The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-13 23:51:41

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Keywords: พระพุทธศาสนา,การเมืองการปกครอง

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๙๓
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

หัวเมืองชั้นนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองชั้นตรี ไดแก พิจิตร นครสวรรค
หวั เมอื งชน้ั นอก ในสมัยกรงุ ธนบุรี ระดับเมืองชนั้ จตั วาไดแ ก ไชยบาดาล ชลบุรไี ชยบาดาล๘

หัวเมืองประเทศราช เปนเมืองตางชาติตางภาษาที่อยูหางไกลออกไปติดชายแดน
ประเทศอื่น มีกษัตริยปกครอง แตตองไดรับการแตงต้ังจากกรุงธนบุรี ประเทศเหลานั้น ประมุข
ของแตล ะประเทศจัดการปกครองกันเอง แตตองสงตนไมเงินตนไมทองและเครื่องราชบรรณาการ
มาใหตามท่ีกําหนด หัวเมืองประเทศราช ในสมัยกรุงธนบุรี ไดแก เชียงใหม (ลานนาไทย) ลาว
(หลวงพระบาง,เวียงจนั ทน, จาํ ปาศกั ดิ์) กัมพชู า (เขมร) และนครศรีธรรมราช

2. เศรษฐกจิ สมัยกรงุ ธนบรุ ี
การเสียกรุงคร้ังที่ ๒ กอใหเกิดความเสียหายยอยยับแกเศรษฐกิจไทย นอกเหนือจาก
ชาวไทยตอ งบาดเจบ็ ลมตายในสงครามกบั พมาหลายหม่ืนคนแลว ผูรอดชีวติ จํานวนมากตองอพยพ
หนีตายในสภาพอดอยากยากแคน บางสวนอพยพหนีเขาปา บางสวนซัดเซพเนจรหาท่ีพักพิงใหม
เมื่ออดอยากหนกั เขา จึงใชว ิธีปลนสะดมฆาฟนกันเพื่อความอยูรอด บางก็ลมตายเพราะขาดอาหาร
หรือไมก ็ตายเพราะโรคระบาด พลเมอื งบางสวนก็หนไี ปพึง่ พระบารมพี ระเจากรุงธนบุรี
หลังจากท่ีพระเจาตากสินไดทรงสถาปนากรุงธนบุรีเปนราชธานีแลวไดดําเนินวิธีการ
ฟน ฟดู า นเศรษฐกิจดังน้ี
๑) ทรงสละพระราชทรัพยซื้อขาวสารจากตางชาติท่ีนํามาขาย แลวนําไปแจกจายใหกับ
ราษฎรเพื่อแกป ญ หาเฉพาะหนา
๒) ทรงเรงรดั การทาํ นา เพอื่ ใหมีขาวบริโภคเพียงพอ โดยการสนับสนุนใหขาราชการทํา
นาปรงั
๓) ทรงสงเสริมการคาขายกับตางประเทศ เพ่ือนํารายไดมาใชเก่ียวกับการทําสงคราม
และบรู ณปฏิสังขรณว ัดวาอาราม รายไดเ กีย่ วกบั การคา กับตา งประเทศ ไดแ ก การเก็บภาษีเบิกรอง
หรอื คา ปากเรอื ภาษีขาเขา – ภาษขี าออก
๔) ทรงดําเนินนโยบายประหยัด โดยการใชของท่ีเปนเคร่ืองอุปโภค บริโภค ใหคุมคา
มากทส่ี ดุ
แมวาพระเจาตากสินจะพยายามแกไขปญหาเศรษฐกิจของประเทศ แกไขปญหาความ
อดอยากของประชาชน แตกย็ ังไมประสบผลสาํ เรจ็ นกั เปนเพราะสาเหตุดงั ตอ ไปน้ี
๑) มสี งครามตลอดรชั กาล ทาํ ใหราษฎรไมม เี วลาทํามาหากนิ

๘ รศ.ดนยั ไชยโยธา, การเมอื งการปกครองของไทย, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพโอเดียนสโตร,
๒๕๔๘), หนา ๑๒๕-๑๖๐

๙๔ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๒) เกิดภัยธรรมชาติ เชน พ.ศ.๒๓๑๑ – พ.ศ.๒๓๑๒ฝนแลงติดตอกัน ทํานาไมไดผล ท่ี
พอทําไดบ างก็ถูกหนูกัดกินขาวในนาและยุงฉาง รวมท้ังทรัพยสินสิ่งของท้ังปวงเสียหาย จึงมีรับส่ัง
ใหร าษฎรดักหนูนามาสง กรมพระนครบาล ทําใหเหตกุ ารณส งบลงไปได

๓) ผูคนแยกยายกระจัดกระจายกนั ยังไมมารวมกันเปน ปก แผน
๔) พอคาชาติตางๆยังไมกลามาลงทุน เพราะสภาพการณบานเมืองไมนาวางใจนัก อีก
ประการหนงึ่ เกรงจะถกู ยึดทรัพยส ินเปน ของหลวง การแกไขปญหาเศรษฐกิจไมคอยไดผลนัก ท้ังน้ี
เพราะตองทําควบคูไปกับการทําสงครามดวย แมกระน้ันพระเจาตากสินก็พยายามสงเสริมการคา
ขายกับตางประเทศ โดยสงเสริมการตอเรือพาณิชย อันเปนผลใหมีหนทางเก็บภาษีเขา
ทองพระคลัง เรือคาขายจากเมืองจีนมาติดตอบอยคร้ัง ใน พ.ศ.๒๓๒๔คณะทูตจากกรุงธนบุรี
เดนิ ทางไปเมอื งกวางตุง นาํ พระราชสาสนไปเจรญิ ทางพระราชไมตรแี ละไดเจรจาเร่ืองการคา ดวย

2. การปรับปรุงฟน ฟปู ระเทศดานการศึกษาและศาสนาสมัยกรงุ ธนบุรี
การศึกษาสมัยกรุงธนบุรีมีศูนยกลางอยูที่วัดกับวัง โดยวัดจะเปนสถานศึกษาสําหรับ
ราษฎรท่ัวไป ซ่ึงสวนใหญจะเปนเด็กผูชายเพราะตองไปศึกษาและพักอยูกับพระท่ีวัด วิชาที่เรียน
ไดแก การอาน เขียนภาษาไทย ภาษาบาลี – สันสกฤต และวิชาเลข ซึ่งสามารถนําไปใชใน
ชวี ติ ประจาํ วนั สว นวงั เปน สถานศึกษาสาํ หรบั บุตรของพระบรมวงศานุวงศ และขุนนางผูใหญ วิชา
ท่ีเรียนสวนใหญเนนเร่ืองการปกครอง วิชาการปองกันตัว เพ่ือเตรียมรับราชการตอไปในอนาคต
สวนวิชาชีพน้ันจะเปนการศึกษากับพอแม คือ พอแมประกอบอาชีพอะไร ก็มักจะถายทอดให
ลกู หลานทาํ ตอ เชน วชิ าแพทยแ ผนโบราณ หรือวชิ าชางตางๆ สว นเด็กผหู ญิงจะเรียนเพื่อเตรียมตัว
เปนแมบานแมเรือนในอนาคต ดังน้ันการเรียนของเด็กผูหญิงจะเรียนอยูกับบาน มีแมเปนผูสอน
วชิ าท่ีเรียน เชน การเย็บปก ถักรอ ย ทาํ กับขา ว การฝกอบรมมารยาทของสตรี โดยพอแมไมนิยมให
ผูหญิงเรียนหนงั สือ

3. การปรับปรุงฟน ฟปู ระเทศดานศาสนาสมัยกรงุ ธนบรุ ี
พระพุทธศาสนาตกตํ่ามากในชวงการเสียกรุงศรีอยุธยาคร้ังท่ี ๒เมื่อพระเจาตากสินขึ้น
ครองราชยพระองคทรงต้ังพระทัยจะฟนฟูพระพุทธศาสนาอยางแนวแน พระราชภารกิจทางดาน
ศาสนา ไดแก

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๙๕
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๑) นมิ นตพ ระภิกษุสงฆท ี่อยูต ามท่ตี างๆใหม าประชุมกันท่ีวัดบางหวาใหญ (วัดระฆังโฆษิ
ตาราม) แตงต้ังเจาอาวาสวัดประดูข้ึนเปนพระสังฆราช และตั้งพระราชาคณะใหปกครองพระ
อารามตา งๆในเขตกรงุ ธนบุรี

๒) ในคราวเสด็จไปปราบชมุ นุมเจานครศรีธรรมราช พระองคเสด็จบําเพ็ญพระราชกุศล
ท่ีพระอารามวัดพระศรมี หาธาตุ เมอื งนครศรธี รรมราช และใหเชิญพระไตรปฎกข้ึนมายังกรุงธนบุรี
เพอ่ื คัดลอกจารไวทกุ หมวด แลว เชญิ กลบั ไปนครศรธี รรมราชตามเดิม

๓) เมอื่ เสด็จหัวเมอื งเหนอื พระเจาตากสินก็ทรงแตงตงั้ พระราชาคณะตามหัวเมืองตางๆ
และโปรดใหรวบรวมพระไตรปฎกทางหัวเมืองเหนือมาสอบชําระที่กรุงธนบุรี แลวใหสงกลับไปใช
เปน ฉบบั หลวง

๔) ทรงอุปถมั ภพระภกิ ษุ สามเณร ทรงบําเพ็ญพระราชกศุ ลทางศาสนาเปน ประจาํ
๕) ปฏิสังขรณวัดวาอารามหลายแหง เชน วัดบางย่ีเรือใต (วัดอินทาราม)อันเปนพระ
อารามหลวง และประดิษฐานพระอัฐิสมเด็จพระพันปหลวงกรมพระเทพามาตย นอกจากน้ีเมื่อ
คร้ังสมเด็จเจา พระยามหากษัตริยศกึ เปนแมท ัพไปตีเมอื งเวียงจันทรใน พ.ศ.๒๓๒๑ไดอัญเชิญพระ
แกว มรกตมาประดิษฐานไวใ นกรงุ ธนบุรดี วย

4. สภาพสงั คมไทยสมยั กรงุ ธนบุรี
สภาพสังคมไทยสมัยกรุงธนบุรี มีลักษณะคลายคลึงกับสมัยอยุธยา คือมีการแบงชนชั้น
ออกเปน
๑) พระมหากษตั ริย เปน ชนชนั้ สูงสดุ ในสงั คม
๒) พระบรมวงศานุวงศ
๓) ขุนนางขา ราชการ
๔) ไพร เปนชนชั้นที่มมี ากทีส่ ุดในสังคม
๕) ทาส เปนชนชนั้ ตา่ํ สดุ ในสังคม ถูกเอารดั เอาเปรยี บจากนายเงินมาก
สังคมไทยสมัยกรุงธนบุรีถูกควบคุมอยางเขมงวดมาก ดวยเปนเวลาท่ีบานเมืองอยูใน
ระหวา งอันตรายเพิง่ กอบกูเ อกราชคืนมาได ท้งั ประสบความเสยี หายอยา งใหญหลวง ผูคนหลบหนี
เขา ปาอยางมากมาย ถูกกวาดตอ นไปพมา กม็ มี าก นอกนั้นตางก็พยายามเอาตัวรอดโดยการต้ังเปน
กก เปนเหลา ครั้นกูกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาไดก็ยังตองระมัดระวังภัยจากพมาท่ีจะมาโจมตีอีก
การควบคุมกําลังคนจึงมีความสําคัญมาก เพราะถามีผูคนนอย ก็จะทําใหพายแพแกขาศึกศัตรูได
ผคู นในกรงุ ธนบุรถี กู ควบคมุ โดยการสักเลก ผูท ่ีถูกสกั เลกท้ังหลายเรียกกันวาไพรหลวง ซึ่งมีหนาท่ี
รับราชการปละ ๖เดือน โดยมาทําราชการหนึ่งเดือน และหยุดพักผอนไปทํามาหากินหน่ึงเดือน

๙๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

สลับกันไป ซง่ึ สมัยกอ นเรียกวา เขา เดอื นออกเดือน มไี พรห ลวงอีกพวกหน่ึงเรียกวาไพรสวย คือเปน
ไพรที่สงสวยเปนส่ิงของหรือเงินแทนการรับใชแรงงานแกทางราชการ สวนไพรสมเปนไพรที่สังกัด
มลู นายรบั ใชแ ตเจา นายของตนเอง เพราะพวกนถ้ี ูกแยกเปน อกี พวกหนึ่งเด็ดขาดไปเลย แตบางคร้ัง
ไพรสมก็ถูกแปลงมาเปนไพรหลวงไดเหมือนกัน การสักเลกก็เพ่ือเปนการลงทะเบียนชายฉกรรจ
เปนไพรห ลวงเพ่อื ปอ งกันการหลีกเล่ียงและหลบหนี๙

๔.๕ สมัยกรุงรตั นโกสินทรต อนตน พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๔๗๕๑๐

1. การดําเนนิ การดา นการปกครอง
ระเบียบบริหารราชการแผนดนิ ทพ่ี ระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรง
ใชในการปกครองประเทศนั้น ทรงเอาแบบอยางซึ่งมีมาต้ังแตสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแหง
กรุงศรีอยุธยา กลา วคือ พระมหากษตั รยิ ทรงมีอํานาจสูงสุดและเด็ดขาดในการปกครองประเทศ มี
อัครมหาเสนาบดี ๒ตําแหนง คือ สมุหพระกลาโหม และ สมุหนายก ตําแหนงสมุหนายก มี
เสนาบดี ๔ตําแหนง ท่ีเรียกวา จตุสดมภ ขึ้นอยูในบังคับบัญชาโดยตรงท่ีแตกตางออกไปคือ ทรง
แบงการปกครองพระราชอาณาเขตออกเปน ๓สวน ไดแก การปกครองสวนกลาง การปกครอง
สว นหวั เมือง และการปกครองเมอื งประเทศราช
2. การปกครองสว นกลาง
สมุหพระกลาโหม มียศและพระราชทินนามวา เจาพระยามหาเสนา ใชตราคชสีหเปน
ตราประจาํ ตําแหนงมีอาํ นาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝายใตทั้งดานการทหารและพลเรือน สมุหนายก
มียศและพระราชทินนามไมทรงกําหนดแนนอน ที่ใชอยูไดแก เจาพระยาจักรี บดินทรเดชานุชิต
รัตนาพิพิธ ฯลฯ ใชตราราชสีหเปนตราประจําตําแหนง มีอํานาจบังคับบัญชาหัวเมืองฝายเหนือ
และอีสานท้งั ดา นการทหารและพลเรอื น
3. จตสุ ดมภ มดี ังนี้
๑) กรมเวียง หรือ กรมเมือง เสนาบดี คือ เจาพระยายมราช มีตราพระยมทรงสิงหเปน
ตราประจําตาํ แหนง มีหนา ที่ดแู ลกิจการทั่วไปในพระนคร

๙ การการเมืองไทยสมัยธนบุรี/ แหลงที่มา,ออนไลน www. f๖๕๖.wordpress.com/สืบคน ๒๑
มิถนุ ายน ๒๕๖๐

๑๐ การปกครองสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน, [ออนไลน]. แหลงที่มา: www.thaigoodview.
com/node/๔๕๔๙๐ [๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๖๐].

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๙๗
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๒) กรมวัง เสนาบดี คือ พระยาธรรมา ใชตราเทพยดาทรงพระนนทิการ (พระโค) เปน
ตราประจาํ ตาํ แหนง มหี นาที่ดแู ลพระราชวังและตั้งศาลชาํ ระความ

๓)กรมคลงั หรอื กรมทา ใชต ราบัวแกว เปน ตราประจําตาํ แหนง มเี สนาบดีดํารงตําแหนง
ตามหนา ทร่ี ับผดิ ชอบคอื

- ฝา ยการเงนิ ตําแหนงเสนาบดีคอื พระยาราชภกั ดี
- ฝายการตา งประเทศ ตําแหนง เสนาบดคี ือ พระยาศรพี ิพัฒน
- ฝายตรวจบญั ชีและดแู ลหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ตําแหนงเสนาบดีคือ พระยาพระ
คลัง
๔) กรมนา เสนาบดีมีตาํ แหนง พระยาพลเทพ ใชตราพระพิรุณทรงนาค เปนตราประจํา
ตําแหนง มีหนา ทดี่ ูแลนาหลวง เกบ็ ภาษขี าว และพิจารณาคดคี วามเก่ยี วกบั ท่ีนา

4. การปกครองหัวเมือง คือ การบริหารราชการแผนดินในหัวเมืองตางๆ ซ่ึงแบง
ออกเปน หัวเมืองชนั้ ในและหวั เมอื งชนั้ นอก

หัวเมืองช้ันใน (เดิมเรียกวา เมืองลูกหลวง หรือ เมืองหนาดาน) ไดแก หัวเมืองที่
กระจายอยูรายลอมเมืองหลวง ถือเปนเมืองบริวารของเมืองหลวง ไมมีศักด์ิเปนเมืองอยางแทจริง
เพราะไมมี เจา เมอื ง มีเพยี ง ผูร้งั (ซ่ึงไมม ีอาํ นาจอยา งเจาเมอื ง จะตองฟงคําสง่ั จากเมืองหลวง)

หัวเมืองชั้นนอก ไดแก เมืองท้ังปวง(นอกจากเมืองหลวง เมืองช้ันใน และเมืองประเทศ
ราช) เมืองเหลานี้จัดแบงระดับเปนเมืองชั้น เอก โท ตรี ตามขนาด จํานวนพลเมืองและ
ความสําคัญ แตละเมืองยังอาจมีเมืองเล็กๆ(เมืองจัตวา) อยูใตสังกัดไดอีกดวย เจาเมืองของเมือง
เหลาน้ี มีอํานาจสิทธ์ิขาดในเมืองของตน แตตองปฏิบัติตามพระบรมราชโองการและนโยบายของ
รฐั บาลที่เมอื งหลวง ตามเขตการรับผิดชอบคือ

หัวเมืองเหนือและอสี าน อยใู นความรบั ผิดชอบของสมุหนายก
หัวเมอื งใต (ตั้งแตเ มอื งเพชรบุรีลงไป) อยใู นความรับผิดชอบของ สมหุ พระกลาโหม
หัวเมืองชายทะเลตะวันออก (นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สาครบุรี ชลบุรี
บางละมุง ระยอง จันทบรุ ี และตราด) อยูในความรับผดิ ชอบของ เสนาบดีกรมพระคลัง คือ พระ
ยาพระคลัง

5. การแตงตง้ั เจา เมอื ง ถลาง และ
เมืองเอก ไดแก เมืองพิษณุโลก นครราชสีมา นครศรีธรรมราช
สงขลา พระมหากษัตรยิ ท รงแตง ต้งั เอง
เมอื งโท ตรี และจัตวา เสนาบดีผรู บั ผดิ ชอบเปนผแู ตงต้ัง

๙๘ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

6. การปกครองเมืองประเทศราช
เมอื งประเทศราชของไทยไดแ ก
๑) ลานนาไทย (เชียงใหม ลาํ พูน ลาํ ปาง เชยี งแสน)
๒) ลาว (หลวงพระบาง เวียงจนั ทน จําปาศักดิ์)
๓) เขมร
๔) หัวเมืองมลายู (ปตตานี ไทรบรุ ี กลนั ตัน ตรงั กานู)
เมอื งประเทศเหลาน้ีมเี จา เมืองเดิมเปนผูปกครอง แตมีความผูกพันตอราชธานี คือ การ
สงเคร่ืองราชบรรณาการ ตนไมเงิน ตนไมทอง ตามกําหนดเวลา และชวยราชการทหารตามแต
กรงุ เทพฯ หรือ ราชธานี จะมีใบบอกแจงไป ภารกิจของราชธานี (กรุงเทพฯ) คือ ปกปองดูแลมิให
ขาศกึ ศัตรูโจมตเี มอื งประเทศราช
7. การชาํ ระแกไ ขปรับปรุงกฎหมาย
พระราชกรณียกิจท่ีเกี่ยวกับการปกครองที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ซ่ึงพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ไดโปรดใหดําเนินการนอกเหนือไปจากการปรับปรุงแกไข
ระเบียบการบริหารราชการแผนดิน ไดแก การรวบรวมและชําระกฎหมายเกา ที่ใชกันมาต้ังแต
สมัยอยุธยา เมื่อไดชําระเรียบรอยแลวโปรดเหลาฯใหอาลักษณคัดลอกไวเปน ๓ฉบับ ทุกฉบับ
ประทับ ตราคชสีห ตราราชสีห และตราบัวแกว ซ่ึงเปนตราประจําตําแหนงสมุหพระ
กลาโหม สมุหนายกและพระยาพระคลัง ตามลําดับ เสนาบดีท้ังสามเปนผูมีอํานาจหนาท่ีในการ
ปกครอง ดูแลหัวเมืองท่ัวพระราชอาณาจักร กฎหมายฉบับนี้จึงมีช่ือเรียกวา “กฎหมายตราสาม
ดวง” หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา ประมวลกฎหมายรัชกาลท่ี ๑ ไดใชเปนหลักในการปกครอง
ประเทศมาจนถึงรัชกาลท่ี ๕ กอ นท่จี ะมกี ารปฏิรปู กฎหมายและการศาลตามแบบสากล
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๕ เสด็จครองราชยสมบัติเดือน ตุลาคม
๒๔๑๑ น้ัน๑๑ การลาอาณานิคมของมหาอํานาจตะวันตกกําลังเปนท่ีหวาดหวั่นสะพรึงกลัวตอ
ประเทศตาง ๆ ในทวีปเอเชียทุกประเทศ และเปนเครื่องผลักดันใหลนเกลารัชกาลที่ ๕ ตองทรง
ตัดสินพระทัยเลือกวิถีทางการเมืองการปกครองและการทหารที่ทรงเชื่อม่ันวาเหมาะสมกับกาล
สมัยมากท่สี ุด อยางนอ ยกส็ ามารถรกั ษาความเอกราชของชาตไิ ด

๑๑ รศ.นันทา กปล กาญจน, การวิเคราะหในเชิงประวตั ศิ าสตร เรื่องการเมอื งการปกครองในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหวั , (กรงุ เทพมหานคร: สาํ นกั พิมพโอเดยี นสโตร, ๒๕๓๘), หนา ๒๓

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๙๙
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รัชกาลท่ี ๕ ไดทรงยกเลิกตําแหนงอักครเสนาบดี ๒
ตําแหนง คือ สุมหกลาโหมและสมุกหนายก รวมท้ังจตุสดมภ และต้ังกระทรวงใหม ๑๒
กระทรวงคือ๑๒

๑. กระทรวงมหาดไทย บงั คบั หวั เมอื งฝายเหนอื และเมอื งลาว
๒. กระทรวงกลาโหม บังคับบญั ชาหัวเมือง มาลายา
๓. กระทรวงตางประเทศ
๔. กระทรวงวงั วาการในพระราชวงั
๕. กระทรวงเมืองหรอื นครบาล การจดั การเร่ืองตํารวจ ราชทณั ฑ
๖. กระทรวงเกษตราธกิ าร วา การเกย่ี วกับการเพาะปลกู เหมืองแร ปา ไม
๗. กระทรวงการคลัง วา การภาษอี ากร และงบประมาณแผน ดนิ
๘. กระทรวงยุตธิ รรม จกั การเรอื่ งชาํ ระคดี และศาล
๙. กระทรวงยุทธนาธกิ าร จัดการเร่อื งการทหาร
๑๐. กระทรวงธรรมการ วาการเรอ่ื งการศึกษา การสาธารณสขุ และสงฆ
๑๑. กระทรวงโยธาธิการ วาเร่ืองการกอสราง ถนน คลอง การชาง ไปรษณียโทร
เลข และรถไฟ
๑๒. กระทรวงมรุ ธาธิการ เกี่ยวกับการรักษาตราแผน และงานระเบยี บสารบรรณ
ตอมาสมัยในรัชกาลท่ี ๖ พระองคทรงปรับปรุงการปกครองสวนภูมิภาค เชน การ
เรียกช่ือขาหลวงเทศาภิบาลมาเห็นสมุหเทศาภิบาล นอกนั้น ยังโปรดใหรวมมณฑลหลายมณฑล
เขาดวยกันเปนภาค แตละภาคีมีอุปราชเปนผูบังคับบัญชา มีการปรับปรุงฝายตุลาการโดยโอน
ศาลฏกี าทขี่ ึ้นอยูกบั องคพระมหากษัตรยิ ม าข้ึนกบั กระทรวงยตุ ิธรรมเปน ตน
นอกนั้น รัชกาลที่ ๖ ผูทรงไดรับการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยออกซฟอรด ประเทศ
อังกฤษ ซ่ึงเปนประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยทีพระมหากษัตริยเปนประมุขใน
รัฐธรรมนญู ๑๓

๑๒ รศ.สขุ ุม นวลสกลุ และ รศ.วศิ ิษฐ ทวีเศรษฐ, การเมอื งการปกครองไทย,(กรุงเทพมหานคร:
สํานกั พมิ พมหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, ๒๕๔๑), หนา ๕๑.

๑๓ ผศ.บังอร กิลกาญจน,ประวัติศาสตรไทย,กรุงเทพมหานคร: โอเอส.พร้ินติ้งเฮาส, ๒๕๓๘ หนา
๒๘๙-๒๙๙

๑๐๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

๔.๖ สมยั เปล่ยี นแปลงการเมืองการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ - ปจจุบัน

ภายหลัง การปฏิรูปการปกครองและการปฏิรูปการศึกษาในรัชกาลท่ี ๕พระองคไดมี
กระแสความคิดท่ีจะใหประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมาย สูงสุดในการ
ปกครองประเทศ โดยมีรัฐสภาเปนสถาบันหลักที่จะใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครองมากขึ้น
เปน ลําดับ จนกระทั่งไดมีคณะนายทหารชุดกบฏ ร.ศ.๑๓๐ซึ่งมีความคิดท่ีปฏิบัติการใหบรรลุ
ความมุงหมายดังกลาว แตไมทันลงมือกระทําการก็ถูกจับไดเสียกอนเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ในตนรัชกาล
ท่ี ๖ อยางไรก็ตาม เสียงเรียกรองใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครองก็ยังคงมีออกมาเปนระยะๆ
ทางหนา หนงั สอื พิมพ แตย งั ไมผ ลตอ การเปลยี่ นแปลงใดๆ มากนัก นอกจากการปรับตัวของรัฐบาล
ทางดานการเมืองการปกครองใหทันสมัยยิ่งข้ึนกวาเดิมเทาน้ัน แตก็ยังไมไดมีการประกาศใช
รฐั ธรรมนูญเปนกฎหมายสงู สดุ ในการปกครองประเทศแตประการใด จนกระทั่งในสมัยรัชกาลท่ี ๗
ไดมีคณะผูกอการภายใตการนําของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งไดกอการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองเปนผลสําเร็จใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึง
เปน การเปลยี่ นแปลงทางการเมืองที่สาํ คญั ของประวัตศิ าสตรช าติไทย

1. สภาพการณโดยทวั่ ไปของบา นเมอื งกอ นเกดิ การเปลย่ี นแปลงการปกครอง
๑) สภาพการณทางสังคม
สังคมไทยกาํ ลังอยใู นชว งเวลาของการเปล่ยี นแปลงเขาสคู วามทันสมัยตามแบบตะวันตก
ในทุกๆ ดาน อันเปนผลสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปแผนดินเขาสูความทันสมัยในรัชกาลท่ี ๕ (พ.ศ.
๒๔๑๑-๒๔๕๓) ความจริงแลวสังคมไทยเร่ิมปรับตัวใหเขากับกระแสวัฒนธรรมตะวันตกมาต้ังแต
สมัยรชั กาลที่ ๔ภายหลังไดทําสนธิสัญญาบาวริงกับอังกฤษใน พ.ศ.๒๓๙๘และกับประเทศอ่ืนๆใน
ภาคพ้ืนยุโรปอีกหลายประเทศ และทรงเปดรับรับประเพณีและวัฒนธรรมของตะวันตก เชน การ
จ า ง ช า ว ต ะ วั น ต ก ใ ห เ ป น ค รู ส อ น ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ แ ก พ ร ะ ร า ช โ อ ร ส แ ล ะ พ ร ะ ร า ช ธิ ด า ใ น
พระบรมมหาราชวัง การใหขา ราชการสวมเสื้อเขาเฝา การอนญุ าตใหช าวตางประเทศเขาเฝาพรอม
กบั ขนุ นางขา ราชการไทยในงานพระบรมราชาภิเษก เปนตน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ไดทรงดําเนินพระ
บรมราโชบายปลดปลอยไพรใหเปนอิสระและทรงประกาศเลิกทาสใหเปนไทแกตนเอง พรอมกัน
น้ันยังทรงปฏิรูปการศึกษาตามแบบตะวันตก เพ่ือใหคนไทยทุกคนไดรับการศึกษาถึงข้ันอานออก
เขียนไดและคิดเลขเปน ไมวาจะเปนเจานาย บุตรหลานขุนนาง หรือราษฎรสามัญชนท่ีพนจาก
ความเปนไพรหรือทาส ถาบุคคลใดมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็จะมีโอกาสเดินทางไปศึกษาตอยัง
ประเทศตะวันตกโดยพระบรมราชานุเคราะหจากผลการปฏิรูปการศึกษา ทําใหคนไทยบางกลุมที่
ไดรับการศึกษาตามแบบตะวันตก เริ่มรับ เร่ิมรับเอากระแสความคิดเก่ียวกับการเมืองสมัยใหม ที่

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๐๑
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ยึดถือรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากตะวันตก และมีความ
ปรารถนาทจี่ ะเห็นการเปลี่ยนแปลงการปกคราองเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังจะเห็นไดจากคํากราบ
บังคมทูลถวายถึงความคิดเห็นในการเปล่ียนแปลงการปกครองของคณะเจานายและขาราชการใน
พ.ศ.๒๔๒๗ (ร.ศ.๑๐๓) หรือการเรียกรองใหมีการปกครองในระบบรัฐสภาของ "เทียนวรรณ”
(ต.ว.ส. วัณณาโภ) ในหนาหนังสือพิมพในสมัยรัชกาลที่ ๕เปนตน และกระแสความคิดน้ีก็ดําเนิน
สบื เน่ืองมาโดยตลอดในหมูผูนําสมัยใหมที่ไดรับการศึกษาจากประเทศตะวันตก และจากผูที่ไดรับ
การศึกษาตามแบบตะวันตก อยางไรก็ตามกลุมผูนําสมัยใหมบางสวนท่ีไดรับผลประโยชนจาก
ระบบราชการสมัยใหมท่ตี นเองเขา ไปมีหนา ทีร่ บั ผิดชอบอยู ก็ถูกระบบราชการดูดกลืนจนปฏิเสธที่
จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสมัยใหมในระยะเวลาอันใกล เพราะมีความเห็นวา
ประชาชนชาวไทยยังขาดความพรอมท่ีจะรบั การเปลย่ี นแปลง สมัยรัชกาลท่ี ๕ ทรงปฏิรูปประเทศ
เขาสูความทันสมัย สังคมไทยก็เริ่มกาวเขาสูความมีเสรีในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น โดยเริ่ม
เปดโอกาสสื่อมวลชนเสนอความคิดเห็นตอสาธารณชนไดคอนขางเสรี ดังน้ันจึงปรากฏวา
ส่ือมวลชนตางๆ เชน น.ส.พ.สยามประเภท, ตุลวิภาคพจนกิจ, ศิริพจนภาค, จีนโนสยามวารศัพท
ซ่งึ ตีพมิ พจําหนา ยในรัชกาลที่ ๕น.ส.พ. บางกอกการเมือง ซ่ึงพิมพจําหนายในสมัยรัชกาลท่ี ๖และ
น.ส.พ.สยามรวี ิว ซงึ่ พิมพจาํ หนายในสมยั รัชกาลท่ี ๗ไดเรียกรองและช้ีนําใหมีการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองประเทศไปสูระบบรฐั สภา โดยมรี ัฐธรรมนูญเปนหลักในการปกครองประเทศอยางตอเนื่อง
อยางไรกต็ าม เน่อื งจากการปลดปลอ ยไพรและทาสใหเปนอิสระในสมัยรัชกาลท่ี ๕ไดผานพนไปได
เพียง ๒๐ปเศษ ดังน้ันสภาพสังคมสวนใหญในสมัยรัชกาลท่ี ๗กอนที่จะเกิดการเปล่ียนแปลงการ
ปกครอง จึงยังตกอยูภายใตอิทธิพลของวัฒนธรรมในระบบเจาขุนมูลนาย นอกจากนี้คนสวนนอย
ยังคงมฐี านะ สิทธิ ผลประโยชนตางๆ เหนอื คนไทยสว นใหญ คนสวนใหญมักมีความเห็นคลอยตาม
ความคิดที่สวนนอยซึ่งเปนชนช้ันนําของสังคมไทยช้ีนํา ถาจะมีความขัดแยงในสังคมก็มักจะเปน
ความขดั แยงในทางความคดิ และความขัดแยงในเชิงผลประโยชนในหมูชนชั้นนําของสังคมท่ีไดรับ
การศึกษาจากประเทศตะวันตก มากกวาจะเปนความขัดแยงระหวางชนช้ันผูนําของสังคมไทยกับ
ราษฎรทวั่ ไป

๒) สภาพการณทางเศรษฐกิจ
ในสมัยรัชกาลท่ี ๔ ไดเริ่มมีการสงขาวออกไปขายยังตางประเทศมากขึ้น เพราะระบบ
การคาท่ีเปล่ียนแปลงไปและความตองการของตลาดโลก ชาวนาจึงหันมาปลูกขาวเพื่อสงออกมา
ขึน้ ทําใหมีการปลูกพืชอ่ืนๆ นอยลง ผลผลิตท่ีเปนอตุ สาหกรรมในครัวเรือนก็ลดลงดวยบางท่ีก็เลิก
ผลิตไปเลย เพราะแรงงานสว นใหญจะนาํ ไปใชในการผลติ ขาวแทน
สมัยรัชกาลที่ ๕ พระองคทรงเห็นวาถึงแมรายไดของแผนดินจะเพ่ิมพูนมากข้ึนอันเปน
ผลมาจากระบบเศรษฐกิจเปล่ียนไป แตการที่ระบบการคลังของแผนดินยังไมรัดกุมพอ ทําใหเกิด

๑๐๒ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

การร่ัวไหลไดงาย จังทรงจัดการปฏิรูปการคลังโดยจัดต้ังหอรัษฎากรพิพัฒนข้ึน เพื่อการปรับปรุง
และการจัดระบบภาษีใหท ันสมยั ใน พ.ศ.๒๔๑๖ มกี ารประกาศใชพระราชบญั ญัติงบประมาณ พ.ศ.
๒๔๓๔ เริ่มโครงการปฏิรูปเงินตราใหม พ.ศ.๒๔๔๒ จัดการสงเสริมการเกษตรและการผลิตเพ่ือ
การสงออกใหมากข้ึน ปรับปรุงการคมนาคมใหทันสมัยโดยการสรางทางรถไฟ ตัดถนนสายตางๆ
ขุดคลอง เพื่อใหเกิดความสะดวกในการคมนาคม การขนสงสินคาและผลผลิต ซึ่งผลการปฏิรูป
เศรษฐกิจในสมัยรัชกาลท่ี ๕ ทําใหรายไดของประเทศเพิ่มมากขึ้น ๑๕ ลานบาทใน พ.ศ.๒๔๓๕
เปน ๔๖ ลานบาทใน พ.ศ.๒๔๔๗ โดยไมไดเพ่ิมอัตราภาษีและชนิดของภาษีขึ้นอยางใด ทําใหเงิน
กองคลังของประเทศ ซึ่งเคยมีอยูประมาณ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท ใน พ.ศ.๒๔๓๗ เพิ่มเปน
๓๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทใน พ.ศ.๒๔๔๔

สมัยรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๘) ไดมีการสงเสริมธุรกิจดานอุตสาหกรรม
ปูนซีเมนต กิจการไฟฟา มีการจัดตั้งบริษัทพาณิชยนาวีสยาม สงเสริมดานชลประทานและการ
บํารุงพันธุขาว จัดต้ังธนาคารออมสิน สรางทางรถไฟเพิ่มเติมจากเดิม ทั้งน้ีเพื่อหวังผลทาง
เศรษฐกิจท่ีเจริญกาวหนาย่ิงข้ึน แตเนื่องจากไดอุทกภัยใน พ.ศ.๒๔๖๐ และเกิดฝนแลงใน พ.ศ.
๒๔๖๒ ทาํ ใหก ารผลติ ขาวอนั เปนที่มาของรายไดหลักของประเทศประสบความเสียหายอยางหนัก
สงผลกระทบตอภาวะการคลังของประเทศอยางไมมีทางหลีกเล่ียง ทําใหงบประมาณรายจายสูง
กวา รายรบั มาโดยตลอดระหวาง พ.ศ.๒๔๖๕-๒๔๖๘

สมยั รัชกาลท่ี ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๕) พระองคไ ดทรงแกป ญ หาเศรษฐกิจอยางเต็มพระ
สตกิ าํ ลังความสามารถ โดยทรงเสียสละดวยการตัดทอนรายจายในราชสํานัก เพื่อเปนตัวอยางแก
หนวยราชการตางๆ โดยโปรดใหลดเงินงบประมาณรายจายสว นพระองค จากเดิมปละ ๙ ลานบาท
เหลือปละ ๖ ลานป พ.ศ.๒๔๖๙ และมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีศุลกากรใหมหลายอยาง ทําให
งบประมาณรายรบั รายจา ยเกิดความสมดุล พ.ศ.๒๔๗๒-๒๔๗๔ เศรษฐกิจโลกเร่ิมตกตํ่าอันเปนผล
เน่ืองมาจากสงครามโลกครงั้ ท่ี ๑ จึงสงผลกระทบตอประเทศโดยตรง ทําใหงบประมาณรายจายสูง
กวารายรับเปนจํานวนมาก รัชกาลท่ี ๗ ไดทรงดําเนินนโยบายตัดทอนรายจายอยางเขมงวดท่ีสุด
รวมทั้งปลดขาราชการออกจากตําแหนงเปนจํานวนมากเพื่อการประหยัด ตลอดจนจัดการยุบ
มณฑลตางๆทวั่ ประเทศ งดจายเบ้ยี เลีย้ งและเบ้ียกันดารแกขาราชการ ประกาศใหเงินตราของไทย
ออกจากมาตรฐานทองคํา และกําหนดคาเงินตราตามเงินปอนดสเตอรลิง รวมทั้งการประกาศเพ่ิม
ภาษีราษฎรโดยเฉพาะขาราชการซ่ึงจะตองเสียภาษีที่เรียกวา ภาษเงินเดือน แตถึงแมวาจะทรง
ดําเนินนโยบายแกไขปญหาเศรษฐกิจดวยการประหยัดและตัดทอนรายจายตางๆ รวมทั้งการเพิ่ม
ภาษบี างอยา งแลว แตสถานการณทางเศรษฐกจิ ก็ยงั ไมไ ดเปลยี่ นแปลงในทางท่ดี ีข้นึ

พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๐๓
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

๓) สภาพการณทางการเมอื ง
สภาพการณทางการเมืองและการปกครองของไทยกําลังอยูในระยะปรับตัวเขาสูแบบ
แผนการปกครองของตะวันตก เห็นไดจากพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริยไทยทุกพระองค
ภายหลังท่ีไทยไดมีการติดตอกับประเทศตะวันตกอยางกวางขวาง นับต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี ๔-๗
สมยั รัชกาลที่ ๔ ยังไมไดทรงดําเนินนโยบายปรับปรุงการปกครองใหเปนแบบตะวันตก แตก็ทรงมี
แนวพระราชดําริโนมเอียงไปในทางเสรีนิยม เชน ประกาศใหเจานายและขาราชการเลือกตั้ง
ตําแหนงมหาราชครูปุโรหิตและตําแหนงพระมหาราชครูมหิธร อันเปนตําแหนงตุลาการที่วางลง
แทนที่จะทรงแตงตั้งผูพิพากษาตามพระราชอํานาจของพระองค และเปล่ียนแปลงวิธีถวายน้ํา
พิพัฒนสัตยา ดวยการท่ีพระองคทรงเสวยนํ้าพิพัฒนสัตยารวมกับขุนนางขาราชการและทรง
ปฏิญาณความซอ่ื สัตยข องพระองคต อขนุ นางขาราชการท้งั ปวงดวย
สมัยรัชกาลท่ี ๕ ทรงปฏิรูปการเมืองการปกครองครั้งใหญ เพ่ือใหการปกครองของไทย
ไดเจริญกาวหนาทัดเทียมกับชาติตะวันตก โดยจัดต้ัง สภาท่ีปรึกษาราชการแผนดิน (Council of
State) และสภาท่ีปรึกษาสวนพระองค (Privy Council) ใน พ.ศ.๒๔๑๗เพ่ือถวายคําปรึกษา
เกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินและในเรื่องตางๆ ท่ีพระองคของคําปรึกษาไป นอกจากน้ี
พระองคยังทรงปฏิรูปการปกครองท่ีสําคัญคือ การจัดตั้งกระทรวงแบบใหมจํานวน ๑๒ กระทรวง
ข้ึนแทนจตุสดมภในสวนกลางและจัดระบบการปกครองหัวเมืองตางๆในรูปมณฑลเทศาภิบาลใน
ภูมิภาค โดยเริ่มตั้งแต พ.ศ.๒๔๓๕ เปนตนมา นอกจากน้ีพระองคทรงริเร่ิมทดลองการจัดการ
ปกครองทองถ่ินในรูป สุขาภิบาล จัดต้ัง รัฐมนตรีสภา เพื่อทําหนาท่ีตามกฎหมาย ใน พ.ศ.๒๔๓๗
ตามแบบอยางตะวันตก
สมยั รชั กาลที่ ๖ทรงรเิ รมิ่ ทดลองการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยการจัดตั้ง ดุสิตธานี
เมืองประชาธิปไตยข้ึนในบริเวณพระราชวังดุสิต พ.ศ.๒๔๖๑ เพ่ือทดลองฝกฝนใหบรรดา
ขา ราชการไดท ดลองปกครองตนเองในนครดุสิตธานี เหมอื นกับการจดรูปแบบการปกครองทองถิ่น
ท่ีเรียกวา "เทศบาล” นอกจากน้ียังทรงจัดตั้งกระทรวงขึ้นมาใหมจากท่ีมีอยูเดิม และยุบเลิก
กระทรวงบางกระทรวงเพื่อใหมีความทันสมัยมากขึ้น โดยทรงจัดตั้งมณฑลเพ่ิมข้ึนและทรง
ปรับปรุงการบริหารงานของมณฑลดวยการยุบรวมมณฑลเปนหนวยราชการที่เก่ียวกับการ
ปกครองเรยี กวา มณฑลภาค เพอ่ื ใหก ารปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลมีความคลองตวั มากข้ึน
สมัยรัชกาลท่ี ๗ (พ.ศ.๒๔๖๘-๒๔๗๕) ทรงเล็งเห็นความจําเปนที่จะตองเปลี่ยนแปลง
การปกครองใหทันสมัย และตองเตรียมการใหพรอมเพิ่มมิใหเกิดความผิพลาดได โดยพระองคได
ทรงจัดต้ังอภิรัฐมนตรีสภา เพื่อเปนที่ปรึกษาราชการแผนดิน พ.ศ.๒๔๖๘ และทรงมอบหมายให
อภิรัฐมนตรีสภาวางระเบียบสําหรับจัดตั้งสภากรรมการองคนตรี เพ่ือเปนสภาที่ปรึกษาสวน
พระองคอ ีกดว ย

๑๐๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

นอกจากนี้ทรงมอบหมายใหอภิรัฐมนตรีวางรูปแบบการปกครองทองถิ่นในรูปเทศบาล
ดวยการแกไขปรับปรุงสุขาภิบาลท่ีมีอยูใหเปนเทศบาล แตไมมีโอกาสไดประกาศใช เพราะไดเกิด
การเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นกอน นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกลาฯ ใหพระยาศรีวิศาลวาจาและ
นายเรยมอนด บี. สตีเวนส ซึ่งเปนท่ีปรึกษากระทรวงการตางประเทศชวยกันรางรัฐธรรมนูญ ตาม
กระแสพระราชดาํ ริใน พ.ศ.๒๔๗๔ มสี าระสําคัญดังนี้

อํานาจนิติบัญญัติจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทางออม โดยมีสมาชิก ๒
ประเภท คอื มาจากการเลอื กตั้งและการแตงตั้ง สว นผทู ี่มสี ทิ ธิ์สมคั รเลือกตง้ั จะตองมีอายุไมต่ํากวา
๓๐ ป มีพ้ืนฐานความรูอานออกเขียนได สวนอํานาจบริหารใหพระมหากษัตริยทรงเลือก
นายกรัฐมนตรี แตเน่ืองจากอภิรัฐมนตรีมีความเห็นประชาชนยังไมพรอม ดังน้ันการประกาศใช
รัฐธรรมนูญควรระงับไวชั่วคราว จนกระทั่งไดเกิดการเปล่ียนแปลงการปกครองเสียกอนจึงมิไดมี
การประกาศใชแ ตอ ยา งใด

๒. สาเหตกุ ารเปลย่ี นแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕
๑) ความเส่อื มของระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย
การท่ีคณะนายทหารหนุมภายใตการนําของ ร.อ.ขุนทวยหาญพิทักษ (เหล็ง ศรีจันทร)
ไ ด ว า ง แ ผ น ยึ ด อํ า น า จ ก า ร ป ก ค ร อ ง เ พื่ อ เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ก า ร ป ก ค ร อ ง จ า ก ร ะ บ อ บ
สมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบที่จํากัด พระราชอํานาจของพระมหากษัตริยใหอยูในฐานะ
ประมขุ ของประเทศภายใตร ฐั ธรรมนูญ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ แตไมประสบความสําเร็จเพราะถูกจับกุม
กอนลงมือปฏิบตั งิ าน แสดงใหเห็นถงึ ความเสอื่ มของระบอบนี้อยางเห็นไดชัด ขณะเดียวกันในสมัย
รชั กาลที่ ๖ ไดมีการวิพากษวิจารณกันอยางกวางขวางเกี่ยวกับการใชจายเงินงบประมาณ ท่ีไมดุล
กับรายรับ ทําใหมีการกลาวโจมตีรัฐบาลวาใชจายฟุมเฟอยเกินไป ครั้งตอมาในสมัยรัชกาลที่ ๗
พระองคก ็ถกู โจมตีวา ทรงตกอยูใตอ ทิ ธิพลของอภิรัฐมนตรีสภา ซึ่งเปน สภาท่ีปรึกษาท่ีประกอบดวย
สมาชกิ ท่ีเปนพระบรมวงศานุวงศช ั้นสูง และบรรดาพระราชวงศก็มีบทบาทในการบริหารบานเมือง
มากเกินไป ควรจะใหบุคคลอื่นที่มีความสามารถเขามีสวนรวมในการบริหารบานเมืองดวย
ปรากฎการณดังกลาวสะทอนใหเห็นถึงความไมพอใจตอระบอบการปกครองท่ีมีพระ มหากษัตริย
อยูเหนอื กฎหมาย ซ่ึงนับวนั จะมีปฏกิ ิรยิ าตอ ตานมากขึ้น
๒) การไดรับการศึกษาตามแนวความคิดตะวันตกของบรรดาชนชนั้ นาํ ในสงั คมไทย
อทิ ธพิ ลจากการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทําใหคนไทยสวนหนึ่งที่ไปศึกษายัง
ประเทศตะวันตก ไดรับอิทธิพลแนวคิดทางการเมืองสมัยใหม และนํากลับมาเผยแพรในประเทศ
ไทย ทําใหค นไทยบางสวนท่ีไมไดไปศึกษาตอในตางประเทศรับอิทธิพลแนวความคิดดัง กลาวดวย
อิทธิพลของปฏิรูปการศึกษาไดสงผลกระตุนใหเกิดความคิดในการเปล่ียนแลปงการ ปกครองมาก

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๐๕
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ขึ้น นับตั้งแตคณะเจานายและขาราชการเสนอคํากราบบังคมทูลใหเปล่ียนแปลงการ ปกครองใน
พ.ศ.๒๔๒๗ นักหนังสือพิมพอยาง เทียนวรรณ (ต.ว.ส.วัณณาโภ) ก.ศ.ร. กุหลาบ (ตรุษ ตฤษณา
นนท) ไดเรยี กรองใหปกครองบา นเมอื งในระบบรฐั สภา เพอื่ ใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครอง
และยังไดกลาววิพากษวิจารณสังคม กระทบกระเทียบชนชั้นสูงที่ทําตัวฟุงเฟอ ซ่ึงตัวเทียนวรรณ
เองกไ็ ดก ราบบังคมทูลถวายโครงรางระบบการปกครองที่เปน ประชาธิปไตยแดรัชกาลที่ ๕ ตอมา
ในรัชกาลท่ี ๖ กลมุ กบฏ ร.ศ.๑๓๐ ทวี่ างแผนยดึ อํานาจการเปล่ียนแปลงการปกครอง ก็เปนบุคคล
ทไี่ ดร ับการศึกษาแบบตะวนั ตกแตไมเคยไปศกึ ษาในตางประเทศ แตคณะผูกอการเปล่ียนแปลงการ
ปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕ เปนคณะบุคคลที่สวนใหญผานการศึกษามาจากประเทศตะวันตกแทบ
ทั้งส้ิน แสดงใหเห็นถึงอัทธิพลของความคิดในโลกตะวันตกท่ีมีตอชนช้ันผูนําของไทยเปน อยางย่ิง
เม่ือคนเหลานี้เห็นความสําคัญของระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริยเปน ประมุข การ
เปลีย่ นแปลงกรปกครองจึงเกิดขน้ึ

๓) ความเคล่อื นไหวของบรรดาสอ่ื มวลชน
สอ่ื มวลชนมบี ทบาทในการกระตุน ใหเกิดความตืน่ ตัวในการปกครองแบบใหมและ ปฏิเธ
ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย เชน น.ส.พ.ตุลวิภาคพจนกิจ (พ.ศ.๒๔๔๓-๒๔๔๙)
น.ส.พ.ศิริพจนภาค (พ.ศ.๒๔๕๑) น.ส.พ.จีนโนสยามวารศัพท (พ.ศ.๒๔๔๖-๒๔๕๐) น.ส.พ.
บางกอกการเมือง (พ.ศ.๒๔๖๔) น.ส.พ.สยามรวี วิ (พ.ศ.๒๔๓๐) น.ส.พ.ไทยใหม (พ.ศ.๒๔๗๔) ตาง
ก็เรียกรองใหมีการปกครองในระบบรัฐสภาท่ีมีรัฐธรรมนูญเปนหลักในการ ปกครองประเทศ โดย
ชี้ใหเห็นถึงความดีงามของระบอบประชาธิปไตยที่จะเปนแรงผลักดันใหประชา ชาติมีความ
เจริญกา วหนามากกวา ทเ่ี ปนอยู ดังเชนท่ีปรากฎเปนตัวอยางในหลายๆประเทศที่มีการปกครองใน
ระบอบรัฐธรรมนูญ การะแสเรียกรองของสื่อมวลชนในสมัยนั้นไดมีสวนตอการสนับสนุนใหการ
ดาํ เนิน ของคณะผูกอ การในอันทจี่ ะเปลี่ยนแปลงการปกครองบรรลุผลสําเร็จไดเ หมือนกัน
๔) ความขัดแยงทางความคิดเกย่ี วกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
รัชกาลที่ ๗ ทรงเล็งเห็นความสําคัญของการมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการ
ปกครองประเทศ และทรงเตม็ พระทยั ที่จะสละพระราชอาํ นาจมาอยูภายใตรัฐธรรมนูญเมื่อถึงเวลา
ท่ี เหมาะสม แตเม่ือพระองคทรงมีกระแสรับสั่งใหพระยาศรีวิศาลวาจาและนายเรยมอนด บี.สตี
เวนสร า งรัฐธรรมนญู ข้นึ มาเพือ่ ประกาศใช พระองคไดทรงนําเร่ืองน้ีไปปรึกษาอภิรัฐมนตรีสภา แต
อภิรัฐมนตรีสภากลับไมเห็นดวย โดยอางวาประชาชนยังขาดความพรอมและเกรงจะเปนผลเสีย
มากกวาผลดี ทง้ั ๆทรี่ ัชกาลท่ี ๗ทรงเห็นดว ยกับการประกาศใชรัฐธรรมนูญ แตเม่ืออภิรัฐมนตรีสภา
คัด คาน พระองคจึงมีนํ้าพระทัยเปนประชาธิปไตยโดยทรงฟงเสียงทัดทานจากอภิรัฐมนตรี สภา
สว นใหญ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงยังไมมีโอกาสไดรับการประกาศใช เปนผลใหคณะผูกอการชิงลงมือ
ทําการเปลยี่ นแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มถิ นุ ายน ๒๔๗๕ ไดในที่สุด

๑๐๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๕. สถานะการคลงั ของประเทศและการแกปญ หา
การคลังของประเทศเร่ิมประสบปญหามาต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี ๖ เพราะการผลิตขาว
ประสบความลมเหลว เนื่องจากเกิดภาวะน้ําทวมและฝนแลงติดตอกันใน พ.ศ. ๒๔๖๐ และ พ.ศ.
๒๔๖๒ ซง่ึ กอใหเกดิ ผลเสียหายตอการผลิตขาวอยางรุนแรง ภายในประเทศกข็ าดแคลนขาวท่ีจะใช
ในการบริโภค และไมสามารถสงขาวไปขายยังตางประเทศได ทําใหรัฐขาดรายไดเปนจํานวนมาก
รัฐบาลจึงตองจัดสรรเงินงบประมาณชวยเหลือชาวนา ขาราชการ และผูประสบกับภาวะคาครอง
ชีพที่สูงข้ึน มีท้ังรายจายอ่ืนๆ เพ่ิมขึ้นจนเกินงบประมาณรายได ซ่ึงใน พ.ศ. ๒๔๖๖ งบประมาณ
ขาดดลุ ถงึ ๑๘ ลา นบาท นอกจากนีร้ ัฐบาลไดนําเอาเงินคงคลังที่เก็บสะสมไวออกมาใชจายจนหมด
ส้ิน ในขณะท่ีงบประมาณรายไดตํ่า รัชกาลที่ ๖ ทรงแกปญหาดวยการกูเงินจากตางประเทศ
เพ่ือใหมีเงินเพียงพอกับงบประมาณรายจาย ทําใหเกิดเสียงวิพากษวิจารณวารัฐบาลใชจายเงิน
งบประมาณอยา งไมประหยัด ในขณะท่เี ศรษฐกิจของประเทศกาํ ลงั คับขนั
ตอมาสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงดําเนินนโยบายตัดทอนรายจายของรัฐบาลลดจํานวน
ขาราชการในกระทรวงตางๆใหนอยลง และทรงยินยอมตัดทอนงบประมาณรายจายสวนพระองค
ใหนอยลง เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ ทําใหรัฐบาลมีรายไดเพ่ิมข้ึนปละ ๓ ลานบาท แตเน่ืองจากเศรษฐกิจ
ของโลกเริม่ ตกต่ํามาเปนลําดับตั้งแต พ.ศ. ๒๔๗๒ ทําใหมีผลกระทบตอประเทศไทยอยางไมมีทาง
หลีกเลี่ยง รัฐบาลตองตัดทอนรายจายอยางเขมงวดที่สุด รวมท้ังปลดขาราชการออกจากตําแหนง
เปนอันมาก จัดการยุบมณฑลตางๆทั่วประเทศ งดจายเบ้ียเล้ียงและเบี้ยกันดารของขาราชการ
รวมท้ังการประกาศใหเงินตราของไทยออกจากมาตรฐานทองคํา พ.ศ. ๒๔๗๕ รัฐบาลไดประกาศ
เพิม่ ภาษีราษฎรโดยเฉพาะการเก็บภาษีเงินเดือนจากขาราชการ แตมาตรการดังกลาวก็ไมสามารถ
จะกอบกูสถานะการคลังของประเทศไดกระเตื้อง ข้ึนได จากปญหาเศรษฐกิจการคลังท่ีรัฐบาลไม
สามารถแกไขใหมีสภาพเปนปกติได ทําใหคณะผูกอการใชเปนขออางในการโจมตีประสิทธิภาพ
การบริหารงานของ รัฐบาล จนเปนเง่ือนไขใหคณะผูกอการดําเนินการเปล่ียนแปลงการปกครอง
เปน ผลสาํ เร็จ
3. การยึดอาํ นาจการปกครอง
๑) วธิ กี ารดาํ เนนิ งาน
กลุมบุคคลซ่ึงเปนผูริเริ่มความคิดท่ีจะดําเนินการเปล่ียนแปลงการปกครองในครั้งแรก
หรือท่ีเรียกวา "คณะผูกอการ น้ันมี ๗ คน ที่สําคัญคือ นายปรีดี พนมยงคร.ท.แปลก ขีตตะวังคะ
ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี เปนตน คณะบุคคลทั้ง ๗ คนไดเริ่มเปดประชุมอยางเปนทางการคร้ังแรก
เม่ือวันท่ี ๕ กุมภาพันธ ๒๔๖๙ ที่พักแหงหน่ึงในถนน รู เดอ ซอมเมอรารด ณ กรุงปารีส การ
ประชุมครั้งน้ันดําเนินตอเนื่องเปนเวลา ๕ วัน โดยท่ีประชุมไดมีมติเปนเอกฉันทใหนายปรีดี พนม

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๐๗
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ยงค เปนประธานที่ประชุม และที่ประชุมตกลงดําเนินการจัดต้ังคณะผูกอการข้ึนมา เพ่ือเปนศูนย
รวมในการดําเนินงานตอไป โดยที่ประชุมไดมีมติเปนเอกฉันทใหนายปรีดี พนมยงค เปนหัวหนา
คณะผูกอการ จนกวาจะมีบุคคลท่ีเหมาะสมเปนหัวหนาคณะผูกอการตอไป ที่ประชุมไดตกลงใน
หลักการท่ีจะทําการเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมา
เปนระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริยใหอยูภายใตกฎหมายหรือท่ีเรียกกันวา ระบอบ
ประชาธปิ ไตยที่มีพระมหากษตั ริยเปนประมุขภายใตร ฐั ธรรมนญู

นอกจากน้ี คณะผกู อ การไดกาํ หนดหลักการในการปกครองประเทศไว ๖ ประการ
๑) รักษาความเปนเอกราชของชาติในทุกๆดาน เชน เอกราชทางการเมือง ทาง
เศรษฐกจิ ทางการศาล ฯลฯ ใหมีความมน่ั คง
๒) รกั ษาความปลอดภัยในประเทศ ใหม กี ารประทษุ รายตอกันลดนอยลง
๓) บํารงุ ความสขุ ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหมจะหางานใหราษฎรทําทุก
คน โดยจะวางโครงการเศรษฐกจิ แหงชาติและไมป ลอ ยใหร าษฎรอดอยาก
๔) ใหราษฎรมีสทิ ธเิ สมอภาคทดั เทยี มกัน
๕) ใหราษฎรมีเสรีภาพที่ไมขดั ตอ หลกั ๔ ประการขา งตน
๖) ใหก ารศึกษาแกร าษฎรทุกคนอยา งเต็มที่
ภายหลังจากเสร็จการประชุมในคร้ังนั้นแลว นายปรีดี พนมยงค ซ่ึงขณะน้ันสําเร็จ
การศึกษาไดรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายแลว ไดเดินทางกลับสูประเทศไทย ทางสมาชิก
ท่ีอยุในกรุงปารีสจึงไดเลือกเฟนผูที่สมควรเขารวมเปนสมาชิกตอไป และไดสมาชิกเพ่ิมในคณะ
ผูกอการอีก ๘ คน ที่สาํ คญั คือ พ.อ.พระยาทรงสรุ เดช (เทพ พันธุมเสน) ร.อ.สินธุ กมลนาวิน เปน
ตน
ภายหลังเมือ่ บรรดาสมาชิกของคณะผูกอการที่กรุงปารีสกลับคืนสูประเทศไทยแลว ก็ได
มีการชักชวนบุคคลที่มีความเห็นรวมกันเขารวมเปนสมาชิกคณะผูกอการอีกเปนจํานวนมาก
จนกระทั่งปลายป พ.ศ.๒๔๗๔ จึงได พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา เปนหัวหนาคณะผูกอการ
ดังนั้นสมาชิกคณะผูกอการฝายทหารที่สําคัญ ไดแก พ.อ.พระยาทรงสุรเดช พ.อ.หลวงพิบูล
สงคราม น.ต.หลวงสินธุสงครามชยั ฯลฯ สําหรับสมาชิกคณะผูกอการหัวหนาฝายพลเรือนที่สําคัญ
คอื นายปรีดี พนมยงค นายทวี บญุ ยเกตุ นายควง อภยั วงค เปนตน
คณะผูกอการไดวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองดําเนินไปอยางละมุนละมอมและ
หลกี เลีย่ งการเสียเลอื ดเนือ้ ใหม ากท่สี ุด โดยมีแผนจับกุมผูสําเร็จราชการรักษาพระนคร คือ สมเด็จ
เจาฟากรมพระนครสวรรควรพินิตเอาไวกอน ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว
ประทับอยูที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน นอกจากนี้ยังมีแผนการจับกุมพระบรมวงศานุวงศองค
อืน่ ๆ รวมท้ังเสนาบดี ปลัดทลู ฉลองกระทรวงตา งๆ และผูบงั คับบญั ชาทหารท่ีสําคัญๆ อีกหลายคน

๑๐๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ดวยกัน เพ่ือเปนขอตอรองใหพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ
ใหแ กปวงชนชาวไทย

๒) ข้ันตอนการยึดอํานาจ
คณะผูกอการไดเร่มิ ลงมอื ปฏบิ ัตงิ านในวันที่ ๒๔มิถุนายน ๒๔๗๕โดยมี พ.อ.พระยาพหล
พลพยุหเสนา หัวหนาคณะผูกอการ เปนผูนําในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการนําคณะ
นายทหารพรอมดวยกําลังหนวยทหารท่ีเตรียมการเอาไว เขายึดพระท่ีน่ังอนันตสมาคมเปนฐาน
บัญชาการ และไดสงกําลังทหารเขายึดวังบางขุนพรหม พรอมท้ังไดทูลเชิญสมเด็จเจาฟากรมพระ
นครสวรรควรพินิตเสด็จมาประทับยัง พระท่ีนั่งอนันตสมาคมเปนผลสําเร็จ จากการที่คณะ
ผูกอการไดพยายามดําเนินการอยางละมุนละมอมดังกลาว ทําใหสถานการณตางๆ คล่ีคลายไป
ในทางที่ดีซ่ึงมีผลตอชาติบานเมืองโดยสวนรวม สําหรับทางฝายพลเรือนน้ัน สมาชิกคณะผูกอการ
กลุมหน่ึงภายใตการนําของหลวงโกวิทอภัยวงศ (นายควง อภัยวงศ) ไดออกตระเวนตัด
สายโทรศัพทและโทรเลขทั้งในพระนครและธนบุรี เพื่อปองกันมิใหสมเด็จเจาฟากรมพระ
นครสวรรควรพินิตและผูบังคับบัญชาหนวยทหารในกรุงเทพฯ ขณะนั้น โทรศัพทและโทรเลข
ติดตอกับพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ซึ่งประทับอยูที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน สวน
นายปรดี ี พนมยงค ไดจ ัดทาํ ใบปลวิ คาํ แถลงการณของคณะผูกอการออกแจกจายประชาชน คณะ
ผูกอการสามารถยึดอํานาจและจับกุมบุคคลสําคัญฝายรัฐบาลไวไดโดยเรียบรอย และไดรวมกัน
จัดตั้ง คณะราษฎร ข้ึนมาเพื่อทําหนาท่ีรับผิดชอบ รวมท้ังออกประกาศแถลงการณของ
คณะราษฎร เพ่ือชแี้ จงท่ตี อ งเขายึดอํานาจการปกครองใหประชาชนเขาใจ นอกจากนี้คณะราษฎร
ไดแตงตั้งผูรักษาการพระนครฝายทหารข้ึน ๓นาย ไดแก พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.อ.พระ
ยาทรงสรุ เดช พ.อ.พระยาฤทธ์ิอัคเนย โดยใหทําหนาท่ีเปนผูบริหารราชการแผนดิน ขณะท่ียังไมมี
รฐั ธรรมนูญเปน หลักในการบรหิ ารประเทศ
หลังจากนัน้ คณะราษฎรไดม หี นงั สอื กราบบงั คบั ทลู อนั เชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกลา
เจาอยู หัวเสด็จกลับคืนสูพระนคร เพื่อดํารงฐานะเปนพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รตอ ไป ดวยความที่พระองคทรงมีนํ้าพระทัยท่ีเปนประชาธิปไตย และทรงพรอมท่ีจะ
เสียสละเพ่ือประชาชนและประเทศชาติ พระองคทรงตอบรับคํากราบบังคับทูลอัญเชิญของ
คณะราษฎร โดยพระองคทรงยินยอมที่จะสละพระราชอํานาจของพระองคดวยการพระราชทาน
รัฐ ธรรมนูญตามที่คณะราษฎรไดมีเปาหมายเอาไวในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และไดเสด็จ
พระราชดาํ เนินกลับคนื สูพระนครเพื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับปวง ชนชาวไทย

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๐๙
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

4. การประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รสยาม
การท่ีคณะราษฎรภายใตการนําของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดทําการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบการ ปกครองท่ีมี
พระมหากษัตรยิ เ ปนประมขุ ภายใตรัฐธรรมนูญ เม่ือวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปนผลสําเร็จ โดย
มิตองสูญเสียเลือดเน้ือแตประการใดน้ัน เปนเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัวที่รงยอมรับ การเปลี่ยนแปลงดังกลาว โดยมิไดทรงตอตานเพื่อคิดตอบโต
คณะราษฎรดวยการใชกําลังทหารที่มีอยูแต ประการใด และทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับ
ปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรไดเตรียมรางเอา ไว เพ่ือนําขึ้นทูลเกลาฯ ถวายใหทรงลงพระ
ปรมาภิไธย นอกจากน้ีพระองคก็ทรงมีพระราชประสงคมาแตเดิมแลววาจะพระราชทานรัฐ
ธรรมนูญใหเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแกประชาชนอยูแลว จึงเปนการสอดคลอง
กับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองคทรงเห็นแกความสงบเรียบรอยของบานเมือง
และความสุขของ ประชาชนเปนสําคัญ ยิ่งกวาการดํารงไวซ่ึงพระราชอํานาจของพระองค
รัฐธรรมนูญท่ีคณะราษฎรไดนําข้ึนทูลเกลาฯ ถวาย เพ่ือทรงลงพระปรมาภิไธยมี ๒ ฉบับ คือ
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พ.ศ.๒๔๗๕ และ รัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕
๑) พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามชวั่ คราว พ.ศ. ๒๔๗๕
ภายหลังจากท่ีพระบาทสมเด็จพระปกเกลาอยูเจา เสด็จพระราชดําเนินจากพระราชวัง
ไกลกังวล หัวหิน กลับคืนสูพระนครแลว คณะราษฎรไดนําพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง
แผน ดนิ สยามชั่วคราว ซ่ึงนายปรีดี พนมยงค และคณะราษฎรบางคนไดรางเตรียมไวขึ้นทูลเกลาฯ
ถวายเพื่อทรงพระปรมาภิไธย พระองคไดพระราชทานกลับคืนมาเม่ือวันท่ี ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕
และไดมีพิธีเปดสภาผูแทนราษฎรครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อวันท่ี ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซ่ึง
รัฐธรรมนญู นี้มชี ่ือเรียกวา "พระราชบัญญตั ิธรรมนญู การปกครองแผนดนิ สยามช่ัวคราว”
รัฐธรรมนญู ชว่ั คราวนีก้ าํ หนดวา อาํ นาจสงู สุดในแผน ดินประกอบดว ย อํานาจนิติบัญญัติ
อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ ซ่ึงแตเดิมเปนของพระมหากษัตริย จึงไดเปลี่ยนเปนของปวง
ชนชาวไทยตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยเก่ียวกับการไดมาของสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
น้ัน ไดก าํ หนดแบงระยะเวลาออกเปน ๓ สมยั คอื
(๑) สมัยที่ ๑ นบั แตว นั ใชรัฐธรรมนูญน้เี ปนตนไป จนกวาจะถงึ เวลาทส่ี มาชกิ ในสมัยท่ี ๒
จะเขารับตําแหนง ใหคณะราษฎรซึ่งมีผูรักษาพระนครฝายทหารเปนผูใชอํานาจแทน และจัดต้ัง
ผูแ ทนราษฎรช่ัวคราวขึ้นเปนจํานวน ๗๐ นาย เปนสมาชิกในสภา
(๒) สมยั ท่ี ๒ ภายในเวลา ๖ เดอื น หรอื จนกวาจะจัดประเทศเปน ปกตเิ รยี บรอ ย สมาชิก
ในสภาจะตองมีบุคคล ๒ ประเภท ทํากิจกรรมรวมกัน คือ ประเภทท่ีหน่ึง ไดแกผูแทนราษฎรซ่ึง

๑๑๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ราษฎรไดเลือกขึ้นมาจังหวัดละ ๑ นาย ตอราษฎรจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ คน ประเภทที่สอง ผูเปน
สมาชิกอยใู นสมัยท่หี นึง่ มจี ํานวนเทากับสมาชิกประเภทท่ีหน่ึง ถาจํานวนเกินใหเลือกกันเองวาผูใด
จะยังเปนสมาชิกตอไป ถา จํานวนขาดใหผูท ม่ี ีตัวอยเู ลอื กบุคคลใดๆเขาแทนจนครบ

(๓) สมัยที่ ๓ เม่ือจํานวนราษฎรท่ัวราชอาณาจักรไดสอบไลวิชาประถมศึกษาไดเปน
จํานวน กวาคร่ึง และอยางชาตองไมเกิน ๑๐ ป นับตั้งแตวันใชรัฐธรรมนูญนี้ สมาชิกในสภา
ผแู ทนราษฎรจะเปนผูที่ราษฎรไดเลือกตั้งข้ึนเองท้ังสิ้น สวนสมาชิกประเภทท่ีสองเปนอันสิ้นสุดลง
ผูแทนราษฎรช่ัวคราวจํานวน ๗๐ นาย ซึ่งผูรักษาการพระนครฝายทหารจะเปนผูจัดต้ังข้ึนใน
ระยะแรกนั้น ประกอบดวยสมาชิกคณะราษฎร ขาราชการชั้นผูใหญ ผูประกอบอาชีพสาขาตางๆ
ซึ่งมีความปรารถนาจะชวยบานเมือง และกลุมกบฏ ร.ศ.๑๓๐ บางคน ซ่ึงสมาชิกท้ัง ๗๐ คน
ภายหลังจากการไดรบั การแตง ตัง้ แลว ๖ เดอื น กจ็ ะมีฐานะเปนสมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรประเภทท่ี
๒ ตามทรี่ ะบไุ วใ นรฐั ธรรมนญู ฉบับช่วั คราว

ทางดานอํานาจบรหิ ารน้นั ในรัฐธรรมนญู ไดบ ัญญัตไิ วซ ง่ึ ตําแหนง บริหารที่สาํ คญั เอาไวคือ
ประธานคณะกรรมการราษฎร (เทียบเทานายกรัฐมนตรี) ซึ่งจะตองเปนบุคคลท่ีสามารถประสาน
ความเขาใจระหวางคณะราษฎรกับพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวเปนอยางดี และเพ่ือ
ความราบรื่นในการบริหารประเทศตอไป คณะราษฎรจึงตกลงเห็นชอบที่จะให พระยามโนปกรณ
นิติธาดา (กอน หุตะสงิ ห) เปน ประธานคณะกรรมการราษฎร

คณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี) ในรัฐบาลของพระยามโนปกรณนิติธาดา ซ่ึงเปน
คณะรฐั มนตรีชุดแรกท่ีตั้งข้ึนตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองสยามช่ัวคราว พ.ศ.๒๔๗๕
มจี าํ นวนท้งั ส้ิน ๑๕ นาย เปน ผบู ริหารราชการแผน ดนิ

๒) รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ.๒๔๗๕
ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐ
ธรรมนญู ปกครองแผน ดินสยามชัว่ คราวแลวสภาผูแทนราษฎรไดแตงตั้งอนุกรรมการ ข้ึนคณะหน่ึง
เพื่อรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อใชเปนหลักในการปกครองประเทศสืบไป ในท่ีสุดสภา
ผูแทนราษฎรไดพิจารณาแกไขรางรัฐธรรมนูญคร้ังสุดทายในวันท่ี ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๕ และ
สภาผูแทนราษฎรไดลงมติรับรองใหใชเม่ือวันที่ ๒๙พฤศจิกายน ๒๔๗๕ โดยพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรสยามเม่ือวันที่
๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ หลังจากนั้นไดทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯแตงต้ังพระยามโน
ปกรณนิติ ธาดา เปน นายกรัฐมนตรีตอไป
รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยาม ๒๔๗๕ มีสาระสาํ คญั พอสรปุ ไดด งั น้ี
(๑) อาํ นาจนิติบญั ญัติ กาํ หนดใหมีสภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกซึ่งราษฎรเปน
ผูเลอื กต้งั แตมีบทเฉพาะกาลกาํ หนดไวว า ถา ราษฎรผูมสี ิทธอิ อกเสียงเลือกต้งั สมาชิกผูแทนราษฎร

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๑๑
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ตามบทบัญญตั ิแหง รฐั ธรรมนญู นี้ ยังมกี ารศกึ ษาไมจ บชัน้ ประถมศกึ ษามากกวา ครึ่งหนึ่งของจํานวน
ท้ังหมด และอยางชาตองไมเกิน ๑๐ ป นับแตวันใชพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดิน
สยามช่ัวคราว พ.ศ.๒๔๗๕

สภาผูแทนราษฎรประกอบดว ยสมาชิก ๒ ประเภท มีจํานวนเทากันคือ สมาชิกประเภท
ที่ ๑ ไดแกผูท ี่ราษฎรเลือกต้งั ขึ้นมาตามกฎหมายวา ดว ยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สวน
สมาชิกประเภทท่ี ๒ ไดแก ผูที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งข้ึนตามกฎหมายวาดวยการเลือกตั้ง
สมาชกิ ผแู ทนราษฎร ในระหวา งทใ่ี ชบ ทบัญญัติเฉพาะกาลในรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รสยาม

(๒) อาํ นาจบรหิ าร พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งคณะรัฐมนตรีข้ึนคณะหน่ึง ประกอบดวย
นายกรัฐมนตรี ๑ นาย และรัฐมนตรอี ีกอยา งนอย ๑๔ นาย อยางมาก ๒๔ นาย และในการแตงตั้ง
นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ กลาวโดย
สรุปในภาพรวมของรัฐธรรมนูญท้ัง ๒ ฉบับ ไดกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสรางทางการเมือง
การปกครองและสงั คมไทยดังนคี้ ือ

๒.๑ อํานาจการปกครองของแผนดินซ่ึงแตเดิมเคยเปนของพระมหากษัตริยก็ตก
เปนของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริยทรงดํารงฐานะเปน
ประมขุ ของประเทศภายใตร ัฐธรรมนูญ พระองคจ ะทรงใชอํานาจอธิปไตยทัง้ ๓ ทาง คือ อํานาจนิติ
บญั ญัติผานทางสภาผแู ทนราษฎร อํานาจบรหิ ารผา นทางคณะรัฐมนตรี อํานาจตุลาการผานทางผู
พพิ ากษา (ศาล)

๒.๒ ประชาชนจะไดรับสิทธิในทางการเมือง โดยการเลือกสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรเขาไปทําหนาท่ีควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ออกกฎหมายและเปนปากเสียงแทน
ราษฎร

๒.๓ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในทางการเมืองมากขึ้น สามารถแสดงความคิดเห็น
วิพากษวิจารณในเรื่องตางๆ ได ภายใตบทบัญญัติของกฎหมาย และคนทุกคนมีความเสมอภาค
ภายใตกฎหมายฉบบั เดียวกัน

๒.๔ ในระยะแรกของการใชรัฐธรรมนูญ อํานาจบริหารประเทศจะตองตกอยู
ภายใตการชี้นําของคณะราษฎร ซึ่งถือวาเห็นตัวแทนของราษฎรท้ังมวลในการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง จนกวาสถานการณจะเขาสูความสงบเรียบรอย ประชาชนจึงจะมีสิทธิในอํานาจอธิปไตย
อยางเต็มที่

๑๑๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

5. ผลกระทบท่เี กิดข้นึ จากการเปลี่ยนแหลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕
๑) ผลกระทบทางดานการเมอื ง
การเปลี่ยนแปลงสงผลกระทบตอสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริยเปนอยางมาก
เพราะเปนการส้ินสุดพระราชอํานาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ถึงแมวาพระบาทสมเด็จ
พระปกเกลาเจาอยูหัวจะทางยอมรับการเปล่ียนแปลง และทรงยินยอมพระราชทานรัฐธรรมนูญ
ใหกับปวงชนชาวไทยแลวก็ตาม แตพระองคก็ทรงเปนหวงวาประชาชนจะมิไดรับอํานาจการ
ปกครองที่พระองคทรงพระราชทานใหโดยผานทางคณะราษฎรอยางแทจริง พระองคจึงทรงใช
ความพยายามท่ีจะขอใหราษฎรไดดําเนินการปกครองประเทศดวยหลักการแหงประชาธิปไตย
อยางแทจริง แตพระองคก็มิไดรับการสนองตอบจากรัฐบาลของคณะราษฎรแตประการใด
จนกระท่ังภายหลงั พระองคต อ งทรงประกาศสละราชสมบตั ิใน พ.ศ.๒๔๗๗
นอกจากนี้ การเปลีย่ นแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ยังกอใหเกิดความขัดแยงทางการเมือง
ระหวางกลุมผลประโยชนตางๆ ท่ีมีสวนรวมในการเปล่ียนแปลงการปกครองเมื่อวันท่ี ๒๔
มิถุนายน ๒๔๗๕ ท้ังนี้เปนเพราะยังมีผูเห็นวาการที่คณะราษฎรยึดอํานาจการปกครองมาจาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว เพ่ือเปล่ียนแปลงการปกครองท่ีมีพระมหากษัตรยิ์เปน
ประมุขภายใตรัฐธรรมนูญนนั้ ยังมิไดเ ปนไปตามคําแถลงทใ่ี หไวก ับประชาชน
นอกจากน้ีการท่ีคณะราษฎรไดมอบหมายใหนายปรีดี พนมยงค รางเคาโครงการ
เศรษฐกิจแหงชาติ เพ่ือดําเนนิ การปรบั ปรงุ เศรษฐกจิ ของประเทศตามหลักการขอ ๓ ในอุดมการณ
๖ ประการของคณะราษฎรท่ีไดประกาศไวเม่ือครั้งกระทําการยึดอํานาจเพื่อเปล่ียนแปลงการ
ปกครองน้ัน ปรากฏวาหลายฝายมองวาเคาโครงการเศรษฐกิจมีลักษณะโนมเอียงไปในทางหลัก
เศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต ดังน้ัน ความขัดแยงจึงเกิดข้ึนในหมูผูที่เกี่ยวของภายหลังการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองส้นิ สุดลงแลวไมนาน
พระยามโนปกรณนิติธาดา นายกรัฐมนตรี เห็นวาการบริหารประเทศทามกลางความ
ขัดแยงในเร่ืองเคาโครงเศรษฐกิจไมสามารถจะดําเนินตอไปได จึงประกาศปดสภาและงดใช
รฐั ธรรมนูญบางมาตรา อันสงผลให พ.อ.พระยาพหลพลพยหุ เสนา นํากําลังทหารยึดอํานาจรัฐบาล
พระยามโนปกรณนิติธาดาในวันท่ี ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๖ และหลังจากนั้น พ.อ.พระยาพหลพล
พยุหเสนา ไดเขาดํารงตําแหนง นายกรฐั มนตรีบรหิ ารราชการแผน ดินสืบไป
เมื่อรัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเขาบริหารประเทศไดไมนาน ก็มี
บุคคลคณะหน่ึงซึ่งเรียกตนเองวา คณะกูบานกูเมือง นําโดยพลเอกพระองคเจาบวรเดช ไดกอการ
รฐั ประหารยดึ อํานาจรฐั บาลในเดือนตุลาคม ๒๔๗๖ โดยอางวารัฐบาลไดทําการหม่ินประมาทองค
พระประมุขของชาติ และรับนายปรีดี พนมยงค ซึ่งเปนรางเคาโครงเศรษฐกิจอันอื้อฉาวเขารวมใน
คณะรฐั บาล พรอมกบั เรยี กรองใหร ัฐบาล ดําเนินการปกครองประเทศในระบอบรัฐธรรมนูญท่ีเปน

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๑๓
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ประชาธิปไตยอยางแทจริง แตในท่ีสุดรัฐบาลก็สามารถปราบรัฐประหารของคณะกูบานกูเมืองได
สําเรจ็

หลังจากน้ันก็มีการจับกุมและกวาดลางผูตองสงสัยวาจะรวมมือกับคณะกูบาน กูเมือง
จนดเู หมอื นวาประเทศไทยมไิ ดป กครองในระบอบประชาธิปไตยในระยะน้ัน อยางแทจริง ซึ่งตอมา
กก็ ลายเปน ความขดั แยงสืบตอกันมาในยคุ หลงั

ปญ หาการเมอื งดังกลา ว ไดก ลายเปนเง่อื นไขทท่ี าํ ใหส ถาบันทางการเมืองในยุคหลังๆ ไม
คอยประสบความสําเร็จเทาท่ีควร เพราะการพัฒนาการทางการเมืองมิไดเปนไปตามครรลองของ
ระบอบประชาธปิ ไตย และเปน การสรา งธรรมเนียมการปกครองท่ีไมถูกตองใหกับนักการเมืองและ
นักการทหารในยุคหลังตอๆมา ซ่ึงทําใหระบอบประชาธิปไตยตองประสบกับความลมเหลวเพราะ
การใชกาํ ลังบบี บงั คับอยูเปนประจําถึงปจ จบุ นั

๒) ผลกระทบทางดานเศรษฐกิจ
การเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ นบั ไดวา เปนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่
สําคัญของไทย แตถาพิจารณาถึงผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงแลว ผลกระทบทาง
การเมืองจะมีมากกวาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ท้ังน้ีเปนเพราะความพยายามท่ีจะเปลี่ยนแปลง
โครงสรางทางเศรษฐกิจ ท่คี ณะราษฎรไดมอบหมายใหนายปรีดี พนมยงค เปนคนรางเคาโครงการ
เศรษฐกิจเพื่อนําเสนอน้ัน มิไดรับการยอมรับจากคณะราษฎรสวนใหญ ดังน้ันระบบเศรษฐกิจ
ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง จึงยังคงเปนแบบทุนนิยมเชนเดิม และโครงสรางทาง
เศรษฐกิจยงั คงเนนที่การเกษตรกรรมมากวาอุตสาหกรรม ซ่ึงตางจากประเทศตะวันตกสวนใหญที่
มกี ารปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไดพ ัฒนาไปสูค วามเปนประเทศอุตสาหกรรมแลว
อยางไรก็ตาม ผลกระทบทางดานเศรษฐกิจก็พอจะมีอยูบาง ถึงแมจะไมเดนชัดเทากับ
ผลกระทบทางการเมืองก็ตาม จากการท่ีคณะราษฎรผูเปล่ียนแปลงการปกครองตกลงกันไดแต
เพียงวาจะเลิกลมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย แตไมสามารถจะตกลงอะไรไดมากกวาน้ัน กลุม
ผลประโยชนท างการเมอื งและเศรษฐกิจจึงตองตอสูกันตอไป เพื่อบีบบังคับใหระบบเศรษฐกิจและ
การเมืองเปนไปตามท่ีตนตองการ นอกจากน้ีกลุมผลประโยชนที่ครอบครองที่ดินและทุนอันเปน
ปจจัยการผลิตที่สําคัญ ก็รวมตัวกันตอตานกระแสความคิดที่จะเปล่ียนแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดินและ
เงนิ ทุนจากของบคุ คลเปนระบบสหกรณ
๓) ผลกระทบทางดานสงั คม
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สังคมไทยไดรับผลกระทบจากเปลี่ยนแปลง
พอสมควร คือ ประชาชนเริ่มไดรับเสรีภาพและมีสิทธิตางๆ ตลอดจนความเสมอภาคภายใต
บทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ และไดรับสิทธิในการปกครองตนเอง ในขณะที่บรรดาเจาขุนมูลนาย
ขุนนาง ซ่ึงมีอํานาจภายใตระบอบการปกครองดั้งเดิมไดสูญเสียอํานาจและสิทธิประโยชนตางๆ ท่ี

๑๑๔ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

เคยมีมากอน โดยท่ีคณะราษฎรไดเขาไปมีบทบาทแทนบรรดาเจานายและขุนนางในระบบเกา
เหลานนั้

เน่ืองจากท่ีคณะราษฎรมีนโยบายสงเสริมการศึกษาของราษฎรอยางเต็มท่ี ตามหลัก ๖
ประการของคณะราษฎรขอ ท่ี ๖ดงั นั้น รัฐบาลจึงไดโอนโรงเรียนประชาบาลที่ตั้งอยูในเขตเทศบาล
ที่รัฐบาลไดจัดต้ังข้ึนใหเทศบาลเหลาน้ันรับไปจัดการศึกษาเอง เทาท่ีเทศบาลเหลานั้นจะสามารถ
รับโอนไปจากกระทรวงธรรมการได ทําใหประชาชนในทองถิ่นตางๆ มีสวนรวมในการทํานุบํารุง
การศกึ ษาของบตุ รหลานของตนเอง นอกจากนน้ั รฐั บาลไดกระจายอํานาจการปกครองไปสูทองถิ่น
ดวยการจัดต้ังเทศบาลตําบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร มีสภาเทศบาลคอยควบคุมกิจการ
บรหิ ารของเทศบาลเฉพาะทอ งถนิ่ น้นั ๆ โดยมเี ทศมนตรีเปนผบู รหิ ารตามหนา ที่

พ.ศ.๒๔๗๙ รัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดประกาศใชแผนการศึกษา
แหง ชาติ พ.ศ.๒๔๗๙ โดยกาํ หนดแบง การศกึ ษาออกเปน ๒ ประเภท คอื สายสามัญศกึ ษาและสาย
อาชีวศึกษา ซ่ึงเปนการเนนความสําคัญของอาชีวศึกษาอยางแทจริง โดยไดกําหนดความมุงหมาย
เพ่ือสงเสริมใหผูท่ีเรียนจบการศึกษาในสายสามัญแตะละประโยคแตละระดับการศึกษา ไดเรียน
วชิ าอาชีพเพ่ิมเติมนอกเหนอื ไปจากเรียนวิชาสามัญ ท้ังน้ีเพ่ือประโยชนในการท่ีจะออกไปประกอบ
อาชีพตอไป ดังน้ัน การเปล่ียนแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕ จึงไดนําไปสูการปรับปรุงให
ราษฎรไดรับการศึกษา และสามารถใชวิชาการความรูท่ีไดรับจากการศึกษามาใชประกอบอาชีพ
ตอไปอยางม่ันคงและมีความสุข การเปล่ียนแปลงการปกครองทําใหชนชั้นเจานายและขุนนางใน
ระบบเกา ถูกลิดรอนผลประโยชนทางเศรษฐกิจ เชน พระมหากษัตริยจะไดรับเงินจากงบประมาณ
เพยี งปล ะ ๑-๒ ลานบาท จากเดิมเคยไดประมาณปละ ๒-๑๐ ลานบาท เงินปของพระบรมวงศานุ
วงศถูกลดลงตามสวน ขุนนางเดิมถูกปลดออกจากราชการโดยรับเพียงบํานาญ และเจานายบาง
พระองคถ กู เรยี กทรพั ยสนิ สมบัตคิ ืนเปนของแผนดิน

๔.๗ การปกครองของไทยในยุคประชาธิปไตย

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเขาสูประบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรง
เปนพระประมุขไดเริ่มมาเม่ือวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ จนถึงปจจุบันกวา ๗๐ ปแลวการ
ปกครองไทยก็ยังไมมีความเปนประชาธิปไตยท่ีสมบูรณหรือเปนเปนประชาธิปไตยที่สมบูรณ
เทาที่ควร ท่ีเรียกวา “ประชาธิปไตย แบบ ไทยๆ) หรือ ประชาธิปไตยคร่ึงใบ “ยังไมมีเต็มใบ”
โดยสมบูรณ๑๔ กลาวคือ

๑๔ นคร พจนวรพงษ และ อุกฤษพจนวรพงษ , ขอมลู ประวัติศาสตรการเมืองไทย, (กรุงเทพมหานคร :
สํานกั พมิ พว ฒั นาพานชิ จาํ กัด, ๒๕๔๓), หนา ๑-๓.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๑๕
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

๑. มีการแตง ตั้งนายกรฐั มนตรีและจดั ตง้ั รัฐบาลขนึ้ บริหารประเทศในชวงระยะเวลา ๗๓
ปเ ศษ ถึง ๒๕ ชดุ มบี คุ คลสลับเปลี่ยนกันขึ้นดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี ๒๓ คน และบางคนตํา
รงตําแหนง นถี้ ึง ๘ สมัย

๒. รัฐบาลหรอื คณะรฐั มนตรบี างชุดปฏิบตั หิ นา ทใ่ี นระยะเวลาส้นั ๆ เพียง ๗ วัน ๑๒ วัน
หรือ ๑๗ วัน มีคณะรัฐมนตรีถึง ๒๓ ชุด ท่ีเขามาบริหรประเทศไมเกิด ๖ เดือน และตองพน
หนา ท่ไี ป

๓. มีคณะบุคคลฉวยโอกาสอางความลมเหลวของรัฐบาลใชกําลังทหารเขาทําการยึด
อํานาจการปกครองในรูปของการปฏริ ปู หรือรัฐประหารรวมทง้ั หมดกวา ๑๐ คร้งั

๔. มกี ารประกาศใชแ ละยกเลกิ รฐั ธรรมนญู ฉบับตา ง ๆ ถงึ ๑๙ ฉบบั

4.8 สรุปทา ยบท

การเมืองไทย ปจจุบันอยูในระบอบเผด็จการทหารในพฤตินัย ซ่ึงสภานิติบัญญัติ
แหงชาตเิ ปนผูใชอ ํานาจนิติบัญญตั ิ และพลเอก ประยุทธ จันทรโอชา หัวหนาคณะรักษาความสงบ
แหงชาติ เปนผูใชอํานาจบริหารและเปนนายกรัฐมนตรี คสช. ออกประกาศใหศาลทหารมีอํานาจ
พิจารณาคดอี าญาบางประเภท และกรณฝี าฝนคําสั่ง คสช. (ประกาศท่ี ๓๗)

ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ซึ่งถูกเลิกไปแลว ประเทศ
ไทยปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใตรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ซึ่งมี
พระมหากษัตริยซึ่งทรงอยูภายใตรัฐธรรมนูญเปนประมุขแหงรัฐ และนายกรัฐมนตรีเปนหัวหนา
รฐั บาล ฝา ยนติ บิ ัญญตั แิ ละฝายบรหิ ารถวงดลุ อํานาจซ่ึงกันและกัน สวนฝายตุลาการเปนอิสระจาก
การถวงดุลอํานาจ ฝายบริหารมีนายกรัฐมนตรีเปนประมุขแหงอํานาจ ฝายนิติบัญญัติของไทยอยู
ในระบบสภาคู แบงออกเปนวุฒิสภาและสภาผูแทนราษฎร ฝายตุลาการ มีศาลเปนองคกรบริหาร
อาํ นาจ

สวนใหญประเทศไทยมีระบบพรรคการเมืองเปนระบบหลายพรรค กลาวคือ ไมมีพรรค
การเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวไดอยางเด็ดขาด จึงตองจัดตั้งรัฐบาลผสมปกครอง
ประเทศ

ตั้งแตโบราณกาล ราชอาณาจักรไทยอยูภายใตระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อยางไรก็
ตาม หลงั จากการปฏวิ ตั ิสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศไทยจึงอยูภายใตการปกครองระบอบราชาธิป
ไตยภายใตรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเขียนฉบับแรกถูกรางข้ึน อยางไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีการ
ตอสูระหวางกลุมการเมืองระหวางอภิชนหัวสมัยเกาและหัวสมัยใหม ขาราชการ และนายพล
ประเทศไทยเกดิ รฐั ประหารหลายครงั้ ซ่งึ มกั เปลย่ี นแปลงใหประเทศไทยอยูภายใตอํานาจของคณะ
รฐั ประหารชุดแลวชุดเลา จนถึงปจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญและกฎบัตรรวมแลว ๒๐ ฉบับ

๑๑๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

(นับรวมฉบับปจจุบัน) ซึ่งสะทอนใหเห็นถึงความไรเสถียรภาพทางการเมืองอยางสูง หลัง
รัฐประหารแตละคร้ัง รัฐบาลทหารมักยกเลิกรัฐธรรมนูญที่มีอยูเดิมและประกาศใชรัฐธรรมนูญ
ชวั่ คราว

บทที่ ๕
พทุ ธธรรมทม่ี สี วนเสรมิ สรา งคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม

ทางการเมอื งการปกครอง

๕.๑ บทนาํ

พุทธธรรม เปนหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาที่มีสวนเสริมสรางคุณธรรมและ
จรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง เปนการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ท่ีมีอิทธิพลตอวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองของไทยต่ังแตอดีตจนถึงปจจุบัน ในอดีตท่ีผาน
มาปญหาดานคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมือง นับเปนปญหาหลักประการหนึ่ง ซึ่งทําใหเกิด
สุญญากาศตอการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของไทย เพราะคุณธรรมและจริยธรรมทาง
การเมืองเปรียบเหมือนเคร่ืองกรองอยางดีท่ีชวยคัดสรรบุคลากรหลากหลายที่มีคุณภาพเขาสูวง
การเมือง เม่ือเครื่องกรองมีปญหา การเมืองการปกครองก็ยอมมีปญหาไปดวย เชน เม่ือนักธุรกิจ
สามารถเขาสูการแสดงบทบาทนักการเมืองมากขึ้น ยอมนําไปสูการเกิดสภาพปญหาในลักษณะ
การอาศัยตําแหนงหนาที่ทางการเมือง เพ่ือทําธุรกิจของครอบครัวและวงศตระกูล๑ เน่ืองจากการ
บริหารประเทศนั้นตองยึดหลักผลประโยชนสาธารณะ (Public interest) มากกวาผลประโยชน
สวนบุคคล (Private interest) เพราะฉะนั้น หากนักการเมืองขาดซ่ึงคุณธรรมและจริยธรรมทาง
การเมอื งแลว ก็มักจะกอ ปญหาการแสวงหาผลประโยชนทบั ซอนในรปู แบบตาง ๆ เชน การมิไดรับ
ความเปน ธรรมของกลุมธุรกจิ ทไ่ี มไดอ ยูผา ยรฐั บาล การกําหนดนโยบายตาง ๆ อาจเอื้อตอกลุมทุน
ในรัฐบาลดวย และทําใหการออกนโยบายตาง ๆ ไดประโยชนกับคนเพียงบางกลุมเปนตน ดังนั้น
การตระหนักในคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง จึงมีความสําคัญตอการพัฒนาการเมือง

๑ ทินพันธุ นาคะตะ, รัฐศาสตร ทฤษฎี แนวความคิดปญหาสําคัญและแนวทางศึกษาวิเคราะห
การเมอื ง, (กรุงเทพมหานคร: หา งหุน สว นจํากดั สหายบล็อกและการพมิ พ, ๒๕๔๓), หนา ๗๙.

๑๑๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มีสวนเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ของไทยเปนอยางยิง่ ๒ ความชอบธรรมในการปกครองเปน การเสริมสรางภาวะผนู าํ ทางการเมืองท่ีดี
ใหมีมากข้ึน อีกท้ังยังเปนการจัดระบบการเลือกสรรผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและการบริหาร
ราชการแผนดินใหเปนไปเปนรากฐานสําคัญอยางหน่ึงของการมีอํานาจในการปกครอง โดย
ฝา ยรัฐบาลคิดวา มสี ทิ ธิที่จะปกครอง และฝายท่ีถูกปกครองก็ยอมรับ ความชอบธรรมในการเมือง
การปกครอง เปนเร่ืองของความเช่ือหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการไดมาซึ่งอํานาจ การมีอํานาจ
และการใชอ ํานาจในการปกครอง

ดวยเหตุนี้ พุทธธรรม จึงเปนหลักธรรมท่ีมีความสําคัญย่ิงตอกระบวนการทางการเมือง
การปกครองทั้งในระดบั ผปู กครองและผูถูกปกครอง โดยเฉพาะอยางยิ่งผูปกครอง ซึ่งถือวาเปนผูมี
อาํ นาจใชอ าํ นาจจาํ เปน จะตองเปน ผทู ี่มีความรูค วามเขา ใจพทุ ธธรรมและสามารถนําไปสูการปฏิบัติ
ได อันจะยังผลตอผูใตปกครองใหไดรับความเสมอภาคถูกตองและเปนธรรมจากการบริหารหรือ
การปกครอง

๕.๒ ความหมายลักษณะและความสาํ คัญของพทุ ธธรรม

๕.๒.๑ ความหมายของพุทธธรรม
คําวา “พุทธธรรม” แยกออกเปน คําวา “พุทธะ” กับคําวา “ธรรมะ”พุทธะ แปลวา
ผรู ู ผตู นื่ ผูเ บิกบาน สว นคาํ วา ธรรมะ แปลวา สภาพที่ทรงไวซ่ึงความดี, สภาพท่ีชวยไมใหผูปฏิบัติ

ตกไปในทช่ี ั่ว

พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท ไดใหความหมายของคําวา “พุทธธรรม”
ไววา ธรรมของพระพทุ ธเจา , พระคุณสมบัติของพระพทุ ธเจา , ธรรมท่ีทาํ ใหเ ปนพระพทุ ธเจา, ธรรม

ทีพ่ ระพทุ ธเจาทรงแสดงไว

พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) กลาววา คําวา “พุทธธรรม” อาจจะแปลและมี
ความหมายหลายอยา ง เชน แปลวา ธรรมของพระพทุ ธเจา , ในกรณีเชนน้ี หมายถึง คําส่ังสอนของ

พระผูมีพระภาคเจา ไดแก พระปริยัติธรรมโดยตรง ถาหากจะแปลคําพุทธธรรมวา ธรรมวิถีแหง

๒ สภาพัฒนาการเมือง, รายงานประจําป ๒๕๕๑-๒๕๕๒, [ออนไลน], แหลงที่มา:
http://www.pdc.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=292&ltemid=156

หนา ๒๔-๒๕.

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๑๙
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมีสวนเสริมสรางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

การเขาถึงพุทธธรรมท่ีจะทําใหคนเรากลายเปนพระพุทธเจา แลวคําวา “พุทธธรรม” ยอมจะ
หมายถึง การประพฤติปฏิบัติประเภทหน่ึงซ่ึงจะทําบุคคลธรรมดาผูปฏิบัติธรรมน้ัน ๆ ใหเปนพระ
อริยเจาได, เพราะฉะนั้น ในขอน้ี พุทธธรรมยอมหมายถึง พระปฏิบัติธรรมอันเปนธรรมขอที่สอง
และคาํ วา พทุ ธธรรมนี้ อาจแปลไดสืบไปวา ปกติภาพของพระพุทธเจา (ญาณกับศานติ) หรือ แปล
อีกอยางหนึ่งวา “ส่ิง” ส่ิงหน่ึงซึ่งพระพุทธเจาทรงคนพบ...กลาวโดยสรุปไดแก สภาพที่เปนความ
หลุดรอดของชีวิตหรือท่ีเรียกวาสุขนิรันดร และโดยเหตุนี้ คําวา พุทธธรรมตามนัยหลังนี้จึงไดแก
ปฏิเวธธรรมโดยตรง๓

พุทธธรรม คือ คําสอนท่ีพระพุทธเจาตรัสรู และนํามาเผยแผสั่งสอนบุคคลทั่วไป พุทธ
ธรรมในพระพุทธศาสนามีเปนจํานวนมาก ครอบคลุมต้ังแตเร่ืองพ้ืนฐานในการดําเนินชีวิต
จนกระทง่ั ถงึ เร่อื งสงู สดุ ท่เี ปนจุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ นิพพาน พุทธธรรมทุกเรื่องลวนแต
มีคุณคาตอชีวิตและสังคมท้ังสิ้น เชน ทําใหเกิดความสุขความเจริญแกผูปฏิบัติ เกิดความสงบ
เรียบรอยแกสังคม ธรรมะซ่ึงพระพุทธเจาทรงคนพบและนําออกเผยแผ หรือคําสอนของ
พระพทุ ธเจา เก่ียวกบั ความจริงตามธรรมชาติของทุกขและวิธีการดับทุกข ธรรมะของพระพุทธเจา
นั้น แตเร่ิมสืบทอดกันดวยวิธีทองจําแบบปากตอปาก เรียกวา “มุขปาฐะ” สมัยตอมาจึงไดมีการ
บนั ทึกไวเปนลายลกั ษณอ ักษร คัมภีรอื่นๆ ทแ่ี ตง ภายหลังเพื่อขยายความอีก ไดแก อรรถกถา ฎีกา
อนุฎีกา ตามลําดับ๔

๕.๒.๒ ลกั ษณะของพุทธธรรม
พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ โต) กลา วถงึ ลักษณะทว่ั ไปของพุทธธรรม ดังน้ี๕
๑. เปนสากล หมายถึง เปนคําสอนที่แสดงถึงหลักธรรมอันเปนที่ยอมรับโดยทั่วไป
ไดแกห ลักคาํ สอนเกีย่ วกบั เมตตา กรณุ า ศลี สมาธิ และปญญา เปน ตน

๓ พุทธทาสภิกขุ,วิถีแหงการเขาถึงพุทธธรรม,(กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพสุขภาพใจ, ๒๕๔๙),
หนา ๑๐.

๔ ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมศัพทศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ
คร้งั ที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : ราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๕๒), หนา ๔๕๔.

๕ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตโต), ลักษณะพระพุทธศาสนา, (พระนคร: สํานักพิมพธรรมสภา,
๒๕๔๐).

๑๒๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มีสวนเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๒. เปนหลักธรรมสายกลาง (อริยมรรคมีองค ๘)คือ เปนหลักธรรมที่อธิบายถึงการ
รูจักเลือกทางท่ีถูกตองในการดําเนินชีวิต ไมสุดโตงไปดานใดดานหนึ่ง ทั้งดานสนองปรนเปรอ
ตนเองดวยกามคุณจนเกินพอดี ซึ่งถือเปนการยอหยอนเกินไปหรือทําตนเองใหลําบากอันเปน
หนทางท่ีตึงเกินไป จนเปนโทษตอตนเองไมยึดติดในส่ิงตางๆ (อุปาทาน) ซึ่งในดานการเมืองการ
ปกครองสามารถประยุกตใชกับหลักรัฐศาสตรท่ีมักยึดหลักการประนีประนอมหรือการตอรอง
ผลประโยชนมากจนเกินไปและหลักนิติศาสตรท่ีเนนตัวบทกฎหมายจนไมสามารถปรับใชใหถูก
สภาวการณต ามเปน จริงได

๓. มีลักษณะเปนกรรมวาทะ เนนเรื่องกรรม คือ การกระทําท่ีประกอบดวยเจตนา
หรือจงใจทําทง้ั ทางกาย วาจาและใจ ถาเปนการกระทําทีด่ ี เรยี กวา กรรมดี ถาเปนการกระทําที่ช่ัว
เรียกวา กรรมชั่ว และกรรมวิบาก คือ ผลของกรรมที่ทําไวคร้ังกอนดังคําวา ทําดีไดพี ทําช่ัวไดผล
ชั่ว, เปนวิริยะวาทะ เนนเร่ืองความเพียรพยายาม, ความบากบั่น, ความเพียรเพื่อจะละความชั่ว
ประพฤตคิ วามดี,ความพยายามทาํ กจิ ไมท อถอย (ขอ ๕ ในบารมี ๑๐, ขอ ๓ ในโพชชงค ๗ และขอ
๒ ในอิทธิบาท ๔) เปนวิภัชชวาทะ คือ กลาวจําแนกหรือแยกแยะคําพูด, จําแนกสภาวการณตาม
เหตุตามปจจัยตางๆ วา มีดานทเ่ี ปน คณุ และดานทเี่ ปนโทษอยา งไร, มแี งถ กู แงผิดแงท่ีดี และแงไมดี
ประการใดบาง ทําใหสามารถเขาใจเร่ืองน้ันๆ หรือเหตุการณใดเหตุการณหน่ึงอยางชัดเจน
มองเห็นสงิ่ ท้ังหลายตามความเปน จรงิ ตามสภาวะของสิ่งน้ันๆ

๔. มีหลักการรวมอยูในการไมประมาท (อัปปมาทะ) คือ ความเปนอยูอยางขาดสติ,
ความไมเ ผลอ,ความระมัดระวังทจี่ ะไมทําเหตแุ หงความผดิ พลาดเสียหายและไมละเลยโอกาสที่จะทํา
เหตแุ หง ความดงี ามและความเจรญิ , ความมีสติรอบคอบ หลักพุทธธรรมท่ีมีหลักการรวมอยูในความ
ไมประมาทนั้น พงึ กระทาํ ในท่ี ๔ สถาน หรือ ๔ สภาวการณ ไดแ ก

๑) ในการละกายทจุ รติ ประพฤติกายสุจรติ
๒) ในการละวจที จุ ริต ประพฤตวิ จสี จุ รติ
๓) ในการละมโนทุจรติ ประพฤตมิ โนสุจรติ
๔) ในการละความเหน็ ผดิ ประกอบความเห็นที่ถูกตอ ง

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๒๑
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มสี ว นเสริมสรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

อีกหมวดหน่งึ วา
๑) ระวังใจไมใ หกาํ หนดั ในอารมณ อันเปนทีต่ งั้ แหงความกาํ หนดั
๒) ระวงั ใจไมใ หข ัดเคืองในอารมณ อันเปนทีต่ ั้งแหงความขัดเคือง
๓) ระวงั ใจไมใหห ลงในอารมณ อนั เปนทต่ี ั้งแหงความหลง
๔) ระวังใจไมใ หม ัวเมาในอารมณ อนั เปน ท่ตี ง้ั แหง ความมัวเมา
๕. เปนหลักการที่วาดวยหลักไตรลักษณ คือ ลักษณะสาม,อาการที่เปนเครื่องกําหนด
หมายใหรูถึงความจรงิ ของสภาวธรรมท้ังหลายท่ีเปนอยางน้ัน ๆ ๓ ประการ ไดแก
(๑) อนจิ จตา ความเปน ของไมเ ทย่ี ง
(๒) ทกุ ขตา ความเปน ทุกขห รอื ความเปนของคงทนอยูไมได
(๓) อนตั ตตา ความเปน ของไมใชต ัวตน
หรือนยิ มพดู กันสนั้ ๆ วา อนิจจัง ทุกขัง อนตั ตาและแปลงายๆ วาไมเที่ยง เปนทุกข
เปนอนัตตา ลักษณะเหลาน้ีเปนของแนนอน เปนกฎธรรมชาติ มีอยูตามธรรมดา ลักษณะท้ัง ๓ นี้
มีแกสังขตธรรมคือ สังขารเสมอเหมือนกันจึงเรียกวา “สามัญลักษณะ” พระบาลีในพระไตรปฎก
เดมิ เรียกวา “ธรรมนิยาม” สวนคําวา ไตรลักษณ และ สามัญลักษณะ เปนคําท่ีเกิดขึ้นในยุคอรรถ
กถา (คมั ภีรท ี่ไขความพระไตรปฎก, คัมภรี ท่ีอธิบายความบาลี ตอนหลัง)
๖. เปนหลักธรรมท่ีเปนกระบวนการ เปนระบบ เปนหลักการ เปนส่ิงท่ีควรเลาเรียน
(ปรยิ ตั )ิ มหี ลกั การประพฤต,ิ การกระทําเพ่อื เขาถึงความจริงหรือสภาวะนั้นๆ (ปฏิบัติ) จนสามารถ
เขา ใจถึงผลของการปฏิบตั ิตามความเปน จริง (ปฏเิ วธ)
๗. เปนหลักธรรมวาดวยการบําเพ็ญเพื่อประโยชนสวนตน (อิทธิบาท ๔,ปธาน ๔ ฯลฯ)
เพ่ือสวนรวม (สังคหวัตถุ ๔, ทิศ ๖ ฯลฯ) และประโยชนหรือเปาหมายสูงสุดของพุทธธรรม คือ
พระนพิ พานอันเปน ภาวะท่ไี รก ิเลส, ดบั ทุกขมแี ตค วามเย็นและสงบท่แี ทจรงิ

๕.๒.๓ ความสําคัญของพทุ ธธรรม
พุทธธรรม เปนหลักคาํ สอนทางพระพทุ ธศาสนาทมี่ ีเนอื้ หาลมุ ลกึ หลากหลาย มีลักษณะ
สาํ คญั ตอ บุคคล สังคม ประเทศชาติหรือตอองคกรการบริหารตางๆ เพื่อใหการดําเนินการประสบ

ความสาํ เร็จเกิดความเสมอภาคเปน ธรรรม ดังน้ัน พทุ ธธรรมจงึ มีความสําคัญพอสรปุ ได ดงั นี้

๑๒๒ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมสี ว นเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๑. ความสําคัญของพุทธธรรมที่มตี อบคุ คล เชน
ขันติธรรม (หลักความอดทน) คือความเปนผูที่มีจิตใจเขมแข็ง ไมทอถอยตออุปสรรค
ใดๆมุงมน่ั ทจ่ี ะทาํ งานใหบ งั เกิดผลดีโดยไมใ หผ ูอนื่ เดือนรอน ความอดทนมี ๔ ลักษณะ คือ

- อดทนตอ ความยากลาํ บาก เจบ็ ปวย ไดรบั ทุกขเวทนาก็ไมแสดงอาการจนเกนิ กวาเหตุ
- อดทนตอการตรากตรําทํางาน ไมท อดทิง้ งาน ฟน ฝาอปุ สรรคจนประสบผลสาํ เร็จ

- อดทนตอความเจ็บใจ ไมแ สดงความโกรธ ไมอ าฆาตพยาบาท อดทนตอคําเสียดสี

- อดทนตอกิเลส คือ ไมอยากไดของผูอ่ืนจนเกิดทุกข ไมตอบโตคนอื่นท่ีทําใหเราโกรธ
และไมล มุ หลงในสิง่ ท่จี ะพาเราไปพบกับความเสยี หาย

สุจริตธรรม (หลักการไมทําบาป) คือ การงดเวนพฤติกรรมท่ีช่ัวราย สรางความ
เดอื ดรอนใหผ ูอนื่ เพราะเปน เร่อื งเศรา หมองของจติ ใจ ควรงดเวนพฤตกิ รรมชว่ั รา ย ๓ ทาง คอื

- ทางกาย เชน ไมฆ าสัตว ไมทุจริต ไมล กั ขโมย ไมผ ดิ ประเวณี

- ทางวาจา เชน ไมโ กหก ไมกลา วถว ยคําหยาบคาย ไมใสร าย ไมพดู เพอ เจอ

- ทางใจ เชน ไมคดิ เนรคุณ ไมค ดิ อาฆาต ไมคดิ อยากได
๒. ความสาํ คญั ของพทุ ธธรรมที่มตี อ สงั คม เชน
สัจจะธรรม (หลักความซื่อสัตย) การปฏิบัติตนทางกาย วาจา จิตใจ ท่ีตรงไปตรงมา
ไมแสดงความคดโกง ไมห ลอกลวง ไมเอาเปรยี บผูอน่ื ลั่นวาจาวาจะทํางานส่ิงใด ก็ตองทําใหสําเร็จ
เปน อยา งดีไมกลับกลอก มีความจรงิ ใจตอ ทกุ คน จนเปน ท่ีไวว างใจของคนทกุ คน
ปริจาคะธรรม (หลักความเสียสละ) การปฏิบัติตนโดยอุทิศกําลังกาย กําลังทรัพย
กําลังปญญา เพ่ือชวยเหลือผูอื่นและสังคมดวยความต้ังใจจริง มีเจตนาท่ีบริสุทธ์ิ คุณธรรมดานน้ี
เปนการสะสมบารมใี หแกตนเอง ทําใหมีคนรักใครไววางใจ เปนที่ยกยองของสังคม ผูคนเคารพนับ

ถือ
ศีลธรรม (หลักการความมีระเบียบวินัย) คือ การเปนผูรูและปฏิบัติตามแบบแผนที่

ตนเอง ครอบครัว และสังคมกําหนดไว โดยท่ีจะปฏิเสธไมรับรูกฎเกณฑหรือกติกาตางๆ ของสังคม

ไมได คณุ ธรรมขอนตี้ อ งใชเ วลาปลูกฝง เปน เวลานาน และตองปฏิบัติสม่ําเสมอจนกวาจะปฏิบัติเอง

ไดและเกิดความเคยชิน การมีระเบียบวินัยชวยใหสังคมสงบสุขบานเมืองมีความเรียบรอย
เจรญิ รุงเรอื ง

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๒๓
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมสี ว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๓. ความสําคัญของพุทธธรรมที่มีตอ การเมือง เชน
อิทธิบาทธรรม (หลักความรบั ผิดชอบ) คือ การปฏบิ ัติกิจการงานของตนเอง และท่ีรับ
มอบหมายดวยความมานะพยายาม อุทิศกําลังกาย กําลังใจอยางเต็มความสามารถ ไมเห็นแก
ความเหนด็ เหนอ่ื ยจนงานประสบความสําเรจ็ ตรงตามเวลา บังเกิดผลดีตอตนเองและสวนรวม ท้ังน้ี
รวมไปถึงการรับผิดเมอื่ งานลมเหลว พยายามแกไ ขปญหาและอุปสรรคโดยไมเกี่ยงงอนผอู น่ื
สามัคคีธรรม (หลักความสามัคคี) คือ การที่ทุกคนมีความพรอมกาย พรอมใจ และ
พรอมความคิด เปนน้ําหน่งึ ใจเดียวกัน มจี ุดมุงหมายท่จี ะปฏบิ ตั ิงานใหป ระสบความสําเร็จ โดยไมมี
การเก่ยี งงอนหรอื คดิ ชงิ ดชี ิงเดน กัน ทกุ คนมงุ ทีจ่ ะใหสังคมและประเทศชาติเจริญรุงเรือง มีความรัก
ใครกลมเกลียวกันดวยความจริงใจ ความไมเห็นแกตัว การวางตนเสมอตนเสมอปลาย ก็หมายถึง
ความสามัคคีดวย๖
การศึกษาพุทธธรรม ตองศึกษาท้ังปริยัติ คือ ความรูเก่ียวกับพระธรรม-วินัย (พุทธพจน
ของพระพุทธเจา)และตองลงมือปฏิบัติเพ่ือการบรรลุมรรคผลโดยยึดหลักทางสายกลาง คือ ปฏิบัติ
ตามหลักไตรสิกขาดงั นี้
๑) ปริยัติธรรม ไดแก พุทธพจนที่พระพุทธเจาทรงกลาวไว ปริยัติ จึงเปนทฤษฎีท่ีตอง
ศึกษาเลา เรยี น
๒) ปฏิบัติธรรม ไดแก การปฏิบัติเพื่อการบรรลุผล ซ่ึงตามหลักพระพุทธศาสนาใหยึด
หลักทางสายกลาง โดยปฏิบตั ติ ามหลกั ไตรสกิ ขา
๓) ปฏิเวธธรรม ไดแก ผลที่ไดรับจากการปฏิบัติ ไดแก ผลประโยชนในปจจุบัน ใน
อนาคตไปจนถึงจุดสงู สุดในทางพระพุทธศาสนา คอื ขั้นปรมัตถะ หมายถึง การบรรลุธรรมเปนพระ
อริยะเจาตั้งแตขั้นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี (พระพรหม) และพระอรหันต สูมรรคผลนิพพาน
ในทีส่ ดุ ธรรมทั้ง ๓ ประการเปน สง่ิ เกอื้ กูลกัน ขาดสงิ่ ใดส่งิ หนึง่ ไมไ ดและการปฏิบัติธรรมมีเปาหมาย
สูงสดุ คอื พระนพิ พาน๗

๖ สามัคคีธรรม (หลักความสามัคคี) [ออนไลน], แหลงท่ีมา : http://nucha.chs.ac.th/1.1htm.วันท่ี
๒๑ เมษายน ๒๕๖๐

๗ การศึกษาพุทธธรรม. [ออนไลน], แหลงท่ีมา : http://www.nrw.ac.th/manit/lalputtatum_
html [๒๑ เมษายน ๒๕๖๐].

๑๒๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มสี วนเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๕.๓ ความหมายลกั ษณะและความสาํ คญั ของคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม

๕.๓.๑ ความหมายของคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
คําวา “คุณธรรม” มาจากคําวา คุณ+ธรรมะ หมายถึง คุณงามความดีท่ีเปนธรรมชาติ

กอ ใหเกิดประโยชนต อตนเอง และ สงั คม ซึ่งรวมสรปุ วา คอื สภาพคุณงาม ความดี

คณุ ธรรม (Moral) หมายถึง แนวความคดิ ท่ดี เี ปน ตัวบงั คบั ใหประพฤติดี
คุณธรรม คือ จรยิ ธรรมทแ่ี ยกเปน รายละเอยี ดแตละประเภท หากประพฤติปฏิบัติอยาง
สม่าํ เสมอก็จะเปนสภาพคณุ งามความดีทางความประพฤติและจิตใจของผูนั้น

พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท ไดใหนิยามความหมายของคําวา
“คณุ ธรรม” หมายถึง ธรรมทเ่ี ปนคณุ ,ความดีงาม,สภาพทีเ่ ก้อื กูล

คําวา”จริยธรรม” มาจากคําวา จริย+ธรรม หมายถึง ความประพฤติที่เปนธรรมชาติ เกิดจาก

คุณธรรมในตนเอง กอใหเกิดความสงบเรยี บรอยในสงั คม รวมสรปุ วาคือ ขอควรประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ

พจนานุกรมพทุ ธศาสน ฉบับประมวลศัพทไดใหนิยามความหมายของคําวา “จริยธรรม” หมายถึง

ธรรม คือ ความประพฤติ, ธรรม คือ การดําเนินชีวิต, หลักความประพฤติ, หลักการดําเนินชีวิต,

หมายถึง การประพฤตหิ รอื การดําเนินชีวิตอยางประเสริฐ โดยยึดหลักธรรมขอมรรคมีองค ๘ หรือ
ศีล สมาธิ ปญญา๘ ในขณะที่

ศ.ดร.จํานงค อดิวัฒนสิทธ์ิ ไดใหความหมายของคําวา จริยธรรม หมายถึง กฎเกณฑ
หรือแนวทางท่ีพึงปฏบิ ตั ิ เพื่อบรรลคุ ณุ งามความดี หรือเพื่อใหเกิดคุณธรรม กฎเกณฑหรือแนวทาง

ทพ่ี งึ ปฏิบตั ไิ ดรับการประเมินคาวาเปนสิ่งดี สามารถนําผูประพฤติปฏิบัติตนใหบรรลุผลที่หวังไวได

ขณะเดียวกัน ก็ไมสรางความทุกขความเดือดรอนแกบุคคลหรือสุจริตชนทั้งหลาย การปฏิบัติตาม
จรยิ ธรรม ยอมใหผ ลดแี กผปู ฏบิ ัติ สงั คม และสง่ิ แวดลอม๙

ดร.จรวยพร ธรณินทร ไดนิยามความหมายของคําวา คุณธรรมและจริยธรรม รวมถึง
คําที่มีความหมายใกลเคยี งกันเชน คําวา จรรยาบรรณและ ศลี ธรรมเปนตน

๘ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท, พิมพครั้งที่ ๑๑,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หนา ๒๘, ๓๒.

๙ จาํ นง อดิวฒั นสิทธิ์, ศาสนาชีวิตและสงั คม, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพสุขภาพใจ, ๒๕๔๗),
หนา ๔๑.

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๒๕
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มีสวนเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๕.๓.๒ ลกั ษณะของคณุ ธรรมและจริยธรรม
คุณธรรมและจริยธรรม มีลักษณะเปนนามธรรม สามารถสรุปลักษณะสําคัญได
ดังตอไปนี้
๑. เปนเปา หมายและวธิ กี ารของพฤติกรรมที่ดขี องมนุษยเ พื่อบรรลุผลท่หี วงั ไว
๒. เปนแบบแผนพฤติกรรมสะทอ นความนึกคดิ และจิตสาํ นกึ ท่ดี ี
๓. เปนแนวคดิ ทเี่ ปนเหตุกอ ใหเ กิดการกระทําดี ไมม งุ ใหเ กดิ ผลรายแกส ังคม
๔. เปนสภาพทค่ี วรปฏบิ ตั เิ พือ่ สรางผลดแี กต นเองและผอู ่ืน
๕. เปนกฎเกณฑห รอื แนวทางทพี่ ึงปฏบิ ตั เิ พอ่ื บรรลุคุณความด๑ี ๐
ดังนั้น ลักษณะของคุณธรรมและจริยธรรม จึงเปนสภาพคุณงามความดีทั้งที่อยูภายใจ
จติ ใจและที่
แสดงออก ซ่ึงมีลกั ษณะเปน กฎเกณฑท่ีเปนนามธรรม เปนความดีท่ีควรประพฤติปฏิบัติ
เพราะจะนําความสขุ ความเจริญ ความม่ันคงมาสบู คุ คล สังคม

๕.๓.๓ ความสาํ คัญของคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
คุณธรรมและจริยธรรมมคี วามสาํ คญั ตอการดาํ เนนิ ชีวติ ของมนษุ ย ซ่ึงอาจสรุปไดดังนี้
๑. ชวยใหช ีวิตดําเนินไปดวยความราบรื่นและสงบสุข เม่ือมีปญหาอุปสรรค สามารถก็มี
จิตตง้ั มัน่ (สมาธิ)ฝาฟนปญหาและอุปสรรคไปได
๒. ชว ยใหค นเรามีสตสิ มั ปชญั ญะอยูตลอดเวลา ไมเผลอตัว ไมล มื ตัว จะประพฤติปฏบิ ัติ
ในส่ิงใดก็จะระมัดระวังตัวอยเู สมอ
๓. ชวยสรา งความมรี ะเบยี บวนิ ัยใหแกบุคคลในชาติ เชน เบญจศีล, เบญจธรรม, ทิศ ๖
ซึ่งเปนหลักธรรมที่แสดงใหเห็นถึงระเบียบหรือกฎเกณฑการประพฤติตนใหเหมาะสม สมควรกับ
บทบาทและหนาท่ีท่ีตนไดร บั

๑๐ ไพฑูรย สินลารัตน,เขาสูตําแหนงทางวิชาการ เกณฑและการเตรียมตัว, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๓), หนา ๗๓.

๑๒๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มีสว นเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๔. ชวยควบคุมไมใหคนชั่วมีจํานวนเพิ่มมากข้ึน เพราะการปฏิบัติตนใหเปนตัวอยางแก
ผูอื่นนับวาเปนคุณแกสังคม เพราะนอกจากจะเปนตัวอยางโดยการชี้นําทางออมแลว ยังจะออก
ปากแนะนําสัง่ สอนโดยตรงไดอ ีกดว ย

๕. ชวยใหมนุษยนําความรูและประสบการณ ท่ีร่ําเรียนมาสรางสรรคส่ิงท่ีมีคุณคา เชน
หลักธรรมวิจัย ซ่ึงเปนหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เนนวิเคราะหประยุกตองคธรรมใหเหมาะกับ
สภาวการณแ ละกาลสมยั

๖. ชว ยควบคุมการเจริญทางดา นวัตถแุ ละจิตใจของคนใหเจริญไปพรอมๆกัน เชน หลัก
สันโดษ พอใจตามท่ีได ตามที่มีและตามกาํ ลัง, หลักกุศลมูล๓ เปนตน

๗. ชวยสรางความม่ันคงทางจิตใจใหมนุษย ความสําคัญของคุณธรรม และจริยธรรมที่
กลาวมานี้ ประเด็นที่สําคัญก็คือ สามารถลดปญหา และขจัดปญหาที่จะเกิดขึ้นแกบุคคล สังคม
และประเทศชาติได เม่ือทุกคนประพฤติปฏิบัติตนดีแลว อุปสรรค ศัตรู ภัยอันตราย ก็จะหมดสิ้น
ไป ผูค นมีแตความรกั ตอ กัน สงั คมมีแตค วามสงบ และประเทศชาตกิ จ็ ะเจริญรุง เรือง๑๑

๕.๔ หลกั พทุ ธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง

ความอยูดีมีสุขของประชาชนทุกหมูเหลา เปนความปรารถนาอันสูงสุดของผูนํารัฐทุก
คนที่อาสาตนเองเขามารับใชประชาชน และความปรารถนาเชนนั้น จะเปนจริงไดก็ตอเม่ือผูนํารัฐ
ดาํ รงตนอยูในจรยิ ธรรมอกี สว นหนงึ่ คือ

๑) ควรตั้งใจปฏิบัติหนาท่ีดวยความขยันหมั่นเพียรและซื่อสัตยสุจริต คิดสรางงานให
ประชาชนทําเพื่อใหสามารถพ่ึงตนเองได หากไมจําเปนจริงๆ ก็ไมควรนําเอาเงินของหลวงไปให
ประชาชนกูยืมใชจาย เพียงเพราะคิดวา จะทําใหประชาชนมีกําลังในการซื้อสิ่งของตางๆ เชน ซ้ือ
โทรศัพทมือถือ รถจักรยานยนต หรือซื้อรถปกอัพ เปนตน ท่ีบริษัทของตนเองและพวกพองเปน
ผูผลิตขน้ึ เพราะหากคดิ เพียงแคน้ี ก็มีแตจะเพิ่มภาระหนีส้ ินใหก บั ประชาชน ใหตองยากจนมากข้ึน
ในขณะทีบ่ รษิ ัทของตนเองและพวกพองมแี ตจะราํ่ รวยเพิ่มมากขึ้น

๑๑ คุณธรรมและจริยธรรม, [ออนไลน], แหลงที่มา: http://th-th.connect.facebook.com/
note.php?note_id=232278326853&id=166509296166 [๒๑ เมษายน ๒๕๖๐].

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๒๗
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมีสวนเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๒) ควรชี้นําประชาชนใหรูจักอดออมในทรัพยส่ิงของท่ีตนเองทํามาหาได ชะลอการ
โฆษณาสินคาฟุมเฟอยตางๆ ซ่ึงไมจําเปนตอการดํารงชีวิตเทาไรนัก มิใชปลอยใหมีการโฆษณา
สินคาฟุมเฟอยกันอยางไมลืมหูลืมตา โดยหวังแตนะใหเปนการกระตุนตอมความอยากของ
ประชาชน ใหเ กดิ การจับจายใชสอย จนไมคิดท่ีจะอดออมทรัพยท ่หี ามาไดไวใ ชใ นยามจําเปน บาง

๓) ควรช้ีนําประชาชนใหรูจักแยกแยะในการคบคาสมาคมวา บุคคลเชนใดท่ีคบคา
สมาคมแลวจะมีแตความเจริญรุงเรืองย่ิงข้ึน และบุคคลเชนใดที่คบคาสมาคมแลว มีแตจะทําให
ตนเองลําบากเดือดรอนจนหาความสงบสุขใดๆ ไมไดเลย อยาลืมวา หากประชาชนสวนใหญ
ลําบากเดือดรอนจนหาความสงบสุขไมไดแลว ความทุกขความเดือดรอนอันเกิดจากการขมเหง
การปลนจ้ี การขมขืนกระทาํ ชาํ เรา การโกหกหลอกลวง และการเสพติดส่ิงใหโทษ ก็จะแพรระบาด
ไปทวั่ ประเทศ

๔) ควรช้ีนาํ ประชาชนใหรูจักดํารงชีวิตอยางเหมาะสมและพอเพียงตอสิ่งท่ีตนเองทํามา
หาไดรจู กั ซ้อื ในสงิ่ ทค่ี วรซื้อหรอื มีความจําเปนตอการดํารงชีวติ ส่งิ ใดไมค วรซอ้ื กอ็ ยาซ้ือ
หากผูนํารัฐบาลสามารถดํารงตนเปนแบบอยาง และรูจักหาชองทางชวยเหลือและชี้นําแก
ประชาชนทุกหมูเหลาตามครรลองอันเหมาะสมถูกตองและชอบธรรมไดเชนนี้ ก็จะเปนเหตุให
ประชาชนทุกหมูเหลารูจักทํามาหากินดวยตนเอง ประหยัดอดออม คบคนดีเปนมิตร ดํารงชีวิตได
เหมาะสมแกฐานะซ่ึงจะเปนแนวทางนําไปสูความอยูดีมีสุขอยางย่ังยืนแกประชาชนทุกหมูเหลา
ตลอดไป๑๒

เพื่อใหเกิดความเขาใน ผูเขียนจะเรียบเรียงหัวขอการศึกษาออกเปน ๓ ประการ คือ
ประการแรกหลักพุทธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมสําหรับการครองตนเอง ประการท่ีสอง หลัก
คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับการครองคน และประการที่สาม หลักพุทธธรรมคุณธรรมและ
จริยธรรมสาํ หรับครองงาน๑๓

๑๒ แสวง อุดมศรี, จริยธรรมผูนํารัฐ, (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัทประยรู วงศพ รน้ิ ทติ้ง, ๒๕๔๙), หนา

๑-๑๑.
๑๓ ปยวัฒน คงทรัพย, หลักการวิชาหลักธรรมสําหรับการปกครองบานเมืองจากคัมภีร

พระไตรปฎก, พมิ พเน่ืองในงานพระราชทานเพลงิ ศพพระครูวบิ ูลวราสัย, (บรุ ีรมั ย : เรวัตการพมิ พ, ๒๕๕๗).

๑๒๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๕.๔.๑ หลกั พทุ ธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมสําหรบั การครองตนเอง
๑. ทศพธิ ราชธรรม๑๔
ธรรมของพระราชา, กิจวัตรท่ีพระเจาแผนดินควรประพฤติ, คุณธรรมของผูปกครอง

บานเมือง ธรรมของนักปกครอง,ภาระหนาท่ีที่ผูนําหรือผูปกครองบานเมืองพึงประพฤติปฏิบัติ

เรียกวา

ทศพธิ ราชธรรม ๑๐ ประการ คือ
๑.๑ ทาน ใหปนชวยประชา คือ สละทรัพยส่ิงของ บํารุงเลี้ยง ชวยเหลือประชาราษฎร
และบําเพ็ญสาธารณประโยชนบําเพ็ญตนเปนผูให โดยมุงปกครองหรือทํางานเพื่อใหเขาได มิใช

เพ่ือจะเอาจากเขา เอาใจใสบริการ จัดสรร ความสงเคราะห อนุเคราะห ใหประชาราษฎรไดรับ

ประโยชนสุขความสะดวกปลอดภัย ตลอดจนใหความชวยเหลือแกผูเดือดรอนประสบทุกขและให

ความสนับสนนุ แกค นทําความดี

๑.๒ ศีล รักษาความสุจริต คือ ประพฤติดีงาม การสํารวมกาย วาจา ประกอบแตการ
สุจริต รักษากิตติคุณ ประพฤติตนใหควรเปนตัวอยาง และเปนที่เคารพนับถือของประชาราษฎร

มใิ ชม ีขอใดๆ ทใ่ี ครจะดูแคลน

๑.๓ ปริจจาคะ บําเพ็ญกิจดวยเสียสละ คือ สามารถเสียสละความสุขสําราญ เปนตน
ตลอดจนชีวติ ของตนได เพอ่ื ประโยชนส ุขของประชาชน และความสงบเรยี บรอ ยของบา นเมอื ง

๑.๔ อาชชวะ ปฏบิ ตั ภิ าระโดยซื่อตรง คอื ซือ่ ตรงทรงสัตยไรมารยา ปฏิบัติภารกิจโดย
สุจริต มคี วามจรงิ ใจ ไมหลอกลวงประชาชน

๑.๕ มัททวะ ทรงความออนโยนเขาถึงคน คือ มีอัธยาศัย ไมเยอหย่ิงหยาบคาย
กระดางถอื องค มีความงามสงาเกิดแตท ว งทา ทีกรยิ าสุภาพนุมนวล ละมุนละไม ใหไดความรักภักดี

แตมขิ าดยําเกรง

๑.๖ ตปะ พนมัวเมาดว ยเผากิเลส คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิใหเขามาครอบงําย่ํายีจิต
ระงับยับย้ัง ขมใจได ไมยอมใหหลงใหลหมกมุนในความสุขสําราญ และความปรนเปรอ มีความ

เปนอยูอยางสม่ําเสมอ หรือ อยูอยางพอเพียง ความสามัญ มุงมั่นแตจะบําเพ็ญเพียร ทํากิจหรือ

ปฏิบัติหนา ทีใ่ หบ รบิ รู ณ

๑๔ ขุ.ชา.อสีติ. (ไทย) ๒๘/๑๗๕/๑๑๒.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๒๙
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มีสว นเสริมสรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๑.๗ อักโกธะ ถือเหตุผลไมโกรธา คือ ไมกร้ิงกราด ลุอํานาจความโกรธ จนเปนเหตุให
วินิจฉัยความและกระทําการตางๆ ผิดพลาดเสียธรรม ไมวินิจฉัยความและการกระทําดวยอํานาจ
ความโกรธ มีเมตตาประจําใจ ไวระงับความเคืองขุน วินิจฉัยความและการกระทําดวยจิตอันสุขุม
ราบเรียบตามธรรม

๑.๘ อวิหงิ สา มอี หิงสานํารม เยน็ คือ ความไมเ บยี ดเบียน ไมบีบคั้นกดขี่ เชน เก็บภาษี
ขูดรีด หรือเกณฑแรงงานเกินขนาด ไมหลงระเริงอํานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุผลเบียดเบียน
ลงโทษอาชญาแกป ระชาราษฎรผใู ด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลยี ดชัง

๑.๙ ขันติ ชําระทุกขเข็ญดวยขันติ คือ อดทนตองานท่ีตรากตรํา อดทนตอความ
เหนอื่ ยยาก ถงึ จะลําบากกายนาเหนอ่ื ยหนายเพยี งไร กไ็ มทอถอย ถึงจะถูกยั่ว ถูกหยันดวยคําเสียด
สถี ากถางเพียงใด ก็ไมหมดกําลงั ใจ ไมย อมละทง้ิ กรณียกจิ ที่บําเพ็ญ โดยชอบธรรม

๑.๑๐ อวิโรธนะ มิปฏิบัติคลาดจากธรรม คือ ประพฤติมิใหผิดจากศาสนธรรม อันถือ
ประโยชนสุขความดีงามของรัฐและราษฎรเปนท่ีตั้ง การใดประชาราษฎรปรารถนาโดยชอบธรรม
ก็ไมขัดขืน การใดจะเปนไปโดยชอบธรรม เพ่ือประโยชนสุขของประชาชน ก็ไมขัดขวาง วางองค
เปนหลักหนักแนนในธรรม คงท่ีไมมีความเอนเอียง หวั่นไหว เพราะถอยคําท่ีดีราย ลาภสักการะ
หรือ อิฏฐารมณ อนิฏฐารมณใดๆ สถิตมั่นในธรรม ท้ังสวนยุติธรรม คือ ความเท่ียงธรรมก็ดี นิติ
ธรรม คือ ระเบียบแบบแผน หลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามก็ดี ไม
ประพฤติใหค ลาดเคล่ือนวิบตั ิไป

ราชธรรม ๑๐ น้ี พึงจดจาํ งายๆ โดยคาถาบาลีดงั น้ี
“ทานสํ ลี ปํ ริจจฺ าคํ อาชชฺ วํมททฺ วตํ ป
อกโฺ กธอํ วิหึสฺจ ขนฺติ จฺ อวิโรธน”ํ

๒. ฆราวาสธรรม๑๕
ธรรมสาํ หรับฆราวาส, ธรรมสําหรับการครองตน ครองเรอื น, หลักการครองชีวิตคฤหัสถ
เรียกวา ฆราวาสธรรม ๔ ประการ คอื

๑๕ ข.ุ อิต.ิ (ไทย) ๒๕/๑๙๐/๕๔๕

๑๓๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสริมสรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๒.๑ สจั จะ ความจรงิ ไดแ ก ดาํ รงมนั่ ในสจั จะ, ซอื่ ตรง, ซือ้ สตั ย, จริงใจ, พูดจริง ทําจริง
จะทําอะไรกใ็ หเ ปน ท่เี ชือ่ ถอื ไววางใจได

๒.๒ ทมะฝกตน ไดแก การบังคับควบคุมตนได, การขมใจ, ฝกนิสัย, รูจักปรับตัว, รูจัก
ควบคุมจิตใจ ฝกหดั ดดั นสิ ัย แกไขขอบกพรอ ง ปรับปรุงตนใหเ จรญิ กา วหนา ดวยสติปญ ญา

๒.๓ ขันติ อดทน ไดแก ความอดทน มุงหนาทําหนาท่ีการงานดวยความ
ขยนั หมน่ั เพียร เขม แขง็ ทนทาน ไมห ว่ันไหว มั่นใจในจุดหมาย ไมทอถอย

๒.๔ จาคะ เสียสละ ไดแก ความเสียสละ, มีน้ําใจ, เอื้อเฟอ ชอบชวยเหลือเกื้อกูล
บําเพ็ญประโยชน สละโลภ ละทิฐิมานะได รวมงานกับคนอื่นได สละความสุขสบายและ
ผลประโยชนส วนตนได ใจกวา งพรอ มท่จี ะรับฟง ความทุกขความคิดเห็นและความตองการของผูอ่ืน
พรอ มท่ีจะรวมมอื ชวยเหลือเอ้ือเฟอ เผอ่ื แผ ไมค บั แคบเห็นแกต นหรอื เอาแตใจตัวในธรรมหมวดนี้

ทมะ ทา นมุง เอาดานปญญา ขนั ติ ทา นเนนแงว ริ ยิ ะ

๓. สัปปรุ สิ ธรรม๑๖
ธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมท่ีทําใหเปนสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี, ธรรมของผูดี,
หลักธรรมที่เสริมสรางผูประพฤติปฏิบัติตาม ใหเปนผูมีความสามารถนําหมูชนและสังคมไปสูสันติ
สุขและความสวสั ดี เรียกวา สปั ปุรสิ ธรรม ๗ ประการ คอื
๓.๑ ธมั มญั ตุ า รูห ลกั และรูจักเหตุ คือ รูหลักการและกฎเกณฑของส่ิงทั้งหลาย ที่ตน
เขาไปเก่ียวของในการดําเนินชีวิต ในการปฏิบัติกิจหนาท่ีและดําเนินกิจการตางๆ รูเขาใจส่ิงที่จน
จะตองประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล เชน รูวา ตําแหนง ฐานะ อาชีพ การงานของตน มีหนาที่และ
ความรับผิดชอบอยางไร มีอะไรเปนหลักการ จะตองทําอะไรอยางไร จึงจะเปนเหตุใหบรรลุถึง
ผลสาํ เร็จ ที่เปนไปตามหนาท่ีและความรับผิดชอบนั้นๆ ดังนี้ เปนตน ตลอดจนชั้นสูงสุด คือ รูเทา
ทันกฎธรรมดาหรือความจริงของธรรมชาติ เพ่ือปฏิบัติตอโลกและชีวิตอยางถูกตอง มีจิตใจเปน
อิสระ ไมต กเปน ทาสของโลกและชีวิตนน้ั
๓.๒ อัตถัญุตา รูความมุงหมายและรูจักผล คือ รูความหมายและความมุงหมายของ
หลักการที่ตนปฏิบัติ เขาใจวัตถุประสงคของกิจการหรือการงานท่ีตนกระทํา รูวาท่ีตนทําอยูอยาง

๑๖ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๓,อง.ฺ สตฺตก.(ไทย)๒๓/๖๘/๑๔๓.

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๓๑
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มสี วนเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

นน้ั ๆดําเนนิ ชวี ิตอยา งนน้ั เพ่ือประสงคป ระโยชนอะไร หรือควรจะไดบรรลุถึงผลอะไร ที่ใหมีหนาที่

ตําแหนง ฐานะ การงานอยางน้ันๆ เขากําหนดวางกันไวเพื่อความมุงหมายอะไร กิจการ หรือการ
งานท่ีตนทําอยูขณะนี้ เม่ือทําไปแลวจะบังเกิดผลอะไรบาง เปนผลดีหรือผลเสียอยางไร ดังนี้เปน

ตน ตลอดจนถึงขั้นสงู สุด คือรูความหมายของคติธรรมดาและประโยชนท่ีเปนจุดหมายแทจริงของ

ชวี ติ
๓.๓ อัตตัญุตา รูตน คือ ความรจู กั ตน รูต ามเปน จรงิ วา ตวั เรานน้ั วาโดยฐานะ ภาวะ

เพศ กําลัง ความรู ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เปนตน บัดนี้ เทาไหร อยางไร แลว

ประพฤตปิ ฏิบัติใหเ หมาะสม และทําการตางๆ ใหสอดคลองถูกจุด ที่จะสัมฤทธ์ิผล ตลอดจนรูที่จะ
แกไขปรับปรงุ ตนใหเ จรญิ งอกงามถึงความสัมบรู ณย่ิงข้ึนไป

๓.๔ มัตตัญุตา รูประมาณ คือ รูจักพอดี เชน รูจักประมาณในการบริโภค รูจัก
ประมาณในการใชจายโภคทรัพย รูจักความพอเหมาะพอดี ในการพูด การปฏิบัติภารกิจและ
ปฏิบัติหนาท่ีตางๆตลอดจนการพักผอนนอนหลับและการสนุกสนานร่ืนเริงทั้งหลาย ทําการทุก

อยางดวยความเขาใจวัตถุประสงคเพื่อผลดีแทจริงที่พึงตองการ โดยมิใชเพียงเพ่ือเห็นแกความ

พอใจ ชอบใจ หรือเอาแตใจของตน แตทําตามความพอดีแหงเหตุปจจัย หรือองคประกอบ
ทงั้ หลาย ท่ีจะลงตัวใหเ กิดผลดีงามตามท่ีมองเห็นดว ยปญญา ผปู กครองตอ งรจู กั ประมาณในการลง

ทัณฑอาชญาและในการเกบ็ ภาษี เปน ตน
๓.๕ กาลัญตุ า รกู าล คือ รกู าลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ควรหรือจะตองใช

ในการประกอบภารกจิ ทาํ หนา ท่ีการงานหรอื ปฏบิ ตั ิการตางๆ และเก่ยี วขอ งกับผูอื่น เชน รูวาเวลา

ไหนควรทาํ อะไร อยา งไร และทําใหต รงเวลา ใหเ ปนเวลา ใหท ันเวลา ใหพ อเวลา ใหเ หมาะสมเวลา

ใหถ ูกเวลา ตลอดจนรูจักกะเวลาและวางแผนการใชเ วลาอยา งไดผ ล เปนตน
๓.๖ ปริสัญุตา รูชุมชน คือ รูจักถิ่น รูจักชุมชนและรูจักท่ีประชุม รูการอันควร

ประพฤติปฏบิ ตั ใิ นทอ งถ่ิน ตอชุมชนน้ันๆ วา ชุมชนนี้ เม่ือเขาไปหาจะตองทํากิริยาอยางน้ี จะตอง

พูดอยางนี้ ชุมชนนี้ มีระเบียบวินัยอยางนี้ มีวัฒนธรรมประเพณีอยางนี้ มีความตองการอยางนี้
ควรเกยี่ วขอ ง ควรตองสงเคราะห ควรรับใช ควรบาํ เพย็ ประโยชนอ ยา งน้ีๆ เปน ตน

๓.๗ ปุคคลัญุตา รบู คุ คล คือ รจู ักและเขา ใจความแตกตา งแหงบุคคลวา โดยอัธยาศัย
ความสามารถและคุณธรรม เปน ตน ใครๆ ยิง่ หรือหยอนอยางไร และรูจักที่จะปฏิบัติตอบุคคลอ่ืนๆ

๑๓๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มสี วนเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ดวยดีวา ควรจะคบหรือไม ไดคติอะไร จะสัมพันธเก่ียวของ จะใช จะยกยอง จะตําหนิ หรือจะ
แนะนาํ สงั่ สอนอยางไร จงึ จะไดผ ลดี ดังน้ี เปนตน
ธรรม ๗ ขอนี้ เรียกวา สัปปุริสธรรม แปลวา ธรรมของสัปปุริสชน คือ คนดี หรือคนท่ีแท ซ่ึงมี
คณุ สมบัติของความเปน คนทสี่ มบรู ณ

๕.๔.๒ หลกั พุทธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมสําหรบั การครองคน
๑. ราชสงั คหวัตถุ
๒. อคติ
๓. พรหมวิหารธรรม
๔. สารณยี ธรรม

๑. สงั คหวัตถุของผูปกครองผูครองแผน ดนิ ๑๗
หลักทํานุบาํ รุงทวยราษฎรใหป ระชาชาติดํารงอยูในเอกภาพและสามัคคี ดวยหลักธรรม
ที่เรียกวาราชสังคหวัตถสังคหวัตถุของพระราชา, ธรรมเครื่องยึดเหน่ียวจิตใจประชาชน, หลักการ
สงเคราะหประชาชนของนักปกครอง เรียกวา ราชสังคหวัตถุ ๔ ประการ คอื
๑.๑ สสั สสเมธะ ฉลาดบํารงุ ธญั ญาหาร คือ ปรีชาสามารถในนโยบายท่ีจะบํารุงพืชพันธุ
ธญั ญาหาร สงเสรมิ การเกษตรใหอ ดุ มสมบรู ณ
๑.๒ ปริสเมธะ ฉลาดบํารุงขาราชการ คือ ปรีชาสามารถในนโยบายท่ีจะบํารุง
ขา ราชการดว ยการสง เสริมคนดีมคี วามสามารถและจดั สวสั ดกิ ารใหดี เปนตน
๑.๓ สัมมาปาสะ ผูกประสานปวงประชา คือ ผดุงผสานประชาชนไวดวยนโยบาย
สงเสริมอาชีพ จัดหาทุน จัดตั้งกองทุนใหคนยากคนจนยืมไปสรางตนในพานิชยกรรม หรือดําเนิน
กิจการตางๆ ไมใหฐานะเหล่อื มลํ้าหา งเหินจนแตกแยกกัน
๑.๔ วาชเปยะ หรือ วาจาเปยยะ มวี าทะดูดดม่ื ใจ คือ มีวาจาอันดูดด่ืมน้ําใจ นํ้าคําควร
ด่มื หรอื รจู กั พดู รจู กั ปราศรัย ไพเราะ สุภาพนุมนวล รูจักชแี้ จงแนะนํา รจู กั ทักทาย ไถถามทุกขสุข
ราษฎรทุกชนช้ัน แมปราศรัยก็ไพเราะนาฟง ท้ังประกอบดวยเหตุผล มีประโยชน เปนทางแหง
สามัคคีทาํ ใหเกิดความเขา ใจอนั ดี ความเช่อื ถอื และความนยิ มนับถือ

๑๗สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๒๐/๑๓๘

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๓๓
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มีสวนเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๒. สงั คหวัตถุ๑๘
หลักบาํ เพญ็ การสงเคราะห คือ ปฏิบัติตามหลัการสงเคราะห หรือธรรมอันเปนเคร่ืองยึดเหนี่ยวใจ
คนและประสานหมูชนไวในสามัคคี เรียกวา สังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ

๒.๑ ทาน ใหป น คอื เออ้ื เฟอเผื่อแผเ สียสละ แบงปน ชวยเหลือสงเคราะห ดวยปจจัยสี่
ทนุ หรือทรพั ยส นิ ส่งิ ของ ตลอดจนใหความรู ความเขาใจและศิลปวทิ ยา

๒.๒ ปยวาจา พดู อยางรักกัน คอื กลา วคําสุภาพ ไพเราะ นาฟง ช้ีแจง แนะนําสิ่งที่เปน
ประโยชน มเี หตุผล เปนหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงามหรือคําแสดงความเห็นอกเห็นใจ ใหกําลังใจ

รจู ักพดู ใหเ กดิ ความเขา ใจดี สมานสามคั คี เกิดไมตรี ทาํ ใหรักใครนับถือและชว ยเหลอื เกอื้ กูลกัน
๒.๓ อัตถจริยา อาสาบําเพ็ญประโยชน คือ ชวยเหลือดวยแรงกายและขวนขวาย

ชวยเหลือกิจการตางๆ บําเพ็ญสาธารณประโยชน รวมทั้งชวยแกไขปญหาและชวยปรับปรุง

สง เสริมในดา น จริยธรรม
๒.๔ สมานัตตตา เอาตัวเขาสมาน คือ ทําตัวใหเขากับเขาได วางตนเสมอตนเสมอ

ปลายใหความเสมอภาค ปฏิบัติสม่ําเสมอกันตอคนท้ังหลาย ไมเอาเปรียบและเสมอในสุขทุกข คือ

มสี ขุ รว มเสพ มที กุ ขรว มตาน รวมรับรู รวมแกไขปญหา เพ่ือใหเกิดประโยชนสุขรวมกัน ปราศรัยก็
ไพเราะนา ฟง ทั้งประกอบดวยเหตุผล มีประโยชน เปนทางแหงสามัคคี ทําใหเกิดความเขาใจอันดี

ความเชื่อถือ และความนยิ มนบั ถอื

ทง้ั ๔ ขอนี้ กลาวสัน้ ๆ วา : ชว ยดวยทุน ดว ยของหรอื ความรู, ชวยดว ยถอยคํา, ชวยดวย กําลังงาน
,ชว ยดวยการรวมเผชญิ และแกปญ หา

๓. อคต๑ิ ๙
ฐานะอันไมพึงถึง, ทางที่นําไปสูความประพฤติที่ผิด, ความไมเท่ียงธรรม, ความลําเอียง

,อันเปนหลักท่ีนักปกครอง เม่ือปฏิบัติหนาที่พึงเวนจากความลําเอียง หรือความประพฤติท่ี
คลาดเคลื่อนจากธรรม เรยี กวา อคติ ๔ ประการ คือ

๑๘ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๑๐/๑๗๐.
๑๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๖/๒๐๑.

๑๓๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มสี ว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๓.๑ ฉนั ทาคติลําเอยี งเพราะชอบ
๓.๒ โทสาคติลาํ เอียงเพราะชงั
๓.๓ โมหาคติ ลําเอยี งเพราะหลง, พลาดผดิ เพราะเขลา
๓.๔ ภยาคติ ลาํ เอยี งเพราะขลาดกลวั

๔. พรหมวหิ ารธรรม๒๐
ธรรมเครื่องอยูอยางประเสริฐ, ธรรมประจําใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติท่ี
ประเสริฐบริสุทธ์ิ ธรรมท่ีตองมีไวเปนหลักใจและกํากับความประพฤติ จึงจะเชื่อวา ดําเนินชีวิต
หมดจด และปฏิบัติตนตอมนุษยและสัตวทั้งหลายโดยชอบเรียกวา พรหมวิหารธรรม ๔ ประการ
คือ
๔.๑ เมตตา ความรัก คือ ปรารถนาดีมีไมตรี ตองการชวยเหลือใหทุกคนประสบ
ประโยชนแ ละความสขุ มีจติ อันแผไ มตรแี ละคดิ ทําประโยชนแกมนษุ ยและสตั วท ัว่ หนา
๔.๒ กรุณา ความสงสาร คือ อยากชวยเหลือผูอ่ืนใหพนจากความทุกข ใฝใจในที่จะ
ปลดเปลื้องบําบดั ความทุกขยากเดือดรอนของคนและสตั วทั้งปวง
๔.๓ มุทติ า ความยินดี คือ ความเบิกบานพลอยยินดีในเมื่อเห็นผูอ่ืนอยูดีมีสุข มีจิตผอง
ใสบันเทิง กอปรดวยอาการแชมชื่นเบิกบาน เม่ือเห็นเขาทําดีงามประสบความสําเร็จกาวหนา
ยงิ่ ข้นึ ไปกพ็ ลอยยนิ ดีดวย พรอ มทจี่ ะชว ยสงเสริมสนับสนุน
๔.๔ อุเบกขา ความมีใจเปนกลาง คือ มองตามเปนจริง โดยวางจิตเรียบสม่ําเสมอ
มั่นคงเที่ยงตรงดุจตาชัง มองเห็นการท่ีบุคคลจะไดรับผลดีหรือชั่ว สมควรแกเหตุที่ตนประกอบ
พรอมทีจ่ ะวินิจฉยั วางตนและปฏิบัตไิ ปตามหลักการ เหตุผลและความเท่ียงธรรม ไมเอนเอียงดวย
ความรกั และชังพิจารณาเห็นกรรมที่สัตวท้ังหลายกระทําแลว อันควรไดรับผลดีหรือชั่ว สมควรแก
เหตุอันตนประกอบพรอมที่จะวินิจฉัย และปฏิบัติไปตามธรรม รวมท้ังรูจักวางเฉยสงบใจมองดูใน
เมื่อไมมีกิจที่ควรทําเพราะเขารับผิดชอบตนไดดีแลว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควร
ไดรับผลอนั สมกบั ความรบั ผิดชอบของตน

๒๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๒๗/๒๕๖.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๓๕
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมีสวนเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๕. สาราณียธรรม๒๑
ธรรมเปนท่ีต้ังแหงความใหระลึกถึง, ธรรมเปนเหตุใหระลึกถึงกันเพ่ือสรางสัมพันธกับ

ผูอื่นที่เปนเพื่อนรวมงาน รวมกิจการ รวมองคกร รวมชุมชน, ธรรมที่ทําใหเกิดความสามัคคี,

หลักการอยูรวมกนั เรยี กวา สาราณียธรรม ๖ ประการ คือ
๕.๑ เมตตากายกรรม ทําตอกันดวยเมตตา คือ แสดงไมตรีและความหวังดีตอเพ่ือน

รว มงาน รว มกิจการ รว มชุมชน ตง้ั เมตตากายกรรมในเพือ่ นรวมงาน สถาบัน องคกร สังคม ชุมชน

ทั้งตอหนาและลับหลัง คือชวยเหลือกิจธุระของผูรวมหมูคณะดวยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการ

สภุ าพ เคารพนับถือกันท้ังตอหนาและลับหลงั
๕.๒ เมตตาวจีกรรม เจรจาตอกันดวยเมตตา คือ ชวยบอกแจงสิ่งที่เปนประโยชน ส่ัง

สอนหรือแนะนําตักเตือนกันดวยความหวังดีตั้งเมตตาวจีกรรมในเพ่ือนรวมงาน สถาบันองคกร

สงั คม ชมุ ชนทั้งตอหนาและลับหลัง กลาววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ท้ังตอหนาและ

ลับหลัง

๕.๓ เมตตามโนกรรม คิดตอกันดวยเมตตา คือ ตั้งจิตปรารถนาดี ต้ังเมตตามโนกรรม
ในเพือ่ นรวมงาน สถาบนั องคก ร สังคม ชุมชน ท้ังตอหนา และลับหลัง คิดทําสิ่งที่เปนประโยชนแก

กนั มองกนั ในแงด ี มีหนาตาย้ิมแยม แจม ใสตอ กัน

๕.๔ สาธารณโภคี ไดม าแบง กนั กนิ แบง กันใช คอื ไดของสิ่งใดมาก็แบงปนกันเม่ือได สิ่ง
ใดมาโดยชอบธรรม แมเปนของเล็กนอย ก็ไมหวงไวผูเดียว นํามาแบงปนเฉลี่ยเจือจานในเพื่อน

รว มงาน สถาบนั องคก ร สังคม ชุมชน ใหไ ดมีสว นรว มใชสอยบรโิ ภคทัว่ กัน

๕.๕ สีลสามัญญตา ประพฤติใหดีเหมือนเขา คือ มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อน
รวมงานสถาบนั องคกร สังคม ชุมชน ทั้งตอหนาและลับหลัง มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกตอง

ตามระเบียบวินัย กฎเกณฑ กติกา จารีตประเพณีอันดีงามไมมีพฤติกรรมแหกคอก นอกระเบียบ

เหยียบกฎ ไมท าํ ตนใหเปนท่นี ารังเกียจหรือเส่อื มเสยี ของหมูคณะ

๕.๖ ทิฏฐิสามัญญตา ปรับความเห็นเขากันได คือ มีทิฏฐิ ดีงามเสมอกันกับเพ่ือน
รวมงานสถาบัน องคกรสังคม ชุมชน ท้ังตอหนาและลับหลังเคารพรับฟงความคิดเห็นกัน มีความ

๒๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๒๔/๓๒๑.

๑๓๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมีสวนเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

เห็นชอบรวมกัน ตกลงกันไดในหลักการสําคัญ ยึดถืออุดมคติ หลักแหงความดีงาม หรือจุดหมาย
สงู สุดอนั เดยี วกนั ในขอทเี่ ปน หลกั การสําคญั อนั จะนําไปสคู วามหลุดพน สน้ิ ทุกข (หรอื ขจัดปญหา)
ธรรม ๖ ประการนี้ มีคุณคือ เปนสารณียะ (ทําเปนท่ีระลึกถึง) เปน ปยกรณ (ทําใหเปนท่ีรัก) เปน
ครุกรณ (ทําใหเปนท่ีเคารพ) เปนไปเพ่ือความสงเคราะห (ความประสานกลมกลืน) เพื่อความไม
ววิ าท เพ่ือความสามัคคี และเพอื่ เอกภาพ ความเปนอนั หน่ึงเดียวกัน)

๕.๔.๓ หลักพทุ ธธรรมคณุ ธรรมและจริยธรรมสาํ หรับการครองงาน

๑. ราชพละ ๒. อิทธิบาท

๓. อปรหิ านิยธรรม ๔. อธปิ ไตย

๕. จกั รวรรดิวตั ร
๑. ราชพละ๒๒

ราชพละ ธรรมอันเปนพลัง เสริมพลังภายใน เพื่อใหภายในทรงพลัง คือ มีกําลังที่เกิด

จากคณุ ธรรม ความประพฤติปฏิบัติท่ีเปนหลักประกันชีวิต ซึ่งทําใหเกิดความม่ันใจในตนเองจนไม

มคี วามหวาดหว่ันกลัวภยั หรือ ธรรมอันเปนพลังทําใหด าํ เนนิ ชวี ิตดวยความมน่ั ใจ ไมหวันตอภัยทุก

อยา งเรียกวา พละ ๔ ประการ คือ

๑.๑ ปญญาพละ กําลังปญญา คือ ไดศึกษา มีความรูความเขาใจถูกตอง ชัดเจนใน

เร่ืองราวและกิจการ หนาที่การงาน ปฏิบัติภาระหนาท่ีท่ีตนเกี่ยวของ ตลอดไปถึงสภาวะอันเปน

ธรรมดาของโลกและชวี ิต เปนผกู ระทาํ การตางๆ ดวยความเขาใจเหตุผลและสภาพความจรงิ

๑.๒ วิริยพละ กําลังความเพียร คือ เปนผูประกอบกิจ ทําหนาท่ีการงาน ปฏิบัติ

ภาระหนา ทต่ี า งๆ อยูต ลอดเวลา ดว ยความบากบนั พยายาม ไมไ ดทอดท้งิ หรือยอหยอ นทอถอย

๑.๓ อนวัชชพละ กําลังสุจริต หรือ กําลังความบริสุทธิ์, ตามศัพท แปลวา กําลังการ

กระทําที่ไมมีโทษ คือ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบริสุทธ์ิ เชน มีความประพฤติ และปฏิบัติ

ภาระหนา ทกี่ ารงานสจุ รติ สะอาดบริสทุ ธิ์ โปรงใส ตรวจสอบได ไมมีขอบกพรองเสียหาย มีเหตุผล

มุงดไี มรกุ รานใหร า ยใคร ทําการดว ยเจตนาบรสิ ทุ ธไ์ิ มมขี อ ที่ใครจะตเิ ตยี นได

๒๒ อง.ฺ จตกุ ก.(ไทย) ๒๑/๑๕๓/๒๑๕.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๓๗
บทที่ ๕ พุทธธรรมที่มสี วนเสรมิ สรางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๑.๔ สังคหพละ กําลังการสงเคราะห คือ การไดชวยเหลือเก้ือกูล ยึดเหน่ียวนํ้าใจคน
และประสานหมูชนไวในสามัคคี ทําตนใหเปนประโยชนแกเพ่ือนมนุษย เพื่อนรวมงาน สถาบัน

องคกร สังคม ชุมชน เปนสมาชิกท่ีดีมีประโยชนของสถาบัน องคกร สังคม ชุมชน โดยสงเคราะห
ดวยหลกั สังคหวตั ถุ ๔๒๓ คอื

(๑) ทาน การใหปน โดยปกติ หมายถึง ชวยเหลือในดานทุนหรือปจจัยเคร่ืองยัง
ชีพตลอดจนเพ่ือแผกันดวยไมตรี อยางเลิศหมายถึง ธรรมทาน แนะนําส่ังสอนใหความรูความ

เขาใจ จนเขา รูจักพ่งึ ตนเองได

(๒) เปยยวัชชะ พูดจับใจใชปยวาจา คือ พูดดวยน้ําใจหวังดี มุงใหเปนประโยชน
และรูจักพูดใหเปนผลดี ทําใหเกิดความเช่ือถือ สนิทสนมและเคารพนับถือกัน อยางเลิศหมายถึง

หมั่นแสดงธรรม คอยชว ยชีแ้ นะหลักความจรงิ ความถกู ตอ งดงี าม แกผ ูที่ตอ งการ

(๓) อตั ถจรยิ า บําเพญ็ ประโยชน คือ ชวยเหลือรับใช ทํางานสรางสรรค ประพฤติ
การที่เปนประโยชน อยางเลิศหมายถึง ชวยเหลือสงเสริมคนใหมีความเช่ือถือถูกตอง (สัทธา

สัมปทา) ใหป ระพฤติดีงาม (สลี สมั ปทา) ใหม ีความเสียสละ (จาคสัมปทา) และใหมีปญญา (ปญญา

สัมปทา)
(๔) สมานัตตตา มีตนเสมอ คือ เสมอภาค ไมเอาเปรียบ ไมถือสูงต่ํา รวมทุกขรวม

สุขดวยอยางเลิศหมายถึง มีความเสมอกันโดยธรรม เชน พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน

เปนตน
(ผูนํา หรือผูปกครองจึงจําเปนหลักส้ันๆ วา...รูงานดี ปฏิบัติหนาท่ีไมบกพรอง

มือสะอาดไมขาดมนษุ ยส มั พนั ธ)
พละ หมวดนีเ้ ปนหลักประกันของชีวิตผูนําหรือผูปกครองตองประพฤติปฏิบัติตาม

หลักธรรม ๔ ประการน้ี ซึ่งสงผลใหการดําเนินชีวิต เปนไปดวยความม่ันใจ เพราะเปนผูมีพลังใน

ตน ยอมขามพนภัยท้ัง ๕ คือ อาชีวิตภัย ภัยอันเนื่องดวยการครองชีพ อธิโลกภัย ภัยคือความ
เสื่อมเสียช่ือเสียง ปริสสารัชชภัย ภัยคือความคร่ันคราม เกอเขินในท่ีชุมชน หรือในท่ีประชุม/
ชมุ นมุ มรณภัย ภยั คอื ความตาย ทคุ คตภิ ัย ภัยคือทคุ ติ

๒๓ อง.ฺ จตกุ กฺ .(ไทย) ๒๑/๓๒/๕๑.

๑๓๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมีสว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๒. อิทธิบาท๒๔
คุณเคร่อื งใหถ ึงความสาํ เรจ็ , คณุ ธรรมท่ีนําไปสูความสําเร็จแหงผลที่มุงหมาย, หลักแหง
ความสําเร็จโดยปฏิบัติตามหลักธรรมท่ีจะนําไปสูความสําเร็จแหงการบริหารกิจการหนวยงาน
สถาบันองคก ร สังคม ชมุ ชน แผนดนิ ประเทศชาติ เรียกวา อิทธบิ าท มี ๔ ขอ คือ
๒.๑ ฉันทะ มีใจรัก คอื ความพอใจใฝใจรักจะทําส่ิงนั้นอยูเสมอ มีความตองการท่ีจะทํา
ใหเปนผลสาํ เร็จอยางดีแหงกิจการงาน ภาระหนาที่ท่ีทํา และปรารถนาจะทําใหไดผลดีย่ิงๆ ขึ้นไป
มิใชสักวา ทาํ พอใหเสร็จๆ หรอื เพียงเพราะอยากไดรางวลั หรือผลกาํ ไร
๒.๒ วิริยะ พากเพียรทํา คือ ความเพียรขยันหม่ันประกอบ หม่ันกระทําส่ิงน้ันดวย
ความพยายาม เขมแข็ง อดทน เอาธุระไมทอดทิ้ง ไมทอถอย พรอมที่จะกาวไปขางหนาจนกวาจะ
ประสบผลสําเร็จ
๒.๓ จติ ตะ เอาจติ ฝก ใฝ คือ ความคิดมุงไปสจู ุดหมาย ต้ังจิตรับรูในส่ิงท่ีทําและทําสิ่งน้ัน
ดวยความคิด ไมปลอยจิตใจใหฟงซานเล่ือนลอยไป ใชความคิดในเรื่องนั้นบอยๆ เสมอๆ ปฏิบัติ
ภารกจิ หนาท่ีการงานนนั้ อยา งอุทศิ ตวั อทุ ศิ ใจใหแ กส ิ่งท่ีทํา
๒.๔ วิมังสา ใชปญญาสอบสวน คือ ความไตรตรอง หรือ ทดลอง หม่ันใชปญญา
พิจารณาใครครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบขอยิ่งหยอนเกินเลยบกพรอง ขัดของในส่ิงที่
ทาํ น้นั โดยรจู กั ทดลอง มีการวางแผน วัดผล คิดคนวิธีแกไข ปรับปรุง พัฒนา สงเสริม เพื่อจัดการ
และดาํ เนินงานน้ัน ใหไดผ ลดยี ิ่งขึ้นไป
(ผูนํา หรือผูปกครองจึงจําเปนหลักส้ันๆ วา....รักงาน สูงาน ใสใจงาน และ ปฏิบัติ
หนาท่ีการงานดวยปญ ญา)

๓. อปริหานยิ ธรรม๒๕
หลักการรวมรับผิดชอบที่จะชวยปองกันความเสื่อม นําไปสูความเจริญรุงเรืองโดยสวน
เดยี วธรรมอันไมเ ปน ทตี่ ้ังแหง ความเสอ่ื มเปนไปเพอื่ ความเจรญิ ฝา ยเดยี วสาํ หรบั หมชู นหรือผูบริหาร
บา นเมืองเรียกวา อปรหิ านิยธรรม ๗ ประการ คือ

๒๔ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๖/๒๗๗.
๒๕ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๓๔/๗๘.

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๓๙
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสริมสรางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๓.๑ ตองหมั่นประชุมกันเนืองนิตย หม่ันหันหนาเขาหากัน เพ่ือพบปะปรึกษาหารือ
กิจการงาน ท่ีพึงรับผิดชอบตามภาระหนาที่ของตน โดยสม่ําเสมอ หาทางแกไขปญหาท่ีเกิดข้ึน
เพือ่ ท่ีจะไดแ กไ ขปญ หาไดทนั ทว งที

๓.๒ ตองพรอมเพรียงกันประชุม พรอมเพรียงกันเลิกประชุม พรอมเพรียงกันทํากิจที่
พึงทํารวมกัน และพรอมเพรียงกันลุกขึ้นปองกันบานเมือง รักษาอธิปไตยของชาติ หรือหนวยงาน
สถาบัน องคกร สงั คม ชุมชน ของตน เม่อื ประสบปญหา ตางก็ชว ยกันคนละไมละมือ แบงงานแบง

ภาระหนา ที่ กันรบั ผิดชอบอยา งชดั เจน
๓.๓ ตองไมถืออําเภอใจใครตอความสะดวก ถือปฏิบัติมั่นอยูในบทบัญญัติใหญที่วาง

ไวเปนธรรมนูญ โดยไมบัญญัติในส่ิงท่ีมิไดบัญญัติไวแลว ซ่ึงไมชอบธรรม อันขัดตอหลักการเดิมที่

ชอบธรรมไมลมลางสิ่งท่ีบัญญัติไว อันเปนหลักการเดิม ซึ่งเปนสิ่งท่ีชอบธรรม และทุกคนตองถือ

ปฏิบัติตามหลักธรรมไมเหยียบยํ่าลมลางหลักการ ขอกําหนดกฎเกณฑส่ิงที่ตกลงมติ ตามท่ีวางไว
เดิมแลว ดว ย

๓.๔ ตองใหความเคารพนับถือ ผูหลักผูใหญผูมีประสบการณยาวนาน ผูทรงคุณวุฒิ
วยั วฒุ ิ ใหเ กยี รตเิ คารพนับถอื นาํ บุคคลเหลา น้มี าเปนที่ปรกึ ษา และเช่ือถอื ในคาํ แนะนําเห็นถอยคํา
ของทานวา เปนสิ่งอนั ควรรับฟง

๓.๕ ตอ งใหส ิทธิสตรี ใหเกียรติและปกปอ งคุมครองบรรดากุลสตรี กุลกุมารีท้ังหลายให
อยูดีมีสุข อยาใหเกิดการขมเหงรังแกสตรีและเด็ก เกิดขึ้นในหนวยงาน สถาบัน องคกรสังคม
ชมุ ชน รวมทั้งในประเทศ

๓.๖ ตองเคารพสักการะบูชาเจดีย รวมทั้งปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึง
อนุสาวรียประจําชาติตางๆ ไมดูถูกดูหม่ินศาสนสถาน ตองหม่ันประกอบพิธีกรรมท่ีชอบธรรมเพื่อ
สักการะอยูเ สมออันเปนเคร่ืองเตือนความทรงจํา เราใหทําดีและเปนท่ีรวมใจของหมูชน ไมละเลย

พิธีเคารพบูชาอันพึงทําตออนุสรณสถานเหลาน้ันตามประเพณี อยาปลอยใหเส่ือมโทรมและสูญ

หายไป
๓.๗ ตองใหความอารักขา โดยใหการอารักขา คุมครอง ปองกันอันชอบธรรมแก

บรรพชิตผูทรงศีลดํารงธรรมบริสุทธิ์ ผูประพฤติปฏิบัติธรรมท้ังหลาย ซ่ึงเปนหลักใจและเปน

ตัวอยางทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจตอนรับทานทั้งหลายท่ียังมิไดมา จึงมาท่ีมาแลวจึงอยู

๑๔๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสรมิ สรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

โดยผาสุก สนับสนุนสงเสริมใหมีผูประพฤติปฏิบัติธรรมมากข้ึนเรื่อยๆ หนวยงาน สถาบัน องคกร
สงั คม ชมุ ชน บานเมอื ง ประเทศชาติ จะมคี วามเปน อยูอยา งสันติสขุ

อปรหิ ารนิยธรรม ๗ ประการน้ี พระพทุ ธเจาตรัสแสดงแกเจา วัชชีทั้งหลาย ผปู กครองรัฐ

โดยระบอบสามัคคีธรรม ซึ่งรัฐคูอริยอมรับวา เมื่อชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักธรรมน้ี จะเอาชนะ
ดวยการรบไมไ ด นอกจากจะใชก ารเกลี้ยกลอ มหรือ ยุแยกใหแตกสามคั คี

๔. อธปิ ไตย๒๖
ผูนํา ผูปกครอง ผูบริหารหนวยงาน สถาบัน องคกรสังคม ชุมชน ตองรูหลักอธิปไตย คือรูหลัก
ความเปน ใหญท ่เี รยี กวา อธิปไตย ๓ ประการ ดังน้ี

๔.๑ อัตตาธิปไตย ถือตนเปนใหญ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ ของตน
เปนใหญ กระทําการดวยปรารภตนและส่ิงท่ีเน่ืองดวยตนเปนประมาณ ในฝายกุศล ไดแก เวนช่ัว
ทําดดี วยเคารพตน

๔.๒ โลกาธิปไตย ถือโลกเปนใหญ คือ ถือความนิยมของชาวโลกเปนใหญ หว่ันไหวไป
สองนินทาและสรรเสริญ กระทําการดวยปรารภจะเอาใจหมูชน หาความนิยม หรือหวันกลัวเสียง
กลา ววาเปน ประมาณ ในฝา ยกุศล ไดแก เวน ช่วั ทาํ ดี ดวยเคารพเสียงหมชู น

๔.๓ ธรรมาธปิ ไตย ถือธรรมเปนใหญ คือ ถือหลักการ ความจริง ความถูกตอง ความดี
งามเหตุผลเปนใหญ กระทําการดวยปรารภสิ่งที่ไดศึกษา ตรวจสอบตามขอเท็จจริงและความ
คิดเหน็ ท่ีรับฟง อยางกวา งขวางแจงชัดและพิจารณาอยางดีที่สุด ตามขีดแหงสติปญญา จะมองเห็น

ไดด ว ยความบริสุทธิใ์ จวา เปนไปโดยชอบธรรมและเพื่อความดีงาม เปนประมาณอยางสามัญ ไดแก

ทาํ การดวยความเคารพหลักการ กฎ ระเบยี บ กติกา
ผูมีอัตตาธิปไตย เปนอัตตาธิปก พึงใชสติใหมาก ผูมีโลกาธิปไตย เปนโลกาธิปก พึงมี

ปญญาครองตนและรูพินิจพิเคราะหกลั่นกรอง ผูมีธรรมาธิปไตย เปนธรรมาธิปก พึงประพฤติให
ถูกทาง ผูเปนหัวหนาหมูคณะ ผูเปนนักปกครอง รับผิดชอบตอรัฐประชาธิปไตย ซ่ึงถือหลัก
ธรรมาธปิ ไตย

๒๖ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๕/๓๖๔, อง.ฺ ติก.(ไทย) ๒๐/๔๐/๒๐๑.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๔๑
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี ว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๕. จกั กวตั ติวตั ร๒๗
หลักปฏิบัติหนาที่ของนักปกครองผูย่ิงใหญ ธรรมเนียมหรือหนาที่ประจําของนัก

ปกครอง,วัตรของพระเจาจักรพรรดิ, พระจริยาที่พระจักรพรรดิพึงบําเพ็ญสมํ่าเสมอ, ธรรมเนียม

การทรงบําเพ็ญพระราชกรณียของพระเจาจักรพรรดิหนาที่ของนักปกครองผูยิ่งใหญเรียกวา จักก
วัตติวตั ร ๕ ประการ คอื

๑.๑ ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเปนใหญ คือ ยึดถือความจริง ความถูกตอง ความดีงาม
เหตุผล หลักการ กฎกติกา ท่ีชอบธรรม เปนบรรทัดฐาน เคารพนับถือ เชิดชูบูชาธรรม ยําเกรง

ธรรม ยดึ ธรรม เปนหลกั ตัง้ ตนอยูในธรรม ประพฤตธิ รรมเปนธงชัย เปน ธรรมาธปิ ไตย
๑.๒ ธรรมิการักขา ใหความคุมครองโดยธรรม คือ จัดอํานวยการรักษา ปองกัน และ

คมุ ครองอนั ชอบธรรม และเปนธรรมแกช นทกุ หมูเหลา ในแผน ดนิ

๑.๓ มาอธรรมการ หามกน้ั การอาธรรม คอื จัดการปองกันแกไข มิใหมีการกระทําที่ไม
เปนการขมเหงและความผิด ความช่ัวราย เดือดรอน เกิดมีข้ึนในบานเมือง ชักนําประชาชนใหต้ัง

ม่ันในสจุ ริตและนยิ มธรรม รวมทัง้ จดั วางระบบที่กนั คนราย ใหโ อกาสคนดี

๑.๔ ธนานุประทาน ปนทรัพยแกชนผูยากไร คือ การแบงปนทรัพยเฉล่ียทรัพยใหแก
ชนผูไรทรพั ย มใี หม คี นขัดสนยากไรใ นแผนดนิ เชน จัดใหราษฎรท้ังปวงมีทางหาเลี้ยงชีพ ทํามาหา

กนิ ไดโดยสุจรติ

๑.๕ ปรปิ ุจฉา ไมขาดการสอบถามปรึกษา คือ ปรกึ ษาสอบถามปญหาแสวงปญญาและ
ความดีงามยิ่งข้ึนไป โดยมีที่ปรึกษาที่ทรงวิชาการ ทรงคุณธรรม ผูประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ผูไม

ประมาทมัวเมา ท่จี ะชวยใหเจริญปญญาและกุศลธรรม หมนั่ พบปะพระสงฆแ ละนักปราชญ ไถถาม

หาความรหู าความดงี าม หาความจริงและถูกขอปญ หาตางๆ อยโู ดยสมํ่าเสมอตามกาลอันควร เพ่ือ

ซักซอมตรวจสอบตนใหเจริญกาวหนาและดําเนินกิจการในทางที่ถูกตองชอบธรรม ดีงามและ

เปนไปเพือ่ ประโยชนสขุ อยา งแทจ ริง

๒๗ อง.ฺ ตกิ .(ไทย) ๒๐/๑๔/๒๕๔.

๑๔๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมีสว นเสรมิ สรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๕.๕ หลักพุทธธรรมท่ีมีสวนเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการ
ปกครอง

ในสวนที่เกี่ยวกบั การเสริมสรางคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมืองนั้นมุงหมายเอาการ
ยอมรับนับถือและการนอมนําเอาหลักธรรมคําสอนมาเปนแนวทางในการปฏิบัติ ในท่ีน้ีขอยกเอา
ตัวอยางหลกั พทุ ธธรรมเพยี งบางหวั ขอ เปนแนวทางเพ่ือการเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทาง
การเมืองการปกครอง ทั้งในสวนของผูปกครองและผูถูกปกครอง ซ่ึงหลักอริยมรรค เมื่อนํามา
ประยกุ ตเขากับการเมืองก็คือ ระบอบการเมืองการปกครองแบบธรรมาภิวัตน หรือ ธรรมาธิปไตย
ที่จัดระเบียบตน จัดระเบียบคนจัดระเบียบงานและจัดระเบียบบานเมืองตาม “หลักพุทธธรรม”
ดงั ตอ ไปนี้

๕.๕.๑ หลักทศพิธราชธรรม
ทศพิธราชธรรม มีสวนเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
สําหรับการ ครองตนในการสรางบารมีธรรมของนักปกครอง ซ่ึงภาระหนาท่ีที่ผูนําหรือผูปกครอง
บานเมือง พึงประพฤติปฏิบัติ, ธรรมของพระราชา, กิจวัตรท่ีพระเจาแผนดินควรประพฤติ,
คุณธรรมของผูปกครอง บานเมือง ธรรมของนักปกครอง เรียกวา ทศพิธราชธรรม๒๘ ๑๐ ประการ
คอื
๑. ทานใหปนชวยประชา คือ ผูปกครองประเทศตองสละทรัพยส่ิงของ บํารุงเล้ียง
ชวยเหลือ ประชาราษฎร และบําเพ็ญสาธารณประโยชนบําเพ็ญตนเปนผูใหโดยมุงปกครองหรือ
ทํางานเพื่อใหเขาได มิใชเพ่ือจะเอาจากเขา เอาใจใสบริการ จัดสรร ความสงเคราะห อนุเคราะห
ใหประชาราษฎรไดรับประโยชนสุข ความสะดวกปลอดภัย ตลอดจนใหความชวยเหลือแกผู
เดอื ดรอนประสบทกุ ขแ ละใหความสนบั สนนุ แกคนทําความดี
๒. ศีล รักษาความสุจริต คือ ผูปกครองประเทศตองประพฤติดีงามการสํารวมกาย
วาจา ประกอบแตการสุจริต รักษากิตติคุณ ประพฤติตนใหควรเปนตัวอยาง และเปนท่ีเคารพนับ
ถือของประชาราษฎร มใิ หม ีขอใดๆ ทีใ่ ครจะดแู คลน

๒๘ ข.ุ ชา.อสตี ิ. (ไทย) ๒๘/๗๑๖/๑๑๒.


Click to View FlipBook Version