The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-13 23:51:41

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Keywords: พระพุทธศาสนา,การเมืองการปกครอง

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๙๓
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆกบั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

๓. พระภิกษุ ๑๐ รูป เขาประชุม เรียกวา สงฆทสจวรรค สามารถทําสังฆกรรมท่ี
สงฆปญจวรรค ทําไดทั้งหมด และยังเพ่ิมการอุปสมบทในมัชฌิมชนบท คือในภาคกลางของ
ประเทศอนิ เดยี ไดอีกดว ย

๔. พระภกิ ษุ ๒๐ รูป เขาประชุม เรียกวา สงฆวีสติจวรรค สามารถทําสังฆกรรมได
ทกุ ชนิดรวมทง้ั การสวดอัพภานเพิกถอนอาบตั ิหนักดว ย

๕. พระภิกษุ ๒๐ รูป เขาประชุม เรียกวา อติเรกวีสติจวรรค สามารถทําสังฆกรรม
ไดท กุ ชนิด ๆ

สําหรับประเพณีไทยน้ันนิยมนิมนตพระภิกษุเขาประชุมใหเกินจํานวนอยางตํ่าของการ
ทาํ สงั ฆกรรมน้นั ๆ เสมอ เพื่อความถูกตอ งอยา งไมมโี อกาสผดิ พลาดในเรื่องจํานวนสงฆ

๒) ขอ กาํ หนดเร่อื งสถานทีป่ ระชุม
การประชุมเพ่ือการทําสังฆกรรม๑๔ คือ การสงฆทุกอยางตองมีขอกําหนดเร่ืองสถานท่ี
ประชุมเขตแดนทใี่ ชก ําหนดทป่ี ระชุม เรียกวา สีมา สมี าหรอื เขตแดนสาํ หรับกาํ หนดสถานท่ีประชุม
น้ีไมใหเล็กเกินไปจนไมอาจใหภิกษุ ๒๑ รูปนั่งไดและไมใหใหญเกินไป เกิน ๓โยชนเล็กเกินไปก็ไม
อาจทําสังฆกรรมท่ีตองใชภิกษุสงฆ ๒๐ รูป พรอมดวยภิกษุผูขอใหสงฆจํานวนน้ันประชุมถอน
อาบัติใหรวมเปน ๒๑ รูปไดเพราะฉะนั้น จึงตองกําหนดสวนไมใหเล็กกวานั้น สวนท่ีใหญเกินไป
กวา ๓ โยชน ก็ยากแกการที่จะมาประชุมพรอมกันในท่ีนัดหมาย และยากที่จะตรวจตราวาใครมา
บางไมมาบาง วัตถุอันใชกําหนดเขตสีมามีภูเขา ศิลา ปาไม ตนไม จอมปลวก หนทาง แมนํ้าและ
แองน้ํา
การที่ตองมีกําหนดหมายวา ท่ีประชุมตองมีเขตแคนั้นแคนี้ ก็เพื่อใหภิกษุทุกรูปผูอยูใน
เขตนั้นรูหนา ทข่ี องตนวา เม่ือมกี ารประชุมเกิดขึ้นทุกรปู จะตองเขาประชุมทั้งหมด ถาไมเขาประชุม
กรรมนั้นก็ใชไมได และถาเปนกรรมท่ีมีขอบังคับใหทุกรูปตองเขาประชุมดวย ผูไมเขาประชุมตอง
เปนอาบตั ิ
ในกรณีท่ีภกิ ษุผอู ยใู นเขตสีมา หรือเขตที่ประชุมอาพาธไมสามารถเขาประชุมได จะตอง
มอบฉนั ทะไปประกาศแกสงฆผูประชุมวา ผูนั้นผูน้ีมาไมไดเพราะอาพาธ ขอมอบฉันทะ คือ อนุมัติ
ใหสงฆท าํ การประชุมไดดว ยความยนิ ยอมรบั รูเหน็ ดว ยของตน และทีป่ ระชุมนนั้ เปน การประชุมฟง

๑๔ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา ๘๘.

๑๙๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกบั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

ปาฏิโมกขคือ ศีล ๒๒๗ ขอของพระภิกษุ ถา ภกิ ษรุ ูปใดอาพาธจะตองบอกบริสุทธ์ิ คือ มอบใหภิกษุ
องคใดองคหนึ่งไปประกาศแกสงฆวา ภิกษุรูปที่อาพาธนั้น ยังเปนภิกษุผูบริสุทธิ์อยู การบอกความ
บริสทุ ธข์ิ องตนน้นั ถาไปบอกเองไดก ็ไปเองเม่อื จวนเลกิ ประชุม ถาไปไมไดจึงมอบใหภิกษุรูปอื่นบอก
แทน

อน่งึ ในขณะท่นี ั่งประชมุ กันอยู ภกิ ษุรปู ใดรปู หน่ึงมีธุระ เชน จะลุกออกไปจากที่ประชุม
ตองใหฉันทะ คือ อนุญาตใหสงฆทํากรรมตอไป โดยความยินยอมของตนกอน มิเชนน้ันเปนอาบัติ
ทง้ั นี้เพอื่ ไมใหมีการพดู ขน้ึ ไดในภายหลงั วา สงฆทําไปโดยภกิ ษรุ ูปนนั้ รปู น้ีไมเห็นดว ย

การท่ีภิกษุผูอยูในเขตสีมา เม่ือถึงเวลาทําสังฆกรรมที่มีขอกําหนดใหทุกรูปขาดไมได
เชนฟงปาฏิโมกขและปวารณา จะขาดประชุมไดเฉพาะในกรณีเดียวคือ เจ็บไข ติดธุระอื่นๆ อาง
ไมไดเลยถาติดธุระอ่ืนๆ อยูนอกเขตสีมาไมเปนอาบัติ แตถาละเลยหนาที่ คือ เม่ือครบ ๑๕ วันที่
จะตอ งเขาประชุมฟง สวดปาฏิโมกขห รอื ปวารณา แตไถลไปไหนๆ เสยี ตอ งอาบตั ิ

ในกรณีทเ่ี ปน สังฆกรรมไมบังคับ เชน การอุปสมบทกุลบุตร กรานกฐิน หรือการประชุม
แตง ต้ังเจาหนา ที่ทําการสงฆ ภิกษุจะไมเขาประชุมก็ได แตตองไมอยูในเขตสีมา ถาอยูภายในเขตสี
มาแลวไมเขา ประชุมกรรมนั้น เช่ือวา ไมเปน อนั ทาํ

๓) สทิ ธขิ องภิกษผุ เู ขาประชุม
ภิกษุผูเขาประชุมในกิจการของสงฆทุกรูปมีสิทธิแสดงความคิดเห็น ท้ังในทางคานและ
ในทางเห็นดวย โดยปกติเม่ือถามความคิดเห็นของท่ีประชุม ถาเห็นดวยใหใชวิธีน่ิง ถาไมเห็นดวย
ใหคัดคานขึ้นในกรณีที่มีผูคัดคานขึ้น ก็จะตองมีการทําความเขาใจกันจนกวาจะยอมเห็นดวย ถา
ปรากฏวา ภกิ ษุผคู ัดคานยงั คงยืนกรานไมเห็นดวย การอุปสมบทซึ่งเปนการรับสมาชิกใหมเขาสังฆ
มณฑลก็ดี การใหผากฐินก็ดี ยอมไมสมบูรณ ฉะน้ัน จึงเห็นไดวา มติของที่ประชุมตองถือมติเอก
ฉันท คือ เห็นพรอมกันทุกรูป แตก็พึงเห็นวา การใชมติเอกฉันทมิไดเปนไปในทุกกรณี กลาวคือ มี
ความเห็นแตกตางกันเปน ๒ ฝาย ก็ตองหาทางระงับโดยวิธีจับฉลากหรือที่ตรงกับการลงคะแนน
เพื่อดวู า เสียงขา งมากไปทางไหนก็ตัดสินใหเปนไปตามเสียงขางมากน้ัน วิธีนี้เรียกวา เยยุยสิกา คือ
ถอื เสียงขางมากเปนประมาณ

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๙๕
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

เทาท่เี ลามาน้ี ทานผอู านคงมองเห็นความเปน ประชาธิปไตยของพระพุทธศาสนามาโดย
ลําดับตอไปน้ี จะแสดงตัวอยางการสวดประกาศที่ใหสิทธิออกเสียงแกผูเขาประชุม การสวด
ประกาศแบง ออกเปน ๒ อยา ง อยา งหนง่ึ เสนอญัตติ ๑ คร้ัง สวดขอความเห็นชอบ ๑ คร้ัง เรียกวา
ญัตตทิ ตุ ิยกรรมแปลวา กรรมที่มญี ัตตเิ ปนท่ี ๒ หรือเปน ๒ คร้ังท้ังขอเสนอญตั ติ อีกอยางหน่ึงเสนอ
ญัตติ ๑ ครั้งสวดขอความเห็นซํ้าๆ กัน ๓ ครั้ง รวมเปน ๔ คร้ัง เรียกวา ญัตติจตุตถกรรม แปลวา
กรรมที่มีญตั ตเิ ปน ท่ี ๔ หรือเปน ๔ ครง้ั ท้งั ขอเสนอญัตติ

การสวดประกาศโดยท่ัวไปเปนขอเสนอญัตติ ๑ คร้ัง ขอความเห็นชอบ ๑ ครั้ง ที่
เรียกวาญัตติทุติยกรรมโดยมาก ตอเม่ือเปนเร่ืองใหญ เชน การรับคนเขาหมูท่ีเรียกวาอุปสมบท
การลงโทษภิกษุผูประพฤติมิชอบ ๗ อยาง มีตัชชะนียกรรม เปนตน การยกโทษเมื่อภิกษุนั้น
ประพฤติตนดีข้ึนแลวการสวดสมมติ คือ แตงต้ังภิกษุใหเปนผูสอนนางภิกษุณี และอ่ืนๆ ท่ีตองมี
การสวดขอความเห็นซ้ําๆ ถงึ ๓ คร้งั ก็เพ่ือใหมีเวลาพจิ ารณาไดร อบคอบ สวนเร่ืองท่ีสําคัญนอยลง
ไป สวดขอความเห็นชอบเพียงเสนอญัตติแลว สวดเพียงคร้ังเดียวก็พอ ตัวอยางคําสวดขอความ
เห็นชอบท่ีมีขอเสนอญัตติ ๑ ครั้ง ขอความเห็นชอบ ๑ ครั้งที่เรียกวา ญัตติทุติยกรรม เฉพาะใน
เรือ่ งใหผ า กฐนิ

“ทา นผูเ จรญิ ! ขอสงฆจงฟงขาพเจา ผา กฐนิ ผนื นเ้ี กดิ ข้นึ แลวแกสงฆ ถาความพรอมพร่ัง
ของสงฆถงึ ที่แลว สงฆพึงใหผา กฐินผนื น้ีแกภ กิ ษุผูมีช่ือนี้ เพื่อกรานกฐิน นี้เปนญัตติ “ทานผูเจริญ !
ขอสงฆจงฟงขาพเจา ผากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแกสงฆ ใหผาผืนน้ีแกภิกษุผูมีช่ือน้ี เพ่ือกรานกฐิน การให
ผากฐินผืนนี้แกภิกษุผูมีช่ือน้ี เพ่ือกรานกฐิน ยอมชอบแกทานผูใดทานผูน้ันจึงน่ิง ไมชอบแกทาน
ผใู ด ทา นผูน ้นั พึงพูด ผา กฐนิ ผนื นี้สงฆใหแลวแกภิกษุผูมีชื่อน้ี เพ่ือกรานกฐิน ยอมชอบแกสงฆ เหตุ
นนั้ จึงนง่ิ อยู ขาพเจา ทรงความนี้ไวด วยประการอยา งน้”ี

๔) คําสวดขอความเหน็ ชอบ (มตทิ ป่ี ระชุม)
การทําสังฆกรรมทั้งปวง มติที่ประชุมตองเปนเอกฉันท ท้ังน้ีเพราะพระภิกษุท้ังหลาย
ในสังฆกรรมนั้นตองอยูรวมกัน ในขอบเขตท่ีกําหนด (หัตถบาท) จะไมมีเสียงท่ีเห็นตางแมเพียง
เสียงเดยี ว มีความไวว างใจกัน

๑๙๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกบั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

๗.๕.๓ หลกั การประชาธิปไตยท่ีตามพระธรรมวินัย
ในทางพระพทุ ธศาสนา ไดแสดงหลกั ความจริงเกี่ยวกบั การใชอํานาจทีเ่ ปนจริงอยูในโลก
ของผปู กครอง คอื หลักอธปิ ไตย ๓ คือ๑๕
๑) อัตตาธิปไตย ถือตนเปนใหญ คือ ถือเอาตนเอง ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ ตลอดจน
ผลประโยชนตนเปนใหญ กระทําการดวยปรารภตนเปนประมาณ ยึดถือวาการกระทําเพ่ือ

ผลประโยชน ของความถูกตอง อนั เปนเอกลักษณของตนเอง แมแตการปกครองก็เชนกัน ใชความ

เขาใจอนั เปน ผลสาํ เรจ็ ทีเ่ กิดขน้ึ จากความตองการของตนเองท่ีเปนหลักใหญของการพัฒนารัฐ หรือ
ประเทศของตนเปนใหญอตั ตาธิปไตย เปน เหตุใหคนเหน็ แกตัว ยึดถือความคิดเห็นของตนเปนใหญ

ไมยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น แมวาบางครั้งจะใจกวางชวยเหลือคนอ่ืน หรือรับฟงคนอ่ืนก็
เพยี งเพือ่ หวังผลประโยชนตอบแทนท้ังสิ้น๑๖

๒) โลกาธิปไตย ถือโลกเปนใหญ ถือความนิยมของชาวโลกเปนใหญ หวั่นไหวไปตาม
เสียงนินทาและสรรเสริญ ไมมีหลักการที่แนนอน กระทําการดวยปรารภจะเอาใจหมูชน หาความ

นิยม หรือหว่ันกลัวเสียงกลาววาเปนประมาณ ดวยหลักความถูกตอง ความเขาใจเปนหนึ่งเดียว
ของหมูคณะเปน หลักใหญในการปกครอง โลกาธปิ ไตย เปนดาบสองคม มีทั้งคุณและโทษ กลาวคือ

หากเสียงสว นใหญป ระกอบดว ยธรรม มาจากผมู ีคณุ ธรรมยอมใหคุณ แตหากไมประกอบดวยธรรม
มาจากผขู าดธรรมยอ มใหโทษมากกวา ใหคุณ๑๗

๓) ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเปนใหญ คือ ถือหลักความจริง ความถูกตอง ความดีงาม
เหตุผลเปนใหญ กระทําการดวยปรารภสิ่งท่ีไดศึกษา ตรวจสอบขอเท็จจริง และความคิดเห็นของ

รับฟงอยางกวางขวางแจงชัด และพิจารณาอยางดีที่สุด เต็มขีดแหงสติปญญา จะมองเห็นไดดวย
ความบริสุทธ์ิใจวาเปนไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงามเปนประมาณ อันเปนหลักเบ้ืองตนท่ี

ยึดถอื ความดีงาม ทเ่ี ปนประโยชนแกตัวเอง และหมูคณะเปนหลัก มีแบบแผน กฎระเบียบที่ม่ันคง

ถาวร มวี จิ ารณญาณในการใชเหตผุ ลในการตัดสินใจที่ชอบธรรมเปนพ้ืน ธรรมาธิปไตย เปนเหตุให

๑๕ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๗๔.
๑๖ พระธรรมกิตติวงศ (ทองดี สุรเตโช), คําวัด ๒, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพเลี่ยงเชียง,
๒๕๔๕), หนา ๒๐๕.
๑๗ เรอื่ งเดียวกนั , หนา ๑๓๐.

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๙๗
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

เกิดความยุติธรรม เกิดความถูกตอง แมบางครั้งจะไมถูกใจ แตอํานวยประโยชนใหมากกวา
อัตตาธิปไตย และโลกาธิปไตย ซึ่งการปกครองสงฆใชแนวธรรมาธิปไตยเปนหลักมาต้ังแตสมัย
พทุ ธกาล๑๘

อนึ่ง ในหนังสือเรื่องธรรมนูญชีวิต ของพระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตโต)๑๙ ได
กลา วถึงสมาชกิ ของรฐั ผมู สี ว นรวมใหเกิดการปกครองที่ดี โดยเฉพะคนในสังคมประชาธิปไตย พึงรู
หลักและการปฏิบัติในหลักอธิปไตย คือรูหลักความเปนใหญท่ีเรียกวา อธิปไตย ๓ ประการนี้
เชนกนั

ในการใชอํานาจการปกครองท้ัง ๓ ประการน้ี การปกครอง ๒ ขอแรก เปนการใช
อํานาจการปกครองที่ยังมีสวนบกพรอง ที่ตองแกไขอยู เพราะไมมีอะไรจะเปนตัวรับประกันไดวา
การใชอํานาจน้ันจะเปนไปอยางถูกตองและสนองตอบตอประชาชน ถาหากยึดการใชอํานาจนั้น
จะเปนไปอยางถูกตองและสนองตอบตอประชาชน ถาหากยึดการใชอํานาจแบบแรก คือแบบ
อัตตาธิปไตย จะแนใจไดอยางไรวา การกระทําหรือการตัดสินใจน้ันจะถูกตองเสมอไป ถึงแมวา
บุคคลผปู กครอง จะเปนคนที่มีความสามารถ และเปนท่ีเคารพรักของประชาชนมากแคไหนก็ตาม
เพราะการกระทําของเราน้ัน ข้ึนอยูกับอารมณ เหตุผล ถาหากอํานาจการปกครองตกไปอยูที่มือ
ของคนใดคนหน่ึง ก็อาจใชอํานาจน้ันไปตามความตองการของตนเอง และไมสนองตอบตอความ
ตองการของประชาชน เพราะถือตนเปนใหญใ นการตัดสินใจ ทําอะไรลงไป จึงมีโอกาสผิดพลาดได
เชนกัน และถาหากยึดการใชอํานาจแบบที่ ๒ คือแบบโลกาธิปไตย คือถือกระแสของโลก หรือชน
หมูมากเปนใหญในการตัดสินใจ ก็ไมมีอะไรเปนหลักประกันไดวา คนหมูมากท่ีอยูในสังคมจะ
ตดั สินใจกระทาํ อะไรลงไปไดอยา งถูกตองทุกอยา ง และการตัดสินใจ โดยใชเสียงสวนใหญ บางครั้ง
อาจเปน การรงั แกหรอื เบียดเบยี นคนสวนนอยทม่ี ีอยูในสังคมเดียวกันกไ็ ด

สวนการใชอํานาจแบบที่ ๓ ถือธรรมาธิปไตย คือ ยึดถือธรรมเปนใหญ หมายถึง ความ
ถูกตองเหตุผล ความจริง ความเปนธรรมเปน สาํ คญั ตดั สินดวยความเปนธรรม ความยุติธรรม เปน
ตนการใชอํานาจยึดธรรมเปนใหญอยางนี้ ถือวา ยอมสามารถตอบสนองตอความตองการของ

๑๘ เรอ่ื งเดียวกนั , หนา ๘๖.
๑๙ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพสํานักงาน
พระพทุ ธศาสนาแหงชาติ, ๒๕๕๐), หนา ๑๙-๒๐.

๑๙๘ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

ประชาชนไดมากในทางพระพุทธศาสนา ก็สรรเสริญการใชอํานาจของการปกครองแบบ
ธรรมาธปิ ไตย เม่อื รูหลักอยางน้ีแลวถา ตองการรบั ผิดชอบตอ รัฐ จึงถอื หลักขอ ๓ คือ ธรรมาธิปไตย
ในการปกครอง๒๐

อยา งไรก็ดี หลกั อธปิ ไตยในการปกครองทัง้ ๓ ขอ นนั้ ถือวา เปนหลักการปกครองในทาง
พระพุทธศาสนา พระองคไมไดยึดถือรูปแบบใดวาจะดีไปหมด เพราะรูปแบบการปกครองทั้ง ๓
ขอน้ัน มีความสําคัญเหมือนกัน ขึ้นอยูกับสถานการณของการปกครองวา จะนํารูปแบบการ
ปกครองขอใดไปใชจึงจะเหมาะสม แตประการสําคัญ พระองคจะยึดการปกครองแบบ
ธรรมาธปิ ไตย เปนขอทส่ี ําคัญทีส่ ุดในการปกครอง มากกวา การปกครอง ๒ แบบขางตน เพราะเปน
การปกครองโดยใชส ตปิ ญ ญา มเี หตมุ ผี ลเปนสําคัญและแนนอนทีส่ ดุ ในการปกครอง

เปาหมายของการใชอํานาจในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองคทรงเนนเร่ืองความ
สงบสุขของประชาชน คือ ทรงสอนใหใชอํานาจ เพ่ือประโยชนสุขแกประชาชน แทนที่จะมุงไปท่ี
ความยิ่งใหญดวยอํานาจตามแนวความคิดของพราหมณหรือฮินดูท่ีมุงเนนไปถึงแตเร่ืองความ
ยิ่งใหญ เนนถึงแตเร่ืองของอํานาจ วิธีแสวงหาและรักษาอํานาจมั่งค่ังสมบูรณดวยโภคทรัพย
อิสริยยศ หรือบริวารยศของกษัตริยถึงบางครั้งไมคํานึงถึงจริยธรรมหรือคุณธรรม กลับเอาความ
ย่ิงใหญไปไวท่ีความมีอํานาจ จนดูเหมือนวาความมีอํานาจ เปนจุดหมายในตัวของมันเอง หรือ
ความมอี าํ นาจเปน จุดหมายปลายทาง

สมยั ท่ีพระพุทธองคยังไมป รนิ ิพพาน ไดทรงดํารงอยูในฐานะประมุขของภิกษุท้ังหลายท่ี
เปน สาวกพระองคทรงเปนศาสดาท่ีแนะนําสั่งสอน ชี้ผิด ช้ีถูก และแกขอสงสัยนานัปการ ใหสาวก
ทั้งหลาย ดังน้ันจึงเปนที่วิตกกังวลของเหลาสาวกวา เม่ือทรงปรินิพพานไปแลว จะมีผูใดมาทํา
หนาท่ีนี้แทนพระพุทธองคไดแสดงคําตอบไวในมหาปรินิพพานสูตรวา “ธรรมและวินัยที่เราแสดง
แลว บัญญัตแิ ลวแกเ ธอทัง้ หลายหลังจากเราลว งลบั ไป ก็จะเปน ศาสดาของเธอทงั้ หลาย”๒๑

๒๐ พระมหาอุบล จรธมฺโม (ดวงเนตร),“การศึกษาวิเคราะหปรัชญาการปกครองในพุทธปรัชญา
เถรวาท” วิทยานพิ นธพ ทุ ธศาสตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๕๐), หนา ๖๕.

๒๑ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๖/๑๖๔.

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๙๙
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

พระวินัยหรือสิกขาบท คือ ธรรมนูญการปกครอง ที่พระพุทธเจาทรงประชุมสงฆ
พิจารณารว มกนั บญั ญัตขิ ึน้ เพ่ือใชเปนมาตรการควบคุมความประพฤติทางกายและวาจาของภิกษุ
ท่ยี งั เปน ปุถชุ น ใหเ ปน ไปในแนวทางเดียวกนั ถาภกิ ษุรูปใดประพฤติลวงละเมิดก็จะไดรับโทษ ท้ังท่ี
เปนสถานหนกั และสถานเบาลดหล่ันกันตามลกั ษณะของความผดิ ทีไ่ ดทาํ ลงไป กลาวคือ โทษสถาน
หนกั คือ ใหขาดจากความเปนภิกษุ สวนโทษสถานเบา คอื การยอมรับสารภาพความผิดที่ไดทําลง
ไป จากนน้ั ไดก ลาวคําปฏญิ าณตอ หนาภิกษุผูบริสุทธิ์วา จักสํารวมระวัง และไมทําไมพูด ไมคิดลวง
ละเมิดอีกตอ ไป

การปกครองตามแนวทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองคทรงใชหลักพระธรรมวินัยใน
การปกครองสงฆเปนหลักที่ยึดเปนรูปแบบในการดําเนินงานในทางพระพุทธศาสนาที่ตองอาศัย
ภาวะผนู ําเปน สาํ คญั ท้งั น้ี เพราะไมมรี ะบบการใชกําลังบังคับใหปฏิบัติตามผูนําการที่ผูใตปกครอง
จะทาํ ตามคาํ สัง่ ของผูนาํ จงึ ไมข้ึนอยูกบั ผูน ําเปนสําคญั

๗.๕.๔ การเมอื งการปกครองของพระสงฆไทยตามพระธรรมวินยั
พุทธบัญญัติและอภิสมาจาร รวมเรียกวา พระวินัย หมายถึง ระเบียบแบบแผนและ
ขอบังคับตางๆ๒๒ หลังจากปฐมโพธิกาล มีกุลบุตรผูมีศรัทธา ปสาทะในพระพุทธศาสนาไดเขามา
บวชเพิ่มมากขึ้น และผูท ่เี ขา มาบวชนัน้ ตางก็มาจากสกลุ ตา งๆ คอื มาจากสกุลสูงบาง กลางบาง ต่ํา
บาง มีพน้ื เพแตกตางกัน หากไมมีพระวินัยปกครอง หรือไมประพฤติตามพระวินัย จะเปนหมูภิกษุ
ทเ่ี ลวทรามไมเปนที่ตั้งแหงศรัทธาและเลื่อมใส ถาตางรูปประพฤติตามพระวินัยอยูแลว จะเปนหมู
ภิกษทุ ่ดี ี ทาํ ใหเกิดศรทั ธาเล่ือมใส เหมือนดอกไมตางพันธุ เก็บคละกันมาในภาชนะ แมบางดอกจะ
มีสีสันฐานอันงาม มีกลิ่นหอมเพราะดอกที่คละกัน ยอมเปนของไมนาดู ไมนาชม ดอกไมเหลาน้ัน
ยังชางผูฉลาด จัดใหเขาระเบียบวางไวในพาน ยอมเปนของนาดู นาชม แมดอกไมท่ีไมงาม ก็ยัง
พลอยใหเปนของงามได ระเบยี บนั่นเองทาํ ใหเปนของงาม๒๓

๒๒ สวัสดิ์ พินิจจันทร, คติธรรม, กองวัฒนธรรม กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ,
(กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพการศาสนา, ๒๕๐๕), หนา ๗.

๒๓ พระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส, วินัยมุข เลม ๑, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏ
ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕), หนา ๙.

๒๐๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

ฉะน้ัน การบัญญัติพระวินัยเพ่ือใชปกครองสงฆ อันเปนหลักที่ยึดถือปฏิบัติเหมือนกับเปนการใช
อํานาจในการปกครอง๒๔ ใหค วามเห็นเก่ยี วกบั อาํ นาจทงั้ ๓ ตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ดังนี้

๑) ในสงั คมสงฆ มีการบัญญัติพระวินัย เพื่อใหปกครองสงฆ หรือใชเปนหลักปฏิบัติของ
พระภิกษุ แตพระวินัยนั้น เปนพุทธบัญญัติทั้งหมด หาใชสงฆหรือผูแทนของสงฆเปนผูบัญญัติ
อยางที่รัฐสภา เปนผูบัญญัติกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยใหม ไมมีจุดประสงคในการบัญญัติ
พระวินัยก็เพ่ือใหสงฆอยูรวมกันดวยดี พนจากมลทินจากกิเลสตางๆ ทําใหประชาชนเกิดความ
เลื่อมใสและเปนเคร่ืองสงเสริมการปฏิบัติธรรม ดังขอความวา ดูกอนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น
เราจะบัญญัตสิ ิกขาบทแกภ กิ ษทุ ง้ั หลายโดยอาศัยอํานาจประโยชน ๑๐ ประการ คอื

๑. เพ่อื ความรับวาดีแหง สงฆ
๒. เพอื่ ความผาสกุ แหงสงฆ
๓. เพอื่ ขม บุคคลผูเกอยาก
๔. เพ่ือความอยูผาสกุ แหงเหลาภกิ ษผุ ูม ศี ีลดีงาม
๕. เพ่ือปดก้นั อาสวะท้ังหลายอันจะบังเกดิ ในปจ จุบนั
๖. เพื่อกาํ จัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกดิ ในอนาคต
๗. เพอื่ ความเลื่อมใสของคนที่ยงั ไมเล่ือมใส
๘. เพือ่ ความเลื่อมใสยง่ิ ขน้ึ ไปของคนท่ี
๙. เพอื่ ความต้งั มั่นแหง พระสัทธรรม
๑๐. เพ่ือเอ้ือเฟอวนิ ยั ๒๕
๒) ดานการบริหารในสมัยเมื่อยังมีพระสาวกไมมากนัก พระพุทธองค ทรงบริหารพระ
ศาสนาดวยพระองคเอง โดยมีพระสาวกท่ีสําคัญ เชน พระสารีบุตรและพระมหาโมคัลลานะ ชวย
แบงเบาภาระบางตามความจําเปน ตอมา เม่ือมีพระสาวกเพ่ือข้ึนและมีผูขอเขาอุปสมบทใน
พระพุทธศาสนามากขึ้นก็ไดทรงอนญุ าตใหพ ระสาวกใหอ ุปสมบทผูเขามาขอบวชไดโดยใหผูขอบวช
เปลง วาจาถงึ พระรัตนตรยั เปนสรณะ ครั้นตอมา เม่ือภิกษุเพ่ือขึ้นอีก ทรงมอบความเปนใหญใหแก

๒๔ สุนทร ณรังษี,สถาบันทางการเมืองตามแนวพุทธศาสตรรัฐศาสตรตามแนวพุทธศาสตร,
(กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมวัฒนธรรมแหง ชาติ, ๒๕๓๐), หนา ๖๐.

๒๕ วิ.มหา. (ไทย) ๑/๓๙/๒๘-๒๙.

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๒๐๑
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

สงฆ ในการทํากิจกรรมท้ังปวงของพระพุทธศาสนา เชน การใหบรรพชาอุปสมบท การกรานกฐิน
การกําหนดเขตสมี า การระงับอธิกรณเปน ตน เทา กบั มอบใหสงฆเปนผบู รหิ ารงาน พระศาสนาตาม
ระเบียบที่ไดท รงกาํ หนดไวนัน่ เอง

๓) ดานตุลาการ สถาบันตุลาการทางพระพุทธศาสนา มีลักษณะบางอยางคลายกับ
สถาบันตลุ าการทางอาณาจักร มีกฎหรือระเบียบท่ีสังคมวางไวเปนบรรทัดฐานแหงการกระทําของ
บุคลในสังคมปองกันไมใหมีการกระทํา หรือความประพฤติท่ีเปนปฏิปกษตอความสงบสุขของ
สังคม ฝายอาณาจักรมีกฎหมายเปนหลักในการปกครอง สวนฝายพุทธจักรมีธรรมวินัยเปนหลัก
ท้ังฝายอาณาจักรและพุทธจักรมีกระบวนการพิจารณาคดีหรืออธิกรณและมีวิธีลงโทษตาม
โทษานุโทษ แตลักษณะการลงโทษตามพระวินัยกับโทษของกฎหมายบานเมืองมีขอแตกตางกัน
มาก ความผิดทีร่ ายแรงบางอยางของบรรพชิต เชน ความผิดทางเพศสําหรับฝายอาณาจักรอาจไม
ถอื วาผิด๒๖

รูปแบบการบริหารการปกครองท้ังทางโลกและทางธรรมนั้น มีบทบาทท่ีสําคัญและ
คลายกันโดยท่ีจุดประสงคหลักอันเปนจุดหมายเดียวกัน เพ่ือสรางความมั่นคงของสังคมใหอยูดี
เพ่ือเปนเครื่องประกันการกระทําของคนไมใหประพฤติไปในทางที่ไมดี ประพฤติช่ัว ไมวาจะเปน
ทางโลกหรือทางธรรมทางธรรมตองนําเอาหลักของพระวินัยมาควบคุมการกระทําของพระภิกษุ
สงฆเพื่อเปน ไปไดดวยดีในทางการปกครองสวนในทางโลกตองนําเอาหลักของกฎหมายมาควบคุม
สังคม เปนตน การปกครองโดยผูปกครองตองเอาใจใสเพื่อเปนแบบอยางที่ดีของสังคมและ
ประเทศชาติตอไป

สรุปความวา พระวินัย คือ กฎระเบียบซึ่งใชควบคุมรักษาหรือปกครองพระสงฆใหมี
ความเปนระเบียบเรียบรอย ใหมีสีลาจารวัตรงดงาม ดังน้ัน จึงเปรียบ พระวินัยเหมือนเสนดายซ่ึง
รอยดอกไมควบคุมดอกไมไว ไมใหกระจัดกระจาย การปกครองคณะสงฆ จึงตองมีพระวินัย ท่ี
พระองคทรงบัญญัติไว เพ่ือความเปนระเบียบเรียบรอย ในการปกครองของผูปกครองกับผูถูก
ปกครองเปนตนสวนรูปแบบอํานาจการปกครองคณะสงฆในสมัยพุทธกาลน้ัน พระพุทธเจาทรง
จดั ตงั้ ขนึ้ เปนสังคมตวั อยาง คือ สังคมสงฆ โดยทรงใชวิธีการทําใหมีระบบ การที่บุคคลหลายสาขา
อาชีพ ตางผิวพรรณมาอยูรวมกันเปนชุมชนและมีระเบียบแบบแผนในการเปนอยูตลอดจนการ

๒๖ ปรีชา ชา งขวญั ยืน, ทรรศนะทางการเมืองของพระพุทธศาสนา, หนา ๙๓.

๒๐๒ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ดําเนินกิจกรรมเพ่ือใหบุคคลเหลาน้ัน ไดรับประโยชนจากการสอนของพระองคอยางเต็มที่ ใน
ระยะแรกที่พระองคทรงประกาศหลักคําสอนน้ัน มีผูสนใจเขามาศึกษา พระองคก็ทรงรับและส่ัง
สอนเอง พรอมกันนั้นก็จัดสงไปประกาศพระศาสนายังเมืองนอยใหญอื่นๆ เมื่อกิจการเจริญเติบโต
ตามลําดับ มีภิกษุจํานวนมากเกินกวาท่ีทรงดูแลไดทั่วถึงจึงมอบอํานาจใหพระสงฆดูแลปกครอง
กันเอง โดยนับถือตามลําดับอาวุโส พระองคทรงดํารงตําแหนงในฐานะธรรมราชา ทรงปกครอง
แบบพอปกครองลูกหรืออาจารยปกครองศิษย ถือความสุจริตใจเปนพ้ืนฐาน และทรงมอบใหสงฆ
เปนใหญ ใชระบอบสามัคคีธรรมซ่ึงอาจเรียกวา “สังฆาธิปไตย”๒๗ ท้ังน้ี ภายหลังจากท่ี
พระพุทธเจาไดตรัสวัชชื่อปริหานิธรรม ๗ ประการไววา ถากษัตริยแควนวัชชีสามารถนําไปปฏิบัติ
ไดอยา งสมาํ่ เสมอแลว แควน วัชชีก็จะมีแตค วามเจริญมั่นคงและอยูรอดปลอดภัย โดยขาศึกศัตรูไม
สามารถจะยกกองทพั มาย่ํายีได จากน้ันพระพทุ ธองคทรงไดตรัสหลัก ภิกขุอปริหานิยธรรม๒๘ ไว ๗
ประการ ซึ่งเปนหลักธรรมปองกันความเส่ือมของหมูคณะและผูปกครองบานเมือง พระพุทธเจา
ทรงแสดงอปรหิ านยิ ธรรมทส่ี ารันทเจดยี แ กค ณะเจาลิจจฉวผี ูป กครองแควน วชั ชี ดงั นนั้ ธรรมหมวด
นี้จึงมชี ื่อเรยี กเตม็ ๆ วา วชั ชอื่ ปรหิ านยิ ธรรม เพราะแควน วัชชีปกครองดวยระบอบคณาธิปไตยโดย
เจาคณะลิจฉวีแหงวรรณะกษัตริยไดรวมกลุมกันเปนสภาบริหารกิจการของรัฐ พระพุทธเจาทรง
แสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการใหสภาเจาลิจฉวีถือปฏิบัติ และถานักปกครอง หรือภิกษุทุกรูป
สามารถประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามนไี้ ดอยา งสมาํ่ เสมอแลว ก็จะมแี ตค วามเจริญรุง เรืองตลอดไป กลาวคือ
ผูปกครองตองหมั่นประชุมกันเนืองนิตย คือ หมั่นพบปรึกษาหารือกันเพ่ือระดมสมอง ชวยกัน
แกปญหาตางๆของกิจการบานเมือง ไมควรทําอะไรตามลําพังหรือเมินเฉยตอเหตุการณบานเมือง
พรอมเพรียงกันประชุมและพรอมเพรียงกันเลิก คือ เมื่อถึงเวลานัดหมายประชุม ก็มาประชุมให
ตรงเวลาโดยพรอมเพรียงกนั และถายังไมห มดวาระการประชุม หรือยังมิไดปดประชุม ก็ไมหลบหนี
ออกจากที่ประชุม โดยไมมีเหตุอันควร ปจจุบันเรามักจะไดเห็นหรือไดยินอยูเสมอวา ถึงเวลา
ประชุมแลวก็เปดประชุมไมไดเพราะสมาชิกยังมาไมครบองคประชุม และเวลาเลิกก็ทยอยกัน

๒๗ สุรพล สุยะพรหม, “พระสงฆกับการศึกษาการเมืองการปกครอง”, วารสารบัณฑิตศึกษา
ปริทรรศน, ปท ี่ ๒ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๔๙) : ๑๒๑.

๒๘ องฺ.นวก. (ไทย) ๒๓/๒๑/๓๑ อางใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต, หนา

๒๐-๒๑.

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๒๐๓
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

หลบหนีออกจากที่ประชุมท่ลี ะคนสองคนไมทําอะไรนอกเหนอื จากระเบียบขอบังคับ คือ ไดบัญญัติ
ส่ิงใดไวเปนขอบังคับก็ประชุมไปตามระเบียบน้ันและไมเหยียบกฎเกณฑที่ไดวางไวแลว ไมถือเอา
ตามอาํ เภอใจใครต อความสะดวกขอกําหนดกฎเกณฑอันใดยังมิไดกําหนดบัญญัติไว ก็ไมกลาวอาง
หรือกําหนดข้ึนมาเอง เคารพใหเกียรติทานผูใหญในท่ีประชุม ผูใหญยอมมีประสบการณมาก พบ
เห็นหรือเผชญิ กบั ปญหาตา งๆ มากอ นควรรบั ฟงคาํ แนะนําทวงติงของทาน โดยเฉพาะทานผูใหญที่
เปนประธานในท่ีประชุม ตองฟงคําตักเตือนของทานดวยความเคารพ ใหเกียรติแกสตรีและเด็ก
คือ ไมปลอยใหสตรีและเด็กตกอยูในอันตรายที่จะถูกขมเหงรังแก เพราะโดยธรรมชาติแลว สตรี
และเด็กยอมมีสรีระรางกายออนแอกวา หากไมคอย ชวยเหลือคุมครองจะทําใหพวกจิตทรามทํา
รายไดงาย เคารพบูชาปูชนียสถานของชาติ ปูชนียวัตถุปูชนียสถานท่ีบรรพบุรุษไดกอสรางไวเปน
สมบัตขิ องชาติ เชน เจดีย อนุสาวรีย ประจําชาติ สิ่งเหลานี้เปนเคร่ืองเตือนความทรงจําใหกระทํา
ความดแี ละเปน ท่ีรวมจิตใจของหมูชน จึงไมควรละเลยตอพิธีการท่ีแสดงถึงความเคารพบูชาอันพึง
ทําตออนุสรณสถานเหลานั้น คุมครองอารักขาผูทรงศีลใหความอารักขาบํารุงอันชอบธรรมแกผู
ทรงศีลทรงธรรมเต็มใจตอนรับและหวังใหทานอยูอยางเปนสุข หรือพูดอีกอยางหนึ่งก็คือ ปกปอง
คมุ ครองคนดี อยาปลอยใหค นดถี กู รังแกนน่ั เอง

๗.๖ บทสรุป

ระบอบประชาธิปไตยไดใหความสําคัญกับประชาชนในฐานะที่เปนเจาของอํานาจ
อธิปไตยใชอํานาจน้ีผานทางองคกรทางการเมืองตางๆ เพื่อประโยชนสุขของตนเอง บาทบาทของ
ประชาชนในทางการเมอื ง จึงมีความสําคัญมากในระบอบน้ี จนมผี กู ลาววา ประชาธิปไตยนั้นถือวา
ประชาชน คือเสียงสวรรค เปนระบอบที่เปดโอกาสใหประชาชนรวมดําเนินการเพื่อสรางสรรค
สังคมของตนเองกิจกรรมการเขารวมทางการเมืองของประชาชน อาจเปนทางออมโดยผาน
กระบวนการเลอื กต้งั สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรเ ขาไปทําหนาท่ีแทน หรืออาจเปนทางตรง เชน การ
ประทวง การรองเรียนในรูปแบบตางๆ เพ่ือใหรัฐบาลรับทราบถึงปญหาในระบอบประชาธิปไตย
จึงเปนรูปแบบการปกครองและวิธีการดําเนินชีวิต ซึ่งยึดหลักของความเสมอภาค เสรีภาพและ
ศักด์ิศรีแหงความเปนมนุษย การปกครองระบอบประชาธิปไตยถือวา ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเทา
เทียมกัน และอํานาจอธิปไตยตองมาจากปวงชน เปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชน

๒๐๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

และเพื่อประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยน้ัน ผูนําทาง การเมืองเปนผูที่ถือเสมือนเปนตัวแทน
เจตนารมณของประชาชน รัฐบาลเปนตัวแทนของพรรคการเมืองที่มีเสียงขางมาก หรือไดรับเสียง
สนับสนุนสวนใหญ รัฐบาลจะคงอยูในอํานาจตอไปไดเมื่อวาระสิ้นสุดลง ก็โดยการแสดงให
ประชาชนผูเลือกต้ังเห็นวา รัฐบาลสามารถสนองตอบตอเจตนารมณของประชาชนไดอยางมี
ประสิทธิภาพเทานน้ั

ดงั น้นั รฐั ธรรมนญู จึงไดก ําหนดสิทธิและเสรภี าพของชนชาวไทยไวอยางกวางขวาง สิทธิ
และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ น้ีเปนไปตามแนวทางประชาธิปไตย คือ มีการระบุสิทธิและเสรีภาพ
ข้ันพื้นฐานตางๆ ไวครบครัน เชน เสรีภาพในการแสดงออกในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจาก
อาวุธในการสมาคมหรือรวมกลุม เปนตน รวมท้ังมีหลักประกันในเรื่องสิทธิตางๆ คือ การละเมิด
สิทธิจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายเทานั้น อยางไรก็ตาม
รัฐธรรมนูญมีขอจํากัดในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ คือ จะตองไมใหเปนปฏิปกษตอชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย และรัฐธรรมนูญ สวนหนาท่ีของประชาชนคนไทยทุกคนตองเปนไปตาม
รัฐธรรมนูญ บทบาทพระสงฆในระบอบประชาธิปไตยมีฐานะและความเปนอยูท่ีแตกตางไปจาก
ประชาชน มีระเบียบวินัย สําหรับกําหนดความเปนอยู และไดรับการยกยองจากประชาชนใหอยู
ในฐานะเคารพและสักการะ เรียกวา เปนสังคมหนึ่งตางหาก แตเมื่อพิจารณาในทางคณิตศาสตร
แลว เห็นวาพระสงฆหรอื พระภิกษสุ ามเณรเปนสวนหนง่ึ หรือหนวยหน่ึงของสังคม หรือในสังคมเปน
พลเมืองของประเทศเชน เดยี วกบั ประชาชนพลเมืองทั่วไป และมีพระราชบัญญัติการปกครองคณะ
สงฆเ ปน ขอ ปฏิบตั อิ กี สวนหนง่ึ ตางหาก

สถาบันสงฆ เปนสถาบันจารีตประเพณีท่ีมีความสําคัญย่ิง พระสงฆจากอดีตจนถึง
ปจจุบันมีความสัมพันธใกลชิดและมีบทบาทสําคัญในการช้ีนําสังคม ซ่ึงถึงแมบทบาทในดานการ
เปนผูนําจะลดนอยลงไปในปจจุบัน แตบทบาทดานเปนผูนําทางศีลธรรมจรรยา พระสงฆยังไดรับ
ความเคารพนับถืออยางสูงและเปนสถาบันสังคมที่ขาดเสียไมไดในชีวิตประจําวันของชาวชนบท
สวนใหญ ซ่ึงนอกจากเปนที่พึ่งทางใจแลว ยังเปนสถานที่เอ้ืออํานวยในดานบริการสังคมอื่น ๆ ที่
กลไกของรัฐบาลเขาไปใหบริการไมทั่วถึง เพื่อเปนการสรางบูรณาการเขากับบทบาทพระสงฆใน
ระบอบประชาธปิ ไตย

บทท่ี ๘

อิทธพิ ลของศาสนาตอ สังคมโลก

๘.๑ บทนํา

ในบทน้ีผูศึกษาจะไดทราบถึงอิทธิพลของศาสนาที่มีตอสังคมโลก ซ่ึงอิทธิพลดังกลาวจะ
ครอบคลุม ถึงประเด็นตางๆ ที่มีความสําคัญและความจําเปนตอชีวิตสังคมมนุษย๑ ในหลายดาน
และในหลายระดบั ตงั้ แตระดับสว นตวั บคุ คล ระดบั สงั คม ต้ังแตร ะดับเล็กสุดคือครอบครัวไปจนถึง
สงั คมภายนอก ระดับชุมชน ระดบั ชาติ และระดบั โลกในที่สุด เพราะโดยพื้นฐานของศาสนาตาง ๆ
นั้นเปนเรื่องที่เก่ียวของกับสังคมมนุษยท้ังโดยตรงและโดยออมไมวาจะเปนศาสนาเทวนิยม
(Theism) ทงั้ เอกเทวนิยม (เทพองคเดยี ว) และพหเุ ทวนยิ ม (เทพหลายองค) ซ่ึงก็เชื่อมโยงระหวาง
มนุษยกับพระเจา และศาสนาอเทวนิยม (Atheism) ซ่ึงไมนับถือเทพเจาก็ตาม ลวนเก่ียวของ
ระหวางมนษุ ยกับมนุษยท้งั ส้ิน ทุกศาสนาจึงลวนมีอิทธิพลตอมนุษย โดยแบงเปนประเด็นศึกษาได
ดงั น้ี

๘.๒ อิทธพิ ลของศาสนาทมี่ ตี อการสรา งเสรมิ สนั ติภาพโลก

หลักคําสอนพ้ืนฐานของศาสนาตางๆ มีสวนชวยเสริมสรางสันติภาพภายในจิตใจของ
ศาสนิกชน ในแตละศาสนาใหผอนคลายความทุกข ความกลัว ความตึงเครียดและความขัดแยงใน
ชวี ิตประจาํ วันลง ไปไดเพราะทกุ ศาสนาลวนมีหลักธรรมและพิธีกรรมปฏิบัติเพื่อใหเกิดความรูและ
เขา ใจในเรื่องบาป-บุญ หรือช่ัว-ดี สอนใหเวนชั่วกลัวบาปและใหทําความดีดวยความสุข พรอมกับ
ขยายอาณาเขตความดีงามและความสุขไปสูสังคมตลอดถึงมีปฏิสัมพันธระหวางศาสนา

๑“ ความตอ งการขน้ั มูลฐาน ๔ ประการ (The four Basic Needs) คือ ความตองการทางกายหรือ
ทางชีววิทยา (Physical or Biological needs), ความตองการทางสังคม (Social needs), ความตองการทาง
ปญญา(Intellectual needs) และความตองการทางจิตวิญญาณ (Spiritual needs)” อางใน แสง จันทรงาม,
ศ. ศาสนศาสตร, พิมพคร้ังที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พไ ทยวฒั นาพานิช จาํ กัด, ๒๕๔๖), หนา ๑๓ - ๒๘.

๒๐๖ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สงั คมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

(Relationship of Religions) หรอื อาจกลาวไดวา ปฏิสัมพันธทางศาสนาคือพ้ืนฐานของการสราง
เสริมสันตภิ าพโลก โดยอาจแบง ลกั ษณะปฏิสัมพนั ธท างศาสนาไดเปน ๒ ระดับ๒

๘.๒.๑ ระดับหลักธรรมพนื้ ฐาน หรือ ปฏสิ มั พันธเ ชิงหลกั การ
หลักคําสอนพ้ืนฐานของศาสนาตางๆ ไดวางหลักใหบรรดาศาสนิกชนมีใจกวาง ยอมรับ
นับถือ ใหอภัย ไมแบงแยกชนชั้นทางสังคม เชน หลักการของศาสนาคริสตซึ่งถือเปนศาสนาแหง
ความรัก (Religion of love) สอนวา “ถาใครมาตบหนาทางแกมขวาของคุณ ตองหันแกมซายไป
ใหเ ขาตบ”๓ หมายความวาตอ งรูจักใหอ ภัยคนอ่นื ในประวตั ิพระเยซคู รสิ ตครั้งถูกตรึงไมกางเขนจน
ส้ินพระชนม พระองคกลับรองขอมิใหสานุศิษยอาฆาตผูกอการแตอยางใด ทรงปลอยใหพระเจา
เปนผูตัดสินเอง ในพุทธศาสนาซึ่งถือวาเปนศาสนาแหงเหตุผล (Religion of Causality) ปรากฏ
คําสอนวา “เวรยอมระงับ ดวยการไมจองเวร” “จงอยาโกรธตอบผูกําลังโกรธ” ในคําสอนของ
ศาสนาอิสลาม ซ่ึงเปนศาสนาแหงสันติ (Religion of non-violence) ผูนับถือคือชาวมุสลิม
แปลวา “ผูรักสันต”ิ จะตอ งไมเบียนเบียนคนอ่นื การถอื ศีลอด ถือเปนการสรางความเสมอภาค ไม
แบง ชนชนั้ วรรณะ แมแตในศาสนาอื่นๆ ก็ลวนมีหลักการเดียวกันนี้ เชนในหลักศีล ๕ ไดประณาม
การเขนฆา การขโมยเอารัดเอาเปรยี บ การผิดประเวณี การกลาวคําเท็จและการดื่มหรือแมแตการ
ผลิตคาขายสุราเมรัยหรือแมแตหลักธรรมดานอื่นๆ เชน ความเห็นแกตัว ความอยุติธรรมทุก
ศาสนาถือวาผิดหรือเปนบาปทั้งสิ้น เพราะขัดหลักการพ้ืนฐานของทุกศาสนา ดังน้ันศาสนาจึงถือ
เปนบอเกิดของคานยิ มรว มบางอยางท่มี ีมิติทางศีลธรรมที่ลัทธิการเมืองไมอาจปลูกฝงหรือบมเพาะ
ขึน้ มาได

๘.๒.๒ ในระดับพธิ กี รรมปฏิบัติ หรอื ปฏสิ มั พนั ธเชงิ พฤตกิ รรม
ในระดบั พิธกี รรมปฏิบัตหิ รอื พฤติกรรมเชิงสังคม ทุกศาสนามีหลักการเดียวกันคือมุงชวย
ให ศาสนิกชนพบความสงบสันติสุขเม่ือทุกศาสนาสอนใหรักสันติสุข โดยยึดตนเองเปนอุปมาวา

๒ การจัดแบงลักษณะปฏิสมั พันธระหวางศาสนา ๒ ลักษณะ คือ ปฏิสัมพันธทางภูมิ-ประวัติศาสตร
เผาพนั ธุ และปฏิสัมพันธท างหลกั ธรรมคาํ สอนใน “ปฏิสมั พนั ธระหวางศาสนา” อา งใน ศ.ดร.เดอื น คําดี, ศาสน
ศาสตร, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพแ หง มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, ๒๕๔๔), หนา ๑๙๗ - ๒๐๒.

๓ เสฐยี ร พนั ธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ, พิมพครั้งท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั , ๒๕๓๔), หนา ๓๕๒.

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๒๐๗
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอสังคมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

ตนเองรักสุข เกลียดทุกขฉันใด คนอื่น สัตวอ่ืนในสังคมอ่ืน หรือเพ่ือนตางศาสนาลวนรักสุขเกลียด
ทุกขฉันนั้น ในแง พิธีปฏิบัติจึงเนนใหเกิดสันติสุขดวยการปรับกระบวนการเรียนรูทางสังคม
(Agent of Socialization) เพื่อปฏิบัติหรือปรับพฤติกรรมใหสอดคลองกับกฎของสังคม ไมลบหลู
หลักศรัทธาปฏิบัติของศาสนาอ่ืนๆ การเคารพสิทธ์ิทางความคิดและศรัทธาปฏิบัติทางศาสนาของ
กันและกัน การปฏิสัมพันธในแงน้ีสะทอน ใหเห็นวาศาสนาชวยส่ือและสรางสถานภาพทางสังคม
(Status Giving Agent) ข้ึนมา ถาใครประกาศวา “ไมนับถือศาสนาใดๆ” หรือ “ทําตัวเปนคนไร
ศาสนา” มักจะเปนท่ีระแวงสงสัยในทุกสังคม การปฏิบัติ ตามหลักธรรมและพิธีกรรมของศาสนา
จึงเทา กับประกาศวา “ตนมศี าสนาที่นับถืออยู” หรือมสี ถานะทางสงั คม

จากกิจกรรมการสานเสวนาทางศาสนา (Religious Dialogue Activities) การศึกษา
ศาสนาในเชิงวิชาการ (Academic Religious Study) และการจัดการประชุมผูนําศาสนาโลก
(World Religious Spiritual Leadership Conference) หลายคร้ังท่ีผานมาน้ันคือสิ่งยืนยันวา
ศาสนาชวยเสริมสรางสันติภาพแกชาวโลกได ถึงแมจะปรากฏภาพของความขัดแยงอยูบาง แตก็
เปนเพียงมุมหนึ่งของเง่ือนไขทางสังคมดานอื่นๆ เชน กลุมชาติพันธุ การแบงแยกดินแดน เปนตน
แตโดยภาพรวมน้ันถือวาหลักการ หลักธรรมและพิธี ทางศาสนาสามารถรวมคนในสังคมไดดีและ
แนบสนิทมากกวา กจิ กรรมอนื่ ๆ

๘.๓ อิทธพิ ลของศาสนาท่มี ีตอการเมืองการปกครอง

ตามประวัติศาสตรสังคมมนุษยบงบอกวา ศาสนากับการเมืองการปกครองไมอาจแยก
จากกันได อยางเด็ดขาด๔ และขณะเดียวกันก็ไมอาจรวมกันไดอยางสมบูรณแบบ เพราะศาสนา

และการเมอื งการ ปกครองหรือศาสนจกั รกับอาณาจกั รตา งมีวิธีการและเปาหมายตางกัน มีผูกลาว
วาถาไมประสงคจะใหเกิดความขัดแยงขึ้นในสังคมทุกระดับ “จงพยายามอยานําเรื่องศาสนาและ
การเมืองการปกครองมา ถกเถียงกนั " ยิ่งถานําทั้งสองเรื่องมาปะทะกันยิ่งจะกอใหเกิดความขัดแยง

มากขึ้น สาเหตุหลักเกิดจาก พ้ืนฐานความคิด รัฐทุกรัฐลวนมีเปาหมายแคเร่ืองปากทองเปนหลัก

๔ พิพัฒน พสธุ ารชาติ, รฐั กบั ศาสนา, พมิ พครั้งท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร : สาํ นักพิมพส ยาม, ๒๕๔๙),
หนา ๑๗๕.

๒๐๘ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอสังคมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

ขณะท่ีทุกศาสนาลวนมีเปาหมาย สูงสุดทางจิตวิญญาณในเชิงปรมัตถเปนสําคัญ๕ อิทธิพลของ
ศาสนาที่มตี อการเมอื งการปกครองนนั้ จึงมีทั้งดา นสนบั สนุนและขัดแยง

๘.๓.๑ ในดานสนับสนนุ
หรือในแงบ วกถอื วา หลกั ธรรมและพิธีกรรมศาสนาตางมีอิทธิพลและมีบทบาทตอสังคม

ชวยเสริมสรางระบอบการเมืองการปกครองใหเขมแข็งและมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น เชน ชวย
สรางความ ศักด์ิสิทธิ์แกกฎหมายและแกนักการเมืองในสังคมการปกครอง ในระบอบจักรวรรดิ
หรือจักรพรรดิและ ระบอบราชาธิปไตยเปนตน จําเปนตองอาศัยสถาบันทางศาสนาเขาชวย

สนับสนุน และในขณะเดียวกัน ศาสนาจะอยูไดตองอาศัยรัฐและกษัตริยอุปถัมภคํ้าชูประกอบกับ
ศาสนาจะตองชว ยเหลอื เกอ้ื กูล ไมขดั แยง กาวกา ยหลักศรทั ธาทางศาสนาของประชาชน

ปญหาการเมืองทุกระดับเมื่อกลาวใหถึงท่ีสุดแลวมักจะถูกตั้งคําถามและตั้งขอสังเกต
จากกฎของ สังคมสองกฎ (Two Principles) คือกฎหมาย (Law) และกฎศีลธรรม (Moral) หรือ

บัญญัติทางศาสนา (Religious Rules) บอยคร้ังท่ีนักการเมืองและนักปกครองถูกมองวา “ไร
ความชอบธรรม” ในการบรหิ ารประเทศเพราะประพฤตผิ ิดบัญญัตศิ าสนา ศาสนาจงึ ชว ยตรวจสอบ
และเสริมฐานการเมืองการปกครองใหมีความชอบธรรมและดํารงอยูไดตัวอยางเชน ใน
ประวัติศาสตรโรมัน สมเด็จพระสันตะปาปา มีอํานาจในการทรงเปนพระประมุขประกอบพิธีสวม

มงกุฎใหกษัตริยโรมัน หรือแมแตในสังคมไทยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน พระมหากษัตริยตางไดรับ
การยอมรบั เทิดทูนเพราะทรงเปนองคธ รรมราชาหรือพระโพธิสัตว ท่ีทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจ
ปกครองประเทศตามหลักการของพุทธศาสนาและทรงเปนองคมหาสมมติเทพที่เสด็จอวตาร (ลง)
มาสรางสุขดับทุกขแกประชาชนเปนตน ศาสนาจึงเปนฐานศรัทธาแหง ความชอบธรรมความ

ศกั ดส์ิ ทิ ธิแ์ ละความสงางามของการเมืองการปกครอง
มหาตมะ คานธี เคยกลาวไววา “ถานักการเมือง การปกครอง ไมรูเรื่องศาสนาและไม

สนใจหลกั ศาสนาเลยกไ็ มค วรใหเปน นกั การเมือง นักปกครอง เพราะเขาจะสนใจแคเร่ืองปากทอง

๕ ปรีชา ชางขวัญยืน และสมภาร พรมทา, (บรรณาธิการ), มนุษยกับศาสนา, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพแหงจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๑-๑๔.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๒๐๙
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอสงั คมโลก
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ของประชาชน เทานั้น แตจะไมไดใสใจจิตวิญญาณของประชาชนอยางแทจริง”๖ และมีนักคิดอีก
จํานวนมากท่ีมองวา กฎหมายของรัฐเกือบทุกฉบับ ในทุกสังคมมีแหลงกําเนิดมาจากความคิด
ความเชอื่ และวิถปี ฏิบัติตาม กฎศลี ธรรมของศาสนา๗ เชน รัฐธรรมนญู ของประเทศอินเดีย เกิดจาก
คัมภีรมนูธรรมศาสตรและคัมภีรพระเวทของศาสนาพราหมณ-ฮินดู กษัตริยหรือผูนําคือตัวแทนท่ี
พระเจาสงมาปกครอง ผูคิดกบฏตอการ ปกครองเทากับกบฏตอพระเจา กฎหมายรัฐอิสลามเกิด
จากคัมภีรอัลกุรอานของศาสนาอิสลาม กฎหมาย ตราสามดวงและรัฐธรรมนูญไทย ก็เกิดจากคติ
นิยมทางศีลธรรมของศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ๘ แมแตคติกษัตริยไทยก็ลวนแตเปนองค
อวตารของพระนารายณ ซึ่งแสดงใหเห็นวาศาสนามีอิทธิพลและมี ความสําคัญตอรัฐ นักปกครอง
และกฎหมาย เปน ตน

ในทางตรงขามศาสนาทุกศาสนาจะดํารงอยูไดในสังคมและจะมีอิทธิพลสามารถเอ้ือ
ประโยชน ตอสังคมไดอยางแทจริง เม่ือรัฐใหการสนับสนุนอุปถัมภค้ําชูศาสนาอยางจริงจังในทุก
ดาน ใหสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา เชน ออกกฎหมายรับรองสิทธิ ปกปองคุมครองการ
ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานทางศาสนาโดยปราศจากอคติ ไรการแทรกแซงเบี่ยงเบน กิจกรรมและ
กจิ การทางศาสนา ไมยุยงสงเสรมิ ใหเกิดการแบงแยกในสังคมหรือไมนําประเด็นทางศาสนามาเปน
ปญหาทางการเมือง แตกลับนําพาประชาชนใหสนใจไดศึกษาและปฏิบัติตามหลักศาสนาของตน
อยางจริงจัง เชน พระเจาอโศกมหาราช ท่ีทรงอุปถัมภพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกันก็ทรงใหสิทธิ
เสรภี าพและปกปอ งคมุ ครองประชาชนที่นบั ถือศาสนาอนื่ ๆ ดวย

๖ มหาตมะ คานธี, [ออนไลน], แหลงท่ีมา: http://www.sScnet.ucla.edu/southasia/History/
GandhiHeRamgandhi. Html.

๗ เดวิลและฮารต นักนิติปรัชญาตางเชื่อวา “กฎศาสนาหรือศีลธรรมทางศาสนาคือท่ีมาของ

กฎหมายเกือบทุกฉบับ” Patrick Devlin. Enforcement of Morals. (Oxford University Press, ๑๙๖๕),
H.L.A. Hart. Law Liberty and Morality. (Oxford University Press, 1968) และ http://www.
echeat.com/essay.php?t=30849.

๘ ศึกษาเพิ่มเตมิ ใน พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตโต), ไตรภูมพิ ระรว ง: อิทธิพลตอสังคมไทย, พิมพคร้ัง
ที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สหธรรมกิ จาํ กัด, ๒๕๓๘), หนา ๔๓.

๒๑๐ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สังคมโลก
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๘.๓.๒ ในดา นขัดแยง
หรือในแงลบ บางยุคอํานาจแหงศรัทธา (Power of Faith) ทางศาสนามีพลังเหนือ
อํานาจการเมืองการปกครองอยางชัดเจน จนกระท่ังแยกและสถาปนาเปนรัฐอิสระ (Free State)
ปกครองตนเองไมข น้ึ ตออํานาจรัฐ เปนรัฐศาสนา เชน นครรัฐวาติกัน (Vatican) ของศาสนาคริสต
นิกายโรมันคาทอลิก กรุงโรม ประเทศอิตาลี สถาบันศาสนา ซ่ึงตามปกติแลวมักจะตกเปน
เคร่ืองมือของสถาบันการเมืองเสมอ แตท่ีวาในภูมิภาคยุโรปตะวันตกน้ัน เกิดเหตุการณปกติก็
เพราะวา ศาสนาคริสตนิกายโรมันคาทอลิกไดใชระบบการบริหารปกครองของจักรวรรดิโรมัน
ตะวันตกที่ลมสลายไปน้ันขยายอํานาจของศาสนจักรโรมันคาทอลิกไปทว่ั ยุโรปตะวันตกโดยสถาบัน
ศาสนาไดรวมเอาหนาที่ของสถาบันศาสนาเขาครอบงําสถาบันทางการเมือง ซึ่งกินเวลานานรวม
พันปทีเดียว และรัฐอิสลามของศาสนาอิสลามเปนตน๙ หรือแมแตการลงโทษผูขัดแยงไมเห็นดวย
หรือคัดคานบัญญัติศาสนา เชน คัดคานพระคัมภีรพันธสัญญาเดิม (the Old Testament) ศาล
ศาสนาหรือศาลศรัทธาจะมีอํานาจเหนือรัฐ ไตสวน บีบบังคับกดดันใหพิพากษาลงโทษประหาร
ชีวิตนักปรัชญาสังคมและนักวิทยาศาสตร โดยนัยหน่ึงศาสนาไดยืมดาบของรัฐลงโทษผูคัดคาน
ศาสนา ซึ่งเทา กับแทรกแซงอํานาจหรือกฎหมายรัฐไปโดยปริยาย แตบางคราวศาสนาตกตํ่าสุดขีด
อํานาจหนาท่ีเปาหมายสูงสุด คําสอน พิธีกรรมทางศาสนาถูกรัฐปฏิเสธวา ขัดขวางการพัฒนา
เศรษฐกิจ การศึกษาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ศาสนาและผูนับถือศาสนาท่ีเครงครัดเปนเพียง
กาฝากสังคม ไรความจําเปนและความสําคัญตอสังคม ถึงข้ันมองวาศาสนาเปนยาเสพติดชนิดหนึ่ง
ตามแนวคิดของการเมืองการปกครองแบบคอมมิวนิสต (Communism) ทําใหศาสนาถูกลด
อทิ ธิพล บทบาทและอํานาจทางสังคมลงไปในยุคสมยั หน่งึ
อยางไรก็ตาม จอหน ล็อค (John Locke) นักปรัชญาสังคมและการเมืองชาวอังกฤษ
มองวา “มีสองอยาง คือ การเมืองและศาสนา เปนส่ิงท่ีกฎหมายไมอาจบีบบังคับใหคนท่ีนับถืออยู
แลว เลกิ นับถอื หรอื บงั คบั คนทไี่ มน บั ถือใหห ันมานับถอื ได เพราะการเมืองและศาสนาควรเปนเรื่อง
ของสิทธิ (Right) เสรีภาพ (Freedom) และอิสรภาพ (Liberty) สวนบุคคลเปนพ้ืนฐาน”๑๐ ถารัฐ

๙ เรื่องเดียวกนั , หนา ๑๕.
๑๐ John Locke, The Letter of Toleration. (Oxford : Clarendon Press, 1987), p. 65.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๒๑๑
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอสังคมโลก
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ใดไมสนับสนุนก็ควรปลอยใหเปนสิทธิของประชาชนเลือกนับถือปฏิบัติไดอยางอิสระ แตบางคร้ัง
ศาสนาท่ยี ืมอาํ นาจรัฐท้งั กฎหมายและกองทัพ๑๑

(อาวุธ) เขารุกรานย่ํายีศาสนาอ่ืนเพื่อเผยแพรลัทธิศาสนาของตน พยายามกลืน๑๒ และ
รุกรานศาสนาอ่ืนดวยวิธีตางๆ เชน ประวัติศาสตรการเกิดสงครามครูเสด (Crusade War)๑๓กิน
เวลานานถึง ๒๐๐ ป (ศตวรรษท่ี ๑๑-๑๓) ซ่ึงถือเปนสงครามศาสนา(War of Religion) หรือ
สงครามโลกคร้ังที่ ๑ ระหวางศาสนาคริสตกับ ศาสนาอิสลามและประวัติศาสตรกองทัพมุสลิม
(ศาสนาอสิ ลาม) รุกรานศาสนาตา งๆ ในอินเดีย๑๔ เปน ตน แตศ าสนาจะมปี ระโยชนอยางแทจริงตอ
สงั คม ก็ตอ เมอื่ ศาสนาไมขดั แยง กนั และกันและไมเปนปฏิปกษตอการเมืองการปกครองเพราะอคติ
(Bias) ที่ประชาชนบางสวนมีตอศาสนาถึงข้ันเบื่อศาสนาก็ดี การเมือง การปกครอง (รัฐ) มอง
ศาสนาในแงลบกด็ ี เกิดจากปญ หาการขัดแยงของศาสนาตางๆ ซึ่งยืนยันไดจาก สงครามโลกครั้งท่ี
๑ ศาสนาจึงถูกมองวาเปนเพียงกาฝากทางความคิดเปนเสมือนยาพิษ ยาเสพติดกลอมประสาท
เปนภยันตรายตอความมั่นคง และขัดขวางการพัฒนาสังคมมนุษย ดังนั้นศาสนาจึงหันมาปรับ
บทบาท อํานาจ และหนาที่ดวยการใหเกียรติเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของกันและกัน ประชาชนที่
เบื่อศาสนาและรัฐท่ีมีอคติ จึงจะหันมาอุปถัมภคํ้าชูศาสนาอยางจริงจังเปนรูปธรรมชัดเจนย่ิงข้ึน
เม่ือวิทยาศาสตรเทคโนโลยีเจริญมากขน้ึ แตศาสนายังขัดแยงกันอยู ผูคนจะยิ่งเช่ือถือวิทยาศาสตร
และปฏเิ สธศาสนาตางๆในท่ีสุด อยางไรก็ตามปรากฏการณที่ศาสนาตางๆ เก้ือกูลสงเสริมกัน มีใน
ประวัติศาสตรศ าสนาประเทศอินเดยี โบราณเมอื่ ประมาณสองพนั กวาปม าแลว

สรุปไดวาอิทธพิ ลศาสนาท่มี ตี อ การเมืองการปกครองมีความเปนไปในสองลักษณะคือทั้ง
สนับสนุน และขัดแยงระหวางศาสนากับรัฐและระหวางศาสนาดวยกัน ซึ่งในดานขัดแยงน้ันเมื่อ
ศาสนากระทําตอ รัฐถือเปนการรุกรานรัฐกระทําตอศาสนาถือเปนการโตตอบ และศาสนากระทํา

๑๑ [ออนไลน] , แหลง ที่มา: http://en.wikipedia.org wiki/John_Locke.
๑๒ คูคติอวตาร(Incarnation), คติกลืนศาสนา, [ออนไลน], แหลงท่ีมา: http://ecurriculum.
mv.ac.th/dhamma/dhammathalbuddhismindiaWc45796577ddf.htm#1.
๑๓ บางทัศนะเรียกวาสงครามไมกางเขนกับพระจันทรเส้ียว [ออนไลน], แหลงที่มา: http:/th.
wikipedia.org/wiku.http://variety.teenee.com/world/1.html
๑๔ [ออนไลน], แหลงที่มา: http://ecurriculum.my.ac.th/dhamma/dhammathai/Buddhism/
indial We45796577ddf.htm#1.

๒๑๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สงั คมโลก
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ตอศาสนาถือเปนการกลืนกลายกาวกาย สวนในดานสนับสนุนหรือดานบวกเมื่อศาสนากระทําตอ
รัฐถือเปนการริเร่ิมสรางความดีงาม รัฐกระทําตอศาสนาถือเปนการตอบแทนอุปถัมภคํ้าชู และ
ศาสนากระทาํ ตอศาสนา ถอื เปนการเอ้ือเฟอ เผ่ือแผสันติสุข โดยหลักคําสอนพ้ืนฐานระดับศีลธรรม
ในทุกศาสนามีวัตถุประสงคส่ังสอนใหนักปกครองมีเมตตาและมีคุณธรรมและสอนผูถูกปกครอง
ตองซือ่ สตั ยแ ละเคารพในบทบาทอํานาจหนาที่ของตนและ กฎหมายสังคม กลาวในแงหนึ่งก็คือวา
ทกุ ศาสนาสอนใหคนเคารพกฎหมายนน่ั เอง

๘.๔ อทิ ธิพลของศาสนาทมี่ ีตอ สังคมและเศรษฐกิจ

เอมิล เดอรไคม (Emile Durkheim) นักสังคมวิทยา (Sociologist) และนักมานุษยวิทยา
(Anthro Pologist) มองวา “สังคมมนุษยนี้มีมากอนเราเกิด ตอใหเราตายไปสังคมก็ยังอยู ศาสนาก็มี
มากอนเราเกิดตอใหเราตายไปศาสนาก็ยังคงอยู” สังคมจึงใหทุกอยางแกเรา ใหคุณคาและชีวิต
โดยเฉพาะอยา งยิ่งนั้น ศาสนาไดทําหนาท่ีชวยสราง พยุง และรักษาสังคมใหดํารงอยูไดและพัฒนามา
อยางตอเนื่อง เพราะเดอรไคมเช่ือวาถาสังคมไรศาสนาเสียแลว ผูคนก็จะฆากันตายหมดโลก แตผูคน
ในสงั คมมีศาสนา จงึ ทําใหเ รามนั่ ใจไดวา การดําเนินชีวิตประจําวันของเราน้ันมีสวัสดิภาพและมีความ
ปลอดภยั ซึ่งตางจากการท่ีเราเขาไปในดินแคนของคนไรศาสนา เพราะไมมั่นใจและไมทราบวาเขาจะ
ปฏิบัติตอเราอยางไรซึ่งแมกซ เวเบอร (Max Weber) ก็เปนคนหน่ึงที่มีความเห็นสอดคลองใน
ลักษณะเดียวกันน้ี ดังจะกลาวขางหนา อิทธิพลศาสนาท่ีมีตอสังคมและเศรษฐกิจอาจแบงไดหลาย
ระดบั โดยเร่มิ จากระดบั ตํ่าสดุ คือระดับปจเจกบคุ คลจนถึงระดับ สงู สดุ คอื ระดบั โลกดงั นี้

๘.๔.๑ อทิ ธพิ ลตอ สังคม
๑) ระดับบุคคล หรือ ระดับครอบครัว ศาสนามีความสําคัญในระดับปจเจกเปนอยาง
มาก เพราะเปนเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจทําใหเกิดความรูสึกอบอุน ผอนคลายความกลัว ความวิตก
กังวลตางๆ ลดทอนบรรเทาความทุกขโศกลงได และเปนเคร่ืองชี้นําทางชีวิต หรือมีที่พึ่งทางจิตใจ
หากศาสนาไมสามารถช้ีนํา หรือเปนที่พ่ึงทางใจของคนในระดับปจเจกบุคคลได ก็จะไมมี
ความหมายหรือไรประโยชนสุขตอสังคมในระดับอ่ืนๆ ข้ึนไป เน่ืองจากชาติบานเมืองคือท่ีรวมของ
ปจเจกบุคคล ฉะนั้นในศาสนาบางศาสนาจึงเนนการปฏิบัติธรรมเฉพาะบุคคลมากกวาศาสนาอ่ืน
ขณะท่ีบางศาสนาอาจมีพิธีกรรมตางๆ ท้ังนี้เพ่ือใหเหมาะแกจริตสวนตัวและความทุกขเฉพาะของ

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๒๑๓
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอสงั คมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

แตละบุคคล อยางไรก็ตามทุกศาสนาจะเห็นพองตองกันวา ศาสนามีความสําคัญยิ่งตอการพัฒนา
ทางจิตใจของบุคคลเปนอันดบั แรก

๒) ระดับชุมชน ศาสนาเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของบุคคลในสังคมใหเขามารวมกัน
เปนสังคม พิธีฮัจญของศาสนาอิสลามน้ัน นอกจากจะรวมศาสนิกชนแลว ยังสรางความเสมอภาค
และเอกภาพแหงภราดรภาพใหเกิดขึ้นในสังคมมุสลิมดวย พิธีกรรมตางๆ ในศาสนาลวนมี
จดุ ประสงคท จ่ี ะกระชับความกลมเกลียวและการทํางานของสมาชกิ ในสังคมเพื่อประโยชนแกสังคม
สว นรวมเปนหลกั

๓) ระดับประเทศหรือระดับชาติ ศาสนาเปนมิ่งขวัญและเอกลักษณของประเทศเปน
พน้ื ฐาน ของขนบธรรมเนียมประเพณีชาติ เชน ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเปนพ้ืนฐานความเชื่ออัน
นําไปสปู ระเพณี ขนบธรรมเนียมและวฒั นธรรมไทย เราจะไมสามารถเขาใจคนไทยหรือวัฒนธรรม
ไทยไดเลยหากไมทํา ความเขา ใจกับพระพทุ ธศาสนาเสียกอ น

๔) ระดับโลกหรือระดับสากล ศาสนาเปนมรดกอันล้ําคาของมนุษยชาติ ทําใหศาสนิก
เคารพ ซ่ึงกันและกัน มนุษยทุกคนควรมีสิทธิในการนับถือศาสนาและศาสนาแตละศาสนาจึงให
ความเคารพสิทธิ ขน้ั พ้นื ฐานน้ี๑๕

๘.๔.๒ อิทธพิ ลตอเศรษฐกิจ
หากมองอยางผิวเผินอาจพบบทสรุปในเบื้องตนเชนเดียวกับท่ีมารก (Karl Mark)มองวา
ศาสนาขดั ขวางเศรษฐกิจ การคาและการพัฒนา ศาสนาเปน ยาเสพตดิ กลอ มประสาท เปนท่ีพึ่งของ
คนขลาดกลัว ออนแอในสังคม แตถาพิจารณาใหรอบดานแลว อาจพบความจริงบางอยางดังที่
แมกซเวเบอร (Max Weber)มองวา ศาสนามีอิทธิพลและความสําคัญตอชีวิตมนุษยในสังคมเปน
อยางยิ่ง ความคิดทางศาสนากอใหเกิดอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมกาวหนาเพราะเปนแรง
กระตุนใหบุคคลทํางานในโลกนี้๑๖ ผูคนไดอาศัยหลักคําสอน และพิธีกรรมในทุกศาสนามาชวย
เสริมสรางความหวังและกําลังใจในการดําเนินชีวิตประจําวัน พรอมกับเชื่อมโยงคติความเช่ือหรือ

๑๕ ภัทรพร สิริกาญจน, ความรูพ้ืนฐานทางศาสนา, พิมพคร้ังท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร :
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๖), หนา ๕.

๑๖ Douglas Davies, “the Study of Religion”, Erdmann's Handbook to the World's
Religions, (Michigan : WM.B. Erdmann Publishing Co., 1982), pp. 11—14. [ออนไลน], แหลงท่ีมา:
http://en.wikipedia.org/wiki/The_Protestant_Ethic_and_theSpirit_of_Capitalism

๒๑๔ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สงั คมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

ศรัทธาตอโลกอนาคต การท่ีศาสนาสอนคติอนาคต ทําใหมนุษยกลัวบาปหรือการลงโทษจากพระ
เจา ส่ิงศักดิ์สิทธ์ิ และกฎแหงกรรม โดยท่ีสุดแลวศาสนาจะชวยกลอมเกลาใหมนุษยปฏิบัติหนาท่ี
ในทางสุจริตหรือประกอบสัมมาชีพตามทํานองคลองธรรม เวนการเบียดเบียนกันเพื่อสันติสุขใน
โลกปจจุบันและรางวัลอันดีงามในโลกอนาคต (ปรโลก) หลักคําสอนในทุก ศาสนาจึงสามารถแบง

ได ๒ ระดบั คือ
๑) ระดบั โลกิยะ หรอื ระดบั ผคู รองเรือนอยูในสงั คม คําสอนระดบั น้ีจึงเก่ียวของกับเรื่อง

เศรษฐกจิ การคา และการพัฒนาสังคมโดยตรง เชน คําสอนใหรูจักประหยัดมัธยัสถอดออมสะสม

ทรัพย เปนการสรางเศรษฐกิจรายไดในครอบครัว สอนใหคาขายสิ่งที่ไมเปนโทษตอตนเองและ
สังคม และสอน ใหรูจักพัฒนาตนเองใหสะอาดท้ังรางกายและจิตใจ แมศาสนาโดยภาพรวมจะถูก
มองวาปฏิเสธวัตถุนิยม รวมถึงบริโภคนิยมก็ตาม แตทุกศาสนาก็สอนใหรูจักการเสียสละแบงปน
เชน การบริจาคหรือทานในพุทธศาสนา หลักซะกาตในศาสนาอิสลาม เปนตน ซึ่งเศรษฐกิจจะ

ขับเคลื่อนไดเมอื่ มกี ารใชสอยแลก เปล่ยี นกันในระดับตลาด แตถ าตลาดไมสุจริต คดโกง เอารัดเอา
เปรียบกันระหวางผูผลิตกับผูบริโภค ผูผลิตกับผูผลิตและผูบริโภคกับผูบริโภค เศรษฐกิจยอมเกิด
ความเสียหาย สังคมทุกระดับทั่วโลกตางประสบปญหารายแรงที่สุดคือปญหาการคอรัปช่ัน
(Corruption) หรือการคดโกง เอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ขมเหงรังแก ปญหาดังกลาวไดสรางความ

เสยี หายและเปน อปุ สรรคโดยตรงตอระบบเศรษฐกจิ การคา และการพฒั นาสังคมทุกระดบั
๒) ระดับโลกุตระ หรือ ระดับมุงใหเกิดการพัฒนาในระดับสูง คําสอนในระดับนี้มุงให

มนุษย แสวงหาความสุขทางจิตวิญญาณ มองแงหนึ่งถือวาเปนมุมพักผอนจากความวุนวายของ
กิเลสตัณหา มุมพิจารณาความทุกข หรือมุมตรึกตรองมองตนใหเขาใจชีวิตกวางขวางและลุมลึก

มากยิ่งข้ึน ในระดับน้ีมักจะถูกมองวาเปนมุมหลุดโลก หางไกลจากโลก แตในความจริงแลว กลับ
เปนมุมท่ีใกลโลกท่ีสุด เพราะเปนความพยายามทําความเขาใจชีวิตและสังคมทุกระดับ เมื่อมนุษย
เขา ใจชีวิตตนเองและสังคมดีแลว มักจะหวนกลับเขาสูสังคม ทํางานเพื่อสวนรวมอยางทุมเท หรือ
กลาวในแงหนึ่ง หลักปฏิบัติทางศาสนา จะชวยสอนและกลอมเกลาใหคนเห็นแกตัวนอยลง มีจิต
สาธารณะ (Public Conscious) มากย่ิงข้ึน สอนใหมองชีวิตสังคม โลก กวางขวางออกไปเกินกวา
ขอบเขตที่เคยมองเฉพาะในมิติสังคมศาสนาของตน ซ่ึงสะทอนใหเห็นไดจากกิจกรรมทางสังคม
สงเคราะห (Social Welfare) การชวยเหลือเก้ือกูลกันคงกลาวชวยใหเศรษฐกิจดีขึ้น ทําใหสังคม
อยูไดอ ยา งสนั ติ

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๒๑๕
บทท่ี ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สังคมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

๘.๕ อทิ ธิพลของศาสนาท่มี ีตอ การศึกษาและวฒั นธรรม

หลงั จากท่แี มกซ มุลเลอร (F.Max Muller) พิมพและเผยแพรหนังสือชุดคัมภีรศักด์ิสิทธ์ิ
ตะวันออก (Sacred Books of The East) ในป พ.ศ. ๒๕๑๘ (ค.ศ.๑๘๗๕) ทําใหท่ัวโลกสนใจ
ศึกษาศาสนาตางๆ มากย่ิงข้ึน ตะวันตกหันมาศึกษาศาสนาตะวันออกอยางจริงจัง ซึ่งมุลเลอรได

วางหลักการศึกษาศาสนาไว ๒ แบบ คือ แบบวิทยาศาสตร (Scientific) ตามหลักฐานขอเท็จจริง
ทางภูมิศาสตร ประวัติศาสโบราณคดีและแบบเทววิทยาศาสนา(Religious theology) หรือเทว
ตาํ นาน (เทพปกรณัม) แตโลกปจจุบัน มีความเจริญกาวหนารวดเร็วและสังคมมีความซับซอนดวย

กลุมชาติพันธุ ภาษาและวัฒนธรรมวิธีศึกษา และวัตถุประสงคการศึกษาเพ่ือสนองความตองการ
ของมนษุ ยท งั้ ในระดับปจเจกบุคคลและในสังคมจึง มีความหลากหลาย ท้ังนี้เพ่ือนําหลักศาสนามา
ปรับประยกุ ตใ ชใหเกิดประโยชนในชวี ติ ประจาํ วัน

๘.๕.๑ อิทธพิ ลของศาสนาทีม่ ีตอการศกึ ษา
เนื่องจากประเด็นเรื่องอิทธิพลศาสนาท่ีมีตอการศึกษานั้นเกี่ยวของประเด็นอื่นๆ อีก
มากมายผเู ขยี น จงึ สรุปประเด็นศกึ ษาเปน ๓ ลกั ษณะ คือ
๑) ศาสนามีอิทธิพลตอสถานหรือสถาบันการศึกษา ในอดีตน้ันนักบวชในศาสนาคือผู
ทรง วิทยาคุณ ประสิทธ์ิประสาทวิทยาการช้ันสูงเชนวิชาศาสนา ปรัชญา เทววิทยา ตรรกวิทยา

เปน ตน ทงั้ นี้ เพ่อื เปน หลกั ในการดํารงรักษาพัฒนาสังคมและดําเนินชีวิต ศาสนสถานจึงเปนแหลง
หรือท่มี าของสถาบนั

การศึกษา ตอมาไดแตกแขนงขยายขอบเขตทางดานการศึกษา และปรับเปล่ียนช่ือไป
ตามยุคสมัยของ การศกึ ษาเฉพาะทาง แตประวัติศาสตรการศึกษาระบบไววาสถานศึกษาที่ย่ิงใหญ

ในอดตี เตบิ โตจากวัด (Universities From the Church)ในตะวันออกกอใหเกิดสถาบันการศึกษา
เชน มหาวิทยาลัยนาลันทา (Nalanda) วิทยาลัยวิกรมศิลา (Vigromsila) โอทันตบุรี
(Otantaburi) เปน ตน ในยโุ รป เชน มหาวทิ ยาลัยปารีส (Paris) ในฝรงั่ เศส มหาวทิ ยาลัยเคมบริจด

(Cambridge) มหาวิทยาลัยออกฟอรด (Oxford) ในอังกฤษ มหาวิทยาลัยนโลปะ (Nalopa) ใน
สหรฐั อเมรกิ า เปนตน ๑๗

๑๗ แสง จันทรง าม, ศ. ศาสนศาสตร, หนา ๓๔.

๒๑๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สงั คมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

ศาสนาไดชวยเสริมสรางนักบวช (Priest) นักบุญ (Saint) นักปราชญ (Philosopher)
นักการศึกษา (Scholar) ในดานศาสตรตางๆ ชวยแตงแปลอธิบายความคัมภีร ตีความและ
วิพากษว จิ ารณกันดวยสติปญ ญาและเหตุผล อบรมสั่งสอน ประชาชนใหดํารงตนอยูในศีลธรรมอัน
ดีงาม เสริมสรางวางระเบียบปฏิบัติแกสังคมใหเกิดสันติสุข เปนผูนําทางจิตวิญญาณ (Spiritual
leader) หรือเปน คนตนแบบทางศลี ธรรมจรรยา (Moral Model)

๒) ศาสนามีอิทธิพลตอวิชาการศึกษา องคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหง
สหประชาชาติ (UNESCO) ไดจ ดั แบงศาสตรห รอื วชิ าการตา งๆ ออกเปน ๒ กลุม ใหญๆ๑๘ คอื

(๑) กลุมวิชาวิทยาศาสตร (Scientific) เชน วิทยาศาสตรธรรมชาติ (Natural Science)
วิทยาศาสตรกายภาพ (Physical) และวิทยาศาสตรชีวภาพ (Biological) ในกลุมนี้ประกอบดวย
วิชาตางๆ เปนตนวา ฟสิกส เคมี ชีววิทยา เภสัชศาสตร สรีรวิทยา ธรณีวิทยา วิทยาศาสตร
การแพทย เกษตรศาสตร วิศวกรรมศาสตร ดาราศาสตร ศาสตรเหลาน้ีศึกษาเรื่องกฎเกณฑทาง
ธรรมชาตเิ ปนหลัก๑๙

(๒) กลุมวิชาสังคมศาสตร (Social Science) เชน สังคมวิทยา (Sociology) มานุษยวิทยา
(Anthropology) รัฐศาสตร (Politics) ศึกษาศาสตร (Education) เศรษฐศาสตร (Economics)
นิติศาสตร (Laws) จิตวิทยา (Psychology) รัฐประศาสนศาสตร (Public Administration) เปนตน
ศึกษาสัมพันธภาพของคนในสังคม โดยใชความรูทางวิทยาศาสตรมาเปนเครื่องมือคือสังเกต
ปรากฏการณทางสังคมแลววเิ คราะหในเชิงสถติ ิ

(๓) กลุมวิชามนุษยศาสตร (Humanities) เชน ศาสนา (Religion) ปรัชญา (Philosophy)
คณติ ศาสตร (Mathematics) ภาษาศาสตร (Linguistics) นิรุกติศาสตร (Etymology) ประวัติศาสตร
(History) วรรณคดี (Literature) โบราณคดี (Archeology) ศิลปะ (Arts) คนตรี (Music) และ
วัฒนธรรม (Culture) เปนตน วิชาเหลานี้มุงประเมินคุณคาภายในคือจิตใจ อารมณความรูสึกนึกคิด
ทศั นคตติ อชีวติ สงั คมและ ส่งิ แวดลอ ม

ทั้ง ๓ กลุมวิชาดังกลาวนี้ กลุมแรกสนใจปญหานอกตัวมนุษยเปนหลัก กลุมสองสนใจ
ปญ หาความสมั พนั ธร ะหวางมนุษยกับสังคม กลุมที่สามสนใจคุณคาภายในตัวของมนุษยวา มนุษย
รสู กึ นกึ คดิ ใหค า แกขอ เท็จจริงภายนอกตวั ความสัมพนั ธเชิงสังคม และมองตนเองอยางไร ศาสนา

๑๘ เดอื น คําค,ี ศาสนศาสตร, หนา ๒๕๑.
๑๙ แสง จันทรงาม, ศ. ศาสนศาสตร, หนา ๓๓.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๒๑๗
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอสังคมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

มีอทิ ธพิ ลตอ วิทยาการหรือศาสตรดานตางๆ คอนขางชัดเจนที่สุดคือการตั้งคําถามวา ศาสตรตางๆ
ดังกลา วกอ ใหเกิดคณุ ูปการ และผลกระทบดานใดบางแกมนุษย สังคม และสิ่งแวดลอม จะพัฒนา
และแกไขปญหาดังกลาวอยางไร ดังนั้นทุกศาสตรจะตองถูกตรวจสอบดวยฐานแหงคุณธรรม
จริยธรรมอนั ดีงามจากศาสนศาสตรเสมอ

๓) ศาสนามอี ิทธพิ ลตอวิวฒั นาการทางดานการศกึ ษา อิทธพิ ลในลักษณะนี้อาจมองวา
เปน อิทธิพลทั้งในดานลบและดานบวก ในดานลบคือการมองวาศาสนาขัดขวางความ
เจริญกาวหนาทาง เศรษฐกิจของสังคมทําใหผูคนอยูในโลกของความเพอฝนถึงอุดมคติชีวิตอัน
สูงสุดคือโลกแหง วญิ ญาณ โลกพระเจา แดนทิพย สวรรค วิมาน เปนตน จนเกิดภาวะเฉ่ือยชาทาง
สงั คม ผูคนไมกระตอื รือรน ขาดความอยากไดใครรวย การแขงขนั ดานเศรษฐกิจคาขายก็เส่ือมถอย
ยอมจํานนตอ ชวี ิตและชะตากรรม ของตนตามพลงั ศรัทธาศาสนาหรือสรา งนสิ ัยฝา ยลบ บางครั้งก็มี
การเช่ือถือปฏิบัติอยางเครงครัดจนเกิด ความแปลกแยกทางสังคมเชนเช่ือระบบชนชั้นวรรณะ
(Case) เกดิ การกดขขี่ มเหงรังแกเอารัดเอาเปรียบ กันทางสังคม จนศาสนาถูกใชเปนเครื่องมือทาง
การเมืองการปกครอง ศาสนาขัดขวางความกาวหนาทาง ดานวิชาการ เพราะเช่ือวาความจริง
ท้ังหมดคอื ความจรงิ ทปี่ รากฏตามตัวอักษรในพระคัมภีร ผูเห็นแยงคัมภีร คือผูขัดแยงกับความจริง
ถงึ ขัน้ เปนผูกบฏตอ พระเจา

คนบางกลมุ จงึ ปฏเิ สธความจรงิ ทางศาสนาดวยการเดินหนีจากไปอยางไมมีเย่ือใยเพ่ือไป
แสวงหาความจริงในมิติอ่ืนๆ คนกลุมดังกลาวคือกลุมนักวิทยาศาสตรสาขาตางๆ ซ่ึงอาจเรียกคน
กลุมน้ีวา กลุมไมส ยบยอมหรือกลุมไมยอมจาํ นน พยายามศึกษาคนควาในสิ่งที่ตนอยากรูอยากเห็น
นอกเหนอื จากสิ่งตางๆ ท่ีปรากฏในคัมภีรหรือแมแตใ นสงิ่ ท่คี มั ภีรบัญญัติหามไว จนถูกมองวา “ฝน
พระบญั ญตั ิ” กต็ าม แตกก็ อใหเ กิดความเจริญกาวหนาทางวิทยาการตางๆ หากมองในดานบวก ก็
ถือวาศาสนาคือตัวกระตุนใหมนุษย พยายามพัฒนาศักยภาพของตนเองใหสูงข้ึนเพ่ือชีวิตที่ดีงาม
และพัฒนาสังคมไปสูเปาหมายของชีวิตไดอีกระดับหน่ึง โดยเฉพาะอยางยิ่งดานวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยี ซ่ึงพยายามหนีจากขอบขายของศาสนา แตก็คงไมอาจพนจากขอบขายของศาสนาไปได
เพราะแมแตนักวิทยาศาสตรเอกของโลกอยางอัลเบร์ิต ไอนสไตน (Albert Einstein) ยังเคยกลาว
ไววา “วิทยาศาสตรท่ีปราศจากศาสนาก็เหมือนกับคนแขนขาพิการ ศาสนาที่ปราศจาก
วิทยาศาสตรก็เหมือนกับคนตาบอด”๒๐ ซึ่งเทากับเปนการยืนยันวา วิทยาศาสตรและศาสนา
จะตองพ่ึงพาอาศัยกันตลอดไปวิทยาศาสตรจะตองพัฒนากาวไปขางหนาโดยมีศาสนาคอยเปนพ่ี
เลยี้ งตลอดเวลา มิเชน นั้นแลว มนษุ ย โลก จักรวาลจะประสบกบั ความหายนะในไมชา นี้

๒๐ Science without Religion is like lame, Religion without Science is like blind. ประวัติ
และผลงานของ อัลเบรติ์ ไอนส ไตน.

๒๑๘ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สังคมโลก
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๘.๕.๒ อิทธิพลของศาสนาทีม่ ตี อ วฒั นธรรม
วัฒนธรรม (Culture) และอารยธรรม (Civilization) เกิดจากการกระตุนของสํานึกทาง
ศาสนา (Religious Conscious) เพราะศาสนาชวยปลูกความรัก ความเล่ือมใส ความเชื่อ
ความหวังและสรางแรงจูงใจใหเกิดการสรางสรรคทางวัฒนธรรมข้ึนมาอยางหลากหลาย งานทาง
วัฒนธรรมที่เกดิ จากอิทธิพลของศาสนาอาจจําแนกไดดังตอไปน๒้ี ๑
๑) งานดานวรรณกรรม (Literature work) มนุษยในอดีตไดอาศัยความรู ความรัก
ความศรัทธา สรางจินตนาการถึงเทพเจา สิ่งศักดิ์สิทธ์ิ อํานาจเหนือธรรมชาติบุคลิกภาพหรืออมต

ภาพของ พระเจา กอใหเกิดเทพนิยาย (Myths) เทวตํานานหรือเทพปรณัม มหากาพย (epics)
เชน อิลเลียด (Illiad) โอเดสซ่ี (Odessey) ของมหากวีโฮเมอร (Homer) มหาภารตะ
(Mahabharata) ของกวีวยาส (Vayasa) และรามายณะ (Ramayana) ของกวาฤาษีวาลมีกิ
(Walameki) มหากาพยพ ทุ ธจรติ ของทานมหากวีอัศวโฆษ บทสวดสรรเสริญ (hymn) หรือมันตระ

(มนต) เนื่องจากภาษาวรรณกรรมเกิดจากแรงศรัทธาในศาสนาจึงมักใชภาษาชั้นสูงท่ีสละสลวย
งดงามดวยฉันทลักษณไวยากรณ มีท้ังรอยแกวและรอยกรอง แตสวนมากมักเปนรอยกรอง
(verse) เพราะสามารถสรา งสนุ ทรียภาพทางอารมณแกผูอา น ผูส วด และผฟู ง ไดเ ปนอยา งดี๒๒

๒) งานดานประตมิ ากรรม (Sculpture) งานวฒั นธรรมทางดานประติมากรรมเกิดขึ้น
เพราะความไมอมิ่ หรอื ไมเหน็ ภาพเทพเจาไดอยางชัดเจนจากจินตนาการในการอาน การสวด และ
การฟง จึงเกิดการสรางรูปเคารพขึ้นมาจากจินตนาการท่ีไดรับจากงานทางดานวรรณกรรมเปน
หลัก หรือตีความ บุคลิกภาพ คุณลักษณะเฉพาะจากคัมภีรศาสนา มนุษยจึงสรางเทพขึ้นมาใหมี
ลักษณะคลายมนุษย (Anthropomorphism) หรือสรางเทพเจาโดยมีมนุษยเปนแบบ ซ่ึงแยงกับ

คัมภีรปฐมบทที่วา พระเจา สรางมนุษยขึ้นมาตามฉายาของพระองค จึงกอใหเกิดรูปภาพ รูปปน
เทพเคารพตางๆ จากไมแกะสลัก งาแกะสลัก ดินปน ปูนปน ทอง โลหะ เปนตน บางอยางก็
สามารถทําเปนสัญลักษณเล็กๆ นําติดตัวไปก็มี เชน พระพุทธรูป (พระเคร่ือง) ไมกางเขน เปนตน

เนื่องจากเทวรูปเกิดจากแรงเคารพศรัทธาอยางแรงกลา ประติมากรจึงทุมเทความรัก ความรู

๒๑ แสงจนั ทรง าม, ศาสนศาสตร, หนา ๓๐-๓๓.
๒๒ อมรา พงศาพชิ ญ, วัฒนธรรม ศาสนา และชาติพนั ธ,ุ พิมพค รง้ั ที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพแ หง จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๗).

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๒๑๙
บทท่ี ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สังคมโลก
ดร.สยามพร พันธไชย

แรงงาน ทุนทรัพย หรือยอมเอาชีวิตเปนเดิมพันกับผลงานที่ตนไดสรรคสรางอยางสุดฝมือและสุด
ชีวิต ประติมากรรมที่ยิ่งใหญอลังการวิจิตรพิสดาร ลวนเปนผลงาน ที่ประติมากรสรางขึ้นมาจาก

แรงบันดาลใจทางศาสนาทั้งสิ้นความรูสึกวา “ไดบุญมหาศาล” กับ “การได เขาสูดินแดน
ศักด์ิสิทธ์ิ” ของพระเจาในอนาคตคือรางวัลตอบแทนที่คุมคากับการสรางสรรคประติมากรรม
ดังกลา ว

๓) งานดานสถาปตยกรรม (Architecture) เทวรูปท่ีถูกสรางข้ึนมาดวยแรงศรัทธา
ดวยทุนแหงความรัก ความรู แรงงาน ทุนทรัพย และชีวิต ยอมเปนส่ิงที่ประมาณคาไมได
(Uncountable Value) การประดิษฐาน การเก็บรักษาไวในที่ตํ่า ถือวาไมสมเกียรติ อาจเขาขาย
ตอการลบหลูดูหมิน อีกท้ังไมปลอดภัยตอการถูกทุบทําลาย และบุบสลายผุพังไปตามกาลเวลา
ยอมไมเปนส่ิงท่ีดีนัก จําเปนตองสราง อาคาร วิหาร สถานท่ีใหยิ่งใหญอลังการสมเกียรติ สูงสง

และปลอดภัย สถาปตยกรรมท่ัวโลกท่ีย่ิงใหญ สวยงามและเปนอมตะหรือเปนมรดกโลกสวนมาก
มักเปน สถาปตยกรรมทางศาสนา

๔) งานดานจิตรกรรม (Fine art) เม่ือผูคนเดินเขาไปเยี่ยมชมหรือเขาไปประกอบ
พิธีกรรม ทางศาสนา พบเห็นพื้นท่ีโลงวางเปลา จึงสรรคสรางภาพจิตรกรรมฝาผนัง (Mural

Painting) เปนเร่ืองเลาเก่ียวกับเทพประวัติศาสดาหรือเร่ืองราวตางๆ ในศาสนา ตอมามีการ
คัดลอก เขยี นลงแผน ผาแผน กระดาษ แผนหนัง เปนตน

๕) งานดานหัตถกรรม (Handicraft) การท่ีจะใหเทวรูปท่ีตนเคารพมีคุณคา มีความ
งดงาม จําเปนตองตกแตงดวยเครื่องประดับตางๆ ช้ันยอด เชน ประดับดวยแกวแหวนเงินทอง
เพชร นิล จินดา เปนตน ซึ่งเปนของมีคาและหายาก ตลอดถึงเคร่ืองใชสอยตางๆ ของเทวรูป
จะตอ งงดงามและโดดเดนท่สี ดุ

๖) งานนาฏกรรมและดนตรี (Dance and Music) การฟอนรํา ขับ รอง ประโคมละ
เลนดว ยทว งทํานองและลีลาแหงศรัทธา ประกอบกับการแสดงออกถึงสุทรียภาพทางอารมณ เพ่ือ
ถายทอดพลังศรัทธาที่มีตอเทพเจา บทสวดสรรเสริญในลักษณะของคีตกรรม มีความย่ิงใหญและ
ศักด์ิสิทธิ์มีพลังมากยิ่งข้ึน จึงเกิดการแสดงระบําเทพบูชา เพ่ือเอาอกเอาใจเทพเจา บูชาเทพ และ
แสดงถึงศรัทธาที่ตนและศาสนิกชนมีอยู ตามเทวสถานตางๆ จึงมีการขับรอง ฟอนรํา ระบําบูชา

๒๒๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สังคมโลก
ดร.สยามพร พนั ธไชย

จนเกิดคณะนักฟอนหญิง (dancing girls)๒๓หรือบางครั้งมีการปรนนิบัติดูแลเทวรูป ซึ่งเรียกวา
เทวทาสี

จากท่ีกลาวมา พอจะสรุปไดวา วัฒนธรรมและอารยธรรมที่ยิ่งใหญและยั่งยืนของโลก
เกดิ จาก อิทธพิ ลของศาสนาหรือวัฒนธรรมทางศาสนา (Religious Culture)

๘.๖ อทิ ธิพลของศาสนาทม่ี ตี อ การอนุรกั ษทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม

มนุษยเกิดมามีชีวิตอยูทามกลางสิ่งแวดลอม ๓ ประเภท คือ ส่ิงแวดลอมทางธรรมชาติ
(Natural Environment) สิ่งแวดลอมท่ีมนุษยสรางข้ึน (Artificial Environment) และ
ส่ิงแวดลอมทางสังคม (Social Environment) หรือกลาวในแงหนึ่งนั้นมนุษยอาศัยระบบ
นิเวศวิทยา (Ecology)ทางธรรมชาตแิ ละมานษุ ยนเิ วศ (Anthropology) ทางสังคม

เนื่องจากในโลกนี้มีศาสนาหลัก ๒ ประเภท คือศาสนาเทวนิยมและศาสนาอเทวนิยม
ฝายแรกสอนวาสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติเปนสมบัติเฉพาะของมนุษย มนุษยจึงมีความชอบธรรม
โดยเสรีท่ีจะใชสมบัติดังกลาว ทรัพยากรจึงเปนเครื่องอํานวยความสะดวกใหมนุษยไดมีชีวิตอยู
อยางสุขสบายไมอดอยาก มนษุ ยเปนนายเหนอื ธรรมชาติ แตมนุษยไดละเมิดหรือผิดพันธสัญญา มี
ความโลภไมส้ินสุด จึงมีบาปติดตัวมาต้ังแตกําเนิดบุกรุกเบียดเบียนธรรมชาติเกินขอบเขตเอา
เปรียบ ไมรักษาหรือไมหวงแหนถนอมใช สมบัติอยางประหยัด มนุษยจึงประสบกับความทุกข
เดือดรอ นตลอดมา สวนศาสนาประเภทหลัง ไมเ ชือ่ เทพเจา มีหลักธรรมคําสอนวา สรรพส่ิงเกิดขึ้น
ดํารงอยู และเสื่อมไปแบบอิงอาศัยกัน เปนเหตุเปนผลสืบเน่ืองถึงกันตลอดเวลา เมื่อมนุษยไร
ศีลธรรมจึงบุกรุกธรรมชาติเม่ือธรรมชาติถูกบุกรุกเสียหาย จึงสงผลสะทอนกลับมากระทบมนุษย
ผูกระทําการบุกรุก มนุษยจึงตองปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมปฏิบัติตอธรรมชาติดวยความ
รกั ความรู และความเขาใจ ซ่ึงอาจเรียกวา จริยธรรมนิเวศ (Eco-Ethics) ในพระพุทธศาสนาหาม
ภิกษุหรือนักบวชทําลายระบบนิเวศ เชน หามตัดตนไม หามพรากของเขียว หามขุดดิน หามถาย
อุจจาระปสสาวะหรือบวนนํ้าลายรดของเขียว (ตนไม) หรือลงแมนํ้าลําธาร เปนการ ทําลาย
สภาพแวดลอม และสงเสริมการปลูกปารักษาธรรมชาติ เชน ในวนโรปนสูตร บอกวา ผูปลูกปา

๒๓ Abbe Dubois, Hindu Manners, Customs and Ceremonies, (Delhi, Oxford University
Press, 2nd India Impression, 1981), p. 585. อา งใน แสง จนั ทรง าม. ศาสนศาสตร, หนา ๓๓.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๒๒๑
บทที่ ๘ อิทธิพลของศาสนาตอ สังคมโลก
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ปลกู สวน สรา งสะพาน สรางโรงนํ้า ขดุ บอ นา้ํ บรจิ าคท่พี ักอาศัย หรือปลูกปารักษาตนน้ําลําธารจะ
ไดบุญกุศลมหาศาลท้ังกลางวันและกลางคืน ทรงสอนใหใชชีวิตในทางสายกลาง (มัชฌาปฏิปทา)
บริโภคใชสอย ปจจัย ๔ คือ อาหารและนํ้า เสื้อผาเครื่องนุงหม ที่พักท่ีอยูอาศัย ยารักษาโรค
พอประมาณ ใชช ีวติ ใหเรียบงายกลมกลืนรน่ื รมยกบั ธรรมชาตใิ หม ากท่ีสดุ

แตป ญ หาสิง่ แวดลอมในปจจบุ ันไดช วยสะทอ นใหเห็นความสําคญั ของพฤติกรรมมนุษยท่ี
ไมได ปฏิบัติตามหลักศาสนา ไมวาจะเปนปญหาทรัพยากรธรรมชาติรอยหรอ ปญหาภาวะมลพิษ
ปญหาระบบนิเวศถูกทําลายต้ังแตระดับธรรมดาไปจนถึงปญหาภาวะเรือนกระจก (Greenhouse
effect) ปญหาโลกรอน (Global Warming) ปญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate
Change) เปนตน กอ ใหเ กิดภัยพบิ ัติ ทางธรรมชาตอิ ยา งรา ยแรงจนถอื วา เปนมหันตภัยรอบดานตอ
ชีวติ และสงั คมมนุษย จนเกิดความเครียดในชีวิต มนุษยพยายามแกไขปญหาใหทุเลาเบาบางลงไป
ไดบ าง ดวยวิธกี ารนาํ ความรดู า นวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยมี าใชเปน การใชเ ทคโนโลยีท่ีเหมาะสม
แทนเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสม เชนเลิกหรือลดการใชน้ํามันดีเซลมาใชไบโอดีเซล เปนตน ตลอดถึง
ออกกฎหมายหามและบทลงโทษตางๆ เชน การหามบุกรุก ปาสงวน การท้ิงขยะ การแยกขยะ
การกําจัดขยะ เปน ตน

อยางไรก็ตาม การแกไขปญหาตางๆ ดังกลาว จะตองแกจากภายในดวยการขัดเกลา
อบรมบมเพาะสํานกึ ทางสงั คมโดยการใชหลักธรรมคําสอนและพิธีกรรมศาสนา ปญหาส่ิงแวดลอม
เกิดจากปญหา ความอยากไดใครเสพบริโภคปจจัย ๔ เกินจําเปนท่ีไมส้ินสุดของมนุษย การโออวด
ความมั่งคั่งในสังคม การแสดงความย่ิงใหญเหนือธรรมชาติ คานิยมที่ผิดๆ ในการมองชีวิตและ
ธรรมชาติ คือที่มาของปญหา การแกไขจึงจําเปนตองยอนกลับเขาไปดูตนตอภายในคือจิตใจของ
มนุษย สิ่งท่ีจะแทรกเขาไปไดและมี พลังในการปรับเปลี่ยนแกไขมีเพียงศาสนาเทาน้ัน ดังนั้นการ
ปลกู ฝงจิตใจ ดว ยการสรา งมโนธรรม สํานึก การวางระบบศีล ตลอดถึงการพัฒนาอยางบูรณาการ
ดวยการสะทอ นใหป ระโยชนของการมหี ลักใจคอื หลกั ศาสนาและโทษภัยของการไรศาสนา จะชวย
ใหมนุษยเขาใจชีวิตสังคมและสิ่งแวดลอมมากย่ิงข้ึนและปฏิบัติไดอยางถูกตองสอดคลองกับความ
จริงจนเกิดการประสานสูการพัฒนาท่ียั่งยืน (Sustainable Development) ปจจุบันจึงเกิด
กระบวนการ องคกร สมาคม หนวยงานตางๆ เรียกรองใหใชหลักธรรมและพิธีกรรมทางศาสนา
เปน ตัวนําในการฟน ฟแู กไ ขปญหาสงิ่ แวดลอม

๒๒๒ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๘ อิทธิพลของศาสนาตอสังคมโลก
ดร.สยามพร พนั ธไชย

8.7 บทสรปุ

อิทธิพลของศาสนาที่มีตอสังคมโลกน้ันอาจมองไดในหลายดาน แตในบทน้ีจัดแบง
อิทธิพลออก เปน ๕ ดาน คือ ดานการเสริมสรางสันติภาพโลก ดานการเมืองการปกครอง ดาน
สังคมและเศรษฐกิจ ดานการศึกษาและวัฒนธรรม ตลอดถึงดานการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอ ม อิทธิพลใน แตล ะดานนนั้ มีความโดดเดนและเสือ่ มถอยในบางยุคสมัย ซ่ึงขึ้นอยูกับ

ปจ จัยแวดลอมทางสังคมในแตละพ้ืนที่ที่ศาสนาน้ันดํารงอยูเปนปจจัยหลัก ตลอดถึงความเขมแข็ง
ในการเรียนรูปรับเปล่ียนประยุกต หลักธรรมคําสอนและพิธีกรรมทางศาสนามาใชใน
ชวี ติ ประจาํ วัน อยางไรกต็ าม ส่ิงหน่ึงท่ีอาจสรุปในเชิง ยืนยันไดวาปจจุบันยิ่งวิทยาศาสตรเจริญขึ้น
และผูคนม่ังค่ังทางวัตถุส่ิงเสพเกิดบริโภคนิยมมากขึ้นเทาใด ความทุกข โรคภัยไขเจ็บ ภัยทาง

ธรรมชาติ ความขาดแคลนทางจิตวญิ ญาณ หรือความสุขท่ีแทจริงและ ย่ังยืนย่ิงจะขาดหายไป เมื่อ
นน้ั ศาสนาจะยงั มอี ิทธิพลตอชีวติ และสังคมมนษุ ยม ากขน้ึ เทา นน้ั


Click to View FlipBook Version