๑๓๕
๓.๑ กาหนดตัวบุคคลและหนวยงานดานความม่ันคงทางอาหารและคนพิการให
ชัดเจนเพื่อทาหนาท่ีประสานงานและใหความรู ความเขาใจที่ถูกตองแกบุคลากรของเทศบาลและ
สาธารณชน
๓.๒ บรรจุเรื่องความม่ันคงทางอาหารและสิทธิคนพิการใหอยูในยุทธศาสตรและ
นโยบายของเทศบาล
๓.๓ พฒั นาและปรับปรุงพนื้ ทท่ี างกายภาพใหสอดคลองกับ แนวคิดอารยสถาปตย
๓.๔ กาหนดมาตรการทางการคลังเพื่อจูงใจใหภาคเอกชนรวมลงทุนกับเทศบาลด
านความม่นั คงทางอาหารและคนพิการ
๓.๕ กาหนดมาตรการทางการคลังเพ่ือจูงใจใหภาคเอกชนรวมกับเทศบาลในการ
กระตุนภาวะการมงี านทาของคนพิการและครอบครวั คนพิการ
๓.๖ กาหนดใหมแี ผนงานและโครงการเพ่ือ พัฒนาทักษะและสงเสริมคุณภาพชีวิต
คนพิการอยางเปนระบบ๖๐
ทิรัศม์ชญา พิพัฒน์เพ็ญ และคณะ ได๎ศึกษาวิจัย “การประเมินประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธิผลการปฏบิ ตั ิราชการของเทศบาลนครสงขลา” พบวาํ
๑. ด๎านกระบวนการ/ขั้นตอนการให๎บริการพบวํา ประชาชนผู๎มารับบริการมีความพึง
พอใจการให๎บริการด๎านกระบวนการ/ข้ันตอนการให๎บริการในระดับมากท่ีสุด ได๎แกํ กองสวัสดิการ
สงั คมและงาน เคาน์เตอร์เซอรว์ ิส สวํ นหนํวยงานท่ีประชาชนผ๎มู ารบั บรกิ ารมีระดับความพึงพอใจมาก
๒. ดา๎ นเจ๎าหน๎าที่/บุคลากรผ๎ูให๎บริการ พบวํา ประชาชนผ๎ูมารับบริการมีความพึงพอใจ
การให๎บริการด๎านเจ๎าหน๎าท่ี/บุคลากรผู๎ให๎บริการ ในระดับมากท่ีสุด ได๎แกํ กองสวัสดิการสังคม งาน
เคาน์เตอร์เซอร์วิส ศูนย์บริการสาธารณสุขศูนย์สระเกษ สํวนหนํวยงานที่ประชาชนผู๎มารับบริการมี
ระดับความพึงพอใจมาก ได๎แกํ ศูนย์บริการสาธารณสุขศูนย์เตาหลวง และงานทะเบียนราษฎร์
ตามลาดบั
๓. ด๎านสิ่งอานวยความสะดวก พบวํา ประชาชนผ๎ูมารับบริการมีความพึงพอใจการ
ให๎บริการด๎านส่ิงอานวยความสะดวก ในระดับมากท่ีสุด ได๎แกํ กองสวัสดิการสังคม งานเคาน์เตอร์
๖๐ ธีรพงษ บัวหลา, “บทบาทของเทศบาลในการสงเสริมความม่ันคงทาง อาหารของคนพิการผูมี
รายได๎น๎อย กรณีศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย”, รายงานวิจัย, (สานักงานคณะกรรมการการ
อุดมศึกษา สานกั งานกองทุนสนบั สนุนการวจิ ยั : มหาวทิ ยาลัยบูรพา, ๒๕๕๘).
๑๓๖
เซอร์วิส สํวนหนํวยงานที่ประชาชนผ๎ูมารับบริการมีระดับความพึงพอใจมาก ได๎แกํ ศูนย์บริการ
สาธารณสขุ ศนู ย์เตาหลวง งานทะเบียนราษฎร์ และศูนย์บริการสาธารณสุขศูนย์สระเกษ
ตามลาดับ
๔. ด๎านผลสัมฤทธิ์การให๎บริการ พบวํา ประชาชนผู๎มารับบริการมีความพึงพอใจด๎าน
ผลสัมฤทธิ์การให๎บริการ ในระดับมากที่สุด ได๎แกํ กองสวัสดิการสังคม งานเคาน์เตอร์เซอร์วิส สํวน
หนํวยงานท่ีประชาชน ผู๎มารับบริการมีระดับความพึงพอใจมาก ได๎แกํ ศูนย์บริการสาธารณสุขศูนย์
เตาหลวง ศูนยบ์ ริการสาธารณสขุ ศูนยส์ ระเกษ และงานทะเบยี นราษฎร์ ตามลาดบั
๕. ความพึงพอใจของผ๎ูใช๎บริการ รวมทุกด๎าน รวมทุกหนํวยงาน พบวํา ประชาชนผู๎มา
รับบริการของเทศบาลนครสงขลามีระดับความพึงพอใจในระดับมากท่ีสุด ได๎แกํ กองสวัสดิการสังคม
งานเคาน์เตอร์เซอร์วิส สํวนหนํวยงานท่ีประชาชนผู๎มารับบริการมีระดับความพึงพอใจมาก ได๎แกํ
ศูนย์บริการสาธารณสุขศูนย์เตาหลวง ศูนย์บริการสาธารณสุขศูนย์สระเกษ และงานทะเบียน
ตามลาดบั
๖. ปัญหาและข๎อเสนอแนะ พบวํา ควรเพิ่มท่ีจอดรถในการให๎บริการ อยากให๎เพ่ิม
หนงั สือพิมพ์รายวนั ไวบ๎ รกิ ารระหวาํ งรอตรวจ เพมิ่ เตียงผูป๎ ุวยให๎มากข้ึน/รถพยาบาลประจา อยากให๎
มียามประจา/ไฟฟูาหน๎ากาแพงประตู เจ๎าหน๎าท่ีควรมีเคร่ืองแบบท่ีชัดเจนเป็นแบบแผนเดียวกัน เพื่อ
ปูองกันการสับสนระหวําง เจ๎าหน๎าท่ีกับประชาชนผ๎ูใช๎บริการ การเรียกชื่ออยากให๎เรียกซ้า ๒ ครั้ง
หรือใช๎ไมโครโฟนก็ได๎เพื่อสะดวกแกํการได๎ยิน เพราะอาจมีบางทํานท่ีมีปัญหาทางหูการเรียกชื่อให๎
เสียงดังกวํานี้๖๑
จากการทบทวนงานวิจัยในประเด็นตํางๆ ที่เกี่ยวข๎องกับเทศบาลจะสังเกตได๎วําหาก
พิจารณาในด๎านบทบาทของท้ังตัวผ๎ูบริหาร และบุคลากรในเทศบาลนั้นมีแนวการดาเนินการโดยเน๎น
การมสี วํ นรํวมกบั ภาคประชาชน เป็นการรบั ฟงั และเปิดโอกาสให๎กับประชาชนในท๎องถิ่นได๎เข๎ามารํวม
ฟงั รวํ มพัฒนา และรวํ มแก๎ไขปัญหาของท๎องถนิ่ อยาํ งเป็นรูปธรรม
๖.๘ สรุปท้ายบท
เทศบาลเป็นรูปแบบการปกครองสํวนท๎องถิ่นรูปแบบหน่ึงท่ีใช๎ในประเทศไทยปัจจุบัน
การปกครองรูปแบบเทศบาลเป็นการกระจายอานาจให๎แกํท๎องถ่ินดาเนินการปกครองตนเองตาม
ระบอบประชาธิปไตย เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าเจ๎าอยูํหัว โดยเร่ิมจากการ
จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.๑๑๖ (พ.ศ. ๒๔๔๐) โดยมีพระราชกาหนดสุขาภิบาลรถมือสองขาย
๖๑ ทิรัศม์ชญา พิพัฒน์เพ็ญ และคณะ, “การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติ
ราชการของเทศบาลนครสงขลา”, รายงานวิจัย, (สงขลา: มหาวทิ ยาลยั หาดใหญํ, ๒๕๕๗).
๑๓๗
กรุงเทพฯ ร.ศ. ๑๑๖ ในสํวนภูมิภาค มีการตราพระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลทําฉลอม ร.ศ. ๑๒๔
(พ.ศ. ๒๔๔๘) ข้ึนมีวิวัฒนาการเรื่อยมา จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได๎มีการเปล่ียนแปลงการปกครอง ได๎มี
การกระจายอานาจการปกครองที่สมบูรณ์แบบย่ิงขึ้นเทศบาลถือได๎วําเป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ิน
ท่มี ปี ระวัตคิ วามเป็นมายาวนานมากทสี่ ุดในปัจจุบนั โดยมกี ารจัดตั้งเทศบาลขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ โดย
มีการตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ มีการยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาล
หลายแหํง ตํอมาได๎มกี ารแกไ๎ ขเปลย่ี นแปลงยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับเทศบาลหลายคร้ัง จนในที่สุดได๎มี
การตราพระราชบญั ญตั เิ ทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ยกเลกิ พระราชบัญญัติเดิม ท้ังหมดขณะนี้ยังมีผลบังคับ
ใชซ๎ ง่ึ มีการแกไ๎ ขครงั้ สดุ ทา๎ ย โดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบบั ที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
เทศบาลในประเทศไทย นับวํามีการพัฒนาการท่ีก๎าวหน๎ามากท่ีสุดเม่ือเปรียบเทียบกับ
การปกครองท๎องถิ่นในรูปแบบอื่นๆ อยํางไรก็ตามการพัฒนาของเทศบาลไทยในอดีตที่ผํานมาก็ไมํ
ก๎าวหน๎าเทําใดนัก เนื่องจากยังมีเทศบาลอีกเป็นจานวนมากที่ยังไมํสามารถพ่ึงตนเองได๎ และ
จาเป็นต๎องได๎รับความชํวยเหลือจากรัฐบาลตลอดเวลา หากนับถึงปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดต้ัง
องค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่นในรูปแบบเทศบาลมาแล๎วกวํา ๗๐ ปี มีกฎหมายแมํบทเทศบาล (ท่ีไมํนับ
รวมกฎหมายแก๎ไขเพ่ิมเติม) ท้ังสิ้น ๔ ฉบับ และยังมีกฎหมายอ่ืนๆ ท่ีเก่ียวข๎องกับเทศบาลอีก เชํน
กฎหมายวําด๎วยรายได๎เทศบาล กฎหมายวําด๎วยการจัดสรรรายได๎ประเภทภาษีให๎แกํเทศบาล และ
กฎหมายวาํ ดว๎ ยการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาเทศบาล รวมอกี หลายฉบับ
๑๓๘
เอกสารอา้ งอิงประจาบท
กตัญ ู แกวหานาม และคณะ. “แนวทางการสรางสานึกพลเมืองของประชาชนในการติดตาม
ตรวจสอบการดาเนินงานขององค กรปกครองส วนท องถิ่นของเทศบาลเมืองในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง”. รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร: สานักงานกองทุน
สนับสนุนการวจิ ัย, ๒๕๕๑.
กรมสํงเสริมการปกครองท๎องถ่ิน กระทรวงมหาดไทย. “สรุปข๎อมูล อปท ท่ัวประเทศ”. <
http://www.dla.go.th/work/abt/index.jsp ๒๕๕๗>, ๒๘ สงิ หาคม ๒๕๕๙.
กองกฎหมายและระเบียบท๎องถ่ิน กรมสํงเสริมการปกครองท๎องถิ่น. “ข๎อมูลจานวนองค์กรปกครอง
สวํ นท๎องถ่นิ ”. <http://www. dla.go.th/work/abt/>, ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙.
กติ ติ ประทุมแกว. รายงานการศึกษา เร่ืองการบุกรุกปาสงวนแหงชาติ : ศึกษาเฉพาะกรณีปาแคว
ระบบ-สียัด อาเภอสนามชัยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา. ชลบุรี: กมลศิลปการพิมพ
๒๕๒๙.
จั ก ร ก ฤ ษ ณ น ร นิ ติ ผ ดุ ง ก า ร . ส ม เ ด็ จ พ ร ะ เ จ้ า บ ร ม ว ง ศ เ ธ อ ก ร ม พ ร ะ ย า ด า ร ง
ราชานุภาพกับกระทรวงมหาดไทย. กรุงเทพมหานคร: คณะรัฐประศาสนสาตร
มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, ๒๕๐๖.
เฉลิมวุฒิ รักขติวงศ์. การวิเคราะห์โครงสร้างของเทศบาลตามร่างพระราชบัญญัติเทศบาล.
กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖.
ชานาญ ยุวบูรณ์. การรวมอานาจและการกระจายอานาจทางการปกครองของกฎหมายไทย.
กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พส์ วํ นทอ๎ งถิ่น, ๒๕๐๓.
ชูวงศ์ ฉายะบุตร. การปกครองท้องถ่ินไทย. กรุงเทพมหานคร๔ : บริษัท พิฆเนศ พริ้นต้ิง เซ็นเตอร์
จากัด, ๒๕๓๙.
ทริ ัศมช์ ญา พพิ ฒั นเ์ พ็ญ และคณะ. “การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการของ
เทศบาลนครสงขลา”. รายงานวิจยั . สงขลา: มหาวิทยาลัยหาดใหญ,ํ ๒๕๕๗.
ธีรพงษ บัวหลา. “บทบาทของเทศบาลในการสงเสริมความมั่นคงทาง อาหารของคนพิการผูมีรายได๎
น๎อย กรณีศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย”. รายงานวิจัย. สานักงาน
คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษา สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย: มหาวิทยาลัยบูรพา,
๒๕๕๘.
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เร่ือง จัดตั้งองค์การบริหารสํวนตาบลทุํงตาเสา อาเภอหาดใหญํ จังหวัด
สงขลา เป็นเทศบาลงทงุํ ตาเสา.
ประหยดั หงษ์ทองคา. การปกครองทอ้ งถน่ิ ของไทย. กรุงเทพมหานคร: บริษัทสานักพิมพ์ ไทยวัฒนา
พานิช จากดั , ๒๕๒๖.
พระราชบัญญัติเทศบาล ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖. ราชกิจจานุเบกษา ๑๒๐ ๑๒๔ ก: ๑–๑๕. ๒๒
ธนั วาคม ๒๕๔๖.
๑๓๙
พีรยา วัชโรทัย. “การจัดการขยะขององค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น: กรณีศึกษาเทศบาลตาบลเมืองแก
ลง จังหวัดระยอง”. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการส่ิงแวดล้อม.
คณะพัฒนาสังคมและสงิ่ แวดล๎อม: สถาบนั บณั ฑติ พัฒนบรหิ ารศาสตร์, ๒๕๕๖.
สถาบันพระปกเกล๎า. สารานุกรมการปกครองท้องถิ่น หมวดท่ี ๓ พัฒนาการและรูปแบบการ
ปกครองท้องถ่นิ ไทย ลาดับท่ี ๓ เรอื่ ง เทศบาล. นนทบุรี: สถาบนั พระปกเกล๎า, ๒๕๔๗
สนธิ เตชานันท์. แผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามแนวพระราชดาริ
ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๖๙-๒๔๗๕. กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๑๙.
สมคิด เลิศไพฑูรย์. การกระจายอานาจตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย
อานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพ มหานคร:
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๓.
สมคิด เลิศไพฑูรย์ และมรุต วันทนากร. แนวคิดว่าด้วยฝ่ายบริหารเข้มแข็งกับการเลือกต้ัง
นายกเทศมนตรีโดยตรงในประเทศ. กรุงเทพมหานคร: มสิ เตอรก์ อ๏ ปป,๊ี ๒๕๔๖.
อภิชาติ แสงอัมพร และ จานงค์ อดิวัฒนสิทธิ์. “รูปแบบการบริหารการคลังเทศบาลท่ีสํงผลตํอการ
พั ฒ น า ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ข อ ง ก า ร ป ฏิ บั ติ ง า น ก า ร ค ลั ง ท๎ อ ง ถิ่ น ใ น เ ข ต ภ า ค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนลําง”. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย. ปีท่ี ๓
ฉบบั ที่ ๒ ประจาเดอื นกรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๖.
๑๔๑
บทที่ ๗
การเปลี่ยนแปลงฐานะสขุ าภบิ าลเปน็ เทศบาล
บทนา
พระราชบัญญตั ิเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ทป่ี ระกาศใช๎ในปจั จบุ นั นน้ั ไดแ๎ บํงประเภทเทศบาล
ออกเปน็ สามรูปแบบ นั่นคอื เทศบาลนคร เทศบาลเมอื ง และเทศบาลตาบล ในการกํอกาเนิดเทศบาล
ตาบลตามพระราชบญั ญัติดังกลําว ไมํได๎มีการกาหนดหลักเกณฑ์ท่ชี ดั เจนในการจัดต้ังแตปํ ระการใด
คงจะเปน็ เพราะเหตผุ ลทวี่ าํ รัฐบาลในขณะน้ันมคี วามตอ๎ งการทจี่ ะยกฐานะสุขาภิบาลท่มี ีอยแํู ตํเดมิ ขน้ึ
เปน็ เทศบาลอนั เปน็ การนารํองในการใชร๎ ปู แบบเทศบาลเป็นคร้งั แรก
การปกครองในรูปแบบของเทศบาลน้นั รัฐบาลคณะราษฎรมคี วามต้งั ใจหรือมเี จตนารมณ์ที่
จะกระจายอานาจสทูํ อ๎ งถิ่น ใหเ๎ กดิ การปกครองตนเองตามพระราชบัญญัตจิ ดั ระเบยี บเทศบาล พ.ศ.
๒๔๗๖ ซ่ึงมีความพยายามปฏิรปู ทอ๎ งถน่ิ ใหส๎ อดคล๎องกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระดับชาติ จนได๎
มกี ารเริ่มต๎นจะยกฐานะสขุ าภิบาลจานวน ๓๕ แหํงท่มี ีอยูํแตํเดมิ ของล๎นเกลา๎ รชั กาลท่ี ๕ ขึ้นเป็น
เทศบาล โดยจดุ มํงุ หมายของคณะราษฎรมํงุ หมายท่จี ะพฒั นาการปกครองท๎องถ่ินรูปแบบเดยี วคอื
เทศบาล
๗.๑ แนวคดิ ว่าดว้ ยการจัดต้งั และยกฐานะหนว่ ยการปกครองทอ้ งถน่ิ
การยกฐานะหรือการเปล่ียนแปลงฐานะองคก์ รปกครองสวํ นท๎องถน่ิ น้นั มีความ
เคลือ่ นไหวทเี่ ปรยี บเสมอื นคลื่นท่ีกระทบตอํ องค์กรปกครองสวํ นท๎องถิน่ ที่มผี ลทาให๎เกดิ การ
เปลย่ี นแปลงสถานภาพขององค์กรปกครองสวํ นท๎องถิ่นแนวคิดวาํ ด๎วยการจดั ตงั้ และยกฐานะหนวํ ย
การปกครองทอ๎ งถิน่ การยกฐานะสขุ าภบิ าลเปน็ เทศบาล ซึ่งจะเปน็ การชใี้ หเ๎ ห็นถึงจดุ เรมิ่ ต๎นของ
เทศบาลโดยวธิ ีการเปล่ยี นแปลงฐานะวํา เดิมทนี ั้นการเปลย่ี นแปลงฐานะมหี ลักเกณฑ์หรอื เงอ่ื นไข
อยํางไรบ๎าง รวมถงึ วาทกรรมวําด๎วยหลกั เกณฑ์ในการเปลยี่ นแปลงฐานะเปน็ เทศบาลตาบล ที่คํอนข๎าง
มคี วามสับสนและมีการนาเสนอข๎อมูลที่หลากหลาย อกี ทัง้ ตามตวั บทกฎหมายในการเปลี่ยนแปลง
ฐานะเป็นเทศบาลตาบลในปัจจุบนั วําองค์การบริหารสวํ นตาบลมกี ารดาเนินการอยํางไร นอกจากนย้ี งั
พิจารณาการมสี วํ นรวํ มของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงฐานะและประเด็นทางการเมืองในการ
เปลี่ยนแปลงฐานะเปน็ เทศบาลตาบลการปกครองทอ๎ งถิ่นถือเป็นรากฐานสาคัญของการพฒั นา
ประชาธิปไตย เพราะการปกครองท๎องถ่ินคือประชาธิปไตยทอ๎ งถ่ิน๖๒ การจดั ต้งั หรอื การยกฐานะ
๖๒วฒุ ิสาร ตนั ไชย,ยทุ ธศาสตรก์ ารปกครองทอ้ งถิ่น, (กรุงเทพมหานคร: เอ็กเปอเน็ต, ๒๕๕๒), หน๎า
๑๑๑.
๑๔๒
องค์กรปกครองสวํ นท๎องถ่นิ น้ันจึงมีความนําสนใจในการจัดการปกครองของรฐั สมัยใหมํที่จะชํวยสร๎าง
รากฐานสาคัญของการพัฒนาประชาธปิ ไตย รัฐเปน็ ผู๎ให๎กาเนดิ การปกครองทอ๎ งถิ่น หรือการปกครอง
ท๎องถ่ินเปน็ ระบบการปกครองท่ีเปน็ ผลเน่ืองมาจากการกระจายอานาจทางการปกครองของรฐั เพื่อให๎
สอดคลอ๎ งกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมสี วํ นรํวมในการปกครองตนเอง จึงเกดิ การจัดต้ัง
หรอื ใหม๎ ีองค์กรปกครองทอ๎ งถิ่นขึน้ ซ่งึ ในระยะแรกการจัดตั้งหนวํ ยในการปกครองตนเอง มีหนา๎ ท่ี
สาคัญท่ตี ๎องการให๎ประชาชนมสี วํ นรวํ มทางการเมืองและการใหบ๎ ริการพนื้ ฐานแกํประชาชน แตใํ น
ปัจจบุ ันท๎องถิ่นมบี ทบาทมากขึ้นในการพัฒนาท้งั ทางเศรษฐกิจสงั คมและการเมอื งในพ้ืนที่
อยาํ งไรกต็ ามแนวทางที่เป็นจุดกาเนิดในการปกครองท๎องถ่ิน หรือการให๎มีองค์กรปกครอง
สํวนท๎องถิ่นนั้น รปู แบบขององค์กรปกครองสวํ นท๎องถนิ่ วาํ มีแนวคิดท่ีอธบิ ายความเปน็ มาของการ
ปกครองสํวนท๎องถิ่นซ่งึ มีแนวทางหลักๆ ๒ แนวทางด๎วยกัน๖๓ กลาํ วคือ
แนวคิดแรก คือ แนวคิดแบบจารีตนิยมหรือประเพณีนิยม (Traditionalist Perspective)ซ่ึง
มีความคิดความเช่ือที่เห็นวําการปกครองท๎องถ่ินของทุกประเทศมีความเป็นมาต้ังแตํสมัยโบราณและ
อาจมีมาต้ังแตํสมัยโบราณและอาจมีมานับตั้งแตํมนุษย์ได๎กํอตั้งสังคมการเมืองข้ึนในโลก เชํนมีมา
ตั้งแตํสมัยกรกี สมัยโรมันหรือกํอนหน๎านั้น ในกรณีประเทศไทยก็อาจอธิบายวําการปกครองท๎องถิ่นมี
มาตง้ั แตํสมยั สุโขทยั หรือกํอนสมยั สโุ ขทยั เชนํ การปกครองระดับหัวเมืองระบบเวียง วัง คลัง นา เป็น
ตน๎ แนวคดิ ในกุลมํ นจี้ ะเน๎นการปกครองทีไ่ มเํ ป็นทางการซง่ึ เกิดขึ้นและกระจายท่ัวทุกสังคม มีลักษณะ
เปน็ การปกครองตนเอง (Self Government)
แนวทางคิดที่สอง เป็นแนวคิดที่ตรงข๎ามกับแนวทางแรก ซ่ึงเชื่อวําการปกครองท๎องถิ่นเป็น
ผลผลิตของรัฐสมัยใหมํ (Modern State) หรือแนวคิดสานักสมัยใหมํนิยม (Modernist
Perspective) ซึง่ ถือกาเนิดขึ้นมาไมํนาน คาบเก่ียวกับชํวงที่ประชาธิปไตยได๎รับความสาคัญแนวคิดนี้
จะเนน๎ ไปที่บทบาททสี่ าคญั ของรฐั วาํ เป็นองค์กรท่ีมีอานาจสูงสุดและเป็นผู๎จัดให๎มีการปกครองท๎องถ่ิน
น่นั คอื หากไมํมีรัฐบาลกลางเกิดข้ึนก็ไมํมีการปกครองท๎องถ่ินตามมาเชํนเดียวกันหากรัฐสมัยใหมํไมํได๎
ให๎การรับรองสถานะองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น การปกครองท๎องถิ่นที่มีมาแตํเดิมก็จะมีสถานะไมํ
เป็นทางการหรือเปน็ การปกครองท๎องถนิ่ ทีไ่ มํเป็นทางการซึ่งดารงอยูใํ นรัฐสมยั ใหมํเทาํ นั้น
ฉะน้ันการที่จะให๎ท๎องถิ่นมีอานาจอิสระโดยสิ้นเชิงจากรัฐหรือรัฐบาลยํอมเป็นไปไมํได๎ถ๎าเป็น
เชํนน้ันแล๎วจะกลายเป็นการกํอให๎เกิดข้ึนเป็นรัฐซ๎อนรัฐ เป็นประเทศซ๎อนประเทศข้ึนมา หากท๎องถ่ิน
เป็นอสิระโดยสิ้นเชิง ปราศจากการควบคุมจากรัฐ เพราะรัฐเทําน้ันท่ีมีอานาจสูงสุดหรือที่เรียกวํา
๖๓นครินทร์ เมฆไตรรัตน์,“รัฐกับการปกครองท๎องถิ่น” ในสารานุกรมชุดการปกครองท้องถ่ินไทย,
(นนทบรุ :ี สถาบนั พระปกเกล๎า, ๒๕๔๗), หน๎า ๑๕-๑๗.
๑๔๓
“อานาจอธิปตั ย์”(Sovereignty) ภายในประเทศ สํวนท๎องถิ่นมีอานาจอิสระ (Autonomy)แตํต๎องอยํู
ภายใต๎ขอบเขตการควบคุมหรือการมอบอานาจจากรัฐเทํานั้น ซ่ึงจะเห็นวําแนวคิดดังกลําวให๎
ความสาคัญอยํางย่ิงตํอรัฐ หากไมํมีรัฐก็ไมํสามารถกํอให๎เกิดท๎องถ่ินได๎ เชํนเดียวกับ Deniel Wit ที่
เห็นวําการปกครองทอ๎ งถน่ิ วําเป็นเรอื่ งที่รฐั บาลกลางใหอ๎ านาจหรอื การกระจายอานาจไปให๎หนํวยการ
ปกครองท๎องถ่ิน อีกท้ังยังเป็นการให๎โอกาสกับประชาชนในท๎องถิ่นได๎มีอานาจในการปกครองรํวมกัน
เชื่อวําหากอานาจการปกครองมาจากประชาชนในท๎องถ่ินแล๎วรัฐบาลของท๎องถ่ินก็ยํอมเ ป็นรัฐบาล
ของประชาชน ดังนั้นการปกครองท๎องถิ่นจึงจาเป็นต๎องมีองค์กรเป็นของตนเอง ซ่ึงองค์กรดังกลําวหา
ไมํได๎เป็นสํวนหนึ่งของรัฐบาลกลาง โดยองค์กรปกครองท๎องถ่ินมีอานาจในการตัดสินใจและ
บริหารงานภายในท๎องถ่ินในเขตอานาจของตนภายใต๎หลักการปกครองตนเอง ( Local-Self
Government)๖๔
ดังนนั้ ปรชั ญาในการจดั ต้ังหนํวยการปกครองท๎องถนิ่ จงึ มีความสาคญั ที่ตอ๎ งมคี วามชดั เจนใน
เรื่องวตั ถุประสงค์หรือเปูาหมายทีจ่ ะเปน็ ตวั กาหนดบทบาทรปู แบบการบริหารและอานาจหน๎าทข่ี อง
หนวํ ยการปกครองท๎องถิน่ ทง้ั นกี้ ารจดั ต้ังหนํวยการปกครองท๎องถ่นิ วํา มหี ลายปัจจัยท่ีมผี ลตํอการ
จัดตั้งและพฒั นารปู แบบ โครงสรา๎ งองค์กรปกครองท๎องถน่ิ ซึ่งปัจจยั ดังกลาํ วคือ
๑) ปัจจยั ด๎านประวตั ศิ าสตร์ ปัจจัยดา๎ นสงั คม ปัจจัยด๎านเศรษฐกิจ ปัจจยั ด๎าน
กายภาพและปจั จัยด๎านการเมือง ทง้ั น้ีขอขยายความเพิม่ เติมดงั นี้
๒) ปัจจัยดา๎ นประวตั ศิ าสตร์กลาํ วคอื ท๎องถนิ่ เกิดขน้ึ ได๎ด๎วยประวตั ิศาสตรซ์ ึง่ จะ
ปรากฏในปัจจบุ ันวาํ รัฐบาลกลางได๎เข๎ามามบี ทบาทอยํางมากในการบรหิ ารงานทอ๎ งถ่ิน อนั สบื
เนอื่ งจากพนั ธนาการทเี่ กิดจากการเคยรวมศูนยอ์ านาจของสํวนกลาง
๓) ปจั จยั ด๎านสังคม ซึ่งเปน็ องคป์ ระกอบที่สาคัญในการพิจารณาถึง จานวน
ประชากรลักษณะประชากร สภาพพืน้ ที่และชมุ ชน ท่ีจะสะทอ๎ นถึงรูปแบบการปกครองท๎องถิน่ ที่
จาแนกแจกแจงตามสภาพความสลบั ซับซ๎อนของสังคม ซึ่งอาจพจิ ารณาไดห๎ ลายลกั ษณะ กลําวคือ
สังคมเมืองที่มปี ระชากรหนาแนนํ มอี าชีพท่ีหลากหลายและมีโครงสร๎างพืน้ ฐานเศรษฐกจิ ดีสงั คม
ชนบท ซ่ึงสํวนใหญํประกอบอาชพี เกษตรกรรมและขาดแคลนโครงสร๎างพ้นื ฐานทางเศรษฐกจิ สงั คม
กึง่ เมืองกึ่งชนบทเป็นสังคมทไี่ ด๎รบั อทิ ธิพลจากสงั คมเมือง จนมสี ภาพบางสวํ นเป็นเมืองและยงั มี
บางสวํ นทีเ่ ป็นสังคมชนบทอยํูมาก และลกั ษณะสงั คมประการสดุ ท๎ายคือ สงั คมทม่ี ลี ักษณะพเิ ศษซึง่
แตกตาํ ง
๖๔Wit, Daniel,A Comparative Survey of Local Government and
Administration,(Bangkok: Kurusapha Press, 1967), p. 3.
๑๔๔
จากสามกลุมํ ทกี่ ลาํ วขา๎ งต๎นและมคี วามพเิ ศษในดา๎ นความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง
และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดงั นนั้ การจัดต้ังหนํวยการปกครองท๎องถนิ่ จึงมกั ใหค๎ วามสาคัญ
กบั ลักษณะของพืน้ ที่เปน็ อยาํ งมาก
๔) ปจั จัยทางด๎านเศรษฐกิจ ท๎องถิน่ ใดทม่ี ีความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ มาก ยํอมมี
รายไดม๎ ากในการพฒั นาทอ๎ งถ่ินและความสามารถในการให๎บริการสาธารณะ ซงึ่ สามารถวดั จากรายได๎
หรอื ภาษีทีจ่ ัดเกบ็ ในพนื้ ทจี่ านวนธนาคาร จานวนสถานประกอบการ โรงงานอตุ สาหกรรม นับเปน็
ปจั จัยทมี่ คี วามสาคัญในการแสดงบทบาทขององค์กรปกครองสวํ นท๎องถนิ่ เพอ่ื การพัฒนาท่สี อดคล๎อง
กบั พน้ื ท่ีซ่ึงความเจริญทางเศรษฐกจิ ในพื้นทย่ี อํ มเกยี่ วพันกับรปู แบบและขอบเขตอานาจหน๎าท่ีของ
องค์กรปกครองสํวนท๎องถนิ่ อีกด๎วย
๕) ปจั จัยด๎านกายภาพ คือการกาหนดขนาดของพ้นื ที่ท่ีองค์กรปกครองท๎องถนิ่ ตอ๎ ง
รบั ผดิ ชอบ ซ่ึงมหี ลายแนวคิดดว๎ ยกนั กลําวคือ
แนวคิดแรก การเสนอให๎แบงํ เขตโดยมีจานวนประชากรใกล๎เคียงกัน
แนวคิดท่ีสองเร่ืองความสะดวกในการบริหารที่มีพื้นท่ีไมํใหญโํ ตเกนิ ไป
แนวคิดท่สี ามคือการคานงึ ถงึ เขตในความรบั ผิดชอบที่ไมใํ หญํมากเกินไป จน
อาจทา ให๎ประชาชนขาดความผกู พนั กับท๎องถ่นิ
แนวคิดทส่ี ีค่ ือองคก์ รปกครองทอ๎ งถ่นิ ต๎องมีขอบเขตอานาจหน๎าทที่ ช่ี ัดเจนและ
เหมาะสม
๖) ปจั จยั ด๎านการเมือง เปน็ ปจั จยั ทีม่ ีความสาคญั อยํางมากในการจัดตั้งและยก
ฐานะหนวํ ยการปกครองท๎องถ่นิ โดยเฉพาะการทร่ี ัฐกระจายอานาจให๎กับองค์กรปกครองทอ๎ งถ่ิน หาก
รัฐยงั ควบคมุ ท๎องถ่ินอยูํมาก ก็จะเปน็ การปกครองท๎องถ่นิ โดยรัฐ (Local-State Government)
มากกวําการปกครองตนเองโดยประชาชน (Local-Self Government) ท้งั นก้ี ารใหอ๎ ิสระแกกํ าร
ตัดสนิ ใจแกทํ ๎องถน่ิ และการมที รัพยากรทีเ่ พยี งพอ ซ่ึงในแตํละรัฐก็จะมีลักษณะทีต่ ํางกัน ตามสภาพ
ทางการเมือง สังคมและประวัติศาสตร์และนโยบายของรฐั ท่ีจะเข๎ามาบรหิ ารประเทศ การเรงํ สร๎าง
ความเขา๎ ใจทางการเมืองแกํประชาชน และการใหค๎ วามสาคัญของการปกครองท๎องถิ่น จึงเป็นส่ิงท่ี
จาเปน็ ทีร่ ฐั ตอ๎ งกระทาควบคํูกันไป
กลาํ วโดยสรปุ การยกฐานะหนํวยการปกครองท๎องถิ่นทว่ั ไป มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือให๎หนํวยงาน
ปกครองท๎องถน่ิ น้นั ไดม๎ ีอานาจหน๎าทสี่ ามารถให๎บริการสาธารณะ รวมถงึ พัฒนาท๎องถ่ินไดใ๎ นขอบเขต
ที่กว๎างขวางและมีอสิ ระในการบรหิ ารงานมากขึน้ ดว๎ ย อกี ท้ังมที รัพยากรการบรหิ ารเพิ่มขนึ้ กวําเดมิ
๑๔๕
รวมถงึ สร๎างการปกครองท๎องถนิ่ ใหเ๎ ปน็ การปกครองโดยประชาชนจะเหน็ ไดว๎ าํ แนวคิดการยกฐานะ
องค์กรปกครองสวํ นท๎องถนิ่ มีลกั ษณะพหุมิติ(Multi-Dimensional) ซง่ึ หมายความวาํ มีปัจจัยตาํ งๆ ท่ี
เก่ยี วข๎องหลายปัจจัยและการน าแนวคิดไปุสกํ ารปฏิบตั จิ าเปน็ ต๎องคานึงถึงแงํมุมตาํ งๆ ในทกุ มิตแิ ละ
เป็นไปโดยเหมาะสมกับสภาพแวดล๎อมของแตลํ ะสังคม และสอดคล๎องกบั การเปล่ียนแปลงของ
สภาพแวดล๎อมทีเ่ กิดขนึ้ ท่สี าคัญคือมีขีดความสามารถทีจ่ ะปฏิบัตภิ ารกจิ ได๎อยํางมีประสทิ ธิภาพ
๗.๒ ความเป็นมาของสขุ าภบิ าล
สขุ าภิบาล ถอื เปน็ องคก์ รท่รี ฐั สมบูรณาญาสิทธิราชย์ตงั้ ขึ้น (State Created) เพอื่ แบํงเบา
ภาระของรฐั ในการจัดการบารงุ และสาธารณูปโภค (Public Services) เชนํ ดแู ลความสงบเรยี บรอ๎ ย
ใหแ๎ กชํ ุมชน การดแู ลรักษาความสะอาด การปูองกนั โรคภัยไข๎เจ็บ และจดั สาธารณูปโภคให๎ทอ๎ งถ่นิ
โดยอาศัยแรงงานและทนุ ในท๎องถน่ิ แตํการบรหิ ารสุขาภิบาลยังอยูภํ ายใต๎การควบคมุ ของสํวนกลาง
ผํานข๎าราชการมหาดไทยและมณฑลเทศาภบิ าล๖๕ ซึง่ ทม่ี าของการจดั ต้งั สุขาภบิ าลอนั มีหนา๎ ทใ่ี นการ
บารุงบ๎านเมืองสมั พนั ธก์ บั แนวคิดเรอ่ื งการจัด“Municipal” ทีเ่ กิดขึ้นรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระ
จลุ จอมเกลา๎ เจ๎าอยํูหัว ตามแบบอยาํ งที่ประเทศตะวนั ตกใช๎ในอาณานิคมขณะนนั้ เพ่ือสร๎างความ
เจริญของบ๎านเมืองอยํางเปน็ ระบบ๖๖
ทัง้ นี้ ความเป็นมาของแนวคิดเร่ืองการจดั “Municipal” ในสมยั พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกลา๎ ฯ ถูกรเิ ร่ิมในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) เมอ่ื พระยาอภัยราชา หรอื ช่ือจริงวาํ กุสตาฟว์
อ็องรี อ็องฌ์ อีปอลิต รอแล็ง-ฌกั แม็ง (Gustave Henri Ange Hippolyte Rolin-Jacquemyns)
หรอื นยิ มเรียกวาํ
“โรลังยัคมนิ ส์”ทีป่ รึกษาราชการทว่ั ไป ได๎กราบบังคมทลู ไปยังรชั กาลท่ี ๕ วาํ ควรจดั “Municipal”
ข้นึ ในกรุงเทพฯ เพื่อให๎ราษฎรไดม๎ ีสวํ นรบั ผิดชอบในการปูองกันโรคภยั ไขเ๎ จบ็ การทาถนน ปอู งกนั
อัคคีภยั และการจัดการศึกษา โดยจัดให๎มกี ารเลือกตวั แทนของราษฎรเขา๎ รํวมบรหิ ารงานกับ
เจ๎าหนา๎ ทขี่ องรัฐในการจดั กจิ การสาธารณะให๎กับราษฎร๖๗ แตขํ ณะน้นั ข๎อเสนอของพระยาอภัยราชา
กลับไมํสามารถดาเนนิ การได๎ เนือ่ งจากทีป่ ระชุมเสนาบดมี ีความเห็นวําแนวคดิ ดงั กลาํ วยงั คงเป็นเร่ือง
ใหมํที่สยามไมํควรนามาใชอ๎ ยํางทนั ที
๖๕สุวัสดี โภชน์พันธ์, “ประวัติการปกครองท๎องถิ่นไทย” ในสารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย,
(นนทบรุ :ี สถาบนั พระปกเกล๎า, ๒๕๔๗), หน๎า ๕-๘.
๖๖เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, “สุขาภิบาล : การปกครองท๎องท่ีสยาม พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๔๗๖”,วิทยานิพนธ์
อกั ษรศาสตรมหาบัณฑิต(ประวตั ิศาสตร)์ , (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙).
๖๗สุวัสดี โภชน์พันธุ์, “เทศบาลและผลกระทบตํออานาจท๎องถ่ิน พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๕๐๐,” ใน
สารานุกรมการปกครองทอ้ งถ่ินไทย, (นนทบุร:ี สถาบนั พระปกเกลา๎ , ๒๕๔๗), หน๎า ๑๐.
๑๔๖
อยํางไรกต็ ามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล๎าฯทรงเหน็ ถึงความจาเปน็ ในการบารุงบา๎ นเมือง
ในด๎านการรักษาความสะอาดการปอู งกันโรค ฯลฯ ดงั นั้นพระองค์จงึ ทรงตั้งกรมสขุ าภิบาลทาหน๎าที่
“Sanitary” ใน พ.ศ. ๒๔๔๐ ใหส๎ งั กดั กระทรวงนครบาลเพื่อดูแลความเป็นระเบียบเรียบร๎อยใหแ๎ กํ
ชมุ ชน ปอู งกันโรคภัยไขเ๎ จ็บ และใหบ๎ ริการดา๎ นสาธารณูปโภคแกรํ าษฎร เชนํ นา้ ประปา ไฟฟาู
จากนัน้ ได๎มีการประกาศใชพ๎ ระราชกาหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. ๑๑๖ (พ.ศ.๒๔๔๑)โดยกาหนด
อานาจหนา๎ ที่ของสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ได๎แกํ การทาลายขยะมลู ฝอย การจดั ท่ีถาํ ยอจุ จาระปัสสาวะ
ของราษฎรท่วั ไป การจัดห๎ามมใิ หป๎ ลกู สรา๎ งหรือซอํ มโรงเรอื นที่จะเปน็ เหตใุ หเ๎ กดิ โรค และการขนยา๎ ย
สิ่งโสโครกและสง่ิ ราคาญของมหาชนไปให๎พ๎น โดยงานสขุ าภิบาลอยูํภายใต๎กากับดแู ลของเจ๎า
พนกั งานสุขาภบิ าล และไดร๎ ับเงินอดุ หนุนจากงบประมาณแผนํ ดิน
การจดั ตง้ั หนวํ ยงานทเี่ รียกวํา “สขุ าภบิ าลกรงุ เทพฯ”ขึ้นแทนโดยใหท๎ าหนา๎ ที่เป็นกลไกการ
บารุง(Public Services)ทีม่ ุํงเน๎นการจัดการสาธารณสุขและการบารงุ บ๎านเมืองเป็นสาคัญ แตํไมไํ ด๎มี
ฐานะเปน็ องคก์ รปกครองท่ีแยกออกจากการบริหารงานของสํวนกลางแตํอยํางใด เนอ่ื งจากสุขาภิบาล
เป็นหนวํ ยงานที่อยูภํ ายใต๎การดาเนนิ งานของเจ๎าหน๎าทีส่ งั กัดกระทรวงนครบาล หรือกลําวอกี นัยหนงึ่
คือ งานสขุ าภิบาลกรุงเทพฯเป็นงานแขนงหน่ึงหรือแผนกหนง่ึ ของกระทรวงนครบาลนนั่ เอง๖๘ดงั น้นั
อาจกลําวไดว๎ ําการสุขาภิบาลทถ่ี กู จัดต้ังขึ้นในสมยั พระจลุ จอมเกลา๎ นั้น มภี ารกิจหนา๎ ทใ่ี นการบารงุ
หรอื การจัดบริการสาธารณะแตํยงั ไมํจดั เป็นการปกครองท๎องถ่ินอยํางแทจ๎ ริง เน่อื งจากองคก์ ร
ดงั กลาํ วถูกดาเนนิ การโดยข๎าราชการเปน็ สาคญั สวํ นราษฎรในท๎องถ่ินยังไมํมสี ํวนรวํ มในการบรหิ ารอนั
เปน็ แนวคิดพื้นฐานของการปกครองท๎องถิ่น
นอกเหนือจากการตง้ั สขุ าภบิ าลกรงุ เทพฯแล๎ว ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา๎ ฯ มี
ความคิดในการกลไกการบารุงให๎ขยายไปทัว่ ประเทศด๎วยการจดั ต้ังสุขาภบิ าลตามหวั เมือง แนวคดิ น้ี
เรม่ิ ต๎นจากความพยายามในการจัด “Municipal” ตามหวั เมอื งของสมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานุ
ภาพ เสนาบดกี ระทรวงมหาดไทยแตํไมสํ ามารถดาเนนิ การได๎ในขณะนั้น เน่อื งจากกระทรวงมหาดไทย
ขาดเงนิ ทุนในการดาเนนิ การประกอบกบั การจดั วางระบบเทศาภบิ าลในหวั เมืองที่ยงั ไมํเรียบร๎อย
เทาํ ทคี่ วร ดังนนั้ สมเด็จกรมพระยาดารงราชานภุ าพจึงแก๎ปัญหาดว๎ ยการสนับสนุนใหม๎ ีการจัด
สุขาภบิ าลเพื่อเปน็ การแบํงเบาภารกิจของรฐั ในการบารงุ ในหวั เมอื งทั่วประเทศแทน
ข๎อพิจารณาในการจดั ตัง้ สุขาภิบาลกรงุ เทพนนั้ ไมใํ ชํลักษณะของการกระจายอานาจ หรือ
การปกครองท๎องถ่ินแตํอยํางใด เนือ่ งจากลักษณะของสุขาภบิ าลกรุงเทพเองที่ไมมํ สี ถานะตาม
๖๘อลงกรณ์ อรรคแสง, “พัฒนาการการจัดโครงสร๎างองค์กรปกครองท๎องถิ่นไทยเปรียบเทียบ
ตํางประเทศ”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) , (คณะรัฐศาสตร์ :
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), หนา๎ ๑๕๖.
๑๔๗
กฎหมายเป็นนติ บิ ุคคล ไมํมีรายได๎ของตนเอง คณะผ๎ูบรหิ ารเป็นขา๎ ราชการ ประชาชนไมํมีสํวนรวํ มใน
การปกครอง ดังนน้ั สขุ าภิบาลกรุงเทพ ร.ศ. ๑๑๖ จงึ เปน็ เพยี งกฎหมายจดั ต้งั หนํวยงานหนึง่ ของ
รฐั บาลในสํวนกลางเทําน้ัน
เม่ือวันท่ี๓๐ กรกฎาคม ๒๔๔๘ รัชกาลที่๕ เสด็จประพาสอาเภอพระประแดง (เมืองนคร
เขื่อนขันฑ์) ข้ึนอยูํกับกระทรวงนครบาล ได๎ทรงพบสภาพท๎องท่ีบริเวณเมืองเลอะเทอะเฉอะแฉะด๎วย
โคลนตม มีกลิ่นเหม็นอับ ไมํต๎องด๎วยสุข ภาพ ไมํเป็นที่พอพระราชหฤทัย วันุรํงข้ึนทรงเสด็จฯ ออกท่ี
ประชุมเสนบดีสภา ทรงเลําให๎ที่ประชุมฟังวํา ตลาดเมืองนครเข่ือนขันฑ์สกปรกเหมือนตลาดทําจีน
(เมืองสมุทรสาคร) ข้ึนอยํูกับกระทรวงมหาดไทย ตลาดสกปรกที่รับสั่งถึง คือ ตลาดทําฉลอมสมเด็จ
กรมพระยาดารงราชานภุ าพ ทรงละอายพระทยั มาก ทรงมตี ราน๎อยท่ี๒๐/๓๙๙๐ ถึงผ๎ูวําราชการเมือง
สมุทรสาครให๎เรียกกานัน ผู๎ใหญํบ๎านที่ตลาดทําจีนมาประชุมอํานตราฉบับน้ีให๎ฟังและปรึกษากันดูวํา
จะควรทาอยํางไร อยํางให๎พระเจ๎าอยูํหัวทรงติเตียนได๎ ผ๎ูวําราชการเมืองสมุทรสาครจึงดาเนินการซ้ือ
อิฐปูถนนตลาดทําจีน (ทําฉลอม) ตลอดท้ังสายให๎หายสกปรกตา เมื่อปูเสร็จเสนา บดี
กระทรวงมหาดไทยเสดจ็ ออกไปตรวจงานเอง ทรงเห็นเรียบร๎อยดี ก็กราบทูลอัญเชิญรัชกาลท่ี๕ เสด็จ
พระราชดาเนินทรงเปดิ แล๎วเสนอนโยบายก๎าวหน๎า เพ่ือจะรกั ษาสภาพความสะอาดเรียบร๎อยให๎คงอยูํ
ตลอดไป โดยจะขอรบั มอบภาษโี รงร๎านในตลาดตาบลทําฉลอมให๎แกํสุขาภิบาลทําฉลอมที่จะจัดต้ังขึ้น
โดยมวี ัตถปุ ระสงคจ์ ะให๎จดั การทะนุบารุงทอ๎ งท่ี ๓ ประการ คอื
๑) ซํอมและบารงุ ถนนหนทาง
๒) จดุ โคมไฟใหค๎ วามสวํางในเวลาคา่ คนื
๓) จดั หาคนงานเก็บกวาดขยะมูลฝอย
สมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพได๎ทรงบันทึกเสริมความในตอนท๎ายวํา “ควรจะลงมือ
จัดการสุขาภิบาลดูท่ีตลาดทําฉลอมนี้ได๎ถ๎าจัดได๎สาเร็จแหํงหน่ึงแล๎ว จะจัดตํอไปที่อื่นอีกก็จะงํายข้ึน
มาก สาคัญอยํูท่ีให๎ราษฎรเข๎าใจและมีความนิยมในประโยชน์ของการสุขาภิบาล ถ๎าจัดสาเร็จได๎ไปทั่ว
ก็จะเปน็ อนั ทาการสาคญั สาหรับพระราชอาณาจักรสาเร็จได๎อีกอยาํ งหน่ึง”
ตํอมามีประกาศพระบรมราชโองการให๎จัดต้ังสุขาภิบาลทําฉลอม ลงวันท่ี๑๘ มีนาคม ร.ศ.
๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) พระบรมราชโองการน้ีให๎ใช๎ดาเนินการได๎ตั้งแตํวันท่ี๑ เมษายน ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ.
๒๔๔๙) เป็นต๎นไป ซ่ึงถือวํากิจการสุขาภิบาลในประเทศไทยได๎กํอกาเนิดในหัวเมืองเป็นแหํงแรกที่ทํา
ฉลอม เมอื งสมทุ รสาคร ในพระบรมราชโองการดังกลําว เปน็ การประกาศแกภ๎ าษโี รงรา๎ นจัดสุขาภิบาล
ทําฉลอมขึ้น โดยทรงมีพระราชดาริวํา “ถนนหนทางท่ีได๎ทาขึ้นในหมํูบ๎านใหญํๆ เชํน บ๎านทําฉลอมนี้
เป็นสาธารณะประโยชน์และความสุขของประชาชนในท่ีนั้น ดังเชํนจัดให๎มีโคมไฟจุดเป็นระยะตลอด
๑๔๘
ถนนและให๎มีคนคอยปัดกวาดขนขยะมูลฝอยไปท้ิง อยําให๎เป็นเครื่องโสโครกปฏิกูลในท๎องที่อื่นนั้น ก็
ยํอมเป็นสาธารณประโยชน์อันควรจะทานุบารุงด๎วย ประโยชน์และความสุข ซ่ึงจะได๎รับจากการ
จดั การดังนกี้ แ็ ตํประชาชนที่อยูํในหมบูํ า๎ นตลาดทําฉลอม จะเอาเงินภาษอี ากรจากท่ีอื่นมาใช๎ในท่ีนั้นหา
ควรไม”ํ ๖๙
๗.๓ หลักเกณฑ์ในการจดั ตง้ั สุขาภิบาล
การจัดต้ังสขุ าภิบาล ตามพระราชบญั ญัตสิ ขุ าภบิ าล พ.ศ. ๒๔๙๕๗๐
มาตรา ๔ เมอ่ื ท๎องถิน่ ใดมีสภาพอนั สมควรยกฐานะเปน็ สุขาภบิ าล ให๎จดั ต้งั ท๎องถ่นิ
นัน้ ๆ เปน็ สุขาภบิ าลตามพระราชบัญญตั นิ ี้ ให๎สุขาภิบาลมฐี านะเปน็ นติ บิ ุคคล
มาตรา ๕ การจัดตั้งสุขาภบิ าลให๎ทาโดยประกาศของกระทรวงมหาดไทยในประกาศ
นั้นให๎ระบุชอ่ื และเขตของสุขาภิบาลไว๎ดว๎ ย การเปลย่ี นแปลงเขตหรือการยบุ สขุ าภิบาลให๎ทาไดโ๎ ดย
ประกาศของกระทรวงมหาดไทย ในประกาศยบุ สุขาภิบาลนั้นให๎ระบวุ ธิ จี ดั การทรพั ย์สิน หน้ี สทิ ธิ
และสทิ ธิเรยี กร๎องของสขุ าภิบาลน้นั ไว๎ด๎วย ประกาศของกระทรวงมหาดไทยตามความในมาตรานี้ ให๎
ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
มาตรา ๖ ภายใต๎บังคับแหํงกฎหมายวําดว๎ ยการเทศบาล อาจจัดตงั้ สุขาภิบาลใดๆ ข้นึ
เปน็ เทศบาลได๎ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎกี า
สขุ าภบิ าลท่ไี ดจ๎ ดั ต้ังเปน็ เทศบาลขนึ้ ใหมตํ ามความในวรรคกํอน ให๎พน๎ จากสภาพแหํง
สขุ าภบิ าล นับแตํวนั ทไี่ ด๎ประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดตง้ั ขน้ึ เป็นเทศบาลนนั้ เป็นตน๎ ไป บรรดา
ทรัพยส์ ิน หนี้ สทิ ธิ และสิทธิเรียกร๎องของสขุ าภบิ าลเดิมให๎โอนไปเป็นของเทศบาลท่ีจดั ต้ังข้นึ ใหมํใน
ขณะเดียวกันนั้นดว๎ ย และบรรดาขอ๎ บังคบั สขุ าภบิ าลที่ไดใ๎ ชบ๎ ังคบั อยกํู ํอนแล๎วก็คงใหใ๎ ช๎บังคับได๎ตอํ ไป
เปน็ การช่ัวคราวจนกวาํ จะได๎มกี ารตราเปน็ เทศบัญญัตขิ ึ้นใหมํ
๗.๔ โครงสรา้ งและอานาจหน้าทข่ี องสขุ าภบิ าล
๗.๔.๑ โครงสรา้ งของสุขาภิบาล
วธิ ีจัดการสุขาภบิ าลตามหัวเมือง สขุ าภิบาลมี ๒ ประเภท คือ
๑) สขุ าภบิ าลเมือง : สาหรับจดั ต้งั ในท๎องที่อันเป็นทตี่ ั้งเมืองทีม่ คี วามเจริญ
๒) สุขาภบิ าลตาบล : สาหรบั จัดตงั้ ในท๎องท่ซี ่ึงเป็นทชี่ ุมชนมากอยใํู นเฉพาะตาบล
๖๙ราชกิจจานเุ บกษา เลมํ ที่ ๒๒๑๘ มนี าคม ร.ศ.๑๒๔.
๗๐ราชกจิ จานุเบกษา ตอนท่ี ๖๓ เลมํ ท่ี ๖๙ ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๙๕ หนา๎ ๑๒๖๒-๑๒๖๓.
๑๔๙
การจัดต้งั สขุ าภิบาลตามหัวเมืองใหเ๎ ป็นไปตามความเหน็ ควรของขา๎ หลวงเทศาภบิ าล
โดยใหป๎ รึกษากานันผใ๎ู หญบํ ๎าน ผ๎ูเป็นหวั หนา๎ ราษฎรในท๎องที่นนั้ และเมื่อกานันผ๎ูใหญบํ า๎ นเหลาํ นัน้
เห็นชอบด๎วยโดยมากแลว๎ ใหข๎ า๎ หลวงเทศาภบิ าลมีใบบอกเขา๎ มากราบบังคมทลู ขอพระราชทานพระ
บรมราชานุญาตจดั การสุขาภบิ าลในทอ๎ งที่นน้ั โดยในใบบอกจะต๎องกาหนดเขตท๎องทที่ จี่ ะจัดการ
สุขาภิบาล แจ๎งจานวนบา๎ นเรือน และจานวนพลเมอื งซ่งึ อยํูในเขตท๎องที่น้นั รวมทั้งแจ๎งจานวนภาษีโรง
รา๎ นในท๎องทนี่ นั้ ทีร่ ัฐบาลเก็บได๎ในแตํละปี
การจัดองคก์ รการบรหิ ารของสุขาภิบาล ตามกฎหมายสุขาภบิ าลตามหัวเมือง ร.ศ. ๑๒๗
จาแนกเปน็
๑) สุขาภบิ าลเมือง : มีกรรมการ ๙ คน ประกอบด๎วย
๑.๑) ผ๎ูวําราชการเมอื ง เป็นประธานโดยตาแหนํง
๑.๒) ปลดั เมืองฝาุ ยสขุ าภิบาล เปน็ เลขานุการและประธานแทนผูว๎ าํ ราชการเมือง
ในเวลามาท าการในสขุ าภบิ าลไมไํ ด๎
๑.๓) นายอาเภอท๎องทเ่ี ป็นกรรมการ
๑.๔) นายแพทย์สขุ าภิบาล เปน็ กรรมการ
๑.๕) นายชํางสุขาภบิ าล เปน็ กรรม (๖) - (๙) กานนั นายตาบล ซึ่งอยํูในเขต
สขุ าภบิ าล ๔ คนเป็นกรรมการ ถา๎ กานนั นายตาบลในเขตสขุ าภิบาล มีไมํครบ ๔ คน ให๎ข๎าหลวง
เทศาภบิ าล มอี านาจเลอื กบุคคลซึ่งอยูํในเขตทอ๎ งท่นี ั้น และเป็นผูม๎ สี วํ นเสยี ภาษีโรงรา๎ น เป็นกานัน
พิเศษ จนได๎จานวนเทํากัน สาหรบั กรรมการสขุ าภบิ าลครบ ๔ คน กานันพเิ ศษน้ีอยูํในตาแหนํงได๎
คราวละ ๒ ปี แล๎วตอ๎ งทาการเลือกใหมํ แตํจะเลือกต้ังซ๎อคนเดิมก็ได๎
๒) สุขาภิบาลตาบล : กานนั ตาบล เปน็ ประธานโดยตาแหนงํ และให๎ผ๎ใู หญบํ า๎ นในเขต
ทอ๎ งท่สี ุขาภิบาลเปน็ กรรมการ
ตอํ มามปี ระกาศแกไ๎ ขพระราชบัญญตั ิจัดการสขุ าภิบาลหวั เมือง ร.ศ. ๑๒๗๗๑เพือ่ ความ
สะดวกในการท่ีจะกาหนดเขตสขุ าภิบาล โดยรวมท๎องที่หลายตาบลเข๎าเปน็ สขุ าภบิ าลหน่ึงแทนทจ่ี ะ
จดั ตั้งสขุ าภิบาลเฉพาะเขตสาหรับตาบลเดยี ว จึงยกเลิกสุขาภบิ าลตาบล และให๎มกี ารจดั ตง้ั
“สขุ าภิบาลทอ๎ งท”่ี ขนึ้ แทน โดยมีผบู๎ รหิ ารสขุ าภบิ าลท๎องท่ีประกอบด๎วย
๗๑ราชกิจจานเุ บกษา เลํมที่ ๓๒,๑ มกราคม ๒๔๕๘.
๑๕๐
๒.๑) นายอาเภอท๎องท่เี ป็นประธานกรรมการโดยตาแหนงํ
๒.๒) นายแพทย์สขุ าภิบาล เป็นกรรมการ
๒.๓) ปลดั อาเภอท๎องทเ่ี ปน็ กรรมการ
๒.๔) กานนั ในเขตสุขาภบิ าล เปน็ กรรมการ
๗.๔.๒ อานาจหนา้ ทข่ี องสขุ าภิบาล
ขอบอานาจหนา๎ ท่ีของคณะกรรมการสุขาภบิ าลท๎องทตี่ ามท่ีกฎหมายกาหนดไวม๎ ี๓
ประการคอื
๑) รกั ษาความสะอาดในทอ๎ งทโี่ ดยจดั ใหม๎ ีท่สี าหรบั เททง้ิ ทาลายของโสโครก และ
ให๎จดั วธิ แี ละมพี นักงานปัดกวาด ขนสง่ิ โสโครกไปเทท้ิงทาลายเสยี
๒) ปอู งกนั และรกั ษาความเจบ็ ไขไ๎ ดป๎ วุ ยของประชาชนในทอ๎ งท่โี ดยให๎ตรวจราวาํ
กลําวให๎มกี ารรักษาบา๎ นเรือน และทเี่ ลีย้ งสตั วใ์ ห๎พน๎ เหตทุ ี่จะเกดิ โรคภัย ให๎จดั การปลูกฝีจาหนาํ ยยา
รักษาไขเ๎ จบ็ ให๎แกปํ ระชาชน ตลอดจนจัดรกั ษาความสะอาดของนา้ ทป่ี ระชาชนในท๎องท่ีใช๎บรโิ ภค
๓) บารงุ รกั ษาทางไปมาในท๎องท่ีโดยให๎จัดทา และซํอมแซมรักษาถนนหนทาง
สะพาน ทําน้าสาหรบั ประชาชนไปมาให๎เรียบร๎อย และสะอาดปราศจากส่ิงโสโครก ตลอดจนจดั การ
ทาโคมไฟให๎แสงสวาํ งในถนนหนทาง ให๎ความสะดวกแกกํ ารไปมาของประชาชนในเวลามือคา่
๗.๕ การยกฐานะสขุ าภิบาลขน้ึ เป็นเทศบาล
ความพยายามท่จี ะจดั ตง้ั เทศบาลใหเ๎ ต็มพ้นื ทขี่ องประเทศ โดยยกฐานะตาบลทั่ว
ประเทศขนึ้ เปน็ เทศบาลไมปํ ระสบผลสาเร็จตามท่ตี ้ังเปูาหมายไว๎ ในระหวาํ ง พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๘๘
รัฐบาลสามารถจัดต้ังเทศบาลไดเ๎ พยี ง ๑๑๗ แหงํ รฐั บาลจึงแก๎ไขปัญหาโดยหนั มารื้อฟื้นกิจการ
สุขาภิบาลขึ้นใหมํ
ในอดีตการยกฐานะสุขาภิบาลขึน้ เปน็ เทศบาลเป็นเรื่องที่นําสนใจเปน็ อยํางย่ิง
โดยเฉพาะหลังการเปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยความตัง้ ใจหรือเจตนารมณ์ท่แี ทจ๎ ริง
ของรัฐบาลคณะราษฎรแล๎ว มนี โยบายทีช่ ัดเจนทจี่ ะกระจายอานาจสํทู ๎องถิน่ ให๎เกิดการปกครอง
ตนเองโดยความในพระราชบัญญตั จิ ดั ระเบยี บเทศบาล พ.ศ. ๒๔๗๖ นั้นไดร๎ ะบชุ ัดเจนถึงเทศบาลใน ๓
รูปแบบคือ เทศบาลนคร เทศบาลเมอื ง และเทศบาลตาบล ซง่ึ ไดเ๎ รมิ่ ตน๎ ทจี่ ะยกฐานะสุขาภิบาล๓๕
แหงํ ท่มี ีอยํูแตํเดมิ อันเป็นมรดกของลน๎ เกลา๎ รัชกาลที่๕ ขน้ึ เป็นเทศบาล แลว๎ จดั ตั้งเพมิ่ เติมอีกซึ่ง
นบั เปน็ การเปลย่ี นแปลงฐานะและการจดั ตั้งรปู แบบเทศบาลเปน็ ครงั้ แรกของประเทศไทย
๑๕๑
ท้งั น้ี จดุ มงุํ หมายของคณะราษฎรมุงํ หมายทจี่ ะพฒั นาการปกครองท๎องถ่ินรปู แบบเดยี ว
คือเทศบาล ขณะนัน้ มตี าบลท่วั ประเทศ จานวน ๔,๘๐๐ แหงํ รัฐบาลหวงั ท่ีจะยกฐานะตาบลให๎เปน็
เทศบาล๗๒
ท้งั นี้ หากพจิ ารณาในอดตี กระทรวงมหาดไทย ไดด๎ าเนนิ การตามหนังสอื
กระทรวงมหาดไทย ที่มท.๐๔๑๓/ว ๑๔๐๘ ลงวันท่ี๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๘ เร่อื งการพจิ ารณายกฐานะ
สุขาภบิ าลเปน็ เทศบาลตาบล ซ่งึ ได๎กาหนดหลักเกณฑ์การจัดตง้ั เทศบาลตาบลไว๎ ดังน้ี
๑) มรี ายไดจ๎ รงิ ไมรํ วมเงินอุดหนนุ ในปงี บประมาณทผ่ี ํานมาตั้งแตํ ๕ ล๎านบาทขึน้
ไป
๒) มีประชากรตั้งแตํ ๗,๐๐๐ คนขน้ึ ไป
๓) ความหนาแนนํ ของประชากรต้ังแตํ ๑,๕๐๐ คนตอํ ๑ ตารางกิโลเมตรขึน้ ไป
๔) ได๎รบั ความเห็นชอบจากราษฎรในท๎องถน่ิ น้ัน
ตอํ มาในปพี .ศ. ๒๕๓๕ กระทรวงมหาดไทยไดอ๎ อกหนังสอื กระทรวงมหาดไทยท่ีมท.
๐๓๓๑๑๓/๑๗๘๘ ลงวนั ที่๓ สิงหาคม ๒๕๓๕ ได๎ยกเลิกหลักเกณฑ์ขา๎ งต๎นและใช๎หลักเกณฑ์ใหมใํ น
เรอื่ งของงบประมาณ โดยมรี ายได๎จริงไมรํ วมเงนิ อดุ หนนุ ในปงี บประมาณท่ผี ํานมาต้งั แตํ ๑๒ล๎านบาท
ขึ้นไป
กลําวสรปุ ไดว๎ ํา การเปลย่ี นแปลงฐานะจากสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตาบลนั้นมีหลักเกณฑ์
ที่ชัดเจน ซึง่ แตกตาํ งจากการเปลย่ี นแปลงฐานะองคก์ ารบริหารสวํ นตาบลเปน็ เทศบาลตาบล ท่ีมิไดม๎ ี
หลกั เกณฑท์ ่ชี ัดเจนตั้งแตํเร่ิมตน๎ มีเทศบาลในประเทศไทยจนถงึ ปัจจบุ นั ทิศทางการปกครองท๎องถน่ิ ใน
๓ รัชกาลกอํ นการเปลยี่ นแปลงการปกครองแผนํ ดิน การกํอกาเนิดของสขุ าภิบาลในรชั สมัยของ
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล๎าเจ๎าอยํหู ัว แมจ๎ ะไมํใชํลักษณะของการปกครองทอ๎ งถน่ิ ที่แท๎จรงิ แตถํ ือ
ไดว๎ ําเป็นจดุ เรม่ิ ต๎นที่ให๎ประชาชนไดม๎ ีสํวนในการดูแลทอ๎ งถิ่นของตนเอง
๗.๖ สรุปทา้ ยบท
ปฐมบทของการปกครองท๎องถิ่นไทยน้นั เรม่ิ ขน้ึ จากการจัดตง้ั สขุ าภิบาลทําฉลอม เมื่อ
วันที่ ๑๘ มนี าคม ๒๔๔๘ นับเป็นจุดเรม่ิ ตน๎ ของการกระจายอานาจการปกครอง และเป็นการถือ
กาเนดิ ของการปกครองท๎องถ่ินคร้งั แรกในประเทศไทย
๗๒โกวิทย์ พวงงาม,มิติใหม่การปกครองท้องถิ่น:วิสัยทัศน์กระจายอานาจ และการบริหารงาน
ทอ้ งถิน่ , พมิ พค์ ร้ังที่ ๕,(กรงุ เทพมหานคร:วิญญชู น, ๒๕๕๒), หนา๎ ๑๓๗.
๑๕๒
สขุ าภิบาลทาํ ฉลอม ตาบลทาํ ฉลอม อาเภอเมือง จงั หวัดสมุทรสาคร เปน็ สุขาภิบาลแหํง
แรกของประเทศไทย ท่ีพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล๎าเจ๎าอยํหู ัว รชั กาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรด
เกล๎าฯ มีพระบรมราชโองการประกาศจดั ตัง้ สขุ าภบิ าลตลาดทําฉลอม พร๎อมกับพระราชทานช่อื ถนน
วาํ “ถนนถวาย” ซึ่งประชาชนชาวตาบลทําฉลอมได๎รวํ มกันสละท่ีดนิ และเงินสร๎าง
สุขาภิบาล ถือเปน็ องคก์ รที่รัฐสมบูรณาญาสิทธริ าชยต์ ง้ั ขึ้น(State Created) เพ่ือแบงํ
เบาภาระของรัฐในการจดั การบารงุ และสาธารณูปโภค (Public Services) เชํน ดแู ลความสงบ
เรยี บรอ๎ ยให๎แกชํ มุ ชน การดูแลรักษาความสะอาด การปูองกนั โรคภยั ไข๎เจ็บ และจดั สาธารณูปโภค
ใหท๎ ๎องถ่ิน โดยอาศยั แรงงานและทนุ ในทอ๎ งถ่ิน แตกํ ารบริหารสขุ าภิบาลยังอยภํู ายใต๎การควบคุมของ
สํวนกลาง ผาํ นขา๎ ราชการมหาดไทยและมณฑลเทศาภบิ าลซง่ึ ที่มาของการจัดต้งั สุขาภิบาลอนั มหี นา๎ ที่
ในการบารุงบ๎านเมืองสัมพันธ์
ดังน้นั สขุ าภิบาลในสมัยนั้นจึงเป็นองคก์ ร หรอื กลไกของประชาชนท่ีสาคญั ท่มี ีบทบาท
ในการ พฒั นาการสาธารณสุข และส่ิงแวดลอ๎ ม ซึ่งจะนาไปสํกู ารพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ข้ันพืน้ ฐานของ
ประชาชนในท๎องถ่นิ นัน้ ๆ
๑๕๓
เอกสารอ้างอิงประจาบท
เมธีพัชญ์ จงวโรทัย. “สุขาภิบาล : การปกครองท๎องท่ีสยาม พ.ศ. ๒๔๔๐ – ๒๔๗๖”.วิทยานิพนธ์
อักษรศาสตรมหาบณั ฑิตประวัติศาสตร์. คณะอกั ษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๙.
โกวทิ ย์ พวงงาม.มิตใิ หม่การปกครองท้องถิ่น:วิสัยทัศน์กระจายอานาจ และการบริหารงานท้องถิ่น.
พิมพค์ ร้ังท๕ี่ .กรุงเทพมหานคร:วญิ ญูชน, ๒๕๕๒.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์.“รัฐกับการปกครองท๎องถ่ิน” ในสารานุกรมชุดการปกครองท้องถิ่นไทย.
นนทบุร:ี สถาบันพระปกเกลา๎ ,๒๕๔๗.
ราชกจิ จานุเบกษา เลมํ ที่ ๒๒๑๘ มีนาคม ร.ศ.๑๒๔.
ราชกิจจานเุ บ. เลมํ ท๓่ี ๒.๑ มกราคม ๒๔๕๘.
ราชกิจจานุเบ.เลมํ ท่ี ๖๙ ตอนที่ ๖๓ ลงวันท่ี ๑๔ ตุลาคม ๒๔๙๕.
วฒุ สิ าร ตนั ไชย.ยุทธศาสตร์การปกครองทอ้ งถนิ่ .กรุงเทพมหานคร: เอ็กเปอเนต็ , ๒๕๕๒.
สุวัสดี โภชน์พันธ์.“ประวัติการปกครองท๎องถ่ินไทย” ในสารานุกรมการปกครองท้องถิ่นไทย.
นนทบรุ ี: สถาบนั พระปกเกลา๎ ,๒๕๔๗.
สุวัสดี โภชน์. “เทศบาลและผลกระทบตํออานาจท๎องถ่ิน พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๕๐๐. ” ในสารานุกรม
การปกครองทอ้ งถิ่นไทย. นนทบุรี: สถาบนั พระปกเกลา๎ ,๒๕๔๗.
อลงกรณ์ อรรคแสง. “พัฒนาการการจัดโครงสร๎างองค์กรปกครองท๎องถิ่นไทยเปรียบเทียบ
ตํางประเทศ”.วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต การเมืองการปกครอง. คณะ
รฐั ศาสตร์: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๗.
Wit. Daniel.A Comparative Survey of Local Government and Administration.
Bangkok: Kurusapha Press,1967.
๑๕๒
บทท่ี ๘
องคก์ ารบริหารสว่ นตาบล
บทนา
องค์การบรหิ ารสวํ นตาบลเป็นองค์กรปกครองสวํ นท๎องถิน่ ประเภทหนึ่ง มีฐานะเป็นนิติ
บุคคล และเปน็ ราชการบริหารสํวนทอ๎ งถ่นิ รูปแบบหนึ่ง ซง่ึ จดั ตัง้ ขึน้ ตามพระราชบัญญัตสิ ภาตาบล
และองค์การบรหิ ารสํวนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ และทแ่ี ก๎ไขเพิม่ เติมจนถึงฉบบั ที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยยก
ฐานะจากสภาตาบลท่มี รี ายได๎โดยไมํรวมเงินอุดหนนุ ในปีงบประมาณท่ลี ํวงมาติดตํอกันสามปเี ฉลย่ี ไมํ
ตา่ กวําปีละหนึง่ แสนหา๎ หมืน่ บาท
นอกจากนั้นองคก์ ารบริหารสํวนตาบลอาจทากิจการนอกเขตองค์การบริหารสํวนตาบล
หรือรํวมกับสภาตาบล องค์การบริหารสํวนตาบล องค์การบริหารสํวนจงั หวดั หรอื หนํวยการบริหาร
ราชการสํวนท๎องถน่ิ อื่น เพื่อกระทากิจการรํวมกันได๎ ทง้ั นีเ้ มือ่ ไดร๎ ับความยินยอมจากสภาตาบล
องค์การบรหิ ารสํวนตาบล องค์การบรหิ ารสวํ นจงั หวดั หรอื หนํวยการบริหารราชการสวํ นทอ๎ งถิ่นท่ี
เกย่ี วข๎อง และกจิ การนน้ั เป็นกิจการที่จาเปน็ ต๎องทาและเปน็ การเกย่ี วเนอื่ งกับกิจการที่อยใูํ นอานาจ
หนา๎ ท่ีของตน
๘.๑ ประวตั แิ ละพัฒนาการขององคก์ ารบริหารสว่ นตาบล
๘.๑.๑ ประวัติขององคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบล
องค์การบริหารสํวนตาบล (อบต.) เป็นหนํวยการบริหารราชการสํวนท๎องถ่ิน มีฐานะ
เป็นนิติบุคคลและราชการสํวนท๎องถิ่น จัดต้ังข้ึนตามพระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหาร
สํวนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซ่ึงมีผลใช๎บังคับตั้งแตํวันท่ี ๒ มีนาคม ๒๕๓๘๗๓ และมีฉบับแก๎ไขเพิ่มเติมใน
เวลาตํอมา พระราชบัญญัติฉบับน้ีได๎สํงผลให๎มีการกระจายอานาจสูํองค์กรประชาชนในระดับตาบล
อยํางมาก โดยได๎ยกฐานะสภาตาบลซ่ึงมีรายได๎ตามเกณฑ์คือ มีรายได๎ไมํรวมเงินอุดหนุนใน
ปีงบประมาณท่ีลํวงมาติดตํอกัน ๓ ปี เฉล่ียไมํต่ากวําปีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ข้ึนเป็นองค์การบริหาร
สํวนตาบล กลําวได๎วําการจัดตั้งองค์การบริหารสํวนตาบลนี้เป็นผลผลิตหน่ึงของกระแสของสังคมที่
ต๎องการจะปฏิรูปการเมือง ดังน้ันองค์การบริหารสํวนตาบลจึงเป็นมิติหน่ึงของความพยายามในการ
ปฏริ ูปการเมืองโดยการกระจายอานาจสํทู ๎องถิน่
๗๓โกวิทย์ พวงงาม, การปกครองท้องถิ่นไทย: หลักการและมิติใหม่ในอนาคต, (กรุงเทพมหานคร:
วิญญูชน, ๒๕๔๓), หนา๎ ๑๗๐.
๑๕๓
องค์การบริหารสํวนตาบล มีความสาคัญตอํ ท๎องถ่ินเป็นอยาํ งมาก เพราะเปน็ องคก์ ร
ปกครองสํวนท๎องถ่ินที่มีขนาดเล็กท่ีสุด แตใํ กล๎ชิดกับประชาชนมากทีส่ ุด โดยเฉพาะประชาชนในพ้นื ที่
ชนบท องค์การบริหารสวํ นรวํ มในการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตยองค์การบรหิ ารสํวน
ตาบล ในฐานะทีเ่ ปน็ องค์กรปกครองสวํ นทอ๎ งถ่นิ รปู แบบหน่ึง มสี วํ นสาคญั ย่งิ ในการทาให๎ประชาชนใน
ชนบทไดม๎ ีโอกาสในการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของรฐั ธรรมนูญฉบบั ปัจจบุ นั ทต่ี ๎องการ
กระจายอานาจให๎กับท๎องถ่นิ มากขน้ึ
การบริหารงานระดับตาบลได๎มีข้ึนตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท๎องท่ีพระ
พุทธศักราช ๒๔๗๕ โดยกาหนดให๎หลายบ๎านรวมกันเป็นหมํูบ๎านมีผู๎ใหญํบ๎านเป็นผ๎ูดูแล และหมํูบ๎าน
หลายหมูํบ๎านรวมกันเป็นตาบลมีกานันเป็นผู๎ดูแล นอกจากนั้นยังกาหนดให๎มีคณะกรรมการตาบล
คณะหนึง่ เพอื่ ทาหน๎าท่ีชํวยเหลือและให๎คาปรึกษาแกํกานันเก่ียวกับการดาเนินการตามอานาจหน๎าที่
ของกานัน ตํอมาได๎มีการปรับปรุงโครงสร๎างและบทบาทหน๎าท่ีของคณะกรรมการตาบลอีกหลายครั้ง
จนกระทง่ั มกี ารจัดต้ังสภาตาบลตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี ๓๒๖ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.
๒๕๑๕ โดยคณะกรรมการสภาตาบลประกอบด๎วยกานันท๎องท่ีเป็นประธาน ผ๎ูใหญํบ๎านทุกหมํูบ๎านใน
ตาบล และแพทย์ประจาตาบลน้ันเป็นกรรมการ โดยตาแหนํง และมีกรรมการสภาตาบลผู๎ทรงคุณวุฒิ
ซ่ึงราษฎรในหมูํบ๎านเป็นผ๎ูเลือกหมูํบ๎านละ ๑ คน และมีที่ปรึกษาซ่ึงนายอาเภอคัดเลือกจาก
ปลัดอาเภอหรือพัฒนากรจานวน ๑ คน มีเลขานุการสภาตาบล ๑ คน ซึ่งนายอาเภอคัดเลือกจากครู
ประชาบาลในตาบล โดยผู๎วําราชการจังหวัดเป็นผู๎แตํงตั้งท่ีปรึกษาและเลขานุการสภาตาบล แตํสภา
ตาบลที่จัดต้งั ข้นึ ตามประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบบั ท่ี ๓๒๖ ลงวันท่ี ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ยังไมํมี
ฐานะเป็นนิติบุคคล ไมํมีอานาจหน๎าท่ีชัดเจน ไมํมีบุคลากรผู๎ปฏิบัติงานของตนเอง และมีรายได๎น๎อย
ทาให๎ไมสํ ามารถดาเนินงานได๎อยํางมีประสทิ ธิภาพ และไมํสามารถบริหารงานเพ่ือสนองความต๎องการ
ของประชาชนได๎อยํางเต็มที่ ซึ่งทาให๎เกิดการเรียกร๎องให๎มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงาน
ของสภาตาบลให๎มีอานาจหน๎าท่ีมากข้ึนและสามารถสนองตอบตํอการปกครองตนเองของประชาชน
ได๎ดีย่ิงขึ้น ทาให๎มีการผลักดันให๎มีการตราพระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหารสํวนตาบล
พ.ศ. ๒๕๓๗ ข้ึนในเวลาตอํ มา และไดม๎ กี ารยกฐานะสภาตาบลเปน็ องค์การบริหารสํวนตาบลข้ึนโดยใน
ปี ๒๕๓๘ มีประกาศจัดต้ังจานวน ๖๑๗ แหํง ปี ๒๕๓๙ จานวน ๒,๑๔๓ แหํง ปี ๒๕๔๐ จานวน
๓,๖๓๗ แหํง และในปี ๒๕๔๒ จานวน ๓๕๐ แหํง รวมมีการจัดต้ังองค์การบริหารสํวนตาบลทั้งส้ิน
๖,๗๔๗ แหํง แตมํ ีการยุบรวมองค์การบริหารสํวนตาบลกับเทศบาลหรือกับองค์การบริหารสํวนตาบล
๑๕๔
ดว๎ ยกันไปทงั้ สนิ้ จานวน ๓ แหํง๗๔ และในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ มีองค์การบริหารสํวนตาบล ทั้งสิ้น จานวน
๕,๓๓๔ แหํง๗๕
๘.๑.๒ พฒั นาการองค์การบรหิ ารส่วนตาบล
ในอดีตการจัดระเบยี บบรหิ ารระดบั ตาบลมี ๓ รูปแบบ คือ
รปู แบบทห่ี นง่ึ คณะกรรมการตาบลและสภาตาบลตามคาสัง่ กระทรวงมหาดไทย ที่
๒๒๒/๒๔๙๙ โดยคณะกรรมการตาบลประกอบด๎วย กานันท๎องที่ ผู๎ใหญํบ๎านทุกคนในตาบล แพทย์
ประจาตาบล ครูประชาบาลในตาบลนัน้ คนหนึง่ ราษฎรผ๎ูทรงคุณวุฒใิ นตาบลนั้น ไมํน๎อยกวํา ๒ คน
และให๎มีขา๎ ราชการที่ปฏิบัติงานในตาบลนัน้ เข๎ารํวมเป็นคณะกรรมการตาบลดว๎ ย สํวนสภาตาบล
ประกอบดว๎ ยสมาชกิ สภาตาบลซ่ึงมาจากราษฎรผู๎มคี ุณสมบัตเิ ชนํ เดยี วกับผ๎ูสมัครรับเลือกเป็น
ผ๎ใู หญํบา๎ น หมูบํ ๎านละ ๒ คน
รูปแบบท่ีสอง องค์การบริหารสํวนตาบล ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
สํวนตาบล พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยองค์การบริหารสํวนตาบลประกอบด๎วย สภาตาบลและคณะกรรมการ
ตาบล ซ่ึงสภาตาบล ประกอบด๎วย สมาชิกซึ่งราษฎรในหมํูบ๎านเลือกตั้งหมูํบ๎านละ ๑ คน และกานัน
และผ๎ูใหญํบ๎านทุกคนในตาบลเป็นสมาชิกสภาตาบลโดยตาแหนํง สํวนคณะกรรมการตาบล
ประกอบด๎วย กานันตาบลท๎องท่ีเป็นประธาน ผู๎ใหญํบ๎านทุกคนในตาบล แพทย์ประจาตาบล และ
กรรมการอ่ืนซึ่งนายอาเภอแตํงต้ังจากครูใหญํโรงเรียนในตาบลหรือผ๎ูทรงคุณวุฒิอ่ืนจานวนไมํเกิน ๕
คน
รปู แบบที่สาม สภาตาบลตามคาสงั่ กระทรวงมหาดไทย ที่ ๒๗๕/๒๕๐๙ เป็นการ
บริหารในรูปของคณะกรรมการเรยี กวาํ “คณะกรรมการสภาตาบล” ซงึ่ ประกอบดว๎ ย กานัน
ผูใ๎ หญบํ ๎านทุกหมบํู ๎านในตาบลและแพทยป์ ระจาตาบลเปน็ กรรมการสภาตาบลโดยตาแหนํง
นอกจากน้ี ยงั ประกอบดว๎ ยครูประชาบาลในตาบลน้ัน ๑ คน ซึ่งนายอาเภอคัดเลอื กจากครูประชาบาล
ในตาบลเป็นกรรมการสภาตาบล และราษฎรผ๎ทู รงคุณวุฒิหมูํบา๎ นละ ๑ คน ซึ่งราษฎรในหมํูบ๎านเลือก
ตงั้ ข้ึนเปน็ กรรมการสภาตาบล โดยกานนั เปน็ ประธานกรรมการสภาตาบลโดยตาแหนงํ และมีรอง
ประธานกรรมการสภาตาบลคนหน่ึงซง่ึ คณะกรรมการสภาตาบลเลือกต้ังจากกรรมการด๎วยกัน การ
บริหารงานของสภาตาบลนอกจากจะมคี ณะกรรมการสภาตาบลดงั กลําว สภาตาบลยังมเี ลขานุการ
๗๔เชาวน์วัศ เสนพงศ์, การเมืองสว่ นทอ้ งถิ่นในประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, ๒๕๔๖), หน๎า ๑๒๗-๑๓๓.
๗๕กองกฎหมายและระเบยี บท๎องถ่ิน กรมสงํ เสรมิ การปกครองทอ๎ งถิน่ , “สรุปขอ๎ มูล อปท.
ทั่วประเทศข๎อมลู ณ วันที่ ๓๑ มนี าคม ๒๕๖๐”, [ออนไลน์]. แหลํงท่มี า:
<http://www.dla.go.th/work/abt/summarize.jsp> 28 กนั ยายน 2560.
๑๕๕
สภาตาบลคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการสภาตาบลเลือกต้ังกันข้ึนมาหรือตงั้ จากบุคคลภายนอก และมที ี่
ปรกึ ษาสภาตาบลซงึ่ เป็นพฒั นากรตาบลนน้ั อีกดว๎ ย
การจัดตัง้ องค์การบริหารสวํ นตาบลขึ้นในสมัยนน้ั ก็เพื่อให๎การปกครองในระดับตาบลที่
มคี วามเจริญและมรี ายได๎ระดับหน่ึงได๎มีการปกครองตนเองตามหลักการปกครองท๎องถ่นิ ตอํ มาในปี
๒๕๑๕ องค์การบรหิ ารสํวนตาบลไดถ๎ ูกยบุ เลกิ ไป โดยประกาศคณะปฏิวตั ิ ฉบับท่ี ๓๒๖ ลงวนั ท่ี ๑๓
ธนั วาคม ๒๕๑๕ ซ่งึ ประกาศคณะปฏิวัตดิ ังกลําวยังคงให๎สภาตาบลมีอยตํู ํอไป
หลังจากเหตกุ ารณพ์ ฤษภาทมิฬในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ กระแสการปฏิรูปการเมืองไดก๎ ํอตวั
ขน้ึ อยาํ งรวดเรว็ มีการเรยี กร๎องใหม๎ ีการปฏิรูปการเมอื งในหลายๆ ดา๎ น และด๎านหนง่ึ คือการเรียกร๎อง
ให๎มกี ารกระจายอานาจ ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได๎มีการประกาศใช๎พระราชบัญญตั สิ ภาตาบลและ
องค์การบริหารสํวนตาบล พ.ศ.๒๕๓๗ ซ่ึงประกาศใช๎ในวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ และมผี ลบงั คบั
ใชต๎ ้งั แตวํ นั ที่ ๒ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยสาระสาคญั ของกฎหมายฉบับดงั กลําวคอื การยกฐานะสภา
ตาบลท่มี ีรายไดโ๎ ดยไมํรวมเงินอุดหนุนในปงี บประมาณทล่ี ํวงมาติดตอํ กนั สามปีเฉลย่ี ไมํตากวําปีละ
๑๕๐,๐๐๐ บาท สามารถจัดตัง้ เปน็ องคก์ ารบริหารสวํ นตาบลได๎ ดงั นนั้ องค์การบรหิ ารสวํ นตาบลจงึ
กลบั มาเปน็ องค์กรปกครองสํวนทอ๎ งถ่นิ ในระดับตาบลอีกคร้ังหนึง่
โครงสร๎างขององค์การบริหารสํวนตาบลตามพระราชบัญญัตสิ ภาตาบลและองคก์ าร
บรหิ ารสวํ นตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ กาหนดใหป๎ ระกอบดว๎ ย สภาองค์การบรหิ ารสวํ นตาบลและคณะ
กรรมการบริหาร สภาองค์การบรหิ ารสวํ นตาบลประกอบด๎วย สมาชกิ สภาสองประเภท ประเภทแรก
เปน็ สมาชิกสภาโดยตาแหนงํ ประกอบด๎วย กานนั ผใ๎ู หญํบา๎ นทกุ หมํูบ๎าน และแพทย์ประจาตาบล
ประเภททส่ี องเปน็ สมาชิกทม่ี าจากการเลือกตั้งโดยประชาชนหมํบู ๎านละ ๒ คน สํวนคณะกรรมการ
บริหารประกอบดว๎ ย กานนั เปน็ ประธานโดยตาแหนํง ผูใ๎ หญํบ๎านอีกไมํเกิน ๒ คน และสมาชกิ สภา
ทม่ี าจากการเลอื กตั้งอกี ไมเํ กิน ๔ คน รวมแล๎วมีคณะกรรมการบรหิ ารได๎ไมเํ กิน ๗ คน
ตอํ มาในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ พระราชบญั ญตั ิสภาตาบลและองค์การบรหิ ารสํวนตาบล พ.ศ.
๒๕๓๗ ได๎มีการแก๎ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบญั ญตั ิสภาตาบลและองค์การบรหิ ารสํวนตาบล (ฉบับท่ี ๓)
พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อใหส๎ อดคลอ๎ งกบั บทบญั ญตั ิตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในหมวด ๙ วาํ ด๎วย
การปกครองสํวนท๎องถน่ิ มาตรา ๒๘๕ ท่กี าหนดใหอ๎ งค์กรปกครองสํวนท๎องถิน่ ต๎องมสี ภาท๎องถ่ินและ
คณะผบู๎ รหิ ารทอ๎ งถิน่ หรือผบ๎ู ริหารท๎องถ่ิน สมาชกิ สภาท๎องถิ่นตอ๎ งมาจากการเลอื กตง้ั คณะผู๎บรหิ าร
ท๎องถิ่นหรอื ผู๎บริหารท๎องถนิ่ ใหม๎ าจากการเลือกตง้ั โดยตรงของประชาชน หรอื มาจากความเห็นชอบ
ของสภาท๎องถ่ิน
๑๕๖
ในกลางปี พ.ศ. ๒๕๔๖ รัฐสภาได๎มกี ารปรับปรงุ แกไ๎ ขพระราชบัญญตั สิ ภาตาบลและ
องค์การบริหารสํวนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ แก๎ไขเพ่ิมเตมิ ฉบับท่ี ๔ พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึง่ มีผลบังคับใช๎ตงั้ แตํ
วันท่ี ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยได๎มีการยกเลกิ ช่ือเรียก คณะกรรมการบริหารและ
กรรมการบรหิ าร ให๎ใชช๎ อื่ คณะผบ๎ู ริหาร และชื่อเรียก ประธานกรรมการบริหาร เปลย่ี นเป็น นายก
องค์การบริหารสํวนตาบล รองประธานกรรมการบริหารเปลี่ยนเป็น รองนายกองค์การบรหิ ารสวํ น
ตาบล เปล่ียนชอื่ เรียกข๎อบงั คับตาบลเป็น ข๎อบัญญตั อิ งค์การบรหิ ารสวํ นตาบล และยกเลิกไมใํ หป๎ ลดั
องค์การบริหารสํวนตาบลเป็นเลขานุการคณะผ๎บู รหิ าร
การปรบั โครงสร๎างขององค์การบริหารสวํ นตาบลครั้งสาคญั เกดิ ข้นึ อีกครั้งในชวํ งเดอื น
ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ หลังจากมีการแก๎ไขเพม่ิ พระราชบญั ญตั ิสภาองค์การบริหารสวํ นตาบลและ
องค์การบรหิ ารสวํ นตาบลไปเมอื่ กลางปี พ.ศ. ๒๕๔๖ แตํเปน็ การแก๎ไขในรายละเอียดปลกี ยํอยเทํานั้น
ความจรงิ ไดม๎ ีความพยายามในการเสนอให๎มีการแก๎ไขท่ีมาของฝุายบริหารขององค์การบริหารสํวน
ตาบลให๎มาจากการเลอื กต้งั โดยตรงของประชาชนมาแลว๎ ครั้งหนงึ่ โดยวฒุ สิ ภาไดแ๎ ก๎ไขเพิ่มเตมิ
สาระสาคัญในกฎหมายที่ผาํ นการพจิ ารณาของสภาผแู๎ ทนราษฎรขึ้นมา ได๎แก๎ไขให๎นายกองค์การ
บริหารสวํ นตาบลมาจากการเลอื กต้งั โดยตรงจากประชาชน แตเํ มือ่ รํางกฎหมายกลับมาสภา
ผู๎แทนราษฎร ปรากฏวําสภาผ๎ูแทนราษฎรไมเํ หน็ ดว๎ ยและได๎มีการต้ังคณะกรรมาธิการรวํ มเพ่ือ
ปรบั ปรงุ รํางกฎหมายดงั กลําว แตเํ ม่อื เสนอเขา๎ สํสู ภาผ๎ูแทนราษฎรอีกครั้ง ปรากฏวําสภาผูแ๎ ทนราษฎร
ไมํเหน็ ชอบ
แตํความเคลื่อนไหวจากหลายฝาุ ยทต่ี อ๎ งการให๎มีการแก๎ไขท่ีมาให๎ผู๎บริหารขององคก์ ร
ปกครองสํวนทอ๎ งถิ่นมาจากการเลอื กต้ังโดยตรงของประชาชนในท๎องถิน่ ยังไมํหยุดนิ่ง สาเหตุทีส่ าคญั
ของการเคลื่อนไหวนเี้ กดิ จากการเปดิ ชอํ งไว๎ในรัฐธรรมนญู พ.ศ. ๒๕๔๐ ในมาตรา ๒๘๕ ซงึ่ กลาํ วถึง
องค์ประกอบ ทม่ี าของสภาท๎องถ่นิ และฝาุ ยบริหารขององค์กรปกครองสวํ นท๎องถนิ่ ได๎กาหนดใหฝ๎ าุ ย
บรหิ ารขององค์กรปกครองสวํ นทอ๎ งถน่ิ มที ่ีมาได๎ ๒ ทาง ทางแรก มาจากมติของสภาท๎องถนิ่ ทางที่
สองมาจากการเลือกตัง้ โดยตรงของประชาชนในท๎องถิน่ เมื่อกฎหมายรฐั ธรรมนูญเปิดชํองก็ได๎มีความ
เคล่อื นไหวให๎ผ๎บู ริหารท๎องถิน่ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงคร้ังแรกเม่ือชํวงปี พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๓ โดย
องค์กรท่ีออกมาเคลือ่ นไหวในชํวงดังกลําวคอื สมาคมสันนบิ าตเทศบาลแหํงประเทศไทย ได๎อ๎างถงึ
ปญั หาของโครงสร๎างเดมิ ทเี่ ป็นอยํูท่ฝี าุ ยบรหิ ารมาจากมติของสภาท๎องถ่ินน้ันเป็นโครงสร๎างท่มี ปี ญั หา
เพราะ
๑) โครงสรา๎ งท่นี ายกเทศมนตรมี าจากมติของสภาเทศบาล ทาให๎นายกเทศมนตรี
ตอ๎ งพง่ึ พาหรือต๎องการเสยี งสนบั สนุนข๎างมากจากสภาเทศบาล ฉะน้ันหากนายกเทศมนตรไี มสํ ามารถ
๑๕๗
ควบคุมเสียงขา๎ งมากในสภาเทศบาลได๎ เป็นการเปดิ ชอํ งฝาุ ยสภาเทศบาลโคํนนายกเทศมนตรีออกจาก
ตาแหนงํ ได๎ สํงผลใหใ๎ นสมยั หน่ึงๆ มกี ารเปล่ียนแปลงผบ๎ู ริหารทอ๎ งถนิ่ บอํ ยครัง้
๒) การเปลีย่ นแปลงนายกเทศมนตรีบอํ ยครัง้ กํอให๎เกิดผลเสยี ตํอการบริหารงาน
ในเทศบาล เพราะจะทาใหน๎ โยบายขาดความตอํ เน่ือง ยากท่ีจะผลกั ดันนโยบายตํางๆ เปน็ รปู ธรรมได๎
และท๎ายทสี่ ุดผลเสียหรอื ความเสียหายตกแกํประชาชนในทอ๎ งถิ่น
๓) โครงสร๎างท่ีนายกเทศมนตรีมาจากมติของสภาเทศบาล เป็นโครงสร๎างท่ี
นายกเทศมนตรีต๎องเอาใจสมาชิกสภาโดยให๎ผลประโยชน์ตํางตอบแทนระหวํางกันในรูปแบบตํางๆ
เพอ่ื รักษาเสียงข๎างมากเอาไว๎ ทาให๎นายกเทศมนตรีต๎องคอยเอาใจสมาชิกสภาเทศบาลมากกวําเอาใจ
ประชาชน
ปัญหาโครงสร๎างของเทศบาลที่ฝุายบริหารมาจากมติของสภานั้น เป็นโครงสร๎างที่ฝุาย
บริหารไมํเข๎มแข็ง ปัญหาเหลําน้ีเป็นท่ีมาของการเรียกร๎องให๎มีการแก๎กฎหมายเพ่ือให๎มีการ
เปล่ียนแปลงท่ีมาของฝุายบริหารในเทศบาล และการเรียกร๎องดังกลําวมาประสบความสาเร็จในปี
พ.ศ. ๒๕๔๓ เม่ือรัฐสภาได๎พิจารณาผํานกฎหมายที่กาหนดให๎นายกเทศมนตรีมาจากการเลือกต้ัง
โดยตรงของประชาชน แตํกฎหมายดังกลําวไมํได๎กาหนดให๎ทุกเทศบาลมีนายกเทศมนตรีท่ีมาจากการ
เลือกต้ังโดยตรงของประชาชน มีเพียงเทศบาลนครและเทศบาลเมืองเทํานั้นสามารถเลือกต้ัง
นายกเทศมนตรีทางตรง สํวนเทศบาลตาบลต๎องรอไปในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงจะสามารถทาประชามติ
สอบถามประชาชนในเขตเทศบาลได๎วาํ ตอ๎ งการใชท๎ ี่มาของนายกเทศมนตรรี ูปแบบใด
ความสาเร็จของฝาุ ยเทศบาลเปน็ การทาให๎เกดิ การเคลือ่ นไหวในฝุายขององค์การบริหาร
สํวนจังหวดั และองค์การบรหิ ารสวํ นตาบลในการเรียกรอ๎ งให๎มีการแกไ๎ ขกฎหมายเปลี่ยนแปลงท่ีมาของ
ฝุายบริหารให๎มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และในที่สุดปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ก็มีการ
เปลี่ยนแปลงคร้ังใหญํในประวัติศาสตร์การปกครองท๎องถ่ินของไทย เม่ือรัฐสภาได๎พิจารณาผําน
กฎหมายท๎องถ่ินแก๎ไขเพิ่มเติม ๓ ฉบับ ได๎แกํ พระราชบัญญัติองค์การบริหารสํวนจังหวัด (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับท่ี ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ และพระราชบัญญัติสภาตาบลและ
องคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบล (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ.๒๕๔๖ โดยเน้อื หาสาระสาคัญของกฎหมายท้ัง ๓ ฉบับ คือ
การกาหนดให๎ฝาุ ยบรหิ ารขององค์กรปกครองสวํ นทอ๎ งถนิ่ มาจากการเลือกต้ังโดยตรงของประชาชนใน
ทอ๎ งถิน่
๘.๒ โครงสร้างขององค์การบรหิ ารส่วนตาบล
องค์การตาบลมีสภาองค์การตาบลอยํูในระดับสูงสุดเป็นผู๎กาหนดนโยบายและกากับดู
แกรรมการบริหารของนายกองค์การบริหารสํวนตาบล ซ่ึงเป็นผ๎ูใช๎อานาจบริหารงานองค์การบริหาร
๑๕๘
สํวนตาบล และมีพนักงานประจาที่เป็นข๎าราชการสํวนท๎องถ่ินเป็นผู๎ทางานประจาวันโดยมีปลัดและ
รองปลัดองค์การตาบลเป็นหัวหน๎างานบริหาร ภายในองค์กรมีการแบํงออกเป็นหนํวยงานตํางๆ ได๎
เทําท่ีจาเป็นตามภาระหน๎าท่ีขององค์การตาบลแตํละแหํงเพ่ือตอบสนองความต๎องการของประชาชน
ในพ้ืนท่ีท่ีรับผิดชอบอยูปํ ระกอบดว๎ ย
๑) สภาองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบล
๒) นายกองคก์ ารบริหารสํวนตาบล
๘.๒.๑ สภาองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบล
องค์การบริหารสวํ นตาบลมฐี านะเป็นองคก์ รปกครองสวํ นท๎องถนิ่ รปู แบบหนง่ึ มี
โครงสรา๎ งเป็นไปตามบทบญั ญัตใิ นรัฐธรรมนูญ โดยโครงสร๎างขององค์การบริหารสํวนตาบลตาม
พระราชบญั ญตั ิสภาตาบลและองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบล (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบด๎วยสภา
องค์การบริหารสํวนตาบลและนายกองค์การบรหิ ารสํวนตาบล
สภาองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลประกอบดว๎ ย สมาชิกสภาองคก์ ารบริหารสวํ นตาบลซึง่ มา
จากการเลือกตัง้ หมํบู า๎ นละ ๒ คน ในกรณีที่องค์การบริหารสํวนตาบลใดมี ๑ หมบํู ๎าน ใหห๎ มบูํ ๎านนัน้
เลือกสมาชกิ สภาองค์การบริหารสวํ นตาบลจานวน ๖ คน และในกรณีทอี่ งค์การบริหารสวํ นตาบลใดมี
๒ หมบูํ ๎าน ใหอ๎ งค์การบรหิ ารสวํ นตาบลนน้ั มสี มาชิกสภาองค์การบรหิ ารสวํ นตาบลหมํูบ๎านละ ๓ คน
สภาองค์การบรหิ ารสํวนตาบลให๎มวี าระ ๔ ปี นับแตํวันเลือกตง้ั และสมาชิกภาพของ
สมาชกิ สภาองค์การบริหารสวํ นตาบลส้ินสุดลงเมือ่
๑) ถงึ คราวออกตามอายุของสภาองค์การบริหารสํวนตาบลหรือเมอ่ื มกี ารยุบสภา
องค์การบริหารสวํ นตาบล
๒) ตาย
๓) ลาออก
๔) เป็นผไ๎ู ดเ๎ สยี ในทางตรงหรือทางอ๎อมในสัญญากับองค์การบริหารสํวนตาบลทีต่ น
ดารงตาแหนงํ หรือในกจิ การทก่ี ระทาให๎ อบต.
๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต๎องห๎ามเกี่ยวกับคุณสมบัติผู๎มีสิทธิสมัครรับ
เลอื กต้ังเป็นสมาชกิ สภาองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบล
๑๕๙
๖) ไมํได๎อยูํประจาในหมูํบ๎านท่ีตนได๎รับเลือกต้ังเป็นระยะเวลาติดตํอกันเกิน ๖
เดอื น
๗) ขาดประชุมสภาองค์การบริหารสํวนตาบลติดตํอกัน ๓ ครั้ง โดยไมํมีเหตุผลท่ี
สมควร
๘) สภาองค์การบรหิ ารสวํ นตาบลมมี ตใิ ห๎พ๎นจากตาแหนํง เนื่องจากมีพฤตกิ รรมท่ี
เสอื่ มเสียหรอื กอํ ความไมสํ งบเรียบรอ๎ ยแกํองค์การบริหารสวํ นตาบลหรอื ทาให๎องคก์ ารบริหารสวํ น
ตาบลเสอื่ มเสยี
๙) ราษฎรในเขตองค์การบริหารสวํ นตาบลได๎ลงคะแนนเสยี งใหพ๎ น๎ จากตาแหนํง
สภาองค์การบริหารสํวนตาบล ให๎มีประธานสภาและรองประธานสภา ๑ คน ซึ่งเลือก
จากสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนตาบล แล๎วให๎นายอาเภอแตํงตั้งประธานและรองประธานสภา
องค์การบริหารสํวนตาบลตามมติของสภาองค์การบริหารสํวนตาบล โดยท่ีประธานและรอง
ประธานสภาดารงตาแหนํงจนครบอายุของสภาหรือมีการยุบสภาองค์การบริหารสํวนตาบล (มาตรา
๔๙)
สภาองค์การบริหารสวํ นตาบลมอี านาจหน๎าท่ี (มาตรา ๔๖) ดงั ตํอไปน้ี
๑) ให๎ความเหน็ ชอบแผนพัฒนาตาบลเพือ่ เป็นแนวทางในการบรหิ ารกิจการของ
องค์การบรหิ ารสวํ นตาบล
๒) พิจารณาให๎ความเห็นชอบรํางข๎อบัญญัติองค์การบริหารสํวนตาบล รําง
ข๎อบัญญัติงบประมาณรายจาํ ยประจาปี ราํ งข๎อบญั ญัติงบประมาณรายจํายเพ่ิมเตมิ
๓) ควบคมุ การปฏบิ ัติงานของคณะผ๎บู ริหารให๎เปน็ ไปตามนโยบายและแผนพฒั นา
ตาบลตาม ๑) และกฎหมาย ระเบยี บ และข๎อบังคับของทางราชการ
๔) เลือกประธานสภา รองประธานสภา และเลขานกุ ารสภา อบต.
๕) รับทราบนโยบายของนายกองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบลกํอนนายกองค์การบริหาร
สํวนตาบลเข๎ารับหน๎าที่ และรับทราบรายงานแสดงผลการปฏิบัติงานตามนโยบายท่ีนายกองค์การ
บริหารสํวนตาบลได๎แถลงไวต๎ ํอสภาองค์การบริหารสวํ นตาบลเปน็ ประจาทกุ ปี
๑๖๐
๖) ในท่ีประชุมสภาองค์การบริหารสํวนตาบล สมาชิกสภาองค์การบริหารสํวน
ตาบลมีสิทธิต้ังกระทู๎ถามตํอนายกองค์การบริหารสํวนตาบลหรือรองนายกองค์การบริหารสํวนตาบล
อันเกี่ยวกับงานในหนา๎ ทไี่ ด๎
๗) สภาองคก์ ารบริหารสํวนตาบลมีอานาจในการเสนอบญั ญตั ขิ อเปดิ อภิปราย
ท่ัวไปเพื่อใหน๎ ายกองค์การบรหิ ารสวํ นตาบลแถลงขอ๎ เท็จจริงหรือแสดงความคดิ เห็นในปัญหาเกีย่ วกับ
การบรหิ ารองค์การบริหารสํวนตาบลโดยไมมํ ีการลงมติได๎
๘) สภาองค์การบริหารสํวนตาบลมีอานาจในการเลือกปลัดองค์การบริหารสํวน
ตาบลหรอื สมาชกิ องค์การบริหารสํวนตาบลคนใดคนหน่งึ เป็นเลขานุการสภาองคก์ ารบริหารสํวนตาบล
ประธานสภาองค์การบริหารสํวนตาบลมีหน๎าท่ีดาเนินการประชุม และดาเนินการอ่ืนๆ
เพื่อให๎เป็นไปตามข๎อบังคับการประชุมท่ีกระทรวงมหาดไทยกาหนด ขณะท่ีรองประธานสภาองค์การ
บริหารสํวนตาบล มีหน๎าท่ีชํวยประธานสภาองค์การบริหารสํวนตาบลปฏิบัติงาน ตามท่ีประธานสภา
องค์การบรหิ ารสํวนตาบลมอบหมายใหท๎ า ในกรณีท่ปี ระธานสภาองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลไมํสามารถ
ปฏบิ ัตงิ านได๎ ให๎รองประธานสภาองค์การบริหารสํวนตาบลปฏิบัติงานแทน ในการดาเนินการประชุม
ให๎ประธานสภาองค์การบริหารสํวนตาบล เป็นผู๎เรียกประชุมสภาองค์การบริหารสํวนตาบล ตามสมัย
ประชุมและเป็นผ๎ูเปิดหรือปิดการประชุม หากวําไมํมีประธานสภาองค์การบริหารสํวนตาบล หรือ
ประธานสภาองค์การบรหิ ารสํวนตาบลไมเํ รียกประชุม ให๎นายอาเภอเป็นผ๎ูเรียกประชุมพร๎อมทั้งเป็นผ๎ู
เปิดหรือปดิ การประชมุ
เมือ่ ตาแหนงํ ประธานหรือรองประธานสภาองค์การบริหารสํวนตาบลวํางลงเพราะเหตุ
อ่ืนใดนอกจากครบวาระ ให๎มีการเลือกประธานหรือรองประธานสภาองค์การบริหารสํวนตาบลแทน
ตาแหนงํ ที่วาํ งภายใน ๑๕ วันนับแตวํ นั ท่ตี าแหนํงน้ันวํางลง และใหผ๎ ๎ูซ่ึงไดร๎ ับเลือกแทนนั้นอยใูํ น
ตาแหนํงไดเ๎ พยี งเทาํ วาระท่ีเหลืออยูํของผซ๎ู ง่ึ ตนแทน (มาตรา ๕๑) เลขานุการสภาองคก์ ารบรหิ ารสวํ น
ตาบลมาจากสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนตาบลทไี่ ดร๎ บั เลอื กตง้ั จากสภาองคก์ ารบริหารสวํ นตาบล
ซึ่งเลขานกุ ารสภาองค์การบริหารสํวนตาบลจะดารงตาแหนงํ เป็นนายกองค์การบริหารสํวนตาบลและ
รองนายกองค์การบรหิ ารสํวนตาบลไมํได๎ โดยทีเ่ ลขานุการสภาองค์การบรหิ ารสํวนตาบลมีหนา๎ ที่
รับผิดชอบงานธุรการ การจดั การประชุม และงานทีส่ ภาองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลมอบหมาย
สมัยประชมุ สภาองคก์ ารบริหารสํวนตาบล นายอาเภอต๎องกาหนดให๎สมาชิกสภา อบต.
ดาเนนิ การประชุมสภา อบต. ครงั้ แรกภายใน ๑๕ วัน นับแตวํ นั ประกาศผลการเลือกตง้ั และให๎ท่ี
ประชมุ เลือกประธานสภา ๑ คน และรองประธานสภา ๑ คน ซึง่ ประธานสภาและรองประธานสภานี้
จะดารงตาแหนํงจนครบวาระ
๑๖๑
ในกรณีทสี่ ภา อบต. ไมสํ ามารถจัดให๎มีการประชุมครง้ั แรกไดภ๎ ายใน ๑๕ วันดังกลาํ ว
หรือมกี ารประชมุ แตํไมํอาจเลือกประธานสภาได๎ นายอาเภออาจเสนอผ๎วู าํ ราชการจงั หวัดให๎มคี าสัง่ ยุบ
สภา อบต.
ในปหี นง่ึ ใหส๎ ภา อบต. มีสมยั ประชมุ สามญั ๒ สมัย หรอื มากกวาํ ๒ สมยั แตไํ มํเกนิ ๔
สมัย สมัยหนงึ่ ๆ ไมเํ กิน ๑๕ วัน แตอํ าจขยายได๎อีกโดยขออนุญาตนายอาเภอ วนั เริม่ สมยั ประชุม
สามญั ประจาปีใหส๎ ภา อบต. เปน็ ผก๎ู าหนด
นอกจากสมยั ประชมุ สามัญแล๎ว เมอื่ เหน็ วํามีความจาเปน็ ประธานสภา นายก อบต.
หรอื สมาชิกสภา อบต. จานวนไมํน๎อยกวําครึ่งหนึง่ ของจานวนสมาชกิ สภาที่มอี ยํู อาจนาคารอ๎ งย่นื ตํอ
นายอาเภอขอเปิดประชุมวิสามัญได๎
๘.๒.๒ นายกองคก์ ารบริหารสว่ นตาบล
นายกองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบลทาหนา๎ ทเี่ ป็นหวั หนา๎ ฝาุ ยบริหารขององค์การบรหิ าร
สวํ นตาบล มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในเขตองค์การบรหิ ารสํวนตาบล นายกองคก์ าร
บริหารสํวนตาบลสามารถแตงํ ตัง้ ผ๎ูชวํ ยดาเนนิ การได๎ โดยสามารถแตงํ ต้งั บคุ คลทไี่ มํใชํสมาชิกสภา
องค์การบริหารสํวนตาบลเป็นรองนายกองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบลได๎ ๒ คน และเป็นเลขานกุ ารนายก
องค์การบรหิ ารสํวนตาบลได๎ ๑ คน
นายกองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลมีวาระการดารงตาแหนงํ ๔ ปี และสามารถดารง
ตาแหนงํ ติดตํอกนั เกนิ ๒ วาระไมํได๎ จะดารงตาแหนํงได๎อีกครัง้ เมื่อพ๎นระยะเวลา ๔ ปีนับแตวํ ันท่พี น๎
จากตาแหนงํ แมด๎ ารงตาแหนํงไมคํ รบระยะเวลา ๔ ปีกใ็ ห๎นับเปน็ ๑ วาระ
ผู๎ที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลต๎องมีคณุ สมบัติและไมํมี
ลกั ษณะต๎องหา๎ ม ดังน้ี
๑) มีอายุไมํต่ากวาํ ๓๐ ปีบริบูรณใ์ นวนั เลือกตั้ง
๒) จบการศึกษาไมํตา่ กวํา มัธยมศกึ ษาตอนปลาย หรอื เทยี บเทํา หรือเคยเป็น
สมาชิกสภาตาบล สมาชิกสภาท๎องถ่นิ นักบริหารท๎องถิ่น หรือสมาชิกรฐั สภา
๓) ไมเํ ป็นผมู๎ พี ฤตกิ รรมในทางทจุ รติ หรอื พน๎ จากตาแหนํงสมาชิกสภาตาบล
สมาชกิ สภาทอ๎ งถน่ิ คณะผบู๎ รหิ ารท๎องถ่ิน หรือผบ๎ู ริหารท๎องถน่ิ รองผ๎บู รหิ ารทอ๎ งถ่ิน หรือเลขานกุ าร
หรือทป่ี รกึ ษาของผ๎ูบริหารท๎องถ่นิ เพราะเหตุทไ่ี มํมีสํวนไดเ๎ สยี ไมํวาํ จะโดยทางตรงหรือทางอ๎อมใน
สญั ญา หรอื กิจการท่ีกระทากับองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินยงั ไมํถึง ๕ ปี นบั ถงึ วันรับสมัครเลือกต้ัง
๑๖๒
นายกองค์การบริหารสวํ นตาบล มีอานาจหนา๎ ที่ (มาตรา ๕๙) ดงั ตํอไปน้ี
๑) กํอนเข๎ารับหน๎าท่ี นายกองค์การบริหารสํวนตาบลต๎องแถลงนโยบายตํอสภา
องค์การบริหารสํวนตาบลโดยไมํมีการลงมติ หากไมํสามารถดาเนินการได๎ให๎ทาเป็นหนังสือแจ๎งตํอ
สมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนตาบลทุกคน และจัดทารายงานผลการปฏิบัติงานตามนโยบายที่ได๎
แถลงไว๎ตํอสภาองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลเป็นประจาทกุ ปี (มาตรา ๕๘/๕)
๒) อานาจหน๎าที่ ตามพระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหารสํวนตาบล
(ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๖ (มาตรา ๕๙) กาหนดไว๎ดังน้ี
(๑) กาหนดนโยบายโดยไมํขัดตํอกฎหมาย และรับผิดชอบในการบริหาร
ราชการขององค์การบริหารสํวนตาบลให๎เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์การบริหาร
สวํ นตาบล ขอ๎ บญั ญัติ ระเบียบ และข๎อบังคบั ของทางราชการ
(๒) ส่ัง อนุญาต และอนุมัตเิ กี่ยวกบั ราชการขององค์การบรหิ ารสํวนตาบล
(๓) แตงํ ต้งั และถอดถอนรองนายกองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบลและเลขานุการ
นายกองค์การบริหารสวํ นตาบล
(๔) วางระเบยี บเพอื่ ให๎งานขององค์การบรหิ ารสวํ นตาบลเป็นไปด๎วยความ
เรียบรอ๎ ย
(๕) รักษาการใหเ๎ ปน็ ไปตามข๎อบัญญตั ิองค์การบริหารสวํ นตาบล
(๖) ปฏบิ ัตหิ นา๎ ทีอ่ ่ืนตามทบี่ ัญญตั ไิ วใ๎ นพระราชบญั ญตั ินี้และกฎหมายอืน่
๓) ควบคมุ และรบั ผิดชอบในการบรหิ ารราชการขององค์การบรหิ ารสํวนตาบลตาม
กฎหมายและเป็นผบ๎ู งั คบั บัญชาข๎าราชการและลูกจา๎ งองค์การบริหารสํวนตาบล
๔) นายกองค์การบริหารสํวนตาบล รองนายกองค์การบริหารสํวนตาบล หรือผู๎ท่ี
นายกองค์การบริหารสํวนตาบลมอบหมาย มีสิทธิเข๎าประชุมสภา และมีสิทธิแถลงข๎อเท็จจริง
ตลอดจนแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกบั งานในหน๎าที่ของตนตํอที่ประชมุ แตํไมํมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
๕) กรณีท่ีไมํมีผ๎ูดารงตาแหนํงประธานและรองประธานสภาองค์การบริหารสํวน
ตาบล หรอื สภาองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบลถกู ยบุ หากมกี รณีที่สาคญั และจาเปน็ เรงํ ดวํ นซ่งึ ปลํอยให๎เน่ิน
ช๎าไปจะกระทบตํอประโยชน์สาคัญของราชการหรือราษฎร นายกองค์การบริหารสํวนตาบลจะ
ดาเนินการไปพลางกํอนเทําทีจ่ าเป็นกไ็ ด๎
๑๖๓
ในการดาเนินงานขององค์การบริหารสํวนตาบล ให๎นายกองค์การบริหารสํวนตาบลเป็น
ผแู๎ ทนขององค์การบริหารสวํ นตาบล และเม่ือนายกองค์การบริหารสํวนตาบลไมํสามารถปฏิบัติหน๎าท่ี
ได๎ ให๎รองนายกองค์การบริหารสํวนตาบลตามลาดับที่นายกองค์การบริหารสํวนตาบลแตํงต้ังไว๎เป็น
ผ๎ูรักษาราชการแทน นอกจากนั้น นายกองค์การบริหารสํวนตาบลสามารถมอบอานาจในการส่ัง
อนุญาต อนุมัติ ให๎รองนายกองค์การบริหารสํวนตาบล ปลัดองค์การบริหารสํวนตาบล รองปลัด
องคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบล หรือหัวหนา๎ สํวนราชการขององค์การบริหารสํวนตาบล ปฏิบัติราชการแทน
ได๎
นายกองคก์ ารบริหารสวํ นตาบลพ๎นจากตาแหนํงเมื่อ
๑) ถึงคราวออกตามวาระ
๒) ตาย
๓) ลาออกโดยยน่ื หนงั สือลาออกตํอนายอาเภอ
๔) ขาดคณุ สมบัติหรือมีลักษณะต๎องหา๎ มตามท่ีกฎหมายกาหนด
๕) กระทาการฝุาฝืนมาตรา ๖๔/๒ ของพระราชบญั ญัตสิ ภาตาบลและองคก์ าร
บรหิ ารสวํ นตาบล (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๖ คอื
(๑) ดารงตาแหนํงหรอื ปฏิบัตหิ น๎าท่ีอ่นื ใดในสํวนราชการ หนํวยงานของรฐั
หรอื รฐั วสิ าหกจิ เวน๎ แตํตาแหนํงทดี่ ารงตามบทบัญญัตแิ หํงกฎหมาย
(๒) รับเงนิ หรือประโยชน์ใดๆ เป็นพิเศษจากสวํ นราชการ หนํวยงานของรฐั
หรือรัฐวิสาหกจิ นอกเหนือไปจากที่สวํ นราชการ หนํวยงานของรัฐ หรือรฐั วิสาหกิจ ปฏิบัติกบั บุคคลใน
ธรุ กจิ การงานตามปกติ
(๓) เป็นผ๎ูมสี วํ นได๎เสยี ไมวํ าํ โดยทางตรงหรือทางออ๎ มในสัญญาทอี่ งค์การบรหิ าร
สวํ นตาบลนน้ั เปน็ คํสู ัญญาหรือในกิจการที่กระทาใหแ๎ กํองค์การบรหิ ารสวํ นตาบลนนั้ หรอื ทอี่ งคก์ าร
บรหิ ารสวํ นตาบลน้นั จะกระทา
บทบัญญัตนิ ี้ไมํใหใ๎ ชบ๎ งั คบั กับกรณที น่ี ายกองคก์ ารบริหารสํวนตาบล รองนายก
องค์การบริหารสวํ นตาบล และเลขานุการนายกองค์การบริหารสวํ นตาบลไดร๎ บั เบ้ยี หวดั บาเหน็จ
บานาญ หรือเงนิ ปีพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเงินอนื่ ใดในลักษณะเดียวกัน และไมํใหใ๎ ชบ๎ ังคบั กบั กรณีท่ี
บุคคลดังกลาํ วรับเงินตอบแทนคําเบี้ยประชมุ หรือเงินอน่ื ใด เนือ่ งจากการดารงตาแหนํงกรรมาธกิ าร
๑๖๔
ของรัฐสภา สภาผแ๎ู ทนราษฎร วุฒิสภา สภาองค์การบริการสวํ นตาบล หรือสภาท๎องถ่ินอืน่ หรือ
กรรมการท่ีมีกฎหมายบัญญัติใหเ๎ ป็นโดยตาแหนงํ
๖) ผวู๎ าํ ราชการจงั หวัดสงั่ ให๎พ๎นจากตาแหนํงตามมาตรา ๘๗/๑ วรรคหา๎ หรอื
มาตรา ๙๒
(๑) การพ๎นจากตาแหนํงตามมาตรา ๘๗/๑ วรรคห๎า คอื การท่ีนายก
องค์การบริหารสวํ นตาบลไมํยอมนารํางข๎อบัญญัติงบประมาณรายจาํ ยประจาปีหรือรํางข๎อบัญญัติ
งบประมาณรายจาํ ยเพมิ่ เติม ซึง่ ปรบั ปรุงแก๎ไขโดยคณะกรรมการซง่ึ ตั้งโดยนายอาเภอเพื่อพจิ ารณาหา
ขอ๎ ยุติความขดั แย๎งจากกรณีท่ีสภาองค์การบรหิ ารสํวนตาบล ไมรํ บั หลกั การหรือไมเํ ห็นชอบกับราํ ง
ข๎อบัญญัตงิ บประมาณท่เี สนอโดยนายกองค์การบริหารสํวนตาบลในคร้ังแรก เสนอตํอสภาองค์การ
บริหารสวํ นตาบลเพ่ือพิจารณาใหมํภายใน ๗ วัน นับแตํได๎รบั ราํ งข๎อบัญญตั จิ ากนายอาเภอ กรณนี ใ้ี ห๎
นายอาเภอรายงานตอํ ผ๎ูวาํ ราชการจังหวดั เพ่อื สั่งใหน๎ ายกองค์การบริหารสวํ นตาบลพ๎นจากตาแหนํง
(๒) การพ๎นจากตาแหนงํ ตามมาตรา ๙๒ คอื นายอาเภอสอบสวนแล๎ว
ปรากฏวํากระทาการฝาุ ฝนื ตํอความสงบเรยี บรอ๎ ยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไมปํ ฏิบตั ิ
ตาม หรอื ปฏบิ ัติการไมํชอบด๎วยอานาจหน๎าท่ีจรงิ กรณนี ีน้ ายอาเภอสามารถเสนอผ๎ูวําราชการจังหวัด
สง่ั ให๎นายกองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบลพ๎นจากตาแหนงํ ได๎
๗) ถกู จาคุกโดยคาพพิ ากษาถึงที่สดุ ให๎จาคุก
๘) ราษฎรผ๎ูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตองค์การบรหิ ารสวํ นตาบล มจี านวนไมํนอ๎ ย
กวาํ ๓ ใน ๔ ของจานวนผู๎มีสิทธิเลือกต้งั ทีม่ าลงคะแนนเหน็ วาํ นายกองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบลไมํ
สามารถดารงตาแหนํงตํอไปตามกฎหมายวาํ ด๎วยการลงคะแนนเสยี งเพอ่ื ถอดถอนสมาชิกสภาทอ๎ งถิน่
หรือผู๎บรหิ ารทอ๎ งถิน่
๘.๓ ระดับชน้ั และเกณฑก์ ารแบ่งระดบั องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบล
องค์การบรหิ ารสวํ นตาบล (อบต.) คือ หนํวยการบรหิ ารราชการสํวนท๎องถน่ิ มฐี านะเปน็
นติ บิ ุคคลและราชการสวํ นท๎องถ่ิน จดั ต้งั ขึ้นตามพระราชบญั ญัติสภาตาบลและองค์การบริหารสวํ น
ตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซ่ึงมผี ลใชบ๎ งั คบั ต้งั แตวํ นั ท่ี ๒ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๓๘ และมฉี บับแก๎ไขเพิ่มเตมิ ใน
เวลาตํอมา พระราชบัญญัติฉบบั นีไ้ ด๎สํงผลใหม๎ ีการกระจายอานาจสํอู งค์กรประชาชนในระดับตาบล
อยาํ งมาก โดยไดย๎ กฐานะสภาตาบลซึ่งมรี ายไดต๎ ามเกณฑค์ ือ มีรายได๎ไมํรวมเงนิ อดุ หนนุ ใน
ปีงบประมาณทลี่ วํ งมาติดตํอกัน ๓ ปี เฉล่ยี ไมํต่ากวําปลี ะ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ข้นึ เป็นองคก์ ารบริหาร
๑๖๕
สํวนตาบล กลาํ วไดว๎ ําการจดั ตงั้ องค์การบรหิ ารสวํ นตาบลน้ีเปน็ ผลผลติ หนง่ึ ของกระแสของสังคมท่ี
ต๎องการจะปฏริ ูปการเมอื ง ดังนัน้ องค์การบรหิ ารสวํ นตาบลจึงเปน็ มิติหน่ึงของความพยายามในการ
ปฏริ ูปการเมืองโดยการกระจายอานาจสทํู ๎องถิน่ ๗๖
องค์การบริหารสํวนตาบล มีความสาคัญตํอท๎องถ่นิ เป็นอยํางมาก เพราะเปน็ องค์กร
ปกครองสวํ นทอ๎ งถิน่ ที่มีขนาดเลก็ ทส่ี ดุ แตํใกล๎ชิดกับประชาชนมากทส่ี ุด โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่
ชนบท องค์การบริหารสวํ นตาบลเปน็ องค์กรปกครองสํวนทอ๎ งถ่นิ ที่เปดิ โอกาสให๎ประชาชนในชุมชน
ระดบั ตาบล หมํูบ๎านได๎เข๎ามามสี ํวนรวํ มในการปกครองตนเองตามระบอบประชาธิปไตย
กอํ นท่ีจะมีการยบุ รวม อบต. เข๎ากบั ราชการสํวนท๎องถิ่นรูปแบบอ่นื และต้ังสภาตาบล
เปน็ องค์การบรหิ ารสํวนตาบลเพม่ิ มากข้นึ นนั้ มอี งค์การบริหารสวํ นตาบลประมาณ ๖,๕๐๐ แหงํ (ณ
วันท่ี ๓๐ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๐) โดยมกี ารแบํงระดับออกเปน็ ๕ ช้ัน ตามระดบั ของรายได๎ ดงั น้ี
๑) อบต. ชน้ั ๑ รายไดต๎ ง้ั แตํ ๒๐ ล๎านบาทขึ้นไป
๒) อบต. ชน้ั ๒ รายได๎ระหวาํ ง ๑๒ - ๒๐ ลา๎ นบาท
๓) อบต. ชน้ั ๓ รายได๎ระหวําง ๖ - ๑๒ ล๎านบาท
๔) อบต. ชน้ั ๔ รายได๎ไมเํ กิน ๖ ล๎านบาท
๕) อบต. ชน้ั ๕ รายได๎ไมเํ กิน ๓ ล๎านบาท
ตอํ มาเมอ่ื วันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ได๎มีการยุบรวม อบต. เข๎ากับราชการสวํ น
ท๎องถนิ่ รปู แบบอนื่ และตั้งสภาตาบลเป็นองค์การบริหารสวํ นตาบลเพิ่มขึ้น ปัจจุบันจงึ มจี านวน
องค์การบรหิ ารสํวนตาบลจานวนท้งั ส้ิน ๖,๗๒๕ แหํงและมีการเปลี่ยนแปลงการแบํงกลํุม อบต. เป็น
๓ ขนาด คือ
๑) อบต.ขนาดใหญํ (สวํ นใหญํจะเป็น อบต. ชน้ั ๑ เดิม)
๒) อบต.ขนาดกลาง (สํวนใหญํจะเป็น อบต. ชนั้ ๒ และ อบต. ช้นั ๓ เดิม)
๓) อบต.ขนาดเลก็ (สวํ นใหญจํ ะเปน็ อบต. ช้ัน ๔ และ อบต. ช้นั ๕ เดมิ )
โดยมีหลักเกณฑ์สาคัญทใี่ ช๎แบํงขนาด อบต. มี ๕ เกณฑท์ ส่ี าคัญ ดังนี้
๗๖สถาบันพระปกเกล๎า,สารานุกรมการปกครองท้องถ่ิน หมวดที่ ๓ พัฒนาการและรูปแบบการ
ปกครองทอ้ งถนิ่ ไทย ลาดับที่ 4 เรอ่ื ง องค์การบริหารส่วนตาบล,(นนทบรุ :ี สถาบันพระปกเกล๎า, ๒๕๔๗).
๑๖๖
๑) เกณฑ์ระดับรายได๎
(๑) รายได๎ไมํรวมเงินอดุ หนนุ สงู กวํา ๒๐ ลา๎ นบาท เปน็ อบต.ขนาดใหญํ
(๒) รายได๎ไมํรวมเงนิ อุดหนุน ๖-๒๐ ล๎านบาท เปน็ อบต.ขนาดกลาง
(๓) รายได๎ไมรํ วมเงนิ อุดหนนุ ต่ากวํา ๖ ลา๎ นบาท เปน็ อบต.ขนาดเลก็
๒) เกณฑ์ตัวช้วี ดั ดา๎ นคําใชจ๎ ํายบุคลากร
๓) เกณฑ์ตัวช้ีวดั ด๎านเศรษฐกิจและสังคม
(๑) จานวนพืน้ ท่ี
(๒) จานวนประชากร
(๓) จานวนโครงสร๎างพน้ื ฐาน
(๔) จานวนโรงฆําสตั ว์
(๕) จานวนตลาดสด
(๖) จานวนโรงงานนคิ มอุตสาหกรรม
(๗) จานวนโรงเรยี น
(๘) จานวนศูนย์พฒั นาเด็ก
(๙) จานวนโรงแรม
(๑๐) จานวนศาสนสถาน
(๑๑) จานวนสถานพยาบาล
(๑๒) จานวนศูนย์การค๎า
(๑๓) การประกาศให๎ อบต. เป็นเขตควบคุมอาคาร
(๑๔) การประกาศให๎ใช๎บงั คบั กฎหมายวาํ ดว๎ ยการรกั ษาความสะอาดและความเปน็
ระเบียบเรียบรอ๎ ย
(๑๕) จานวนวัสดุ อปุ กรณ์ และเครือ่ งมือด๎านการปูองกันและบรรเทาสาธารณภัย
๑๖๗
(๑๖) จานวนวสั ดอุ ปุ กรณ์และเครอื่ งมอื ด๎านการกาจัดขยะและสิ่งปฏกิ ลู
(๑๗) จานวนโครงสร๎างสวํ นราชการ
(๑๘) จานวนหนํวยกิจการพาณิชย์
๔) เกณฑ์ตัวช้วี ดั ด๎านประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ัติ
(๑) ประสิทธภิ าพด๎านการจดั เก็บรายได๎
(๒) ประสทิ ธิภาพด๎านการบริหารแผนงานและงบประมาณ
(๓) ประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลด๎านงานบคุ คล
(๔) ประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผลด๎านการบรกิ าร
๕) เกณฑ์ตัวช้ีวดั ด๎านธรรมาภิบาล
(๑) หลกั นติ ิธรรม
(๒) หลักคุณธรรม
(๓) หลกั ความโปรํงใส
(๔) การมสี ํวนรวํ มของประชาชน
(๕) หลกั ความรบั ผดิ ชอบ
(๖) ความค๎ุมคํา
๘.๔ อานาจหนา้ ท่ขี ององค์การบรหิ ารส่วนตาบล
อานาจหน๎าที่ขององคก์ ารบริหารสํวนตาบลนน้ั ไมํเปน็ การตัดอานาจหน๎าทขี่ อง
กระทรวง ทบวง กรม หรือองค์การหรือหนวํ ยงานของรัฐ ในอนั ทจ่ี ะดาเนนิ กิจการใดๆ เพอื่ ประโยชน์
ของประชาชนในตาบล แตํต๎องแจ๎งใหอ๎ งค์การบริหารสวํ นตาบลทราบลวํ งหนา๎ ตามสมควร
ในกรณีน้หี ากองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลมีความเหน็ เก่ียวกบั การดาเนนิ กิจการดังกลาํ ว
ใหก๎ ระทรวง ทบวง กรม หรือองค์การหรือหนวํ ยงานของรฐั นาความเหน็ ขององคก์ ารบริหารสวํ น
ตาบลไปประกอบการพจิ ารณาดาเนินกิจการน้ันดว๎ ยโดยจาแนกได๎ ดังน้ี
๑๖๘
๑) อานาจหนา๎ ท่ตี ามพระราชบัญญัตสิ ภาตาบลและองค์การบริหารสวํ นตาบล
พ.ศ. ๒๕๓๗
๒) อานาจหน๎าท่ีตามพระราชบัญญตั ิกาหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจ
ใหแ๎ กํองค์กรปกครองสวํ นท๎องถิน่ พ.ศ. ๒๕๔๒
๘.๔.๑ อานาจหนา้ ทีต่ ามพระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบรหิ ารส่วนตาบล พ.ศ.
๒๕๓๗๗๗
พระราชบญั ญัตสิ ภาตาบลและองคก์ ารบรหิ ารสวํ นตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ได๎กาหนดให๎
องค์การบริหารสํวนตาบลมอี านาจหนา๎ ท่ใี นการพัฒนาตาบลทงั้ ในดา๎ นเศรษฐกจิ สังคม และวัฒนธรรม
(มาตรา ๖๖) ภารกิจหนา๎ ท่ขี ององคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลจงึ มีขอบขาํ ยงานท่ีกว๎างขวางอีกทัง้
พระราชบัญญตั ิสภาตาบลและองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซง่ึ แกไ๎ ขเพิ่มเตมิ โดย
พระราชบญั ญตั ิสภาตาบลและองคก์ ารบริหารสํวนตาบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ กาหนดใหอ๎ งคก์ าร
บริหารสวํ นตาบลมหี น๎าท่ีตอ๎ งทาในเขต อบต. (มาตรา ๖๗) ดังตํอไปน้ี
๑) จดั ให๎มแี ละบารุงรักษาทางน้าและทางบก
๒) รกั ษาความสะอาดของถนน ทางน้า ทางเดิน และทีส่ าธารณะ รวมท้ังกาจัดมลู
ฝอยและสงิ่ ปฏิกลู
๓) ปอู งกนั โรคและระงบั โรคติดตํอ
๔) ปูองกนั และบรรเทาสาธารณภยั
๕) สํงเสริมการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
๖) สงํ เสรมิ การพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผ๎ูสงู อายุ และผพ๎ู ิการ
๗) คม๎ุ ครอง ดแู ล และบารงุ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล๎อม
๘) บารงุ รกั ษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท๎องถ่นิ และวฒั นธรรมอนั ดีของ
ทอ๎ งถิ่น
๗๗พระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหารสํวนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งแก๎ไขเพ่ิมเติมโดย
พระราชบญั ญตั สิ ภาตาบลและองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบล (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๖.
๑๖๙
๙) ปฏบิ ตั ิหน๎าที่อืน่ ตามท่ที างราชการมอบหมายโดยจดั สรรงบประมาณหรอื
บุคลากรใหต๎ ามความจาเปน็ และสมควร นอกจากนน้ั องคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลอาจจัดทากิจการใน
เขต อบต. (มาตรา ๖๘) ดังตํอไปนี้
(๑) ให๎มนี ้าเพ่อื การอุปโภค บริโภค และการเกษตร
(๒) ให๎มแี ละบารุงการไฟฟูาหรอื แสงสวํางโดยวิธีอืน่
(๓) ให๎มแี ละบารุงรกั ษาทางระบายน้า
(๔) ใหม๎ แี ละบารุงสถานท่ีประชมุ การกีฬา การพกั ผํอนหยํอนใจและ
สวนสาธารณะ
(๕) ใหม๎ แี ละสํงเสรมิ กลมุํ เกษตรกรและกิจการสหกรณ์
(๖) สํงเสรมิ ให๎มีอตุ สาหกรรมในครอบครวั
(๗) บารงุ และสงํ เสริมการประกอบอาชพี ของราษฎร
(๘) การคุ๎มครองดแู ลและรกั ษาทรพั ยส์ นิ อันเป็นสาธารณสมบตั ิของแผนํ ดนิ
(๙) หาผลประโยชนจ์ ากทรพั ย์สินขององค์การบริหารสํวนตาบล
(๑๐) ใหม๎ ตี ลาด ทําเทยี บเรอื และทําข๎าม
(๑๑) กจิ การเกี่ยวกบั การพาณชิ ย์
(๑๒) การทํองเท่ยี ว
(๑๓) การผงั เมือง
อานาจหนา๎ ที่ขององค์การบริหารสํวนตาบลตามทีไ่ ด๎กลาํ วมาข๎างตน๎ นนั้ ไมเํ ปน็ การตัด
อานาจหน๎าที่ของกระทรวง ทบวง กรม หรือองค์การหรือหนํวยงานของรัฐ ในอันท่จี ะดาเนินกิจการ
ใดๆ เพ่ือประโยชนข์ องประชาชนในตาบล แตํต๎องแจ๎งให๎องค์การบริหารสํวนตาบลทราบลํวงหนา๎ ตาม
สมควร ในกรณีนีห้ ากองค์การบริหารสวํ นตาบลมคี วามเห็นเก่ยี วกบั การดาเนนิ กิจการดังกลาํ ว ให๎
กระทรวง ทบวง กรม หรือองค์การหรือหนํวยงานของรฐั นาความเห็นขององค์การบริหารสํวนตาบล
ไปประกอบการพจิ ารณาดาเนินกจิ การนนั้ ด๎วย (มาตรา ๖๙)เพื่อประโยชนใ์ นการปฏิบัติหนา๎ ทตี่ าม
พระราชบญั ญัตินใ้ี หอ๎ งค์การบริหารสวํ นตาบลมีสิทธิได๎รับทราบข๎อมูลและขําวสารจากทางราชการใน
๑๗๐
เรอ่ื งทเ่ี กี่ยวกับการดาเนนิ กิจการของทางราชการในตาบล เวน๎ แตํขอ๎ มูลหรือขาํ วสารที่ทางราชการถือ
วําเป็นความลบั เกย่ี วกบั การรักษาความม่ันคงแหงํ ชาติ (มาตรา ๗๐)
องค์การบรหิ ารสํวนตาบลอาจออกข๎อบัญญตั ิองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบล เพ่อื ใชบ๎ ังคบั ใน
เขตองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลได๎เทําทไี่ มํขดั ตํอกฎหมายเพื่อปฏิบตั กิ ารให๎เป็นไปตามอานาจหนา๎ ท่ีของ
องค์การบริหารสวํ นตาบล หรือเมื่อมีกฎหมายบัญญตั ใิ ห๎องค์การบริหารสวํ นตาบลออกข๎อบัญญตั หิ รือ
ใหม๎ ีอานาจออกข๎อบัญญัติ ในการนจี้ ะกาหนดคาํ ธรรมเนียมทีจ่ ะเรียกเก็บและกาหนดโทษปรบั ผ๎ฝู าุ ฝืน
ดว๎ ยกไ็ ด๎ แตํไมํใหก๎ าหนดโทษปรบั เกินหนึง่ พันบาท เว๎นแตํจะมีกฎหมายบัญญัติไว๎เป็นอยาํ งอ่นื
(มาตรา ๗๑)
ในสวํ นของการบริหารงานนั้น องค์การบริหารสํวนตาบลมีการจัดแบํงการบริหารงาน
ออกเปน็ สานกั งานปลัดองค์การบรหิ ารสํวนตาบล และสวํ นตาํ งๆ ท่ีองคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลไดต๎ ้ังขน้ึ
โดยมพี นกั งานสํวนตาบลเปน็ เจา๎ หน๎าท่ีปฏบิ ัติงาน ซง่ึ ตามรัฐธรรมนูญฉบบั พ.ศ. ๒๕๕๐ ใหเ๎ ปล่ยี น
พนักงานสวํ นตาบลเปน็ ข๎าราชการสํวนตาบลทงั้ หมด
นอกจากนี้ องคก์ ารบริหารสวํ นตาบลสามารถขอให๎ข๎าราชการ พนักงาน หรือลูกจา๎ ง
ของหนวํ ยราชการ หนวํ ยงานของรัฐ รัฐวิสาหกจิ หรอื หนวํ ยการบรหิ ารราชการสํวนทอ๎ งถิน่ ไปดารง
ตาแหนํงหรือปฏิบตั ิงานขององค์การบริหารสํวนตาบลชัว่ คราวได๎โดยไมขํ าดจากตน๎ สงั กดั เดมิ โดยให๎
ผูว๎ ําราชการจังหวัดเปน็ ผ๎ูมอี านาจอนุญาตได๎ตามความจาเป็น และในกรณีท่เี ป็นขา๎ ราชการซ่งึ ไมํอยูํใน
อานาจของผ๎ูวําราชการจงั หวัด ใหก๎ ระทรวงมหาดไทยทาความตกลงกบั หนํวยงานตน๎ สงั กดั กํอนแตงํ ต้ัง
นอกจากนน้ั องคก์ ารบรหิ ารสํวนตาบลอาจทากจิ การนอกเขตองค์การบรหิ ารสวํ นตาบล
หรอื รวํ มกบั สภาตาบล องค์การบริหารสวํ นตาบล องค์การบริหารสํวนจังหวัด หรือหนํวยการบริหาร
ราชการสํวนทอ๎ งถนิ่ อ่นื เพ่ือกระทากิจการรวํ มกนั ได๎ ทั้งน้ี เม่ือไดร๎ ับความยินยอมจากสภาตาบล
องค์การบรหิ ารสํวนตาบล องค์การบริหารสํวนจังหวัด หรอื หนวํ ยการบรหิ ารราชการสํวนท๎องถิ่นท่ี
เกีย่ วขอ๎ ง และกิจการนัน้ เปน็ กิจการท่ีจาเปน็ ต๎องทาและเป็นการเก่ียวเนื่องกับกิจการท่ีอยํใู นอานาจ
หนา๎ ทขี่ องตน (มาตรา ๗๓)
๘.๔.๒ อานาจหนา้ ทต่ี ามพระราชบัญญัตกิ าหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจ
ใหแ้ ก่องคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ พ.ศ. ๒๕๔๒๗๘
จากผลของรฐั ธรรมนูญแหํงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ไดก๎ าหนดใหร๎ ฐั ต๎อง
กระจายอานาจให๎กบั องคก์ รปกครองสํวนท๎องถ่นิ ในฐานะที่องค์การบริหารสํวนตาบลเปน็ องค์กร
๗๘พระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น
พ.ศ. ๒๕๔๒.
๑๗๑
ปกครองสํวนท๎องถน่ิ รูปแบบหน่ึง รฐั ตอ๎ งกระจายอานาจให๎กบั องค์การบรหิ ารสวํ นตาบล โดยไดม๎ ีการ
กาหนดไวใ๎ นพระราชบญั ญัติกาหนดแผนและขัน้ ตอนการกระจายอานาจให๎แกํองคก์ รปกครองสวํ น
ท๎องถน่ิ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซ่งึ พระราชบญั ญัตดิ ังกลําวได๎กาหนดใหอ๎ งค์การบริหารสํวนตาบล มีอานาจและ
หนา๎ ทใี่ นการจดั ระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในทอ๎ งถน่ิ ของตนเอง (มาตรา
๑๖) ดงั นี้
๑) การจดั ทาแผนพัฒนาท๎องถ่ินของตนเอง
๒) การจัดใหม๎ ีและบารุงรักษาทางบก ทางน้า และทางระบายนา้
๓) การจัดใหม๎ แี ละควบคุมตลาด ทาํ เทยี บเรือ ทําข๎าม และทจ่ี อดรถ
๔) การสาธารณูปโภคและการกอํ สร๎างอนื่ ๆ
๕) การสาธารณูปการ
๖) การสงํ เสรมิ การฝกึ และการประกอบอาชีพ
๗) การพาณิชย์ และการสงํ เสรมิ การลงทนุ
๘) การสงํ เสรมิ การทอํ งเท่ียว
๙) การจัดการศึกษา
๑๐) การสงั คมสงเคราะห์ และการพฒั นาคุณภาพชวี ติ เดก็ สตรี คนชรา และ
ผ๎ูด๎อยโอกาส
๑๑) การบารงุ รักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมปิ ัญญาท๎องถน่ิ และวฒั นธรรมอนั ดี
ของท๎องถน่ิ
๑๒) การปรับปรุงแหลงํ ชุมชนแออัดและการจดั การเกี่ยวกบั ทอ่ี ยูํอาศัย
๑๓) การจัดให๎มีและบารุงรกั ษาสถานท่ีพกั ผํอนหยอํ นใจ
๑๔) การสงํ เสรมิ กีฬา
๑๕) การสงํ เสรมิ ประชาธปิ ไตย ความเสมอภาค และสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน
๑๖) สํงเสรมิ การมีสํวนรวํ มของราษฎรในการพฒั นาท๎องถ่นิ
๑๗๒
๑๗) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบยี บเรยี บร๎อยของบา๎ นเมือง
๑๘) การกาจัดมูลฝอย สิง่ ปฏิกลู และน้าเสีย
๑๙) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล
๒๐) การจดั ใหม๎ ีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน
๒๑) การควบคมุ การเลี้ยงสัตว์
๒๒) การจัดใหม๎ แี ละควบคุมการฆาํ สัตว์
๒๓) การรกั ษาความปลอดภัย ความเปน็ ระเบียบเรยี บร๎อย และการอนามัย โรง
มหรสพ และสาธารณสถานอ่ืนๆ
๒๔) การจัดการ การบารงุ รกั ษา และการใช๎ประโยชน์จากปาุ ไม๎ ทดี่ ิน
ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล๎อม
๒๕) การผงั เมอื ง
๒๖) การขนสํงและการวศิ วกรรมจราจร
๒๗) การดแู ลรกั ษาท่ีสาธารณะ
๒๘) การควบคุมอาคาร
๒๙) การปูองกนั และบรรเทาสาธารณภยั
๓๐) การรกั ษาความสงบเรียบรอ๎ ย การสํงเสริมและสนบั สนนุ การปอู งกันและ
รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรพั ย์สนิ
๓๑) กจิ การอนื่ ใดทเ่ี ป็นผลประโยชนข์ องประชาชนในท๎องถิน่ ตามที่คณะกรรมการ
ประกาศกาหนด
๘.๕ การกากบั ดูแลองค์การบริหารส่วนตาบล
๘.๕.๑ การกากับดแู ลโดยนายอาเภอ
การปฏบิ ัตหิ น๎าที่ขององค์การบริหารสํวนตาบล จาเปน็ ตอ๎ งยดึ กฎหมายและระเบยี บ
ข๎อบงั คบั ของทางราชการเปน็ หลกั เพื่อให๎เป็นไปตามระเบียบบรหิ ารราชการแผนํ ดนิ ในการปฏบิ ตั ิ
หน๎าท่ีขององคก์ ารบริหารสวํ นตาบล จึงตอ๎ งมีการกากับดแู ลจากทางราชการ ซ่งึ การกากบั ดแู ล
๑๗๓
องค์การบริหารสวํ นตาบลน้ี ไดม๎ ีการกาหนดไวใ๎ นพระราชบัญญัตสิ ภาตาบลและองค์การบรหิ ารสํวน
ตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยการกาหนดให๎นายอาเภอและผ๎ูวําราชการจงั หวัดมีหน๎าทใี่ นการกากบั ดูแล
การปฏบิ ตั ิหนา๎ ท่ีขององค์การบรหิ ารสํวนตาบล
พระราชบัญญตั ินี้กาหนดใหน๎ ายอาเภอมีอานาจกากับดแู ลการปฏบิ ตั หิ น๎าที่ขององคก์ าร
บริหารสํวนตาบล ให๎เป็นไปตามกฎหมายและระเบยี บข๎อบังคับของทางราชการ (มาตรา ๙๐) และใน
การปฏบิ ตั หิ นา๎ ทขี่ องนายอาเภอนนั้ นายอาเภอมีอานาจเรียกสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนตาบล
นายกองค์การบรหิ ารสวํ นตาบล รองนายกองคก์ ารบริหารสวํ นตาบล พนักงานสํวนตาบล และลกู จ๎าง
ขององค์การบริหารสวํ นตาบล มาช้ีแจงหรอื สอบสวน ตลอดจนเรยี กรายงานและเอกสารใด ๆ จาก
องค์การบรหิ ารสวํ นตาบลมาตรวจสอบก็ได๎
อกี ท้ัง นายอาเภอสามารถรายงานเสนอความเหน็ ตํอผู๎วําราชการจังหวดั เพอื่ ยุบสภา
องค์การบรหิ ารสวํ นตาบลได๎ หากเหน็ วําการดาเนนิ การนี้เป็นไปเพ่ือค๎ุมครองประโยชน์ของประชาชน
ในเขตองค์การบริหารสํวนตาบลหรอื ประโยชน์ของประเทศเปน็ สวํ นรวม
นอกจากนัน้ นายอาเภอมีอานาจกากับดูแลองค์การบริหารสวํ นตาบล ในการสอบสวน
และวินิจฉัยเกีย่ วกบั การส้ินสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหารสํวนตาบล และใหค๎ วาม
เหน็ ชอบขอ๎ บัญญัติองค์การบริหารสวํ นตาบล รวมทัง้ เป็นผอ๎ู นมุ ัติราํ งข๎อบญั ญัติงบประมาณรายจาํ ย
ประจาปหี รือรํางข๎อบัญญตั ิงบประมาณรายจํายเพ่ิมเติม
๘.๕.๒ การกากบั ดแู ลโดยผู้วา่ ราชการจังหวัด
สาหรบั การกากับดูแลการปฏิบตั ิหนา๎ ทข่ี องผู๎วาํ ราชการจังหวดั น้ัน ผ๎วู ําราชการจงั หวัดมี
อานาจยุบสภาองค์การบรหิ ารสวํ นตาบล ตามทนี่ ายอาเภอได๎รายงานเสนอความเห็นมา โดยผวู๎ ํา
ราชการจงั หวัดตอ๎ งแสดงเหตุผลไวใ๎ นคาสง่ั ดว๎ ย และเมอ่ื มกี ารยุบสภาองค์การบรหิ ารสวํ นตาบลจะตอ๎ ง
มกี ารเลอื กตั้งสมาชิกสภาองค์การบรหิ ารสํวนตาบลใหมํภายใน ๔๕ วัน
นอกจากนี้ผ๎วู าํ ราชการจังหวัดมอี านาจส่งั ให๎ นายกองค์การบริหารสํวนตาบล รองนายก
องค์การบรหิ ารสํวนตาบล ประธานสภาองค์การบรหิ ารสวํ นตาบล รองประธานสภาองค์การบริหาร
สํวนตาบล พ๎นจากตาแหนงํ ตามคาเสนอแนะของนายอาเภอได๎ หากสอบสวนแลว๎ ปรากฏวาํ บุคคล
ดังกลําวมพี ฤติการณ์ กระทาการฝาุ ฝืนตํอความสงบเรยี บร๎อยหรือสวัสดภิ าพของประชาชน หรือ
ละเลยไมํปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไมชํ อบดว๎ ยอานาจหน๎าทจี่ ริง
ผว๎ู าํ ราชการจงั หวดั มอี านาจในการสอบสวนและวินจิ ฉยั เก่ียวกับการสิน้ สดุ สมาชกิ ภาพ
ของสมาชิกสภาองค์การบรหิ ารสํวนตาบล และพิจารณาใหค๎ วามเห็นชอบราํ งข๎อบัญญตั ิงบประมาณ
รายจํายประจาปหี รือรํางข๎อบัญญัติงบประมาณรายจาํ ยเพิม่ เติมทน่ี ายอาเภอไมํอนมุ ตั ิ แตํสภาองค์การ
๑๗๔
บรหิ ารสวํ นตาบลมีมติยืนยันราํ งขอ๎ บัญญตั ินั้น รวมท้งั เป็นผ๎อู นุญาตให๎ข๎าราชการในสังกัดไป
ปฏิบตั ิงานในองค์การบรหิ ารสํวนตาบลเป็นการชว่ั คราว
๘.๖ กรณีศึกษางานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้องกบั องคก์ ารบริหารส่วนตาบล
การศึกษางานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข๎องกบั ภาระ อานาจหนา๎ ท่ี หรือการบริหารงานในดา๎ นตาํ งๆ
ขององค์การบริหารสํวนตาบล จะทาใหเ๎ ราสามารถมองเหน็ ศักยภาพ และจดุ อํอน จดุ แข็งขององคก์ าร
บรหิ ารสํวนตาบล โดยสรุปไวด๎ ังน้ี
หทัยกานต์ สังขชาติ และคณะ ได๎ศึกษาวจิ ยั “การสงํ เสรมิ บทบาทขององคก์ ารบรหิ าร
สวํ นตาบลในการบริหารจดั การปุาชุมชนรวํ มกับภาคประชาสังคมในท๎องถิ่นตาบลตะเคยี นปม อาเภอ
ทุํงหัวช๎าง จังหวดั ลาพูน” พบวํา เง่ือนไข ปัจจยั และกลไกสาคญั ในการสงํ เสรมิ บทบาทขององคก์ าร
บริหารสวํ นตาบลในการบริหารจดั การปุาชมุ ชนรวํ มกับภาคประชาสงั คมในท๎องถนิ่ ไดแ๎ กํ
๑) ชุมชนมชี ดุ ขององค์ความร๎ูปาุ ชมุ ชนสง่ั สมมายาวนานและตอํ เนื่องสามารถท่ีจะปรับ
ประยกุ ตใ์ ช๎ความรูน๎ นั้ ใหเ๎ ข๎ากับบริบทตาํ งๆได๎อยํางมีพลวตั ซึ่งเงื่อนไขของความรูด๎ ังกลาํ ววางอยูบํ น
หลกั การของ “การจดั การรํวม” อนั เป็นหวั ใจทสี่ าคัญท่ีสุดของกระบวนการมีสวํ นรวํ ม
๒) ไดร๎ ับการสนบั สนุนเสรมิ พลังของชมุ ชนจากองค์กรพัฒนาเอกชนและหนวํ ยงาน
ราชการ
๓) ไดร๎ บั การกระตนุ๎ ประสานจากนักวิจัยและวทิ ยากรจากภายนอกชุมชนเพื่อปรับ
แนวความคดิ และเพิ่มทักษะ
๔) การจดั ตงั้ องค์กร/เครือขํายปุาชุมชนต๎นนา้ ลีเ้ อือ้ ใหเ๎ กดิ การพัฒนาองคค์ วามรูป๎ ุา
ชุมชนไดอ๎ ยํางตํอเน่ืองโดยมีองค์การบรหิ ารสํวนตาบลเปน็ ศูนยก์ ลางในการประสานงานทาใหเ๎ กิด
ความรํวมมอื ของกลมํุ คน/หนํวยงานทุกฝาุ ย
๕) รปู แบบการถํายทอดแนวคดิ และวิธกี ารผาํ นศูนย์การเรียนร๎ปู าุ ชมุ ชนอยํางไรก็ตาม
พบวําขอ๎ จากดั ในการพฒั นาบทบาทขององค์การบรหิ ารสวํ นตาบลในการบรหิ ารจดั การปุาชุมชน
รํวมกบั ภาคประชาสงั คมในท๎องถนิ่ ตาบลตะเคียนปม อาเภอทํงุ หัวช๎าง จังหวัดลาพนู น้นั ไดแ๎ กํ
๕.๑) รัฐยงั คงผูกขาดอานาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติไวอ๎ ยํางเบ็ดเสร็จซงึ่ จะ
เหน็ ไดจ๎ ากมกี ารบังคบั ใช๎กฎหมายปุาสงวนแหํงชาติขนุ แมํล้ีและกฎหมายเขตรักษาพนั ธุส์ ัตวป์ ุาดอยผา
เมอื งอยาํ งเขม๎ งวด
๑๗๕
๕.๒) องค์การบรหิ ารสวํ นตาบลตะเคยี นปมขาดวิสยั ทัศนใ์ นการวางแผนการบรหิ าร
จัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ๎ มอยํางรอบด๎าน จงึ ทาใหก๎ ารดาเนนิ งานเป็นไปในลกั ษณะ
เชงิ ตงั้ รับมากเกินไป
๕.๓) ขาดความรูค๎ วามเข๎าใจในทางวชิ าการในลกั ษณะท่ีจะเอื้อให๎เกดิ การพัฒนา
ท๎องถนิ่ อยาํ งเปน็ ระบบ๗๙
วีระศักด์ิ จุลดาลัย และคณะ ได๎ศึกษาวิจัย “การสรางกระบวนการมีสวนรวมในการ
กาหนดนโยบายสาธารณะและแผนยุทธศาสตร ด๎านความมั่นคงอาหารระดับชุมชนขององคการ
บริหารสวนตาบลสามผง อาเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม” พบวํา ในอดีตชุมชนตาบลสามผงมี
ความมั่นคงทางอาหารทั้ง ๔ มิติเนื่องจากมีปาบุงปาทามและลุมน้าสงคราม ซ่ึงเปนแหลงอาหารทาง
ธรรมชาตขิ องชมุ ชนท่ีอดุ มสมบรู ณและมวี ิถีชีวติ แบบดั้งเดมิ แตในสภาวการณปจจุบนั ชุมชนตาบลสาม
ผงเร่ิมมีความไมมั่นคงทางอาหารระดับชุมชนในมิติที่ ๑ การมีอาหารพอเพียง และมิติที่ ๓ การเขาถึง
อาหาร เนื่องจากสมาชิกชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจแทนพืชอาหาร เพ่ือเพ่ิมรายไดโดยใชพื้นท่ีทานาปี
และแผวถางปาบุงปาทามเพ่ือทานาปรัง กอใหเกิดการสูญเสียระบบนิเวศของปาบุงปาทาม ซึ่งเปนฐา
นทรัพยากรอาหารจากธรรมชาติของชุมชน มีการทาประมงเพื่อการคา โดยใชเคร่ืองมือจับปลาเชิง
พาณิชยในขณะทีม่ ีความมน่ั คงทางอาหารระดับชุมชนในมิติท่ี ๒ อาหารมีเสถียรภาพ เน่ืองจากมีพ้ืนท่ี
ปลูกไมยืนตนตามหวั ไรปลายนาโดยเฉล่ียรอยละ ๓๐-๕๐ ของพ้ืนท่ีนา และมีการวางแผนผลิตอาหาร
ตลอดปโดยเพิ่มปริมาณการทานาปรัง การเล้ียงปลาในบอชวงฤดูแลงและมิติท่ี๔การใชประโยชนโดย
ชุมชนมีวิธีการเลือกซ้ือวัตถุดิบเพื่อนามาประกอบอาหาร และใชน้าสะอาดจากระบบประปาหมูบาน
ที่ผานมาตรฐานคุณภาพ
จากกิจกรรมการวิจัย สงผลใหเกิดความรวมมือระหวางสานักงานเกษตรตาบลสามผง
และองคการบริหารสวนตาบลสามผงเพื่อสรางความรูความเขาใจเร่ืองความม่ันคงทางอาหารระดับ
ชุมชนและการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมใหกับชุมชนผานกระบวนการฝกอบรมเชิง
ปฏิบัติการแบบมีสวนรวม และจัดทาโครงการอาสาสมัครเกษตรกรชุมชน โดยมีเกษตรกรเขารวม
โครงการ จานวน ๑๘ คน ซ่ึงเปนกานันผูใหญบาน และไดรับความรวมมือจากโรงเรียนสามผง
วิทยาคม และนักศึกษามหาวิทยาลัยนครพนม ท่ีมีภูมิลาเนาที่ตาบลสามผง และตาบลใกลเคียง เขา
รวมโครงการดังกลาว โดยเปน “เกษตรกรอาสารุนเยาว” เพ่ือรวมสรางพลังขับเคล่ือนในระดับ
ครัวเรือน และระดับโรงเรียน การสรางสถานการณจาลอง โดยวาดภาพสถานการณจาลองในอดีตและ
๗๙หทยั กานต์ สังขชาติ และคณะ, “การสงํ เสรมิ บทบาทขององค์การบริหารสํวนตาบลในการบริหาร
จัดการปาุ ชุมชนรํวมกับภาคประชาสงั คมในทอ๎ งถ่ินตาบลตะเคยี นปม อาเภอทุํงหวั ช๎าง จงั หวัดลาพูน”, รายงานวจิ ยั ,
(กรุงเทพมหานคร: สานักงานกองทุนสนับสนนุ การวจิ ยั (สกว.), ๒๕๕๗).
๑๗๖
สภาพปจจุบันดานความม่ันคงทางอาหารของชุมชนสามผง เพ่ือสะทอนภาพความคิดของชุมชน
ตอการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนในพ้ืนที่ และรวมกันลาดับความรุนแรงของสภาพปญหาพบวาประเด็น
การปลูกพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานแทนพืชอาหาร เปนประเด็นหลักหรือตนเหตุที่ทาใหเกิดสภาพ
ปญหาตางๆ ตามมา จึงรวมกันหาแนวทางการแกไขปญหาในประเด็นตางๆ ประกอบดวยการบริหาร
จัดการพื้นท่ีปลูกพืชอาหาร และพืชเศรษฐกิจ พืชพลังงาน โดยครัวเรือนเกษตรกรตนแบบจะจัดสรร
พื้นที่ปลูกพืชอาหาร และพืชเศรษฐกิจ พืชพลังงาน ในระดับครัวเรือน การบริหารจัดการประมงพ้ืน
บานโดยชุมชนโดยมุงปลกู จติ สานกึ และสรางความตระหนกั รูในการอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติและส่ิง
แวดลอมใหกับสมาชิกชุมชนโดยมีกิจกรรมในกระบวนการปลูกจิตสานึกที่หลากหลาย พรอมกับการ
บังคับใชกฎหมาย ต้ังแตการปองปรามการตักเตือน การปรับเงิน และการลงโทษตามกฎหมาย การ
พัฒนาการทานาปรังในฤดูแลง โดยเล่ือนชวงเวลาเร่ิมทาการเพาะปลูกเปนชวงเดือนตุลาคม เพื่อ
เปนการประหยัดน้า และการใชระบบบริหารจดั การพ้ืนทร่ี วมกันระหวางเจาของพ้ืนท่ี และญาติพ่ีนอง
เพ่ือนบาน ในรูปแบบความเอื้ออาทร นาไปสูขอเสนอแนะเบ้ืองตนสูนโยบายสาธารณะดานความ
มั่นคงทางอาหารระดับชุมชนขององคการบริหารสวนตาบลสามผงโดยมีนโยบายสงเสริมการบริหาร
จัดการการทานาปรังท่ีมีประสิทธิภาพ นโยบายสงเสริมการบริหารจัดการพ้ืนที่ปลูกพืชอาหารและ
พ้ืนที่ปลูกพืชเศรษฐกิจพืชพลังงานมีการสงเสริมการบริหารจัดการประมงพื้นบาน มีการสงเสริม
แผนงานการเตรียมความพรอมปรบั ตัวของเกษตรกร เพ่อื รองรบั การเปล่ยี นแปลงของสภาพภมู อิ ากาศ
ตลอดจนแนวทางการจัดทายุทธศาสตร การปรับตัวของชุมชนด านความม่ันคงทาง
อาหารระดับชุมชนขององคการบริหารสวนตาบลสามเพ่ือสรางเสถียรภาพความมั่นคงทางอาหาร
ระดับครัวเรือนและระดับชุมชนอยางยั่งยืนเพ่ือพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการการจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมเพ่ือการพัฒนาท่ีย่ังยืน และเกิดแนวทางการพัฒนาทองถิ่นดานค
วามมั่นคงทางอาหาร การสงเสริมและสนับสนุนการบริหารจัดการเกษตรเชิงระบบท่ีมีมีการบริหาร
จัดการพ้ืนท่ีเพื่อการเกษตรท่ีมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชนสูงสุด การบริหารจัดการการอนุรักษ
ทรัพยากร ธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอมในพื้นท่ีลุมน้าสงคราม และการปรับตัวของเกษตรกร เพื่อเตรียม
ความพรอมรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยมีการกาหนดเปาหมายการพัฒนา คือ
ทาใหหมูบานในพื้นท่ีตาบลสามผงเกิดความมั่นคงทางอาหารในระดับครัวเรือนตามตัวชี้วัด องค
ประกอบความม่ันคงทางด านอาหาร ๔ มิติร อยละ ๗๐ ภายใน ๓ ป และเกิดพ้ืนที่อนุรักษ
๑๗๗
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอมเพื่อการพฒั นาท่ียง่ั ยืนตนแบบจานวนไมนอยกวา ๓ พื้นท่ีในตาบล
สามผงภายใน ๓ ปี๘๐
จุมพล หนิมพานชิ และบุญศรี พรหมมาพันธุ์ ได๎ศึกษาวจิ ัย “บทบาทขององค์การ
บรหิ ารสํวนตาบลในการพฒั นาทกั ษะการทางานในท๎องถ่นิ ” พบวํา
๑) ความต๎องการด๎านการบริหารจัดการของ อบต. กลํุมตัวอยํางที่เป็นสมาชิกสภา
องค์การบริหารสํวนตาบล พนักงานสํวนตาบล มีความต๎องการด๎านบริหารจัดการองค์การบริหาร
สํวนตาบลโดยรวมอยูํในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณาเป็นรายด๎าน พบวํา ความต๎องการด๎านการ
บริหารจัดการในระดับปานกลาง เรียงตามลาดับได๎แกํ ด๎านการมีสํวนรํวมของประชาชน รองลงมา
ได๎แกํ ด๎านโครงสร๎างและระบบงาน ด๎านความพร๎อมของทรัพยากรทางการบริหาร และด๎านความ
รวํ มมอื และการสรา๎ งเครือขํายกบั ชุมชน องค์กรชมุ ชนและหนํวยงานของภาคราชการและภาคเอกชน
๒) ศักยภาพและความพร๎อมในการทางานขององค์การบริหารสํวนตาบล เพื่อนาไปสูํ
การรองรบั การถํายโอนงานด๎านการศึกษา และการพัฒนาทกั ษะการทางานของแรงงานในท๎องถ่ินกลุํม
ตัวอยํางสํวนใหญํเห็นด๎วยเกี่ยวกับองค์การบริหารสํวนตาบล เพื่อนาไปสํูการรองรับการถํายโอนงาน
ด๎านการศึกษา และการพัฒนาทักษะการทางานของแรงงานในท๎องถ่ินทุกเรื่อง ได๎แกํโครงสร๎างและ
ระบบงาน การวางแผนและการจัดทางบประมาณ การบริหารบุคคล การเงิน การคลังและพัสดุ
ความพร๎อมของทรัพยากร การมีสํวนรํวมของประชาชน และความรํวมมือและการสร๎างเครือขํายกับ
ชมุ ชน องค์กรชุมชนและหนํวยงานของราชการและเอกชน
เร่ืองทกี่ ลมํุ ตัวอยํางสํวนใหญํเห็นด๎วยเก่ียวกับทักษะการบริหารจัดการทั่วไป ได๎แกํการ
ระดมความรํวมมือและการประสานงานภายใน ภายนอก อบต. การจัดการความขัดแย๎งการ
ติดตอํ สือ่ สาร และการมีมนุษยสัมพันธ์
๓) ความต๎องการในด๎านทกั ษะการทางานของแรงงานในท๎องถนิ่ ด๎านตาํ งๆ
๓.๑) ความต๎องการด๎านเกษตรอตุ สาหกรรม กลํุมตัวอยํางที่เป็นประชาชน มีความ
ต๎องการพัฒนาด๎านเกษตรอุตสาหกรรมโดยรวมในระดับปานกลางทุกด๎าน เรื่องท่ีต๎องการพัฒนา
ได๎แกํ ทักษะด๎านการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ รองลงมาได๎แกํด๎านการพัฒนา
ทางดา๎ นการแปรรูปและการจัดจาหนาํ ย ดา๎ นทกั ษะการผลติ
๘๐วรี ะศกั ด์ิ จลุ ดาลยั และคณะ, “การสรางกระบวนการมีสวนรวมในการกาหนดนโยบายสาธารณะ
และแผนยทุ ธศาสตรดา๎ นความม่นั คงอาหารระดับชมุ ชนขององคการบรหิ ารสวนตาบลสามผง อาเภอศรสี งคราม
จังหวดั นครพนม”, รายงานวิจยั , (กรุงเทพ มหานคร: สานักงานกองทนุ สนบั สนุนการวิจยั (สกว.), ๒๕๕๖).
๑๗๘
๓.๒) ความต๎องการดา๎ นอุตสาหกรรมการผลติ กลุมํ ตวั อยาํ ง มคี วามต๎องการพัฒนา
ด๎านอุตสาหกรรมการผลิตในระดับปานกลางทุกด๎าน เร่ืองที่ต๎องการพัฒนา ได๎แกํ ทักษะด๎าน
การตลาด รองลงมาได๎แกํ ทักษะด๎านการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์และทักษะ
ดา๎ นการผลติ
๓.๓) ความต๎องการพัฒนาด๎านอตุ สาหกรรมบริการ กลํมุ ตัวอยาํ ง มคี วามต๎องการ
การพฒั นาดา๎ นอุตสาหกรรมการบรกิ ารในระดับปานกลางทุกเรื่องเรื่องท่ีตอ๎ งการพฒั นาได๎แกํ ทกั ษะ
ดา๎ นการพฒั นาบุคลกิ ภาพ รองลงมาได๎แกํ ทักษะด๎านงานท่ีรับผดิ ชอบ
๓.๔) ความต๎องการพัฒนาด๎านอุตสาหกรรมการทํองเท่ียว กลุํมตัวอยําง มีความ
ต๎องการพัฒนาด๎านอุตสาหกรรมการทํองเที่ยวในระดับปานกลางทุกเรื่อง เรื่องท่ีต๎องการพัฒนาได๎แกํ
ทักษะทางด๎านการพัฒนาบุคลิกภาพ รองลงมา ได๎แกํทักษะทางด๎านการจัดการท่ัวไป และทางด๎าน
งานท่รี ับผดิ ชอบ
๔) วัตถุประสงค์ของการเพิ่มพูนหรือพัฒนาทักษะการทางานของแรงงานในท๎องถ่ิน
ผู๎เชี่ยวชาญสํวนใหญํมีความเห็นวําการเพิ่มพูนหรือพัฒนาทักษะการทางานให๎แกํแรงงานในท๎องถิ่น
ควรเน๎นวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาเพ่ิมพูนความรู๎ ทักษะและทัศนคติในการทางาน รองลงมาได๎แกํ
เพือ่ พฒั นาทักษะในการทางาน
๕) การสร๎างระบบหรือรูปแบบการพัฒนาทักษะการทางานของแรงงานในท๎องถิ่น
ผู๎เชี่ยวชาญสํวนใหญํเห็นด๎วยกับรูปแบบที่หนึ่ง ได๎แกํ การจัดให๎มีกลไกระดับชาติระดับภูมิภาคและ
ระดับทอ๎ งถ่นิ เพอื่ ดาเนินการเกย่ี วกับการเพม่ิ หรือทักษะแรงงานในท๎องถ่ิน โดยครอบคลุมทักษะทั้ง ๔
ด๎าน คือ ด๎านเกษตรอุตสาหกรรม ด๎านอุตสาหกรรมการผลิต ด๎านอุตสาหกรรมบริการ และด๎าน
อุตสาหกรรมการทํองเท่ียวสํวนวิธีการเพ่ิมพูนหรือพัฒนาทักษะการทางานให๎กับแรงงานในท๎องถิ่น
ผู๎เช่ียวชาญสํวนใหญํมคี วามเหน็ วํา วธิ กี ารเพิ่มพูนหรอื พัฒนาทกั ษะการทางานให๎กับแรงงานในท๎องถิ่น
ของโครงสร๎าง/กลไกที่รบั ผดิ ชอบ ไดแ๎ กํ การสํงเสริมสถานประกอบการให๎ความร๎ูทักษะการทางานแกํ
แรงงาน รองลงมาได๎แกํ การจัดทาฐานข๎อมูลที่เก่ียวข๎องกับการเพิ่มพูนทักษะการทางาน และการจัด
ให๎มีท่ีปรึกษาเพ่ือให๎คาแนะนาเก่ียวกับการเพิ่มหรือพัฒนาทักษะการทางาน และสํวนใหญํเห็นด๎วยท่ี
จะใช๎การฝกึ อบรมเปน็ แกนแลว๎ ใช๎วิธีการอนื่ เสริม
๖) กลยุทธ์ในการพัฒนาเพิ่มทักษะการทางานให๎แรงงานในท๎องถิ่น ผ๎ูเช่ียวชาญมี
ความเห็นสอดคล๎องกันวํา กลยุทธ์การพัฒนาการเพิ่มทักษะการทางานของแรงงานในท๎องถ่ินทั้ง ๔
ด๎าน (ด๎านเกษตรอุตสาหกรรม ด๎านอุตสาหกรรมการผลิต ด๎านอุตสาหกรรมบริการ และด๎าน
อุตสาหกรรมการทอํ งเท่ยี ว) และด๎านบรหิ ารจดั การ (ทางธุรกิจเบ้อื งตน๎ และท่ัวไป) ที่เหมาะสม คือกล
๑๗๙
ยุทธ์ท่ีมีหลักการ เปูาหมาย/วัตถุประสงค์ และวิธีการชัดเจนที่จะทาให๎หลักการและเปูาหมาย
บรรลผุ ล๘๑
ธนายสุ ธนธิติ ไดศ๎ ึกษาวิจัย “ความพร๎อมและการพัฒนาความพร๎อมในการดาเนินงาน
ดา๎ นสวัสดกิ ารสงั คมสาหรับคนพิการขององค์การบริหารสํวนตาบล จังหวัดนครปฐม” พบวําบุคลากร
องค์การบริหารสํวนตาบล จังหวัดนครปฐมมีความพร๎อมด๎านความรู๎เก่ียวกับคนพิการและมีความร๎ู
เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคมสาหรับคนพิการอยํูในระดับสูง ในด๎านเจตคติตํอการจัดสวัสดิการ
สาหรับคนพิการพบวํามีเจตคติ ที่ดีอยํูในระดับมากท่ีสุด ด๎านการมีสํวนรํวมพบวํา มีสํวนรํวมในการ
ดาเนินการสวัสดิการสาหรับคนพิการในระดับสูงเพียงสองด๎าน คือ สุขภาพอนามัยและบริการทาง
สังคม สํวนสวัสดิการด๎านอื่นๆ ได๎แกํ ด๎านการศึกษาด๎านอาชีพและการสํงเสริมให๎มีรายได๎ ด๎านที่อยํู
อาศัยดา๎ นนันทนาการ มีสวํ นอยํใู นระดบั ต่าโดยสํวนมากมีปัญหาด๎านงบประมาณในการดาเนินการจัด
สวัสดิการ โดยรัฐจัดงบประมาณให๎ไมํเพียงพอและไมํสอดคล๎องกับภารงานด๎านสวัสดิการจริงใน
ท๎องถ่ิน นอกจากนี้ผ๎ูบริหารองค์การบริหารสํวนตาบลไมํได๎ให๎ความสาคัญกับสวัสดิการสาหรับคน
พิการเทําที่ควร รวมท้ังคนพิการไมํตระหนักในสิทธิของตนและไมํให๎ความรํวมในการจัดกิจกรรม
ผู๎วิจัยได๎พัฒนาความพร๎อมด๎านความร๎ู เจตคติ และถํายทอดหลักการการดาเนินการจัดสวัสดิการ
สังคม ด๎วยการจัดประชุมสัมมนาผลการจัดประชุมพบวําบุคลากรองค์การบริหารสํวนตาบลมีความ
คิดเห็นวําไดป๎ ระโยชนแ์ ละได๎รบั ความร๎ูด๎านการจัดสวัสดกิ ารสาหรบั คนพิการเพิ่มข้ึน๘๒
จุมพล หนิมพานิช ได๎ศึกษาวิจัย “การเพิ่มพูนศักยภาพ ความพร๎อม และทักษะในการ
บรหิ ารจดั การขององค์การบริหารสวํ นตาบล : กรณศี กึ ษาของจงั หวัดนําน” พบวํา
๑) ปญหาการบรหิ ารจดั การของอบต. ไดแก ปญหาการบริหารและจัดการท่ัวไป ปญหา
ความพรอมของทรัพยากรและปญหาทักษะการบรหิ ารจัดการ
๒) การเพิ่มพูนศักยภาพ ความพรอมและทกั ษะในการบริหารจดั การของอบต. ไดแก
การเพิ่มพูนศกั ยภาพการบริหารจดั การของอบต.การเพมิ่ พูนดานความพรอมของทรพั ยากรและการ
เพ่มิ พนู ดานทักษะการบริหารจัดการท่วั ไปของประธานสภาอบต. ประธานคณะกรรมการบริหารอบต.
และปลัด อบต.
๘๑จุมพล หนิมพานิช และบุญศรี พรหมมาพันธ์ุ, “บทบาทขององค์การบริหารสํวนตาบลในการ
พัฒนาทักษะการทางานในท๎องถ่ิน”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการวิจัยแหํงชาติ,
๒๕๔๗). ๘๒ธนายุส ธนธิติ, “ความพร๎อมและการพัฒนาความพร๎อมในการดาเนินงานด๎านสวัสดิการสังคม
สาหรับคนพิการขององค์การบริหารสํวนตาบล จังหวัดนครปฐม”, รายงานวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สานักงาน
คณะกรรมการวิจัยแหํงชาติ, ๒๕๕๒).
๑๘๐
๓) ผลการฝกอบรมพบวา ผูเขารับการอบรมไดรบั ความรูหลังการฝกอบรมสูงกวากอน
การอบรม อยางมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .๐๕
๔) การพัฒนารูปแบบการฝกอบรมท่ีเหมาะสม คือ การสารวจสภาพปจจุบัน ปญหา
และความตองการ หาแนวทางการพฒั นาโดยการฝกอบรม การศึกษาวิเคราะหความตองการจาเปนท่ี
แมจริง กาหนดหลักสูตร เน้ือหา สื่อ วิธีการศึกษาและฝกอบรม สรรหาวิทยากร/คัดเลือก/สัมมนา
วิทยากร ทดสอลความรูกอนการอบรม ดาเนินการฝกอบรม ทดสอบความรูหลังการฝกอบรม ติดตาม
ประเมนิ ผลหลงั การปฏิบัติงานและสัมมนาหลังการปฏิบัติงานและประเมนิ ผลงาน
๕) รูปแบบการบริหารจัดการอบต.ท่ีเหมาะสม คือรูปแบบท่ีให ความสาคัญเรื่อง
ศกั ยภาพภายในและภายนอกอบต. ทรัพยากรการบรหิ ารและทักษะการบรหิ ารจัดการทั่วไป๘๓
จากการทบทวนกรณีศกึ ษางานวิจยั ที่เกี่ยวข๎องกับองค์การบรหิ ารสํวนตาบล จะเหน็ ได๎
วําองค์การบริหารสํวนตาบลเนน๎ การมีสํวนรํวมกับประชาชนในการบรหิ ารจัดการ และยังมีการเตรียม
ความพร๎อมในการพัฒนาศักยภาพด๎านตํางๆ เพือ่ การสนองความต๎องการของชุมชนเปน็ หลกั
๘.๗ สรปุ ท้ายบท
องค์การบริหารสํวนตาบลเป็นองค์กรปกครองสํวนท๎องถ่ินระดับตาบล โดยปกติจะ
ประกอบดว๎ ยหลายหมํูบ๎านหลายชุมชนในเขต อบต.น้ัน มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหาร
สวํ นท๎องถ่นิ มชี ่ือและเขตพื้นทรี่ บั ผิดชอบของตนเองโดยเฉพาะ
โครงสรา๎ งองค์กรของอบต. มีนายกองค์การบรหิ ารสํวนตาบล เปน็ ผูก๎ าหนดนโยบาย ซงึ่
เปน็ ผู๎ใชอ๎ านาจบรหิ ารงานองค์การบริหารสวํ นตาบล และมีพนักงานประจาที่เป็นข๎าราชการสํวน
ท๎องถ่ินเป็นผูท๎ างานประจาวันโดยมปี ลัดและรองปลดั อบต. ผู๎อานวยการกองเปน็ หัวหน๎างานบริหาร
ภายในองค์กรมีการแบงํ ออกเป็นหนํวยงานตํางๆ ได๎เทําที่จาเป็นตามภาระหน๎าทข่ี อง อบต.แตลํ ะแหํง
เพ่ือตอบสนองความต๎องการของประชาชนในพืน้ ทีท่ ่รี บั ผิดชอบอยูํ
องค์การบริหารสํวนตาบล มีอานาจหนา๎ ทีใ่ นการพฒั นาตาบลทัง้ ในด๎านเศรษฐกิจ สงั คม
และวฒั นธรรม ซึ่งบญั ญตั ิไวต๎ ามพระราชบญั ญตั ิสภาตาบลและองค์การบริหารสํวนท๎องถน่ิ พ.ศ.
๒๕๓๗ มาตรา ๖๖ ภายใตบ๎ งั คบั แหํงกฎหมาย ตามมาตรา ๖๗ องค์การบรหิ ารสํวนตาบล มีหน๎าที่
ตอ๎ งทาในเขตองค์การบริหารสํวนตาบลและองคก์ ารบริหารสํวนตาบล (อบต.) เป็นองคก์ รปกครอง
๘๓จุมพล หนิมพานิช, “การเพ่ิมพูนศักยภาพ ความพร๎อม และทักษะในการบริหารจัดการของ
องค์การบริหารสํวนตาบล : กรณีศกึ ษาของจงั หวดั นําน”, รายงานวิจัย, (กรงุ เทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการ
วิจัยแหงํ ชาต,ิ ๒๕๔๔).
๑๘๑
สํวนทอ๎ งถิน่ ท่ีมขี นาดเล็กทส่ี ดุ และอยํูใกลช๎ ดิ ประชาชนมากทีส่ ดุ จุดมํงุ หมายของการจดั ตั้ง อบต. คอื
การกระจายอานาจไปสปํู ระชาชนใหไ๎ ด๎มากท่ีสุดและสามารถพฒั นาอบต. ไปสกํู ารปกครองสํวน
ทอ๎ งถ่ินในรปู แบบเทศบาล
๑๘๒
เอกสารอา้ งองิ ประจาบท
กองกฎหมายและระเบียบท๎องถ่ิน กรมสํงเสริมการปกครองท๎องถิ่น. “สรุปข๎อมูล อปท ท่ัวประเทศ
ข๎ อ มู ล ณ วั น ที่ ๓ ๑ มี น า ค ม ๒ ๕ ๖ ๐ ” .[อ อ น ไ ล น์ ]. แ ห ลํ ง ที่ ม า :
<http://www.dla.go.th/work/abt /summarize.jsp> ๒๘ กนั ยายน ๒๕๖๐.
โกวทิ ย์ พวงงาม. การปกครองท้องถิน่ ไทย: หลักการและมิติใหม่ในอนาคต. กรุงเทพมหานคร: วิญญู
ชน, ๒๕๔๓.
จุมพล หนิมพานิช และบุญศรี พรหมมาพันธุ์.“บทบาทขององค์การบริหารสํวนตาบลในการพัฒนา
ทักษะการทางานในท๎องถิ่น”. รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร: สานักงาน
คณะกรรมการวจิ ยั แหงํ ชาติ, ๒๕๔๗.
จุมพล หนิมพานิช. “การเพิ่มพูนศักยภาพ ความพร๎อม และทักษะในการบริหารจัดการขององค์การ
บริหารสํวนตาบล : กรณีศึกษาของจังหวัดนําน”.รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร:
สานักงานคณะกรรมการวจิ ัยแหํงชาติ, ๒๕๔๔.
เชาวน์วัศ เสนพงศ์.การเมืองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัย
รามคาแหง, ๒๕๔๖.
ธนายุส ธนธิติ.“ความพร๎อมและการพัฒนาความพร๎อมในการดาเนินงานด๎านสวัสดิการสังคมสาหรับ
คนพิการขององค์การบริหารสํวนตาบล จังหวัดน ครปฐม”.รายงานวิจัย.
กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการวจิ ัยแหงํ ชาติ, ๒๕๕๒.
พระราชบัญญัติกาหนดแผนและข้ันตอนการกระจายอานาจให๎แกํองค์กรปกครองสํวนท๎องถิ่น พ.ศ.
๒๕๔๒.
พระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริหารสํวนตาบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ซ่ึงแก๎ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบญั ญัตสิ ภาตาบลและองค์การบรหิ ารสวํ นตาบล ฉบบั ที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๔๖.
วรี ะศกั ด์ิ จุลดาลัย และคณะ. “การสรางกระบวนการมีสวนรวมในการกาหนดนโยบายสาธารณะและ
แผนยุทธศาสตรด๎านความมั่นคงอาหารระดับชุมชนขององคการบริหารสวนตาบลสาม
ผง อาเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม”.รายงานวิจัย. กรุงเทพ มหานคร: สานักงาน
กองทุนสนบั สนนุ การวิจยั สกว., ๒๕๕๖.
สถาบันพระปกเกล๎า.สารานุกรมการปกครองท๎องถิ่น หมวดท่ี ๓ พัฒนาการและรูปแบบการปกครอง
ทอ๎ งถิน่ ไทย ลาดับที่ ๔ เรอ่ื ง องค์การบริหารสํวนตาบล. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล๎า,
๒๕๔๗.
หทยั กานต์ สงั ขชาติ และคณะ. “การสงํ เสริมบทบาทขององคก์ ารบริหารสวํ นตาบลในการบรหิ าร
จดั การปาุ ชุมชนรวํ มกับภาคประชาสงั คมในทอ๎ งถ่ินตาบลตะเคยี นปม อาเภอทงํุ หัวช๎าง
จงั หวัดลาพนู ”.รายงานวจิ ัย. กรงุ เทพมหานคร: สานักงานกองทุนสนับสนุนการวจิ ัย
สกว., ๒๕๕๗.