144
-144-
หลักการ
1. นำทักษะที่ฝ�กหัดหรือเรียนไปแล้วในคาบนั้นๆ มาจัดเป�นการแข่งขัน โดยอาจใช้รูปแบบเหมือน
แบบฝก� แต่มีกฎกตกิ าเพ่มิ เตมิ หรอื คดิ รูปแบบใหม่เลยกไ็ ด้ และอาจควบรวมทกั ษะที่เรียนมาในคาบก่อนอยู่ด้วย
เพอ่ื เป�นการทบทวน ความต่อเนอ่ื งและเชื่อมโยงกนั
2. จัดแข่งขันด้วยเกมหรือการเล่นประเภทผลัดที่มีการจัดการบริหารและกฎกติกาง่ายๆ แต่ต้องใช้
ทักษะทเ่ี รยี นมาแลว้ เปน� พืน้ ฐาน เพือ่ ให้นักเรียนทุกคนมสี ่วนรว่ มได้
3. เน้นกิจกรรมสร้างสรรค์และผสมผสาน เช่น เลี้ยงลูกบาสเกตบอลเข้าไปยิงประตู (relay) โดย
เลย้ี ง-ส่ง-ยงิ หรอื รวมทักษะอนื่ ๆ เข้ามาด้วย
4. ครูควรถือโอกาสปลูกฝ�งคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น ความอดทน อดกลั้น รู้จักแพ้ ชนะ
ให้อภัย รักและสามัคคี เป�นผู้เล่นและผู้ดูที่ดี พร้อมทั้งแก้ไขพฤติกรรมทางลบ ฯลฯ พร้อมกับให้นักเรียนได้ใช้
ความรู้ความเข้าใจ และนำวิธีเลน่ มาใชใ้ ห้ถูกตอ้ งตามกฎกตกิ า
5. ตอ้ งศกึ ษาและทำความเขา้ ใจในพฤติกรรมของนักเรียนวา่ ควรจะสง่ เสรมิ หรอื แก้ไขอะไรและอยา่ งไร
6. จูงใจให้เกิดความสนกุ สนานในการมสี ่วนรว่ มแขง่ ขนั นกั เรียนจะไดอ้ ยากเรียนต่อไป
7. ควรแบ่งกลุ่มให้มีจำนวนนักเรยี นเท่าๆ กัน และกลุ่มละไม่เกิน 8-10 คน จะได้เล่นได้ทั่วถึง และ
ไมร่ อลำดบั กนั นานเกินไป และควรมีหัวหน้ากลุ่มด้วย และควรแบ่งกลุม่ แบบคละกัน
8. ตัดสินด้วยความยุติธรรม มิฉะนั้นนักเรียนจะเสียกำลังใจ โดยยึดหลักตามวาทะมหาตมะคานธี
ที่ว่า “ผู้ที่เห็นความสำคัญของความยุติธรรมจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความยุตธิ รรม” (We, who see justice
will have to do justice to others.)
9. ไม่ควรมีกฎกติกามากมายหรือซับซ้อน เพราะจะทำให้เสียเวลาเพื่อซักซ้อมความเข้าใจหรือ
อธบิ ายมากเกนิ ไป ควรใช้เวลาอธิบายใหส้ ้ันทีส่ ดุ
10. ให้นกั เรียนกล่มุ ใดกล่มุ หนง่ึ แสดงเป�นตวั อย่างใหเ้ พือ่ นดกู ่อนแขง่ ขันจรงิ เพื่อความเขา้ ใจตรงกนั
11. ครคู วรทำความเข้าใจในกฎกตกิ าและวธิ เี ลน่ ใหด้ ีกอ่ นท่จี ะนำมาใชก้ ับนักเรียน
12. ประเมินผลนักเรียนโดย ให้นักเรยี นรู้ถึงความก้าวหน้าของตนเอง เช่น การเปลี่ยนกลุ่ม การฝก�
จากง่ายไปหายาก รวมท้งั ทบทวนและประเมนิ ผลเทคนิคการสอนของครู
ภาพประกอบที่ 7.14 การวิง่ 8 จงั หวะ
https://www.lynda.com/3D-Animation-tutorials/2D-Animation-Tips-Tricks/480958-2.htm
¤ÁÙè Í× ¼ÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)
145
-145-
ภาพประกอบที่ 7.15 การฝก� เลน่ วอลเล่ยบ์ อลลกู มอื ล่างและลกู มอื บน
http://oknation.nationtv.tv/blog/volleyball/2010/06/18/entry-1
ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ พัฒนาการด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ความรู้
เจตคติ และทกั ษะ
วธิ สี อน เช่น อธิบายและสาธิต แกป้ �ญหา ใหน้ ักเรยี นปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง การเรยี นรแู้ บบร่วมมอื
วิธีประเมินผล เชน่ สังเกตการปฏบิ ัตทิ กั ษะ การปฏบิ ัตติ ามกฎกติกา และพฤติกรรมดา้ นสังคมอนื่ ๆ
ครูควรถือโอกาสแก้ไขพฤติกรรมต่างๆ (ที่อาจไม่เคยแสดงในห้องเรียนปกติ) โดยเฉพาะพฤติกรรม
ทางลบ ดว้ ยการอบรม สัง่ สอน เอาใจใส่ แนะนำสง่ิ ทีถ่ ูกตอ้ งดีงามเพ่ือการปรับตัวให้ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม
ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ ต่อไป
5. ขั้นการสรุปและสุขปฏิบัติ เป�นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินการจัดการเรียนรู้พลศึกษาในชั้น
เรยี น โดยใชเ้ วลาประมาณ 8-10 นาที
จุดมงุ่ หมาย
1. เพอ่ื สรุปผลเก่ียวกับการเรยี นรู้เพ่ือให้แนใ่ จว่านกั เรียนมีความคิดรวบยอดในสิง่ ทเี่ รยี นถูกตอ้ ง
2. เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับจุดดี-จุดบกพร่องของนักเรียนเป�นรายกลุ่มและรายบุคคล ให้งานหรือ
การบ้าน
3. เพ่อื ให้นักเรียนได้ปฏบิ ตั กิ ารผ่อนคลาย และสุขนิสยั ที่ดีหลงั การเรยี นพลศึกษา
หลกั การ
1. สรุปเก่ยี วกบั การเรียนการสอน ดงั นี้
ก. ตกลงและทำความเขา้ ใจในเรอื่ งต่างๆในคาบเรียนและในคาบต่อๆไป
ข. การประกาศ เช่น แจง้ เวลาการสอบ แจ้งผลการทดสอบ เป�นตน้
ค. สง่ั งาน มอบหมายงาน ให้การบา้ น เช่น การฝ�กสรา้ งเสริมสมรรถภาพทางกาย
ง. อภิปราย ชี้แนะ อบรม และสรุปสิ่งที่เรียนไปแล้วสั้นๆ แล้วแจ้งให้รู้เกี่ยวกับการเรียนครั้ง
ต่อไปวา่ เกย่ี วข้องกันอยา่ งไร และสอบถามความคดิ เห็นท่วั ๆไป
จ. หากมีเวลามากพอให้นกั เรียนชว่ ยกันสรปุ แต่หากเวลาน้อย ครูควรสรุปเอง
¤ÁÙè ×ͼÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
146
-146-
2. ใหป้ ฏิบัติการผ่อนคลายและสุขนิสัย
ก. ให้นักเรียนทำท่ายดื เหยียดเพื่อการผ่อนคลาย นั่งพัก ถ้าเรียนอยู่กลางแดดให้เรียกมารวมพกั
ในทรี่ ่ม
ข. ใหน้ กั เรยี นไปอาบนำ้ (ถา้ เวลามีพอ) หรือทำความสะอาดรา่ งกายใหส้ ะอาด สดช่นื เพือ่ พรอ้ ม
ท่ีจะเรยี นวิชาต่อไป ครคู วรตามไปดแู ลเพ่ือการประเมนิ ผลดว้ ย
ค. ให้นักเรยี นกลับเขา้ ชนั้ เพ่อื เรียนวชิ าต่อไปในลักษณะเดิมเหมือนกับก่อนการเรยี นพลศึกษา
3. ควรให้นักเรียนเลิกกอ่ นหมดเวลาเรียนประมาณ 5 นาที เพ่ือเตรยี มเรยี นวชิ าต่อไป
ความสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ คอื ดา้ นความรู้ เจตคติ และคุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์
วธิ สี อน เช่น คำถามคำตอบ อภปิ ราย แกป้ �ญหา มอบหมายงาน ให้การบ้าน โครงงาน
วิธปี ระเมินผล เชน่ สงั เกตจากการตอบคำถามและการแสดงความคิดเหน็ สังเกตกิรยิ าและ พฤติกรรม
อน่ื ๆ เชน่ ความสนใจ การซักถาม
ในขั้นการสรุปและสุขปฏิบัตินี้ ครูมักไม่ค่อยสนใจที่จะสอนเท่าที่ควร บางคนไม่สอนเอาเลย การไม่เห็นถึง
ความสำคัญของการสรุปเท่ากับการขาดโอกาสอันดีที่จะได้ประเมินผลการเรียนรู้เป�นครั้งสุดท้ายของการเรียนแต่ละคาบ
และทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสได้ชักถาม แสดงความคิดเห็น หรืออภิปรายบ้าง ครูไม่ควรลืมว่านักเรียนมีความพร้อมใน
การเรียนรไู้ มเ่ ทา่ กนั การสรปุ จงึ เปน� การเติมน้ำให้เตม็ แก้วได้
ข้อสังเกต แม้ครูจะเตรียมการจัดการเรียนรู้ให้เป�นไปตามหลักการดังกล่าวมาแล้วอย่างเต็มที่เต็มเวลา แต่ใน
การสอนจริง อาจมีสถานการณ์อื่นๆที่ส่งผลกระทบให้เวลาในการจัดการเรียนรูไม่เป�นไปตามเวลาที่กำหนด ครูจึงต้อง
ปรับเปลย่ี นกจิ กรรมตา่ งๆไปบา้ ง สิ่งทคี่ รูควรคำนงึ คอื ทกุ ข้นั ตอนการสอนแตล่ ะคาบ ตอ้ งแสดงปฏิสมั พันธ์ระหว่างครูกับ
นักเรียน ประเมนิ นักเรียนได้ทุกขัน้ ตอน และใช้วิธสี อนหลายวธิ ี
ดังกล่าวมาแล้วในบทที่ 4 ว่า โรงเรียนจึงสามารถจัดกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทาง
สตปิ �ญญาไว้ในรายวชิ าเพิ่มเตมิ ของหลกั สูตรสถานศึกษาได้ ในฐานะเป�นรายวชิ าเลือกตามความตอ้ งการจำเป�น
(needs) ของนักเรียนบางคน เป�นหลักสูตรหรือแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized
Education Program : IEP) หรือ แผนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งกำหนดแนว
ทางการจัดการศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป�นพิเศษของคนพิการ ตลอดจนกำหนดสิ่งอำนวยความ
สะดวก ส่อื บรกิ าร และ ความชว่ ยเหลอื อนื่ ใดทางการศึกษา
“IEP” เป�นแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ที่เขียนขึ้นเป�นลายลักษณ์อักษรสำหรับเด็กที่มีความ
ต้องการพิเศษเป�นเฉพาะบุคคล และได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองของเด็ก โดยที่ครูเป�นเครื่องมือในการจัดการ
กับกระบวนการสอนท้ังหมด
¤èÙÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
147
-147-
วัตถุประสงค์ของการจดั ทำแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP)
1. เพือ่ ให้คนพกิ ารได้รบั การจดั การศกึ ษาให้สอดคลอ้ งความตอ้ งการพิเศษเปน� รายบุคคล
2. เพื่อใช้เป�นกระบวนการจัดการเรียนรู้การตรวจสอบความก้าวหน้าทางการเรียนและพัฒนาการของ
คนพิการ
3. เพื่อให้ผู้ปกครอง ครูนักสหวิชาชีพ มีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดการศึกษาให้คนพิการแต่ละคน
ได้รบั พัฒนาเต็มตามศักยภาพ
4. เพื่อให้สถานศึกษาสามารถวางแผนจัดบรกิ ารทางการศึกษา ตลอดจนจัดหา สิ่งอำนวยความสะดวก
ส่อื และบรกิ ารท่เี กี่ยวขอ้ งทสี่ อดคล้องกบั ความต้องการพิเศษของคนพิการ
ทำไมตอ้ งจดั ทำ IEP
1. เด็กหรือผู้เรียน (พิการ / ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป�นพิเศษ) มีทักษะและความสามารถแตกต่างกนั
การที่จะสอนให้เดก็ เรียนรู้ไปพร้อมกัน ในเวลาเดียวกนั ทีละหลายๆคน อาจจะไม่ขจัดป�ญหา และ คงไมส่ อดคล้อง
กบั ความตอ้ งการจำเป�น และ ความสามารถของเด็กแต่ละคน
2. พัฒนาการทางการเรียนรู้ และ ความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคน ควรเปรียบเทียบกับตัวเด็กเอง มิใช่
เปรียบเทียบกบั ผู้อน่ื
3. การจัดประสบการณ์ และ กิจกรรมทางการศึกษาให้แก่ เด็กพิการ / เด็กที่มีความต้องการจำเป�น
พเิ ศษ จะตอ้ งสอดคล้องกบั ความตอ้ งการจำเป�น และ ความสามารถของเด็กแต่ละคน
4. สำหรับในประเทศไทย ณ ป�จจุบันนี้ ได้ออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการ
ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการแลความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา พุทธศักราช 2545 กำหนดให้มี
การจัดทำ IEP แกเ่ ดก็ พกิ าร / เดก็ ทม่ี ีความตอ้ งการจำเปน� พเิ ศษ
5. เพื่อประกันว่าได้มีการจัดบริการทางการศึกษาเป�นพิเศษ และจัดบริการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ระบุไว้ใน
IEP จรงิ
6. เพื่อเป�นแนวทางในการดำเนินการตรวจสอบ ควบคุม และ ติดตามผลการให้บริการ แก่เด็กพิการ /
เดก็ ทีม่ คี วามต้องการจำเปน� พเิ ศษ
IEP มีประโยชน์อย่างไร
แผนการจัดควรจัดเฉพาะบุคคลมีประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งครูผู้สอน ผู้ปกครอง เด็ก / ผู้เรียน และ
สถานศกึ ษา
• ประโยชน์ต่อครูผสู้ อน
1. ครใู ช้ IEP เปน� แนวทางในการจัดแผนการสอนรายบุคคล
2. ครใู ช้ IEP กำหนดหน้าทคี่ วามรับผดิ ชอบของครู 1 ผสู้ อนแตล่ ะคนท่ีครมู มี ากกวา่ 1 คนท่ีมีทีการ
¤ÁèÙ ×ͼéÙÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
148
-148-
สอนร่วมในการสอนเด็กใหเ้ รยี นพิเศษ
3. ครใู ช้ IEP เปน� แนวทางในการฝก� พัฒนาการและคดิ ตามการพฒั นาทางการเรียนของเดก็
4. ครูใช้ IEP เป�นแนวทางในการรายงานตนหรือแจ้งความก้าวหน้าในการเรียนของเด็กแก่
ผ้ปู กครอง
5. ครูใช้ IEP เป�นแนวทางในการเลอื กส่ือทางการเรยี นการสอนกจิ กรรมวิธีสอนวธิ ีจัดผลประเมนิ ผล
• ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
1. ช่วยให้ผ้ปู กครองทราบวา่ จะติดตอ่ กบั ครคู นใดเม่ือตอ้ งการพดู คยุ เกี่ยวกบั ปญ� หาของบุตร
2. ช่วยให้ผู้ปกครองทราบว่าบุตรจะต้องเรียนรู้อะไร อย่างไรที่สถานศึกษา มีสื่อ สิ่งอำนวยความ
สะดวก บริการ และความช่วยเหลืออน่ื ใดทางการศกึ ษาอะไรบา้ ง
3. ช่วยให้ผู้ปกครองตั้งความหวังเกี่ยวกับการเรียนรู้และคาดหวังผลการเรียนรู้ของบุตรอย่าง
เหมาะสม
4. ทำใหผ้ ปู้ กครองให้ข้อมลู เก่ยี วกับบตุ รของตนแกค่ รูไดถ้ ูกต้อง
5. ทำให้ผู้ปกครองทราบว่าควรจะฝ�กบตุ รของตนทบี่ ้านอย่างไร
6. ทำให้ผู้ปกครองทราบความก้าวหน้าและพัฒนาการของบุตร และ สามารถนำมาวางแผนพัฒนา
ชีวิตบตุ รได้อย่างมเี ป้าหมาย
องคป์ ระกอบของแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (IEP)
กระทรวงศึกษาธกิ ารไดอ้ อกประกาศกระทรวง เร่อื ง หลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารจดั ทำแผนการจดั การศึกษา
เฉพาะบุคคล ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2552 (ประกาศ ณ วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552) โดยมี
องคป์ ระกอบ ดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลทั่วไป เป�นข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยชื่อ-สกุล เลขประจำตัว
ประชาชน การจดทะเบียนคนพิการ วันเดือนป�เกิด ประเภทความพิการ ชื่อ-สกุล บิดามารดา ชื่อ-สกุล
ผู้ปกครองและท่อี ยู่ของผู้เรยี นหรอื ผู้ปกครองท่ีตดิ ต่อได้
2. ข้อมูลด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพ เป�นข้อมูลของผู้เรียนซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยและการ
รักษาประกอบด้วย โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา โรคภูมิแพ้ข้อจำกัดอื่น ๆ และผลการตรวจทางการแพทย์
ตา่ ง ๆ
3. ข้อมูลด้านการศึกษา เป�นข้อมูลที่ผู้เรียนได้รับหรือไม่ได้รับการศึกษา บริการทางการศึกษา
ประกอบด้วย การได้รับการศึกษาหรือบริการทางการศึกษาจาก ศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนเฉพาะความ
พิการ โรงเรียนเรยี นร่วม การศกึ ษาดา้ นอาชพี การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอธั ยาศัย และอืน่ ๆ
4. ขอ้ มูลอนื่ ๆที่จำเปน� เปน� ข้อมลู ความสามารถพเิ ศษ บคุ ลกิ ภาพเฉพาะบุคคลหรือขอ้ มลู บคุ คลที่มีส่วน
เกีย่ วขอ้ ง ตลอดจนพ้ืนฐานสถานภาพครอบครวั
5. กำหนดแนวทางการศึกษาและการวางแผนการจัดการศึกษาพิเศษ เป�นข้อมูลของผู้เรียนในการวาง
¤èÙÁ×ͼéÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
149
-149-
แผนการจัดการศึกษา ประกอบด้วย ระดับความสามารถในป�จจุบัน เป้าหมายระยะเวลา 1 ป�จุดประสงค์เชิง
พฤตกิ รรม (เป้าหมายระยะสัน้ ) เกณฑ์และวิธปี ระเมินผล และผรู้ บั ผิดชอบ
6. ความต้องการด้านสิ่งอำนวยความสะดวกเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความ
ช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา เป�นการระบุรายการ รหัส สิ่งที่มีอยู่แล้ว ส่ิงที่ต้องการ จำนวนเงินที่ขออุดหนุน
เหตผุ ลและความจำเปน� และผปู้ ระเมนิ
7. คณะกรรมการจัดทำแผน เป�นการระบุบุคคลในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
ประกอบดว้ ย ผ้บู ริหาร บิดามารดาผู้ปกครอง ครปู ระจำชั้น หัวหน้างานวชิ าการสหวิทยาการ
8. ความเห็นของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้เรียน การลงความเห็นชอบในการจัดทำแผนการจัด
การศึกษาเฉพาะบุคคล
องค์ประกอบของแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลทั้ง 8 ข้อ เป�นข้อมูลสำคัญพื้นฐานเพื่อนำไปสู่การ
วิเคราะห์ผู้เรียนเป�นรายบุคคล อันจะนำไปสู่กระบวนการวางแผนอย่างมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาให้
สอดคล้องและเหมาะสมตามความตอ้ งการพิเศษของผู้เรยี น
การจดั ทำแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (Individualized Education Program : IEP)
โดยการประชุมคณะกรรมการเพ่อื จัดทำแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล ตามองคป์ ระกอบท่ีกำหนด
ไว้ในประกาศกระทรวงเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลระดับการศึกษาขั้น
พ้นื ฐาน พ.ศ. 2552 ประกอบด้วย
5.1 ข้อมลู ทัว่ ไป
5.2 ขอ้ มูลด้านการแพทยห์ รือด้านสขุ ภาพ
5.3 ข้อมลู ดา้ นการศกึ ษา
5.4 ขอ้ มลู อ่ืนๆทจ่ี ำเปน�
5.5 การกำหนดแนวทางการศึกษาและการวางแผนการจัดการศึกษาพเิ ศษ
5.6 ความตอ้ งการด้านสงิ่ อำนวยความสะดวก เทคโนโลยสี ่งิ อำนวยความสะดวก สือ่ บริการ และความ
ช่วยเหลอื อื่นใดทางการศึกษา
5.7 คณะกรรมการจัดทำแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล
5.8 ความเหน็ ของบดิ า มารดา ผู้ปกครองหรือผเู้ รียน
การจัดแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลมีผลต่อเด็กหลายประการ คือ ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้
ตามความสามารถของเด็ก ช่วยให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาตามสภาพความแตกต่างกันของแต่ละคน นอกจากนี้
แผนการศกึ ษาเฉพาะบคุ คลยงั ช่วยใหก้ ารเรียนร้ขู องเด็กดำเนินไปอย่างมรี ะเบยี บแบบแผน ครูรหู้ น้าท่ีของตนว่า
จะสอนอย่างไร นักเรียนทราบว่าตนเองจะเรียนอะไร ผู้ปกครองทราบว่าโรงเรียนจะสอนอะไรแก่เด็กบ้าง และ
ด้วยเหตนุ ี้ แผนการศึกษาเฉพาะบคุ คลจึงเป�นสงิ่ ทีม่ ปี ระโยชน์ และจำเป�นตอ่ เด็กที่มีความตอ้ งการพเิ ศษ
¤ÙÁè ×ͼéÙÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
150
-150-
การให้บรกิ ารด้วยการจดั กจิ กรรมท่เี หมาะสม (Appropriate Intervention Activities)
ในการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนพิการทุกประเภทจะต้องคำนึงถึงกิจกรรมเช่นเดียวกับผู้เรียนทั่วไปตาม
แผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Implementation Plan : IIP) สถานศึกษาที่จัดการศึกษาแบบเรียน
ร่วมใหจ้ ัดกิจกรรมการเรยี นการสอนตามโครงสร้างหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
6.1 เมื่อแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ( Individualized Education Program : IEP )เสร็จ
สมบูรณ์แล้ว ให้ดำเนินการจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล ( Individual ImplementationPlan : IIP ) ตาม
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมหรือเป้าหมายระยะสั้นที่กำหนดไว้ในแผน IEP โดยการจัดทำแผนการสอน ปรับ
เน้ือหาหลกั สูตร พรอ้ มท้ังกำหนดเกณฑ์ และเคร่อื งมอื วดั ผลประเมนิ ผล
6.2 ปฏบิ ัตกิ ารสอนและประเมินวตั ถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรมในแต่ละคาบเรียน
6.3 ประเมินวัตถุประสงค์ระยะยาว และติดตามความก้าวหนา้ ของผูเ้ รยี น
6.4 ประเมินความต้องการด้านสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทาง
การศึกษา
6.5 รายงานผลการประเมนิ ความก้าวหน้าตอ่ คณะกรรมการ
การประเมนิ ความกา้ วหนา้ (Re-Assessment)
การให้บริการต้องมีการจดบันทึก รวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การประชุม ทบทวน และ
ประเมินเพื่อสรุปความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน แล้วรายงานความก้าวหน้าให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และ
ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างน้อยป�ละ 2 ครั้ง ในกรณีที่ผู้เรียนมีพัฒนาการ หรือการเรียนรู้ที่สูง หรือต่ำกว่าเกณฑ์ท่ี
กำหนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล สามารถปรับปรุงการให้บริการหรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้
เหมาะสม
การจดั ทำโครงสรา้ งรายวิชา
หลังจากการออกแบบหน่วยการเรียนรู้แล้ว ครูต้องนำหน่วยฯ ดังกล่าวมา จัดเรียงเป�นโครงสร้าง
รายวิชา (โครงการสอน) เพื่อความสะดวกในการนำไปจัดทำและตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ในขั้นตอน
สุดท้ายของการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โครงสร้างรายวิชาควรประกอบด้วยลำดับที่ของหน่วยฯ ตัวชี้วัด ช่ือ
หน่วยฯ เนื้อหาสาระซึ่งเป�นประเด็นหลัก เวลาเรียน ภาคเรียน เครื่องมือประเมินผล และน้ำหนักคะแนน ส่วน
หลักการและขั้นตอนการจดั ทำโครงสร้างรายวิชา มีดังน้ี
1. คัดลอกหนว่ ยการเรยี นรู้ทอี่ อกแบบไว้แลว้ ลงในตาราง(ดงั ตวั อย่าง)
2. กำหนดตวั ชว้ี ัดของแตล่ ะหนว่ ยการเรยี นรู้
3. เรียงลำดับหน่วยการเรียนรู้ ชื่อหน่วยฯ เวลาในแต่ละหน่วย เวลาของแต่ละหัวข้อของหน่วยฯ และ
¤èÙÁ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)
151
-151-
เวลารวมในแตล่ ะภาคเรียน
4. กำหนดหน่วยการเรียนร้ใู นแต่ละภาคเรียน
5. กำหนดเครอื่ งมือประเมนิ ผล/ช้นิ งานและน้ำหนกั คะแนนแต่ละหน่วยการเรยี นรู้
ตัวอยา่ งโครงสร้างรายวชิ า
โครงสรา้ งรายวิชา พ......สุขศึกษาและพลศกึ ษา 2 (พลศกึ ษา) ระดับชนั้ ............ป�การศกึ ษา.......
หรือ โครงสรา้ ง พ......รายวชิ าพลศกึ ษา ระดบั ช้ัน ........... ปก� ารศึกษา................
ลำดบั ตัวช้วี ัด ชอ่ื หน่วยและสาระ/หัวขอ้ เวลา ภาคเรียน เครือ่ งมอื ประเมินผล น้ำหนกั
(ชั่วโมง) คะแนน
พ 3.1 สนุกกบั การเคล่ือนไหว 1.แบบวดั ความรแู้ บบ (100)
12 เลอื กตอบ
1 ป.4/1 แผน 1........................ 4 2.แบบประเมนิ เจตคติ 10
ป.4/2 แผน 2....................... 1 แบบสรา้ งคำตอบ
พ 3.2 แผน 3........................ 2 3.แบบประเมินทักษะ 15
ป.4/1 1 ดว้ ยเกณฑ์มาตรฐาน
(rubrics)
ป.4/2 4.แบบทดสอบ
สมรรถภาพทางกาย
พ 4.1 มาตรฐาน
ป.4/1
2 สบายกาย-ใจกับเกม
3 สุขเกษมกฬี าไทย
4 พ 4.1 สมรรถภาพทางกายดมี ีสุข
ป.3/3
รวม ........... 20 20 100
......
¤èÁÙ Í× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
152
-152-
การจัดทำแผนการจัดการเรยี นรู้พลศกึ ษาและกิจกรรมทางกาย
การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้นับเป�นลำดับสุดท้ายของการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา นับว่าเป�น
หัวใจของการนำสิ่งที่คาดหวัง(จุดประสงค์การเรียนรู้ ตัวชี้วัด มาตรฐาน)ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางและ
สถานศึกษาไว้ว่านักเรียนต้องรู้อะไร(knowledge) ต้องทำอะไรได้บ้าง(practice/process skill) และต้อง
มีคุณธรรมจริยธรรมใดบ้าง (affective) สำหรับแผนการจัดการเรียนรู้ ไม่มีรูปแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับความ
สะดวก ความถนดั สว่ นใหญ่มักเขยี นเป�นความเรียง เป�นตาราง หรือความเรียงผสมตาราง ในเอกสารนี้นำเสนอ
แบบที่ 3 คือ ความเรียงผสมตาราง เพราะตามประสบการณ์ของผู้เขียนเห็นว่าสะดวกใช้ อ่านง่าย เข้าใจง่าย
และที่สำคัญผเู้ ขยี นไดส้ ำรวจความพึงพอใจของครูพลศกึ ษา ครูสุขศึกษา และครกู ลมุ่ สาระอื่นๆมาแล้ว พบว่าครู
มคี วามพงึ พอใจในระดบั มาก
รูปแบบการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกาย มีความแตกต่างจากกลุ่มสาระ
อื่นๆ อยู่บ้าง เนื่องจากธรรมชาติและลักษณะวิชามีความแตกต่างทั้งเรื่องของเนื้อหา กิจกรรม สถานที่เรียน
อุปกรณ์และสิง่ อำนวยความสะดวกต่าง ดังนั้น ในการจดั บริหารชัน้ เรียนและการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้จึงมักใช้
รปู ภาพและสญั ลักษณต์ า่ งๆแทนการเขยี นบรรยาย ซึ่งหากเขยี นบรรยายอย่างเดยี วแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้
จะยาวมาก และอาจเข้าใจยากสำหรบั ผู้อนื่ นอกจากน้นั การสอนพลศกึ ษาจะม่งุ เน้นการปฏิบัติเพ่อื การมสี ุขภาพ
ดีดว้ ยตวั ของนักเรยี นเอง จึงไมน่ ิยมใชใ้ บความรู้มากนกั อีกประการหนง่ึ ใบความรมู้ กั จัดหามาโดยครู จึงเสมือน
เน้นครูเป�นศูนย์กลางความรู้ หากมีใบความรู้มักให้นักเรียนนำไปทบทวนที่บ้าน หรือ ใบความรู้อาจมีภาพ
แสดงทักษะแต่ละทักษะอยู่ด้วย ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ดุประกอบการสอนของครูไปด้วย แต่มีใบงานได้
ขอนำเสนอตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกายที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้เด็กท่ี
บกพรอ่ งทางปญ� ญาเรียนร่วมอยูด่ ้วย โดยแสดงไวด้ ว้ ยตวั อักษรสีแดงให้สังเกตได้งา่ ย ดงั ต่อไปน้ี
¤èÙÁ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
153
-153-
ตัวอยา่ งที่ ๑ แผนการจดั การเรยี นรพู้ ลศึกษาและกิจกรรมทางกายสำหรับชัน้ เรียนร่วม
แผนท่ี 6
เรอื่ ง การรับ-ส่งลูกแชร์บอลระดบั อก หนว่ ยท่ี 2 กฬี าเพอ่ื สขุ ภาพ เวลา 1 คาบ ระดับชน้ั ป.4
จำนวนนกั เรียน ห้อง ป. 4/1 จำนวน 24 คน ห้อง4/2 จำนวน 24 คน
วันที่ ……. และ …….. กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ภาคเรยี นท่ี 1 ป�การศึกษา 2565
ผู้สอน นางสาวหัทยา นามพิทักษ์สุข
สาระที่ 1 การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของมนุษย์
มาตรฐาน พ 1.1 เขา้ ใจธรรมชาติของการเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของมนษุ ย์
3. อธบิ ายวิธีดแู ลกลา้ มเนือ้ กระดูก และขอ้ ให้ทำงานอย่างมปี ระสิทธภิ าพ
สาระท่ี 3 การเคล่อื นไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกฬี าสากล
มาตรฐาน พ 3.1 เขา้ ใจ มที กั ษะในการการเคลือ่ นไหว กจิ กรรมทางกาย การเล่นเกม และกฬี า
ตวั ชีว้ ัด
1. ควบคุมตนเองเม่ือใชท้ ักษะการเคลอ่ื นไหวในลักษณะผสมผสานไดท้ ้ังแบบอยู่กับท่ี เคลอ่ื นท่ี และใช้อปุ กรณ์ประกอบ
4. เล่นกฬี าพนื้ ฐานได้อยา่ งนอ้ ย 1 ชนิด(แชร์บอล)
มาตรฐาน พ 3.2 รกั การออกกำลงั กาย การเลน่ เกมและเลน่ กีฬา ปฏิบตั เิ ป�นประจำอย่างสมำ่ เสมอ มวี นิ ัย เคารพสทิ ธิ
กฎ กตกิ า มีน้ำใจนกั กีฬา มจี ิตวิญญาณในการแขง่ ขัน และชืน่ ชมในสนุ ทรียภาพของการกีฬา
ตัวชว้ี ัด
2. ปฏิบตั ติ ามกฎ กติกาการเล่นกฬี าพื้นฐาน ตามชนิดกฬี าทเี่ ลน่ (แชร์บอล)
สาระที่ 4 การสร้างเสรมิ สุขภาพ สมรรถภาพ และการปอ้ งกนั โรค
มาตรฐาน พ 4.1 เห็นคณุ ค่าและมที ักษะในการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ การดำรงสุขภาพ การป้องกันโรค และการสร้างเสริม
สมรรถภาพเพ่ือสุขภาพ
ตวั ชว้ี ัด
4. ทดสอบและปรบั ปรงุ สมรรถภาพทางกายตามผลการตรวจสอบสมรรถภาพทางกาย
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ : นกั เรียนสามารถ
1. บอกขนั้ ตอนการรับ-ส่งลูกระดบั อกไดถ้ ูกตอ้ งได้ 60 เปอร์เซน็ ต์
2. รบั -สง่ ลกู ระดับอกได้ถูกตอ้ ง 5 ใน 10 ครง้ั
3. บอกประโยชน์ของการรบั -สง่ ลกู ระดับอกท่มี ีต่อการเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของตนเองไดอ้ ย่างน้อย 2 ข้อ
4. นำทกั ษะการรบั -สง่ ลูกระดับอกไปใชใ้ นการเล่นเกมได้อยา่ งสนกุ สนานอยา่ งน้อย 50%
5. เล่นและฝ�กตามแบบฝก� พรอ้ มแสดงมารยาทของการเล่นตามระเบยี บที่กำหนดไว้ในทกุ แบบฝก�
6. บริหารร่างกายและสร้างเสรมิ สมรรถภาพทางกายไดถ้ กู ต้องทกุ ท่า
สาระการเรียนรู้/เนือ้ หา: การส่งบอลสองมอื ระดับอก ( The Two-Handed Chest Pass )
1. การสง่ ลูกแชร์บอลระดบั อก ยนื แยกเท้า นำ้ หนักตัวอยกู่ ง่ึ กลางระหว่างเทา้ สองขา้ ง กางนวิ้ มอื สองมือจบั ลูกบอลคอ่ น
ไปดา้ นหลังเลก็ นอ้ ยระดับอก จากนน้ั ก้าวเท้าไปขา้ งหนา้ 1 ก้าว พร้อมกับปล่อยลกู บอล แขนและมือเหยียดออกและสลัดข้อมือ
เพ่ือช่วยสง่ แรงออกไปหาผู้รบั และมือคว่ำลง
¤ÙèÁ×ͼÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
154
-154-
2. การรบั ลูกแชร์บอลระดับอก เคลอ่ื นท่ีเขา้ หาลูกบอลโดยกา้ วเทา้ ไปข้างหนา้ กม้ ตวั งอเข่าเล็กน้อย ย่นื มือและแขนทั้ง
สองขา้ งออกไปรบั ลูก กางน้ิวแยงออกดา้ นนอกเล็กนอ้ ย เม่ือสัมผัสลกู บอลแล้ว ให้ดงึ ลกู บอลเข้าหาตัวในระดบั อก
ประโยชนก์ ารสง่ บอลสองมอื ระดับอก
1. เป�นทน่ี ยิ มใชก้ ันเป�นอย่างมากเนอ่ื งจากเป�นพ้ืนฐานในการเลน่ ทง่ี ่ายทีส่ ดุ
2. ใช้เม่ือไมม่ ีผเู้ ลน่ ฝา่ ยตรงข้ามสกดั ก้ัน
3. เป�นกลไกสำคญั ในเกมรุก การส่งบอลสามารถสร้างเกมรุกเร็วไดด้ ที ้ังในขณะอย่กู บั ท่ีและเคลื่อนท่ี
ข้อเสนอแนะ ขณะส่ง-รับลูกไม่ควรเกร็งกล้ามเนื้อ ให้ผ่อนคลาย สายตาจับจ้องอยู่ที่ลูกบอล ระยะที่เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ควร
เกิน 4-5 เมตร
หลกั วิทยาศาสตรก์ ารเคลอื่ นไหว การลอยตัวของวัตถุ หลกั การทรงตัว หลกั การใชแ้ รง
กิจกรรมการเรยี นรู้
กจิ กรรม/ขนั้ ตอน วิธีสอน ส่ือ อปุ กรณ์ การประเมนิ ผล
ข้นั นำ (5-10 นาที) -การรายงาน
ของหัวหน้ากลุ่ม
1.การสำรวจนกั เรียน -การสำรวจ
สขุ ภาพ
-ใหน้ ักเรียนแบง่ กลุ่มตามความสมคั รใจ กลุ่มละ 6 คน ตรวจ -ออกคำส่งั -บญั ชีรายชื่อ
นบั จำนวนโดยหัวหน้ากลุ่มแตล่ ะกลุ่ม และจดั ชน้ั เรยี นดงั -แสดง/สาธติ ตวั อยา่ ง นกั เรียน
ภาพ โดยใหน้ ักเรียน ID จับคูก่ ัน ประกอบอธบิ ายโดยใช้ -แบบบันทกึ
ภาพ ประกอบ พฤตกิ รรม
-ใช้การกระตุ้นเตือน --รูปภาพแสดง
ด้วยทา่ ทางและวาจา ขัน้ ตอนท่าทาง
การอบอุ่น
ร่างกาย
1เมตร -- iPad แสดง
ข้ันตอนของ
-ครู -หวั หนา้ กลุม่ - นักเรียน รูปแบบภาพ
เคล่อื นไหว
-ตรวจสขุ ภาพ สอบถามการเจบ็ ป่วย
-ตรวจสอบความพรอ้ มของเครื่องแตง่ กาย
¤ÁèÙ ×ͼÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
155
-155-
กจิ กรรม/ขั้นตอน วิธสี อน สือ่ อปุ กรณ์ การประเมินผล
-สงั เกตการให้
2. การอบอุ่นร่างกาย สร้างเสริมกิจกรรมทางกายและ ความร่วมมือ
สมรรถภาพทางกาย ตามคำสง่ั และ
2.1 ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ-ข้อต่อตั้งแต่ศีรษะ-เท้า (ความอ่อน ความถูกต้อง
ครบถ้วนของ
ตัว) การปฏิบัติการ
อบอนุ่ รา่ งกาย
ท่าสรา้ งเสริมกิจกรรมทางกายและสมรรถภาพทางกายเพ่ือ
สุขภาพ ดังนี้ -สงั เกตการให้
2.2 กระโดดตบมอื 10 คร้งั (ความแข็งแรงและความอดทน ความรว่ มมอื
ของกล้ามเนอื้ ขาและแขน ความอ่อนตัวของกล้ามเน้อื ไหล)่ ตามคำสั่ง และ
ความถกู ต้อง
2.3 วง่ิ ซอยเทา้ อยู่กับท่ี 30 วินาที (ความอดทนของระบบ ครบถ้วนของ
ไหลเวียนเลอื ดและระบบหายใจ ความแข็งแรงและความ การปฏบิ ตั ิการ
อดทนของกล้ามเน้อื ขา) อบอนุ่ ร่างกาย
2.4 ก้าวยาว-ย่อ 10 คร้งั ติดต่อกนั (ความแข็งแรง-อดทน
ของกลา้ มเน้ือขา พลงั กลา้ มเนอ้ื ขา)
2.5 ลกุ -นัง่ เข่างอ 10 ครั้ง
(ความแข็งแรง-อดทนของ
กลา้ มเนอื้ ทอ้ ง)
2.6 ดันพ้ืน 10 ครั้ง(ความ
แข็งแรง-อดทนของกล้ามเน้ือแขน
และหนา้ อก
¤ÙèÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÕÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
156
-156-
กิจกรรม/ขั้นตอน วิธสี อน ส่อื อปุ กรณ์ การประเมินผล
ขั้นสอน (5-10 นาท)ี
1. สั่งใหน้ กั เรยี นจัดชั้นเรียนเป�นครึ่งวงกลม ให้เดก็ ID อยู่ -ออกคำส่งั -ภาพขั้นตอน -สังเกตการให้
ด้านหนา้ ใกลค้ ร)ู ดังภาพ --แสดง/สาธิตตัวอยา่ ง การส่ง-รับลกู ความร่วมมอื
โดยใชภ้ าพประกอบ บอลสองมือ
-ครู - นักเรียน --การกระตนุ้ เตอื นดว้ ย ระดับอก
ทา่ ทางและวาจา --ใช้ iPad แสดง
-แกป้ �ญหา ขน้ั ตอนของ
รปู แบบภาพ
เคลอื่ นไหว
2. ครถู ามนักเรียนว่าใครเคยเหน็ การสง่ ลกู สองมือระดับอก
บา้ ง แล้วให้นักเรียนออกมาแสดงใหด้ หู นา้ ชน้ั เรียน แลว้
อธิบายประกอบภาพ พร้อมชแ้ี นะใหน้ ักเรียนเห็นวิธปี ฏิบัตทิ ี่
ถูกตอ้ ง
การสง่ ลูกบอล การรับลูกบอล
3. ใหน้ กั เรียนทั้งหมดยนื ขนึ้ และลองทำทา่ มอื เปล่าอยู่กบั ที่ -นกั เรียนปฏบิ ัติโดย -สังเกตความถูก
การจบั คู่นกั เรียนทมี่ ี ต้องของการ
4. ครูและนกั เรียนชว่ ยการอภปิ รายถงึ ประโยชนข์ องการสง่ ทักษะดกี ับนักเรียน ปฏิบตั แิ ละ
(ID) ความสนใจใน
ลกู บอลสองมือระดบั อก -อภปิ รายโดยใช้คำถาม การรว่ ม
สนั้ ๆ ชัดเจนอาจช้นี ำ อภิปราย
คำตอบได้
¤èÙÁ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÕÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
157
-157-
กิจกรรม/ขั้นตอน วิธสี อน ส่อื อุปกรณ์ การประเมนิ ผล
ขั้นฝ�กหดั (20-25 นาท)ี
- ทุกแบบฝ�กอนุญาตให้คู่ของ ID สง่ ลูกกระทบพน้ื ได้ 1 ครั้ง -ใชเ้ กมเปน� ฐาน -ลูกแชรบ์ อล -สังเกตนกั เรียน
ก่อนรับ -นกั เรยี นปฏิบัติ (ปรบั ให้ลมอ่อน แต่ละคนว่า
แบบฝ�กที่ 1 ครูให้นักเรียนเล่นเกมส่ง-รับลูกบอลสองมือ -แสดงสาธติ /ตัวอย่าง เลก็ นอ้ ยสำหรับ ปฏบิ ตั ไิ ด้ถูกต้อง
ระดับอก โดยจบั คูก่ นั ส่ง-รบั คนละ 10 ครั้ง ครูเดินดูไปรอบๆ โดยใช้ภาพประกอบ ID) 5 ใน 10 ครง้ั
ดงั ภาพ -การกระตนุ้ เตือนดว้ ย --รปู ภาพแสดง -คูท่ ่ีมี ID อาจ
ทา่ ทางและวาจา ข้ันตอนเลน่ เกม ปรับระยะหา่ ง
-การเรยี นร้แู บบ -ใช้ iPad แสดง ระหวา่ งกนั ให้
ร่วมมอื ข้นั ตอนเล่นเกม ส้นั ลงตามความ
-แสดงสาธิต/ตัวอยา่ ง ในรูปแบบ เหมาะสมแล้ว
โดยใชภ้ าพประกอบ ภาพเคลือ่ นไหว ค่อยๆ เพิ่ม
--การกระตุ้นเตอื นดว้ ย ระยะห่างจน
ทา่ ทางและวาจา ใกล้เคียงระยะท่ี
เปน� เป้าหมาย
การส่ง= การรับ= และนกั เรียน
สามารถปฏบิ ตั ิ
แบบฝก� ท่ี 2 ไดป้ ระสบ
ความสำเรจ็
- ครูใหน้ กั เรียนเขา้ แถวๆละ 6 คน แลว้ แบ่งออกเปน� สอง -สังเกตนักเรียน
แต่ละคนวา่
ข้างๆ 3 คน ใหน้ ักเรียนส่งลูกสองมือรระดับอกใหเ้ พื่อนแล้ว ปฏิบตั ไิ ดถ้ ูกต้อง
60 เปอร์เซ็นต์
วงิ่ ออกทางขวามอื ดงั ภาพ สำหรบั ทีมท่ีมี
ID ควรปรบั
เส้นเรม่ิ ระยะหา่ ง
เส้นเริ่ม ระหวา่ งกนั ให้
ส้นั ลงใกลเ้ คยี ง
-การจัดแบ่งกลมุ่ จะจัดนกั เรียนให้คละความสามารถกัน ระยะทเี่ ป�น
เปา้ หมายและ
นกั เรยี น
สามารถปฏิบัติ
ไดป้ ระสบ
ความสำเร็จ
¤ÁèÙ ×ͼÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
158
-158-
กจิ กรรม/ขนั้ ตอน วธิ สี อน สอ่ื อปุ กรณ์ การประเมนิ ผล
ข้นั ใช้ (8-10 นาท)ี -ลูกแชรบ์ อล
1. ครูจัดกจิ กรรมและชน้ั เรียนเหมือนแบบฝก� ท่ี 2 ครตู ้อง -อธิบายและสาธิต -สงั เกตความ
ตระหนักว่า “หลกี เล่ียงการแพ้คดั ออก” อย่างเดด็ ขาด -คำถาม-คำตอบ สนใจและการ
2. ให้นักเรียนแข่งขนั กัน โดยกำหนดกติกาวา่ กลมุ่ ใดส่ง-รบั -นกั เรียนปฏิบัติและ ให้ความร่วมมือ
ไดค้ รบทกุ คนให้น่งั ลงพร้อมๆกนั ทงั้ กลมุ่ กติกาคอื กลุม่ ท่ี แก้ป�ญหา ในการปฏิบตั ิ
ชนะเปน� กลุม่ ทไ่ี ม่เหยียบเสน้ เร่มิ และทำครบทกุ คน ส่ง-รบั -ใช้เกมเป�นฐาน ตามกตกิ า
ดว้ ยวิธีที่ถูกตอ้ ง และนั่งลงพร้อมๆกนั ท้ังกล่มุ --การกระตุ้นเตอื นดว้ ย -สังเกตการ
3. ใหน้ ักเรียน 1 กลมุ่ สาธติ การแข่งขันให้เพื่อนดู นักเรยี น ท่าทางและวาจา ปฏิบตั ิตามแบบ
ซักถามครู เมื่อเข้าใจดแี ลว้ จงึ ให้ทดลอง 1รอบ แล้วจึงเริ่ม -การเรยี นรแู้ บบ ฝ�กพร้อมแสดง
การแขง่ ขนั โดยอนญุ าตให้คขู่ อง ID ส่งลกู กระทบพื้นได้ 1 ร่วมมือ มารยาทของ
ครง้ั กอ่ นรับ การเลน่ ตาม
4. ให้แขง่ ขนั กัน 2 รอบ ระเบยี บท่ี
5. ผู้ชนะจะได้รับการตบมือจากเพื่อนและครู กำหนดไวไ้ ด้
6. ให้คำชืน่ ชมนกั เรียน ID และคู่/ทมี เสมอ อยา่ งนอ้ ย 60
เปอรเ์ ซ็นต์
สำหรบั ทมี ที่มี
ID ควรปรบั
ระยะหา่ ง
ระหว่างกนั ให้
ส้ันลงใกล้เคยี ง
ระยะที่เป�น
เป้าหมายและ
นกั เรยี น
สามารถปฏบิ ตั ิ
ไดป้ ระสบ
ความสำเรจ็
ขัน้ สรปุ และสขุ ปฏิบัติ (5-8 นาท)ี -ออกคำส่ัง -ใบงาน
1. ให้นักเรียนมารวมกัน ยืนห่างกันพอสมควร และใหผ้ ่อน
คลายรา่ งกาย(ใช้ทา่ เหยยี ดยดื เหมือนในขน้ั เตรยี ม) ดงั ภาพ
¤ÙèÁ×ͼÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)
159
-159-
กิจกรรม/ขั้นตอน วธิ ีสอน สอื่ อปุ กรณ์ การประเมนิ ผล
2. ให้นักเรียนนั่งลง ครกู บั นักเรยี นช่วยกนั สรปุ ประโยชนข์ อง -คำถาม-คำตอบ
การเรียนและลกั ษณะท่าทางทถี่ ูกต้องของทักษะการสง่ -รบั -อภิปราย
ลกู บอล -ให้การ บา้ น
3. ให้โอกาสเดก็ ID ได้ตอบคำถามโดยปรบั คำถามทใี่ ช้
คำตอบแบบใช่/ไมใ่ ชโ่ ดยมกี ารชน้ี ำ
4. ใหค้ ำชืน่ ชมนักเรยี น ID และคู่/ทีม ให้เหมาะสมกับโอกาส
3. ครูใหน้ ักเรียนไปฝ�กทา่ การสรา้ งเสริมสมรรถภาพท่บี า้ น
และจดบนั ทึกส่งครั้งหนา้ และทำใบงาน
4. ให้นักเรียนไปทำความสะอาดร่างกาย
5. ใหห้ ัวหน้าห้องสงั่ เลิกแถว ปรบมือเป�นจงั หวะ2-2 ครง้ั –
“เฮ้”
กจิ กรรมเสนอแนะ ให้นักเรียนหาเวลาวา่ งฝ�กซอ้ มดว้ ยตนเองทัง้ ที่โรงเรียนและที่อื่นๆ
แหลง่ อ้างอิง chonlada.2554 (http//best4ushopping.com
¤ÁèÙ ×ͼÊé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
160
-160-
ใบงาน
เรอ่ื ง การสง่ รบั ลูกแชรบ์ อลระดับอก
ชอื่ ................................นามสกุล................................เลขที.่ .........................ห้อง...............................
วนั ท.่ี ...เดือน......พ.ศ.......................
จุดประสงค์ เพ่อื ใหน้ กั เรยี นความรู้ทไี่ ดเ้ รียน และบันทกึ ผลการสรา้ งเสริมสมรรถภาพทางกาย
คำช้ีแจง
1. ให้นกั เรียนสรุปสิ่งท่ไี ด้เรยี นในวันนด้ี ้วยการทำแผนภูมปิ ญ� ญา ตาราง ความเรียง ตามที่นักเรียนถนดั และใช้ภาพถา่ ยขณะ
นกั เรยี น ID ปฏิบัติกิจกรรมทุกขั้นตอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
ผลการประเมิน ดีมาก=3 ดี =2 ปานกลาง=1
2. ให้นกั เรียนบันทึกผลการออกกำลงั กายเพ่อื สรา้ งเสรมิ สมรรถภาพทางกาย ตามรายการทค่ี รใู ชใ้ นชว่ั โมงน้ี สำหรับใหน้ ักเรยี น
ID ให้บรรยายตามรปู ที่บนั ทึก
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………………………
ผลการประเมนิ ดมี าก=3 ดี =2 ปานกลาง=1
(ครสู อบถามและใหน้ กั เรียน ID เลอื กคำตอบ)
ข้อเสนอแนะ(ใช้การสอบถามและช่วยในการบนั ทกึ )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื ผปู้ ระเมิน…………………………………………………………….. เพื่อน
นกั เรยี น
ครู
ผปู้ กครอง
¤èÙÁ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
161
-161-
ตัวอย่างที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกายสำหรับชั้นเรียนร่วม
แผนท่ี 2 เร่อื ง ชีวิตต้องเคลอื่ นไหว หน่วยท่ี 3 สนกุ กบั การเคลอ่ื นไหวร่างกาย
เวลา 2-3 คาบ ระดับชน้ั ป.1 วนั ท่ี .... เดือน...........ป�............... ภาคเรยี นท่ี ... ปก� ารศึกษา .....
ผ้สู อน..................................................................................
สาระที่ 3 การเคล่อื นไหว การออกกำลงั กาย การเล่นเกม กฬี าไทย และกีฬาสากล
มาตรฐาน พ 3.1 เข้าใจ มที ักษะในการการเคลื่อนไหว กจิ กรรมทางกาย การเล่นเกมและกีฬา
ตัวช้ีวัด
1. ควบคมุ การเคล่อื นไหวร่างกาย ขณะอยู่กับที่ เคลื่อนท่ีและใช้อปุ กรณ์ประกอบอยา่ งมที ิศทางควบคมุ การ
เคล่ือนไหวในเร่ืองการรับแรง การใชแ้ รง และความสมดลุ
มาตรฐาน พ 3.2 รักการออกกำลังกาย การเล่นเกมและเล่นกีฬา ปฏิบตั เิ ปน� ประจำอยา่ งสม่ำเสมอ มีวินัย เคารพ
สทิ ธิ กฎ กติกา มนี ้ำใจนักกฬี า มจี ติ วญิ ญาณในการแข่งขนั และชืน่ ชมในสุนทรียภาพของการกีฬา
ตวั ช้ีวัด
1. เคลอื่ นไหวร่างกายขณะอยู่กบั ท่ี เคลอื่ นท่ีและใชอ้ ุปกรณป์ ระกอบ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ : ผู้เรยี น
1. บอกถึงความจำเปน� ของการเคล่อื นไหวท่ตี อ่ การดำรงชีวิตได้ 2 ข้อ
2. เคลอ่ื นไหวแบบใช้อปุ กรณป์ ระกอบได้ถกู ตอ้ งและสนุกสนาน 60 %
3. เล่นและฝ�กตามแบบฝก� อยา่ งสนกุ สนานพร้อมแสดงมารยาทของการเลน่ ตามกฎระเบยี บทก่ี ำหนดไว้ทุกแบบฝก�
4. บรหิ ารร่างกายและสร้างเสรมิ สมรรถภาพทางกายไดถ้ ูกตอ้ งทุกท่า
สาระการเรยี นรู้
สนกุ กับการเคล่อื นไหวรา่ งกาย
1. ความสำคัญของการเคล่อื นไหวทม่ี ีต่อการดำรงชีวิต
2. การฝก� เคลอื่ นไหวรา่ งกายแบบใช้อุปกรณป์ ระกอบ
3. รปู แบบการเคล่อื นไหวร่างกาย
¤èÙÁ×ͼÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
162
-162-
กจิ กรรมการเรยี นรู้
กิจกรรม วิธีสอน สอื่ /อุปกรณ์ การประเมินผล
ขั้นเตรียม (5-7 นาท)ี -แบบประเมนิ -สงั เกตดหู มายเลข
พฤตกิ รรม ประจำตัวของ
1. การสำรวจนักเรียน ดังน้ี -บัญชรี ายชอื่ นกั เรียนพร้อมทั้ง
นักเรียน บันทึก
- ให้นกั เรียนเขา้ แถวตามกลุม่ 4 กลมุ่ ตรวจนบั จำนวนนกั เรยี น -ออกคำส่ัง --ภาพแสดงการ -ถามว่ามใี คร
เขา้ แถว เจ็บป่วยหรือไม่
โดยใช้ระบบการติดหมายเลขประจำตัวตามสขี องกลมุ่ (กลุม่ ละ -บรรยายโดยใช้ -สังเกตการแต่ง
กาย การตอบ
10 คน ) ภาพ ประกอบ คำถาม
-ตรวจสุขภาพ (เล็บ การเจ็บปว่ ย) -สังเกตจำนวน
และความถูกต้อง
- ตรวจดูการแต่งกายและอุปกรณ์ประกอบการเรียน ของการบรหิ าร
ร่างกาย
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ - ยอมรบั ใน
ขอ้ ผดิ พลาดเล็กๆ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ นกั เรยี น นอ้ ยๆ ได้
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ
ครู-
2. การบริหารร่างกายและกจิ กรรมทางกาย ให้นักเรยี นยนื ห่าง -อธิบายและ -รปู ภาพแสดง
กนั สองช่วงแขน สาธิต โดยใช้ ข้นั ตอนทา่ ทาง
- ทำท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อ-ข้อต่อสว่ นต่างๆของรา่ งกายตง้ั แต่ ภาพประกอบ การอบอนุ่
-สำรวจการ ร่างกาย
ศีรษะถึงเทา้ โดยใหน้ กั เรียนทำตามครู จากน้นั ใหท้ ำตามความ เคลือ่ นไหว - iPad แสดง
-การกระตุ้น ขน้ั ตอนใน
ต้องการโดยอิสระของนกั เรยี น เตอื นด้วยทา่ ทาง รูปแบบภาพ
และวาจา เคลื่อนไหว
-คำถาม คำตอบ
-ครูถามนักเรียนว่า การเคล่ือนไหวสำคัญต่อการดำรงชวี ิต
อยา่ งไร และชว่ ยกันสรุป
¤èÙÁÍ× ¼éÙÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)
163
-163-
กิจกรรม วธิ สี อน สอ่ื /อปุ กรณ์ การประเมนิ ผล
ข้นั สอน (5-7 นาที)
-ครูสัง่ ให้นักเรียนอย่ใู นรูปแบบคร่งึ วงกลมดังตอ่ ไปนี้ทกุ กลุม่ -ออกคำสั่ง -ภาพแสดงการ -สงั เกตการให้
ความรว่ มมือของ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ -นักเรียน ID เข้าแถวในรปู นกั เรียนในการ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ ปฏิบตั ติ ามคำสัง่
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ จบั คู่ คร่ึงวงกลม -สงั เกตความสนใจ
ในการฟ�งและดู
ⓈⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈⓈ -อธิบายและ -รูปภาพแสดง การอธิบายและ
สาธิต
1 เมตร สาธติ ขน้ั ตอนท่าทาง
Ⓣ -สังเกตการปฏิบตั ิ
-การกระตุ้น การเคลื่อนไหว ได้ถูกต้อง ๖๐%
Ⓣ = ครู ของนักเรยี น
Ⓢ = นักเรยี น เตือนดว้ ยทา่ ทาง แบบใช้อุปกรณ์ ทั้งหมด
- ครูอธิบายลักษณะของการเคลอื่ นไหวแบบใช้อุปกรณป์ ระกอบ
พร้อมใหน้ กั เรยี นชว่ ยสาธติ และใหซ้ กั ถาม และวาจา -iPad แสดง
-ครใู หน้ กั เรยี นถามเพือ่ ความเขา้ ใจ คำถามสน้ั ๆ ง่ายๆ อาจใช้
การตอบแบบใช/่ ไม่ใช่ ถา้ จำเปน� -นักเรียนลงมือ ข้นั ตอนใน
-ให้นักเรียนยืนขึ้น ห่างกนั สองช่วงแขน ในลกั ษณะดงั นี้ ปฏบิ ตั ิ รูปแบบภาพ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ - คำถาม- เคลอ่ื นไหวแบบ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ คำตอบ ใชอ้ ปุ กรณ์
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ
-ออกคำสัง่
-นกั เรยี นลงมือ
ปฏิบัติ
-การสนับสนุน
จากคู่
Ⓣ
-ครูออกคำสงั่ ให้นักเรียนลองเคล่ือนไหวด้วยการใชอ้ ุปกรณ์ตา่ งๆ
แบบตา่ งๆและบอกถงึ ประโยชนใ์ นการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
และการเล่นกฬี า
¤ÁÙè ×ͼÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
164
-164-
กจิ กรรม วิธีสอน ส่ือ/อปุ กรณ์ การประเมินผล
ขน้ั ฝ�กหดั (20-25 นาท)ี
-ครอู ธบิ ายโดยใช้ภาพประกอบและใหน้ กั เรยี นทำใบงานท่ี 1 -อธบิ าย -ใบงานที่ 1 -สงั เกตการ
“ชวนกันคดิ ชว่ ยกันทำ”โดยแบ่งกลุ่มๆละ 3-4 คน โดยจดั กลุ่ม -นกั เรียนลงมือ -อุปกรณต์ ่างๆ เคลอื่ นไหวที่
ใหค้ ละความสามารถใหม้ ากทีส่ ดุ แลว้ ใหก้ ระจายออกไปตามที่ ปฏบิ ัติ ใหน้ กั เรยี น ถกู ต้องและ
ว่างๆ จะใชอ้ ุปกรณอ์ ะไรกไ็ ด้ ครเู ดินดูรอบๆ พร้อมให้คำแนะนำ -การเรยี นรูแ้ บบ เลอื กใช้ เช่น ปลอดภัย
และใหผ้ ลย้อนกลบั รว่ มมอื เชอื ก ถุงทราย -สงั เกตความ
ลูกบอลชนิด ร่วมมอื และ
ⓈⓈⓈ ตา่ งๆ ไมย้ าว พฤตกิ รรมการ
ฯลฯ ทำงานกลุ่ม
ⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈ -สงั เกตวา่ นักเรยี น
มีความสุขในการ
ⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈ เรยี นหรือไม่
ⓈⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈⓈ
ⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈ ⓈⓈⓈ
Ⓣ
ขั้นใช้ (5-10 นาท)ี
-ให้นักเรียนเขา้ แถวตอนตามกลุ่มของตนเอง และเตรยี มทำการ -นกั เรียนลงมือ -ลกู บอล -สงั เกตการให้
ปฏบิ ตั ิ -ทมี ท่ีมี ID อาจ ความร่วมมือของ
แข่งขนั กนั เมื่อได้ยินสัญญาณเร่ิม -แก้ปญ� หา เลือกใชล้ กู บอล นกั เรียนในการ
-การเรียนรู้แบบ ทอ่ี ่อนลงกวา่ ปฏบิ ัตติ ามคำส่ัง
-ทมี ที่มี ID ควรปรบั ระยะหา่ งระหว่างกันให้สัน้ ลงใกลเ้ คยี งระยะ ร่วมมือ ปกต)ิ -การใหค้ วาม
- iPad แสดง รว่ มมือกับกลมุ่
ท่เี ปน� เปา้ หมาย ขั้นตอนในการ -การปฏบิ ตั ิตาม
แข่งขนั กฎกติกา ความมี
กตกิ า คอื น้ำใจนักกีฬา
ก.นกั เรยี นแต่ละคนในแตล่ ะกลมุ่ เคลื่อนทใ่ี นลักษณะใดกไ็ ด้
พรอ้ มถือลกู บอลไว้ เงอื่ นไข คอื ต้องใชก้ ารเคลอ่ื นไหวใน
ลกั ษณะทีค่ ิดวา่ เร็วและปลอดภยั ทส่ี ุด หากทุกคนถึงเสน้ ชัยกอ่ น
ให้น่ังลง และจะเป�นผู้ชนะ ทุกกลุ่มทำพรอ้ มกันหลังครูให้
สัญญาณนกหวดี
-หลกี เลี่ยงการแพ้คัดออก
-ครใู ชก้ ารกระตุ้นเตือนด้วยทา่ ทางและวาจา
--ครใู หค้ ำชืน่ ชมนักเรยี น ID และคู/่ ทมี
เสน้ เขต เสน้ เขต
ⓈⓈⓈⓈ .......................................
ⓈⓈⓈⓈ .......................................
ⓈⓈⓈⓈ ........................................
ⓈⓈⓈⓈ .................................
¤èÙÁ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
165
-165-
กิจกรรม วธิ ีสอน ส่ือ/อปุ กรณ์ การประเมินผล
ข. นักเรียนวิง่ ไปขา้ งหนา้ พรอ้ มเลือกถืออปุ กรณ์ แล้ววิง่ กลบั
มาถงึ เสน้ ชยั โดยหนั หลังว่ิง กตกิ าเหมือนขอ้ ก.
เสน้ เขต เส้นเขต
ⓈⓈⓈⓈ .................................
ⓈⓈⓈⓈ .................................
ⓈⓈⓈⓈ .................................
ⓈⓈⓈⓈ .................................
ข้นั สรปุ และสุขปฏิบตั ิ (5-10 นาที) -ออกคำสั่ง -สงั เกตการปฏบิ ตั ิ
-ครเู รียกรวมนกั เรียนและให้นงั่ ในรปู แบบดังนี้ -คำถาม-คำตอบ ตามระเบยี บและ
-อภปิ ราย คำสง่ั การซกั ถาม
Ⓣ -ให้การบ้าน
-ออกคำสัง่
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ
-ใบงานที่ 2
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ
ⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈⓈ
-สรุปทง้ั หมดท่ีเรียน (ทกั ษะ ความรคู้ วามเขา้ ใจ การแตง่ กาย
ความต้งั ใจ กฎระเบยี บ) นักเรียนซกั ถาม
-ให้โอกาส ID ได้ตอบคำถามโดยปรับคำถามทใี่ ชค้ ำตอบแบบใช่/
ไมใ่ ช่โดยมีการชน้ี ำ
--ใหค้ ำช่ืนชมนักเรียน ID และค/ู่ ทีม
-ใชป้ ระโยชนจ์ ากคู่
-อบรมและสั่งงานให้ไปทำใบงานท่ี 2 และส่งในการเรียนคราว
ต่อไป
-สง่ั ให้นักเรียนทำความสะอาดร่างกาย
-ใหน้ ักเรียนยืนและสง่ั เลกิ แถวโดยการให้ปรบมอื 3 ครั้ง แลว้
ร้อง “ดใี จจัง สนุกจงั ”
¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
166
-166-
ใบงานที่ 1
เร่อื ง ชวนกันคดิ ชว่ ยกันทำ
ชือ่ ......................................................................... ชน้ั ......................................
วนั ท่.ี .................เดือน............................พ.ศ. .............................
จดุ ประสงค์ เพอ่ื ให้นักเรียนได้ชว่ ยกันคิดและลองปฏิบัตกิ ารเคลื่อนไหวแบบใชอ้ ุปกรณป์ ระกอบตา่ งๆดว้ ยตนเอง
คำชแ้ี จง แบ่งกลมุ่ ๆ ละ 3 คน ใหน้ กั เรียนชว่ ยกันคิด สร้างสรรค์ และหาวธิ ปี ฏิบตั ิการเคลอื่ นไหวแบบใชอ้ ุปกรณ์ประกอบ
ต่างๆ
เกณฑก์ ารประเมิน ลงชอ่ื ผปู้ ระเมนิ ..................................................o.......ครู
o ดีมาก = 5 คะแนน o ตวั นักเรียน
o ดี = 4 คะแนน o เพอ่ื น
o พอใช้ = 2 คะแนน o พ่อแม่ ผปู้ กครอง
o ควรปรบั ปรุง = 1 คะแนน
¤ÙèÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
167
-167-
ใบงานที่ 2
เรอ่ื ง ลองคิด ลองทำ
ชือ่ ......................................................................... ชั้น......................................
วนั ท่.ี .................เดอื น............................พ.ศ. .............................
จดุ ประสงค์ เพอื่ ให้นกั เรียนคดิ และลองปฏบิ ตั กิ ารเคลือ่ นไหวแบบประกอบอปุ กรณ์ตา่ งๆด้วยตนเองท่บี า้ น
คำช้ีแจง นกั เรยี นคิด สรา้ งสรรค์ และหาวิธีปฏิบัตกิ ารเคล่ือนไหวแบบประกอบอุปกรณ์ และจดบนั ทกึ ไว้ โดยตอ้ งปฏบิ ัติ
ดังน้ี
๑.เม่ือเคลือ่ นไหวแบบประกอบอุปกรณใ์ นกิจกรรมประจำวัน ตอ้ งคำนึงถงึ หลักความปลอดภยั เสมอ
๒.ใช้เวลาวา่ งหลงั จากทำการบา้ น ประมาณ ๓๐ นาที ฝ�กการเคลื่อนไหวแบบประกอบอปุ กรณ์ดว้ ยทา่ ทางต่างๆตามท่ี
นกั เรยี นชอบ
นกั เรียนรูส้ ึกอยา่ งไรกบั ผลงาน ใหว้ งกลมลอ้ มรอบหนา้
o ครู
o ตวั นักเรียน
o เพื่อน
o พอ่ แม่ ผูป้ กครอง
ลงชอื่ ผปู้ ระเมิน.........................................................
¤ÙèÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)
168
-168-
การบันทกึ หลงั สอน
บันทึกหลังสอนเป�นสิ่งจำเป�นที่ครูต้องทำทุกครั้งทุกห้อง เป�นการวิเคราะห์ตนเอง เพื่อการปรับปรุง
แกไ้ ขทงั้ การจัดทำแผนฯและการจัดการเรยี นร้ใู ห้ดีข้นึ ตอ่ ไป
บันทกึ หลังสอน หอ้ ง..............วัน เดอื น ป�..........
รายการ ขอ้ ดี จดุ อ่อน แนวทางปรับปรุงแก้ไข
1.ตัวชวี้ ดั
2.จุดประสงค์การเรยี นรู้
3.สาระ/เนื้อหา
4.กิจกรรมการเรียนรู้
4.1 ขัน้ เตรียม
4.2 ขน้ั สอน
4.3 ขั้นฝ�กหัด
4.4 ข้ันนำไปใช้
4.5 ขัน้ สรุปและสุขปฏบิ ัติ
5.วิธีสอน
6.สื่อ อปุ กรณ์
7.วธิ ีการและเคร่ืองมือ
ประเมินผล
8.ใบความรู้
9.ใบงาน
สรปุ คุณภาพโดยรวม ดมี าก ดี ปานกลาง ต้องปรับปรุง
1.การเตรยี มแผนการจดั การเรียนรู้ ดมี าก ดี ปานกลาง ต้องปรับปรงุ
2.การสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้
¤ÁèÙ Í× ¼ÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
169
-169-
การสรปุ ขอ้ มูลนักเรยี นนกั เรียนท่บี กพร่องทางปญ� ญา
คำถาม คำอธบิ าย
ผู้เรยี นมปี ญ� หาดา้ นสขุ ภาพในดา้ นอะไร
จดุ แขง็ ของผเู้ รียนคืออะไร
ผู้เรียนมคี วามสนใจอะไร
ผู้เรียนชอบอะไร
ผู้เรยี นไม่ชอบอะไร
ผูเ้ รยี นส่ือสารกบั บุคคลอืน่ อยา่ งไร
เชน่ การพูด ใช้ภาษาทา่ ทาง ใชภ้ าษามอื ใช้อุปกรณ์
ชว่ ยในการสือ่ สาร ฯลฯ
ผเู้ รียนมคี วามสามารถพิเศษอะไรบา้ ง
คำพูดใดที่สามารถอธิบายความเป�นตัวตนของผู้เรียน
เช่น เปน� คนทีค่ ดิ ทางบวก ขอี้ าย ตลก ฯลฯ
เรอ่ื งอนื่ ที่สำคัญ
ผเู้ รียนมปี ญ� หาดา้ นสขุ ภาพในดา้ นอะไร
¤ÁèÙ Í× ¼ÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
170
-170-
แบบประเมนิ การรว่ มกจิ กรรม ‘Physical Activities’ ตามสภาพจรงิ
ชื่อ..........A..............นามสกลุ .......B..................ความพิการ........ID.......................
ลักษณะความพิการ...บกพร่องทางสตปิ �ญญา ชนิดดาวน์ซินโดรม หตู ึง และสมาธิส้นั ........
สถานท.ี่ ...สนามหญ้าของโรงเรียน........ระดับชน้ั .....ประถมศึกษาปท� ่ี 2....
กิจกรรม... การเคลอ่ื นไหวร่างกายพร้อมอปุ กรณ.์ ..
ขน้ั ตอนการปฏบิ ัตงิ านในนักเรียน จุดสงั เกต ระดับความ มสี ิ่งใดบ้างทีเ่ ปน� อปุ สรรคใน จะสอน/ปรับอยา่ งไร/
ทว่ั ไป ในการทำกจิ กรรม สามารถ การปฏบิ ตั ิ หรือใช้เครือ่ งมอื อะไร
1. เข้าแถวเพ่อื เตรียมเดินไปสนาม คำสงั่ ของครู: เพื่อน + กจิ กรรมทางกายของนกั เรียน ครูแสดงตารางกิจกรรมท่ี
- (เพราะอะไรนกั เรียนทำไมไ่ ด)้ เป�นรูปภาพ & จับคกู่ ับ
หญา้ ของโรงเรยี น เข้าแถว - มปี ญ� หาในการเปลี่ยน เพอื่ น
- กิจกรรม; ไม่ได้ยิน/ไมเ่ ขา้ ใจ ครูป้องกันการวง่ิ โดยจัด
2. เข้าแถวในสนามหญ้า คำสั่งของคร:ู เพ่ือน คำสงั่ อาสาสมคั รเพื่อนค่หู ู
เข้าแถว - วิ่งไปรอบๆ สนาม เนือ่ งจากถกู
กระตุ้นโดยสภาพแวดล้อมท่ี จดั อาสาสมัครเพอื่ นคู่หู
3. บรหิ ารร่างกาย ทำทา่ เหยียดยดื คำสัง่ ของคร/ู เห็นลูก - สับสนเกนิ ไป ประกบคู่ทำกายบรหิ าร
กล้ามเน้ือ-ข้อต่อสว่ นตา่ งๆ ของ บอล อุปกรณ์/สังเกต ทักษะพืน้ ฐานในการยดื
รา่ งกายตัง้ แต่ศรี ษะถงึ เทา้ จากเพอื่ น กล้ามเนื้อ / ชอบนั่งบนพื้น ไม่ ใช้ Choices board ให้
เห็นเหตุผลทีต่ อ้ งทำสงิ่ นี้ นกั เรยี นเลอื กการทำ
4. การกลงิ้ ลกู บอลชน คำสงั่ ของคร/ู / ทักษะพน้ื ฐานในการจับและ กิจกรรม สอนพิเศษเรอ่ื ง
พินโบวล์ ่ิง สงั เกตจากเพื่อน กลง้ิ ลกู บอล/ชอบน่ังบนพนื้ ไม่ การกลงิ้ ลกู บอล ใช้ลูก
เห็นเหตผุ ลที่ตอ้ งทำสิง่ น้ี กล้งิ บอลติดเชือก ปรับระยะ
5. โยนรบั สง่ ลูกบอล คำสงั่ ของครู/ / ไมต่ รงเป้า ใช้ Choices board ให้
สงั เกตจากเพื่อน นักเรียนเลือกการทำ
ไม่เห็นเหตผุ ลทจี่ ะทำเช่นนี้ กิจกรรมสอนพิเศษเรอื่ ง
6. เข้าแถวเพื่อเดินกลบั ไปห้องเรียน คำส่ังของครใู หก้ ลับ ไมไ่ ด้ยนิ /เข้าใจคำสั่ง การโยนลูกบอล ปรับ
ห้องเรยี น ทักษะพ้ืนฐานในการจบั และ ระยะ ใชล้ กู บอลน่ิม
เพอ่ื นเขา้ แถว เดนิ โยนลกู บอล โยนบอลไม่ถงึ เพอื่ นรับผิดชอบในการ
แถวกลับหอ้ ง เพือ่ น รบั แล้วเจ็บ ช่วยให้นกั เรียนเขา้ แถว
ชอบทจ่ี ะวงิ่ ; ไมเ่ ห็นเหตุผลท่ี เตรยี มกลบั ห้องเรยี น
ตอ้ งทำตามคำส่งั
¤ÁèÙ Í× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
171
-171-
เอกสารอา้ งอิง
กระทรวงศึกษาธกิ าร.(2560).หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐานและมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวช้วี ดั ฯ
ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560 (ฉบับสมบูรณ์).
http://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2551). ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรียนรูแ้ กนกลางกลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ ุขศึกษาและ
พลศกึ ษาตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐานพุทธศกั ราช 2551.
http://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2551).ตัวช้ีวัดและสาระการเรยี นร้แู กนกลางกล่มุ สาระการเรียนรูส้ ขุ ศกึ ษาและ
พลศึกษาตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐานพุทธศักราช 2551.
https://sgs.bopp-obec.info/menu/Data/guidance01.pdf
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2553). แนวทางการจัดกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี นตามตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษา
ขั้นพืน้ ฐานพทุ ธศักราช 2551. https://sgs.bopp-obec.info/menu/Data/guidance01.pdf
วาสนา คณุ าอภิสทิ ธิ.์ (2541). หลกั สตู รพลศกึ ษา.พมิ พ์คร้งั ที่ 2.กรงุ เทพมหานคร:ศนู ย์สง่ เสริมวชิ าการ.
วาสนา คุณาอภสิ ิทธ์.ิ (2559).การพฒั นาหลักสตู รกิจกรรมทางกายสำหรับนกั เรยี นไทย.กรงุ เทพมหานคร:
สำนกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การสร้างเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.)
วาสนา คณุ าอภสิ ทิ ธิ์.(2560).ค่มู ือหลักสูตรกิจกรรมทางกายสำหรับนักเรียนไทย. กรงุ เทพมหานคร:
สำนักงานกองทนุ สนบั สนุนการสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.)
วาสนา คุณาอภิสทิ ธิ์.(2563).หลักสตู รและการจัดการเรยี นรูพ้ ลศึกษา ฉบับปรับปรงุ .พิมพ์ครัง้ ท่ี ๔.
กรุงเทพมหานคร:ศนู ยต์ ำรา SCL.
สำนกั งานกองทนุ สนับสนนุ การสร้างเสรมิ สขุ ภาพ.(2549).แบบทดสอบและเกณฑม์ าตรฐานสมรรถภาพ
ทางกายท่ีสัมพันธ์กบั สุขภาพสำหรบั เดก็ ไทยอายุ 7-18 ป.�
https://dol.thaihealth.or.th/resourcecenter/sites/default/files/documents/_7-18_pii1_0.pdf
กรมพลศึกษา.(2562).คมู่ ือแบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายของเด็ก เยาวชน และ
ประชาชนไทย. https://www.dpe.go.th/manual-files-421391791798
ครูแตว้ .(2012 ).มารู้จกั I.E.P. กันเถอะ. https://www.gotoknow.org/posts/209435
สถาบนั ราชานุกลู กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสขุ .(2019). ภาวะบกพรอ่ งทางสตปิ ญ� ญา/ภาวะป�ญญา
อ่อน. https://th.rajanukul.go.th/preview-4009.html
Brozena, Catherine. (2013).Ten Ideas to Build Physical Activity in Your School.
https://thrivingschools.kaiserpermanente.org/ten-ideas-to-build-physical-activity-in-
your-school/. http://www.activelivingresearch.org/blog/2012/04/node/12551
Kerpan, Serene. (2016). The Effects of Integrated Classroom-Based Physical Activity on
¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
172
-172-
On-Task Behaviour for Indigenous Elementary School Students.
https://www.semanticscholar.org/paper/The-Effects-of-Integrated-Classroom-Based-
Physical-Kerpan/1d8b4744e64579d9163bc6dcb51166e65179cfca
Runde’s Room.(). Math Vocabulary Math Circle for Physical Activity in Upper Grades.
https://www.pinterest.com/pin/359936195201579859/
¤èÙÁ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
-173-
บทท่ี 8
¤ÁÙè ×ͼÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
-117744-
การประเมินผลการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกาย
o รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา คุณาอภสิ ิทธิ์
การประเมินผลการเรียนรู้ คือ การนำผลหรือปริมาณ (quantity) พฤติกรรมนักเรียนที่ได้จากการวัด
(test) มาหาคุณภาพ(quality) ดว้ ยการเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์(norm)หรือมาตรฐาน(standard)เพื่อพจิ ารณาว่า
นักเรียนแต่ละคนมีคุณภาพของพฤติกรรมด้านต่างๆ และพฤติกรรมโดยรวมดีหรือไม่ มากน้อยเพียงใด โดยครู
เป�นผู้กำหนดเกณฑ์หรือมาตรฐานในการเปรียบเทียบได้เอง หรืออาจนำเกณฑ์หรือมาตรฐานที่มีอยู่แล้วมาใช้
เกณฑ์หรือมาตรฐาน โดยเฉพาะด้านเจตคติ คุณธรรม จริยธรรมอาจได้มาจากค่านิยมของสังคม ความเห็นของ
คนสว่ นมาก หรอื จากการวจิ ัย
นอกจากนั้นการประเมินผลการเรยี นรู้ ยงั มคี วามหมายครอบคลมุ ส่ิงตอ่ ไปนี้
o กระบวนการเกบ็ ข้อมลู ตีความ บนั ทกึ ผล และใช้ข้อมลู เกีย่ วกับคำตอบของนักเรียนทีท่ ำในช้นิ งาน
แบบทดสอบ แบบวัด
o การเก็บรวบรวมข้อมูลและการใช้ข้อมูลให้สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (การเรียนรู้)
ของนักเรยี น เพ่อื ช่วยตัดสินใจเกีย่ วกบั หลักสตู ร
o ระบบการเก็บรวบรวมเหตุการณ์ต่างๆเพื่อใช้ในการตัดสินการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (การเรียนรู้)
ของนักเรียนว่าเป�นความจริงหรือไม่ และยังเป�นการตัดสินจำนวนและระดับของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
(การเรียนรู)้ ของนักเรียนด้วย
o กระบวนการตัดสินเนื้อหาวิชาที่เรียน การเลือกข้อมูลที่เหมาะสม การจัดกิจกรรม วิธีสอน ของครู
และการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู พร้อมทง้ั การวเิ คราะห์ขอ้ มลู เพื่อสรุปและนำเสนอส่ิงที่เป�นประโยชน์ต่อผู้ท่ีจะตัดสิน
ผลการเรยี นตอ่ ไป
¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
1-71575-
แผนภาพท่ี 8.1 สรปุ ความคดิ รวบยอดการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ยิ่งครูได้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมความสามารถด้านต่างๆ และความต้องการของนักเรียนมากเท่าไร ครูจะยิ่ง
สามารถปรับปรุงและวางแผนกระบวนการจัดการเรียนรู้ได้ดีมากขึ้นเท่านั้น ข้อมูลต่างๆที่จำเปน� สำหรับครู สามารถเก็บ
รวบรวมได้จากกระบวนการวัดและประเมินผลนักเรียน ครูจึงต้องวางแผนโปรแกรมการวัดและประเมินผลที่ดี เลือกใช้
แบบทดสอบอยา่ งระมดั ระวงั และสรา้ งแบบทดสอบให้ดที ี่สดุ
• ความสำคัญของการประเมินผลการเรียนรู้
การประเมินผลการเรียนรู้เป�นองค์ประกอบสุดท้ายของกระบวนการจัดการเรียนรู้ หากขาดไปจะทำให้
กระบวนการไม่สมบูรณ์ เพราะการประเมินผลการเรียนรู้เป�นเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการเรียนและการเรียนรู้ของ
นักเรียนอย่างต่อเนื่อง มีการบันทึก วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล แล้วนำมาใช้ในการส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการ
เรียนรู้ของผู้เรียนตลอดจนการสอนของครูละอื่นๆที่เกี่ยวข้อง การประเมินผลการเรียนรู้กับการสอนจึงเป�นเรื่องที่
สัมพนั ธก์ ันอยา่ งยง่ิ
¤èÙÁÍ× ¼éÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
176
-176-
การประเมินผล กําหนด
การเรียนรู จุดประสงคก าร
เรียนรู
การจดั กิจกรรม การเลอื กสาระ
การเรียนรู เน้อื หา
แผนภาพที่ 8.2 ความสำคญั ของการประเมินผลการเรยี นรู้
เพื่อให้เป�นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ครูจึงต้องให้ความสำคัญกับ
การประเมินพัฒนาการของนักเรียน ต้องมีการประเมินก่อน –ระหว่าง-หลังการเรียนการสอน การประเมินก่อน
การเรียน เพื่อต้องการทราบถึงสิ่งที่นักเรียนมีอยู่ก่อนครูสอน เช่น วุฒิภาวะ ความรู้เดิม การประเมินระหว่าง
เรยี น เพือ่ ตอ้ งการทราบผลการจดั การเรยี นการสอนเป�นระยะๆ ตลอดจนการจัดกจิ กรรมของครู และสามารถใช้
เป�นคะแนนเก็บสะสมไดด้ ้วย (formative assessment) สว่ นการประเมนิ หลงั การเรียนการสอน (summative
assessment) เพื่อต้องการสรุปผลการเรียนในภาพรวมของแต่ละภาคและหรือแต่ละป� ทั้งสามส่วนเป�นการ
ประเมินพัฒนาการของผลนักเรียน การประเมินระหว่างเรียน อาจเกิดขึ้นในห้องเรียนทุกวัน การประเมินใน
ส่วนนี้ทำให้ครูร้จู ุดเด่น จุดทตี่ อ้ งปรบั ปรงุ
ในการประเมินผลการเรียนรู้ ผู้สอนต้องเลือกใช้วิธีการและเครื่องมือประเมินที่หลากหลาย เช่น
วิธีการสังเกต (เครื่องมือประเมิน เช่น ตารางประมาณค่า) วิธีการซักถาม การให้ลงมือปฏิบัติจริง (เครื่องมือ
ประเมิน เช่น แบบทดสอบการปฏิบัติ ตารางประมาณค่า เกณฑ์การให้คะแนน (rubrics)) วิธีการระดมความ
คิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อสรุปของประเด็นที่กำหนด(เครื่องมือประเมิน เช่น ตารางประมาณค่า) วิธีการใช้แฟ้มสะสม
งาน (เครื่องมอื ประเมนิ เช่น เกณฑ์การใหค้ ะแนน) วธิ กี ารปฏบิ ตั ภิ าระงาน (เคร่อื งมือประเมนิ เช่น แบบทดสอบ
การปฏิบัติ ตารางประมาณค่า เกณฑ์การให้คะแนน (rubrics)) นอกจากนั้น อาจเป�นการประเมินความรู้เดิม
การให้ผู้เรียนประเมนิ ตนเอง การให้เพอ่ื นประเมินเพ่ือน
สิ่งสำคัญที่สุดในการประเมินเพ่ือพัฒนา หรือ การประเมินพัฒนาการของนักเรียน คือ การให้ข้อมลู
ย้อนกลับแก่ผู้เรียนในลักษณะการให้คำแนะนำที่เชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ (เพราะจะส่งเสริมให้การ
เรียนรู้พอกพูนในทุกๆด้าน) การแก้ไขความคิด ความเข้าใจเดิมที่ไม่ถูกต้อง การให้นักเรียนสามารถตั้งเป้าหมาย
และพัฒนาตนเองได้ เป�นต้น ผลการประเมินยังนำไปใช้ในการปรับปรุงตัวหลักสูตร การออกแบบหน่วยการ
¤èÙÁÍ× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
177
-177-
เรียนรู้ โครงสร้างรายวิชา จุดประสงค์การเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมทั้งการเลือกเครื่องมือวัดและ
ประเมนิ ผลพฒั นาการแตล่ ะด้านของนักเรยี น
• จดุ มุ่งหมายของการประเมินผลการเรียนรู้
จุดมุ่งหมายหลักที่เป�นจุดมุ่งหมายกว้างๆของการประเมินผลการเรียนรู้ เป�นไปตามภาพด้านล่าง
(แผนภาพที่ 7.3) ลำดับแรก เพื่อการพัฒนาผู้เรียน โดยผ่านการพิจารณา ไตร่ตรอง วินิจฉัยว่า นักเรียนมีระดบั
ผลการเรียนเป�นอยา่ งไร รวมทง้ั เป�นการประเมินระหว่างการจัดการเรียนรหู้ รือระหว่างเรยี น (คะแนนเก็บสะสม)
ลำดับที่สอง เพื่อการตัดสินผลการเรียนในภาพรวมว่าผ่านรายวิชานั้นๆหรือไม่ ระดับใด นับเป�นการสรุปผลการ
เรยี นปลายภาคและหรือปลายป� (grading)
แผนภาพท่ี 8.3 จุดม่งุ หมายหลกั ของการประเมินผลการเรียนรู้
• เกณฑก์ ารเลือกแบบทดสอบที่ดี
แบบทดสอบที่ดี ควรมลี กั ษณะ ดงั นี้
1. ความเช่ือมั่น (reliability) เป�นแบบทดสอบทใ่ี ชว้ ดั นักเรยี นกลมุ่ ใดๆ กไ็ ด้ผลเหมือนกนั
2. ความแม่นตรง (validity) เป�นแบบทดสอบทีว่ ดั ส่งิ ท่ีตอ้ งการไดจ้ รงิ ๆ ตรงประเดน็ ตรงจดุ
3. ความเป�นปรนัย (objectivity) เป�นแบบทดสอบที่มีความยุติธรรมในการให้คะแนนและใครจะเป�น
ผู้ใหก้ ็ไดผ้ ลเหมือนกัน ตรงกัน
4. ความง่าย (simplicity) เป�นแบบทดสอบที่นำไปใช้ได้อย่างไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการบริหาร
จัดการและทำความเขา้ ใจ
¤ÁÙè ×ͼéÙÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
178
-178-
5. ความเป�นมาตรฐาน (uniformity) เป�นแบบทดสอบที่มีเกณฑ์ หรือเกณฑ์มาตรฐานที่แน่นอนไว้
เปรยี บเทยี บให้เห็นถึงระดบั ต่างๆ ของผลการประเมนิ
6. การใช้เวลา (time) เป�นแบบทดสอบที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองเวลาในการนำไปใช้มากเกินไป รวมทั้งมี
ความประหยัด ทงั้ เวลา งบประมาณ และอน่ื ๆ
• วิธกี ารและเครื่องมอื วัดผลตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ในที่นี้ขอนำเสนอวิธีการและเครื่องมือวัดผล
ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ทุกด้านของพลศึกษาและ
กิจกรรมทางกาย เพื่อเป�นแนวทางให้ครูนำไป
เลือกใช้ ดังนี้
1. ด้านสมรรถภาพทางกาย (physical fitness )
ในการพิจารณาพัฒนาการของนักเรียน ควร
ทดสอบทัง้ ตอนตน้ ป� (pre-test) ระหว่างป� (mid-test)
และปลายป� (post-test) ผลจากการทดสอบจะช่วย
วินิจฉัยระดับพัฒนาการด้านสมรรถภาพทางกายของ
นักเรียน ใช้เป�นข้อมูลให้ครูนำไปเลือกกำหนด
จุดประสงค์การเรียนรู้ การจัดกิจกรรมต่างๆให้
เหมาะสมกับนักเรียนแต่คนแต่ละกลุ่ม และยังเป�นส่ิง
ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของนักเรียนอันเป�นผลมา
จากการจดั การเรียนร้ทู งั้ ในและนอกหอ้ งเรียนของครูได้
ในด้านนี้ ครูควรใช้แบบทดสอบมาตรฐานท่ีมี ภาพประกอบที่ 8.1 ระบบตา่ ง ๆ ในร่างกายมนษุ ย์
นักวิชาการหรือสถาบันและองค์กรต่างๆ สร้างไว้แล้ว
เช่น แบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพสำหรับเด็กไทยอายุ 7-18 ป�
(สำนักงานกองทุนสนับสนนุ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ. 2549) แบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกาย
สำหรับเด็กไทยอายุ 7-18 ป� (กรมพลศึกษา. 2562) ทั้งนี้เพื่อความสะดวกสบาย เพราะมีทั้งตวั แบบทดสอบและ
เกณฑ์มาตรฐานไวใ้ ห้เปรยี บเทียบ
¤èÙÁÍ× ¼éÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)
179
-179-
ครสู ามารถศกึ ษาศึกษารายละเอยี ดของแบบทดสอบและ
เกณฑม์ าตรฐานสมรรถภาพทางกาย สำหรับเด็ก ไทยอายุ
7-18 ป� ของกรมพลศึกษาไดต้ ามเว็บไซตน์ ้ี
https://www.dpe.go.th/manual-preview-
421991791792
ภาพประกอบท่ี 8.2 คู่มอื แบบทดสอบและเกณฑม์ าตรฐานสมรรถภาพทางกาย สำหรบั เด็กไทยอายุ 7-18 ป�
มีคำศพั ทส์ ำคญั เกีย่ วกับสมรรถภาพทางกายท่คี รูควรได้ทำความเข้าใจ ดงั นี้
สมรรถภาพทางกาย (physical fitness) หมายถึง ความสามารถของระบบต่างๆที่ทำงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามหน้าที่ของแต่ละระบบ บุคคลที่มีสมรรถภาพทางกายดี จะสามารถประกอบ
กิจกรรมในชีวิตประจำวันและทำงานต่างๆ ได้อย่างกระฉับกระเฉง ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป และยังมีพลังงาน
สำรองมากพอสำหรบั กจิ กรรมนันทนาการหรือกรณฉี ุกเฉิน
ในป�จจุบันนักวิชาการพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย ได้ให้คำจำกัดความและแบ่ง
ประเภทของสมรรถภาพทางกายออกเป�น 2 ประเภท (รวมทั้งในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
ซึ่งประกอบด้วย 1) สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ (health – related physical fitness) และ 2)
สมรรถภาพทางกลไก (motor fitness) หรือ สมรรถภาพเชิงทักษะปฏิบัติ (skill – related physical
fitness) หรือ สมรรถภาพเชิงทกั ษะกีฬา (sport – related physical fitness)
1. สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ (health – related physical fitness) หมายถึง
ความสามารถของระบบต่าง ๆ ในร่างกายประกอบด้วยความสามารถเชิงสรีรวิทยา ที่ช่วยป้องกันบุคคลจาก
โรคที่มีสาเหตุจากภาวะการขาดการออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมทางกายน้อยเกินไป เป�นตัวบ่งชี้สำคัญของ
การมีสุขภาพดีของแต่ละบุคคล ความสามารถหรือสมรรถนะเหล่านี้สามารถปรับปรุง พัฒนา และคงสภาพไว้
ได้ด้วยการออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ ตัวบ่งชี้สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพมี 5
องค์ประกอบ ดังนี้
1) องค์ประกอบของร่างกาย (body composition) ตามปกติแล้วในร่างกายมนุษย์มี
องค์ประกอบสำคัญ คือ กล้ามเนื้อ กระดูก ไขมัน และส่วนอื่น ๆ เฉพาะในส่วนของสมรรถภาพทางกายเพื่อ
สุขภาพนั้น หมายถึง สัดส่วนของปริมาณไขมันในร่างกายกับมวลร่างกายที่ปราศจากไขมัน โดยการวัดออกมา
¤ÁÙè Í× ¼ÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
180
-180-
เป�นเปอร์เซ็นต์ไขมัน (% fat) ด้วยเครื่องคาลิเปอร์ (caliper) และอีกวิธีหนึ่งซึ่งสะดวกมากกว่า คือ
การคำนวณหาดัชนีมวลกาย (body mass index=BMI) ด้วยสูตร น้ำหนักตัว (กก.) หารด้วยส่วนสูง (เมตร)
ยกกำลังสอง แลว้ นำผลไปเทยี บกบั เกณฑ์
ภาพประกอบท่ี 8.3 เครอ่ื งคาลเิ ปอร์ (caliper)
ภาพประกอบท่ี 8.4 เกณฑ์ดชั นีมวลกาย เดก็ อายุ 5 - 18 ป�
สำหรับเกณฑ์ดัชนีมวลกาย เด็กอายุ 5 - 18 ป� ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สามารถศึกษา
ได้จากเว็บไซต์นี้ https://www.rajini.ac.th/nurse/test.pdf ส่วนภาพประกอบด้านล่างเป�นเกณฑ์สำหรับ
ผทู้ ่มี ีอายมุ ากกว่า 18 ปข� ้นึ ไป
¤èÙÁ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
181
-181-
ภาพประกอบที่ 8.5 เกณฑด์ ชั นมี วลกาย สำหรับผ้ทู ีม่ ีอายมุ ากกว่า 18 ปข� นึ้ ไป
https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line
2) ความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ (cardio-respiratory
endurance) หมายถึง ความสามารถในการทำงานของระบบไหลเวียนเลือด (หัวใจ หลอดเลือด) และระบบ
หายใจในการลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายสามารถยืนหยัดที่จะทำงานหรือ
ออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่เป�นระยะเวลายาวนานได้ เช่น วิ่งติดต่อกัน 2 นาทีขึ้นไป การเต้นแอโรบิก
ต่อเนอื่ ง 30 นาที กระโดดเชอื ก 15 นาที วา่ ยน้ำ 20 นาที เปน� ตน้
การวิ่งตดิ ต่อกนั 2 นาทขี ้นึ ไป การก้าวขน้ึ -ลงแทน่ หรือกลอ่ ง
¤ÙÁè ×ͼÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
182
-182-
Beep Test Pacer Test
http://www.honitonrc.com/bleep-test.html https://genius.com/Leger-and-lambert-the-fitnessgram-pacer-test-
ภาพประกอบที่ 8.6 ตัวอย่างแบบทดสอบความอดทนของระบบไหลเวียนเลอื ดและระบบหายใจ
3) ความอ่อนตัวหรือความยืดหยุ่น (flexibility) หมายถึง พิสัยของการเคลื่อนไหวสูงสุดเท่าท่ี
จะทำได้ของข้อต่อหรือกลุ่มข้อต่อ เช่น การก้มแตะปลายเท้าทั้งขณะยืนและนั่ง การทำท่ารูดซิปหลัง โดย
ธรรมชาตคิ นในวัยเดยี วกนั ผ้หู ญงิ มคี วามออ่ นตัวมากกวา่ ผู้ชาย เดก็ มีความอ่อนตัวมากกวา่ ผใู้ หญ่
ภาพประกอบท่ี 8.7 ตวั อยา่ งแบบทดสอบความอ่อนตัวหรอื ความยดื หยุ่น
4) ความอดทนของกล้ามเนอื้ (muscular endurance) หมายถึง ความสามารถของกลา้ มเนอ้ื
มัดใดมดั หน่ึงหรอื กลมุ่ กล้ามเน้อื ในการหดตัวซำ้ ๆ เพอื่ ต้านแรงหรอื ออกแรงทำงาน หรอื ความสามารถในการ
คงสภาพการหดตัวทำงานต่อเนื่องได้เป�นระยะเวลานานของกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งหรือกลุ่มกล้ามเนื้อ เช่น
การยกน้ำหนัก ยกของหนักซ้ำๆกัน หลายๆครั้งและมากครั้งจนกว่าจะหมดแรงหรืออ่อนล้า การลุก-นั่งเข่างอ
(modified sit-up) การลุก-นั่งม้วนตัว (curl-up) การดันพื้น-ผนัง (push-up) การเกร็งกล้ามเนื้อ (planking)
(หมายเหตุ ไมค่ วรใชค้ ำวา่ ความทนทานของกลา้ มเนือ้ เพราะความทนทานใชก้ ับวัตถ)ุ
¤èÙÁ×ͼÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)
183
-183-
การลุก-น่ังมว้ นตัว (curl-up) การดันพน้ื -ผนัง (push-up) การเกรง็ กล้ามเนื้อ (planking)
ภาพประกอบท่ี 8.8 ตัวอยา่ งแบบทดสอบความอดทนของกล้ามเน้ือ
5) ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (muscular strength) หมายถึง ปริมาณสูงสุดของแรงท่ี
กล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งหรือกลุ่มกล้ามเนื้อสามารถออก
แรงต้านทานหรือออกแรงทำงานได้ วิธีการทดสอบใช้
แบบเดียวกันกับความอดทนของกล้ามเนื้อ เช่น
การลกุ -น่ังเขา่ งอ การดันพ้นื การยกของหนกั
การลุก-นั่งเขา่ งอ (modified sit-up)
ภาพประกอบที่ 8.9 ตวั อยา่ งแบบทดสอบความแขง็ แรง
ของกล้ามเนื้อ
การลุก-นง่ั มว้ นตัว (curl-up)
2. สมรรถภาพทางกลไก (motor fitness) หรือ สมรรถภาพเชิงทักษะปฏิบัติ (skill - related
physical fitness) หรือ สมรรถภาพเชิงการกีฬา (sport - related physical fitness) หมายถึง
ความสามารถของร่างกายที่ช่วยให้บุคคลสามารถประกอบกิจกรรมทางกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเล่นกีฬา
ได้ดี นอกเหนือจากการมีสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ (health – related physical fitness) แล้ว
มอี งคป์ ระกอบ 6 ด้าน ดังนี้
1) ความคลอ่ งตัว หรอื ความคลอ่ งแคล่วว่องไว (agility) หมายถึง ความสามารถในการเปล่ียน
ทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาน้อย และสามารถควบคุมตนเองได้ เช่น การวิ่งเปลี่ยนทิศทาง
การว่ิงคดเคีย้ ว การว่งิ เก็บของในระยะเวลาส้นั ๆ
¤èÙÁÍ× ¼ÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
184
-184-
ภาพประกอบที่ 8.10 ตัวอยา่ งแบบทดสอบความคลอ่ งตวั หรอื ความคล่องแคล่ววอ่ งไว
2) การทรงตัว (balance) หมายถึง ความสามารถในการรักษาดุลของร่างกายเอาไว้ได้
ทั้งในขณะอยู่กับที่และเคลื่อนที่ เช่น ยืนได้อย่างมั่นคง วิ่งลำตัวตั้งตรง การสไลด์ไปในทิศทางต่างๆโดยไม่ล้ม
และทรงตัวอยไู่ ดด้ ี
ภาพประกอบท่ี 8.11 ตัวอยา่ งแบบทดสอบการทรงตวั
¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÕÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
185
-185-
3) ก า ร ป ร ะ ส า น ส ั ม พ ั น ธ์
(co – ordination) หมายถึง ความสามารถในการ
เคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ได้อย่างราบรื่น กลมกลืน
และมีประสิทธิภาพ เป�นการทำงานประสานสอดคล้อง
กันระหว่างระหว่างระบบประสาท สมองและระบบ
กล้ามเนื้อ เช่น การทำงานประสานกันระหว่างตา-มือ-
เท้าในการทุ่ม พุ่ง ขว้าง โยน รับ จับ เตะ ตีลูก
ตัวอย่างเช่น การขว้างลูกบอลเข้าเป้า การโยนลูกบอล
ลงห่วง ซึ่งเป�นการเคลื่อนไหวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
คอ่ นข้างมาก
องคป์ ระกอบของสมรรถภาพทางกลไก
(motor fitness)
Eye-hand coordination test set-up
https://www.researchgate.net/figure/Eye-hand-coordination-test-set-
Stick Flip Coordination Test
https://www.topendsports.com/testing/tests/stick-flip.htm
ภาพประกอบท่ี 8.12 ตวั อย่างแบบทดสอบการประสานสัมพนั ธ์
¤ÁèÙ ×ͼÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
186
-186-
4) พลังกล้ามเน้ือ (power) หมายถึง ความสามารถของกลา้ มเนื้อมดั ใดมัดหนึ่งหรือหลาย ๆ มัด
ที่หดตัวหรือออกแรงทำงานด้วยความเร็วสูงในครั้งเดียว แรงหรืองานที่ได้เป�นผลรวมของความแข็งแรงและ
ความเรว็ ท่ใี ชใ้ นช่วงระยะเวลาน้ัน ๆ เช่น การยนื กระโดดอยูก่ ับท่ี กระโดดสองเท้า การทมุ่ นำ้ หนัก การประโดด
ไกล การยกของหนัก เปน� ต้น
ภาพประกอบที่ 8.13 ตวั อย่างแบบทดสอบพลังกลา้ มเนื้อ
5) เวลาปฏิกริ ิยาตอบสนอง (reaction time) หมายถงึ ระยะเวลาทร่ี ่างกายเคล่ือนไหวเพ่ือการ
ตอบสนองต่อส่งิ เรา้ ตา่ ง ๆ เช่น แสง เสยี ง สัมผัส ผทู้ ่ีมีเวลาปฏกิ ิรยิ าตอบสนองดี จะเคล่อื นไหวได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้า เช่น การออกรถในเวลาอันรวดเร็วหลังเห็นสัญญาณไฟเขียว (สี) การออกตัวว่ิง
อย่างรวดเร็วหลังจากได้ยินสัญญาณป�น-นกหวีด (เสียง) การจับไม้บรรทัด การออกหมัดอย่างแรงหลังได้รับได้
สัญญาณ
การเอามอื แตะหลงั ได้ยินคำสงั่ การจบั ไม้บรรทดั การออกหมัดอยา่ งแรงหลังไดร้ ับไดส้ ญั ญาณ
ภาพประกอบที่ 8.14 ตวั อย่างแบบทดสอบเวลาปฏิกิริยาตอบสนอง
¤ÁÙè ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
187
-187-
6) ความเร็ว (speed) หมายถงึ ความสามารถในการเคลอื่ นท่ีจากท่หี นง่ึ ไปยงั อีกหนึ่งไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
เชน่ วงิ่ 40 เมตร โดยใช้เวลานอ้ ย การเคล่ือนไหวอวัยวะอย่างรวดเรว็ ใช้เวลาส้ันๆ เช่น การออกหมัดชก
ภาพประกอบที่ 8.15 ตวั อย่างแบบทดสอบความเร็ว
2. ด้านทักษะ
เนื่องจากการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรม
ทางกายเป�นเรื่องของการปฏิบัติทักษะต่างๆด้วย
ตนเองของนักเรียนเพื่อการมีสุขภาพดี การจะมี
สุขภาพดีต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น และยัง
เป�นการเรียนรู้เชิงรุก(active learning)รูปแบบหน่ึง
การมีทักษะการเคลื่อนไหวที่ดีในรูปแบบต่างๆ ทั้ง
การเคลื่อนไหวทั่วไปที่เป�นทักษะการเคลื่อนไหว
พื้นฐาน (fundamental skills) เช่น วิ่ง สไลด์ ภาพประกอบท่ี 8.16 ทกั ษะการเคลื่อนไหวพ้ืนฐาน
กระโดด การควบคุมวัตถุ (manipulative skills) เช่น ทุ่ม พุง ขว้าง โยน รับ จับ เตะ เดาะ ตลอดจนการ
เคลื่อนไหวดว้ ยรปู แบบเฉพาะเพื่อนำไปสู่การเลน่ กีฬาต่างๆ ยอ่ มส่งเสริมและจงู ใจใหน้ ักเรยี นปฏบิ ตั กิ ิจกรรมทาง
กาย ออกกำลังกาย เล่นเกมและกีฬาได้อย่างราบรื่น สนุกสนาน ปลอดภัย และประสบความสำเร็จในที่สุด
ทักษะการเคลื่อนไหวจึงเป�นเครื่องมือของการนำไปสู่การมีสุขภาพดี การทดสอบทักษะจึงมีความจำเป�น
โดยเฉพาะทักษะการเคลือ่ นไหวพ้ืนฐานต่างๆ
การทดสอบอาจแบ่งตามกลุ่มอายุหรือระดับชั้นของนักเรียน ซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสม ครูสามารถคิด
¤ÁèÙ Í× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)
188
-188-
และสร้างแบบวัดทักษะด้วยตนเอง หรือใช้แบบทดสอบที่มีผู้พัฒนาไว้แล้ว เช่น แบบประเมินทักษะการ
เคลื่อนไหวพื้นฐานสำหรับนักเรยี น (วาสนา คุณาอภิสิทธิ์.2560) เป�นแบบทดสอบที่ใช้วธิ ีการสังเกตแลว้ บันทึกผล
เรยี กว่าการประเมินด้วย “เกณฑ์มาตรฐาน” (rubrics) ดังน้ี
แบบประเมนิ ทกั ษะการเคลอื่ นไหวพนื้ ฐานสำหรบั นกั เรียน
(อ้างองิ จาก วาสนา คณุ าอภิสทิ ธิ.์ 2560)
ชอื่ ...............................นามสกลุ ..................................... เลขที่............ ระดับชั้น................
คำชแ้ี จง: ครเู ป�นผู้ประเมินและบนั ทกึ ผลการประเมินทักษะการเคลื่อนไหวพน้ื ฐานของนักเรียน โดยสังเกตว่า
นักเรียนแตล่ ะคนสามารถปฏิบัตติ ามคำอธบิ ายแต่รายการได้ในระดบั ใด แล้วบันทึกผลไว้
ข้อสังเกต: ไมจ่ ำเปน� ต้องจัดลำดับการทดสอบก่อน-หลังตามแบบประเมนิ น้ี ขึน้ อยู่กบั ความสะดวกของครู และ
ไม่จำเป�นต้องทำให้เสร็จส้นิ ภายในวนั เดยี วกัน
ดีมาก ดี ปาน ต่ำ ตำ่ มาก
ลำดบั รายการประเมิน 5 4 กลาง 2 1
3
1 การรักษาสมดุลขณะ ซา้ ย ขวา ซ้าย ขวา ซา้ ย ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา
อยู่กับที่ (static balance)
ข้างละ 15 วินาที
-ยนื ด้วยเท้าซ้าย เตม็ เทา้
- ขาขวางอ ฝา่ เท้าแตะขา้ งเขา่
ซา้ ย
- มือสองข้างเท้าสะเอว ตัวตั้ง
ตรง
- ตามองตรงไปข้างหน้า
หลังจากน้ันให้สลบั เท้า
2 การวิ่งเร็ว(sprint run)
(ระดับประถมฯ 50 เมตร
ระดบั มธั ยมฯ 100 เมตร)
- วางเทา้ ซา้ ยสลบั ขวาขณะวงิ่
ด้วยปลายเทา้
-แกว่งแขนสลบั กันกับขาให้
ขนานลำตวั งอแขนเล็กน้อย
-เร่งฝเ� ทา้ ด้วยการสลบั เทา้ -
ถีบเทา้ -ยกเขา่ สงู อยา่ งรวดเรว็
¤ÙèÁ×ͼÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÁÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
189
-189-
ดมี าก ดี ปาน ต่ำ ตำ่ มาก
ลำดบั รายการประเมนิ 5 4 กลาง 2 1
3
- ก้มหนา้ เลก็ น้อย ลำตัวเอน
ไปขา้ งหนา้ เลก็ นอ้ ย
3 การกระโดดแนวดง่ิ 5 คร้งั
(vertical jump)
-วางเท้าสองข้างเสมอกนั
ยนื ด้วยปลายเทา้
-แกว่งแขนไปข้างหลัง-มา
ขา้ งหนา้
-ยอ่ เข่า-ออกแรงกระโดดขน้ึ
จากพนื้ ดว้ ยเท้าสองข้างพร้อม
กัน พร้อมเหว่ียงแขนขึน้ เหนือ
ศรี ษะ
-ลงสพู่ น้ื รกั ษาสมดลุ ลงพ้นื
ด้วยปลายเทา้ ตามดว้ ยย่อเข่า
4 การวง่ิ แบบควบมา้ ไป
ด้านขา้ ง(ท่าม้ายอ่ ง) (slide
gallop) ตามครสู ง่ั ข้างละ 8
วนิ าที
1 2 3-4-5 -วางเท้าขวาเฉยี งดา้ นหนา้ เท้า
ซา้ ยเมื่อไปข้างขวา งอเข่า
เลก็ นอ้ ย (วางเท้าซา้ ยเฉียง
ด้านหนา้ เทา้ ขวาเม่อื ไปขา้ ง
ซ้าย)
-เคลื่อนเทา้ หน้า ลากเทา้ หลงั
ตามเสมอ(เทา้ ใดอยขู่ า้ งหน้าก็
ให้อยู่ขา้ งหน้าตลอด)
-เคลือ่ นทเี่ ทา้ ให้ตอ่ เน่ืองไม่
สะดุด
-แขนสองข้างแกว่งตาม
ธรรมชาติ อย่ขู า้ งลำตวั
¤ÙÁè ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)
190
-190-
ดีมาก ดี ปาน ตำ่ ตำ่ มาก
ลำดบั รายการประเมนิ 5 4 กลาง 2 1
3
5 การรับ การจับ (catch) 5
ครง้ั
-ยืนแยกเท้ากว้างเสมอไหล่
หรือยนื เทา้ นำเท้าตาม ตามอง
ตรงไปยังค/ู่ เพอ่ื น
-หงายมอื กางนวิ้ ออก และยื่น
ไปขา้ งหนา้ พรอ้ มรบั สงิ่ ของ
(หากเปน� สง่ิ ของขนาดใหญ่ใช้
สองมอื )
-รบั สิง่ ของ (นักเรยี น
ประถมศึกษาควรใชถ้ งุ ทราย
ถุงถว่ั ลูกเทนนิส) ท่เี พอ่ื นโยน
มาดว้ ยมือขา้ งเดียวหรือสอง
ข้างตามถนดั
-เมอ่ื สงิ่ ของอย่ใู นมอื แล้ว ดงึ
มอื งอแขนเขา้ หาตวั
6 การเตะ (kick) ขา้ งละ 5 ครง้ั
-ยืนเทา้ นำ เท้าตามหลังลกู
https://www.flickr.com/ บอล ห่างจากเป้าหมาย
photos/pockethifi/5000 ประมาณ 4- 5 เมตรย่อเข่าลง
5197232/ -ใชเ้ ท้าขา้ งใดขา้ งหนง่ึ เตะลูก
เป้าหมาย บอลเข้าหาเป้าหมาย (เช่น
ประตูขนาดเลก็ เปา้ ขา้ งฝา
1 เมตร ผนงั ขวดพลาสติกใส่น้ำ 2 ใบ
สมมุติเปน� ประตูระยะห่างตาม
ความเหมาะสม)
-แขนอยู่ข้างลำตัว ตาม
ธรรมชาติ
- หลังจากเท้าสัมผัสลูกบอล
เหวี่ยงขาตามแรงไป
¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÁÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)
191
-191-
ดมี าก ดี ปาน ตำ่ ตำ่ มาก
ลำดบั รายการประเมิน 5 4 กลาง 2 1
3
7 กระโดดเขย่ง (hop)15
วินาที
-เท้าสองขา้ งยืนห่างกันเลก็
นอ้ ย น้ำหนักตวั อยู่ตรงกลาง
-เขยง่ เทา้ ซา้ ยขน้ึ ในลักษณะ
กระโดด ยกเขา่ ขวาสูงระดบั
เอว ยกแขนขวาขึ้น แล้วลงพื้น
ดว้ ยเท้าขวา
-ทำสลบั เทา้ -แขนกันไปอย่าง
ตอ่ เนอื่ ง ขณะกระโดดเท้าขา้ ง
ใดขา้ งหน่งึ ลงสู่พื้นให้เข้ากับ
จังหวะ (ตบมือ เคาะ ดนตรี)
-ลำตวั ศีรษะต้งั ตรง สายตา
มองไปขา้ งหนา้
8 กระโดดหรอื ว่ิงสลบั เทา้
(skip) 15 วนิ าที
-ยืนเตรียมพรอ้ ม เทา้ สองขา้ ง
วางขนานกนั บนพื้น หรือยืน
เท้านำ-เทา้ ตาม
-กา้ วเท้าและวง่ิ เขยง่ สลบั กนั
อยา่ งรวดเรว็ เหมือนกบั การวิ่ง
โดยท่ัวไป
-เขยง่ เทา้ ทีก่ ้าวไปขา้ งหน้า
มากๆ หรือกว้างๆ
-ทุกครงั้ ท่กี ระโดดตอ้ งให้เข้า
กบั จงั หวะ
9 การกระโจน(leap)15 วนิ าที
-ยืนเตรียมพรอ้ ม เทา้ นำ-เท้า
ตาม นำ้ หนักตวั อยู่เทา้ หลัง
-เม่ือเรมิ่ ออกวิ่ง ถา่ ยนำ้ หนกั
ตัวมาเท้าหนา้ ที่ลงพื้น
¤ÁÙè ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
192
-192-
ดมี าก ดี ปาน ตำ่ ตำ่ มาก
ลำดบั รายการประเมิน 5 4 กลาง 2 1
3
-ถีบเท้าให้ตัวพุ่งไปขา้ งหน้า ใน
ลักษณะเผ่นโผน ช่วงกา้ วกว้าง
กวา่ ปกติ
-ลอยตัวอยใู่ นอากาศนานกว่า
การว่ิงปกติ(slow motion)
เมอื่ เทา้ ลงส่พู น้ื รบี ถีบเทา้ ออก
ทันที
10 การขว้างลูกบอลเหนือไหล่
(over arm throw) 10 ครงั้
ซ้าย-ขวา ขา้ งละ 5 คร้ัง
- ยืนเท้านำเท้าตาม เท้าห่าง
กันเท่าช่วงไหล่ หนั ขา้ งหรือ
ไหล่และเทา้ ตรงกันข้ามกบั มอื
ทถ่ี ือลูกบอลชตี้ รงไปยงั ทิศทาง
ท่ีเป�นเปา้ หมาย
-มือถือลูกบอลไว้เหนอื ไหล่
หงายมือข้นึ หักข้อมอื ไปขา้ ง
หลงั กอ่ นขวา้ งเสมอ
-ตาจบั จ้องทเี่ ปา้ หมาย
ตลอดเวลา เทา้ กับมือท่ถี อื ลกู
บอลตรงกันขา้ มกนั
- เม่ือส่งลูกบอลไปแลว้ ให้ออก
แรงแขน-มือทีข่ ว้างลูกตามไป
ด้วย และอยู่ในระดบั ไหล่
11 การโยน/กล้งิ ลูกบอลสองมอื
(two-hand strike) ซา้ ย-
ขวา ขา้ งละ 5 ครั้ง
-ยืนเท้านำเท้าตาม ห่างเท่า
ช่วงไหล่ จบั ลกู บอลสองมอื
-หนั ไหล่ไปยังเป้าหมาย ย่อเขา่
เล็กนอ้ ย มือขวาชอ้ นจบั ใต้ลูก
¤èÙÁÍ× ¼éÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)
193
-193-
ดีมาก ดี ปาน ต่ำ ตำ่ มาก
ลำดับ รายการประเมนิ 5 4 กลาง 2 1
3
บอล มือซา้ ยช่วยประคอง ดึง
แขนและลกู ไปด้านหลัง
-เหว่ียงแขนสองขา้ งมา
ดา้ นหน้า ปลอ่ ยลกู บอลไปให้
เข้าเป้าหมาย(เช่น ประตูขนาด
เลก็ เปา้ ขา้ งฝาผนงั ขวด
พลาสตกิ ใสน่ ำ้ 2 ใบสมมุตเิ ป�น
ประตูระยะหา่ งตามความ
เหมาะสม)
-ออกแรงตามลกู บอลไป ตาจบั
จอ้ งที่เป้าหมายตลอดเวลา
12 การหลบหลกี (dodge) 15
วินาที
-ยืนเตรียมพรอ้ มในสนามหญ้า
หรือโรงยมิ ฯ ตาจับจ้องท่ีผู้
ขวา้ งถือลกู เทนนิส
-เมอื่ ไดย้ ินสญั ญาณเริม่ ใหผ้ ู้
ขว้างคนแรกขว้างลกู กอ่ น
ต่อมาใหค้ นท่ี 2 ขว้าง
-พยามหลบหลีกให้เรว็ ที่สุด
อย่าใหล้ ูกบอลถูกตวั
-ต้องหันหน้าไปยังผขู้ ว้างลกู
ผู้ขว้างลูกเทนนสิ 1-2 คนยืน เทนนสิ เสมอ
อยู่ด้านหนา้ ของผรู้ ับการ หมายเหต:ุ อาจใช้กระดาษ
ทดสอบห่างออกมาประมาณ ขยำเป�นกอ้ นกลม ลกู บอล
3-4 เมตร เปา้ หมายการ พลาสตกิ ขนดเล็กและเบา
ขว้างอย่รู ะดับตำ่ กวา่ เอว แทนได้
¤ÁÙè ×ͼéÙÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)