The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-13 23:51:41

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง (Buddhism and Politics)-ผศ.ดร.สยามพร-พันธไชย

Keywords: พระพุทธศาสนา,การเมืองการปกครอง

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๔๓
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๓. ปริจจาคะ บําเพ็ญกิจดวยเสียสละ คือ ผูปกครองประเทศตองสามารถเสียสละ
ความสุขสําราญเปนตน ตลอดจนชีวิตของตนได เพ่ือประโยชนสุขของประชาชน และความสงบ
เรียบรอยของ บานเมอื ง

๔. อาชชวะ ปฏิบัติภาระโดยซ่ือตรง คือ ผูปกครองประเทศตองซื่อตรงทรงสัตยไร
มารยาปฏิบัตภิ ารกจิ โดยสุจรติ มีความจริงใจ ไมห ลอกลวงประชาชน

๕. มัททวะ ทรงความออนโยนเขาถึงคน คือ ผูปกครองประเทศตองมีอัธยาศัยไม
เยอ หยง่ิ หยาบคายกระดางถือองค มีความงามสงาเกิดแตทวงทาทีกิริยาสุภาพนุมนวล ละมุนละไม

ใหไดค วามรักภกั ดี แตม ิขาดยาํ เกรง
๖. ตปะ พนมัวเมาดวยเผากิเลส คือ ผูปกครองประเทศตองแผดเผากิเลสตัณหา มิให

เขามาครอบงํายํ่ายีจติ ระงับยบั ยง้ั ขม ใจไดไมยอมใหหลงใหลหมกมุนในความสุขสําราญ และความ

ปรนเปรอมีความเปนอยูอยางสม่ําเสมอ หรือ อยูอยางพอเพียง ความสามัญ มุงมั่นแตจะบําเพ็ญ
เพียร ทาํ กิจหรอื ปฏบิ ัตหิ นา ท่ีใหบ ริบรู ณ

๗. อกั โกธะ ถอื เหตุผลไมโกรธา คือ ผูปกครองประเทศตองไมกริ้วกราด ลุอํานาจความ
โกรธจนเปนเหตุใหวินิจฉัยความและกระทําการตางๆ ผิดพลาดเสียธรรม ไมวินิจฉัยความและ
กระทําการดวยอํานาจความโกรธ มีเมตตาประจําใจไวระงับความเคืองขุนวินิจฉัยความและการ

กระทาํ ดวยจิตอนั สขุ มุ ราบเรยี บตามธรรม
๘. อวหิ งิ สา มีอหงิ สานาํ รม เยน็ คือ ผูปกครองประเทศตองไมเบียดเบียน ไมบีบคั้นกดขี่

เชนเก็บภาษีขูดรีด หรือเกณฑแรงงานเกินขนาด ไมหลงระเริงอํานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุผล

เบยี ดเบียนลงโทษอาชญาแกป ระชาราษฎรผ ใู ด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลยี ดชงั
๙. ขันติ ชํานะเข็ญดวยขันติ คือ ผูปกครองประเทศตองอดทนตองานท่ีตรากตรํา

อดทนตอความเหน่ือยยาก ถึงจะลําบากกายนาเหน่ือยหนายเพียงไร ก็ไมทอถอย ถึงจะถูกย่ัว ถูก

หยันดวยคําเสียดสี ถากถางอยางใด ก็ไมหมดกําลังใจ ไมยอมละทิ้งกรณียกิจที่บําเพ็ญโดยชอบ

ธรรม
๑๐. อวโิ รธนะ มิปฏบิ ัติคลาดจากธรรม คือ ผูปกครองประเทศตองประพฤติมิใหผิดจาก

ประศาสนธรรม อันถือประโยชนสุขความดีงามของรัฐและราษฎรเปนท่ีตั้ง อันใดประชาราษฎร

ปรารถนาโดยชอบธรรม กไ็ มข ดั ขนื การใดจะเปน ไปโดยชอบธรรม เพอ่ื ประโยชนสุขของประชาชน

๑๔๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มสี ว นเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

กไ็ มข ดั ขวางวางองคเปนหลักหนักแนนในธรรม คงที่ไมมีความเอนเอียงหวั่นไหว เพราะถอยคําที่ดี
ราย ลาภสักการะหรอื อฏิ ฐารมยอนฏิ ฐารมยใดๆ สถิตมั่นในธรรม ท้ังสวนยุติธรรม คือ ความเท่ียง
ธรรมก็ดี นติ ิธรรม คอื ระเบยี บแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดี
งามก็ดี ไมป ระพฤติใหคลาดเคลอ่ื นวิบัติไป

๕.๕.๒ หลกั สาราณยี ธรรม๒๙
หลักสาราณียธรรม คือ ธรรมะสําหรับการอยูรวมกันของคนในหนวยงาน สถาบัน
องคกร สังคม ชุมชน บานเมือง ประเทศชาติ อันเปนหลักปฏิบัติท่ีกอใหเกิดความสามัคคี
สมานฉันทปรองดองกันเรียกวา สาราณียธรรม ธรรมอันเปนท่ีต้ังแหงความใหระลึกถึงกัน ธรรมที่
ทาํ ใหเ กิดความสามคั คี ๖ ประการ คอื
๑. เมตตากายกรรมมนุษยจะทําอะไรก็ทําดวยความเมตตา ประพฤติกายสุจริตตอกัน
และกันไมเบียดเบียนขมเหงเขน ฆา กนั ไมลักทรพั ยของกนั และกนั และไมประพฤติผิดในกามารมณ
ทั้งหลายมีความปรารถนาดีตอหมูคณะ ดวยความจริงใจ แสดงไมตรีจิตและความหวังดีตอเพ่ือน
รวมงาน รวมกิจการ รวมชุมชน ดวยการชวยเหลือกิจธุระ หรือภารกิจตางๆ โดยเต็มใจ แสดง
อาการกิริยาสภุ าพเคารพนบั ถอื กนั ท้ังตอหนาและลับหลัง ไมมีการทรยศหักหลังกันภายหลัง หรือ
เปนเพียงการเสแสรง แกลง ทาํ ใหหมูคณะตายใจเทาน้ัน
๒. เมตตาวจีกรรม มนุษยจะพูดอะไรก็พูดดวยความเมตตา ประพฤติวจีสุจริตตอกัน
และกนั ไมพ ูดเท็จ ไมพูดสอ เสยี ด ไมพ ดู คําหยาบ และไมพูดเพอเจอ ไรส าระ พูดดวยความปรารถนา
ดีตอหนาหมูคณะ พูดดวยใจจริง ชวยบอกแจงสิ่งที่เปนประโยชน สั่งสอนหรือแนะนําวากลาว
ตกั เตอื นกันดว ยความหวังดี กลาววาจาสุภาพ ช้ีคุณและโทษใหเห็น แนะสิ่งที่เปนประโยชนและไม
เปนประโยชนใหดูแสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งตอหนาและลับหลัง ไมมีการนินทากาเลลับหลัง
หรอื เปนการพูดเพยี งเพือ่ เอาใจเทานัน้
๓. เมตตามโนกรรม มนุษยจะคิดอะไรก็คิดดวยความเมตตา ประพฤติมโนสุจริตตอกัน
และกนั ไมคิดโลภอยากได ไมคิดปองรายทําลายลางและมีความเห็นเปนสัมมาทิฐิ จะทําหรือพูดก็

๒๙ อง.ฺ ฉกกฺ .(ไทย) ๒๒/๑๑/๔๒๖.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๔๕
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มสี ว นเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

ลวนเกิดจากความจริงใจ ตั้งจิตปรารถนาดี ตองการที่จะใหประสบความสําเร็จ มีความสุข คิดทํา
สิง่ ทเ่ี ปนประโยชนแกก นั มองกันในแงดี มีหนา ตาย้มิ แยม แจมใสตอ กัน

๔. สาธารณโภคิตา มนุษยทุกคนมีความอยูดีกินดี มีความสุขทุกถวนหนา มีความ
เอ้ือเฟอเผื่อแผแบงปนใหกันและกันอยางท่ัวถึงไมรวยคนเดียวไมจนคนเดียว ทุกคนมีสวนรวมใน
ความสขุ รวมดมื่ รวมกนั รว มใชดวยกนั รูจกั แบงปนผลประโยชนท ีเ่ กิดข้ึนใหก บั หมูคณะทุกคนอยาง
เทาเทียมกันไมมใี ครไดมากหรือนอยกวา เพราะความลาํ เอยี ง

๕. สลี สามญั ญตา มนุษยทุกคนมีศีลธรรม มีระเบียบวินัยเทาเทียมกัน เคารพกฎหมาย
ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ไมมีใครอยูเหนือกฎหมาย มีมาตรฐานเดียวกัน (ไมมีหลาย
มาตรฐาน)

ผิดเปนผิด ถูกเปนถูกบริสุทธิ์โปรงใส ไรอคติ มีความเสมอภาค ไมเลือกปฏิบัติ (มิใชวา
ฝายหน่ึงทําอะไรก็ถูกหมด แตอีกฝายทําอะไรกลับผิดหมด) มีหน่ึงสิทธ์ิ หน่ึงเสียงเทาเทียมกัน ไม
วา จะเปนคนในกรุงหรือคนชนบท ทุกคนลวนตองปฏิบัติตามกฎกติกาท่ีวางไวเหมือนกันหมด ไมมี
ใครไดมาหรือถืออภิสิทธ์ิหรือมีขอยกเวน ทุกคนตองวางตัวใหเหมาะสม เขากับหมูคณะไดมีความ
ประพฤตสิ ุจริต ดงี าม รักษาระเบียบวนิ ัย เคารพกตกิ า ของสวนรวมไมทําตัวเปนสวนเกินของสังคม
หรือไมทําตนใหเปน ทนารงเกอง จนทกุ คนรงั เกยี จไมยอมใหอ ยูร วมดวย เพราะสรางความเสื่อมเสีย
แกห มูค ณะ หรือกอความวุน วายให เกดิ ขนึ้ ในบานเมือง

๖. ทิฏฐิสามัญญตา มนุษยทุกคนมีความคิดเห็นถูกตองตรงกันลงรอยกัน รับฟงความ
คิดเห็นของกันและกัน ตกลงกันไดในหลักการสําคัญยึดถืออุดมคติ หลักแหงความดีงาม หรือ
จุดหมายสูงสุดอันเดียวกัน ชวยกันคิด ชวยกันพูด ชวยกันทําดวยความรูสึกสามัคคีมีเมตตาธรรม
ตอกัน ท้ังตอหนาและลับหลัง ทุกคนตองมีความเห็นชอบรวมกัน เพื่อการพัฒนาหมูคณะให
เจริญรงุ เรือง ไมมคี วามคิดเห็นแตกตาง เพอื่ ใหเ กิดความแตกแยก

ถาผูคนในบานเมืองใด ทํา พูดและคิดตอกันดวยความปรารถนาดีลวนๆ โดยหวังความ
เจริญรุงเรืองของประชาชนหรือประเทศชาติเปนหลักไมไดแบงพรรค แบงพวก แบงผลประโยชน
ตามความชอบใจ คนในบานเมอื งน้นั ยอมมีแตค วามเจรญิ รุง เรืองอยดู ว ยกันอยางรมเย็นเปนสุข ไม
ตองหวาดระแวงกันวาใครจะมาคิดรายหรือทรยศหกั หลงั

๑๔๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมสี ว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย

๕.๖ สรุปทา ยบท

หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาหรือหลักพุทธธรรม เมื่อนํามาประยุกตใชในการ

เสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองปกครองแลว ยอมทําใหองคประกอบตางๆ ของ
การเมืองการปกครองมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เปาหมายความสําเร็จคือ “ประโยชนสุข”
ของประชาชนเพอื่ ประชาชนและโดยประชาชนเอง เพราะประชาชน คือ เจาของประเทศและเปน

ใหญ (องคอ ธิปตย) ในแผนดิน

ดังน้ัน กิจกรรมทางการเมืองการปกครองท่ีผูปกครองหรือรัฐบาลทุกรัฐบาลพรรค

การเมืองและ นักการเมืองทุกระดับ ท้ังระดับทองถ่ินและระดับชาติ ตองประยุกตใช “หลักพุทธ
ธรรม” ไปเปน “นโยบายและผลงาน” ของรัฐบาลและของพรรคการเมือง ทุกพรรคประกาศเปน
นโยบายและแผนงานแมบ ทในการพัฒนาบานเมอื งดังตอไป

ประชาชนพลเมืองทุกคนพรอมกันประสานมือประสานใจพัฒนาประเทศไทยโดยการ

ประยุกตใช“หลักพุทธธรรม” มาเปนแนวปฏิบัติในการครองตนครองคน ครองงานและครอง

บา นเมือง

บทท่ี 6

บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย

๖.๑ บทนาํ

บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทยถือวาเปนของคูกัน
เพราะพระสงฆเปนประชากรของประเทศไทยอีกกลุมหนึ่ง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ถือวาประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเทาเทียมกัน ทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกไดเหมือนกัน
ภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน การศึกษาของประชากรในประเทศไทย จึงมีสิทธิเทา
เทยี มกัน การแสดงออกทางการเมือง เชน การเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ การประกาศพระ
ศาสนา การปฏบิ ัติธรรม การรว มกจิ กรรมตางๆ ท่ีเปน กจิ กรรมเสริมหลักสูตรในรายวิชาตางๆ หรือ
ในโครงการตา งๆ ทจี่ ดั เปนกิจกรรมทแ่ี สดงออกมาเปนบทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมือง
การปกครองหรือทางศาสนกิจทางพระพุทธศาสนาลวนแตเปนกิจกรรมแสดงออกทางความรูสึก
ของตนเองท้งั สิน้ และกิจกรรมท่ีเปนประโยชนทางการเมอื งการปกครองของไทยและเปนประโยชน
ตอ พระพทุ ธศาสนาในปจ จุบันและอนาคต

๖.๒ แนวคดิ บทบาทของพระสงฆตอการมสี ว นรวมทางการเมอื งการปกครองของไทย

ในปจจุบันพระสงฆไทยมีมากพอท่ีจะเปนพลังในการขับเคล่ือนพลังความคิดในการ
แสดงออกทางการเมืองการปกครอง เพราะถือวาปฏิบัติตามสิทธิหนาท่ีทางการเมืองการปกครอง
เพราะถือวาพระสงฆเปนบุคลากรทางพระพุทธศาสนาและเปนอีกผูหนึ่งของบุคลากรของชาติไทย
จงึ เปน อกี กลุมหนึ่งท่ีแสดงออกทางการเมืองการปกครองเพ่ือปกปองสิทธิหนาที่ของตนเองที่จะพึง
มพี ึงไดบทบาทคือ การทําตามบท, การรําตามบท, โดยปริยาย หมายความวา การทําตามหนาที่ที่
กําหนดไว เชน บทบาทของพอแม บทบาทของครู บทบาทมาก [ปาก]ว. มีทาทางมากยืดยาด
เพราะพธิ ีรีตองมาก เชน กวา จะออกจากบานได บทบาทมากเหลอื เกนิ ๑

๑ ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๒, (กรุงเทพมหานคร :
บริษทั นานมีบคุ ส จํากัด,๒๕๔๖), หนา ๖๐๒.

๑๔๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตโต) ไดอธิบายวา ในการถือธรรมเปนใหญน้ัน ธรรมท่ี
จะตองถือหรือเคารพยึดเปนหลัก เปนมาตรฐานอาจแบงคราวๆ ได ๒ ระดับ คือ ระดับตน ไดแก
หลักการกฎเกณฑกติกาตางๆ อันชอบธรรมที่ไดตกลงกันไว ระดับขั้นสูง ไดแก ความจริง ความ
ถูกตองดงี าม และประโยชนส ขุ ที่เหนือกวาข้ันตนน้ันขึ้นไป จนสุดขีดแหงปญญาของตนจะมองเห็น
ได๒ จากคําอธิบายของพระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตโต) ดังคาํ กลาววา “ธรรม” ในธรรมาธิปไตย
จงึ มี ๒ ระดบั ไดแก ธรรมระดับตนกบั ธรรมระดับสงู

ธรรมระดับตน หมายถึง หลักการ กฎเกณฑกติกาตางๆ อันชอบธรรมที่สังคมไดตกลง
รว มกนั ไว หากจะเทียบเคยี งกับแนวคิดประชาธิปไตยในทางรัฐศาสตรตะวันตก ไดแก การถือหลัก
นติ ธิ รรม หมายถงึ การเคารพกฎหมาย กลาวคือ บุคคลทุกคนเสมอภาคกัน ในกฎหมาย บุคคลจะ
ไมตอ งรบั โทษเมื่อการกระทาํ ผิดอันใด ตอเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไววา การกระทําน้ัน เปนความผิด
และกําหนดโทษไวและจะตองไดรับการพิจารณาพิพากษาคดีจากศาลยุติธรรมที่มีความเปนอิสระ
ในการชี้ขาดตัดสินคดีไมวาจะเปนขอพิพาท ที่เกิดข้ึนระหวางเอกชนดวยกันเองก็ดี หรือระหวาง
เอกชนกบั รัฐก็ดี๓

ธรรมะระดบั สูง หมายถงึ ความจรงิ ความถูกตองดีงาม และประโยชนสุขท่ีสูงกวาธรรม
ระดับตน คือ การเคารพคุณธรรม ความดีและความถูกตอง ตลอดถึงสัจจะท่ีแทจริง หากจะเทียบ
กับแนวคิด ประชาธิปไตยก็คือ ตองมีอุดมการณ ทําเพ่ือประโยชนและความสุขสวนรวมของ
ประชาชน ดังน้นั ธรรมะระดับสงู จึงเปนพืน้ ฐานที่สําคญั ของธรรมะระดับตน เน่ืองจากธรรมระดับ
ตน จะตอ งไมขดั แยง กับธรรมะระดบั สงู ในขณะเดียวกัน ธรรมระดับตนจะตองอํานวยและสงเสริม
ทาํ ใหธรรมระดับสงู ปรากฏผล ออกมางอกงามไพบูลยในสังคมยิง่ ๆ ขน้ึ ไป กลาวคอื บุคคลใดปฏิบัติ
ตามธรรมระดบั ตน บคุ คลน้ันยอมไดร บั ผลเปน ความดีและมีประโยชนส ขุ ตามธรรมระดบั สูง

๒ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต),ธรรมาลัย ทานผูหญิงพูนศุข พนมยงค, พิมพคร้ังที่ ๒,
(นนทบรุ ี : สถาบันวิทยาศาสตรสังคม (ประเทศไทย), ๒๕๕๐), หนา ๖๖.

๓ ธานินทรกรัยวิเชียร,ระบอบประชาธิปไตย, พิมพครั้งท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร : กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร, ๒๕๒๐).

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๔๙
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

พระราชธรรมนเิ ทศ (พยอม กัลยาโณ)๔ กลาววา เวลาน้ีคนกําลังเรียกรองคนดี อยาก
ใหคนดี เขาสภา อยากใหคนดีเขามาบริหารบานเมือง แตทําอยางไรจึงจะมีคนดีได พระพุทธเจา
ตรัสวา ตัวท่ีจะนาํ พาตนไปสูค วามดีนั้น คือศรัทธา๕ และมหี ลกั ธรรมประกอบอกี ดังน้ี

๑. ศรัทธา คําวา ศรัทธา แปลวา “นิยม” นิยมคนดี นิยมความดี นิยมฝายดี ถาเขามี
หลักเกณฑ อะไรไวดี คนก็จะเกิดความนิยม ดังน้ัน นักการเมืองนาจะบอกวา พรรคน้ีสนับสนุน
ศาสนาใหเต็มท่ี พรรคนี้จะเลือกคนท่ีศรัทธาในความดีมาเปนสมาชิกของพรรค เชน ตองเปนคนมี
ศรัทธามั่นคงในศาสนา และตองเปนศรัทธาที่ถูกตองดวย ถาไปศรัทธาศาลเจา ศรัทธาผี ศรัทธา
ไสยศาสตร หมอดู อยางนี้เขาเรียกวาศรัทธาซัดสายฉะน้ัน ผูที่ลง ส.ส. ถาเขามาหาเสียงบางท่ีเรา
ตอ งถามหลักเกณฑบ างอยา งท่ี เกี่ยวกับสวนตัว ถาไมเขาตามหลักธรรม ก็แปลวาคนนี้ยังไมเขาอยู
ในขายของผูมีศรัทธาตอความดี เราก็ไมตองเลือก เพราะไมมีศรัทธาตอความดี ถาใครท่ีไมศรัทธา
ตอ ความดี ตอ คนดี และตอ สิง่ ท่ีดแี ลวเขาจะดไี ดอ ยางไร เพราะเขาไมนิยมดี ไมรักดี เราเอาคนดีไป
พูดใหเขาฟง แลวเขาแสดงอาการอิจฉา ริษยาคนดี แสดงอาการรังเกียจคนดีข้ึนมาเราระบุไดเลย
วา พฤติกรรมอยางน้เี ปนคนไมด ี

๒. ถึงเวลาท่ีพ่ีนองเราจะตองเลือกวัตถุดิบหรือวัตถุดิบที่ดีเขาสภา และจะตองเลือกคน
ท่ีอายพฤติกรรมเลว ภาษาศาสนาเรียกวา หิริ หิริ แปลวา อายตอพฤติกรรมเลว ที่ตัวเองจะแสดง
หรือกระทาํ ออกมา หรืออายในการกระทําท่ีเปนบาป แตเด๋ียวนี้ ส.ส.พูดจาสกปรกสาดโคลนใสกัน
อยางนาละอาย ตกลงกันวาจะไมพูดจาสกปรกสาดโคลนใสกัน แตก็ยังไมหยุดทะเลาะกัน เพราะ
อะไร ก็เพราะเขาไมอายประชาชน แตคําท่ีกลาวนั้นบอกวา สภานี้ เปนสภาอันทรงเกียรติ เปน
ตัวแทนของปวงชนชาวไทย แตก ลบั แสดงพฤติกรรมที่ไรเ กยี รตอิ ยา งย่ิง ถา ส.ส. เขาอายประชาชน
การทะเลาะกันหรือการแสดง พฤติกรรมตางๆ ก็คงไมเกิดข้ึน ดังนั้น คนท่ีชอบทะเลาะกันนั้น เปน
สมบตั ขิ องคนไมดี เพราะไมมีหิรคิ อื ละอายบาป

๓. โอตตัปปะ คูกันกับหิริ โอตตัปปะ แปลวา สะดุงกลัวบาป แตเด๋ียวน้ี คนเราทําส่ิงที่
นา ละอายกนั โดยไมค อยรสู กึ นาอายกันเลย จึงหาคนดียากขึ้นทกุ วัน เพราะหิริ, โอตตัปปะ ๒ ตัวนี้

๔ ไพโรจน อยมู ณเฑยี ร เรียบเรยี ง,ธรรมเทศนากณั ฑก ารเมือง, พิมพครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร :
รงุ แสงการพมิ พ, ๒๕๕๐), หนา ๕๗.

๕ อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๔/๓.

๑๕๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ไมไดฝงในจิตใจ ฉะน้ัน ส.ส.ดีตองเปน ส.ส.ที่ละอายสะดุงตอบาป ไมทําทุจริตคดโกงประเทศชาติ
ไมเ อาเปรียบประชาชนหรือแสดงพฤตกิ รรมทไ่ี มเหมาะสม

๔. พหุสัจจะ แปลวา ใฝตอการสดับรับฟง หรือไดยินไดฟงมาก ใฝตอการรับฟงเรื่อง
ธรรม คุณงามความดี แสวงหาความรู จะเห็นวา ตั้งแตมีสภามานี้ยังไมเคยมี ส.ส. นิมนตพระไป
เทศนสัก ๒ ช่วั โมง แลวฟงกันครบ ๕๐๐ คนเลย แสดงวา ส.ส. เหลาน้ี เปนพวกชอบพูดใหเขาฟง
แตไมเคยยอมฟง หลักธรรมดๆี ท่ีพระจะพดู ใหฟงบาง

๕. วิริยารัมภะ เพียรพยายามเขาใจในสิ่งที่ฟง และพยายามเอาคําน้ันไปปฏิบัติ วิริ
ยารมั ภะ แปลวา ปรารภสิ่งท่เี ราไดฟ ง มาและทดลองทําใหมาก พยายามใหม าก พยายามทํากิจของ
ตนใหเต็มท่ี พยายามท่ีจะเรียนรู จะศึกษา จะทําความเขาใจ หรือพยายามทํากิจอยางไมยอทอ
ฉะน้ัน ส.ส. ดีหรือ คนดี เราจะดูเขาไดวา เขาเปนคนทํากิจของเขาอยางเต็มท่ี ไมยอทอ ไมฝอ ไม
เบ่ือ ทําจนสําเร็จไมทอดทิ้ง อะไรงายๆ เม่ือสมัยเขาหาเสียง เขาก็มาหาประชาชนอยางพยายาม
เหลอื เกนิ คร้ันเขาไดเปนแลว ก็พยายามมาหาประชาชนอีก พยายามมาติดตอดูแลความทุกขยาก
ของประชาชนอกี พยายามใกลช ิด ดแู ลประชาชนอยางตอ เน่อื ง อยา งนแี้ ปลวา เขาเปน คนดี

๖. มีสติ ส.ส. ดีตองมีสติดี บางคนสติเปนอยางไรก็ไมรู เสมือนจะวิปลาส เม่ืออภิปราย
ในสภา พูดหาสาระอะไรไมไดพูดซ้ําๆ เรื่องเดิม ซ่ึงเปนเร่ืองที่ไรประโยชน มีการตอวากัน คือ โต
กันไปโตกันมา เสียเวลาเปลา น่ีแสดงวาเหมือนกับขาดอะไร เชน พอไดพูด “ทานประธานท่ี
เคารพ” พอไดพูดขึ้นหนอยเดียวก็ดาประธานแลว เพ่ิงทําเคารพอยูเมื่อก้ีน้ีเอง ไมทันไรดากันอีก
แลว น่ีแสดงวา ส.ส.ในสภาน้ีไมคอยมีสติ เพราะฉะนั้น ตองคอยจุดตรวดดูวา ส.ส.คนใดขาดอะไร
เขาบอกใหน งั่ บอกใหห ยดุ ยังไมน ง่ั ไมหยดุ แสดงวา สติไมค อยดี

๗. มีปญญา คือ รอบรูเรื่องการคาขายจากตางประเทศ รอบรูเร่ืองโจรผูรายจะปราบ
อยางไร หรือเร่ืองการปราบทุจริตคอรัปชั่น รอบรูเร่ืองที่จะทําใหชาวบานมีกินมีใช เดี๋ยวนี้บางคน
ไมรูเร่ืองอะไรเลยเขาไปเปน อยากเปนทั้งๆ ที่ไมรูเรื่อง โดยเฉพาะไมมีปญญาท่ีจะทําใหเกิดมี
ศีลธรรมในบานเมือง อันน้ียิ่งแย บานเมืองขาดศีลธรรมแลวไมมีปญญาที่จะคิดใชสื่อสารทาง
เทคโนโลยีสมัยใหมเขามาสงเสริม ความดีใหเกิดขึ้นในบานเมือง เวลาเกิดเร่ืองรายๆ ข้ึน ไมมี
ปญญาจะพูดใหเร่ืองรายกลายเปนดี เชน เขาเดินขบวนมาหนึ่งหมื่น ฝายรัฐบาลตองรีบไปแกไข

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๕๑
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ไมใชมาหม่นื เดยี ว เราจัดม็อบอีกสองหมื่นไปสูกันถาทําอยางนี้ บรรลัย ฉะน้ัน ผูนําหรือ ส.ส.ตองมี
ปญ ญาหาทางแกไ ขปญหาที่เกิดขน้ึ ในแนวทางท่สี งบ

พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) ไดกลาวไววา การเมืองในแงความเปนจริง การเมือง
เปนเรื่องของกลุมคนทุกคน เปนระบบการบริหารบานเมืองเพ่ือใหเกิดความอยูเย็นเปนสุข ไมวาจะ
แยกอํานาจการบริหารออกเปนกี่อยางก็ตาม พระพุทธศาสนาจะมีบทบาทหรือไมตองยอนดูในสมัย
พุทธกาล ในทางรัฐศาสตรพระพุทธเจาไดทรงแสดงหลักของพระราชาไวดีมาก เชน ทศพิธราชธรรม
จักกวัตติวัตร ราชสังคหวัตถุ ในขณะเดียวกัน ก็ทรงแสดงระบบนิติบัญญัติ ระบบรัฐสภาไว๖ โดย
กลาวถึงสภาที่ตองมีสัตบุรุษ คือ ท่ีประชุมของคนดี พูดเปนธรรม ลดราคะ โทสะ โมหะ ในภาคของ
ตลุ าการกม็ ีหลกั วนิ ัยธร มคี ณะบุคคลขึ้นมาทํางานดา นวินิจฉยั อรรถคดีตามหลักสัมมุขาวินัย หลักของ
อธิกรณสมถะ เพราะฉะน้ันโครงสรางของพระพุทธศาสนา จึงเปนโครงสรางการบริหารอยูแลว มีการ
แนะนําส่ังสอนใหพุทธศาสนิกชนที่มีฐานะตําแหนงทางการเมืองใหเปนนักการเมือง เปนขาราชการ
เปนพระราชาที่ดี เชน ทรงแสดงแก พระเจาปเสนทิโกศลวา ลักษณะการเปนพระราชาที่ดีเปน
อยางไร ทําใหพระองคเปนฐานเปนศูนยกลาง ของกุศลกรรมบถ ถือการทําความดี เมื่อบริหาร
บานเมืองโดยพื้นฐานนี้ อาณาประชาราษฎรยอมอยูเปนสุขได อิทธิพลที่เกิดข้ึนมาเกี่ยวของกับ
การเมอื งน้นั พระพุทธศาสนาใหความสาํ คัญและคลอยตาม บา นเมืองท่ีเรยี กวา ราชานงั อนุวัตติตุง๗

๖.๓ ความสาํ คัญของบทบาทพระสงฆตอการมีสวนรวมทางการเมืองการปกครองของ
ไทย

พัทยา สายหู กลาววา บทบาท ก็คือ การกระทําตางๆ ตาม “บท” ที่กําหนดไวใหผู

แสดงตองทํา ตราบใดที่ยังอยูใน “บท” นั้น เปรียบไดเหมือน “บท” ของตัวละครท่ีกําหนดใหผู
แสดงในละครเร่อื งนน้ั ๆ เปนตัวอะไร มีบทบาทท่จี ะตองแสดงอยางไร๘ ก็แสดงไปตามบทบาทน้ัน

๖ พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ), ธรรมาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : พรศิวะการพิมพ, ๒๕๓๔),
หนา ๔๕,

๗ วุฒินันท กันทะเตียน, พระสงฆกับการเมือง: แนวคิดและบทบาทในสังคมไทยในปจจุบัน,

(บณั ฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๑), หนา ๑๔๕ - ๑๔๖.
๘ พทั ยา สายหู, ความเขาใจเก่ยี วกับกลไกของสงั คม, (กรุงเทพมหานคร : พคิ เณศ, ๒๕๖๑).

๑๕๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ภิญโญ สาธร ใหความเห็นวา บทบาท หนาที่ หมายถึง ความมุงหวังท่ีบุคคลอื่นคาดวา
บุคคลในตําแหนงใดตําแหนงหนึ่ง ควรกระทําหรือแสดงพฤติกรรมอยางใดอยางหน่ึง ออกมาเปน
สถานการณอยางใดอยา งหนง่ึ และบทบาทหนาท่ที ่มี คี วบคูอยกู ับตําแหนงทบี่ คุ คลดํารงอยเู สมอ๙

อานนท อาภาภริ มย ใหความหมายไววา โดยปกติวิสัยแลว สถานภาพและบทบาทเปน
ส่ิงควบคูกันไป แตอยางไรก็ดี บทบาทหรือการปฏิบัติหนาท่ียอมข้ึนอยูกับบุคคลที่เขาดํารง

ตําแหนงน้ัน เพราะฉะนั้น บทบาท จึงเปนรูปการที่เคลื่อนไหว หรือรูปการทางพฤติกรรมของ
ตําแหนง ๑๐

สชุ า จันทรเ อม และสุรางค จันทรเอม อธิบายความหมายของบทบาทไววา บทบาท มี
ความหมาย ใกลเคยี งกับสถานภาพมาก บทบาท เปนส่ิงท่ีบุคคลในสถานภาพตางๆ พึงกระทํา น่ัน

คอื เม่ือสงั คมกาํ หนดสิทธิและหนาที่ใหสภาพใดอยางไรแลว บุคคลในสภาพนั้นๆ จะตองประพฤติ
หรอื ปฏบิ ัติตามหนา ทที่ ่กี ําหนดไว๑ ๑

จากความหมายและแนวคิดเก่ียวกับบทบาทท่ีกลาวมา สรุปไดวา บทบาท หมายถึง

การกระทํา หรือพฤติกรรมตางๆ ของบุคคลที่เปนไปตามหนาที่ตําแหนง หรือสามารถแบงออกได
เปน ๒ ลักษณะ คือ บทบาทท่ีสังคม บุคคลที่เกี่ยวของ รวมทั้งบุคคลท่ีอยูในตําแหนงนั้นๆ เอง

คาดหวังวา ควรจะไดดําเนินการและบทบาทที่บุคคลไดแสดงพฤติกรรมออกมาจริง ภายใต

ตาํ แหนง หนา ท่แี ละเงื่อนไขของสถานการณที่กาํ หนดไว
ในสังคมไทยพระสงฆมีฐานะและความเปนอยูท่ีแตกตางไปจากประชาชน มีระเบียบ

วินัย สําหรับกําหนดความเปนอยู และไดรับการยกยองจากประชาชนใหอยูในฐานะที่ไดรับความ

เคารพและสกั การะ เรยี กวา เปนสังคมหน่งึ ตา งหาก แตเมอ่ื พิจารณาในทางคณิตศาสตรแลวเห็นวา
พระสงฆหรือพระภิกษุสามเณรเปนสวนหนึ่งหรือหนวยหน่ึงของสังคม หรือในสังคมเปนพลเมือง

๒๕๑๖). ๙ ภญิ โญ สาธร,หลักบริหารการศึกษา, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพไ ทยวัฒนพานิช จํากัด, ๒๕๑๖).
๒๕๒๐). ๑๐ อานนท อาภาภิรม, สังคมวิทยา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
๑๑ สชุ า จันทรเ อม และสุรางค จันทรเอม, จิตวิทยาสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพแพรวิทยา,

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๕๓
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ของประเทศเชนเดยี วกับประชาชนพลเมอื งทั่วไป และมีพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆเปน
ขอปฏบิ ตั อิ ีกสวนหน่ึงตา งหาก

สถาบันสงฆ เปนสถาบันจารีตประเพณีท่ีมีความสําคัญยิ่ง พระสงฆจากอดีตจนถึง
ปจจุบันมีความสัมพันธใกลชิดและมีบทบาทสําคัญในการชี้นําสังคม ซึ่งถึงแมบทบาทในดานการ
เปนผูนําจะลดนอยลงไปในปจจุบัน แตบทบาทดานเปนผูนําทางศีลธรรมจรรยาน้ัน พระสงฆยัง
ไดรับความเคารพนับถืออยางสูงและเปนสถาบันสังคมที่ขาดเสียไมไดในชีวิตประจําวันของชาว
ชนบทสวนใหญ ซึ่งนอกจากจะเปนท่ีพึ่งทางใจแลว ยังเปนสถานที่เอื้ออํานวยในดานบริการสังคม
อน่ื ๆ ที่กลไกของรฐั บาลเขา ไปใหบริการไมท่ัวถึง เพ่ือเปน การสรา งบรู ณาการภายในชุมชน

๖.๓.๑ บทบาทพระสงฆตามพระธรรมวนิ ัย
การปกครอง (Government) คือ การควบคุม ดูแลหมูคณะใหมีความเปนอยูที่ดี มี
ระเบียบวินัยเพ่ือนําไปสูเปาหมายของหมูคณะหรือของสังคมนั้น ๆ คําศัพทท่ีใชในความหมายวา
ปกครองในพระไตรปฎก เชน ปลาส อภิปาล เปนตน ถามองไปถึงการบริหารคณะสงฆ พระพุทธ
องคไมทรงใหความสําคัญกับผูนําหรือผูปกครอง แตพระองคทรงใหความสําคัญตอพระธรรมวินัย
มากกวา เพราะเหตุวา พระธรรมวินัยไมมีการเปลี่ยนแปลง (เปนสัจธรรม) แตผูนํามีการ
เปลี่ยนแปลงไดเสมอ๑๒ ดังที่พระองคไดตรัสกับพระอานนทวา “ธรรมและวินัยที่เราแสดงแลว
บญั ญตั แิ ลว แกเ ธอทัง้ หลาย หลังจากเราลว งลบั ไป กจ็ ะ เปนศาสดาของเธอทง้ั หลาย”๑๓
จะเห็นวา คุณลักษณะในดานการบริหารของพระพุทธองคนั้น ก็คือ หลักธรรมตางๆ ท่ี
พระองคไดตรัสไวซ่ึงผูบริหารหรือผูปกครองสามารถที่จะนํามาใชในสังคมปจจุบันไดเปนอยางดี๑๔
เพราะคุณสมบัติของการเปนนักบริหารช้ันยอดนี้เอง พระพุทธศาสนา จึงไดกลายเปนสถาบันอัน

๑๒ พระมหาอภิวิชญ ธีรปฺโญ, “การศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาการเมืองของขงจ้ือกับพุทธ
ปรัชญาเถรวาท”, วทิ ยานิพนธพ ทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช

วิทยาลยั , ๒๕๔๒), หนา ๗๕.
๑๓ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๖/๑๖๔.
๑๔ พระมหากฤตวิทย อธิฏฐาโน (สนธสิ ขุ ), “ศกึ ษาเปรียบเทียบแนวความคิดประชาธิปไตยในพุทธ

ปรัชญาเถรวาทกับแนวคิดประชาธิปไตยในสังคมปจจุบัน”, วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต

วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๘), หนา ๕๗.

๑๕๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

เปนปกแผนม่ันคงดํารงอยูในอินเดียเหนือไดภายในระยะเวลาอันรวดเร็วและยังแผกระจายไปยัง
นานาประเทศ ตลอดถึงองคกรท่ีพระองคทรงกอต้ังข้ึนกค็ ือ องคก รสงฆ ซ่งึ มคี วามเจริญสืบเน่ืองจน
ทกุ วันน้ี

๑. หลักการมสี ว นรว มในการปกครอง
พระพุทธศาสนา ถือเปนหลักการสําคัญประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ที่เปด
โอกาสใหประชาชนไดเปนผูมีสวนรวมในการใชอํานาจทางการเมือง เชน การใหประชาชนเปนผู
เลอื กตั้งบริหารประเทศ การใหสิทธิในการวิพากษวิจารณการทํางานของรัฐ เปนตน เมื่อพิจารณา
สถาบันสงฆในพระพุทธศาสนาจะเห็นไดวา พระสงฆมีสวนรวมในการปกครองหมูคณะมาต้ังแต
สมัยพุทธกาล เริ่มตน ตัง้ แตการบัญญัติพระวินัยของพระพุทธเจา พระองคทรงบัญญัติในทามกลาง
สงฆทรงสอบถามภิกษุท่ีเปนผูกอเรื่องแลว ทรงติเตียนการกระทําน้ันๆ ทรงบอกถึงเหตุผลของการ
บัญญัติสิกขาบท นอกจากน้ีในการบวช หรือการรับสมาชิกเขาหมูแบบญัตติจตุตถกรรม
อุปสัมปทา๑๕ คือ รับบวชคนใหเปนภิกษุเขาหมู จึงเปนหนาที่ของสงฆจะพ่ึงทําดวยอีกอยางหน่ึง
พระศาสดา จึงทรงงดการประทานอุปสมบทดวยพระองคและทรงเลิกการใหอุปสมบทของสาวก
ดวยเหตุน้ี จึงทรงอนุญาตใหสงฆทําดวยวิธีซ่ึงเรียก วา ญัตติจตุตถกรรมอุปสมบท๑๖ “ จะเห็นได
ชัดเจนวา พระองคมิไดครองความเปนใหญลําพังพระองคแตอยางใด ในทางตรงกันขาม พระองค
ทรงมอบใหสงฆเปนใหญซึ่งสอดคลองกับหลักประชาธิปไตยถาหากวาพระสงฆในที่ประชุมน้ันเห็น
วาไมถูกตองไมเหมาะสมประการใดก็มีสิทธิท่ีจะคานไดอยางเต็มท่ี และการคัดคานนั้น ท่ีประชุม
จะตองรับฟง ถึงแมวาจะเปนเสียงสวนนอยก็ตาม การอุปสมบทจะทําไดก็ตอเม่ือ พระสงฆในที่
ประชมุ น้นั มคี วามเหน็ ชอบรว มกันเปน เอกฉนั ทเ ทานั้น

๑๕ การอุปสมบท (บวชพระ) ที่สําเร็จดวยกรรมวาจาท่ี ๔ ท้ังญัตติ คือ กรรมวาจาเท่ียวแรกเปนคํา

ประกาศใหสงฆทราบ เรียกวา “ญัตติ” อีก ๓ เท่ียวเปนคําปรึกษาของสงฆ ท่ีตกลงกันวา “รับเขาหมู” เรียกวา

“อนุสาวนา”.
๑๖ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส,วินัยมุขเลม ๓, (กรุงเทพมหานคร :มหาม

กุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๗), หนา ๓-๔.

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๕๕
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

๒. หลักเสยี งขางมาก
วิธีการอยางหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยยึดเสียง
สวนมาก (Majority) และการมฝี ายคา น ซึ่งเปนเสียงสวนนอยที่คอยเปนฝายตรวจสอบการทํางาน
ของฝายบริหาร หรือ ผูปกครอง ในทางพระพุทธศาสนา คือ การดําเนินการของคณะสงฆในการ
ปกครอง กม็ ีการใชเ สยี งสวนมากเชนเดียวกัน เชน ในการตัดสินอธิกรณ บางกรณีไมอาจใชมติเอก
ฉันทได ทรงอนุญาตใหตัดสินโดยเอาเสียงขางมากเปนประมาณ ซึ่งเรียกวา เยภุยยสิกา๑๗
นอกจากนใ้ี นหลกั อปริหานิยธรรม๑๘ ทท่ี รงแสดงแกชาววชั ชีวา ใหหม่ันประชุมกันบอยๆ ก็เปนการ
แสดงใหเหน็ วา เปน หลกั ธรรม สาํ หรับการปกครองโดยใชเสียงขางมาก เพราะถาปกครองโดยคนๆ
เดียวแลว ก็ไมจําเปนตองประชุมพิจารณาอะไรมากมาย สามารถพิจารณาส่ังการไดทันที นี้แสดง
ใหเห็นวา ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองคทรงใหความสําคัญหรือความเห็นของคนหมูมาก
เพ่อื หาขอ ยตุ ิปญ หาหรือหาขอ ตกลงรว มกนั
๓. การทาํ ใหห มูคณะอยูรวมกันในสงั คมดวยสามัคคีธรรม
กระบวนการในการปกครองสงฆน้ัน ถือไดวาเปนแบบแผนในการสรางสังคมอุดมคติ
(Ideal Society) นอกจากจะมีพระธรรมวินัยเปนหลักแลว ยังตองอาศัยคุณธรรมตางๆ ของ
พระสงฆสาวก เชน ความเปนกัลยาณมิตรของกันและกัน ความหวังดีในทางธรรมตอกัน ความ
สามัคคีกันในทางธรรม ความพรอมเพรียงกันทําหนาที่โดยเห็นแกธรรมเปนหลัก เปนตน
นอกจากน้ี ยังจะตองเคารพลัทธินิยม หรือประเพณีของกันและกัน เม่ือสรุปถึงหลักการในการ
ปกครองสงฆแลวสามารถสรปุ ได ๓ ประการ คอื
๑) ยึดถือพระธรรมวนิ ยั เปนหลกั ในการปกครอง แลว อาศัยคุณธรรมตางๆ ของพระอริย
สาวกเปน เคร่ืองสนบั สนนุ เก้ือกูล
๒) เคารพธรรมเนียมของกันและกนั ตามพระธรรมวินัย
๓) มุงผล คอื ความสามัคคี และความผาสกุ ของคณะสงฆตามพุทธบัญญัติ

๑๗ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท, พิมพครั้งที่
๒๔, (กรุงเทพมหานคร : สาํ นกั พิมพผลิธมั ม จาํ กดั , ๒๕๕๘), หนา ๓๓๔.

๑๘ ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๔/๗๘-๘๐.

๑๕๖ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

การปกครองสงฆน้ัน จะตองยึดถือพระธรรมวินัยเปนหลัก แตเม่ือการปฏิบัติยังไมถึง
ท่ีสุด ก็อาจจะทําใหมีธรรมเนียมนิยมท่ีแตกตางกันบาง จึงตองมีความเคารพในธรรมเนียมของกัน
และกัน เพื่อปองกันความกระทบกระเทือนทางจิตใจ อันเปนเหตุใหหมูคณะเกิดความแตกราว
เปนการยดึ เหน่ยี วนํ้าใจกนั ไวด ว ยสามคั คธี รรม เม่อื การปฏบิ ตั ิตามพระธรรมวินัยถึงที่สุดแลว ธรรม
เนียมน้ันๆ ก็จะหายไปเองไมถือเอาเปนสาเหตุของการขัดแยงวิวาท อันเปนปจจัยทําลายความ
สามัคคีในสังฆมณฑล

๖.๓.๒ บทบาทพระสงฆต อ สงั คมไทย
การเมืองน้ันไมใชวาจะแยกขาดไปจากคณะสงฆ คณะสงฆตองรูต่ืนอยูตลอดเวลา ไม
เพียงแตเร่ืองการปฏิรูปการจัดสรร หรือจัดการแกไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือจัดสิ่งแวดลอมที่จะ
อํานวยใหการเมือง สะอาดบริสุทธิ์เทานั้น๑๙ แตเรื่องการเมืองท่ีจะปฏิรูปลึกๆ เปนเรื่องของ
ศีลธรรมของชาวบานโดยเฉพาะ จิตสํานึกเรื่องเกลียดชั่วกลัวบาป ความซ่ือสัตยสุจริต ความเปน
คนมีอุดมการณ มอี ดุ มคตทิ จี่ ะเขาไป รบั ใชป ระชาชน ไมเหน็ แกตัว
เมื่อมีการเลือกตั้งหรือเหตุการณทางการเมือง ในเร่ืองใดเกิดขึ้นก็ตาม ถาพระออกมา
แสดง ความคิดเห็นในเรื่องการเมือง ก็มีคนวิจารณตามหลังมาทันทีวา พระไมควรยุง ไมควรมา
เก่ยี วของกบั การเมือง ปญ หาน้มี กี ารถกเถียงกันมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน บางทานก็บอกวา
พระจําเปนตอง เก่ียวของกับการเมือง เพราะสามารถสอนนักการเมือง ใหเปนนักการเมืองที่ดีได
บานเมอื งจะรมเย็น เปน สุข นกั การเมืองจะไมโกงกิน ก็เพราะไดธรรมะจากพระนี่แหละ เมื่อหลาย
ฝายพยายามสรางความเขาใจไววา พระนั้นไมเกี่ยวของกับการเมือง เลยดูเหมือนวา บทบาทนี้มี
ไมได พระทําหรือละเลยซึ่งความจริง เปนเรื่องของความเปนธรรม เปนเร่ืองของธรรมะ เปนเรื่อง
การเชิดชูธรรมะ พระตองเกี่ยวของในกรณีความขัดแยงหลายๆ คร้ังท่ีเกิดขึ้น นับต้ังแตเหตุการณ
ทางการเมืองท่ีผานๆ มา เราจะเห็นวา พระนั้นไมไดมีบทบาท ท้ังๆ ท่ีฝายท่ีเรียกรองก็ดี ฝายที่
ระงับการเรยี กรองก็ดี ก็คือ ชาวพุทธซ่ึงก็เปนคนไทยเปนพ่ีนองของเราน่ันเอง เม่ือเขาประจันหนา

๑๙ พระศรีปรยิ ตั โิ มลี (สมชัย กสุ ลจิตโฺ ต), การเมอื ง (มิใช) เรอ่ื งของสงฆ, (กรุงเทพมหานคร : เรือน
แกวการพิมพ, ๒๕๔๓), หนา ๑๐๓-๑๐๖.

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๕๗
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

กนั เขาจะตอ งทําอะไร ซึ่งเปนการเบียดเบียนกันใหเสียเลือดเน้ือ ถาโดยหลักการแลวพระตองเขา
ไปหาและหาขอยุติน้ัน

มีตัวอยางในพระพุทธศาสนาเก่ียวกับพระพุทธเจา คือ เหตุการณตอนพระประยูรญาติ
สองฝาย คือ ฝายโลกิยะกับฝายศากยะถือดาบถือหอกออกไปเพ่ือจะไปแยงน้ํากัน พระพุทธเจา
เปนพระพุทธเจาแทๆ ยังทนอยูไมได เมื่อชาวบานเขาจะมาประหัตประหารกัน ซึ่งอาจจะตองเสีย
เลอื ดเสียเน้ือ พระองคตองออกไปหาม ตองไปรักษาชีวิตไว น้ีเปนบทบาทท่ีพระพุทธเจาทําไวเปน
ตัวอยาง ชีวิตที่อยูในความ ลอแหลมตางๆ นั้น พระมีความจําเปนที่จะตองเขาไปมีบทบาท แต
จะตองผา นการกรองในดานขอมูลของเหตุการณน้ันๆ ใหชัดเจนเสียกอน และตองทําเปนสวนรวม
ไมใชสวนตัว ตองออกไปในรูปของคณะสงฆที่มีพระเปนจํานวนมากออกไป ในกรณีพฤษภาคมท่ี
ผานมานั้น ถา เรามพี ระสัก ๑๐๐ รูป ๒๐๐ รูป ออกไปแบบเปนสัญลักษณของความสงบ ความรัก
ความเมตตา ไปสวดมนต ไปเชิญชวนทุกคนนั่งสมาธิภาวนา การกระทําอยางน้ี เปนหลักการท่ี
พระองคทรงกระทํามาแลว บางทีเราอาจจะไมมีการเขนฆากัน เราอาจไมตองเสียเลือดเนื้อดัง
เหตกุ ารณท ผ่ี านมา

ภาพลักษณของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสถาบันสงฆจะเดนข้ึนในฐานะที่ประเทศ
ไทยเปนประเทศท่ีเรียกวา ดินแดนแหงผากาสาวพัสตร แตทําไมผากาสาวพัสตรจึงไมปรากฏบาง
เมอื่ เกิดเหตกุ ารณข ัดแยงข้ึน ทาํ ไมไมชว ยเปน รม เงา เปนท่ีกาํ บงั เปนทีพ่ ึ่งพิงของชาวพุทธ ทําไมผา
กาสาวพัสตรจึงตองไปปรากฏ เฉพาะตอนที่เหตุการณ ซึ่งมีเพียงการนิมนตไปบังสุกุล มันก็ไมเกิด
ประโยชนอะไร เพราะไมทันเหตุการณ ความจริงแลวถาทําไดอยางท่ีกลาว คุณคาและความโดด
เดนของสถาบนั สงฆ กจ็ ะปรากฏชดั ขน้ึ มาอกี ภาพหนงึ่ ถาพระมีโอกาสและมีบทบาทในการชวยลด
ความขัดแยง แกปญหาการเสียเลือดเน้ือและชีวิตของคนไทยดวยกัน การกระทําของพระเชนน้ี
ยอมเปนการถูกตองตามพระธรรมวินัยและจะทําใหหมูชนทั่วโลกชื่นชมอนุโมทนาสาธุการไปดวย
เพราะขาวจะถูกแพรกระจายออกไปทั้งในประเทศและตางประเทศ อาจเปนการเผยแพร
พระพทุ ธศาสนาท่ีไดผลอยา งรวดเรว็ แทนทเี่ ราจะสง พระไปไกล กม็ กี ารสง ภาพน้ันไปใหคนเหลาน้ัน
กอนแลวดวยส่ือมวลชน ครั้นเม่ือพระสงฆไปที่ไหนสอนที่ไหนใครก็อยากจะรูอยากเรียน
พระพุทธศาสนา อยากจะมาศึกษาปฏิบัติธรรม เพราะเขาเห็นวาพระพุทธศาสนาชวยเขาได ท้ังใน
เร่ืองสวนตัว เร่ืองของสังคม เรื่องการเมือง คลุมไปหมด การท่ีพระสงฆชวยไดเชนนี้ จะเปนการ

๑๕๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ชวยแบงเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เน่ืองจากสถาบันพระมหากษัตริยน้ัน
เราตองทะนุถนอม อยาใหพระองคตองหนักพระทัย ที่จะตองมาเกี่ยวของกับเรื่องนี้ในฐานะท่ีเรา
เปนพสกนิกรท่ีจงรักภักดี เราตองชวยกันแกไขตรงนี้กอน เพราะถาพระสงฆออกมาแลวสามารถ
ระงับความขัดแยงได สถาบันพระมหากษัตริยก็ไมตองออกมาเปนการชวยรักษาสถาบัน
พระมหากษตั ริยดวย แตถ าประเทศไทยเราไมม ีสถาบันพระมหากษตั รยิ  ไมม ีพระมหากษัตริยที่ทรง
คุณธรรมลาํ้ เลิศอยา งปจ จบุ ัน ทฝ่ี ายขดั แยง ตา งยินยอม ตา งเทิดทูนเคารพนับถือแลว คณะสงฆก็ยัง
เงียบอยูอยางน้ี บานเมืองจะเปนอยางไร ดังนั้น ถาหากคณะสงฆท้ังหมดเห็นตรงน้ีเปนเรื่องรักษา
ธรรมะ รักษาชีวิตเลือดเน้ือ แลวออกมาดําเนินการ ในดานของความม่ันคงของประเทศชาติ ก็
เทากับพระชวยรักษาดวย ในเร่ืองของสถาบันพระมหากษัตริยเราก็ตองชวยกันรักษา แมจะเปน
เรื่องเล็กนอยก็ตาม เราชวยกันจัดการกอน เพราะถาเกิดพลั้งพลาดไป บานเมืองไมสงบข้ึนมา
แมวาคณะสงฆจะบอกวาไมเกี่ยวกับการเมือง แตความไมสงบของบานเมืองน้ันกระทบมาถึงคณะ
สงฆ คณะสงฆก็คงไมมีเวลาท่ีจะมาศึกษาเลาเรียนประพฤติปฏิบัติ เร่ืองนี้พระสงฆตองเขาใจ
เพราะเปนเร่ืองท่ีละเอียดออน ในการที่จะเขาไปจัดการ ซ่ึงถาจับประเด็นตรงนี้ได และทําความ
เขาใจตรงน้กี นั ใหมากๆ ก็จะทําใหท กุ อยางดขี นึ้

เมื่อพระเขาใจบทบาทของตนเองไดชัดวา การเมืองนั้นไมใชวาจะแยกขาดไปจากคณะ
สงฆ คณะสงฆตองรูตองต่ืนตัวอยูตลอดเวลา แมแตเรื่องการปฏิรูปการเมืองน้ีก็เชนกัน การปฏิรูป
การเมืองไมใ ชเร่อื งของการจดั สรรหรอื จัดการแกไขปรับปรงุ รฐั ธรรมนูญหรอื จดั สิ่งแวดลอม แตเปน
สง่ิ ทจี่ ะอํานวยใหก ารเมืองสะอาดบรสิ ุทธิเ์ ทานั้น แตเรื่องการเมืองท่ีจะปฏิรูปลึกๆ ควรจะเปนเรื่อง
ของศีลธรรมของนักการเมืองและชาวบาน โดยเฉพาะจิตสํานึกเรื่องเกลียดชั่วกลัวบาป ความ
ซอื่ สตั ยสุจริต ความเปน คนมีอุดมการณ มอี ดุ มคติที่จะเขาไปรับใชประชาชน ไมเห็นแกตัว ยอมรับ
ความจริงบางอยางทางการเมือง เชน แมเราแพ แตการหาเสียงนั้นทั้งเขาและเราทําไปอยาง
บริสทุ ธิผ์ ุดผอ ง เราไมควรเสียใจ ควรดีใจเสียอีกที่มีคนท่ีเขาดีกวา พรอมกวา อาสาไปทํางานรับใช
ประชาชนแทนเรา เราก็สบายไป ควรยินดีกับเขาดวย แลวการซ้ือสิทธิ์ขายเสียงจะลดลง หาก
ศีลธรรมเขม แข็งข้นึ ทง้ั ในหมปู ระชาชนและนักการเมือง

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๕๙
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๖.๓.๓ บทบาททางการเมืองของพระสงฆในประวัติศาสตร
พระพุทธองคม ิไดท รงสอนระบบการเมอื งการปกครองไวโดยตรง แตทรงสอนท่ีจะทําให
ระบบการเมืองที่มีอยูแลว ใหดําเนินไปเพื่อความสุขแกประชาชนและไมรุกรานกันในระหวางรัฐ
และดวยเหตุท่ีทรงตองการเอาธรรมเปนหลักการปกครอง จึงตองทรงช้ีวา ระบบวรรณะน้ันไม
ถูกตองในสองลกั ษณะคอื
ลักษณะที่หน่ึง คือ ความสูงตํ่าทางวรรณะที่ถือกําเนิดเปนหลักนั้นทรงแยง ดวยหลัก
ความประพฤตขิ องบุคคล คือ ถือการกระทาํ ของบุคคลเปนหลกั วัดความสูงตา่ํ ของคน
ลักษณะท่สี อง คือ หนา ทต่ี ามวรรณะนัน้ ทรงชีว้ า เกิดข้นึ ตามธรรมชาติ
แตพราหมณนํามาอธิบายผิด โดยเฉพาะวรรณะกษัตริย ซ่ึงพราหมณเนนที่การทํา
สงครามการ สูรบ อันเปนเหตุแหงการรุกรานน้ัน ทรงอธิบายวา แทที่จริงแลว กษัตริยมีหนาท่ี
ระงับขอพิพาทของประชาชน และทํานุบํารุงประชาชนใหมีความสุข คําสอนในพระสูตรตางๆ ที่
นํามาวิเคราะหลวนสนับสนุนมติท่ีวา พระพุทธองคมิไดทรงสอนระบบทางการเมือง การที่จะ
อธิบายวา พระพทุ ธองคทรงยึดหลักการเมืองท่ีเปนประชาธิปไตยก็ดี หรือสังคมนิยมก็ดี และอยาง
ที่พยายามทํากันอยูจึงเกินกวาที่พระพุทธองคทรงสอนไว สิ่งเหลานี้มิใชปญหาสมัยพุทธกาล แต
เกิดขึ้นและเขาใจไดในสภาพแวดลอมของสมัยใหม ความแตกตางหรือขอแยงท่ีสําคัญๆ เก่ียวกับ
ความคิดเหลานี้ จึงเห็นไดชัดและเปนขอแยงในระดับรากฐานของความคิด สวนขอสนับสนุนน้ัน
กลบั เปน แตเ ร่อื งผิวเผิน
การถือหลักประชาธิปไตย พระพุทธศาสนาถือวา เหตุผลตองมากอนความภักดีหรือ
ศรทั ธา จึงไมบ งั คับใหผ ใู ดนับถือโดยปราศจากความเต็มใจ ใครเขาใจเพียงไหน ศรัทธาเพียงใด จะ
ปฏิบัติตามอยางไร มีเสรีภาพในการนับถืออยางเต็มที่ ไมผูกขาดใหทุกคนเช่ือฟงหมด ใครเห็นดี
เห็นงามก็นําไปประพฤติ ปฏิบัติเพ่ือใหประจักษผลน้ันดวยตนเอง นับไดวา พระพุทธศาสนา เปน
ศาสนาของชนทกุ ชนั้ วรรณะ มธี รรมต้งั แตช ้ันต่ําจนถึงชั้นสงู ทุกคนสามารถรับไปปฏิบัติไดตามควร
แกอัตภาพของตนในการอุปสมบทก็ไมมีการกีดกัน ชาติใดผิวใดก็บวชไดท้ังส้ิน การปกครองคณะ
สงฆและในการบําเพ็ญกรณียกิจของคณะสงฆก็มีลักษณะเปนแบบประชาธิปไตย ทั้งในดานของ
หลักการและวิธีการ พระวินยั ใหสทิ ธแิ กพระสงฆมีอาํ นาจในการบริหารหมูคณะ และมีสิทธิคัดคาน
ในเม่ือไมเห็นดวย โดยไมมีขอจํากัดวาจะเปนผูเกิดในสกุลสูงหรือสกุลต่ํา จะเกิดในสกุลม่ังมีหรือ

๑๖๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ยากจน ทกุ คนเมือ่ เขา มาบวชแลว ก็มสี ทิ ธิ์ เทาเทียมกันและจะตองเคารพกันตามลําดับของผูที่เขา
มาบวชกอน-หลัง บุคคลทุกคน ไมวาวรรณะใดยอมมีสิทธิเทาเทียมกันหมด เพราะถือวา บุคคลใด
จะดีหรือเลวก็อยูท่ีการกระทํา คนทุกช้ันจึงมีสิทธิทําความดีเทาเทียมกันหมด ดังพุทธภาษิตท่ีวา
“กษัตริย พราหมณ แพศย ศูทร จัณฑาล และคนงานช้ันตํ่า เม่ือประพฤติธรรมในโลกนี้แลวยอม
เสมอกัน สิ่งน้ีแสดงใหเห็นลักษณะของการยอมรับนับถือในความเทาเทียมกันตามหลัก
ประชาธิปไตย

การดาํ เนินกิจการของคณะสงฆก ็ถอื ตามเสียงขางมากเปนเกณฑ การวินิจฉัยหรือตัดสิน
ปญหาท้ังปวงเกี่ยวกับพระสงฆ จะตองเปนไปตามธรรมนูญการปกครองของพระสงฆหรือพระ
ธรรมวินยั ทกุ คนจะมสี ทิ ธอิ อกเสยี งไดเ ทา กนั ในการอุปสมบทกเ็ ชน กนั จะตอ งไดร ับความเห็นชอบ
จากท่ีประชุมสงฆของวัดน้ันๆ และระหวางการประชุม พระพุทธองคยังเคยทรงปวารณาใหภิกษุ
ทกั ทว งการกระทาํ ทางกายและวาจาของพระองคได นอกจากนี้ ในสมัยพุทธกาลยังไดทรงสงเสริม
ฐานะของสตรีเพศ โดยใหสิทธิทุกประการในพระพุทธศาสนาเทาเทียมกับบุรุษเพศ เชน สิทธิใน
การเขา บวชเปนภิกษณุ ีเปน ตน

เสรีภาพและความเสมอภาคหรือการนับถือสิทธิมนุษยชนของพระพุทธศาสนา ก็มีอยู
อยา งกวางขวางตัง้ แตเมือ่ ๒,๕๐๐ ปเศษ มาแลว หลักธรรมท่ีกลาวไวในหลักอธปิ ไตย ๓ ยอมแสดง
ใหเห็นถึงการยึดถอื ความสําคญั ในการทาํ ความดขี องบุคคล กับการยึดถือหลักเกณฑและการยึดถือ
สงั คมเปน หลักสาํ หรบั หลักธรรมในหลกั ลิจฉวีอปริหานิยธรรมน้ัน คือ การหมนั่ ประชมุ กันเนืองนิตย
ยอมแสดงใหเห็นความสําคัญของการทํางานเปนหมูคณะ ซึ่งนับวาเปนสิ่งจําเปนตอการวาง
หลักเกณฑ ตอการแกปญหาและตอการตัดสินใจเปนอยางมาก ความพรอมเพรียงกันในการ
ประชุมและความพรอมเพรียงกันกระทํากิจการของสวนรวม ยอมเปนส่ิงที่เนนใหเห็นความสําคัญ
ของสามัคคีธรรมในการทํางานและการเคารพในบทบัญญัติที่วางไว การเช่ือฟงผูเปนประธานในที่
ประชมุ และการไมล แุ กอ ํานาจความโลภ ความโกรธ ความหลง เปน เร่อื งของการเคารพหลักเกณฑ
และไมลวงละเมิดในสิทธิของผูอ่ืน สวนการเคารพนับถือส่ิงท่ีประชาชนเล่ือมใสศรัทธา แสดงถึง
ลกั ษณะของการปกครองท่ีฟงเสยี งหรือความตองการ และ ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมเปน
ใหญ

พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๖๑
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

สาํ หรับการเชญิ ชวนใหผ ูมีศีลเขามาสูป ระเทศและใหก ารอนุเคราะห นับเปน การสงเสริม
ใหคนมีความรูความสามารถเขามาทําความเจริญใหแกบานเมือง หลักธรรมเหลานี้ยอมเขากันได
กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทจี่ ะตองอาศัยสามคั คธี รรมของหมคู ณะเปน หลัก โดยเฉพาะ
อยางย่ิงในสังคมที่กําลังพัฒนาอยางประเทศไทยของเรานี้๒๐ขอความที่กลาวมาขางตนน้ันก็มีสวน
ถูก แตขาดความชัดเจน เพราะลักษณะตางๆ ดังท่ีกลาวมาแลวนั้น แมเปนความนิยมในระบอบ
ประชาธิปไตยแตก็เปนลักษณะที่เกิดข้ึนในระบอบอื่นๆ ไดเชนกัน ลักษณะที่กลาวมาน้ี เปน
ลักษณะการทาํ งานหรือการบริหารงาน มิใชลักษณะของระบบการเมือง การถือวาทุกคนเทาเทียมกัน
ในแงสิทธิทางความคิดก็ดี การยึดเหตุผลและขอกําหนดในการประชุมก็ดี เปนแตลักษณะท่ีดีในการ
ทํางานรวมกัน ซึ่งเปนผลของการยึดหลักประชาธิปไตย กษัตริยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยก็
อาจยอมรับสิ่งเหลาน้ีได คณาธิปไตยก็รับส่ิงเหลานี้ได ความเปนประชาธิปไตยในแงการบริหารงานน้ี
แมจะเปนส่ิงสําคัญในการทํางานแตไมใชลักษณะสําคัญท่ีจะบอกวาการปกครองน้ันเปนระบอบ
การเมืองประชาธิปไตยหรือไม ลักษณะตางๆ ดังท่ีกลาวมาแลวน้ัน อาจระบุไดวา เปนประชาธิปไตย
กวาศาสนาพราหมณเทานั้น แตไมอาจทําใหถือวา เปนระบอบการเมืองประชาธิปไตย ขอสําคัญท่ี
พระพุทธองคทรงสอนน้ัน แมจะมีคุณคา แตก็มิไดทรงสอนในแงที่จะทําใหตัดสินวา ระบบความคิด
นั้นเปนประชาธิปไตย ซ่ึงท่ีจริงก็มิใชเปนพุทธประสงคมาแตตน เปนการตีความของคนรุนใหม
ตา งหาก เมือ่ พจิ ารณาความคิดและความสาํ คัญตอไปน๒ี้ ๑

๑. การระบุวาอํานาจมาจากประชาชนตางกับการท่ีประชาชนเปนผูใชอํานาจ ขอความใน
อัคคัญญสูตร๒๒ แสดงใหเห็นวา อํานาจการปกครองเปนของประชาชน แตความคิดเบื้องตนที่วา
อํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน อาจนําไปสูความคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชยก็ได ดังเชน
ปรัชญาการเมืองของฮ็อบส เปนตน ในกรณีเชนน้ันประชาชนมิไดใชอํานาจของตนเลย แตในระบอบ

๒๐ สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ, รัฐศาสตรตามแนวพุทธ
ศาสตร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพสํานักคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๓๐),

ภาคผนวก.
๒๑ ปรีชา ชางขวัญยืน,ความคิดทางการเมืองในพระไตรปฎก, พิมพคร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร :

สํานักพมิ พจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หนา ๑๐๙-๑๑๓.
๒๒ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๑๑-๑๔๐/๘๓-๑๐๒.

๑๖๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

การเมืองประชาธิปไตย ประชาชนเปนผูใชอํานาจปกครองตนเองน่ันคือ ประชาชนเปนผูออก
กฎหมายบังคับตนเอง ผูบริหาร หรือผูปกครองเปนเพียงผูดูแลใหกิจกรรมตางๆ ดําเนินไปตาม
กฎหมายเทาน้ัน อํานาจแทจริงยังอยูในมือประชาชน การจํากัดตนเองมากนอยเพียงไรก็ข้ึนอยูกับ
ตัวประชาชนเอง การใหสภาเปนผูออกกฎหมายและสมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งเพ่ือรักษา
อํานาจนี้ และเปนการรักษาอํานาจโดยการสรางระบบขึ้น เพื่อควบคุมไมใหฝากความหวังไวกับ
บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

๒. พระพทุ ธศาสนากลาวถงึ การตดั สนิ เรอ่ื งราวตางๆ ดวยสภา แตสภาที่วานี้ ก็เปนเรื่อง
การปกครองของสงฆ เมื่อพูดถึงการปกครองบานเมืองพระพุทธองคก็มิไดทรงกลาวถึงสภาที่
ประชาชนเปนผูแทนแตกลาวถึง สภาอยางของพวกลิจฉวี ซ่ึงเปนสภาของชนช้ันปกครอง และถา
จะคดิ ถึงสภาตามท่ีมีอยูในรัฐสมัยนั้น ก็เปนสภาของผูอาวุโสบาง คนที่เปนหัวหนาของเผาบาง หา
ไดม ีประชาชนเขาไปเกย่ี วขอ งดว ยไม หากจะตดิ วา ทรงใชส งฆเปนตัวอยางสภาของระบบการเมือง
สภาที่วานี้ก็เปนเพียงสภาวินิจฉัย มิใชเปนสภาออกกฎหมาย เนื่องจากวินัยสงฆเปนพุทธบัญญัติ
หาใชเปนกฎท่ีสภากําหนดข้ึนไม จึงไมใชสภาท่ีมีฐานะเปนองคกรในการปกครองตนเองอยางใน
ระบอบประชาธิปไตย ซ่งึ สมาชกิ สภามาจากประชาชนผูไดร บั การเลอื กตงั้ และประธานสภาก็ไดรับ
การเลือกต้ังจากสมาชิกสภาอีกตอหน่ึง เมื่อสภานี้ออกกฎหมายจึงเทากับประชาชนใชอํานาจของ
ตนปกครองตนเอง การปกครอง แบบน้ีจึงชอ่ื วา ประชาธิปไตย ความเปนประชาธิปไตยจึงมิไดอยูท่ี
การมีสภาเทา นัน้ แตตองพจิ ารณาถงึ องคป ระกอบและหนา ที่ของสภาดว ย

๓. ระบบแบง แยกอาํ นาจเปนหลักสําคัญอีกขอหนึ่งของประชาธิปไตย เพราะเปนระบบ
ที่ทําใหประชาชนมีอํานาจมาก และรัฐมีอํานาจควบคุมประชาชนนอย ประชาชนจึงเปนใหญ เรา
ไดเหน็ แลว วา ประชาชนปกครองตนเองโดยการเปนผูออกกฎหมาย รัฐบาลเปนผูดําเนินการตางๆ
ตามท่กี ฎหมายกําหนดหรืออนุญาต แตเพื่อมิใหรัฐบาลดําเนินการผิดๆ ซ่ึงทําใหเกิดผลเสียแกประ
ประชาชน หรือละเมิดเสรีภาพของประชาชน ประชาชนตองมีสิทธิโตแยงรัฐบาลได โดยอยูใน
ขอบเขตกฎหมายที่ตนเปนผูกําหนด อํานาจท่ีจะมาชวยรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนนี้คือ
อํานาจตุลาการ โดยวิธีน้ีประชาชนก็พอจะมั่นใจไดวา ตนจะเปนผูปกครองตนเองอยางแทจริง
เพราะมีกฎหมายเปนบรรทัดฐาน และยังมีกระบวนการทางตุลาการคุมครองใหพนจากการ
เบียดเบียนของรัฐบาลดวย เราจะเห็นไดวากลไกหรือการควบคุมระบบดังกลาวซ่ึงเปนเร่ืองสําคัญ

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๖๓
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

นั้น พระพุทธองคมิไดตรัสสอนอยางชัดเจนธรรมราชานั้นเปนส่ิงที่ดี แตหากไมมีระบอบอะไร
ควบคมุ แลวก็ดเู ปน การปลอ ยใหธรรมราชามสี ิทธิทาํ อะไรก็ได การอางวาธรรมราชาจะไมทําอะไรที่
ผิดน้ัน ก็แสดงวา นอกจากธรรมราชาจะดีอยางสมบูรณแลว ยังตองฉลาดอยางสมบูรณอีกดวย
และโดยขอเท็จจรงิ เรายงั แยกไดยากระหวางคนดีกับคนท่ีคิดวาตัวดี และคนที่เชื่อวาดี ทําอยางไร
เราจงึ จะไดคนดีสมบูรณและฉลาดสมบูรณ ไมใชไดคนท่ีคิดวาตัวดีหรือคนท่ีเปนเพียงผูท่ีคนอ่ืนเชื่อ
วาดี หากใชระบบอยา งที่ประชาธิปไตยปจ จุบันทาํ กันอยอู ยา งนอ ยมาก ผูปกครองไมดีหรือไมฉลาด
ก็ทําอะไรนอกกฎหมายนอกกรอบไมได และจะทํานอกกฎหมายโดยอางวา เพราะตนเปนคนดีก็
ไมไ ดเ ชน กัน เมือ่ คดิ ถงึ ขอเท็จจริงท่ีวา เราหาธรรมราชาจริงไดย าก ระบอบการเมืองประชาธิปไตยก็
ใหค วามปลอดภัยแกป ระชาชนมากกวาธรรมราชา

๔. พระพุทธองคทรงสอนวาธรรมราชาควรเปนอยางไร แตประชาธิปไตยเนนเรื่องวิธีท่ี
จะใหไดผ ูป กครองทเ่ี ปนตวั แทนของประชาชนมากกวา ผูปกครองท่ีดีนั้น เปนที่ปรารถนาทั้งสิ้น ไม
วาจะเปนการปกครองระบอบใด แมแตเผด็จการท่ีตองการใหเปนเผด็จการโดยผูปกครองที่ดี ใน
หนังสือธัมมิกสังคมนิยมทานพุทธทาสภิกขุ ก็ยกยองผูปกครองชนิดนี้ดวยเห็นวา ทําความดีไดผล
เร็ว แตท่ีการปกครองระบอบตางๆ เกิดข้ึนแทนระบอบที่มีผูปกครองเพียงคนเดียว ซ่ึงมีอํานาจก็
เปนเพราะ มักจะเกิดผูปกครองที่มีขอบกพรอง เชน โงเขลา หูเบา หลงอํานาจ หรือไมเอาใจใสใน
ความสุขของประชาชนบางทีดูจะมากกวาผูปกครองที่ดีมีคุณธรรมเสียอีก ถามีผูปกครองดีก็ดีไป
ถาผปู กครองไมด ี ประชาชนก็เปนผูร ับกรรมโดยไมมีทางตอสู บางพวกเปนพวกที่ถือวากษัตริยเปน
ตัวแทนของสวรรคถึงกับยอมรับผลโดยเช่ือวาการมีผูปกครองไมดีก็เพราะสวรรคตองการลงโทษ
ประชาชน แทนที่จะโทษผูปกครองก็กลับลงโทษตนเอง อะไรเลาท่ีจะประกันมิใหเกิดผูปกครองที่
ไมดขี ้ึน ระบบการเมืองตา งๆ พยายามหาวิธที ี่จะไมใ หเ กดิ ผูป กครองเชนนี้ หาวิธีแกไขในระบบหาก
มีผูปกครองเชนน้ีเกิดข้ึน แตก็เปนเพียงผอนหนักเปนเบา แกปญหาไดเพียงบางสวน ซึ่งดีกวาไม
พยายามทําอะไรเสียเลย เชน ระบอบประชาธิปไตย เปนระบบที่ประชาชนเลือกผูปกครอง อาจ
เปน การเลอื กโดยตรงหรือผานตัวแทนก็ได และมีสาระในการปกครอง เพ่ือใหประชาชนเปลี่ยนตัว
ผปู กครองไดเ มอื่ เห็นวาบกพรอง หรือมผี ูอ ่นื ทดี่ ีกวา

๑๖๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ระบบการเลอื กตง้ั ซ่งึ เปนการเลือกตามวาระ จึงเปนวิธีการของประชาธิปไตย มิใชเลือก
กันข้ึนแลวก็ปกครองตลอดไป ดังเชน “มหาชนสมมติ” ในอัคคัญญสูตร๒๓ เพราะการปลอยให
ผูปกครองทไ่ี มดอี ยูในตาํ แหนง นานๆ จะทําใหเกิดการสรางฐานอํานาจขึ้น และการเปลี่ยนโดยการ
ปฏิวัติของประชาชนก็เสียหายมากกวาจะเปลี่ยนโดยมีระบบเสียต้ังแตตน ดังปฏิบัติกันในระบอบ
ประชาธิปไตย วิธีท่ีจะไดผูปกครอง และวิธีควบคุมการปฏิบัติของผูปกครองสําคัญกวาการรอคอย
ใหเกิดผูปกครองท่ีดีขึ้นเองและมีโอกาสไดผูปกครองท่ีดียากกวา การมีระบบควบคุมก็มิไดเปน
เครื่องขัดขวางมิใหประชาชนใชธรรมในการปกครองมาเปนเคร่ืองวัดในการเลือกผูปกครอง และ
มิไดขัดขวางมิใหผูปกครองปฏิบัติตามธรรม ขอสําคัญอยูท่ีจะตองอบรมใหประชาชนเขาใจธรรม
ดังกลาว และอาจตองใหเขาใจลักษณะท่ีดีอื่นๆ ดวย หากธรรมดังกลาวยังไมเพียงพอสําหรับการ
ปกครองรัฐในสมยั ปจ จุบนั ในสว นของธรรมะเองก็ตอ งระลกึ ดว ยวา ในปจจบุ ันมสี ํานักตางๆ เกิดข้ึน
และตีความธรรมขอเดียวกันแตกตางกันไป การปกครองโดยธรรมซึ่งพระพุทธองคถือวาแทน
พระองคไดน้ัน เม่ือนํามาใชกับสภาพปจจุบันก็อาจเกิดปญหาวา จะอาศัยการตีความของใคร ตาง
กลมุ ตา งกจ็ ะอางตนวา เปนพวกทีต่ คี วามถูกตองกวาพวกอ่ืน เมื่อเปนเชนนี้เจาสํานักใดเลาที่เหมาะ
จะเปน ธรรมราชา

เทาที่ไดกลาวมาน้ีจะเห็นไดวา ลักษณะการปกครองตามแบบของพระพุทธองคนั้น แม
จะมีลักษณะที่สังคมประชาธิปไตยนิยมอยูบาง แตก็เปนลักษณะซ่ึงอาจเกิดในสังคมชนิดอ่ืนๆ ได
ลักษณะสําคัญของประชาธิปไตยในแงท่ีเปนระบบการเมืองนั้น พระพุทธองคมิไดทรงกลาวถึง
บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย หลวงตา แพรเย่ือไม กลาวไววา๒๔โทษ
หรือปญหาของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่เกิดความขัดแยงหรือปญหาตางๆ ต้ังแตอดีต
จนกระท่ังปจจุบันซ่ึงเกิดจากการไมดําเนินชีวิตตามแนวธรรมะทางพระพุทธศาสนา ท่ีเห็นชัดก็คือ
เหตุการณทล่ี ว งมาสดๆ รอ นๆ นี่เอง หากคนไทยโดยเฉพาะผูนําประเทศ หรือผูมีอํานาจทางสังคม
ถายดึ ถอื พระพุทธศาสนากันดวยความจริงใจ คือ ดําเนินชีวิตดวยการเสียสละเปนแบบอยางใหแก
ประชาชนไดเห็นและทําตาม สันติสุข สันติภาพก็เกิดมีในสังคม ประวัติศาสตรของเราก็จะไมตอง

๒๓ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๑๑๑-๑๔๐/๘๓-๑๐๒.
๒๔ ไพโรจน อยูมณเฑียร, ธรรมเทศนากัณฑการเมือง, พิมพครั้งที่ ๒ ,(กรุงเทพมหานคร : รุงแสง
การพมิ พ, ๒๕๔๐), หนา ๔๕-๕๐

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๖๕
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ดางพรอยเปนรอยเปอนดวย เหตุการณ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ วันมหาวิปโยค เหตุการณพฤษภา
ทมิฬ ๒๕๓๕ และเหตุการณทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นตามเรื่อยมาจนกระท่ัง เมษายน-พฤษภาคม
๒๕๕๓ ลว นแตกอใหเกิดความสูญเสียท้ังชีวิตและทรัพยสินของประชาชนและบานเมือง แมเราไม
อยากใหเกิดข้นึ แตมนั กเ็ กิดข้ึนไปแลว เราแกอดีตไมได ส่ิงท่ีเราจะทําไดก็คือ ใหถือเปนบทเรียน ใน
เม่ือความรุนแรงตางๆ ท่ีผานมาซึ่งกอใหเกิดความขัดแยงกันอยางรุนแรง เพราะความคิดเห็นไม
ตรงกนั และความโลภ ความอยาก และการแสวงหาอํานาจท่ียึดตนเปนสําคัญ ไมยอมปลอยวางใน
บางเรื่อง เพราะตางฝายตางยึดตนเปนสําคัญ จึงเปนปญหาในระบอบการเมืองการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย ทําใหบานเมืองเกิดความระสํ่าระสาย ประชาชนเดือดรอนตามไปดวย
เพราะผนู ําหรอื นักการเมืองทงั้ หลาย

ดังน้ัน พระสงฆ ก็คือ คณะบุคคลคณะหน่ึง ซึ่งมีความประพฤติสม่ําเสมอดวยการ
เสียสละ ท่ีไมเห็นแกตัว ภาวะความเปนอยูของพระสงฆ เปนผูไมมีหวงจึงมุงหนาทําประโยชนเพื่อ
ผูอ่ืนเทาน้ัน เหตุน้ีจึงทําใหกลายเปนคณะบุคคลท่ีชาวโลกชาวบานหรือสังคมเห็นวา ควรเปนท่ีพึ่ง
ไดจึงพากันช่ืนชมยกยองถึงกับไดตั้งไวในฐานะรัตนะ แปลวา นํามาซ่ึงความชื่นใจ อาศัยที่แตละ
องคก ร แตละทา นไมมคี วามเหน็ แกต วั หรอื เห็นแกต วั นอ ย ปกติคนเหน็ แกตัวนั้นทําประโยชนแกคน
อนื่ ไมไดนอกจากตนเอง คราวนเี้ รามาดซู วิ า พระสงฆทานมีปกติประพฤติปฏิบัติอยางไร จึงสมควร
จะไดรับความวางใจจากชาวโลกอยางยั่งยืน ทานมีปกติดังนี้ สุปฏิปนโน = เปนผูปฏิบัติดี อุชุ
ปฏปิ น โน = เปน ผปู ฏบิ ตั ิตรง ญายปฏิปนโน = เปนผูปฏิบัติออกจากทุกข สามีจิปฏิปนโน = เปนผู
ปฏบิ ตั เิ ปน ธรรม น่คี อื ธรรมะอันเปนหวั ใจของพระสงฆ

เม่ือมาพิจารณาการแกไขสังคม เปนงานใหญ เปนงานสําคัญ และจุดจุดแรกที่ควรแกก็
คอื ตวั ผูท่ีจะแกไขสภาพน่ันเอง วาเราพรอมที่จะเสียสละแลวหรือ ถาเราแกเร่ืองการเสียสละท่ีตัว
เราไมไดก็อยาอาจเอื้อมไปแกไขสภาพสังคมเลย เพราะไมสําเร็จแน ถามีอํานาจควบคุมบริหาร
สังคมก็คงไมเวนที่จะเขาไปกอบโกย ไปโกงกิน ฉะนั้น ประวัติศาสตรก็ตองถูกเขียนดวยเลือดดวย
นํ้าตากันเร่ือยไปเชนนี้ หากประชาชนคนในชาติทุกคน หรือสวนใหญ โดยเฉพาะคนที่มีหนาที่
รับผิดชอบตอ ความเสื่อมเสียความเจริญของประเทศชาติบานเมือง จะตองมีคุณธรรม ต้ังตนอยูใน
หลักศีลธรรมอยางม่นั คงจริงๆ แลว เขา มารวมกนั เปนสงั คมเพอ่ื รวมกันแกไขปญหาบานเมืองโดยไม
ไปกาวกา ย ไมล ํา้ แดนเขาไปในขอบเขตของผูอ่ืนท้ังในเร่ืองชีวิตและสิทธิทางสมบัติ เมื่อรวมกันเขา

๑๖๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ก็จะไดอํานาจท่ีไมเปนโทษ เปนอํานาจท่ีเกิดจากความรูสึกผิดชอบถูกตองไมถูกตองในส่ิงที่ควร
กระทํา และทกุ คนดาํ เนนิ ตนอยใู นขอบเขต ปญหาที่เกิดการกระทบกระท่ังกันใหเกิดปญหาก็จะไม
มี

ประชาธิปไตยที่สําเร็จจากประชาชนที่มีศีลธรรม ก็จะเปนประชาธิปไตยท่ีใหความสวัสดี
แกส ังคมสมกับเปน ระบอบที่มคี าซึ่งพากันเรียกรองตองการ แตมีปญหาวา ประชาชนในชาติของเรามี
สภาพจติ ใจเปน อยางไร มีศลี ธรรมเพยี งไหน พลเมอื งมเี หตผุ ล มกี ารศกึ ษาเพียงพอแลว หรือยัง

๖.๔ สทิ ธิของพระสงฆทีม่ ีตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย

ประเทศไทยเรา มีดีอยูหลายอยาง เหนือสิ่งอ่ืนใดก็คือ สถาบันหลัก อันไดแก ชาติ
ศาสนา และ พระมหากษตั รยิ  รวมถงึ องคประกอบแวดลอมตางๆ โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษยอันมี
คาของเรา แตเรายังไมไดใชประโยชนจากสิ่งตางๆ เหลาน้ี อยางเต็มพิกัด เหตุผลหลัก ก็มาจาก
การเมืองของเราท่ีผานมาและท่ีดํารงอยูขณะนี้ยังไมน่ิง เมื่อการเมืองไมน่ิง ไมม่ันคง ยอมสงผลให
ระบบเศรษฐกจิ และสังคมออ นแอดงั จะเหน็ ไดจ ากคาครองชีพที่สูงข้ึน การทํามาหากินยากลําบาก
จนรฐั บาลตองออกนโยบายประชานยิ ม๖ มาตรการ ๖เดอื นมาบรรเทาเฉพาะหนา

การท่ีเราจะแกไ ขปญหาทางเศรษฐกิจ และสังคมในปจจุบันน้ี สิ่งเรงดวน ก็ตองมาแกไข
การเมืองใหเกิดความม่ันคง พรอมกับการแกไขทั้งสามส่ิงไปพรอมกันดวยอีกทางหน่ึง เพราะทั้ง
สามสิ่งนั้นสัมพันธกัน อันดับแรกน้ี เราตองแกไขการเมือง การแกไขการเมืองนั้น ตองเร่ิมท่ีให
การศึกษากับประชาชนหากจะอาศัยในระบบการศึกษาปกติ คงไมทันการ จึงตองใหการศึกษา
เฉพาะหนา แบบเรง ดว น เพือ่ ใหทันกับปญหาเรงดวนนั้นๆ น่ันก็คือ ใหสถาบันทางพระพุทธศาสนา
คอื วดั และพระสงฆเขามารว มรับผิดชอบ

ดังน้ัน จากการที่รัฐจําจะตองสรางความสัมพันธท่ีดีตอฝายพระสงฆ หรือฝายพุทธจักร
ในขณะเดียวกัน ฝายของพระสงฆหรือฝายพุทธจักรเองก็ตองมีปฏิสัมพันธตามหนาที่ของตน ตอ
ฝายรัฐหรือฝายอาณาจักร เพราะโดยที่สุดแลว พระธรรมปฎกสรุปวา ก็ลวนแตเพ่ือประโยชนสุข
ของพหูชนทั้งส้ิน ซ่ึงมลี ักษณะสาํ คญั ดังน้ี

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๖๗
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

สิทธแิ ละเสรภี าพในประชาธปิ ไตย
พระธรรมปฎกมองวา ประชาธปิ ไตย เปนการปกครองท่ีชวยประสานประโยชนระหวาง
บุคคลและสังคม หลักการน้ียังหาผูปฏิบัติไดผลจริงไดยาก จะเห็นไดวา ระบบสังคม ตางๆ มักมี
ปญหาในเรื่องท่ีวา ถาใหสังคมได บุคคลก็ตองยอมสละ ทําอยางไรจึงจะประสานประโยชนกันได
อุดมคตอิ ยา งหน่ึงของประชาธปิ ไตยก็คอื การชว ยประสานประโยชนร ะหวางบุคคลกับสังคม
อยางไรก็ตาม กอนที่จะกาวไปสูการประสานประโยชนระหวางบุคคลกับสังคมใหมา
เสริมกันนั้นมีบททดสอบพ้ืนฐานหนึ่งที่จะใหเห็นวา ประชาชนในสังคมน้ันๆ มีคุณภาพเพียง
พอท่ีจะทําใหคุณคาของประชาธิปไตยขอนี้บรรลุผลไดหรือไม บททดสอบน้ีก็คือ ความประสาน
สมดุลในการปฏิบัติตามหลักแหง ๑) สิทธิกับหนาที่ ๒) เสรีภาพกับความรับผิดชอบ มุมมองตอ
สิทธิกับหนาท่ี นั้น พระธรรมปฎกช้ีวาคูกับการมีสิทธิท่ีจะไดและเรียกรองเอาสิ่งท่ีตนจึงไดน้ัน
บุคคลท่ีมีหนาท่ีที่จะตองทํา เพ่ือเปนสวนรวมที่จะธํารงรักษาและสรางสรรคพัฒนาสังคม
ประชาธิปไตยนั้นดว ย ถา อยากใชส ิทธิกค็ วรปฏิบตั ิหนาท่ีของตนใหดี และเม่ือมีการทําหนาที่ดวยดี
สงั คมประชาธปิ ไตย ก็จะไดร ับการรักษาไวเ พ่ือใหค นมโี อกาสท่ีจะใชสิทธิไดตอไป
สวนเร่อื งของเสรีภาพกับความรับผิดชอบนั้น พระธรรมปฎกมองเห็นวา คูกับเสรีภาพที่
จะกระทําการตา งๆ ตามความปรารถนาของตน บคุ คลจะตอ งรจู ักรับผิดชอบตอการกระทําและผล
การกระทําของตน และใชเสรีภาพนั้นอยางมีความรับผิดชอบตอสังคมท่ีตนมีสวนรวมอยูดวย เพื่อ
ความชัดเจนขึ้นในเร่ืองของเสรีภาพนั้น พระธรรมปฎกไดยกตัวอยางเร่ืองเสรีภาพท่ีเปนหลักการ
ของประชาธิปไตยที่เนนความหมายในแงของการที่บุคคลมีโอกาสท่ีจะนําเอาศักยภาพ เชน
สตปิ ญญา ความสามารถของตนออกไปเปนสวนรวมในการแกปญหาและสรางสรรคสังคม ซึ่งเปน
ความหมายเชิงความรวมมือ และเอื้อเฟอตอกัน แตภายใตอิทธิพลของทุนนิยม เสรีภาพเนน
ความหมายในแงของการที่จะไดผลประโยชนตามท่ีตนปรารถนา ซึ่งเปนไปในทางแบงแยกและ
แกง แยง

๑๖๘ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

พระภกิ ษุสามเณรถกู จาํ กดั สิทธิทางการเมือง๒๕ หรอื ไม
มาตรา ๑๐๐ บญั ญัตวิ า “บคุ คลผูมีลกั ษณะดังตอ ไปนี้ในวันเลอื กต้ัง เปนบุคคลตองหาม
มใิ หใชสทิ ธเิ ลอื กตงั้
๑) เปนภกิ ษุ สามเณร นกั พรต หรือนักบวช
๒) อยใู นระหวางถูกเพกิ ถอนสทิ ธิเลือกต้ัง
๓) ตอ งคมุ ขงั อยโู ดยหมายของศาลหรือโดยคาํ สง่ั ท่ีชอบดว ยกฎหมาย
๔) วกิ ลจริต หรือจติ ฟน เฟอนไมสมประกอบ”
มีประเด็นท่ีนาคิดและนาทําความเขาใจในวงกวางวา ในรัฐธรรมนูญฉบับ ป พ.ศ.
๒๕๔๐ และแมฉบับ ป พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ไดบัญญัติใหประชาชนชาวไทยมีหนาที่ใชสิทธิเลือกต้ัง
บุคคลท่ีไมไปใชสิทธิโดยไมแจงเหตุอันสมควรที่ทําใหไมอาจไปใชสิทธิได ยอมเสียสิทธิตามที่
กฎหมายบัญญัติ๒๖ โดยนัยนี้แสดงใหเห็นวา สิทธิเลือกตั้งเปนสิทธิที่จําเปนและสําคัญสําหรับ
พลเมืองไทยทกุ คน หรอื ทุกสาขาอาชีพมิเชนน้ันรัฐธรรมนูญคงไมบัญญัติใหเปนหนาที่ของพลเมือง
ไทยทกุ คนโดยแนแท
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ชุดปจจุบันท่ีเปน ๑ ใน ๑๒ องคกรซ่ึงตองให
ความเห็นตอรางรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติเสนอไวในประเด็นน้ีวา ให
ตัด ภิกษุสามเณร นักพรตหรือนักบวช ออกจากมาตรา ๑๐๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะถือวา
สิทธิเลือกต้ัง เปนสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองและโดยสากลปฏิบัติก็ยอมรับกันทั่วโลกวา พลเมือง
ของประเทศตนโดยปกตใิ หม ีสทิ ธเิ ลอื กตงั้ (อาจจะเปรียบกับนกั บวชในศาสนาอน่ื ๆ)
พระภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนกั บวช บคุ คลเหลาน้ีเปนผูมีความรูความสามารถ และ
มวี จิ ารณญาณทีด่ ี หากรัฐสามารถใหบ คุ คลเชนน้ีเขา มาใชส ทิ ธิเลือกต้ังก็นาจะทําใหวงการการเมือง
มคี วามสะอาดบรสิ ุทธเิ์ พม่ิ เตมิ ได ประเทศที่มกี ารบัญญัติใหพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติ
ดังเชนประเทศศรีลังกา กัมพูชา และภูฎาน ตางก็เปดโอกาสใหพระภิกษุสามเณร นักพรต หรือ
นักบวชในประเทศของตนออกไปใชสทิ ธใิ นวันเลอื กต้ังท้ังส้ิน ซึ่งมีผลทําใหพระพุทธศาสนา มีความ

๒๕ สุรพล สุยะพรหม,พุทธจักร,ปท่ี ๖๖ ฉบับที่ ๒ กุมภาพันธ ๒๕๕๕,พระพุทธศาสนากับ
รฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หนา ๓๒.

๒๖ มาตรา ๗๒ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐.

พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๖๙
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

เขมแข็งในประเทศเหลานั้น อันเน่ืองมาจากเรื่องดังกลาวน้ีก็เปนได อีกท้ังการออกเสียงเลือกต้ัง
ของผูทรงศีลนาจะเชื่อไดวามีแนวโนมไปในทางการสงเสริมศีลธรรมและคุณธรรมทางการเมือง
ประชาชนทัว่ ไปอาจถอื เอาการออกเสียงเลือกตง้ั ของผูทรงศีลเปนแมแบบก็เปนได บางทีเรื่องท่ีคน
ไทยคาดหวังไมใ หมีระบบการเมอื งน้ําเนา ก็อาจเปน จริงหรือเบาลงไปไดบ าง

บทบาทของพระสงฆในการพฒั นาการเมืองควรพจิ ารณาบทบาท ๒ ประการ คอื
๑. พระสงฆค วรจะเขา ไปในการเมืองมากนอยเพียงใด
เมื่อเรามองยอนกลับไปดูชีวิตและทาทีของพระพุทธเจา และคณะสงฆสมัยพุทธกาล
ตามท่ีปรากฏอยูในคัมภีรพระพุทธศาสนา เราก็จะพบวา พระพุทธเจาเสด็จออกผนวชเพ่ือ
แกปญหาสังคมอินเดียยุคนั้น เชน ความไมเทาเทียมกัน ความเปนทาส ความไมมีโอกาสศึกษา
พัฒนาตนของคนวรรณะตํ่าและสตรี ความอดอยากยากจน ดูเหมือนเจาชายสิทธัตถะจะชี้วา
สาเหตุของมันอยูที่ระบบช้ันวรรณะ ซ่ึงสัมพันธใกลชิดกับความเช่ือในเรื่องพระเจา และการไมมี
โอกาสศึกษาเลา เรยี น
สังคมสงฆ จึงเปนสังคมแหงการศึกษาพัฒนาตนซึ่งสมาชิกทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและ
เสมอภาคอยางเทาเทียมกัน จะเห็นวา พระพุทธศาสนาก็มุงการแกปญหาสังคม ท้ังความยากจน
การศึกษาเปนตน และคลายระบอบการเมือง แตพระบรมศาสดาและพระสงฆมิตองการอํานาจ
มิไดแกปญหาดวยอํานาจ แตโนมนาวคนในสังคมทุกคนมาสูการแบงปนกัน ยอมรับนับถือและ
สงเสริมกันดวยหลักเมตตาและคุณธรรมอื่นๆ แมดํารงเพศของสมณะผูสงบระงับและบรรลุถึงจุด
สดุ ทา ยแหง พรหมจรรยแ ลว พระพทุ ธเจา เองก็มไิ ดล ะเลยกรณวี ิวาทขัดแยง กนั ของคนในสังคม เชน
เรื่องพระประยูรญาติฝายศากยวงศและโกลิยวงศแยงน้ําจากแมน้ําโรหิณีเขาผืนนาของตน จน
เกือบจะเกิดการฆาลางโคตรกัน พระพุทธองคตองเสด็จออกไปหามทัพ (หามญาติ) ใหสงบเรื่อง
ทะเลาะวิวาทเสียได เปนคุณแกเหลาพระประยูรญาติเปนอเนกประการ และอีกประการหนึ่ง
เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา คือ เร่ืองพระพนรัตนหรือ สมเด็จพระพนรัตน วัดปาแกว เขาถวายพระพร
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซ่ึงทรงพโิ รธทีแ่ มท ัพนายกองปลอยใหพระองคตองเผชิญกับพมาขาศึก
เพียงลําพงั จบลงดวยการทาํ ยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช โชคดีท่ีพระองคเปนฝายประสบชัยชนะ
จึงส่ังลงโทษใหตัดศีรษะแมทัพเหลาน้ันเสีย ปรากฏวาพระพนรัตนทูลขอใหพระราชทานอภัยโทษ

๑๗๐ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

แกแมทัพเหลาน้ันไดสําเร็จ โดยยกอุปมาเปรียบเทียบกับเหตุการณตอนพระพุทธองคผจญมาร
และเสนามารใตต นพระศรีมหาโพธ์ใิ นคืนตรสั รแู ตเพียงลาํ พงั

แตเม่ือมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทรดูเหมือนพระสงฆไทยจะสับสนกับบทบาทของตนเอง
ยิ่งข้ึนวิกฤตการณเม่ือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖, ๕ ตุลาคม ๒๕๑๙ และ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕
พระสงฆไ มไ ดแสดงบทบาทของตนใหปรากฏเลย ทง้ั ๆ ทคี่ วามยุติธรรม เสรีภาพ อหิงสธรรม ก็เปน
สิ่งหน่ึงท่ีพระพุทธศาสนายกยองเชิดชูเสมอมา เรื่องบทบาทของพระสงฆกับการเมืองท่ีเลือน
หายไปท้ังหมดนี้ นาจะเปนผลพวงมาจากองคประกอบ ดงั นี้

(๑) ไมล ึกซึง้ ในพระธรรมวนิ ัย
(๒) ความไมเขา ใจธรรมชาติ
(๓) ถูกครอบงาํ ดว ยสื่อสารมวลชนและคานยิ มผดิ ๆ
(๔) ถูกหา มปรามดวยกฎระเบยี บคําสงั่ ตา งๆ
(๕) ขาดความม่ันใจในตัวเอง
ดังนั้น หากพระสงฆทําเพียงมุงม่ันสุขสงบ สั่งสอน อบรมศีลธรรมและจิตวิญญาณแก
บุคคลทั่วไปรวมท้ังนักการเมืองดวย แมจะพูดพาดพิงถึงหลักการและปญหาการเมืองบาง ก็ไม
นับวากาวลึกเขาไปในแวดวงการเมืองเลย และการเขาไปมีสวนลดความรุนแรงทางการเมือง เพื่อ
รักษาชีวิตเลือดเน้ือของบุคคลท่ัวไปในสถานการณแหงความขัดแยงทางการเมือง ก็เปนสิ่งท่ี
นา ยินดอี ยา งยงิ่ แตบ ทบาทของพระสงฆกรณีนี้จะตองมีขอมูลเพียงพอ มีการวิเคราะหสถานการณ
อยางแมนยาํ และตัดสินใจอยางทนั ทวงที ทนั สถานการณด ว ย
๒. การศึกษากบั ประชาธปิ ไตย
จากการที่ประเทศไทยเขาสูยุคปฏิรูปการศึกษา โดยกําหนดใหมีพระราชบัญญัติ
การศึกษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซ่ึงระบุใหกระบวนการเรียนรูตองมุงปลูกฝงจิตสํานึกที่ถูกตอง
เก่ียวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รูจัก
รักษาและสงเสริมสิทธิหนาที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และ ศักด์ิศรีของ
ความเปน มนษุ ย

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๗๑
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

จากประเด็นดังกลาวน้ี พระธรรมปฎกมีมุมมองที่ชี้ใหเห็นวา การปกครองระบอบ
ประชาธิปไตย จําเปนตอ งอาศยั การศกึ ษา เพอ่ื ทําใหคนมีคณุ ภาพเพราะคณุ ภาพของประชาธิปไตย
ข้นึ อยกู ับคุณภาพของประชาชน และ ในเวลาท่ีมองประชาธิปไตย ก็อยามองแคการปกครอง อยา
มองแควา นเี่ ราเปนประชาธปิ ไตยแลว ประชาชนไดข้ึนมาเปนผูปกครอง แลวก็หยุดแคนั้น โดยนึก
วา น่ีเราเกง เราไดเปนใหญแลว ส่ิงที่สําคัญก็คือ ตองมองวาเราปกครองเพื่ออะไร เราควรจะมอง
ไปใหถ งึ จุดหมายของการปกครอง

การปกครองนน้ั ก็คอื การท่ีมารวมกันจัดสรรสังคม เพ่ือสรางสรรคสังคมใหเจริญมั่นคง
มีสันตสิ ขุ และใหแ ตละคนมีโอกาสพัฒนาศกั ยภาพเพ่อื ใหช วี ิตเจรญิ งอกงาม บรรลุประโยชนสุขท่ีสูง
ประเสริฐและมารวมกันสรางสรรคส ังคมกนั ตอไปอีก นีแ่ หละเปนจุดหมายของการปกครอง

พระธรรมปฎกใหความสําคัญตอการศึกษาอยางยิ่ง โดยเนนวา การปกครองแบบ
ประชาธิปไตยนั้นจะตองอาศัยการศึกษา อยางนอยก็เปนการนําเอาการศึกษามาชวยเตรียมคนให
พรอม ท่ีจะเขาไปมีสวนรวมในกระบวนการปกครองของสังคมประชาธิปไตย นี่คือ สาระที่สําคัญ
ที่สุด คือ การเตรียมคนใหพรอมที่จะเขาไปมีสวนรวมในสังคมประชาธิปไตย หรือในกระบวนการ
ประชาธิปไตยท้ังหมด ถาไมเตรียมคนอยางน้ี กระบวนการประชาธิปไตยก็จะกลายเปน
กระบวนการที่ลมเหลว เพราะวาบุคคลที่เปนสวนรวมซึ่งเปนตัวขับเคล่ือนกระบวนนั้น ไมมี
คณุ ภาพ ไมม ีความพรอม

การศึกษาทําใหคนไดเขาถึงโอกาสในสังคมประชาธิปไตย เราบอกกันเสมอวา
ประชาธิปไตยจัดสรรสังคมใหเกิดมีโอกาสแกบุคคลแตละคนแลว แตคนท่ีไมมีการศึกษา ก็ไม
สามารถเขาถึงหรือใชโอกาสนั้น คือ ไมสามารถไดรับประโยชนจากสังคมประชาธิปไตย เชน ถา
บคุ คลใดไมร หู นงั สือ โอกาสท่ีมีอยูมากมายในสังคมประชาธิปไตย ก็ไมเปนประโยชนแกเขา ดังน้ัน
ในขน้ั ท่หี น่งึ นี้ พระธรรมปฎกจึงเห็นวา การศึกษาชวยใหคนเขาถึงโอกาสและสามารถไดประโยชน
จากสังคมประชาธิปไตยน้ัน ในข้ันตอไป เม่ือคนมีการศึกษาดี ก็สามารถนําศักยภาพของตนออก
มารวมสรางสรรคสังคม ดังน้ัน การศึกษาชวยใหคนสามารถใชโอกาสที่จะทําประโยชนแกสังคม
ประชาธิปไตย และในท่ีสุดเมื่อกลาวโดยรวมการศึกษาเขามาชวยใหการปกครองตามระบอบ
ประชาธิปไตยมีคุณภาพที่แทจริง และสัมฤทธิ์ผลตามวัตถุประสงคของประชาธิปไตย มิเชนน้ัน

๑๗๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

ประชาธิปไตยก็อาจจะเปนเพียงชื่อเปนเพียงแตระบบในอุดมคติท่ีไมสามารถบรรลุผลไดเลย จึง
กลาวในประเด็นน้ีไดว า ปจ จัยทจี่ ะใหสงั คมประชาธปิ ไตยบรรลผุ ลสําเร็จก็คือ การศึกษา
ในทางกลับกัน ประชาธิปไตยก็ใหโอกาสแกทุกคนที่จะเขาถึงการศึกษาอยางเสมอภาคดวย
หมายความวา เมอ่ื มีการปกครองแบบประชาธปิ ไตย ตวั ระบบของประชาธิปไตยก็เปดโอกาสใหกับ
คนท่ีจะเขาถึงการศึกษาได โดยนัยนี้ พระธรรมปฎกมองวา การสรางสรรคสังคมประชาธิปไตย ก็
คือการสรา งสรรคส ังคมที่เอ้ือตอการศึกษา หรือจะใชคําท่ีกําลังนิยมกันวา สรางสรรคสังคมใหเปน
สังคม แหงการเรียนรูเพราะที่แทจริงสังคมประชาธิปไตยกับสังคมแหงการเรียนรูก็คือ คนละดาน
ของเรื่องเดยี วกนั

จะเหน็ ไดว า พระธรรมปฎ กใหความสําคัญตอความสัมพันธระหวางสังคมประชาธิปไตย
และสามารถไดรับประโยชนจากสังคมประชาธิปไตย แลวก็ชวยใหประชาธิปไตยดําเนินไปดวยดีสู
จุดหมายของระบอบประชาธิปไตยดวยอาศัยการศึกษาน่ันเอง ในหลักการที่เปนอธิปไตย ในทาง
พระพุทธศาสนาน้นั พระพุทธองคไ ดท รงแสดงไว ๓ ประการดว ยกัน นนั่ กค็ อื

๑. อัตตาธปิ ไตย ถือตนเปน ใหญ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักด์ิศรี เกียรติภูมิของตนเปน
ใหญกระทําการดวยการปรารภตนและสิ่งที่เน่ืองดวยตนเปนประมาณ ในฝายกุศล ไดแก เวนชั่ว
ทาํ ดี ดว ยเคารพตน

๒. โลกาธิปไตย ถือโลกเปนใหญ คือ ถือความนิยมของชาวโลกเปนใหญ หว่ันไหวไป
ตามเสียงนินทาและสรรเสริญ กระทําดวยปรารถนาจะเอาใจผูนั้น หาความนิยม หรือหวั่นกลัว
เสยี งกลา ววา เปน ประมาณ ในฝา ยกศุ ล ไดแก เวนชว่ั ทาํ ดดี วยเคารพเสียงหมชู น

๓. ธรรมาธปิ ไตย ถือธรรมเปน ใหญ คือ ถอื หลักการความจริง ความถูกตอง ความดีงาม
และเหตุผลเปน ใหญ กระทาํ ดวยปรารภส่งิ ทไ่ี ดศ กึ ษา ตรวจสอบตามขอเทจ็ จรงิ และความเห็นที่รับ
ฟงอยางกวางขวาง แจงชัด และพิจารณาอยางดีท่ีสุด เต็มขีดแหงสติปญญา มองเห็นไดดวยความ
บริสุทธิ์ใจเปนไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงามเปนประมาณ อยางสามัญ ไดแก ทําการดวย
ความเคารพหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา เมื่อรูเชนน้ีแลว ถาตองการรับผิดชอบตอรัฐ
ประชาธปิ ไตย ใหถอื หลกั ขอ ๓ คือ ธรรมาธปิ ไตย

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๗๓
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

๖.๕ การมสี วนรวมของพระสงฆต อการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย

พระศรปี รยิ ัติโมลี (สมชัย กสุ ลจิตโต)๒๗ กลาววา พระสงฆก็คือสวนหน่ึงของสังคมไทย
คงจะถูกละเวน ไมพูดถึง หรือพระสงฆเองจะปฏิเสธความรับผิดชอบตอความเส่ือมดานความเจริญ
ของสังคมไมไ ด โดยเฉพาะปญหาความเสื่อมศีลธรรมของคนในสังคม โดยเนื้อหาสาระแลวบทบาท
การพัฒนาระบอบประชาธิปไตย หรือการเมืองของสังคมไทยคือการปรากฐานทางศีลธรรม ใหแก
การเมืองหรือนักการเมือง เพราะเปาหมายสูงสุดของการเมืองก็คือประโยชนของมหาชน ความ
บริสุทธ์ิยุติธรรม ความรักสามัคคี ความปรารถนาดีตอกันและความสุขสงบรมเย็นของมหาชน
ดังเชน เม่ือจะมีการเลือกต้ังท่ัวไปใกลเขามา ก็เร่ิมมีเสียงเรียกรอง ออกมาวา พระสงฆควรจะ
ออกมาช้ีถูกช้ีผิดใหสังคมไดรับทราบขอเท็จจริงเพ่ือใหประชาชนเลือกผูแทนที่ดีมีคุณธรรมเขาสู
สภา เพื่อมาบรหิ ารบานเมอื ง

บางทานบอกวา สถาบันสงฆเปนที่ตั้งแหงศรัทธา ถาทานออกมาปรามการซื้อเสียงบาง
การเลือกตั้งครั้งนี้คงจะบริสุทธิ์ยุติธรรมยิ่งข้ึน เสียงเรียกรองน้ีดูเหมือนจะดังขึ้นเร่ือยๆ และดู
เหมือนจะขัดกับขอเท็จจริงของการเลือกต้ังหลายๆ คร้ังที่ผานมา ซ่ึงรัฐบาลกันพระสงฆออกจาก
การเลือกตั้งเต็มท่ีแมนักการเมืองจะเขาไปปราศรัยหาเสียงหรือรวมงานบุญในวัดยังถูกหาม อีก
ประการหน่ึงก็ดูจะไมลงรอยกับประเพณีเกาๆ ของเราท่ีวา พระสงฆไทยจะยุงเกี่ยวกับการเมือง
มไิ ด ดวยเกรงจะสรา งความเปน ฝกเปน ฝายข้ึน ในสว นสถาบนั ของพระศาสนามองวา การเมืองเปน
เรือ่ งสกปรกเลอะเทอะผา กาสาวพัสตรท่ีผดุ ผองจึงมคิ วรจะเขา ใกลใ หเ กิดความเศราหมองไมผ อ งใส
มขี อพิจารณาวา พระสงฆเองควรจะมีบทบาทหรือวางตัวอยางไร และควรจะชวยบานเมืองหรือไม
ในเรื่องการรักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง ถาพระสงฆจะชวย ก็ควรมีการจํากัด
บทบาทของตนเอง แคไ หนอยา งไรจงึ จะงาม ไมเ สยี ทง้ั ทางโลกและทางธรรม

มีขอควรคาํ นงึ สําหรับพระสงฆเพอื่ นํามาพิจารณา ๒ ประการ คอื
๑. การเมอื งเปนเรอื่ งสกปรกจริงหรอื
จากประเด็นหัวขอที่กลาวขางตนวาการเมืองเปนเร่ืองสกปรกจริงหรือ คงตอบแบบ
แยกแยะ(วิภัชวาที) ไมใชการเมืองสกปรกโดยเฉพาะระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มี

๒๗ พระศรปี รยิ ัตโิ มล(ี สมชยั กุสลจติ โฺ ต),การเมือง(มิใช)เรื่องของสงฆ,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
เรือนแกวการพิมพ, ๒๕๔๓),หนา ๘๗-๙๑.

๑๗๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข แมจะมิใชระบบที่ดีที่สุด แตก็เปนระบอบที่เลวนอยท่ีสุดเทาที่
สติปญญาของมนุษยในยุคสมัยปจจุบันจะคิดสรางสรรคได มีนักปราชญท่ีเปนตนคิดแนวระบอบ
ประชาธิปไตย นั่นคือ จอหน ล็อค๒๘กลาววา การเมืองระบบนี้แหละที่จะมีสวนในการพัฒนาตอๆ
ไป เพ่ือใหคนเปนคนดี คิดข้ึนดวยกรุณาจิต คิดจะชวยเหลือผูออนแอดอยโอกาส และสรางความ
เปน ธรรมขึ้นในสงั คมมนษุ ย

ทีจ่ ริงการเมอื งจะมปี ญ หาหรอื วิกฤตก็ข้ึนอยูกับบุคคลผูเขาไปเกี่ยวของ โดยเฉพาะผูเขา
ไปแสวงหาอํานาจและผลประโยชนสวนตนจากการเมือง ซ่ึงสมมติเรียกวา นักการเมือง
(Politicians) นักการเมืองผูมีจิตใจไมบริสุทธิ์ประพฤติทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง ท่ีมาในแบบเปดเผย
คนเหลานี้เทากับวา มีพื้นฐานทางจิตใจที่สกปรกอยูแลว สกปรกดวยความโลภ โกรธ หลง บา
อํานาจ ขาดเมตตาและขาดความบริสุทธิ์ใจ เม่ือเขาไดรับเลือกเขาไปในสภาก็จะไปทําการเมืองท่ี
บริสุทธิ์หมดจดดจุ ผาขาวใหแ ปดเปอ น สกปรก นาขยะแขยงไปดวย

จากเน้ือหาท่ีกลาวมานั้นคลายเร่ืองศาสนาที่วาโดยเน้ือแท คือ ตัวสารธรรมของศาสนา
เปนสจั จะอยูเ หนือกาลเวลา คงทน ถกู ตอง เปนอมตะ ไมเ สอื่ มสูญ แตถ าศาสนาเสื่อมหรือมัวหมอง
เลอะเทอะวิปริตไป ก็เพราะบุคคลที่ปฏิญาณวานับถือศาสนานั้น เอาความสกปรกของตัวเองไป
ปายสีเทความ เลอะเทอะลงในศาสนา

๒. พระสงฆอ ยูเ หนือการเมอื งไดจรงิ หรอื
ปญหานม้ี ญี ตั ตทิ ่แี ยงกนั อยู ๒ ขอ คอื
๑) มนุษยเ ปน สตั วก ารเมอื ง
๒) สงั คมสงฆอยเู หนอื การเมอื ง
เม่ือเรามารวมกันอยูเปนหมูคณะ สังคม ประเทศชาติ จําตองมีหัวหนามาคุมครอง
ปองกันระงับคดีพิพาทและแบงปนทรัพยากรท่ีจําเปนแกการดํารงชีพ ซ่ึงพัฒนามาเปนพระราชา
หรอื คณะรฐั บาลเมอ่ื มฝี า ยปกครองกต็ อ งมฝี า ยถกู ปกครอง ซง่ึ รวมอยูในระบอบการเมืองอยางหลีก
ไมพน จากขอเท็จจริงน้ีพระสงฆก็คงอยูในขอบขายของการเมือง มิไดอยูนอกเหนือการเมืองเลย
เหตุการณในประวัติศาสตรไทยขณะพระพนรัตน (บางทีก็เรียกวา สมเด็จพระพนรัตน) วัดปาแกว

๒๘ สุรพล สุยะพรหม และคณะ, ปรัชญาการเมือง, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, ๒๕๔๗),หนา ๑๑๕.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๗๕
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ไปถวายพระพรสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใหงดโทษประหารชีวิตแกแมทัพนายกองท่ีประมาท
เลินเลอ ปลอยใหพระองคตองทาชนชางกับพระมหาอุปราช เดชะบุญท่ีทรงชนะได ไมเชนน้ัน
ประเทศชาติตองยอยยับเปนแนแทเมื่ออยุธยาใกลแตกเรามีพระมหานาคคอยฝกฝนคนหนุมเพื่อ
คอยรักษาพระนคร

เรื่องเหลานี้ลวนแตบอกวา พระภิกษุสงฆไทยในอดีตนั้น ไดเกี่ยวของกับการเมืองการ
ปกครองทั้งทางตรงและทางออมโดยตลอด เมื่อมองไปรอบๆ ประเทศเพ่ือนบานเราที่นับถือ
พระพุทธศาสนาพระภิกษุสงฆก็ลวนแตเขาไปเก่ียวของกับการเมือง ดูจะมากกวาพระสงฆไทย
ทง้ั ส้นิ ยกตัวอยางเชนในศรีลังกา พระสงฆเปนสมาชิกพรรคการเมือง และออกเสียงเลือกต้ังได ใน
พมาพระสงฆนําชาวบานตอสูกับอังกฤษ และปจจุบันก็ตอสูกับอํานาจเผด็จการทหาร เปนตน
พระสงฆไ ทยเรากถ็ กู นาํ ไปสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในอดีต เชน ตอตานลัทธิคอมมิวนิสต แม
ปจจุบันก็นําไปอบรมใหชวยพัฒนาอนุรักษศิลปวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติโดยไม
สนบั สนนุ ที่เกย่ี วขอ งกบั การเมือง

หากกลา ววา พระตองไมยงุ เก่ยี วกบั การเมือง หรือไมควรเกี่ยวของกับการเมืองดูเหมือน
ไมตรงกับขอเท็จจริงนักเขาทํานองวา “เกลียดตัวกินไขเกลียดปลาไหลกินน้ําแกง” นับวาเปนการ
ลังเลไมแนใจของสังคมไทยหรือไม ปญหาน้ีก็คลายกับปญหาโสเภณี ซึ่งคางคามานาน โดยเฉพาะ
ชาวบานท่ัวไปไมคอยรูเร่ืองพระสงฆ จึงไมมีขอมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจเวลามีปญหาเก่ียวกับ
พระสงฆ เมื่อยอนอดีตไปเราเห็นจะตองยอมรับกันในตอนหนึ่งวา ในการเลือกต้ังแตละคร้ัง
พระสงฆ ไดมีสวนรวมสนับสนุนนักการเมืองท่ีตนช่ืนชมเสมอมา ตัวอยางเชน คุณดุสิต โสภิตชา
ไดรับเลือกต้ังเปน ส.ส.อุบลราชธานีมาหลายสมัยติดตอกันก็เพราะคุณดุสิตเปนขวัญใจของพระ
สงั ฆาธิการในจงั หวดั หรอื อาจจะมีอีกหลายคนที่เปนท่ีช่ืนชมของพระสงฆ การกลาวเชนน้ีคงไมนา
เกลียด เพราะเปนเสรีภาพที่พระสงฆนาจะมีอยูบางพระสงฆ ก็คือ สมาชิกของสังคมหนวยหน่ึง
ยอมจะตองมีสวนรับผิดชอบตอปญหาของบานเมืองเมื่อบานเมืองประสบภาวะวิกฤตทุกขยาก
ตางๆ ยอมสงผลกระทบตอพระสงฆดวย ถาประเทศชาติไมม่ันคง การศึกษาปฏิบัติธรรมก็คง
เกิดขึ้นไดยาก ในปจจุบันแมพระสงฆจะพยายามหลีกหนีการเมืองก็หนีไมพนทั้งทางตรงและ
ทางออม ทงั้ นเ้ี พราะ นกั การเมือง นักปกครองไดเขาไปใชสถาบันสงฆเปนเคร่ืองมือในการปกครอง

๑๗๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย

หาเสียงสนับสนุนหรือแมแตหาความชอบธรรมในการปกครองของตนแมพระสงฆจะไมเลน
การเมือง แตก ารเมอื งกเ็ ขาไปเลนงานพระสงฆฝายเดียวตลอดมา

ปญ หาการเมอื งกับศีลธรรม
หากมองจากสายตาของนักการศาสนาแลว ปญหาทุกประเภทท่ีเกิดการคุกคามมวล
มนษุ ยชาตอิ ยูใ นขณะน้ี ไมว าจะเปนเร่ืองส่ิงแวดลอม เศรษฐกิจและการเมือง ลวนมีมูลฐานมาจาก
ความไมม ศี ีลธรรมท้ังส้นิ การเกดิ วกิ ฤตการณในเหตกุ ารณต างๆ ของประเทศไทยท่ีผานๆ มาหลาย
คร้ังหลายเหตุการณ ทีเ่ กิดเหตุการณทางการเมือง แทจริงแลว ผูนําทางการเมืองและทางทหารไม
มีศีลธรรม ไมมีศาสนา ตัวอยางเชน ความรุนแรงท่ีอุบัติขึ้นบนถนนราชดําเนิน เมื่อสืบหาสาเหตุ
แทจริงแลวจะเห็นวาเกิดขึ้นจากความโลภ มักมากอยากใหญใครจะมีอํานาจอยากเปนรัฐมนตรี
เปนรฐั บาล เพราะหมกมนุ ดว ยเรือ่ งกาม กนิ และเกียรติยศ
ทานพุทธทาสภิกขุยืนยันวา๒๙ “ประชาธิปไตยตองมีศีลธรรมเปนรากฐาน” นั่น
หมายความวานักการเมืองนักปกครองจะตองเปนคนดีมีศีลธรรม มีศาสนาประจําใจ มีเมตตา
กรุณา รกั ใครปรารถนาดตี อ ผูอืน่ พรอ มจะเสยี สละ ละวางประโยชนสว นตนเพื่อประโยชนสวนรวม
ทานมหาตมะ คานธี๓๐ บอกวา “การเมืองไมใชหลักธรรมก็เลวทราม” (Politics without
principles) ดงั นน้ั ทานจึงพยายามนาํ หลักธรรมและศาสนาเขา ไปชาํ ระความโสโครกของการเมือง
ในอินเดียสมัยน้ันคือ พยายามทําใหนักการเมืองเปนคนดีมีหลักการ มีศีลธรรม ซ่ือสัตย สุจริต
เสยี สละ และเปนสภุ าพบุรษุ ดวย มฉิ ะน้นั การพัฒนาการเมืองก็คงเกดิ ขึน้ ไมไ ด
จะเห็นวา พระสงฆก็คือ สวนหนึ่งของสังคมไทยคงจะถูกละเวนไมพูดถึง หรือพระสงฆ
เองจะปฏิเสธความรับผิดชอบตอความเส่ือมความเจริญของสังคมไมได โดยเฉพาะปญหาความ
เส่ือมศีลธรรมของคนในสังคม โดยเน้ือหาสาระแลว บทบาทการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยหรือ
การเมอื งของสังคมกค็ อื การปรากฐานทางศลี ธรรม ใหแ กก ารเมอื งหรอื นักการเมืองเพราะเปาหมาย
สูงสุดของการเมือง ก็คือ ประโยชนของมหาชน ความบริสุทธิ์ยุติธรรม ความรักสามัคคี การ
ปรารถนาดีตอกัน และความสุขสงบรมเย็นของมหาชน ดังน้ัน ถาพระสงฆจะเขาไปเก่ียวของกับ
การเมืองในลกั ษณะน้ี กค็ งไมนาเกลยี ดชาวพทุ ธท่ัวไปคงรับได เพราะไมม อี ะไรนอกพระธรรมวินัย

๒๙ สุรพล สยุ ะพรหม และคณะ,ปรัชญาการเมอื ง,หนา ๒๔๖
๓๐ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา ๒๒๖

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๗๗
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๖.๖ บทสรุป
บทบาทพระสงฆใ นการพัฒนาการเมืองดานตางๆ ถึงเวลาแลวที่พระสงฆและวัดจะตอง

แสดงบทบาทของตนใหมากข้ึน ศีลธรรมจะตองกลับมาเปนรากฐานเปนแกนของการเมืองกอนที่
ประเทศชาติสังคมไทยจะเสื่อมเสียไปมากกวาน้ีจากมุมมองที่แตกตางกันของศาสนา ซึ่งเบ้ืองหลัง
ความเปน มาและลักษณะของการเนน ซึ่งตางกันนั้น มีสวนทําใหสังคมพุทธแบบไทยๆ พลอยสับสน
กับบทบาทของวัดและพระสงฆ ในการเขาไปเก่ียวของกับการเมือง เมื่อสังคมไทยยังมีปญหา
การเมืองยังขาดเสถียรภาพเชนนี้ ผลเสียก็ตองเกิดแกทุกสวนของสังคมไทย รวมท้ังวัดวาอาราม
และพระสงฆด วย เหตผุ ลคือ เมื่อพระสงฆ ซ่ึงเปนตัวแทนของวัดและสถาบันสงฆ และมีสภาพเปน
ผูนําทางศีลธรรม จิตวิญญาณ ความยุติธรรม และความชอบธรรมของสังคม การพัฒนาระบอบ
การเมืองการปกครองของไทย จึงนาจะมาลองพิจารณาดูขอบขาย หนาที่บทบาทและปทัฏฐาน
หลกั การซ่งึ ถูกตอ งเหมาะสมของพระศาสนาและวัดดูบาง เพื่อเปนแนวทางปฏิบัติของพระสงฆเอง
และแนวทางรวมมอื กนั ระหวางหนวยงานที่เกี่ยวของ เพ่ือหาทางออกท่ีถูกตอง ถาพระสงฆหรือวัด
ไขวเ ขวในประเด็นนี้ ก็เทากับไมเขาใจหลักการของพระศาสนา ขาดความรับผิดชอบตอสังคมหรือ
ลึกๆ แลว ก็มิไดทําหนาท่ีของพระสงฆที่ดี เพราะมิไดตอบแทนขาวนํ้าของชาวพุทธฝาย ฆราวาส
หากพิจารณาเรอ่ื งการเมอื ง เราจะทราบวา การเมืองนัน้ อาจแบง ไดเปน ๒ ลักษณะใหญๆ คอื

๑) การเมือง คือ การแสวงหาอํานาจ (Party politics) ซึ่งเก่ียวของกับขบวนการให
ไดมาซ่ึงอํานาจ เชน รวมกันเปนพรรคการเมือง การเปนสมาชิกพรรคการเมือง การสมัครรับ
เลือกต้ัง การออกเสียงลงคะแนนเลือกต้ัง การออกกฎหมาย รัฐสภา) และการบริหาร การจัดตั้ง
รฐั บาลบริหาร ประเทศ

๒) การเมือง เปนเรื่องของทุกคน (People politics) เปนเรื่องของสิทธิเสรีภาพ หนาท่ี
ความเสมอภาค ความยุติธรรม ความชอบธรรม ความชอบธรรมของทุกคนในแผนดิน ไมวาผูหญิง
ผูชาย ผูใหญ เด็ก สถาบนั องคก รตางๆ ฆราวาสหรือนักบวช

การเมืองประเภทที่ ๒ นี้ สอดคลองกับหลักการของพระพุทธศาสนาและศาสนาอ่ืนๆ
ดวยหรือเปนอันเดียวกันกับหลักการของศาสนาตางๆ นั่นยอมหมายความวา การสนับสนุน
การเมืองประเภทท่ี ๒ น้ี ก็คือ การสอนสงเสริมหลักการของพระศาสนานั่นเอง พระสงฆที่เขาไป
เกีย่ วของดว ย

บทที่ ๗

บทบาทของพระสงฆไ ทยกับการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย

๗.๑ บทนาํ

การมีสวนรวมทางการเมือง ถือวาเปนบทบาทสําคัญประการหนึ่งของระบอบการเมือง
สมัยใหม ท้ังน้ี เนื่องจากประชาชนมักมีความตื่นตัวหรือสนใจในทางการเมืองสูงกวาในระบบจารีต
ประเพณี เนื่องจากทฤษฎีประชาธิปไตยไดแสดงกรรมวิธีท่ีกําหนดจุดมุงหมายและวิธีการเลือกซึ่ง
สัมพันธตอสังคมทุกประการ จุดมุงหมายของสังคมท่ีต้ังไวคือ เพื่อแจกจายแบงปนผลประโยชนใน
สงั คมใหเขากบั ความจําเปน และความตองการของประชาชน การเขามีสวนรวมน้ันจะเห็นไดวา ไมได
กระทําตอจุดหมายของสังคมใด แตกระทําตอเทคนิคท่ีต้ังจุดมุงหมาย นอกจากน้ี การเขามีสวนรวม
ยังเปนส่ือความตองการและความปรารถนาของพลเมืองท่ีมีตอรัฐบาล รวมท้ังประโยชนโดยตรงอ่ืนๆ
อีกดว ย ดวยเหตนุ ี้ คนจึงเรยี นรูความรบั ผิดชอบตอ การมสี ว นรว ม และถาขาดความสามารถในการเขา
มีสว นรวม สามารถสอ ใหเห็นถึง การขาดความเปนสมาชิกอยางเต็มตัวภายในระบบน้ันๆ ดังน้ัน สิทธิ
ที่จะเขารวมทางการเมืองจําเปน และเปนปจจัยสําคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และไม
สามารถแยกสทิ ธิน้จี ากคณุ สมบัตอิ น่ื ๆ ของระบอบประชาธิปไตยได การเขามีสวนรวมในกิจกรรมของ
รัฐบาลหรือการเมืองจะสงเสริมความม่ันคงและความสงบเรียบรอยใหทุกๆ คนมีโอกาสแสดงความ
สนใจ และรกั ษา ผลประโยชนสาํ หรบั คนสว นใหญ

การท่ีบุคคลหรือกลุมบุคคล พยายามที่จะทําใหเปาหมายประสบความสําเร็จแตการ
กระทําของเขาอาจไมใชการกระทําทางการเมือง เพราะอาจเห็นวาวิธีท่ีไมเปนการเมือง นาจะ
ไดผ ลดกี วาวธิ กี ารทางการเมืองแลว เขาก็จะทุมเทใหกับวิธีการท่ีไมเปนการเมือง แตเปาหมายบาง
ประการจําเปนตองใชวิธีทางการเมืองเทานั้นจึงจะบรรลุผลได ดังน้ัน เมื่อมีปญหาที่เกี่ยวของกับ
การเมืองขึน้ พวกนีจ้ าํ เปนตองเขาไปมสี วนรวมโดยไมอ าจหลีกเล่ยี งได

การมีสวนรวมทางการเมืองของพระสงฆมีขอจํากัดดวยคําสั่งของมหาเถรสมาคม เรื่อง
หามพระภกิ ษุสามเณรเก่ียวของกับการเมือง ซึ่งมีคําสั่งใหพระสังฆาธิการต้ังแตชั้นเจาอาวาสข้ึนไป
ช้ีแจงแนะนาํ ผูอยใู นปกครองของตนใหปฏิบัติตามและกวดขันอยาใหมีการฝาฝนละเมิด แตในทาง

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๗๙
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ปฏิบัติแลวพระสงฆยังคงมีบทบาทสําคัญและมีสวนรวมในทางการเมืองโดยทางออม ดังจะเห็นได
วา หลายโอกาสที่สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติหรือหนวยงานภาครับเองไดขอความรวมมือ
ผานมาทางวัดตางๆใหพระสงฆชวยกระจายขาวทําความเขาใจและใหความรูแกประชาชนอีกทาง
หน่ึง รวมถึงการใหผูสมัครรับเลือกต้ังไดเขามาใชสถานที่ภายในบริเวณวัดเพ่ือทําการแนะนํา
ผูสมัครรับเลือกตั้ง และการใชสถานที่ภายในบริเวณวัดเปนคูหาสําหรับกากบาทเลือกต้ัง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร การใหพระสงฆชวยกระจายขาวทําความเขาใจและใหความรูแก
ประชาชนอีกทางหนงึ่ การเทศนาในโอกาสตา งๆ นอกเหนอื จากการอบรมส่ังสอนในดานพระธรรม
แลว พระสงฆยังมีสวนในการสนับสนุนนโยบายของรัฐท้ังในระดับชาติและระดับทองถ่ินโดยการ
สอดแทรกใหขอมลู แกป ระชาชนในสาระสาํ คัญของนโยบายนั้น เชน การเทศนาในเรื่องการรณรงค
ตอ ตานยาเสพติด การรณรงคการอนรุ ักษป ระเพณีวัฒนธรรม๑ เปนตน

๗.๒ ความหมายและความสาํ คญั ของระบอบประชาธปิ ไตย

๗.๒.๑ ความหมายของระบอบประชาธิปไตย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๒๕ ใหความหมายประชาธิปไตย
วาเปนแบบการปกครองทถ่ี ือมติปวงชนเปน ใหญ๒ สว นคาํ วาระบอบหมายถึงแบบอยาง ธรรมเนียม

ระเบียบการปกครอง ดังนั้น คําวาระบอบประชาธิปไตย จึงหมายความวา แบบอยางหรือธรรม

เนยี มการปกครองทีถ่ ือมตปิ วงชนเปนใหญ
“ประชาธิปไตย” ตรงกับคําในภาษาอังกฤษวา Democracy ซึ่งมาจากศัพทภาษากรี

กวา Demos หมายถึง ประชาชน กับ Kratien หมายถึง การปกครอง ดังนั้น ประชาธิปไตย หรือ

democracy จึงหมายถึง การปกครองโดยประชาชน โดยอํานาจสูดสุดในการปกครองจะมาจาก
ประชาชน และรัฐบาลจะคงอยูในอํานาจตอไปไดเมื่อวาระสิ้นสุดลง ก็ตอเม่ือประชาชนผูเลือกตั้ง

เห็นวา รัฐบาลสามารถสนองตอบตอเจตนารมณข องประชาชนไดอยา งมีประสทิ ธิภาพเทานั้น

๑ วิรัช ถิรพันธเมธี, คูมือพระสังฆาธิการ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ ดวงแกว, ๒๕๔๖), หนา

๒๙๑.
๒ สํานักราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕, (กรุงเทพมหานคร :

อกั ษรเจริญทัศน, ๒๕๒๕), หนา ๕๐๒-๕๐๓.

๑๘๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกบั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ความหมายคําวา ประชาธิปไตย ตรงกับคําในภาษาอังกฤษวา Democracy ซึ่งมาจากคําภาษากรี
กวา Democratia ซ่ึงประกอบดวยคํา ๒ คํา คือ Demos กับ krateinคําวา Demos หมายถึง
ประชาชน และ Krateinหมายถึง การปกครอง ฉะน้ัน ประชาธิปไตย (Demoskratia) จึงหมายถึง
ประชาชนปกครอง หรือการปกครองโดยประชาชน มผี ูน ิยามความหมายของระบอบประชาธิปไตย
ไวดังตอไปน้ี พจนานุกรม ฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ใหความหมายไววา ระบอบการ
ปกครองทถ่ี อื มตปิ วงชนเปนใหญ, การถือเสียงขา งมากเปนใหญ๓

พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตโต) ไดกลาวถึง ประชาธิปไตยไววา เม่ือพูดถึง
ประชาธิปไตยถากลาวถึงความหมาย มีวิธีพูดงายๆ อยางหนึ่ง คือ ยกเอาวาทะของประธานาธิบดี
ลินคอลนมาอางเพราะคนชอบและรูจักกันมากคือวาทะท่ีวาประชาธิปไตย คือ การปกครองของ
ประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน วาทะนี้คนจําไดแมน เวลาพูดกันคนมักมองความหมาย
ในแงของความรูสึกต่ืนเตนวาตนเองจะได เชน จะไดสิทธ์ิ ไดอํานาจ หรือไดความเปนใหญในการที่
จะปกครอง๔ จากวาทะของลินคอลนนั้น พระพรหมคุณาภรณ มีความเห็นเพ่ิมเติมวา ท่ีวา
ประชาธิปไตยเปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพ่ือประชาชนนั้น เปนการเตือน
ใหรูสึกดวยวา คุณภาพของการปกครองยอมขึ้นตอคุณภาพของผูปกครองเปนสําคัญ ดวยวาใน
สมัยกอนการปกครองอยูในกํามือของผูปกครองโดยตรง คุณภาพประชาธิปไตยก็วัดไดจาก
ผูปกครองน่ันเอง แตสมัยน้ีในเม่ือประชาชนมาเปนผูปกครองบานเมืองจะเปนอยางไร
ประชาธิปไตยจะมีคุณภาพแคไหน จงึ ขน้ึ อยูท่ีคุณภาพของประชาชนเปน สําคัญ๕

อน่ึง ความหมายของประชาธิปไตย เมื่อมุงเนนการเขามีสวนรวมหรือเสียงของ
ประชาชนนัน้ ในเมือ่ ระบอบประชาธิปไตยใหความสําคัญกับประชาชนในฐานะทเี่ ปน เจาของอํานาจ
อธปิ ไตย ใชอํานาจนผ่ี านทางองคก รทางการเมืองตางๆ เพื่อประโยชนสุขของตนเอง บาทบาทของ
ประชาชนในทางการเมอื ง จงึ มคี วามสาํ คญั มากในระบอบนี้ จนมีผกู ลาววา ประชาธิปไตยนั้นถือวา

๓ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : นานมีบคุ ส

พับลเิ คชั่น, ๒๕๔๖), หนา ๖๕๖.
๔ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยตุ โต), กระบวนการเรียนรูเพ่ือพัฒนาคนไปสูประชาธิปไตย, พิมพคร้ังท่ี

๔, หนา ๔.
๕ เรอื่ งเดยี วกัน, หนา ๕.

พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๘๑
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

ประชาชน คือ เสียงสวรรคเปนระบอบท่ีเปดโอกาสใหประชาชนรวมดําเนินการเพื่อสรางสรรค
สังคมของตนเอง กิจกรรมการเขารวมทางการเมืองของประชาชน อาจเปนทางออมโดยผาน
กระบวนการเลอื กต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาไปทําหนาท่ีแทน หรืออาจเปนทางตรง เชน การ
ประทวง การรอ งเรยี น ในรูปแบบตางๆ เพอื่ ใหรัฐบาลรับทราบถงึ ปญหา เปน ตน

๗.๒.๒ ความสําคญั ของระบอบประชาธิปไตย
ความสําคัญของระบอบประชาธิปไตยการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีคุณคา ๒
ประการ คอื
๑) ความสําคัญตอบุคคล ระบอบนี้ใหคุณคาแกบุคคล โดยมองวาบุคคลมีเสรีภาพและ
เทาเทียมในศักด์ิศรีและความเปนคน การที่คนจะมีเสรีภาพไดอยางแทจริง หมายความวา คน
จะตองไมตกอยูภายใตการควบคุมของผูอ่ืน เพราะประชาธิปไตยเปนรูปแบบของการปกครองที่
ยึดถือวาอํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน และประชาชนเปนผูปกครองเอง การท่ีประชาชนจะ
ปกครองตนเองไดจะตองมีเสรีภาพอยางแทจริง ประชาธิปไตยยอมรับในคุณคาของบุคคล โดยให
เสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพในการพูด เขียนและวิพากษวิจารณดวย เสรีภาพในทาง
การเมอื ง ไดแก เสรีภาพในการเลือกผูแทนเพ่ือที่จะไปทําหนาที่หรือแสดงเจตนารมณแทนปวงชน
และมคี วามเทาเทยี มกนั คอื ประชาชนแตล ะคนตา งมคี ะแนนเสียง ๑ เสียงไมวาจะเปนเศรษฐีหรือ
ยาจก สว นเสรภี าพในการพดู เชน วพิ ากษว ิจารณน้ันเปน สิ่งควบคูกับเสรีภาพทางการเมือง คือ ถา
รฐั บาลใหเ สรีภาพแกป ระชาชนในการเลอื กตั้ง แตไมใหประชาชนพูด เขียนหรือวิพากษวิจารณโดย
เสรีแลว ประชาชนก็จะไมมีโอกาสไดแสดงออกใหรัฐบาลหรือรัฐสภาไดทราบความตองการของ
ประชาชน เม่ือเปนเชนนี้ประชาธิปไตยจะไรความหมาย เสรีภาพในการพูด การเขียนและการ
วิพากษวิจารณนี้ หมายรวมถึง การท่ีรัฐเปดชองทางใหประชาชนไดแสดงออกซ่ึงความคิดเห็นใน
ดา นตางๆ ตอ นโยบาย ตลอดจนการดําเนินงานของรัฐอีกดวย เปนตัวควบคุมหรือตัวกระตุนอยาง
หน่งึ ท่ีจะทาํ ใหก ารดําเนนิ งานไดทําไปเพอ่ื ผลประโยชนของสวนรวมจริงๆ มากกวาที่จะกระทําเพื่อ
ผลประโยชนคนบางคนบางกลมุ
๒) ความสําคัญตอสังคม สังคมประชาธิปไตยนั้น เปนสังคมท่ีเชื่อมั่นในศักด์ิศรีของ
เพือ่ นมนุษยมีความไววางใจซึ่งกันและกัน ประชาชนเปนผูมีเหตุผล รูจักคิดอยางมีวิจารณญาณ มี
ความเตม็ ใจท่ีจะประนีประนอมผอนปรนใหกันและกัน มีน้ําใจเปนนักกีฬา และพรอมท่ีจะยอมรับ

๑๘๒ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

การเปล่ียนแปลงเสมอ สังคมที่ประกอบไปดวยบุคคลที่มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย จึงไดช่ือวา
เปน สงั คมท่ีมีคุณคาเปนสังคมทีม่ นี า อยูอาศัย

๗.๓ รูปแบบของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย

ในประเทศประชาธิปไตยนั้น ไมไดมีรูปแบบการปกครองเหมือนๆ กันท้ังหมด
นักวิชาการไดพยายามเสนอหลักเกณฑตางๆ ท่ีอาจใชแบงรูปแบบการปกครองของประเทศ
ประชาธิปไตยมากมายดวยกัน รูปแบบการปกครองของประเทศประชาธิปไตยแบงรูปแบบ
ประชาธิปไตยได ๒ ลักษณะ คือ

๑) มพี ระมหากษตั ริยเ ปน ประมขุ พระมหากษตั รยิ จะทรงใชอํานาจอธิปไตย ซึ่งเปนของ
ปวงชน โดยใชอ งคก รแยกกันเปน ๓ ทาง คือ ทรงใชอํานาจนิติบัญญัติโดยผานทางรัฐสภา อํานาจ
บริหารโดยผานทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการโดยผานทางศาล สวนองคพระมหากษัตริย
จะทรงเปนกลางในทางการเมอื ง เชน ไทย องั กฤษ เปน ตน

๒) มีประธานาธิบดีเปนประมุข ผูดํารงตําแหนงประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของ
ประชาชน ทําหนาท่ีเปนประมุขของรัฐเพียงหนาที่เดียว เชน สิงคโปร อินเดีย ฯลฯ และบางประเทศ
ประธานาธบิ ดีทาํ หนาท่ีเปนประมุขของฝา ยบรหิ ารดวย เชน สหรัฐอเมริกา อนิ โดนีเซีย ฯลฯ

๗.๓.๑ รูปแบบการปกครองของประเทศประชาธิปไตยการแยกอํานาจ แบงออกเปน
๓ ลักษณะ คอื ๖

๑) แบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไดแก การมีเฉพาะผูแทนราษฎร
เพียงสภาเดียวหรืออาจมี ๒ สภาก็ได มีทั้งสภาผูแทนราษฎร ซ่ึงตัวแทนหรือสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรที่ประชาชนเปนผูลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซ่ึงมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาซึ่งเปนสภา
ของผูทรงคุณวุฒิสวนมากสมาชิกไดมาจากการแตงตั้ง แตสมาชิกวุฒิสภาในบางประเทศก็มาจาก
การเลือกต้ัง ชื่อสภาอาจเรียกตางกันได เชน ในอังกฤษเรียกสภาผูแทนราษฎรวา สภาลางและ
วุฒิสภาวา สภาสูงหรือสภาขุนนาง แตโดยหลักการสภาทั้งสองตองประชุมรวมกัน รวมกันเปน
รฐั สภา ผใู ชอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร คือ มีอํานาจในการออกกฎหมายเพ่ือใชปกครอง

๖ เกรียงศักด์ิ ราชโคตร,การเมืองการปกครองของไทย, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพดวงแกว,
๒๕๕๒), หนา ๖.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๘๓
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ประเทศ และมีอํานาจบริหารในการใหความเห็นชอบหรือจัดตั้งรัฐบาล และควบคุมการบริหาร
ของรัฐบาลดวย คือ รัฐบาลบริหารดวยความไววางใจของรัฐสภาในทางปฏิบัติถือกันเปน
หลกั เกณฑว า สมาชกิ สภากลมุ หรอื พรรคการเมอื งทม่ี ีเสยี งขางมากสนับสนุนจะไดสิทธิในการจัดต้ัง
รัฐบาล เพ่ือทําหนาที่บริหารบานเมือง แตรัฐบาลจะตองอยูในความควบคุมของสมาชิกรัฐสภา
ลักษณะดังกลาวน้ี รัฐสภาและรัฐบาลตางทําหนาท่ีของตน แตรัฐสภา ควบคุมรัฐบาลดวย
กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ และอาจลงมติไมไววางใจเพื่อใหรัฐบาลลาออกไดสวนรัฐบาลก็อาจ
ยบุ สภาได ทาํ ใหเ กดิ ความสมดุลแหง อาํ นาจ

๒) แบบประธานาธิบดี ระบอบประชาธปิ ไตยแบบประธานาธบิ ดีมีลักษณะคลายคลึงกับ
แบบรัฐสภา การมีรัฐสภาเหมือนกัน แตมีลักษณะที่แตกตางกัน คือ การมีประธานาธิบดีเปนผูใช
อาํ นาจบริหารโดยประธานาธิบดีมีสิทธิและหนาที่ในการจะแตงตั้งคณะรัฐมนตรีข้ึนมาชุดหนึ่งเพ่ือ
บริหารประเทศและรับผิดชอบรวมกัน สวนอํานาจนิติบัญญัติน้ันก็ยังคงตกอยูท่ีรัฐสภา การ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีนี้ ทั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรตางก็ไดรับเลือกจากประชาชนท้ังสองฝาย จึงตองรับผิดชอบโดยตรงตอประชาชน สวน
อํานาจตลุ าการยังคงเปนอสิ ระ ฉะน้นั อาํ นาจ นติ บิ ญั ญตั ิ อาํ นาจบริหาร และอํานาจตุลาการ ตางก็
เปน อสิ ระและแยกกนั สถาบนั ผูใชอ าํ นาจทั้งสามจะเปนตัวที่คอยยับยั้งและถวงดุลกันและกันไมให
ฝายหนึ่งฝายใดใชอ าํ นาจเกินขอบเขต เชน การปกครองของสหรฐั อเมรกิ า เปนตน

๓) แบบก่ึงรัฐสภาก่ึงประธานาธิบดี ระบอบประชาธิปไตยแบบน้ี ประธานาธิบดีเปนทั้ง
ประมุขของรัฐและบริหารราชการแผนดินรวมกับนายรัฐมนตรี ในดานการบริหารน้ัน นายกรัฐมนตรี
เปนผูลงนามประกาศใชกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเปนผูใชอํานาจบริหาร แตตองรับผิดชอบ
ตอรัฐสภาสวนรัฐสภาเองก็ยังคงทําหนาที่สําคัญ คือ ออกกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการ
แผนดินประธานาธิบดี ในระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ เปนผูกําหนดนโยบายตางประเทศและ
การเมืองโดยท่ัวๆ ไป ท้ังยังทําหนาที่อนุญาโตตุลาการ ระหวางรัฐสภากับคณะรัฐมนตรี นอกจากน้ี
ยังมีอํานาจ ยุบสภาไดดวย จงึ มีอาํ นาจมาก เชน อนิ เดีย ฝรงั่ เศส

๑๘๔ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

๗.๓.๒ รูปแบบการปกครองของประเทศประชาธิปไตยแบงออกเปน ๒ ประเภท
ใหญๆคือ๗

๑) หลักประมขุ ของประเทศ (Head of State)
๑.๑ การปกครองระบอบกษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ (Constitutional

Monarchy) พระมหากษัตริยในฐานะประมุขของประเทศ เปนศูนยรวมของอํานาจอธิปไตยซึ่ง
เปนของประชาชนทั้งมวล โดยจะใชอํานาจอธิปไตยผานอํานาจสามฝาย คือ นิติบัญญัติผานทาง

รฐั สภา บรหิ ารผานทางคณะรฐั มนตรี และตุลาการผานทางศาล ทั้งน้ี พระมหากษัตรยิ จะเปนกลาง

และไมยุงเก่ียวกับการบริหารราชการประเทศ ประเทศท่ีปกครองโดยระบอบน้ี ไดแก สหราช

อาณาจักร ประเทศไทย และประเทศญ่ีปุน เปน ตน

๑.๒ การปกครองโดยมีประธานาธิบดีเปนประมุข (Presidency) ผูดํารงตําแหนง
ประธานาธิบดีมาจากการเลือกต้ังของประชาชน ทําหนาท่ีเปนประมุขของรัฐ และในบางประเทศจะ

ทาํ หนาทีเ่ ปนประมุขของฝา ยบรหิ ารดวย เชน สหรัฐอเมรกิ า และ ประเทศอินโดนีเซีย เปนตน
๒) หลกั การรวมและแยกอาํ นาจ (Separation of Powers)๘
๒.๑ การปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ฝายบริหารและฝาย

นิติบัญญัติจะทําหนาท่ีผานรัฐสภาระบอบรัฐสภาสามารถแบงออกไดเปนรูปแบบสภาเดียว

(Unicameral System) และรูปแบบสองสภา (Bicameral System) ในประเทศสวนใหญท่ี

ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภาจะมาจากการเลือกต้ังทั่วไป แตในขณะเดียวกัน

ประเทศท่ีใชรูปแบบสองสภา อาจมีสภาใดสภาหน่ึงที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่อีกสภามาจาก

การแตงต้ังหรือสรรหา ทั้งนี้ในระบอบรัฐสภา รัฐบาลจะถูกควบคุมและตรวจสอบการบริหาร

ราชการแผน ดนิ โดยรฐั สภาผา นกระบวนการและอํานาจหนาท่ที ีบ่ ัญญัตไิ วใ นรัฐธรรมนญู

๒.๒ การปกครองระบบประธานาธิบดี (Congressional System) มีลักษณะ
คลายคลึงกบั ระบบรฐั สภา แตกระบวนการในการจัดตง้ั รัฐบาล และแบงแยกอํานาจจะแตกตางกัน

๗ ชรินทร สันประเสริฐ, “ระบบการเมืองการปกครอง” ใน มนุษยกับสังคม,เอกสารการสอนชุด
วชิ า, (นนทบรุ ี : สํานกั พิมพม หาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๔๔), หนา ๑๗๐.

๘ ดร.นิยม รัฐอมฤต, การปกครองระบบประชาธิปไตยในนานาประเทศ, (กรุงเทพมหานคร :

สํานักพิมพมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๕๓), หนา ๑๒๓.

พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๘๕
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ในระบอบนี้ประธานาธิบดีซ่ึงเปนประมุขของรัฐและฝายบริหาร จะมาจากการเลือกต้ังท่ัวไป เม่ือ
ไดรับเลือกต้ังจะมีสิทธิและอํานาจในการแตงตั้งคณะรัฐมนตรีเพ่ือบริหารประเทศ โดยผานความ
เห็นชอบของวฒุ สิ ภาในขณะที่สมาชิกรฐั สภาทงั้ สองสภา จะมาจากการเลือกต้ังทั่วไปท่ีไมเกี่ยวของ
กบั การเลือกตั้งประธานาธิบดดี ังน้ัน อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ จึงเปน
อสิ ระและแยกขาดจากกัน อยางไรก็ตาม ในเร่อื งของการถวงดุลอาํ นาจ ในระบบประธานาธิบดี จะ
มีกลไกทางรัฐธรรมนูญที่ใหรัฐสภามีอํานาจในการถวงดุลฝายบริหาร ผานการควบคุมและ
ตรวจสอบการบริหารราชการแผนดิน และการลงมติเพื่อกลาวโทษ (Impeachment) และปลด
ออกจากตําแหนง (Recall) ประธานาธิบดี ประเทศที่เปนตนแบบของการปกครองลักษณะนี้ คือ
สหรฐั อเมริกา

๒.๓ การปกครองระบบผสม (Mixed System) ประธานาธิบดีเปนประมุขและ
บรหิ ารราชการแผนดนิ รว มกบั นายกรัฐมนตรี ในดานการบริหาร นายกรัฐมนตรีจะเปนผูใชอํานาจ
บริหาร และรับผิดชอบตอรัฐสภา ประธานาธิบดี จะเปนผูกําหนดนโยบายตางประเทศและ
การเมืองทั่วไป ท้ังน้ีประธานาธิบดีในระบบการปกครองแบบนี้ จะแตกตางจากประธานาธิบดีใน
ระบบประธานาธิบดีตามขอ ๒.๒ congress ตรงที่ จะมีอํานาจอนุญาโตตุลาการ ระหวางรัฐสภา
กับคณะรัฐมนตรี และมีอํานาจในการประกาศยุบสภา ประเทศที่มีการปกครองลักษณะน้ี อาทิ
ประเทศฝรงั่ เศส เปนตน

สรุปไดวา ประชาธิปไตย เปนรูปแบบการปกครองและวิธีการดําเนินชีวิต ซึ่งยึดหลัก
ของความเสมอภาค เสรีภาพและศักด์ิศรีแหงความเปนมนุษย การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ถือวาทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเทาเทียมกัน และอํานาจอธิปไตยตองมาจากปวงชน เปนการปกครอง
ของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยน้ัน ผูนําทางการเมือง
เปนผูทีถ่ อื เสมอื นเปนตัวแทนเจตนารมณของประชาชน รัฐบาลเปนตัวแทนของพรรคการเมืองที่มี
เสียงขางมาก หรือไดรับเสียงสนับสนุนสวนใหญรัฐบาลจะคงอยูในอํานาจตอไปไดเม่ือวาระส้ินสุด
ลง ก็โดยการแสดงใหประชาชนผูเลือกตั้งเห็นวา รัฐบาลสามารถสนองตอบตอเจตนารมณของ
ประชาชนไดอยางมีประสิทธภิ าพเทาน้ัน

๑๘๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๗.๔ การปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย

ความเคลื่อนไหวเก่ียวกับประชาธิปไตยของคนไทย มิใชเพ่ิงเกิดในสมัยรัชกาลท่ี ๗
เพราะการเคลื่อนไหวมีมาตั้งแตในสมัยรัชกาลที่ ๕ แลว โดยสาเหตุท่ีทําใหคนไทยรุนใหมในสมัย
รชั กาลท่ี ๕-๗ เคลื่อนไหวใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมา
เปนระบอบประชาธปิ ไตยก็เพราะคนใหมบางกลุมในยุคนั้น เปนผูไดรับการศึกษามาจากประเทศท่ี
มีการปกครองแบบประชาธิปไตยซ่ึงตองการเขามามีสวนรวมทางการเมือง อีกทั้งมีสาเหตุมาจาก
ปญ หาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมอื ง๙

อีกประการหน่ึง กําเนดิ ของประชาธปิ ไตยมาจากความขดั แยงท่เี กิดขึ้นภายในโครงสราง
สวนบนของรัฐเปนดานหลัก กลาวคือ เกิดจากความขัดแยงระหวางพลังทางการสืบทอดวิถีทาง
การเมอื งการปกครอง กบั ความสมั พันธทางอํานาจระหวา งชนชนั้ นําท่ีกุมอํานาจการเมืองกับชนช้ัน
ขาราชการท่ีเปนกลไก-เครื่องมือของอํานาจนั้น ในแงน้ีการเปลี่ยนแปลงเม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงเปน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความขัดแยงภายในชนช้ันปกครอง คือ ระหวาง อํานาจรัฐ (State
power) ท่ีมีพระมหากษัตริยทรงเปนศูนยกลางของอํานาจน้ีกับ กลไกของรัฐ (State apparatus)
ซึ่งประกอบดว ยขา ราชการทหารพลเรือน๑๐

ความขัดแยงดังกลาว เกิดจากจิตสํานึกที่เปล่ียนแปลงไปของชนชั้นขาราชการ ที่เริ่มมี
จิตสํานึกในการรับใชรัฐ มากกวารับใชสถาบันพระมหากษัตริย จากผลประโยชนของชนชั้น
ขาราชการซึ่งผูกพันอยูกับความเจริญกาวหนาของรัฐ และการขยายตัวของระบบราชการ (ท้ัง
ทหาร-พลเรอื น) จากความตองการท่ีจะลมระบอบการเมืองเกาเพ่ือพิทักษรัฐใหคงอยูตอไปได เพื่อ
เผชิญกับการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ ระบอบการเมืองท่ีถูกสถาปนาข้ึนภายหลังการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงมี โครงสรางทางการเมืองท่ีมิไดสะทอนลักษณะชนชั้น
อ่ืนใด นอกจากสะทอนผลประโยชนของระบบ ราชการทหารและพลเรือนเปนดานหลัก มากกวา
สะทอนผลประโยชนของการสะสมทนุ ทั้งนี้ เนอื่ งจากคณะราษฎรมุงจํากัดอํานาจและอิทธิพลของ

๙ จุมพล หนมิ พานชิ , “ระบบการเมืองการปกครอง ๒”, ใน มนุษยกับสังคม, เอกสารการสอนชุด
วชิ า, หนา ๒๔๒-๒๔๖.

๑๐ ชัยอนันต สมุทวณิช, รัฐ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๕),
หนา ๒๖๔.

พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๘๗
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

ระบอบเกา ในขณะท่ีจํากัดอํานาจและอิทธิพลของพลังเศรษฐกิจ ซึ่งโดยทั่วไปแลว สวนหนึ่งเปน
ของหรือผูกพันอยูกับชนชั้นนําในระบอบเกา และมีเชื้อสายจีน(จึงไมไดรับการยอมรับวาเปนทุน
ชาติ) รัฐจึงพยายามสรางทุนชาติขึ้นเสียเอง โดยการตั้งวิสาหกิจตางๆใชวิธีเดียวกับชนชั้นนําใน
ระบอบเกา คือ รว มมือกับพอ คาเชอ้ื สายจนี นน่ั เอง

ตามที่กลาวมาแลววา ระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุก
ฉบบั จึงประกาศเจตนารมณไวชัดเจนวา ตองการใหประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษัตรยิ เปน ประมขุ ซึง่ อาจวิเคราะหแยกแยะหลักการสําคัญๆ ของการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยของไทยได ดงั น้ี

๗.๔.๑ อาํ นาจอธิปไตยและการใชอ าํ นาจอธิปไตย
รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทกุ ฉบับ กําหนดอํานาจอธิปไตยซึ่งถือเปนอํานาจ
สูงสุดในการปกครอง ใหมีการแบงแยกการใชออกเปน ๓ สวน คือ อํานาจนิติบัญญัติ หรืออํานาจ
ในการออกกฎหมาย อํานาจบริหาร หรืออํานาจในการนํากฎหมายไปบังคับใช และบําบัดทุกข
บํารุงสุขประชาชนและอํานาจตุลาการ หรืออํานาจในการตัดสินคดีใหเปนไปตามกฎหมาย เม่ือมี
ขอขัดแยงเกิดข้ึน องคกรที่ใชอํานาจท้ัง ๓ สวนน้ี คือ รัฐสภา เปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติ รัฐบาล
หรือคณะรัฐมนตรีเปนผูใชอํานาจบริหาร และ ศาล เปนผูใชอํานาจตุลาการ โดยใชในพระ
ปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยการกําหนดใหมีการแยกการใชอํานาจอธิปไตยออกเปน ๓ สวน
และใหมีองคกร ๓ ฝาย รับผิดชอบไปองคกรแตละสวนน้ี เปนไปตามหลักการประชาธิปไตย ที่ไม
ตองการใหมีการรวมอํานาจแตตองการใหมีการถวงดุลอํานาจซ่ึงกันและกัน เพราะถาใหองคกรใด
เปน ผูใชอ าํ นาจมากกวา หนึ่งสว นแลวอาจเปน ชอ งทางใหเกิดการใชอาํ นาจแบบเผด็จการได เชน ถา
ใหคณะรฐั มนตรเี ปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร คณะรัฐมนตรีก็อาจจะออกกฎหมาย
ที่ไมสอดคลองกับความตองการของประชาชน และนํา กฎหมายนั้นไปบังคับใชเพ่ือประโยชนของ
ตนเพียงฝายเดียว การแยกอํานาจน้ันเปนหลักประกันใหมีการคานอํานาจซ่ึงกันและกันและ
ปอ งกันการใชอ าํ นาจเผดจ็ การ

๑๘๘ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

๗.๔.๒ รูปของรฐั
ประเทศไทยจัดวา เปน รฐั เดยี ว รฐั ธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุกฉบับกําหนดไว
วาประเทศไทยเปนอาณาจักรอันหน่ึงอันเดียวจะแบงแยกมิได ศูนยอํานาจทางการเมืองและการ
ปกครองมาจากแหลงเดยี วกนั ประชาชนท้ังหมดอยภู ายใตเอกรัฐ ซ่ึงจะตองปฏิบัติตามอํานาจหนึ่ง
อํานาจเดียวพรอมทั้งอยภู ายใตร ัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกัน การใชอํานาจอธิปไตยท้ังภายใน
และภายนอกประเทศเปนอนั หนง่ึ อนั เดียวกันท้ังประเทศ การปกครองภายในประเทศ แมจะมีการ
แบงอํานาจการปกครองไปตามเขตการปกครอง เชน จังหวัด อําเภอ ก็เปนเพียงการแบงอํานาจ
ตามลักษณะการปกครองสวนภูมิภาค เพื่อแบงเบาภาระของรัฐบาลในสวนกลางและความสะดวก
ของประชาชนในการรับบรกิ ารจากรัฐ อาํ นาจท่ีแทจริงยังคงอยูที่รัฐบาลในสวนกลาง หนวยงานใน
ภูมิภาคเปนเพียงผูรับเอาไปปฏิบัติเทาน้ัน ไมสามารถท่ีจะกําหนดการดําเนินการในความ
รับผดิ ชอบของตนโดยอิสระ
การปกครองระดับทองถ่ิน อันไดแกองคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล
รวมทั้งการปกครองรูปกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยาน้ัน แมจะมีอิสระพอสมควรในการ
ดําเนินการ และมีการเลือกต้ังเพื่อใหประชาชนในทองถิ่นใหเขามามีสวนรวมในการปกครอง มี
ลักษณะในการกระจายอํานาจการปกครองแตก็ยังไมเปนอิสระหรือการปกครองตนเองอยาง
แทจ ริงรัฐบาลในสวนกลางยังมีสวนเขาไปควบคุมหรือรวมในการดําเนินการอยูดวย อยางไรก็ตาม
การปกครองระดับทองถ่ินนี้ มีสวนในการฝกประชาชนใหรูจักการปกครองตนเองตามหลักการ
ประชาธิปไตย

๗.๔.๓ ประมขุ แหงรฐั
รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุกฉบับ กําหนดรูปแบบการปกครองไววา เปน
แบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข และ กําหนดไวอยางชัดแจง เทิดทูน
พระมหากษัตริยเปนสถาบันสูงสุด ดํารงอยูในฐานะอันเปนท่ีเคารพสักการะผูใดจะละเมิดมิได
รัฐธรรมนูญกําหนดวาผูใดจะกลาวหาหรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใดๆ มิได พระราช
อํานาจของพระมหากษัตริยจะมีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ โดยปกติรัฐธรรมนูญกําหนดให
พระมหากษัตริยเปนผูใชอํานาจอธิปไตยซึ่งเปนของประชาชนโดยใชอํานาจนิติบัญญัติผานทาง
รัฐสภา อํานาจบริหารผานทางคณะรัฐมนตรีและอํานาจตุลาการผานทางศาล การกําหนดเชนน้ี

พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๘๙
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

หมายความวา อํานาจตางๆ จะใชในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยซึ่งในความเปนจริง
อาํ นาจเหลา นี้มีองคกรเปนผูใช ฉะนั้น การท่ีบัญญัติวา พระมหากษัตริยเปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติ
อํานาจบริหาร และอํานาจตลุ าการผา นทางองคกรตางๆ นนั้ จงึ เปนการเฉลิมพระเกียรติ แตอํานาจ
ที่แทจริงอยูท่ีองคกร ที่เปนผูพิจารณานําข้ึนทูลเกลาฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระ
ปรมาภิไธย

อยา งไรก็ตาม แมกระทั่งพระมหากษตั รยิ ใ นระบอบรัฐธรรมนูญ จะไดรับการเชิดชูใหอยู
เหนือการเมือง และกําหนดใหมีผูรับสนองพระบรมราชโองการในการปฏิบัติการทางการปกครอง
ทุกอยา งแตพระมหากษัตริยก็ทรงมีพระราชอํานาจบางประการท่ีไดรับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ
และเปนพระราชอํานาจที่ทรงใชไดตามพระราชอัธยาศัยจริงๆ ไดแก การต้ังคณะองคมนตรี การ
พระราชทาน เครือ่ งราชอสิ ริยาภรณ เปนตน

พระราชอํานาจที่สงผลกระทบตอการเมืองการปกครองอยางแทจริง คือ พระราช
อํานาจในการยับยั้งรางพระราชบัญญัติ ในกรณีท่ีพระมหากษัตริยทรงไมเห็นดวยกับราง
พระราชบัญญัติที่ผานการเห็นชอบของรัฐสภามาแลว และนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกลาฯ ถวาย
เพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช ก็อาจใชพระราชอํานาจยับย้ังเสียก็ได ซ่ึง
รัฐสภาจะตองนํารางพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งน้ันไปพิจารณาใหม แตในทางปฏิบัติไมปรากฏวา
พระมหากษตั ริยท รงใชพระราชอาํ นาจน้ี

๗.๔.๔ สิทธเิ สรีภาพและหนา ทข่ี องประชาชน
รัฐธรรมนูญไดกําหนดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยไวอยางกวางขวาง สิทธิ และ
เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นี้เปนไปตามแนวทางประชาธิปไตย คือ มีการระบุสิทธิและเสรีภาพข้ัน
พนื้ ฐานตางๆไวครบครัน เชน เสรีภาพในการแสดงออกในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ
ในการสมาคมหรอื รวมกลุม เปน ตน รวมท้ังมีหลักประกัน ในเร่อื งสิทธติ า งๆ คือ การละเมิดสิทธิจะ
กระทาํ มิได เวนแตโ ดยอาศัยอาํ นาจตามบทบญั ญัติแหงกฎหมายเทานั้น อยางไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ
มีขอจํากัดในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ คือ จะตองไมใหเปนปฏิปกษตอชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย
และรัฐธรรมนญู เปนตน สวนหนา ท่ขี องชนชาวไทยทกุ คนเปน ไปตามรัฐธรรมนูญ

๑๙๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

๗.๕ บทบาทของพระสงฆไ ทยกบั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย

สถานการณปจจุบัน คือ การเปลี่ยนแปลงความเคลื่อนไหว (movement) ของ
เหตกุ ารณ (Event) ความเห็น (opinion) ความคิด ( thought) เก่ียวกับพระพุทธศาสนาที่เปนอยู
ในปจจุบัน ในดานบทบาท (Roles) สวนผูที่แสดง ไดแก พระพุทธศาสนา หรือ องคกรพุทธ
พระสงฆจะตอ งแสดงบทบาทกด็ ีในทางพระศาสนาตองทาํ กด็ ี จะตองพิจารณาวา ผูที่แสดงบทบาท
เหมาะสมเพียงใด ไมวา จะในสวนของบทบาทแท (proper roles) หรือบทบาทตามจารีตประเพณี
(Customary roles)

บทบาทแท คือ บทบาทตามพระธรรมวินัย หรือบทบาทตามพระราชบัญญัติปกครอง
สงฆ ไดท ําหนา ท่ีท่ีสมบูรณหรอื ไม ไดด ําเนินบทบาทตามพุทธประสงคห รอื ไม

บทบาทตามประเพณี คือ บทบาทท่ีผูคนคาดหวังใหพระสงฆไดแสดงในภาวการณบาง
อยางเชนในยามที่สังคมวกิ ฤติดว ย ปญ ญา เศรษฐกิจ ปญ หาทางการเมืองการปกครองและสังคม๑๑

จากความหมายและแนวคิดเก่ียวกับบทบาทที่กลาวมา บทบาท หมายถึง การกระทํา
หรือพฤติกรรมตางๆ ของบุคคลท่ีเปนไปตามหนาที่ ตําแหนง หรือสามารถแบงออกไดเปน ๒
ลักษณะ คือบทบาทที่สังคม บุคคลที่เกี่ยวของ รวมท้ังบุคคลท่ีอยูในตําแหนงน้ันๆ เองคาดหวังวา
ควรจะไดดําเนินการและบทบาทที่บุคคลไดแสดงพฤติกรรมออกมาจริงภายใตตําแหนงหนาท่ีและ
เง่ือนไขของสถานการณ ท่กี าํ หนดไว

ในสังคมไทย พระสงฆมีฐานะและความเปนอยูที่แตกตางไปจากประชาชน มีระเบียบ
วินัย สําหรับกําหนดความเปนอยู และไดรับการยกยองจากประชาชนใหอยูในฐานะเคารพและ
สกั การะ เรียกวา เปนสังคมหน่ึงตางหาก แตเมื่อพิจารณาในทางคณิตศาสตรแลวเห็นวา พระสงฆ
หรือพระภิกษุ สามเณร เปนสวนหน่ึงหรือหนวยหน่ึงของสังคม หรือในสังคมเปนพลเมืองของ
ประเทศเชน เดียวกับประชาชน พลเมืองทั่วไป และมีพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆเปนขอ
ปฏิบตั อิ ีกสว นหนง่ึ ตา งหาก

๑๑ สนทิ ศรีสําแดง,พระพุทธศาสนา : กระบวนทัศนใหม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หนา ๒.

พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๙๑
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย

สถาบันสงฆเปนสถาบันจารีตประเพณีท่ีมีความสําคัญย่ิง พระสงฆจากอดีตจนถึงปจจุบันมี
ความสัมพันธใ กลชิดและมีบทบาทสําคัญในการชี้นําสังคม ซึ่งถึงแมบทบาทในดานการเปนผูนําจะ
ลดนอยลงไปในปจจบุ ัน แตบทบาทดานเปนผนู ําทางศลี ธรรมจรรยา พระสงฆ ยังไดรับความเคารพ
นับถืออยางสูงและเปนสถาบันสังคมที่ขาดเสียไมไดในชีวิตประจําวันของชาวชนบทสวนใหญ ซึ่ง
นอกจากเปนท่ีพ่ึงทางใจแลว ยังเปนสถานท่ีเอ้ืออํานวยในดานบริการสังคมอื่น ๆ ท่ีกลไกของ
รัฐบาลเขา ไปใหบริการไมทัว่ ถงึ เพื่อเปน การสรางบรู ณาการภายในชุมชน

๗.๕.๑ สงั คมสงฆสงั คมตัวอยา ง๑๒
สงั คมทพี่ ระพทุ ธจาทรงจัดตั้งข้ึนเปนสังคมตัวอยาง คือ สังคมสงฆ โดยทรงใชวิธีการทํา
ใหมีระบบการที่มนุษยมาอยรู วมกันเปนชุมชน และมีระเบียบแบบแผนในการเปนอยูตลอดจนการ
ดําเนินกิจกรรมเพื่อใหมนุษยเหลานั้นไดรับประโยชนจากการสอนของพระองคอยางเต็มท่ี ใน
ระยะแรกที่พระองคทรงประกาศหลักคําสอนน้ัน ไดมีผูใหความสนใจและเขามาศึกษาดวย ซ่ึง
พระองคทรงดําเนินการรับและส่ังสอนเอง พรอมกันนั้นก็สงไปประกาศศาสนายังชนบทอื่นๆ เม่ือ
กจิ การของพระศาสนาเจริญเตบิ โตมภี ิกษุจํานวนมากเกินกวาท่ีจะทรงดูแลไดท่ัวถึง จึงมอบอํานาจ
ใหพ ระสงฆดแู ลปกครองกนั เองโดยเคารพนับถอื กันตามลําดับอาวุโส พระองคทรงดํารงตําแหนงใน
ฐานะธรรมราชา ทรงปกครองแบบพอปกครองลูก หรอื อาจารยปกครองศษิ ย ถือความสุจริตใจเปน
พ้ืนฐานและพระพุทธองคทรงมอบใหสงฆเปนใหญ เปนสามัคคีธรรมซึ่งเราเรียกวา สังฆาธิปไตย
ทรงวางระเบียบขอ ปฏบิ ัติรว มกันทเี่ รยี กวา พระธรรมวนิ ัย เปน บรรทัดฐานสาํ หรับยึดถือรว มกนั
วนิ ยั คือ การจัดตงั้ วางระบบและระเบียบ กฎเกณฑก ตกิ า ท่ีเปนขอกําหนดในการจัดต้ัง
รวมทั้งการจัดใหคนประพฤติปฏิบัติ หรือกิจการดําเนินไป เพ่ือพัฒนาใหเขาถึงธรรม แตการอยู
รวมกันของคนจํานวนมากนนั้ ยอมตอ งมปี ญ หาเปนธรรมดา ในการบริหารคณะสงฆก็มีปญหา เชน
ในการแตกความสามัคคีของพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพี และพระเทวทัตทูลขอปกครองคณะสงฆ
เปน ตน การอยูร ว มกนั ของคนจาํ นวนมากในสังคมขนาดใหญ ยอมจะมีความขัดแยงกระทบกระทั่ง
กนั บาง ทัง้ ในดา นความคิดการพดู และการกระทํา เพราะแตละคนมีพื้นฐานท่ีแตกตางกัน หากไมมี

๑๒ พระยทุ ธนา รมณียธมฺโม (แกวกนั หา), “การศกึ ษาเชงิ วิเคราะหก ารจดั องคกรคณะสงฆในสมัย
พทุ ธกาล”, วทิ ยานิพนธพ ุทธศาสตรมหาบัณฑติ , (บัณฑติ วิทยาวัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๔๘), หนา ๑-๒.

๑๙๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย

หลักแหง การประนีประนอมท่ีจะทําใหคนสวนใหญตกลงยินยอมกันไดแลว ยอมจะทําใหเกิดความ
แตกแยกกนั ขน้ึ

ดังน้นั เมอ่ื พูดถงึ สังคมสงฆและการปกครอง จึงตองดูท่ีวินัยเปนหลัก เพราะวินัยเปนท้ัง
โครงสรางและการจัดสภาพสังคมสงฆใหเกิดความเรียบรอยและพัฒนาบุคลากรในสังคมสงฆ ทุก
คนจะรูหนาที่ของตนเอง ทั้งอํานาจ ขอบเขตของการประพฤติปฏิบัติ ซ่ึงวินัยจะเปนหลักในการ
ปฏิบัติและเปนแกนกลางคอยยึดเหนี่ยวสังคมสงฆ ใหดําเนินกิจกรรมตางๆ ภายใตหลักการ
เดยี วกัน เพราะพระวนิ ยั นั้น เปนการจดั สรรโอกาสใหชีวติ และสงั คมมีระเบียบ และมีโอกาสเกิดขึ้น
ทําใหทําอะไรๆ ไดอยางคลองดําเนินชีวิตไดสะดวก ถาชีวิตและสังคมไมมีระเบียบ ไมเปนระบบก็
จะสญู เสียโอกาส ในการดาํ เนนิ ชวี ติ และทาํ กจิ กรรมสงั คมใหเ ปนไปดวยดี ลักษณะสังคมสงฆในคร้ัง
พทุ ธกาลจงึ แตกตา งจากสงั คมโดยทว่ั ไป

๗.๕.๒ หลกั การประชาธิปไตยท่ตี ามทรงมอบแกส งฆ๑ ๓
การมอบความเปนใหญแกสงฆในกิจทั้งปวง มีลักษณะตรงกับหลักประชาธิปไตยหลาย
ประการสว นมากเปนเรื่องสงั ฆกรรม การทาํ สังฆกรรมประกอบดวยสวนสําคัญ ๕ ประการ หากทํา
ผิดพลาดประการใดประการหน่ึงจะทําใหสังฆกรรมนั้นเสียไป ใชไมได ไมมีผล สวนสําคัญ ๕
ประการ ในสังฆกรรมน้นั มีดงั นี้
๑) จํานวนสงฆที่เขาประชุม ขอกําหนดเร่ืองจํานวนสงฆผูเขาประชุมกําหนดไว ๕
ประเภท คือ

๑. พระภิกษุ ๔ รูป เขา ประชุม เรียกวา สงฆจตวุ รรค สามารถทาํ สงั ฆกรรมไดเ กือบ
ทกุ ชนิด ยกเวน การอุปสมบท หรือ พิธีกรรมในวันออกพรรษา ทท่ี รงอนุญาตใหวากลา วตักเตือน
ซ่งึ กันและกนั หรือเรียกอกี อยางหนง่ึ วา วันมหาปวารณา และการสวดอัพภาน หรือการถอนอาบัติ
ของพระภิกษบุ างรูป

๒. พระภิกษุ ๕ รปู เขาประชุม เรยี กวา สงฆป ญ จวรรค สามารถทาํ สังฆกรรมที่สงฆ
จตวุ รรคทาํ ไดทัง้ หมด และยงั เพ่ิมการทาํ มหาปวารณา การอปุ สมบทในชนบทชายแดนไดอ กี ดวย

๑๓ รศ. ดนยั ไชยโชธา,พระมหากษัตริยกับพระพุทธศาสนาในประวัติศาสตร, (กรุงเทพมหานคร :
สํานกั พิมพโอเดียนสโตร, ๒๕๕๓), หนา ๘๗.


Click to View FlipBook Version