The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.1 เทอม 2/2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรพงศ์ ไมตรีจิตร, 2020-11-22 09:16:53

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.1 เทอม 2/2563

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ ป.1 เทอม 2/2563

บัตรขอ ความ

เน้ือออนนุม ผิวเรียบ ไมย ืดหยนุ
เนื้อแขง็ ผวิ เรียบ ไมยดื หยุน

ไมเปนสนมิ
เนอื้ ไมแ ข็ง ผวิ เรียบ ยืดหยุนไดด ี

เนือ้ แขง็ ผิวเรยี บ แตกได
เนื้อแรง ทนทาน ผวิ เรยี บ หนัก

เน้ือแขง็ นาํ้ หนักเบา

ใบงาน ของใช
เรื่อง ลักษณะของวัสดุ
คาํ ชี้แจง : ใหน กั เรยี นสํารวจส่งิ ของในชวี ติ ประจาํ วันของตนเอง
1. สาํ รวจ และวาดภาพของเลน และของใชของนักเรยี น
2. ระบุลกั ษณะวสั ดทุ น่ี าํ มาทําของเลน และของใช

ของเลน

ลกั ษณะวัสดุ ลักษณะวัสดุ

5. ......................................................................... 9. .........................................................................
6. ......................................................................... 10. .........................................................................
7. ......................................................................... 11. .........................................................................
8. ......................................................................... 12. .........................................................................

โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา สัปดาหท ่ี …4……

แผนการจดั การเรียนรู

ภาคเรียนท่ี 2/………… ช่อื ผสู อน………………………………………….
กลุมสาระ วทิ ยาศาสตร ช้นั ประถมศึกษาปท ี่ 1 จํานวน 4 คาบ
หนว ยการเรียนรูท่ี 3 วัสดุและการเกิดเสียง เรื่อง การจดั กลมุ วตั ถตุ า งๆ

1.มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชี้วดั

มาตรฐานที่ ว 2.1 เขา ใจสมบัติของสาร องคป ระกอบของสสาร ความสมั พันธระหวางสมบัติของสารกับ
โครงสรางและแรงยดึ เหนย่ี วระหวางอนภุ าคหลักและธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารการเกดิ สารละลาย
และการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี

มาตรฐานท่ี ว 8.2 เขา ใจและใชแ นวคดิ เชงิ คํานวณในการแกปญ หาท่ีพบในชีวติ จรงิ อยางเปน ขนั้ ตอนและ
เปน ระบบใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารในการเรียนรูการทาํ งานและการแกปญหาไดอยางมีประสิทธภิ าพ รูเทา
ทัน และมจี ริยธรรม

ตวั ชีว้ ัดที่ ป.1/1 อธบิ ายสมบตั ทิ ่สี ังเกตไดของวสั ดุทใี่ ชท ําวัตถุซ่ึงทาํ จากวสั ดุชนิดเดียวหรอื หลายชนดิ ประกอบ
กันโดยใชห ลักฐานเชิงประจักษ

ตวั ชี้วัดที่ ป. 1/2 ระบุชนดิ ของวัสดุและจดั กลุม วสั ดตุ ามสมบตั ิทีส่ ังเกตได

2. สาระสําคญั /ความคิดรวบยอด

ของเลน และของใชร อบตวั เราทาํ จากวสั ดตุ า งๆ ที่มลี ักษณะเหมือนกนั หรือแตกตางกนั เชน สี พน้ื ผิว รูปราง
ขนาด ความแข็ง

3. จดุ ประสงคการเรียนรู

1. ระบุเกณฑในการจาํ แนกได (K)
2. จัดกลมุ วัตถตุ า งๆ ได (P)
3. มีความสนใจใฝเรียนรูและมุงมน่ั ในการทํางาน (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรียนรแู กนกลาง สาระการเรยี นรทู องถิ่น
จัดกลุม ของเลนและของใช พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา

5. กจิ กรรมการเรยี นรู คาบท่ี 1
ข้ันนาํ

ข้นั กระตนุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูสนทนากบั นกั เรียนโดยถามนกั เรยี นวา นักเรียนทราบหรือไมวา วันน้จี ะไดเรียนรเู กี่ยวกับเรอ่ื ง

อะไรแลวใหนกั เรียนชวยกันตอบคําถาม จากนน้ั ครแู จงช่ือเร่อื งทจี่ ะเรยี นรูแ ละตวั ชว้ี ดั ใหทราบ
2. นักเรียนทาํ แบบทดสอบกอนเรยี น เพอื่ วัดความรเู ดมิ ของนกั เรยี นกอ นเขาสูกจิ กรรม
3. นักเรียนอา นขอมูลและดภู าพในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร ป.1 จากนัน้ ครูต้ังคาํ ถามวา จากภาพ

นักเรยี นสามารถจําแนกสิ่งใดไดบ า ง
(แนวตอบ : จําแนกไดเปน 2 กลุม คอื คนหรือส่งิ มชี ีวติ กบั สิง่ ของหรือส่งิ ไมม ชี วี ติ )

ขั้นสอน

ขน้ั สาํ รวจคนหา (Explore)

1. ครูใหนักเรยี นแบง กลมุ กลุม ละ 3-5 คน แลวใหท าํ กจิ กรรมการจําแนก โดยปฏบิ ตั ิกิจกรรม ดังน้ี

1) ครแู จกลูกอมหลายๆ สคี ละกัน ใหแตล ะกลุม กลุมละเทา ๆ กัน
2) นกั เรียนแตละกลุมชว ยกนั สังเกตลูกอม จากนน้ั ชวยกนั ระดมความคิด แลวต้งั เกณฑทใี่ ชใ นการ
จําแนกลกู อม
3) แตละกลุม ชวยกันจําแนกลูกอมตามเกณฑการจําแนกที่ไดต้งั ไว โดยจัดทําเปน แผนผงั
แผนภาพ หรืออื่นๆ ลงในกระดาษแข็งแผน ใหญ พรอมระบายสใี หส วยงาม
(หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมินนักเรียน โดยใชแบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ )

คาบที่ 2

ขั้นสอน

ขนั้ อธิบายความรู (Expain)
1. นกั เรยี นแตล ะกลมุ รว มกันอภิปรายผลการทาํ กิจกรรมภายในกลมุ จากน้นั ชวยกันตรวจสอบ

ความถกู ตองเพื่อเตรยี มความพรอ มในการนาํ เสนอหนาชัน้ เรยี น
2. ครจู บั ฉลากช่อื กลมุ ใหแตละกลมุ นําผลการทาํ กจิ กรรมออกมานําเสนอผลการจาํ แนกลกู อม พรอม

บอกเกณฑที่ใชในการจาํ แนกหนาชัน้ เรยี นทลี ะกลมุ
3. ครแู ละเพือ่ นชว ยกันตรวจสอบความถกู ตอ งของแตล ะกลมุ
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแบบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)

คาบท่ี 3
ขนั้ สรุป
ขน้ั ขยายความเขา ใจ (Elaborate)

1.นักเรียนแตล ะกลุม รว มกันระดมความคิดวา นอกจากเกณฑทน่ี ักเรียนออกมา นาํ เสนอ ยงั มีเกณฑ
อน่ื ๆ ทส่ี ามารถจําแนกประเภทของลกู อมไดอกี หรือไม และเกณฑทน่ี ักเรยี นใชจ าํ แนกลูกอมสามารถนําไป
จาํ แนกประเภทของส่ิงของอนื่ ๆ ไดห รือไม อยางไร

2.ครแู จกบตั รภาพวัตถุตางๆ ใหแ ตล ะกลุม จากน้นั ใหชวยกนั สังเกต แลวยกมือตอบวา สามารถจบั
บตั รภาพไดเปนกก่ี ลุม โดยใชเกณฑใด

3. ครใู หคะแนนกลุม ที่ตอบคําถามไดถูกตอ ง
(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรียน โดยใชแบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม)

คาบท่ี 4

ขนั้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครใู หน กั เรยี นรว มกันสรุปเกณฑที่ใชใ นการจําแนกสง่ิ ของในการเรยี นเรื่อง การจําแนกประเภท
2. ครูประเมินผลนกั เรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถาม พฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล

พฤติกรรมการทาํ งานกลุม และจากการนาํ เสนอผลการทาํ กิจกรรมหนาชน้ั เรยี น
3. ครตู รวจการวาดภาพหรือติดภาพของเลนและของใชทีน่ ักเรยี นรูจกั ในใบงาน ผลการทํากจิ กรรม

นําสูการเรียนในแบบฝก หัดวิทยาศาสตร
4. ครตู รวจสอบผลการทาํ แบบทดสอบกอ นเรยี น เพือ่ ตรวจสอบความเขาใจกอ นเรียนของนกั เรียน

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วิธกี ารวดั ผล เคร่อื งมือวดั เกณฑการ
จดุ ประสงค 1.คาํ ถามกระตนุ ประเมนิ ผล
ความคิด 60% ข้ึนไป ถือวา
ความรูความ 1.ระบุเกณฑในการจําแนกได 1. ใบงาน ผานเกณฑการ
เขาใจ (K) ประเมิน
1. แบบสงั เกต 60% ขึ้นไป ถอื วา
ทักษะ/ 1.จดั กลุม วัตถุตางๆ ได พฤติกรรม ผานเกณฑการ
กระบวนการ (P) 2. แบบประเมนิ ประเมนิ
คุณลกั ษณะอนั พงึ 60% ข้ึนไป ถอื วา
คุณลกั ษณะนสิ ัย (A) 1.รบั ผิดชอบตอ หนาท่ีท่ไี ดรับ ประสงค ผานเกณฑการ
มอบหมาย ประเมนิ
2.สงั เกตความมีวินัย ใฝเรียนรู
และมงุ มั่นในการทาํ งาน

7. ส่ือ /แหลงการเรยี นรู
7.1 ส่อื การเรยี นรู

1) หนังสือเรียนวิทยาศาสตร ป.1 หนวยการเรียนรทู ่ี 3 วสั ดแุ ละการเกดิ เสียง
2) แบบฝกหัดวิทยาศาสตร ป.1 หนวยการเรียนรูท่ี 3 วัสดุและการเกดิ เสียง
3) ลกู อม
4) บตั รภาพวัตถุตา งๆ
7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หองสมุด
2) หองเรียน
3) อินเทอรเน็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชือ่ ...............................................ผูส อน ลงชอื่ ....................................ฝายวิชาการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่อื ....................................................ผบู รหิ าร
(………………………………………)

บตั รภาพ วตั ถุตา งๆบัตรภาพ

บตั รภาพ วัตถตุ า งๆ

บตั รภาพ วัตถตุ า งๆ

บตั รภาพ วัตถตุ า งๆ

บตั รภาพ วัตถตุ า งๆ

บตั รภาพ วัตถตุ า งๆ

สัปดาหท ่ี …5……

โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรียนท่ี 2/…………. ช่ือผสู อน………………………………………….
กลุมสาระ วทิ ยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปที่ 1 จํานวน 4 คาบ
หนว ยการเรยี นรทู ี่ 3 วสั ดุและการเกดิ เสยี ง เรื่อง เกณฑท ี่ใชจดั กลมุ วัสดุ

(การจาํ แนกรปู รางเปน เกณฑ)

1.มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชีว้ ดั

มาตรฐานท่ี ว 2.1 เขาใจสมบตั ขิ องสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พันธระหวางสมบัติของสารกับ
โครงสรา งและแรงยดึ เหนย่ี วระหวา งอนภุ าคหลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารการเกดิ สารละลาย
และการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี

มาตรฐานที่ ว 8.2 เขา ใจและใชแ นวคดิ เชงิ คาํ นวณในการแกปญหาที่พบในชีวิตจริงอยา งเปน ข้ันตอนและเปน
ระบบ ใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารในการเรยี นรู การทํางานและการแกปญ หาไดอยา งมี
ประสทิ ธภิ าพ รูเทาทนั และมีจรยิ ธรรม

ตัวชีว้ ดั ท่ี ป.1/1 อธิบายสมบัติที่สงั เกตไดของวัสดุทใ่ี ชทาํ วัตถุซึง่ ทาํ จากวัสดชุ นิดเดียวหรอื หลายชนดิ ประกอบ
กันโดยใชห ลักฐานเชิงประจกั ษ

ตัวชว้ี ัดท่ี ป. 1/2 ระบุชนดิ ของวัสดแุ ละจดั กลมุ วสั ดุตามสมบัติทส่ี งั เกตได

2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด

ของเลน และของใชรอบตวั เราทาํ จากวัสดตุ างๆ หลายชนดิ เชน ผา กระดาษ ไม โลหะ พลาสติก
เปนตนซ่งึ วัสดเุ หลานีอ้ าจมลี ักษณะบางอยางเหมือนกนั และอาจมีบางอยา งแตกตางกัน

3. จดุ ประสงคการเรียนรู

1. เปรียบเทียบลักษณะของวสั ดุได (K)
2. จัดกลุมวัสดุได (P)
3. มีความสนใจใฝเ รียนรู (A)

4.สาระการเรียนรู สาระการเรยี นรูทอ งถ่นิ
พจิ ารณาตามหลักสตู รของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนรแู กนกลาง
การจัดกลุมของวัสดตุ ามเกณฑตางๆ ที่กาํ หนด

5.กจิ กรรมการเรยี นรู

คาบที่ 1

ข้ันนาํ

ขน้ั กระตนุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูนําบตั รคาํ ชื่อของเลนและของใช มาวางไวหนาชัน้ เรียน ดังนี้

บัตรคาํ ชอนโลหะ
กลองดนิ สอโลหะ แกว น้ํา
กระเปาผา หุนยนตโ ลหะ
ยางลบ หนงั สือเรยี น
ลูกบอลพลาสตกิ เงนิ เหรียญ
ไมบ รรทดั เหล็ก

2. ครชู บู ตั รคําใหนักเรยี นอานพรอมกันทลี ะแผน จากนั้นถามคําถามเพือ่ กระตนุ ใหน กั เรียนชวยกนั ยกมือ
ตอบ ดังน้ี

●ยางลบทาํ จากวสั ดุอะไร
(แนวตอบ : ทําจากยาง)
●ยางจดั เปนโลหะหรือไม

(แนวตอบ : ไมใช)
●โลหะกบั ยางแตกตางกันอยางไร
(แนวตอบ : ยางมีความยดื หยุนแตโลหะมีความแข็ง)
●หนังสือทําจากวสั ดุอะไร

(แนวตอบ : ทาํ จากกระดาษ)
●กระดาษเปนโลหะหรือไม
(แนวตอบ : ไมเปน )
●ของเลน หรือของใชอะไรบา งท่ที ําจากโลหะ
(แนวตอบ : กลอ งดนิ สอโลหะ ชอนโลหะ)
●ส่ิงของอะไรบางท่ีไมไดท ําจากโลหะ
(แนวตอบ : ข้นึ อยูกับคาํ ตอบของนกั เรยี น)
●สง่ิ ของเหลา นนั้ มีรูปรางอยางไร
(แนวตอบ : ขึน้ อยูก ับคาํ ตอบของนกั เรียน)
3. ครูแบง นักเรยี นออกเปนสองฝายตามความเหมาะสมจากนน้ั ใหนกั เรียนแขงขันเลน เกม แบงสมบัติโดยครู
อธิบายกติกาการแขง ขันคือ
1) ครเู ขียนขอความไวบ นกระดานวา “สีเ่ หลยี่ ม” กบั “วงกลม”
2) ใหแตล ะฝา ยสงตัวแทนฝายละ 5 คน ออกมาเปนตวั แทน

3) แตล ะฝา ยจับสลากวา รปู รางวงกลม วงรี สเ่ี หลี่ยม สามเหลยี่ ม ทรงกระบอก เปน ตน
4) ครูวางบัตรคํารวมกันไวบนโตะหนาช้ันเรียน โดยแตละกลุมออกมาเลือกบัตรคําของตนเองไปติดบน
กระดานตามที่จับฉลากไดทีละคนแลววิ่งกลับมาแตะที่มือเพื่อนคนตอไปจนครบทั้ง 5 คน กลุม

ไหนเสรจ็ กอ นใหน่ังลง และฝา ยใดถูกตอ งและใชเวลาเร็วกวา จะเปนฝา ยชนะ
4. นักเรียนทุกคนรว มกันสรุปความรทู ี่ไดจากการเลน เกม

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)

คาบท่ี 2

ขัน้ สอน

ข้นั สํารวจคนหา (Explore)
1. นกั เรียนรว มกนั ดภู าพและอานหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 จากนน้ั ครถู ามคําถาม
นักเรียนจากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตรว า เพ่ือนๆ จะจดั กลุมวัตถเุ หลา นี้ไดอยางไรบาง
(แนวตอบ : เชน จดั กลุมโดยใชเ กณฑร ปู รางของเลน ของใช เปน ตน)
2. ครนู ําตัวอยางวตั ถมุ า 5-6 ชิ้น ท่ีมลี ักษณะภายนอกเหมือนกนั มาใหนักเรยี นดู
ตัวอยางวัตถุ
กลอ งดนิ สอ ลงั กระดาษ แกว น้ํา ลกู โปง ลูกแกว ลกู บอล

3. นกั เรียนชว ยกนั จัดกลุมวสั ดตุ ามเกณฑท ี่ครกู ําหนดให

ตวั อยาง เกณฑทีใ่ ชใ นการจัดกลมุ วสั ดุ
ใชร ูปรา งเปน เกณฑ (จําแนกไดเปน มีรปู รา งสเ่ี หล่ยี มกับมรี ูปรางไมเปน สีเ่ หลยี่ ม)

4. นกั เรียนแตล ะคนบนั ทกึ ขอมลู การจดั กลมุ วสั ดุและบอกเกณฑท ่ใี ชในการจัดกลุมวสั ดุลงในใบงาน
(หมายเหตุ : ครูเร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

คาบที่ 3

ขั้นอธิบายความรู (Explain)
1. ครูสุม นักเรียน 4-5 คน แลว ใหนําผลการบนั ทกึ กิจกรรมออกมานําเสนอหนา ชั้นเรียนเพ่ือแลกเปลีย่ น
ความคิดเห็น
2. ครูตง้ั คําถามถามนักเรียนวา เม่อื เกณฑท่ีใชใ นการแบงกลมุ เปลีย่ นไปของเลน และของใชที่อยใู นกลมุ
ยงั คงเหมอื นเดิมหรือเปลีย่ นแปลง โดยใหน ักเรียนตอบคาํ ถามอยา งอิสระ
(แนวตอบ :ขึน้ อยกู บั ดลุ ยพนิ จิ ของครูผูส อน)
3. ครูนําผลการทํากิจกรรมของนักเรียนที่จัดกลุมวัสดุ มาอธิบายใหนักเรียนเขาใจเกี่ยวกับการจัดกลุมวัสดุ ท่ี
สามารถใชเ กณฑในการจัดกลุมวสั ดุไดหลากหลายแลวเขียนไวบ นกระดาน เชน วัสดทุ ใ่ี ชร ปู รางเปน เกณฑ

คาบท่ี 4

ขั้นสรปุ

ขั้นขยายความเขาใจ (Elaborate)
1. นักเรียนแบงกลุมกลุมละ 3-4 คน จากนั้นตั้งชื่อกลุม แลวรวมกันสรุปเก่ียวกับเกณฑตางๆท่ีใชใน
การจัดกลุมของวัสดุโดยใหนักเรียนชวยกันสรุปเปนแผนผังความคิดเก่ียวกับเกณฑท่ีใชในการจําแนกกลุม
วสั ดุพรอ มตกแตงใหสวยงามโดยทําลงในกระดาษปอนด
2. แตละกลุมเตรียมความพรอมและตรวจสอบความถูกตองของผลงานเพื่อนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาช้ัน
เรยี น
3. ครูสุมรายชื่อกลุมจากการจับฉลากใหนําผลงานออกมานําเสนอหนาชั้นทีละกลุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด
กัน จนครบทกุ กลุม
4. นักเรียนรว มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครูแนะนําในสวนที่บกพรองหรอื ควรเพ่ิมเติม

(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม)

ข้ันตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครใู หน กั เรียนรว มกันสรุปเกย่ี วกับเกณฑท่ีใชในการจาํ แนกกลมุ วัสดุ
2. ครูประเมินผลนกั เรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถาม พฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล
พฤติกรรมการทาํ งานกลุม และจากการนาํ เสนอผลการทํากิจกรรมหนา ชัน้ เรยี น

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวัดผล เคร่อื งมือวัด เกณฑก าร
จุดประสงค 1.คาํ ถามกระตนุ ประเมนิ ผล
ความคดิ 60% ข้ึนไป ถือวา
ความรูค วาม 1.ระบุเกณฑในการจาํ แนกได 1. ใบงาน ผา นเกณฑการ
เขา ใจ (K) ประเมิน
1. แบบสงั เกต 60% ขนึ้ ไป ถือวา
ทกั ษะ/ 1.จัดกลุมวตั ถุตางๆ ได พฤติกรรม ผานเกณฑการ
กระบวนการ (P) 2. แบบประเมนิ ประเมิน
คุณลักษณะอนั พึง 60% ข้นึ ไป ถือวา
คุณลกั ษณะนสิ ัย (A) 1.รับผดิ ชอบตอหนา ที่ที่ไดรบั ประสงค ผานเกณฑการ
มอบหมาย ประเมิน
2.สงั เกตความมีวนิ ยั ใฝเรียนรู
และมงุ มน่ั ในการทํางาน

7. ส่อื /แหลงการเรยี นรู
7.1 สอื่ การเรียนรู

1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรูที่ 3 วัสดุและการเกิดเสยี ง
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรียนรทู ี่ 3 วัสดุและการเกิดเสียง
3) วสั ด-ุ อุปกรณ เชน กระดาษปอนด เปนตน

7.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) หองเรียน
3) อนิ เทอรเนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ...............................................ผสู อน ลงชื่อ....................................ฝา ยวิชาการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงชอ่ื ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

ใบงาน เร่ืองการจําแนกวสั ดุโดยใชรปู รางเปน เกณฑ
คาํ ชีแ้ จง ใหน กั เรียนตดิ ภาพของเลนและของใช อยา งละ 2 ภาพ ลงในกรอบตามเกณฑท ่ีกาํ หนด
กลมุ ของเลน ท่ีมรี ปู รางกลม

กลมุ ของเลน ที่มีรปู รา งสี่เหล่ียม

กลมุ ของใชท่มี ีรูปรา งกลม

กลมุ ของใชที่มีรูปรางสี่เหล่ียม

โรงเรียนขจรเกยี รติพัฒนา สัปดาหท ี่ …6……

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรยี นท่ี 2/……….. ชอื่ ผสู อน………………………………………….
กลมุ สาระ วทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 1 จํานวน 4 คาบ
หนว ยการเรยี นรูที่ 3 วสั ดุและการเกดิ เสียง เรอื่ ง เกณฑท ่ใี ชจดั กลมุ วสั ดุ

(การจาํ แนกสีเปนเกณฑ)

1.มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชี้วัด

มาตรฐานที่ ว 2.1 เขาใจสมบัติของสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พนั ธร ะหวางสมบัติของสารกบั
โครงสรางและแรงยึดเหนี่ยวระหวา งอนภุ าคหลักและธรรมชาติของการเปลย่ี นแปลงสถานะของสารการเกดิ สารละลาย
และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี

มาตรฐานที่ ว 8.2 เขา ใจและใชแ นวคิดเชงิ คํานวณในการแกปญหาที่พบในชีวติ จริงอยางเปน ขั้นตอนและเปน
ระบบใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในการเรยี นรู การทาํ งานและการแกปญ หาไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ รูเทาทัน
และมจี รยิ ธรรม

ตวั ชีว้ ัดท่ี ป.1/1 อธิบายสมบตั ทิ ีส่ งั เกตไดของวสั ดุทใ่ี ชท ําวตั ถุซึ่งทาํ จากวัสดชุ นิดเดยี วหรอื หลายชนดิ ประกอบ
กนั โดยใชหลักฐานเชงิ ประจกั ษ

ตัวช้วี ดั ท่ี ป. 1/2 ระบชุ นดิ ของวสั ดแุ ละจัดกลมุ วัสดตุ ามสมบัตทิ สี่ งั เกตได

2. สาระสําคัญ/ความคดิ รวบยอด

ของเลน และของใชรอบตวั เราทาํ จากวสั ดตุ างๆหลายชนดิ เชนผา กระดาษ ไม โลหะ พลาสตกิ
เปน ตนซ่งึ วัสดุเหลา นีอ้ าจมีลักษณะบางอยางเหมือนกนั และอาจมีบางอยา งแตกตางกนั

3. จุดประสงคก ารเรียนรู

1. เปรียบเทียบลักษณะของวสั ดไุ ด (K)
2. จัดกลมุ วัสดุได (P)
3. มคี วามสนใจใฝเ รยี นรู (A)

4. สาระการเรยี นรู สาระการเรียนรทู อ งถ่ิน
พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา
สาระการเรยี นรแู กนกลาง
การจัดกลมุ ของวัสดุตามเกณฑต า งๆ ท่ีกาํ หนด

5.กจิ กรรมการเรียนรู คาบที่ 1
ขัน้ นาํ

ขัน้ กระตนุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูนําบัตรคําชื่อของเลน และของใช มาวางไวหนา ชน้ั เรยี น ดังน้ี

บัตรคํา ชอ นโลหะ
กลอ งดินสอโลหะ แกวน้าํ
กระเปาผา หุนยนต
ยางลบ หนงั สือเรยี น
ลกู บอลพลาสตกิ เงนิ เหรยี ญ
ลูกแกว

2. ครชู บู ตั รคาํ ใหนกั เรียนอานพรอมกันทลี ะแผน จากนั้นถามคําถามเพ่ือกระตนุ ใหน กั เรียนชวยกันยกมือ
ตอบ ดังนี้

●ยางลบทาํ จากวัสดุอะไร
(แนวตอบ : ทําจากยาง)
●ยางจดั เปนโลหะหรือไม
(แนวตอบ : ไมใช)
●โลหะกับยางแตกตางกนั อยางไร
(แนวตอบ : ยางมีความยืดหยุนแตโลหะมคี วามแขง็ )
●หนงั สือทาํ จากวัสดุอะไร
(แนวตอบ : ทําจากกระดาษ)
●กระดาษเปนโลหะหรือไม
(แนวตอบ : ไมเปน)
●ของเลนหรือของใชอะไรบา งทท่ี าํ จากโลหะ
(แนวตอบ : กลอ งดินสอโลหะ ชอ นโลหะ)
●ส่ิงของอะไรบางท่ีไมไดทําจากโลหะ
(แนวตอบ : ข้นึ อยูก บั คาํ ตอบของนกั เรยี น)
●ส่ิงของเหลา นนั้ มสี ีอะไรบาง
(แนวตอบ : ขึ้นอยูกับคาํ ตอบของนักเรียน)
3. ครแู บงนักเรียนออกเปนสองฝายตามความเหมาะสมจากน้ันใหนกั เรยี นแขงขันเลนเกม แบงสมบตั ิโดยครูอธบิ ายกตกิ า
การแขงขนั คือ
1) ครูเขียนขอความไวบนกระดานวา สีเหลอื ง สีเขยี ว สีแดง สีชมพู สดี ํา เปน ตน

2) ใหแตล ะฝา ยสง ตัวแทนฝายละ 5 คน ออกมาเปน ตวั แทน
3) แตล ะฝายจับสลากวา สแี ดง สีเหลือง สชี มพู สีดํา สีมวง เปน ตน
4) ครูวางบัตรคํารวมกันไวบนโตะหนาช้ันเรียน โดยแตละกลุมออกมาเลือกบัตรคําของตนเองไปติดบน
กระดานตามที่จับฉลากไดทีละคนแลวว่ิงกลับมาแตะท่ีมือเพื่อนคนตอไปจนครบท้ัง 5 คน กลุม

ไหนเสร็จกอ นใหนง่ั ลง และฝายใดถกู ตองและใชเวลาเร็วกวา จะเปนฝายชนะ
4. นักเรียนทุกคนรว มกนั สรุปความรูท ี่ไดจากการเลน เกม

(หมายเหตุ : ครเู ร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม)

คาบท่ี 2

ขนั้ สอน

ข้นั สาํ รวจคน หา (Explore)
1. นกั เรียนรวมกันดูภาพและอานหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร ป.1 จากนน้ั ครถู ามคาํ ถาม
นกั เรียนจากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรวา เพื่อนๆ จะจัดกลุม วัตถเุ หลา นี้ไดอยางไรบา ง
(แนวตอบ : เชน จดั กลุมโดยใชเกณฑสีของเลน ของใช เปน ตน)
2. ครนู าํ ตัวอยา งวตั ถมุ า 5-6 ชิ้น ทีม่ ีลกั ษณะภายนอกเหมือนกันมาใหน ักเรียนดู

ตัวอยางวัตถุ
กลอ งดินสอ ลังกระดาษ แกว นาํ้ ลูกโปง ลกู แกว ลูกบอล เปนตน

3. นกั เรยี นชวยกนั จัดกลุมวสั ดตุ ามเกณฑท ี่ครูกําหนดให

ตัวอยาง เกณฑที่ใชในการจัดกลมุ วัสดุ
ใชสีเปน เกณฑ (จําแนกไดเปน สแี ดง สีเหลือง สีเขียว เปนตน)

4. นักเรียนแตละคนบนั ทกึ ขอมลู การจัดกลมุ วสั ดแุ ละบอกเกณฑทีใ่ ชใ นการจดั กลุมวสั ดลุ งในใบงาน
(หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบท่ี 3

ข้ันอธิบายความรู (Explain)
1. ครูสมุ นักเรยี น 4-5 คน แลว ใหนําผลการบันทึกกิจกรรมออกมานําเสนอหนาช้นั เรียนเพื่อแลกเปลี่ยน
ความคดิ เห็น
2. ครูตั้งคําถามถามนักเรยี นวา เมื่อเกณฑท ่ีใชในการแบง กลุมเปลย่ี นไปของเลน และของใชท่ีอยใู นกลุม
ยงั คงเหมือนเดิมหรือเปลย่ี นแปลง โดยใหนักเรยี นตอบคําถามอยา งอสิ ระ
(แนวตอบ :ขึน้ อยกู ับดุลยพนิ จิ ของครูผูสอน)
3. ครูนําผลการทํากิจกรรมของนักเรียนท่ีจัดกลุมวัสดุ มาอธิบายใหนักเรียนเขาใจเกี่ยวกับการจัดกลุมวัสดุ ที่
สามารถใชเกณฑในการจัดกลุมวัสดุไดห ลากหลายแลว เขียนไวบนกระดาน เชน วัสดุทใี่ ชส ีเปน เกณฑ

คาบที่ 4

ขัน้ สรปุ

ข้ันขยายความเขา ใจ (Elaborate)
1. นักเรียนแบงกลุมกลุมละ 3-4 คน จากน้ันต้ังช่ือกลุม แลวรวมกันสรุปเกี่ยวกับเกณ ฑตางๆที่ใชใน
การจัดกลุมของวัสดุโดยใหนักเรียนชวยกันสรุปเปนแผนผังความคิดเก่ียวกับเกณฑท่ีใชในการจําแนกกลุมวัสดุ
พรอ มตกแตงใหสวยงามโดยทาํ ลงในกระดาษปอนด
2. แตละกลมุ เตรียมความพรอมและตรวจสอบความถกู ตองของผลงานเพอื่ นําเสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนาชน้ั เรียน
3. ครูสุมรายชื่อกลุมจากการจับฉลากใหนําผลงานออกมานําเสนอหนาชั้นทีละกลุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน จน
ครบทกุ กลุม
4. นกั เรียนรว มกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครแู นะนําในสวนท่ีบกพรองหรือควรเพม่ิ เติม

(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ )

ขัน้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูใหน ักเรยี นรว มกันสรปุ เกย่ี วกบั เกณฑท ่ีใชใ นการจาํ แนกกลมุ วสั ดุ
2. ครปู ระเมนิ ผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล
พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาชั้นเรียน

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการวดั ผล เคร่ืองมือวัด เกณฑการ
จุดประสงค 1.คําถามกระตุน ประเมนิ ผล
ความคิด 60% ขึน้ ไป ถือวา
ความรคู วาม 1.ระบุเกณฑใ นการจําแนกได 1. ใบงาน ผานเกณฑการ
เขา ใจ (K) ประเมนิ
1. แบบสังเกต 60% ขึ้นไป ถือวา
ทักษะ/ 1.จัดกลมุ วตั ถุตา งๆ ได พฤติกรรม ผานเกณฑการ
กระบวนการ (P) 2. แบบประเมิน ประเมนิ
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ 60% ขนึ้ ไป ถือวา
คุณลักษณะนสิ ยั (A) 1.รับผิดชอบตอหนาท่ีที่ไดร บั ประสงค ผานเกณฑการ
มอบหมาย ประเมนิ
2.สังเกตความมีวินัย ใฝเรยี นรู
และมงุ มั่นในการทาํ งาน

7. ส่อื /แหลงการเรยี นรู
7.1 สอื่ การเรียนรู

1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรูที่ 3 วัสดุและการเกิดเสยี ง
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรียนรทู ี่ 3 วัสดุและการเกิดเสียง
3) วสั ด-ุ อุปกรณ เชน กระดาษปอนด เปนตน

7.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) หองเรียน
3) อนิ เทอรเนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ...............................................ผสู อน ลงชื่อ....................................ฝา ยวิชาการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงชอ่ื ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

ใบงานเรื่อง การจาํ แนกวสั ดุโดยใชสเี ปนเกณฑ
คําช้ีแจง ใหนักเรยี นติดภาพของเลน และของใช อยางละ 2 ภาพ ลงในกรอบตามเกณฑท ี่กาํ หนด
กลุมของเลนที่มสี แี ดง

กลุมของเลนท่ีมีสเี หลือง

กลุมของใชทีม่ ีสีแดง

กลุมของใชทมี่ ีสีเหลือง

บตั รภาพ

ภาพฟองนํ้า ภาพถุงเทา ภาพชอ น

ภาพลูกโปง ภาพเปด ยางลอยน้ํา ภาพกบเหลาดนิ สอ

ภาพขวดนํา้ ภาพหลอดดดู ยา ภาพหมวก

โรงเรียนขจรเกยี รติพัฒนา สัปดาหท ี่ …7……

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรยี นท่ี 2/……….. ชื่อผูสอน………………………………………….
กลมุ สาระ วิทยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1 จาํ นวน 4 คาบ
หนวยการเรยี นรทู ่ี 3 วัสดุและการเกิดเสียง เร่ือง เกณฑท ่ีใชจดั กลมุ วสั ดุ
(การจําแนกขนาดเปน เกณฑ)
1.มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชี้วัด
มาตรฐานที่ ว 2.1 เขา ใจสมบัตขิ องสาร องคป ระกอบของสสาร ความสัมพันธร ะหวา งสมบตั ิของสารกับ
โครงสรางและแรงยดึ เหนีย่ วระหวางอนภุ าคหลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารการเกดิ สารละลาย
และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
มาตรฐานท่ี ว 8.2 เขาใจและใชแนวคดิ เชิงคํานวณในการแกปญ หาที่พบในชวี ิตจรงิ อยา งเปน ข้นั ตอนและเปน
ระบบใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรยี นรู การทาํ งานและการแกปญ หาไดอ ยางมปี ระสิทธภิ าพ รูเทาทนั
และมีจรยิ ธรรม

ตวั ช้ีวดั ที่ ป.1/1 อธิบายสมบัตทิ ่ีสังเกตไดของวัสดุทใ่ี ชทําวตั ถุซงึ่ ทาํ จากวสั ดชุ นิดเดียวหรือหลายชนดิ ประกอบ
กันโดยใชห ลกั ฐานเชงิ ประจักษ

ตวั ชีว้ ดั ท่ี ป. 1/2 ระบชุ นดิ ของวัสดุและจดั กลมุ วัสดุตามสมบัติท่สี งั เกตได

2.สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด

ของเลน และของใชรอบตัวเราทาํ จากวัสดุตา งๆหลายชนดิ เชนผา กระดาษ ไม โลหะ พลาสติก
เปนตน ซ่งึ วัสดเุ หลาน้ีอาจมลี ักษณะบางอยางเหมือนกนั และอาจมบี างอยา งแตกตางกัน

3. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู

1. เปรยี บเทียบลักษณะของวสั ดไุ ด (K)
2. จดั กลมุ วัสดุได (P)
3. มีความสนใจใฝเรียนรู (A)

4. สาระการเรียนรู สาระการเรยี นรูทองถนิ่
พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา
สาระการเรียนรูแ กนกลาง
การจดั กลมุ ของวัสดตุ ามเกณฑตางๆ ทก่ี ําหนด

5.กิจกรรมการเรยี นรู คาบท่ี 1
ขั้นนาํ

ขัน้ กระตนุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูนาํ บัตรคําช่อื ของเลน และของใช มาวางไวหนา ช้นั เรยี น ดังนี้

บตั รคาํ ตุกตา
กลองดนิ สอโลหะ แกวนาํ้
กระเปาผา หนุ ยนต
ยางลบ สมุด
ลูกบอลพลาสติก เงนิ เหรียญ
ลกู แกว

2. ครูชูบัตรคาํ ใหนกั เรยี นอานพรอมกันทีละแผน จากน้ันถามคําถามเพอ่ื กระตนุ ใหนกั เรยี นชว ยกันยกมือ
ตอบ ดังนี้

●ยางลบทําจากวสั ดุอะไร
(แนวตอบ : ทําจากยาง)
●ยางจดั เปนโลหะหรือไม
(แนวตอบ : ไมใช)
●โลหะกบั ยางแตกตางกนั อยางไร
(แนวตอบ : ยางมีความยดื หยุนแตโลหะมีความแขง็ )
●หนังสือทาํ จากวัสดุอะไร
(แนวตอบ : ทาํ จากกระดาษ)
●กระดาษเปนโลหะหรือไม
(แนวตอบ : ไมเปน )
●ของเลนหรือของใชอะไรบา งทท่ี าํ จากโลหะ
(แนวตอบ : กลองดินสอโลหะ ชอ นโลหะ)
●สิ่งของอะไรบา งท่ีไมไดท ําจากโลหะ
(แนวตอบ : ข้นึ อยูกบั คาํ ตอบของนักเรยี น)
●สิง่ ของเหลา น้ันมีขนาดอยางไร
(แนวตอบ : ข้นึ อยูกับคําตอบของนักเรียน)
3. ครูแบง นักเรยี นออกเปน สองฝายตามความเหมาะสมจากนน้ั ใหน กั เรียนแขงขนั เลน เกม แบงสมบตั ิโดยครูอธบิ ายกตกิ า
การแขงขนั คือ
1) ครเู ขยี นขอความไวบ นกระดานวา ขนาดเล็ก กับ ขนาดใหญ

2) ใหแตละฝายสงตวั แทนฝา ยละ 5 คน ออกมาเปนตวั แทน
3) แตละฝายจับสลากวา ขนาดเลก็ ขนาดใหญ เปนตน
4) ครูวางบัตรคํารวมกันไวบนโตะหนาช้ันเรียน โดยแตละกลุมออกมาเลือกบัตรคําของตนเองไปติดบน
กระดานตามที่จับฉลากไดทีละคนแลววิ่งกลับมาแตะท่ีมือเพ่ือนคนตอไปจนครบทั้ง 5 คน กลุม

ไหนเสร็จกอนใหนง่ั ลง และฝายใดถกู ตอ งและใชเวลาเรว็ กวาจะเปนฝายชนะ
4. นักเรยี นทุกคนรวมกนั สรุปความรทู ่ีไดจ ากการเลน เกม

(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม)

คาบที่ 2

ขัน้ สอน

ขั้นสาํ รวจคน หา (Explore)
1. นกั เรียนรว มกันดูภาพและอานหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร ป.1 จากน้ันครถู ามคาํ ถาม
นกั เรียนจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรวา เพ่ือนๆ จะจดั กลมุ วัตถุเหลานี้ไดอยางไรบาง
(แนวตอบ : เชน จดั กลุมโดยใชเ กณฑสขนาดของเลนของใช เปน ตน )
2. ครนู าํ ตัวอยางวตั ถมุ า 5-6 ช้ิน ทม่ี ลี กั ษณะภายนอกเหมือนกนั มาใหน ักเรยี นดู

ตัวอยางวัตถุ
ตะกรา กอนหิน แกว น้าํ ลูกโปง ลูกแกว ลูกบอล เปน ตน

3. นกั เรยี นชว ยกนั จัดกลุมวสั ดุตามเกณฑท ี่ครูกําหนดให

ตวั อยาง เกณฑทใี่ ชใ นการจัดกลุมวัสดุ
ใชขนาดเปนเกณฑ (จําแนกไดเปน ขนาดเล็ก ขนาดใหญ เปน ตน )

4. นักเรยี นแตล ะคนบนั ทกึ ขอมูลการจัดกลุมวสั ดุและบอกเกณฑท่ีใชใ นการจดั กลมุ วัสดุลงในใบงาน
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

คาบที่ 3

ข้ันอธบิ ายความรู (Explain)
1. ครูสุมนกั เรยี น 4-5 คน แลวใหนาํ ผลการบันทึกกิจกรรมออกมานําเสนอหนาชั้นเรียนเพ่ือแลกเปล่ียน
ความคิดเหน็
2. ครูตง้ั คําถามถามนักเรยี นวา เมื่อเกณฑท ่ีใชในการแบง กลมุ เปล่ยี นไปของเลน และของใชท ่ีอยูใ นกลมุ
ยังคงเหมอื นเดิมหรือเปลีย่ นแปลง โดยใหนักเรยี นตอบคําถามอยา งอิสระ
(แนวตอบ :ข้นึ อยูกบั ดุลยพนิ จิ ของครผู สู อน)
3. ครูนําผลการทํากิจกรรมของนักเรียนที่จัดกลุมวัสดุ มาอธิบายใหนักเรียนเขาใจเกี่ยวกับการจัดกลุมวัสดุ ท่ี
สามารถใชเ กณฑในการจัดกลุมวัสดุไดหลากหลายแลว เขียนไวบนกระดาน เชน วัสดทุ ี่ใชข นาดเปน เกณฑ

คาบที่ 4

ขัน้ สรปุ

ข้ันขยายความเขา ใจ (Elaborate)
1. นักเรียนแบงกลุมกลุมละ 3-4 คน จากน้ันต้ังช่ือกลุม แลวรวมกันสรุปเกี่ยวกับเกณ ฑตางๆที่ใชใน
การจัดกลุมของวัสดุโดยใหนักเรียนชวยกันสรุปเปนแผนผังความคิดเก่ียวกับเกณฑท่ีใชในการจําแนกกลุมวัสดุ
พรอ มตกแตงใหสวยงามโดยทาํ ลงในกระดาษปอนด
2. แตละกลมุ เตรียมความพรอมและตรวจสอบความถกู ตองของผลงานเพอื่ นําเสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนาชน้ั เรียน
3. ครูสุมรายชื่อกลุมจากการจับฉลากใหนําผลงานออกมานําเสนอหนาชั้นทีละกลุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน จน
ครบทกุ กลุม
4. นกั เรียนรว มกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครแู นะนําในสวนท่ีบกพรองหรือควรเพม่ิ เติม

(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ )

ขัน้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูใหน ักเรยี นรว มกันสรปุ เกย่ี วกบั เกณฑท ่ีใชใ นการจาํ แนกกลมุ วสั ดุ
2. ครปู ระเมนิ ผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถาม พฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล
พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาชั้นเรียน

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการวดั ผล เคร่ืองมือวัด เกณฑการ
จุดประสงค 1.คําถามกระตุน ประเมนิ ผล
ความคิด 60% ขึน้ ไป ถือวา
ความรคู วาม 1.ระบุเกณฑใ นการจําแนกได 1. ใบงาน ผานเกณฑการ
เขา ใจ (K) ประเมนิ
1. แบบสังเกต 60% ขึ้นไป ถือวา
ทักษะ/ 1.จัดกลมุ วตั ถุตา งๆ ได พฤติกรรม ผานเกณฑการ
กระบวนการ (P) 2. แบบประเมิน ประเมนิ
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ 60% ขนึ้ ไป ถือวา
คุณลักษณะนสิ ยั (A) 1.รับผิดชอบตอหนาท่ีที่ไดร บั ประสงค ผานเกณฑการ
มอบหมาย ประเมนิ
2.สังเกตความมีวินัย ใฝเรยี นรู
และมงุ มั่นในการทาํ งาน

7. ส่อื /แหลงการเรยี นรู
7.1 สอื่ การเรียนรู

1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรูที่ 3 วัสดุและการเกิดเสยี ง
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรียนรทู ี่ 3 วัสดุและการเกิดเสียง
3) วสั ด-ุ อุปกรณ เชน กระดาษปอนด เปนตน

7.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) หองเรียน
3) อนิ เทอรเนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ...............................................ผสู อน ลงชื่อ....................................ฝา ยวิชาการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงชอ่ื ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

ใบงาน เร่อื งการจําแนกวัสดุโดยใชขนาดเปน เกณฑ
คาํ ชแี้ จง ใหนักเรียนดูภาพ แลว ลอมรอบภาพตามประเดน็ ทกี่ ําหนด
1. ขนาดเล็ก

2. ขนาดปานกลาง

3. ขนาดเลก็

4. ขนาดใหญ

โรงเรียนขจรเกยี รติพัฒนา สปั ดาหท ี่ …8……

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรียนที่ 2/……….. ชอ่ื ผูสอน………………………………………….
กลมุ สาระ วิทยาศาสตร ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 1 จํานวน 4 คาบ
หนวยการเรยี นรูท ่ี 3 วสั ดแุ ละการเกิดเสยี ง เร่ือง เกณฑท ีใ่ ชจ ดั กลมุ วสั ดุ

(การจําแนกพ้นื ผวิ เปนเกณฑ)

1.มาตรฐานการเรียนร/ู ตัวชว้ี ดั

มาตรฐานท่ี ว 2.1 เขา ใจสมบัติของสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พนั ธร ะหวา งสมบตั ิของสารกับ
โครงสรางและแรงยดึ เหน่ียวระหวา งอนุภาคหลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสารการเกิด
สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี

มาตรฐานท่ี ว 8.2 เขาใจและใชแ นวคิดเชงิ คํานวณในการแกปญหาที่พบในชวี ติ จริงอยา งเปน ขั้นตอนและ
เปน ระบบใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรกู ารทํางานและการแกปญหาไดอยางมีประสทิ ธิภาพ
รเู ทา ทัน และมจี ริยธรรม

ตัวชี้วดั ที่ ป.1/1 อธิบายสมบตั ทิ ่ีสังเกตไดข องวัสดุท่ีใชท ําวัตถซุ ่งึ ทาํ จากวัสดชุ นิดเดยี วหรือหลายชนิด
ประกอบกนั โดยใชหลกั ฐานเชิงประจักษ

ตัวชว้ี ดั ที่ ป. 1/2 ระบชุ นดิ ของวสั ดแุ ละจดั กลุมวัสดุตามสมบตั ิทสี่ ังเกตได

2.สาระสําคัญ/ความคดิ รวบยอด

ของเลนและของใชรอบตวั เราทําจากวสั ดตุ า งๆหลายชนิดเชน ผา กระดาษ ไม โลหะ พลาสติก
เปน ตน ซึ่งวัสดุเหลา น้อี าจมลี ักษณะบางอยางเหมือนกนั และอาจมีบางอยางแตกตางกัน

3. จุดประสงคการเรยี นรู

1. เปรียบเทียบลักษณะของวสั ดไุ ด (K)
2. จัดกลุมวัสดไุ ด (P)
3. มคี วามสนใจใฝเ รียนรู (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรูแกนกลาง สาระการเรียนรทู อ งถิ่น
การจัดกลุม ของวัสดุตามเกณฑตา งๆ ท่กี าํ หนด พจิ ารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา

5.กจิ กรรมการเรียนรู คาบท่ี 1
ขัน้ นํา

ข้นั กระตุนความสนใจ (Engage)
1. ครูนําบัตรคําชื่อของเลน และของใช มาวางไวห นา ชนั้ เรียน ดังนี้

บตั รคํา ตกุ ตาผา
ยางรถยนต กอนหิน
ผาเช็ดหนา หุนยนต
ยางลบ สมุด
ลูกบอลพลาสตกิ โตะ ไม
ลูกแกว

2. ครชู ูบัตรคาํ ใหน กั เรยี นอานพรอมกนั ทลี ะแผน จากนั้นถามคําถามเพือ่ กระตุนใหนกั เรยี นชว ยกนั ยกมือ
ตอบ ดังนี้

●ยางลบทาํ จากวสั ดุอะไร
(แนวตอบ : ทาํ จากยาง)
●ยางจัดเปนโลหะหรือไม
(แนวตอบ : ไมใช)
●โลหะกบั ยางแตกตางกันอยางไร

(แนวตอบ : ยางมีความยดื หยุนแตโลหะมีความแขง็ )
●สมุดทําจากวัสดุอะไร
(แนวตอบ : ทําจากกระดาษ)
●กระดาษเปนโลหะหรอื ไม

(แนวตอบ : ไมเปน)
●ของเลน หรือของใชอะไรบางท่ีทําจากโลหะ
(แนวตอบ : กลอ งดนิ สอโลหะ ชอ นโลหะ)
●ส่งิ ของอะไรบางท่ีไมไดทําจากโลหะ
(แนวตอบ : ขึน้ อยูกบั คําตอบของนักเรียน)
●ส่งิ ของเหลา นนั้ มีพื้นผวิ เปนอยา งไร

(แนวตอบ : ขน้ึ อยูกับคําตอบของนักเรียน)
3. ครูแบง นักเรียนออกเปน สองฝายตามความเหมาะสมจากน้นั ใหนักเรยี นแขงขนั เลน เกม แบงสมบัติโดยครูอธิบายกตกิ า
การแขง ขันคือ

1) ครเู ขยี นขอความไวบ นกระดานวา เรียบ กับ ขรุขระ

2) ใหแตล ะฝา ยสง ตัวแทนฝา ยละ 5 คน ออกมาเปน ตัวแทน
3) แตล ะฝายจับสลากวา เรียบ ขรขุ ระ เปนตน
4) ครูวางบัตรคํารวมกันไวบนโตะหนาช้ันเรียน โดยแตละกลุมออกมาเลือกบัตรคําของตนเองไปติดบน
กระดานตามที่จับฉลากไดทีละคนแลววิ่งกลับมาแตะท่ีมือเพ่ือนคนตอไปจนครบท้ัง 5 คน กลุม

ไหนเสรจ็ กอ นใหน ่ังลง และฝา ยใดถูกตอ งและใชเวลาเร็วกวาจะเปนฝา ยชนะ
4. นกั เรียนทุกคนรวมกนั สรุปความรูที่ไดจากการเลน เกม

(หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น โดยใชแบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

คาบที่ 2

ขั้นสอน

ข้นั สํารวจคน หา (Explore)
1. นักเรียนรว มกนั ดภู าพและอานหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร ป.1 จากน้ันครถู ามคาํ ถาม
นักเรยี นจากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรวา เพื่อนๆ จะจดั กลมุ วัตถเุ หลานี้ไดอยางไรบาง
(แนวตอบ : เชน จดั กลุมโดยใชเ กณฑพ ื้นผวิ ของเลนของใช เปน ตน)
2. ครนู ําตัวอยา งวัตถุมา 5-6 ช้นิ ท่มี ีลักษณะภายนอกเหมือนกนั มาใหนักเรียนดู

ตัวอยา งวตั ถุ
ตะกราพลาสติก กอนหนิ แกวนา้ํ ลกู โปง ลกู แกว ผา ขนหนู เปนตน

3. นกั เรยี นชว ยกันจัดกลุมวสั ดุตามเกณฑท ี่ครูกําหนดให

ตัวอยา ง เกณฑทีใ่ ชในการจัดกลุมวัสดุ
ใชพน้ื ผวิ เปน เกณฑ (จําแนกไดเปน พนื้ ผวิ เรยี บ พน้ื ผวิ ขรุขระ เปนตน

4. นักเรียนแตล ะคนบนั ทึกขอมูลการจัดกลุมวสั ดุและบอกเกณฑท ่ีใชในการจัดกลุม วัสดลุ งในใบงาน
(หมายเหตุ : ครูเรมิ่ ประเมินนักเรยี น โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบที่ 3

ขน้ั อธิบายความรู (Explain)
1. ครูสมุ นักเรียน 4-5 คน แลวใหนาํ ผลการบันทกึ กจิ กรรมออกมานําเสนอหนา ชั้นเรยี นเพื่อแลกเปลย่ี น
ความคดิ เห็น
2. ครูต้ังคําถามถามนักเรียนวา เมือ่ เกณฑท่ีใชใ นการแบง กลมุ เปลยี่ นไปของเลน และของใชท ี่อยใู นกลุม
ยังคงเหมอื นเดิมหรือเปล่ียนแปลง โดยใหนักเรยี นตอบคําถามอยางอิสระ
(แนวตอบ :ขึน้ อยูกบั ดุลยพนิ จิ ของครูผสู อน)
3. ครูนําผลการทํากิจกรรมของนักเรียนท่ีจัดกลุมวัสดุ มาอธิบายใหนักเรียนเขาใจเก่ียวกับการจัดกลุมวัสดุ ที่
สามารถใชเกณฑในการจัดกลมุ วัสดุไดหลากหลายแลว เขยี นไวบนกระดาน เชน วสั ดทุ ใี่ ชพนื้ ผิวเปน เกณฑ

คาบที่ 4
ขัน้ สรปุ

ข้ันขยายความเขา ใจ (Elaborate)
1. นักเรียนแบงกลุมกลุมละ 3-4 คน จากนั้นต้ังชื่อกลุม แลวรวมกันสรุปเกี่ยวกับเกณ ฑตางๆท่ีใชใน
การจัดกลุมของวัสดุโดยใหนักเรียนชวยกันสรุปเปนแผนผังความคิดเกี่ยวกับเกณฑท่ีใชในการจําแนกกลุมวัสดุ
พรอ มตกแตงใหสวยงามโดยทาํ ลงในกระดาษปอนด
2. แตละกลมุ เตรียมความพรอมและตรวจสอบความถกู ตองของผลงานเพือ่ นําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาชน้ั เรียน
3. ครูสุมรายชื่อกลุมจากการจับฉลากใหนําผลงานออกมานําเสนอหนาช้ันทีละกลุมเพื่อแลกเปล่ียนความคิดกัน จน
ครบทกุ กลุม
4. นกั เรียนรว มกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครูแนะนําในสวนท่ีบกพรองหรือควรเพิม่ เติม

(หมายเหตุ : ครเู รม่ิ ประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

ขัน้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูใหน ักเรยี นรว มกันสรปุ เกีย่ วกับเกณฑท ี่ใชใ นการจําแนกกลุมวสั ดุ
2. ครปู ระเมนิ ผลนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถาม พฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล
พฤติกรรมการทํางานกลุม และจากการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาชั้นเรยี น

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวดั และประเมนิ ผล วิธกี ารวัดผล เครือ่ งมอื วัด เกณฑการ
จุดประสงค 1.คําถามกระตนุ ประเมินผล
ความคดิ 60% ข้นึ ไป ถอื วา
ความรคู วาม 1.ระบเุ กณฑในการจาํ แนกได 1. ใบงาน ผา นเกณฑการ
เขา ใจ (K) ประเมิน
1. แบบสงั เกต 60% ขึ้นไป ถือวา
ทักษะ/ 1.จัดกลุม วตั ถุตา งๆ ได พฤติกรรม ผา นเกณฑการ
กระบวนการ (P) 2. แบบประเมิน ประเมิน
คุณลักษณะอนั พึง 60% ข้ึนไป ถอื วา
คุณลักษณะนสิ ยั (A) 1.รับผิดชอบตอหนา ที่ทไ่ี ดรับ ประสงค ผานเกณฑการ
มอบหมาย ประเมิน
2.สังเกตความมีวินัย ใฝเรียนรู
และมุง มัน่ ในการทํางาน

7. ส่อื /แหลงการเรยี นรู
7.1 สอื่ การเรียนรู

1) หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรูที่ 3 วัสดุและการเกิดเสยี ง
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรียนรทู ี่ 3 วัสดุและการเกิดเสียง
3) วสั ด-ุ อุปกรณ เชน กระดาษปอนด เปนตน

7.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) หองเรียน
3) อนิ เทอรเนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ...............................................ผสู อน ลงชื่อ....................................ฝา ยวิชาการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงชอ่ื ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

ใบงานเรือ่ ง การจาํ แนกวสั ดุโดยใชพืน้ ผวิ เปนเกณฑ
คําชี้แจง ใหนกั เรียนตดิ ภาพของเลนและของใช ลงในกรอบตามเกณฑที่กาํ หนด

กลุม ของใชท่มี ีพืน้ ผิวเรียบ

กลมุ ของใชทีม่ ีพืน้ ผิวไมเรียบ

โรงเรยี นขจรเกียรติพัฒนา สัปดาหท่ี …9……

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรียนที่ 2/……….. ชอื่ ผสู อน………………………………………….
กลุมสาระ วทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศึกษาปที่ 1 จํานวน 4 คาบ
หนว ยการเรยี นรูท ่ี 3 วสั ดแุ ละการเกดิ เสยี ง เรื่อง เกณฑทใี่ ชจดั กลมุ วัสดุ

(การจําแนกความแข็งเปน เกณฑ)

1.มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชว้ี ัด

มาตรฐานที่ ว 2.1 เขา ใจสมบัตขิ องสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พนั ธร ะหวางสมบตั ิของสารกับ
โครงสรา งและแรงยดึ เหน่ียวระหวา งอนุภาคหลักและธรรมชาตขิ องการเปลีย่ นแปลงสถานะของสารการเกดิ
สารละลาย และการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี

มาตรฐานท่ี ว 8.2 เขาใจและใชแนวคดิ เชงิ คํานวณในการแกป ญหาที่พบในชวี ติ จริงอยางเปนขัน้ ตอนและ
เปน ระบบใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรูก ารทาํ งานและการแกปญหาไดอยางมปี ระสิทธภิ าพ
รเู ทา ทนั และมจี รยิ ธรรม

ตัวช้ีวดั ท่ี ป.1/1 อธบิ ายสมบัตทิ สี่ ังเกตไดของวสั ดุท่ใี ชทําวัตถุซ่งึ ทาํ จากวัสดชุ นิดเดียวหรอื หลายชนดิ
ประกอบกันโดยใชหลักฐานเชิงประจักษ

ตวั ชี้วัดท่ี ป. 1/2 ระบชุ นิดของวัสดแุ ละจดั กลุมวัสดุตามสมบัติทสี่ งั เกตได

2.สาระสําคญั /ความคิดรวบยอด

ของเลนและของใชร อบตัวเราทําจากวัสดตุ างๆหลายชนดิ เชนผา กระดาษ ไม โลหะ พลาสติก
เปน ตน ซง่ึ วสั ดเุ หลาน้อี าจมีลักษณะบางอยางเหมือนกันและอาจมบี างอยา งแตกตางกนั

3. จุดประสงคก ารเรียนรู

1. เปรียบเทียบลักษณะของวสั ดไุ ด (K)
2. จัดกลมุ วสั ดไุ ด (P)
3. มคี วามสนใจใฝเรยี นรู (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรยี นรูแ กนกลาง สาระการเรยี นรทู อ งถ่นิ
การจดั กลุม ของวสั ดุตามเกณฑต า งๆ ทกี่ าํ หนด พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศกึ ษา

5.กิจกรรมการเรยี นรู คาบที่ 1
ข้ันนํา

ขั้นกระตุนความสนใจ (Engage)
1. ครูนําบตั รคําชือ่ ของเลน และของใช มาวางไวหนาชั้นเรียน ดังน้ี

บตั รคาํ ตกุ ตาผา
ยางรถยนต กอ นหิน
ผา เชด็ หนา ผาเชด็ ตวั
ยางลบ หมอน
ลูกบอลพลาสตกิ โตะ ไม
ลกู แกว

2. ครชู ูบตั รคําใหนักเรียนอานพรอมกันทลี ะแผน จากน้ันถามคําถามเพื่อกระตนุ ใหนักเรยี นชว ยกนั ยกมือ
ตอบ ดังนี้

●ผา เชด็ ตัวทําจากวัสดุอะไร

(แนวตอบ : ทําจากผา)
●ยางรถยนตจ ดั เปน โลหะหรือไม
(แนวตอบ : ไมใช)
●ผาเชด็ ตวั กับยางรถยนตแ ตกตางกันอยางไร
(แนวตอบ : ผาเชด็ ตวั นุม แตยางรถยนตมีความแข็ง)
●โตะทําจากวสั ดุอะไร
(แนวตอบ : ทําจากไม)
●ไมเ ปนโลหะหรือไม
(แนวตอบ : ไมเปน)
●ของเลนหรือของใชอ ะไรบา งทที่ าํ จากไม

(แนวตอบ : โตะ เกาอ้ี)
●ส่ิงของอะไรบา งที่ไมไดทําจากไม
(แนวตอบ : ขึน้ อยูกับคําตอบของนักเรยี น)
●ส่ิงของเหลา น้ันมีความแข็งหรอื ไม

(แนวตอบ : ขึ้นอยูกับคําตอบของนักเรียน)
3. ครูแบง นักเรยี นออกเปน สองฝายตามความเหมาะสมจากน้นั ใหนักเรยี นแขงขนั เลน เกม แบงสมบตั ิโดยครูอธิบาย
กตกิ าการแขงขันคือ

1) ครเู ขียนขอความไวบ นกระดานวา แขง็ กับ ออนนุม
2) ใหแตล ะฝา ยสง ตวั แทนฝายละ 5 คน ออกมาเปนตัวแทน

3) แตล ะฝายจับสลากวา แข็ง ออนนมุ เปน ตน
4) ครูวางบัตรคํารวมกันไวบนโตะหนาชั้นเรียน โดยแตละกลุมออกมาเลือกบัตรคําของตนเองไปติดบน
กระดานตามท่ีจับฉลากไดทีละคนแลวว่ิงกลับมาแตะท่ีมือเพื่อนคนตอไปจนครบท้ัง 5 คน กลุม

ไหนเสรจ็ กอ นใหน งั่ ลง และฝายใดถูกตองและใชเวลาเรว็ กวาจะเปนฝายชนะ
4. นกั เรียนทุกคนรวมกนั สรุปความรทู ่ีไดจ ากการเลนเกม

(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนักเรียน โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม)

คาบท่ี 2

ขนั้ สอน

ขั้นสาํ รวจคน หา (Explore)
1. นักเรยี นรวมกนั ดภู าพและอา นหนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร ป.1 จากนนั้ ครูถามคําถาม
นักเรียนจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรวา เพื่อนๆ จะจดั กลุมวตั ถุเหลา น้ีไดอยางไรบา ง
(แนวตอบ : เชน จดั กลมุ โดยใชเกณฑความแขง็ ของของเลน ของใช เปนตน )
2. ครูนาํ ตวั อยางวตั ถุมา 5-6 ชิ้น ทีม่ ีลักษณะภายนอกเหมือนกนั มาใหนักเรยี นดู
ตวั อยางวัตถุ
เสื้อผา กอนหนิ แกวน้าํ ตุกตาผา ลูกแกว ผา ขนหนู เปน ตน

3. นักเรียนชว ยกันจัดกลุมวสั ดุตามเกณฑที่ครกู าํ หนดให

ตัวอยา ง เกณฑทใี่ ชในการจัดกลุมวสั ดุ
ใชความแข็งเปนเกณฑ (จําแนกไดเปน แขง็ ออ นนมุ เปนตน

4. นักเรียนแตละคนบนั ทกึ ขอมลู การจัดกลุมวสั ดแุ ละบอกเกณฑที่ใชในการจัดกลมุ วัสดุลงในใบงาน
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)

คาบท่ี 3

ขั้นอธบิ ายความรู (Explain)
1. ครูสุมนักเรียน 4-5 คน แลวใหนาํ ผลการบนั ทกึ กจิ กรรมออกมานําเสนอหนาช้ันเรยี นเพื่อแลกเปลี่ยนความ
คดิ เห็น
2. ครูตั้งคําถามถามนักเรยี นวา เมอ่ื เกณฑท ี่ใชในการแบง กลุม เปล่ียนไปของเลน และของใชท ี่อยใู นกลมุ
ยงั คงเหมือนเดิมหรือเปลีย่ นแปลง โดยใหนักเรียนตอบคาํ ถามอยา งอสิ ระ
(แนวตอบ :ขึ้นอยกู ับดุลยพินจิ ของครผู สู อน)
3.ครูนําผลการทํากิจกรรมของนักเรียนที่จัดกลุมวัสดุ มาอธิบายใหนักเรียนเขาใจเกี่ยวกับการจัดกลุมวัสดุ ที่
สามารถใชเกณฑในการจัดกลุมวสั ดุไดห ลากหลายแลวเขียนไวบ นกระดาน เชน วัสดุทีใ่ ชความแข็งเปน เกณฑ

คาบท่ี 4

ข้ันสรปุ

ขั้นขยายความเขา ใจ (Elaborate)
1. นักเรียนแบงกลุมกลุมละ 3-4 คน จากน้ันต้ังชื่อกลุม แลวรวมกันสรุปเก่ียวกับเกณฑตางๆท่ีใชใน
การจัดกลุมของวัสดุโดยใหนักเรียนชวยกันสรุปเปนแผนผังความคิดเก่ียวกับเกณฑท่ีใชในการจําแนกกลุมวัสดุ
พรอ มตกแตงใหสวยงามโดยทาํ ลงในกระดาษปอนด
2. แตละกลุมเตรียมความพรอมและตรวจสอบความถูกตองของผลงานเพื่อนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาช้ัน
เรยี น
3. ครสู มุ รายช่ือกลุมจากการจับฉลากใหนาํ ผลงานออกมานําเสนอหนา ช้ันทลี ะกลมุ เพื่อแลกเปลยี่ นความคดิ กัน จน
ครบทกุ กลมุ
4. นักเรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูแนะนําในสว นท่ีบกพรองหรือควรเพิม่ เติม

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม )

ข้นั ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูใหน กั เรยี นรวมกนั สรปุ เก่ยี วกบั เกณฑท ี่ใชในการจาํ แนกกลมุ วัสดุ
2. ครปู ระเมินผลนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถาม พฤติกรรมการทํางานรายบุคคล
พฤติกรรมการทาํ งานกลมุ และจากการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาช้นั เรียน

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วธิ ีการวัดผล เคร่อื งมอื วดั เกณฑการ
จุดประสงค 1.คาํ ถามกระตุน ประเมนิ ผล
ความคิด 60% ขนึ้ ไป ถือวา
ความรูความ 1.ระบเุ กณฑใ นการจําแนกได 1. ใบงาน ผานเกณฑการ
เขา ใจ (K) ประเมิน
1. แบบสังเกต 60% ขน้ึ ไป ถือวา
ทักษะ/ 1.จัดกลมุ วตั ถุตางๆ ได พฤติกรรม ผานเกณฑการ
กระบวนการ (P) 2. แบบประเมิน ประเมิน
คุณลกั ษณะอันพึง 60% ข้นึ ไป ถอื วา
คณุ ลักษณะนิสยั (A) 1.รับผิดชอบตอหนาที่ท่ีไดรับ ประสงค ผานเกณฑการ
มอบหมาย ประเมิน
2.สงั เกตความมีวนิ ัย ใฝเ รยี นรู
และมงุ มัน่ ในการทํางาน

7. ส่ือ/แหลง การเรยี นรู
7.1 สื่อการเรียนรู

1) หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรียนรูท ่ี 3 วัสดแุ ละการเกิดเสยี ง
2) แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรยี นรทู ี่ 3 วสั ดแุ ละการเกิดเสียง
3) วสั ด-ุ อุปกรณ เชน กระดาษปอนด เปน ตน

7.2 แหลง การเรียนรู
1) หอ งสมุด
2) หอ งเรียน
3) อินเทอรเ นต็

8. กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ ...............................................ผสู อน ลงชือ่ ....................................ฝา ยวิชาการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่อื ....................................................ผูบ รหิ าร
(………………………………………)

ใบงานเรื่อง การจําแนกวสั ดุโดยใชค วามแข็งเปนเกณฑ
คําชแี้ จง ใหนกั เรยี นวาดภาพของเลนและของใช อยา งละ 2 ภาพ ลงในกรอบตามเกณฑท่กี ําหนด
กลุม ของเลนท่ีมคี วามแขง็

กลมุ ของเลนที่มคี วาม
ออ นนุม

กลมุ ของใชท่ีมีความแข็ง

กลมุ ของใชที่มคี วาม
ออนนุม

โรงเรียนขจรเกียรติพฒั นา สปั ดาหท่ี …11……

แผนการจดั การเรียนรู

ภาคเรียนที่ 2/…………. ชือ่ ผูส อน………………………………………….
กลมุ สาระ วิทยาศาสตร ชั้นประถมศกึ ษาปท่ี 1 จาํ นวน 2 คาบ
หนวยการเรียนรูท ่ี 3 วัสดแุ ละการเกดิ เสียง เร่ือง การเกดิ เสยี ง

1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชีว้ ดั

มาตรฐานที่ ว 2.3 เขา ใจความหมายของพลังงาน การเปลยี่ นแปลงและการถา ยโอนพลังงาน ปฏสิ ัมพันธ
ระหวา งสสารและพลงั งาน พลงั งานในชีวติ ประจําวนั ธรรมชาติของคลนื่ ปรากฏการณทเ่ี ก่ยี วของกบั เสียง แสง และคลนื่
แมเ หล็กไฟฟา รวมท้ังนาํ ความรูไปใชป ระโยชน

มาตรฐานที่ ว 8.2 เขาใจและใชแนวคิดเชงิ คาํ นวณในการแกป ญหาทพ่ี บในชวี ิตจริงอยางเปน ข้นั ตอนและเปน
ระบบใชเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรยี นรู การทาํ งานและการแกปญ หาไดอ ยา งมี
ประสิทธภิ าพ รเู ทาทนั และมีจริยธรรม

ตัวช้ีวัดที่ ป.1/1 บรรยายการเกดิ เสียงและทิศทางการเคลื่อนทขี่ องเสยี งจากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ

2. สาระสําคัญ/ความคิดรวบยอด

เสียงเปน พลงั งานรปู หนึ่งที่เราสามารถรบั รไู ด โดยการฟงผานทางหู เสยี งเกิดจากการสั่นสะเทอื น
ของวัตถุ

3. จุดประสงคการเรียนรู

1. บรรยายการเกิดเสียงได (K)

2. ทดลองเก่ียวกบั การเกดิ เสียงได (P)

3. มคี วามสนใจใฝเ รียนรู (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรยี นรูแ กนกลาง สาระการเรียนรทู องถ่ิน
การเกิดเสียง พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา

5. กิจกรรมการเรียนรู

คาบที่ 1

ข้ันนํา

ข้นั ที่ 1 กระตนุ ความสนใจ (Engage)
1. ครทู ักทายกับนักเรียน แลวแจง ผลการเรยี นรทู ี่จะเรยี นในวันน้ใี หน กั เรยี นทราบ
2. ครกู ระตนุ ความสนใจของนักเรยี นเกย่ี วกบั เร่อื งทีจ่ ะเรยี นในวนั นี้ โดยใหน ักเรยี นดภู าพในหนงั สือเรยี น

วิทยาศาสตรป.1จากน้นั ครูถามคาํ ถามสาํ คัญประจําบทจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรวาเสยี งเกดิ ข้ึนไดอ ยางไร
(แนวตอบ : เสยี งเกิดจากการสน่ั สะเทือนของวตั ถทุ ี่เปน แหลง กําเนดิ เสยี ง)

3. ครูใหรางวลั หรอื คาํ ชมกบั นกั เรียนที่ตอบคาํ ถามเพ่อื เปนการเสรมิ แรงในการเรยี นรู
4.นักเรียนเรยี นรคู ําศัพททีเ่ กย่ี วของกบั การเรยี นจากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตรโ ดยครเู ปน ผูอ านนาํ และให
นักเรียนอานตาม ดังนี้

music (ˋมิวซคิ ) เสยี งดนตรี
sound (ซาวนด) เสียง
hearing การไดย ิน
vibration (เฮยี ริง) การสัน่ สะเทือน
sound source (ไวˋเบรชัน) แหลงกําเนิดเสียง
(ซาวนด ซอส)

5. นกั เรยี นวาดภาพท่ีทําใหเ กดิ เสยี งไดทํากิจกรรมนําสกู ารเรยี นในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตรป .1
(หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล)

ข้ันสอน

ขัน้ สํารวจคน หา (Explore)
1. ครตู ้ังคําถามถามนกั เรียนวา ในตอนเชานักเรยี นจะไดยนิ เสียงอะไรเปน เสียงแรกของวัน และเสียง

เหลา นั้นเกดิ ข้ึนไดอ ยา งไร จากน้ันสมุ เลือกนักเรียนตอบคาํ ถาม 3-4 คน
(แนวตอบ : เสยี งไกขนั นาฬกิ าปลกุ เสียงเกิดจากการส่นั สะเทือนของวตั ถุท่ีเปน แหลง กาํ เนิดเสียง)

2. นกั เรียนทุกคนศึกษาภาพและขอมลู จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร จากนัน้ ครถู ามคําถามจากหนังสือเรียน
วิทยาศาสตรวา เสียงในชีวติ ประจําวันเกดิ มาจากแหลงใดบาง

(แนวตอบ : แหลง กําเนดิ เสยี งตามธรรมชาติเชนเสียงคน เสียงสัตว เสียงฟา รองเปนตน
แหลง กาํ เนดิ เสยี งท่ีมนษุ ยส รางขึน้ เชนเสยี งยานพาหนะ เสยี งเครื่องดนตรี เสียงพลุ)

3. นักเรยี นชว ยกันทาํ การทดลองในกจิ กรรม เร่ือง การเกดิ เสียง ในหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร โดยใหนักเรียน
วางมือหนงึ่ ขางบนโตะ แลวใชดินสอเคาะโตะใกลๆ กับมือท่ีวางไว จากนน้ั สงั เกตการเกิดเสียงและการส่นั สะเทือนที่
เกดิ ข้ึนแลว ครูถามคาํ ถามเพ่ือนําเขาสูการทํากิจกรรม ดังน้ี

• เมื่อเคาะโตะ ใหน ักเรยี นสังเกตโดยใชป ระสาทสมั ผสั ทางตา หู และผวิ สมั ผสั ไดข อมูลอยา งไรบาง

(แนวตอบ : เหน็ ดินสอกระทบกบั โตะ ไดยนิ เสยี ง รสู กึ ถงึ การสนั่ ของดนิ สอ)
• นักเรยี นคิดวาเสยี งที่เกิดขึน้ เกดิ จากอะไร
(แนวตอบ : ดินสอกระทบกบั โตะแลว ส่นั สะเทือน)
• นักเรียนจะอธบิ ายการทดลองเพ่ืออธิบายการเกิดเสียงไดอ ยางไร
(แนวตอบ : เสยี งเกดิ จากการส่ันสะเทือนของวตั ถุ)
4. บนั ทึกผลการทาํ กิจกรรมลงในสมุดประจาํ ตวั นักเรยี น
5. นกั เรยี นทุกคนปฏบิ ตั ิตามกจิ กรรมทีละอยา ง ดังน้ี
• ใชมอื แตะลําคอของตัวเองขณะพูดและหยดุ พูด สงั เกตและบันทึกผลลงในสมุดประจําตวั นักเรียน
หรอื ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร
• ใชน วิ้ หวั แมมือและนิว้ ช้ีขงึ หนังยางใหต งึ จากนั้นใชมอื อีกขางดงึ หนังยางแลว ปลอ ย สงั เกตและ
บนั ทึกผลลงในสมุดประจําตัวนักเรยี น หรือลงในแบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร
6. นักเรียนทุกคนชว ยกนั เปรียบเทยี บการเกดิ เสียงและสิง่ ที่ทาํ ใหเกดิ เสียงท้ัง 2 กจิ กรรม แลวบนั ทึกผลลงใน
สมดุ ประจาํ ตวั นักเรียน หรือลงในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร (หมายเหตุ : ครูเริ่มประเมนิ นักเรียน โดยใชแ บบสงั เกต
พฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

คาบที่ 2
ข้นั สอน

ขนั้ อธบิ ายความรู (Expain)
1. นกั เรียนแตล ะกลุม รวมกันอภิปรายและสรปุ ผลเรื่องลกั ษณะการเกดิ เสียงและวตั ถุท่ที ําใหเกิดเสียง
2.ครูสุมเลือกตัวแทนของแตละกลมุ ใหออกมานําเสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนาชั้นเรียนเพ่ือแลกเปลย่ี นความ

คิดเหน็ เกี่ยวกบั ลักษณะการเกิดเสียงและวตั ถทุ ี่ทําใหเกิดเสยี งหนาช้นั เรยี น (หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมินนักเรยี น
โดยใชแ บบสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ )

ข้นั สรุป
ขนั้ ขยายความเขาใจ (Elaborate)

1. นักเรยี นทุกคนดูคลิปวิดีโอลกั ษณะการเกิดเสยี งจากสอ่ื ตางๆ ในอินเทอรเนต็ เพื่อขยายความเขาใจเก่ยี วกบั
การเกดิ เสียงมากข้ึน จากน้ันใหนกั เรียนแสดงความคิดเห็นรวมกนั เกี่ยวกับสิง่ ทไ่ี ดด ู

2. นกั เรียนทกุ คนรวมกนั แลกเปลยี่ นความคิดเหน็ เกย่ี วกบั การเกดิ เสยี งในชวี ิตประจาํ วนั ทรี่ บกวนการทาํ งานหรอื
การใชชวี ติ ของนักเรียน โดยมีครูคอยแนะนาํ เพ่ิมเตมิ

3. นกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและแสดงความคดิ เห็น โดยครถู ามคาํ ถามดังน้ี
• ถา นกั เรียนตองการควบคมุ การเกิดเสียง นักเรยี นจะทาํ ไดอยางไร
(แนวตอบ : ควบคุมการส่นั ของวตั ถทุ ีท่ ําใหเ กดิ เสียง)

4. นกั เรียนทุกคนทํากจิ กรรมหนูตอบไดจ ากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร
(หมายเหตุ : ครเู ร่มิ ประเมนิ นกั เรียน โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

ขน้ั ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครใู หน ักเรียนรว มกันสรปุ ความรเู กี่ยวกบั การเกิดเสยี ง
2. ครูประเมนิ ผลนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคําถาม พฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล

พฤติกรรมการทํางานกลมุ และจากการนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนา ช้ันเรยี น

3. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมนําสกู ารเรยี นในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี นหรือในแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร
4. ครตู รวจสอบผลการทํากิจกรรมเร่อื ง การเกิดเสยี ง ในสมุดประจําตัวนักเรียนหรือในแบบฝกหัด
วทิ ยาศาสตร
5. ครตู รวจสอบผลการทาํ แบบฝกหดั วทิ ยาศาสตร

6. การวัดและประเมินผล

การวดั และประเมนิ ผล วธิ ีการวัดผล เครื่องมือวดั เกณฑการ
จุดประสงค ประเมนิ ผล
60% ขนึ้ ไป ถือวา
ความรคู วาม 1. บรรยายการเกดิ เสยี งได 1.คาํ ถามกระตุน ผา นเกณฑการ
เขา ใจ (K) ความคิด ประเมิน
60% ขึน้ ไป ถอื วา
ทกั ษะ/ 1.ทดลองเกีย่ วกับการเกิดเสยี งได 1. ใบงาน ผา นเกณฑการ
กระบวนการ (P) ประเมนิ
60% ขน้ึ ไป ถอื วา
คุณลักษณะนสิ ยั (A) 1.รับผิดชอบตอหนาที่ทไ่ี ดร บั 1. แบบสังเกต ผานเกณฑการ
มอบหมาย พฤติกรรม ประเมิน
2.สงั เกตความมีวินยั ใฝเ รียนรู 2. แบบประเมนิ
และมุงมน่ั ในการทํางาน คุณลกั ษณะอันพงึ
ประสงค

7. สือ่ /แหลง การเรยี นรู
7.1 สื่อการเรยี นรู

1) หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรียนรูท ่ี 3 วัสดุและการเกดิ เสยี ง
2) แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรทู ี่ 3 วัสดแุ ละการเกิดเสยี ง
3) วัสดุ-อปุ กรณ เชน กระดาษปอนด เปนตน
7.2 แหลงการเรียนรู
1) หองสมดุ
2) หอ งเรียน
3) อินเทอรเนต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………...
…………………………………………………………………………………………………………………………………...
…………………………………………………………………………………………………………………………………...

ลงช่อื ...............................................ผสู อน ลงชอื่ ....................................ฝา ยวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่อื ....................................................ผบู ริหาร
(………………………………………)

โรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา สัปดาหท ่ี …11……

แผนการจดั การเรียนรู

ภาคเรียนท่ี 2/……………. ชื่อผูสอน………………………………………….
กลมุ สาระ วทิ ยาศาสตร ช้ันประถมศกึ ษาปท ี่ 1 จํานวน 2 คาบ
หนวยการเรียนรทู ี่ 3 วัสดุและการเกิดเสยี ง เร่ือง แหลงกําเนดิ เสียง

1. มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ชว้ี ัด

มาตรฐานท่ี ว 2.3 เขา ใจความหมายของพลงั งาน การเปลย่ี นแปลงและการถา ยโอนพลังงาน ปฏิสมั พันธ
ระหวางสสารและพลงั งาน พลงั งานในชีวติ ประจาํ วนั ธรรมชาติของคลืน่ ปรากฏการณที่เกยี่ วของกบั เสยี ง แสง และคลนื่
แมเหล็กไฟฟา รวมทั้งนาํ ความรไู ปใชประโยชน

มาตรฐานที่ ว 8.2 เขาใจและใชแ นวคิดเชงิ คํานวณในการแกป ญหาท่ีพบในชวี ิตจริงอยา งเปน ขัน้ ตอนและ
เปนระบบใชเ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู การทาํ งานและการแกป ญหาไดอยา งมี
ประสทิ ธิภาพ รเู ทา ทัน และมีจรยิ ธรรม

ตัวชี้วดั ที่ ป.1/1 บรรยายการเกิดเสยี งและทิศทางการเคลื่อนทขี่ องเสยี งจากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ

2.สาระสําคญั /ความคิดรวบยอด

แหลงกาํ เนิดเสยี ง คือ สง่ิ ที่ทาํ ใหเ กิดเสยี งเมือ่ สิ่งนั้นมีการสัน่ สะเทอื น การทําใหสิ่งตางๆ เกดิ เสยี งไดมี
หลายวธิ ดี วยกนั เชน ดดี สี ตี เปา เปนตน ซึ่งแหลง กาํ เนิดเสียงแบงได 2 ประเภท ไดแก แหลงกาํ เนดิ เสียง
ตามธรรมชาติ และแหลงกําเนดิ เสยี งทม่ี นษุ ยส รางขึน้

3. จดุ ประสงคการเรียนรู

1) ระบชุ อ่ื แหลง กาํ เนดิ เสียงได (K)
2) จําแนกประเภทของแหลงกําเนดิ เสียงได (P)
3) มคี วามสนใจใฝเรยี นรู (A)

4.สาระการเรียนรู

สาระการเรยี นรแู กนกลาง สาระการเรยี นรทู อ งถนิ่
แหลงกาํ เนดิ เสียง พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา

5. กจิ กรรมการเรียนรู คาบที่ 1
ขนั้ นํา

ขนั้ กระตุนความสนใจ (Engage)
1. ครูแจงผลการเรยี นรูใหนักเรียนทราบ
2. ใหนกั เรียนนัง่ สมาธิโดยหลบั ตาประมาณ 1 นาที จากนั้นครูเคาะโตะหนาชน้ั เรยี น 1 ครงั้ หรือเปด

เสยี งสนุ ขั เหา จากโทรศัพทมอื ถือ หรือคอมพวิ เตอร
3. ใหน ักเรียนลืมตา จากนั้นครถู ามคําถามวา ในระหวา งหลับตาทําสมาธินกั เรียนไดยินเสียงหรอื ไมแ ละ

มาจากแหลงใด
4. ครูสมุ เรยี กชอื่ นักเรียนเปนรายบุคคลประมาณ 4-5 คน ใหแหลง ที่มาของเสยี งทไี่ ดย นิ
5. ครูใหรางวัลหรอื คาํ ชมกบั นกั เรยี นท่ีตอบคําถามเพ่ือเปน การเสริมแรงในการเรยี นรู

(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมินนักเรียน โดยใชแบบสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล)

ขนั้ สาํ รวจคนหา (Explore)
1. ครสู นทนากับนักเรยี นเกย่ี วกับเรื่องการเกิดเสียงในชวั่ โมงทผ่ี านมา จากนน้ั ครูถามนักเรียนโดยให

นักเรยี นชวยกนั ตอบ ดังนี้
• เสยี งเกิดจากการสั่นสะเทือนของวตั ถุ แลว วตั ถทุ ี่ทําใหเกิดเสยี งได เราเรยี กวาอะไร
(แนวตอบ : แหลง กําเนดิ เสียง)
• แหลง กําเนิดเสียงแบงไดเปนก่ีประเภท อะไรบาง

(แนวตอบ : แหลง กําเนดิ เสยี ง แบงไดเปน 2 ประเภท คือแหลง กําเนิดเสียงตามธรรมชาติและแหลง กาํ เนดิ เสียง
ท่มี นุษยสรางขนึ้ )

2. นกั เรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 3-4 คน โดยคละตามความสามารถ
3. นักเรยี นแตละกลมุ ชว ยกันศกึ ษาภาพและขอ มลู จากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตร ป.1 เรอื่ ง การเกิดเสียง
4. ครูนําบัตรภาพแหลงกําเนิดเสียงมาใหนักเรียนแตละกลุม กลุมละ 1 ชุด ชุดละ 8 ใบจากนั้นใหนักเรียน
ชวยกันจาํ แนกประเภทของแหลง กําเนดิ เสียง

(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ )

คาบท่ี 2

ขน้ั สอน

ขน้ั อธบิ ายความรู (Expain)
1. นักเรียนรว มกนั อภปิ รายขอ มูลจากการจําแนกประเภทของแหลงกําเนิดเสยี งท่ีกลุมตนเองทาํ ไว
2. นกั เรียนแตล ะกลุม สรุปผลการทํากจิ กรรมรวมกัน
3. ครใู หความรูความเขาใจนกั เรียนเพ่ิมเติมวา การทําใหแหลง กาํ เนิดเสียงเกิดการสน่ั สะเทือนไดน นั้ มี

หลายวิธี เชน การดดี การสี การตี การเปา การเคาะ เปนตน
(หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรยี น โดยใชแบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ )


Click to View FlipBook Version