ใจของมนุษยส่ิงท่ีจะแทรกเขาไป
ไดและมีพลังในการปรับเปล่ียนแกไขมีเพียงศาสนาเทาน้ันดังน้ันการปลูกฝงจิตใจดวยการสรางมโน
ธรรมสาํ นึกการวางระบบสนิ ตลอดถึงการพัฒนาอยางบูรณาการ ดวยการสะทอนใหประโยชนของการ
มีหลักใจคือหลักศาสนาและโทษภัยของการไรศาสนาจะชวยใหมนุษยเขาใจชีวิต สังคม และ
สิ่งแวดลอมมากย่ิงข้ึนและปฏิบัติไดอยางถูกตองสอดคลองกับความจริงจนเกิดการประสานสูการ
พัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development) ปจจุบันจึงเกิดกระบวนการ องคกรสมาคมหนวยงาน
ตางๆเพ่อื คลอ งใชห ลักธรรมและพธิ ีกรรมทางศาสนาเปนตัวนาํ ในการฟน ฟูแกไขปญหาสิ่งแวดลอม
๑.๙ บทสรปุ
ความรูทั่วไปเกี่ยวกับศาสนาเริ่มจากการนิยามความหมายลักษณะและองคประกอบ
กําเนิดและพัฒนาการ ประเภทคุณคาความสําคัญและประโยชนจนกระท่ังวิธีการศึกษาศาสนาถือวา
เปนการทําความเขาใจบริบทดานตางๆอันเปนพื้นฐานของศาสนาท้ังหลายซ่ึงแมวาศาสนาเทวนิยม
และศาสนาอเทวนิยมจะมีการนิยามความหมาย ลักษณะและองคประกอบ กําเนิดและพัฒนาการ
รวมทั้งระบบความเช่ือตลอดจนเปาหมายของศาสนาที่ไมตรงกันเสียทีเดียวก็ตาม แตศาสนาท้ังหลาย
ก็มีแนวระนาบความเชื่อและเปาหมายของศาสนาไปในทิศทางเดียวกัน เพราะวัตถุประสงคและ
เปาหมาย อันเปนพื้นฐาน ของการกําเนิดศาสนาลวนมาจากมนุษยผูมีความตองการท่ีพึ่ง ตองการ
ความม่ันคงในการดําเนินชีวิต กลาวคือ การมีสันติสุขสวนบุคคล เปนเง่ือนไขทั้งส้ินอยางไรก็ตาม แม
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๓๓
บทที่ ๑ ความรูทว่ั ไปเกยี่ วกบั ศาสนา
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ศาสนาจะมีจํานวนมากและมีอยูอยางหลากหลายตามเผาพันธุ เช้ือชาติของมนุษยและดินแดนท่ีอยู
อาศัยก็ตาม หนังสือเลมน้ีจะไดนําเสนอเน้ือหาตามลําดับการศึกษาในรูปแบบของกลุมศาสนาเทวนิ
ยมและอเทวนิยม พรอมกับกลาวถึงบทบาทของศาสนาที่มีอิทธิพลตอบุคคลและสังคมโดยเฉพาะ
สังคมไทยเทา นั้นเพ่ือใหเ ห็นความแตกตางในบริบทและเปา หมายของแตละศาสนาอยางชัดเจน
บทที่ ๒
ความรูเบ้ืองตน เก่ยี วกบั การเมอื งการปกครอง
(Introduction to Politics and Government)
๒.๑ บทนํา
คําวา “การเมือง” ตรงกับภาษาอังกฤษวา “Politics” ที่อิงรากศัพทมาจากคําวา
“Polis” ซ่ึงเปนภาษากรีก แปลวา นครรัฐ อันเปนการรวมตัวทางการเมืองแบบหนึ่งท่ีใหญกวา
ระดบั ครอบครวั หรือเผา พนั ธุ นครรฐั ในกรกี โบราณไดแก เอเธนสและสปารตา เปนตน๑ สวนคําวา
“การปกครอง” ตรงกับภาษาอังกฤษวา “Government” มีรากศัพทมาจากภาษากรีกเชนกันวา
“Kybernates”๒ ซ่ึงแปลวา ผูถือหางเสือเรือ อันทําใหเกิดการเปรียบเทียบวา การเมืองการ
ปกครองและโดยเฉพาะรัฐบาลเปนเสมอื นเรือ และมีวลีท่ีวา “รฐั นาวา” ตามมาใหเ หน็ อยเู สมอ๓
อยางไรก็ตาม การเมือง กับการปกครอง มีความเช่ือมโยงเกี่ยวของกัน เพราะการ
ปกครอง หรือการบริหารวางระเบียบกฎเกณฑ เพ่ือใหเกิดการบําบัดทุกขบํารุงสุขนั้นจําเปนตอง
อาศัยอํานาจคือการเมืองจึงจะดําเนินการไดสําเร็จ เพราะฉะน้ันการศึกษาเร่ืองการเมืองกับการ
ปกครอง จึงหมายถึงการศึกษาเกี่ยวกับองคกรที่ใชอํานาจและระเบียบกฎเกณฑการบริหาร
น่นั เอง๔
๑ Prof. S.N.Ray, Modern Comparative Politics, (New Delhi : Prentice Hall of India
Private Ltd., 1944), p. 4.
๒ Prof. K. C. Mishra, Political Science Theory, (Delhi : Ajanta Pra Kashan, 1998), p. 4.
๓ ดร.จิรโชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ, รัฐศาสตรท่ัวไป, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ
มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง, ๒๕๔๐), หนา ๔.
๔ รศ.สุขุม นวลสกุล และรศ.วิศิษฐ ทวีเศรษฐ, การเมืองการปกครองไทย, (กรุงเทพมหานคร :
สาํ นกั พิมพร ามคาํ แหง, ๒๕๔๑), หนา ๑.
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๓๕
บทที่ ๒ ความรูเบอื้ งตน เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๒.๒ ความหมายของการเมอื งกับการปกครอง
คําวา การเมืองในทางรฐั ศาสตรม ีความหมายคอนขางกินความไปไดอยางกวางขวางมาก
โดยยากท่ีจะกําหนดใหแนนอนตายตัวและชัดเจนลงไปได นักปราชญหรือผูรูทางการเมือง จึงมี
ความเห็นที่หลากหลายแตกตางกันออกไป โดยทั่วไปจะนิยามคําวา การเมือง ดวยการอธิบายถึง
ลกั ษณะการเมอื งหรือองคป ระกอบของการเมือง ดงั ตวั อยา งดังตอไปน้ี
เพลโต (Plato) นกั ปราชญาการเมอื ง ไดแ สดงทัศนะเก่ียวกับเรื่องของการเมืองวา เปน
เรื่องที่เก่ียวกับการแสวงหาความยุติธรรม เพ่ือการดํารงชีวิตอยูท่ีดีงาม การศึกษาการเมืองในยุค
สมัยน้ัน จึงเปนการศึกษาเพื่อคนหาเหตุผลมาสรุปเปนแนวความคิด และเปนแนวทางของการ
ปฏิบัติทางการเมือง โดยเฉพาะอยางย่ิงการวางรูปแบบที่ดีของรัฐใหกับมนุษยในสังคมควรมี
ลักษณะอยางไร และจะมีแนวทางในการปฏิบัติอยางไร จึงจะทําใหสังคมมนุษยประสบความ
ยตุ ิธรรมและสนั ตสิ ขุ ในชีวติ ”๕
อริสโตเติล (Aristotle)ไดอธบิ ายเรือ่ งของการเมืองวา การเมืองยอมเกี่ยวพันกับอํานาจ
และอํานาจเชนวาน้ันไดแก อํานาจทางการเมือง ซึ่งจะแตกตางจากอํานาจอื่น โดยองคกรทาง
การเมอื ง จะตองมอี าํ นาจปกครอง เปนองคอธิปตย คุณลักษณะทางการเมือง ประกอบดวยปจจัย
ทเ่ี ดนชดั ๒ ประการคือ๖
๑. อาํ นาจ (Authority)
๒. การปกครอง (Ruling)
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไดใหนิยามของคําวา “การเมือง” ไวอยางส้ัน ๆ
วา การเมือง คอื งานท่เี กี่ยวกับรัฐ หรอื แผนดนิ เชน วิชาการเมือง ไดแ ก วิชาท่ีวาดวยรัฐการจัดสวน
แหง รฐั และการดาํ เนนิ การแหงรฐั ๗
๕ พรศักดิ์ ผองแผว, รัฐศาสตร พัฒนาการและแนวทางศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพศรี
อนนั ต, ๒๕๒๔), หนา ๔๐.
๖ จรูญ สุภาพ, ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจเปรียบเทียบ, พิมพครั้งที่ ๕, (กรุงเทพมหานคร :
บริษทั สํานกั พิมพไทยวฒั นาพานชิ จํากัด, ๒๕๓๘), หนา ๒.
๗ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั นานมีบุคสพบั ลิเคช่ันส จํากดั , ๒๕๔๖), หนา ๑๑๖.
๓๖ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๒ ความรูเบือ้ งตนเกีย่ วกบั การเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
Dictionary of American Politicsไดนิยามคําวา “การเมือง” ไววา การเมืองเปนสาขา
หนึ่งท่ีเก่ียวกับการจัดทํานโยบาย มีความเกี่ยวพันธกับหนวยงานและเคร่ืองมือตาง ๆ ท่ีใชในการวาง
นโยบาย ทง้ั น้รี วมถึงฝายนิตบิ ัญญตั ิและฝายอนื่ ๆ ทั้งหมด นอกจากหนาท่ีการบริหารอยางแทจริงของ
ฝา ยบริหาร รวมตลอดไปถึงการเลือกต้ังและพรรคการเมือง นอกจากน้ียังมีความเก่ียวพันธกับผลงาน
ทั้งปวงอันเกิดขึ้นจากกิจกรรมของรัฐบาลในภาวะดังกลาวอีกดวย ในขั้นตนยอมถือวา การเมืองคือ
จุดหมายของสาธารณชน และการบริหาร (การปกครอง) คือวิธีการท่ีจะไปสูจุดหมายน้ัน ทั้งนี้แมวา
จะมบี างสง่ิ บางอยา งสอดแทรกอยูระหวา งกลางของทั้งสองอยางก็ตาม๘
สขุ มุ นวลสกลุ ไดใหทรรศนะทแ่ี ตกตางกันของคําวา “การเมือง” กับ “การปกครอง” ไว
วา คําวา การเมือง (Politics) และการปกครอง (Government) น้ัน มีความหมายทางรัฐศาสตร
แตกตางกัน การเมืองหมายถึงเรื่องการแขงขัน หรือการแสวงหาอํานาจ ซ่ึงสงผลกระทบตอสังคมทั้ง
สังคม หรือสวนใหญของสังคม สวนการปกครอง มีความหมายเกี่ยวกับการบริหาร วางระเบียบ
กฎเกณฑ สําหรบั สังคม เพอื่ ใหสงั คมมีความสงบสุข๙
จิรโชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ ไดใหความหมายกวาง ของคําวา การเมืองไววา
การเมอื งใชใ นความหมายใหญ ๆ คือ ๑) เปนกิจกรรมของมนษุ ย และ ๒) มีความหมายเอนเอียงไป
ในทางลบหรือไมคอยดีนัก คือเขาทํานองวา เปนเรื่องขัดแยงเรื่องผลประโยชนสวนตัว ซึ่ง
ความหมายหรือนัย เชนวาน้ีปรากฏคอนขางมากในสังคมไทย ตัวอยาง คือ สํานวนที่วา “เรื่องน้ี
เปนการเมืองไปหนอย” สอแสดงใหเห็นถงึ ความไมจ ริงใจและมงุ ผลประโยชน๑๐
เดโช สวนานนท ไดใหนิยามคําวา “การเมือง” ในพจนานุกรมศัพทการเมืองไววา
“การเมือง” คาํ นมี้ ีนยิ ามแตกตางกันคอนขา งมาก บางก็กลาววา การเมืองเปนเร่ืองของการแสวงหา
อํานาจโดยแทจริง อยางไรก็ตาม ความหมายที่ใชกันมากก็คือ การปฏิบัติหรือการดําเนินการใน
ศาสตรหรือศิลปแหงการเมืองการบริหารรัฐ หรือองคกรทางการเมืองอ่ืน เชน การบริหารพรรค
๘ อุทัย หิรัญโต, สารานุกรมศัพททางรัฐศาสตร, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพโอเดียน สโตร,
๒๕๒๔), หนา ๖๐.
๙ รศ.สุขุม นวลสกสุล และ รศ.วิศษิ ฐ ทวีเศรษฐ, หนา ๑.
๑๐ ดร.จิรโชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ, รัฐศาสตรทั่วไป, หนา ๔.
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๓๗
บทท่ี ๒ ความรูเบอื้ งตนเกย่ี วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
การเมอื ง เปนตน เราอาจนิยามความหมายสน้ั ๆ กันไดวา การเมืองคือศิลปะศาสตรในการบริหาร
หรือการปกครองบา นเมือง๑๑
การปกครอง (Government) แปลตรง ๆ ไดวา การดูแล การใหความคุมครอง หรือ
การบรหิ ารนน่ั เอง คาํ วา การปกครอง เปนคําที่ใชในการบริหารบานเมืองในลักษณะที่มีผูปกครอง
ผูมีอํานาจใจการปกครองบานเมืองสูงสุดจะเรียกกันวา พอเมือง (เราเคยเรียกขานตําแหนงผูวา
ราชการจังหวัดวา เจาเมือง) กรมท่ีมีหนาที่ดูแลในเรื่องการปกครองบานเมืองใหมีความสุข และมี
หนาท่ีดูแลทุกขสุขของประชาชนเปนสําคัญ ก็ยังคงเรียกวา กรมการปกครองและเมื่อมีการ
เปลยี่ นแปลงการปกครองในป พ.ศ. ๒๔๗๕ ซ่งึ หมายถึง การเปลย่ี นรปู แบบของการบริหารราชการ
ผานดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนระบอบประชาธิปไตยท่ีมีพระมหากษัตริยทาง
เปนประมุขน้ัน คณะราษฏรผูยึดอํานาจการปกครองไดตราพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง
แผนดินสยามช่วั คราวขึน้ ซึง่ นับไดว าเปนรัฐธรรมนญู ฉบบั แรกของราชอาณาจักรไทยดว ย๑๒
อทุ ัย หริ ัญโต ผแู ตง สารานุกรมศัพททางรัฐศาสตรไดใหทรรศนะเก่ียวกับการนิยาม คํา
วา “การเมือง” ไวว า เม่อื สรปุ โดยรวมแลว จะเหน็ ไดวา การเมืองเปนคําท่ีมีความหมายกวางขวาง
ไมวาสภาวการณหรือในองคการใด ถาหากประกอบไปดวยผูปกครองและผูถูกปกครองแลว
สภาวการณหรือองคการนั้นจะมีลักษณะเปนการเมืองท้ังสิ้น อยางไรก็ดี ความหมายท่ีเขาใจกัน
ทั่วไปมักจะจํากัดอยูในวงแคบ ๆ คือเพงเล็งถึงกิจกรรมท่ีเก่ียวกับรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีเปน
สวนใหญ นอกจากน้ีคําวา การเมืองยังอาจใชในความหมายท่ีแสดงถึงความไมดีไมงามก็ได คือ
หมายถึงการปฏิบตั อิ ยา งมเี ลหเ หล่ยี ม ไมตรงไปตรงมา หรืออําพรางความจรงิ เพื่อประโยชนในการ
จงู ใจคน หรือเอาชนะฝายตรงกันขา ม๑๓
นงเยาว พีระตานนท ไดใหความหมายของคําวา การเมืองไวโดยสรุปวา การเมืองเปน
เรื่องที่เกี่ยวพันธกับอํานาจและการปกครอง ไมวาสภาวการณใดหรือสถาบันใด หากมีการตอสู
แขงขันกนั เพ่ือแสวงหาอาํ นาจทเ่ี หนือกวา กนั แลว ก็เปนการเมอื งทัง้ สิ้น นอกจากนก้ี ารเมืองยังเปน
๑๑ เดโช สวนานนท, พจนานุกรมศัพททางการเมือง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพหนาตางสู
โลกกวา ง จํากดั , ๒๕๔๕), หนา ๔๑.
๑๒ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา ๒๗-๒๘.
๑๓ อทุ ัย หริ ัญโต, สารานกุ รมศพั ทท างรัฐศาสตร, หนา ๖๑.
๓๘ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๒ ความรูเบือ้ งตนเกย่ี วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
เรื่องที่เกี่ยวกับการปกครอง การดาแลจัดการใหมนุษยอยูกันอยางเปนธรรมและเปนระเบียบ
การเมืองจึงเปนสวนหน่ึงของชีวิตมนุษยและเปนสิ่งท่ีดีงาม เปนท้ังศาสตรและศิลปของการ
ปกครอง ซึ่งสามารถศกึ ษาและเรียนรูไดเชนเดียวกบั ศิลปะและศาสตรสาขาอื่นท่ีมีอยใู นโลก๑๔
จันทิมา เกษแกว ไดสรุปนิยามของคําวา การเมือง ไววา หมายถึงแบบแผนของ
ความสมั พนั ธระหวา งมนษุ ยท ีเ่ กย่ี วของกบั อาํ นาจและการปกครอง รวมท้ังการจัดสรรผลประโยชน
ทเี่ ปน ธรรม ดังน้ัน การเมืองจึงเปน เรื่องสําคญั และควรศกึ ษาเปนอยางย่งิ ๑๕
๒.๒.๑ ความหมายตามนยั ทางพระพุทธศาสนา
พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตุโต) กลาวถึงความหมายการปกครองตามทัศนะของ
พระพุทธศาสนาวา การปกครองตามความหมายในพระพุทธศาสนา เปนการปกครองเพื่อ
การศึกษา การปกครองและความสงบเรียบรอยท่ีเกิดจากการปกครองนั้น มิใชเปนจุดหมายในตัว
แตเ ปนเพยี งปจ จัยคือสภาพเอ้ือ เพ่ือชวยใหแตละบุคคลบรรลุจุดหมายแหงการศึกษาหรือเพื่อเปน
หลักประกันของการศึกษา จึงถือเปนคติไดวา การปกครองท่ีมีข้ึนเปนเรื่องของการศึกษาและเพ่ือ
การศึกษาท้งั สิ้น ถา ไมป กครองดวยการศึกษา ก็ตองปกครองดวยอํานาจเม่ือปกครองดวยอํานาจก็
เกิดความรูส ึกในเชงิ ปฏปิ ก ษ ท่ีเอียงไปในทางที่จะขัดแยงกันดวยเหตุน้ี การปกครองแบบใชอํานาจ
จึงกอใหเกิดปญหา เริ่มตั้งแตเกิดความขัดแยงในจิตใจ เปนตนไป ทําใหยิ่งตองเพิ่มการใชอํานาจ
ใชอ าญา และจะเนนการลงโทษมากย่ิงขึ้นตามลําดับไมใชการปกครองแบบพยายามสรางคนดี แต
เปนการปกครองแบบพยายามกําจัดคนเลวน่นั เอง๑๖
ดร.สมบูรณ สุขสําราญ ไดใหความหมายการเมืองตามทัศนะของพระพุทธศาสนาวา
การเมือง คือ ความคิดกิจกรรม และการกระทําตาง ๆ ที่เก่ียวพันกับการใชอํานาจ เพ่ือบริหารรัฐ
กิจการจัดระเบียบสังคมของรัฐ รวมตลอดถึงการใหไดมาซ่ึงอํานาจ การใชอํานาจหรือการใหไดมา
๑๔ นงเยาว พีระตานนท, การเมืองการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร :สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,
๒๕๔๑), หนา ๗.
๑๕ ผูชวยศาสตราจารยจันจิมา เกษแกว, การเมืองการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันราช
ภัฏสวนดุสิต, ๒๕๔๐), หนา ๒.
๑๖ พระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต), นิติศาสตรแนวพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทสหธรรมิก
จํากดั , ๒๕๓๙), หนา ๕๕-๕๖.
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๓๙
บทที่ ๒ ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
ซึ่งอิทธิพล การใชอิทธิพลเพื่อใหเกิดการจัดสรรคุณคาในสังคม ไมวาจะเปนอํานาจที่ถูกตองตาม
กฎหมายและกฎเกณฑทางศีลธรรม เศรษฐทรัพย และคุณคาที่เปนนามธรรม นอกจากนี้ ศาสนา
เปนพื้นฐานของอุดมการณทางการเมืองที่ย้ําคุณคาของมนุษยความชอบธรรมของผูปกครอง
พระพทุ ธศาสนาเปน เสมอื นรากเหงา แหงความเปนชาติ และเอกลักษณดั้งเดิมของชาติไทย ทั้งทาง
สงั คม วฒั นธรรม และการเมือง๑๗
ดงั นัน้ จึงกลา วไดว า เม่อื พดู ถงึ “การเมือง” นักรัฐศาสตรแตละสมัยมองการเมืองหรือมี
ทัศนะตอ การเมืองในแงมุมที่แตกตางกัน กลาวคือขณะที่บางทานมองหรือมีทัศนะตอ “การเมือง”
วาเปนเรื่องของสถาบันทางการเมือง เชน คณะรัฐมนตรี สภาผูแทนราษฎรพรรคการเมือง กลุม
ผลประโยชน บางทานมองหรอื มีทัศนะตอการเมืองวาเปนเร่ืองของรัฐ ซ่ึงการมองหรือการมีทัศนะ
ตอ “การเมือง” ในลักษณะดังกลาวไดรับการยอมรับระยะหน่ึง ตอมามีนักรัฐศาสตรหลายทานไม
เห็นดวย โดยคิดวาการมอง หรือการมีทัศนะตอ “การเมือง” ในลักษณะท่ีอยูกับที่ กลุมของนัก
รัฐศาสตรที่ไมเห็นดวยน้ี มองหรือมีทัศนะตอการเมืองวา จริงแลวนาจะเปนเรื่องเกี่ยวกับหนาที่
หรอื กจิ กรรมของสถาบนั เหลาน้ัน กิจกรรมหรอื หนาท่ขี องสถาบันทางการเมืองเหลาน้ัน ไดแก การ
แขง ขันหรือการตอสูเพื่อใหไดมาซึ่งอาํ นาจ การใชอ ํานาจ การบงั คบั ใหมกี ารปฏิบัติตาม เปนตน ซ่ึง
ไดรับความนิยมมาก ระยะหลังตอมาเริ่มมีการสงสัยวา การมองหรือมีทัศนะตอ “การเมือง”
ดังกลาว ดูจะเปนการเมืองไดทั้งหมด จึงไดเกิดมีทัศนะใหมตอ “การเมือง” วา แมจะยังคงเปน
เรื่องเก่ียวกับหนาท่ีหรือกิจกรรมของสถาบันเหลานั้นอยู แตกิจกรรมหรือหนาท่ีของสถาบัน
เหลานั้น เปนกิจกรรมหรือหนาที่ท่ีเก่ียวกับการตัดสินตกลงใจหรือกําหนดนโยบายสาธารณะ
มากกวา ซึ่งการมองหรือการมีทัศนะตอการเมืองในลักษณะดังกลาวน้ี ไดมีการยอมรับอยาง
กวางขวางมากโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาอยางไรก็ตามมีนักรัฐศาสตรหลายทานเห็นวาทัศนะ
ดังกลาวบังไมครอบคลุมกวางขวางเพียงพอนักรัฐศาสตรกลุมนี้เห็นวานาจะมีการมองการเมืองใน
แงข องระบบการเมืองท่ีหมายถงึ ปฏิสัมพนั ธห รือพฤตกิ รรมที่เกย่ี วของกับการจัดสรรหรือแบงปนส่ิง
๑๗ สมบูรณ สุขสําราญ, พระพุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม,
(กรุงเทพมหานคร : สํานกั พมิ พจฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั , ๒๕๒๗), หนา ๑.
๔๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๒ ความรูเบ้ืองตนเกีย่ วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
ท่ีมีคุณคาเพื่อสังคมมากกวา เพราะสามารถใชกับสังคมทุกสมัยและความหมายของ “การเมือง”
หลังสดุ เปนความหมายท่ใี ชก ันในปจ จบุ ัน๑๘
๒.๓ รปู แบบการปกครอง
เพลโต (Plato) นักปราชญชาวกรีก ไดกลาวถึงรูปแบบการปกครองไวในหนังสือช่ือ
รัฐบุรุษ (Statemen) ซึ่งไดแบงการปกครองออกเปน ๒ ประเภทใหญ ๆ โดยใชกฎหมายมาเปน
เง่อื นไขสําคัญในการพิจารณา เพราะมองเห็นวากฎหมายสามารถสรางเสถียรภาพและความมั่นคง
ใหแกรัฐได ตลอดจนสามารถปองกันความเลวรายของผูปกครองได โดยเฉพาะอยางย่ิง เม่ือ
ผูปกครองเปนผูที่ขาดความยุติธรรม ซึ่งกฎหมายจะชวยเหน่ียวรั้งผูปกครองไมใหใชอํานาจไป
ในทางท่ีเสอ่ื มทรามลง
ดงั น้ัน เพลโตจงึ ไดแบงการปกครองของรัฐ ออกเปน ๒ ประเภท ไดแ ก๑ ๙
๑. การปกครองทีใ่ ชก ฎหมายเปน หลกั ในการปกครอง
๒. การปกครองทีไ่ มใ ชกฎหมายเปน หลักในการปกครอง
๑. การปกครองทีใ่ ชก ฎหมายเปนหลกั ในการปกครอง ประกอบดวย
๑) ราชาธิปไตย (Monarchy) คือ การปกครองที่ชอบดวยกฎหมายกฎหมายโดยคน ๆ
เดยี ว ซ่งึ ถอื วาเปน การปกครองของรัฐทม่ี ีการปกครองท่ีดที ส่ี ดุ
๒) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คือ การปกครองที่ชอบดวยกฎหมายโดยคนสวน
ของรฐั จดั วา เปน การปกครองของรฐั ทีม่ ีการปกครองดีทส่ี ุดในระดบั รองลงมา
๓) ประชาธิปไตยภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ (Democracy) คือ การปกครองท่ี
ชอบดวยกฎหมายโดยคนสวนมากของรัฐหรือประเทศ จัดวาเปนการปกครองของรัฐท่ีมีการ
๑๘ มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, “คํานาํ ” ใน สถาบันและกระบวนการทางการเมอื งไทย, ฉบับ
ปรับปรุง, พมิ พค ร้งั ท่ี ๓. (นนทบุรี : สํานักพิมพม หาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๖),
๑๙ อาจารย ดร.ชรนิทร สันประเสรฐิ , “ระบบการเมืองการปกครอง” ใน มนุษยกับสังคม, เอกสาร
การสอนชุดวชิ า, (นนทบุรี : สํานกั พิมพมหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๘), หนา ๑๖๖.
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๔๑
บทท่ี ๒ ความรูเบ้ืองตน เกีย่ วกบั การเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ปกครองเลวที่สุดในบรรดารัฐท่ีใชกฎหมายเปนหลักในการปกครอง แตก็ยังถือวาดีกวารัฐท่ีไมใช
กฎหมายเปน หลักในการปกครองในทุกประเภท๒๐
๒. การปกครองที่ไมใชก ฎหมายเปน หลกั ในการปกครอง ประกอบดว ย
๑) ทรราชย (Tyranny) คือ การปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมายและปกครองโดยไม
คาํ นงึ ถึงกฎหมายโดยคน ๆ เดยี ว ซึง่ ถือวา เปนการปกครองที่เลวทีส่ ดุ
๒) ทรชนาธิปไตย๒๑ (Oligarchy) คือ การปกครองที่ไมชอบดวยกฎหมายโดยคน
สว นนอ ยของรฐั หรอื ประเทศ จดั วา เปน การปกครองทเ่ี ลวถดั ไปจากการปกครองทีเ่ ลวที่สดุ
๓) ประชาธิปไตยที่ไมอยูภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือ การปกครองโดยพลการ
และแบบรนุ แรงโดยคนจํานวนมากของรัฐหรือประเทศ เปนการท่ีไมชอบดวยกฎหมาย จึงเปนการ
ปกครองทถี่ อื วาเลวอยู แตก็ยังเปนอันตรายนอยกวาการปกครองตามแบบทรราชยและทรชนาธิป
ไตย๒๒
จากการที่ไดพิจารณารูปแบบการปกครองของรัฐตามแนวของเพลโตท่ีพิจารณาจาก
จํานวนผปู กครอง และการใชก ฎหมายเปนหลักน้นั สามารถสรุปรูปแบบการปกครองนี้ไดดงั นี้๒๓
หลกั กฎหมาย รัฐท่ีใชกฎหมายเปน หลัก รฐั ท่ีไมใชกฎหมายเปน หลกั
จํานวนผูป กครอง
คนเดียว ราชาธปิ ไตย ทรราชย
คณะบุคคล อภิชนาธิปไตย ทรชนาธปิ ไตย หรือคณาธปิ ไตย
คนสว นใหญ ประชาธปิ ไตย ประชาธิปไตย
ภายใตรัฐธรรมนญู นอกเหนือรัฐธรรมนญู
๒๐ รศ.ดร.โกวิท วงศสุรวัฒน, รัฐศาสตรกับการเมือง, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพตะเกียง,
๒๕๓๔), หนา ๔๗.
๒๑ บางแหงใชค ําวา คณาธิปไตยหรือทุชนาธปิ ไตย ก็ม.ี
๒๒ รศ.ดร.โกวิท วงศส ุรวัฒน, รฐั ศาสตรก ับการเมือง, หนา ๔๗.
๒๓ ดร.ชรินทร สันประเสริฐ, “ระบบการเมืองการปกครอง”ใน มนุษยกับสังคม, เอกสารการสอน
ชุดวชิ า, (นนทบุรี : สํานักพมิ พม หาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, 2538), หนา ๑๖๖-๑๖๗.
๔๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๒ ความรูเบื้องตนเก่ียวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
อริสโตเติล (Aristotle)ผูไดรับการยกยองวา เปนผูใหกําเนิดวิชารัฐศาสตรและวิชา
การเมอื งเปรยี บเทียบ ไดแบง รปู แบบการปกครองออกเปน ๖ ประเภทใหญ ๆ โดยใชหลักเกณฑ ๒
ประการ ไดแก
๑. หลกั เกณฑเกยี่ วกบั จาํ นวนผมู ีอาํ นาจในการปกครอง ซึ่งเปนผใู ชอาํ นาจอธิปไตย
๒. หลักเกณฑเชิงปทัสถาน หรือเชิงประเมินคุณคา ท่ีพิจารณาจากจุดมุงหมายในการ
ปกครองวา เปน การปกครองเพ่อื ใครเปนสาํ คญั และสามารถพิจารณาไดว าดีหรอื ไมด อี ีกดว ย
รปู แบบที่ ๖ ประเภทที่อริสโตเติลกลาวถึงน้ัน สามารถสรุปเปนตารางใหเห็นไดโดยงาย
ดงั น๒้ี ๔
จํานวนผปู กครอง เพอ่ื ประชาชน (ดี) เพอื่ ผปู กครอง (ไมดี)
ทุชนาธิปไตย (Tyranny)
คนเดียว ราชาธปิ ไตย (Monarchy)
คณาธปิ ไตย (Oligarchy)
คณะบุคคลหรือหลายคน อภิชนาธิปไตย (Aristocracy)
ประชาธิปไตยแบบมวลชน
คนสว นใหญห รือจาํ นวนมาก ประชาธิปไตยสายกลาง หรอื มวลชนาธิปไตย
(Democracy)
หรอื มชั ฌมิ วิถอี ธิปไตย
ดังน้ัน เม่ือพิจารณาเปรียบเทียบรูปแบบการปกครองของเพลโตและอริสโตเติลแลว จะ
พบวา ท้ังสองนักปราชญทางการเมืองตางมองเห็นวา จํานวนผูปกครองก็เปนตัวช้ีวัดไดวา เปนการ
ปกครองที่ดีหรือเลว แตสวนที่แตกตางกันคือ เพลโตเนนการปกครองท่ีใชกฎหมายเปนดรรชนีช้ีวาดี
หรือเลวอยางไร สวนอริสโตเติลนั้นเนนถึงจุดมุงหมายของการปกครองวาเปนไปเพ่ือใคร บุคคลใด
หรือกลุมชนใดเปนสําคัญ จึงจะสามารถบอกไดวาเปนการปกครองท่ีดีหรือไมดี ซ่ึงเมื่อสรุปกลาว
โดยรวมแลวรูปแบบการปกครองทั้ง ๖ รูปแบบ ท้ังสวนแนวคิดของเพลโตและอริสโตเติล มีลักษณะ
คลายคลงึ กนั มาก และมปี รากฏใหเ หน็ ในสังคมการเมืองต้ังแตอดีตมาจนกระทงั่ ถึงปจจุบันนี้
๒๔ ดร.จริ โชค (บรรพต) วีระสัย และคณะ, รัฐศาสตรท ่วั ไป, หนา ๑๘๑-๑๘๒.