The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-07-06 22:25:14

การเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทย

๘๘

ขององค์การบริหารสํวนจังหวัด อาจกลําวโดยสรุปถึงฐานะ อานาจ หน๎าท่ี บทบาทของ
สภาจังหวัดได๎ ดังนี้ ฐานะสภาจังหวัดในขณะนั้นก็ยังมิได๎มีฐานะเป็นหนํวยการปกครองท๎องถ่ินและ
เป็นนติ ิบุคคลท่ีแยกตาํ งหากจากราชการบริหารสํวนภูมิภาค ตามกฎหมายจึงเป็นเพียงองค์กรตัวแทน
ประชาชนรูปแบบหน่ึงที่ทาหน๎าที่ให๎คาปรึกษาแนะนาแกํจังหวัด ซึ่งพระราชบัญญัติวําด๎วยระเบียบ
บริหารแหํงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖กาหนดให๎จังหวัดเป็นหนํวยราชการบริหารสํวนภูมิภาค
โดยอานาจการบริหารงานในจังหวัดอยูํภายใต๎การดาเนินงานของกรมการจังหวัดซึ่งมีข๎าหลวงประจา
จังหวัดเป็นประธาน สภาจังหวัดจึงมีบทบาทเป็นเพียงที่ปรึกษาเก่ียวกับกิจการของจังหวัดแกํคณะ
กรมการจังหวัด แตํกรมการจังหวัดไมํจาเป็นต๎องปฏิบัติตามเสมอไป จนกระท่ังปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได๎มี
การตรวจพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผํนดินกาหนดให๎ผู๎วําราชการจังหวัดเป็นหัวหน๎า
ปกครองบังคับบัญชาข๎าราชการและรับผิดชอบการบริหารราชการในจังหวัดสภาจังห วัดจึงเปลี่ยน
บทบาทจากสภาทีป่ รึกษาของกรมการจังหวัดมาเปน็ สภาที่ปรึกษาของผว๎ู าํ ราชการจังหวัด

ตั้งแตํ พ.ศ. ๒๔๙๘ - ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ การจัดตั้งและการบริหารงานของ
องค์การบริหารสํวนจังหวัดตามพระราชบญั ญัตริ ะเบยี บบริหารราชการสํวนจังหวดั พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยมี
เหตุผลวําสภาจังหวัดตามพระราชบัญญัติสภาจังหวัด พ.ศ. ๒๔๘๑ ได๎กาหนดอานาจหน๎าท่ีให๎สภา
จังหวัดเป็นเพียงท่ีปรึกษาของผ๎ูวําราชการจังหวัด แตํขาดอานาจหน๎าท่ีและกาลังเงินท่ีจะทานุบารุง
ท๎องถ่ินในจังหวัดนั้น จึงได๎ปรับปรุงให๎จังหวัดมีอานาจจัดหารายได๎และดาเนินกิจการเองได๎ทั้งให๎สภา
จังหวัดมีอานาจหน๎าทเี่ พ่มิ ข้ึนดว๎ ย พระราชบัญญตั ิฉบับนี้กาหนดให๎องค์การบริหารสํวนจังหวัดมีฐานะ
เปน็ นิติบุคคล และประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑๘ ได๎กาหนดให๎องค์การบริหารสํวนจังหวัดเป็น
หนวํ ยการปกครองท๎องถน่ิ รูปหน่ึง ดังนน้ั องค์การบริหารสํวนจังหวัดจึงเป็นหนํวยราชการบริหารสํวน
ท๎องถน่ิ ทม่ี ีฐานะเปน็ นติ บิ คุ คล

ระหวํางวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ - ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ นับตั้งแตํวันที่ ๑ ตุลาคม
๒๕๔๐ ได๎มีการประกาศใช๎พระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยได๎มีการ
ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการสํวนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ และที่แก๎ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่
๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๓ รวมท้ังประกาศของคณะปฏิวัติฉบับท่ี ๙๓ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๕ ซ่ึงมี
สาระสาคัญ ดังน้ี สภาองค์การบริหารสํวนจังหวัด ประกอบด๎วยสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวน
จังหวัด สภาองค์การบริหารสํวนจังหวัด ประกอบด๎วยสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัด ซ่ึง
ราษฎรเลือกตัง้ ตามกฎหมายวําด๎วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัด นายกองค์การ
บริหารสวํ นจงั หวดั มาจากการที่สภาองค์การบริหารสํวนจังหวัดเลือกสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวน
จังหวัดคนหนึ่งเป็นนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด และให๎นายกองค์การบริหารสํวนจังหวัดต้ังรอง
นายกองค์การบริหารสํวนจังหวัดจากสมาชิกสภา โดยให๎นายกองค์การบริหารสํวนจังหวัดมีอานาจ
หนา๎ ที่ควบคมุ และรบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารกจิ การขององค์การบริหารสํวนจังหวัดตามกฎหมายและมี

๘๙

รองนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัดเป็นผู๎ชํวยในการส่ังการหรือปฏิบัติการตามที่นายกองค์การ
บริหารสํวนจังหวดั มคี าส่ังมอบหมาย

องค์การบริหารสํวนจังหวัดในปัจจุบัน ต้ังแตํวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ได๎มีการ
ประกาศใชพ๎ ระราชบญั ญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นการเปล่ียนแปลง
โครงสรา๎ งการบริหารงานขององค์การบรหิ ารสวํ นจังหวดั ใหมํจากเดิมทก่ี าหนดใหน๎ ายกองค์การบริหาร
สํวนจังหวัดมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัดเป็นกาหนดให๎นายก
องค์การบรหิ ารสวํ นจงั หวดั มาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชนในจังหวัด รวมทั้งกาหนดอานาจ
หนา๎ ทแี่ ละความสมั พันธ์ระหวํางสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัดและนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด
ให๎มีความเหมาะสม สามารถบริหารตามนโยบายที่แถลงตํอประชาชนได๎อยํางมีประสิทธิภาพและ
สามารถบริหารงานเพื่อประโยชน์แกํประชาชนได๎ดีย่ิงข้ึน สาหรับองค์การบริหารสํวนจังหวัดท่ีใช๎
กฎหมายฉบับน้ีเป็นแหํงแรกคือ องค์การบริหารสํวนจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งครบวาระเม่ือวันท่ี ๖
พฤศจิกายน ๒๕๔๖ และได๎มีการเลือกต้ังนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัดและสมาชิกสภาองค์การ
บริหารสํวนจังหวัดแล๎วเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๖ สํวนองค์การบริหารสํวนจังหวัดอีก ๗๔ แหํง
ครบวาระเมอื่ วันที่ ๔ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๗ และไดเ๎ ลือกตงั้ แลว๎ เมอ่ื วนั ท่ี ๑๔ มนี าคม ๒๕๔๗

จากประวัติและพัฒนาการขององค์การบริหารสํวนจังหวัดตามท่ีได๎กลําวมาท้ังหมด
ขา๎ งตน๎ สามารถแบํงชํวงของพฒั นาการได๎ ดงั น้ี

๑) องค์การบริหารสํวนจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการสํวนจังหวัด
พ.ศ. ๒๔๙๘

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการสํวนจังหวัด พ.ศ. ๒๔๙๘ กาหนดให๎องค์การ
บริหารสํวนจังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และแยกออกจากจังหวัดซ่ึงเป็นราชการบริหารสํวนภูมิภาค
โครงสรา๎ งขององคก์ ารบรหิ ารสวํ นจังหวัด ประกอบด๎วย สภาจังหวัดและผ๎ูวําราชการจังหวัด โดยสภา
จังหวัดมาจากการเลือกตั้งและมาจากการแตํงตั้งของรัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทย และให๎ผู๎วํา
ราชการจังหวัดเป็นหัวหน๎าฝุายบริหาร จะเห็นได๎วําแม๎องค์การบริหารสํวนจังหวัดตามกฎหมายฉบับ
ดังกลําวจะถือเป็นราชการบริหารสํวนท๎องถิ่นแล๎วก็ตาม แตํหัวหน๎าฝุายบริหารก็ยังคงเป็นข๎าราชการ
สํวนภูมภิ าคอยํูดี สาหรบั พ้ืนที่รบั ผิดชอบขององค์การบริหารสํวนจังหวัดในชํวงระยะเวลาดังกลําว คือ
พืน้ ทใ่ี นเขตจังหวัดซึ่งอยูนํ อกเขตเทศบาลและนอกเขตสุขาภบิ าล

๒) องค์การบริหารสํวนจังหวัดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด พ.ศ.
๒๕๔๐

๙๐

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ได๎มีการประกาศใช๎พระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด พ.ศ.
๒๕๔๐ เน่อื งจากเหตผุ ลหลายประการตามทีไ่ ดก๎ ลาํ วไวแ๎ ลว๎ ข๎างตน๎ ไมํวําจะเป็นผลจากการประกาศใช๎
รัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ แรงกดดันจากการรวมตัวกันของสหพันธ์
องค์การบริหารสํวนจังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนผลจากการประกาศใช๎พระราชบัญญัติสภาตาบล
และองค์การบริหารสํวนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗

พ้ืนที่รับผิดชอบขององค์การบริหารสํวนจังหวัดตามกฎหมายฉบับนี้ คือ พ้ืนท่ีในเขต
จังหวัดท้ังจังหวัด โดยองค์การบริหารสํวนจังหวัดมีอานาจหน๎าท่ีในการดาเนินการและจัดทาบริการ
สาธารณะตาํ งๆ ในเขตจงั หวัด และยงั มอี านาจหนา๎ ท่ี ดังตํอไปน้ี

(๑) การจัดทาแผนพัฒนาองค์การบริหารสํวนจังหวัด และประสานการจัดทาแผนพัฒนา
จังหวัด

(๒) สนบั สนุน ประสาน ใหค๎ วามรวํ มมอื และให๎ความชํวยเหลือการปฏิบัติงานของ
ราชการสวํ นทอ๎ งถ่นิ อน่ื ภายในเขตองคก์ ารบริหารสวํ นจงั หวดั

(๓) จัดทากิจการอันเป็นอานาจหน๎าที่ของราชการสํวนท๎องถิ่นอื่นที่อยํูในเขตองค์การ
บริหารสํวนจังหวดั เม่ือกจิ การนนั้ สมควรใหร๎ าชการสํวนท๎องถน่ิ อืน่ รวํ มกันดาเนินการหรือใหอ๎ งคก์ ารบริหาร
สํวนจังหวดั จัดทา

โครงสร๎างขององค์การบรหิ ารสวํ นจงั หวดั ประกอบด๎วย สภาองค์การบรหิ ารสํวนจังหวัด
และนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด โดยสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัดมาจากการเลือกต้ังโดยตรง
ของประชาชนในเขตจังหวัดน้ัน ทาหน๎าท่ีนิติบัญญัติ และนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด ทาหน๎าที่
เป็นหัวหน๎าฝุายบริหารมาจากการเลือกตั้งโดยอ๎อม กลําวคือ มาจากความเห็นชอบของสภาองค์การ
บริหารสวํ นจงั หวดั

๓) องค์การบริหารสํวนจังหวัดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด (ฉบับท่ี ๓)
พ.ศ. ๒๕๔๖

สาระสาคัญของพระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด (ฉบับท่ี ๓)พ.ศ. ๒๕๔๖ ท่ี
แตกตํางจากพระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ คือ ท่ีมาของหัวหน๎าฝุายบริหาร
กลําวคือ โครงสร๎างขององค์การบริหารสํวนจังหวัด ประกอบด๎วย สภาองค์การบริหารสํวนจังหวัดและ
นายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด โดยสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัดมาจากการเลือกต้ังโดยตรงของ
ประชาชนในเขตจังหวัดนั้นทาหน๎าท่ีนิติบัญญัติ และนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด ทาหน๎าที่เป็น
หัวหน๎าฝาุ ยบริหารมาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชนในเขตจังหวัดนนั้

๙๑

๕.๒ โครงสรา้ งองค์การบริหารสว่ นจังหวดั
โครงสรา๎ งองค์การบริหารสวํ นจังหวดั (อบจ.) ตาม พ.ร.บ. องค์การบรหิ ารสวํ นจังหวดั

พ.ศ. ๒๕๔๐ ซ่งึ ถือวําเปน็ กฎหมายองค์การบริหารสํวนจงั หวดั (อบจ.) ฉบบั ลาํ สุดทใ่ี ช๎อยใํู นปัจจุบนั
แบํงออกเป็น ๒ ฝาุ ย ดังนี้คือ

องค์การบริหารส่วนจังหวัด

สภาองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัด นายกองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัด

สมาชกิ สภามาจากการเลือกตงั้ โดยตรงของประชาชน มาจากการเลอื กตง้ั โดยตรงของประชาชน

- สมาชกิ มาจากการเลอื กตัง้ อยา่ งน้อยอาเภอละ ๑ คน นายก อบจ. อาจจะแตง่ ต้งั บุคคลประกอบดว้ ย
แต่งตงั้ รองนายก อบจ. ได้ ๒ - ๔ คน
- อาเภอใดมสี มาชกิ ได้มากกวา่ ๑ คน ใหแ้ บ่งเขตอาเภอ แตง่ ตง้ั เลขานกุ ารและท่ีปรึกษาไดไ้ มเ่ กิน ๕ คน
ใหม้ เี ขตเลอื กตั้งเท่ากบั จานวนสมาชกิ สภาองคก์ าร
บริหารสว่ นจงั หวดั ทจ่ี ะพึงมใี นอาเภอนน้ั

ประธานสภาองค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั ๑ คน

รองประธานสภาองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจังหวดั ๒ คน พนกั งานส่วนจงั หวัด
เลขานุการสภาองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัด ๑ คน
ปลัดองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัด ส่วนงานอ่นื ๆ
เทศบาล

ประชาชนผมู้ ีสทิ ธเิ ลอื กตงั้ ในเขต อบจ. เปน็ ผ้เู ลือกตัง้ ท้งั สมาชกิ สภา อบจ. และนายก อบจ. โดยตรง โดยบตั รเลอื กตัง้ มี ๒
ใบ ใบหนึง่ เลือกนายก อบจ. ได้ ๑ หมายเลข และอกี ใบหนง่ึ เลอื กสมาชิกสภา อบจ. ได้เพียง ๑ หมายเลข

แผนภาพท่ี ๖.๑ โครงสร๎างขององคก์ ารบรหิ ารสํวนจงั หวัด

๕.๒.๑ ฝ่ายนติ ิบัญญัติ
มาจากการเลือกตั้งในท๎องถ่ิน เรียกวํา “สมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัด” จาก

ทกุ อาเภอรวมกันทาหน๎าที่ในสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัด เพ่ือการออกข๎อบัญญัติงบประมาณการ
กาหนดนโยบาย การอนุมัติจัดทาแผนพัฒนาการกากับดูแลการปฏิบัติงานของฝุายบริหารให๎เป็นไป
ตามมติของสภา สาหรบั จานวนสมาชิกสภา องคก์ ารบริหารสวํ นจังหวดั จะมีได๎มากน๎อยเพียงใดขึ้นอยูํ
กับจานวนประชากร ตามทะเบียนราษฎร์ปี สุดท๎ายท่ีมีการเลือกต้ัง คือ ในจังหวัดที่มีราษฎรไมํเกินห๎า
แสนคน มไี ด๎ ๒๔ คน มีราษฎรต้งั แตํหา๎ แสนคนไมํเกนิ หน่งึ ล๎านคน มีได๎ ๓ คน มีราษฎรต้ังแตํหนึ่งล๎าน
คนไมํเกินหนึ่งล๎านห๎าแสนคน มีได๎ ๓๖คนมีราษฎรตั้งแตํหนึ่งล๎านห๎าแสนคนไมํเกินสองล๎านคน มีได๎

๙๒

๔๒ คน และมีราษฎรต้ังแตํสองล๎านคนขึ้นไป มีได๎ ๔๘ คน ซึ่งกาหนดไว๎ในพระราชบัญญัติองค์การ
บรหิ ารสํวนจังหวดั พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๙ โดยจะอยูใํ นวาระคราวละ ๔ ปี

๕.๒.๒ ฝา่ ยบรหิ าร

นายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด ปัจจุบันมาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชน
ตาม พ.ร.บ. วําด๎วยองค์การบริหารสํวนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๖ (เดิมมาจากการเลือกตั้งสมาชิกสภา
องคก์ ารบริหารสวํ นจังหวัดดว๎ ยกนั ) และให๎นายกองค์การบรหิ ารสํวนจงั หวัดแตํงตั้ง รองนายกองค์การ
บริหารสํวนจังหวัด ข้ึนเป็นคณะผู๎บริหารสาหรับจานวนที่จะแตํงตั้งได๎นั้นให๎ถือจานวนสมาชิกสภา
องคก์ ารบริหารสวํ นจังหวัดเป็นเกณฑ์ คือ จังหวัดใดท่ีมีสมาชิกยี่สิบสี่คนหรือ สามสิบคน แตํงต้ังได๎ ๒
คนจงั หวัดใดทีม่ สี มาชิกสามสบิ หกคนหรือสี่สิบสองคน แตํงตั้งได๎ ๓ คน และจังหวัดใดที่มีสมาชิกส่ีสิบ
แปดคน แตํงต้ังได๎ ๔ คนตามลาดับ ซ่ึงได๎กาหนดไว๎ตาม พระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด
พ.ศ. ๒๕๔ มาตรา ๓๕ ทั้งนี้ มีหน๎าที่ในการบริหารงานตามภารกิจหน๎าที่ขององค์การบริหารสํวน
จังหวัด ภายใต๎การกากับดูแลของรัฐบาล เพ่ือความม่ันคงความสงบเรียบร๎อย และประโยชน์ของ
ประชาชนโดยสวํ นรวม

๑) สภาองคก์ ารบริหารสวํ นจังหวัด

ในจังหวัดหนึ่งให๎มีสภาจังหวัดอันประกอบด๎วยสมาชิกซึ่งราษฎรแตํละจังหวัดตาม
หลักฐานทะเบียนราษฎรทป่ี ระกาศในปีสุดท๎ายกํอนปที ่ีมกี ารเลือกตั้ง ดงั นี้

(๑) จงั หวดั ใดมีราษฎรไมํเกนิ ๕๐๐,๐๐๐ คน มีสมาชกิ สภาจังหวดั ได๎ ๒๔ คน

(๒) จงั หวดั ใดมีราษฎรเกินกวํา ๕๐๐,๐๐๐ คน แตํไมํเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน มี
สมาชิกได๎ ๓๐ คน

(๓) จังหวัดใดมรี าษฎรเกินกวํา ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แตํไมํเกิน ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน
มสี มาชิกได๎ ๓๖ คน

(๔) จังหวดั ใดมรี าษฎรเกินกวํา ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน แตํไมํเกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน
มีสมาชิกได๎ ๔๒ คน

(๕) จงั หวัดใดมีราษฎรเกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนขนึ้ ไป มีสมาชกิ ได๎ ๔๘ คน

สมาชิกสภาจังหวัดอยูํในตาแหนํงได๎คราวละ ๔ ปี ให๎มีสภาจังหวัดเลือกตั้งสมาชิก
สภาเป็นประธานสภา ๑ คน และเป็นรองประธานสภา ๒ คน

๒) นายกองคก์ ารบรหิ ารสวํ นจังหวัด

๙๓

สภาองค์การบริหารสํวนจังหวัดเลือกสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนจังหวัดเป็น
นายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด และนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด (อบจ.) มีอานาจแตํงตั้งรอง
นายกองค์การบริหารสํวนจังหวัด (อบจ.) ตามกฎหมายกาหนด สาหรับรองนายกองค์การบริหารสํวน
จงั หวัดใหม๎ าจากสมาชิกสภาองคก์ ารบริหารสวํ นจังหวดั ดงั นี้

(๑) ในกรณมี สี มาชิก ๔๘ คน ใหม๎ ีรองนายกองค์การบริหารสวํ นจังหวดั ได๎ ๔ คน

(๒) ในกรณมี สี มาชกิ ๓๖-๔๒ คน ให๎มีรองนายกองค์การบริหารสํวนจงั หวดั ได๎ ๓ คน

(๓) ในกรณีมสี มาชิก ๒๔-๓๐ คน ใหม๎ ีรองนายกองค์การบรหิ ารสํวนจังหวดั ได๎ ๒ คน

๓) ขา๎ ราชการสวํ นจงั หวัด

สาหรับเจ๎าหน๎าท่ีอ่ืนขององค์การบริหารสํวนจังหวัดนั้นได๎แกํ ข๎าราชการสํวน
จังหวัด ซึ่งรับเงนิ เดอื นจากงบประมาณขององคก์ ารบรหิ ารสํวนจังหวัด

ข๎าราชการสํวนจังหวัดมีนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัดเป็นผู๎ปกครองบังคับ
บัญชาและมีรองนายกองค์การบริหารสํวนจังหวัดกับปลัดองค์การบริหารสํวนจังหวัดเป็นผู๎ปกครอง
บังคบั บัญชารองจากนายกองคก์ ารบริหารสํวนจังหวัด

การบริหารงานจะแบํงออกเป็นสํวนตํางๆ ได๎แกํ สํวนอานวยการดูแลกิจการท่ัวไป
ขององค์การบรหิ ารสํวนจงั หวดั (อบจ.) สํวนแผนและงบประมาณรับผิดชอบเรื่องแผนและงบประมาณ
ขององคก์ ารบรหิ ารสวํ นจังหวัด (อบจ.) สวํ นโยธารับผิดชอบทางดา๎ นงานชํางและการกํอสร๎างโครงการ
สาธารณูปโภค สํวนการคลังดูแลด๎านการเงินการคลังและการเบิกจํายเงิน สํวนกิจการสภาองค์การ
บริหารสํวนจงั หวัด (อบจ.) รับผิดชอบงานขององค์การบริหารสํวนจงั หวัด (อบจ.)๒๘

๕.๓ อานาจหนา้ ท่ขี ององค์การบริหารส่วนจังหวดั
บทบัญญตั ทิ ี่เกี่ยวขอ๎ งกับอานาจหน๎าทขี่ ององคก์ ารบริหารสวํ นจังหวัด คือ

๕,๓.๑ อานาจหนา้ ท่ีขององค์การบริหารสว่ นจังหวดั ตามพระราชบญั ญัติองค์การบริหาร
ส่วนจงั หวดั พ.ศ.๒๕๔๐ และฉบับแก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒

มาตรา ๔๕ องคก์ ารบรหิ ารสํวนจงั หวัด มอี านาจหน๎าที่ดาเนินกิจการภายในเขตองค์การ
บรหิ ารสวํ นจงั หวัด ดงั ตอํ ไปนี้

๒๘ชาญชัย แสวงศักดิ์,กฎหมายปกครอง, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์วิญญูชน, ๒๕๔๒), หน๎า
๑๔๑-๑๔๒.

๙๔

๑) ตราขอ๎ บัญญตั ิโดยไมํขัดหรอื แย๎งตํอกฎหมาย

๒) จัดทาแผนพัฒนาองค์การบริหารสํวนจังหวัด และประสานการจัดทา
แผนพฒั นาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรฐั มนตรกี าหนด

๓) สนับสนุนสภาตาบลและราชการสวํ นทอ๎ งถ่ินอนื่ ในการพัฒนาทอ๎ งถิ่น

๔) ประสานและให๎ความรํวมมือในการปฏิบัติหน๎าที่ของสภาตาบลและราชการ
สํวนทอ๎ งถิ่นอ่ืน

๕) แบํงสรรเงินซ่ึงตามกฎหมายจะต๎องแบํงให๎แกํสภาตาบลและราชการสํวน

ทอ๎ งถน่ิ อ่ืน

๖) อานาจหน๎าที่ของจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการสํวน
จงั หวัดพ.ศ.๒๔๙๘ เฉพาะภายในเขตสภาตาบล

๗) คุ๎มครอง ดูแล และบารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล๎อม๘) ทานุ
บารุงรักษาศลิ ปะ จารตี ประเพณี ภูมิปัญญาท๎องถ่นิ และวัฒนธรรมอันดีของทอ๎ งถิ่น

๙) จัดทากิจการใดๆ อันเป็นอานาจหน๎าที่ของสํวนราชการท๎องถ่ินที่อยูํในเขต
องคก์ ารบริหารสํวนจังหวัดและกิจการนน้ั เป็นการสมควรให๎ราชการสํวนท๎องถิ่นอ่ืนรํวมกันดาเนินการ
หรอื ใหอ๎ งค์การบรหิ ารสํวนจังหวัดจดั ทา ทัง้ น้ตี ามทกี่ าหนดในกฎกระทรวง

๑๐) จัดทากิจกรรมอ่ืนใดตามท่ีกาหนดไว๎ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
กาหนดใหเ๎ ป็นอานาจหนา๎ ที่ขององคก์ ารบรหิ ารสวํ นจงั หวัด

บรรดาอานาจหน๎าที่ใดซ่ึงเป็นของราชการสํวนกลางหรือราชการสํวนภูมิภาคอาจมอบ
ใหอ๎ งค์การบริหารสวํ นจังหวดั ปฏบิ ัตไิ ด๎ ทง้ั น้ีตามท่ีกาหนดในกฎกระทรวง พระราชบญั ญัติกาหนดแผน
และขนั้ ตอนการกระจายอานาจให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ บทบัญญัติที่เกี่ยวข๎อง
กบั อานาจหนา๎ ทข่ี ององคก์ ารบริหารสวํ นจังหวดั มีดังนี้

มาตรา ๑๗ ให๎องค์การบริหารสํวนจังหวัดมีอานาจและหน๎าท่ีในการจัดระบบบริการ
สาธารณะเพือ่ ประโยชน์ของประชาชนในท๎องถ่นิ ของตนเอง ดงั น้ี

๑) การจัดทาแผนพัฒนาท๎องถ่ินของตนเองและประสานการจัดทาแผนพัฒนา
จังหวัดตามระเบียบทค่ี ณะรฐั มนตรกี าหนด

๒) การสนบั สนุนองคก์ รปกครองสวํ นทอ๎ งถนิ่ ในการพฒั นาทอ๎ งถิน่

๙๕

๓) การประสานและให๎ความรํวมมือในการปฏิบัติหน๎าท่ีขององค์กรปกครองสํวน

ท๎องถน่ิ อืน่

๔) การแบงํ สรรเงินซง่ึ ตามกฎหมายจะต๎องแบํงใหแ๎ กํองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินอ่ืน

๕) การคุ๎มครอง ดูแลและบารุงรักษาปุาไม๎ ที่ดิน ทรัพยากร ธรรมชาติและ

สง่ิ แวดลอ๎ ม

๖) การจดั การศกึ ษา

๗) การสงํ เสรมิ ประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธเิ สรภี าพของประชาชน

๘) การสํงเสริมการมีสวํ นรํวมของราษฎร ในการพัฒนาทอ๎ งถนิ่

๙) การสงํ เสรมิ การพัฒนาเทคโนโลยที เ่ี หมาะสม

๑๐ ) การจดั ตง้ั และดูแลระบบบาบัดนา้ เสยี รวม

๑๑) การกาจัดขยะมูลฝอย และสิ่งปฏกิ ลู รวม

๑๒) การจัดการสิ่งแวดลอ๎ มและมลพษิ ตาํ งๆ

๑๓) การจัดการและดแู ลสถานีขนสํงทง้ั ทางบกและทางน้า

๑๔) การสงํ เสริมการทอํ งเทย่ี ว

๑๕) การพาณชิ ย์ การสํงเสริมการลงทุน และการทากิจการไมํวําจะดาเนินการเอง
หรือรํวมกับบคุ คลอ่ืน หรอื จากสหการ

๑๖) การสรา๎ งและบารงุ รักษาทางบกและทางนา้ ทเี่ ช่อื มตํอระหวํางองค์กรปกครอง
สํวนทอ๎ งถิน่ อนื่

๑๗) การจดั ต้งั และดูแลตลาดกลาง

๑๘) การสงํ เสรมิ การกฬี า จารตี ประเพณี และวัฒนธรรมอันดงี ามของท๎องถน่ิ

๑๙) การจัดให๎มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การปูองกันและควบคุม

โรคติดตอํ

๒๐) การจัดให๎มพี พิ ธิ ภัณฑ์ และหอจดหมายเหตุ

๙๖

๒๑) การขนสงํ มวลชน และการวศิ วกรรมจราจร
๒๒) การปูองกนั และบรรเทาสาธารณภยั
๒๓) จัดใหม๎ ีระบบรกั ษาความสงบเรยี บรอ๎ ยในจังหวัด
๒๔) จดั ทากจิ กรรมใดอันเป็นอานาจและหน๎าที่ขององค์การบริหารสํวนท๎องถิ่นอ่ืน
ท่ีอยูํในเขตและกิจการน้ันเป็นการสมควรให๎องค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินอ่ืนรํวมกันดาเนินการหรือให๎
องค์การบรหิ ารสํวนจงั หวดั จดั ทา ทั้งน้ีตามทีค่ ณะกรรมการประกาศกาหนด
๒๕) สนับสนุนหรือชํวยเหลือสํวนราชการหรือองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินอื่นใน
การพฒั นา ท๎องถน่ิ
๒๖) การให๎บริการแกํเอกชน สํวนราชการ หนํวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ
องคก์ รปกครองสวํ นท๎องถน่ิ อืน่
๒๗) การสังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และ
ผด๎ู ๎อยโอกาส
๒๘) จัดทากิจการอื่นใดตามท่ีกาหนดไว๎ในพระราชบัญญัติน้ี หรือกฎหมายอ่ืน
กาหนดให๎เปน็ อานาจและหนา๎ ท่ีขององค์การบรหิ ารสวํ นจงั หวดั
๒๙) กจิ การอ่ืนใดทีเ่ ปน็ ผลประโยชน์ของประชาชนในท๎องถ่ินตามที่คณะกรรมการ
ประกาศกาหนด

ประกาศคณะกรรมการการกระจายอานาจ ให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินลงวันท่ี
๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๖ เรื่อง กาหนดอานาจและหน๎าท่ีในการจัดระบบบริการสาธารณะขององค์การ
บริหารสํวนจังหวัด ได๎กาหนดอานาจหน๎าที่และความรับผิดชอบขององค์การบริหารสํวนจังหวัด
(อบจ.) ไว๎ดงั นี้

ข๎อ ๑ ลักษณะของการดาเนินงานขององค์การบริหารสํวนจังหวัด (อบจ.) ในการ
ใหบ๎ รกิ ารสาธารณะในเขตจังหวัด

(๑) ดาเนินงานในโครงการท่ีมีขนาดใหญํที่เกินศักยภาพขององค์กรปกครองสํวน
ท๎องถิน่ อ่ืนในเขตจังหวัด

๙๗

(๒) เป็นการดาเนนิ งานท่ีปรากฏถึงกจิ กรรมที่เปน็ ภาพรวมขององค์กรปกครองสํวน
ทอ๎ งถิ่นในจังหวัดท่ีมํุงตํอประโยชน์ของท๎องถิ่นหรือประชาชนเป็นสํวนรวม และไมํเข๎าไปดาเนินงานท่ี
องค์กรปกครองสวํ นท๎องถิ่นอืน่ ในจงั หวดั สามารถดาเนินการได๎เอง

(๓) เข๎าไปดาเนินงานตามแผนงานหรือโครงการในลักษณะท่ีมีความคาบเกี่ยว
ตอํ เน่อื งหรอื มผี ไ๎ู ดร๎ ับประโยชน์ในองค์กรปกครองสวํ นท๎องถน่ิ มากกวํา ๑ แหงํ ขน้ึ ไป

ข๎อ ๒ ในการดาเนินการตามอานาจและหน๎าที่ขององค์การบริหารสํวนจังหวัด (อบจ.)
ตามข๎อ ๑ องค์การบริหารสํวนจงั หวัด (อบจ.) ควรจะดาเนินการเพื่อใหเ๎ ปน็ ไปในลักษณะ ดงั นค้ี อื

(๑) การจัดทาแผนพฒั นาท๎องถน่ิ ของตนเองและประสานการจัดทาแผนจังหวัดโดย
การสร๎างและพัฒนาระบบการประสานแผนพัฒนาทอ๎ งถน่ิ ในจงั หวัดเพ่ือนาไปสูํการใช๎จํายงบประมาณ
ในการพัฒนาขององค์กรปกครองสํวนทอ๎ งถิ่นที่มีความสมดลุ และค๎ุมคาํ ทางเศรษฐกจิ

(๒) การกํอสรา๎ งและบารุงรกั ษาโครงการท่ีเป็นโครงสร๎างพ้ืนฐานขนาดใหญํ หรือมี
การเก่ียวเนื่องหลายองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น หรือในลักษณะที่เป็นเครือขํายหลักในการเชื่อมโยง
กับแผนงานโครงการที่ดาเนนิ การโดยองค์กรปกครองสวํ นท๎องถน่ิ อ่ืนในจังหวัด

(๓) การจัดการศึกษา สาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาคุณภาพชีวิต
ให๎กับประชาชนและในระดับจังหวัด และไมํเป็นการซ้าซ๎อนกับองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินอ่ืนใน
จังหวดั โดยมวี ัตถุประสงค์เพ่อื ขยายศักยภาพและมุํงตํอผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาการศึกษาสาธารณสุข
การสังคมสงเคราะห์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนขององค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินอ่ืนใน
จังหวัด

(๔) การสํงเสริมจารีต ประเพณี วัฒนธรรม การทํองเท่ียว การสํงเสริมการลงทุน
และการพาณิชยกรรมของจังหวดั

(๕) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล๎อมในระดับจังหวัดโดยเฉพาะ
อยํางย่ิงการทาหน๎าท่ีเป็นองค์กรหลักในการกาจัดขยะมูลฝอย ส่ิงปฏิกูลรวม การดูแลระบบบาบัดน้า
เสียรวม ใหแ๎ กอํ งค์กรปกครองสํวนทอ๎ งถิ่นอน่ื ในจงั หวัด

(๖) ให๎บริการด๎านเทคนิค วิชาการ เคร่ืองมือ เครื่องจักรกล บุคลากร แกํองค์กร
ปกครองสํวนทอ๎ งถ่นิ อน่ื ในเขตจังหวัด

๙๘

(๗) ดาเนินการตามภารกิจท่ีได๎รับการถํายโอนภารกิจตามที่กาหนดไว๎ใน
แผนปฏิบัติการกาหนดขั้นตอนการกระจายอานาจให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน โดยเฉพาะอยําง
ยง่ิ กจิ กรรมถาํ ยโอนท่ีองคก์ ารบริหารสวํ นจงั หวดั (อบจ.) มหี นา๎ ท่ตี อ๎ งทา

ข๎อ ๓ การสนับสนุนงบประมาณให๎แกํราชการสํวนกลาง สํวนภูมิภาค จะกระทาได๎แตํ
เฉพาะกรณีที่อยํูในอานาจขององค์การบริหารสํวนจังหวัด (อบจ.) ท่ีจะต๎องดาเนินการเอง แตํไมํ
สามารถดาเนินการเองได๎ เน่ืองจากเป็นการปฏิบัติซ่ึงจะต๎องใช๎เทคนิควิชาการสูง และหนํวยงานของ
รัฐนัน้ มีความสามารถทจ่ี ะดาเนินการได๎ดีกวํา และผลของการให๎การสนับสนุนน้ันจะเป็นประโยชน์ตํอ
การดาเนนิ งานตามอานาจหนา๎ ที่ขององค์การบรหิ ารสวํ นจงั หวัด (อบจ.)

การสนับสนุนให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นอื่นในจังหวัดจะกระทาได๎ในก รณีท่ี
เรํงดวํ นและจาเปน็ หากไมํดาเนินการจะกอํ ใหเ๎ กิดความเสียหายอยํางรา๎ ยแรงตอํ ประชาชน

การให๎การสนับสนุนแกํประชาคม องค์กรประชาชน ควรเป็นไปในลักษณะขอการ
สํงเสริมความสามารถดาเนินการ โดยใช๎ศักยภาพของตนเองในการบริหารจัดการในลักษณะของการ
รวํ มคิด รํวมทารวํ มรบั ผลประโยชน์ โดยไมใํ หก๎ ารสนบั สนุนในลักษณะของการใหส๎ งิ่ ของหรือการเข๎าไป
ดาเนนิ การแทน๒๙

๕.๓.๒ อานาจหนา้ ทข่ี ององค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดตามการถา่ ยโอนภารกิจให้แกอ่ งค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน

รัฐธรรมนญู แหงํ ราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศักราช ๒๕๕ หมวด ๑๔ มาตราที่ ๒๘๑-๒๙ ได๎
กาหนดเรื่อง การปกครองสํวนท๎องถ่ินซึ่งแสดงถึงเจตนารมณ์ที่ต๎องการให๎ท๎องถิ่น มีอิสระในการ
ปกครองตนเองเพื่อการค๎ุมครองประโยชน์ของประชาชนในท๎องถ่ิน ไมํวําจะเป็นการกาหนดนโยบาย
การปกครองการบริหาร การบริหารบุคคลการเงินและการคลัง และการมีอานาจหน๎าที่ขององค์กร
ปกครองสวํ นทอ๎ งถ่ินโดยเฉพาะ ดงั นั้นการที่จะให๎เจตนารมณ์ของการ ปกครองสํวนท๎องถิ่นมีผลในทาง
ปฏิบัติและเกิดการพัฒนาการกระจายอานาจเพ่ิมข้ึนในท๎องถิ่นอยํางตํอเนื่องรัฐธรรมนูญกาหนดให๎มี
กฎหมายกาหนดให๎องค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน มีหน๎าที่บารุง รักษาศิลปะจารีตประเพณี ภูมิปัญญา
ท๎องถ่ินหรือวัฒนธรรมอันดีของท๎องถ่ิน จัดการศึกษาอบรม และการฝึกอาชีพ สํงเสริมและรักษา
คุณภาพสิ่งแวดล๎อมการจัดการบริการสาธารณะเพื่อไมํให๎องค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินละเลยหรือ
เพิกเฉยตํองานด๎านสังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนรัฐธรรมนูญ หมวดท่ี ๑๔ ที่วําด๎วยการ
ปกครองสํวนท๎องถิ่น จงึ เป็นพันธะสัญญารับมอบให๎แกํประชาชนโดยผํานองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน

๒๙โกวทิ ย์ พวงงาม, การปกครองท้องถน่ิ ไทย, พมิ พค์ รั้งท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร: สานกั พมิ พ์วิญญชู น
, ๒๕๕๒) หนา๎ ๑๖ - ๑๖๑.

๙๙

พระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น พ.ศ.
๒๕๔๒ จึงเป็นกลไกทางกฎหมายท่ีเกิดข้ึนเพ่ือการกระจายอานาจให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน
ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับน้ีจึงมคี วามสาคัญและมีผลตํอการเปล่ียนแปลงการปฏิบัติงานของสํวน
ราชการตํางๆ พระราชบัญญัติกาหนดแผนฯ มีผลบังคับใช๎ตั้งแตํวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ โดย
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เลํมท่ี ๑๑๖ ตอนท่ี ๑๑๔ ก วันท่ี ๑๗ พฤศจิกายน
๒๕๔๒ โดยมีคณะกรรมการการกระจายอานาจให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินเป็นองค์กร
รับผดิ ชอบการดาเนนิ การให๎เปน็ ไปตามพระราชบญั ญัตกิ าหนดแผน

๕.๔ กรณีศึกษา งานวจิ ยั ที่เก่ียวข้องกบั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
การศึกษางานวิจัยที่เก่ียวข๎องกับภาระ อานาจหน๎าที่ หรือการบริหารงานในด๎านตํางๆ

ขององค์การบริหารสํวนจังหวัด จะทาให๎เราสามารถมองเห็นศักยภาพ และจุดอํอน จุดแข็งของ
องคก์ ารบรหิ ารสวํ นจงั หวดั โดยสรุปไวด๎ ังนี้

พาเกียรติ สมานบตุ ร และคณะ ไดศ๎ กึ ษาวจิ ัย “การพัฒนาศนู ยก์ ลางเครอื ขาํ ยและสร๎าง
เครือขาํ ยเพือ่ พัฒนาการจดั เก็บภาษีน้ามันขององคก์ ารบริหารสวํ นจังหวัด”พบวาํ

๑. ในการสร๎างเครือขํายเพ่ือพัฒนาการจัดเก็บภาษีน้ามันขององค์การบริหารสํวน
จังหวัดให๎มีประสิทธิภาพนั้น จากการศึกษาวิจัย พบวํา เป็นการสร๎างเครือขํายแบบผสมระหวําง
เครือขํายเชิงประเด็นกิจกรรมกับเครือขํายเชิงพื้นที่ โดยเป็นการรวมกลุํมกันของพื้นท่ีท่ีอยูํในเขต
ตํอเน่ือง และมีเปูาหมายในการจัดเก็บภาษีน้ามันเชํนเดียวกัน โดยมีความสัมพันธ์กันในลักษณะของ
การแลกเปลย่ี นขอ๎ มูล เทคนคิ วธิ ีการ/กระบวนการ และองค์ความร๎ู ทจี่ าเปน็ ในการจดั เกบ็ ภาษีเองให๎มี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ซ่ึงขนาดของเครือขํายท่ีเหมาะสมน้ันข้ึนอยูํกับความสัมพันธ์และ
ความสามารถในการสื่อสารระหวํางองค์การบริหารสํวนจังหวัดในกลํุมเครือขํายน้ันๆ โดยต๎นทุนท่ีใช๎
ในการสร๎างเครือขํายจะเป็นต๎นทุนในการดาเนินงาน และต๎นทุนในการบริหารจัดการของกลํุม
เครือขําย ซึ่งบทบาทของศูนย์กลางเครือขํายจะดาเนินการพัฒนาองค์ความรู๎ และเทคนิควิธีการ
จัดเก็บภาษีรํวมวางแนวทางเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเองของเครือขํายอบรมถํายทอดเทคนิควิธีการ
จดั เกบ็ ใหก๎ ับอบจ.สมาชิกเครือขําย เป็นศูนย์กลางการแลกเปล่ียนข๎อมูล และการพัฒนาทักษะความรู๎
แลกเปล่ยี นประเดน็ ปัญหา และแนวทางแก๎ไขปัญหาตํางๆ ท่ีเกิดข้ึนในการจัดเก็บภาษีเอง และพัฒนา
ความร๎ู ทักษะตาํ งๆ เกี่ยวกับวธิ ีการจดั เก็บภาษีเองรวมทงั้ ดาเนินการติดตามผลความก๎าวหน๎าของการ
ดาเนนิ การ

อยํางไรก็ตาม มีปัจจัยที่ควบคุมไมํได๎ เชํน ภาวะการเมืองท๎องถิ่นที่เป็นตัวแปรสาคัญท่ี
จะทาให๎อบจ.สามารถออกข๎อบัญญัติ/อนุบัญญัติตํางๆ รวมทั้งสามารถบริหารการจัดเก็บภาษีน้ามัน
เอง สาหรับบทบาทของกรมสรรพสามิตจาเป็นพ่ีเล้ียงในด๎านข๎อมูลท่ีจาเป็น และการถํายทอดเทคนิค

๑๐๐

วิธีการในการจัดเก็บภาษีให๎แกํเจ๎าหน๎าที่ขององค์การบริหารสํวนจังหวัดให๎สามารถจัดเก็บภาษีเองได๎
อยาํ งมปี ระสิทธิภาพและประสิทธผิ ลตอํ ไป

๒. ในการพฒั นาความสามารถกลุํมเครือขํายองค์การบริหารสํวนจังหวัดให๎จัดเก็บภาษี
นา้ มันได๎อยํางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดนั้น จะต๎องพัฒนาใน ๔ ด๎าน ได๎แกํ ด๎านกฎหมาย
(ออกขอ๎ บัญญัตแิ ละอนบุ ญั ญัตเิ พ่ือการบริหารจัดเก็บภาษี และจัดเก็บให๎ครอบคลุมทุกประเภทน้ามัน)
ด๎านวิธีการจัดเก็บภาษี (จัดทาแฟูม/ฐานข๎อมูลผ๎ูเสียภาษี จัดการให๎ผู๎เล่ียงภาษีเข๎าสํูระบบ และการ
ตรวจสอบทางบัญชี) ด๎านเจ๎าหน๎าท่ีผ๎ูจัดเก็บ (มีการอบรมให๎ความรู๎ แกํเจ๎าหน๎าท่ีผ๎ูปฏิบัติ และนา
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช๎ในการจัดการ) และด๎านผู๎มีหน๎าท่ีเสียภาษี(กาหนดอัตราภาษีท่ี
เหมาะสมเป็นท่ียอมรับ และสร๎างการมีสํวนรํวมในการใช๎จํายงบประมาณที่ได๎จากการจัดเก็บภาษี
รวมทัง้ สรา๎ งความรู๎ ความเข๎าใจระบบภาษีแกผํ ๎ูมหี น๎าทเ่ี สียภาษี)

๓. ผลท่ีเกิดจากการทางานขององค์การบริหารสํวนจังหวัดศูนย์กลางเครือขําย จะ
ปรากฏที่องค์การบริหารสํวนจังหวัดในเครือขําย โดยองค์การบริหารสํวนจังหวัดในเครือขํายมีความ
พร๎อมที่จะจัดเก็บภาษีเอง มีจานวนเพิ่มขึ้นอยํางมีนัยสาคัญ โดยกํอนการเข๎ารํวมโครงการมีองค์การ
บริหารสํวนจังหวัดท่ีจัดเก็บภาษีเองเพียง ๑๐ จังหวัด มอบหมายให๎กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีแทน
๔๖ จังหวัด และไมํจัดเก็บภาษี ๑๙ จังหวัด แตํหลังจากเข๎ารํวมเครือขํายตามโครงการมีองค์การ
บริหารสํวนจังหวัดที่จัดเก็บภาษีเองถึง ๖๘ จังหวัด ยังไมํการจัดเก็บภาษี ๗ จังหวัด ท้ังน้ีจังหวัดท่ียัง
มิได๎มีการจัดเก็บภาษีเองน้ัน สํวนใหญํอยํูระหวํางการจัดทารํางข๎อบัญญัติ หรือติดข๎อจากัดด๎าน
การเมอื งท๎องถน่ิ ศนู ยก์ ลางเครือขาํ ย และทีมนกั วจิ ัยไดถ๎ าํ ยทอดความร๎ู ให๎กับเจ๎าหน๎าที่ในทุกองค์การ
บรหิ ารสํวนจงั หวดั ดงั กลาํ ว จนมีความพร๎อมในการจดั เกบ็ ภาษีเองในอนาคตตํอไป

อยํางไรก็ตาม พบวํา ปัจจัยท่ีกํอให๎เกิดความสาเร็จน้ันเกิดจากการท่ีมีเครือขําย
ครอบคลุมทกุ พน้ื ที่ในภาค มกี ารแลกเปล่ยี นเรยี นรู๎ หลักการจัดเก็บภาษีท่ีท้ัง๔ ด๎าน (ด๎านข๎อกฎหมาย
ด๎านวิธีการจัดเก็บ ด๎านผู๎จัดเก็บภาษี และด๎านผ๎ูมีหน๎าท่ีเสียภาษี) มีการจัดเก็บภาษีเป็นมาตรฐาน
เดียวกนั มกี ารเรียนรแ๎ู ละแลกเปล่ยี นเรยี นร๎ู ในเทคนิคในการจัดเก็บภาษีของสมาชิกในเครือขําย และ
ระหวํางเครือขําย และมีการติดตาม ตรวจสอบภาษีให๎มีการเสียภาษีอยํางถูกต๎องและเกิดความเป็น
ธรรมในระบบภาษี รวมถึงการท่ีมีแรงกระต๎ุนจากหนํวยงานภายนอก (การสํงคืนงานจากกรม
สรรพสามติ )๓๐

๓๐พาเกียรติ สมานบุตร และคณะ, “การพฒั นาศูนย์กลางเครอื ขํายและสรา๎ งเครอื ขํายเพ่ือพัฒนาการ
จัดเก็บภาษีน้ามันขององค์การบริหารสํวนจังหวัด”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สานักงานกองทุนสนับสนุน
การวิจยั (สกว.), 2556).

๑๐๑

พชั ราชยั พฒั นสวุ รรณา ได๎ศึกษาวิจัย “โรงเรียน อบจ. : บทบาทขององค์กรปกครอง
สวํ นทอ๎ งถ่นิ ในการบริหารจดั การศกึ ษา” พบวาํ องคก์ ารบริหารสวํ นจังหวัดนนทบุรีได๎ให๎การสนับสนุน
การจัดการศึกษาแกํโรงเรียนตํางๆ ในเขตจังหวัดนนทบุรีมาต้ังแตํกํอนรับถํายโอนภารกิจด๎านการจัด
การศึกษา และเม่ือได๎รับถํายโอนภารกิจด๎านการศึกษาแล๎ว องค์การบริหารสํวนจังหวัดนนทบุรีมี
บทบาทในการบริหารจัดการศึกษาในประเด็นตํางๆ ได๎แกํ ด๎านงานวิชาการ พบวํา ได๎มีโครงการ
พัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียน เชํน การจ๎างครูภาษาตํางประเทศ หรือการจัดซื้ออุปกรณ์
คอมพิวเตอร์เพ่ือสํงเสริมการศึกษาด๎านเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ยังได๎มีการเชิญบุคคลใน
ทอ๎ งถ่นิ เข๎ามาให๎ความร๎ูด๎านภูมิปัญญาท๎องถิ่น ด๎านการบริหารบุคคล พบวํา การบริหารบุคลากรด๎าน
การศึกษาขององค์การบริหารสํวนจังหวัดนนทบุรีน้ัน เหมือนกับการบริหารข๎าราชการครูท๎องถ่ินอื่น
โดยกฎหมายได๎กาหนดให๎นาระเบยี บข๎าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษามาบังคับใช๎โดยอนุโลม
นอกจากนี้องค์การบริหารสํวนจังหวัดนนทบุรียังให๎ความสาคัญกับการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา
โดยมีแผนงานในการพัฒนาข๎าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และยังจ๎างสถาบันอุดมศึกษา
ภายนอกเข๎ามาเป็นผ๎ูวางหลักสูตรและพัฒนาทักษะแกํข๎าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด๎ วย
ด๎านกิจการนักเรียน พบวํา องค์การบริหารสํวนจังหวัดนนทบุรีได๎มีโครงการตํางๆ เพื่อสนับสนุนงาน
ดา๎ นกจิ การนักเรียนดว๎ ย๓๑

พนินท์ เครือไทย และชิชญาส์ุ ช่างเรียน ได๎ศึกษาวิจัย “ประเมินประสิทธิภาพการ
ให๎บริการสาธารณะขององค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น (อปท.) กรณีศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัด
พิษณุโลก” พบวาํ

ด๎านประสิทธิภาพการให๎บริการสาธารณะพบวํา อปท.ขนาดกลาง มีจุดเดํนในด๎านการ
ให๎บริการสาธารณะด๎านสาธารณูปโภคขน้ั พืน้ ฐาน ด๎านการลงทุน พาณิชกรรมและการทํองเที่ยว และ
ด๎านการสาธารณสุขในขณะที่อปท.ขนาดเล็กเน๎นการให๎บริการสาธารณะเฉพาะด๎าน (Specific
Function)ได๎แกํ ด๎านการจัดระเบียบชุมชนและการรักษาความ สงบเรียบร๎อย ด๎านการสํงเสริม
ศิลปวัฒนธรรมศาสนาจารีตประเพณีและภูมิปัญญาท๎องถิ่น และด๎านการบริหารจัดการและการ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติส่ิงแวดล๎อม อปท.ใช๎ปัจจัยนาเข๎ามากเกินในด๎านการสํงเสริ ม
ศิลปวัฒนธรรมศาสนาจารีตประเพณีและภูมิปัญญาท๎องถิ่น ด๎านการบริหารจัดการและการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล๎อมด๎านการให๎บริการสาธารณะด๎านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ด๎านการ
ลงทนุ และ ด๎านการจดั ระเบยี บชมุ ชนและการรักษาความสงบเรยี บร๎อย

๓๑พัชราชัย พัฒนสุวรรณา, “โรงเรียน อบจ. : บทบาทขององค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นในการ
บริหารจัดการศึกษา”, ภาคนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารรัฐกิจ) , (คณะรัฐศาสตร์ :
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2554).

๑๐๒

อยํางไรก็ตามเพ่ือนาไปสํูการปรับปรุงประสิทธิภาพการให๎บริการสาธารณะของ อปท.
การกาหนดนโยบายเฉพาะด๎านควรเน๎นความรํวมมือระหวําง อปท.ในแตํละระดับโดยเน๎นความ
รํวมมือที่มีองค์กรเป็นนิติบุคคลและไมํเป็นนิติบุคคล นอกจากน้ีในกลํุม อปท. ระดับเดียวกันการ
จัดการและแลกเปล่ียนความรู๎จะนาไปสูํการปรับปรุงการบริหารจัดการโครงการที่อปท. จาเป็นต๎อง
ปรบั ตัวตํอไปในอนาคต๓๒

กติ ติธชั ตะโนรี ไดศ๎ ึกษาวิจัย “การกลั่นกรองงบประมาณรายจายประจาปีของสภาองค
การบรหิ ารสวนจังหวดั แมํฮองสอน” พบวาํ

๑. ในการพิจารณางบประมาณรายจาย สมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวัดแมฮอง
สอนไดใหความสาคัญกับปญหาของประชาชนในเขตเลือกต้ังของตนเองเป นสาคัญ และในการ
พิจารณาจัดสรรงบประมาณก็ไดใหความสาคัญกับโครงการท่ีเปนความตองการของประชาชนดานโค
รงสร างพื้นฐานเป นหลักและให ความเห็นว าการพิจารณาจัดสรรงบประมาณควรมีโครงการด าน
โครงสรางพ้นื ฐานกระจายอยางท่วั ถงึ ครบทุกเขตเลือกตัง้

๒. งบประมาณขององคการบริหารสวนจังหวัดแมฮองสอนโครงการท่ีบรรจุอยูในรางข
อบัญญัติงบประมาณ เปนโครงการที่อยูในแผนพัฒนาสามปสาหรับการพิจารณาวาจะนาโครงการใด
มาจัดสรรงบประมาณในการดาเนินการนั้นผู บริหารองค การบริหารส วนจังหวัดจะเป นผู กาหนด
แนวนโยบายในการจดั สรรงบประมาณ โดยไดทาความเขาใจถึงการพิจารณาวาจะจัดสรรงบประมาณ
อยางไรกับสมาชิกสภาองคการบริหารสวนจังหวดั กอนทีจ่ ะมีการเสนอเขาสูท่ีประชมุ สภาฯ

๓. การจัดสรรงบประมาณขององคการบรหิ ารสวนจังหวัดแมฮองสอนเปนการจัดสรรใน
แนวทางการประสานผลประโยชนทางการเมืองมากกวาที่จะใชหลักวิชาการในการกาหนดการจัดสรร
งบประมาณใหเปนไปตามหลักการท่ดี เี ก่ียวกบั การใชจายสาธารณะ

๔ . แ ผ น ยุ ท ธ ศ า ส ต ร ที่ ไ ด ผ า น ม ติ ป ร ะ ช า ค ม จ า ก ภ า ค ป ร ะ ช า ช น เ ป น
กรอบแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อแปลงแผนไปสูการปฏิบัติแตการดาเนินการก็ไมถือวา
ตอบสนองไดตรงตามความตองการประชาชนอยางแทจริง แมวาฝายการเมืองไดแกฝายบริหารและฝา

๓๒พนินท์เครือไทยและชิชญาส์ุชํางเรียน,“การประเมินประสิทธิภาพการให๎บริการสาธารณะของ
องค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น กรณีศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดพิษณุโลก”,รายงานวิจัย, (อุตรดิตถ์:
มหาวทิ ยาลัยราชภฎั อุตรดิตถ์, 2554).

๑๐๓

ยนิติบัญญัติขององค การบริหารส วนจังหวัดแม ฮ องสอนจะทราบถึงความต องการท่ีแท จริงของ
ประชาชน แตกไ็ มไดจัดสรรงบประมาณเพอื่ แกไขปญหาใหตรงกบั ความตองการของประชาชน๓๓

ณัฐฏ์ภัทร์ สัมฤทธิ์ ได๎ศึกษาวิจัย “บทบาทหน๎าท่ีและความจาเป็นขององค์การบริหาร
สวํ นจังหวัด” พบวํา ประชาชนคิดเป็นร๎อยละ๖๘.๘ ยอมรับในบทบาทหน๎าท่ีขององค์การบริหารสํวน
จังหวัด สํวนผ๎ูที่ไมํยอมรับบทบาทหน๎าที่ขององค์การบริหารสํวนจังหวัด ซ่ึงคิดเป็นร๎อยละ ๓๑.๒ ให๎
เหตผุ ลวํา องค์การบรหิ ารสํวนจังหวัดยังไมมํ บี ทบาทหน๎าท่ีชัดเจน ผลงานตํางๆ ท่ีองค์การบริหารสํวน
จังหวัดดาเนินการไมํได๎ทาเพื่อสํวนรวมอยํางแท๎จริงเป็นการทาเพ่ือฐานคะแนนเสียงของนักการเมือง
เทาํ นน้ั สํวนในประเด็นความจาเปน็ ขององคก์ ารบริหารสํวนจังหวัด พบวํา ประมาณครึ่งหนึ่ง (ร๎อยละ
๕๑.๓) ของประชาชนมองวําประเทศไทยยังจาเป็นต๎องมีองค์การบริหารสํวนจังหวัด สํวนใหญํให๎
เหตุผลวําองค์การบริหารสํวนจังหวัดมีบทบาทหน๎าที่ในการสนับสนุน ชํวยเหลือโครงการท่ีเกิน
ศักยภาพของเทศบาลและองค์การบริหารสํวนตาบล เป็นตัวกลางในการขับเคล่ือนการพัฒนาใน
ภาพรวมระดับจังหวัดรวมถึงการดาเนินงานท่ีเป็นภาพรวมระดับจังหวัด เชํน ด๎านการศึกษา ด๎าน
สาธารณสขุ การจัดการขยะมลู ฝอย สํวนประชาชนทเี่ หลอื อกี สํวนหนง่ึ มองวําไมํมคี วามจาเป็นเลยหรือ
มีความจาเป็นไมํมากนักท่ีจะต๎องมีองค์การบริหารสํวนจังหวัด เพราะการดาเนินกิจกรรมหรืออานาจ
หน๎าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะสํวนใหญํมีความซ้าซ๎อนกับเทศบาลและองค์การบริหารสํวน
ตาบล๓๔

นเรศ จิตสุจริตวงศ์ และสมาน งามสนิท ได๎ศึกษาวิจัย “การบริหารพื้นที่ทับซ๎อนของ
องคก์ รปกครองสวํ นทอ๎ งถน่ิ ในระดับจังหวดั ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” พบวํา ปัญหาของการ
จัดโครงสรา๎ งองคก์ รปกครองสํวนท๎องถ่นิ ในรปู แบบสองชนั้ อยทํู ี่การจัดแบํงอานาจหน๎าที่ท่ียังไมํมีความ
ชัดเจนเพียงพอ ทาให๎องค์การบริหารสํวนจังหวัดกลายเป็นองค์กรท่ีมีภารกิจหน๎าที่
ทับซ๎อนกบเทศบาลและองค์การบริหารสํวนตาบลภายในจังหวัด ทั้งในเรื่องข๎อกฎหมายและอานาจ
หน๎าที่

การวิจัยน้ีจึงมีข๎อเสนอแนะให๎ดาเนินการยุบเลิกองค์การปกครองสํวนจังหวัด อันเป็น
องคก์ รปกครองสวํ นท๎องถ่ินท่กี อํ ให๎เกดิ ประสิทธภิ าพน๎อยที่สุด และนามาซ่ึงการส้ินเปลืองงบประมาณ
ในขณะที่ความพึงพอใจที่ประชาชนมีตํอองค์การปกครองสํวนจังหวัดอยูํในระดับต่า และเสนอให๎ลด
จานวนองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นลงด๎วยการผนวกรวมองค์การบริหารสํวนท๎องถิ่นขนาดเล็กที่อยูํใน

๓๓กติ ติธัช ตะโนร,ี “การกลัน่ กรองงบประมาณรายจายประจาปีของสภาองคการบริหารสวนจังหวัด
แมํฮองสอน”, วทิ ยานพิ นธ์รฐั ประศาสนศาสตรมหาบณั ฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหมํ, 2551).

๓๔ณัฐฏ์ภัทร์ สัมฤทธิ์, “บทบาทหน๎าท่ีและความจาเป็นขององค์การบริหารสํวนจังหวัด ”,
วทิ ยานพิ นธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑติ , (วิทยาลยั การปกครองทอ๎ งถิ่น: มหาวทิ ยาลยั ขอนแกนํ , 2556).

๑๐๔

พื้นท่ีใกล๎เคียงกน โดยคานึงถึงขนาดประชากร ฐานภาษีและรายได๎ สภาพสังคมและวัฒนธรรมท่ีมี
ลักษณะใกล๎เคียงกันเพ่ือให๎มีขนาดโตเพียงพอแกํการทางานท่ีมีประสิทธิผล สามารถพัฒนาพื้นที่ของ
ตนเองไดต๎ ามศกั ยภาพท่มี ีอยูํอยํางมีประสิทธภิ าพตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง๓๕

จากการทบทวนงานวิจัยท่ีเกี่ยวข๎องกับองค์การบริหารสํวนจังหวัดในข๎างต๎น จะเห็นได๎
วําประชาชนยังให๎การยอมรับและเชื่อม่ันในบทบาทหน๎าที่ขององค์การบริหารสํวนจังหวัด เชํน จาก
งานวิจัย “การพัฒนาศูนย์กลางเครือขํายและสร๎างเครือขํายเพ่ือพัฒนาการจัดเก็บภาษีน้ามันของ
องค์การบริหารสํวนจังหวัด” พบวํา มีการจัดเก็บได๎จานวนเพิ่มข้ึนอยํางมีนัยสาคัญมีเครือขําย
ครอบคลุมทุกพ้ืนท่ีในภาค มีการแลกเปลี่ยนเรียนร๎ู มีการจัดเก็บภาษีเป็นมาตรฐานเดียวกันและเกิด
ความเป็นธรรมในระบบภาษีแกํประชาชน๓๖ แตํไมํสอดคล๎องกับงานด๎านการให๎บริการสาธารณะของ
องค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น (อปท.) กรณีศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดพิษณุโลก ที่มีข๎อเสนอให๎
นาไปสํูการปรับปรุงประสิทธิภาพการให๎บริการสาธารณะของ อปท. การกาหนดนโยบายเฉพาะด๎าน
ควรเน๎นความรํวมมอื ระหวําง อปท.ในแตํละระดับโดยเนน๎ ความรํวมมอื ทมี่ ีองค์กรเป็นนิติบุคคลและไมํ
เป็นนิติบุคคล นอกจากน้ีในกลุํม อปท. ระดับเดียวกัน การจัดการและแลกเปล่ียนความรู๎จะนาไปสํู
การปรับปรุงการบรหิ ารจัดการโครงการ๓๗

ด๎านบทบาทขององคก์ รปกครองสํวนท๎องถ่ินในการบริหารจัดการศึกษา พบวํา องค์การ
บริหารสวํ นจังหวดั นนทบุรยี ังใหค๎ วามสาคญั กบั การพฒั นาบคุ ลากรทางการศึกษาโดยมีแผนงานในการ
พัฒนาข๎าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และยังจ๎างสถาบันอุดมศึกษาภายนอกเข๎ามาเป็นผู๎
วางหลักสูตรและพัฒนาทักษะแกํข๎าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด๎วย และจากการ
ศึกษาวิจัย ยังพบอีกวําผ๎ูบริหารองค์กรจะมีสํวนสาคัญในการผลักดันนโยบาย หรือการกล่ันกรอง
งบประมาณรายจายประจาปีของสภาองคการบริหารสวนจังหวัด การดาเนินการโครงการตํางๆ

๓๕นเรศ จิตสจุ รติ วงศ์ และสมาน งามสนิท, “การบรหิ ารพื้นทีท่ บั ซ๎อนขององค์กรปกครองสวํ นท๎องถ่นิ
ในระดบั จังหวดั ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”, วารสารวชิ าการมหาวทิ ยาลยั อีสเทริ ์นเอเชยี ฉบับ
สังคมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร์ ปีที่ 6 ฉบบั ท่ี 1 ประจา เดือนมกราคม-เมษายน 2559, หน๎า 119.

๓๖พาเกยี รติ สมานบุตร และคณะ, “การพฒั นาศนู ยก์ ลางเครอื ขํายและสรา๎ งเครอื ขาํ ยเพื่อพัฒนาการ
จดั เกบ็ ภาษนี ้ามนั ขององคก์ ารบรหิ ารสวํ นจงั หวัด”.

๓๗พนินท์เครือไทยและชิชญาส์ุชํางเรียน,“การประเมินประสิทธิภาพการให๎บริการสาธารณะของ
องค์กรปกครองสวํ นท๎องถิน่ กรณศี กึ ษาจงั หวัดอตุ รดิตถ์และจังหวดั พิษณโุ ลก”.

๑๐๕

ด๎วย๓๘และยังมีปัจจัยท่ีควบคุมไมํได๎ เชํน ภาวะการเมืองท๎องถิ่นที่เป็นตัวแปรสาคัญท่ีจะทาให๎อบจ.
สามารถออกข๎อบัญญตั ิ/อนบุ ญั ญตั ิตาํ งๆ๓๙

ประเด็นความจาเป็นขององค์การบริหารสํวนจังหวัด ซึ่งประชาชนร๎อยละ๕๑.๓ ของ
ประชาชนมองวําประเทศไทยยังจาเป็นต๎องมีองค์การบริหารสํวนจังหวัด สํวนใหญํให๎เหตุผลวํา
องค์การบริหารสํวนจังหวัดมีบทบาทหน๎าที่ในการสนับสนุน ชํวยเหลือโครงการที่เกินศักยภาพของ
เทศบาลและองค์การบริหารสํวนตาบล เป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนการพัฒนาในภาพรวมระดับ
จังหวัดรวมถึงการดาเนินงานที่เป็นภาพรวมระดับจังหวัด๔๐ แตํข๎อเสนอแนะงานวิจัยของนเรศ จิต
สุจริตวงศ์ และสมาน งามสนิทให๎ดาเนินการยุบเลิกองค์การปกครองสํวนจังหวัด อันเป็นองค์กร
ปกครองสํวนท๎องถ่ินที่กํอให๎เกิดประสิทธิภาพน๎อยที่สุด และนามาซึ่งการส้ินเปลืองงบประมาณ
ในขณะที่ความพึงพอใจที่ประชาชนมีตํอองค์การปกครองสํวนจังหวัดอยํูในระดับต่า และเสนอให๎ลด
จานวนองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นลงด๎วยการผนวกรวมองค์การบริหารสํวนท๎องถ่ินขนาดเล็กท่ีอยูํใน
พื้นท่ีใกล๎เคียงกน โดยคานึงถึงขนาดประชากร ฐานภาษีและรายได๎ สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่มี
ลักษณะใกลเ๎ คียงกันเพอื่ ให๎มีขนาดโตเพียงพอแกํการทางานท่ีมีประสิทธิผล๔๑

๕.๕ สรุปทา้ ยบท
บทบาทราชการบริหารสํวนท๎องถ่ินจะทาหน๎าที่เป็นผู๎ปฏิบัติการหลั กในการดาเนิน

กิจกรรมของรัฐท่ีเคยทาแตํเดิมกลําวคือในการกระจายอานาจต๎องคานึงถึงการเพ่ิมขีดความสามารถ
ประสทิ ธิภาพในการบรหิ ารงานขององค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินด๎วย ดังน้ันองค์กรปกครองสํวน
ทอ๎ งถน่ิ จาเป็นอยํางย่ิงที่จะต๎องเรํงพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ตลอดจนการเรํงสํงเสริม
ให๎ประชาชนในท๎องถิ่นเขา๎ มามีสวํ นรํวมในการบริหารท๎องถิ่น สนับสนุนและตรวจสอบการดาเนินงาน
ขององค์กรปกครองสํวนทอ๎ งถิ่นอยํางจริงจังและตํอเน่ือง

องค์การบริหารสํวนจังหวัดหรือเรียกช่ือยํอวํา “อบจ.”เป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน
รปู แบบหนึ่งของการปกครองท๎องถ่ินไทยตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด พ.ศ.๒๕๔๐
มีวัตถุประสงค์ของการจัดต้ังเพื่อกระจายอานาจการปกครอง (Decentralization) ให๎ประชาชนใน
ท๎องถิ่นระดับจังหวัดซึ่งเป็นเขตชนบทท่ีสํวนใหญํของประเทศได๎มีโอกาสเรียนรู๎การแก๎ไขปัญหาและ

๓๘พัชราชัย พัฒนสุวรรณา, “โรงเรียน อบจ. : บทบาทขององค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินในการ
บรหิ ารจัดการศึกษา”

๓๙พาเกยี รติ สมานบตุ ร และคณะ, “การพฒั นาศูนยก์ ลางเครือขํายและสรา๎ งเครอื ขํายเพือ่ พัฒนาการ
จัดเก็บภาษีนา้ มันขององคก์ ารบรหิ ารสํวนจังหวดั ”.

๔๐ณฐั ฏภ์ ทั ร์ สัมฤทธิ์, “บทบาทหนา๎ ท่แี ละความจาเป็นขององค์การบริหารสํวนจังหวัด”.
๔๑นเรศ จิตสุจริตวงศ์ และสมาน งามสนิท, “การบริหารพ้ืนที่ทับซ๎อนขององค์กรปกครองสํวน
ท๎องถ่ินในระดับจังหวดั ตามปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง”.

๑๐๖

การตอบสนองความต๎องการของตนเอง โดยการเข๎าไปมีบทบาทหรือมีสํวนรํวมทางการเมืองการ
ปกครอง(Political Participation) หรือทีเ่ รยี กกันวาํ ปกครองตนเอง (Local Self Government)
ตามระบอบประชาธิปไตยองค์การบริหารสํวนจังหวัดจึงเป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินที่ใกล๎ชิดกับ
ประชาชนในพื้นท่ีชนบทมากที่สุด มีอานาจหน๎าที่และมีบทบาทในการพัฒนาจังหวัดที่ครอบคลุมทุก
พืน้ ท่ีท้ังจังหวัดและเป็นหนํวยงานองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นที่มีความสาคัญยิ่งในฐานะที่เป็นองค์กร
ทร่ี บั ผิดชอบในการพฒั นาคุณภาพชวี ติ ของประชาชนสํวนใหญใํ นประเทศเพื่อตอบสนองความต๎องการ
ของประชาชนในพนื้ ที่ทั้งจังหวดั

๑๐๗

เอกสารอา้ งองิ ประจาบท

กติ ติธชั ตะโนรี. “การกลนั่ กรองงบประมาณรายจายประจาปีของสภาองคการบริหารสวนจังหวัดแมํฮ
องสอน”. วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต . บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหมํ,๒๕๕๑.

โกวิทย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิ่นไทย. พิมพ์คร้ังท่ี ๗. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์วิญญูชน,
๒๕๕๒

ชาญชัย แสวงศักดิ์.กฎหมายปกครอง. กรุงเทพมหานคร: สานกั พิมพว์ ิญญชู น,๒๕๔๒.
ณัฐฏ์ภัทร์ สัมฤทธิ.์ “บทบาทหนา๎ ท่ีและความจาเปน็ ขององคก์ ารบรหิ ารสํวนจังหวัด”. วิทยานิพนธ์รัฐ

ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต. วิทยาลัยการปกครองท๎องถ่ิน: มหาวิทยาลัยขอนแกํน,
๒๕๕๖.
นเรศ จิตสจุ ริตวงศ์ และสมาน งามสนิท. “การบรหิ ารพื้นท่ีทับซ๎อนขององค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นใน
ระดับจังหวัดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีส
เทิร์นเอเชียฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีท่ี ๖ ฉบับที่ ๑ ประจาเดือน
มกราคม-เมษายน ๒๕๕๙.
พนินท์เครือไทยและชิชญาสุ์ชํางเรียน.“การประเมินประสิทธิภาพการให๎บริการสาธารณะขององค์กร
ปกครองสํวนท๎องถิ่น กรณีศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดพิษณุโลก”.รายงานวิจัย.
อุตรดติ ถ์: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎอตุ รดติ ถ,์ ๒๕๕๔.
พชั ราชยั พัฒนสวุ รรณา. “โรงเรยี น อบจ. : บทบาทขององค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นในการบริหารจัด
การศึกษา”. ภาคนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารรัฐกิจ). คณะรัฐศาสตร์:
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๕๔.
พาเกียรติ สมานบุตร และคณะ. “การพัฒนาศูนย์กลางเครือขํายและสร๎างเครือขํายเพ่ือพัฒนาการ
จัดเก็บภาษีน้ามันขององค์การบริหารสํวนจังหวัด”. รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร:
สานกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว.), ๒๕๕๖.



บทที่ ๖

เทศบาล

บทนา
เทศบาลถือวาํ เปน็ หนวํ ยการปกครองสํวนทอ๎ งถ่นิ ทจี่ ัดต้ังข้ึนในเขตชุมชนท่ีมีความเจริญ

และใช๎ในการบริหารเมืองเป็นหลัก ซ่ึงหลายประเทศประสบความสาเร็จในการใช๎ “เทศบาล” เป็น
เคร่ืองมือท่ีสาคัญในการปกครองประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล๎วทั้งหลาย สาหรับสังคมไทย
เทศบาลเป็นรูปแบบการบรหิ ารราชการสวํ นท๎องถิน่ ในเขตชมุ ชนเมืองท่ใี ช๎มาตั้งแตํ พ.ศ. ๒๔๗๖ จนถึง
ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๓) เกือบ ๗๗ ปีแล๎วพ.ศ. ๒๔๗๖ ได๎มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบราชการ
บริหารแหํงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๔๗๖ และกาหนดให๎เทศบาลเป็นองค์กรบริหารรูปหนึ่งของ
ราชการบรหิ ารสวํ นทอ๎ งถน่ิ และมกี ารตราพระราชบัญญตั จิ ดั ระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ ข้ึน ซึ่งถือ
วาํ เปน็ กฎหมายฉบบั แรกวําด๎วยการจัดระเบียบบริหารปกครองตนเองของเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๘ ได๎มี
การจัดต้งั เทศบาลเป็นครัง้ แรก ตามพระราชบัญญตั จิ ดั ระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยการยกฐานะ
สุขาภิบาลที่มีอยํูเดิม ๓๕ แหํงข้ึนเป็นเทศบาล และได๎มีการปรับปรุงกฎหมายดังกลําวอยํูเป็นระยะ
เชํน ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ และ พ.ศ. ๒๔๘๓, พ.ศ. ๒๔๙๖ ได๎มีการตราพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.
๒๔๙๖ ข้ึนใช๎แทนกฎหมายเกําทั้งหมด และได๎มีการใช๎กฎหมาย พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ตํอมา
ได๎มีการปรับปรุงแก๎ไขเพิ่มเติมให๎สอดคล๎องกับบทบัญญัติหมวดวําด๎วยการปกครองท๎องถ่ินตาม
รัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ตํอมาในพ.ศ. ๒๕๔๒ ได๎มีการปรับปรุงแก๎ไข พ.ร.บ.
เทศบาล (ฉบับท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อให๎สอดคล๎องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแหํงราชอาณาจักร
ไทย พ.ศ. ๒๕๔๒

๖.๑ แนวคิดพืน้ ฐานเก่ียวกบั เทศบาล
๖.๑.๑ ความเปน็ มาของเทศบาล
แนวความคิดในหารจัดการปกครองทองถ่ินในประเทศไทยมีขน้ึ ครง้ั แรกในรชั สมัย

พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหวั พระองคทรงปฏิรปู ระเบียบวิธีการบรหิ ารราชการแผนดนิ ท่ี
ปฏบิ ัติอยเู ดมิ เสยี ใหม เพื่อใหทันกบั นานาอารยประเทศ นอกจากน้ีทรงมีพระราชดารทิ ่จี ะให
ประชาชน พลเมืองไดเขามามสี วนรวมในการปกครองประเทศอีกดวย เพื่อใหเปนใปตามทศั นคติใหม
ของระบอบ

๑๐๘

การปกครองแบบตะวันตกอันเปนผลสืบเนื่องจากการท่ีพระองคไดเสด็จทอดพระเนตร
กจิ การตางๆ ในทวีปยุโรป๔๒

สาหรบั รปู แบบการปกครองทองถิ่นท่ีไดทรงเร่ิมจัดต้ัง โดยไดทรงพระราชดาริให๎ทดลอง
การปกครองฝกฝนรูปสุขาภิบาลขึ้นในกรงเทพฯ กอน เม่ือ พ.ศ. ๒๔๔๐ และไดตราพระราชกาหนด
สุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๑) แตการจัดต้ังสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ยังไมมีลักษณะเป
นการปกครองตนเอง เพราะกาหนดใหมผี ูบริหารเปนราชการประจาทั้งส้ิน ในวนั ที่๑๘ มนี าคม ๒๔๔๘
(ร.ศ. ๑๔๒) พระองคทรงจัดต้ังสุขาภิบาลทาฉลอม อาเภอเมืองสมุทรสาคร ซึ่งถือวาเปนการปก
ครองทองถิน่ ในหัวเมืองแหงแรกของประเทศไทย ซ่ึงผลของการจัดต้ังสุขาภิบาลท่ีทาฉลอมเปนประโย
ชนแกทางราชการจนมกี ารขยายการจดั ต้ังสุขาภิบาลออกไปในทองถ่ินตางๆ เพ่ิมมากขึ้นและถือกันวา
สขุ าภิบาลเหลานี้ คือสถาบนั ปกครองทองถน่ิ อนั เปนท่ีมาของการปกครองรปู เทศบาลในปจจบุ ัน๔๓

สาหรับพระราชประสงคอันแนวแนของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวที่ทรง
จัดให มีการปกครองท องถิ่นในรูปแบบเทศบาลข้ึนในอนาคตอาจยืนยันได จากหลักฐานการ
พระราชทานสัมภาษณแกผูสื่อขาวหนังสือพิมพ The New York Times ฉบับประจาวันท่ี ๒๘
เมษายน ๒๔๗๔ มีความตอนหน่งึ วา

“เรากาลังเตรียมการออกพระราชบัญญัติเทศบาลข้ึนใหมเพ่ือทดลองเกี่ยวกับสิทธิการ
เลือกต้ังภายใตบทบัญญัติแหงกฎหมายน้ีประชาชนจะมีสิทธิเลือกต้ังสมาชิกเทศบาล ขาพเจาเห็นวา
สิทธิการเลือกตั้งของประชาชนควรจะเร่ิมตนที่การปกครองทองถ่ินในรูปเทศบาลขาพเจาเชื่อวา
ประชาชนควรจะมีสิทธิมีเสียงในกิจการของทองถิ่น เรากาลังพยายามใหการศึกษาเรื่องน้ีแกเขา ขาพ
เจาเห็นวาเปนการผิดพลาด ถาเราจะมีการปกครองระบอบรัฐสภากอนที่ประชาชนจะมีโอกาสเรียนรู
และมปี ระสบการณอยางดีเกี่ยวกับการใชสทิ ธิเลือกตั้งในกจิ การปกครองทองถน่ิ ” ๔๔

พระองค ทรงริเริ่มและปรับปรุงเก่ียวกับการปกครองท องถ่ินในรูปเทศบาล
(Municipality) เพื่อใหเปนพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยตั้งแตตอนตนๆ รัชกาล

๔๒ จั ก ร ก ฤ ษ ณ น ร นิ ติ ผ ดุ งก า ร , ส ม เ ด็ จ พร ะ เ จ้ า บ ร ม ว ง ศ เ ธ อ ก ร ม พ ระ ย า ด า ร ง
ราชานุภาพกับกระทรวงมหาดไทย, (กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐประศาสนศาสตร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์,
๒๕๐๖), หน๎า ๒๗๘.

๔๓ สนธิ เตชานันท์, แผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามแนว
พระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๕), (กรุงเทพมหานคร:
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๑๙), หน๎า ๑๐.

๔๔ สมคิด เลิศไพฑูรย์, การกระจายอานาจตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการ
กระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพ มหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
๒๕๔๓).

๑๐๙

เน่ืองจากการจัดต้ังสุขาภิบาลมีลักษณะเปนการกระจายอานาจในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานรักษา
ความสะอาดเจาหนาท่ีสวนมากเปนขาราชการและยังขาดอานาจท่ีจะออกขอบังคับในการดาเนินการ
เก่ียวกับสุขาภิบาลและกิจการอ่ืน ใน พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงไดมีการทดสองเทศบาลในรูปใหมขึ้น โดยตรา
พระราชบัญญัติการจัดบารุงสถานท่ีชายทะเลทิศตะวันตก เรียกวา “การจัดบารุงสถานที่ชายทะเล
ตะวนั ตก” ข้นึ ในแถบชายทะเลทม่ี อี าณาเขตต้ังแตตาบลบานชะอาลงไปถึงตาบลหัวหินสภาดังกลาวน้ี
กฎหมายกาหนดใหเปนนติ บิ ุคคล คณะกรรมการของสภาดังกลาวเปนขาราชการซ่ึงพระเจาอยูหัวทรง
โปรดเกลาฯ แตงตง้ั ข้ึนมาทัง้ หมดอยางไรก็ตามรูปการปกครองดังกลาวมิไดเปนการขยายการกระจาย
อานาจในทงิ้ ถนิ่ ไปไกลกวารปู แบบการปกครองสขุ าภิบาลท่ีมีอยูในขณะนั้น๔๕

ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหวั ทรงจัดการปกครองทองถ่ินในรูป
เทศบาลขึ้น โดยที่กระทรวงมหาดไทยไดทูลเกลาถวายแผนการโครงการพรอมดวยรางกฎหมายที่
สาเร็จเรียบรอยแลวเพื่อพิจารณาพระองคไดทรงนาเขาไปศึกษาในที่ประชุมเสนาบุรีซ่ึงที่ปนะชุมไม
เห็นดวยโดยใหเหตุผลวาระบบใหมน้ีเปนของดีแตเมื่อพระราชทานไปยังราษฎรท่ียังไมเขาใจระบบดัง
กลาว ผลดีกจ็ ะไมเกิดขึ้นกลบั กลายเปนเรอ่ื งยงุ ยากควรท่ีจะใหการศึกษาแกผูรับใหเกิดความรู ความเข
าใจเสียกอนจึงจะเกิดผลดีตามที่พระองคปรารถนาและอีกประการหน่ึง การพระราชทานสิทธิแก
ประชาราษฎรเ์ ชนนี้เปนพระมหากรุณาธคิ ุณอยางประเสรฐิ แตการปฏบิ ตั ิเชนน้ีในทันทีทันใดทีเดียวยัง
ไมเปนการเหมาะสม ควรแกไขใหคอยเปนคอยไป๔๖ อยางไรก็ตามพระองคทรงตระหนักวาการจัดการ
ปกครองแบบเทศบาลจะเปนการใหการศึกษาแกประชาชนในการที่จะกาวไปสูการปกครองแบบ
ประชาธไิ ตย ตามพระราชบันทกึ ไดทรงตอกย้าถงึ การนี้ตอนหน่งึ วา

“มันเปนการดีกวาอยางแนนอนสาหรับประชาชนท่ีจะเริ่มตนดวยการควบคุมกิจการท
องถ่ินกอนทพ่ี วกเขาพยายามที่จะควบคุมกิจการของรัฐโดยผานทางรัฐสภา ขาพเจาเชื่ออยางจริงใจวา
ถาการปฏิรูปเหลาน้ีไดเริ่มใชอยางคอยเปนคอยไปเชนวิธีนี้การปกครองประชาธิไตยสามารถจะถูก
นามาใช ได โดยไม มีผลเสียมากนักแต กระบวนการนี้จะค อยเป นค อยไปและมีการกระทาอย าง
ระมดั ระวัง ถาการทดลองน้ลี มเหลวในทุกขั้นตอนเม่ือนั้นจึงจะเปนไปไดท่ีจะชักจูงใหประชาชนเชื่อวา
ประชาธปิ ไตยเปนไปไมไดสาหรบั ประชาชนประเทศสยามอันตรายอยูท่ีความไมอดทน”๔๗

๔๕ ชานาญ ยุวบูรณ์, การรวมอานาจและการกระจายอานาจทางการปกครองของกฎหมายไทย,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พส์ ํวนท๎องถิน่ , ๒๕๐๓), หน๎า ๓๑.

๔๖ เฉลิมวุฒิ รักขติวงศ์, การวิเคราะห์โครงสร้างของเทศบาลตามร่างพระราชบัญญัติเทศบาล,
(กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๓๖), หนา๎ ๑๑๙.

๔๗ สนธิ เตชานันท์, แผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามแนว
พระราชดารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยหู่ ัว (พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๕), หนา๎ ๑๕.

๑๑๐

อยางไรก็ตามหลังจากที่คณะราษฎรไดทาการปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครองแลวก็ไดมี
การประกาศใชพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ และไดมีการจัดต้ังเทศบาลเปนคร้ัง
แรกในปพ.ศ. ๒๔๗๘ โดยไดยกฐานะสุขาภิบาลท่ีมีอยูเดิม ๓๕ แหง ซ่ึงเปนสุขาภิบาลเมืองเสีย ๒๙
แหง และสุขาภิบาลทองถ่ิน ๖ แหงข้ึนเปนเทศบาล๔๘ และไดมีการแกไขกฎหมายท่ีเกี่ยวของกับ
เทศบาลถึงปจจุบนั หลายครงั้ กลาวคอื ไดมกี ารประกาศใชพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๑, พ.ศ.
๒๔๘๖ และจนถึงป พ.ศ. ๒๔๙๖

เทศบาลในประเทศไทย นับวํามีการพัฒนาการท่ีก๎าวหน๎ามากท่ีสุดเม่ือเปรียบเทียบกับ
การปกครองท๎องถ่ินในรูปแบบอ่ืนๆ อยํางไรก็ตามการพัฒนาของเทศบาลไทยในอดีตที่ผํานมาก็ไมํ
ก๎าวหน๎าเทําใดนัก เนื่องจากยังมีเทศบาลอีกเป็นจานวนมากท่ียังไมํสามารถพ่ึงตนเองได๎ และ
จาเป็นต๎องได๎รับความชํวยเหลือจากรัฐบาลตลอดเวลา หากนับถึงปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดต้ัง
องคก์ รปกครองสํวนท๎องถิ่นในรูปแบบเทศบาลมาแล๎วกวํา ๗๐ ปี มีกฎหมายแมํบทเทศบาล และยังมี
กฎหมายอ่ืนๆ ที่เกี่ยวข๎องกับเทศบาลอีก เชํน กฎหมายวําด๎วยรายได๎เทศบาล กฎหมายวําด๎วยการ
จัดสรรรายได๎ประเภทภาษีให๎แกํเทศบาล และกฎหมายวาํ ดว๎ ยการเลือกต้ังสมาชิกสภาเทศบาลรวมอีก
หลายฉบับ

๖.๑.๒ เหตผุ ลในการจดั ตง้ั เทศบาลขึน้ ในประเทศไทย
หากจะกลําวถึงเหตุผลในการจัดต้ังเทศบาลในประเทศไทยแล๎ว มีเหตุผลในการจัดต้ัง

เทศบาลในประเทศไทยได๎ ๓ เหตผุ ลใหญๆํ ได๎แกํ

๑) จัดตั้งเทศบาลเพื่อให๎สอดคล๎องกับการเมืองการปกครองในระดับชาติท่ีเป็น
ประชาธิปไตย กลําวคือ เมื่อการปกครองในระดับชาติเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่
เปิดโอกาสให๎ประชาชนมีสิทธิเลือกต้ังผ๎ูแทนราษฎรของตนเข๎าไปทาหน๎าที่ด๎านนิติบัญญัติ และทา
หน๎าท่ีในการบริหารประเทศ มีการแบํงอานาจอธิปไตยออกเป็น ๓ สํวน ได๎แกํ อานาจในทางนิติ
บญั ญตั ิ อานาจบริหาร และอานาจตุลาการ

ดังนั้น การปกครองในระดับท๎องถ่ินที่ใกล๎ชิดกับประชาชนจึงจาเป็นต๎องมีขึ้น
เพื่อให๎สอดคล๎องกับระบบประชาธิปไตยในระดับชาติ โดยท่ีองค์กรเทศบาล เป็นองค์กรทางการเมือง
แรกทีเ่ ปิดโอกาสให๎ประชาชนในท๎องถ่ินปกครองตนเองได๎อยํางเต็มท่ีตามหลักการกระจายอานาจ อีก
ทั้งยังมีการล๎อโครงสร๎างของการเมืองในระดับชาติมาจาลองใสํไว๎ในเทศบาลด๎วย คือ มีการแบํงแยก
ฝุายบริหาร และฝุายสภาท่ีทาหน๎าที่ในการออกเทศบัญญัติออกจากกัน และในทาหน๎าที่ในการ

๔๘ กติ ติ ประทมุ แกว, รายงานการศึกษา เร่ืองการบุกรุกปาสงวนแหงชาติ : ศึกษาเฉพาะกรณีปา
แควระบบ-สียัด อาเภอสนามชยั เขตจงั หวัดฉะเชิงเทรา, (ชลบุรี: กมลศิลปการพมิ พ ๒๕๒๙), หนา๎ ๗๙.

๑๑๑

ตรวจสอบและถํวงดุลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ การจดั ต้ังเทศบาลยงั คงตอ๎ งให๎สอดคล๎องไปกับระเบียบ
บริหารราชการแผํนดินของประเทศ ท่ีได๎แบํงการบริหารราชการแผํนดินออกเป็น ๓ สํวน ได๎แกํ การ
บริหารราชการสํวนกลาง การบริหารราชการสํวนภูมิภาค และการบริหารราชการสํวนท๎องถิ่น ซ่ึง
เทศบาลกค็ อื การบรหิ ารราชการสวํ นท๎องถิน่ นั่นเอง

๒) จัดตั้งเทศบาลเพื่อเป็นการแบํงเบาภารกิจของรัฐบาล เนื่องจากภารกิจของ
รัฐบาลมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนไมํอาจจะลงไปควบคุมดูแล หรือบรรเทาความเดือดร๎อนของประชาชน
ครอบคลุมทกุ พน้ื ที่ ดงั นนั้ รัฐบาลจงึ จาเปน็ ตอ๎ งมหี นวํ ยงานหรอื องค์กรการเมืองอื่นๆ เพื่อชํวยแบํงเบา
ภาระหน๎าทีต่ าํ งๆ นีล้ ง และทาให๎ประชาชนในทอ๎ งถนิ่ ไดร๎ ับการบริการจากภาครัฐได๎รวดเร็วและท่ัวถึง
ย่ิงขึน้ เหตุผลในประการนี้ พจิ ารณาไดจ๎ ากคากลาํ วของปรดี ี พนมยงค์ วาํ

“ในประเทศไทยท่ีมีอาณาเขตกว๎างขวางและมีพลเมืองมาก พลเมืองทั้งหมดใน
ประเทศน้ันๆ อาจมีสํวนได๎สํวนเสียเหมือนกันก็มี และกิจการบางอยํางพลเมืองอันอยูํในท๎องถ่ินหน่ึง
อาจมีสํวนได๎เสียกับพลเมืองอีกท๎องถ่ินหนึ่ง เหตุฉะน้ันจึงมีความจาเป็นอยูํเองท่ีจะรวมอานาจบริหาร
มาไว๎ท่ีศูนย์กลาง…แหํงเดียวยํอมจะทาไปไมํได๎ เพราะจะเป็นการเพ่ิมความติดขัดและไมํสะดวกแกํ
ราชการ”

นอกจากการแบํงเบาภารกิจของรัฐบาลแล๎ว ยังกํอให๎เกิดผลประโยชน์อยํางอื่นแกํ
รัฐบาลได๎อีกสํวนหนึ่ง น้ันก็คือ “แรงสนับสนุนทางการเมือง” ที่รัฐบาลในขณะนั้นจะได๎รับมากข้ึน
เน่ืองจากเม่ือรัฐบาลได๎แบํงภาระหน๎าท่ีบางอยํางไปให๎แกํเทศบาลแล๎ว เทศบาลจะทาหน๎าที่ในการ
ให๎บริการขั้นพื้นฐานแกํประชาชนในเขตเทศบาล เม่ือประชาชนได๎รับการบริการอยํางรวดเร็วจาก
เทศบาลโดยตรง ก็ไมํจาเป็นตอ๎ งรองบประมาณหรอื ความชวํ ยเหลือจากรฐั บาล และได๎รับการบริการท่ี
รวดเร็ว ซงึ่ สงํ ผลใหป๎ ระชาชนมที ัศนคติในแงํบวกตํอรัฐบาล เนื่องจากสามารถบรรเทาความเดือดร๎อน
ให๎แกํประชาชนได๎ เมื่อเปรียบเทียบกับการปกครองในระบบเกําท่ีไมํเปิดโอกาสให๎ประชาชนเข๎ามา
ปกครองตนเอง

๓) จัดตั้งเทศบาลเพ่ือเป็นสถาบันฝึกประชาธิปไตยให๎แกํประชาชน เนื่องจากใน
ขณะนั้น เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบ
ประชาธิปไตยได๎เพียง ๑ ปี ประชาชนสํวนใหญํของประเทศยังไมํมีความรู๎ความเข๎าใจเพียงพอในการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตย ท่ีเปิดโอกาสให๎ประชาชนเข๎าไปมีสํวนรํวมในการปกครอง ดังน้ัน การ
จดั ต้งั เทศบาลท่มี ีโครงสรา๎ งล๎อมาจากการปกครองในระดับชาติ จึงเป็นเสมือนสถาบันหน่ึงท่ีจะชํวยให๎
ประชาชนในทอ๎ งถิน่ มีความรู๎ความเข๎าใจเก่ยี วกับการเมืองการปกครองมากขน้ึ หากพิจารณาถึงเหตุผล
ตํางๆ ของการจัดต้ังเทศบาลแล๎ว เราจะพบวําเหตุผลในการจัดต้ังเทศบาลในระยะเริ่มต๎น มี

๑๑๒

วัตถุประสงค์ในสร๎างความม่ันคงทางการเมืองในระดับชาติมากเสียกวําการมีเทศบาลเพ่ือทาหน๎าท่ี
ดา๎ นการให๎บริการสาธารณะแกปํ ระชาชนตามหลกั การจัดการปกครองทอ๎ งถ่ินในปัจจบุ นั ๔๙

๖.๒ หลกั เกณฑก์ ารจัดตงั้ เทศบาล
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ได๎กาหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจัดตั้ง

ท๎องถน่ิ ใดขนึ้ เป็นเทศบาลไว๎ ๓ ประการ ได๎แกํ๕๐

๑. จานวนและความหนาแนนํ ของประชากรในทอ๎ งถิ่นนั้น

๒. ความเจริญทางเศรษฐกิจของท๎องถ่ิน โดยพิจารณาจากการจัดเก็บรายได๎ตามท่ี
กฎหมายกาหนด และงบประมาณรายจาํ ยในการดาเนินกิจการของท๎องถ่นิ

๓. ความสาคัญทางการเมืองของท๎องถิ่น โดยพิจารณาถึงศักยภาพของท๎องถิ่นน้ัน
วาํ จะสามารถพัฒนาความเจริญได๎รวดเรว็ มากนอ๎ ยเพยี งใด

จากหลักเกณฑ์ดังกลําวข๎างต๎น กฎหมายได๎กาหนดให๎จัดต้ังเทศบาลข้ึนได๎ ๓ ประการ
ดงั น้ี

๖.๒.๑ เทศบาลตาบล
กระทรวงมหาดไทยไดก๎ าหนดหลกั เกณฑ์การจดั ตั้งเทศบาลตาบลไว๎อยาํ งกว๎างๆ ดังน้ี

๑) มีรายได๎จริงโดยไมํรวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณที่ผํานมา ตั้งแตํ
๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทข้นึ ไป

๒) มีประชากรตง้ั แตํ ๗,๐๐๐ คนขน้ึ ไป

๓) ความหนาแนนํ ของประชากรต้งั แตํ ๑,๕๐๐ คน ตอํ ๑ ตารางกิโลเมตรข้ึนไป

๔) ได๎รบั ความเหน็ ชอบจากราษฎรในท๎องถ่ินน้ัน

สาหรับในกรณีทีม่ ีความจาเปน็ เชํน การควบคุมการกํอสร๎างอาคาร การแก๎ปัญหาชุมชน
แออัด การอนุรักษ์ส่ิงแวดล๎อม การพัฒนาท๎องถ่ินหรือการสํงเสริมการปกครองท๎องถ่ินในรูปเทศบาล
กระทรวงมหาดไทยจะส่งั ให๎ดาเนนิ การยกฐานะสขุ าภบิ าลเปน็ เทศบาลตาบลเฉพาะแหํงได๎ หรือกรณีที่

๔๙ สถาบันพระปกเกล๎า, สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดท่ี 3 พัฒนาการและรูปแบบการ
ปกครองท้องถิน่ ไทย ลาดับที่ ๓ เร่อื ง เทศบาล, (นนทบรุ :ี สถาบนั พระปกเกลา๎ , ๒๕๔๗).

๕๐ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท พิฆเนศ พริ้นต้ิง เซ็น
เตอร์ จากดั , ๒๕๓๙), หน๎า ๑๒๕-๑๒๖.

๑๑๓

จังหวัดเห็นวําสุขาภิบาลใดมีความเหมาะสม สมควรยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลตาบลได๎ ก็ให๎จังหวัด
รายงานไปให๎กระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งให๎ดาเนินการยกฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตาบลได๎
โดยให๎จังหวัดช้ีแจงเหตุผลและความจาเป็น พร๎อมทั้งสํงข๎อมูลความเหมา ะสมไปให๎
กระทรวงมหาดไทยพจิ ารณาด๎วย

เทศบาลตาบล เป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นสาหรับเมืองขนาดเล็ก โดยทั่วไป
เทศบาลตาบลมีฐานะเดิมเป็นสุขาภิบาลหรือองค์การบริหารสํวนตาบล (อบต.) การจัดต้ังเทศบาล
ต า บ ล ก ร ะ ท า โ ด ย ป ร ะ ก า ศ ก ร ะ ท ร ว ง ม ห า ด ไ ท ย ย ก ฐ า น ะ ท๎ อ ง ถ่ิ น ข้ึ น เ ป็ น เ ท ศ บ า ล ต า บ ล ต า ม
พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ เทศบาลตาบลมีนายกเทศมนตรีคนหน่ึงทาหน๎าที่หัวหน๎าฝุาย
บรหิ ารและสภาเทศบาลซึ่งประกอบดว๎ ยสมาชิกจานวน ๑๒ คนท่ีราษฎรในเขตเทศบาลเลือกตั้งมาทา
หน๎าท่ีฝุายนิติบัญญัติ นายกเทศมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของราษฎรเขตเทศบาล เทศบาล
ตาบลมหี นา๎ ทีร่ กั ษาความสงบเรียบรอ๎ ยและความสะอาด สร๎างและบารุงถนนและทําเรือ ดับเพลิงและ
กู๎ภัย จัดการศึกษา ให๎บริการสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และรักษาวัฒนธรรมอันดีในท๎องถ่ิน
นอกจากนี้ยงั อาจจดั ให๎มสี าธารณูปโภคและสาธารณปู การอนื่ ๆ ไดต๎ ามสมควร

เทศบาลตาบลโดยทั่วไปมีชื่อตามตาบลที่เทศบาลตั้งอยํู แตํก็มีหลายแหํง (สํวนใหญํจะ
เป็นเทศบาลตาบลท่ีได๎รับการยกฐานะข้ึนมาจากสุขาภิบาล) ที่ไมํได๎ใช๎ชื่อของตาบลหรืออาเภอที่ต้ัง
เทศบาลเป็นชื่อ เชํน เทศบาลตาบล กม.๕ ท่ีตั้งอยูํในตาบลอําวน๎อย อาเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากน้ี เทศบาลตาบลแหํงหน่ึงๆ อาจมีเขตครอบคลุมพ้ืนท่ีตาบลอันเป็น
ทต่ี ง้ั เทศบาลแหงํ นน้ั ทง้ั ตาบล หรือครอบคลมุ พนื้ ทเ่ี พยี งบางสวํ นของตาบล สํวนพ้ืนที่ตาบลเดียวกันซ่ึง
อยํนู อกเขตเทศบาลนนั้ จะอยูํในความดูแลขององค์การบริหารสํวนตาบล (องค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน
ระดับลํางสาหรับพ้ืนท่ีชนบท) หรือบางครั้งเขตเทศบาลยังอาจครอบคลุมไปถึงพื้นที่บางสํวนหรือ
ท้งั หมดของตาบลอน่ื ทีอ่ ยขํู า๎ งเคยี งก็ได๎

หากท๎องถ่ินท่ีเป็นเทศบาลตาบลเจริญเติบโตขึ้นจนมีประชากรถึง ๑๐,๐๐๐ คน และมี
รายได๎พอควร อาจได๎รับการยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลเมือง (องค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินสาหรับเมือง
ขนาดกลาง) ซ่ึงจะมอี านาจหน๎าทแี่ ละความเป็นอิสระมากขึ้น และเขตเทศบาลก็อาจขยายออกไปตาม
ชมุ ชนเมืองที่ขยายตัวโดยยุบองค์การบริหารสํวนตาบลข๎างเคียงท่ีกลายสภาพจากชนบทเป็นเมืองเข๎า
มารวมด๎วย แตํทั้งนี้ต๎องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนท่ีอยูํในท๎องที่นั้นๆ ปัจจุบัน ณ วันที่ ๖
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ มเี ทศบาลตาบลทง้ั สนิ้ ๒,๒๓๓ แหํง๕๑

๕๑ กรมสํงเสริมการปกครองท๎องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, “สรุปข๎อมูล อปท ทั่วประเทศ”, <
http://www.dla.go.th/work/abt/index.jsp 2557>, 28 สิงหาคม 2559.

๑๑๔

๖.๒.๒ เทศบาลเมอื ง มหี ลกั เกณฑก์ ารจดั ต้ังดงั น้ี
๑) ท๎องที่ที่เป็นที่ต้ังศาลากลางจังหวัดทุกแหํง ให๎ยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองได๎โดย

ไมํต๎องพิจารณาถึงหลกั เกณฑ์อืน่ ๆ ประกอบ
๒) สํวนท๎องท่ีท่ีมิใชํเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดจะยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง ต๎อง

ประกอบดว๎ ยหลกั เกณฑ์ดังนี้

๒.๑) เปน็ ทอ๎ งท่ที ม่ี ีพลเมืองตง้ั แตํ ๑๐,๐๐๐ คนขึน้ ไป
๒.๒) ราษฎรอยกํู ันหนาแนํนไมํตา่ กวํา ๓,๐๐๐ คนตอํ ตารางกโิ ลเมตร
๒.๓) มรี ายไดพ๎ อแกกํ ารปฏิบตั ิหนา๎ ทอ่ี ันต๎องทาตามที่กฎหมายกาหนดไว๎
๒.๔) มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะเป็นเทศบาลเมือง
เทศบาลเมอื ง เปน็ การปกครองสํวนท๎องถ่ินแบบเทศบาลสาหรับเมืองขนาดกลาง จัดตั้ง
โดยประกาศกระทรวงมหาดไทยตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ท๎องถิ่นที่จะได๎รับการ
จดั ตง้ั เป็นเทศบาลเมอื งนัน้ คอื ทอ๎ งถิ่นอนั เป็นทต่ี ัง้ ศาลากลางจงั หวัด เชํน เทศบาลเมืองเพชรบุรี (ที่ตั้ง
ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี) เทศบาลเมืองสระแก๎ว (ท่ีตั้งศาลากลางจังหวัดสระแก๎ว) หรือท๎องถิ่นท่ีมี
จานวนราษฎรมากกวํา ๑๐,๐๐๐ คน และมีรายได๎เพียงพอท่ีจะปฏิบัติหน๎าท่ีของเทศบาลเมืองตามที่
กฎหมายกาหนดไว๎ แตกํ ม็ ีท๎องถิ่นบางแหํงท่ีไมํได๎เป็นท่ีต้ังศาลากลางจังหวัดและมีจานวนประชากรไมํ
ถึง ๑๐,๐๐๐ คน แตํก็มีฐานะเป็นเทศบาลเมือง เน่ืองจากได๎รับการจัดต้ังขึ้นตามกฎหมายเทศบาล
สมัยแรกๆ ซง่ึ วางเกณฑต์ าํ งจากปจั จุบัน เชํน เทศบาลเมืองเสนา จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา
เทศบาลเมืองหลายแหํงมีฐานะเดิมเป็นเทศบาลตาบล เชํน เทศบาลตาบลหัวหิน
เทศบาลตาบลชะอา ท่ตี ํอมาได๎ยกฐานะเปน็ เทศบาลเมืองหัวหินและเทศบาลเมืองชะอาตามลาดับ แตํ
ก็มีบางแหํงท่ีได๎รับการยกฐานะข๎ามขั้นจากองค์การบริหารสํวนตาบลข้ึนมาโดยไมํเป็นเทศบาลตาบล
มากํอน เชํน องค์การบริหารสํวนตาบลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี ท่ีได๎รับการยกฐานะเป็นเทศบาล
เมืองปรกฟูา, องค์การบริหารสํวนตาบลทํุงตาเสา จังหวัดสงขลา ที่ได๎รับการยกฐานะเป็นเทศบาล
เมืองทุํงตาเสา๕๒ ท้ังนี้ หากท๎องถิ่นใดได๎รับการยกฐานะข้ึนเป็นเทศบาลเมืองไปแล๎วเป็นเวลา ๑ ปี

๕๒ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดต้ังองค์การบริหารสํวนตาบลทุํงตาเสา อาเภอหาดใหญํ
จงั หวดั สงขลา เปน็ เทศบาลเมอื งทงํุ ตาเสา.

๑๑๕

ตาแหนํงกานัน ผู๎ใหญํบ๎าน ผ๎ูชํวยผู๎ใหญํบ๎าน แพทย์ประจาตาบล และสารวัตรกานันในท๎องถิ่นน้ันๆ
จะถกู ยกเลิกไปด๎วย๕๓

นอกจากเทศบาลเมืองอันเป็นท่ีต้ังศาลากลางจังหวัดจะมีช่ือเรียกตามชื่อจังหวัดแล๎ว
(ยกเวน๎ ตวั จงั หวดั ท่ีเป็นเทศบาลนครแล๎วจานวน ๒๒ จงั หวดั และตัวจงั หวดั สุโขทัยซึ่งมีชื่อวํา เทศบาล
เมืองสุโขทัยธานี) เทศบาลเมืองที่ตั้งอยูํในตัวอาเภอโดยท่ัวไปมักมีชื่อตามชื่ออาเภอหรือตาบลที่
เทศบาลต้ังอยูํ เชํน เขตเทศบาลเมืองสวรรคโลก ครอบคลุมเขตตาบลเมืองสวรรคโลก อาเภอสวรรค
โลก จังหวัดสุโขทัย แตํก็มีบางแหํงท่ีไมํใช๎ช่ืออาเภอหรือตาบลเป็นช่ือ เชํน เขตเทศบาลเมืองลัดหลวง
ครอบคลุมเขตตาบลบางพึ่ง ตาบลบางจาก และตาบลบางครุ อาเภอพระประแดง จังหวัด
สมทุ รปราการ

เทศบาลเมืองมีนายกเทศมนตรีทาหน๎าที่หัวหน๎าฝุายบริหารและมีสภาเทศบาลซ่ึง
ประกอบด๎วยสมาชิกจานวน ๑๘ คนที่ราษฎรในเขตเทศบาลเลือกตั้งมาทาหน๎าท่ีฝุายนิติบัญญัติ
นายกเทศมนตรมี าจากการเลอื กตง้ั โดยตรงของราษฎรในเขตเทศบาล โดยเทศบาลเมืองมีหน๎าท่ีรักษา
ความสงบเรียบร๎อยและความสะอาด สร๎างและบารุงถนนและทําเรือ ดับเพลิงและก๎ูภัย จัดการศึกษา
ให๎บริการสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และรักษาวัฒนธรรมอันดีในท๎องถิ่น นอกจากน้ียังอาจจัดให๎มี
สาธารณปู โภคและสาธารณปู การอื่นๆ ไดต๎ ามสมควร

๖.๒.๓ เทศบาลนคร
มีหลักเกณฑก์ ารจัดตง้ั ดังน้ี

๑) เปน็ ท๎องที่ท่ีมีพลเมืองต้ังแตํ ๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไป

๒) ราษฎรอยกูํ ันหนาแนนํ ไมตํ า่ กวํา ๓,๐๐๐ คนตอํ ตารางกโิ ลเมตร

๓) มรี ายได๎พอแกกํ ารปฏบิ ตั หิ น๎าที่อนั ตอ๎ งทาตามทีก่ ฎหมายกาหนดไว๎

๔) มพี ระราชกฤษฎีกายกฐานะขน้ึ เปน็ เทศบาลนคร

ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ มีจานวนเทศบาลท้ังสิ้น จานวน ๒,๔๔๑ แหงํ แบงํ เป็น

เทศบาลนคร จานวน ๓๐ แหํง

เทศบาลเมอื ง จานวน ๑๗๘ แหํง

๕๓ พระราชบญั ญตั เิ ทศบาล (ฉบับท่ี ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖, ราชกิจจานุเบกษา ๑๒๐ (๑๒๔ ก): ๑-๑๕,
๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๖.

๑๑๖

เทศบาลตาบล จานวน ๒,๒๓๓ แหงํ ๕๔

ในประเทศไทย เทศบาลนคร เปน็ องคก์ รปกครองสวํ นทอ๎ งถน่ิ สาหรบั เมืองขนาดใหญํที่มี
ประชากรต้ังแตํ ๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไปและมีรายได๎พอเพียงตํอการให๎บริการสาธารณะตามหน๎าท่ีท่ี
กฎหมายบัญญัติไว๎ การจัดตั้งเทศบาลนครกระทาโดยประกาศกระทรวงมหาดไทยยกฐานะเป็น
เทศบาลนครตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ (ฉบับลําสุด) ปัจจุบันมีเทศบาลนครอยูํ ๓๐
แหํงท่ัวประเทศ (ไมํนับรวมกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา) เทศบาลนครแหํงแรกของไทย ๓ แหํง
คือเทศบาลนครกรุงเทพ เทศบาลนครธนบุรี และเทศบาลนครเชียงใหมํ จัดต้ังข้ึนในปี พ.ศ. ๒๔๗๘
ตํอมาเทศบาลนครกรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีได๎ถูกยุบรวมกันเป็นเทศบาลนครหลวงในปี พ.ศ.
๒๕๑๔ และในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เทศบาลนครหลวงได๎ถูกยุบพร๎อมกับจังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี
เพ่ือจัดตั้งกรุงเทพมหานคร หลังจากน้ันเทศบาลนครจึงเหลือแตํเพียงเทศบาลนครเชียงใหมํ ซ่ึงเป็น
เทศบาลนครแหํงแรกในสํวนภูมิภาค จนกระท่ังปี พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงมีการจัดตั้งเทศบาลนครแหํงท่ีสอง
ในสวํ นภูมภิ าคคอื เทศบาลนครนครศรธี รรมราช และเทศบาลนครอน่ื ๆ มาตามลาดบั

เทศบาลนครประกอบด๎วยนายกเทศมนตรที าหนา๎ ทหี่ วั หน๎าฝาุ ยบริหารและสภาเทศบาล
ที่มีสมาชิกจานวน ๒๔ คนมาจากการเลือกตั้งของราษฎรในเขตเทศบาลทาหน๎าที่เป็นฝุายนิติบัญญัติ
นายกเทศมนตรมี าจากการเลอื กต้งั โดยตรงของราษฎรในเขตเทศบาลและมรี องนายกเทศมนตรีมาจาก
การแตํงตั้งของนายกเทศมนตรี นอกจากนี้ยังมีสานักงานเทศบาลนครซ่ึงมีปลัดเทศบาลเป็นหัวหน๎า
พนักงานเทศบาล ทาหน๎าที่เป็นหนํวยงานธุรการและหนํวยงานให๎บริการประชาชนภายใต๎การบังคับ
บญั ชาของนายกเทศมนตรี

๖.๓ โครงสรา้ งการบรหิ ารงานของเทศบาล
พนักงานเทศบาลเป็นเจ๎าหน๎าท่ีท๎องถิ่นของเทศบาลที่ปฏิบัติงานอันเป็นภารกิจประจา

สานักงานหรืออาจจะนอกสานักงานก็ได๎ ซ่ึงมีความเกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยํูของประชาชนอยําง
ใกล๎ชิด เพราะหนา๎ ทีข่ องเทศบาลนน้ั ตอ๎ งตดิ ตอํ และให๎บริการแกปํ ระชาชนตั้งแตํเกิดจนตาย ทั้งในเร่ือง
งานการทะเบียน การสาธารณูปโภค การศึกษา การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่ง
นับวําเป็นภาระหน๎าท่ีที่ใกล๎ชิดกับประชาชนในท๎องถิ่นมาก ซึ่งตํางกับคณะเทศมนตรีที่วําคณะ
เทศมนตรีรับผิดชอบและภารกิจในลักษณะของการ “ทาอะไร” สํวนการ “ทาอยํางไร” ก็จะเป็น
หนา๎ ที่ของพนักงานเทศบาล โดยมปี ลดั เทศบาลเป็นผ๎ูรับผดิ ชอบ

๕๔ กองกฎหมายและระเบียบท๎องถิ่น กรมสํงเสริมการปกครองท๎องถ่ิน, “ข๎อมูลจานวนองค์กร
ปกครองสํวนทอ๎ งถิน่ ”, <http://www.dla.go.th/work/abt/>, 31 มีนาคม 2559.

๑๑๗

๖.๓.๑ โครงสรา้ งของเทศบาลในรปู แบบคณะเทศมนตรี
กํอนปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เทศบาลในประเทศไทยมเี พยี งรปู แบบเดียว คือ เทศบาลในรูปแบบ

คณะเทศมนตรี แตํในปัจจุบันภายหลังปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นต๎นมา กฎหมายได๎เปิดโอกาสให๎เทศบาลมี
รูปแบบเพ่ิมขึน้ ไดอ๎ ีกรูปแบบหน่ึงก็คือ เทศบาลในรูปแบบนายกเทศมนตรี ซ่ึงเทศบาลใดจะใช๎รูปแบบ
คณะเทศมนตรี หรือ เทศบาลรูปแบบนายกเทศมนตรีให๎เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนใน
เทศบาล

อยํางไรก็ตาม ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๖ มีการแก๎ไขกฎหมายเทศบาลอีกคร้ัง เป็นผลให๎
เทศบาลคงเหลือเพียงรูปแบบเดียว คือ เทศบาลในรูปแบบนายกเทศมนตรี หรือ นายกเทศมนตรีมา
จากการเลือกต้ังโดยตรง และเป็นจุดสิ้นสุดเทศบาลในรูปแบบคณะเทศมนตรี สาหรับเทศบาลใน
รูปแบบคณะเทศมนตรี มีรายละเอยี ดดงั นี้

รปู แบบคณะเทศมนตรี คอื องค์กรปกครองสวํ นท๎องถิน่ ที่มโี ครงสร๎างในรูปแบบสภา กับ
ฝุายบรหิ าร กลําวคือ มีการแยกฝุายบริหารกับฝุายนิติบัญญัติออกจากกัน แตํมีความสัมพันธ์กันอยําง
ใกล๎ชดิ กลาํ วคือ ฝุายบรหิ าร(ในทน่ี ี้หมายถึงนายกเทศมนตรีและเทศมนตรี) มาจากการเลือกของสภา
เทศบาล และสภาเทศบาลยงั มอี านาจในการควบคุมการทางานของฝุายบริหารได๎อยํางใกล๎ชิด และใน
บางกรณอี าจกาหนดการดารงอยํูของฝุายบรหิ ารได๎

มาตรา ๓๗ แหํงพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก๎ไขเพ่ิมเติม พ.ศ. ๒๕๔๓
กาหนดไว๎วํา “ให๎ผู๎วําราชการจังหวัดแตํงต้ังสมาชิกสภาเทศบาลเป็นนายกเทศมนตรีและเทศมนตรี
ด๎วยความเห็นชอบของสภาเทศบาล” ขณะเดียวกันก็กาหนดสถานะของนายกเทศมนตรีให๎เป็น
หัวหน๎าในการบรหิ ารงานของเทศบาล โดยมเี ทศมนตรีเปน็ ผู๎ชํวย

กฎหมายยังได๎กาหนดผู๎ท่ีมีคุณสมบัติของนายกเทศมนตรีและเทศมนตรีไว๎ด๎วยวําต๎อง
เป็นสมาชิกสภาเทศบาล น้ันก็หมายถึง นายกเทศมนตรีและเทศมนตรีจะทาหน๎าที่ในสองสถานะ คือ
สถานะของฝุายบริหารและสถานะของสมาชิกสภาเทศบาล ดังน้ัน ความเกี่ยวพันกันของฝุายบริหาร
กับฝุายสภาจึงมีอยํูอยํางใกล๎ชิด โดยสรุป โครงสร๎างและรูปแบบความสัมพันธ์ของคณะเทศมนตรีกับ
สภาเทศบาล มีดังรูปข๎างลํางดังน้ี

๑๑๘

สภาเทศบาลทาหนา้ ที่ องค์กรเทศบาล
ในการตรวจสอบ

ประชาชนเลือกตั้ง สภาเทศบาล นายกเทศมนตรี
สมาชกิ สภา ประชาชนในเขตเทศบาล เทศมนตรี

แผนภาพท่ี ๖.๑ โครงสรา๎ งของเทศบาลในรูปแบบคณะเทศมนตรกี ับสภาเทศบาล

เทศบาลในรูปแบบคณะเทศมนตรีมีองค์ประกอบสาคัญอยํูที่ “สภาเทศบาล” เพราะ
สภาเทศบาลทาหน๎าที่ในการเลือกฝุายบริหาร และในขณะเดียวกันก็ทาหน๎าท่ีในการตรวจสอบการ
ทางานของฝาุ ยบรหิ ารด๎วย นอกจากนก้ี ารดารงอยูํของฝาุ ยบริหารกข็ ้ึนอยกํู ับฝุายสภาด๎วยเชํนกัน การ
ดารงอยํขู องฝาุ ยบริหารข้ึนอยํกู บั ฝุายสภา ไมํไดห๎ มายความวําสภาเทศบาลจะสามารถอภิปรายเพ่ือลง
มติไมไํ ว๎วางใจคณะเทศมนตรีได๎ แตํสภาเทศบาลยังมีเคร่ืองมืออน่ื ๆ ในการทาใหฝ๎ าุ ยบริหารไมํสามารถ
บรหิ ารงานตอํ ไปได๎ และในบางกรณีอาจถึงการพน๎ จากตาแหนํงนายกเทศมนตรแี ละเทศมนตรี

๖.๓.๒ โครงสรา้ งของเทศบาลในรปู แบบนายกเทศมนตรี
สาหรับโครงสร๎างของเทศบาลในรปู แบบนายกเทศมนตรีนัน้ มีโครงสร๎างหลักที่คล๎ายกับ

เทศบาลในรูปแบบคณะเทศมนตรี แตํลักษณะความสัมพันธ์ระหวํางฝุายบริหารของเทศบาลกับฝุาย
สภาเทศบาลเปลี่ยนแปลงไป กลําวคือ เทศบาลในรูปแบบนายกเทศมนตรี หัวหน๎าฝุายบริหาร
(นายกเทศมนตรี) และสมาชิกสภาเทศบาล มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงท้ังคูํ และใน
ขณะเดยี วกนั นายกเทศมนตรีสามารถมี “ผ๎ชู ํวย” ไดเ๎ ชํนกนั แตผํ ๎ูชํวยของนายกเทศมนตรีในรูปแบบนี้
จะไมํเรียกวํา “เทศมนตรี” แตํจะเรียกวํา “รองนายกเทศมนตรี” ซึ่งจานวนของรองนายกเทศมนตรี
จะมไี ดเ๎ ทาํ ใดขน้ึ อยํูกับขนาดของเทศบาลตามท่ไี ด๎อธบิ ายไปแลว๎ ขา๎ งต๎น

สาหรับความสมั พนั ธร์ ะหวาํ งฝุายบริหารกบั ฝาุ ยสภาเทศบาล เปน็ ไปดว๎ ยความสัมพันธ์ท่ี
มีสาระสาคญั ดงั น้ี

๑) นายกเทศมนตรจี ะต๎องไมเํ ปน็ สมาชิกสภาเทศบาล

๒) รองนายกเทศมนตรีมาจากการแตงํ ต้ังของนายกเทศมนตรี

๓) รองนายกเทศมนตรจี ะตอ๎ งไมํเป็นสมาชกิ สภาเทศบาล

๑๑๙

จากความสัมพันธ์ทั้ง ๓ ด๎านดังกลําว ทาให๎ความสัมพันธ์ระหวํางสภาเทศบาลกับฝุาย
บริหารหาํ งเหินกัน มีการแบํงแยกฝุายบริหารและฝุายสภาออกจากกันอยํางชัดเจน และตํางมีสถานะ
เพยี งสถานะเดียวคอื ถา๎ ไมเํ ปน็ ฝาุ ยบริหารก็ตอ๎ งเป็นฝาุ ยสภาเทศบาล ซึ่งผดิ กับเทศบาลในรูปแบบคณะ
เทศมนตรีท่นี ายกเทศมนตรีและเทศมนตรจี ะมีสถานะเปน็ สมาชิกสภาเทศบาลด๎วยเชํนกัน

สภาเทศบาลทาหนา้ ที่ องค์กรเทศบาล
ในการตรวจสอบ

สภาเทศบาล นายกเทศมนตรี

ประชาชนเลือกตั้งสมาชกิ สภา
เทศบาลและนายกเทศมนตรี

ประชาชนในเขตเทศบาล

แผนภาพท่ี ๖.๒ โครงสรา๎ งของเทศบาลในรูปแบบนายกเทศมนตรีกบั สภาเทศบาล

๖.๔ อานาจหนา้ ท่ขี องเทศบาล

๖.๔.๑ อานาจหนา้ ทข่ี องสภาเทศบาล
ปกติสภาเทศบาลจะทาหนา๎ ที่ฝุายนิตบิ ญั ญตั ิ โดยมีอานาจหน๎าท่ี ดังน้ี

1) อานาจในการตราเทศบญั ญตั ิ
เทศบัญญัติ คือ กฎข๎อบังคับของท๎องถิ่น ซึ่งมีผลใช๎บังคับได๎เฉพาะในเขตเทศบาล

น้ันๆ เทําน้ัน โดยสภาเทศบาลเป็นผ๎ูมีอานาจหน๎าที่ในการตราเทศบัญญัติโดยไมํขัดหรือแย๎งตํอตัวบท

กฎหมายในกรณีตํอไปน้ี

๑.๑) เพอ่ื ปฏบิ ัติการให๎เปน็ ไปตามหน๎าทีข่ องเทศบาลทก่ี าหนดไว๎ในกฎหมายวํา

ดว๎ ยเทศบาล

๑.๒) เม่ือมีกฎหมายบัญญัติให๎เทศบาลตามเทศบัญญัติ หรือให๎อานาจตราเทศ
บัญญัติเพ่ือปฏิบัติการใหเ๎ ปน็ ไปตามกฎหมายฉบบั น้ันๆ

สาหรบั การพจิ ารณาตราเทศบัญญัติ งบประมาณประจาปี ถือวําเป็นการใช๎อานาจ
สูงสุดในการควบคุม ถ๎าหากรํางดังกลําวไมํได๎รับการเห็นชอบจากสภาเทศบาลแล๎ว น่ันหมายถึงวํา
คณะเทศมนตรีสิ้นสุดในหน๎าที่ (เพราะการไมํเห็นด๎วยของเทศบาลมีความหมายถึงการไมํยอมรับของ
ประชาชนในทอ๎ งถ่นิ ด๎วย) โดยมเี งอื่ นไขทนี่ าํ สงั เกตวํา ผู๎วําราชการจังหวัดจะต๎องเห็นชอบด๎วย และใน

๑๒๐

กรณีท่ีผ๎ูวําราชการจังหวัดไมํเห็นด๎วยน้ันการตัดสินใจในข้ันสุดท๎ายจะข้ึนอยูํกับรัฐมนตรีวําการ
กระทรวงมหาดไทยวาํ จะดาเนนิ การอยาํ งไร สํวนในการตราขอ๎ บัญญัติทั่วไปจะมีหลักการคล๎ายกัน แตํ
ตาํ งกันตรงท่ีวํารํางดังกลําวจะได๎รับการวินิจฉัยข้ันสุดท๎ายจากรัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทย ถ๎า
ผูว๎ าํ ราชการจงั หวัดไมํเห็นด๎วย

๒) อานาจในการควบคมุ ฝุายบริหาร

สภาเทศบาลมีอานาจในการควบคุมคณะเทศมนตรีซ่ึงเป็นฝุายบริหารให๎ปฏิบัติ
หน๎าที่ให๎เป็นไปตามระเบียบแบบแผนและนโยบายท่ีกาหนดไว๎ โดยมีมาตรการควบคุมท่ีสาคัญอยําง
นอ๎ ย ๓ ประการ

๒.๑) การตง้ั กระทถู๎ าม

สมาชิกสภาเทศบาลมีสิทธิท่ีจะต้ังกระท๎ูถามคณะเทศมนตรีหรือเทศมนตรีใน
ข๎อความใดๆ ท่ีเก่ียวกับการงานในหน๎าท่ีได๎ ถ๎าหากสมาชิกสภาเกิดสงสัยหรือมีข๎อข๎องใจเก่ียวกับการ
ปฏิบัติหน๎าท่ีของคณะเทศมนตรีหรือเทศมนตรี หรือเมื่อเล็งเห็นวําการกระทาใดๆ ของฝุายบริหาร
อาจจะกํอให๎เกิดความเสียหายตํอท๎องถิ่นหรือประชาชนในท๎องถ่ินนั้น ทั้งน้ีนายกเทศมนตรีหรือ
เทศมนตรีน้ันๆ จะต๎องตอบกระทู๎ถามให๎สมาชิกสภาหายข๎องใจ แตํฝุายบริหารมีสิทธิที่จะไมํตอบ
กระท๎ูถามก็ได๎ ถ๎าเห็นวํายังไมํสมควรตอบเพราะถ๎าหากตอบไปแล๎ว จะเกิดความไมํปลอดภัยหรือเสีย
ประโยชน์ที่สาคญั ของเทศบาล

๒.๒) การเปิดอภิปราย

กฎหมายวําด๎วยเทศบาลได๎ให๎สิทธิแกํสมาชิกสภาเทศบาล ขอเปิดอภิปรายตํอ
คณะเทศมนตรี หรือเทศมนตรีคนใดคนหน่ึงได๎ ซ่ึงต๎องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการดาเนินการที่
กาหนดไว๎ เชํน มีข๎อกลําวหาคณะเทศมนตรีวําปฏิบัติงานไมํชอบด๎วยอานาจหน๎าที่ ละเลยไมํปฏิบัติ
หน๎าทแี่ ละมีความประพฤตเิ ส่ือมเสียแกศํ ักดิ์ตาแหนงํ ฯลฯ

๒.๓) การอนุมัตงิ บประมาณประจาปี

กํอนท่จี ะมีการดาเนินกจิ กรรมตํางๆ ในรอบปีตํอไป คณะรัฐมนตรีจะต๎องเสนอ
งบประมาณประจาปีเพื่อขออนุมัติตํอสภาเทศบาลเสียกํอน และเม่ือสภาได๎อนุมัติแล๎ว จึงจะดาเนิน
กิจกรรมตํางๆ ได๎ การที่กาหนดให๎ต๎องเสนอขออนุมัติงบประมาณกํอนน้ัน เพื่อท่ีสภาเทศบาลซึ่งถือวํา
เป็นตัวแทนของประชาชนในท๎องถ่ินน้ัน สามารถควบคุมการจัดหารายได๎และการใช๎จํายเงินของฝุาย
บริหารให๎เป็นไปอยํางถูกต๎อง และตรงกับความต๎องการของท๎องถ่ิน และในกรณีท่ีสภาเทศบาล

๑๒๑

พจิ ารณาแลว๎ ลงมติไมรํ บั หลักการแหํงรํางเทศบัญญัติงบประมาณประจาปีที่คณะเทศมนตรีเสนอแล๎ว
ไมํวาํ จะต๎องเหตุผลใดก็ตามจะมีผลทาให๎คณะเทศมนตรชี ุดนน้ั ต๎องพ๎นจากตาแหนํงไป

๓) อานาจในการใหค๎ วามเหน็ ชอบการแตงํ ตงั้ คณะเทศมนตรี

บทบัญญัติของกฎหมายวําด๎วยเทศบาล ได๎กาหนดเก่ียวกับการแตํงต้ังคณะ
เทศมนตรี ไว๎วํา “ให๎ผูว๎ าํ ราชการจงั หวัดแตํงตงั้ สมาชกิ สภาเทศบาลเป็นนายกเทศมนตรีและเทศมนตรี
ด๎วยความเห็นชอบของสภาเทศบาล” อานาจในการเห็นชอบแตํงตั้งคณะเทศมนตรี โดยสภาเทศบาล
จะเสนอการเห็นสมควรให๎ผวู๎ าํ ราชการจงั หวัดแตํงต้งั มขี อ๎ สังเกตวําในปัจจุบันมีการจัดกลํุมในลักษณะ
พรรคการเมอื งข้ึน ดังน้นั กลมุํ ท่ีได๎รับเลอื กตัง้ เป็นฝุายเสียงข๎างมากจะมโี อกาสสูงทีจ่ ะได๎รับเลือกตั้งเป็น
ฝุายบรหิ าร (คณะเทศมนตร)ี

๔) อานาจในการแตงํ ตงั้ คณะกรรมการสภาเทศบาล

เพือ่ ที่จะให๎การดาเนินงานตํางๆ ของสภาเทศบาลเป็นไปอยํางมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล สภาเทศบาลมีอานาจที่จะตั้งคณะกรรมการเพื่อให๎ปฏิบัติภารกิจที่มอบหมายให๎ทา ซ่ึง
คณะกรรมการท่ีสภาเทศบาลจะแตํงตงั้ นี้สามารถจาแนกออกไดเ๎ ปน็ ๒ ประเภท คอื

๔.๑) คณะกรรมการสามัญ คือ คณะกรรมการที่ประกอบด๎วยสมาชิกสภา
เทศบาลซ่ึงได๎รับเลือกจากสภาเทศบาล และกระทรวงมหาดไทยได๎ออกระเบียบให๎มีคณะกรรมการ
สามัญประจาสภาเทศบาลได๎ไมํเกิน ๒ คณะ โดยเทศบาลนครให๎มีกรรมการในคณะหน่ึงๆ ไมํเกิน ๕
นาย สํวนเทศบาลเมืองและเทศบาลตาบลใหม๎ กี รรมการในคณะหนึง่ ๆ ได๎ไมํเกิน ๓ นาย

๔.๒) คณะกรรมการวิสามัญ คือ คณะกรรมการท่ีประกอบด๎วยสมาชิกสภา
เทศบาลหรือผู๎ทรงคุณวุฒิจากภายนอกท่ีมิได๎เป็นสมาชิกซ่ึงได๎รับเลือกจากสภาเทศบาล โดยอาจมี
จานวนและองค์ประกอบของคณะกรรมการได๎เชํนเดียวกับคณะกรรมการสามัญดังที่กลําวมาแล๎ว
ขา๎ งต๎น

๖.๔.๒ อานาจหน้าทข่ี องคณะเทศมนตรี
คณะเทศมนตรี มีอานาจหน๎าท่ีสาคญั ๆ อาจกลําวโดยสรุปได๎ ๓ ประการ ดังนี้

๑. อานาจหน๎าที่ในการควบคมุ ดแู ลและรบั ผดิ ชอบในการบริหารงานโดยทั่วไปของ
เทศบาลตามทเ่ี ทศบาลกาหนดไว๎

๒. อานาจหน๎าท่ีในการเปรียบเทยี บคดที ล่ี ะเมิดตํอเทศบญั ญัติ โดยเทศมนตรีคนใด
คนหนึ่งมีอานาจเปรียบเทียบปรับในคดีท่ีมีการละเมิดตํอเทศบัญญัติได๎ และให๎ประกาศในราชกิจจา

๑๒๒

นุเบกษาเพ่ือประโยชน์แหํงการนี้ นายกเทศมนตรีหรือเทศมนตรีมีอานาจท่ีจะเรียกผู๎กระทาความผิด
และพยานมาบนั ทึกถ๎อยคาเพ่ือประกอบการพจิ ารณาได๎ด๎วย

๓. อานาจหน๎าที่ในการปฏิบัติการตํางๆ ตามกฎหมายวําด๎วยลักษณะปกครอง
ท๎องที่ กลําวคือ คณะเทศมนตรีมีอานาจหน๎าที่เชํนเดียวกับกานัน ผ๎ูใหญํบ๎าน ในการปฏิบัติงานตํางๆ
ในเขตเทศบาลตามบทบัญญัติของกฎหมายลักษณะปกครองท๎องท่ี หรือกฎหมายอื่นใดท่ี
รฐั มนตรีวําการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและได๎กาหนดไวโ๎ ดยกฎกระทรวง

เพื่อให๎การใช๎อานาจหน๎าท่ีของคณะเทศมนตรีดังกลําวมาแล๎วข๎างต๎นเป็นไปอยํางมี

ประสิทธิภาพใหไ๎ ดม๎ ีการแบํงอานาจหน๎าท่ีในการวินิจฉัยปัญหาและการส่ังการระหวํางนายกทศมนตรี
กบั เทศมนตรีไว๎ดังน้ี๕๕

๑) นายกเทศมนตรี มีอานาจหน๎าที่เก่ียวกับการวินิจฉัยส่ังการและบริหารงานใน

เรื่องตอํ ไปนี้

๑.๑) เรือ่ งเก่ยี วกบั สภาเทศบาลหรือสมาชิกสภาเทศบาล

๑.๒) เร่ืองที่ต๎องรายงานอาเภอหรือจังหวัด หรือกระทรวงมหาดไทยแล๎วแตํ
กรณี

๑.๓) เรื่องท่ีกฎหมายหรือระเบียบข๎อบังคับระบุให๎เป็นอานาจหน๎าท่ีของคณะ

เทศมนตรี

๑.๔) เร่ืองเกี่ยวกับการออกเทศบัญญัติหรือยกเลิกแก๎ไขเพ่ิมเติมเทศบัญญัติอยํู
แล๎ว

๑.๕) เร่ืองท่ีดาริขึ้นใหมํ ซ่ึงอาจต๎องมีโครงการหรือแผนงานหรือระเบียบการ
ขึ้นใหมํ

๑.๖) เรอื่ งทปี่ ลดั เทศบาลเหน็ เปน็ ปัญหา หรือกรณพี ิเศษท่คี วรไดร๎ ับการวินิจฉัย
จากนายกเทศมนตรี

๑.๗) เรอ่ื งซ่งึ นายกเทศมนตรีมอี านาจสง่ั การโดยเฉพาะ

๑.๘) เรือ่ งท่ปี ลัดเทศบาลเห็นสมควรเสนอเพอื่ ทราบ

๕๕ ประหยัด หงษ์ทองคา, การปกครองทอ้ งถิ่นของไทย, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทสานักพิมพ์ ไทย
วฒั นาพานชิ จากัด, ๒๕๒๖), หนา๎ ๕๕.

๑๒๓

๒) เทศมนตรีมอี านาจหนา๎ ที่วินจิ ฉัยสงั่ การหรอื บรหิ ารงานในเรือ่ งตํอไปน้ี

๒.๑) เร่อื งท่คี ณะเทศมนตรีหรอื นายกเทศมนตรีมอบหมายให๎เป็นอานาจหน๎าท่ี

ของเทศมนตรี

๒.๒) เรอ่ื งทต่ี ๎องรายงานนายกเทศมนตรี

๒.๓) เรอ่ื งที่กฎหมายหรอื ระเบียบขอ๎ บงั คบั ระบใุ หเ๎ ปน็ อานาจหน๎าที่

๖.๔.๓ อานาจหน้าทขี่ องเทศบาล

พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ กาหนดใหเ๎ ทศบาลมีอานาจหน๎าท่ีทจ่ี ะต๎องปฏบิ ัติหรอื

หน๎าทบ่ี ังคับใหป๎ ฏบิ ัติ และอานาจหนา๎ ที่ที่จะเลือกปฏบิ ตั ิ นอกจากนนั้ ยงั มีอานาจตามที่กฎหมาย

เฉพาะอ่ืนๆ กาหนด ท้งั ยังได๎กาหนดอานาจหน๎าทขี่ องเทศบาลในฐานะระดับตาํ งๆ ไว๎ เชนํ เทศบาล
ตาบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนคร ไว๎แตกตํางกนั โดยมีรายละเอยี ดกลาํ วคือ๕๖

๑) หน๎าท่ีบังคับหรือหน๎าท่ีท่ีจะต๎องปฏิบัติ ซึ่งได๎สรุปแบํงหน๎าท่ีตามฐานะของ
เทศบาลไว๎ดังน้ี

ตารางท่ี ๖.๑ หน๎าทตี่ ามฐานะของเทศบาล

เทศบาลตาบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร

๑. รักษาความสงบเรียบร๎อย มีหนา๎ ที่เชํนเดียวกันกับเทศบาล มหี นา๎ ทเี่ ชํนเดยี วกันกับ

ของประชาชน ตาบล ตามข๎อ ๑-๗ และเพิ่มอีก เทศบาลเมืองตามข๎อ ๑-๑๒

๒. ให๎มีและบารุงทางบกและ ดังน้ี และมหี น๎าทเ่ี พ่มิ อีก ดังน้ี

ทางนา้ ๑. ให๎มีน้าสะอาดหรือการ ๑. ให๎มแี ละบารงุ การ

๓. รักษาความสะอาดของ ประปา สงเคราะห์มารดาและเดก็

ถนนหรือทางเดิน และที่ ๒. ใหม๎ ีโรงฆําสตั ว์ ๒. กิจการอยํางอืน่ ซง่ึ

สาธารณะ รวมทง้ั การกาจัดขยะ ๓. ให๎มีและบารุงสถานที่ทา จาเป็นเพ่ือการสาธารณสขุ
มูลฝอยสง่ิ ปฏกิ ลู การพิทกั ษ์และรักษา

๔. ปูองกนั และระงับ ๔. ให๎มีและบารุงทางระบาย

๕๖ สมคิด เลิศไพฑูรย์ และมรุต วันทนากร, แนวคิดว่าด้วยฝ่ายบริหารเข้มแข็งกับการเลือกตั้ง
นายกเทศมนตรโี ดยตรงในประเทศ, (กรงุ เทพมหานคร: มิสเตอรก์ อ๏ ปป๊ี, ๒๕๔๖).

๑๒๔

เทศบาลตาบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร

โรคติดตํอ น้า

๕. ใหม๎ ีเครอื่ งใช๎ในการ ๕. ใหม๎ ีและบารุงส๎วม
ดับเพลิง สาธารณะ

๖. ใหร๎ าษฎรได๎รับการศกึ ษา ๖. ให๎มีและบารุงการไฟฟูา
อบรม หรือแสงสวาํ งโดยวธิ อี ื่น

๗. หนา๎ ท่ีอื่นๆ ซึ่งมคี าสัง่ ๗. ใหม๎ กี ารดาเนนิ กิจการโรง
กระทรวงมหาดไทย หรือ รบั จานาหรือสถานสนิ เชอื่
กฎหมายบญั ญตั ใิ หเ๎ ป็นหน๎าท่ี ท๎องถนิ่
ของเทศบาล

๒) อานาจหน๎าทที่ จ่ี ะเลอื กปฏบิ ตั ิ

ตารางท่ี ๖.๒ อานาจหน๎าที่ทจี่ ะเลือกปฏบิ ตั ิ

เทศบาลตาบล เทศบาลเมอื ง เทศบาลนคร

๑. ให๎มนี า้ สะอาดหรือ ๑. ให๎มีตลาด ทําเทียบเรือและ มีหน๎าท่ีเชํนเดียวกันกับ

การประปา ทําข๎าม เทศบาลเมืองตามขอ๎

๒. ให๎มีโรงฆําสตั ว์ ๒. ให๎มีสุสานและฌาปนสถาน ๑-๑๒

๓ . ใ ห๎ มี ต ล า ด ทํ า ๓. บารุงและสํงเสริมการทามา
เทยี บเรอื และทําขา๎ ม หากินของราษฎร

๔. ใ ห๎มีสุส านแล ะ ๔. ให๎มีและบารุงการสงเคราะห์
ฌาปนสถาน มารดาและเดก็

๕. บารุงและสํงเสริม ๕.ให๎มแี ละบารุงโรงพยาบาล

การทามา หากินขอ ง ๖. ใหม๎ ีการสาธารณูปการ

ราษฎร ๗. จัดทากิจกรรม ซึ่งจาเป็นเพ่ือ

๖ . ใ ห๎ มี แ ล ะ บ า รุ ง การสาธารณสขุ

๑๒๕

เทศบาลตาบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร

สถานที่ทาการพิทักษ์ ๘. จัดตั้งและบารุงโรงเรียน
และรกั ษาคนเจ็บไข๎ อาชีวศึกษา

๗. ให๎มีและบารุงการ ๙. ใหม๎ ีและบารุงสถานที่สาหรับ

ไฟฟูาหรือแสงสวํางโดย การกฬี าและพลศกึ ษา

วธิ อี น่ื ๑ ๐ . ใ ห๎ มี แ ล ะ บ า รุ ง ส ว น

๘. ให๎มีและบารุงทาง สาธารณะ สํวนสัตว์ และสถานที่

ระบายน้า พักผํอนหยอํ นใจ

๙. เทศพาณิชย์ ๑๑. ปรับปรุงแหลํงเส่ือมโทรม
และรักษาความสะอาดเรียบร๎อย
ของท๎องถน่ิ

๑๒. เทศพาณชิ ย์

๓) อานาจหนา๎ ทตี่ ามทีก่ ฎหมายเฉพาะอนื่ ๆ กาหนด

นอกจากอานาจหน๎าท่ตี ามท่พี ระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ กาหนดไว๎ แล๎ว
ยังมกี ฎหมายเฉพาะอน่ื ๆ กาหนดให๎เทศบาลมีอานาจหน๎าท่ีดาเนินกิจการให๎เป็นไปตามกฎหมายนั้นๆ
อีกเปน็ จานวนมาก เชํน

(๑) พระราชบัญญัติปูองกันภยันตรายอันเกิดแกํการเลํนมหรสพ พุทธศักราช
๒๔๖๔

(๒) พระราชบญั ญัติภาษโี รงเรือนและทด่ี นิ พทุ ธศักราช ๒๔๗๕
(๓) พระราชบัญญตั ิสาธารณสุข พุทธศักราช ๒๔๘๔
(๔) พระราชบญั ญัตคิ วบคมุ การใชอ๎ จุ จาระทาปยุ๋ พุทธศักราช ๒๔๙๐
(๕) พระราชบัญญตั คิ วบคุมการโฆษณาโดยใชเ๎ คร่ืองขยายเสียง พ.ศ. ๒๔๙๓
(๖) พระราชบญั ญัติปูองกันและระงบั อัคคภี ยั พ.ศ. ๒๔๙๕
(๗) พระราชบัญญตั ปิ อู งกนั โรคพษิ สนุ ัขบา๎ พ.ศ. ๒๔๙๘
(๘) พระราชบัญญัตกิ ารทะเบยี นราษฎร พ.ศ. ๒๔๙๙
(๙) พระราชบญั ญตั คิ วบคุมฆาํ และจาหนาํ ยเนอ้ื สตั ว์ พ.ศ. ๒๕๐๒

๑๒๖

(๑๐) พระราบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร๎อยของ
บ๎านเมอื ง พ.ศ. ๒๕๓๕

(๑๑) พระราชบัญญตั ิการผงั เมือง พ.ศ. ๒๕๑๘

(๑๒) พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒

(๑๓) พระราชบญั ญัติปอู งกันภัยฝุายพลเรือน พ.ศ. ๒๕๒๒

(๑๔) พระราชบัญญัตโิ รคติดตอํ พ.ศ. ๒๕๒๓

ฯลฯ

๖.๕ การคลงั และงบประมาณของเทศบาล
การที่เทศบาลจะสามารถดาเนนิ การตํางๆ ได๎ ตามทีก่ ฎหมายกาหนดไว๎จาเป็นอยํางย่ิงท่ี

จะต๎องมีรายได๎เป็นของตนเอง ในการดาเนินงานของเทศบาล การจัดเก็บรายได๎และการใช๎จํายจะถูก
ควบคุมกาหนดโดยตรงจากรัฐบาล โดยรัฐบาลจะกาหนดเป็นกฎหมายวํา จะมีรายได๎กี่ประเภท มี
อะไรบา๎ ง และจะได๎มาอยํางไรบา๎ ง เชํน ภาษอี ากร คาํ ธรรมเนียม คําใบอนญุ าต ฯลฯ และอัตราในการ
จดั เกบ็ ภาษี รวมทั้งการแบงํ รายงานนี้เป็นสํวนหนึ่งของรายได๎ประเภทภาษีให๎แกํเทศบาล สํวนกลางก็
เปน็ ผก๎ู าหนดอีกด๎วย เม่ือเทศบาลมีรายไดแ๎ ล๎ว กจ็ าเปน็ จะต๎องกาหนดแนวทางในการใช๎จํายในรูปเทศ
บัญญัติงบประมาณประจาปี โดยผํานความเห็นชอบจากสภาเทศบาลเสียกํอน และการตรวจสอบ
บัญชจี ะเป็นการควบคมุ สดุ ทา๎ ยเพอ่ื ตรวจสอบความถกู ต๎อง

๖.๕.๑ รายได้ของเทศบาล
มาตรา ๖๖ แหํงพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก๎ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับท่ี ๑๒)

พ.ศ. ๒๕๔๖ กาหนดวํา เทศบาลอาจมรี ายได๎ ดังตอํ ไปน้ี

๑) ภาษีอากร ตามท่ีกฎหมายกาหนดไว๎

๒) คําธรรมเนียม คําใบอนุญาต และคําปรับ ตามทีก่ ฎหมายกาหนดไว๎

๓) รายได๎จากทรพั ยส์ นิ ของเทศบาล

๔) รายไดจ๎ ากการสาธารณูปโภค และเทศพาณชิ ย์

๕) พนั ธบัตรหรือเงินก๎ู ตามท่ีกฎหมายกาหนดไว๎

๖) เงินกู๎จากกระทรวง ทบวง กรม องค์การ หรอื นติ ิบุคคลตํางๆ

๑๒๗

๗) เงนิ อดุ หนนุ จากรฐั บาลหรือองคก์ ารบรหิ ารสํวนจงั หวัด

๘) เงินและทรพั ย์สินอยํางอืน่ ทม่ี ีผุ๎อู ทุ ิศให๎

๙) รายได๎อื่นใดตามทีก่ ฎหมายกาหนดไว๎

การก๎ูเงินจากกระทรวง ทบวง กรม องค์การหรือนิติบุคคลตํางๆ เทศบาลจะกระทาได๎
ตํอเม่ือได๎รับความเห็นชอบจากสภาเทศบาลและได๎รับอนุมัติจากรัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทย
แลว๎ สํวนรายไดท๎ ีเ่ ปน็ รายได๎หลักของเทศบาล ไดแ๎ กํ รายได๎จากภาษอี ากร ตามที่กฎหมายกาหนดและ
รายได๎จากเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือองค์การบริหารสํวนจังหวัด รายได๎จากภาษีอากร ตามท่ี
กฎหมายกาหนดให๎ แบํงเปน็ ๒ ลกั ษณะ คือ

๑) รายได๎ท่ีเทศบาลจัดเก็บเอง เชํน ภาษีบารุงท๎องท่ี ภาษีโรงเรือน ภาษีปูาย เป็น
ตน๎

๒) รายได๎ท่ีสํวนราชการอื่นจัดเก็บและแบํงให๎เทศบาล เชํน ภาษีการค๎า (VAT)
ภาษีสรรพสามิต ภาษีล๎อเล่ือน เปน็ ต๎น

รายได๎ที่สาคัญอีกประการหนึ่ง นอกจากภาษีอากรแล๎ว ได๎แกํ รายได๎จากเงินอุดหนุน
จากรัฐบาลหรือองค์การบริหารสํวนจังหวัด ซ่ึงจะจัดสรรให๎กับเทศบาลโดยคิดจากจานวนรายหัวของ
ประชากรในเขตเทศบาลนั้นรายได๎อื่นๆ ของเทศบาลนอกเหนือจากนี้เป็นรายได๎เล็กน๎อยและไมํ
แนํนอน เวน๎ แตเํ ทศบาลบางแหงํ ซึ่งมีระบบการบรหิ ารจัดการที่ดี อาจมรี ายไดป๎ ระจาจากทรัพย์สินของ
เทศบาล และรายได๎จากการสาธารณูปโภคและเทศพาณิชย์ เชํน รายได๎จากตลาดสด หรือการเก็บคํา
เชาํ อาคารพาณชิ ย์ โรงแรม หอประชุม หรอื การใหเ๎ ชําท่ีดนิ เพอื่ การพาณิชย์ เปน็ ตน๎

๖.๕.๒ รายจ่ายของเทศบาล
มาตรา ๖๗ แหํงพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก๎ไขเพ่ิมเติมถึง (ฉบับที่ ๑๒)

พ.ศ. ๒๕๔๖ กาหนดวําเทศบาลอาจมรี ายจาํ ย ดังตอํ ไปน้ี

๑) เงนิ เดอื น

๒) คาํ จา๎ ง

๓) เงนิ ตอบแทนอ่นื ๆ

๔) คําใช๎สอย

๕) คาํ วัสดุ

๑๒๘

๖) คาํ ครุภัณฑ์

๗) คาํ ท่ีดนิ สง่ิ กํอสรา๎ ง และทรพั ยส์ นิ อ่ืนๆ

๘) เงนิ อดุ หนุน

๙) รายจํายอ่ืนใด ตามข๎อผูกพัน หรือตามท่ีมีกฎหมาย หรือระเบียบของ
กระทรวงมหาดไทยกาหนดไว๎

การใช๎จํายเงินของเทศบาลจะต๎องจัดทาเป็นกฎหมายเรียกวํา เทศบัญญัติงบประมาณ
รายจํายประจาปี และกรณีมีความจาเป็นในการใช๎จํายงบประมาณเพิ่มเติมอาจจัดทาเทศบัญญัติ
งบประมาณรายจํายเพิ่มเติมประจาปี ซึ่งนายกเทศมนตรีต๎องนาเสนอรํางเทศบัญญัติงบประมาณ
รายจํายประจาปี หรือรํางเทศบัญญัติ งบประมาณรายจํายเพ่ิมเติมประจาปีให๎สภาเทศบาลพิจารณา
ให๎ความเห็นชอบ และสํงให๎ผ๎ูวําราชการจังหวัดพิจารณา หากผ๎ูวําราชการจังหวัดเห็นชอบ ก็สั่งให๎
นายกเทศมนตรลี งนามประกาศใช๎ตํอไป

ข้ันตอนการเสนอรํางเทศบัญญัติงบประมาณรายจํายประจาปี เป็นข้ันตอนท่ีมี
ความสาคัญในการบริหารงานของนายกเทศมนตรีคํอนข๎างมาก เน่ืองจากจะต๎องมีการชี้แจง
รายละเอียดการจัดทาแผนงานและงบประมาณของปี ท่ีจะมีการนาเสนองบประมาณนั้นตํอสภา
เทศบาลอยํางละเอียด หากสภาเทศบาลไมํเห็นชอบในหลักการแหํงรํางเทศบัญญัติงบประมาณนั้น
ความยุํงยากทางการบริหารก็จะเกิดข้ึนกับเทศบาลและนายกเทศมนตรีได๎เชํนเดียวกับกรณีของ
องคก์ ารบรหิ ารสํวนจังหวัด เน่ืองจากจะต๎องมีข้ันตอนท่ียํุงยากหลายประการตามมาและอาจสํงผลถึง
ความลําช๎าของการดาเนนิ การตามแผนงาน โครงการตํางๆ ที่กาหนดไว๎ก็เป็นได๎แม๎วํานายกเทศมนตรี
จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซ่ึงถือเป็นรูปแบบท่ีฝุายบริหารมีอานาจมาก แตํสภาเทศบาลก็มี
บทบาทในการคานอานาจกับฝุายบริหารอุยํพอสมควรซึ่งกระบวนการใน การเสนอรํางเทศบัญญัติ
งบประมาณรายจาํ ยประจาปี หรอื งบประมาณรายจํายเพม่ิ เติม เป็นไปตามมาตรา ๖๒ ตรี และมาตรา
๖๒ จัตวา แหงํ พระบัญญตั ิเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แกไ๎ ขเพ่มิ เตมิ ถงึ (ฉบบั ท่ี ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๕

ในประเด็นของการบริหารและจัดการทรัพย์สินของเทศบาล เพื่อให๎เกิดรายได๎แกํ
เทศบาล กอ็ าจดาเนินการได๎ โดยการตราเปน็ เทศบัญญัติเรียกวําเทศพาณิชย์ ซ่ึงอาจดาเนินการในเชิง
พาณิชย์ภายในเขตเทศบาลหรือนอกเทศบาลก็ได๎ท้ังนี้โดยได๎รับความยินยอมจากสภาเทศบาลและ
ได๎รับอนุมัติจากรัฐมนตรีมหาดไทย นอกจากน้ันเทศบาลอาจทากิจการรํวมกับบุคคลอื่นได๎ โดยกํอตั้ง
บริษัทจากัด หรือถือหุ๎นในบริษัทจากัด ซ่ึงจัดตั้งข้ึนเพ่ือกิจการค๎าขายอันเป็นสาธารณูปโภค โดย
เทศบาลต๎องถือหุ๎นเกินกวําร๎อยละห๎าสิบ ของทุนที่บริษัทน้ัน จดทะเบียนไว๎ และได๎รับอนุมัติจาก
รฐั มนตรวี ําการกระทรวงมหาดไทย

๑๒๙

๖.๖ การกากับดูแลเทศบาล
วิธกี ารในการกากับดูแล ประกอบด๎วย

๖.๖.๑ การกากบั ดูแลโดยท่ัวไป
การกากับดูแลเทศบาลโดยท่ัวไป กฎหมายได๎กาหนดให๎เป็นหน๎าท่ีโดยตรงของ

นายอาเภอและผ๎ูวําราชการจังหวัดในเขตที่เทศบาลนั้นต้ังอยูํ โดยกรณีของนายอาเภอจะเป็นการ
กากับดูแลเทศบาลตาบลภายในอาเภอ และผู๎วําราชการจังหวัดจะเป็นผู๎กากับดูแลเทศบาลเมืองและ
เทศบาลนครภายในจังหวัดนั้นๆ โดยทั่วไปอานาจในการกากับดูแลของนายอาเภอและผ๎ูวําราชการ
จังหวัดจะมํุงเน๎นให๎เทศบาลมีการปฏิบัติอยํูกรอบของกฎหมายเป็นสาคัญ อานาจในการกากับดูแล
เทศบาลของนายอาเภอและทผี่ วู๎ าํ ราชการจังหวดั มีดงั นี้

๑) อานาจในการช้แี จง แนะนา และตักเตอื น

๒) อานาจในการตรวจสอบกจิ การของเทศบาล

๓) อานาจในการเรียกรายงานและเอกสารหรือสถิติตํางๆ จากเทศบาลเพื่อ
ตรวจสอบการทางานของเทศบาล

๔) อานาจในการเรียกสมาชิกสภาเทศบาลหรือพนักงานเทศบาลมาช้ีแจงหรือ
สอบสวน กระบวนการในการกากับดูแลเทศบาลในกรณีทั่วไปน้ี มีกาหนดไว๎ในมาตรา ๗๑ แหํง
พระราชบัญญตั เิ ทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แกไ๎ ขเพม่ิ เติม พ.ศ. ๒๕๔๓

๖.๖.๒ การกากับดแู ลโดยการส่งั เพิกถอนหรือส่ังให้ระงับการกระทา
หากนายอาเภอและผ๎ูวําราชการจังหวัด เห็นวํา นายกเทศมนตรี หรือ คณะเทศมนตรีมี

การปฏิบัติอันอาจสร๎างความเสียหายให๎แกํเทศบาล ก็มีอานาจในการเพิกถอนหรือระงับการกระทา
ดังกลําวได๎ ทั้งน้ี การใช๎อานาจดังกลําวจะต๎องเป็นไปตามข้ันตอน กลําวคือ ในเบื้องแรกจะต๎องใช๎
อานาจในการชี้แจงตักเตือนกํอน แตํหากเทศบาลไมํปฏิบัติตามก็สามารถใช๎อานาจสั่งเพิกถอนหรือสั่ง
ระงับการปฏิบัติ ท้ังนี้ จะต๎องรีบรายงานตํอรัฐมนตรีวําการกระทรวงมหาดไทยภายใน ๑๕ วัน เพ่ือ
พจิ ารณาวินจิ ฉยั สง่ั การตามทเี่ หน็ สมควรตอํ ไป (มาตรา ๗๒ แหํงพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖
แกไ๎ ขเพม่ิ เติม พ.ศ. ๒๕๔๖)

๖.๖.๓ การกากบั ดูแลโดยการส่งั ให้ออกจากตาแหน่ง
ผวู๎ ําราชการจงั หวัดมอี านาจในการเสนอความเหน็ พร๎อมด๎วยหลักฐานแกํรัฐมนตรีวําการ

กระทรวงมหาดไทยเพ่ือออกคาสั่งให๎นายกเทศมนตรี คณะเทศมนตรี เทศมนตรีหรือรอง
นายกเทศมนตรีพ๎นจากตาแหนํงได๎ (มาตรา ๗๓ แหํงพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แก๎ไข

๑๓๐

เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๖) หากผู๎วําราชการจังหวัดเห็นวําผู๎บริหารเทศบาลเหลํานี้มีการประพฤติปฏิบัติท่ี
ไมเํ หมาะสมใน ๓ ประการ ดงั น้ี

๑) ปฏบิ ตั ิการฝาุ ฝนื ตอํ ความสงบเรียบร๎อยหรือสวัสดภิ าพของประชาชน

๒) ละเลยไมํปฏบิ ัติตามหรือปฏิบัตกิ ารไมชํ อบดว๎ ยอานาจหน๎าที่

๓) มีความประพฤติในทางจะนามาซ่ึงความเสื่อมเสียแกํศักด์ิตาแหนํงหรือแกํ
เทศบาลหรือแกรํ าชการ

๖.๖.๔ การกากบั ดูแลโดยการยุบสภาเทศบาล
กฎหมายเทศบาล ได๎เปิดโอกาสให๎รัฐมนตรีวําการกระทรวง มหาดไทยสั่งยุบสภา

เทศบาลไดต๎ ามความเหน็ ของผว๎ู าํ ราชการจังหวัด เพ่ือเป็นการคุ๎มครองประโยชน์ของประชาชนในเขต
เทศบาลหรือประโยชน์ของประเทศเป็นการสํวนรวม ซ่ึงการยุบสภาเทศบาลสํงผลให๎สมาชิกสภา
เทศบาลและนายกเทศมนตรี คณะเทศมนตรี เทศมนตรี รองนายกเทศมนตรีต๎องพ๎นจากตาแหนํง
ท้ังหมด และจัดให๎มีการเลือกต้ังใหมํภายใน ๔๕ วัน นอกจากนี้คาสั่งยุบสภาของรัฐมนตรีวําการ
กระทรวงมหาดไทยตอ๎ งมกี ารแสดงเหตุผลประกอบคาสั่งยุบสภาเทศบาลนั้นๆ ด๎วย (มาตรา ๗๔ แหํง
พระราชบญั ญตั ิเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แกไ๎ ขเพิ่มเตมิ พ.ศ. ๒๕๔๖)

๖.๖.๕ การกากบั ดูแลโดยการให้เทศบาลอยใู่ นความควบคุมโดยตรงของ
กระทรวงมหาดไทย

กฎหมายยังได๎เปิดโอกาสให๎เทศบาลอยํูในความควบคุมของกระทรวง มหาดไทยได๎
โดยตรงอีกด๎วย โดยเปิดชํองไว๎อยํางกว๎างๆ วํา “ในเมื่อเห็นจาเป็นที่จะให๎เทศบาลใดอยํูในความ
ควบคุมดูแลของกระทรวงมหาดไทยโดยตรงก็ให๎ทาได๎โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อได๎มีพระราช
กฤษฎีกาให๎เทศบาลใดอยํูในความควบคุมดูแลของกระทรวงมหาดไทยตามความในวรรคกํอน บรรดา
อานาจและหนา๎ ทีข่ องนายอาเภอหรอื ผู๎วําราชการจังหวัดอันเก่ียวกับเทศบาลนั้น ให๎เป็นอานาจหน๎าท่ี
ของรัฐมนตรวี าํ การกระทรวงมหาดไทย หรือผ๎ทู รี่ ัฐมนตรวี าํ การกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย”

๖.๗ กรณีศึกษางานวจิ ยั ที่เกี่ยวข้องกับเทศบาล
การศึกษางานวิจัยท่ีเกี่ยวข๎องกับภาระ อานาจหน๎าที่ หรือการบริหารงานในด๎านตํางๆ

ของเทศบาลจะทาให๎เราสามารถมองเห็นศักยภาพ และจุดอํอน จดุ แข็งของเทศบาล โดยสรปุ ไว๎ดังนี้

พีรยา วัชโรทัย ได๎ศึกษาวิจัย “การจัดการขยะขององค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน:
กรณีศึกษาเทศบาลตาบลเมืองแกลง จังหวัดระยอง” พบวํา กระบวนการจัดการขยะมูลฝอยของ
เทศบาลตาบลเมืองแกลง เร่ิมต๎นจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให๎ประชาชนได๎รับความร๎ูเร่ืองการคัด

๑๓๑

แยกขยะจากบ๎านเรือน เทศบาลมีการคัดแยกขยะ มีการสํงเสริมให๎บุคลากรที่เก่ียวข๎องในองค์กร
พัฒนาศักยภาพตนเอง ด๎านการจัดการขยะ มีการวางเปูาหมายในด๎านการจัดการขยะ
มลู ฝอย ซ่ึงมียุทธศาสตร์และโครงการภายใต๎ยุทธศาสตร์เป็นตัวขับเคล่ือน ใช๎ระบบ ISO ๑๔๐๐๑ ใน
การทางานด๎านสง่ิ แวดลอ๎ ม ผนู๎ าชมุ ชนและเจา๎ หน๎าท่ีเปน็ ตัวกลางประสานการทางานระหวํางเทศบาล
กับประชาชน

การวิเคราะห์ปัจจัยภายในของการจัดการขยะมูลฝอยของเทศบาลตาบลเมืองแกลง
พบวํา ผ๎ูบริหารมีวิสัยทัศน์กว๎างไกล มีวิธีการคิดอยํางเป็นระบบ มีการปฏิบัติงานเชิงประจักษ์
บุคลากรที่เกี่ยวข๎องมีความกระตือรือร๎น มีความชานาญด๎านการจัดการขยะมูลฝอยแตํยังขาดแคลน
บุคลากรระดับปฏิบัติการ มีการแบํงงานตามหน๎าที่อยํางชัดเจน มีการนาระบบมาตรฐาน ISO
๑๔๐๐๑ มาใช๎ในการบริหารจัดการด๎านส่ิงแวดล๎อม นโยบาย/แผน/โครงการยึดหลักการ มี
สํวนรํวมของประชาชน มีชํองทางการประชาสัมพันธ์หลายทางเพื่อให๎ความร๎ูแกํประชาชน มีวิธีการ
จัดการขยะมูลฝอยที่เหมาะสมกับเทศบาล การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก พบวํา ผ๎ูนาชุมชน และ
ประชาชน มีความกระตือรือร๎น และมีจิตสานึกในด๎านสิ่งแวดล๎อม แตํยังมีประชากรแฝงที่ไมํให๎ความ
รวํ มมือในการจัดการสง่ิ แวดลอ๎ ม หนํวยงานของรัฐและองค์กรด๎านสงิ่ แวดล๎อมเข๎ามาชวํ ยสนับสนุนการ
พฒั นาการจดั การขยะมูลฝอยของเทศบาล๕๗

อภิชาติ แสงอัมพร และจานงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ ได๎ศึกษาวิจัย “รูปแบบการบริหารการ
คลังเทศบาลที่สํงผลตํอการพัฒนาประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานการคลังท๎องถิ่น ในเขตภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนลําง” พบวาํ

๑) โครงสร๎างรายไดข๎ องเทศบาลท่ีศึกษามีลักษณะพ่ึงพารายได๎จากรัฐบาลเป็นสัดสํวนที่
สูง เทศบาลมีศักยภาพในการจดัหารายได๎ต่า ทาให๎ความเข๎มแข็งทางด๎านรายได๎ต่า เทศบาลมีการ
จัดสรรรายจํายสํวนใหญํเพ่ือรายจํายประจาและรายจํายเพ่ือการลงทุน ทาให๎มีรายจํายสาหรับการ
พัฒนาความเขม๎ แข็ง ของชมุ ชนในเทศบาลตา่

๒) ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารการคลังของเทศบาลที่ศึกษาประกอบด๎วย ปัญหา
เก่ียวกับบุคลากร ปัญหาด๎านโครงสร๎างรายได๎ และโครงสร๎างรายจําย ปัญหาวิธีปฏิบัติงานคลัง และ
ปญั หาการตรวจสอบทางการคลงั

๕๗ พรี ยา วชั โรทัย, “การจัดการขยะขององคก์ รปกครองสวํ นท๎องถ่ิน: กรณศี กึ ษาเทศบาลตาบลเมือง
แกลง จังหวัดระยอง”, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (การจัดการส่ิงแวดล้อม), (คณะพัฒนาสังคมและ
สิ่งแวดลอ๎ ม: สถาบันบณั ฑิตพัฒนบรหิ ารศาสตร์, ๒๕๕๖).

๑๓๒

๓) รูปแบบการบริหารการคลังเทศบาลที่สํงผลตํอประสิทธิภาพการปฏิบัติงานการคลัง
ท๎องถิ่นมอี งคป์ ระกอบสาคญั ๓ ปจั จยั ที่สมั พันธ์เกื้อหนนุ กัน คอื กระบวนการมสี ํวนรํวมของประชาชน
ท่ีประชาชน ควรมีสํวนรํวมในการบรหิ าร ระบบการสร๎างภมู ิค๎ุมกัน และระบบกลไกการขบั เคลื่อน๕๘

กตญั ู แกวหานาม และคณะ ไดศ๎ ึกษาวิจัย “แนวทางการสรางสานึกพลเมืองของ
ประชาชนในการตดิ ตามตรวจสอบการดาเนินงานขององคกรปกครองสวนทองถ่ินของเทศบาลเมอื งใน
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนกลาง” พบวํา โดยสวนใหญแลวประชาชนบางสวนยังไมเขาใจอยาง
ชัดเจนถงึ สิทธิและบทบาทหนาท่ีท่ีประชาชนจะเขาไปสวนกับการบรหิ ารทองถนิ่ ในความหมายที่
การศกึ ษาไดนิยามเอาไว ซ่ึงจะตองมกี ารยกตวั อยางใหเหน็ ถงึ วามีตัวอยางอะไรบางจึงจะสามารถบอก
ไดวาตนเองเขาไปมสี ิทธิและบทบาทหนาทตี่ อทองถนิ่ ในเรอื่ งการมีสวนรวมของเทศบาลเมืองสวนมาก
เทศบาลจะใหความสาคัญกับประธาน ชมุ ชน ผูนาชมุ ชน อาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาหมูบาน ใน
การประสานงานในเร่ืองตางๆ แตถาเปนเร่ืองเกี่ยวกับการตรวจสอบการทางานน้ัน ทางเทศบาลไมไดมี
การอบรมหรือชแ้ี จงวาประชาชนมีสิทธอ์ิ ะไรและประชาชนสวนใหญไมมีลักษณะนสิ ัยที่จะเขาไป
ตรวจสอบผูอืน่ แตถาเปนโครงการพฒั นานนั้ ประชาชนในพน้ื ทจ่ี ะยนิ ดที ่จี ะชวยเหลือเทศบาลอยาง
เตม็ ที่ สานึกพลเมืองระดับกลุมน้ัน มีกลุมท่ีเขมแข็ง โดยเฉพาะกลุมอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู
บาน ซ่ึงทกุ คนทเ่ี ปนอาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมูบาน ถือวาอาสามาชวยพัฒนาชุมชนตนเอง
มาชวยพฒั นาเทศบาล ทุกเร่ืองทางกลุมจะรวมกนั ทางานเปนทมี อาศัยกลุมในการขับเคลือ่ นทุกๆ
กิจกรรม โดยเฉพาะถาเทศบาลประสานมาทางกลุมยินดี รวมกจิ กรรมทุกกจิ กรรม ประกอบกบั ทางกลุ
มสมาชิกหลายทานสวมหลายบทบาทเปนทั้งกรรมการชุมชน เปนทงั้ อาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมู
บานและอีกหลายๆตาแหนง เชน กรรมการกองทนุ ฯ ตางๆ ซงึ่ ลวนแลวเปนกจิ กรรมทตี่ องดาเนนิ
กจิ กรรมในรูปกลุม ซึ่งทุกคน ทกุ กลุมมเี ปาหมายเดียวกัน คือ การ พฒั นาเทศบาลรวมกัน แตกม็ ีบาง
พน้ื ที่ที่ไมปรากฏลกั ษณะของ
กลมุ ในจากการศึกษาน้ันสามารถสรุปไดวา ในการเขารวมประชมุ เครือขายภาคประชาชนระดับชาติ
หรือสากลในการพฒั นาเทศบาล พบวาประชาชนในเขตเทศบาลเมืองท้ัง ๔ แหง ไมเคยเขารวม
ประชุมเครือขายภาคประชาชนระดับชาติ แตมีการเขารวมประชุมระดบั ชาติที่เก่ียวกบั ประเด็นเฉพาะ
โดยที่ใกลเคียงกบั ความหมายในมติ นิ ้ีมากที่สดุ คือการเขารวมการประชุมทางออกประเทศไทย แตก็เป
นการเนนการเมืองในระดับชาตเิ ปนสาคัญ

๕๘ อภิชาติ แสงอัมพร และ จานงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ, “รูปแบบการบริหารการคลังเทศบาลท่ีสํงผลตํอ
การพัฒนา ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานการคลังท๎องถ่ิน ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนลําง ”,
วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ ประจาเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๖ : ๑๓๙-
๑๕๐.

๑๓๓

โดยการรบั รูเกย่ี วกับสิทธิสวนใหญของประชาชนจะไดรับรูผานตัวแทนหรือผูนาชุมชนที่
เขาไปมีสวนตดิ ตอกับเทศบาล เชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมูบาน (อสม.) คณะกรรมการหมูบ
าน ตัวแทนชุมชนที่จะเปนผูท่ีประสานงานระหวางประชาชนกับเทศบาล นอกจากน้ี จากการสังเกต
จะเห็น ไดวาประชาชนผูใหขอมูลสวนใหญมักไมไดกลาวถึงมีสิทธ์ิเลือกต้ังกับเทศบาล ซึ่งเมื่อมีการ
อธบิ ายถงึ ประเภทของสิทธิในขอน้ีผูใหขอมูลสวนใหญตางก็ตอบรับถึงการมีสิทธ์ิในการเลือกต้ังซึ่งเป
นสิทธิ์พืน้ ฐานในระบอบประชาธิปไตย ซงึ่ บัญญัตอิ ยูในตามรัฐธรรมนญู ๒๕๕๐ หมวดท่ี ๔ หนาที่ของ
ชนชาวไทย กาหนดบทบาทหนาท่ีของชนชาวไทยไวในมาตรา ๗๓ (๓) ที่วา บุคคลมีหนาท่ีไปใชสิทธิ
เลือกต้ัง บุคคล ซ่ึงไปใชสิทธิหรือไมไปใชสิทธิโดยไมแจงเหตุอันสมควรท่ีทาใหไมอาจไปใชสิทธิได ย
อมไดรับสิทธหิ รือเสยี สิทธติ ามทกี่ ฎหมายบัญญตั ิ

ในการเขาไปมบี ทบาทในดานตางๆ กับเทศบาลนั้น ประชาชนสวนใหญมีความกระตือรื
อรนและมีความเต็มใจทจ่ี ะเขาไปมีสวนรวมในการพฒั นากับเทศบาล ดวยตองการทีจ่ ะเห็นทองถ่ินของ
ตนเองพัฒนาข้ึนดีข้ึน แตก็มักจะเปนการมีบทบาท มีสวนรวมในสวนของกิจกรรมตามประเพณี
กิจกรรมเฉพาะหนา โดยสวนใหญไมใชกิจกรรมในการบริหาร เม่ือสรุปถึงการรับรูสิทธิและ บทบาท
หนาท่ีจะพบวา ประชาชนผูใหขอมูลสวนใหญจะรับรูถึงบทบาทของตนเองในการเขามีสวนรวมกับทาง
เทศบาลมากกวาที่จะรับรูถึงสิทธิ และเปนบทบาทของการมีสวนรวมในกิจกรรมมากกวาในเชิงของ
กระบวนการบริหาร และจากการสนทนาเพ่ิมเติม สิทธิตางๆ ที่ประชาชนรับรูน้ันมักจะเปนสิทธิท่ี
ประชาชนพงึ ไดจากบริการตางๆ มากกวาจะเปนลักษณะของการต้ังรับมากกวา นั่นคือ เทศบาลจะเป
นฝายท่อี อกมาส่อื สารและใหขอมูลมากกวาที่ประชาชนจะเขาไปรองขอ ซ่ึงในสวนน้ีอาจจะเปนเพราะ
ระเบียบกฎหมายตางๆ ท่ีระบุใหเทศบาลตองดาเนินการในข้ันต่า ซ่ึงหากทองถ่ินไมดาเนินการก็จะไม
เปนไปตามกรอบที่กฎหมายกาหนดไว แตนอกเหนือจากน้ันมักจะไมมี ทั้งน้ีในมุมมองฝายรัฐหรือใน
กรณี น้ีคือเทศบาลไดกลาววาไดมีการประชาสัมพันธในสวนตางๆ เหลานี้ ใหแกประชาชนไดรับรูอยู
แลว และกลาววาประชาชนมีความกระตือรือรนและรักษาสิทธิของตนเองอยูแลว แตมุมมองของ
ประชาชนที่เก่ยี วของกบั สิทธใิ นการรับรูขาวสารขอมูลหรือการเขารวมประชาคมน้ันมีผูใหขอมูลบางส
วนไดใหภาพทแี่ ตกตางออกไป

จากการศึกษาคร้ังนี้สรุปไดวา เม่ือกลาวถึงสิทธิหรือส่ิงที่ประชาชนจะพึงไดรับจากการ
บรหิ ารงานของเทศบาลหรือตามท่ีมีระเบียบหรือกฎหมายไวและบทบาทที่ประชาชนจะเขาไปมีสวนร
วมในการดาเนินงานกับรัฐบาลน้ัน ประกอบไปดวยสามลักษณะใหญๆ ดวยกัน คือ สิทธิท่ีประชาชน
จะตองไดรับหรือสิทธิทางกฎหมาย สิทธิท่ีสาคัญที่สุดประการแรกก็ คือ สิทธิในการเลือกต้ังซ่ึงเป น
สทิ ธขิ ัน้ พ้นื ฐานท่สี ดุ ที่ประชาชนมกั จะไมไดกลาวถงึ ลักษณะสอง คือ บทบาทที่จะประชาชนจะไดตอง
ไดรับการเปดโอกาสใหประชาชนเขามาดาเนินกจิ กรรมในการท่ีจะกาหนดชะตาชีวิตของตนเองในทอง
ถ่ิน ไดแก ประชาชนมีสิทธิในการแสดงบทบาทในการมีสวนรวมกับในการบริหารงานของเทศบาล

๑๓๔

เชน บทบาทในการแสดงออกถึงความตองการของประชาชนในทองถิ่น โดยผานกระบวนการทา
ประชาคม การใหขอเสนอแนะตางๆ ในการพัฒนาเทศบาลซึ่งจะสงผลกระทบกับการดาเนินชีวิตของ
ตนเองในทองถ่ิน ซ่ึงจากผลการศึกษานั้นประชาชนรับรูและตระหนักถึงสิทธิและบทบาทของตนเอง
ในสวนน้ีเปนอยางดี ประชาชนผูใหขอมูลบางสวนใหขอมูลถึงการไดรับโอกาสที่เอื้อตอการแสดง
บทบาทไดเปนอยางดี แตยงั มปี ระชาชนผูใหขอมูลบางสวนอีกบางสวนท่ีใหขอมูลที่เปนการสะทอนถึง
การที่ไมไดรับโอกาสใหแสดงบทบาทในลักษณะน้ี บทบาทในลักษณะสุดทาย คือ บทบาทในการเข
ามามีสวนรวมในการพัฒนาทองถ่ิน โดยสมัครใจทั้งที่เกี่ยวของกับเทศบาลและที่เก่ียวของกับวิถีชีวิต
ของประชาชนในทองถิ่นเอง ซ่ึงในประเด็นนี้จะพบขอมูลวาประชาชนมีความยินดีและพรอมที่จะอุทิศ
เสียละในการทางานในลักษณะนี้เปนอยางดี ซ่ึงสวนหน่ึงเปนผลมาจากลักษณะทางวัฒนธรรมและ
สงั คมในการยนิ ดที ี่จะชวยเหลอื ซ่งึ กันและกัน แมจะไมมผี ลตอบแทนใดๆ ก็ตามซ่ึงในลักษณะสุดทายนี้
นับเปนสัญญาณท่ีดีของความมีสานึกพลเมืองของประชาชนในทองถ่ิน ซ่ึงหากสามารถขยายผลเขาสู
สานึกพลเมืองในทางการเมอื งการบรหิ ารยอมจะสงผลดตี อการบริหารงานทองถิ่นในอนาคต๕๙

ธรี พงษ บัวหลา ได๎ศกึ ษาวิจยั “บทบาทของเทศบาลในการสงเสริมความม่ันคงทาง
อาหารของคนพิการผูมรี ายได๎นอ๎ ยกรณีศึกษาภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย” พบวํา

๑. ผูบริหารเทศบาลนครท้ัง ๓ แหง ขาดความรูความเขาใจที่ถูกตองเกย่ี วกับความมั่นคง
ทางอาหารจนสงผลกระทบตอการกาหนดนโยบายดานความมั่นคงทางอาหารและนโยบายดานคน
พิการ

๒. ความยากจนเปนสาเหตุสาคัญทาใหคนพิการผูมีรายไดนอยขาดโอกาสในการเลือก
บริโภคอาหารและสงผล กระทบตอความมัน่ คงทางอาหารของตนเองในภาพรวม

๓. อุปสรรคสาคัญในการนานโยบายสงเสริมความมั่นคงทางอาหารใหแกคนพิการผู
พิการผูมีรายไดนอยไปปฏิบัติเกิดจากปจจัยที่มาจากเทศบาลเอง โดยเฉพาะอยางยิ่งปจจัยที่เกิดจาก
การขาดความรูความเขาใจดานความม่ันคงทางอาหารสาหรับคนพิการ และปจจัยที่เกิดจากระบบ
ราชการ งบประมาณที่จากัด และจานวนบุคลากรที่มีศักยภาพไมเพียงพอในการสงเสริมความมั่นคง
ทางอาหารใหแกคนพิการผูรายไดนอย เทศบาลนครควร

๕๙ กตัญ ู แกวหานาม และคณะ, “แนวทางการสรางสานึกพลเมืองของประชาชนในการติดตาม
ตรวจสอบการดาเนินงานขององคกรปกครองสวนทองถิ่นของเทศบาลเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง”,
รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สานักงานกองทนุ สนับสนนุ การวิจัย, ๒๕๕๑).


Click to View FlipBook Version