4.6 ประโยชน์ของชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ มปี ระโยชน์ต่อการเพมิ่ คณุ ภาพการเรยี นร้ใู นกระบวน
การเรียนการสอนเป็นอย่างมาก มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ดงั นี้
บุญเก้ือ ควรหาเวช (2543 : 110 - 111) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดกิจกรรม
การเรยี นร้ไู วด้ ังน้ี
1. ส่งเสรมิ การเรียนแบบรายบุคคล ผูเ้ รยี นเรียนได้ตามความสามารถ
ความสนใจ ตามเวลาและโอกาสท่ีเหมาะสมของแต่ละคน
2. ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครู เพราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้
ผู้เรียนเรยี นไดด้ ้วยตนเองหรอื ตอ้ งการความช่วยเหลือจากผ้สู อนเพียงเล็กน้อย
3. ชว่ ยในการศึกษานอกระบบโรงเรยี น เพราะผเู้ รยี นสามารถนำเอา
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ไปใชไ้ ด้ทกุ สถานที่และทกุ เวลา
4. ชว่ ยลดภาระและชว่ ยสรา้ งความพร้อมและความม่นั ใจใหแ้ ก่ครู
5. เปน็ ประโยชนใ์ นการสอนแบบศนู ยก์ ารเรยี น
6. ช่วยใหค้ รูวดั ผลผเู้ รียนได้ตรงตามความมุ่งหมาย
7. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหา
ความรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสงั คม
8. ช่วยใหผ้ ูเ้ รยี นจำนวนมากไดร้ บั ความรู้แนวเดยี วกันอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
9. ชว่ ยฝึกให้ผเู้ รียนรู้จักเคารพ นับถือ ความคดิ เหน็ ของผู้อ่ืน
สวุ ิทย์ มลู คำ และ อรทยั มูลคำ (2545 : 57) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์
ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ดังนี้
1. ส่งเสริมการเรียนเป็นรายบุคคล โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ตาม
ความสามารถ ความสนใจ ตามเวลาและโอกาสที่เหมาะสมของแต่ละคน
2. แก้ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน เพราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยให้
ผู้เรยี นสามารถเรียนไดด้ ว้ ยตนเอง และต้องการความช่วยเหลอื จากผู้สอนเพียงเลก็ นอ้ ย
3. ส่งเสริมการจัดการศึกษานอกโรงเรียนและการจัดการศึกษาตลอดชีวิต
เพราะผู้เรียนสามารถนำเอาชุดกิจกรรมการเรยี นรไู้ ปใชไ้ ด้ทกุ สถานท่แี ละทุกเวลาไมจ่ ำกดั ชัน้ เรยี น
4. สรา้ งความมั่นใจและชว่ ยลดภาระของผสู้ อน
5. ผู้เรยี นสามารถแสวงหาความร้ไู ดด้ ้วยตนเอง มีโอกาสฝึกการตดั สินใจและ
การทำงานร่วมกบั กลุ่ม
6. ชว่ ยให้ผ้เู รียนจำนวนมากไดร้ ับความรแู้ นวเดียวกันอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
จากทรรศนะของนกั การศึกษาดังกลา่ ว สามารถสรุปไดว้ า่ ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
เปน็ สอ่ื ที่ช่วยครูผ้สู อนในการถ่ายทอดเนอื้ หาวิชาไปสูผ่ ู้เรยี นอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ช่วยตอบสนอง
ความตอ้ งการและความสามารถของผเู้ รียนแต่ละบุคคลทแ่ี ตกตา่ งกัน เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุ
วตั ถปุ ระสงค์ตามเปา้ หมายท่กี ำหนดไว้ ซึ่งชดุ กจิ กรรมการเรยี นร้แู ตล่ ะประเภท จะมีคำแนะนำ
วิธกี ารใชแ้ ละการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นไปอยา่ งมีระบบ มขี ้นั ตอนจากงา่ ยไปสยู่ าก และท่ี
สำคญั คอื ประกอบด้วยส่ือการสอนหลาย ๆ ชนดิ ท่สี อดคลอ้ งกับเนือ้ หา อนั จะส่งผลใหผ้ เู้ รยี น
เขา้ ใจได้ดี และรวดเร็วย่ิงข้นึ ทำใหผ้ ้เู รยี นประสบความสำเร็จได้ดว้ ยตนเอง และเป็นไป
ในแนวทางเดยี วกัน ทัง้ นเ้ี พราะชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ไดม้ ีการกำหนดจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
ท่แี นน่ อนและชัดเจนในการที่จะให้ผู้เรยี นทำกิจกรรมและแสดงพฤติกรรมเปน็ ไปตามเป้าหมาย
ท่ตี อ้ งการจะประเมิน นอกจากนชี้ ดุ กิจกรรมการเรียนร้ยู งั ชว่ ยลดภาระให้ครู ทำใหค้ รมู ีเวลา
ในการเตรียมการสอนและศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้เพ่ิมเติม เอ้ือต่อการพัฒนาศกั ยภาพของครู
4.7 การหาประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
ในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น จะต้องมีการทดสอบผลของการใช้ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ให้ได้มาตรฐานเสียก่อนจึงจะนำไปใช้ในการเรียนการสอนจริง โดยกำหนด
ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ คือ เน้ือหาที่เป็นข้อเท็จจริง เกณฑ์ท่ีต้ังไว้ไม่ต่ำกว่า
80/80
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2544 : 130 - 133) ได้กลา่ วถึงการหาประสิทธภิ าพ
ของชุดกจิ กรรมการเรียนร้ไู วด้ ังน้ี
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีผลิตข้ึนใช้ในโรงเรียนแต่ละหัวเรื่องน้ันนับว่ามีคุณค่า
อย่างไรก็ตามเพ่ือเป็นหลักประกันว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นดีมีคุณภาพ จะต้องผ่านการ
ตรวจสอบและวิเคราะห์คุณลักษณะที่เป็นเกณฑ์ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละ
ประเภทเสียกอ่ น การประเมนิ ประสทิ ธิภาพมีดว้ ยกนั 2 ลกั ษณะ คือ
1. ประเมินโดยผู้ชำนาญการ เป็นการนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผลิตขึ้นไป
ให้ผู้เช่ียวชาญเก่ียวกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นผู้ประเมิน ซึ่งมักเป็นคุณลักษณะทางกายภาพ
เช่น ความถูกต้องเชิงเน้ือหา การผลิต การใช้ คุณภาพของสื่อ การออกแบบ เป็นต้น
ผู้ชำนาญการที่จะประเมินอาจประกอบด้วย ผู้ชำนาญด้านเนื้อหา ผู้ชำนาญด้านเทคโนโลยีทาง
การศกึ ษา ผ้ชู ำนาญด้านการวดั ผลและประเมินผล
2. การประเมินประสิทธิภาพการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะมีคุณค่า
ต่อเม่ือนำไปสอนนักเรียนแล้วนักเรียนเกิดการเรียนรู้สูงข้ึนตามเกณฑ์ประสิทธิภาพท่ีกำหนด
ดังน้ัน การประเมินประสิทธิภาพ จึงต้องนำสื่อการสอนไปใช้ทดลองกับนักเรียนในระดับที่ระบุ
ในส่ือนั้น การทดลองต้องทำหลาย ๆ คร้ัง และนักเรียนมีจำนวนมากที่ต่างสภาพแวดล้อมจึงจะ
ได้ผลเป็นมาตรฐานทว่ั กัน
การประเมินผลประสิทธภิ าพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ถ้าเป็นสื่อเด่ียวผู้ผลิตสื่อการ
สอนนั้นจะต้องสร้างแบบทดสอบขณะเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน/หลังเรียน เพ่ือจะใช้เป็น
เครื่องมือในการตรวจสอบประสิทธิภาพด้วย ส่วนส่ือการสอนที่เป็นสื่อประสมซ่ึงมีแบบทดสอบ
อยู่แลว้ เม่ือนำไปทดลองใชจ้ ะนำผลของการทำแบบทดสอบต่าง ๆ มาคำนวณประสิทธิภาพได้
เลย
สำหรับการประเมินประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ในเร่ืองการเรียนรู้มี
นักการศึกษาคือ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2544 : 134 - 135) ได้กล่าวถึงความจำเป็นท่ีจะต้องหา
ประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ สรปุ ได้ดังนี้
1. เป็นการประกันคณุ ภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรูว้ ่าอยู่ในข้ันสูงเหมาะสม
ทจี่ ะลงทนุ ผลติ ออกมาเปน็ จำนวนมาก
2. เป็นการช่วยให้ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมีคุณค่าทางการสอนจริงตาม
เกณฑท์ ี่กำหนดไว้
3. ทำให้ผู้ผลิตมั่นใจได้ว่าเน้ือหาสาระที่บรรจุลงในชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เหมาะสมง่ายตอ่ การเข้าใจ
นอกจากน้ี ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2544 : 49 - 52) ได้กำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ
ประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรมการเรยี นรไู้ ว้ดังน้ี
การกำหนดเกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ต้อง
คำนึงถึงกระบวนการและผลลัพธ์ โดยกำหนดตัวเลขเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยมคี ่าเปน็ E1/E2
E1 คือ คา่ ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ คดิ เป็นร้อยละของคะแนนที่นักเรียน
ไดร้ ับโดยเฉลี่ยจากการทำแบบฝกึ หัดและการประกอบกจิ กรรม
E2 คอื ค่าประสทิ ธภิ าพของผลลัพธ์ (พฤติกรรมทเี่ ปลย่ี นในตัวนักเรยี น
หลงั เรยี น) คิดเปน็ รอ้ ยละของคะแนนทีน่ ักเรียนไดร้ ับจากการทดสอบหลังเรียน
การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยปกติเนื้อหา
ทเ่ี ป็นความรู้ ความจำ มกั จะต้งั ไว้ 80/80 85/85 หรือ 90/90 สว่ นเน้อื หาทเี่ ปน็ ทกั ษะ
อาจตง้ั ไว้ต่ำกวา่ น้ี เชน่ 75/75
การทดสอบประสิทธภิ าพโดยใชส้ ตู รดังกล่าวข้างต้น ตอ้ งดำเนินการ
เป็นขนั้ ตอนดังนี้
1. แบบเด่ียว (1 : 1) นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน
1 - 3 คน โดยทดลองกับนักเรียนเก่ง ปานกลาง และออ่ น การทดลองแต่ละคร้ังต้องปรับปรุง
ส่อื ให้ดีขึ้น
2. แบบกลุ่ม (1 : 10) นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีปรับปรุงแล้วไปทดลองกับ
นักเรยี นจำนวน 4 - 6 คน ทีม่ คี วามสามารถคละกันแลว้ ทำการปรับปรุงใหด้ ีขน้ึ
3. ภาคสนาม (1 : 100) นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้ในช้ันเรียนที่มี
นักเรียนต้ังแต่ 30 - 100 คน หากการทดสอบภาคสนามให้ค่า E1 และ E2 ไม่ถึงเกณฑ์
ท่ีต้งั ไว้จะต้องปรับปรงุ ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรูแ้ ละทำการทดสอบหาประสิทธภิ าพซ้ำอีก
ในกรณีประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีสร้างข้ึนไม่ถึงเกณฑ์ท่ีตั้งไว้
เน่ืองจากมีตัวแปรท่ีควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพห้องเรียน ความพร้อมของนักเรยี น บทบาท และ
ความชำนาญในการใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ของครู เป็นตน้ ใหม้ ีระดบั ผิดพลาดได้ต่ำกวา่ เกณฑ์
ท่ีกำหนด 2.5
จากหัวข้อกำหนดเกณฑป์ ระสทิ ธิภาพ ในการศึกษาค้นควา้ ครั้งนผี้ ูร้ ายงาน
ได้กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ 80/80 ระดับผิดพลาดได้ต่ำกว่า
ทก่ี ำหนด 2.5
การหาคา่ E1 และ E2 ของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ทสี่ ร้างข้ึน คำนวณคา่
ทางสถติ ิโดยใชส้ ตู รต่อไปน้ี
สูตรที่ 1
E1 = X หรอื X x 100
A
N x 100
A
เมอื่
E1 หมายถงึ ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการในชดุ กิจกรรมการเรียนรู้
X หมายถึง คะแนนรวมของนักเรียนจากแบบทดสอบประจำหนว่ ย
N หมายถึง จำนวนนกั เรยี น
A หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบประจำหนว่ ย
สตู รท่ี 2
E2 = F หรือ F x 100
B
N x 100
B
เมอื่
E2 หมายถึง ประสทิ ธิภาพของชุดกิจกรรมการเรยี นรใู้ นการเปลีย่ น
พฤตกิ รรมของผ้เู รยี น
F หมายถึง คะแนนรวมของแบบทดสอบหลงั เรยี น
N หมายถึง จำนวนนกั เรียน
B หมายถงึ คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรยี น
ประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ทสี่ ร้างข้ึนกำหนดไว้ 3 ระดับ คอื
1. สูงกวา่ เกณฑ์ เม่ือประสิทธภิ าพของชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้สงู กว่าเกณฑ์
ที่ต้งั ไวม้ ีคา่ เกินร้อยละ 2.5 ขน้ึ ไป
2. เท่าเกณฑ์ เม่ือประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เท่ากับหรือสูงกว่า
เกณฑท์ ี่ตัง้ ไวแ้ ต่ไม่เกนิ รอ้ ยละ 2.5
3. ต่ำกวา่ เกณฑ์ เมอ่ื ประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ตำ่ กว่าเกณฑ์
แต่ไม่ต่ำกว่ารอ้ ยละ 2.5 ถือว่ายังมีประสทิ ธภิ าพทยี่ อมรับได้
5. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
5.1 ความหมายของผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
ภัทรา นิคมานนท์ (2543 : 88 - 89) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดปริมาณความรู้ความสามารถ ทักษะเก่ียวกับด้านวิชาการท่ีได้
เรียนรู้มาในอดีตว่ารับรู้ได้มากน้อยเพียงไร โดยทั่วไปแล้วมักใช้วัดหลังจากทำกิจกรรมเรียบร้อย
แลว้ เพ่อื ประเมินการเรียนการสอนว่าได้ผลอย่างไร
สุทธิรัตน์ เลิศจตุรวิทย์ (2543 : 43) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
หมายถงึ ผลของการเรียนการสอนท่ีรวมถึงความรู้ความสามารถในการเรยี นไว้ด้วยกันและแสดง
ออกเป็นพฤตกิ รรมไวท้ งั้ 3 ด้าน ได้แก่ พุทธพิ สิ ยั จิตพสิ ัย และทักษะพิสัย
มัณฑนา ฟักขาว (2549 : 36) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
คุณลักษณะหรือความสามารถทางสมองของบุคคลท่ีพัฒนาขึ้น ทั้งทางด้านความรู้ ความจำ
และทักษะ ความรูส้ กึ และค่านยิ ม ซ่งึ ไดจ้ ากการเรียนรู้ประสบการณแ์ ละสิ่งแวดล้อมตา่ ง ๆ
สรปุ ได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถและคุณลักษณะ
ทางการเรียนของแต่ละบุคคลจากการได้รับประสบการณ์ภายใต้สิ่งแวดล้อมต่างๆ ในการพัฒนา
สมอง ดา้ นความรู้ ความจำและทกั ษะต่าง ๆ
5.2 การวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
ตามแนวคิดของบลูม (Bloom. 1982 : 45) ถือว่าส่ิงใดก็ตามที่มีปริมาณอยู่จริง
สิ่งน้ันสามารถวดั ได้ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนก็อย่ภู ายใตก้ รอบแนวคดิ ดังกล่าว ซ่ึงผลการวัด
จะเปน็ ประโยชน์ในลกั ษณะทราบและประเมินระดับความรู้ ทักษะและเจตคตขิ องนักเรียน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2548 : 3 - 16) ได้นำ
การวัดผลด้านพุทธิพิสยั มาใช้สำหรบั วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามแนวคิดของ
คลอพเฟอร์ (Klopfer) มาปรบั ปรงุ โดยได้จำแนกพฤติกรรมการเรยี นรู้ดา้ นพุทธิพิสัย ดงั นี้
1. ด้านความรู้ความจำ (Knowledge)
2. ดา้ นความเขา้ ใจ (Comprehension)
3. ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science Process Skilla)
4. ด้านการนำความร้แู ละกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ (Application)
ด้านความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งท่ีเคยเรียนรู้
มาแล้วเก่ียวกับข้อเท็จจริง ศัพท์ นิยาม มโนทัศน์ ข้อตกลง การจัดประเภท เทคนิควิธีการ
หลักการ กฎ ทฤษฎี และแนวคิดท่สี ำคัญ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ นกั เรียนท่ีมีความสามารถในด้าน
นี้จะแสดงออกโดยสามารถให้คำจำกัดความหรือนิยามเล่าเหตุการณ์ จดบันทึก เรียกชื่อ อ่าน
สญั ลักษณแ์ ละระลึกถงึ ขอ้ สรปุ ได้
ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการอธิบาย แปลความ ตีความ
สรา้ งข้อสรปุ ขยายความ นกั เรยี นทมี่ ีความสามารถด้านนีจ้ ะแสดงออกโดยสามารถเปรียบเทียบ
แสดงความสัมพันธ์ อธิบาย ชี้แจง จำแนก จัดหมวดหมู่ ยกตัวอย่าง ให้เหตุผล จับใจความ
เขียนภาพประกอบ ตัดสินใจเลือก แสดงความคิดเห็น จัดเรียงลำดับ อา่ นกราฟ แผนภูมิและ
ภาพได้
ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
สำหรับการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย การสงั เกตและการวัด การมองเหน็ ปญั หา
และวิธีการแก้ปัญหา การตีความหมายข้อมูลและการสรุป การสร้าง การทดสอบและการ
ปรับปรงุ จำลอง
ดา้ นการนำความรูแ้ ละกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ หมายถึงความสามารถ
ในการผสมผสานความรแู้ ละนำกระบวนการทางวิทยาศาสตรม์ าใชใ้ นการแกป้ ัญหาต่าง ๆ
สมนึก ภัททยิ ธนี (2546 : 73 - 83) กล่าววา่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน อาจแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ แบบทดสอบทคี่ รสู ร้างกบั แบบทดสอบ
มาตรฐาน
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ประเภททีค่ รสู รา้ งมหี ลายแบบ
แตท่ ีน่ ิยมใชม้ ี 6 แบบ ดังนี้
1. ข้อสอบแบบอัตนยั หรือความเรยี ง (Subjective or Essay Test)
เป็นข้อสอบทม่ี เี ฉพาะคำถาม แลว้ ใหน้ กั เรียนเขียนตอบอยา่ งเสรี เขียนบรรยายตามความรู้
และข้อคดิ เห็นของแต่ละคน
ข้อดขี องขอ้ สอบแบบอตั นยั หรอื บรรยาย
1) สามารถวัดพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ไดท้ ุกด้าน โดยเฉพาะพฤติกรรม
ดา้ นการสังเคราะห์
2) ผตู้ อบได้มีโอกาสแสดงความคิดเหน็ หรอื เจตคติของคน
3) โอกาสในการตอบเดาโดยไมม่ ีความรูใ้ นเร่ืองนั้นแล้วไดค้ ะแนน
มีนอ้ ยมาก
4) วัดความสามารถในการเขียนและส่งเสริมการใชภ้ าษาได้เปน็ อย่างดี
ข้อจำกดั ของข้อสอบอัตนยั หรือบรรยาย
1) ออกคำถามวัดได้น้อยข้อ เน่ืองจจากแต่ละข้อจะต้องใช้เวลาตอบนาน
จึงวัดได้ไมค่ ลมุ หลักสูตรหรอื เนื้อหาสาระท่ีสำคญั
2) การตรวจให้คะแนนมักจะมีความคลาดเคลื่อนมาก ควบคุมให้เกิด
ความยุตธิ รรมได้ยาก
3) ไม่เหมาะท่จี ะใชส้ อบกับนักเรียนจำนวนมาก ๆ เพราะใชเ้ วลา
ในการตรวจ
4) ลายมือของผู้ตอบและประสทิ ธิภาพในการเขียนบรรยายอาจจะมีผลต่อ
คะแนน
2. ข้อสอบแบบกาถูก - ผิด (True - false Test) คือ ข้อสอบแบบ
เลือกตอบทีม่ ี 2 ตัวเลอื ก แต่ตวั เลอื กดงั กล่าวเป็นแบบคงทีแ่ ละมคี วามหมายตรงกันขา้ ม
ข้อดีของขอ้ สอบแบบกาถูก – ผิด
1) สรา้ งได้งา่ ย สะดวก รวดเร็ว
2) ถามได้จำนวนมากขอ้ และครอบคลุมเนือ้ หา
3) ใชเ้ วลาในการสอบน้อย
4) ตรวจใหค้ ะแนนไดง้ า่ ยและยุติธรรม กลา่ วคอื ตรวจคะแนน
ได้ตรงกันไม่วา่ ใครตรวจก็ตาม
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบกาถูก - ผดิ
1) ในบางวิชาเป็นการยากที่จะสรา้ งข้อความที่เป็นจรงิ หรอื เปน็ เท็จ
โดยสมบูรณ์ ซง่ึ ถ้าไม่ถามกจ็ ะขาดเน้ือหาตอนนัน้
2) มกั วดั พฤติกรรมด้านความรู้ความจำมากกว่าด้านอนื่
3) ไม่สามารถช้ีจุดอ่อนของการเรียนไดอ้ ย่างแทจ้ ริง จงึ ใช้ในการวินิจฉัยไม่ได้
4) โอกาสทตี่ อบโดยการเดาแล้วถูกได้คะแนนมีมากกว่าข้อสอบ
ชนดิ อื่น ๆ จึงไมเ่ หมาะทีจ่ ะนำไปใช้วดั โดยทั่ว ๆ ไป
3. ข้อสอบแบบเติมคำ (Completion Test) เป็นข้อสอบท่ีประกอบด้วย
ประโยคหรอื ข้อความท่ียังไมส่ มบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเติมคำหรือประโยคหรือข้อความลงในชอ่ งว่างที่
เวน้ ไว้นั้นเพื่อให้มีใจความสมบูรณแ์ ละถกู ต้อง
ขอ้ ดีของข้อสอบแบบเติมคำ
1) สรา้ งไดง้ ่าย สะดวก รวดเร็ว
2) สามารถสรา้ งคำถามวัดในเร่อื งหน่งึ ๆ ได้หลายข้อ
3) โอกาสเดาโดยไม่มีความรู้แล้วได้คะแนนมีน้อยมาก
ขอ้ จำกัดของข้อสอบแบบเตมิ คำ
1) มกั จะวัดความรูค้ วามจำเพยี งอยา่ งเดียว ไมไ่ ด้วัดสมรรถภาพสมอง
ท่ลี ึกกว่าน้ี
2) ถ้าส่วนท่ีต้องเติมมีหลายเร่ืองหรือหลายประโยคจะไม่เหมาะในการ
สร้างข้อสอบแบบเตมิ คำ เพราะการเว้นทอี่ าจแนะคำตอบแก่นักเรียนได้
3) ถ้าเขยี นข้อความหรอื ประโยคนำไม่ดี ผู้ตอบจะตอบไปคนละทิศ
ละทาง เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน
4. ข้อสอบแบบตอบส้ัน ๆ (Short Answer Test) ขอ้ สอบประเภทน้ี
คลา้ ยกบั ข้อสอบแบบเตมิ คำ แต่แตกต่างกนั ท่ขี ้อสอบแบบตอบสน้ั ๆ เขียนเปน็ ประโยค
คำถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเตมิ คำเป็นประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ)์ แล้วใหผ้ ้ตู อบ
เปน็ คนเขยี นตอบ คำตอบทต่ี ้องการจะสน้ั และกะทดั รัดไดใ้ จความสมบรู ณ์ไม่ใช่เปน็ การบรรยาย
แบบข้อสอบอัตนัยหรอื ความเรียง
ข้อดีของขอ้ สอบแบบตอบสัน้ ๆ
1) เดาคำตอบได้ยากเพราะต้องเขียนคำตอบ
2) เหมาะท่ีจะวัดพฤตกิ รรมด้านความรู้ความจำหรอื ใหจ้ ำข้อความ
ทุกประโยค ทุกคำพดู หรือความร้เู กย่ี วกบั กฎ นิยาม ทฤษฎี หลักการ
3) สามารถวัดข้อเทจ็ จรงิ ในเนอื้ หาวชิ าทีเ่ สนอในรูปแผนท่ี รปู ภาพ
รูปจำลองตา่ ง ๆ
ขอ้ จำกดั ของข้อสอบแบบตอบสน้ั ๆ
1) มีปัญหาในการตรวจให้คะแนน เพราะคำตอบท่ีผู้เรียนเขียนตอบน้ัน
อาจจะมีผิดพลาดเล็กน้อยด้านภาษา ทำให้ไม่ได้คะแนนหรือได้คะแนนเป็นบางส่วน ทั้ง ๆ ที่
นกั เรยี นมีความรูใ้ นเรอ่ื งนัน้
2) การเขียนคำตอบให้จำเพาะเจาะจงและมีคำตอบเพยี งคำตอบเดยี ว
จรงิ ๆ ทำไดย้ ากและต้องใช้เวลาสรา้ งมาก
3) มักจะถามได้เฉพาะพฤตกิ รรมทเ่ี กย่ี วกับความรู้ ความจำ ผตู้ อบ
ไมส่ ามารถแสดงความคดิ ไดเ้ ต็มที่
5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching Test) เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง
โดยมคี ำหรือขอ้ ความแยกออกจากกันเปน็ 2 ชุด แลว้ ใหผ้ ู้ตอบเลือกจบั คูว่ า่ แต่ละข้อความ
ในชุดหนึง่ (ตัวยืน) จะคู่กบั คำหรือข้อความใดในอีกชุดหนง่ึ (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสมั พนั ธ์กนั
อยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง ตามทผี่ ู้ออกข้อสอบกำหนดไว้
ข้อดีของขอ้ สอบแบบจบั คู่
1) สรา้ งไดง้ ่าย สะดวก รวดเรว็
2) เหมาะทจ่ี ะนำไปวดั ความจำหรอื ความจริงตามท้องเรื่อง
3) ตรวจใหค้ ะแนนไดง้ ่ายและยุตธิ รรม กลา่ วคอื ตรวจใหค้ ะแนน
ไดต้ รงกนั ไมว่ า่ ใครตรวจกต็ าม
ข้อจำกดั ของข้อสอบแบบจบั คู่
1) ข้อสอบมกั จะไม่เป็นเอกพันธ์
2) ไมส่ ามารถวัดพฤติกรรมประเภทความคิดสรา้ งสรรค์
3) เปดิ โอกาสให้ไดค้ ะแนนโดยการเดาค่อนข้างสูง
4) ไม่เหมาะท่ีจะนำข้อสอบชนดิ น้ีไปสรา้ งข้อสอบจำนวนมาก ๆ ข้อหรือ
นำไปวัดใหค้ รอบคลมุ ทุกเน้ือหา
6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) คำถามแบบเลือกตอบ
โดยท่ัวไปจะประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอบนำหรอื คำถาม (Stem) กับตอบเลอื ก (Choice)
ในตอนเลือกน้ีจะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกท่ีเป็นตัวลวง ปกติจะมี
คำถามท่ีกำหนดใหน้ ักเรียนพิจารณา แล้วหาตวั เลอื กทถี่ ูกตอ้ งมากที่สุดเพียงตวั เลือกเดยี ว
จากตวั เลอื กอืน่ ๆ และคำถามแบบเลือกตอบทดี่ ี นยิ มใช้ตวั เลือกท่ใี กล้เคยี งกนั ดูเผิน ๆ
จะเหน็ วา่ ทุกตวั เลอื กถูกหมด แต่ความจรงิ มีน้ำหนักถูกมากนอ้ ยแตกต่างกัน
ข้อดีของข้อสอบแบบเลือกตอบ
1) มีความเท่ียงตรงสูง เพราะสามารถเขียนคำถามวัดได้ครอบคลมุ
ทุกเนือ้ หา และทุกพฤตกิ รรมของด้านพุทธิพิสยั
2) ตรวจใหค้ ะแนนไดง้ ่าย สะดวก รวดเร็ว และยุติธรรม
3) สามารถนำมาวเิ คราะห์และปรับปรงุ ให้ดีย่งิ ข้ึนจนเป็นมาตรฐานได้
4) ตัดปญั หาเร่อื งการอ่านเนื่องจากลายมือผ้ตู อบอ่านยาก
5) สามารถวินจิ ฉัยข้อบกพร่องหรอื ความไมเ่ ข้าใจในเนือ้ หา
ไดอ้ ย่างเป็นระบบ
ขอ้ จำกดั ของข้อสอบแบบเลอื กตอบ
1) สน้ิ เปลอื งค่าใช้จา่ ยสงู
2) ใชเ้ วลาในการสร้างมาก โดยเฉพาะการเขยี นตัวลวงใหม้ ีคณุ ภาพ
3) ไมเ่ หมาะท่ีจะวัดความคิดรเิ รมิ่ สร้างสรรค์
ส่วนสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546 : 7) กล่าวว่า
การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบที่ประกอบด้วย
การกำหนดจุดมุ่งหมายและวิธีการวัดผลประเมินผล การสร้างเคร่ืองมือ และการดำเนินการ
ตามท่ีวางแผนไว้
การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนท่ีเริ่มจากการกำหนด
จุดมงุ่ หมายด้านต่าง ๆ ซง่ึ อาจประกอบดว้ ย ความรู้ความคิด กระบวนการเรียนรู้ เจตคติ
และโอกาสในการเรียนรู้ ต่อจากนั้นจึงกำหนดวิธีการวัดผลประเมินผลที่หลากหลายท้ังการ
ประเมิน จากการทดสอบด้วยข้อสอบ และการประเมินตามสภาพจริงจากการปฏิบัติงาน และ
ผลงานของผู้เรียน ทั้งนี้จะต้องกำหนดเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ประเมินได้อย่างเท่ียงตรงและ
นำมาตดั สนิ ระดบั คุณภาพเพอื่ สรปุ ความก้าวหน้าและผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
สมศกั ดิ์ ภูว่ ิภาดาวรรธน์ (2544 : 93) กล่าววา่ การประเมนิ ตามสภาพจรงิ
เป็นวิธีการที่ออกแบบมาเพ่ือสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมและทักษะที่จำเป็นของนักเรียนใน
สถานการณ์ ที่เป็นจริงแห่งโลกปัจจุบัน เป็นงานที่นักเรียนแสดงออกในภาคปฏิบัติ
(performance) เป็นกระบวนการเรียนรู้ (process) ผลผลิต (product) และแฟ้มสะสมงาน
(portfolio) เป็นการประเมนิ ที่ใช้เทคนคิ การประเมินอย่างหลากหลายวธิ ี ตลอดช่วงระยะเวลาหน่ึง
เพือ่ ตรวจสอบคุณภาพของงานหรือของโปรแกรมวชิ า
ชาญชัย ยมดิษฐ์ (2548 : 268) กล่าวว่า การประเมินผลตามสภาพจริง
หมายถงึ การคน้ หาพฤตกิ รรมทีแ่ ทจ้ ริงในดา้ นความรู้ ความคิด ทกั ษะ และลักษณะนิสัย
ท่ีซับซ้อนของผู้เรียน ด้วยวิธีการที่หลากหลายโดยการกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความรู้
ความสามารถออกมาได้อย่างอิสระ เป็นกระบวนการท่ีธรรมชาติสอดคล้องกับชีวิตและ
ประสบการณ์ประจำวัน โดยมุ่งให้ผู้เรียนประเมินตนเอง โดยการสะท้อนความรู้สึกต่อผลงาน
ร่วมกับบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือการพัฒนาการของผู้เรียนในทุก ๆ ด้านและเพื่อ
พัฒนาการสอนอย่างต่อเน่อื ง
บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์ (2540 : 24) กล่าวว่า การประเมินตามสภาพจริง
หมายถึง การประเมินผลงานท่ีแท้จริงท่ีนักเรียนแสดงหรือกระทำ และ/หรือสร้างความรู้ขึ้นมา
ด้วยตนเอง นักเรียนจำเป็นต้องแสดงทักษะหรือกระบวนการหรือสร้างผลงานที่แสดงถึงส่ิงท่ีรู้
และสามารถทำได้มากกว่าการตอบข้อสอบแบบเลือกตอบซึ่งอาจวดั ไดเ้ พยี งความสามารถ
ในการจำหรือทำข้อสอบเทา่ นั้น
สุวิทย์ มูลคำ (2541 : 14) กล่าวว่า การประเมินผลตามสภาพท่ีแท้จริง
หมายถึง การวัดและประเมินผลกระบวนการทำงานในด้านสมองหรือการคิด และจิตใจผู้เรียน
อยา่ งตรงไปตรงมาตามส่ิงที่ผเู้ รียนกระทำ โดยพยายามตอบคำถามว่าผู้เรยี นทำอย่างไรและทำไม
จึงทำอย่างนั้น การได้ข้อมูลว่า “เขาทำอย่างไร และทำไม” จะช่วยให้ผู้สอนได้ช่วยผู้เรียน
พัฒนาการเรียนของผู้เรียนและการสอนของผู้สอน ทำให้การเรียนการสอนมีความหมายและทำ
ให้เกิดความอยากในการเรียนรู้ต่อไป
สามารถสรุปได้ว่า การประเมินตามสภาพจริง หมายถึง วิธีการตรวจสอบ
พฤตกิ รรม ทกั ษะและกระบวนการเรยี นรู้ จากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของผเู้ รยี นด้วยวธิ กี าร
ทหี่ ลากหลาย ทำให้สะท้อนผลการเรยี นรู้ท่ีเกิดขึ้นจริงจากผู้เรียนและผู้สอนสามารถนำไปพัฒนา
และส่งเสริมผเู้ รยี นให้เตม็ ตามศกั ยภาพ
ชาญชัย ยมดิษฐ์ (2548 : 268) กลา่ วว่า หลักการประเมินผลตามสภาพจริง
มหี ลักการดังนี้ คือ
1. ประเมนิ พฤตกิ รรมท่ซี บั ซ้อนเกี่ยวกบั ความรู้ ความคิด ทักษะ
และลกั ษณะนสิ ยั
2. ไมเ่ น้นการใชแ้ บบทดสอบวัดพฤตกิ รรมใดพฤติกรรมหนึ่ง
3. วดั ด้วยวธิ ีการท่ีหลากหลาย
4. ใชก้ ระบวนการสังเกตพฤติกรรมผเู้ รยี นสะท้อนผา่ นผลผลิตของงาน
5. ผู้เรยี นสะท้อนความรู้สึกนึกคิดต่อชีวติ จรงิ
6. เปน็ กระบวนการเรยี นรู้
7. หลักบานการสอนและการประเมนิ ผลตอ้ งไปดว้ ยกัน
8. เนน้ ปฏิสัมพนั ธท์ ่ดี ีระหวา่ งนักเรยี นกบั ผู้ทเ่ี กีย่ วข้อง
9. เป็นกระบวนการพฒั นาที่ตอ่ เนือ่ งจนเปน็ นสิ ัย
10. เปน็ การสบื ค้นความรู้มาสะทอ้ นความสามารถทแี่ ทจ้ รงิ
11. มีเกณฑ์มาตรฐานลว่ งหน้าใหท้ ราบ
12. มีโอกาสในการนำเสนอผลงาน
13. มีโอกาสแสดงความคิดข้ันสูง
14. ใหข้ อ้ มูลหลากหลาย
15. บูรณาการวิชาตา่ ง ๆ อย่างกลมกลืน
16. ใหโ้ อกาสสะท้อนความรู้สกึ ของตนเองออกมา
และได้สรุปวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริงซ่ึงมีรูปแบบและวิธีการ
แตกต่างกนั ไปในหลาย ๆ ลกั ษณะ อาจประเมนิ ไว้ทงั้ กระบวนการ 4P ซ่งึ ประกอบด้วย
P1 = กระบวนการ (process)
P2 = ผลผลติ (product)
P3 = การปฏิบตั งิ าน (performance)
P4 = แฟม้ สะสมงาน (portfolio)
การประเมนิ ตามสภาพจริงสามารถใช้วธิ กี าร ดงั นี้
1. สอบปากเปล่า
2. โต้วาที
3. แสดงนทิ รรศการ
4. แสดงกจิ กรรมในโอกาสต่าง ๆ
5. ใชท้ ักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
6. การสังเกตการสอน
7. การแกป้ ัญหา
8. การแสดง บนั ทกึ
9. การทดลอง
10. สำรวจพฤตกิ รรมการปฏิบตั ิ
11. งานประดิษฐ์
12. งานโครงการ
13. แสดงผลงาน การสบื ค้น
14. งานปฏบิ ัตกิ จิ กรรมกล่มุ
15. บนั ทึก
16. การสังเกต
17. หนังสือ
18. ทดสอบในลักษณะต่าง ๆ
19. หลักฐานรอ่ งรอย
20. การสืบคน้ พฒั นาการ
21. การสุ่มเหตกุ ารณ์
22. การสมุ่ จบั เวลา
เกณฑ์การประเมินส่วนมากประกอบด้วย 5 สเกล แต่ละสเกลจะบอกให้ทราบ
ถึงลักษณะสำคัญที่ผู้เรียนแสดงออกมา โดยการปฏิบัติที่สอดคล้องกับคะแนนท่ีได้ในแต่ละสเกล
ผลจากการใช้รูบริคจะได้ข้อมูลท่ีสำคัญสำหรับผู้สอน ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจเพ่ือให้ทราบว่า
ผเู้ รยี นได้เรียนรู้อะไรและสามารถทำสงิ่ ใดไดบ้ ้าง ในการดำเนินการประเมินอาจพจิ ารณา
ใหน้ ำ้ หนักเกณฑ์แตกต่างกันไดต้ ามน้ำหนักความสำคญั ซ่งึ ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม
ความเพียงพอ ความเหน็ พ้องต้องกันของผเู้ ก่ยี วข้องและแตล่ ะเกณฑ์ควรแบง่ เป็นคณุ ภาพ
ในระดบั ต่าง ๆ
พิศาล สร้อยธุหร่ำ (2544 : 42) กล่าวถึง การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ ควรมีแนวทางการวัดและประเมินผล ดงั น้ี
1. ต้องวดั และประเมินผลทงั้ ความรู้ ความคิด ความสามารถ ทกั ษะ
และกระบวนการ เจตคติ ค่านยิ มในวิทยาศาสตร์ รวมทั้งโอกาสในการเรียนรู้ของผู้เรียน
2. มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษา
ขนั้ พนื้ ฐานกลุ่มวิทยาศาสตร์
3. กระทำอย่างตรงไปตรงมา ภายใตข้ อ้ มูลที่มี
4. นำไปสู่การสรุปประเมนิ ผลท่ีสมเหตุสมผล
5. มคี วามเที่ยงตรง เป็นธรรม ท้งั วิธกี ารวัดและโอกาสของการประเมนิ
สรุปได้ว่า แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นการวัดความสามารถและ
คุณลักษณะของแต่ละบุคคลในด้านพุทธิพิสัยเป็นหลัก ได้แก่ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การนำความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ ซึ่ง
แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนมีหลายแบบ ควรเลือกให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ท่ีต้องการวัดและ
พบว่าในปัจจุบันจะเน้นการประเมินผลตามสภาพจริงซึ่งได้ขยายแนวคิดของการประเมินออกไป
โดยใหส้ ิทธ์ิผู้เรียนมีสว่ นร่วมในการประเมนิ ผล ใชก้ ารประเมินผลเป็นกระบวนการทส่ี อดคล้องกับ
เป้าหมายของการสอนและสภาพชวี ิตจรงิ
6. ดชั นปี ระสิทธิผล
ดชั นปี ระสทิ ธผิ ล (Effectiveness Index) หมายถงึ ตวั เลขทีแ่ สดงถึงวามก้าวหน้า
ในการเรียนของผเู้ รียน โดยการเทียบคะแนนที่เพิม่ ขน้ึ จากคะแนนการทดสอบก่อนเรียน กบั
คะแนนทไี่ ด้จากการทดสอบหลงั เรยี น และคะแนนเต็มหรือคะแนนสงู สดุ กับคะแนนที่ไดจ้ ากการ
ทดสอบก่อนเรยี น เม่ือมีการประเมินส่อื การสอนทผี่ ลติ ขึ้นมา เรามกั จะดูถึงประสทิ ธิผลทางดา้ น
การสอนและการวัดประเมินผลทางสอื่ นนั้ ตามปกตแิ ล้วเป็นการประเมินความแตกตา่ งของค่า
คะแนนใน 2 ลกั ษณะ คือ ความแตกต่างของคะแนนการทดสอบก่อนเรียน และคะแนน
ทดสอบหลงั เรียน หรือเป็นการทดสอบเกีย่ วกบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนระหวา่ งกลมุ่ ทดลอง และ
กล่มุ ควบคมุ ในทางปฏบิ ตั ิส่วนมากจะเนน้ ทผี่ ลความแตกต่างทีแ่ ทจ้ ริงมากกว่าผลความแตกต่าง
ทางสถติ ิ แตใ่ นบางกรณีการเปรยี บเทียบเพยี ง 2 ลักษณะ ก็อาจจะยงั ไมเ่ พยี งพอ เช่น ใน
กรณขี องการใชส้ ื่อในการเรียนการสอนปรากฏวา่ กลมุ่ ท่ี 1 การทดสอบก่อนเรยี นได้คะแนน
18% การทดสอบหลงั เรียนไดค้ ะแนน 67% และกลุ่มท่ี 2 การทดสอบกอ่ นเรียนได้คะแนน
27% การทดสอบหลังเรียนไดค้ ะแนน 74% ซึ่งเม่ือวิเคราะห์ผลทางสถติ ิพบว่า คะแนน
ทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี นแตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิทั้งสองกลมุ่ แต่เม่ือ
เปรียบเทียบคะแนนการทดสอบหลังเรยี นระหวา่ งกลมุ่ ทง้ั สอง ผลปรากฏว่า ไม่มคี วามแตกต่าง
กนั ซง่ึ ไม่สามารถระบไุ ด้วา่ เกิดขน้ึ เพราะส่งิ ทดลอง (Treatment) น้นั หรอื ไม่ เน่อื งจากการ
ทดสอบท้งั สองกรณีคะแนนพื้นฐาน (คะแนนทดสอบกอ่ นเรียน) แตกตา่ งกัน ซ่งึ จะสง่ ผลถึง
คะแนนการทดสอบหลังเรียนทจ่ี ะเพมิ่ ขึน้ ได้สงู สดุ ของแตล่ ะกรณี (เผชญิ กจิ ระการ. 2546 : 1)
ฮอฟแลนด์ (Hovland. 1949 อา้ งถึงใน เผชิญ กิจระการ. 2546 : 1) ไดเ้ สนอ
ดชั นีประสทิ ธิผล (Effectiveness Index) ซึ่งไดจ้ ากการหาความแตกต่างของการทดสอบ
กอ่ นการทดลองและการทดสอบหลังการทดลองดว้ ยคะแนนสูงสดุ ท่ีสามารถทำเพ่ิมขึน้
ฮอฟแลนด์ ไดเ้ สนอว่า คา่ ความสัมพนั ธ์ของการทดลองจะสามารถทำได้อย่างถกู ต้องแน่นอน
ต้องคำนึงถงึ ความแตกต่างของคะแนนพนื้ ฐาน (คะแนนทดสอบก่อนเรียน) และคะแนน
ทีส่ ามารถทำได้สูงสุด ดัชนีประสทิ ธผิ ลจะเป็นตวั บ่งชถี้ ึงขอบเขตและประสทิ ธภิ าพของสื่อ
เวบบ์ (Webb. 1963 อ้างถึงใน เผชิญ กิจระการ. 2546 : 1) กลา่ วถงึ
การเปรียบเทยี บความแตกตา่ งของคะแนน โดยใช้วธิ กี าร 3 แบบ ซ่ึงเพิม่ เติมจาก
ดัชนีประสิทธผิ ลของฮอฟแลนด์ โดย เวบบ์ ให้ความสนใจเฉล่ียคา่ ร้อยละของคะแนน
ซง่ึ เรยี กว่า วิธกี าร Conytional โดยคำนวณจากการนำคะแนนค่าร้อยละของกลุ่มควบคมุ
ลบออกจากคะแนนร้อยละของกล่มุ ทดลอง แลว้ จึงหารด้วยรอ้ ยละของกล่มุ ควบคุม ผลท่ไี ด้
จะแสดงถึงร้อยละทีเ่ พิ่มขึ้น (หรอื ทดลอง) เปรียบเทียบคะแนนของกลุ่มควบคมุ
ดชั นีประสทิ ธผิ ลมีรูปแบบในการหาค่าดังน้ี (เผชญิ กิจระการ. 2546 : 1-2)
E.I. = ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน - ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน
(จำนวนนกั เรียน x คะแนนเต็ม) - ผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน
หรอื
P2 - P1
E.I. = 100% -
P1
หมายถึง จำนวนเศษของ E.I. เป็นเศษท่ีได้จากการวัดระหว่างการทดสอบก่อน
เรยี น (P1) และการทดสอบหลงั เรียน (P2) ซ่ึงคะแนนท้ังสองประเภทน้ี จะแสดงถึงคา่ รอ้ ยละ
ของคะแนนรวมสูงสุดท่ีนักเรียนสามารถทำได้ ต่อมา เวบบ์ ได้ปรับรูปแบบของการแสดงค่า
ของดัชนีประสิทธิผลใหม่ โดยการคูณด้วย 100 เพื่อให้ค่าท่ีออกมาเป็นร้อยละ ซึ่งจะช่วยให้ดู
หรือตีค่าได้สะดวกข้ึน ดัชนีประสิทธิผลสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อประเมินผลสื่อ โดยเร่ิม
จากการทดสอบก่อนเรียน ซึ่งเป็นตัววัดค่าว่าผู้เรียนมีความรู้พ้ืนฐานอยู่ในระดับใด รวมถึงการ
วัดความเช่ือ เจตคติ ความตั้งใจของผู้เรียน โดยการนำคะแนนที่ได้จากการทดสอบมาแปลงให้
เปน็ ร้อยละ แล้วหาค่าคะแนนสูงสุดทเี่ ป็นไปได้ จากน้ันนำนักเรียนเข้ารับการทดลอง เสร็จแล้ว
ทำการทดสอบหลังเรียน ได้เท่าไหร่นำมาหารด้วยค่าท่ีได้จากค่าทดสอบก่อนเรียนสูงสุดท่ีผูเ้ รียน
สามารถทำได้ ลบด้วยคะแนนทดสอบกอ่ นเรียน โดยทำใหอ้ ย่ใู นรูปร้อยละ
จากการคำนวณพบว่า ดชั นีประสิทธิผลจะมคี า่ อยู่ระหว่าง -1.00 ถึง 1.00
หากค่าการทดสอบก่อนเรียนเปน็ 0 และการทดสอบหลังเรยี นปรากฏว่า นกั เรยี นไม่มี
การเปลี่ยนแปลง คือ ได้คะแนนเทา่ เดมิ แต่ถา้ คะแนนทดสอบก่อนเรยี น (P1) = 0
และคา่ คะแนนทดสอบหลงั เรียนทำไดส้ ูงสุด คือ เต็ม (P2) = 100 ค่า E.I จะเทา่ กับ 1.00
ในทางตรงกนั ข้าม ถ้าคะแนนทดสอบหลังเรียนน้อยกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรยี น คา่ ที่ได้
ออกมาจะมคี ่าเปน็ ลบ
7. แนวคดิ เกยี่ วกับความพึงพอใจ
7.1 ความหมายของความพึงพอใจ
ความหมายของความพึงพอใจ ได้มีผใู้ หค้ วามหมายเกยี่ วกบั ความพงึ พอใจ
(Satisfaction) ไว้ดังน้ี
มยุรี ศรีคะเนย์ (2547 : 91) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง
สภาพหรือระดับความพงึ พอใจที่มผี ลมาจากความสนใจและเจตคติของบุคคลท่ีมตี ่องาน
ดำริ มุศรีพันธ์ุ (2545 : 39) ได้อธิบายความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า
ความพึงพอใจคือทัศนคติโดยทั่ว ๆ ไปของบคุ คลทีจ่ ะนำไปสู่การประเมนิ ผลและความคาดหวงั ตอ่ งาน
ลักขณา ศริ ิวฒั น์ (2549 : 132) ไดก้ ล่าวถงึ ความพงึ พอใจว่า ความพงึ พอใจ
หมายถึงพฤติกรรมทสี่ นองความตอ้ งการของมนุษย์และเปน็ พฤตกิ รรมท่นี ำไปสจู่ ุดม่งุ หมายท่ีตั้งไว้
ศรีสุดา ญาติปล้ืม (2547 : 69) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่าความพึง
พอใจ หมายถึง ความรู้สึกรัก ชอบ พอใจ หรือเป็นเจตคติท่ีดีของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึง
ซึ่งเกิดจากการได้รับการตอบสนองความต้องการหรือความคาดหวังในทางท่ีดีท้ังด้านวัตถุและ
ด้านจิตใจ เปน็ ความรสู้ ึกเมื่อได้รับความสำเร็จความตอ้ งการหรอื แรงจูงใจ
จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึก ท่าทีของบุคคลท่ีมีต่อ
สิ่งต่าง ๆ ในสถานการณ์หน่ึง ๆ ท่ีเอนเอียงไปในทางบวก ซึ่งเป็นพฤติกรรมท่ีบุคคลแสดง
ออกมาหลังจากท่ีได้รับประสบการณ์ในสิ่งท่ีตรงตามความต้องการ หรือเป็นความรู้สึกที่มี
ความสุขเมื่อได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย ดังน้ัน ความพึงพอใจในการเรียน จึงหมายถึง
ความรสู้ ึกของผู้เรียนทีม่ ตี อ่ การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนของครูผสู้ อน
7.2 การสรา้ งแบบสอบถามความคิดเห็น
นักวชิ าการไดอ้ ธิบายลักษณะของแบบสอบถามไว้ดังน้ี
กองวิจัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 57-58) ได้กล่าวว่า
แบบสอบถามเป็นรายการคำถามท่ีส่งไปให้คนตอบตามความสมัครใจ เก่ียวกับเร่ืองท่ีต้องการ
ทราบ เพื่อม่งุ เก็บขอ้ มูลประเภทข้อเทจ็ จรงิ
พิชิต ฤทธ์ิจรูญ (2547 : 217) กล่าวว่า แบบสอบถามเป็นชุดของคำถามท่ีใช้
สอบถามข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นต่าง ๆ ของผู้ตอบ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงทั้งในอดีต
ปัจจุบัน และคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต ซ่ึงต้องมีส่วนประกอบ คือ คำชี้แจง สถานภาพ
ผตู้ อบ และข้อความทเ่ี กีย่ วกับตัวแปรทจ่ี ะวดั ซ่ึงรูปแบบของแบบสอบถามมี 2 ประเภท คอื
1. คำถามแบบปลายปดิ เป็นการสรา้ งรายการให้ผ้ตู อบเลือกตอบ
จากตัวเลอื กท่กี ำหนดให้ อาจจะมี 2-3 ขอ้ หรือมากกว่านก้ี ไ็ ด้ ซ่ึงมหี ลายรปู แบบดังนี้
- แบบสอบถามข้อมลู สว่ นตัว
- แบบสำรวจรายการ เป็นการถามเรอ่ื งต่าง ๆ ให้ผูต้ อบกาเครอ่ื งหมาย
เพ่ือแสดงวา่ มี/ไมม่ ี เหน็ ด้วย/ไมเ่ ห็นด้วย หรอื ชอบ/ไม่ชอบ เป็นตน้ ซ่ึงแบบสำรวจรายการ
กเ็ ปน็ ส่วนหน่งึ ของแบบสอบถามปลายปดิ
- มาตราส่วนประมาณค่า เป็นส่วนหน่ึงของแบบสอบถามปลายปิด
เช่นเดียวกับแบบสำรวจรายการ ใช้วัดจิตพิสัย เช่น เจตคติ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ ฯลฯ แต่มี
ลักษณะต่อเนื่องที่ละเอียดกว่าแบบสำรวจรายการ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ มาตราส่วน
ประมาณคา่ แบบตัวเลข มาตราส่วนประมาณคา่ แบบพรรณนา และมาตราส่วนประมาณค่าแบบกราฟ
2. คำถามแบบปลายเปิด เป็นแบบสอบถามท่ีไม่กำหนดคำตอบ แต่จะให้
ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ เช่น ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเก่ียวกับการเรียนการสอน
ในปัจจบุ นั
วิธกี ารสร้างแบบสอบถาม มีกระบวนการดังน้ี
1. นำจุดประสงคข์ องการวิจัยมาวิเคราะห์ออกเปน็ ตวั แปรทจี่ ะวดั
2. แยกรายการของสิ่งทจี่ ะสอบถามในแต่ละตวั แปรนั้นให้ชดั เจนและครอบคลมุ
3. คำถามและข้อความแตล่ ะขอ้ ควรมีประเด็นเดียว
4. แต่ละคำถามควรสั้น กะทัดรัด เป็นปรนัย ตรงไปตรงมา ได้ใจความ
เขา้ ใจงา่ ย
5. เรยี งคำถามในแต่ละข้อให้ต่อเนอื่ งสมั พนั ธ์กันเปน็ ลูกโซ่
6. ในหัวข้อใหญ่กล่าวถึงประเด็นเดียว ครอบคลุมตัวแปรที่จะศึกษา ท้ังใน
แนวกว้างและแนวลึก หลีกเลี่ยงคำถามท่ีทำใหผ้ ู้ตอบเกิดอคติในการตอบ หรอื ไม่พอใจ
ทจ่ี ะตอบ
จึงสรุปได้ว่า ในการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียน
ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง วัสดุและสมบัติของวัสดุ รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ กลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 รูปแบบท่ีเหมาะสมท่ีสุดคือ คำถามแบบ
ปลายปิด แบบมาตราส่วนประมาณค่า มี 5 ระดับ ซึ่งเป็นแบบท่ีสร้างง่ายและใช้สะดวกที่สุด
และใช้จำนวนคี่เพอื่ ให้ค่าตรงกลางแทนค่าเฉลี่ย สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวนมาก สรปุ ผลได้งา่ ย
และผตู้ อบจะมีความสบายใจ เป็นอสิ ระในการตอบมากท่ีสุด
8. งานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้อง
ในการศกึ ษาค้นคว้าครั้งน้ี ผรู้ ายงานไดศ้ ึกษาคน้ คว้างานวิจัยในประเทศ
และต่างประเทศ ดังน้ี
8.1 งานวิจัยในประเทศ
กาญจนา ฉ่ำแสง (2541 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ชุดการสอน เร่ือง
กลไกมนษุ ย์ ในวิชาวิทยาศาสตร์ สำหรบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 เพ่ือศกึ ษาความก้าวหนา้ ของผล
การเรยี นและความคดิ เห็นของผูเ้ รียนเกี่ยวกบั ชุดการสอน เรือ่ ง กลไกมนุษย์ ของนกั เรยี น
ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 จำนวน 43 คน ชุดการสอนที่สร้างข้ึน แบ่งเป็น 6 ชุด เคร่ืองมอื ที่ใช้
ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบทดสอบและแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียน พบว่า
ความกา้ วหนา้ ของผ้เู รยี นจากการเรียนดว้ ยชดุ การสอนมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น หลงั เรียนสูงกว่า
ก่อนเรยี นอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .05 และนักเรยี นมคี วามพึงพอใจในระดับมาก
ศิริชัย จีรจีรังชัย (2545 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการพัฒนา เรื่อง การพัฒนา
ชดุ การเรยี น วิชาวทิ ยาศาสตร์ ว203 เร่อื ง อาหาร สำหรบั นักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2
กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2/1 โรงเรียนพังตรุราษฎร์รังสรรค์ สังกัดกรม
สามัญศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 35 คน ผลการวิจัยพบว่า ชุดการเรียนมี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 81.42/82.68 และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง อาหาร ของ
นกั เรยี นก่อนและหลงั การใชช้ ุดการเรยี นต่างกันอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .01
จฬุ าลักษณ์ ไชยสกุล (2546 : บทคดั ยอ่ ) ได้ทำการวจิ ยั เรอื่ ง การสร้าง
ชุดการสอน กลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เร่ือง สัตว์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างชุดการสอน กลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เรื่อง สัตว์ สำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 จากผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนที่สร้างข้ึน มีประสิทธิภาพ
82.63/80.53 และคา่ ดชั นปี ระสิทธิผล 0.64
สมโภช ภู่สุวรรณ (2546 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการ
เรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ท่ีเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารและสมบัติ
ของสาร สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหาการเรียนการ
สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 พฒั นาชุดการเรยี นการสอนวชิ าวิทยาศาสตร์ท่ีเน้น
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เร่ือง สารและสมบัติของสาร สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีท่ี 1 เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี น
ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน และได้รับการสอนปกติ จากผลผลการวิจัยพบว่า
ครูผู้สอนมีความเห็นว่าปัญหาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ด้านตัวป้อนมี
ปัญหามากท่ีสุด ชุดการเรียนการสอนท่ีสร้างข้ึนมีประสิทธิภาพ 89.39/90.11 เป็นไปตาม
เกณฑ์ 80/80 ท่ีกำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนสูงกว่านักเรียนที่
ไดร้ ับการสอนตามปกติ อยา่ งมีนัยสำคัญท่รี ะดับ .05
ถวิล กล้าเกิด (2548 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเร่ือง การพัฒนาชุดการเรียน
วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมี
จุดมุ่งหมายเพ่ือพัฒนาชุดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เคร่ืองใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียน
ก่อนใช้และหลังใช้ชุดการสอน จากผลการวิจัยพบว่า ชุดการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง
เคร่ืองใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ
86.55/81.13 และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง เคร่ืองใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
สำหรับนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ที่ได้รบั การสอนโดยชุดการเรียนภายหลังเรียนสงู กว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติท่ีระดบั .01
ธวัทชยั ฉมิ กรด (2549 : บทคดั ย่อ) ไดท้ ำการวิจัยเร่ือง การพฒั นาชุดการเรยี น
การสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง หินและการเปล่ียนแปลง สำหรับนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4
โดยมจี ดุ มุ่งหมายเพือ่ พฒั นาชดุ การเรยี นการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง หินและการปลี่ยนแปลง
สำหรบั นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 และเปรียบเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรียน
ของนกั เรียนท่ีไดร้ บั การสอนโดยใช้ชุดการเรยี นการสอนวิชาวทิ ยาศาสตร์ กบั นักเรียนทไี่ ด้รบั
การสอนปกติ จากผลการวิจัยพบวา่ ชุดการเรยี นการสอนวชิ าวิทยาศาสตร์ เร่อื ง หนิ และ
การเปล่ียนแปลง สำหรบั นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 มีประสทิ ธิภาพ 88.67/86.06
ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 และผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์หลังเรยี น
ของนักเรียนท่ีได้รับการสอนโดยใช้ชุดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนท่ีได้รับ
การสอนตามปกติอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
สุพัตรา สัตยากูล (2552 : 75) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะ
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ พฒั นา
ชดุ ฝึกทกั ษะ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ให้มปี ระสทิ ธภิ าพ
ตามเกณฑ์ 80/80 และเพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทักษะ ผลการวิจัย
พบว่า ชุดฝึกทกั ษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธภิ าพ
83.14/82.58 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนดว้ ยชุดฝกึ ทกั ษะ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ท่รี ะดบั .01
จุฑามาศ เจตนก์ สิกิจ (2552 : บทคัดยอ่ ) ไดท้ ำการวิจัย เร่ือง การพัฒนา
ชดุ การสอนวิชาเคมี เรอ่ื ง ไฟฟา้ เคมี สำหรบั นกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 โดยมีจดุ มุ่งหมาย
เพื่อพฒั นาชดุ การสอนวชิ าเคมใี ห้มีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 ศกึ ษาค่าดชั นปี ระสิทธิผล
ของชุดการสอนวิชาเคมี เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมีก่อนเรียนและหลังเรียน
ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนวิชาเคมี ศึกษาความคงทนใน
การเรียนรู้วชิ าเคมีของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนวิชาเคมี
และเปรียบเทียบจำนวนนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ทไ่ี ดร้ ับการสอนโดยใชช้ ุดการสอน
วชิ าเคมีทมี่ ีคะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมผี ่านเกณฑร์ ้อยละ 80 ของคะแนนเตม็
กับเกณฑ์รอ้ ยละ 60 ของนกั เรยี นท้งั หมด ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนวิชาเคมที ่พี ัฒนาขน้ึ
มีประสิทธภิ าพ 87.48/81.43 มีค่าดัชนปี ระสิทธผิ ล 0.68 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวชิ าเคมี
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดการสอนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี น
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 มีความคงทนในการเรียนรู้วิชาเคมีอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติทีร่ ะดับ .05 และนักเรียนรอ้ ยละ 76 ของนักเรียนท้ังหมด มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
เคมีผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม
8.2 งานวิจยั ตา่ งประเทศ
มคี (Meek. 1972 : 4296 – A อา้ งถงึ ใน จฑุ ามาศ เจตน์กสกิ จิ . 2552 : 40)
ได้ทำการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบวิธีการสอนแบบใช้ชุดการสอนกับวิธีการสอนแบบธรรมดา
โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้จากการใช้ชุดการสอน และวิธีสอน
แบบธรรมดา สำหรบั สอนนกั ศกึ ษาครู จากผลการวิจัยพบว่า วิธีการสอนโดยใชช้ ดุ การสอน
มีประสทิ ธภิ าพสูงกว่าการสอนดว้ ยวิธีสอนแบบธรรมดาอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .01
เดล (Dale. 1973 : 6481 – A อ้างถึงใน จุฑามาศ เจตนก์ สิกจิ . 2552 : 40)
ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนระหว่างการเรียนโดยวิธีสอนปกติกับการเรียนโดยใช้
ชดุ การสอนของนักศกึ ษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน จากผลการวิจยั พบว่า ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักศึกษาทเ่ี รียนโดยใช้ชุดการสอนสูงกว่านักศกึ ษาทเี่ รยี นโดยวธิ ีสอนปกติ อย่าง
มีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05
ววี าส (Vivas. 1985 : 603 อ้างถึงใน จฑุ ามาศ เจตนก์ สิกิจ. 2552 : 41)
ได้ศึกษา การออกแบบพฒั นาและประเมนิ คา่ ของการรบั รทู้ างความคดิ ของนกั เรียนเกรด 1
ในประเทศเวเนซเู อล่าโดยใช้ชุดการสอน จากผลการวิจยั พบวา่ นักเรียนที่ไดร้ ับการสอน
โดยใชช้ ดุ การสอน มคี วามสามารถเพิม่ ข้ึนในดา้ นความคดิ ด้านความพร้อมในการเรยี น
ด้านความคิดสรา้ งสรรค์ ดา้ นเชาว์ปญั ญา และด้านการปรบั ตวั ทางสงั คม หลงั จากได้รับ
การสอนด้วยชุดการสอนสูงกวา่ นกั เรยี นท่ีได้รบั การสอนแบบปกติ
จากผลการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเห็นได้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ของนักเรียนท่ีเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลงั เรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรยี น นกั เรียนได้ปฏิบตั ิจริง มีความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง
ซงึ่ ผู้รายงานเชือ่ ว่าหากครูผ้สู อนจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
จะส่งผลทำใหน้ กั เรยี นมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนสูงขน้ึ กรอบแนวคิดของการศึกษาคน้ คว้า
ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง การเปลย่ี นแปลงของสาร รายวิชา 1. ประสิทธิภาพของ
วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2. ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 3. ดัชนีประสทิ ธผิ ล
4. ความพงึ พอใจ
บทที่ 3
วธิ กี ารดำเนนิ การศกึ ษาคน้ ควา้
การศกึ ษาค้นควา้ เรื่อง การพัฒนาชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตรร์ หสั วชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษา
ปที ่ี 5 เป็นการศึกษาค้นคว้าเชงิ กงึ่ ทดลอง (Quasi-Experimental Research) ใชร้ ปู แบบการ
ทดลองแบบกล่มุ เดยี วทดสอบกอ่ นหลัง (One-Group Pretest Posttest Design) ดังแสดงไว้ใน
ตาราง 11 (สุวิมล ตริ กานันท์. 2549 : 24)
ตาราง แบบแผนการทดลอง
กล่มุ ทดลอง ทดสอบก่อนเรยี น ทดลอง ทดสอบหลงั เรียน
E TE1 X TE2
สญั ลกั ษณท์ ่ีใชใ้ นแบบแผนการทดลอง
E แทน กลุ่มทดลอง
TE1 แทน ทดสอบก่อนเรียนของกลุ่มทดลอง
X แทน การเรียนโดยใชช้ ดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรือ่ ง ดาว
TE2 แทน ทดสอบหลังเรียนของกลมุ่ ทดลอง
วิธกี ารดำเนินการศึกษาคน้ คว้า นำเสนอตามลำดบั ต่อไปนี้
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการศึกษาค้นควา้
3. วธิ กี ารสรา้ งเครือ่ งมือและการหาคณุ ภาพของเครื่องมือ
4. วธิ ีดำเนนิ การทดลอง
5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู
6. สถติ ิท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
1. ประชากร
ประชากร ไดแ้ ก่ นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา
2564 โรงเรียนวัดท่าเรือ สังกัดสำนักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 จำนวน
1 ห้องเรียน นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 จำนวน 34 คน
2. กลุ่มตัวอยา่ ง
กล่มุ ตวั อย่าง ได้แก่ นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5/2 ภาคเรยี นที่ 2 ปี
การศกึ ษา 2564 โรงเรียนวัดท่าเรอื สงั กดั สำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาระยองเขต1
ซึง่ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน
เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้
เครื่องมอื ที่ใช้ในการศกึ ษาค้นควา้ คร้งั นี้ ประกอบดว้ ย
1. ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เร่อื ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยแบ่งเน้อื หา
ออกเป็น 2 ชุด คือ
ชดุ ที่ 1 เรือ่ ง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
ชุดท่ี 2 เรอื่ ง การขนึ้ และตกของดาว และการใช้แผนทดี่ าว
2. แผนการจัดการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101
กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จำนวน 4 แผน
รวม 4 ชัว่ โมง คือ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรอ่ื ง ดาวฤกษแ์ ละดาวเคราะหเ์ ป็นอย่างไร
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรอ่ื ง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3 เรือ่ ง ตำแหน่งและเสน้ ทางการขึน้ และตกของกลุ่มดาว
ฤกษ์
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรือ่ ง กลมุ่ ดาวฤกษใ์ นท้องฟ้า
3. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เร่อื ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
รหสั วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ซง่ึ
ผรู้ ายงานสร้างขึน้ เอง เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ขอ้
4. แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนักเรียนทมี่ ีต่อการเรียนด้วยชดุ กิจกรรม
การเรียนรู้ เรือ่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
วิธกี ารสร้างเครื่องมือและการหาคณุ ภาพของเครื่องมือ
1. การสร้างและหาคุณภาพชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้
ประถมศึกษาปที ่ี 5
ผู้รายงานดำเนนิ การตามข้นั ตอน ดังนี้
1. วิเคราะห์หลักสตู รการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง
พ.ศ. 2560) คู่มอื ครู แบบเรียน และเอกสารท่ีเก่ียวข้องกับวชิ าวิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 เพื่อกำหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้ ขอบเขต ความครอบคลุมเนอื้ หา และพฤตกิ รรม
ท่ีตอ้ งการ
2. ศกึ ษารายละเอียดเก่ียวกับหลกั การและวธิ ีการสรา้ งชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
3. กำหนดเน้ือหาในการสร้างชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
4. ดำเนนิ การสรา้ งชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 คือ
ชุดท่ี 1 เรอ่ื ง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
ชดุ ที่ 2 เรอื่ ง การข้ึนและตกของดาว และการใช้แผนท่ีดาว
5. นำชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา
ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 เสนอต่อ
ผู้เชย่ี วชาญ เพ่อื ขอรับการตรวจสอบคณุ ภาพชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เร่อื ง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้
ประถมศึกษาปที ี่ 5 โดยใช้แบบตรวจสอบคุณภาพแบบมาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดบั
คำตอบของผเู้ ชย่ี วชาญแตล่ ะคนให้คะแนนดงั น้ี
มากทสี่ ุด ให้คะแนนเป็น 5
มาก ให้คะแนนเปน็ 4
ปานกลาง ใหค้ ะแนนเปน็ 3
น้อย ใหค้ ะแนนเป็น 2
นอ้ ยที่สุด ให้คะแนนเป็น 1
การแปลความหมายค่าเฉลี่ยนำ้ หนักคะแนน แบ่งเปน็ 5 ระดับ คอื
ค่าเฉลย่ี 4.51 – 5.00 หมายถึง มีคณุ ภาพอยู่ในระดับมากท่ีสุด
คา่ เฉล่ยี 3.51 – 4.50 หมายถึง มคี ุณภาพอยใู่ นระดับมาก
คา่ เฉล่ยี 2.51 – 3.50 หมายถึง มคี ณุ ภาพอยูใ่ นระดบั ปานกลาง
ค่าเฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายถงึ มคี ณุ ภาพอยใู่ นระดับน้อย
คา่ เฉลย่ี 1.00 – 1.50 หมายถงึ มคี ณุ ภาพอยู่ในระดบั น้อยท่สี ุด
เกณฑ์ค่าเฉล่ยี คุณภาพของชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ต้งั แต่ 3.51 ข้นึ ไป ถือวา่ ใชไ้ ด้
6. นำแบบตรวจสอบคณุ ภาพชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เร่ือง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้
ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ที่ไดจ้ ากผ้เู ช่ยี วชาญมาตรวจให้คะแนนหาค่าเฉลีย่ และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน
และดำเนนิ การปรบั ปรงุ แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชย่ี วชาญ
7. นำชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เร่ือง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ท่ีผา่ นการตรวจสอบ
คุณภาพแลว้ ไปทดลองใชก้ ับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 ท่ไี ม่ใช่กลุ่มตวั อยา่ ง เพอื่ หา
ประสิทธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลมุ่
สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 แบง่ เปน็ 3 ขัน้ ตอน คอื
ขนั้ ท่ี 1 การหาประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 เปน็ รายบคุ คล
ขน้ั ที่ 2 การหาประสิทธภิ าพของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ ง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 5 เปน็ กลุ่มยอ่ ย
ข้นั ท่ี 3 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั
ประถมศึกษาปที ี่ 5 ภาคสนาม
ซง่ึ มรี ายละเอียดการดำเนินการ ดงั นี้
7.1 การหาประสทิ ธิภาพขนั้ ที่ 1 ทำการทดลองใช้ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5 กับนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 โรงเรยี นวัดท่าเรือ
สงั กัดสำนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1ซง่ึ ได้มาดว้ ยวิธกี ารส่มุ อยา่ งง่าย
(Simple random sampling) โดยใช้วธิ ีจับสลาก จำนวน 3 คน คือ กล่มุ เกง่ จำนวน 1
คน กลุ่มปานกลาง จำนวน 1 คน และกลมุ่ อ่อน จำนวน 1 คน เพื่อศึกษาความเหมาะสม
ของภาษา เวลา และสภาพทวั่ ไป โดยทำการสงั เกตและบนั ทึกส่วนทมี่ ปี ญั หา ดำเนนิ การนำ
ข้อมลู จากการสงั เกตพฤติกรรมและข้อบกพร่องที่พบจากการทดลองขนั้ รายบุคคลมาปรับปรุง ใน
สว่ นของคำท่ีพิมพผ์ ิด คำถามที่ไมช่ ัดเจน ตัวหนังสือไมค่ มชัด ตวั หนังสอื เลก็ เกินไป และเพม่ิ
สสี ันให้ภาพมคี วามสดใส น่าสนใจ และกำหนดเวลาเพิ่มข้ึน แล้วนำไปหาประสทิ ธภิ าพขั้นท่ี 2
7.2 การหาประสทิ ธิภาพขน้ั ท่ี 2 ทำการทดลองใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
เรอื่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 กับนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5/2 โรงเรยี นวัดท่าเรอื
สงั กัดสำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาระยอง เขต1ซึง่ ได้มาดว้ ยวธิ ีการส่มุ อยา่ งง่าย
(Simple random sampling) โดยใช้วิธจี บั สลาก จำนวน 9 คน คอื กลมุ่ เกง่ จำนวน 3
คน กล่มุ ปานกลาง จำนวน 3 คน และกลุ่มออ่ น จำนวน 3 คน ทำการสังเกตและบันทกึ
ส่วนทม่ี ีปัญหา นำข้อมลู มาปรบั ปรงุ แก้ไขชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 5 แล้วนำไปหาประสทิ ธภิ าพขน้ั ที่ 3
7.3 การหาประสิทธภิ าพขนั้ ท่ี 3 ทำการทดลองใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 กับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรยี นวัดทา่ เรอื
สงั กัดสำนกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 ซ่งึ ได้มาดว้ ยวิธีการสุ่มอยา่ งง่าย
(Simple random sampling) โดยใชว้ ธิ ีจบั สลาก จำนวน 30 คน คือ กลมุ่ เก่ง จำนวน
10 คน กลุม่ ปานกลาง จำนวน 10 คน และกลุม่ อ่อน จำนวน 10 คน เพอ่ื หาข้อบกพร่อง
ในการสือ่ ความหมาย กิจกรรมการเรียนการสอน ระยะเวลาในการสอน แลว้ ปรับปรงุ แกไ้ ข
จนเปน็ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลุม่ สาระการ
เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ที่สมบูรณ์ จึงนำไปใชจ้ รงิ กับนักเรยี น
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวัดทา่ เรือ อำเภอเมืองระยอง จงั หวดั ระยอง สงั กดั สำนกั งาน
เขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 ซงึ่ เป็นกลุ่มตัวอยา่ ง
2. การสรา้ งและหาคณุ ภาพแผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 5
ผูร้ ายงานดำเนนิ การตามขัน้ ตอน ดังน้ี
1. ศกึ ษาหลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง
พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วชิ าวทิ ยาศาสตร์
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 เกยี่ วกบั หลกั การ จดุ มงุ่ หมาย โครงสรา้ ง เวลาเรียน การวัดผล
ประเมินผล คน้ ควา้ ข้อมูลเอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ คู่มือการจดั
การเรยี นรู้
2. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ กจิ กรรมการเรียนรู้
และเวลาเรียน
3. วิเคราะห์หนงั สือเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ เร่ือง ดาว ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5
4. ศกึ ษารายละเอียดเกีย่ วกับหลักการและวิธกี ารสร้างแผนการจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
5. กำหนดรูปแบบการเขยี นแผนการจัดการเรยี นรู้ โดยยึดองคป์ ระกอบ
การเขียนแผนการจัดการเรยี นรู้ ดงั น้ี
5.1 มาตรฐานและตวั ชี้วดั
5.2 จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
5.3 สาระการเรียนรู้
5.4 สาระสำคญั
5.5 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
5.6 คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
5.7 ช้ินงาน
5.8 กจิ กรรมการเรียนรู้
5.9 ส่อื การเรยี นรู้
5.10 การวดั ผลประเมินผล
6. เขยี นแผนการจัดการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า
ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 โดยจัดทำให้
สอดคล้องกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรยี นรู้ การวัดผลประเมนิ ผล จำนวน 4 แผน
รวม 4 ชั่วโมง ดังน้ี
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 เรือ่ ง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์เป็นอย่างไร
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรอื่ ง ดาวฤกษแ์ ละดาวเคราะห์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรอ่ื ง ตำแหน่งและเสน้ ทางการขน้ึ และตกของ
กลุ่มดาวฤกษ์
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 4 เรอ่ื ง กลุม่ ดาวฤกษ์ในทอ้ งฟ้า
7. นำแผนการจดั การเรยี นรู้ เรอื่ ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ที่สรา้ งเสร็จแล้วเสนอตอ่
ผเู้ ชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ชุดเดมิ เพื่อขอรบั การตรวจสอบคุณภาพแผนการจดั การเรียนรู้ เรอ่ื ง
ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5 โดยใช้แบบตรวจสอบคณุ ภาพแบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดับ
คำตอบของผู้เชยี่ วชาญแต่ละคนให้คะแนน ดังนี้
มากท่สี ุด ให้คะแนนเปน็ 5
มาก ให้คะแนนเปน็ 4
ปานกลาง ใหค้ ะแนนเป็น 3
น้อย ใหค้ ะแนนเป็น 2
นอ้ ยท่สี ดุ ให้คะแนนเปน็ 1
การแปลความหมายคา่ เฉลยี่ นำ้ หนักคะแนน แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ
ค่าเฉลยี่ 4.51 – 5.00 หมายถงึ มคี ณุ ภาพอยู่ในระดับมากท่สี ุด
คา่ เฉลย่ี 3.51 – 4.50 หมายถงึ มคี ณุ ภาพอยใู่ นระดับมาก
คา่ เฉล่ีย 2.51 – 3.50 หมายถงึ มคี ุณภาพอย่ใู นระดบั ปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีคุณภาพอย่ใู นระดับน้อย
คา่ เฉล่ยี 1.00 – 1.50 หมายถงึ มีคุณภาพอย่ใู นระดบั น้อยทสี่ ุด
เกณฑ์คา่ เฉล่ียของคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ตั้งแต่ 3.51 ขนึ้ ไป ถือวา่ ใชไ้ ด้
8. นำแบบตรวจสอบคุณภาพแผนการจดั การเรียนรู้ เรือ่ ง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้
ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ท่ีได้จากผ้เู ชี่ยวชาญมาตรวจให้คะแนนหาค่าเฉลยี่ และค่าเบ่ยี งเบน
มาตรฐาน และดำเนนิ การปรับปรงุ แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผูเ้ ชีย่ วชาญ ใหแ้ ผนการจดั การ
เรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5 มีคุณภาพย่ิงข้นึ และนำแผนการจัดการเรียนรู้ ทผ่ี ่าน
การตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงแลว้ ไวใ้ ชก้ บั นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5/2 โรงเรยี นวัด
ท่าเรอื สังกดั สำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1ซ่งึ เป็นกลมุ่ ตัวอยา่ ง
3. การสร้างและหาคุณภาพแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรือ่ ง
ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงานดำเนินการตามขนั้ ตอน ดงั นี้
1. ศกึ ษาและวเิ คราะห์หลักสตู รการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5
2. ศึกษาทฤษฎแี ละวิธกี ารสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนแบบปรนยั
3. วิเคราะหเ์ นือ้ หา คำอธิบายรายวิชา จดุ ประสงค์การเรียนรู้ และกำหนด
จำนวนข้อสอบให้ครอบคลมุ เน้ือหาและจุดประสงค์การเรยี นรู้ โดยขอ้ สอบมกี ารวดั พฤตกิ รรม
ทั้งดา้ นความรู้ความจำ ความเขา้ ใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ และการ
ประเมนิ ค่า
4. สร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรอื่ ง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 แบบปรนัย ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 40 ข้อ
5. นำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เร่อื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5
เสนอผูเ้ ชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ชดุ เดิม เพื่อประเมนิ ความสอดคล้องระหวา่ งข้อสอบกบั
จุดประสงค์การเรยี นรู้ คำตอบของผู้เช่ยี วชาญแต่ละคนให้คะแนน ดงั น้ี
สอดคล้อง ใหค้ ะแนนเปน็ 1
ไม่แน่ใจ ให้คะแนนเปน็ 0
ไมส่ อดคลอ้ ง ให้คะแนนเป็น -1
ค่า IOC มคี า่ ระหว่าง -1 ถงึ 1 คา่ ดชั นี IOC ที่ดคี วรมคี า่ ใกล้ 1
ขอ้ ท่ีมีค่า IOC ตำ่ กว่า 0.5 ควรมกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ข
6. หลังจากผ้เู ชยี่ วชาญประเมินความสอดคล้องแลว้ นำมาวเิ คราะหค์ ะแนน
ความสอดคล้องรายข้อ โดยพิจารณาคา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง ตง้ั แต่ 0.5 ขึน้ ไป
7. จดั ทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรอื่ ง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 แลว้ นำไปทดลองใชก้ ับนกั เรยี นประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดทา่ เรอื
สงั กัดสำนักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 ซง่ึ เคยเรยี นเนื้อหาน้ีมาแล้ว ได้มา
โดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน
8. นำกระดาษคำตอบมาตรวจให้คะแนน แล้ววิเคราะหค์ ่าความยากงา่ ย
และค่าอำนาจจำแนก โดยได้คา่ ความยากง่ายของข้อสอบระหว่าง 0.20 ถงึ 0.80
สว่ นคา่ อำนาจจำแนก มคี า่ ต้ังแต่ 0.20 ขนึ้ ไป
9. คัดเลือกข้อสอบทีผ่ า่ นการหาคา่ ความยากงา่ ยและค่าอำนาจจำแนก
จำนวน 40 ข้อ
10. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เร่อื ง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 5 ทผ่ี ่านการหาคา่ ความยากง่ายและคา่ อำนาจจำแนกแล้ว ไปทดลองใชก้ ับ
นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวัดทา่ เรอื อำเภอเมืองระยอง จงั หวัดระยอง สังกัด
สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษ่าระยอง เขต1 ซึ่งเคยเรยี นเนื้อหาน้ีมาแลว้ ได้มาโดย
การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน เพื่อวิเคราะห์ค่าความ
เชือ่ มนั่ ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว
15101 กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 ซงึ่ ควรมีค่า
ความเช่อื ม่นั ต้ังแต่ .70 ขน้ึ ไป (สมจติ รา เรืองศรี. 2548 : 218) ได้ค่าความเช่อื มน่ั ของ
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรอื่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กล่มุ
สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 เทา่ กบั 0.76
11. จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เร่ือง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ทเ่ี ปน็ ฉบับจรงิ เพอื่ นำไปใชเ้ ปน็ เคร่ืองมือกบั กลมุ่ ตัวอยา่ งต่อไป
4. การสรา้ งและหาคุณภาพแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรยี นที่มตี อ่
การเรยี นดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรือ่ ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
ผรู้ ายงานดำเนนิ การตามขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. วเิ คราะหล์ ักษณะของข้อมูลทต่ี อ้ งการ โดยวิเคราะหจ์ ากจดุ ประสงค์
การเรยี นรู้ และกำหนดโครงสรา้ งเนื้อหาของแบบประเมนิ ความพึงพอใจ
2. ศกึ ษาวธิ กี ารสรา้ งแบบประเมนิ ความพงึ พอใจและกำหนดรูปแบบ
ของแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ
3. สร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรยี นท่ีมตี ่อการเรียน
ดว้ ยชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5 มลี ักษณะเปน็ แบบมาตราส่วน
ประมาณคา่ 5 ระดบั ตามวธิ ีการลิเคอร์ท (Likert) ซ่ึงมีระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ คือ ความ
พึงพอใจมากทส่ี ุด ความพึงพอใจมาก ความพงึ พอใจปานกลาง ความพึงพอใจนอ้ ย และความพงึ
พอใจน้อยท่สี ุด ส่วนรายการประเมนิ แตล่ ะข้อครอบคลุมองคป์ ระกอบด้านตา่ ง ๆ ดงั นี้
3.1 องคป์ ระกอบด้านสาระการเรียนรู้
3.2 องคป์ ระกอบด้านกิจกรรมการเรยี นรู้
3.3 องคป์ ระกอบดา้ นสื่อการเรยี นรู้
3.4 องคป์ ระกอบดา้ นการวดั ผลประเมนิ ผล
4. นำแบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรียนด้วยชดุ กิจกรรม
การเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 เสนอต่อผูเ้ ชีย่ วชาญ จำนวน 5 คน ชดุ เดมิ เพอื่ ตรวจ
พจิ ารณาความเหมาะสมของขอ้ ความ การใช้ภาษาชดั เจน และจำนวนข้อของแบบประเมนิ
5. ปรบั ปรงุ แก้ไขแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรยี นต่อการเรียน
ด้วยชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลมุ่ สาระการ
เรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ตามทผี่ ูเ้ ช่ยี วชาญเสนอแนะแลว้ นำไป
ทดลองใช้กับนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรยี นวดั ท่าเรอื สังกัดสำนกั งานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1ซ่งึ ไดม้ าโดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
จำนวน 20 คน เพอ่ื วเิ คราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินความพงึ พอใจ ไดค้ ่าความ
เชอื่ มน่ั เท่ากับ 0.84 แล้วจดั พมิ พเ์ ป็นฉบบั จริง เพื่อนำไปเก็บข้อมูลต่อไป
วธิ ีดำเนินการทดลอง
การดำเนนิ การศกึ ษาครง้ั นี้ใช้ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 กบั
นกั เรยี นกลุ่มตัวอยา่ ง โรงเรยี นวดั ทา่ เรือ สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาระยอง
เขต1 ตามขั้นตอนดังนี้
1. ทำการเลอื กนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรยี นวดั ทา่ เรือ สงั กัด
สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาระยอง เขต1 โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) ไดน้ ักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5/2 จำนวน 20 คน
2. แนะนำวธิ ีการและบทบาทของนักเรียนในการเรยี นการสอน
3. ทดสอบก่อนเรยี น (Pretest) ใชเ้ วลาทดสอบจำนวน 1 ชวั่ โมงโดยไม่ใช้
เวลาเรยี น ใช้แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั
วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 จำนวน
40 ข้อ
4. ดำเนินการสอนโดยทำการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ดาว
รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั
ประถมศึกษาปที ่ี 5 ท่ผี ู้รายงานพฒั นาขึน้ และผู้รายงานทำการสอนเอง ใช้เวลา 4 ชั่วโมง
5. เมอ่ื สอนครบ 4 ชว่ั โมง ให้นกั เรียนตอบแบบประเมินความพึงพอใจ
และทำการสอบหลงั เรยี น (Posttest) ดว้ ยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรือ่ ง
ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 40 ขอ้ ใช้เวลาทดสอบจำนวน 1 ชั่วโมง ไม่ใช้เวลาเรยี น
6. เมอ่ื สน้ิ สดุ การเรียนรู้แลว้ เปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่ ก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
ทดสอบสมมติฐาน วิเคราะห์ค่าดชั นีประสิทธิผล วิเคราะห์ระดบั ความพงึ พอใจ และหาคา่
คะแนนรวมเฉล่ยี แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน เรือ่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
7. สรปุ และอภิปรายผล
การวเิ คราะห์ข้อมูล
ผูร้ ายงานดำเนนิ การวเิ คราะห์ข้อมูล ดงั นี้
1. หาคุณภาพของชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั
วิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ใี ห้
ผู้เช่ยี วชาญตรวจสอบ หาคา่ เฉลยี่ ( X ) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ( S.D.)
2. ประสทิ ธิภาพของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เร่ือง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 หา
ประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยใช้สตู ร ประสิทธิภาพของกระบวนการ/
ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์ ( E1 / E2 )
3. คณุ ภาพของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่ือง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 5 ทีใ่ ห้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้องของข้อสอบกบั จุดประสงค์การ
เรียนรู้ หาดชั นคี วามสอดคล้อง IOC (Index of Item Objective Congruence)
4. ตรวจสอบคา่ ความยากง่ายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5
5. ตรวจสอบคา่ อำนาจจำแนกของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
เรอื่ ง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
6. ตรวจสอบค่าความเช่อื ม่ันของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรอ่ื ง
ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5
7. ตรวจสอบคา่ ความเชื่อมน่ั ของแบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนักเรียน
ท่ีมีต่อการเรยี นดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101
กลุม่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
8. ความพึงพอใจของนักเรยี นทมี่ ตี ่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั
ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ที่ให้นักเรียนประเมิน หาค่าเฉลีย่ ( X ) และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ( S.D.)
9. ดชั นปี ระสทิ ธผิ ลของการเรยี นรดู้ ้วยชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เร่อื งดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั
ประถมศึกษาปที ่ี 5 ใช้สูตรคำนวณตามวิธีการของกูดแมน เฟรทเชอรแ์ ละชไนเดอร์
10. เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเร่ือง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัส
วชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 ของ
นักเรยี นก่อนเรียนและหลงั เรียน โดยใชส้ ถิติ t - test (Dependent Samples)
สถติ ทิ ่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
1. รอ้ ยละ (Percentage) (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545 : 104)
P = f 100
N
เมอ่ื P แทน ร้อยละ
f แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลมุ่
N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด
2. ค่าเฉลี่ย (Mean Average : X ) (สุรศักดิ์ อมรรตั นศกั ดิ์และคณะ. 2548 : 107)
เมือ่ X X = X
X N
N แทน ค่าเฉล่ีย
แทน ผลรวมของคะแนนนักเรียนท้ังหมด
แทน จำนวนนกั เรียนทงั้ หมด
3. ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) (สุรศกั ด์ิ อมรรตั นศักด์ิ
และคณะ. 2548 : 124)
S.D. = (X − X )2
N −1
เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของคะแนน
X แทน คะแนนของนักเรยี นแต่ละคน
แทน ผลรวมของคะแนน
X แทน ค่าเฉล่ีย
N แทน จำนวนนักเรยี น
4. ประสิทธิภาพของชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรือ่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัส
วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 ตาม
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (ชยั ยงค์ พรหมวงศ.์ 2544 : 49 - 52) /E1 E2
E1 = X
x 10N0
A
เมือ่ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ คดิ เป็นร้อยละของคะแนน
เฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนในชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้เรอื่ ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5
X แทน คะแนนรวมของนักเรียนจากการทำแบบทดสอบหลังเรยี น
ในชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการ
เรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5
แต่ละชดุ
N แทน จำนวนนกั เรยี น
A แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลังเรยี นในชุดกจิ กรรม
การเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
E2 = F
N x 100
B
เมือ่ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คดิ เป็นรอ้ ยละของคะแนนเฉล่ีย
จากการทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน เรือ่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา
ว15101 กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5
F แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
เร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
N แทน จำนวนนกั เรยี น
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
เร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
5. ค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง ดาว
รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC (สุรศักด์ิ อมรรัตนศักด์ิและคณะ.
2548 : 260)
IOC = R
N
เมอื่ IOC แทน ดชั นีความสอดคล้องระหว่างขอ้ คำถาม
ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เรือ่ ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 กับจุดประสงค์การ
เรียนรู้
R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเหน็ ในแตล่ ะข้อ
ของผเู้ ช่ียวชาญท้ังหมด
N แทน จำนวนผู้เชย่ี วชาญทง้ั หมด
6. คา่ ความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เร่ือง ดาว รายวิชา
วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรูhวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั
ประถมศึกษาปที ี่ 5 (สุรศกั ด์ิ อมรรตั นศักดแ์ิ ละคณะ. 2548 : 263)
P = RU + RL
n
เมื่อ P แทน คา่ ความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
RU แทน จำนวนคนทีต่ อบถกู ในกล่มุ สูง
RL แทน จำนวนคนที่ตอบถกู ในกลมุ่ ต่ำ
n แทน จำนวนคนทง้ั หมดในกล่มุ สูงและกลุ่มต่ำ
7. ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน เรอื่ ง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั
ประถมศึกษาปีท่ี 5 (สรุ ศักด์ิ อมรรตั นศักดแ์ิ ละคณะ. 2548 : 264)
r = RU − RL
n/2
เมอื่ r แทน ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5
RU แทน จำนวนคนทต่ี อบถูกในกลุม่ สูง
RL แทน จำนวนคนทีต่ อบถกู ในกล่มุ ต่ำ
n แทน จำนวนคนท้งั หมดในกลมุ่ สงู และกล่มุ ต่ำ
8. ค่าความเชื่อมนั่ ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั
ประถมศึกษาปที ี่ 5 (สุรศักดิ์ อมรรตั นศกั ด์แิ ละคณะ. 2548 : 254)
KR − 20 = k k 1 − pq
−1 S 2
เมือ่ k แทน จำนวนข้อสอบ
p แทน สดั ส่วนของคนท่ีตอบถกู
q แทน สัดสว่ นของคนท่ีตอบผดิ
S2 แทน ความแปรปรวนของคะแนน
9. ค่าความเชือ่ ม่นั ของแบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรยี นทม่ี ตี อ่ การเรียนด้วย
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 (สรุ ศักด์ิ อมรรัตนศักด์แิ ละคณะ. 2548 :
256)
= k − si2
1
k −1 sx2
เมอื่ k แทน จำนวนข้อคำถาม
si2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรายข้อ
s 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวมรายบุคคล
x
10. สถติ ทิ ่ใี ชห้ าค่าดัชนีประสิทธผิ ลของการเรยี นรูด้ ้วยชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 (เผชญิ กจิ ระการ. 2546 : 1)
E.I. = ผลรวมคะแนนทดสอบหลังเรียน - ผลรวมคะแนนทดสอบก่อนเรียน
(จำนวนนกั เรยี น x คะแนนเตม็ ) - ผลรวมคะแนนทดสอบก่อนเรยี น
เมอ่ื E.I. แทน ค่าดัชนปี ระสทิ ธผิ ล
11. สถิตทิ ใี่ ชท้ ดสอบสมมติฐาน ใช้ t - test (Dependent Samples)
(ชศู รี วงศ์รตั นะ. 2550 : 179)
สูตร t = D df = n −1
n D2 − ( D)2
n −1
เม่ือ t แทน ค่าสถติ ิทจี่ ะใชเ้ ปรยี บเทยี บกับคา่ วิกฤติ
เพื่อทราบความมีนยั สำคญั
D แทน ความแตกตา่ งระหว่างคะแนนแต่ละคู่
n แทน จำนวนคนในกลุ่มท่ีเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เร่ือง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
df แทน องศาแหง่ ความเป็นอิสระ = n −1
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู
การศึกษาค้นคว้า เรอื่ ง การพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่ือง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้
ประถมศึกษาปีที่ 5 ผรู้ ายงานได้นำเสนอผลการวเิ คราะห์ตามลำดบั ดังตอ่ ไปน้ี
1. สัญลกั ษณท์ ี่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
2. ลำดับขน้ั ตอนในการนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมลู
สัญลักษณ์ทใ่ี ช้ในการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
เพ่ือให้การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นที่เข้าใจตรงกันในการแปลความหมาย
ของการวเิ คราะห์ข้อมูล ผ้รู ายงานจึงไดก้ ำหนดสญั ลกั ษณ์ต่าง ๆ ดังนี้
N แทน จำนวนนกั เรยี นในกลุ่มตัวอยา่ ง
X แทน คะแนนเฉลี่ย (Mean)
S.D. แทน ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ คดิ เป็นรอ้ ยละของคะแนน
เฉลยี่ จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนในชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5
E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลัพธ์ คดิ เปน็ ร้อยละของคะแนนเฉล่ีย
จากการทำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว
15101 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 หลงั เรยี น
E.I. แทน ค่าดัชนปี ระสทิ ธผิ ล
t แทน ค่าสถิตทิ ใ่ี ชเ้ ปรียบเทยี บกับค่าวกิ ฤติเพ่ือทราบ
ความมีนัยสำคัญ
D แทน ผลตา่ งระหวา่ งคู่คะแนนของคะแนนก่อนเรียนและหลงั เรียน
D แทน ผลรวมของผลตา่ งของคะแนนก่อนเรียนและหลงั เรียน
D2 แทน ผลรวมของผลตา่ งของคะแนนก่อนเรยี นและหลงั เรียน
ยกกำลงั สอง
ลำดับข้ันตอนในการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล ผู้รายงานได้ดำเนนิ การตามลำดับขน้ั ดงั น้ี
ตอนท่ี 1 การวิเคราะหป์ ระสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่อื ง ดาว
รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ตามเกณฑ์ประสทิ ธิภาพ 80/80 ( E1 / E2 )
ตอนที่ 2 การเปรียบเทยี บคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิท์ างการเรียนระหวา่ ง
ก่อนเรยี นและหลังเรยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง การเปลยี่ นแปลงของสาร รายวิชา
วทิ ยาศาสตรร์ หัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษา
ปีที่ 5 ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวดั ท่าเรอื
สังกดั สำนักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1
ตอนที่ 3 การวเิ คราะหค์ า่ ดัชนปี ระสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
เร่อื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
ตอนท่ี 4 การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
ตอนท่ี 1 การวิเคราะหป์ ระสทิ ธิภาพของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 5 ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ( E1 / E2 )
ตาราง ผลการวเิ คราะห์ประสทิ ธิภาพของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์ประสทิ ธภิ าพ 80/80 ( E1 / E2 )
ชดุ กจิ กรรม คะแนนระหว่างเรียน คะแนนหลงั เรยี น
การเรียนรู้
คะแนน คะแนน ร้อยละ คะแนน คะแนน ร้อยละ E1 E2
ชุดท่ี 1 เต็ม เฉล่ีย เต็ม เฉล่ีย
ชุดที่ 2 82.00
รวม 10 8.50 85.00
10 9.00 90.00 20 24.60 82.00 85.00
20 17.00 85.00
จากตาราง ผลการวเิ คราะห์ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง ดาว
รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 5 พบวา่ นกั เรียนทัง้ หมด 20 คน ทำแบบทดสอบหลงั เรยี นในชุดกจิ กรรม
การเรียนรู้ จำนวน 2 ชุด รวมคะแนนเต็ม 20 คะแนน นกั เรยี นได้คะแนนคดิ เปน็ ร้อยละ 85.00
ทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น จำนวน 40 ข้อ 40 คะแนน นกั เรยี นได้คะแนน
เฉลี่ย 24.60 คะแนน คิดเป็นรอ้ ยละ 82.00 ดังน้นั พจิ ารณาโดยสรปุ ได้ว่าชดุ กิจกรรมการ
เรยี นรู้ เรือ่ ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตรร์ หัสวชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ทผ่ี ูร้ ายงานพฒั นาขน้ึ มีประสิทธิภาพ 85.00/82.00 ซึง่ สงู
กวา่ เกณฑ์มาตรฐาน 80/ 80
ตอนที่ 2 การเปรียบเทยี บคะแนนเฉลยี่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
ดว้ ยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กล่มุ สาระการ
เรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี
5/2 โรงเรยี นวัดท่าเรอื สังกัดสำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1
ตาราง ผลการเปรยี บเทียบคะแนนเฉล่ยี ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกอ่ นเรยี น
และหลงั เรยี นดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า
ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5
ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5/2 โรงเรียนวดั ทา่ เรือ สังกดั สำนกั งานเขตพ้นื ที่
การศกึ ษาประถมศึกษาระยอง เขต1
ช่วงการวัด N S.D. D D2 t
ก่อนเรียน 20 11.95 2.28 253 3,365 19.22**
หลังเรยี น 20 24.60 1.73
**ค่า t มนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .01 (t .01,19 = 2.5395)
จากตาราง นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรยี นวดั ท่าเรอื สังกัดสำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นหลังเรยี นสูงกวา่ ก่อน
เรยี นอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .01 แสดงวา่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของนกั เรยี นท่ีได้
เรยี นรู้ดว้ ยชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ท่ผี ู้รายงานพัฒนาขน้ึ หลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น ซ่ึงเป็นไปตาม
สมมตฐิ านทตี่ ง้ั ไว้
ตอนที่ 3 การวเิ คราะห์ค่าดัชนีประสทิ ธิผลของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั
ประถมศึกษาปที ่ี 5 การวิเคราะหด์ ัชนปี ระสทิ ธิผลของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เร่ือง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 มดี ังนี้
คา่ ดชั นปี ระสิทธิผล = ผลรวมคะแนนทดสอบหลงั เรียน - ผลรวมคะแนนทดสอบก่อนเรียน
(จำนวนนักเรยี น x คะแนนเตม็ ) - ผลรวมคะแนนทดสอบกอ่ นเรยี น
= 492 - 239
(20 x 30) - 239
= 253
600 - 239
= 253
361
= 0.7008
ตาราง คา่ ดชั นปี ระสทิ ธิผลของชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
จำนวน คะแนนเต็ม คะแนน ร้อยละ ดัชนี
นกั เรียน
(30) ก่อนเรยี น หลังเรียน ก่อนเรียน หลังเรียน ประสทิ ธผิ ล
20
600 239 492 39.83 82.00 0.7008
จากตาราง ค่าดชั นปี ระสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชา
วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรยี นวดั ทา่ เรอื สงั กดั สำนักงาน
เขตพืน้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต1 มีคา่ เท่ากับ 0.7008 แสดงวา่ นกั เรยี นท่เี รียนด้วย
ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ทีผ่ รู้ ายงานพฒั นาขึ้น มีความรเู้ พ่ิมมากข้นึ 0.7008 หรือ คดิ เป็นรอ้ ยละ
70.08
ตอนที่ 4 การวเิ คราะหร์ ะดับความพึงพอใจของนักเรยี นต่อการเรยี นด้วยชดุ กิจกรรมการเรียนรู้
เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5
ตาราง ผลการวิเคราะห์ระดบั ความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรียนดว้ ยชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
เร่อื ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุม่ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5
รายการประเมิน ระดับ
X S.D. ความพึงพอใจ
ดา้ นสาระการเรยี นรู้
1. เน้อื หาสาระทีเ่ รยี นเปน็ เร่ืองท่นี า่ สนใจ 4.71 0.45 มากทีส่ ุด
2. เนอ้ื หาสาระท่ีเรยี นเป็นเรื่องทีม่ ปี ระโยชน์ 4.86 0.35 มากทีส่ ุด
3. เน้อื หาสาระท่เี รยี นมคี วามเหมาะสม ไม่ยากเกนิ ไป 4.43 0.49 มาก
ดา้ นกิจกรรมการเรียนรู้
4. ข้าพเจ้าไดเ้ รยี นรดู้ ้วยกจิ กรรมทห่ี ลากหลาย 4.57 0.49 มากที่สุด
5. ครสู อนเน้ือหาครบถว้ นและสอดคล้องตามจดุ ประสงค์ 4.71 0.45 มากที่สุด
การเรียนรู้
6. การเรียนรู้จากชดุ กิจกรรมการเรียนร้ทู ำให้ข้าพเจา้ สนุกสนาน 4.29 0.70 มาก
ด้านสื่อการเรยี นรู้
7. มสี ่อื การเรียนร้ทู ีเ่ พยี งพอต่อจำนวนนักเรียน 5.00 0.00 มากทส่ี ดุ
8. สือ่ การเรยี นร้มู คี วามน่าสนใจและเป็นประโยชน์ 4.86 0.35 มากทสี่ ดุ
9. สือ่ การเรียนรู้สามารถพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนได้ 4.57 0.49 มากที่สุด
10. การเรยี นรู้จากชุดกิจกรรมการเรียนร้ทู ำให้ขา้ พเจ้าเขา้ ใจย่ิงขึน้ 4.71 0.45 มากที่สุด
11. การเรยี นรู้จากชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ทำใหข้ ้าพเจา้ มีความสขุ 4.57 0.49 มากที่สดุ
ดา้ นการวดั ผลประเมินผล
12. ครแู จง้ เกณฑ์และวธิ ีประเมนิ ผลล่วงหน้า ชัดเจน 4.86 0.35 มากที่สุด
13. ครปู ระเมินผลการเรียนรู้อยา่ งเปน็ ระบบและเหมาะสม 4.43 0.49 มาก
14. หลังการทำแบบทดสอบข้าพเจ้าได้ทราบผลคะแนน 4.71 0.45 มากทส่ี ดุ
อยา่ งรวดเร็ว
15. ข้าพเจา้ ได้รับคำชมเชยจากครูเม่ือต้ังใจทำกิจกรรม 4.71 0.45 มากท่สี ุด
ในชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
เฉลย่ี 4.67 0.49 มากทีส่ ุด
จากตาราง พบว่า นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5/2 โรงเรียนวดั ทา่ เรอื
สงั กดั สำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษาระยอง เขต1 มีความพงึ พอใจต่อการเรียนด้วยชดุ
กจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มากทสี่ ดุ
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การศึกษาคน้ ควา้ คร้งั นี้ มงุ่ ศึกษาและสร้างชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์รหัสวิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษา
ปีท่ี 5 ผรู้ ายงานไดด้ ำเนินการสรปุ ผลการศกึ ษาค้นคว้า อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ ตามลำดับ
หัวขอ้ ดังน้ี
1. ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นควา้
2. สมมติฐานของการศึกษาค้นควา้
3. กลมุ่ ตัวอยา่ งทีใ่ ชใ้ นการศึกษาคน้ คว้า
4. เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาคน้ ควา้
5. การเก็บรวบรวมข้อมูล
6. การวิเคราะห์ข้อมลู
7. สรปุ ผลการศึกษาค้นคว้า
8. อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า
9. ขอ้ เสนอแนะ
ความมุ่งหมายของการศึกษาคน้ คว้า
การศกึ ษาค้นคว้าครงั้ น้ีผู้รายงานได้ต้งั ความมุ่งหมายของการศึกษาคน้ คว้าไวด้ ังนี้
1. เพอ่ื หาประสิทธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวิชา
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้
ประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพ่อื เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนระหวา่ งก่อนเรยี นและหลังเรยี น
ด้วยชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กล่มุ สาระการ
เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5
3. เพอ่ื ศึกษาดชั นีประสิทธิผลของชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ า
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้
ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
4. เพอื่ ศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
เรือ่ ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5
สมมติฐานของการศึกษาค้นควา้
การศึกษาค้นคว้าในครั้งนผ้ี ู้รายงานไดต้ ้ังสมมติฐานการศึกษาคน้ ควา้ ไว้ดังนี้
1. ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชาว15101
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 ที่ผู้รายงานพฒั นาข้ึน มี
ประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
2. นักเรยี นที่เรยี นด้วยชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์
รหสั วิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 มี
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นหลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน
3. นักเรียนท่เี รียนด้วยชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 มีค่า
ดชั นีประสทิ ธผิ ลไม่นอ้ ยกว่า .50 ขน้ึ ไป
4. นกั เรียนที่เรยี นด้วยชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 มี
ความพงึ พอใจต่อชดุ กจิ กรรมการเรยี นรอู้ ยู่ในระดับมากทีส่ ุด
กลุ่มตัวอย่างทใ่ี ชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้
การศกึ ษาคน้ ควา้ ในครงั้ นผ้ี รู้ ายงานได้กำหนดกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
กลมุ่ ตัวอยา่ ง ได้แก่ นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5/2 ภาคเรยี นท่ี 2
ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนวดั ทา่ เรือ สงั กัดสำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต
1 ซ่งึ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน
เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการศกึ ษาคน้ ควา้
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการศึกษาคน้ คว้าครง้ั น้ี ประกอบดว้ ย
1. ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101
กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 โดยแบง่ เน้ือหา
ออกเป็น 2 ชุด คอื
ชดุ ที่ 1 เรอ่ื ง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
ชุดท่ี 2 เรอ่ื ง การข้นึ และตกของดาว และการใช้แผนทดี่ าว
2. แผนการจดั การเรียนรู้ เร่อื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101
กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 4 แผน รวม 4
ชั่วโมง คอื
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1 เรื่อง ดาวฤกษ์และดาวเคราะหเ์ ปน็ อย่างไร
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 3 เรื่อง ตำแหนง่ และเส้นทางการขนึ้ และตกของกลุ่มดาว
ฤกษ์
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 4 เรอื่ ง กลุ่มดาวฤกษใ์ นท้องฟ้า
3. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 ซง่ึ
ผู้รายงานสรา้ งข้นึ เอง เปน็ แบบเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จำนวน 40 ข้อ
4. แบบประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนด้วยชุดกจิ กรรม
การเรยี นรู้ เร่ือง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 5
จากนั้นได้นำเคร่ืองมือเหล่านี้ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ หาค่าดัชนีความ
สอดคล้อง (IOC) ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ดำเนินการ แก้ไขปรับปรุง
นำไปทดลองใช้แลว้ หาคา่ ความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และคา่ ความเช่ือมั่นไดผ้ ลดังน้ี
1. ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยการพิจารณา
ตรวจสอบและประเมนิ คุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ประเมนิ ตามองค์ประกอบ 5 ด้าน
12 รายการ ประกอบดว้ ย ดา้ นจุดประสงค์การเรยี นรู้ 2 รายการ ด้านเนื้อหา 3 รายการ
ด้านรูปแบบของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ 3 รายการ ดา้ นการนำเสนอกจิ กรรม 2 รายการ และ
ด้านการวดั ผลประเมินผล 2 รายการ ไดค้ า่ เฉลีย่ ในแตล่ ะชุด ดังนี้
ชุดท่ี 1 เรือ่ ง ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ได้ค่าเฉลีย่ 4.60 ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน 0.49 มีคุณภาพอยู่ในระดับมากทสี่ ุด
ชุดที่ 2 เรอ่ื ง การขึน้ และตกของดาว และการใช้แผนทีด่ าวได้คา่ เฉลี่ย 4.58
สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน 0.49 มคี ณุ ภาพอยูใ่ นระดับมากที่สุด
2. แผนการจัดการเรียนรู้ เรอื่ ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการพิจารณา
ตรวจสอบและประเมินคุณภาพจากผเู้ ช่ยี วชาญ จำนวน 5 คน ประเมนิ ตามองค์ประกอบ 6 ด้าน
ประกอบดว้ ย สาระสำคญั จุดประสงค์การเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ กจิ กรรมการเรียนรู้ สื่อการ
เรียนรู้ และการวดั ผลประเมินผล ได้ค่าเฉลีย่ ในแต่ละแผน ดังนี้
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง ดาวฤกษแ์ ละดาวเคราะหเ์ ป็นอยา่ งไร ได้
ค่าเฉลย่ี 4.01 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.58 มคี ุณภาพอยู่ในระดบั มาก
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 เรอ่ื ง ดาวฤกษแ์ ละดาวเคราะห์ ไดค้ า่ เฉลย่ี 4.11 ส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน 0.53 มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 3 เรอ่ื ง ตำแหนง่ และเส้นทางการขึน้ และตกของกลุ่มดาว
ฤกษ์ ไดค้ า่ เฉลย่ี 4.12 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 0.52 มคี ุณภาพอยู่ในระดบั มาก
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 4 เร่อื ง กลุ่มดาวฤกษ์ในท้องฟา้ ได้คา่ เฉล่ยี 4.03 ส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน 0.59 มีคุณภาพอยใู่ นระดบั มาก
3. แบบประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรยี นทีม่ ตี ่อการเรยี นด้วยชดุ กิจกรรม
การเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5 ผ่านการตรวจพจิ ารณาจากผู้เชีย่ วชาญ
ทางดา้ นความเหมาะสมของข้อความ การใชภ้ าษาชดั เจน รายการประเมินแตล่ ะขอ้ ครอบคลุม
องคป์ ระกอบดา้ นสาระการเรียนรู้ ดา้ นกจิ กรรมการเรยี นรู้ ดา้ นสอ่ื การเรยี นรู้ และด้านการ
วัดผลประเมินผล ไดค้ ่าความเช่อื ม่นั เท่ากบั 0.84
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
การศกึ ษาคน้ คว้าครง้ั นี้ ผรู้ ายงานได้ดำเนนิ การตามข้นั ตอนดงั นี้
1. ผู้รายงานทำการปฐมนเิ ทศนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 เพ่ือชแ้ี จงท่มี า
และขอความร่วมมือในการทดลอง
2. ผู้รายงานทดสอบก่อนเรยี นจากแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 กลุ่มตวั อยา่ งจะได้คะแนนก่อนเรียน
3. นักเรียนเรียนโดยใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์
รหสั วชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 อย่าง
ต่อเนื่องในเวลาเรยี นปกตติ ามตารางเรียน จำนวน 4 ช่ัวโมง ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา
2564
โดยในแตล่ ะชุดนกั เรยี นจะต้องทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น ในชดุ
กจิ กรรมการเรียนรู้ เรือ่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ท้งั 2 ชุด ไปดว้ ย คะแนนที่ไดจ้ ากการทำ
แบบทดสอบกอ่ นเรียนในชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เป็นคะแนนประสิทธิภาพของกระบวนการใน
การเรียน ( E1 )
4. ผรู้ ายงานดำเนนิ การทดสอบหลังเรยี นจากแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการ
เรียน เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 จะได้คะแนนประสิทธภิ าพของผลลัพธ์ในการเรียน
หลังเรียน ( E2 )
5. เมื่อเสรจ็ สิน้ การรวบรวมข้อมูล ผู้รายงานนำข้อมูลมาวิเคราะหต์ ามขน้ั ตอน
การวเิ คราะห์ต่อไป
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
การศึกษาค้นคว้าเพ่ือสรา้ งและหาประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้
เร่อื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 ผรู้ ายงานได้ดำเนนิ การวเิ คราะห์ข้อมลู ตามขนั้ ตอน ดังน้ี
1. วเิ คราะหค์ วามสอดคลอ้ งของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
เรื่อง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 หาคา่ ความเท่ยี งตรงตามเนอ้ื หา โดยใชด้ ชั นคี วามสอดคล้อง
(IOC)
2. วเิ คราะห์หาความยากง่าย อำนาจจำแนก ความเชื่อม่ันของแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรอื่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลมุ่ สาระการ
เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5
3. หาประสิทธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหสั วชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ตาม
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80
4. หาดัชนีประสทิ ธิผลของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เรือ่ ง ดาว รายวิชา
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช้ันประถมศกึ ษา
ปีที่ 5
5. ประเมนิ ความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรียนดว้ ยชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
เรื่อง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5
6. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัส
วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ก่อนเรยี น
และหลังเรียน โดยใช้ t - test (Dependent Samples)
สรุปผลการศึกษาค้นควา้
จากการที่ได้นำชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว
15101 กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ไปใชก้ ับนกั เรียน
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวดั ท่าเรอื สงั กัดสำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษา
ระยอง เขต1 จำนวน 20 คน ผลที่ไดจ้ ากการวิเคราะห์ขอ้ มูล ดงั นี้
1. การหาประสิทธภิ าพชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์
รหสั วชิ า ว15101 กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5 ได้ผล
ดังน้ี
1.1 หาประสิทธิภาพชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เปน็ คา่ เฉล่ียร้อยละของคะแนน
ดา้ นความรู้ ความเข้าใจ พบวา่ ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรอ่ื ง ดาว รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัส
วชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยหา
ประสทิ ธภิ าพด้วยกิจกรรมในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 2 ชดุ ไดป้ ระสิทธิภาพตวั แรก ( E1 )
เทา่ กบั 85.00
1.2 หาประสิทธิภาพชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เปน็ คา่ เฉล่ียร้อยละของคะแนน
ดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ โดยใชแ้ บบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เรื่อง ดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชัน้ ประถมศกึ ษา
ปที ี่ 5 ผลการศึกษาคน้ ควา้ พบวา่ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรื่อง ดาว รายวิชา
วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชัน้ ประถมศกึ ษา
ปที ่ี 5 มปี ระสิทธิภาพตัวหลัง ( E2 ) เทา่ กบั 82.00
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5 ของ
นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนวดั ท่าเรอื สังกัดสำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาระยอง เขต1 ก่อนเรยี นและหลงั เรยี นดว้ ยชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรือ่ ง ดาว
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ าว15101 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชน้ั
ประถมศึกษาปีท่ี 5 พบว่า คะแนนหลังเรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั
.01 แสดงวา่ นกั เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนทดี่ ีขนึ้
3. การหาดชั นีประสทิ ธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาว รายวชิ า
วทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 มคี ่าเทา่ กบั 0.7008 แสดงว่า นักเรยี นทเ่ี รียนรู้ด้วยชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีผรู้ ายงาน
สรา้ งขึ้น มคี วามร้เู พม่ิ มากขึ้น 0.7008 หรอื คิดเป็นร้อยละ 70.08
4. การประเมนิ ระดบั ความพึงพอใจของนักเรยี นต่อการเรยี นด้วยชดุ กิจกรรม
การเรียนรู้ พบวา่ นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5/2 โรงเรียนวดั ทา่ เรือ สังกดั สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศกึ ษาระยอง เขต1 มคี วามพึงพอใจต่อชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาว
รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชนั้
ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 โดยภาพรวมได้คา่ เฉลี่ยเท่ากับ 4.67 ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.49
แสดงว่ามีความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ
สรุปไดว้ า่ การสรา้ งชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่อื ง ดาว รายวิชาวิทยาศาสตร์
รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 มี
ประสทิ ธภิ าพ 83.50/82.00 สูงกวา่ เกณฑ์ 80/80 ทีต่ ้งั เอาไว้
อภปิ รายผลการศกึ ษาค้นคว้า
การศกึ ษาค้นควา้ ครง้ั นี้ ผูร้ ายงานไดส้ ร้างชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องดาว รายวิชา
วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว15101 กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นประถมศกึ ษา
ปที ่ี 5 มปี ระเดน็ ท่นี า่ สนใจนำมาอภิปรายผล ดงั นี้
1. ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง ดาว รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101
กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปี 5 ที่ผรู้ ายงานสรา้ งขนึ้ มี
ประสทิ ธภิ าพ 85.00/82.00 สงู กว่าเกณฑ์ทตี่ ง้ั ไว้ 80/80 หมายความว่า มีค่าเฉลยี่ ของ
คะแนนจากการทำกจิ กรรมในชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ คิดเป็นร้อยละ 83.50 ของคะแนนเตม็
( E1 ) และมีค่าเฉลี่ยของคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน
เท่ากับ 24.60 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82.00 ของคะแนนเต็ม ( E2 ) แสดงว่า ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ที่สรา้ งข้ึนมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เปน็ ไปตามสมมติฐานขอ้ ท่ี 2 แสดงวา่ การสอนโดยใช้ชดุ กจิ กรรม
การเรียนรู้ ชว่ ยให้นกั เรียนมีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนสูงข้ึน ซึ่งสอดคลอ้ งกับการศึกษาของ ศริ ชิ ัย
จีรจีรังชัย (2545 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลการพัฒนา เร่ือง การพัฒนาชุดการเรียน วิชา
วิทยาศาสตร์ ว203 เรื่อง อาหาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็น
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/1 โรงเรียนพังตรุราษฎร์รังสรรค์ สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัด
กาญจนบุรี จำนวน 35 คน ผลการวิจัยพบว่า ชุดการเรียนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
81.42/82.68 เช่นเดียวกับการศึกษาของ จุฬาลักษณ์ ไชยสกุล (2546 : บทคัดย่อ) ได้ทำการ
วิจัยเร่ือง การสร้างชุดการสอน กลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เร่ือง สัตว์ สำหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนท่ีสร้างข้ึน มีประสิทธิภาพ
82.63/80.53 และสอดคล้องกับการศึกษาของ สมโภช ภู่สุวรรณ (2546 : บทคัดย่อ) ได้ทำการ
วิจัยเร่ือง การพัฒนาชุดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เน้นทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ เร่ือง สารและสมบัติของสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 จากผล
ผลการวิจัยพบว่า ชุดการเรียนการสอนท่ีสร้างข้ึนมีประสิทธิภาพ 89.39/90.11 เป็นไปตาม
เกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ จากผลการศึกษาท่ีมีความสอดคล้องกันดังกล่าวข้างต้น ท้ังนี้อาจ
เน่ืองมาจาก ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง วัสดุและสมบัติของวัสดุ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัส
วิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้สร้างตามหลักการ
สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีดีของ บุญเก้ือ ควรหาเวช (2543 : 97 - 99) คือ มีการกำหนด
หมวดหมู่เน้ือหาและประสบการณ์ กำหนดหน่วยการสอน กำหนดหัวเรื่อง กำหนดมโนทัศน์
และหลักการ กำหนดวัตถปุ ระสงค์ เขียนจุดประสงค์ของการสอน กำหนดกิจกรรมการเรียนใน
แต่ละหน่วยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมที่กำหนดไว้ กำหนดการประเมนิ ผล การ
เลือกและผลิตส่ือการสอน จะต้องพิจารณาว่า ลักษณะเนื้อหาและลักษณะผู้เรียนตามที่กำหนด
ไว้ ส่ือชนิดใดหรือกิจกรรมการเรียนแบบใดจึงจะเหมาะสมสอดคล้อง และทำให้ผู้เรียนบรรลุ
วัตถุประสงค์ของการเรียนได้มากที่สุด มีการหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการ
นำไปทดลองใช้เพื่อตรวจดูว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้น้ันสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตาม
วัตถุประสงค์เพียงใดและหากพบว่ายังมีข้อบกพร่องก็จะนำไปปรับปรุงแก้ไขจนทำให้การเรียนรู้
จากชดุ กิจกรรมการเรียนรนู้ ั้นบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีวางไว้ และเครอื่ งมือท่ีใช้ในการศึกษาผ่านการ
ตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ และหาประสิทธิภาพเพื่อให้เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มี
ความเหมาะสมมากย่ิงขึ้น ดังนั้น จากการที่ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีจุดประสงค์การเรียนรู้ท่ี
สอดคล้องกับเนื้อหา ภาษาที่ใช้ชัดเจนเข้าใจง่าย เน้ือหาเหมาะสมกับเวลา มีความยากง่าย
พอเหมาะ น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน รูปแบบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้น่าสนใจ
สวยงาม มีคุณภาพ มีภาพประกอบชัดเจน สวยงาม เหมาะสม ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้
ของแผน การนำเสนอกิจกรรมสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา กิจกรรมเป็นตามลำดับ
ขั้นตอนจากง่ายไปยาก การวัดผลประเมินผลสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ วัดได้
ครอบคลุม ท้ังเนื้อหาในชุดกิจกรรมการเรียนรู้และแบบทดสอบ จึงส่งผลให้นักเรียนมีความรู้
ความเขา้ ใจ และมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นที่สูงข้ึน มเี จตคตทิ ่ีดีต่อการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตรม์ าก
ข้นึ ชุดกิจกรรมการเรียนร้ทู ่ีผ้รู ายงานสรา้ งขนึ้ จงึ มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑท์ ี่ตง้ั ไว้
2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ดาวรายวิชาวิทยาศาสตร์
รหัสวิชา ว15101 กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนสูงขึน้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01 โดยมีคะแนนเฉล่ยี หลังเรียน
สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เหตุทเี่ ปน็ เช่นนี้ เนื่องจากการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึน ซึ่ง
สอดคล้องกับการศึกษาของ ถวิล กล้าเกิด (2548 : บทคดั ย่อ) ไดท้ ำการวิจัยเรอ่ื ง การพัฒนา
ชุดการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง เคร่ืองใช้ไฟฟ้าในบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3 ผลการวิจัยพบว่า ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เร่อื ง เครอ่ื งใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
สำหรับนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีได้รับการสอนโดยชุดการเรียนภายหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เช่นเดียวกับการศึกษาของ สุพัตรา สัตยากูล
(2552 : 75) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจยั พบว่า นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5 มีผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยชุดฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับการศึกษาของ กาญจนา ฉ่ำแสง
(2541 : บทคัดย่อ) ศิริชัย จีรจีรังชัย (2545 : บทคัดย่อ) จุฬาลักษณ์ ไชยสกุล (2546 :
บทคัดย่อ) สมโภช ภู่สุวรรณ (2546 : บทคัดย่อ) ธวัทชัย ฉิมกรด (2549 : บทคัดย่อ)
จฑุ ามาศ เจตน์กสิกิจ (2552 : บทคดั ย่อ) มคี (Meek. 1972 : 4296 – A อา้ งถึงใน จุฑามาศ
เจตน์กสิกิจ. 2552 : 40) เดล (Dale. 1973 : 6481 – A อ้างถึงใน จุฑามาศ เจตน์กสิกิจ.
2552 : 40) และ ววี าส (Vivas. 1985 : 603 อา้ งถึงใน จฑุ ามาศ เจตนก์ สิกจิ . 2552 : 41) ซ่ึง
สามารถทำใหน้ ักเรยี นมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นสูงขน้ึ
3. คา่ ดัชนปี ระสิทธิผลของการเรยี นรู้ของนักเรียนทเี่ รยี นดว้ ยชดุ กจิ กรรม
การเรียนรู้เร่อื ง ดาว รายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 มีคา่ เท่ากบั 0.7008 หมายความวา่ นกั เรยี นท่ีเรียนด้วย
ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้มคี วามกา้ วหน้าทางการเรียนร้อยละ 70.08 ซง่ึ สอดคล้องกับการศึกษาของ
จฑุ ามาศ เจตน์กสิกิจ (2552 : บทคดั ย่อ) ไดท้ ำการวจิ ัย เรอ่ื ง การพฒั นาชดุ การสอนวิชาเคมี
เร่ือง ไฟฟา้ เคมี สำหรบั นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ผลการวิจัยพบวา่ ชุดการสอนวชิ าเคมที ่ี
พฒั นาขน้ึ มีค่าดัชนีประสิทธิผล 0.68 แสดงว่าผู้เรยี นมีความรู้เพมิ่ ขน้ึ ร้อยละ 68 ท้ังน้ี
เนอ่ื งมาจากชดุ กจิ กรรมการเรียนรูท้ ีผ่ ู้รายงานสร้างขึ้น เปน็ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ดี ี ผ่านการ
หาคณุ ภาพ ได้รับการตรวจสอบ ปรับปรงุ แกไ้ ข จากผเู้ ชีย่ วชาญทุกข้นั ตอน เน้ือหาท่เี รยี น
เป็นเร่อื งที่นา่ สนใจ เหมาะสมกับวยั และความสามารถของนกั เรยี น นักเรียนได้มสี ว่ นร่วมใน
กิจกรรมการเรยี นรู้ นักเรียนสนกุ และมีความสขุ ท่ีไดร้ ่วมกิจกรรม จึงทำใหเ้ กดิ การเรียนรไู้ ด้
รวดเร็วและเข้าใจงา่ ย นักเรยี นจึงมีความก้าวหน้าขึ้นร้อยละ 72.88
4. นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5/2 โรงเรยี นวัดทา่ เรือ สังกดั สำนักงานเขต
พืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษาระยอง เขต1 มีความพึงพอใจต่อการเรยี นดว้ ยชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
เรอ่ื ง ดาวรายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 คา่ เฉลี่ยเทา่ กบั 4.67 หมายความวา่ นักเรียนมีความพึง
พอใจอยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ ทั้งนอี้ าจเปน็ เพราะวา่ ชุดกจิ กรรมการเรียนรทู้ ่ีผู้รายงานสรา้ งข้นึ ช่วย
กระตนุ้ และเป็นสิ่งเร้าใหน้ ักเรียนเกิดความสนใจในการร่วมกจิ กรรม ซ่ึงสอดคล้องกับการศกึ ษา
ของ กาญจนา ฉ่ำแสง (2541 : บทคัดยอ่ ) ไดท้ ำการวิจัยชุดการสอน เรอื่ ง กลไกมนุษย์ ใน
วิชาวิทยาศาสตร์ สำหรบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพงึ พอใจต่อ
ชดุ การสอนในระดบั มาก
จากการสรา้ งชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง ดาวรายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหสั วิชา
ว15101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 นักเรยี นมี
ความรู้ความเข้าใจ และมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสูงขนึ้ แสดงให้เห็นวา่ ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ท่ี
ผูร้ ายงานสร้างข้ึน สามารถพัฒนาผเู้ รยี นได้ดใี นด้านความรู้ความเข้าใจ และพฒั นาผเู้ รยี นให้มี
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนท่สี ูงขึ้นได้ อนั จะสง่ ผลให้ผ้เู รียนได้นำไปใชป้ ระโยชน์ในชีวติ ประจำวัน
และเปน็ พื้นฐานสู่การศึกษาในระดับสงู ต่อไป
ขอ้ เสนอแนะ
จากการพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ดาวรายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า
ว15101 กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ในครั้งนี้
ผ้รู ายงานมขี ้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
1. ข้อเสนอแนะสำหรับครผู ู้สอน
1.1 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่อง
ดาวรายวชิ าวิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว15101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ทส่ี ร้างขน้ึ นี้ หากครูผ้สู อนมีความประสงคจ์ ะนำไปใช้ ควรจัดกจิ กรรม
การเรยี นรู้ท่เี น้นนักเรียนเปน็ สำคัญ เปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนไดเ้ รยี นรอู้ ยา่ งเปน็ ระบบ โดยครูเปน็ ผู้
คอยดูแล ช่วยเหลือ ใหค้ ำแนะนำอย่างใกลช้ ดิ
1.2 ครผู ูส้ อนสามารถนำเทคนิควธิ กี ารสอนโดยใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
เรื่อง ดาวรายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว15101 กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ไปเปน็ แนวทางในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ในระดับชัน้
อน่ื ๆ ได้
2. ขอ้ เสนอแนะสำหรบั ผเู้ ก่ียวข้อง
2.1 ผูท้ ่ีมสี ่วนในการส่งเสรมิ สนบั สนุนการศกึ ษา เช่น ผบู้ รหิ าร
ศกึ ษานิเทศกห์ รอื ผเู้ กี่ยวขอ้ ง ควรร่วมมือกนั อยา่ งจรงิ จัง ในการส่งเสริมและสนบั สนุน
ให้ครผู ู้สอนสรา้ งและพฒั นาชุดกิจกรรมการเรียนรทู้ มี่ ปี ระสิทธิภาพเพ่ือนำไปใช้ในการ
จดั กิจกรรมการเรยี นรู้ พัฒนาให้ผู้เรียนมีความกา้ วหนา้ ในการเรียนรู้
2.2 ผู้บรหิ ารโรงเรยี นควรสนบั สนุนงบประมาณ วัสดุอปุ กรณ์
สำหรับสรา้ งและพฒั นานวัตกรรม เพ่อื พฒั นากิจกรรมการเรยี นรใู้ นกลุม่ สาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเนื้อหาอนื่ และระดับชั้นอ่ืนอย่างหลากหลาย
บรรณานุกรม
กรมวชิ าการ, กระทรวงศึกษาธกิ าร. การจัดสาระการเรียนรูก้ ลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2544. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์
องค์การรบั สง่ สินค้าและพสั ดุภัณฑ์ (ร.พ.ส.), 2545.
กองวจิ ัยทางการศกึ ษา, กระทรวงศึกษาธกิ าร. การวจิ ยั เพ่ือพฒั นาการเรียนร.ู้ กรุงเทพฯ :
การศาสนา กรมศาสนา, 2545.
กาญจนา ฉ่ำแสง. ชุดการสอน เรือ่ ง กลไลมนษุ ย์ ในวิชาวทิ ยาศาสตร์ สำหรับ
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช, 2541.
จำนง แยม้ พรายแข. เอกสารการสอนชดุ วชิ าการสอนวิชาวิทยาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ :
ป. สมั พนั ธ์พาณชิ ย์, 2546.
จุฑามาศ เจตน์กสกิ ิจ. การพัฒนาชดุ การสอนวิชาเคมี เร่ือง ไฟฟ้าเคมี สำหรับนกั เรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5. วทิ ยานพิ นธ์ ค.ม. นครสวรรค์ : มหาวิทยาลยั ราชภัฏ
นครสวรรค,์ 2552.
จุฬาลกั ษณ์ ไชยสกลุ . การสร้างชุดการสอน กลุ่มวิชาสรา้ งเสรมิ ประสบการณช์ วี ติ เรอ่ื ง สัตว์
สำหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5. การศกึ ษาค้นควา้ อสิ ระ กศ.ม. ขอนแก่น :
มหาวิทยาลัยขอนแกน่ , 2546.
ชม ภมู ภิ าค. เทคโนโลยที างการสอนและการศึกษา. ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. กรงุ เทพฯ :
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร, 2548.
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์. เอกสารการสอนชดุ วชิ าพฤติกรรมการสอนประถมศึกษา. กรุงเทพฯ :
ยไู นเต็ดโปรดกั ชัน, 2544.
ชาญชัย ยมดิษฐ.์ เทคนคิ และวธิ กี ารสอนร่วมสมัย. กรงุ เทพฯ : หลกั พมิ พ์, 2548.
ชศู รี วงศร์ ตั นะ. เทคนิคการใชส้ ถติ ิเพ่อื การวิจยั . กรงุ เทพฯ : ไทยเนรมติ กิจการพิมพ,์ 2550.
ดำริ มุศรพี ันธุ์. การพฒั นาแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรอื่ ง สารเสพตดิ ใหโ้ ทษ
กลุม่ สร้างเสริมประสบการณช์ ีวติ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6. การศกึ ษาคน้ คว้าอิสระ
กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2545.
ถวลิ กลา้ เกิด. การพัฒนาชุดการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟา้ ในบ้าน
สำหรับนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3. วิทยานิพนธ์ ค.ม. อบุ ลราชธานี :
มหาวิทยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี, 2548.
ถาวร ลักษณะ. การพฒั นาชุดการสอนคณติ ศาสตร์ เร่อื ง สถิติ สำหรบั นกั เรยี น
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3. วทิ ยานิพนธ์ ค.ม. นครสวรรค์ : สถาบนั ราชภฎั นครสวรรค,์
2547.
ทวีพร ดิษฐส์ ำเรงิ . “การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์”. สานปฏิรูป. 3 : 28, 2544.
ทศิ นา แขมมณี. ศาสตรก์ ารสอน องค์ความร้เู พื่อจดั กระบวนการเรียนรูท้ ่มี ีประสิทธิภาพ.
กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2545.