บทที่ ๙
กรุงเทพมหานคร
บทนา
องค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินรูปแบบพิเศษ หรือเขตปกครองพิเศษ คือ การปกครอง
รูปแบบหน่ึงในประเทศไทยที่ปกครองแบบพิเศษจะประกอบด๎วย สภาผู๎วําราชการ หรือนายก ซึ่ง
ปัจจุบันในประเทศไทยจะมีอยูํสองเขตการปกครองที่เป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นรูปแบบพิเศษ
คือ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
กรุงเทพมหานครเป็นการบริหารราชการสํวนท๎องถิ่นรูปแบบพิเศษท่ีจัดตั้งตาม
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ มีหน๎าท่ีจัดบริการสาธารณะ
ใหแ๎ กํประชาชนในเขตพน้ื ทีก่ รงุ เทพมหานคร โดยแบงํ พนื้ ทก่ี ารปกครองออกเป็น ๕๐ เขต มีสานักงาน
ใหญํเรียกวํา ศาลาวําการกรุงเทพมหานคร โครงสร๎างการบริหารประกอบด๎วย ๑) ผ๎ูวําราชการ
กรุงเทพมหานคร เป็นผู๎บริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู๎มีสิทธิ
เลอื กตงั้ ในเขตกรงุ เทพมหานคร ซ่งึ มวี าระในการดารงตาแหนงํ ๔ ปีและ ๒) สภากรุงเทพมหานคร ทา
หน๎าท่ีเป็นฝาุ ยนิติบัญญตั ขิ องกรงุ เทพมหานคร ประกอบดว๎ ย สมาชิกสภากรุงเทพมหานครมาจากการ
เลือกต้ัง มวี าระในการดารงตาแหนงํ ๔ ปี
รูปแบบการบริหารกรุงเทพมหานครมีวิวัฒนาการมาควบคํูกับรูปแบบการปกครองของ
ประเทศ หรือกลําวอีกนัยหน่ึง รูปแบบการบริหารกรุงเทพมหานครมีพัฒนาการมาพร๎อมกับการ
เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม และการเมืองการปกครองของประเทศและเนื่องจาก
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศ เป็นเมืองศูนย์กลางการบริหารและการปกครองเป็น
เมืองศูนย์กลางความเจริญและเป็นเมืองขนาดใหญํที่มีอัตราความเจริญเติบโตขยายตัวอยํางรวดเร็ว
เม่ือเปรยี บเทียบกบั ประเทศในภมู ภิ าคเดียวกัน รัฐบาลทุกรัฐบาลทัง้ กอํ นและหลงั การเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองพยายามปรับปรุงการเปล่ียนแปลงรูปแบบการบริหารกรุงเทพมหานครให๎เหมาะสมและ
สามารถสนองตอบความตอ๎ งการของประชาชนได๎อยาํ งทั่วถึง
๙.๑ วิวฒั นาการของกรงุ เทพมหานคร
กรุงเทพมหานครแตํเดิมเป็นสังคมเมืองกึ่งเกษตรกรรม มีขนาดไมํใหญํนักและผู๎คนท่ี
อาศัยอยํูรอบข๎างกรุงเทพมหานครเป็นสังคมเกษตรกรรมท่ีมีวิถีชีวิตแบบชนบท เรียบงําย ตํอมา
กรงุ เทพมหานครไดเ๎ ปลยี่ นสภาพจากสังคมเมืองก่ึงเกษตรกรรมเป็นสังคมเมืองและนครขนาดใหญํ ซึ่ง
๑๗๘
เป็นปัจจัยนาไปสํูการเปล่ียนแปลงรูปแบบการบริหารและการเปลี่ยนแ ปลง
กรุงเทพมหานครให๎สอดคล๎อง กับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองการปกครองในชํวงนั้นๆ โดย
เร่ิมจากการจัดตั้งสุขาภิบาลซึ่งเป็นการปกครองท๎องถิ่นรูปแบบหนึ่งคล๎ายเทศบาลขึ้นในมณฑล
กรงุ เทพเปน็ คร้งั แรกของประเทศ เม่ือ พ.ศ.๒๔๔๐ มีหน๎าท่ีสาคัญ ๔ ประการ คือ ๑) การทาลายขยะ
มูลฝอย ๒) การทาส๎วม ๓) การควบคุมอาคารและส่ิงปลูกสร๎างและ ๔) การขนย๎ายส่ิงโสโครกและสิ่ง
กํอความราคาญให๎แกํมหาชน แตํประชาชนยังไมํมีสิทธิในการปกครองตนเอง ตามหลักการปกครอง
ท๎องถนิ่ นับเปน็ ปฐมบทของการปกครองทอ๎ งถ่ินของประเทศไทย ทัง้ นี้เพื่อลดภาระของรัฐบาลและเป็น
การเปิดโอกาสให๎ประชาชนได๎มีสํวนรํวมในการปกครองตนเอง เพื่อจะได๎สนองตอบตํอความต๎องการ
ของชุมชนได๎อยํางรวดเรว็ และตรงตามความต๎องการของชมุ ชนมากที่สดุ
๙.๑.๑ กาเนิดจังหวดั พระนครและจงั หวดั ธนบุรี
ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ได๎มีการยกเลิกการจัดระเบียบ
บริหารราชการแผํนดินแบบมณฑลมาเป็นจังหวัด ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการบริหารแหํง
ราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ ซงึ่ จดั ระเบยี บบริหารราชการสวํ นภมู ภิ าคเป็นจงั หวัดและอาเภอโดย
ยังคงมีสุขาภิบาลอยํู จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีจึงถือกาเนินขึ้นโดยบทบัญญัติของ พ.ร.บ.
ดังกลําว และมีฐานะเป็นจังหวัดสืบมาจนกระท่ังมีการประกาศใช๎ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ
กรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๘๘๔
๙.๑.๒ กาเนิดเทศบาลนครกรงุ เทพและเทศบาลนครธนบรุ ี
หลังจากยกเลิกมณฑลและเปล่ียนเป็นจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีแล๎วตํอมาได๎มี
การประกาศใช๎ พ.ร.บ. จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.๒๔๗๖ เป็นรูปแบบการปกครองท๎องถิ่นท่ีประชาชน
มีสิทธิในการปกครองตนเองตามหลักการปกครองท๎องถิ่น และมีผลกระทบตํอจังหวัดพระนครและ
จังหวัดธนบุรี กลําวคือ มาตรา ๔๘ แหํง พ.ร.บ. ดังกลําวบัญญัติไว๎วํา ท๎องถิ่นซึ่งอาจยกฐานะเป็น
เทศบาลนครได๎ตองมีราษฎรต้ังแตํ ๓๐,๐๐๐คนข้ึนไปและอยํูกันอยํางหนาแนํน คิดเฉล่ียไมํน๎อยกวํา
๑,๐๐๐ คนตํอตารางกิโลเมตร อาศัยบทบัญญัติข๎างต๎น จึงได๎มีการตราพระราชบัญญัติจัดต้ังเทศบาล
นครกรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๗๙๘๕ พระราชบัญญัติจัดตั้งเทศบาลนครธนบุรี พ.ศ.๒๔๗๙ และมีการจัดต้ัง
เทศบาลนครกรุงเทพฯและเทศบาลนครธนบุรีขึ้นเม่ือวันท่ี ๑ เมษายน ๒๔๘๐ เทศบาลนครกรุงเทพฯ
และเทศบาลนครธนบุรี มีพื้นท่ีรับผิดชอบเฉพาะพ้ืนที่ที่มีความเจริญสูงสุด พ้ืนที่สํวนท่ีเหลืออยูํใน
ความรบั ผดิ ชอบของอาเภอ จังหวดั ซง่ึ เป็นการบรหิ ารราชการสํวนภมู ิภาคและสุขาภิบาลหรือองค์การ
บริหารสวํ นจงั หวัด ซ่ึงเป็นการบริหารราชการสวํ นทอ๎ งถน่ิ
๘๔ราชกจิ จานุเบกษา, เลมํ ๙๒ ตอน ๔๒ ก ฉบบั พเิ ศษ, ๒๐ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘, หน๎า ๑.
๘๕ราชกจิ จานุเบกษา, เลมํ ๕๓ ตอน ๐ ง, ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๙, หนา๎ ๒๔-๓๒.
๑๗๙
๙.๑.๓ กาเนิดนครหลวงกรุงเทพธนบรุ ี
การบริหารราชการสํวนทอ๎ งถ่ินในเขตนครหลวงได๎รบั การปรบั เปล่ยี นครง้ั สาคญั เม่ือ
ประกาศคณะปฏวิ ัตฉิ บบั ท่ี ๒๔ และ ๒๕ ลงวันท่ี ๒๑ ธันวาคม ๒๕๑๔ ใหร๎ วมจังหวดั พระนครกับ
จังหวัดธนบุรเี ปน็ นครหลวงกรงุ เทพธนบรุ ี รวมองค์การบริหารสวํ นจังหวัดพระนครกับองคก์ ารบริหาร
จงั หวัดธนบรุ ีเป็นเทศบาลนครหลวง ให๎ผ๎ูวาํ ราชการนครหลวงกรุงเทพธนบรุ ี มาจากการแตงํ ตง้ั และ
ดารงตาแหนํงนายกเทศมนตรีเทศบาลนครหลวงอีกตาแหนํงหน่ึง กาเนิดนครหลวงกรุงเทพธนบุรซี ่งึ
เปน็ รปู แบบการปกครองท๎องถิน่ นครหลวงถอื เป็นเคา๎ โครงหรือท่ีมาของกรุงเทพมหานคร ในระยะ
ตอํ มา
๙.๑.๔ กาเนิดกรงุ เทพมหานคร
การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรีและเทศบาลนครหลวงดาเนินมาได๎ ๑ ปีก็สิ้นสุดลง
เม่ือได๎มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๕ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ จัดรูปแบบการปกครองใหมํ
โดยรวมกิจการของนครหลวงกรุงเทพธนบุรีองค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เทศบาลนคร
หลวงและสุขาภิบาลในเขตนครหลวงซึ่งประกอบด๎วย สุขาภิบาลมีนบุรี สุขาภิบาลหนองจอก
สขุ าภิบาลบางแค สขุ าภิบาลลาดกระบงั สุขาภิบาลราษฎรบ์ ูรณะ สุขาภิบาลบางกะปิ สุขาภิบาลหนอง
แขม และสุขาภิบาลอนุสาวรีย์ เข๎าเป็นองค์กรเดียวกันเรียกวํา “กรุงเทพมหานคร” และจัดระเบียบ
บรหิ ารราชการกรุงเทพมหานครใหมํ เป็นลักษณะผสมระหวํางราชการบริหารสํวนกลาง สํวนภูมิภาค
และสํวนท๎องถ่ินเข๎าด๎วยกัน มีฐานะเป็นจังหวัด โดยมีผู๎วําราชการกรุงเทพมหานคร เป็นข๎าราชการ
การเมอื ง ซ่งึ แตํงตงั้ โดยรฐั บาลขึน้ ตรงตํอรัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นการสิ้นสุดของยุค
การปกครองท๎องถ่ินนครหลวงในระบบท่ีเรยี กวํา “เทศบาล” ตัง้ แตํนั้นมา
กรุงเทพมหานครตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกลําวเป็นการจัดรูปการบริหาร และ
การปกครองทมี่ ีสํวนราชการพเิ ศษ แตกตาํ งจากจงั หวัดอน่ื ๆของประเทศ กลาํ วคอื กาหนดรูปแบบการ
บริหารเป็น ๑ ลักษณะ คือ ในสํวนของกรุงเทพมหานครมีลักษณะเป็นการบริหารสํวนกลาง สํวน
อาเภอตํางๆท่ีมีอยูํในกรุงเทพมหานคร เป็นการบริหารราชการสํวนภูมิภาค และการบริหารราชการ
สํวนทอ๎ งถ่นิ เพราะมีสภาเป็นของตนเอง โดยมเี จตนารมดังน้ี
ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี ๒๔ และ ๒๕ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๑๔ จัดตั้ง
นครหลวงกรุงเทพธนบุรีและเทศบาลนครหลวงขึ้น บริหารราชได๎ดาเนินไปอยํางประหยัด มี
ประสิทธิภาพ บังเกิดความเจริญแกํนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และให๎สอดคล๎องกับนโยบายของการ
บริหารราชการสํวนกลางย่ิงข้ึน ซ่ึงปรากฏวําบังเกิดผลดีขึ้นมาเป็นลาดับ แตํโดยที่นครหลวงกรุงเทพ
ธนบุรีเป็นมหานคร มีประชากรอยํูอยํางหนาแนํนและเป็นศูนย์รวมของกิจการตํางๆ มีความจาเป็นที่
จะต๎องจัดรูปการปกครองและการบริหารให๎มีลักษณะพิเศษ เพื่อให๎การพัฒนานครหลวงกรุงเทพ
๑๘๐
ธนบุรีมีประสทิ ธิภาพ โดยการปรบั ปรงุ ระเบียบบริหารราชการสํวนกลาง สํวนภูมิภาคและสํวนท๎องถิ่น
และแบํงขอบเขตท๎องท่ีการปกครองให๎เจ๎าหน๎าที่สามารถทางานแก๎ไขปัญหาตํางๆซ่ึงเกิดขึ้น สามารถ
บริหารอานวยความสะดวกและเข๎าถึงประชาชนในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรีได๎โดยแท๎จริงและ
รวดเร็ว
ตํอมาได๎มีการยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับท่ี ๓๓๕๘๖ และประกาศให๎ใช๎
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๘๘๗ กาหนดให๎กรุงเทพมหานคร
เป็นทบวงการเมือง มีฐานะเป็นราชการบริหารสํวนท๎องถ่ิน และให๎แบํงพื้นท่ีการปกครอง
กรุงเทพมหานครออกเป็นเขตและแขวง มีผ๎ูวําราชการกรุงเทพมหานครซ่ึงเป็นหัวหน๎าฝุายบริหาร
และสภากรุงเทพมหานคร ทาหน๎าทีฝ่ ุายนติ บิ ญั ญตั ิมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
๙.๒ โครงสรา้ งของกรงุ เทพมหานคร
กรุงเทพมหานครเป็นองค์การปกครองท๎องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีขนาดใหญํจัดต้ังขึ้นตาม
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ประกอบไปด๎วยสภา
กรุงเทพมหานครซ่ึงเป็นฝุายนิติบัญญัติ และมีผ๎ูวําราชการกรุงเทพมหานครเป็นฝุายบริหารซึ่งมาจาก
การเลอื กตง้ั
๙.๒.๑ สภากรงุ เทพมหานคร
ประกอบด๎วยสมาชิกซึ่งราษฎรในเขตเลือกตั้งตํางๆ ของกรุงเทพ มหานคร โดยเขต
เลือกตั้งหนึ่งให๎มีการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได๎ ๑ คน ในการกาหนดเขตเลือกตั้ง
กาหนดโดยถือเกณฑ์ราษฎร ๑๐๐,๐๐๐ คนเป็นประมาณ และต๎องไมํเป็นการนาเอาพ้ืนท่ีเขตหน่ึงไป
รํวมกับเขตอื่นหรือนาพื้นท่ีบางสํวนของแขวงหน่ึงไปรวมกับแขวงอ่ืนๆ ซึ่งบุคคลผู๎มีสิทธิรับสมัครรับ
เลอื กตง้ั เปน็ สมาชิกสภากรงุ เทพมหานครต๎องมีคุณสมบตั แิ ละไมํมลี ักษณะต๎องห๎าม ดงั ตํอไปนี้
๑) มีสญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ แตบํ ุคคลผม๎ู สี ญั ชาตไิ ทยซงึ่ บิดาเป็นคนตํางด๎าว ต๎อง
มีคณุ สมบัติอยาํ งหนึ่งอยาํ งใด ดังตํอไปน้ี
๑.๑) เป็นผูไ๎ ด๎เขา๎ เรียนอยํใู นโรงเรยี นตามกาหนดเวลา และสอบไลไํ ด๎ไมํต่ากวาํ
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธกิ ารหรือตามแผนการศึกษาของชาติ
หรือไดเ๎ ข๎าเรียนอยํูในโรงเรยี นหรอื สถาบันการศึกษาอ่ืนในประเทศตามกาหนดเวลามาโดยตลอดจนมี
ความรู๎ทกี่ ระทรวงศึกษาธิการเทียบเทําหรอื รับรองวําเทียบไดไ๎ มตํ ่ากวาํ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
ตามหลักสตู รของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามแผนการศึกษาของชาติ
๘๖ราชกิจจานุเบกษา, เลํม 89 ตอน 190 ก ฉบบั พิเศษ, 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515, หน๎า 187.
๘๗ราชกิจจานเุ บกษา, เลมํ 92 ตอน 42 ก ฉบับพิเศษ, 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518, หน๎า 1.
๑๘๑
๑.๒) ได๎เข๎าศึกษาในระดับมหาวิทยาลยั หรอื สถาบันการศึกษาช้ันสูงในประเทศ
ตามหลกั สูตรจนเป็นผส๎ู อบไลํไดไ๎ มตํ ่ากวาํ ชน้ั ปรญิ ญาตรีหรือเทยี บเทํา
๒) มอี ายุไมตํ า่ กวํา ๒๕ ปี บรบิ รู ณ์ในวันเลือกต้ัง
๓) มชี ่ืออยใํู นทะเบียนบ๎านในเขตกรุงเทพมหานครเป็นเวลาติดตํอกนั จนถงึ วนั
สมคั ร ไมนํ ๎อยกวํา ๑๘๐ วัน หรอื มีชอื่ อยใํู นทะเบยี นบ๎านในเขตกรุงเทพมหานครและไดเ๎ สียภาษีตาม
กฎหมายวาํ ดว๎ ยภาษีโรงเรือนและทด่ี ิน หรือตามกฎหมายวาํ ด๎วยภาษีบารุงทอ๎ งทีใ่ ห๎กรงุ เทพมหานคร
ตามพระราชบญั ญัตินโี้ ดยอนโุ ลม
๔) ไมเํ ป็นผตู๎ ิดยาเสพติดให๎โทษ
๕) ไมเํ ปน็ บุคคลล๎มละลาย
๖) ไมเํ ป็นบคุ คลวกิ ลจริตหรือจติ ฟน่ั เฟือนไมสํ มประกอบ
๗) ไมเํ ป็นภกิ ษุ สามเณร นักพรต หรอื นักบวช
๘) ไมํเป็นผอู๎ ยูํระหวํางถูกเพิกถอนสทิ ธิเลอื กตัง้ โดยคาพิพากษา
๙) ไมํเปน็ ผ๎ตู ๎องคาพิพากษาให๎จาคกุ และถกู คุมขังโดยหมายศาล
๑๐) ไมํเป็นผู๎ต๎องคาพิพากษาถึงที่สุดให๎จาคุกต้ังแตํสองปีขึ้นไป โดยได๎พ๎นโทษ
มายังไมํถึงหา๎ ปใี นวนั เลือกตัง้ เว๎นแตํความผดิ ไดก๎ ระทาโดยประมาท
๑๑) ไมํเป็นบุคคลหหู นวกและเป็นใบ๎
๑๒) ไมํเป็นสมาชิกสภาซึ่งมีหน๎าท่ีในทางนิติบัญญัติ สมาชิกสภาท๎องถ่ิน คณะ
ผบ๎ู รหิ ารท๎องถ่นิ และผบู๎ ริหารท๎องถิ่น
๑๓) ไมเํ คยเป็นข๎าราชการซึ่งมีตาแหนงํ หรือเงนิ เดือนประจา
๑๔) ไมํเป็นพนักงานหรือลูกจ๎างของหนํวยงานของรัฐ หรือของรัฐวิสาหกิจหรือ
ของราชการสํวนท๎องถนิ่
๑๕) ไมเํ ป็นบุคคลซงึ่ ทางราชการหรือรัฐวิสาหกจิ ไลํออก ปลดออก หรือให๎ออกจาก
หรือเลกิ จ๎างเพราะเหตทุ จุ ริตตํอหนา๎ ท่ี หรอื ถอื วาํ กระทาการทจุ ริตและประพฤตมิ ิชอบในวงราชการ
๑๘๒
๑๖) ไมํเป็นผ๎ถู ูกถอดถอนให๎พน๎ ออกจากตาแหนํงผว๎ู ําราชการกรงุ เทพมหานครถึง
วันสมัครรับเลอื กตง้ั ยังไมํครบ ๔ ปี
๑๗ )ไมเํ ปน็ ผูถ๎ กู ให๎ออกจากตาแหนงํ สมาชิกสภากรงุ เทพมหานคร เพราะได๎การทา
การเสอ่ื มเสียแกํเกียรตศิ ักดิ์ของตาแหนํงตามมตขิ องสภากรงุ เทพมหานคร ถึงวนั สมคั รรับเลือกตัง้ ยังไมํ
ครบ ๔ ปี
๑๘) ไมํเคยต๎องคาพิพากษาหรือคาสั่งของศาลให๎ทรัพย์สินตกเป็นของแผํนดิน
เพราะร่ารวยผิดปกติหรือมที รพั ย์สนิ เพิม่ ขนึ้ ผิดปกติ
สภากรุงเทพมหานครมีกาหนดคราวละ ๔ ปี นับแตํวันเลือกต้ังสมาชิกสภา
กรุงเทพมหานคร โดยสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเร่ิมตั้งแตํวันเลือกตั้ง และอยํูในตาแหนํงตามอายุ
ของสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกภาพของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครสิ้นสุดลงด๎วยเหตุใดเหตุหน่ึง
ดังน้ี
๑) ถึงคราวตามอายุของสภากรงุ เทพมหานครหรือมีการยบุ สภากรงุ เทพมหานคร
๒) ตาย
๓) ลาออก โดยย่ืนหนังสือลาออกตอํ ประธานสภากรุงเทพมหานคร
๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต๎องห๎ามในการเป็นผ๎ูมีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็น
สมาชกิ สภากรุงเทพมหานคร เว๎นแตํกรณีต๎องคาพพิ ากษาใหจ๎ าคุก และถูกคุมขังโดยหมายศาล
๕) ดารงตาแหนํงหรือปฏิบัติหน๎าที่อ่ืนใดในสํวนราชการหรือหนํวยงานของรัฐหรือ
รัฐวิสาหกิจ หรือการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร หรือบริษัท ซึ่งกรุงเทพมหานครถือหุ๎น หรือ
ตาแหนํงของผบู๎ ริหารทอ๎ งถ่นิ หรอื พนักงานสวํ นทอ๎ งถน่ิ
๖) ถูกจาคุกโดยคาพิพากษาถึงท่ีสุดเว๎นแตํความผิดอันได๎กระทาโดยประมาทหรือ
ความผดิ ลหโุ ทษ
๗) ขาดการประชมุ สภากรุงเทพมหานครตลอดสมัยประชุมที่มีกาหนดเวลาไมํน๎อย
กวํา ๓๐ วัน โดยไมํไดร๎ ับอนุญาตจากประธานสภากรุงเทพมหานคร
๘) สภากรุงเทพมหานครวินิจฉัยให๎ออกเพราะเห็นวํา ได๎กระทาการอันเป็นการ
เส่ือมเสียแกํเกียรติศักด์ิของตาแหนํง มติของสภากรุงเทพมหานครในข๎อนี้ต๎องมีคะแนนเสียงไมํน๎อย
กวํา สองในสามของจานวนสมาชกิ ทัง้ หมดของสภากรงุ เทพมหานคร
๑๘๓
สภากรุงเทพมหานครมปี ระธานสภากรุงเทพมหานคร ๑ คน และรองประธานสภา
กรุงเทพมหานครไมเํ กนิ ๒ คน ซงึ่ สภากรุงเทพมหานครเลือกจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร โดยจะ
ดารงตาแหนํงทันทีนบั แตํไดร๎ บั เลือกและมีวาระดารงตาแหนงํ คราวละ ๒ ปี
ประธานสภากรุงเทพมหานคร และรองประธานสภากรุงเทพ มหานคร พ๎นจาก
ตาแหนํงกอํ นถึงวาระ (๒ ป)ี ด๎วยเหตใุ ดเหตุหนึ่ง ดังตอํ ไปนี้
(๑) ขาดจากสมาชิกภาพของสมาชกิ สภากรงุ เทพมหานคร
(๒) ลาออกจากตาแหนํงโดยยื่นหนังสือลาออกตํอรัฐมนตรีวําการ
กระทรวงมหาดไทยและมีผลนบั แตวํ ันถดั จากวันทย่ี น่ื หนงั สอื ลาออก
(๓) เมอื่ สมาชกิ สภากรุงเทพมหานครไมํน๎อยกวาํ หน่ึงในสามของจานวนสมาชิก
ท้ังหมดเข๎าช่ือเสนอญัตติให๎สภากรุงเทพมหานครมีการเลือกตั้งประธานสภา หรือรองประธานสภา
กรงุ เทพมหานครใหมํ และสภากรุงเทพมหานครมีมติตามนั้นด๎วยคะแนนเสียงไมํน๎อยกวําสามในสี่ของ
จานวนสมาชกิ ทงั้ หมด โดยใหพ๎ น๎ จากตาแหนงํ เมอ่ื ได๎มีการเลือกต้ังประธานสภาหรือรองประธานสภา
กรงุ เทพมหานคร แลว๎ แตํกรณี
๙.๒.๒ ผวู้ า่ ราชการกรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานครมผี ๎วู ําราชการกรุงเทพมหานครคนหนง่ึ เป็นหัวหนา๎ ฝุายบริหาร ซึง่ ผ๎ูวาํ
ราชการกรุงเทพมหานครมาจากากรเลือกตงั้ โดยตรงและลับของราษฎรในกรงุ เทพมหานคร โดยมรี อง
ผ๎ูวําราชการกรงุ เทพมหานครที่ผ๎วู ําราชการกรงุ เทพมหานครแตงํ ตงั้ จานวนไมํเกนิ ๔ คน เพอ่ื ชวํ ยผู๎วาํ
ราชการกรงุ เทพมหานครในการบรหิ ารราชการ๘๘
ผู๎มีสิทธิสมัครรับเลือกตัง้ เป็นผู๎วาํ ราชการกรุงเทพมหานคร จะตอ๎ งมีคณุ สมบัติและไมํมี
ลักษณะตอ๎ งหา๎ ม ดังตํอไปน้ี
๑) สญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ แตํบุคคลผม๎ู ีสัญชาติไทยซง่ึ บิดาเป็นคนตํางด๎าว ต๎องมี
คณุ สมบัติอยํางหนง่ึ อยํางใด ดังตอํ ไปน้ี
๑.๑) เป็นผ๎ไู ด๎เขา๎ เรยี นตามกาหนดเวลา และสอบไลํได๎ไมํตา่ กวํามธั ยมศึกษา
ตอนปลายตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการหรือตามแผนการศึกษาของชาตหิ รือไดเ๎ ข๎าเรยี นอยํู
ในโรงเรยี นหรือสถาบันการศึกษาอนื่ ในประเทศตามกาหนดเวลามาโดยตลอดจนมีความรท๎ู ีก่ ระทรวง
ศึกษาเทยี บเทาํ รบั รองวําเทียบได๎ไมํตา่ กวาํ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลายตามหลกั สตู รของกระทรวง
ศกึ ษาธิการหรอื ตามแผนการศึกษาของชาติ
๘๘สมคิด เลิศไพฑูรย์,การกระจายอานาจตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให้แก่
องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น พ.ศ. 2542, (กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2543).
๑๘๔
๑.๒) ได๎เขา๎ ศกึ ษาในระดับมหาวิทยาลยั หรือสถาบันการ ศกึ ษาชัน้ สงู ใน
ประเทศตามหลกั สตู รจนเป็นผู๎สอบไลไํ ด๎ไมตํ า่ กวําชั้นปริญญาตรีหรือเทียบเทํา
๑. มอี ายไุ มตํ ่ากวํายสี่ บิ หา๎ ปีบรบิ ูรณ์ในวันเลือกตั้ง
๓) มีชื่ออยูํในทะเบียนบ๎านในเขตกรุงเทพมหานครเป็นเวลาติดตํอกันจนถึงวัน
สมัคร ไมํน๎อยกวํา ๑๘๐ วัน หรือมีชื่ออยูํในทะเบียนบ๎านในเขตกรุงเทพมหานครและได๎เสียภาษีตาม
กฎหมายวําด๎วยภาษีโรงเรือนและท่ีดิน หรือตามกฎหมายวําด๎วยภาษีบารุงท๎องที่ให๎กรุงเทพมหานคร
ตามพระราชบญั ญัตินโี้ ดยอนุโลม
๔) ไมเํ ป็นผต๎ู ดิ ยาเสพตดิ ใหโ๎ ทษ
๕) ไมเํ ป็นบคุ คลลม๎ ละลาย
๖) ไมํเปน็ บคุ คลวกิ ลจริตหรอื จติ ฟัน่ เฟือนไมํสมประกอบ
๗) ไมเํ ป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนกั บวช
๘) ไมํเปน็ ผ๎ูอยูรํ ะหวาํ งถูกเพิกถอนสิทธเิ ลือกต้งั โดยคาพิพากษา
๙) ไมเํ ปน็ ผู๎ต๎องคาพิพากษาใหจ๎ าคุก และถูกคุมขังโดยหมายศาล
๑๐) ไมเํ ปน็ ผูต๎ อ๎ งคาพิพากษาถงึ ทสี่ ุดให๎จาคกุ ตั้งแตํ ๒ ปี ขึน้ ไป โดยไดพ๎ ๎นโทษ
มายังไมถํ ึง ๕ ปี ในวนั เลอื กต้ัง เว๎นแตคํ วามผดิ ได๎กระทาโดยประมาท
๑๑) ไมเํ ป็นบุคคลหูหนวกและเป็นใบ๎
๑๒) ไมํเป็นสมาชิกสภาซ่ึงมีหน๎าท่ีในทางนิติบัญญัติ สมาชิกสภาท๎องถ่ิน คณะ
ผ๎ูบริหารทอ๎ งถน่ิ และผูบ๎ ริหารทอ๎ งถ่ิน
๑๓) ไมํเคยเปน็ ขา๎ ราชการซึ่งมีตาแหนงํ หรอื เงินเดือนประจา
๑๔) ไมํเปน็ พนักงานหรอื ลูกจ๎างของหนวํ ยงานของรฐั หรอื ของรัฐวสิ าหกิจหรือ
ของราชการสํวนท๎องถ่นิ
๑๕) ไมํเป็นบุคคลซ่ึงทางการหรือรัฐวิสาหกิจไลํออก ปลดออก หรือให๎ออกจาก
หรอื เลกิ จ๎างเพราะเหตุทุจรติ ตํอหน๎าท่ี หรอื ถือวาํ กระทาการทุจรติ และประพฤตมิ ิชอบในวงราชการ
๑๖) ไมํเป็นผู๎ถูกถอดถอนให๎พ๎นออกจากตาแหนํงผู๎วําราชการกรงุ เทพมหานครถึง
วันสมคั รรบั เลอื กต้ังยังไมํครบ ๔ ปี
๑๘๕
๑๗) ไมเํ ปน็ ผถ๎ู ูกให๎ออกจากตาแหนงํ สมาชกิ สภากรงุ เทพ มหานคร เพราะได๎การ
ทาการเสอื่ มเสยี แกํเกียรตศิ ักด์ิของตาแหนงํ ตามมติของสภากรงุ เทพมหานคร ถึงวันสมคั รรับเลือกตง้ั
ยังไมคํ รบ ๔ ปี
๑๘) ไมํเคยต๎องคาพิพากษาหรือคาสั่งของศาลให๎ทรัพย์สินตกเป็นของแผํนดิน
เพราะรา่ รวยผิดปกติหรอื มที รพั ยส์ ินเพมิ่ ขนึ้ ผิดปกติ
นอกจากนน้ั พระราชบัญญตั ิระเบยี บบริหารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘๘๙ กาหนด
วาํ ผู๎วาํ ราชการกรุงเทพมหานครต๎องไมํกระทาการต๎องห๎าม ดังตอํ ไปน้ี
๑) ต๎องไมํดารงตาแหนํงหรือปฏิบัตหิ นา๎ ที่อื่นใดในสวํ นราชการหรือหนํวยงานของ
รัฐหรือรัฐวสิ าหกจิ หรือการพาณิชยข์ องกรุงเทพมหานครหรือบริษทั ซ่ึงกรงุ เทพมหานครถอื หุ๎นหรือ
ตาแหนํงผู๎บรหิ ารท๎องถิ่นหรือพนักงานบรหิ ารสวํ นท๎องถ่ิน เว๎นแตตํ าแหนํงทตี่ อ๎ งดารงตามบทบัญญัติ
แหงํ กฎหมาย
๒) ต๎องไมํรับเงินและประโยชน์ใดๆ เป็นพิเศษจากสํวนราชการหรือหนํวยงานของ
รฐั หรอื รฐั วสิ าหกิจหรอื การพาณิชยข์ องกรุงเทพมหานครหรอื บริษทั ซ่งึ กรุงเทพมหานครถือหุ๎นอกเหนือ
ไปจากท่ีสํวนราชการหรือหนํวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือการพาณิชย์หรือบริษัทปฏิบัติกับ
บคุ คลอื่นในธุรกิจการงานตามปกติ
๓) ตอ๎ งไมํเปน็ คํูสญั ญาหรือมสี ํวนไดเ๎ สยี ในสัญญาท่ีทากบั กรุงเทพมหานคร หรอื
การพาณชิ ย์ของกรุงเทพมหานคร หรือบรษิ ทั ซง่ึ กรุงเทพมหานครถือหน๎ุ เว๎นแตํกรณีทีผ่ ๎ูวําราชการ
กรงุ เทพมหานครไดเ๎ ป็นคสูํ ัญญาหรอื เป็นผ๎มู ีสํวนได๎เสียในสัญญาอยํูกํอนได๎รบั การเลือกตั้ง
ข๎อห๎ามตํางๆ ดังกลําวข๎างต๎นไมํใชํบังคับในกรณีท่ีผ๎ูวําราชการกรุงเทพมหานครรับเบ้ีย
หวัดบาเหน็จบานาญ หรือเงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน และมิให๎ใช๎
ข๎อบังคับกรณีท่ีผู๎วําราชการกรุงเทพมหานครรับเงินตอบแทนเงินคําเบี้ยประชุมหรือเงินอ่ืนใด
เน่ืองจากการดารงตาแหนํงกรรมาธิการของรัฐสภาหรือวุฒิสภาหรือสภาผ๎ูแทนราษฎรหรือสภา
กรุงเทพมหานครหรือสภาท๎องถิ่นอื่นหรือกรรมการที่ได๎รับการแตํงต้ังในฐานะผ๎ูทรงคุณวุฒิตาม
บทบัญญตั แิ หํงกฎหมาย หรืกรรมการที่มีกฎหมายบัญญตั ิให๎เปน็ โดยตาแหนงํ
ผว๎ู ําราชการกรุงเทพมหานครมีกาหนดคราวละ ๔ ปี นับแตํวันเลอื กต้ัง โดยผู๎วําราชการ
กรุงเทพมหานครพ๎นจากตาแหนํงด๎วยเหตใุ ดเหตุหนง่ึ ดังตํอไปน้ี
๘๙พระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. 2528.
๑๘๖
๑) ถงึ คราวออกตามวาระ
๒) ตาย
๓) ลาออก โดยย่ืนหนงั สอื ลาออกตอํ รัฐมนตรีวาํ การทรวงมหาดไทย
๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต๎องห๎ามในการเป็นผู๎มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็น
สมาชิกสภากรงุ เทพมหานคร เว๎นแตํกรณตี ๎องคาพิพากษาให๎จาคุก และถกู คุมขงั โดยหมายศาล
๕) ดารงตาแหนํงหรอื ปฏิบัติหนา๎ ท่อี ืน่ ใดในสํวนราชการหรอื หนํวยงานของรฐั หรือ
รัฐวสิ าหกจิ หรอื การพาณิชย์ของกรุงเทพมหานครหรอื บริษัทซงึ่ กรงุ เทพมหานครถอื ห๎ุนหรอื ตาแหนํง
ผบู๎ ริหารทอ๎ งถนิ่ หรือพนักงานสํวนท๎องถ่นิ เวน๎ แตํตาแหนงํ ท่ีต๎องดารงตามบทบัญญตั แิ หํงกฎหมาย
๖) รบั เงินหรือประโยชนใ์ ดๆ เป็นพเิ ศษจากสํวนราชการหรือหนํวยงานของรฐั หรอื
รัฐวิสาหกจิ หรอื การพาณิชยข์ องกรุงเทพมหานครหรือบริษัทซ่ึงกรงุ เทพมหานครถือหน๎ุ
นอกเหนือไปจากที่สวํ นราชการหรอื หนํวยงานของรัฐ หรือรฐั วสิ าหกิจ หรือการพาณิชยห์ รือบรษิ ัท
ปฏิบัติกับบคุ คลอื่นในธุรกิจการงานตามปกติ
๗) เป็นคํูสัญญาหรือมีสํวนได๎เสียในสัญญาที่ทากับกรุงเทพ มหานครหรือการ
พาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร หรือบริษัทซ่ึงกรุงเทพมหานครถือหุ๎น เว๎นแตํกรณีที่ผู๎วําราชการ
กรงุ เทพมหานครไดเ๎ ปน็ คสํู ัญญาหรือไดม๎ ีสํวนได๎เสยี ในสญั ญากํอนได๎รับการเลือกตัง้
๘) ถูกจาคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุดให๎จาคุก เว๎นแตํความผิดอันได๎กระทาโดย
ประมาทหรือความผดิ ลหุโทษ
๙) มกี ารยบุ สภากรุงเทพมหานคร
๑๐) รัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรีคาสั่งให๎ออกจาก
ตาแหนํง เมื่อมีกรณีแสดงให๎เห็นวําได๎กระทาการอันเสื่อมเสียแกํเกียรติศักด์ิของตาแหนํงหรือ
ปฏิบัติการหรือละเลยไมํปฏิบัติการอันควรปฏิบัติในลักษณะเห็นได๎วําจะเป็นเหตุให๎เสียหายอยําง
ร๎ายแรงแกํกรุงเทพมหานครหรือแกํสํวนราชการโดยรวมหรือแกํการรักษาความสงบเรียบร๎อยหรือ
สวัสดภิ าพของประชาชน
จากโครงสรา๎ งการบริหารราชการของกรงุ เทพมหานคร ดงั ทก่ี ลาํ วข๎างตน๎ สามารถแสดง
เปน็ แผนภาพได๎ ดงั น้ี
๑๘๗
คณะทีป่ รกึ ษา ผวู้ ่าราชการกรงุ เทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร
ผวู้ า่ กทม.
สานกั งานเลขานกุ ารผู้ว่า กทม.
ปลัดกรงุ เทพมหานคร
คณะกรรมการขา้ ราชการ สว่ นราชการ ซง่ึ มีฐานะเปน็ สานกั
กรุงเทพมหานคร
สานกั เขต สภาเขตกรุงเทพมหานคร
แผนภาพท่ี ๙.๑ โครงสรา๎ งการบรหิ ารราชการของกรงุ เทพมหานคร
๙.๓ อานาจหนา้ ท่ีของกรุงเทพมหานคร
อานาจหนา๎ ท่ีของกรงุ เทพมหานครในปจั จบุ นั มาจาก ๒ สํวน ได๎แกํ อานาจหน๎าที่ตาม
พระราชบญั ญัตริ ะเบยี บบรหิ ารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และอานาจหนา๎ ที่ตาม
พระราชบญั ญตั ิกาหนดแผนและขนั้ ตอนกระจายอานาจให๎แกอํ งค์กรปกครองท๎องถนิ่ พ.ศ. ๒๕๔๒๙๐
๙.๓.๑ อานาจหน้าทีต่ ามพระราชบญั ญตั ิระเบยี บบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.
๒๕๒๘ ตามมาตรา ๘๙มีดังนี้
๑) การรกั ษาความสงบเรยี บร๎อยของประชาชน
๒) การทะเบยี นตามท่ีกฎหมายกาหนด
๓) การปูองกันและบรรเทาสาธารณภยั
๔) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบยี บเรียบร๎อยของบา๎ นเมือง
๕) การผังเมือง
๖) การจดั ใหม๎ แี ละบารุงรักษาทางบก หรอื ทางน้า และทางระบายน้า
๗) การวศิ วกรรมจราจร
๙๐พชั รี สิโรรส และอรทัย กก๏ ผล,การบริหารเมือง,(กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, 2543).
๑๘๘
๘) การขนสงํ
๙) การจัดให๎มแี ละควบคุมตลาด ทําเทยี บเรือ ทาํ ข๎ามและท่ีจอดรถ
๑๐) การดแู ลรกั ษาทสี่ าธารณะ
๑๑) การควบคมุ อาคาร
๑๒) การปรบั ปรุงแหลํงชมุ ชนแออัดและการจดั การเก่ียวกบั ทีอ่ ยํูอาศยั
๑๔) การจัดใหม๎ ีและบารงุ รกั ษาสถานท่ีพักผํอนหยํอนใจ
๑๕) การพัฒนาและอนุรักษส์ ิ่งแวดล๎อม
๑๖) การสาธารณูปโภค
๑๗) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล
๑๘) การจัดใหม๎ ีและควบคุมสสุ านและฌาปนสถาน
๑๙) การควบคมุ การเลีย้ งสตั ว์
๒๐) การจัดให๎มีและควบคุมการฆําสตั ว์
๒๑) การควบคมุ ความปลอดภยั ความเปน็ ระเบียบเรยี บร๎อยและการอนามยั ในโรง
มหรสพ และสาธารณสถานอ่ืน ๆการจดั การศึกษา
๒๒) การสาธารณูปการ
๒๓) การสังคมสงเคราะห์
๒๔) การสงํ เสรมิ การกีฬา
๒๕) การสงํ เสริมการประกอบอาชพี
๒๖) การพาณิชยข์ องกรงุ เทพมหานคร
๒๗) หนา๎ ท่อี ่นื ๆ ตามทกี่ ฎหมายระบุใหเ๎ ป็นอานาจหนา๎ ทข่ี องผวู๎ ําราชการจังหวดั
อาเภอ เทศบาลนคร หรอื ตามทีค่ ณะรฐั มนตรี นายกรัฐมนตรี หรอื รัฐมนตรวี าํ การกระทรวงมหาดไทย
มอบหมายหรือที่กฎหมายระบใุ ห๎เป็นหนา๎ ทขี่ องกรุงเทพมหานคร
๑๘๙
ทงั้ นบ้ี รรดาอานาจหน๎าทีใ่ ดซงึ่ เปน็ ของราชการบริหารสวํ นกลาง หรือราชการ
บริหารสวํ นภมู ิภาค จะมอบให๎กรงุ เทพมหานครปฏบิ ตั กิ ไ็ ด๎ โดยใหท๎ าเป็นพระราชกฤษฎกี า
กฎกระทรวง ข๎อบังคบั หรือประกาศแลว๎ แตํกรณี หากได๎ทาเป็นข๎อบงั คับหรือประกาศตอ๎ งได๎รับความ
เห็นชอบจากรัฐมนตรีวาํ การกระทรวงมหาดไทย
๙.๓.๒ อานาจหนา้ ทต่ี ามพระราชบญั ญตั ิกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจ
ใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ พ.ศ. ๒๕๔๒
พระราชบัญญตั ิกาหนดแผนและขัน้ ตอนการกระจายอานาจฯ กาหนดวําองค์กร
ปกครองสํวนทอ๎ งถนิ่ ท่ีมีอานาจหน๎าท่ีจดั การบรกิ ารสาธารณะ ครอบคลุมท้ังเขตจังหวัด ไดแ๎ กํ
กรุงเทพมหานคร และองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินรูปแบบพเิ ศษเต็มพน้ื ทจี่ งั หวัด ใหม๎ ีอานาจหนา๎ ท่ซี ึ่ง
กาหนดไวใ๎ นมาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ รวมกัน ซึ่งได๎แกํ
๑) การจัดทาแผนพฒั นาท๎องถนิ่ ของตนเอง
๒) การจดั ใหม๎ แี ละบารุงรักษาทางบก ทางน้า และทางระบายนา้
๓) การจดั ใหม๎ ีและควบคุมตลาด ทําเทียบเรือ ทําขา๎ ม และทจี่ อดรถ
๔) การสาธารณปู โภคและการกํอสร๎างอื่นๆ
๕) การสาธารณปู การ
๖) การสํงเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ
๗) การพาณิชย์ และการสํงเสรมิ การลงทนุ
๘) การสงํ เสรมิ การทอํ งเทยี่ ว
๙) การจัดการศกึ ษา
๑๐) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวติ เดก็ สตรีคนชรา และ
ผูด๎ ๎อยโอกาส
๑๑) การบารุงรักษาศลิ ปะ จารีตประเพณี ภมู ปิ ญั ญาท๎องถน่ิ และวัฒนธรรมอนั ดี
ของท๎องถ่ิน
๑๒) การปรบั ปรุงแหลงํ ชุมชนแออัดและการจัดการด๎านที่อยํู
๑๓) การจัดให๎มแี ละบารงุ รักษาสถานที่พกั ผํอนหยอํ นใจ
๑๙๐
๑๔) การสํงเสริมกีฬา
๑๕) การสงํ เสริมประชาธปิ ไตย ความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๑๖) สํงเสริมการมสี วํ นรํวมของราษฎรในการพฒั นาท๎องถนิ่
๑๗) การรกั ษาความสะอาดและความเปน็ ระเบยี บเรยี บร๎อยของบ๎านเมือง
๑๘) การกาจดั มูลฝอย สง่ิ ปฏกิ ลู และน้าเสีย
๑๙) การสาธารณสขุ การอนามยั ครอบครัว และการรักษาพยาบาล
๒๐) การจัดใหม๎ แี ละควบคุมสสุ านและฌาปนสถาน
๒๑) การควบคมุ การเลี้ยงสัตว์
๒๒) การจัดใหม๎ ีและควบคุมการฆาํ สัตว์
๒๓) การรักษาความปลอดภัย ความเปน็ ระเบียบเรยี บร๎อย และการอนามยั โรง
มหรสพ และสาธารณสถานอ่ืนๆ
๒๔) การจัดการ การบารุงรักษา และการใช๎ประโยชน์จากปุาไม๎ ท่ีดิน
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ๎ ม
๒๕) การผังเมอื ง
๒๖) การขนสงํ และการวศิ วกรรมจราจร
๒๗) การดูแลรกั ษาที่สาธารณะ
๒๘) การควบคมุ อาคาร
๒๙) การปูองกนั และบรรเทาสาธารณภยั
๓๐) การรักษาความสงบเรียบร๎อย การสํงเสริมและสนับสนุนการปูองกันและ
รกั ษาความปลอดภัยในชีวติ และทรพั ยส์ นิ
๓๑) กจิ การอ่ืนใดท่เี ปน็ ผลประโยชน์ของประชาชนในทอ๎ งถนิ่ ตามทค่ี ณะกรรมการ
ประกาศกาหนด
๑๙๑
๙.๔ ความสมั พันธร์ ะหวา่ งรัฐบาลส่วนกลางกับกรงุ เทพมหานคร
รัฐบาลสํวนกลางมีความสัมพันธ์กับกรุงเทพมหานครในหลายๆ ด๎านที่สาคัญ ได๎แกํ
ความสัมพันธ์ทางด๎านนโยบาย การบริหารงาน การบริหารงานบุคคล และด๎านการบริหารงานคลัง
กลําวคอื
๙.๔.๑ ความสัมพันธด์ ้านนโยบาย
เนอื่ งจากเปน็ องค์กรปกครองสวํ นทอ๎ งถิ่น กฎหมายไดก๎ าหนดใหก๎ รงุ เทพมหานคร ต๎อง
ปฏิบตั หิ น๎าทต่ี ามที่คณะรัฐมนตรนี ายกรัฐมนตรีและรฐั มนตรีวาํ การกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให๎
ดาเนินการ ท้ังน้ีเป็นเพราะกรงุ เทพมหานคร เป็นสวํ นหนึ่งของประเทศไทย และเป็นราชการสํวน
ท๎องถิ่นจึงต๎องปฏิบตั ติ ามการกากบั ดูแลของสวํ นกลาง
๙.๔.๒ ความสัมพันธด์ า้ นการบรหิ ารงาน
รฐั มนตรวี าํ การกระทรวงมหาดไทยเป็นผรู๎ กั ษาการตามพระราชบัญญตั ริ ะเบียบบริหาร
ราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และแก๎ไขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี ๔) พ.ศ. ๒๕๔๒ดังนั้นจึงมีอานาจ
กากบั ดูแลใหก๎ รงุ เทพมหานคร ปฏบิ ตั ิราชการให๎ถูกต๎องตามกฎหมาย และกรณีท่ีมีขอ๎ ขัดแย๎งระหวําง
ผว๎ู ําราชการกรุงเทพมหานคร กบั สภากรงุ เทพมหานคร จนอาจกํอใหเ๎ กิดความเสียหายแกํราชการของ
กรงุ เทพมหานครไดผ๎ ู๎วาํ ราชการกรงุ เทพมหานคร อาจยืน่ ขอ๎ เสนอพร๎อมเหตผุ ลให๎รัฐมนตรวี ําการ
กระทรวงมหาดไทยยบุ สภากรุงเทพมหานครได๎แตํการยุบสภากรุงเทพมหานครในทุกกรณีจะมีผลให๎
ผู๎วาํ ราชการกรงุ เทพมหานครพน๎ จากตาแหนํงด๎วยเชนํ กัน อนึง่ รฐั มนตรวี าํ การกระทรวงมหาดไทย ยงั
มีอานาจในการกากับดูแลสมาชกิ สภากรงุ เทพมหานครด๎วย หากเหน็ วําสมาชกิ สภากรุงเทพมหานคร
รายใดมีการกระทาที่เสียหายอาจร๎องขอใหส๎ ภากรุงเทพมหานครวนิ จิ ฉัยใหอ๎ อกจากตาแหนงํ ไดส๎ าหรับ
ผว๎ู าํ ราชการกรงุ เทพมหานครน้ันรฐั มนตรวี ําการกระทรวงมหาดไทยโดยมติคณะรฐั มนตรีมีคาส่ังใหผ๎ ูว๎ าํ
ราชการกรงุ เทพมหานคร พ๎นจากตาแหนงํ ได๎หากผู๎วําราชการกรงุ เทพมหานครประพฤติปฏบิ ตั ิตนให๎
เกิดความเสื่อมเสยี แกํเกยี รติศักดิ์ของตาแหนํง
๙.๔.๓ ความสมั พนั ธ์ด้านการบรหิ ารงานบุคคล
ก า ร บ ริ ห า ร ง า น บุ ค ค ล ข อ ง ก รุ ง เ ท พ ม ห า น ค ร จ ะ มี ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ข๎ า ร า ช ก า ร
กรุงเทพมหานคร หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งวํา ก.ก. รับผิดชอบกากับดูแลการบริหารงานบุคคลของผู๎วํา
ราชการกรุงเทพมหานคร กฎหมายกาหนดให๎ประธาน ก.ก. ต๎องเป็นรัฐมนตรีวําการ
กระทรวงมหาดไทย ดังน้ันจึงมีอานาจในการกากับดูแลการบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานคร
โดยเฉพาะในระดับนโยบายดว๎ ย
๑๙๒
๙.๔.๔ ความสัมพนั ธด์ ้านการบริหารการคลงั
กรุ ง เ ท พ ม ห า น คร เ ป็ น อ ง ค์ ก ร ป กค ร อ ง สํ ว น ท๎ อ ง ถิ่น จึ ง มี สิ ท ธิ์ ที่ จ ะร๎อ ง ข อ ใ ห๎ รั ฐ บ า ล
สํวนกลางจัดต้ังงบประมาณอุดหนุนกิจการของกรุงเทพมหานคร สาหรับภารกิจบางอยํางท่ีรัฐบาล
สวํ นกลางมอบหมายให๎กรุงเทพมหานครเป็นผ๎ูดาเนินการแทน และรัฐบาลสํวนกลางก็มีอานาจหน๎าท่ี
ในการกากับดแู ลการบรหิ ารการคลังของกรุงเทพมหานคร ใหถ๎ ูกต๎องตามระเบียบของทางราชการ
๙.๕ วเิ คราะห์ปัญหาของกรุงเทพมหานคร
จากการท่ีกรุงเทพมหานครมีการพัฒนาขึ้นเป็นมหานคร และได๎รับการปรับปรุงให๎
ทันสมัยอยํูเสมอเพอ่ื ใหม๎ หานครแหํงน้มี กี ารพัฒนาที่สมดุลและนาํ อยูอํ าศยั ได๎ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ดว๎ ยลักษณะของความเป็นมหานครและเมืองหลวง กรงุ เทพมหานครจึงเป็นศูนย์รวมของประชาชนทุก
สาขาอาชีพ ทกุ ระดบั ท่ีอยํูรวมกนั อยาํ งแออัด ทาใหเ๎ กิดปญั หาตาํ งๆ มากมาย ได๎แกํ
๙.๕.๑ ปัญหาด้านโครงสร้างระเบยี บบริหารราชการกรุงเทพมหานคร
ตามพระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ จะพบวาํ
โครงสรา๎ งดังกลําวในปัจจบุ นั นนั้ มปี ัญหาตํางๆ ดังน้ี
๑) โครงสร๎างระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ในปัจจุบันยังคงอยูํใน
รปู แบบของการรวมศูนย์อานาจมากกวําการกระจายอานาจ ซ่ึงข๎อเสียของการรวมศูนย์อานาจ ทาให๎
อานาจในการตัดสินใจในการดาเนินนโยบายตํางๆ ต๎องรอคาส่ังอนุมัติซึ่งสํงผลเสียตํอการพัฒนา
กรุงเทพมหานคร ทาให๎การพัฒนาหรือการดาเนินการสานตํอนโยบายตํางๆ เป็นไปอยํางล๎าช๎าซึ่ง
แท๎จริงแล๎วรัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๘๑ มาตรา ๒๘๒ และ
มาตรา ๒๘๓ กาหนดให๎รัฐจะต๎องให๎ความเป็นอิสระแกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นตามหลักการแหํง
การปกครองตนเอง แตํเม่ือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘
ยังคงมีโครงสร๎างระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครที่ยังคงเสมือนมีการรวมศูนย์อานาจอยํู
โดยรวมอานาจการตัดสินใจไว๎ที่องค์กรปกครองสํวนกลางของฝุายบริหารของกรุงเทพมหานคร ก็จะ
สํงผลให๎ชมุ ชนท๎องถ่ินเกิดความอํอนแอ ทุกอยํางต๎องรอการแก๎ปัญหาจากสํวนกลางหรือผ๎ูนาประเทศ
การตดั สนิ ใจไมํไดเ๎ ป็นไปตามหลกั การกระจายอานาจอยํางแทจ๎ ริง
๒) การจัดโครงสรา๎ งระเบียบบริหารราชการกรงุ เทพมหานคร ตามพระราชบญั ญัติ
ระเบยี บบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘
ไมํมีการกาหนดถงึ โครงสร๎างระเบียบบริหารราชการที่เปิดชํองทางให๎ประชาชนซึ่ง
เป็นรากฐานที่สาคัญและมีผลกระทบโดยตรงจากการดาเนินนโยบายตํางๆ ของฝุายบริหารเข๎าไปมี
สํวนรวํ มในการวางแผนในการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง ไมํสนับสนุนและสํงเสริมชํองทางการมีสํวนรํวม
๑๙๓
ของประชาชนในชมุ ชนแตํละเขตพื้นท่ีแตํชุมชนเป็นสังคมรากฐานท่ีมีความสาคัญทางประวัติศาสตร์มี
วิถชี วี ิตวฒั นธรรมแตกตํางหลากหลายตามแตํละพ้ืนที่การท่ีไมํให๎ความสาคัญกับประชาชนซ่ึงเป็นฐาน
ลํางในการดาเนินนโยบายตํางๆให๎บรรลุวัตถุประสงค์สํงผลให๎ชุมชนอํอนแอขาดความม่ันคง และเกิด
ปัญหาสังคมมากขนึ้
๓) โครงสรา๎ งการบริหารราชการของเขตและสภาเขต ซ่ึงเป็นพ้ืนที่ท่ีมีความใกล๎ชิด
กับประชาชนมากท่ีสุดเหมาะสมที่จะจัดทาบริการสาธารณะท่ีจะตอบสนองความต๎องการของ
ประชาชนไดม๎ ากทสี่ ดุ แตํในปัจจุบันกลบั พบวาํ เขตไมํสามารถท่ีจะดาเนินบริการสาธารณะที่ตอบสนอง
ประชาชนในพ้ืนท่ีได๎อยํางมีประสิทธิภาพเทําที่ควรเน่ืองจากไมํมีโครงสร๎างการบริหารงานของเขตท่ีมี
การประสานงานกันหรืออาศัยความรํวมมือกันระหวํางภาครัฐและประชาชนทาให๎ไมํมีการรับทราบ
ความต๎องการของชุมชนหรือปัญหาของชุมชนท่ีเกิดข้ึน นอกจากน้ีพบวําปัญหาตํางๆ ที่เกิดข้ึนใน
ชุมชน เขตไมํสามารถดาเนินการแก๎ไขปัญหาได๎อยํางทันทํวงทีในสํวนของความสัมพันธ์ระหวํางผู๎
อานวยเขตและสภาเขต โครงสร๎างดังกลําวกาหนดให๎ผู๎อานวยการเขตมีฐานะเป็นข๎าราช
กรุงเทพมหานคร ทาหน๎าท่ีบังคับบัญชาข๎าราชการกรุงเทพมหานครภายในสานักงานเขตดังกลําว
ในขณะท่ีสภาเขตมาจากการเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชนในพื้นท่ีการประสานงานตํางๆ จึงเป็นไป
อยํางลาบาก
๙.๕.๒ ปญั หาด้านการบรหิ ารงานของกรุงเทพมหานคร
ปจั จบุ ันการพัฒนา การขับเคลื่อนนโยบายตํางๆ และการทาหน๎าที่ของกรุงเทพมหานคร
เห็นได๎วาํ เป็นไปอยําลา๎ ช๎า เนื่องจากสภาพปัญหาการทางานของผู๎วําราชการกรุงเทพมหานครซึ่งอยํูใน
ฐานะท่ีเป็นหัวหน๎าฝุายบริหารต๎องแบกรับภาระงานหลายๆด๎านด๎วยกัน ไมํวําจะเป็นหน๎าท่ีของผู๎วํา
ราชการกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะตามท่ีกฎหมายบัญญัติไว๎หน๎าที่ของกรุงเทพมหานครโดยตรงและ
นอกจากนยี้ งั มหี นา๎ ท่ตี ามนโยบายตาํ งๆ ท่ใี ช๎ในการหาเสียงเลอื กต้ังทต่ี ๎องดาเนนิ นโยบายหลังจากที่เข๎า
รับตาแหนํง สํงผลตํอการประสานงานกับภาคประชาชน ไมํมีการกระจายอานาจอยํางแท๎จริงมาสํู
ชุมชน นโยบายตํางๆ และแผนพฒั นาตาํ งๆ ทีส่ ร๎างขึน้ เพือ่ ตอบสนองความต๎องการของประชาชนไมํได๎
สร๎างจากความต๎องการของประชาชนท่ีแท๎จริงแตํสร๎างขึ้นจากหลักวิชาการเทําน้ันไมํได๎มองถึงสภาพ
สังคมท่เี กิดขนึ้ จงึ สํงผลให๎นโยบายและแผนพัฒนาตํางๆ ไมํบรรลเุ ปูาหมายเทําทค่ี วร๙๑
น อ ก จ า ก ปั ญ ห า ที่ ก ลํ า ว ข๎ า ง ต๎ น แ ล๎ ว ยั ง พ บ ปั ญ ห า ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จ า วั น ข อ ง ค น
กรงุ เทพมหานคร ได๎แกํ ปัญหาการจราจร สิ่งแวดล๎อม ขยะ นา้ เสีย มลพิษ ความปลอดภัยในชีวิตและ
๙๑จักรกฤษณ์ คันธานนท์, “การปฏิรูปองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นในรูปแบบพิเศษของ
กรุงเทพมหานคร: ศึกษากรณีการปฏิรูปโครงสร๎างเพ่ือการมีสํวนรํวมของประชาชน”, วิทยานิพนธ์นิติศาสตร
มหาบัณฑติ ,(คณะนติ ิศาสตร์: สถาบันบัณฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร์, 2556), หน๎า 3-4.
๑๙๔
ทรัพย์สิน ระบบขนสํงมวลชน ปัญหาสาธารณภัย ฝนตกน้าทํวมขัง การสงเคราะห์ดูแลผ๎ูด๎อยโอกาส
ชุมชนแออัด การจัดระเบียบทางเดิน การขายของบนทางเท๎า ฯลฯ แตํการให๎บริการและการ
บริหารงานของกรุงเทพมหานครยังไมํสามารถแก๎ไขปัญหาดังกลําวได๎และนับวันปัญหาจะทวีความ
รุนแรงเพ่มิ ขน้ึ ๙๒
จากปัญหาดังกลําวข๎างต๎น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด๎านการ
ปกครองท๎องถิน่ ซึ่งต้งั ขนึ้ ตามมตขิ องสภาขบั เคลอ่ื นการปฏิรูปประเทศ ครั้งท่ี ๙/๒๕๕๘ เม่ือวันอังคาร
ท่ี ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘เพื่อศึกษา วิเคราะห์จัดทาแนวทางแผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูปพร๎อม
กาหนดเวลาการปฏิรูป และข๎อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด๎านการปกครอง
ท๎องถิ่นให๎สัมฤทธิ์ผล โดยได๎ทาการศึกษา วิเคราะห์สภาพปัญหาที่เกิดข้ึน รวมถึงวิธีการปฏิรูป
กาหนดเวลาการปฏิรปู งบประมาณที่ใช๎และหนวํ ยงานท่รี บั ผดิ ชอบในการปฏริ ูป๙๓
๙.๖ กรณีศึกษางานวจิ ัยเกี่ยวกับกรงุ เทพมหานคร
การศกึ ษางานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ๎ งกับภาระ อานาจหน๎าที่ หรือการบริหารงานในดา๎ นตาํ งๆ
ของกรงุ เทพมหานครจะทาให๎เราสามารถมองเห็นศักยภาพ และจุดอํอน จดุ แขง็ ได๎ โดยสรุปไว๎ดงั น้ี
จกั รกฤษณ์คนั ธานนท์ ไดศ๎ กึ ษาวจิ ยั “การปฏิรปู องคก์ รปกครองสวํ นท๎องถิ่นในรูปแบบ
พเิ ศษของกรงุ เทพมหานคร: ศึกษากรณีการปฏิรูปโครงสร๎างเพ่ือการมีสํวนรํวมของประชาชน” พบวํา
การจัดระเบียบโครงสร๎างการบริหารราชการกรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ไมํมีการกาหนดโครงสร๎างที่ให๎ประชาชนเข๎าไปมีสํวนรํวมใน
การบริหารกิจการของกรุงเทพมหานคร สํงผลให๎การดาเนินนโยบายตํางๆของฝุายบริหารไมํมี
ประสิทธิภาพเทําที่ควร เนื่องจากไมํได๎มีการเปิดโอกาสให๎ประชาชนหรือชุมชนซึ่งเป็นรากฐานสาคัญ
ในการพฒั นาหรือขับเคล่ือนนโยบายเขา๎ มามีสํวนรํวมในการแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนะแนวทาง
หรือนโยบายตาํ งๆ๙๔
๙๒สานกั งานเลขาธกิ ารสภาผแ๎ู ทนราษฎร,“บันทกึ การประชุมสภาขบั เคลอื่ นการปฏิรปู ประเทศ คร้งั ท่ี
12/2558”, [ออนไลน]์ , แหลงํ ท่มี า:<http://msbis.parliament.go.th
/ewtadmin/ewt/parliament_report/main_warehouse_dll.php>,24 กนั ยายน 2559.
๙๓สานักวิชาการสานักงานเลขาธิการสภาผู๎แทนราษฎร, “การปฏิรูปการปกครองท๎องถ่ินรูปแบบ
พิเศษ:การปฏิรูปกรุงเทพมหานคร”, [ออนไลน์], แหลํงที่มา:<http://www.parliament.go.th/library/>, 29
กนั ยายน 2560.
๙๔จักรกฤษณ์ คันธานนท์, “การปฏิรูปองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นในรูปแบบพิเศษของ
กรงุ เทพมหานคร: ศึกษากรณีการปฏริ ปู โครงสรา๎ งเพอ่ื การมีสํวนรวํ มของประชาชน”.
๑๙๕
เขมภทั ท์ เย็นเปยี่ ม และคณะ ไดศ๎ ึกษาวิจยั “กระบวนการจดั ทาแผนชุมชนพ่ึงตนเอง
กรณศี ึกษา : เปรียบเทยี บชุมชนตน๎ แบบในแถบภาคกลางกับชุมชนนารํองในเขตกรุงเทพมหานคร”
พบวาํ
๑) กระบวนการจัดทาแผนชุมชนของชุมชนตนแบบในแถบภาคกลางและชุมชนในเขต
กรงุ เทพมหานครมีความคลายคลึงกัน
๒) วิธีการจัดทาแผนชุมชนของชุมชนต นแบบในแถบภาคกลางและชุมชนในเขต
กรุงเทพมหานครมีความแตกตางกันในประเด็นของวิทยากรกระบวนการ ผูที่ก่ียวของในการวางแผน
ชุมชน และขั้นตอนของการติดตามประเมนิ ผล
๓) ปญหาและอุปสรรคของการจัดทาแผนชุมชนประกอบดวยผูเก็บขอมูลขาดความรู
และเทคนคิ ในการเก็บขอมลู ขอมลู ท่เี กบ็ ไดคาดเคล่ือนไมตรงกับความเปนจริง ขาดผูนาทางความคิด ผู
นาทม่ี ีจิตอาสาและผูนาทข่ี าดความรูและวิธีการ ขาดการสนับสนุนงบประมาณและเทคนิค ประชาชน
ขาดความสนใจในการเขารวมประชุมในเวทชี าวบาน ภาครัฐนาเอาวิธีการทาแผนชุมชนแบบเบ็ดเสร็จ
ไปดาเนินการทาแผนใหกับชุมชนตางๆ องคกรปกครองสวนทองถ่ินไมไดนาแผนชุมชนไปบูรณาการ
กับแผนพฒั นาตาบลและประชาชนขาดกระบวนการการเรยี นรูในการจดั ทาแผนชุมชน
๔ ) แ น ว ท า ง ก ร ะ บ ว น ก า ร จั ด ท า แ ผ น ชุ ม ช น ที่ ดี มี ๒ แ น ว ท า ง คื อ เ ริ่ ม
ตนจากกิจกรรม นาไปสูการจัดทาแผน และกระบวนการสรางการเรียนรูนาไปสู กระบวนการจัดทา
แผนชมุ ชน
๕) แนวทางการนาแผนชุมชนไปสูการปฏิบัติประกอบดวย การจัดทาแผนชุมชน
พ่ึงตนเอง ควรใหประชาชนในชุมชนรวมกันทาดวยตนเอง โดยใหหนวยงานราชการที่เก่ียวของใน
ระดับตาบล และองคกรปกครองสวนทองถ่ินทาหนาท่ีเปนผูสนับสนุนองคกรปกครองสวนทองถิ่นควร
ใหความสาคัญกับแผนชุมชนท่ีจัดทาโดยชาวบาน โดยนามาบูรณาการรวมกับแผนพัฒนาตาบลของ
องคกรปกครองสวนทองถิ่น ไมควรนาวิธีการและรูปแบบการพัฒนาที่เบ็ดเสร็จไปครอบงาชาวบ
านหรือสั่งใหทา พ้ืนที่ไหนท่ีมีความพรอมก็สามารถดาเนินการทาได โดยไมควรนารูปแบบและวิธีการ
ของชมุ ชนตนแบบไปทาพรอมกันท่ัวประเทศ ชุมชนใดท่ีมีลักษณะเปนชุมชนเขมแข็งควรใหสนับสนุน
การสรางองคความรู นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหมๆ หรือเทคนิคใหมๆใหกับกิจกรรมของชุมชน เพ่ือ
เปนการเพ่ิมทักษะและศักยภาพใหแกชุมชน ขณะท่ีชุมชนออนแอตองพัฒนากระบวนการคิด สรางก
ระบวนการเรียนรูใหเกิดขึ้น โดยนาเอาวิธีการจัดการความรูมาใช แผนชุมชนควรพัฒนาบนพื้นฐาน
ของวิถีชีวิตของชุมชนน้ันๆและนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกตใช การจัดทาแผนชุมชนไม
ควรยึดตามกรอบเวลาการพัฒนาผูนาเปนส่ิงสาคัญโดยเฉพาะการพัฒนาใหเปนวิทยากรกระบวนการ
๑๙๖
ในการจัดทาแผนชุมชนกอนเก็บขอมูลตองสรางความเขาใจกับประชาชนและการเก็บขอมูลควรมี
เทคนิคในการสอบถาม๙๕
วันเพ็ญ เจริญตระกูลปติ และคณะ ได๎ศึกษาวิจัย “พฤติกรรมการบริโภคพื้นที่เพ่ือกา
รอยอู าศยั แบบ Gated Community ของชนช้ันกลาง-สงู ในกรุงเทพมหานคร: กรณีความเทาเทียมใน
การใชพื้นที่และผลกระทบตอรูปแบบของเมือง”พบวําการเปล่ียนแปลงการใชประโยชนที่ดินเพ่ือ
เกษตรกรรมในกรงุ เทพมหานครลดลง จาก ๔๑๖,๒๓๑ ไรในปพ.ศ.๒๕๒๗ เหลือเพียง ๒๓๑,๑๔๘ ไร
ในปพ.ศ. ๒๕๔๕ ในขณะท่ีมีแนวโนมการเปล่ียนแปลงการใชประโยชนท่ีดินเพ่ืออยูอาศัยเพ่ิมขึ้นจาก
๑๑๓,๑๑๙ ไร ในปพ.ศ. ๒๕๒๗ เพ่ิมเปน ๒๒๘,๙๙๐ ไร ในปพ.ศ. ๒๕๔๕ การใชที่ดินเพ่ือ
เกษตรกรรมลดลงรอยละ ๘.๔๔ ในขณะที่การใชที่ดินเพื่ออยูอาศัยเพิ่มข้ึนรอยละ ๕.๐๔ ซึ่งเปนผ
ลจากการเพ่ิมขึ้นของชนชั้นกลาง-สูงที่มีการบริโภคเชิงพื้นท่ีแบบชุมชนลอมรั้ว ผลการวิจัยยังพบวา
ชุมชนลอมรั้วในระดับปานกลาง-สูงมีจานวนมากขึ้น ระหวางปพ.ศ. ๒๕๓๗ ถึงปพ.ศ. ๒๕๓๙
จานวนบานเด่ียวท่ีพบในชุมชนลอมร้ัวระดับปานกลาง-สูงมีเพียง ๑๕,๐๙๕หนวย คิดเปนพ้ืนที่ที่
เพิ่มขน้ึ ๒.๑๘๘ ตร.กม. และไดเพิม่ ข้นึ อีก ๒๓,๕๗๓ หนวย คดิ เปนพนื้ ที่ ๔.๕๒๐ ตร.กม. ในชวงระหว
างปพ.ศ.๒๕๔๕-ปพ.ศ.๒๕๔๙ จากหลักฐานยังพบวาการเพิ่มขึ้นของจานวนบานเดี่ยวและชุมชนลอม
ร้ัวจะขยายตัวไปตามเสนทางการคมนาคมขนสง เชน ถนนวงแหวนรอบนอกทางดวนซึ่งเปนการบริ
โภคเชงิ พ้นื ทที่ ี่ไมยง่ั ยนื และยงั สงผลตอรูปแบบการขยายตวั ของเมือง
นอกจากนี้สังคมของชมุ ชนลอมร้ัวยังเปนสงั คมแบบเอกเทศและขาดความแนนแฟ
นเน่ืองจากมีกิจกรรมรวมกนั นอยและสิ่งอานวยความสะดวกตางๆ ในชุมชนเปนแบบจดั จางบริษทั ท่นี
าเชื่อถือมาดาเนนิ การแทนท่ีจะเกดิ จากความรวมมอื ของคนในชุมชนกลไกสาคัญท่เี ออ้ื ตอการบรโิ ภค
เชิงพ้ืนทแ่ี บบชุมชนลอมรัว้ ของชนชั้นกลาง-สูงสวนหนึ่งเกดิ จากนโยบายและมาตรการตางๆ เชน การ
ลดอตั ราดอกเบย้ี เงินกกู ารขยายระยะเวลาการผอนชาระ การลดภาษกี ารโอน การขาดการบังคับใช
มาตรการทางดานผงั เมือง การสรางการเช่ือมตอโครงขายถนนบริเวณรอบนอกเมือง การลดราคาคา
ผํานทางพเิ ศษการขาดการบรู ณาการระหวางนโยบายทีเ่ ก่ียวของ เปนตน
นอกจากนี้การบริโภคเชิงพ้ืนท่ีแบบชุมชนลอมร้ัวยังไดรับการกระตุนจากกลุมตางๆ ที่
เกี่ยวของ เชน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพยกลุมสื่อโฆษณาตางๆรวมถึงความชอบ ซ่ึงการอยูอาศัยแบบ
ชุมชนลอมร้ัวเปนสัญลักษณของสถานะทางสังคมของกลุมชนช้ันกรุงเทพมหานครมีแนวโนมที่จะเป
นสังคมของชนชนั้ กลาง-สงู คือ อาศัยอยูในชุมชนลอมร้ัว และมีการเดินทางโดยใชระบบถนนและทาง
๙๕เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม และคณะ, “กระบวนการจัดทาแผนชุมชนพึ่งตนเอง กรณีศึกษา :
เปรียบเทียบชุมชนต๎นแบบในแถบภาคกลางกับชุมชนนารํองในเขตกรุงเทพมหานคร”, รายงานวิจัย, (สานักงาน
คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษาและสานกั งานกองทนุ สนับสนนุ การวิจยั : มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนดุสิต, 2552).
๑๙๗
พเิ ศษมากข้นึ ดังนั้นการเพ่ิมข้ึนของการบริโภคเชิงพื้นท่ีแบบชุมชนลอมร้ัวอาจจะเปนอุปสรรคตอการ
พัฒนากรุงเทพมหานครใหไปสูเมืองท่ีย่ังยืนไดจึงจาเปนตองสรางความรับผิดชอบและความตระหนัก
ในดานความยั่งยืนและความเทาเทียมกันใหเกิดแกผูบริโภค นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย และองคกร
ธรุ กจิ ตางๆ ทีม่ สี วนเก่ียวของ๙๖
ไพศาล เทพวงศ์ศิริรัตน์ ได๎ศึกษาวิจัย “สวนสาธารณะในเมืองกรุงเทพมหานครกับ
ความเป็นมิตรตํอผ๎ูสูงอาย:ุ การศกึ ษาประเด็นของประสิทธิภาพ ความคาดหวัง และความพร๎อมรับมือ
กับสังคมผู๎สูงอายุในอนาคต” พบวํา สวนสาธารณะดังกลาวถูกผานกระบวนการออกแบบ ปรับปรุง
และเปล่ียนแปลงใหเหมาะสมกับการใชงานของผูสูงอายุตามสภาพท่ีเอ้ืออานวยแตยังคงไมถึงระดับ
มาตรฐานทีอ่ งิ มาจากตะวันตก การคนพบดงั กลาวน้ันสวนทางกับการประเมินจากความพอใจของผูใช
ซึ่งใหความพอใจสวนตางๆในระดับคอนขางสูงมาก ความไมสอดคลองที่วาน้ีจุดคาถามในเรื่องขอจา
กัดของการนามาตรฐานจากตางประเทศมาใชกับสังคมไทย คาถามเรื่องส่ิงที่เปนความเฉพาะทาง
วัฒนธรรมของสถานที่ยังคงเปนพื้นที่วางเปดรอใหนักวิจัยไดศึกษาทาความเขาใจ การลดความยึดติด
ในมาตรฐานตางชาติ แลวหันมาเพิ่มความสนใจในการทาความเขาใจอยางถองแทวาผูสูงอายุไทยใช
พ้ืนที่สาธารณะจริงๆอยางไรจะชวยใหนักออกแบบ นักวางผัง และผูวางนโยบาย สามารถสรางสรรค
ส่ิงแวดลอมสาหรับผูสูงอายุไดอยางสอดคลองกับความเปนจริงของวิถีทองถนิ่ และมีความยั่งยนื ๙๗
อลงกรณ์ จฑุ าเกต ได๎ศกึ ษาวิจัย “การมีสํวนรวํ มของชุมชนในการจัดการเรียนรู๎ของ
พพิ ิธภัณฑ์ท๎องถิน่ กรุงเทพมหานคร” พบวํา
๑) ปจั จยั ท่ีสํงเสรมิ การมีสํวนรํวมของชมุ ชนในการจัดการเรียนร๎ูของพิพิธภณั ฑ์ท๎องถนิ่
มี ๑๐ ปัจจยั ไดแ๎ กํ
๑.๑) จุดประสงค์ของการกํอตั้ง
๑.๒) การบริหารจัดการ
๑.๓) ลักษณะชุมชนที่ตั้งอยูํ
๙๖วั น เ พ็ ญ เ จ ริ ญ ต ร ะ กู ล ป ติ แ ล ะ ค ณ ะ , “พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร บ ริ โ ภ ค พื้ น ที่ เ พ่ื อ ก า ร
อยู อาศัยแบบ Gated Community ของชนชั้น กลาง-สูงในกรุงเทพมหานคร: กรณีความ
เทาเทียมในการใชพ้ืนท่ีและผลกระทบตอรูปแบบของเมือง”, รายงานวิจัย, (สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย:
สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบงั , 2553).
๙๗ไพศาล เทพวงศ์ศิริรัตน์, “สวนสาธารณะในเมืองกรุงเทพมหานครกับความเป็นมิตรตํอผู๎สูงอายุ:
การศึกษาประเด็นของประสิทธิภาพ ความคาดหวัง และความพร๎อมรับมือกับสังคมผู๎สูงอายุในอนาคต”, รายงาน
วจิ ัย, (สานกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษาและสานกั งานกองทนุ สนับสนุนการวิจัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร,
2554).
๑๙๘
๑.๔) ตาแหนงํ ทีต่ ้งั
๑.๕) อาคารและสถานที่
๑.๖) การจดั แสดง
๑.๗) การจัดกจิ กรรมการเรยี นร๎ู
๑.๘) บุคลากรและเจ๎าหน๎าท่ี
๑.๙) การประชาสัมพันธ์
๑.๑๐) การใชป๎ ระโยชนแ์ ละการไดร๎ บั ประโยชน์ของพิพธิ ภัณฑ์
๒) สภาพการมีสํวนรํวมของชุมชนในการจัดการเรียนรู๎ของพิพิธภัณฑ์ท๎องถิ่น
กรงุ เทพมหานคร พบวําการมสี วํ นรวํ มของชุมชนมีคํอนข๎างน๎อยในทุกๆ ดา๎ น แม๎จะมีจุดมุํงหมายที่เปิด
โอกาสให๎ชุมชนเข๎ามามีสํวนรํวมแตํคนในท๎องถ่ินสํวนใหญํก็ไมํได๎เข๎ามีสํวนต้ังแตํเริ่มต๎น เพราะขาด
ปัจจัยสํงเสริมการมีสํวนรํวมของชุมชน ทาให๎ชุมชนไมํเข๎าใจและเห็นความสาคัญในการมีสํวนรํวม
จัดการเรียนรู๎ ขาดกระบวนการสํงเสริมการมีสํวนรํวมของชุมชนในการจัดการเรียนร๎ู และขาด
เครือขํายของการมีสํวนรํวมของชุมชนในการจัดการเรียนรู๎ สํงผลให๎พิพิธภัณฑ์ท๎องถ่ิน
กรุงเทพมหานคร ไมสํ ามารถเปน็ แหลํงเรยี นรต๎ู ลอดชีวติ ทีส่ มบูรณ์ได๎
๓) แนวทางการสํงเสริมการมีสํวนรํวมของชุมชนในการจัดการเรียนรู๎ของพิพิธภัณฑ์
ทอ๎ งถน่ิ กรุงเทพมหานคร มี ๔ ข๎อ คอื
๓.๑) การเสรมิ สร๎างปจั จยั ท่ีสํงเสรมิ การมสี วํ นรํวมของชมุ ชนในการจัดการเรยี นรู๎
๓.๒) การเสริมสร๎างความรู๎ความเข๎าใจในการมีสํวนรํวมของชุมชนในการจัดการ
เรยี นร๎ู
๓.๓) การเสริมสร๎างกระบวนการ๙๘
จากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข๎องกับกรุงเทพมหานคร จะพบวําบทบาทและ
ความสาคัญท้ังในฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยและเป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นรูปแบบ
พิเศษท่ีแตกตํางจากพ้ืนที่อ่ืนๆ ของประเทศ มีความเป็นชุมชนเมืองโตเดี่ยว มากกวําการปกครอง
๙๘อลงกรณ์ จุฑาเกต, “การมีสํวนรํวมของชุมชนในการจัดการเรียนร๎ูของพิพิธภัณฑ์ท๎องถิ่น
กรุงเทพมหานคร”, วารสารวิชาการ Veridian E-Journal ฉบับมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะปีที่ 7
ฉบับท่ี 3 เดือนกันยายน – ธนั วาคม 2557: 1113-1124.
๑๙๙
ท๎องถิ่นแบบอ่ืน ๆ เชํน เทศบาล องค์การบริหารสํวนตาบล และองค์การบริหารสํวนจังหวัด ซ่ึงขาด
การมีสํวนรํวมของชุมชนในการบริหารจัดการท๎องถ่ิน คนในท๎องถิ่นสํวนใหญํก็ไมํได๎เข๎ามีสํวนต้ังแตํ
เร่ิมต๎น เพราะขาดปัจจัยสํงเสริมการมีสํวนรํวมของชุมชนทาให๎ชุมชนไมํเข๎าใจและเห็นความสาคัญใน
การมีสํวนรวํ มจัดการเรียนรู๎
๙.๗ สรปุ ทา้ ยบท
กรงุ เทพมหานคร เป็นองค์กรปกครองสํวนทอ๎ งถิน่ รปู แบบพิเศษ โดยมีกฎหมายเฉพาะ
องค์กรคือ พระราชบัญญตั ิระเบยี บบริหารราชการกรงุ เทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ เพ่ือใชเ๎ ป็นแนวทาง
ในการบริหารราชการของ กรุงเทพมหานคร
กรุงเทพมหานครมีลักษณะเป็นเมืองเอกนคร หรือเมืองโตเด่ียว (Primate City)
หมายถึง เมืองท่ีเป็นศูนย์กลางการพัฒนาจนทาให๎มีการเติบโตเหนือเมืองอ่ืนๆ การขยายตัวอยําง
รวดเรว็ และความสาคัญของกรงุ เทพมหานครในฐานะเมอื งหลวงสงํ ผลให๎มีการปรับเปล่ียนรูปแบบการ
บริหารกรงุ เทพมหานครอยตํู ลอดเวลานอกจากน้ีรูปแบบการบริหารกรุงเทพมหานครยังเป็นระบบชั้น
เดียวหมายถึงกรุงเทพมหานครเป็นองค์กรเดียวที่รับผิดชอบดูแลพ้ืนที่กรุงเทพมหานครท้ังหมด
ในขณะที่พ้นื ท่ีจงั หวดั อนื่ ๆ มีระบบการปกครองท๎องถ่ินเป็นสองช้ัน คือ องค์การบริหารสํวนจังหวัดใน
ระดับบน สํวนเทศบาลและองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลในระดับลําง
การบริหารงานมีการแยกอานาจการบริหารออกจากอานาจนิติบัญญัติ โดยทั้งสมาชิก
สภากรุงเทพมหานครและผ๎ูวําราชการกรุงเทพมหานครตํางได๎รับเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชนผ๎ูมี
สิทธ์ิเลือกตั้ง จึงไมํจาเป็นท่ีองค์กรท้ังสองจะต๎องขอรับการไว๎วางใจกันและกัน ผ๎ูวําราชการ
กรุงเทพมหานครสามารถปฏิบัติงานได๎เต็มที่โดยไมํต๎องกังวลกับปัญหาคะแนนเสียงในสภานิติบัญญัติ
แตํประการใดดังนนั้ อานาจการบรหิ ารทีแ่ ท๎จริงอยูํที่ผูว๎ าํ ราชการกรงุ เทพมหานคร ท้ังน้ีเพราะกฎหมาย
ประสงค์จะให๎ฝุายบริหารมีอานาจเข๎มแข็ง ผ๎ูวําราชการกรุงเทพมหานครจึงสามารถจัดต้ังทีมบริหาร
กิจการของกรุงเทพมหานครเองได๎และจะมอบอานาจหน๎าท่ีบางประการให๎แกํรองผู๎วําราชการ
กรุงเทพมหานคร มากน๎อยเทําใดก็ได๎ตามแตํจะพิจารณาเห็นวํามีความเหมาะสม ลักษณะเฉพาะ
ดังกลําวนจ้ี งึ ทาใหก๎ ารบรหิ ารงานของกรุงเทพมหานครเป็นไปอยํางมเี อกภาพ
๒๐๐
เอกสารอา้ งองิ ประจาบท
เขมภัทท์ เย็นเป่ียม และคณะ.“กระบวนการจัดทาแผนชุมชนพึ่งตนเอง กรณีศึกษา : เปรียบเทียบ
ชุมชนตน๎ แบบในแถบภาคกลางกับชุมชนนารํองในเขตกรุงเทพมหานคร”.รายงานวิจัย.
ส านั ก งาน ค ณะกร ร มกา ร การ อุดมศึ กษา แล ะส านั กง าน ก อ งทุน ส นั บส นุ น การ วิจั ย :
มหาวทิ ยาลัยราชภัฎสวนดุสติ , ๒๕๕๒.
จักรกฤษณ์ คนั ธานนท์. “การปฏริ ูปองค์กรปกครองสวํ นท๎องถิ่นในรูปแบบพิเศษของกรุงเทพมหานคร:
ศึกษากรณีการปฏิรูปโครงสร๎างเพ่ือการมีสํวนรํวมของประชาชน”.วิทยานิพนธ์นิติ
ศาสตรมหาบณั ฑติ .คณะนิติศาสตร์: สถาบนั บณั ฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร์,๒๕๕๖
พระราชบญั ญตั ิระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘.
พชั รี สิโรรส และอรทยั กก๏ ผล.การบริหารเมอื ง. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัย
ธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๓.
ไพศาล เทพวงศ์ศิริรัตน์.“สวนสาธารณะในเมืองกรุงเทพมหานครกับความเป็นมิตรตํอผ๎ูสูงอายุ:
การศึกษาประเด็นของประสิทธิภาพ ความคาดหวัง และความพร๎อมรับมือกับสังคม
ผูส๎ ูงอายุในอนาคต”.รายงานวจิ ยั .สานักงานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษาและสานักงาน
กองทนุ สนบั สนนุ การวิจัย: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, ๒๕๕๔.
ราชกจิ จานุเบกษา.เลํม ๕๓ ตอน ๐ ง. ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๙.
ราชกิจจานุเบ.เลํม ๘๙ ตอน ๑๙๐ ก ฉบับพเิ ศษ.๑๓ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๑๕.
ราชกจิ จานเุ บ.เลํม ๙๒ ตอน ๔๒ ก ฉบับพเิ ศษ. ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘.
ราชกจิ จานเุ บ.เลํม ๙๒ ตอน ๔๒ ก ฉบบั พิเศษ. ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘.
วนั เพญ็ เจริญตระกูลปติ และคณะ.“พฤติกรรมการบรโิ ภคพน้ื ท่เี พอื่ การ
อยํูอาศัยแบบ Gated Community ของชนช้นั กลาง-สงู ในกรุงเทพมหานคร: กรณี
ความเทาเทยี มในการใชพ้นื ท่ีและผลกระทบตอรปู แบบของเมอื ง”.รายงานวิจัย.
สานกั งานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหาร
ลาดกระบัง, ๒๕๕๓.
สมคิด เลิศไพฑูรย์.การกระจายอานาจตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย
อานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒.กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓.
สานกั งานเลขาธิการสภาผ๎แู ทนราษฎร.“บันทกึ การประชุมสภาขับเคลอ่ื นการปฏริ ปู ประเทศ ครง้ั ที่
๑๒/๒๕๕๘”.[ออนไลน์]
แหลํงทม่ี า:<http://msbis.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_report
/main_warehouse_dll.php>,๒๔ กันยายน ๒๕๕๙.
สานักวิชาการสานกั งานเลขาธิการสภาผ๎ูแทนราษฎร. “การปฏริ ูปการปกครองท๎องถ่นิ รูปแบบพเิ ศษ:
การปฏิรูปกรุงเทพมหานคร”.[ออนไลน์].
แหลํงที่มา:<http://www.parliament.go.th/library/>, ๒๙ กนั ยายน ๒๕๖๐.
๒๐๑
อลงกรณ์ จุฑาเกต.“การมีสํวนรวํ มของชมุ ชนในการจัดการเรยี นรขู๎ องพพิ ิธภัณฑท์ ๎องถิน่
กรงุ เทพมหานคร”.วารสารวิชาการ Veridian E-Journal ฉบับมนษุ ยศาสตร์
สงั คมศาสตร์ และศลิ ปะปีที่ ๗ ฉบับท่ี ๓ เดือนกนั ยายน – ธันวาคม ๒๕๕๗.
บทที่ ๑๐
เมอื งพทั ยา
บทนา
เมืองพัทยาเป็นระบบการปกครองท๎องถิ่น อยํูในการกากับดูแลโดยรัฐบาล ซ่ึง
กระทรวงมหาดไทยเป็นผู๎รับผิดชอบโดยตรง และรัฐบาลมอบอานาจหน๎าท่ีให๎จังหวัดกากับดูแลแทน
เคยทดลองใช๎การจัดการปกครองแบบผู๎จัดการเมือง (City Manager) เพียงแหํงเดียวมาต้ังแตํปี พ.ศ.
๒๕๒๑ จนถงึ ปจั จบุ ัน (๒๕๔๒) เหมือนกับเมืองในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกา โดยจัดให๎ผ๎ูบริหารมา
จาก “การวําจ๎าง” ซง่ึ อยํบู ริหารหารตอ๎ งเปน็ นักบริหารมืออาชีพ ปลอดจากความเป็นนกั การเมอื ง
เมืองพัทยา เป็นเขตปกครองพิเศษแหํงหนึ่งในเขตจังหวัดชลบุรี มีระดับเทียบเทํา
เทศบาลนคร จัดตัง้ ขน้ึ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นเมือง
ทอํ งเที่ยวทมี่ หี าดทรายและชายทะเลซึ่งมีชอื่ เสียงระดับนานาชาติ อยูํหํางจากกรุงเทพมหานครไปทาง
ตะวันออกเฉียงใต๎ ประมาณ ๑๔๐ กโิ ลเมตร ต้งั อยํบู นฝ่ังทะเลทางทิศตะวันออกของอําวไทย โดยแบํง
สํวนภายในของเมืองเปน็ ๔ สํวนไดแ๎ กํ พัทยาเหนือ พทั ยากลาง พัทยาใต๎ และหาดจอมเทียน
๑๐.๑ พัฒนาการเมอื งพทั ยา
กระทรวงมหาดไทยเห็นวําเมืองพัทยาเปน็ ศนู ย์กลางการทํองเที่ยวซ่ึงมคี วามเจรญิ และมี
ลกั ษณะพิเศษแตกตาํ งจากท๎องถน่ิ อื่นกลาํ วคอื มคี วามเจรญิ ทางดา๎ นวตั ถุอตั ราการถํายเทของประชน
กรอยํใู นระดับสงู ไมแํ นํนอนและมีปญั หาในการบริหารงานแตตํ ํางจากหนํวยการปกครองทอ๎ งถ่ินอน่ื
และเกินกาลงั ทสี่ ขุ าภิบาลนาเกลือจะแก๎ไขปัญหาดังกลําวได๎กระทรวงมหาดไทยจงึ ไดแ๎ ตํงตงั้
คณะกรรมการเพ่ือศึกษาหาข๎อมูลสาหรับการพจิ ารณาจัดตั้งหนํวยการปกครองท๎องถน่ิ รูปพเิ ศษที่
พัทยาโดยมีรองอธบิ ดกี รรมการปกครองในขณะนัน้ เป็นประธานกรรมการและกรรมการประกอบดว๎ ย
ผูแ๎ ทนจากสวํ นราชการทเี่ กยี่ วข๎องเชํนการทอํ งเที่ยวแหํงประเทศไทย สานักงานคณะกรรมการ
ส่งิ แวดลอ๎ มแหํงชาติ สานกั งานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงํ ชาติ สานักผังเมืองกรม
ตารวจเป็นตน๎ คณะกรรมการดงั กลาํ วมหี นา๎ ท่ีศกึ ษาหาข๎อมลู เก่ียวกบั พัทยาเพือ่ ประกอบการพิจารณา
ราํ งกฎหมายจัดตงั้ หนวํ ยการปกครองท๎องถนิ่ รปู พิเศษท่ีพทั ยาคณะกรรมการดงั กลําวได๎ศึกษาสภาพ
ปญั หาและข๎อมลู ทเ่ี กีย่ วข๎องกับเมอื งพัทยารวมท้ังไดป๎ ระชุมราษฎรและเจา๎ หน๎าท่ีท๎องถ่ินเพ่ือรับฟงั
ความคดิ เห็นและเห็นวําตอ๎ งจดั ต้ังการปกครองท๎องถน่ิ ท่ีพัทยาใหมใํ ห๎เหมาะสมกับการแก๎ปญั หาของ
เมืองพทั ยาและมปี ระสทิ ธภิ าพในการบริหารงานโดยนาระบบเทศบาลแบบผจู๎ ดั การระบบนักบรหิ าร
อาชพี มาใช๎
๒๐๔
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารเมืองพัทยา พ.ศ.๒๕๒๑ มาตรา ๗ บัญญัติวําให๎ยุบ
สุขาภิบาลนาเกลือและจัดตั้งเป็นเมืองพัทยาให๎เมืองพัทยามีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการ
บริหารสํวนท๎องถิ่นมีอานาเขตตามแผนที่ท๎ายพระราชบัญญัติน้ีการแก๎ไขเปล่ียนแปลงเขตเมืองพัทยา
ไดต๎ ราเปน็ พระราชกฤษฎกี าตามความในมาตรา ๗ แหํงพระราชบัญญัติดังกลาํ ว จงึ พิจารณาวาํ
๑. ใหย๎ บุ สขุ าภบิ าลนาเกลือซง่ึ เป็นการปกครองท๎องถ่นิ เดิมของพัทยาแล๎วจดั ตง้ั
เมืองพัทยาซึ่งเป็นรูปการปกครองท๎องถน่ิ แบบใหมํแทน
๒. เมืองพทั ยามฐี านะเปน็ นติ ิบคุ คลและเป็นราชการบริหารสํวนทอ๎ งถ่ิน
๓. อาณาเขตของเมืองพทั ยาตามทก่ี าหนดไวใ๎ นแผนที่ท๎ายพระราชบัญญตั ิน้ี เมือง
พัทยาตงั้ อยํใู นเขตท๎องท่ี อาเภอบางละมุง จังหวดั ชลบุรี โดยมอี าณาเขตคลุมพื้นท่ี ๔ ตาบล คือ ตาบล
นาเกลือตาบลหนองปรือบางสํวนของตาบลหนองปลาไหลและบางสวํ นของตาบลห๎วยใหญํ รวมทัง้
ครอบคลุมไปถึงเกาะลา๎ น เกาะครกและเกาะสากดว๎ ย
ในทางการบริหารแล๎ว “เมืองพัทยา” คือ หนํวยการปกครองสํวนท๎องถิ่นรูปแบบพิเศษ
ทจ่ี ัดตัง้ โดยพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการเมอื งพัทยา พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยการยุบเลิกสุขาภิบาล
นาเกลือ ซ่ึงเจตนารมณ์ในการจัดตั้งเมืองพัทยาให๎เป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินรูปแบบพิเศษของ
รัฐบาลสมัยนั้น ก็เพ่ือทดลองนาเอาระบบการจัดการปกครองแบบผู๎จัดการเมือง (City Manager)
หรือท่ีเรียกกันวํา รูปแบบสภา-ผ๎ูจัดการท่ีเทศบาลหลายแหํงในประเทศสหรัฐอเมริกาใช๎อยูํนามา
ทดลองใช๎ในประเทศไทย โดยหากเป็นไปตามระบบของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น จะต๎องมีการ
เลือกต้ังสมาชิกสภาท๎องถิ่น (Local Council) และสํวนท๎องถิ่นจะเป็นผ๎ูจัดหาวําจ๎างผ๎ูที่มีความ
เหมาะสมมาเป็นผู๎จัดการเมือง กลําวคือ สภาเป็นผ๎ูวําจ๎างผ๎ูจัดการซึ่งจะอยํูในวาระท่ีกาหนด เชํน
๒ ปี หรือ ๔ ปี รูปแบบนี้ผ๎ูบริหารมาจากการวําจ๎าง เพื่อให๎ได๎ผ๎ูบริหารมืออาชีพและปลอดจาก
การเมือง๙๙
๙๙สถาบันพระปกเกล๎า,สารานุกรมการปกครองท้องถ่ิน หมวดที่ 3 พัฒนาการและรูปแบบการ
ปกครองทอ้ งถิ่นไทยลาดับท่ี 6 เร่ืองเมืองพัทยาและองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอ่ืนๆ,(นนทบุรี: สถาบัน
พระปกเกล๎า, 2547).
๒๐๕
๑๐.๒ โครงสรา้ งและอานาจหน้าท่เี มอื งพทั ยา
๑๐.๒.๑ โครงสร้างเมืองพัทยา
เปน็ การบรหิ ารราชการสวํ นท๎องถ่นิ รปู แบบพเิ ศษทีจ่ ัดต้งั ตามพระราชบัญญัตริ ะเบียบ
บริหารราชการเมอื งพทั ยา พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งตอํ มาได๎มกี ารยกเลกิ แลว๎ ใช๎พระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ าร
ราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ แทน โครงสรา๎ งการบรหิ าร รายละเอียด สรุปไดด๎ ังน้ี
๑) เมืองพัทยาตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.
๒๕๒๑๑๐๐
๑.๑) โครงสรางการบริหารงานภายใน การจดั โครงสรางการบริหารงานภายใน
ของเมืองพทั ยาตามพระราชบัญญตั ริ ะเบียบบรหิ ารราชการเมืองพทั ยา พ.ศ.๒๕๒๑ แบงออกเปน ๒ ส
วน คอื สภาเมืองพทั ยาและปลดั เมืองพัทยา มรี ายละเอียด ดงั น้ี
๑.๒) สภาเมืองพัทยา ทาหนาท่ีเปนฝายนิติบัญญัติมีสมาชิกจานวน ๑๗ คน
ประกอบดวย สมาชิกท่ีมาจาก ๒ ประเภท ไดแก ประเภทแรก เปนสมาชิกท่ีมาจากการเลือกตั้งของ
ประชาชน จานวน ๙ คน และประเภทท่ีสองเปนผูทรงคุณวุฒิท่ีมาจากการแตงตั้งโดยรัฐมนตรีวาการ
กระทรวงมหาดไทย จานวน ๘ คน โดยสมาชิกทั้งสองประเภทจะอยูในตาแหนงคราวละ ๔ ป ท้ังน้ี
ภายหลังจากการเลือกต้ัง สภาเมืองพัทยาจะเลือกสมาชิกคนหนึ่งขึ้นเพื่อทาหน าท่ีเปนนายกเมือง
พัทยาและเปนประธานสภาเมืองพัทยาในเวลาเดียวกัน โดยนายกเมืองพัทยามีวาระการดารงตาแหน
งคราวละ ๒ ปแตอาจไดรบั เลือกใหมไดโดยสภาเมอื งพัทยามีอานาจหนาที่ ดงั ตอไปน้ี
(๑) วางนโยบายและอนุมตั ิแผน เพือ่ เปนแนวทางในการบริหารกจิ การเมือง
พทั ยา
(๒) พิจารณาและอนุมัติรางขอบัญญัตแิ ตงตั้งบคุ คลซึ่งเปนสมาชกิ หรือมิได
เปนสมาชกิ เปนคณะกรรมการวสิ ามัญเพอ่ื กระทาการพจิ ารณาสอบสวน หรือศึกษาเร่ืองใดๆ อนั อยูใน
อานาจหนาที่ของสภาเมืองพัทยา
แลวรายงานตอสภา หรอื เพื่อใหคาแนะนาแกสภาเมืองพทั ยา หรือปลดั เมอื งพัทยาแลวแตกรณี
๑.๓) ปลัดเมืองพทั ยา ในการบรหิ ารกจิ การของเมืองพัทยามีปลัดเมืองพัทยาเข
ามาทาหนาท่ีดังกลาว ซ่ึงมาจากการวาจางของสภาเมืองพัทยา (และอาจจะมีรองปลัดเมืองพัทยา
จานวนไมเกิน ๒ คน เขามาทาหนาทช่ี วยปลดั เมืองพัทยาดวยก็ได โดยอายุในการจางปลัดเมืองพัทยา
๑๐๐ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองเมืองพัทยา, (กรุงเทพมหานคร: สหายบล็อก, 2534),
หน๎า 65-70.
๒๐๖
มีคราวละ ๔ ป สาหรับผูท่ีจะสามารถไดรับการวาจางใหมาเปนปลัดเมืองพัทยาและรองปลัดเมือง
พัทยาน้ีจะตองเปนผูมีสัญชาติไทยตามกฎหมาย มีอายุไมต่ากวา ๒๕ ปบริบูรณและมีคุณวุฒิไมต่ากวา
ปริญญาตรหี รือเทียบเทาและตองมีคุณสมบตั ิอยางใดอยางหนึง่ ดงั ตอไปน้ี
(๑) ถาเปนขาราชการ หรือพนกั งานสวนทองถนิ่ ตองเคยดารงตาแหนงไม
ตา่ กวาระดับ ๖ หรือเทียบเทาตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือน หรือกฎหมายวาดวย
ระเบียบพนักงานสวนทองถนิ่ แลวแตกรณีมาแลวไมนอยกวา ๓ ป
(๒ )ถาเปนพนักงานในองคกรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ตองเคยดารงตาแหน
งซึ่งมีอัตราเงินเดือนไมต่ากวาระดับ ๖ ตามกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนมาแลวไมน
อยกวา๕ ป
(๓) ถาเปนผูดารงตาแหนงระดับบริหารของหางหุนสวนหรือบรษิ ัทซ่ึงเปนนิ
ตบิ ุคคลท่ีมีพนักงานและลูกจางอยูในความรบั ผิดชอบไมนอยกวา ๑๐๐ คน หรอื มีทนุ ชาระแลวไมน
อยกวาสบิ ลานบาท หรือมเี งินทนุ หมนุ เวยี นอยูในความรบั ผดิ ชอบไมนอยกวาหาสิบลานบาทมาแลวไม
นอยกวา ๕ ป
สาหรับอานาจหนาที่ของปลัดเมืองพัทยาน้ัน ไดแก รางแผนเพื่อเสนอตอสภาเมืองพัทยา
บริหารกิจการตามนโยบายและแผนของสภาเมืองพัทยา รางขอบัญญัติงบประมาณและขอบัญญัติอื่น
เพื่อเสนอตอสภาเมืองพัทยา ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบังคับของกระทรวงมหาดไทย
และขอบัญญัติรวบรวมปญหาในการบริหารราชการเมืองพัทยา พรอมดวยขอเสนอแนะเพ่ือเสนอต
อสภาเมอื งพัทยา รายงานผลการปฏบิ ตั ิงานประจาปของเมืองพัทยาตอสภาเมืองพัทยาและปฏิบัติงาน
อืน่ ๆ ตามทีก่ ฎหมายไดบญั ญตั ไิ ว
๒) โครงสรางเมืองพัทยาตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมือง
พัทยา พ.ศ.๒๕๔๒๑๐๑
พระราชบญั ญัตริ ะเบยี บบรหิ ารราชการเมืองพทั ยา พ.ศ.๒๕๔๒ ไดประกาศใชเมื่อ
วันท่ี ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๒ โดยมีเหตุผลในการประกาศใชพระราชบัญญัติฉบับนี้คือ ตามท่ี
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยกาหนดใหสมาชิกสภาทองถิ่นตองมาจากการเลือกตั้งและคณะผู
บริหารทองถิ่นมาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชนหรือจากความเห็นชอบของสภาท องถ่ินนั้น
การปกครองทองถน่ิ ในรูปแบบเมอื งพัทยาในปจจุบนั ซ่งึ มปี ลดั เมืองพทั ยาทาหนาที่บริหารกิจการเมือง
พัทยาโดยสัญญาจางยังไมสอดคลองและเปนไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญดังกลาว ประกอบกับ
๑๐๑ราชกิจจานเุ บกษา,เลมํ 116 ตอนที่ 120 ก, หนา๎ 21-48.
๒๐๗
สมควรจัดระเบียบการปกครองเมืองพทั ยาเสยี ใหมใหเหมาะสมกับสภาวการณและเพ่ือใหเมืองพัทยามี
ความเปนอิสระในการกาหนดนโยบาย การปกครองการบริหารงาน การเงินและการคลัง สอดคลอง
กับหลักการที่กาหนดไวในรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย
หลกั การสาคัญท่กี าหนดในพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการเมอื งพัทยาพ.ศ.
๒๕๔๒มี ๒ ประการ ไดแก
ประการแรก ยกเลิกระบบผูจัดการเมืองภายใตสัญญาจาง แลวกาหนดใหการ
บรหิ ารเมืองพัทยาประกอบดวยสภาเมืองพัทยาและนายกเมืองพัทยา โดยมีนายกเมืองพัทยาทาหนาท่ี
เปนหัวหนาฝายบริหารเมืองพัทยาซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของราษฎรผู มีสิทธิเลือกตั้งในเขต
เมืองพัทยา มีวาระการดารงตาแหนงคราวละ ๔ ปและจะดารงตาแหนงติดตอกันเกินสองวาระไมได
นายกเมืองพัทยามอี านาจแตงต้ังรองนายกเมืองพัทยาจานวนไมเกินส่ีคนเปนผูชวยบริหาร นอกจากน้ี
ยังกาหนดใหมีปลัดเมืองพัทยาเปนผูบังคับบัญชาพนักงานและลูกจางเมืองพัทยารองจากนายกเมือง
พัทยาและมีอานาจหนาท่ีอนื่ ตามกฎหมายกาหนด หรือตามท่นี ายกเมอื งพทั ยามอบหมาย
ประการท่ีสอง ยกเลิกสมาชิกสภาเมืองพัทยาจานวน ๘ คนที่มาจากการแต
งต้ังของรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย แลวกาหนดใหสภาเมืองพัทยาประกอบดวยสมาชิกเพียง
ประเภทเดียว คือ สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยราษฎรผูมีสิทธิเลือกต้ังในเขตเมืองพัทยาจานวน
๒๔ คน มีวาระการดารงตาแหน งคราวละ ๔ ปสมาชิกเมืองพัทยาจะเลือกสมาชิกด วยกันเอง
เปนประธานสภาเมืองพัทยาคนหน่ึงและรองประธานเมืองพัทยาจานวนสองคนแล วเสนอตอผูวา
ราชการจังหวัดเพ่ือแตงต้ังตาแหนงประธานสภาเมืองพัทยา จึงมิไดเรียกวานายกเมืองพัทยาดังเชนพ
ระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารเมืองพัทยา พ.ศ.๒๕๒๑ ทาใหไมเกิดความสับสนและเขาใจผิดในอานาจ
หนาทีข่ องนายกเมอื งพทั ยาดงั เชนในอดีต
๑๐.๒.๒ อานาจหน้าท่ี
๑) อานาจหน๎าท่ีเมืองพทั ยา
มาตรา ๖๒ ของพระราชบัญญตั ิระเบยี บบรหิ ารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒
ได๎กาหนดอานาจหนา๎ ทขี่ องเมืองพัทยาไว๎ดงั น้ี
(๑) การรักษาความสงบเรยี บร๎อย
(๒) การสํงเสรมิ และรักษาคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ๎ มและทรัพยากรธรรมชาติ
(๓) การคมุ๎ ครองและดูแลรกั ษาทรัพย์สินอนั เป็นสาธารณสมบัติของแผนํ ดิน
๒๐๘
(๔) การวางผังเมืองและการควบคุมการกํอสรา๎ ง
(๕) การจัดการเก่ียวกับท่ีอยํอู าศยั และการปรบั ปรุงแหลํงเส่อื มโทรม
(๖) การจดั การจราจร
(๗) การรักษาความสะอาดและความเปน็ ระเบียบเรียบร๎อยของบา๎ นเมอื ง
(๘) การกาจดั มลู ฝอยและส่ิงปฏกิ ูล และการบาบัดน้าเสยี
(๙) การจดั ใหม๎ นี ้าสะอาดหรือการประปา
(๑๐) การจดั ใหม๎ ีการควบคุมตลาด ทําเทียบเรือ และทจ่ี อดรถ
(๑๑) การควบคุมอนามัยและความปลอดภยั ในรา๎ นจาหนาํ ยอาหาร โรงมหรสพ
และสถานบริการอ่นื
(๑๒) การควบคมุ และสํงเสรมิ กจิ การทอํ งเที่ยว
(๑๓) การบารงุ รักษาศิลปะ จารตี ประเพณี ภมู ปิ ัญญาท๎องถิ่น และวฒั นธรรม
อันดขี องท๎องถ่นิ
(๑๔) อานาจหนา๎ ที่อืน่ ตามท่ีกฎหมายกาหนดให๎เปน็ ของเทศบาลนครหรือของ
เมอื งพัทยา
สํวนประเดน็ เร่อื งการกากบั ดูแลเมืองพทั ยานัน้ ให๎ผว๎ู าํ ราชการจงั หวัดชลบุรีเป็นผ๎ูมี
อานาจหน๎าที่กากับดูแลการปฏิบตั ริ าชการของเมอื งพัทยา โดยมอี านาจสง่ั สอบสวนข๎อเท็จจริงหรอื สั่ง
ใหน๎ ายกเมืองพทั ยาช้แี จงแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกบั การปฏิบัตริ าชการของเมืองพทั ยา
บรรดาเร่ืองทเี่ มืองพัทยาต๎องเสนอไปยงั รัฐมนตรหี รือกระทรวง ทบวง กรม ให๎
นายกเมืองพัทยารายงานใหผ๎ ๎วู ําราชการจังหวัดทราบ โดยผ๎ูวําราชการจงั หวัดจะทาความเห็นเสนอ
รฐั มนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรม แล๎วแตํกรณี เพ่ือประกอบการพิจารณาก็ได๎
ในกรณีที่ผู๎วําราชการจังหวัดเห็นวํานายกเมืองพัทยาปฏิบัติการในทางท่ีอาจนามา
ซึง่ ความเสียหายแกเํ มืองพทั ยา หรือกระทาการฝุาฝืนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข๎อบังคับ หรือข๎อบัญญัติ
และผ๎ูวําราชการจังหวัดได๎ชี้แจง แนะนา หรือตักเตือนแล๎ว แตํนายกเมืองพัทยาไมํปฏิบัติตาม ให๎ผ๎ูวํา
ราชการจังหวัดรายงานให๎รัฐมนตรีทราบเพื่อพิจารณาส่ังการตามที่เห็นสมควร ในกรณีฉุกเฉินหรือ
จาเป็นรีบดํวน ให๎ผ๎ูวําราชการจงั หวดั มอี านาจออกคาสั่งระงับการปฏิบัติราชการของนายกเมืองพัทยา
๒๐๙
ไวต๎ ามท่เี ห็นสมควรได๎นอกจากนเี้ พอื่ ค๎ุมครองประโยชนข์ องประชาชนในเขตเมืองพัทยาหรือประโยชน์
ของประเทศผวู๎ ําราชการจังหวดั ชลบรุ จี ะรายงานเสนอความเห็นตอํ รฐั มนตรวี ําการกระทรวงมหาดไทย
เพอื่ พิจารณาส่ังยบุ สภาเมืองพัทยากไ็ ด๎
๒) อานาจหนา๎ ท่ีของนายกเมืองพัทยา
(๑) กาหนดนโยบายและรับผิดชอบในการบริหารราชการของเมืองพัทยาให๎
เป็นไปตามกฎหมายขอ๎ บญั ญัติและนโยบาย
(๒) ส่ัง อนุญาต และอนมุ ัตเิ กย่ี วกบั ราชการของเมอื งพัทยา
(๓) แตํงต้ังและถอดถอนรองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา
ผ๎ูชวํ ยเลขานุการนายกเมอื งพทั ยา ประธานทปี่ รกึ ษา ที่ปรึกษาหรอื คณะทป่ี รกึ ษา
(๔) วางระเบยี บเพื่อใหง๎ านของเมืองพัทยาเป็นไปด๎วยความเรยี บร๎อย
(๕) ปฏิบัติหน๎าที่อ่ืนตามท่ีคณะรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีหรือผู๎วํา
ราชการจังหวดั มอบหมายหรอื ตามท่กี ฎหมายกาหนดใหเ๎ ปน็ อานาจหนา๎ ทีข่ องนายกเมืองพัทยา
๓) อานาจหน๎าที่ของสภาเมืองพัทยา
สภาเมอื งพัทยา ในฐานะทีเ่ ป็นฝาุ ยนิติบัญญตั ิจงึ มีอานาจหน๎าทเ่ี ชนํ เดียวกบั ฝุายนิติ
บัญญตั ขิ ององค์กรปกครองสวํ นทอ๎ งถิ่นอื่นๆ ไดแ๎ กํ
(๑) เสนอและพจิ ารณาใหค๎ วามเห็นชอบในการตราข๎อบญั ญัติของเมืองพทั ยา
(๒) พิจารณาและให๎ความเห็นชอบในรํางข๎อบัญญัติงบประมาณรํายจําย
ประจาปขี องเมืองพัทยา
(๓) ควบคุมการบริหารงานของฝุายบริหารโดยการต้ังกระท๎ูถามนายกเมือง
พัทยาเก่ียวกับงานในหน๎าท่ีการเสนอญัตติให๎เมืองพัทยาดาเนินการอยํางใดอยํางหนึ่งในงานที่อยํู ใน
อานาจหน๎าท่ีของเมืองพัทยา การเปิดอภิปรายท่ัวไปเพ่ือให๎นายกเมืองพัทยาแถลงข๎อเท็จจริงหรือ
แสดงความคดิ เห็นในปญั หาทีเ่ กี่ยวกับการบรหิ ารราชการเมอื งพัทยา ฯลฯ
(๔) อานาจในการอนมุ ัตขิ ๎อกาหนดของเมอื งพัทยา
(๕) อานาจในการวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกสภาและการตีความ
ขอ๎ บงั คับ
๒๑๐
(๖) รํวมกับฝุายบริหารเมืองพัทยาในการแก๎ไขปัญหาความเดือดร๎อนของ
ประชาชนเมืองพทั ยา
นายกเมืองพัทยา ทาหน๎าท่ีฝุายบริหาร มาจากการเลือกต้ังโดยตรงของ
ประชาชนผ๎ูมีสิทธ์ิเลือกต้ังในเขตเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยามีวาระการดารงตาแหนํงคราวละ ๔ ปี
ในการบริหารกจิ การของเมอื งพทั ยานายกเมืองพัทยาสามารถจัดตั้งทีมบริหารเมืองพัทยาได๎ตามความ
จาเป็นและเหมาะสม เชํน รองนายกเมืองพัทยาไมํเกิน ๔ คน เลขานุการและผ๎ูชํวยเลขานุการนายก
เมืองพทั ยา ประธานทป่ี รึกษา หรอื คณะทป่ี รึกษาของนายกเมืองพัทยาได๎
๑๐.๓ การกากับดูแลเมอื งพัทยา
เมืองพทั ยาเป็นการปกครองท๎องถ่นิ รปู พเิ ศษตามพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการ
เมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๒๑ ตํอมาได๎ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให๎สอดคล๎องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
(๒๕๔๐) และให๎เหมาะสมกับสภาวการณ์ โดยมีลกั ษณะการปกครองเชํนเดียวกับการปกครองท๎องถิ่น
รูปเทศบาล ทั้งน้ีตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ โดย
สาระสาคัญในระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแม๎วําเมืองพัทยามีอิสระในการ
กาหนดนโยบาย การปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง แตํรัฐบาลยังคง
ต๎องกากบั ดแู ลเมืองพทั ยาโดยอาศัยความสัมพนั ธร์ ะหวาํ งรัฐบาลกบั เมืองพัทยาดังน้ี
๑) การออกกฎกระทรวง ระเบยี บ ข๎อบังคบั หรือประกาศตาํ งๆ รัฐบาลโดย
รฐั มนตรีวําการกระทรวงมหาดไทยเปน็ ผ๎มู ีอานาจ เชํน การออกระเบยี บวาํ ดว๎ ยเงินอดุ หนนุ ใหแ๎ กเํ มือง
พทั ยา
๒) การจดั ตงั้ เมอื งพทั ยาจะกระทาโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ สํวนการแกไ๎ ข
เปลีย่ นแปลงเขตเมืองพัทยาและการจดั ตง้ั สหการใหต๎ ราเป็นพระราชกฤษฎีกา
๓) รัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทย มีอานาจยุบสภาเมืองพัทยาในกรณี
ตาแหนํงสมาชกิ วํางลงเกินกง่ึ หน่งึ ของจานวนสมาชิก หรือเพ่ิมค๎ุมครองประโยชน์ของประชาชนในเขต
เมอื งพัทยาหรอื ประโยชนข์ องประเทศเป็นสวํ นรวม
๔) การกาหนดเงินเดือน เงนิ ประจาตาแหนงํ และประโยชน์ตอบแทนอยํางอนื่ ของ
นายกเมืองพัทยา รองนายกเมอื งพทั ยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ผชู๎ ํวยเลขานกุ ารนายกเมือง
พัทยา ประธานที่ปรึกษาหรอื ทีป่ รึกษาต๎องเป็นไปตามที่กาหนดในพระราชกฤษฎกี า
๒๑๑
๕) กระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู๎กาหนดมาตรฐานกลางของเมืองพัทยาในการตรา
ข๎อบัญญัติเก่ียวกับการคลัง การงบประมาณ การเงิน ทรัพย์สิน การจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน
การจา๎ งและการพัสดุและระเบยี บการจาํ ยเงินสะสมและการต้ังงบประมาณรายจาํ ยชดใชเ๎ งนิ สะสม
๖) การดาเนินการของเมืองพัทยาท่ีต๎องได๎รับความเห็นชอบจากกระทรวง
มหาดไทย ได๎แกํ การกาหนดอานาจหน๎าที่ของสานักงานปลัดเมืองพัทยาและสํวนราชการอื่น
หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติหน๎าที่ของพนักงานเจ๎าหน๎าท่ีตามระเบียบที่นายกเมืองพัทยากาหนด
รายไดจ๎ ากการจาหนาํ ยพันธบตั ร (โดยความเหน็ ชอบรํวมกบั กระทรวงการคลัง และตราเป็นข๎อบัญญัติ
แล๎ว) เงินกู๎ และตราเป็นข๎อบัญญัติแล๎วเงินชํวยเหลือจากตํางประเทศ องค์การตํางประเทศหรือ
องค์การระหวํางประเทศในกรณีท่ีเงินชํวยเหลือดังกลําวมีเงื่อนไขหรือข๎อผูกพันใดๆ (โดยความ
เหน็ ชอบรํวมกบั กระทรวงการคลัง)
๗ ) ก า ร ด า เ นิ น ก า ร ข อ ง เ มื อ ง พั ท ย า ท่ี ต๎ อ ง ไ ด๎ รั บ ค ว า ม เ ห็ น ช อ บ จ า ก
กระทรวงมหาดไทยกํอน คือ การมอบให๎บุคคลอื่นหรือเข๎ารํวมกับบุคคลอื่นกระทากิจการที่อยูํใน
อานาจหน๎าท่ีของเมืองพัทยาโดยเรียกเก็บคําธรรมเนียม คําบริการ หรือคําตอบแทนท่ีเก่ียวข๎องกับ
กจิ การนน้ั แทนเมืองพัทยา
นอกจากกากับดแู ลจากรัฐบาลกลางแล๎วยงั มีความสัมพนั ธร์ ะหวาํ งผวู๎ าํ ราชการจังหวดั
กบั เมืองพัทยาในเชงิ ปกครองอกี ดว๎ ย ดังนี้
ความสัมพันธ์ของผู๎วําราชการจังหวัดกับเมืองพัทยาอยูํในรูปท่ีผู๎วําราชการจังหวัดทา
หน๎าท่ีกากับดูแลให๎เมืองพัทยาปฏิบัติงานเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการเมือง
พทั ยา พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยมีอานาจหนา๎ ท่ดี ังตอํ ไปนี้
๑) รํางขอ๎ บัญญัตใิ ดท่สี ภาเมอื งพทั ยามีมติเห็นชอบ ให๎ประธานสภาเมืองพัทยาสํง
ราํ งข๎อบญั ญตั ินัน้ ให๎ผ๎ูวาํ ราชการจงั หวัดพิจารณา
๒) มีอานาจส่ังสอบสวนข๎อเท็จจริงหรือสั่งให๎นายกเมืองพัทยาชี้แจงแสดงความ
คดิ เห็นเกย่ี วกับการปฏบิ ัติราชการของเมอื งพทั ยาได๎
๓) เป็นผู๎ทาความเห็นเสนอรัฐมนตรีหรือกระทรวง ทบวง กรม แล๎วแตํกรณี เพื่อ
ประกอบการพิจารณาในบรรดาเร่ืองที่เมืองพัทยาต๎องเสนอไปยังรัฐมนตรีหรือกระทรวง ทบวง กรม
ซึ่งนายกเมอื งพทั ยาต๎องรายงานให๎ผ๎วู ําราชการจงั หวดั ทราบ
๔) ในกรณฉี ุกเฉินหรอื จาเป็นรีบดํวน ผู๎วําราชการจังหวัดมีอานาจออกคาสั่งระงับ
การปฏิบัติราชการของนายกเมืองพัทยา ในกรณีที่เห็นวํานายกเมืองพัทยาปฏิบัติการในทางท่ีอาจ
๒๑๒
นามาซ่ึงความเสียหายแกํเมืองพัทยา หรือกระทาการฝุาฝืนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข๎อบังคับ หรือ
ขอ๎ บัญญัติ และไดช๎ ้แี จงแนะนาหรอื ตักเตอื นแลว๎ แตนํ ายกเมืองพัทยาไมํปฏบิ ัตติ าม
๕) มีอานาจออกคาสั่งระงับการดาเนินกิจการของเมืองพัทยาในกรณีท่ีกิจการน้ัน
ดาเนินการนอกเขตเมืองพัทยาและกิจการน้ันมีลักษณะท่ีอาจนามาซึ่งความเดือดร๎อนราคาญแกํ
ประชาชนในเขตเมอื งพัทยาหรอื อาจกระทบกระเทอื นตอํ ความสงบเรียบรอ๎ ย หรือความปลอดภัยของ
ประชาชนในเขตเมืองพัทยาหรือองคก์ รปกครองสวํ นท๎องถ่ินอืน่ (ดูมาตรา ๙๗)
๖) เสนอความเห็นตํอรัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทยเพ่ือพิจารณาส่ังยุบสภา
เมืองพัทยา เพื่อค๎ุมครองประโยชน์ของประชาชนในเขตเมืองพัทยาหรือประโยชน์ของประเทศเป็น
สํวนรวม
กลําวสรุปวํา การปกครองท๎องถ่ินรูปแบบพิเศษของเมืองพัทยาจะไมํมีความแตกตําง
มากนักกับการปกครองท๎องถ่ินในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งจะมีความแตกตํางกันของการปกครองก็ได๎มาซึ่งตัว
ผ๎ูบริหารและคณะผู๎บริหาร ที่มาจากการเลือกต้ังโดยตรงจากประชาชนในเขตพื้นท่ีเมืองพัฒนา
นอกจากน้ีชื่อของศาลาวําการเมืองพัทยาก็เป็นอยํางหน่ึงที่มีความเหมือนระหวํางเมืองพัทยากับ
กรุงเทพมหานคร และการวาํ จา๎ งผบ๎ู ริหารมืออาชีพจากภาคเอกชนมาทาหน๎าท่ีในการบริหารก็ได๎ สํวน
ประเด็นอนื่ ๆ ยงั หาความแตกตาํ งไดย๎ ากเพราะพระราชบญั ญตั ทิ ี่เก่ียวกับการปกครองสํวนท๎องถิ่นจะมี
แนวคดิ และระบไุ ว๎คอํ นขา๎ งคลา๎ ยกนั
๑๐.๔ วิเคราะหส์ ภาพปญั หาของเมอื งพัทยา
จากการที่เมืองพัทยาเป็นเมืองที่มีลักษณะพิเศษ โดยเป็นเมืองทํองเที่ยวของประเทศ
ไทย จึงทาให๎ได๎รับความสนใจในการเดินทางไปทํองเที่ยวจากท้ังชาวไทยและชาวตํางประเทศเป็น
จานวนมาก ทาให๎เกิดปัญหาตํางๆ อันสํงผลกระทบตํอวิถีชีวิตของประชาชนในเมืองพัทยา ได๎แกํ
ปัญหาการเติบโตของชุมชนเมืองประชากรแฝง ปัญหาด๎านสิ่งแวดล๎อมเส่ือมโทรม ปัญหาด๎าน
การจราจร ปัญหาด๎านความปลอดภัยของนักทํองเที่ยว ความปลอดภัยทางบกและทางทะเล ฯลฯ
จากปญั หาดังกลําวสามารถวิเคราะห์สภาพปัญหาของเมอื งพัทยา ได๎ดังนี้
๑) การจัดบริการสาธารณะของเมืองพัทยามีข๎อจากัดทางด๎านอานาจหน๎าท่ีที่ไมํ
เพียงพอและสอดคลอ๎ งกับสภาพปญั หา โดยเมืองพัทยาเป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นและมีลักษณะ
รูปแบบพิเศษเชํนเดียวกับกรุงเทพมหานคร แตํมีอานาจหน๎าท่ีเหมือนกับเทศบาลนคร ซึ่งเป็นองค์กร
ปกครองสํวนทอ๎ งถนิ่ แบบทัว่ ไป
๒) มีพระราชบัญญัติจัดต้ังเป็นของตนเองตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
เมอื งพัทยาพ.ศ. ๒๕๔๒ และฉบับแก๎ไขเพิ่มเติม แตํขาดอานาจในการดาเนินการ เน่ืองจากมีกฎหมาย
๒๑๓
เฉพาะที่ให๎อานาจกับสํวนราชการที่เกี่ยวข๎อง ท้ังนี้เพราะสํวนราชการที่เกี่ยวข๎องกับหน๎าที่นั้นๆ อาจ
มิได๎ถํายโอนภารกิจหรือยังมิได๎แก๎กฎหมายเฉพาะเพ่ือให๎เมืองพัทยามีอานาจตามกฎหมาย เชํนการ
ดแู ลพน้ื ท่ชี ายฝงั่ ทะเล รวมถึงสิง่ ปลูกสรา๎ งตาํ งๆ ริมทะเลอาจเป็นอานาจของกรมเจา๎ ทาํ เปน็ ต๎น
๓) เมอื งพทั ยามีอานาจหน๎าที่แตํมิได๎ดาเนินการในเรื่องท่ีเป็นปัญหาอยํางจริงจัง การท่ี
เมืองพัทยามีอานาจหน๎าที่ตามที่กฎหมายบญั ญัติแตทํ วาํ เมืองพัทยามิได๎ดาเนินการตามอานาจหน๎าที่ที่
มีอยูํอยํางจริงจัง เชํนการดูแลรักษาความสะอาดภายในเขตเมือง การจัดระเบียบการจราจร การ
จัดการด๎านส่ิงแวดล๎อม ทงั้ น้ีอาจเปน็ เพราะการจัดลาดบั ความสาคญั ตอํ นโยบายของผ๎ูบริหาร
๔) โครงสร๎างทางการบริหารของเมืองพัทยาในปัจจุบัน ซึ่งกาหนดให๎โครงสร๎างการ
บริหารงานของเมืองพัทยาเป็นการเลือกผ๎ูบริหารหรือนายกเมืองพัทยาโดยตรง การท่ีเมืองพัทยามี
โครงสร๎างการบริหารงานเชํนน้ีจึงทาให๎การทางานของผู๎บริหารยํอมต๎องให๎ความสาคัญกับประชาชน
ซึ่งเป็นฐานเสียงสนับสนุนในพ้ืนท่ีการตัดสินใจในเรื่องใดก็ตามทีอาจเป็นผลดีตํอเมืองพัทยาโดยรวม
แตํหากสํงผลกระทบตํอฐานเสียงท่ีสนับสนุนก็อาจทาให๎ผ๎ูบริหารเมืองพัทยาเลี่ยงท่ีจะดาเนินการใน
เรอ่ื งเหลาํ นั้น
๕) ปัญหาการคลังและงบประมาณของเมืองพัทยา แม๎วําเมืองพัทยาจะมีฐานะเป็น
องคก์ รปกครองสํวนท๎องถ่นิ รปู แบบพเิ ศษก็ตามแตํทัง้ ในดา๎ นโครงสร๎างรายได๎และระบบการจัดสรรเงิน
อุดหนุนของรัฐท่ีให๎แกํเมืองพัทยานั้น ยังคงไมํมีความแตกตํางไปจากองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น
รูปแบบอ่ืน แม๎วําเมืองพัทยาจะสามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณได๎โดยตรงจากรัฐบาล แตํใน
หลายกรณีเงินจัดสรรเหลําน้ันอาจไมํตรงกับความต๎องการของเมืองพัทยา เพราะการจัดสรร
งบประมาณนั้นอาจเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสํวนราชการเองมากกวํา ด๎วยเหตุน้ีจึงสํงผลให๎เมือง
พัทยาไมํสามารถพ่งึ พาตนเองด๎านงบประมาณไดต๎ ามภารกจิ และขอบเขตอานาจหน๎าที่ของเมืองพัทยา
ที่มีอยูํอยํางกว๎างขวาง ทาให๎เมืองพัทยาไมํสามารถใช๎งบประมาณท่ีมีอยูํอยํางจากัดเข๎าไปดาเนินการ
แก๎ไขปัญหาตํางๆ โดยเฉพาะปัญหาที่เป็นผลสืบเน่ืองมาจากการเจริญเติบโตอยํางรวดเร็วของการ
ทํองเที่ยวท่ีเกดิ ขนึ้ ภายในขอบเขตพน้ื ท่ีและความรับผดิ ชอบของเมืองพัทยาไดอ๎ ยํางมปี ระสิทธิภาพ
จากปัญหาดังกลําวข๎างต๎น คณะกรรมาธิการขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศด๎านการ
ปกครองท๎องถิ่นซ่ึงตงั้ ข้ึนตามมตขิ องสภาขับเคลอ่ื นการปฏิรูปประเทศ ครั้งท่ี ๙/๒๕๕๘ เมื่อวันอังคาร
ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘๑๐๒เพื่อศึกษา วิเคราะห์จัดทาแนวทางแผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูปพร๎อม
๑๐๒คณะกรรมาธิการการปกครองท๎องถิ่นสภานิติบัญญัติแหํงชาติ, รายงานผลการพิจารณาศึกษา
เร่ือง ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารของเมืองพัทยาและแนวทางการแก้ไข,(กรุงเทพมหานคร:สานักงาน
เลขาธิการวฒุ สิ ภา, 2558).
๒๑๔
กาหนดเวลาการปฏิรูป และข๎อเสนอแนะเพื่อการขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศด๎านการปกครอง
ท๎องถิ่นให๎สัมฤทธิ์ผล โดยได๎ทาการศึกษา วิเคราะห์สภาพปัญหาท่ีเกิดขึ้น รวมถึงวิธีการปฏิรูป
กาหนดเวลาการปฏิรูป งบประมาณทใี่ ชแ๎ ละหนวํ ยงานท่รี ับผิดชอบในการปฏิรปู ๑๐๓
๑๐.๕ กรณีศกึ ษา งานวจิ ยั เกี่ยวกับเมืองพทั ยา
การศกึ ษางานวจิ ัยทเี่ กีย่ วข๎องกับภาระ อานาจหน๎าท่ี หรือการบริหารงานในด๎านตาํ งๆ
ของเมอื งพัทยาจะทาใหเ๎ ราสามารถมองเหน็ ศักยภาพ และจุดออํ น จุดแขง็ ได๎ โดยสรุปไวด๎ ังนี้
ศิรัฐนันท ไทยานันท ได๎ศึกษาวิจัย “กระบวนการส่ือสารทางการเมืองของนายกเมือง
พัทยา:ศึกษาในหวงเวลาตั้งแต ปพ.ศ.๒๕๒๑ ถึงพ.ศ. ๒๕๕๔” พบวํา นายกเมืองพัทยาทั้ง ๓ ยุค มี
การใชกระบวนการสื่อสารทางการเมืองอยางเปนระบบ เต็มรูปแบบและครบวงจร เพื่อให เกิด
ประสิทธิภาพในการประชาสมั พันธสูงสุดโดยภาพรวมของนายกเมืองพทั ยา มีดังนี้
ในฐานะผูสงสาร (Sender) พบวา ดานบุคลิกภาพ มีการแสดงออกเกี่ยวกับน้าเสียงการ
แต งกายสีหน าท าทางที่เหมาะสมซ่ึงบุคลิกภาพเหล านี้ย อมส งผลดีต อการยอมรับของประชาชนมี
ทัศนคตใิ นการสอ่ื สารทด่ี ี คือ มที ัศนคติทีด่ ีตอตนเองตอขาวสาร หรือเรื่องราวที่จะทาการสื่อสารและมี
ทัศนคติท่ีดีตอประชาชนผูรับขาวสาร มีทักษะในการสื่อสารข้ันพื้นฐานอยางเหมาะสม ไดแกทักษะ
ในดานการฟง การพูด การอาน การเขียนและการคิด หรือการใชเหตุผล มีระดับความรูเพียงพอ
หมายถงึ ความรูเก่ยี วกบั เรือ่ งทจี่ ะสื่อสารและความรูเกี่ยวกับกระบวนการ หรือวิธีการสื่อสาร สามารถ
วิเคราะหและปรับกระบวนการสื่อสารใหเหมาะสมกับสถานการณไดมีความเขาใจในบุคคล ระบบ
สังคม และวัฒนธรรม คือ เปนผูเขาใจในความคดิ ความตองการท่ัวไปของคนพรอมที่จะปรับตนเองให
มกี ารสื่อสาร โดยไมขดั ตอวฒั นธรรมและคานิยมของสังคม
ขาวสาร (Messages) พบวาสารที่สงไปยังประชาชนสวนใหญเปนขาวสารท่ีสะทอน
นโยบายของนายกเมอื งพัทยา เชน สารดานการพัฒนาส่ิงแวดลอมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
การทองเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคมและการพัฒนาการเมือง ส วนขาวสารที่ได
นาเสนอทางส่อื มวลชนนัน้ ไดรบั การออกแบบใหมีคุณภาพดี ถูกตองและชัดเจน๑๐๔
๑๐๓สานักวิชาการสานักงานเลขาธิการสภาผ๎ูแทนราษฎร, “การปฏิรูปการปกครองท๎องถิ่นรูปแบบ
พิเศษ:การปฏริ ูปเมืองพทั ยา”, [ออนไลน์], แหลํงที่มา: < http://www.parliament.go.th/library >, 30 กันยายน
2560.
๑๐๔ศิรัฐนันท ไทยานนั ท,์ “กระบวนการสอ่ื สารทางการเมอื งของนายกเมืองพัทยา: ศกึ ษาในหวงเวลา
ตั้งแต ป พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2554”, ดุษฎีนิพนธปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ส่ือสารการเมือง), (วิทยาลัยส่ือสาร
การเมือง: มหาวิทยาลยั เกรกิ , 2556).
๒๑๕
นาตาซา วศินดิลก ได๎ศึกษาวิจัย “โครงสร๎างอานาจในชุมชนกับการเมืองท๎องถ่ิน :
ศึกษากรณีเมืองพัทยา” พบวํา มีการกระจุกตัวของอานาจในระดับสูงโดยกลุํมการเมืองกลุํมหนึ่งใน
เมืองพัทยา ซึ่งเป็นกลุํมที่สามารถชนะการเลือกต้ังเข๎ามาเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยาสํวนใหญํ โดย
อาศัยการอุปถัมภ์จากกานันผู๎ทรงอิทธิพล และสมาชิกสภาเมืองพัทยาเหลําน้ีเองจะเป็นกลุํมที่มี
อทิ ธิพลตอํ ผลการตัดสนิ ใจในการบริหารกิจการของเมืองพัทยา ซ่ึงเป็นไปในทางเอ้ือประโยชน์ตํอพวก
พ๎องของสมาชิกภายในกลํุม ผลของการศึกษาเร่ืองนี้บํงช้ีถึงแบบแผนทางการเมืองของเมืองไทยวํา
ระบบอุปถัมภ์เป็นปัจจัยสาคัญในความสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคลรวมตลอดถึง ความสัมพันธ์ทาง
การเมอื งท้ังในระดับท๎องถ่ินและระดบั อ่นื ๆ ด๎วย๑๐๕
วนิดา วิชยประเสริฐกุล ได๎ศึกษาวิจัย “ผลกระทบจากการพัฒนาการทํองเที่ยวที่มีตํอ
สภาพแวดล๎อมเมืองพัทยา” พบวํา การพัฒนาการทํองเท่ียวทาให๎เมืองพัทยาเติบโต เกิดการขยายตัว
ของเมืองไปตามแนวชายฝั่งทะเลจากด๎านเหนือลงไปด๎านใต๎ การพัฒนาได๎กํอให๎เกิดประโยชน์ในเชิง
เศรษฐกิจในด๎านรายไดจ๎ ากการทอํ งเทีย่ วเพิม่ สูงข้นึ และสงํ ผลกระทบด๎านบวกตํอสภาพแวดล๎อมเมือง
พัทยา ได๎แกํ การพัฒนาโครงสร๎างพื้นฐาน การพัฒนาที่ดิน การสร๎างงานสร๎างอาชีพและการเพิ่มส่ิง
อานวยความสะดวกด๎านการทํองเท่ียว แตํในขณะเดียวกันการพัฒนาการทํองเท่ียวที่เป็นไปอยําง
รวดเร็ว และขาดการจัดการท่ีเหมาะสม กํอให๎เกิดผลกระทบด๎านลบใน ๓ ลักษณะคือ ๑) ผลกระทบ
ตอํ สภาพแวดลอ๎ มทางกายภาพ โดยมรี ะดับความรุนแรงของผลกระทบมาก ได๎แกํ การขยายตัวของส่ิง
ปลูกสร๎างโดยขาดการควบคุมการขัดแย๎งการใช๎ประโยชน์ที่ดิน ระดับความรุนแรงของผลกระทบปาน
กลาง ได๎แกํ น้าเสียปัญหาขยะ การจราจรคับค่ังและติดขัด ระดับความรุนแรงน๎อย ได๎แกํ การ
พังทลายของชายหาด การขาดแคลนน้าประปา การรุกล้าพ้ืนท่ีสาธารณะ ๒) ผลกระทบตํอ
สภาพแวดล๎อมทางเศรษฐกิจ ปรากฏในระดับความรุนแรงของผลกระทบปานกลาง ได๎แกํ การกว๎าน
ซื้อท่ีดนิ คําครองชีพสูงข้ึน และ ๓) ผลกระทบท่ีมีตํอสภาพแวดล๎อมทางสังคม ระดับความรุนแรงของ
ผลกระทบมาก ได๎แกํ สถิติคดีอาชญากรรมเพ่ิมสูงข้ึน เพื่อเป็นการปูองกัน แก๎ไข และลดผลกระทบ
ด๎านลบจากการพัฒนาการทํองเท่ียวตํอสภาพแวดล๎อมทางกายภาพ เสนอแนะให๎มีการควบคุมการใช๎
ท่ีดิน ท่ีมีความชัดเจนและมีผลในทางปฏิบัติ โดยการกาหนดเขตการใช๎ท่ีดิน โดยแบํงเป็นเขตพัฒนา
และเขตควบคุมการพัฒนา กาหนดมาตรการในการสํงเสริมและสร๎างแรงจูงใจ มาตรการทางภาษีเพื่อ
ควบคุมการใช๎ประโยชน์ที่ดินด๎านโครงสร๎างพ้ืนฐานเสนอให๎มีการเพ่ิมประสิทธิภาพการพัฒนา
โครงสร๎างพื้นฐาน สํวนด๎านเศรษฐกิจและสังคม เสนอให๎ใช๎มาตรการทางภาษีควบคุมการกว๎านซื้อ
๑๐๕นาตาซา วศินดิลก, “โครงสร๎างอานาจในชุมชนกับการเมืองท๎องถิ่น : ศึกษากรณีเมืองพัทยา”,
วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑติ (การปกครอง), (บัณฑิตวิทยาลยั :จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , 2540).
๒๑๖
ท่ีดิน มาตรการทางกฎหมาย เสนอแนะการมีสํวนรํวมของประชาชนและขีดความสามารถในการ
รองรบั การพัฒนาการทอํ งเที่ยว๑๐๖
กติ ตพิ จน์ เพิ่มพนู ไดศ๎ ึกษาวิจัย “การจัดการขยะตดิ เชอ้ื ของเมืองพทั ยา จงั หวัดชลบรุ ี”
พบวํา ปริมาณขยะตดิ เชื้อท่เี กิดขน้ึ ในเมืองพัทยามีประมาณวนั ละ ๒๗๐ กก. โดยขยะติดเชอ้ื สวํ นใหญํ
มแี หลงํ กาเนิดมาจากสถานพยาบาลเอกชน (คลนิ ิก) ๑๕๔.๖ กก.ตอํ วัน รองลงมาเป็นโรงพยาบาล
๑๐๙.๗ กก.ตํอวัน ชนดิ ของขยะติดเชอื้ สวํ นใหญํเปน็ สาลี กอ๏ ส รองลงมาเปน็ ขยะท่วั ไปท่ีปะปนอยํูใน
ถงุ แดง และขยะติดเชือ้ มีคม สถานพยาบาลทุกแหํงไมํ สามารถจดั การขยะตดิ เช้ือได๎ถกู ต๎องตามราํ งกฎ
กระทรวงฯ และเมืองพัทยายังไมํมีการจดั การ ขยะติดเช้ือทไ่ี ดม๎ าตรฐาน โดยเมืองพัทยามเี พยี งรถเกบ็
ขนขยะติดเชอ้ื ทาการเกบ็ ขน ขยะตดิ เชือ้ จากสถานพยาบาลบางแหํง สถานพยาบาลสํวนใหญํจะสํง
ขยะติดเช้ือให๎รถเกบ็ ขยะ ทั่วไป มีเพยี งบางสวํ นที่ทาการกาจดั หรอื สํงไปกาจดั เอง สํวนการกาจัดขยะ
ติดเชอ้ื ของ เมืองพัทยาใชก๎ ารกาจดั โดยการเทกองปะปนกบั ขยะทว่ั ไป
ปญั หาการจัดการขยะติดเชื้อเม่ือเทียบกับราํ งกฎกระทรวงฯ พบวําการเก็บขยะติดเช้ือ
และการเคลื่อนย๎ายและรวบรวมมปี ัญหา ในการจดั การหาอุปกรณ์ เคร่ืองมือ และงบประมาณ สํวน
การกาจดั ขยะติดเชอื้ พบวําสถานพยาบาล และเมืองพทั ยาไมํมวี ธิ ีกาจัดท่ไี ด๎มาตรฐานทางชีวภาพ
และปจั จุบนั ยงั ไมมํ ผี ไ๎ู ดร๎ บั อนุญาตในการเก็บขนขยะติดเชอื้
ข๎อเสนอแนะท่ีได๎จากผลการวิจัยครั้งน้คี อื กระทรวงสาธารณสขุ ควรนารํางกฎกระทรวงฯ
ประกาศใช๎เป็นกฎกระทรวง และเมืองพัทยาต๎องจดั หางบประมาณ อุปกรณใ์ นการจัดการขยะ ตดิ เช้ือ
โดยเฉพาะเตาเผาขยะตดิ เช้อื ๑๐๗
สชุ าติ เซยี่ งฉนิ ไดศ๎ ึกษาวิจัย “การศึกษาวจิ ยั และวิเคราะห์ข๎อมูลเพ่ือพัฒนาเมืองพัทยา
สูํประชาคมอาเซียน” พบวํา เมืองพัทยามีจุดแข็ง และโอกาสในการเป็นแหลํงทํองเท่ียวบันเทิง และ
การลงทนุ การคา๎ ดา๎ นธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ห๎างสรรพสินค๎า
การส่ือสารโทรคมนาคม ธุรกิจโลจิสติกส์ เป็นต๎น ที่สํงผลตํอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค๎า และ
การลงทุนของเมืองพทั ยามาอยํางตํอเนื่องมาต้ังแตํปี พ.ศ.๒๕๕๖ โดยเมืองพัทยามีศักยภาพและความ
พร๎อมสูงมากในการแขํงขันด๎านการค๎า และธุรกิจอุตสาหกรรมการทํองเท่ียวกับประเทศในกลุํม
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและประชาคมโลก ซ่ึงจะมีการจ๎างงานเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงมีความ
๑๐๖วนิดา วิชยประเสริฐกุล, “ผลกระทบจากการพัฒนาการทํองเท่ียวที่มีตํอสภาพแวดล๎อมเมือง
พัทยา”, วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต (การวางผังเมือง), (บัณฑิตวิทยาลัย:จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, 2541).
๑๐๗กิตติพจน์ เพิ่มพูน, “การจัดการขยะติดเชื้อของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี”, วิทยานิพนธ์
วทิ ยาศาสตร์มหาบณั ฑิต (เทคโนโลยีการบรหิ ารสิง่ แวดล้อม), (บณั ฑิตวิทยาลัย:มหาวทิ ยาลัยมหิดล, 2545).
๒๑๗
จาเป็นต๎องเรํงรัดยกระดับคุณภาพ และเพ่ิมขีดความสามารถของแรงงานคนไทยให๎ทันตํอความ
เปล่ียนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันเพื่อให๎มีความร๎ู ความสามารถในการแขํงขันกับแรงงาน
ตํางประเทศทเี่ ข๎ามาทางานในประเทศไทย๑๐๘
จากการทบทวนงานวิจัยท่ีเก่ียวข๎องกับเมืองพัทยา จะพบวํา เมืองพัทยาในฐานะท่ีเป็น
การปกครองในรูปแบบพิเศษ มีการเติบโตของเศรษฐกิจ การขยายตัวของชุมชนเมือง และการ
ทํองเที่ยวของเมืองพัทยาอยํางมีศักยภาพ สํงผลให๎เกิดการบริโภคอุปโภคการใช๎ทรัพยากรธรรมชาติ
และกจิ กรรมบรกิ ารตํางๆ สํงผลกระทบในสภาพแวดล๎อมด๎านตํางๆ จากการทบทวนงานวิจัยยังมีการ
บริหารจดั การของเมอื งพัทยาที่ยงั ไมํครอบคลมุ และยังขาดการมสี ํวนรวํ มจากภาคประชาชน
๑๐.๖ สรุปทา้ ยบท
การบริหารและการปกครองของเมืองพัทยาเป็นรูปแบบพิเศษซึ่งมีความคล๎ายคลึงการ
ปกครองของกรุงเทพมหานครที่ข้ึนตรงตํอรัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทย สํวนเมืองพัทยาน้ัน
นอกจากจะขนึ้ ตํอกระทรวงมหาดไทยแลว๎ ยังจะต๎องถูกกากับดูแลอยํางใกล๎จากผู๎วําราชการจังหวัดชน
บุรีซึ่งจะมีความเหมือนกับการปกครองในรูปของเทศบาลท่ัวไป ซึ่งการยกฐานทางการบริหารจาก
สุขาภิบาลนาเกลือ มาจัดต้ังเป็นเมืองพัทยา เมื่อวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ กลายเป็นการ
ปกครองท๎องถิ่นรูปแบบพิเศษ เมืองพัทยาในปัจจุบันจะเป็นท่ีร๎ูจักของชาวไทยและเป็นท่ีร๎ูจักของ
ชาวตํางชาตทิ ีห่ ลั่งไหลมาสูเํ มืองพัทยาเพราะความสวยงามทางธรรมชาติและเป็นสถานท่ีทํองเที่ยวท่ีมี
ชื่อเสียงระดบั โลกของโลกในสํวนของการบรหิ ารจะไมํมีความแตกตํางจากรูปแบบขององค์กรปกครอง
สํวนท๎องถ่ินอื่นๆ กลําว คือ ผู๎บริหารและคณะมาจากการเลือกต้ังดารงตาแหนํงคราวละ ๔ ปี สํวน
สภาเมืองพัทยาทาหน๎าท่ีในการตรวจสอบฝุายบริหาร จะเห็นได๎เมืองพัทยากับกรุงเทพมหานครจะมี
คล๎ายอยูํมาก
เมอื งพทั ยาเปน็ พ้นื ท่ีหน่ึงของประเทศที่มคี วามเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ รวดเร็วเป็น
อนั ดับตน๎ ๆ ของประเทศ และมีรปู แบบการปกครองพเิ ศษเฉพาะพัทยาในปจจบุ ันไดเปล่ียนจากความ
เปนสังคมชนบทสูสงั คมเมือง การขยายตัวของเมืองและการเปนเมืองไดสงผลกระทบตอประชาชนที่
อาศัยอยูในทองถิน่ ดว๎ ย
๑๐๘สุชาติ เซ่ยี งฉิน, “การศกึ ษาวจิ ยั และวิเคราะห์ข๎อมลู เพื่อพัฒนาเมืองพัทยาสูํประชาคมอาเซียน”,
วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนอื , ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 (เม.ย.-ม.ิ ย.2560): 379-391.
๒๑๘
เอกสารอา้ งองิ ประจาบท
กิตติพจน์ เพิ่มพูน.“การจัดการขยะติดเช้ือของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี”.วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์
มหาบัณฑิต เทคโนโลยีการบริหารส่ิงแวดล้อม.บัณฑิตวิทยาลัย:มหาวิทยาลัยมหิดล,
๒๕๔๕.
คณะกรรมาธิการการปกครองท๎องถิ่นสภานิติบัญญัติแหํงชาติ.รายงานผลการพิจารณาศึกษา เร่ือง
ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารของเมืองพัทยาและแนวทางการแก้ไข .
กรุงเทพมหานคร:สานักงานเลขาธิการวุฒิสภา, ๒๕๕๘.
นาตาซา วศินดิลก.“โครงสร๎างอานาจในชุมชนกับการเมืองท๎องถ่ิน : ศึกษากรณีเมืองพัทยา”.
วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต การปกครอง.บัณฑิตวิทยาลัย:จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๐.
ประทาน คงฤทธิศึกษากร.การปกครองเมอื งพทั ยา.กรุงเทพมหานคร: สหายบลอ็ ก,๒๕๓๔.
ราชกิจจานเุ บกษา.เลมํ ๑๑๖ ตอนท่ี ๑๒๐ ก.หน๎า๒๑-๔๘.
วนิดา วิชยประเสริฐกุล.“ผลกระทบจากการพัฒนาการทํองเที่ยวท่ีมีตํอสภาพแวดล๎อมเมืองพัทยา”.
วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต การวางผังเมือง.บัณฑิตวิทยาลัย:
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๔๑.
ศริ ัฐนนั ท ไทยานันท์.“กระบวนการสือ่ สารทางการเมืองของนายกเมืองพัทยา: ศึกษาในหวงเวลาต้ังแต
ป พ.ศ. ๒๕๒๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๔”.ดุษฎีนิพนธปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สื่อสารการเมือง.
วทิ ยาลยั ส่อื สารการเมอื ง: มหาวทิ ยาลยั เกริก,๒๕๕๖.
สถาบันพระปกเกล๎า.สารานุกรมการปกครองท้องถ่ิน หมวดท่ี ๓ พัฒนาการและรูปแบบการ
ปกครองท้องถ่ินไทยลาดับท่ี ๖ เรื่องเมืองพัทยาและองค์กรปกครองท้องถ่ินรูปแบบ
พเิ ศษอ่นื ๆ. นนทบรุ :ี สถาบนั พระปกเกล๎า, ๒๕๔๗.
สานักวิชาการสานกั งานเลขาธิการสภาผูแ๎ ทนราษฎร.“การปฏิรูปการปกครองท๎องถ่นิ รปู แบบพิเศษ:
การปฏริ ูปเมอื งพัทยา”.[ออนไลน์].แหลงํ ทีม่ า: < http://
www.parliament.go.th/library >, ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐.
สชุ าติ เซยี่ งฉิน.“การศึกษาวิจัยและวิเคราะห์ขอ๎ มลู เพ่ือพฒั นาเมืองพทั ยาสํปู ระชาคมอาเซียน”.
วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. ปีท่ี ๒๗ ฉบับท่ี ๒ เม.ย.-ม.ิ ย.๒๕๖๐.
บทที่ ๑๑
พทุ ธธรรมท่มี ีสว่ นเสรมิ สร้างคุณธรรมและจรยิ ธรรมทางการเมืองการปกครอง
๑๑.๑ บทนา
พุทธธรรม เป็นหลักธรรมคาสอนทางพระพุทธศาสนาที่มีสํวนเสริมสร๎างคุณธรรมและ
จริยธรรมทางการเมืองการปกครอง เป็นการศึกษาแนวคิดเก่ียวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่มี
อิทธิพลตํอวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองของไทยต่ังแตํอดีตจนถึงปัจจุบัน ในอดีตที่ผํานมา
ปัญหาด๎านคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมือง นับเป็นปัญหาหลักประการหนึ่ง ซึ่งทาให๎เกิด
สุญญากาศตํอการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของไทย เพราะคุณธรรมและจริยธรรมทาง
การเมืองเปรียบเหมือนเคร่ืองกรองอยํางดีที่ชํวยคัดสรรบุคลากรหลากหลายที่มีคุณภาพเข๎าสํูวง
การเมือง เม่ือเครื่องกรองมีปัญหา การเมืองการปกครองก็ยํอมมีปัญหาไปด๎วย เชํน เมื่อนักธุรกิจ
สามารถเข๎าสูํการแสดงบทบาทนักการเมืองมากข้ึน ยํอมนาไปสูํการเกิดสภาพปัญหาในลักษณะการ
อาศัยตาแหนํงหน๎าที่ทางการเมือง เพื่อทาธุรกิจของครอบครัวและวงศ์ตระกูล๑๐๙ เนื่องจากการ
บริหารประเทศน้ันต๎องยึดหลักผลประโยชน์สาธารณะ (Public interest) มากกวําผลประโยชน์สํวน
บุคคล (Private interest) เพราะฉะนั้น หากนักการเมืองขาดซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมือง
แล๎ว ก็มักจะกํอปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ๎อนในรูปแบบตําง ๆ เชํน การมิได๎รับความเป็น
ธรรมของกลุํมธุรกิจที่ไมไํ ดอ๎ ยผูํ ํายรัฐบาล การกาหนดนโยบายตาํ ง ๆ อาจเอื้อตอํ กลํุมทุนในรัฐบาลด๎วย
และทาให๎การออกนโยบายตําง ๆ ได๎ประโยชน์กับคนเพียงบางกลุํมเป็นต๎น ดังน้ัน การตระหนักใน
คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง จึงมีความสาคัญตํอการพัฒนาการเมืองของไทยเป็นอยําง
ยิ่ง๑๑๐ ความชอบธรรมในการปกครองเป็นการเสริมสร๎างภาวะผู๎นาทางการเมืองที่ดีให๎มีมากขึ้น อีก
ท้ังยังเป็นการจัดระบบการเลือกสรรผู๎ดารงตาแหนํงทางการเมืองและการบริหารราชการแผํนดินให๎
เป็นไปเปน็ รากฐานสาคัญอยํางหน่ึงของการมีอานาจในการปกครอง โดยฝุายรัฐบาลคิดวํา มีสิทธิที่จะ
ปกครอง และฝุายที่ถกู ปกครองกย็ อมรบั ความชอบธรรมในการเมืองการปกครอง เป็นเรื่องของความ
เชื่อหรอื ความคิดเหน็ เกี่ยวกับการไดม๎ าซึ่งอานาจ การมีอานาจ และการใช๎อานาจในการปกครอง
ดว๎ ยเหตุนี้ พทุ ธธรรม จงึ เป็นหลักธรรมท่ีมคี วามสาคัญย่งิ ตอํ กระบวนการทางการเมืองการ
ปกครองทง้ั ในระดบั ผ๎ปู กครองและผู๎ถูกปกครอง โดยเฉพาะอยํางยิ่งผ๎ูปกครอง ซึ่งถือวําเป็นผู๎มีอานาจ
ใช๎อานาจจาเปน็ จะตอ๎ งเป็นผู๎ท่ีมีความร๎ูความเข๎าใจพุทธธรรมและสามารถนาไปสํูการปฏิบัติได๎ อันจะ
ยังผลตํอผู๎ใต๎ปกครองให๎ได๎รับความเสมอภาคถูกต๎องและเป็นธรรมจากการบริหารหรือการปกครอง
๑๐๙ ทินพันธุ์ นาคะตะ, รัฐศาสตร์ ทฤษฎี แนวความคิดปัญหาสาคัญและแนวทางศึกษาวิเคราะห์
การเมอื ง,(กรุงเทพมหานคร: ห๎างหน๎ุ สํวนจากัด สหายบลอ็ กและการพมิ พ์, ๒๕๔๓), หน๎า ๗๙.
๑๑๐ สภาพัฒนาการเมือง, รายงานประจาปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒,[ออนไลน์], แหลํงท่ีมา:
http://www.pdc.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=292<emid=156( หน๎า
๒๔-๒๕).
๒๒๐
๑๑.๒ ความหมายลักษณะ และความสาคญั ของพทุ ธธรรม
๑๑.๒.๑ ความหมายของพทุ ธธรรม
คาวาํ “พทุ ธธรรม” แยกออกเป็น คาวํา “พุทธะ” กับคาวํา “ธรรมะ” พุทธะ แปลวํา ผ๎ูร๎ู
ผ๎ูต่ืน ผู๎เบิกบาน สํวนคาวํา ธรรมะ แปลวํา สภาพที่ทรงไว๎ซึ่งความดี, สภาพท่ีชํวยไมํให๎ผ๎ูปฏิบัติตกไป
ในทีช่ ั่ว
พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ได๎ให๎ความหมายของคาวํา “พุทธธรรม” ไว๎วํา
ธรรมของพระพุทธเจ๎า, พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ๎า, ธรรมท่ีทาให๎เป็นพระพุทธเจ๎า, ธรรมที่
พระพุทธเจา๎ ทรงแสดงไว๎๑๑๑
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) กลําววํา คาวํา “พุทธธรรม” อาจจะแปลและมี
ความหมายหลายอยําง เชํน แปลวํา ธรรมของพระพุทธเจ๎า, ในกรณีเชํนน้ี หมายถึง คาสั่งสอนของ
พระผ๎ูมีพระภาคเจ๎า ได๎แกํ พระปริยัติธรรมโดยตรง ถ๎าหากจะแปลคาพุทธธรรมวํา ธรรมวิถีแหํงการ
เข๎าถงึ พทุ ธธรรมที่จะทาใหค๎ นเรากลายเปน็ พระพทุ ธเจ๎า แล๎วคาวํา “พุทธธรรม” ยํอมจะหมายถึง การ
ประพฤติปฏิบัติประเภทหนึ่งซ่ึงจะทาบุคคลธรรมดาผู๎ปฏิบัติธรรมน้ัน ๆ ให๎เป็นพระอริยเจ๎าได๎,
เพราะฉะนั้น ในข๎อนี้ พุทธธรรมยํอมหมายถึง พระปฏิบัติธรรมอันเป็นธรรมข๎อที่สอง และคาวําพุทธ
ธรรมนี้ อาจแปลได๎สืบไปวํา ปกติภาพของพระพุทธเจ๎า (ญาณกับศานติ) หรือ แปลอีกอยํางหน่ึงวํา
“สงิ่ ” สิง่ หนึง่ ซ่ึงพระพทุ ธเจ๎าทรงคน๎ พบ...กลําวโดยสรปุ ไดแ๎ กํ สภาพท่ีเป็นความหลุดรอดของชีวิตหรือ
ที่เรยี กวําสุขนริ ันดร์ และโดยเหตุน้ี คาวาํ พทุ ธธรรมตามนัยหลงั นีจ้ งึ ได๎แกํ ปฏเิ วธธรรมโดยตรง๑๑๒
พุทธธรรม คือ คาสอนที่พระพุทธเจ๎าตรัสร๎ู และนามาเผยแผํสั่งสอนบุคคลทั่วไป พุทธ
ธรรมในพระพุทธศาสนามเี ป็นจานวนมาก ครอบคลมุ ตัง้ แตํเร่อื งพ้นื ฐานในการดาเนินชีวิตจนกระทั่งถึง
เรื่องสูงสุดที่เป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ นิพพาน พุทธธรรมทุกเร่ืองล๎วนแตํมีคุณคําตํอชีวิต
และสังคมทั้งส้ิน เชํน ทาให๎เกิดความสุขความเจริญแกํผู๎ปฏิบัติ เกิดความสงบเรียบร๎อยแกํสังคม
ธรรมะซึ่งพระพุทธเจ๎าทรงค๎นพบและนาออกเผยแผํ หรือคาสอนของพระพุทธเจ๎า เก่ียวกับความจริง
ตามธรรมชาติของทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ธรรมะของพระพุทธเจ๎าน้ัน แตํเริ่มสืบทอดกันด๎วยวิธี
ทํองจาแบบปากตํอปาก เรียกวํา “มุขปาฐะ” สมัยตํอมาจึงได๎มีการบันทึกไว๎เป็นลายลักษณ์อักษร
คัมภีรอ์ นื่ ๆ ท่ีแตํงภายหลังเพื่อขยายความอกี ได๎แกํ อรรถกถา ฎกี า อนุฎีกา ตามลาดบั ๑๑๓
๑๑.๒.๒ ลักษณะของพทุ ธธรรม
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตโต) กลําวถึงลักษณะท่ัวไปของพุทธธรรม ดงั นี้๑๑๔
๑๑๑ http://mediacenter.mcu.ac.th/data/caipyo/m5/web/hungtoom/p1.php (๒๑/๔/๒๕๕๔).
๑๑๒ พทุ ธทาสภิกข,ุ วิถแี หง่ การเข้าถึงพุทธธรรม,(กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๙), หน๎า
๑๐.
๑๑๓ ราชบณั ฑิตยสถาน, พจนานุกรมศพั ท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พิมพ์ครั้ง
ท่ี ๓,(กรงุ เทพมหานคร : ราชบณั ฑติ ยสถาน, ๒๕๕๒),หนา๎ ๔๕๔.
๑๑๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), ลกั ษณะพระพทุ ธศาสนา,(พระนคร: สานกั พมิ พธ์ รรมสภา, ๒๕๔๐)
๒๒๑
๑. เป็นสากล หมายถึง เป็นคาสอนที่แสดงถึงหลักธรรมอันเป็นท่ียอมรับโดยทั่วไป
ไดแ๎ กหํ ลกั คาสอนเก่ยี วกบั เมตตา กรุณา ศลี สมาธิ และปญั ญา เป็นต๎น
๒. เป็นหลักธรรมสายกลาง (อริยมรรคมีองค์ ๘)คือ เป็นหลักธรรมท่ีอธิบายถึงการ
ร๎ูจักเลือกทาง ที่ถูกต๎องในการดาเนินชีวิต ไมํสุดโตํงไปด๎านใดด๎านหนึ่ง ทั้งด๎านสนองปรนเปรอตนเอง
ด๎วยกามคุณจนเกินพอดี ซ่ึงถือเป็นการยํอหยํอนเกินไปหรือทาตนเองให๎ลาบากอันเป็นหนทางที่ตึง
เกินไป จนเป็นโทษตํอตนเองไมํยึดติดในสิ่งตํางๆ (อุปาทาน) ซึ่งในด๎านการเมืองการปกครองสามารถ
ประยุกต์ใช๎กับหลักรัฐศาสตร์ที่มักยึดหลักการประนีประนอมหรือการตํอรองผลประโยชน์มาก
จนเกินไปและหลักนิติศาสตร์ที่เน๎นตัวบทกฎหมายจนไมํสามารถปรับใช๎ให๎ถูกสภาวการณ์ตามเป็นจริง
ได๎
๓. มีลักษณะเป็นกรรมวาทะ เน๎นเร่ืองกรรม คือ การกระทาท่ีประกอบด๎วยเจตนา
หรือจงใจทา ท้ังทางกาย วาจาและใจ ถ๎าเป็นการกระทาที่ดี เรียกวํา กรรมดี ถ๎าเป็นการกระทาท่ีชั่ว
เรียกวํา กรรมชั่ว และกรรมวิบาก คือ ผลของกรรมที่ทาไว๎คร้ังกํอนดังคาวํา ทาดีได๎พี ทาช่ัวได๎ผลช่ัว,
เป็นวิริยะวาทะ เน๎นเรื่องความเพียรพยายาม, ความบากบ่ัน, ความเพียรเพ่ือจะละความชั่วประพฤติ
ความด,ี ความพยายามทากิจไมํท๎อถอย (ข๎อ ๕ ในบารมี ๑๐, ข๎อ ๓ ใน โพชณงค์ ๗ และข๎อ ๒ ในอิทธิ
บาท ๔), เปน็ วภิ ัชชวาทะ คือ กลําวจาแนกหรอื แยกแยะคาพูด, จาแนกสภาวการณ์ตามเหตุตามปัจจัย
ตํางๆ วํา มีด๎านที่เป็นคุณและด๎านที่เป็นโทษอยํางไร, มีแงํถูกแงํผิดแงํท่ีดี และแงํไมํดีประการใดบ๎าง
ทาให๎สามารถเข๎าใจเร่ืองน้ันๆ หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หน่ึงอยํางชัดเจน มองเห็นส่ิงทั้งหลายตาม
ความเป็นจรงิ ตามสภาวะของส่งิ น้ันๆ
๔. มีหลักการรวมอยํูในการไมํประมาท (อัปปมาทะ) คือ ความเป็นอยํูอยํางขาดสติ
,ความไมํ เผลอ,ความระมดั ระวังท่ีจะไมทํ าเหตุแหํงความผิดพลาดเสียหายและไมํละเลยโอกาสที่จะทา
เหตแุ หงํ ความดงี ามและความเจริญ, ความมสี ตริ อบคอบ หลกั พทุ ธธรรมทีม่ หี ลักการรวมอยูํในความไมํ
ประมาทนน้ั พงึ กระทาในท่ี ๔ สถาน หรอื ๔ สภาวการณ์ ไดแ๎ กํ
๑) ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสจุ ริต
๒) ในการละวจีทุจรติ ประพฤตวิ จีสจุ รติ
๓) ในการละมโนทุจรติ ประพฤติมโนสจุ รติ
๔) ในการละความเห็นผิด ประกอบความเห็นที่ถกู ต๎อง อกี หมวดหนึ่งวํา
(๑) ระวังใจไมํใหก๎ าหนดั ในอารมณ์ อันเป็นทีต่ ั้งแหํงความกาหนัด
(๒) ระวงั ใจไมํให๎ขดั เคอื งในอารมณ์ อนั เปน็ ที่ต้ังแหํงความขดั เคือง
(๓) ระวงั ใจไมํให๎หลงในอารมณ์ อันเปน็ ที่ตัง้ แหํงความหลง
(๔) ระวังใจไมํให๎มัวเมาในอารมณ์ อนั เป็นทตี่ ้งั แหํงความมัวเมา
๕) เป็นหลักการท่ีวําด๎วยหลักไตรลักษณ์ คือ ลักษณะสาม,อาการที่เป็นเคร่ือง
กาหนดหมายใหร๎ ู๎ถงึ ความจรงิ ของสภาวธรรมท้ังหลายที่เป็นอยาํ งน้ัน ๆ ๓ ประการ ได๎แกํ
(๑) อนิจจตา ความเปน็ ของไมเํ ท่ียง
(๒) ทุกขตา ความเป็นทกุ ขห์ รือความเปน็ ของคงทนอยํูไมํได๎
(๓) อนตั ตตา ความเป็นของไมํใชํตวั ตน
๒๒๒
หรือนิยมพูดกันสั้นๆ วํา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาและแปลงํายๆ วําไมํเที่ยง เป็น
ทกุ ขเ์ ป็นอนตั ตา ลกั ษณะเหลาํ น้ีเป็นของแนนํ อน เปน็ กฎธรรมชาติ มีอยูํตามธรรมดา ลักษณะท้ัง ๓ น้ี
มีแกํสังขตธรรมคือ สังขารเสมอเหมือนกันจึงเรียกวํา “สามัญลักษณะ” พระบาลีในพระไตรปิฎกเดิม
เรียกวํา “ธรรมนิยาม” สํวนคาวํา ไตรลักษณ์ และ สามัญลักษณะ เป็นคาท่ีเกิดขึ้นในยุคอรรถกถา
(คัมภรี ท์ ี่ไขความพระไตรปฎิ ก, คัมภรี ท์ อ่ี ธบิ ายความบาลี ตอนหลงั )
๖. เป็นหลักธรรมที่เป็นกระบวนการ เป็นระบบ เป็นหลักการ เป็นสิ่งที่ควรเลําเรียน
(ปริยัติ) มีหลักการประพฤติ, การกระทาเพ่ือเข๎าถึงความจริงหรือสภาวะน้ันๆ (ปฏิบัติ) จนสามารถ
เข๎าใจถึงผลของการปฏิบัตติ ามความเป็นจริง (ปฏิเวธ)
๗. เป็นหลักธรรมวําด๎วยการบาเพ็ญเพ่ือประโยชน์สํวนตน (อิทธิบาท ๔, ปธาน ๔
ฯลฯ)เพ่ือสํวนรวม (สังคหวัตถุ ๔, ทิศ ๖ ฯลฯ) และประโยชน์หรือเปูาหมายสูงสุดของพุทธธรรม คือ
พระนิพพานอนั เป็นภาวะท่ีไร๎กิเลส, ดับทกุ ข์มีแตคํ วามเย็นและสงบที่แท๎จริง
๑๑.๒.๓ ความสาคัญของพุทธธรรม
พุทธธรรม เป็นหลักคาสอนทางพระพุทธศาสนาที่มีเน้ือหาลํุมลึก หลากหลาย มี
ลักษณะสาคัญตํอบุคคล สังคม ประเทศชาติหรือตํอองค์กรการบริหารตํางๆ เพ่ือให๎การดาเนินการ
ประสบความสาเร็จเกดิ ความเสมอภาคเปน็ ธรรม ดังนนั้ พุทธธรรมจงึ มคี วามสาคัญพอสรุปได๎ ดงั น้ี
๑. ความสาคัญของพุทธธรรมท่ีมีตํอบุคคล เชํน ขันติธรรม (หลักความอดทน) คือ
ความเป็นผู๎ที่มีจิตใจเข๎มแข็ง ไมํท๎อถอยตํออุปสรรคใดๆมํุงม่ันท่ีจะทางานให๎บังเกิดผลดีโดยไมํให๎ผ๎ูอื่น
เดอื นรอ๎ น ความอดทนมี ๔ ลักษณะ คอื
-อดทนตํอความยากลาบาก เจ็บปุวย ได๎รับทุกขเวทนาก็ไมํแสดงอาการจนเกินกวํา
เหตุ
-อดทนตํอการตรากตราทางาน ไมทํ อดทิง้ งาน ฟันฝุาอปุ สรรคจนประสบผลสาเร็จ
-อดทนตอํ ความเจบ็ ใจ ไมํแสดงความโกรธ ไมอํ าฆาตพยาบาท อดทนตํอคาเสียดสี
-อดทนตํอกเิ ลส คอื ไมอํ ยากไดข๎ องผอู๎ น่ื จนเกดิ ทุกข์ ไมํตอบโต๎คนอื่นที่ทาให๎เราโกรธ
และไมํลุํมหลงในสิ่งที่จะพาเราไปพบกับความเสยี หาย
สุจริตธรรม (หลักการไมํทาบาป) คือ การงดเว๎นพฤติกรรมที่ชั่วร๎าย สร๎างความ
เดอื ดร๎อนใหผ๎ ๎ูอน่ื เพราะเปน็ เร่อื งเศรา๎ หมองของจติ ใจ ควรงดเว๎นพฤตกิ รรมชวั่ ร๎าย ๓ ทาง คอื
- ทางกาย เชํน ไมฆํ าํ สตั ว์ ไมํทจุ รติ ไมํลกั ขโมย ไมผํ ดิ ประเวณี
- ทางวาจา เชนํ ไมโํ กหก ไมกํ ลาํ วถว๎ ยคาหยาบคาย ไมใํ สํร๎าย ไมํพูดเพ๎อเจ๎อ
-ทางใจ เชนํ ไมํคดิ เนรคุณ ไมคํ ิดอาฆาต ไมํคิดอยากได๎
๒. ความสาคญั ของพทุ ธธรรมทม่ี ตี ่อสงั คม เช่น
สจั จะธรรม (หลักความซือ่ สัตย)์ การปฏบิ ตั ติ นทางกาย วาจา จิตใจ ท่ีตรงไปตรงมา
ไมํแสดงความคดโกง ไมํหลอกลวง ไมํเอาเปรยี บผอู๎ น่ื ล่นั วาจาวําจะทางานส่ิงใด ก็ต๎องทาให๎สาเร็จเป็น
อยาํ งดีไมกํ ลับกลอก มีความจรงิ ใจตํอทกุ คน จนเป็นทไี่ วว๎ างใจของคนทุกคน
ปริจาคะธรรม (หลักความเสียสละ) การปฏิบัติตนโดยอุทิศกาลังกาย กาลังทรัพย์
กาลังปัญญา เพ่ือชํวยเหลือผู๎อื่นและสังคมด๎วยความตั้งใจจริง มีเจตนาท่ีบริสุทธ์ิ คุณธรรมด๎านนี้เป็น
การสะสมบารมีใหแ๎ กํตนเอง ทาใหม๎ ีคนรกั ใครํไวว๎ างใจ เป็นทย่ี กยํองของสงั คม ผค๎ู นเคารพนับถือ
๒๒๓
ศีลธรรม (หลกั การความมีระเบียบวินัย) คือ การเป็นผู๎รู๎และปฏิบัติตามแบบแผนท่ี
ตนเอง ครอบครัว และสังคมกาหนดไว๎ โดยท่ีจะปฏิเสธไมํรับร๎ูกฎเกณฑ์หรือกติกาตํางๆ ของสังคม
ไมํได๎ คุณธรรมข๎อน้ีต๎องใช๎เวลาปลูกฝังเป็นเวลานาน และต๎องปฏิบัติสม่าเสมอจนกวําจะปฏิบัติเองได๎
และเกิดความเคยชิน การมีระเบยี บวินยั ชํวยให๎สงั คมสงบสุขบา๎ นเมอื งมีความเรียบรอ๎ ย เจรญิ รํงุ เรือง
๓. ความสาคัญของพทุ ธธรรมท่ีมตี อ่ การเมือง เชน่
อิทธบิ าทธรรม (หลกั ความรบั ผดิ ชอบ) คอื การปฏิบัติกิจการงานของตนเอง และท่ี
รับมอบหมายด๎วยความมานะพยายาม อทุ ิศกาลังกาย กาลังใจอยาํ งเต็มความสามารถ ไมํเห็นแกํความ
เหนด็ เหน่อื ยจนงานประสบความสาเร็จตรงตามเวลา บังเกิดผลดีตํอตนเองและสํวนรวม ท้ังนี้ รวมไป
ถึงการรบั ผิดเมอ่ื งานล๎มเหลว พยายามแกไ๎ ขปญั หาและอุปสรรคโดยไมํเกีย่ งงอนผ๎ูอ่ืน
สามัคคธี รรม (หลักความสามัคคี) คือ การท่ีทุกคนมีความพร๎อมกาย พร๎อมใจ และ
พร๎อมความคิด เป็นน๎าหน่ึงใจเดียวกัน มีจุดมํุงหมายท่ีจะปฏิบัติงานให๎ประสบความสาเร็จ โดยไมํมี
การเก่ียงงอนหรือคิดชิงดีชิงเดํนกัน ทุกคนมํุงที่จะให๎สังคมและประเทศชาติเจริญรุํงเรือง มีความรัก
ใครกํ ลมเกลยี วกนั ด๎วยความจรงิ ใจ ความไมเํ ห็นแกํตวั การวางตนเสมอต๎นเสมอปลาย ก็หมายถึงความ
สามัคคดี ๎วย๑๑๕
การศึกษาพุทธธรรม ต๎องศึกษาท้ังปริยัติ คือ ความร๎ูเก่ียวกับพระธรรม-วินัย (พุทธพจน์
ของพระพุทธเจ๎า)และตอ๎ งลงมือปฏบิ ตั เิ พื่อการบรรลุมรรคผลโดยยดึ หลักทางสายกลาง คือ ปฏิบัติตาม
หลกั ไตรสกิ ขาดงั นี้
๑. ปรยิ ัตธิ รรม ไดแ๎ กํ พุทธพจนท์ พ่ี ระพุทธเจ๎าทรงกลําวไว๎ ปริยตั ิ จึงเปน็ ทฤษฎีที่ต๎อง
ศึกษาเลาํ เรยี น
๒. ปฏิบัติธรรม ไดแ๎ กํ การปฏบิ ตั เิ พื่อการบรรลผุ ล ซึ่งตามหลกั พระพุทธศาสนาให๎ยึด
หลกั ทางสายกลาง โดยปฏบิ ตั ติ ามหลักไตรสิกขา
๓. ปฏิเวธธรรม ได๎แกํ ผลที่ได๎รับจากการปฏิบัติ ได๎แกํ ผลประโยชน์ในปัจจุบัน ใน
อนาคตไปจนถึงจุดสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา คือ ขั้นปรมัตถะ หมายถึง การบรรลุธรรมเป็นพระ
อริยะเจ๎าตั้งแตํข้ันโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี (พระพรหม) และพระอรหันต์ สูํมรรคผลนิพพานใน
ท่ีสุดธรรมทงั้ ๓ ประการเปน็ ส่ิงเกือ้ กูลกนั ขาดสง่ิ ใดสิง่ หน่ึงไมํได๎และการปฏิบัติธรรมมีเปูาหมายสูงสุด
คอื พระนพิ พาน๑๑๖
๑๑.๓ ความหมายลกั ษณะและความสาคญั ของคุณธรรมและจรยิ ธรรม
๑๑.๓.๑ ความหมายของคุณธรรมจรยิ ธรรม
คาวํา “คุณธรรม” มาจากคาวํา คุณ+ธรรมะ หมายถึง คุณงามความดีท่ีเป็น
ธรรมชาติ กอํ ให๎เกิดประโยชน์ตํอตนเอง และ สงั คม ซ่งึ รวมสรปุ วาํ คือ สภาพคณุ งาม ความดี คุณธรรม
(Moral) หมายถึง แนวความคดิ ที่ดเี ป็นตวั บงั คบั ใหป๎ ระพฤตดิ ี
๑๑๕ (ออนไลน)์ , แหลํงทม่ี า: http://nucha.chs.ac.th/1.1htm.
๑๑๖ (ออนไลน์), แหลํงท่ีมา: http://www.nrw.ac.th/manit/lalputtatum_.html (วันท่ี ๒๑ เมษายน
๒๕๕๔).
๒๒๔
คุณธรรม คือ จริยธรรมที่แยกเป็นรายละเอียดแตํละประเภท หากประพฤติปฏิบัติ
อยาํ งสมา่ เสมอก็จะเป็นสภาพคุณงามความดีทางความประพฤติและจิตใจของผ๎ูนน้ั
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ได๎ให๎นิยามความหมายของคาวํา
“คุณธรรม” หมายถงึ ธรรมทเ่ี ปน็ คุณ,ความดงี าม,สภาพทเี่ กือ้ กูล
คาวํา”จริยธรรม” มาจากคาวํา จริย+ธรรม หมายถึง ความประพฤติที่เป็นธรรมชาติ
เกิดจากคุณธรรมในตนเอง กํอให๎เกิดความสงบเรียบร๎อยในสังคม รวมสรุปวําคือ ข๎อควรประพฤติ
ปฏิบัติ
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ได๎ให๎นิยามความหมายของคาวํา
“จริยธรรม” หมายถึง ธรรม คือ ความประพฤติ, ธรรม คือ การดาเนินชีวิต, หลักความประพฤติ,
หลักการดาเนินชีวิต, หมายถึง การประพฤติหรือการดาเนินชีวิตอยํางประเสริฐ โดยยึดหลักธรรมข๎อ
มรรคมีองค์ ๘ หรอื ศลี สมาธิ ปญั ญา๑๑๗ ในขณะท่ี
ศ.ดร.จานงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ ได๎ให๎ความหมายของคาวํา จริยธรรม หมายถึง กฎเกณฑ์
หรือแนวทางท่ีพึงปฏิบัติ เพื่อบรรลุคุณงามความดี หรือเพื่อให๎เกิดคุณธรรม กฎเกณฑ์หรือแนวทางที่
พึงปฏิบัติได๎รับการประเมินคําวําเป็นสิ่งดี สามารถนาผู๎ประพฤติปฏิบัติตนให๎บรรลุผลท่ีหวังไว๎ได๎
ขณะเดียวกัน ก็ไมํสร๎างความทุกข์ความเดือดร๎อนแกํบุคคลหรือสุจริตชนทั้งหลาย การปฏิบัติตาม
จริยธรรม ยํอมให๎ผลดแี กํผ๎ูปฏิบตั ิ สังคม และส่ิงแวดลอ๎ ม๑๑๘
ดร.จรวยพร ธรณินทร์ ไดน๎ ยิ ามความหมายของคาวาํ คณุ ธรรมและจริยธรรม รวมถึง
คาทม่ี คี วามหมายใกลเ๎ คยี งกันเชนํ คาวํา จรรยาบรรณและ ศลี ธรรมเป็นต๎น
๑๑.๓.๒ ลักษณะของคุณธรรมและจรยิ ธรรม
คุณธรรมและจริยธรรม มีลักษณะเป็นนามธรรม สามารถสรุปลักษณะสาคัญได๎
ดังตอํ ไปนี้
๑. เป็นเปาู หมายและวธิ กี ารของพฤตกิ รรมทดี่ ขี องมนษุ ย์เพอื่ บรรลุผลท่หี วงั ไว๎
๒. เป็นแบบแผนพฤติกรรมสะท๎อนความนกึ คดิ และจิตสานึกทด่ี ี
๓. เป็นแนวคิดทีเ่ ป็นเหตกุ อํ ใหเ๎ กิดการกระทาดี ไมมํ ํงุ ใหเ๎ กดิ ผลรา๎ ยแกสํ ังคม
๔. เปน็ สภาพท่คี วรปฏบิ ัตเิ พ่อื สรา๎ งผลดแี กํตนเองและผ๎อู น่ื
๕. เปน็ กฎเกณฑห์ รือแนวทางที่พึงปฏบิ ตั ิเพอ่ื บรรลุคณุ ความดี๑๑๙
ดังนั้น ลักษณะของคุณธรรมและจริยธรรม จึงเป็นสภาพคุณงามความดีทั้งที่อยํูภาย
ใจจิตใจและที่ แสดงออก ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ท่ีเป็นนามธรรม เป็นความดีที่ควรประพฤติปฏิบัติ
เพราะจะนาความสขุ ความเจรญิ ความม่นั คงมาสูบํ ุคคล สงั คม
๑๑๗ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งท่ี ๑๑,
(กรงุ เทพมหานคร:โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๔๖),หนา๎ ๒๘, ๓๒.
๑๑๘ จานงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ,ศาสนาชีวิตและสังคม,(กรุงเทพมหานคร:สานักพิมพ์สุขภาพใจ,๒๕๔๗),หน๎า
๔๑.
๑๑๙ ไพฑูรย์ สินลารัตน์, เข้าสู่ตาแหน่งทางวิชาการ เกณฑ์และการเตรียมตัว,(กรุงเทพมหานคร : โรง
พิมพ์แหํงจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย,๒๕๕๓),หน๎า ๗๓.
๒๒๕
๑๑.๓.๓ ความสาคญั ของคุณธรรมและจรยิ ธรรม
คุณธรรมและจรยิ ธรรมมีความสาคญั ตอํ การดาเนินชีวติ ของมนษุ ย์ ซึ่งอาจสรุปได๎ดังนี้
๑. ชํวยให๎ชีวิตดาเนินไปด๎วยความราบร่ืนและสงบสุข เมื่อมีปัญหาอุปสรรค
สามารถก็มีจติ ตงั้ ม่ัน (สมาธิ) ฝาุ ฟนั ปัญหาและอุปสรรคไปได๎
๒. ชํวยให๎คนเรามีสติสัมปชัญญะอยูํตลอดเวลา ไมํเผลอตัว ไมํลืมตัว จะประพฤติ
ปฏิบัติในสิง่ ใดกจ็ ะ ระมดั ระวงั ตวั อยํเู สมอ
๓. ชํวยสร๎างความมรี ะเบียบวนิ ยั ให๎แกํบุคคลในชาติ เชํน เบญจศีล, เบญจธรรม, ทิศ
๖ ซ่ึงเป็นหลักธรรม ท่ีแสดงให๎เห็นถึงระเบียบหรือกฎเกณฑ์การประพฤติตนให๎เหมาะสม สมควรกับ
บทบาทและหน๎าที่ที่ตนไดร๎ บั
๔. ชํวยควบคุมไมํให๎คนชั่วมีจานวนเพิ่มมากขึ้น เพราะการปฏิบัติตนให๎เป็นตัวอยําง
แกํผู๎อ่ืนนับวําเป็นคุณ แกํสังคม เพราะนอกจากจะเป็นตัวอยํางโดยการช้ีนาทางอ๎อมแล๎ว ยังจะออก
ปากแนะนาสั่งสอนโดยตรงไดอ๎ ีกดว๎ ย
๕. ชํวยให๎มนุษย์นาความรู๎และประสบการณ์ ที่รําเรียนมาสร๎างสรรค์สิ่งที่มีคุณคํา
เชํน หลักธรรมวิจยั ซง่ึ เป็นหลักคุณธรรมและจริยธรรมท่ีเน๎นวิเคราะห์ประยุกต์องค์ธรรมให๎เหมาะกับ
สภาวการณแ์ ละกาลสมยั
๖. ชํวยควบคุมการเจริญทางด๎านวัตถุและจิตใจของคนให๎เจริญไปพร๎อมๆกัน เชํน
หลักสนั โดษ พอใจตามที่ได๎ ตามท่ีมแี ละตามกาลัง, หลกั กศุ ลมลู ๓ เป็นตน๎
๗. ชวํ ยสร๎างความมน่ั คงทางจิตใจให๎มนษุ ย์
ความสาคัญของคุณธรรม และจริยธรรมที่กลําวมานี้ ประเด็นที่สาคัญก็คือ สามารถ
ลดปัญหา และขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นแกํบุคคล สังคม และประเทศชาติได๎ เมื่อทุกคนประพฤติปฏิบัติ
ตนดีแล๎ว อุปสรรค ศัตรู ภัยอันตราย ก็จะหมดส้ินไป ผู๎คนมีแตํความรักตํอกัน สังคมมีแตํความสงบ
และประเทศชาติกจ็ ะเจรญิ รํุงเรือง๑๒๐
๑๑.๔ หลักพุทธธรรมคณุ ธรรมและจริยธรรมทางการเมอื งการปกครอง
ความอยดํู ีมสี ุขของประชาชนทกุ หมเํู หลํา เป็นความปรารถนาอันสูงสุดของผ๎ูนารัฐทุกคนท่ี
อาสาตนเองเข๎ามารับใช๎ประชาชน และความปรารถนาเชํนน้ัน จะเป็นจริงได๎ก็ตํอเมื่อผู๎นารัฐดารงตน
อยใํู นจรยิ ธรรมอกี สํวนหนงึ่ คอื
๑) ควรต้ังใจปฏิบัติหน๎าท่ีด๎วยความขยันหมั่นเพียรและซื่อสัตย์สุจริต คิดสร๎างงานให๎
ประชาชนทาเพ่ือให๎สามารถพ่ึงตนเองได๎ หากไมํจาเป็นจริงๆ ก็ไมํควรนาเอาเงินของหลวงไปให๎
ประชาชนกู๎ยืมใช๎จําย เพียงเพราะคิดวํา จะทาให๎ประชาชนมีกาลังในการซ้ือส่ิงของตํางๆ เชํน ซ้ือ
โทรศพั ทม์ ือถอื รถจักรยานยนต์ หรือซื้อรถปิกอัพ เป็นต๎น ที่บริษัทของตนเองและพวกพ๎องเป็นผ๎ูผลิต
ข้นึ เพราะหากคดิ เพียงแคํนี้ ก็มีแตํจะเพ่ิมภาระหนี้สินให๎กับประชาชน ให๎ต๎องยากจนมากขึ้น ในขณะ
ทบี่ รษิ ทั ของตนเองและพวกพ๎องมีแตจํ ะรา่ รวยเพม่ิ มากขึน้
๑๒๐ความสาคัญของคุณธรรม และจรยิ ธรรม(ออนไลน์),แหลงํ ที่มา: (url)http://th-
th.connect.facebook.com/note.php?note_id=232278326853 &id=166509296166(/url) หน๎า (1)(วนั ที่
๒๑ เมษายน ๒๕๖๐)
๒๒๖
๒) ควรชี้นาประชาชนให๎ร๎ูจักอดออมในทรัพย์สิ่งของที่ตนเองทามาหาได๎ ชะลอการ
โฆษณาสินค๎าฟุมเฟือยตํางๆ ซ่ึงไมํจาเป็นตํอการดารงชีวิตเทําไรนัก มิใชํปลํอยให๎มีการโฆษณาสินค๎า
ฟุมเฟือยกนั อยาํ งไมํลมื หูลมื ตา โดยหวงั แตนํ ะใหเ๎ ป็นการกระต๎ุนตํอมความอยากของประชาชน ให๎เกิด
การจบั จาํ ยใชส๎ อย จนไมํคดิ ทจี่ ะอดออมทรพั ย์ที่หามาได๎ไวใ๎ ชใ๎ นยามจาเปน็ บ๎าง
๓) ควรช้ีนาประชาชนให๎รจู๎ กั แยกแยะในการคบค๎าสมาคมวํา บุคคลเชํนใดที่คบค๎าสมาคม
แลว๎ จะมแี ตคํ วามเจรญิ รํงุ เรืองยง่ิ ขึ้น และบุคคลเชํนใดที่คบค๎าสมาคมแล๎ว มีแตํจะทาให๎ตนเองลาบาก
เดือดรอ๎ นจนหาความสงบสุขใดๆ ไมไํ ด๎เลย อยําลืมวํา หากประชาชนสํวนใหญํลาบากเดือดร๎อนจนหา
ความสงบสุขไมํได๎แล๎ว ความทุกข์ความเดือดร๎อนอันเกิดจากการขํมเหง การปล๎นจี้ การขํมขืนกระทา
ชาเรา การโกหกหลอกลวง และการเสพติดสิง่ ใหโ๎ ทษ ก็จะแพรรํ ะบาดไปทั่วประเทศ
๔) ควรชนี้ าประชาชนให๎ร๎จู กั ดารงชวี ติ อยํางเหมาะสมและพอเพียงตํอสิ่งท่ีตนเองทามาหา
ได๎ร๎ูจักซ้ือในส่ิงท่ีควรซ้ือหรือมีความจาเป็นตํอการดารงชีวิต ส่ิงใดไมํควรซื้อก็อยําซ้ือ หากผู๎นารัฐบาล
สามารถดารงตนเป็นแบบอยําง และร๎ูจักหาชํองทางชํวยเหลือและชี้นาแกํประชาชนทุกหมํูเหลําตาม
ครรลองอนั เหมาะสมถูกต๎องและชอบธรรมไดเ๎ ชนํ นี้ กจ็ ะเป็นเหตใุ ห๎ประชาชนทุกหมํูเหลําร๎ูจักทามาหา
กินด๎วยตนเอง ประหยัดอดออม คบคนดีเป็นมิตร ดารงชีวิตได๎เหมาะสมแกํฐานะซึ่งจะเป็นแนวทาง
นาไปสคูํ วามอยํดู ีมีสุขอยาํ งยงั่ ยืนแกปํ ระชาชนทกุ หมูํเหลําตลอดไป๑๒๑
เพ่ือให๎เกิดความเข๎าใน ผู๎เขียนจะเรียบเรียงหัวข๎อการศึกษาออกเป็น ๓ ประการ คือ
ประการแรกหลักพุทธธรรมคุณธรรมและจริยธรรมสาหรับการครองตนเอง ประการที่สอง หลัก
คุณธรรมและจริยธรรมสาหรับการครองคน และประการทีส่ าม หลกั พทุ ธธรรมคุณธรรมและจริยธรรม
สาหรับครองงาน๑๒๒
๑๑.๔.๑ หลักพุทธธรรมคุณธรรมและจรยิ ธรรมสาหรับการครองตนเอง
๑. ทศพธิ ราชธรรม๑๒๓
ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ๎าแผํนดินควรประพฤติ, คุณธรรมของ
ผ๎ูปกครองบ๎านเมือง ธรรมของนักปกครอง,ภาระหน๎าท่ีท่ีผ๎ูนาหรือผ๎ูปกครองบ๎านเมืองพึงประพฤติ
ปฏิบัติ เรยี กวาํ ทศพธิ ราชธรรม ๑๐ ประการ คอื
๑.๑ ทาน ให๎ปันชํวยประชา คือ สละทรัพย์ส่ิงของ บารุงเล้ียง ชํวยเหลือ
ประชาราษฎรแ์ ละบาเพญ็ สาธารณประโยชน์บาเพญ็ ตนเปน็ ผ๎ูให๎ โดยมํงุ ปกครองหรือทางานเพื่อให๎เขา
ได๎ มใิ ชํเพือ่ จะเอาจากเขา เอาใจใสํบริการ จัดสรร ความสงเคราะห์ อนเุ คราะห์ ให๎ประชาราษฎร์ได๎รับ
ประโยชน์สุขความสะดวกปลอดภัย ตลอดจนให๎ความชํวยเหลือแกํผู๎เดือดร๎อนประสบทุกข์และให๎
ความสนับสนุนแกคํ นทาความดี
๑๒๑ แสวง อดุ มศรี, จรยิ ธรรมผูน้ ารฐั ,(กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ทั ประยูรวงศ์พรนิ้ ทต์ ิ้ง,๒๕๔๙),หน๎า ๑-๑๑.
๑๒๒ ปิยวัฒน์ คงทรัพย์, หลักการวิชาหลักธรรมสาหรับการปกครองบ้านเมืองจากคัมภีร์พระไตรปิฎก
,พิมพ์เนอ่ื งในงานพระราชทานเพลงิ ศพพระครูวิบูลวราสยั , (บุรรี มั ย์ : เรวตั การพมิ พ์,๒๕๕๗).
๑๒๓ ขุ.ชา.อสีต.ิ (ไทย) ๒๘/๑๗๕/๑๑๒