The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ไฟล์รวม กฎหมายอาญา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chokoooon, 2021-06-07 23:13:47

ไฟล์รวม กฎหมายอาญา

ไฟล์รวม กฎหมายอาญา

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 95

ไป ก็ไม่เป็นการกระทาโดยพลาดตามมาตรา 60 จะถือ ว่าผู้กระทากระทาโดยประมาทต่อบุคคลผู้ได้รับ
ผลรา้ ยโดยพลาดไปนัน้ ไมไ่ ด้

จ. ที่ถือว่าเป็นการกระทาโดยพลาดน้ันต้องมีผลเกิดขึ้นแก่ฝ่าย ที่สาม หากฝุายท่ี
สามไมไ่ ด้รับผลรา้ ย การกระทาโดยพลาดก็มีไม่ได้ เช่น แดงมีเจตนา ฆ่าดา จึงยิงปืนไปท่ีดา ลูกปืนไม่ถูก
ดาแต่พลาดไปถูกเขียวตาย ดังนี้ผลร้ายได้เกิดแก่ฝุาย ท่ีสาม (เขียว) จึงเป็นการกระทาโดยพลาด แต่ถ้า
แดงยิงปืนไปที่ดา ถูกดาบาดเจ็บ แล้ว ลูกปืนได้เลยไปไม่ถูกผู้ใด ดังน้ีถือว่าไม่เกิดผลร้ายแก่บุคคลท่ีสาม
จึงไมเ่ ป็นการกระทา โดยพลาด

ฉ. ถ้าบุคคลท่ีผู้กระทามีเจตนากระทาต่อได้ตายไปก่อนแล้ว หรือไม่มีตัวตนอยู่เลย
และได้เกิดผลร้ายแก่อีกบุคคลหน่ึงโดยพลาดไปเพราะการ กระทานั้น ไม่ถือว่าเป็นการกระทาโดย
พลาด เช่น ก.ต้องการฆา่ ข. จงึ ยิงไปท่ศี พ ข.ซง่ึ เข้าใจวา่ ข.ยังมีชวี ิตอยู่ และลูกกระสุนปนื ได้พลาดไปถูก
ค.ตาย จะถือว่า ก.มีเจตนา กระทาต่อ ค.ผู้ได้รับผลร้ายจากการกระทาของ ก.น้ันไมได้ เพราะท่ี ก.ได้
กระทาต่อ ข.นัน้ ข.ได้ตายไปแลว้ จงึ ขาดองค์ประกอบความผิดฐานฆ่าคนตาย เมื่อพิจารณาตัวบทมาตรา
60 น้ันได้บัญญัติว่า “ผู้ใดเจตนากระทาต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทาเกิดแก่อีก บุคคลหนึ่งโดย
พลาดไป” คาว่า “บุคคลหนึ่ง” ในท่ีนี้จะต้องมีสภาพบุคคลอยู่ก่อนที่ผู้กระทา จะได้ลงมือกระทา หาก
บุคคลนั้นได้ตายไปแล้วหรือไม่มีตัวตนอยู่เลย ผู้กระทาก็ไม่อาจ กระทาต่อบุคคลใดได้ เม่ือตอนแรกไม่
เป็นความผิดเสียแล้ว (ขาดองค์ประกอบ) ผลร้ายที่ เกิดแก่อีกบุคคลหนึ่ง จะถือว่าผู้กระทามีเจตนา
กระทาโดยพลาดไปตามมาตรา 60 คงไม่ได้ ซ่ึงผิดกับการยิงตอไม้โดยเข้าใจว่าเป็นคน หากผลของการ
กระทาไปเกิดขึ้นกับ อีกบุคคลหน่ึงโดยพลาดไป และบุคคลที่ผู้กระทาเจตนากระทาต่อยังมีตัวตนอยู่
ดังนี้ พิจารณาตามหลักของการกระทาโดยพลาดได้

ข้อสงั เกต
(1) การกระทาโดยพลาดต้องประกอบดว้ ยบคุ คลสามฝาุ ย
(2) การกระทาตอนแรก ต้องกระทาโดยเจตนา
(3) การกระทาตอนแรก ต้องเขา้ ขั้นลงมอื กระทา
(4) วัตถุของการกระทาหรือกรรมของการกระทาตอนแรกกับ ผลร้ายท่ีเกิดข้ึนโดย
พลาด ต้องเปน็ ประเภทเดียวกัน
(5) เจตนากระทาตอนแรกจะเป็นเจตนาประสงคต์ อ่ ผลหรอื เจตนายอ่ มเล็งเหน็ ผลก็ได้
(6) ผลร้ายที่เกิดขึ้นกับบุคคลท่ีสามเป็นเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ไม่ใช่การกระทาโดย
พลาด

3. ข้อยกเว้นการกระทาโดยพลาด ในกรณีท่ีการกระทาร้ายบุคคลที่ เจตนากระทา และการ
กระทาร้ายบุคคลทไ่ี ด้รับผลร้ายเพราะกระทาโดยพลาดนน้ั มีโทษ แตกต่างกัน ผู้กระทาควรได้รับโทษแรง
ข้นึ หรือนอ้ ยลงอยา่ งใด ต้องถอื วา่ ถ้าการกระทา พลาดไปนนั้ ทาใหค้ วามรับผิดลดลง ผู้กระทาก็ไม่มีเหตุท่ี

96 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

จะต้องรับโทษมากกว่าผลร้ายที่ เกิดข้ึน แต่ถ้าการกระทาท่ีพลาดไปน้ันเป็นกรณีที่กฎหมายกาหนดโทษ
หนักขึ้น ผู้กระทาก็ ไมค่ วรไดร้ ับโทษหนักขึน้ เพราะผู้กระทาหาได้มีเจตนากระทาในลักษณะท่ีจะต้องรับ
โทษ หนักขึ้นด้วยไม่ เหตุที่จะต้องรับโทษหนักขึ้นซ่ึงอยู่นอกเหนือเจตนาของผู้กระทาย่อมมีได้ เฉพาะ
เหตปุ ระกอบตวั บุคคลผู้ถกู กระทารา้ ยเทา่ นนั้ ซ่งึ กฎหมายเรยี กว่าฐานะบุคคลหรือ ความสัมพันธ์ระหว่าง
ผู้กระทากับบุคคลที่ได้รับผลร้าย ดังท่ีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 ตอนท้ายบัญญัติยกเว้นไว้ว่า
“ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักข้ึน เพราะฐานะของบุคคล หรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่าง
ผกู้ ระทากับบคุ คลที่ได้รบั ผลรา้ ย มใิ ห้นากฎหมายน้ันมาใชบ้ ังคับเพื่อลงโทษผู้กระทาใหห้ นักข้ึน”

ก. ฐานะบุคคลท่ีเห็นได้ชัด ก็คือ เจ้าพนักงานที่กระทาการตามหน้าท่ี ตามมาตรา
289(2) เช่น ก.เจตนาฆ่า ข.จึงใช้ปืนยิง ข.แต่พลาดไปถูก ค.ซ่ึงเป็นเจ้า พนักงานขณะกาลังปฏิบัติตาม
หน้าที่อยู่ถึงแก่ความตาย ดังน้ี ก.ย่อมมีความผิดฐานฆ่าคน ตายธรรมดาตามมาตรา 288 เพราะจะนา
บทบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของ บุคคลมาลงโทษ ก.ให้หนักข้ึนมิได้ หรือ ก.เจตนาฆ่าเจ้า
พนักงานจึงใช้ปืนยิงเจ้าพนักงานขณะกาลังปฏิบัติหน้าที่แต่พลาดไปถูก ค. ถึงแก่ความตาย ก. ย่อมมี
ความผดิ ฐานฆา่ คนธรรมดาตาย ตามมาตรา 288 เช่นกนั

ข. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทากับบุคคลที่ได้รับผลร้าย ข้อนี้ก็คือ ระหว่างผู้กระทา
กบั บพุ การีของตน เช่น บดิ ามารดา ปูุย่า ตายาย ทวด เช่น ก.เจตนาฆ่า ข. จึงใช้ปืนยิง ข.แต่พลาดไปถูก
ค. ซ่ึงเป็นบิดาของคนตาย ก.มีความผิดฐานฆ่าคน ธรรมดาตายตามมาตรา 288 ไม่มีความผิดฐานฆ่า
บุพการีตาย เพราะเหตุว่าจะนา บทบัญญัติให้ลงโทษหนักข้ึนเพราะความสัมพันธ์ระหว่าง ก.กับ ค.มา
ลงโทษ ก.ให้หนักขึ้น ไม่ได้ หรือถ้า ก.เจตนาฆ่า ข.ซึ่งเป็นบิดาของตน จึงใช้ปืนยิง ข. แต่พลาดไปถูก ค.
ตาย ดังนี้ ก.มีความผิดฐานฆ่าคนธรรมดาตายตามมาตรา 288 แต่ถ้า ก.เจตนาฆ่าบิดาจึงใช้ปืน ยิงบิดา
แต่พลาดไปถูกมารดาตาย ดังน้ี ก.มีความผิดฐานฆ่าบุพการีตายตามมาตรา 289 (1) เพราะการที่
กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักข้ึนในมาตราน้ี โทษท่ีหนักข้ึนต้องมีการ เปรียบเทียบระหว่างเจตนาเดิม
กบั ผลทพ่ี ลาดไป ถ้าไม่หนักกว่าเจตนาเดิมกต็ อ้ งลงโทษ ตามนั้น ตามตัวอยา่ งเจตนาเดิมกับผลที่พลาดไป
มโี ทษเทา่ กนั เพราะบดิ ามารดาน้นั เป็น เหตุฉกรรจ์อยู่ในข้อเดียวกันคือบุพการี การฆ่าบิดาหรือมารดาก็
เปน็ การฆา่ บุพการี เหมอื นกัน ตรงตามเจตนาอยแู่ ลว้ จึงลงโทษตามมาตรา 289(1) ได้ ปัญหาว่า ถ้า ก.มี
เจตนาฆา่ บพุ การี จึงใช้ปืนยิงไปที่บุพการี แต่พลาดไปถูกเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ อยู่ตาย ดังนี้ ก.
จะมีความผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานตายหรือฆ่าคนธรรมดาตาย ตามปัญหานี้ ก็คงมีความผิดฐานฆ่าคน
ธรรมดาตาย เพราะบุพการีกับเจ้าพนักงานเป็นเหตุฉกรรจ์ ประกอบฐานะบุคคลต่างข้อกันเปรียบเทียบ
กันไม่ได้ จึงไปเข้าข้อยกเว้นตอนท้ายของ มาตรา 60 ที่จะนาเอาบทบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะ
ฐานะบุคคลมาลงโทษ ก.ใหห้ นัก ขึ้นไมไ่ ด3้

3 จิตติ ติงศภทั ยิ ์, ศาสตราจารย,์ คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรงพิมพ์แสงทองการพิมพ์, 2513),
หน้า 2098.

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 97

4. การกระทาโดยพลาดมีพยายามหรือไม่ การกระทาท่ีเจตนากระทา แต่พลาดไปอาจเป็น
การพยายามกระทาความผิดตามเจตนาเดิม ฉะนั้นความผิดท่ีเจตนา กระทาแต่พลาดไปไม่เกิดผลตาม
เจตนาเป็นความผิดฐานพยายามซึ่งมีโทษหนักกว่า ความผิดที่ถือว่ากระทาแก่ผู้ที่ได้รับผลร้าย ก็ยังต้อง
ลงโทษฐานพยายามกระทาความผิด ตามเจตนาเดิม เป็นความผิดหลายบท ต้องลงโทษตามบทท่ีมีโทษ
หนัก เช่น ก. ยิง ข. โดยเจตนาฆ่า กระสุนไม่ถูก ข. หรือ ถูก ข. แต่ ข. ไม่ตาย แล้วพลาดไปถูก ค.
บาดเจ็บด้วย ก. มีความผิดฐานพยายามฆ่า ข. โดยเจตนา (คาพิพากษาฎีกาที่ 241-242/2504) ถ้า ข.
เปน็ บดิ าหรอื มารดา ก. นาย ก. ก็คงมีความผิดฐานพยายามฆ่าบิดามารดาซ่ึงมีโทษหนักกว่าพยายามฆ่า
คนธรรมดา

5. ผลท่ีเกดิ จากการกระทาโดยพลาด
5.1 ผลท่ีเกิดเพราะการกระทาโดยพลาดซึ่งร้ายแรงกว่าท่ีผู้กระทา เจตนากระทา เช่น

ก.เจตนาทาร้าย ข.จึงต่อย ข. ข.เซไปถูก ค.ล้มลงศีรษะฟาดพื้นถนน เป็นอันตรายสาหัสหรือตาย ก.มี
ความผดิ ฐานทารา้ ยร่างกาย ค.สาหสั ตามมาตรา 297 ประกอบด้วยมาตรา 60, 63 หรอื ฐานฆ่า ค.โดยไม่
เจตนาตามมาตรา 290 เป็นความผดิ หลายบท ต้องลงบทหนัก

5.2 ผลร้ายที่เกิดจากการกระทาโดยพลาดต้องเป็นประเภทเดียวกับผล ที่เจตนา
กระทา เช่น ก.เจตนาฆ่า ข. จึงใช้ปืนยิง ข.แต่ปืนท่ียิงไม่ถูก ข. (กลับพลาดไปถูก ค.ตาย ดังนี้ ก.มี
ความผิดฐานฆ่า ค.ผู้ได้รับผลร้ายจากการกระทานั้น แต่ถ้ากระสุนที่ยิงไม่ ถูก ข.น้ันพลาดไปถูกระจก
หน้ารถยนต์ของ ค.แตกเสียหาย เช่นนี้จะเห็นได้ว่าผลร้ายท่ี เกิดจากการกระทาพลาดไปน้ันเป็นคนละ
ประเภทกับท่ี ก.เจตนากระทาต่อ ข. จะถอื วา่ กระทาโดยเจตนาให้กระจกแตกด้วยไม่ได้ เว้นแต่ ก.จะได้
เล็งเห็นเช่นน้ัน จะถือได้ก็เพียง ว่า ก.กระทาโดยประมาทในเมื่อกฎหมายบัญญัติว่าแม้กระทาโดย
ประมาทก็เป็นความผิด และให้ลงโทษฐานกระทาโดยประมาท แต่เร่ืองทาให้เสียทรัพย์กระจกรถแตกนี้
ไม่มี บทบัญญตั ใิ หล้ งโทษฐานกระทาโดยประมาทไว้ จงึ ลงโทษไม่ได้ คงเรยี กไดแ้ ต่ค่าเสยี หาย ในทางแพ่ง
เท่าน้ัน แต่ ก.ต้องมีความผิดฐานพยายามฆ่า ข.อยู่น่ันเอง เพราะไม่มีบุคคลท่ี ได้รับผลร้ายจากการยิง
ของ ก.

5.3 การกระทาท่ีกฎหมายไม่ถือว่าเป็นความผิด หรือไม่เอาโทษ หรือ เอาโทษน้อยลง
เช่น เรื่องปูองกัน จาเป็น ถูกยั่วโทสะ ถ้ากระทาพลาดไปก็ต้องถือเอาการ กระทาในเบ้ืองต้นว่าการ
กระทานั้นเป็นปอู งกนั จาเป็น หรือถูกยัว่ โทสะ หรือไม่

ก. ป้องกัน ตัวอย่างเช่น คาพิพากษาฎีกาที่ 205/2516 จาเลยกับ ผู้เสียหาย
ไปบ้านงานบวชนาค จาเลยกับผู้ตายเกิดโต้เถียงกัน ผู้เสียหายจึงชวนจาเลย กลับมาได้ประมาณ 10
เมตร ผู้ตายตามมาเรียกให้หยุดแล้วเตะต่อยจาเลย จาเลยล้มลง ลุกขึ้นก็ยังถูกเตะอีก เม่ือผู้ตายเตะ
จาเลยก็ใช้มีดปลายแหลมท่ีติดตัวแทงสวนไป กระทาอยู่เช่นนี้ 2-3 คร้ัง ระหว่างนั้นผู้เสียหายเข้าขวาง
เพอื่ ห้ามจึงถกู มดี ได้รบั บาดเจ็บ การท่ีผู้เสียหายถูกแทงนั้น จาเลยไม่ได้เจตนาแทงผู้เสียหายโดยตรง แม้
ตามมาตรา 60 จะถือว่าจาเลยมีเจตนาแทงผู้เสียหายก็ดี แต่การกระทาของจาเลยเป็นผลสืบเนื่องจาก
จาเลยแทงผู้ตายเพื่อปูองกันสิทธิพอสมควรแก่เหตุอันไม่เป็นความผิด แม้ผลของการกระทาอาจเกิดแก่

98 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

ผู้เสยี หายโดยพลาดไป ก็ต้องถือว่าการกระทาโดยพลาดไปน้ันเป็นการปูองกันสิทธิของจาเลยพอสมควร
แก่เหตุเช่นเดียวกัน จาเลยจึงไม่มคี วามผดิ ฐานทารา้ ยร่างกายผเู้ สยี หาย

ข. จาเป็น ตัวอย่างเช่น แดงใช้ปืนจ้ีข้างหลังดา แล้วบังคับให้ดาตี ศีรษะ
เหลือง ดาอยู่ในที่บังคับไม่สามารถหลีกเล่ียงได้จึงใช้ไม้ตีศีรษะเหลือง แต่ไม่ถูก เหลืองกลับพลาดไปถูก
ศีรษะขาว ดังนี้การกระทาของดานั้นเจตนาเดิมกระทาไปด้วย ความจาเป็นเพราะสืบเน่ืองมาจากดาถูก
แดงบังคับ เมื่อเป็นการกระทาโดยจาเป็น พอสมควรแก่เหตุ ดาจึงไม่ต้องรับโทษสาหรับผลร้ายที่เกิด
ขนึ้ กับขาวโดยพลาดไป

ค. ป้องกันเกินกว่าเหตุ ตัวอย่างเช่น คา พิพากษาฎีกาที่ 714/2509 มี
คนร้ายพยายามมางัดโรงเรียนซ่ึงเก็บของมีค่าในเวลาท่ีจาเลยซ่ึงเป็นภารโรง มีหน้าท่ีเฝูาโรงเรียนไม่อยู่
คร้ันจาเลยมาคนร้ายหนีไป จาเลยติดตามไล่จับและใช้ปืนยิง คนร้ายโดยเจตนาปูองกันทรัพย์สินของ
โรงเรียน แต่กระสุนปืนไปถูกผู้เสียหายซ่ึงเดินมา โดยบังเอิญ ก็เป็นการกระทาโดยพลาดตามมาตรา 60
ไม่ใช่การกระทาโดยประมาท แต่ การกระทาของจาเลยเป็นการกระทาโดยเจตนาปูองกันทรัพย์ท่ีเกิน
สมควรแกเ่ หตุจาเลยมี ความผิดตามมาตรา 288, 80 ประกอบดว้ ย 60, 69

คาพิพากษาฎีกาที่ 892/2515 คนร้ายข้ึนไปจ้ีขู่เอาเงินจากบุตรเขย กับ
บตุ รสาวบนเรือ บุตรสาวรอ้ งเรยี กจาเลยให้ช่วย จาเลยไปชว่ ยเหน็ บุตรสาวและบุตรเขย กาลังปล้าอยู่กับ
คนร้ายในน้า จาเลยใช้ปืนยิงไป กระสุนไปถูกบุตรเขยตาย วินิจฉัยว่า จาเลยใช้ปืนยิงคนร้ายในขณะที่
ปล้ากันกับบุตรเขยบุตรสาวในน้าลึกถึงเอาเพ่ือช่วยเหลือ บุตรเขยบุตรสาวให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจาก
การประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่กาลังมีอยู่ โดยจาเลยไม่รู้ด้วยคนไหนเป็นบุตรเขยบุตรสาวหรือ
คนร้าย และคนร้ายมีอาวุธอะไรหรือไม่เพราะมีด เป็นการขาดการพินิจพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน
เม่ือลูกกระสุนปืนท่ี จาเลยต้ังใจยิงคนร้ายพลาดไปถูกบุตรเขยตายเช่นน้ี การกระทาของจาเลยจึงเป็น
ความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนากระทาปูองกันผู้อื่นเกินสมควรแก่เหตุ จาเลยมีความผิดตาม มาตรา
288 ประกอบดว้ ยมาตรา 60, 69

ง. บันดานโทสะ ตัวอย่างเช่น คาพิพากษาฎีกาที่ 1682/2509 จาเลยถูกคน
ราว 10 คนกลุ้มรุมชกต่อย จาเลยจึงชักปืนออกมา พวกท่ีกลุ้มรุมผละหนีไป จาเลยยิงปืนไป 1 นัด
กระสุนพลาดไปถูกผู้เสียหาย วินิจฉัยว่าจาเลยถูกข่มเหงแล้วจาเลย ได้ยิงคนท่ีข่มเหงในขณะน้ัน แต่
เน่ืองจากคนที่ข่มเหงต่างว่ิงหนี กระสุนปืนจึงพลาดไปถูก ผู้เสียหายเข้า จาเลยจึงมีความผิดตามมาตรา
60 แต่การกระทาของจาเลยเป็นผลสืบ เน่ืองมาจากจาเลยถูกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมและกระทาลงไป
ในขณะบันดาลโทสะ จาเลย จึงควรไดร้ ับประโยชนต์ ามมาตรา 72 จาเลยมีความผิดตามมาตรา 288, 80
ประกอบด้วย มาตรา 72

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 99

ขอ้ แตกตา่ งระหว่างการกระทาโดยพลาดและสาคญั ผิดในตวั บุคคล
1. การกระทาโดยพลาดตอ้ งมี 3 ฝุาย คอื

1) ผู้กระทา
2) ผู้ถูกกระทาซ่งึ ผ้กู ระทามีเจตนากระทาตอ่
3) ผู้ได้รับผลร้ายจากการกระทาโดยพลาดไป

ส่วนสาคญั ผดิ ในตัวบุคคลมี 2 ฝาุ ย คอื
1) ผู้กระทา
2) ผถู้ ูกกระทาเพราะสาคัญผดิ

2. การกระทาโดยพลาดมีพยายามกระทาความผดิ ต่อผู้ถูกกระทา ซึ่ง ผู้กระทามีเจตนา
กระทาต่อได้

ส่วนการสาคัญผิดในตัวบุคคลไม่มีพยายามกระทาความผิดต่อผู้ซ่ึง ผู้กระทามีเจตนา
กระทาตอ่ แตเ่ ริม่ แรก

3. การกระทาโดยพลาดมีเหตุยกเว้นมิให้นาบทบัญญัติให้ลงโทษหนัก ขึ้นมาลงแก่
ผูก้ ระทาใหห้ นกั ขึ้นโดยถือความสมั พันธ์และฐานะของผู้กระทากับผไู้ ดร้ ับ ผลร้ายจากการกระทา

ส่วนการสาคัญผดิ ในตวั บคุ คลมิได้บัญญัตยิ กเว้นไวอ้ ยา่ งเช่นเรื่องการ กระทาโดยพลาด
แต่ให้นาบทบัญญัติในมาตรา 62 วรรคท้ายและมาตรา 289 (1) มา พิจารณาในกรณีที่กฎหมายบัญญัติ
ใหล้ งโทษหนักขึ้นได้เชน่ เดียวกบั มาตรา 60

6. ข้อยกเว้นของการกระทาโดยเจตนา
โดยปกติบุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาเฉพาะเมื่อได้กระทาโดยเจตนา เท่าน้ัน แต่ก็มีบาง
กรณีทก่ี ฎหมายอาจถอื ว่าการกระทาโดยไม่เจตนาก็เป็นความผิดทาง อาญา ท้ังน้ีตามที่มาตรา 59 วรรค
แรกบญั ญัติวา่ “.....เวน้ แตจ่ ะได้กระทาโดยประมาทใน กรณีท่กี ฎหมายบญั ญัติให้ต้องรับผิดโดยประมาท
หรือเว้นแต่ในกรณีท่ีกฎหมายบัญญัติไว้ โดยชัดแจ้งให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทาโดยไม่เจตนา” ฉะน้ันแม้
การกระทาโดยไม่เจตนาแต่ เป็นความผดิ อาญาได้ มี 2 กรณคี ือ
1) การกระทาโดยประมาท
2) การกระทาโดยไมเ่ จตนาและไมป่ ระมาท

1) การกระทาโดยประมาท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสี่ บัญญัติว่า “การ
กระทาโดยประมาท ได้แก่การกระทาความผิดมิใช่โดยเจตนาแต่กระทา โดยปราศจากความระมัดระวัง
ซง่ึ บุคคลในภาวะเชน่ นนั้ จกั ต้องมีตามวสิ ยั และพฤตกิ ารณ์ และผกู้ ระทาอาจใชค้ วามระมัดระวังเช่นว่านั้น
ได้ แตห่ าไดใ้ ชใ้ หเ้ พียงพอไม่

ฉะนั้น ทจี่ ะเป็นการกระทา โดยประมาทจงึ ต้องเขา้ องค์ประกอบ ดังตอ่ ไปน้ี
(1) เป็นการกระทาความผิดมิใช่โดยเจตนา

100 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

(2) ได้กระทาโดยปราศจากความระมัดระวัง ซ่ึงบุคคลในภาวะเช่นน้ัน จักต้องมีตามวิสัยและ
พฤติการณ์

(3) ผูก้ ระทาอาจใชค้ วามระมดั ระวังเชน่ ว่านน้ั ได้ แต่หาไดใ้ ช้ให้ เพียงพอไม่

(1) เปน็ การกระทาความผดิ มิใช่โดยเจตนา แยกพิจารณาได้ 2 กรณี
ก. การกระทา ต้องรู้สา นึก หมายความว่า การเคล่ือนไหว ไม่เคล่ือนไหวร่างกายต้อง

อย่ภู ายใต้บงั คับของจติ ใจ แมบ้ ทบญั ญัตคิ าวา่ กระทาโดย ประมาทจะมไิ ด้บญั ญัติว่าต้องกระทาโดยรู้สึกก็
ตาม การกระทาหรืองดเวน้ กระทาการน้ี ต้องกระทาโดยรสู้ านกึ

ข. ต้องมิใช่กระทาโดยเจตนา การกระทาความผิดอาญาปกติจะต้อง มีเจตนาเสมอ
เวน้ แต่จะได้กระทาโดยประมาท ฉะนน้ั กระทาโดยประมาทจึงเปน็ ข้อยกเว้น

(2) ได้กระทาโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะ เช่นน้ันจักต้องมีตามวิสัย
และพฤติการณ์ องค์ประกอบข้อนี้มีความสาคัญอยู่ท่ีว่า ระดับความระวังมีเพียงใด จึงพอท่ีจะคุ้มมิให้
เกิดความรับผิดฐานประมาท มิใช่ว่าบุคคล ต้องเว้นการกระทาทั้งหลายที่เป็นการเส่ียงภัยเสียโดย
เดด็ ขาด เพราะทกุ สิ่งทกุ อย่างย่อมมี โอกาสเกิดภัยได้ทั้งสิ้น เหตุน้ีบุคคลจึงไม่จาต้องใช้ความระมัดระวัง
อย่างดีที่สุดจนจะมีผล ถึงกับต้องไม่ทาอะไรเสียเลย บุคคลยังอาจกระทาการท่ีเป็นการเส่ียงภัยได้อยู่
ตราบเทา่ ที่ ได้กระทาโดยใช้ความระมัดระวัง ซึ่งบคุ คลในภาวะเช่นน้ันจักต้องมีตามวิสัยและ พฤติการณ์
หากขาดหรือหย่อนความระมัดระวังเช่นนั้นไปจึงจะเป็นการกระทาโดย ประมาท เพราะฉะนั้นจึงต้อง
สมมติบุคคลขึ้นในภาวะเดียวกับผู้กระทาเปรียบเทียบว่า บุคคลโดยท่ัวไปในภาวะเช่นนั้นการใช้ความ
ระมัดระวัง ระวังแค่ไหน มิใช่พิจารณาว่า ผู้กระทานั้นเองคิดว่าเขากระทาโดยระมัดระวังพอแล้วหรือยัง
เหตุน้ีบุคคลที่สมมติข้ึน เปรียบเทียบถึงต้องมีภาวะเช่นเดียวกับผู้กระทาทุกอย่าง เว้นแต่ความระวัง
เท่านั้นซึ่งไม่ เป็นข้อสมมติด้วยว่าผู้กระทากับบุคคลที่สมมติข้ึนนั้นมีความระวังเท่ากันหรือไม่ มิฉะนั้น
จะกลายเป็นการพิจารณาความระวังของผู้กระทาเอง ไม่มีการเปรียบเทียบกับความ ระมัดระวังของ
บุคคลท่ัวไปในภาวะเช่นเดียวกันดังมีกฎหมายบัญญัติไว้ภาวะของบุคคลที่ สมมติข้ึนน้ัน ตามมาตรา 59
วรรค 4 บัญญัติขยายความออกเปน็ ภาวะเช่นเดียวกนั ตาม วิสัยและพฤติการณ์

ก. วิสยั หมายความถึง ลักษณะที่เป็นอยขู่ องบุคคลผู้กระทา หรือ สภาพภายในตัวของ
ผ้กู ระทา ซ่งึ แยกออกได้ดงั นี้

ก) วิสัยคนธรรมดาสามัญ พิจารณาตามอายุ เพศ การศึกษา และความจัด
เจนแห่งชีวิต และอ่ืน ๆ ทั้งน้ีเพราะเด็กย่อมมีวิสัยที่จะใช้ความระมัดระวังได้ อย่างเด็ก จะหวังให้เด็กใช้
ความระมัดระวังอย่างผู้ใหญ่ย่อมไม่ได้ สตรีก็ใช้ความระมัดระวัง อย่างสตรี ในบางกรณีสตรีใช้ความ
ระมัดระวังมากกว่าบุรุษ ในบางกรณีบุรุษก็มีวิสัยที่จะใช้ ความระมัดระวังได้มากกว่าสตรี โดยเหตุน้ีใน
การท่ีจะวินิจฉัยว่าผู้กระทาใช้ความ ระมัดระวังตามวิสัยหรือไม่ จึงต้องเอาคนที่มีอายุ เพศ การศึกษา
อบรม ความจัดเจนใน ชีวิต และอ่ืน ๆ เท่าเทียมกับผู้กระทาทุกประการเป็นเคร่ืองวัดการกระทาอัน
เดียวกัน อาจ เป็นประมาทสาหรับคนหน่ึงเพราะเป็นวิสัยของคนน้ันท่ีจะต้องใช้ความระมัดระวัง แต่ไม่

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 101

เป็นประมาทสาหรับอีกคนหน่ึง เพราะมิใช่เป็นวิสัยของอีกคนหนึ่งที่จะต้องใช้ความ ระมัดระวังนั้นก็ได้
เช่น ก.อายุ 13 ปี เล่นทิ้งกอ้ นหนิ หนกั 10 กโิ ลกรมั จากบนสะพานใน คลองที่มีเรือผ่านไปมา ก้อนหินตก
ถูกผู้ที่พายเรอื มาตาย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ก. เป็น เด็ก จะใช้ความรอบคอบอย่างผู้ใหญ่ไม่ได้ แต่ศาล
ฎีกาวินิจฉัยว่าจาเลยกระทาโดย ปราศจากความระมัดระวัง โดยเข้าใจความรับผิดชอบแล้ว มีความผิด
ฐานทาให้คนตาย โดยประมาท (คาพพิ ากษาฎีกาที่ 409/2486)

ข) วิสัยบุคคลผู้มีวิชาชีพ สาหรับวิชาชีพน้ีถือเป็นกิจการท่ี ผู้มีความชานาญ
หรือฝีมือยิ่งกว่าคนธรรมดาเป็นผู้กระทา ต้องใช้ความระมัดระวังที่บุคคล ในลักษณะเช่นน้ันควรต้องใช้
ด้วย จะถือว่าคนธรรมดาใช้ความระมัดระวังได้เพียงใด ผู้มี วิชาชีพก็ได้ใช้ความระมัดระวังเช่นเดียวกัน
นั้นแล้วไม่ได้ เพราะต้องพิจารณาตามภาวะ ของบุคคลในลักษณะของผู้ท่ีมีฝีมือหรือความชานาญที่ควร
กระทาการเช่นเดียวกัน เช่น เป็นแพทย์ เป็นนายช่างก็ต้องใช้ความระมัดระวังอันเป็นวิสัยที่บุคคลผู้มี
วิชาชีพน้นั ๆ จะ พงึ ใช้โดยปกติ

ข. พฤติการณ์ หมายความถึงข้อเท็จจริงประกอบการกระทา บางที เรียกเหตุภายนอก
ตวั ผู้กระทา เพราะภายใตพ้ ฤติการณ์ท่ีแตกต่างกนั บุคคลย่อมใช้ความ ระมัดระวังได้แตกต่างกัน เช่น ใน
การขับรถต้องพิจารณาถึงสถานท่ี รถ ถนน แสงสว่าง ความพลุกพล่านของการจราจร เช่น ขับรถยนต์
ข้ึนสะพานเคร่ืองยนต์ดับ รถถอยหลังตก สะพานเพราะห้ามล้อไม่ดีและบรรทุกของมากจนบังมองข้าง
หลงั ไมเ่ หน็ เป็นพฤติการณท์ ่ี ถอื ได้วา่ ประมาท (คาพิพากษาฎีกาท่ี 323/2507)

สาหรับองค์ประกอบข้อ 2 นี้ ท่ีว่าผู้กระทาขาดความระมัดระวัง น้ันเราจะต้องพิจารณาท้ังขาด
ความระมัดระวังตามวิสัยและขาดความระมัดระวังตาม พฤติการณ์ประกอบกัน ถ้าปรากฏว่าตามวิสัย
ผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวังได้ แต่ตาม พฤติการณ์ผู้กระทาไม่อาจใช้ความระมัดระวังได้ หรือ
กลับกันคือผู้กระทาไม่อาจใช้ความ ระมัดระวังตามวิสัยได้ แต่ตามพฤติการณ์อาจใช้ความระมัดระวังได้
เรากถ็ ือไมไ่ ดว้ ่า ผูก้ ระทาขาดความระมัดระวงั

(3) ผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ หมายความว่า
เพียงที่ผู้กระทาในภาวะเช่นนั้นจะขาดความระมัดระวังตาม วิสัยและตามพฤติการณ์ ก็ยังไม่เป็นการ
เพียงพอท่ีจะถือว่าผู้กระทาประมาท จะต้อง ปรากฏด้วยว่าผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้
แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กล่าวคือ แต่ตามปกติควรใช้ความระมัดระวังในระดับหน่ึง แต่ถ้ากรณีมี
พฤติการณ์พิเศษที่ ผู้กระทาไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในระดับเดียงกันน้ันได้ก็ไม่เป็นประมาท
ตอ่ เมื่อไม่ ใชค้ วามระมัดระวงั ให้พอเท่าท่ีอาจใช้ไดจ้ งึ เปน็ ประมาท

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความประมาทกับผลอันเป็นความผิด การ กระทาท่ีเป็นประมาทย่อมเป็น
เหตุให้เกิดผลอันเป็นกรณที ่ีกฎหมายบัญญัตเิ ป็นความผดิ ถ้าผู้กระทาไดก้ ระทาโดยประมาทให้เกิดผลข้ึน
ตามหลักเร่ืองความสัมพันธร์ ะหว่างการ กระทากับผลอันเป็นความผิดแล้ว แม้จะมีผู้อ่ืนกระทาให้เกิดผล
น้นั ดว้ ยโดยไม่เป็นเหตุ ถงึ กับตดั สัมพันธน์ ัน้ แลว้ ผทู้ ี่กระทาการโดยประมาทให้เกิดผลข้ึนน้ันจะเป็นผู้ใดผู้

102 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

หน่ึงแต่ผู้เดียวหรือหลายคนต่างประมาทก็ดี บุคคลเหล่านั้นต่างก็มีความผิดในฐานประมาทได้ทุกคน41
เช่น ก.เป็นผู้คุมผู้ต้องขังลืมใส่กุญแจห้องขัง ข.ซ่ึงเป็นผู้ทาการแทนธารงค์ผู้คุมเรือนจา ตรวจพบก็ไม่ส่ัง
อย่างไร เป็นเหตุให้ผู้ต้องขับหลบหนีไปได้ ท้ัง ก. ข. มีความผิดฐาน ประมาททาให้ผู้ถูกคุมขังหลบหนี
(คาพิพากษาฎีกาท่ี 719/2463) ก. ข. ขับรถคนละคัน แข่งกันในถนน รถคันหนึ่งทับคนตาย ทั้ง ก. และ
ข. มคี วามผิดฐานทาใหค้ นตายโดยประมาท ม. และ ฮ. ขับรถยนต์โดยสารแข่งแซงผลัดกันขึ้นหน้ามาจน
ม. แซง ฮ. แต่ชนรถที่แอบอยู่ข้างทางแล้วกระทบรถ ฮ.คว่า คนโดยสารในรถ ฮ.บาดเจ็บสาหัส ทั้ง ม.
และ ฮ. มคี วามผดิ ตามมาตรา 300 (คาพพิ ากษาฎกี าท่ี 491/2507)

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคแรกบัญญัติว่า “บุคคล จักต้องรับผิดในทาง
อาญาต่อเมอื่ ได้กระทาโดยเจตนา เวน้ แต่จะได้กระทาโดยประมาท ใน กรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับ
ผิดเมื่อได้กระทาโดยประมาท.....ฯลฯ” ดังนั้นแม้จะเข้า องค์ประกอบว่าเป็นผู้กระทาโดยประมาทแล้วก็
ดี บุคคลผู้กระทาจะรับโทษต่อเม่ือ “กฎหมายบัญญัติให้รับผิดเมื่อได้กระทาโดยประมาท” ถ้าไม่มี
กฎหมายบญั ญตั ิใหร้ บั ผิด แล้วกไ็ มต่ อ้ งรับผดิ ในทางอาญา กฎหมายไดบ้ ัญญัตวิ ่าแมก้ ระทาโดยประมาทก็
ให้มีโทษน้ัน มบี ทมาตราดังต่อไปน้ี

มาตรา 205 เจ้าพนักงานทาให้ผู้อ่ืนที่อยู่ในระหว่างคุมขังหลุดพ้น จากการคุมขับไปโดย
ประมาท

มาตรา 225 ทาให้เกิดเพลิงไหมโ้ ดยประมาท
มาตรา 239 กระทาดงั กล่าวในมาตรา 226 ถงึ มาตรา 237 โดย ประมาท
มาตรา 291 กระทาโดยประมาทใหเ้ ขาถงึ ตาย
มาตรา 300 กระทาโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอนั ตรายสาหสั
มาตรา 311 ทาให้ผ้อู นื่ ถูกหน่วงเหน่ียวกักขังโดยประมาท
มาตรา 390 กระทาโดยประมาท และการกระทานั้นเป็นเหตุให้ผู้อ่ืน รับอันตรายแก่กายหรือ
จติ ใจ

ตวั อย่างคาพิพากษาฎกี าเกี่ยวกบั การกระทาโดยประมาท
คาพิพากษาฎีกาท่ี 1909/2516 จาเลยขับรถยนต์บรรทุกเสาไฟฟูามาตามถนน ในเวลา
กลางคนื แล้วลอ้ รถพว่ งท่ีจาเลยขบั หลุด ทาใหเ้ สาตกลงมาขวางถนนและจาเลย ไม่ได้จัดให้มีโคมไฟหรือ
เคร่ืองสัญญาณอยา่ งอน่ื เพ่อื ให้ผู้ใชถ้ นนเห็นเสาท่ีขวางถนนอยู่น้ัน เปน็ เหตใุ หร้ ถที่แลน่ มาชนเสามีคนตาย
และบาดเจ็บ ถือได้ว่าจาเลยกระทาโดยประมาท และ ผลเสียหายเกิดจากการท่ีจาเลยงดเว้นการท่ีจัก
ตอ้ งกระทาเพ่อื ปอู งกนั ผลนัน้ ดว้ ย จึงมีความผิด

4 จติ ติ ตงิ ศภทั ิย์, ศาสตราจารย,์ คาอธบิ ายกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรงพมิ พ์แสงทองการพิมพ,์ 2513),
หน้า 265.

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 103

คาพพิ ากษาฎกี าท่ี 2804/2519 จาเลยขบั รถยนตโ์ ดยประมาทไมช่ ะลอความเร็ว ลงเมื่อถึงทาง
แยก ชนรถยนต์เก๋งที่ขับออกมาจากทางแยก คนขับรถยนต์เก๋งตาย ผู้ตาย ประมาทก็ไม่ทาให้จาเลย
พน้ ผิด แต่ศาลลงโทษเบาลง

คาพิพากษาฎกี าท่ี 1814/2522 จาเลยจบั เท้าผู้เสียหายยกขึ้น แล้วผลักลงกับพ้ืน แขนหักเป็น
อันตรายสาหัส น่าจะเป็นเรื่องหยอกล้อกันไม่ทันนึกถึง ผลไม่มีเจตนาทาร้าย แต่เป็นประมาทตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300

ขอ้ สังเกต ตามฎกี าที่ 1814/2522 ขอ้ เท็จจริงเป็นเรื่องหยอกล้อกันแต่ต้องรับผิด ฐานประมาท
การหยอกล้อกันโดยกระทาต่อเน้ือตัวร่างกายตามวินิจฉัยของศาลฎีกาถือว่า เป็นการกระทาโดย
ประมาท ผดิ ตาม ป.อ.มาตรา 291 เคยมีฎีกาตัวอย่าง สามีเอากรรไกร คีบหมากขว้างหยอกล้อภริยา ซ่ึง
จาเลยรักใคร่กันดี กรรไกรโดนประตูสะท้อนถูกเส้นเลือด ใหญ่ภริยาขาดเลือดไหลไม่หยุดและตายใน
วนั รงุ่ ขนึ้ ถือว่าเป็นการกระทาโดยประมาท (ฎกี าที่ 473/2491)

2) การกระทาโดยไม่เจตนาและไม่ประมาท ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคแรก
บัญญัติว่า “....เว้นแต่ในกรณีท่ีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้ต้อง รับผิดแม้ได้กระทาโดยไม่เจตนา”
ฉะน้ันจึงมีความผิดบางประเภทท่ีผู้กระทาจะต้องรับผิด แม้จะกระทาโดยไม่มีเจตนาก็ตาม เรียกกันว่า
“ความผิดเด็ดขาด” ท่ีจะเป็นความผิด ประเภทน้ีได้จะต้องเป็นกรณีท่ีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้
ตอ้ งรบั ผิดแมก้ ระทาโดยไม่มีเจตนา

“ความผิดเด็ดขาด” มี 2 กรณี ดังนี้
(1) ความผิดเด็ดขาด ตามประมวลกฎหมายอาญา ซ่ึงได้แก่ ความผิดลหุโทษ ได้
บัญญัติไว้ในมาตรา 104 ว่า “การกระทาความผิดลหุโทษตามประมวล กฎหมายน้ีแม้กระทาโดยไม่มี
เจตนาก็เป็นความผิด เว้นแต่ตามบทบัญญัติความผิดน้ันจะมี ความบัญญัติให้เห็นเป็นอย่างอ่ืน”
หมายความว่า ความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมาย อาญาต้ังแต่มาตรา 367-398 ส่วนใหญ่แล้วแม้
ผู้กระทาไม่มีเจตนาและไม่ประมาทในการ กระทาความผิดนั้น ๆ ผู้กระทาก็ต้องรับผิด แต่ความผิดลหุ
โทษบางมาตราผู้กระทาจะต้อง กระทาโดยเจตนา หรือมิฉะนั้นก็ต้องประมาทจึงจะมีความผิดตามท่ี
มาตรา 104 บัญญัติไว้ ตอนท้ายว่า “เว้นแต่ตามบทบัญญัติความผิดน้ันจะมีความบัญญัติให้เห็นเป็น
อย่างอื่น”

(2) ความผิดเด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติอื่น ๆ ท่ีมีโทษทางอาญา เช่น พ.ร.บ.
ศุลกากร (ฉบับท่ี 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 16 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า “การ กระทาที่บัญญัติไว้ใน
มาตรา 27 และมาตรา 99 แหง่ พ.ร.บ.ศลุ กากร พ.ศ. 2469 น้นั ใหถ้ ือ วา่ เปน็ ความผิดโดยมิพักต้องคานึง
วา่ ผู้กระทามเี จตนาหรอื กระทาโดยประมาทเลินเล่อหรือ หาไม่”

104 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

คาถามทา้ ยบท

1. จงอธิบายข้อแตกต่างระหว่างการกระทาโดยพลาดและสาคัญผิดในตัวบุคคล มีความแตกต่างกัน
อย่างไร
2. ใหน้ สิ ติ อธิบายสาระสาคัญทางกฎหมายของการกระทาโดยพลาด มีหลกั เกณฑอ์ ย่างไร
3. ความสาคัญผิดในตัวบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 มีสาระสาคัญทางกฎหมาย
อย่างไร จงอธิบายโดยละเอียด
4. การกระทาโดยเจตนาประสงค์ต่อผลและการกระทาโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผล มีความแตกต่างกัน
อย่างไร
5. นายแดงเช่อื มั่นว่านายดาเปน็ คนยงิ ไมเ่ ขา้ จึงทดลองยิงนายแดงมีความประสงค์เพียงทดลองความอยู่
ยืนของนายดา ไม่มีความประสงค์ถงึ ความตายของนายดา นายดาถูกกระสุนปืนเสียชีวิต เช่นน้ี นายแดง
กระทาความผดิ ฐานใดตามหลักกฎหมาย และนายแดงตอ้ งรบั โทษอย่างไร

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 105

อา้ งองิ ประจาบท

เกียรติขจร วัจนะสวัสด์ิ, ผศ.ดร., กฎหมายอาญาภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป, (กรุงเทพมหานคร: คณะ
นติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2524).

จิตติ ติงศภัทิย์, ศาสตราจารย์, คาอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรง
พิมพแ์ สงทองการพมิ พ์, 2513).

ดร.อุทศ แสนโกศิก, กฎหมายอาญาภาค 1 (พระนคร: ศูนย์บริการเอกสารและวิชาการ กองวิชาการ
กรมอัยการ, 2525).

หยุด แสงอุทัย, ศาสตราจารย์ ดร., กฎหมายอาญาภาคท่ัวไป, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์, 2515).

106 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

บทที่ 6
การพยายามกระทาความผดิ

วัตถุประสงค์การเรียนประจาบท

เพ่ือให้นิสิตได้ศึกษาเร่ืองการกระทํา และการกระทําจะเป็นความผิดได้จะต้องประกอบด้วย
สภาพภายในจิตใจ ซึ่งบุคคลจักต้องรับผิดทางอาญาต่อเม่ือได้กระทําโดยเจตนา เจตนาธรรมดาและ
เจตนาโดยผลแหง่ กฎหมาย

ขอบขา่ ยเนอ้ื หา

1. เจตนาโดยประสงค์ต่อผล (เจตนาโดยตรง)
2. เจตนายอ่ มเล็งเห็นผล (เจตนาโดยอ้อม)
3. ความไม่รู้ข้อเท็จจรงิ อนั เป็นองคป์ ระกอบของความผดิ ไมถ่ ือวา่ ผ้กู ระทาํ มีเจตนา
4. สาระสาํ คญั ของการกระทําโดยเจตนา

4.1 รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองคป์ ระกอบของความผดิ
4.2 ขณะเดยี วกันผู้กระทาํ ประสงค์ตอ่ ผลหรอื ยอ่ มเล็งเห็นผล
5. เจตนาโดยผลของกฎหมาย (กระทําโดยพลาด)

วธิ ีสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอนประจาบท
1. การบรรยาย
2. การศึกษาเอกสารประกอบการสอน
3. ทําแบบฝกึ หัดทา้ ยบท

สอ่ื การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. ประมวลกฎหมายอาญา

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 107

ขอ้ ความทวั่ ไปที่ได้กล่าวมาแล้วในบทท่ี 4 และ 5 เรื่องสาระสําคัญของความผิด เราได้ศึกษาว่า
การกระทําความผิดอาญาและผู้กระทําต้องรับโทษสําหรับการกระทํานั้น ความผิดอาญาจะต้อง
ประกอบด้วยสาระสาํ คัญ 3 ประการจึงจะเป็นความผิดและรบั โทษสําหรับการกระทาํ นั้น เมื่อได้ทราบว่า
สาระสําคัญของความผิดมีประการใดแล้ว มาถึงบทที่ 6 จะได้ กล่าวถึงการเริ่มต้นของความผิด เพื่อจะ
ไดท้ ราบวา่ การเรม่ิ ตน้ ของความผดิ น้ันเรมิ่ เม่อื ใด ซงึ่ จะนําไปสกู่ ารพจิ ารณาสาระสําคญั ของความผิดได้ว่า
เป็นการเริ่มต้นอันเป็นความผิดอาญาหรือยัง เช่น โดดไม่มีเงินเพราะเสียพนันหมด เห็นทีวีสีของเดียว
เพือ่ นบา้ นตั้งอยู่ใน ห้องรับแขกภายในบ้านของเดียว โดดนึกอยากได้เพ่ือนําไปขาย โดดจึงได้แอบเข้าไป
ใน บ้านเดียวแล้วขโมยทีวีสีเครื่องนั้นไปขายเสีย เช่นน้ีข้ันแรกเราจะต้องวินิจฉัยว่าโดดเร่ิมต้นของ
ความผิดแลว้ หรือยัง เหน็ ไดว้ ่าโดดเรมิ่ ตน้ เพราะได้แอบเข้าไปในบ้านของเดยี วและขโมยทีวีสีเดียวไป เม่ือ
โดดเร่มิ ตน้ แล้วจึงวินิจฉยั ว่าการกระทาํ ของโดดเป็นการกระทําตามที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทําบัญญัติ
ไวห้ รือไม่ และการกระทํานน้ั ต้องประกอบด้วยสภาพทางจิตใจของผกู้ ระทําดว้ ย กรณีการเร่ิมต้นของโดด
น้ีมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดแล้ว (ป.อ.มาตรา 334) โดดได้ขโมยทีวีสีของเดียวไปเป็นการกระทํา
ตามที่มาตรา 334 บญั ญตั ไิ ว้

สําหรับการเร่ิมต้นของความผิดน้ี เราจะต้องศึกษาว่าที่จะถือว่าเร่ิมต้นของความผิดน้ันได้เร่ิม
เมื่อใด เพราะก่อนท่ีจะเริ่มกระทําการอย่างใดอย่างหน่ึง ผู้กระทําต้องมีความคิดทบทวนในใจก่อนว่าจะ
กระทําหรือไม่ ถ้าคิดว่ากระทําถึงข้ึนตกลงใจก็จะหาวิธีการที่จะกระทําแล้วจึงเริ่มต้นกระทํา ฉะน้ันใน
การคิดและตกลงใจเป็นเพียงเร่ืองของจิตใจ เมื่อยังไม่มีการกระทําภายนอกแสดงออกมาก็ไม่มีผลอย่าง
ใดในกฎหมาย ดังน้นั ในการพจิ ารณาเรอ่ื งเร่ิมต้นของความผดิ น้ีจะแบ่งการพิจารณาออกเปน็ 3 ส่วน คือ

1. เจตนา
2. การตระเตรียม
3. การพยายาม

1. เจตนา เจตนาเป็นสภาพทางจิตใจ การกระทําตามที่กฎหมายบัญญัติต้องประกอบด้วย
สภาพทางจิตใจจึงเป็นความผดิ กอ่ นทจ่ี ะเรมิ่ การกระทําอย่างหน่ึงอย่างใด ผู้กระทําต้องคิดทบทวนในใจ
ก่อนที่จะตกลงใจหรือไม่ตกลงใจกระทํา ในขั้นคิดและตกลงใจนี้เป็นการกระทําภายนอกท่ีแสดงออกมา
เพียงแต่คิดอยู่ในใจจะชั่วร้ายเพียงใดหากยังไม่ได้ แสดงออกมาภายนอกตามท่ีคิดน้ันยังไม่เป็นความผิด
ในเรื่องของการกระทําได้เคยแบ่ง ออกเป็น 4 ขั้นตอน ข้ันตอนที่ 1 และที่ 2 คือคิดและตกลงใจเป็น
เจตนาน่ันเอง

2. การตระเตรียม ถดั จากเจตนาผูก้ ระทําอาจไดก้ ระทาํ การลงไปเพ่ือให้พร้อมท่ีจะลงมือกระทํา
ความผิดไดส้ าํ เร็จในขั้นตอ่ ไป ในขัน้ นถี้ อื ว่าผกู้ ระทําไดต้ ระเตรยี มการเพ่อื การกระทําความผิด แต่ยังไม่ใช่
ลงมือกระทําความผิด เช่น เมื่อคิดและตกลงใจ (เจตนา) แล้ว จึงหาวิธีการในการกระทําตามท่ีคิดน้ัน

108 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

การตระเตรียมน้ีโดยปกติยังไม่ถือว่าเป็นการเร่ิมต้น กระทําความผิดในฐานที่เจตนาจะกระทํา แต่อาจมี
ผลบางประการ คอื

2.1 ในความผดิ บางอยา่ งกฎหมายถือว่าการกระทําในขั้นตระเตรียมก็ร้ายแรง พอท่ีจะ
ถือเป็นความผิดเท่ากับความผิดสําเร็จ และบัญญัติให้ลงโทษเท่ากับความผิดสําเร็จ เช่น มาตรา 107,
108, 109, 110, 114, 128 และ 135/2 หรือถอื เป็นความผดิ เท่ากับ

2.2 การตระเตรียมเพื่อลงมือกระทําความผิดฐานหนึ่งอาจเป็นการกระทําที่ กฎหมาย
บัญญตั วิ ่าเปน็ ความผดิ ในตวั เองอีกฐานหน่ึง เชน่ ในการตระเตรียมเพ่อื ฆา่ คน ผู้กระทําอาจมีปืนไว้โดยไม่
รบั อนุญาต เปน็ ความผดิ ตอ่ พระราชบญั ญัติอาวุธปืน

2.3 การกระทําในขั้นตระเตรียมอาจมีผลเป็นการสนับสนุนผู้อื่นในการกระทํา
ความผิดให้สําเร็จผลต่อไป ถึงแม้ผู้ที่ร่วมในการตระเตรียมมิได้ลงมือกระทําความผิดด้วย ในขณะที่ผู้อ่ืน
น้ันกระทําความผิดในข้ันพยายามหรือเป็นความผิดสําเร็จข้ึนก็ตาม ถ้าการ กระทําในข้ันตระเตรียม
เพ่ือให้มีการกระทําความผิดมีผลเป็นการสนับสนุนการกระทํา ความผิดท่ีผู้อื่นได้กระทําน้ัน ผู้ที่กระทํา
การตระเตรียมยอ่ มมีความผดิ ในฐานเปน็ ผูส้ นบั สนนุ ตามมาตรา 86

2.4 การกระทําในข้ันตระเตรียมในความผิดฐานหนึ่งอาจมีผลเป็นเหตุฉกรรจ์ใน
ความผิดอีกฐานหน่ึง ทําให้ผู้กระทําต้องรับโทษหนักขึ้น เช่น ฆ่าคนเพื่อตระเตรียมการท่ี จะกระทํา
ความผิดอย่างอื่นตามมาตรา 289(6) หรือการตระเตรียมเปิดช่องทางไว้ให้พรรค พวกเข้าลักทรัพย์ ทํา
ใหค้ นเขา้ ลักทรพั ยท์ างนน้ั มีโทษหนักขน้ึ ตามมาตรา 335(4) เปน็ ตน้

3. การพยายาม ถัดจากข้นั ตระเตรียมเพื่อกระทําความผิด ก็มาถึงข้ึนลงมือกระทําความผิด ซึ่ง
ถือ เป็นการเริ่มต้นของความผิด และช่วงระหว่างเร่ิมต้นของความผิดแต่ก่อนความผิดสําเร็จ เป็น
พยายามกระทําความผิด ฉะนั้นการพยายามกระทําผิดจึงเร่ิมแต่ลงมือกระทําความผิด ไปจนถึงก่อน
ความผิดสําเร็จ กล่าวคือเม่ือเร่ิมลงมือกระทําความผิดก็เข้าขั้นพยายามแล้ว จึงเป็นปัญหาว่าเมื่อใดการ
กระทําจะผ่านพ้นขนั้ ตระเตรียมลว่ งเลยเข้าขนั้ เรม่ิ ลงมอื กระทําความผิด

ปญั หาว่าเมื่อใดจงึ จะถือวา่ ผา่ นข้ันตระเตรียมการจนถึงข้ันลงมือกระทําความผิดมีหลักพิจารณา
ปัญหานอ้ี ยู่ 2 ประการ คอื

1. ตามแนวของศาลฎีกา วางหลักว่า “ข้ันลงมือกระทําความผิด” จะต้องเป็นการ
กระทําทไี่ ดก้ ระทาํ ลงใกลช้ ิดกบั ผลสําเร็จอันพึงเห็นได้ประจักษแ์ ล้ว ทั้งน้ีย่อมอยู่ในดุลพินิจ ของศาลท่ีจะ
พิจารณาวา่ การกระทาํ เทา่ ที่ได้กระทาํ ลงไปแล้วน้นั ใกลช้ ิดกับการกระทาํ ความผิดสําเร็จหรือยังห่างไกล
จากการกระทาํ ความผดิ สาํ เรจ็ (คาํ พพิ ากษาฎีกาท่ี 1203/2491)

ตามแนวศาลฎีกาน้ีถือว่าการกระทําจะผ่านพ้นขั้นตระเตรียมเมื่อได้กระทําลง จน
ใกล้ชิดกับผลสําเร็จอันพึงเห็นได้ประจักษ์ ส่วนแค่ไหนจะเรียกว่ากระทําลงไปใกล้ชิด หรือห่างไกลกับ
การกระทําความผิดสาํ เร็จยอ่ มอยู่ในดลุ พนิ ิจของศาล

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 109

ตวั อยา่ งคาพิพากษาฎกี าทถี่ ือว่าการกระทาใกล้ชดิ กับผลสาเร็จ (ผ่านข้ันตระเตรียม
การจนเขา้ ถงึ ข้ันลงมอื กระทาการ)

1) คําพิพากษาฎีกาที่ 147/2504 การที่จําเลยยกปืนท่ีพร้อมจะยิงได้จ้องไป ทางเจ้า
พนักงานตํารวจซ่ึงกําลังกอดปล้ําจับกุมพวกของจําเลยโดยเจตนาที่จะยิง แม้ยัง มิทันข้ึนนกปืนก็ตาม ก็
เป็นพยายามกระทาํ ผดิ ฐานฆ่าเจา้ พนกั งานผู้กระทําการตามหน้าท่ี แล้ว เพราะการลงมือยิงได้เริ่มต้นขึ้น
แล้วตั้งแต่ยกปนื ทพี่ ร้อมจะยิงได้เลง็ ไปยังเปาู หมาย

การขึ้นนกแล้วสับไกเป็นข้ันสุดท้ายท่ีทําให้การยิงสําเร็จ การลงมือยิงได้เริ่มต้นขึ้น
แล้วแต่ยกปืนท่ีพร้อมจะยิง ได้เล็งไปยังเปูาหมายโดยเจตนาที่จะยิง แม้มิทันข้ึนนกปืน เพ่ือสับไก ก็เป็น
พยายามกระทาํ ความผิดแลว้ (คาํ พิพากษาฎกี าท่ี 1746/2518 ตดั สนิ ทํานองเดียวกัน)

2) คาํ พิพากษาฎีกาที่ 556/2502 มีเจตนาจะฆา่ จงึ ควา้ ปืนขนึ้ มา กระชากลูกเล่ือน แต่
กระชากไมถ่ งึ ท่ี กระสุนปืนไมข่ ้นึ ลํากลอ้ ง ไดใ้ ช้น้ิวสอดเข้าไปที่ไก ปลายกระบอกปืนตรงไปทางผู้เสียหาย
แต่มีผู้อ่ืนมาล็อกคอและแย่งปืนไป ดังน้ี ย่อมเป็น ความผิดฐานพยายามฆ่า (ฎีกาท่ี 1765/2521 ตัดสิน
ในทํานองเดียวกนั )

จากตัวอย่างทั้งสองที่ยกมานี้ ชี้ให้เห็นชัดว่าศาลฎีกาวินิจฉัยข้ันลงมือ กระทําน้ัน
จะต้องไดก้ ระทาํ ลงจนใกลช้ ิดกบั ผลสาํ เรจ็ เช่น ฆา่ คนโดยใชป้ ืนนั้น ผู้กระทํา จะต้องได้ยกปืนและจ้องไป
ยังบุคคลท่ีจะกระทําต่อ ซึ่งการยกปืนและการจ้องนี้เป็นการ กระทําใกล้ชิดต่อผลคือ การยิงบุคคลที่มุ่ง
หมายกระทําตอ่ แม้จะยงั มิทันขึ้นนกปืนหรือสอดน้ิวเข้าไปในไกปืนก็ตาม (ฎีกาท่ี 147/2504 และฎีกาท่ี
1746/2518) ถือวา่ ได้ลงมือกระทําแล้ว

ตัวอย่างคาพิพากษาฎีกาที่ไม่ถือว่าการกระทาใกล้ชิดกับผลสาเร็จ (ไม่ถึงขึ้นลงมือ
กระทา)

1) คําพิพากษาฎีกาท่ี 1647/2512 จําเลยมาพบผู้เสียหายที่บ่อนํ้า ผู้เสียหายพูดกับ
จําเลยเร่ืองทําร้ายหลานชายผู้เสียหายซึ่งเป็นใบ้ จําเลยไม่พอใจผู้เสียหายและพูดว่า “เดี๋ยวยิง”
ผ้เู สยี หายท้าให้ยิง จาํ เลยจึงควักปนื ออกมา ปากกระบอกเพ่ิงพ้นจากเอว ยังไม่ทันหันมาทางผู้เสียหาย ก็
ถูกผู้เสียหายแย่งไปได้ การที่จําเลยเพียงแค่ควักปืนยังไม่พ้นจากเอว จําเลยอาจทําท่าขู่ก็ได้ พฤติการณ์
ยงั ไม่พอฟงั วา่ จําเลยมเี จตนาจะฆ่า การกระทํา ของจําเลยจึงยงั ไมเ่ ปน็ พยายามกระทําความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 80

2) คําพิพากษาฎีกาที่ 1120/2517 ขณะท่ีเจ้าพนักงานตํารวจเข้าจับกุมจําเลย จําเลย
ได้ชกั อาวุธปืนสน้ั ออกจากเอว แล้วกระชากลูกเลื่อนเพ่ือให้กระสุนเข้าลํากล้อง แต่เจ้าพนักงานตํารวจว่ิง
เข้ามาขัดขวางปูองกันมิให้จําเลยกระชากลูกเล่ือนได้ และแย่งปืนจากจําเลยไป ดังนี้จําเลยยังไม่อยู่ใน
สภาพพร้อมจะยิง จําเลยจึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆา่

3) คําพิพากษาฎีกาที่ 1786-1787/2518 เมื่อผู้เสียหายเดินเข้าไปใกล้จําเลย เห็น
จําเลยชักปืนออกจากเอว แต่จําเลยมิทันได้ยกปืนไปทางผู้เสียหายและยังไม่ได้ข้ึนนกปืน ผู้เสียหายก็ใช้

110 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

สันมีดตีศีรษะจําเลยปืนหลุดจากมือเสียก่อน การกระทําของจําเลยจึงไม่ พอถือว่าเข้าขั้นเป็นพยายาม
กระทําผิดเพราะเพียงแต่ชักปืนออกจากเอว ยังไม่พร้อมท่ีจะเล็งยิงไปยังผู้เสียหายอันเป็นเปูาหมาย
จําเลยกถ็ ูกผ้เู สยี หายใช้สนั มีดตีศรี ษะจาํ เลย ปนื หลุดจากมือเสียก่อน การลงมอื จงึ ยังไมเ่ ริ่มต้น

ตัวอย่างคําพิพากษาฎีกาท้ังสามเรื่องเป็นการใช้อาวุธปืนในการกระทําความผิด
เก่ียวกับชีวิต ซึ่งหลักในการวินิจฉัยว่าถึงข้ันลงมือกระทําความผิดแล้วหรือยัง ที่กล่าวมาแล้วถือเอาที่ได้
กระทําลงจนใกล้ชิดกับผลสําเร็จอันพึงเห็นได้ประจักษ์แล้ว (คําพิพากษาฎีกาที่ 1203/2491) เป็นขั้นลง
มือกระทํา และศาลฎีกาได้เคร่งครัดมาก เก่ียวกับการใช้อาวุธปืนฆ่าคนน้ัน ผู้กระทําจะต้องยกปืนและ
จ้องไปยังผู้เสียหายจึงถือว่า เริ่มการท่ีจะนําไปสู่ผลสําเร็จ ฉะนั้นตามตัวอย่างท้ังสามเร่ืองน้ี ผู้กระทํายัง
ไมท่ นั ไดจ้ อ้ งปนื ยิงผู้เสียหายกถ็ ูกขดั ขวางเสยี ก่อน จึงยงั ไมเ่ ขา้ ขนั้ ลงมือกระทาํ ความผดิ

2. ตามแนวทฤษฎี1 ตามแนวทางทฤษฎีนี้ต้องแยกพิจารณา การกระทําความผิด น้ัน
ประกอบด้วยกรรม ๆ เดยี ว หรอื ประกอบดว้ ยกรรมหลายกรรม กลา่ วคอื

ก) ถ้าการกระทําความผดิ ประกอบดว้ ยกรรม ๆ เดยี วกนั และการกระทํานั้น ซึ่งในทาง
ธรรมชาติเป็นอันหน่ึงอันเดียวกับการกระทําความผิด ต้องเอาการกระทํานั้นเป็น การลงมือกระทํา
ความผิด เช่น การยงิ การฟัน เพราะการยิงจะต้องประกอบไปด้วยการข้ึน นกปืนและจ้องจะยิง การข้ึน
นกปืนและจ้องจะยิงในทางธรรมชาติเป็นอันหน่ึงอันเดียวกับ การกระทําความผิด (การยิง) การฟัน ถ้า
ผู้กระทําเงื้อดาบข้ึนจะฟัน การเง้ือดาบในทาง ธรรมชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการกระทําความผิด
(การฟัน) การข้ึนนกปืนและจ้องจะ ยิงก็ดี การเง้ือดาบขึ้นจะฟันก็ดี จึงถือว่าเป็นการลงมือกระทํา ส่วน
การแทงน้ันผู้กระทํา ต้องหยิบมีดพุ่งเข้าไปท่ีตัวผู้จะถูกทําร้าย เป็นการกระทําซ่ึงในทางธรรมชาติเป็น
อันหนึ่ง อันเดียวกับการกระทําความผิด (การแทง) เช่นเดียวกับการฟัน จึงถือว่าเป็นการลงมือ กระทํา
ความผดิ (ดูคําพิพากษาฎกี าที่ 455/2513)

ข) ถ้าการกระทาํ ความผิดประกอบดว้ ยกรรมหลายกรรม ถ้าผู้กระทําได้กระทํากรรมใด
กรรมหน่ึงลงไป หรือกระทํากรรมใดอันเป็นการกระทําในทางธรรมชาติ กับ กรรมใดกรรมหนึ่งดังกล่าว
ถือได้ว่าได้ลงมือกระทําความผิดแล้ว เช่น ความผิดฐานชิง ทรัพย์ ตาม ป.อ.มาตรา 339 ต้อง
ประกอบดว้ ย (1) ลกั ทรัพย์ (2) ใชก้ ําลงั ประทษุ ร้าย หรือขู่เขญ็ ในทันใดนั้นได้ทําการประทุษร้ายแล้ว แม้
จะไม่ทนั ลกั ทรพั ย์ กถ็ ือวา่ ไดล้ งมอื กระทาํ ความผดิ แลว้

จากหลักพิจารณาทั้ง 2 แนวน้ีจะเห็นว่าสอดคล้องต้องกัน ตามแนวศาลฎีกาถือว่าการ
กระทําท่ีได้กระทําลงจนใกล้ชิดกับผลสําเร็จอันพึงได้ประจักษ์แล้วเป็น “ข้ึน ลงมือกระทําการอันเป็น
พยายาม” ส่วนแนวทฤษฎีพิจารณาการกระทําว่าเป็นกรรมเดียว หรือหลายกรรม กรณีการกระทําเป็น
กรรมเดียวและการกระทํานั้นซึ่งเป็นทางธรรมชาติ เป็นอันเดียวกับการกระทําความผิด ต้องเอาการ
กระทําน้ันเป็นการเริ่มลงมือกระทํา ความผิด เช่น การยิงในทางธรรมชาติ การยิงจะต้องประกอบด้วย

1 หยุด แสงอุทัย, ศาสตราจารย,์ ดร., กฎหมายอาญาภาคทวั่ ไป (กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, 2515), หนา้
132-133.

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 111

การยกปืนจ้องไปยัง เปูาหมายแล้วเอานิ้วสอดเข้าไปในไกปืน ดังน้ันการหันปากกระบอกปืนจ้องไปยัง
เปูาหมายหรือยกปืนข้ึนจ้องเล็งไปยังเปูาหมายก็ถือเป็นการยิงด้วย จึงเป็นการเริ่มต้นกระทํา
เช่นเดยี วกับแนวศาลฎีกาท่ีถือการกระทาํ ใกล้ชิดกับผลสําเร็จ การยกปืนขึ้นจ้องเป็นการกระทําที่ใกล้ชิด
กับผลสําเร็จแล้ว กรณีการกระทําความผิดประกอบด้วยกรรมหลายกรรมก็เช่นเดียวกัน เพราะการ
กระทําหน่ึงถือได้ว่าลงมือกระทําและเม่ือพิจารณาตามแนวศาลฎีกาก็ทํานองเดียวกันคือ การกระทํา
กรรมหน่ึงใกล้ชิดกับผลสําเร็จแล้ว เช่น ความผิดฐานชิงทรัพย์ ผู้กระทําได้ขู่ว่าทันใดจะใช้กําลัง
ประทุษร้ายเป็นกรรมหนึ่งท่ีใกล้ชิดกับผลสําเร็จ เพียงแต่ได้ลักทรัพย์เป็นอีกกรรมหน่ึงก็เป็นความผิด
สําเร็จแล้ว

เมื่อมีหลักให้พิจารณาอย่างนี้ จึงพอท่ีจะตอบปัญหาได้แล้วว่า เมื่อใดจึงจะถือได้ว่าได้
กระทาํ ผา่ นขน้ั ตระเตรยี มลว่ งเลยเขา้ ขั้นลงมอื กระทําความผิด ซ่ึงเม่ือได้ลงมือ กระทําความผิดก็เข้าสู่ข้ัน
พยายามกระทําความผดิ จึงศกึ ษาวา่ อยา่ งไรเป็นพยายาม กระทําความผิด ในประมวลกฎหมายอาญาได้
บัญญตั เิ รื่องพยายามกระทําความผิดไวใ้ น มาตรา 80, 81, 82

จากบทบญั ญตั ิทั้งสามมาตรานี้ แยกพจิ ารณาออกได้ 4 ประการ คอื
(1) พยายามกระทาํ ความผิดธรรมดา
(2) พยายามกระทําความผิดซงึ่ การกระทาํ นนั้ ไม่สามารถบรรลุผลไดอ้ ยา่ ง แนแ่ ท้
(3) พยายามกระทาํ ความผิดดว้ ยความเช่อื อยา่ งงมงาย
(4) ยับย้ังการทําผดิ

(1) พยายามกระทาความผิดธรรมดา น้ี ประมวลกฎหมายอาญาได้ บัญญัติไว้ใน
มาตรา 80 ว่า “ผใู้ ดลงมอื กระทาํ ความผิดแตก่ ระทําไปไมต่ ลอด หรือกระทําไป ตลอดแล้วแต่การกระทํา
น้นั ไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทําความผิด ผู้ใดพยายามกระทํา ความผิด ผู้น้ันต้องระวางโทษสองใน
สามของโทษทกี่ ฎหมายกําหนดไวส้ าํ หรบั ความผิด นั้น”

ตามท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา 80 น้ี กรณีท่ีจะถือว่าเป็นการพยายาม กระทําความผิดได้
จะตอ้ งประกอบดว้ ยหลกั เกณฑ์ 3 ประการดังตอ่ ไปนี้

1. ผกู้ ระทําจะต้องมีเจตนากระทาํ ความผดิ
2. ผูก้ ระทําจะต้องลงมอื กระทาํ ความผิดแลว้
3. ผ้กู ระทํากระทําไปไม่ตลอดหรอื กระทาํ ไปตลอดแลว้ แตก่ ารกระทํานนั้ ไม่บรรลุผล

ก. ผู้กระทาจะต้องมีเจตนากระทาความผิด ในการวินิจฉัยความผิด ในทางอาญานั้น
ผู้กระทําจะต้องมีเจตนากระทําความผิดจึงจะรับผิดในทางอาญา ไม่ว่าผล ที่เกิดจะเป็นความผิดสําเร็จ
หรือเพียงพยายามกระทาํ ความผิดกต็ าม ยง่ิ โดยเฉพาะ ความผิดที่เป็นพยายามกระทําด้วยแล้วในการลง
มือกระทําจะต้องมีเจตนา นัยคําพิพากษา ฎีกาที่ 1022/2503 วินิจฉัยว่า การที่จะลงโทษบุคคลฐาน
พยายามฆ่าคนนั้น จะต้องได้ความว่าจาเลยมีเจตนากระทาการเพื่อการฆ่า เพียงแต่จําเลยถือปืนส่าย
ไปมาต่อหน้าคนหมู่มาก แล้วกระสุนลั่นออกไปโดยไม่ได้จ้องยิงผู้ใด คดีมีทางส่อให้วินิจฉัยว่าจําเลย

112 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

ประมาทเลินเล่อทําให้ปืนล่ันออกไปโดยไม่มีเจตนาจะเหน่ียวไกลั่นกระสุนปืน จึงลงโทษจําเลยฐาน
พยายามฆา่ คนไม่ได้

เกยี่ วกับเรอ่ื งความผิดฐานเจตนาฆา่ น้ี ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้กระทําได้รู้อยู่แล้วหรือไม่
ว่า อาวธุ ทีใ่ ชใ้ นการกระทํานั้นอาจทําให้ผู้ถูกกระทําถึงความตาย ถ้าหากผู้กระทําได้รู้ว่าอาวุธที่ใช้ในการ
กระทํานั้นไม่อาจทําให้ผู้ถูกกระทําถึงแก่ความ ตายได้ เช่นนี้จะถือว่าผู้กระทํามีเจตนาฆ่าไม่ได้ เมื่อไม่มี
เจตนาฆ่า ความผิดฐานพยายาม ฆ่า ก็มีไม่ได้ เช่น ก. รู้อยู่แล้วว่าปืนที่จะใช้ยิง ข. น้ันมีกําลังอ่อน ถึงยิง
ถูก ข. ข.ก็ไม่ตาย หรือปืนนั้นมวี ธิ กี ระสุนเพยี ง 100 หลา เม่ือ ก. ใช้ยิง ข. ซึ่งยืนอยู่ห่างถึง 200 หลา ลูก
กระสุนปืนนั้นย่อมไปไม่ถึง ข. แน่ ดังน้ีถือว่า ก. ไม่มีเจตนาฆ่า ข. เมื่อ ก. ไม่มีเจตนาฆ่า จะถือว่า ก.
พยายามฆ่าก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าผู้กระทําไม่รู้ว่าปืนท่ีใช้ยิงน้ันมีกําลัง อ่อนหรือปืนนั้นมีวิถีกระสุน
ใกลไ้ กลเพียงใด หรือผู้กระทําได้รู้ว่าอาวุธท่ีใช้นั้นโดยปกติอาจ ทําให้ถึงตายได้แล้ว ต้องถือว่าผู้กระทํามี
เจตนาฆ่า เมอื่ ผูก้ ระทํามีเจตนาฆา่ และการกระทํา นน้ั ไม่สําเร็จ ย่อมผิดฐานพยายามฆ่าตามมาตรา 80
หรอื มาตรา 81 แล้วแต่กรณี เช่น ก. ใช้ปืนยิง ข. แต่ปรากฏว่าลูกกระสุนปืนด้าน หรือ ก. ใช้ลูกระเบิด
ขว้างไปที่ ข. แต่ ลกู ระเบดิ ไมร่ ะเบดิ เพราะ ก. ไม่ได้ถอดสลกั ดังนี้ต้องถือว่า ก. ได้รู้อยู่แล้วว่าปืนหรือลูก
ระเบิดน้ีย่อมทําให้ถึงตายได้ จึงถือว่า ก. มีเจตนาฆ่า ข. เม่ือ ข. ไม่ตาย ก. ผิดฐาน พยายามฆ่า ข. ตาม
มาตรา 80 หรือ 81 แลว้ แต่กรณเี ป็นเรือ่ ง ๆ ไป (ดูคําพิพากษาฎีกาที่ 1720/2513)

ข. ผู้กระทาจะต้องลงมือกระทาความผิดแล้ว กล่าวคือ ได้ผ่านข้ัน ตระเตรียมการไป
แลว้ จนถึงขั้นลงมอื กระทําการเพ่ือให้บรรลุผลตามทเี่ จตนา

ค. ผู้กระทากระทาไปไม่ตลอด หรือกระทาไปตลอดแล้ว แต่การกระทาไม่บรรลุผล
ตามหลกั เกณฑ์ขอ้ สามน้ี จะเหน็ ได้ว่าการพยายามกระทาํ ความผดิ มี 2 ประเภท คือ

ก) พยายามกระทําความผดิ ทีก่ ระทาํ ไปไม่ตลอด
ข) พยายามกระทําความผิดท่ีกระทําไปโดยตลอด แต่การกระทํานั้นไม่
บรรลผุ ล

ก) พยายามกระทําความผิดท่ีกระทําไปไม่ตลอด หมายถึง การ กระทําท่ีพ้น
จากขั้นตระเตรียมการไปแล้วจนถึงข้ันลงมือกระทํา แต่กระทําไปไม่ตลอด เช่น ก. ตั้งใจจะยิง ข. จึงยก
ปืนข้ึนประทับบ่าและจ้องไปท่ี ข. พร้อมกับข้ึนนก กําลังจะลั่นไก ทันใดนั้น ค. มาจับมือ ก. เสียก่อน ก.
เลยกระทําไปไม่ตลอด คือไม่สามารถยิง ข. ได้ การ พยายามกระทําความผิดท่ีกระทําไปไม่ตลอดน้ีจึง
ต้องประกอบด้วย (1) ผู้กระทําจะต้องได้ ลงมือกระทําความผิดแล้ว (2) กระทําไปไม่ตลอด หมายความ
ว่า เมื่อผู้กระทําได้ลงมือ กระทําความผิดแล้ว ได้มีเหตุขัดขวางเสียไม่ให้กระทําตลอดไป ดังตัวอย่าง ก.
ไม่สามารถ กระทําไปได้ตลอดเพราะ ค. มาขัดขวางโดยจับมือ ก. ก. จึงกระทําต่อไปไม่ได้ ข้อสาคัญ
เหตุที่มาขัดขวางน้ันต้องมาเมื่อมีการเคล่ือนไหวร่างกายไปจนถึงขั้นลงมือกระทา ความผิดแล้ว2 ถ้า

2 พพิ ัฒน์ จักรางกูร, อาจารย,์ คาอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 1, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์กรุงสยาม การพมิ พ์,
2525), หนา้ 35.

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 113

หากเหตุที่มาขัดขวางได้มีมาก่อนลงมือกระทบความผิดและผู้กระทํายัง มีเจตนาที่จะกระทําซ่ึงความผิด
ไม่สําเร็จได้อย่างแนแ่ ท้ จงึ เป็นพยายามกระทําความผิด ตาม ป.อ.มาตรา 81 เช่น แดงต้องการฆ่าดํา ได้
นาํ ปนื มาบรรจุกระสนุ แล้ววางไว้รอใหม้ ืด เสยี กอ่ นจึงจะไปดักยงิ ดาํ ขาวภรยิ าแดงเห็น แดงจะไปกระทํา
ความผิดจึงแอบเอากระสนุ ปนื ที่บรรจอุ ยใู่ นปนื ออกเสีย พอมืดลงแดงได้นําปืนไปดักซุ่มยิงดํา พอดําเดิน
มา แดงได้ยกปืนและจ้องไปที่ดําพร้อมท้ังเหนี่ยวไกปืนยิงดํา เช่นน้ีแดงกระทําไม่สําเร็จเพราะมีเหตุมา
ขัดขวางก่อนที่แดงลงมือกระทําความผิด จึงถือว่าการกระทําของแดงเป็นพยายามกระทําความผิดตาม
มาตรา 81

ตัวอยา่ งการพยายามกระทาความผิดทีก่ ระทาไปไมต่ ลอด
(1) การตัดเครื่องผูกมัดตัวทรัพย์ไว้กับท่ีทําให้ขาดจากท่ีท่ี ผูกมัดไว้แล้วก็จริง แต่ตัวทรัพย์ยังไม่
เคลื่อนจากทข่ี องมนั เอง ก็ยงั ไม่เป็นการเอาทรพั ยไ์ ป ได้สําเร็จหรือในกรณีกลับกันเป็นแต่แยกทรัพย์ออก
จากที่ผูกมัดหรือท่ีทรัพย์นั้นติดอยู่เดิม แล้วเท่านั้น ก็ยังไม่เป็นการเอาทรัพย์ไปได้สําเร็จ คงเป็นเพียง
พยายามเท่านั้น เช่น ลากหีบบรรจุฝ่ินและเงินในร้านฝิ่น แต่ลากเอาไปไม่ได้เพราะมีโซ่ล่ามท่ีหีบน้ันไว้
และได้ ทําร้ายพวกเจ้าทรัพย์ด้วยเป็นการกระทําไปไม่ตลอด มีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ หรือตัด
เชือกที่ผูกกระบือแต่กระบือไม่เดิน พอดีเจ้าทรัพย์มาเห็นจึงเห็นไป มีความผิดฐาน พยายามลักทรัพย์
หรือตัดโซ่ล่ามเรือขาดแต่ยังไม่ทันเอาเรือเคลื่อนท่ีไป เป็นความผิดฐาน พยายามลักทรัพย์ หรือปลดโค
ออกจากเทยี มเกวยี น ยงั ไม่ได้พาไป เป็นพยายามลักโค
(2) กิรยิ าทีข่ ดุ ส่ิงท่เี กิดขน้ึ ในดนิ หรือตัดต้นไม้ ผลไม้ให้หลุด หรือขาดจากต้น หรือท่ีเดิมท่ีทรัพย์
น้ันติดอยู่ เป็นแต่เพียงการแยกตัวทรัพย์ให้หลุดขาด ออกจากกัน แม้จะเคล่ือนจากท่ีมาแล้วก็ยังไม่เป็น
การเอาไปได้สําเร็จยังอยู่ในขั้นพยายาม ลัก เช่น ขุดมันเทศ ขุดเผือกข้ึนมาจากดิน ตัดอ้อยท้ิงอยู่ยังไม่
ทันเอาไป ฟันทลายมะพร้าว หล่นลงมาโคนต้น 15 ผล เจ้าทรัพย์มาเห็นต้องลงจากต้นมะพร้าวว่ิงหนี
ตดั หวายแลว้ แต่ ยังไมท่ นั เอาไป ถอนต้นหอมข้ึนทิ้งเกล่ือนอยู่บนร่องสวนยังไม่ทันเอาไป ศาลฎีกาตัดสิน
ว่า “ตามสภาพของพืชผลต้องติดอยู่กับต้น หรือปลูกผักอยู่ในดิน การทําให้ผลไม้หลุดออก จากกัน เช่น
สอยมะมว่ งหรือตัดขนุนใหห้ ล่นลงมือ หรือขดุ ถอนมันหรือตน้ หอมให้หลุดพ้น ข้ึนจากดินโดยยังไม่ทันเอา
ไปด้วยนั้นยงั เรยี กไมไ่ ดว้ า่ เปน็ การเอาทรพั ยข์ องผู้อื่นไป ฯลฯ เปน็ ความผิดเพียงพยายามลักทรัพย์”

ข. พยายามกระทําความผิดที่กระทําไปโดยตลอดแล้ว แต่การกระทํานั้นไม่
บรรลุผล หมายความว่า ผู้กระทําได้ลงมือกระทําความผิดแล้วโดยตลอด แต่มีเหตุขัดขวางไม่ให้การ
กระทํานัน้ บรรลผุ ล กล่าวคือ ไม่เกิดผลครบถ้วนอันจะประกอบเป็นความผิดสําเร็จ การพยายามกระทํา
ความผิดทีก่ ระทาํ ไปตลอดแล้ว แต่การกระทํานั้นไม่บรรลผุ ลจะต้องประกอบดว้ ย

(1) ผู้กระทํา ได้ลงมือกระทํา ความผิดแล้ว คือผ่านขั้นตระเตรียมการไปแล้ว
(2) กระทําไปตลอดแล้วแต่ไม่บรรลุผล เหตุท่ีไม่บรรลุผลเพราะมีเหตุมา

114 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

ขัดขวางไม่ให้การกระทํานั้นบรรลุผล เหตุที่มาขัดขวางน้ีจะต้องมีมาขัดขวางเมื่อ ผู้กระทําได้กระทํา
ความผิดแลว้ เช่นเดยี วกับท่กี ลา่ วไว้ในข้อ ก.

ตัวอย่างเช่น ก. เจตนาฆ่า ข. ได้ยิงปืนไปที่ ข. แต่ลูกปืน ไม่ถูก ข. หรือถูก ข.
แต่ไม่ตาย ถือว่า ก. ได้ลงมือกระทําความผิดแล้ว และได้กระทําไป โดยตลอด แต่ไม่บรรลุผลคือ ข. ไม่
ตายตามท่ี ก. ประสงค์ ตัวอย่างเช่น ป. ปลอมใบสั่งซ้ือ นมกระป๋องของ ศ. ให้ห้าง อ. ส่งนมแก่ ป. อ. รู้
ถึงอุบายของ ป. แต่ส่งนมให้ ป. เพ่ือ จับกุมเป็นความผิดพยายามฉ้อโกง การกระทําได้กระทําไปตลอด
แลว้ แต่ไม่บรรลผุ ล เพราะผู้เสียหายส่งทรพั ย์ให้ มใิ ช่เพราะหลงเช่อื คาํ เทจ็

โทษท่ีจะลงตามมาตรา 80 นี้ มาตรา 80 วรรคสอง ได้ บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใด
พยายามกระทําความผิด ผู้น้ันต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่ กฎหมายกําหนดไว้ สําหรับ
ความผิดน้ัน” เป็นการลดมาตราส่วนโทษของอัตราโทษท่ี กฎหมายกําหนดไว้ตามความในมาตรา 52
เช่น ถ้าการกระทําความผิดท่ีมีโทษประหาร ชีวิตโทษของการพยายามกระทําความผิดน้ันจึงเป็นโทษ
จําคุกตลอดชีวิต หรือโทษจําคุก ต้ังแต่ย่ีสิบห้าปีถึงห้าสิบปี ซึ่งศาลอาจใช้ดุลพินิจกําหนดโทษตามท่ี
เห็นสมควร

การพยายามกระทาความผิดที่ไมม่ โี ทษ มี 3 กรณี คือ
1. การพยายามท่จี ะเข้าลักษณะตามทีม่ าตรา 82 บญั ญตั ไิ ว้
2. การพยายามกระทํา ความผดิ ลหโุ ทษ (ประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 105)
3. การพยายามกระทําความผิดฐานทําให้แท้งลูกตามท่ี บัญญัติไว้ในมาตรา 301 หรือมาตรา
302 วรรคแรก (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 304)

(ข) พยายามกระทาความผิดซึ่งการกระทานั้นไม่สามารถ บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ หมายถึง
การพยายามกระทําความผิดซึ่งไม่ว่าจะทําอย่างไรก็ ไม่สามารถสําเร็จผลได้ตามที่ต้องการ ท้ังน้ีอาจจะ
เน่ืองจากปัจจัยหรือเครื่องมือที่ใช้ในการ กระทําก็ดี หรือเน่ืองจากวัตถุท่ีมุ่งหมายกระทําต่อก็ดี ตามท่ี
บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 81 ว่า “ผู้ใดกระทําการโดยมุ่งต่อผลซึ่งกฎหมายบัญญัติ
เปน็ ความผิด แต่ การกระทาํ นนั้ ไมส่ ามารถจะบรรลุผลไดอ้ ย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซ่ึงใช้ในการกระทํา
หรือเหตุแหง่ วัตถทุ ่ีมุง่ หมายกระทาํ ตอ่ ให้ถือว่าผู้น้ันพยายามกระทําความผิด แต่ให้ลงโทษ ไม่เกินก่ึงหนึ่ง
ของโทษทกี่ ฎหมากาํ หนดไวส้ ําหรับความผดิ นนั้ ”

จากบทบัญญัติ มาตรา 81 วรรคแรก กรณีจะเป็นพยายามกระทําความผิดที่ไม่สามารถ
บรรลุผลได้อยา่ งแน่แท้ จะตอ้ งประกอบดว้ ยหลักเกณฑ์ดังน้ี

1. ผู้กระทาํ จะตอ้ งมเี จตนากระทําความผดิ
2. โดยม่งุ ตอ่ ผลซ่งึ กฎหมายบญั ญัตเิ ปน็ ความผิด
3. การกระทาํ ไมส่ ามารถบรรลผุ ลได้อย่างแน่แท้ เพราะ

ก. เหตปุ จั จยั ซงึ่ ใช้ในการกระทํา หรอื

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 115

ข. เหตแุ ห่งวัตถุท่ีมงุ่ หมายกระทําต่อ

1. ผู้กระทาจะต้องมีเจตนากระทาความผิด หมายความว่า จะต้องมีการกระทําตามประมวล
กฎหมายอาญา และต้องถึงขั้นลงมือ กระทําการโดยผ่านขั้นตระเตรียมการไปแล้ว การกระทําน้ีต้อง
ประกอบด้วยสภาพทาง จิตใจคอื เจตนา

2. โดยมุ่งต่อผลซ่ึงกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด หมายความว่า ผู้กระทําได้มุ่งต่อผลท่ีเกิด
จากการกระทําน้ัน และผลท่ีเกิดขึ้นจะเป็นผลท่ี เกิดจากการกระทําความผิดอาญาและความผิดอาญา
นั้นจะต้องมีกฎหมายในขณะกระทํา บัญญัติเป็นความผิดและกําหนดโทษไว้ เช่น ก. ต้องการฆ่า ข. ก.
จึงใช้ปืนยิง ข. แต่ ปรากฏว่าปืนน้ันไม่มีกระสุนบรรจุอยู่ โดยท่ี ก. ไม่รู้ ดังน้ีการที่ ก. ใช้ปืนยิงเป็นการ
กระทํา การยิงของ ก. มุ่งไปท่ี ข. ผู้ซ่ึง ก. เจตนาฆ่า ข. จึงเป็นผลการกระทําของ ก. ซึ่งเป็นผล การ
กระทําท่ีมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด และความผิดอันน้ีได้บัญญัติไว้ในประมวล กฎหมายอาญา
มาตรา 288 ว่า “ผูใ้ ดฆา่ ผู้อนื่ .....” เป็นความผิด

3. การกระทาไมส่ ามารถบรรลุผลไดอ้ ยา่ งแน่แท้ เพราะ
ก. เหตุปัจจัยซ่ึงใช้ในการกระทา คําว่า “ปัจจัย” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
หมายถึงเหตอุ ันเป็นทางให้เกิดผล ดังน้นั เหตุ ปัจจัยซง่ึ ใชใ้ นการกระทําจึงหมายถึงวัตถุที่ใช้ในการกระทํา
หรือวธิ กี ารในการใชว้ ตั ถุ เชน่ ใชป้ ืนทไ่ี ม่มลี ูกยิงไปทบี่ ุคคลดว้ ยเจตนาฆ่า ใช้ปนื ที่มีลกู เล็งยิงไปยังบุคคลท่ี
ยืนอยใู่ นระยะ ทพี่ ้นวิถกี ระสนุ ของปืนน้ันด้วยเจตนาฆ่า เอาน้ําท่ีคิดว่าเป็นยาพิษให้บุคคลด่ืมด้วยเจตนา
เหลา่ นเี้ ปน็ กรณีเกิดจากวัตถทุ ่ีใชใ้ นการกระทาํ ที่ทําให้การกระทาํ ไมส่ ามารถบรรลุผลได้ อยา่ งแนแ่ ท้

ข. วัตถุท่ีมุ่งหมายกระทาต่อ หมายความว่า วัตถุท่ี ผู้กระทํามีเจตนากระทําต่อน้ันไม่สามารถ
บรรลุผลตามที่ผู้กระทําประสงค์ได้อย่างแน่แท้ วัตถุท่ีมุ่งหมายกระทํานี้จะเป็นบุคคลหรือทรัพย์ก็ตาม
เช่น ก. ต้องการฆ่า ข. ถึงเวลา กลางคืน ก. ได้ถือปืนไปที่บ้าน ข. คืนนั้นเดือนมืด ก. เห็นรูปป้ันของ ข.
นึกว่าเป็น ข. น่ัง อยู่ ก. จึงใช้ปืนยิงไปที่รูปปั้นน้ัน เช่นน้ีวัตถุท่ี ก. มุ่งกระทําต่อนั้นเป็นรูปป้ันมิใช่ ข. ท่ี
ก. เจตนาฆ่า เมื่อได้กระทําต่อรูปป้ัน ผลก็มิได้เกิดแก่ ข. การกระทําของ ก. ให้ถือว่าพยายาม กระทํา
ความผดิ ซึง่ เปน็ ไปไม่ไดอ้ ยา่ งแน่แท้

เมื่อครบหลักเกณฑ์ทั้งสามประการน้ีแล้ว ถือว่าผู้กระทําความผิดซึ่งเป็นไปไม่ได้ อย่างแน่แท้
โทษท่ีจะลงสําหรับการพยายามกระทําความผิดซ่ึงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้น้ี ตาม มาตรา 81 วรรคแรก
บัญญัติให้ลงโทษไม่เกินก่ึงหน่ึงของโทษที่กฎหมายกําหนดไว้สําหรับ ความผิดน้ัน หมายความว่า จะ
ลงโทษนอ้ ยเพียงใดก็ได้ แต่ข้ันสูงจะตอ้ งไม่เกนิ กง่ึ หนึ่ง

เมื่อได้พิจารณาบทบัญญัติมาตรา 81 แล้ว มีข้อที่ควรพิจารณาว่า บทบัญญัติ มาตรา 81 น้ี
ความจริงไม่ใช่เรื่อง “พยายามกระทําความผิด” เพราะตัวบทใช้คําว่า “ผู้ใด กระทําการโดยมุ่งต่อผลซึ่ง
กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด..... ฯลฯ” เสียทีเดียวเลย ใน มาตรา 81 นั้น ผู้กระทําเพียงแต่มุ่งต่อผลซึ่ง
กฎหมายบัญญัติเป็นความผิด กฎหมายจึงให้ ถือว่าเป็นพยายามกระทําความผิดเท่าน้ันเอง ส่วนมาตรา

116 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

80 เริ่มต้นผู้กระทําก็ลงมือ กระทําความผิด แต่กระทําไปไม่ตลอด หรือกระทําไปตลอดแล้วแต่ไม่
บรรลุผล จึงเป็นพยายามกระทําความผดิ โดยตรงทีเดยี ว

เนื่องจากแต่เดิมมาในเร่ืองพยายามกระทําความผิดน้ีไม่ได้กําหนดเรื่องพยายาม กระทํา
ความผิดที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ออกเป็นบทบัญญัติพิเศษ โดยเฉพาะอย่างกฎหมาย
ลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ได้บัญญัติเร่ืองพยายามกระทําความผิด ไว้เพียงมาตราเดียวคือมาตรา 60 ที่
กําหนดว่า “ผู้ใดพยายามกระทําความผิด แต่หากมี เหตุอันพ้นวิสัยของมันจะปูองกันได้มาขัดขวางมิให้
กระทาํ ลงได้ไซร้ ทา่ นว่ามนั ควรรบั อาญาตามทกี่ ฎหมายกาํ หนดไว้ สําหรับความผิดนั้นแบ่งออกเป็นสาม
ส่วนให้โทษอาญาแต่ สองส่วน” แต่ต่อมาได้มีบัญญัติในเร่ืองพยายามกระทําความผิดไว้ในประมวล
กฎหมาย อาญา โดยแยกออกจากกันทีเดียว กล่าวคือ การจะพยายามกระทําความผิดธรรมดา อันหน่ึง
และการพยายามกระทําความผดิ ซง่ึ ไม่สามารถบรรลผุ ลได้อย่างแน่แท้อีกอันหนง่ึ 3

ได้มีนักกฎหมายกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการบัญญัติมาตรา 81 ไว้ ว่าเนื่องจาก การตรวจสอบ
ระบบของกฎหมายต่างประเทศในขณะน้ัน เมื่อประกอบการพิจารณาในการ แก้ไขข้อขัดข้องในเรื่อง
พยายามกระทําความผิดก็ได้พบว่าประมวลกฎหมายอาญา โปแลนด์ และประมวลกฎหมายอาญา
สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ในขณะน้ันได้มี บทบัญญัติแก้ไขข้อขัดข้องในเรื่องพยายามกระทํา
ความผิด นายอารีกียอง ผู้เชี่ยวชาญ กฎหมายซ่ึงเป็นท่ีปรึกษากฎหมายของกระทรวงยุติธรรมและเป็น
อนุกรรมการอยู่ด้วยได้ เสนอให้เขียนกฎหมายตามแบบของกระทรวงยุติธรรมและเป็นอนุกรรมการอยู่
ด้วย ได้เสนอให้เขียนกฎหมายตามแบบของกฎหมายของประเทศทั้งสอง ซึ่งแยกเอาเรื่องของ การ
พยายามกระทําท่ีไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ไปบัญญัติข้ึนเป็นพิเศษต่างหาก เพื่อแก้ไขปัญหาใน
เร่ืองของการกระทําท่ีไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะปัจจัยที่ ใช้ในการกระทําหรือเพราะเหตุ
แห่งวัตถุท่ีมุ่งหมายกระทําต่อ แม้การกระทําเช่นนั้นจะไม่ เป็นความผิดเลยก็ตาม เช่น ยิงคนที่ตายไป
แลว้ โดยเข้าใจวา่ มีชีวิตด้วยเจตนาที่จะฆ่า ก็จะ ให้ลงโทษด้วย โดยถือว่าการกระทําเช่นนั้นเป็นพยายาม
กระทําความผดิ บทบัญญัตทิ ี่จะ ร่างข้ึนใหมน่ สี้ ว่ นหน่ึงจึงเป็นเร่ืองท่ียอมรับเอาหลักในเรื่องเจตนาร้ายมา
ใช้ เพราะการท่ี บคุ คลพยายามกระทําโดยมุ่งต่อผลซงึ่ เปน็ ความผดิ แตไ่ มส่ ามารถเป็นไปได้อย่างแน่แท้นี้
เป็นทีย่ อมรับกันแล้วว่าควรจะลงโทษเพราะผู้กระทํามีเจตนาชั่วร้าย และที่ลงโทษก็เพราะเขาได้กระทํา
อะไรลงไป อันเป็นการรบกวนความสงบเรียบร้อย ท่ีประชุมอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขกฎหมายอาญา
โปรแลนด์ มาตรา 23 อนุมาตรา 3

ท่ีได้กล่าวมาเป็นเหตุของการบัญญัติมาตรา 81 ข้ึนมาเป็นพิเศษต่างหากในประมวลกฎหมาย
อาญา เมื่อได้บัญญัติมาตรา 81 ข้ึนมาดังน้ี ในการพิจารณาใช้ บทบัญญัติเรื่องพยายามกระทําความผิด
ทําให้เกิดความสับสนในการใช้กฎหมายอยู่มากกว่าเรื่องใด สมควรจะปรับตามมาตรา 80 และเรื่องใด
สมควรจะปรับตามมาตรา 81 สําหรับความสับสนในการใช้บทบัญญัติท้ังสองมาตรานี้ มีท่าน

3 หนงั สือนติ ศิ าสตร์ปริทัศน์ บทความเร่อื ง “พยายามกระทาความผดิ ซงึ่ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้” โดย ดร.สมศักด์ิ สิงหพันธุ์
จดั พิมพโ์ ดยชมรมนิติศาสตร์ ปี 2516.

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 117

ผทู้ รงคุณวฒุ ใิ นทางอาญา หลายทา่ นไดใ้ ห้หลกั วินจิ ฉยั วา่ เรือ่ งใดควรปรบั ดว้ ยมาตรา 80 และเร่ืองใดควร
ปรบั ดว้ ย มาตรา 81 ไว้ 3 หลกั ดว้ ยกัน ดังน้ี4

1. หลักวนิ ิจฉยั ที่ 1 ให้ข้อเสนอแนะว่าถ้าเหตุขัดขวางมิให้กระทําน้ันบรรลุผลเกิดภายหลังท่ีลง
มือกระทาํ ต้องปรบั ดว้ ยมาตรา 80 เชน่ กาํ ลังเลง็ ยงิ ผูเ้ สยี หายอยู่ ก็พอดีมีผู้มาปัดปืนไปเสีย หรือยิงแล้ว
กระสุนเกิดด้าน เป็นต้น ตรงข้ามถ้าเหตุขัดขวางมิให้การกระทําน้ันบรรลุผลเกิดก่อนท่ีลงมือกระทําต้อง
ปรบั ด้วยมาตรา 81 เชน่ ลว้ งกระเปา๋ โดยมิไดม้ เี งินอยใู่ นกระเป๋า ตอ้ งใช้มาตรา 81

2. หลักวินิจฉัยที่ 2 ให้ข้อเสนอแนะว่า การท่ีจะถือว่าเร่ืองใดต้องตามมาตรา 80 หรือมาตรา
81 ต้องดูผลแห่งการกระทําผิดว่าอาจจะเปลี่ยน ไปได้หรือไม่ ถ้าเปล่ียนแปลงไปได้เป็นกรณีท่ีต้องปรับ
ด้วยมาตรา 80 ถา้ เปลี่ยนแปลง ไม่ได้เป็นกรณีท่ีจะต้องปรับด้วยมาตรา 81 และหลักสําคัญมีว่าในการที่
จะวินิจฉัยผลแห่ง การกระทาํ ผิดวา่ อาจเปลยี่ นแปลงไปได้หรือไม่น้ี ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเก่ียวกับ
การ กระทาํ ประกอบด้วยปจั จัยทเี่ ป็นการกระทาํ และวตั ถุท่ีมุ่งหมายกระทาํ ตอ่

ตัวอย่าง จําเลยเอาระเบิดมือขว้างผู้เสียหาย แต่จําเลยไม่ได้ถอดสลักนิรภัย ออก ดังนี้ระเบิด
อาจจะระเบิดหรือไม่ระเบิดก็ได้ กรณีต้องตามมาตรา 80 ในทํานอง เดียวกัน เอายาพิษเจืออาหารให้
ผู้เสียหายรบั ประทาน ถ้าหากเจอื มากผเู้ สยี หายอาจตาย กไ็ ด้ หรอื แมเ้ จอื ไมม่ ากแต่บังเอิญผู้เสียหายปุวย
หนัก และมีโรคแทรกอยู่แล้วจึงตาย ดังนี้ เห็นได้ว่าผลแห่งการกระทําผิดอาจจะเปล่ียนแปลงไปได้
จําเลยมีความผิดตามมาตรา 80 ตรงกันข้ามถ้าจําเลยเอาปืนไม่มีกระสุนปืนยิงผู้เสียหาย ดังนี้จะเห็นได้
ว่าถึงอย่างไรกย็ ิงไมไ่ ด้น่นั เอง ผ้เู สียหายไม่มีทางได้รับอันตรายเลย กรณีต้องปรับด้วยมาตรา 81 และผล
แห่งการกระทําไม่อาจเปล่ียนแผลงได้เลย หรือถ้าจําเลยประสงค์จะยิงนายแดงและยิงไปท่ีร่างของนาย
แดง ขณะยิงนั้นนายแดงตายไปแล้ว จําเลยก็ต้องรับผิดตามมาตรา 81 เพราะกฎหมายมุ่งประสงค์จะ
ลงโทษผู้มีเจตนาทําร้ายและมีการกระทําอันถือได้ว่าเป็นความผิดแล้ว เช่นเดียวกันกับเร่ืองจําเลยยิงตอ
ไม้โดยสาํ คัญผิดคิดว่าเป็นบุคคล จําเลยต้องรับผิดตามมาตรา 81 ฉันใด การยิงศพน้ีจําเลยก็ควรต้องรับ
ผิดตามมาตรา 81 ฉันนน้ั

3. หลักวินิจฉัยที่ 3 ความผิดฐานพยายามอันเกิดจากการกระทําท่ีไม่สามารถบรรลุผลน้ันมี 3
ประการด้วยกัน คอื

1) ความผิดที่ไม่สาํ เร็จโดยข้อกฎหมาย (Legal Impossibility) อนั หมายความ ถึงกรณี
ที่การกระทําขาดองค์ประกอบท่ีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไปบางองค์ประกอบ เช่น การยิงศพที่ไม่
เป็นการฆ่าคนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เพราะผู้ที่ถูก ยิงเป็นศพเสียก่อนแล้ว ผู้น้ันก็
ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในขณะถูกยิง หรือการทําให้แท้งลูกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 หญิง
จะตอ้ งมีครรภ์ ถ้าหญิงนั้นไม่มีครรภ์ การแท้ง ลูกก็มีไม่ได้ หรือเช่น การลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 334 ถา้ หากทรัพย์ ทีเ่ อาไปเป็นทรพั ย์ของผู้เอาไปเอง การลักทรัพยย์ อ่ มมไี ม่ได้

4 จติ ติ ติงศภัทยิ ์, ศาสตราจารย์, คาอธบิ ายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรงพิมพ์แสงทองการพิมพ์,
2513), หนา้ 332.

118 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

ผลก็คอื เมอ่ื การกระทํา นั้นไม่เป็นความผิดสําเร็จได้เพราะขาด องค์ประกอบความผิด
เสียแล้ว แม้จะได้ทําไปโดยตลอดและเกิดผลข้ึนตามท่ีตั้งใจกระทํา การกระทําและผลนั้นก็ไม่เป็น
ความผิด การพยายามกระทาํ ความผิดก็มีไม่ไดอ้ ยนู่ น่ั เอง

2) ความผิดไม่สําเร็จโดยเหตุปัจจัยหรือวัตถุโดยไม่เด็ดขาด ท่านศาสตราจารย์จิตติ
ตงิ ศภัทิย์ ได้อรรถาธบิ ายวา่

(1) ในส่วนที่เกี่ยวกับปัจจัยนั้น หมายความถึงวิธีการอาจเกิดผลสําเร็จได้ แต่
ผกู้ ระทําไม่รู้จักใช้วิธีการน้ันโดยถูกต้อง หรือมีเหตุอื่นมาขัดขวาง เช่น ยิงไม่ถูกเพราะ ขาดความแม่นยํา
ผู้เสียหายหลบได้ทัน หรือใช้เคร่ืองมอื งดั หีบไมเ่ ปน็ จึงเปิดไม่ออก

(2) ในส่วนที่เกี่ยวด้วยวัตถุ หมายความถึงวัตถุที่เป็นองค์ประกอบ ความผิด
นั้นมีอยู่ แต่ไม่อยู่ในท่ีที่ผู้กระทําเข้าใจ เช่น ยิงเข้าไปในห้องที่คนท่ีประสงค์จะฆ่า เคยอยู่ แต่เผอิญขณะ
ยิงนัน้ คนนน้ั ไปเสียทีอ่ ่ืน หรือประสงค์จะลกั ทรพั ย์ในหบี ที่เคยเก็บ ทรพั ย์ แต่หีบนั้นในขณะนั้นไม่มีทรัพย์
เปน็ ต้น

3) ความผิดไม่สําเร็จโดยเหตุปัจจัยหรือวัตถุโดยเด็ดขาด ท่านศาสตราจารย์จิตติ
ติงศภัทิย์ ให้แง่คดิ วา่

(1) ในเรื่องปัจจยั นน้ั หมายความถงึ วธิ กี ารที่กระทําไม่มีทางที่จะสําเร็จได้ เลย
เชน่ ยงิ คนด้วยปนื ที่ไม่บรรจุกระสุนปืน หรอื ฆา่ คนโดยวางยาพษิ แต่สง่ิ ที่ผสมไม่มีพิษ

(2) ในเรื่องวัตถุ หมายความถึงวัตถุที่เป็นองค์ความผิดไม่มีอยู่เลย หรือมี แต่
วัตถุน้ันไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นวัตถุแห่งการกระทําความผิดนั้นได้ เช่น ยิงต้นไม้โดย เข้าใจว่าเป็นคนที่
ผู้กระทําประสงค์จะฆ่า ดังนี้ตัวบุคคลท่ีผู้กระทําประสงค์จะฆ่าน้ันมีอยู่ องค์ประกอบความผิดนั้นมีครบ
บริบรู ณ์ แตว่ ัตถทุ ยี่ งิ เป็นตอไม้ จงึ ไม่บรรลุผลได้อย่างแนแ่ ท้

ตาม ขอ้ 3) นี้ผกู้ ระทาํ ยอ่ มมีความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81

แนวคาพิพากษาฎกี าเกยี่ วกบั มาตรา 80 และ 81
ก. แนวคําพิพากษาฎีกาที่ถือว่าเปน็ กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80

คําพิพากษาฎีกาที่ 864/2502 จําเลยยิงปืนตรงไปทางผู้เสียหาย แต่กระสุนปืนไม่ถูก
ผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายหลบเสียก่อนน้ัน เป็นการกระทําไปตลอดแล้ว หากแต่ไม่ บรรลุผลตามท่ี
จําเลยเจตนาเท่านั้น การกระทําของจาํ เลยจึงเป็นความผดิ ฐานพยายามฆ่า คนตาย ตามมาตรา 80

คําพิพากษาฎีกา 997/2502 ทีแรกผู้เสียหายเอาแขนเข้าประตูรถ จําเลยเห็น จําเลย
เอ้ือมมือหยิบวัตถุสีดํา เข้าใจว่าปืนจึงเอ้ียวตัวหลบ เห็นได้ว่าหมายถึงลําตัวซ่ึงอยู่ใน อาการเคล่ือนไหว
ไม่ใช่หมายถึงแขน โดยเฉพาะเป็นอาวุธร้ายแรง การยิงสาดตรงไปท่ีตัว ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจถึงตาย
เป็นกรณีเจตนาฆ่า เม่ือกระสุนปืนพลาดท่ีหมายไปถูก ศอก จําเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าคน
ตามมาตรา 80

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 119

คําพิพากษาฎีกา 711/2513 จําเลยใช้ปืนยิงผู้เสียหาย แต่กระสุนปืนไม่ลั่น การท่ี
กระสุนปืนไม่ระเบิดออกไปน้ันจะเป็นเพราะคุณภาพของกระสุนปืนไม่ดี หรือเพราะเหตุใดก็ตาม การ
กระทาํ ของจําเลยเป็นการพยายามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 แลว้

คําพิพากษาฎีกา 2036/2519 ยิงด้วยปืนชนิดทําเอง ใช้กระสุนเอ็ม 16 สับนก 3 ที
กระสุนด้านไม่ลั่น คงอยใู่ นรงั เพลิง เป็นพยายามฆา่ คน แต่ไม่เกิดผลโดยบงั เอิญ

คําพิพากษาฎีกาที่ 1720/2513 วินิจฉัยว่า จําเลยกับพวกวิวาทกับบุคคลอีก กลุ่มหน่ึง
จําเลยจึงใช้ระเบดิ ขวดขนาดเทา่ กล่องไมข้ ีดไฟโยนไปยังกลุ่มคนทวี่ วิ าทกบั จําเลย เป็นเหตใุ ห้ผู้เสียหายซึ่ง
เปน็ บคุ คลภายนอกได้รับบาดเจ็บเพราะถูกสะเก็ดระเบิด เช่นน้ี เมื่อข้อเท็จจริงนับได้ว่าระเบิดขวดน้ันมี
กาํ ลังอ่อนถึงอยา่ งไรก็ไม่สามารถทําให้ บุคคลถึงแก่ความตายได้โดยแน่แท้ แต่จําเลยย่อมมีความผิดฐาน
พยายามฆา่ ผ้อู ืน่ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81

จากหลักวินิจฉัยท้ังสามหลักและแนวคําพิพากษาฎีกา เก่ียวกับมาตรา 80 และ 81 จึงพอสรุป
ไดด้ งั น้ี สําหรับหลกั วินจิ ฉัยท่ี 1 นน้ั ไมต่ รงกบั แนวคาํ พพิ ากษาศาลฎกี า ส่วนหลักวินิจฉัยท่ี 2 และ 3 เป็น
หลกั วนิ จิ ฉัยใกล้เคยี งกับแนวคาํ วินจิ ฉยั ของศาลฎกี า จึงพอแยกข้อแตกต่างตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกา
ระหวา่ งมาตรา 80 และ 81 ไดด้ ังน้ี

มาตรา 80 มาตรา 81

1. การกระทาํ ไม่บรรลุผลเพราะ “เหตุ 1. การกระทาํ ไมบ่ รรลผุ ลเพราะปจั จัยทใ่ี ช้
บงั เอญิ ” (ดูคําพพิ ากษาฎกี าที่ หรือวัตถุท่มี ่งุ หมายกระทําต่อ ไม่
783/2513 ประชุมใหญ่) สามารถจะทําให้บรรลผุ ลไดอ้ ยา่ งแนแ่ ท้
2. การพยายามกระทําความผดิ ตามมาตรา เชน่ ใช้ปนื ท่ีมิไดบ้ รรจกุ ระสุนอยเู่ ลย
80 นั้น ตอ้ งมเี หตมุ าขดั ขวาง หลงั จาก ยงิ คนโดยเข้าใจผดิ ว่ามกี ระสนุ บรรจุอยู่
ได้มีการลงมือกระทาํ แลว้ เชน่ ยงิ เขา้ ไป พรอ้ มแล้ว (ดูคาํ พิพากษาฎกี าท่ี
ในห้องท่คี นท่ปี ระสงคจ์ ะฆา่ เคยอยู่ แต่ 980/2502)
เผอิญขณะยิงน้นั คนน้นั ไปเสียทีอ่ น่ื 2. การพยายามกระทําความผดิ ตามมาตรา
3. การพยายามกระทําความผิดตามมาตรา 81 ไม่มีเหตอุ ะไรมาขัดขวางเพราะเหตุ
80 ผู้กระทาํ ตอ้ งรับโทษ 2 ใน 3 ของ ขดั ขวางนน้ั อยู่ในสภาพภายในตัวของ
โทษท่กี ฎหมายกําหนดไว้สาํ หรบั มันเองอยู่แลว้ เชน่ ใชป้ นื ทบ่ี รรจุด้วย
ความผิดนน้ั ข้าวสารยิงคน
3. การพยายามกระทําความผิดตามมาตรา
81 ผูก้ ระทําต้องรับโทษไม่เกนิ กึ่งหนง่ึ
ของโทษที่กฎหมายกาํ หนดไว้สาํ หรับ
ความผิดน้ัน

120 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

คาถามทา้ ยบท

1. จงอธบิ ายสาระสาํ คัญตามกฎหมายของการพยายามกระทําความผิด มาโดยละเอียด
2. การพยายามกระทาํ ความผดิ ตามหลกั กฎหมายมาตรา 80 และมาตรา 81 มีความแตกต่างกันอย่างไร
บ้าง
3. ให้นิสิตยกตัวอย่างกรณีศึกษา การพยายามกระทําความผิดไม่บรรลุผลเพราะ เหตุบังเอิญ มา 1
ตัวอยา่ ง
4. ให้นิสิตยกตัวอย่างกรณีศึกษา การพยายามกระทําความผิดไม่บรรลุผลเพราะ ปัจจัยท่ีใช้หรือวัตถุท่ี
มุ่งหมายกระทําต่อ ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแนแ่ ท้ มา 1 ตวั อยา่ ง
5. นายขาวใช้ปืนยิงผู้เสียหาย แต่กระสุนปืนไม่ลั่น การที่กระสุนปืนไม่ระเบิดออกไปน้ัน จะเป็นเพราะ
คุณภาพของกระสุนปืนไม่ดี หรือเพราะเหตุใดก็ตาม เช่นนี้ การกระทําของนายขาวเป็นการพยายาม
กระทําความผดิ ในฐานใด จงอธิบาย

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 121

อา้ งอิงประจาบท

จิตติ ติงศภัทิย์, ศาสตราจารย์, คาอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรง
พิมพแ์ สงทองการพมิ พ์, 2513), หน้า 332.

พพิ ฒั น์ จักรางกูร, อาจารย์, คาอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 1, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
กรุงสยาม การพมิ พ์, 2525), หนา้ 35.

หนังสือนิติศาสตร์ปริทัศน์ บทความเรื่อง “พยายามกระทาความผิดซ่ึงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้” โดย
ดร.สมศักด์ิ สงิ หพนั ธุ์ จดั พมิ พโ์ ดยชมรมนติ ศิ าสตร์ ปี 2516.

หยุด แสงอุทัย, ศาสตราจารย์, ดร., กฎหมายอาญาภาคท่ัวไป (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์, 2515), หนา้ 132-133.

122 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

บทท่ี 7
เหตยุ กเวน้ ความผิด

วตั ถุประสงค์การเรยี นประจาบท

1. เพอื่ ให้นิสิตอธิบายและวินิจฉัยการปูองกนั โดยชอบดว้ ยกฎหมายได้
2. เพ่ือให้นสิ ติ อธบิ ายและวินิจฉยั ความยินยอมให้กระทาได้

ขอบขา่ ยเนื้อหา

1. เหตุยกเว้นความผดิ ตามทกี่ ฎหมายบญั ญัติ
1.1 ตามประมวลกฎหมายอาญา
1.2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1.3 ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา
1.4 ตามรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย

2. เหตุยกเว้นความผดิ เพราะความยินยอม

วิธีสอนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาบท
1. การบรรยาย
2. การศึกษาเอกสารประกอบการสอน
3. ทาแบบฝึกหัดทา้ ยบท

ส่อื การเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. ประมวลกฎหมายอาญา

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 123

ขอ้ ความท่ัวไปความรับผิดชอบทางอาญาอาจไม่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเริ่มได้เริ่มกระทาและเข้าเกณฑ์
สาระสาคัญของความผิดแล้วก็ตาม เพราะความผิดทางอาญาเป็นการกระทาท่ีกระทบกระเทือนต่อ
สังคม รัฐจึงบัญญัติกฎหมายอาญาข้ึนมาเพ่ือห้ามไม่ให้เอกชนในรัฐกระทาการอย่างใดอย่างหน่ึง หรือ
กาหนดหน้าที่ให้เอกชนในรัฐกระทาการอย่างใดอย่างหน่ึง หากเอกชนฝุาฝืนหรือขัดขืนไม่ปฏิบัติตามก็
จะถูกลงโทษ การฝุาฝืนหรือขัดขืนไม่ปฏิบัติตามนี้ ผู้กระทาย่อมมีความรู้สึกต่างกัน บางกรณีฝืนหรือ
ขัดขืนเพราจาต้องปูองกันสิทธิของตนหรือผู้อื่น บางกรณีท่ีฝุาฝืนหรือขัดขืนก็ด้วยความยินยอมของ
ผู้เสียหาย ดังนั้นการฝุาฝืนหรือขัดขืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอาญาท่ีรัฐบัญญัติขึ้นคุ้มตรองปูองกัน
ประโยชน์ของสังคมในกรณีดังกล่าวไม่สมควรท่ีจะเป็นความผิด หรืออาจกล่าวได้ว่าผู้กระทามีอานาจท่ี
จะทาไดโ้ ดยมกี ฎหมายสนับสนุนใหก้ ระทาแทนทจ่ี ะต้องรับผิดทางอาญา

เหตุที่ผูท้ กี่ ระทามีอานาจกระทาได้คือ
1. ผูก้ ระทามอี านาจตามกฎหมาย
2. ความยินยอมของผเู้ สียหาย

ส่วนท่ี 1
ผ้กู ระทามีอานาจตามกฎหมาย

ผู้กระทามีอานาจตามกฎหมาย หมายความว่า มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้กระทาทาโดยไม่เป็น
ความผิด ซง่ึ นอกจากจะบัญญัติไวใ้ นประมวลกฎหมายอาญาแลว้ ยงั บัญญตั ไิ วใ้ นประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ
พระราชบัญญตั อิ น่ื ๆ

สาหรบั ประมวลกฎหมายอาญาท่บี ญั ญัตใิ ห้ผกู้ ระทามีอานาจกระทาได้ตามกฎหมาย คอื

1. การปูองกันโดยชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 68)
2. การกระทาของนายแพทยใ์ หห้ ญงิ แทง้ ลูก (มาตรา 305)
3. การแสดงความคดิ เหน็ หรือขอ้ ความใดโดยสจุ รติ (มาตรา 329)
4. การแสดงความคดิ เหน็ ข้อความในกระบวนการพจิ ารณาคดีในศาล

โดยคู่ความหรอื ทนายความของคู่ความเพ่ือประโยชนแ์ กค่ ดีของตน (มาตร 331)

ในทีน่ ้ีจะกลา่ วโดยละเอยี ดเฉพาะแตก่ ารปอู งกนั โดยชอบดว้ ยกฎหมายมาตร 68 เทา่ นั้น

การป้องกนั โดยชอบด้วยกฎหมาย

โดยปกติรัฐจะทาหน้าท่ีคุ้มครองปูองกันประโยชน์ของสังคม โดยจะบัญญัติกฎหมายห้ามมิให้
บคุ คลกระทาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือบังคับให้บุคคลที่มีหน้าท่ีกระทาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น บัญญัติ

124 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

กฎหมายห้ามไม่ให้มีการประทุษร้ายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน
หรอื ชือ่ เสียง ถา้ ใครฝาุ ฝนื ไม่ปฏบิ ัติตามต้องถูกรัฐลงโทษ โดยเอกชนผู้ถูกประทุษร้ายจะลงโทษผู้กระทา
ความผิดด้วยตนเองไม่ได้ รัฐจงึ ตอ้ งใช้อานาจเอกชนผู้บริสุทธิ์ขจัดปัดเปุาภยันตรายท่ีจะลงโทษผู้กระทา
ผิดด้วยตนเองไมไ่ ด้ แตด่ ว้ ยท่รี ัฐไม่สามารถใหค้ วามคมุ้ ครองแกเ่ อกชนไดอ้ ย่างทนั ทว่ งทีและทั่วถึง รัฐจึง
ต้องใชอ้ านาจเอกชนขจัดปัดเปุาภยันตรายที่จะมาถึงด้วยการปูองกัน ถ้าจะรอให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือจะ
ไมท่ นั การ และหากปล่อยให้ภัยเกิดขึ้น ความเสียหายที่เกิดจากภยันตรายน้ันบางกรณีก็ยากที่แก้ไขให้
กลบั คนื ดงั เดิมไดจ้ ึงตอ้ งยอมใหเ้ อกชนผู้จะตอ้ งเสี่ยงใชส้ ทิ ธปิ ูองกันโดยไม่ถือเป็นความผิด ซึ่งการใช้สิทธ์ิ
ปูองกันจะมีไดต้ อ่ เมือ่ มีภยันตรายซ่ึงเกดิ จากการประทาร้ายอนั ละเมิดต่อกฎหมายขึน้

ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัตเิ กี่ยวกบั การกระทาโดยปูองกันไว้ในมาตร 68 ว่า“ผู้ใดจาต้อง
กระทาการใดเพ่ือปูองกันสิทธิของตนเองหรือของผู้อ่ืนให้พ้นภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอัน
ละเมิดตอ่ กฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทาพอสมควรแก่เหตุการณ์กระทานั้นเป็น
การปอู งกนั โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นนั้ ไมม่ คี วามผดิ ”

จากข้อความในมาตรา 68 น้ี จึงอาจแยกพิจารณาได้ 2 กรณี คอื
ก. หลกั เกณฑ์ของการกระทาโดยปอู งกนั
ข. ผลของการกระทาโดยปอู งกัน

ก. หลักเกณฑข์ องการกระทาโดยป้องกนั ทจ่ี ะเป็นการปูองกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
อนั มผี ลใหผ้ ู้กระทาไม่มีความผิด ตอ้ งประกอบด้วยหลักเกณฑด์ งั ต่อไปนี้ คือ1

1. มีภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหายและเป็น
ภยันตรายที่ใกลจ้ ะถึง

2. ผู้กระทาจาต้องกระทาเพื่อปูองกันสิทธิของตนเองหรือผู้อ่ืนให้พ้นจาก
ภยนั ตรายนนั้

3. กระทาไปพอสมควรแกเ่ หตุ

1. มีภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตราย
ทใี่ กลจ้ ะถึง

ก. ภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย “ภยันตราย”
หมายถึง ภัยที่เปูนความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย ซื่อเสียง หรือทรัพย์สินความเสียหายเหล่าน้ีเป็นสิทธิ
ของบุคคล “สิทธิ” หมายถึงประโยชน์อันบุคคลมีอยู่โดยกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ (คาพิพากษา
ฎีกาที่ 124/2487)

1 พพิ ัฒน์ จักรางกรู , อาจารย,์ คาอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 1, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พก์ รุงสยาม การพมิ พ์,
2525), หนา้ 194.

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 125

“ภยันตรายเกิดจากการประทุษร้าย” หมายถึง ภยันตรายน้ันจะต้องเกิดจาการ
ประทษุ ร้ายจะมิไดเ้ ฉพาะแตก่ ารกระทาของบุคคลเท่าน้นั

“ภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมาย” หมายความว่า ภยันตรายเกิดจากการกระทาของ
บุคคลโดยไม่มอี านาจถอื ได้วาเป็นการกระทาท่ีผิดกฎหมาย ซ่ึงจะเป็นกฎหมายอาญาหรือกฎหมายแพ่ง
รวมความแล้ว “ภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย” หมายความว่า
ภยันตรายท่ีเกิดขึ้นน้ันผู้ถูกประทุษร้ายไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องทนยอมรับผู้ถูกประทุษร้ายจึงมี
อานาจตามกฎหมายทีจ่ ะใชส้ ิทธปิ ูองกันได้

ภยันตรายท่ีผู้ประทษุ รา้ ยมอี านาจทาไดต้ ามกฎหมาย เช่น
1. ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา 1567 ให้อานาจบดิ ามารดาทาโทษ
บตุ รซ่ึงอยูใ่ ตอ้ านาจปกครองตามสมควรเพอ่ื ว่ากล่าวตักเตอื น ถ้าบดิ าเฆี่ยนตีบุตรเพื่อส่ังสอนเพราะพฤติ
ตัวไม่ดี บิดามีอานาจตามกฎหมาย บุตรจะต้องยอมให้บิดาตี จะต้องไม่ใช้กาลังต่อสู้บิดาโดยอ้างว่าใช้
สิทธิปอู งกนั ไมไ่ ด้
2.การกระทาของเจ้าพนักงานเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีกฎหมายให้อานาจไว้ แม้การ
กระทานั้นจะก่อให้เกิดภยันตรายแก่ผู้ใด ผู้น้ันจาต้องทนยอมการกระทาดังกล่าวเพราะภยันตรายที่เจ้า
พนักงานก่อขึ้นเป็นการกระทาตามหน้าที่ที่กฎหมายให้อานาจไว้ หากเกิดภยันตรายแก่ผู้ใด ถือว่าเป็น
ภยันตรายซ่งึ เกิดจากการประทษุ ร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย ผู้ถูกประทุษร้ายใช้สทิ ธปิ ูองกันได้

ตวั อยา่ ง
คาพพิ ากษาฎีกาที่ 372/2480 จาเลยกับภรรยาทะเลาะวิวาทกันอยู่บนบ้าน ภริยาจาเลยตกลง
มาจากบ้านมีบาดเจ็บ ตารวจยืนรักษาการณ์อยู่เห็นเข้าและเข้าใจว่าจาเลยจับภริยาโดยลงมาจึงเข้าไป
เพื่อจับกุมจาเลยไม่ยอมให้จับใช้ไม้ระแนงกวัดแกว่งถูกแขนตารวจผู้นั้น ตัดสินว่าจาเลยมีความผิดฐาน
ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ทั้งนี้ภายหลังจะปรากฏว่าภริยาจาเลยตกลงมาเอโดยจาเลยไม่ได้กระทา
ความผิด ท้ังน้ีเพราะตารวจเข้าจับกุมตามหน้าท่ีอันชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
80

คาพิพากษาฎีกาท่ี 46/2482 จาเลยรับเรื่องไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ท่ีถูกลักมาวันรุ่งขึ้นกานันไป
ตรวจคน้ และจบั จาเลย จาเลยกลับต่อสู้ขัดขวาง ตัดสินว่าในเวลาที่กานันไปตรวจค้นและจับของกลาง
น้ันไม่ใช่เวลาท่ีจาเลยกระทาผิดซ่ึงหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตร 80 และ
ไม่ใช่กรณีที่จับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามมาตร 78 กานันจึงไม่มีอานาจจับกุม ฉะน้ันจาเลยไม่มี
ความผดิ ฐานตอ่ ส่ขู ัดขวางเจา้ พนักงาน

คาพิพากษาฎีกาที่ 1275/2503 มีผู้บอกกล่าวขอจับกุมจาเลยในข้อหาว่าได้กระทาความผิด
จาเลยถือมีดตรงเข้าไปแสดงว่าจะต่อสู้ทาร้าย โดยฝุายที่ขอจับกุมยังไม่ได้ลงมือกระทาการท่ีจะเข้า

126 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

จับกุมจาเลยแตป่ ระการใด ฝาุ ยท่ขี อจับกุมคนหน่ึงจึงไม่ได้ตีท่ีข้อมือของจาเลย จาเลยแทงเอาบาดเจ็บ
ศาลฎีการดโยที่ประชุมวินิจฉัยว่าจาเลยจะอ้างให้พ้นผิดไม่ได้ เพราะฝุายที่ขอจับยังไม่ได้ลงมือกระทา
การท่ีจะเข้าจับตัวจาเลย จึงยังไม่มีกรณีจาเป็นที่จาเลยจะปูองกันและยังไม่จาเป็นต้องวินิจฉัยว่าฝุายที่
ขอจับนน้ั มีอานาจจับหรือไม่ การท่ีผู้ขอจบั ใช้ไมต้ มี ีดท่ีจาเลยถือวาจะทาร้ายนั้นถือได้ว่าเป็นการปูองกัน
ตวั

ข้อสงั เกต
1. ตามคาพิพากษาฎีกาที่ 372/2480 เป็นเรื่องท่ีเจ้าพนักงานตารวจมีอานาจจับกุมได้ตาม
กฎหมาย จึงไม่ถือว่าการกระทาของเจ้าพนักงานตารวจเป็นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอัน
ละเมดิ ต่อกฎหมาย การกระทาของจาเลยจึงไมเ่ ปน็ การปูองกันโดยขอบดว้ ยกฎหมาย
2. ตามคาพิพากษาฎีกาท่ี 46/2482 จะเห็นว่ากานันไม่มีอานาจตามกฎหมายให้จับเพราะการ
กระทาของจาเลยไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า ฉะน้ันการจับกุมจึงต้องมีหมายจับเม่ือกานันไม่มีหมายจับแล้ว
ไปตรวจคน้ และจบั จาเลย จาเลยมีสทิ ธปิ ูองกันได้
3. ตามคาพิพากษาฎีกาท่ี 1275/2503 นี้ ได้วางแนวเกี่ยวกับการจับกุมโดยไม่มีอานาจหรือ
โดยกระทาไปนอกขอบเขตอานาจของเจ้าพนักงานอันเป็นเหตุให้ผู้ถูกจับกุมปูองกันได้นี้ จะต้องเป็น
กรณีท่ีเจ้าพนักงานได้เข้าจับกุมแล้ว ถ้าเพียงแต่บอกว่าจะจับโดยไม่ลงมือก็ไม่ถือว่าเป็นภยันตรายใกล้
จะถึง กล่าวคือ ถ้าจาเลยไม่ยอมให้จับ ก็ยังไม่แน่ใจว่าผู้ขอจับจะใช้กาลังจับกุมหรือไม่ จึงไม่เข้า
หลักเกณฑ์ครบถ้วนที่จะปูองกันได้ แต่ถ้าจาเลยไม่ยอมให้จับ ฝุายผู้ขอจับก็เข้าไปจับกุมให้ได้ อย่างน้ี
ถือวา่ ภยันตรายคือการถกู จบั นั้นใกลจ้ ะถงึ แลว้ ฝุายผู้ถกู จบั ย่อมปูองกันได้

4. การกระทาของผู้ถูกประทุษร้ายโดยใช้สิทธิปูองกัน ไม่ถือเป็นภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประ
ทารา้ ยอนั ละเมดิ ต่อกฎหมาย ผู้กอ่ ภัยตอนแรกจึงใช้สิทธิปูองกันมิได้ เช่น แดงจะเอามีดแทงดา ดาจึง
ตอ้ งตอ่ สูป้ อู งกนั ตัวโดยใช้ไมต้ ขี ้อมอื แดงท่ถี ือมีดจนหลุดจากมือแดง เพ่ือมิให้แดงเอามีดมาแทง แดงได้
ใช้มืออีกข้างหนึ่งต่อสวนไปท่ีหน้าดา ดังน้ีการกระทาของดาเป็นการเป็นใช้สอทธิปูองกันภยันตรายที่
แดงกอ่ ขึน้ สว่ นทแี่ ดงต่อยสวนไปที่หนา้ ดาจะอ้างปอู งกนั มไิ ดเ้ พราการกระทาของดาที่ใช้ไม้ตีข้อมือไม่เป็น
ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทษุ รา้ ยอันละเมดิ ต่อกฎหมาย เม่ือแดงใช้มืออีกข้างหน่ึงต่อยสวนไปที่หน้า
ดาจงึ อ้างสิทธปิ ูองกันมิได้ (คาพพิ ากษาฎกี าท่ี 60/2494)

ได้กล่าวมาแล้วว่า “ภยันตราย” หมายถึงท่ีเป็นความเสียหายแก่ชีวิตร่างกาย ซ่ือเสียงหรือ
ทรัพย์สิน จากความหมายน้ีจะเห็นได้ว่า “ภยันตราย” นี้จาเป็นต้องเป็นภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย
หรือทรพั ย์สิน อาจเป็นภยนั ตรายตอ่ เกียรตยิ ศซื่อเสียงกเ็ ป็นเหตใุ หป้ ูองกนั ได้เพราะเกียรติยศช่ือเสียงถือ
เป็นสิทธิของบุคคล เช่น ภริยากาลังร่วมประเวณีกับชายอื่น แม่ภริยาจะยินยอม สามีมาพบเห็นขณะ
กาลังรว่ มประเวณกี ันอยู่ กช็ อบท่จี ะทาการปูองกันไดเ้ พราะเปน็ ภยันตรายต่อเกียรติยศซื่อเสียงของชาย
ผูเ้ ปน็ สามี

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 127

ผู้ก่อภยันตรายจะต้องเป็นบุคคลเท่าน้ัน ในมาตรา 68 ใช้คาว่า “ประทุษร้ายอันละเมิดต่อ
กฎหมาย” จึงหมายถึงบุคคลเท่านั้นท่ีประทุษร้ายและการละเมิดกฎหมายจะมีได้ก็แต่เฉพาะบุคคล
กระทา (ถือว่าเป็นการกระทาของบุคคลน่ันเอง) เช่น ก.ยุสุนัขของตนให้กัด ข. ข.ใช้ไม่ตีสุนัขตาย ข.
อ้างว่าทาโดยปูองกัน เพราะถือว่าภยันตรายเกิดจากการกระทาของ ก. น้ันเอง โดยใช้สุนัขเป็น
เครื่องมือ

ข. ภยันตรายที่ใกล้จะถึง ภยันตรายท่ีจะกระทาได้จะต้องเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง
ถ้าภยันตรายนั้นอยู่ห่างไกลก็อ้างกันไม่ได้ การที่จะวินิจฉัยว้าภยันตรายนั้นใกล้จะถึงหรือไม่นี้จะต้องดู
จากขอ้ เท็จจริงตามพฤติการณ์เป็นเรื่องๆ ได้แต่เพียงถ้าว่าการประทุษร้ายอันเป็นต้นเหตุแห่งภยันตราย
ได้เกิดขึ้นแล้วและยังคงมีอยู่ไม่สุดส้ินไปก็ดี หรือการประทุษร้ายเช่นนั้นใกล้จะเกิดก็ดี ก็ถือว่าเป็น
ภยนั ตรายท่ใี กล้จะถงึ แต่ถ้าภยันตรายนั้นพ้นไปแล้วจะอ้างปูองกันไม่ได้ ประสงค์จะกระทา กล่าวคือ
ถ้าไมก่ ระทาการปูองกันเสยี แตข่ ณะไดภยั อาจเกิดขึน้ ได้แล้ว กย็ อ่ มปูองกันไดต้ ้ังแตข่ ณะนนั้

หมายเหตุ สามีภรรยาจะต้องชอบด้วยกฎหมาย หากไม่ชอบด้วยกฎหมายจะอ้างปูองกันมิได้
ดคุ าพพิ ากษาฎกี าท่ี 249/2515

ตวั อยา่ งคาพพิ ากษาฎกี า
คาพิพากษาฎีกาท่ี 275/2470 ผู้ตายลอบทาชู้กับภริยาจาเลย จาเลยตีผู้ตายถึงแก่ความตาย
ขณะที่ผู้ตายละจากภริยาจาเลยหนีลงไปถึงบันไดเรือน ตัดสินว่าเป็นการปูองกันเกียรติยศซ่ือเสียง
เพราะไม่ใช่การกระทาขณะผู้ตายกาลังทาชู้กับภริยาจาเลย เป็นแต่จาเลยได้กระทาโดยเหตุท่ีผู้ตายย่ัว
โทสะมาลอบทาชู้กับภริยาจาเลย จาเลยเห็นจึงเกิดบันดาลโทสะขึ้นในทันทีนั้น มีเหตุลดหย่อนผ่อน
โทษจาเลยฐานกระทาโดยบันดาลโทสะได้

คาพิพากษาฎกี าท่ี 1528/2495 จาเลยน่ังห้อยเท้าอยู่บนเรือน ผู้ตายอยู่กับพ้ืนดินได้ใช้ไม้คาน
ตีจาเลยถูกหางค้ิวแตก ผู้ตายตีจาเลยแล้วก็ท้ิงไม่ชักมีดแทงจาเลยอีก จาเลยจับมือผู้ตายที่ถือมีดกดไว้
ได้แล้ว จาเลยก็ชักมีดของตนแทงผู้ตายกลางหลังหนึ่งที ทาให้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ศาล
ช้นั ต้นตัดสินวา่ จาเลยจับมือผู้ตายไว้ได้แล้วก็ไม่มีความจาเป็นต้องแทงเอปูองกัน จึงต้องมีความผิด แต่
ได้รับลกหยอ่ ยผ่อนโทษฐานะกระทาโดยบันดาลโทสะศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าเป็นการปูองกันพอสมควรแก่
เหตุ เพราะจาเลยกับผู้ตายกาลังติดพันกันอยู่ หากมือผู้ตายหลุดจากจาเลย จาเลยอาจได้รับภัยอัน
ร้ายแรง ศาลฎกี าตัดสินยืนตามศาลอุทธรณถ์ า้ จาเลยจะปลอ่ ยมือจากผ้ตู ายและลุกขึ้นหนีก็เป็นการเส่ียง
ต่อการท่ีจะถูกผู้ตายแทงซ้าเติมเอาได้ฉะนั้นท่ีจาเลยใช้มีดแทงผู้ตายเพียงหนึ่งทีจึ งเป็นการปูองกันตัว
พอสมควรแก่เหตุ

คาพพิ ากษาฎีกาที่ 1923/2579 จาเลยเก็บของไว้ในโรงเกบ็ ของในสวนของจาเลย ตาบลที่เกิด
เหตุมีคนร้ายชุกชุม ผู้ตายกับพวกบุกรุกไปในเวลาวิกาลโดยเจตนาจะลักทรัพย์ ถูกเส้นลวดท่ีจาเลย

128 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

ปล่อยกระแสไฟฟูาไว้ที่โรงเก็บของถึงแก่ความตาย จาเลยมีสิทธิทาร้ายผู้ตายกับพวกเพ่ือปูองกัน
ทรพั ย์สนิ ได้ การกระทาของจาเลยเป็นการปอู งกันสิทธิพอสมควรแก่เหตุ ไมม่ ีความผิด

คาพิพากษาฎีกาท่ี 1796/2521 ป. กับจาเลยได้เถียงกันแล้วจาเลยถูก ป. กับพวกรุมชก ส.
ถอื คอ้ นเขา้ ชว่ ย ป. จาเลยยงิ ส. 1 นัดถกู ต้นคอและใบหูขวาเปน็ การปอู งกนั พอสมควรแก่เหตุ

2. ผ้กู ระทาจาต้องกระทาเพือ่ ปอ้ งกันสทิ ธิของตนเองใหพ้ ้นจากภยันตรายนัน้
ก. จาเลยกระทาเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อ่ืน คาว่า “สิทธิ” หมายความ
ถึงประโยชน์อันบุคคลมีอยู่โดยกฎหมายรับรองและคุ้มครองให้ (คาพิพากษาฎีกาที่124/2487) สิทธินี้
อาจจะเก่ียวกับชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน เสรีภาพ หรือเกียรติยศซ่ือเสียงก็ได้เพราะบุคคลย่อมมีสิทธิใน
อันจะไม่ให้ผ้ใู ดมาละเมดิ ในส่ิงดังกล่าวของตน ฉะนั้นผู้ใดละเมิดต่อส่ิงดังกล่าวของเขาโดยไม่มีอานาจที่
จะทาได้ตามกฎหมาย เขาก็มีอานาจตามกฎหมายที่จะปูองกันได้ การกระทาเพ่ือปูองกันสิทธิน้ันเมื่อมี
ภยั ต่อสทิ ธโิ ดยละเมดิ ตอ่ กฎหมายอนั ใกลถ้ งึ จะดงั ที่ไดก้ ล่าวมาแล้ว การปูองกันจะทาได้ก็ต่อผู้ก่อภัยโดย
เหตุจูงใจเพือ่ ปูองกนั สทิ ธิ ถ้าหากมีภยั ดงั กล่าวแตผ่ ู้กระทามิได้กระทาต่อผู้ก่อภัย การกระทาน้ันก็ไม่เป็น
การปูองกนั

ปัญหาว่า ถ้ามีภัยมาจาเป็นหรือไม่ท่ีผู้ประสบภัยจาต้องกระทาเพ่ือปูองกันสิทธิ
หากมีทางท่ีจะถอยหนีได้โดยปลอดภัยแต่เขากลับใช้กาลังปูองกันตัวโดยไม่ถอยหนี และอ้างว่ากระทา
โดยปูองกันเพื่อให้พ้นผิดได้หรือไม่ สาหรับปัญหาเม่ือพิจารณาจากมาตรา 68 ใช้คาว่า “จาต้อง
กระทา” น้ันแสดงวา่ ผูท้ ถ่ี กู รกุ รานเปน็ ผูบ้ ริสทุ ธไ์ิ มม่ สี ่วนผดิ เลย จงึ เปน็ หน้าทข่ี องผ้ถู กู รุกรานท่ีจะต้อง
ตอ่ สภู้ ยั อนั ละเมิดต่อกฎหมาย เพราะฉะน้ันได้กระทาเพือ่ ปูองกันมิใช่เพื่อสมัครใจเข้าต่อสู้หรือท่ีเรียกว่า
วิวาทกันแล้ว ก็ไมจ่ าเปน็ ต้องหลบหนหี รือหนภี ยั นน้ั ก่อนทจ่ี ะกระทาการปูองกัน ส่วนท่ีกฎหมายบัญญัติ
ว่าตอ้ งเปน็ ภัยทใ่ี กลจ้ ะถึงอันจาต้องกระทาเพื่อปูองกันน้ันหมายความแต่เพียงว่าใกล้จะถึงโดยขนาดท่ีว่า
จะเฉยอยู่ต่อไปไม่ได้ จาต้องกระทาการอย่างใดอย่างหน่ึงลงไปเพื่อปูองกันเท่าน้ัน มิได้หมายความไป
ในทางที่ว่าเม่ือจาต้องทาและจะทาโดยวธิ อี ืน่ ไดห้ รอื ไม่

เชน่ คาพพิ ากษาฎีกาท่ี 169/2504 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในคืนเกิดเหตุผู้ตายเมาสุรา
เดินผา่ นหน้าโรงของจาเลยแล้วทา้ ทายให้จาเลยออกมาส้กู ัน จาเลยว่าไม่สู้ ผู้ตายกลับเงื้อมีดดาบวิ่งเข้า
ไปที่โรงของจาเลย จาเลยจึงยิงปืนออกมาจากโรงหน่ึงนัดถูกผู้ตายถึงแก่ความตายศาลช้ันต้นตัดสินว่า
เป็นการปูองกันพอสมควรแก่เหตุ ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่ามีผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา เพราะจาเลยมี
ทางที่จะหลบหนไี ปได้ จงึ อ้างเหตุปูองกันตัวไม่ได้ ศาลฎีกาตัดสินว่าผู้ตายบุกรุกเข้าไปจะทาร้ายจาเลย
จนถึงบ้านจาเลย ไม่มีความจาเป็นอย่างไรที่จาเลยผู้มีสิทธิครอบครองเคหสถานของตนโดยชอบด้วย
กฎหมายจะตอ้ งหนผี ้กู ระทาผิดกฎหมาย การกระทาของจาเลยเป็นการปูองกันชวี ติ พอสมควรแกเ่ หตุ

คาพพิ ากษาท่ี 1613/2503 วนิ จิ ฉัยว่าเม่ือผู้ถูกรุกรานเป็นฝุายถกแล้วก็ไม่มีหน้าท่ีต้อง
ถอยหนีผู้รุกรานซ่ึงเป็นผู้ละเมิดกฎหมาย และอาจใช้กาลังปูองกันได้เลย ข้อเท็จจริงในคดีน้ีปรากฏว่า

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 129

ผตู้ ายเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนและใช้มีดฟันจาเลย 1 ที และว่ิงไล่จะฟันจาเลยอีก จาเลยว่ิงหนีเข้าไปหา
นายฮวยน้องชายซ่งึ ยนื อยกู่ ับตารวจ เม่ือจาเลยแย่งหอกจากฮวยได้แลว้ กห็ ันหนา้ ไปทางผู้ตาย ขณะนั้น
ผู้ตายว่ิงเข้ามาจะฟันจาเลยยังห่างราว 1 วา จาเลยได้ใช้หอกแทงผู้ตาย 1 นาที แล้ววิ่งหนีไปศาล
ชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าไม่เป็นการปูองกัน แต่เป็นการกระทาโดยบันดาลโทสะ เพราะเม่ือถูก
ฟันครั้งแรกจะหนีไปก็พ้น แต่กลับแย่งจากนายฮวยน้องชายไปทาร้ายผู้ตาย ศาลฎีกาตัดสินว่าจาเลยมี
อานาจตามกฎหมายท่ีจะไม่ให้ผู้ใดมาทาร้ายตนและเสรีภาพท่ีจะเดินถนนโดยไม่ต้องวิ่งหนีผู้ใด เมื่อมี
ภยนั ตรายจะมาถงึ ตนโดยเกดิ จากการประทาร้ายอันผิดกฎหมาย ก็ชอบท่ีจะปูองกันตัวได้ หามีเหตุอัน
ใดจะบังคับให้จาเลยวิ่งหนีผู้ละเมิดกฎหมายไม่ การทีจาเลยไม่ว่ิงหนีจึงไม่ทาให้เสียสิทธ์ิที่จะปูองกันตัง
ของจาเลยไป จาเลยแทงผู้ตายไปที่เดียวในขณะท่ีผู้ตายวิ่งเข้ามาจะฟันจาเลย จึงเป็นการปูองกัน
พอสมควรแก่เหตแุ ลว้

คาพพิ ากษาฎีกาที่ 211/2477 ผู้ถูกทาร้ายได้ตีบุตรจาเลยล้มลงแล้วตีซ้า ท้ังน้ีโดยไม่
มีเหตุผล จาเลยเข้าช่วยบุตรโดยใช้ขวานฟันผู้เข้าทาร้ายบุตรของตนบาดเจ็บสาหัส ตัดสินว่าเป็นการ
ปอู งกนั พอสมควรแก่เหตุ

คาพิพากษาฎีกาที่ 1074/2499 ผู้ตายเมาสุราได้ทะเลาะและไล่แทงทายชะลอ นาย
ชะลอไปแจ้งความต่อผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านจึงชวนจาเลยซึ่งเป็นลูกบ้านที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเวรยาม
รักษาเหตกุ ารณใ์ นวันน้ันไปตามตัวผู้ตาย เมื่อพบผู้ตาบแล้วผู้ใหญ่บ้านก็บอกผู้ตายไปที่บ้านของตนเพ่ือ
ปรบั ความเขา้ ใจกนั จาเลยใช้ปนื ยงิ ผู้ตายขณะทผี่ ้ตู ายกาลงั แทงผู้ใหญ่บ้านอีก ตัดสินว่าเป็นการปูองกัน
ชีวติ ของผใู้ หญ่บา้ นพอสมควรแกเ่ หตุ

การปอู งกันสิทธิของผู้อื่นนั้นจะกระทาได้ก็ต่อเมื่อผู้ท่ีได้รับความช่วยเหลือนั้นมีอานาจ
ตามกฎหมายท่ีจะปูองกันตัวเองได้เท่านั้น ถ้าหากตัวผู้ได้รับความช่วยเหลือไม่อยู่ในฐานะจะปูองกัน
ตัวเองได้ตามกฎหมายแล้ว คนอื่นก็ไม่มีอานาจที่จะไปช่วยเหลือปูองกันเขาได้ จะเห็นได้จากคา
พิพากษาฎีกาท้ังสองเร่ืองที่ได้กล่าวไว้ข้างบน ผู้ที่ ได้รับความช่วยเหลือล้วนอยู่ในฐานะที่จะปูองกันได้
ตามกฎหมาย

ข. พ้นจากภยันตราย หมายความว่า เมื่อมีผู้ก่อภัยข้ึน ผู้ประสบภัยชอบที่จะทาการ
ปูองกันเพื่อให้ภัยน้ันพ้นจากตัวผู้ประสบภัย เช่น ก. เง้ือมีดจะพ้น ข. ข. จึงใช้ไม้ตีข้อมือ ก. เพื่อให้
มีดหลุดจากข้อมือ การที่ ข. ใช้ไม้ตีข้อมือ ก. ก็เพื่อให้ภัยที่ ก. ก่อข้อพ้นจากตัว ข. ตามหลักเกณฑ์
ข้อ 2 มีข้อยกเว้นอยู่ 3 ประการทจี่ ะอา้ งปูองกันไมไ่ ดค้ ือ2

2 จิตติ ตงิ ศภทั ิย์, ศาสตราจารย,์ คาอธบิ ายกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรงพมิ พแ์ สงทองการพมิ พ์, 2513),
หน้า 198.

130 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

1) ผู้ที่เป็นต้นเหตุของภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ที่ได้เป็นต้นเหตุ
ในตอนแรกจะอ้างปูองกันไม่ได้ เช่น ก. ถือมีดตรงเข้าทาร้าย ข. ข. ได้ใช้ไม้ตีข้อมือ ก. เพื่อให้มีดหลุด
จากมือ ก. เม่ือ ข. ใช้ไม้ตีที่ข้อมือ ก. ก.จึงต่อยสวนไปท่ีหน้า การกระทาของ ก. ท่ีต่อหน้า ข. ก. จะ
อ้างปูองกันเพราะ ข. ได้ก่อภัยข้ึน เน่ืองจาก ก. เป็นผู้ก่อเหตุให้ ข. กระทาละเมิดต่อกฎหมายแต่
กฎหมายใหอ้ านาจ ข. ทาได้ สว่ น ก. อ้างไม่ได้มีกฎหมายให้อานาจผู้เป็นต้นเหตุแห่งภัยตอนแรกใช้สิทธิ
ปูองกัน คาพิพากษาฎีกาที่ 334/2509 ในเวลากลางคืนจาเลยกับพวกถือปืนขึ้นไปหาผู้ตายบนเรือน
ของ ส. เพ่ือจะทารา้ ยเพราะความโกรธเคืองผู้ตายที่ไปเบิกความเป็นพยานในคดีจาเลยปล้นทรัพย์ จน
ศาลพิพากษาจาคุกจาเลยและจาเลยอาฆาตไว้ และข้ึนไปยืนคุมในลักษณะจะทาร้ายผู้ตาย ถือว่า
จาเลยกับพวกเป็นฝุายก่อเหตุข้ึนก่อน ผู้ตายใช้ปืนยิงต่อสู้ผู้ตาย แม้กระสุนปืนของผู้ตายจะล่ันออกไป
กอ่ น จาเลยจะอา้ งเหตวุ า่ จาเลยกระทาไปโดยปอู งกันไมไ่ ด้

2) ผู้ที่สมัครใจวิวาทต่อสู้กัน จะอ้างว่าจาต้องกระทาเพ่ือปูองกันตนให้พ้นจากภัยท่ีคู่
ววิ าททารา้ ยตนไม่ได้

การวิวาท หมายความว่า ทง้ั สองฝุายสมัครใจเขา้ ตอ่ สูก้ ัน เชน่ จาเลยโกรธผูเ้ สยี หาย
ไดถ้ อื ปืนไปท้าทายผู้เสียหาย ผู้เสียหายเดินถือเสียมลงมาจากเรือนมาหาจาเลยในลักษณะที่จะต่อสู้กับ
จาเลย ต่อจากน้ันได้ใช้ปืนยิงผู้เสียหาย เช่นนี้เป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กัน จาเลยจะอ้างว่าการ
กระทาของจาเลยเปน็ การปูองกนั ตัวหาไดไ้ ม่ (คาพิพากษาฎีกาที่474/2516) ตามแนวคาพิพากษาฎีกานี้
ได้วินิจฉัยเป็นหลักว่า ผู้ที่สมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กันจะอ้างว่าจาต้องกระทาต่อผู้อ่ืนเพื่อปูองกันสิทธิขิง
ตนมิได้ การวิวาทท่เี กดิ จากการทา้ ทายนีจ้ ะตอ้ งเป็นลักษณะต่างคนต่างทาด้วยความสมัครใจ หากฝุาย
หน่งึ ทา้ อีกฝุายหน่ึงเฉยเสยี กไ็ ม่ถอื เปน็ การวิวาท

ตวั อยา่ ง
คาพพิ ากษาฎีกาที่ 725/2493 จาเลยพูดกบั ผู้ตายพูดขัดหูกันจึงเกิดโต้เถียงท้าทายกัน
แล้วเขา้ ววิ าททาร้ายกันและกัน จาเลยถกู ทาร้ายหนา้ โน และจมกู ถลอกเป็นโลหิต ฝุายผู้ตายถูกจาเลย
แทงที่ลิ้นป่ีเป็นแผลถึงตาย ตัดสินว่าข้อเท็จจริงบ่งได้ชัดว่าจาเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจเข้าวิวาททาร้าย
กนั และกัน จาเลยจึงมาอา้ งว่าแทงผู้ตายเพอ่ื ปูองกันตวั ไมไ่ ด้

คาพิพากษาฎีกาท่ี 1332/2497 ผู้ตายเมาสุราอาละวาดมาก่อนและเดินผ่านบ้าน
จาเลยจาเลยยุให้สุนัขกัดเลยเกิดเป็นปากเสียงกัน แล้วจาเลยรับคาท้าลงไปเพ่ือต่อสู้กับผู้ตาย ลงไป
โต้เถียงกันอีกนานแล้วจึงเกิดทาร้ายกัน โดยจาเลยอ้างว่าผู้ตายเง้ือขวานจะฟันตนก่อน ตนจึงทาร้าย
ผตู้ ายเปน็ การปูองกันตัว ตัดสินแม้การจะเป็นจริงดังท่ีจาเลยอ้าง แต่เป็นเรื่องสมัครใจวิวาททาร้ายกัน
ใครลงมอื ทารา้ ยก่อนหรือเงือ้ ดเงือ้ กอ่ นไม่เปน็ ข้อสาคญั และไม่ทาใหล้ ักษณะคดีเปน็ เรือ่ งปอู งกนั ได้

อย่างไรก็ตาม การท่ีคู่วิวาทสมัครใจเข้าต่อสู้กันไม่ได้หมายความว่าจะทาร้ายแต่ละ
ฝุายหมดอานาจท่ีจะทาการปูองกันตลอดไป การใดท่ีการวิวาทต่อสู้ยังคงดาเนินต่อไป แต่ละฝุายย่อม

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 131

อ้างปูองกันของแต่ละฝุายย่อมกลับคืนเป็นไปตามปกติ ถ้าอีกฝุายหน่ึงกับรุกรานอีกฝุายหนึ่ง ฝุายหลัง
ยอ่ มปอู งกนั ตวั ได้ เช่น ก. กับ ข. วิวาทต่อสู้กัน มีผู้เข้ามาห้ามและแยกกันไป ค้ันต่อมา ก. ยังไม่หาย
โกรธจึงตามไปและเขา้ ทาร้าย ข. อีก ข.ย่อมต่อสู้ปูองกันตัวได้เพราะในตอนหลังน้ีการวิวาทได้ขาดตอน
ไปแลว้

ที่ห้ามคู่วิวาทอ้างว่าปูองกันน้ีคงจะหามเฉพาะวิวาทเท่าน้ัน กรณีท่ีบุคคลภายนอกได้
เข้าช่วยคู่วิวาทฝุายหน่ึง คู่วิวาทอีกฝุายหน่ึงย่อมปูองกันการกระทาของบุคคลภายนอกนั้นได้ เช่น ก.
กับ ข. สมัครใจต่อสู้กัน ก. ตี ข. ล้มลงไป ค. ล้มลงไป ค. ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ กันเห็น ข. เสียท่ีจึงเข้าช่วย
โดยเง้ือมีดจะแทง ก. ก.จึงใช้มีดตี ค. เพ่ือมิให้ ค.แทงตนได้ ดังน้ีการกระทาของ ก. ต่อ ข. ก.อ้าง
ปอู งกนั ไมไ่ ดเ้ พราะสมัครใจวิวาทกัน ส่วนการกระทาของ ก. ต่อ ค. ก.อ้างปูองกันไม่ได้เพราะ คง ไม่ใช่
คู่วิวาทของ ก.

3) ผู้ที่สมัครใจยินยอมให้ผู้อื่นกระทาความผิดต่อตนและอ้างว่าจาต้องกระทาต่อผู้อื่น
เพือ่ ปูองกนั ตนเองไมไ่ ด้

3. การกระทาไปพอสมควรแก่เหตุ ในกรณีท่ีจาต้องการกระทาเพื่อปูองกันสิทธิของตนหรือ
ผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซ่ึงเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง
ผู้กระทาจะไม่มีความผดิ และไมม่ โี ทษโดยอ้างไดป้ ูองกันมาตรา 68 ได้ ก็ต่อเม่ือได้กระทาไปพอสมควรแก่
เหตุ ท่านศาสตราจารย์ ดร. หยดุ แสงอทุ ยั กลา่ วไวว้ า่ มอี ยู่ 2 ทฤษฎี คือ3

(1) ทฤษฎีสัดส่วน ให้พิจารณาว่าอันตรายท่ีจะบังเกิดขึ้นถ้าหากจะไม่ปูองกันจะได้ส่วนสัดกับ
อันตรายท่ีผูก้ ระทาเนอ่ื งจากการกระทาเน่ืองจากการปอู งกนั น้ันหรือไม่ เช่น คนเขาจะตบหน้าเรา เรา
จะใช้มีดแทงเขาตายไม่ได้ เพราะความเจ็บอันเน่ืองจากการถูกตบหน้า เมื่อมาเทียบกับความตายแล้ว
ไม่ได้สัดส่วน ฉะน้ันจึงถือว่าการเอามีดแทงเขาตายน้ีเป็นการกระทาไปเกินสมควรแก่เหตุ จึงไม่มี
อานาจทาได้

ตามทฤษฎีสัดส่วนถือหลักการวัดส่วนสัดของภัยจากการละเมิดต่อกฎหมายและภัยท่ีเกิดจาก
การปูองกันเปรยี บเทียบกัน ถา้ ภยั ท่ีเกิดขึน้ และการกระทาเพอ่ื ปูองกันภยั นนั้ ได้ส่วนสัดไม่เกินสมควรกัน
ถา้ เปน็ การกระทาพอสมควรแก่เหตุ เชน่ ก.จะยงิ ข. หรือจะทาร้าย ข. ด้วยดาบ หรือไล่แทงฟันด้วยมีด
ซ่งึ อาจร้ายแรงถงึ ตายได้ ข. อาจปูองกนั ด้วยอาวุธท่ที าให้ ก. ถึงตายได้ ไมเ่ ป็นการสมควรแกเ่ หตุ

ปัญหาว่า ถา้ ภัยที่เกดิ จาการทารา้ ยไม่ถึงเปน็ อันตรายแกก่ ายหรอื จิต เช่น เพียงแต่ชกต่อย ถีบ
เตะ อาจปูองกันโดยการทาร้ายถึงบาดเจ็บ จะใช้ทฤษฎีส่วนสัดได้หรือไม่ เห็นว่าใช้ทฤษฎีส่วนสัดคง
ไม่ได้เพราะเปรยี บเทียบสัดส่วนแลว้ เกินสมควรแก่เหตุ นอกจากนใี้ นกรณีภัยท่ีเกิดจากความผิดอย่างอ่ืน
อันมิใช่ความผิดต่อเน้ือร่างกาย เช่น ภัยเกิดแก่ทรัพย์ ชื่อเสียงหรือเสรีภาพ จะใช้ทฤษฎีส่วนสัดคง

3 หยุด แสงอุทัย, ศาสตราจารย์ ดร., กฎหมายทั่วไป (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2516), หน้า
212.

132 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

ไม่ได้ เช่นกัน กรณีดังกล่าวจะต้องวินิจฉัยระดับความสมควรของบุคคลในฐานะเช่นเดียวกัน ซึ่ง
เรียกวา่ “ทฤษฎวี ถิ ีทางนอ้ ยที่สุด”

(2) ทฤษฎีทางน้อยท่ีสุด ตามทฤษฎีถือว่าถ้าผู้กระทาได้ใช้วิถีทางน้อยที่สุดที่จะทาให้เกิด
อันตราย ก็ถือว่าผกู้ ระทาไปพอสมควรแก่เหตแุ ล้วเชน่ กง เป็นง่อยไปไหนไมไ่ ด้ ข. จึงเขกศรีษะ ก. เล่น
โดยเห็นว่า ก. ไม่มีทางกระทาตอบแทนได้เลย ก. ห้ามปราม เท่าใด ข. ก็ไม่เชื่อฟัง ถ้าการที่ ก. จะ
ปูองกนั มิให้ ข. เขกศีรษะมีวิธีเดียวคือใช้มีดแทง ข. ต้องถือว่าการ ก. ใช้มีดแทง ข. นี้เป็นการกระทาไป
พอสมควรแก่เหตเุ ปน็ วิถที างนอ้ ยทสี่ ดุ ทีจ่ ะปูองกนั ได้

และทา่ นศาสตราจารย์ ดร. หยดุ แสงอุทยั ยังได้อธิบายตอ่ ไปว่าทฤษฎีวิถีน้อยที่สุดเป็นทฤษฎี
ที่ถูกต้อง เพราะการปูองกันเป็นการกระทาต่อผู้ที่ก่อให้เกิดภยันตรายอันเป็นละเมิดต่อกฎหมาย และ
ผกู้ ระทาไมต่ ้องทนทานภยันตรายดงั กลา่ ว ถา้ หากผู้กระทาได้ใช้วิถีทางน้อยที่สุดซึ่งเขาพ่ึงทาได้ในภาวะ
เช่นนั้นเพื่อปูองกันภยันตรายแล้วควรถือว่าเขาได้กระทาไปพอสมควรแก่เหตุแล้ว และเขามีอานาจทา
ได้ ตัวอยา่ ง ภริยาร้างถกู สามีไลฉ่ ุดจะให้กลับไปอยู่ด้วยกันภริยาจึงแกว่งมีดไว้สามีเข้าไปถูกมีดแกว่ง 1
ทีตาย ตัดสนิ ว่าภรยิ าปูองกนั พอสมควรแก่เหตุ (คาพิพากษาฎีกาที่ 436/2478) หญิงแทงชายที่ไล่กอด
ปล้าจนชายปล่อย เป็นแผล 5 แห่ง ชายตายการกระทาของหญิงสมควรแก่เหตุ (คาพิพากษาฎีกาท่ี
1747/2474)

จึงสรุปได้ว่า การพิจารณาว่าการกระทาสมควรแก่เหตุหรือไม่นี้ตามความเห็นของ
ศาสตราจารย์ ดร. หยดุ แสงอทุ ยั ต้องวนิ ิจฉัยโดยเปรียบเทียบตามระดับของบุคคลท่ัวไปท่ีอยู่ในฐานะ
อย่างผู้ท่ตี กอยู่ในภัยเช่นน้ันจะพึงกระทาโดยสมควรเพียงใด โดยถอื ตามทฤษฎวี ิถีทางนอ้ ยท่ีสดุ นัน่ เอง

สาหรับผเู้ ขยี นเองเห็นว่า การพิจารณาวา่ เปน็ การปูองกันพอสมควรแก่เหตุ ตามทฤษฎีท้ังสอง
น้ีควรพิจารณาควบคู่กันไป กล่าวคือพิจารณาตามทฤษฎีวิถีน้อยที่สุดก่อนว่าผู้กระทามีทางเลือกอย่าง
อื่นนอกจากจะต้องกระทาเพ่ือปูองกันหรือไม่ หากไม่มีทางอื่นอีกนอกจากต้องกระทาเพ่ือปูองกันสิทธิ
แลว้ จึงถือวา่ เปน็ วิถีทางน้อยท่สี ุดเทา่ ทจ่ี าตอ้ งกระทา เมื่อเป็นวถิ ีทางน้อยที่สุดเท่าท่ีจาต้องกระทาแล้ว
จึงต่อไปว่าภัยท่ีเกิดข้ึนกับการกระทาของผู้ปูองกันน้ันได้สัดส่วนกันหรือไม่ ถ้าได้สัดส่วนก็เป็นการ
ปอู งกนั เกิดสมควรแกเ่ หตุ

เชน่ ก. คนพกิ ารถูก ข. ซง่ึ เป็นนกั กีฬาร่างกายแขง็ แรงใชเ้ ชอื กรัดคอ ก. จึงใช้มีดแทง ข. 1 ที ข.
ถึงแก่ความตาย ดังนี้ย่อมเห็นได้ว่า ก. ก. ก็ไม่ทางเลือกอย่างอ่ืนให้ ข. ปล่อยได้ นอกจากใช้มีดแทง ข.
จึงถือว่าเป็นวิถีทางน้อยท่ีสุด ก. จาต้องกระทา และเมื่อเปรียบเทียบภัยที่ ข. ก่อข้ึนกับการกระทาของ
ก. กไ็ ดส้ ัดส่วนการกระทาของ ก. จึงเป็นการปูองกันพอสมควรแกเ่ หตุ

ข. ผลของการกระทาโดยปอ้ งกนั

1. ถา้ ผกู้ ระทาไดก้ ระทาครบหลักเกณฑ์ดังกลา่ วมาแลว้ ในข้อ ก. การกระทาน้ันเป็นการปูองกัน
โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทาไมม่ ีความผิดและมีโทษแตอ่ ยา่ งใด

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 133

2. ถ้าผู้กระทาได้กระทาไปเกินสมควรแก่เหตุ หรือปูองกันเกินกว่ากรณีแห่งการจาต้องกระทา
เพ่ือปูองกัน ถือว่าเป็นการปูองกันท่ีมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทามีความผิดและต้องรับโทษดังท่ีได้
บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ว่า ในกรณีท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา 67 และมาตร 68
นั้น ถ้าผู้กระทาได้กระทาไปเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจาเป็น หรือเกินกว่ากรณี
แห่งการจาต้องกระทาเพื่อปูองกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าท่ีกฎหมายกาหนดไว้สาหรับความรับผิดนั้น
เพยี งใดก็ได้ แต่ถา้ การกระทาน้ันเกิดข้ึนจากความตื่นเต้นตกใจหรือความกลัว ศาลจะไม่ลงทาผู้กระทา
ก็ได้

จากบทบญั ญตั มิ าตร 69 นี้ ได้บัญญัติถึงเรื่องการปูองกันที่เกินขอบเขตอันเป็นการปูองกันที่มิ
ชอบดว้ ยกฎหมาย ซง่ึ มีดว้ ยกนั 2 กรณี คือ

2.1 การปอู งกนั เกนิ สมควรแกเ่ หตุ
2.2 การปอู งกนั เกนิ กวา่ กรณีแห่งการจาตอ้ งกระทาเพือ่ ปูองกนั

2.1 การป้องกันเกนิ สมควรแก่เหตุ หมายถงึ การกระทาที่ไม่เป็นวิถีทางน้อยท่ีสุดเท่าท่ีจาต้อง
กระทาและภัยก่อขึ้นกับการกระทาของผู้ปูองกันไม่ได้สัดส่วนหรือการกระทาเป็นวิถีทางน้อยที่สุดเท่าที่
จาตอ้ งกระทา ตาภัยทกี่ อ่ ข้ึนกบั การกระทาของผู้ปูองกันไม่ได้สัดส่วน หรือการกระทาไม่ใช่วิถีทางน้อย
ทีส่ ดุ เทา่ ทจี่ าตอ้ งกระทาแตภ่ ยั ทกี่ อ่ ขึ้นกับการกระทาของผู้ปูองกันได้สัดส่วนกนั

2.2 การป้องกันเกินกว่ากรณีแห่งการจาต้องกระทาเพื่อป้องกัน หมายถึง ภยันตรายท่ี
เกดิ ขน้ึ อนั เป็นเหตุให้ปอู งกนั ยังอยหู่ า่ งไกล หรอื ไมผ่ ่านพน้ ไปแลว้

กรณภี ัยยังอยู่ห่างไกล เช่น จาเลยใช้ปืนยิงเด็กซึ่งส่องไปหากบท่ีริมร้ัวบ้านจาเลยถึงแก่ความ
ตาย โดยจาเลยสาคัญผิดวา่ เปน็ คนร้ายจะมาฆ่าพ่จี าเลยเป็นการปูองกันกว่ากรณีแห่งการจาต้องกระทา
เพ่อื ปอู งกัน (คาพพิ ากษาฎกี าที่ 872/2510)

ตามตัวอย่างคาพิพากษาฎีกานี้ ภยันตรายที่เกิดยังอยู่ห่างไกล เม่ือกระทาการปูองกัน
ภยนั ตรายน้ันจึงเป็นการปอู งกนั เกินกว่ากรณีแหง่ การจาตอ้ งกระทาเพ่ือปอู งกนั

หมบู่ า้ นจาเลยมีผู้ร้ายชุกชุม จาเลยเคยถูกคนร้ายลักเป็ดและเรือไปแล้ว 4 ครั้ง จาเลยจึงได้
ล้อมร้ัวชั้นนอกอีกชั้นหน่ึงก่อนเกิดเหตุเพียงเดือนเดียว คือเกิดเหตุจาเลยจอดเรือไว้ท่ีท่าทะเลสาบ 2
ลา และมีเปด็ อกี 800 ตัว ผู้เสียหายกับพวกได้เดินผ่านประประตูเข้าไปในรั้วบ้านช้ันนอกของจาเลย
เมื่อเวลา 1 นาฬิกา โดยมิได้เดินผ่านประตูเข้าไปในร้ัวบ้านช้ันนอกของจาเลยเมื่อเวลา 1 นาฬิกา
โดยมิได้บอกกลา่ วขออนุญาตก่อน จาเลยถาม ผูเ้ สียหายก็รองตอบแต่เพียงว่าผม ไม่บอกชื่อให้ชัดเจน
จาเลยจึงยงิ ผเู้ สียหายเพราะสาคัญผิดวา่ เป็นคนรา้ ย แต่การทจ่ี าเลยยงิ ผเู้ สียหายไปในพฤติการณเ์ ช่นน้ี
ย่อมเป็นการกระทาเกนิ กวา่ กรณีแหง่ การจาต้องกระทาเพื่อปอ้ งกนั (คาพิพากษาฎกี าที่ 830/2510)

กรณีภยันตรายได้ผ่านพ้นไปแล้ว เช่น การที่จาเลยวิ่งไล่ตามผู้เสียหายออกไปนอกบ้านโดย
จาเลยสาคัญผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนร้ายท่ีเข้าไปลักทรัพย์ท่ีใต้ถันเรือนของจาเลย เป็นการกระทาเพ่ือ
ปูองกันสิทธิในทรัพย์สินของตน แต่เมื่อจาเลยวิ่งไล่ไปทันผู้เสียหายแล้ว ใช้มีดแทงผู้เสียหายถูกที่หลัง

134 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

4 แผล ที่ข้อศอก 1 แผล โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียมีอาวุธหรือแสดงอาการขัดขืนต่อสู้ เช่นน้ีการ
กระทาของจาเลยเป็นการการะทาเกินกว่ากรณีแห่งการจาต้องกระทาเพ่ือป้องกันตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 69 (ฎีกาท่ี 683/2514)

คนร้ายลอบวางเพลงบา้ นจาเลยในตอนกลางคืน จาเลยเห็นผู้ตายยืนอยู่หน้าบ้าน สาคัญผิดว่า
เป็นคนรา้ ยจึงใช้ปืนยิงผ้ตู าย ดังนีถ้ อื ไดว้ ่าจาเลยกระทาไปเพอื่ ปูองกันทรัพย์ของตน แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้
ความว่าผู้ตายทาอะไรแก่บ้านจาเลย ไม่มีเหตุอันสมควรท่ีจาเลยต้องยิงผู้ตายการกระทาของจาเลยจึง
เกินกวา่ กรณีแห่งการจาต้องกระทาเพ่อื ปูองกนั ทรัพย์ (ฎกี าที่ 529/2517)

การปูองกันอันมิชอบด้วยกฎหมายท่ีได้กล่าวมาแล้วตามข้อ 2.1 และ 2.2 นั้น ผู้กระทาการ
ปูองกันอันมิชอบด้วยกฎหมายมีความผิด ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าท่ีกฎหมายกาหนดไว้สาหรับความ
รบั ผดิ นัน้ เพียงใดก็ได้

กฎหมายอนื่ นอกจากประมวลกฎหมายอาญาซึ่งบัญญัติให้ผู้กระทามีอานาจทาได้โดยไม่เป็น
ความผดิ ได้แก่

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันได้เอกสิทธิ์แก่บุคคล 5 ประเภท คือ (1)
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (2) สมาชิกวุฒิสภา (3) รัฐมนตรี (4) บุคคลท่ีประธานสภาอนุญาตให้
แถลงขอ้ เท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในสภาผู้แทนหรือวุฒิสภาหรือ รัฐสภา (5) ผู้พิมพ์และโฆษณา
รายงานการประชุมตามคาส่ังของสภา ทั้งนี้เฉพาะเท่าที่เกี่ยวกับการแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความ
คิดเห็นในสภาผู้แทน วุฒิสมาชิกหรือรัฐสภา ฉะน้ันบุคคลการแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น
ในสภาผแู้ ทน วฒุ สิ มาชกิ หรือรฐั สภา ฉะน้ันบุคคลดงั กล่าวขอ้ ความอันเป็นหมิ่นประมาทก็ไม่มีความผิด
ฐานหมนิ่ ประมาท

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ มาตรา 1347 บญั ญตั วิ า่ “เจา้ ของท่ีดินอาจตัดรากไม้
ซ่ึงรุกเข้ามาจากที่ดินต่อและเอาไว้เสีย ถ้าก่ิงไม้ยื่นล้าเขตเมื่อเจ้าของที่ดินได้บอกผู้ครอบครองท่ีดิน
ติดต่อให้ตัดภายในเวลาอันสมควรแล้ว แต่ผู้นั้นไม่ตัด ท่านว่าเจ้าของที่ดินตัดเองเสียได้” เม่ือมาตร
1347 ให้อานาจไว้เช่นน้ีย่อมเป็นได้ในตัวว่าการตัดกิ่งไม้ดังกล่าวจะไม่ทาให้เป็นความผิดฐานทาให้เสีย
ทรัพย์

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่น ในกรณีที่ให้อานาจเจ้าพนักงานฝุาย
ปกครองหรือตารวจจบั บุคคลผูม้ เี หตอุ ันควรสงสัยวา่ ไดก้ ระทาความผิดมาแล้วหลบหนี เป็นต้น การจับ
จงึ ไมเ่ ปน็ ความผิดตอ่ เสรภี าพ

4. ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพ่ง เช่น ในกรณีท่ีให้อานาจเจ้าพนักงานบังคบคดีค้น
สถานที่ใดๆ อันเป็นของลกู หน้ีตามคาพพิ ากษา เป็นต้น การกระทาจงึ ไมเ่ ปน็ ความผิดฐานบกุ รกุ

5. พระราชบัญญัติอื่นๆ เช่น ในกรณีที่ให้อานาจพนักงานที่จะเข้าไปยังสถานที่หรือท่ีดินของ
ประชาชนเพอื่ ตรวจสอบเร่อื งตา่ งๆ ตามพระราชบัญญัติต่างๆ เป็นต้น การกระทาของเจ้าพนักงานไม่
เปน็ ความผดิ ฐานบกุ รกุ

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 135

สว่ นท่ี 2
ความยนิ ยอมของผูเ้ สยี หาย

มีความผิดบางประเภทท่ีกฎหมายถือว่าจะเกิดข้ึนต่อเนื่องเป็นประเภทโดยปราศจา กความ
ยนิ ยอมของผเู้ สียหาย และยอมใหน้ าหลักทีว่ า่ เม่อื ยอมแลว้ ไมเ่ ปน็ ความผิด เชน่

1. ความผิดทเี่ กดิ ข้ึนโดยการบงั คบั ข่เู ข็ญหรอื หลอกลวง ความผดิ เหลา่ นค้ี วามผิดอยู่เอง เช่น
ความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามมาตรา 276,278 ความผิดต่อเสรีภาพมาตรา 309,313(2), 320 ความผิด
เกย่ี วกับเพศตามมาตรา 337 ถึงมาตรา 341 เปน็ ตน้

2. ความผิดบางประเภทท่ีเห็นได้โดยสภาพว่าจะเป็นความผิดข้ึนก็ต่อเม่ือผู้เสียหายไม่ได้
ยินยอม เช่น การลักทรัพย์ โกงเจ้าหนี้ ยักยอก ทาให้เสียทรัพย์ หรือบุกรุก ย่อมหมายถึงการเอา
ทรัพย์ไปโดยผ้เู สียหายไม่ยินยอม หากผ้เู สยี หายยินยอม ความผดิ ก็ไม่เกิด

3. ความผิดเกี่ยวกับชีวิตหรือร่างกายไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเพ่ือให้ความยินยอมแล้วไม่เป็น
ความผิด ดังนั้นความผิดเกี่ยวกับชีวิตหรือร่างกายแม้ผู้เสียหายจะให้ความยินยอมก็ยังเป็นความผิดอยู่
นั่นเอง นัยตามคาพิพากษาฎีกาถือว่าความยินยอมของผู้ถูกทาร้ายหาข้อแก้ตัวให้พ้นผิดไม่ ในคดีนั้น
จาเลย 2 คน ตอ้ งหาว่าทดลองฟันกันโดยวา่ อยู่ยงคงกระพัน แลมีบาดแผลด้วยกันท้ังสองคน คดีข้ึนสู่
ศาลอทุ ธรณ์ เฉพาะจาเลยคนหนง่ึ เท่านั้นศาลอุทธรณล์ งโทษฐานทาใหบ้ าดเจบ็ สาหัสโดยประมาท ศาล
ฎีกากล่าวคดีนี้ได้ความจาเลยไม่มีหลักฐานท่ีจะฟันกันโดยตรง มีข้อสงสัยอยู่แต่ว่าจะเข้าหรือไม่เท่าน้ัน
แตห่ ามีกฎหมายยอมใหท้ ากันเชน่ นน้ั ไม่ เมื่อฟนั กันมบี าดแผลก็ควรมีโทษฐานทาร้ายร่างกาย

วิธใี ห้ความยนิ ยอม
1. จะใหค้ วามยนิ ยอมโดยแสดงออกชัดแจง้ หรือแสดงออกโดยปริยายก็ได้ เช่น เข้าไปในบ้าน
เพื่อซ่อมแซมท่อน้าในระหว่างที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ หรือช่วยทาโทษเด็กท่ีกระทาความผิดในระหว่าที่
ผู้ปกครองไม่อยู่ หรือการเข้าเล่นกีฬาบางอย่างที่ต้องเส่ียงคาดหมายได้ว่าจะเกิดอันตรายแก่ตน ถือได้
วา่ เปน็ การยนิ ยอมใหท้ าอันตรายแกร่ ่างกาย แพทย์อาจทาการผ่าตัดได้ทั้งๆผู้ปุวยไม่สามารถแสดงความ
ยินยอมได้ ถ้าหากรอช้าไปอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตของเขา การถูกต้องร่างกายกันในชีวิตประจาวัน
สันนิษฐานไดว้ า่ ยินยอม
2. ความยินยอมน้ันผู้ยินยอมจะให้ความยินยอมโดยสมัครใจมิใช่ถูกบังคับขู่เข็ญหรือ
หลอกลวง
3. ความยินยอมจะต้องเป็นความยินยอมที่มีอยู่ในขณะกาลังกระทาผิดหรือแสดงออกก่อน
และยังคงมีอยู่มิได้เลิกเสียก่อนการกระทาผิดน้ันสิ้นสุดลง และความยินยอมนั้นจะต้องไม่ขัดต่อความ
สงบเรยี บร้อยหรือศลี ธรรมอันดี

136 เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา

คาถามท้ายบท

1. จงอธบิ ายสาระสาคญั ทางกฎหมายของการปูองกนั โดยชอบดว้ ยกฎหมายมาโดยละเอียด
2. จงอธิบายสาระสาคัญทางกฎหมายผลของการปอู งกันโดยชอบดว้ ยกฎหมายมาโดยละเอียด
3. ให้นิสติ อธิบายความหมายของ “การปอู งกันเกนิ สมควรแก่เหตุ” พร้อมยกตวั อยา่ งมา 1 ตวั อย่าง
4. ความยินยอมของผ้เู สยี หาย เปน็ เหตุยกเวน้ ความผดิ ทุกกรณหี รือไมอ่ ยา่ งไร
5. นายดาเช่ือว่าตนอยู่ยงคงกระพัน เน่ืองจากได้อาจารย์ดีสักตัวให้ จึงร้องขอให้นายขาวทดลองใช้มีด
ฟันตน แม้นายขาวจะบอกปัดอย่างไร นายดาก็อ้อนวอนให้ฟันตนเอง นายขาวจึงฟันไป 1 ครั้ง ปรากฏ
ว่านายดาไม่อยู่ยงคงกระพันอย่างที่คิด เลือดไหลท่วมตัวต้องนาส่งโรงพยาบาล เช่นนี้ความยินยอมของ
นายดาใช้ไดห้ รอื ไม่

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 137

อา้ งองิ ประจาบท

จิตติ ติงศภัทิย์, ศาสตราจารย์, คาอธิบายกฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 และตอน 3, (โรงพิมพ์แสง
ทองการพิมพ,์ 2513), หนา้ 198.

พิพัฒน์ จักรางกูร, อาจารย์, คาอธิบายประมวลกฎหมายอาญาภาค 1, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
กรงุ สยาม การพิมพ์, 2525), หนา้ 194.

หยุด แสงอุทัย, ศาสตราจารย์ ดร., กฎหมายท่ัวไป (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์, 2516), หนา้ 212.

138 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

บทท่ี 8
เหตยุ กเว้นโทษ

วัตถุประสงค์การเรียนประจาบท

1. อธบิ ายและวิเคราะห์วิวฒั นาการของกฎหมายเกีย่ วกบั เหตุยกเว้นโทษได้
2. อธิบายและวเิ คราะหก์ ารกระทาความผิดดว้ ยความจาเปน็ ได้
3. อธิบายและวิเคราะหเ์ หตุยกเว้นโทษอืน่ ๆ ได้

ขอบข่ายเนอ้ื หา

1. เหตยุ กเวน้ โทษเพราะการกระทา
2. เหตุยกเวน้ โทษเพราะหยอ่ นความรู้สกึ ผดิ ชอบ
3. เหตยุ กเว้นโทษเพราะความออ่ นดว้ ยอายุ
4. เหตุยกเว้นโทษเพราะความสมั พันธ์ทางสมรส

วิธีสอนและกิจกรรมการเรยี นการสอนประจาบท
1. การบรรยาย
2. การศึกษาเอกสารประกอบการสอน
3. ทาแบบฝกึ หัดทา้ ยบท

ส่ือการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. ประมวลกฎหมายอาญา

เอกสารประกอบการสอน วิชา กฎหมายอาญา 139

กรณีการกระทาท่ีครบองค์ประกอบความผิดและไม่มีกฎหมายบัญญัติยกเว้นความผิดแต่มี
กฎหมายบญั ญตั ยิ กเวน้ โทษผกู้ ระทามคี วามผดิ แต่ไม่ตอ้ งรับโทษ

เราไดก้ ลา่ วถงึ เหตุทีท่ าใหผ้ ้กู ระทามีอานาจทาได้มาแลว้ เมื่อมเี หตทุ ท่ี าให้ผู้กกระทามีอานาจทา
ได้ ผู้กระทาไม่ต้องรับผิดทาอาญาสาหรับความผิดนั้น เช่น กรณีท่ีได้กระทาการปูองกันโดยชอบด้วย
กฎหมาย หรือกรณีผ้เู สยี หายยนิ ยอมใหก้ ระทา ผู้กระทาไม่ต้องรับผิดทางอาญาต่อการกระทาเลย แต่
ทจ่ี ะกล่าวตอ่ ไปน้ี บทที่ 8 เรอื่ งเหตุยกเวน้ โทษนไี้ ม่ใชก่ รณที ่ีกฎหมายบัญญตั ิให้ผู้กระทามีอานาจทาได้
ซ่ึงถือว่าการกระทานั้นเป็นความผิด เพียงแต่กฎหมายคานึงถึงวัตถุประสงค์ในการลงโทษมุ่งถึงการ
ปราบปรามไม่ให้ผู้ท่ีถูกลงโทษคิดกระทาความผิดขึ้นอีก และดัดนิสัยให้ผู้น้ันกลับตัวเป็นพลเมืองดี
วัตถุประสงค์ในการลงโทษดังกล่าวมานี้จะใช้ได้ผลแต่เฉพาะผู้กระทาความผิดในขณะท่ีการกระทาและ
สภาพจิตใจปกติดี สาหรับผู้กระทาความผิดในขณะที่สภาพทางจิตใจไม่ปกติ หรือการกระทามิได้เกิด
จากความสมัครใจ ยังไม่ควรที่จะถูกลงโทษสาหรับความผิดน้ันเท่ากับการกระทาความผิดของผู้กระทา
ในขณะปกติ ในอาญาจึงได้บัญญัติเป็นเหตุยกเว้นและลดหย่อนอาญาไว้ สารับผู้กระทาความผิด
ในขณะไม่ปกติทางการกระทาและสภาพทางจิตใจกรณีเหตุยกเว้นและลดหย่อนอาญามีด้วยกันหลาย
เหตุดงั น้คี ือ

1. เหตทุ ีก่ ฎหมายยกเวน้ โทษสาหรับการกระทา
2. เหตุทเ่ี กย่ี วกับความไม่สามารถร้ผู ิดรชู้ อบหรือไมส่ ามารถบังคับตนเองได้
3. เหตเุ พราะออ่ นดว้ ยอายุ
4. เหตุความสัมพันธ์ทางสมรส

1. เหตุทก่ี ฎหมายยกเวน้ โทษสาหรับการกระทา แยกอธบิ ายเป็น 2 สว่ น คือ
ส่วนที่ 1 กระทาความผิดดว้ ยความจาเปน็
สว่ นที่ 2 กระทาตามคาสัง่ ของเจ้าพนกั งาน

สว่ นท่ี 1
กระทาความผิดด้วยความจาเปน็
การกระทาความผิดด้วยความจาเป็น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 67 บัญญัติว่า “ผู้ใด
กระทาความผดิ ด้วยความจาเปน็ ”
(1) เพราะอยู่ในที่บงั คบั หรือภายใต้อานาจซง่ึ ไม่สามารถหลกี เลีย่ งหรือขดั ขนื ได้ หรอื
(2) เพราะให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายทีใ่ กลจ้ ะถึง และไม่สมารถหลีกเล่ียงให้พ้นโดยวิธีอื่น
ใดได้ เม่ือภยนั ตรายมิไดก้ ่อให้เกดิ ขน้ึ เพราะความผิดของตน

จากมาตรา 67 นีจ้ ะเห็นวา่ การกระทาโดยจาเป็นแบ่งออกเป็น 2 อยา่ ง คือ
1. กระทาโดยจาเปน็ เพราะถูกบงั คบั ตามมารตา 67(1)
2. กระทาโดยจาเปน็ เพ่ือพ้นจากภยนั ตรายตามมาตรา 67(2)

140 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

เม่ือลักษณะอยา่ งใดอย่างหน่งึ ใน 2 อย่างข้างต้น ผู้กระทาก็ไม่ต้องรับโทษ ท้ังนี้ก็คือผู้การะทา
ยังมีความผิดอยู่ เป็นแต่ไม่ต้องรับโทษสาหรับการกระทาความผิดนั้นเหตุในการยกเว้นโทษให้แก่
ผกู้ ระทาความผดิ โดยจาเปน็ นี้ ทา่ นศาสตราจารย์ ดร. อทุ ิศ แสนโกศิก ไดก้ ลา่ วไวด้ ้วยกัน คอื

1. มองในแง่ผลในทางข่มขู่ของการลงโทษ ในเมื่อการมี่กาหนดโทษไว้ในกฎหมายอาญา
และมีการลงโทษเม่ือมีการฝุาฝืนกระทาผิดมาแล้วกลับมากระทาผิดซ้าขึ้นอีก และเป็นการข่มขู่ให้ผู้อ่ืน
เกรงกลัวไม่กลา้ กระทาผิดความผดิ ขึน้ บ้าง กค็ วรมกี ารลงโทษต่อเมื่อการลงโทษมีผลเป็นการข่มขู่เช่นว่า
นั้นเท่าน้ัน ในกรณีที่เห็นได้ว่าแม่จะมีการลงโทษแก่ผู้กระทาความผิดก็จะไม่มีผลเป็นการข่มขู่ การ
ลงโทษ การลงโทษในกรณเี ชน่ นัน้ กไ็ รป้ ระโยชนแ์ ละไมค่ วรกระทา เช่น ก. ใช้ปืนข่มขู่ ข. ให้ใช้ไม้ตีหัว
ค. ถา้ ไมต่ ีจะยิงให้ตาย หาก ข. ตีหัว ค. เพราะกลัว กง ยิงตาย การกระทาของ ข. เข้าลักษณะกระทา
โดยจาเป็นเพราะถูกบังคบั ตามมาตรา 67(1) ข. จะรู้ว่าหากตนตีหัว ค. ไปตามท่ีถูกข่มขู่ ตนจะต้องถูก
ลงโทษฐานทาร้ายร่างกายก็ตาม ก็น่าเช่ือว่า ข.คงตกลงใจตีหัว ค. อยู่น่ันเอง เพราะรู้ว่าถ้าตนไม่ตีหัว
ค. ตนจะถูก ก.ยิงตาย ฉะนั้นการลงโทษจึงไม่ มีผลเป็นการข่มขู่ ข. ไม่ให้ตีหัว ค. และก็คงไม่มีผลเป็น
การข่มขู่บุคคลอ่ืนให้ไม่กล้ากระทาความผิดหากเขาตกอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับ ข. ด้วยเหตุน้ีเราจึงไม่
ควรเอาโทษ ข. ในกรณีเชน่ นี้

2. มองในแง่ผลเสียหายแก่สังคม สมมติว่าสามารถจะข่มขู่ไม่ให้บุคคลกระทาความผิดได้
แม้เข้ากรณีที่ไม่สมควรจะข่มขู่ไว้กระทาโดยจาเป็นก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ไม่สมควรจะข่มขู่ไว้ด้วยโทษ
เพราะแม่เขาจะได้กระทาการอันเป็นความผิดข้ึนก็จริงแต่การท่ีเขาได้กระทาลงไปเน่ืองมาจากความ
จาเป็นบังคับ ถ้าไม่มีความจาเป็นเช่นนั้นเขาคงไม่กระทาและการท่ีเขากระทาความผิดไปนั้นทาให้มี
ผลเสียหายน้อยกว่า ถ้าเขางดเวนไม่กระทาผิด และเม่ือเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรเอาโทษแก่การกระทา
ความผิดของเขา เช่น ตามตัวอย่างข้างต้นเม่ือ ก. ใช้ปืนขู่ ข. ให้ใช้ไม่ตีหัว ค. ถ้าไม่ตีจะยิง ขง ให้ตาย
หาก ข. กลัวและตีหัว ค. แตก ผลเสียหายที่เกิดจากการกระทาของ ข. (คือ ค. หัวแตก) ยังน้อยหรือ
เบากว่าผลเสยี ทีจ่ ะเกิดขนึ้ ถา้ หาก ข. ไมก่ ระทาความผิด (คือ ข. จะถูกยงิ ตาย) จากท่ีได้กล่าวไว้ข้างต้น
วา่ การกระทาโดยจาเปน็ แบ่งออกเปน็ 2 ประการ ซง่ึ ท้งั สองประการนม้ี สี ภาพตา่ งกัน คือ

ข้อ 1. เป็นความจาเป็นเพราะอยู่ในที่บังคับ คือมีการบังคับหรือบงการให้กระทาการท่ีเป็น
ความผิดน้ันจากภายนอก ผู้ถูกบังคับมิได้ริเริ่มกระทาการน้ันข้ึนด้วยใจตนเอง ตาไม่มีทางจะทาอย่าง
อ่ืนได้ ในข้อ 2. เป็นความจาเป็นซ่ึงไม่มีการบังคับบงการให้แต่มีภยันตรายท่ีจะหลีกเลี่ยงและผู้กระทา
เลอื กหลกี เลี่ยงภยันตรายโดยวิธีกระทาการอันเป็นความผิดด้วยการเร่ิมของตนเองแม้หากทาอย่างอ่ืน
ได้ แคก่ ารกระทาอยา่ งอื่นนัน้ ก็ยงั ทาความเสียหายแก่ผู้อนื่ อยนู่ ้นั เอง ตอ่ ไปนี้จะได้อธิบายถึงการกระทา
โดยจาเป็นทงั้ 2 อยา่ ง ตามลาดบั

1. ได้กระทาโดยจาเปน็ เพราะถกู บงั คับ
การกระทาโยจาเป็นเพราะถูกบังคับอันมีผลให้ผู้กระทาไม่ต้องรับโทษ ตามารตา 67

ตอ้ งประกอบดว้ ยหลักเกณฑด์ ังน้ี คือ

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 141

1. การกระทาความผดิ ดว้ ยความจาเป็น
2. เพราะอย่ใู นบังคบั หรอื ภายใตอ้ านาจ
3. ซึง่ ไมส่ ามารถหลกี เลยี่ ง หรือขัดขืนได้
4. กระทาไปไม่เกนิ สมควรแกเ่ หตุ

(1) การะทาความผิดด้วยความจาเป็น หมายถึง การกระทานั้นเกิดจากความ
จาเป็นบังคับ การกระทาด้วยความจาเป็นน้ันเป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ผู้กระทาจาต้องทาถ้าไม่มี
ความจาเปน็ ตอ้ งกระทาก็ดี หรอื กระทาเกนิ ความจาเปน็ ไปกด็ ี กไ็ ม่ไดร้ บั การยกเว้น

(2) เพราะอยู่ในท่ีบังคับหรือภายใต้อานาจ หมายความว่า ความจาเป็นที่ต้อง
กระทาความผิดน้ันเป็นเพราะอยู่ในบังคับหรือภายใต้อานาจของบุคคลอื่น กล่าวคือ มีอานาจจาก
ภายนอกทาบังคับบงการผู้กระทาให้กระทาความผิดโดยการกระทาหรือไม่ ให้กระทาการอย่างใดอย่าง
หน่ึง โดยปกติเปน็ เร่อื งทีถ่ ้าผกู้ ระทาไมก่ ระทาความผิดตามทถ่ี ูกบงั คับตนจะต้องได้รับภยันตรายอย่างไร
ก็ตามการบังคับเช่นนี้มิใช่บังคับความรู้สึกทางจิตใจเท่านั้น แต่ต้องบังคับการกระทาด้วย เช่น ก. เป็น
ผรู้ า้ ยสาคัญหลบหนีจากการคุกมาได้เข้าไปในบ้านของ ข. แล้วขู่ว่าถ้าไม่ให้อาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน
และถ้านาความไปแจ้งต่อเจา้ หนา้ ท่ี ก. จะฆ่า ข. กลัวเพราะ ก. มีปืนอยู่ในมือจึงยอมให้ ก. หลบซ่อนอยู่
ในบ้านของตน เชน่ น้ีนบั ได้ว่า ข. ทาไปโดยอยู่ในทีบ่ ังคับหรอื ภายใตอ้ านาจแล้ว โดยถูก ก. บังคับขู่เข็ญ
ท้งั ความรู้สึกทางจิตใจและการกระทาด้วย ข. จึงมีความผิดต่อไม่ต้องรับโทษฐานช่วยผู้หลบหนีจากการ
คุมขังตามมาตรา 192 หรือเช่น ก. เอาปืนขู่ ให้ส่งเงินของ ค. มาให้ หรือบังคับ ข. ปลอมลายมือ ค.
หรือให้ ข. ขับรถพา ก. หลบหนีการจับกุมเหล่านี้ ข. มีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ การบังคับบงการน้ี
อาจเกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติหรือการการะทาของบุคคลหรือการการะทาของสัตว์ก็ได้ เช่นน้าท่วม
หรือถูกขังจึงเดินทางไปศาลตามหมายเรียกไม่ได้ ถูกสุขนัขไล่กัดไม่มีทางหนีต่อไปจึงต้องหนีเข้าไปใน
บา้ นผู้อ่ืน

ขอ้ สาคัญต้องเป็นการบังคับให้จาเป็นต้องทาตามโดยเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงแต่ทาให้เกิด
ความยากลาบากที่จะทาอย่างอ่ืนเท่าน้ัน แต่ถ้าอานาจภายนอกที่มาบังคับน้ีถึงขนากท่ีผู้เคลื่อนไหวกาย
ไม่สามารถท่ีจะเลือกได้ว่าจะกระทาหรือไม่ใช่เร่ืองกระทาโดยจาเป็นเพราะถูกบังคับแต่เป็นเร่ืองที่ผู้น้ัน
ไม่ทีความผิดเลยเพราะการเคล่ือนท่ี ไหวกายในกรณีเช่นนี้ไม่ใช่การกระทาตามกฎหมายของผู้นั้น เช่น
พายุไต้ฝุนพัด ก. ไปกระแทก ข. เปน็ อนั ตราย ไม่เรียกว่า ก. ทาร้ายร่างกาย ข. ด้วยความจาเป็น แต่ไม่
มีการกระทาของ ก. อันจะถือว่าเป็นการการทาความผิดเลย เช่นเดียวกับ ก.จับมือ ข. ด้วยกาลังกายที่
เหนอื กว่าและกดลายพมิ พน์ ิ้วมือของ ข. ลงไปในเอกสารเพอ่ื แสดงว่าเป็นลายมือของผู้อื่น ไม่เรียกว่า ข.
กระทาการปลอมหนังสือด้วยวิธีพิมพ์ลายนิ้วมือลงไป ปัญหาว่าถ้าผู้กระทาความผิดโดยความจาเป็น
เพราะถูกบังคับน้ีมิใช่เป็นผู้ได้รับภยันตรายยังเกิดแก่ผู้อ่ืน ดังนี้ผู้กระทาความผิดจะอ้างความจาเป็นได้
หรือไม่ สาหรับปญั หานี้ผู้เขียนเห็นว่าผู้กระทาความผิดอ้างถึงความจาเป็นได้ ไม่ว่าผู้ท่ีกระทาความผิด
นนั้ จะมคี วามสมั พันธก์ ับผ้ถู กู บังคับหรือไมก่ ต็ าม เช่น แดงบงั คบั ดาให้ตหี ัวเขียว โดยแดงเอาปืนจ่อไว้ที่

142 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

เหลือซึ่งเป็นบิดาของดาภยันตรายไม่เกิดแก่ดาโดยตรงแต่จะเกิดแก่เหลือง เช่นน้ีดาก็ยังอ้างว่ากระทา
โดยความจาเป็นเพราะถกู บงั คบั ไดถ้ ้าหากดาตีหัวเขียวเนื่องจากกลัวว่าบิดาจะถูกยิงตาย มีปัญหาต่อไป
ว่าภยันตรายที่จะได้รับหากไม่กระทาตามท่ีถูกบังคับนี้จะต้องเป็นภยันตรายชนิดใดจึงอ้างได้ว่ากระทา
โดยความจาเป็นเพราะถกู บงั คับ ถา้ เปน็ ภยนั ตรายทจ่ี ะเปน็ อันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกาย เช่น ถ้าไม่ทา
ตามที่ถูกบังคับจะต้องถูกฆ่าตายหรือถูกทาร้าย ก็คงไม่มีปัญหาแต่ถ้าเปูฯอันตรายต่อทรัพย์ เกียรติยศ
ชื่อเสียง หรือเสรีภาพ จะยกเป็นข้ออ้าวได้หรือไม่สาหรับปัญหาน้ี ผู้กระทาความผิดอ้างถึงความจา
เป็นได้ ถ้าหากความผิดที่เขากระทาเป็นเพียงความผิดเล็กน้อยแต่ภยันตรายที่จะเกิดแก่ทรัพย์
เกียรติยศ หรือเสรีภาพ ถ้าเขาไม่กระทาความผิดที่ถูกบังคับมีมาก เช่น ก. บังคับให้ ข. ตีหัว ค. 1 ที่
ถ้าไม่ตี ก. จะเผาบ้านของ ข. ให้มอดไหม้ไปทั้งหลัง อย่างนี้ความผิดท่ี ข. ทาไปเพียงตีหัว ค. 1 ที เป็น
ความผิดบานทาร้ายร่างกายแต่ถ้า ข. ไม่กระทาความผิดตามท่ี กง บังคับ ข. จะต้องสูญเสียบ้านไปท้ัง
หลงั ซ่งึ มีมากกว่าความผิดที่ ข. ทา ข. จึงอ้างถงึ ความจาเปน็ ได้

แต่ถ้าการทาให้เกิดความกลัวเน่ืองมาจากความนับถืออย่างเกรง เช่น บุตรกลัวบิดา
ภรยิ ากลัวสามี หรอื การบังคบั เกดิ จากเหตภุ ายในของผู้กระทาเอง เช่น ทาไปด้วยความโกรธ ความหึง
หวง เหล่านีอ้ ้างวา่ ทาไปเพราะความจาเปน็ ไม่ได้

(3) ซ่ึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หมายความว่า กระทาความผิดโดยความ
จาเป็นเพราะถกู บังคบั จะต้องปรากฏว่าผกู้ ระทาในท่ีบังคับหรือภายใต้อานาจ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยง
หรือขัดขืนได้จึงจาต้องกระทาความผิด ถ้าอยู่ในท่ีบังคับหรือภายใต้อานาจก็จริง แต่ผู้กระทายัง
สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ก็จะต้องหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่ยอมกระทาความผิดถ้าไม่หลีกเล่ียงหรือ
ขดั ขนื และไปกระทาความผิดเข้าก็จะมาอ้างว่ากระทาความผิดโดยจาเป็นเพราถูกบังคับเพ่ือให้โทษไม่ได้
เชน่ น้าท่วมเดนิ ทางมาศาลตามหมายเรียกโดยทางรถไฟไม่ได้ ก็อาจมาได้โดยทางเรือได้ทันเวลา หรือ
ผู้ที่ขู่บังคับไม่มีกาลังที่จะทาร้ายได้จริงจัง ผู้ที่ถูก๘อาจต่อสู้ขัดขืนได้ก็ไม่มีความจาเป็นที่จะต้องกระทา
ความผิดตามท่ถี ูกบังคบั ไมเ่ ปน็ ขอ้ แก้ตวั และหมายความตลอดถึงความจาเป็นที่เกิดขึ้นเพราะความผิด
ของผกู้ ระทาน้นั เองจะอ้างเป็นข้อแกต้ วั ไมไ่ ด้ กรณีที่ถือว่าถูกผู้กระทาไม่สามารถหลีเล่ียงหรือขัดขืนได้ก็
ต่อเมื่อตามพฤติการณ์ไม่วิถีทางซ่ึงผู้นี้จะกระทาความผิดตามท่ีถูกบังคับหรือยอมให้ภยันตรายเกิดขึ้น
ถูกขู่

(4) กระทาไปไม่เกินสมควรแก่เหตุ เมื่อปรากฏว่าผู้กระทาอยู่ในท่ีบังคับหรือภายใต้
อานาจซ่ึงไม่สามารถหลีกเล่ียงขัดขืนได้ จึงจาต้องกระทาความผิด การที่จะวินิจฉัยว่าเขาจะได้รับ
ยกเว้นทาคือไม่ตอ้ งรับโทษเลยตามาตรา 67 หรือไม่ ก็ต้องดูต่อไปว่าการกระทาของเขาเกินสมควรแก่
เหตุหรือไม่ ทจ่ี ะรวู้ า่ การกระทาของเขาเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ก็ต้องเปรียบเทียบดูว่าภยันตรายท่ีเขา
จะไดร้ บั กบั ความผิดท่ที าลงไปด้วยความจาเป็นท่ีน้อยกว่าก็ไม่เกินสมควรแก่เหตุ เช่น ก. ใช้ปืนขู่ ข. ให้
ตีหัว ค. 1 ที ข.ไม่ตี ค. ก.จะยิง ข. ให้ตาย อย่างน้ีภยันตรายท่ี ข. จะได้รับมีมากกว่าความผิดท่ี ข.
กระทา

เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา 143

ผลของการกระทาโดยจาเปน็ เพราะถกู บังคับตามารตา 67 (1) ถ้าได้กระทาไปไม่เกิน
สมควรแก่เหตุ ผกู้ ระทามคี วามผดิ แตไ่ มต่ อ้ งรบั โทษ

เว้นแต่ได้กระทาไปเกินสมควรแก่เหตุหรือเกินกว่ากรณีแห่งความจาเป็น ผู้กระทามี
ความผิดศาลจะลงโทษนอ้ ยกวา่ ที่กฎหมายกาหนดไว้สาหรับความผดิ นั้นเพยี งใดกไ็ ด้

2. กระทาโดยจาเปน็ เพอื่ พน้ จากภยันตราย
กระทาโดยจาเปน็ เพ่ือใหพ้ น้ จากภยนั ตราย อันจะมผี ลให้ผู้กระทาไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 67
ตอ้ งประกอบด้วยกลกั เกณฑด์ ังน้ี คือ
1. ภยนั ตรายซง่ึ ผู้กระทามิได้ก่อให้เกอดขึ้นเพราะความผิดของตนและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะ

ถงึ
2. ไม่สามารถหลีกเล่ียงให้ตนเองหรือผู้อ่ืนพ้นจากภยันตรายน้ันโดยวิธีอ่ืนใดได้ จึงจาต้อง

กระทาความผิดเพื่อใหพ้ น้ จากภยันตรายน้นั
3. กระทาไปไมเ่ กนิ สมควรแก่เหตุ

1. ภยันตรายซ่ึงผู้กระทามิได้ก่อให้เกิดข้ึนเพราะความผิดของตนและเป็นภยันตรายที่ใกล้
จะถึง

ก. ภยันตรายทีเ่ กดิ ข้นึ จะเป็นภยนั ตรายต่อชวี ติ รา่ งกาย ชือ่ เสยี ง หรอื ทรัพย์สนิ หรือสิทธิอื่น
ใดกไ็ ด้ กฎหมายมิได้จากัดไว้แต่ประการใด ทั้งมิได้จากัดว่าต้องเป็นอันตรายต่อสิทธิดังเช่นท่ีระบุไว้ใน
มาตรา 68 เพราะการกระทาโดยจาเป็นมิใช่สิทธิภยันตรายท่ีเกิดขึ้นจึงไม่ต้องเกิดจากการประทุษร้าย
อันละเมิดต่อกฎหมายอย่างการกระทาโดยปูองกันตามาตรา 68 อาจจะเป็นท่ีเกิดจากธรรมชาติจาก
สัตว์หรือจากบุคคลกระทา เช่น ช้างปุาไล่ทาร้าย จึงยิงช้างเพื่อปูองกันชีวิตไว้ ถือว่าการกระทาโดย
จาเป็นไมผ่ ิดต่อพระราชบญั ญัตชิ ้างปุา พ.ศ.2464 (คาพิพากษาท่ี 110/2470) บางกรณีแม้จะเป็นภัยท่ี
เกดิ จากการละเมิดตอ่ กฎหมาย ก็ยังอยู่ในความหมายของมาตรา 67(2) ได้ด้วย ถ้าผู้กระทาหลีกเลี่ยง
ภัยนั้นโดยกระทาความผิดต่อผู้อื่นไม่ใช่ผู้ก่อภัย เช่น มีคนไล่ตี บ. บ. ว่ิงหนีจะเข้าห้อง ก. ก. กั้นไว้ บ.
แทง ก. แล้วว่ิงหนีเข้าห้องไป การกระทาของ บ. เป็นการกระทาโดยจาเป็น (คาพิพากษาฎีกาท่ี
307/2489) เกิดจลาจลยิงกันข้ึน คนท่ีขับรถยนต์อยู่แถวนั้นจึงต้องขับรถเร็วกว่ากฎจราจรเป็นการ
กระทาโดยจาเปน็ ได้รบั เวน้ โทษและถือเป็นประมาท (คาพิพากษาฎีกาท่ี 104/2674) ข้อสาคัญภัยน้ัน
ต้องไม่ชาภัยที่ผู้กระทาความผิดจาต้องยอมรับ ถ้าภัยนั้นเป็นภัยท่ีผู้กระทาความผิดจาต้องยอมรับก็จะ
กระทาความผดิ เพอ่ื หลกี เล่ยี งภัยนน้ั ไม่ได้

อน่ึง ภัยนั้นจะเป็นภัยต่อผู้กระทาความผิดเองหรือต่อผู้อื่นก็ได้ เช่น ไฟจะไหม้บ้าน ก. และ
ไหมต้ อ่ ไป ข. อาจพังบ้าน ค. เพื่อตัดทางไฟได้ หรือ ก. เอาเรือของ ข. ไปใช้ในทางที่ผิด กฎหมายเพ่ือ
ชว่ ยชีวติ ค. ที่กระโดดนา้ ตาย ถอื วา่ เปน็ การกระทาโดยจาเป็น ผู้อื่นทีไ่ ด้รับภยันตรายอาจเป็นผู้กระถูก
กระทาด้วยความจาเป็นนั้นเองก็ได้ เช่น เม่ือมีความจาเป็นโดยฉุกเฉินผู้ไม่ใช่แพทย์อาจทาการรักษา

144 เอกสารประกอบการสอน วชิ า กฎหมายอาญา

ผู้ปุวยได้ แพทย์อาจทาแท้งเพ่ือช่วยชีวิตหญิงที่จะฆ่าตนเองเพราะจิตไม่ปกติเน่ืองจากการมีครรภ์ได้
หรอื แพทยอ์ าจตัดขาผูท้ ซ่ี ึง่ ถูกรถชนเพอ่ื ชว่ ยมิให้ผู้น้ันตายก็ได้ หรือนักโทษอดอาหารประท้วงเจ้าหน้าท่ี
เรอื จา อาจใหอ้ าหารโดยวธิ ีบงั คบั ได้ หรือกรณบี คุ คลสมัครใจฆ่าตัวตาย แล้วเข้าไปช่วยปัดปูองมิให้ฆ่า
ตัวตาย เหล่านี้เปน็ การกระทาโดยจาเปน็ ทั้งสิ้น

ข. ภยันตรายน้ันไม่ได้เกิดเพราะความผิดของผู้กระทา หมายความว่าภัยท่ีเกิดข้ึนน้ันผู้กระทา
โดยจาเปน็ จะต้องมิใช่เป็นผู้กอ่ ข้นึ ถ้าภยันตรายเกดิ เพราะความผิดของผ้ใู ดแลว้ ผู้น้ันย่อมจะต้องรับผล
จากภัยพิบัติน้ัน ตนจะกระทาความผิดอีกอย่างหนึ่งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภยันตรายน้ันย่อมไม่ได้ เช่น ก.
เจตนาเผาบ้านตัวเอง เห็นว่าเพลิงจะลุกไหม้บ้าน ข. และลามไปไหม้บ้าน ค. จะพังบ้าน ข. เพ่ือมิให้ไฟ
ไหม้บ้าน ค. ดงั นี้ ก. จะอ้างวา่ การพงั บ้าน ข. กระทาโดยจาเปน็ มิได้

ค. ภยันตรายท่ีเกิดขึ้นน้ันต้องเป็นภยันตรายท่ีใกล้จะถึง หมายความว่า เป็นภยันตรายท่ีกาลัง
จะปรากฏอยเู่ ฉพาะหน้า กล่าวคือ ภยันตรายนนั้ กาลงั จะเกิดข้นึ หรอื เกิดขึน้ แลว้ และกาลงั เกดิ อย่ตู ่อไป

2. ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายน้ันโดยวิธีอ่ืนใดได้จึงจาต้อง
กระทาความผิดเพื่อให้พ้นจากภยันตรายนั้น หมายความว่า หนทางที่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นจาก
ภยันตรายนน้ั มีอยู่ทางเดียวคือต้องกระทาความผิด จึงจะอ้างความจาเป็นได้ ถ้าหนทางที่จะหลีกเล่ียง
ให้พ้นจากภยนั ตรายมีอยู่หลายวิธี ก็ตอ้ งเลอื กวิธที ถี่ ูกกฎหมาย เพราะถ้ามีวิธีจะหลีกเล่ียงภยันตรายอยู่
หลายวิธี ก็ต้องเลือกใช้วิธีที่ถูกกฎหมาย เพราะถ้ามีวิธีท่ีจะหลีกเลี่ยงภยันตรายอยู่หลายวิธี บางวิธีก็
ถูกกฎหมายบางวิธีก็ผิดกฎหมาย ยอ่ มไมเ่ ปน็ การจาเปน็ ทีจ่ ะตอ้ งทาผิดกฎหมายเพ่ือให้พ้นภยันตรายน้ัน
ควรหลีกเลยี่ งไปใช้วธิ ีท่ถี ูกกฎหมาย1

3. กระทาไปไม่เกินสมควรแก่เหตุ ผู้กระทาความผิดโดยความจาเป็นเพื่อให้พ้นภยันตราย
จะไดร้ บั ยกเวน้ โทษตอ่ เมือ่ ได้กระทาไปไมเ่ กินสมควรแก่เหตุ กรณีที่จะพิจารณาว่าเป็นการกระทาเกิน
สมควรแก่เหตุหรือไม่ก็ใช้หลักทรัพย์พิจารณาเช่นเดียวกับการกระทาโดยจาเป็นเ พราะถูกบังคับท่ีได้
กล่าวมาแล้วผลของการกระทาโดยจาเป็นเพ่ือพ้นจากภยันตรายตามมาตรา 67(2) มีเช่นเดียวกับ
มาตรา 67(1)

มีข้อแตกต่างระหว่างการกระทาโดยจาเป็นเพราะถูกบังคับตามมาตรา 27(1) กับการ
กระทาโดยจาเปน็ เพอ่ื พ้นจากภยันตรายตามมาตรา 67(2) มดี งั น้ี

ก. ภยันตรายในมาตรา 67(2) เพียงแต่ใกล้จะถึงเท่านั้น โดยให้อานาจผู้กระทาว่าจะ
กระทาได้เมอื่ มที างหลกี เล่ยี งโดยวธิ อี นื่ ใดกไ็ ด้

1 อุทิศ แสนโกศิก, กฎหมายอาญา ภาค 1, (พระนคร : ศูนยบ์ ริการเอกสารและวชิ าการ กองวชิ าการ กรมอยั การ, 2525),
หนา้ 113.


Click to View FlipBook Version