The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-07-06 22:25:14

การเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย

๒๒๗

๑.๒ ศีล รักษาความสุจริต คือ ประพฤติดีงาม การสารวมกาย วาจา ประกอบแตํ
การสุจริต รักษากิตติคุณ ประพฤติตนให๎ควรเป็นตัวอยําง และเป็นท่ีเคารพนับถือของประชาราษฎร์
มิใชมํ ีขอ๎ ใดๆ ทใี่ ครจะดแู คลน

๑.๓ ปริจจาคะ บาเพ็ญกิจด๎วยเสียสละ คือ สามารถเสียสละความสุขสาราญ เป็น
ตน๎ ตลอดจนชีวติ ของตนได๎ เพื่อประโยชนส์ ขุ ของประชาชน และความสงบเรยี บรอ๎ ยของบา๎ นเมือง

๑.๔ อาชชวะ ปฏิบัติภาระโดยซ่ือตรง คือ ซ่ือตรงทรงสัตย์ไร๎มารยา ปฏิบัติภารกิจ
โดยสุจรติ มีความจรงิ ใจ ไมหํ ลอกลวงประชาชน

๑.๕ มัททวะ ทรงความอํอนโยนเข๎าถึงคน คือ มีอัธยาศัย ไมํเยํอหยิ่งหยาบคาย
กระด๎างถือองค์ มีความงามสงําเกิดแตทํ ํวงทาํ ทีกรยิ าสภุ าพนํมุ นวล ละมุนละไม ให๎ได๎ความรักภักดี แตํ
มิขาดยาเกรง

๑.๖ ตปะ พ๎นมัวเมาด๎วยเผากิเลส คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให๎เข๎ามาครอบงายํายี
จิต ระงับยับย้ัง ขํมใจได๎ ไมํยอมให๎หลงใหลหมกมํุนในความสุขสาราญ และความปรนเปรอ มีความ
เป็นอยอูํ ยํางสมา่ เสมอ หรือ อยอํู ยาํ งพอเพียง ความสามัญ มุํงมั่นแตํจะบาเพ็ญเพียร ทากิจหรือปฏิบัติ
หนา๎ ทใี่ ห๎บริบรู ณ์

๑.๗ อักโกธะ ถือเหตุผลไมํโกรธา คือ ไมํกริ้วกราด ลุอานาจความโกรธ จนเป็นเหตุ
ให๎วินิจฉัยความและกระทาการตํางๆ ผิดพลาดเสียธรรม ไมํวินิจฉัยความและการกระทาด๎วยอานาจ
ความโกรธ มีเมตตาประจาใจ ไว๎ระงับความเคืองขํุน วินิจฉัยความและการกระทาด๎วยจิตอันสุขุม
ราบเรียบตามธรรม

๑.๘ อวิหิงสา มีอหิงสานารํมเย็น คือ ความไมํเบียดเบียน ไมํบีบคั้นกดข่ี เชํน เก็บ
ภาษีขูดรีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไมํหลงระเริงอานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุผลเบียดเบียน
ลงโทษอาชญาแกปํ ระชาราษฎร์ผ๎ใู ด เพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง

๑.๙ ขันติ ชาระทุกข์เข็ญด๎วยขันติ คือ อดทนตํองานท่ีตรากตรา อดทนตํอความ
เหนื่อยยาก ถึงจะลาบากกายนําเหนื่อยหนํายเพียงไร ก็ไมํท๎อถอย ถึงจะถูกย่ัว ถูกหยันด๎วยคาเสียดสี
ถากถางเพยี งใด กไ็ มหํ มดกาลงั ใจ ไมํยอมละทิ้งกรณียกิจทีบ่ าเพญ็ โดยชอบธรรม

๑.๑๐ อวิโรธนะ มิปฏิบัติคลาดจากธรรม คือ ประพฤติมิให๎ผิดจากศาสนธรรม อัน
ถือประโยชนส์ ขุ ความดีงามของรัฐและราษฎรเ์ ป็นทีต่ ัง้ การใดประชาราษฎร์ปรารถนาโดยชอบธรรม ก็
ไมํขัดขืน การใดจะเป็นไปโดยชอบธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ก็ไมํขัดขวาง วางองค์เป็น
หลักหนักแนํนในธรรม คงท่ีไมํมีความเอนเอียง หวั่นไหว เพราะถ๎อยคาที่ดีร๎าย ลาภสักการะ หรือ
อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สถิตม่ันในธรรม ทั้งสํวนยุติธรรม คือ ความเท่ียงธรรมก็ดี นิติธรรม คือ
ระเบียบแบบแผน หลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามก็ดี ไมํประพฤติให๎
คลาดเคล่ือนวบิ ตั ไิ ป ราชธรรม ๑๐ น้ี พึงจดจางาํ ยๆ โดยคาถาบาลีดงั นี้

“ทาน สลี ปริจจฺ าค อาชชฺ ว มทฺทว ตปํ
อกโฺ กธ อวิหสึ ญฺจ ขนฺตญิ ฺจ อวโิ รธน ”

๒๒๘

๒. ฆราวาสธรรม๑๒๔
ธรรมสาหรับฆราวาส, ธรรมสาหรับการครองตน ครองเรือน, หลักการครองชีวิต

คฤหัสถ์ เรียกวํา ฆราวาสธรรม ๔ ประการ คอื
๒.๑ สัจจะ ความจริง ได๎แกํ ดารงมั่นในสัจจะ, ซ่ือตรง, ซ้ือสัตย์, จริงใจ, พูดจริง ทา

จริง จะทาอะไรก็ให๎เปน็ ท่เี ชือ่ ถือไว๎วางใจได๎
๒.๒ ทมะ ฝึกตน ได๎แกํ การบังคับควบคุมตนได๎, การขํมใจ, ฝึกนิสัย, ร๎ูจักปรับตัว,

รจ๎ู กั ควบคมุ จิตใจ ฝึกหดั ดัดนิสัย แก๎ไขข๎อบกพรํอง ปรับปรุงตนให๎เจริญกา๎ วหน๎าด๎วยสตปิ ัญญา
๒.๓ ขันติ อดทน ได๎แกํ ความอดทน มํุงหน๎าทาหน๎าที่การงานด๎วยความ

ขยนั หมนั่ เพียร เข๎มแขง็ ทนทาน ไมหํ ว่ันไหว มนั่ ใจในจุดหมาย ไมทํ ๎อถอย
๒.๔ จาคะ เสียสละ ได๎แกํ ความเสียสละ, มีน๎าใจ, เอ้ือเฟื้อ ชอบชํวยเหลือเกื้อกูล

บาเพ็ญประโยชน์ สละโลภ ละทิฐิมานะได๎ รํวมงานกับคนอื่นได๎ สละความสุขสบายและผลประโยชน์
สํวนตนได๎ ใจกว๎างพร๎อมท่ีจะรับฟังความทุกข์ความคิดเห็นและความต๎องการของผู๎อ่ืน พร๎อมที่จะ
รํวมมือ ชํวยเหลือเอื้อเฟื้อเผ่ือแผํ ไมํคับแคบเห็นแกํตนหรือเอาแตํใจตัวในธรรมหมวดนี้ ทมะ ทํานมํุง
เอาดา๎ นปัญญา ขนั ติ ทํานเนน๎ แงํวิริยะ

๓. สปั ปุรสิ ธรรม๑๒๕
ธรรมของสัตบุรุษ, ธรรมที่ทาให๎เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี, ธรรมของผู๎ดี,

หลักธรรมท่ีเสริมสร๎างผ๎ูประพฤติปฏิบัติตาม ให๎เป็นผ๎ูมีความสามารถนาหมูํชนและสังคมไปสูํสันติสุข
และความสวัสดี เรียกวํา สัปปุรสิ ธรรม ๗ ประการ คอื

๓.๑ ธัมมัญญุตา ร๎ูหลักและร๎ูจักเหตุ คือ รู๎หลักการและกฎเกณฑ์ของส่ิงท้ังหลาย ท่ี
ตนเข๎าไปเกี่ยวข๎องในการดาเนินชีวิต ในการปฏิบัติกิจหน๎าท่ีและดาเนินกิจการตํางๆ รู๎เข๎าใจสิ่งท่ีจน
จะต๎องประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตามเหตผุ ล เชนํ รู๎วํา ตาแหนงํ ฐานะ อาชพี การงานของตน มีหน๎าที่และความ
รับผิดชอบอยํางไร มีอะไรเป็นหลักการ จะต๎องทาอะไรอยํางไร จึงจะเป็นเหตุให๎บรรลุถึงผลสาเร็จ ท่ี
เป็นไปตามหน๎าที่และความรับผิดชอบนั้นๆ ดังน้ี เป็นต๎น ตลอดจนชั้นสูงสุด คือ ร๎ูเทําทันกฎธรรมดา
หรือความจริงของธรรมชาติ เพื่อปฏิบัติตํอโลกและชีวิตอยํางถูกต๎อง มีจิตใจเป็นอิสระ ไมํตกเป็นทาส
ของโลกและชีวติ นั้น

๓.๒ อัตถัญญุตา ร๎ูความมุํงหมายและรู๎จักผล คือ ร๎ูความหมายและความมํุงหมาย
ของหลกั การที่ตนปฏิบัติ เข๎าใจวัตถุประสงค์ของกิจการหรือการงานท่ีตนกระทา ร๎ูวําที่ตนทาอยูํอยําง
น้ันๆดาเนินชีวิตอยํางน้ัน เพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร หรือควรจะได๎บรรลุถึงผลอะไร ท่ีให๎มีหน๎าที่
ตาแหนํง ฐานะ การงานอยํางนั้นๆ เขากาหนดวางกันไว๎เพ่ือความมํุงหมายอะไร กิจการ หรือการงาน
ที่ตนทาอยขํู ณะนี้ เมอ่ื ทาไปแล๎วจะบังเกิดผลอะไรบา๎ ง เป็นผลดีหรือผลเสียอยํางไร ดังนี้เป็นต๎น ตลอด
จนถงึ ขัน้ สูงสดุ คือรคู๎ วามหมายของคตธิ รรมดาและประโยชนท์ ่ีเปน็ จุดหมายแท๎จริงของชวี ติ

๓.๓ อัตตัญญุตา รู๎ตน คือ ความรู๎จักตน ร๎ูตามเป็นจริงวํา ตัวเราน้ัน วําโดยฐานะ
ภาวะ เพศ กาลงั ความร๎ู ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต๎น บัดน้ี เทําไหรํ อยํางไร แล๎ว

๑๒๔ ขุ.อิติ.(ไทย) ๒๕/๑๙๐/๕๔๕
๑๒๕ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๓๓๐/๓๓๓, องฺ.สตตฺ ก.(ไทย)๒๓/๖๘/๑๔๓.

๒๒๙

ประพฤติปฏิบัติให๎เหมาะสม และทาการตํางๆ ให๎สอดคล๎องถูกจุด ที่จะสัมฤทธิ์ผล ตลอดจนรู๎ท่ีจะ
แก๎ไขปรบั ปรุงตนใหเ๎ จริญงอกงามถงึ ความสัมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

๓.๔ มัตตัญญุตา รู๎ประมาณ คือ ร๎ูจักพอดี เชํน รู๎จักประมาณในการบริโภค ร๎ูจัก
ประมาณในการใช๎จํายโภคทรัพย์ ร๎ูจักความพอเหมาะพอดี ในการพูด การปฏิบัติภารกิจและปฏิบัติ
หน๎าที่ตํางๆตลอดจนการพักผํอนนอนหลับและการสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย ทาการทุกอยํางด๎วย
ความเข๎าใจวัตถุประสงค์เพ่ือผลดีแท๎จริงที่พึงต๎องการ โดยมิใชํเพียงเพื่อเห็นแกํความพอใจ ชอบใจ
หรือเอาแตํใจของตน แตทํ าตามความพอดแี หงํ เหตุปัจจัย หรือองค์ประกอบทั้งหลาย ท่ีจะลงตัวให๎เกิด
ผลดงี ามตามที่มองเห็นด๎วยปัญญา ผู๎ปกครองต๎องร๎ูจักประมาณในการลงทัณฑ์อาชญาและในการเก็บ
ภาษี เป็นต๎น

๓.๕ กาลญั ญตุ า รก๎ู าล คือ รก๎ู าลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาท่ีควรหรือจะต๎อง
ใช๎ในการประกอบภารกิจ ทาหน๎าท่ีการงานหรือปฏิบัติการตํางๆ และเกี่ยวข๎องกับผ๎ูอื่น เชํน ร๎ูวําเวลา
ไหนควรทาอะไร อยาํ งไร และทาใหต๎ รงเวลา ให๎เปน็ เวลา ใหท๎ นั เวลา ให๎พอเวลา ใหเ๎ หมาะสมเวลา ให๎
ถกู เวลา ตลอดจนรจู๎ กั กะเวลาและวางแผนการใช๎เวลาอยํางไดผ๎ ล เป็นตน๎

๓.๖ ปริสัญญุตา รู๎ชุมชน คือ รู๎จักถิ่น ร๎ูจักชุมชนและร๎ูจักที่ประชุม ร๎ูการอันควร
ประพฤติปฏิบัติในท๎องถ่ิน ตํอชุมชนน้ันๆ วํา ชุมชนนี้ เม่ือเข๎าไปหาจะต๎องทากิริยาอยํางนี้ จะต๎องพูด
อยํางนี้ ชุมชนนี้ มีระเบียบวินัยอยํางน้ี มีวัฒนธรรมประเพณีอยํางนี้ มีความต๎องการอยํางน้ี ควร
เกย่ี วข๎อง ควรตอ๎ งสงเคราะห์ ควรรับใช๎ ควรบาเพ็ญประโยชนอ์ ยาํ งน้ๆี เป็นต๎น

๓.๗ ปุคคลัญญุตา รู๎บุคคล คือ รู๎จักและเข๎าใจความแตกตํางแหํงบุคคลวํา โดย
อัธยาศัยความสามารถและคุณธรรม เป็นต๎น ใครๆ ยิ่งหรือหยํอนอยํางไร และรู๎จักที่จะปฏิบัติตํอ
บุคคลอ่นื ๆดว๎ ยดีวํา ควรจะคบหรือไมํ ได๎คติอะไร จะสัมพนั ธเ์ ก่ยี วขอ๎ ง จะใช๎ จะยกยํอง จะตาหนิ หรือ
จะแนะนาส่ังสอนอยาํ งไร จงึ จะได๎ผลดี ดังน้ี เปน็ ตน๎

ธรรม ๗ ข๎อน้ี เรียกวํา สัปปุริสธรรม แปลวํา ธรรมของสัปปุริสชน คือ คนดี หรือคน
ทีแ่ ท๎ ซงึ่ มีคุณสมบัติของความเปน็ คนทีส่ มบูรณ์

๑๑.๔.๒ หลักพุทธธรรมคณุ ธรรมและจริยธรรมสาหรับการครองคน
๑. ราชสงั คหวตั ถุ
๒. อคติ
๓. พรหมวิหารธรรม
๔. สารณียธรรม
๑. สงั คหวตั ถขุ องผู้ปกครองผูค้ รองแผน่ ดิน๑๒๖
หลักทานุบารุงทวยราษฎร์ให๎ประชาชาติดารงอยูํในเอกภาพและสามัคคี ด๎วย

หลักธรรมท่ีเรียกวําราช สังคหวัตถุ สังคหวัตถุของพระราชา, ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชน,
หลกั การสงเคราะหป์ ระชาชนของนกั ปกครอง เรยี กวาํ ราชสงั คหวัตถุ ๔ ประการ คือ

๑๒๖ ส .ส. (ไทย) ๑๕/๑๒๐/๑๓๘

๒๓๐

๑.๑ สัสสสเมธะ ฉลาดบารุงธัญญาหาร คือ ปรีชาสามารถในนโยบายท่ีจะบารุงพืช
พนั ธุธ์ ญั ญาหาร สงํ เสริมการเกษตรให๎อุดมสมบูรณ์

๑.๒ ปริสเมธะ ฉลาดบารุงข๎าราชการ คือ ปรีชาสามารถในนโยบายท่ีจะบารุง
ข๎าราชการดว๎ ยการสงํ เสรมิ คนดีมคี วามสามารถและจดั สวัสดกิ ารให๎ดี เปน็ ต๎น

๑.๓ สัมมาปาสะ ผูกประสานปวงประชา คือ ผดุงผสานประชาชนไว๎ด๎วยนโยบาย
สํงเสริมอาชีพ จัดหาทุน จัดตั้งกองทุนให๎คนยากคนจนยืมไปสร๎างตนในพานิชยกรรมหรือดาเนิน
กจิ การตํางๆ ไมใํ ห๎ฐานะเหลอ่ื มล๎าหาํ งเหินจนแตกแยกกนั

๑.๔ วาชเปยะ หรือ วาจาเปยยะ มีวาทะดูดดื่มใจ คือ มีวาจาอันดูดดื่มน้าใจ น้าคา
ควรด่ืม หรือร๎ูจักพูด รู๎จักปราศรัย ไพเราะ สุภาพนํุมนวล รู๎จักช้ีแจงแนะนา รู๎จักทักทาย ไถํถามทุกข์
สุขราษฎรทุกชนช้ัน แม๎ปราศรัยก็ไพเราะนําฟัง ทั้งประกอบด๎วยเหตุผล มีประโยชน์ เป็นทางแหํง
สามัคคที าใหเ๎ กิดความเข๎าใจอนั ดี ความเชือ่ ถือและความนิยมนับถอื

๒. สังคหวตั ถุ๑๒๗
หลักบาเพ็ญการสงเคราะห์ คือ ปฏิบัติตามหลักการสงเคราะห์ หรือธรรมอันเป็น

เคร่อื งยดึ เหนย่ี วใจคนและประสานหมํูชนไว๎ในสามคั คี เรยี กวํา สังคหวตั ถุ ๔ ประการ คือ
๒.๑ ทาน ให๎ปัน คือ เอื้อเฟ้ือเผื่อแผํเสียสละ แบํงปัน ชํวยเหลือสงเคราะห์ ด๎วย

ปจั จยั สี่ทนุ หรือทรัพยส์ ินสิ่งของ ตลอดจนใหค๎ วามร๎ู ความเขา๎ ใจและศลิ ปวิทยา
๒.๒ ปิยวาจา พูดอยํางรักกัน คือ กลําวคาสุภาพ ไพเราะ นําฟัง ชี้แจง แนะนาส่ิงที่

เปน็ ประโยชน์ มีเหตุผล เปน็ หลักฐาน ชกั จงู ในทางท่ดี งี ามหรือคาแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให๎กาลังใจ
รู๎จกั พดู ให๎เกดิ ความเข๎าใจดี สมานสามคั คี เกดิ ไมตรี ทาใหร๎ กั ใครนํ บั ถอื และชํวยเหลือเกอื้ กูลกัน

๒.๓ อัตถจริยา อาสาบาเพ็ญประโยชน์ คือ ชํวยเหลือด๎วยแรงกายและขวนขวาย
ชวํ ยเหลอื กจิ การตํางๆ บาเพ็ญสาธารณประโยชน์ รวมท้งั ชํวยแก๎ไขปัญหาและชํวยปรับปรุงสํงเสริมใน
ดา๎ น จรยิ ธรรม

๒.๔ สมานัตตตา เอาตัวเข๎าสมาน คือ ทาตัวให๎เข๎ากับเขาได๎ วางตนเสมอต๎นเสมอ
ปลายให๎ความเสมอภาค ปฏิบัติสม่าเสมอกันตํอคนท้ังหลาย ไมํเอาเปรียบและเสมอในสุขทุกข์ คือ มี
สุขรํวมเสพ มีทุกข์รํวมต๎าน รํวมรับร๎ู รํวมแก๎ไขปัญหา เพ่ือให๎เกิดประโยชน์สุขรํวมกัน ปราศรัยก็
ไพเราะนําฟัง ทั้งประกอบด๎วยเหตุผล มีประโยชน์ เป็นทางแหํงสามัคคี ทาให๎เกิดความเข๎าใจอันดี
ความเชอ่ื ถอื และความนิยมนบั ถือ

ท้ัง ๔ ข๎อน้ี กลําวส้ันๆ วํา : ชํวยด๎วยทุน ด๎วยของหรือความรู๎, ชํวยด๎วยถ๎อยคา, ชํวยด๎วย
กาลังงาน,ชวํ ยด๎วยการรวํ มเผชญิ และแกป๎ ญั หา

๓. อคติ ๑๒๘
ฐานะอันไมํพึงถึง, ทางที่นาไปสูํความประพฤติท่ีผิด, ความไมํเที่ยงธรรม, ความ

ลาเอียง,อันเป็นหลักท่ีนักปกครอง เม่ือปฏิบัติหน๎าท่ี พึงเว้นจากความลาเอียง หรือความประพฤติที่
คลาดเคลอ่ื นจากธรรม เรียกวาํ อคติ ๔ ประการ คอื

๑๒๗ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๑๐/๑๗๐.
๑๒๘ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๖/๒๐๑.

๒๓๑

๓.๑ ฉนั ทาคติ ลาเอียงเพราะชอบ
๓.๒ โทสาคติ ลาเอยี งเพราะชัง
๓.๓ โมหาคติ ลาเอยี งเพราะหลง, พลาดผดิ เพราะเขลา
๓.๔ ภยาคติ ลาเอียงเพราะขลาดกลวั
๔. พรหมวหิ ารธรรม๑๒๙
ธรรมเคร่ืองอยํูอยํางประเสริฐ, ธรรมประจาใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติท่ี
ประเสริฐบรสิ ุทธ์ิ ธรรมทตี่ ๎องมไี วเ๎ ปน็ หลักใจและกากับความประพฤติ จึงจะเช่ือวํา ดาเนินชีวิตหมดจด
และปฏบิ ัตติ นตอํ มนุษยแ์ ละสตั ว์ทง้ั หลายโดยชอบเรียกวาํ พรหมวหิ ารธรรม ๔ ประการ คอื
๔.๑ เมตตา ความรัก คือ ปรารถนาดีมีไมตรี ต๎องการชํวยเหลือให๎ทุกคนประสบ
ประโยชนแ์ ละความสุข มีจิตอนั แผํไมตรีและคดิ ทาประโยชนแ์ กํมนุษยแ์ ละสัตว์ทัว่ หนา๎
๔.๒ กรุณา ความสงสาร คือ อยากชํวยเหลือผ๎ูอื่นให๎พ๎นจากความทุกข์ ใฝุใจในที่จะ
ปลดเปล้อื งบาบดั ความทกุ ข์ยากเดอื ดร๎อนของคนและสัตวท์ ง้ั ปวง
๔.๓ มุทิตา ความยินดี คือ ความเบิกบานพลอยยินดีในเมื่อเห็นผู๎อื่นอยูํดีมีสุข มีจิต
ผํองใสบันเทิง กอปรด๎วยอาการแชํมช่ืนเบิกบาน เมื่อเห็นเขาทาดีงามประสบความสาเร็จก๎าวหน๎า
ยง่ิ ข้นึ ไปกพ็ ลอยยนิ ดดี ๎วย พร๎อมทจ่ี ะชวํ ยสํงเสรมิ สนับสนุน
๔.๔ อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง คือ มองตามเป็นจริง โดยวางจิตเรียบสม่าเสมอ
มน่ั คงเทย่ี งตรงดจุ ตาชั่ง มองเห็นการที่บุคคลจะได๎รับผลดีหรือชั่ว สมควรแกํเหตุที่ตนประกอบ พร๎อม
ท่ีจะวินิจฉัย วางตนและปฏิบัติไปตามหลักการ เหตุผลและความเท่ียงธรรม ไมํเอนเอียงด๎วยความรัก
และชังพิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ท้ังหลายกระทาแล๎ว อันควรได๎รับผลดีหรือช่ัว สมควรแกํเหตุอันตน
ประกอบพร๎อมท่ีจะวินิจฉัย และปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งร๎ูจักวางเฉยสงบใจมองดูในเมื่อไมํมีกิจท่ี
ควรทาเพราะเขารับผิดชอบตนได๎ดีแล๎ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได๎รับผลอันสมกับ
ความรับผิดชอบของตน
๕. สาราณยี ธรรม๑๓๐
ธรรมเป็นที่ตัง้ แหงํ ความให๎ระลึกถงึ , ธรรมเปน็ เหตใุ หร๎ ะลึกถึงกันเพื่อสร๎างสัมพันธ์กับ
ผอ๎ู น่ื ทีเ่ ป็นเพอื่ นรวํ มงาน รวํ มกิจการ รํวมองค์กร รํวมชุมชน, ธรรมท่ีทาให๎เกิดความสามัคคี, หลักการ
อยูรํ วํ มกนั เรียกวํา สาราณยี ธรรม ๖ ประการ คอื
๕.๑ เมตตากายกรรม ทาตํอกันด๎วยเมตตา คือ แสดงไมตรีและความหวังดีตํอเพ่ือน
รํวมงาน รํวมกจิ การ รํวมชมุ ชน ต้ังเมตตากายกรรมในเพื่อนรํวมงาน สถาบัน องค์กร สังคม ชุมชนท้ัง
ตํอหน๎าและลับหลัง คือชํวยเหลือกิจธุระของผู๎รํวมหมูํคณะด๎วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ
เคารพนบั ถือกนั ท้งั ตอํ หน๎าและลับหลัง
๕.๒ เมตตาวจีกรรม เจรจาตํอกันด๎วยเมตตา คือ ชํวยบอกแจ๎งสิ่งท่ีเป็นประโยชน์
สั่งสอนหรือแนะนาตักเตือนกันด๎วยความหวังดีต้ังเมตตาวจีกรรมในเพ่ือนรํวมงาน สถาบันองค์กร

๑๒๙ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๒๗/๒๕๖.
๑๓๐ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๒๔/๓๒๑.

๒๓๒

สังคม ชุมชนทั้งตํอหน๎าและลับหลัง กลําววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งตํอหน๎าและลับ
หลงั

๕.๓ เมตตามโนกรรม คิดตํอกันด๎วยเมตตา คือ ตั้งจิตปรารถนาดี ตั้งเมตตา
มโนกรรมในเพ่ือนรํวมงาน สถาบัน องค์กร สังคม ชุมชน ท้ังตํอหน๎าและลับหลัง คิดทาส่ิงท่ีเป็น
ประโยชน์แกกํ ันมองกันในแงํดี มีหน๎าตายิ้มแย๎มแจํมใสตอํ กัน

๕.๔ สาธารณโภคี ได๎มาแบํงกันกินแบํงกันใช๎ คือ ได๎ของส่ิงใดมาก็แบํงปันกันเมื่อได๎
ส่ิงใดมาโดยชอบธรรม แม๎เป็นของเล็กน๎อย ก็ไมํหวงไว๎ผ๎ูเดียว นามาแบํงปันเฉล่ียเจือจานในเพื่อน
รวํ มงาน สถาบัน องคก์ ร สงั คม ชุมชน ให๎ได๎มีสํวนรํวมใชส๎ อยบริโภคท่ัวกนั

๕.๕ สีลสามัญญตา ประพฤติให๎ดีเหมือนเขา คือ มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพ่ือน
รํวมงานสถาบัน องคก์ ร สังคม ชุมชน ทง้ั ตํอหน๎าและลับหลัง มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต๎องตาม
ระเบียบ วินัย กฎเกณฑ์ กติกา จารีตประเพณีอันดีงามไมํมีพฤติกรรมแหกคอก นอกระเบียบ เหยียบ
กฎ ไมทํ าตนใหเ๎ ป็นทน่ี ํารังเกียจหรอื เส่อื มเสยี ของหมํูคณะ

๕.๖ ทิฏฐิสามัญญตา ปรับความเห็นเข๎ากันได๎ คือ มีทิฏฐิ ดีงามเสมอกันกับเพื่อน
รํวมงานสถาบัน องค์กรสังคม ชุมชน ทั้งตํอหน๎าและลับหลังเคารพรับฟังความคิดเห็นกัน มีความ
เห็นชอบรวํ มกนั ตกลงกันไดใ๎ นหลักการสาคัญ ยึดถืออดุ มคติ หลักแหํงความดีงาม หรือจุดหมายสูงสุด
อันเดียวกันในขอ๎ ท่ีเป็นหลกั การสาคัญอันจะนาไปสูคํ วามหลุดพน๎ สิ้นทุกข์ (หรอื ขจดั ปญั หา)

ธรรม ๖ ประการนี้ มีคุณคือ เป็นสารณียะ (ทาเป็นท่ีระลึกถึง) เป็น ปิยกรณ์ (ทาให๎เป็นที่
รัก) เป็นครุกรณ์ (ทาใหเ๎ ปน็ ที่เคารพ) เป็นไปเพ่ือความสงเคราะห์ (ความประสานกลมกลืน) เพื่อความ
ไมวํ ิวาท เพอื่ ความสามัคคี และเพอื่ เอกภาพ ความเปน็ อันหนงึ่ เดยี วกัน

๑๑.๔.๓ หลกั พุทธธรรมคณุ ธรรมและจริยธรรมสาหรับการครองงาน
๑. ราชพละ ๒. อทิ ธิบาท
๓. อปรหิ านิยธรรม
๔. อธปิ ไตย
๕. จกั รวรรดวิ ตั ร

๑. ราชพละ๑๓๑
ราชพละ ธรรมอนั เป็นพลัง เสรมิ พลังภายใน เพ่ือใหภ๎ ายในทรงพลัง คือ มีกาลังที่เกิด

จากคุณธรรม ความประพฤติปฏิบัติที่เป็นหลักประกันชีวิต ซึ่งทาให๎เกิดความม่ันใจในตนเองจนไมํมี
ความหวาดหวั่นกลัวภัย หรือ ธรรมอันเป็นพลังทาให๎ดาเนินชีวิตด๎วยความมั่นใจ ไมํหว่ันตํอภัยทุก
อยาํ งเรียกวํา พละ ๔ ประการ คอื

๑.๑ ปัญญาพละ กาลังปัญญา คือ ได๎ศึกษา มีความรู๎ความเข๎าใจถูกต๎อง ชัดเจนใน
เรื่องราวและกิจการ หน๎าท่ีการงาน ปฏิบัติภาระหน๎าที่ท่ีตนเกี่ยวข๎อง ตลอดไปถึงสภาวะอันเป็น
ธรรมดาของโลกและชวี ิต เปน็ ผกู๎ ระทาการตํางๆ ดว๎ ยความเขา๎ ใจเหตุผลและสภาพความจริง

๑๓๑ องฺ.จตุกก.(ไทย) ๒๑/๑๕๓/๒๑๕.

๒๓๓

๑.๒ วิริยพละ กาลังความเพียร คือ เป็นผู๎ประกอบกิจ ทาหน๎าท่ีการงาน ปฏิบัติ
ภาระหน๎าทีต่ ํางๆ อยูตํ ลอดเวลา ด๎วยความบากบันพยายาม ไมํได๎ทอดทงิ้ หรือยํอหยอํ นท๎อถอย

๑.๓ อนวัชชพละ กาลังสุจริต หรือ กาลังความบริสุทธิ์, ตามศัพท์ แปลวํา กาลังกา
รกระทาที่ไมํมีโทษ คือ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบริสุทธิ์ เชํน มีความประพฤติ และปฏิบัติ
ภาระหน๎าท่ีการงานสุจรติ สะอาดบริสทุ ธิ์ โปรงํ ใส ตรวจสอบได๎ ไมมํ ขี อ๎ บกพรอํ งเสียหาย มีเหตุผลมํุงดี
ไมรํ กุ รานใหร๎ ๎ายใคร ทาการด๎วยเจตนาบรสิ ุทธิ์ไมํมีขอ๎ ทใ่ี ครจะตเิ ตียนได๎

๑.๔ สงั คหพละ กาลังการสงเคราะห์ คอื การได๎ชํวยเหลือเกื้อกูล ยึดเหนี่ยวน๎าใจคน
และประสานหมํชู นไวใ๎ นสามคั คี ทาตนใหเ๎ ป็นประโยชนแ์ กเํ พือ่ นมนุษย์ เพ่ือนรํวมงาน สถาบัน องค์กร
สังคม ชุมชน เป็นสมาชิกท่ีดีมีประโยชน์ของสถาบัน องค์กร สังคม ชุมชน โดยสงเคราะห์ด๎วยหลัก
สังคหวตั ถุ ๔๑๓๒ คือ

(๑) ทาน การให๎ปัน โดยปกติ หมายถึง ชํวยเหลือในด๎านทุนหรือปัจจัยเคร่ือง
ยังชีพตลอดจนเพือ่ แผํกนั ด๎วยไมตรี อยาํ งเลิศหมายถึง ธรรมทาน แนะนาส่ังสอนให๎ความรู๎ความเข๎าใจ
จนเขา ร๎จู ักพึ่งตนเองได๎

(๒) เปยยวัชชะ พูดจับใจใช๎ปิยวาจา คือ พูดด๎วยน้าใจหวังดี มํุงให๎เป็น
ประโยชน์และรู๎จักพูดให๎เป็นผลดี ทาให๎เกิดความเชื่อถือ สนิทสนมและเคารพนับถือกัน อยํางเลิศ
หมายถงึ หมัน่ แสดงธรรม คอยชวํ ยชแ้ี นะหลกั ความจรงิ ความถูกต๎องดงี าม แกํผท๎ู ีต่ อ๎ งการ

(๓) อัตถจริยา บาเพ็ญประโยชน์ คือ ชํวยเหลือรับใช๎ ทางานสร๎างสรรค์
ประพฤติการที่เป็นประโยชน์ อยํางเลิศหมายถึง ชํวยเหลือสํงเสริมคนให๎มีความเชื่อถือถูกต๎อง (สัทธา
สัมปทา) ให๎ประพฤติดีงาม (สีลสัมปทา) ให๎มีความเสียสละ (จาคสัมปทา) และให๎มีปัญญา (ปัญญา
สมั ปทา)

(๔) สมานัตตตา มีตนเสมอ คือ เสมอภาค ไมํเอาเปรียบ ไมํถือสูงต่า รํวมทุกข์
รวํ มสุขด๎วยอยํางเลิศหมายถึง มีความเสมอกันโดยธรรม เชํน พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน
เปน็ ตน๎

(ผู้นา หรือผู้ปกครองจึงจาเป็นหลักสั้นๆ ว่า...รู้งานดี ปฏิบัติหน้าท่ีไม่บกพร่อง มือ
สะอาดไม่ขาดมนุษย์สัมพนั ธ์)

พละ หมวดน้ีเป็นหลักประกันของชีวิตผ๎ูนาหรือผ๎ูปกครองต๎องประพฤติปฏิบัติตาม
หลักธรรม ๔ ประการนี้ ซึ่งสํงผลให๎การดาเนินชีวิต เป็นไปด๎วยความม่ันใจ เพราะเป็นผ๎ูมีพลังในตน
ยํอมข๎ามพ๎นภัยทั้ง ๕ คือ อาชีวิตภัย ภัยอันเน่ืองด๎วยการครองชีพ อธิโลกภัย ภัยคือความเสื่อมเสีย
ชื่อเสียง ปริสสารัชชภัย ภัยคือความครั่นคร๎าม เก๎อเขินในที่ชุมชน หรือในที่ประชุม/ชุมนุม มรณภัย
ภัยคอื ความตาย ทุคคตภิ ัย ภยั คือทุคติ

๑๓๒ อง.ฺ จตกุ กฺ .(ไทย) ๒๑/๓๒/๕๑.

๒๓๔

๒. อทิ ธิบาท๑๓๓
คุณเครื่องให๎ถึงความสาเร็จ, คุณธรรมท่ีนาไปสูํความสาเร็จแหํงผลท่ีมํุงหมาย, หลัก

แหํงความสาเร็จโดยปฏิบัติตามหลักธรรมท่ีจะนาไปสูํความสาเร็จแหํงการบริหารกิจการหนํวยงาน
สถาบนั องค์กร สังคม ชุมชน แผํนดนิ ประเทศชาติ เรียกวํา อทิ ธิบาท มี ๔ ข๎อ คอื

๒.๑ ฉนั ทะ มีใจรัก คือ ความพอใจใฝุใจรักจะทาส่ิงน้ันอยํูเสมอ มีความต๎องการท่ีจะ
ทาให๎เป็นผลสาเร็จอยํางดีแหํงกิจการงาน ภาระหน๎าท่ีท่ีทา และปรารถนาจะทาให๎ได๎ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป
มใิ ชสํ กั วําทาพอใหเ๎ สร็จๆ หรือเพยี งเพราะอยากได๎รางวลั หรอื ผลกาไร

๒.๒ วิริยะ พากเพียรทา คือ ความเพียรขยันหม่ันประกอบ หม่ันกระทาส่ิงน้ันด๎วย
ความพยายาม เข๎มแข็ง อดทน เอาธุระไมํทอดทิ้ง ไมํท๎อถอย พร๎อมที่จะก๎าวไปข๎างหน๎าจนกวําจะ
ประสบผลสาเร็จ

๒.๓ จิตตะ เอาจติ ฝกั ใฝุ คอื ความคดิ มงํุ ไปสูํจุดหมาย ตั้งจิตรับร๎ูในส่ิงท่ีทาและทาส่ิง
นั้นด๎วยความคิด ไมํปลํอยจิตใจให๎ฟังซํานเลื่อนลอยไป ใช๎ความคิดในเร่ืองนั้นบํอยๆ เสมอๆ ปฏิบัติ
ภารกจิ หน๎าท่กี ารงานน้นั อยาํ งอทุ ศิ ตัวอทุ ิศใจใหแ๎ กสํ ่งิ ท่ีทา

๒.๔ วิมังสา ใช๎ปัญญาสอบสวน คือ ความไตรํตรอง หรือ ทดลอง หมั่นใช๎ปัญญา
พิจารณาใครํครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข๎อย่ิงหยํอนเกินเลยบกพรํอง ขัดข๎องในส่ิงท่ีทา
นั้น โดยร๎ูจักทดลอง มีการวางแผน วัดผล คิดค๎นวิธีแก๎ไข ปรับปรุง พัฒนา สํงเสริม เพื่อจัดการและ
ดาเนนิ งานน้นั ให๎ไดผ๎ ลดียิ่งขนึ้ ไป

(ผู้นา หรือผู้ปกครองจึงจาเป็นหลักส้ันๆ ว่า....รักงาน สู้งาน ใส่ใจงาน และ ปฏิบัติ
หน้าที่การงานดว้ ยปญั ญา)

๓. อปรหิ านิยธรรม๑๓๔
หลักการรํวมรับผิดชอบที่จะชํวยปูองกันความเสื่อม นาไปสูํความเจริญรุํงเรืองโดย

สํวนเดียวธรรมอันไมํเป็นที่ต้ังแหํงความเส่ือมเป็นไปเพ่ือความเจริญฝุายเดียวสาหรับหมูํชนหรือ
ผ๎ูบรหิ ารบ๎านเมืองเรียกวาํ อปรหิ านยิ ธรรม ๗ ประการ คอื

๓.๑ ตอ้ งหมัน่ ประชุมกันเนืองนิตย์ หม่ันหันหน๎าเข๎าหากัน เพ่ือพบปะปรึกษาหารือ
กิจการงาน ที่พึงรับผิดชอบตามภาระหน๎าท่ีของตน โดยสม่าเสมอ หาทางแก๎ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึน
เพ่อื ท่ีจะได๎แกไ๎ ขปัญหาได๎ทนั ทวํ งที

๓.๒ ต้องพรอ้ มเพรียงกันประชมุ พร๎อมเพรียงกันเลิกประชุม พร๎อมเพรียงกันทากิจ
ที่พึงทารํวมกัน และพร๎อมเพรียงกันลุกข้ึนปูองกันบ๎านเมือง รักษาอธิปไตยของชาติ หรือหนํวยงาน
สถาบัน องค์กร สังคม ชุมชน ของตน เมื่อประสบปัญหา ตํางก็ชํวยกันคนละไม๎ละมือ แบํงงานแบํง
ภาระหนา๎ ท่ี กนั รับผิดชอบอยํางชดั เจน

๓.๓ ต้องไม่ถืออาเภอใจใคร่ต่อความสะดวก ถือปฏิบัติมั่นอยํูในบทบัญญัติใหญํที่
วางไว๎เป็นธรรมนูญ โดยไมํบัญญัติในส่ิงที่มิได๎บัญญัติไว๎แล๎ว ซึ่งไมํชอบธรรม อันขัดตํอหลักการเดิมที่

๑๓๓ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๖/๒๗๗.
๑๓๔ ที.ม.(ไทย) ๑๐/๑๓๔/๗๘.

๒๓๕

ชอบธรรมไมลํ ม๎ ล๎างส่งิ ทีบ่ ัญญตั ิไว๎ อนั เป็นหลกั การเดิม ซงึ่ เปน็ สิง่ ท่ีชอบธรรม และทุกคนต๎องถือปฏิบัติ
ตามหลักธรรมไมํเหยยี บยาํ ล๎มลา๎ งหลกั การ ข๎อกาหนดกฎเกณฑส์ ิ่งท่ตี กลงมติ ตามท่ีวางไวเ๎ ดิมแลว๎ ดว๎ ย

๓.๔ ต้องให้ความเคารพนบั ถือ ผูห๎ ลักผใู๎ หญํผู๎มีประสบการณ์ยาวนาน ผู๎ทรงคุณวุฒิ
วัยวุฒิ ให๎เกียรติเคารพนับถือ นาบุคคลเหลํานี้มาเป็นท่ีปรึกษา และเช่ือถือในคาแนะนาเห็นถ๎อยคา
ของทาํ นวํา เป็นส่งิ อันควรรับฟัง

๓.๕ ต้องให้สิทธิสตรี ให๎เกียรติและปกปูองค๎ุมครองบรรดากุลสตรี กุลกุมารี
ทั้งหลายให๎อยูํดีมีสุข อยําให๎เกิดการขํมเหงรังแกสตรีและเด็ก เกิดขึ้นในหนํวยงาน สถาบัน องค์กร
สงั คม ชมุ ชน รวมทง้ั ในประเทศ

๓.๖ ต้องเคารพสักการะบูชาเจดีย์ รวมท้ังปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึง
อนุสาวรีย์ประจาชาติตํางๆ ไมํดูถูกดูหมิ่นศาสนสถาน ต๎องหมั่นประกอบพิธีกรรมที่ชอบธรรมเพื่อ
สักการะอยํูเสมออันเป็นเครื่องเตือนความทรงจา เร๎าให๎ทาดีและเป็นที่รวมใจของหมูํชน ไมํละเลยพิธี
เคารพบชู าอันพงึ ทาตอํ อนุสรณ์สถานเหลํานัน้ ตามประเพณี อยําปลอํ ยให๎เส่อื มโทรมและสูญหายไป

๓.๗ ต้องให้ความอารักขา โดยให๎การอารักขา ค๎ุมครอง ปูองกันอันชอบธรรมแกํ
บรรพชิตผู๎ทรงศีลดารงธรรมบริสุทธ์ิ ผ๎ูประพฤติปฏิบัติธรรมท้ังหลาย ซ่ึงเป็นหลักใจและเป็นตัวอยําง
ทางศีลธรรมของประชาชน เต็มใจต๎อนรับทํานทั้งหลายที่ยังมิได๎มา จึงมาท่ีมาแล๎วจึงอยูํโดยผาสุก
สนับสนุนสํงเสริมให๎มีผู๎ประพฤติปฏิบัติธรรมมากขึ้นเร่ือยๆ หนํวยงาน สถาบัน องค์กรสังคม ชุมชน
บา๎ นเมือง ประเทศชาติ จะมีความเป็นอยูอํ ยาํ งสันติสขุ

อปริหารนิยธรรม ๗ ประการน้ี พระพุทธเจ๎าตรัสแสดงแกํเจ๎าวัชชีท้ังหลาย ผู๎ปกครองรัฐ
โดยระบอบสามัคคีธรรม ซ่ึงรัฐคูํอริยอมรับวํา เมื่อชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ จะเอาชนะด๎วย
การรบไมไํ ด๎ นอกจากจะใช๎การเกลย้ี กลํอมหรือ ยุแยกให๎แตกสามคั คี

๔. อธิปไตย๑๓๕
ผน๎ู า ผู๎ปกครอง ผบ๎ู รหิ ารหนวํ ยงาน สถาบัน องค์กรสังคม ชุมชน ต๎องรู๎หลักอธิปไตย

คือร๎ูหลักความเป็นใหญํทีเ่ รยี กวาํ อธิปไตย ๓ ประการ ดังนี้
๔.๑ อัตตาธิปไตย ถือตนเป็นใหญํ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ ของ

ตนเป็นใหญํ กระทาการด๎วยปรารภตนและส่ิงท่ีเน่ืองด๎วยตนเป็นประมาณ ในฝุายกุศล ได๎แกํ เว๎นช่ัว
ทาดดี ๎วยเคารพตน

๔.๒ โลกาธิปไตย ถือโลกเป็นใหญํ คือ ถือความนิยมของชาวโลกเป็นใหญํ หว่ันไหว
ไปสองนินทาและสรรเสริญ กระทาการด๎วยปรารภจะเอาใจหมูํชน หาความนิยม หรือหวันกลัวเสียง
กลาํ ววําเป็นประมาณ ในฝุายกุศล ได๎แกํ เวน๎ ช่วั ทาดี ดว๎ ยเคารพเสยี งหมํูชน

๔.๓ ธรรมาธปิ ไตย ถอื ธรรมเปน็ ใหญํ คือ ถือหลกั การ ความจรงิ ความถูกตอ๎ ง ความ
ดีงามเหตผุ ลเปน็ ใหญํ กระทาการดว๎ ยปรารภส่งิ ท่ีได๎ศึกษา ตรวจสอบตามข๎อเท็จจริงและความคิดเห็น
ที่รับฟังอยํางกว๎างขวางแจ๎งชัดและพิจารณาอยํางดีที่สุด ตามขีดแหํงสติปัญญา จะมองเห็นได๎ด๎วย
ความบริสุทธิ์ใจวําเป็นไปโดยชอบธรรมและเพื่อความดีงาม เป็นประมาณอยํางสามัญ ได๎แกํ ทาการ
ด๎วยความเคารพหลกั การ กฎ ระเบยี บ กตกิ า

๑๓๕ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๓๐๕/๓๖๔, องฺ.ตกิ .(ไทย) ๒๐/๔๐/๒๐๑.

๒๓๖

ผู้มีอัตตาธิปไตย เป็นอัตตาธิปก พึงใช๎สติให๎มาก ผู้มีโลกาธิปไตย เป็นโลกาธิปก พึงมี
ปัญญาครองตนและรู๎พินิจพิเคราะห์กลั่นกรอง ผู้มีธรรมาธิปไตย เป็นธรรมาธิปก พึงประพฤติให๎ถูก
ทาง ผเู๎ ปน็ หวั หน๎าหมํูคณะ ผ๎เู ป็นนักปกครอง รับผิดชอบตอํ รฐั ประชาธิปไตย ซง่ึ ถอื หลักธรรมาธปิ ไตย

๕. จกั กวัตติวัตร๑๓๖
หลักปฏิบัติหน๎าท่ีของนักปกครองผ๎ูย่ิงใหญํ ธรรมเนียมหรือหน๎าที่ประจาของนัก

ปกครอง,วัตรของพระเจ๎าจักรพรรดิ, พระจริยาท่ีพระจักรพรรดิพึงบาเพ็ญสม่าเสมอ, ธรรมเนียมการ
ทรงบาเพ็ญพระราชกรณียข์ องพระเจ๎าจักรพรรดิหนา๎ ท่ีของนักปกครองผ๎ูยิ่งใหญํเรียกวํา จักกวัตติวัตร
๕ ประการ คือ

๑.๑ ธรรมาธปิ ไตย ถือธรรมเป็นใหญํ คือ ยึดถือความจริง ความถูกต๎อง ความดีงาม
เหตุผล หลักการ กฎกติกา ท่ีชอบธรรม เป็นบรรทัดฐาน เคารพนับถือ เชิดชูบูชาธรรม ยาเกรงธรรม
ยดึ ธรรม เป็นหลัก ตัง้ ตนอยํูในธรรม ประพฤติธรรมเปน็ ธงชัย เปน็ ธรรมาธปิ ไตย

๑.๒ ธรรมิการักขา ให๎ความค๎ุมครองโดยธรรม คือ จัดอานวยการรักษา ปูองกัน
และคมุ๎ ครองอันชอบธรรม และเปน็ ธรรมแกํชนทุกหมูเํ หลําในแผํนดนิ

๑.๓ มาอธรรมการ ห๎ามกน้ั การอาธรรม์ คอื จัดการปูองกันแก๎ไข มิให๎มีการกระทาท่ี
ไมเํ ป็นการขมํ เหงและความผดิ ความชวั่ รา๎ ย เดือดร๎อน เกดิ มขี น้ึ ในบ๎านเมือง ชักนาประชาชนให๎ต้ังม่ัน
ในสุจริตและนยิ มธรรม รวมทง้ั จัดวางระบบทีก่ ันคนรา๎ ย ใหโ๎ อกาสคนดี

๑.๔ ธนานปุ ระทาน ปนั ทรัพย์แกํชนผยู๎ ากไร๎ คือ การแบงํ ปนั ทรัพย์เฉลย่ี ทรัพย์ให๎แกํ
ชนผไ๎ู รท๎ รัพย์ มีใหม๎ คี นขัดสนยากไร๎ในแผํนดิน เชํน จัดให๎ราษฎรท้ังปวงมีทางหาเลี้ยงชีพ ทามาหากิน
ไดโ๎ ดยสจุ รติ

๑.๕ ปริปุจฉา ไมํขาดการสอบถามปรึกษา คือ ปรึกษาสอบถามปัญหาแสวงปัญญา
และความดีงามยิ่งข้ึนไป โดยมีท่ีปรึกษาท่ีทรงวิชาการ ทรงคุณธรรม ผู๎ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ผู๎ไมํ
ประมาทมัวเมา ทีจ่ ะชํวยให๎เจรญิ ปัญญาและกุศลธรรม หม่ันพบปะพระสงฆ์และนักปราชญ์ ไถํถามหา
ความรหู๎ าความดีงาม หาความจริงและถูกข๎อปัญหาตํางๆ อยูํโดยสม่าเสมอตามกาลอันควร เพื่อความ
ดีงามและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขอยํางแท๎จริง ซักซ๎อมตรวจสอบตนให๎เจริญก๎าวหน๎าและดาเนิน
กิจการในทางทถ่ี ูกตอ๎ งชอบธรรม
๑๑.๕ หลกั พุทธธรรมทมี่ สี ว่ นเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรม และจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง

ในสํวนท่ีเก่ียวกับการเสริมสร๎างคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองนั้นมุํงหมายเอาการ
ยอมรับนับถือและการน๎อมนาเอาหลักธรรมคาสอนมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ในที่น้ีขอยกเอา
ตัวอยํางหลักพุทธธรรมเพียงบางหัวข๎อ เป็นแนวทางเพ่ือการเสริมสร๎างคุณธรรมและจริยธรรมทาง
การเมืองการปกครอง ท้ังในสวํ นของผ๎ปู กครองและผู๎ถกู ปกครอง ซึ่งหลักอริยมรรค เมื่อนามาประยุกต์
เขา๎ กบั การเมืองกค็ ือ ระบอบการเมืองการปกครองแบบธรรมาภิวตั น์ หรอื ธรรมาธิปไตย ที่จัดระเบียบ
ตน จัดระเบยี บคนจดั ระเบยี บงานและจดั ระเบยี บบา๎ นเมืองตาม “หลักพุทธธรรม” ดงั ตํอไปน้ี

๑๓๖ องฺ.ตกิ .(ไทย) ๒๐/๑๔/๒๕๔.

๒๓๗

๑๑.๕.๑ หลักทศพธิ ราชธรรม
ทศพิธราชธรรม มีสํวนเสริมสร๎างคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองการปกครอง
สาหรับการ ครองตนในการสร๎างบารมีธรรมของนักปกครอง ซึ่งภาระหน๎าท่ีท่ีผู๎นาหรือผู๎ปกครอง
บ๎านเมือง พึงประพฤติปฏิบัติ, ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ๎าแผํนดินควรประพฤติ, คุณธรรม
ของผู๎ปกครอง บา๎ นเมือง ธรรมของนกั ปกครอง เรยี กวํา ทศพธิ ราชธรรม๑๓๗ ๑๐ ประการ คือ
๑. ทาน ให๎ปันชํวยประชา คือ ผู๎ปกครองประเทศต๎องสละทรัพย์ส่ิงของ บารุงเลี้ยง
ชวํ ยเหลอื ประชาราษฎร์ และบาเพ็ญสาธารณประโยชน์บาเพ็ญตนเปน็ ผ๎ใู หโ๎ ดยมงุํ ปกครองหรือทางาน
เพ่ือให๎เขาได๎ มิใชํเพ่ือจะเอาจากเขา เอาใจใสํบริการ จัดสรร ความสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ให๎
ประชาราษฎร์ได๎รับประโยชน์สุข ความสะดวกปลอดภัย ตลอดจนให๎ความชํวยเหลือแกํผ๎ูเดือดร๎อน
ประสบทุกข์และใหค๎ วามสนับสนุนแกคํ นทาความดี
๒. ศีล รักษาความสุจริต คือ ผ๎ูปกครองประเทศต๎องประพฤติดีงามการสารวมกาย
วาจา ประกอบแตํการสุจริต รักษากิตติคุณ ประพฤติตนให๎ควรเป็นตัวอยําง และเป็นที่เคารพนับถือ
ของประชาราษฎร์ มใิ ห๎มขี ๎อใดๆ ทใี่ ครจะดูแคลน
๓. ปริจจาคะ บาเพ็ญกิจด๎วยเสียสละ คือ ผู๎ปกครองประเทศต๎องสามารถเสียสละ
ความสุขสาราญเป็นต๎น ตลอดจนชีวิตของตนได๎ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบ
เรยี บรอ๎ ยของ บา๎ นเมือง
๔. อาชชวะ ปฏิบัติภาระโดยซ่ือตรง คือ ผู๎ปกครองประเทศต๎องซ่ือตรงทรงสัตย์ไร๎
มารยาปฏิบตั ิภารกจิ โดยสจุ ริต มคี วามจรงิ ใจ ไมํหลอกลวงประชาชน
๕. มัททวะ ทรงความอํอนโยนเข๎าถึงคน คือ ผ๎ูปกครองประเทศต๎องมีอัธยาศัยไมํ
เยํอหย่ิงหยาบคายกระด๎างถือองค์ มีความงามสงําเกิดแตํทํวงทําทีกิริยาสุภาพนํุมนวล ละมุนละไม ให๎
ได๎ความรักภกั ดี แตํมิขาดยาเกรง
๖. ตปะ พน๎ มวั เมาดว๎ ยเผากิเลส คอื ผูป๎ กครองประเทศตอ๎ งแผดเผากเิ ลสตัณหา มิให๎
เข๎ามาครอบงายํายีจิต ระงับยับย้ังขํมใจได๎ไมํยอมให๎หลงใหลหมกมํุนในความสุขสาราญ และความ
ปรนเปรอมคี วามเป็นอยูํอยํางสม่าเสมอ หรือ อยํูอยํางพอเพียง ความสามัญ มํุงม่ันแตํจะบาเพ็ญเพียร
ทากิจหรือปฏบิ ตั หิ น๎าทใ่ี หบ๎ ริบูรณ์
๗. อักโกธะ ถือเหตุผลไมํโกรธา คือ ผู๎ปกครองประเทศต๎องไมํกร้ิวกราด ลุอานาจ
ความโกรธจนเป็นเหตุให๎วินิจฉัยความและกระทาการตํางๆ ผิดพลาดเสียธรรม ไมํวินิจฉัยความและ
กระทาการด๎วยอานาจความโกรธ มีเมตตาประจาใจไว๎ระงับความเคอื งขุนํ วินิจฉยั ความและการกระทา
ดว๎ ยจิตอนั สขุ มุ ราบเรียบตามธรรม
๘. อวิหิงสา มีอหิงสานารํมเย็น คือ ผ๎ูปกครองประเทศต๎องไมํเบียดเบียน ไมํบีบค้ัน
กดข่ี เชํนเกบ็ ภาษขี ดู รีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไมํหลงระเริงอานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุผล
เบียดเบยี นลงโทษอาชญาแกปํ ระชาราษฎรผ์ ใู๎ ด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลียดชงั

๑๓๗ ขุ.ชา.อสีติ. (ไทย) ๒๘/๗๑๖/๑๑๒.

๒๓๘

๙. ขันติ ชานะเข็ญด๎วยขันติ คือ ผู๎ปกครองประเทศต๎องอดทนตํองานที่ตรากตรา
อดทนตอํ ความเหนอื่ ยยาก ถงึ จะลาบากกายนําเหน่ือยหนํายเพียงไร ก็ไมํท๎อถอย ถึงจะถูกย่ัว ถูกหยัน
ด๎วยคาเสยี ดสี ถากถางอยํางใด กไ็ มหํ มดกาลงั ใจ ไมยํ อมละทง้ิ กรณยี กิจทบ่ี าเพญ็ โดยชอบธรรม

๑๐. อวิโรธนะ มิปฏิบัติคลาดจากธรรม คือ ผ๎ูปกครองประเทศต๎องประพฤติมิให๎ผิด
จากประศาสนธรรม อันถือประโยชน์สุขความดีงามของรัฐและราษฎร์เป็นท่ีต้ัง อันใดประชาราษฎร์
ปรารถนาโดยชอบธรรม ก็ไมํขัดขืน การใดจะเป็นไปโดยชอบธรรม เพ่ือประโยชน์สุขของประชาชน ก็
ไมํขัดขวางวางองค์เป็นหลักหนักแนํนในธรรม คงที่ไมํมีความเอนเอียงหวั่นไหว เพราะถ๎อยคาที่ดีร๎าย
ลาภสกั การะหรอื อิฏฐารมยอ์ นิฏฐารมยใ์ ดๆ สถิตม่นั ในธรรม ทั้งสํวนยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรมก็ดี
นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามก็ดี ไมํ
ประพฤตใิ ห๎คลาดเคลื่อนวิบตั ไิ ป

๑๑.๕.๒ หลกั สาราณียธรรม๑๓๘
หลักสาราณียธรรม คือ ธรรมะสาหรับการอยูํรํวมกันของคนในหนํวยงาน สถาบัน
องค์กร สังคม ชุมชน บ๎านเมือง ประเทศชาติ อันเป็นหลักปฏิบัติที่กํอให๎เกิดความสามัคคีสมานฉันท์
ปรองดองกนั เรียกวาํ สาราณียธรรม ธรรมอันเป็นที่ต้ังแหํงความให๎ระลึกถึงกัน ธรรมที่ทาให๎เกิดความ
สามัคคี ๖ ประการ คือ
๑. เมตตากายกรรม มนุษย์จะทาอะไรก็ทาด๎วยความเมตตา ประพฤติกายสุจริตตํอ
กนั และกันไมเํ บียดเบยี นขํมเหงเขนํ ฆาํ กนั ไมํลกั ทรัพย์ของกันและกัน และไมํประพฤติผิดในกามารมณ์
ทั้งหลายมีความปรารถนา ดีตํอหมูํคณะ ด๎วยความจริงใจ แสดงไมตรีจิตและความหวังดีตํอเพื่อน
รํวมงาน รํวมกิจการ รํวมชุมชน ด๎วยการชํวยเหลือกิจธุระ หรือภารกิจตํางๆ โดยเต็มใจ แสดงอาการ
กิริยาสุภาพเคารพนับถือกัน ท้ังตํอหน๎าและลับหลัง ไมํมีการทรยศหักหลังกันภายหลัง หรือเป็นเพียง
การเสแสร๎งแกลง๎ ทาใหห๎ มคํู ณะตายใจเทํานัน้
๒. เมตตาวจกี รรม มนษุ ยจ์ ะพดู อะไรก็พูดด๎วยความเมตตา ประพฤติวจีสุจริตตํอกัน
และกันไมํพูดเท็จ ไมํพูดสํอเสียด ไมํพูดคาหยาบ และไมํพูดเพ๎อเจ๎อไร๎สาระ พูดด๎วยความปรารถนาดี
ตอํ หน๎าหมํคู ณะ พูดด๎วยใจจริง ชํวยบอกแจ๎งสิ่งที่เป็นประโยชน์ สั่งสอนหรือแนะนาวํากลําว ตักเตือน
กันด๎วยความหวังดี กลําววาจาสุภาพ ช้ีคุณและโทษให๎เห็น แนะสิ่งที่เป็นประโยชน์และไมํเป็น
ประโยชนใ์ หด๎ ูแสดงความเคารพนับถือกนั ทั้งตํอหน๎าและลบั หลงั ไมมํ กี ารนินทากาเลลับหลัง หรือเป็น
การพูดเพยี งเพือ่ เอาใจเทํานน้ั
๓. เมตตามโนกรรม มนุษย์จะคิดอะไรก็คิดด๎วยความเมตตา ประพฤติมโนสุจริตตํอ
กันและกัน ไมํคิดโลภอยากได๎ ไมํคิดปองร๎ายทาลายล๎างและมีความเห็นเป็นสัมมาทิฐิ จะทาหรือพูดก็
ลว๎ นเกิดจากความจริงใจ ตั้งจิตปรารถนาดี ต๎องการที่จะให๎ประสบความสาเร็จ มีความสุข คิดทาส่ิงท่ี
เปน็ ประโยชนแ์ กํกนั มองกันในแงํดี มหี นา๎ ตายิ้มแยม๎ แจมํ ใสตํอกนั
๔. สาธารณโภคิตา มนุษย์ทุกคนมีความอยูํดีกินดี มีความสุขทุกถ๎วนหน๎า มีความ
เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผํแบํงปันให๎กันและกันอยํางท่ัวถึงไมํรวยคนเดียวไมํจนคนเดียว ทุกคนมีสํวนรํวมใน

๑๓๘ องฺ.ฉกฺก.(ไทย) ๒๒/๑๑/๔๒๖.

๒๓๙

ความสุขรํวมด่ืมรํวมกัน รํวมใช๎ด๎วยกัน ร๎ูจักแบํงปันผลประโยชน์ที่เกิดข้ึนให๎กับหมูํคณะทุกคนอยําง
เทาํ เทียมกันไมํมใี ครได๎มากหรือน๎อยกวํา เพราะความลาเอียง

๕. สีลสามัญญตา มนุษย์ทุกคนมีศีลธรรม มีระเบียบวินัยเทําเทียมกัน เคารพ
กฎหมายขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ไมํมีใครอยํูเหนือกฎหมาย มีมาตรฐานเดียวกัน (ไมํมีหลาย
มาตรฐาน) ผิดเปน็ ผิด ถูกเปน็ ถกู บริสุทธิ์โปรํงใส ไร๎อคติ มีความเสมอภาค ไมํเลือกปฏิบัติ (มิใชํวําฝุาย
หนึง่ ทาอะไรกถ็ ูกหมด แตอํ กี ฝาุ ยทาอะไรกลับผิดหมด) มีหนึ่งสิทธ์ิ หนึ่งเสียงเทําเทียมกัน ไมํวําจะเป็น
คนในกรงุ หรือคนชนบท ทกุ คนลว๎ นต๎องปฏิบัติตามกฎกติกาที่วางไว๎เหมือนกันหมด ไมํมีใครได๎มาหรือ
ถืออภิสิทธิ์หรือมีข๎อยกเว๎น ทุกคนต๎องวางตัวให๎เหมาะสม เข๎ากับหมํูคณะได๎มีความประพฤติสุจริต ดี
งาม รักษาระเบยี บวนิ ัย เคารพกตกิ า ของสํวนรวมไมทํ าตวั เปน็ สวํ นเกินของสังคม จนทุกคนรังเกียจไมํ
ยอมใหอ๎ ยํรู วํ มด๎วย เพราะสรา๎ งความเส่ือมเสยี แกหํ มูํคณะ หรอื กอํ ความวํุนวายให๎ เกดิ ข้นึ ในบ๎านเมือง

๖. ทิฏฐิสามัญญตา มนุษย์ทุกคนมีความคิดเห็นถูกต๎องตรงกันลงรอยกัน รับฟัง
ความคิดเห็นของกันและกัน ตกลงกันได๎ในหลักการสาคัญยึดถืออุดมคติ หลักแหํงความดีงาม หรือ
จดุ หมายสงู สดุ อันเดียวกนั ชํวยกนั คิด ชํวยกันพูด ชํวยกนั ทาดว๎ ยความรู๎สึกสามัคคมี ีเมตตาธรรมตํอกัน
ทงั้ ตอํ หน๎าและลับหลัง ทุกคนตอ๎ งมคี วามเหน็ ชอบรวํ มกัน เพือ่ การพัฒนาหมํูคณะให๎เจริญรุํงเรือง ไมํมี
ความคิดเห็นแตกตําง เพ่ือให๎เกิดความแตกแยก ถ๎าผ๎ูคนในบ๎านเมืองใดทา พูดและคิดตํอกันด๎วย
ความปรารถนาดีล๎วนๆ โดยหวังความเจริญรํุงเรืองของประชาชนหรือประเทศชาติเป็นหลักไมํได๎แบํง
พรรค แบงํ พวก แบงํ ผลประโยชน์ตามความชอบใจ คนในบ๎านเมืองน้นั ยํอมมีแตํความเจริญรุํงเรืองอยูํ
ดว๎ ยกนั อยาํ งรมํ เย็นเปน็ สุข ไมํต๎องหวาดระแวงกนั วาํ ใครจะมาคดิ ร๎ายหรือทรยศหกั หลัง

๑๑.๖ สรปุ ทา้ ยบท
หลักคาสอนทางพระพุทธศาสนาหรือหลักพุทธธรรม เม่ือนามาประยุกต์ใช๎ในการ

เสริมสร๎างคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองปกครองแล๎ว ยํอมทาให๎องค์ประกอบตํางๆ ของ
การเมอื งการปกครองมีประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล เปูาหมายความสาเร็จคือ “ประโยชน์สุข” ของ
ประชาชนเพื่อประชาชนและโดยประชาชนเอง เพราะประชาชน คือ เจ๎าของประเทศและเป็นใหญํ
(องค์อธปิ ตั ย์) ในแผนํ ดิน

ดงั นัน้ กจิ กรรมทางการเมืองการปกครองที่ผูป๎ กครองหรือรัฐบาลทุกรัฐบาลพรรคการเมือง
และ นกั การเมอื งทกุ ระดับ ทัง้ ระดับท๎องถิ่นและระดับชาติ ต๎องประยุกต์ใช๎ “หลักพุทธธรรม” ไปเป็น
“นโยบายและผลงาน” ของรัฐบาลและของพรรคการเมือง ทุกพรรคประกาศเป็นนโยบายและ
แผนงานแมบํ ทในการพัฒนาบ๎านเมืองดังตํอไป

ประชาชนพลเมืองทุกคนพร๎อมกันประสานมือประสานใจพัฒนาประเทศไทยโดยการ
ประยุกต์ใช๎“หลักพุทธธรรม” มาเป็นแนวปฏิบัติในการครองตนครองคน ครองงานและครอง
บา๎ นเมือง

๒๔๐

เอกสารอา้ งองิ ประจาบท

จานงค์ อดวิ ัฒนสทิ ธ์ิ.ศาสนาชวี ิตและสงั คม.กรงุ เทพมหานคร:สานกั พิมพ์สขุ ภาพใจ,๒๕๔๗.
ชัยอนันต์ สมุทวณิช. ความคิดอิสระ : รวมบทความทางการเมืองระหว่างปี ๒๕๑๑-๒๕๑๖.

กรุงเทพมหานคร: พิฆเณศ, ๒๕๑๗.
ชัยอนนั ต์ สมุทวณชิ . รัฐ. พิมพ์คร้ังที่ ๓. กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๓๙.
ณรงค์ สินสวัสดิ์. การเมืองไทย: การวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา. กรุงเทพมหานคร: วัชรินทร์การพิมพ์,

๒๕๓๕.
ทินพันธุ์ นาคะตะ. รัฐศาสตร์ทฤษฎี แนวความคิด ปัญหาสาคัญ และแนวทางการศึกษาวิเคราะห์

การเมือง. กรงุ เทพมหานคร : ห.จ.ก.สหายบลอ็ กและการพิมพ์, ๒๕๔๓.
ประยงค์ สุวรรณบุบผา. รัฐปรัชญาแนวคิดตะวันออก-ตะวันตก. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์

,๒๕๔๑.
ประเวศ วะสี. เป็นเมืองพุทธทาไมทรุดลง (พุทธธรรมกับสังคม เลํม ๑) พิมพ์ครั้งที่ ๕.

กรุงเทพมหานคร : หมอชาวบา๎ น, ๒๕๔๔.
ทินพันธุ์ นาคะตะ. รัฐศาสตร์ ทฤษฎี แนวความคิดปัญหาสาคัญและแนวทางศึกษาวิเคราะห์

การเมอื ง. กรงุ เทพมหานคร: หา๎ งห๎นุ สวํ นจากดั สหายบล็อกและการพมิ พ์, ๒๕๔๓.
ปิยวัฒน์ คงทรัพย์.หลักการวิชาหลักธรรมสาหรับการปกครองบ้านเมืองจากคัมภีร์พระไตรปิฎก.

พมิ พ์เนือ่ งในงานพระราชทานเพลิงศพพระครวู ิบลู วราสยั .บุรรี ัมย์ : เรวตั การพมิ พ์,๒๕๕๗.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์คร้ังที่ ๑๑.

กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.
พทุ ธทาสภกิ ข.ุ วิถแี ห่งการเขา้ ถงึ พุทธธรรม.กรุงเทพมหานคร : สานักพมิ พ์สขุ ภาพใจ, ๒๕๔๙.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์. เข้าสู่ตาแหน่งทางวิชาการ เกณฑ์และการเตรียมตัว. กรุงเทพมหานคร : โรง

พมิ พแ์ หํงจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั ,๒๕๕๓.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานกุ รมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์คร้ัง

ท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร: ราชบัณฑติ ยสถาน, ๒๕๕๒.
ราชบัณฑติ ยสถาน. พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์คร้ัง

ท่ี ๓. กรุงเทพมหานคร : ราชบณั ฑิตยสถาน, ๒๕๕๒.
เรอื งวทิ ย์ เกษสุวรรณ. หลักรัฐศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: บพธิ การพิมพ์, ๒๕๔๔.

แสวง อุดมศรี. จรยิ ธรรมผู้นารัฐ.กรงุ เทพมหานคร : บริษัทประยรู วงศพ์ รน้ิ ทต์ งิ้ ,๒๕๔๙.
สภาพฒั นาการเมือง, รายงานประจาปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒,[ออนไลน์], แหลงํ ท่มี า

http://www.pdc.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=29
2&ltemid=156.
ความสาคญั ของคณุ ธรรม และจริยธรรม(ออนไลน)์ ,แหลํงทมี่ า: (url) http://th-

th.connect.facebook.com/note.php?note_id=232278326853
&id=166509296166(/url) หน๎า (1)(วนั ท่ี 21 เมษายน 2560)

๒๔๑

บรรณานุกรม

กนก วงศ์ตระหงาํ น. คู่มือการเมอื งไทย : ๒๔๗๕ - ๒๕๒๕ ข้อมูลพื้นฐานทางการเมืองไทย.
กรงุ เทพมหานคร: สานกั เลขาธกิ ารนายกรฐั มนตร,ี ๒๕๒๖.

กรมสํงเสริมการปกครองท๎องถิ่น. รวมกฎหมายที่เก่ียวข้องกับองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ .
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กองอาสารกั ษาดนิ แดน, ๒๕๕๓.

กตัญญู แกวหานาม และคณะ. “แนวทางการสร๎างสานึกพลเมืองของประชาชนในการติดตาม
ตรวจสอบการดาเนินงานขององค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินของเทศบาลเมืองในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง”. รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร: สานักงานกองทุน
สนับสนุนการวิจยั , ๒๕๕๑.

กติ ติ ประทมุ แกว. รายงานการศึกษา เร่ืองการบุกรุกปาสงวนแหงชาติ : ศึกษาเฉพาะกรณีปาแคว
ระบบ-สียัด อาเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา. ชลบุรี: กมลศิลปการพิมพ
๒๕๒๙.

กติ ติธชั ตะโนรี. “การกลัน่ กรองงบประมาณรายจายประจาปีของสภาองคการบริหารสวนจังหวัดแมํฮ
องสอน”. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยเชียงใหมํ,๒๕๕๑.

กรมสํงเสริมการปกครองท๎องถิ่น กระทรวงมหาดไทย. “สรุปข๎อมูล อปท ทั่วประเทศ”. <
http://www.dla.go.th/work/abt/index.jsp ๒๕๕๗>, ๒๘ สงิ หาคม ๒๕๕๙.

กระมล ทองธรรมชาติ. การเมอื งและประชาธิปไตยของไทย. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์บรรณกิจ
,๒๕๑๙.

กองกฎหมายและระเบียบท๎องถิ่น กรมสํงเสริมการปกครองท๎องถ่ิน. “ข๎อมูลจานวนองค์กรปกครอง
สํวนท๎องถนิ่ ”. <http://www. dla.go.th/work/abt/>, ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙.

กัญญา นะรา.รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง : ศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศักราช ๒๔๗๕.กรงุ เทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั ,๒๕๔๒.

โกวิทย์ พวงงาม. มิติใหม่การปกครองท้องถิ่น: วิสัยทัศน์กระจายอานาจ และการบริหารงาน
ทอ้ งถิ่น. พมิ พค์ รงั้ ที่ ๕. กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พ์วญิ ญูชน, ๒๕๕๒.

โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถ่ินไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์วิญญูชน,
๒๕๕๒.

โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย: หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพมหานคร:
สานกั พิมพว์ ิญญูชน, ๒๕๔๓.

เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม และคณะ.“กระบวนการจัดทาแผนชุมชนพึ่งตนเอง กรณีศึกษา : เปรียบเทียบ
ชุมชนต้นแบบในแถบภาคกลางกับชุมชนนาร่องในเขตกรุงเทพมหานคร”.รายงาน
วิจัย. สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย:
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต, ๒๕๕๒.

คณะอนุกรรมการจัดทาสารานุกรมสาหรับยาวชนเลํมที่ ๔ ในคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ. สารานุกรมการเมืองไทยสาหรับเยาวชน เลม่ ท่ี ๓ เร่ือง

๒๔๒

การเมืองไทยในบริบทความเช่ือมโยงกับภาคส่วนอ่ืน. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์
พร้ินติ้งแอนดพ์ บั ลิชชงิ่ จากดั , ๒๕๕๘.
คณะกรรมาธิการการปกครองท๎องถิ่นสภานิติบัญญัติแหํงชาติ. รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง
ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารของเมืองพัทยาและแนวทางการแก้ไข .
กรงุ เทพมหานคร: สานักงานเลขาธกิ ารวฒุ สิ ภา, ๒๕๕๘.
จานงค์ อดิวฒั นสิทธิ.์ ศาสนาชวี ติ และสังคม.กรุงเทพมหานคร:สานักพิมพส์ ุขภาพใจ, ๒๕๔๗.
จักรกฤษณ์ คนั ธานนท์. “การปฏิรปู องค์กรปกครองสํวนทอ๎ งถ่ินในรปู แบบพิเศษของกรุงเทพมหานคร:
ศึกษากรณีการปฏิรูปโครงสร๎างเพื่อการมีสํวนรํวมของประชาชน”.วิทยานิพนธ์นิติ
ศาสตรมหาบัณฑติ .คณะนิตศิ าสตร์: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์,๒๕๕๖
จั ก ร ก ฤ ษ ณ น ร นิ ติ ผ ดุ ง ก า ร . ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ า บ ร ม ว ง ศ เ ธ อ ก ร ม พ ร ะ ย า ด า ร ง
ราชานุภาพกับกระทรวงมหาดไทย. กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐประศาสนสาตร
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๐๖.
จุมพล หนิมพานิช และบุญศรี พรหมมาพันธุ์.“บทบาทขององค์การบริหารสํวนตาบลในการพัฒนา
ทักษะการทางานในท๎องถ่ิน”. รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร: สานักงาน
คณะกรรมการวิจยั แหงํ ชาติ, ๒๕๔๗.
จุมพล หนิมพานิช. “การเพ่ิมพูนศักยภาพ ความพร๎อม และทักษะในการบริหารจัดการขององค์การ
บริหารสํวนตาบล : กรณีศึกษาของจังหวัดนําน”.รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร:
สานกั งานคณะกรรมการวิจัยแหํงชาติ, ๒๕๔๔.
จรัส สุวรรณมาลา.“หลักการกับประสบการณ์ของการกระจายอานาจทางการคลังไปด๎วยกันมากน๎อย
เพียงใด”.วารสารสังคมศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ก.พ.
๒๕๔๕.
เฉลิมวุฒิ รักขติวงศ์. การวิเคราะห์โครงสร้างของเทศบาลตามร่างพระราชบัญญัติเทศบาล.
กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖.
เฉลมิ พงศ์ มีสมนยั . เอกสารการสอนชดุ วชิ าการบริหารราชการไทย หน่วยท่ี ๙ - ๑๕
(พมิ พ์คร้ังท่ี ๖) นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช. ๒๕๕๑.
ชศู กั ด์ิ เทยี่ งตรง. การบริหารการปกครองทองถิ่นไทย. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพมหาวิทยาลัยธรรม
ศาสตร, ๒๕๑๘.
ชูวงศ์ ฉายะบตุ ร. การปกครองท้องถ่ินไทย. กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิฆเนศพริ้นติ้งเซ็นเตอร์ จากัด,
๒๕๓๙.
ชู ว ง ศ์ ฉ า ย ะ บุ ต ร . ก า ร ป ก ค ร อ ง ท้ อ ง ถ่ิ น ไ ท ย . ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร : บ ริ ษั ท พิ ฆ เ น ศ
พรน้ิ ทต์ ้ิงเซน็ เตอร์ จากดั , ๒๕๓๙.
ชัยอนันต์ สมุทวณิช, ขัตติยา กรรณสูต. เอกสารการเมืองการปกครองไทย พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๗๗.
พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรงุ เทพมหานคร: สมาคมสังคมศาสตร์แหงํ ประเทศไทย,๒๕๓๒.
ชาญชัย รัตนวิบูลย์.การวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ. พิษณุโลก: สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะ
สังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร, ๒๕๕๑.

๒๔๓

ชาญวิทย์เกษตรศิริ,กาญจนี ละอองศรี,ชนิดา เผือกสม. ประวัติศาสตร์ไทย ฉบับสังเขป.
กรุงเทพมหานคร: มูลนธิ โิ ครงการตาราสงั คมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์,๒๕๕๖.

ชาญชยั แสวงศักดิ์.กฎหมายปกครอง. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพว์ ญิ ญชู น,๒๕๔๒.
ชาญชัย จิตรเหลําอาพร. การบริหารจัดการงานท้องถ่ิน. กรุงเทพมหานคร: สมาคมรัฐศาสตร์แหํง

มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๒.
เชาวน์วัศ เสนพงศ์.การเมืองส่วนทอ้ งถิ่นในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัย

รามคาแหง, ๒๕๔๖.
ชานาญ ยุวบูรณ์. การรวมอานาจและการกระจายอานาจทางการปกครองของกฎหมายไทย.

กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพส์ ํวนท๎องถิ่น, ๒๕๐๓.
ชูวงศ์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถิ่นไทย. กรุงเทพมหานคร๔ : บริษัท พิฆเนศ พร้ินติ้ง เซ็นเตอร์

จากัด, ๒๕๓๙.
ณัฐฏ์ภัทร์ สมั ฤทธิ.์ “บทบาทหนา๎ ทแ่ี ละความจาเปน็ ขององคก์ ารบริหารสํวนจังหวดั ”. วิทยานิพนธ์รัฐ

ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต. วิทยาลัยการปกครองท๎องถ่ิน: มหาวิทยาลัยขอนแกํน,
๒๕๕๖.
ดนัย ไช ยโ ยธ า. การเมืองแ ละการปกค รองของไ ทย . กรุงเทพมหานคร: โ อเดียน
สโตร์, ๒๕๔๘.
ทริ ัศม์ชญา พิพัฒนเ์ พ็ญ และคณะ. “การประเมินประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผลการปฏิบัติราชการของ
เทศบาลนครสงขลา”. รายงานวิจัย. สงขลา: มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ,ํ ๒๕๕๗.
ธีรพงษ บัวหลา. “บทบาทของเทศบาลในการสงเสริมความมั่นคงทาง อาหารของคนพิการผูมีรายได๎
น๎อย กรณีศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย”. รายงานวิจัย. สานักงาน
คณะกรรมการการอุดมศกึ ษา สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย: มหาวิทยาลัยบูรพา,
๒๕๕๘.
ธเนศวร์ เจริญเมือง.๑๐๐ ปีการปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. ๒๔๔–๒๕๔๐. พิมพ์ครั้งที่ ๒.
กรงุ เทพมหานคร: คบไฟ, ๒๕๓๕.
ธนายุส ธนธิติ.“ความพร๎อมและการพัฒนาความพร๎อมในการดาเนินงานด๎านสวัสดิการสังคมสาหรับ
คนพิการขององค์การบริหารสํวนตาบล จังหวัดนครปฐม ”.รายงานวิจัย.
กรงุ เทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการวิจยั แหงํ ชาติ, ๒๕๕๒.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ และคณะ. ทิศทางการปกครองท้องถ่ินไทยและต่างประเทศเปรียบเทียบ.
กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พว์ ิญญชู น, ๒๕๔๖.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.“รัฐกับการปกครองท๎องถิ่น” ในสารานุกรมชุดการปกครองท้องถิ่นไทย.
นนทบรุ ี: สถาบนั พระปกเกล๎า,๒๕๔๗.
นเรศ จิตสุจรติ วงศ์ และสมาน งามสนิท. “การบริหารพื้นที่ทับซ้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ในระดับจังหวดั ตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง”. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีส
เทริ ์นเอเชียฉบบั สงั คมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ ๖ ฉบับท่ี ๑ ประจาเดือนมกราคม-
เมษายน ๒๕๕๙.

๒๔๔

นาตาซา วศินดิลก. “โครงสร้างอานาจในชุมชนกับการเมืองท้องถ่ิน : ศึกษากรณีเมืองพัทยา”.
วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต การปกครอง.บัณฑิตวิทยาลัย :จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐.

ประทาน คงฤทธิศึกษากร. การปกครองเมืองพทั ยา. กรุงเทพมหานคร: สหายบลอ็ ก, ๒๕๓๔.
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดต้ังองค์การบริหารสํวนตาบลทํุงตาเสา อาเภอหาดใหญํ จังหวัด

สงขลา เปน็ เทศบาลงทงํุ ตาเสา.
ประหยัด หงษ์ทองคา. การปกครองทอ้ งถิ่นของไทย. กรุงเทพมหานคร: บริษัทสานักพิมพ์ ไทยวัฒนา

พานิช จากัด, ๒๕๒๖.
ประยูร กาญจนดุล. การปกครองทอ้ งถ่นิ ในประเทศไทย. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์แหํงจุฬาลงกรณ์

มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๔.
พจน์ เพิ่มพูน.“การจัดการขยะติดเช้ือของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี”.วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์

มหาบัณฑิต เทคโนโลยีการบริหารสิ่งแวดล๎อม.บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหิดล,
๒๕๔๕.
พระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน พ.ศ.
๒๕๔๒.
พระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหารสํวนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซ่ึงแก๎ไขเพ่ิมเติมโดย
พระราชบัญญัติสภาตาบลและองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบล ฉบบั ที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๔๖.
พระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘.
พระราชบัญญัติเทศบาล ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖. ราชกิจจานุเบกษา ๑๒๐ ๑๒๔ ก: ๑–๑๕. ๒๒
ธันวาคม ๒๕๔๖.
พิสิษฐิกุล แก๎วงาม.ทฤษฎีการเมืองกับการศึกษารัฐศาสตร์. มหาสารคาม: หลักสูตรสาขาวิชา
รัฐศาสตร์ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม
,๒๕๕๒.
พีรยา วัชโรทัย. “การจัดการขยะขององค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น: กรณีศึกษาเทศบาลตาบลเมืองแก
ลง จังหวัดระยอง”. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการสิ่งแวดล้อม.
คณะพฒั นาสงั คมและส่งิ แวดล๎อม: สถาบนั บัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๕๖.
พนินท์เครือไทยและชิชญาส์ุชํางเรียน.“การประเมินประสิทธิภาพการให๎บริการสาธารณะขององค์กร
ปกครองสํวนท๎องถิ่น กรณีศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดพิษณุโลก”.รายงานวิจัย.
อตุ รดิตถ:์ มหาวิทยาลัยราชภฎั อตุ รดิตถ์, ๒๕๕๔.
พชั ราชัย พฒั นสุวรรณา. “โรงเรียน อบจ. : บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในการบริหาร
จัดการศึกษา”. ภาคนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารรัฐกิจ). คณะรัฐศาสตร์:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๔.
พาเกยี รติ สมานบตุ ร และคณะ. “การพัฒนาศูนย์กลางเครือข่ายและสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาการ
จัดเก็บภาษีน้ามันขององค์การบริหารส่วนจังหวัด”. รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร:
สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั (สกว.), ๒๕๕๖.

๒๔๕

พัชรี สิโรรส และอรทัย ก๏กผล. การบริหารเมือง. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๓.

ไพศาล เทพวงศ์ศิริรัตน์. “สวนสาธารณะในเมืองกรุงเทพมหานครกับความเป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ:
การศึกษาประเด็นของประสิทธิภาพ ความคาดหวัง และความพร้อมรับมือกับสังคม
ผู้สูงอายุในอนาคต”.รายงานวิจัย. สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและ
สานกั งานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, ๒๕๕๔.

โภคิน พลกุล และอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาส.การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา.
กรงุ เทพมหานคร: ศกั ดโิ์ สภาการพิมพ์, ๒๕๓๓.

มยุรี นกยูงทอง. “ปัญหาเศรษฐกิจของไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.
๒๔๖๘-๒๔๗๗”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์). บัณฑิต
วิทยาลยั : จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๒๐.

เมธีพัชญ์ จงวโรทัย. สุขาภิบาล : การปกครองท้องที่สยาม พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๔๗๖. กรุงเทพมหานคร:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๔๙.

เมธีพัชญ์ จงวโรทัย. “สุขาภิบาล : การปกครองท๎องท่ีสยาม พ.ศ. ๒๔๔๐ – ๒๔๗๖”.วิทยานิพนธ์
อกั ษรศาสตรมหาบณั ฑิตประวัติศาสตร์. คณะอกั ษรศาสตร์: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๙.

ลิขิต ธีรเวคิน. การเมืองการปกครองของไทย. พิมพ์ครั้งท่ี ๘. กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๕๓.

วรี ะศกั ดิ์ เครอื เทพ.นวตั กรรมสร้างสรรคข์ ององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน: หนังสือสาหรับเสริมพลัง
ความคดิ และหลกั วิชาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.กรุงเทพมหานคร: สานักงาน
กองทนุ สนบั สนุนการวิจัย, ๒๕๔๘.

วั น เ พ็ ญ เ จ ริ ญ ต ร ะ กู ล ป ติ แ ล ะ ค ณ ะ . “พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร บ ริ โ ภ ค พื้ น ท่ี เ พ่ื อ ก า ร
อยู่อาศัยแบบ Gated Community ของชนชั้นกลาง-สูงในกรุงเทพมหานคร: กรณี
ความเทาเทียมในการใชพื้นท่ีและผลกระทบตอรูปแบบของเมือง”.รายงานวิจัย.
สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย: สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหาร
ลาดกระบงั , ๒๕๕๓.

ราชกิจจานเุ บกษา เลํม ๑๐๘ ตอนที่ ๑๕๖ ลงวนั ท่ี ๔ กันยายน ๒๕๓๔.
ราชกิจจานเุ บกษา เลมํ ที่ ๒๒๑๘ มีนาคม ร.ศ.๑๒๔.
ราชกิจจานเุ บกษา.เลํม ๕๓ ตอน ๐ ง. ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๙.
ราชกิจจานเุ บกษา. เลมํ ๑๑๖ ตอนที่ ๑๒๐ ก. หน๎า ๒๑-๔๘.
ลิขิต ธีรเวคิน. การกระจายอานาจและการมีส่วนรวมในการพัฒนาชนบท. กรุงเทพมหานคร:

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,๒๕๒๕.
วรี ะศักด์ิ จลุ ดาลัย และคณะ. “การสรางกระบวนการมีสวนรวมในการกาหนดนโยบายสาธารณะและ

แผนยุทธศาสตรด๎านความม่ันคงอาหารระดับชุมชนขององคการบริหารสวนตาบลสาม
ผง อาเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม”.รายงานวิจัย. กรุงเทพ มหานคร: สานักงาน
กองทนุ สนับสนนุ การวิจยั สกว., ๒๕๕๖.

๒๔๖

วนิดา วิชยประเสริฐกุล.“ผลกระทบจากการพัฒนาการท่องเที่ยวท่ีมีต่อสภาพแวดล้อมเมือง
พัทยา”. วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต การวางผังเมือง. บัณฑิต
วทิ ยาลัย: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๑.

วฒุ สิ าร ตันไชย. ยุทธศาสตร์การปกครองทอ้ งถนิ่ . กรงุ เทพมหานคร: เอก็ เปอเน็ต, ๒๕๕๒.
วุฒิสาร ตนั ไชย และธีรพรรณ ใจม่ัน.พระราชบัญญัตกิ าหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให๎แกํ

องค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒.ใน สารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย
สถาบนั พระปกเกลา้ .นนทบุร:ี สถาบันพระปกเกล๎า, ๒๕๔๗.
ศิรัฐนันท ไทยานันท์. “กระบวนการสื่อสารทางการเมืองของนายกเมืองพัทยา: ศึกษาในหวงเวลา
ตั้งแต ป พ.ศ. ๒๕๒๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๔”.ดุษฎีนิพนธปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สื่อสาร
การเมอื ง. วิทยาลยั สื่อสารการเมอื ง: มหาวิทยาลัยเกริก, ๒๕๕๖.
สมคิด เลิศไพฑูรย์.กฎหมายปกครองท้องถ่ิน.กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราช
กิจจานุเบกษา,๒๕๔๙.
สิริรัตน์ เรืองวงษ์วาร. ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้ังแต่เปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕
จนถึงปจั จบุ ัน. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, ๒๕๓๖.
สถาบันพระปกเกล๎า. สารานุกรมการปกครองท้องถ่ิน หมวดท่ี ๓ พัฒนาการและรูปแบบการ
ปกครองท้องถ่ินไทย ลาดับที่ ๓ เรอื่ ง เทศบาล. นนทบรุ :ี สถาบนั พระปกเกลา๎ , ๒๕๔๗
สนธิ เตชานันท์. แผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามแนวพระราชดาริ
ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๕. กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๑๙.
สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอานาจตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจาย
อานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพ มหานคร:
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓.
สมคิด เลิศไพฑูรย์ และมรุต วันทนากร. แนวคิดว่าด้วยฝ่ายบริหารเข้มแข็งกับการเลือกตั้ง
นายกเทศมนตรีโดยตรงในประเทศ. กรุงเทพมหานคร: มสิ เตอรก์ อ๏ ปป๊,ี ๒๕๔๖.
สมบัติ ธารงธัญวงศ์. การเมืองการปกครองไทย: พ.ศ. ๑๗๖๒–๒๕๐๐. พิมพ์ครั้งท่ี ๔.
กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พเ์ สมาธรรม, ๒๕๔๙.
สานักวชิ าการสานักงานเลขาธิการสภาผู๎แทนราษฎร.“การปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ:
การปฏิรูปเมืองพัทยา ”.[ออนไลน์].แหลํงท่ีมา: < http://
www.parliament.go.th/library >, ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐.
สุชาติ เซ่ียงฉิน.“การศึกษาวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาเมืองพัทยาสู่ประชาคมอาเซียน”.
วารสารวชิ าการพระจอมเกลา๎ พระนครเหนอื . ปีที่ ๒๗ ฉบบั ท่ี ๒ เม.ย.-มิ.ย.๒๕๖๐.
สถาบันพระปกเกล๎า. สารานุกรมการปกครองท้องถ่ิน หมวดที่ ๓ พัฒนาการและรูปแบบการ
ปกครองท้องถ่ินไทยลาดับท่ี ๖ เร่ืองเมืองพัทยาและองค์กรปกครองท้องถ่ินรูปแบบ
พิเศษอืน่ ๆ. นนทบรุ :ี สถาบันพระปกเกล๎า, ๒๕๔๗.

๒๔๗

สถาบันพระปกเกล๎า.สารานุกรมการปกครองท้องถ่ิน หมวดท่ี ๓ พัฒนาการและรูปแบบการ
ปกครองท้องถิ่นไทย ลาดับท่ี ๔ เร่ือง องค์การบริหารส่วนตาบล. นนทบุรี: สถาบัน
พระปกเกล๎า, ๒๕๔๗.

สานักงานเลขาธิการสภาผู๎แทนราษฎร.“บันทึกการประชุมสภาขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศ คร้ังที่
๑๒/๒๕๕๘”.[ออนไลน์] แหลํงที่มา: <http://msbis.parliament.go.th/
ewtadmin/ewt/parliament_report/main_warehouse_dll.php>, ๒๔ กันยายน
๒๕๕๙.

สานักวชิ าการสานกั งานเลขาธิการสภาผ๎ูแทนราษฎร. “การปฏริ ปู การปกครองท๎องถิน่ รูปแบบพิเศษ:
การปฏริ ปู กรงุ เทพมหานคร”.[ออนไลน์]. แหลํงทม่ี า:
<http://www.parliament.go.th/library/>, ๒๙ กันยายน ๒๕๖๐.

สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอานาจตามพระราชบัญญัติกาหนดแผน และขั้นตอนการกระจาย
อานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๓.

สุวัสดี โภชน์พันธ์. “ประวัติการปกครองท้องถิ่นไทย” ในสารานุกรมการปกครองท๎องถิ่นไทย.
นนทบุร:ี สถาบนั พระปกเกล๎า,๒๕๔๗.

หทัยกานต์ สังขชาติ และคณะ. “การสํงเสริมบทบาทขององค์การบริหารสํวนตาบลในการบริหาร
จัดการปุาชุมชนรํวมกับภาคประชาสังคมในท๎องถิ่นตาบลตะเคียนปม อาเภอทุํงหัวช๎าง
จังหวัดลาพูน”.รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร: สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
สกว., ๒๕๕๗.

อายะดา กรี นิ กลุ และคณะ. Glad Adventure. พระนคร: สทุ ธสิ ารการพิมพ์, ๒๕๐๕.
อภิชาติ แสงอัมพร และ จานงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ. “รูปแบบการบริหารการคลังเทศบาลที่ส่งผลต่อการ

พัฒน า ปร ะสิทธิ ภ าพ ของการ ปฏิบัติงาน การค ลัง ท้องถ่ิน ใ น เขตภ า ค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง”. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย. ปีที่ ๓
ฉบบั ท่ี ๒ ประจาเดอื นกรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๖.
อลงกรณ์ จุฑาเกต.“การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการเรียนรู้ของพิพิธภัณฑ์ท้องถ่ิน
กรุงเทพมหานคร”.วารสารวิชาการ Veridian E-Journal ฉบับมนุษยศาสตร์
สงั คมศาสตร์ และศลิ ปะ ปีที่ ๗ ฉบบั ที่ ๓ เดือนกันยายน – ธนั วาคม ๒๕๕๗.
อลงกรณ์ อรรคแสง. “พัฒนาการการจัดโครงสร้างองค์กรปกครองท้องถ่ินไทยเปรียบเทียบ
ตา่ งประเทศ”.วทิ ยานพิ นธร์ ฐั ศาสตรมหาบัณฑิต การเมืองการปกครอง. คณะรัฐศาสตร์:
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๗.
อนนั ต์ อนันตกลู . หลักและเทคนคิ การวางแผน. กรงุ เทพมหานคร:มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์,๒๕๒๑.
. เลํมท่ี ๑๑๙ ตอนที่ ๙๙ก ลงวนั ที่ ๒ ตลุ าคม ๒๕๔๕ หนา๎ ที่ ๑๔.
าชกิจจานเุ บ. เลํมที่ ๓๒.๑ มกราคม ๒๔๕๘.
.าชกิจจานุเบ.เลํมท่ี ๖๙ ตอนที่ ๖๓ ลงวนั ที่ ๑๔ ตลุ าคม ๒๔๙๕.
าชกจิ จานุเบ. เลมํ ๘๙ ตอน ๑๙๐ ก ฉบับพเิ ศษ.๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕.
าชกจิ จานุเบ. เลมํ ๙๒ ตอน ๔๒ ก ฉบบั พิเศษ. ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘.

๒๔๘

สุวัสดี โภ.ชน์. “เทศบาลและผลกระทบต่ออานาจท้องถิ่น พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๕๐๐”. ในสารานุกรม
การปกครองท๎องถ่นิ ไทย. นนทบุร:ี สถาบันพระปกเกล๎า,๒๕๔๗.

Barber. Benjamin R.Strong Democracy: Participatory Politics for a New Age. Los
Angeles: University of California Press,๒๐๐๓.

David Easton.The PoliticalSystem : An Inquiry into the State of Political Science.
๒nd edition New York: Alfred A. Knopf, ๑๙๗๑.

Heywood. Andrew.Politics. New York : Palgrave,๒๐๐๒.
Manor. J.The Political Economy of Democratic Decentralization. Washington DC:

The World Bank. Directions in Development Series,๑๙๙๙.
Samuel Humes IV.The Structure of Local Governments Throughout the

World.MartinusNijhoff: The Hague, ๑๙๙๑.
Wit. Daniel.A Comparative Survey of Local Government and Administration.

Bangkok: Kurusapha Press,๑๙๖๗.
David Easton. The Political System. New York: Knopf, 1957.
V.O.Key. Jr. Politics Parties and Pressure Groups. 4th ed. New York: Thomas Y.

crowell Company, 1958.


Click to View FlipBook Version