The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ป.5 วิจัย ดาว ชนิกานต์2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chockychoki, 2022-09-04 04:12:07

ป.5 วิจัย ดาว ชนิกานต์2564

ป.5 วิจัย ดาว ชนิกานต์2564



ประกาศคณุ ูปการ

รายงานการพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรือ่ ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา
ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ฉบบั น้ี จัดทำ
ขึน้ โดยสรุปผลการพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา
ว15101 ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยพัฒนา
ควบค่กู บั แผนการจดั การเรียนรู้ ปีการศึกษา 2564

ขอกราบขอบพระคุณนางสาวปิยภัทร ทองพรม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าเรือ นาง
ณัฐพร หิรัญมาศ รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าเรือ และผู้เช่ียวชาญ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง ที่
กรุณาใหค้ ำแนะนำ ปรกึ ษา และตรวจสอบ ความถูกตอ้ งในผลงานครั้งน้ี

ขอขอบคุณเพ่ือนครูโรงเรียนวัดท่าเรือ ทุกท่านที่ให้คำแนะนำปรึกษา ให้การ
สนบั สนนุ รวมท้งั ให้กำลงั ใจ ตลอดระยะเวลาทีด่ ำเนนิ การปฏิบตั ิงาน

คณุ คา่ และประโยชน์อนั พึงมใี นคร้ังนี้ ขอน้อมบูชาแด่พระคุณบดิ ามารดา ญาตพิ น่ี ้อง
ตลอดจนครู อาจารย์ ทุกทา่ น ท่ีได้ใหก้ ารอบรมส่ังสอน ใหข้ า้ พเจา้ สามารถดำรงตนและ
บรรลุผลสำเรจ็ แหง่ ชวี ติ จวบจนปัจจบุ นั

ชนกิ านต์ ปัญจเวทกี ลุ



ช่ือเรอื่ ง การพฒั นาชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผรู้ ายงาน ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5
โรงเรยี น นางสาวชนิกานต์ ปัญจเวทกี ุล
ปที ีศ่ ึกษาวิจัย โรงเรียนวดั ท่าเรอื
ปกี ารศกึ ษา 2564

บทคัดยอ่

การศึกษาค้นคว้าคร้ังนี้ มีความมุ่งหมายดังนี้ 1) เพ่ือหาประสิทธิภาพของชุด
กิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)
เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้เร่ือง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 3) เพ่ือศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง
ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วย ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็น
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/2 กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวัด
ท่าเรือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน เครื่องมือทีใ่ ช้ในการศึกษาค้นคว้าคร้ังน้ี คือ
1) ชุดกิจกรรมการเรียนรเู้ ร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 2) แผนการจัดการเรียนรู้เร่ือง ดาว
รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 และ
4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองดาว
รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 5 สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E1 / E2 ) ค่าดัชนีความสอดคล้อง

( IOC ) ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเช่ือม่ันของแบบทดสอบ ค่าดัชนี
ประสิทธผิ ล และการทดสอบสมมตฐิ านใช้ t - test (Dependent Samples)

ผลการศกึ ษาคน้ คว้า ปรากฏดงั น้ี
1. ชดุ กิจกรรมการเรียนรทู้ ผ่ี ู้รายงานสร้างข้ึนมปี ระสทิ ธภิ าพเท่ากบั 85.00/82.00

ซ่งึ สงู กว่าเกณฑ์ 80/80 ทตี่ ้ังไว้
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรยี นอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดบั .01

3. ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่า
เท่ากับ 0.7008 แสดงว่า นักเรียนท่ีเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มี
ความรเู้ พม่ิ มากขึน้ 0.7008 หรือคดิ เป็นร้อยละ 70.08

4. การประเมนิ ระดบั ความพงึ พอใจของนักเรียนต่อการเรยี นด้วยชดุ กิจกรรม
การเรียนรู้ พบว่า นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดท่าเรือ สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาว
รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 5 โดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั มากที่สดุ



สารบญั

บทท่ี หน้า

ประกาศคุณูปการ ..................................................................................................... ก
บทคัดย่อ ................................................................................................................... ข
สารบญั ..................................................................................................................... ง
1 บทนำ ........................................................................................................................ 1
ความเป็นมาและความสำคญั .................................................................................... 1
ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นควา้ ......................................................................... 3
สมมตฐิ านของการศึกษาค้นคว้า ............................................................................... 4
ขอบเขตของการศกึ ษาค้นควา้ .................................................................................. 4
นิยามศัพท์เฉพาะ ...................................................................................................... 5
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ ....................................................................................... 6
8
2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้อง................................................................................... 8
8
การจัดสาระการเรยี นรูก้ ล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี .................. 28
หลกั การจดั การเรยี นการสอนโดยยึดผูเ้ รียนเป็นสำคญั ............................................. 36
แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ......................................................... 49
ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ............................................................................................... 56
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ............................................................................................ 58
ดชั นปี ระสิทธผิ ล ....................................................................................................... 60
แนวคิดเก่ยี วกบั ความพึงพอใจ .................................................................................. 63
งานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง ................................................................................................... 64
กรอบแนวคิดของการศกึ ษา ...................................................................................... 64
65
3 วิธดี ำเนินการศึกษาคน้ คว้า ....................................................................................... 66
72
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ....................................................................................... 73
เครือ่ งมอื ท่ีใช้ในการศกึ ษาคน้ คว้า ............................................................................. 74
วธิ ีการสร้างเครอื่ งมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ ............................................
วิธดี ำเนินการทดลอง .................................................................................................
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล ...................................................................................................
สถิติที่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล .................................................................................

สารบญั (ต่อ)

บทท่ี หนา้

4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล .............................................................................................. 79
5 สรปุ ผล อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ ..................................................................... 86
90
สรปุ ผลการศกึ ษาค้นควา้ .......................................................................................... 92
อภปิ รายผลการศกึ ษาค้นควา้ .................................................................................... 94
ขอ้ เสนอแนะ .............................................................................................................

บรรณานุกรม ............................................................................................................ 96

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญ

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญย่ิงในสังคมโลก เพราะวิทยาศาสตร์เก่ียวข้องกับ
ชีวิตของทุกคน ทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่าง ๆ เครื่องมือเคร่ืองใช้เพ่ือ
อำนวยความสะดวกในชีวิตและในการทำงาน ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับ
ความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อ่นื ๆ ความรูว้ ิทยาศาสตรช์ ่วยให้เกิดองค์ความรู้และความเข้าใจ
ในปรากฏการณ์ธรรมชาติมากมาย มีผลให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างมาก วิทยาศาสตร์
ทำให้คนไดพ้ ัฒนาวธิ ีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มี
ทกั ษะท่ีสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ระบบ สามารถ
ตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานท่ีตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรม
ของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งความรู้ (Knowledge based society) ทุกคนจึงจำเป็นต้อง
ได้รบั การพฒั นาให้รู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy for all) เพ่ือท่ีจะมีความรคู้ วามเข้าใจโลก
ธรรมชาติและเทคโนโลยที ีม่ นุษย์สร้างสรรค์ข้นึ และนำความรู้ไปใชอ้ ยา่ งมีเหตผุ ล สร้างสรรค์ มี
คณุ ธรรม ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่นำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวติ ท่ีดี แต่ยังช่วยให้คน
มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเก่ียวกับการใช้ประโยชน์ การดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนา
สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและย่ังยืน (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี. 2546 : 1)

ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงได้มีนโยบายปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตร์ ระดับ
ประถมศึกษาให้สอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงในอนาคต โดยได้ปรับปรุงหลักสูตรให้มี
ความยืดหยุ่นมากขึ้น มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ท้ังด้านความคิด การปฏิบัติ ซึ่งเห็นได้จาก
การที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยพี ยายามปรับปรงุ หลักสูตรวิทยาศาสตร์
ให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสามารถของนักเรียน จึงกำหนดจุดประสงค์ของหลักสูตร
วิทยาศาสตร์ไว้เพ่ือให้นักเรียนมีความเข้าใจในหลักการ ทฤษฎีท่ีเป็นพ้ืนฐานของวิทยาศาสตร์
ขอบเขต ธรรมชาติ และข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์ มีทักษะท่ีสำคัญในการศึกษาค้นคว้าและ
คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถ
ในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ
ตระหนกั ถงึ ความสมั พันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนษุ ยแ์ ละสภาพแวดล้อมในเชิง ท่ี
มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน สามารถนำความรู้ ความเข้าใจในเร่ืองวิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชนต์ ่อสังคม และการดำรงชวี ิต เป็นคนมจี ิตวิทยาศาสตร์ มคี ุณธรรม
จรยิ ธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยา่ งสรา้ งสรรค์ (สถาบันส่งเสรมิ การสอน
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546 : 1 - 4)

จากข้อมูลผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี 5 โรงเรียนวัดท่าเรือ สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 1ปี
การศึกษา 2563 ค่าเฉลี่ยของคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ ไม่บรรลุเปา้ หมายทีต่ ้ังไว้ จึงจำเป็นอยา่ งยิ่ง
ทีจ่ ะตอ้ งจดั กิจกรรมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละนำเทคนิคใหม่ ๆ มาพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
ให้สูงข้ึน โดยภาพรวมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ยังต่ำกว่าเกณฑ์
มาตรฐาน ทั้งน้ีอาจเนื่องมาจากสาเหตุ คือ ครูไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้
นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตามจุดประสงค์ของหลักสูตร นักเรียนขาดความกระตือรือร้นในการ
เรยี น ขาดกระบวนการในการเสาะแสวงหาความรู้ และบรรยากาศในชน้ั เรียนนา่ เบือ่ หนา่ ย (ทวี
พร ดิษฐ์สำเริง. 2544 : 28) ดังน้ันครูผู้สอนจึงต้องพัฒนาตนเอง โดยค้นคว้าหาความรู้เรื่อง
การสอน การผลิตสื่อและใช้สื่อ เพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ และ
หลักการของหลักสูตรตามพระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ หมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษา
มาตราที่ 24 เนน้ การจดั เน้อื หาสาระและกจิ กรรมให้สอดคล้องกบั ความสนใจและความถนัด มี
การฝึกทักษะกระบวนการคิด การประยุกต์ความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเน้นการจัด
กิจกรรมให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน
ใฝ่รู้ โดยจัดสภาพแวดล้อม ส่ือการสอน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ (สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาต.ิ 2542 : 12)เพิ่มประสทิ ธภิ าพในการสอน การจัดการเรยี น การ
สอนของครูผู้สอนควรเลือกวธิ ีการสอนทเ่ี นน้ ใหน้ กั เรียนมีประสบการณ์ดว้ ยตนเองให้มากทีส่ ดุ ให้
นักเรียนค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์หลายแบบในการเรียนการ
สอนแต่ละคร้ัง โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน ครูผู้สอนต้องคำนึงเสมอว่าการสอน
ท่ีมีประสิทธิภาพนั้น ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กับความก้าวหน้าในการเรียน วิธีสอน และเน้ือหาวิชา
(ภพ เลาหไพบูลย์. 2545 : 122) นอกจากวิธีการสอนที่หลากหลายแล้ว ส่ิงที่ช่วยให้นักเรียน
เรียนรู้ได้ตรงตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายคือการนำนวัตกรรมทางการศึกษามาช่วยในการ
เรียนการสอน เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาให้สูงขึ้น สามารถตรวจสอบได้ ตลอดจนช่วยให้
นักเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน (ชม ภูมิภาค. 2548 : 98) ซึ่งนวัตกรรมทางการศึกษาน้ี คือ ชุด
กิจกรรมการเรยี นรู้

ชดุ กจิ กรรมการเรียนรเู้ ปน็ นวัตกรรมทางการศึกษาทม่ี ลี ักษณะเปน็ สือ่ ประสม ที่จัดข้ึน
สำหรับหนว่ ยการเรียนตามหัวข้อเน้ือหาที่ต้องการจะให้นักเรียนไดร้ ับความรู้อย่างมีประสิทธภิ าพ
ช่วยให้ผู้สอนเกิดความมั่นใจ พร้อมท่ีจะสอน และช่วยให้นักเรียนกับผู้สอนมีโอกาสปฏิบัติ
กิจกรรมร่วมกัน เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตอบสนอง ความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่ง
เปิดโอกาสให้นักเรยี นมอี ิสระในการเรียนตามความสามารถและความสนใจ โดยมีครูคอยแนะนำ
ช่วยเหลือ (บุญเก้ือ ควรหาเวช. 2543 : 91 - 93) ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้วิธีการทำงาน
เป็นขั้นตอน ใช้เหตุผลในการวางแผนอย่างมีระบบได้อย่างเหมาะสม จากใบความรู้ กิจกรรม
แบบฝึกหัด และแบบทดสอบ ตลอดจนสื่อต่าง ๆ ที่ครูผู้สอนเตรียมไว้อย่างมีระบบ แล้วยังทำ
ให้นักเรียนสามารถทราบผลการปฏิบัติกิจกรรมน้ัน ๆ ได้อย่างรวดเรว็ ไม่เกิดความเบ่ือหน่ายต่อ
การเรียน (สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ. 2545 : 51) ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มี

ประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ กาญจนา ฉ่ำแสง (2541 : บทคัดย่อ) ศิริชัย
จีรจีรังชัย (2545 : บทคัดย่อ) จุฬาลักษณ์ ไชยสกุล (2546 : บทคัดย่อ) สมโภช ภู่สุวรรณ
(2546 : บทคัดย่อ) ถวิล กล้าเกิด (2548 : บทคัดย่อ) และคนอื่น ท่ีทำการวิจัยเก่ียวกับการ
พฒั นาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ซง่ึ สรุปได้ว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ที่
มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์มาตรฐาน จะทำให้นักเรียนมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นสงู ข้ึน

เรื่องดาวเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้วัฏจักร ซึ่งเป็น
การศึกษาเกี่ยวกับการดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ ซึ่งมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ แต่
ครูผูส้ อนยงั ไมส่ ามารถจดั กิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง ดาว ท่ีทำให้นักเรียนเช่ือมโยงความรทู้ ่ี
ได้รับกับสถานการณ์จริงได้ดังนั้น การจัดกระบวนการเรียนการสอนควรจะนำนวัตกรรมมาช่วย
ในการเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการเรียนการสอน

จากปัญหาในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และความสำคัญของชุดกิจกรรม
การเรียนรู้ ดังที่ได้กล่าวมานั้น ทำให้ผู้รายงานสนใจท่ีจะพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้มาใช้เป็น
เทคนิคในการนำเสนอเน้ือหา เรอ่ื ง ดาว โดยออกแบบและพฒั นาให้เป็นชดุ กจิ กรรมการเรียนรทู้ ่ี
มีความเหมาะสมต่อการเรียนรู้สำหรับนักเรียน อันจะช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับเร่ือง ดาว และเพ่ือเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ดำเนินไปอย่าง
มปี ระสิทธิผล อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาการเรียนการสอน และนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา
ตอ่ ไป

ความมุ่งหมายของการศึกษาคน้ คว้า

การศกึ ษาค้นควา้ ครัง้ น้ผี รู้ ายงานไดต้ ัง้ ความมุ่งหมายของการศึกษาคน้ ควา้ ไวด้ ังนี้
1. เพอ่ื หาประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้เร่อื ง ดาว รายวชิ า

วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80

2. เพอ่ื เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นระหว่างกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น
ด้วยชุดกจิ กรรมการเรียนรู้เรื่อง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุม่ สาระการ
เรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5

3. เพอื่ ศึกษาดัชนีประสทิ ธิผลของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้เรอ่ื ง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี 5

4. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรียนด้วยชดุ กิจกรรมการเรียนรู้
เรอื่ ง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5

สมมติฐานของการศึกษาคน้ ควา้

การศึกษาค้นควา้ ในครง้ั นผี้ ู้รายงานไดต้ งั้ สมมตฐิ านการศกึ ษาคน้ คว้าไวด้ งั น้ี
1. ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้เรอื่ ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์รหัสวชิ า ว15101 กล่มุ

สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 ทีผ่ ู้รายงานพฒั นาข้ึน มี
ประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80

2. นกั เรียนท่เี รียนด้วยชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ือง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 มี
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี น

3. นกั เรียนที่เรยี นด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5 มีคา่
ดัชนปี ระสิทธผิ ลไม่น้อยกว่า .50 ขึ้นไป

4. นกั เรยี นทเ่ี รยี นดว้ ยชุดกิจกรรมการเรยี นรู้เรื่อง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 มี
ความพงึ พอใจตอ่ ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้อยใู่ นระดับมากทีส่ ุด

ขอบเขตของการศกึ ษาคน้ ควา้

เพ่อื ใหก้ ารศกึ ษาค้นคว้าในครั้งนีเ้ ปน็ ไปตามความมุง่ หมายของการศึกษาค้นคว้า
ท่ีตง้ั ไว้ ผู้รายงานได้กำหนดขอบเขตการศึกษาค้นคว้าดงั นี้

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ไดแ้ ก่ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปี 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา

2564 โรงเรยี นวัดท่าเรือ สังกดั สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาระยอง เขต1 จำนวน
1 หอ้ งเรยี น ได้แก่นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 นกั เรียนจำนวน 34 คน

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5/2 ภาคเรียนท่ี 2
ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนวดั ท่าเรือ สังกัดสำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาระยอง
เขต1 ซึ่งได้มาโดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน

2. เน้อื หา
เนือ้ หาท่นี ำมาสร้างชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์

รหสั วชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ตาม
หลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ของ
กระทรวงศึกษาธิการ แบง่ เน้ือหาออกเปน็ 2 ชุดดังนี้

ชดุ ที่ 1 เร่อื ง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
ชดุ ที่ 2 เรือ่ ง การขนึ้ และตกของดาว

3. ระยะเวลาท่ีใช้ในการทดลอง คอื ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564
โดยใช้เวลา 4 ชัว่ โมง (ไมร่ วมเวลาในการทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น)

4. ตวั แปรทศี่ กึ ษา
4.1 ตัวแปรตน้ ไดแ้ ก่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนโดยใช้

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้เร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5

4.2 ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ประสทิ ธิภาพของชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียน ดชั นปี ระสทิ ธิผล และความพงึ พอใจของนักเรยี น ตอ่ ชุด
กิจกรรมการเรยี นรู้เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5

นิยามศัพท์เฉพาะ

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ชุดสอื่ ประสม ซ่ึงผลิตข้นึ อยา่ งมีระบบ
มีขน้ั ตอน มีความสอดคลอ้ งกับจุดมุ่งหมาย เนื้อหาวชิ า ที่สามารถนำมาใช้ในการเรยี นการสอน
เพอื่ ให้ผเู้ รียนไดศ้ ึกษา และปฏิบตั กิ ิจกรรมด้วยตนเองเกดิ การเรยี นรดู้ ้วยตนเองตามความสามารถ
และเกดิ การเรียนรไู้ ด้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ

2. ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตรร์ หสั วิชา ว15101 กล่มุ
สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มจี ำนวน 2 ชุด คือ

ชดุ ท่ี 1 เร่อื ง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
ชดุ ท่ี 2 เรอ่ื ง การข้นึ และตกของดาว
3. การเรยี นดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้เร่ือง ดาว หมายถงึ การเรียนโดยท่คี รูให้
นกั เรียนเรยี นรู้จากชดุ กิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์รหัสวชิ า ว15101 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ซึ่งผู้รายงานพัฒนาข้ึน
จำนวน 2 ชุด
4. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเขา้ ใจ เรอ่ื งดาว ของนักเรยี น
โดยพิจารณาจากคะแนนท่ีทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นที่ผู้รายงานสรา้ งข้ึน จำนวน
40 ข้อ
5. ประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์รหัส
วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 มี
ประสิทธิภาพเชงิ ประจักษ์ โดยตง้ั เป้าหมายไว้ที่ 80/80 มีความหมาย ดงั น้ี
- 80 แรก หมายถึง ประสิทธภิ าพของกระบวนการในการเรยี นดว้ ยชดุ กิจกรรม
การเรียนรู้เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 คิดจากร้อยละของคะแนนเฉล่ีย ท่ีนักเรียนท้ังหมด
สามารถทำแบบทดสอบหลงั เรยี นของชุดกจิ กรรม การเรยี นรู้ในแต่ละชดุ มคี ่ารอ้ ยละ 80 ขนึ้ ไป

- 80 หลงั หมายถึง ประสทิ ธภิ าพของผลลัพธใ์ นการเรยี นด้วยชุดกจิ กรรม
การเรียนรู้เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์รหัสวิชา ว15101 กลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 คิดจากร้อยละ ของคะแนนเฉลีย่ ของนักเรยี นท้ังหมดที่
สามารถตอบแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นเร่ือง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์รหัสวิชา
ว15101 กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5 หลงั จากเรยี น
ดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้มคี ่าร้อยละ 80 ขึ้นไป

6. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถงึ เครอ่ื งมือวดั ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นกอ่ นเรียนและหลังเรียนดว้ ยชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้เร่อื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ที่
ผรู้ ายงานพฒั นาข้ึน เปน็ ข้อสอบแบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ขอ้

7. นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 หมายถึง นักเรยี นโรงเรียนวดั ท่าเรอื
สงั กดั สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาระยอง เขต1 ท่กี ำลงั ศึกษาอยู่ช้นั ประถมศึกษา
ปที ่ี 5 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564

8. ดชั นีประสิทธิผล หมายถึง ค่าสถิติตัวบ่งชีถ้ ึงประสทิ ธิภาพของชดุ กจิ กรรม
การเรียนรู้เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 อันกอ่ ใหเ้ กดิ ความก้าวหน้าของผเู้ รียน

9. ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรสู้ กึ ความนึกคิด ความช่ืนชม การเหน็ คณุ ค่า
และความสำคญั ต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เร่ือง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์รหัส
วชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ท่ีวัดโดยใช้
แบบประเมินความพึงพอใจที่ผรู้ ายงานพฒั นาขึ้น

ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รบั

1. ได้ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้เรื่อง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์รหัสวิชา ว15101 กลมุ่
สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
80/80

2. ไดแ้ นวทางในการนำชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ไปใชใ้ นการเรยี นการสอนและปรบั ปรุง
วิธีการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ท่มี คี ณุ ภาพเหมาะสมยิ่งขึ้น

3. ครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 ได้อย่างม่นั ใจและเป็นไปตามจุดประสงค์
การเรยี นรู้

4. เป็นกจิ กรรมการเรยี นการสอนทีเ่ น้นผู้เรียนเปน็ สำคญั

5. ไดแ้ นวทางในการสรา้ งชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ในเร่อื งอื่น ๆ ใหแ้ พร่หลายตอ่ ไป

บทท่ี 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในการศกึ ษาคน้ คว้าคร้งั นี้ ผูร้ ายงานไดศ้ กึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้อง
โดยจดั เรียงตามลำดับ ดังนี้

1. การจดั สาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ตามหลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)

2. หลกั การจัดการเรียนการสอนโดยยึดผ้เู รยี นเปน็ สำคญั
3. แนวทางการจดั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์
4. ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
6. ดชั นปี ระสทิ ธผิ ล
7. แนวคิดเก่ียวกับความพึงพอใจ
8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

8.1 งานวิจยั ในประเทศ
8.2 งานวจิ ยั ตา่ งประเทศ

1. การจดั สาระการเรียนรู้กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ตามหลกั สูตรการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560)

ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.
2560) น้ีได้กำหนดสาระการเรยี นรอู้ อกเป็น 8 สาระ ได้แก่ สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระท่ี 4 ชีววิทยา
สาระที่ 5 เคมี สาระท่ี 6 ฟสิ ิกส์ สาระท่ี 7 โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ และสาระที่ 8
เทคโนโลยี ซ่งึ องค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด้านของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอน และ
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้น้นั มีความสำคัญอยา่ งยงิ่ ในการวางรากฐานการเรียนรู้
วิทยาศาสตรข์ องผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นใหม้ ีความต่อเนอ่ื งเชือ่ มโยงกันต้ังแต่ช้ันประถมศึกษาปที ี่
1 จนถงึ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 6 สำหรบั กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กำหนด
ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ท่ีผูเ้ รียนจำเป็นต้องเรียนเป็นพน้ื ฐาน เพื่อใหส้ ามารถนำ
ความรนู้ ้ไี ปใช้ในการดำรงชวี ติ หรอื ศกึ ษาตอ่ ในวิชาชพี ที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้ โดยจัดเรียงลำดับ
ความยากงา่ ย ของเนอ้ื หาท้ัง 8 สาระ ในแตล่ ะระดบั ช้ันให้มกี ารเชอ่ื มโยงความรกู้ ับกระบวนการ
เรียนรู้ และการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ที่ส่งเสริมให้ผูเ้ รียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็น
ผล คดิ สร้างสรรค์ คดิ วิเคราะห์วิจารณ์ มีทกั ษะท่สี ำคัญท้งั ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

และทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 ในการค้นควา้ และสร้างองค์ความรูด้ ว้ ยกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สามารถแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใชข้ อ้ มลู หลากหลายและประจักษ์
พยานที่ตรวจสอบได้

1.1 เปา้ หมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์เปน็ เรือ่ งของการเรยี นรูเ้ กย่ี วกับธรรมชาติ โดยมนษุ ย์ใช้กระบวนการ

สังเกต สำรวจตรวจสอบ และการทดลองเก่ยี วกับปรากฏการณท์ างธรรมชาติ และนำผลมา
จดั ระบบ หลกั การ แนวคิดและทฤษฎี ดงั นน้ั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์จงึ มุ่งเน้นใหผ้ ู้เรยี นได้
เปน็ ผเู้ รยี นรูแ้ ละคน้ พบดว้ ยตนเองมากทีส่ ดุ นั่นคือให้ได้ทง้ั กระบวนการและองค์ความรู้ ตัง้ แตว่ ยั
เรม่ิ แรกก่อนเข้าเรียน เมื่ออยใู่ นสถานศกึ ษาและเมอื่ ออกจากสถานศึกษาไปประกอบอาชีพแลว้
การจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ในสถานศึกษามีเป้าหมายสำคัญดงั นี้

1. เพื่อใหเ้ ข้าใจหลกั การ ทฤษฎที ีเ่ ป็นพื้นฐานในวทิ ยาศาสตร์
2. เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจขอบเขต ธรรมชาติและข้อจำกดั ของวิทยาศาสตร์
3. เพ่อื ให้มีทกั ษะท่ีสำคัญในการศึกษาคน้ ควา้ และคดิ คน้ ทางวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
4. เพื่อพฒั นากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแกป้ ัญหา
และการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจ
5. เพอ่ื ให้ตระหนกั ถึงความสัมพันธ์ระหวา่ งวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี
มวลมนุษยแ์ ละสภาพแวดลอ้ มในเชงิ ท่ีมีอทิ ธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกนั
6. เพอื่ นำความรูค้ วามเข้าใจในเรอ่ื งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใชใ้ ห้เกิด
ประโยชนต์ ่อสงั คมและการดำรงชวี ติ
7. เพื่อใหเ้ ป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านยิ มในการใช้
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ยา่ งสรา้ งสรรค์

1.2 เรยี นรู้อะไรในวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม่งุ หวังให้ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้

วทิ ยาศาสตร์ ทีเ่ นน้ การเชื่อมโยงความรู้กบั กระบวนการ มที ักษะสำคัญในการค้นควา้ และสรา้ ง
องค์ความรู้ โดยใชก้ ระบวนการในการสืบเสาะหาความรแู้ ละแกป้ ัญหาทห่ี ลากหลาย ใหผ้ ู้เรียน
มีส่วนรว่ มในการเรียนรู้ ทุกขั้นตอน มกี ารทำกจิ กรรมดว้ ยการลงมือปฏิบตั จิ รงิ อย่างหลากหลาย
เหมาะสมกับระดับชน้ั โดยกำหนดสาระสำคัญ ดงั น้ี

✧ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรูเ้ กี่ยวกบั ชวี ิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบ
ของสง่ิ มชี วี ิต การดำรงชวี ติ ของมนุษยแ์ ละสัตว์การดำรงชีวติ ของพืช พันธกุ รรม ความหลากหลาย
ทางชวี ภาพ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชวี ติ

✧ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ เรียนรเู้ กี่ยวกบั ธรรมชาติของสาร การเปลยี่ นแปลง
ของสาร การเคล่อื นที่ พลงั งาน และคล่ืน

✧ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ เรยี นรูเ้ ก่ยี วกับ องค์ประกอบของเอกภพ
ปฏสิ มั พันธ์ ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวทิ ยา
กระบวนการ เปลย่ี นแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมชี ีวิตและส่งิ แวดลอ้ ม

✧ เทคโนโลยี
● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรเู้ ก่ียวกบั เทคโนโลยเี พ่ือการดำรงชวี ติ
ในสงั คมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเรว็ ใชค้ วามร้แู ละทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณติ ศาสตร์
และศาสตร์อน่ื ๆ เพ่ือแก้ปญั หาหรอื พัฒนางานอยา่ งมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ
ออกแบบ เชงิ วศิ วกรรม เลือกใชเ้ ทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สังคม
และสง่ิ แวดล้อม
● วทิ ยาการคำนวณ เรียนรเู้ ก่ียวกบั การคดิ เชงิ คำนวณ การคดิ วิเคราะห์
แก้ปญั หา เป็นขัน้ ตอนและเป็นระบบ ประยุกตใ์ ชค้ วามรูด้ า้ นวิทยาการคอมพวิ เตอร์และ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสื่อสาร ในการแกป้ ญั หาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธภิ าพ

1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พันธ์

ระหวา่ งสงิ่ ไม่มีชีวติ กบั สิง่ มชี ีวติ และความสมั พนั ธร์ ะหว่างสงิ่ มชี ีวติ กบั สิ่งมีชวี ิตตา่ ง ๆ ในระบบ
นิเวศ การถา่ ยทอดพลงั งาน การเปลีย่ นแปลงแทนท่ีในระบบนเิ วศ ความหมายของ ประชากร
ปญั หาและผลกระทบที่มีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม แนวทางในการอนรุ กั ษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสงิ่ แวดล้อม รวมทงั้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของสง่ิ มีชีวิต หน่วยพืน้ ฐานของสิ่งมีชีวิต
การลำเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ความสัมพนั ธข์ องโครงสรา้ ง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ
ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทำงานสัมพันธก์ ัน ความสัมพนั ธข์ องโครงสรา้ ง และหนา้ ที่ ของอวัยวะตา่ งๆ
ของพืชทท่ี ำงานสัมพนั ธ์กนั รวมท้ังนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 1.3 เขา้ ใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอด
ลกั ษณะทางพันธุกรรม สารพันธกุ รรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลตอ่ สิง่ มชี วี ติ
ความหลากหลาย ทางชีวภาพและววิ ัฒนาการของส่ิงมชี ีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ิของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พันธ์

ระหวา่ งสมบัตขิ อง สสารกับโครงสรา้ งและแรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งอนภุ าค หลักและธรรมชาติ
ของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี

มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ติ ประจำวนั ผลของแรง
ทก่ี ระทำต่อวตั ถุ ลักษณะ การเคลอื่ นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวตั ถรุ วมทง้ั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลยี่ นแปลงและ

การถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ติ ประจำวนั ธรรมชาติ
ของคล่ืน ปรากฏการณ์ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับเสียง แสง และคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้งั นำความรูไ้ ปใช้
ประโยชน์

สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และ

ววิ ัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษแ์ ละระบบสรุ ยิ ะ รวมท้งั ปฏสิ มั พันธภ์ ายในระบบสุรยิ ะ
ทส่ี ่งผลตอ่ สงิ่ มชี ีวติ และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก
กระบวนการเปลยี่ นแปลง ภายในโลก และบนผวิ โลก ธรณพี บิ ตั ิภยั กระบวนการเปลยี่ นแปลง
ลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมชี วี ติ และส่ิงแวดล้อม

สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เขา้ ใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยเี พอ่ื การดำรงชีวิตในสังคม

ท่มี ีการเปลีย่ นแปลง อย่างรวดเรว็ ใช้ความรู้และทักษะทางดา้ นวิทยาศาสตร์คณติ ศาสตร์และ
ศาสตรอ์ ่ืน ๆ เพ่ือแก้ปญั หาหรือพฒั นางานอยา่ งมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบ
เชิงวศิ วกรรม เลือกใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสม โดยคำนงึ ถึงผลกระทบต่อชวี ติ สงั คม และ
ส่งิ แวดล้อม

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชงิ คำนวณในการแก้ปัญหาที่พบ
ในชีวิตจรงิ อย่างเปน็ ขน้ั ตอนและเป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารในการเรยี นรู้
การทำงาน และการแกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ รู้เท่าทัน และมจี ริยธรรม

1.4 คุณภาพผเู้ รยี น
จบชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6

❖ เขา้ ใจโครงสรา้ ง ลกั ษณะเฉพาะและการปรับตวั ของส่งิ มชี ีวิต รวมท้งั
ความสมั พนั ธ์ของสิง่ มชี ีวติ ในแหลง่ ทีอ่ ยู่ การทำหน้าท่ีของสว่ นตา่ ง ๆ ของพืช และการทำงาน
ของระบบย่อยอาหารของมนุษย์

❖ เข้าใจสมบตั ิและการจำแนกกลมุ่ ของวสั ดุ สถานะและการเปลีย่ นสถานะ
ของสสารการละลาย การเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปล่ียนแปลงท่ผี ันกลับไดแ้ ละผนั กลบั ไมไ่ ด้
และการแยกสารอย่างง่าย

❖ เขา้ ใจลกั ษณะของแรงโน้มถว่ งของโลก แรงลพั ธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้า
และผลของแรงตา่ งๆ ผลท่เี กิดจากแรงกระทำตอ่ วัตถุ ความดนั หลกั การท่ีมตี ่อวตั ถุ วงจรไฟฟ้า
อยา่ งงา่ ย ปรากฏการณ์เบื้องต้นของเสยี ง และแสง

❖ เขา้ ใจปรากฏการณ์การข้ึนและตก รวมถึงการเปลย่ี นแปลงรปู รา่ งปรากฏ
ของดวงจันทร์ องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกตา่ งของ

ดาวเคราะห์และ ดาวฤกษ์ การข้นึ และตกของกลมุ่ ดาวฤกษ์ การใชแ้ ผนที่ดาว การเกิดอปุ ราคา
พัฒนาการและประโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ

❖ เขา้ ใจลกั ษณะของแหลง่ น้ำ วัฏจกั รน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก
นำ้ คา้ ง นำ้ คา้ งแขง็ หยาดน้ำฟ้า กระบวนการเกิดหนิ วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์หินและแร่ การ
เกดิ ซากดึกดำบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ
ธรณพี ิบตั ภิ ยั การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณเ์ รอื นกระจก

❖ คน้ หาข้อมลู อย่างมปี ระสิทธภิ าพและประเมินความนา่ เช่อื ถือ ตดั สนิ ใจ
เลอื กข้อมูลใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะในการแกป้ ญั หา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการ
ทำงานร่วมกนั เข้าใจสิทธแิ ละหน้าท่ขี องตน เคารพสิทธิของผ้อู ืน่

❖ ตั้งคำถามหรอื กำหนดปัญหาเกี่ยวกับส่ิงทจี่ ะเรยี นรู้ตามทก่ี ำหนดให้
หรอื ตามความสนใจ คาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมตฐิ านทสี่ อดคลอ้ งกับคำถาม
หรอื ปัญหาท่ีจะสำรวจตรวจสอบ วางแผนและสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครอ่ื งมือ อปุ กรณ์ และ
เทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีเหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมลู ท้งั เชิงปรมิ าณและคุณภาพ

❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรปุ ความสัมพันธ์ของขอ้ มูลทม่ี าจาก
การสำรวจตรวจสอบในรปู แบบทเี่ หมาะสม เพื่อสือ่ สารความรจู้ ากผลการสำรวจตรวจสอบได้
อยา่ งมเี หตผุ ลและหลกั ฐานอ้างองิ

❖ แสดงถงึ ความสนใจ มงุ่ ม่ัน ในสงิ่ ที่จะเรยี นรู้ มคี วามคิดสรา้ งสรรคเ์ ก่ยี วกับ
เรื่องทจ่ี ะศึกษาตามความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเหน็ ของตนเอง ยอมรบั ในข้อมลู ที่มี
หลักฐานอ้างองิ และรับฟงั ความคิดเห็นผู้อื่น

❖ แสดงความรบั ผิดชอบด้วยการทำงานท่ีได้รบั มอบหมายอย่างมงุ่ ม่ัน
รอบคอบ ประหยดั ซ่ือสัตย์ จนงานลลุ ว่ งเปน็ ผลสำเรจ็ และทำงานรว่ มกับผู้อ่นื อยา่ งสรา้ งสรรค์

❖ ตระหนักในคณุ คา่ ของความรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ใชค้ วามรู้และ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกยอ่ ง และเคารพสทิ ธิ
ในผลงานของผู้คดิ คน้ และศึกษาหาความรเู้ พิ่มเติม ทำโครงงานหรือชน้ิ งานตามที่กำหนดให้
หรอื ตามความสนใจ

❖ แสดงถงึ ความซาบซ้ึง ห่วงใย แสดงพฤตกิ รรมเก่ียวกบั การใช้ การดแู ล
รกั ษาทรัพยากร ธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมอยา่ งรู้คุณค่า

1.5 การวเิ คราะห์หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ

มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง
สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การ
ถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและ
ผลกระทบที่มีต่อทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และการแกไ้ ขปญั หาส่งิ แวดลอ้ มรวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชัน้ ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถนิ่

ป.5 ว 1.1 ป 5/1 บรรยาย - ส่ิงมีชวี ิตท้ังพชื และสัตว์มีโครงสร้าง -

โครงสรา้ งและลักษณะ และลักษณะ ที่เหมาะสมในแตล่ ะ

ของสิ่งมชี ีวติ ทเ่ี หมาะสม แหลง่ ทีอ่ ยู่ ซ่งึ เป็นผลมาจาก การ

กบั การดำรงชวี ติ ซงึ่ เป็น ปรับตัวของสิ่งมชี วี ติ เพื่อให้ดำรงชีวิต

ผลมาจากการปรับตัว และอยูร่ อดได้ในแตล่ ะแหล่งทอ่ี ยู่

ของสิ่งมีชวี ิตในแต่ละ เช่น ผักตบชวามชี ่องอากาศในก้าน

แหลง่ ทอ่ี ยู่ ใบ ชว่ ยให้ลอยนำ้ ได้ ต้นโกงกางที่

ขึ้นอย่ใู น ป่าชายเลนมีรากคำ้ จุนทำ

ให้ลำต้นไม่ลม้ ปลามีครีบชว่ ยในการ

เคลอื่ นทีใ่ นน้ำ

ว 1.1 ป 5/2 อธิบาย - ในแหล่งทอ่ี ยหู่ น่ึง ๆ ส่งิ มีชีวิตจะมี - สิ่งมชี ีวิตที่พบใน

ความสัมพันธร์ ะหว่าง ความสัมพนั ธ์ ซง่ึ กันและกนั และ โรงเรียน และ

ส่ิงมีชวี ิตกบั สงิ่ มีชวี ติ สมั พันธ์กับส่งิ ไม่มีชีวติ เพ่ือประโยชน์ บริเวณตา่ ง ๆ เชน่

และความสัมพันธ์ ต่อการดำรงชีวติ เช่น ความสัมพนั ธ์ ปา่ ชายเลน เปน็ ต้น

ระหว่างสง่ิ มชี วี ิตกับ กัน ดา้ นการกินกันเป็นอาหาร เป็น

ว 1.1 ป 5/3 เขยี นโซ่ แหล่งท่ีอยู่อาศัย หลบภยั และเล้ียงดู
อาหารและระบุบทบาท ลกู อ่อน ใชอ้ ากาศในการหายใจ
หนา้ ทขี่ องสิ่งมชี วี ิตทเี่ ปน็ - ส่งิ มีชวี ติ มกี ารกนิ กนั เปน็ อาหารโดย

ผ้ผู ลิตและผู้บรโิ ภคในโซ่ กนิ ต่อกนั เปน็ ทอด ๆ ในรปู แบบของ
อาหาร โซอ่ าหารทำใหส้ ามารถระบุบทบาท

ช้ัน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถิ่น

ว 1.1 ป 5/4 ตระหนักใน หนา้ ที่ของสิ่งมชี ีวติ เป็นผู้ผลติ และ
คณุ ค่าของสิ่งแวดลอ้ มทมี่ ี ผบู้ รโิ ภค
ตอ่ การดำรงชวี ิตของ
สิ่งมีชวี ิต โดยมีสว่ นร่วม
ในการดแู ลรกั ษา
สิ่งแวดลอ้ ม

สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสาร

ผ่านเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทำงาน
สมั พันธ์ กัน ความสมั พันธ์ของโครงสร้าง และหน้าทข่ี องอวยั วะต่าง ๆ ของพืชท่ีทำงานสัมพันธ์กัน
รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชน้ั ตวั ชี้วัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถิน่

-- - -

สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคญั ของการถ่ายทอดลักษณะทาง

พันธุกรรม สารพนั ธุกรรมการเปล่ยี นแปลงทางพันธกุ รรมท่ีมีผลต่อส่งิ มีชีวิต ความหลากหลายทาง
ชีวภาพและววิ ัฒนาการของสิง่ มีชวี ติ รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชั้น ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถน่ิ

ป.5 ว 1.2 ป 5/1 อธบิ าย - สง่ิ มชี ีวิตทง้ั พืช สตั ว์ และมนุษย์ เมื่อโต ศึกษาลักษณะการ

ลักษณะทางพันธุกรรมท่ี เต็มท่จี ะมีการสืบพันธเ์ุ พื่อเพิ่มจำนวน ถา่ ยทอดทางพันธกุ รรม

มีการถา่ ยทอดจากพ่อแม่ และดำรงพันธุ์ โดยลูกทีเ่ กดิ มาจะไดร้ ับ ของตนเองและ

สู่ลกู ของพชื สัตว์ และ การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมจาก ครอบครัว

มนษุ ย์ พ่อแม่ทำให้มีลกั ษณะทางพนั ธุกรรมที่ -

ว 1.2 ป 5/2 แสดงความ เฉพาะแตกต่างจากสงิ่ มีชีวติ ชนดิ อื่น

อยากรู้อยากเห็นโดยการ - พชื มกี ารถ่ายทอดลักษณะทาง
ถามคำถามเกย่ี วกับ พันธุกรรม เชน่ ลกั ษณะของใบ สีดอก

ชนั้ ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถน่ิ

ลกั ษณะทคี่ ล้ายคลึงกนั - สตั ว์มกี ารถ่ายทอดลักษณะทาง
ของตนเองกบั พ่อแม่ พันธกุ รรม เช่น สีขน ลักษณะของขน
ลกั ษณะของหู
- มนุษยม์ กี ารถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรม เชน่ เชงิ ผมทหี่ น้าผาก ลักยิ้ม
ลกั ษณะหนงั ตำ การหอ่ ลิ้น ลักษณะของ
ติง่ หู

สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่าง

สมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ

เปลย่ี นแปลงสถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี

ช้นั ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ท้องถ่นิ

ป.5 ว 2.1 ป 5/1 - การเปลี่ยนสถานะของสสารเปน็ การ -

อธิบายการเปลี่ยน เปลีย่ นแปลงทางกายภาพ เมื่อเพิ่มความร้อน

สถานะของสสาร ใหก้ บั สสารถึงระดับหน่ึงจะทำใหส้ สารทเี่ ปน็

เมอ่ื ทำใหส้ สาร ของแขง็ เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรยี กว่า

ร้อนข้ึนหรือเย็น การหลอมเหลว และเมื่อเพ่มิ ความรอ้ นต่อไป

ลง โดยใช้ จนถงึ อีกระดบั หน่ึงของเหลวจะเปล่ยี นเป็นแก๊ส

หลักฐานเชงิ เรียกวา่ การกลายเป็นไอ แต่เมอ่ื ลดความร้อนลง

ประจกั ษ์ ถึงระดับหนึ่งแกส๊ จะเปลีย่ นสถานะเปน็ ของเหลว

เรยี กว่า การควบแน่น และถา้ ลดความร้อนต่อไป

อีกจนถึงระดบั หน่ึงของเหลวจะเปลย่ี นสถานะ

เปน็ ของแข็ง เรียกว่า การแข็งตวั สสารบางชนดิ

สามารถเปล่ียนสถานะจากของแขง็ เป็นแกส๊ โดย

ไมผ่ า่ นการเป็น ของเหลว เรยี กวา่ การระเหดิ

สว่ นแกส๊ บางชนดิ สามารถเปลี่ยนสถานะเปน็

ของแขง็ โดยไมผ่ า่ น การเปน็ ของเหลว เรยี กว่า

การะเหดิ กลับ

ชน้ั ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ทอ้ งถนิ่

ป.5 ว 2.1 ป 5/2 - เม่อื ใสส่ ารลงในน้ำแล้วสารนั้นรวมเปน็ เนื้อ

อธิบายการละลาย เดียวกันกบั นำ้ ท่ัวทุกสว่ น แสดงวา่ สารเกดิ การ

ของสารในน้ำ โดย ละลาย เรยี กสารผสมทีไ่ ด้ว่าสารละลาย

ใช้หลักฐานเชงิ

ประจักษ์

ว 2.1 ป 5/3 - เมอ่ื ผสมสาร 2 ชนิดขน้ึ ไปแล้วมสี ารใหม่เกดิ ข้นึ

วเิ คราะห์การ ซง่ึ มสี มบตั ิจากสารเดมิ หรือเมอ่ื สารชนดิ เดยี ว

เปลีย่ นแปลงของ เกิดการเปลยี่ นแปลงแล้วมสี ารใหมเ่ กดิ ขน้ึ การ

เมื่อเกดิ การ เปลี่ยนแปลงน้เี รยี กว่า การเปล่ียนแปลงทางเคมี

เปลี่ยนแปลงทาง ซงึ่ สังเกตได้จากมสี ี หรอื กลิ่นต่างจากสารเดิม

เคมี โดยใช้ หรือ มฟี องแก๊ส หรือมีตะกอนเกิดขึน้ หรอื มีการ

หลักฐานเชงิ เพม่ิ ขึ้นหรือลดลงของอุณหภมู ิ

ประจกั ษ์

ว 2.1 ป 5/4 เมือ่ สารเกิดการเปล่ยี นแปลงแลว้ สารามารถ

วิเคราะห์และระบุ เปลีย่ นกลับเป็นสารเดมิ ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลง ท่ีผันกลับได้ เชน่ การหลอมเหลว การกลายเป็น

ทีผ่ นั กลับไดแ้ ละ ไอ การละลาย แตส่ ารบางอย่างเกดิ การ

การเปลี่ยนแปลง เปลีย่ นแปลง แล้วไมส่ ามารถเปลี่ยนกลับเป็น

ที่ผันกลบั ไม่ได้ สารเดิมได้ เปน็ การเปลี่ยนแปลงท่ีผนั กลบั ไม่ได้

เชน่ การเผาไหม้ การเกิดสนิม

สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงท่ีกระทำต่อวัตถุ

ลักษณะการเคลอ่ื นที่แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ชัน้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง สาระการ
เรียนร้ทู อ้ งถิ่น

ป.5 ว 2.2 ป 5/1อธิบายวิธกี ารหา - แรงลพั ธ์เป็นผลรวมของแรงท่ีกระทำต่อวตั ถุ

แรงลพั ธข์ องแรงหลายแรงใน โดยแรงลพั ธข์ องแรง 2 แรงท่ีกระทำต่อวัตถุ

แนวเดียวกนั ทก่ี ระทำต่อวตั ถใุ น เดยี วกนั จะมีขนาดเทา่ กบั ผลรวมของแรงทัง้

กรณที ี่วัตถุอยูน่ ิ่งจากหลกั ฐาน สองเมื่อแรงทั้งสอง อยู่ในแนวเดียวกันและมี

เชงิ ประจักษ์ ทศิ ทางเดยี วกนั แต่จะมีขนาดเท่ากับผลต่าง

ว 2.2 ป 5/2 เขียนแผนภาพ ของแรงทง้ั สองเมื่อแรงทง้ั สอง อย่ใู นแนว

ช้ัน ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง สาระการ
เรยี นรทู้ ้องถ่ิน

แสดงแรงท่ีกระทำตอ่ วัตถุที่อยู่ เดียวกนั แตม่ ที ิศทางตรงข้ามกัน สำหรับวตั ถทุ ่ี

ในแนวเดยี วกันและแรงลัพธท์ ่ี อยู่น่ิง แรงลพั ธ์ที่กระทำต่อวตั ถุมีคา่ เปน็ ศูนย์

กระทำต่อวัตถุ - การเขยี นแผนภาพของแรงทกี่ ระทำต่อวตั ถุ

ว 2.2 ป 5/3 ใช้เครอ่ื งช่ังสปริง สามารถเขยี นไดโ้ ดยใช้ลูกศร โดยหวั ลูกศร
ในการวดั แรงท่ีกระทำต่อวตั ถุ แสดงทิศทางของแรง และความยาวของลูกศร

แสดงขนาดของแรงที่กระทำต่อวัตถุ

ว 2.2 ป 5/4 ระบผุ ลของแรง - แรงเสยี ดทานเปน็ แรงท่ีเกิดข้นึ ระหว่าง

เสียดทานท่มี ีต่อ การ ผิวสมั ผสั ของวตั ถุ เพื่อตา้ นการเคลือ่ นที่ของ

เปล่ียนแปลงการเคลื่อนท่ีของ วตั ถุนนั้ โดยถ้าออกแรงกระทำต่อวตั ถุที่อยู่นง่ิ

วตั ถจุ ากหลักฐานเชิงประจักษ์ บนพืน้ ผวิ หนง่ึ ให้เคลอื่ นท่ี แรงเสียดทานจาก

ว 2.2 ป 5/5 เขยี นแผนภาพ พื้นผิวน้ันก็จะต้านการเคลื่อนทขี่ องวัตถุ แต่

แสดงแรงเสียดทานและแรง ท่ี ถา้ วัตถุกำลังเคลอื่ นท่ี แรงเสยี ดทานกจ็ ะทำให้

อยใู่ นแนวเดียวกนั ที่กระทำต่อ วตั ถุนนั้ เคลือ่ นทช่ี า้ ลง หรือหยดุ นงิ่

วตั ถุ

สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลย่ี นแปลงและการถา่ ยโอน

พลังงาน ปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งสสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ติ ประจำวนั ธรรมชาติของคลืน่
ปรากฏการณ์ท่ีเกย่ี วข้องกับเสยี ง แสง และคลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทั้งนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

ชั้น ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถ่นิ

ป.5 ว 2.3 ป 5/1 อธิบายการได้ยิน - การไดย้ นิ เสียงนน้ั ต้องอาศัยตวั กลางโดย -

เสียงผา่ นตวั กลาง จากหลักฐาน อาจเปน็ ของแขง็ ของเหลว หรอื อากาศ เสียง

เชิงประจกั ษ์ จะส่งผา่ นตัวกลางมายังหู

ว 2.3 ป 5/2 ระบุตัวแปร - เสยี งท่ีไดย้ นิ มรี ะดับสงู ตำ่ ของเสยี งต่างกนั -

ทดลองและอธบิ าย ลักษณะ ขึน้ กับความถขี่ องการสนั่ ของแหลง่ กำเนดิ

และการเกดิ เสียงสงู เสียงต่ำ เสยี ง โดยเมื่อแหล่งกำเนดิ เสยี งส่นั ด้วยความถี่

ว 2.3 ป 5/3 ออกแบบกำรทดล ต่ำจะเกิดเสียงตำ่ แตถ่ ้าสั่นดว้ ยความถส่ี ูงจะ

องและอธบิ าย ลักษณะและการ เกดิ เสียงสงู สว่ นเสียงดงั คอ่ ยทีไ่ ด้ยินข้นึ กับ
พลังงานการสั่นของแหล่งกำเนิดเสยี ง โดยเมื่อ
เกิดเสยี งดงั เสียงค่อย
ว 2.3 ป 5/4 วัดระดบั เสยี งโดย แหลง่ กำเนิดเสยี งสัน่ พลงั งานมากจะเกิดเสียง
ใช้เครือ่ งมือวดั ระดบั เสยี ง ดงั แต่ถา้ แหล่งกำเนดิ เสียงส่นั ดว้ ยพลงั งาน

ว 2.3 ป 5/5 ตระหนักในคุณค่า นอ้ ยจะเกิดเสยี งค่อย แหลง่ น้ำในชุมชน
ของความร้เู ร่ืองระดับเสียงโดย - เสียงดังมาก ๆ เป็นอนั ตรายต่อการได้ยิน
เสนอแนะแนวทางในการ และเสียงที่กอ่ ใหเ้ กดิ ความรำคาญเป็นมลพษิ
หลกี เล่ียงและลดมลพิษทาง ทางเสยี ง เดซเิ บลเป็นหน่วยที่บอกถึงความดัง
เสยี ง ของเสยี ง
- น้ำจืดทมี่ นุษย์นำมาใชไ้ ด้มีปริมาณน้อยมาก
ว 3.2 ป 5/2ตระหนกั ถึงคุณค่า จงึ ควรใช้น้ำอย่างประหยดั และร่วมกนั อนุรกั ษ์
ของน้ำโดยนำเสนอแนวทาง น้ำ
การใชน้ ำ้ อย่างประหยัดและ
การอนรุ ักษน์ ำ้ - วัฏจกั รน้ำ เป็นการหมนุ เวียนของน้ำทม่ี ี
แบบรปู ซ้ำเดิม และต่อเนื่องระหว่างน้ำใน
ว 3.2 ป 5/3 สรา้ งแบบจำลอง บรรยากาศ นำ้ ผิวดิน และนำ้ ใตด้ นิ โดย
ทอี่ ธิบายการหมนุ เวยี น พฤติกรรมการดำรงชวี ิตของพืชและสัตว์ส่งผล
ของนำ้ ในวฏั จักรน้ำ ตอ่ วัฏจักรน้ำ

สาระท่ี 3 วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของ

เอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อ
สิ่งมชี ีวติ และการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยอี วกาศ

ช้ัน ตวั ชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ทอ้ งถิ่น

ป.5 ว 3.1 ป 5/1 เปรียบเทยี บ - ดาวทมี่ องเหน็ บนท้องฟา้ อยู่ในอวกาศซงึ่ -
ความแตกตา่ งของดาว เป็นบรเิ วณท่อี ยนู่ อกบรรยากาศของโลกมี
เคราะหแ์ ละดาวฤกษ์จาก ทงั้ ดาวฤกษแ์ ละดาวเคราะห์ ดาวฤกษเ์ ปน็
แบบจำลอง แหลง่ กำเนดิ แสงจึงสามารถมองเหน็ ได้ สว่ น
ดาวเคราะห์ ไมใ่ ช่แหลง่ กำเนิดแสง แต่
สามารถมองเห็นไดเ้ นื่องจากแสงจากดวง
อาทติ ย์ตกกระทบดาวเคราะห์แลว้ สะท้อน
เขา้ สตู่ ำ

ว 3.1 ป 5/2 ใชแ้ ผนทีด่ าว - การมองเห็นกลมุ่ ดาวฤกษ์มีรูปร่างต่าง ๆ -
ระบุตำแหน่งและเส้นทาง เกิดจากจินตนาการของผสู้ งั เกต กลุม่ ดาว
การขึ้นและตกของกลุม่ ฤกษ์ต่าง ๆ ท่ีปรากฏในทอ้ งฟ้าแต่ละกลุ่มมี
ดาวฤกษบ์ นท้องฟ้า และ ดาวฤกษแ์ ต่ละดวงเรียงกันท่ตี ำแหน่งคงที่

ชน้ั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถ่นิ

อธิบายแบบรปู เสน้ ทาง และมีเสน้ ทางการขน้ึ และตกตามเส้นทาง
การขนึ้ และตก ของกลมุ่ เดิมทุกคนื ซึ่งจะปรากฏตำแหนง่ เดิมการ
ดาวฤกษ์บนท้องฟ้าในรอบ สงั เกตตำแหน่งและการขึน้ และตกของดาว
ปี ฤกษ์และกลุ่มดาวฤกษ์สามารถทำได้โดยใช้
แผนที่ดาว ซึ่งระบุมุมทิศและมมุ เงยที่กลุม่
ดาวน้ันปรากฏ ผสู้ ังเกตสามารถใชม้ อื ในการ
ประมาณคา่ ของมมุ เงยเม่อื สังเกตดาวใน
ท้องฟ้า

สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลง

ภายในโลก

และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศและ

ภูมิอากาศโลกรวมท้ังผลต่อสิง่ มชี วี ติ และสงิ่ แวดลอ้ ม

ชั้น ตัวชี้วดั สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้
ทอ้ งถ่ิน

ป.5 ว 3.2 ป 5/1 - โลกมีทัง้ น้ำจดื และน้ำเคม็ ซ่ึงอยู่ในแหล่งนำ้ - แหล่งน้ำตา่ ง ๆ

เปรยี บเทยี บปริมาณน้ำ ตา่ ง ๆ ที่มีทั้งแหล่งนำ้ ผิวดิน เช่น ทะเล ในท้องถ่ิน/

ในแต่ละแหลง่ และ มหาสมทุ ร บึง แมน่ ำ้ และแหลง่ นำ้ ใต้ดนิ เชน่ จงั หวดั

ระบปุ รมิ าณน้ำทม่ี นุษย์ นำ้ ในดนิ และนำ้ บาดาล นำ้ ทั้งหมดของโลก - ข้อมลู แหล่งนำ้

สามารถนำมาใช้ แบง่ เปน็ นำ้ เค็มประมาณ ในทอ้ งถน่ิ

ประโยชนไ์ ด้ จากข้อมูล รอ้ ยละ 97.5ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรและแหลง่ น้ำ ในจังหวัด และ

ท่ีรวบรวมได้ อ่นื ๆ และทีเ่ หลืออีกประมาณร้อยละ 2.5 เป็น จังหวดั ใกล้เคยี ง

นำ้ จืด ถ้ำเรยี งลำดบั ปริมาณน้ำจืดจากมากไป

น้อยจะอยู่ท่ี ธารนำ้ แข็งและพืดนำ้ แขง็ น้ำใต้

ดนิ ชั้นดินเยอื กแขง็ คงตัวและน้ำแขง็ ใต้ดนิ

ทะเลสาบ ความชน้ื ในดิน ความช้นื ใน

บรรยากาศ บงึ แม่น้ำ และน้ำในส่ิงมชี ีวิต

ป.5 ว 3.2 ป 5/2 ตระหนัก - นำ้ จดื ทม่ี นษุ ย์นำมาใช้ไดม้ ีปรมิ าณน้อยมาก

ถงึ คณุ ค่าของนำ้ โดย จึงควรใช้นำ้ อย่างประหยดั และร่วมกนั อนรุ กั ษ์

นำเสนอแนวทาง การ น้ำ

ใชน้ ำ้ อย่างประหยดั

และการอนุรักษน์ ้ำ

ช้นั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถิน่

ว 3.2 ป 5/3สรา้ ง - วัฏจกั รน้ำ เป็นการหมุนเวยี นของนำ้ ที่มแี บบ

แบบจำลองที่อธิบาย รปู ซ้ำเดมิ และต่อเนื่องระหว่างน้ำใน

การหมนุ เวยี น ของน้ำ บรรยากาศ น้ำผวิ ดนิ และน้ำใตด้ ิน โดย

ในวัฏจักรนำ้ พฤติกรรมการดำรงชีวติ ของพืชและสัตวส์ ง่ ผล

ตอ่ วัฏจกั รนำ้

ว 3.2 ป 5/4 - ไอนำ้ ในอากาศจะควบแนน่ เปน็ ละอองนำ้ เลก็

เปรยี บเทยี บ ๆ โดยมีละอองลอย เช่น เกลือ ฝุ่นละออง เกสร

กระบวนการเกิดเมฆ ดอกไม้ เป็นอนภุ าคแกนกลาง เม่อื ละอองน้ำ

หมอก น้ำคา้ ง และ จำนวนมากเกาะกลุ่มรวมกันลอยอยสู่ ูงจาก

นำ้ คา้ งแข็ง จาก พน้ื ดนิ มาก เรยี กว่า เมฆ แตล่ ะอองนำ้ ที่เกาะ

แบบจำลอง กลุ่มรวมกนั อย่ใู กล้พืน้ ดิน เรียกว่า หมอก สว่ น

ไอนำ้ ที่ควบแนน่ เปน็ ละอองน้ำเกาะอยบู่ น

พนื้ ผิววตั ถใุ กลพ้ ้ืนดิน เรียกว่า น้ำคา้ ง ถ้ำ

อณุ หภมู ิ ใกล้พ้นื ดินตำ่ กว่าจดุ เยือกแขง็ นำ้ คา้ ง

กจ็ ะกลายเป็นน้ำคา้ งแข็ง

ว 3.2 ป 5/5 - ฝน หมิ ะ ลกู เห็บ เปน็ หยาดนำ้ ฟา้ ซ่งึ เป็นน้ำที่

เปรียบเทียบ มีสถานะต่าง ๆ ทต่ี กจากฟ้าถึงพ้นื ดนิ ฝน เกิด

กระบวนการเกิดฝน จากละอองนำ้ ในเมฆที่รวมตัวกันจนอากาศไม่

หมิ ะ และลูกเหบ็ จาก สามารถ

ขอ้ มลู ท่ีรวบรวมได้

สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดำรงชีวิตในสังคมท่ีมีการ

เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตรอ์ ื่น
ๆ เพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิง
วิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และ
ส่งิ แวดลอ้ ม

ชนั้ ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
-- - ท้องถิ่น

-

สาระที่ 4 เทคโนโลยี

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น

ขัน้ ตอนและเป็น

ระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรยี นรู้ การทำงาน และการ

แกป้ ัญหาได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ รูเ้ ท่าทนั และมจี ริยธรรม

ชั้น ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถนิ่

ป.5 ว 4.2 ป 5/1 ใช้ - การใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะเปน็ การนำกฎเกณฑ์ -

เหตุผลเชิงตรรกะ หรือเง่ือนไขที่ครอบคลุมทุกกรณีมาใช้พจิ ารณา ใน

ในการแกป้ ัญหา การแกป้ ัญหา การอธบิ ายการทำงาน หรือ การ

การอธบิ ายการ คาดการณผ์ ลลพั ธ์

ทำงาน การ - สถานะเริม่ ต้นของการทำงานทแ่ี ตกต่างกนั จะให้

คาดการณผ์ ลลพั ธ์ ผลลพั ธ์ทีแ่ ตกตา่ งกัน

จากปัญหาอย่าง - ตัวอยา่ งปญั หา เชน่ เกม Sudoku , โปรแกรม

ง่าย ทำนายตัวเลข, โปรแกรมสร้างรูปเรขาคณิตตามค่า

ข้อมลู เข้า, การจัดลำดบั การทำงานบ้านในช่วง

วนั หยดุ , จัดวางของในครัว

ว 4.2 ป 5/2 - การออกแบบโปรแกรมสามารถทำไดโ้ ดยเขียน

ออกแบบและ เป็นข้อความ หรอื ผังงาน

เขยี นโปรแกรมท่ีมี - การออกแบบและเขยี นโปรแกรมท่ีมกี าร

การใช้เหตผุ ลเชงิ ตรวจสอบเงื่อนไขท่ีครอบคลุมทกุ กรณเี พื่อให้ได้

ตรรกะอย่างงา่ ย ผลลัพธ์ที่ถกู ต้องตรงตามความต้องการ

ตรวจหา - หากมีข้อผดิ พลาดให้ตรวจสอบการทำงาน ทีละ

ข้อผิดพลาดและ คำส่งั เม่ือพบจดุ ท่ีทำใหผ้ ลลพั ธ์ไมถ่ ูกตอ้ ง ให้ทำ

แก้ไข การแก้ไขจนกวา่ จะไดผ้ ลลพั ธ์ท่ีถูกต้อง

- การฝกึ ตรวจหาขอ้ ผิดพลาดจากโปรแกรมของ

ผู้อ่นื จะชว่ ยพัฒนาทักษะการหาสาเหตุของปัญหา

ได้ดียิง่ ขนึ้

- ตัวอยา่ งโปรแกรม เชน่ โปรแกรมตรวจสอบเลขคู่

เลขคี่ โปรแกรมรับขอ้ มลู นำ้ หนักหรอื ส่วนสงู แล้ว

แสดงผลความสมส่วนของรา่ งกาย, โปรแกรมส่งั ให้

ตัวละครทำตามเง่ือนไขทีก่ ำหนด

- ซอฟตแ์ วร์ท่ีใชใ้ นการเขียนโปรแกรม เชน่

Scratch, logo

ป.5 ว 4.2 ป 5/3 ใช้ - การค้นหาข้อมูลในอนิ เทอร์เน็ต และการพจิ ารณา

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถิ่น

อนิ เทอร์เนต็ ค้นหา ผลการคน้ หา

ขอ้ มลู - การติดต่อสื่อสารผ่านอนิ เทอร์เนต็ เชน่ อเี มล

ตดิ ต่อส่ือสารและ บลอ็ ก โปรแกรมสนทนา

ทำงานร่วมกนั - การเขยี นจดหมาย (บรู ณาการกับวชิ าภาษาไทย)

ประเมินความ - การใชอ้ ินเทอรเ์ น็ตในการติดต่อสือ่ สารและ

นา่ เชอ่ื ถอื ของ ทำงานร่วมกนั เช่น ใช้นัดหมายในการประชุมกล่มุ

ข้อมลู ประชำสัมพันธก์ จิ กรรมในห้องเรียน การ

แลกเปลีย่ นความรู้ ความคดิ เหน็ ในการเรยี น

ภายใตก้ ารดูแลของครู

- การประเมนิ ความน่าเช่อื ถือของข้อมลู เชน่

เปรียบเทยี บความสอดคล้อง สมบรู ณข์ องข้อมลู

จากหลายแหล่ง แหลง่ ตน้ ตอของข้อมูล ผเู้ ขยี น

วนั ทีเ่ ผยแพรข่ ้อมลู

- ขอ้ มลู ที่ดีต้องมรี ายละเอยี ดครบทุกดา้ น เชน่ ข้อดี

และข้อเสีย ประโยชน์และโทษ

ว 4.2 ป 5/4 - การรวบรวมข้อมลู ประมวลผล สร้างทางเลอื ก

รวบรวม ประเมิน ประเมนิ ผล จะทำใหไ้ ด้สารสนเทศเพื่อใชใ้ นการ

นำเสนอ ขอ้ มลู แกป้ ัญหาหรือการตัดสินใจได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ

และสารสนเทศ - การใช้ซอฟตแ์ วร์หรอื บรกิ ารบนอนิ เทอร์เนต็ ที่

ตามวตั ถปุ ระสงค์ หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล สรา้ ง

โดยใช้ซอฟต์แวร์ ทางเลอื ก ประเมินผล นำเสนอ จะช่วยใหก้ าร

หรอื บริการบน แกป้ ัญหาทำได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแมน่ ยำ

อินเทอร์เนต็ ท่ี - ตวั อย่างปญั หา เชน่ ถ่ายภาพและสำรวจแผนท่ี

หลากหลาย เพื่อ ในทอ้ งถ่ินเพื่อนำเสนอแนวทางในการจดั การพ้ืนท่ี

แก้ปญั หาใน วา่ งให้เกดิ ประโยชน์ ทำแบบสำรวจความคดิ เห็น

ชวี ติ ประจำวนั ออนไลน์ และวิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอข้อมลู โดย

การใช้ Blog หรอื web page

ว 4.2 ป 5/5ใช้ อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรม ทาง

เทคโนโลยี อินเทอรเ์ น็ต

สารสนเทศอย่าง - มารยาทในการติดต่อส่ือสารผ่านอนิ เทอรเ์ น็ต

ปลอดภัย มี (บรู ณาการกับวชิ าทเ่ี กย่ี วข้อง)

มารยาท เขา้ ใจ

สิทธแิ ละหนา้ ท่ี

ชัน้ ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้
ท้องถ่ิน
ของตน เคารพใน
สทิ ธขิ องผู้อ่นื แจ้ง
ผู้เกีย่ วข้องเม่ือพบ
ข้อมลู หรือบคุ คลที่
ไมเ่ หมาะสม

คําอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน

รหัสวชิ า ว15101 วทิ ยาศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชั้นประถมศึกษาปที่ 5 เวลาเรยี น 100 ชั่วโมง

บรรยาย อธบิ าย เขยี นและระบุ เปรียบเทียบ วเิ คราะห์ ออกแบบการทดลอง ใชเ้ หตุผล

เชิงตรรกะในการแกป้ ัญหา ออกแบบและเขยี นโปรแกรม ใช้อินเตอรเ์ นต็ รวบรวม ประเมนิ

นำเสนอข้อมลู เกยี่ วกับโครงสร้างและลกั ษณะของสงิ่ มีชีวติ ทเ่ี หมาะสมกับการดำรงชวี ิตในแต่ละ

แหล่งทีอ่ ยู่ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงมีชีวติ กับสง่ิ มีชีวติ ความสมั พันธ์ระหว่างสง่ิ มชี ีวิตกับ

สิ่งไม่มีชวี ติ เพ่ือประโยชน์ต่อการดำรงชีวติ หน้าทีข่ องสิ่งมชี วี ติ ที่เปน็ ผู้ผลติ และผู้บริโภคในโซ่

อาหาร คุณคา่ ของส่งิ แวดล้อมที่มีตอ่ การดำรงชวี ติ ของสง่ิ มีชีวติ ลักษณะทางพนั ธกุ รรมที่มีการ

ถา่ ยทอดจากพ่อแม่ส่ลู กู ของพืช สตั วแ์ ละมนุษย์

การเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร เมอ่ื ทำให้สสารข้ึนหรือเยน็ ลง การละลายของสารใน

นำ้ และการเปลี่ยนแปลงของสารเมื่อเกิดการเปลีย่ นแปลงทางเคมีโดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์

การเปลยี่ นแปลงท่ผี ันกลบั ได้และท่ผี นั กลับไม่ได้ การหาแรงลัพธข์ องแรงหลายแรงในแนวเดยี วกนั

ท่ีกระทำต่อวัตถุ ในกรณีที่วัตถอุ ยูน่ ิ่ง แผนภาพแสดงแรงท่ีกระทำตอ่ วัตถุ การใช้เคร่ืองชั่งสปรงิ

การวดั แรงที่กระทำตอ่ วัตถุ ผลของแรงและแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานท่ีมีตอ่ การเปลีย่ นแปลง

การเคล่ือนที่ของวัตถุ และแรงทอ่ี ยใู่ นแนวเดียวกันที่กระทำต่อวัตถุ การไดย้ ินเสียงผ่านตัวกลาง

ลกั ษณะการเกดิ เสยี งสูง เสียงต่ำ เสียงดัง เสียงคอ่ ย ตลอดจนมลพิษทางเสยี ง

ความแตกต่างของดาวเคราะหแ์ ละดาวฤกษ์ ตำแหนง่ และเสน้ ทางการขน้ึ และตกของ

กลุ่มดาวฤกษ์บนท้องฟา้ โดยใช้แผนที่ดาว การใช้ประโยชน์จากแหลง่ นำ้ การหมุนเวียนของวฏั

จกั รนำ้ การใชน้ ้ำอยา่ งประหยดั กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำคา้ งและน้ำค้างแข็ง การเกดิ ฝน

หิมะ และลูกเห็บ

โดยใช้กระบวนทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสบื ค้น

ขอ้ มูล บนั ทึก จดั กลุ่มขอ้ มูล เพ่อื ใหเ้ กิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถนำเสนอสื่อสารส่ิงที่

เรยี นรู้ มคี วามสามารถในการตัดสินใจ เห็นคณุ ค่าของการนำความรู้ไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั มีจติ

วิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มทเ่ี หมาะสม

รหัสตัวชี้วัด
ว 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ว 1.3 ป.5/1, ป.5/2,
ว 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ว 2.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4 ป.5/5
ว 2.3 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ว 3.1 ป.5/1, ป.5/2,
ว 3.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5

รวมทั้งหมด 27 ตวั ชวี้ ดั
2. หลักการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผูเ้ รียนเป็นสำคัญ

ทศิ นา แขมมณี (2545 : 119 - 147) ได้ใหค้ วามหมายและรปู แบบการจัดการเรียน
การสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ว่า การจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญน้ัน
หมายถึง การให้ผู้เรียนเป็นจุดสนใจหรือสิ่งท่ีสำคัญท่ีสุดหรือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากท่ีสุดในการ
จัดการเรียนการสอน ซ่ึงจะแสดงออกเป็นรูปธรรมให้เห็นจากบทบาทของผู้เรียนในการเรียนรู้
บทบาทในการเรียนรู้ หมายถงึ การมสี ่วนร่วมของผู้เรยี นท้ังด้านกาย สติปัญญา อารมณ์ และ
สังคมในกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้มากกว่าที่ผู้สอนจะดำเนินการเป็นหลัก กิจกรรมการ
เรียนรู้ที่แสดงออกถึงบทบาทดังกล่าวคือ ผู้เรียนได้มีโอกาสการเคลื่อนไหว ใช้ความคิด ลงมือ
ทำ ย้ำความรู้สึกและฝึกสัมพันธ์ การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเป็นสำคัญจึงจัดได้อย่าง
หลากหลาย แตกต่างกันตามรูปแบบ วิธีการ เทคนิค และจุดเน้นของรูปแบบน้ัน ๆ ส่งผลให้
เกิดรูปแบบและลักษณะการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงได้เสนอ
แนวคดิ ในการจัดการเรียนการสอนไว้เป็นหมวดหมู่ ดงั น้ี

1. แบบเน้นตวั ผูเ้ รยี น
1.1 การจดั การเรียนการสอนตามเอกัตภาพ ผูเ้ รยี นแตล่ ะคนมีภมู หิ ลัง สติปัญญา

ความสามารถ ความถนัด แบบการเรียนรู้ ความสนใจและความต้องการไม่เหมือนกัน การ
จดั การเรียนการสอนจึงต้องจัดให้เหมาะสมกับภูมิหลัง ลกั ษณะและความต้องการของผ้เู รียนเป็น
รายบคุ คล จะช่วยใหผ้ เู้ รียนเรียนรู้ไดด้ ี พัฒนาความสามารถและศกั ยภาพตามบุคคลนั้น ๆ

1.2 การจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนนำตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรียนพึ่งพาตนเอง
และพัฒนาตนเองได้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดี ได้มาก จดจำได้นานและนำไปใช้
ประโยชน์ไดม้ ากขน้ึ การจัดการเรยี นรู้แบบน้ี เช่ือวา่ ผู้เรียนมีแบบการเรียนรู้ทแ่ี ตกตา่ งกนั

2. แบบเนน้ ความรูแ้ ละความสามารถ
2.1 การจัดการเรียนรู้แบบรู้จริง การเรียนรู้ของผู้เรียน มีความสัมพันธ์กบั เวลา

ทผี่ ู้เรยี นได้รับในการเรยี นรู้ ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ถ้ามีเวลามากพอ การสอนท่ี
มีคณุ ภาพสูงจะทำให้ผู้เรียนใช้เวลาน้อยกว่าการสอนที่มคี ุณภาพต่ำ และถ้าผู้เรียนไดร้ ับโอกาสใน

การเรียนรู้และคุณภาพการสอนท่ีเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนแล้ว ผู้เรียนจะ
บรรลุวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นร้ไู ดเ้ ชน่ เดยี วกนั ทกุ คน

2.2 การจัดการเรียนรู้แบบรับประกันผล ผู้เรียนทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้
และประสบความสำเร็จได้ ถ้าได้รับความช่วยเหลือตามสภาพปัญหาและความต้องการ โดย
ผู้สอนต้องมีวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริงและมีการทดสอบเพื่อให้ได้ข้อมูล
เก่ยี วกับปญั หาและความตอ้ งการของผ้เู รยี น

2.3 การจัดการเรียนการสอนแบบมโนทัศน์ หรือความคิดรวบยอดของความรู้
โดยการสรา้ งความเข้าใจอย่างลกึ ซง้ึ เปน็ การเรยี นรแู้ บบองคร์ วมและเห็นความสัมพนั ธ์ของข้อมลู

3. แบบเน้นประสบการณ์
3.1 การจัดการเรยี นรู้แบบเนน้ ประสบการณ์ ประสบการณ์เปน็ แหล่งที่มา

ของความรู้และเป็นพ้ืนฐานทำให้เกดิ ความคิด ความรู้ และการกระทำของคน การเริ่มเรียนจาก
ประสบการณ์จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นรปู ธรรมที่ชัดเจน สามารถนำไปสู่การเรียนรู้ในเชิงรปู ธรรมได้
การจัดการเรยี นรู้ท่ีผเู้ รียนได้รบั จากประสบการณ์ตรงและค้นพบด้วยตนเองจะทำใหก้ ารเรยี นรนู้ ้ัน
มคี วามหมายตอ่ ตนเอง เกดิ ความผกู พัน ความตอ้ งการและรับผิดชอบทีจ่ ะเรยี นรู้ต่อไป

3.2 การจดั การเรียนรู้แบบรบั ใช้สงั คม จากประสบการณ์การเรียนรูจ้ ากรูปธรรม
ไปสู่นามธรรม เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้วและรับรู้ถึงความรู้ท่ีมีความหมายต่อตนเอง จะ
นำไปใช้ในด้านการรับใช้สังคม ประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสภาพจริงน้ัน จึงสามารถ
นำไปเปน็ ประโยชนใ์ นชวี ติ และสงั คมได้

3.3 การจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง จะเป็นการเรียนรู้ท่ีมีความสัมพันธ์กับ
บริบทของเร่ืองนั้น ๆ ผู้เรียนจะสามารถเผชิญปัญหาและแก้ปญั หาได้ เป็นการช่วยให้ผู้เรยี นได้
พัฒนาทักษะท่ีจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ นั้น ต้องการการตัดสินใจและ
ลงมอื ทำ จึงสง่ ผลให้เกดิ ความรู้ ทักษะและเจตคติอ่นื ๆ ดว้ ย

4. แบบเน้นปญั หา
4.1 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก การฝึกให้ผู้เรียนได้เผชิญ

ปัญหาหรือสถานการณ์จริง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และสามารถพัฒนา
ทักษะกระบวนการต่าง ๆ อันเป็นทักษะท่ีสำคัญต่อการดำรงชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
กระบวนการแก้ปัญหานั้นอาจให้ผู้เรียนวิเคราะห์และแก้ปัญหาร่วมกัน เพ่ือให้เห็นทางเลือกและ
วธิ ีการอนั หลากหลาย

4.2 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงการเป็นหลัก การใช้โครงการเป็น
กิจกรรมท่ีมีความสัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริง ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ การ
จัดการเรียนการสอนจะเน้นกระบวนการสืบสวนเพื่อพัฒนาสติปัญญาข้ันสูง มีผลิตภัณฑ์หรือ
ผลงานท่ีเป็นรูปธรรม สามารถแสดงต่อสาธารณชนได้ อันนำไปสู่การอภิปรายแลกเปล่ียนและ
การวิพากษ์วิจารณไ์ ด้อย่างชัดเจน

5. แบบเน้นทกั ษะกระบวนการ
5.1 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการสืบสวน การสืบสวนเป็น

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ีจำเป็นตอ่ การแสวงหาความรู้และศึกษาข้อความรู้ท่ีจะนำไปสู่การ
คน้ พบความรใู้ หม่ โดยท่ีครผู สู้ อนช่วยกระต้นุ และอำนวยความสะดวกในการเรียนรูใ้ ห้แก่
ผู้เรยี น เชน่ แหลง่ ขอ้ มูล การศึกษาขอ้ มูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรปุ ข้อมูลการดำเนนิ
การอภิปราย และการทำงานรว่ มกัน เป็นตน้

5.2 การจดั การเรยี นการสอนโดยเนน้ กระบวนการคดิ เปน็ การจดั การเรยี น
การสอนท่ีผสู้ อนตอ้ งกระตุ้นใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความคิดขยายอย่างตอ่ เน่ืองจากความรเู้ ดิมทม่ี ี
ในลกั ษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น คิดอยา่ งหลากหลาย คิดอยา่ งละเอียด คิดอยา่ งลกึ ซง้ึ
เล็งเห็นการณ์ไกล ความคิดอยา่ งมเี หตุมผี ล ถูกต้องและน่าเช่อื ถอื เป็นตน้ โดยท่คี รูผู้สอน
จำเป็นตอ้ งฝกึ ทกั ษะและกระบวนการคิดตา่ ง ๆ ตามความเหมาะสมกบั พืน้ ฐานของผ้เู รียน
ไดแ้ ก่ ทักษะการคดิ ข้นั พน้ื ฐาน ทักษะการคิดที่เป็นแกนสำคญั ทกั ษะการคิดขั้นสงู ทักษะ
การคดิ โดยแยบคาย หรอื กระบวนการคิดตา่ ง ๆ เชน่ กระบวนการคดิ รเิ ร่ิมสรา้ งสรรค์
กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการแก้ปญั หา หรอื กระบวนการไตร่ตรอง เปน็ ต้น

5.3 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการกลุ่ม การจัดการเรียนการสอน
แบบน้ีมุ่งหวังให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน มีวัตถุประสงค์และดำเนินงานร่วมกัน แบ่งหน้าท่ีอย่าง
เหมาะสม ทำงานอย่างเป็นกระบวนการ เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดทักษะทางด้านสังคมและขยาย
ขอบเขตการเรยี นรู้ใหก้ วา้ งขวางขึ้น

5.4 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการวิจัย กระบวนการวิจัยเป็น
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ีใช้ในการแสวงหาความรู้ ผู้เรียนสามารถใช้กระบวนการนี้เป็น
เคร่อื งมือในการศกึ ษาความรตู้ า่ ง ๆ ไดต้ ลอดชวี ิต ถา้ ผู้เรียนไดร้ ับประสบการณ์ตรงจากการวจิ ัย
แล้วจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง และมีความหมายมากขึ้น ผลของการวิจัยเป็น
เน้ือหาสาระในการเรยี นรไู้ ด้เปน็ อยา่ งดี

5.5 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการ
จดั การเรียนการสอนที่เน้นใหผ้ ูเ้ รียนดำเนินการแสวงหาความรู้และฝกึ ทกั ษะท่จี ำเปน็ ตอ่ การศึกษา
หาความรู้ด้วยตนเอง ผู้สอนจะต้องช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ ช่วยพัฒนาทักษะและ
คำปรึกษาท่ีเหมาะสม การติดตามพบปะพูดคุย อภิปรายผลงาน จะทำให้ผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้
ตอ่ ไป

6. แบบเนน้ บูรณาการ
จากแนวความคิดวา่ ธรรมชาตแิ ละชีวิตจรงิ ทุกอยา่ งมีความสมั พันธ์กัน

การเรียนรู้ควรมีลักษณะเป็นองค์รวม ผ้เู รียนจึงสามารถนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวันได้ การเรยี นรู้
โดยใชว้ ิธกี ารแก้ปญั หาโดยนำความรหู้ ลาย ๆ ดา้ นมาประกอบกนั และพัฒนาผเู้ รียนในด้าน
พุทธพิ ิสยั ทักษะ และเจตคตไิ ปพร้อม ๆ กนั มีการขยายความรู้ในมุมกวา้ ง ขา้ มรายวิชาได้
นอกจากนีก้ ารบรู ณาการยงั สามารถบรู ณาการระหวา่ งการเรียนรู้กับกระบวนการเรียนรู้

การบรู ณาการระหว่างพฒั นาการทางความรแู้ ละพฒั นาการทางจิตใจ การบรู ณาการระหว่าง
ความรู้กบั การกระทำ และการบูรณาการระหว่างสง่ิ ทเ่ี รยี นในโรงเรยี นกบั สิ่งทอ่ี ยู่ใน
ชวี ติ ประจำวัน

การศกึ ษาค้นควา้ ครั้งนี้ ผรู้ ายงานตระหนักถึงความจำเปน็ ในการจัดการเรียน
การสอนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเปน็ กระบวนการสำคญั ท่ีทำให้ชุดกิจกรรมการเรยี นรเู้ กดิ ระสิทธิภาพ
ได้มากทส่ี ุด ชุดกจิ กรรมการเรียนรเู้ ป็นเพยี งสอ่ื ประกอบที่ชว่ ยใหก้ ารจดั การเรยี นการสอน
สมบูรณ์ขึ้นเท่านน้ั ครผู ู้สอนยงั คงบทบาทสำคัญอยา่ งหลกี เลี่ยงไมไ่ ด้ การจัดการเรยี นการสอน
ในการศึกษาคน้ ควา้ นี้ได้ใช้หลักการสอนหลายประการมาประยุกต์ใช้ใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพสูงสดุ
แต่มุง่ เนน้ แบบทกั ษะกระบวนการเปน็ หลัก เพราะมีความเหมาะสมกบั ธรรมชาตขิ องวิชา
วทิ ยาศาสตรอ์ ย่างมาก ทั้งยังสอดคล้องกบั แนวทางการจดั การเรยี นการสอนของสถาบันส่งเสริม
การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีท่ีใหแ้ นวทางไวด้ ว้ ย

3. แนวทางการจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์

ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เพ่ือให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้
ครูผู้สอนต้องศึกษาวัตถุประสงค์ของการสอนวิทยาศาสตร์ หลักการสอนวิทยาศาสตร์
กระบวนการเรียนการสอนที่ใช้ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ ซ่ึงมี
นกั การศกึ ษาหลายทา่ นได้ทำการศึกษาไว้ดังนี้

3.1 วตั ถุประสงค์ของการสอนวิทยาศาสตร์
ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้มีประสิทธิผลน้ันต้องมีการต้ังวัตถุประสงค์ไว้

ล่วงหน้า สำหรบั วัตถปุ ระสงคข์ องการสอนวทิ ยาศาสตรไ์ ด้มีนกั การศึกษากล่าวไว้ดงั นี้
ภพ เลาหไพบูลย์ (2540 : 90) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการสอน

วทิ ยาศาสตรพ์ อสรุปไดว้ า่ การสอนวทิ ยาศาสตรม์ วี ัตถปุ ระสงคห์ ลักอยู่ 2 ประการ ดงั น้ี
1. ด้านความรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Knowledge) มุ่งให้ผู้เรียนมี

ความรคู้ วามเข้าใจในเน้ือหาความรู้วทิ ยาศาสตร์ เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้
ต่อไป ช่วยให้เข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องสิ่งแวดล้อมได้
อย่างเหมาะสม ตลอดจนรู้เทา่ ทนั เทคโนโลยี (เลอื กใชเ้ ปน็ ให้เกดิ ประโยชน์สงู สดุ และมีโทษ
นอ้ ยทสี่ ุด)

2. ด้านกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific
Processes) มุ่งฝึกให้ผู้เรียนมีกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพ่ือท่ีจะนำไปใช้ใน
ชีวิตประจำวันได้ มีศักยภาพและจิตวิญญาณในการแสวงหาความรู้เพ่ิมเติม วินิจฉัยและ
แก้ปัญหา มีการตัดสินใจที่เหมาะสม ซ่ึงประกอบด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
และเจตคติทางวิทยาศาสตร์

3.2 หลักการสอนวิทยาศาสตร์
ในการสอนวิทยาศาสตร์เพ่ือให้ได้ผลตามวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้ ครูผู้สอนจะต้องรู้

หลักการสอนดว้ ย ซง่ึ หลกั การสอนวทิ ยาศาสตรไ์ ด้มนี กั การศึกษาหลายท่านกล่าวไวด้ ังน้ี
จำนง แย้มพรายแข (2546 : 32) ได้ให้แนวคิดเก่ียวกับหลักการสอนวิทยาศาสตร์

ไว้ว่า ในการเรยี นการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ให้บรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์อยา่ งมีประสิทธิภาพ
เพ่อื เปน็ แนวทางในการจัดการเรยี นการสอนควรยึดหลกั ดังน้ี

1. การจดั การเรยี นการสอนให้เหมือนกบั สภาพชวี ติ จรงิ เพือ่ ใหเ้ ดก็ นำไปใช้ได้
2. สอนเพอื่ แกไ้ ขเปล่ียนแปลงพฤติกรรมใหด้ ีขึ้น
3. สอนให้เดก็ เหน็ ความสมั พนั ธ์และความสำคญั ของสงิ่ ต่าง ๆ ทีเ่ รยี น
เพื่อปรับปรุงความเป็นอยใู่ ห้ดีขึ้น
4. สอนโดยใหเ้ ดก็ มีสว่ นรว่ มในการวางแผนการสอน ค้นคว้าหาความรู้
ด้วยตนเอง สามารถสรุปเป็นความรนู้ ำไปใช้ได้
5. สอนโดยเนน้ ปฏิบตั ิจรงิ มากกวา่ การท่องจำกฎเกณฑ์
6. สอนเพื่อปลกู ฝังคณุ ลักษณะท่ดี ีงามต่าง ๆ ใหม้ ใี นตัวเด็ก
7. สอนเพ่ือปูพื้นฐานทางประชาธิปไตยให้มีในตัวเด็ก และสามารถปฏิบัติตน
ใหเ้ ปน็ พลเมืองดขี องชาติ
8. สอนจากส่งิ ทเ่ี ปน็ ปญั หาใกล้ตวั เด็กไปส้สู งิ่ ท่ไี กลออกไปโดยใช้วิธีสอนต่าง ๆ
คือ การอภิปราย การซักถาม การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
การแก้ปัญหา และการปฏิบัติจริง ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น
และแกป้ ญั หาเป็น
ภพ เลาหไพบลู ย์ (2540 : 63) ไดใ้ หแ้ นวคิดเก่ียวกับหลักการสอนไว้วา่
วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ วชิ าทีศ่ กึ ษาเรอื่ งราว หรือการค้นพบปรากฎการณข์ องสง่ิ ต่าง ๆ ในธรรมชาติ
ประกอบด้วยเน้อื หา หรือตัวความร้วู ิทยาศาสตร์ และกระบวนการแสวงหาความรู้ทาง
วทิ ยาศาสตรน์ ้ัน เกดิ จากประสบการณโ์ ดยการใช้ประสาทสัมผัสแลว้ ใช้กระบวนการทาง
วิทยาศาสตรเ์ ข้าคน้ ควา้ เพ่ือใหไ้ ด้คำตอบหรอื ตวั ความรู้ออกมา ซ่งึ ประกอบด้วย วธิ กี าร
ทางวทิ ยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์
จากหลักการสอนวิทยาศาสตร์ของนักการศึกษาดังกล่าวพอสรุปได้ว่า การสอน
วิทยาศาสตร์ควรจัดการเรียนการสอนให้ใกล้เคียงกับสภาพชีวิตจริง ปลูกฝังคุณลักษณะท่ีดีงาม
เห็นความสำคญั ของสง่ิ ตา่ ง ๆ นักเรยี นมสี ่วนรว่ มในการวางแผนการสอน ค้นควา้ หาความรู้
ด้วยตนเอง สอนจากปัญหาใกล้ตัวเด็กไปสู่สิ่งท่ีไกลออกไป แล้วสอนเพื่อปูพื้นฐานทาง
ประชาธปิ ไตยใหม้ ีในตัวเดก็ สามารถปฏบิ ัตติ นใหเ้ ป็นพลเมืองดขี องชาติ

3.3 รูปแบบวิธกี ารสอนวทิ ยาศาสตร์
ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ครูผู้สอนจะต้องทราบว่าตนเองจะสอน

ให้นักเรียนได้รบั ความรู้ในเนื้อหาใด มีทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ได้ด้วยวธิ ีใด ซ่ึงรูปแบบ

วธิ ีการสอนวิทยาศาสตรไ์ ด้มนี ักการศึกษาทำการศึกษาและเสนอแนะไว้ดังน้ี (กรมวชิ าการ. 2545
: 146)

1. การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการสอนแบบหน่ึงท่ีเน้นกระบวนการ

แสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเอง ให้นักเรียนได้
ประสบการณ์ตรงในการเรยี นรู้เนื้อหาวิชา กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ประกอบด้วยข้ันตอนที่
สำคัญดังนี้

1.1 ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียน ซ่ึงเร่ือง
ทสี่ นใจอาจเกิดขึ้นจากความสงสัย ความสนใจของนักเรียนเอง หรอื เกิดจากการอภิปรายในกลุ่ม
เรอื่ งที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ท่ีกำลังเกิดขึ้นอยใู่ นช่วงเวลาน้ัน หรือเป็นเร่ืองที่เช่ือมโยงกับ
ความรู้เดมิ ที่เพ่ิงเรียนรู้มาแล้วเป็นตัวกระตุ้นนักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นท่ีจะศึกษา ใน
กรณีท่ียังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นท่ีต้องการศึกษา
จึงร่วมกันกำหนดขอบเขต และแจกแจงรายละเอียดของเรื่องท่ีจะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งข้ึน
อาจรวมท้ังการรวบรวมความรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ท่ีจะช่วยให้
นำไปสู่ความเข้าใจเร่ืองหรือประเด็นที่จะศึกษามากข้ึน และมีแนวทางท่ีใช้ในการสำรวจ
ตรวจสอบอยา่ งหลากหลาย

1.2 ขนั้ สำรวจและค้นหา (Exploration) เม่อื ทำความเข้าใจในประเด็น
หรอื คำถามทสี่ นใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็มกี ารวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ
ตัง้ สมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือ
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรม
ภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูล
จากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูต่าง ๆ หรือให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในข้ัน
ตอ่ ไป

1.3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) เมือ่ ไดข้ อ้ มูลอย่างเพียงพอ
จากการสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศท่ีได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และ
นำเสนอผลท่ีได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด
สร้างตาราง เป็นต้น การคน้ พบในข้ันนอ้ี าจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนบั สนนุ สมมติฐานที่ตัง้

ไว้ โต้แยง้ กบั สมมติฐานทต่ี ้ังไว้ หรือไม่เก่ยี วข้องกับประเด็นท่ีได้กำหนดไว้ แตผ่ ลท่ีได้จะอยู่ในรูป
ใดก็สามารถสร้างความรแู้ ละชว่ ยใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ได้

1.4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างข้ึนไป
เช่ือมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดท่ีได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้
อธิบายสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ หรือเรื่องอ่ืน ๆ ซ่ึงก็จะช่วยเช่ือมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำ
ใหเ้ กดิ ความรกู้ วา้ งขวางขึ้น

1.5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรูด้ ้วยกระบวนการ
ตา่ ง ๆ วา่ นักเรยี นมคี วามรูอ้ ะไรบ้าง อย่างไร และมากนอ้ ยเพียงใด จากขนั้ นจี้ ะนำไปสู่การนำ
ความรู้ไปประยุกต์ใชใ้ นเรื่องอ่ืน ๆ

การนำความรู้หรอื แบบจำลองไปใช้อธิบายหรอื ประยกุ ต์ใช้กบั เหตุการณ์
หรือเรอื่ งอ่ืน ๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซ่ึงจะก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหา
ท่ีจะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเน่ืองกันไปเร่ือย ๆ จึงเรียกว่า
Inquiry Cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ จึงช่วยให้นักเรยี นเกิดการเรียนรู้ทัง้ เนอ้ื หาหลัก
และหลักการทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติเพ่ือให้ได้ความรู้ซ่ึงจะเป็นพ้ืนฐานในการเรียนรู้
ตอ่ ไป

การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใช้กระบวนการดังกล่าวแล้ว
อาจใชว้ ธิ ีในการสบื เสาะหาความรู้ด้วยรูปแบบอืน่ ๆ อกี ดังนี้

การค้นหารูปแบบ (Pattern Seeking) โดยท่ีนักเรยี นเรม่ิ ด้วยการสังเกต
และบันทึกปรากฎการณ์ตามธรรมชาติ หรือทำการสำรวจตรวจสอบโดยท่ีไม่สามารถควบคุมตัว
แปรได้ แล้วคิดหารูปแบบจากข้อมูล เช่น จากการสังเกตผลฝรั่งในสวนจากหลายแหล่ง พบว่า
ผลฝรั่งท่ีได้รับแสงจะมีขนาดโตกว่าผลฝรง่ั ทีไ่ มไ่ ดร้ ับแสง นักเรยี นก็สร้างรูปแบบและสร้างความรู้
ได้ ดงั ภาพตอ่ ไปนี้

ประเมิน สร้างความสนใจ สำรวจและคน้ หา
(Evaluation) (Engagement) (Exploring)

วัฎจักรการสบื เสาะหาความรู้
(Inquiry Cycle)

ขยายความรู้ อธบิ ายและลงข้อสรุป
(Elaboration) (Explanation)

ภาพ แสดงวฎั จกั รการสืบเสาะหาความรู้

การจำแนกประเภทและการระบชุ ือ่ (Classification and Identification)
เป็นการจัดประเภทของวัตถุหรือเหตุการณ์เป็นกลุ่ม หรือการระบุชื่อวัตถุหรือเหตุการณ์ที่เป็น
สมาชิกของกลุ่ม เช่น เราจะแบ่งกลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเหล่าน้ีได้อย่างไร วัสดุใดนำไฟฟ้า
ได้ดี หรอื ไม่ดี สารต่าง ๆ เหล่าน้ีจำแนกอย่ใู นกลุ่มใด

การสำรวจและค้นหา (Exploring) เป็นการสังเกตวัตถุหรือเหตุการณ์ใน
รายละเอียดหรือทำการสังเกตต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ไข่กบมีพัฒนาการอย่างไร เม่ือผสม
ของเหลวต่างชนดิ กนั เข้าด้วยกันจะเกดิ อะไรข้นึ

การพัฒนาระบบ (Developing System) เป็นการออกแบบ ทดสอบ และ
ปรับปรุงส่งิ ประดษิ ฐห์ รือระบบ

2. การสอนแบบแกป้ ญั หา (Problem Solving Process)
การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีจุดมุ่งหมายประการหนึ่งคือ เน้นให้นักเรียน

ได้ฝึกแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติอย่างมีระบบ ผลท่ีได้จากการฝึกจะ
ช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีการคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยใช้
กระบวนการหรือวิธีการ ความรู้ ทักษะต่าง ๆ และความเข้าใจในปัญหาน้ันมาประกอบกันเพ่ือ
เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา เพ่ือให้เข้าใจได้ตรงกันถึงความหมายท่ีแท้จริงของปัญหา ได้มีผู้ให้
ความหมายไวด้ ังนี้

ปัญหา หมายถึง สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือส่ิงท่ีพบแล้วไม่สามารถจะใช้
วธิ กี ารใดวธิ ีการหนงึ่ แก้ปญั หาใหไ้ ดท้ นั ที หรือเมือ่ มปี ัญหาเกิดขนึ้ แล้วไมส่ ามารถมองเหน็
แนวทางแก้ไขไดท้ ันที

แบบฝึกหัด หมายถึง สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสิ่งท่ีพบแล้วสามารถ
แก้ไขหรือเลอื กวิธแี กไ้ ขปัญหาไดท้ ันที หรอื มองเห็นได้อยา่ งชัดเจนวา่ มีวธิ แี ก้ไขทแ่ี นน่ อน

การแก้ไขปัญหาอาจทำได้หลายวิธี ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหา ความรู้
และประสบการณข์ องผแู้ ก้ปัญหาน้ัน

กระบวนการแก้ปญั หาแต่ละข้ันตอนมีความสมั พนั ธ์ดงั ภาพต่อไปน้ี

ปัญหา

นำไปใช้ ทำความเข้าใจ
กับปญั หา

สำเร็จ ไม่สำเรจ็ ทำความเข้าใจ

ตรวจสอบ ไม่สำเร็จ วางแผนและออกแบบวิธี
การแก้ปญั หา เลือกวิธอี ืน่ แกป้ ญั หา

ดำเนินการแกป้ ญั หา
และประเมนิ ผล

2.1 ทำความเข้าใจปญั หา ผแู้ ก้ปญั หาจะต้องทำความเขา้ ใจกบั ปัญหาที่พบ
ให้ถ่องแทใ้ นประเดน็ ต่าง ๆ คอื (1) ปญั หาถามวา่ อย่างไร (2) มขี ้อมูลใดแลว้ บ้าง
(3) มเี ง่อื นไข หรอื ต้องการขอ้ มูลใดเพ่มิ เติมอีกหรือไม่ การวิเคราะหป์ ัญหาอย่างดจี ะช่วยให้
ขน้ั ตอนต่อไปดำเนินไปอย่างราบร่ืน การจะประเมินว่านกั เรยี นเขา้ ใจปัญหามากน้อยเพียงใด ทำ
ไดโ้ ดยการกำหนดให้นกั เรยี นเขยี นแสดงถงึ ประเดน็ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกบั ปญั หา

2.2 วางแผนแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้จะเป็นการคิดหาวิธีวางแผนเพื่อแก้ปัญหา
โดยใช้ข้อมูลจากปญั หาท่ไี ด้วิเคราะห์ไว้แล้วในขั้นที่ 1 ประกอบกบั ขอ้ มลู และความรู้
ท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั ปัญหาน้นั และนำมาใชป้ ระกอบการวางแผนแก้ปญั หา ในกรณที ี่ปญั หา
ต้องตรวจสอบโดยการทดลอง ข้นั ตอนนีก้ ็จะเป็นการวางแผนการทดลอง ซ่ึงประกอบด้วย
การต้ังสมมติฐาน กำหนดวิธีทดลองหรือตรวจสอบ และอาจรวมทั้งแนวทางในการประเมินผล
การแกป้ ญั หา

2.3 ดำเนินการแก้ปัญหาและประเมินผล ข้ันตอนน้ีจะเป็นการลงมือ
แก้ปัญหาและประเมินว่าวิธีการแก้ปัญหาและผลท่ีได้ถูกต้องหรือได้ผลเป็นอย่างไร ถ้าการ
แก้ปัญหาทำได้ถูกต้องก็จะมีการประเมินต่อไปว่า วิ ธีการน้ันน่าจะยอมรับไปใช้ในการแก้ปัญหา

อนื่ ๆ หรอื ไม่ แต่ถ้าพบว่าการแก้ปัญหาน้ันไม่ประสบผลสำเร็จ ก็จะต้องย้อนกลับไปเลือกวิธกี าร
แก้ปัญหาอ่ืน ๆ ท่ีได้กำหนดไว้แล้วในขั้นท่ี 2 และถ้ายังไม่ประสบผลสำเร็จ นักเรียนจะต้อง
ย้อนกลับไปทำความเข้าใจปัญหาใหม่ว่ามีข้อบกพร่องประการใด เช่น ข้อมูลกำหนดให้ไม่
เพียงพอ เพ่ือจะไดเ้ ร่มิ ต้นการแก้ปัญหาใหม่

2.4 ตรวจสอบการแก้ปัญหา เปน็ การประเมนิ ภาพรวมของการแก้ปญั หา
ทั้งในด้านวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา และการตัดสินใจ รวมท้ังการนำไปประยุกต์ใช้
ท้ังนใ้ี นการแกป้ ญั หาใด ๆ ตอ้ งตรวจสอบถงึ ผลกระทบต่อสงั คมและสง่ิ แวดลอ้ มดว้ ย

แม้ว่าจะดำเนินตามข้ันตอนที่กล่าวมาแล้วก็ตาม ผู้แก้ปัญหายังต้องมีความม่ันใจ
ว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ันได้ รวมท้ังต้องมุ่งม่ันและทุ่มเทให้กับการแก้ปัญหา เน่ืองจากบาง
ปัญหาต้องใช้เวลา และความพยายามเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ถ้านักเรียนเกิดความเหน่ือยล้าจาก
การแก้ปญั หา กค็ วรให้นกั เรียนได้มีโอกาสพักผ่อน

3. การสอนแบบใช้กิจกรรมการคิดและปฏิบัติ (Hands – on Mind – on
Activities)

นักการศึกษาแนะนำให้ครจู ัดกจิ กรรมให้นักเรียนได้คิด และลงมือปฏบิ ัติ เมื่อ
นักเรียนได้ลงมือปฏิบัตจิ ริง หรือได้ทำการทดลองต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตรก์ ็จะเกิดความคิดและ
คำถามที่หลากหลาย เม่ือนักเรียนได้ทำกิจกรรมจะทำให้สังเกตผลท่ีเกิดข้ึนด้วยตนเอง ซึ่งเป็น
ข้อมูลท่ีจะนำไปสู่การถามคำถาม การอธิบาย การอภิปราย หาข้อสรุป และการศึกษาต่อไป
กิจกรรมลักษณะนจี้ ึงสง่ เสริมใหน้ กั เรียนได้ลงมือปฏิบตั ิและฝกึ คิด นำมาสู่
การสรา้ งความรู้ดว้ ยตนเองด้วยความเขา้ ใจ และเปน็ การเรยี นรู้อย่างมคี วามหมาย

4. การสอนแบบการเรียนรแู้ บบรว่ มมือร่วมใจ (Cooperative Learning)
การเรียนรูแ้ บบรว่ มมือร่วมใจ เปน็ กระบวนการเรียนรู้ทส่ี ามารถนำมาใช้

ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้อย่างเหมาะสมวิธีหนึ่ง เน่ืองจากขณะที่นักเรียนทำกิจกรรม
ร่วมกันในกลมุ่ นักเรียนจะไดม้ ีโอกาสแลกเปลีย่ นความรู้กบั สมาชิกของกล่มุ และการที่แต่ละคน
มีวัยใกล้เคียงกันทำให้สามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี แต่การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจท่ีมี
ประสิทธิผลน้นั ต้องมีรูปแบบหรือมกี ารจัดระบบอยา่ งดี นักการศกึ ษาหลายท่านได้ทำการศึกษา
ค้นคว้าอย่างกว้างขวางเพ่ือจะนำมาใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ รวมทั้งวิชาวิทยาศาสตร์
ด้วย

แนวคิดหลักที่จะนำไปสู่การเรียนรู้แบ บร่วมมือร่วมใจอย่างมีประสิทธิภาพ
ประกอบด้วย 6 ประการ ดงั ภาพต่อไปน้ี

ภาพ แนวคิดของการเรยี นร้แู บบ Cooperative Learning
4.1 การจดั กลุ่ม กลุ่มท่ีจะเรียนรู้ดว้ ยกันอย่างมปี ระสทิ ธิผล ควรเป็นกลุ่มละ
4 คน ประกอบด้วยนกั เรยี นท่ีมีผลสัมฤทธิใ์ นการเรยี นสงู ปานกลาง ค่อนข้างต่ำ และต่ำ และหญิง
ชายเท่า ๆ กัน ในบางกรณีอาจจัดกลุ่มโดยวิธีอ่ืน เช่น ในการศึกษาเร่ืองลึกเฉพาะ เช่น ทำโครงงาน
วิทยาศาสตร์ควรจัดกลุ่มนักเรียนท่ีมีความสนใจเหมือนกัน หรือจัดกลุ่มโดยวิธีสุ่มเมื่อต้องการ
ทบทวนความรู้ และจดั ใหอ้ ยใู่ นกลมุ่ เดยี วกันประมาณ 6 สปั ดาห์ จึงเปลยี่ นจัดกลุ่มใหม่
4.2 อุดมการณ์ หมายถึง ความม่งุ มัน่ และอุดมการณ์ของนกั เรยี น
ที่จะร่วมงานกัน นักเรียนจะต้องมีความมุ่งมั่นท่ีจะเรียนรู้ และมีความกระตือรือร้นในการทำ
กิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ส่ิงเหล่าน้ีต้องสร้างให้เกิดขึ้นและให้คงไว้ โดยให้ทำกิจกรรมหลากหลาย
เช่น การสร้างความมุ่งมั่นของกลุ่มที่จะทำงานร่วมกัน การสร้างความมุ่งมั่นของชั้นเรียนที่จะ
ชว่ ยกนั
4.3 การจัดการ เพ่ือให้กลุ่มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดการ
ของครูและการจัดการของนักเรียนภายในกลุ่ม ครูจะต้องมีการจัดการที่ดีเพ่ือให้การทำงานกลุ่ม
ประสบความสำเร็จ เช่น การควบคุมเวลา การกำหนดสัญญาณใหน้ ักเรยี นหยดุ กิจกรรม เปน็ ต้น
4.4 ทักษะทางสังคม เปน็ ทักษะในการทำงานร่วมกัน มีความสมั พนั ธท์ ด่ี ี
ต่อกัน ให้ความช่วยเหลือกนั ให้กำลังใจซง่ึ กนั และกัน รบั ฟังความคิดเหน็ ของกนั และกัน

4.5 หลักการพ้นื ฐาน ได้แก่
1) การช่วยเหลอื ซึง่ กันและกันโดยมแี นวคิดว่า เม่ือเราได้รับประโยชน์จาก

เพ่อื นก็จะได้ประโยชนจ์ ากเรา ความสำเรจ็ ของกลมุ่ คือความสำเร็จของแต่ละคน
2) ยอมรบั วา่ แตล่ ะคนในกลุม่ ต่างมีความสามารถและมีความสำคัญ

ต่อกล่มุ แต่ละคนมีส่วนในการทำงานให้กลุ่มสำเรจ็
3) ทุกคนในกลุ่มต้องให้ความร่วมมือ และมีส่วนร่วมในงานของกลุ่มอย่าง

เท่าเทียมกนั
4) ทกุ คนในกล่มุ ต้องปฏสิ ัมพันธก์ ันตลอดเวลาท่ที ำงานในกลุ่ม

4.6 โครงสรา้ งของกิจกรรม หมายถึง รูปแบบของกิจกรรมในการทำงานกลุ่มซ่ึง
มหี ลากหลาย ทัง้ น้ีขึน้ อยูก่ ับปัญหาหรอื สถานการณท์ ่ีจะศึกษา ตวั อยา่ งเช่น

1) กิจกรรมจดั คสู่ ลบั กนั พดู ในหัวข้อและในเวลาทก่ี ำหนด (Timed – Pair
– Share) เชน่ เมอ่ื คนหน่งึ พดู อีกคนหนง่ึ ฟัง แล้วสลบั กนั คนละ 1 นาที

2) นักเรยี นแตล่ ะคนในกลุ่มเขียนแสดงความคดิ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ในกระดาษแผน่ เดยี วกัน แล้ววนไปเรอ่ื ย ๆ (Round Table) จนนักเรยี นทกุ คนเขยี นท้งั หมด
แล้วนำมาสรุป

3) มอบหมายให้ตัวแทนของสมาชิกในกลุ่มไปรวมกลุ่มใหม่ เรียกว่า กลุ่ม
เชี่ยวชาญ (Expert Group) กลุ่มเช่ียวชาญน้ีจะศึกษาเรื่องย่อยที่แบ่งไว้เป็นตอนในช่วงเวลาหน่ึงแล้ว
กลับมาอธิบายให้สมาชิกในกลุ่มเดิม (Home Group) ในที่สุดนักเรียนทั้งหมดจะเรียนรู้เร่ือง
ท้ังหมดจากเพื่อน นัน่ คือ นกั เรียนแต่ละคนในหน่ึงกล่มุ ได้รับมอบหมายงานเพียงหนึง่ ช้ินย่อย แตต่ ้อง
ต่อชิ้นย่อยให้เต็มรูป (Jigsaw) นั่นคือ ต้องเรียนรู้ท้ังเร่ืองแล้วมีการทดสอบเป็นคะแนนของแต่ละ
คน

จะเห็นได้ว่ารูปแบบของกจิ กรรมที่จะกระตุ้นให้นักเรียนเรยี นรู้โดยร่วมมอื ร่วม
ใจกันในการทำงานกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด นักเรียนจะได้ใช้ความคิดและต้องมีการปฏิบัติ
ด้วย แล้วจึงแสดงความคดิ ของตนเองแลกเปล่ียนกับเพอ่ื นในกลุ่ม กับเพ่ือนต่างกลุ่ม การเรียนรู้
แบบร่วมมือร่วมใจจึงทำให้นักเรยี นพัฒนากระบวนการคดิ ทักษะในการสื่อสาร ทักษะทางสังคม
รวมท้งั การจดั การ

จากแนวคิดเก่ียวกับการเรียนการสอนที่กล่าวมาแล้ว กิจกรรมส่วนใหญ่ภายใน
ห้องเรียนจะดำเนินไปด้วยตัวของนักเรียนเอง โดยครูทำหน้าท่ีเป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้ วางแผน
จัดกิจกรรม และจดั หาแหลง่ ข้อมูลที่จะใหเ้ กิดการเรยี นรู้ รวมทงั้ เป็นผขู้ ยายความรู้ ความคดิ ของ
นักเรียนให้สมบูรณ์ ครูจึงมีบทบาทสำคัญหลายประการมากกว่าเป็นผู้สอนอย่างเดียว จากการ
วิจัยพบว่า การจัดการเรยี นการสอนในรูปแบบร่วมมือร่วมใจน้ที ำให้ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของ
นกั เรียนทกุ คนพฒั นาก้าวหนา้ ขึน้

4. ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้

4.1 ความหมายของชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
จากความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการต่าง ๆ ในปัจจุบัน ส่ิงหนึ่งท่ีมี

ความสำคัญต่อการศึกษาของชาติคือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และชุดกิจกรรม
การเรียนรู้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างหนึ่งท่ีได้เข้ามามีบทบาทต่อการเรียนการสอน
และช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้หรือชุดการสอน
มาจากคำในภาษาอังกฤษทเ่ี รียกชื่อต่างกนั เช่น Learning package , Instructional package
หรอื Instructional kits ซึง่ ชุดกิจกรรมการเรยี นร้หู รือชุดการสอนมีความหมายเหมอื นกนั
ในท่ีน้ีผู้รายงานใช้คำว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีนักการศึกษาให้
ความหมายไว้ดงั นี้

บญุ เก้ือ ควรหาเวช (2543 : 91) กล่าวว่า ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ หมายถึง
ส่ือการสอนชนิดหนึ่งซ่ึงเป็นชุดของส่ือประสม ที่จัดขึ้นสำหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อ เน้ือหา
และประสบการณ์ของแต่ละหน่วยที่ต้องการจะให้ผู้เรียนได้รับ โดยจัดเอาไว้เป็นชุด ๆ บรรจุอยู่
ในซอง กล่อง หรือกระเป๋า สามารถช่วยให้ผู้เรียนได้รบั ความรอู้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ และยังชว่ ย
ใหผ้ ู้สอนเกดิ ความม่ันใจพรอ้ มทีจ่ ะสอน

ศิริมา เผ่าวิริยะ (2544 : 12) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง สื่อ
การเรียนท่ีจัดไว้เป็นชุด เพ่ืออำนวยความสะดวกให้แก่ครู และนักเรียน ท้ังยังช่วยเปล่ียน
พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนให้สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายของการเรียนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

สมโภช ภ่สู ุวรรณ (2546 : 14) กล่าววา่ ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ หมายถึง
สอ่ื การเรียนท่ีถกู ผลิตขนึ้ อย่างมรี ะบบ มขี น้ั ตอน ผสมผสานโดยยึดความสัมพนั ธ์กนั ของ
จดุ ม่งุ หมายการเรยี นรู้ เนอ้ื หาในกลุ่มวิชา เทคนิคการสอน ที่เหมาะสมกบั นักเรยี น ใหผ้ ู้เรยี นมี
ปฏสิ ัมพนั ธ์กันในขณะดำเนนิ กจิ กรรมการเรียน ทั้งสามารถตรวจสอบตนเอง ตรวจสอบกนั เอง
และได้รับการตรวจสอบประสทิ ธภิ าพการเรียนจากครู เป็นสือ่ ผสมท่จี ัดทำขน้ึ โดยยดึ ความสนใจ
ของนักเรยี น ช่วยอำนวยความสะดวกแก่การเรียนการสอน และสนับสนุนให้การเรยี นการสอน
เปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพ

ถาวร ลักษณะ (2547 : 9) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ หมายถึง การนำ
นวัตกรรมการสอนตั้งแต่ 2 ชนิดข้ึนไปมาสัมพันธ์กันในลักษณะของส่ือประสม ที่สอดคล้องกับ
หน่วยการเรียน หัวข้อเน้ือหา ประสบการณ์ ท่ีต้องการให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ เพื่อมุ่งให้
ผเู้ รียนไดเ้ ปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรยี นรอู้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ และบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคท์ ่ตี ้งั ไว้

ศุภชัย ดาวสมบูรณ์ (2548 : 8) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง
ผลผลิตที่เกิดจากเทคโนโลยีทางการศึกษา ซ่ึงผลิตออกมาในรูปสื่อผสมต่าง ๆ โดยมีการ
จัดลำดับขั้นตอนการใช้อย่างเป็นระบบ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มี
ประสทิ ธิภาพ มีการวดั ผลการเรียนรู้ทันทีหลงั จากเรียนจบในหนว่ ยนน้ั ๆ

จากทรรศนะของนักการศึกษาดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
หมายถึง ชุดสื่อประสม ซ่ึงผลิตข้ึนอย่างมีระบบ มีข้ันตอน มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย
เน้ือหาวิชา ท่ีสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอน เพ่ือให้ผู้เรียนได้ศึกษา และปฏิบัติกิจกรรม
ด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถ และเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ

4.2 แนวคดิ และหลักการของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้เปน็ นวัตกรรมการศึกษา เพอื่ ส่งเสรมิ ประสิทธภิ าพทางการ

เรียนรู้แก่ผู้เรียน ในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นได้คำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยของ
ผู้เรียน ความสอดคล้องกับจุดประสงค์และลักษณะของเนื้อหาวิชา นอกจากน้ีในการสร้างชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ยังได้คำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน ซ่ึงมีนักการศึกษาได้เสนอ
แนวคดิ และหลักการของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ไว้ดังน้ี

จฑุ ามาศ เจตน์กสิกจิ (2552 : 10 อา้ งถึงใน ชยั ยงค์ พรหมวงศ์. 2523 :
119 - 120) ไดส้ รุปแนวคดิ ท่ีนำมาสกู่ ารสร้างชุดกิจกรรมการเรยี นรูไ้ ว้ดงั น้ี

แนวคิดที่ 1 เป็นแนวคิดตามหลักจิตวิทยาเก่ียวกับทฤษฎีความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล นักการศึกษาได้นำแนวคิดน้ีมาจัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลของผู้เรียน จัดการศึกษาให้อิสระในการเรียนรู้ด้วยตนเองตามกำลังความสามารถ
ของแตล่ ะคน

แนวคิดที่ 2 เป็นแนวคิดท่ีพยายามที่จะเปลี่ยนการเรียนการสอนแบบเดิม
ท่ียึดครูเป็นศูนย์กลาง มีครูเป็นแหล่งความรู้น้ันมาเป็นการจัดประสบการณ์และสื่อประสม
ทต่ี รงตามเนอ้ื หาวิชาในรูปของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยให้นักเรยี นหาความรู้ด้วยตนเอง
จากชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้

แนวคิดที่ 3 เป็นแนวคิดที่พยายามจะจัดระบบการผลิตและการใช้อุปกรณ์
การสอนให้เป็นไปในรูปสอื่ ประสม โดยมีจุดมุ่งหมายเพอื่ เปลี่ยนจากการใช้ส่อื เพือ่ “ช่วยครสู อน”
มาเปน็ การ “ชว่ ยนักเรยี นเรียน”

แนวคิดท่ี 4 เป็นแนวคิดที่พยายามจะสร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นระหว่างครู
กบั นักเรียน นักเรยี นกบั สภาพแวดล้อม โดยนำส่ือการสอนและทฤษฎีกระบวนการกลุ่ม มาใชใ้ น
การประกอบกิจกรรมรว่ มกนั ของนักเรยี น

แนวคิดที่ 5 เป็นแนวคิดท่ียึดถือหลักวิทยาการเรียนรู้มาจัดสภาพการเรยี นรู้
เพอ่ื ให้การเรียนรู้มีประสทิ ธภิ าพ โดยการเปดิ โอกาสให้นกั เรียน

1) ได้เขา้ ร่วมในกจิ กรรมการเรียนด้วยตนเอง
2) ได้รับทราบว่าการตดั สินใจหรอื การทำงานของตนถูกหรอื ผิดได้ทนั ที
3) มีการเสริมแรงบวกที่ทำให้นักเรียนภาคภูมิใจท่ีได้ทำถูกหรือคิดถูก อัน
จะทำใหก้ ระทำพฤติกรรมนัน้ ซ้ำอีกในอนาคต
4) ไดค้ ่อยเรียนรไู้ ปทีละขัน้ ตอนตามความสามารถและความสนใจ

ของนักเรียนเองโดยไม่ต้องมีใครบังคับ จะต้องมีเคร่ืองมือช่วยให้บรรลุจุดหมายปลายทาง
โดยการจัดการสอนแบบโปรแกรมในรูปของกระบวนการและใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็น
เครื่องมือสำคญั

บุญเก้ือ ควรหาเวช (2543 : 92 - 94) ได้เสนอแนวคิดและหลักการที่นำมาใช้
ในการสร้างชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ สรปุ ไดด้ ังน้ี

1. การประยุกต์ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล การเรียนการสอน
จะต้องคำนึงถึงความต้องการ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีครูคอย
แนะนำชว่ ยเหลอื ตามความเหมาะสม

2. การเปลี่ยนแนวการเรียนการสอนจากทยี่ ึดครูเป็นหลัก เปลีย่ นมาเป็นการ
จัดประสบการณ์ให้ผู้เรยี นเรียนเอง โดยการใช้แหล่งความรู้จากส่ือหรือวิธีการต่างๆ โดยนิยมจัด
อยู่ในรปู ของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ การเรียนในลกั ษณะนีผ้ ู้เรียนจะเรียนจากครเู พยี งประมาณ 1
ใน 4 ส่วน สว่ นท่ีเหลอื ผเู้ รยี นจะเรยี นจากส่อื ด้วยตนเอง

3. การใช้สื่อการสอนไดเ้ ปลี่ยนแปลงและขยายตัวออกไป โดยมีแนวโนม้ ใหม่
เป็นการผลิตส่ือการสอนแบบประสมให้เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อันจะมีผลต่อการใช้ของครู
คือ เปลี่ยนจากการใช้ส่ือเพ่ือช่วยครูสอน มาเป็นใช้สื่อการสอน เพ่ือช่วยผู้เรียนเรียน คือใช้สื่อ
การสอนตา่ ง ๆ ด้วยตนเองโดยอยู่ในรูปของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้

4. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับ
ส่ิงแวดล้อม แนวโน้มในปัจจุบันและอนาคตของกระบวนการเรียนรู้ต้องนำกระบวนการกลุ่ม
สมั พันธ์มาใช้ในการเปิดโอกาสให้ผ้เู รียนประกอบกิจกรรมร่วมกัน ทฤษฎี กระบวนการกลุ่มจงึ เป็น
แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ซึง่ นำมาสู่การจดั ระบบการผลิตสอ่ื ออกมาในรปู ของชดุ กิจกรรม
การเรยี นรู้

5. การจัดสภาพส่ิงแวดล้อมการเรียนรู้ได้ยึดหลักจิตวิทยาการเรียนมาใช้ โดย
จัดระบบการเรียนการสอนท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมในกิจกรรมการเรียนด้วยตนเอง
มีทางทราบว่าการตัดสินใจหรือการทำงานของตนถูกหรือผิดอย่างไร มีการเสริมแรงบวกท่ีทำให้
ผู้เรียนภาคภูมิใจท่ีได้ทำถูกหรือคิดถูก อันจะทำให้กระทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีกในอนาคต และให้
คอ่ ยเรียนรู้ไปทีละข้ันตอนตามความสามารถและความสนใจของผู้เรยี นเองโดยไม่มกี ารบงั คับ ซ่ึง
เปน็ เคร่ืองมือชว่ ยให้บรรลุจดุ มุ่งหมายปลายทาง โดยการจดั การเรียนการสอนแบบใช้ชุดกิจกรรม
การเรียนรู้เปน็ เคร่อื งมอื สำคัญ

จากทรรศนะของนกั การศึกษาดังกลา่ วสามารถสรุปได้ว่า แนวคดิ และหลักการ
ในการสรา้ งชุดกิจกรรมการเรียนรู้ได้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคล เพ่ือสนองความสามารถ
ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน จัดประสบการณ์และสื่อประสมท่ีตรงตามเนื้อหาวิชา
โดยให้นักเรียนหาความรู้ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม มีการเสริมแรง
และใหผ้ ้เู รียนทราบความก้าวหนา้ ของตนเอง เพ่ือช่วยใหผ้ เู้ รียนบรรลจุ ดุ ม่งุ หมายของการเรยี น
ได้ดีย่ิงข้นึ

4.3 ประเภทของชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
ก่อนที่จะสร้างชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ผู้สรา้ งจะต้องเลือกประเภทของ

ชุดกจิ กรรมการเรยี นร้เู สยี กอ่ น เพราะวา่ ชุดกิจกรรมการเรยี นร้แู ตล่ ะประเภทมีจดุ มุ่งหมาย
ในการใช้แตกต่างกันไป ในการจดั ประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีนักการศึกษา
หลายทา่ นไดจ้ ัดชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ออกเปน็ ประเภทตา่ ง ๆ ดังนี้

บญุ เกอื้ ควรหาเวช (2543 : 94 - 95) ได้แบง่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ไว้ 3 ประเภท สรปุ ได้ดงั นี้

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบคำบรรยาย เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้
สำหรับผู้สอนจะใช้สอนผู้เรียนเป็นกลุ่มใหญ่ เพ่ือให้รู้และเข้าใจในเวลาเดียวกัน มุ่งในการขยาย
เนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งข้ึน สื่อท่ีใช้ ได้แก่ รูปภาพ แผนภูมิ สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพยนตร์
เทปบันทกึ เสียง หรอื กิจกรรมท่ีกำหนดไว้ ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้น้บี างคนอาจจะเรียกวา่
ชดุ การสอนสำหรับครู

2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้
สำหรบั ให้ผ้เู รียนเรียนร่วมกนั เปน็ กล่มุ เล็ก ๆ ประมาณ 5 - 7 คน โดยใชส้ ่ือการสอนท่ีบรรจไุ ว้
ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละชุด มุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียนและให้ผู้เรียนมีโอกาส
ทำงานร่วมกัน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชนิดนี้มักใช้ในการสอนแบบศูนย์การเรียนและการสอน
แบบกลุม่ สมั พนั ธ์

3. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบรายบุคคลหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม
เอกัตภาพ เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือผู้เรียนจะต้อง
ศึกษาหาความร้ตู ามความสามารถและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนท่โี รงเรียนหรือที่บา้ นก็
ได้ ส่วนมากมักจะมุ่งใหผ้ ู้เรียน ได้ทำความเข้าใจในเน้ือหาวิชาท่ีเรียนเพิ่มเติม ผู้เรียนสามารถจะ
ประเมนิ ผลการเรียนดว้ ยตนเองได้ด้วย

สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มลู คำ (2545 : 52 – 53) ได้แบง่ ชุดกจิ กรรม
การเรยี นรูไ้ ว้ 3 ประเภท สรุปไดด้ งั นี้

1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบคำบรรยายของครู เป็นชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้สำหรับผู้เรียนกล่มุ ใหญ่ หรือเป็นการสอนที่มุ่งเน้นการปพู ื้นฐานใหท้ ุกคนรับรูแ้ ละเข้าใจใน
เวลาเดียวกัน มุ่งในการขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบน้ีลดเวลา
ในการอธิบายของผู้สอนให้พูดน้อยลง เพิ่มเวลาให้ผเู้ รียนได้ปฏิบัติมากข้ึน โดยใช้สื่อที่มีอยูพ่ ร้อม
ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ในการนำเสนอเนื้อหาต่าง ๆ ส่ิงสำคัญคือส่ือท่ีนำมาใช้จะต้องให้
ผเู้ รยี นไดเ้ หน็ ชัดเจนทกุ คนและมีโอกาสไดใ้ ช้ครบทุกคนหรือทุกกลุ่ม

2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มกิจกรรม หรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้
สำหรับการเรียนเป็นกลุ่มย่อย เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับให้ผู้เรียนเรียนร่วมกันเป็นกลุ่ม
ยอ่ ย ประมาณกลุ่มละ 4 - 8 คน โดยใช้สอ่ื การสอนต่าง ๆ ที่บรรจุไว้ในชดุ การสอนแตล่ ะชุด
ม่งุ ที่จะฝึกทักษะในเน้อื หาวิชาท่ีเรียน โดยให้ผู้เรยี นมีโอกาสทำงานรว่ มกัน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ชนดิ นี้มักใชใ้ นการสอนแบบกจิ กรรมกลุม่

3. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคลหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเอกัตภาพ
เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือผู้เรียนจะต้องศึกษาหา
ความรู้ตามความต้องการและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือท่ีบ้านก็ได้
จุดประสงค์หลัก คือมุ่งให้ทำความเข้าใจกับเนื้อหาวิชาเพ่ิมเติม ผู้เรียนสามารถประเมินผลการ
เรยี นดว้ ยตนเองได้

จากทรรศนะของนักการศึกษาดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
มี 3 ประเภท คือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคล ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเรียน
เปน็ กลุ่มย่อยหรอื กลุ่มกิจกรรม และชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ประกอบคำบรรยายของครู ผู้รายงาน
จึงดำเนินการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีการผสมผสานทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม
กิจกรรมข้ึน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน เพ่ือให้การเรียนการสอนประสบ
ผลสำเรจ็ ตามทหี่ วงั

4.4 องคป์ ระกอบของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
ชุดกิจกรรมการเรียนร้ถู ือเป็นอุปกรณ์ท่สี ำเรจ็ รูปท่ีชว่ ยให้เกิดเทคนคิ การสอนและ

กระบวนการเรียนรู้ได้ผล อันเป็นคุณลักษณะหน่ึงของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และการสร้าง
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้น้ัน ผู้สร้างจะต้องศึกษาองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อที่จะ
ได้นำมากำหนดเป็นองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีจะสร้างข้ึน มีนักการศึกษา
หลายทา่ นไดก้ ล่าวถงึ องค์ประกอบของชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ไว้ดังนี้

บุญเกอ้ื ควรหาเวช (2543 : 95 - 96) ไดก้ ล่าวถงึ องคป์ ระกอบสำคญั
ของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้สรปุ ได้ดังนี้

1. คู่มือครู เป็นคู่มือและแผนการสอนสำหรับผู้สอนหรือผู้เรียนตามแต่ละ
ชนิดของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ภายในคู่มือจะชี้แจงถึงวิธีการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
อย่างละเอียด

2. บัตรคำส่ังหรอื คำแนะนำ จะเป็นส่วนที่บอกให้ผู้เรยี นดำเนนิ การเรียนหรือ
ประกอบกิจกรรมแต่ละอย่างตามข้ันตอนที่กำหนดไว้ บัตรคำส่ังจะมีอยู่ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้
แบบกลุม่ และรายบคุ คล ซึ่งประกอบดว้ ย

2.1 คำอธิบายในเรื่องทจี่ ะศึกษา
2.2 คำส่ังให้ผูเ้ รยี นดำเนนิ กิจกรรม
2.3 การสรุปบทเรยี น
3. เนื้อหาสาระและสื่อ จะบรรจไุ ว้ในรูปของสื่อการสอนต่าง ๆ ประกอบดว้ ย
บทเรียนโปรแกรม สไลด์ เทปบันทึกเสียง ฟิลม์ สตริป แผน่ ภาพโปร่งใส วัสดุกราฟกิ หุ่นจำลอง
ของตวั อยา่ ง รูปภาพ ผู้เรยี นจะศกึ ษาจากสื่อการสอนต่าง ๆ ท่ีบรรจุอยูใ่ นชดุ กิจกรรมการ
เรยี นรู้ตามบัตรคำสงั่ ทีก่ ำหนดไว้ให้
4. แบบประเมินผล ผู้เรยี นจะทำการประเมนิ ผลความรู้ดว้ ยตนเองก่อน
และหลังเรียน แบบประเมินผลท่ีอยู่ในชุดกิจกรรมการเรียนรอู้ าจจะเปน็ แบบฝึกหัดใหเ้ ติมคำ

ในช่องวา่ ง เลือกคำตอบที่ถูก จับคู่ ดูผลจากการทดลอง หรอื ให้ทำกจิ กรรม
สวุ ิทย์ มลู คำ และ อรทยั มูลคำ (2545 : 52) ได้กลา่ วถงึ องคป์ ระกอบสำคญั

ของชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ สรุปได้ดังน้ี
1. คู่มอื การใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เป็นคมู่ ือ หรอื แผนการสอนสำหรับ

ผูส้ อนใช้ศกึ ษาและปฏิบัติตามขัน้ ตอนต่าง ๆ ซ่ึงมรี ายละเอยี ดชแ้ี จงไว้อยา่ งชัดเจน
2. บตั รคำส่ังหรอื บัตรงาน เปน็ เอกสารที่บอกใหผ้ ูเ้ รยี นประกอบกิจกรรมแต่

ละอยา่ งตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ บรรจุอย่ใู นชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ บตั รคำสั่งหรอื บัตรงานจะมี
ครบตามจำนวนกลมุ่ หรือจำนวนผเู้ รียน ซ่ึงประกอบดว้ ย คำอธบิ ายในเร่ืองทจ่ี ะศึกษา คำส่งั ให้
ผู้เรียนประกอบกิจกรรม และการสรปุ บทเรยี น

3. เนอื้ หาสาระและส่ือการเรียนประเภทต่าง ๆ จดั ไว้ในรูปของส่ือการสอน
ท่หี ลากหลาย อาจแบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภทดงั นี้

3.1 ประเภทเอกสารส่งิ พมิ พ์ เชน่ หนังสอื วารสาร บทความ
ใบความรูข้ องเน้ือหาเฉพาะเร่ือง บทเรยี นโปรแกรม

3.2 ประเภทโสตทศั นูปกรณ์ เชน่ รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สมดุ ภาพ
เทปบนั ทกึ - เสยี ง เทปโทรทัศน์ สไลด์ วีดทิ ศั น์ ซดี ีรอม โปรแกรมคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน

4. แบบประเมินผล เป็นแบบทดสอบท่ีใช้วัดและประเมินความรู้ด้วยตนเอง
ท้งั กอ่ นและหลงั เรยี น อาจจะเป็นแบบทดสอบชนิดจับคูเ่ ลอื กตอบหรอื กาเคร่อื งหมายถูกผิดก็ได้

จากทรรศนะของนักการศึกษาดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า องค์ประกอบของชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ บัตรคำส่ัง
หรือบัตรงาน เนื้อหาสาระ และสอื่ การเรียน และการประเมนิ ผล

สำหรับการศึกษาค้นคว้าคร้ังน้ี ผู้รายงานกำหนดองคป์ ระกอบของชุดกจิ กรรม
การเรียนรู้ ตามของ บญุ เก้ือ ควรหาเวช (2543 : 95 - 96) ประกอบด้วย คำนำ คำช้แี จง
คำแนะนำสำหรับครู คำแนะนำสำหรับนกั เรียน จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ แบบทดสอบก่อนเรยี น
ใบความรู้ กิจกรรม เฉลยกิจกรรม แบบทดสอบหลังเรยี น และเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน -
หลังเรยี น

4.5 ขัน้ ตอนในการสรา้ งชดุ กิจกรรมการเรียนรู้
ในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะต้องมีความรู้

เก่ียวกับหลักการและขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อสร้างโดยอาศัยข้ันตอน
ดังกล่าวจะได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ มีนักการศึกษาเสนอ
หลักการและขน้ั ตอนในการสรา้ งชุดกจิ กรรมการเรียนรไู้ วด้ ังนี้

จุฑามาศ เจตน์กสิกิจ (2552 : 15-17 อ้างถึงใน วิชัย วงษ์ใหญ่. 2525 : 189 -
192) ไดเ้ สนอข้ันตอนการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สรุปไดด้ งั น้ี

1. ตอ้ งศกึ ษาเน้ือหาสาระของเน้ือหาวชิ าอย่างละเอยี ดว่า สงิ่ ทจ่ี ะนำมา
ทำเปน็ ชุดกจิ กรรมการเรียนรูน้ ้ันจะมุ่งเนน้ ให้เกดิ การเรยี นรู้อะไรกับผูเ้ รยี น และวิเคราะห์
แบ่งหนว่ ยการเรยี นการสอนออกเปน็ เรือ่ งย่อย ๆ และพจิ ารณาใหล้ ะเอยี ดเพอื่ ไมใ่ หเ้ กิด

การซำ้ ซ้อนในหน่วยอ่ืน ๆ ควรจะเรยี งลำดบั เน้อื หาตามข้ันตอนจากพ้ืนฐานของผู้เรียน
2. เมื่อศึกษาเน้ือหาสาระแล้ว จากน้ันจึงตัดสินใจว่าจะทำการสอนแบบใด

โดยกำหนดว่าผู้เรียนคือใคร (Who is learning) จะให้อะไรแก่ผู้เรียน (Give what comidtion)
จะทำได้กิจกรรมอย่างไร (Does what activities ) จะทำได้ดีอย่างไร (How well criterion)
สิง่ เหล่านเ้ี ปน็ เกณฑก์ ำหนดการเรียน

3. กำหนดหน่วยการเรียนการสอน ประมาณเนื้อหาสาระว่าเราจะถ่ายทอด
เนื้อหาสาระได้ตามกำหนดหน่วยการเรียนทีส่ นกุ นา่ เรียน ใหค้ วามชืน่ บานแก่ผูเ้ รียน หาสอื่ การ
เรียนได้ง่าย พยายามศึกษาหลักการความคิดรวบยอดอะไรหัวข้อย่อยอะไรบ้าง แต่ละหัวเรื่อง
ยอ่ ยพยายามดึงเอาแกนหลักการเรยี นรู้ออกมาให้ได้

4. กำหนดความคิดรวบยอด ต้องสอดคล้องกับหน่วยและหัวเร่ือง โดยการ
สรุปหลักการเพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน เพราะความรวบยอดเป็นเรื่องของ
ความเขา้ ใจ อันเกิดจากประสบการณ์สมั ผัสสง่ิ แวดล้อม ซงึ่ สมองจะสรปุ แกน่ แท้ของเรื่องนนั้ ๆ

5. จุดประสงค์การเรียนต้องสอดคล้องความคดิ รวบยอด โดยกำหนดเป็น
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งหมายถึงความสามารถของผู้เรียนท่ีแสดงออกมาหลังจากการเรียน
แล้ว ถ้าผู้สอนกำหนดชัดเจนมากเท่าใด ก็ยังมีทางประสบความสำเร็จในการสอนมากเท่าน้ัน
จงึ ต้องตรวจสอบจดุ ประสงคก์ ารเรยี นแต่ละข้อใหถ้ ูกตอ้ งและครอบคลมุ เนอ้ื หา

6. การวิเคราะห์งาน คือการนำจุดประสงค์แต่ละข้อมาทำการวิเคราะห์
เนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอน จากน้ันจึงลำดับกิจกรรมการเรียนให้เหมาะสมถูกต้องกับ
จุดประสงค์ท่ีต้งั ไว้

7. เรยี งลำดับกจิ กรรมการเรยี นการสอน ภายหลงั จากท่นี ำจดุ ประสงค์
การเรียนแต่ละข้อมาวิเคราะห์งานแล้ว โดยการจัดเรียงกิจกรรมท้ังหมดให้มารวมเป็นกิจกรรม
การเรียนที่สมบูรณ์ที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในการเรียน โดยคำนึงถึงพื้นฐานของผู้เรียน
(Entering behavior) วิ ธี ด ำเนิ น ก าร ให้ เกิ ด ขึ้ น ใน ก าร เรีย น ก ารส อ น (Instructional
procedures) ตลอดจนการติดตามผล การประเมินผล การประเมินพฤติกรรมผู้เรียนที่
แสดงออก เมอื่ มีการเรยี นการสอนแลว้

8. สื่อการเรียน คือวัสดอุ ปุ กรณ์และกจิ กรรมท่คี รแู ละนักเรียนต้องทำ
เพ่ือเป็นแนวทางในการเรียนรู้ ซึ่งครูต้องจัดทำและหามาไว้ให้เรียบร้อย ถ้าส่ือน้ันมีขนาดใหญโ่ ต
หรือมีคุณค่ามากต้องจัดเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วเขียนไว้ในคู่มือให้ชัดเจนว่าอยู่ท่ีใด เช่น เคร่ือง
บันทึกเสียง เครื่องฉายสไลด์ สิ่งของที่เก็บได้ไม่ทนทาน เน่าเป่ือยได้ เช่น ใบไม้ พืช สัตว์
เปน็ ตน้

9. การประเมินผล คือ การตรวจสอบหลังการเรียนการสอนแล้ว ผู้เรียนได้มี
การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ การประเมินผลนี้จะใช้ใดก็ได้แต่
ต้องตรงกับจุดประสงค์ที่เราตั้งไว้ ถ้าหากว่าการประเมินผลไม่ตรงตามจุดหมายกำหนดไว้ ชุด
กิจกรรมการเรยี นรทู้ ส่ี ร้างขึน้ มาก็จะทำใหเ้ สยี เวลาและไม่มีคุณคา่ ตามท่ตี ้องการ

10. การทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อหาประสิทธิภาพ เพ่ือพิจารณา
รูปแบบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะสร้างออกตามลักษณะอย่างไร รูปแบบจะเป็นซอง แฟ้ม
กล่อง แล้วแต่ความสะดวกในการใช้ การเก็บรักษา ความสวยงาม ส่วนการหาประสิทธิภาพ
ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ก็เพ่ือปรับปรุงให้เหมาะสม โดยการนำไปทดลองกับกลุ่มผู้เรียนขนาด
เล็กๆ ดกู ่อน เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและแก้ไขปรับปรงุ เสียก่อนจึงนำไปทดลองกับผ้เู รียนกลุ่ม
ใหญ่ต่อไป โดยกำหนดข้นั ตอนดังน้ี

10.1 ชุดกจิ กรรมการเรยี นร้นู ้ีตอ้ งการทราบความรเู้ ดิมของผู้เรยี นหรือไม่
10.2 การนำเข้าสบู่ ทเรียนนี้มีความเหมาะสมหรือไม่
10.3 การประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนมคี วามสบั สนวุน่ วาย
กับผ้เู รยี นและดำเนินเปน็ ไปตามขั้นตอนทก่ี ำหนดไวห้ รือไม่
10.4 การสรุปผลการเรียน เพื่อเป็นแนวทางไปสู่ความคิดรวบยอดหรือ
หลักการสำคัญของการเรยี นรู้ในหน่วยน้นั ๆ ดหี รอื ไม่ หรอื ตอ้ งการปรับเพ่มิ เติมอย่างไร
10.5 การประเมินผลหลังเรียน เป็นการตรวจสอบพฤติกรรมการเรียนรู้
ว่าเปลี่ยนหรือไม่ ให้ความเชอ่ื มนั่ มากนอ้ ยเพียงใด
บุญเกอ้ื ควรหาเวช (2543 : 97 - 99) ไดเ้ สนอขัน้ ตอนการสร้างชุดกิจกรรม
การเรยี นรู้ สรปุ ได้ดงั น้ี
1. การกำหนดหมวดหมู่เน้ือหาและประสบการณ์ เป็นการกำหนดหมวดวิชา
กลมุ่ ประสบการณ์หรืออาจจะเปน็ การบูรณาการกับเน้ือหาวชิ าอ่นื
2. กำหนดหน่วยการสอน ในข้ันนี้ก็เป็นการแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็นหน่วย
สำหรับการสอนในแต่ละคร้ังซ่ึงอาจเป็นหน่วยการสอนละ 60 นาที 120 นาที หรือ 180
นาที โดยจะขึน้ อยูก่ บั เน้ือหาวชิ าหรอื ระดับชนั้
3. กำหนดหัวเรื่อง เม่ือกำหนดหน่วยการสอนแต่ละคร้ังได้แล้ว ก็เป็นการ
แบ่งเน้ือหาของหน่วยการสอนนั้นให้ย่อยลงมาอยา่ งที่เรียกไดว้ ่า หัวเร่อื ง โดยพิจารณาเน้ือหาและ
กิจกรรมการเรยี นในเนอ้ื หาน้ัน ๆ ประกอบกนั
4. กำหนดมโนทัศน์และหลกั การ เป็นการกำหนดสาระสำคัญจากหัวเรื่องใน
หน่วยนั้น ๆ โดยพิจารณาว่าในหัวเร่ืองนั้น มีสาระสำคัญหรือหลักเกณฑ์อะไรท่ีผู้เรียนจะต้อง
เรยี นร้หู รือใหเ้ กดิ ขน้ึ หลงั จากเรียนจากชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
5. กำหนดวัตถุประสงค์ เป็นการเขียนจุดประสงค์ของการสอนในหน่วยน้ัน
เพ่อื จะทราบได้ว่าผูเ้ รียนควรจะต้องมพี ฤติกรรมอยา่ งไร หลงั จากที่เรยี นในเรื่องนั้นแลว้
6. กำหนดกจิ กรรมการเรยี นในแต่ละหน่วยจะต้องใหส้ อดคลอ้ งกบั
วตั ถุประสงค์เชงิ พฤติกรรมที่กำหนดไว้ ซึง่ จะเป็นแนวทางในการผลติ สื่อการสอนต่อไป
7. กำหนดการประเมนิ ผล เป็นการกำหนดวธิ กี ารทีจ่ ะวัดดวู ่าผเู้ รยี น
เรยี นแล้วสามารถบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคข์ องหนว่ ยเนื้อหานัน้ ๆ หรอื ไม่ โดยพิจารณาวัตถุประสงค์
เชงิ พฤติกรรมที่เตรียมไว้
8. การเลอื กและผลิตส่ือการสอน จะตอ้ งพิจารณาว่า ลกั ษณะเนอ้ื หา

และลักษณะผู้เรียนตามที่กำหนดไว้ สื่อชนิดใดหรือกิจกรรมการเรียนแบบใดจึงจะเหมาะสม
สอดคลอ้ ง และทำใหผ้ ู้เรยี นบรรลุวัตถปุ ระสงค์ของการเรยี นไดม้ ากทสี่ ุด

9. การหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อสร้างชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จำเป็นที่จะต้องนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้ เพื่อตรวจดูว่า
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้น้ันสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์เพียงใดและหาก
พบว่า ยังมีข้อบกพร่องกจ็ ะนำไปปรับปรุงแก้ไขจนทำให้การเรียนร้จู ากชุดกจิ กรรมการเรียนรู้น้ัน
บรรลวุ ัตถุประสงค์ทว่ี างไว้

10. การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองหา
ประสิทธิภาพและปรับปรุงแล้วจึงจะสามารถนำไปใช้ในห้องเรียนปกติได้ โดยจะมีข้ันตอนต่าง ๆ
ในการใชด้ ังนคี้ ือ

10.1 ผ้เู รยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น เพื่อพจิ ารณาความรู้พ้ืนฐาน
ของผเู้ รียนก่อนเรียนเน้ือหาน้ัน ๆ

10.2 ขน้ั นำเขา้ สู่บทเรียน
10.3 ขน้ั ประกอบกิจกรรมการเรยี นการสอน
10.4 ข้นั สรปุ บทเรยี น
10.5 ผู้เรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อพิจารณาว่าผู้เรียนบรรลุ
วตั ถปุ ระสงค์ของการเรยี นการสอนมากน้อยเพยี งใด
จากทรรศนะของนักการศึกษาดังกล่าวได้เสนอข้ันตอนในการสร้างชุดกิจกรรม
การเรียนรู้ไว้หลายข้ันตอน สำหรับการศึกษาค้นคว้าคร้ังน้ี ผู้รายงานได้จัดลำดับขั้นตอนในการ
สรา้ งชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ดงั นี้
1. กำหนดเน้อื หา เรือ่ ง ทีจ่ ะนำมาสรา้ งเปน็ ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
2. กำหนดหน่วยการสอน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อย ๆ
ใหเ้ หมาะสมกับเวลาทีก่ ำหนด
3. กำหนดหัวเร่ือง โดยแบ่งเนือ้ หาของหนว่ ยการสอนใหย้ ่อยลงมา
4. กำหนดความคดิ รวบยอดใหส้ อดคลอ้ งกับหน่วยและหัวเรื่อง
5. กำหนดจุดประสงคก์ ารเรยี นรใู้ หส้ อดคลอ้ งกบั ความคดิ รวบยอด
และครอบคลุมเนื้อหาสาระของการเรยี นรู้
6. กำหนดกิจกรรมการเรยี นการสอนให้สอดคล้องและเหมาะสมกบั
จดุ ประสงค์
7. กำหนดแบบการวดั และประเมนิ ผล ซ่ึงสอดคล้องกับจุดประสงค์
8. เลือกและผลิตสื่อการสอน ท่ีสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน
เนอ้ื หาสาระ และการประเมนิ ผล
9. หาประสทิ ธิภาพของชุดกิจกรรมการเรยี นรฉู้ บับรา่ ง
10. ทดลองใชแ้ ละหาประสทิ ธภิ าพข้นั สุดทา้ ย


Click to View FlipBook Version