The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-13 23:51:41

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Keywords: พระพุทธศาสนา,การเมืองการปกครอง

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๔๓
บทท่ี ๒ ความรูเบ้ืองตนเก่ียวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

อยางไรก็ตาม การปกครองของประเทศทั้งหลายในโลกน้ี ท้ังท่ีเคยมีมาในอดีตและใช
เปนรูปแบบการปกครองในปจจุบัน สามารถแบงออกเปนประเภทใหญ ๆ ไดเพียง ๒ ประเภท
เทานนั้ คือ

๑. การปกครองแบบเผด็จการ (Dictatorship)
๒. การปกครองแบบประชาธปิ ไตย (Democracy)
๑) การปกครองแบบเผด็จการ
รูปแบบการปกครองแบบเผด็จการ มีจุดเนนอยูที่การยกยองและใหความสําคัญแก
อํานาจรฐั และผูปกครองมากกวาการคาํ นึงถึงประชาชน โดยถือวาประชาชนเปนสวนประกอบของ
รัฐเทานั้น และที่สําคัญมากท่ีถือกันวาเจตจํานงของรัฐเปนส่ิงสูงสุดและถูกตองเสมอ เม่ือกลาว
โดยรวมแลว รูปแบบการปกครองแบบเผดจ็ การมี ๒ รปู แบบ๒๕ ดงั น้ี

(๑) แบบเผด็จการธรรมดาหรอื แบบอาํ นาจนิยมโดยทว่ั ไป (Authoritarianism)
(๒) แบบเผด็จการเบด็ เสร็จหรือแบบอาํ นาจนิยมเบ็ดเสรจ็ (Totalitarianism)
๒) การปกครองของเผดจ็ การธรรมดาหรอื แบบอาํ นาจนยิ มโดยท่ัวไป
การปกครองแบบเผด็จการเชนน้ี โดยท่ัวไปแลวมักจะมุงควบคุมประชาชนในทาง
การเมืองเทาน้นั โดยถือวา เรือ่ งของการเมืองเปน เร่อื งเฉพาะของผูปกครอง ประชาชนไมตองเขาไป
ยุงเก่ียวดวย แตถาเปนเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคมโดยทั่วไปแลว ผูปกครองมักจะเปดโอกาสให
ประชาชนดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ไดอยางเต็มท่ี ตราบเทาท่ีไมเปนการไปกระทบกระเทือนผูมี
อาํ นาจ๒๖
เผด็จการรูปแบบหน่ึง สวนใหญทหารจะเปนผูเขาไปยึดอํานาจในการปกครองประเทศ
ตั้งรัฐบาลข้ึนบริหารประเทศเอง สวนมากขออางในการยึดอํานาจก็คือ เพื่อรักษาความสงบ
เรียบรอยของชาติ การเขาไปปราบการฉอราษฎรบังหลวง และการเขาไปปรับปรุงความเปนอยู
ของประชาชนใหดีขึ้น ซ่ึงเปนขออางที่ผูมีอํานาจจะใชเหมือน ๆ กันในทุกประเทศ ประเทศที่ดอย

๒๕ ดร.ชรนิ ทร สันประเสรฐิ , “ระบบการเมอื งการปกครอง” ใน มนุษยก ับสงั คม, หนา ๑๙๒.
๒๖ เรื่องเดียวกัน, หนา ๑๙๓.

๔๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๒ ความรูเบ้ืองตนเกยี่ วกบั การเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

พัฒนาและประเทศกําลังพัฒนาทั้งหลาย๒๗ โดยเฉพาะในอดีตมักจะมีการปกครองแบบเผด็จการ
เชน วา นี้

๓) การปกครองของเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จหรอื อํานาจนยิ มเบด็ เสร็จ
การปกครองของเผด็จการแบบนี้ เปนการใชอํานาจตามอําเภอใจของผูนําและกลุม
พรรคพวก มลี กั ษณะเพิ่มเติมจากการปกครองของเผดจ็ การธรรมดาหรอื แบบอํานาจนิยมโดยท่ัวไป
คอื ไมไ ดมงุ อํานาจทางการเมืองอยางเดยี ว แตม ุง ควบคมุ สงั คมทั้งระบบทุกรูปแบบไมวาจะเปนเร่ือง
ของเศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนา สังคมและวัฒนธรรม กลาวคือควบคุมทุกเร่ืองในประเทศ
รูปแบบการปกครองประเภทนี้ มีการเอนเอียงในเชิงนโยบายแบบสุดกู คือแบบซายสุดหรือแบบ
ขวาสดุ
นอกจากนี้ การปกครองของเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จหรืออํานาจนิยมเบ็ดเสร็จน้ัน อาจ
กลา วไดว า เผดจ็ การขวาจัด จะเนน เรอื่ งชาตนิ ิยมเปน หลัก สวนเผด็จการซายจัดจะเนนถึงการตอสู
ระหวางชนช้ัน โดยเนนชัยชนะของชนชั้นกรรมกรหรือชนชั้นกรรมาชีพเปนหลัก แตวิธีการก็
คลา ยคลึงกัน มีลักษณะโดยรวมคือ รัฐอยเู หนอื เอกชน อดุ มการณข องรัฐเผดจ็ การจําเปนตองมีเพ่ือ
ชวยในการควบคุมทุกดานของสังคม ควบคุมระบบการศึกษาท่ีตองศึกษาเฉพาะลัทธินั้นๆ การ
ควบคุมทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรัฐ อํานาจจะอยูในมือของคนกลุมเดียวมีการผูกขาดของรัฐใน
ดานสือ่ มวลชน มักมตี าํ รวจลบั คอยสอดสองดูแลประชาชน
อาจกลาวไดเชนกันวา ในอดีตประเทศท่ีปกครองดวยระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จขวาจัด
เชน ที่ประเทศอิตาลีภายใตการนําของพรรคฟาสซิสม โดยมีสุสโสลินีเปนผูนําและเยอรมันภายใต
การนําของพรรคนาซี โดยมีฮิตเลอรเปนผูนําที่นําโลกไปสูสงครามครั้งท่ี ๒ สวนเผด็จการเบ็ดเสร็จ
ซา ยจัด สามารถพิจารณาเห็นไดจากประเทศที่มีการปกครองดว ยระบบพรรคคอมมิวนิสตทั้งหลาย
เมื่อพิจารณาถึงการปกครองแบบเผด็จการแลว อาจมีการโตแยงถึงประเด็นท่ีวา เม่ือวา
โดยรวมแลว การปกครองแบบน้ีมักจะไมมีขอดีใหกลาวถึงเลย แตเพราะเหตุใดจึงยังคงมีการใช
รูปแบบนป้ี กครองอยูทวั่ โลก ดงั นัน้ จึงอาจสรปุ ไดวา ระบบเผด็จการทั้งหลายนั้นสามารถพิจารณา
ถงึ ขอดแี ละขอเสียไดโดยสงั เขปคอื

๒๗ รศ.ดร.โกวทิ วงศส รุ วัฒน, รฐั ศาสตรกบั การเมอื ง, หนา ๕๐.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๔๕
บทท่ี ๒ ความรูเบือ้ งตน เกย่ี วกบั การเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

สวนที่เปนขอดีของการปกครองแบบน้ีคือ ทําใหเกิดประสิทธิภาพในการปกครองมี
เอกภาพภายในสังคมและเปนการรักษาศักดิ์ศรีและความเขมแข็งของประเทศ สวนที่เปนขอเสีย
สามารถพิจารณาไดจากเรือ่ งเหลานี้คอื ประชาชนถกู ลดศกั ด์ศิ รีและคุณคา ลงผูปกครองหลงอํานาจ
และใชอ าํ นาจโดยพลการได ผูปกครองมีโอกาสทุจริตฉอราษฏรบังหลวงและแสวงหาผลประโยชน
ใหตนเองและพวกพองไดงาย เกิดระบบอภสิ ิทธช์ิ นชัน้ มากมาย และท่ีสําคัญน่ันก็คือเกิดการแยงชิง
อาํ นาจทางการเมืองอยา งไมม ีวันสิ้นสุด

๒.๔ การปกครองแบบประชาธปิ ไตย

๑) นิยามของประชาธิปไตย
ประชาธิปไตย แปลมาจากคําในภาษาอังกฤษวา Democracy ซึ่งคํานี้มาจากคําวา

Demokration ในภาษากรีก แปลวา การปกครองของประชาชน ดังท่ีอดีตประธานาธิบดีลินคอน

ของสหรัฐอเมริกาเคยกลาวไวเปนเสมือนคําคมวา “รัฐบาลประชาธิปไตย คือ รัฐบาลของ
ประชาชน เพ่ือประชาชน และโดยประชาชน” ซึ่งหมายถึงระบบการปกครองตามอุดมคติระบบ

หน่ึง ที่รัฐบาลในระบบประชาธิปไตยจะใหโอกาสอันเทาเทียมกันในการดํารงชีวิต การแสวงหา
ความสุข เปน ตน๒๘

นอกจากนี้ “ประชาธิปไตย” คํานใ้ี ชใน ๓ ความหมายใหญ ๆ ซึ่งถากําหนดเปนวงกรอบ

หรือฐานะใหญ ๆ ได ๓ ฐานะดวยกัน ซึ่งไดแก ๑) เชิงความคิด ๒) รูปแบบการปกครอง และ ๓)
วถิ ชี วี ิต โดยมคี าํ อธิบายเพิม่ เติมโดยสงั เขปคอื ๒๙

๑. ในฐานะเปนปรัชญา (Philosophy) ทฤษฏีหรืออุดมการณทางการเมืองประชาธิปไตย

ในความหมายนี้ มุงเนนไปในเร่ืองของความคิด เปนสภาพทางมโนกรรมท้ังของผูนําและคนทั่วไป คือ

ท้งั ของผูบริหารประเทศ และพลเมอื งทว่ั ไป

๒๘ อุทัย หริ ญั โต, สารานกุ รมศพั ทท างรัฐศาสตร, หนา ๒-๓.
๒๙ ดร.สุรพล สุยะพรหม, “แนวคิดทางการเมือง : ประชาธิปไตยตามแนวคิดพระปฏก (ป.อ.ปยุตฺ

โต)” ใน สารนิพนธพุทธศาสตรบัณฑิต, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗),
หนา ๒๘๗.

๔๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๒ ความรูเบื้องตนเกี่ยวกบั การเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๒. ในฐานะเปนรูปแบบการปกครอง (Forms of Government) เปนการพิจารณา
ประชาธิปไตยในเชิงโครงสรางของรัฐบาลแบบประชาธิปไตย เชน เปนระบบรัฐสภา เปนระบบ
ประธานาธบิ ดี

๓. ในฐานะเปน วถิ ีชวี ิต (Way of life) หมายถงึ
๓.๑ วิถที างแหง การยอมรบั เสียงขา งมาก
๓.๒ ความมีใจกวาง
๓.๓ การมขี ันตธิ รรม
๓.๔ การไมใ ชความรนุ แรง
๓.๕ การเอาใจใสในกิจการบา นเมือง (การมสี ว นรว มทางการเมืองของพลเมือง) อัน

เปนเรอื่ งการประพฤตใิ นสังคม๓๐
๓.๖ มีวนิ ัย มีความรบั ผดิ ชอบในหนาท่ีพลเมืองของตน
๓.๗ แสดงความคิดเห็นอยา งมเี หตผุ ล โดยมเี จตนาสรา งสรรคใหเ กดิ สง่ิ ทีด่ อี ยเู สมอ
๓.๘ ไมม ีบคุ ลิกภาพที่เปนเผดจ็ การทัง้ ความคิดและการกระทํา๓๑

จากท่ีไดนิยามความหมายของคําวา ประชาธิปไตย มาโดยสังเขปน้ัน ก็พอจะประมวล
ลักษณะทสี่ ําคญั ของการปกครองแบบประชาธปิ ไตยไดเปน ๔ ประการ๓๒ ดงั ตอไปนี้

๑. ประชาชน เปนเจาของอํานาจอธิปไตย คือ ประชาชนมีอํานาจสูงสุดในรัฐ อาจใช
อาํ นาจทางตรงหรือทางออมก็ได

๒. ประชาชนทุกคนในรัฐ มีความเสมอภาคเทาเทียมกันตามกฎหมาย ตลอดจนมีสิทธิ
เสรภี าพในขอบเขตของกฎหมายอยา งเทาเทียมกนั

๓๐ ดร.จิรโชค (บรรพต) วีระสยั และคณะ, รัฐศาสตรท ่ัวไป, หนา ๒๕๕.
๓๑ ผศ.จันจิมา เกษแกว, การเมืองการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,
2540), หนา ๗๘.
๓๒ พระธรรมปฏก (ป.อ.ปยุตโต), กระบวนการเรยี นรูเ พ่ือพฒั นาคนไปสูประชาธิปไตย, พิมพคร้ังที่

๔, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๓.

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๔๗
บทท่ี ๒ ความรูเบือ้ งตนเกยี่ วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๓. การดาํ เนนิ การตาง ๆ ของรฐั น้ัน คือ เอามติของเสียงขางมากเปนเครื่องตัดสินแตใน
ขณะเดยี วกนั เสียงขางนอยหรอื คนสวนนอยของรัฐ จะไดรับความคุมครองทางกฎหมายท่ีปองกันมิ
ใหประชาชนสว นใหญกดข่ีขม เหงอยา งผดิ กฎหมายและผดิ ทํานองคลองธรรม

๔. กระบวนการของประชาธิปไตย คือ วิธีการปกครองซ่ึงไดรับความยินยอมพรอมใจ
ของประชาชนสว นใหญ ซงึ่ แสดงออกในรูปของการเลือกต้ัง การอภิปราย การออกเสียงประชามติ
การเสนอรางกฎหมายาของประชาชน เปน ตน

พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต) ปราชญทางพระพุทธศาสนาไดนิยามคําวา
ประชาธิปไตยไวอยางนาฟงย่ิงวา เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย ถากลาวถึงความหมาย มีวิธีพูดงาย ๆ
อยางหน่ึงคือ ยกเอาวาทะของประธานาธิบดีลินคอลนมาอาง เพราะคนชอบ และรูจักกันมาก คือ
วาทะที่วา “ประชาธิปไตยเปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชนเพ่ือประชาชน” วาทะน้ี
คนจาํ ไดแ มน เวลาพูดกันคนมักมองความหมายในแงของความรูสึกตื่นตนวา ตนเองจะได เชน จะ
ไดสิทธิไดอํานาจ หรือไดความเปนใหญในการท่ีจะเปนผูปกครองแตอีกแงหน่ึงที่ไมคอยไดมองคือ
“ความรับผิดชอบ”

ดังนั้น จากวาทะลินคอลนนั้น พระพรหมคุณาภรณมีความเห็นเพ่ิมเติมวา ท่ีวา
ประชาธปิ ไตยเปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนนั้น เปนการเตือน
ใหรูสึกดวยวา คุณภาพของประชาธิปไตยอยูที่คุณภาพของประชาชน เพราะวาโดยปกติคุณภาพ
ของการปกครองยอมข้ึนตอคุณภาพของผูปกครองเปนสําคัญ ดวยวา ในสมัยกอนการปกครองอยู
ในกํามอื ของผปู กครองโดยตรง คณุ ภาพประชาธิปไตยก็วัดไดจากผูปกครองน่ันเอง แตในสมัยนี้ ใน
เมอ่ื ประชาชนมาเปน ผปู กครอง บานเมืองจะเปนอยางไรประชาธิปไตยจะมีคุณภาพแคไหน ก็อยูที่
คุณภาพของประชาชนเปน สําคญั ๓๓

จึงกลาวสรุปไดวา จากตัวอยางที่พระพรหมคุณาภรณไดนิยมประชาธิปไตยโดยให
ความสําคัญในแงคุณภาพของประชาธิปไตยเปนหลัก โดยเนนวา ถาประชาชนมีคุณภาพดี
ประชาธิปไตยก็มีคุณภาพดีดวย ถาประชาชนมีคุณภาพต่ํา ประชาธิปไตยก็จะเปนประชาธิปไตย
อยางเลวดวย เพราะวา คุณภาพของประชาธิปไตยขึ้นตอคุณภาพของประชาชน แลวคุณภาพของ
ประชาชนข้ึนตอ อะไร กข็ ึน้ ตอการศึกษานั่นเอง

๓๓ เรอื่ งเดียวกนั , หนา ๕.

๔๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๒ ความรูเบ้อื งตนเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

หวั ใจสําคัญของการปกครองระบบประชาธปิ ไตย
การปกครองแบบประชาธปิ ไตย ตั้งอยูบนหลกั การสาํ คัญ ๔ ประการ๓๔ คอื
๑. หลกั การท่วี าดว ยอาํ นาจสูงสดุ เปน ของประชาชน
๒. หลกั การท่ีวาดวยสิทธิและเสรีภาพ
๓. หลักการทวี่ า ดว ยความสงู สุดของกฎหมาย และ
๔. หลักการทีว่ าดว ยเสยี งขา งมาก
อยา งไรกต็ าม เมอื่ กลาวถึงรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยสามารถแบงออกเปน
๒ รปู แบบใหญ๓ ๕ คอื
๑. ประชาธิปไตยโดยตรง หรือแบบมีสวนรวม เปนการนําหลักการประชาธิปไตยมา
ประยุกตใชในการปกครอง โดยใหสมาชิกของชุมชนหรือราษฎรของประเทศมีสวนโดยตรงในการ
ใชอํานาจอธิปไตย ในทางปฏิบัติแลว การจะใชวิธีน้ีไดก็ตอเม่ือสังคมการเมืองหรือประเทศน้ันมี
ขนาดเลก็ ประชากรมจี าํ นวนนอ ยมสี ามารถจะมาปรกึ ษาหารือกันไดโดยตรง
๒. ประชาธิปไตยทางออมหรือแบบมีผูแทน เปนการนําหลักการประชาธิปไตยมา
ประยกุ ตใชใ นการปกครอง โดยใหสมาชิกของชุมชน หรือพลเมืองของประเทศตามท่ีมีคุณสมบัติท่ี
สังคมกําหนด เลือกผูแทนของตนเขาไปทําหนาท่ีในการใชอํานาจอธิปไตยแทนตนโดยกําหนด
หลักเกณฑการเปลี่ยนผูแทนของตนไวดวยวา จะเปล่ียนแปลงไดอยางไรและเมื่อไร เปนตน ใน
ปจจุบันประเทศตาง ๆ โดยทั่วไปท่ีใชรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยไดใชประชาธิปไตย
ทางออม หรอื แบบมผี ูแทนประเภทท่สี องดงั กลาวนี้
ประชาธิปไตยทางออม หรือแบบที่มีผูแทนที่ใชกันแพรหลายในปจจุบันนี้ สามารถ
แบงยอ ยรูปแบบการปกครองได ๓ รูปแบบดวยกันคอื ๓๖
๑. ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) ซึ่งถือวา รัฐสภาท่ี
ประกอบดวยผูแทนราษฎรที่ประชาชนเลือกมาโดยตรง มีอํานาจมาก โดยรัฐสภาจะทําหนาท่ีออก

๓๔ ดร.ชรนิ ทร สันประเสริฐ, “ระบบการเมอื งการปกครอง”ใน มนุษยก ับสังคม, หนา ๑๗๐.
๓๕ จรญู สภุ าพ, ลทั ธกิ ารเมอื งและเศรษฐกิจเปรยี บเทียบ, หนา ๒๓๓.
๓๖ นงเยาว พีระตานนท, การเมอื งการปกครอง, หนา ๖๐-๖๒.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๔๙
บทท่ี ๒ ความรูเบือ้ งตนเก่ียวกบั การเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

กฎหมายและควบคุมการทาํ งานของฝา ยบรหิ าร (รฐั บาล) รฐั สภามีอํานาจที่จะทาํ ใหฝ า ยบริหารพน
จากตาํ แหนง ได โดยถือวาประเทศอังกฤษเปน ตนแบบ

๒. ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี (Presidential Democracy) ประชาธิปไตยแบบ
นีถ้ ือหลักการแยกอาํ นาจระหวางฝา ยนิตบิ ัญญัตกิ บั ฝายบริหาร เพราะตางก็มาจากการเลือกตั้งของ
ประชาชนเหมือนกัน ตางฝายตางทําหนาท่ีจนครบวาระของตน และถือวาประเทศสหรัฐอเมริกา
เปนตนแบบ

๓. ประชาธิปไตยแบบก่ึงรัฐสภาหรือกึ่งประธานาธิบดี (Semi Parliamentary or
Semi Presidential Democracy) ประชาธิปไตยแบบน้ี ประชาชนเลือกประธานาธิบดี ซ่ึงอยูใน
ฐานะประมุขของประเทศ และเปนหัวหนาฝายบริหารอีกดวย โดยประธานาธิบดีจะแตงต้ัง
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่น ๆ เพ่ือทําหนาที่บริหารประเทศ และในขณะเดียวกัน ประชาชนก็
เลือกผูแทนราษฎรเปนฝายนิติบัญญัติ ทําหนาท่ีออกกฎหมายและตรวจสอบการทํางานของฝาย
บริหาร สภาสามารถเปดอภิปรายลงมติไมไววางใจฝายบริหารได แตลงมติไมไววางในประธานาธิบดี
ไมไ ด และประธานาธิบดีมีอํานาจส่ังยุบสภา เพ่ือใหมีการเลือกตั้งใหมและปลดนายกรัฐมนตรีได สวน
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมสามารถไปเปนรัฐมนตรีในขณะเดียวกันไดและถือวาประเทศฝรั่งเศสเปน
ตนแบบ

๒.๕ ประชาธิปไตยกับประเทศไทย

ความเคล่อื นไหวเก่ียวกบั ประชาธปิ ไตยของคนไทยมิใชเพิง่ เกิดในสมัยรชั กาลที่ ๗ เพราะ

การเคลอื่ นไหวมมี าตง้ั แตในสมยั รัชกาลท่ี ๕ แลว โดยสาเหตุที่ทําใหคนไทยรุนใหมในสมัยรัชกาลที่

๕-๗ เคล่ือนไหวใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปน
ระบอบประชาธิปไตย ก็เพราะคนคนรุน ๆ ใหมบางกลุมในยุคน้ัน เปนผูไดรับการศึกษามาจาก

ประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งตองการเขามามีสวนรวมทางการเมือง อีกทั้งมี
สาเหตมุ รจากปญ หาทางเศรษฐกจิ สังคม และการเมอื ง๓๗

๓๗ รศ.ดร.จุมพล หนิมพานิช, มนุษยกับสังคม, เอกสารการสอนชุดวิชา, (นนทบุรี : สํานักพิมพ
มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช, ๒๕๔๔), หนา ๒๔๒-๒๔๖.

๕๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี ๒ ความรูเบอื้ งตนเกีย่ วกบั การเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

อีกประการหนึง่ กาํ เนดิ ของประชาธปิ ไตยมาจากความขัดแยงท่ีเกิดขึ้นภายในโครงสราง
สวนบนของรัฐเปนดานหลัก กลาวคือ เกิดจากความขัดแยงระหวางพลังทางการสืบทอดวิถีทาง
การเมือง-การปกครอง กับความสัมพันธทางอํานาจระหวางชนชั้นนําท่ีกุมอํานาจการเมืองกับชน
ช้ันขาราชการท่ีเปนกลไก-เคร่ืองมือของอํานาจนั้น ในแงน้ีการเปลี่ยนแปลงเม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๕ จึง
เปนการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจากความขัดแยงภายในชนช้ันปกครอง คือ ระหวางอํานาจรัฐ (State
power) ท่ีมีพระมหากษัตริยทรงเปนศูนยกลางของอํานาจนี้กับกลไกของรัฐ (State apparatus)
ซึ่งประกอบดวยขา ราชการทหาร-พลเรือน๓๘

ความขัดแยงดังกลาวจากจิตสํานึกที่เปล่ียนแปลงไปของชนชั้นขาราชการ ที่เร่ิมมี
จิตสํานึกในการรับใชรัฐ มากกวารับใชสถาบันพระมหากษัตริย จากผลประโยชนของชนชั้น
ขาราชการซ่ึงผูกพันอยูกับความเจริญกาวหนาของรัฐ และการขยายตัวของระบบราชการ (ทั้ง
ทหาร-พลเมือง) จากความตองการที่จะลมระบอบการเมืองเกาเพ่ือพิทักษรัฐใหคงอยูตอไปได เพื่อ
เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ระบอบการเมืองท่ีถูกสถาปนาข้ึนภายหลังการ
เปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงมีโครงสรางทางการเมอื งทมี่ ิไดส ะทอ นลักษณะชนช้ันอื่น
ใด นอกจากสะทอนผลประโยชนของระบบราชการทหารและพลเรือนเปนดานหลักมากกวา
สะทอ นผลประโยชนของการสะสมทุน ทั้งน้ีเนื่องจากคณะราษฎรมุงจํากัดอํานาจและอิทธิพลของ
ระบอบเกา ในขณะที่จํากัดอํานาจและอิทธิพลของพลังเศรษฐกิจซ่ึงโดยท่ัวไปแลว สวนหนึ่งเปน
ของหรอื ผูกพันอยูก ับชนชั้นนาํ ในระบอบเกา ๆ และมเี ชอ้ื สายจีน (จึงไมไดรับการยอมรับวาเปนทุน
ชาติ) รัฐจึงพยายามสรางทุนชาติข้ึนเสียเอง โดยการต้ังวิสาหกิจตางๆ ใชวิธีเดียวกับชนชั้นนําใน
ระบอบเกา คอื รวมมอื กบั พอคา เช้ือสายจีนนนั่ เอง

๓๘ ชัยอนันต สมุทวณิช, รัฐ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๕),
หนา ๒๖๔.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๕๑
บทท่ี ๒ ความรูเบอ้ื งตนเกยี่ วกับการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๒.๖ บทสรปุ

ประเทศไทยกอนจะมีการเปล่ียนแปลงการปกครองมาเปนการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยเมือ่ ๒๔ มถิ ุนายน ๒๔๗๕ นั้น คนไทยสมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยากรุงธนบุรี และ
กรุงรัตนโกสินทร ไดมีการปกครองโดยกษัตริยมีอํานาจเด็ดขาด (Absolute Monarchy) หรือ
ระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชย ถงึ แมวาการจดั การปกครองของไทยในอดตี จะปกครอง โดยกษัตริย
มีอํานาจเด็ดขาดหรือมีอํานาจอยางลนพนก็ตาม แตพระมหากษัตริยของไทยทุก ๆ พระองคมิได
ทรงใชพระราชอํานาจตามน้ัน พระองคทรงปกครองไพรฟาประชาราษฎรดวยคุณธรรม จริยธรรม
เมตตาธรรมและทศพิธราชธรรมมาโดยตลอด แมหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแลว
พระมหากษัตริยของไทยทุก ๆ พระองคก็เปนท่ีพึ่งและเปนศูนยรวมจิตใจของปวงชนชาวไทยมา
จนถงึ ปจจุบนั น้ี

บทท่ี ๓
แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอ การพฒั นาการเมืองการปกครอง

๓.๑ บทนํา

พระพุทธศาสนามีความเกี่ยวพันและผูกพันกับวิถีชีวิตของพุทธศาสนิกชน ในฐานะท่ี
พระพุทธศาสนานั้น เปนสถาบันหลักหน่ึงของสังคม เหตุเพราะวา มีความสําคัญตอประเพณีทาง
สังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ปญหาและความเปนอยูของทั้งปจเจกชนและสังคม
โดยรวมโดยเฉพาะอยางยิ่ง บทบาทของพระพุทธศาสนาท่ีมีสว นเก่ียวของกับการเมืองการปกครอง
ในฐานะที่เปนพลังสรางสรรคบูรณาการของสังคม กอใหเกิดความรูสึกตาม เปนอันดับหนึ่งอัน
เดียวกนั ทางวัฒนธรรมและความรูสึกเปนธรรมชาติในสวนที่เกี่ยวกับความสัมพันธระหวางสมาชิก
ในสังคมและในชาติเดียวกัน๑ หลักการทางพระพุทธศาสนา ไมเพียงแคเกี่ยวกับธรรมชาติและ
ปญหาทางศีลธรรมเทานั้น แตยังเกี่ยวของกับความเทาเทียมกันในโอกาสทางสังคม ทั้งทางดาน
เศรษฐกจิ และการเมอื งปกครองอีกดวย

หลักการทางพระพุทธศาสนานับไดวา เปนรากฐานที่มาท่ีสําคัญของแนวคิดทาง
การเมืองและอํานาจของผูปกครองที่ยึดถือแนวทางในการปกครองหรือบริหารประเทศ จนเปน
สว นหนึง่ ทีส่ ําคญั ในการปกครองประเทศ ดังน้ัน พระพทุ ธศาสนา จงึ ยงั คงมีบทบาทและอิทธิพลตอ
การเมืองการปกครองเพราะวาสังคมจะคงอยูได ก็เพราะมีกฎเกณฑทางศีลธรรมเปนเครื่องค้ําจุน
พระพุทธศาสนา จึงเปนท่ีมาของกฎเกณฑทางศีลธรรม หรือเปนรากฐานของกฎเกณฑตาง ๆ ท่ีมี
อยสู าํ หรับการคงอยู ความเจรญิ รงุ เรอื งและความปกตสิ ขุ ของสงั คม ผูปกครองจะมีอํานาจปกครอง
ไดก็ตอเม่ือสามารถอางเหตุผลสนับสนุนความชอบธรรมในอํานาจปกครองของตน๒ ซ่ึงกลาวไดวา
ท้ังในอดีตและปจ จุบัน พระพุทธศาสนายังเปน แหลงท่ีมาท่ีสาํ คัญของความชอบธรรมดงั กลา ว

อีกทั้งการปกครองที่รัฐพึงถือเอาประโยชนจากพระพุทธศาสนาโดยชอบธรรม นั่น
หมายถึงวาการชวยเหลือ สงเสริม สนับสนุน รวมมือ หรือเอ้ืออํานวยโอกาสใหพระพุทธศาสนา

๑ สมบูรณ สุขสําราญ, พระพุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม,
(กรุงเทพมหานคร : สํานักพมิ พจุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั , ๒๕๒๗), หนา ๑๕.

๒ เรื่องเดียวกนั , หนา ๑๖-๑๗.

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๕๓
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

บําเพ็ญกิจหนาที่หรือประโยชนสุขของประชาชน ทําใหประชาชนเปนคนดีมีศีลธรรม อยูรวมกัน
อยางรมเย็นเปนสังคมที่มีสันติสุข ซึ่งเปนจุดหมายรวมกันทั้งของการเมืองการปกครองของรัฐและ
พระพุทธศาสนา

นอกจากนี้ จะเห็นไดว า พระพุทธศาสนามสี วนรว มตอการเมืองการปกครอง เชน กิจการ
ใหญที่มีความสําคัญของรัฐก็ดี ของชุมชนก็ดี ลวนแตมีประกอบดานพระพุทธศาสนาเปนพิธีการ
เพ่อื เนนย้าํ ความสาํ คญั และเสริมคุณคาทางจิตใจ รวมถึงแมแตกิจกรรมเล็กนอยประจําวัน ท่ีมีการ
นําเอาคําสอนและขอปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาไปประยุกตใช เรียกวาต้ังแตเกิดจนตาย ดังท่ี
ปรากฏอยูในวถิ ชี วี ิตของคนไทย กลายเปนเคร่ืองหลอหลอม กล่ันกรองนิสัยใจคอของคนไทย ใหมี
ลกั ษณะเฉพาะคนที่เรยี กวา เปนเอกลกั ษณของสังคมไทย

ดังนั้น เม่ือศึกษาพระพุทธศาสนาใหเขาใจชัดเจน รูจักเลือก รูจักจับธรรมใหถูกหลัก
นาํ มาใชอ ยา งชาญฉลาด ปฏบิ ัติใหร อบดา นและครบวงจร การพัฒนาทางการเมอื งการปกครองโดย
อิงอาศัยหลักทางพระพุทธศาสนา ก็มีหนทางที่จะทําใหเกิดสัมฤทธิผลดีโดยสมบูรณ เปนการ
พัฒนาทง้ั ทางวตั ถุและจิตใจเปนการพัฒนาทั้งตัวคนหรือสิ่งที่คนไปพัฒนา โดยเฉพาะอยางยิ่ง การ
พัฒนาดานจติ ใจ ปญ ญา หรือการพัฒนาจิตใจและการพัฒนาปญญาท่ีเรียกวา สัมมาปญญา ที่เอ้ือ
ประโยชน มีคุณคาอยางย่ิงตออารยธรรมของมนุษยชาติ ฉะน้ัน พระพุทธศาสนาจึงเปนท้ัง
แกนกลาง แกนนําและเปนสวนเติมเต็มของการพัฒนาในทุกดาน ชวยใหเราพัฒนาประเทศชาติ
ดําเนินไปอยางถูกทิศทางและครบถวนสมบูรณ๓ อันจะนํามาซ่ึงความเจริญรุงเรือง ม่ันคงและ
บงั เกดิ สนั ติสุขแกประชาชนโดยทวั่ ถว นหนา ไดอยางแทจรงิ ตลอดไป

๓.๒ แนวคิดของการพัฒนาตามแนวพระพทุ ธศาสนา

พระพุทธศาสนาไดชอื่ วาเปน ศาสนาแหงการพัฒนา หรือจะเรียกวา เปนศาสนาแหงการ

ฝกตนหรือศาสนาแหงการศึกษาก็ได โดยเฉพาะอยางยิ่ง การที่ยอมรับกันวา พระพุทธศาสนานั้น
เปนศาสนาแหงการพัฒนาตน ก็เพราะเหตุผลหลกั ดังตอไปน้ี๔

๓ เรื่องเดยี วกัน, หนา ๘๓-๘๔.
๔ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), หลักแมบทของการพัฒนาตน, พิมพครั้งท่ี ๑๕,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หนา ๑๕-๑๖.

๕๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ประการท่หี น่งึ หลกั ธรรมท่ีเกี่ยวกับการพัฒนาตนน้ันเปนเร่ืองใหญ เปนแกนกลาง เปน
ท้ังหมดของการปฏบิ ตั ิธรรมในพระพุทธศาสนา

ประการท่ีสอง บุคคลท่ีสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา หรือผูที่ไดบรรลุเปาหมายในทาง
พระพทุ ธศาสนาทานเรียกวา บคุ คลท่พี ฒั นาตนแลวมีตนอันพัฒนาแลว หรอื มตี นอนั ฝกแลว

ดังนั้น พระพุทธศาสนา จึงเปน ศาสนาทเี่ นน การพัฒนา๕ ที่ตวั มนุษยศักยภาพของมนุษย
และการพ่ึงพาตนเอง พระพทุ ธศาสนาเชื่อวา มนษุ ยม ศี ักยภาพสงู ในการเรียนรใู หบรรลุอะไรก็ได ถึง
ขั้นบรรลุอิสรภาพจากความเห็นแกตัวโดยส้ินเชิงก็ได มนุษยที่พัฒนาแลวสามารถพ่ึงตนเองได
พระพุทธศาสนาจึงใหคุณคาสูงสุดตอการเรียนรูของมนุษย อีกท้ังกาลเวลาก็ไดพิสูจนมาแลววา
การพัฒนา ถาไปเนนท่ีอ่ืนที่ไมใชมนุษยแลว ยอมไมมีทางแกปญหาไดจริง และจะพลัดเขาไปสู
ปญหาเสมอ การพัฒนาที่แทก็คือ การพัฒนามนุษย ท่ีมีวัตถุประสงคอยูที่การลดความเห็นแกตัว
และสามารถรว มกนั ไดอยา งปรกติ๖

กลาวอีกนัยหน่ึง พระพุทธศาสนา เปนศาสนาที่ใหเห็นคุณคาความเปนมนุษยและ
สนับสนุนใหม นุษยร ูจ ักการพฒั นาตนเอง ดังที่พระพทุ ธเจาไดตรสั ยกยองมนุษยผูฝกตนดีแลววา ใน
หมูมนุษยผูที่ฝกตนแลวประเสริฐสุด๗ และตรัสอีกวา ผูถึงพรอมดวยวิชชาและจรณะ เปนผูประเส
ริญสดุ ในหมูม นษุ ยและทวยเทพเทวดาทง้ั หลาย แมแตพ รหมกเ็ คารพบชู า๘ (วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส
เสฏโ ฐเทวมนุสเฺ สสุ)

จากตัวอยา งของสองพระพทุ ธพจนน ี้ แสดงการยนื ยันใหเหน็ วา พระพุทธศาสนาเทิดทูน
การพฒั นาตนมาก ผพู ัฒนาตนแลว เปนสุดยอดของบุคคลที่ไดรับการสรรเสริญในพระพุทธศาสนา
การพัฒนาจึงเปนแกนกลางของการปฏิบัติท้ังหมดในพระพุทธศาสนา นี่ก็คือการท่ีไดเขามาสูจุดที่
เปน เปาหมายของพระพุทธศาสนาแลว

๕ คําวา การพัฒนา มีใชแพรหลายหลังป พ.ศ. ๒๕๐๐, เปนคําท่ีมาจากพระพุทธศาสนามีความหมาย
วา ทําใหเจริญงอกงามหรือฝกฝนใหเจริญย่ิงข้ึน อางใน พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), ธรรมกับการพัฒนาชีวิต
พมิ พค ร้ังที่ ๒, (กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พม ูลนิธพิ ทุ ธธรรม, ๒๕๓๙), หนา ๕-๗.

๖ ประเวศ วสี, ศ.นพ., “พุทธธรรมกับอุดมการณสําหรับศตวรรษท่ี ๒๑”, ในมูลนิธิโกมลคีมทอง,
พทุ ธธรรมกับอุดมการณสาํ หรับศตวรรษท่ี ๒๑, (กรงุ เทพมหานคร : สํานักพิมพมูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๔๒), หนา
๑๑๓.

๗ ข.ุ ธ. (บาลี) ๒๕/๓๒๑/๗๒, ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๓๒๑/๑๓๓.
๘ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๗๒/๑๐๗.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๕๕
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

อยางไรก็ตาม การพัฒนาตนของมนุษยในมุมมองของพระพุทธศาสนานั้นไมอาจจะ

พัฒนาเฉพาะจติ ใจเทานั้น แตควรพัฒนาใหรอบดานตามหลักของพระพุทธศาสนา คือ การพัฒนา
ตามหลักภาวนา ๔ ซงึ่ ประกอบดวย๙

๑. การพัฒนากาย หมายถึง การพัฒนาความสัมพันธกับส่ิงแวดลอมทางกายภาพ
ปฏิบัติตอโลกแหงวัตถุอยางไดผลดี โดยเฉพาะดวยอินทรีย ๕ ทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เชน ดูเปน

ฟงเปน ใหไ ดป ญ ญาและคุณคาท่ีเปนประโยชน

๒. การพัฒนาศีล หมายถึง การพัฒนาความสัมพันธกับส่ิงแวดลอมทางสังคมโดยอยู
รวมกนั กบั เพือ่ นมนษุ ยอยางไมเ บยี ดเบียน แตอ ยดู วยกันดว ยไมตรเี ปนมติ ร เกอื้ กลู กนั

๓. การพัฒนาจิตใจ หมายถึง การพัฒนาจิตใจใหมีคุณสมบัติที่ดีงาม มีคุณธรรม
ความเขมแข็งม่ันคงและความสุข โดยสรุปคือ พัฒนาทั้งดานคุณภาพจิต สมรรถภาพจิตและ

สุขภาพจติ
๔. การพัฒนาปญญา หมายถึง การพัฒนาปญญาใหเกิดความรูความเขาใจสิ่ง

ทั้งหลายตามความเปนจริง รูเทาทันความเปนจริงของโลกและชีวิต เขาถึงกฎธรรมชาติที่เปนไป

ตามเหตปุ จ จัยเปนตน จนทําใหจ ิตใจเปนอสิ ระ เบกิ บานผองใส เปนอยูด วยปญญา

ทั้ง ๔ ขอดังกลาวขางตนนี้ เปนหลักการพัฒนาชีวิตของมนุษยตามคําสอนของ

พระพุทธศาสนาผูใดมีภาวนาครบถวน ๔ ประการน้ีโดยสมบูรณทานเรียกวา เปนพระอรหันต ซ่ึง

เปนผูเขาถึงจุดหมายของการพัฒนาชีวิตอยางแทจริงและถือวาเปนผูถึงการพัฒนาตนที่สมบูรณ

นน่ั เอง

สําหรับการพัฒนามนุษย โดยอาศัยกระบวนการเรียนรูหรือกระบวนการสนองใฝ

การศึกษามีปจจัยท่ีทําใหการพัฒนานั้นประสบผลสําเร็จ นั่นก็คือ กระบวนการเรียนรูในระบบ
สัมพนั ธป จจัยภายนอกและปจจยั ภายใน อันหมายถึง๑๐

๙ ดรู ายละเอียดของคําอธิบายของกระบวนการพฒั นาตามหลกั ภาวนา ๔ น้ี ใหครบถวนไดท่ี พระพรหม
คณุ าภรณ (ป.อ.ปยตฺโต), รงุ อรุณของการศกึ ษา เบิกฟา แหงการพัฒนาท่ีย่ังยืน, พิมพครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร :
บรษิ ทั พมิ พสวย จาํ กดั , ๒๕๕๐), หนา ๑๖๕-๑๗๑.

๑๐ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), กระบวนการเรียนรูเพ่ือพัฒนาคนสูประชาธิปไตย, พิมพครั้งที่ ๔,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๖๓-๖๔.

๕๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอ การพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๑. ปจจัยภายนอก ไดแก ปรโตโฆสะ คือ เสียงจากผูอื่น สื่อขางนอก ที่เอ้ือหรือ
เกือ้ หนนุ โดยเฉพาะกัลยาณมติ ร คอื บุคลคลหรือประสบการณข องบคุ คลท่ีดมี ีปญ ญา

๒. ปจจัยภายใน ไดแก โยนโิ สมนสิการ คอื การรจู กั มอง รูจักคดิ รูจักพิจารณา คิด
เปนหรือคดิ ถูกทาง ถกู วิธี

การพัฒนาตนของคนทว่ั ไปดวยการเรยี นรู การที่จะรูจักดําเนินชีวิตไดดี การท่ีจะปฏิบัติ
ตอส่ิงและสถานการณทั้งหลายอยางไดผล ตองอาศัยการชวยเหลือแนะนําของผูอื่น ท่ีหวังดีและมี
ประสบการณมากกวาซ่ึงเรียกวา กัลยาณมิตรและการชวยเหลือที่ดีท่ีสุดของกัลยาณมิตร (ปจจัย

ภายนอก) กค็ อื การชดั นํากระตนุ เราใหเ กิดมโี ยนโิ สมนสิการ (ปจ จยั ภายใน) แตค นที่พัฒนาดวยการ
มีการศกึ ษาจริงตอเมื่อเขามีโยนิโสมนสิการ ซ่ึงจะทําใหเขารูจักเรียนรู ดําเนินชีวิตไปดวยดี ปฏิบัติ
ตอ ส่งิ ทง้ั หลายอยางไดผลและพงึ่ ตนเองได

เมื่อกลาวโดยทส่ี ุดแลว การพัฒนาตนของมนุษยที่มีการศึกษา คือ คนท่ีดําเนินชีวิตดวย

ปญญาเปนอยูดวยความไมประมาท พัฒนาชีวิตของตนจนลุถึงประโยชนท่ีเปนจุดหมายของชีวิต
พระพุทธศาสนาถือวา ผูท่ีไดพัฒนาตนดีแลว ยอมไดรับประโยชนหรือคุณคาท่ีเปนจุดหมายของ
ชวี ิตใน ๒ ระดบั แตถาแยกโดยละเอียด แบงเปน ๓ ระดบั คือ๑๑

ระดบั ท่ี ๑ จุดหมายขัน้ ตาเหน็ หรอื ประโยชนปจจุบันทันตา เรียกวา ทิฎฐธัมมิกัตถะ
คือ

๑. ความมสี ุขภาพดี รา งกายแขง็ แรง สงางาม ไรโ รค ตลอดจนมีอายยุ นื ยาว
๒. ความมที รพั ยส ินเงนิ ทอง อยา งนอ ยมีอาชพี การงาน พงึ่ ตนไดในทางเศรษฐกิจ

๓. การมีครอบครวั ท่มี ั่นคงผาสุก ตลอดจนวงศตระกลู เปนท่ีนบั ถอื
๔. ความเปนท่ียอมรับในสังคม มีสถานภาพดี มีชื่อเสียงเกียรติคุณ พร่ังพรอมดวยยศ
ไมวาจะเปนเกยี รตยิ ศ บริวารยศหรอื อสิ รยิ ยศ

๑๑ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระพุทธศาสนา พัฒนาคนและสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
การศาสนา, ๒๕๔๒), หนา ๗-๘.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๕๗
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

ระดับท่ี ๒ จุดหมายข้ันเลยตาเห็น หรือประโยชนเบ้ืองหนา เรียกวา สัมปรายิกัตถะ
เชน

๑. การมีความสุขทางจิตใจ ดวยศรัทธาในพระรัตนตรัยซาบซ้ึงในบุญกุศล และม่ันใจ
ในการทาํ ความดี

๒. ความอ่ิมใจมั่นใจในชีวิตของตนท่มี ีความประพฤติสุจริตดงี าม ไดท าํ ในสง่ิ ทถ่ี กู ตอง
๓. ความอ่ิมใจภูมิใจในการมีชีวิตที่มีคุณคา เปนประโยชน ท่ีไดเสียสละทําการ

สรางสรรคเก้อื กูลไวแ กเ พือ่ นมนุษยและสงั คม
๔. ความแกลวกลาม่ันใจ และปลอดโปรงเบิกบานใจ เนื่องจากมีความรู มีปญญาท่ี

แกป ญหาและจัดทาํ ดาํ เนินกิจการตาง ๆ ใหสาํ เรจ็ ลลุ ว งไปได
๕. ความสบายใจ มั่นใจในกรรมที่ไดประกอบไว อันเปนบุญกุศลดีงามสุจริต เปน

หลักประกันชวี ติ ในภายหนา สามารถจากโลกน้ีไปโดยไมตอ งหวาดหวนั่ กลัวภัยแหงทคุ ติ
ระดับที่ ๓ จดุ หมายสูงสุดหรือประโยชนอยางยิ่ง เรียกวา ประมัตถะ หมายถึง ความ

มีจิตใจที่หลุดพนจากกิเลสและความทุกขทั้งปวง บรรลุภาวะที่เรียกสั้น ๆ วา นิพพาน ซ่ึงเปน
อสิ รภาพ สันติและความสขุ อยางสมบูรณ ท่ีเกิดจากความรูแจง หยั่งเห็นความจริง แทจริงของโลก

และชีวติ มีจติ ใจมัน่ คงไมหว่ันไหวไปตามโลกธรรม คอื ความผนั ผวนปรวนแปรเปล่ียนแปลงของส่ิง
ทั้งหลาย ปลอดโปรงผองใสเบิกบาน เปนสุขและสะอาดบริสุทธ์ิไดตลอดเวลา มีชีวิตท่ีเปนอยูดวย
ปญ ญาอยางแทจริง

๓.๓ แนวคิดของพระพทุ ธศาสนามีสวนพฒั นาการเมืองการปกครอง

พระพทุ ธศาสนาในฐานะทเ่ี ปน สถาบนั หลกั สถาบันหน่ึงในสังคม ซึ่งมีบทบาทและหนาท่ี

ในการอบรมขัดเกลาสมาชิกในสังคมใหมีพฤติกรรม ใหเปนไปตามบทบาทและหนาที่ของตน

โดยเฉพาะอยางย่ิงบทบาทในทางการเมืองการปกครอง ดังนั้น จึงเห็นไดวาพระพุทธศาสนาไดมี

ทัศนะและเสนอแนวทางในการพัฒนาการเมืองการปกครองไวหลายประการ ซ่ึงสามารถศึกษาได

จากหลายเร่อื งดงั ตอ ไปน้ี
๓.๓.๑ แนวคิดของการพฒั นาทางการเมืองตามแนวพุทธ
คําวา การเมืองเปนถอยคําที่มีความหมายกวางขวางมาก โดยยากที่จะกําหนดให

แนนอน ตายตัวและชัดเจนลงไปได แตกระน้ันก็สามารถสรุปความหมายของคําน้ีวา ความคิด

๕๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

กิจกรรมและการกระทาํ ตาง ๆ ของมนุษยท่เี กย่ี วกบั การไดม าซ่ึงอํานาจ เพ่ือการบริหารจัดการงาน
ของสงั คม หรือการจัดสรรคุณคาในสังคมและกฎเกณฑทางศีลธรรมและการใชทรัพยากรของชาติ
รวมกัน ซ่ึงความหมายดังกลาวน้ีพระพุทธศาสนาไดมีสวนรวมในการพัฒนาทางการเมือง จาก
แนวคิดของทา นผรู หู รือของนักปราชญทางพระพุทธศาสนาดงั ตอไปน้ี

พทุ ธทาสภิกขุ ไดใหความหมายของการเมืองวา การเมอื งทีแ่ ทจริง คือ ระเบียบปฏิบัติที่
ชวยกันจัดบานเมือง หรือสังคม หรือโลกใหหมดปญหา ซ่ึงการเมืองท่ีแทจริงตองประกอบไปดวย
สงิ่ ทีเ่ รียกวาธรรมหรือพระธรรม๑๒ เม่ือเขาใจความหมายของการเมืองไดเชนนี้ การจัดใหสังคมอยู
เปนสุขโดยไมตองใชอาวุธ คือ มีศีลธรรมเปนรากฐานและการเมืองน้ัน ก็พลอยเปนศีลธรรม
เพราะวามันเปนปจจัยแหงสันติภาพ๑๓ ในขณะเดียวกัน พุทธทาสภิกขุยังไดใหความคิดตอระบบ
การเมอื งวา ควรเปนธรรมกิ สงั คมนยิ มของพระพทุ ธศาสนาซึ่งอยูในฐานะท่ีเปนผลของความไมเห็น
แกตัว เปนระบบการเมืองที่ออกมาจากความไมเห็นแกตัว ท้ังน้ีก็เพราะวา มนุษยเปนสัตยสังคมท่ี
ตองอยูรวมกัน ควรจะชวยเหลือเก้ือกูลกันถาทุกคนในสังคมมีศีลธรรม ความยึดถือตัวตนจะไม
เกิดขน้ึ ความเหน็ แกตัวจะไมเกิดขึน้ และเมอ่ื ไมเห็นแกต วั แลว พรหมวหิ ารธรรมก็จะเกดิ มขี ้ึน๑๔

ในขณะเดยี วกัน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโตป) ก็ไดใหทัศนะเก่ียวกับการเมืองไว
วาคืองานของรัฐ หรืองานของแผนดินโดยเฉพาะ ไดแก การบริหารราชการแผนดิน เปนงานท่ีมี
วัตถุประสงคเพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยดีงามของสังคม๑๕ ซ่ึงจากความหมายนี้ทานยังไดขยาย
ความหมายเพ่มิ เตมิ วา พระพทุ ธศาสนากับรฐั จงึ มีความสมั พันธอ ยางใกลชิด อยางพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกัน
และกัน ฝา ยศาสนายงั ตอ งการเผยแผศ าสนาออกไปใหก วางขวาง ฝายรัฐก็ตองการความสงบสุขใน
การปกครอง ซงึ่ ความตองการของท้งั สองฝายตางสอดคลองไปดวยกันได ทั้งน้ี การที่รัฐสัมพันธกับ

๑๒ พุทธทาสภิกข,ุ ธรรมะกับการเมอื ง, (กรงุ เทพมหานคร : สาํ นักพิมพส ขุ ภาพจติ , ๒๕๔๖), หนา ๒๑.
๑๓ พุทธทาสภิกขุ, ฟาสองทางประชาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพธรรมสภา, ม.ป.ป.),
หนา ๓๑.
๑๔ พุทธทาสภิกขุ, ความไมเห็นแกตัวจําเปนสําหรับระบบการเมืองของโลก, (กรุงเทพมหานคร :
ธรรมบูชา, ๒๕๓๒), หนา ๑๓.
๑๕ พระเทพเทวี (ประยุทธ ปยุตฺโต), กรณีสันติอโศก, พิมพคร้ังท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธ
ธรรม, ๒๕๓๑), หนา ๒๙.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๕๙
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

พระพุทธศาสนาก็เพราะวาเปนหนาท่ีเก่ียวกับธรรมหรือหนาที่ตอธรรม และเปนหนาที่ในฐานะ
ผูปกครองหรอื รฐั ท่พี ึงมีตอ ฝา ยศาสนา๑๖

นักวิชาการฝายสงฆท่ีมีผลงานทางวิชาการทางดานพระพุทธศาสนามายาวนานอีกรูป
หนง่ึ คือ พระธรรมเมธาภรณ (ระแบบ ฐิตญาโณ) ไดกลาวถึงการเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาไว
อยางสนใจย่ิงวา ๑๗

การเมอื งในแงความเปนจรงิ การเมอื งเปน เร่อื งของกลุม คนทกุ คน เปนระบบการบริหาร
บานเมืองเพ่ือใหเกิดความอยูเย็นเปนสุข ไมวาจะแยกอํานาจการบริหารออกเปนก่ีอยางก็ตาม
พระพุทธศาสนาจะมีบทบาทหรือไม ตองมองดูในสมัยพุทธกาล ในทางรัฐศาสตร พระพุทธเจาได
ทรงแสดงหลักของพระราชาไวดีมาก เชน ทศพิธราชธรรม จักกวัตติวัตร ราชสังคหวัตถุ ใน
ขณะเดียวกัน ก็ทรงแสดงระบบนิติบัญญัติ ระบบรัฐสภาไวเหมือนกัน โดยกลาวถึงสภาที่ตองมี
สัตบุรุษ คือ ท่ีประชุมของคนดีพูดเปนธรรม ลดราคะ โทสะ โมหะ ในภาคของตุลาการก็มีหลัก
วินยั ธร มคี ณะบุคคลอ่ืนข้ึนมาทาํ งานดานวินิจฉัยอรรถคดีตามหลกั มขุ าวินยั หลักของอธิกรณสมถะ
เพราะฉะนั้น โครงสรางของพระพุทธศาสนาจึงเปนโครงสรางการบริหารงาน มีการแนะนําส่ังสอน
ใหพทุ ธศาสนกิ ชนท่ีมีฐานะตาํ แหนงทางการเมืองใหเปนนกั การเมือง เปนขาราชการ เปนพระราชา
ที่ดี เชน ทรงแสดงแกพระเจาปเสนทิโกศลวา ลักษณะการเปนพระราชาที่ดีเปนอยาง ทําให
พระองคเปนฐาน เปนศูนยกลางของกุศลกรรมบถ คือ การทํา ความดี เม่ือบริหารบานเมืองโดย
พื้นฐานน้ี อาณาประชาราษฎรยอมอยูเปนสุขได เปนอิทธิพลที่เกิดขึ้นมาเกี่ยวของกับบานเมือง
ทง้ั นี้เพราะ พระพทุ ธศาสนาใหความสําคญั และคลอยตามบานเมอื งทเี่ รยี กวา ราชานงั อนวุ ตั ติตงุ

เร่อื งการเมืองตามแนวพทุ ธนี้ ศาสตราจารย ดร.สมบูรณ สุขสาํ ราญ ยงั ไดแสดงทัศนะไว
วาแทท่ีจริงการเมือง ก็คือ ความคิดกิจกรรมและการกระทําตาง ๆ ท่ีเกี่ยวพันกับการใชอํานาจ
เพ่ือการบริหารรัฐกิจ การจัดระเบียบสังคมของรัฐ ตลอดรวมถึงการใหไดมาซึ่งอํานาจ การใช
อํานาจหรือการใหไดมาซึ่งอํานาจก็ถูกตองตามกฎหมายและกฎเกณฑทางศีลธรรม เศรษฐทรัพย

๑๖ พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต), “ความสัมพันธระหวางรัฐกับพระพุทธศาสนา”, ในมูลนิธิฌกมล
คีมทอง, พุทธธรรมกับอุดมการณสําหรับศตวรรษท่ี ๒๑, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพมูลนิธิโกมลคีมทอง,
๒๕๒๗), หนา ๑๔๑-๑๔๓.

๑๗ พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), ธรรมาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : พรศิวะการพิมพ,
๒๕๓๔), หนา ๔๕.

๖๐ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

และคณุ คา ทเี่ ปน นามธรรม นอกจากนี้ พระพุทธศาสนายังเปนพื้นฐานของอุดมการณทางการเมือง
ท่ีย้ําคุณคาของมนุษยความชอบธรรมของผูปกครอง พระพุทธศาสนา จึงเปนเสมือนรากเหงาแหง
ความเปน ชาติและเอกลกั ษณด้งั เดิมของชาติโดยทั้งสังคม วฒั นธรรม และการเมือง

นอกจากนี้ ศาสตราจารยปรีชา ชางขวัญยืน ไดกลาวถึงพระพุทธเจาที่ทรงเขาใจตาม
ความเปนจริงทางการเมืองวา พระพุทธองคนั้นทรงเขาใจความเปนจริงทางการเมืองอยางยิ่ง โดย
ทรงเห็นความไรสาระของการพยายามหาระบบท่ีถาวรตายตัว ระบบท่ีพบกันในสังคมสมัย
พุทธกาลไมอาจใชไดในสังคมปจจุบัน และปญหาท่ีพูดกันในสมัยพุทธกาลที่ไมใชปญหาเดียวกับท่ี
พูดกนั ในปจ จบุ นั หากจะทรงนําเอาระบบในปจจบุ นั ไปสอนคนอนิ เดยี กค็ งเปนการสอนสิ่งที่ไมจริง
หากจะทรงยืนยันระบบที่เปนอยูในขณะน้ันวาจริง เม่ือเวลาผานไปก็กลายเปนเรื่องไมจริง
กลายเปนอดีต ทางท่ีจะเปนจริงไดมากท่ีสุดและเกิดประโยชนไดมากท่ีสุด ก็คือ ปรับระบบแตละ
ระบบตามสภาพพนื้ ฐาน ซ่งึ กเ็ ปน สงิ่ ช่วั คราวถาสภาพการเปล่ียนแปลงไป สวนท่ีปรับและวิธีท่ีปรับ
ก็จะตองเปลี่ยนไปอีก ความจริงธรรมชาติบังคับอยูเชนน้ี พระพุทธเจาก็ทรงเขาใจความจริง
ดังกลาวยิ่งกวาผูใด เหตุนั้น จึงไมทรงสอนส่ิงท่ีนักรัฐศาสตรไมถามหากันมารุนเลา เพราะคําถาม
นนั้ ไมมีสาระและแยงตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเหตุการณทางการเมืองท่ีทํานาย
ไมไดหรืออธิบายไมได ยอมเปนหลักฐานชัดเจนอยูแลว พระพุทธเจาทรงเขาใจถึงพลวัตแหง
ธรรมชาติ สังคมและมนุษย และทรงเห็นวาเร่ืองทีจ่ ะพดู จะทาํ นายไดใกลเคียงที่สุดก็คือ เรื่องที่เปน
ปจ จุบัน จงึ ทรงสอนปจ จุบนั ไมวาเปนการทําความดีตามหลกั ศลี ธรรม หรือสงั คมทด่ี ีในแงการเมือง
กต็ าม๑๘

นอกจากที่กลาวขางตนแลว ศาสตราจารยปรีชา ชางขวัญยืน ยังไดใหทัศนะเพ่ิมเติม
เก่ียวกับการพิจารณาความคิดทางการเมืองตามแนวของพระพุทธศาสนาใหกวางขวางมากย่ิงขึ้น
ซงึ่ อาจมองใหก วางไดใน ๒ ลกั ษณะ คอื ๑๙

ลกั ษณะแรก กวางดวยหลักฐานขอมลู ที่นาํ มาใช คือ ศึกษาหลักฐานสมยั พุทธกาล ท้ังใน
แงประวัตศิ าสตร เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม โดยศึกษาจากพระไตรปฎกและแหลงอ่ืน ๆ

๑๘ ปรีชา ชางขวัญยืน, ความคิดทางการเมืองในพระไตรปฎก, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ
มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๔), หนา ๑๔ – ๑๑๕.

๑๙ เร่ืองเดยี วกนั , หนา ๑๕-๑๖.

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๖๑
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ส่ิงเหลาน้ีจะชวยใหตีความคําสอนและเจตนาของพระพุทธเจาไดตรงกับยุคสมัยและไมเกินกรอบ
ของยคุ สมยั จนกลายเปนการนําเอาความคิดของคนปจ จบุ นั ไปใสใ หแ กพ ระพุทธเจา

ลักษณะที่สอง กวางดวยมโนทัศนตะวันตก บางเร่ืองเราอาจไมนิยมใชมากอน แตเปน
มโนทัศนท่ีทําใหเราเห็นปญหาหรือความคิดที่นาสนใจ เชน หลักความชอบธรรมของผูปกครอง
ความสมั พันธร ะหวางเสรีภาพของประชาชนระหวางอํานาจรัฐ ฐานะของประชาชน เปนตน เราไม
จําเปนตองใชขอสรุปตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องเหลานี้ตัดสินคําสอนในพระพุทธศาสนา แตมโนทัศน
อ่นื ซงึ่ เปน ของพระพทุ ธศาสนาที่จะใชพ ิจารณาเรอ่ื งน้นั ๆ กไ็ ด

มโนทัศนท่ีชาวตะวันตกใชพิจารณาคําสอนในศาสนา บางคร้ังก็แคบเกินกวามโนทัศน
ทางศาสนาเพราะการเมืองมุงสรางระบอบบังคับมากกวามุงชักจูงใจของปจเจกบุคคล เราอาจใช
มโนทัศนของพระพุทธศาสนาพิจารณาคําสอน ซ่ึงจะทําใหอธิบายใหอธิบายไดถูกตองและ
ครอบคลุมกวา นอกจากน้ันหากวิเคราะหกันอยางจริงจัง อาจทําใหเห็นแนวปรัชญาและแนว
การเมืองใหมได ท้ังยังอาจจะนํามาตอบปญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในปจจุบันไดโดยมี
แนวทางและระบบเหตุผลที่ชัดเจน

จากการนํานิยามความหมายของคําวา การเมืองตามแนวพระพุทธศาสนาดังกลาวมา
อธบิ ายไวน ้ี สามารถสรุปใหเหน็ ไดว า พระพทุ ธศาสนามสี ว นในการพัฒนาการเมอื งได ดงั น้ี

๑. การเมอื งกับคาํ สอนทางพระพุทธศาสนา ไมสามารถแยกออกจากกันได เพราะตาง
ก็มีจุดมุงหมายเพ่ือความสงบสุขของมนุษยและสังคมดวยกันท้ังคู ท้ังน้ี หากแยกออกจากกันแลว
จะทําใหก ารเมืองไรศ ีลธรรม เปนการเมืองที่มแี ตความเห็นแกตวั ไมไดเปนไปเพ่ือประโยชนของคน
หมมู าก

๒. การเมืองที่ดีงามนั้น ทั้งฝา ยอาณาจกั ร คือ รฐั กับฝา ยพทุ ธจักร คือ พระพุทธศาสนา
ตอ งเกอื้ กลู อุดหนนุ และสงเสริมซึ่งกันและกัน ท้ังนี้เพราะ ฝายอาณาจักรก็ตองการความสงบสุขใน
การปกครองและในขณะเดียวกัน ฝายพุทธจักรก็ตองการเผยแผคําสอนของพระพุทธองคให
แพรหลายกวา วขวางออกไป ซ่งึ ในทีส่ ดุ ผลประโยชนย อ มตกแกค นหมูมากในรฐั น่ันเอง

๓. เมือ่ พจิ ารณาโดยขอเท็จจริงและทางประวัติศาสตรแลว พระพุทธศาสนาถือวาเปน
เสมือนรากเหงาแหงความเปนชาติและเปนเอกลักษณดั้งเดิมของการเมืองไทย เพราะโดย
วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยน้ัน เปนเร่ืองที่ไดรับอิทธิพลมาจากคําสอนทางพระพุทธศาสนา

๖๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

เชน การไมใชความรุนแรงในสังคมไทย การรูจักใหอภัยตอกันในทางการเมือง ซ่ึงเปนเร่ืองที่ตอง
สงเสรมิ ใหเ กิดการเรียนรูและฝก จิตสาํ นกึ ใหเ ขม แขง็ ในสังคมไทยตอไป

๓.๓.๒ แนวคดิ ของการพัฒนาการปกครองตามแนวพุทธ
การปกครอง คอื การบรหิ ารงานตามระเบียบ กฎเกณฑท ่ีไดวางไว เพอ่ื ใหเกิดการบําบัด
ทุกขบํารุงสุขใหแกประชาชนทุกหมูเหลา ซ่ึงจําเปนตองอาศัยอํานาจ คือ การเมืองจึงจะใหการ
ดําเนินการสําเร็จลลุ ว งไปได
เม่ือกลาวถึงคําสอนในทางพระพุทธศาสนาแลว มีนักปราชญทางพระพุทธศาสนาหรือ
ทานผูรูไดใหความหมายของการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนา ที่จะนํามาเปนแนวคิดตอการ
พัฒนาการปกครองได ดังที่พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดกลาวถึงความหมายของการ
ปกครองตามแนวพระพุทธศาสนาไววา การปกครองตามความหมายในพระพุทธศาสนา เปนการ
ปกครองเพื่อการศึกษาการปกครองและความสงบสุขเรียบรอยที่เกิดจากการปกครองนั้น มิใชเปน
จุดหมายในตัว แตเปนเพียงปจจัย คือ สภาพเอื้อ เพื่อชวยใหแตละบุคคลบรรลุจุดหมายแหง
การศึกษา หรอื เพ่อื เปน หลักประกันของการศึกษา จึงถือเปนคติไดวา การปกครองที่มีขึ้นเปนเร่ือง
ของการศึกษาและเพอ่ื การศึกษาทง้ั สน้ิ ถาไมป กครองดว ยการศึกษา กต็ องปกครองดวยอํานาจ เม่ือ
ปกครองดวยอาํ นาจ กเ็ กิดความรสู กึ ในเชงิ ปฏปิ กษ ทีเ่ อยี งไปในทางที่จะขัดแยงกัน ดวยเหตุนี้ การ
ปกครองแบบใชอํานาจจึงกอใหเกิดปญหาเริ่มต้ังแตความขัดแยงในจิตใจเปนตนไป ทําใหยิ่งตอง
เพิ่มการใชอํานาจ ใชอาญา และจะเนนการลงโทษมากยิ่งข้ึนตามลําดับ ไมใชปกครองท่ีพยายาม
สรางคนดี แตเ ปน การปกครองแบบพยายามกําจดั คนเลวนั่นเอง๒๐
พระธรรมเมธาภรณ (ระแบบ ฐิตญาโณ) ไดกลาวถึงแนวทางการปกครองตามนัยของ
พระพุทธศาสนาไววา มีการจัดองคกรในลักษณะเปน “อาณาจักร” โดยมีพระพุทธเจา ทรงดํารง
ตําแหนงเปนพระธรรมราชา คือเปนเจาแหงธรรม มีพระสารีบุตรเถระ เปนพระธรรมเสนาบดี มี
พระสงฆเปนธรรมเสนา คือ เปนทหารในกองทัพธรรม เมื่อพระพุทธองคเสด็จปรินิพพานไปแลว
ทรงตั้งพระธรรมวินัยไวเปนหลักฐาน เปนพระศาสนาแทนพระองค ซ่ึงจะเห็นวา พระพุทธศาสนา
ไมเนนตัวบุคคล หากแตเนนพระธรรมเปนสําคัญและการบริหารพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

๒๐ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), นิติศาสตรแนวพุทธ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท สหธรรมิก จํากัด,
๒๕๓๙), หนา ๕๕-๕๖.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๖๓
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

ท้ังสวนของศาสนบุคคล ศาสนธรรมและศาสนสถานนั้น เปนภารกิจที่ยากมาก เพราะเปนยุคที่มี
การแบงชนช้ันวรรณะอยูโดยท่ัวไป แตในพุทธจักรก็สามารถรวมชนช้ันใหอยูในฐานะเดียวกันได
ดวยธรรมะ สวนรูปแบบการปกครองของแควนตาง ๆ ท่ีปรากฎในสมัยพุทธกาลและหลักธรรม
สาํ คัญทนี่ ํามาเปนแมบ ทของการปกครอง๒๑

ศาสตราจารย ดร.สมบูรณ สุขสําราญ มีมุมมองเก่ียวกับการปกครองของพระพุทธเจา
ไววาในระยะเวลากอนพุทธกาลน้ัน รูปแบบการปกครองหรือระบบการเมืองน้ันแบงออกเปน ๒
ระบบใหญๆ คือ ราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย ซึ่งเปนระบบที่ ๔ แควนในประเทศ
อินเดียตอนเหนือนิยมและมีอํานาจทางการเมืองเขมแข็งมาก สวนอีก ๒ แควนท่ีเหลือ นิยม
ระบอบการปกครองแบบสามัคคีธรรมหรือเทียบกับระบอบประชาธิปไตยปจจุบัน กลาวคือ การ
ปกครอง การกําหนดนโยบายการออกกฎหมาย การตัดสินกรณียกิจของแควนจะกระทําโดย
ปรึกษาหารือของชนท่ีทําหนาท่ีปกครองและถือเสียงมากเปนการตัดสิน พระพุทธเจามิไดตองการ
ใหพระภิกษุสงฆซ่ึงเปนสาวกของพระองคเขาขางฝายใดฝายหน่ึง หรือสนับสนุนระบอบการ
ปกครองระบบใดระบบหนึ่งโดยเฉพาะ ทรงใหหลักธรรมในการปกครองสําหรับท้ังสองรูปแบบไว
สําหรับการปกครองแบบสาธารณรัฐใหใชอปริหานิยมธรรม ๗ ประการ และสําหรับรูปแบบ
ราชาธปิ ไตยใหใ ชหลกั ทศิ พิธราชธรรม ๑๐ ประการ และจักรวัตติสตู ร ๑๒ ประการ๒๒

นอกจากน้ีแลว ศาสตราจารย ดร.สมบูรณ สุขสําราญ ยังไดกลาวเพิ่มเติมถึงการ
ปกครองตามทัศนะของพระพุทธศาสนาวา ระบบการปกครองที่ดี อาจเปนระบบการขยายการ
ปกครองแบบใดก็ได ทีย่ ึดหลักการสาํ คัญ ดังตอไปน๒้ี ๓

(ก) การไดมาซ่ึงอํานาจ การใชอํานาจ อํานาจ และการรักษาไวซึ่งอํานาจน้ัน เปนไป
เพ่ือประโยชนสุขของประชาชนมากที่สุด อํานาจของผูปกครองมิใชเพ่ือสรางความยิ่งใหญของ
ตนเอง แตเพื่อประโยชนสขุ แกป ระชาชน

๒๑ พระราชธรรมเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), ธรรมาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : ศูนยสงเสริม
พระพุทธศาสนาแหง ประเทศไทย, ๒๕๓๔), หนา ๘.

๒๒ สมบูรณ สุขสําราญ, พระพุทธศาสนากับการเปล่ียนแปลงทางการเมืองและสังคม,
(กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๓๔), หนา ๓๑

๒๓ ปรีชา ชา งขวัญยืน, ความคดิ ทางการเมอื งในพระไตรปฎก, หนา ๒๐.

๖๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

(ข) ความมนั่ คงของระบบการปกครองหรือของรัฐบาลและผูปกครอง มิใชเปนจุดหมาย
ในตัวมันเอง หรือจุดประสงคสุดทาย ของระบบการเมืองการปกครอง แตเปนเพียงอุปกรณ หรือ
เครือ่ งมือเพ่อื ใชส รางสรรคประโยชนส ุข สวสั ดภิ าพ บรู ณาการ และความสงบสขุ ของประชาชน

(ค) ใหความสําคัญแกคุณคาของความเปนมนุษย โดยเนนความเทาเทียม การ
ปราศจากชัน้ วรรณะ จากชาตกิ าํ หนด ความเสมอภาคในทางเพศ หมายความวา ไมถือวาเพศหญิง
มีสถานภาพตาํ่ กวา เพศชาย เนน เสรภี าพดวยการหามการมที าส รวมตลอดถงึ การแนะนําใหใชหลัก
เหตผุ ลในการพจิ ารณาตัดสนิ ใจเรอื่ งตาง ๆ ตามที่ปรากฏในกาลามสตู ร

(ง) ผูปกครองจะตอ งมีคณุ สมบตั แิ ละมแี นวทางในการปกครอง โดยยึดหลักธรรมสําคัญ
อยางนอย ๕ ประการ คือ หลักทศพิธราชธรรม หลักจักกวัตติวัตรธรรม หลักราชสังคหวัตถุธรรม
หลักการละอคติ และการยึดหลกั ธรรมาธปิ ไตยเปนหลกั ในการปกครอง

เร่ืองเดียวกันน้ี ศาสตราจารยปรีชา ชางขวัญยืน ไดนําเสนอแนวทางการปกครองตาม
แนวพระพุทธศาสนาไวเ ชน กนั วา ๒๔

พระพุทธศาสนาไมไดกลาววา ระบบการปกครองแบบใดท่ีสุด และมีวิธีการเลือก
ผูปกครองดวยวิธีใดหรือมีระบบในการจัดสรรอํานาจอธิปไตยอยางไร เปนแตกลาววา ถาเปน
ผูปกครองแลว ควรยึดถืออะไรในการปกครอง

หลักธรรมมาธิปไตย เปนจุดมุงหมายของระบบการปกครอง มิใชหมายถึง ระบบการ
ปกครองผปู กครองควรในอุดมคติ ควรยึดหลักธรรมมาธิปไตยจักกวัตติวัตร ทศพิธราชธรรม ราช
สงั คหวตั ถุ ๔ และ ละเวนอคติ ๔

สวนเร่ืองระบบการปกครองน้ัน คําสอนของพระพุทธศาสนาไมปรากฏเปนระบบท่ี
ชัดเจนเปนแตสอนเปนการเฉพาะเร่ืองเฉพาะคราว เน่ืองจากรัฐมีไวเพ่ือความสุขของประชาชน
และความสุขท่แี ทต อ งเปน ความดีงามตามหลกั พระพุทธศาสนา ดงั นนั้ คาํ สอนของพระพุทธศาสนา
จึงมุงสูจุดมุงหมายของชีวิตจุดเดียวกัน การประเมินคาวาอะไรดีอะไรชั่วจะตองเปนไปในแนว
เดียวกัน จะขัดแยงกันไมไดซ่ึงจะใหความสําคัญแกตัวบุคคลผูมีหนาที่ปกครองมากกวา คือ เมื่อ
บุคคลเปน คนดแี ลว ไมว าจะปกครองดว ยระบบใดก็จะนาํ ประชาชนไปสูความดแี ละความสุขท้งั ส้นิ

๒๔ ปรชี า ชางขวัญยนื , ความคิดทางการเมอื งในพระไตรปฎก, หนา ๒๐.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๖๕
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

นอกจากนี้ มีรายงานจากงานวินัยท่ีนาสนใจมาก ซ่ึงเก่ียวของกับการปกครองสงฆใน
สมัยพุทธกาลที่ชี้ใหเห็นวาพระพุทธศาสนา มีจุดมุงหมาย หลักการและวิธีการปกครอง ท่ีเปน
องคประกอบสําคัญของการปกครองดังตอไปนี้๒๕

๑. จดุ มุงหมายในการปกครอง นอกจากจะเพื่อใหสังคมไดรับความสงบสุขเรียบรอย
แลวจะตองพัฒนาใหยิ่งขึ้นไปกวาน้ัน กวาคือ ความสงบเรียบรอยที่เกิดจากการปกครองนั้น ตาม
นยั ทางพระพุทธศาสนา ยังไมใ ชจุดมุง หมายที่แทจริง มิใชจุดมุงหมายในตัว แตเปนเพียงปจจัย คือ

สภาพเอ้ือ เพื่อชวยใหแตละบุคคลบรรลุจุดมุงหมายแหงการศึกษา หรือเพื่อเปนหลักประกันของ
การศึกษาจึงถือเปนคติไดวา การปกครองที่มีข้ึนเปนเร่ืองของการศึกษาและเพื่อการศึกษาท้ังส้ิน
เพือ่ ใหส มาชกิ ในสังคมไดมีโอกาสในการพัฒนาตนเอง

๒. หลักการปกครอง ท่ีเปนเนื้อหาสาระของระบบการปกครอง หรือเปนพื้นฐานของ
จิตใจและความคิดและพฤติกรรมตาง ๆ ที่แสดงออก จะตองเปนไปตามหลักการของการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยที่วา เปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพ่ือประชาชน หรือ
จะเติมใหเต็มตามความหมายของภาษาไทยตามหลักก็วา “การปกครองซ่ึงประชาชน ของ
ประชาชน โดยประชาชน และเพ่ือประชาชน” แตอยางไรก็ตาม หลักการปกครองน้ี ถายังไมอยู

บนพื้นฐานของธรรม หรือในทางพระท่ีเรียกวา “ธรรมาธิปไตย” แลวหลักการน้ันก็ยังไดชื่อวา อยู
หางไกลจากประชาธปิ ไตยท่ีแทจรงิ ๒๖

๓. วิธีการปกครอง การที่จะบรรลุถึงจุดมุงหมายตามหลักการท่ีวางไว จําเปนตองมี
วิธีการท่ีดีในการจะเช่ือมโยงจากหลักการไปสูจุดมุงหมาย โดยในการปฏิบัติจะตองอาศัยหลักการ
เปนพื้นฐานของการสรรหาวิธีการตาง ๆ เพราะหลักการท่ีดีงามชอบธรรม จะเปนตัวจํากัดใหเรา
ตองปฏบิ ตั ิตามวิธกี ารที่ชอบธรรม เพื่อใหบรรลุจุดมุงหมายที่เปนธรรม การใชระเบียบและระบบท่ี
จดั วางขนึ้ จงึ ตอ งพิจารณาวาเปน ไปเพือ่ สรางโอกาสใหค นพัฒนาชีวิตใหดีย่ิงขึ้น หรือเปนการกําจัด

โอกาสในการพัฒนาตนเองของสมาชกิ ในสงั คม

๒๕ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), อางใน สุรพล สุยะพรหม, ดร., การเมืองกับการปกครองของ
ไทย, พิมพค ร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๒), หนา ๒๕๖-๒๕๗

๒๖ พระยุทธนา รมณีโย (แกวกัณหา), การศึกษาเชิงวิเคราะหการจัดการองคการคณะสงฆในสมัย
พุทธกาล, (กรงุ เทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๔), หนา ๑๐๕-๑๑๐.

๖๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๓.๔ ความสาํ คัญของพระพุทธศาสนาทมี่ ีสวนในการพัฒนาการเมอื งการปกครอง

ศาสนากับการเมืองและสังคม มีความสัมพันธกันอยางใกลชิด การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ท่ี
เกิดข้ึนในการเมืองและสังคม ยอมจะมีผลกระทบตอศาสนา และในทํานองเดียวกัน การ
เปลี่ยนแปลงทางศาสนาก็จะมีผลกระทบตอการเมืองและสังคมเชนเดียวกัน๒๗ ไมมีศาสนาใดใน
โลกท่ีไมมีวัตถุประสงคเพื่อสังคมและการเมือง พระพุทธศาสนาเองจึงไมอาจปลีกตัวออกจาก
การเมืองได ดังทท่ี า นพทุ ธทาสภกิ ขุกลา วไวอ ยา งนาฟงยงิ่ วา

“ธรรมะกบั การเมอื งเปน สิ่งท่แี ยกออกจากกันไมได
แยกกนั เมื่อไร การเมอื งกก็ ลายเปนเรือ่ ง
ทาํ ลายโลกขึน้ มาทนั ที”๒๘
ลักษณะท่ีสําคัญยิ่งประการหน่ึงของพระพุทธศาสนา ก็คือ ความทันกับกาลสมัย
หมายความวา พุทธธรรมหรือหลกั การของพระพุทธศาสนานนั้ สามารถปรับประยุกตใหใชกับความ
เปล่ียนแปลงทางสังคมและการเมืองได เพ่ือไมใหเกิดความเสียดุลและเอกลักษณแตประการใด๒๙
อีกท้ังพระพุทธศาสนามีความเก่ียวของกับวิถีชีวิตของชาวพุทธในฐานะทั้งเปนสถาบันหน่ึงของ
สังคมท่ีมีความสําคัญ ใหความหมายและเอกลักษณแหงความเปนหน่ึงเดียวกันของชาติ ทั้งเปน
ที่มาและถายทอดวฒั นธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณขี องชาติอีกดว ย
อีกประการหน่ึงที่ช้ีใหเห็นถึงความสําคัญของพระพุทธศาสนาท่ีมีตอการเมืองการ
ปกครอง นั่นก็คือวา การท่ีมนุษยมารวมกันอยูในสังคมนั้น จําเปนตองมีการควบคุมใหสมาชิกของ
สังคมอยูในกฎเกณฑระเบียบแบบแผน เพ่ือความเปนระเบียบเรียบรอย ความปลอดภัยและสวัสดิ
ภาพของสังคม จึงมีการตรากฎระเบียบตาง ๆ ใชเปนกลไกควบคุมสังคมอยางหนึ่ง นอกจากนี้
ระเบยี บ ประเพณี ซ่งึ เปนธรรมเนยี มปฏบิ ัติหรอื ความเช่อื ทปี่ ฏิบัติเปนมรดกสืบทอดกันมายาวนาน
ก็เปนกลไกควบคุมระเบียบของสังคมอีกอยางหนึ่ง อยางไรก็ดี กลไกตาง ๆ ที่กลาวมาน้ัน เปน

๒๗ สมบูรณ สุขสําราญ, พระพุทธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม,
(กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพจุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๗), หนา ๑.

๒๘ พุทธทาสภิกขุ, การเมืองคือธรรมะ, พิมพคร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพอรุณวิทยา,
๒๕๓๑), หนา ๑-๑๕.

๒๙ สมบูรณ สขุ สาํ ราญ, พระพทุ ธศาสนากับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสงั คม, หนา ๑๑.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๖๗
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพฒั นาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

เพียงเคร่ืองบังคับทางรางกายและพฤติกรรมภายนอกการท่ีบุคคลจะเชื่อตามกฎเกณฑของสังคม
มากนอยเพยี งใดน้นั ศาสนามีความสาํ คัญอยางมากในการชวยกลอมเกลา โนมนาวจิตใจและสราง
จิตสํานึกทางศีลธรรมตอสังคม พระพุทธศาสนา จึงมีบทบาทสําคัญในการทําหนาท่ีดังกลาว วัด
และพระสงฆเปนกลไกทางพระพุทธศาสนาท่ีสําคัญย่ิงในการอบรมส่ังสอนประชาชนใหเปน
พลเมืองที่ดีของประเทศ ทั้งน้ี การที่ประชาชนไดรับการสั่งสอนอบรมหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาและยึดถอื เปน แนวทางในการดําเนนิ ชวี ติ รว มกนั ในสังคม กจ็ ะทําใหสังคมนี้มีความ
ขัดแยงลดนอยลงไป ลดปญหาสังคมนานัปการและกอใหเกิดการอยูรวมกันโดยสันติและเปนสุข
ตามสมควร๓๐

การทพี่ ระพุทธศาสนามีหลกั คาํ สอนโดยเฉพาะอยา งยงิ่ ที่เน่ืองดวยการเมืองการปกครอง
ท่ีโนมนาวใหประชาชนดําเนินชีวิตไปในทางเดียวกัน เทากับเปนการเสริมสรางความสมัครสมาน
สามัคคแี ละความเปนปกแผนใหแกชาติไดเปนอยางดี สังคมที่มีการบูรณาการทางเช้ือชาติ ศาสนา
ภาษาที่เขม แขง็ จะทาํ ใหเ กิดความม่ันคงแกประเทศชาติเปนสวนรวม จึงเห็นไดชัดเจนวา ท่ีปรากฏ
ข้ึนในสังคมไทยเพราะ พระพุทธศาสนาเปนส่ือใหประชาชนคนไทยไดมารวมงานทางศาสนาและ
สังสรรคเกิดความรูสึกผูกพัน เปนพวกเดียวกัน มีความใกลชิดสนิทสนมและยินดีท่ีจะผนึกพลัง
รว มกนั เพื่อใหประโยชนข องสงั คมไทยโดยแท

หากจะกลาวถึงความสําคัญของพระพุทธศาสนา ที่มีตอการเมืองการปกครองของไทย
ในแงมุมทางกฎหมายแลว จะเห็นไดวา แมแตในรัฐธรรมนูญของไทยที่เปนกฎหมายสูงสุดของ
ประเทศไทยในหลายฉบบั ทผี่ า นมารวมถึงปจ จบุ นั ก็สรุปไวห ลายเร่อื ง เชน ๓๑

พระมหากษัตริย องคพระประมุขของชาติทรงเปนพุทธมามกะ ซึ่งหากตีความหมาย
เพ่ิมเติมในเร่ืองน้ีก็คือ เมื่อพระประมุขของชาติทรงศรัทธาเลื่อมใสศาสนาใดแลว ศาสนาน้ันนั่น
แหละ คือศาสนาประจาํ ชาติ

รัฐตองใหความอุปถัมภแ ละคุมครองพระพุทธศาสนา ซึ่งเปน ศาสนาทีป่ ระชาชนชาวไทย
สวนใหญกวารอยละ ๙๐ นับถือมาเปนระยะเวลาชานาน รวมท้ังรัฐตองสนับสนุนในการนํา

๓๐ เรอ่ื งเดยี วกัน, หนา ๑๓-๑๔.
๓๑ รัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันคือฉบับที่ ๑๘ เรียกวา รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๕๐ ประกาศใชเ ม่ือวนั ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๔.

๖๘ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพฒั นาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

หลักธรรมคาํ สัง่ สอนของพระพุทธเจา มาใช เพื่อเสริมสรางคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพของคนไทย
ใหเ จรญิ กา วหนาตอไป

นอกจากน้ี สถาบันสงฆน บั วามีบทบาททีส่ ําคัญมากในการเสริมสรางสังคมการเมืองใหมี
ความมั่นคงและสงบสุข วัดเปนทุกอยางของสังคม เปนศูนยกลางที่รวมจิตใจของประชาชน
พระสงฆจึงเปนผูนําจิตใจของประชาชนเปนศูนยรวมแหงการเคารพนับถือและรวมมือกันพัฒนา
สังคม พระสงฆไดช่ือวาเปนสื่อกลางในการเช่ือมผูปกครองกับประชาชนเขาดวยกัน ฐานะของ
พระสงฆในสังคมเปนที่เชิดชู ยกยอง ทั้งน้ีก็เพราะ ความบริสุทธิ์ ความเสียสละ บําเพ็ญประโยชน
และความเปน ผนู ําทางสติปญญา ซึ่งมีบทบาทสําคัญมากในการชวยควบคุมความเปนระเบียบและ
เกิดความผาสุกโดยทวั่ ถว นหนา

๓.๕ พระพทุ ธศาสนาท่มี สี ว นรว มในการพฒั นาการเมืองการปกครอง

การเมืองการปกครองนั้น มีหลักการที่จะสรางสรรคประโยชนแกประชาชนท่ัวทั้งหมด
และวิถีทางปฏิบัติยอมเปนการสมควรที่รัฐจะดําเนินการใหเกิดประโยชนสุขแกประชาชนจํานวน
มากที่สุด ท้ังน้ีพระพุทธศาสนา ไดมีสวนในการทําหนาท่ีคือ การแนะนําส่ังสอนเผยแพรธรรมแก
ประชาชน ซง่ึ ถือวา เปน หนาท่ีโดยตรง เพ่ือแนะนําส่ังสอนแกประชาชน โดยการเผยแพรใหความรู
ความเขาใจอยางถูกตองใหประพฤติปฏิบัติอยูในศีลธรรม และรูจักฝกอบรมจิต ฝกอบรมปญญา
ประชาชนอยูรวมกันดวยความสงบสุข ประพฤติปฏิบัติชอบ ก็เปนผลประโยชนแกประเทศชาติ
บา นเมืองนั่นเอง

นอกเหนือจากการปฏิบัติหนาท่ีกวางตอประชาชนแลว พระพุทธศาสนา ยังไดมีสวนใน
การพัฒนาการเมืองการปกครอง ซึ่งสามารถศึกษาเรียนรูไดจากการพิจารณา ๓ เรื่อง ดังตอไปนี้
คอื

๓.๕.๑ พระพุทธเจากบั การเมืองการปกครอง
จากการศึกษาพุทธประวัติ จะไดทราบเรื่องประวัติของพระพุทธเจาท่ีเก่ียวของกับรัฐ
หรืออีกนัยหนึ่งคือ พระพุทธองคทรงเกี่ยวของกับการเมืองการปกครองของรัฐตาง ๆ ดังกรณี
ตวั อยาง เชน

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๖๙
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

กรณีแรก คือ กรณีท่ีพระพุทธองคทรงหามทัพของพระญาติท้ัง ๒ ฝาย ไดแก ฝาย
ศากยะกับฝายโกลิยะ ทจ่ี ะเปดศกึ รบกนั เพือ่ แยงชิงแมน าํ้ โรหณิ ี ทรงสง่ั สอนช้ีแจงทําใหพระญาติท้ัง

๒ ฝาย ไดมองเห็นส่ิงท่ีควรไมควร ระงับโทสะกันไดแลว เล่ือมใสในธรรม สงบศึกกัน ไมเสียเลือด
เนื้อ ตกลงกันไดในทางสันติ ซ่ึงนอกจากจะตกลงกันไดแลว ยังไดเห็นคุณของพระพุทธองค จึงตก
ลงกันใหพวกเจาชายทั้งหลายท่ีจะมารบกันน้ัน มาบวชกับพระพุทธองคทั้งหมดรวมถึง ๕๐๐ พระองค
ดว ยกัน๓๒

กรณีท่ีสอง เร่ืองที่พระเจาวิฑูฑภะ ยกทัพจะไปลางเผาศากยะ พระพุทธองคก็ไดเสด็จ
ไปประทับในระหวางทาง เปนเหตุทําใหพระเจาวิฑูฑภะยกทัพกลับถึง ๓ ครั้ง หลังจากน้ันทรง
ปลอ ยไมทรงเขาไปเกย่ี วของอีก๓๓

ท้ังสองกรณีนี้ เปนการช้ีใหเห็นวา พระพุทธองคทรงแกไขปญหาชวยฝายบานเมืองใน

ฐานะพระญาติ และในบทบาทของความเปนพระพุทธเจาที่เปนบทบาทของฝายศาสนา ซึ่งจะชวย
ระงับศึกสงครามได๓๔ กลาวคือ ท้ังสองกรณีนี้ พระพุทธองค ทรงปฏิบัติดวยการทรงแนะนําส่ัง
สอนใหเห็นคุณคาชีวิตของผูท่ีจะมารบและเทียบกับคุณคาของแมนํ้า เทากับใหเห็นคุณคาของ
ความสงบ ดวยการแนะนําโดยทางธรรมน้ี ก็เปนเร่ืองของกรณีแรก สวนกรณีท่ีสองก็เสด็จไปพอ

เปนการใหรูใหเขาใจเอาเองสวนท่ีเปนเรื่องการเมืองจะปฏิบัติตอกันเองน้ัน พระพุทธอิงคไมทรง
เขาไปเก่ียวขอ ง๓๕

นอกจากน้ีแลว พระพุทธองคไดทรงเอ้ือตอทางฝายรัฐ คือ ในแงท่ีเปนขอบเขตอํานาจ

ของรัฐ พระองคไมทรงเขาไปกาวกายแทรกแซง หมายความวา ทางการบานเมืองจะปกครองกัน
ถา เปน เรื่องทเ่ี ปนไปดว ยดโี ดยชอบ ก็ไมทรงเขาไปกาวกาย แทรกแซง ไมใหเสียระบบระเบียบของ
ฝายบานเมืองและจะเห็นไดชัดเจนวา นอกจากไมทรงกาวกายแทรกแซงทางการบานเมืองการ

๓๒ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), รัฐกับพระพุทธศาสนา ถึงเวลาชําระลางหรือยัง, พิมพคร้ังท่ี ๓,
(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัทสหธรรมิก จาํ กดั , ๒๕๓๗), หนา ๑๐.

๓๓ ข.ุ สุ. (บาล)ี ๒๕/๔๗/๒๕ หรือ ข.ุ สุ. (ไทย) ๒๕/๔๗/๔๑.
๓๔ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบูณยากร), พุทธสันติวิธีการบูรณาการหลักการและเครื่องมือ
จัดการความขดั แยง, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ๒๑ เซ็นจรู ี จํากัด, ๒๕๕๔), หนา ๓๒๖-๓๓๓.
๓๕ พระธรรมปฎ ก (ป.อ.ปยุตโฺ ต), รฐั กบั พระพทุ ธศาสนา ถงึ เวลาชาํ ระลางหรือยัง, หนา ๑๑.

๗๐ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ปกครองแลว ยังทรงสง เสริมและสนบั สนุนการดําเนินการของรัฐใหเปนไปดวยดีอีกดวย ดังที่ทรงมี
พทุ ธคุณูปการตอ พระเจา พิมพิสารแหงแควนมคธ ตอ พระเจาปเสนทิโกศลแหง นครสาวตั ถี เปน ตน

๓.๕.๒ พระธรรมกบั การเมืองการปกครอง
พระพุทธเจา ทรงใหความสาํ คัญแกพระธรรมมาก โดยไดตรัสวา ผูใดเห็นธรรมก็เทากับ
เหน็ พระพุทธองค ดังมีพระพทุ ธพจนวา
“โย ธมฺมปํ สฺสติ โสมํ ปสุสติ
ผใู ดเห็นธรรม ผนู ้ันเหน็ เรา”๓๖
นอกจากนี้ พระพุทธเจายังทรงใหความเคารพพระธรรมและใหความสําคัญตอพระ
ธรรม ถงึ กบั ใหเปน ตวั แทนของพระพุทธองคภายหลังท่ีพระองคปรินิพพานแลว ดวยพระพุทธพจน
ทีว่ า
“โย โว อานนฺทมยาธมโฺ ม จ วินโย จ
เทสิโต ปญฺ ตตโฺ ต โส โว มมจจฺ เยนสตตฺ ถา
ดูกอ นอานนท ธรรมและวนิ ัยอันใด เราแสดงแลว
บยั ญัติแลวแกพ วกเธอ ธรรมและวินัยอันนัน้
จักเปน ศาสดาของพวกเธอโดยการลว งไปแหงเรา”
คําสั่งสอนของพระพุทธเจาที่เรียกวา พระธรรมท่ีเกี่ยวของโดยตรงกับการพัฒนา
การเมืองการปกครอง นอกจากน้ีมีพุทธภาษิตตาง ๆ แลวยังมีหมวดธรรมที่เน่ืองดวยการพัฒนา
การเมอื งการปกครอง เปนจํานวนมากอีกดวย ซงึ่ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดประมวลไว
เปนหมวดหมูด งั ท่ีขอยกมาเปนตัวอยา งดงั ตอไปน๓ี้ ๗
๑. คนผูเปนสัตวประเสริฐ : สมาชิกในสังกัดมนุษยชาติโดยถือวา มนุษยท่ีจะช่ือวาฝก
ศึกษาหรือพัฒนาตน ผูเปนสมรชิกใหมทางมนุษยชาติ พึงมีคุณสมบัติที่เปนตนทุน ๗ ประการ ที่

๓๖ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๔๑/๑๒๓.
๓๗ พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพ่ือชีวิตท่ีดีงาม, ที่นับวามีการ
ตีพิมพมากท่ีสุดในประเทศไทยกลาวคือ เมื่อถึงป พ.ศ. ๒๕๕๔ มีการตีพิมพเกินกวาคร้ังที่ ๔๐๐ แลว ซ่ึงผูสนใจหา

อา นไดโ ดยทวั่ ไปและมเี นื้อหา ๗๒ หนา เหมาะแกก ารตดิ ตัวและพกพาอยา งยิง่ .

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๗๑
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอ การพฒั นาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

เรียกวาแสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงาม หรือรุงอรุณของการศึกษา ซ่ึงเปนหลักประกันของชีวิตท่ี
จะพัฒนาสูความเปน มนุษยผ เู ปน สตั วป ระเสริฐอยา งแทจ รงิ ๓๘

๒. คนสมบรู ณแบบ : สมาชิกแบบอยา งของมนษุ ยชาตโิ ดยนบั เน่ืองวา คนสมบูรณแบบ
หรือมนุษยโดยสมบูรณ ซ่ึงถือไดวาเปนสมาชิกท่ีดีมีคุณคาอยางแทจริงของมนุษยชาติท่ีเรียกไดวา
เปน คนเต็มคน ผสู ามารถนาํ หมูช นและสังคมไปสูสันตสิ ุขและความสวัสดี มีธรรมที่เรียกวา สัปปุริส
ธรรม แปลวา ธรรมของสัปปุริสชน๓๙ คือ คนดีหรือคนท่ีแทซึ่งมีคุณสมบัติของความเปนคนท่ี
สมบูรณ

๓. คนมีศีลธรรม : สมาชิกในหมูอารยชน โดยคนมีศีลธรรมหรือมนุษยธรรม ที่เรียกได
วา เปนอารยชน มีธรรม คือ สุจริต ๓๔๐ ประพฤติตามอารยธรรม โดยปฏิบัติถูกตองตามทางแหง
กุศลกรรม ๑๐ ประการ๔๑

๔. คนมีคุณแกสวนรวม : สมาชิกที่ดีของสังคม ซ่ึงเปนสมาชิกที่ดีผูชวยสรางสรรค
สงั คมมธี รรมคือหลักความประพฤติดีประกอบดวย พรหมวิหาร คือ ธรรมประจําใจของผูประเสริฐ
หรือผูมีจิตใจย่ิงใหญ กวางขวางดุจพระพรหม๔๒ บําเพ็ญการสงเคราะห คือ ปฏิบัติตามหลักการ
สงเคราะห หรือธรรมเคร่ืองยดึ เหนีย่ วใจคน และประสานหมูชนไวใ นสามัคคีเรียกวา สังคหวัตถุ๔๓

๕. คนผูเปนสวนรวมท่ีดีของหมูชน : สมาชิกที่ดีของชุมชนโดยคนท่ีเปนสวนรวมท่ีดี
ของหมูชน ซึ่งจะชวยใหหมูชนอยูรวมกันดวยดีมีธรรม คือ เพ่ือมีหลักธรรมที่เปนหลักความ
ประพฤติประกอบดวย พึ่งตนเองได คือ ทําตนใหเปนท่ีพึ่งของตนได พรอมที่จะรับผิดชอบตนเอง
ไมทาํ ตวั ใหเ ปนปญหาหรือเปนภาระถวงหมูคณะหรือหมูญาติ ดวยการประพฤติธรรมสําหรับสราง
ท่พี ึง่ แกคนทเ่ี รียกวา นาถกณธรรม๔๔ อยูรว มในหมูดว ยดี ในดา นความสัมพันธกับผูอื่นที่เปนเพ่ือน

๓๘ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๒๙-๑๓๖/๓๖-๓๖.
๓๙ อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๖๕/๑๑๔.
๔๐ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๒๗.
๔๑ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๘๕/๕๒๓.
๔๒ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๘๔/๒๒๕.
๔๓ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๔๐/๑๖๗.
๔๔ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕๗/๒๘๑.

๗๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

รวมงาน รวมกิจการหรือรวมชุมชน ตลอดจนพ่ีนองรวมครอบครัว พึงปฏิบัติตามหลักการอยู
รว มกันท่เี รียกวาสาราณียธรรม๔๕

๖. คนมีสวนรวมในการปกครองท่ีดี : สมาชิกที่ดีของรัฐ โดยสมาชิกของรัฐผูมีสวนรวม
ใหเกิดการปกครองที่ดี โดยเฉพาะคนในสังคมประชาธิปไตย พึงรูหลักและปฏิบัติคือ รูหลัก
อธิปไตย กลาวคือ รูหลักความเปนใหญที่เรียกวา อธิปไตย๔๖ มีสวนในการปกครอง โดยปฏิบัติ
ตามหลักการรวมรับผิดชอบที่จะชวยปองกันความเส่ือ นําไปสูความเจริญรุงเรืองโดยสวนเดียว
เรียกวา อปรหิ านยิ ธรรม๔๗

๗. คนผูนํารัฐ : พระมหากษัตริยหรือผูปกครองบานเมืองโดยทานเปนผูใหญในแผนดิน
ผนู ําและผปู กครองรัฐ ตง้ั ตนแตพ ระเจา จักรพรรดิ พระมหากษัตริย ตลอดจนนักปกครองทั่วไป พึง
มหี ลักธรรมทเี่ ปน คณุ สมบัติและเปนขอปฏิบัติวาดวย ทศพิธราชธรรม คือ คุณธรรมของผูปกครอง
หรือราชธรรม๔๘ บําเพ็ญกรณียของจักรพรรดิ หรือปฏิบัติหนาท่ีของผูปกครองผูยิ่งใหญ ที่เรียกวา
จักกวัตติวัตร หมายถึง ธรรมเนียมหรือหนาที่ประจําของจักรพรรดิ๔๙ ประกอบราชสังคหะ คือ
ทํานุบํารุงทวยราษฏรใหประชาชนดํารงอยูในเอกภาพและสามัคคี ดวยหลักธรรมท่ีเรียกวา ราช
สงั คหวตั ถุ คือ หลักการสงเคราะหป ระชาชนของพระราชาหรือของผูปกครอง๕๐ และละเวนอคติ
โดยนักปกครอง เม่ือปฏิบัติหนาท่ี พึงจะเวนความลําเอียงหรือความประพฤติที่คลาดเคล่ือนจาก
ธรรม๕๑

หมวดธรรมที่กลาวมาทั้งหมดนี้ ถือวาเปนหลักธรรมท่ีเก่ียวของเนื่องดวยการเมืองการ
ปกครองทั้งส้ิน หากศึกษาเรียนรูโดยถองแทแลว ก็สามารถนํามาประยุกตใชกับการพัฒนา
การเมอื งการปกครองไดตลอดเวลา และระบอบการเมืองใดก็ตามที่นําเอาหลักธรรมเหลานี้ไปใชก็

๔๕ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๓/๒๕๗.
๔๖ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๓๑.
๔๗ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๖๘/๘๖.
๔๘ ขุ.ป. (ไทย) ๒๘/๒๔๐/๘๖.
๔๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๕/๖๕.
๕๐ สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๓๕/๑๑๐.
๕๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๗๖/๑๙๖.

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๗๓
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพฒั นาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ตองถือวา ระบอบการปกครองน้ัน เปนธรรมาธิปไตย ซึ่งมีแตจะนําความผาสุกสวัสดิผลมาใหแก
ประชาชนผูอยูภ ายใตร ะบอบการปกครองนน้ั โดยไมตอ งสงสัยเลย

เม่อื กลาวถงึ หวั ขอของธรรมาธิปไตย ในที่น้ีจึงใครนําเสนอ แนวคิดของธรรมาธิปไตยใน
การพัฒนาการเมอื งการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพ่ือเปนตัวอยางของหลักธรรมท่ีมีสวนรวม
ในการพัฒนาการเมืองการปกครอง โดยเม่ือพูดถึงธรรมาธิปไตย ก็ควรถึงเร่ืองอธิปไตย ๓ ใน
พระพุทธศาสนาทพี่ ระพทุ ธเจาตรัสแสดงอธปิ ไตย ไว ๓ อยาง คอื ๕๒

๑. อัตตาธิปไตย ถึงตน ถือฐานะ ศักด์ิศรี เกียรติภูมิ ตลอดจนผลประโยชนของตนเปน
ใหญ

๒. โลกาธปิ ไตย คอื ความนิยมของโลกเปนใหญ หวนั่ ไหวไปตามเสยี งนนิ ทาสรรเสรญิ
๓. ธรรมาธิปไตย ถือธรรม คือความจรงิ ความถูกตอ ง ดีงามเปนใหญ
อธิปไตย ๓ เปนคนละเรอื่ งกบั ระบบการปกครอง ระวังอยาเอาไปสับสนกัน อธิปไตย ๓
เปนหลักธรรม เปนขอปฏิบัติอยูท่ีตัวทุก ๆ คนแตละคนปฏิบัติ แตละคนเปนอัตตาธิปไตยไดเปน
โลกาธิปไตยได เปน ธรรมาธปิ ไตยได ไมวาจะอยูใ นระบบการปกครองไหนกต็ าม
ในระบบประชาธิปไตย ประชาชนแตละคนตองธรรมาธิปไตย ถาในสังคมใดประชาชน
เปนธรรมาธิปไตยกันมากที่สุด ประชาธิปไตยของสังคมนั้น ก็เปนประชาธิปไตยท่ีดีท่ีสุดในบรรดา
ประชาธปิ ไตยทง้ั หลาย
ถาประชาธิปไตย เปนระบอบการปกครองที่ดีท่ีสุดในบรรดาระบอบการปกครอง
ท้ังหมด ประชาธิปไตยของสังคมใด มีประชาชนที่เปนธรรมาธิปไตยมากที่สุด เราก็จะไดระบอบ
การปกครองทดี่ ี ซงึ่ เปน ท่ีสุดของทส่ี ุด
เวลานเ้ี รามีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยน้ัน
ประชาชนเปนผปู กครองหรอื เปน เจาของอํานาจในการปกครอง ดังนั้น ประชาชนแตละคน จึงตอง
เปน ธรรมาธิปไตย คอื ถือธรรมเปนใหญ หมายความวา ถือความจริง ความถูกตอง ความดีงาม ถือ
หลักการและกฎกติกาเปนใหญ เม่ือคนเปนธรรมาธิปไตย สังคมจึงจะเปนประชาธิปไตยได และ
ระบอบประชาธิปไตยจึงจะสําเร็จ ทําอยางไรจึงจะใหคนไทยมีธรรมาธิปไตย เพราะปจจุบันน้ี

๕๒ พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต), พุทธศาสนากับสังคมไทย, พิมพคร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร :
สาํ นกั พิมพม ลู นิธโิ กมลคีมทอง, ๒๕๓๒), หนา ๔๒.

๗๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

สังคมไทยยังหาคนท่ีเปนธรรมาธิปไตยไดยาก คือ ยังมัวหวังพ่ึงเทพเจาหรือส่ิงดลบันดาลภายนอก
ท้ังหลาย ยังไมมั่นใจในธรรม๕๓

คนไทยตองเปนไท ซ่ึงแปลวา อิสระ คือ เปนใหญในตัวเอง ไทยจะเปนไทได ไทยตองชู
ธรรมถาไทยชธู รรมจะเปน ไทยไดแ ทจ ริง หากไทยไมช ูธรรม ไทยก็อาจจะกลายเปนทาสอยางนอยก็
เปนทาสทางวัฒนธรรม เปนทาสที่รอรับความชวยเหลือ เปนทาสในระบบแขงขัน เปนทาสทาง
เศรษฐกิจเปนทาสของผูบริโภค ที่ตองถูกเขาบันดาล ตองถูกเขากําหนด ไทยก็จะไมเปนอิสระท่ี
แทจรงิ

ถึงเวลาแลวที่คนไทยจะตองมีความชัดเจนในหลักการของพระพุทธศาสนา ถาเปน
พุทธศาสนิกชนจะตองถือธรรมเปนใหญ พระพุทธเจา พระองคก็ทรงถือธรรมเปนใหญ ไมมีอะไร
ใหญกวาธรรม

คนที่ถอื ธรรมเปน ใหญ คอื เปน ธรรมาธปิ ไตยน้ัน มีลักษณะสาํ คัญ คอื ๕๔
๑. เปนคนมีหลักการไมเล่ือนลอยไปตามกระแส เอาความจริง ความถูกตอง ความดี
งาม ความเปนไปตามเหตุผล และกฎกติกาเปน เกณฑตัดสิน
๒. ใชปญญาและพัฒนาปญญาอยูเสมอ เพ่ือใหรูเทาทันขอมูลความเปนไปตามความ
เปนจริงและเพื่อใหรูเขาใจ เขาถึงหลักการความถูกตองดีงามและเหตุผลในเร่ืองน้ัน ๆ เพ่ือให
สามารถรกั ษาหลักการ ความจรงิ ความถกู ตอ งไวไ ด
๓. มีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ สุจริตใจในการใชปญญาพิจารณาการตัดสินใจ ไมเอน
เอียงไปดวยอคติ
๔. รักธรรม รักความจริงความถูกตองดีงาม ทําอะไรก็จะมุงใหศึกษาธรรมและเปนไป
ตามธรรมมุงใหไดความจรงิ มุง ใหเ กิดความถูกตองดีงาม จนขามพนความยึดถือในตัวไปได ใหธรรม
เปนใหญเหนือเกียรติและศักด์ิศรีของตน และเพราะรักธรรม มุงใหเกิดความเปนธรรมนั้น จึงเปน
คนทพี่ ดู ดวยงา ยรับฟง ขอ มลู และเหตุผล ไมดื้อรน้ั ในทิฐิ

๕๓ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), สถานการณพระพุทธศาสนากระแสไสยศาสตร, พิมพคร้ังที่ ๓,
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ บริษัท สหธรรมกิ จาํ กดั , ๒๕๓๙), หนา ๒๖-๒๗.

๕๔ เร่ืองเดียวกัน, หนา ๒๘.

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๗๕
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอ การพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ใน ๔ ขอน้ี ขอสุดทา ยเปน ตัวตัดสินความเปนธรรมาธิปไตย แตในการปฏิบัติ จะขาด ๓
ขอ แรกกไ็ มได ตองมีไวครบทง้ั หมด จึงจะช่ือวา เปน ธรรมาธปิ ไตยโดยแท

๓.๕.๓ พระสงฆกบั การเมืองการปกครอง
พุทธทาสภิกขุไดกลาวถึงการเมืองวา หมายถึง การจัดการทําใหคนอยูรวมกันมาก ๆ
น้ัน อยูกันดวยสันติสุข ดวยความสงบสุขอยางแทจริงและการเมืองที่แทจริงน้ัน ตองประกอบไป
ดวยส่ิงที่เรียกวาธรรมหรือพระธรรม แลวการเมืองจะมีประโยชนหรือเปนส่ิงสูงสุดเปนเร่ืองของ
มนุษย เปนเรื่องทเ่ี ราหลกี เลี่ยงไมได เพราะทุกคนเปนมนษุ ย ดงั น้นั ทุกคนตองสนใจการเมือง๕๕
การเมืองเก่ียวของกับทุกคน แตทุกคนเก่ียวของกับการเมืองไมเหมือนกัน แตละคน
เก่ียวของการเมืองดวยวิธีตาง ๆ กัน มีบทบาท มีหนาท่ีตอการเมืองคนละอยางกัน ถามองวา
การเมืองเก่ียวของกับพระ นั่นแนนอนพระก็เกี่ยวของกับการเมือง โดยพระมีหลักปฏิบัติวา มิให
กระทําคิหิสังสัคคะ อันไมสมควร คือ ไมใหคลุกคลีกับคฤหัสถ เพราะฉะนั้น พระจึงไมเขาเปน
ฝกฝา ยกบั นักการเมืองฝายไหนท้งั สิ้น เปน กลางตอทกุ คนทกุ ฝา ย๕๖
ท่ีวา เปน กลางน้ันกค็ ือ เปน กลางอยา งแท เปนกลางมิไดหมายความวา อยูระหวางกลาง
หรืออยูคร่ึงทางระหวางสองฝาย แต “กลาง” หมายถึง เสมอกันแกทุกคน ไมเขาใครออกใคร เอา
ความถูกตองดงี ามเปนหลักเรียกวา ถือธรรมเปนประมาณ เหมือนกาลเวลา เหมือนฟาดิน เหมือน
ดิน นํ้า ลม ไฟ และเวลาไมรอใคร มีใหแกทุกคนเทากันหมด ไมเลือกรักผลักชัง ดังน้ัน เปนกลางท่ี
แทคอื อยูกบั ธรรม ธรรมเปน ของทุกคนเทา เทียมกัน
พระก็เชนกัน ไมเขาใครออกใคร ถือธรรมเปนใหญ เอาธรรมเปนเกณฑวินิจฉัย อยูกับ
ธรรมจะวาเปน ตวั แทนธรรม หรือเปนเร่ืองของธรรมก็ได พระแสดงธรรมไป คฤหัสถญาติโยมก็เอา
ธรรมนั้นไปวัดกนั เขาไป ธรรมเปน เร่อื งท่ตี องตัง้ เปนเกณฑไ ว๕๗
เหตุผลของพระตางจากคนอื่น ๆ คือ พระตองเกี่ยวของกับการเมือง เพราะพระตองมี
ธรรมการเมืองจะตองชอบธรรม หรือวาการเมืองตองถูกตองตามธรรม และการเมืองจะตองมุง

๕๕ พทุ ธทาสภกิ ข,ุ ธรรมะกบั การเมือง, หนา ๑๗-๒๑.
๕๖ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), ฟนสุขภาพยามสังคมวิกฤต, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ
จันทรเ พ็ญ, ๒๕๕๑), หนา ๔๑.
๕๗ เร่อื งเดยี วกนั , หนา ๔๒-๔๓.

๗๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๓ แนวคดิ ทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ตองเปนไปเพ่ือประโยชนสุขของประชาชน เพราะฉะน้ัน พระผูอยูรวมกับธรรม เปนผูใหธรรม จึง
ตองเกี่ยวขอ งกบั การเมืองดว ยการใหธ รรมแกก ารเมือง

มีตัวอยา งของกรณีที่พระสงฆไทยเขาไปมีสวนรวมในทางการเมืองการปกครองของไทย
ดังตอ ไปนี้

กรณที ี่หนง่ึ ในรชั สมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อคร้ังท่ีพระองคทรงมีชัยชนะ
ยุทธหัตถีเหนือพระมหาอุปราชา แหงกรุงหงสาวดี ก็ทรงโทมนัสนอยพระหฤทัยท่ีไมสามารถจะตี
ขา ศึกใหแ ตกยับเยินไปไดเหมือนคร้ังกอน เพราะเหตุท่ีกองทัพทาวพระยา ขาราชการไมยอมเสด็จ
ไปใหท นั รบพงุ พรอมกนั เมื่อเสดจ็ กลับมาถึงพระนคร จึงตรัสสั่งใหลูกขุนประชุมปรึกษาโทษแมทัพ
นายกองตามพระอัยการศึก ซ่ึงคณะลูกขุนปรึกษาหารือกันและมีมติวา แมทัพนายกองท้ังหลายมี
ความผิดฐานบังอาจฝาฝนพระราชโองการไปรบพุงขาศึกโดยพลการจนเสียทัพแตกมา และมี
ความผิดฐานและเลยมิไดตามเสด็จใหทันทวงทีการพระราชสงคราม โทษถึงประหารชีวิตดวยกัน
ทกุ คน จงึ มคี ําสั่งใหเ อาตวั ขาราชการเหลา นน้ั ไปประหารชวี ติ เสยี ๕๘

เรื่องดังกลาวน้ี ความทราบถึงพระนพรัตนแหงวัดปาแกว ทําใหพระนพรัตนกับ
พระราชาคณะรวม ๒๕ รูปไปเขาเฝาสมเด็กพระนเรศวรมหาราช ซ่ึงพระองคไดตรัสเลาความท้ัง
ปวงตั้งแตต นจนถงึ มพี ระราชโองการประหารชวี ติ เหลาขาราชการท้ังหลาย พระนพรัตนจึงไดถวาย
พระพรใหทรงทราบวาการยุทธหัตถีคร้ังน้ี เปนบุญญาภินิหารเฉพาะของพระองคผูเดียว ที่จะเปน
พระเกียรติยศเลื่องลือแพรไปในโลกนี้ตราบกาลนานนิรันดร และไดถวายพระพรเพ่ิมเติมวา
ขา ราชการเหลา นัน้ มีโทษเปน ความผิดหนักหนาอยแู ลว แตเขาเหลาน้ันไดรบั ราชการสนองพระเดช
พระคุณของแผนดินมาชานาน จึงขอพระราชทานอภัยโทษแกขาราชการเหลาน้ี เพ่ือจะไดรับ
ราชการฉลองพระเดชพระคณุ สืบตอไปอกี

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไดรับส่ังวา เมื่อพระคุณเจาขอบิณฑบาตแลว ก็จักถวาย
ชีวิตของขาราชการเหลาน้ัน แตท้ังน้ีตองใหไปตีเมืองตะนาวศรีและเมืองทวายเปนการแกตัวกอน
ซ่ึงเรื่องนี้สมเดจ็ พระนพรตั นไ ดถวายพระพรไปวา การซึ่งจะใชใหไปตีบานเมืองนั้นก็สุดแตพระราช

๕๘ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ, ไทยรบพมา, พิมพคร้ังท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ
คลงั วิทยา, ๒๕๑๔), หนา ๑๔๙-๑๕๐.

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๗๗
บทท่ี ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

สมภารเจาจะสงเคราะหมิใชกิจของสงฆผูเปนสมณะเชนน้ี และแลวจึงไดถวายพระพรลากลับไป
พรอ มดวยพระราชาคณะท้ังปวง๕๙

กรณีท่ีสอง ในสมัยพระนารายณมหาราช พระเพทราชาและพระเจาเสือเปนกบฏนํา
ทหารมาลอมวัง สมเด็จพระนารายณมหาราชทรงทราบแนชัดวา ถาพระองคสวรรคต พระเพท
ราชากบั พระเจาเสือจะตองจับกุมขุนนางผูใหญฝายตรงขามมากมายประหารชีวิต พระองคจึงทรง
พระดํารชิ ว ยดวยการใหราชบรุ ุษไปอาราธนาสมเด็จพระสังฆราชพรอ มดวยพระสงฆจํานวนพอท่ีจะ
ใหการอปุ สมบทมาท่ีวงั

เม่ือสมเด็จพระสังฆราชเสด็จถึงแลว สมเด็จพระนารายณมหาราช ทรงมีพระราชดํารัส
แสดงจุดมุงหมายของพระองค แลวพระองคทรงกลาวคําถวายวังเปนวัดแกพระศาสนา เม่ือถวาย
วังเสร็จสมเด็จพระสังฆราชก็ทําพิธีผูกพัทธสีมา ทําวังเปนวัด พระราชนิเวศนก็เปนด่ังโบสถ เปนที่
อุปสมบทไดค นไหนมภี ยั อันตรายก็บวชใหท กุ คน

เมื่อบวชเสร็จ สมเด็จพระสังฆราชก็ทรงพาพระใหม ซ่ึงเปนอํามาตยขาราชบริพาร
นายทหารช้ันผใู หญ ติดตามพระองคอ อกไป ทง้ั ท่ีขณะนั้น ทหารฝายพระเพทราชาลอมวังอยูเต็มที่
ถาเปนคฤหัสถก็ถูกฆาตายอยางแนนอน แตเม่ือเปนพระออกไป เขาไมทําอะไรเลย หมายความวา
อํามาตยขาราชบริพารเหลานั้นติดตามสมเด็จพระสังฆราชไปอยูวัด เปนการแสดงใหเห็นชัดวา
การเมอื งไมม ายงุ กบั ทา นเหลาน้ัน และทา นเหลา นน้ั กไ็ มย งุ กับการเมอื งเชนกัน๖๐

ดังนน้ั ท้ังสองกรณตี วั อยางของพระสงฆไ ทยทเี่ ขา ไปมีสวนรวมกับการเมืองการปกครอง
นั้นลวนแลวแตเปนไปตามบทบาทหนาท่ีในการเผยแผพระพุทธศาสนาท้ังสิ้น โดยอาศัยความ
เมตตาและกรุณาเปนที่ต้ัง แตอยางไรก็ตาม หากพระสงฆไมเก่ียวของกับการเมือง ในบางครั้ง
การเมอื งนนั่ แหละเขามาเก่ียวของกับพระสงฆ ทําใหพลอยเดือดรอนไปดวย ดังตัวอยางกรณี พระ
พิมลธรรม (อาจอาสภเถร) อดตี อธิบดีสงฆว ดั มหาธาตุ ท่ีถูกการเมืองเลนงานจนตองเขาไปจําวัดใน
สันติปาลารามรวม ๗ พรรษามาแลว๖๑

๕๙ เรอื่ งเดยี วกัน, หนา ๑๕๑-๑๕๒.
๖๐ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตโฺ ต), ฟนสขุ ภาพยามสงั คมวิกฤต, หนา ๔๙-๕๑.
๖๑ พระพิมลธรรม (อาจอาสภเถร), ผจญมาร (กรุงเทพมหานคร: สํานักงานกลาง กองการวิปสสนา
ธุระ วดั มหาธาต,ุ 2530).

๗๘ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคิดทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

การท่ีไดกลาวมาโดยสังเขปน้ี ก็เปนเร่ืองช้ีใหเห็นวา พระสงฆก็สามารถมีบทบาท
ทางดานการเมืองการปกครองได แตเปนบทบาทของสงฆท่ีมีความเมตตากรุณาเปนสําคัญ เปน
ท่ตี งั้ จึงจะเปน ทย่ี อมรับของสงั คมไทย

๓.๕.๔ ผูปกครองชาวพุทธกับการเมืองการปกครอง
มเี ร่ืองที่นาสนใจมากในประวัติศาสตรของมนุษยชาติ ที่ผูปกครองที่ย่ิงใหญของโลก คือ
พระเจา อโศกมหาราช (ประสูติเม่ือ พ.ศ. ๑๘๔) ผูเปนจักรพรรดิผูยิ่งใหญแหงชมพูทวีปหรืออินเดีย
ท่พี ระองคทรงละเลิกชัยชนะท่ีโหดรายดวยการเขนฆาแยงชิง ยึดเอาทุกอยางทั้งทรัพยสิน ดินแดน
บุตรภรรยาและแมแตชีวิตของผูแพ แลวทรงหันมารับหลักการแหง ธรรมวิชัย อันเปนชัยในทาง
สันติที่ชนะใจดวยความดี ซึ่งไมตองใชอาญา ไมตองใชศาสตราตามคติจักกวัตติราชาของ
พระพทุ ธศาสนา๖๒
การปกครองโดย ธรรมวิชัย ของพระเจาอโศกมหาราชหรือระบอบ “ธรรมราชา” ได
บังเกิดประโยชนแกชาวโลกโดยเฉพาะชาวเอเชียเปนอเนกอนันต เพราะถาไมมีพระองค
พระพุทธศาสนาก็ไมอาจขยายมาตลอดทวีป พระเจาอนุรุธมหาราชแหงพมา และกษัตริยแหงวงศ
ศรีวชิ ยั กค็ งไมม ฐี านธรรมวิชยั ในยุคตอมา ประเทศไทย พมา ศรีลังกา กัมพูชาและลาว ก็คงไมเปน
ดินแดนพระพทุ ธศาสนาแบบเถรวาทอยใู นทกุ วันน๖้ี ๓
ดวยความเปนกษัตริยเปนจักรพรรดิชาวพุทธ จึงทําใหพระเจาอโศกมหาราชมีพระ
เกียรติคุณแผไพศาลยั่งยืนกวาราชวงศของพระองค แตก็ไมไดทําใหประเทศอินเดียหรือดินแดน
แหง ภารตะสญู หายสลายไปแตประการใด จารกึ โองการอโศก หรือศิลาจารึกอโศก ก็ยังคงเปนสิ่งที่
คนอินเดยี และผทู สี่ นใจทั่วโลกศึกษาดว ยความชื่นชม ตราธรรมจักรกป็ กอยกู ลางชัยธวัชของอินเดีย
หมอื นกบั ทป่ี กอยูในดนิ แดนพทุ ธทั่วโลกในขณะนี้

๖๒ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), จาริกบุญจาริกธรรม, พิมพครั้งท่ี ๑๐, (กรุงเทพมหานคร:
บรษิ ทั พิมพส วย จาํ กดั , ๒๕๕๑), หนา ๑-๖๗ (๒)

๖๓ เสถียรพงษ วรรณปก, จากพระพุทธเจา ถึงพระเจาอโศกมหาราช, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท
ธรรมสาร จาํ กดั , ๒๕๔๖).

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๗๙
บทที่ ๓ แนวคดิ ทางพระพุทธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๓.๖ บทสรปุ

พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นมาในโลกกวา ๒,๕๐๐ ป มาแลวโดยตลอดระยะเวลานี้ เปน
เครื่องยืนยันและช้ีใหเห็นวา พระพุทธศาสนานั้น เปนศาสนาแหงการพัฒนา เปนศาสนาแหง
การศึกษาฝกตนและเปนศาสนาแหงการศึกษาอบรมบมนิสัยตนก็วาได ทั้งน้ีเพราะมีหลักธรรมคํา
สอนในทางพระพุทธศาสนาเปนแกนกลางหรือเปนเครื่องมือท่ีจะชวยพัฒนาและฝกตนใหไดมีการ
เพม่ิ ศกั ยภาพของความเปนมนษุ ยใ หสมบรู ณม ากย่งิ ขน้ึ

เมื่อกลา วถึงการทีพ่ ระพทุ ธศาสนาเปน ศาสนาแหงการพัฒนาแลว ก็สามารถเชื่อมโยงให
เห็นไดเชนน้ันวา พระพุทธศาสนามีสวนรวมตอการพัฒนาการเมืองการปกครองเปนอยางยิ่ง พระ
จริยาวัตรของพระพุทธเจา ท่ีทรงเปนแบบอยางถึงขอบเขตที่พระพุทธองคทรงเกี่ยวของกับ
การเมอื งการปกครองพระธรรมวนิ ัยที่พระพุทธองคทรงสั่งสอนไว มีหัวขอและเน้ือหาสาระที่มีสวน
สงเสริม สนับสนุนใหเกิดการพัฒนาการเมืองการปกครอง ผูบริหารหรือผูปกครองของประเทศได
อาศัยหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ไปประยุกตใชในการบริหารงานของตนอยางประสบ
ผลสําเรจ็ สรา งความสงบสุขสรางความเจริญรงุ เรืองใหแกประเทศชาติ และสังคมมากมายแลว อีก
ท้ังพระสงฆสาวกของพระพุทธองคก็ไดดํารงอยูในสังคมสงฆท่ีเปนสังคมตัวอยางที่ดีในระบบการ
ปกครองทั้งหลาย ท้ังยังไดทําหนาท่ีสื่อสารพระธรรมคําสั่งสอนของพระพุทธองคใหสังคมนําไป
ปฏิบัติ กอใหเกิดความรมเย็นเปนสุขแกประชาชนในระบบการเมืองการปกครองน้ัน รวมถึง
กิจกรรมใหญนอยท่สี ําคญั ของรัฐ ของประเทศ ของชมุ ชนลวนแลวแตเก่ียวของกับพระพุทธศาสนา
โดยเฉพาะอยางย่ิงในสังคมไทยท่ีมีความใกลชิด และอิงอาศัยพระพุทธศาสนาใหเปนเคร่ืองหลอ
หลอม กลอมเกลานิสัยใจคอของคนไทยใหมีลักษณะเยือกเย็น ไมใชความรุนแรงในการแกปญหา
และอยรู ว มกนั โดยสนั ตสิ ขุ ตลอดมา

กลาวอีกนัยหนึ่ง พระพุทธศาสนากับรัฐที่ทําหนาที่ในการเมืองการปกครอง มีสวน
สัมพันธกันอยางใกลชิด ตางก็พ่ึงพิงอาศัยกันและกัน ฝายของการพระศาสนาตองการเผยแผคํา
สอนใหแพรหลายออกไปใหกวา งขวาง สว นฝา ยรัฐกต็ องความสงบสุข ความเจริญรุงเรืองในระบอบ
การเมืองการปกครองของตนเอง ซึ่งความตองการของทั้งสองฝายน้ี ตางสอดคลองไปดวยกันได
ท้ังน้ี การท่ีรัฐสัมพันธกับพระพุทธศาสนาก็เพราะวา เปนหนาท่ีเกี่ยวของกับธรรม หรือหนาท่ีตอ
ธรรม และเปนหนา ที่ในฐานะของผปู กครองหรอื รัฐทีพ่ งึ มตี อพระพุทธศาสนานั่นเอง

๘๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๓ แนวคิดทางพระพทุ ธศาสนาตอการพัฒนาการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พนั ธไชย

คําสอนในทางพระพุทธศาสนานั้น มีสวนเก่ียวของกับการเมืองการปกครองชนิดที่
แยกกันไมออก เพราะหากการเมืองการปกครองที่ไรธรรมะแลว การเมืองการปกครองนั้นก็จะนํา
ความหายนะความไมสงบสุขมาสูสังคมและประเทศชาติบานเมืองนั้นได ตัวอยางคําสอนในทาง
พระพุทธศาสนาก็มีสว นสง เสริมตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองเปนอยางยิ่ง นั่นก็คือ หลักของ
ธรรมาธิปไตย คือ การถือความจริง ความถูกตองดีงาม ถือหลักการและกฎกติกาเปนใหญ เมื่อ
นําไปใชในระบอบการปกครองที่เรียกวา ประชาธิปไตยนั้น ก็จะทําใหระยอบการปกครองแบบน้ี
ทําใหคนในสังคมมีจิตใจเปนประชาธิปไตย สังคมจะเปนสังคมที่เปนประชาธิปไตยท่ีสมบูรณและ
ระบอบประชาธิปไตยจะสําเร็จผลตามเปาหมายที่วางไว นั่นก็คือ ความผาสุก ความเจริญรุงเรือง
และความสงบเรียบรอ ย ยอมบังเกดิ ขน้ึ ในสังคมนอ้ี ยางไมต อ งสงสัย

บทท่ี ๔
ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย

๔.๑ บทนาํ
การศึกษาการเมืองการปกครองไทย จําเปนอยางย่ิงตองเขาใจถึงภูมิหลังการเมืองการ
ปกครอง และสภาพสังคมไทยในอดีตเสียกอน จึงจะนําไปสูความรูความเขาใจเกี่ยวกับการเมือง
การปกครองไทยในยุคปจจุบันได ดังนั้นเพื่อใหมีความรูความเขาใจประวัติศาสตรการเมืองการ
ปกครองของไทย จะมีวัฒนาการตามลําดับ จะศึกษาถึงการเมืองการปกครองของแตละยุคสมัย
ของการเมืองการปกครองไทยจากอดตี ถึงปจจุบัน โดยแบง สมัยตา ง ๆ ดงั น้ี
๑. สมัยสุโขทัย พ.ศ. ๑๗๘๑-๑๙๘๑
๒. สมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๑๐
๓. สมัยกรุงธนบรุ ี พ.ศ. ๒๓๑๐-๒๓๒๕
๔. สมยั กรุงรัตนโกสนิ ทรต อนตน พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๔๗๕
๕. สมยั เปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕-ปจจุบัน

๔.๒ การเมอื งการปกครองสมยั สุโขทยั ๑

อาณาจักรสุโขทัยเม่ือแรกต้ังยังมีอาณาเขตไมกวางขวาง มีจํานวนพลเมืองยังไมมาก
และอยูในระหวางการกอรางสรางตัว การปกครองในระยะแรกจึงยังเปนการปกครองระบบแบบ
ครอบครวั ผูน ําของอาณาจกั รทาํ ตัวเหมือนบิดาของประชาชน มีฐานะเปนพอขุน มีความสัมพันธ
ใกลชิดกับประชาชน ตอมาหลังสมัยพอขุนรามคําแหงสถานการณของบานเมืองเปลี่ยนแปลง
ไป จึงเรมิ่ ใชการปกครองท่ีเปนแบบแผนมากขน้ึ ความสัมพนั ธระหวางผูนํากับประชาชนแตกตาง
ไปจากเดิม ความพยายามท่ีจะเพ่ิมพูนอํานาจของกษัตริยใหสูงทรงมีฐานะเปนธรรมราชา และทรง
ใชหลักธรรมมาเปน แนวทางในการปกครอง

ลกั ษณะการปกครองในสมยั สุโขทยั การปกครองในสมัยสโุ ขทัยแบงเปน ๒ ระยะคือ
๑. สมัยสุโขทัยตอนตน เร่ิมตั้งแตสมัยพอขุนศรีอินทราทิตย ไปถึงสิ้นสมัยของพอขุน
รามคําแหง
๒. สมัยสโุ ขทัยตอนปลายตง้ั แตส มยั พระยาเลอไทยไปถงึ สมยั สุโขทัยหมดอาํ นาจ

๑ การปกครองสมัยสุโขทัย, แหลงที่มา (ออนไลน) www.siranee2534.blogspot.com. [๒๑
มิถุนายน ๒๕๖๐].

๘๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๔.๒.๑ การปกครองสมยั สุโขทัยตอนตน (พ.ศ. ๑๗๙๒-๑๘๔๑)
หลังจากท่ีพอขุนศรีอินทราทิตยไดสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยข้ึนมาแลวไดพยายามขจัด
อิทธิพลของขอมใหหมดไปจึงไดจัดระบบการปกครองใหมเปนการปกครองแบบไทยๆที่ถือวา
ประชาชนทุกคนเปนคนในครอบครัวเดียวกัน โดยมีพระมหากษัตริยเปนหัวหนาครอบครัว คือ
พระมหากษัตริยไดปกครองประชาชนในฐานะบิดาปกครองบุตร หรือที่เรียกวาการปกครองแบบ
ปตุราชาธปิ ไตย ซึ่งมลี ักษณะทส่ี าํ คญั ดงั ตอไปน้ีคอื
๑. รูปแบบการปกครองเปนแบบราชาธิปไตยคือพระมหากษัตริยทรงมีฐานะเปน
ผูปกครองสูงสดุ ทรงเปน ผูใชอํานาจอธิปไตย
๒. พระมหากษัตรยิ ม คี วามสมั พนั ธใกลชดิ กบั ประชาชนเปรียบเสมือนบิดากับบุตร ทําตัว
เปรียบเสมือนหัวหนาครอบครัว พระมหากษัตริยในสมัยสุโขทัยตอนตนจึงมีพระนามนําหนาวา
พอ ขนุ
๓. ลักษณะการปกครองระบบครอบครวั ลดหล่ันกันเปนช้ัน ๆ นอกจากพระมหากษัตริย
ทาํ ตัวเปรยี บเสมอื นบดิ าของราษฎรแลว ยงั มกี ารจัดระบบการปกครอง ดังนี้
- ใหครัวเรือนหลายครัวเรือนรวมตัวกันเปน บานอยูในความดูแลของ พอบาน ผูอยู
ภายใตการปกครองเรยี กวา ลูกบาน
- หลายบา นรวมกัน เปน เมือง ผปู กครองเรยี กวา ขนุ
- เมืองหลายเมอื งรวมกนั เปน อาณาจักร อยูในการปกครองของ พอ ขุน
แสดงใหเห็นวานอกจากพอขุนผูเปนประมุขสูงสุดแลว ยังมีผูปกครองที่ไดรับมอบหมาย
จากพอ ขุน ทาํ หนา ทเ่ี ปน กลไกในการปกครองดว ย
๔. พระมหากษัตรยิ ทรงยึดหลกั ธรรมทางศาสนาในการบริหารบานเมืองและทรงชักชวน
ใหประชาชนปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะสามารถอยูรวมกันไดอยางมีความสุขนอกจากนี้ในสมัยสุโขทัย
ตอนตนยังมีการปกครองแบบทหารแอบแฝงอยูดวยเน่ืองจากในระยะแรกตั้งสุโขทัยมีอาณาเขต
แคบๆประชาชนยังมีนอยดังนั้นทุดคนจึงตองมีหนาที่ในการปองกันประเทศเทาๆกันจึงกําหนดวา
เวลาบานเมืองปกติประชาชนตางทํามาหากินแตเวลาเกิดศึกสงคราม ชายฉกรรจทุกคนตองเปน
ทหาร โดยมีพระมหากษตั ริยท รงเปน จอมทพั
๔.๒.๒ การปกครองในสมัยสโุ ขทัยตอนปลาย (พ.ศ. ๑๘๔๑-๑๙๘๑)
หลังจากที่พอชันรามคําแหงสวรรคตในพ.ศ.๑๘๔๑แลวอาณาจักรสุโขทัยเร่ิม
ระส่ําระสายพระมหากษัตริยรัชกาลตอมาเร่ิมออนแอ ไมสามารถรักษาความมั่นคลของอาณาจักร
ไวได เมืองหลายเมืองแยกตัวออกไปเปนอิสระสภาพการเมืองภายในเกิดปญหาการ
สืบราชสมบัติ รูปแบบการปกครองแบบบิดาปกครองบุตรเร่ิมเส่ือมสลายลงเนื่องจากสถาบัน

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๘๓
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

พระมหากษัตรยิ ไ มมั่นคงเพยี งพอ จนกระทั่งสมัยพระยาลิไทย ซึ่งขณะน้ันปกครองอยูท่ีเมืองศรีสัช
นาลัยไดยกกําลังเขายึดเมืองสุโขทัยและปราบศัตรูจนราบคาบบานเมืองจึงสงบลงเม่ือพระมหา
ธรรมราชาท่ี๑ (ลิไทย) ขึ้นครองราชยสมบัติในป ๑๘๙๐ ทรงตระหนักถึงความไมมั่นคง
ภายใน ประกอบกับเวลาน้ันกรุงศรีอยุธยาที่ต้ังขึ้นมาใหมกําลังแผขยายอํานาจจนนากลัวจะเกิด
อันตรายกับสุโขทัยพระมหาธรรมราชาที่๑ (ลิไทย) ทรงเห็นวาการแกปญหาทางการเมืองดวยการ
ใชอํานาจทางทหารอยางเดียวนั้นไมสามารถทําไดเพราะอํานาจทางการทหารในสมัยของพระองค
น้นั ไมเ ขมแข็งพอ จึงทรงดําเนินพระราชกุศโลบายโดยทรงทํานุบํารุงสงเสริมพระพุทธศาสนา ทรง
เปนผูปฏิบัติธรรมเปนตัวอยาง และไดทรงสรางถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาไวท่ัวไปเพ่ือเปนท่ี
เคารพบูชาของประชาชนใหเกิดเล่ือมใสศรัทธายึดหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเปนหลักในการ
ดาํ เนนิ ชวี ิต สรางความสามัคคกี ลมเกลียวกนั ในแผน ดิน

การปกครองท่ีอาศัยพระพุทธศาสนาน้ี เรียกวา การปกครองแบบธรรม
ราชา พระมหากษัตริยจะทรงตั้งมั่นอยูในทศพิธราชธรรม การปกครองแบบธรรมราชาน้ีถูกนํามาใช
จนประท่ังสิ้นสดุ สมัยสโุ ขทัย

๑. การปกครองแบบกระจายอํานาจ
เนื่องจากในสมัยพอขุนรามคําแหงอาณาจักรสุโขทัยมีอาณาเขตกวางขวางมากที่สุด จึง
จําเปนตองมีการปกครองแบบกระจายอํานาจโดยแบงหัวเมืองออกเปนช้ันๆเพ่ือกระจายอํานาจใน
การปกครองออกไปใหท่ัวถึงเมืองตาง ๆในสมัยสุโขทัยแบงออกเปน ๔ ชั้น แตละช้ัน
พระมหากษตั ริยทรงใชอํานาจในการปกครองดงั นี้
๑) เมืองหลวง หรือเมืองราชธานี อาณาจักรสุโขทัยมีเมืองสุโขทัยเปนราชธานี เมือง
หลวงหรือเมืองราชธานีมีพระมหากษัตริยปกครองเอง เมืองราชธานีเปนศูนยกลางทางการ
ปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม ศาสนาวฒั นธรรมประเพณี
๒) เมืองลูกหลวง หรือเมืองหนาดานเรียกอีกอยางหน่ึงวาหัวเมืองช้ันใน ตั้งอยูราย
รอบราชธานที ั้ง ๔ ทิศ หางจากเมืองหลวงมีระยะทางเดินเทา ๒ วัน เมอื งลูกหลวงมดี ังน้ี
ทศิ เหนือ ไดแก เมืองศรสี ชั นาลัย
ทิศตะวันออก ไดแก เมืองสองแคว (พิษณุโลก)
ทศิ ใต ไดแ ก เมอื งสระหลวง (เมอื งพิจติ รเกา)
ทิศตะวนั ตก ไดแก เมอื งนครชมุ (กาํ แพงเพชร)
เมืองลูกหลวงมีความสําคัญรองมาจากเมืองหลวง ผูท่ีถูกสงไปปกครองคือเจานายเชื้อ
พระวงษ

๘๔ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

๓) มืองพระยามหานคร เปนหวั เมอื งชัน้ นอกหางจากเมอื งราชธานีออกไปมากกวาเมือง
ลูกหลวง พระมหากษัตริยจะทรงแตงต้ังขุนนางชั้นผูใหญหรือผูท่ีเหมาะสมและมีความสามารถไป
ปกครองดูแลเมืองเหลาน้ีโดยข้ึนตรงตอพระมหากษัตริยมีวิธีการปกครองเชนเดียวกับหัวเมือง
ช้ันใน เมืองพระยามหานครในสมัยสุโขทัย เชน เมืองพระบาง (นครสวรรค) เมืองเชียงทอง (อยูใน
เขตจงั หวัดตาก) เมอื งบางพาน (อยใู นเขตจงั หวดั กาํ แพงเพชร) เปน ตน
๔) เมืองประเทศราช ไดแกเมืองท่ีอยูนอกอาณาจักรชาวเมืองเปนชาวตางชาติตาง
ภาษาพระมหากษัตริยทรงดําเนินนโยบายในการปกครองคือใหเจานายพ้ืนเมืองเดิมเปนเจาเมือง
ปกครองกันเอง โดยไมเขาไปยุงเกี่ยวกับการปกครองภายใน ยกเวนกรณีที่จําเปนเทานั้นยามปกติ
เมืองประเทศราชตองสงเคร่ืองราชบรรณาการมาถวายพระมหากษัตริยสุโขทัยทุก๓ป ยาม
สงครามตองสง กองทัพและเสบียงอาหารมาชวย สมัยพอขุนรามคําแหงมีเมืองประเทศราชหลาย
เมอื งดังตอไปนค้ี อื
ทิศเหนอื ไดแก เมืองแพร เมอื งนาน
ทศิ ตะวนั ตก ไดแก เมอื งทะวาย เมืองเมาะตะมะ เมอื งหงสาวดี
ทศิ ตะวันออกเฉียงเหนอื ไดแก เมืองเซา ( หลวงพระบาง ) เมอื งเวียงจนั ทน
ทิศใต ไดแ ก เมอื งนครศรีธรรมราช เมอื งมะละกา เมืองยะโฮร

๔.๒.๓ การปกครองสมัยสโุ ขทยั มีจดุ เดนคอื ๒
ศาสตรตราจารยดร.ลิขิต ธีรเวคิน ผูเช่ียวชาญดานการเมืองการปกครองของไทย ได
สรปุ แงคดิ เกยี่ วกับการเมืองการปกครองไทยสมัยสุโขทัยที่มีจุดเดนท่ีไดรับการกลาวขานถึงมากแต
อดีตจนกระทั่งปจจุบนั ดังตอ ไปนี้
รูปแบบการปกครองแบบพอปกครองลูก หรือพอขุน ซึ่งกลาวไววาเปนของไทยแท
ดั้งเดิมแตก็ไมไดหมายถึงวาสังคมอ่ืนไมมี ความคิดทํานองเดียวกันน้ีเปนรูปแบบท่ียังมีการ
กลาวถึงในปจจุบันลัทธิธรรมชาติ หรือกษัตริยเปรียบเหมือนพระพุทธเจา ซ่ึงบงชี้ถึงการใชธรรม
และเมตตาธรรมเปนพื้นฐานมโนทัศนเร่ืองสวรรค นรก ซึ่งทําหนาท่ีอุดมการณเพื่อการจัดระเบียบ
สังคมและการปกครองบริหารเสรีภาพประชาชนโดยเฉพาะตน สามรัชกาล เชน ความอิสระใน
การคาขาย และกิจการอื่น ๆ ความใกลชิดสนิทสนมระหวางผูปกครองและผูอยูใตปกครอง
โดยเฉพาะสามรัชกาลตน ความเจริญในดานอุตสาหกรรมชามสังคโลกการประดิษฐอักษรไทยยุค
พอขุนรามคําแหง ทําใหประเทศไทยมีส่ือกลางของความหมาย ประเทศไทยมีภาษาท่ีเปนลาย

๒ ลิขติ ธีรเวคิน, ศาสตรตราจารย,ดร.,ววิ ัฒนาการการเมืองการปกครองไทย, พมิ พคร้งั ท่ี ๖ แกไ ข
เพิ่มเตมิ , (กรุงเทพมหานคร : สาํ นักพิมพม หาวิทยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๑), หนา ๒๕.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๘๕
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ลักษณอ ักษร การขยายอาณาเขตโดยใชค วามสัมพันธทางการแตงงานการติดตอกับจีนและการได
ชางทําชามสังคโลกมาชวยปรับปรุงการทําชามสังคโลกซ่ึงเปนรัชวิสาหกิจการติดตอกับสงฆจาก
นครศรธี รรมราชและจากศรีลังกาเพ่อื สบื ทอดพระพุทธศาสนา

๔.๓ การเมอื งการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา

การปกครองในสมัยอยุธยา จัดวาเปนการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือแบบสม
บูรณาญาสิทธิราชเต็มรูปแบบ กลาวคือเปนการปกครองที่อํานาจอธิไตยอยูที่พระมหากษัตริย
พระองคเดียว ไมมีอํานาจสูงสุดใดมาลิดลอมได แนวคิดการปกครองเชนน้ีไดเปล่ียนแปลงมา
จากสมยั สโุ ขทัยตามคตพิ ราหมณ หรอื อินเดียโบราณ ซ่งึ นํามาประยุกตใชโดยพวกเขมร หรือขอม
ถือวา พระมหากษัตริยไดร บั อาํ นาจมากจากสวรรคห รือเปนพระเจาบนโลกมนษุ ย๓

การปกครองไทยสมัยอยุธยามีระยะเนิ่นนานถึง ๔๑๗ ป กลาวคือต้ังแต พ.ศ. ๑๘๙๓-
๒๓๑๐ เปน การปกครองไดรบั อทิ ธพิ ลมาจากสุโขทัย และจากขอม โดยแบงออกเปน๒ ระยะคอื

ระยะแรก สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี ๑ (พระเจาอูทอง) จนถึงสมัย สมเด็จพระบรม
ราชาธิบดีที่ ๒ (เจา สามพระยา) และ

ระยะหลัง สมัยปรับปรุงการปกครองคร้ังย่ิงใหญในสมัยแผนดินของพระบรมไตย
โลกนาถจนสน้ิ สดุ กรุงศรอี ยธุ ยา๔สมัยอยธุ ยา พ.ศ.๑๘๙๓-๒๓๑๐๕

บริเวณลุมน้ําเจาพระยาในภาคกลางของประเทศไทย ปรากฏผูคนต้ังถ่ินฐานเปนชุมชน
เปนเมือง เปนแควน และอาณาจักร มีความม่ันคงเจริญรุงเรืองทางเศรษฐกิจและการคาจน
สามารถสรา งสรรคศลิ ปกรรมอนั งดงาม

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อูทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.๑๘๙๓ ความ
เหมาะสมคือ ทําเลที่ตั้งเมืองแมน้ําลอมรอบ ๓ ดาน ไดแก แมนํ้าลพบุรีดานเหนือ แมนํ้าเจาพรยา
ทางดานตะวันตกและใต สว นดา นตะวนั ออก ไดขดุ ลําคูเชอื่ มกับแมน้าํ อยธุ ยาจึงกลายเปนเกาะท่ีมี
ลําน้ําลอมรอบครบท้ัง๔ ดาน นับเปนชัยภูมิท่ีม่ังคงสามารถปองกันขาสึกไดเปนอยางดี กรุงศรี
อยุธยาตง้ั อยูบรเิ วณที่ราบภาคกลาง ซ่ึงลําน้ําสายตางๆ จากภาคเหนือไหลผานไปลงทะเลอาวไทย

๓ รศ.สุขุม นวลสกุล และ รศ.วิศิษฐ ทวีเศรษฐ, การเมืองการปกครองไทย, (กรุงเทพมหานคร:
สาํ นกั พิมพมหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๑), หนา ๖๔-๖๗

๔ บังอร ปย ะพันธ, ประวัตศิ าสตรไ ทย, (กรุงเทพมหานคร : โอเอส.พร้นิ ติง้ เฮาส, ๒๕๓๘), หนา ๙๐.
๕ การปกครองสมัยอยุธยา, (ออนไลน) แหลงที่มา: www. writer.dek-d.com [๒๑ มิถุนายน
๒๕๖๐].

๘๖ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

จึงสามารถควบคุมเสนทางคมนาคม การคา ทางยุทธศาสตร จึงทําใหอยุธยาเปนศูนยกลางที่
อาณาจักรไทย ยาวนานถึง ๔๑๗ ป

๔.๓.๑ สถาบันพระมหากษตั รยิ ใ นสมยั อยธุ ยา
อาณาจักรอยธุ ยาปกครองดว ยระบอบราชธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย ตลอดสมัย
ของอาณาจักรสุโขทัยมีกษัตริยปกครองรวม ๓๓ พระองคลักษณะการใชอํานาจของ
พระมหากษัตริยคือตองการรวมศูนยอํานาจไวที่สถานบันพระมหากษัตริย จึงไดนําลัทธิสมมติเทพ
ซง่ึ เปนหลกั ศาสนาพราหมณ-ฮนิ ดู มาเสริมสรา งสถาบันพระมหากษัตริยใหมีความศักดิ์สิทธิและม่ัง
คง และมีพระราชอาํ นาจสงขน้ึ
ในระยะแรกกอต้ังอาณาจักร สถาบันพระมหากษัตริยของอยุธยาผูกพันกับคติความเช่ือ
ทางพระพุทธศาสนาตามแบบท่ีเคยเปนมา โดยเรียกผูปกครองวามหาสมมติราช หมายถึงผูไดรับ
มอบหมายจากคนทั้งปวงใหเปนผูปกครองสังคม นอกจากนี้ยังเปน พระจักรพรรดิราช หรือ
พระราชาผูยงิ่ ใหญเ ปรยี บเสมือนเทพเจา เปนองคสมมติเทพ จึงตองมีระเบียบประเพณีและพิธีการ
ตา งๆ โดยมีพราหมณเ ปน ผปู ระกอบพธิ ีถวาย คําส่ังพระมหากษตั ริยเรยี กวาโองการ มีภาษาที่ใชกับ
พระมหากษัตริยเรียกวา ราชาศัพท ที่อยูของพระมหากษัตริยเรียกวาพระราชวัง ผูใดท่ีละเมิดจะ
ถกู ลงโทษ
การปกครองและการบริหารของสมัยอยุธยาจะแบงออกเปนสามระยะคือ สมัยอยุธยา
ตอนตน สมยั อยุธยากลาง และสมยั อยุธยาตอนปลาย
๔.๓.๒ การเมืองการปกครองในสมัยอยุธยาตอนตน (พ.ศ.๑๘๙๓-๑๙๙๑)
1. การปกครองสวนกลางพระมหากษัตริย ปกครองแบบรวมอํานาจเขาสู
ศูนยก ลาง คอื จตุสดมภ จตสุ ดมภ แบง เปน
กรมเวยี ง-มี ขุนเวยี ง เปน ผดู ูแล มหี นา ที่ รักษาความสงบสขุ ของราษฏร
กรมวงั -มี ขนุ วงั เปนผูดูแล เปน หวั หนา ฝาย ราชสํานกั การพิจารณาพิพากษาคดี
กรมคลัง-มี ขุนคลงั เปนผูดูแล มีหนาที่รักษาผลประโยชนของแผนดินท่ีไดจากการเก็บ
สว ย อากร
กรมนา-มี ขุนนา เปนเจาหนาที่ดูแลการทําไร นา และสะสมเสบียงอาหารของ พระ
นคร
การปกครองหัวเมือง อยุธยาเปนเมืองหลวง เปนจุดของศูนยรวมอํานาจการ
ปกครอง ลอมรอบดวยเมืองลูกหลวง ประกอบดวย ทิศเหนือ เมืองลพบุรี ทิศตะวันออก เมือง
นครนายก ทิศใต เมือง นครเขือ่ นขนั ธ และทิศตะวันตก เมอื ง สุพรรณบุรี

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๘๗
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ถัดออกมาคือ หัวเมืองชั้นใน ไดแก สิงหบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี และเพชรบุรี และ
เมอื งประเทศราช เชน เมอื ง นครศรธี รรมราชและเมืองพษิ ณโุ ลก

๔.3.3 การเมืองการปกครองสมยั อยุธยาตอนกลาง ๑๙๙๑-๒๒๓๑
การปกครองเร่ิมต้ังแตรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เปนตนมา หลังจากท่ีได
ผนวกเอาอาณาจักรสุโขทัยมาเปนสวนหน่ึงของอาณาจักรอยุธยา โดยมีลักษณะสําคัญ ๒ ประการ
คอื
๑. จดั การรวมอํานาจเขา สศู นู ยก ลาง
๒. แยกกจิ การฝายพลเรือนกบั ฝายทหารออกจากกัน

๑. การปกครองสว นกลาง
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดฯใหมีตําแหนงสมุหกลาโหมรับผิดชอบดาน
การทหาร นอกจากน้ยี ังไดท รงตัง้ หนวยงานเพิ่มขน้ึ มา อีก ๒ กรม คือ
กรมมหาดไทย มีพระยาจักรีศรีองครักษเปนสมุหนายก มีฐานะเปนอัครมหาเสนาบดี มี
หนา ทีค่ วบคุมกิจการพลเรอื นท่วั ประเทศ
กรมกลาโหม มีพระยามหาเสนาเปนสมุหพระกลาโหม มีฐานะเปนอัครมหาเสนาบดี มี
หนาท่ีควบคุมกิจการทหารทั่วประเทศ
นอกจากนใี้ น ๔ กรมจตุสดมภท่ีมีอยูแลว ทรงใหมีการปรับปรุงเสียใหม โดยต้ังเสนาบดี
ข้ึนมาควบคุมและรบั ผิดชอบในแตล ะกรมคือ
กรมเมอื ง (เวียง) มีพระนครบาลเปน เสนาบดี
กรมวัง มพี ระธรรมาธกิ รณเปนเสนาบดี
กรมคลงั มีพระโกษาธบิ ดีเปนเสนาบดี
กรมนา มพี ระเกษตราธิการเปน เสนาบดี

๒. การปกครองสวนภมู ภิ าค
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกการปกครองแบบเดิมทั้งหมด แลวจัดระบบใหม
ดังน้ี
๑) หัวเมืองชั้นใน ยกเลิกเมืองหนาดานแลวเปลี่ยนเปนเมืองช้ันใน มีฐานะเปนเมือง
จัตวา ผูปกครองเมืองเหลานี้เรียกวา ผูรั้ง พระมหากษัตริยจะเปนผูแตงตั้งขุนนางในกรุงศรีอยุธยา
ทาํ หนาทผี่ รู ้ังเมอื ง ตองรบั คาํ สั่งจากในราชธานีไปปฏิบัติเทา น้ันไมม ีอํานาจในการปกครองโดยตรง

๘๘ | พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัติศาสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

๒) หัวเมืองชั้นนอก (เมืองพระยามหานคร) เปนหัวเมืองที่อยูภายนอกราชธานีออกไป
จัดเปนหัวเมืองช้ันตรี โท เอก ตามขนาดและความสําคัญของหัวเมืองน้ัน เมืองเหลานี้มีฐานะ
เดียวกนั กับหวั เมืองช้นั ใน คอื ข้นึ อยูใ นการปกครองจากราชธานีเทานน้ั

๓) หวั เมืองประเทศราช ยังใหมกี ารปกครองเหมือนเดิม มีแบบแผนขนบธรรมเนียมเปน
ของตนเอง มีเจาเมืองเปนคนในทองถ่ินน้ัน สวนกลางจะไมเขาไปยุงเกี่ยวในดานการปกครอง แต
ตอ งสง เครือ่ งราชบรรณาการมาถวาย

3. การปกครองสว นทอ งถิน่ แบง การปกครองเปน หนว ยยอย โดยแบงเปน
๑) บาน หรือหมบู าน มผี ใู หญบาน มีผูวาราชการเมืองเปนหัวหนา จากการเลือกต้ังจาก
หลายบา น
๒) ตาํ บล เกิดจากหลายๆ หมูบานรวมกันมีกาํ นันเปน หวั หนา มบี รรดาศักดเ์ิ ปน พนั
๓) แขวง เกดิ จากหลายๆ ตาํ บลรวมกัน มีหมื่นแขวงเปน ผปู กครอง
๔) เมือง เกิดจากหลายๆ แขวงรวมกัน มีผรู งั้ หรือพระยามหานครเปน ผปู กครอง
ตอมาในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ไดมีการปรับปรุงระเบียบการปกครอง
ทางดานการทหาร ไดแก
๑) การจัดทําสารบัญชี (หรือสารบาญชี) เพอื่ ใหท ราบวามกี าํ ลงั ไพรพลมากนอยเพยี งใด
๒) สรา งตาํ ราพิชยั สงคราม ซ่ึงเปนตําราท่ีวา ดวยการจัดทัพ การเดินทพั การต้ังคาย การ
จโู จมและการตง้ั รบั สวนหนึง่ ของตาํ ราไดมาจากทหารอาสาชาวโปรตเุ กส
3) การทําพธิ ที ุกหวั เมอื ง ซกั ซอ มความพรอ มเพรียงเพื่อสํารวจจํานวนไพรพล (คลายกับ
พธิ ถี วายสัตยป ฏญิ าณตอธงชยั เฉลิมพลในปจ จบุ ัน)
4.3.4 การเมืองการปกครองสมัยอยธุ ยาตอนปลาย พ.ศ. ๑๙๙๑ - พ.ศ.๒๓๑๐
การปกครองสมยั อยุธยาตอนปลาย คือ ต้ังแต พ.ศ. ๑๙๙๑ ในสมัยของสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถ ถึงเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ครองราชย พระองค
ไดป ฏิรูปการปกครองเสียใหม
สาเหตุของการปรบั ปรุงการปกครอง สมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นครองราชยในป พ.ศ. ๑๙๘๑-๒๐๓๑ ทรงปรับปรุง
การปกครองครัง้ ใหญ เน่อื งจาก
๑. อาณาเขต ของกรุงศรีอยุธยากวางขวางมากข้ึน เพราะในสมัยสมเด็จพระบรม
ราชาธิราชที่ ๒ (เจาสามพระยา) ไทยตีนครธมราชธานีของเขมรไดใน พ.ศ. ๑๙๗๔ และไดรวม
อาณาจักรสุโขทยั เขาเปน สวนหน่งึ ของอาณาจักรอยุธยา เมอื่ พ.ศ. ๑๙๘๑ ทําใหอาณาเขตของกรุง

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๘๙
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ศรีอยุธยากวางขวางมากข้ึนเม่ือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นครองราชย ใน พ.ศ .๑๙๙๑
ทรงเห็นวาการปกครองแบบเกายังไมรัดกุมเพียงพอ เพราะผูครองนครเมืองตาง ๆ มีอํานาจ
สทิ ธ์ขิ าดมากเกนิ ไป และเบียดบังรายไดจ ากภาษอี ากร ทาํ ใหร าชธานไี ดร บั ผลประโยชนไมเ ต็มที่

๒. เมืองลูกหลวง กอปญหาใหอยุธยามาตลอด เนื่องจากเจาเมืองเหลาน้ีเปนเจานาย
ชั้นสูงไดรวมกําลงั กนั ยกกาํ ลังทหารเขามาแยง ชิงราชสมบตั อิ ยเู สมอ

๓. พราหมณและขุนนางจากราชสํานักเขมร ไดนําเอาวัฒนธรรมเขามาเผยแพร
เนอ่ื งจากในรัชสมัยกอ น ๆ เบือ่ ยกทพั ไปตเี ขมร

1. การปกครองสว นกลาง
สมัยสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ๖
๑) ฝา ยทหาร มีสมหุ กลาโหม เปนผูบังคับบัญชา ตําแหนงเทียบเทาอัครมหาเสนาบดี มี
บรรดาศักด์ิเปนพระยามหาเสนาบดี ทําหนาที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับราชการทหารและการปองกัน
ประเทศ
๒) ฝา ยพลเรอื น มสี มุหนายกเปนหัวหนา ทําหนาท่ีควบคุมดูแลเกี่ยวกับงานราชการพล
เรือนท่ัวๆ ไป มีบรรดาศักด์ิเปนเจาพระยาจักรีศรีองครักษ มีเสนาบดีจตุสดมภเปนเจา
กระทรวง ตําแหนงรองลงมาจากสมุหนายก ทําหนาที่เชนเดียวกับที่เคยปฏิบัติมา เพียงแตเปล่ียน
ชอื่ เรยี กใหมดงั นี้
กรมเมอื ง เปลยี่ นเปน นครบาล
กรมวัง เปลย่ี นเปน ธรรมาธกิ รณ
กรมคลัง เปล่ยี นเปน โกษาธิบดี
กรมนา เปลี่ยนเปน เกษตราธิการ
ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ไดม ีการตรากฎหมายวาดวยศักดินาข้ึน และใชมาจนถึงยุค
กรุงรัตนโกสินทรตอนตน ศักดินา คือ วิธีใหเกียรติยศบุคคลตั้งแตขุนนาง ขาราชการ ลงไปจนถึง
ไพรและทาส โดยกาํ หนดจํานวนทน่ี ามากนอยตามศกั ดหิ์ รอื เกียรติยศของบุคคล เชนช้ันเจาพระยา
มศี ักดนิ า ๑๐,๐๐๐ ไรคนธรรมดาสามัญมศี ักดินา ๒๕ ไรทาสมีศักดนิ า ๕ ไร
การกําหนดระบบศักดินาข้ึนมาก็เพ่ือประโยชนในการกําหนดสิทธิ และหนาที่ของ
ประชาชน นอกจากนี้ ระบบศักดินายังเกี่ยวพันกับการชําระโทษ และปรับไหมในกรณีกระทําผิด

๖ นงคเยาว พีระตานนท, การเมืองการปกครอง, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันราชภัฏสวนดุสิต,
๒๕๔๑), หนา ๖๗.

๙๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรก ารเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

อีกดวย คนที่ถือศักดินาสูง เมื่อทําผิดจะถูกลงโทษหนักกวาผูมีศักดินาต่ํา การปรับในศาล
หลวง คาปรับนั้นกเ็ อาศักดนิ าเปน บรรทดั ฐาน

2. การปกครองหวั เมอื ง
พระบรมไตรโลกนาถพยายามจดั การปกครองหัวเมืองเสียใหม เพื่อใหสวนกลางสามารถ
คุมหัวเมืองทั้งหลายได แตก็ปรากฏวาไมประสบผลสําเร็จเทาที่ควร เพราะการคมนาคมไมสะดวก
คงทําไดสําเร็จเฉพาะหัวเมืองใกลเคียงหรือหัวเมืองรอบ ๆ เมืองหลวงเทานั้น หัวเมืองในสมัยพระ
บรมไตรโลกนาถ นอกจากเมืองพระยามหานครที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งขุนนางไปปกครอง
แลว ยังมีหัวเมืองประเทศราช ที่มีเจาเมืองของตนเอง แตยอมขึ้นตอกรุงศรีอยุธยา โดยสงเคร่ือง
ราชบรรณาการมาถวายทุกป หัวเมืองประเทศราชเหลานี้ มีทั้งใกลและไกล เชน เชียงใหมเชียง
แสน เชียงรุง ยะโฮร มะละกา เปนตน ตอมา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไดปฏิรูปการ
ปกครองหัวเมืองใหม โดยยกเลิกเมืองพระยามหานคร และจัดแบงเมืองนอกเขตราชธานีออกเปน
๓ ช้ัน คอื
๑. หวั เมอื งชนั้ เอก มี เมือง คือ พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช
๒. หวั เมืองชน้ั ใน มีหลายเมือง เชน สวรรคโลก สุโขทยั กําแพงเพชร เพชรบุรี เปนตน
๓. หัวเมอื งชั้นตรี เชน พิชัย นครสวรรค ไชยา พัทลุง เปนตน
หัวเมืองแตละช้ันยังมีเมืองยอยอยูโดยรอบ เรียกเมืองเหลานี้วา เมืองจัตวา การจัดการ
ปกครองหัวเมืองแบบน้ีมีมาโดยตลอด และไดยกเลิกไปในสมัยรัชกาลท่ี ๕ แหงกรุงรัตนโกสินทร
ในสมัยพระเพทราชา ทรงสลบั สับเปลีย่ นหนา ที่อคั รมหาเสนาบดี ดังนี้
๑. สมุหนายก - ควบคุมหวั เมอื งดา นเหนือ
๒. สมุหกลาโหม - ควบคุมหัวเมอื งดานใต
๓. พระยาโกษาธิบดี เสนาบดกี รมทา - ควบคมุ หวั เมอื งดา นตะวนั ออก
การปกครองสมัยอยุธยาดวยระบอบสมบุรณษญาสิทธิราชยแบบเทวสิทธ์ิ คือ
พระมหากษตั ริยทรงมีอํานาจเดจ็ ขาดในการบริหารประเทศ และอาจนั้นมีทัง้ ผลดผี ลเสยี ดงั น้คี ือ
ผลดี
๑. พระมหากษัตริยทรงมีอํานาจเด็จขาดในการบริหารประเทศ ทําใหเกิดความม่ันคงใน
ราชอาณาจักร สรางความเปนปกแผน กอใหเกิดความเจริญรุงเรืองทางเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม
ขนบธรรมเนยี มประเพณี
๒. มีการแบงชนชั้นของประชาชนตามศักดินา กําหนดสิทธิหนาที่ในสังคม ไดแกพระ
ราชวงค ขนุ นาง ไพร ทาส เปนตน

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๙๑
บทท่ี ๔ ประวัติศาสตรการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

๓. แบงอํานาจชัดเจน จัดระเบียบการปกครองเปนแบบจตุสดมภ มีความรับผิดชอบ
เปน ฝา ย ๆ โดยมีเสนาบดเี ปนหัวหนา

๔. เหมาะสมกับยุคสมัย ประชาชนสมัยนั้นมีนอย การปกครองระบอบดังกลาวจึง
เหมาะสมกับยุคสมยั

ผลเสยี
๑. พระมหากษตั ริยมีอํานาจสูงสุดทางการปกครอง เปนสมมุติเทพไมใชมนุษยธรรมดา
ในฐานะเปนนาย สวนราษฎรมีฐานะเปนบาว นายจึงวางตัวไวในฐานะท่ีสูง ยอมไมคลุกคลีกับ
ประชาชน เหนิ หา งจากประชาชน
๒. พระมหากษตั รยิ มีอํานาจสูงสุดทางการปกครอง มีอํานาจแตเพียงผูเดียว ขอเสียคือ
หากตัดสินใจอะไรผิดพลาด ราษฏรท่ีมีความรูความสามารถก็ไมมีสิทธิ์ หมดสิทธ์ิในการแสดง
ความสามารถ
๓. การปกครองที่ไมมีการกระจายอํานาจ ในสมัยแรก ๆจนมาถึงสมัยพระบรมไตร
โลกนาถถงึ มกี ารกระจายอาํ นาจ

๔.๔ การปกครองสมัยกรุงธนบุรี

พระเจาตากสินไดยายราชธานีจากอยุธยามาอยูกรุงธนบุรี ปราบดาภิเษกขึ้นเปน
พระมหากษัตริยทางพระนามวา สมเด็จพระเจากรุงธนบุรี เม่ือ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ ไดปราบ
ชุมนุมตางๆ ไดลงหมดเปนการสรางความเปนอันหน่ึงอันเดียวกันใชเวลาไดอยางรวดเร็ว แต
อยางไรก็ตามในรัชสมยั พระเจา กรุงธนบรุ ีมีระยะเวลาสั้นมากเพยี งแค ๑๕ ปเทาน้ัน ซ่ึงพระองคก็
อาศัยแบบอยางของกรุงศรีอยุธยา กลาวคือ กษัตริยทรงเปนประมุขของฝายทหาร และผายพล
เรอื น โดยมีการแบง การปกครองไว ๒ สวนใหญ ๆ คือ๗

อาณาจักรธนบุรี เปนอาณาจักรของคนไทยในชวงเวลาส้ัน ๆ ระหวาง พ.ศ. ๒๓๑๐ –
๒๓๒๕มีพระมหากษตั รยิ ปกครองเพียงพระองคเดียว คือ สมเด็จพระเจากรุงธนบุรี ภายหลังจากท่ี
อาณาจักรอยุธยาลมสลายไปพรอมกับการปลนกรุงศรีอยุธยาของกองทัพพมา ทวา ในเวลาตอมา
สมเดจ็ เจา พระยามหากษตั รยิ ศกึ ไดสถาปนาตนเองขึ้นเปนกษัตริย และทรงยายเมืองหลวงไปยังฝง
ตะวันออกของแมน ้าํ เจาพระยา คือ กรุงเทพมหานครในปจจุบนั
การปกครองในสมยั กรงุ ธนบรุ ียงั คงมรี ูปแบบเหมอื นกับสมยั อยธุ ยาตอนปลาย พอสรปุ ไดดังน้ี

๗ ผศ.บังอร กิลกาญจน, ประวัติศาสตรไทย, (กรุงเทพมหานคร : โอเอส.พริ้นต้ิงเฮาส, ๒๕๓๘),
หนา ๑๘๔, ๑๙๗.

๙๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ ๔ ประวัตศิ าสตรการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

การปกครองสวนกลาง หรอื การปกครองในราชธานี พระมหากษัตริยเปนประมุขสูงสุด
เปรียบเสมือนสมมุติเทพ มีเจาฟาอินทรพิทักษดํารงดําแหนงพระมหาอุปราช มีตําแหนงอัครมหา
เสนาบดีฝา ยทหารหรือสมุหพระกลาโหม มียศเปนเจาพระยามหาเสนา และอัครมหาเสนาบดีฝาย
พลเรือนหรือสมุหนายก(มหาดไทย) มียศเปนเจาพระยาจักรี เปนหัวหนาบังคับบัญชาเสนาบดี
จตสุ ดมภ ๔ กรมไดแก

๑. กรมเมือง (นครบาล)มีพระยายมราชเปนผูบังคับบัญชา ทําหนาที่เก่ียวกับการ
ปกครองภายในเขตราชธานี การบําบดั ทกุ ขบาํ รุงสขุ ของราษฎรและการปราบโจรผูราย

๒. กรมวัง (ธรรมาธิกรณ) มีพระยาธรรมาเปนผูบังคับบัญชาทําหนาท่ีเกี่ยวกับกิจการ
ภายในราชสํานกั และพพิ ากษาอรรถคดี

๓. กรมพระคลัง (โกษาธิบดี)มีพระยาโกษาธดีเปนผูบังคับบัญชาทําหนาที่เก่ียวกับการ
รบั จายเงนิ ของแผนดนิ และตดิ ตอ ทาํ การคา กับตางประเทศ

๔. กรมนา (เกษตราธิการ) มีพระยาพลเทพเปนผูบังคับบัญชาทําหนาที่เก่ียวกับ
เรือกสวนไรนาและเสบียงอาหารตลอดจน ดูแลทน่ี าหลวง เกบ็ ภาษีคานา เก็บขา วขึ้นฉางหลวงและ
พจิ ารณาคดีความเกย่ี วกบั เรือ่ งโค กระบอื และท่นี า

๑. การปกครองสว นภมู ิภาค หรอื การปกครองหวั เมอื ง
การปกครองสวนภูมิภาคแบงออกเปน หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองช้ันนอก หัวเมืองประเทศ
ราช
หัวเมืองช้ันใน จัดเปนเมืองระดับชั้นจัตวา มีขุนนางช้ันผูนอยเปนผูดูแลเมือง ไมมีเจา
เมอื ง ผูป กครองเมืองเรียกวา ผูรั้ง หรอื จาเมือง อํานาจในการปกครองข้ึนอยูกับเสนาบดีจัตุสดมภ
หัวเมืองชั้นในสมัยกรุงธนบุรี ไดแก พระประแดง นนทบุรี สามโคก(ปทุมธานี) หัวเมืองชั้นนอก
หรือเมืองพระยามหานคร เปนเมืองท่ีอยูนอกเขตราชธานีออกไป กําหนดฐานะเปนเมืองระดับช้ัน
เอก โท ตรี จตั วา ตามลําดับ หัวเมืองฝายเหนือข้ึนอยูกับอัครมหาเสนาบดีฝายสมุหนายก สวนหัว
เมืองฝายใตและหัวเมืองชายทะเลภาคตะวันออก ขึ้นอยูกับกรมทา(กรมพระคลัง) ถาเปนเมืองชั้น
เอก พระมหากษัตริย จะสงขุนนางช้ันผูใหญ ออกไปเปนเจาเมือง ทําหนาที่ดูแลตางพระเนตรพระ
กรรณ
หัวเมืองช้ันนอก ในสมัยกรุงธนบุรี ระดับเมืองช้ันเอก ไดแก พิษณุโลก จันทบูรณ
หัวเมอื งชั้นนอก ในสมยั กรงุ ธนบรุ ี ระดับเมอื งชั้นโท ไดแก สวรรคโลก ระยอง เพชรบูรณ


Click to View FlipBook Version