พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๔๓
บทท่ี ๒ ความรูเบ้ืองตนเก่ียวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
อยางไรก็ตาม การปกครองของประเทศทั้งหลายในโลกน้ี ท้ังท่ีเคยมีมาในอดีตและใช
เปนรูปแบบการปกครองในปจจุบัน สามารถแบงออกเปนประเภทใหญ ๆ ไดเพียง ๒ ประเภท
เทานนั้ คือ
๑. การปกครองแบบเผด็จการ (Dictatorship)
๒. การปกครองแบบประชาธปิ ไตย (Democracy)
๑) การปกครองแบบเผด็จการ
รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ มีจุดเนนอยูที่การยกยองและใหความสําคัญแก
อํานาจรฐั และผูปกครองมากกวาการคาํ นึงถึงประชาชน โดยถือวาประชาชนเปนสวนประกอบของ
รัฐเทานั้น และที่สําคัญมากท่ีถือกันวาเจตจํานงของรัฐเปนส่ิงสูงสุดและถูกตองเสมอ เม่ือกลาว
โดยรวมแลว รูปแบบการปกครองแบบเผดจ็ การมี ๒ รปู แบบ๒๕ ดงั น้ี
(๑) แบบเผด็จการธรรมดาหรอื แบบอาํ นาจนิยมโดยทว่ั ไป (Authoritarianism)
(๒) แบบเผด็จการเบด็ เสร็จหรือแบบอาํ นาจนิยมเบ็ดเสรจ็ (Totalitarianism)
๒) การปกครองของเผดจ็ การธรรมดาหรอื แบบอาํ นาจนยิ มโดยท่ัวไป
การปกครองแบบเผด็จการเชนน้ี โดยท่ัวไปแลวมักจะมุงควบคุมประชาชนในทาง
การเมืองเทาน้นั โดยถือวา เรือ่ งของการเมืองเปน เร่อื งเฉพาะของผูปกครอง ประชาชนไมตองเขาไป
ยุงเก่ียวดวย แตถาเปนเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคมโดยทั่วไปแลว ผูปกครองมักจะเปดโอกาสให
ประชาชนดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ไดอยางเต็มท่ี ตราบเทาท่ีไมเปนการไปกระทบกระเทือนผูมี
อาํ นาจ๒๖
เผด็จการรูปแบบหน่ึง สวนใหญทหารจะเปนผูเขาไปยึดอํานาจในการปกครองประเทศ
ตั้งรัฐบาลข้ึนบริหารประเทศเอง สวนมากขออางในการยึดอํานาจก็คือ เพื่อรักษาความสงบ
เรียบรอยของชาติ การเขาไปปราบการฉอราษฎรบังหลวง และการเขาไปปรับปรุงความเปนอยู
ของประชาชนใหดีขึ้น ซ่ึงเปนขออางที่ผูมีอํานาจจะใชเหมือน ๆ กันในทุกประเทศ ประเทศที่ดอย
๒๕ ดร.ชรนิ ทร สันประเสรฐิ , “ระบบการเมอื งการปกครอง” ใน มนุษยก ับสงั คม, หนา ๑๙๒.
๒๖ เรื่องเดียวกัน, หนา ๑๙๓.
๔๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๒ ความรูเบ้ืองตนเกยี่ วกบั การเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
พัฒนาและประเทศกําลังพัฒนาทั้งหลาย๒๗ โดยเฉพาะในอดีตมักจะมีการปกครองแบบเผด็จการ
เชน วา นี้
๓) การปกครองของเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จหรอื อํานาจนยิ มเบด็ เสร็จ
การปกครองของเผด็จการแบบนี้ เปนการใชอํานาจตามอําเภอใจของผูนําและกลุม
พรรคพวก มลี กั ษณะเพิ่มเติมจากการปกครองของเผดจ็ การธรรมดาหรอื แบบอํานาจนิยมโดยท่ัวไป
คอื ไมไ ดมงุ อํานาจทางการเมืองอยางเดยี ว แตม ุง ควบคมุ สงั คมทั้งระบบทุกรูปแบบไมวาจะเปนเร่ือง
ของเศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนา สังคมและวัฒนธรรม กลาวคือควบคุมทุกเร่ืองในประเทศ
รูปแบบการปกครองประเภทนี้ มีการเอนเอียงในเชิงนโยบายแบบสุดกู คือแบบซายสุดหรือแบบ
ขวาสดุ
นอกจากนี้ การปกครองของเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จหรืออํานาจนิยมเบ็ดเสร็จน้ัน อาจ
กลา วไดว า เผดจ็ การขวาจัด จะเนน เรอื่ งชาตนิ ิยมเปน หลัก สวนเผด็จการซายจัดจะเนนถึงการตอสู
ระหวางชนช้ัน โดยเนนชัยชนะของชนชั้นกรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพเปนหลัก แตวิธีการก็
คลา ยคลึงกัน มีลักษณะโดยรวมคือ รัฐอยเู หนอื เอกชน อดุ มการณข องรัฐเผดจ็ การจําเปนตองมีเพ่ือ
ชวยในการควบคุมทุกดานของสังคม ควบคุมระบบการศึกษาท่ีตองศึกษาเฉพาะลัทธินั้นๆ การ
ควบคุมทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรัฐ อํานาจจะอยูในมือของคนกลุมเดียวมีการผูกขาดของรัฐใน
ดานสือ่ มวลชน มักมตี าํ รวจลบั คอยสอดสองดูแลประชาชน
อาจกลาวไดเชนกันวา ในอดีตประเทศท่ีปกครองดวยระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จขวาจัด
เชน ที่ประเทศอิตาลีภายใตการนําของพรรคฟาสซิสม โดยมีสุสโสลินีเปนผูนําและเยอรมันภายใต
การนําของพรรคนาซี โดยมีฮิตเลอรเปนผูนําที่นําโลกไปสูสงครามครั้งท่ี ๒ สวนเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ซา ยจัด สามารถพิจารณาเห็นไดจากประเทศที่มีการปกครองดว ยระบบพรรคคอมมิวนิสตทั้งหลาย
เมื่อพิจารณาถึงการปกครองแบบเผด็จการแลว อาจมีการโตแยงถึงประเด็นท่ีวา เม่ือวา
โดยรวมแลว การปกครองแบบน้ีมักจะไมมีขอดีใหกลาวถึงเลย แตเพราะเหตุใดจึงยังคงมีการใช
รูปแบบนป้ี กครองอยูทวั่ โลก ดงั นัน้ จึงอาจสรปุ ไดวา ระบบเผด็จการทั้งหลายนั้นสามารถพิจารณา
ถงึ ขอดแี ละขอเสียไดโดยสงั เขปคอื
๒๗ รศ.ดร.โกวทิ วงศส รุ วัฒน, รฐั ศาสตรกบั การเมอื ง, หนา ๕๐.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๔๕
บทท่ี ๒ ความรูเบือ้ งตน เกย่ี วกบั การเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
สวนที่เปนขอดีของการปกครองแบบน้ีคือ ทําใหเกิดประสิทธิภาพในการปกครองมี
เอกภาพภายในสังคมและเปนการรักษาศักดิ์ศรีและความเขมแข็งของประเทศ สวนที่เปนขอเสีย
สามารถพิจารณาไดจากเรือ่ งเหลานี้คอื ประชาชนถกู ลดศกั ด์ศิ รีและคุณคา ลงผูปกครองหลงอํานาจ
และใชอ าํ นาจโดยพลการได ผูปกครองมีโอกาสทุจริตฉอราษฏรบังหลวงและแสวงหาผลประโยชน
ใหตนเองและพวกพองไดงาย เกิดระบบอภสิ ิทธช์ิ นชัน้ มากมาย และท่ีสําคัญน่ันก็คือเกิดการแยงชิง
อาํ นาจทางการเมืองอยา งไมม ีวันสิ้นสุด
๒.๔ การปกครองแบบประชาธปิ ไตย
๑) นิยามของประชาธิปไตย
ประชาธิปไตย แปลมาจากคําในภาษาอังกฤษวา Democracy ซึ่งคํานี้มาจากคําวา
Demokration ในภาษากรีก แปลวา การปกครองของประชาชน ดังท่ีอดีตประธานาธิบดีลินคอน
ของสหรัฐอเมริกาเคยกลาวไวเปนเสมือนคําคมวา “รัฐบาลประชาธิปไตย คือ รัฐบาลของ
ประชาชน เพ่ือประชาชน และโดยประชาชน” ซึ่งหมายถึงระบบการปกครองตามอุดมคติระบบ
หน่ึง ที่รัฐบาลในระบบประชาธิปไตยจะใหโอกาสอันเทาเทียมกันในการดํารงชีวิต การแสวงหา
ความสุข เปน ตน๒๘
นอกจากนี้ “ประชาธิปไตย” คํานใ้ี ชใน ๓ ความหมายใหญ ๆ ซึ่งถากําหนดเปนวงกรอบ
หรือฐานะใหญ ๆ ได ๓ ฐานะดวยกัน ซึ่งไดแก ๑) เชิงความคิด ๒) รูปแบบการปกครอง และ ๓)
วถิ ชี วี ิต โดยมคี าํ อธิบายเพิม่ เติมโดยสงั เขปคอื ๒๙
๑. ในฐานะเปนปรัชญา (Philosophy) ทฤษฏีหรืออุดมการณทางการเมืองประชาธิปไตย
ในความหมายนี้ มุงเนนไปในเร่ืองของความคิด เปนสภาพทางมโนกรรมท้ังของผูนําและคนทั่วไป คือ
ท้งั ของผูบริหารประเทศ และพลเมอื งทว่ั ไป
๒๘ อุทัย หริ ญั โต, สารานกุ รมศพั ทท างรัฐศาสตร, หนา ๒-๓.
๒๙ ดร.สุรพล สุยะพรหม, “แนวคิดทางการเมือง : ประชาธิปไตยตามแนวคิดพระปฏก (ป.อ.ปยุตฺ
โต)” ใน สารนิพนธพุทธศาสตรบัณฑิต, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗),
หนา ๒๘๗.
๔๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๒ ความรูเบื้องตนเกี่ยวกบั การเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๒. ในฐานะเปนรูปแบบการปกครอง (Forms of Government) เปนการพิจารณา
ประชาธิปไตยในเชิงโครงสรางของรัฐบาลแบบประชาธิปไตย เชน เปนระบบรัฐสภา เปนระบบ
ประธานาธบิ ดี
๓. ในฐานะเปน วถิ ีชวี ิต (Way of life) หมายถงึ
๓.๑ วิถที างแหง การยอมรบั เสียงขา งมาก
๓.๒ ความมีใจกวาง
๓.๓ การมขี ันตธิ รรม
๓.๔ การไมใ ชความรนุ แรง
๓.๕ การเอาใจใสในกิจการบา นเมือง (การมสี ว นรว มทางการเมืองของพลเมือง) อัน
เปนเรอื่ งการประพฤตใิ นสังคม๓๐
๓.๖ มีวนิ ัย มีความรบั ผดิ ชอบในหนาท่ีพลเมืองของตน
๓.๗ แสดงความคิดเห็นอยา งมเี หตผุ ล โดยมเี จตนาสรา งสรรคใหเ กดิ สง่ิ ทีด่ อี ยเู สมอ
๓.๘ ไมม ีบคุ ลิกภาพที่เปนเผดจ็ การทัง้ ความคิดและการกระทํา๓๑
จากท่ีไดนิยามความหมายของคําวา ประชาธิปไตย มาโดยสังเขปน้ัน ก็พอจะประมวล
ลักษณะทสี่ ําคญั ของการปกครองแบบประชาธปิ ไตยไดเปน ๔ ประการ๓๒ ดงั ตอไปนี้
๑. ประชาชน เปนเจาของอํานาจอธิปไตย คือ ประชาชนมีอํานาจสูงสุดในรัฐ อาจใช
อาํ นาจทางตรงหรือทางออมก็ได
๒. ประชาชนทุกคนในรัฐ มีความเสมอภาคเทาเทียมกันตามกฎหมาย ตลอดจนมีสิทธิ
เสรภี าพในขอบเขตของกฎหมายอยา งเทาเทียมกนั
๓๐ ดร.จิรโชค (บรรพต) วีระสยั และคณะ, รัฐศาสตรท ่ัวไป, หนา ๒๕๕.
๓๑ ผศ.จันจิมา เกษแกว, การเมืองการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,
2540), หนา ๗๘.
๓๒ พระธรรมปฏก (ป.อ.ปยุตโต), กระบวนการเรยี นรูเ พ่ือพฒั นาคนไปสูประชาธิปไตย, พิมพคร้ังที่
๔, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๓.
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๔๗
บทท่ี ๒ ความรูเบือ้ งตนเกยี่ วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๓. การดาํ เนนิ การตาง ๆ ของรฐั น้ัน คือ เอามติของเสียงขางมากเปนเครื่องตัดสินแตใน
ขณะเดยี วกนั เสียงขางนอยหรอื คนสวนนอยของรัฐ จะไดรับความคุมครองทางกฎหมายท่ีปองกันมิ
ใหประชาชนสว นใหญกดข่ีขม เหงอยา งผดิ กฎหมายและผดิ ทํานองคลองธรรม
๔. กระบวนการของประชาธิปไตย คือ วิธีการปกครองซ่ึงไดรับความยินยอมพรอมใจ
ของประชาชนสว นใหญ ซงึ่ แสดงออกในรูปของการเลือกต้ัง การอภิปราย การออกเสียงประชามติ
การเสนอรางกฎหมายาของประชาชน เปน ตน
พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต) ปราชญทางพระพุทธศาสนาไดนิยามคําวา
ประชาธิปไตยไวอยางนาฟงย่ิงวา เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย ถากลาวถึงความหมาย มีวิธีพูดงาย ๆ
อยางหน่ึงคือ ยกเอาวาทะของประธานาธิบดีลินคอลนมาอาง เพราะคนชอบ และรูจักกันมาก คือ
วาทะที่วา “ประชาธิปไตยเปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชนเพ่ือประชาชน” วาทะน้ี
คนจาํ ไดแ มน เวลาพูดกันคนมักมองความหมายในแงของความรูสึกตื่นตนวา ตนเองจะได เชน จะ
ไดสิทธิไดอํานาจ หรือไดความเปนใหญในการท่ีจะเปนผูปกครองแตอีกแงหน่ึงที่ไมคอยไดมองคือ
“ความรับผิดชอบ”
ดังนั้น จากวาทะลินคอลนนั้น พระพรหมคุณาภรณมีความเห็นเพ่ิมเติมวา ท่ีวา
ประชาธปิ ไตยเปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนนั้น เปนการเตือน
ใหรูสึกดวยวา คุณภาพของประชาธิปไตยอยูที่คุณภาพของประชาชน เพราะวาโดยปกติคุณภาพ
ของการปกครองยอมข้ึนตอคุณภาพของผูปกครองเปนสําคัญ ดวยวา ในสมัยกอนการปกครองอยู
ในกํามอื ของผปู กครองโดยตรง คณุ ภาพประชาธิปไตยก็วัดไดจากผูปกครองน่ันเอง แตในสมัยนี้ ใน
เมอ่ื ประชาชนมาเปน ผปู กครอง บานเมืองจะเปนอยางไรประชาธิปไตยจะมีคุณภาพแคไหน ก็อยูที่
คุณภาพของประชาชนเปน สําคญั ๓๓
จึงกลาวสรุปไดวา จากตัวอยางที่พระพรหมคุณาภรณไดนิยมประชาธิปไตยโดยให
ความสําคัญในแงคุณภาพของประชาธิปไตยเปนหลัก โดยเนนวา ถาประชาชนมีคุณภาพดี
ประชาธิปไตยก็มีคุณภาพดีดวย ถาประชาชนมีคุณภาพต่ํา ประชาธิปไตยก็จะเปนประชาธิปไตย
อยางเลวดวย เพราะวา คุณภาพของประชาธิปไตยขึ้นตอคุณภาพของประชาชน แลวคุณภาพของ
ประชาชนข้ึนตอ อะไร กข็ ึน้ ตอการศึกษานั่นเอง
๓๓ เรอื่ งเดียวกนั , หนา ๕.
๔๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๒ ความรูเบ้อื งตนเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
หวั ใจสําคัญของการปกครองระบบประชาธปิ ไตย
การปกครองแบบประชาธปิ ไตย ตั้งอยูบนหลกั การสาํ คัญ ๔ ประการ๓๔ คอื
๑. หลกั การท่วี าดว ยอาํ นาจสูงสดุ เปน ของประชาชน
๒. หลกั การท่ีวาดวยสิทธิและเสรีภาพ
๓. หลักการทวี่ า ดว ยความสงู สุดของกฎหมาย และ
๔. หลักการทีว่ าดว ยเสยี งขา งมาก
อยา งไรกต็ าม เมอื่ กลาวถึงรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยสามารถแบงออกเปน
๒ รปู แบบใหญ๓ ๕ คอื
๑. ประชาธิปไตยโดยตรง หรือแบบมีสวนรวม เปนการนําหลักการประชาธิปไตยมา
ประยุกตใชในการปกครอง โดยใหสมาชิกของชุมชนหรือราษฎรของประเทศมีสวนโดยตรงในการ
ใชอํานาจอธิปไตย ในทางปฏิบัติแลว การจะใชวิธีน้ีไดก็ตอเม่ือสังคมการเมืองหรือประเทศน้ันมี
ขนาดเลก็ ประชากรมจี าํ นวนนอ ยมสี ามารถจะมาปรกึ ษาหารือกันไดโดยตรง
๒. ประชาธิปไตยทางออมหรือแบบมีผูแทน เปนการนําหลักการประชาธิปไตยมา
ประยกุ ตใชใ นการปกครอง โดยใหสมาชิกของชุมชน หรือพลเมืองของประเทศตามท่ีมีคุณสมบัติท่ี
สังคมกําหนด เลือกผูแทนของตนเขาไปทําหนาท่ีในการใชอํานาจอธิปไตยแทนตนโดยกําหนด
หลักเกณฑการเปลี่ยนผูแทนของตนไวดวยวา จะเปล่ียนแปลงไดอยางไรและเมื่อไร เปนตน ใน
ปจจุบันประเทศตาง ๆ โดยทั่วไปท่ีใชรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยไดใชประชาธิปไตย
ทางออม หรอื แบบมผี ูแทนประเภทท่สี องดงั กลาวนี้
ประชาธิปไตยทางออม หรือแบบที่มีผูแทนที่ใชกันแพรหลายในปจจุบันนี้ สามารถ
แบงยอ ยรูปแบบการปกครองได ๓ รูปแบบดวยกันคอื ๓๖
๑. ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) ซึ่งถือวา รัฐสภาท่ี
ประกอบดวยผูแทนราษฎรที่ประชาชนเลือกมาโดยตรง มีอํานาจมาก โดยรัฐสภาจะทําหนาท่ีออก
๓๔ ดร.ชรนิ ทร สันประเสริฐ, “ระบบการเมอื งการปกครอง”ใน มนุษยก ับสังคม, หนา ๑๗๐.
๓๕ จรญู สภุ าพ, ลทั ธกิ ารเมอื งและเศรษฐกิจเปรยี บเทียบ, หนา ๒๓๓.
๓๖ นงเยาว พีระตานนท, การเมอื งการปกครอง, หนา ๖๐-๖๒.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๔๙
บทท่ี ๒ ความรูเบือ้ งตนเก่ียวกบั การเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
กฎหมายและควบคุมการทาํ งานของฝา ยบรหิ าร (รฐั บาล) รฐั สภามีอํานาจที่จะทาํ ใหฝ า ยบริหารพน
จากตาํ แหนง ได โดยถือวาประเทศอังกฤษเปน ตนแบบ
๒. ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี (Presidential Democracy) ประชาธิปไตยแบบ
นีถ้ ือหลักการแยกอาํ นาจระหวางฝา ยนิตบิ ัญญัตกิ บั ฝายบริหาร เพราะตางก็มาจากการเลือกตั้งของ
ประชาชนเหมือนกัน ตางฝายตางทําหนาท่ีจนครบวาระของตน และถือวาประเทศสหรัฐอเมริกา
เปนตนแบบ
๓. ประชาธิปไตยแบบก่ึงรัฐสภาหรือกึ่งประธานาธิบดี (Semi Parliamentary or
Semi Presidential Democracy) ประชาธิปไตยแบบน้ี ประชาชนเลือกประธานาธิบดี ซ่ึงอยูใน
ฐานะประมุขของประเทศ และเปนหัวหนาฝายบริหารอีกดวย โดยประธานาธิบดีจะแตงต้ัง
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่น ๆ เพ่ือทําหนาที่บริหารประเทศ และในขณะเดียวกัน ประชาชนก็
เลือกผูแทนราษฎรเปนฝายนิติบัญญัติ ทําหนาท่ีออกกฎหมายและตรวจสอบการทํางานของฝาย
บริหาร สภาสามารถเปดอภิปรายลงมติไมไววางใจฝายบริหารได แตลงมติไมไววางในประธานาธิบดี
ไมไ ด และประธานาธิบดีมีอํานาจส่ังยุบสภา เพ่ือใหมีการเลือกตั้งใหมและปลดนายกรัฐมนตรีได สวน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมสามารถไปเปนรัฐมนตรีในขณะเดียวกันไดและถือวาประเทศฝรั่งเศสเปน
ตนแบบ
๒.๕ ประชาธิปไตยกับประเทศไทย
ความเคล่อื นไหวเก่ียวกบั ประชาธปิ ไตยของคนไทยมิใชเพิง่ เกิดในสมัยรชั กาลที่ ๗ เพราะ
การเคลอื่ นไหวมมี าตง้ั แตในสมยั รัชกาลท่ี ๕ แลว โดยสาเหตุที่ทําใหคนไทยรุนใหมในสมัยรัชกาลที่
๕-๗ เคล่ือนไหวใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน
ระบอบประชาธิปไตย ก็เพราะคนคนรุน ๆ ใหมบางกลุมในยุคน้ัน เปนผูไดรับการศึกษามาจาก
ประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งตองการเขามามีสวนรวมทางการเมือง อีกทั้งมี
สาเหตมุ รจากปญ หาทางเศรษฐกจิ สังคม และการเมอื ง๓๗
๓๗ รศ.ดร.จุมพล หนิมพานิช, มนุษยกับสังคม, เอกสารการสอนชุดวิชา, (นนทบุรี : สํานักพิมพ
มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๔๔), หนา ๒๔๒-๒๔๖.
๕๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๒ ความรูเบอื้ งตนเกีย่ วกบั การเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
อีกประการหนึง่ กาํ เนดิ ของประชาธปิ ไตยมาจากความขัดแยงท่ีเกิดขึ้นภายในโครงสราง
สวนบนของรัฐเปนดานหลัก กลาวคือ เกิดจากความขัดแยงระหวางพลังทางการสืบทอดวิถีทาง
การเมือง-การปกครอง กับความสัมพันธทางอํานาจระหวางชนชั้นนําท่ีกุมอํานาจการเมืองกับชน
ช้ันขาราชการท่ีเปนกลไก-เคร่ืองมือของอํานาจนั้น ในแงน้ีการเปลี่ยนแปลงเม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๕ จึง
เปนการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจากความขัดแยงภายในชนช้ันปกครอง คือ ระหวางอํานาจรัฐ (State
power) ท่ีมีพระมหากษัตริยทรงเปนศูนยกลางของอํานาจนี้กับกลไกของรัฐ (State apparatus)
ซึ่งประกอบดวยขา ราชการทหาร-พลเรือน๓๘
ความขัดแยงดังกลาวจากจิตสํานึกที่เปล่ียนแปลงไปของชนชั้นขาราชการ ที่เร่ิมมี
จิตสํานึกในการรับใชรัฐ มากกวารับใชสถาบันพระมหากษัตริย จากผลประโยชนของชนชั้น
ขาราชการซ่ึงผูกพันอยูกับความเจริญกาวหนาของรัฐ และการขยายตัวของระบบราชการ (ทั้ง
ทหาร-พลเมือง) จากความตองการที่จะลมระบอบการเมืองเกาเพ่ือพิทักษรัฐใหคงอยูตอไปได เพื่อ
เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ระบอบการเมืองท่ีถูกสถาปนาข้ึนภายหลังการ
เปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงมีโครงสรางทางการเมอื งทมี่ ิไดส ะทอ นลักษณะชนช้ันอื่น
ใด นอกจากสะทอนผลประโยชนของระบบราชการทหารและพลเรือนเปนดานหลักมากกวา
สะทอ นผลประโยชนของการสะสมทุน ทั้งน้ีเนื่องจากคณะราษฎรมุงจํากัดอํานาจและอิทธิพลของ
ระบอบเกา ในขณะที่จํากัดอํานาจและอิทธิพลของพลังเศรษฐกิจซ่ึงโดยท่ัวไปแลว สวนหนึ่งเปน
ของหรอื ผูกพันอยูก ับชนชั้นนาํ ในระบอบเกา ๆ และมเี ชอ้ื สายจีน (จึงไมไดรับการยอมรับวาเปนทุน
ชาติ) รัฐจึงพยายามสรางทุนชาติข้ึนเสียเอง โดยการต้ังวิสาหกิจตางๆ ใชวิธีเดียวกับชนชั้นนําใน
ระบอบเกา คอื รวมมอื กบั พอคา เช้ือสายจีนนนั่ เอง
๓๘ ชัยอนันต สมุทวณิช, รัฐ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๕),
หนา ๒๖๔.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๕๑
บทท่ี ๒ ความรูเบอ้ื งตนเกยี่ วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๒.๖ บทสรปุ
ประเทศไทยกอนจะมีการเปล่ียนแปลงการปกครองมาเปนการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยเมือ่ ๒๔ มถิ ุนายน ๒๔๗๕ นั้น คนไทยสมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยากรุงธนบุรี และ
กรุงรัตนโกสินทร ไดมีการปกครองโดยกษัตริยมีอํานาจเด็ดขาด (Absolute Monarchy) หรือ
ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชย ถงึ แมวาการจดั การปกครองของไทยในอดตี จะปกครอง โดยกษัตริย
มีอํานาจเด็ดขาดหรือมีอํานาจอยางลนพนก็ตาม แตพระมหากษัตริยของไทยทุก ๆ พระองคมิได
ทรงใชพระราชอํานาจตามน้ัน พระองคทรงปกครองไพรฟาประชาราษฎรดวยคุณธรรม จริยธรรม
เมตตาธรรมและทศพิธราชธรรมมาโดยตลอด แมหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแลว
พระมหากษัตริยของไทยทุก ๆ พระองคก็เปนท่ีพึ่งและเปนศูนยรวมจิตใจของปวงชนชาวไทยมา
จนถงึ ปจจุบนั น้ี
บทท่ี ๓
แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอ การพฒั นาการเมืองการปกครอง
๓.๑ บทนํา
พระพุทธศาสนามีความเกี่ยวพันและผูกพันกับวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชน ในฐานะท่ี
พระพุทธศาสนานั้น เปนสถาบันหลักหน่ึงของสังคม เหตุเพราะวา มีความสําคัญตอประเพณีทาง
สังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ปญหาและความเปนอยูของทั้งปจเจกชนและสังคม
โดยรวมโดยเฉพาะอยางยิ่ง บทบาทของพระพุทธศาสนาท่ีมีสว นเก่ียวของกับการเมืองการปกครอง
ในฐานะที่เปนพลังสรางสรรคบูรณาการของสังคม กอใหเกิดความรูสึกตาม เปนอันดับหนึ่งอัน
เดียวกนั ทางวัฒนธรรมและความรูสึกเปนธรรมชาติในสวนที่เกี่ยวกับความสัมพันธระหวางสมาชิก
ในสังคมและในชาติเดียวกัน๑ หลักการทางพระพุทธศาสนา ไมเพียงแคเกี่ยวกับธรรมชาติและ
ปญหาทางศีลธรรมเทานั้น แตยังเกี่ยวของกับความเทาเทียมกันในโอกาสทางสังคม ทั้งทางดาน
เศรษฐกจิ และการเมอื งปกครองอีกดวย
หลักการทางพระพุทธศาสนานับไดวา เปนรากฐานที่มาท่ีสําคัญของแนวคิดทาง
การเมืองและอํานาจของผูปกครองที่ยึดถือแนวทางในการปกครองหรือบริหารประเทศ จนเปน
สว นหนึง่ ทีส่ ําคญั ในการปกครองประเทศ ดังน้ัน พระพทุ ธศาสนา จงึ ยงั คงมีบทบาทและอิทธิพลตอ
การเมืองการปกครองเพราะวาสังคมจะคงอยูได ก็เพราะมีกฎเกณฑทางศีลธรรมเปนเครื่องค้ําจุน
พระพุทธศาสนา จึงเปนท่ีมาของกฎเกณฑทางศีลธรรม หรือเปนรากฐานของกฎเกณฑตาง ๆ ท่ีมี
อยสู าํ หรับการคงอยู ความเจรญิ รงุ เรอื งและความปกตสิ ขุ ของสงั คม ผูปกครองจะมีอํานาจปกครอง
ไดก็ตอเม่ือสามารถอางเหตุผลสนับสนุนความชอบธรรมในอํานาจปกครองของตน๒ ซ่ึงกลาวไดวา
ท้ังในอดีตและปจ จุบัน พระพุทธศาสนายังเปน แหลงท่ีมาท่ีสาํ คัญของความชอบธรรมดงั กลา ว
อีกทั้งการปกครองที่รัฐพึงถือเอาประโยชนจากพระพุทธศาสนาโดยชอบธรรม นั่น
หมายถึงวาการชวยเหลือ สงเสริม สนับสนุน รวมมือ หรือเอ้ืออํานวยโอกาสใหพระพุทธศาสนา
๑ สมบูรณ สุขสําราญ, พระพุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม,
(กรุงเทพมหานคร : สํานักพมิ พจุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั , ๒๕๒๗), หนา ๑๕.
๒ เรื่องเดียวกนั , หนา ๑๖-๑๗.
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๕๓
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
บําเพ็ญกิจหนาที่หรือประโยชนสุขของประชาชน ทําใหประชาชนเปนคนดีมีศีลธรรม อยูรวมกัน
อยางรมเย็นเปนสังคมที่มีสันติสุข ซึ่งเปนจุดหมายรวมกันทั้งของการเมืองการปกครองของรัฐและ
พระพุทธศาสนา
นอกจากนี้ จะเห็นไดว า พระพุทธศาสนามสี วนรว มตอการเมืองการปกครอง เชน กิจการ
ใหญที่มีความสําคัญของรัฐก็ดี ของชุมชนก็ดี ลวนแตมีประกอบดานพระพุทธศาสนาเปนพิธีการ
เพ่อื เนนย้าํ ความสาํ คญั และเสริมคุณคาทางจิตใจ รวมถึงแมแตกิจกรรมเล็กนอยประจําวัน ท่ีมีการ
นําเอาคําสอนและขอปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาไปประยุกตใช เรียกวาต้ังแตเกิดจนตาย ดังท่ี
ปรากฏอยูในวถิ ชี วี ิตของคนไทย กลายเปนเคร่ืองหลอหลอม กล่ันกรองนิสัยใจคอของคนไทย ใหมี
ลกั ษณะเฉพาะคนที่เรยี กวา เปนเอกลกั ษณของสังคมไทย
ดังนั้น เม่ือศึกษาพระพุทธศาสนาใหเขาใจชัดเจน รูจักเลือก รูจักจับธรรมใหถูกหลัก
นาํ มาใชอ ยา งชาญฉลาด ปฏบิ ัติใหร อบดา นและครบวงจร การพัฒนาทางการเมอื งการปกครองโดย
อิงอาศัยหลักทางพระพุทธศาสนา ก็มีหนทางที่จะทําใหเกิดสัมฤทธิผลดีโดยสมบูรณ เปนการ
พัฒนาทง้ั ทางวตั ถุและจิตใจเปนการพัฒนาทั้งตัวคนหรือสิ่งที่คนไปพัฒนา โดยเฉพาะอยางยิ่ง การ
พัฒนาดานจติ ใจ ปญ ญา หรือการพัฒนาจิตใจและการพัฒนาปญญาท่ีเรียกวา สัมมาปญญา ที่เอ้ือ
ประโยชน มีคุณคาอยางย่ิงตออารยธรรมของมนุษยชาติ ฉะน้ัน พระพุทธศาสนาจึงเปนท้ัง
แกนกลาง แกนนําและเปนสวนเติมเต็มของการพัฒนาในทุกดาน ชวยใหเราพัฒนาประเทศชาติ
ดําเนินไปอยางถูกทิศทางและครบถวนสมบูรณ๓ อันจะนํามาซ่ึงความเจริญรุงเรือง ม่ันคงและ
บงั เกดิ สนั ติสุขแกประชาชนโดยทวั่ ถว นหนา ไดอยางแทจรงิ ตลอดไป
๓.๒ แนวคิดของการพัฒนาตามแนวพระพทุ ธศาสนา
พระพุทธศาสนาไดชอื่ วาเปน ศาสนาแหงการพัฒนา หรือจะเรียกวา เปนศาสนาแหงการ
ฝกตนหรือศาสนาแหงการศึกษาก็ได โดยเฉพาะอยางยิ่ง การที่ยอมรับกันวา พระพุทธศาสนานั้น
เปนศาสนาแหงการพัฒนาตน ก็เพราะเหตุผลหลกั ดังตอไปน้ี๔
๓ เรื่องเดยี วกัน, หนา ๘๓-๘๔.
๔ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), หลักแมบทของการพัฒนาตน, พิมพครั้งท่ี ๑๕,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หนา ๑๕-๑๖.
๕๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ประการท่หี น่งึ หลกั ธรรมท่ีเกี่ยวกับการพัฒนาตนน้ันเปนเร่ืองใหญ เปนแกนกลาง เปน
ท้ังหมดของการปฏบิ ตั ิธรรมในพระพุทธศาสนา
ประการท่ีสอง บุคคลท่ีสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา หรือผูที่ไดบรรลุเปาหมายในทาง
พระพทุ ธศาสนาทานเรียกวา บคุ คลท่พี ฒั นาตนแลวมีตนอันพัฒนาแลว หรอื มตี นอนั ฝกแลว
ดังนั้น พระพุทธศาสนา จึงเปน ศาสนาทเี่ นน การพัฒนา๕ ที่ตวั มนุษยศักยภาพของมนุษย
และการพ่ึงพาตนเอง พระพทุ ธศาสนาเชื่อวา มนษุ ยม ศี ักยภาพสงู ในการเรียนรใู หบรรลุอะไรก็ได ถึง
ขั้นบรรลุอิสรภาพจากความเห็นแกตัวโดยส้ินเชิงก็ได มนุษยที่พัฒนาแลวสามารถพ่ึงตนเองได
พระพุทธศาสนาจึงใหคุณคาสูงสุดตอการเรียนรูของมนุษย อีกท้ังกาลเวลาก็ไดพิสูจนมาแลววา
การพัฒนา ถาไปเนนท่ีอ่ืนที่ไมใชมนุษยแลว ยอมไมมีทางแกปญหาไดจริง และจะพลัดเขาไปสู
ปญหาเสมอ การพัฒนาที่แทก็คือ การพัฒนามนุษย ท่ีมีวัตถุประสงคอยูที่การลดความเห็นแกตัว
และสามารถรว มกนั ไดอยา งปรกติ๖
กลาวอีกนัยหน่ึง พระพุทธศาสนา เปนศาสนาที่ใหเห็นคุณคาความเปนมนุษยและ
สนับสนุนใหม นุษยร ูจ ักการพฒั นาตนเอง ดังที่พระพทุ ธเจาไดตรสั ยกยองมนุษยผูฝกตนดีแลววา ใน
หมูมนุษยผูที่ฝกตนแลวประเสริฐสุด๗ และตรัสอีกวา ผูถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะ เปนผูประเส
ริญสดุ ในหมูม นษุ ยและทวยเทพเทวดาทง้ั หลาย แมแตพ รหมกเ็ คารพบชู า๘ (วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส
เสฏโ ฐเทวมนุสเฺ สสุ)
จากตัวอยา งของสองพระพทุ ธพจนน ี้ แสดงการยนื ยันใหเหน็ วา พระพุทธศาสนาเทิดทูน
การพฒั นาตนมาก ผพู ัฒนาตนแลว เปนสุดยอดของบุคคลที่ไดรับการสรรเสริญในพระพุทธศาสนา
การพัฒนาจึงเปนแกนกลางของการปฏิบัติท้ังหมดในพระพุทธศาสนา นี่ก็คือการท่ีไดเขามาสูจุดที่
เปน เปาหมายของพระพุทธศาสนาแลว
๕ คําวา การพัฒนา มีใชแพรหลายหลังป พ.ศ. ๒๕๐๐, เปนคําท่ีมาจากพระพุทธศาสนามีความหมาย
วา ทําใหเจริญงอกงามหรือฝกฝนใหเจริญย่ิงข้ึน อางใน พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ธรรมกับการพัฒนาชีวิต
พมิ พค ร้ังที่ ๒, (กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พม ูลนิธพิ ทุ ธธรรม, ๒๕๓๙), หนา ๕-๗.
๖ ประเวศ วสี, ศ.นพ., “พุทธธรรมกับอุดมการณสําหรับศตวรรษท่ี ๒๑”, ในมูลนิธิโกมลคีมทอง,
พทุ ธธรรมกับอุดมการณสาํ หรับศตวรรษท่ี ๒๑, (กรงุ เทพมหานคร : สํานักพิมพมูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๔๒), หนา
๑๑๓.
๗ ข.ุ ธ. (บาลี) ๒๕/๓๒๑/๗๒, ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๓๒๑/๑๓๓.
๘ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๗๒/๑๐๗.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๕๕
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
อยางไรก็ตาม การพัฒนาตนของมนุษยในมุมมองของพระพุทธศาสนานั้นไมอาจจะ
พัฒนาเฉพาะจติ ใจเทานั้น แตควรพัฒนาใหรอบดานตามหลักของพระพุทธศาสนา คือ การพัฒนา
ตามหลักภาวนา ๔ ซงึ่ ประกอบดวย๙
๑. การพัฒนากาย หมายถึง การพัฒนาความสัมพันธกับส่ิงแวดลอมทางกายภาพ
ปฏิบัติตอโลกแหงวัตถุอยางไดผลดี โดยเฉพาะดวยอินทรีย ๕ ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เชน ดูเปน
ฟงเปน ใหไ ดป ญ ญาและคุณคาท่ีเปนประโยชน
๒. การพัฒนาศีล หมายถึง การพัฒนาความสัมพันธกับส่ิงแวดลอมทางสังคมโดยอยู
รวมกนั กบั เพือ่ นมนษุ ยอยางไมเ บยี ดเบียน แตอ ยดู วยกันดว ยไมตรเี ปนมติ ร เกอื้ กลู กนั
๓. การพัฒนาจิตใจ หมายถึง การพัฒนาจิตใจใหมีคุณสมบัติที่ดีงาม มีคุณธรรม
ความเขมแข็งม่ันคงและความสุข โดยสรุปคือ พัฒนาทั้งดานคุณภาพจิต สมรรถภาพจิตและ
สุขภาพจติ
๔. การพัฒนาปญญา หมายถึง การพัฒนาปญญาใหเกิดความรูความเขาใจสิ่ง
ทั้งหลายตามความเปนจริง รูเทาทันความเปนจริงของโลกและชีวิต เขาถึงกฎธรรมชาติที่เปนไป
ตามเหตปุ จ จัยเปนตน จนทําใหจ ิตใจเปนอสิ ระ เบกิ บานผองใส เปนอยูด วยปญญา
ทั้ง ๔ ขอดังกลาวขางตนนี้ เปนหลักการพัฒนาชีวิตของมนุษยตามคําสอนของ
พระพุทธศาสนาผูใดมีภาวนาครบถวน ๔ ประการน้ีโดยสมบูรณทานเรียกวา เปนพระอรหันต ซ่ึง
เปนผูเขาถึงจุดหมายของการพัฒนาชีวิตอยางแทจริงและถือวาเปนผูถึงการพัฒนาตนที่สมบูรณ
นน่ั เอง
สําหรับการพัฒนามนุษย โดยอาศัยกระบวนการเรียนรูหรือกระบวนการสนองใฝ
การศึกษามีปจจัยท่ีทําใหการพัฒนานั้นประสบผลสําเร็จ นั่นก็คือ กระบวนการเรียนรูในระบบ
สัมพนั ธป จจัยภายนอกและปจจยั ภายใน อันหมายถึง๑๐
๙ ดรู ายละเอียดของคําอธิบายของกระบวนการพฒั นาตามหลกั ภาวนา ๔ น้ี ใหครบถวนไดท่ี พระพรหม
คณุ าภรณ (ป.อ.ปยตฺโต), รงุ อรุณของการศกึ ษา เบิกฟา แหงการพัฒนาท่ีย่ังยืน, พิมพครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั พมิ พสวย จาํ กดั , ๒๕๕๐), หนา ๑๖๕-๑๗๑.
๑๐ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), กระบวนการเรียนรูเพ่ือพัฒนาคนสูประชาธิปไตย, พิมพครั้งที่ ๔,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๖๓-๖๔.
๕๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอ การพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๑. ปจจัยภายนอก ไดแก ปรโตโฆสะ คือ เสียงจากผูอื่น สื่อขางนอก ที่เอ้ือหรือ
เกือ้ หนนุ โดยเฉพาะกัลยาณมติ ร คอื บุคลคลหรือประสบการณข องบคุ คลท่ีดมี ีปญ ญา
๒. ปจจัยภายใน ไดแก โยนโิ สมนสิการ คอื การรจู กั มอง รูจักคดิ รูจักพิจารณา คิด
เปนหรือคดิ ถูกทาง ถกู วิธี
การพัฒนาตนของคนทว่ั ไปดวยการเรยี นรู การที่จะรูจักดําเนินชีวิตไดดี การท่ีจะปฏิบัติ
ตอส่ิงและสถานการณทั้งหลายอยางไดผล ตองอาศัยการชวยเหลือแนะนําของผูอื่น ท่ีหวังดีและมี
ประสบการณมากกวาซ่ึงเรียกวา กัลยาณมิตรและการชวยเหลือที่ดีท่ีสุดของกัลยาณมิตร (ปจจัย
ภายนอก) กค็ อื การชดั นํากระตนุ เราใหเ กิดมโี ยนโิ สมนสิการ (ปจ จยั ภายใน) แตค นที่พัฒนาดวยการ
มีการศกึ ษาจริงตอเมื่อเขามีโยนิโสมนสิการ ซ่ึงจะทําใหเขารูจักเรียนรู ดําเนินชีวิตไปดวยดี ปฏิบัติ
ตอ ส่งิ ทง้ั หลายอยางไดผลและพงึ่ ตนเองได
เมื่อกลาวโดยทส่ี ุดแลว การพัฒนาตนของมนุษยที่มีการศึกษา คือ คนท่ีดําเนินชีวิตดวย
ปญญาเปนอยูดวยความไมประมาท พัฒนาชีวิตของตนจนลุถึงประโยชนท่ีเปนจุดหมายของชีวิต
พระพุทธศาสนาถือวา ผูท่ีไดพัฒนาตนดีแลว ยอมไดรับประโยชนหรือคุณคาท่ีเปนจุดหมายของ
ชวี ิตใน ๒ ระดบั แตถาแยกโดยละเอียด แบงเปน ๓ ระดบั คือ๑๑
ระดบั ท่ี ๑ จุดหมายขัน้ ตาเหน็ หรอื ประโยชนปจจุบันทันตา เรียกวา ทิฎฐธัมมิกัตถะ
คือ
๑. ความมสี ุขภาพดี รา งกายแขง็ แรง สงางาม ไรโ รค ตลอดจนมีอายยุ นื ยาว
๒. ความมที รพั ยส ินเงนิ ทอง อยา งนอ ยมีอาชพี การงาน พงึ่ ตนไดในทางเศรษฐกิจ
๓. การมีครอบครวั ท่มี ั่นคงผาสุก ตลอดจนวงศตระกลู เปนท่ีนบั ถอื
๔. ความเปนท่ียอมรับในสังคม มีสถานภาพดี มีชื่อเสียงเกียรติคุณ พร่ังพรอมดวยยศ
ไมวาจะเปนเกยี รตยิ ศ บริวารยศหรอื อสิ รยิ ยศ
๑๑ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนา พัฒนาคนและสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
การศาสนา, ๒๕๔๒), หนา ๗-๘.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๕๗
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
ระดับท่ี ๒ จุดหมายข้ันเลยตาเห็น หรือประโยชนเบ้ืองหนา เรียกวา สัมปรายิกัตถะ
เชน
๑. การมีความสุขทางจิตใจ ดวยศรัทธาในพระรัตนตรัยซาบซ้ึงในบุญกุศล และม่ันใจ
ในการทาํ ความดี
๒. ความอ่ิมใจมั่นใจในชีวิตของตนท่มี ีความประพฤติสุจริตดงี าม ไดท าํ ในสง่ิ ทถ่ี กู ตอง
๓. ความอ่ิมใจภูมิใจในการมีชีวิตที่มีคุณคา เปนประโยชน ท่ีไดเสียสละทําการ
สรางสรรคเก้อื กูลไวแ กเ พือ่ นมนุษยและสงั คม
๔. ความแกลวกลาม่ันใจ และปลอดโปรงเบิกบานใจ เนื่องจากมีความรู มีปญญาท่ี
แกป ญหาและจัดทาํ ดาํ เนินกิจการตาง ๆ ใหสาํ เรจ็ ลลุ ว งไปได
๕. ความสบายใจ มั่นใจในกรรมที่ไดประกอบไว อันเปนบุญกุศลดีงามสุจริต เปน
หลักประกันชวี ติ ในภายหนา สามารถจากโลกน้ีไปโดยไมตอ งหวาดหวนั่ กลัวภัยแหงทคุ ติ
ระดับที่ ๓ จดุ หมายสูงสุดหรือประโยชนอยางยิ่ง เรียกวา ประมัตถะ หมายถึง ความ
มีจิตใจที่หลุดพนจากกิเลสและความทุกขทั้งปวง บรรลุภาวะที่เรียกสั้น ๆ วา นิพพาน ซ่ึงเปน
อสิ รภาพ สันติและความสขุ อยางสมบูรณ ท่ีเกิดจากความรูแจง หยั่งเห็นความจริง แทจริงของโลก
และชีวติ มีจติ ใจมัน่ คงไมหว่ันไหวไปตามโลกธรรม คอื ความผนั ผวนปรวนแปรเปล่ียนแปลงของส่ิง
ทั้งหลาย ปลอดโปรงผองใสเบิกบาน เปนสุขและสะอาดบริสุทธ์ิไดตลอดเวลา มีชีวิตท่ีเปนอยูดวย
ปญ ญาอยางแทจริง
๓.๓ แนวคิดของพระพทุ ธศาสนามีสวนพฒั นาการเมืองการปกครอง
พระพทุ ธศาสนาในฐานะทเ่ี ปน สถาบนั หลกั สถาบันหน่ึงในสังคม ซึ่งมีบทบาทและหนาท่ี
ในการอบรมขัดเกลาสมาชิกในสังคมใหมีพฤติกรรม ใหเปนไปตามบทบาทและหนาที่ของตน
โดยเฉพาะอยางย่ิงบทบาทในทางการเมืองการปกครอง ดังนั้น จึงเห็นไดวาพระพุทธศาสนาไดมี
ทัศนะและเสนอแนวทางในการพัฒนาการเมืองการปกครองไวหลายประการ ซ่ึงสามารถศึกษาได
จากหลายเร่อื งดงั ตอ ไปน้ี
๓.๓.๑ แนวคิดของการพฒั นาทางการเมืองตามแนวพุทธ
คําวา การเมืองเปนถอยคําที่มีความหมายกวางขวางมาก โดยยากที่จะกําหนดให
แนนอน ตายตัวและชัดเจนลงไปได แตกระน้ันก็สามารถสรุปความหมายของคําน้ีวา ความคิด
๕๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
กิจกรรมและการกระทาํ ตาง ๆ ของมนุษยท่เี กย่ี วกบั การไดม าซ่ึงอํานาจ เพ่ือการบริหารจัดการงาน
ของสงั คม หรือการจัดสรรคุณคาในสังคมและกฎเกณฑทางศีลธรรมและการใชทรัพยากรของชาติ
รวมกัน ซ่ึงความหมายดังกลาวน้ีพระพุทธศาสนาไดมีสวนรวมในการพัฒนาทางการเมือง จาก
แนวคิดของทา นผรู หู รือของนักปราชญทางพระพุทธศาสนาดงั ตอไปน้ี
พทุ ธทาสภิกขุ ไดใหความหมายของการเมืองวา การเมอื งทีแ่ ทจริง คือ ระเบียบปฏิบัติที่
ชวยกันจัดบานเมือง หรือสังคม หรือโลกใหหมดปญหา ซ่ึงการเมืองท่ีแทจริงตองประกอบไปดวย
สงิ่ ทีเ่ รียกวาธรรมหรือพระธรรม๑๒ เม่ือเขาใจความหมายของการเมืองไดเชนนี้ การจัดใหสังคมอยู
เปนสุขโดยไมตองใชอาวุธ คือ มีศีลธรรมเปนรากฐานและการเมืองน้ัน ก็พลอยเปนศีลธรรม
เพราะวามันเปนปจจัยแหงสันติภาพ๑๓ ในขณะเดียวกัน พุทธทาสภิกขุยังไดใหความคิดตอระบบ
การเมอื งวา ควรเปนธรรมกิ สงั คมนยิ มของพระพทุ ธศาสนาซึ่งอยูในฐานะท่ีเปนผลของความไมเห็น
แกตัว เปนระบบการเมืองที่ออกมาจากความไมเห็นแกตัว ท้ังน้ีก็เพราะวา มนุษยเปนสัตยสังคมท่ี
ตองอยูรวมกัน ควรจะชวยเหลือเก้ือกูลกันถาทุกคนในสังคมมีศีลธรรม ความยึดถือตัวตนจะไม
เกิดขน้ึ ความเหน็ แกตัวจะไมเกิดขึน้ และเมอ่ื ไมเห็นแกต วั แลว พรหมวหิ ารธรรมก็จะเกดิ มขี ้ึน๑๔
ในขณะเดยี วกัน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโตป) ก็ไดใหทัศนะเก่ียวกับการเมืองไว
วาคืองานของรัฐ หรืองานของแผนดินโดยเฉพาะ ไดแก การบริหารราชการแผนดิน เปนงานท่ีมี
วัตถุประสงคเพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยดีงามของสังคม๑๕ ซ่ึงจากความหมายนี้ทานยังไดขยาย
ความหมายเพ่มิ เตมิ วา พระพทุ ธศาสนากับรฐั จงึ มีความสมั พันธอ ยางใกลชิด อยางพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกัน
และกัน ฝา ยศาสนายงั ตอ งการเผยแผศ าสนาออกไปใหก วางขวาง ฝายรัฐก็ตองการความสงบสุขใน
การปกครอง ซงึ่ ความตองการของท้งั สองฝายตางสอดคลองไปดวยกันได ทั้งน้ี การที่รัฐสัมพันธกับ
๑๒ พุทธทาสภิกข,ุ ธรรมะกับการเมอื ง, (กรงุ เทพมหานคร : สาํ นักพิมพส ขุ ภาพจติ , ๒๕๔๖), หนา ๒๑.
๑๓ พุทธทาสภิกขุ, ฟาสองทางประชาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพธรรมสภา, ม.ป.ป.),
หนา ๓๑.
๑๔ พุทธทาสภิกขุ, ความไมเห็นแกตัวจําเปนสําหรับระบบการเมืองของโลก, (กรุงเทพมหานคร :
ธรรมบูชา, ๒๕๓๒), หนา ๑๓.
๑๕ พระเทพเทวี (ประยุทธ ปยุตฺโต), กรณีสันติอโศก, พิมพคร้ังท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธ
ธรรม, ๒๕๓๑), หนา ๒๙.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๕๙
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
พระพุทธศาสนาก็เพราะวาเปนหนาท่ีเก่ียวกับธรรมหรือหนาที่ตอธรรม และเปนหนาที่ในฐานะ
ผูปกครองหรอื รฐั ท่พี ึงมีตอ ฝา ยศาสนา๑๖
นักวิชาการฝายสงฆท่ีมีผลงานทางวิชาการทางดานพระพุทธศาสนามายาวนานอีกรูป
หนง่ึ คือ พระธรรมเมธาภรณ (ระแบบ ฐิตญาโณ) ไดกลาวถึงการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาไว
อยางสนใจย่ิงวา ๑๗
การเมอื งในแงความเปนจรงิ การเมอื งเปน เร่อื งของกลุม คนทกุ คน เปนระบบการบริหาร
บานเมืองเพ่ือใหเกิดความอยูเย็นเปนสุข ไมวาจะแยกอํานาจการบริหารออกเปนก่ีอยางก็ตาม
พระพุทธศาสนาจะมีบทบาทหรือไม ตองมองดูในสมัยพุทธกาล ในทางรัฐศาสตร พระพุทธเจาได
ทรงแสดงหลักของพระราชาไวดีมาก เชน ทศพิธราชธรรม จักกวัตติวัตร ราชสังคหวัตถุ ใน
ขณะเดียวกัน ก็ทรงแสดงระบบนิติบัญญัติ ระบบรัฐสภาไวเหมือนกัน โดยกลาวถึงสภาที่ตองมี
สัตบุรุษ คือ ท่ีประชุมของคนดีพูดเปนธรรม ลดราคะ โทสะ โมหะ ในภาคของตุลาการก็มีหลัก
วินยั ธร มคี ณะบุคคลอ่ืนข้ึนมาทาํ งานดานวินิจฉัยอรรถคดีตามหลกั มขุ าวินยั หลักของอธิกรณสมถะ
เพราะฉะนั้น โครงสรางของพระพุทธศาสนาจึงเปนโครงสรางการบริหารงาน มีการแนะนําส่ังสอน
ใหพทุ ธศาสนกิ ชนท่ีมีฐานะตาํ แหนงทางการเมืองใหเปนนกั การเมือง เปนขาราชการ เปนพระราชา
ที่ดี เชน ทรงแสดงแกพระเจาปเสนทิโกศลวา ลักษณะการเปนพระราชาที่ดีเปนอยาง ทําให
พระองคเปนฐาน เปนศูนยกลางของกุศลกรรมบถ คือ การทํา ความดี เม่ือบริหารบานเมืองโดย
พื้นฐานน้ี อาณาประชาราษฎรยอมอยูเปนสุขได เปนอิทธิพลที่เกิดขึ้นมาเกี่ยวของกับบานเมือง
ทง้ั นี้เพราะ พระพทุ ธศาสนาใหความสําคญั และคลอยตามบานเมอื งทเี่ รยี กวา ราชานงั อนวุ ตั ติตงุ
เร่อื งการเมืองตามแนวพทุ ธนี้ ศาสตราจารย ดร.สมบูรณ สุขสาํ ราญ ยงั ไดแสดงทัศนะไว
วาแทท่ีจริงการเมือง ก็คือ ความคิดกิจกรรมและการกระทําตาง ๆ ท่ีเกี่ยวพันกับการใชอํานาจ
เพ่ือการบริหารรัฐกิจ การจัดระเบียบสังคมของรัฐ ตลอดรวมถึงการใหไดมาซึ่งอํานาจ การใช
อํานาจหรือการใหไดมาซึ่งอํานาจก็ถูกตองตามกฎหมายและกฎเกณฑทางศีลธรรม เศรษฐทรัพย
๑๖ พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต), “ความสัมพันธระหวางรัฐกับพระพุทธศาสนา”, ในมูลนิธิฌกมล
คีมทอง, พุทธธรรมกับอุดมการณสําหรับศตวรรษท่ี ๒๑, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมูลนิธิโกมลคีมทอง,
๒๕๒๗), หนา ๑๔๑-๑๔๓.
๑๗ พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), ธรรมาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : พรศิวะการพิมพ,
๒๕๓๔), หนา ๔๕.
๖๐ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
และคณุ คา ทเี่ ปน นามธรรม นอกจากนี้ พระพุทธศาสนายังเปนพื้นฐานของอุดมการณทางการเมือง
ท่ีย้ําคุณคาของมนุษยความชอบธรรมของผูปกครอง พระพุทธศาสนา จึงเปนเสมือนรากเหงาแหง
ความเปน ชาติและเอกลกั ษณด้งั เดิมของชาติโดยทั้งสังคม วฒั นธรรม และการเมือง
นอกจากนี้ ศาสตราจารยปรีชา ชางขวัญยืน ไดกลาวถึงพระพุทธเจาที่ทรงเขาใจตาม
ความเปนจริงทางการเมืองวา พระพุทธองคนั้นทรงเขาใจความเปนจริงทางการเมืองอยางยิ่ง โดย
ทรงเห็นความไรสาระของการพยายามหาระบบท่ีถาวรตายตัว ระบบท่ีพบกันในสังคมสมัย
พุทธกาลไมอาจใชไดในสังคมปจจุบัน และปญหาท่ีพูดกันในสมัยพุทธกาลที่ไมใชปญหาเดียวกับท่ี
พูดกนั ในปจ จบุ นั หากจะทรงนําเอาระบบในปจจบุ นั ไปสอนคนอนิ เดยี กค็ งเปนการสอนสิ่งที่ไมจริง
หากจะทรงยืนยันระบบที่เปนอยูในขณะน้ันวาจริง เม่ือเวลาผานไปก็กลายเปนเรื่องไมจริง
กลายเปนอดีต ทางท่ีจะเปนจริงไดมากท่ีสุดและเกิดประโยชนไดมากท่ีสุด ก็คือ ปรับระบบแตละ
ระบบตามสภาพพนื้ ฐาน ซ่งึ กเ็ ปน สงิ่ ช่วั คราวถาสภาพการเปล่ียนแปลงไป สวนท่ีปรับและวิธีท่ีปรับ
ก็จะตองเปลี่ยนไปอีก ความจริงธรรมชาติบังคับอยูเชนน้ี พระพุทธเจาก็ทรงเขาใจความจริง
ดังกลาวยิ่งกวาผูใด เหตุนั้น จึงไมทรงสอนส่ิงท่ีนักรัฐศาสตรไมถามหากันมารุนเลา เพราะคําถาม
นนั้ ไมมีสาระและแยงตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเหตุการณทางการเมืองท่ีทํานาย
ไมไดหรืออธิบายไมได ยอมเปนหลักฐานชัดเจนอยูแลว พระพุทธเจาทรงเขาใจถึงพลวัตแหง
ธรรมชาติ สังคมและมนุษย และทรงเห็นวาเร่ืองทีจ่ ะพดู จะทาํ นายไดใกลเคียงที่สุดก็คือ เรื่องที่เปน
ปจ จุบัน จงึ ทรงสอนปจ จุบนั ไมวาเปนการทําความดีตามหลกั ศลี ธรรม หรือสงั คมทด่ี ีในแงการเมือง
กต็ าม๑๘
นอกจากที่กลาวขางตนแลว ศาสตราจารยปรีชา ชางขวัญยืน ยังไดใหทัศนะเพ่ิมเติม
เก่ียวกับการพิจารณาความคิดทางการเมืองตามแนวของพระพุทธศาสนาใหกวางขวางมากย่ิงขึ้น
ซงึ่ อาจมองใหก วางไดใน ๒ ลกั ษณะ คอื ๑๙
ลกั ษณะแรก กวางดวยหลักฐานขอมลู ที่นาํ มาใช คือ ศึกษาหลักฐานสมยั พุทธกาล ท้ังใน
แงประวัตศิ าสตร เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม โดยศึกษาจากพระไตรปฎกและแหลงอ่ืน ๆ
๑๘ ปรีชา ชางขวัญยืน, ความคิดทางการเมืองในพระไตรปฎก, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ
มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๔), หนา ๑๔ – ๑๑๕.
๑๙ เร่ืองเดยี วกนั , หนา ๑๕-๑๖.
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๖๑
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ส่ิงเหลาน้ีจะชวยใหตีความคําสอนและเจตนาของพระพุทธเจาไดตรงกับยุคสมัยและไมเกินกรอบ
ของยคุ สมยั จนกลายเปนการนําเอาความคิดของคนปจ จบุ นั ไปใสใ หแ กพ ระพุทธเจา
ลักษณะที่สอง กวางดวยมโนทัศนตะวันตก บางเร่ืองเราอาจไมนิยมใชมากอน แตเปน
มโนทัศนท่ีทําใหเราเห็นปญหาหรือความคิดที่นาสนใจ เชน หลักความชอบธรรมของผูปกครอง
ความสมั พันธร ะหวางเสรีภาพของประชาชนระหวางอํานาจรัฐ ฐานะของประชาชน เปนตน เราไม
จําเปนตองใชขอสรุปตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องเหลานี้ตัดสินคําสอนในพระพุทธศาสนา แตมโนทัศน
อ่นื ซงึ่ เปน ของพระพทุ ธศาสนาที่จะใชพ ิจารณาเรอ่ื งน้นั ๆ กไ็ ด
มโนทัศนท่ีชาวตะวันตกใชพิจารณาคําสอนในศาสนา บางคร้ังก็แคบเกินกวามโนทัศน
ทางศาสนาเพราะการเมืองมุงสรางระบอบบังคับมากกวามุงชักจูงใจของปจเจกบุคคล เราอาจใช
มโนทัศนของพระพุทธศาสนาพิจารณาคําสอน ซ่ึงจะทําใหอธิบายใหอธิบายไดถูกตองและ
ครอบคลุมกวา นอกจากน้ันหากวิเคราะหกันอยางจริงจัง อาจทําใหเห็นแนวปรัชญาและแนว
การเมืองใหมได ท้ังยังอาจจะนํามาตอบปญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในปจจุบันไดโดยมี
แนวทางและระบบเหตุผลที่ชัดเจน
จากการนํานิยามความหมายของคําวา การเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาดังกลาวมา
อธบิ ายไวน ้ี สามารถสรุปใหเหน็ ไดว า พระพทุ ธศาสนามสี ว นในการพัฒนาการเมอื งได ดงั น้ี
๑. การเมอื งกับคาํ สอนทางพระพุทธศาสนา ไมสามารถแยกออกจากกันได เพราะตาง
ก็มีจุดมุงหมายเพ่ือความสงบสุขของมนุษยและสังคมดวยกันท้ังคู ท้ังน้ี หากแยกออกจากกันแลว
จะทําใหก ารเมืองไรศ ีลธรรม เปนการเมืองที่มแี ตความเห็นแกตวั ไมไดเปนไปเพ่ือประโยชนของคน
หมมู าก
๒. การเมืองที่ดีงามนั้น ทั้งฝา ยอาณาจกั ร คือ รฐั กับฝา ยพทุ ธจักร คือ พระพุทธศาสนา
ตอ งเกอื้ กลู อุดหนนุ และสงเสริมซึ่งกันและกัน ท้ังนี้เพราะ ฝายอาณาจักรก็ตองการความสงบสุขใน
การปกครองและในขณะเดียวกัน ฝายพุทธจักรก็ตองการเผยแผคําสอนของพระพุทธองคให
แพรหลายกวา วขวางออกไป ซ่งึ ในทีส่ ดุ ผลประโยชนย อ มตกแกค นหมูมากในรฐั น่ันเอง
๓. เมือ่ พจิ ารณาโดยขอเท็จจริงและทางประวัติศาสตรแลว พระพุทธศาสนาถือวาเปน
เสมือนรากเหงาแหงความเปนชาติและเปนเอกลักษณดั้งเดิมของการเมืองไทย เพราะโดย
วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยน้ัน เปนเร่ืองที่ไดรับอิทธิพลมาจากคําสอนทางพระพุทธศาสนา
๖๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
เชน การไมใชความรุนแรงในสังคมไทย การรูจักใหอภัยตอกันในทางการเมือง ซ่ึงเปนเร่ืองที่ตอง
สงเสรมิ ใหเ กิดการเรียนรูและฝก จิตสาํ นกึ ใหเ ขม แขง็ ในสังคมไทยตอไป
๓.๓.๒ แนวคดิ ของการพัฒนาการปกครองตามแนวพุทธ
การปกครอง คอื การบรหิ ารงานตามระเบียบ กฎเกณฑท ่ีไดวางไว เพอ่ื ใหเกิดการบําบัด
ทุกขบํารุงสุขใหแกประชาชนทุกหมูเหลา ซ่ึงจําเปนตองอาศัยอํานาจ คือ การเมืองจึงจะใหการ
ดําเนินการสําเร็จลลุ ว งไปได
เม่ือกลาวถึงคําสอนในทางพระพุทธศาสนาแลว มีนักปราชญทางพระพุทธศาสนาหรือ
ทานผูรูไดใหความหมายของการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนา ที่จะนํามาเปนแนวคิดตอการ
พัฒนาการปกครองได ดังที่พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดกลาวถึงความหมายของการ
ปกครองตามแนวพระพุทธศาสนาไววา การปกครองตามความหมายในพระพุทธศาสนา เปนการ
ปกครองเพื่อการศึกษาการปกครองและความสงบสุขเรียบรอยที่เกิดจากการปกครองนั้น มิใชเปน
จุดหมายในตัว แตเปนเพียงปจจัย คือ สภาพเอื้อ เพื่อชวยใหแตละบุคคลบรรลุจุดหมายแหง
การศึกษา หรอื เพ่อื เปน หลักประกันของการศึกษา จึงถือเปนคติไดวา การปกครองที่มีขึ้นเปนเร่ือง
ของการศึกษาและเพอ่ื การศึกษาทง้ั สน้ิ ถาไมป กครองดว ยการศึกษา กต็ องปกครองดวยอํานาจ เม่ือ
ปกครองดวยอาํ นาจ กเ็ กิดความรสู กึ ในเชงิ ปฏปิ กษ ทีเ่ อยี งไปในทางที่จะขัดแยงกัน ดวยเหตุนี้ การ
ปกครองแบบใชอํานาจจึงกอใหเกิดปญหาเริ่มต้ังแตความขัดแยงในจิตใจเปนตนไป ทําใหยิ่งตอง
เพิ่มการใชอํานาจ ใชอาญา และจะเนนการลงโทษมากยิ่งข้ึนตามลําดับ ไมใชปกครองท่ีพยายาม
สรางคนดี แตเ ปน การปกครองแบบพยายามกําจดั คนเลวนั่นเอง๒๐
พระธรรมเมธาภรณ (ระแบบ ฐิตญาโณ) ไดกลาวถึงแนวทางการปกครองตามนัยของ
พระพุทธศาสนาไววา มีการจัดองคกรในลักษณะเปน “อาณาจักร” โดยมีพระพุทธเจา ทรงดํารง
ตําแหนงเปนพระธรรมราชา คือเปนเจาแหงธรรม มีพระสารีบุตรเถระ เปนพระธรรมเสนาบดี มี
พระสงฆเปนธรรมเสนา คือ เปนทหารในกองทัพธรรม เมื่อพระพุทธองคเสด็จปรินิพพานไปแลว
ทรงตั้งพระธรรมวินัยไวเปนหลักฐาน เปนพระศาสนาแทนพระองค ซ่ึงจะเห็นวา พระพุทธศาสนา
ไมเนนตัวบุคคล หากแตเนนพระธรรมเปนสําคัญและการบริหารพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล
๒๐ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), นิติศาสตรแนวพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จํากัด,
๒๕๓๙), หนา ๕๕-๕๖.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๖๓
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
ท้ังสวนของศาสนบุคคล ศาสนธรรมและศาสนสถานนั้น เปนภารกิจที่ยากมาก เพราะเปนยุคที่มี
การแบงชนช้ันวรรณะอยูโดยท่ัวไป แตในพุทธจักรก็สามารถรวมชนช้ันใหอยูในฐานะเดียวกันได
ดวยธรรมะ สวนรูปแบบการปกครองของแควนตาง ๆ ท่ีปรากฎในสมัยพุทธกาลและหลักธรรม
สาํ คัญทนี่ ํามาเปนแมบ ทของการปกครอง๒๑
ศาสตราจารย ดร.สมบูรณ สุขสําราญ มีมุมมองเก่ียวกับการปกครองของพระพุทธเจา
ไววาในระยะเวลากอนพุทธกาลน้ัน รูปแบบการปกครองหรือระบบการเมืองน้ันแบงออกเปน ๒
ระบบใหญๆ คือ ราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย ซึ่งเปนระบบที่ ๔ แควนในประเทศ
อินเดียตอนเหนือนิยมและมีอํานาจทางการเมืองเขมแข็งมาก สวนอีก ๒ แควนท่ีเหลือ นิยม
ระบอบการปกครองแบบสามัคคีธรรมหรือเทียบกับระบอบประชาธิปไตยปจจุบัน กลาวคือ การ
ปกครอง การกําหนดนโยบายการออกกฎหมาย การตัดสินกรณียกิจของแควนจะกระทําโดย
ปรึกษาหารือของชนท่ีทําหนาท่ีปกครองและถือเสียงมากเปนการตัดสิน พระพุทธเจามิไดตองการ
ใหพระภิกษุสงฆซ่ึงเปนสาวกของพระองคเขาขางฝายใดฝายหน่ึง หรือสนับสนุนระบอบการ
ปกครองระบบใดระบบหนึ่งโดยเฉพาะ ทรงใหหลักธรรมในการปกครองสําหรับท้ังสองรูปแบบไว
สําหรับการปกครองแบบสาธารณรัฐใหใชอปริหานิยมธรรม ๗ ประการ และสําหรับรูปแบบ
ราชาธปิ ไตยใหใ ชหลกั ทศิ พิธราชธรรม ๑๐ ประการ และจักรวัตติสตู ร ๑๒ ประการ๒๒
นอกจากน้ีแลว ศาสตราจารย ดร.สมบูรณ สุขสําราญ ยังไดกลาวเพิ่มเติมถึงการ
ปกครองตามทัศนะของพระพุทธศาสนาวา ระบบการปกครองที่ดี อาจเปนระบบการขยายการ
ปกครองแบบใดก็ได ทีย่ ึดหลักการสาํ คัญ ดังตอไปน๒้ี ๓
(ก) การไดมาซ่ึงอํานาจ การใชอํานาจ อํานาจ และการรักษาไวซึ่งอํานาจน้ัน เปนไป
เพ่ือประโยชนสุขของประชาชนมากที่สุด อํานาจของผูปกครองมิใชเพ่ือสรางความยิ่งใหญของ
ตนเอง แตเพื่อประโยชนสขุ แกป ระชาชน
๒๑ พระราชธรรมเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), ธรรมาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : ศูนยสงเสริม
พระพุทธศาสนาแหง ประเทศไทย, ๒๕๓๔), หนา ๘.
๒๒ สมบูรณ สุขสําราญ, พระพุทธศาสนากับการเปล่ียนแปลงทางการเมืองและสังคม,
(กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๓๔), หนา ๓๑
๒๓ ปรีชา ชา งขวัญยืน, ความคดิ ทางการเมอื งในพระไตรปฎก, หนา ๒๐.
๖๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
(ข) ความมนั่ คงของระบบการปกครองหรือของรัฐบาลและผูปกครอง มิใชเปนจุดหมาย
ในตัวมันเอง หรือจุดประสงคสุดทาย ของระบบการเมืองการปกครอง แตเปนเพียงอุปกรณ หรือ
เครือ่ งมือเพ่อื ใชส รางสรรคประโยชนส ุข สวสั ดภิ าพ บรู ณาการ และความสงบสขุ ของประชาชน
(ค) ใหความสําคัญแกคุณคาของความเปนมนุษย โดยเนนความเทาเทียม การ
ปราศจากชัน้ วรรณะ จากชาตกิ าํ หนด ความเสมอภาคในทางเพศ หมายความวา ไมถือวาเพศหญิง
มีสถานภาพตาํ่ กวา เพศชาย เนน เสรภี าพดวยการหามการมที าส รวมตลอดถงึ การแนะนําใหใชหลัก
เหตผุ ลในการพจิ ารณาตัดสนิ ใจเรอื่ งตาง ๆ ตามที่ปรากฏในกาลามสตู ร
(ง) ผูปกครองจะตอ งมีคณุ สมบตั แิ ละมแี นวทางในการปกครอง โดยยึดหลักธรรมสําคัญ
อยางนอย ๕ ประการ คือ หลักทศพิธราชธรรม หลักจักกวัตติวัตรธรรม หลักราชสังคหวัตถุธรรม
หลักการละอคติ และการยึดหลกั ธรรมาธปิ ไตยเปนหลกั ในการปกครอง
เร่ืองเดียวกันน้ี ศาสตราจารยปรีชา ชางขวัญยืน ไดนําเสนอแนวทางการปกครองตาม
แนวพระพุทธศาสนาไวเ ชน กนั วา ๒๔
พระพุทธศาสนาไมไดกลาววา ระบบการปกครองแบบใดท่ีสุด และมีวิธีการเลือก
ผูปกครองดวยวิธีใดหรือมีระบบในการจัดสรรอํานาจอธิปไตยอยางไร เปนแตกลาววา ถาเปน
ผูปกครองแลว ควรยึดถืออะไรในการปกครอง
หลักธรรมมาธิปไตย เปนจุดมุงหมายของระบบการปกครอง มิใชหมายถึง ระบบการ
ปกครองผปู กครองควรในอุดมคติ ควรยึดหลักธรรมมาธิปไตยจักกวัตติวัตร ทศพิธราชธรรม ราช
สงั คหวตั ถุ ๔ และ ละเวนอคติ ๔
สวนเร่ืองระบบการปกครองน้ัน คําสอนของพระพุทธศาสนาไมปรากฏเปนระบบท่ี
ชัดเจนเปนแตสอนเปนการเฉพาะเร่ืองเฉพาะคราว เน่ืองจากรัฐมีไวเพ่ือความสุขของประชาชน
และความสุขท่แี ทต อ งเปน ความดีงามตามหลกั พระพุทธศาสนา ดงั นนั้ คาํ สอนของพระพุทธศาสนา
จึงมุงสูจุดมุงหมายของชีวิตจุดเดียวกัน การประเมินคาวาอะไรดีอะไรชั่วจะตองเปนไปในแนว
เดียวกัน จะขัดแยงกันไมไดซ่ึงจะใหความสําคัญแกตัวบุคคลผูมีหนาที่ปกครองมากกวา คือ เมื่อ
บุคคลเปน คนดแี ลว ไมว าจะปกครองดว ยระบบใดก็จะนาํ ประชาชนไปสูความดแี ละความสุขท้งั ส้นิ
๒๔ ปรชี า ชางขวัญยนื , ความคิดทางการเมอื งในพระไตรปฎก, หนา ๒๐.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๖๕
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
นอกจากนี้ มีรายงานจากงานวินัยท่ีนาสนใจมาก ซ่ึงเก่ียวของกับการปกครองสงฆใน
สมัยพุทธกาลที่ชี้ใหเห็นวาพระพุทธศาสนา มีจุดมุงหมาย หลักการและวิธีการปกครอง ท่ีเปน
องคประกอบสําคัญของการปกครองดังตอไปนี้๒๕
๑. จดุ มุงหมายในการปกครอง นอกจากจะเพื่อใหสังคมไดรับความสงบสุขเรียบรอย
แลวจะตองพัฒนาใหยิ่งขึ้นไปกวาน้ัน กวาคือ ความสงบเรียบรอยที่เกิดจากการปกครองนั้น ตาม
นยั ทางพระพุทธศาสนา ยังไมใ ชจุดมุง หมายที่แทจริง มิใชจุดมุงหมายในตัว แตเปนเพียงปจจัย คือ
สภาพเอ้ือ เพื่อชวยใหแตละบุคคลบรรลุจุดมุงหมายแหงการศึกษา หรือเพื่อเปนหลักประกันของ
การศึกษาจึงถือเปนคติไดวา การปกครองที่มีข้ึนเปนเร่ืองของการศึกษาและเพื่อการศึกษาท้ังส้ิน
เพือ่ ใหส มาชกิ ในสังคมไดมีโอกาสในการพัฒนาตนเอง
๒. หลักการปกครอง ท่ีเปนเนื้อหาสาระของระบบการปกครอง หรือเปนพื้นฐานของ
จิตใจและความคิดและพฤติกรรมตาง ๆ ที่แสดงออก จะตองเปนไปตามหลักการของการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยที่วา เปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพ่ือประชาชน หรือ
จะเติมใหเต็มตามความหมายของภาษาไทยตามหลักก็วา “การปกครองซ่ึงประชาชน ของ
ประชาชน โดยประชาชน และเพ่ือประชาชน” แตอยางไรก็ตาม หลักการปกครองน้ี ถายังไมอยู
บนพื้นฐานของธรรม หรือในทางพระท่ีเรียกวา “ธรรมาธิปไตย” แลวหลักการน้ันก็ยังไดชื่อวา อยู
หางไกลจากประชาธปิ ไตยท่ีแทจรงิ ๒๖
๓. วิธีการปกครอง การที่จะบรรลุถึงจุดมุงหมายตามหลักการท่ีวางไว จําเปนตองมี
วิธีการท่ีดีในการจะเช่ือมโยงจากหลักการไปสูจุดมุงหมาย โดยในการปฏิบัติจะตองอาศัยหลักการ
เปนพื้นฐานของการสรรหาวิธีการตาง ๆ เพราะหลักการท่ีดีงามชอบธรรม จะเปนตัวจํากัดใหเรา
ตองปฏบิ ตั ิตามวิธกี ารที่ชอบธรรม เพื่อใหบรรลุจุดมุงหมายที่เปนธรรม การใชระเบียบและระบบท่ี
จดั วางขนึ้ จงึ ตอ งพิจารณาวาเปน ไปเพือ่ สรางโอกาสใหค นพัฒนาชีวิตใหดีย่ิงขึ้น หรือเปนการกําจัด
โอกาสในการพัฒนาตนเองของสมาชกิ ในสงั คม
๒๕ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), อางใน สุรพล สุยะพรหม, ดร., การเมืองกับการปกครองของ
ไทย, พิมพค ร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๒), หนา ๒๕๖-๒๕๗
๒๖ พระยุทธนา รมณีโย (แกวกัณหา), การศึกษาเชิงวิเคราะหการจัดการองคการคณะสงฆในสมัย
พุทธกาล, (กรงุ เทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๔), หนา ๑๐๕-๑๑๐.
๖๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๓.๔ ความสาํ คัญของพระพุทธศาสนาทมี่ ีสวนในการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ศาสนากับการเมืองและสังคม มีความสัมพันธกันอยางใกลชิด การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ท่ี
เกิดข้ึนในการเมืองและสังคม ยอมจะมีผลกระทบตอศาสนา และในทํานองเดียวกัน การ
เปลี่ยนแปลงทางศาสนาก็จะมีผลกระทบตอการเมืองและสังคมเชนเดียวกัน๒๗ ไมมีศาสนาใดใน
โลกท่ีไมมีวัตถุประสงคเพื่อสังคมและการเมือง พระพุทธศาสนาเองจึงไมอาจปลีกตัวออกจาก
การเมืองได ดังทท่ี า นพทุ ธทาสภกิ ขุกลา วไวอ ยา งนาฟงยงิ่ วา
“ธรรมะกบั การเมอื งเปน สิ่งท่แี ยกออกจากกันไมได
แยกกนั เมื่อไร การเมอื งกก็ ลายเปนเรือ่ ง
ทาํ ลายโลกขึน้ มาทนั ที”๒๘
ลักษณะท่ีสําคัญยิ่งประการหน่ึงของพระพุทธศาสนา ก็คือ ความทันกับกาลสมัย
หมายความวา พุทธธรรมหรือหลกั การของพระพุทธศาสนานนั้ สามารถปรับประยุกตใหใชกับความ
เปล่ียนแปลงทางสังคมและการเมืองได เพ่ือไมใหเกิดความเสียดุลและเอกลักษณแตประการใด๒๙
อีกท้ังพระพุทธศาสนามีความเก่ียวของกับวิถีชีวิตของชาวพุทธในฐานะทั้งเปนสถาบันหน่ึงของ
สังคมท่ีมีความสําคัญ ใหความหมายและเอกลักษณแหงความเปนหน่ึงเดียวกันของชาติ ทั้งเปน
ที่มาและถายทอดวฒั นธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณขี องชาติอีกดว ย
อีกประการหน่ึงที่ช้ีใหเห็นถึงความสําคัญของพระพุทธศาสนาท่ีมีตอการเมืองการ
ปกครอง นั่นก็คือวา การท่ีมนุษยมารวมกันอยูในสังคมนั้น จําเปนตองมีการควบคุมใหสมาชิกของ
สังคมอยูในกฎเกณฑระเบียบแบบแผน เพ่ือความเปนระเบียบเรียบรอย ความปลอดภัยและสวัสดิ
ภาพของสังคม จึงมีการตรากฎระเบียบตาง ๆ ใชเปนกลไกควบคุมสังคมอยางหนึ่ง นอกจากนี้
ระเบยี บ ประเพณี ซ่งึ เปนธรรมเนยี มปฏบิ ัติหรอื ความเช่อื ทปี่ ฏิบัติเปนมรดกสืบทอดกันมายาวนาน
ก็เปนกลไกควบคุมระเบียบของสังคมอีกอยางหนึ่ง อยางไรก็ดี กลไกตาง ๆ ที่กลาวมาน้ัน เปน
๒๗ สมบูรณ สุขสําราญ, พระพุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม,
(กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพจุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๗), หนา ๑.
๒๘ พุทธทาสภิกขุ, การเมืองคือธรรมะ, พิมพคร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพอรุณวิทยา,
๒๕๓๑), หนา ๑-๑๕.
๒๙ สมบูรณ สขุ สาํ ราญ, พระพทุ ธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสงั คม, หนา ๑๑.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๖๗
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพฒั นาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
เพียงเคร่ืองบังคับทางรางกายและพฤติกรรมภายนอกการท่ีบุคคลจะเชื่อตามกฎเกณฑของสังคม
มากนอยเพยี งใดน้นั ศาสนามีความสาํ คัญอยางมากในการชวยกลอมเกลา โนมนาวจิตใจและสราง
จิตสํานึกทางศีลธรรมตอสังคม พระพุทธศาสนา จึงมีบทบาทสําคัญในการทําหนาท่ีดังกลาว วัด
และพระสงฆเปนกลไกทางพระพุทธศาสนาท่ีสําคัญย่ิงในการอบรมส่ังสอนประชาชนใหเปน
พลเมืองที่ดีของประเทศ ทั้งน้ี การที่ประชาชนไดรับการสั่งสอนอบรมหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาและยึดถอื เปน แนวทางในการดําเนนิ ชวี ติ รว มกนั ในสังคม กจ็ ะทําใหสังคมนี้มีความ
ขัดแยงลดนอยลงไป ลดปญหาสังคมนานัปการและกอใหเกิดการอยูรวมกันโดยสันติและเปนสุข
ตามสมควร๓๐
การทพี่ ระพุทธศาสนามีหลกั คาํ สอนโดยเฉพาะอยา งยงิ่ ที่เน่ืองดวยการเมืองการปกครอง
ท่ีโนมนาวใหประชาชนดําเนินชีวิตไปในทางเดียวกัน เทากับเปนการเสริมสรางความสมัครสมาน
สามัคคแี ละความเปนปกแผนใหแกชาติไดเปนอยางดี สังคมที่มีการบูรณาการทางเช้ือชาติ ศาสนา
ภาษาที่เขม แขง็ จะทาํ ใหเ กิดความม่ันคงแกประเทศชาติเปนสวนรวม จึงเห็นไดชัดเจนวา ท่ีปรากฏ
ข้ึนในสังคมไทยเพราะ พระพุทธศาสนาเปนส่ือใหประชาชนคนไทยไดมารวมงานทางศาสนาและ
สังสรรคเกิดความรูสึกผูกพัน เปนพวกเดียวกัน มีความใกลชิดสนิทสนมและยินดีท่ีจะผนึกพลัง
รว มกนั เพื่อใหประโยชนข องสงั คมไทยโดยแท
หากจะกลาวถึงความสําคัญของพระพุทธศาสนา ที่มีตอการเมืองการปกครองของไทย
ในแงมุมทางกฎหมายแลว จะเห็นไดวา แมแตในรัฐธรรมนูญของไทยที่เปนกฎหมายสูงสุดของ
ประเทศไทยในหลายฉบบั ทผี่ า นมารวมถึงปจ จบุ นั ก็สรุปไวห ลายเร่อื ง เชน ๓๑
พระมหากษัตริย องคพระประมุขของชาติทรงเปนพุทธมามกะ ซึ่งหากตีความหมาย
เพ่ิมเติมในเร่ืองน้ีก็คือ เมื่อพระประมุขของชาติทรงศรัทธาเลื่อมใสศาสนาใดแลว ศาสนาน้ันนั่น
แหละ คือศาสนาประจาํ ชาติ
รัฐตองใหความอุปถัมภแ ละคุมครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเปน ศาสนาทีป่ ระชาชนชาวไทย
สวนใหญกวารอยละ ๙๐ นับถือมาเปนระยะเวลาชานาน รวมท้ังรัฐตองสนับสนุนในการนํา
๓๐ เรอ่ื งเดยี วกัน, หนา ๑๓-๑๔.
๓๑ รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันคือฉบับที่ ๑๘ เรียกวา รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๕๐ ประกาศใชเ ม่ือวนั ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔.
๖๘ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพฒั นาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
หลักธรรมคาํ สัง่ สอนของพระพุทธเจา มาใช เพื่อเสริมสรางคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพของคนไทย
ใหเ จรญิ กา วหนาตอไป
นอกจากน้ี สถาบันสงฆน บั วามีบทบาททีส่ ําคัญมากในการเสริมสรางสังคมการเมืองใหมี
ความมั่นคงและสงบสุข วัดเปนทุกอยางของสังคม เปนศูนยกลางที่รวมจิตใจของประชาชน
พระสงฆจึงเปนผูนําจิตใจของประชาชนเปนศูนยรวมแหงการเคารพนับถือและรวมมือกันพัฒนา
สังคม พระสงฆไดช่ือวาเปนสื่อกลางในการเช่ือมผูปกครองกับประชาชนเขาดวยกัน ฐานะของ
พระสงฆในสังคมเปนที่เชิดชู ยกยอง ทั้งน้ีก็เพราะ ความบริสุทธิ์ ความเสียสละ บําเพ็ญประโยชน
และความเปน ผนู ําทางสติปญญา ซึ่งมีบทบาทสําคัญมากในการชวยควบคุมความเปนระเบียบและ
เกิดความผาสุกโดยทวั่ ถว นหนา
๓.๕ พระพทุ ธศาสนาท่มี สี ว นรว มในการพฒั นาการเมืองการปกครอง
การเมืองการปกครองนั้น มีหลักการที่จะสรางสรรคประโยชนแกประชาชนท่ัวทั้งหมด
และวิถีทางปฏิบัติยอมเปนการสมควรที่รัฐจะดําเนินการใหเกิดประโยชนสุขแกประชาชนจํานวน
มากที่สุด ท้ังน้ีพระพุทธศาสนา ไดมีสวนในการทําหนาท่ีคือ การแนะนําส่ังสอนเผยแพรธรรมแก
ประชาชน ซง่ึ ถือวา เปน หนาท่ีโดยตรง เพ่ือแนะนําส่ังสอนแกประชาชน โดยการเผยแพรใหความรู
ความเขาใจอยางถูกตองใหประพฤติปฏิบัติอยูในศีลธรรม และรูจักฝกอบรมจิต ฝกอบรมปญญา
ประชาชนอยูรวมกันดวยความสงบสุข ประพฤติปฏิบัติชอบ ก็เปนผลประโยชนแกประเทศชาติ
บา นเมืองนั่นเอง
นอกเหนือจากการปฏิบัติหนาท่ีกวางตอประชาชนแลว พระพุทธศาสนา ยังไดมีสวนใน
การพัฒนาการเมืองการปกครอง ซึ่งสามารถศึกษาเรียนรูไดจากการพิจารณา ๓ เรื่อง ดังตอไปนี้
คอื
๓.๕.๑ พระพุทธเจากบั การเมืองการปกครอง
จากการศึกษาพุทธประวัติ จะไดทราบเรื่องประวัติของพระพุทธเจาท่ีเก่ียวของกับรัฐ
หรืออีกนัยหนึ่งคือ พระพุทธองคทรงเกี่ยวของกับการเมืองการปกครองของรัฐตาง ๆ ดังกรณี
ตวั อยาง เชน
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๖๙
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
กรณีแรก คือ กรณีท่ีพระพุทธองคทรงหามทัพของพระญาติท้ัง ๒ ฝาย ไดแก ฝาย
ศากยะกับฝายโกลิยะ ทจ่ี ะเปดศกึ รบกนั เพือ่ แยงชิงแมน าํ้ โรหณิ ี ทรงสง่ั สอนช้ีแจงทําใหพระญาติท้ัง
๒ ฝาย ไดมองเห็นส่ิงท่ีควรไมควร ระงับโทสะกันไดแลว เล่ือมใสในธรรม สงบศึกกัน ไมเสียเลือด
เนื้อ ตกลงกันไดในทางสันติ ซ่ึงนอกจากจะตกลงกันไดแลว ยังไดเห็นคุณของพระพุทธองค จึงตก
ลงกันใหพวกเจาชายทั้งหลายท่ีจะมารบกันน้ัน มาบวชกับพระพุทธองคทั้งหมดรวมถึง ๕๐๐ พระองค
ดว ยกัน๓๒
กรณีท่ีสอง เร่ืองที่พระเจาวิฑูฑภะ ยกทัพจะไปลางเผาศากยะ พระพุทธองคก็ไดเสด็จ
ไปประทับในระหวางทาง เปนเหตุทําใหพระเจาวิฑูฑภะยกทัพกลับถึง ๓ ครั้ง หลังจากน้ันทรง
ปลอ ยไมทรงเขาไปเกย่ี วของอีก๓๓
ท้ังสองกรณีนี้ เปนการช้ีใหเห็นวา พระพุทธองคทรงแกไขปญหาชวยฝายบานเมืองใน
ฐานะพระญาติ และในบทบาทของความเปนพระพุทธเจาที่เปนบทบาทของฝายศาสนา ซึ่งจะชวย
ระงับศึกสงครามได๓๔ กลาวคือ ท้ังสองกรณีนี้ พระพุทธองค ทรงปฏิบัติดวยการทรงแนะนําส่ัง
สอนใหเห็นคุณคาชีวิตของผูท่ีจะมารบและเทียบกับคุณคาของแมนํ้า เทากับใหเห็นคุณคาของ
ความสงบ ดวยการแนะนําโดยทางธรรมน้ี ก็เปนเร่ืองของกรณีแรก สวนกรณีท่ีสองก็เสด็จไปพอ
เปนการใหรูใหเขาใจเอาเองสวนท่ีเปนเรื่องการเมืองจะปฏิบัติตอกันเองน้ัน พระพุทธอิงคไมทรง
เขาไปเก่ียวขอ ง๓๕
นอกจากน้ีแลว พระพุทธองคไดทรงเอ้ือตอทางฝายรัฐ คือ ในแงท่ีเปนขอบเขตอํานาจ
ของรัฐ พระองคไมทรงเขาไปกาวกายแทรกแซง หมายความวา ทางการบานเมืองจะปกครองกัน
ถา เปน เรื่องทเ่ี ปนไปดว ยดโี ดยชอบ ก็ไมทรงเขาไปกาวกาย แทรกแซง ไมใหเสียระบบระเบียบของ
ฝายบานเมืองและจะเห็นไดชัดเจนวา นอกจากไมทรงกาวกายแทรกแซงทางการบานเมืองการ
๓๒ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), รัฐกับพระพุทธศาสนา ถึงเวลาชําระลางหรือยัง, พิมพคร้ังท่ี ๓,
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัทสหธรรมิก จาํ กดั , ๒๕๓๗), หนา ๑๐.
๓๓ ข.ุ สุ. (บาล)ี ๒๕/๔๗/๒๕ หรือ ข.ุ สุ. (ไทย) ๒๕/๔๗/๔๑.
๓๔ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบูณยากร), พุทธสันติวิธีการบูรณาการหลักการและเครื่องมือ
จัดการความขดั แยง, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ๒๑ เซ็นจรู ี จํากัด, ๒๕๕๔), หนา ๓๒๖-๓๓๓.
๓๕ พระธรรมปฎ ก (ป.อ.ปยุตโฺ ต), รฐั กบั พระพทุ ธศาสนา ถงึ เวลาชาํ ระลางหรือยัง, หนา ๑๑.
๗๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ปกครองแลว ยังทรงสง เสริมและสนบั สนุนการดําเนินการของรัฐใหเปนไปดวยดีอีกดวย ดังที่ทรงมี
พทุ ธคุณูปการตอ พระเจา พิมพิสารแหงแควนมคธ ตอ พระเจาปเสนทิโกศลแหง นครสาวตั ถี เปน ตน
๓.๕.๒ พระธรรมกบั การเมืองการปกครอง
พระพุทธเจา ทรงใหความสาํ คัญแกพระธรรมมาก โดยไดตรัสวา ผูใดเห็นธรรมก็เทากับ
เหน็ พระพุทธองค ดังมีพระพทุ ธพจนวา
“โย ธมฺมปํ สฺสติ โสมํ ปสุสติ
ผใู ดเห็นธรรม ผนู ้ันเหน็ เรา”๓๖
นอกจากนี้ พระพุทธเจายังทรงใหความเคารพพระธรรมและใหความสําคัญตอพระ
ธรรม ถงึ กบั ใหเปน ตวั แทนของพระพุทธองคภายหลังท่ีพระองคปรินิพพานแลว ดวยพระพุทธพจน
ทีว่ า
“โย โว อานนฺทมยาธมโฺ ม จ วินโย จ
เทสิโต ปญฺ ตตโฺ ต โส โว มมจจฺ เยนสตตฺ ถา
ดูกอ นอานนท ธรรมและวนิ ัยอันใด เราแสดงแลว
บยั ญัติแลวแกพ วกเธอ ธรรมและวินัยอันนัน้
จักเปน ศาสดาของพวกเธอโดยการลว งไปแหงเรา”
คําสั่งสอนของพระพุทธเจาที่เรียกวา พระธรรมท่ีเกี่ยวของโดยตรงกับการพัฒนา
การเมืองการปกครอง นอกจากน้ีมีพุทธภาษิตตาง ๆ แลวยังมีหมวดธรรมที่เน่ืองดวยการพัฒนา
การเมอื งการปกครอง เปนจํานวนมากอีกดวย ซงึ่ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดประมวลไว
เปนหมวดหมูด งั ท่ีขอยกมาเปนตัวอยา งดงั ตอไปน๓ี้ ๗
๑. คนผูเปนสัตวประเสริฐ : สมาชิกในสังกัดมนุษยชาติโดยถือวา มนุษยท่ีจะช่ือวาฝก
ศึกษาหรือพัฒนาตน ผูเปนสมรชิกใหมทางมนุษยชาติ พึงมีคุณสมบัติที่เปนตนทุน ๗ ประการ ที่
๓๖ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๔๑/๑๒๓.
๓๗ พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพ่ือชีวิตท่ีดีงาม, ที่นับวามีการ
ตีพิมพมากท่ีสุดในประเทศไทยกลาวคือ เมื่อถึงป พ.ศ. ๒๕๕๔ มีการตีพิมพเกินกวาคร้ังที่ ๔๐๐ แลว ซ่ึงผูสนใจหา
อา นไดโ ดยทวั่ ไปและมเี นื้อหา ๗๒ หนา เหมาะแกก ารตดิ ตัวและพกพาอยา งยิง่ .
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๗๑
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอ การพฒั นาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
เรียกวาแสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงาม หรือรุงอรุณของการศึกษา ซ่ึงเปนหลักประกันของชีวิตท่ี
จะพัฒนาสูความเปน มนุษยผ เู ปน สตั วป ระเสริฐอยา งแทจ รงิ ๓๘
๒. คนสมบรู ณแบบ : สมาชิกแบบอยา งของมนษุ ยชาตโิ ดยนบั เน่ืองวา คนสมบูรณแบบ
หรือมนุษยโดยสมบูรณ ซ่ึงถือไดวาเปนสมาชิกท่ีดีมีคุณคาอยางแทจริงของมนุษยชาติท่ีเรียกไดวา
เปน คนเต็มคน ผสู ามารถนาํ หมูช นและสังคมไปสูสันตสิ ุขและความสวัสดี มีธรรมที่เรียกวา สัปปุริส
ธรรม แปลวา ธรรมของสัปปุริสชน๓๙ คือ คนดีหรือคนท่ีแทซึ่งมีคุณสมบัติของความเปนคนท่ี
สมบูรณ
๓. คนมีศีลธรรม : สมาชิกในหมูอารยชน โดยคนมีศีลธรรมหรือมนุษยธรรม ที่เรียกได
วา เปนอารยชน มีธรรม คือ สุจริต ๓๔๐ ประพฤติตามอารยธรรม โดยปฏิบัติถูกตองตามทางแหง
กุศลกรรม ๑๐ ประการ๔๑
๔. คนมีคุณแกสวนรวม : สมาชิกที่ดีของสังคม ซ่ึงเปนสมาชิกที่ดีผูชวยสรางสรรค
สงั คมมธี รรมคือหลักความประพฤติดีประกอบดวย พรหมวิหาร คือ ธรรมประจําใจของผูประเสริฐ
หรือผูมีจิตใจย่ิงใหญ กวางขวางดุจพระพรหม๔๒ บําเพ็ญการสงเคราะห คือ ปฏิบัติตามหลักการ
สงเคราะห หรือธรรมเคร่ืองยดึ เหนีย่ วใจคน และประสานหมูชนไวใ นสามัคคีเรียกวา สังคหวัตถุ๔๓
๕. คนผูเปนสวนรวมท่ีดีของหมูชน : สมาชิกที่ดีของชุมชนโดยคนท่ีเปนสวนรวมท่ีดี
ของหมูชน ซึ่งจะชวยใหหมูชนอยูรวมกันดวยดีมีธรรม คือ เพ่ือมีหลักธรรมที่เปนหลักความ
ประพฤติประกอบดวย พึ่งตนเองได คือ ทําตนใหเปนท่ีพึ่งของตนได พรอมที่จะรับผิดชอบตนเอง
ไมทาํ ตวั ใหเ ปนปญหาหรือเปนภาระถวงหมูคณะหรือหมูญาติ ดวยการประพฤติธรรมสําหรับสราง
ท่พี ึง่ แกคนทเ่ี รียกวา นาถกณธรรม๔๔ อยูรว มในหมูดว ยดี ในดา นความสัมพันธกับผูอื่นที่เปนเพ่ือน
๓๘ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๒๙-๑๓๖/๓๖-๓๖.
๓๙ อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๖๕/๑๑๔.
๔๐ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๒๗.
๔๑ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๘๕/๕๒๓.
๔๒ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๘๔/๒๒๕.
๔๓ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๔๐/๑๖๗.
๔๔ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕๗/๒๘๑.
๗๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
รวมงาน รวมกิจการหรือรวมชุมชน ตลอดจนพ่ีนองรวมครอบครัว พึงปฏิบัติตามหลักการอยู
รว มกันท่เี รียกวาสาราณียธรรม๔๕
๖. คนมีสวนรวมในการปกครองท่ีดี : สมาชิกที่ดีของรัฐ โดยสมาชิกของรัฐผูมีสวนรวม
ใหเกิดการปกครองที่ดี โดยเฉพาะคนในสังคมประชาธิปไตย พึงรูหลักและปฏิบัติคือ รูหลัก
อธิปไตย กลาวคือ รูหลักความเปนใหญที่เรียกวา อธิปไตย๔๖ มีสวนในการปกครอง โดยปฏิบัติ
ตามหลักการรวมรับผิดชอบที่จะชวยปองกันความเส่ือ นําไปสูความเจริญรุงเรืองโดยสวนเดียว
เรียกวา อปรหิ านยิ ธรรม๔๗
๗. คนผูนํารัฐ : พระมหากษัตริยหรือผูปกครองบานเมืองโดยทานเปนผูใหญในแผนดิน
ผนู ําและผปู กครองรัฐ ตง้ั ตนแตพ ระเจา จักรพรรดิ พระมหากษัตริย ตลอดจนนักปกครองทั่วไป พึง
มหี ลักธรรมทเี่ ปน คณุ สมบัติและเปนขอปฏิบัติวาดวย ทศพิธราชธรรม คือ คุณธรรมของผูปกครอง
หรือราชธรรม๔๘ บําเพ็ญกรณียของจักรพรรดิ หรือปฏิบัติหนาท่ีของผูปกครองผูยิ่งใหญ ที่เรียกวา
จักกวัตติวัตร หมายถึง ธรรมเนียมหรือหนาที่ประจําของจักรพรรดิ๔๙ ประกอบราชสังคหะ คือ
ทํานุบํารุงทวยราษฏรใหประชาชนดํารงอยูในเอกภาพและสามัคคี ดวยหลักธรรมท่ีเรียกวา ราช
สงั คหวตั ถุ คือ หลักการสงเคราะหป ระชาชนของพระราชาหรือของผูปกครอง๕๐ และละเวนอคติ
โดยนักปกครอง เม่ือปฏิบัติหนาท่ี พึงจะเวนความลําเอียงหรือความประพฤติที่คลาดเคล่ือนจาก
ธรรม๕๑
หมวดธรรมที่กลาวมาทั้งหมดนี้ ถือวาเปนหลักธรรมท่ีเก่ียวของเนื่องดวยการเมืองการ
ปกครองทั้งส้ิน หากศึกษาเรียนรูโดยถองแทแลว ก็สามารถนํามาประยุกตใชกับการพัฒนา
การเมอื งการปกครองไดตลอดเวลา และระบอบการเมืองใดก็ตามที่นําเอาหลักธรรมเหลานี้ไปใชก็
๔๕ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๓/๒๕๗.
๔๖ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๓๑.
๔๗ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๖๘/๘๖.
๔๘ ขุ.ป. (ไทย) ๒๘/๒๔๐/๘๖.
๔๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕/๖๕.
๕๐ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๓๕/๑๑๐.
๕๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๗๖/๑๙๖.
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๗๓
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ตองถือวา ระบอบการปกครองน้ัน เปนธรรมาธิปไตย ซึ่งมีแตจะนําความผาสุกสวัสดิผลมาใหแก
ประชาชนผูอยูภ ายใตร ะบอบการปกครองนน้ั โดยไมตอ งสงสัยเลย
เม่อื กลาวถงึ หวั ขอของธรรมาธิปไตย ในที่น้ีจึงใครนําเสนอ แนวคิดของธรรมาธิปไตยใน
การพัฒนาการเมอื งการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพ่ือเปนตัวอยางของหลักธรรมท่ีมีสวนรวม
ในการพัฒนาการเมืองการปกครอง โดยเม่ือพูดถึงธรรมาธิปไตย ก็ควรถึงเร่ืองอธิปไตย ๓ ใน
พระพุทธศาสนาทพี่ ระพทุ ธเจาตรัสแสดงอธปิ ไตย ไว ๓ อยาง คอื ๕๒
๑. อัตตาธิปไตย ถึงตน ถือฐานะ ศักด์ิศรี เกียรติภูมิ ตลอดจนผลประโยชนของตนเปน
ใหญ
๒. โลกาธปิ ไตย คอื ความนิยมของโลกเปนใหญ หวนั่ ไหวไปตามเสยี งนนิ ทาสรรเสรญิ
๓. ธรรมาธิปไตย ถือธรรม คือความจรงิ ความถูกตอ ง ดีงามเปนใหญ
อธิปไตย ๓ เปนคนละเรอื่ งกบั ระบบการปกครอง ระวังอยาเอาไปสับสนกัน อธิปไตย ๓
เปนหลักธรรม เปนขอปฏิบัติอยูท่ีตัวทุก ๆ คนแตละคนปฏิบัติ แตละคนเปนอัตตาธิปไตยไดเปน
โลกาธิปไตยได เปน ธรรมาธปิ ไตยได ไมวาจะอยูใ นระบบการปกครองไหนกต็ าม
ในระบบประชาธิปไตย ประชาชนแตละคนตองธรรมาธิปไตย ถาในสังคมใดประชาชน
เปนธรรมาธิปไตยกันมากที่สุด ประชาธิปไตยของสังคมนั้น ก็เปนประชาธิปไตยท่ีดีท่ีสุดในบรรดา
ประชาธปิ ไตยทง้ั หลาย
ถาประชาธิปไตย เปนระบอบการปกครองที่ดีท่ีสุดในบรรดาระบอบการปกครอง
ท้ังหมด ประชาธิปไตยของสังคมใด มีประชาชนที่เปนธรรมาธิปไตยมากที่สุด เราก็จะไดระบอบ
การปกครองทดี่ ี ซงึ่ เปน ท่ีสุดของทส่ี ุด
เวลานเ้ี รามีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยน้ัน
ประชาชนเปนผปู กครองหรอื เปน เจาของอํานาจในการปกครอง ดังนั้น ประชาชนแตละคน จึงตอง
เปน ธรรมาธิปไตย คอื ถือธรรมเปนใหญ หมายความวา ถือความจริง ความถูกตอง ความดีงาม ถือ
หลักการและกฎกติกาเปนใหญ เม่ือคนเปนธรรมาธิปไตย สังคมจึงจะเปนประชาธิปไตยได และ
ระบอบประชาธิปไตยจึงจะสําเร็จ ทําอยางไรจึงจะใหคนไทยมีธรรมาธิปไตย เพราะปจจุบันน้ี
๕๒ พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต), พุทธศาสนากับสังคมไทย, พิมพคร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร :
สาํ นกั พิมพม ลู นิธโิ กมลคีมทอง, ๒๕๓๒), หนา ๔๒.
๗๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
สังคมไทยยังหาคนท่ีเปนธรรมาธิปไตยไดยาก คือ ยังมัวหวังพ่ึงเทพเจาหรือส่ิงดลบันดาลภายนอก
ท้ังหลาย ยังไมมั่นใจในธรรม๕๓
คนไทยตองเปนไท ซ่ึงแปลวา อิสระ คือ เปนใหญในตัวเอง ไทยจะเปนไทได ไทยตองชู
ธรรมถาไทยชธู รรมจะเปน ไทยไดแ ทจ ริง หากไทยไมช ูธรรม ไทยก็อาจจะกลายเปนทาสอยางนอยก็
เปนทาสทางวัฒนธรรม เปนทาสที่รอรับความชวยเหลือ เปนทาสในระบบแขงขัน เปนทาสทาง
เศรษฐกิจเปนทาสของผูบริโภค ที่ตองถูกเขาบันดาล ตองถูกเขากําหนด ไทยก็จะไมเปนอิสระท่ี
แทจรงิ
ถึงเวลาแลวที่คนไทยจะตองมีความชัดเจนในหลักการของพระพุทธศาสนา ถาเปน
พุทธศาสนิกชนจะตองถือธรรมเปนใหญ พระพุทธเจา พระองคก็ทรงถือธรรมเปนใหญ ไมมีอะไร
ใหญกวาธรรม
คนที่ถอื ธรรมเปน ใหญ คอื เปน ธรรมาธปิ ไตยน้ัน มีลักษณะสาํ คัญ คอื ๕๔
๑. เปนคนมีหลักการไมเล่ือนลอยไปตามกระแส เอาความจริง ความถูกตอง ความดี
งาม ความเปนไปตามเหตุผล และกฎกติกาเปน เกณฑตัดสิน
๒. ใชปญญาและพัฒนาปญญาอยูเสมอ เพ่ือใหรูเทาทันขอมูลความเปนไปตามความ
เปนจริงและเพื่อใหรูเขาใจ เขาถึงหลักการความถูกตองดีงามและเหตุผลในเร่ืองน้ัน ๆ เพ่ือให
สามารถรกั ษาหลักการ ความจรงิ ความถกู ตอ งไวไ ด
๓. มีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ สุจริตใจในการใชปญญาพิจารณาการตัดสินใจ ไมเอน
เอียงไปดวยอคติ
๔. รักธรรม รักความจริงความถูกตองดีงาม ทําอะไรก็จะมุงใหศึกษาธรรมและเปนไป
ตามธรรมมุงใหไดความจรงิ มุง ใหเ กิดความถูกตองดีงาม จนขามพนความยึดถือในตัวไปได ใหธรรม
เปนใหญเหนือเกียรติและศักด์ิศรีของตน และเพราะรักธรรม มุงใหเกิดความเปนธรรมนั้น จึงเปน
คนทพี่ ดู ดวยงา ยรับฟง ขอ มลู และเหตุผล ไมดื้อรน้ั ในทิฐิ
๕๓ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), สถานการณพระพุทธศาสนากระแสไสยศาสตร, พิมพคร้ังที่ ๓,
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ บริษัท สหธรรมกิ จาํ กดั , ๒๕๓๙), หนา ๒๖-๒๗.
๕๔ เร่ืองเดียวกัน, หนา ๒๘.
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๗๕
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอ การพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ใน ๔ ขอน้ี ขอสุดทา ยเปน ตัวตัดสินความเปนธรรมาธิปไตย แตในการปฏิบัติ จะขาด ๓
ขอ แรกกไ็ มได ตองมีไวครบทง้ั หมด จึงจะช่ือวา เปน ธรรมาธปิ ไตยโดยแท
๓.๕.๓ พระสงฆกบั การเมืองการปกครอง
พุทธทาสภิกขุไดกลาวถึงการเมืองวา หมายถึง การจัดการทําใหคนอยูรวมกันมาก ๆ
น้ัน อยูกันดวยสันติสุข ดวยความสงบสุขอยางแทจริงและการเมืองที่แทจริงน้ัน ตองประกอบไป
ดวยส่ิงที่เรียกวาธรรมหรือพระธรรม แลวการเมืองจะมีประโยชนหรือเปนส่ิงสูงสุดเปนเร่ืองของ
มนุษย เปนเรื่องทเ่ี ราหลกี เลี่ยงไมได เพราะทุกคนเปนมนษุ ย ดงั น้นั ทุกคนตองสนใจการเมือง๕๕
การเมืองเก่ียวของกับทุกคน แตทุกคนเก่ียวของกับการเมืองไมเหมือนกัน แตละคน
เก่ียวของการเมืองดวยวิธีตาง ๆ กัน มีบทบาท มีหนาท่ีตอการเมืองคนละอยางกัน ถามองวา
การเมืองเก่ียวของกับพระ นั่นแนนอนพระก็เกี่ยวของกับการเมือง โดยพระมีหลักปฏิบัติวา มิให
กระทําคิหิสังสัคคะ อันไมสมควร คือ ไมใหคลุกคลีกับคฤหัสถ เพราะฉะนั้น พระจึงไมเขาเปน
ฝกฝา ยกบั นักการเมืองฝายไหนท้งั สิ้น เปน กลางตอทกุ คนทกุ ฝา ย๕๖
ท่ีวา เปน กลางน้ันกค็ ือ เปน กลางอยา งแท เปนกลางมิไดหมายความวา อยูระหวางกลาง
หรืออยูคร่ึงทางระหวางสองฝาย แต “กลาง” หมายถึง เสมอกันแกทุกคน ไมเขาใครออกใคร เอา
ความถูกตองดงี ามเปนหลักเรียกวา ถือธรรมเปนประมาณ เหมือนกาลเวลา เหมือนฟาดิน เหมือน
ดิน นํ้า ลม ไฟ และเวลาไมรอใคร มีใหแกทุกคนเทากันหมด ไมเลือกรักผลักชัง ดังน้ัน เปนกลางท่ี
แทคอื อยูกบั ธรรม ธรรมเปน ของทุกคนเทา เทียมกัน
พระก็เชนกัน ไมเขาใครออกใคร ถือธรรมเปนใหญ เอาธรรมเปนเกณฑวินิจฉัย อยูกับ
ธรรมจะวาเปน ตวั แทนธรรม หรือเปนเร่ืองของธรรมก็ได พระแสดงธรรมไป คฤหัสถญาติโยมก็เอา
ธรรมนั้นไปวัดกนั เขาไป ธรรมเปน เร่อื งท่ตี องตัง้ เปนเกณฑไ ว๕๗
เหตุผลของพระตางจากคนอื่น ๆ คือ พระตองเกี่ยวของกับการเมือง เพราะพระตองมี
ธรรมการเมืองจะตองชอบธรรม หรือวาการเมืองตองถูกตองตามธรรม และการเมืองจะตองมุง
๕๕ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ ธรรมะกบั การเมือง, หนา ๑๗-๒๑.
๕๖ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), ฟนสุขภาพยามสังคมวิกฤต, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ
จันทรเ พ็ญ, ๒๕๕๑), หนา ๔๑.
๕๗ เร่อื งเดยี วกนั , หนา ๔๒-๔๓.
๗๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ตองเปนไปเพ่ือประโยชนสุขของประชาชน เพราะฉะน้ัน พระผูอยูรวมกับธรรม เปนผูใหธรรม จึง
ตองเกี่ยวขอ งกบั การเมืองดว ยการใหธ รรมแกก ารเมือง
มีตัวอยา งของกรณีที่พระสงฆไทยเขาไปมีสวนรวมในทางการเมืองการปกครองของไทย
ดังตอ ไปนี้
กรณที ี่หนง่ึ ในรชั สมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อคร้ังท่ีพระองคทรงมีชัยชนะ
ยุทธหัตถีเหนือพระมหาอุปราชา แหงกรุงหงสาวดี ก็ทรงโทมนัสนอยพระหฤทัยท่ีไมสามารถจะตี
ขา ศึกใหแ ตกยับเยินไปไดเหมือนคร้ังกอน เพราะเหตุท่ีกองทัพทาวพระยา ขาราชการไมยอมเสด็จ
ไปใหท นั รบพงุ พรอมกนั เมื่อเสดจ็ กลับมาถึงพระนคร จึงตรัสสั่งใหลูกขุนประชุมปรึกษาโทษแมทัพ
นายกองตามพระอัยการศึก ซ่ึงคณะลูกขุนปรึกษาหารือกันและมีมติวา แมทัพนายกองท้ังหลายมี
ความผิดฐานบังอาจฝาฝนพระราชโองการไปรบพุงขาศึกโดยพลการจนเสียทัพแตกมา และมี
ความผิดฐานและเลยมิไดตามเสด็จใหทันทวงทีการพระราชสงคราม โทษถึงประหารชีวิตดวยกัน
ทกุ คน จงึ มคี ําสั่งใหเ อาตวั ขาราชการเหลา นน้ั ไปประหารชวี ติ เสยี ๕๘
เรื่องดังกลาวน้ี ความทราบถึงพระนพรัตนแหงวัดปาแกว ทําใหพระนพรัตนกับ
พระราชาคณะรวม ๒๕ รูปไปเขาเฝาสมเด็กพระนเรศวรมหาราช ซ่ึงพระองคไดตรัสเลาความท้ัง
ปวงตั้งแตต นจนถงึ มพี ระราชโองการประหารชวี ติ เหลาขาราชการท้ังหลาย พระนพรัตนจึงไดถวาย
พระพรใหทรงทราบวาการยุทธหัตถีคร้ังน้ี เปนบุญญาภินิหารเฉพาะของพระองคผูเดียว ที่จะเปน
พระเกียรติยศเลื่องลือแพรไปในโลกนี้ตราบกาลนานนิรันดร และไดถวายพระพรเพ่ิมเติมวา
ขา ราชการเหลา นัน้ มีโทษเปน ความผิดหนักหนาอยแู ลว แตเขาเหลาน้ันไดรบั ราชการสนองพระเดช
พระคุณของแผนดินมาชานาน จึงขอพระราชทานอภัยโทษแกขาราชการเหลาน้ี เพ่ือจะไดรับ
ราชการฉลองพระเดชพระคณุ สืบตอไปอกี
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไดรับส่ังวา เมื่อพระคุณเจาขอบิณฑบาตแลว ก็จักถวาย
ชีวิตของขาราชการเหลาน้ัน แตท้ังน้ีตองใหไปตีเมืองตะนาวศรีและเมืองทวายเปนการแกตัวกอน
ซ่ึงเรื่องนี้สมเดจ็ พระนพรตั นไ ดถวายพระพรไปวา การซึ่งจะใชใหไปตีบานเมืองนั้นก็สุดแตพระราช
๕๘ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ, ไทยรบพมา, พิมพคร้ังท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ
คลงั วิทยา, ๒๕๑๔), หนา ๑๔๙-๑๕๐.
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๗๗
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
สมภารเจาจะสงเคราะหมิใชกิจของสงฆผูเปนสมณะเชนน้ี และแลวจึงไดถวายพระพรลากลับไป
พรอ มดวยพระราชาคณะท้ังปวง๕๙
กรณีท่ีสอง ในสมัยพระนารายณมหาราช พระเพทราชาและพระเจาเสือเปนกบฏนํา
ทหารมาลอมวัง สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงทราบแนชัดวา ถาพระองคสวรรคต พระเพท
ราชากบั พระเจาเสือจะตองจับกุมขุนนางผูใหญฝายตรงขามมากมายประหารชีวิต พระองคจึงทรง
พระดํารชิ ว ยดวยการใหราชบรุ ุษไปอาราธนาสมเด็จพระสังฆราชพรอ มดวยพระสงฆจํานวนพอท่ีจะ
ใหการอปุ สมบทมาท่ีวงั
เม่ือสมเด็จพระสังฆราชเสด็จถึงแลว สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงมีพระราชดํารัส
แสดงจุดมุงหมายของพระองค แลวพระองคทรงกลาวคําถวายวังเปนวัดแกพระศาสนา เม่ือถวาย
วังเสร็จสมเด็จพระสังฆราชก็ทําพิธีผูกพัทธสีมา ทําวังเปนวัด พระราชนิเวศนก็เปนด่ังโบสถ เปนที่
อุปสมบทไดค นไหนมภี ยั อันตรายก็บวชใหท กุ คน
เมื่อบวชเสร็จ สมเด็จพระสังฆราชก็ทรงพาพระใหม ซ่ึงเปนอํามาตยขาราชบริพาร
นายทหารช้ันผใู หญ ติดตามพระองคอ อกไป ทง้ั ท่ีขณะนั้น ทหารฝายพระเพทราชาลอมวังอยูเต็มที่
ถาเปนคฤหัสถก็ถูกฆาตายอยางแนนอน แตเม่ือเปนพระออกไป เขาไมทําอะไรเลย หมายความวา
อํามาตยขาราชบริพารเหลานั้นติดตามสมเด็จพระสังฆราชไปอยูวัด เปนการแสดงใหเห็นชัดวา
การเมอื งไมม ายงุ กบั ทา นเหลาน้ัน และทา นเหลา นน้ั กไ็ มย งุ กับการเมอื งเชนกัน๖๐
ดังนน้ั ท้ังสองกรณตี วั อยางของพระสงฆไ ทยทเี่ ขา ไปมีสวนรวมกับการเมืองการปกครอง
นั้นลวนแลวแตเปนไปตามบทบาทหนาท่ีในการเผยแผพระพุทธศาสนาท้ังสิ้น โดยอาศัยความ
เมตตาและกรุณาเปนที่ต้ัง แตอยางไรก็ตาม หากพระสงฆไมเก่ียวของกับการเมือง ในบางครั้ง
การเมอื งนนั่ แหละเขามาเก่ียวของกับพระสงฆ ทําใหพลอยเดือดรอนไปดวย ดังตัวอยางกรณี พระ
พิมลธรรม (อาจอาสภเถร) อดตี อธิบดีสงฆว ดั มหาธาตุ ท่ีถูกการเมืองเลนงานจนตองเขาไปจําวัดใน
สันติปาลารามรวม ๗ พรรษามาแลว๖๑
๕๙ เรอื่ งเดยี วกัน, หนา ๑๕๑-๑๕๒.
๖๐ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตโฺ ต), ฟนสขุ ภาพยามสงั คมวิกฤต, หนา ๔๙-๕๑.
๖๑ พระพิมลธรรม (อาจอาสภเถร), ผจญมาร (กรุงเทพมหานคร: สํานักงานกลาง กองการวิปสสนา
ธุระ วดั มหาธาต,ุ 2530).
๗๘ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
การท่ีไดกลาวมาโดยสังเขปน้ี ก็เปนเร่ืองช้ีใหเห็นวา พระสงฆก็สามารถมีบทบาท
ทางดานการเมืองการปกครองได แตเปนบทบาทของสงฆท่ีมีความเมตตากรุณาเปนสําคัญ เปน
ท่ตี งั้ จึงจะเปน ทย่ี อมรับของสงั คมไทย
๓.๕.๔ ผูปกครองชาวพุทธกับการเมืองการปกครอง
มเี ร่ืองที่นาสนใจมากในประวัติศาสตรของมนุษยชาติ ที่ผูปกครองที่ย่ิงใหญของโลก คือ
พระเจา อโศกมหาราช (ประสูติเม่ือ พ.ศ. ๑๘๔) ผูเปนจักรพรรดิผูยิ่งใหญแหงชมพูทวีปหรืออินเดีย
ท่พี ระองคทรงละเลิกชัยชนะท่ีโหดรายดวยการเขนฆาแยงชิง ยึดเอาทุกอยางทั้งทรัพยสิน ดินแดน
บุตรภรรยาและแมแตชีวิตของผูแพ แลวทรงหันมารับหลักการแหง ธรรมวิชัย อันเปนชัยในทาง
สันติที่ชนะใจดวยความดี ซึ่งไมตองใชอาญา ไมตองใชศาสตราตามคติจักกวัตติราชาของ
พระพทุ ธศาสนา๖๒
การปกครองโดย ธรรมวิชัย ของพระเจาอโศกมหาราชหรือระบอบ “ธรรมราชา” ได
บังเกิดประโยชนแกชาวโลกโดยเฉพาะชาวเอเชียเปนอเนกอนันต เพราะถาไมมีพระองค
พระพุทธศาสนาก็ไมอาจขยายมาตลอดทวีป พระเจาอนุรุธมหาราชแหงพมา และกษัตริยแหงวงศ
ศรีวชิ ยั กค็ งไมม ฐี านธรรมวิชยั ในยุคตอมา ประเทศไทย พมา ศรีลังกา กัมพูชาและลาว ก็คงไมเปน
ดินแดนพระพทุ ธศาสนาแบบเถรวาทอยใู นทกุ วันน๖้ี ๓
ดวยความเปนกษัตริยเปนจักรพรรดิชาวพุทธ จึงทําใหพระเจาอโศกมหาราชมีพระ
เกียรติคุณแผไพศาลยั่งยืนกวาราชวงศของพระองค แตก็ไมไดทําใหประเทศอินเดียหรือดินแดน
แหง ภารตะสญู หายสลายไปแตประการใด จารกึ โองการอโศก หรือศิลาจารึกอโศก ก็ยังคงเปนสิ่งที่
คนอินเดยี และผทู สี่ นใจทั่วโลกศึกษาดว ยความชื่นชม ตราธรรมจักรกป็ กอยกู ลางชัยธวัชของอินเดีย
หมอื นกบั ทป่ี กอยูในดนิ แดนพทุ ธทั่วโลกในขณะนี้
๖๒ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), จาริกบุญจาริกธรรม, พิมพครั้งท่ี ๑๐, (กรุงเทพมหานคร:
บรษิ ทั พิมพส วย จาํ กดั , ๒๕๕๑), หนา ๑-๖๗ (๒)
๖๓ เสถียรพงษ วรรณปก, จากพระพุทธเจา ถึงพระเจาอโศกมหาราช, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท
ธรรมสาร จาํ กดั , ๒๕๔๖).
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๗๙
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๓.๖ บทสรปุ
พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นมาในโลกกวา ๒,๕๐๐ ป มาแลวโดยตลอดระยะเวลานี้ เปน
เครื่องยืนยันและช้ีใหเห็นวา พระพุทธศาสนานั้น เปนศาสนาแหงการพัฒนา เปนศาสนาแหง
การศึกษาฝกตนและเปนศาสนาแหงการศึกษาอบรมบมนิสัยตนก็วาได ทั้งน้ีเพราะมีหลักธรรมคํา
สอนในทางพระพุทธศาสนาเปนแกนกลางหรือเปนเครื่องมือท่ีจะชวยพัฒนาและฝกตนใหไดมีการ
เพม่ิ ศกั ยภาพของความเปนมนษุ ยใ หสมบรู ณม ากย่งิ ขน้ึ
เมื่อกลา วถึงการทีพ่ ระพทุ ธศาสนาเปน ศาสนาแหงการพัฒนาแลว ก็สามารถเชื่อมโยงให
เห็นไดเชนน้ันวา พระพุทธศาสนามีสวนรวมตอการพัฒนาการเมืองการปกครองเปนอยางยิ่ง พระ
จริยาวัตรของพระพุทธเจา ท่ีทรงเปนแบบอยางถึงขอบเขตที่พระพุทธองคทรงเกี่ยวของกับ
การเมอื งการปกครองพระธรรมวนิ ัยที่พระพุทธองคทรงสั่งสอนไว มีหัวขอและเน้ือหาสาระที่มีสวน
สงเสริม สนับสนุนใหเกิดการพัฒนาการเมืองการปกครอง ผูบริหารหรือผูปกครองของประเทศได
อาศัยหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ไปประยุกตใชในการบริหารงานของตนอยางประสบ
ผลสําเรจ็ สรา งความสงบสุขสรางความเจริญรงุ เรืองใหแกประเทศชาติ และสังคมมากมายแลว อีก
ท้ังพระสงฆสาวกของพระพุทธองคก็ไดดํารงอยูในสังคมสงฆท่ีเปนสังคมตัวอยางที่ดีในระบบการ
ปกครองทั้งหลาย ท้ังยังไดทําหนาท่ีสื่อสารพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธองคใหสังคมนําไป
ปฏิบัติ กอใหเกิดความรมเย็นเปนสุขแกประชาชนในระบบการเมืองการปกครองน้ัน รวมถึง
กิจกรรมใหญนอยท่สี ําคญั ของรัฐ ของประเทศ ของชมุ ชนลวนแลวแตเก่ียวของกับพระพุทธศาสนา
โดยเฉพาะอยางย่ิงในสังคมไทยท่ีมีความใกลชิด และอิงอาศัยพระพุทธศาสนาใหเปนเคร่ืองหลอ
หลอม กลอมเกลานิสัยใจคอของคนไทยใหมีลักษณะเยือกเย็น ไมใชความรุนแรงในการแกปญหา
และอยรู ว มกนั โดยสนั ตสิ ขุ ตลอดมา
กลาวอีกนัยหนึ่ง พระพุทธศาสนากับรัฐที่ทําหนาที่ในการเมืองการปกครอง มีสวน
สัมพันธกันอยางใกลชิด ตางก็พ่ึงพิงอาศัยกันและกัน ฝายของการพระศาสนาตองการเผยแผคํา
สอนใหแพรหลายออกไปใหกวา งขวาง สว นฝา ยรัฐกต็ องความสงบสุข ความเจริญรุงเรืองในระบอบ
การเมืองการปกครองของตนเอง ซึ่งความตองการของทั้งสองฝายน้ี ตางสอดคลองไปดวยกันได
ท้ังน้ี การท่ีรัฐสัมพันธกับพระพุทธศาสนาก็เพราะวา เปนหนาท่ีเกี่ยวของกับธรรม หรือหนาท่ีตอ
ธรรม และเปนหนา ที่ในฐานะของผปู กครองหรอื รัฐทีพ่ งึ มตี อพระพุทธศาสนานั่นเอง
๘๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย
คําสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น มีสวนเก่ียวของกับการเมืองการปกครองชนิดที่
แยกกันไมออก เพราะหากการเมืองการปกครองที่ไรธรรมะแลว การเมืองการปกครองนั้นก็จะนํา
ความหายนะความไมสงบสุขมาสูสังคมและประเทศชาติบานเมืองนั้นได ตัวอยางคําสอนในทาง
พระพุทธศาสนาก็มีสว นสง เสริมตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองเปนอยางยิ่ง นั่นก็คือ หลักของ
ธรรมาธิปไตย คือ การถือความจริง ความถูกตองดีงาม ถือหลักการและกฎกติกาเปนใหญ เมื่อ
นําไปใชในระบอบการปกครองที่เรียกวา ประชาธิปไตยนั้น ก็จะทําใหระยอบการปกครองแบบน้ี
ทําใหคนในสังคมมีจิตใจเปนประชาธิปไตย สังคมจะเปนสังคมที่เปนประชาธิปไตยท่ีสมบูรณและ
ระบอบประชาธิปไตยจะสําเร็จผลตามเปาหมายที่วางไว นั่นก็คือ ความผาสุก ความเจริญรุงเรือง
และความสงบเรียบรอ ย ยอมบังเกดิ ขน้ึ ในสังคมนอ้ี ยางไมต อ งสงสัย
บทท่ี ๔
ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
๔.๑ บทนาํ
การศึกษาการเมืองการปกครองไทย จําเปนอยางย่ิงตองเขาใจถึงภูมิหลังการเมืองการ
ปกครอง และสภาพสังคมไทยในอดีตเสียกอน จึงจะนําไปสูความรูความเขาใจเกี่ยวกับการเมือง
การปกครองไทยในยุคปจจุบันได ดังนั้นเพื่อใหมีความรูความเขาใจประวัติศาสตรการเมืองการ
ปกครองของไทย จะมีวัฒนาการตามลําดับ จะศึกษาถึงการเมืองการปกครองของแตละยุคสมัย
ของการเมืองการปกครองไทยจากอดตี ถึงปจจุบัน โดยแบง สมัยตา ง ๆ ดงั น้ี
๑. สมัยสุโขทัย พ.ศ. ๑๗๘๑-๑๙๘๑
๒. สมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๑๐
๓. สมัยกรุงธนบรุ ี พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๒๕
๔. สมยั กรุงรัตนโกสนิ ทรต อนตน พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๔๗๕
๕. สมยั เปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕-ปจจุบัน
๔.๒ การเมอื งการปกครองสมยั สุโขทยั ๑
อาณาจักรสุโขทัยเม่ือแรกต้ังยังมีอาณาเขตไมกวางขวาง มีจํานวนพลเมืองยังไมมาก
และอยูในระหวางการกอรางสรางตัว การปกครองในระยะแรกจึงยังเปนการปกครองระบบแบบ
ครอบครวั ผูน ําของอาณาจกั รทาํ ตัวเหมือนบิดาของประชาชน มีฐานะเปนพอขุน มีความสัมพันธ
ใกลชิดกับประชาชน ตอมาหลังสมัยพอขุนรามคําแหงสถานการณของบานเมืองเปลี่ยนแปลง
ไป จึงเรมิ่ ใชการปกครองท่ีเปนแบบแผนมากขน้ึ ความสัมพนั ธระหวางผูนํากับประชาชนแตกตาง
ไปจากเดิม ความพยายามท่ีจะเพ่ิมพูนอํานาจของกษัตริยใหสูงทรงมีฐานะเปนธรรมราชา และทรง
ใชหลักธรรมมาเปน แนวทางในการปกครอง
ลกั ษณะการปกครองในสมยั สุโขทยั การปกครองในสมัยสโุ ขทัยแบงเปน ๒ ระยะคือ
๑. สมัยสุโขทัยตอนตน เร่ิมตั้งแตสมัยพอขุนศรีอินทราทิตย ไปถึงสิ้นสมัยของพอขุน
รามคําแหง
๒. สมัยสโุ ขทัยตอนปลายตง้ั แตส มยั พระยาเลอไทยไปถงึ สมยั สุโขทัยหมดอาํ นาจ
๑ การปกครองสมัยสุโขทัย, แหลงที่มา (ออนไลน) www.siranee2534.blogspot.com. [๒๑
มิถุนายน ๒๕๖๐].
๘๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๔.๒.๑ การปกครองสมยั สุโขทัยตอนตน (พ.ศ. ๑๗๙๒-๑๘๔๑)
หลังจากท่ีพอขุนศรีอินทราทิตยไดสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยข้ึนมาแลวไดพยายามขจัด
อิทธิพลของขอมใหหมดไปจึงไดจัดระบบการปกครองใหมเปนการปกครองแบบไทยๆที่ถือวา
ประชาชนทุกคนเปนคนในครอบครัวเดียวกัน โดยมีพระมหากษัตริยเปนหัวหนาครอบครัว คือ
พระมหากษัตริยไดปกครองประชาชนในฐานะบิดาปกครองบุตร หรือที่เรียกวาการปกครองแบบ
ปตุราชาธปิ ไตย ซึ่งมลี ักษณะทส่ี าํ คญั ดงั ตอไปน้ีคอื
๑. รูปแบบการปกครองเปนแบบราชาธิปไตยคือพระมหากษัตริยทรงมีฐานะเปน
ผูปกครองสูงสดุ ทรงเปน ผูใชอํานาจอธิปไตย
๒. พระมหากษัตรยิ ม คี วามสมั พนั ธใกลชดิ กบั ประชาชนเปรียบเสมือนบิดากับบุตร ทําตัว
เปรียบเสมือนหัวหนาครอบครัว พระมหากษัตริยในสมัยสุโขทัยตอนตนจึงมีพระนามนําหนาวา
พอ ขนุ
๓. ลักษณะการปกครองระบบครอบครวั ลดหล่ันกันเปนช้ัน ๆ นอกจากพระมหากษัตริย
ทาํ ตัวเปรยี บเสมอื นบดิ าของราษฎรแลว ยงั มกี ารจัดระบบการปกครอง ดังนี้
- ใหครัวเรือนหลายครัวเรือนรวมตัวกันเปน บานอยูในความดูแลของ พอบาน ผูอยู
ภายใตการปกครองเรยี กวา ลูกบาน
- หลายบา นรวมกัน เปน เมือง ผปู กครองเรยี กวา ขนุ
- เมืองหลายเมอื งรวมกนั เปน อาณาจักร อยูในการปกครองของ พอ ขุน
แสดงใหเห็นวานอกจากพอขุนผูเปนประมุขสูงสุดแลว ยังมีผูปกครองที่ไดรับมอบหมาย
จากพอ ขุน ทาํ หนา ทเ่ี ปน กลไกในการปกครองดว ย
๔. พระมหากษัตรยิ ทรงยึดหลกั ธรรมทางศาสนาในการบริหารบานเมืองและทรงชักชวน
ใหประชาชนปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะสามารถอยูรวมกันไดอยางมีความสุขนอกจากนี้ในสมัยสุโขทัย
ตอนตนยังมีการปกครองแบบทหารแอบแฝงอยูดวยเน่ืองจากในระยะแรกตั้งสุโขทัยมีอาณาเขต
แคบๆประชาชนยังมีนอยดังนั้นทุดคนจึงตองมีหนาที่ในการปองกันประเทศเทาๆกันจึงกําหนดวา
เวลาบานเมืองปกติประชาชนตางทํามาหากินแตเวลาเกิดศึกสงคราม ชายฉกรรจทุกคนตองเปน
ทหาร โดยมีพระมหากษตั ริยท รงเปน จอมทพั
๔.๒.๒ การปกครองในสมัยสโุ ขทัยตอนปลาย (พ.ศ. ๑๘๔๑-๑๙๘๑)
หลังจากที่พอชันรามคําแหงสวรรคตในพ.ศ.๑๘๔๑แลวอาณาจักรสุโขทัยเร่ิม
ระส่ําระสายพระมหากษัตริยรัชกาลตอมาเร่ิมออนแอ ไมสามารถรักษาความมั่นคลของอาณาจักร
ไวได เมืองหลายเมืองแยกตัวออกไปเปนอิสระสภาพการเมืองภายในเกิดปญหาการ
สืบราชสมบัติ รูปแบบการปกครองแบบบิดาปกครองบุตรเร่ิมเส่ือมสลายลงเนื่องจากสถาบัน
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๘๓
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
พระมหากษัตรยิ ไ มมั่นคงเพยี งพอ จนกระทั่งสมัยพระยาลิไทย ซึ่งขณะน้ันปกครองอยูท่ีเมืองศรีสัช
นาลัยไดยกกําลังเขายึดเมืองสุโขทัยและปราบศัตรูจนราบคาบบานเมืองจึงสงบลงเม่ือพระมหา
ธรรมราชาท่ี๑ (ลิไทย) ขึ้นครองราชยสมบัติในป ๑๘๙๐ ทรงตระหนักถึงความไมมั่นคง
ภายใน ประกอบกับเวลาน้ันกรุงศรีอยุธยาที่ต้ังขึ้นมาใหมกําลังแผขยายอํานาจจนนากลัวจะเกิด
อันตรายกับสุโขทัยพระมหาธรรมราชาที่๑ (ลิไทย) ทรงเห็นวาการแกปญหาทางการเมืองดวยการ
ใชอํานาจทางทหารอยางเดียวนั้นไมสามารถทําไดเพราะอํานาจทางการทหารในสมัยของพระองค
น้นั ไมเ ขมแข็งพอ จึงทรงดําเนินพระราชกุศโลบายโดยทรงทํานุบํารุงสงเสริมพระพุทธศาสนา ทรง
เปนผูปฏิบัติธรรมเปนตัวอยาง และไดทรงสรางถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาไวท่ัวไปเพ่ือเปนท่ี
เคารพบูชาของประชาชนใหเกิดเล่ือมใสศรัทธายึดหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเปนหลักในการ
ดาํ เนนิ ชวี ิต สรางความสามัคคกี ลมเกลียวกนั ในแผน ดิน
การปกครองท่ีอาศัยพระพุทธศาสนาน้ี เรียกวา การปกครองแบบธรรม
ราชา พระมหากษัตริยจะทรงตั้งมั่นอยูในทศพิธราชธรรม การปกครองแบบธรรมราชาน้ีถูกนํามาใช
จนประท่ังสิ้นสดุ สมัยสโุ ขทัย
๑. การปกครองแบบกระจายอํานาจ
เนื่องจากในสมัยพอขุนรามคําแหงอาณาจักรสุโขทัยมีอาณาเขตกวางขวางมากที่สุด จึง
จําเปนตองมีการปกครองแบบกระจายอํานาจโดยแบงหัวเมืองออกเปนช้ันๆเพ่ือกระจายอํานาจใน
การปกครองออกไปใหท่ัวถึงเมืองตาง ๆในสมัยสุโขทัยแบงออกเปน ๔ ชั้น แตละช้ัน
พระมหากษตั ริยทรงใชอํานาจในการปกครองดงั นี้
๑) เมืองหลวง หรือเมืองราชธานี อาณาจักรสุโขทัยมีเมืองสุโขทัยเปนราชธานี เมือง
หลวงหรือเมืองราชธานีมีพระมหากษัตริยปกครองเอง เมืองราชธานีเปนศูนยกลางทางการ
ปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม ศาสนาวฒั นธรรมประเพณี
๒) เมืองลูกหลวง หรือเมืองหนาดานเรียกอีกอยางหน่ึงวาหัวเมืองช้ันใน ตั้งอยูราย
รอบราชธานที ั้ง ๔ ทิศ หางจากเมืองหลวงมีระยะทางเดินเทา ๒ วัน เมอื งลูกหลวงมดี ังน้ี
ทศิ เหนือ ไดแก เมืองศรสี ชั นาลัย
ทิศตะวันออก ไดแก เมืองสองแคว (พิษณุโลก)
ทศิ ใต ไดแ ก เมอื งสระหลวง (เมอื งพิจติ รเกา)
ทิศตะวนั ตก ไดแก เมอื งนครชมุ (กาํ แพงเพชร)
เมืองลูกหลวงมีความสําคัญรองมาจากเมืองหลวง ผูท่ีถูกสงไปปกครองคือเจานายเชื้อ
พระวงษ
๘๔ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
๓) มืองพระยามหานคร เปนหวั เมอื งชัน้ นอกหางจากเมอื งราชธานีออกไปมากกวาเมือง
ลูกหลวง พระมหากษัตริยจะทรงแตงต้ังขุนนางชั้นผูใหญหรือผูท่ีเหมาะสมและมีความสามารถไป
ปกครองดูแลเมืองเหลาน้ีโดยข้ึนตรงตอพระมหากษัตริยมีวิธีการปกครองเชนเดียวกับหัวเมือง
ช้ันใน เมืองพระยามหานครในสมัยสุโขทัย เชน เมืองพระบาง (นครสวรรค) เมืองเชียงทอง (อยูใน
เขตจงั หวัดตาก) เมอื งบางพาน (อยใู นเขตจงั หวดั กาํ แพงเพชร) เปน ตน
๔) เมืองประเทศราช ไดแกเมืองท่ีอยูนอกอาณาจักรชาวเมืองเปนชาวตางชาติตาง
ภาษาพระมหากษัตริยทรงดําเนินนโยบายในการปกครองคือใหเจานายพ้ืนเมืองเดิมเปนเจาเมือง
ปกครองกันเอง โดยไมเขาไปยุงเกี่ยวกับการปกครองภายใน ยกเวนกรณีที่จําเปนเทานั้นยามปกติ
เมืองประเทศราชตองสงเคร่ืองราชบรรณาการมาถวายพระมหากษัตริยสุโขทัยทุก๓ป ยาม
สงครามตองสง กองทัพและเสบียงอาหารมาชวย สมัยพอขุนรามคําแหงมีเมืองประเทศราชหลาย
เมอื งดังตอไปนค้ี อื
ทิศเหนอื ไดแก เมืองแพร เมอื งนาน
ทศิ ตะวนั ตก ไดแก เมอื งทะวาย เมืองเมาะตะมะ เมอื งหงสาวดี
ทศิ ตะวันออกเฉียงเหนอื ไดแก เมืองเซา ( หลวงพระบาง ) เมอื งเวียงจนั ทน
ทิศใต ไดแ ก เมอื งนครศรีธรรมราช เมอื งมะละกา เมืองยะโฮร
๔.๒.๓ การปกครองสมัยสโุ ขทยั มีจดุ เดนคอื ๒
ศาสตรตราจารยดร.ลิขิต ธีรเวคิน ผูเช่ียวชาญดานการเมืองการปกครองของไทย ได
สรปุ แงคดิ เกยี่ วกับการเมืองการปกครองไทยสมัยสุโขทัยที่มีจุดเดนท่ีไดรับการกลาวขานถึงมากแต
อดีตจนกระทั่งปจจุบนั ดังตอ ไปนี้
รูปแบบการปกครองแบบพอปกครองลูก หรือพอขุน ซึ่งกลาวไววาเปนของไทยแท
ดั้งเดิมแตก็ไมไดหมายถึงวาสังคมอ่ืนไมมี ความคิดทํานองเดียวกันน้ีเปนรูปแบบท่ียังมีการ
กลาวถึงในปจจุบันลัทธิธรรมชาติ หรือกษัตริยเปรียบเหมือนพระพุทธเจา ซ่ึงบงชี้ถึงการใชธรรม
และเมตตาธรรมเปนพื้นฐานมโนทัศนเร่ืองสวรรค นรก ซึ่งทําหนาท่ีอุดมการณเพื่อการจัดระเบียบ
สังคมและการปกครองบริหารเสรีภาพประชาชนโดยเฉพาะตน สามรัชกาล เชน ความอิสระใน
การคาขาย และกิจการอื่น ๆ ความใกลชิดสนิทสนมระหวางผูปกครองและผูอยูใตปกครอง
โดยเฉพาะสามรัชกาลตน ความเจริญในดานอุตสาหกรรมชามสังคโลกการประดิษฐอักษรไทยยุค
พอขุนรามคําแหง ทําใหประเทศไทยมีส่ือกลางของความหมาย ประเทศไทยมีภาษาท่ีเปนลาย
๒ ลิขติ ธีรเวคิน, ศาสตรตราจารย,ดร.,ววิ ัฒนาการการเมืองการปกครองไทย, พมิ พคร้งั ท่ี ๖ แกไ ข
เพิ่มเตมิ , (กรุงเทพมหานคร : สาํ นักพิมพม หาวิทยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๑), หนา ๒๕.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๘๕
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ลักษณอ ักษร การขยายอาณาเขตโดยใชค วามสัมพันธทางการแตงงานการติดตอกับจีนและการได
ชางทําชามสังคโลกมาชวยปรับปรุงการทําชามสังคโลกซ่ึงเปนรัชวิสาหกิจการติดตอกับสงฆจาก
นครศรธี รรมราชและจากศรีลังกาเพ่อื สบื ทอดพระพุทธศาสนา
๔.๓ การเมอื งการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา
การปกครองในสมัยอยุธยา จัดวาเปนการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือแบบสม
บูรณาญาสิทธิราชเต็มรูปแบบ กลาวคือเปนการปกครองที่อํานาจอธิไตยอยูที่พระมหากษัตริย
พระองคเดียว ไมมีอํานาจสูงสุดใดมาลิดลอมได แนวคิดการปกครองเชนน้ีไดเปล่ียนแปลงมา
จากสมยั สโุ ขทัยตามคตพิ ราหมณ หรอื อินเดียโบราณ ซ่งึ นํามาประยุกตใชโดยพวกเขมร หรือขอม
ถือวา พระมหากษัตริยไดร บั อาํ นาจมากจากสวรรคห รือเปนพระเจาบนโลกมนษุ ย๓
การปกครองไทยสมัยอยุธยามีระยะเนิ่นนานถึง ๔๑๗ ป กลาวคือต้ังแต พ.ศ. ๑๘๙๓-
๒๓๑๐ เปน การปกครองไดรบั อทิ ธพิ ลมาจากสุโขทัย และจากขอม โดยแบงออกเปน๒ ระยะคอื
ระยะแรก สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๑ (พระเจาอูทอง) จนถึงสมัย สมเด็จพระบรม
ราชาธิบดีที่ ๒ (เจา สามพระยา) และ
ระยะหลัง สมัยปรับปรุงการปกครองคร้ังย่ิงใหญในสมัยแผนดินของพระบรมไตย
โลกนาถจนสน้ิ สดุ กรุงศรอี ยธุ ยา๔สมัยอยธุ ยา พ.ศ.๑๘๙๓-๒๓๑๐๕
บริเวณลุมน้ําเจาพระยาในภาคกลางของประเทศไทย ปรากฏผูคนต้ังถ่ินฐานเปนชุมชน
เปนเมือง เปนแควน และอาณาจักร มีความม่ันคงเจริญรุงเรืองทางเศรษฐกิจและการคาจน
สามารถสรา งสรรคศลิ ปกรรมอนั งดงาม
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อูทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.๑๘๙๓ ความ
เหมาะสมคือ ทําเลที่ตั้งเมืองแมน้ําลอมรอบ ๓ ดาน ไดแก แมนํ้าลพบุรีดานเหนือ แมนํ้าเจาพรยา
ทางดานตะวันตกและใต สว นดา นตะวนั ออก ไดขดุ ลําคูเชอื่ มกับแมน้าํ อยธุ ยาจึงกลายเปนเกาะท่ีมี
ลําน้ําลอมรอบครบท้ัง๔ ดาน นับเปนชัยภูมิท่ีม่ังคงสามารถปองกันขาสึกไดเปนอยางดี กรุงศรี
อยุธยาตง้ั อยูบรเิ วณที่ราบภาคกลาง ซ่ึงลําน้ําสายตางๆ จากภาคเหนือไหลผานไปลงทะเลอาวไทย
๓ รศ.สุขุม นวลสกุล และ รศ.วิศิษฐ ทวีเศรษฐ, การเมืองการปกครองไทย, (กรุงเทพมหานคร:
สาํ นกั พิมพมหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๑), หนา ๖๔-๖๗
๔ บังอร ปย ะพันธ, ประวัตศิ าสตรไ ทย, (กรุงเทพมหานคร : โอเอส.พร้นิ ติง้ เฮาส, ๒๕๓๘), หนา ๙๐.
๕ การปกครองสมัยอยุธยา, (ออนไลน) แหลงที่มา: www. writer.dek-d.com [๒๑ มิถุนายน
๒๕๖๐].
๘๖ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
จึงสามารถควบคุมเสนทางคมนาคม การคา ทางยุทธศาสตร จึงทําใหอยุธยาเปนศูนยกลางที่
อาณาจักรไทย ยาวนานถึง ๔๑๗ ป
๔.๓.๑ สถาบันพระมหากษตั รยิ ใ นสมยั อยธุ ยา
อาณาจักรอยธุ ยาปกครองดว ยระบอบราชธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย ตลอดสมัย
ของอาณาจักรสุโขทัยมีกษัตริยปกครองรวม ๓๓ พระองคลักษณะการใชอํานาจของ
พระมหากษัตริยคือตองการรวมศูนยอํานาจไวที่สถานบันพระมหากษัตริย จึงไดนําลัทธิสมมติเทพ
ซง่ึ เปนหลกั ศาสนาพราหมณ-ฮนิ ดู มาเสริมสรา งสถาบันพระมหากษัตริยใหมีความศักดิ์สิทธิและม่ัง
คง และมีพระราชอาํ นาจสงขน้ึ
ในระยะแรกกอต้ังอาณาจักร สถาบันพระมหากษัตริยของอยุธยาผูกพันกับคติความเช่ือ
ทางพระพุทธศาสนาตามแบบท่ีเคยเปนมา โดยเรียกผูปกครองวามหาสมมติราช หมายถึงผูไดรับ
มอบหมายจากคนทั้งปวงใหเปนผูปกครองสังคม นอกจากนี้ยังเปน พระจักรพรรดิราช หรือ
พระราชาผูยงิ่ ใหญเ ปรยี บเสมือนเทพเจา เปนองคสมมติเทพ จึงตองมีระเบียบประเพณีและพิธีการ
ตา งๆ โดยมีพราหมณเ ปน ผปู ระกอบพธิ ีถวาย คําส่ังพระมหากษตั ริยเรยี กวาโองการ มีภาษาที่ใชกับ
พระมหากษัตริยเรียกวา ราชาศัพท ที่อยูของพระมหากษัตริยเรียกวาพระราชวัง ผูใดท่ีละเมิดจะ
ถกู ลงโทษ
การปกครองและการบริหารของสมัยอยุธยาจะแบงออกเปนสามระยะคือ สมัยอยุธยา
ตอนตน สมยั อยุธยากลาง และสมยั อยุธยาตอนปลาย
๔.๓.๒ การเมืองการปกครองในสมัยอยุธยาตอนตน (พ.ศ.๑๘๙๓-๑๙๙๑)
1. การปกครองสวนกลางพระมหากษัตริย ปกครองแบบรวมอํานาจเขาสู
ศูนยก ลาง คอื จตุสดมภ จตสุ ดมภ แบง เปน
กรมเวยี ง-มี ขุนเวยี ง เปน ผดู ูแล มหี นา ที่ รักษาความสงบสขุ ของราษฏร
กรมวงั -มี ขนุ วงั เปนผูดูแล เปน หวั หนา ฝาย ราชสํานกั การพิจารณาพิพากษาคดี
กรมคลัง-มี ขุนคลงั เปนผูดูแล มีหนาที่รักษาผลประโยชนของแผนดินท่ีไดจากการเก็บ
สว ย อากร
กรมนา-มี ขุนนา เปนเจาหนาที่ดูแลการทําไร นา และสะสมเสบียงอาหารของ พระ
นคร
การปกครองหัวเมือง อยุธยาเปนเมืองหลวง เปนจุดของศูนยรวมอํานาจการ
ปกครอง ลอมรอบดวยเมืองลูกหลวง ประกอบดวย ทิศเหนือ เมืองลพบุรี ทิศตะวันออก เมือง
นครนายก ทิศใต เมือง นครเขือ่ นขนั ธ และทิศตะวันตก เมอื ง สุพรรณบุรี
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๘๗
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ถัดออกมาคือ หัวเมืองชั้นใน ไดแก สิงหบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี และเพชรบุรี และ
เมอื งประเทศราช เชน เมอื ง นครศรธี รรมราชและเมืองพษิ ณโุ ลก
๔.3.3 การเมืองการปกครองสมยั อยุธยาตอนกลาง ๑๙๙๑-๒๒๓๑
การปกครองเร่ิมต้ังแตรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เปนตนมา หลังจากท่ีได
ผนวกเอาอาณาจักรสุโขทัยมาเปนสวนหน่ึงของอาณาจักรอยุธยา โดยมีลักษณะสําคัญ ๒ ประการ
คอื
๑. จดั การรวมอํานาจเขา สศู นู ยก ลาง
๒. แยกกจิ การฝายพลเรือนกบั ฝายทหารออกจากกัน
๑. การปกครองสว นกลาง
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯใหมีตําแหนงสมุหกลาโหมรับผิดชอบดาน
การทหาร นอกจากน้ยี ังไดท รงตัง้ หนวยงานเพิ่มขน้ึ มา อีก ๒ กรม คือ
กรมมหาดไทย มีพระยาจักรีศรีองครักษเปนสมุหนายก มีฐานะเปนอัครมหาเสนาบดี มี
หนา ทีค่ วบคุมกิจการพลเรอื นท่วั ประเทศ
กรมกลาโหม มีพระยามหาเสนาเปนสมุหพระกลาโหม มีฐานะเปนอัครมหาเสนาบดี มี
หนาท่ีควบคุมกิจการทหารทั่วประเทศ
นอกจากนใี้ น ๔ กรมจตุสดมภท่ีมีอยูแลว ทรงใหมีการปรับปรุงเสียใหม โดยต้ังเสนาบดี
ข้ึนมาควบคุมและรบั ผิดชอบในแตล ะกรมคือ
กรมเมอื ง (เวียง) มีพระนครบาลเปน เสนาบดี
กรมวัง มพี ระธรรมาธกิ รณเปนเสนาบดี
กรมคลงั มีพระโกษาธบิ ดีเปนเสนาบดี
กรมนา มพี ระเกษตราธิการเปน เสนาบดี
๒. การปกครองสวนภมู ภิ าค
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกการปกครองแบบเดิมทั้งหมด แลวจัดระบบใหม
ดังน้ี
๑) หัวเมืองชั้นใน ยกเลิกเมืองหนาดานแลวเปลี่ยนเปนเมืองช้ันใน มีฐานะเปนเมือง
จัตวา ผูปกครองเมืองเหลานี้เรียกวา ผูรั้ง พระมหากษัตริยจะเปนผูแตงตั้งขุนนางในกรุงศรีอยุธยา
ทาํ หนาทผี่ รู ้ังเมอื ง ตองรบั คาํ สั่งจากในราชธานีไปปฏิบัติเทา น้ันไมม ีอํานาจในการปกครองโดยตรง
๘๘ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
๒) หัวเมืองชั้นนอก (เมืองพระยามหานคร) เปนหัวเมืองที่อยูภายนอกราชธานีออกไป
จัดเปนหัวเมืองช้ันตรี โท เอก ตามขนาดและความสําคัญของหัวเมืองน้ัน เมืองเหลานี้มีฐานะ
เดียวกนั กับหวั เมืองช้นั ใน คอื ข้นึ อยูใ นการปกครองจากราชธานีเทานน้ั
๓) หวั เมืองประเทศราช ยังใหมกี ารปกครองเหมือนเดิม มีแบบแผนขนบธรรมเนียมเปน
ของตนเอง มีเจาเมืองเปนคนในทองถ่ินน้ัน สวนกลางจะไมเขาไปยุงเกี่ยวในดานการปกครอง แต
ตอ งสง เครือ่ งราชบรรณาการมาถวาย
3. การปกครองสว นทอ งถิน่ แบง การปกครองเปน หนว ยยอย โดยแบงเปน
๑) บาน หรือหมบู าน มผี ใู หญบาน มีผูวาราชการเมืองเปนหัวหนา จากการเลือกต้ังจาก
หลายบา น
๒) ตาํ บล เกิดจากหลายๆ หมูบานรวมกันมีกาํ นันเปน หวั หนา มบี รรดาศักดเ์ิ ปน พนั
๓) แขวง เกดิ จากหลายๆ ตาํ บลรวมกัน มีหมื่นแขวงเปน ผปู กครอง
๔) เมือง เกิดจากหลายๆ แขวงรวมกัน มีผรู งั้ หรือพระยามหานครเปน ผปู กครอง
ตอมาในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ไดมีการปรับปรุงระเบียบการปกครอง
ทางดานการทหาร ไดแก
๑) การจัดทําสารบัญชี (หรือสารบาญชี) เพอื่ ใหท ราบวามกี าํ ลงั ไพรพลมากนอยเพยี งใด
๒) สรา งตาํ ราพิชยั สงคราม ซ่ึงเปนตําราท่ีวา ดวยการจัดทัพ การเดินทพั การต้ังคาย การ
จโู จมและการตง้ั รบั สวนหนึง่ ของตาํ ราไดมาจากทหารอาสาชาวโปรตเุ กส
3) การทําพธิ ที ุกหวั เมอื ง ซกั ซอ มความพรอ มเพรียงเพื่อสํารวจจํานวนไพรพล (คลายกับ
พธิ ถี วายสัตยป ฏญิ าณตอธงชยั เฉลิมพลในปจ จบุ ัน)
4.3.4 การเมืองการปกครองสมัยอยธุ ยาตอนปลาย พ.ศ. ๑๙๙๑ - พ.ศ.๒๓๑๐
การปกครองสมยั อยุธยาตอนปลาย คือ ต้ังแต พ.ศ. ๑๙๙๑ ในสมัยของสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ ถึงเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครองราชย พระองค
ไดป ฏิรูปการปกครองเสียใหม
สาเหตุของการปรบั ปรุงการปกครอง สมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชยในป พ.ศ. ๑๙๘๑-๒๐๓๑ ทรงปรับปรุง
การปกครองครัง้ ใหญ เน่อื งจาก
๑. อาณาเขต ของกรุงศรีอยุธยากวางขวางมากข้ึน เพราะในสมัยสมเด็จพระบรม
ราชาธิราชที่ ๒ (เจาสามพระยา) ไทยตีนครธมราชธานีของเขมรไดใน พ.ศ. ๑๙๗๔ และไดรวม
อาณาจักรสุโขทยั เขาเปน สวนหน่งึ ของอาณาจักรอยุธยา เมอื่ พ.ศ. ๑๙๘๑ ทําใหอาณาเขตของกรุง
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๘๙
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ศรีอยุธยากวางขวางมากข้ึนเม่ือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นครองราชย ใน พ.ศ .๑๙๙๑
ทรงเห็นวาการปกครองแบบเกายังไมรัดกุมเพียงพอ เพราะผูครองนครเมืองตาง ๆ มีอํานาจ
สทิ ธ์ขิ าดมากเกนิ ไป และเบียดบังรายไดจ ากภาษอี ากร ทาํ ใหร าชธานไี ดร บั ผลประโยชนไมเ ต็มที่
๒. เมืองลูกหลวง กอปญหาใหอยุธยามาตลอด เนื่องจากเจาเมืองเหลาน้ีเปนเจานาย
ชั้นสูงไดรวมกําลงั กนั ยกกาํ ลังทหารเขามาแยง ชิงราชสมบตั อิ ยเู สมอ
๓. พราหมณและขุนนางจากราชสํานักเขมร ไดนําเอาวัฒนธรรมเขามาเผยแพร
เนอ่ื งจากในรัชสมัยกอ น ๆ เบือ่ ยกทพั ไปตเี ขมร
1. การปกครองสว นกลาง
สมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ๖
๑) ฝา ยทหาร มีสมหุ กลาโหม เปนผูบังคับบัญชา ตําแหนงเทียบเทาอัครมหาเสนาบดี มี
บรรดาศักด์ิเปนพระยามหาเสนาบดี ทําหนาที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับราชการทหารและการปองกัน
ประเทศ
๒) ฝา ยพลเรอื น มสี มุหนายกเปนหัวหนา ทําหนาท่ีควบคุมดูแลเกี่ยวกับงานราชการพล
เรือนท่ัวๆ ไป มีบรรดาศักด์ิเปนเจาพระยาจักรีศรีองครักษ มีเสนาบดีจตุสดมภเปนเจา
กระทรวง ตําแหนงรองลงมาจากสมุหนายก ทําหนาที่เชนเดียวกับที่เคยปฏิบัติมา เพียงแตเปล่ียน
ชอื่ เรยี กใหมดงั นี้
กรมเมอื ง เปลยี่ นเปน นครบาล
กรมวัง เปลย่ี นเปน ธรรมาธกิ รณ
กรมคลัง เปล่ยี นเปน โกษาธิบดี
กรมนา เปลี่ยนเปน เกษตราธิการ
ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ไดม ีการตรากฎหมายวาดวยศักดินาข้ึน และใชมาจนถึงยุค
กรุงรัตนโกสินทรตอนตน ศักดินา คือ วิธีใหเกียรติยศบุคคลตั้งแตขุนนาง ขาราชการ ลงไปจนถึง
ไพรและทาส โดยกาํ หนดจํานวนทน่ี ามากนอยตามศกั ดหิ์ รอื เกียรติยศของบุคคล เชนช้ันเจาพระยา
มศี ักดนิ า ๑๐,๐๐๐ ไรคนธรรมดาสามัญมศี ักดินา ๒๕ ไรทาสมีศักดนิ า ๕ ไร
การกําหนดระบบศักดินาข้ึนมาก็เพ่ือประโยชนในการกําหนดสิทธิ และหนาที่ของ
ประชาชน นอกจากนี้ ระบบศักดินายังเกี่ยวพันกับการชําระโทษ และปรับไหมในกรณีกระทําผิด
๖ นงคเยาว พีระตานนท, การเมืองการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,
๒๕๔๑), หนา ๖๗.
๙๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
อีกดวย คนที่ถือศักดินาสูง เมื่อทําผิดจะถูกลงโทษหนักกวาผูมีศักดินาต่ํา การปรับในศาล
หลวง คาปรับนั้นกเ็ อาศักดนิ าเปน บรรทดั ฐาน
2. การปกครองหวั เมอื ง
พระบรมไตรโลกนาถพยายามจดั การปกครองหัวเมืองเสียใหม เพื่อใหสวนกลางสามารถ
คุมหัวเมืองทั้งหลายได แตก็ปรากฏวาไมประสบผลสําเร็จเทาที่ควร เพราะการคมนาคมไมสะดวก
คงทําไดสําเร็จเฉพาะหัวเมืองใกลเคียงหรือหัวเมืองรอบ ๆ เมืองหลวงเทานั้น หัวเมืองในสมัยพระ
บรมไตรโลกนาถ นอกจากเมืองพระยามหานครที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งขุนนางไปปกครอง
แลว ยังมีหัวเมืองประเทศราช ที่มีเจาเมืองของตนเอง แตยอมขึ้นตอกรุงศรีอยุธยา โดยสงเคร่ือง
ราชบรรณาการมาถวายทุกป หัวเมืองประเทศราชเหลานี้ มีทั้งใกลและไกล เชน เชียงใหมเชียง
แสน เชียงรุง ยะโฮร มะละกา เปนตน ตอมา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไดปฏิรูปการ
ปกครองหัวเมืองใหม โดยยกเลิกเมืองพระยามหานคร และจัดแบงเมืองนอกเขตราชธานีออกเปน
๓ ช้ัน คอื
๑. หวั เมอื งชนั้ เอก มี เมือง คือ พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช
๒. หวั เมืองชน้ั ใน มีหลายเมือง เชน สวรรคโลก สุโขทยั กําแพงเพชร เพชรบุรี เปนตน
๓. หัวเมอื งชั้นตรี เชน พิชัย นครสวรรค ไชยา พัทลุง เปนตน
หัวเมืองแตละช้ันยังมีเมืองยอยอยูโดยรอบ เรียกเมืองเหลานี้วา เมืองจัตวา การจัดการ
ปกครองหัวเมืองแบบน้ีมีมาโดยตลอด และไดยกเลิกไปในสมัยรัชกาลท่ี ๕ แหงกรุงรัตนโกสินทร
ในสมัยพระเพทราชา ทรงสลบั สับเปลีย่ นหนา ที่อคั รมหาเสนาบดี ดังนี้
๑. สมุหนายก - ควบคุมหวั เมอื งดา นเหนือ
๒. สมุหกลาโหม - ควบคุมหัวเมอื งดานใต
๓. พระยาโกษาธิบดี เสนาบดกี รมทา - ควบคมุ หวั เมอื งดา นตะวนั ออก
การปกครองสมัยอยุธยาดวยระบอบสมบุรณษญาสิทธิราชยแบบเทวสิทธ์ิ คือ
พระมหากษตั ริยทรงมีอํานาจเดจ็ ขาดในการบริหารประเทศ และอาจนั้นมีทัง้ ผลดผี ลเสยี ดงั น้คี ือ
ผลดี
๑. พระมหากษัตริยทรงมีอํานาจเด็จขาดในการบริหารประเทศ ทําใหเกิดความม่ันคงใน
ราชอาณาจักร สรางความเปนปกแผน กอใหเกิดความเจริญรุงเรืองทางเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม
ขนบธรรมเนยี มประเพณี
๒. มีการแบงชนชั้นของประชาชนตามศักดินา กําหนดสิทธิหนาที่ในสังคม ไดแกพระ
ราชวงค ขนุ นาง ไพร ทาส เปนตน
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๙๑
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
๓. แบงอํานาจชัดเจน จัดระเบียบการปกครองเปนแบบจตุสดมภ มีความรับผิดชอบ
เปน ฝา ย ๆ โดยมีเสนาบดเี ปนหัวหนา
๔. เหมาะสมกับยุคสมัย ประชาชนสมัยนั้นมีนอย การปกครองระบอบดังกลาวจึง
เหมาะสมกับยุคสมยั
ผลเสยี
๑. พระมหากษตั ริยมีอํานาจสูงสุดทางการปกครอง เปนสมมุติเทพไมใชมนุษยธรรมดา
ในฐานะเปนนาย สวนราษฎรมีฐานะเปนบาว นายจึงวางตัวไวในฐานะท่ีสูง ยอมไมคลุกคลีกับ
ประชาชน เหนิ หา งจากประชาชน
๒. พระมหากษตั รยิ มีอํานาจสูงสุดทางการปกครอง มีอํานาจแตเพียงผูเดียว ขอเสียคือ
หากตัดสินใจอะไรผิดพลาด ราษฏรท่ีมีความรูความสามารถก็ไมมีสิทธิ์ หมดสิทธ์ิในการแสดง
ความสามารถ
๓. การปกครองที่ไมมีการกระจายอํานาจ ในสมัยแรก ๆจนมาถึงสมัยพระบรมไตร
โลกนาถถงึ มกี ารกระจายอาํ นาจ
๔.๔ การปกครองสมัยกรุงธนบุรี
พระเจาตากสินไดยายราชธานีจากอยุธยามาอยูกรุงธนบุรี ปราบดาภิเษกขึ้นเปน
พระมหากษัตริยทางพระนามวา สมเด็จพระเจากรุงธนบุรี เม่ือ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ ไดปราบ
ชุมนุมตางๆ ไดลงหมดเปนการสรางความเปนอันหน่ึงอันเดียวกันใชเวลาไดอยางรวดเร็ว แต
อยางไรก็ตามในรัชสมยั พระเจา กรุงธนบรุ ีมีระยะเวลาสั้นมากเพยี งแค ๑๕ ปเทาน้ัน ซ่ึงพระองคก็
อาศัยแบบอยางของกรุงศรีอยุธยา กลาวคือ กษัตริยทรงเปนประมุขของฝายทหาร และผายพล
เรอื น โดยมีการแบง การปกครองไว ๒ สวนใหญ ๆ คือ๗
อาณาจักรธนบุรี เปนอาณาจักรของคนไทยในชวงเวลาส้ัน ๆ ระหวาง พ.ศ. ๒๓๑๐ –
๒๓๒๕มีพระมหากษตั รยิ ปกครองเพียงพระองคเดียว คือ สมเด็จพระเจากรุงธนบุรี ภายหลังจากท่ี
อาณาจักรอยุธยาลมสลายไปพรอมกับการปลนกรุงศรีอยุธยาของกองทัพพมา ทวา ในเวลาตอมา
สมเดจ็ เจา พระยามหากษตั รยิ ศกึ ไดสถาปนาตนเองขึ้นเปนกษัตริย และทรงยายเมืองหลวงไปยังฝง
ตะวันออกของแมน ้าํ เจาพระยา คือ กรุงเทพมหานครในปจจุบนั
การปกครองในสมยั กรงุ ธนบรุ ียงั คงมรี ูปแบบเหมอื นกับสมยั อยธุ ยาตอนปลาย พอสรปุ ไดดังน้ี
๗ ผศ.บังอร กิลกาญจน, ประวัติศาสตรไทย, (กรุงเทพมหานคร : โอเอส.พริ้นต้ิงเฮาส, ๒๕๓๘),
หนา ๑๘๔, ๑๙๗.
๙๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
การปกครองสวนกลาง หรอื การปกครองในราชธานี พระมหากษัตริยเปนประมุขสูงสุด
เปรียบเสมือนสมมุติเทพ มีเจาฟาอินทรพิทักษดํารงดําแหนงพระมหาอุปราช มีตําแหนงอัครมหา
เสนาบดีฝา ยทหารหรือสมุหพระกลาโหม มียศเปนเจาพระยามหาเสนา และอัครมหาเสนาบดีฝาย
พลเรือนหรือสมุหนายก(มหาดไทย) มียศเปนเจาพระยาจักรี เปนหัวหนาบังคับบัญชาเสนาบดี
จตสุ ดมภ ๔ กรมไดแก
๑. กรมเมือง (นครบาล)มีพระยายมราชเปนผูบังคับบัญชา ทําหนาที่เก่ียวกับการ
ปกครองภายในเขตราชธานี การบําบดั ทกุ ขบาํ รุงสขุ ของราษฎรและการปราบโจรผูราย
๒. กรมวัง (ธรรมาธิกรณ) มีพระยาธรรมาเปนผูบังคับบัญชาทําหนาท่ีเกี่ยวกับกิจการ
ภายในราชสํานกั และพพิ ากษาอรรถคดี
๓. กรมพระคลัง (โกษาธิบดี)มีพระยาโกษาธดีเปนผูบังคับบัญชาทําหนาที่เก่ียวกับการ
รบั จายเงนิ ของแผนดนิ และตดิ ตอ ทาํ การคา กับตางประเทศ
๔. กรมนา (เกษตราธิการ) มีพระยาพลเทพเปนผูบังคับบัญชาทําหนาที่เก่ียวกับ
เรือกสวนไรนาและเสบียงอาหารตลอดจน ดูแลทน่ี าหลวง เกบ็ ภาษีคานา เก็บขา วขึ้นฉางหลวงและ
พจิ ารณาคดีความเกย่ี วกบั เรือ่ งโค กระบอื และท่นี า
๑. การปกครองสว นภมู ิภาค หรอื การปกครองหวั เมอื ง
การปกครองสวนภูมิภาคแบงออกเปน หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองช้ันนอก หัวเมืองประเทศ
ราช
หัวเมืองช้ันใน จัดเปนเมืองระดับชั้นจัตวา มีขุนนางช้ันผูนอยเปนผูดูแลเมือง ไมมีเจา
เมอื ง ผูป กครองเมืองเรียกวา ผูรั้ง หรอื จาเมือง อํานาจในการปกครองข้ึนอยูกับเสนาบดีจัตุสดมภ
หัวเมืองชั้นในสมัยกรุงธนบุรี ไดแก พระประแดง นนทบุรี สามโคก(ปทุมธานี) หัวเมืองชั้นนอก
หรือเมืองพระยามหานคร เปนเมืองท่ีอยูนอกเขตราชธานีออกไป กําหนดฐานะเปนเมืองระดับช้ัน
เอก โท ตรี จตั วา ตามลําดับ หัวเมืองฝายเหนือข้ึนอยูกับอัครมหาเสนาบดีฝายสมุหนายก สวนหัว
เมืองฝายใตและหัวเมืองชายทะเลภาคตะวันออก ขึ้นอยูกับกรมทา(กรมพระคลัง) ถาเปนเมืองชั้น
เอก พระมหากษัตริย จะสงขุนนางช้ันผูใหญ ออกไปเปนเจาเมือง ทําหนาที่ดูแลตางพระเนตรพระ
กรรณ
หัวเมืองช้ันนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองช้ันเอก ไดแก พิษณุโลก จันทบูรณ
หัวเมอื งชั้นนอก ในสมยั กรงุ ธนบรุ ี ระดับเมอื งชั้นโท ไดแก สวรรคโลก ระยอง เพชรบูรณ