The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ฉบับครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by vichuda.2520, 2022-10-12 06:42:04

การสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ฉบับครู

การสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ฉบับครู

Keywords: การสอนกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญา ฉบับครู

-94-

บทท่ี 6

¤ÙèÁÍ× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

-995 5-

วิธสี อนพลศึกษาและกจิ กรรมทางกายสำหรบั เดก็ บกพรอ่ งทางสตปิ �ญญา

o ดร.สามารถ รตั นสาคร

นักเรียนที่มีความบกพร่องทางป�ญญา (Intellectual disability: ID) มีลักษณะเฉพาะด้วยข้อจำกัด
สำคัญในการทำงานทางสติป�ญญา เพื่อการเรียนรู้ และการดำรงชีวิตอิสระ ซึ่งครอบคลุมทักษะทางสังคมและ
การปฏิบัติกิจกรรมในชวี ิตประจำวนั มากมาย นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญามักจะขาดพฤติกรรมการ
เคลื่อนไหว ซึ่งสัมพันธ์กับความบกพร่องทางร่างกาย ประสาทสัมผัส และ/หรือความรู้ ความเข้าใจ ส่งผลให้
พวกเขาขาดโอกาสในการเข้าร่วมกีฬาหรอื กิจกรรมทางกายกบั เพื่อนทั่วไป นอกจากนี้ อปุ สรรคด้านสิ่งแวดล้อม
เช่น การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก และการเข้าร่วมกจิ กรรมนันทนาการท่ีจำกดั กีฬา และอุปกรณ์ออกกำลังกาย
ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมทั้ง ความรู้และทักษะของครูในการปรับหรือดัดแปลงกีฬาหรือกิจกรรมทางกาย
สำหรับเด็กที่มีความพิการ ส่งผลให้การมีส่วนร่วมในกีฬาหรือกิจกรรมทางกายมีจำกัด ด้วยเหตุนี้ นักเรียนที่มี
ความบกพร่องทางสติป�ญญาจึงมีความเสี่ยงต่อการขาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางกาย และมีอัตราการมี
น้ำหนกั เกนิ โรคอ้วน และภาวะสขุ ภาพเรอื้ รังเพ่มิ ข้นึ

ด้วยเหตุนี้ การเพิ่มการมีส่วนร่วมในกิจกรรมพลศึกษาหรือกิจกรรมทางกายของนักเรียนที่มีความ
บกพร่องทางสติป�ญญา ผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป�นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับอุปสรรคดังกล่าว และเสริมสร้าง
ความสามารถของครูผู้สอนทั้งทางด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ การจัดสภาพแวดล้อม การปรับ/ดัดแปลงกฎ
กติกา วิธีการเล่น อุปกรณ์การออกกำลังกายที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมทั้งระบบการสนับสนุนที่สอดคล้องกับความ
ต้องการจำเป�นของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมกีฬาหรือกิจกรรมทางกายอย่างต่อเนื่อง รู้สึก
ถึงความสำเร็จของการเข้าร่วมกิจกรรม และเป�นส่วนหนึ่งของสังคม และมีสุขภาพทางกาย และสุขภาวะที่ดี
เช่นเดยี วกบั เพือ่ นในชัน้ เรยี น สรุปไดด้ งั แผนภาพตอ่ ไปนี้

¤ÙèÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

-9966-

แผนภาพที่ 6.1 กรอบแนวคดิ ในการจดั กจิ กรรมทางกายสำหรบั นักเรียนทม่ี มคี วามบกพร่องทางสติป�ญญา

1. พลศึกษาและกิจกรรมทางกายในช้นั เรยี นรว่ ม (Inclusive Physical Education: IPE)

การเรียนร่วมในชั้นเรียนพลศึกษา และกิจกรรมทางกายในโรงเรียนเป�ดโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับ
นักเรียนทุกคนรวมทั้งนักเรียนที่มีความพิการด้วย ดังนั้น ....ได้ให้คำแนะนำว่า....นักเรียนทุกคนควรได้โอกาส
ร่วมกิจกรรมทางกายในแต่ละวันอย่างน้อยวันละ 60 นาทีขึ้นไป โดยโรงเรียนสามารถช่วยให้นักเรียนทุกคน
บรรลุตามคำแนะนำนี้ได้ พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมการเรียนร่วมสำหรับวิชาพลศึกษา และกิจกรรมทางกาย
ซึ่งช่วยใหน้ ักเรยี นทุกคนเรียนรูท้ ี่จะมีวถิ ชี ีวิตสขุ ภาพดี และกระตือรอื รน้

นิยาม: การเรียนร่วมในชั้นเรียนพลศึกษา หมายถึง สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทีน่ กั เรียนที่มีความพกิ าร
มีส่วนร่วมกบั เพอ่ื นทีไ่ มม่ ีความพกิ าร เข้าถงึ และมีส่วนร่วมในหลกั สตู รพลศกึ ษาอยา่ งมคี วามหมาย

“พลศึกษาให้ "โอกาสสาํ หรับทุกคนท่ีจะเปล่งประกาย... ควรเป็นตวั อย่างท่ีสมบรู ณ์
แบบของการยอมรับและการรวมทุกคนท่ีมคี วามสามารถท่ีแตกต่างกนั ซึ่งผลต่อความมนั่ ใจใน
ตนเอง และความนับถือตนเองสาํ หรับทุกคนที่เกยี่ วข้องอย่างลึกซึง้ ... "
(Peggy Mace, mother of two students with Down syndrome, 2020)

¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

97

-97-

ข้อควรพจิ ารณาในการสง่ เสริมการเรียนร่วมในชนั้ เรียนพลศกึ ษา

ปจ� จบุ ันในชัน้ เรยี นพลศกึ ษาหรือกิจกรรมทางกายจะพบว่ามีนักเรียนท่มี คี วามพิการเรียนร่วมอยู่ หลายคร้ังที่
ผู้สอนไม่ทราบวา่ นักเรียนคนใดมคี วามพิการ เพราะความพกิ ารของนักเรียนอาจไม่สง่ ผลตอ่ การเข้าร่วมกิจกรรมในชั้น
เรียนพลศึกษา หลายครั้งที่ผู้สอนตระหนักดีถึงนักเรียนที่ร่วมกิจกรรมพลศึกษาหรือกิจกรรมทางกายที่มีความท้าทาย
อย่างสนุกสนาน และพวกเขาจบลงด้วยประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ และสนุกสนาน ‘IPE’ เป�นคำที่ใช้สำหรับ
ชั้นเรียนพลศึกษาทั่วไป ที่คิด และคำนึงถึงนักเรียนทุกคน ซึ่งรวมถึงนักเรียนที่มีความพิการ ‘IPE’ เป�นส่วนหนึ่งของ
การศึกษาทวั่ ไป และรวมถึงการให้นักเรียนนกั เรียนท่ีมีความพกิ ารได้มีโอกาสเรยี นร่วมกับเพ่ือนๆ ในชนั้ เรยี น ด้วยการ
เพิม่ การสนับสนนุ และอำนวยความสะดวกทเ่ี หมาะสม เพ่อื ช่วยใหท้ ุกคนประสบความสำเรจ็

การทำให้ช้นั เรยี นพลศกึ ษาเขา้ ถงึ นกั เรียนทกุ คน

การเรียนร่วมในชั้นเรียนพลศึกษามีประโยชน์สำหรับนักเรียนทุกคน นักเรียนที่มีความพิการจะได้รับทักษะ
ทางสงั คมอันมคี ่า เมอื่ รว่ มกิจกรรมพลศึกษา และรว่ มเล่นในสภาพแวดล้อมของการศึกษาท่ัวไป นกั เรียนทุกคนเรียนรู้
พฤติกรรมที่เหมาะสมจากเพื่อนที่หลากหลาย ไม่ว่าพวกเขาจะพิการหรือไม่ก็ตาม นักเรียนที่มีความพิการมีโอกาส
มากขึ้นในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับวัยในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เดียวกัน ‘IPE’ ช่วยให้
นักเรยี นพฒั นาสมั พันธ์ภาพกับเพ่ือนในช้นั เรียนเดียวกัน นอกจากน้ี ครูท่ีมคี วามคาดหวังกับนักเรียนสูงข้ึนจะส่งผลให้
นักเรียนที่มีความพิการประสบความสำเร็จมากขึ้น มีความมั่นใจ และพัฒนาความรู้สึกในคุณคา่ ของตนเองที่แข็งแกรง่
ขึ้น ในทางกลับกัน นักเรียนท่ีไม่มีความพิการในชัน้ เรียนเดียวกัน ยังได้รับประโยชน์มากมายจากการเรียนพลศึกษาใน
ชน้ั เรยี นร่วม ประการแรก เมอ่ื พวกเขาได้มีปฏิสมั พันธก์ บั เด็กทมี่ ีความพิการ พวกเขามักจะเขา้ ใจ และพฒั นาทัศนคติ
เชิงบวกต่อผู้อื่นที่มีความแตกต่างมากขึ้น พวกเขาจะไม่มองความพิการเป�นการด้อยค่า และมีแนวโน้มที่จะมองว่า
ความพกิ ารเป�นเพยี งความแตกต่าง และยอมรับพวกเขาโดยทันที นอกจากนีย้ งั แสดงให้เห็นอีกด้วยว่า เมื่อนักเรียนท่ีมี
ความพิการได้รับโอกาสในการแสดงความสามารถตามที่ตนเองถนัด และรู้สึกว่าเก่งในด้านหนึ่งๆ เขาอาจกลายเป�นผู้
ช่วยเหลือเพื่อนๆ ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถของนักเรียนพิการในด้านนั้น นอกจากนี้ เมื่อครูสร้างโอกาสให้
นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยวิธีที่หลากหลาย ไม่เพียงแต่ช่วยนักเรียนที่มีความพิการเท่านั้น แต่ยังช่วยนักเรียนทุกคนด้วย
สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง คือ ไม่มีหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า นักเรียนทั่วไปจะสูญเสียทักษะทางวิชาการ
หรือทางสังคมอันเป�นผลมาจากการเรยี นร่วมกับนักเรียนที่มีความแตกต่าง ในทางกลับกัน มีแต่หลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึง
สถานการณ์ท่เี ปน� ประโยชน์สำหรับนักเรียนทกุ คน

ในฐานะครูสอนวิชาพลศึกษา เป้าหมายของครู คือ การช่วยให้นักเรียนบรรลุศักยภาพสูงสุด ด้วยการจัด
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่คิด และคำนึงถึงนักเรียนทุกคน เพื่อช่วยให้นักเรียนทุกคนไปถึงเป้าหมาย โดยเน้นการ
เคารพ การยอมรบั และความร่วมมอื เป�นค่านิยมหลักในชั้นเรียน ครูพลศึกษาจะสรา้ งสภาพแวดลอ้ มท่ีตระหนักถึง

¤ÙÁè Í× ¼éÙÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

98

-98-

คุณค่าของความแตกต่าง และช่วยให้ทุกคนมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ กลยุทธ์ต่อไปนี้จะช่วยให้คุณ
สร้างสภาพแวดลอ้ มท่ีคดิ และคำนงึ ถงึ นักเรียนทุกคนมากขนึ้ :

ใช้หลักการการออกแบบเพอื่ ทกุ คน (Universal Design)

การออกแบบการเรียนรู้เพื่อทุกคน (Universal Design for Learning: UDL) ซึ่งเป�นการนำหลักการ
ของการออกแบบเพื่อทุกคนมาประยุกต์ใช้ในหลักสูตร และยุทธศาสตร์การสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และ
ตอบสนองความต้องการจำเป�นที่แตกต่างของนักเรียนแต่ละคน แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับหลักสูตรที่มี
ความยืดหยุ่น และนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้ผู้เรียนที่มีภูมิหลัง รูปแบบการเรียนรู้ และ
ความสามารถทแี่ ตกต่างหลากหลายสามารถเขา้ ถงึ และมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้

ชัน้ เรียนพลศึกษาในป�จจุบันมคี วามหลากหลาย และแตกต่างกันมากกว่าท่ีเคยเป�นมา ครูจำเป�นต้องวางแผน
ล่วงหน้าเพื่อรองรับความต้องการจำเป�นของนักเรียนทุกคน การออกแบบสำหรับการเรียนรู้เพื่อทุกคน (Universal
Design for Learning: UDL) เป�นกรอบการทำงานที่ใช้วิธีการสอนทีห่ ลากหลาย เพื่อขจัดอุปสรรค และเพิ่มการเข้าถงึ
การเรียนรู้ และให้โอกาสที่เท่าเทียมกันแก่นักเรียนในการเรียนรู้ และประสบความสำเร็จในการเรียนพลศึกษา กรอบ
งาน UDL สำหรับห้องเรียนซึ่งพัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีพิเศษประยุกต์ เป�นกรอบการศึกษาอิงหลักฐานเชิงประจักษ์
(Evidence-based Educational Framework) ท่ีเป�นประโยชนต์ อ่ ผ้เู รยี นทกุ คน

การออกแบบการเรียนรู้เพื่อทุกคน หรือ UDL จึงเป�นการสนับสนุนเพื่อให้ได้สื่อ และเครื่องมือที่
สามารถปรับใช้ได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งสนับสนุนหลักสูตร และการเรียนการสอนที่มีวิธีการนำเสนอหรือ
การสอน การแสดงออกถึงความรู้ความเขา้ ใจ และเขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียนร้ดู ้วยวิธีทห่ี ลากหลาย (Center for
Applied Special Technology. 2017) การนำหลักการของ ‘UDL’ มาใช้ในออกแบบแผนการเรียนรู้พลศึกษา
หรือกิจกรรมทางกายที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป�นพิเศษของนักเรียนแต่ละคน โดยมีหลักการพื้นฐาน 3
ประการดงั น้ี

1) การมสี ว่ นรว่ มดว้ ยวิธีท่ีหลาหลาย (Multiple Means of Engagement)

ครูอาจใช้ตัวจับเวลาเพื่อเตือนนักเรียนให้เตรียมตัวสำหรับชั้นเรียนพลศึกษา ใช้คลิปบอร์ดท่ี
แสดงอุปกรณ์ทีจ่ ำเป�น และทกั ษะทต่ี ้องฝก� ฝน นอกจากนี้ ครอู าจให้ตวั เลอื กอปุ กรณ์ และกจิ กรรมท่ีหลากหลาย
ให้นักเรียนเลือกเพื่อให้ประสบความสำเร็จ และมีความท้าทายมากที่สุดในการเรียนกรีฑา ตัวอย่าง นักเรียน
สามารถเลือกขนาดของกรวยที่จะกระโดดข้าม และการแสดงทักษะที่หลากหลาย เช่น ยืนกระโดดไกลหรือว่ิง
กระโดดไกล

2) การสอนด้วยวธิ ที หี่ ลากหลาย (Multiple Means of Representation)

ใช้กลยุทธ์การสอนด้วยรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้
ในบทเรียนกรีฑา เพื่อเสริมการสอนและการสาธิตของครูให้นักเรียนทุกคนเข้าใจได้มากขึ้น ครูอาจจัดเตรียม

¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

99

-99-

วิดีโอ (จังหวะการก้าวสำหรับการวิ่ง) และการเตรียมรูปภาพแสดงขั้นตอนของกิจกรรมที่จะให้นักเรียนปฏิบัติ
(การเริ่มว่งิ ) สำหรบั นักเรยี นทุกคนเขา้ ใจ รวมถึงใช้ระบบการสนบั สนุนของเพอ่ื นในชน้ั เรียน

3) การมวี ิธีการแสดงความรู้ และความสามารถทห่ี ลากหลาย (Multiple Means of Expression)

ครคู วรให้นกั เรยี นมีทางเลอื กในการแสดงหรอื สาธติ สิ่งไดจ้ ากการเรียนรู้ สำหรบั บทเรียนนี้ ครู
อาจออกแบบการประเมินตนเองสำหรับนักเรียนได้เลือกในการแสดงความสามารถ เช่น การวิ่ง 100 เมตร
นักเรียนอาจเลือก (1) วิ่งด้วยความเร็วไม่มากหยุดระหว่างทางได้ 3 ครั้ง (2) วิ่งด้วยความเร็วที่ท้าทายมากขึ้น
และสามารถหยุดพักระหว่างทางได้ 2 ครั้ง (3) วิ่งด้วยความเร็วที่ท้าทายมากขึ้น ได้ตลอดระยะทางโดยไม่หยุด
ด้วยการใช้เครื่องมือนี้ นักเรียนจะประเมินตนเอง และกำหนดเป้าหมายสำหรับชั้นเรียนในครั้งต่อไป เครื่องมือ
ประเมินนี้ยังอธบิ ายความผันแปรของทักษะที่นักเรียนเลือก ตลอดจนแนวคิดต่างๆ เช่น จังหวะการก้าววิง่ ด้วย
หลักการนี้ นักเรียนทุกคนจะไดร้ ับการประเมนิ ในชั้นเรียนตามความสามารถและทกั ษะของตน

การมีส่ วนร่ วม การสอน การแสดงความสามารถ
Engagement Representation Expression

สภาพแวดลอ้ มส่งเสริมการ นกั เรียนรู้หรือไม่วา่ พวก มีตวั เลือกในการตรวจสอบ
เรียนรู้หรือไม่ เขาจะเรียนรู้อะไร ตนเอง เพือ่ ใหเ้ กิดความทา้ ทาย
หรือรับการสนบั สนุนเพิม่ เติม
เป้าหมายของนกั เรียน มีมีธีการสอนท่ีหลากหลาย
สอดคลอ้ งกบั มาตรฐาน หรือไม่ ไดห้ รือไม่
หลกั สูตรแกนกลางฯ หรือไม่
มีตวั เลือก หรือทางเลือก
สาํ หรับนกั เรียนในการ
แสดงออกถึงความรู้
ความสามารถหรือผลการ
เรียนรู้ของตนเองหรือไม่

ครูจะทาํ ใหส้ ภาพแวดลอ้ ม
การเรียนรู้ที่ทกุ คนประสบ

ความสาํ เร็จไดอ้ ยา่ งไร

แผนภาพที่ 6.2 แสดงหลกั การพื้นฐานของการออกแบบการเรียนรู้เพือ่ ทกุ คน
(Universal Design for Learning: UDL)

¤èÙÁ×ͼÊé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

100

-100-

การออกแบบการเรียนรู้เพื่อทุกคน มีคุณลักษณะทั้งหมดที่เป�นระบบพลวัตของวิธีคิด ซึ่งเราจะพิจารณา
ผู้เรียน สภาพแวดล้อม และกิจกรรม เมื่อวางแผนและดำเนินกจิ กรรม การดำเนนิ การจะมงุ่ เนน้ ท่กี ารจัดสภาพแวดล้อม
และ เงื่อนไขทางสังคมในลักษณะที่ช่วยให้นักเรียนทุกคนประสบความสำเร็จมากขึ้นเมื่อเข้าร่วมในกิจกรรมทางกาย
ครูพลศึกษาจึงควรบูรณาการหลักการพลศึกษา และกิจกรรมทางกายในชั้นเรียนร่วม (Inclusive Physical
Education: IPE) และการออกแบบการเรียนรู้เพื่อทุกคน (Universal Design for Learning: UDL) ไปใช้ในการ
ออกแบบแผนการจดั การเรียนรู้วิชาพลศึกษาหรอื กิจกรรมทางกายในช้นั เรียนร่วมต่อไป

การปรับหรือดัดแปลงในวิชาพลศึกษา และกิจกรรมทางกายสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทาง
สติปญ� ญา

การปรับหรือดัดแปลง (Modifications) สามารถทำได้ในหลายด้าน ได้แก่ การปรับ/ดัดแปลงอุปกรณ์ กฎ
กติกา วิธีการเล่น สภาพแวดล้อมการเล่นที่เข้าถึงได้และปลอดภัย และการเปลี่ยนข้อกำหนดด้านการเคลื่อนไหว
ทง้ั หมดน้สี ามารถนำมาใช้เพื่อให้เดก็ ได้รบั ประสบการณ์พลศึกษาท่ไี ด้ลงมอื ปฏิบตั ิจริง และประสบความสำเร็จมากข้ึน

ในการพจิ ารณาในเร่อื งการปรับหรือดดั แปลงควรเร่ิมจากตอบคำถามเหล่าน้ี :
• การปรบั หรอื ดดั แปลงจะเพม่ิ ระดับการมีสว่ นร่วมของนักเรยี นหรอื ไม่
• การปรับหรือดดั แปลงจะสรา้ งสภาพแวดล้อมทปี่ ลอดภยั สำหรบั ท้งั นกั เรียนท่มี ีความพกิ าร และ
นกั เรียนคนอืน่ ๆ ในชนั้ เรียนหรอื ไม่
• การปรับหรอื ดดั แปลงจะเปลย่ี นสาระสำคัญหรอื ลักษณะของเกมหรอื ไม่
• การปรับหรือดัดแปลงจะชว่ ยให้นักเรยี นท่มี คี วามพกิ ารสามารถกลมกลนื กนั มากขึ้นหรือมสี ่วน
รว่ มในกิจกรรมมากข้นึ กว่าเดมิ หรอื ไม่
• การปรับหรอื ดัดแปลงจะสร้างประสบการณ์ของการประสบความสำเร็จให้กับนกั เรยี นทกุ คนหรือไม่

การปรับหรือดัดแปลงที่สามารถทำได้สำหรับนักเรียนที่มีข้อจำกัดบางประการ ทั้งทางด้านทักษะด้านการ
เคลื่อนไหว และสมรรถภาพทางกายที่เฉพาะเจาะจง ต่อไปนี้เป�นตัวอย่างของการปรับหรือดัดแปลงในแต่ละด้าน
เหลา่ น้:ี

¤èÙÁ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

101

-101-

นกั เรียนท่มี ขี อ้ จำกดั ดา้ นความแขง็ แรง นกั เรียนทมี่ ขี อ้ จำกัดดา้ นความเร็ว (Speed):

(Strength):

• ลดระยะทางในการเคล่ือนทห่ี รือเคลอ่ื นทวี่ ัตถุ • ลดระยะทางหรอื เปล่ยี นระยะทางสำหรบั

• ใช้อุปกรณท์ ี่มขี นาดเบากว่า นักเรียนแตล่ ะคน

• ใช้อุปกรณส์ ำหรับตที ี่ส้ันและเบากวา่ • เปลยี่ นรูปแบบการเคลื่อนไหว

• ใหน้ ักเรียนนั่งหรอื นอนเล่นขณะเลน่ • ปรับสมดุลการแข่งขันระหว่างทีม

• ให้นักเรยี นตรวจสอบความเหนอื่ ยล้าของตนเอง • สร้างพนื้ ทีป่ ลอดภยั ในเกมไล่จบั

• ใช้ลกู บอลทล่ี มออ่ นหรอื ลกู บอลทถี่ กู แขวนไว้

• เปลี่ยนขอ้ กำหนดการเคล่อื นไหว

นักเรียนทีม่ ีข้อจำกัดด้านความอดทน (Endurance): นักเรียนทมี่ ขี อ้ จำกัดดา้ นการทรงตวั (Balance):

• ลดระยะทางและพืน้ ท่ีเลน่ • จดั หาเก้าอ้ี บาร์พยุงตัว หรอื เพ่อื นเพือ่

• ใหช้ ว่ งเวลาพักเพิ่มขึ้น ช่วยเหลอื

• เปล่ยี นขอ้ กำหนดการเคลือ่ นไหวเพ่ือลดเวลา • สอนเทคนิคการทรงตัว (ขยายฐาน ใชแ้ ขน)

กิจกรรม • เพม่ิ ความกว้างของพนื้ ผวิ ท่ีจะเดนิ

• ใหน้ กั เรยี นน่งั ขณะเล่นได้ • ใชพ้ ื้นท่ีท่ปี ูพรมมากกวา่ พนื้ ผิวเรยี บ

• ลดเวลากจิ กรรมสำหรับนักเรยี น • สอนนักเรยี นใหล้ ม้ อย่างปลอดภัย

• ใหน้ กั เรียนอยู่ใกลก้ ำแพงเพื่อช่วยในการพยงุ

ตัว/ป้องกนั ล้ม

• ลดจดุ ศนู ย์ถ่วงใหต้ ำ่ ลง

นักเรียนที่มีขอ้ จำกดั ดา้ นการประสานงานของรา่ งกาย และความแมน่ ยำ

(Coordination และ Accuracy):

• ใชอ้ ปุ กรณท์ ่ีช่วยให้วตั ถุทต่ี อ้ งการเตะ/ตี อยู่กบั ที่

• ลดระยะในการขวา้ ง เตะ และตี

• ทำให้เปา้ หมาย และประตูให้ใหญข่ ้นึ

• ใช้ผา้ สีสดใส ลกู โป่ง ลูกบอลขนาดใหญ่ เพอื่ เพม่ิ ทักษะการมองหาเป้าหมาย

• ทำอปุ กรณใ์ นการเล่นเกมใหม้ ีพน้ื ท่มี ากขึน้ และมสี ที โ่ี ดดเดน่

• ใช้ลูกบอลขนาดใหญ่ขึน้ เพือ่ เตะ และตี

• ใช้ลกู บอลที่น่มุ นวล และกล้ิงชา้ กว่า เพอื่ งา่ ยตอ่ การตี และการจับหรอื ตามเก็บในเกมทใ่ี ช้การกล้งิ

ไปยังเปา้ หมาย เชน่ โบวล์ ง่ิ ใหใ้ ชล้ กู พินทเ่ี บากว่า และมีความเสถียรน้อยกว่า

¤ÙÁè Í× ¼éÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

102

-102-

ตัวอยา่ ง การปรบั /ดดั แปลงเกม และกีฬา

แบดมินตนั บาสเกตบอล โบวล์ ิ่ง
• แรค็ เก็ตขนาดใหญ่ • ใชบ้ อลขนาดเล็กและเบากว่า
• ใช้ลกู ขนไกข่ นาดใหญ่ • ใชล้ กู บอลหลายชนดิ •ใช้ลกู บอลที่เบากว่า
• ปรับใหต้ าขา่ ยต่ำลง • เสรมิ หว่ งท่ตี ำ่ ลงเพ่ิม
• ให้นักเรยี นนัง่ เลน่ ได้ • ใช้หว่ งทมี่ รี ัศมีกว้างขน้ึ • ลดจำนวนลูกพินลง
• ไม่ต้องมตี าขา่ ย • ปรับกติกา
• ใชล้ กู โป่งแทนลกู ขนไก่ • ใช้พนื้ ทเี่ ลก็ ลง • ให้นกั เรยี นนัง่ ผลัก ลูกบอล
แทนการยนื โยนได้
เตะบอลเขา้ ประตู ฟุตบอล
• ใช้บอลทเ่ี บา และใหญ่กวา่ • ใช้บอลทีเ่ บา และใหญก่ ว่า • ใชร้ างลาดวางบอล ใหก้ ลิ้งลง
• กรณนี กั เรยี นใชว้ ีลแชร์ ให้ • กรณนี ักเรยี นใชว้ ีลแชร์ ให้ มาได้

นักเรยี นใช้ไมฮ้ อกกี้ตแี ทนเตะ นักเรียนใช้ไมฮ้ อกกตี้ ีแทนเตะ • ให้โอกาสกลิง้ บอลจำนวนครง้ั
• ลดระยะทางถงึ ประตู •ใชพ้ ืน้ ทเ่ี ลน่ เลก็ ลง มากกวา่
• ใหต้ งั้ บอลใหน้ งิ่ กอ่ นเตะ • ให้นักเรียนจับคู่เลน่ กบั เพอื่ น
• ให้นกั เรียนเดนิ หรือเคลื่อน วีล •ใช้ขวดนมพลาสตกิ แทนลกู พนิ

แชร์ไปท่ลี กู บอล •ใช้กรวยพลาสตกิ ทำเปน� เลน
• ใชป้ ระตูที่ใหญ่กวา่ กล้งิ บอล
วอลเลย์บอล

• ใช้บอลทีเ่ ล่นชายหาด

• ใหน้ กั เรียนนง่ั กับพนื้ ได้

• ใชต้ าขา่ ยท่ตี ่ำกว่า

• ไม่ตอ้ งมตี าขา่ ย

• ใชค้ อร์ทท่เี ล็กกวา่

• ให้ลกู บอลตกพื้นไดห้ น่งึ คร้งั
กอ่ นตี

• ให้นักเรียนตซี ำ้ ได้มากกวา่ 1
คร้ัง

• การเสรฟิ ให้นกั เรยี นเสรฟิ ได้
มากกว่า 1 ครงั้

¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

103

-103-

การปรับเปล่ียนสำหรับเกม และกฬี า
วัตถุประสงคห์ รือเปา้ หมายของเกมแตกต่างกนั
• นักเรียนบางคนเล่นเพื่อเรียนรู้กลยุทธ์ที่ซับซ้อน ขณะที่บางคนเล่นเพื่อฝ�กทักษะการ
เคล่ือนไหวอย่างง่าย
จำนวนผู้เล่น
• ใช้ทีมท่มี ีขนาดเลก็ ลง เพ่อื เพมิ่ การมีส่วนรว่ ม และแยกนักเรยี นออกเปน� บางกลุม่ กรณีจำเปน�
กำหนดวธิ กี ารเคลื่อนไหวใหห้ ลากหลาย
• นักเรยี นบางคนเดนิ ได้ในขณะทคี่ นอน่ื วิ่ง
• นักเรียนบางคนตีบอลจากทอี อฟขณะทคี่ นอ่นื ตลี กู ทถ่ี ูกโยน
ความหลากหลายของสนาม/พ้นื ท่ี
• ใชร้ ะยะทางที่สั้นลง
• จัดใหม้ พี ื้นท่ปี ลอดภัยสำหรับนกั เรียนทีม่ ีปญ� หาในการเคลอ่ื นไหว
• ทำพน้ื ทใ่ี ห้แคบลง หรอื กว้างขึน้
ใชอ้ ุปกรณท์ ่ีหลากหลาย
• ใช้ลูกบอล หรือไมต้ ีทีเ่ บากวา่
• ใช้ลกู บอลทใ่ี หญก่ วา่ หรือเลก็ กว่า
• ลดความสูงของตาขา่ ย หรอื ใชต้ ะกร้า/หว่ งทก่ี วา้ งข้นึ
ปรับหรอื ดดั แปลงกฎ/ความคาดหวัง
• จำนวนรอบที่แตกตา่ งกนั ของนักเรยี นแต่ละคนท่ไี ด้รบั
• ประเมินวา่ ตำแหน่งใดทนี่ กั เรยี นทม่ี ีความพกิ ารจะประสบความสำเรจ็
• ใช้ “โชค” เป�นวธิ กี ารที่ไมม่ ุ่งเนน้ ความสำคญั ของทักษะ

¤ÁèÙ ×ͼÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÕÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

-110044-

สรุป
การเรียนร่วมในช้นั เรยี นพลศกึ ษา หมายถงึ ทกุ คนอยูใ่ นโรงเรยี นที่เป�น "ชุมชน" ของผู้เรียน
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในเชิงบวกจะเชิญชวนให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ที่มี
ความหมาย ซึ่งให้โอกาสที่หลากหลายสำหรับความสำเร็จของนักเรียนแต่ละคน การเอาใจใส่ต่อ
สภาพแวดล้อมทางสังคมมีความสำคัญต่อความสำเรจ็ ของการเรียนร่วมในชั้นเรียนพลศึกษา ครูต้อง
ติดตามสภาพแวดล้อมทางสังคมอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องนักเรียนทุกคนจากการพูดดูถูก การกีดกัน
หรือการเลือกปฏิบัติ การปรับสภาพแวดล้อมอาจรวมถึงการปรับเปลี่ยนหลักสูตร (สิ่งที่สอน) และ
การปรบั เปลย่ี นการเรยี นการสอน (วิธกี ารสอน) จุดเรม่ิ ตน้ ได้แก:่
• ใชว้ ธิ กี ารสอนแบบกลมุ่ ยอ่ ย เชน่ สถานฝี ก� แตล่ ะทกั ษะยอ่ ย
• เนน้ ความหลากหลาย และรวมถงึ ความรับผดิ ชอบต่อสังคมในเปา้ หมายของวิชาพล
ศกึ ษาหรอื กจิ กรรมทางกายของคุณครู
• การวัดความสำเร็จในรูปแบบตา่ งๆ เช่น พอรต์ โฟลิโอ แบบสำรวจความสนใจ เคร่ืองมอื
ประเมนิ ทกั ษะ และ/หรอื การอภิปรายในชั้นเรยี น
• ใหม้ เี กมท่ีใช้ความร่วมมือ กจิ กรรมสรา้ งทีม และ/หรอื การกำหนดเปา้ หมายส่วนบคุ คล
โดยหลกี เลยี่ งกิจกรรมประเภทคัดออก
• เลิกเนน้ วิธีการเลน่ กฬี าแบบทมี ดั้งเดิม และเนน้ ทีท่ ักษะ กจิ กรรมสมรรถภาพท่เี ก่ยี วขอ้ ง
กบั สุขภาพ ทกั ษะทนี่ ักเรยี นสามารถใชใ้ นเวลาว่างได้ตลอดชวี ติ
• ให้นกั เรยี นไดแ้ สดงความสามารถสว่ นบคุ คลดว้ ยวธิ ีท่หี ลากหลายตามเป้าหมายของ
นกั เรียนแต่ละคนทีก่ ำหนดไวใ้ นแผนการเรียนรู้หรือกิจกรรมทางกาย
• การปรับหรอื ดัดแปลงการออกแบบเกมโดยการปรับเปล่ยี นองคป์ ระกอบหนงึ่ หรอื หลาย
สว่ น: วตั ถุประสงค์ ผ้เู ลน่ การเคลอ่ื นไหว วัตถุ ขั้นตอน เป�นต้น

¤ÁÙè ×ͼÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

105

-105-

2. การประเมนิ ในสภาพแวดล้อมจรงิ (Ecological Assessment)

การประเมินในสภาพแวดล้อมจริงเป�นแนวทางการประเมินที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการสอน โดย
เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมจริง ออกแบบมาเพื่อวัดทักษะของที่นักเรียนมีความต้องการจำเป�นพิเศษโดยตรง
สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมพลศึกษาหรือกิจกรรมทางกายที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้การสังเกต และการ
รวบรวมข้อมูลสำหรับการประเมิน และเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับดำเนินการเกี่ยวกับการเข้าถึงการ
เรียนวิชาพลศึกษาหรือการร่วมกิจกรรมทางกายของนักเรียน ต่อไปนี้คือหลักการชี้นำสำหรับการประเมินท่ี
แทจ้ ริง:

1. การประเมนิ ควรรวมอยู่ในหลักสูตร
2. ควรใชข้ อ้ มลู ระหว่างช่วงพลศกึ ษาแตล่ ะคร้งั
3. ไมค่ วรวางเพดานการเรียนรขู้ องนักเรยี น
4. นักเรียนทุกคนควรไดร้ ับการคาดหวังให้พัฒนาก้าวหน้าไปสเู่ ปา้ หมายการเรยี นรู้
(Lieberman/Houston-Wilson, 2002)
การประเมินในสภาพแวดลอ้ มจรงิ เป�นการวิเคราะหง์ านทร่ี ะบแุ ง่มุมของกิจกรรมทสี่ ามารถปรับหรือ
ดัดแปลงได้ตามความต้องการจำเป�นของนักเรียน เช่น การปรับหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ เวลาของทำกิจกรรมให้
สมบูรณ์ กำลังหรือความเร็วที่ใช้ระหว่างกิจกรรม หรือกฎเกณฑ์อื่นๆ ตามรูปแบบดั้งเดิมของกิจกรรมทางกาย
(Kasser, 1995; Kasser & Lytle, 2005) ครูพลศึกษาควรใช้คำถามต่อไปนี้สำหรับการพิจารณาปรับหรือ
ดดั แปลงในการจัดการเรียนการสอนพลศกึ ษาและกิจกรรมทางกาย:
1. ผ้เู ขา้ รว่ มจะสามารถมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมไดเ้ พียงพอหรอื ไม่
2. กรณีกจิ กรรมกลุ่ม ผเู้ ข้าร่วมทกุ คนจะรูส้ กึ ประสบความสำเรจ็ จากการมีส่วนรว่ มหรือไม่
3. กรณเี ปน� กิจกรรมแบบกลมุ่ ผเู้ ขา้ ร่วมทกุ คนจะรูส้ กึ ท้าทายระหว่างกิจกรรมหรือไม่
4. กจิ กรรมจะกระตนุ้ ใหผ้ ู้เขา้ ร่วมทำกจิ กรรมทางกายต่อไปหรือไม่
นอกจากนี้ Lieberman และ Houston-Wilson (2002) เสนอแนะว่าการปรับหรือดัดแปลงต้อง
อาศัยข้อมลู จากการประเมินนักเรียนด้านการเขา้ ร่วมกิจกรรมพลศกึ ษา หรือกิจกรรมทางกายในสภาพแวดล้อม
ทแ่ี ทจ้ รงิ ดังตวั อยา่ งการประเมนิ การรว่ มกจิ กรรมทางกายตามสภาพจริงของนกั เรียน ต่อไปน้ี

¤ÁèÙ Í× ¼ÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

106

-106-

¤ÁèÙ Í× ¼Êé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

107

-107-
¤ÁèÙ ×ͼéÊ٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

108

-108-

ข้อมูลเพิม่ เตมิ สำหรบั ใช้ในการวางแผนการเรยี นการสอน

คำถาม คำอธบิ าย
ผู้เรยี นมีปญ� หาด้านสขุ ภาพในด้านอะไร
จดุ แขง็ ของผเู้ รียนคอื อะไร
ผเู้ รียนมคี วามสนใจอะไร
ผเู้ รยี นชอบอะไร
ผ้เู รยี นไมช่ อบอะไร
ผเู้ รยี นส่ือสารกับบุคคลอน่ื อยา่ งไร
เชน่ การพูด ใชภ้ าษาทา่ ทาง ใชภ้ าษามอื ใช้
อุปกรณช์ ว่ ยในการสื่อสาร ฯลฯ
ผู้เรยี นมคี วามสามารถพเิ ศษอะไรบ้าง
คำพูดใดทส่ี ามารถอธิบายความเปน� ตัวตนของ
ผู้เรยี น เช่น เปน� คนทคี่ ดิ ทางบวก ข้อี าย ตลก
ฯลฯ
เรอ่ื งอน่ื ทีส่ ำคญั

¤èÙÁ×ͼéÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

109

-109-

3. การจัดการเรียนการสอนพลศกึ ษา/กิจกรรมทางกาย

ก่อนเร่มิ การสอนพลศกึ ษาหรอื กิจกรรมทางกายควรหาขอ้ มูลด้านสขุ ภาพของนักเรียนหรือปรึกษา
แพทยก์ อ่ น เด็กพกิ ารอาจมีโรคประจำตัวท่ีต้องมมี าตรการปอ้ งกนั ก่อนจะเขา้ รว่ มกจิ กรรมได้

ดาวน์ซินโดรมเป�นภาวะทางพันธุกรรมทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางสติป�ญญาซึ่ง
สัมพันธ์กับความหย่อนคล้อยของเอ็น (ข้อต่อหลวม) และความตึงตัวของกล้ามเนื้อต่ำ (ความแข็งแรงลดลงหรอื
การควบคมุ กล้ามเนื้อ) เนื่องจากเอ็นช่วยรักษาข้อต่อของคอให้คงที่ บุคคลท่ีมีกลุ่มอาการดาวนอ์ าจมคี วามเสีย่ ง
เพิ่มขึ้นที่จะได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังส่วนคอในระหว่างการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมบางอย่าง แพทย์จึง
อาจแนะนำใหท้ ำการเอ็กซเ์ รยท์ ีค่ อกอ่ นทำการรักษา

โรคลมชักเป�นอีกตัวอย่างหนึ่งของภาวะที่ส่งผลต่อบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญา อาการชัก
อาจไปจำกัดทำให้บุคคลไม่สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมบางอย่างได้ นอกจากนี้ ยาอาจมีผลข้างเคียงที่ควร
พิจารณา

ภาวะโภชนาการ และองค์ประกอบของไขมันในร่างกายแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และอาจส่งผล
ต่อความทนทานต่อความร้อนและความเย็น สิ่งสำคัญคือต้องดื่มน้ำมาก ๆ และสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมเพ่ือ
ดำเนินการอยา่ งปลอดภัยในสภาพแวดล้อมทแ่ี ตกต่างกัน

“ข้อสำคัญ อยา่ ถอื ว่านักเรียนทีม่ ีความบกพร่องทางสติป�ญญารู้ขนั้ ตอนของกิจกรรม!”

เพื่อให้การจัดการชั้นเรียนที่เต็มไปด้วยนักเรียนที่มีความแตกต่างได้สำเร็จ คุณครูต้องกำหนด
ข้นั ตอนทีช่ ดั เจน ในฐานะครูพลศกึ ษา ซึ่งมคี วามรบั ผิดชอบท่จี ะตอ้ งจัดให้มีขน้ั ตอนการทำกจิ กรรม เพ่ือใหแ้ นใ่ จ
ว่านักเรียนจะปฏบิ ัติกิจกรรมได้อย่างราบรื่น และเป�นสภาพแวดล้อมที่ปลอดภยั สำหรับการเรียนรู้ เมื่อนักเรยี น
เข้ามาสู่ชั้นเรียนพลศึกษา ให้ถือว่าพวกเขาไม่รู้อะไรเลย เช่น วิธีเข้าแถวการเดิน การพูด การยกมือถามคำถาม
วิธีการทำท่าการเคลื่อนไหวเพื่ออบอุ่นร่างกาย ครูควรคำนึงเสมอว่า ตัวกิจกรรมที่จะสอนมิได้บอกขั้นตอนการ
ทำกิจกรรมโดยอัตโนมัติ เมื่อคุณครูแนะนำขั้นตอนใหม่ ให้ระบุความคาดหวังของของการทำกิจกรรมให้
นักเรียนรับรู้ และแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเป�นไปตามความคาดหวัง ฝ�กขั้นตอนบ่อยๆ แล้วเสริมความแข็งแกร่ง
ผา่ นการชมเชย สุดทา้ ยกจ็ ะกลายเปน� กจิ วัตรของนักเรยี น

หลักจิตวทิ ยาการเรียนการสอน
1) ใช้กลยุทธ์การสอนที่ตรงกับจุดแข็งของผู้เรียน และรองรับรูปแบบการเรียนรู้หลายประเภท
ตวั อย่างเชน่ :

- การใช้สื่อภาพ และเทคนิคการแสดงท่าทางต้นแบบสำหรับผู้ที่เรียนรู้ด้วยภาพ (Visual
Learners).

- ใหค้ ำพูดช้ีนำ และการสอนด้วยวาจา สำหรบั ผทู้ ี่เรยี นรดู้ ว้ ยการไดย้ ิน (Auditory Learners).

¤ÙÁè Í× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

110

-110-

- ให้นักเรียนได้ "เรียนรผู้ ่านการทำ" และผสมผสานการเคล่อื นไหวตลอดการสอน สำหรับผู้เรียน
ท่ีเรยี นรผู้ ่านการเคล่ือนไหว (Kinesthetic Learners)

- ใช้การผสมผสานหลายแนวทางท่ีสามารถช่วยให้เขา้ ถงึ ผเู้ รียนทุกคน
2) ส่งเสริมทัศนคติเชิงบวก อุปสรรคประการหนึ่งที่ขัดขวางไม่ให้คนพิการทางการมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมทางกายที่เกี่ยวข้องกับป�จจัยทางสังคม ประกอบด้วย ทัศนคติของคนทั่วไป การวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มี
ความบกพร่องทางสติป�ญญาอาจถูกรังแกหรือท้อแท้เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น (Shields and Synnot,
2016) อย่างไรก็ตามในด้านบวก เจตคติของผู้อื่นสามารถเป�นตัวส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้เช่นกัน กุญแจสำคัญ
คือ เพื่อนๆ ที่มีทัศนคติที่ดี และยอมรับต่อการออกกำลังกายของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญาหรือไม่
(Shields and Synnot, 2016)
ในการศึกษาหนึ่ง การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากเพื่อนที่กำลังพัฒนาโดยทั่วไปสนับสนนุ ให้วัยร่นุ
ที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญาเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายเป�นประจำตลอด 15 สัปดาห์ ส่งผลให้
ประสทิ ธิภาพการทำงานดีขน้ึ และคา่ ดัชนีมวลกายลดลง (Stanish and Temple, 2012)
3) การใช้แนวทางเชิงจิตวิทยาในการสอนพลศึกษาหรือกิจกรรมทางกาย โดยเริ่มที่การสร้างแรงจูงใจ
และการมีส่วนร่วมของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญา เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในการออกกำลังกาย/
กจิ กรรมทางกาย ตวั อย่าง นกั เรยี นสามารถเรม่ิ เรียนรู้กจิ กรรมทางกายเป�นรายบุคคลกบั ผูส้ อนหรอื ในช้ันเรียนที่
มีเป้าหมาย และเมื่อพวกเขามีความมั่นใจ มีสมรรถภาพ และทักษะดีขึ้น ก็ให้โอกาสนักเรียนได้เข้าร่วมกลุ่ม
กจิ กรรมทางกายในกลุ่มเพอ่ื นในชนั้ เรยี นได้ (Shields and Synnot, 2016)
เมื่อนักเรียนเริ่มต้นด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมทางกายเป�นรายบุคคลตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้ผู้สอน
สามารถปรับกิจกรรมให้ตรงตามความต้องการจำเป�น และลดความเส่ียงที่จะประสบกับความเครียดหรือความ
วิตกกังวล ตัวอย่าง การให้เวลากับการแสดงให้พวกเขาเห็นว่ากิจกรรมเกิดขึ้นที่ใด และอธิบายหรือสาธิต
กจิ กรรมโดยใชค้ ำอธบิ ายสนั้ ๆ ตรงไปตรงมา (Carter and Swank, 2014)
ในทางปฏิบัติมักจะมีข้อจำกัดที่ไปจำกัดความสามารถในการปรับกิจกรรมทางกาย ซึ่งสามารถปรับให้
เข้ากับความต้องการของแต่ละบุคคลได้ อย่างไรก็ตาม Shields and Synot (2016) เน้นย้ำถึงความสำคัญของ
การให้มีทางเลือกให้มากที่สุดในแง่ของประเภท จำนวน และระดับของกิจกรรม ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณา
ป�จจัยต่างๆ เช่น ระดับความสามารถในการแข่งขันของกิจกรรม ไม่ว่าจะเป�นกิจกรรมเดี่ยวหรือกิจกรรมกลุ่ม
หรอื เปน� ทมี
4) ทำให้กจิ กรรมทางกายสนกุ เหตผุ ลสองประการทบ่ี คุ คลตอ้ งการมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมทางกาย ไม่ว่า
พวกเขาจะมคี วามบกพร่องทางสติป�ญญาหรือไม่ก็ตาม นน่ั คือ พวกเขาสนุก และเข้ากับคนง่าย ผู้เขียนหลายคน
ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเพิ่มป�จจัยเหล่านี้ให้สูงสุด โดยการสร้างบรรยากาศที่ดี วางแผนการออกกำลัง
กายและเกมสนกุ ๆ เพ่อื ใหน้ ักเรียนใหค้ วามสนใจกบั กิจกรรมอย่างต่อเน่ือง และใหโ้ อกาสในการทำงานร่วมกับคู่
หรือในกลุ่ม (Shields and Synnot, 2016).

¤èÙÁ×ͼéÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

111

-111-

อยา่ งไรก็ตาม ในแง่ของความสนกุ และเพลิดเพลนิ มีความจำเป�นต้องเคารพความชอบส่วนบุคคล เช่น
ทั้งผู้ที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญา และออทิสติก (สองกลุ่มนี้อาจมีความต้องการจำเป�นที่มีความซับซ้อนสูง)
นักเรียนอาจชอบที่จะหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางสังคม มักจะเลือกออกกำลังกายคนเดียว ในทำนองเดียวกัน
ในขณะท่ีผู้ที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญาบางคนชอบมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬา ในขณะที่บางคนอาจชอบ
กิจกรรมที่มีองค์ประกอบทางการแข่งขันน้อยกว่า เช่น การเต้น การว่ายน้ำ หรือการเดิน (Shields and
Synnot, 2016)

ใชข้ ้อมลู การประเมินสมรรถภาพทางกาย
* เพ่ือสนับสนุนการกำหนดเป้าหมายส่วนบคุ คล และแผนการปรับปรุง/พฒั นาสมรรถภาพของนกั เรียน

ตวั อย่าง:
- ใชข้ ้อมูลการประเมินเพือ่ กำหนดระดบั ความสามารถในป�จจบุ นั
- ระบุด้านความต้องการจำเป�นตามรายการทน่ี ักเรยี นยังไม่ผ่านมาตรฐาน
- กำหนดเป้าหมาย และวตั ถปุ ระสงค์ตามด้านท่ตี รงกบั ความต้องการจำเปน� ของนักเรียน
- รวมเป้าหมายและวัตถุประสงค์ไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลของนักเรียน
(Individualized Education Plan: IEP)
- ระบกุ ิจกรรมที่เหมาะสม เพ่อื สง่ เสรมิ การออกกำลังกายท่เี กีย่ วขอ้ งกับสขุ ภาพ

การวางแผนการสอนเพื่อรองรับการเรยี นรแู้ บบก้าวหนา้
ตัวอย่าง:
- พิจารณาลำดับกิจกรรมที่จะสอน เช่น เริ่มต้นด้วยกิจกรรมที่นักเรียนทำสำเร็จได้ง่าย และค่อย

ไปกา้ วไปส่กู จิ กรรมทีม่ ีความยากมากข้นึ แล้วสรุปปด� ทา้ ยด้วยด้วยประสบการณ์ทน่ี กั เรยี นประสบความสำเร็จ
- รักษาโครงสรา้ งของข้นั ตอนการสอน และกจิ วัตร เพือ่ ช่วยใหน้ กั เรยี นคาดหมายหรือคาดการณ์

สง่ิ ทจ่ี ะเกดิ ขึ้นได้ เชน่ ตดิ ตารางกจิ กรรมสำหรับชัน้ เรยี นพลศกึ ษาในแต่คาบ เพื่อให้นกั เรยี นรู้ว่าจะเกิดอะไรขน้ึ
- อนุญาตใหน้ กั เรียนหยดุ พักไดต้ ามความจำเปน�

การจัดช้ันเรียนเพอ่ื เพมิ่ การมีส่วนรว่ มของชนั้ เรยี น
ตัวอย่าง:
- กลุม่ ใหญ่ (Warm-up)
- กลุ่มเลก็ และ/หรือจบั คูก่ ับเพอ่ื น (ฝก� ทักษะ)
- ใช้เป�นสถานี (เนน้ สร้างทกั ษะ)

¤ÙÁè Í× ¼ÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

112

-112-

ใช้การช้นี ำหรือการชว่ ยเหลอื เพอ่ื ส่งเสรมิ การทำได้ดว้ ยตนเอง
ตวั อยา่ ง:
- ให้การชีน้ ำด้วยวาจา พรอ้ มกับการสาธติ การช่วยไกด์นำ การสอนแบบสมั ผสั การใช้ภาพ ฯลฯ
- จัดแบง่ การสอนออกเปน� ตอนสนั้ ๆ ของการเรยี นการสอน
- สรา้ งระบบสำหรบั การเริม่ และหยุด เช่น เพลง บัดดี้ สัมผัสทางกายภาพ ฯลฯ

การทำให้ชน้ั เรยี นพลศึกษาและกจิ กรรมทางกายปลอดภยั
Carter and Swank (2014) เมื่อพิจารณาถึงประเภท และปริมาณการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับ
ผู้ที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญา มีป�จจัยด้านความปลอดภัยหลายประการที่จำเป�นต้องนำมาพิจารณา ได้แก่
การตรวจคัดกรองภาวะสุขภาพ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ก่อนที่บุคคลจะเริ่มออกกำลังกาย รวมถึงการ
สังเกตสภาวะท่ีเก่ียวขอ้ งใดๆ
Carter and Swank (2014) ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่เป�นดาวน์ซินโดรมมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด และ
ความสามารถทางแอโรบิคที่ต่ำกว่าเพื่อนที่มีพัฒนาการปกติทั่วไป จากข้อมูลข้างต้นที่แสดงให้เห็นว่า ดาวน์ซินโดรม
เป�นภาวะทางพันธุกรรมทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางสติป�ญญาซึ่งสัมพันธ์กับความหย่อนคล้อยของ
เอ็น (ข้อต่อหลวม) และความตึงตัวของกล้ามเนื้อต่ำ เนื่องจากเอ็นช่วยรักษาข้อต่อของคอให้คงที่ไม่มีความ
มั่นคง ‘Atlanto-axial Instability’ บุคคลที่มีกลุ่มอาการดาวน์อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะได้รับบาดเจ็บที่
กระดูกสนั หลงั ส่วนคอในระหว่างการเล่นกีฬาหรือทำกจิ กรรมบางอย่าง แพทย์จึงอาจแนะนำให้ทำการเอ็กซ์เรย์
ที่คอก่อนทำการรักษาจากข้อมูลของ ซึ่งหมายความว่ากิจกรรม เช่น ยิมนาสติก การดำน้ำ และกีฬาที่มีการ
ปะทะ เช่น รกั บ้ีไมแ่ นะนำใหเ้ ลอื กเสมอไป (Faculty of Sport and Exercise Medicine, 2017)..

¤ÙèÁÍ× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

-11113 3-

สรปุ
การทำความเข้าใจว่ากิจกรรม และสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กันอย่างไรเป�นส่วนสำคัญ
เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญาจะได้รับประสบการณ์ที่ดี และประสบ
ความสำเร็จในระหว่างการเรียนพลศึกษาหรือกิจกรรมทางกาย และเนื่องจากครูพลศึกษาเป�นผู้
ควบคุมความเปล่ียนแปลงของกิจกรรม และสิ่งแวดล้อม การปรับ และจับคู่สภาพแวดล้อมกับ
กิจกรรมทางกายให้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียน “การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม และตัว
แปรด้านกิจกรรมเป�นกุญแจสำคัญพื้นฐานในการสร้างสรรค์กิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับการ
พฒั นาทต่ี รงกบั ความสามารถของนกั เรียน” (Williams, 2003)
ในท้ายที่สุด การปรับหรือดัดแปลงกิจกรรมทางกายควรนำไปสู่ประสบการณ์ที่มีความหมาย
ซึ่งสอนหรือเสรมิ สร้างทักษะที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งนำไปสู่กิจกรรมและทกั ษะที่ท้าทายย่ิงขน้ึ
และนักเรียนสามารถนำไปใช้กับกิจกรรมอื่นๆ และสภาพแวดล้อมอื่นๆ ได้หรือกล่าวอีกนัยหน่ึง คือ
ช่วยให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติป�ญญาสามารถนำไปใช้ในการออกกำลังกายได้ตลอดชีวิต
(lifelong Exercise)

เอกสารอา้ งอิง

Texas Association for Health, Physical Education, Recreation, and Dance (2008). Adapted
Physical Education of Best Practices (2nd ed.). Denton, TX: Texas Women’s University.

¤ÙÁè ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

-114-

บทท่ี 7

¤ÁèÙ Í× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

-111515-

หลกั การและกระบวนการทำแผนการจดั การเรียนร้พู ลศึกษาและกจิ กรรมทางกาย

o รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา คณุ าอภสิ ิทธ์ิ

กระบวนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกายเปรียบเสมือนหัวใจของการทำให้ประสบ

ความสำเร็จตามเจตนารมณ์ของการจัดการเรียนรู้ เพราะเป�นขั้นตอนที่ได้นำความรู้ ความเข้าใจ เจตคติ ทักษะ
และความสามารถของครูตลอดจนพื้นฐานการเรียนรู้ในวิชาชีพครูมาหลอมรวมกันทั้งหมด หลักการทุกข้อของ
ทุกขน้ั ตอนการจัดทำแผนฯ จงึ อธิบายไดด้ ้วยเหตแุ ละผลท่ีพสิ ูจนแ์ ละตรวจสอบได้

แต่ถึงแม้ว่าจะผู้เขียนจะนำเสนอไว้มากเพียงใดก็ตาม เมื่อครูนำไปใช้เป�นแนวทางการจัดทำ
แผนการจดั การเรียนรู้และนำไปปฏบิ ตั ิจริงในชน้ั เรียน ยอ่ มปรับเปล่ียนใหเ้ หมาะสมไดต้ ามสมควรและตามความ
เหมาะสม ครูอาจรู้สึกว่าเป�นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่สิ่งที่พึงระลึกเสมอคือ ครูที่ดีต้องพยายามจัดสภาพการเรียน
การสอนใหน้ ักเรียนทกุ คนเกดิ การเรยี นรทู้ ่ดี ีที่สดุ เท่าทจ่ี ะทำได้ จึงตอ้ งอาศยั ความต้ังใจจรงิ ความต่ืนตัวศกึ ษา
หาความรู้อย่เู สมอ ความมุง่ มน่ั ความอดทน การปรับเปลี่ยน และการฝก� ฝนตนเองอยเู่ ปน� ประจำ แล้วจะเรียนรู้
ได้เองวา่ กระบวนการจดั การเรียนรูพ้ ลศกึ ษาไม่ยากเกินกว่าความพยายามอยา่ งแน่นอน

พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ
มาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป�นไปเพื่อพัฒนา คนไทยให้เป�นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ

สติป�ญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับ
ผูอ้ ื่นไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข
มาตรา 22 การจดั การศกึ ษาต้องยดึ หลกั ว่า ผู้เรียนทกุ คนมคี วามสามารถเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองได้ และ
ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตาม
ธรรมชาติและเต็มตามศกั ยภาพ
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ
การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการ
สอนตามความเหมาะสมของแตล่ ะระดบั และรปู แบบการศกึ ษา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเตือนใจอยู่เสมอคือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมท่ี
ปลอดภัย และส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนมีสุขภาพดี ครูเปรียบเสมือนผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาตัดสินใจว่า
“อะไร” จะใช้ได้ผลดีในชั้นเรียนของตนเอง ครูทุกคน แต่ละคนมีรูปแบบหรือบุคลิกภาพ (style) ที่นำไปสู่การ
ปฏิบัตอิ นั เปน� แบบฉบับของตนเอง ดังนน้ั ครูจงึ ตอ้ งใฝร่ ู้ สืบค้นแหลง่ ขอ้ มูล เครอ่ื งมอื คดิ คน้ นวัตกรรมต่างๆ ให้
แปลกใหม่ น่าสนใจอยู่เสมอ และมากกว่าที่ปฏิบัติแบบเดิมๆ ต่อๆกันมา เป้าหมายสูงสุดของการจัดการเรียนรู้

¤èÙÁ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

116

-116-

คือ นักเรียนเกิดพัฒนาการและศักยภาพโดยรวมทุกด้าน ครูจึงควรสนใจศึกษางานวิจัยและลงมือวิจัย
ปฏิบัติการในชั้นเรียน (classroom action research-CAR) ด้วยตนเอง ซึ่งต้องเป�นงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า
การสง่ เสริมกจิ กรรมทางกายในชีวติ ประจำวัน นอกจากจะชว่ ยยกระดับสุขภาพแลว้ ยงั ชว่ ยพัฒนาหรือปรับปรุง
สมาธิ ความต้ังใจเรียน และสัมฤทธิผลทางการเรียนวิชาการต่างๆ รวมทั้งยังช่วยยกระดับคะแนนการเรียน
คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาองั กฤษ การอา่ น การเขยี น การคิดได้

ในการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกาย นอกจากผลที่เกิดกับตัวนักเรียนโดยตรงแล้ว ผลพลอยได้
ตามมาคือ ผู้บริหาร ครูอื่นๆ พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชน จะเห็นความสำคัญของการให้นักเรียนได้เรียนพลศึกษา
และกิจกรรมทางกายอย่างมีคุณภาพ ผลดีตามมาคือ กลุ่มบุคคลเหล่านี้จะให้การสนับสนุน ทั้งอุปกรณ์ สถานที่
เงิน และเวลา และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ การจะส่งเสริมให้นักเรียนมีการพัฒนาครบทุกด้านท้ังสุขภาพ
สตปิ ญ� ญา ความสามารถในการปฏบิ ัตหิ รือทักษะกระบวนการ และคณุ ธรรม จรยิ ธรรม (health, head, hand,
heart) ได้นั้น โรงเรียนควรต้องมีครูที่เข้าใจและเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้ เพื่อป้องกันการเป�นโรคที่เกิด
จากพฤติกรรมหรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases-NCDS) โดยเฉพาะการจูงใจนักเรียน
ไม่ให้มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง(sedentary) ด้วยการส่งเสริมให้ปฏิบัติกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที
(ควรเป�นกิจกรรมที่มีความหนักระดับปานกลางถึงระดับหนัก) และจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากมีการดูแลเรื่องการกิน
อาหารควบคู่ไปด้วย เพราะนักเรียนที่เริ่มมีน้ำระดับหนักเกินเกณฑ์ถึงระดับอ้วน (overweight and obese)
มักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ ประกอบกับการปฏิบัติกิจกรรมทางกายน้อย
เกินไปหรือไม่ปฏิบัติเลย ซึ่งภาวะเช่นนี้กำลังคุกคามประชากรโลกรวมทั้งประชากรไทย และนับวันจะเพิ่ม
ป�ญหามากขึ้น การจัดการเรียนพลศึกษาเพียงชั่วโมงเดียวต่อสัปดาห์ตามโครงสร้างหลักสูตรระดับชาติ(บังคับ
เรียน) จึงน้อยเกินไป โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมทางกายเป�นรายวิชาเพิ่มเติม จัดไว้ช่วงเช้าก่อนเข้าชั้นเรียน-
หลังเลิกเรียนในแต่ละวัน จัดกิจกรรมทางกายไว้ในช่วงพัก (recess) ในแต่ละวัน เช่น ระหว่างเรียนรายวิชา
ตา่ งๆ ระหว่างเปลี่ยนช่วั โมงเรยี น การจัดไว้ในกจิ กรรมพัฒนาผ้เู รยี นตอนเย็นทุกวัน เปน� ตน้

ครูพลศึกษาและครูที่เกี่ยวข้อง จึงมีหน้าที่สำคัญหลายประการในเรื่องดังกล่าว ที่สำคัญยิ่งคือ ต้องทำ
ใหผ้ ้บู ริหารโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา พ่อแมผ่ ปู้ กครอง และครอู น่ื ๆ มีความเชื่อม่ันในคุณคา่ ของการมี
หลักสตู รพลศกึ ษาท่ีมคี ณุ ภาพ ตลอดจนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกายท่ีดีท่ีสอนโดยครูผู้มีวุฒิ
มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และมคี วามเต็มใจ หรอื อาจเป�นครูอ่นื ๆทีม่ คี ณุ ลกั ษณะดังกลา่ ว แม้จะไม่มีวุฒิ
โดยตรง

¤èÙÁÍ× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÕÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

117

-117-

ครูควรพยายามชใี้ หน้ ักเรยี นตระหนักวา่ การปฏิบตั กิ ิจกรรมทางกายเป�นประจำทกุ วัน เปน� การสรา้ ง
ความรสู้ กึ ทด่ี ใี นการดำรงชีวิต โดยทำใหน้ ักเรยี นเหน็ ความสำคัญของ

“การมีสขุ ภาพดีและการดำรงชีวิตอยา่ งกระฉบั กระเฉง” (healthy and active) เพราะสง่ิ ท่ีตามมาคือ
นักเรียนจะจดจำและนำไปใช้หลังจากจบจากโรงเรยี นไปจนตลอดชวี ติ ท่เี หลือ ครพู ลศกึ ษารวมท้ังครอู ่นื ๆ
จงึ มีบทบาทและหน้าทสี่ ำคญั มาก ดว้ ยการเตรียมวางแผนและจัดการเรยี นรทู้ ่ีหลากหลาย ท้งั เนอื้ หาและ

กิจกรรม ท่ที ำให้นกั เรยี นทุกคนสามารถมีสว่ นร่วมได้มีความสนุกสนาน
และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง

การทำความเข้าใจนักเรียน ก่อนวางแผนจัดการเรียนรู้ ครูต้องแน่ใจว่า “รู้จัก” นักเรียนทุกคนแล้ว
โดยเฉพาะความตอ้ งการด้านรา่ งกายและจิตใจ หากทำความเข้าใจพัฒนาการนักเรียนได้ดี ครูจะสามารถกำหนดแผนฯให้
น่าสนใจ ท้าทาย และน่าตื่นเต้นมากขึ้น นักเรียนอยากจะมีสุขภาพดีขึ้น และมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉงมากขึ้น การมี
ความรู้ความเข้าใจถึงลักษณะการเจริญเติบโตตามวัยของนักเรียนจึงมีความสัมพันธ์กับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและ
กจิ กรรมทางกายอยา่ งมาก

ข้อควรคำนึงสำหรับครู ครูควรต้องคิดค้นวิธีจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ ทุกวันหรือบ่อยๆ ต้องออกแบบการ
จัดการเรียนรู้ (โครงสร้างรายวิชาและแผนฯ) ที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งสรรหากิจกรรมสร้างสรรค์(creative activities) จัด
สภาพแวดล้อมในการเรียนที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตให้แก่นักเรียนทุกคน ในทุกด้าน โดยเฉพาะสุขภาพกายและ
สุขภาพจติ ซึ่งเป�นการสง่ เสริมการเจริญเติบโตและพฒั นาการให้นกั เรียน

ครูควรต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า สัมฤทธิผลของนักเรียนย่อมขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชั้น
เรียนที่มากกว่าการเรียนแบบเดิมๆ ซ้ำๆ หากครูทำได้ ผลที่ตามมา คือ นักเรียนจะพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ อารมณ์
และร่างกายมากขึ้น มีงานวิจัยบ่งชี้ว่า การปฏิบัติกิจกรรมทางกายทุกวันช่วยพัฒนาสมาธิ ความตั้งใจและสัมฤทธิผล
ทางการเรียนด้านวิชาการ รวมทั้งผลคะแนนการทดสอบคณิตศาสตร์ การอ่าน และการเขียน ดังนั้น คำชี้แนะจากครู
จึงมีความสำคัญต่อนักเรียน การจัดให้นักเรียนมีกิจกรรมทางกายวันละอย่างน้อย 60 นาทีจึงมีความสำคัญ ซึ่งมิใช่เพียง
เพื่อการยกระดับสัมฤทธิผลทางการเรียนวิชาการ แต่ยังช่วยให้โรงเรียนได้ระดมทุนจากสาธารณชนเพื่อการจัดสถานที่ที่
ถกู สขุ ลกั ษณะในการเรยี นรดู้ ้วย (Ontario, Ministry of Education. 2018)

ข้อแนะนำสำหรับครูในการจัดทำแผนฯ ในการจัดทำแผนการจัดกิจกรรมพลศึกษาและกิจกรรม
ทางกายในช้ันเรียน ครคู วรวางแผนเป�น 3 ลักษณะตามการจดั บรหิ ารหลักสตู ร (ดงั กล่าวมาแล้วในบทท่ี 4) โดย
ครูสามารถจัดทำแผนฯได้ดงั นี้

1) แผนการจัดกิจกรรมพลศึกษาและกิจกรรมทางกายในชั้นเรียนร่วม ซึ่งเป�นรายวิชาบังคับสำหรับ
เดก็ ทั่วไปกบั เด็กพเิ ศษ

¤ÙÁè ×ͼÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

118

-118-

2) แผนการจดั กจิ กรรมพลศึกษาและกจิ กรรมทางกายในชัน้ เรียนรายวชิ าเพ่ิมเตมิ เฉพาะเด็กพเิ ศษ
3) แผนการจัดกิจกรรมพลศึกษาและกิจกรรมทางกายในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน(กิจกรรมนักเรียน)
ซึ่งอาจจัดทำได้ทั้งแบบ 1) และหรือ แบบ 2) ขึ้นอยู่กับความสะดวก ความเหมาะสมในการบริหารจัดการของ
แต่ละโรงเรียน

• การจูงใจนักเรียนให้ปฏิบัติกิจกรรมทางกายจนบรรลุเป้าหมาย ผลจากการวิจัยได้ให้
ขอ้ เสนอแนะวา่ เด็กและเยาวชนควรไดร้ ับการจูงใจใหป้ ฏบิ ัตกิ จิ กรรมทางกาย ด้วยเหตผุ ล 3 ประการ ดังนี้

1. ความสนุกสนาน หากกิจกรรมทางกายมีความสนุกสนาน เด็กย่อมชอบและอยากมีส่วนร่วม
และเมื่อใดสนุก นกั เรยี นกจ็ ะเรียกรอ้ งการมสี ว่ นรว่ มมากข้นึ ทำให้ลดจำนวนนกั เรยี นท่เี ฉ่อื ยชาลง

2. นักเรียนสนุกและได้รับการฝ�กเพื่อความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ด้วยการให้แสดงพัฒนาการ
ดา้ นสมรรถภาพทางกายและทักษะการเคลอ่ื นไหว

3. นักเรียนได้รับการยอมรับจากสังคม การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกาย ช่วยให้เด็กมีเพื่อนและ
เพิ่มการยอมรับจากเพื่อน ๆ (President’s Council on Physical Fitness and Sports. 2000) ตารางที่ 7.1
ตอ่ ไปน้ี จะช่วยเสรมิ ความเขา้ ใจของครูย่ิงขน้ึ

ตารางที่ 7.1 กระบวนการ 5 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในการจูงใจนักเรียนให้ปฏิบัติกิจกรรมทางกาย
จนบรรลุเป้าหมาย

5 ขนั้ ตอนสู่ความสำเร็จ
ขนั้ ตอนตอ่ น้ี ครูสามารถนำไปใชใ้ นการจัดการเรียนรอู้ ย่างผสมผสานกนั ได้ เพอ่ื ช่วยนักเรยี นให้พยายามสร้าง

ลักษณะนิสยั ใหม่ และพัฒนารปู แบบของชีวิตใหม่
ขั้น 1 ช่วยให้นักเรียนพัฒนาความรู้สึกสำนึก(awareness) ครูส่งเสริมนักเรียนให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกายของตนเอง โดยสร้างแรงจูงใจและจูงใจนักเรียนให้ใช้กระบวนการ
ตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น ไม่เฉื่อยชาในการเป�นผู้รับความรู้ ช่วยนักเรียนให้รู้สึกสำนึกในความสำคัญ
ของการมีความกระฉับกระเฉงที่นักเรียนทำได้เองและมีอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ให้นักเรียนบันทึกเวลาที่
นักเรียนใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆที่มีกิจกรรมทางกายทุกวัน ความรู้สึกสำนึกดังนี้จะช่วยนักเรียนให้มุ่ง
ความสนใจอยูใ่ นสงิ่ ท่ตี นกระทำในชว่ งเวลาตา่ งๆ ขน้ั น้ีสำคญั มากสำหรับการก้าวไปขนั้ ทสี่ อง
ขั้น 2 ช่วยนักเรียนให้กำหนดเป้าหมายของตนเอง(set goals) การกำหนดเป้าหมายเป�นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ช่วยนักเรียนให้ติดตามผลพฤติกรรมของตน รวมทั้งประเมิน
ความก้าวหน้าของตน นักเรียนสามารถสร้างหรือกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติกิจกรรมทางกายตาม
ต้องการให้เกิดขึ้นในชั้นเรียนได้ หรือนักเรียนแต่ละคนสามารถกำหนดเป้าหมายระยะสั้น-ระยะยาวของ
ตนได้ การกระตุ้นนักเรียนให้กำหนดเป้าหมาย อาจแยกออกเป�นส่วนย่อย ๆ หรือขั้นตอนย่อย ๆ ได้อีก
นักเรียนควรพยายามไปให้ถึงเป้าหมาย ประเมินผลความก้าวหน้า ทบทวนและกำหนดเป้าหมายใหม่

¤ÙèÁ×ͼÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

119

-119-

5 ขั้นตอนสคู่ วามสำเร็จ
ขนั้ ตอนต่อนี้ ครูสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรยี นรูอ้ ยา่ งผสมผสานกันได้ เพือ่ ช่วยนักเรยี นให้พยายามสรา้ ง

ลกั ษณะนิสัยใหม่ และพัฒนารปู แบบของชีวิตใหม่
แล้วพยายามอีกครั้ง ครูต้องช่วยนักเรียนกำหนดเป้าหมาย จนกระทั่งนักเรียนรู้สึกว่าเป�นสิ่งที่ตนเองต้อง
รับผดิ ชอบในความกา้ วหน้าของตนเองและตอ้ งรวมอยใู่ นแผนการทบทวนตนเองเสมอ
ขั้น 3 ให้ผลย้อนกลับแบบเจาะจงและจูงใจนักเรียน(feedback and encouragement) ครูให้ความ
ชว่ ยเหลือนกั เรียนด้วยการใหผ้ ลย้อนกลับ ใหค้ ำช้แี นะอย่างเฉพาะเจาะจงเกยี่ วกับการเคล่ือนไหวพื้นฐาน
ในกิจกรรมทางกายที่นักเรียนกำลังใช้ความพยายามอยู่ และต้องการให้เกิดความก้าวหน้าจนบรรลุ
เป้าหมายทก่ี ำหนดไว้ ครูต้องพยายามจูงใจนักเรียนตลอดเวลา
ขั้น 4 ให้โอกาสนักเรียนทำสำเร็จตามเป้าหมาย(commit to goals) การปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายมี
ความสำคัญ ครูควรให้โอกาสนักเรียนได้พูดคุย อภิปรายเกี่ยวกับเป้าหมายของตนบ่อย ๆ เพื่อช่วย
นกั เรียนใหม้ คี วามเขม้ แขง็ ในการรักษาพันธสญั ญาที่ตัง้ ใจไว้ รวมท้งั เกดิ ความภาคภูมิใจในตนเอง
ขั้น 5 ให้การยอมรับและแสดงความยินดีในความสำเร็จ(recognize and celebrate) มีการเสริมแรง
พฤติกรรมทางบวก และการแสดงความยินดใี นความสำเร็จตลอดทง้ั ป� (Health Canada.2002)

สำหรบั ตารางที่ 7.2 ครสู ามารถนำไปประเมนิ ตนเองในการนำแผนการจัดกิจกรรมพลศกึ ษาและ
กิจกรรมทางกายไปใช้

ตารางที่ 7.2 การประเมนิ ตนเองของครูในการนำแผนการจดั กิจกรรมพลศกึ ษาและกิจกรรมทางกายไปใช้
ข้อ รายการประเมนิ
1 รู้และจัดการเรียนรู้ตรงกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งความคาดหวัง

ของคณะกรรมการสถานศึกษา
2 มั่นใจได้ว่าสิ่งที่กระทำทั้งหลาย นโยบาย และคำแนะนำต่างๆ สัมพันธ์กับกิจกรรม

ทางกาย ความปลอดภยั โดยมีเอกสารรายชือ่ และทอี่ ยู่นักเรยี นทุกคนเรียบรอ้ ยแลว้
3 เข้าถึงแหล่งวิทยาการที่ช่วยสนับสนุนการการใช้แผนกิจกรรมทางกายในแต่ละวันโดย

จัดทำรายการไว้เป�นเอกสาร (เช่น หนังสือ คำสั่ง นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ
พระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน)
4 สร้างแผนการจดั กจิ กรรมทางกายเพ่ือนำไปใช้ประจำวัน ซ่งึ มน่ั ใจไดว้ ่ากิจกรรมและสิ่ง
อำนวยความสะดวกมคี วามเพียงพอ เหมาะสมกับนักเรียนทกุ คน
5 ใชป้ ระโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกทเ่ี หมาะสมกับกจิ กรรมทางกายอย่างเต็มท่ี

¤ÁÙè Í× ¼ÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁÕè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

120

-120-

ขอ้ รายการประเมนิ
6 เมื่อกำหนดตารางการจัดกิจกรรมทางกายไว้ในชั่วโมงเรียนพลศึกษาประจำวัน ต้อง

ม่ันใจไดว้ า่ กิจกรรมทางกายนนั้ มสี ว่ นชว่ ยสนบั สนนุ หลกั สตู รสุขศกึ ษาและพลศึกษา
7 กำหนดว่าใครจะสามารถชว่ ยนำกิจกรรมทางกายไปใชใ้ นแตล่ ะวนั
8 มั่นใจว่าสถานที่เรียนหรือใช้จัดกิจกรรมทางกายมีความปลอดภัย และเป�นไปตาม

ขนั้ ตอนของหลักความปลอดภัย
9 จัดกจิ กรรมทางกายท่ีมคี วามสนกุ สนานและจงู ใจนักเรียนให้อยากมีส่วนร่วม
10 มั่นใจได้ว่าช่วงเวลาจัดกิจกรรมทางกายมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วนแล้ว(การอบอนุ่

รา่ งกาย กจิ กรรมทางกายทีม่ ีความหนกั ระดับปานกลาง-หนัก การผ่อนคลาย)
รวม

การวางแผนจัดกิจกรรมทางกาย

การจัดกิจกรรมทางกายในแต่ละวันต้องวางแผนด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และสร้างสรรค์
เพื่อความมั่นใจว่านักเรียนทุกคนเข้าร่วมได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพสูง รวมทั้งช่วยส่งเสริมพฤติกรรม
สุขภาพในชีวิตประจำวัน ครูควรระมัดระวังว่าจะมีผลกระทบต่อโรงเรียนเกี่ยวกับการจัดสิ่งสนับสนุนและ
สิ่งอำนวยความสะดวก รูปแบบการนำไปใช้ และแหล่งวิทยาการหรือไม่ เพียงใด สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ
ครูต้องตระหนักในความสำคัญของพื้นที่ที่ใช้จัดกิจกรรมทางกาย(เช่น พื้นที่กลางแจ้ง ห้องจัดกิจกรรม ห้อง
เอนกประสงค์ ห้องเรียน โรงยิมเนเซียม) นักเรียนเรียนร่วม (inclusion students) ตารางเวลา และการใช้
ส่ิงอำนวยความสะดวก

การระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยให้นักเรียนต้องหลอมรวมไว้ในการวางแผนกิจกรรมทางกาย
ในแต่ละวันและการนำแผนไปใช้ ความรับผิดชอบนี้ต้องกำหนดเปน� นโยบายดังกล่าวมาแล้ว และต้องพิจารณา
เรื่อง ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ ครูจำเป�นต้องมีความตระหนักในการจัดทำข้อมูลให้
ทันสมัย สังเกตนักเรียนอย่างรอบคอบ และปฏิบัติตามสัญชาตญาณด้วยความสุขุม มีสติ การนิเทศหรือการให้
ข้อเสนอแนะทีม่ ีประสทิ ธิภาพเป�นกิจวตั รจะช่วยครูใหจ้ ดั การกับความเสยี่ งได้

ครูต้องเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับนักเรียน สนใจในระดับความก้าวหน้าของทักษะที่ยาก และ
มั่นใจว่าอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกมีความปลอดภัย การจัดกิจกรรมทางกายต้องมีความท้าทาย
แรงจูงใจหรือความต้องการภายในของนักเรียนแต่ละคนในการสำรวจหรือค้นหา ทดลอง และสร้างสรรค์ใน
สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และส่งเสริมนักเรียนให้เกิดความมั่นใจในตนเองมากขึ้น นักเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครอง
จำเป�นต้องมีความรู้สึกมั่นใจว่าโรงเรียนคำนึงถึงความปลอดภัย ความมั่นใจพัฒนาได้หลายวิธี เช่น การได้เห็น

¤ÁèÙ ×ͼÊé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

121

-121-

การประกาศระเบียบ กฎ กติกาการปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยในชั้นเรียน การได้รับข้อมูลสารสนเทศจาก
โรงเรียนเกีย่ วกับความปลอดภยั (เช่น จดหมายถงึ ผ้ปู กครอง)

หลงั เลกิ เรยี น

ก่อนเรยี น ระหว่างเรียน โปรแกรมหลงั เลกิ เรียน

พลศึกษา ช่วงพกั ในช้นั เรียน โปรแกรมกีฬาในโรงเรียน
โปรแกรมกีฬาเสรมิ /พเิ ศษ
ไม่นอ้ ยกว่า
60 นาทีตอ่ วนั ไม่นอ้ ยกว่า2-3 ชวั ่ โมง
ตอ่ วนั

แผนผังที่ 7.1 การจัดกิจกรรมทางกาย กจิ กรรมพลศึกษาในโรงเรียน
https://www.nap.edu/read/18314/chapter/3

กระดานหนา้ หอ้ ง
โตะ๊ ครู

พ้ ืนทจ่ี ดั กิจกรรมทางกาย

โตะ๊ นักเรียน โตะ๊ นกั เรยี น โตะ๊ นักเรยี น โตะ๊ นักเรยี น

โตะ๊ นกั เรยี น โตะ๊ นกั เรยี น โตะ๊ นกั เรยี น โตะ๊ นกั เรียน

โตะ๊ นักเรยี น โตะ๊ นกั เรียน โตะ๊ นกั เรียน โตะ๊ นกั เรยี น

แผนผังท่ี 7.2 การจดั กิจกรรมทางกายในชนั้ เรยี นวชิ าตา่ งๆ

https://www.nap.edu/read/18314/chapter/3

¤ÁèÙ ×ͼÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÕÁÕ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

122

-122-

ภาพประกอบท่ี 7.1 การสอนกจิ กรรมทางกายประกอบกิจกรรมเข้าจังหวะ (ช่า ช่า ชา่ )
https://www.youtube.com/watch?v=jupa59OgZcs

ภาพประกอบที่ 7.2 การเคลอ่ื นไหวรา่ งกาย/กจิ กรรมทางกายด้วยการทำท่าทางตามคำศพั ท์ต่าง ๆ ในระหวา่ ง
การเรยี นในห้องเรียน (Classroom Physical Activity Breaks)
https://www.youtube.com/watch?v=fF9qrV7P8tk

¤ÁÙè ×ͼÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

123

-123-

การจดั กจิ กรรมทางกายในแตล่ ะวนั สำหรับนักเรียนเรียนร่วม

สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ(special needs) แต่สามารถเรียนร่วมกับเด็กอื่นๆได้ เช่น

อ้วนมาก งุ่มง่าม การรับรูช้ ้า และหรอื บกพร่อง เช่น บกพร่องทางร่างกาย บกพร่องทางการได้ยิน บกพร่องทาง

สายตา การจัดกิจกรรมทางกายมีความสำคัญมากและเป�นหน้าที่ความรับผิดชอบสำคัญสำหรับครู ทั้งครู
วชิ าการและครพู ลศึกษา คือ ตอ้ งทำงานรว่ มกนั ครูทุกคนจำเป�นต้องมคี วามตระหนักในขอ้ มูลตอ่ ไปนเ้ี พือ่ การ
วางแผนการจัดการเรียนรู้

• ข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียน เช่น อายุ ระดับทักษะ ระดับสมรรถภาพทางกาย เนื้อหาสาระที่มี

ผลกระทบต่อกิจกรรมทางกายประจำวัน เช่น ความ

ยากลำบากในการเคลื่อนไหว การรับรู้ ความตั้งใจ

ทักษะสังคม ทัศนคติต่อการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉง

ประสบการณ์เกย่ี วกบั กจิ กรรมทางกายในอดีต

• แหล่งสนับสนุน เช่น คณะกรรมการ

สถานศึกษา ผบู้ รหิ ารโรงเรียน องคก์ รวชิ าชพี ครอบครัว

เพื่อน ชมุ ชน อาสาสมคั ร ภาพประกอบท่ี 7.3

• การปฏิบัติที่ปลอดภัย เป�นหลักการจำเป�นที่ต้องกำหนดไว้ เช่น การวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน
สิง่ ท่คี รคู วรตอ้ งทำมดี งั นี้

 เลอื กกิจกรรมและสิง่ อำนวยความสะดวกที่เหมาะสม
 ปรับกิจกรรรมใหส้ อดคลอ้ งกับอุปกรณ์ ทกั ษะทีซ่ ับซ้อน กฎระเบียบ และหรือพืน้ ท่ี

 นำกจิ กรรมทางกายไปใช้และประเมินผล และตรวจสอบความปลอดภัย

• หลกั การจัดกิจกรรมทางกายสำหรบั นักเรยี นเรยี นรว่ ม มีดงั นี้
1. การจัดกิจกรรมทางกายในชั้นเรียนโดยไม่ปรับให้เข้ากับความต้องการพิเศษของนักเรียน

แต่ละคน นักเรียนที่พิการทางกายอาจไม่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมทางกายที่จัดให้เป�นพิเศษ เพราะเด็กอาจใช้ความ
พยายามเองได้

2. การจัดกิจกรรมทางกายในชั้นเรียนที่มีการปรับให้เข้ากับนักเรียนทุกคน เช่น การเล่น
ฟุตบอล อาจปรับสนามให้มขี นาดเลก็ ลงกว่ามาตรฐาน เพื่อให้นักเรียนที่เคลื่อนไหวลำบากสามารถเล่นกับเพื่อน ๆ
ในช้ันเรยี นได้

3. การจดั กิจกรรมทางกายในช้ันเรยี นท่ีมกี ารปรบั ให้เขา้ กับนักเรียนเปน� รายบคุ คล นกั เรยี นท่ี
พกิ ารอาจร่วมกจิ กรรมในช้นั เรียนได้ หากมกี ารปรับอุปกรณ์ กฎ กตกิ า และทกั ษะให้เหมาะสม

4. การจัดกิจกรรมทางกายในชั้นเรียนที่เป�นคู่ขนานเป�นประจำ นักเรียนที่มีความต้องการ

¤ÙèÁÍ× ¼éÙÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

124

-124-

พิเศษ สามารถเขา้ รว่ มกจิ กรรมในช้นั เรยี นได้ แต่จะเป�นกจิ กรรมทีค่ ล้ายๆกนั ตามระดับทกั ษะของแต่ละคน

• การปรับเปลี่ยนกิจกรรมสำหรับเด็กที่มีความ
ต้องการพิเศษ ข้อสังเกต คือ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษอาจ
ไม่ได้ต้องการการปรับเปลี่ยนกิจกรรมเสมอไป ชนิดของการ

ปรับเปลี่ยนจะมีความหลากหลายกันในแต่ละบทเรียนและแต่ละ

หน่วยการเรียนรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับกิจกรรมและความสามารถของนักเรียน

รวมท้ังประสบการณท์ ผ่ี า่ นมา ดงั นี้

การจัดเวลา (time)
→ ให้หยุดพกั บ่อยๆ

→ อนญุ าตใหน้ กั เรียนถอื อุปกรณห์ รือสงิ่ ของไว้ได้ ภาพประกอบที่ 7.4

(เช่น ลกู บอล) ตลอดเวลาทเ่ี รยี น

→ อนุญาตให้นักเรยี นปฏบิ ัตบิ างอย่างเป�นพิเศษ เช่น การตีหรือตบลูกบอลในการเล่นวอลเลย์บอล

→ ลดเวลาการเล่นลง

→ อนุญาตใหน้ ักเรียนเรม่ิ ต้นปฏบิ ัตกิ ่อนสมาชกิ คนอน่ื ๆในกลมุ่

อุปกรณ์(equipment)
→ ใช้อปุ กรณ์ขนาดใหญข่ ึ้น เบาลง น้ำหนักนอ้ ยลงเพอื่ ลดความเรว็ ในการปฏิบตั ิกิจกรรม และ
เพื่ออนุญาตใหน้ กั เรยี นมีเวลาเลน่ เพม่ิ เตมิ อกี (เช่น ใชล้ กู บอลลูน หรือลูกบอลชายหาดแทนลูกฟุตบอล
→ ใชอ้ ปุ กรณ์การตีท่มี ขี นาดส้นั มนี ำ้ หนักเบา เช่น ไมต้ ีที่ทำดว้ ยโฟมเพือ่ ใหน้ ักเรียนควบคุมได้ดีข้นึ
→ ใช้เครื่องหมายหรือเสาที่มีลักษณะแบนราบกับพื้น เพื่อให้นักเรียนฝ�กซ้อมด้วยวีลแชร์หรือ
ทช่ี ่วยเดนิ (walkers) ไดส้ ะดวกข้นึ
→ ใชอ้ ุปกรณ์/วตั ถใุ นการขวา้ งท่ถี ือไดง้ ่าย เชน่ ถงุ ถว่ั ถุงทราย ลูกบอลโฟม ห่วง
→ ปฏิบัติกิจกรรมทางกายบนพื้นแข็ง ราบ และเรียบ เช่น พื้น เพื่อให้วีลแชร์เคลื่อนไหวได้
โดยไมม่ ขี ้อจำกัด รวมทัง้ ท่ีชว่ ยเดนิ และไม้คำ้
→ ใช้สญั ญาณทม่ี องเห็นเพอ่ื ช่วยนักเรียนทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางการได้ยินไดเ้ หน็ การใชธ้ งและ
นกหวดี ในการช้ีเสน้ เร่มิ -หยดุ การปฏิบตั โิ ดยการเรยี กชื่อหรอื เลขท่ขี องนกั เรยี น หรือหยุด
→ มีเพ่ือนรว่ มทีมสวมเส้ือเอี๊ยมเพ่ือใหส้ ังเกตเหน็ ได้ง่าย

¤èÙÁ×ͼéÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

1-21525-

พน้ื ท่ี (area)
→ ลดขนาดพืน้ ที่ลง
→ มผี เู้ ลน่ จำนวนมากในแต่ละทีมจนทำให้นักเรยี นแต่ละคนไม่ต้องเคล่ือนไหวมากเกนิ ไป
→ ใชส้ งิ่ กดี ขวาง(barriers)วางรอบๆกลุ่มแตล่ ะกลุ่มเพื่อลดระยะทางการตามเก็บลกู บอล
→ ในกิจกรรมการทุ่ม พุ่ง ขว้าง โยนหรือรับ ตำแหน่งของนักเรียนต้องอยู่ด้านหน้ากำแพง/ฝา
ผนงั หากนกั เรยี นรับลกู บอลไม่ได้บ่อยคร้งั

จำนวนนักเรยี น (number of students)
→ สำหรับเกมท่ีมีการวิ่ง จัดให้มีค่วู งิ่ และและวง่ิ ต่อกันเป�นทอดๆ
→ เกมทม่ี กี ารต่อทา้ ยแถว จัดให้มีเพือ่ นและควู่ งิ่ แยกออกมาตา่ งหาก

การจดั โปรแกรม (Programming)
→ กำหนดวันการเรียนรู้กิจกรรมทางกายประจำวันแบบสถานี(stations) เพื่อทำให้นักเรียนมี
สว่ นร่วมได้หลายกิจกรรม
→ จดั กิจกรรมหลากหลายในการปฏิบตั ิทักษะทกุ ระดับ
→ จับคหู่ รือกลุม่ นักเรยี นตามความสามารถ
→ ใหใ้ ช้ความพยายามมากๆ รวมทั้งใหโ้ อกาสฝก� ขณะนักเรยี นปฏิบัติทกั ษะตา่ งๆ
→ มุ่งเน้นทีก่ จิ กรรมทไี่ ม่ต้องใช้ทักษะเฉพาะจำนวนมาก
→ ให้นักเรียนรู้จักการเล่นเกม การเตรียมการเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาทักษะและเพิ่มโอกาส
การประสบความสำเรจ็ ให้นักเรยี น
→ ให้นักเรียนเตะหรอื ท่มุ พุง่ ขว้าง โยนลูกบอลแทนการตี
→ การเลน่ เกมที่มีการสง่ ลูกบอลหรือวัตถอุ ื่นๆ ตอ้ งม่นั ในใจวา่ นักเรียนแตล่ ะคนมีโอกาสทำได้
ตามจำนวนคร้ังทค่ี รกู ำหนดไดค้ รบถ้วน
→ สำหรับกิจกรรมเข้าจังหวะ ให้ใช้แท่งไม้ ลูกบอล ริบบิ้น หรือผ้าพันคอ เพื่อช่วยนักเรยี นให้
ไดแ้ สดงการเคล่อื นไหวเปน� จงั หวะ
→ สำหรบั นกั เรยี นทบ่ี กพรอ่ งทางสายตา

- ใชส้ ที ส่ี วา่ งหรอื สีเขม้ ตัดกนั ทำเสน้ เขตต่างๆ
- ใช้อุปกรณท์ ม่ี ีสีเขม้ ตดั กัน
- มเี พือ่ นรว่ มทีมคอยให้เสยี งบอก (เช่น ตบมือ สง่ เสยี งเรยี ก สวมกระดิ่งขอ้ มือ)
- กิจกรรมประเภทวิ่ง มีนักเรียนวิ่งนำหน้าพร้อมถือปลายเชือกด้านหนึ่งไว้ขณะวิ่ง
เพ่ือชว่ ยเหลือเพื่อนที่บกพรอ่ งทางสายตา

¤ÙèÁ×ͼÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÁÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

126

-126-

การเรียนการสอน (Instructions) หากนักเรียนเข้าใจยากว่าจะต้องทำอะไรในแต่ละ
กจิ กรรม ใหล้ องปฏิบตั ดิ งั นี้

→ ครูใหค้ วามสนใจนกั เรียนทุกคนโดยไม่แบง่ แยกกอ่ นเร่มิ ทำการสอน เช่น มองสบตา
→ ใหน้ กั เรียนทบทวนสิ่งท่คี รสู อนซำ้ ๆเพื่อความมน่ั ใจวา่ นกั เรียนเข้าใจกฎ กตกิ า และขน้ั ตอน
ตา่ งๆแลว้
→ ให้เอกสารประกอบการอธิบายและสาธิตกิจกรรมต่าง ๆ แก่นักเรียนไว้ล่วงหน้า นักเรียน
จะได้นำไปอ่านทบ่ี ้าน และลงมอื ฝ�กตามลำพงั ก่อนมาปฏิบตั ติ อ่ หนา้ เพ่อื นในชนั้ เรยี น
→ มัน่ ใจวา่ ได้ใหน้ ักเรยี นได้ทบทวนและปฏบิ ัติซำ้ ๆ แลว้
→ สาธิตทักษะ
→ ใหค้ ำแนะนำเป�นพเิ ศษ ชัดเจน และสน้ั ๆ
→ ใชค้ ำพูดช่วยกระตุ้น
→ ใช้เกมการให้ความรว่ มมือ(cooperative games)และเกมที่ใช้เวลาการจัดการบรหิ ารสั้นๆ
ในการสอนทกั ษะ
→ แยกย่อยกจิ กรรมเป�นชดุ ๆ ให้นกั เรียนฝ�กชุดย่อย ๆ ทีละชดุ

สำหรับตาราง 7.3 เป�นรายการตรวจสอบตนเองของครูในการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนท่ี
มีความตอ้ งการพเิ ศษ

ตารางท่ี 7.3 รายการตรวจสอบตนเองของครใู นการจัดการเรยี นรู้สำหรบั นกั เรยี นทม่ี คี วามต้องการพิเศษ

ข้อ รายการ
1 ทบทวนสิง่ ต่อไปน้ี

1.1 ข้อมูลเก่ยี วกบั ความแขง็ แรงและความต้องการของนักเรยี นมคี วามทันสมยั
1.2 ข้อมลู ได้มาจากกการประเมินผลหลายๆป� รวมท้ังการประเมนิ ดา้ นทกั ษะ
1.3 ขอ้ มูลทางการแพทย์ทีต่ อ้ งระมัดระวังและกจิ กรรมต่างๆทต่ี ้องห้าม
1.4 ความคาดหวังในการเรียนรู้ของนกั เรียนในวชิ าสุขศึกษาและพลศกึ ษา รวมทง้ั ความ
คาดหวงั อนื่ ๆ
1.5 สง่ิ อำนวยความสะดวกทีจ่ ำเปน� ต่อนกั เรยี น
1.6 อุปกรณห์ รอื อุปกรณส์ ำหรบั นักเรยี นบกพรอ่ งตามความจำเป�นของนกั เรยี น
1.7 ขอ้ ควรพิจารณาตา่ งๆทสี่ ำคญั อื่นๆ
2 สำหรับครูวชิ าการ ทำงานใกลช้ ดิ กับครูพลศึกษาและเพ่อื นรว่ มงานทเ่ี ปน� แหลง่ ข้อมูลตา่ ง ๆ
เพือ่ แลกเปลีย่ นเรียนรู้ข้อมลู แลว้ นำมาผสมผสานในกลวธิ กี ารเรยี นการสอน

¤ÁèÙ ×ͼéÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

127

-127-

ข้อ รายการ
3 ชว่ ยนกั เรยี นใหต้ ระหนักในความตอ้ งการของเพอ่ื นร่วมชนั้ ท่มี ีความต้องการพิเศษมากขึน้
4 กำหนดกิจวัตรประจำของการเรยี นรทู้ ่ีนักเรยี นทกุ คนตอ้ งปฏบิ ตั ิ
5 พฒั นาเครอื่ งมือประเมินผลให้เหมาะสม และให้สมั พันธ์กับการประเมินสรุปผลรวมทงั้

รปู แบบการรายงานผลของโรงเรยี น
6 ประเมินความสามารถของนักเรยี นอยา่ งต่อเนื่อง และจัดให้มสี งิ่ ต่าง ๆ ทม่ี คี วามเหมาะสม

เพิม่ เติม เพ่อื นำไปปรับใชใ้ นการเรียนรูต้ อ่ ไปตามสิง่ ทีค่ าดหวงั
7 มคี วามยดื หยุน่ และหลากหลายในการใช้กลวธิ ีและวธิ ีการต่าง ๆ ทีจ่ ำเปน�
8 หลังสิน้ สดุ การเรยี นร้แู ต่ละหน่วย

- ให้นกั เรยี นไดร้ ับรผู้ ลการปฏิบตั ิของตน
- การใหค้ วามสนใจกจิ กรรมตา่ ง ๆ อยา่ งเพยี งพอเหมาะสม
- ส่งิ อำนวยความสะดวก และอุปกรณ์ที่ใช้มคี วามเพยี งพอเหมาะสม
- พจิ ารณากลนั่ กรองวา่ นักเรียนมกี ารเข้าร่วมกิจกรรมในระดับท่เี หมาะสมหรอื ไม่

รวม

การวางแผนจดั ตารางกิจกรรมทางกายในแต่ละวัน

หลักสำคัญในการจัดกิจกรรมทางกายในแต่ละวัน แต่ละครั้งต้องเป�นกิจกรรมที่มีความหนักระดับ
ปานกลางถึงหนกั ท่ที ำใหม้ อี ัตราการเต้นหัวใจเพิ่มขึ้นและรกั ษาระดบั การเพม่ิ น้ันไวใ้ หค้ งท่ีในช่วงเวลาท่ีกำหนด
แน่นอน เช่น 10 นาที การปฏิบัติกิจกรรมทางกายแต่ละครั้งต้องมีการอบอุ่นร่างกาย (warm-up) ก่อน และ
การผ่อนคลาย (cool-down) หลงั การปฏบิ ัติกิจกรรม

การการอบอุ่นร่างกายมีความสำคัญเพราะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังกลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่
และยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดกับกลุ่มกล้ามเนื้อเหล่านี้ด้วย หลังจากการปฏิบัติกิจกรรมทางกาย
ระดับระดับปานกลางถึงหนัก(อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น) จำเป�นต้องมีการผ่อนคลายเพื่อช่วยให้อัตราการ
เต้นของหัวใจกลับสู่ภาวะปกต(ิ ขณะพัก) กิจกรรมทางกายทั้งหลายจะมุ่งเน้นการสร้างเสรมิ สมรรถภาพทางกาย
โดยรวม โดยเฉพาะหวั ใจ ปอด และในบางกรณี จะช่วยพฒั นาความแขง็ แรงและความอดทนของกลา้ มเนื้อด้วย

การกำหนดช่วงเวลาปฏิบัติกิจกรรมทางกายในแต่ละวัน ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการวางแผน
และประสานสัมพันธ์กันทั้งในชั้นเรียน ในโรงเรียน และขยายวงกว้างออกไป แต่สิ่งที่ควรทำเป�นหลักคือ
จัดกิจกรรมทางกายครั้งละ 20 นาทีผสมผสานในชั่วโมงกิจกรรมการสอนพลศึกษาเสมอ (รายวิชาบังคับ)
จากนั้นจึงจัดกิจกรรมทางกายเพิ่มเติมซึ่งอาจไม่ต้องบังคับ แต่หากไม่มีชั่วโมงพลศึกษาก็ต้องจัดกิจกรรมทาง
กายไว้ในการเรียนการสอนแต่ละวัน เช่น ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สมมติ

¤ÁèÙ ×ͼÙéÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

128

-128-

วันหนึ่งเรียน 7 ชั่วโมง ก็ลดเวลาแต่ละคาบลงคาบละประมาณ 3 นาที รวมแล้วได้ 20 นาทีสำหรับเรียนรู้
กิจกรรมทางกายในแต่ละวัน หรือโรงเรียนอาจกำหนดเวลาสำหรับกิจกรรมทางกายในแต่ละวันในช่วงเวลา
แตกต่างกันไว้ก็ได้ เช่น ช่วงระหว่างคาบ 1ในวันจันทร์ คาบ 2 ในวันอังคาร คาบ 3 ในวันพุธ คาบ 4 ในวัน
พฤหัสบดี คาบ 5 ในวันศุกร์ เป�นต้น

1 2 กิจกรรมทางกายความหนกั 3
ระดบั ปานกลาง-หนกั 15–16
อบอุ่นรา่ งกาย ผอ่ นคลาย 2–3 นาที
2–3 นาที

แผนผงั ที่ 7.3 ตวั อย่างการวางแผนกระบวนการจัดกิจกรรมทางกายนอกชั้นเรยี นพลศกึ ษา คร้งั ละ 20 นาที

การวางแผนจดั กิจกรรมทางกายในชั้นเรียนพลศึกษา

กิจกรรมทางกายในแต่ละวันควบรวมอยู่ในชั่วโมงการเรียนพลศึกษาได้ แต่ต้องไม่นำกิจกรรมทาง
กายไปแทนที่การเรียนการสอนพลศึกษาในชั้นเรียนทั้งหมด และต้องเป�นกิจกรรมทางกายที่มีความหนักระดบั
ปานกลางถึงหนักประมาณ 20 นาที หากการเรียนรู้พลศึกษาในชั่วโมงนั้นๆมีความหนักไม่เพียงพอ โดยทั่วไป
ชั่วโมงพลศึกษาจัดไว้ 60 นาทีต่อครั้ง/วันต่อสัปดาห์ทุกระดับชั้น ซึ่งหากเป�นไปได้ ในระดับชั้นประถมศึกษา
โรงเรียน/ครูควรแยกย่อยเป�นครั้งละ 30 นาทีต่อ 2 วันต่อสัปดาห์ จะเป�นไปตามหลักการเรียนรู้ทางจิตวิทยา
พัฒนาการมากกวา่ ชัว่ โมงพลศกึ ษาประกอบด้วย การอบอุน่ รา่ งกาย(warm-up) การพัฒนาสมรรถภาพทางกาย
(physical fitness)และทักษะการเคลื่อนไหว(skill development) การนำกิจกรรมทางกาย/ทักษะการ
เคลอ่ื นไหวไปใช้ (skill application/physical activity) และการผอ่ นคลาย(cool-down) ในเวลาดังกลา่ ว ครู
ต้องมั่นใจว่านกั เรียนทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ ฝ�กหัด และแสดงทกั ษะจำเปน� รวมทั้งกลวิธีต่างๆที่ใช้ร่วมกันตาม
จุดประสงคแ์ ละตวั ชวี้ ดั

¤ÙèÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·èÁÕ Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

129

-129-

ในตารางที่ 7.4 เป�นตัวอย่างการวางแผนจัดกิจกรรมพลศกึ ษาในชั้นเรยี นพลศึกษาโดยการควบรวม
กจิ กรรมทางกายไว้

ตารางท่ี 7.4 ตวั อย่างการวางแผนจดั กจิ กรรมพลศกึ ษาในชนั้ เรยี นพลศกึ ษาโดยการควบรวมกจิ กรรมทางกายไว้

• การอบอนุ่ ร่างกาย 3–5 นาที ในชั่วโมงพลศึกษา เป�นโอกาสการรวมกิจกรรมทาง

• การพัฒนาทกั ษะการเคลอ่ื นไหว 10–20 นาที กายไว้ได้เป�นเวลา 20 นาที ในช่วงการนำทักษะการ
เ ค ล ื ่ อ น ไ ห ว ไ ป ใ ช้ /
• การนำทักษะการเคลื่อนไหวไปใช้/กิจกรรม กจิ กรรมทางกาย
ทางกาย 15–30 นาที

• การผ่อนคลาย 3–5 นาที

การวางแผนจดั กิจกรรมทางกายนอกชน้ั เรยี นพลศกึ ษา

ครปู ระจำชน้ั สามารถจัดกิจกรรมทางกายไว้นอกตารางสอนไดด้ ีที่สุดด้วยการใชก้ ลวธิ ตี ่าง ๆ ดงั นี้
• ใช้กิจกรรมทางกายช่วยเสริมแรงการเรียนทักษะทางภาษาและตัวเลข/คณิตศาสตร์ โดยจัด
กิจกรรมการเรียนให้นักเรียนได้เคลื่อนไหวอย่างกระฉับกระเฉง จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจความคิดรวบยอดได้
ลึกขึ้น โดยครูใช้กลวิธีการสอนต่างๆในการสอน เช่น นับตัวเลข บวก ลบ คูณ หารไปพร้อมกับการเคลื่อนไหว
ต่าง ๆ เชน่ ตบมอื เข้าจังหวะ ร้องเพลง วงิ่ กระโดด
• ผสมผสานกิจกรรมทางกายเข้าไปในเนื้อหาวิชาต่างๆในหลักสูตร กลวิธีนี้ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้
ความคดิ รวบยอดบางอยา่ งผ่านกิจกรรมทางกายหรือดว้ ยการใช้กจิ กรรมทางกาย/เคลือ่ นไหวร่างกาย
• ผสมผสานกิจกรรมทางกายของหลักสูตรสุขศึกษาและพลศึกษาผสมผสานในเนื้อหาวิชาของ
หลักสูตรต่างๆ กลวิธีนี้ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติกิจกรรมทางกายในหน่วยการเรียนรู้หรือแผนแบบ
บูรณาการ (integrated unit)นักเรียนจะเกิดสัมฤทธิผลในหลายเนื้อหาวิชา เช่น สุขศึกษา+พลศึกษา+
วทิ ยาศาสตร์
• จัดเวลาสำหรับกิจกรรมทางกายแยกออกมาต่างหาก จะจดั กจิ กรรมไดย้ ดื หย่นุ มากขนึ้

การวางแผนจดั กิจกรรมทางกายในระดบั โรงเรียน

โรงเรียนสามารถจดั ตารางปฏิบตั ิกจิ กรรมทางกายได้หลายลักษณะ เช่น
• จัดไว้ในทกุ ชั้นเรยี นช่วงตอนเชา้ และตอนบ่าย โดยการประกาศใหท้ ราบทัว่ กนั

¤èÙÁÍ× ¼Êé٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕÁè Õ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

130

-130-

• จัดให้ปฏิบัติพร้อมกันทั้งโรงเรียน อาจเป�นกลางแจ้งหรือในโรงยิมฯ แล้วแต่ความเหมาะสมและ
จดั เปน� กจิ วตั รประจำวนั

• จดั เปน� ตารางหมุนเวยี นไปในแต่ละรายวชิ า ซงึ่ จะไมม่ ผี ลกระทบต่อวชิ าใดวชิ าเดียว
• จัดไว้เป�นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในวันพิเศษต่างๆของโรงเรียน เช่น งานวันป�ใหม่ งานวันกีฬา
งานเทศกาลประจำปข� องชุมชน

ภาพประกอบท่ี 7.5 บทบาทของโรงเรียนในการส่งเสริมกจิ กรรมทางกาย
https://thrivingschools.kaiserpermanente.org/ten-ideas-to-build-physical-activity-in-your-

school/

• การจดั กิจกรรมทางกายไว้ในชั้นเรยี น มีประโยชน์ดังนี้
→ ไมจ่ ำเปน� ตอ้ งยา้ ยหอ้ งเรียนไปเรยี นรู้กิจกรรมทางกายทอ่ี ่ืน
→ เกดิ กิจกรรมทางกายไดท้ กุ เวลาโดยไม่จำเปน� ต้องใช้ส่งิ อำนวยความสะดวก
→ ไมม่ ีความขัดแย้งกับหอ้ งเรียนอ่นื ๆในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก
→ หลักการสำคญั ของการจดั กิจกรรมทางกายไวใ้ นชัน้ เรียน ประกอบด้วย
→ กำหนดสิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นกับนักเรียนเมื่อมีส่วนร่วมกิจกรรมทางกายในชั้นเรียนไว้
ให้ชัดเจน
→ กำหนดกระบวนการไว้เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย เช่น ก่อนเริ่มกิจกรรม ตรวจสอบพืน้
ห้องเรยี นวา่ สะอาดหรือไม่ ให้นักเรียนตรวจสอบว่าในห้องเรียนมีเศษวัสดอุ ะไรบา้ งหรือไม่
→ ทำสัญญาณเร่มิ -หยดุ และให้นกั เรยี นคุ้นเคยกับสญั ญาณเสียกอ่ น
→ สอนหรือใหค้ ำแนะนำขณะนักเรยี นยังนง่ั อยทู่ โี่ ตะ๊ และก่อนให้อปุ กรณ์แกน่ ักเรยี น

¤èÙÁ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

131

-131-

ในภาพ 7.6 เปน� การแสดงถึงการจดั กิจกรรมทางกายโดยบรู ณาการไว้ในช้ันเรียนคณติ ศาสตร์

ภาพประกอบที่ 7.6 การจัดกิจกรรมทางกายไว้ในชนั้ เรยี นคณติ ศาสตร์
https://www.pinterest.com/pin/359936195201579859/

• การจัดกิจกรรมทางกายไว้ในโรงยิมเนเซียม โรงยิมฯ มีพื้นที่กว้างขวาง เป�นสถานที่เหมาะสม
กับการจัดกิจกรรมทางกายและกิจกรรมพลศึกษาในโรงเรียน นักเรียนมีความคุ้นเคย มีอุปกรณ์พร้อม ใช้จัด
กจิ กรรมไดห้ ลากหลาย หลกั การสำคญั ของการจดั กจิ กรรมทางกายไว้ในโรงยมิ เนเซียม

→ จัดตารางปฏิบัติกิจกรรมทางกายประจำวันไว้ กำหนดการเป�ด-ป�ดให้ชัดเจน รวมทั้งการ
เร่ิมและการสิ้นสดุ การปฏิบตั ิกจิ กรรมทางกาย รวมท้งั การใช้อปุ กรณ์

→ กำหนด/แบ่งกลุ่มการปฏบิ ัตไิ ว้ลว่ งหน้า
→ มแี ผนการปฏบิ ตั ิเมอ่ื เกดิ อุบตั ิเหตุ และมน่ั ใจว่ามชี ุดการปฐมพยาบาลพรอ้ มใชไ้ ด้สะดวก
→ คาดหวังว่านักเรียนจะมีพฤติกรรมอะไรบ้าง และพฤติกรรมที่เกิดตามมาคืออะไร โดยติด

ประกาศไว้ในโรงยมิ ฯ
→ กำหนดกิจวัตรที่มั่นใจว่านักเรยี นจะทำได้ไว้ในโรงยิมฯ เพื่อเป�นการเตรียมพร้อม เช่น การ

สวมใส่เสอื้ ผา้ และรองเทา้ ท่ีเหมาะสม

¤èÙÁÍ× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃÑºà´¡ç ·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

132

-132-

หลกั การจัดการเรยี นรกู้ จิ กรรมทางกาย
• หลักการทั่วไป ในการจัดกิจกรรมทางกายทุกชนิด นอกจากการดูแลเรื่องความปลอดภัยแล้ว

และต้องพจิ ารณาเปน� ยงั มีหลักการอืน่ ๆ ดงั นี้
→ ให้นักเรียนได้ทราบและเข้าใจกฎระเบียบ ขั้นตอนการปฏิบัติ ตั้งแต่เป�ดภาคเรียนหรือ
ชั่วโมงแรก เช่น กฎระเบียบเพื่อความยุติธรรม การยอมรับนับถือคนอื่น หลักปฏิบัติเพื่อ
ความปลอดภัย
→ มั่นใจว่านักเรียนเข้าใจกฎระเบียบและขั้นตอนที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมทางกายต่างๆ
อยา่ งชัดเจนแลว้ ทัง้ ในและนอกหอ้ งเรยี น
→ มนั่ ใจวา่ นกั เรยี นแตง่ กายเหมาะสมตอ่ การปฏิบัติการเคลอื่ นไหวแบบต่างๆ
→ ยกร่างสิ่งที่คาดหวงั ของหลักสูตรที่สัมพนั ธ์กับการปฏิบัตกิ ิจกรรมทางกายต่างๆ เพื่อช่วยให้
นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบในการปฏบิ ัติ
→ มัน่ ใจวา่ วิธีสอนทัง้ หลายมคี วามชัดเจน มีประโยชน์ และจงู ใจใหน้ กั เรียนตั้งใจเรียน
→ ครูม่นั ใจว่านักเรียนทุกคนสามารถมองเห็นผูน้ ำและผนู้ ำสามารถมองเห็นนกั เรียนทุกคน
→ หากจัดกิจกรรมนอกห้องเรียน ครูมั่นใจว่านักเรียนทุกคนสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ โดย
แสงแดดไม่เข้าตา
→ กำหนดสัญญาณเริ่ม-หยุดให้ชัดเจน ใช้นกหวีดได้แต่อย่าใช้มากเกินไป เช่น เมื่อครูพูดว่า
“เรมิ่ ” นกั เรียนก็เรมิ่ ปฏบิ ตั ทิ ันท.ี .... “เรม่ิ ”
→ ใช้สื่อ อุปกรณ์ หรือสัญญาณต่างๆที่นักเรียนได้ยินหรือมองเห็นได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
เช่น หยดุ เสียงดนตรี ยกมอื ขน้ึ
→ เมื่อนักเรียนเข้าใจสิ่งที่ครูสรุปย่อให้ฟ�งแลว้ ว่าสัญญาณต่างๆหมายถึงอะไรบ้าง ครูต้องเพิ่ม
เวลาการปฏิบัตใิ ห้นักเรียน
→ ใช้สัญญาณต่างๆที่เป�นสัญลักษณ(์ cues)ให้นักเรียนเห็นได้ชัดเจน เช่น เส้นต่างๆบนพื้น ใช้
สสี ะทอ้ นแสง
→ มั่นใจว่าพืน้ ที่วา่ งระหว่างกลุ่มกว้างพอตอ่ การปฏิบัติกจิ กรรมต่างๆอย่างปลอดภยั นักเรียน
ไมป่ ะทะหรือชนกัน

ส่วนกลวธิ ีจงู ใจนกั เรียนให้ปฏิบตั ิกจิ กรรมทางกาย มดี งั น้ี
1. ทำใหก้ ิจกรรมมคี วามสนกุ น่าสนใจ
2. ใช้การเสริมแรงให้นักเรียนกระตอื รือรน้ อยเู่ สมอดว้ ยการกระตุน้ เป�นระยะ
3. มนั่ ใจวา่ นกั เรยี นรูส้ ึกมีความสขุ โดยสงั เกตจากการถามและการอภิปราย
4. พดู สอนสัน้ ๆ ง่ายๆเพอ่ื จะไดป้ ระหยดั เวลา นักเรยี นจะได้ลงมอื ปฏิบตั ิได้อย่างเตม็ ท่ี
5. กระตุ้นนกั เรยี นใหพ้ ดู คุยกบั เพอื่ นขณะปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทางกาย

¤ÁÙè Í× ¼ÙéÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÕÁÕ¤ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

133

-133-

6. กำหนดความคาดหวังที่มีความเป�นไปได้สำหรับนักเรียนแต่ละคน ปรับเปลี่ยนทักษะและ
กิจกรรมเมื่อจำเป�น

7. ชมเชยเม่อื นกั เรียนทำถกู ต้อง และใหผ้ ลยอ้ นกลบั ตอ่ ไป
8. ใช้เวลาทุกนาทีให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน และใช้วิธีการต่างๆหลายวิธีเพื่อช่วยนักเรียน
ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจว่าทำไมต้องปฏบิ ตั ิกิจกรรมทางกายในกิจวตั รประจำวนั
9. จดั ใหน้ ักเรียนได้ปฏิบตั กิ จิ กรรมทที่ า้ ทายเปน� รายบคุ คล
10. มัน่ ใจวา่ กิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆช่วยให้นกั เรียนได้มีสว่ นรว่ มได้มากทีส่ ุด
• การอบอุ่นร่างกาย (warm-up) การอบอุ่นร่างกายมีความสำคัญดังกล่าวมาแล้ว การอบอุ่น
ร่างกายทถ่ี กู ต้อง จะชว่ ยลดอาการบาดเจบ็ เพมิ่ อตั ราการเต้นของหัวใจ เลือดไหลเวียนเข้าสู่กล้ามเน้ือ และเพิ่ม
ความพร้อมในการเคลื่อนไหว เพราะกล้ามเนื้อมีอุณหภูมิสูงขึ้นขณะยืดเหยียด จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการ
บาดเจ็บ ควรยืดเหยียดกล้ามเน้ือมัดใหญ่ทุกมัด โดยเริ่มที่มัดใหญ่ที่สดุ กอ่ น การยืดเหยียดแตล่ ะทา่ ควรทำซ้ำๆ
ประมาณ 15–30 วินาที สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ควรให้นักเรียนยืดเหยียดตามจินตนาการและ
สร้างสรรค์ เช่น เอื้อมมือไปให้ถึงท้องฟ้า หรือทำตัวเลียนแบบต้นไม้ที่กำลังเติบโตขึ้น หรือกางมือออกกว้างๆ
เท่าฝาผนัง เป�นต้น ต้องทำให้ข้อต่อต่างๆได้เคลื่อนไหวในอัตราสูงสุด เช่น หมุนแขนเป�นวงกลม งอแขน-ขา
เหยียดแขน-ขาตึง ต่อด้วยกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิกที่มีความหนักระดับต่ำ(low-intensity) เช่น การเดินเร็ว
(brisk walking) หรือใชก้ ารออกแรงกลา้ มเนือ้ มดั ใหญ่ และค่อยๆเพ่ิมความเร็วและความหนัก

ภาพประกอบท่ี 7.7 ตวั อย่างท่าเหยยี ดยดื เพื่ออบอ่นุ รา่ งกาย

¤ÙÁè ×ͼéÙÊ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁÕè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

134

-134-

• กิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงระดับหนัก (moderate to vigorous physical activity)
กิจกรรมทางกายต่อไปนี้เป�นเพียงตัวอย่างของกิจกรรมทางกายที่มีความหนักระดับปานกลางถึงระดับหนัก

ซึ่งนักเรียนควรต้องได้ปฏิบัติให้มากพอ เหมาะสม โดยการเพิ่มความสามารถในการปฏิบัติตามช่วงเวลาที่

กำหนดไว้

ตารางที่ 7.5 กจิ กรรมทางกายระดบั ปานกลางถงึ ระดับหนัก

กิจกรรมทางกายระดบั ปานกลาง กจิ กรรมทางกายระดับหนกั

กิจกรรมทางกายระดับปานกลาง กิจกรรมทางกายระดับหนัก เป�น

เกิดจากการเพิ่มการหายใจและ กิจกรรมการออกกำลังกายแบบใช้

หรือการเพิ่มอัตราการเต้นของ ออกซิเจน(aerobic activity) ช่วย

หัวใจ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการ เพิ่มการหายใจและอัตราการเต้น

ป้องกันการพุดคุยขณะปฏิบัติกิจกรรม(เหนื่อยแต่ยังพูดได้) ของหัวใจ ซึ่งเพียงพอต่อการสร้างความอดทนของระบบ

เชน่ การเดนิ เร็ว และการเต้นรำเพอ่ื นันทนาการ ไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ มีผลให้พูดได้ แต่พูดคุย

เดนิ ว่งิ เป็นวธิ ีสรา้ ง ยาวๆไม่ได้ การใช้เวลาปฏิบัติกิจกรรมระดับหนักขึ้นอยู่กับ

เสรมิ สมรรถภาพ อายุและระดับพัฒนาการ ตัวอย่างกิจกรรมทางกายระดับ
ทางกายท่ ีงา่ ยท่ ีสดุ หนัก เช่น การว่ิงเหยาะ และการเตน้ แอโรบิก

• การผ่อนคลาย (cool-down) ส่วนการผ่อนคลายหลังปฏิบัติกิจกรรมทางกาย การผ่อนคลาย
เบาๆช่วยให้หัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบต่างๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวช้าๆและการ

ยืดเหยียดช่วยให้เลือดไหลเข้าสู่หัวใจและกลา้ มเนื้อตามปกติ และยังช่วยพัฒนาความอ่อนตวั อีกด้วย ต้องไม่เร่ง

รบี ทำชา้ ๆ

ภาพประกอบที่ 7.8 ตวั อยา่ งท่ายดื เหยยี ดเพื่อผ่อนคลาย

¤ÙÁè ×ͼÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

135

-135-

จดุ มุ่งหมายและหลักการดำเนนิ การจดั การเรยี นรู้พลศึกษาและกจิ กรรมทางกาย

วาสนา คุณาอภิสิทธิ์ (2563) กล่าวถึงหลักการดำเนินการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรม
ทางกายที่กำหนดขึ้นมาเพื่อให้ครูสร้างสภาพการณ์ของการเรียนรู้ที่ดีที่สุดให้แก่นักเรียน โดยให้มีความ
สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ทุกข้อ สอดคล้องกับลักษณะความต้องการและความแตกต่าง ระดับชั้น วัย
เพศ วุฒิภาวะ ข้อจำกัดของนักเรียน และสอดคล้องกับวัสดุ อุปกรณ์ สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ
รวมทั้งมาตรฐานและตัวชี้วัด หลักการดำเนินการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกายจึงมีความ
เกี่ยวข้องกบั วิธสี อน ทฤษฏีการเรียนรู้ หลักจิตวิทยา การจัดและบริหารการสอนพลศึกษาและกิจกรรมทางกาย
ในชนั้ เรียน

หลักการดำเนินการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกาย เป�นกระบวนการที่จะต้องปฏิบัติ
ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 คาบ (40-60 นาที) แต่ละขั้นตอนของกระบวนการมีความต่อเนื่อง สัมพันธ์ เชื่อมโยง และ
ส่งเสริมซึ่งกันและกันตลอดช่วงเวลาของการจัดการเรียนรู้ ความสามารถในการวางแผนการจัดการเรียนรู้และ
การจัดการเรียนรู้ตามแผนฯ จึงหมายถึงประสิทธิภาพของครู ซึ่งแสดงออกมาให้เห็นได้ในการเช่ือมโยงขั้นตอน
แต่ละข้ัน ทั้งในตอนวางแผนการจดั การเรยี นรูแ้ ละในขณะจดั การเรียนรู้

การดำเนนิ การจดั การเรยี นรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกาย มีความแตกต่างจากการดำเนินการจัดการ
เรียนรู้รายวิชาอื่นๆ ซึ่งมักเป�นรายวิชาที่สอนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีโต๊ะ-เก้าอี้ ครูกับนักเรียน และวัสดุอื่นๆใน
หอ้ งสเี่ หลยี่ มและอยใู่ นร่ม การจัดและบรหิ ารช้ันเรยี นจึงมักไมค่ อ่ ยแตกต่างกัน แต่ในการจดั การเรียนรู้พลศึกษา
และกิจกรรมทางกายแตกต่างกนั ไปทั้งอปุ กรณ์ สถานที่ สิ่งแวดล้อมอืน่ ๆ รวมทั้งทักษะและหลกั การเคลื่อนไหว
(เช่น ในน้ำกับบนบก)อีกด้วย ยิมนาสติกสอนในร่มแต่กรีฑาสอนกลางแจ้ง เป�นต้น ครูจึงต้องเข้าใจในเรื่อง
เหล่านอ้ี ยา่ งลึกซงึ้ เพ่อื การนำไปใชไ้ ด้โดยใหม้ ีความผิดพลาดนอ้ ยทสี่ ดุ

โดยทั่วไป กระบวนการดำเนินการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและกิจกรรมทางกาย ในแต่ละคาบ
(40-60 นาที) มกั แบง่ ออกเปน� 4-5 ขนั้ ตอน ซึ่งสามารถบรรลจุ ดุ ประสงค์การเรียนรู้ 5 ด้านไดค้ รบถ้วน ดังน้ี

1. ขัน้ การเตรียมหรอื การนำเข้าสูบ่ ทเรียน (introductory phase)
2. ขั้นการสอน (teaching skill phase)
3. ขัน้ การฝ�กหดั (practice phase)
4. ขน้ั การนำไปใช้ (skill laboratory)
5. ขน้ั การสรปุ และสขุ ปฏิบัติ (closing phase)

¤èÁÙ Í× ¼éÊ٠͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

136

-136-

ในภาพประกอบท่ี 7.9 แสดงความสมั พันธ์เชือ่ มโยงระหว่างข้นั ตอนการดำเนินการจัดการเรียนรู้พลศึกษาและ
กจิ กรรมทางกายในชนั้ เรยี นแตล่ ะขัน้ กับจุดประสงค์การเรยี นรพู้ ลศึกษาแตล่ ะด้าน เพอ่ื ยืนยันวา่ ในทกุ คาบท่ไี ดเ้ รยี น
นกั เรยี นจะเกิดพฒั นาการโดยรวมทกุ ด้าน

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ขนั้ ตอนการจัดการเรยี นรู้
ความรู้ ขัน้ การเตรียม
เจตคติ ข้ันสอน
ทกั ษะ ข้ันฝก� หัด
ขัน้ นำไปใช้
สมรรถภาพทางกาย
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ข้นั สรปุ และสุขปฏบิ ตั ิ

ภาพประกอบที่ 7.9 ความสมั พันธ์ระหวา่ งจดุ ประสงค์การเรยี นร้กู บั ขัน้ ตอนการจัดการเรยี นรู้พลศึกษา

สำหรบั รายละเอยี ดในแต่ละขน้ั ตอน (วาสนา คณุ าอภสิ ิทธิ์. 2563) มลี กั ษณะดงั น้ี

1. ขั้นการเตรยี มหรอื การนำเขา้ สู่การเรียน ในการเตรียมหรือการนำเขา้ สกู่ ารเรียนมี 2 ระยะควร
ใชเ้ วลาประมาณ 8-10 นาที ดงั นี้

1.1 การนำเขา้ สกู่ ารเรียนหรอื การสำรวจนกั เรียน ควรใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที
จุดมุ่งหมาย เพื่อให้กระตุ้นให้นักเรียนพร้อมที่จะเรียน และครูได้ทราบข้อมูลทั่วไปของนักเรียนใน
แตล่ ะคาบ
หลักการ เป�นขั้นตอนที่ท้าทายความสามารถของครูว่าจะใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือ
ไม่ เพราะถ้าใช้เวลามากไปจะมีผลทำให้การสอนในขั้นต่อไปขาดประสิทธิภาพตามไปด้วย จึงต้องมีการ
เตรียมการลว่ งหนา้ สงิ่ ทค่ี รูควรทำ คอื

ก. การเปลี่ยนเสื้อผ้า ครูต้องจำกัดเวลาให้นักเรียนเปลี่ยนเสื้อผ้าและไปรวมกันที่ห้องเรียนพล
ศกึ ษา ถา้ นักเรียนไปชา้ กว่าเวลาทีก่ ำหนดต้องมกี ารลงโทษทางวินยั

ข. การสำรวจนักเรียน ไม่ควรใช้เวลาเกิน 1-2 นาที วิธีสำรวจนักเรียนมีหลายวิธี ครูควรเลือกใช้
วิธีที่มีประสิทธิภาพให้มากทีส่ ุด คือใช้เวลาน้อยที่สุด แต่แม่นยำและถูกต้อง วิธีดีที่สุดวิธีหนึ่งคือ ให้นักเรียนวาง
หมายเลขประจำตัวลงบนพ้ืนหรือแขวนท่ีฝาผนัง

ค. การประกาศและเรื่องแจ้งให้ทราบ เป�นการประกาศสั้น ๆ ว่าในคาบเรียนนี้จะเรียนอะไร
จุดประสงคค์ ืออะไร (มอี ะไรเกดิ ขึ้นบา้ ง) หรอื อาจเปน� เรอ่ื งแจง้ อนื่ ๆ

¤èÙÁ×ͼÊé٠͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþàÔ ÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

137

-137-

ง. รูปแบบการจัดชั้นเรียน ควรเลือกรูปแบบที่สามารถใช้ต่อเนื่องกับขั้นตอนต่อไปของการสอน
ได้ดีการวางแผนที่ดีวิธีหนึ่ง คือ แบ่งนักเรียนเป�น 4 กลุ่ม(ใช้วิธีการนับ 1-4) โดยการออกคำสั่งให้ก้าวออกมา
ข้างหน้าแถว หรือการแบ่งกล่มุ ถาวร โดยใหย้ ืนในทีท่ ก่ี ำหนดให้ ซึ่งจะประหยดั เวลามาก ดงั ตวั อย่าง

หรอื
123 4

ภาพประกอบท่ี 7.10 การแบ่งกลุ่ม

1.2 การอบอุ่นร่างกาย ใช้เวลาประมาณ 5-8 นาที เป�นการบริหารร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ
การออกกำลังกายในข้ึนตอ่ ไป

จุดมงุ่ หมาย
ก. เพื่อให้นักเรียนบริหารร่างกาย ปฏิบัติกิจกรรมทางกาย ให้พร้อมที่จะเคลื่อนไหวได้เต็มที่ใน

ข้ันตอนตอ่ ไปตามกฎของความพรอ้ ม
ข. เพื่อเตรียมจิตใจนักเรียนให้พร้อมที่จะเรียน ถือเป�นการสร้างแรงจูงใจอย่างหนึ่งตามกฎของ

ความพร้อม
ค. เพือ่ กระต้นุ และสรา้ งเสริมสมรรถภาพทางกายใหแ้ ก่ระบบอวัยวะตา่ งๆ ของรา่ งกาย เช่น ความ

แข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ความแข็งแรงและความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดและ
ระบบหายใจ

หลักการ
ก. ต้องบริหารร่างกายให้เพียงพอสำหรับการเรียนตลอดระยะเวลา 1 คาบเรียน โดยเริ่มที่ยืด

เหยียดกล้ามเนื้อและข้อต่อก่อน ถ้าบริหารร่างกายไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บในการเคลื่อนไหว
ข้นั ตอ่ ๆไป กิจกรรมบริหารร่างกาย/กิจกรรมทางกายจึงควรมีความหนกั ระดบั ปานกลาง-ระดบั หนกั

ข. อธิบายให้นักเรยี นรู้ เข้าใจ และเห็นถึงความสำคัญของการบรหิ ารร่างกายก่อนการเรียน
ค. ใช้เวลาให้น้อยที่สุดแต่ให้เกิดประสิทธิภาพที่สุดคือ เคลื่อนไหวร่างกายให้มากที่สุด ควรคิด
ท่าทางออกกำลังกายหลายส่วนพร้อมๆกัน เช่น กระโดดเขย่งพร้อมกับตบมือ(สร้างความแข็งแรงและความ
อดทนของกล้ามเนื้อขาและแขน และความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อไหล่) วิ่งอยู่กับที่พร้อมกับหมุนแขนแบบ
กระโดดเชือก 30 วินาที (สร้างความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ ความอ่อนตัวของไหล่
ความแข็งแรงและความอดทนของกลา้ มเน้อื ขา)

¤èÁÙ Í× ¼ÙÊé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

138

-138-

ง. บริหารกล้ามเนื้อใหญ่ๆ ทั่วร่างกาย เช่น แขน ขา ลำตัว แล้วจึงบริหารกล้ามเนื้อย่อยหรือ
เฉพาะสว่ นท่ตี ้องใชม้ ากในการเรียนแตล่ ะคาบ

จ. ควรบรหิ ารรา่ งกายให้เปน� จังหวะต่อเนอื่ งกันไป
ฉ. มีท่าออกกำลังกายระดับหนักด้วย เช่น ดันพื้น ลุก-นั่ง ดึงข้อ ฯลฯ เพราะเป�นท่าที่ช่วยสร้าง
สมรรถภาพทางกาย ท่าเหล่านี้ควรกำหนดเป�นท่าประจำ (routine) เพราะครูจะได้ประเมินพัฒนาการด้าน
สมรรถภาพทางกายของนักเรียนได้ในคาบต่อๆไปหรือหลังจบแต่ละภาคเรียนแล้ว และเป�นกิจกรรมทางกาย
ระดบั ปานกลาง-หนักด้วย
ช. ควรกำหนดท่าบริหารร่างกายสำหรับส่วนต่างๆ ไว้เป�นประจำ จะได้ไม่ต้องอธิบายทุกครั้งท่ี
สอน และนักเรียนเองก็จะได้รู้ถึงความก้าวหน้าด้านสมรรถภาพทางกายของตนเอง โดยครูอาจใช้หลักการเพิ่ม
งาน (overloaded principle)
ซ. ส่งเสริมการเป�นผู้นำ โดยให้นักเรียนผลัดเปลี่ยนกันออกมานำกายบริหาร ออกคำสั่ง เป�นต้น
และไมค่ วรใช้ท่าซำ้ ๆ กันมากเกนิ ไปหรือบ่อยคร้ัง เพ่อื ใหน้ กั เรยี นฝ�กการใช้ความคดิ สรา้ งสรรค์
ฌ. ควรให้นักเรียนรู้สึกสนุกสนานพร้อมๆ กับการบริหารร่างกายด้วย โดยอาจมีการนับจังหวะ
ประกอบดนตรี การร้องเพลง การทำตามจงั หวะเพลง หรือทำทา่ ทางท่คี ิดเอง เปน� การสร้างความพร้อมดา้ นจิตใจ
ญ. ควรกำหนดท่ากายบริหารเป�นชุดๆ จะได้สะดวกต่อการสอนโดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา
เพราะจะไดใ้ ช้เวลาน้อย และนักเรียนจะได้ไม่เบื่อ หรืออาจจะบริหารในลกั ษณะหมนุ เวียน (rotation training)
เป�นกล่มุ ๆ ก็ได้
ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ ด้านสมรรถภาพทางกาย คุณลักษณะอันพึงประสงค์
และเจตคติ
วธิ สี อน วิธสี อนทจ่ี ะใช้ได้กับขน้ั การเตรียม เช่น อธิบายและสาธติ ให้นกั เรียนปฏิบัตดิ ้วยตนเอง
วิธีประเมินผล เช่น สงั เกตการปฏบิ ัติ ถาม-ตอบ ใชแ้ บบทดสอบทดสอบสมรรถภาพทางกาย
สำหรับท่ากายบริหารที่นิยมปฏิบัติบางท่าอาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียนอย่างเต็มที่ และ
อาจจะเปน� ท่าทที่ ำใหเ้ กดิ การบาดเจ็บต่อขอ้ ต่อหรือกลา้ มเนอื้ อย่างรนุ แรงได้ หรอื อาจกอ่ ให้เกดิ ผลกระทบท่ีไม่ดี
ตอ่ สขุ ภาพและสมรรถภาพชองนกั เรยี นได้ ท่าบริหารร่างกายท่ยี ังเป�นป�ญหาอยู่ เช่น
ท่านั่งยองๆ (deep knees bend) เป�นลักษณะการเดินแบบเป�ด การกระโดดแบบรัสเซียน ท่า
หมอบ เป�นตน้ เป�นทา่ ทอ่ี าจมีอันตรายต่อหัวเข่าเพราะมีแรงกดเฉพาะที่
ท่าลุก-นั่ง ขาเหยียด (sit-up-legs-extended) เป�นท่าที่ใช้กล้ามเนื้อสะโพกมาก เพราะการหดตัว
ของกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อให้กล้ามเนื้อเชิงกรานและหลังแข็งแรงขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อสะโพกแข็งแรงมาก
ขึ้น จึงทำให้เกิดการเพิ่มการทำงานอย่างหนักของกล้ามเนื้อตรงบริเวณกระดูกสันหลัง (lordosis) จึงอาจเกิด
อาการกระดกู กดทบั เสน้ ประสาท
ทา่ เหว่ียงขาสงู (leg lift) ในขณะเหวย่ี งขาไปขา้ งหลงั และเหว่ียงกลบั มาข้างหน้า เป�นการเคล่ือนไหว
ทม่ี ีอันตรายต่อขอ้ ตอ่ และไม่ใชท่ ่าทีบ่ ริหารกลา้ มเน้อื หน้าทอ้ ง

¤ÙèÁÍ× ¼éÙÊ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´ç¡·ÁèÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§Êµ»Ô ÑÞÞÒ)

139

-139-

ท่าก้มแตะปลายเท้า (toe touching) เป�นสาเหตุของการทำให้ข้อต่อถูกทำลายมากที่สุดในบรรดา
ทา่ ตา่ งๆ ทก่ี ล่าวมาแล้ว และไม่ใชท่ า่ บริหารกล้ามเนื้อท้อง เพราะเป�นการเคล่ือนไหวทใี่ ชค้ วามถว่ ง(gravity) โม
เมนตมั (momentum) และการหดตวั ของกลา้ มเนื้อท่ชี ่วยในการเหยยี ดหลงั (back extensors) มากเกนิ ไป

ท่าดันพื้น (push-up) เป�นท่าที่นิยมใช้ แต่อาจมีป�ญหาคือ มักปฏิบัติไม่ถูกต้อง ซึ่งทำให้ลำตัวต้อง
ทำงานมาก (เพราะต้องลดตํ่าลงจนเกือบถึงพื้น) ทำให้หลังแอ่นมากขึ้นพร้อมๆ กับการยืดกล้ามเนื้อหน้าท้อง
มากเกนิ ไป ท่ีจรงิ แล้วทา่ นี้มจี ุดมงุ่ หมายเพ่อื บรหิ ารกล้ามเนื้อรอบๆ หัวไหล่และกลา้ มเน้อื หนา้ อกเป�นสำคัญ

ท่าเอียงคอและหมุนคอ (neck rotation) เป�นท่าที่แพทย์ให้คำแนะนำว่าไม่ควรใช้ เพราะทำให้เกิด
อาการกระดกู คอกดทับเส้นประสาท ควรใช้มอื ผลกั ดันศีรษะและเกร็งศรี ษะออกแรงตา้ นจะดีกวา่

ภาพประกอบที่ 7.11 ทา่ เอยี งคอและหมุนคอ

ตัวอย่างดังกล่าวสรุปมาจากงานวิจัยของนักพลศึกษาและแพทย์ ถ้าครูจะเลือกใช้ก็ย่อมได้ แต่ต้องมี
การศึกษาถึงความพร้อมของนักเรียนมาก่อนว่าสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพราะร่างกายของนักเรียนบางคน
ธรรมชาติไม่ได้สร้างมาให้มีความอดทนพอทจ่ี ะทำได้

สรปุ ไดว้ ่าการบรหิ ารร่างกายมคี วามจำเปน� และมีประโยชนต์ ่อการเรียนร้ทู กั ษะของนักเรียนโดยตรง
จงึ เป�นทยี่ อมรับว่าตอ้ งมีการบรหิ ารร่างกายก่อนการเรยี นและตอ้ งกระทำใหส้ อดคล้องกบั กิจกรรมทีจ่ ะเรียนตอ่ ไป

2. ขั้นการสอน ขั้นการสอนเป�นขั้นสำคัญสำหรับการสอนพลศึกษา โดยเฉพาะการสอนทักษะและ
หลกั การเคลอ่ื นไหว เป�นข้ันท่ตี ้องอาศยั ความรู้และเทคนคิ เฉพาะตวั ของครเู ปน� อย่างมาก ครูควรเลือกใช้วิธีสอน
และกิจกรรมให้ถูกต้องมากที่สุดและใช้เวลาให้น้อยทีส่ ดุ และไม่ควรใช้เวลามากเกินไป ควรใช้เวลาประมาณ 8-
10 นาที

จุดมุ่งหมาย เพื่อให้นักเรียนได้รู้ถึงหลักการ วิธีการ และท่าทางที่ถูกต้องของการปฏิบัติทักษะการ
เคลื่อนไหวต่างๆ เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ตลอดจนเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนพลศึกษาทั้งใน
ป�จจบุ นั และอนาคต

หลักการ
1. ใชเ้ วลาสอนอย่างรวบรดั และใชเ้ วลาใหน้ ้อยทส่ี ุด เพราะนักเรยี นอยากเล่นหรอื ลงมือปฏิบัติอย่าง
รวดเร็วมากกวา่ การนงั่ ฟง� เฉย ๆ นาน ๆ

¤ÁÙè ×ͼÊÙé ͹¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·èÕÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§Êµ»Ô ÞÑ ÞÒ)

140

-140-

2. ต้องจัดรูปแบบชั้นเรียนให้นักเรียนสามารถได้ยินและได้เห็นครูอย่างชัดเจนและทั่วถึง เช่น
รปู แบบครงึ่ วงกลม รูปแบบแถวหนา้ กระดาน และห้ามหนั หลงั ให้นกั เรียนโดยเดด็ ขาด

3. ไม่ควรให้นักเรียนหันหน้าเข้าหาแสงแดด เพราะอาจทำให้ตาพร่ามัวมองไม่เห็นหรือเห็นไม่
ชดั เจน แต่ก็อยา่ ใหแ้ สงแดดส่องท้ายทอยนักเรยี นนานเกินไป เพราะอาจเปน� อันตราย(ลมแดด)ได้

4. ควรใช้อุปกรณ์ประกอบการสอน โดยเฉพาะวิธีสอนแบบอธิบายและสาธิต และรวม-แยก-รวม
เพราะจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ง่ายขึ้น ประหยัดเวลา และนักเรียนจะได้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
ส่วนยอ่ ยต่างๆ ของทักษะแต่ละทกั ษะได้ชัดเจนขน้ึ อุปกรณท์ ่ีใช้ เชน่ รูปภาพ สไลด์ เปน� ต้น ครูต้องตระหนักว่า
ภาพนง่ิ ติดตานักเรียนมากกวา่ ภาพเคล่ือนไหว

5. ใช้วิธีสอนที่อิงทฤษฏีการเรียนรู้แบบหยั่งเห็น คือรวม-แยก-รวม (whole-parts-whole) ในการ
สอนทักษะ โดยเฉพาะทักษะที่ยากและซับซ้อน เพราะเป�นการแยกแยะและแสดงถึงความสัมพันธ์ของทักษะ
ย่อย ๆ ของทักษะแต่ละทักษะให้นักเรียนเห็นอย่างชัดเจน เช่น การส่งลูกหลังมือ (แบดมินตัน) นักเรียนจะ
เข้าใจได้ลึกมากขน้ึ (insight)

ภาพประกอบท่ี 7.12 ตวั อยา่ งการสอนแบบรวม-แยก-รวม

6. อธบิ ายหรือสอนทกั ษะจากงา่ ยไปหายากตามลำดบั และเนน้ จดุ สำคัญๆ ของทักษะแตล่ ะอยา่ ง
7. หลังการสอน ควรให้นักเรียนลองปฏิบัติด้วยตนเอง โดยอาจให้ทำมือเปล่า(ไม่ใช้อุปกรณ์) เพ่ือ
การตรวจสอบเบ้อื งต้นวา่ นักเรียนเข้าใจหรือไม่
8. บางครั้งอาจให้นักเรียนช่วยสาธิต แต่ครูต้องตกลง นัดแนะ และทำความเข้าใจกันก่อนเพื่อให้การ
สาธติ ถกู ตอ้ ง และตรงจุด แตไ่ มค่ วรใหน้ กั เรยี นช่วยสาธติ แทนครบู ่อยเกินไป เพราะนกั เรียนอาจขาดความเชือ่ ถือได้
9. อย่าเน้นการสอนหรือใหค้ วามรู้โดยครูมากเกนิ ไปหรือในทุกๆ เรื่อง เชน่ วิธสี อนแบบอธิบายและ
สาธิต เพราะจะทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง นักเรียนควรได้ทดลอง สำรวจ หรือแก้ป�ญหา
ดว้ ยตนเองบา้ ง

¤ÙèÁÍ× ¼ÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÕÁè ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþàÔ ÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

141

-141-

ความสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ คอื ดา้ นความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติ
วธิ ีสอน เช่น อธบิ ายและสาธิต อภิปราย คำถาม-คำตอบ ทดลอง สำรวจ แกป้ �ญหา
วิธีประเมินผล ใช้ได้หลายวิธี เช่น ตอบคำถาม สังเกตการปฏิบัติและความสนใจ ใช้แบบทดสอบ
ความรู้ ใหเ้ ขยี นตอบ เป�นต้น
ป�จจุบนั ครูพลศกึ ษาบางคนยังคงเน้นการสอนด้วยการบอกเล่าและแสดงให้ดู(ทฤษฏีการเลียนแบบ)
มากกว่าการปล่อยให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ป�ดกั้นการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์หรือ
ความสามารถบางอย่าง ทำให้บางครั้งนักเรียนต้องเรียนด้วยภาวะจำยอม จึงมักไม่เห็นถึงคุณค่าของวิชา
พลศึกษาและกิจกรรมทางกายอย่างแท้จริง เพราะนักเรียนมักเรียนรู้ด้วยการเลียนแบบจากครูเป�นส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม วิธีสอนดังกล่าวอาจไม่มีผลเสียมากนักถ้าเป�นที่พอใจของนักเรียน แต่ตามปกติธรรมชาติแล้ว
นักเรียน(โดยเฉพาะระดับประถมปลาย-ระดับมัธยมศึกษา) มักไม่ต้องการให้ใครมาบังคับหรือชี้แนะมากเกินไป
ชอบทดลองและแสวงหาสิ่งที่ท้าทายความสามารถด้วยตนเองมากกว่า ในขณะเดียวกัน นักเรียนระดับประถม
ศึกษาก็ชอบที่จะเล่นอย่างอิสระตามความต้องการและความสนใจของตนเองเช่นกัน ประกอบกับเมื่อพิจารณา
ถึงนโยบายและเจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาให้แก่พลเมืองของประเทศที่ว่า ต้องการให้นักเรียนรู้จัก
คิดเป�น ทำเป�น รู้จักการแก้ป�ญหาด้วยตนเอง ครูจึงควรตระหนักว่าตนเองสอนได้ตรงตามนโยบายและ
จุดมงุ่ หมายดังกล่าวหรอื ไม่ ยงั ห่างไกลหรือใกลเ้ คียงเพียงใด วธิ ีสอนทีส่ ่งเสรมิ ให้นักเรียนไดท้ ดลอง ได้แก้ป�ญหา
ได้ปฏบิ ตั ิด้วยตนเองหรอื เรียนรดู้ ้วยการลงมอื กระทำด้วยตนเอง และเรียนรแู้ บบรว่ มมอื อาจดีกวา่

3. ขั้นการฝ�กหัด เป�นขั้นที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะนักเรียนจะได้ฝ�กปฏิบัติเพื่อให้เกิด
การเรียนรู้ดว้ ยการลงมอื กระทำด้วยตนเองหรอื การเรยี นรู้เชงิ รุก (active learning) หรอื อาจเรยี นรู้เพ่ิมเติม
จากทีค่ รูสอนไป โดยใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที

จดุ มุ่งหมาย
1. เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นไดฝ้ �กทักษะการเคล่ือนไหวตามจุดประสงคก์ ารเรียนรูท้ ีก่ ำหนดไว้
2. เพ่อื ใหน้ ักเรียนเกดิ การเรียนรูด้ ้วยการลงมือกระทำด้วยตนเอง
3. เพ่อื ปลกู ฝ�งเจตคติ คณุ ลักษณะ และบคุ ลกิ ภาพทด่ี ใี ห้แกน่ ักเรียน
หลักการ
นกั เรยี นจะมีเจตคตทิ ่ดี ี มคี วามสนใจในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมการเรยี นการสอนหรือไมน่ นั้ ขนึ้ อยู่กับการ
จัดวัสดุ อุปกรณ์ การแบง่ กลุ่ม และการบรหิ ารการสอนในข้นั น้เี ปน� ส่วนใหญ่ ครจู ึงควรคำนึงถงึ หลักการดังตอ่ ไปนี้
1. การบริหารการสอน

ก. จัดบริหารห้องเรียนโดยระลึกเสมอว่า “ต้องใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่า” โดยให้นักเรียนได้ลงมือ
ปฏบิ ัติโดยเร็วทส่ี ุด

ข. แบ่งกลุ่มนักเรียนเป�นกล่มุ เล็กๆ ให้มากท่สี ุดเทา่ ท่อี ปุ กรณ์และสถานท่ีจะอำนวย
ค. ให้เวลานักเรยี นแตล่ ะคนได้ปฏบิ ตั ทิ ักษะใหม้ ากทีส่ ุด

¤èÙÁÍ× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃºÑ à´¡ç ·ÕèÁ¤Õ ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдѺ»ÃжÁÈÖ¡ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾Ãèͧ·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)

142

-142-

ง. สร้างแรงจูงใจให้นักเรียน โดยให้ไปฝ�กเพิ่มเติมหลังจากกลับไปบ้านแล้ว เป�นการบ้าน
มอบหมายงาน หรอื โครงงาน

2. การคิดสรา้ งสรรคแ์ ละการแก้ปญ� หา
ก. ใหน้ ักเรยี นแต่ละคนมีเวลาฝ�กและไดใ้ ช้ความพยายามฝก� ทักษะให้มากขึ้นด้วยการแก้ป�ญหาด้วยตนเอง
ข. กระตุน้ ใหน้ กั เรียนพยายามฝ�กทักษะการเขา้ ร่วมกล่มุ หรือการทำงานเปน� กลุม่ ให้ได้
ค. แบ่งกลุ่มให้นักเรียนฝ�กตามเวลา แล้วสลับเปลี่ยนนักเรียนที่ไม่เก่งเข้ากลุ่มเก่งบ้างเพื่อความ

ก้าวหน้า เปน� การจดั กลุ่มแบบคละกัน(เก่ง+กลาง+ออ่ น)
3. การแบง่ กลุ่มตามความสามารถ
ก. แบ่งกลุ่มนักเรียนตามความสามารถให้ได้หลายๆกลุ่ม และดูแลการใช้อุปกรณ์ สถานที่ และ

ความปลอดภยั นกั เรยี นจะเกิดความกา้ วหน้าได้เรว็
ข. ให้นักเรียนฝ�กทักษะมากขึ้น และเปลี่ยนไปอยู่กลุ่มที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ หรือเปลี่ยนแบบฝ�กจาก

ง่ายไปหายากตามลำดบั
ค. ใหน้ กั เรียนท่ีมที กั ษะดีช่วยเหลือเพ่ือน โดยอาจให้เป�นหัวหนา้ กลุ่มหรอื ผชู้ ว่ ยครู

4. จัดกิจกรรมใหน้ ักเรยี นทุกคนมีส่วนรว่ มให้มากท่สี ดุ เทา่ ทจ่ี ะมากได้ โดย
ก. ให้นกั เรยี นมโี อกาสปฏบิ ตั พิ ร้อมๆ กันและเหมอื นๆ กนั
ข. ไม่ให้นกั เรยี นรอลำดับการเลน่ การฝก� นานเกินไป
ค. จดั เตรียมอปุ กรณ์และจดั สรรใหเ้ หมาะสมกบั จำนวนของนักเรียน

5. เทคนิคการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่สำคัญข้อหนึ่งคือ ต้องให้นักเรียนแต่ละคนได้มีงานทำ
(เคลื่อนไหว)ตลอดเวลาของการเรียน จะได้ไม่รบกวนคนอื่น และไม่ก่อให้เกิดป�ญหาในการปกครองชั้นหรือ
ระเบยี บวนิ ัย และไมย่ ืนอยนู่ ง่ิ ๆ

ภาพประกอบท่ี 7.13 การฝก� กระโดดเชือก 8 จังหวะ

https://greatist.com/fitness/ultimate-10-minute-jump-rope-workout

6. การฝ�กจะต้องเริ่มจากท่ามือเปล่า-การฝ�กอยู่กับท่ี-การฝ�กเคลื่อนท่ี-การฝ�กร่วมกับอุปกรณ์ และ
คนอนื่ ๆ (ตามลำดบั ขนั้ ของจุดประสงค์ด้านทักษะดังกล่าวมาแล้วในบทท่ี 1)

¤èÁÙ ×ͼÊÙé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·èÁÕ ¤Õ ÇÒÁµéͧ¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÑÞÞÒ)

143

-143-

7. แบบฝ�กตอ้ งมีความยากงา่ ยเหมาะสมกบั นกั เรยี น
8. อัตราสว่ นระหว่างนกั เรยี นกบั อุปกรณค์ วรให้ใกลเ้ คยี งกนั ทส่ี ุดเท่าท่จี ะทำได้ (1 : 1 ดีที่สุด)
9. การฝ�กของนกั เรียนควรแบ่งเปน� กลุ่มๆ โดย

ก. ใช้แบบฝก� ทเี่ หมอื นกนั ในทกุ กลุ่ม มีขอ้ ดีทวี่ ่านักเรียนไม่ไปสนใจกลมุ่ อ่ืน
ข. ใช้แบบฝ�กที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของนักเรียนแต่ละกลุ่ม เป�นการฝ�ก
ที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียนได้ดี นักเรียนจะไม่เบื่อโดยเฉพาะนักเรียนที่อ่อนหรือเก่งมาก ๆ
(แตน่ กั เรยี นอาจจะสนใจกลมุ่ อ่ืนได้ในบางครงั้ )
ค. ใช้แบบฝ�กไมเ่ หมือนกันแต่ทักษะเหมือนกนั แลว้ ค่อยหมนุ เวียนเปลย่ี นกันไป
10. ครูควรเดินดูแลนักเรียนแต่ละคนแต่ละกลุ่มอย่างทั่วถึง เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและให้คำแนะนำ
เพ่ิมเติม ไม่ควรใชเ้ วลาไปกบั กลมุ่ ใดกล่มุ หนึ่งมากไป และเพ่อื ใหเ้ ป�นไปตามหลักความปลอดภัย
11. ถ้านักเรียนมีข้อบกพร่องเหมือนๆ กัน (มากกว่าครึ่งห้อง ในการฝ�กปฏิบัติครั้งแรก) แสดงว่า
นักเรียนยังไม่เข้าใจ ครูต้องเรียกนักเรียนร่วมอย่างรวดเร็ว และอธิบาย สาธิต หรือสอนให้นักเรียนได้ฟ�งและดู
ใหมพ่ ร้อมๆ กันทัง้ หมด แล้วจึงใหแ้ ยกยา้ ยกนั ออกไปฝ�กตามเดิม
12. ให้นักเรียนไดฝ้ �กทกั ษะที่ถกู ให้บอ่ ยคร้ังทีส่ ดุ เพราะจะทำใหก้ ารเรยี นรู้เกดิ การพฒั นา
13. เพื่อความปลอดภัย สถานที่เรียนไม่ควรอยู่ใกล้กับกำแพงหรือสิ่งกีดขวางเพราะอาจก่อให้เกิด
อนั ตรายต่อนกั เรียน โดยเฉพาะจดุ กลับตวั หรอื เส้นเขตแดน
ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ ด้านทักษะ ความรู้ เจตคติ สมรรถภาพทางกาย
และคณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงค์
วิธีสอน เช่น อธิบายและสาธิต ทดลอง แก้ป�ญหา การเรียนรู้แบบร่วมมือ และให้นักเรียนปฏิบัติ
ดว้ ยตนเอง
วธิ ีประเมินผล เชน่ สงั เกตการปฏิบตั ิ การตง้ั คำถาม แบบทดสอบทกั ษะ การเขยี นตอบ การจดบนั ทึก

4.ขัน้ การนำไปใช้ เปน� ขนั้ ตอนทสี่ ำคญั ตอ่ การตรวจสอบวา่ นักเรียนสามารถนำสิ่งทไี่ ด้เรยี นรู้จากข้ัน
การสอนและขั้นการฝ�กหัดไปใช้ในสถานการณ์จริงได้หรือไม่ โดยมุ่งเน้นการแข่งขันให้เป�นไปตามกฎ กติกา
ข้อตกลง ด้วยการเล่นเกม (game-based) หรือการเล่นประเภทผลัด (relays)เป�นสำคัญ โดยใช้เวลาประมาณ
8-10 นาที แตใ่ นบางคร้งั อาจรวมกับข้ันการฝ�กหัดเลยได้ โดยเฉพาะการสอนเกม การเล่นพ้ืนเมอื ง และการเล่น
ของไทยในระดบั ประถมศึกษา

จดุ มงุ่ หมาย
1. เพ่ือให้นกั เรยี นได้นำความรแู้ ละทกั ษะท่เี รยี นไปแลว้ มาทดลองใชใ้ นสภาพการณ์ตา่ งๆ ในรูปแบบการแขง่ ขนั
2. เพื่อใหเ้ กิดความสนุกสนาน การเล่นร่วมกนั และสร้างความสมั พนั ธ์ท่ดี กี ับเพ่อื นคนอนื่ ๆ
3. เพื่อปลูกฝ�งคุณลักษณะที่ดีให้นักเรียน เช่น ความมีน้ำใจนักกีฬา การปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ความมีศลี ธรรมและจรยิ ธรรม ความเปน� พลเมอื งดี ฯลฯ

¤èÁÙ Í× ¼ÙÊé ͹¡¨Ô ¡ÃÃÁ·Ò§¡Ò ÊÓËÃѺà´ç¡·ÁèÕ Õ¤ÇÒÁµÍé §¡ÒþÔàÈÉÃдºÑ »ÃжÁÈ¡Ö ÉÒ (»ÃÐàÀ·º¡¾ÃÍè §·Ò§ÊµÔ»ÞÑ ÞÒ)


Click to View FlipBook Version