พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๙๓
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นตรี ไดแก พิจิตร นครสวรรค
หวั เมอื งชน้ั นอก ในสมัยกรงุ ธนบุรี ระดับเมืองชนั้ จตั วาไดแ ก ไชยบาดาล ชลบุรไี ชยบาดาล๘
หัวเมืองประเทศราช เปนเมืองตางชาติตางภาษาที่อยูหางไกลออกไปติดชายแดน
ประเทศอื่น มีกษัตริยปกครอง แตตองไดรับการแตงต้ังจากกรุงธนบุรี ประเทศเหลานั้น ประมุข
ของแตล ะประเทศจัดการปกครองกันเอง แตตองสงตนไมเงินตนไมทองและเครื่องราชบรรณาการ
มาใหตามท่ีกําหนด หัวเมืองประเทศราช ในสมัยกรุงธนบุรี ไดแก เชียงใหม (ลานนาไทย) ลาว
(หลวงพระบาง,เวียงจนั ทน, จาํ ปาศกั ดิ์) กัมพชู า (เขมร) และนครศรีธรรมราช
2. เศรษฐกจิ สมัยกรงุ ธนบรุ ี
การเสียกรุงคร้ังที่ ๒ กอใหเกิดความเสียหายยอยยับแกเศรษฐกิจไทย นอกเหนือจาก
ชาวไทยตอ งบาดเจบ็ ลมตายในสงครามกบั พมาหลายหม่ืนคนแลว ผูรอดชีวติ จํานวนมากตองอพยพ
หนีตายในสภาพอดอยากยากแคน บางสวนอพยพหนีเขาปา บางสวนซัดเซพเนจรหาท่ีพักพิงใหม
เมื่ออดอยากหนกั เขา จึงใชว ิธีปลนสะดมฆาฟนกันเพื่อความอยูรอด บางก็ลมตายเพราะขาดอาหาร
หรือไมก ็ตายเพราะโรคระบาด พลเมอื งบางสวนก็หนไี ปพึง่ พระบารมพี ระเจากรุงธนบุรี
หลังจากท่ีพระเจาตากสินไดทรงสถาปนากรุงธนบุรีเปนราชธานีแลวไดดําเนินวิธีการ
ฟน ฟดู า นเศรษฐกิจดังน้ี
๑) ทรงสละพระราชทรัพยซื้อขาวสารจากตางชาติท่ีนํามาขาย แลวนําไปแจกจายใหกับ
ราษฎรเพื่อแกป ญ หาเฉพาะหนา
๒) ทรงเรงรดั การทาํ นา เพอื่ ใหมีขาวบริโภคเพียงพอ โดยการสนับสนุนใหขาราชการทํา
นาปรงั
๓) ทรงสงเสริมการคาขายกับตางประเทศ เพ่ือนํารายไดมาใชเก่ียวกับการทําสงคราม
และบรู ณปฏิสังขรณว ัดวาอาราม รายไดเ กีย่ วกบั การคา กับตา งประเทศ ไดแ ก การเก็บภาษีเบิกรอง
หรอื คา ปากเรอื ภาษีขาเขา – ภาษขี าออก
๔) ทรงดําเนินนโยบายประหยัด โดยการใชของท่ีเปนเคร่ืองอุปโภค บริโภค ใหคุมคา
มากทส่ี ดุ
แมวาพระเจาตากสินจะพยายามแกไขปญหาเศรษฐกิจของประเทศ แกไขปญหาความ
อดอยากของประชาชน แตกย็ ังไมประสบผลสาํ เรจ็ นกั เปนเพราะสาเหตุดงั ตอ ไปน้ี
๑) มสี งครามตลอดรชั กาล ทาํ ใหราษฎรไมม เี วลาทํามาหากนิ
๘ รศ.ดนยั ไชยโยธา, การเมอื งการปกครองของไทย, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพโอเดียนสโตร,
๒๕๔๘), หนา ๑๒๕-๑๖๐
๙๔ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๒) เกิดภัยธรรมชาติ เชน พ.ศ.๒๓๑๑ – พ.ศ.๒๓๑๒ฝนแลงติดตอกัน ทํานาไมไดผล ท่ี
พอทําไดบ างก็ถูกหนูกัดกินขาวในนาและยุงฉาง รวมท้ังทรัพยสินสิ่งของท้ังปวงเสียหาย จึงมีรับส่ัง
ใหร าษฎรดักหนูนามาสง กรมพระนครบาล ทําใหเหตกุ ารณส งบลงไปได
๓) ผูคนแยกยายกระจัดกระจายกนั ยังไมมารวมกันเปน ปก แผน
๔) พอคาชาติตางๆยังไมกลามาลงทุน เพราะสภาพการณบานเมืองไมนาวางใจนัก อีก
ประการหนงึ่ เกรงจะถกู ยึดทรัพยส ินเปน ของหลวง การแกไขปญหาเศรษฐกิจไมคอยไดผลนัก ท้ังน้ี
เพราะตองทําควบคูไปกับการทําสงครามดวย แมกระน้ันพระเจาตากสินก็พยายามสงเสริมการคา
ขายกับตางประเทศ โดยสงเสริมการตอเรือพาณิชย อันเปนผลใหมีหนทางเก็บภาษีเขา
ทองพระคลัง เรือคาขายจากเมืองจีนมาติดตอบอยคร้ัง ใน พ.ศ.๒๓๒๔คณะทูตจากกรุงธนบุรี
เดนิ ทางไปเมอื งกวางตุง นาํ พระราชสาสนไปเจรญิ ทางพระราชไมตรแี ละไดเจรจาเร่ืองการคา ดวย
2. การปรับปรุงฟน ฟปู ระเทศดานการศึกษาและศาสนาสมัยกรงุ ธนบุรี
การศึกษาสมัยกรุงธนบุรีมีศูนยกลางอยูที่วัดกับวัง โดยวัดจะเปนสถานศึกษาสําหรับ
ราษฎรท่ัวไป ซ่ึงสวนใหญจะเปนเด็กผูชายเพราะตองไปศึกษาและพักอยูกับพระท่ีวัด วิชาที่เรียน
ไดแก การอาน เขียนภาษาไทย ภาษาบาลี – สันสกฤต และวิชาเลข ซึ่งสามารถนําไปใชใน
ชวี ติ ประจาํ วนั สว นวงั เปน สถานศึกษาสาํ หรบั บุตรของพระบรมวงศานุวงศ และขุนนางผูใหญ วิชา
ท่ีเรียนสวนใหญเนนเร่ืองการปกครอง วิชาการปองกันตัว เพ่ือเตรียมรับราชการตอไปในอนาคต
สวนวิชาชีพน้ันจะเปนการศึกษากับพอแม คือ พอแมประกอบอาชีพอะไร ก็มักจะถายทอดให
ลกู หลานทาํ ตอ เชน วชิ าแพทยแ ผนโบราณ หรือวชิ าชางตางๆ สว นเด็กผหู ญิงจะเรียนเพื่อเตรียมตัว
เปนแมบานแมเรือนในอนาคต ดังน้ันการเรียนของเด็กผูหญิงจะเรียนอยูกับบาน มีแมเปนผูสอน
วชิ าท่ีเรียน เชน การเย็บปก ถักรอ ย ทาํ กับขา ว การฝกอบรมมารยาทของสตรี โดยพอแมไมนิยมให
ผูหญิงเรียนหนงั สือ
3. การปรับปรุงฟน ฟปู ระเทศดานศาสนาสมัยกรงุ ธนบรุ ี
พระพุทธศาสนาตกตํ่ามากในชวงการเสียกรุงศรีอยุธยาคร้ังท่ี ๒เมื่อพระเจาตากสินขึ้น
ครองราชยพระองคทรงต้ังพระทัยจะฟนฟูพระพุทธศาสนาอยางแนวแน พระราชภารกิจทางดาน
ศาสนา ไดแก
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๙๕
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๑) นมิ นตพ ระภิกษุสงฆท ี่อยูต ามท่ตี างๆใหม าประชุมกันท่ีวัดบางหวาใหญ (วัดระฆังโฆษิ
ตาราม) แตงต้ังเจาอาวาสวัดประดูข้ึนเปนพระสังฆราช และตั้งพระราชาคณะใหปกครองพระ
อารามตา งๆในเขตกรงุ ธนบุรี
๒) ในคราวเสด็จไปปราบชมุ นุมเจานครศรีธรรมราช พระองคเสด็จบําเพ็ญพระราชกุศล
ท่ีพระอารามวัดพระศรมี หาธาตุ เมอื งนครศรธี รรมราช และใหเชิญพระไตรปฎกข้ึนมายังกรุงธนบุรี
เพอ่ื คัดลอกจารไวทกุ หมวด แลว เชญิ กลบั ไปนครศรธี รรมราชตามเดิม
๓) เมอื่ เสด็จหัวเมอื งเหนอื พระเจาตากสินก็ทรงแตงตงั้ พระราชาคณะตามหัวเมืองตางๆ
และโปรดใหรวบรวมพระไตรปฎกทางหัวเมืองเหนือมาสอบชําระที่กรุงธนบุรี แลวใหสงกลับไปใช
เปน ฉบบั หลวง
๔) ทรงอุปถมั ภพระภกิ ษุ สามเณร ทรงบําเพ็ญพระราชกศุ ลทางศาสนาเปน ประจาํ
๕) ปฏิสังขรณวัดวาอารามหลายแหง เชน วัดบางย่ีเรือใต (วัดอินทาราม)อันเปนพระ
อารามหลวง และประดิษฐานพระอัฐิสมเด็จพระพันปหลวงกรมพระเทพามาตย นอกจากน้ีเมื่อ
คร้ังสมเด็จเจา พระยามหากษัตริยศกึ เปนแมท ัพไปตีเมอื งเวียงจันทรใน พ.ศ.๒๓๒๑ไดอัญเชิญพระ
แกว มรกตมาประดิษฐานไวใ นกรงุ ธนบุรดี วย
4. สภาพสงั คมไทยสมยั กรงุ ธนบุรี
สภาพสังคมไทยสมัยกรุงธนบุรี มีลักษณะคลายคลึงกับสมัยอยุธยา คือมีการแบงชนชั้น
ออกเปน
๑) พระมหากษตั ริย เปน ชนชนั้ สูงสดุ ในสงั คม
๒) พระบรมวงศานุวงศ
๓) ขุนนางขา ราชการ
๔) ไพร เปนชนชั้นที่มมี ากทีส่ ุดในสังคม
๕) ทาส เปนชนชนั้ ตา่ํ สดุ ในสังคม ถูกเอารดั เอาเปรยี บจากนายเงินมาก
สังคมไทยสมัยกรุงธนบุรีถูกควบคุมอยางเขมงวดมาก ดวยเปนเวลาท่ีบานเมืองอยูใน
ระหวา งอันตรายเพิง่ กอบกูเ อกราชคืนมาได ท้งั ประสบความเสยี หายอยา งใหญหลวง ผูคนหลบหนี
เขา ปาอยางมากมาย ถูกกวาดตอ นไปพมา กม็ มี าก นอกนั้นตางก็พยายามเอาตัวรอดโดยการต้ังเปน
กก เปนเหลา ครั้นกูกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาไดก็ยังตองระมัดระวังภัยจากพมาท่ีจะมาโจมตีอีก
การควบคุมกําลังคนจึงมีความสําคัญมาก เพราะถามีผูคนนอย ก็จะทําใหพายแพแกขาศึกศัตรูได
ผคู นในกรงุ ธนบุรถี กู ควบคมุ โดยการสักเลก ผูท ่ีถูกสกั เลกท้ังหลายเรียกกันวาไพรหลวง ซึ่งมีหนาท่ี
รับราชการปละ ๖เดือน โดยมาทําราชการหนึ่งเดือน และหยุดพักผอนไปทํามาหากินหน่ึงเดือน
๙๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
สลับกันไป ซง่ึ สมัยกอ นเรียกวา เขา เดอื นออกเดือน มไี พรห ลวงอีกพวกหน่ึงเรียกวาไพรสวย คือเปน
ไพรที่สงสวยเปนส่ิงของหรือเงินแทนการรับใชแรงงานแกทางราชการ สวนไพรสมเปนไพรที่สังกัด
มลู นายรบั ใชแ ตเจา นายของตนเอง เพราะพวกนถ้ี ูกแยกเปน อกี พวกหนึ่งเด็ดขาดไปเลย แตบางคร้ัง
ไพรสมก็ถูกแปลงมาเปนไพรหลวงไดเหมือนกัน การสักเลกก็เพ่ือเปนการลงทะเบียนชายฉกรรจ
เปนไพรห ลวงเพ่อื ปอ งกันการหลีกเล่ียงและหลบหนี๙
๔.๕ สมัยกรุงรตั นโกสินทรต อนตน พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๔๗๕๑๐
1. การดําเนนิ การดา นการปกครอง
ระเบียบบริหารราชการแผนดนิ ทพ่ี ระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรง
ใชในการปกครองประเทศนั้น ทรงเอาแบบอยางซึ่งมีมาต้ังแตสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแหง
กรุงศรีอยุธยา กลา วคือ พระมหากษตั รยิ ทรงมีอํานาจสูงสุดและเด็ดขาดในการปกครองประเทศ มี
อัครมหาเสนาบดี ๒ตําแหนง คือ สมุหพระกลาโหม และ สมุหนายก ตําแหนงสมุหนายก มี
เสนาบดี ๔ตําแหนง ท่ีเรียกวา จตุสดมภ ขึ้นอยูในบังคับบัญชาโดยตรงท่ีแตกตางออกไปคือ ทรง
แบงการปกครองพระราชอาณาเขตออกเปน ๓สวน ไดแก การปกครองสวนกลาง การปกครอง
สว นหวั เมือง และการปกครองเมอื งประเทศราช
2. การปกครองสว นกลาง
สมุหพระกลาโหม มียศและพระราชทินนามวา เจาพระยามหาเสนา ใชตราคชสีหเปน
ตราประจาํ ตําแหนงมีอาํ นาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝายใตทั้งดานการทหารและพลเรือน สมุหนายก
มียศและพระราชทินนามไมทรงกําหนดแนนอน ที่ใชอยูไดแก เจาพระยาจักรี บดินทรเดชานุชิต
รัตนาพิพิธ ฯลฯ ใชตราราชสีหเปนตราประจําตําแหนง มีอํานาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝายเหนือ
และอีสานท้งั ดา นการทหารและพลเรอื น
3. จตสุ ดมภ มดี ังนี้
๑) กรมเวียง หรือ กรมเมือง เสนาบดี คือ เจาพระยายมราช มีตราพระยมทรงสิงหเปน
ตราประจําตาํ แหนง มีหนา ที่ดแู ลกิจการทั่วไปในพระนคร
๙ การการเมืองไทยสมัยธนบุรี/ แหลงที่มา,ออนไลน www. f๖๕๖.wordpress.com/สืบคน ๒๑
มิถนุ ายน ๒๕๖๐
๑๐ การปกครองสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน, [ออนไลน]. แหลงที่มา: www.thaigoodview.
com/node/๔๕๔๙๐ [๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๖๐].
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๙๗
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๒) กรมวัง เสนาบดี คือ พระยาธรรมา ใชตราเทพยดาทรงพระนนทิการ (พระโค) เปน
ตราประจาํ ตาํ แหนง มหี นาที่ดแู ลพระราชวังและตั้งศาลชาํ ระความ
๓)กรมคลงั หรอื กรมทา ใชต ราบัวแกว เปน ตราประจําตาํ แหนง มเี สนาบดีดํารงตําแหนง
ตามหนา ทร่ี ับผดิ ชอบคอื
- ฝา ยการเงนิ ตําแหนงเสนาบดีคอื พระยาราชภกั ดี
- ฝายการตา งประเทศ ตําแหนง เสนาบดคี ือ พระยาศรพี ิพัฒน
- ฝายตรวจบญั ชีและดแู ลหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ตําแหนงเสนาบดีคือ พระยาพระ
คลัง
๔) กรมนา เสนาบดีมีตาํ แหนง พระยาพลเทพ ใชตราพระพิรุณทรงนาค เปนตราประจํา
ตําแหนง มีหนา ทดี่ ูแลนาหลวง เกบ็ ภาษขี าว และพิจารณาคดคี วามเก่ยี วกบั ท่ีนา
4. การปกครองหัวเมือง คือ การบริหารราชการแผนดินในหัวเมืองตางๆ ซ่ึงแบง
ออกเปน หัวเมืองชนั้ ในและหวั เมอื งชนั้ นอก
หัวเมืองช้ันใน (เดิมเรียกวา เมืองลูกหลวง หรือ เมืองหนาดาน) ไดแก หัวเมืองที่
กระจายอยูรายลอมเมืองหลวง ถือเปนเมืองบริวารของเมืองหลวง ไมมีศักด์ิเปนเมืองอยางแทจริง
เพราะไมมี เจา เมอื ง มีเพยี ง ผูร้งั (ซ่ึงไมม ีอาํ นาจอยา งเจาเมอื ง จะตองฟงคําสง่ั จากเมืองหลวง)
หัวเมืองชั้นนอก ไดแก เมืองท้ังปวง(นอกจากเมืองหลวง เมืองช้ันใน และเมืองประเทศ
ราช) เมืองเหลานี้จัดแบงระดับเปนเมืองชั้น เอก โท ตรี ตามขนาด จํานวนพลเมืองและ
ความสําคัญ แตละเมืองยังอาจมีเมืองเล็กๆ(เมืองจัตวา) อยูใตสังกัดไดอีกดวย เจาเมืองของเมือง
เหลาน้ี มีอํานาจสิทธ์ิขาดในเมืองของตน แตตองปฏิบัติตามพระบรมราชโองการและนโยบายของ
รฐั บาลที่เมอื งหลวง ตามเขตการรับผิดชอบคือ
หัวเมืองเหนือและอสี าน อยใู นความรบั ผิดชอบของสมุหนายก
หัวเมอื งใต (ตั้งแตเ มอื งเพชรบุรีลงไป) อยใู นความรับผิดชอบของ สมหุ พระกลาโหม
หัวเมืองชายทะเลตะวันออก (นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สาครบุรี ชลบุรี
บางละมุง ระยอง จันทบรุ ี และตราด) อยูในความรับผดิ ชอบของ เสนาบดีกรมพระคลัง คือ พระ
ยาพระคลัง
5. การแตงตง้ั เจา เมอื ง ถลาง และ
เมืองเอก ไดแก เมืองพิษณุโลก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช
สงขลา พระมหากษัตรยิ ท รงแตง ต้งั เอง
เมอื งโท ตรี และจัตวา เสนาบดีผรู บั ผดิ ชอบเปนผแู ตงต้ัง
๙๘ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
6. การปกครองเมืองประเทศราช
เมอื งประเทศราชของไทยไดแ ก
๑) ลานนาไทย (เชียงใหม ลาํ พูน ลาํ ปาง เชยี งแสน)
๒) ลาว (หลวงพระบาง เวียงจนั ทน จําปาศักดิ์)
๓) เขมร
๔) หัวเมืองมลายู (ปตตานี ไทรบรุ ี กลนั ตัน ตรงั กานู)
เมอื งประเทศเหลาน้ีมเี จา เมืองเดิมเปนผูปกครอง แตมีความผูกพันตอราชธานี คือ การ
สงเคร่ืองราชบรรณาการ ตนไมเงิน ตนไมทอง ตามกําหนดเวลา และชวยราชการทหารตามแต
กรงุ เทพฯ หรือ ราชธานี จะมีใบบอกแจงไป ภารกิจของราชธานี (กรุงเทพฯ) คือ ปกปองดูแลมิให
ขาศกึ ศัตรูโจมตเี มอื งประเทศราช
7. การชาํ ระแกไ ขปรับปรุงกฎหมาย
พระราชกรณียกิจท่ีเกี่ยวกับการปกครองที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ซ่ึงพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ไดโปรดใหดําเนินการนอกเหนือไปจากการปรับปรุงแกไข
ระเบียบการบริหารราชการแผนดิน ไดแก การรวบรวมและชําระกฎหมายเกา ที่ใชกันมาต้ังแต
สมัยอยุธยา เมื่อไดชําระเรียบรอยแลวโปรดเหลาฯใหอาลักษณคัดลอกไวเปน ๓ฉบับ ทุกฉบับ
ประทับ ตราคชสีห ตราราชสีห และตราบัวแกว ซ่ึงเปนตราประจําตําแหนงสมุหพระ
กลาโหม สมุหนายกและพระยาพระคลัง ตามลําดับ เสนาบดีท้ังสามเปนผูมีอํานาจหนาท่ีในการ
ปกครอง ดูแลหัวเมืองท่ัวพระราชอาณาจักร กฎหมายฉบับนี้จึงมีช่ือเรียกวา “กฎหมายตราสาม
ดวง” หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา ประมวลกฎหมายรัชกาลท่ี ๑ ไดใชเปนหลักในการปกครอง
ประเทศมาจนถึงรัชกาลท่ี ๕ กอ นท่จี ะมกี ารปฏิรปู กฎหมายและการศาลตามแบบสากล
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๕ เสด็จครองราชยสมบัติเดือน ตุลาคม
๒๔๑๑ น้ัน๑๑ การลาอาณานิคมของมหาอํานาจตะวันตกกําลังเปนท่ีหวาดหวั่นสะพรึงกลัวตอ
ประเทศตาง ๆ ในทวีปเอเชียทุกประเทศ และเปนเครื่องผลักดันใหลนเกลารัชกาลที่ ๕ ตองทรง
ตัดสินพระทัยเลือกวิถีทางการเมืองการปกครองและการทหารที่ทรงเชื่อม่ันวาเหมาะสมกับกาล
สมัยมากท่สี ุด อยางนอ ยกส็ ามารถรกั ษาความเอกราชของชาตไิ ด
๑๑ รศ.นันทา กปล กาญจน, การวิเคราะหในเชิงประวตั ศิ าสตร เรื่องการเมอื งการปกครองในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหวั , (กรงุ เทพมหานคร: สาํ นกั พิมพโอเดยี นสโตร, ๒๕๓๘), หนา ๒๓
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๙๙
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๕ ไดทรงยกเลิกตําแหนงอักครเสนาบดี ๒
ตําแหนง คือ สุมหกลาโหมและสมุกหนายก รวมท้ังจตุสดมภ และต้ังกระทรวงใหม ๑๒
กระทรวงคือ๑๒
๑. กระทรวงมหาดไทย บงั คบั หวั เมอื งฝายเหนอื และเมอื งลาว
๒. กระทรวงกลาโหม บังคับบญั ชาหัวเมือง มาลายา
๓. กระทรวงตางประเทศ
๔. กระทรวงวงั วาการในพระราชวงั
๕. กระทรวงเมืองหรอื นครบาล การจดั การเร่ืองตํารวจ ราชทณั ฑ
๖. กระทรวงเกษตราธกิ าร วา การเกย่ี วกับการเพาะปลกู เหมืองแร ปา ไม
๗. กระทรวงการคลัง วา การภาษอี ากร และงบประมาณแผน ดนิ
๘. กระทรวงยุตธิ รรม จกั การเรอื่ งชาํ ระคดี และศาล
๙. กระทรวงยุทธนาธกิ าร จัดการเร่อื งการทหาร
๑๐. กระทรวงธรรมการ วาการเรอ่ื งการศึกษา การสาธารณสขุ และสงฆ
๑๑. กระทรวงโยธาธิการ วาเร่ืองการกอสราง ถนน คลอง การชาง ไปรษณียโทร
เลข และรถไฟ
๑๒. กระทรวงมรุ ธาธิการ เกี่ยวกับการรักษาตราแผน และงานระเบยี บสารบรรณ
ตอมาสมัยในรัชกาลท่ี ๖ พระองคทรงปรับปรุงการปกครองสวนภูมิภาค เชน การ
เรียกช่ือขาหลวงเทศาภิบาลมาเห็นสมุหเทศาภิบาล นอกนั้น ยังโปรดใหรวมมณฑลหลายมณฑล
เขาดวยกันเปนภาค แตละภาคีมีอุปราชเปนผูบังคับบัญชา มีการปรับปรุงฝายตุลาการโดยโอน
ศาลฏกี าทขี่ ึ้นอยูกบั องคพระมหากษัตรยิ ม าข้ึนกบั กระทรวงยตุ ิธรรมเปน ตน
นอกนั้น รัชกาลที่ ๖ ผูทรงไดรับการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยออกซฟอรด ประเทศ
อังกฤษ ซ่ึงเปนประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยทีพระมหากษัตริยเปนประมุขใน
รัฐธรรมนญู ๑๓
๑๒ รศ.สขุ ุม นวลสกลุ และ รศ.วศิ ิษฐ ทวีเศรษฐ, การเมอื งการปกครองไทย,(กรุงเทพมหานคร:
สํานกั พมิ พมหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, ๒๕๔๑), หนา ๕๑.
๑๓ ผศ.บังอร กิลกาญจน,ประวัติศาสตรไทย,กรุงเทพมหานคร: โอเอส.พร้ินติ้งเฮาส, ๒๕๓๘ หนา
๒๘๙-๒๙๙
๑๐๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
๔.๖ สมยั เปล่ยี นแปลงการเมืองการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ - ปจจุบัน
ภายหลัง การปฏิรูปการปกครองและการปฏิรูปการศึกษาในรัชกาลท่ี ๕พระองคไดมี
กระแสความคิดท่ีจะใหประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมาย สูงสุดในการ
ปกครองประเทศ โดยมีรัฐสภาเปนสถาบันหลักที่จะใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครองมากขึ้น
เปน ลําดับ จนกระทั่งไดมีคณะนายทหารชุดกบฏ ร.ศ.๑๓๐ซึ่งมีความคิดท่ีปฏิบัติการใหบรรลุ
ความมุงหมายดังกลาว แตไมทันลงมือกระทําการก็ถูกจับไดเสียกอนเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ในตนรัชกาล
ท่ี ๖ อยางไรก็ตาม เสียงเรียกรองใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครองก็ยังคงมีออกมาเปนระยะๆ
ทางหนา หนงั สอื พิมพ แตย งั ไมผ ลตอ การเปลยี่ นแปลงใดๆ มากนัก นอกจากการปรับตัวของรัฐบาล
ทางดานการเมืองการปกครองใหทันสมัยยิ่งข้ึนกวาเดิมเทาน้ัน แตก็ยังไมไดมีการประกาศใช
รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสงู สดุ ในการปกครองประเทศแตประการใด จนกระทั่งในสมัยรัชกาลท่ี ๗
ไดมีคณะผูกอการภายใตการนําของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งไดกอการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองเปนผลสําเร็จใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึง
เปน การเปลยี่ นแปลงทางการเมืองที่สาํ คญั ของประวัตศิ าสตรช าติไทย
1. สภาพการณโดยทวั่ ไปของบา นเมอื งกอ นเกดิ การเปลย่ี นแปลงการปกครอง
๑) สภาพการณทางสังคม
สังคมไทยกาํ ลังอยใู นชว งเวลาของการเปล่ยี นแปลงเขาสคู วามทันสมัยตามแบบตะวันตก
ในทุกๆ ดาน อันเปนผลสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปแผนดินเขาสูความทันสมัยในรัชกาลท่ี ๕ (พ.ศ.
๒๔๑๑-๒๔๕๓) ความจริงแลวสังคมไทยเร่ิมปรับตัวใหเขากับกระแสวัฒนธรรมตะวันตกมาต้ังแต
สมัยรชั กาลที่ ๔ภายหลังไดทําสนธิสัญญาบาวริงกับอังกฤษใน พ.ศ.๒๓๙๘และกับประเทศอ่ืนๆใน
ภาคพ้ืนยุโรปอีกหลายประเทศ และทรงเปดรับรับประเพณีและวัฒนธรรมของตะวันตก เชน การ
จ า ง ช า ว ต ะ วั น ต ก ใ ห เ ป น ค รู ส อ น ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ แ ก พ ร ะ ร า ช โ อ ร ส แ ล ะ พ ร ะ ร า ช ธิ ด า ใ น
พระบรมมหาราชวัง การใหขา ราชการสวมเสื้อเขาเฝา การอนญุ าตใหช าวตางประเทศเขาเฝาพรอม
กบั ขนุ นางขา ราชการไทยในงานพระบรมราชาภิเษก เปนตน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ไดทรงดําเนินพระ
บรมราโชบายปลดปลอยไพรใหเปนอิสระและทรงประกาศเลิกทาสใหเปนไทแกตนเอง พรอมกัน
น้ันยังทรงปฏิรูปการศึกษาตามแบบตะวันตก เพ่ือใหคนไทยทุกคนไดรับการศึกษาถึงข้ันอานออก
เขียนไดและคิดเลขเปน ไมวาจะเปนเจานาย บุตรหลานขุนนาง หรือราษฎรสามัญชนท่ีพนจาก
ความเปนไพรหรือทาส ถาบุคคลใดมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็จะมีโอกาสเดินทางไปศึกษาตอยัง
ประเทศตะวันตกโดยพระบรมราชานุเคราะหจากผลการปฏิรูปการศึกษา ทําใหคนไทยบางกลุมที่
ไดรับการศึกษาตามแบบตะวันตก เริ่มรับ เร่ิมรับเอากระแสความคิดเก่ียวกับการเมืองสมัยใหม ที่
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๐๑
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ยึดถือรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากตะวันตก และมีความ
ปรารถนาทจี่ ะเห็นการเปลี่ยนแปลงการปกคราองเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังจะเห็นไดจากคํากราบ
บังคมทูลถวายถึงความคิดเห็นในการเปล่ียนแปลงการปกครองของคณะเจานายและขาราชการใน
พ.ศ.๒๔๒๗ (ร.ศ.๑๐๓) หรือการเรียกรองใหมีการปกครองในระบบรัฐสภาของ "เทียนวรรณ”
(ต.ว.ส. วัณณาโภ) ในหนาหนังสือพิมพในสมัยรัชกาลที่ ๕เปนตน และกระแสความคิดน้ีก็ดําเนิน
สบื เน่ืองมาโดยตลอดในหมูผูนําสมัยใหมที่ไดรับการศึกษาจากประเทศตะวันตก และจากผูที่ไดรับ
การศึกษาตามแบบตะวันตก อยางไรก็ตามกลุมผูนําสมัยใหมบางสวนท่ีไดรับผลประโยชนจาก
ระบบราชการสมัยใหมท่ตี นเองเขา ไปมีหนา ทีร่ บั ผิดชอบอยู ก็ถูกระบบราชการดูดกลืนจนปฏิเสธที่
จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสมัยใหมในระยะเวลาอันใกล เพราะมีความเห็นวา
ประชาชนชาวไทยยังขาดความพรอมท่ีจะรบั การเปลย่ี นแปลง สมัยรัชกาลท่ี ๕ ทรงปฏิรูปประเทศ
เขาสูความทันสมัย สังคมไทยก็เริ่มกาวเขาสูความมีเสรีในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น โดยเริ่ม
เปดโอกาสสื่อมวลชนเสนอความคิดเห็นตอสาธารณชนไดคอนขางเสรี ดังน้ันจึงปรากฏวา
ส่ือมวลชนตางๆ เชน น.ส.พ.สยามประเภท, ตุลวิภาคพจนกิจ, ศิริพจนภาค, จีนโนสยามวารศัพท
ซ่งึ ตีพมิ พจําหนา ยในรัชกาลที่ ๕น.ส.พ. บางกอกการเมือง ซ่ึงพิมพจําหนายในสมัยรัชกาลท่ี ๖และ
น.ส.พ.สยามรวี ิว ซงึ่ พิมพจาํ หนายในสมยั รัชกาลท่ี ๗ไดเรียกรองและช้ีนําใหมีการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองประเทศไปสูระบบรฐั สภา โดยมรี ัฐธรรมนูญเปนหลักในการปกครองประเทศอยางตอเนื่อง
อยางไรกต็ าม เน่อื งจากการปลดปลอ ยไพรและทาสใหเปนอิสระในสมัยรัชกาลท่ี ๕ไดผานพนไปได
เพียง ๒๐ปเศษ ดังน้ันสภาพสังคมสวนใหญในสมัยรัชกาลท่ี ๗กอนที่จะเกิดการเปล่ียนแปลงการ
ปกครอง จึงยังตกอยูภายใตอิทธิพลของวัฒนธรรมในระบบเจาขุนมูลนาย นอกจากนี้คนสวนนอย
ยังคงมฐี านะ สิทธิ ผลประโยชนตางๆ เหนอื คนไทยสว นใหญ คนสวนใหญมักมีความเห็นคลอยตาม
ความคิดที่สวนนอยซึ่งเปนชนช้ันนําของสังคมไทยช้ีนํา ถาจะมีความขัดแยงในสังคมก็มักจะเปน
ความขดั แยงในทางความคดิ และความขัดแยงในเชิงผลประโยชนในหมูชนชั้นนําของสังคมท่ีไดรับ
การศึกษาจากประเทศตะวันตก มากกวาจะเปนความขัดแยงระหวางชนช้ันผูนําของสังคมไทยกับ
ราษฎรทวั่ ไป
๒) สภาพการณทางเศรษฐกิจ
ในสมัยรัชกาลท่ี ๔ ไดเริ่มมีการสงขาวออกไปขายยังตางประเทศมากขึ้น เพราะระบบ
การคาท่ีเปล่ียนแปลงไปและความตองการของตลาดโลก ชาวนาจึงหันมาปลูกขาวเพื่อสงออกมา
ขึน้ ทําใหมีการปลูกพืชอ่ืนๆ นอยลง ผลผลิตท่ีเปนอตุ สาหกรรมในครัวเรือนก็ลดลงดวยบางท่ีก็เลิก
ผลิตไปเลย เพราะแรงงานสว นใหญจะนาํ ไปใชในการผลติ ขาวแทน
สมัยรัชกาลที่ ๕ พระองคทรงเห็นวาถึงแมรายไดของแผนดินจะเพ่ิมพูนมากข้ึนอันเปน
ผลมาจากระบบเศรษฐกิจเปล่ียนไป แตการที่ระบบการคลังของแผนดินยังไมรัดกุมพอ ทําใหเกิด
๑๐๒ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
การร่ัวไหลไดงาย จังทรงจัดการปฏิรูปการคลังโดยจัดต้ังหอรัษฎากรพิพัฒนข้ึน เพื่อการปรับปรุง
และการจัดระบบภาษีใหท ันสมยั ใน พ.ศ.๒๔๑๖ มกี ารประกาศใชพระราชบญั ญัติงบประมาณ พ.ศ.
๒๔๓๔ เริ่มโครงการปฏิรูปเงินตราใหม พ.ศ.๒๔๔๒ จัดการสงเสริมการเกษตรและการผลิตเพ่ือ
การสงออกใหมากข้ึน ปรับปรุงการคมนาคมใหทันสมัยโดยการสรางทางรถไฟ ตัดถนนสายตางๆ
ขุดคลอง เพื่อใหเกิดความสะดวกในการคมนาคม การขนสงสินคาและผลผลิต ซึ่งผลการปฏิรูป
เศรษฐกิจในสมัยรัชกาลท่ี ๕ ทําใหรายไดของประเทศเพิ่มมากขึ้น ๑๕ ลานบาทใน พ.ศ.๒๔๓๕
เปน ๔๖ ลานบาทใน พ.ศ.๒๔๔๗ โดยไมไดเพ่ิมอัตราภาษีและชนิดของภาษีขึ้นอยางใด ทําใหเงิน
กองคลังของประเทศ ซึ่งเคยมีอยูประมาณ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท ใน พ.ศ.๒๔๓๗ เพิ่มเปน
๓๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทใน พ.ศ.๒๔๔๔
สมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๘) ไดมีการสงเสริมธุรกิจดานอุตสาหกรรม
ปูนซีเมนต กิจการไฟฟา มีการจัดตั้งบริษัทพาณิชยนาวีสยาม สงเสริมดานชลประทานและการ
บํารุงพันธุขาว จัดต้ังธนาคารออมสิน สรางทางรถไฟเพิ่มเติมจากเดิม ทั้งน้ีเพื่อหวังผลทาง
เศรษฐกิจท่ีเจริญกาวหนาย่ิงข้ึน แตเนื่องจากไดอุทกภัยใน พ.ศ.๒๔๖๐ และเกิดฝนแลงใน พ.ศ.
๒๔๖๒ ทาํ ใหก ารผลติ ขาวอนั เปนที่มาของรายไดหลักของประเทศประสบความเสียหายอยางหนัก
สงผลกระทบตอภาวะการคลังของประเทศอยางไมมีทางหลีกเล่ียง ทําใหงบประมาณรายจายสูง
กวา รายรบั มาโดยตลอดระหวาง พ.ศ.๒๔๖๕-๒๔๖๘
สมยั รัชกาลท่ี ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๕) พระองคไ ดทรงแกป ญ หาเศรษฐกิจอยางเต็มพระ
สตกิ าํ ลังความสามารถ โดยทรงเสียสละดวยการตัดทอนรายจายในราชสํานัก เพื่อเปนตัวอยางแก
หนวยราชการตางๆ โดยโปรดใหลดเงินงบประมาณรายจายสว นพระองค จากเดิมปละ ๙ ลานบาท
เหลือปละ ๖ ลานป พ.ศ.๒๔๖๙ และมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีศุลกากรใหมหลายอยาง ทําให
งบประมาณรายรบั รายจา ยเกิดความสมดุล พ.ศ.๒๔๗๒-๒๔๗๔ เศรษฐกิจโลกเร่ิมตกตํ่าอันเปนผล
เน่ืองมาจากสงครามโลกครงั้ ท่ี ๑ จึงสงผลกระทบตอประเทศโดยตรง ทําใหงบประมาณรายจายสูง
กวารายรับเปนจํานวนมาก รัชกาลท่ี ๗ ไดทรงดําเนินนโยบายตัดทอนรายจายอยางเขมงวดท่ีสุด
รวมทั้งปลดขาราชการออกจากตําแหนงเปนจํานวนมากเพื่อการประหยัด ตลอดจนจัดการยุบ
มณฑลตางๆทวั่ ประเทศ งดจายเบ้ยี เลีย้ งและเบ้ียกันดารแกขาราชการ ประกาศใหเงินตราของไทย
ออกจากมาตรฐานทองคํา และกําหนดคาเงินตราตามเงินปอนดสเตอรลิง รวมทั้งการประกาศเพ่ิม
ภาษีราษฎรโดยเฉพาะขาราชการซ่ึงจะตองเสียภาษีที่เรียกวา ภาษเงินเดือน แตถึงแมวาจะทรง
ดําเนินนโยบายแกไขปญหาเศรษฐกิจดวยการประหยัดและตัดทอนรายจายตางๆ รวมทั้งการเพิ่ม
ภาษบี างอยา งแลว แตสถานการณทางเศรษฐกจิ ก็ยงั ไมไ ดเปลยี่ นแปลงในทางท่ดี ีข้นึ
พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๐๓
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
๓) สภาพการณทางการเมอื ง
สภาพการณทางการเมืองและการปกครองของไทยกําลังอยูในระยะปรับตัวเขาสูแบบ
แผนการปกครองของตะวันตก เห็นไดจากพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริยไทยทุกพระองค
ภายหลังท่ีไทยไดมีการติดตอกับประเทศตะวันตกอยางกวางขวาง นับต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี ๔-๗
สมยั รัชกาลที่ ๔ ยังไมไดทรงดําเนินนโยบายปรับปรุงการปกครองใหเปนแบบตะวันตก แตก็ทรงมี
แนวพระราชดําริโนมเอียงไปในทางเสรีนิยม เชน ประกาศใหเจานายและขาราชการเลือกตั้ง
ตําแหนงมหาราชครูปุโรหิตและตําแหนงพระมหาราชครูมหิธร อันเปนตําแหนงตุลาการที่วางลง
แทนที่จะทรงแตงตั้งผูพิพากษาตามพระราชอํานาจของพระองค และเปล่ียนแปลงวิธีถวายน้ํา
พิพัฒนสัตยา ดวยการท่ีพระองคทรงเสวยนํ้าพิพัฒนสัตยารวมกับขุนนางขาราชการและทรง
ปฏิญาณความซอ่ื สัตยข องพระองคต อขนุ นางขาราชการท้งั ปวงดวย
สมัยรัชกาลท่ี ๕ ทรงปฏิรูปการเมืองการปกครองครั้งใหญ เพ่ือใหการปกครองของไทย
ไดเจริญกาวหนาทัดเทียมกับชาติตะวันตก โดยจัดต้ัง สภาท่ีปรึกษาราชการแผนดิน (Council of
State) และสภาท่ีปรึกษาสวนพระองค (Privy Council) ใน พ.ศ.๒๔๑๗เพ่ือถวายคําปรึกษา
เกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินและในเรื่องตางๆ ท่ีพระองคของคําปรึกษาไป นอกจากน้ี
พระองคยังทรงปฏิรูปการปกครองท่ีสําคัญคือ การจัดตั้งกระทรวงแบบใหมจํานวน ๑๒ กระทรวง
ข้ึนแทนจตุสดมภในสวนกลางและจัดระบบการปกครองหัวเมืองตางๆในรูปมณฑลเทศาภิบาลใน
ภูมิภาค โดยเริ่มตั้งแต พ.ศ.๒๔๓๕ เปนตนมา นอกจากน้ีพระองคทรงริเร่ิมทดลองการจัดการ
ปกครองทองถ่ินในรูป สุขาภิบาล จัดต้ัง รัฐมนตรีสภา เพื่อทําหนาท่ีตามกฎหมาย ใน พ.ศ.๒๔๓๗
ตามแบบอยางตะวันตก
สมยั รชั กาลที่ ๖ทรงรเิ รมิ่ ทดลองการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยการจัดตั้ง ดุสิตธานี
เมืองประชาธิปไตยข้ึนในบริเวณพระราชวังดุสิต พ.ศ.๒๔๖๑ เพ่ือทดลองฝกฝนใหบรรดา
ขา ราชการไดท ดลองปกครองตนเองในนครดุสิตธานี เหมอื นกับการจดรูปแบบการปกครองทองถิ่น
ท่ีเรียกวา "เทศบาล” นอกจากน้ียังทรงจัดตั้งกระทรวงขึ้นมาใหมจากท่ีมีอยูเดิม และยุบเลิก
กระทรวงบางกระทรวงเพื่อใหมีความทันสมัยมากขึ้น โดยทรงจัดตั้งมณฑลเพ่ิมข้ึนและทรง
ปรับปรุงการบริหารงานของมณฑลดวยการยุบรวมมณฑลเปนหนวยราชการที่เก่ียวกับการ
ปกครองเรยี กวา มณฑลภาค เพอ่ื ใหก ารปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมีความคลองตวั มากข้ึน
สมัยรัชกาลท่ี ๗ (พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๗๕) ทรงเล็งเห็นความจําเปนที่จะตองเปลี่ยนแปลง
การปกครองใหทันสมัย และตองเตรียมการใหพรอมเพิ่มมิใหเกิดความผิพลาดได โดยพระองคได
ทรงจัดต้ังอภิรัฐมนตรีสภา เพื่อเปนที่ปรึกษาราชการแผนดิน พ.ศ.๒๔๖๘ และทรงมอบหมายให
อภิรัฐมนตรีสภาวางระเบียบสําหรับจัดตั้งสภากรรมการองคนตรี เพ่ือเปนสภาที่ปรึกษาสวน
พระองคอ ีกดว ย
๑๐๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
นอกจากนี้ทรงมอบหมายใหอภิรัฐมนตรีวางรูปแบบการปกครองทองถิ่นในรูปเทศบาล
ดวยการแกไขปรับปรุงสุขาภิบาลท่ีมีอยูใหเปนเทศบาล แตไมมีโอกาสไดประกาศใช เพราะไดเกิด
การเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นกอน นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกลาฯ ใหพระยาศรีวิศาลวาจาและ
นายเรยมอนด บี. สตีเวนส ซึ่งเปนท่ีปรึกษากระทรวงการตางประเทศชวยกันรางรัฐธรรมนูญ ตาม
กระแสพระราชดาํ ริใน พ.ศ.๒๔๗๔ มสี าระสําคัญดังนี้
อํานาจนิติบัญญัติจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทางออม โดยมีสมาชิก ๒
ประเภท คอื มาจากการเลอื กตั้งและการแตงตั้ง สว นผทู ี่มสี ทิ ธิ์สมคั รเลือกตง้ั จะตองมีอายุไมต่ํากวา
๓๐ ป มีพ้ืนฐานความรูอานออกเขียนได สวนอํานาจบริหารใหพระมหากษัตริยทรงเลือก
นายกรัฐมนตรี แตเน่ืองจากอภิรัฐมนตรีมีความเห็นประชาชนยังไมพรอม ดังน้ันการประกาศใช
รัฐธรรมนูญควรระงับไวชั่วคราว จนกระทั่งไดเกิดการเปล่ียนแปลงการปกครองเสียกอนจึงมิไดมี
การประกาศใชแ ตอ ยา งใด
๒. สาเหตกุ ารเปลย่ี นแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕
๑) ความเส่อื มของระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย
การท่ีคณะนายทหารหนุมภายใตการนําของ ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ (เหล็ง ศรีจันทร)
ไ ด ว า ง แ ผ น ยึ ด อํ า น า จ ก า ร ป ก ค ร อ ง เ พื่ อ เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ก า ร ป ก ค ร อ ง จ า ก ร ะ บ อ บ
สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบที่จํากัด พระราชอํานาจของพระมหากษัตริยใหอยูในฐานะ
ประมขุ ของประเทศภายใตร ฐั ธรรมนูญ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ แตไมประสบความสําเร็จเพราะถูกจับกุม
กอนลงมือปฏิบตั งิ าน แสดงใหเห็นถงึ ความเสอื่ มของระบอบนี้อยางเห็นไดชัด ขณะเดียวกันในสมัย
รชั กาลที่ ๖ ไดมีการวิพากษวิจารณกันอยางกวางขวางเกี่ยวกับการใชจายเงินงบประมาณ ท่ีไมดุล
กับรายรับ ทําใหมีการกลาวโจมตีรัฐบาลวาใชจายฟุมเฟอยเกินไป ครั้งตอมาในสมัยรัชกาลที่ ๗
พระองคก ็ถกู โจมตีวา ทรงตกอยูใตอ ทิ ธิพลของอภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งเปน สภาท่ีปรึกษาท่ีประกอบดวย
สมาชกิ ท่ีเปนพระบรมวงศานุวงศช ั้นสูง และบรรดาพระราชวงศก็มีบทบาทในการบริหารบานเมือง
มากเกินไป ควรจะใหบุคคลอื่นที่มีความสามารถเขามีสวนรวมในการบริหารบานเมืองดวย
ปรากฎการณดังกลาวสะทอนใหเห็นถึงความไมพอใจตอระบอบการปกครองท่ีมีพระ มหากษัตริย
อยูเหนอื กฎหมาย ซ่ึงนับวนั จะมีปฏกิ ิรยิ าตอ ตานมากขึ้น
๒) การไดรับการศึกษาตามแนวความคิดตะวันตกของบรรดาชนชนั้ นาํ ในสงั คมไทย
อทิ ธพิ ลจากการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทําใหคนไทยสวนหนึ่งที่ไปศึกษายัง
ประเทศตะวันตก ไดรับอิทธิพลแนวคิดทางการเมืองสมัยใหม และนํากลับมาเผยแพรในประเทศ
ไทย ทําใหค นไทยบางสวนท่ีไมไดไปศึกษาตอในตางประเทศรับอิทธิพลแนวความคิดดัง กลาวดวย
อิทธิพลของปฏิรูปการศึกษาไดสงผลกระตุนใหเกิดความคิดในการเปล่ียนแลปงการ ปกครองมาก
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๐๕
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ขึ้น นับตั้งแตคณะเจานายและขาราชการเสนอคํากราบบังคมทูลใหเปล่ียนแปลงการ ปกครองใน
พ.ศ.๒๔๒๗ นักหนังสือพิมพอยาง เทียนวรรณ (ต.ว.ส.วัณณาโภ) ก.ศ.ร. กุหลาบ (ตรุษ ตฤษณา
นนท) ไดเรยี กรองใหปกครองบา นเมอื งในระบบรฐั สภา เพอื่ ใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครอง
และยังไดกลาววิพากษวิจารณสังคม กระทบกระเทียบชนชั้นสูงที่ทําตัวฟุงเฟอ ซ่ึงตัวเทียนวรรณ
เองกไ็ ดก ราบบังคมทูลถวายโครงรางระบบการปกครองที่เปน ประชาธิปไตยแดรัชกาลที่ ๕ ตอมา
ในรัชกาลท่ี ๖ กลมุ กบฏ ร.ศ.๑๓๐ ทวี่ างแผนยดึ อํานาจการเปล่ียนแปลงการปกครอง ก็เปนบุคคล
ทไี่ ดร ับการศึกษาแบบตะวนั ตกแตไมเคยไปศกึ ษาในตางประเทศ แตคณะผูกอการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕ เปนคณะบุคคลที่สวนใหญผานการศึกษามาจากประเทศตะวันตกแทบ
ทั้งส้ิน แสดงใหเห็นถึงอัทธิพลของความคิดในโลกตะวันตกท่ีมีตอชนช้ันผูนําของไทยเปน อยางย่ิง
เม่ือคนเหลานี้เห็นความสําคัญของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริยเปน ประมุข การ
เปลีย่ นแปลงกรปกครองจึงเกิดขน้ึ
๓) ความเคล่อื นไหวของบรรดาสอ่ื มวลชน
สอ่ื มวลชนมบี ทบาทในการกระตุน ใหเกิดความตืน่ ตัวในการปกครองแบบใหมและ ปฏิเธ
ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย เชน น.ส.พ.ตุลวิภาคพจนกิจ (พ.ศ.๒๔๔๓-๒๔๔๙)
น.ส.พ.ศิริพจนภาค (พ.ศ.๒๔๕๑) น.ส.พ.จีนโนสยามวารศัพท (พ.ศ.๒๔๔๖-๒๔๕๐) น.ส.พ.
บางกอกการเมือง (พ.ศ.๒๔๖๔) น.ส.พ.สยามรวี วิ (พ.ศ.๒๔๓๐) น.ส.พ.ไทยใหม (พ.ศ.๒๔๗๔) ตาง
ก็เรียกรองใหมีการปกครองในระบบรัฐสภาท่ีมีรัฐธรรมนูญเปนหลักในการ ปกครองประเทศ โดย
ชี้ใหเห็นถึงความดีงามของระบอบประชาธิปไตยที่จะเปนแรงผลักดันใหประชา ชาติมีความ
เจริญกา วหนามากกวา ทเ่ี ปนอยู ดังเชนท่ีปรากฎเปนตัวอยางในหลายๆประเทศที่มีการปกครองใน
ระบอบรัฐธรรมนูญ การะแสเรียกรองของสื่อมวลชนในสมัยนั้นไดมีสวนตอการสนับสนุนใหการ
ดาํ เนิน ของคณะผูกอ การในอันทจี่ ะเปลี่ยนแปลงการปกครองบรรลุผลสําเร็จไดเ หมือนกัน
๔) ความขัดแยงทางความคิดเกย่ี วกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
รัชกาลที่ ๗ ทรงเล็งเห็นความสําคัญของการมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการ
ปกครองประเทศ และทรงเตม็ พระทยั ที่จะสละพระราชอาํ นาจมาอยูภายใตรัฐธรรมนูญเมื่อถึงเวลา
ท่ี เหมาะสม แตเม่ือพระองคทรงมีกระแสรับสั่งใหพระยาศรีวิศาลวาจาและนายเรยมอนด บี.สตี
เวนสร า งรัฐธรรมนญู ข้นึ มาเพือ่ ประกาศใช พระองคไดทรงนําเร่ืองน้ีไปปรึกษาอภิรัฐมนตรีสภา แต
อภิรัฐมนตรีสภากลับไมเห็นดวย โดยอางวาประชาชนยังขาดความพรอมและเกรงจะเปนผลเสีย
มากกวาผลดี ทง้ั ๆทรี่ ัชกาลท่ี ๗ทรงเห็นดว ยกับการประกาศใชรัฐธรรมนูญ แตเม่ืออภิรัฐมนตรีสภา
คัด คาน พระองคจึงมีนํ้าพระทัยเปนประชาธิปไตยโดยทรงฟงเสียงทัดทานจากอภิรัฐมนตรี สภา
สว นใหญ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงยังไมมีโอกาสไดรับการประกาศใช เปนผลใหคณะผูกอการชิงลงมือ
ทําการเปลยี่ นแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มถิ นุ ายน ๒๔๗๕ ไดในที่สุด
๑๐๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๕. สถานะการคลงั ของประเทศและการแกปญ หา
การคลังของประเทศเร่ิมประสบปญหามาต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี ๖ เพราะการผลิตขาว
ประสบความลมเหลว เนื่องจากเกิดภาวะน้ําทวมและฝนแลงติดตอกันใน พ.ศ. ๒๔๖๐ และ พ.ศ.
๒๔๖๒ ซง่ึ กอใหเกดิ ผลเสียหายตอการผลิตขาวอยางรุนแรง ภายในประเทศกข็ าดแคลนขาวท่ีจะใช
ในการบริโภค และไมสามารถสงขาวไปขายยังตางประเทศได ทําใหรัฐขาดรายไดเปนจํานวนมาก
รัฐบาลจึงตองจัดสรรเงินงบประมาณชวยเหลือชาวนา ขาราชการ และผูประสบกับภาวะคาครอง
ชีพที่สูงข้ึน มีท้ังรายจายอ่ืนๆ เพ่ิมขึ้นจนเกินงบประมาณรายได ซ่ึงใน พ.ศ. ๒๔๖๖ งบประมาณ
ขาดดลุ ถงึ ๑๘ ลา นบาท นอกจากนีร้ ัฐบาลไดนําเอาเงินคงคลังที่เก็บสะสมไวออกมาใชจายจนหมด
ส้ิน ในขณะท่ีงบประมาณรายไดตํ่า รัชกาลที่ ๖ ทรงแกปญหาดวยการกูเงินจากตางประเทศ
เพ่ือใหมีเงินเพียงพอกับงบประมาณรายจาย ทําใหเกิดเสียงวิพากษวิจารณวารัฐบาลใชจายเงิน
งบประมาณอยา งไมประหยัด ในขณะท่เี ศรษฐกิจของประเทศกาํ ลงั คับขนั
ตอมาสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงดําเนินนโยบายตัดทอนรายจายของรัฐบาลลดจํานวน
ขาราชการในกระทรวงตางๆใหนอยลง และทรงยินยอมตัดทอนงบประมาณรายจายสวนพระองค
ใหนอยลง เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ ทําใหรัฐบาลมีรายไดเพ่ิมข้ึนปละ ๓ ลานบาท แตเน่ืองจากเศรษฐกิจ
ของโลกเริม่ ตกต่ํามาเปนลําดับตั้งแต พ.ศ. ๒๔๗๒ ทําใหมีผลกระทบตอประเทศไทยอยางไมมีทาง
หลีกเลี่ยง รัฐบาลตองตัดทอนรายจายอยางเขมงวดที่สุด รวมท้ังปลดขาราชการออกจากตําแหนง
เปนอันมาก จัดการยุบมณฑลตางๆทั่วประเทศ งดจายเบ้ียเล้ียงและเบี้ยกันดารของขาราชการ
รวมท้ังการประกาศใหเงินตราของไทยออกจากมาตรฐานทองคํา พ.ศ. ๒๔๗๕ รัฐบาลไดประกาศ
เพิม่ ภาษีราษฎรโดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินเดือนจากขาราชการ แตมาตรการดังกลาวก็ไมสามารถ
จะกอบกูสถานะการคลังของประเทศไดกระเตื้อง ข้ึนได จากปญหาเศรษฐกิจการคลังท่ีรัฐบาลไม
สามารถแกไขใหมีสภาพเปนปกติได ทําใหคณะผูกอการใชเปนขออางในการโจมตีประสิทธิภาพ
การบริหารงานของ รัฐบาล จนเปนเง่ือนไขใหคณะผูกอการดําเนินการเปล่ียนแปลงการปกครอง
เปน ผลสาํ เร็จ
3. การยึดอาํ นาจการปกครอง
๑) วธิ กี ารดาํ เนนิ งาน
กลุมบุคคลซ่ึงเปนผูริเริ่มความคิดท่ีจะดําเนินการเปล่ียนแปลงการปกครองในครั้งแรก
หรือท่ีเรียกวา "คณะผูกอการ น้ันมี ๗ คน ที่สําคัญคือ นายปรีดี พนมยงคร.ท.แปลก ขีตตะวังคะ
ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี เปนตน คณะบุคคลทั้ง ๗ คนไดเริ่มเปดประชุมอยางเปนทางการคร้ังแรก
เม่ือวันท่ี ๕ กุมภาพันธ ๒๔๖๙ ที่พักแหงหน่ึงในถนน รู เดอ ซอมเมอรารด ณ กรุงปารีส การ
ประชุมครั้งน้ันดําเนินตอเนื่องเปนเวลา ๕ วัน โดยท่ีประชุมไดมีมติเปนเอกฉันทใหนายปรีดี พนม
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๐๗
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ยงค เปนประธานที่ประชุม และที่ประชุมตกลงดําเนินการจัดต้ังคณะผูกอการข้ึนมา เพ่ือเปนศูนย
รวมในการดําเนินงานตอไป โดยที่ประชุมไดมีมติเปนเอกฉันทใหนายปรีดี พนมยงค เปนหัวหนา
คณะผูกอการ จนกวาจะมีบุคคลท่ีเหมาะสมเปนหัวหนาคณะผูกอการตอไป ที่ประชุมไดตกลงใน
หลักการท่ีจะทําการเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมา
เปนระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริยใหอยูภายใตกฎหมายหรือท่ีเรียกกันวา ระบอบ
ประชาธปิ ไตยที่มีพระมหากษตั ริยเปนประมุขภายใตร ฐั ธรรมนญู
นอกจากน้ี คณะผกู อ การไดกาํ หนดหลักการในการปกครองประเทศไว ๖ ประการ
๑) รักษาความเปนเอกราชของชาติในทุกๆดาน เชน เอกราชทางการเมือง ทาง
เศรษฐกจิ ทางการศาล ฯลฯ ใหมีความมน่ั คง
๒) รกั ษาความปลอดภัยในประเทศ ใหม กี ารประทษุ รายตอกันลดนอยลง
๓) บํารงุ ความสขุ ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะหางานใหราษฎรทําทุก
คน โดยจะวางโครงการเศรษฐกจิ แหงชาติและไมป ลอ ยใหร าษฎรอดอยาก
๔) ใหราษฎรมีสทิ ธเิ สมอภาคทดั เทยี มกัน
๕) ใหราษฎรมีเสรีภาพที่ไมขดั ตอ หลกั ๔ ประการขา งตน
๖) ใหก ารศึกษาแกร าษฎรทุกคนอยา งเต็มที่
ภายหลังจากเสร็จการประชุมในคร้ังนั้นแลว นายปรีดี พนมยงค ซ่ึงขณะน้ันสําเร็จ
การศึกษาไดรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายแลว ไดเดินทางกลับสูประเทศไทย ทางสมาชิก
ท่ีอยุในกรุงปารีสจึงไดเลือกเฟนผูที่สมควรเขารวมเปนสมาชิกตอไป และไดสมาชิกเพ่ิมในคณะ
ผูกอการอีก ๘ คน ที่สาํ คญั คือ พ.อ.พระยาทรงสรุ เดช (เทพ พันธุมเสน) ร.อ.สินธุ กมลนาวิน เปน
ตน
ภายหลังเมือ่ บรรดาสมาชิกของคณะผูกอการที่กรุงปารีสกลับคืนสูประเทศไทยแลว ก็ได
มีการชักชวนบุคคลที่มีความเห็นรวมกันเขารวมเปนสมาชิกคณะผูกอการอีกเปนจํานวนมาก
จนกระทั่งปลายป พ.ศ.๒๔๗๔ จึงได พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เปนหัวหนาคณะผูกอการ
ดังนั้นสมาชิกคณะผูกอการฝายทหารที่สําคัญ ไดแก พ.อ.พระยาทรงสุรเดช พ.อ.หลวงพิบูล
สงคราม น.ต.หลวงสินธุสงครามชยั ฯลฯ สําหรับสมาชิกคณะผูกอการหัวหนาฝายพลเรือนที่สําคัญ
คอื นายปรีดี พนมยงค นายทวี บญุ ยเกตุ นายควง อภยั วงค เปนตน
คณะผูกอการไดวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองดําเนินไปอยางละมุนละมอมและ
หลกี เลีย่ งการเสียเลอื ดเนือ้ ใหม ากท่สี ุด โดยมีแผนจับกุมผูสําเร็จราชการรักษาพระนคร คือ สมเด็จ
เจาฟากรมพระนครสวรรควรพินิตเอาไวกอน ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
ประทับอยูที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน นอกจากนี้ยังมีแผนการจับกุมพระบรมวงศานุวงศองค
อืน่ ๆ รวมท้ังเสนาบดี ปลัดทลู ฉลองกระทรวงตา งๆ และผูบงั คับบญั ชาทหารท่ีสําคัญๆ อีกหลายคน
๑๐๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ดวยกัน เพ่ือเปนขอตอรองใหพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ
ใหแ กปวงชนชาวไทย
๒) ข้ันตอนการยึดอํานาจ
คณะผูกอการไดเร่มิ ลงมอื ปฏบิ ัตงิ านในวันที่ ๒๔มิถุนายน ๒๔๗๕โดยมี พ.อ.พระยาพหล
พลพยุหเสนา หัวหนาคณะผูกอการ เปนผูนําในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการนําคณะ
นายทหารพรอมดวยกําลังหนวยทหารท่ีเตรียมการเอาไว เขายึดพระท่ีน่ังอนันตสมาคมเปนฐาน
บัญชาการ และไดสงกําลังทหารเขายึดวังบางขุนพรหม พรอมท้ังไดทูลเชิญสมเด็จเจาฟากรมพระ
นครสวรรควรพินิตเสด็จมาประทับยัง พระท่ีนั่งอนันตสมาคมเปนผลสําเร็จ จากการที่คณะ
ผูกอการไดพยายามดําเนินการอยางละมุนละมอมดังกลาว ทําใหสถานการณตางๆ คล่ีคลายไป
ในทางที่ดีซ่ึงมีผลตอชาติบานเมืองโดยสวนรวม สําหรับทางฝายพลเรือนน้ัน สมาชิกคณะผูกอการ
กลุมหน่ึงภายใตการนําของหลวงโกวิทอภัยวงศ (นายควง อภัยวงศ) ไดออกตระเวนตัด
สายโทรศัพทและโทรเลขทั้งในพระนครและธนบุรี เพื่อปองกันมิใหสมเด็จเจาฟากรมพระ
นครสวรรควรพินิตและผูบังคับบัญชาหนวยทหารในกรุงเทพฯ ขณะนั้น โทรศัพทและโทรเลข
ติดตอกับพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ซึ่งประทับอยูที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน สวน
นายปรดี ี พนมยงค ไดจ ัดทาํ ใบปลวิ คาํ แถลงการณของคณะผูกอการออกแจกจายประชาชน คณะ
ผูกอการสามารถยึดอํานาจและจับกุมบุคคลสําคัญฝายรัฐบาลไวไดโดยเรียบรอย และไดรวมกัน
จัดตั้ง คณะราษฎร ข้ึนมาเพื่อทําหนาท่ีรับผิดชอบ รวมท้ังออกประกาศแถลงการณของ
คณะราษฎร เพ่ือชแี้ จงท่ตี อ งเขายึดอํานาจการปกครองใหประชาชนเขาใจ นอกจากนี้คณะราษฎร
ไดแตงตั้งผูรักษาการพระนครฝายทหารข้ึน ๓นาย ไดแก พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ.พระ
ยาทรงสรุ เดช พ.อ.พระยาฤทธ์ิอัคเนย โดยใหทําหนาท่ีเปนผูบริหารราชการแผนดิน ขณะท่ียังไมมี
รฐั ธรรมนูญเปน หลักในการบรหิ ารประเทศ
หลังจากนัน้ คณะราษฎรไดม หี นงั สอื กราบบงั คบั ทลู อนั เชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกลา
เจาอยู หัวเสด็จกลับคืนสูพระนคร เพื่อดํารงฐานะเปนพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รตอ ไป ดวยความที่พระองคทรงมีนํ้าพระทัยท่ีเปนประชาธิปไตย และทรงพรอมท่ีจะ
เสียสละเพ่ือประชาชนและประเทศชาติ พระองคทรงตอบรับคํากราบบังคับทูลอัญเชิญของ
คณะราษฎร โดยพระองคทรงยินยอมที่จะสละพระราชอํานาจของพระองคดวยการพระราชทาน
รัฐ ธรรมนูญตามที่คณะราษฎรไดมีเปาหมายเอาไวในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และไดเสด็จ
พระราชดาํ เนินกลับคนื สูพระนครเพื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับปวง ชนชาวไทย
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๐๙
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
4. การประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รสยาม
การท่ีคณะราษฎรภายใตการนําของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดทําการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบการ ปกครองท่ีมี
พระมหากษัตรยิ เ ปนประมขุ ภายใตรัฐธรรมนูญ เม่ือวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปนผลสําเร็จ โดย
มิตองสูญเสียเลือดเน้ือแตประการใดน้ัน เปนเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัวที่รงยอมรับ การเปลี่ยนแปลงดังกลาว โดยมิไดทรงตอตานเพื่อคิดตอบโต
คณะราษฎรดวยการใชกําลังทหารที่มีอยูแต ประการใด และทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับ
ปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรไดเตรียมรางเอา ไว เพ่ือนําขึ้นทูลเกลาฯ ถวายใหทรงลงพระ
ปรมาภิไธย นอกจากน้ีพระองคก็ทรงมีพระราชประสงคมาแตเดิมแลววาจะพระราชทานรัฐ
ธรรมนูญใหเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแกประชาชนอยูแลว จึงเปนการสอดคลอง
กับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองคทรงเห็นแกความสงบเรียบรอยของบานเมือง
และความสุขของ ประชาชนเปนสําคัญ ยิ่งกวาการดํารงไวซ่ึงพระราชอํานาจของพระองค
รัฐธรรมนูญท่ีคณะราษฎรไดนําข้ึนทูลเกลาฯ ถวาย เพ่ือทรงลงพระปรมาภิไธยมี ๒ ฉบับ คือ
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ.๒๔๗๕ และ รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕
๑) พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามชวั่ คราว พ.ศ. ๒๔๗๕
ภายหลังจากท่ีพระบาทสมเด็จพระปกเกลาอยูเจา เสด็จพระราชดําเนินจากพระราชวัง
ไกลกังวล หัวหิน กลับคืนสูพระนครแลว คณะราษฎรไดนําพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง
แผน ดนิ สยามชั่วคราว ซ่ึงนายปรีดี พนมยงค และคณะราษฎรบางคนไดรางเตรียมไวขึ้นทูลเกลาฯ
ถวายเพื่อทรงพระปรมาภิไธย พระองคไดพระราชทานกลับคืนมาเม่ือวันท่ี ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕
และไดมีพิธีเปดสภาผูแทนราษฎรครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันท่ี ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซ่ึง
รัฐธรรมนญู นี้มชี ่ือเรียกวา "พระราชบัญญตั ิธรรมนญู การปกครองแผนดนิ สยามช่ัวคราว”
รัฐธรรมนญู ชว่ั คราวนีก้ าํ หนดวา อาํ นาจสงู สุดในแผน ดินประกอบดว ย อํานาจนิติบัญญัติ
อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ ซ่ึงแตเดิมเปนของพระมหากษัตริย จึงไดเปลี่ยนเปนของปวง
ชนชาวไทยตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยเก่ียวกับการไดมาของสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
น้ัน ไดก าํ หนดแบงระยะเวลาออกเปน ๓ สมยั คอื
(๑) สมัยที่ ๑ นบั แตว นั ใชรัฐธรรมนูญน้เี ปนตนไป จนกวาจะถงึ เวลาทส่ี มาชกิ ในสมัยท่ี ๒
จะเขารับตําแหนง ใหคณะราษฎรซึ่งมีผูรักษาพระนครฝายทหารเปนผูใชอํานาจแทน และจัดต้ัง
ผูแ ทนราษฎรช่ัวคราวขึ้นเปนจํานวน ๗๐ นาย เปนสมาชิกในสภา
(๒) สมยั ท่ี ๒ ภายในเวลา ๖ เดอื น หรอื จนกวาจะจัดประเทศเปน ปกตเิ รยี บรอ ย สมาชิก
ในสภาจะตองมีบุคคล ๒ ประเภท ทํากิจกรรมรวมกัน คือ ประเภทท่ีหน่ึง ไดแกผูแทนราษฎรซ่ึง
๑๑๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ราษฎรไดเลือกขึ้นมาจังหวัดละ ๑ นาย ตอราษฎรจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ คน ประเภทที่สอง ผูเปน
สมาชิกอยใู นสมัยท่หี นึง่ มจี ํานวนเทากับสมาชิกประเภทท่ีหน่ึง ถาจํานวนเกินใหเลือกกันเองวาผูใด
จะยังเปนสมาชิกตอไป ถา จํานวนขาดใหผูท ม่ี ีตัวอยเู ลอื กบุคคลใดๆเขาแทนจนครบ
(๓) สมัยที่ ๓ เม่ือจํานวนราษฎรท่ัวราชอาณาจักรไดสอบไลวิชาประถมศึกษาไดเปน
จํานวน กวาคร่ึง และอยางชาตองไมเกิน ๑๐ ป นับตั้งแตวันใชรัฐธรรมนูญนี้ สมาชิกในสภา
ผแู ทนราษฎรจะเปนผูที่ราษฎรไดเลือกตั้งข้ึนเองท้ังสิ้น สวนสมาชิกประเภทท่ีสองเปนอันสิ้นสุดลง
ผูแทนราษฎรช่ัวคราวจํานวน ๗๐ นาย ซึ่งผูรักษาการพระนครฝายทหารจะเปนผูจัดต้ังข้ึนใน
ระยะแรกนั้น ประกอบดวยสมาชิกคณะราษฎร ขาราชการชั้นผูใหญ ผูประกอบอาชีพสาขาตางๆ
ซึ่งมีความปรารถนาจะชวยบานเมือง และกลุมกบฏ ร.ศ.๑๓๐ บางคน ซ่ึงสมาชิกท้ัง ๗๐ คน
ภายหลังจากการไดรบั การแตง ตัง้ แลว ๖ เดอื น กจ็ ะมีฐานะเปนสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรประเภทท่ี
๒ ตามทรี่ ะบไุ วใ นรฐั ธรรมนญู ฉบับช่วั คราว
ทางดานอํานาจบรหิ ารน้นั ในรัฐธรรมนญู ไดบ ัญญัตไิ วซ ง่ึ ตําแหนง บริหารที่สาํ คญั เอาไวคือ
ประธานคณะกรรมการราษฎร (เทียบเทานายกรัฐมนตรี) ซึ่งจะตองเปนบุคคลท่ีสามารถประสาน
ความเขาใจระหวางคณะราษฎรกับพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวเปนอยางดี และเพ่ือ
ความราบรื่นในการบริหารประเทศตอไป คณะราษฎรจึงตกลงเห็นชอบที่จะให พระยามโนปกรณ
นิติธาดา (กอน หุตะสงิ ห) เปน ประธานคณะกรรมการราษฎร
คณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี) ในรัฐบาลของพระยามโนปกรณนิติธาดา ซ่ึงเปน
คณะรฐั มนตรีชุดแรกท่ีตั้งข้ึนตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองสยามช่ัวคราว พ.ศ.๒๔๗๕
มจี าํ นวนท้งั ส้ิน ๑๕ นาย เปน ผบู ริหารราชการแผน ดนิ
๒) รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ.๒๔๗๕
ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐ
ธรรมนญู ปกครองแผน ดินสยามชัว่ คราวแลวสภาผูแทนราษฎรไดแตงตั้งอนุกรรมการ ข้ึนคณะหน่ึง
เพื่อรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อใชเปนหลักในการปกครองประเทศสืบไป ในท่ีสุดสภา
ผูแทนราษฎรไดพิจารณาแกไขรางรัฐธรรมนูญคร้ังสุดทายในวันท่ี ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๕ และ
สภาผูแทนราษฎรไดลงมติรับรองใหใชเม่ือวันที่ ๒๙พฤศจิกายน ๒๔๗๕ โดยพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรสยามเม่ือวันที่
๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ หลังจากนั้นไดทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯแตงต้ังพระยามโน
ปกรณนิติ ธาดา เปน นายกรัฐมนตรีตอไป
รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยาม ๒๔๗๕ มีสาระสาํ คญั พอสรปุ ไดด งั น้ี
(๑) อาํ นาจนิติบญั ญัติ กาํ หนดใหมีสภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกซึ่งราษฎรเปน
ผูเลอื กต้งั แตมีบทเฉพาะกาลกาํ หนดไวว า ถา ราษฎรผูมสี ิทธอิ อกเสียงเลือกต้งั สมาชิกผูแทนราษฎร
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๑๑
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ตามบทบัญญตั ิแหง รฐั ธรรมนญู นี้ ยังมกี ารศกึ ษาไมจ บชัน้ ประถมศกึ ษามากกวา ครึ่งหนึ่งของจํานวน
ท้ังหมด และอยางชาตองไมเกิน ๑๐ ป นับแตวันใชพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดิน
สยามช่ัวคราว พ.ศ.๒๔๗๕
สภาผูแทนราษฎรประกอบดว ยสมาชิก ๒ ประเภท มีจํานวนเทากันคือ สมาชิกประเภท
ที่ ๑ ไดแกผูท ี่ราษฎรเลือกต้งั ขึ้นมาตามกฎหมายวา ดว ยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สวน
สมาชิกประเภทท่ี ๒ ไดแก ผูที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งข้ึนตามกฎหมายวาดวยการเลือกตั้ง
สมาชกิ ผแู ทนราษฎร ในระหวา งทใ่ี ชบ ทบัญญัติเฉพาะกาลในรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รสยาม
(๒) อาํ นาจบรหิ าร พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งคณะรัฐมนตรีข้ึนคณะหน่ึง ประกอบดวย
นายกรัฐมนตรี ๑ นาย และรัฐมนตรอี ีกอยา งนอย ๑๔ นาย อยางมาก ๒๔ นาย และในการแตงตั้ง
นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กลาวโดย
สรุปในภาพรวมของรัฐธรรมนูญท้ัง ๒ ฉบับ ไดกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสรางทางการเมือง
การปกครองและสงั คมไทยดังนคี้ ือ
๒.๑ อํานาจการปกครองของแผนดินซ่ึงแตเดิมเคยเปนของพระมหากษัตริยก็ตก
เปนของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริยทรงดํารงฐานะเปน
ประมขุ ของประเทศภายใตร ัฐธรรมนูญ พระองคจ ะทรงใชอํานาจอธิปไตยทัง้ ๓ ทาง คือ อํานาจนิติ
บญั ญัติผานทางสภาผแู ทนราษฎร อํานาจบรหิ ารผา นทางคณะรัฐมนตรี อํานาจตุลาการผานทางผู
พพิ ากษา (ศาล)
๒.๒ ประชาชนจะไดรับสิทธิในทางการเมือง โดยการเลือกสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรเขาไปทําหนาท่ีควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ออกกฎหมายและเปนปากเสียงแทน
ราษฎร
๒.๓ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในทางการเมืองมากขึ้น สามารถแสดงความคิดเห็น
วิพากษวิจารณในเรื่องตางๆ ได ภายใตบทบัญญัติของกฎหมาย และคนทุกคนมีความเสมอภาค
ภายใตกฎหมายฉบบั เดียวกัน
๒.๔ ในระยะแรกของการใชรัฐธรรมนูญ อํานาจบริหารประเทศจะตองตกอยู
ภายใตการชี้นําของคณะราษฎร ซึ่งถือวาเห็นตัวแทนของราษฎรท้ังมวลในการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง จนกวาสถานการณจะเขาสูความสงบเรียบรอย ประชาชนจึงจะมีสิทธิในอํานาจอธิปไตย
อยางเต็มที่
๑๑๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
5. ผลกระทบท่เี กิดข้นึ จากการเปลี่ยนแหลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕
๑) ผลกระทบทางดานการเมอื ง
การเปลี่ยนแปลงสงผลกระทบตอสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริยเปนอยางมาก
เพราะเปนการส้ินสุดพระราชอํานาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ถึงแมวาพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัวจะทางยอมรับการเปล่ียนแปลง และทรงยินยอมพระราชทานรัฐธรรมนูญ
ใหกับปวงชนชาวไทยแลวก็ตาม แตพระองคก็ทรงเปนหวงวาประชาชนจะมิไดรับอํานาจการ
ปกครองที่พระองคทรงพระราชทานใหโดยผานทางคณะราษฎรอยางแทจริง พระองคจึงทรงใช
ความพยายามท่ีจะขอใหราษฎรไดดําเนินการปกครองประเทศดวยหลักการแหงประชาธิปไตย
อยางแทจริง แตพระองคก็มิไดรับการสนองตอบจากรัฐบาลของคณะราษฎรแตประการใด
จนกระท่ังภายหลงั พระองคต อ งทรงประกาศสละราชสมบตั ิใน พ.ศ.๒๔๗๗
นอกจากนี้ การเปลีย่ นแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ยังกอใหเกิดความขัดแยงทางการเมือง
ระหวางกลุมผลประโยชนตางๆ ท่ีมีสวนรวมในการเปล่ียนแปลงการปกครองเมื่อวันท่ี ๒๔
มิถุนายน ๒๔๗๕ ท้ังนี้เปนเพราะยังมีผูเห็นวาการที่คณะราษฎรยึดอํานาจการปกครองมาจาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว เพ่ือเปล่ียนแปลงการปกครองท่ีมีพระมหากษัตรยิ์เปน
ประมุขภายใตรัฐธรรมนูญนนั้ ยังมิไดเ ปนไปตามคําแถลงทใ่ี หไวก ับประชาชน
นอกจากน้ีการท่ีคณะราษฎรไดมอบหมายใหนายปรีดี พนมยงค รางเคาโครงการ
เศรษฐกิจแหงชาติ เพ่ือดําเนนิ การปรบั ปรงุ เศรษฐกจิ ของประเทศตามหลักการขอ ๓ ในอุดมการณ
๖ ประการของคณะราษฎรท่ีไดประกาศไวเม่ือครั้งกระทําการยึดอํานาจเพื่อเปล่ียนแปลงการ
ปกครองน้ัน ปรากฏวาหลายฝายมองวาเคาโครงการเศรษฐกิจมีลักษณะโนมเอียงไปในทางหลัก
เศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต ดังน้ัน ความขัดแยงจึงเกิดข้ึนในหมูผูที่เกี่ยวของภายหลังการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองส้นิ สุดลงแลวไมนาน
พระยามโนปกรณนิติธาดา นายกรัฐมนตรี เห็นวาการบริหารประเทศทามกลางความ
ขัดแยงในเร่ืองเคาโครงเศรษฐกิจไมสามารถจะดําเนินตอไปได จึงประกาศปดสภาและงดใช
รฐั ธรรมนูญบางมาตรา อันสงผลให พ.อ.พระยาพหลพลพยหุ เสนา นํากําลังทหารยึดอํานาจรัฐบาล
พระยามโนปกรณนิติธาดาในวันท่ี ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๖ และหลังจากนั้น พ.อ.พระยาพหลพล
พยุหเสนา ไดเขาดํารงตําแหนง นายกรฐั มนตรีบรหิ ารราชการแผน ดินสืบไป
เมื่อรัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเขาบริหารประเทศไดไมนาน ก็มี
บุคคลคณะหน่ึงซึ่งเรียกตนเองวา คณะกูบานกูเมือง นําโดยพลเอกพระองคเจาบวรเดช ไดกอการ
รฐั ประหารยดึ อํานาจรฐั บาลในเดือนตุลาคม ๒๔๗๖ โดยอางวารัฐบาลไดทําการหม่ินประมาทองค
พระประมุขของชาติ และรับนายปรีดี พนมยงค ซึ่งเปนรางเคาโครงเศรษฐกิจอันอื้อฉาวเขารวมใน
คณะรฐั บาล พรอมกบั เรยี กรองใหร ัฐบาล ดําเนินการปกครองประเทศในระบอบรัฐธรรมนูญท่ีเปน
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๑๓
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ประชาธิปไตยอยางแทจริง แตในท่ีสุดรัฐบาลก็สามารถปราบรัฐประหารของคณะกูบานกูเมืองได
สําเรจ็
หลังจากน้ันก็มีการจับกุมและกวาดลางผูตองสงสัยวาจะรวมมือกับคณะกูบาน กูเมือง
จนดเู หมอื นวาประเทศไทยมไิ ดป กครองในระบอบประชาธิปไตยในระยะน้ัน อยางแทจริง ซึ่งตอมา
กก็ ลายเปน ความขดั แยงสืบตอกันมาในยคุ หลงั
ปญ หาการเมอื งดังกลา ว ไดก ลายเปนเง่อื นไขทท่ี าํ ใหส ถาบันทางการเมืองในยุคหลังๆ ไม
คอยประสบความสําเร็จเทาท่ีควร เพราะการพัฒนาการทางการเมืองมิไดเปนไปตามครรลองของ
ระบอบประชาธปิ ไตย และเปน การสรา งธรรมเนียมการปกครองท่ีไมถูกตองใหกับนักการเมืองและ
นักการทหารในยุคหลังตอๆมา ซ่ึงทําใหระบอบประชาธิปไตยตองประสบกับความลมเหลวเพราะ
การใชกาํ ลังบบี บงั คับอยูเปนประจําถึงปจ จบุ นั
๒) ผลกระทบทางดานเศรษฐกิจ
การเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ นบั ไดวา เปนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่
สําคัญของไทย แตถาพิจารณาถึงผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงแลว ผลกระทบทาง
การเมืองจะมีมากกวาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ท้ังน้ีเปนเพราะความพยายามท่ีจะเปลี่ยนแปลง
โครงสรางทางเศรษฐกิจ ท่คี ณะราษฎรไดมอบหมายใหนายปรีดี พนมยงค เปนคนรางเคาโครงการ
เศรษฐกิจเพื่อนําเสนอน้ัน มิไดรับการยอมรับจากคณะราษฎรสวนใหญ ดังน้ันระบบเศรษฐกิจ
ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง จึงยังคงเปนแบบทุนนิยมเชนเดิม และโครงสรางทาง
เศรษฐกิจยงั คงเนนที่การเกษตรกรรมมากวาอุตสาหกรรม ซ่ึงตางจากประเทศตะวันตกสวนใหญที่
มกี ารปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไดพ ัฒนาไปสูค วามเปนประเทศอุตสาหกรรมแลว
อยางไรก็ตาม ผลกระทบทางดานเศรษฐกิจก็พอจะมีอยูบาง ถึงแมจะไมเดนชัดเทากับ
ผลกระทบทางการเมืองก็ตาม จากการท่ีคณะราษฎรผูเปล่ียนแปลงการปกครองตกลงกันไดแต
เพียงวาจะเลิกลมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย แตไมสามารถจะตกลงอะไรไดมากกวาน้ัน กลุม
ผลประโยชนท างการเมอื งและเศรษฐกิจจึงตองตอสูกันตอไป เพื่อบีบบังคับใหระบบเศรษฐกิจและ
การเมืองเปนไปตามท่ีตนตองการ นอกจากน้ีกลุมผลประโยชนที่ครอบครองที่ดินและทุนอันเปน
ปจจัยการผลิตที่สําคัญ ก็รวมตัวกันตอตานกระแสความคิดที่จะเปล่ียนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินและ
เงนิ ทุนจากของบคุ คลเปนระบบสหกรณ
๓) ผลกระทบทางดานสงั คม
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สังคมไทยไดรับผลกระทบจากเปลี่ยนแปลง
พอสมควร คือ ประชาชนเริ่มไดรับเสรีภาพและมีสิทธิตางๆ ตลอดจนความเสมอภาคภายใต
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ และไดรับสิทธิในการปกครองตนเอง ในขณะที่บรรดาเจาขุนมูลนาย
ขุนนาง ซ่ึงมีอํานาจภายใตระบอบการปกครองดั้งเดิมไดสูญเสียอํานาจและสิทธิประโยชนตางๆ ท่ี
๑๑๔ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
เคยมีมากอน โดยท่ีคณะราษฎรไดเขาไปมีบทบาทแทนบรรดาเจานายและขุนนางในระบบเกา
เหลานนั้
เน่ืองจากท่ีคณะราษฎรมีนโยบายสงเสริมการศึกษาของราษฎรอยางเต็มท่ี ตามหลัก ๖
ประการของคณะราษฎรขอ ท่ี ๖ดงั นั้น รัฐบาลจึงไดโอนโรงเรียนประชาบาลที่ตั้งอยูในเขตเทศบาล
ที่รัฐบาลไดจัดต้ังข้ึนใหเทศบาลเหลาน้ันรับไปจัดการศึกษาเอง เทาท่ีเทศบาลเหลานั้นจะสามารถ
รับโอนไปจากกระทรวงธรรมการได ทําใหประชาชนในทองถิ่นตางๆ มีสวนรวมในการทํานุบํารุง
การศกึ ษาของบตุ รหลานของตนเอง นอกจากนน้ั รฐั บาลไดกระจายอํานาจการปกครองไปสูทองถิ่น
ดวยการจัดต้ังเทศบาลตําบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร มีสภาเทศบาลคอยควบคุมกิจการ
บรหิ ารของเทศบาลเฉพาะทอ งถนิ่ น้นั ๆ โดยมเี ทศมนตรีเปนผบู รหิ ารตามหนา ที่
พ.ศ.๒๔๗๙ รัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดประกาศใชแผนการศึกษา
แหง ชาติ พ.ศ.๒๔๗๙ โดยกาํ หนดแบง การศกึ ษาออกเปน ๒ ประเภท คอื สายสามัญศกึ ษาและสาย
อาชีวศึกษา ซ่ึงเปนการเนนความสําคัญของอาชีวศึกษาอยางแทจริง โดยไดกําหนดความมุงหมาย
เพ่ือสงเสริมใหผูท่ีเรียนจบการศึกษาในสายสามัญแตะละประโยคแตละระดับการศึกษา ไดเรียน
วชิ าอาชีพเพ่ิมเติมนอกเหนอื ไปจากเรียนวิชาสามัญ ท้ังน้ีเพ่ือประโยชนในการท่ีจะออกไปประกอบ
อาชีพตอไป ดังน้ัน การเปล่ียนแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕ จึงไดนําไปสูการปรับปรุงให
ราษฎรไดรับการศึกษา และสามารถใชวิชาการความรูท่ีไดรับจากการศึกษามาใชประกอบอาชีพ
ตอไปอยางม่ันคงและมีความสุข การเปล่ียนแปลงการปกครองทําใหชนชั้นเจานายและขุนนางใน
ระบบเกา ถูกลิดรอนผลประโยชนทางเศรษฐกิจ เชน พระมหากษัตริยจะไดรับเงินจากงบประมาณ
เพยี งปล ะ ๑-๒ ลานบาท จากเดิมเคยไดประมาณปละ ๒-๑๐ ลานบาท เงินปของพระบรมวงศานุ
วงศถูกลดลงตามสวน ขุนนางเดิมถูกปลดออกจากราชการโดยรับเพียงบํานาญ และเจานายบาง
พระองคถ กู เรยี กทรพั ยสนิ สมบัตคิ ืนเปนของแผนดิน
๔.๗ การปกครองของไทยในยุคประชาธิปไตย
การเปลี่ยนแปลงการปกครองเขาสูประบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรง
เปนพระประมุขไดเริ่มมาเม่ือวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ จนถึงปจจุบันกวา ๗๐ ปแลวการ
ปกครองไทยก็ยังไมมีความเปนประชาธิปไตยท่ีสมบูรณหรือเปนเปนประชาธิปไตยที่สมบูรณ
เทาที่ควร ท่ีเรียกวา “ประชาธิปไตย แบบ ไทยๆ) หรือ ประชาธิปไตยคร่ึงใบ “ยังไมมีเต็มใบ”
โดยสมบูรณ๑๔ กลาวคือ
๑๔ นคร พจนวรพงษ และ อุกฤษพจนวรพงษ , ขอมลู ประวัติศาสตรการเมืองไทย, (กรุงเทพมหานคร :
สํานกั พมิ พว ฒั นาพานชิ จาํ กัด, ๒๕๔๓), หนา ๑-๓.
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๑๕
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
๑. มีการแตง ตั้งนายกรฐั มนตรีและจดั ตง้ั รัฐบาลขนึ้ บริหารประเทศในชวงระยะเวลา ๗๓
ปเ ศษ ถึง ๒๕ ชดุ มบี คุ คลสลับเปลี่ยนกันขึ้นดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี ๒๓ คน และบางคนตํา
รงตําแหนง นถี้ ึง ๘ สมัย
๒. รัฐบาลหรอื คณะรฐั มนตรบี างชุดปฏิบตั หิ นา ทใ่ี นระยะเวลาส้นั ๆ เพียง ๗ วัน ๑๒ วัน
หรือ ๑๗ วัน มีคณะรัฐมนตรีถึง ๒๓ ชุด ท่ีเขามาบริหรประเทศไมเกิด ๖ เดือน และตองพน
หนา ท่ไี ป
๓. มีคณะบุคคลฉวยโอกาสอางความลมเหลวของรัฐบาลใชกําลังทหารเขาทําการยึด
อํานาจการปกครองในรูปของการปฏริ ปู หรือรัฐประหารรวมทง้ั หมดกวา ๑๐ คร้งั
๔. มกี ารประกาศใชแ ละยกเลกิ รฐั ธรรมนญู ฉบับตา ง ๆ ถงึ ๑๙ ฉบบั
4.8 สรุปทา ยบท
การเมืองไทย ปจจุบันอยูในระบอบเผด็จการทหารในพฤตินัย ซ่ึงสภานิติบัญญัติ
แหงชาตเิ ปนผูใชอ ํานาจนิติบัญญตั ิ และพลเอก ประยุทธ จันทรโอชา หัวหนาคณะรักษาความสงบ
แหงชาติ เปนผูใชอํานาจบริหารและเปนนายกรัฐมนตรี คสช. ออกประกาศใหศาลทหารมีอํานาจ
พิจารณาคดอี าญาบางประเภท และกรณฝี าฝนคําสั่ง คสช. (ประกาศท่ี ๓๗)
ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ซึ่งถูกเลิกไปแลว ประเทศ
ไทยปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ซึ่งมี
พระมหากษัตริยซึ่งทรงอยูภายใตรัฐธรรมนูญเปนประมุขแหงรัฐ และนายกรัฐมนตรีเปนหัวหนา
รฐั บาล ฝา ยนติ บิ ัญญตั แิ ละฝายบรหิ ารถวงดลุ อํานาจซ่ึงกันและกัน สวนฝายตุลาการเปนอิสระจาก
การถวงดุลอํานาจ ฝายบริหารมีนายกรัฐมนตรีเปนประมุขแหงอํานาจ ฝายนิติบัญญัติของไทยอยู
ในระบบสภาคู แบงออกเปนวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎร ฝายตุลาการ มีศาลเปนองคกรบริหาร
อาํ นาจ
สวนใหญประเทศไทยมีระบบพรรคการเมืองเปนระบบหลายพรรค กลาวคือ ไมมีพรรค
การเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวไดอยางเด็ดขาด จึงตองจัดตั้งรัฐบาลผสมปกครอง
ประเทศ
ตั้งแตโบราณกาล ราชอาณาจักรไทยอยูภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อยางไรก็
ตาม หลงั จากการปฏวิ ตั ิสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศไทยจึงอยูภายใตการปกครองระบอบราชาธิป
ไตยภายใตรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนฉบับแรกถูกรางข้ึน อยางไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีการ
ตอสูระหวางกลุมการเมืองระหวางอภิชนหัวสมัยเกาและหัวสมัยใหม ขาราชการ และนายพล
ประเทศไทยเกดิ รฐั ประหารหลายครงั้ ซ่งึ มกั เปลย่ี นแปลงใหประเทศไทยอยูภายใตอํานาจของคณะ
รฐั ประหารชุดแลวชุดเลา จนถึงปจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญและกฎบัตรรวมแลว ๒๐ ฉบับ
๑๑๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
(นับรวมฉบับปจจุบัน) ซึ่งสะทอนใหเห็นถึงความไรเสถียรภาพทางการเมืองอยางสูง หลัง
รัฐประหารแตละคร้ัง รัฐบาลทหารมักยกเลิกรัฐธรรมนูญที่มีอยูเดิมและประกาศใชรัฐธรรมนูญ
ชวั่ คราว
บทที่ ๕
พทุ ธธรรมทม่ี สี วนเสรมิ สรา งคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
ทางการเมอื งการปกครอง
๕.๑ บทนาํ
พุทธธรรม เปนหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาที่มีสวนเสริมสรางคุณธรรมและ
จรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง เปนการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ท่ีมีอิทธิพลตอวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองของไทยต่ังแตอดีตจนถึงปจจุบัน ในอดีตท่ีผาน
มาปญหาดานคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมือง นับเปนปญหาหลักประการหนึ่ง ซึ่งทําใหเกิด
สุญญากาศตอการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของไทย เพราะคุณธรรมและจริยธรรมทาง
การเมืองเปรียบเหมือนเคร่ืองกรองอยางดีท่ีชวยคัดสรรบุคลากรหลากหลายที่มีคุณภาพเขาสูวง
การเมือง เม่ือเครื่องกรองมีปญหา การเมืองการปกครองก็ยอมมีปญหาไปดวย เชน เม่ือนักธุรกิจ
สามารถเขาสูการแสดงบทบาทนักการเมืองมากขึ้น ยอมนําไปสูการเกิดสภาพปญหาในลักษณะ
การอาศัยตําแหนงหนาที่ทางการเมือง เพ่ือทําธุรกิจของครอบครัวและวงศตระกูล๑ เน่ืองจากการ
บริหารประเทศนั้นตองยึดหลักผลประโยชนสาธารณะ (Public interest) มากกวาผลประโยชน
สวนบุคคล (Private interest) เพราะฉะนั้น หากนักการเมืองขาดซ่ึงคุณธรรมและจริยธรรมทาง
การเมอื งแลว ก็มักจะกอ ปญหาการแสวงหาผลประโยชนทบั ซอนในรปู แบบตาง ๆ เชน การมิไดรับ
ความเปน ธรรมของกลุมธุรกจิ ทไ่ี มไดอ ยูผา ยรฐั บาล การกําหนดนโยบายตาง ๆ อาจเอื้อตอกลุมทุน
ในรัฐบาลดวย และทําใหการออกนโยบายตาง ๆ ไดประโยชนกับคนเพียงบางกลุมเปนตน ดังนั้น
การตระหนักในคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง จึงมีความสําคัญตอการพัฒนาการเมือง
๑ ทินพันธุ นาคะตะ, รัฐศาสตร ทฤษฎี แนวความคิดปญหาสําคัญและแนวทางศึกษาวิเคราะห
การเมอื ง, (กรุงเทพมหานคร: หา งหุน สว นจํากดั สหายบล็อกและการพมิ พ, ๒๕๔๓), หนา ๗๙.
๑๑๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มีสวนเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ของไทยเปนอยางยิง่ ๒ ความชอบธรรมในการปกครองเปน การเสริมสรางภาวะผนู าํ ทางการเมืองท่ีดี
ใหมีมากข้ึน อีกท้ังยังเปนการจัดระบบการเลือกสรรผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและการบริหาร
ราชการแผนดินใหเปนไปเปนรากฐานสําคัญอยางหน่ึงของการมีอํานาจในการปกครอง โดย
ฝา ยรัฐบาลคิดวา มสี ทิ ธิที่จะปกครอง และฝายท่ีถูกปกครองก็ยอมรับ ความชอบธรรมในการเมือง
การปกครอง เปนเร่ืองของความเช่ือหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการไดมาซึ่งอํานาจ การมีอํานาจ
และการใชอ ํานาจในการปกครอง
ดวยเหตุนี้ พุทธธรรม จึงเปนหลักธรรมท่ีมีความสําคัญย่ิงตอกระบวนการทางการเมือง
การปกครองทั้งในระดบั ผปู กครองและผูถูกปกครอง โดยเฉพาะอยางยิ่งผูปกครอง ซึ่งถือวาเปนผูมี
อาํ นาจใชอ าํ นาจจาํ เปน จะตองเปน ผทู ี่มีความรูค วามเขา ใจพทุ ธธรรมและสามารถนําไปสูการปฏิบัติ
ได อันจะยังผลตอผูใตปกครองใหไดรับความเสมอภาคถูกตองและเปนธรรมจากการบริหารหรือ
การปกครอง
๕.๒ ความหมายลักษณะและความสาํ คัญของพทุ ธธรรม
๕.๒.๑ ความหมายของพุทธธรรม
คําวา “พุทธธรรม” แยกออกเปน คําวา “พุทธะ” กับคําวา “ธรรมะ”พุทธะ แปลวา
ผรู ู ผตู นื่ ผูเ บิกบาน สว นคาํ วา ธรรมะ แปลวา สภาพที่ทรงไวซ่ึงความดี, สภาพท่ีชวยไมใหผูปฏิบัติ
ตกไปในทช่ี ั่ว
พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท ไดใหความหมายของคําวา “พุทธธรรม”
ไววา ธรรมของพระพทุ ธเจา , พระคุณสมบัติของพระพทุ ธเจา , ธรรมท่ีทาํ ใหเ ปนพระพทุ ธเจา, ธรรม
ทีพ่ ระพทุ ธเจาทรงแสดงไว
พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) กลาววา คําวา “พุทธธรรม” อาจจะแปลและมี
ความหมายหลายอยา ง เชน แปลวา ธรรมของพระพทุ ธเจา , ในกรณีเชนน้ี หมายถึง คําส่ังสอนของ
พระผูมีพระภาคเจา ไดแก พระปริยัติธรรมโดยตรง ถาหากจะแปลคําพุทธธรรมวา ธรรมวิถีแหง
๒ สภาพัฒนาการเมือง, รายงานประจําป ๒๕๕๑-๒๕๕๒, [ออนไลน], แหลงที่มา:
http://www.pdc.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=292<emid=156
หนา ๒๔-๒๕.
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๑๙
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมีสวนเสริมสรางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
การเขาถึงพุทธธรรมท่ีจะทําใหคนเรากลายเปนพระพุทธเจา แลวคําวา “พุทธธรรม” ยอมจะ
หมายถึง การประพฤติปฏิบัติประเภทหน่ึงซ่ึงจะทําบุคคลธรรมดาผูปฏิบัติธรรมน้ัน ๆ ใหเปนพระ
อริยเจาได, เพราะฉะนั้น ในขอน้ี พุทธธรรมยอมหมายถึง พระปฏิบัติธรรมอันเปนธรรมขอที่สอง
และคาํ วา พทุ ธธรรมนี้ อาจแปลไดสืบไปวา ปกติภาพของพระพุทธเจา (ญาณกับศานติ) หรือ แปล
อีกอยางหนึ่งวา “ส่ิง” ส่ิงหน่ึงซึ่งพระพุทธเจาทรงคนพบ...กลาวโดยสรุปไดแก สภาพที่เปนความ
หลุดรอดของชีวิตหรือท่ีเรียกวาสุขนิรันดร และโดยเหตุนี้ คําวา พุทธธรรมตามนัยหลังนี้จึงไดแก
ปฏิเวธธรรมโดยตรง๓
พุทธธรรม คือ คําสอนท่ีพระพุทธเจาตรัสรู และนํามาเผยแผสั่งสอนบุคคลทั่วไป พุทธ
ธรรมในพระพุทธศาสนามีเปนจํานวนมาก ครอบคลุมต้ังแตเร่ืองพ้ืนฐานในการดําเนินชีวิต
จนกระทง่ั ถงึ เร่อื งสงู สดุ ท่เี ปนจุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ นิพพาน พุทธธรรมทุกเรื่องลวนแต
มีคุณคาตอชีวิตและสังคมท้ังสิ้น เชน ทําใหเกิดความสุขความเจริญแกผูปฏิบัติ เกิดความสงบ
เรียบรอยแกสังคม ธรรมะซ่ึงพระพุทธเจาทรงคนพบและนําออกเผยแผ หรือคําสอนของ
พระพทุ ธเจา เก่ียวกบั ความจริงตามธรรมชาติของทุกขและวิธีการดับทุกข ธรรมะของพระพุทธเจา
นั้น แตเร่ิมสืบทอดกันดวยวิธีทองจําแบบปากตอปาก เรียกวา “มุขปาฐะ” สมัยตอมาจึงไดมีการ
บนั ทึกไวเปนลายลกั ษณอ ักษร คัมภีรอื่นๆ ทแ่ี ตง ภายหลังเพื่อขยายความอีก ไดแก อรรถกถา ฎีกา
อนุฎีกา ตามลําดับ๔
๕.๒.๒ ลกั ษณะของพุทธธรรม
พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โต) กลา วถงึ ลักษณะทว่ั ไปของพุทธธรรม ดังน้ี๕
๑. เปนสากล หมายถึง เปนคําสอนที่แสดงถึงหลักธรรมอันเปนที่ยอมรับโดยทั่วไป
ไดแกห ลักคาํ สอนเกีย่ วกบั เมตตา กรณุ า ศลี สมาธิ และปญญา เปน ตน
๓ พุทธทาสภิกขุ,วิถีแหงการเขาถึงพุทธธรรม,(กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพสุขภาพใจ, ๒๕๔๙),
หนา ๑๐.
๔ ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ
คร้งั ที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : ราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๕๒), หนา ๔๕๔.
๕ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตโต), ลักษณะพระพุทธศาสนา, (พระนคร: สํานักพิมพธรรมสภา,
๒๕๔๐).
๑๒๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มีสวนเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๒. เปนหลักธรรมสายกลาง (อริยมรรคมีองค ๘)คือ เปนหลักธรรมที่อธิบายถึงการ
รูจักเลือกทางท่ีถูกตองในการดําเนินชีวิต ไมสุดโตงไปดานใดดานหนึ่ง ทั้งดานสนองปรนเปรอ
ตนเองดวยกามคุณจนเกินพอดี ซึ่งถือเปนการยอหยอนเกินไปหรือทําตนเองใหลําบากอันเปน
หนทางท่ีตึงเกินไป จนเปนโทษตอตนเองไมยึดติดในส่ิงตางๆ (อุปาทาน) ซึ่งในดานการเมืองการ
ปกครองสามารถประยุกตใชกับหลักรัฐศาสตรท่ีมักยึดหลักการประนีประนอมหรือการตอรอง
ผลประโยชนมากจนเกินไปและหลักนิติศาสตรท่ีเนนตัวบทกฎหมายจนไมสามารถปรับใชใหถูก
สภาวการณต ามเปน จริงได
๓. มีลักษณะเปนกรรมวาทะ เนนเรื่องกรรม คือ การกระทําท่ีประกอบดวยเจตนา
หรือจงใจทําทง้ั ทางกาย วาจาและใจ ถาเปนการกระทําทีด่ ี เรยี กวา กรรมดี ถาเปนการกระทําที่ช่ัว
เรียกวา กรรมชั่ว และกรรมวิบาก คือ ผลของกรรมที่ทําไวคร้ังกอนดังคําวา ทําดีไดพี ทําช่ัวไดผล
ชั่ว, เปนวิริยะวาทะ เนนเร่ืองความเพียรพยายาม, ความบากบั่น, ความเพียรเพื่อจะละความชั่ว
ประพฤตคิ วามดี,ความพยายามทาํ กจิ ไมท อถอย (ขอ ๕ ในบารมี ๑๐, ขอ ๓ ในโพชชงค ๗ และขอ
๒ ในอิทธิบาท ๔) เปนวิภัชชวาทะ คือ กลาวจําแนกหรือแยกแยะคําพูด, จําแนกสภาวการณตาม
เหตุตามปจจัยตางๆ วา มีดานทเ่ี ปน คณุ และดานทเี่ ปนโทษอยา งไร, มแี งถ กู แงผิดแงท่ีดี และแงไมดี
ประการใดบาง ทําใหสามารถเขาใจเร่ืองน้ันๆ หรือเหตุการณใดเหตุการณหน่ึงอยางชัดเจน
มองเห็นสงิ่ ท้ังหลายตามความเปน จรงิ ตามสภาวะของสิ่งน้ันๆ
๔. มีหลักการรวมอยูในการไมประมาท (อัปปมาทะ) คือ ความเปนอยูอยางขาดสติ,
ความไมเ ผลอ,ความระมัดระวังทจี่ ะไมทําเหตแุ หงความผดิ พลาดเสียหายและไมละเลยโอกาสที่จะทํา
เหตแุ หง ความดงี ามและความเจรญิ , ความมีสติรอบคอบ หลักพุทธธรรมท่ีมีหลักการรวมอยูในความ
ไมประมาทนั้น พงึ กระทาํ ในท่ี ๔ สถาน หรือ ๔ สภาวการณ ไดแ ก
๑) ในการละกายทจุ รติ ประพฤติกายสุจรติ
๒) ในการละวจที จุ ริต ประพฤตวิ จสี จุ รติ
๓) ในการละมโนทุจรติ ประพฤตมิ โนสุจรติ
๔) ในการละความเหน็ ผดิ ประกอบความเห็นที่ถูกตอ ง
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๒๑
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มสี ว นเสริมสรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
อีกหมวดหน่งึ วา
๑) ระวังใจไมใ หกาํ หนดั ในอารมณ อันเปนทีต่ งั้ แหงความกาํ หนดั
๒) ระวงั ใจไมใ หข ัดเคืองในอารมณ อันเปนทีต่ ั้งแหงความขัดเคือง
๓) ระวงั ใจไมใหห ลงในอารมณ อนั เปนทต่ี ั้งแหงความหลง
๔) ระวังใจไมใ หม ัวเมาในอารมณ อนั เปน ท่ตี ง้ั แหง ความมัวเมา
๕. เปนหลักการที่วาดวยหลักไตรลักษณ คือ ลักษณะสาม,อาการที่เปนเครื่องกําหนด
หมายใหรูถึงความจรงิ ของสภาวธรรมท้ังหลายท่ีเปนอยางน้ัน ๆ ๓ ประการ ไดแก
(๑) อนจิ จตา ความเปน ของไมเ ทย่ี ง
(๒) ทกุ ขตา ความเปน ทุกขห รอื ความเปนของคงทนอยูไมได
(๓) อนตั ตตา ความเปน ของไมใชต ัวตน
หรือนยิ มพดู กันสนั้ ๆ วา อนิจจัง ทุกขัง อนตั ตาและแปลงายๆ วาไมเที่ยง เปนทุกข
เปนอนัตตา ลักษณะเหลาน้ีเปนของแนนอน เปนกฎธรรมชาติ มีอยูตามธรรมดา ลักษณะท้ัง ๓ นี้
มีแกสังขตธรรมคือ สังขารเสมอเหมือนกันจึงเรียกวา “สามัญลักษณะ” พระบาลีในพระไตรปฎก
เดมิ เรียกวา “ธรรมนิยาม” สวนคําวา ไตรลักษณ และ สามัญลักษณะ เปนคําท่ีเกิดขึ้นในยุคอรรถ
กถา (คมั ภีรท ี่ไขความพระไตรปฎก, คัมภรี ท่ีอธิบายความบาลี ตอนหลัง)
๖. เปนหลักธรรมท่ีเปนกระบวนการ เปนระบบ เปนหลักการ เปนส่ิงท่ีควรเลาเรียน
(ปรยิ ตั )ิ มหี ลกั การประพฤต,ิ การกระทําเพ่อื เขาถึงความจริงหรือสภาวะนั้นๆ (ปฏิบัติ) จนสามารถ
เขา ใจถึงผลของการปฏิบตั ิตามความเปน จริง (ปฏเิ วธ)
๗. เปนหลักธรรมวาดวยการบําเพ็ญเพื่อประโยชนสวนตน (อิทธิบาท ๔,ปธาน ๔ ฯลฯ)
เพ่ือสวนรวม (สังคหวัตถุ ๔, ทิศ ๖ ฯลฯ) และประโยชนหรือเปาหมายสูงสุดของพุทธธรรม คือ
พระนพิ พานอันเปน ภาวะท่ไี รก ิเลส, ดบั ทุกขมแี ตค วามเย็นและสงบท่แี ทจรงิ
๕.๒.๓ ความสําคัญของพทุ ธธรรม
พุทธธรรม เปนหลักคาํ สอนทางพระพทุ ธศาสนาทมี่ ีเนอื้ หาลมุ ลกึ หลากหลาย มีลักษณะ
สาํ คญั ตอ บุคคล สังคม ประเทศชาติหรือตอองคกรการบริหารตางๆ เพื่อใหการดําเนินการประสบ
ความสาํ เร็จเกิดความเสมอภาคเปน ธรรรม ดังน้ัน พทุ ธธรรมจงึ มีความสําคัญพอสรปุ ได ดงั นี้
๑๒๒ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมสี ว นเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๑. ความสําคัญของพุทธธรรมที่มตี อบคุ คล เชน
ขันติธรรม (หลักความอดทน) คือความเปนผูที่มีจิตใจเขมแข็ง ไมทอถอยตออุปสรรค
ใดๆมุงมน่ั ทจ่ี ะทาํ งานใหบ งั เกิดผลดีโดยไมใ หผ ูอนื่ เดือนรอน ความอดทนมี ๔ ลักษณะ คือ
- อดทนตอ ความยากลาํ บาก เจบ็ ปวย ไดรบั ทุกขเวทนาก็ไมแสดงอาการจนเกนิ กวาเหตุ
- อดทนตอการตรากตรําทํางาน ไมท อดทิง้ งาน ฟน ฝาอปุ สรรคจนประสบผลสาํ เร็จ
- อดทนตอความเจ็บใจ ไมแ สดงความโกรธ ไมอ าฆาตพยาบาท อดทนตอคําเสียดสี
- อดทนตอกิเลส คือ ไมอยากไดของผูอ่ืนจนเกิดทุกข ไมตอบโตคนอื่นท่ีทําใหเราโกรธ
และไมล มุ หลงในสิง่ ท่จี ะพาเราไปพบกับความเสยี หาย
สุจริตธรรม (หลักการไมทําบาป) คือ การงดเวนพฤติกรรมท่ีช่ัวราย สรางความ
เดอื ดรอนใหผ ูอนื่ เพราะเปน เร่อื งเศรา หมองของจติ ใจ ควรงดเวนพฤตกิ รรมชว่ั รา ย ๓ ทาง คอื
- ทางกาย เชน ไมฆ าสัตว ไมทุจริต ไมล กั ขโมย ไมผ ดิ ประเวณี
- ทางวาจา เชน ไมโ กหก ไมกลา วถว ยคําหยาบคาย ไมใสร าย ไมพดู เพอ เจอ
- ทางใจ เชน ไมคดิ เนรคุณ ไมค ดิ อาฆาต ไมคดิ อยากได
๒. ความสาํ คญั ของพทุ ธธรรมที่มตี อ สงั คม เชน
สัจจะธรรม (หลักความซื่อสัตย) การปฏิบัติตนทางกาย วาจา จิตใจ ท่ีตรงไปตรงมา
ไมแสดงความคดโกง ไมห ลอกลวง ไมเอาเปรยี บผูอน่ื ลั่นวาจาวาจะทํางานส่ิงใด ก็ตองทําใหสําเร็จ
เปน อยา งดีไมกลับกลอก มีความจรงิ ใจตอ ทกุ คน จนเปน ท่ีไวว างใจของคนทกุ คน
ปริจาคะธรรม (หลักความเสียสละ) การปฏิบัติตนโดยอุทิศกําลังกาย กําลังทรัพย
กําลังปญญา เพ่ือชวยเหลือผูอื่นและสังคมดวยความต้ังใจจริง มีเจตนาท่ีบริสุทธ์ิ คุณธรรมดานน้ี
เปนการสะสมบารมใี หแกตนเอง ทําใหมีคนรักใครไววางใจ เปนที่ยกยองของสังคม ผูคนเคารพนับ
ถือ
ศีลธรรม (หลักการความมีระเบียบวินัย) คือ การเปนผูรูและปฏิบัติตามแบบแผนที่
ตนเอง ครอบครัว และสังคมกําหนดไว โดยท่ีจะปฏิเสธไมรับรูกฎเกณฑหรือกติกาตางๆ ของสังคม
ไมได คณุ ธรรมขอนตี้ อ งใชเ วลาปลูกฝง เปน เวลานาน และตองปฏิบัติสม่ําเสมอจนกวาจะปฏิบัติเอง
ไดและเกิดความเคยชิน การมีระเบียบวินัยชวยใหสังคมสงบสุขบานเมืองมีความเรียบรอย
เจรญิ รุงเรอื ง
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๒๓
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมสี ว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๓. ความสําคัญของพุทธธรรมที่มีตอ การเมือง เชน
อิทธิบาทธรรม (หลักความรบั ผิดชอบ) คือ การปฏบิ ัติกิจการงานของตนเอง และท่ีรับ
มอบหมายดวยความมานะพยายาม อุทิศกําลังกาย กําลังใจอยางเต็มความสามารถ ไมเห็นแก
ความเหนด็ เหนอ่ื ยจนงานประสบความสําเรจ็ ตรงตามเวลา บังเกิดผลดีตอตนเองและสวนรวม ท้ังน้ี
รวมไปถึงการรับผิดเมอื่ งานลมเหลว พยายามแกไ ขปญหาและอุปสรรคโดยไมเกี่ยงงอนผอู น่ื
สามัคคีธรรม (หลักความสามัคคี) คือ การที่ทุกคนมีความพรอมกาย พรอมใจ และ
พรอมความคิด เปนน้ําหน่งึ ใจเดียวกัน มจี ุดมุงหมายท่จี ะปฏบิ ตั ิงานใหป ระสบความสําเร็จ โดยไมมี
การเก่ยี งงอนหรอื คดิ ชงิ ดชี ิงเดน กัน ทกุ คนมงุ ทีจ่ ะใหสังคมและประเทศชาติเจริญรุงเรือง มีความรัก
ใครกลมเกลียวกันดวยความจริงใจ ความไมเห็นแกตัว การวางตนเสมอตนเสมอปลาย ก็หมายถึง
ความสามัคคีดวย๖
การศึกษาพุทธธรรม ตองศึกษาท้ังปริยัติ คือ ความรูเก่ียวกับพระธรรม-วินัย (พุทธพจน
ของพระพุทธเจา)และตองลงมือปฏิบัติเพ่ือการบรรลุมรรคผลโดยยึดหลักทางสายกลาง คือ ปฏิบัติ
ตามหลักไตรสิกขาดงั นี้
๑) ปริยัติธรรม ไดแก พุทธพจนที่พระพุทธเจาทรงกลาวไว ปริยัติ จึงเปนทฤษฎีท่ีตอง
ศึกษาเลา เรยี น
๒) ปฏิบัติธรรม ไดแก การปฏิบัติเพื่อการบรรลุผล ซ่ึงตามหลักพระพุทธศาสนาใหยึด
หลักทางสายกลาง โดยปฏิบตั ติ ามหลกั ไตรสกิ ขา
๓) ปฏิเวธธรรม ไดแก ผลที่ไดรับจากการปฏิบัติ ไดแก ผลประโยชนในปจจุบัน ใน
อนาคตไปจนถึงจุดสงู สุดในทางพระพุทธศาสนา คอื ขั้นปรมัตถะ หมายถึง การบรรลุธรรมเปนพระ
อริยะเจาตั้งแตขั้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี (พระพรหม) และพระอรหันต สูมรรคผลนิพพาน
ในทีส่ ดุ ธรรมทั้ง ๓ ประการเปน สง่ิ เกอื้ กูลกัน ขาดสงิ่ ใดส่งิ หนึง่ ไมไ ดและการปฏิบัติธรรมมีเปาหมาย
สูงสดุ คอื พระนพิ พาน๗
๖ สามัคคีธรรม (หลักความสามัคคี) [ออนไลน], แหลงท่ีมา : http://nucha.chs.ac.th/1.1htm.วันท่ี
๒๑ เมษายน ๒๕๖๐
๗ การศึกษาพุทธธรรม. [ออนไลน], แหลงท่ีมา : http://www.nrw.ac.th/manit/lalputtatum_
html [๒๑ เมษายน ๒๕๖๐].
๑๒๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มสี วนเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๕.๓ ความหมายลกั ษณะและความสาํ คญั ของคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
๕.๓.๑ ความหมายของคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
คําวา “คุณธรรม” มาจากคําวา คุณ+ธรรมะ หมายถึง คุณงามความดีท่ีเปนธรรมชาติ
กอ ใหเกิดประโยชนต อตนเอง และ สงั คม ซึ่งรวมสรปุ วา คอื สภาพคุณงาม ความดี
คณุ ธรรม (Moral) หมายถึง แนวความคดิ ท่ดี เี ปน ตัวบงั คบั ใหประพฤติดี
คุณธรรม คือ จรยิ ธรรมทแ่ี ยกเปน รายละเอยี ดแตละประเภท หากประพฤติปฏิบัติอยาง
สม่าํ เสมอก็จะเปนสภาพคณุ งามความดีทางความประพฤติและจิตใจของผูนั้น
พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท ไดใหนิยามความหมายของคําวา
“คณุ ธรรม” หมายถึง ธรรมทเ่ี ปนคณุ ,ความดีงาม,สภาพทีเ่ ก้อื กูล
คําวา”จริยธรรม” มาจากคําวา จริย+ธรรม หมายถึง ความประพฤติที่เปนธรรมชาติ เกิดจาก
คุณธรรมในตนเอง กอใหเกิดความสงบเรยี บรอยในสงั คม รวมสรปุ วาคือ ขอควรประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
พจนานุกรมพทุ ธศาสน ฉบับประมวลศัพทไดใหนิยามความหมายของคําวา “จริยธรรม” หมายถึง
ธรรม คือ ความประพฤติ, ธรรม คือ การดําเนินชีวิต, หลักความประพฤติ, หลักการดําเนินชีวิต,
หมายถึง การประพฤตหิ รอื การดําเนินชีวิตอยางประเสริฐ โดยยึดหลักธรรมขอมรรคมีองค ๘ หรือ
ศีล สมาธิ ปญญา๘ ในขณะที่
ศ.ดร.จํานงค อดิวัฒนสิทธ์ิ ไดใหความหมายของคําวา จริยธรรม หมายถึง กฎเกณฑ
หรือแนวทางท่ีพึงปฏบิ ตั ิ เพื่อบรรลคุ ณุ งามความดี หรือเพื่อใหเกิดคุณธรรม กฎเกณฑหรือแนวทาง
ทพ่ี งึ ปฏิบตั ไิ ดรับการประเมินคาวาเปนสิ่งดี สามารถนําผูประพฤติปฏิบัติตนใหบรรลุผลที่หวังไวได
ขณะเดียวกัน ก็ไมสรางความทุกขความเดือดรอนแกบุคคลหรือสุจริตชนทั้งหลาย การปฏิบัติตาม
จรยิ ธรรม ยอมใหผ ลดแี กผปู ฏบิ ัติ สงั คม และสง่ิ แวดลอม๙
ดร.จรวยพร ธรณินทร ไดนิยามความหมายของคําวา คุณธรรมและจริยธรรม รวมถึง
คําที่มีความหมายใกลเคยี งกันเชน คําวา จรรยาบรรณและ ศลี ธรรมเปนตน
๘ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท, พิมพครั้งที่ ๑๑,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หนา ๒๘, ๓๒.
๙ จาํ นง อดิวฒั นสิทธิ์, ศาสนาชีวิตและสงั คม, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพสุขภาพใจ, ๒๕๔๗),
หนา ๔๑.
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๒๕
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มีสวนเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๕.๓.๒ ลกั ษณะของคณุ ธรรมและจริยธรรม
คุณธรรมและจริยธรรม มีลักษณะเปนนามธรรม สามารถสรุปลักษณะสําคัญได
ดังตอไปนี้
๑. เปนเปา หมายและวธิ กี ารของพฤติกรรมที่ดขี องมนุษยเ พื่อบรรลุผลท่หี วงั ไว
๒. เปนแบบแผนพฤติกรรมสะทอ นความนึกคดิ และจิตสาํ นกึ ท่ดี ี
๓. เปนแนวคดิ ทเี่ ปนเหตุกอ ใหเ กิดการกระทําดี ไมม งุ ใหเ กดิ ผลรายแกส ังคม
๔. เปนสภาพทค่ี วรปฏบิ ตั เิ พือ่ สรางผลดแี กต นเองและผอู ่ืน
๕. เปนกฎเกณฑห รอื แนวทางทพี่ ึงปฏบิ ตั เิ พอ่ื บรรลุคุณความด๑ี ๐
ดังนั้น ลักษณะของคุณธรรมและจริยธรรม จึงเปนสภาพคุณงามความดีทั้งที่อยูภายใจ
จติ ใจและที่
แสดงออก ซ่ึงมีลกั ษณะเปน กฎเกณฑท่ีเปนนามธรรม เปนความดีท่ีควรประพฤติปฏิบัติ
เพราะจะนําความสขุ ความเจริญ ความม่ันคงมาสบู คุ คล สังคม
๕.๓.๓ ความสาํ คัญของคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
คุณธรรมและจริยธรรมมคี วามสาํ คญั ตอการดาํ เนนิ ชีวติ ของมนษุ ย ซ่ึงอาจสรุปไดดังนี้
๑. ชวยใหช ีวิตดําเนินไปดวยความราบรื่นและสงบสุข เม่ือมีปญหาอุปสรรค สามารถก็มี
จิตตง้ั มัน่ (สมาธิ)ฝาฟนปญหาและอุปสรรคไปได
๒. ชว ยใหค นเรามีสตสิ มั ปชญั ญะอยูตลอดเวลา ไมเผลอตัว ไมล มื ตัว จะประพฤติปฏบิ ัติ
ในส่ิงใดก็จะระมัดระวังตัวอยเู สมอ
๓. ชวยสรา งความมรี ะเบยี บวนิ ัยใหแกบุคคลในชาติ เชน เบญจศีล, เบญจธรรม, ทิศ ๖
ซึ่งเปนหลักธรรมที่แสดงใหเห็นถึงระเบียบหรือกฎเกณฑการประพฤติตนใหเหมาะสม สมควรกับ
บทบาทและหนาท่ีท่ีตนไดร บั
๑๐ ไพฑูรย สินลารัตน,เขาสูตําแหนงทางวิชาการ เกณฑและการเตรียมตัว, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๓), หนา ๗๓.
๑๒๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มีสว นเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๔. ชวยควบคุมไมใหคนชั่วมีจํานวนเพิ่มมากข้ึน เพราะการปฏิบัติตนใหเปนตัวอยางแก
ผูอื่นนับวาเปนคุณแกสังคม เพราะนอกจากจะเปนตัวอยางโดยการชี้นําทางออมแลว ยังจะออก
ปากแนะนําสัง่ สอนโดยตรงไดอ ีกดว ย
๕. ชวยใหมนุษยนําความรูและประสบการณ ท่ีร่ําเรียนมาสรางสรรคส่ิงท่ีมีคุณคา เชน
หลักธรรมวิจัย ซ่ึงเปนหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เนนวิเคราะหประยุกตองคธรรมใหเหมาะกับ
สภาวการณแ ละกาลสมยั
๖. ชว ยควบคุมการเจริญทางดา นวัตถแุ ละจิตใจของคนใหเจริญไปพรอมๆกัน เชน หลัก
สันโดษ พอใจตามท่ีได ตามที่มีและตามกาํ ลัง, หลักกุศลมูล๓ เปนตน
๗. ชวยสรางความม่ันคงทางจิตใจใหมนุษย ความสําคัญของคุณธรรม และจริยธรรมที่
กลาวมานี้ ประเด็นที่สําคัญก็คือ สามารถลดปญหา และขจัดปญหาที่จะเกิดขึ้นแกบุคคล สังคม
และประเทศชาติได เม่ือทุกคนประพฤติปฏิบัติตนดีแลว อุปสรรค ศัตรู ภัยอันตราย ก็จะหมดสิ้น
ไป ผูค นมีแตความรกั ตอ กัน สงั คมมีแตค วามสงบ และประเทศชาตกิ จ็ ะเจริญรุง เรือง๑๑
๕.๔ หลกั พทุ ธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ความอยูดีมีสุขของประชาชนทุกหมูเหลา เปนความปรารถนาอันสูงสุดของผูนํารัฐทุก
คนที่อาสาตนเองเขามารับใชประชาชน และความปรารถนาเชนนั้น จะเปนจริงไดก็ตอเม่ือผูนํารัฐ
ดาํ รงตนอยูในจรยิ ธรรมอกี สว นหนงึ่ คือ
๑) ควรตั้งใจปฏิบัติหนาท่ีดวยความขยันหมั่นเพียรและซื่อสัตยสุจริต คิดสรางงานให
ประชาชนทําเพื่อใหสามารถพ่ึงตนเองได หากไมจําเปนจริงๆ ก็ไมควรนําเอาเงินของหลวงไปให
ประชาชนกูยืมใชจาย เพียงเพราะคิดวา จะทําใหประชาชนมีกําลังในการซื้อสิ่งของตางๆ เชน ซ้ือ
โทรศัพทมือถือ รถจักรยานยนต หรือซื้อรถปกอัพ เปนตน ท่ีบริษัทของตนเองและพวกพองเปน
ผูผลิตขน้ึ เพราะหากคดิ เพียงแคน้ี ก็มีแตจะเพิ่มภาระหนีส้ ินใหก บั ประชาชน ใหตองยากจนมากข้ึน
ในขณะทีบ่ รษิ ัทของตนเองและพวกพองมแี ตจะราํ่ รวยเพิ่มมากขึ้น
๑๑ คุณธรรมและจริยธรรม, [ออนไลน], แหลงที่มา: http://th-th.connect.facebook.com/
note.php?note_id=232278326853&id=166509296166 [๒๑ เมษายน ๒๕๖๐].
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๒๗
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมีสวนเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๒) ควรชี้นําประชาชนใหรูจักอดออมในทรัพยส่ิงของท่ีตนเองทํามาหาได ชะลอการ
โฆษณาสินคาฟุมเฟอยตางๆ ซ่ึงไมจําเปนตอการดํารงชีวิตเทาไรนัก มิใชปลอยใหมีการโฆษณา
สินคาฟุมเฟอยกันอยางไมลืมหูลืมตา โดยหวังแตนะใหเปนการกระตุนตอมความอยากของ
ประชาชน ใหเ กดิ การจับจายใชสอย จนไมคิดท่ีจะอดออมทรัพยท ่หี ามาไดไวใ ชใ นยามจําเปน บาง
๓) ควรช้ีนําประชาชนใหรูจักแยกแยะในการคบคาสมาคมวา บุคคลเชนใดท่ีคบคา
สมาคมแลวจะมีแตความเจริญรุงเรืองย่ิงข้ึน และบุคคลเชนใดที่คบคาสมาคมแลว มีแตจะทําให
ตนเองลําบากเดือดรอนจนหาความสงบสุขใดๆ ไมไดเลย อยาลืมวา หากประชาชนสวนใหญ
ลําบากเดือดรอนจนหาความสงบสุขไมไดแลว ความทุกขความเดือดรอนอันเกิดจากการขมเหง
การปลนจ้ี การขมขืนกระทาํ ชาํ เรา การโกหกหลอกลวง และการเสพติดส่ิงใหโทษ ก็จะแพรระบาด
ไปทวั่ ประเทศ
๔) ควรช้ีนาํ ประชาชนใหรูจักดํารงชีวิตอยางเหมาะสมและพอเพียงตอสิ่งท่ีตนเองทํามา
หาไดรจู กั ซ้อื ในสงิ่ ทค่ี วรซื้อหรอื มีความจําเปนตอการดํารงชีวติ ส่งิ ใดไมค วรซอ้ื กอ็ ยาซ้ือ
หากผูนํารัฐบาลสามารถดํารงตนเปนแบบอยาง และรูจักหาชองทางชวยเหลือและชี้นําแก
ประชาชนทุกหมูเหลาตามครรลองอันเหมาะสมถูกตองและชอบธรรมไดเชนนี้ ก็จะเปนเหตุให
ประชาชนทุกหมูเหลารูจักทํามาหากินดวยตนเอง ประหยัดอดออม คบคนดีเปนมิตร ดํารงชีวิตได
เหมาะสมแกฐานะซ่ึงจะเปนแนวทางนําไปสูความอยูดีมีสุขอยางย่ังยืนแกประชาชนทุกหมูเหลา
ตลอดไป๑๒
เพื่อใหเกิดความเขาใน ผูเขียนจะเรียบเรียงหัวขอการศึกษาออกเปน ๓ ประการ คือ
ประการแรกหลักพุทธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมสําหรับการครองตนเอง ประการท่ีสอง หลัก
คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับการครองคน และประการที่สาม หลักพุทธธรรมคุณธรรมและ
จริยธรรมสาํ หรับครองงาน๑๓
๑๒ แสวง อุดมศรี, จริยธรรมผูนํารัฐ, (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัทประยรู วงศพ รน้ิ ทติ้ง, ๒๕๔๙), หนา
๑-๑๑.
๑๓ ปยวัฒน คงทรัพย, หลักการวิชาหลักธรรมสําหรับการปกครองบานเมืองจากคัมภีร
พระไตรปฎก, พมิ พเน่ืองในงานพระราชทานเพลงิ ศพพระครูวบิ ูลวราสัย, (บรุ ีรมั ย : เรวัตการพมิ พ, ๒๕๕๗).
๑๒๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๕.๔.๑ หลกั พทุ ธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมสําหรบั การครองตนเอง
๑. ทศพธิ ราชธรรม๑๔
ธรรมของพระราชา, กิจวัตรท่ีพระเจาแผนดินควรประพฤติ, คุณธรรมของผูปกครอง
บานเมือง ธรรมของนักปกครอง,ภาระหนาท่ีที่ผูนําหรือผูปกครองบานเมืองพึงประพฤติปฏิบัติ
เรียกวา
ทศพธิ ราชธรรม ๑๐ ประการ คือ
๑.๑ ทาน ใหปนชวยประชา คือ สละทรัพยส่ิงของ บํารุงเลี้ยง ชวยเหลือประชาราษฎร
และบําเพ็ญสาธารณประโยชนบําเพ็ญตนเปนผูให โดยมุงปกครองหรือทํางานเพื่อใหเขาได มิใช
เพ่ือจะเอาจากเขา เอาใจใสบริการ จัดสรร ความสงเคราะห อนุเคราะห ใหประชาราษฎรไดรับ
ประโยชนสุขความสะดวกปลอดภัย ตลอดจนใหความชวยเหลือแกผูเดือดรอนประสบทุกขและให
ความสนับสนนุ แกค นทําความดี
๑.๒ ศีล รักษาความสุจริต คือ ประพฤติดีงาม การสํารวมกาย วาจา ประกอบแตการ
สุจริต รักษากิตติคุณ ประพฤติตนใหควรเปนตัวอยาง และเปนที่เคารพนับถือของประชาราษฎร
มใิ ชม ีขอใดๆ ทใ่ี ครจะดูแคลน
๑.๓ ปริจจาคะ บําเพ็ญกิจดวยเสียสละ คือ สามารถเสียสละความสุขสําราญ เปนตน
ตลอดจนชีวติ ของตนได เพอ่ื ประโยชนส ุขของประชาชน และความสงบเรยี บรอ ยของบา นเมอื ง
๑.๔ อาชชวะ ปฏบิ ตั ภิ าระโดยซื่อตรง คอื ซือ่ ตรงทรงสัตยไรมารยา ปฏิบัติภารกิจโดย
สุจริต มคี วามจรงิ ใจ ไมหลอกลวงประชาชน
๑.๕ มัททวะ ทรงความออนโยนเขาถึงคน คือ มีอัธยาศัย ไมเยอหย่ิงหยาบคาย
กระดางถอื องค มีความงามสงาเกิดแตท ว งทา ทีกรยิ าสุภาพนุมนวล ละมุนละไม ใหไดความรักภักดี
แตมขิ าดยําเกรง
๑.๖ ตปะ พนมัวเมาดว ยเผากิเลส คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิใหเขามาครอบงําย่ํายีจิต
ระงับยับย้ัง ขมใจได ไมยอมใหหลงใหลหมกมุนในความสุขสําราญ และความปรนเปรอ มีความ
เปนอยูอยางสม่ําเสมอ หรือ อยูอยางพอเพียง ความสามัญ มุงมั่นแตจะบําเพ็ญเพียร ทํากิจหรือ
ปฏิบัติหนา ทีใ่ หบ รบิ รู ณ
๑๔ ขุ.ชา.อสีติ. (ไทย) ๒๘/๑๗๕/๑๑๒.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๒๙
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มีสว นเสริมสรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๑.๗ อักโกธะ ถือเหตุผลไมโกรธา คือ ไมกร้ิงกราด ลุอํานาจความโกรธ จนเปนเหตุให
วินิจฉัยความและกระทําการตางๆ ผิดพลาดเสียธรรม ไมวินิจฉัยความและการกระทําดวยอํานาจ
ความโกรธ มีเมตตาประจําใจ ไวระงับความเคืองขุน วินิจฉัยความและการกระทําดวยจิตอันสุขุม
ราบเรียบตามธรรม
๑.๘ อวิหงิ สา มอี หิงสานํารม เยน็ คือ ความไมเ บยี ดเบียน ไมบีบคั้นกดขี่ เชน เก็บภาษี
ขูดรีด หรือเกณฑแรงงานเกินขนาด ไมหลงระเริงอํานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุผลเบียดเบียน
ลงโทษอาชญาแกป ระชาราษฎรผใู ด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลยี ดชัง
๑.๙ ขันติ ชําระทุกขเข็ญดวยขันติ คือ อดทนตองานท่ีตรากตรํา อดทนตอความ
เหนอื่ ยยาก ถงึ จะลําบากกายนาเหนอ่ื ยหนายเพยี งไร กไ็ มทอถอย ถึงจะถูกยั่ว ถูกหยันดวยคําเสียด
สถี ากถางเพียงใด ก็ไมหมดกําลงั ใจ ไมย อมละทง้ิ กรณียกจิ ที่บําเพ็ญ โดยชอบธรรม
๑.๑๐ อวิโรธนะ มิปฏิบัติคลาดจากธรรม คือ ประพฤติมิใหผิดจากศาสนธรรม อันถือ
ประโยชนสุขความดีงามของรัฐและราษฎรเปนท่ีตั้ง การใดประชาราษฎรปรารถนาโดยชอบธรรม
ก็ไมขัดขืน การใดจะเปนไปโดยชอบธรรม เพ่ือประโยชนสุขของประชาชน ก็ไมขัดขวาง วางองค
เปนหลักหนักแนนในธรรม คงท่ีไมมีความเอนเอียง หวั่นไหว เพราะถอยคําท่ีดีราย ลาภสักการะ
หรือ อิฏฐารมณ อนิฏฐารมณใดๆ สถิตมั่นในธรรม ท้ังสวนยุติธรรม คือ ความเท่ียงธรรมก็ดี นิติ
ธรรม คือ ระเบียบแบบแผน หลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามก็ดี ไม
ประพฤติใหค ลาดเคล่ือนวิบตั ิไป
ราชธรรม ๑๐ น้ี พึงจดจาํ งายๆ โดยคาถาบาลีดงั น้ี
“ทานสํ ลี ปํ ริจจฺ าคํ อาชชฺ วํมททฺ วตํ ป
อกโฺ กธอํ วิหึสฺจ ขนฺติ จฺ อวิโรธน”ํ
๒. ฆราวาสธรรม๑๕
ธรรมสาํ หรับฆราวาส, ธรรมสําหรับการครองตน ครองเรอื น, หลักการครองชีวิตคฤหัสถ
เรียกวา ฆราวาสธรรม ๔ ประการ คอื
๑๕ ข.ุ อิต.ิ (ไทย) ๒๕/๑๙๐/๕๔๕
๑๓๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสริมสรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๒.๑ สจั จะ ความจรงิ ไดแ ก ดาํ รงมนั่ ในสจั จะ, ซอื่ ตรง, ซือ้ สตั ย, จริงใจ, พูดจริง ทําจริง
จะทําอะไรกใ็ หเ ปน ท่เี ชือ่ ถอื ไววางใจได
๒.๒ ทมะฝกตน ไดแก การบังคับควบคุมตนได, การขมใจ, ฝกนิสัย, รูจักปรับตัว, รูจัก
ควบคุมจิตใจ ฝกหดั ดดั นสิ ัย แกไขขอบกพรอ ง ปรับปรุงตนใหเ จรญิ กา วหนา ดวยสติปญ ญา
๒.๓ ขันติ อดทน ไดแก ความอดทน มุงหนาทําหนาท่ีการงานดวยความ
ขยนั หมน่ั เพียร เขม แขง็ ทนทาน ไมห ว่ันไหว มั่นใจในจุดหมาย ไมทอถอย
๒.๔ จาคะ เสียสละ ไดแก ความเสียสละ, มีน้ําใจ, เอื้อเฟอ ชอบชวยเหลือเกื้อกูล
บําเพ็ญประโยชน สละโลภ ละทิฐิมานะได รวมงานกับคนอื่นได สละความสุขสบายและ
ผลประโยชนส วนตนได ใจกวา งพรอ มท่จี ะรับฟง ความทุกขความคิดเห็นและความตองการของผูอ่ืน
พรอ มท่ีจะรวมมอื ชวยเหลือเอ้ือเฟอ เผอ่ื แผ ไมค บั แคบเห็นแกต นหรอื เอาแตใจตัวในธรรมหมวดนี้
ทมะ ทา นมุง เอาดานปญญา ขนั ติ ทา นเนนแงว ริ ยิ ะ
๓. สัปปรุ สิ ธรรม๑๖
ธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมท่ีทําใหเปนสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี, ธรรมของผูดี,
หลักธรรมที่เสริมสรางผูประพฤติปฏิบัติตาม ใหเปนผูมีความสามารถนําหมูชนและสังคมไปสูสันติ
สุขและความสวสั ดี เรียกวา สปั ปุรสิ ธรรม ๗ ประการ คอื
๓.๑ ธมั มญั ตุ า รูห ลกั และรูจักเหตุ คือ รูหลักการและกฎเกณฑของส่ิงทั้งหลาย ที่ตน
เขาไปเก่ียวของในการดําเนินชีวิต ในการปฏิบัติกิจหนาท่ีและดําเนินกิจการตางๆ รูเขาใจส่ิงที่จน
จะตองประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล เชน รูวา ตําแหนง ฐานะ อาชีพ การงานของตน มีหนาที่และ
ความรับผิดชอบอยางไร มีอะไรเปนหลักการ จะตองทําอะไรอยางไร จึงจะเปนเหตุใหบรรลุถึง
ผลสาํ เร็จ ที่เปนไปตามหนาท่ีและความรับผิดชอบนั้นๆ ดังนี้ เปนตน ตลอดจนชั้นสูงสุด คือ รูเทา
ทันกฎธรรมดาหรือความจริงของธรรมชาติ เพ่ือปฏิบัติตอโลกและชีวิตอยางถูกตอง มีจิตใจเปน
อิสระ ไมต กเปน ทาสของโลกและชีวิตนน้ั
๓.๒ อัตถัญุตา รูความมุงหมายและรูจักผล คือ รูความหมายและความมุงหมายของ
หลักการที่ตนปฏิบัติ เขาใจวัตถุประสงคของกิจการหรือการงานท่ีตนกระทํา รูวาท่ีตนทําอยูอยาง
๑๖ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๓,อง.ฺ สตฺตก.(ไทย)๒๓/๖๘/๑๔๓.
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๓๑
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มสี วนเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
นน้ั ๆดําเนนิ ชวี ิตอยา งนน้ั เพ่ือประสงคป ระโยชนอะไร หรือควรจะไดบรรลุถึงผลอะไร ที่ใหมีหนาที่
ตําแหนง ฐานะ การงานอยางน้ันๆ เขากําหนดวางกันไวเพื่อความมุงหมายอะไร กิจการ หรือการ
งานท่ีตนทําอยูขณะนี้ เม่ือทําไปแลวจะบังเกิดผลอะไรบาง เปนผลดีหรือผลเสียอยางไร ดังนี้เปน
ตน ตลอดจนถึงขั้นสงู สุด คือรูความหมายของคติธรรมดาและประโยชนท่ีเปนจุดหมายแทจริงของ
ชวี ติ
๓.๓ อัตตัญุตา รูตน คือ ความรจู กั ตน รูต ามเปน จรงิ วา ตวั เรานน้ั วาโดยฐานะ ภาวะ
เพศ กําลัง ความรู ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เปนตน บัดนี้ เทาไหร อยางไร แลว
ประพฤตปิ ฏิบัติใหเ หมาะสม และทําการตางๆ ใหสอดคลองถูกจุด ที่จะสัมฤทธ์ิผล ตลอดจนรูที่จะ
แกไขปรับปรงุ ตนใหเ จรญิ งอกงามถึงความสัมบรู ณย่ิงข้ึนไป
๓.๔ มัตตัญุตา รูประมาณ คือ รูจักพอดี เชน รูจักประมาณในการบริโภค รูจัก
ประมาณในการใชจายโภคทรัพย รูจักความพอเหมาะพอดี ในการพูด การปฏิบัติภารกิจและ
ปฏิบัติหนาท่ีตางๆตลอดจนการพักผอนนอนหลับและการสนุกสนานร่ืนเริงทั้งหลาย ทําการทุก
อยางดวยความเขาใจวัตถุประสงคเพื่อผลดีแทจริงที่พึงตองการ โดยมิใชเพียงเพ่ือเห็นแกความ
พอใจ ชอบใจ หรือเอาแตใจของตน แตทําตามความพอดีแหงเหตุปจจัย หรือองคประกอบ
ทงั้ หลาย ท่ีจะลงตัวใหเ กิดผลดีงามตามท่ีมองเห็นดว ยปญญา ผปู กครองตอ งรจู กั ประมาณในการลง
ทัณฑอาชญาและในการเกบ็ ภาษี เปน ตน
๓.๕ กาลัญตุ า รกู าล คือ รกู าลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ควรหรือจะตองใช
ในการประกอบภารกจิ ทาํ หนา ท่ีการงานหรอื ปฏบิ ตั ิการตางๆ และเก่ยี วขอ งกับผูอื่น เชน รูวาเวลา
ไหนควรทาํ อะไร อยา งไร และทําใหต รงเวลา ใหเ ปนเวลา ใหท ันเวลา ใหพ อเวลา ใหเ หมาะสมเวลา
ใหถ ูกเวลา ตลอดจนรูจักกะเวลาและวางแผนการใชเ วลาอยา งไดผ ล เปนตน
๓.๖ ปริสัญุตา รูชุมชน คือ รูจักถิ่น รูจักชุมชนและรูจักท่ีประชุม รูการอันควร
ประพฤติปฏบิ ตั ใิ นทอ งถ่ิน ตอชุมชนน้ันๆ วา ชุมชนนี้ เม่ือเขาไปหาจะตองทํากิริยาอยางน้ี จะตอง
พูดอยางนี้ ชุมชนนี้ มีระเบียบวินัยอยางนี้ มีวัฒนธรรมประเพณีอยางนี้ มีความตองการอยางนี้
ควรเกยี่ วขอ ง ควรตองสงเคราะห ควรรับใช ควรบาํ เพย็ ประโยชนอ ยา งน้ีๆ เปน ตน
๓.๗ ปุคคลัญุตา รบู คุ คล คือ รจู ักและเขา ใจความแตกตา งแหงบุคคลวา โดยอัธยาศัย
ความสามารถและคุณธรรม เปน ตน ใครๆ ยิง่ หรือหยอนอยางไร และรูจักที่จะปฏิบัติตอบุคคลอ่ืนๆ
๑๓๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มสี วนเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ดวยดีวา ควรจะคบหรือไม ไดคติอะไร จะสัมพันธเก่ียวของ จะใช จะยกยอง จะตําหนิ หรือจะ
แนะนาํ สงั่ สอนอยางไร จงึ จะไดผ ลดี ดังน้ี เปนตน
ธรรม ๗ ขอนี้ เรียกวา สัปปุริสธรรม แปลวา ธรรมของสัปปุริสชน คือ คนดี หรือคนท่ีแท ซ่ึงมี
คณุ สมบัติของความเปน คนทสี่ มบรู ณ
๕.๔.๒ หลกั พุทธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมสําหรบั การครองคน
๑. ราชสงั คหวัตถุ
๒. อคติ
๓. พรหมวิหารธรรม
๔. สารณยี ธรรม
๑. สงั คหวัตถุของผูปกครองผูครองแผน ดนิ ๑๗
หลักทํานุบาํ รุงทวยราษฎรใหป ระชาชาติดํารงอยูในเอกภาพและสามัคคี ดวยหลักธรรม
ที่เรียกวาราชสังคหวัตถสังคหวัตถุของพระราชา, ธรรมเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจประชาชน, หลักการ
สงเคราะหประชาชนของนักปกครอง เรียกวา ราชสังคหวัตถุ ๔ ประการ คอื
๑.๑ สสั สสเมธะ ฉลาดบํารงุ ธญั ญาหาร คือ ปรีชาสามารถในนโยบายท่ีจะบํารุงพืชพันธุ
ธญั ญาหาร สงเสรมิ การเกษตรใหอ ดุ มสมบรู ณ
๑.๒ ปริสเมธะ ฉลาดบํารุงขาราชการ คือ ปรีชาสามารถในนโยบายท่ีจะบํารุง
ขา ราชการดว ยการสง เสริมคนดีมคี วามสามารถและจดั สวสั ดกิ ารใหดี เปนตน
๑.๓ สัมมาปาสะ ผูกประสานปวงประชา คือ ผดุงผสานประชาชนไวดวยนโยบาย
สงเสริมอาชีพ จัดหาทุน จัดตั้งกองทุนใหคนยากคนจนยืมไปสรางตนในพานิชยกรรม หรือดําเนิน
กิจการตางๆ ไมใหฐานะเหล่อื มลํ้าหา งเหินจนแตกแยกกัน
๑.๔ วาชเปยะ หรือ วาจาเปยยะ มวี าทะดูดดม่ื ใจ คือ มีวาจาอันดูดด่ืมน้ําใจ นํ้าคําควร
ด่มื หรอื รจู กั พดู รจู กั ปราศรัย ไพเราะ สุภาพนุมนวล รูจักชแี้ จงแนะนํา รจู กั ทักทาย ไถถามทุกขสุข
ราษฎรทุกชนช้ัน แมปราศรัยก็ไพเราะนาฟง ท้ังประกอบดวยเหตุผล มีประโยชน เปนทางแหง
สามัคคีทาํ ใหเกิดความเขา ใจอนั ดี ความเช่อื ถอื และความนยิ มนับถือ
๑๗สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๒๐/๑๓๘
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๓๓
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มีสวนเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๒. สงั คหวัตถุ๑๘
หลักบาํ เพญ็ การสงเคราะห คือ ปฏิบัติตามหลัการสงเคราะห หรือธรรมอันเปนเคร่ืองยึดเหนี่ยวใจ
คนและประสานหมูชนไวในสามัคคี เรียกวา สังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ
๒.๑ ทาน ใหป น คอื เออ้ื เฟอเผื่อแผเ สียสละ แบงปน ชวยเหลือสงเคราะห ดวยปจจัยสี่
ทนุ หรือทรพั ยส นิ ส่งิ ของ ตลอดจนใหความรู ความเขาใจและศิลปวทิ ยา
๒.๒ ปยวาจา พดู อยางรักกัน คอื กลา วคําสุภาพ ไพเราะ นาฟง ช้ีแจง แนะนําสิ่งที่เปน
ประโยชน มเี หตุผล เปนหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงามหรือคําแสดงความเห็นอกเห็นใจ ใหกําลังใจ
รจู ักพดู ใหเ กดิ ความเขา ใจดี สมานสามคั คี เกิดไมตรี ทาํ ใหรักใครนับถือและชว ยเหลอื เกอื้ กูลกัน
๒.๓ อัตถจริยา อาสาบําเพ็ญประโยชน คือ ชวยเหลือดวยแรงกายและขวนขวาย
ชวยเหลือกิจการตางๆ บําเพ็ญสาธารณประโยชน รวมทั้งชวยแกไขปญหาและชวยปรับปรุง
สง เสริมในดา น จริยธรรม
๒.๔ สมานัตตตา เอาตัวเขาสมาน คือ ทําตัวใหเขากับเขาได วางตนเสมอตนเสมอ
ปลายใหความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ําเสมอกันตอคนท้ังหลาย ไมเอาเปรียบและเสมอในสุขทุกข คือ
มสี ขุ รว มเสพ มที กุ ขรว มตาน รวมรับรู รวมแกไขปญหา เพ่ือใหเกิดประโยชนสุขรวมกัน ปราศรัยก็
ไพเราะนา ฟง ทั้งประกอบดวยเหตุผล มีประโยชน เปนทางแหงสามัคคี ทําใหเกิดความเขาใจอันดี
ความเชื่อถือ และความนยิ มนบั ถอื
ทง้ั ๔ ขอนี้ กลาวสัน้ ๆ วา : ชว ยดวยทุน ดว ยของหรอื ความรู, ชวยดว ยถอยคํา, ชวยดวย กําลังงาน
,ชว ยดวยการรวมเผชญิ และแกปญ หา
๓. อคต๑ิ ๙
ฐานะอันไมพึงถึง, ทางที่นําไปสูความประพฤติที่ผิด, ความไมเท่ียงธรรม, ความลําเอียง
,อันเปนหลักท่ีนักปกครอง เม่ือปฏิบัติหนาที่พึงเวนจากความลําเอียง หรือความประพฤติท่ี
คลาดเคลื่อนจากธรรม เรยี กวา อคติ ๔ ประการ คือ
๑๘ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๑๐/๑๗๐.
๑๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๖/๒๐๑.
๑๓๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มสี ว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๓.๑ ฉนั ทาคติลําเอยี งเพราะชอบ
๓.๒ โทสาคติลาํ เอียงเพราะชงั
๓.๓ โมหาคติ ลําเอยี งเพราะหลง, พลาดผดิ เพราะเขลา
๓.๔ ภยาคติ ลาํ เอยี งเพราะขลาดกลวั
๔. พรหมวหิ ารธรรม๒๐
ธรรมเครื่องอยูอยางประเสริฐ, ธรรมประจําใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติท่ี
ประเสริฐบริสุทธ์ิ ธรรมท่ีตองมีไวเปนหลักใจและกํากับความประพฤติ จึงจะเชื่อวา ดําเนินชีวิต
หมดจด และปฏิบัติตนตอมนุษยและสัตวทั้งหลายโดยชอบเรียกวา พรหมวิหารธรรม ๔ ประการ
คือ
๔.๑ เมตตา ความรัก คือ ปรารถนาดีมีไมตรี ตองการชวยเหลือใหทุกคนประสบ
ประโยชนแ ละความสขุ มีจติ อันแผไ มตรแี ละคดิ ทําประโยชนแกมนษุ ยและสตั วท ัว่ หนา
๔.๒ กรุณา ความสงสาร คือ อยากชวยเหลือผูอ่ืนใหพนจากความทุกข ใฝใจในที่จะ
ปลดเปลื้องบําบดั ความทุกขยากเดือดรอนของคนและสตั วทั้งปวง
๔.๓ มุทติ า ความยินดี คือ ความเบิกบานพลอยยินดีในเมื่อเห็นผูอ่ืนอยูดีมีสุข มีจิตผอง
ใสบันเทิง กอปรดวยอาการแชมชื่นเบิกบาน เม่ือเห็นเขาทําดีงามประสบความสําเร็จกาวหนา
ยงิ่ ข้นึ ไปกพ็ ลอยยนิ ดีดวย พรอ มทจี่ ะชว ยสงเสริมสนับสนุน
๔.๔ อุเบกขา ความมีใจเปนกลาง คือ มองตามเปนจริง โดยวางจิตเรียบสม่ําเสมอ
มั่นคงเที่ยงตรงดุจตาชัง มองเห็นการท่ีบุคคลจะไดรับผลดีหรือชั่ว สมควรแกเหตุที่ตนประกอบ
พรอมทีจ่ ะวินิจฉยั วางตนและปฏิบัตไิ ปตามหลักการ เหตุผลและความเท่ียงธรรม ไมเอนเอียงดวย
ความรกั และชังพิจารณาเห็นกรรมที่สัตวท้ังหลายกระทําแลว อันควรไดรับผลดีหรือชั่ว สมควรแก
เหตุอันตนประกอบพรอมที่จะวินิจฉัย และปฏิบัติไปตามธรรม รวมท้ังรูจักวางเฉยสงบใจมองดูใน
เมื่อไมมีกิจที่ควรทําเพราะเขารับผิดชอบตนไดดีแลว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควร
ไดรับผลอนั สมกบั ความรบั ผิดชอบของตน
๒๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๒๗/๒๕๖.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๓๕
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมีสวนเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๕. สาราณียธรรม๒๑
ธรรมเปนท่ีต้ังแหงความใหระลึกถึง, ธรรมเปนเหตุใหระลึกถึงกันเพ่ือสรางสัมพันธกับ
ผูอื่นที่เปนเพื่อนรวมงาน รวมกิจการ รวมองคกร รวมชุมชน, ธรรมที่ทําใหเกิดความสามัคคี,
หลักการอยูรวมกนั เรยี กวา สาราณียธรรม ๖ ประการ คือ
๕.๑ เมตตากายกรรม ทําตอกันดวยเมตตา คือ แสดงไมตรีและความหวังดีตอเพ่ือน
รว มงาน รว มกิจการ รว มชุมชน ตง้ั เมตตากายกรรมในเพือ่ นรวมงาน สถาบัน องคกร สังคม ชุมชน
ทั้งตอหนาและลับหลัง คือชวยเหลือกิจธุระของผูรวมหมูคณะดวยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการ
สภุ าพ เคารพนับถือกันท้ังตอหนาและลับหลงั
๕.๒ เมตตาวจีกรรม เจรจาตอกันดวยเมตตา คือ ชวยบอกแจงสิ่งที่เปนประโยชน ส่ัง
สอนหรือแนะนําตักเตือนกันดวยความหวังดีตั้งเมตตาวจีกรรมในเพ่ือนรวมงาน สถาบันองคกร
สงั คม ชมุ ชนทั้งตอหนาและลับหลัง กลาววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ท้ังตอหนาและ
ลับหลัง
๕.๓ เมตตามโนกรรม คิดตอกันดวยเมตตา คือ ตั้งจิตปรารถนาดี ต้ังเมตตามโนกรรม
ในเพือ่ นรวมงาน สถาบนั องคก ร สังคม ชุมชน ท้ังตอหนา และลับหลัง คิดทําสิ่งที่เปนประโยชนแก
กนั มองกนั ในแงด ี มีหนาตาย้ิมแยม แจม ใสตอ กัน
๕.๔ สาธารณโภคี ไดม าแบง กนั กนิ แบง กันใช คอื ไดของสิ่งใดมาก็แบงปนกันเม่ือได สิ่ง
ใดมาโดยชอบธรรม แมเปนของเล็กนอย ก็ไมหวงไวผูเดียว นํามาแบงปนเฉลี่ยเจือจานในเพื่อน
รว มงาน สถาบนั องคก ร สังคม ชุมชน ใหไ ดมีสว นรว มใชสอยบรโิ ภคทัว่ กัน
๕.๕ สีลสามัญญตา ประพฤติใหดีเหมือนเขา คือ มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อน
รวมงานสถาบนั องคกร สังคม ชุมชน ทั้งตอหนาและลับหลัง มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกตอง
ตามระเบียบวินัย กฎเกณฑ กติกา จารีตประเพณีอันดีงามไมมีพฤติกรรมแหกคอก นอกระเบียบ
เหยียบกฎ ไมท าํ ตนใหเปนท่นี ารังเกียจหรือเส่อื มเสยี ของหมูคณะ
๕.๖ ทิฏฐิสามัญญตา ปรับความเห็นเขากันได คือ มีทิฏฐิ ดีงามเสมอกันกับเพ่ือน
รวมงานสถาบัน องคกรสังคม ชุมชน ท้ังตอหนาและลับหลังเคารพรับฟงความคิดเห็นกัน มีความ
๒๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๒๔/๓๒๑.
๑๓๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมีสวนเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
เห็นชอบรวมกัน ตกลงกันไดในหลักการสําคัญ ยึดถืออุดมคติ หลักแหงความดีงาม หรือจุดหมาย
สงู สุดอนั เดยี วกนั ในขอทเี่ ปน หลกั การสําคญั อนั จะนําไปสคู วามหลุดพน สน้ิ ทุกข (หรอื ขจัดปญหา)
ธรรม ๖ ประการนี้ มีคุณคือ เปนสารณียะ (ทําเปนท่ีระลึกถึง) เปน ปยกรณ (ทําใหเปนท่ีรัก) เปน
ครุกรณ (ทําใหเปนท่ีเคารพ) เปนไปเพ่ือความสงเคราะห (ความประสานกลมกลืน) เพื่อความไม
ววิ าท เพ่ือความสามัคคี และเพอื่ เอกภาพ ความเปนอนั หน่ึงเดียวกัน)
๕.๔.๓ หลักพทุ ธธรรมคณุ ธรรมและจริยธรรมสาํ หรับการครองงาน
๑. ราชพละ ๒. อิทธิบาท
๓. อปรหิ านิยธรรม ๔. อธปิ ไตย
๕. จกั รวรรดิวตั ร
๑. ราชพละ๒๒
ราชพละ ธรรมอันเปนพลัง เสริมพลังภายใน เพื่อใหภายในทรงพลัง คือ มีกําลังที่เกิด
จากคณุ ธรรม ความประพฤติปฏิบัติท่ีเปนหลักประกันชีวิต ซึ่งทําใหเกิดความม่ันใจในตนเองจนไม
มคี วามหวาดหว่ันกลัวภยั หรือ ธรรมอันเปนพลังทําใหด าํ เนนิ ชวี ิตดวยความมน่ั ใจ ไมหวันตอภัยทุก
อยา งเรียกวา พละ ๔ ประการ คือ
๑.๑ ปญญาพละ กําลังปญญา คือ ไดศึกษา มีความรูความเขาใจถูกตอง ชัดเจนใน
เร่ืองราวและกิจการ หนาที่การงาน ปฏิบัติภาระหนาท่ีท่ีตนเกี่ยวของ ตลอดไปถึงสภาวะอันเปน
ธรรมดาของโลกและชวี ิต เปนผกู ระทาํ การตางๆ ดวยความเขาใจเหตุผลและสภาพความจรงิ
๑.๒ วิริยพละ กําลังความเพียร คือ เปนผูประกอบกิจ ทําหนาท่ีการงาน ปฏิบัติ
ภาระหนา ทต่ี า งๆ อยูต ลอดเวลา ดว ยความบากบนั พยายาม ไมไ ดทอดท้งิ หรือยอหยอ นทอถอย
๑.๓ อนวัชชพละ กําลังสุจริต หรือ กําลังความบริสุทธิ์, ตามศัพท แปลวา กําลังการ
กระทําที่ไมมีโทษ คือ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบริสุทธ์ิ เชน มีความประพฤติ และปฏิบัติ
ภาระหนา ทกี่ ารงานสจุ รติ สะอาดบริสทุ ธิ์ โปรงใส ตรวจสอบได ไมมีขอบกพรองเสียหาย มีเหตุผล
มุงดไี มรกุ รานใหร า ยใคร ทําการดว ยเจตนาบรสิ ทุ ธไ์ิ มมขี อ ที่ใครจะตเิ ตยี นได
๒๒ อง.ฺ จตกุ ก.(ไทย) ๒๑/๑๕๓/๒๑๕.
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๓๗
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มสี วนเสรมิ สรางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๑.๔ สังคหพละ กําลังการสงเคราะห คือ การไดชวยเหลือเก้ือกูล ยึดเหน่ียวนํ้าใจคน
และประสานหมูชนไวในสามัคคี ทําตนใหเปนประโยชนแกเพ่ือนมนุษย เพื่อนรวมงาน สถาบัน
องคกร สังคม ชุมชน เปนสมาชิกท่ีดีมีประโยชนของสถาบัน องคกร สังคม ชุมชน โดยสงเคราะห
ดวยหลกั สังคหวตั ถุ ๔๒๓ คอื
(๑) ทาน การใหปน โดยปกติ หมายถึง ชวยเหลือในดานทุนหรือปจจัยเคร่ืองยัง
ชีพตลอดจนเพ่ือแผกันดวยไมตรี อยางเลิศหมายถึง ธรรมทาน แนะนําส่ังสอนใหความรูความ
เขาใจ จนเขา รูจักพ่งึ ตนเองได
(๒) เปยยวัชชะ พูดจับใจใชปยวาจา คือ พูดดวยน้ําใจหวังดี มุงใหเปนประโยชน
และรูจักพูดใหเปนผลดี ทําใหเกิดความเช่ือถือ สนิทสนมและเคารพนับถือกัน อยางเลิศหมายถึง
หมั่นแสดงธรรม คอยชว ยชีแ้ นะหลักความจรงิ ความถกู ตอ งดงี าม แกผ ูที่ตอ งการ
(๓) อตั ถจรยิ า บําเพญ็ ประโยชน คือ ชวยเหลือรับใช ทํางานสรางสรรค ประพฤติ
การที่เปนประโยชน อยางเลิศหมายถึง ชวยเหลือสงเสริมคนใหมีความเช่ือถือถูกตอง (สัทธา
สัมปทา) ใหป ระพฤติดีงาม (สลี สมั ปทา) ใหม ีความเสียสละ (จาคสัมปทา) และใหมีปญญา (ปญญา
สัมปทา)
(๔) สมานัตตตา มีตนเสมอ คือ เสมอภาค ไมเอาเปรียบ ไมถือสูงต่ํา รวมทุกขรวม
สุขดวยอยางเลิศหมายถึง มีความเสมอกันโดยธรรม เชน พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน
เปนตน
(ผูนํา หรือผูปกครองจึงจําเปนหลักส้ันๆ วา...รูงานดี ปฏิบัติหนาท่ีไมบกพรอง
มือสะอาดไมขาดมนษุ ยส มั พนั ธ)
พละ หมวดนีเ้ ปนหลักประกันของชีวิตผูนําหรือผูปกครองตองประพฤติปฏิบัติตาม
หลักธรรม ๔ ประการน้ี ซึ่งสงผลใหการดําเนินชีวิต เปนไปดวยความม่ันใจ เพราะเปนผูมีพลังใน
ตน ยอมขามพนภัยท้ัง ๕ คือ อาชีวิตภัย ภัยอันเนื่องดวยการครองชีพ อธิโลกภัย ภัยคือความ
เสื่อมเสียช่ือเสียง ปริสสารัชชภัย ภัยคือความคร่ันคราม เกอเขินในท่ีชุมชน หรือในท่ีประชุม/
ชมุ นมุ มรณภัย ภยั คอื ความตาย ทคุ คตภิ ัย ภัยคือทคุ ติ
๒๓ อง.ฺ จตกุ กฺ .(ไทย) ๒๑/๓๒/๕๑.
๑๓๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมีสว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๒. อิทธิบาท๒๔
คุณเคร่อื งใหถ ึงความสาํ เรจ็ , คณุ ธรรมท่ีนําไปสูความสําเร็จแหงผลที่มุงหมาย, หลักแหง
ความสําเร็จโดยปฏิบัติตามหลักธรรมท่ีจะนําไปสูความสําเร็จแหงการบริหารกิจการหนวยงาน
สถาบันองคก ร สังคม ชมุ ชน แผนดนิ ประเทศชาติ เรียกวา อิทธบิ าท มี ๔ ขอ คือ
๒.๑ ฉันทะ มีใจรัก คอื ความพอใจใฝใจรักจะทําส่ิงนั้นอยูเสมอ มีความตองการท่ีจะทํา
ใหเปนผลสาํ เร็จอยางดีแหงกิจการงาน ภาระหนาที่ท่ีทํา และปรารถนาจะทําใหไดผลดีย่ิงๆ ขึ้นไป
มิใชสักวา ทาํ พอใหเสร็จๆ หรอื เพียงเพราะอยากไดรางวลั หรือผลกาํ ไร
๒.๒ วิริยะ พากเพียรทํา คือ ความเพียรขยันหม่ันประกอบ หม่ันกระทําส่ิงน้ันดวย
ความพยายาม เขมแข็ง อดทน เอาธุระไมทอดทิ้ง ไมทอถอย พรอมที่จะกาวไปขางหนาจนกวาจะ
ประสบผลสําเร็จ
๒.๓ จติ ตะ เอาจติ ฝก ใฝ คือ ความคิดมุงไปสจู ุดหมาย ต้ังจิตรับรูในส่ิงท่ีทําและทําสิ่งน้ัน
ดวยความคิด ไมปลอยจิตใจใหฟงซานเล่ือนลอยไป ใชความคิดในเรื่องนั้นบอยๆ เสมอๆ ปฏิบัติ
ภารกจิ หนาท่ีการงานนนั้ อยา งอุทศิ ตวั อทุ ศิ ใจใหแ กส ิ่งท่ีทํา
๒.๔ วิมังสา ใชปญญาสอบสวน คือ ความไตรตรอง หรือ ทดลอง หม่ันใชปญญา
พิจารณาใครครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบขอยิ่งหยอนเกินเลยบกพรอง ขัดของในส่ิงที่
ทาํ น้นั โดยรจู กั ทดลอง มีการวางแผน วัดผล คิดคนวิธีแกไข ปรับปรุง พัฒนา สงเสริม เพื่อจัดการ
และดาํ เนินงานน้ัน ใหไดผ ลดยี ิ่งขึ้นไป
(ผูนํา หรือผูปกครองจึงจําเปนหลักส้ันๆ วา....รักงาน สูงาน ใสใจงาน และ ปฏิบัติ
หนาท่ีการงานดวยปญ ญา)
๓. อปริหานยิ ธรรม๒๕
หลักการรวมรับผิดชอบที่จะชวยปองกันความเสื่อม นําไปสูความเจริญรุงเรืองโดยสวน
เดยี วธรรมอันไมเ ปน ทตี่ ้ังแหง ความเสอ่ื มเปนไปเพอื่ ความเจรญิ ฝา ยเดยี วสาํ หรบั หมชู นหรือผูบริหาร
บา นเมืองเรียกวา อปรหิ านิยธรรม ๗ ประการ คือ
๒๔ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๖/๒๗๗.
๒๕ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๓๔/๗๘.
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๓๙
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสริมสรางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๓.๑ ตองหมั่นประชุมกันเนืองนิตย หม่ันหันหนาเขาหากัน เพ่ือพบปะปรึกษาหารือ
กิจการงาน ท่ีพึงรับผิดชอบตามภาระหนาที่ของตน โดยสม่ําเสมอ หาทางแกไขปญหาท่ีเกิดข้ึน
เพือ่ ท่ีจะไดแ กไ ขปญ หาไดทนั ทว งที
๓.๒ ตองพรอมเพรียงกันประชุม พรอมเพรียงกันเลิกประชุม พรอมเพรียงกันทํากิจที่
พึงทํารวมกัน และพรอมเพรียงกันลุกขึ้นปองกันบานเมือง รักษาอธิปไตยของชาติ หรือหนวยงาน
สถาบัน องคกร สงั คม ชุมชน ของตน เม่อื ประสบปญหา ตางก็ชว ยกันคนละไมละมือ แบงงานแบง
ภาระหนา ที่ กันรบั ผิดชอบอยา งชดั เจน
๓.๓ ตองไมถืออําเภอใจใครตอความสะดวก ถือปฏิบัติมั่นอยูในบทบัญญัติใหญที่วาง
ไวเปนธรรมนูญ โดยไมบัญญัติในส่ิงท่ีมิไดบัญญัติไวแลว ซ่ึงไมชอบธรรม อันขัดตอหลักการเดิมที่
ชอบธรรมไมลมลางสิ่งท่ีบัญญัติไว อันเปนหลักการเดิม ซึ่งเปนสิ่งท่ีชอบธรรม และทุกคนตองถือ
ปฏิบัติตามหลักธรรมไมเหยียบยํ่าลมลางหลักการ ขอกําหนดกฎเกณฑส่ิงที่ตกลงมติ ตามท่ีวางไว
เดิมแลว ดว ย
๓.๔ ตองใหความเคารพนับถือ ผูหลักผูใหญผูมีประสบการณยาวนาน ผูทรงคุณวุฒิ
วยั วฒุ ิ ใหเ กยี รตเิ คารพนับถอื นาํ บุคคลเหลา น้มี าเปนที่ปรกึ ษา และเช่ือถอื ในคาํ แนะนําเห็นถอยคํา
ของทานวา เปนสิ่งอนั ควรรับฟง
๓.๕ ตอ งใหส ิทธิสตรี ใหเกียรติและปกปอ งคุมครองบรรดากุลสตรี กุลกุมารีท้ังหลายให
อยูดีมีสุข อยาใหเกิดการขมเหงรังแกสตรีและเด็ก เกิดขึ้นในหนวยงาน สถาบัน องคกรสังคม
ชมุ ชน รวมทั้งในประเทศ
๓.๖ ตองเคารพสักการะบูชาเจดีย รวมทั้งปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึง
อนุสาวรียประจําชาติตางๆ ไมดูถูกดูหม่ินศาสนสถาน ตองหม่ันประกอบพิธีกรรมท่ีชอบธรรมเพื่อ
สักการะอยูเ สมออันเปนเคร่ืองเตือนความทรงจํา เราใหทําดีและเปนท่ีรวมใจของหมูชน ไมละเลย
พิธีเคารพบูชาอันพึงทําตออนุสรณสถานเหลาน้ันตามประเพณี อยาปลอยใหเส่ือมโทรมและสูญ
หายไป
๓.๗ ตองใหความอารักขา โดยใหการอารักขา คุมครอง ปองกันอันชอบธรรมแก
บรรพชิตผูทรงศีลดํารงธรรมบริสุทธิ์ ผูประพฤติปฏิบัติธรรมท้ังหลาย ซ่ึงเปนหลักใจและเปน
ตัวอยางทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจตอนรับทานทั้งหลายท่ียังมิไดมา จึงมาท่ีมาแลวจึงอยู
๑๔๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสรมิ สรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
โดยผาสุก สนับสนุนสงเสริมใหมีผูประพฤติปฏิบัติธรรมมากข้ึนเรื่อยๆ หนวยงาน สถาบัน องคกร
สงั คม ชมุ ชน บานเมอื ง ประเทศชาติ จะมคี วามเปน อยูอยา งสันติสขุ
อปรหิ ารนิยธรรม ๗ ประการน้ี พระพทุ ธเจาตรัสแสดงแกเจา วัชชีทั้งหลาย ผปู กครองรัฐ
โดยระบอบสามัคคีธรรม ซึ่งรัฐคูอริยอมรับวา เมื่อชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักธรรมน้ี จะเอาชนะ
ดวยการรบไมไ ด นอกจากจะใชก ารเกลี้ยกลอ มหรือ ยุแยกใหแตกสามคั คี
๔. อธปิ ไตย๒๖
ผูนํา ผูปกครอง ผูบริหารหนวยงาน สถาบัน องคกรสังคม ชุมชน ตองรูหลักอธิปไตย คือรูหลัก
ความเปน ใหญท ่เี รยี กวา อธิปไตย ๓ ประการ ดังน้ี
๔.๑ อัตตาธิปไตย ถือตนเปนใหญ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ ของตน
เปนใหญ กระทําการดวยปรารภตนและส่ิงท่ีเน่ืองดวยตนเปนประมาณ ในฝายกุศล ไดแก เวนช่ัว
ทําดดี วยเคารพตน
๔.๒ โลกาธิปไตย ถือโลกเปนใหญ คือ ถือความนิยมของชาวโลกเปนใหญ หว่ันไหวไป
สองนินทาและสรรเสริญ กระทําการดวยปรารภจะเอาใจหมูชน หาความนิยม หรือหวันกลัวเสียง
กลา ววาเปน ประมาณ ในฝา ยกุศล ไดแก เวน ช่วั ทาํ ดี ดวยเคารพเสียงหมชู น
๔.๓ ธรรมาธปิ ไตย ถือธรรมเปนใหญ คือ ถือหลักการ ความจริง ความถูกตอง ความดี
งามเหตุผลเปนใหญ กระทําการดวยปรารภสิ่งที่ไดศึกษา ตรวจสอบตามขอเท็จจริงและความ
คิดเหน็ ท่ีรับฟง อยางกวา งขวางแจงชัดและพิจารณาอยางดีที่สุด ตามขีดแหงสติปญญา จะมองเห็น
ไดด ว ยความบริสุทธิใ์ จวา เปนไปโดยชอบธรรมและเพื่อความดีงาม เปนประมาณอยางสามัญ ไดแก
ทาํ การดวยความเคารพหลักการ กฎ ระเบยี บ กติกา
ผูมีอัตตาธิปไตย เปนอัตตาธิปก พึงใชสติใหมาก ผูมีโลกาธิปไตย เปนโลกาธิปก พึงมี
ปญญาครองตนและรูพินิจพิเคราะหกลั่นกรอง ผูมีธรรมาธิปไตย เปนธรรมาธิปก พึงประพฤติให
ถูกทาง ผูเปนหัวหนาหมูคณะ ผูเปนนักปกครอง รับผิดชอบตอรัฐประชาธิปไตย ซ่ึงถือหลัก
ธรรมาธปิ ไตย
๒๖ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๕/๓๖๔, อง.ฺ ติก.(ไทย) ๒๐/๔๐/๒๐๑.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๔๑
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี ว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๕. จกั กวตั ติวตั ร๒๗
หลักปฏิบัติหนาที่ของนักปกครองผูย่ิงใหญ ธรรมเนียมหรือหนาที่ประจําของนัก
ปกครอง,วัตรของพระเจาจักรพรรดิ, พระจริยาที่พระจักรพรรดิพึงบําเพ็ญสมํ่าเสมอ, ธรรมเนียม
การทรงบําเพ็ญพระราชกรณียของพระเจาจักรพรรดิหนาที่ของนักปกครองผูยิ่งใหญเรียกวา จักก
วัตติวตั ร ๕ ประการ คอื
๑.๑ ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเปนใหญ คือ ยึดถือความจริง ความถูกตอง ความดีงาม
เหตุผล หลักการ กฎกติกา ท่ีชอบธรรม เปนบรรทัดฐาน เคารพนับถือ เชิดชูบูชาธรรม ยําเกรง
ธรรม ยดึ ธรรม เปนหลกั ตัง้ ตนอยูในธรรม ประพฤตธิ รรมเปนธงชัย เปน ธรรมาธปิ ไตย
๑.๒ ธรรมิการักขา ใหความคุมครองโดยธรรม คือ จัดอํานวยการรักษา ปองกัน และ
คมุ ครองอนั ชอบธรรม และเปนธรรมแกช นทกุ หมูเหลา ในแผน ดนิ
๑.๓ มาอธรรมการ หามกน้ั การอาธรรม คอื จัดการปองกันแกไข มิใหมีการกระทําที่ไม
เปนการขมเหงและความผิด ความช่ัวราย เดือดรอน เกิดมีข้ึนในบานเมือง ชักนําประชาชนใหต้ัง
ม่ันในสจุ ริตและนยิ มธรรม รวมทัง้ จดั วางระบบที่กนั คนราย ใหโ อกาสคนดี
๑.๔ ธนานุประทาน ปนทรัพยแกชนผูยากไร คือ การแบงปนทรัพยเฉล่ียทรัพยใหแก
ชนผูไรทรพั ย มใี หม คี นขัดสนยากไรใ นแผนดนิ เชน จัดใหราษฎรท้ังปวงมีทางหาเลี้ยงชีพ ทํามาหา
กนิ ไดโดยสุจรติ
๑.๕ ปรปิ ุจฉา ไมขาดการสอบถามปรึกษา คือ ปรกึ ษาสอบถามปญหาแสวงปญญาและ
ความดีงามยิ่งข้ึนไป โดยมีที่ปรึกษาที่ทรงวิชาการ ทรงคุณธรรม ผูประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ผูไม
ประมาทมัวเมา ท่จี ะชวยใหเจริญปญญาและกุศลธรรม หมนั่ พบปะพระสงฆแ ละนักปราชญ ไถถาม
หาความรหู าความดงี าม หาความจริงและถูกขอปญ หาตางๆ อยโู ดยสมํ่าเสมอตามกาลอันควร เพ่ือ
ซักซอมตรวจสอบตนใหเจริญกาวหนาและดําเนินกิจการในทางที่ถูกตองชอบธรรม ดีงามและ
เปนไปเพือ่ ประโยชนสขุ อยา งแทจ ริง
๒๗ อง.ฺ ตกิ .(ไทย) ๒๐/๑๔/๒๕๔.
๑๔๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมีสว นเสรมิ สรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๕.๕ หลักพุทธธรรมท่ีมีสวนเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการ
ปกครอง
ในสวนที่เกี่ยวกบั การเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองนั้นมุงหมายเอาการ
ยอมรับนับถือและการนอมนําเอาหลักธรรมคําสอนมาเปนแนวทางในการปฏิบัติ ในท่ีน้ีขอยกเอา
ตัวอยางหลกั พทุ ธธรรมเพยี งบางหวั ขอ เปนแนวทางเพ่ือการเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทาง
การเมืองการปกครอง ทั้งในสวนของผูปกครองและผูถูกปกครอง ซ่ึงหลักอริยมรรค เมื่อนํามา
ประยกุ ตเขากับการเมืองก็คือ ระบอบการเมืองการปกครองแบบธรรมาภิวัตน หรือ ธรรมาธิปไตย
ที่จัดระเบียบตน จัดระเบียบคนจัดระเบียบงานและจัดระเบียบบานเมืองตาม “หลักพุทธธรรม”
ดงั ตอ ไปนี้
๕.๕.๑ หลักทศพิธราชธรรม
ทศพิธราชธรรม มีสวนเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
สําหรับการ ครองตนในการสรางบารมีธรรมของนักปกครอง ซ่ึงภาระหนาท่ีที่ผูนําหรือผูปกครอง
บานเมือง พึงประพฤติปฏิบัติ, ธรรมของพระราชา, กิจวัตรท่ีพระเจาแผนดินควรประพฤติ,
คุณธรรมของผูปกครอง บานเมือง ธรรมของนักปกครอง เรียกวา ทศพิธราชธรรม๒๘ ๑๐ ประการ
คอื
๑. ทานใหปนชวยประชา คือ ผูปกครองประเทศตองสละทรัพยส่ิงของ บํารุงเล้ียง
ชวยเหลือ ประชาราษฎร และบําเพ็ญสาธารณประโยชนบําเพ็ญตนเปนผูใหโดยมุงปกครองหรือ
ทํางานเพื่อใหเขาได มิใชเพ่ือจะเอาจากเขา เอาใจใสบริการ จัดสรร ความสงเคราะห อนุเคราะห
ใหประชาราษฎรไดรับประโยชนสุข ความสะดวกปลอดภัย ตลอดจนใหความชวยเหลือแกผู
เดอื ดรอนประสบทกุ ขแ ละใหความสนบั สนนุ แกคนทําความดี
๒. ศีล รักษาความสุจริต คือ ผูปกครองประเทศตองประพฤติดีงามการสํารวมกาย
วาจา ประกอบแตการสุจริต รักษากิตติคุณ ประพฤติตนใหควรเปนตัวอยาง และเปนท่ีเคารพนับ
ถือของประชาราษฎร มใิ หม ีขอใดๆ ทีใ่ ครจะดแู คลน
๒๘ ข.ุ ชา.อสตี ิ. (ไทย) ๒๘/๗๑๖/๑๑๒.