พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๔๓
บทท่ี ๕ พุทธธรรมท่ีมสี วนเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๓. ปริจจาคะ บําเพ็ญกิจดวยเสียสละ คือ ผูปกครองประเทศตองสามารถเสียสละ
ความสุขสําราญเปนตน ตลอดจนชีวิตของตนได เพ่ือประโยชนสุขของประชาชน และความสงบ
เรียบรอยของ บานเมอื ง
๔. อาชชวะ ปฏิบัติภาระโดยซ่ือตรง คือ ผูปกครองประเทศตองซื่อตรงทรงสัตยไร
มารยาปฏิบัตภิ ารกจิ โดยสุจรติ มีความจริงใจ ไมห ลอกลวงประชาชน
๕. มัททวะ ทรงความออนโยนเขาถึงคน คือ ผูปกครองประเทศตองมีอัธยาศัยไม
เยอ หยง่ิ หยาบคายกระดางถือองค มีความงามสงาเกิดแตทวงทาทีกิริยาสุภาพนุมนวล ละมุนละไม
ใหไดค วามรักภกั ดี แตม ิขาดยาํ เกรง
๖. ตปะ พนมัวเมาดวยเผากิเลส คือ ผูปกครองประเทศตองแผดเผากิเลสตัณหา มิให
เขามาครอบงํายํ่ายีจติ ระงับยบั ยง้ั ขม ใจไดไมยอมใหหลงใหลหมกมุนในความสุขสําราญ และความ
ปรนเปรอมีความเปนอยูอยางสม่ําเสมอ หรือ อยูอยางพอเพียง ความสามัญ มุงมั่นแตจะบําเพ็ญ
เพียร ทาํ กิจหรอื ปฏบิ ัตหิ นา ท่ีใหบ ริบรู ณ
๗. อกั โกธะ ถอื เหตุผลไมโกรธา คือ ผูปกครองประเทศตองไมกริ้วกราด ลุอํานาจความ
โกรธจนเปนเหตุใหวินิจฉัยความและกระทําการตางๆ ผิดพลาดเสียธรรม ไมวินิจฉัยความและ
กระทําการดวยอํานาจความโกรธ มีเมตตาประจําใจไวระงับความเคืองขุนวินิจฉัยความและการ
กระทาํ ดวยจิตอนั สขุ มุ ราบเรยี บตามธรรม
๘. อวหิ งิ สา มีอหงิ สานาํ รม เยน็ คือ ผูปกครองประเทศตองไมเบียดเบียน ไมบีบคั้นกดขี่
เชนเก็บภาษีขูดรีด หรือเกณฑแรงงานเกินขนาด ไมหลงระเริงอํานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุผล
เบยี ดเบียนลงโทษอาชญาแกป ระชาราษฎรผ ใู ด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลยี ดชงั
๙. ขันติ ชํานะเข็ญดวยขันติ คือ ผูปกครองประเทศตองอดทนตองานท่ีตรากตรํา
อดทนตอความเหน่ือยยาก ถึงจะลําบากกายนาเหน่ือยหนายเพียงไร ก็ไมทอถอย ถึงจะถูกย่ัว ถูก
หยันดวยคําเสียดสี ถากถางอยางใด ก็ไมหมดกําลังใจ ไมยอมละทิ้งกรณียกิจที่บําเพ็ญโดยชอบ
ธรรม
๑๐. อวโิ รธนะ มิปฏบิ ัติคลาดจากธรรม คือ ผูปกครองประเทศตองประพฤติมิใหผิดจาก
ประศาสนธรรม อันถือประโยชนสุขความดีงามของรัฐและราษฎรเปนท่ีตั้ง อันใดประชาราษฎร
ปรารถนาโดยชอบธรรม กไ็ มข ดั ขนื การใดจะเปน ไปโดยชอบธรรม เพอ่ื ประโยชนสุขของประชาชน
๑๔๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มสี ว นเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
กไ็ มข ดั ขวางวางองคเปนหลักหนักแนนในธรรม คงที่ไมมีความเอนเอียงหวั่นไหว เพราะถอยคําที่ดี
ราย ลาภสักการะหรอื อฏิ ฐารมยอนฏิ ฐารมยใดๆ สถิตมั่นในธรรม ท้ังสวนยุติธรรม คือ ความเท่ียง
ธรรมก็ดี นติ ิธรรม คอื ระเบยี บแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดี
งามก็ดี ไมป ระพฤติใหคลาดเคลอ่ื นวิบัติไป
๕.๕.๒ หลกั สาราณยี ธรรม๒๙
หลักสาราณียธรรม คือ ธรรมะสําหรับการอยูรวมกันของคนในหนวยงาน สถาบัน
องคกร สังคม ชุมชน บานเมือง ประเทศชาติ อันเปนหลักปฏิบัติท่ีกอใหเกิดความสามัคคี
สมานฉันทปรองดองกันเรียกวา สาราณียธรรม ธรรมอันเปนท่ีต้ังแหงความใหระลึกถึงกัน ธรรมที่
ทาํ ใหเ กิดความสามคั คี ๖ ประการ คอื
๑. เมตตากายกรรมมนุษยจะทําอะไรก็ทําดวยความเมตตา ประพฤติกายสุจริตตอกัน
และกันไมเบียดเบียนขมเหงเขน ฆา กนั ไมลักทรพั ยของกนั และกนั และไมประพฤติผิดในกามารมณ
ทั้งหลายมีความปรารถนาดีตอหมูคณะ ดวยความจริงใจ แสดงไมตรีจิตและความหวังดีตอเพ่ือน
รวมงาน รวมกิจการ รวมชุมชน ดวยการชวยเหลือกิจธุระ หรือภารกิจตางๆ โดยเต็มใจ แสดง
อาการกิริยาสภุ าพเคารพนบั ถอื กนั ท้ังตอหนาและลับหลัง ไมมีการทรยศหักหลังกันภายหลัง หรือ
เปนเพียงการเสแสรง แกลง ทาํ ใหหมูคณะตายใจเทาน้ัน
๒. เมตตาวจีกรรม มนุษยจะพูดอะไรก็พูดดวยความเมตตา ประพฤติวจีสุจริตตอกัน
และกนั ไมพ ูดเท็จ ไมพูดสอ เสยี ด ไมพ ดู คําหยาบ และไมพูดเพอเจอ ไรส าระ พูดดวยความปรารถนา
ดีตอหนาหมูคณะ พูดดวยใจจริง ชวยบอกแจงสิ่งที่เปนประโยชน สั่งสอนหรือแนะนําวากลาว
ตกั เตอื นกันดว ยความหวังดี กลาววาจาสุภาพ ช้ีคุณและโทษใหเห็น แนะสิ่งที่เปนประโยชนและไม
เปนประโยชนใหดูแสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งตอหนาและลับหลัง ไมมีการนินทากาเลลับหลัง
หรอื เปนการพูดเพยี งเพือ่ เอาใจเทานัน้
๓. เมตตามโนกรรม มนุษยจะคิดอะไรก็คิดดวยความเมตตา ประพฤติมโนสุจริตตอกัน
และกนั ไมคิดโลภอยากได ไมคิดปองรายทําลายลางและมีความเห็นเปนสัมมาทิฐิ จะทําหรือพูดก็
๒๙ อง.ฺ ฉกกฺ .(ไทย) ๒๒/๑๑/๔๒๖.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๔๕
บทท่ี ๕ พุทธธรรมที่มสี ว นเสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
ลวนเกิดจากความจริงใจ ตั้งจิตปรารถนาดี ตองการที่จะใหประสบความสําเร็จ มีความสุข คิดทํา
สิง่ ทเ่ี ปนประโยชนแกก นั มองกันในแงดี มีหนา ตาย้มิ แยม แจมใสตอ กัน
๔. สาธารณโภคิตา มนุษยทุกคนมีความอยูดีกินดี มีความสุขทุกถวนหนา มีความ
เอ้ือเฟอเผื่อแผแบงปนใหกันและกันอยางท่ัวถึงไมรวยคนเดียวไมจนคนเดียว ทุกคนมีสวนรวมใน
ความสขุ รวมดมื่ รวมกนั รว มใชดวยกนั รูจกั แบงปนผลประโยชนท ีเ่ กิดข้ึนใหก บั หมูคณะทุกคนอยาง
เทาเทียมกันไมมใี ครไดมากหรือนอยกวา เพราะความลาํ เอยี ง
๕. สลี สามญั ญตา มนุษยทุกคนมีศีลธรรม มีระเบียบวินัยเทาเทียมกัน เคารพกฎหมาย
ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ไมมีใครอยูเหนือกฎหมาย มีมาตรฐานเดียวกัน (ไมมีหลาย
มาตรฐาน)
ผิดเปนผิด ถูกเปนถูกบริสุทธิ์โปรงใส ไรอคติ มีความเสมอภาค ไมเลือกปฏิบัติ (มิใชวา
ฝายหน่ึงทําอะไรก็ถูกหมด แตอีกฝายทําอะไรกลับผิดหมด) มีหน่ึงสิทธ์ิ หน่ึงเสียงเทาเทียมกัน ไม
วา จะเปนคนในกรุงหรือคนชนบท ทุกคนลวนตองปฏิบัติตามกฎกติกาท่ีวางไวเหมือนกันหมด ไมมี
ใครไดมาหรือถืออภิสิทธ์ิหรือมีขอยกเวน ทุกคนตองวางตัวใหเหมาะสม เขากับหมูคณะไดมีความ
ประพฤตสิ ุจริต ดงี าม รักษาระเบียบวนิ ัย เคารพกตกิ า ของสวนรวมไมทําตัวเปนสวนเกินของสังคม
หรือไมทําตนใหเปน ทนารงเกอง จนทกุ คนรงั เกยี จไมยอมใหอ ยูร วมดวย เพราะสรางความเสื่อมเสีย
แกห มูค ณะ หรือกอความวุน วายให เกดิ ขนึ้ ในบานเมือง
๖. ทิฏฐิสามัญญตา มนุษยทุกคนมีความคิดเห็นถูกตองตรงกันลงรอยกัน รับฟงความ
คิดเห็นของกันและกัน ตกลงกันไดในหลักการสําคัญยึดถืออุดมคติ หลักแหงความดีงาม หรือ
จุดหมายสูงสุดอันเดียวกัน ชวยกันคิด ชวยกันพูด ชวยกันทําดวยความรูสึกสามัคคีมีเมตตาธรรม
ตอกัน ท้ังตอหนาและลับหลัง ทุกคนตองมีความเห็นชอบรวมกัน เพื่อการพัฒนาหมูคณะให
เจริญรงุ เรือง ไมมคี วามคิดเห็นแตกตาง เพอื่ ใหเ กิดความแตกแยก
ถาผูคนในบานเมืองใด ทํา พูดและคิดตอกันดวยความปรารถนาดีลวนๆ โดยหวังความ
เจริญรุงเรืองของประชาชนหรือประเทศชาติเปนหลักไมไดแบงพรรค แบงพวก แบงผลประโยชน
ตามความชอบใจ คนในบานเมอื งน้นั ยอมมีแตค วามเจรญิ รุง เรืองอยดู ว ยกันอยางรมเย็นเปนสุข ไม
ตองหวาดระแวงกันวาใครจะมาคิดรายหรือทรยศหกั หลงั
๑๔๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทที่ ๕ พุทธธรรมท่ีมสี ว นเสรมิ สรางคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ดร.สยามพร พันธไชย
๕.๖ สรุปทา ยบท
หลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาหรือหลักพุทธธรรม เมื่อนํามาประยุกตใชในการ
เสริมสรางคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองปกครองแลว ยอมทําใหองคประกอบตางๆ ของ
การเมืองการปกครองมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เปาหมายความสําเร็จคือ “ประโยชนสุข”
ของประชาชนเพอื่ ประชาชนและโดยประชาชนเอง เพราะประชาชน คือ เจาของประเทศและเปน
ใหญ (องคอ ธิปตย) ในแผนดิน
ดังน้ัน กิจกรรมทางการเมืองการปกครองท่ีผูปกครองหรือรัฐบาลทุกรัฐบาลพรรค
การเมืองและ นักการเมืองทุกระดับ ท้ังระดับทองถ่ินและระดับชาติ ตองประยุกตใช “หลักพุทธ
ธรรม” ไปเปน “นโยบายและผลงาน” ของรัฐบาลและของพรรคการเมือง ทุกพรรคประกาศเปน
นโยบายและแผนงานแมบ ทในการพัฒนาบานเมอื งดังตอไป
ประชาชนพลเมืองทุกคนพรอมกันประสานมือประสานใจพัฒนาประเทศไทยโดยการ
ประยุกตใช“หลักพุทธธรรม” มาเปนแนวปฏิบัติในการครองตนครองคน ครองงานและครอง
บา นเมือง
บทท่ี 6
บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
๖.๑ บทนาํ
บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทยถือวาเปนของคูกัน
เพราะพระสงฆเปนประชากรของประเทศไทยอีกกลุมหนึ่ง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ถือวาประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเทาเทียมกัน ทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกไดเหมือนกัน
ภายใตกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน การศึกษาของประชากรในประเทศไทย จึงมีสิทธิเทา
เทยี มกัน การแสดงออกทางการเมือง เชน การเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ การประกาศพระ
ศาสนา การปฏบิ ัติธรรม การรว มกจิ กรรมตางๆ ท่ีเปน กจิ กรรมเสริมหลักสูตรในรายวิชาตางๆ หรือ
ในโครงการตา งๆ ทจี่ ดั เปนกิจกรรมทแ่ี สดงออกมาเปนบทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมือง
การปกครองหรือทางศาสนกิจทางพระพุทธศาสนาลวนแตเปนกิจกรรมแสดงออกทางความรูสึก
ของตนเองท้งั สิน้ และกิจกรรมท่ีเปนประโยชนทางการเมอื งการปกครองของไทยและเปนประโยชน
ตอ พระพทุ ธศาสนาในปจ จุบันและอนาคต
๖.๒ แนวคดิ บทบาทของพระสงฆตอการมสี ว นรวมทางการเมอื งการปกครองของไทย
ในปจจุบันพระสงฆไทยมีมากพอท่ีจะเปนพลังในการขับเคล่ือนพลังความคิดในการ
แสดงออกทางการเมืองการปกครอง เพราะถือวาปฏิบัติตามสิทธิหนาท่ีทางการเมืองการปกครอง
เพราะถือวาพระสงฆเปนบุคลากรทางพระพุทธศาสนาและเปนอีกผูหนึ่งของบุคลากรของชาติไทย
จงึ เปน อกี กลุมหนึ่งท่ีแสดงออกทางการเมืองการปกครองเพ่ือปกปองสิทธิหนาที่ของตนเองที่จะพึง
มพี ึงไดบทบาทคือ การทําตามบท, การรําตามบท, โดยปริยาย หมายความวา การทําตามหนาที่ที่
กําหนดไว เชน บทบาทของพอแม บทบาทของครู บทบาทมาก [ปาก]ว. มีทาทางมากยืดยาด
เพราะพธิ ีรีตองมาก เชน กวา จะออกจากบานได บทบาทมากเหลอื เกนิ ๑
๑ ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๒, (กรุงเทพมหานคร :
บริษทั นานมีบคุ ส จํากัด,๒๕๔๖), หนา ๖๐๒.
๑๔๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตโต) ไดอธิบายวา ในการถือธรรมเปนใหญน้ัน ธรรมท่ี
จะตองถือหรือเคารพยึดเปนหลัก เปนมาตรฐานอาจแบงคราวๆ ได ๒ ระดับ คือ ระดับตน ไดแก
หลักการกฎเกณฑกติกาตางๆ อันชอบธรรมที่ไดตกลงกันไว ระดับขั้นสูง ไดแก ความจริง ความ
ถูกตองดงี าม และประโยชนส ขุ ที่เหนือกวาข้ันตนน้ันขึ้นไป จนสุดขีดแหงปญญาของตนจะมองเห็น
ได๒ จากคําอธิบายของพระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตโต) ดังคาํ กลาววา “ธรรม” ในธรรมาธิปไตย
จงึ มี ๒ ระดบั ไดแก ธรรมระดับตนกบั ธรรมระดับสงู
ธรรมระดับตน หมายถึง หลักการ กฎเกณฑกติกาตางๆ อันชอบธรรมที่สังคมไดตกลง
รว มกนั ไว หากจะเทียบเคยี งกับแนวคิดประชาธิปไตยในทางรัฐศาสตรตะวันตก ไดแก การถือหลัก
นติ ธิ รรม หมายถงึ การเคารพกฎหมาย กลาวคือ บุคคลทุกคนเสมอภาคกัน ในกฎหมาย บุคคลจะ
ไมตอ งรบั โทษเมื่อการกระทาํ ผิดอันใด ตอเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไววา การกระทําน้ัน เปนความผิด
และกําหนดโทษไวและจะตองไดรับการพิจารณาพิพากษาคดีจากศาลยุติธรรมที่มีความเปนอิสระ
ในการชี้ขาดตัดสินคดีไมวาจะเปนขอพิพาท ที่เกิดข้ึนระหวางเอกชนดวยกันเองก็ดี หรือระหวาง
เอกชนกบั รัฐก็ดี๓
ธรรมะระดบั สูง หมายถงึ ความจรงิ ความถูกตองดีงาม และประโยชนสุขท่ีสูงกวาธรรม
ระดับตน คือ การเคารพคุณธรรม ความดีและความถูกตอง ตลอดถึงสัจจะท่ีแทจริง หากจะเทียบ
กับแนวคิด ประชาธิปไตยก็คือ ตองมีอุดมการณ ทําเพ่ือประโยชนและความสุขสวนรวมของ
ประชาชน ดังน้นั ธรรมะระดับสงู จึงเปนพืน้ ฐานที่สําคญั ของธรรมะระดับตน เน่ืองจากธรรมระดับ
ตน จะตอ งไมขดั แยง กับธรรมะระดบั สงู ในขณะเดียวกัน ธรรมระดับตนจะตองอํานวยและสงเสริม
ทาํ ใหธรรมระดับสงู ปรากฏผล ออกมางอกงามไพบูลยในสังคมยิง่ ๆ ขน้ึ ไป กลาวคอื บุคคลใดปฏิบัติ
ตามธรรมระดบั ตน บคุ คลน้ันยอมไดร บั ผลเปน ความดีและมีประโยชนส ขุ ตามธรรมระดบั สูง
๒ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต),ธรรมาลัย ทานผูหญิงพูนศุข พนมยงค, พิมพคร้ังที่ ๒,
(นนทบรุ ี : สถาบันวิทยาศาสตรสังคม (ประเทศไทย), ๒๕๕๐), หนา ๖๖.
๓ ธานินทรกรัยวิเชียร,ระบอบประชาธิปไตย, พิมพครั้งท่ี ๔, (กรุงเทพมหานคร : กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร, ๒๕๒๐).
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๔๙
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
พระราชธรรมนเิ ทศ (พยอม กัลยาโณ)๔ กลาววา เวลาน้ีคนกําลังเรียกรองคนดี อยาก
ใหคนดี เขาสภา อยากใหคนดีเขามาบริหารบานเมือง แตทําอยางไรจึงจะมีคนดีได พระพุทธเจา
ตรัสวา ตัวท่ีจะนาํ พาตนไปสูค วามดีนั้น คือศรัทธา๕ และมหี ลกั ธรรมประกอบอกี ดังน้ี
๑. ศรัทธา คําวา ศรัทธา แปลวา “นิยม” นิยมคนดี นิยมความดี นิยมฝายดี ถาเขามี
หลักเกณฑ อะไรไวดี คนก็จะเกิดความนิยม ดังน้ัน นักการเมืองนาจะบอกวา พรรคน้ีสนับสนุน
ศาสนาใหเต็มท่ี พรรคนี้จะเลือกคนท่ีศรัทธาในความดีมาเปนสมาชิกของพรรค เชน ตองเปนคนมี
ศรัทธามั่นคงในศาสนา และตองเปนศรัทธาที่ถูกตองดวย ถาไปศรัทธาศาลเจา ศรัทธาผี ศรัทธา
ไสยศาสตร หมอดู อยางนี้เขาเรียกวาศรัทธาซัดสายฉะน้ัน ผูที่ลง ส.ส. ถาเขามาหาเสียงบางท่ีเรา
ตอ งถามหลักเกณฑบ างอยา งท่ี เกี่ยวกับสวนตัว ถาไมเขาตามหลักธรรม ก็แปลวาคนนี้ยังไมเขาอยู
ในขายของผูมีศรัทธาตอความดี เราก็ไมตองเลือก เพราะไมมีศรัทธาตอความดี ถาใครท่ีไมศรัทธา
ตอ ความดี ตอ คนดี และตอ สิง่ ท่ีดแี ลวเขาจะดไี ดอ ยางไร เพราะเขาไมนิยมดี ไมรักดี เราเอาคนดีไป
พูดใหเขาฟง แลวเขาแสดงอาการอิจฉา ริษยาคนดี แสดงอาการรังเกียจคนดีข้ึนมาเราระบุไดเลย
วา พฤติกรรมอยางน้เี ปนคนไมด ี
๒. ถึงเวลาท่ีพ่ีนองเราจะตองเลือกวัตถุดิบหรือวัตถุดิบที่ดีเขาสภา และจะตองเลือกคน
ท่ีอายพฤติกรรมเลว ภาษาศาสนาเรียกวา หิริ หิริ แปลวา อายตอพฤติกรรมเลว ที่ตัวเองจะแสดง
หรือกระทาํ ออกมา หรืออายในการกระทําท่ีเปนบาป แตเด๋ียวนี้ ส.ส.พูดจาสกปรกสาดโคลนใสกัน
อยางนาละอาย ตกลงกันวาจะไมพูดจาสกปรกสาดโคลนใสกัน แตก็ยังไมหยุดทะเลาะกัน เพราะ
อะไร ก็เพราะเขาไมอายประชาชน แตคําท่ีกลาวนั้นบอกวา สภานี้ เปนสภาอันทรงเกียรติ เปน
ตัวแทนของปวงชนชาวไทย แตก ลบั แสดงพฤติกรรมที่ไรเ กยี รตอิ ยา งย่ิง ถา ส.ส. เขาอายประชาชน
การทะเลาะกันหรือการแสดง พฤติกรรมตางๆ ก็คงไมเกิดข้ึน ดังนั้น คนท่ีชอบทะเลาะกันนั้น เปน
สมบตั ขิ องคนไมดี เพราะไมมีหิรคิ อื ละอายบาป
๓. โอตตัปปะ คูกันกับหิริ โอตตัปปะ แปลวา สะดุงกลัวบาป แตเด๋ียวน้ี คนเราทําส่ิงที่
นา ละอายกนั โดยไมค อยรสู กึ นาอายกันเลย จึงหาคนดียากขึ้นทกุ วัน เพราะหิริ, โอตตัปปะ ๒ ตัวนี้
๔ ไพโรจน อยมู ณเฑยี ร เรียบเรยี ง,ธรรมเทศนากณั ฑก ารเมือง, พิมพครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร :
รงุ แสงการพมิ พ, ๒๕๕๐), หนา ๕๗.
๕ อง.ฺ สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๔/๓.
๑๕๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ไมไดฝงในจิตใจ ฉะน้ัน ส.ส.ดีตองเปน ส.ส.ที่ละอายสะดุงตอบาป ไมทําทุจริตคดโกงประเทศชาติ
ไมเ อาเปรียบประชาชนหรือแสดงพฤตกิ รรมทไ่ี มเหมาะสม
๔. พหุสัจจะ แปลวา ใฝตอการสดับรับฟง หรือไดยินไดฟงมาก ใฝตอการรับฟงเรื่อง
ธรรม คุณงามความดี แสวงหาความรู จะเห็นวา ตั้งแตมีสภามานี้ยังไมเคยมี ส.ส. นิมนตพระไป
เทศนสัก ๒ ช่วั โมง แลวฟงกันครบ ๕๐๐ คนเลย แสดงวา ส.ส. เหลาน้ี เปนพวกชอบพูดใหเขาฟง
แตไมเคยยอมฟง หลักธรรมดๆี ท่ีพระจะพดู ใหฟงบาง
๕. วิริยารัมภะ เพียรพยายามเขาใจในสิ่งที่ฟง และพยายามเอาคําน้ันไปปฏิบัติ วิริ
ยารมั ภะ แปลวา ปรารภสิ่งท่เี ราไดฟ ง มาและทดลองทําใหมาก พยายามใหม าก พยายามทํากิจของ
ตนใหเต็มท่ี พยายามท่ีจะเรียนรู จะศึกษา จะทําความเขาใจ หรือพยายามทํากิจอยางไมยอทอ
ฉะน้ัน ส.ส. ดีหรือ คนดี เราจะดูเขาไดวา เขาเปนคนทํากิจของเขาอยางเต็มท่ี ไมยอทอ ไมฝอ ไม
เบ่ือ ทําจนสําเร็จไมทอดทิ้ง อะไรงายๆ เม่ือสมัยเขาหาเสียง เขาก็มาหาประชาชนอยางพยายาม
เหลอื เกนิ คร้ันเขาไดเปนแลว ก็พยายามมาหาประชาชนอีก พยายามมาติดตอดูแลความทุกขยาก
ของประชาชนอกี พยายามใกลช ิด ดแู ลประชาชนอยางตอ เน่อื ง อยา งนแี้ ปลวา เขาเปน คนดี
๖. มีสติ ส.ส. ดีตองมีสติดี บางคนสติเปนอยางไรก็ไมรู เสมือนจะวิปลาส เม่ืออภิปราย
ในสภา พูดหาสาระอะไรไมไดพูดซ้ําๆ เรื่องเดิม ซ่ึงเปนเร่ืองที่ไรประโยชน มีการตอวากัน คือ โต
กันไปโตกันมา เสียเวลาเปลา น่ีแสดงวาเหมือนกับขาดอะไร เชน พอไดพูด “ทานประธานท่ี
เคารพ” พอไดพูดขึ้นหนอยเดียวก็ดาประธานแลว เพ่ิงทําเคารพอยูเมื่อก้ีน้ีเอง ไมทันไรดากันอีก
แลว น่ีแสดงวา ส.ส.ในสภาน้ีไมคอยมีสติ เพราะฉะนั้น ตองคอยจุดตรวดดูวา ส.ส.คนใดขาดอะไร
เขาบอกใหน งั่ บอกใหห ยดุ ยังไมน ง่ั ไมหยดุ แสดงวา สติไมค อยดี
๗. มีปญญา คือ รอบรูเรื่องการคาขายจากตางประเทศ รอบรูเร่ืองโจรผูรายจะปราบ
อยางไร หรือเร่ืองการปราบทุจริตคอรัปชั่น รอบรูเร่ืองที่จะทําใหชาวบานมีกินมีใช เดี๋ยวนี้บางคน
ไมรูเร่ืองอะไรเลยเขาไปเปน อยากเปนทั้งๆ ที่ไมรูเรื่อง โดยเฉพาะไมมีปญญาท่ีจะทําใหเกิดมี
ศีลธรรมในบานเมือง อันน้ียิ่งแย บานเมืองขาดศีลธรรมแลวไมมีปญญาที่จะคิดใชสื่อสารทาง
เทคโนโลยีสมัยใหมเขามาสงเสริม ความดีใหเกิดขึ้นในบานเมือง เวลาเกิดเร่ืองรายๆ ข้ึน ไมมี
ปญญาจะพูดใหเร่ืองรายกลายเปนดี เชน เขาเดินขบวนมาหนึ่งหมื่น ฝายรัฐบาลตองรีบไปแกไข
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๕๑
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ไมใชมาหม่นื เดยี ว เราจัดม็อบอีกสองหมื่นไปสูกันถาทําอยางนี้ บรรลัย ฉะน้ัน ผูนําหรือ ส.ส.ตองมี
ปญ ญาหาทางแกไ ขปญหาที่เกิดขน้ึ ในแนวทางท่สี งบ
พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) ไดกลาวไววา การเมืองในแงความเปนจริง การเมือง
เปนเรื่องของกลุมคนทุกคน เปนระบบการบริหารบานเมืองเพ่ือใหเกิดความอยูเย็นเปนสุข ไมวาจะ
แยกอํานาจการบริหารออกเปนกี่อยางก็ตาม พระพุทธศาสนาจะมีบทบาทหรือไมตองยอนดูในสมัย
พุทธกาล ในทางรัฐศาสตรพระพุทธเจาไดทรงแสดงหลักของพระราชาไวดีมาก เชน ทศพิธราชธรรม
จักกวัตติวัตร ราชสังคหวัตถุ ในขณะเดียวกัน ก็ทรงแสดงระบบนิติบัญญัติ ระบบรัฐสภาไว๖ โดย
กลาวถึงสภาที่ตองมีสัตบุรุษ คือ ท่ีประชุมของคนดี พูดเปนธรรม ลดราคะ โทสะ โมหะ ในภาคของ
ตลุ าการกม็ ีหลกั วนิ ัยธร มคี ณะบุคคลขึ้นมาทํางานดา นวินิจฉยั อรรถคดีตามหลักสัมมุขาวินัย หลักของ
อธิกรณสมถะ เพราะฉะน้ันโครงสรางของพระพุทธศาสนา จึงเปนโครงสรางการบริหารอยูแลว มีการ
แนะนําส่ังสอนใหพุทธศาสนิกชนที่มีฐานะตําแหนงทางการเมืองใหเปนนักการเมือง เปนขาราชการ
เปนพระราชาที่ดี เชน ทรงแสดงแก พระเจาปเสนทิโกศลวา ลักษณะการเปนพระราชาที่ดีเปน
อยางไร ทําใหพระองคเปนฐานเปนศูนยกลาง ของกุศลกรรมบถ ถือการทําความดี เมื่อบริหาร
บานเมืองโดยพื้นฐานนี้ อาณาประชาราษฎรยอมอยูเปนสุขได อิทธิพลที่เกิดข้ึนมาเกี่ยวของกับ
การเมอื งน้นั พระพุทธศาสนาใหความสาํ คัญและคลอยตาม บา นเมืองท่ีเรยี กวา ราชานงั อนุวัตติตุง๗
๖.๓ ความสาํ คัญของบทบาทพระสงฆตอการมีสวนรวมทางการเมืองการปกครองของ
ไทย
พัทยา สายหู กลาววา บทบาท ก็คือ การกระทําตางๆ ตาม “บท” ที่กําหนดไวใหผู
แสดงตองทํา ตราบใดที่ยังอยูใน “บท” นั้น เปรียบไดเหมือน “บท” ของตัวละครท่ีกําหนดใหผู
แสดงในละครเร่อื งนน้ั ๆ เปนตัวอะไร มีบทบาทท่จี ะตองแสดงอยางไร๘ ก็แสดงไปตามบทบาทน้ัน
๖ พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ), ธรรมาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : พรศิวะการพิมพ, ๒๕๓๔),
หนา ๔๕,
๗ วุฒินันท กันทะเตียน, พระสงฆกับการเมือง: แนวคิดและบทบาทในสังคมไทยในปจจุบัน,
(บณั ฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๑), หนา ๑๔๕ - ๑๔๖.
๘ พทั ยา สายหู, ความเขาใจเก่ยี วกับกลไกของสงั คม, (กรุงเทพมหานคร : พคิ เณศ, ๒๕๖๑).
๑๕๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ภิญโญ สาธร ใหความเห็นวา บทบาท หนาที่ หมายถึง ความมุงหวังท่ีบุคคลอื่นคาดวา
บุคคลในตําแหนงใดตําแหนงหนึ่ง ควรกระทําหรือแสดงพฤติกรรมอยางใดอยางหน่ึง ออกมาเปน
สถานการณอยางใดอยา งหนง่ึ และบทบาทหนาท่ที ่มี คี วบคูอยกู ับตําแหนงทบี่ คุ คลดํารงอยเู สมอ๙
อานนท อาภาภริ มย ใหความหมายไววา โดยปกติวิสัยแลว สถานภาพและบทบาทเปน
ส่ิงควบคูกันไป แตอยางไรก็ดี บทบาทหรือการปฏิบัติหนาท่ียอมข้ึนอยูกับบุคคลที่เขาดํารง
ตําแหนงน้ัน เพราะฉะนั้น บทบาท จึงเปนรูปการที่เคลื่อนไหว หรือรูปการทางพฤติกรรมของ
ตําแหนง ๑๐
สชุ า จันทรเ อม และสุรางค จันทรเอม อธิบายความหมายของบทบาทไววา บทบาท มี
ความหมาย ใกลเคยี งกับสถานภาพมาก บทบาท เปนส่ิงท่ีบุคคลในสถานภาพตางๆ พึงกระทํา น่ัน
คอื เม่ือสงั คมกาํ หนดสิทธิและหนาที่ใหสภาพใดอยางไรแลว บุคคลในสภาพนั้นๆ จะตองประพฤติ
หรอื ปฏบิ ัติตามหนา ทที่ ่กี ําหนดไว๑ ๑
จากความหมายและแนวคิดเก่ียวกับบทบาทท่ีกลาวมา สรุปไดวา บทบาท หมายถึง
การกระทํา หรือพฤติกรรมตางๆ ของบุคคลที่เปนไปตามหนาที่ตําแหนง หรือสามารถแบงออกได
เปน ๒ ลักษณะ คือ บทบาทท่ีสังคม บุคคลที่เกี่ยวของ รวมทั้งบุคคลท่ีอยูในตําแหนงนั้นๆ เอง
คาดหวังวา ควรจะไดดําเนินการและบทบาทที่บุคคลไดแสดงพฤติกรรมออกมาจริง ภายใต
ตาํ แหนง หนา ท่แี ละเงื่อนไขของสถานการณที่กาํ หนดไว
ในสังคมไทยพระสงฆมีฐานะและความเปนอยูท่ีแตกตางไปจากประชาชน มีระเบียบ
วินัย สําหรับกําหนดความเปนอยู และไดรับการยกยองจากประชาชนใหอยูในฐานะที่ไดรับความ
เคารพและสกั การะ เรยี กวา เปนสังคมหน่งึ ตา งหาก แตเมอ่ื พิจารณาในทางคณิตศาสตรแลวเห็นวา
พระสงฆหรือพระภิกษุสามเณรเปนสวนหนึ่งหรือหนวยหน่ึงของสังคม หรือในสังคมเปนพลเมือง
๒๕๑๖). ๙ ภญิ โญ สาธร,หลักบริหารการศึกษา, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพไ ทยวัฒนพานิช จํากัด, ๒๕๑๖).
๒๕๒๐). ๑๐ อานนท อาภาภิรม, สังคมวิทยา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย,
๑๑ สชุ า จันทรเ อม และสุรางค จันทรเอม, จิตวิทยาสังคม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพแพรวิทยา,
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๕๓
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ของประเทศเชนเดยี วกับประชาชนพลเมอื งทั่วไป และมีพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆเปน
ขอปฏบิ ตั อิ ีกสวนหน่ึงตา งหาก
สถาบันสงฆ เปนสถาบันจารีตประเพณีท่ีมีความสําคัญยิ่ง พระสงฆจากอดีตจนถึง
ปจจุบันมีความสัมพันธใกลชิดและมีบทบาทสําคัญในการชี้นําสังคม ซึ่งถึงแมบทบาทในดานการ
เปนผูนําจะลดนอยลงไปในปจจุบัน แตบทบาทดานเปนผูนําทางศีลธรรมจรรยาน้ัน พระสงฆยัง
ไดรับความเคารพนับถืออยางสูงและเปนสถาบันสังคมที่ขาดเสียไมไดในชีวิตประจําวันของชาว
ชนบทสวนใหญ ซึ่งนอกจากจะเปนท่ีพึ่งทางใจแลว ยังเปนสถานที่เอื้ออํานวยในดานบริการสังคม
อน่ื ๆ ที่กลไกของรฐั บาลเขา ไปใหบริการไมท่ัวถึง เพ่ือเปน การสรา งบรู ณาการภายในชุมชน
๖.๓.๑ บทบาทพระสงฆตามพระธรรมวนิ ัย
การปกครอง (Government) คือ การควบคุม ดูแลหมูคณะใหมีความเปนอยูที่ดี มี
ระเบียบวินัยเพ่ือนําไปสูเปาหมายของหมูคณะหรือของสังคมนั้น ๆ คําศัพทท่ีใชในความหมายวา
ปกครองในพระไตรปฎก เชน ปลาส อภิปาล เปนตน ถามองไปถึงการบริหารคณะสงฆ พระพุทธ
องคไมทรงใหความสําคัญกับผูนําหรือผูปกครอง แตพระองคทรงใหความสําคัญตอพระธรรมวินัย
มากกวา เพราะเหตุวา พระธรรมวินัยไมมีการเปลี่ยนแปลง (เปนสัจธรรม) แตผูนํามีการ
เปลี่ยนแปลงไดเสมอ๑๒ ดังที่พระองคไดตรัสกับพระอานนทวา “ธรรมและวินัยที่เราแสดงแลว
บญั ญตั แิ ลว แกเ ธอทัง้ หลาย หลังจากเราลว งลบั ไป กจ็ ะ เปนศาสดาของเธอทง้ั หลาย”๑๓
จะเห็นวา คุณลักษณะในดานการบริหารของพระพุทธองคนั้น ก็คือ หลักธรรมตางๆ ท่ี
พระองคไดตรัสไวซ่ึงผูบริหารหรือผูปกครองสามารถที่จะนํามาใชในสังคมปจจุบันไดเปนอยางดี๑๔
เพราะคุณสมบัติของการเปนนักบริหารช้ันยอดนี้เอง พระพุทธศาสนา จึงไดกลายเปนสถาบันอัน
๑๒ พระมหาอภิวิชญ ธีรปฺโญ, “การศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาการเมืองของขงจ้ือกับพุทธ
ปรัชญาเถรวาท”, วทิ ยานิพนธพ ทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลยั , ๒๕๔๒), หนา ๗๕.
๑๓ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๖/๑๖๔.
๑๔ พระมหากฤตวิทย อธิฏฐาโน (สนธสิ ขุ ), “ศกึ ษาเปรียบเทียบแนวความคิดประชาธิปไตยในพุทธ
ปรัชญาเถรวาทกับแนวคิดประชาธิปไตยในสังคมปจจุบัน”, วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต
วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๘), หนา ๕๗.
๑๕๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
เปนปกแผนม่ันคงดํารงอยูในอินเดียเหนือไดภายในระยะเวลาอันรวดเร็วและยังแผกระจายไปยัง
นานาประเทศ ตลอดถึงองคกรท่ีพระองคทรงกอต้ังข้ึนกค็ ือ องคก รสงฆ ซ่งึ มคี วามเจริญสืบเน่ืองจน
ทกุ วันน้ี
๑. หลักการมสี ว นรว มในการปกครอง
พระพุทธศาสนา ถือเปนหลักการสําคัญประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ที่เปด
โอกาสใหประชาชนไดเปนผูมีสวนรวมในการใชอํานาจทางการเมือง เชน การใหประชาชนเปนผู
เลอื กตั้งบริหารประเทศ การใหสิทธิในการวิพากษวิจารณการทํางานของรัฐ เปนตน เมื่อพิจารณา
สถาบันสงฆในพระพุทธศาสนาจะเห็นไดวา พระสงฆมีสวนรวมในการปกครองหมูคณะมาต้ังแต
สมัยพุทธกาล เริ่มตน ตัง้ แตการบัญญัติพระวินัยของพระพุทธเจา พระองคทรงบัญญัติในทามกลาง
สงฆทรงสอบถามภิกษุท่ีเปนผูกอเรื่องแลว ทรงติเตียนการกระทําน้ันๆ ทรงบอกถึงเหตุผลของการ
บัญญัติสิกขาบท นอกจากน้ีในการบวช หรือการรับสมาชิกเขาหมูแบบญัตติจตุตถกรรม
อุปสัมปทา๑๕ คือ รับบวชคนใหเปนภิกษุเขาหมู จึงเปนหนาที่ของสงฆจะพ่ึงทําดวยอีกอยางหน่ึง
พระศาสดา จึงทรงงดการประทานอุปสมบทดวยพระองคและทรงเลิกการใหอุปสมบทของสาวก
ดวยเหตุน้ี จึงทรงอนุญาตใหสงฆทําดวยวิธีซ่ึงเรียก วา ญัตติจตุตถกรรมอุปสมบท๑๖ “ จะเห็นได
ชัดเจนวา พระองคมิไดครองความเปนใหญลําพังพระองคแตอยางใด ในทางตรงกันขาม พระองค
ทรงมอบใหสงฆเปนใหญซึ่งสอดคลองกับหลักประชาธิปไตยถาหากวาพระสงฆในที่ประชุมน้ันเห็น
วาไมถูกตองไมเหมาะสมประการใดก็มีสิทธิท่ีจะคานไดอยางเต็มท่ี และการคัดคานนั้น ท่ีประชุม
จะตองรับฟง ถึงแมวาจะเปนเสียงสวนนอยก็ตาม การอุปสมบทจะทําไดก็ตอเม่ือ พระสงฆในที่
ประชมุ น้นั มคี วามเหน็ ชอบรว มกันเปน เอกฉนั ทเ ทานั้น
๑๕ การอุปสมบท (บวชพระ) ที่สําเร็จดวยกรรมวาจาท่ี ๔ ท้ังญัตติ คือ กรรมวาจาเท่ียวแรกเปนคํา
ประกาศใหสงฆทราบ เรียกวา “ญัตติ” อีก ๓ เท่ียวเปนคําปรึกษาของสงฆ ท่ีตกลงกันวา “รับเขาหมู” เรียกวา
“อนุสาวนา”.
๑๖ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส,วินัยมุขเลม ๓, (กรุงเทพมหานคร :มหาม
กุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๗), หนา ๓-๔.
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๕๕
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
๒. หลักเสยี งขางมาก
วิธีการอยางหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยยึดเสียง
สวนมาก (Majority) และการมฝี ายคา น ซึ่งเปนเสียงสวนนอยที่คอยเปนฝายตรวจสอบการทํางาน
ของฝายบริหาร หรือ ผูปกครอง ในทางพระพุทธศาสนา คือ การดําเนินการของคณะสงฆในการ
ปกครอง กม็ ีการใชเ สยี งสวนมากเชนเดียวกัน เชน ในการตัดสินอธิกรณ บางกรณีไมอาจใชมติเอก
ฉันทได ทรงอนุญาตใหตัดสินโดยเอาเสียงขางมากเปนประมาณ ซึ่งเรียกวา เยภุยยสิกา๑๗
นอกจากนใ้ี นหลกั อปริหานิยธรรม๑๘ ทท่ี รงแสดงแกชาววชั ชีวา ใหหม่ันประชุมกันบอยๆ ก็เปนการ
แสดงใหเหน็ วา เปน หลกั ธรรม สาํ หรับการปกครองโดยใชเสียงขางมาก เพราะถาปกครองโดยคนๆ
เดียวแลว ก็ไมจําเปนตองประชุมพิจารณาอะไรมากมาย สามารถพิจารณาส่ังการไดทันที นี้แสดง
ใหเห็นวา ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองคทรงใหความสําคัญหรือความเห็นของคนหมูมาก
เพ่อื หาขอ ยตุ ิปญ หาหรือหาขอ ตกลงรว มกนั
๓. การทาํ ใหห มูคณะอยูรวมกันในสงั คมดวยสามัคคีธรรม
กระบวนการในการปกครองสงฆน้ัน ถือไดวาเปนแบบแผนในการสรางสังคมอุดมคติ
(Ideal Society) นอกจากจะมีพระธรรมวินัยเปนหลักแลว ยังตองอาศัยคุณธรรมตางๆ ของ
พระสงฆสาวก เชน ความเปนกัลยาณมิตรของกันและกัน ความหวังดีในทางธรรมตอกัน ความ
สามัคคีกันในทางธรรม ความพรอมเพรียงกันทําหนาที่โดยเห็นแกธรรมเปนหลัก เปนตน
นอกจากน้ี ยังจะตองเคารพลัทธินิยม หรือประเพณีของกันและกัน เม่ือสรุปถึงหลักการในการ
ปกครองสงฆแลวสามารถสรปุ ได ๓ ประการ คอื
๑) ยึดถือพระธรรมวนิ ยั เปนหลกั ในการปกครอง แลว อาศัยคุณธรรมตางๆ ของพระอริย
สาวกเปน เคร่ืองสนบั สนนุ เก้ือกูล
๒) เคารพธรรมเนียมของกันและกนั ตามพระธรรมวินัย
๓) มุงผล คอื ความสามัคคี และความผาสกุ ของคณะสงฆตามพุทธบัญญัติ
๑๗ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท, พิมพครั้งที่
๒๔, (กรุงเทพมหานคร : สาํ นกั พิมพผลิธมั ม จาํ กดั , ๒๕๕๘), หนา ๓๓๔.
๑๘ ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๓๔/๗๘-๘๐.
๑๕๖ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
การปกครองสงฆน้ัน จะตองยึดถือพระธรรมวินัยเปนหลัก แตเม่ือการปฏิบัติยังไมถึง
ท่ีสุด ก็อาจจะทําใหมีธรรมเนียมนิยมท่ีแตกตางกันบาง จึงตองมีความเคารพในธรรมเนียมของกัน
และกัน เพื่อปองกันความกระทบกระเทือนทางจิตใจ อันเปนเหตุใหหมูคณะเกิดความแตกราว
เปนการยดึ เหน่ยี วนํ้าใจกนั ไวด ว ยสามคั คธี รรม เม่อื การปฏบิ ตั ิตามพระธรรมวินัยถึงที่สุดแลว ธรรม
เนียมน้ันๆ ก็จะหายไปเองไมถือเอาเปนสาเหตุของการขัดแยงวิวาท อันเปนปจจัยทําลายความ
สามัคคีในสังฆมณฑล
๖.๓.๒ บทบาทพระสงฆต อ สงั คมไทย
การเมืองน้ันไมใชวาจะแยกขาดไปจากคณะสงฆ คณะสงฆตองรูต่ืนอยูตลอดเวลา ไม
เพียงแตเร่ืองการปฏิรูปการจัดสรร หรือจัดการแกไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญหรือจัดสิ่งแวดลอมที่จะ
อํานวยใหการเมือง สะอาดบริสุทธิ์เทานั้น๑๙ แตเรื่องการเมืองท่ีจะปฏิรูปลึกๆ เปนเรื่องของ
ศีลธรรมของชาวบานโดยเฉพาะ จิตสํานึกเรื่องเกลียดชั่วกลัวบาป ความซ่ือสัตยสุจริต ความเปน
คนมีอุดมการณ มอี ดุ มคตทิ จี่ ะเขาไป รบั ใชป ระชาชน ไมเหน็ แกตัว
เมื่อมีการเลือกตั้งหรือเหตุการณทางการเมือง ในเร่ืองใดเกิดขึ้นก็ตาม ถาพระออกมา
แสดง ความคิดเห็นในเรื่องการเมือง ก็มีคนวิจารณตามหลังมาทันทีวา พระไมควรยุง ไมควรมา
เก่ยี วของกบั การเมือง ปญ หาน้มี กี ารถกเถียงกันมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน บางทานก็บอกวา
พระจําเปนตอง เก่ียวของกับการเมือง เพราะสามารถสอนนักการเมือง ใหเปนนักการเมืองที่ดีได
บานเมอื งจะรมเย็น เปน สุข นกั การเมืองจะไมโกงกิน ก็เพราะไดธรรมะจากพระนี่แหละ เมื่อหลาย
ฝายพยายามสรางความเขาใจไววา พระนั้นไมเกี่ยวของกับการเมือง เลยดูเหมือนวา บทบาทนี้มี
ไมได พระทําหรือละเลยซึ่งความจริง เปนเรื่องของความเปนธรรม เปนเร่ืองของธรรมะ เปนเรื่อง
การเชิดชูธรรมะ พระตองเกี่ยวของในกรณีความขัดแยงหลายๆ คร้ังท่ีเกิดขึ้น นับต้ังแตเหตุการณ
ทางการเมืองท่ีผานๆ มา เราจะเห็นวา พระนั้นไมไดมีบทบาท ท้ังๆ ท่ีฝายท่ีเรียกรองก็ดี ฝายที่
ระงับการเรยี กรองก็ดี ก็คือ ชาวพุทธซ่ึงก็เปนคนไทยเปนพ่ีนองของเราน่ันเอง เม่ือเขาประจันหนา
๑๙ พระศรีปรยิ ตั โิ มลี (สมชัย กสุ ลจิตโฺ ต), การเมอื ง (มิใช) เรอ่ื งของสงฆ, (กรุงเทพมหานคร : เรือน
แกวการพิมพ, ๒๕๔๓), หนา ๑๐๓-๑๐๖.
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๕๗
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
กนั เขาจะตอ งทําอะไร ซึ่งเปนการเบียดเบียนกันใหเสียเลือดเน้ือ ถาโดยหลักการแลวพระตองเขา
ไปหาและหาขอยุติน้ัน
มีตัวอยางในพระพุทธศาสนาเก่ียวกับพระพุทธเจา คือ เหตุการณตอนพระประยูรญาติ
สองฝาย คือ ฝายโลกิยะกับฝายศากยะถือดาบถือหอกออกไปเพ่ือจะไปแยงน้ํากัน พระพุทธเจา
เปนพระพุทธเจาแทๆ ยังทนอยูไมได เมื่อชาวบานเขาจะมาประหัตประหารกัน ซึ่งอาจจะตองเสีย
เลอื ดเสียเน้ือ พระองคตองออกไปหาม ตองไปรักษาชีวิตไว น้ีเปนบทบาทท่ีพระพุทธเจาทําไวเปน
ตัวอยาง ชีวิตที่อยูในความ ลอแหลมตางๆ นั้น พระมีความจําเปนที่จะตองเขาไปมีบทบาท แต
จะตองผา นการกรองในดานขอมูลของเหตุการณน้ันๆ ใหชัดเจนเสียกอน และตองทําเปนสวนรวม
ไมใชสวนตัว ตองออกไปในรูปของคณะสงฆที่มีพระเปนจํานวนมากออกไป ในกรณีพฤษภาคมท่ี
ผานมานั้น ถา เรามพี ระสัก ๑๐๐ รูป ๒๐๐ รูป ออกไปแบบเปนสัญลักษณของความสงบ ความรัก
ความเมตตา ไปสวดมนต ไปเชิญชวนทุกคนนั่งสมาธิภาวนา การกระทําอยางน้ี เปนหลักการท่ี
พระองคทรงกระทํามาแลว บางทีเราอาจจะไมมีการเขนฆากัน เราอาจไมตองเสียเลือดเนื้อดัง
เหตกุ ารณท ผ่ี านมา
ภาพลักษณของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสถาบันสงฆจะเดนข้ึนในฐานะที่ประเทศ
ไทยเปนประเทศท่ีเรียกวา ดินแดนแหงผากาสาวพัสตร แตทําไมผากาสาวพัสตรจึงไมปรากฏบาง
เมอื่ เกิดเหตกุ ารณข ัดแยงข้ึน ทาํ ไมไมชว ยเปน รม เงา เปนท่ีกาํ บงั เปนทีพ่ ึ่งพิงของชาวพุทธ ทําไมผา
กาสาวพัสตรจึงตองไปปรากฏ เฉพาะตอนที่เหตุการณ ซึ่งมีเพียงการนิมนตไปบังสุกุล มันก็ไมเกิด
ประโยชนอะไร เพราะไมทันเหตุการณ ความจริงแลวถาทําไดอยางท่ีกลาว คุณคาและความโดด
เดนของสถาบนั สงฆ กจ็ ะปรากฏชดั ขน้ึ มาอกี ภาพหนงึ่ ถาพระมีโอกาสและมีบทบาทในการชวยลด
ความขัดแยง แกปญหาการเสียเลือดเน้ือและชีวิตของคนไทยดวยกัน การกระทําของพระเชนน้ี
ยอมเปนการถูกตองตามพระธรรมวินัยและจะทําใหหมูชนทั่วโลกชื่นชมอนุโมทนาสาธุการไปดวย
เพราะขาวจะถูกแพรกระจายออกไปทั้งในประเทศและตางประเทศ อาจเปนการเผยแพร
พระพทุ ธศาสนาท่ีไดผลอยา งรวดเรว็ แทนทเี่ ราจะสง พระไปไกล กม็ กี ารสง ภาพน้ันไปใหคนเหลาน้ัน
กอนแลวดวยส่ือมวลชน ครั้นเม่ือพระสงฆไปที่ไหนสอนที่ไหนใครก็อยากจะรูอยากเรียน
พระพุทธศาสนา อยากจะมาศึกษาปฏิบัติธรรม เพราะเขาเห็นวาพระพุทธศาสนาชวยเขาได ท้ังใน
เร่ืองสวนตัว เร่ืองของสังคม เรื่องการเมือง คลุมไปหมด การท่ีพระสงฆชวยไดเชนนี้ จะเปนการ
๑๕๘ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ชวยแบงเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เน่ืองจากสถาบันพระมหากษัตริยน้ัน
เราตองทะนุถนอม อยาใหพระองคตองหนักพระทัย ที่จะตองมาเกี่ยวของกับเรื่องนี้ในฐานะท่ีเรา
เปนพสกนิกรท่ีจงรักภักดี เราตองชวยกันแกไขตรงนี้กอน เพราะถาพระสงฆออกมาแลวสามารถ
ระงับความขัดแยงได สถาบันพระมหากษัตริยก็ไมตองออกมาเปนการชวยรักษาสถาบัน
พระมหากษตั ริยดวย แตถ าประเทศไทยเราไมม ีสถาบันพระมหากษตั รยิ ไมม ีพระมหากษัตริยที่ทรง
คุณธรรมลาํ้ เลิศอยา งปจ จบุ ัน ทฝ่ี ายขดั แยง ตา งยินยอม ตา งเทิดทูนเคารพนับถือแลว คณะสงฆก็ยัง
เงียบอยูอยางน้ี บานเมืองจะเปนอยางไร ดังนั้น ถาหากคณะสงฆท้ังหมดเห็นตรงน้ีเปนเรื่องรักษา
ธรรมะ รักษาชีวิตเลือดเน้ือ แลวออกมาดําเนินการ ในดานของความม่ันคงของประเทศชาติ ก็
เทากับพระชวยรักษาดวย ในเร่ืองของสถาบันพระมหากษัตริยเราก็ตองชวยกันรักษา แมจะเปน
เรื่องเล็กนอยก็ตาม เราชวยกันจัดการกอน เพราะถาเกิดพลั้งพลาดไป บานเมืองไมสงบข้ึนมา
แมวาคณะสงฆจะบอกวาไมเกี่ยวกับการเมือง แตความไมสงบของบานเมืองน้ันกระทบมาถึงคณะ
สงฆ คณะสงฆก็คงไมมีเวลาท่ีจะมาศึกษาเลาเรียนประพฤติปฏิบัติ เร่ืองนี้พระสงฆตองเขาใจ
เพราะเปนเร่ืองท่ีละเอียดออน ในการที่จะเขาไปจัดการ ซ่ึงถาจับประเด็นตรงนี้ได และทําความ
เขาใจตรงน้กี นั ใหมากๆ ก็จะทําใหท กุ อยางดขี นึ้
เมื่อพระเขาใจบทบาทของตนเองไดชัดวา การเมืองนั้นไมใชวาจะแยกขาดไปจากคณะ
สงฆ คณะสงฆตองรูตองต่ืนตัวอยูตลอดเวลา แมแตเรื่องการปฏิรูปการเมืองน้ีก็เชนกัน การปฏิรูป
การเมืองไมใ ชเร่อื งของการจดั สรรหรอื จัดการแกไขปรับปรงุ รฐั ธรรมนูญหรอื จดั สิ่งแวดลอม แตเปน
สง่ิ ทจี่ ะอํานวยใหก ารเมืองสะอาดบรสิ ุทธิเ์ ทานั้น แตเรื่องการเมืองท่ีจะปฏิรูปลึกๆ ควรจะเปนเรื่อง
ของศีลธรรมของนักการเมืองและชาวบาน โดยเฉพาะจิตสํานึกเรื่องเกลียดชั่วกลัวบาป ความ
ซอื่ สตั ยสุจริต ความเปน คนมีอุดมการณ มอี ดุ มคติที่จะเขาไปรับใชประชาชน ไมเห็นแกตัว ยอมรับ
ความจริงบางอยางทางการเมือง เชน แมเราแพ แตการหาเสียงนั้นทั้งเขาและเราทําไปอยาง
บริสทุ ธิผ์ ุดผอ ง เราไมควรเสียใจ ควรดีใจเสียอีกที่มีคนท่ีเขาดีกวา พรอมกวา อาสาไปทํางานรับใช
ประชาชนแทนเรา เราก็สบายไป ควรยินดีกับเขาดวย แลวการซ้ือสิทธิ์ขายเสียงจะลดลง หาก
ศีลธรรมเขม แข็งข้นึ ทง้ั ในหมปู ระชาชนและนักการเมือง
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๕๙
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๖.๓.๓ บทบาททางการเมืองของพระสงฆในประวัติศาสตร
พระพุทธองคม ิไดท รงสอนระบบการเมอื งการปกครองไวโดยตรง แตทรงสอนท่ีจะทําให
ระบบการเมืองที่มีอยูแลว ใหดําเนินไปเพื่อความสุขแกประชาชนและไมรุกรานกันในระหวางรัฐ
และดวยเหตุท่ีทรงตองการเอาธรรมเปนหลักการปกครอง จึงตองทรงช้ีวา ระบบวรรณะน้ันไม
ถูกตองในสองลกั ษณะคอื
ลักษณะที่หน่ึง คือ ความสูงตํ่าทางวรรณะที่ถือกําเนิดเปนหลักนั้นทรงแยง ดวยหลัก
ความประพฤตขิ องบุคคล คือ ถือการกระทาํ ของบุคคลเปนหลกั วัดความสูงตา่ํ ของคน
ลักษณะท่สี อง คือ หนา ทต่ี ามวรรณะนัน้ ทรงชีว้ า เกิดข้นึ ตามธรรมชาติ
แตพราหมณนํามาอธิบายผิด โดยเฉพาะวรรณะกษัตริย ซ่ึงพราหมณเนนที่การทํา
สงครามการ สูรบ อันเปนเหตุแหงการรุกรานน้ัน ทรงอธิบายวา แทที่จริงแลว กษัตริยมีหนาท่ี
ระงับขอพิพาทของประชาชน และทํานุบํารุงประชาชนใหมีความสุข คําสอนในพระสูตรตางๆ ที่
นํามาวิเคราะหลวนสนับสนุนมติท่ีวา พระพุทธองคมิไดทรงสอนระบบทางการเมือง การที่จะ
อธิบายวา พระพทุ ธองคทรงยึดหลักการเมืองท่ีเปนประชาธิปไตยก็ดี หรือสังคมนิยมก็ดี และอยาง
ที่พยายามทํากันอยูจึงเกินกวาที่พระพุทธองคทรงสอนไว สิ่งเหลานี้มิใชปญหาสมัยพุทธกาล แต
เกิดขึ้นและเขาใจไดในสภาพแวดลอมของสมัยใหม ความแตกตางหรือขอแยงท่ีสําคัญๆ เก่ียวกับ
ความคิดเหลานี้ จึงเห็นไดชัดและเปนขอแยงในระดับรากฐานของความคิด สวนขอสนับสนุนน้ัน
กลบั เปน แตเ ร่อื งผิวเผิน
การถือหลักประชาธิปไตย พระพุทธศาสนาถือวา เหตุผลตองมากอนความภักดีหรือ
ศรทั ธา จึงไมบ งั คับใหผ ใู ดนับถือโดยปราศจากความเต็มใจ ใครเขาใจเพียงไหน ศรัทธาเพียงใด จะ
ปฏิบัติตามอยางไร มีเสรีภาพในการนับถืออยางเต็มที่ ไมผูกขาดใหทุกคนเช่ือฟงหมด ใครเห็นดี
เห็นงามก็นําไปประพฤติ ปฏิบัติเพ่ือใหประจักษผลน้ันดวยตนเอง นับไดวา พระพุทธศาสนา เปน
ศาสนาของชนทกุ ชนั้ วรรณะ มธี รรมต้งั แตช ้ันต่ําจนถึงชั้นสงู ทุกคนสามารถรับไปปฏิบัติไดตามควร
แกอัตภาพของตนในการอุปสมบทก็ไมมีการกีดกัน ชาติใดผิวใดก็บวชไดท้ังส้ิน การปกครองคณะ
สงฆและในการบําเพ็ญกรณียกิจของคณะสงฆก็มีลักษณะเปนแบบประชาธิปไตย ทั้งในดานของ
หลักการและวิธีการ พระวินยั ใหสทิ ธแิ กพระสงฆมีอาํ นาจในการบริหารหมูคณะ และมีสิทธิคัดคาน
ในเม่ือไมเห็นดวย โดยไมมีขอจํากัดวาจะเปนผูเกิดในสกุลสูงหรือสกุลต่ํา จะเกิดในสกุลม่ังมีหรือ
๑๖๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ยากจน ทกุ คนเมือ่ เขา มาบวชแลว ก็มสี ทิ ธิ์ เทาเทียมกันและจะตองเคารพกันตามลําดับของผูที่เขา
มาบวชกอน-หลัง บุคคลทุกคน ไมวาวรรณะใดยอมมีสิทธิเทาเทียมกันหมด เพราะถือวา บุคคลใด
จะดีหรือเลวก็อยูท่ีการกระทํา คนทุกช้ันจึงมีสิทธิทําความดีเทาเทียมกันหมด ดังพุทธภาษิตท่ีวา
“กษัตริย พราหมณ แพศย ศูทร จัณฑาล และคนงานช้ันตํ่า เม่ือประพฤติธรรมในโลกนี้แลวยอม
เสมอกัน สิ่งน้ีแสดงใหเห็นลักษณะของการยอมรับนับถือในความเทาเทียมกันตามหลัก
ประชาธิปไตย
การดาํ เนินกิจการของคณะสงฆก ็ถอื ตามเสียงขางมากเปนเกณฑ การวินิจฉัยหรือตัดสิน
ปญหาท้ังปวงเกี่ยวกับพระสงฆ จะตองเปนไปตามธรรมนูญการปกครองของพระสงฆหรือพระ
ธรรมวินยั ทกุ คนจะมสี ทิ ธอิ อกเสยี งไดเ ทา กนั ในการอุปสมบทกเ็ ชน กนั จะตอ งไดร ับความเห็นชอบ
จากท่ีประชุมสงฆของวัดน้ันๆ และระหวางการประชุม พระพุทธองคยังเคยทรงปวารณาใหภิกษุ
ทกั ทว งการกระทาํ ทางกายและวาจาของพระองคได นอกจากนี้ ในสมัยพุทธกาลยังไดทรงสงเสริม
ฐานะของสตรีเพศ โดยใหสิทธิทุกประการในพระพุทธศาสนาเทาเทียมกับบุรุษเพศ เชน สิทธิใน
การเขา บวชเปนภิกษณุ ีเปน ตน
เสรีภาพและความเสมอภาคหรือการนับถือสิทธิมนุษยชนของพระพุทธศาสนา ก็มีอยู
อยา งกวางขวางตัง้ แตเมือ่ ๒,๕๐๐ ปเศษ มาแลว หลักธรรมท่ีกลาวไวในหลักอธปิ ไตย ๓ ยอมแสดง
ใหเห็นถึงการยึดถอื ความสําคญั ในการทาํ ความดขี องบุคคล กับการยึดถือหลักเกณฑและการยึดถือ
สงั คมเปน หลักสาํ หรบั หลักธรรมในหลกั ลิจฉวีอปริหานิยธรรมน้ัน คือ การหมนั่ ประชมุ กันเนืองนิตย
ยอมแสดงใหเห็นความสําคัญของการทํางานเปนหมูคณะ ซึ่งนับวาเปนสิ่งจําเปนตอการวาง
หลักเกณฑ ตอการแกปญหาและตอการตัดสินใจเปนอยางมาก ความพรอมเพรียงกันในการ
ประชุมและความพรอมเพรียงกันกระทํากิจการของสวนรวม ยอมเปนส่ิงที่เนนใหเห็นความสําคัญ
ของสามัคคีธรรมในการทํางานและการเคารพในบทบัญญัติที่วางไว การเช่ือฟงผูเปนประธานในที่
ประชมุ และการไมล แุ กอ ํานาจความโลภ ความโกรธ ความหลง เปน เร่อื งของการเคารพหลักเกณฑ
และไมลวงละเมิดในสิทธิของผูอ่ืน สวนการเคารพนับถือส่ิงท่ีประชาชนเล่ือมใสศรัทธา แสดงถึง
ลกั ษณะของการปกครองท่ีฟงเสยี งหรือความตองการ และ ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมเปน
ใหญ
พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง | ๑๖๑
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
สาํ หรับการเชญิ ชวนใหผ ูมีศีลเขามาสูป ระเทศและใหก ารอนุเคราะห นับเปน การสงเสริม
ใหคนมีความรูความสามารถเขามาทําความเจริญใหแกบานเมือง หลักธรรมเหลานี้ยอมเขากันได
กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทจี่ ะตองอาศัยสามคั คธี รรมของหมคู ณะเปน หลัก โดยเฉพาะ
อยางย่ิงในสังคมที่กําลังพัฒนาอยางประเทศไทยของเรานี้๒๐ขอความที่กลาวมาขางตนน้ันก็มีสวน
ถูก แตขาดความชัดเจน เพราะลักษณะตางๆ ดังท่ีกลาวมาแลวนั้น แมเปนความนิยมในระบอบ
ประชาธิปไตยแตก็เปนลักษณะที่เกิดข้ึนในระบอบอื่นๆ ไดเชนกัน ลักษณะที่กลาวมาน้ี เปน
ลักษณะการทาํ งานหรือการบริหารงาน มิใชลักษณะของระบบการเมือง การถือวาทุกคนเทาเทียมกัน
ในแงสิทธิทางความคิดก็ดี การยึดเหตุผลและขอกําหนดในการประชุมก็ดี เปนแตลักษณะท่ีดีในการ
ทํางานรวมกัน ซึ่งเปนผลของการยึดหลักประชาธิปไตย กษัตริยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยก็
อาจยอมรับสิ่งเหลาน้ีได คณาธิปไตยก็รับส่ิงเหลานี้ได ความเปนประชาธิปไตยในแงการบริหารงานน้ี
แมจะเปนส่ิงสําคัญในการทํางานแตไมใชลักษณะสําคัญท่ีจะบอกวาการปกครองน้ันเปนระบอบ
การเมืองประชาธิปไตยหรือไม ลักษณะตางๆ ดังท่ีกลาวมาแลวน้ัน อาจระบุไดวา เปนประชาธิปไตย
กวาศาสนาพราหมณเทานั้น แตไมอาจทําใหถือวา เปนระบอบการเมืองประชาธิปไตย ขอสําคัญท่ี
พระพุทธองคทรงสอนน้ัน แมจะมีคุณคา แตก็มิไดทรงสอนในแงที่จะทําใหตัดสินวา ระบบความคิด
นั้นเปนประชาธิปไตย ซ่ึงท่ีจริงก็มิใชเปนพุทธประสงคมาแตตน เปนการตีความของคนรุนใหม
ตา งหาก เมือ่ พจิ ารณาความคิดและความสาํ คัญตอไปน๒ี้ ๑
๑. การระบุวาอํานาจมาจากประชาชนตางกับการท่ีประชาชนเปนผูใชอํานาจ ขอความใน
อัคคัญญสูตร๒๒ แสดงใหเห็นวา อํานาจการปกครองเปนของประชาชน แตความคิดเบื้องตนที่วา
อํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน อาจนําไปสูความคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชยก็ได ดังเชน
ปรัชญาการเมืองของฮ็อบส เปนตน ในกรณีเชนน้ันประชาชนมิไดใชอํานาจของตนเลย แตในระบอบ
๒๐ สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ, รัฐศาสตรตามแนวพุทธ
ศาสตร, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพสํานักคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๓๐),
ภาคผนวก.
๒๑ ปรีชา ชางขวัญยืน,ความคิดทางการเมืองในพระไตรปฎก, พิมพคร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร :
สํานักพมิ พจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หนา ๑๐๙-๑๑๓.
๒๒ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๑๑-๑๔๐/๘๓-๑๐๒.
๑๖๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
การเมืองประชาธิปไตย ประชาชนเปนผูใชอํานาจปกครองตนเองน่ันคือ ประชาชนเปนผูออก
กฎหมายบังคับตนเอง ผูบริหาร หรือผูปกครองเปนเพียงผูดูแลใหกิจกรรมตางๆ ดําเนินไปตาม
กฎหมายเทาน้ัน อํานาจแทจริงยังอยูในมือประชาชน การจํากัดตนเองมากนอยเพียงไรก็ข้ึนอยูกับ
ตัวประชาชนเอง การใหสภาเปนผูออกกฎหมายและสมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งเพ่ือรักษา
อํานาจนี้ และเปนการรักษาอํานาจโดยการสรางระบบขึ้น เพื่อควบคุมไมใหฝากความหวังไวกับ
บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
๒. พระพทุ ธศาสนากลาวถงึ การตดั สนิ เรอ่ื งราวตางๆ ดวยสภา แตสภาที่วานี้ ก็เปนเรื่อง
การปกครองของสงฆ เมื่อพูดถึงการปกครองบานเมืองพระพุทธองคก็มิไดทรงกลาวถึงสภาที่
ประชาชนเปนผูแทนแตกลาวถึง สภาอยางของพวกลิจฉวี ซ่ึงเปนสภาของชนช้ันปกครอง และถา
จะคดิ ถึงสภาตามท่ีมีอยูในรัฐสมัยนั้น ก็เปนสภาของผูอาวุโสบาง คนที่เปนหัวหนาของเผาบาง หา
ไดม ีประชาชนเขาไปเกย่ี วขอ งดว ยไม หากจะตดิ วา ทรงใชส งฆเปนตัวอยางสภาของระบบการเมือง
สภาที่วานี้ก็เปนเพียงสภาวินิจฉัย มิใชเปนสภาออกกฎหมาย เนื่องจากวินัยสงฆเปนพุทธบัญญัติ
หาใชเปนกฎท่ีสภากําหนดข้ึนไม จึงไมใชสภาท่ีมีฐานะเปนองคกรในการปกครองตนเองอยางใน
ระบอบประชาธิปไตย ซ่งึ สมาชกิ สภามาจากประชาชนผูไดร บั การเลอื กตงั้ และประธานสภาก็ไดรับ
การเลือกต้ังจากสมาชิกสภาอีกตอหน่ึง เมื่อสภานี้ออกกฎหมายจึงเทากับประชาชนใชอํานาจของ
ตนปกครองตนเอง การปกครอง แบบน้ีจึงชอ่ื วา ประชาธิปไตย ความเปนประชาธิปไตยจึงมิไดอยูท่ี
การมีสภาเทา นัน้ แตตองพจิ ารณาถงึ องคป ระกอบและหนา ที่ของสภาดว ย
๓. ระบบแบง แยกอาํ นาจเปนหลักสําคัญอีกขอหนึ่งของประชาธิปไตย เพราะเปนระบบ
ที่ทําใหประชาชนมีอํานาจมาก และรัฐมีอํานาจควบคุมประชาชนนอย ประชาชนจึงเปนใหญ เรา
ไดเหน็ แลว วา ประชาชนปกครองตนเองโดยการเปนผูออกกฎหมาย รัฐบาลเปนผูดําเนินการตางๆ
ตามท่กี ฎหมายกําหนดหรืออนุญาต แตเพื่อมิใหรัฐบาลดําเนินการผิดๆ ซ่ึงทําใหเกิดผลเสียแกประ
ประชาชน หรือละเมิดเสรีภาพของประชาชน ประชาชนตองมีสิทธิโตแยงรัฐบาลได โดยอยูใน
ขอบเขตกฎหมายที่ตนเปนผูกําหนด อํานาจท่ีจะมาชวยรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชนนี้คือ
อํานาจตุลาการ โดยวิธีน้ีประชาชนก็พอจะมั่นใจไดวา ตนจะเปนผูปกครองตนเองอยางแทจริง
เพราะมีกฎหมายเปนบรรทัดฐาน และยังมีกระบวนการทางตุลาการคุมครองใหพนจากการ
เบียดเบียนของรัฐบาลดวย เราจะเห็นไดวากลไกหรือการควบคุมระบบดังกลาวซ่ึงเปนเร่ืองสําคัญ
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๖๓
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
นั้น พระพุทธองคมิไดตรัสสอนอยางชัดเจนธรรมราชานั้นเปนส่ิงที่ดี แตหากไมมีระบอบอะไร
ควบคมุ แลวก็ดเู ปน การปลอ ยใหธรรมราชามสี ิทธิทาํ อะไรก็ได การอางวาธรรมราชาจะไมทําอะไรที่
ผิดน้ัน ก็แสดงวา นอกจากธรรมราชาจะดีอยางสมบูรณแลว ยังตองฉลาดอยางสมบูรณอีกดวย
และโดยขอเท็จจรงิ เรายงั แยกไดยากระหวางคนดีกับคนท่ีคิดวาตัวดี และคนที่เชื่อวาดี ทําอยางไร
เราจงึ จะไดคนดีสมบูรณและฉลาดสมบูรณ ไมใชไดคนท่ีคิดวาตัวดีหรือคนท่ีเปนเพียงผูท่ีคนอ่ืนเชื่อ
วาดี หากใชระบบอยา งที่ประชาธิปไตยปจ จุบันทาํ กันอยอู ยา งนอ ยมาก ผูปกครองไมดีหรือไมฉลาด
ก็ทําอะไรนอกกฎหมายนอกกรอบไมได และจะทํานอกกฎหมายโดยอางวา เพราะตนเปนคนดีก็
ไมไ ดเ ชน กัน เมือ่ คดิ ถงึ ขอเท็จจริงท่ีวา เราหาธรรมราชาจริงไดย าก ระบอบการเมืองประชาธิปไตยก็
ใหค วามปลอดภัยแกป ระชาชนมากกวาธรรมราชา
๔. พระพุทธองคทรงสอนวาธรรมราชาควรเปนอยางไร แตประชาธิปไตยเนนเรื่องวิธีท่ี
จะใหไดผ ูป กครองทเ่ี ปนตวั แทนของประชาชนมากกวา ผูปกครองท่ีดีนั้น เปนที่ปรารถนาทั้งสิ้น ไม
วาจะเปนการปกครองระบอบใด แมแตเผด็จการท่ีตองการใหเปนเผด็จการโดยผูปกครองที่ดี ใน
หนังสือธัมมิกสังคมนิยมทานพุทธทาสภิกขุ ก็ยกยองผูปกครองชนิดนี้ดวยเห็นวา ทําความดีไดผล
เร็ว แตท่ีการปกครองระบอบตางๆ เกิดข้ึนแทนระบอบที่มีผูปกครองเพียงคนเดียว ซ่ึงมีอํานาจก็
เปนเพราะ มักจะเกิดผูปกครองที่มีขอบกพรอง เชน โงเขลา หูเบา หลงอํานาจ หรือไมเอาใจใสใน
ความสุขของประชาชนบางทีดูจะมากกวาผูปกครองที่ดีมีคุณธรรมเสียอีก ถามีผูปกครองดีก็ดีไป
ถาผปู กครองไมด ี ประชาชนก็เปนผูร ับกรรมโดยไมมีทางตอสู บางพวกเปนพวกที่ถือวากษัตริยเปน
ตัวแทนของสวรรคถึงกับยอมรับผลโดยเช่ือวาการมีผูปกครองไมดีก็เพราะสวรรคตองการลงโทษ
ประชาชน แทนที่จะโทษผูปกครองก็กลับลงโทษตนเอง อะไรเลาท่ีจะประกันมิใหเกิดผูปกครองที่
ไมดขี ้ึน ระบบการเมืองตา งๆ พยายามหาวิธที ี่จะไมใ หเ กดิ ผูป กครองเชนนี้ หาวิธีแกไขในระบบหาก
มีผูปกครองเชนน้ีเกิดข้ึน แตก็เปนเพียงผอนหนักเปนเบา แกปญหาไดเพียงบางสวน ซึ่งดีกวาไม
พยายามทําอะไรเสียเลย เชน ระบอบประชาธิปไตย เปนระบบที่ประชาชนเลือกผูปกครอง อาจ
เปน การเลอื กโดยตรงหรือผานตัวแทนก็ได และมีสาระในการปกครอง เพ่ือใหประชาชนเปลี่ยนตัว
ผปู กครองไดเ มอื่ เห็นวาบกพรอง หรือมผี ูอ ่นื ทดี่ ีกวา
๑๖๔ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ระบบการเลอื กตง้ั ซ่งึ เปนการเลือกตามวาระ จึงเปนวิธีการของประชาธิปไตย มิใชเลือก
กันข้ึนแลวก็ปกครองตลอดไป ดังเชน “มหาชนสมมติ” ในอัคคัญญสูตร๒๓ เพราะการปลอยให
ผูปกครองทไ่ี มดอี ยูในตาํ แหนง นานๆ จะทําใหเกิดการสรางฐานอํานาจขึ้น และการเปลี่ยนโดยการ
ปฏิวัติของประชาชนก็เสียหายมากกวาจะเปลี่ยนโดยมีระบบเสียต้ังแตตน ดังปฏิบัติกันในระบอบ
ประชาธิปไตย วิธีท่ีจะไดผูปกครอง และวิธีควบคุมการปฏิบัติของผูปกครองสําคัญกวาการรอคอย
ใหเกิดผูปกครองท่ีดีขึ้นเองและมีโอกาสไดผูปกครองท่ีดียากกวา การมีระบบควบคุมก็มิไดเปน
เครื่องขัดขวางมิใหประชาชนใชธรรมในการปกครองมาเปนเคร่ืองวัดในการเลือกผูปกครอง และ
มิไดขัดขวางมิใหผูปกครองปฏิบัติตามธรรม ขอสําคัญอยูท่ีจะตองอบรมใหประชาชนเขาใจธรรม
ดังกลาว และอาจตองใหเขาใจลักษณะท่ีดีอื่นๆ ดวย หากธรรมดังกลาวยังไมเพียงพอสําหรับการ
ปกครองรัฐในสมยั ปจ จุบนั ในสว นของธรรมะเองก็ตอ งระลกึ ดว ยวา ในปจจบุ ันมสี ํานักตางๆ เกิดข้ึน
และตีความธรรมขอเดียวกันแตกตางกันไป การปกครองโดยธรรมซึ่งพระพุทธองคถือวาแทน
พระองคไดน้ัน เม่ือนํามาใชกับสภาพปจจุบันก็อาจเกิดปญหาวา จะอาศัยการตีความของใคร ตาง
กลมุ ตา งกจ็ ะอางตนวา เปนพวกทีต่ คี วามถูกตองกวาพวกอ่ืน เมื่อเปนเชนนี้เจาสํานักใดเลาที่เหมาะ
จะเปน ธรรมราชา
เทาที่ไดกลาวมาน้ีจะเห็นไดวา ลักษณะการปกครองตามแบบของพระพุทธองคนั้น แม
จะมีลักษณะที่สังคมประชาธิปไตยนิยมอยูบาง แตก็เปนลักษณะซ่ึงอาจเกิดในสังคมชนิดอ่ืนๆ ได
ลักษณะสําคัญของประชาธิปไตยในแงท่ีเปนระบบการเมืองนั้น พระพุทธองคมิไดทรงกลาวถึง
บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย หลวงตา แพรเย่ือไม กลาวไววา๒๔โทษ
หรือปญหาของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่เกิดความขัดแยงหรือปญหาตางๆ ต้ังแตอดีต
จนกระท่ังปจจุบันซ่ึงเกิดจากการไมดําเนินชีวิตตามแนวธรรมะทางพระพุทธศาสนา ท่ีเห็นชัดก็คือ
เหตุการณทล่ี ว งมาสดๆ รอ นๆ นี่เอง หากคนไทยโดยเฉพาะผูนําประเทศ หรือผูมีอํานาจทางสังคม
ถายดึ ถอื พระพุทธศาสนากันดวยความจริงใจ คือ ดําเนินชีวิตดวยการเสียสละเปนแบบอยางใหแก
ประชาชนไดเห็นและทําตาม สันติสุข สันติภาพก็เกิดมีในสังคม ประวัติศาสตรของเราก็จะไมตอง
๒๓ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๑๑๑-๑๔๐/๘๓-๑๐๒.
๒๔ ไพโรจน อยูมณเฑียร, ธรรมเทศนากัณฑการเมือง, พิมพครั้งที่ ๒ ,(กรุงเทพมหานคร : รุงแสง
การพมิ พ, ๒๕๔๐), หนา ๔๕-๕๐
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๖๕
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ดางพรอยเปนรอยเปอนดวย เหตุการณ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ วันมหาวิปโยค เหตุการณพฤษภา
ทมิฬ ๒๕๓๕ และเหตุการณทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นตามเรื่อยมาจนกระท่ัง เมษายน-พฤษภาคม
๒๕๕๓ ลว นแตกอใหเกิดความสูญเสียท้ังชีวิตและทรัพยสินของประชาชนและบานเมือง แมเราไม
อยากใหเกิดข้นึ แตมนั กเ็ กิดข้ึนไปแลว เราแกอดีตไมได ส่ิงท่ีเราจะทําไดก็คือ ใหถือเปนบทเรียน ใน
เม่ือความรุนแรงตางๆ ท่ีผานมาซึ่งกอใหเกิดความขัดแยงกันอยางรุนแรง เพราะความคิดเห็นไม
ตรงกนั และความโลภ ความอยาก และการแสวงหาอํานาจท่ียึดตนเปนสําคัญ ไมยอมปลอยวางใน
บางเรื่อง เพราะตางฝายตางยึดตนเปนสําคัญ จึงเปนปญหาในระบอบการเมืองการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย ทําใหบานเมืองเกิดความระสํ่าระสาย ประชาชนเดือดรอนตามไปดวย
เพราะผนู ําหรอื นักการเมืองทงั้ หลาย
ดังน้ัน พระสงฆ ก็คือ คณะบุคคลคณะหน่ึง ซึ่งมีความประพฤติสม่ําเสมอดวยการ
เสียสละ ท่ีไมเห็นแกตัว ภาวะความเปนอยูของพระสงฆ เปนผูไมมีหวงจึงมุงหนาทําประโยชนเพื่อ
ผูอ่ืนเทาน้ัน เหตุน้ีจึงทําใหกลายเปนคณะบุคคลท่ีชาวโลกชาวบานหรือสังคมเห็นวา ควรเปนท่ีพึ่ง
ไดจึงพากันช่ืนชมยกยองถึงกับไดตั้งไวในฐานะรัตนะ แปลวา นํามาซ่ึงความชื่นใจ อาศัยที่แตละ
องคก ร แตละทา นไมมคี วามเหน็ แกต วั หรอื เห็นแกต วั นอ ย ปกติคนเหน็ แกตัวนั้นทําประโยชนแกคน
อนื่ ไมไดนอกจากตนเอง คราวนเี้ รามาดซู วิ า พระสงฆทานมีปกติประพฤติปฏิบัติอยางไร จึงสมควร
จะไดรับความวางใจจากชาวโลกอยางยั่งยืน ทานมีปกติดังนี้ สุปฏิปนโน = เปนผูปฏิบัติดี อุชุ
ปฏปิ น โน = เปน ผปู ฏบิ ตั ิตรง ญายปฏิปนโน = เปนผูปฏิบัติออกจากทุกข สามีจิปฏิปนโน = เปนผู
ปฏบิ ตั เิ ปน ธรรม น่คี อื ธรรมะอันเปนหวั ใจของพระสงฆ
เม่ือมาพิจารณาการแกไขสังคม เปนงานใหญ เปนงานสําคัญ และจุดจุดแรกที่ควรแกก็
คอื ตวั ผูท่ีจะแกไขสภาพน่ันเอง วาเราพรอมที่จะเสียสละแลวหรือ ถาเราแกเร่ืองการเสียสละท่ีตัว
เราไมไดก็อยาอาจเอื้อมไปแกไขสภาพสังคมเลย เพราะไมสําเร็จแน ถามีอํานาจควบคุมบริหาร
สังคมก็คงไมเวนที่จะเขาไปกอบโกย ไปโกงกิน ฉะนั้น ประวัติศาสตรก็ตองถูกเขียนดวยเลือดดวย
นํ้าตากันเร่ือยไปเชนนี้ หากประชาชนคนในชาติทุกคน หรือสวนใหญ โดยเฉพาะคนที่มีหนาที่
รับผิดชอบตอ ความเสื่อมเสียความเจริญของประเทศชาติบานเมือง จะตองมีคุณธรรม ต้ังตนอยูใน
หลักศีลธรรมอยางม่นั คงจริงๆ แลว เขา มารวมกนั เปนสงั คมเพอ่ื รวมกันแกไขปญหาบานเมืองโดยไม
ไปกาวกา ย ไมล ํา้ แดนเขาไปในขอบเขตของผูอ่ืนท้ังในเร่ืองชีวิตและสิทธิทางสมบัติ เมื่อรวมกันเขา
๑๖๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ก็จะไดอํานาจท่ีไมเปนโทษ เปนอํานาจท่ีเกิดจากความรูสึกผิดชอบถูกตองไมถูกตองในส่ิงที่ควร
กระทํา และทกุ คนดาํ เนนิ ตนอยใู นขอบเขต ปญหาที่เกิดการกระทบกระท่ังกันใหเกิดปญหาก็จะไม
มี
ประชาธิปไตยที่สําเร็จจากประชาชนที่มีศีลธรรม ก็จะเปนประชาธิปไตยท่ีใหความสวัสดี
แกส ังคมสมกับเปน ระบอบที่มคี าซึ่งพากันเรียกรองตองการ แตมีปญหาวา ประชาชนในชาติของเรามี
สภาพจติ ใจเปน อยางไร มีศลี ธรรมเพยี งไหน พลเมอื งมเี หตผุ ล มกี ารศกึ ษาเพียงพอแลว หรือยัง
๖.๔ สทิ ธิของพระสงฆทีม่ ีตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ประเทศไทยเรา มีดีอยูหลายอยาง เหนือสิ่งอ่ืนใดก็คือ สถาบันหลัก อันไดแก ชาติ
ศาสนา และ พระมหากษตั รยิ รวมถงึ องคประกอบแวดลอมตางๆ โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษยอันมี
คาของเรา แตเรายังไมไดใชประโยชนจากสิ่งตางๆ เหลาน้ี อยางเต็มพิกัด เหตุผลหลัก ก็มาจาก
การเมืองของเราท่ีผานมาและท่ีดํารงอยูขณะนี้ยังไมน่ิง เมื่อการเมืองไมน่ิง ไมม่ันคง ยอมสงผลให
ระบบเศรษฐกจิ และสังคมออ นแอดงั จะเหน็ ไดจ ากคาครองชีพที่สูงข้ึน การทํามาหากินยากลําบาก
จนรฐั บาลตองออกนโยบายประชานยิ ม๖ มาตรการ ๖เดอื นมาบรรเทาเฉพาะหนา
การท่ีเราจะแกไ ขปญหาทางเศรษฐกิจ และสังคมในปจจุบันน้ี สิ่งเรงดวน ก็ตองมาแกไข
การเมืองใหเกิดความม่ันคง พรอมกับการแกไขทั้งสามส่ิงไปพรอมกันดวยอีกทางหน่ึง เพราะทั้ง
สามสิ่งนั้นสัมพันธกัน อันดับแรกน้ี เราตองแกไขการเมือง การแกไขการเมืองนั้น ตองเร่ิมท่ีให
การศึกษากับประชาชนหากจะอาศัยในระบบการศึกษาปกติ คงไมทันการ จึงตองใหการศึกษา
เฉพาะหนา แบบเรง ดว น เพือ่ ใหทันกับปญหาเรงดวนนั้นๆ น่ันก็คือ ใหสถาบันทางพระพุทธศาสนา
คอื วดั และพระสงฆเขามารว มรับผิดชอบ
ดังน้ัน จากการที่รัฐจําจะตองสรางความสัมพันธท่ีดีตอฝายพระสงฆ หรือฝายพุทธจักร
ในขณะเดียวกัน ฝายของพระสงฆหรือฝายพุทธจักรเองก็ตองมีปฏิสัมพันธตามหนาที่ของตน ตอ
ฝายรัฐหรือฝายอาณาจักร เพราะโดยที่สุดแลว พระธรรมปฎกสรุปวา ก็ลวนแตเพ่ือประโยชนสุข
ของพหูชนทั้งส้ิน ซ่ึงมลี ักษณะสาํ คญั ดังน้ี
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๖๗
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
สิทธแิ ละเสรภี าพในประชาธปิ ไตย
พระธรรมปฎกมองวา ประชาธปิ ไตย เปนการปกครองท่ีชวยประสานประโยชนระหวาง
บุคคลและสังคม หลักการน้ียังหาผูปฏิบัติไดผลจริงไดยาก จะเห็นไดวา ระบบสังคม ตางๆ มักมี
ปญหาในเรื่องท่ีวา ถาใหสังคมได บุคคลก็ตองยอมสละ ทําอยางไรจึงจะประสานประโยชนกันได
อุดมคตอิ ยา งหน่ึงของประชาธปิ ไตยก็คอื การชว ยประสานประโยชนร ะหวางบุคคลกับสังคม
อยางไรก็ตาม กอนที่จะกาวไปสูการประสานประโยชนระหวางบุคคลกับสังคมใหมา
เสริมกันนั้นมีบททดสอบพ้ืนฐานหนึ่งที่จะใหเห็นวา ประชาชนในสังคมน้ันๆ มีคุณภาพเพียง
พอท่ีจะทําใหคุณคาของประชาธิปไตยขอนี้บรรลุผลไดหรือไม บททดสอบน้ีก็คือ ความประสาน
สมดุลในการปฏิบัติตามหลักแหง ๑) สิทธิกับหนาที่ ๒) เสรีภาพกับความรับผิดชอบ มุมมองตอ
สิทธิกับหนาท่ี นั้น พระธรรมปฎกช้ีวาคูกับการมีสิทธิท่ีจะไดและเรียกรองเอาสิ่งท่ีตนจึงไดน้ัน
บุคคลท่ีมีหนาท่ีที่จะตองทํา เพ่ือเปนสวนรวมที่จะธํารงรักษาและสรางสรรคพัฒนาสังคม
ประชาธิปไตยนั้นดว ย ถา อยากใชส ิทธิกค็ วรปฏิบตั ิหนาท่ีของตนใหดี และเม่ือมีการทําหนาที่ดวยดี
สงั คมประชาธปิ ไตย ก็จะไดร ับการรักษาไวเ พ่ือใหค นมโี อกาสท่ีจะใชสิทธิไดตอไป
สวนเร่อื งของเสรีภาพกับความรับผิดชอบนั้น พระธรรมปฎกมองเห็นวา คูกับเสรีภาพที่
จะกระทําการตา งๆ ตามความปรารถนาของตน บคุ คลจะตอ งรจู ักรับผิดชอบตอการกระทําและผล
การกระทําของตน และใชเสรีภาพนั้นอยางมีความรับผิดชอบตอสังคมท่ีตนมีสวนรวมอยูดวย เพื่อ
ความชัดเจนขึ้นในเร่ืองของเสรีภาพนั้น พระธรรมปฎกไดยกตัวอยางเร่ืองเสรีภาพท่ีเปนหลักการ
ของประชาธิปไตยที่เนนความหมายในแงของการที่บุคคลมีโอกาสท่ีจะนําเอาศักยภาพ เชน
สตปิ ญญา ความสามารถของตนออกไปเปนสวนรวมในการแกปญหาและสรางสรรคสังคม ซึ่งเปน
ความหมายเชิงความรวมมือ และเอื้อเฟอตอกัน แตภายใตอิทธิพลของทุนนิยม เสรีภาพเนน
ความหมายในแงของการที่จะไดผลประโยชนตามท่ีตนปรารถนา ซึ่งเปนไปในทางแบงแยกและ
แกง แยง
๑๖๘ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
พระภกิ ษุสามเณรถกู จาํ กดั สิทธิทางการเมือง๒๕ หรอื ไม
มาตรา ๑๐๐ บญั ญัตวิ า “บคุ คลผูมีลกั ษณะดังตอ ไปนี้ในวันเลอื กต้ัง เปนบุคคลตองหาม
มใิ หใชสทิ ธเิ ลอื กตงั้
๑) เปนภกิ ษุ สามเณร นกั พรต หรือนักบวช
๒) อยใู นระหวางถูกเพกิ ถอนสทิ ธิเลือกต้ัง
๓) ตอ งคมุ ขงั อยโู ดยหมายของศาลหรือโดยคาํ สง่ั ท่ีชอบดว ยกฎหมาย
๔) วกิ ลจริต หรือจติ ฟน เฟอนไมสมประกอบ”
มีประเด็นท่ีนาคิดและนาทําความเขาใจในวงกวางวา ในรัฐธรรมนูญฉบับ ป พ.ศ.
๒๕๔๐ และแมฉบับ ป พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ไดบัญญัติใหประชาชนชาวไทยมีหนาที่ใชสิทธิเลือกต้ัง
บุคคลท่ีไมไปใชสิทธิโดยไมแจงเหตุอันสมควรที่ทําใหไมอาจไปใชสิทธิได ยอมเสียสิทธิตามที่
กฎหมายบัญญัติ๒๖ โดยนัยนี้แสดงใหเห็นวา สิทธิเลือกตั้งเปนสิทธิที่จําเปนและสําคัญสําหรับ
พลเมืองไทยทกุ คน หรอื ทุกสาขาอาชีพมิเชนน้ันรัฐธรรมนูญคงไมบัญญัติใหเปนหนาที่ของพลเมือง
ไทยทกุ คนโดยแนแท
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ชุดปจจุบันท่ีเปน ๑ ใน ๑๒ องคกรซ่ึงตองให
ความเห็นตอรางรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติเสนอไวในประเด็นน้ีวา ให
ตัด ภิกษุสามเณร นักพรตหรือนักบวช ออกจากมาตรา ๑๐๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะถือวา
สิทธิเลือกต้ัง เปนสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองและโดยสากลปฏิบัติก็ยอมรับกันทั่วโลกวา พลเมือง
ของประเทศตนโดยปกตใิ หม ีสทิ ธเิ ลอื กตงั้ (อาจจะเปรียบกับนกั บวชในศาสนาอน่ื ๆ)
พระภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนกั บวช บคุ คลเหลาน้ีเปนผูมีความรูความสามารถ และ
มวี จิ ารณญาณทีด่ ี หากรัฐสามารถใหบ คุ คลเชนน้ีเขา มาใชส ทิ ธิเลือกต้ังก็นาจะทําใหวงการการเมือง
มคี วามสะอาดบรสิ ุทธเิ์ พม่ิ เตมิ ได ประเทศที่มกี ารบัญญัติใหพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติ
ดังเชนประเทศศรีลังกา กัมพูชา และภูฎาน ตางก็เปดโอกาสใหพระภิกษุสามเณร นักพรต หรือ
นักบวชในประเทศของตนออกไปใชสทิ ธใิ นวันเลอื กต้ังท้ังส้ิน ซึ่งมีผลทําใหพระพุทธศาสนา มีความ
๒๕ สุรพล สุยะพรหม,พุทธจักร,ปท่ี ๖๖ ฉบับที่ ๒ กุมภาพันธ ๒๕๕๕,พระพุทธศาสนากับ
รฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หนา ๓๒.
๒๖ มาตรา ๗๒ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐.
พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๖๙
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
เขมแข็งในประเทศเหลานั้น อันเน่ืองมาจากเรื่องดังกลาวน้ีก็เปนได อีกท้ังการออกเสียงเลือกต้ัง
ของผูทรงศีลนาจะเชื่อไดวามีแนวโนมไปในทางการสงเสริมศีลธรรมและคุณธรรมทางการเมือง
ประชาชนทัว่ ไปอาจถอื เอาการออกเสียงเลือกตง้ั ของผูทรงศีลเปนแมแบบก็เปนได บางทีเรื่องท่ีคน
ไทยคาดหวังไมใ หมีระบบการเมอื งน้ําเนา ก็อาจเปน จริงหรือเบาลงไปไดบ าง
บทบาทของพระสงฆในการพฒั นาการเมืองควรพจิ ารณาบทบาท ๒ ประการ คอื
๑. พระสงฆค วรจะเขา ไปในการเมืองมากนอยเพียงใด
เมื่อเรามองยอนกลับไปดูชีวิตและทาทีของพระพุทธเจา และคณะสงฆสมัยพุทธกาล
ตามท่ีปรากฏอยูในคัมภีรพระพุทธศาสนา เราก็จะพบวา พระพุทธเจาเสด็จออกผนวชเพ่ือ
แกปญหาสังคมอินเดียยุคนั้น เชน ความไมเทาเทียมกัน ความเปนทาส ความไมมีโอกาสศึกษา
พัฒนาตนของคนวรรณะตํ่าและสตรี ความอดอยากยากจน ดูเหมือนเจาชายสิทธัตถะจะชี้วา
สาเหตุของมันอยูที่ระบบช้ันวรรณะ ซ่ึงสัมพันธใกลชิดกับความเช่ือในเรื่องพระเจา และการไมมี
โอกาสศึกษาเลา เรยี น
สังคมสงฆ จึงเปนสังคมแหงการศึกษาพัฒนาตนซึ่งสมาชิกทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและ
เสมอภาคอยางเทาเทียมกัน จะเห็นวา พระพุทธศาสนาก็มุงการแกปญหาสังคม ท้ังความยากจน
การศึกษาเปนตน และคลายระบอบการเมือง แตพระบรมศาสดาและพระสงฆมิตองการอํานาจ
มิไดแกปญหาดวยอํานาจ แตโนมนาวคนในสังคมทุกคนมาสูการแบงปนกัน ยอมรับนับถือและ
สงเสริมกันดวยหลักเมตตาและคุณธรรมอื่นๆ แมดํารงเพศของสมณะผูสงบระงับและบรรลุถึงจุด
สดุ ทา ยแหง พรหมจรรยแ ลว พระพทุ ธเจา เองก็มไิ ดล ะเลยกรณวี ิวาทขัดแยง กนั ของคนในสังคม เชน
เรื่องพระประยูรญาติฝายศากยวงศและโกลิยวงศแยงน้ําจากแมน้ําโรหิณีเขาผืนนาของตน จน
เกือบจะเกิดการฆาลางโคตรกัน พระพุทธองคตองเสด็จออกไปหามทัพ (หามญาติ) ใหสงบเรื่อง
ทะเลาะวิวาทเสียได เปนคุณแกเหลาพระประยูรญาติเปนอเนกประการ และอีกประการหนึ่ง
เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา คือ เร่ืองพระพนรัตนหรือ สมเด็จพระพนรัตน วัดปาแกว เขาถวายพระพร
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซ่ึงทรงพโิ รธทีแ่ มท ัพนายกองปลอยใหพระองคตองเผชิญกับพมาขาศึก
เพียงลําพงั จบลงดวยการทาํ ยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช โชคดีท่ีพระองคเปนฝายประสบชัยชนะ
จึงส่ังลงโทษใหตัดศีรษะแมทัพเหลาน้ันเสีย ปรากฏวาพระพนรัตนทูลขอใหพระราชทานอภัยโทษ
๑๗๐ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
แกแมทัพเหลาน้ันไดสําเร็จ โดยยกอุปมาเปรียบเทียบกับเหตุการณตอนพระพุทธองคผจญมาร
และเสนามารใตต นพระศรีมหาโพธ์ใิ นคืนตรสั รแู ตเพียงลาํ พงั
แตเม่ือมาถึงยุคกรุงรัตนโกสินทรดูเหมือนพระสงฆไทยจะสับสนกับบทบาทของตนเอง
ยิ่งข้ึนวิกฤตการณเม่ือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖, ๕ ตุลาคม ๒๕๑๙ และ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๕
พระสงฆไ มไ ดแสดงบทบาทของตนใหปรากฏเลย ทง้ั ๆ ทคี่ วามยุติธรรม เสรีภาพ อหิงสธรรม ก็เปน
สิ่งหน่ึงท่ีพระพุทธศาสนายกยองเชิดชูเสมอมา เรื่องบทบาทของพระสงฆกับการเมืองท่ีเลือน
หายไปท้ังหมดนี้ นาจะเปนผลพวงมาจากองคประกอบ ดงั นี้
(๑) ไมล ึกซึง้ ในพระธรรมวนิ ัย
(๒) ความไมเขา ใจธรรมชาติ
(๓) ถูกครอบงาํ ดว ยสื่อสารมวลชนและคานยิ มผดิ ๆ
(๔) ถูกหา มปรามดวยกฎระเบยี บคําสงั่ ตา งๆ
(๕) ขาดความม่ันใจในตัวเอง
ดังนั้น หากพระสงฆทําเพียงมุงม่ันสุขสงบ สั่งสอน อบรมศีลธรรมและจิตวิญญาณแก
บุคคลทั่วไปรวมท้ังนักการเมืองดวย แมจะพูดพาดพิงถึงหลักการและปญหาการเมืองบาง ก็ไม
นับวากาวลึกเขาไปในแวดวงการเมืองเลย และการเขาไปมีสวนลดความรุนแรงทางการเมือง เพื่อ
รักษาชีวิตเลือดเน้ือของบุคคลท่ัวไปในสถานการณแหงความขัดแยงทางการเมือง ก็เปนสิ่งท่ี
นา ยินดอี ยา งยงิ่ แตบ ทบาทของพระสงฆกรณีนี้จะตองมีขอมูลเพียงพอ มีการวิเคราะหสถานการณ
อยางแมนยาํ และตัดสินใจอยางทนั ทวงที ทนั สถานการณด ว ย
๒. การศึกษากบั ประชาธปิ ไตย
จากการที่ประเทศไทยเขาสูยุคปฏิรูปการศึกษา โดยกําหนดใหมีพระราชบัญญัติ
การศึกษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซ่ึงระบุใหกระบวนการเรียนรูตองมุงปลูกฝงจิตสํานึกที่ถูกตอง
เก่ียวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รูจัก
รักษาและสงเสริมสิทธิหนาที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และ ศักด์ิศรีของ
ความเปน มนษุ ย
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๗๑
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
จากประเด็นดังกลาวน้ี พระธรรมปฎกมีมุมมองที่ชี้ใหเห็นวา การปกครองระบอบ
ประชาธิปไตย จําเปนตอ งอาศยั การศกึ ษา เพอ่ื ทําใหคนมีคณุ ภาพเพราะคณุ ภาพของประชาธิปไตย
ข้นึ อยกู ับคุณภาพของประชาชน และ ในเวลาท่ีมองประชาธิปไตย ก็อยามองแคการปกครอง อยา
มองแควา นเี่ ราเปนประชาธปิ ไตยแลว ประชาชนไดข้ึนมาเปนผูปกครอง แลวก็หยุดแคนั้น โดยนึก
วา น่ีเราเกง เราไดเปนใหญแลว ส่ิงที่สําคัญก็คือ ตองมองวาเราปกครองเพื่ออะไร เราควรจะมอง
ไปใหถ งึ จุดหมายของการปกครอง
การปกครองนน้ั ก็คอื การท่ีมารวมกันจัดสรรสังคม เพ่ือสรางสรรคสังคมใหเจริญมั่นคง
มีสันตสิ ขุ และใหแ ตละคนมีโอกาสพัฒนาศกั ยภาพเพ่อื ใหช วี ิตเจรญิ งอกงาม บรรลุประโยชนสุขท่ีสูง
ประเสริฐและมารวมกันสรางสรรคส ังคมกนั ตอไปอีก นีแ่ หละเปนจุดหมายของการปกครอง
พระธรรมปฎกใหความสําคัญตอการศึกษาอยางยิ่ง โดยเนนวา การปกครองแบบ
ประชาธิปไตยนั้นจะตองอาศัยการศึกษา อยางนอยก็เปนการนําเอาการศึกษามาชวยเตรียมคนให
พรอม ท่ีจะเขาไปมีสวนรวมในกระบวนการปกครองของสังคมประชาธิปไตย นี่คือ สาระที่สําคัญ
ที่สุด คือ การเตรียมคนใหพรอมที่จะเขาไปมีสวนรวมในสังคมประชาธิปไตย หรือในกระบวนการ
ประชาธิปไตยท้ังหมด ถาไมเตรียมคนอยางน้ี กระบวนการประชาธิปไตยก็จะกลายเปน
กระบวนการที่ลมเหลว เพราะวาบุคคลที่เปนสวนรวมซึ่งเปนตัวขับเคล่ือนกระบวนนั้น ไมมี
คณุ ภาพ ไมม ีความพรอม
การศึกษาทําใหคนไดเขาถึงโอกาสในสังคมประชาธิปไตย เราบอกกันเสมอวา
ประชาธิปไตยจัดสรรสังคมใหเกิดมีโอกาสแกบุคคลแตละคนแลว แตคนท่ีไมมีการศึกษา ก็ไม
สามารถเขาถึงหรือใชโอกาสนั้น คือ ไมสามารถไดรับประโยชนจากสังคมประชาธิปไตย เชน ถา
บคุ คลใดไมร หู นงั สือ โอกาสท่ีมีอยูมากมายในสังคมประชาธิปไตย ก็ไมเปนประโยชนแกเขา ดังน้ัน
ในขน้ั ท่หี น่งึ นี้ พระธรรมปฎกจึงเห็นวา การศึกษาชวยใหคนเขาถึงโอกาสและสามารถไดประโยชน
จากสังคมประชาธิปไตยน้ัน ในข้ันตอไป เม่ือคนมีการศึกษาดี ก็สามารถนําศักยภาพของตนออก
มารวมสรางสรรคสังคม ดังน้ัน การศึกษาชวยใหคนสามารถใชโอกาสที่จะทําประโยชนแกสังคม
ประชาธิปไตย และในท่ีสุดเมื่อกลาวโดยรวมการศึกษาเขามาชวยใหการปกครองตามระบอบ
ประชาธิปไตยมีคุณภาพที่แทจริง และสัมฤทธิ์ผลตามวัตถุประสงคของประชาธิปไตย มิเชนน้ัน
๑๗๒ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
ประชาธิปไตยก็อาจจะเปนเพียงชื่อเปนเพียงแตระบบในอุดมคติท่ีไมสามารถบรรลุผลไดเลย จึง
กลาวในประเด็นน้ีไดว า ปจ จัยทจี่ ะใหสงั คมประชาธปิ ไตยบรรลผุ ลสําเร็จก็คือ การศึกษา
ในทางกลับกัน ประชาธิปไตยก็ใหโอกาสแกทุกคนที่จะเขาถึงการศึกษาอยางเสมอภาคดวย
หมายความวา เมอ่ื มีการปกครองแบบประชาธปิ ไตย ตวั ระบบของประชาธิปไตยก็เปดโอกาสใหกับ
คนท่ีจะเขาถึงการศึกษาได โดยนัยนี้ พระธรรมปฎกมองวา การสรางสรรคสังคมประชาธิปไตย ก็
คือการสรา งสรรคส ังคมที่เอ้ือตอการศึกษา หรือจะใชคําท่ีกําลังนิยมกันวา สรางสรรคสังคมใหเปน
สังคม แหงการเรียนรูเพราะที่แทจริงสังคมประชาธิปไตยกับสังคมแหงการเรียนรูก็คือ คนละดาน
ของเรื่องเดยี วกนั
จะเหน็ ไดว า พระธรรมปฎ กใหความสําคัญตอความสัมพันธระหวางสังคมประชาธิปไตย
และสามารถไดรับประโยชนจากสังคมประชาธิปไตย แลวก็ชวยใหประชาธิปไตยดําเนินไปดวยดีสู
จุดหมายของระบอบประชาธิปไตยดวยอาศัยการศึกษาน่ันเอง ในหลักการที่เปนอธิปไตย ในทาง
พระพุทธศาสนาน้นั พระพุทธองคไ ดท รงแสดงไว ๓ ประการดว ยกัน นนั่ กค็ อื
๑. อัตตาธปิ ไตย ถือตนเปน ใหญ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักด์ิศรี เกียรติภูมิของตนเปน
ใหญกระทําการดวยการปรารภตนและสิ่งที่เน่ืองดวยตนเปนประมาณ ในฝายกุศล ไดแก เวนชั่ว
ทาํ ดี ดว ยเคารพตน
๒. โลกาธิปไตย ถือโลกเปนใหญ คือ ถือความนิยมของชาวโลกเปนใหญ หว่ันไหวไป
ตามเสียงนินทาและสรรเสริญ กระทําดวยปรารถนาจะเอาใจผูนั้น หาความนิยม หรือหวั่นกลัว
เสยี งกลา ววา เปน ประมาณ ในฝา ยกศุ ล ไดแก เวนชว่ั ทาํ ดดี วยเคารพเสียงหมชู น
๓. ธรรมาธปิ ไตย ถือธรรมเปน ใหญ คือ ถอื หลักการความจริง ความถูกตอง ความดีงาม
และเหตุผลเปน ใหญ กระทาํ ดวยปรารภส่งิ ทไ่ี ดศ กึ ษา ตรวจสอบตามขอเทจ็ จรงิ และความเห็นที่รับ
ฟงอยางกวางขวาง แจงชัด และพิจารณาอยางดีท่ีสุด เต็มขีดแหงสติปญญา มองเห็นไดดวยความ
บริสุทธิ์ใจเปนไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงามเปนประมาณ อยางสามัญ ไดแก ทําการดวย
ความเคารพหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา เมื่อรูเชนน้ีแลว ถาตองการรับผิดชอบตอรัฐ
ประชาธปิ ไตย ใหถอื หลกั ขอ ๓ คือ ธรรมาธปิ ไตย
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๗๓
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
๖.๕ การมสี วนรวมของพระสงฆต อการพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
พระศรปี รยิ ัติโมลี (สมชัย กสุ ลจิตโต)๒๗ กลาววา พระสงฆก็คือสวนหน่ึงของสังคมไทย
คงจะถูกละเวน ไมพูดถึง หรือพระสงฆเองจะปฏิเสธความรับผิดชอบตอความเส่ือมดานความเจริญ
ของสังคมไมไ ด โดยเฉพาะปญหาความเสื่อมศีลธรรมของคนในสังคม โดยเนื้อหาสาระแลวบทบาท
การพัฒนาระบอบประชาธิปไตย หรือการเมืองของสังคมไทยคือการปรากฐานทางศีลธรรม ใหแก
การเมืองหรือนักการเมือง เพราะเปาหมายสูงสุดของการเมืองก็คือประโยชนของมหาชน ความ
บริสุทธ์ิยุติธรรม ความรักสามัคคี ความปรารถนาดีตอกันและความสุขสงบรมเย็นของมหาชน
ดังเชน เม่ือจะมีการเลือกต้ังท่ัวไปใกลเขามา ก็เร่ิมมีเสียงเรียกรอง ออกมาวา พระสงฆควรจะ
ออกมาช้ีถูกช้ีผิดใหสังคมไดรับทราบขอเท็จจริงเพ่ือใหประชาชนเลือกผูแทนที่ดีมีคุณธรรมเขาสู
สภา เพื่อมาบรหิ ารบานเมอื ง
บางทานบอกวา สถาบันสงฆเปนที่ตั้งแหงศรัทธา ถาทานออกมาปรามการซื้อเสียงบาง
การเลือกตั้งครั้งนี้คงจะบริสุทธิ์ยุติธรรมยิ่งข้ึน เสียงเรียกรองน้ีดูเหมือนจะดังขึ้นเร่ือยๆ และดู
เหมือนจะขัดกับขอเท็จจริงของการเลือกต้ังหลายๆ คร้ังที่ผานมา ซ่ึงรัฐบาลกันพระสงฆออกจาก
การเลือกตั้งเต็มท่ีแมนักการเมืองจะเขาไปปราศรัยหาเสียงหรือรวมงานบุญในวัดยังถูกหาม อีก
ประการหน่ึงก็ดูจะไมลงรอยกับประเพณีเกาๆ ของเราท่ีวา พระสงฆไทยจะยุงเกี่ยวกับการเมือง
มไิ ด ดวยเกรงจะสรา งความเปน ฝกเปน ฝายข้ึน ในสว นสถาบนั ของพระศาสนามองวา การเมืองเปน
เรือ่ งสกปรกเลอะเทอะผา กาสาวพัสตรท่ีผดุ ผองจึงมคิ วรจะเขา ใกลใ หเ กิดความเศราหมองไมผ อ งใส
มขี อพิจารณาวา พระสงฆเองควรจะมีบทบาทหรือวางตัวอยางไร และควรจะชวยบานเมืองหรือไม
ในเรื่องการรักษาความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการเลือกตั้ง ถาพระสงฆจะชวย ก็ควรมีการจํากัด
บทบาทของตนเอง แคไ หนอยา งไรจงึ จะงาม ไมเ สยี ทง้ั ทางโลกและทางธรรม
มีขอควรคาํ นงึ สําหรับพระสงฆเพอื่ นํามาพิจารณา ๒ ประการ คอื
๑. การเมอื งเปนเรอื่ งสกปรกจริงหรอื
จากประเด็นหัวขอที่กลาวขางตนวาการเมืองเปนเร่ืองสกปรกจริงหรือ คงตอบแบบ
แยกแยะ(วิภัชวาที) ไมใชการเมืองสกปรกโดยเฉพาะระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มี
๒๗ พระศรปี รยิ ัตโิ มล(ี สมชยั กุสลจติ โฺ ต),การเมือง(มิใช)เรื่องของสงฆ,(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ
เรือนแกวการพิมพ, ๒๕๔๓),หนา ๘๗-๙๑.
๑๗๔ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอ การพัฒนาการเมืองการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข แมจะมิใชระบบที่ดีที่สุด แตก็เปนระบอบที่เลวนอยท่ีสุดเทาที่
สติปญญาของมนุษยในยุคสมัยปจจุบันจะคิดสรางสรรคได มีนักปราชญท่ีเปนตนคิดแนวระบอบ
ประชาธิปไตย นั่นคือ จอหน ล็อค๒๘กลาววา การเมืองระบบนี้แหละที่จะมีสวนในการพัฒนาตอๆ
ไป เพ่ือใหคนเปนคนดี คิดข้ึนดวยกรุณาจิต คิดจะชวยเหลือผูออนแอดอยโอกาส และสรางความ
เปน ธรรมขึ้นในสงั คมมนษุ ย
ทีจ่ ริงการเมอื งจะมปี ญ หาหรอื วิกฤตก็ข้ึนอยูกับบุคคลผูเขาไปเกี่ยวของ โดยเฉพาะผูเขา
ไปแสวงหาอํานาจและผลประโยชนสวนตนจากการเมือง ซ่ึงสมมติเรียกวา นักการเมือง
(Politicians) นักการเมืองผูมีจิตใจไมบริสุทธิ์ประพฤติทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง ท่ีมาในแบบเปดเผย
คนเหลานี้เทากับวา มีพื้นฐานทางจิตใจที่สกปรกอยูแลว สกปรกดวยความโลภ โกรธ หลง บา
อํานาจ ขาดเมตตาและขาดความบริสุทธิ์ใจ เม่ือเขาไดรับเลือกเขาไปในสภาก็จะไปทําการเมืองท่ี
บริสุทธิ์หมดจดดจุ ผาขาวใหแ ปดเปอ น สกปรก นาขยะแขยงไปดวย
จากเน้ือหาท่ีกลาวมานั้นคลายเร่ืองศาสนาที่วาโดยเน้ือแท คือ ตัวสารธรรมของศาสนา
เปนสจั จะอยูเ หนือกาลเวลา คงทน ถกู ตอง เปนอมตะ ไมเ สอื่ มสูญ แตถ าศาสนาเสื่อมหรือมัวหมอง
เลอะเทอะวิปริตไป ก็เพราะบุคคลที่ปฏิญาณวานับถือศาสนานั้น เอาความสกปรกของตัวเองไป
ปายสีเทความ เลอะเทอะลงในศาสนา
๒. พระสงฆอ ยูเ หนือการเมอื งไดจรงิ หรอื
ปญหานม้ี ญี ตั ตทิ ่แี ยงกนั อยู ๒ ขอ คอื
๑) มนุษยเ ปน สตั วก ารเมอื ง
๒) สงั คมสงฆอยเู หนอื การเมอื ง
เม่ือเรามารวมกันอยูเปนหมูคณะ สังคม ประเทศชาติ จําตองมีหัวหนามาคุมครอง
ปองกันระงับคดีพิพาทและแบงปนทรัพยากรท่ีจําเปนแกการดํารงชีพ ซ่ึงพัฒนามาเปนพระราชา
หรอื คณะรฐั บาลเมอ่ื มฝี า ยปกครองกต็ อ งมฝี า ยถกู ปกครอง ซง่ึ รวมอยูในระบอบการเมืองอยางหลีก
ไมพน จากขอเท็จจริงน้ีพระสงฆก็คงอยูในขอบขายของการเมือง มิไดอยูนอกเหนือการเมืองเลย
เหตุการณในประวัติศาสตรไทยขณะพระพนรัตน (บางทีก็เรียกวา สมเด็จพระพนรัตน) วัดปาแกว
๒๘ สุรพล สุยะพรหม และคณะ, ปรัชญาการเมือง, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, ๒๕๔๗),หนา ๑๑๕.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๗๕
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ไปถวายพระพรสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใหงดโทษประหารชีวิตแกแมทัพนายกองท่ีประมาท
เลินเลอ ปลอยใหพระองคตองทาชนชางกับพระมหาอุปราช เดชะบุญท่ีทรงชนะได ไมเชนน้ัน
ประเทศชาติตองยอยยับเปนแนแทเมื่ออยุธยาใกลแตกเรามีพระมหานาคคอยฝกฝนคนหนุมเพื่อ
คอยรักษาพระนคร
เรื่องเหลานี้ลวนแตบอกวา พระภิกษุสงฆไทยในอดีตนั้น ไดเกี่ยวของกับการเมืองการ
ปกครองทั้งทางตรงและทางออมโดยตลอด เมื่อมองไปรอบๆ ประเทศเพ่ือนบานเราที่นับถือ
พระพุทธศาสนาพระภิกษุสงฆก็ลวนแตเขาไปเก่ียวของกับการเมือง ดูจะมากกวาพระสงฆไทย
ทง้ั ส้นิ ยกตัวอยางเชนในศรีลังกา พระสงฆเปนสมาชิกพรรคการเมือง และออกเสียงเลือกต้ังได ใน
พมาพระสงฆนําชาวบานตอสูกับอังกฤษ และปจจุบันก็ตอสูกับอํานาจเผด็จการทหาร เปนตน
พระสงฆไ ทยเรากถ็ กู นาํ ไปสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในอดีต เชน ตอตานลัทธิคอมมิวนิสต แม
ปจจุบันก็นําไปอบรมใหชวยพัฒนาอนุรักษศิลปวัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติโดยไม
สนบั สนนุ ที่เกย่ี วขอ งกบั การเมือง
หากกลา ววา พระตองไมยงุ เก่ยี วกบั การเมือง หรือไมควรเกี่ยวของกับการเมืองดูเหมือน
ไมตรงกับขอเท็จจริงนักเขาทํานองวา “เกลียดตัวกินไขเกลียดปลาไหลกินน้ําแกง” นับวาเปนการ
ลังเลไมแนใจของสังคมไทยหรือไม ปญหาน้ีก็คลายกับปญหาโสเภณี ซึ่งคางคามานาน โดยเฉพาะ
ชาวบานท่ัวไปไมคอยรูเร่ืองพระสงฆ จึงไมมีขอมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจเวลามีปญหาเก่ียวกับ
พระสงฆ เมื่อยอนอดีตไปเราเห็นจะตองยอมรับกันในตอนหนึ่งวา ในการเลือกต้ังแตละคร้ัง
พระสงฆ ไดมีสวนรวมสนับสนุนนักการเมืองท่ีตนช่ืนชมเสมอมา ตัวอยางเชน คุณดุสิต โสภิตชา
ไดรับเลือกต้ังเปน ส.ส.อุบลราชธานีมาหลายสมัยติดตอกันก็เพราะคุณดุสิตเปนขวัญใจของพระ
สงั ฆาธิการในจงั หวดั หรอื อาจจะมีอีกหลายคนที่เปนท่ีช่ืนชมของพระสงฆ การกลาวเชนน้ีคงไมนา
เกลียด เพราะเปนเสรีภาพที่พระสงฆนาจะมีอยูบางพระสงฆ ก็คือ สมาชิกของสังคมหนวยหน่ึง
ยอมจะตองมีสวนรับผิดชอบตอปญหาของบานเมืองเมื่อบานเมืองประสบภาวะวิกฤตทุกขยาก
ตางๆ ยอมสงผลกระทบตอพระสงฆดวย ถาประเทศชาติไมม่ันคง การศึกษาปฏิบัติธรรมก็คง
เกิดขึ้นไดยาก ในปจจุบันแมพระสงฆจะพยายามหลีกหนีการเมืองก็หนีไมพนทั้งทางตรงและ
ทางออม ทงั้ นเ้ี พราะ นกั การเมือง นักปกครองไดเขาไปใชสถาบันสงฆเปนเคร่ืองมือในการปกครอง
๑๗๖ | พระพุทธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 6 บทบาทของพระสงฆตอการพัฒนาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พันธไชย
หาเสียงสนับสนุนหรือแมแตหาความชอบธรรมในการปกครองของตนแมพระสงฆจะไมเลน
การเมือง แตก ารเมอื งกเ็ ขาไปเลนงานพระสงฆฝายเดียวตลอดมา
ปญ หาการเมอื งกับศีลธรรม
หากมองจากสายตาของนักการศาสนาแลว ปญหาทุกประเภทท่ีเกิดการคุกคามมวล
มนษุ ยชาตอิ ยูใ นขณะน้ี ไมว าจะเปนเร่ืองส่ิงแวดลอม เศรษฐกิจและการเมือง ลวนมีมูลฐานมาจาก
ความไมม ศี ีลธรรมท้ังส้นิ การเกดิ วกิ ฤตการณในเหตกุ ารณต างๆ ของประเทศไทยท่ีผานๆ มาหลาย
คร้ังหลายเหตุการณ ทีเ่ กิดเหตุการณทางการเมือง แทจริงแลว ผูนําทางการเมืองและทางทหารไม
มีศีลธรรม ไมมีศาสนา ตัวอยางเชน ความรุนแรงท่ีอุบัติขึ้นบนถนนราชดําเนิน เมื่อสืบหาสาเหตุ
แทจริงแลวจะเห็นวาเกิดขึ้นจากความโลภ มักมากอยากใหญใครจะมีอํานาจอยากเปนรัฐมนตรี
เปนรฐั บาล เพราะหมกมนุ ดว ยเรือ่ งกาม กนิ และเกียรติยศ
ทานพุทธทาสภิกขุยืนยันวา๒๙ “ประชาธิปไตยตองมีศีลธรรมเปนรากฐาน” นั่น
หมายความวานักการเมืองนักปกครองจะตองเปนคนดีมีศีลธรรม มีศาสนาประจําใจ มีเมตตา
กรุณา รกั ใครปรารถนาดตี อ ผูอืน่ พรอ มจะเสยี สละ ละวางประโยชนสว นตนเพื่อประโยชนสวนรวม
ทานมหาตมะ คานธี๓๐ บอกวา “การเมืองไมใชหลักธรรมก็เลวทราม” (Politics without
principles) ดงั นน้ั ทานจึงพยายามนาํ หลักธรรมและศาสนาเขา ไปชาํ ระความโสโครกของการเมือง
ในอินเดียสมัยน้ันคือ พยายามทําใหนักการเมืองเปนคนดีมีหลักการ มีศีลธรรม ซ่ือสัตย สุจริต
เสยี สละ และเปนสภุ าพบุรษุ ดวย มฉิ ะน้นั การพัฒนาการเมืองก็คงเกดิ ขึน้ ไมไ ด
จะเห็นวา พระสงฆก็คือ สวนหนึ่งของสังคมไทยคงจะถูกละเวนไมพูดถึง หรือพระสงฆ
เองจะปฏิเสธความรับผิดชอบตอความเส่ือมความเจริญของสังคมไมได โดยเฉพาะปญหาความ
เส่ือมศีลธรรมของคนในสังคม โดยเน้ือหาสาระแลว บทบาทการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยหรือ
การเมอื งของสังคมกค็ อื การปรากฐานทางศลี ธรรม ใหแ กก ารเมอื งหรอื นักการเมืองเพราะเปาหมาย
สูงสุดของการเมือง ก็คือ ประโยชนของมหาชน ความบริสุทธิ์ยุติธรรม ความรักสามัคคี การ
ปรารถนาดีตอกัน และความสุขสงบรมเย็นของมหาชน ดังน้ัน ถาพระสงฆจะเขาไปเก่ียวของกับ
การเมืองในลกั ษณะน้ี กค็ งไมนาเกลยี ดชาวพทุ ธท่ัวไปคงรับได เพราะไมม อี ะไรนอกพระธรรมวินัย
๒๙ สุรพล สยุ ะพรหม และคณะ,ปรัชญาการเมอื ง,หนา ๒๔๖
๓๐ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา ๒๒๖
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๗๗
บทท่ี 6 บทบาทของพระสงฆตอการพฒั นาการเมอื งการปกครองของไทย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๖.๖ บทสรุป
บทบาทพระสงฆใ นการพัฒนาการเมืองดานตางๆ ถึงเวลาแลวที่พระสงฆและวัดจะตอง
แสดงบทบาทของตนใหมากข้ึน ศีลธรรมจะตองกลับมาเปนรากฐานเปนแกนของการเมืองกอนที่
ประเทศชาติสังคมไทยจะเสื่อมเสียไปมากกวาน้ีจากมุมมองที่แตกตางกันของศาสนา ซึ่งเบ้ืองหลัง
ความเปน มาและลักษณะของการเนน ซึ่งตางกันนั้น มีสวนทําใหสังคมพุทธแบบไทยๆ พลอยสับสน
กับบทบาทของวัดและพระสงฆ ในการเขาไปเก่ียวของกับการเมือง เมื่อสังคมไทยยังมีปญหา
การเมืองยังขาดเสถียรภาพเชนนี้ ผลเสียก็ตองเกิดแกทุกสวนของสังคมไทย รวมท้ังวัดวาอาราม
และพระสงฆด วย เหตผุ ลคือ เมื่อพระสงฆ ซ่ึงเปนตัวแทนของวัดและสถาบันสงฆ และมีสภาพเปน
ผูนําทางศีลธรรม จิตวิญญาณ ความยุติธรรม และความชอบธรรมของสังคม การพัฒนาระบอบ
การเมืองการปกครองของไทย จึงนาจะมาลองพิจารณาดูขอบขาย หนาที่บทบาทและปทัฏฐาน
หลกั การซ่งึ ถูกตอ งเหมาะสมของพระศาสนาและวัดดูบาง เพื่อเปนแนวทางปฏิบัติของพระสงฆเอง
และแนวทางรวมมอื กนั ระหวางหนวยงานที่เกี่ยวของ เพ่ือหาทางออกท่ีถูกตอง ถาพระสงฆหรือวัด
ไขวเ ขวในประเด็นนี้ ก็เทากับไมเขาใจหลักการของพระศาสนา ขาดความรับผิดชอบตอสังคมหรือ
ลึกๆ แลว ก็มิไดทําหนาท่ีของพระสงฆที่ดี เพราะมิไดตอบแทนขาวนํ้าของชาวพุทธฝาย ฆราวาส
หากพิจารณาเรอ่ื งการเมอื ง เราจะทราบวา การเมืองนัน้ อาจแบง ไดเปน ๒ ลักษณะใหญๆ คอื
๑) การเมือง คือ การแสวงหาอํานาจ (Party politics) ซึ่งเก่ียวของกับขบวนการให
ไดมาซ่ึงอํานาจ เชน รวมกันเปนพรรคการเมือง การเปนสมาชิกพรรคการเมือง การสมัครรับ
เลือกต้ัง การออกเสียงลงคะแนนเลือกต้ัง การออกกฎหมาย รัฐสภา) และการบริหาร การจัดตั้ง
รฐั บาลบริหาร ประเทศ
๒) การเมือง เปนเรื่องของทุกคน (People politics) เปนเรื่องของสิทธิเสรีภาพ หนาท่ี
ความเสมอภาค ความยุติธรรม ความชอบธรรม ความชอบธรรมของทุกคนในแผนดิน ไมวาผูหญิง
ผูชาย ผูใหญ เด็ก สถาบนั องคก รตางๆ ฆราวาสหรือนักบวช
การเมืองประเภทที่ ๒ นี้ สอดคลองกับหลักการของพระพุทธศาสนาและศาสนาอ่ืนๆ
ดวยหรือเปนอันเดียวกันกับหลักการของศาสนาตางๆ นั่นยอมหมายความวา การสนับสนุน
การเมืองประเภทท่ี ๒ น้ี ก็คือ การสอนสงเสริมหลักการของพระศาสนานั่นเอง พระสงฆที่เขาไป
เกีย่ วของดว ย
บทที่ ๗
บทบาทของพระสงฆไ ทยกับการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
๗.๑ บทนาํ
การมีสวนรวมทางการเมือง ถือวาเปนบทบาทสําคัญประการหนึ่งของระบอบการเมือง
สมัยใหม ท้ังน้ี เนื่องจากประชาชนมักมีความตื่นตัวหรือสนใจในทางการเมืองสูงกวาในระบบจารีต
ประเพณี เนื่องจากทฤษฎีประชาธิปไตยไดแสดงกรรมวิธีท่ีกําหนดจุดมุงหมายและวิธีการเลือกซึ่ง
สัมพันธตอสังคมทุกประการ จุดมุงหมายของสังคมท่ีต้ังไวคือ เพื่อแจกจายแบงปนผลประโยชนใน
สงั คมใหเขากบั ความจําเปน และความตองการของประชาชน การเขามีสวนรวมน้ันจะเห็นไดวา ไมได
กระทําตอจุดหมายของสังคมใด แตกระทําตอเทคนิคท่ีต้ังจุดมุงหมาย นอกจากน้ี การเขามีสวนรวม
ยังเปนส่ือความตองการและความปรารถนาของพลเมืองท่ีมีตอรัฐบาล รวมท้ังประโยชนโดยตรงอ่ืนๆ
อีกดว ย ดวยเหตนุ ี้ คนจึงเรยี นรูความรบั ผิดชอบตอ การมสี ว นรว ม และถาขาดความสามารถในการเขา
มีสว นรวม สามารถสอ ใหเห็นถึง การขาดความเปนสมาชิกอยางเต็มตัวภายในระบบน้ันๆ ดังน้ัน สิทธิ
ที่จะเขารวมทางการเมืองจําเปน และเปนปจจัยสําคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และไม
สามารถแยกสทิ ธิน้จี ากคณุ สมบัตอิ น่ื ๆ ของระบอบประชาธิปไตยได การเขามีสวนรวมในกิจกรรมของ
รัฐบาลหรือการเมืองจะสงเสริมความม่ันคงและความสงบเรียบรอยใหทุกๆ คนมีโอกาสแสดงความ
สนใจ และรกั ษา ผลประโยชนสาํ หรบั คนสว นใหญ
การท่ีบุคคลหรือกลุมบุคคล พยายามที่จะทําใหเปาหมายประสบความสําเร็จแตการ
กระทําของเขาอาจไมใชการกระทําทางการเมือง เพราะอาจเห็นวาวิธีท่ีไมเปนการเมือง นาจะ
ไดผ ลดกี วาวธิ กี ารทางการเมืองแลว เขาก็จะทุมเทใหกับวิธีการท่ีไมเปนการเมือง แตเปาหมายบาง
ประการจําเปนตองใชวิธีทางการเมืองเทานั้นจึงจะบรรลุผลได ดังน้ัน เมื่อมีปญหาที่เกี่ยวของกับ
การเมืองขึน้ พวกนีจ้ าํ เปนตองเขาไปมสี วนรวมโดยไมอ าจหลีกเล่ยี งได
การมีสวนรวมทางการเมืองของพระสงฆมีขอจํากัดดวยคําสั่งของมหาเถรสมาคม เรื่อง
หามพระภกิ ษุสามเณรเก่ียวของกับการเมือง ซึ่งมีคําสั่งใหพระสังฆาธิการต้ังแตชั้นเจาอาวาสข้ึนไป
ช้ีแจงแนะนาํ ผูอยใู นปกครองของตนใหปฏิบัติตามและกวดขันอยาใหมีการฝาฝนละเมิด แตในทาง
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๗๙
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ปฏิบัติแลวพระสงฆยังคงมีบทบาทสําคัญและมีสวนรวมในทางการเมืองโดยทางออม ดังจะเห็นได
วา หลายโอกาสที่สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติหรือหนวยงานภาครับเองไดขอความรวมมือ
ผานมาทางวัดตางๆใหพระสงฆชวยกระจายขาวทําความเขาใจและใหความรูแกประชาชนอีกทาง
หน่ึง รวมถึงการใหผูสมัครรับเลือกต้ังไดเขามาใชสถานที่ภายในบริเวณวัดเพ่ือทําการแนะนํา
ผูสมัครรับเลือกตั้ง และการใชสถานที่ภายในบริเวณวัดเปนคูหาสําหรับกากบาทเลือกต้ัง
สมาชิกสภาผูแทนราษฎร การใหพระสงฆชวยกระจายขาวทําความเขาใจและใหความรูแก
ประชาชนอีกทางหนงึ่ การเทศนาในโอกาสตา งๆ นอกเหนอื จากการอบรมส่ังสอนในดานพระธรรม
แลว พระสงฆยังมีสวนในการสนับสนุนนโยบายของรัฐท้ังในระดับชาติและระดับทองถ่ินโดยการ
สอดแทรกใหขอมลู แกป ระชาชนในสาระสาํ คัญของนโยบายนั้น เชน การเทศนาในเรื่องการรณรงค
ตอ ตานยาเสพติด การรณรงคการอนรุ ักษป ระเพณีวัฒนธรรม๑ เปนตน
๗.๒ ความหมายและความสาํ คญั ของระบอบประชาธปิ ไตย
๗.๒.๑ ความหมายของระบอบประชาธิปไตย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๒๕ ใหความหมายประชาธิปไตย
วาเปนแบบการปกครองทถ่ี ือมติปวงชนเปน ใหญ๒ สว นคาํ วาระบอบหมายถึงแบบอยาง ธรรมเนียม
ระเบียบการปกครอง ดังนั้น คําวาระบอบประชาธิปไตย จึงหมายความวา แบบอยางหรือธรรม
เนยี มการปกครองทีถ่ ือมตปิ วงชนเปนใหญ
“ประชาธิปไตย” ตรงกับคําในภาษาอังกฤษวา Democracy ซึ่งมาจากศัพทภาษากรี
กวา Demos หมายถึง ประชาชน กับ Kratien หมายถึง การปกครอง ดังนั้น ประชาธิปไตย หรือ
democracy จึงหมายถึง การปกครองโดยประชาชน โดยอํานาจสูดสุดในการปกครองจะมาจาก
ประชาชน และรัฐบาลจะคงอยูในอํานาจตอไปไดเมื่อวาระสิ้นสุดลง ก็ตอเม่ือประชาชนผูเลือกตั้ง
เห็นวา รัฐบาลสามารถสนองตอบตอเจตนารมณข องประชาชนไดอยา งมีประสทิ ธิภาพเทานั้น
๑ วิรัช ถิรพันธเมธี, คูมือพระสังฆาธิการ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ ดวงแกว, ๒๕๔๖), หนา
๒๙๑.
๒ สํานักราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕, (กรุงเทพมหานคร :
อกั ษรเจริญทัศน, ๒๕๒๕), หนา ๕๐๒-๕๐๓.
๑๘๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกบั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ความหมายคําวา ประชาธิปไตย ตรงกับคําในภาษาอังกฤษวา Democracy ซึ่งมาจากคําภาษากรี
กวา Democratia ซ่ึงประกอบดวยคํา ๒ คํา คือ Demos กับ krateinคําวา Demos หมายถึง
ประชาชน และ Krateinหมายถึง การปกครอง ฉะน้ัน ประชาธิปไตย (Demoskratia) จึงหมายถึง
ประชาชนปกครอง หรือการปกครองโดยประชาชน มผี ูน ิยามความหมายของระบอบประชาธิปไตย
ไวดังตอไปน้ี พจนานุกรม ฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ใหความหมายไววา ระบอบการ
ปกครองทถ่ี อื มตปิ วงชนเปนใหญ, การถือเสียงขา งมากเปนใหญ๓
พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตโต) ไดกลาวถึง ประชาธิปไตยไววา เม่ือพูดถึง
ประชาธิปไตยถากลาวถึงความหมาย มีวิธีพูดงายๆ อยางหนึ่ง คือ ยกเอาวาทะของประธานาธิบดี
ลินคอลนมาอางเพราะคนชอบและรูจักกันมากคือวาทะท่ีวาประชาธิปไตย คือ การปกครองของ
ประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน วาทะนี้คนจําไดแมน เวลาพูดกันคนมักมองความหมาย
ในแงของความรูสึกต่ืนเตนวาตนเองจะได เชน จะไดสิทธ์ิ ไดอํานาจ หรือไดความเปนใหญในการที่
จะปกครอง๔ จากวาทะของลินคอลนนั้น พระพรหมคุณาภรณ มีความเห็นเพ่ิมเติมวา ท่ีวา
ประชาธิปไตยเปนการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพ่ือประชาชนนั้น เปนการเตือน
ใหรูสึกดวยวา คุณภาพของการปกครองยอมขึ้นตอคุณภาพของผูปกครองเปนสําคัญ ดวยวาใน
สมัยกอนการปกครองอยูในกํามือของผูปกครองโดยตรง คุณภาพประชาธิปไตยก็วัดไดจาก
ผูปกครองน่ันเอง แตสมัยน้ีในเม่ือประชาชนมาเปนผูปกครองบานเมืองจะเปนอยางไร
ประชาธิปไตยจะมีคุณภาพแคไหน จงึ ขน้ึ อยูท่ีคุณภาพของประชาชนเปน สําคัญ๕
อน่ึง ความหมายของประชาธิปไตย เมื่อมุงเนนการเขามีสวนรวมหรือเสียงของ
ประชาชนนัน้ ในเมือ่ ระบอบประชาธิปไตยใหความสําคัญกับประชาชนในฐานะทเี่ ปน เจาของอํานาจ
อธปิ ไตย ใชอํานาจนผ่ี านทางองคก รทางการเมืองตางๆ เพื่อประโยชนสุขของตนเอง บาทบาทของ
ประชาชนในทางการเมอื ง จงึ มคี วามสาํ คญั มากในระบอบนี้ จนมีผกู ลาววา ประชาธิปไตยนั้นถือวา
๓ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : นานมีบคุ ส
พับลเิ คชั่น, ๒๕๔๖), หนา ๖๕๖.
๔ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยตุ โต), กระบวนการเรียนรูเพ่ือพัฒนาคนไปสูประชาธิปไตย, พิมพคร้ังท่ี
๔, หนา ๔.
๕ เรอื่ งเดยี วกัน, หนา ๕.
พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๘๑
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย
ประชาชน คือ เสียงสวรรคเปนระบอบท่ีเปดโอกาสใหประชาชนรวมดําเนินการเพื่อสรางสรรค
สังคมของตนเอง กิจกรรมการเขารวมทางการเมืองของประชาชน อาจเปนทางออมโดยผาน
กระบวนการเลอื กต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาไปทําหนาท่ีแทน หรืออาจเปนทางตรง เชน การ
ประทวง การรอ งเรยี น ในรูปแบบตางๆ เพอื่ ใหรัฐบาลรับทราบถงึ ปญหา เปน ตน
๗.๒.๒ ความสําคญั ของระบอบประชาธิปไตย
ความสําคัญของระบอบประชาธิปไตยการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีคุณคา ๒
ประการ คอื
๑) ความสําคัญตอบุคคล ระบอบนี้ใหคุณคาแกบุคคล โดยมองวาบุคคลมีเสรีภาพและ
เทาเทียมในศักด์ิศรีและความเปนคน การที่คนจะมีเสรีภาพไดอยางแทจริง หมายความวา คน
จะตองไมตกอยูภายใตการควบคุมของผูอ่ืน เพราะประชาธิปไตยเปนรูปแบบของการปกครองที่
ยึดถือวาอํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน และประชาชนเปนผูปกครองเอง การท่ีประชาชนจะ
ปกครองตนเองไดจะตองมีเสรีภาพอยางแทจริง ประชาธิปไตยยอมรับในคุณคาของบุคคล โดยให
เสรีภาพทางการเมืองและเสรีภาพในการพูด เขียนและวิพากษวิจารณดวย เสรีภาพในทาง
การเมอื ง ไดแก เสรีภาพในการเลือกผูแทนเพ่ือที่จะไปทําหนาที่หรือแสดงเจตนารมณแทนปวงชน
และมคี วามเทาเทยี มกนั คอื ประชาชนแตล ะคนตา งมคี ะแนนเสียง ๑ เสียงไมวาจะเปนเศรษฐีหรือ
ยาจก สว นเสรภี าพในการพดู เชน วพิ ากษว ิจารณน้ันเปน สิ่งควบคูกับเสรีภาพทางการเมือง คือ ถา
รฐั บาลใหเ สรีภาพแกป ระชาชนในการเลอื กตั้ง แตไมใหประชาชนพูด เขียนหรือวิพากษวิจารณโดย
เสรีแลว ประชาชนก็จะไมมีโอกาสไดแสดงออกใหรัฐบาลหรือรัฐสภาไดทราบความตองการของ
ประชาชน เม่ือเปนเชนนี้ประชาธิปไตยจะไรความหมาย เสรีภาพในการพูด การเขียนและการ
วิพากษวิจารณนี้ หมายรวมถึง การท่ีรัฐเปดชองทางใหประชาชนไดแสดงออกซ่ึงความคิดเห็นใน
ดา นตางๆ ตอ นโยบาย ตลอดจนการดําเนินงานของรัฐอีกดวย เปนตัวควบคุมหรือตัวกระตุนอยาง
หน่งึ ท่ีจะทาํ ใหก ารดําเนนิ งานไดทําไปเพอ่ื ผลประโยชนของสวนรวมจริงๆ มากกวาที่จะกระทําเพื่อ
ผลประโยชนคนบางคนบางกลมุ
๒) ความสําคัญตอสังคม สังคมประชาธิปไตยนั้น เปนสังคมท่ีเชื่อมั่นในศักด์ิศรีของ
เพือ่ นมนุษยมีความไววางใจซึ่งกันและกัน ประชาชนเปนผูมีเหตุผล รูจักคิดอยางมีวิจารณญาณ มี
ความเตม็ ใจท่ีจะประนีประนอมผอนปรนใหกันและกัน มีน้ําใจเปนนักกีฬา และพรอมท่ีจะยอมรับ
๑๘๒ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
การเปล่ียนแปลงเสมอ สังคมที่ประกอบไปดวยบุคคลที่มีวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตย จึงไดช่ือวา
เปน สงั คมท่ีมีคุณคาเปนสังคมทีม่ นี า อยูอาศัย
๗.๓ รูปแบบของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
ในประเทศประชาธิปไตยนั้น ไมไดมีรูปแบบการปกครองเหมือนๆ กันท้ังหมด
นักวิชาการไดพยายามเสนอหลักเกณฑตางๆ ท่ีอาจใชแบงรูปแบบการปกครองของประเทศ
ประชาธิปไตยมากมายดวยกัน รูปแบบการปกครองของประเทศประชาธิปไตยแบงรูปแบบ
ประชาธิปไตยได ๒ ลักษณะ คือ
๑) มพี ระมหากษตั ริยเ ปน ประมขุ พระมหากษตั รยิ จะทรงใชอํานาจอธิปไตย ซึ่งเปนของ
ปวงชน โดยใชอ งคก รแยกกันเปน ๓ ทาง คือ ทรงใชอํานาจนิติบัญญัติโดยผานทางรัฐสภา อํานาจ
บริหารโดยผานทางคณะรัฐมนตรี และอํานาจตุลาการโดยผานทางศาล สวนองคพระมหากษัตริย
จะทรงเปนกลางในทางการเมอื ง เชน ไทย องั กฤษ เปน ตน
๒) มีประธานาธิบดีเปนประมุข ผูดํารงตําแหนงประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของ
ประชาชน ทําหนาท่ีเปนประมุขของรัฐเพียงหนาที่เดียว เชน สิงคโปร อินเดีย ฯลฯ และบางประเทศ
ประธานาธบิ ดีทาํ หนาท่ีเปนประมุขของฝา ยบรหิ ารดวย เชน สหรัฐอเมริกา อนิ โดนีเซีย ฯลฯ
๗.๓.๑ รูปแบบการปกครองของประเทศประชาธิปไตยการแยกอํานาจ แบงออกเปน
๓ ลักษณะ คอื ๖
๑) แบบรัฐสภา ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ไดแก การมีเฉพาะผูแทนราษฎร
เพียงสภาเดียวหรืออาจมี ๒ สภาก็ได มีทั้งสภาผูแทนราษฎร ซ่ึงตัวแทนหรือสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรที่ประชาชนเปนผูลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซ่ึงมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาซึ่งเปนสภา
ของผูทรงคุณวุฒิสวนมากสมาชิกไดมาจากการแตงตั้ง แตสมาชิกวุฒิสภาในบางประเทศก็มาจาก
การเลือกต้ัง ชื่อสภาอาจเรียกตางกันได เชน ในอังกฤษเรียกสภาผูแทนราษฎรวา สภาลางและ
วุฒิสภาวา สภาสูงหรือสภาขุนนาง แตโดยหลักการสภาทั้งสองตองประชุมรวมกัน รวมกันเปน
รฐั สภา ผใู ชอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร คือ มีอํานาจในการออกกฎหมายเพ่ือใชปกครอง
๖ เกรียงศักด์ิ ราชโคตร,การเมืองการปกครองของไทย, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพดวงแกว,
๒๕๕๒), หนา ๖.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๘๓
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ประเทศ และมีอํานาจบริหารในการใหความเห็นชอบหรือจัดตั้งรัฐบาล และควบคุมการบริหาร
ของรัฐบาลดวย คือ รัฐบาลบริหารดวยความไววางใจของรัฐสภาในทางปฏิบัติถือกันเปน
หลกั เกณฑว า สมาชกิ สภากลมุ หรอื พรรคการเมอื งทม่ี ีเสยี งขางมากสนับสนุนจะไดสิทธิในการจัดต้ัง
รัฐบาล เพ่ือทําหนาที่บริหารบานเมือง แตรัฐบาลจะตองอยูในความควบคุมของสมาชิกรัฐสภา
ลักษณะดังกลาวน้ี รัฐสภาและรัฐบาลตางทําหนาท่ีของตน แตรัฐสภา ควบคุมรัฐบาลดวย
กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ และอาจลงมติไมไววางใจเพื่อใหรัฐบาลลาออกไดสวนรัฐบาลก็อาจ
ยบุ สภาได ทาํ ใหเ กดิ ความสมดุลแหง อาํ นาจ
๒) แบบประธานาธิบดี ระบอบประชาธปิ ไตยแบบประธานาธบิ ดีมีลักษณะคลายคลึงกับ
แบบรัฐสภา การมีรัฐสภาเหมือนกัน แตมีลักษณะที่แตกตางกัน คือ การมีประธานาธิบดีเปนผูใช
อาํ นาจบริหารโดยประธานาธิบดีมีสิทธิและหนาที่ในการจะแตงตั้งคณะรัฐมนตรีข้ึนมาชุดหนึ่งเพ่ือ
บริหารประเทศและรับผิดชอบรวมกัน สวนอํานาจนิติบัญญัติน้ันก็ยังคงตกอยูท่ีรัฐสภา การ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีนี้ ทั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรตางก็ไดรับเลือกจากประชาชนท้ังสองฝาย จึงตองรับผิดชอบโดยตรงตอประชาชน สวน
อํานาจตลุ าการยังคงเปนอสิ ระ ฉะน้นั อาํ นาจ นติ บิ ญั ญตั ิ อาํ นาจบริหาร และอํานาจตุลาการ ตางก็
เปน อสิ ระและแยกกนั สถาบนั ผูใชอ าํ นาจทั้งสามจะเปนตัวที่คอยยับยั้งและถวงดุลกันและกันไมให
ฝายหนึ่งฝายใดใชอ าํ นาจเกินขอบเขต เชน การปกครองของสหรฐั อเมรกิ า เปนตน
๓) แบบก่ึงรัฐสภาก่ึงประธานาธิบดี ระบอบประชาธิปไตยแบบน้ี ประธานาธิบดีเปนทั้ง
ประมุขของรัฐและบริหารราชการแผนดินรวมกับนายรัฐมนตรี ในดานการบริหารน้ัน นายกรัฐมนตรี
เปนผูลงนามประกาศใชกฎหมาย และคณะรัฐมนตรีก็ยังคงเปนผูใชอํานาจบริหาร แตตองรับผิดชอบ
ตอรัฐสภาสวนรัฐสภาเองก็ยังคงทําหนาที่สําคัญ คือ ออกกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการ
แผนดินประธานาธิบดี ในระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ เปนผูกําหนดนโยบายตางประเทศและ
การเมืองโดยท่ัวๆ ไป ท้ังยังทําหนาที่อนุญาโตตุลาการ ระหวางรัฐสภากับคณะรัฐมนตรี นอกจากน้ี
ยังมีอํานาจ ยุบสภาไดดวย จงึ มีอาํ นาจมาก เชน อนิ เดีย ฝรงั่ เศส
๑๘๔ | พระพุทธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย
๗.๓.๒ รูปแบบการปกครองของประเทศประชาธิปไตยแบงออกเปน ๒ ประเภท
ใหญๆคือ๗
๑) หลักประมขุ ของประเทศ (Head of State)
๑.๑ การปกครองระบอบกษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ (Constitutional
Monarchy) พระมหากษัตริยในฐานะประมุขของประเทศ เปนศูนยรวมของอํานาจอธิปไตยซึ่ง
เปนของประชาชนทั้งมวล โดยจะใชอํานาจอธิปไตยผานอํานาจสามฝาย คือ นิติบัญญัติผานทาง
รฐั สภา บรหิ ารผานทางคณะรฐั มนตรี และตุลาการผานทางศาล ทั้งน้ี พระมหากษัตรยิ จะเปนกลาง
และไมยุงเก่ียวกับการบริหารราชการประเทศ ประเทศท่ีปกครองโดยระบอบน้ี ไดแก สหราช
อาณาจักร ประเทศไทย และประเทศญ่ีปุน เปน ตน
๑.๒ การปกครองโดยมีประธานาธิบดีเปนประมุข (Presidency) ผูดํารงตําแหนง
ประธานาธิบดีมาจากการเลือกต้ังของประชาชน ทําหนาท่ีเปนประมุขของรัฐ และในบางประเทศจะ
ทาํ หนาทีเ่ ปนประมุขของฝา ยบรหิ ารดวย เชน สหรัฐอเมรกิ า และ ประเทศอินโดนีเซีย เปนตน
๒) หลกั การรวมและแยกอาํ นาจ (Separation of Powers)๘
๒.๑ การปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ฝายบริหารและฝาย
นิติบัญญัติจะทําหนาท่ีผานรัฐสภาระบอบรัฐสภาสามารถแบงออกไดเปนรูปแบบสภาเดียว
(Unicameral System) และรูปแบบสองสภา (Bicameral System) ในประเทศสวนใหญท่ี
ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภาจะมาจากการเลือกต้ังทั่วไป แตในขณะเดียวกัน
ประเทศท่ีใชรูปแบบสองสภา อาจมีสภาใดสภาหน่ึงที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่อีกสภามาจาก
การแตงต้ังหรือสรรหา ทั้งนี้ในระบอบรัฐสภา รัฐบาลจะถูกควบคุมและตรวจสอบการบริหาร
ราชการแผน ดนิ โดยรฐั สภาผา นกระบวนการและอํานาจหนาท่ที ีบ่ ัญญัตไิ วใ นรัฐธรรมนญู
๒.๒ การปกครองระบบประธานาธิบดี (Congressional System) มีลักษณะ
คลายคลึงกบั ระบบรฐั สภา แตกระบวนการในการจัดตง้ั รัฐบาล และแบงแยกอํานาจจะแตกตางกัน
๗ ชรินทร สันประเสริฐ, “ระบบการเมืองการปกครอง” ใน มนุษยกับสังคม,เอกสารการสอนชุด
วชิ า, (นนทบรุ ี : สํานกั พิมพม หาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๔๔), หนา ๑๗๐.
๘ ดร.นิยม รัฐอมฤต, การปกครองระบบประชาธิปไตยในนานาประเทศ, (กรุงเทพมหานคร :
สํานักพิมพมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๕๓), หนา ๑๒๓.
พระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง | ๑๘๕
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ในระบอบนี้ประธานาธิบดีซ่ึงเปนประมุขของรัฐและฝายบริหาร จะมาจากการเลือกต้ังท่ัวไป เม่ือ
ไดรับเลือกต้ังจะมีสิทธิและอํานาจในการแตงตั้งคณะรัฐมนตรีเพ่ือบริหารประเทศ โดยผานความ
เห็นชอบของวฒุ สิ ภาในขณะที่สมาชิกรฐั สภาทงั้ สองสภา จะมาจากการเลือกต้ังทั่วไปท่ีไมเกี่ยวของ
กบั การเลือกตั้งประธานาธิบดดี ังน้ัน อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ จึงเปน
อสิ ระและแยกขาดจากกัน อยางไรก็ตาม ในเร่อื งของการถวงดุลอาํ นาจ ในระบบประธานาธิบดี จะ
มีกลไกทางรัฐธรรมนูญที่ใหรัฐสภามีอํานาจในการถวงดุลฝายบริหาร ผานการควบคุมและ
ตรวจสอบการบริหารราชการแผนดิน และการลงมติเพื่อกลาวโทษ (Impeachment) และปลด
ออกจากตําแหนง (Recall) ประธานาธิบดี ประเทศที่เปนตนแบบของการปกครองลักษณะนี้ คือ
สหรฐั อเมริกา
๒.๓ การปกครองระบบผสม (Mixed System) ประธานาธิบดีเปนประมุขและ
บรหิ ารราชการแผนดนิ รว มกบั นายกรัฐมนตรี ในดานการบริหาร นายกรัฐมนตรีจะเปนผูใชอํานาจ
บริหาร และรับผิดชอบตอรัฐสภา ประธานาธิบดี จะเปนผูกําหนดนโยบายตางประเทศและ
การเมืองทั่วไป ท้ังน้ีประธานาธิบดีในระบบการปกครองแบบนี้ จะแตกตางจากประธานาธิบดีใน
ระบบประธานาธิบดีตามขอ ๒.๒ congress ตรงที่ จะมีอํานาจอนุญาโตตุลาการ ระหวางรัฐสภา
กับคณะรัฐมนตรี และมีอํานาจในการประกาศยุบสภา ประเทศที่มีการปกครองลักษณะน้ี อาทิ
ประเทศฝรงั่ เศส เปนตน
สรุปไดวา ประชาธิปไตย เปนรูปแบบการปกครองและวิธีการดําเนินชีวิต ซึ่งยึดหลัก
ของความเสมอภาค เสรีภาพและศักด์ิศรีแหงความเปนมนุษย การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ถือวาทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเทาเทียมกัน และอํานาจอธิปไตยตองมาจากปวงชน เปนการปกครอง
ของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยน้ัน ผูนําทางการเมือง
เปนผูทีถ่ อื เสมอื นเปนตัวแทนเจตนารมณของประชาชน รัฐบาลเปนตัวแทนของพรรคการเมืองที่มี
เสียงขางมาก หรือไดรับเสียงสนับสนุนสวนใหญรัฐบาลจะคงอยูในอํานาจตอไปไดเม่ือวาระส้ินสุด
ลง ก็โดยการแสดงใหประชาชนผูเลือกตั้งเห็นวา รัฐบาลสามารถสนองตอบตอเจตนารมณของ
ประชาชนไดอยางมีประสิทธภิ าพเทาน้ัน
๑๘๖ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมืองการปกครอง
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๗.๔ การปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย
ความเคลื่อนไหวเก่ียวกับประชาธิปไตยของคนไทย มิใชเพ่ิงเกิดในสมัยรัชกาลท่ี ๗
เพราะการเคลื่อนไหวมีมาตั้งแตในสมัยรัชกาลที่ ๕ แลว โดยสาเหตุท่ีทําใหคนไทยรุนใหมในสมัย
รชั กาลท่ี ๕-๗ เคลื่อนไหวใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมา
เปนระบอบประชาธปิ ไตยก็เพราะคนใหมบางกลุมในยุคนั้น เปนผูไดรับการศึกษามาจากประเทศท่ี
มีการปกครองแบบประชาธิปไตยซ่ึงตองการเขามามีสวนรวมทางการเมือง อีกทั้งมีสาเหตุมาจาก
ปญ หาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมอื ง๙
อีกประการหน่ึง กําเนดิ ของประชาธปิ ไตยมาจากความขดั แยงท่เี กิดขึ้นภายในโครงสราง
สวนบนของรัฐเปนดานหลัก กลาวคือ เกิดจากความขัดแยงระหวางพลังทางการสืบทอดวิถีทาง
การเมอื งการปกครอง กบั ความสมั พันธทางอํานาจระหวา งชนชนั้ นําท่ีกุมอํานาจการเมืองกับชนช้ัน
ขาราชการท่ีเปนกลไก-เครื่องมือของอํานาจนั้น ในแงน้ีการเปลี่ยนแปลงเม่ือ พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงเปน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความขัดแยงภายในชนช้ันปกครอง คือ ระหวาง อํานาจรัฐ (State
power) ท่ีมีพระมหากษัตริยทรงเปนศูนยกลางของอํานาจน้ีกับ กลไกของรัฐ (State apparatus)
ซึ่งประกอบดว ยขา ราชการทหารพลเรือน๑๐
ความขัดแยงดังกลาว เกิดจากจิตสํานึกที่เปล่ียนแปลงไปของชนชั้นขาราชการ ที่เริ่มมี
จิตสํานึกในการรับใชรัฐ มากกวารับใชสถาบันพระมหากษัตริย จากผลประโยชนของชนชั้น
ขาราชการซึ่งผูกพันอยูกับความเจริญกาวหนาของรัฐ และการขยายตัวของระบบราชการ (ท้ัง
ทหาร-พลเรอื น) จากความตองการท่ีจะลมระบอบการเมืองเกาเพ่ือพิทักษรัฐใหคงอยูตอไปได เพื่อ
เผชิญกับการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ ระบอบการเมืองท่ีถูกสถาปนาข้ึนภายหลังการ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงมี โครงสรางทางการเมืองท่ีมิไดสะทอนลักษณะชนชั้น
อ่ืนใด นอกจากสะทอนผลประโยชนของระบบ ราชการทหารและพลเรือนเปนดานหลัก มากกวา
สะทอนผลประโยชนของการสะสมทนุ ทั้งนี้ เนอื่ งจากคณะราษฎรมุงจํากัดอํานาจและอิทธิพลของ
๙ จุมพล หนมิ พานชิ , “ระบบการเมืองการปกครอง ๒”, ใน มนุษยกับสังคม, เอกสารการสอนชุด
วชิ า, หนา ๒๔๒-๒๔๖.
๑๐ ชัยอนันต สมุทวณิช, รัฐ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๓๕),
หนา ๒๖๔.
พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๘๗
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
ระบอบเกา ในขณะท่ีจํากัดอํานาจและอิทธิพลของพลังเศรษฐกิจ ซึ่งโดยทั่วไปแลว สวนหนึ่งเปน
ของหรือผูกพันอยูกับชนชั้นนําในระบอบเกา และมีเชื้อสายจีน(จึงไมไดรับการยอมรับวาเปนทุน
ชาติ) รัฐจึงพยายามสรางทุนชาติขึ้นเสียเอง โดยการตั้งวิสาหกิจตางๆใชวิธีเดียวกับชนชั้นนําใน
ระบอบเกา คือ รว มมือกับพอ คาเชอ้ื สายจนี นน่ั เอง
ตามที่กลาวมาแลววา ระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุก
ฉบบั จึงประกาศเจตนารมณไวชัดเจนวา ตองการใหประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษัตรยิ เปน ประมขุ ซึง่ อาจวิเคราะหแยกแยะหลักการสําคัญๆ ของการปกครองแบบ
ประชาธิปไตยของไทยได ดงั น้ี
๗.๔.๑ อาํ นาจอธิปไตยและการใชอ าํ นาจอธิปไตย
รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทกุ ฉบับ กําหนดอํานาจอธิปไตยซึ่งถือเปนอํานาจ
สูงสุดในการปกครอง ใหมีการแบงแยกการใชออกเปน ๓ สวน คือ อํานาจนิติบัญญัติ หรืออํานาจ
ในการออกกฎหมาย อํานาจบริหาร หรืออํานาจในการนํากฎหมายไปบังคับใช และบําบัดทุกข
บํารุงสุขประชาชนและอํานาจตุลาการ หรืออํานาจในการตัดสินคดีใหเปนไปตามกฎหมาย เม่ือมี
ขอขัดแยงเกิดข้ึน องคกรที่ใชอํานาจท้ัง ๓ สวนน้ี คือ รัฐสภา เปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติ รัฐบาล
หรือคณะรัฐมนตรีเปนผูใชอํานาจบริหาร และ ศาล เปนผูใชอํานาจตุลาการ โดยใชในพระ
ปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยการกําหนดใหมีการแยกการใชอํานาจอธิปไตยออกเปน ๓ สวน
และใหมีองคกร ๓ ฝาย รับผิดชอบไปองคกรแตละสวนน้ี เปนไปตามหลักการประชาธิปไตย ที่ไม
ตองการใหมีการรวมอํานาจแตตองการใหมีการถวงดุลอํานาจซ่ึงกันและกัน เพราะถาใหองคกรใด
เปน ผูใชอ าํ นาจมากกวา หนึ่งสว นแลวอาจเปน ชอ งทางใหเกิดการใชอาํ นาจแบบเผด็จการได เชน ถา
ใหคณะรฐั มนตรเี ปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหาร คณะรัฐมนตรีก็อาจจะออกกฎหมาย
ที่ไมสอดคลองกับความตองการของประชาชน และนํา กฎหมายนั้นไปบังคับใชเพ่ือประโยชนของ
ตนเพียงฝายเดียว การแยกอํานาจน้ันเปนหลักประกันใหมีการคานอํานาจซ่ึงกันและกันและ
ปอ งกันการใชอ าํ นาจเผดจ็ การ
๑๘๘ | พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย
๗.๔.๒ รูปของรฐั
ประเทศไทยจัดวา เปน รฐั เดยี ว รฐั ธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุกฉบับกําหนดไว
วาประเทศไทยเปนอาณาจักรอันหน่ึงอันเดียวจะแบงแยกมิได ศูนยอํานาจทางการเมืองและการ
ปกครองมาจากแหลงเดยี วกนั ประชาชนท้ังหมดอยภู ายใตเอกรัฐ ซ่ึงจะตองปฏิบัติตามอํานาจหนึ่ง
อํานาจเดียวพรอมทั้งอยภู ายใตร ัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกัน การใชอํานาจอธิปไตยท้ังภายใน
และภายนอกประเทศเปนอนั หนง่ึ อนั เดียวกันท้ังประเทศ การปกครองภายในประเทศ แมจะมีการ
แบงอํานาจการปกครองไปตามเขตการปกครอง เชน จังหวัด อําเภอ ก็เปนเพียงการแบงอํานาจ
ตามลักษณะการปกครองสวนภูมิภาค เพื่อแบงเบาภาระของรัฐบาลในสวนกลางและความสะดวก
ของประชาชนในการรับบรกิ ารจากรัฐ อาํ นาจท่ีแทจริงยังคงอยูที่รัฐบาลในสวนกลาง หนวยงานใน
ภูมิภาคเปนเพียงผูรับเอาไปปฏิบัติเทาน้ัน ไมสามารถท่ีจะกําหนดการดําเนินการในความ
รับผดิ ชอบของตนโดยอิสระ
การปกครองระดับทองถ่ิน อันไดแกองคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล
รวมทั้งการปกครองรูปกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยาน้ัน แมจะมีอิสระพอสมควรในการ
ดําเนินการ และมีการเลือกต้ังเพื่อใหประชาชนในทองถิ่นใหเขามามีสวนรวมในการปกครอง มี
ลักษณะในการกระจายอํานาจการปกครองแตก็ยังไมเปนอิสระหรือการปกครองตนเองอยาง
แทจ ริงรัฐบาลในสวนกลางยังมีสวนเขาไปควบคุมหรือรวมในการดําเนินการอยูดวย อยางไรก็ตาม
การปกครองระดับทองถ่ินนี้ มีสวนในการฝกประชาชนใหรูจักการปกครองตนเองตามหลักการ
ประชาธิปไตย
๗.๔.๓ ประมขุ แหงรฐั
รัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองทุกฉบับ กําหนดรูปแบบการปกครองไววา เปน
แบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุข และ กําหนดไวอยางชัดแจง เทิดทูน
พระมหากษัตริยเปนสถาบันสูงสุด ดํารงอยูในฐานะอันเปนท่ีเคารพสักการะผูใดจะละเมิดมิได
รัฐธรรมนูญกําหนดวาผูใดจะกลาวหาหรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใดๆ มิได พระราช
อํานาจของพระมหากษัตริยจะมีกําหนดไวในรัฐธรรมนูญ โดยปกติรัฐธรรมนูญกําหนดให
พระมหากษัตริยเปนผูใชอํานาจอธิปไตยซึ่งเปนของประชาชนโดยใชอํานาจนิติบัญญัติผานทาง
รัฐสภา อํานาจบริหารผานทางคณะรัฐมนตรีและอํานาจตุลาการผานทางศาล การกําหนดเชนน้ี
พระพุทธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง | ๑๘๙
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
หมายความวา อํานาจตางๆ จะใชในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริยซึ่งในความเปนจริง
อาํ นาจเหลา นี้มีองคกรเปนผูใช ฉะนั้น การท่ีบัญญัติวา พระมหากษัตริยเปนผูใชอํานาจนิติบัญญัติ
อํานาจบริหาร และอํานาจตลุ าการผา นทางองคกรตางๆ นนั้ จงึ เปนการเฉลิมพระเกียรติ แตอํานาจ
ที่แทจริงอยูท่ีองคกร ที่เปนผูพิจารณานําข้ึนทูลเกลาฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระ
ปรมาภิไธย
อยา งไรก็ตาม แมกระทั่งพระมหากษตั รยิ ใ นระบอบรัฐธรรมนูญ จะไดรับการเชิดชูใหอยู
เหนือการเมือง และกําหนดใหมีผูรับสนองพระบรมราชโองการในการปฏิบัติการทางการปกครอง
ทุกอยา งแตพระมหากษัตริยก็ทรงมีพระราชอํานาจบางประการท่ีไดรับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ
และเปนพระราชอํานาจที่ทรงใชไดตามพระราชอัธยาศัยจริงๆ ไดแก การต้ังคณะองคมนตรี การ
พระราชทาน เครือ่ งราชอสิ ริยาภรณ เปนตน
พระราชอํานาจที่สงผลกระทบตอการเมืองการปกครองอยางแทจริง คือ พระราช
อํานาจในการยับยั้งรางพระราชบัญญัติ ในกรณีท่ีพระมหากษัตริยทรงไมเห็นดวยกับราง
พระราชบัญญัติที่ผานการเห็นชอบของรัฐสภามาแลว และนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกลาฯ ถวาย
เพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช ก็อาจใชพระราชอํานาจยับย้ังเสียก็ได ซ่ึง
รัฐสภาจะตองนํารางพระราชบัญญัติที่ถูกยับยั้งน้ันไปพิจารณาใหม แตในทางปฏิบัติไมปรากฏวา
พระมหากษตั ริยท รงใชพระราชอาํ นาจน้ี
๗.๔.๔ สิทธเิ สรีภาพและหนา ทข่ี องประชาชน
รัฐธรรมนูญไดกําหนดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยไวอยางกวางขวาง สิทธิ และ
เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นี้เปนไปตามแนวทางประชาธิปไตย คือ มีการระบุสิทธิและเสรีภาพข้ัน
พนื้ ฐานตางๆไวครบครัน เชน เสรีภาพในการแสดงออกในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ
ในการสมาคมหรอื รวมกลุม เปน ตน รวมท้ังมีหลักประกัน ในเร่อื งสิทธติ า งๆ คือ การละเมิดสิทธิจะ
กระทาํ มิได เวนแตโ ดยอาศัยอาํ นาจตามบทบญั ญัติแหงกฎหมายเทานั้น อยางไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ
มีขอจํากัดในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ คือ จะตองไมใหเปนปฏิปกษตอชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย
และรัฐธรรมนญู เปนตน สวนหนา ท่ขี องชนชาวไทยทกุ คนเปน ไปตามรัฐธรรมนูญ
๑๙๐ | พระพทุ ธศาสนากบั การเมอื งการปกครอง
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก ับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
๗.๕ บทบาทของพระสงฆไ ทยกบั การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
สถานการณปจจุบัน คือ การเปลี่ยนแปลงความเคลื่อนไหว (movement) ของ
เหตกุ ารณ (Event) ความเห็น (opinion) ความคิด ( thought) เก่ียวกับพระพุทธศาสนาที่เปนอยู
ในปจจุบัน ในดานบทบาท (Roles) สวนผูที่แสดง ไดแก พระพุทธศาสนา หรือ องคกรพุทธ
พระสงฆจะตอ งแสดงบทบาทกด็ ีในทางพระศาสนาตองทาํ กด็ ี จะตองพิจารณาวา ผูที่แสดงบทบาท
เหมาะสมเพียงใด ไมวา จะในสวนของบทบาทแท (proper roles) หรือบทบาทตามจารีตประเพณี
(Customary roles)
บทบาทแท คือ บทบาทตามพระธรรมวินัย หรือบทบาทตามพระราชบัญญัติปกครอง
สงฆ ไดท ําหนา ท่ีท่ีสมบูรณหรอื ไม ไดด ําเนินบทบาทตามพุทธประสงคห รอื ไม
บทบาทตามประเพณี คือ บทบาทท่ีผูคนคาดหวังใหพระสงฆไดแสดงในภาวการณบาง
อยางเชนในยามที่สังคมวกิ ฤติดว ย ปญ ญา เศรษฐกิจ ปญ หาทางการเมืองการปกครองและสังคม๑๑
จากความหมายและแนวคิดเก่ียวกับบทบาทที่กลาวมา บทบาท หมายถึง การกระทํา
หรือพฤติกรรมตางๆ ของบุคคลท่ีเปนไปตามหนาที่ ตําแหนง หรือสามารถแบงออกไดเปน ๒
ลักษณะ คือบทบาทที่สังคม บุคคลที่เกี่ยวของ รวมท้ังบุคคลท่ีอยูในตําแหนงน้ันๆ เองคาดหวังวา
ควรจะไดดําเนินการและบทบาทที่บุคคลไดแสดงพฤติกรรมออกมาจริงภายใตตําแหนงหนาท่ีและ
เง่ือนไขของสถานการณ ท่กี าํ หนดไว
ในสังคมไทย พระสงฆมีฐานะและความเปนอยูที่แตกตางไปจากประชาชน มีระเบียบ
วินัย สําหรับกําหนดความเปนอยู และไดรับการยกยองจากประชาชนใหอยูในฐานะเคารพและ
สกั การะ เรียกวา เปนสังคมหน่ึงตางหาก แตเมื่อพิจารณาในทางคณิตศาสตรแลวเห็นวา พระสงฆ
หรือพระภิกษุ สามเณร เปนสวนหน่ึงหรือหนวยหน่ึงของสังคม หรือในสังคมเปนพลเมืองของ
ประเทศเชน เดียวกับประชาชน พลเมืองทั่วไป และมีพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆเปนขอ
ปฏิบตั อิ ีกสว นหนง่ึ ตา งหาก
๑๑ สนทิ ศรีสําแดง,พระพุทธศาสนา : กระบวนทัศนใหม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔), หนา ๒.
พระพทุ ธศาสนากับการเมอื งการปกครอง | ๑๙๑
บทท่ี 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พันธไชย
สถาบันสงฆเปนสถาบันจารีตประเพณีท่ีมีความสําคัญย่ิง พระสงฆจากอดีตจนถึงปจจุบันมี
ความสัมพันธใ กลชิดและมีบทบาทสําคัญในการชี้นําสังคม ซึ่งถึงแมบทบาทในดานการเปนผูนําจะ
ลดนอยลงไปในปจจบุ ัน แตบทบาทดานเปนผนู ําทางศลี ธรรมจรรยา พระสงฆ ยังไดรับความเคารพ
นับถืออยางสูงและเปนสถาบันสังคมที่ขาดเสียไมไดในชีวิตประจําวันของชาวชนบทสวนใหญ ซึ่ง
นอกจากเปนท่ีพ่ึงทางใจแลว ยังเปนสถานท่ีเอ้ืออํานวยในดานบริการสังคมอื่น ๆ ท่ีกลไกของ
รัฐบาลเขา ไปใหบริการไมทัว่ ถงึ เพื่อเปน การสรางบรู ณาการภายในชุมชน
๗.๕.๑ สงั คมสงฆสงั คมตัวอยา ง๑๒
สงั คมทพี่ ระพทุ ธจาทรงจัดตั้งข้ึนเปนสังคมตัวอยาง คือ สังคมสงฆ โดยทรงใชวิธีการทํา
ใหมีระบบการที่มนุษยมาอยรู วมกันเปนชุมชน และมีระเบียบแบบแผนในการเปนอยูตลอดจนการ
ดําเนินกิจกรรมเพื่อใหมนุษยเหลานั้นไดรับประโยชนจากการสอนของพระองคอยางเต็มท่ี ใน
ระยะแรกที่พระองคทรงประกาศหลักคําสอนน้ัน ไดมีผูใหความสนใจและเขามาศึกษาดวย ซ่ึง
พระองคทรงดําเนินการรับและส่ังสอนเอง พรอมกันนั้นก็สงไปประกาศศาสนายังชนบทอื่นๆ เม่ือ
กจิ การของพระศาสนาเจริญเตบิ โตมภี ิกษุจํานวนมากเกินกวาท่ีจะทรงดูแลไดท่ัวถึง จึงมอบอํานาจ
ใหพ ระสงฆดแู ลปกครองกนั เองโดยเคารพนับถอื กันตามลําดับอาวุโส พระองคทรงดํารงตําแหนงใน
ฐานะธรรมราชา ทรงปกครองแบบพอปกครองลูก หรอื อาจารยปกครองศษิ ย ถือความสุจริตใจเปน
พ้ืนฐานและพระพุทธองคทรงมอบใหสงฆเปนใหญ เปนสามัคคีธรรมซึ่งเราเรียกวา สังฆาธิปไตย
ทรงวางระเบียบขอ ปฏบิ ัติรว มกันทเี่ รยี กวา พระธรรมวนิ ัย เปน บรรทัดฐานสาํ หรับยึดถือรว มกนั
วนิ ยั คือ การจัดตงั้ วางระบบและระเบียบ กฎเกณฑก ตกิ า ท่ีเปนขอกําหนดในการจัดต้ัง
รวมทั้งการจัดใหคนประพฤติปฏิบัติ หรือกิจการดําเนินไป เพ่ือพัฒนาใหเขาถึงธรรม แตการอยู
รวมกันของคนจํานวนมากนนั้ ยอมตอ งมปี ญ หาเปนธรรมดา ในการบริหารคณะสงฆก็มีปญหา เชน
ในการแตกความสามัคคีของพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพี และพระเทวทัตทูลขอปกครองคณะสงฆ
เปน ตน การอยูร ว มกนั ของคนจาํ นวนมากในสังคมขนาดใหญ ยอมจะมีความขัดแยงกระทบกระทั่ง
กนั บาง ทัง้ ในดา นความคิดการพดู และการกระทํา เพราะแตละคนมีพื้นฐานท่ีแตกตางกัน หากไมมี
๑๒ พระยทุ ธนา รมณียธมฺโม (แกวกนั หา), “การศกึ ษาเชงิ วิเคราะหก ารจดั องคกรคณะสงฆในสมัย
พทุ ธกาล”, วทิ ยานิพนธพ ุทธศาสตรมหาบัณฑติ , (บัณฑติ วิทยาวัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๔๘), หนา ๑-๒.
๑๙๒ | พระพทุ ธศาสนากับการเมืองการปกครอง
บทที่ 7 บทบาทของพระสงฆก บั การปกครองระบอบประชาธิปไตย
ดร.สยามพร พนั ธไชย
หลักแหง การประนีประนอมท่ีจะทําใหคนสวนใหญตกลงยินยอมกันไดแลว ยอมจะทําใหเกิดความ
แตกแยกกนั ขน้ึ
ดังน้นั เมอ่ื พูดถงึ สังคมสงฆและการปกครอง จึงตองดูท่ีวินัยเปนหลัก เพราะวินัยเปนท้ัง
โครงสรางและการจัดสภาพสังคมสงฆใหเกิดความเรียบรอยและพัฒนาบุคลากรในสังคมสงฆ ทุก
คนจะรูหนาที่ของตนเอง ทั้งอํานาจ ขอบเขตของการประพฤติปฏิบัติ ซ่ึงวินัยจะเปนหลักในการ
ปฏิบัติและเปนแกนกลางคอยยึดเหนี่ยวสังคมสงฆ ใหดําเนินกิจกรรมตางๆ ภายใตหลักการ
เดยี วกัน เพราะพระวนิ ยั นั้น เปนการจดั สรรโอกาสใหชีวติ และสงั คมมีระเบียบ และมีโอกาสเกิดขึ้น
ทําใหทําอะไรๆ ไดอยางคลองดําเนินชีวิตไดสะดวก ถาชีวิตและสังคมไมมีระเบียบ ไมเปนระบบก็
จะสญู เสียโอกาส ในการดาํ เนนิ ชวี ติ และทาํ กจิ กรรมสงั คมใหเ ปนไปดวยดี ลักษณะสังคมสงฆในคร้ัง
พทุ ธกาลจงึ แตกตา งจากสงั คมโดยทว่ั ไป
๗.๕.๒ หลกั การประชาธิปไตยท่ตี ามทรงมอบแกส งฆ๑ ๓
การมอบความเปนใหญแกสงฆในกิจทั้งปวง มีลักษณะตรงกับหลักประชาธิปไตยหลาย
ประการสว นมากเปนเรื่องสงั ฆกรรม การทาํ สังฆกรรมประกอบดวยสวนสําคัญ ๕ ประการ หากทํา
ผิดพลาดประการใดประการหน่ึงจะทําใหสังฆกรรมนั้นเสียไป ใชไมได ไมมีผล สวนสําคัญ ๕
ประการ ในสังฆกรรมน้นั มีดงั นี้
๑) จํานวนสงฆที่เขาประชุม ขอกําหนดเร่ืองจํานวนสงฆผูเขาประชุมกําหนดไว ๕
ประเภท คือ
๑. พระภิกษุ ๔ รูป เขา ประชุม เรียกวา สงฆจตวุ รรค สามารถทาํ สงั ฆกรรมไดเ กือบ
ทกุ ชนิด ยกเวน การอุปสมบท หรือ พิธีกรรมในวันออกพรรษา ทท่ี รงอนุญาตใหวากลา วตักเตือน
ซ่งึ กันและกนั หรือเรียกอกี อยางหนง่ึ วา วันมหาปวารณา และการสวดอัพภาน หรือการถอนอาบัติ
ของพระภิกษบุ างรูป
๒. พระภิกษุ ๕ รปู เขาประชุม เรยี กวา สงฆป ญ จวรรค สามารถทาํ สังฆกรรมที่สงฆ
จตวุ รรคทาํ ไดทัง้ หมด และยงั เพ่ิมการทาํ มหาปวารณา การอปุ สมบทในชนบทชายแดนไดอ กี ดวย
๑๓ รศ. ดนยั ไชยโชธา,พระมหากษัตริยกับพระพุทธศาสนาในประวัติศาสตร, (กรุงเทพมหานคร :
สํานกั พิมพโอเดียนสโตร, ๒๕๕๓), หนา ๘๗.