รายงานศกึ ษาอิสระทางสังคมศึกษา
เรอ่ื ง
การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน รายวชิ าหนา้ ทพี่ ลเมือง
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบใช้ปญั หาเปน็ ฐาน (PBL)
ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านพรหมนมิ ติ
อำเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแก่น
โดย
นายเจษฎา ไชยวงศค์ ต
รหัส ๖๑๐๕๕๐๒๐๖๑
งานวิจยั เลม่ นเ้ี ป็นสว่ นหนง่ึ ของวชิ า (๒๐๓ ๔๒๐)
การศึกษาอิสระทางสงั คมศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
ตามหลักสตู รครุศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาสังคมศกึ ษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
รายงานศึกษาอิสระทางสังคมศกึ ษา
เรอื่ ง
การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน รายวชิ าหน้าทพี่ ลเมือง
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (PBL)
ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๓ โรงเรยี นชุมชนบ้านพรหมนมิ ติ
อำเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแก่น
โดย
นายเจษฎา ไชยวงศค์ ต
รหัส ๖๑๐๕๕๐๒๐๖๑
งานวิจัยเลม่ นี้เป็นส่วนหนงึ่ ของวิชา (๒๐๓ ๔๒๐)
การศึกษาอิสระทางสังคมศกึ ษา ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
ตามหลักสตู รครุศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
แบบอนมุ ตั ผิ ลงานวจิ ัย
ด้วยหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน่ อนมุ ัติให้นบั การวจิ ัย เรอ่ื ง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่พลเมือง
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๓ โรงเรียน
ชุมชนบา้ นพรหมนิมติ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแกน่ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคปฏิบัติของรายวิชา
การศึกษาอิสระทางสังคมศึกษา จำนวน ๓ หน่วยกิต ตามวัตถุประสงค์หลักสูตรปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต
สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ประจำภาคเรียนที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
ลงชอื่ .....................................ผู้วิจัย
(.....................................................)
................/................../..............
คณะกรรมการประเมนิ / อนุมัตกิ ารศึกษาอิสระทางสังคมศกึ ษา
ลงช่อื .......................................อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา/อาจารย์
(................................................)
............./............../...............
ลงชอื่ .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงช่อื .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงชื่อ.....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงชือ่ .....................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............../................/............
ลงชื่อ.....................................กรรมการ/อาจารย์
(...............................................)
............../................/............
ลงชอ่ื ...................................... ประธานกรรมการ/ประธานหลกั สตู ร
(................................................)
............../................/............
ช่อื งานวิจัย : การพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน รายวิชาหนา้ ทพ่ี ลเมือง โดยใช้การจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้แบบใช้ปญั หาเป็นฐาน (PBL) ของงนักเรียนชน้ั ประถมศึกษา
ปีท่ี๓โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมติ อำเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวัดขอนแก่น
ผวู้ จิ ัย : นายเจษฎา ไชยวงศค์ ต
ปรญิ ญา: ครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวิชาสงั คมศกึ ษา
อาจารยท์ ี่ปรึกษา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนสุ รณ์ นางทะราช
ปกี ารศกึ ษา : ๒๕๖๔
บทคัดยอ่
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา
หนา้ ทีพ่ ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชวี ิตในสงั คม โดยใชก้ ารจัดกจิ กรรมการเรียนรแู้ บบใชป้ ญั หาเป็น
ฐาน (PBL) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง จังหวัด
ขอนแก่น ให้เป็นไปตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
(PBL) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
๓) เพ่ือศกึ ษาความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรยี นรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชวี ติ ใน
สังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (PBL) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ
นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนิมติ ภาคเรียนที่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔ จำนวน
๑๙ คน เครอื่ งมือที่ใช้ประกอบด้วย ๑) แผนการจดั การเรยี นรู้ ๒) แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
เป็นแบบปรนัย ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อ ๓) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
แบบร่วมมือ ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบจิ๊กซอร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (%)
ค่าเฉล่ยี (X )̅ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติ t-test ผลการวิจยั พบวา่
๕.๑.๑ ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านบึงเนียมใคร่นุ่นท่าหิน จังหวัดขอนแก่น จำนวน ๑๙ คน
(ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายและไม่เคยเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต
อำเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแก่น ผวู้ ิจัยไดน้ าํ แผนการจัดการเรียนรู้ เรือ่ งประเพณีและวฒั นธรรมไทย ไปใช้ใน
กระบวนการเรียนการสอน ครบถ้วนตามกระบวนการเรยี นการสอน พบวา่ จากการทำแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน ไม่มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ ๒๖.๓๐ มีคะแนนเฉลี่ย
เท่ากับ ๑๑.๑๐ คิดเป็นร้อยละ ๕๕.๕๐ ของคะแนนเต็ม และการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนหลังเรียน นักเรียนทุกคนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ รอ้ ยละ ๘๐ ขนึ้ ไป โดยมคี ะแนนเฉล่ยี เทา่ กับ ๑๗.๙๔
คิดเป็นร้อยละ ๘๙.๒๐ ของคะแนนเต็ม มีจำนวนนักเรียนผ่านเกณฑ์ ๑๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๐๐ ซ่ึง
เปน็ ไปตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ตามทีก่ ำหนดไว้
๕.๑.๒ ผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หน้าท่พี ลเมอื ง เร่ือง ประเพณีและวัฒนธรรม
ไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ระหวา่ งก่อนเรียนและหลังเรยี น โดยใช้การจดั การเรยี นรแู้ บบปัญหาเปน็ ฐาน (PBL) ผู้วิจัยได้นำผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นกอ่ นละหลงั เรียนมาเปรยี บเทียบ พบวา่ หลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียน อย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติ
ที่ ระดับนัยสำคัญ ๐.๐๕
๕.๑.๓. ผลการวเิ คราะห์เกยี่ วกับความพงึ พอใจตอ่ การจดั การเรียนรู้ ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษา
ปที ่ี ๓ ท่มี ีต่อการจดั การเรียนรโู้ ดยใชโ้ ดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปญั หาเป็นฐาน (PBL) สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัยได้นำแบบ
ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการ
เรียนรอู้ ยใู่ นระดับมากมีค่าเฉลีย่ ๔.๔๒ และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน ๐.๑๖
กติ ตกิ รรมประกาศ
การวจิ ัยเรอ่ื ง การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น รายวิชาหนา้ ทีพ่ ลเมือง โดยใช้การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๓ โรงเรียน ชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง
จังหวัดขอนแก่นเล่มนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำอย่างดียิ่ งงจาก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนุสรณ์อาจารย์ นางทะราช ที่ปรึกษาที่กรุณาให้คำปรึกษา ตลอดจนการตรวจแก้ไข
ขอ้ บกพรอ่ งต่างๆ และให้กำลังใจในการศึกษามาโดยตลอด ผวู้ จิ ัยขอขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสูง
ขอขอบพระคุณในความกรุณาของผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ ท่าน ได้แก่ ด.ร สมควร นามสีฐาน อาจารย์วิรัตน์
ทองภู และอาจารย์พันทิวา ทับภูมี ที่ได้ให้ความอนุเคราะหใ์ นการตรวจสอบเคร่ืองมือสำหรบั ใช้ในงานวิจัยและให้
คำปรกึ ษาเพอ่ื แก้ไขจนเครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการวิจัยมคี วามถูกต้องสมบูรณ์ครบถว้ น
ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการ คณะครู โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต ที่อำนวยความสะดวกในการ
เก็บรวบรวมข้อมลู ในระหวา่ งการทำวจิ ัย ใหค้ ำแนะนำ และแกไ้ ขข้อบกพรอ่ งให้งานวิจยั น้ีสมบรู ณ์ยง่ิ ข้ึน
ขอขอบพระคุณคณาจารย์ นักวิชาการทุกท่านทีเ่ ป็นเจ้าของหนังสือและงานวิจัยที่มีคุณค่าซึ่งท่านได้เขยี น
งานเอกสารไวใ้ หไ้ ด้ศกึ ษาคน้ ควา้ เพอื่ เป็นข้อมูลประกอบในการเขยี นงานวจิ ยั ในครั้งนี้
ขอขอบคณุ เพ่ือน ครอบครัว และผูท้ มี่ ีส่วนเกี่ยวข้องทุกทา่ น ท่ีใหค้ วามชว่ ยเหลอื สนับสนุน ให้คำแนะนำ
และใหก้ ำลังใจตลอดการทำวิจัยในครั้งน้ี ผู้วจิ ัยหวังเป็นอย่างย่งิ ว่างานวจิ ัยเล่มน้จี ะเป็นประโยชนแ์ ก่ผู้ท่ีสนใจต่อไป
นายเจษฎา ไชยวงศ์คต
ผ้วู จิ ัย
สารบัญ หนา้
ก
เรอื่ ง ข
บทคดั ย่อ ค
กติ ติกรรมประกาศ ง
สารบญั จ
สารบัญตาราง ๑
สารบญั ภาพ ๑
บทท่ี ๑ บทนำ ๓
๔
๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา ๔
๑.๒ วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย ๕
๑.๓ สมมตฐิ านการวิจยั ๖
๑.๔. ขอบเขตการวจิ ัย ๗
๑.๕ นิยามศัพทเ์ ฉพาะ ๗
๑.๖ ประโยชนท์ ีไ่ ดร้ ับจากการวิจัย ๑๓
บทที่ ๒ แนวคดิ และทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้อง
๒.๑ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ๒๔
๒.๒ ทฤษฎีเกยี่ วกับการจดั การเรยี นรแู้ บบใชป้ ัญหาเป็นฐาน (Problem-Based ๓๐
Learning – PBL) ๓๔
๒.๓ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ๓๘
๒.๔ แนวคดิ ทฤษฎีเก่ยี วกบั ความพึงพอใจต่อการจดั การเรียนรู้ ๓๙
๒.๕ งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง ๓๙
๒.๖ กรอบแนวคิดการวิจัย ๔๐
บทที่ ๓ ระเบียบวธิ ีวจิ ัย ๔๐
๓.๑ รปู แบบการวิจยั ๔๒
๓.๒ กลมุ่ เปา้ หมาย
๓.๓ วธิ ดี ำเนินการศึกษา
๓.๔ เครื่องมือที่ใช้ในการศกึ ษา
๓.๕ การสรา้ งและหาคุณภาพเครอ่ื งมอื ๔๒
๓.๖ การเก็บรวบรวมข้อมูล ๔๖
๓.๗ การวิเคราะห์ข้อมลู ๔๗
๓.๘ สถติ ิท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล ๔๘
บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ๔๙
๔.๑ สญั ลักษณ์ทใี่ ชน้ าํ เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ๔๙
๔.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ๕๐
๔.๓ องคค์ วามรไู้ ด้จากการวิจัย ๕๗
บทที่ ๕ สรุปผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ ๕๙
๕.๑ สรุปผลการวจิ ัย ๕๙
๕.๒ อภิปรายการวิจยั ๖๐
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ ๖๒
บรรณานกุ รม ๖๔
ภาคผนวก ๖๘
ภาคผนวก ก รายนามผูเ้ ชย่ี วชาญ ๖๙
ภาคผนวก ข หนังสอื ขอความอนุเคราะห์ผ้เู ชียวชาญ ๗๑
ภาคผนวก ค หนังสือติดต่อหน่วยงานราชการ เพื่อขออนุญาตลงพนื้ ที่วิจัย ๗๕
ภาคผนวก ง ตารางแสดงคุณภาพของเครื่องมือ ๗๗
ภาคผนวก จ เครอื่ งมือที่ใช้ในการวจิ ัย ๘๔
ภาคผนวก ฉ แบบฝกึ ทักษะทางการเรยี น ๑๐๕
ภาคผนวก ช ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ๑๑๗
ภาคผนวก ซภาพการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ๑๒๐
ประวัตผิ ู้วจิ ัย ๑๒๓
สารบัญตาราง
ตารางท่ี หนา้
ตารางท่ี ๔.๒.๑ ผลการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาหน้าท่พี ลเมอื ง โดยใชก้ ารจัด ๕๐
กิจกรรมการเรยี นรแู้ บบใชป้ ัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนกั เรยี นชนั้ ๕๑
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียน ชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง จังหวัด ๕๒
ขอนแกน่ ๕๓
ตารางท่ี ๔.๒.๒ แสดงผลการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น วิชาหน้าท่ีพลเมือง
เร่อื ง ประเพณีและวฒั นธรรมไทย ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๓
ระหวา่ งก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบใช้
ปัญหาเป็นฐาน (PBL)
ตาราง ๔.๒.๓ แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจต่อการจัดการ
เรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหา
เปน็ ฐาน (PBL) ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๓ โดยรวม
ตารางที่ ๔.๒.๔ การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ี
พลเมือง โดยการใช้กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้
ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียนชั้นปถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้าน
พรหมนมิ ิต อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ดา้ นกิจกรรมกาเรียนรู้
ตารางท่ี ๔.๒.๕ การวเิ คราะห์ระดับความพงึ พอใจต่อการจดั การเรยี นรู้ รายวชาหนา้ ท่ีพลเมอื ง ๕๔
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียน ๕๕
ชั้นปถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง จังหวัด ๕๖
ขอนแก่น ดา้ นบรรยากาศในห้องเรยี น
ตารางที่ ๔.๒.๖ การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวชาหน้าที่
พลเมือง โดยการใช้กิจกรรมการเรียนรูปแบบปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของ
นักเรียนชั้นปถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง
จงั หวดั ขอนแก่น ดา้ นประโยชน์ท่ีได้รบั
ตารางที่ ๔.๒.๗ การวิเคราะห์ระดบั ความพึงพอใจตอ่ การจัดการเรียนรู้ รายวชาหน้าทีพ่ ลเมอื ง
โดยการใชก้ ิจกรรมการเรียนรปู แบบปญั หาเป็นฐาน (PBL) ของนกั เรยี นชั้นปถม
ศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนิมิต อำเภอเมือง จังหวดั ขอนแก่น ด้าน
ครผู ้สู อน
สารบญั ภาพ
เรอ่ื ง หน้า
ภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดการวจิ ัย ๓๘
ภาพท่ี ๒ องความรู้ที่ไดจ้ ากการวจิ ยั ๕๘
1
บทท่ี ๑
บทนำ
๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
ได้กำหนดให้ การจัดการศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรมมีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
อยา่ งมีความสุข๑ ซึง่ ในหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ยังไดม้ ุ่งพัฒนาผู้เรียน
ให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกบั ผูอ้ ื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในฐานะพลเมือง
ไทยและพลโลก โดยกำหนดให้สถานศึกษาพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ๘ ประการ ได้แก่
รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซอื่ สตั ย์ สจุ ริต มวี ินยั ใฝ่เรียนรู้ อยูอ่ ยา่ งพอเพียง ม่งุ มั่นในการทำงาน รักความเป็น
ไทย มีจติ สาธารณะ๒ จะเห็นไดจ้ ากการเรียนตามหลักสตู รแกนกลาง เป็นการส่งเสรมิ และพฒั นาผู้เรียนให้
สอดคลอ้ งกับพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และทแ่ี ก้ไขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ มีวิสัยทัศน์มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน
ซึง่ เป็นกำลงั ของชาตใิ ห้เป็นมนษุ ย์ท่ีมคี วามสมดลุ ทงั้ ด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนกึ ในความเป็น
พลเมอื งไทย และเป็นพลโลกยึดมัน่ ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็น
ประมุขมีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และ
การศกึ ษาตลอดชวี ิต โดยมุ่งเนน้ ผูเ้ รียนเปน็ สำคัญบนพนื้ ฐานความเชื่อวา่ ทุกคนสามารถเรยี นรู้ และพัฒนา
ตนเองไดเ้ ตม็ ตามศักยภาพ
๑ กระทรวงศึกษาธิการ, พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๖, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพร้าว, ๒๕๕๖), หนา้ ๖.
๒ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๑๕๕๒), หนา้ ๕.
๒
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความ
เชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบท
สภาพแวดล้อม เปน็ พลเมอื งดีมีความรบั ผิดชอบ มคี วามรู้ ทักษะ คณุ ธรรม และค่านิยมทเ่ี หมาะสมโดยได้
กำหนดสาระต่าง ๆ ไว้ ประกอบด้วย สาระที่ ๑ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ ๒ หน้าที่พลเมือง
วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชวี ิต สาระที่ ๓ เศรษฐศาสตร์ สาระท่ี ๔ ประวตั ิศาสตร์ สาระที่ ๕ ภมู ิศาสตร์
การเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมในสาระต่างๆ
ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นเป็นการเรียนการสอนที่เน้นแบบบรรยาย ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน
เนือ่ งจากครมู ักมองว่าเนื้อหาสังคมศึกษาค่อนข้างมีมากวธิ ีการสอน เพื่อให้ครอบคลุมเน้อื หา กระบวนการ
เรียนการสอนในวิชาสังคมศึกษายังใช้วธิ ีการเรียนการสอนแบบบรรยาย เล่าเรื่อง วิธีให้อ่านเนื้อหา วิธีให้
ค้นจากห้องสมุดตามหัวข้อที่ครูกำหนด บางครั้งอาจใช้กิจกรรมชุดการเรียนการสอนที่มีแต่การอ่าน บัตร
เนื้อหา ตอบคำถาม และอ่านเฉลยใช้บทเรียนโปรแกรมบ้างส่วนทางด้านนักเรียนมักเกิดความเบื่อหน่าย
บทเรียนเนื่องจากการใช้กระบวนเรียนการสอนวิธีดังกล่าว ซึ่งเป็นผลทำให้นักเรียนขาดกระบวนการคิด
และทีน่ า่ ตกใจ คอื ผู้เรยี นมักไมเ่ หน็ ความสำคัญของวชิ านี้หากจะวิเคราะห์แลว้ นน้ั ปญั หาส่วนใหญ่เกิดจาก
การทค่ี รูเป็นคนจดั การเองท้งั หมดโดยหวังวา่ ตอ้ งเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรทู้ ่ีกำหนดข้ึนเองทั้งหมด
ขาดการปลูกฝัง คุณลักษณะที่สำคัญ คือ ทักษะการคิด ทำให้นักเรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การ
แสดงความคิดเห็น การแสวงความรูด้ ว้ ยตนเองท้ัง ๆ ทกี่ ิจกรรมในปัจจบุ ันมุ่งเน้นใหน้ ักเรยี นเกดิ ทักษะการ
คิดวิเคราะห์ อย่างมีเหตุผลสร้างสรรค์ อย่างมีวิจารณญาณ ครูจะต้องจัดกิจกรรมเรียนรู้ เพื่อมุ่งให้ผูเ้ รยี น
ได้รู้จักคิดวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์มีเหตุผล และมีวิจารณญาณครูจะต้องเปิดโอกาสให้ผูเ้ รียน และกระตุ้น
ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดหาเหตุผลอยู่บ่อยๆ จะทำให้ผู้เรียนเกิดความสารถในการคิดได้ดีในอนาคตเมื่อผู้เรียน
จะต้องเผชิญปญั หา และเปน็ ผ้ทู ่ีสามารถคิดแก้ปญั หาอย่างมเี หตุผล
การศึกษาวิชาหน้าที่พลเมือง และศีลธรรมเป็นการศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ
มนุษย์ลักษณะทางกายภาพ และสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบตัวเราเป็นการเรียนรู้ที่จะสามารถ
ปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข ปัญหาที่พบในการจัดการเรียนการสอน รายวิชา
หน้าท่ีพลเมือง ที่พบสว่ นมาก คือ นักเรียนไมใ่ ห้ความสนใจในการเรยี น เพราะผ้สู อนจัดการเรียนการสอน
แบบเก่าๆ และครูผู้สอนมีอายุมากการเรียนการสอนเลยไม่ทันสมัยทำให้นักเรียนไม่ได้ความรู้เท่าที่ควร
และการสอนโดนวธิ แี บบเก่าทำให้นักเรียนเกดิ ความเบื่อหน่ายทอ้ แท้ ไม่สนใจเรียน ส่งผลใหผ้ ลสัมฤทธิใ์ น
การเรียนไม่ดี ทางผู้วิจัยจึงเห็นสมควรแก้ปัญหาโดยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) จะทำให้นักเรียนได้ศึกษาจากอะไรใหม่ๆได้รู้จักการแก้ใขปัญหา
การนำปญั หามาวิเคราะห์ การเรยี นแบบเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (PBL) นกั เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วย
๓
ตนเองและการทำงานเป็นกลุ่ม กย็ ังเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสนใจเรียนมากขน้ึ และมีผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี นดขี ึน้ ๓
จากปัญหาท่ีกล่าวมาขา้ งต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะนำรูปแบบการจัดการเรยี นการสอน
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) มาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง ประเพณี
และวัฒนธรรมไทย เป็นการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนโดยในการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ที่เน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ และต้องการให้ผู้เรยี นสามารถสรปุ องค์ความรู้ไดม้ ีความสามารถในการ
คิด การแก้ปัญหา มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ สารมารนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิติประจำวันได้ และเพื่อให้
ผ้เู รยี นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น
๑.๒ วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
๑.๒.๑ เพือ่ พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น รายวชิ าหนา้ ท่ีพลเมอื ง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ
ในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปที ี่ ๓ โรงเรียนชมุ ชนบ้านพรหมนมิ ิต อำเภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น ใหเ้ ป็นไปตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐
๑.๒.๒ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการ
ดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนมิ ิต อำเภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแกน่
๑.๒.๓ เพือ่ ศกึ ษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่พี ลเมือง วฒั นธรรม และการ
ดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรียนชมุ ชนบ้านพรหมนมิ ติ อำเภอเมือง จงั หวัดขอนแก่น
๓ ชอ่ ผกา ผลภญิ โญ, การสร้างแบบทดสอบการคิดวเิ คราะห์สำหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษา, (กรุงเทพฯ :
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙), หนา้ ๒๒-๒๓.
๔
๑.๓ สมมติฐานการวจิ ัย
๑.๓.๑ การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น รายวชิ าหนา้ ทพี่ ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวติ
ในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่
๓ มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐
๑.๓.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ( PBL)
ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ ๓ หลงั เรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .๐๕
๑.๓.๓ ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนิน
ชวี ติ ในสงั คม โดยใช้การจัดกิจกรรมการการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
(PBL) ของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓
๑.๔. ขอบเขตการวจิ ยั
๑.๔.๑ ขอบเขตด้านเนื้อหา
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหาในรายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการ
ดำเนินชีวติ ในสังคม เรือ่ ง ประเพณแี ละวัฒนธรรมไทย ได้แก่ ๑) ความหมายและความสำคัญของประเพณี
และวัฒนธรรมไทย ๒) ประเพณีและวัฒนธรรมตรอบครวั และ ๓) ประเพณีและวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ
ตัวแปรทจ่ี ะศกึ ษา
- ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหา
เปน็ ฐาน (PBL)
- ตวั แปรตาม คือ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน, ความพงึ พอใจต่อการจดั การเรียนรู้
๑.๔.๒ ขอบเขตด้านกลุ่มเปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต
อำเภอเมืองขอนแก่น จงั หวดั ขอนแก่น จำนวน ๑๙ คน
๑.๔.๓ ขอบเขตดา้ นสถานที่
โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนิมิต อำเภอเมอื ง จงั หวัดขอนแก่น จงั หวดั ขอนแก่น ๔๐๐๐๐
๑.๔.๔ ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
ใช้ระยะเวลาในการดำเนนิ การวิจัย ภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
๕
๑.๕ นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
๑.๕.๑ การพฒั นา หมายถึง การพัฒนาการจัดกจิ กรรมการเรียนในรูปแบบใหม่เพื่อให้นักเรียนได้
มผี ลสมั ฤทธท์ิ างเรยี นทดี่ ีข้ึนและไดเ้ รียนร้กู ารจดั กจิ กรรมการเรยี นทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
๑.๕.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนจากการทำแบบทดสอบ เรื่อง ประเพณีและ
วัฒนธรรมไทย โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเคร่ืองมือในการเก็บข้อมูล
ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อ เป็นผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นผู้
ศึกษาสร้างข้นึ ระหวา่ งก่อรเรียน และหลังเรียน
๑.๕.๓ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL)
หมายถึง รปู แบบการจดั การเรยี นรู้ ตามแนวคดิ ของ สรุ ิยา สาแกว้ ทมี่ ี ๖ ข้นั
ขน้ั ที่ ๑ กำหนดปญั หา
ขน้ั ที่ ๒ ทำความเขา้ ใจกับปญั หา
ขั้นที่ ๓ ดำเนินการศกึ ษาค้นควา้
ข้นั ที่ ๔ สงั เคราะหค์ วามรู้
ข้ันที่ ๕ สรปุ และประเมนิ คา่ หาคำตอบ
ขนั้ ที่ ๖ นำเสนอและประเมนิ ผลงาน
โดยผู้วิจัยได้นำมาประยุกต์ ในการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ประเพณีและวัฒนธรรมไทย รายวิชา
รายวชิ าหนา้ ท่พี ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนนิ ชีวติ ในสังคม รวม ๓ แผนการจัดการเรียนรู้
๑.๕.๔ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม หมายถึง วิชาที่นักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต ที่ต้องเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พ้นื ฐาน กำหนด ในที่นีผ้ ้วู จิ ัยได้ ใชส้ าระการเรียนรแู้ กนกลาง เร่ือง ประเพณีและวัฒนธรรมไทย
๑.๕.๕ ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความรู้สึก หรือความประทับใจ ความชื่นชม ที่มีต่อการ
จัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้ โดยใชก้ ารจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใชป้ ญั หาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๓
จากการทำแบบประเมิน โดยวัดจากแบบประเมินความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบมาตราส่วน
ประเมนิ ค่า ๕ ระดบั จำนวน ๒๐ ขอ้
๖
๑.๖ ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากการวจิ ยั
๑.๖.๑ ได้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนิน
ชีวิตในสังคม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อำเภอเมือง
จังหวดั ขอนแกน่ โดยใช้การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบใช้ปญั หาเป็นฐาน (PBL) ให้เปน็ ไปตามเกณฑ์ ๘๐/
๘๐
๑.๖.๒ ได้ทราบถึงการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน รายวิชาหน้าท่ี
พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม เรื่อง ประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรูร้ ปู แบบปัญหาเป็นฐาน (PBL)
๑.๖.๓ ได้ทราบถึงความพึงพอใจตอ่ การจัดการเรียนรู้ รายวชิ าหนา้ ทีพ่ ลเมือง วัฒนธรรม และการ
ดำเนินชีวิตในสังคม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบปัญหา
เป็นฐาน (PBL)
๗
บทท่ี ๒
แนวคดิ และทฤษฎแี ละงานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง
แนวคิด ทฤษฎีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง
วัฒนธรรม และการดำเนินชีวติ ในสังคม โดยใชก้ ารจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ โดยใชก้ ารจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยท่ี
เก่ียวข้องและไดน้ ำเสนอตามหวั ขอ้ ดงั น้ี
๒.๑ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
๒.๒ แนวคดิ ทฤษฎีเกย่ี วกับการจดั การเรียนรโู้ ดยใชก้ ารจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบใชป้ ัญหา
เป็นฐาน (PBL)
๒.๓ แนวคดิ ทฤษฎเี ก่ียวกบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
๒.๔ แนวคิด ทฤษฎีเก่ยี วกบั ความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรยี นรู้
๒.๕ งานวิจยั ท่เี กี่ยวข้อง
๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย
๒.๑ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นี้
ได้กำหนดสาระการเรยี นรูอ้ อกเปน็ ๕ สาระ๔
สาระที่ ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
สาระที่ ๒ หน้าที่พลเมอื ง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชีวิตในสังคม
สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์
สาระท่ี ๔ ประวัติศาสตร์
๔ กระทรวงศกึ ษาธิการ, หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๐, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
องค์การรบั ส่งสนิ ค้าและพสั ดุ, ๒๕๖๐), หนา้ ๗.
๘
สาระที่ ๕ ภมู ิศาสตร์
มีสาระเพิ่มเติม ๑ สาระ คือ สาระหน้าที่พลเมือง ตามคำสั่ง คสช.ซึ่งได้จัดบูรณาการในเนื้อหาสาระที่ ๒
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้น มี
ความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในแต่ละระ ดับชั้นให้มีความต่อเนื่อง
เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมนั้นกำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียน
เป็นพื้นฐาน เพื่อสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการดำรงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพได้ โดยจัดเรียงลำดับ
ความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชน้ั ให้มีการเชื่อมโยงความรู้กบั กระบวนการเรียนรู้ และ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์
คิดวิเคราะหว์ ิจารณ์ มที ักษะที่สำคัญท้งั ทักษะกระบวนการทางสังคม กระบวนการกลุ่ม วธิ ีการศึกษาทาง
ประวัติศาสตร์ ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ การเรียนรู้แบบ Active learning ในการค้นคว้าและสร้างองค์
ความร้ดู ว้ ยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ
ว่ามนุษย์ดำรงชีวิตอย่างไร ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตาม
สภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการพัฒนา
เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปจั จัยต่างๆ ทำให้เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความ
อดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต
เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ และสังคมโลก จึงได้จัดทำตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ขึ้น เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอนตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้
เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครู สื่อประกอบการเรียน ตลอดจนการวัดและประเมินผล
โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
(ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่จัดทำขึ้นนี้
ไดป้ รบั ปรุงเพ่ือให้มีความสอดคล้องและเช่ือมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกันและระหว่างสาระการ
เรยี นรู้ในกล่มุ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงเน้ือหาความรู้ทาง
สังคมศึกษา สาระภูมิศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความทันสมัยต่อการ
เปลีย่ นแปลงและความกา้ วหน้าของวทิ ยาการต่างๆ และทดั เทยี มกบั นานาชาติ
๙
จากภาระหนา้ ที่การจัดการศึกษาของโรงเรียนชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ิต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอยา่ ง
มีคุณภาพตามที่คาดหวัง โรงเรียนจึงได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ ขึน้
กลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม๕
๑.ทำไมต้องเรยี นสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ว่ามนุษย์ดำรงชีวิตอยา่ งไร ทั้งในฐานะปัจเจก
บุคคล และการอยรู่ ่วมกันในสงั คม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจดั การทรพั ยากรท่ีมีอยู่อย่างจำกัด
นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่างๆ
ทำให้เกิดความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมีคุณธรรม
สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนนิ ชวี ติ เปน็ พลเมอื งดขี องประเทศชาติ และสงั คมโลก
๒.เรียนร้อู ะไรในสังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม
ที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ
บริบทสภาพแวดลอ้ ม เป็นพลเมอื งดี มีความรบั ผดิ ชอบ มคี วามรู้ ทกั ษะ คณุ ธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม
โดยไดก้ ำหนดสาระต่างๆ ไว้ ดงั นี้
ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ การนำหลักธรรมคำสอนไปปฏิบัติในการพัฒนา
ตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทำความดี มีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมทัง้ บำเพญ็ ประโยชนต์ ่อสังคมและสว่ นรวม
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคม
ปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข ลักษณะและความสำคัญ
การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยม
๕ กระทรวงศึกษาธิการ, หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๖๐, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
องค์การรับสง่ สนิ ค้าและพัสด,ุ ๒๕๖๐), หน้า ๘ - ๑๒.
๑๐
ด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข สทิ ธิ หนา้ ที่ เสรภี าพการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุข
ในสังคมไทยและสงั คมโลก
เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหาร
จัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนำหลัก
เศรษฐกิจพอเพยี งไปใช้ในชีวติ ประจำวัน
ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์
ความสมั พันธก์ ันของส่ิงต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
และสงิ่ ที่มนษุ ยส์ ร้างขึ้น การนำเสนอข้อมูลภูมสิ ารสนเทศการอนุรกั ษส์ ่งิ แวดล้อมเพื่อการพฒั นาทีย่ ่งั ยืน
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส๑.๑ รูแ้ ละเขา้ ใจประวตั ิ ความสำคญั ศาสดา หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนา
หรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอืน่ มีศรัทธาทีถ่ ูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกนั
อยา่ งสันติสขุ
มาตรฐาน ส ๑.๒ เขา้ ใจ ตระหนกั และปฏิบตั ิตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษา
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาทตี่ นนบั ถอื
สาระท่ี ๒ หน้าทพ่ี ลเมอื ง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชวี ิตในสงั คม
มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดี
งาม และธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และ สังคมโลกอย่าง
สันตสิ ขุ
มาตรฐาน ส ๒.๒ เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา
และธำรงรกั ษาไว้ซงึ่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส.๓.๑ เข้าใจและสามารถบรหิ ารจดั การทรัพยากรในการผลติ และการบริโภค
การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เพอ่ื การดำรงชวี ิตอยา่ งมดี ลุ ยภาพ
มาตรฐาน ส.๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆ ความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกจิ และความจำเปน็ ของการรว่ มมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
๑๑
สาระท่ี ๕ ภมู ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส ๕.๑ เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของสรรพส่ิง
ซง่ึ มผี ล ตอ่ กันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนที่และเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหาวิเคราะห์
สรุป และใชข้ ้อมูลภมู สิ ารสนเทศอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
มาตรฐาน ส ๕.๒ เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ี
ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
เพอ่ื การพัฒนาทยี่ ่งั ยนื
คุณภาพผเู้ รยี น
จบช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๓
๑) ได้เรียนรู้เรือ่ งเกยี่ วกับตนเองและผู้ที่อยูร่ อบข้าง ตลอดจนสภาพแวดล้อมในท้องถ่ินที่อยู่อาศัย
และเช่อื มโยงประสบการณไ์ ปส่โู ลกกวา้ ง
๒) ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้มีทักษะกระบวนการ และมีข้อมูลที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้เป็น
ผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ มีความเป็นพลเมืองดี
มีความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกันและการทำงานกับผู้อื่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมของห้องเรียน และได้
ฝกึ หดั ในการตดั สนิ ใจ
๓) ได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนในลักษณะการบูรณาการ
ผู้เรียนได้เข้าใจแนวคิดเก่ียวกับปัจจบุ ันและอดีต มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ข้อคิดเกี่ยวกับรายรับ -
รายจ่ายของครอบครวั เข้าใจถงึ การเปน็ ผูผ้ ลิต ผบู้ ริโภค รู้จักการออมขั้นต้นและวิธีการเศรษฐกจิ พอเพียง
๔) ได้รับการพัฒนาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง
เศรษฐศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ และภมู ปิ ญั ญา เพื่อเป็นพน้ื ฐานในการทำความเขา้ ใจในขั้นที่สูงต่อไป
จบชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๖
๑) ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวัด ภาค และประทศของตนเอง ทั้งเชิงประวัติศาสตร์ ลักษณะทาง
กายภาพ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการเมืองการปกครอง สภาพเศรษฐกิจโดยเนน้ ความเป็น
ประเทศไทย
๒) ได้รบั การพฒั นาความรูแ้ ละความเข้าใจ ในเรอื่ งศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตนตามหลกั
คำสอนของศาสนาท่ีตนนบั ถอื รวมท้งั มีสว่ นรว่ ม ศาสนพิธี และพธิ กี รรมทางศาสนามากยง่ิ ข้ึน
๓) ได้ศึกษาและปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีของท้องถ่ิน
จังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม
ของทอ้ งถิ่นตนเองมากย่ิงข้ึน
๑๒
๔) ได้ศึกษาเปรียบเทียบเรื่องราวของจังหวัดและภาคต่างๆ ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อน
บ้าน ได้รับการพัฒนาแนวคิดทางสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง
เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์เพื่อขยายประสบการณ์ไปสู่การทำความเข้าใจ ในภูมิภาค
ซีกโลกตะวันออกและตะวันตกเกี่ยวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมความเชื่อ ขนบธรรมเนียม
ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวติ การจัดระเบยี บทางสังคม และการเปล่ียนแปลงทางสงั คมจากอดตี สู่
ปัจจุบัน
จบชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ ๓
๑) ได้เรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปของโลก โดยการศึกษาประเทศไทยเปรียบเทียบ
กบั ประเทศในภมู ภิ าคต่างๆ ในโลก เพอื่ พฒั นาแนวคดิ เรอ่ื งการอยู่รว่ มกันอยา่ งสันติสุข
๒) ได้เรียนรู้และพัฒนาให้มีทกั ษะทีจ่ ำเปน็ ต่อการเป็นนักคิดอย่างมีวิจารณญาณได้รบั การพัฒนา
แนวคิด และขยายประสบการณ์ เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคต่างๆ ในโลก
ได้แก่ เอเชีย โอเชียเนียแอฟริกา ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ในด้านศาสนา คุณธรรม จริยธรรม
ค่านิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์และ
ภมู ิศาสตร์ ด้วยวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ และสงั คมศาสตร์
๓) ได้รับการพัฒนาแนวคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคต สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์
ในการดำเนนิ ชีวติ และวางแผนการดำเนินงานไดอ้ ย่างเหมาะสม
จากการศึกษา สรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผู้วิจัยได้
เลือกสาระที่ ๒ หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและ
ปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม และธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย
ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และ สังคมโลกอย่างสันติสุข ผู้วิจัยได้นำหน่วยการจัดการเรียนรู้ที่ ๑
ประเพณีและวฒั นธรรมไทย มาประยุกต์ใช้ในการจดั การเรียนรแู้ บบปญั หาเปน็ ฐาน ในการวิจัย
๑๓
๒.๒ ทฤษฎเี ก่ยี วกบั การจดั การเรยี นรู้แบบใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning
– PBL)
๒.๒.๑ ประวัติและความเปน็ มา
การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบปญั หาเปน็ ฐาน(PBL) ได้พัฒนามาจากแนวคิดของ
John Dewey นักวิชาการชาวอเมริกัน ได้ให้คำแนะนำว่า นักศึกษาควรจะนำเสนอ
ปัญหาในชีวิตจริง และในการค้นหาคำตอบ จะต้องเป็นการค้นพบข้อมูลในการแก้ปัญหาของนักศึกษาเอง
เรม่ิ มีการใชใ้ หม่อกี ครง้ั ในปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ในรปู แบบของการสอน แบบใฝ่รใู้ นวิทยาศาสตร์ ซ่ึงได้รบั อทิ ธิพล
มาจากงานของบูเนอร์ และ Piaget วิธีการเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางการเรียน ใช้เทคนิคกระบวนการการแก้ปัญหาแบบกลุ่ม และการเรียนเป็นรายบุคคล ในปีค.ศ.
๑๙๗๑ Haward Barrow เปน็ ผนู้ ำการเรียนรู้ ได้ใช้ปัญหาเป็นฐานมาใชก้ ับนักศกึ ษาแพทย์
เป็นคร้งั แรก ทีม่ หาวทิ ยาลัย Mc Master ประเทศแคนาดา เพอื่ ใหน้ กั ศึกษาแพทย์ได้รับ
ความรู้แบบบูรณาการ สามารถพัฒนาและ ประยุกต์ใช้ทักษะการแก้ปัญหาเกีย่ วกับผู้ป่วยมหาวิทยาลัยใน
ประเทศแคนาดาและแทบทุกส่วนของโลก ให้ความสนใจในการนำรูปแบบของ PBL ไปใช้สอน เช่น
มหาวิทยาลัย Newcastle ประเทศเนเธอร์แลนด์ Monash มหาวิทยาลัย Maastricht Melbourne
ประเทศออสเตรเลีย มหาวทิ ยาลยั ในประเทศแคนาดา สงิ คโปรอ์ ังกฤษ ฝร่ังเศส แอฟรกิ าใตส้ วเี ดน ฮ่องกง
เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย ได้มีการนำแนวคิดของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็น
ฐานมาใช้ ครั้งแรก ในหลักสูตรแพทยศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๑ และมีการ
นำไป ประยุกต์ใช้ในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์และพยาบาลศาสตร์ของสถาบันการศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษา อื่น ๆ ทั้งนี้กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังสอดคล้องกับพระราชบัญญัติ
แห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๔ ที่กล่าวถึงกระบวนการเรียนรู้โดยให้มีการจัดเนื้อหาสาระในการจัด
กิจกรรม ที่ให้เป็นการฝึก ทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน
และแก้ไขปัญหาผู้เรียน ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติแบบผสมผสานกับสาระการ
เรยี นร้ตู ่าง ๆ อย่างได้ สดั สว่ นสมดุลกัน
๑๔
๒.๒.๒ ความหมายของการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน
ทิศนา แขมมณี๖ ได้ให้ความหมายไว้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบปัญหาเป็นฐาน
เป็นการจัดการสภาพการณ์ของการเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นเครื่องมือในการช่วย ให้ผู้เรียนเกิดการ
เรยี นรู้ตามเปา้ หมาย โดยผสู้ อนอาจนำไปส่สู ถานการณจ์ ริง หรอื ผ้สู อนอาจจัด สภาพการณใ์ ห้ผ้เู รียนเผชิญ
ปัญหาจริงได้ และฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ปัญหา มีการแก้ปัญหา ร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งช่วยให้ผู้เรียน
เกิดความเข้าใจในปัญหาอย่างชัดเจน ได้เห็นทางเลือกและวิธีการ ที่หลากหลายในการแก้ปัญหาน้ัน
รวมทงั้ ช่วยใหผ้ ้เู รยี นเกิดความใฝเ่ รียนรู้ เกดิ ทกั ษะการคดิ และ กระบวนกนแกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ
กนก จนั ทรท์ อง๗ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐานมลี ักษณะสำคญั ได้แก่
๑) ผเู้ รียนเปน็ ศูนยก์ ลางของการเรียนรู้อยา่ งแทจ้ ริง
๒) จดั กลุ่มนักเรยี นกล่มุ ละประมาณ ๕-๘ คน
๓) ครทู ำหน้าทีเ่ ป็นผู้อำนวยความสะดวกหรอื ผใู้ หค้ ำแนะนำ
๔) ใชป้ ัญหาเป็นตวั กระตนุ้ (สง่ิ เรา้ ) ให้เกดิ การเรียนรู้
๕) ปัญหาที่นำมาใช้ต้องมีลักษณะคลุมเครือไม่ชัดเจนมีวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่าง
หลากหลาย อาจมีคำตอบได้หลายคำตอบ
๖) นักเรยี นเปน็ ผู้แกป้ ญั หาโดยการแสวงหาขอ้ มลู ใหม่ ๆ ดว้ ยตนเอง และ
๗) ประเมินผลจากสถานการณ์จริงในขณะทำกิจกรรมการเรียนรู้ (Learning Process)
และผลงานจากการเรียนรู้ (Learning Product)
กมลฉัตร กล่อมอมิ่ ๘ การจัดการเรยี นรู้แบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน มลี กั ษณะสำคัญ คือ
ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง และจัดผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย ให้มีจำนวนกลุ่มละ
ประมาณ ๕ – ๖ คน ผู้สอนทำหนา้ ทีเ่ ปน็ ผู้อำนวยความสะดวกหรือผู้ให้คำแนะนำ ซึ่งครูได้ใช้ปญั หา เป็น
ตัวกระตุ้นใหเ้ กิดการเรียนรลู้ ักษณะของปัญหาที่นำมาใช้นัน้ ต้องมลี ักษณะคลุมเครือ ไม่กระจ่าง มีวิธีแก้ไข
ปญั หาได้อย่างหลากหลาย อาจมคี ำตอบไดห้ ลายคำตอบ ขนั้ ตอนการดำเนนิ การสอนได้ ดังนี้
๑) กำหนดปญั หา
๒) ทำความเขา้ ใจปญั หา
๖ ทิศนา แขมมณี, ศาสตรก์ ารสอน (พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๕), (กรุงเทพฯ: ด่านสทุ ธาการพิมพจ์ ำกดั ,๒๕๔๙).
๗ กนก จันทร์ทอง, การสอนสังคมศึกษาในศตวรรษที่๒๑ ,(กรุงเทพฯ:วารสารวิทยบริการ
มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์, ๒๕๖๐), หนา้ ๒๒๗ – ๒๔๑.
๘ กมลฉัตร กลอ่ มอมิ่ , การจัดการเรียนรแู้ บบการใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem BasedLearning) : รายวชิ า
การออกแบบและพัฒนาหลกั สตู ร สำหรับนกั ศึกษาวชิ าชีพครู, (๒๕๖๐).
๑๕
๓) ดำเนนิ การศึกษาค้นควา้
๔) สงั เคราะหค์ วามรู้
๕) สรปุ และประเมินคา่ ของคำตอบ
๖) นำเสนอและประเมินผลงาน
โดยผ้เู รยี นเป็นผู้แก้ปัญหาและแสวงหา ขอ้ มูลใหม่ ๆ ด้วยตนเอง การวัดและประเมินผล
ใช้การประเมินผลจากสถานการณ์จริง ดูจาก ความสามารถในการปฏิบัติของผู้เรียนในขณะทำกิจกรรม
การ เรยี นรูแ้ ละพจิ ารณาจากผลงานทเี่ กดิ ข้นึ จากการเรยี นรู้
Barrow and Tamblyn ได้ให้ความหมาย ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
ว่าเปน็ การเรียนทใี่ ชป้ ญั หาเป็นหลกั ในการเรยี น ท่เี ปน็ ผล มาจากกระบวนการทำงานที่มงุ่ เขา้ ใจปัญหาและ
การแก้ปญั หา ใช้ปญั หาเป็นจุดรวมหรือเป็นส่ิงกระตนุ้ เพือ่ ประยุกต์ใชก้ ารแกป้ ัญหา หรอื ทักษะท่ใี ชเ้ หตผุ ล
และเพื่อค้นคว้าหาความรู้ต่าง ๆ ที่ต้องการ ทำความเข้าใจกลไกการทำงานที่รับผิดชอบต่อปัญหาและ
วิธีการแก้ปัญหา วิธีการเรียนการสอนที่ใช้ ปัญหาเป็นฐาน เกิดขึ้นตามแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้แบบ
Constructivism เป็นการเรียนที่ใช้ปัญหา ในชีวิตจริงเป็นบริบทสำหรับผู้เรียนได้เรียนรู้และสร้างองค์
ความรู้ใหม่ เป็นการเรียนที่เกิดจากการทำงาน ที่ผู้เรียนมีความเข้าใจในกระบวนการแก้ปัญหาเพือ่ ให้เกิด
การคดิ วิเคราะห์ การแก้ปญั หา และการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ
จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน
สามารถแปล ความหมายได้หลากหลายประการ แต่ก็ยังอยู่ในกรอบแนวคิดที่ว่า เป็นการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบ เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการเรียนการสอนแบบให้ทำงานกลุ่ม ใช้ปัญหาเป็นตัวดำเนิน
กิจกรรม การเรียนรู้ โดยการวดั และการประเมินผลของการจัดการเรียนร้นู ้ี คอื การดจู ากสถานการณ์จริงท่ี
ผู้เรียน ได้ปฏิบัติจริงตามความสามารถ ซึ่งโจทย์หรือปัญหาที่ครูตั้งมานั้น จะต้องเป็นปัญหาที่มีหลาย
คำตอบ หรือหลากหลายวธิ กี าร
๒.๒.๓ แนวคิดและทฤษฎที ่ีเกีย่ วขอ้ ง
แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน มีนักวิจัยหลาย
ท่าน ได้ให้การสนับสนนุ ด้วยทฤษฎกี ารเรยี นรู้ต่าง ๆ ไว้ ดังน้ี
๑๖
ทองจันทร์ หงส์ลดารมภ์๙ กล่าวถึง แนวคิดของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีอยู่ ๒
ประการ คือ การเรยี นรู้ที่ยดึ ผเู้ รยี นเปน็ ศนู ย์กลาง (Student - Centered Learning) และการเรียนรู้แบบ
เอกตั ภาพ (Individualized Learning) ซึ่งสรุปได้ ดังน้ี
๑) การเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีแนวคิดอยู่บนพื้นฐานทฤษฎีมนุษย์นิยม
ของ Rogers ซึ่งมีความเช่ือว่าเป็นเป้าหมายของการศึกษา คือการอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนให้ผู้เรยี น
เหน็ การเปลี่ยนแปลงจรงิ ในโลกและเกิดการเรียนรู้การท่ีคนเราอยู่ในโลกที่มีสิง่ แวดล้อมมีการเปล่ียนแปลง
อย่างต่อเนื่องได้อย่างม่ังคงนัน้ คนต้องเรียนรู้ว่าจะดำรงชวี ิตอยู่ไดอ้ ย่างไร เนื่องจากไม่มีความรู้ใดทีม่ ั่นคง
ดงั นนั้ การที่บคุ คลรู้ถึงกระบวนการแสวงหาความรู้เท่านั้น จะทำใหเ้ กดิ พื้นฐานที่มน่ั คง ซึ่ง Rogers ได้เน้น
ความสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) เพราะถือว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้น
กระบวนการสำคัญกว่าความรู้ที่ตายตัว เป้าหมายของการศึกษา คือ การอำนวยความสะดวกในการจัด
การเรียนรู้ ใหบ้ คุ คลมพี ฒั นาการและเจรญิ เติบโตไปสกู่ ารทำงานได้เตม็ ศักยภาพ
๒) การเรียนรู้แบบเอกัตภาพ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่นำไปสู่การบรรลุจุดประสงค์
ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล หรือการจัดการเรียนรู้ที่คล้ายคลึงกันให้กับกลุ่มผู้เรียน เทคนิคการสอน
อาจใช้อย่างเดียวหรอื หลายอยา่ งร่วมกนั โดยเปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นระบเุ ปา้ หมาย เลอื กวธิ ีการเรยี นสือ่ และ
อุปกรณ์การเรียน ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งทองจันทร์ หงส์ลดารมภ์ กล่าวว่า การเรียนรู้แบบ
เอกัตภาพ ไม่สามารถจัดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลได้ แม้ว่าการเรียนแบบนี้จะได้ผลดีมาก แต่จะทำให้
ผู้เรยี นเปน็ ผ้คู ับแคบซ่งึ ในจะการทำงานใด ๆ สำเร็จได้ดี ตอ้ งอาศัยการความรว่ มมือของทีมงาน โดยเฉพาะ
บคุ ลากรทางการแพทย์ ต้องมีผ้รู ่วมงานในทีมสุขภาพหลายระดับ วธิ สี อนแบบใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน จึงใช้การ
เรียนเป็นกลุ่มโดยให้ผู้สอนอยู่ด้วย เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ ในกลุ่มมาเป็นหลักใน
การเรยี น
รัชนีกร หงส์พนัส๑๐ กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีแนวคิดอยู่บน
พื้นฐานของทฤษฎีจิตวิทยาพุทธิปัญญานิยม (Cognitive Psychology) เป็นการเรียนรู้ โดยเน้นเกี่ยวกับ
๙ ทองจนั ทร์ หงศล์ ดารมภ์, การเรียนโดยใชป้ ญั หาเป็นหลกั , (กรุงเทพฯ:ขา่ วสารกองบริการการศกึ ษา,
๒๕๔๔).
๑๐ รัชนีกร หงสพ์ นัส, การเรียนแบบใชป้ ญั หาเปน็ หลัก : ความหมายสกู่ ารเรยี นการสอน กลุม่ สาระสงั คมศกึ ษา
ศาสนาและวฒั นธรรม,จาก http://ejournals.swu.ac.th/index.php/hm/article/view/644, (๒๕๔๗).
๑๗
การใช้กระบวนการคิด ความเข้าใจ การรับรู้สิ่งเร้าที่มากระตุ้น ผสมผสานกับประสบการณ์ในอดีต
โดยอาศัยกระบวนการทางปัญญาเข้ามามอี ิทธิพลในการเรยี นรู้
Hmelo and Evenson ได้สนับสนุนว่า การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เกี่ยวข้องกับ
การเรยี นรู้แบบสร้างสรรค์นยิ ม (Constructivism) ซ่ึงมี รากฐานมาจากทฤษฎีการเรยี นรู้ของ Piaget และ
Vygotsky ที่เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการ ที่พัฒนาสติปัญญา ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง
กระบวนการสร้างความรู้เกิดจากการที่ผู้เรียน มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และเกิดการซึมซับหรือดูดซึม
ประสบการณใ์ หม่และปรับโครงสรา้ ง สติปญั ญาให้เข้ากบั ประสบการณ์ใหม่ได้ นอกจากน้นั ยงั มีทฤษฎีการ
เรียนรู้ด้วยการค้นพบของ Bruner ซึ่งเชื่อว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงมาจากการค้นพบของแต่ละบุคคล
โดยผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ดว้ ยกระบวนการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน เมอื่ ผเู้ รยี นเผชิญกับ
ปัญหาที่ไม่รู้จะทำให้ผู้เรียน เกิดความขัดแย้งทางปัญหา และผลักดันให้ผู้เรียนไปแสวงหาความรู้และ
นำความรใู้ หมม่ าเชื่อมโยง กบั ความรู้เดิมเพื่อแก้ปัญหาได้
จากแนวคิดข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความเกี่ยวข้องกับ
สิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับ ประสบการณ์การเรียนรู้เดิมที่โยงไปเชื่อมกับประสบการณ์ใหม่ จนเกิดผลการ
เรยี นรู้ใหม่และพฒั นาทางสติปญั ญาต่อไป
๒.๒.๔ ลกั ษณะของการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน
ลกั ษณะของการจดั การเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน มลี ักษณะที่สำคัญดังท่ีนักการศึกษา
ได้กลา่ วไว้ ดังนี้
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา๑๑ ไดส้ รปุ ลักษณะสำคัญของการเรียน โดยใช้ปัญหา
เป็นฐาน (Problem–Based Learning) คือเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ต้องมีสถานการณ์ ปัญหาและ
เริ่มต้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ ด้วยการใช้ปัญหาเป็นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และ
ปัญหาที่นำมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้นั้น ควรเป็นปัญหาที่พบได้ในชีวิตประจำวันของผู้เรียน
เพื่อให้มองเห็นถึงประโยชน์อย่างแท้จริงผู้เรียนค้นหาและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed
Learning) ซง่ึ ส่งผลใหผ้ ู้เรียนตอ้ งมีความรับผิดชอบตนเอง กล่าวคือ ตอ้ งร้จู ักวางแผน การเรียนดว้ ยตนเอง
มกี ารบรหิ ารเวลารวมทงั้ ประเมินผลการเรียนรูด้ ว้ ยตนเองได้ ผูเ้ รยี นมีการเรียนรู้ เป็นกลุม่ ยอ่ ย เพ่ือร่วมกัน
ค้นหาความรู้ ส่งเสริมให้เกิดทักษะการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล เชื่อถือได้ เรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง
บุคคลและฝึกควบคุมตนเอง เพื่อพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นทีม เนื่องจากความรู้มี
๑๑ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถของเด็กในการ
อา่ น คดิ วิเคราะห์ เขยี น และสร้างองคค์ วามร้ดู ้วยตนเอง โดยเน้นผ้เู รียนเป็นสำคญั , (กรงุ เทพฯ: สำนักงานฯ, ๒๕๕๐).
๑๘
หลากหลายมาก ดังนนั้ เนอ้ื หาที่ไดม้ าจะถูกนำมาวเิ คราะหโ์ ดยกลุ่ม และมีการสังเคราะหร์ ่วมกัน เพ่ือให้ตก
ผลึกเป็นความรู้ของกลุ่ม ส่วนการประเมินผลเป็นการประเมินผลที่เกิดจากสภาพจริง โดยพิจารณาจาก
การปฏิบตั งิ านความก้าวหนา้ ในการทำงานของตัวผู้เรียนเอง
ทศิ นา แขมมณี๑๒ ไดส้ รปุ ลักษณะสำคญั ของการเรียนรูโ้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน ดังนี้
๑) ผู้สอนและผ้เู รยี นรว่ มกนั เลือกปัญหาท่ีตรงกับความสนใจหรือตามความต้องการ ของ
ผู้เรียน
๒) ผูส้ อนและผเู้ รียนมีการออกไปเผชญิ สถานการณป์ ัญหาอย่างแท้จริง หรอื ผู้สอน มีการ
จดั สถานการณใ์ หผ้ ู้เรียนเผชิญปญั หา
๓) ผู้สอนและผเู้ รียนมีการร่วมกันวิเคราะห์ปญั หาและหาสาเหตุของปัญหา
๔) ผเู้ รยี นมกี ารวางแผนการแก้ปญั หารว่ มกนั
๕) ผู้สอนมีการให้คำปรึกษาแนะนำ และช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียน ในการ
แสวงหาแหลง่ ขอ้ มูล การศกึ ษาขอ้ มูล และการวิเคราะห์ขอ้ มูล
๖) ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาทางเลือกในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย และมี การ
พิจารณาเลือกวิธที เี่ หมาะสม
๗) ผเู้ รยี นศึกษาคน้ ควา้ และแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง
๘.)ผู้เรียนลงมือแก้ปัญหารวบรวมข้อมลู วเิ คราะหข์ ้อมูล สรปุ และประเมนิ ผล
๙) ผู้สอนมีการตดิ ตามการปฏิบตั ิงานของผู้เรยี นและใหค้ ำปรึกษา
๑๐) ผู้สอนมกี ารประเมนิ ผลการเรยี นรู้ทงั้ ทางด้านผลงานและกระบวนการของผูเ้ รียน
Dolmans and Schmidt๑๓ (1995, p.1) กล่าวว่า "การเรียนรู้โดยแบบปัญหาเป็นฐาน
มีแนวคิดให้ผูเ้ รยี นพบกับปญั หาในกลุ่มย่อยภายใตก้ ารควบคุมดูแลของผูส้ อนประจำกลุ่ม ปัญหาส่วนมาก
เปน็ การบรรยายปรากฏการณห์ รือเหตกุ ารณ์ทีส่ ามารถรับร้ใู นสภาพที่เป็นจริง ปรากฏการณ์ จะถกู อธิบาย
โดยกลมุ่ ยอ่ ย บนพ้ืนฐานของหลกั การกลไกการทำงานหรือกระบวนการ"
จากการจัดการเรียนรู้ข้างต้น สรุปได้ว่า ลักษณะที่สำคัญของการจัดการเรียนรู้นี้คือ
เป็นการจัดผูเ้ รียนให้เรียนรู้แบบกลุม่ โดยผู้สอนเป็นผู้แนะนำ หรืออำนวยความสะดวกเท่านั้น การจัดการ
เรียนการสอน เริ่มต้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ ด้วยการใช้ปัญหาเป็นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ
๑๒ ทิศนา แขมมณี, ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ, (กรุงเทพฯ:
สำนกั พมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๙), หน้า ๑๓๘.
๑๓ Dolmans, D. and Schmidt H. , TheAdventages of a Problem-Based Curriculum.
Netherlands : Department of Educational Development and Research University of Limburg, (1995).
๑๙
เรียนรู้และปัญหาที่นำมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้นั้น ควรเป็นปัญหาที่พบได้ในชีวิตประจำวันของ
ผู้เรียน เพื่อให้มองเห็นถึงประโยชน์อย่างแท้จริงผู้เรียนค้นหาและแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเพื่อพัฒนา
ความสามารถในการทำงานรว่ มกันไดอ้ ย่างดี
๒.๒.๕ ข้นั ตอนของการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน
พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์๑๔ กล่าวถงึ กระบวนการเรยี นรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐานไว้ ดงั น้ี
๑) ทำความเข้าใจกบั ปญั หาเป็นอนั ดับแรก
๒) แกป้ ัญหาด้วยเหตผุ ลทางคลนิ ิกอยา่ งมที ักษะ
๓) คน้ หาการเรยี นรดู้ ้วยระบวนการปฏสิ มั พนั ธ์
๔) ศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง
๕) นำความรู้ท่ีได้มาใหมใ่ นการแกป้ ญั หา
๖) สรปุ สิ่งทไี่ ด้เรยี นรู้แล้ว
วลั ลี สัตยาศัย๑๕ กล่าวถงึ ขน้ั ตอนการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐานไว้ ดังนี้
๑). ทำความเข้าใจกับศัพท์ และมโนทัศน์ (Clarify terms and concepts not readily
comprehension) ผู้เรียนจะต้องพยายามทำความเข้าใจกับคำศัพท์ หรือมโนทัศน์ของโจทย์ ปัญหา ที่
ไดร้ บั กอ่ น หากมคี ำศัพท์ หรอื มโนทัศน์ใดท่ยี ังไม่เข้าใจ หรือเขา้ ใจไม่ตรงกนั จะต้องพยายามหา คำอธิบาย
ใหช้ ดั เจน โดยใช้ความร้เู ดิมของสมาชกิ ในกลมุ่ หรอื ในบางกรณีอาจต้องใชพ้ จนานุกรมมาใช้ ในการอธิบาย
๒. ระบปุ ัญหา (Define the problem) หลงั จากทไ่ี ดท้ ำความเขา้ ใจกับคำศัพท์หรือ มโน
ทัศน์ในขั้นตอนแรกแล้ว กลุ่มผู้เรียนจะต้องช่วยกันระบุปัญหาจากโจทย์ปัญหาดังกล่าว โดยที่ สมาชิก
ภายในกล่มุ จะต้องมคี วามเขา้ ใจต่อปญั หาที่ตรงกนั หรอื สอดคลอ้ งกัน
๓). วิเคราะห์ปัญหา (Analyze the problem) สมาชิกในกลุ่มจะต้องช่วยกันระดม
สมอง วิเคราะห์ปัญหาและหาเหตุผลมาอธิบาย โดยอาศัยความรู้เดิมของสมาชิกในกลุ่ม เป็นการ
ใช้Brainstorming ในการคิดอยา่ งมเี หตุผล สรปุ รวบรวมความรู้และแนวคดิ ของสมาชกิ เกี่ยวกับขบวนการ
และกลไกการเกิดปัญหา เพื่อที่จะนำไปสู่การสร้างสมมุติฐานต่าง ๆ (Hypothesis) อันสมเหตุสมผล
สำหรับใช้ในการแก้ปญั หาน้นั
๑๔ พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์, การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน PROBLEM-BASED LEARNING, ชลบุรี :
(มหาวทิ ยาลัยบูรพา, ๒๕๔๔), หนา้ ๔๒.
๑๕ วัลลี สัตยาศัย, การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ หลักรปู แบบการเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง, (กรุงเทพฯ:
บคุ๊ เนท็ , ๒๕๔๗), หนา้ ๑๗-๑๙.
๒๐
๔). การตั้งและจัดลำดับความสำคัญของสมมุติฐาน ( Identify the Priority of
Hypotheses Formulate Hypotheses) หลังจากที่ได้วิเคราะห์แล้ว สมาชิกในกลุ่มจะช่วยกัน
ตงั้ สมมตฐิ านท่ีเช่ือมโยงปัญหาดังกลา่ ว ตามที่ได้วเิ คราะหใ์ นขั้นตอนที่ 3 แลว้ นำสมมุตฐิ านดังกล่าว มาจัด
เรยี งลำดบั ความสำคญั
๕). สร้างวัตถุประสงค์การเรียนรู้(Formulate Learning Objective) สมาชิกในกลุ่ม
จะร่วมกันกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ในการแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเป็น เพื่อนำมาใช้ในการ
พสิ จู นห์ รือล้มลา้ งสมมตฐิ านท่ไี ด้คดั เลือกไว้
๖). แสวงหาความรู้เพิ่มเตมิ นอกกลุ่ม (Collect additional information outside the
group) สมาชกิ แต่ละคนในกลุ่มจะมีหนา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบในการแสวงหาความรูเ้ พ่ิมเติมตาม วตั ถปุ ระสงค์ท่ีได้
กำหนดไว้
๗). สังเคราะห์ข้อมูลและพิสูจน์สมมติฐาน (Synthesize and test newly acquired
information) สมาชิกในกลุ่มจะช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลที่หามาได้เพื่อพิสูจน์สมติฐานที่วางไว้สรุปผล
เรียนรู้ที่ได้มาจากการศึกษาปัญหา รวมทั้งแนวทางในการนำความรู้ หลักการ ไปใช้ในการแก้ปัญหาใน
สถานการณ์ทว่ั ไป
ยุรวัฒน์ คล้ายมงคล๑๖ ได้กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ ปัญหาเป็นฐาน ๗
ขนั้ ตอนดงั น้ี
๑). เตรยี มปัญหาเพอ่ื สรา้ งปญั หา สำหรับการเรยี นตามเนื้อหากระบวนการท่ตี อ้ งการ
๒). สร้างความเชื่อมโยงสู่ปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกว่า มีปัญหาที่สำคัญ สร้างให้เกิด
ความสนใจ
๓). สร้างกรอบของการศกึ ษา เพื่อสร้างกรอบหรอื ขอบเขตให้การศกึ ษา เป็นรูปธรรมข้นึ
สามารถดำเนนิ การไดต้ ามทศิ ทางท่ีวางไว้
๔). ศึกษาค้นคว้าโดยกลุ่มย่อย เพื่อรวบรวมข้อมูลใช้ในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหา
ท่ีกำหนดไวต้ ามกรอบการศึกษา
๕). ตัดสินใจหาทางแก้ปัญหา เพื่อประเมินแนวคิดในการแก้ไขปัญหา ซึ่งพิจารณาตาม
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา แล้วตดั สนิ ใจเลือกวิธีแก้ไขปญั หา
๑๖ ยุรวัฒน์ คล้ายมงคลม, การพัฒนากระบวนการการเรียนการสอนโดยการประยุกต์แนวคิด การใช้ปัญหา
เป็นหลัก ในการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมสมรรถภาพทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ที่มี
ความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ (วิทยานิพนธ์ปริญญา มหาบัณฑิต, (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๕).
๒๑
๖). สร้างผลงาน เพ่ือสร้างผลงานดำเนนิ การที่ได้วางไว้
๗). ประเมนิ ผลการเรยี นรู้ เพื่อสรปุ ด้านเน้ือหา กระบวนการ สร้างความเช่ือมโยง
กับเหตุการณท์ ่ีเกีย่ วข้อง
จากการศึกษาสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ต้องอาศัยข้อมูล
สนับสนุนจากความจริงและความรู้เดิมของสมาชิกในกลุ่ม เพื่อพิจารณาหาข้อยุติสำห รับสมติฐานที่
สามารถปฏิเสธไดใ้ นขนั้ ต้น และคดั เลือกสมมุติฐานท่สี ำคญั ทีจ่ ำเปน็ ตอ้ งแสวงหาความรู้มาเพ่ิมเตมิ ตอ่ ไป
๒.๒.๖ บทบาทของครูผู้สอนในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้แบบปญั หาเปน็ ฐาน
วัลลี สัตยาศัย๑๗ สามารถสรุปได้ว่า ในการจัดกิจกรรมครูมีบทบาทสำคัญ ในการจัด
กิจกรรมครูมีบทบาทสำคัญในฐานะทเี่ ปน็ ผู้อำนวยให้นักเรยี นคดิ กระทำกจิ กรรมดา้ นต่าง ๆ เพ่ือให้เกดิ การ
เรยี นรู้ ดงั น้ี
๑) วางโครงสร้างบทเรียนดว้ ยสถานการณป์ ญั หา ทสี่ อดคลอ้ งกับเป้าหมายของ หลกั สตู ร
และความสนใจของผู้เรียน การตั้งปัญหาหรือสถานการณ์ให้ตรงกับหลกั สูตรเป็นหลักการ สำคัญของการ
จดั กิจกรรมเรยี นรู้
๒) ใช้คำถามท้าทาย ให้เกิดการสำรวจเพื่อนำไปสู่การสร้างมโนมิติและเกิดการ
ตรวจสอบแนวคิดของตนเอง โดยการตั้งคำถามให้ผู้เรียนบอกถึงเหตุผลและอธิบายรายละเอียด
ของ ขั้นตอนการกระทำหรือแนวคดิ ตา่ ง ๆ การท้าทายให้ผู้เรียนตรวจสอบแนวคิดการใช้คำถามให้ผู้เรยี น
สามารถค้นพบหนทางหรือเหตุผลด้วยตนเอง เป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้มีทักษะใน
การคิดเชงิ เหตุผลด้วย
๓) ช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดความชัดเจนในการสื่อสารและนำเสนอ แนะนำให้ใช้ ภาษา
และสัญลักษณ์ที่เหมาะสม ตลอดจนตั้งคำถามให้ผู้เรียนอธิบายและขยายความเพิ่มเติมครูควร แนะนำให้
ผู้เรียนเรียนรู้ศัพท์หลังจากที่มีมโนมิติก่อน ถ้าผู้เรียนได้รับคำศัพท์หรือสัญลักษณ์ก่อนมีมโน มิติทำให้
ผู้เรียนพยายามจำ โดยไม่เขา้ ใจ ทำใหม้ ีเจตคติทางลบได้
๔) สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนในเวลาที่จำเป็นและ
เหมาะสม หลกี เลย่ี งการตคี ่าหรือแก้แนวคิดของผู้เรียน ใชค้ ำถามทใี่ ห้ผ้เู รยี นสามารถคน้ พบทางด้วยตนเอง
๕) พยายามทำความเข้าใจและค้นหารายละเอียดในคำตอบหรือแนวคิดของผู้เรียน
ตลอดจนสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนเพื่อวินิจฉัยความก้าวหน้าในการเรียน สำนักงานคณะกรรมการ
๑๗ วัลลี สตั ยาศัย, การเรียนรู้โดยใชป้ ญั หาเปน็ หลัก รูปแบบการเรียนรูโ้ ดยผู้เรียนเปน็ ศนู ยก์ ลาง, (กรุงเทพฯ:
บคุ๊ เน็ท.,๒๕๔๗), หนา้ ๕๗-๗๐.
๒๒
การศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยลักษณะผู้สอนในการจัดการเรียนรู้โดย
ใช้ปญั หาเปน็ ฐานดังน้ี
๑) ครูผู้สอนต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจสูง และรู้จักแสวงหาความรู้ในการพัฒนา
ตนเอง อยู่เสมอ
๒) ครูผู้สอนจะต้องรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีความเข้าใจในศักยภาพผู้เรียน
เพอื่ ใหค้ ำแนะนำช่วยเหลอื ผู้เรียนได้ทกุ เม่ือ
๓) ครูผู้สอนต้องเข้าใจในขั้นตอนของแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
เปน็ ฐาน อยา่ งถอ่ งแทท้ ุกข้นั ตอน เพอ่ื แนะนำใหค้ ำปรกึ ษากับผเู้ รียนได้อยา่ งถกู ต้อง
๔) ครูผู้สอนจะตอ้ งมที ักษะและศักยภาพสูงในสังคม ไมม่ ขี อ้ ยตุ ิ
๕) ครูผู้สอนจะต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการการจัดหา สนับสนุนสื่อ
อปุ กรณ์ การเรียนรู้อยา่ งเหมาะสม พอเพยี ง การจัดเตรียมห้องสมุด อินเทอร์เนต็ ฯลฯ
๖) ครูผู้สอนจะต้องมีจิตวิทยาสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียน
เกดิ การตน่ื ตวั ในการเรียนรตู้ ลอดเวลา
๗) ครูผู้สอนจะต้องชี้แจงและปรับทัศนะคติของผู้เรียนให้เข้าใจเห็นคุณค่าใน
การเรยี นรู้
๘) ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ ความสามารถในด้านการวัดและประเมินผลของ
ผเู้ รียน ตามสภาพจริง ใหค้ รอบคลุมทั้งดา้ นความร้ทู กั ษะ กระบวนการ เจตคติ ให้ครบทกุ ขนั้ ตอน
๒.๒.๗ ข้อดแี ละขอ้ จำกดั ของการจัดการเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน
ข้อดีและข้อจำกดั ของการจัดการเรยี นการสอนแบบใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน
พวงรัตน์ บญุ ญานุรกั ษ์๑๘ สรปุ ได้ ดงั นี้
๑) ขอ้ ดี
๑.๑ สนับสนุนให้มีการเรียนรู้อย่างลุ่มลึก (Deep Approach) ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียน
เรยี นอยา่ งเขา้ ใจและสามารถจดจำได้นาน และเกิดเป็นการเรยี นรู้อย่างแท้จรงิ
๑.๒ สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติจำเป็นที่ทุกคนควรมี
เพราะสามารถพฒั นาไปเป็นผู้ที่มกี ารเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ
๑๘ พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์, การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน PROBLEM-BASED LEARNING, (วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญามหาบณั ฑิต), ชลบุรี: มหาวทิ ยาลยั บรู พา,(๒๕๔๔), หนา้ ๔๔.
๒๓
๑.๓ โจทย์ปัญหาที่ใช้ในการเรียนรู้จะส่งผลให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของสิ่งที่เรียน
กบั การปฏิบัติงานในอนาคต ทำใหเ้ กิดแรงจูงใจในการเรยี นรสู้ ามารถจดจำไดด้ ีขึน้
๑.๔ ทั้งครูและผู้เรียนสนุกกับการเรียน ส่วนผู้เรียนรู้สึกสนุกกับการเรียนได้เพราะมี
บทบาทในการเรียนรู้เอง เช่น การอภิปรายถกเถียงในระหว่างการทำกลุ่มย่อย ฝ่ายครูเห็นพัฒนาการ
ทางดา้ นความคดิ และทักษะต่าง ๆ ที่เกดิ ขึน้ ในตวั ผู้เรยี น นอกจากน้ีครูยงั ได้มีโอกาสเรียนรขู้ ้ามสาขาที่ ตน
ชำนาญ เนื่องจากโจทย์เปน็ แบบบูรณาการโดยเรียนรไู้ ปกับผูเ้ รียนสามารถเห็นความเชื่อมโยงของ ศาสตร์
ต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เกดิ ความคดิ กว้างไกล
๑.๕ ส่งเสริมสนับสนุนการทำงานเป็นทีม ช่วยให้เกิดการตัดสินใจแบบองค์รวม
ซ่งึ มปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลมากกว่าการทำงานเดีย่ ว
๑.๖ ส่งเสริมสนับสนุนให้มีโอกาสฝึกทักษะการสื่อสาร การแก้ปัญหา การคิด อย่างมี
วจิ ารณญาณ การหาข้อสรปุ เมือ่ มคี วามขัดแยง้
๑.๗ ผเู้ รยี นมเี สรภี าพในการเรยี นรู้ด้วยตนเองอย่างชัดเจน
๑.๘เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางผู้เรียนจะเปลี่ยนจากการเรียนแบบรับฟัง
และท่องจำมาเป็นผ้มู ีสว่ นรว่ ม กำกับ และรับผิดชอบต่อการเรียนร้ขู องตน
๑.๙ มีการบูรณาการระหว่างสาขาวิชา สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงทางวิชาชีพ
ทตี่ ้องใชห้ ลาย ๆ วิชามารวมกนั ในการวินจิ ฉัยและแก้ปญั หา
๑.๑๐ เป็นการเรียนรู้แบบความคิดสร้างสรรค์ เพราะผู้เรยี นต้องอาศัยความรู้ เดิมท่ีมีอยู่
มาสร้างเปน็ องค์ความรู้ใหม่ข้นึ มา
๑.๑๑ เสริมสรา้ งความสามารถในการใช้ทรัพยากรของผ้เู รียนไดด้ ขี ึ้น
๑.๑๒ ส่งเสรมิ การสะสมการเรยี นรู้และการคงรกั ษาขอ้ มูลใหม่ไว้ไดด้ ีขึน้
๒. ข้อจำกัด
๒.๑ ผูเ้ รียนอาจไม่มน่ั ใจในความรู้ท่ตี นค้นคว้ามา เพราะไมส่ ามารถกำหนด วตั ถุประสงค์
อาจมีผลกระทบในทางลบเกยี่ วกบั การเรยี นได้
๒.๒ ตอ้ งใชเ้ วลาเพ่ิมขึ้น ทง้ั ฝ่ายผูเ้ รยี นและผสู้ อน ฝา่ ยผเู้ รียน เนือ่ งจากต้องค้นคว้า และ
ศึกษาด้วยตนเองจึงต้องการเวลามากขึ้น เมื่อเทียบกับการเรียนโดยการฟังบรรยาย ฝ่ายผู้สอน จะต้องใช้
เวลาค่อนขา้ งมากในชว่ งเตรียมการ
๒.๓ เนื้อหาในส่วนวิทยาศาสตร์พื้นฐานถูกตัดทอนลง ข้อความดังกล่าวเป็น ความจริง
แต่สิ่งที่ถูกตัดทอนออกไปอาจไม่มีความจำเป็นในการเรียนการสอน ในสาขาวิชาแพทยศาสตร์ หรือ
๒๔
อาจไม่จำเปน็ ในการเรยี นการสอนในระดบั ปริญญาตรีดังนัน้ เน้อื หาท่ีคงไว้จะเป็นเน้ือหาทีม่ ี ความเกยี่ วข้อง
กับวิชาชีพ หรือการเรยี นรู้ในชน้ั ปีทีส่ ูงขึ้นตอ่ ไป (Clinical Years)
๒.๔ การเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลักนี้ อาจไม่เหมาะกับผู้เรียนที่ไม่ชอบ
การอภปิ รายถกเถียง ชอบฟังมากกว่า
๒.๕ ในกรณีที่จำนวนผู้เรียนมาก ต้องการการลงทุนมาก ทั้งวัสดุ เวลา และยาก ในการ
บริหารจัดการแต่สามารถเป็นไปได้ในส่วนที่เป็นข้อเสีย จะเห็นได้ว่าจะต้องมีการติดตามและ เฝ้าระวัง
การจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง และทำการปรับเปลี่ยนแก้ไขตามเห็นสมควร ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิด
ประโยชนส์ ูงสูดแกผ่ ูเ้ รียน นอกจากน้จี ะตอ้ งมกี ารเตรียมผ้เู รียนให้รบั รู้และตระหนักถงึ หน้าที่รับผดิ ชอบใน
การเรียนรู้ด้วยตนเอง ให้คำปรึกษาในระยะแรกของการเรียนที่อาจยังปรับตัวไม่ได้ และต้องเตรียมครู
ให้ตระหนักถึงบทบาทที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการสอนในกลุ่มย่อย การเตรียมบทเรียน การวัด และ
การประเมินผล เป็นต้น ทั้งนี้หากได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนจะสามารถลดทอน ปัญหาหรือข้อเสียของ
การเรียนแบบนีล้ งได้บ้าง
๒.๖ เปน็ การเรียนรูท้ ีต่ อ้ งใช้ความรบั ผิดชอบและความมวี นิ ัยในตัวเองสูง
๒.๗ ครูผสู้ อนอาจไมส่ ามารถใช้ความร้ขู องตนเองท่มี ีอยู่มาถา่ ยทอดใหผ้ ู้เรียน
๒.๘ การเรียนรู้ที่เกิดจากผู้เรียนเป็นคนกำกับดูแลเอง มีแนวโน้มที่จะเป็นการเรียนรู้
อย่างไมเ่ ป็นระบบ ไมร่ วู้ า่ อะไรสำคัญและไม่สำคัญ
จากความสำคญั และความหมายของการจัดกจิ กรรมเรยี นรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานข้างต้น
สรปุ ได้วา่ เป็นการจัดกจิ กรรมการเรยี นทสี่ ่งเสริมให้ผู้เรียน ไดฝ้ กึ การคิดแก้ไขปญั หาจากสถานการณ์จริงที่
ใกลต้ วั ฝกึ การทำงานเป็นกลุ่ม ไดส้ อื่ สารและแบ่งปันความรู้กันเองโดยไม่จำกัด ดังนั้นการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานจึงช่วยส่งเสริมการคิด แก้ปัญหาและยังพัฒนาผลสัมฤทธิ์ได้อีกด้วย
จากขอ้ สนับสนนุ ที่กล่าวมาขา้ งต้น ผวู้ จิ ัยจงึ ได้นำการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานมาปรับ
ใชก้ บั การจัดการเรยี นการสอนในวจิ ัยครั้งนี้ เพ่ือเปน็ การพฒั นาศกั ยภาพของผเู้ รยี นตอ่ ไป
๒.๓ ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
๒.๓.๑ ความหมายของผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
เมื่อกล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแล้วทุกคนต้องนึกถึงนักเรียนที่มีความเก่ง ฉลาด
สามารถใช้สติปัญญาที่ตนเองมีอยู่ เพื่ออยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุขนอกจากการปรับตัวทางสังคมที่
๒๕
เหมาะสมกับตัวเอง แล้วนักเรียนทั้งหมดต่างต้องการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ เพราะ
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นสามารถเปน็ ตวั กำหนดความก้าวหนา้ ในอนาคตได้๑๙
ภพ เลาหไพบูลย์๒๐ ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นพฤติกรรมท่ี
แสดงออกถึงความสามารถในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้จากการไม่เคยกระทำได้ หรือกระทำได้น้อย
กอ่ นท่ีจะมกี ารเรยี นการสอนซึ่งเป็นพฤติกรรมที่วัดได้
สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยใี ห้ความหมายวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนวา่ เป็นการประเมนิ สมรรถภาพของผู้เรยี นจะต้องมีเคร่ืองมือการประเมินประสิทธภิ าพทีม่ ีทั้ง วิธีการ
ประเมินกจิ กรรม เกณฑก์ ารประเมิน และแบบประเมนิ เปน็ ส่วนหนงึ่ ของเคร่อื งมือการประเมนิ ทผ่ี ้สู อนต้อง
ให้ความสำคัญ และกำหนดสาระสำคัญของการประเมินไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อการเตรียมความ
พร้อมไวก้ อ่ นการจัดการเรียนการสอน
สุวิมล ติรการนนั ท์๒๑ ให้ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรียน หมายถงึ ระดบั ความรู้
ความเขา้ ใจของกลมุ่ เปา้ หมายทไี่ ด้จากการเรียนรู้ในช้นั เรียน
เยาวดี วิบลู ศรี๒๒ ให้ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น หมายถงึ คุณลกั ษณะ และ
ประสบการณ์เรียนรู้ที่ดีขึ้นจากการฝึกอบรม หรือจากการสอนจึงเป็นการตรวจสอบความสามารถ หรือ
ความสมั ฤทธิ์ผลของบุคคลวา่ เรียนรูแ้ ล้วเท่าไรมคี วามสามารถชนิดใด
กนกวรรณ โพธิ์ทอง๒๓ ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ความสำเร็จ และความสามารถของบุคคลที่พัฒนาขึ้นอันเกิดจากการเรียน การสอน การฝึกอบรม
ซึ่งประกอบดว้ ยความสามารถทางสมอง ความรู้ ทกั ษะ ความรู้สกึ และคา่ นิยมตา่ ง ๆ
ชวาล แพรตั กุล ๒๔ ให้ความหมายว่าผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นเป็นความสำเรจ็ ด้านความรู้
ทักษะและสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของสมองนั่น คือ ผลสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนจะประกอบด้วยสิ่งสำคญั
อยา่ งน้อย ๓ ส่ิงคือ ความรู้ สมรรถภาพ ด้านตา่ งๆ ของทกั ษะสมอง
๑๙ อรุ างค์ อุตสาหะ, การจัดการเรยี นรู้, (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๙), หน้า ๒๒-๒๓.
๒๐ ภพ เลาหไพบูลย์, รูปแบบการจัดการศึกษาต่อเนื่องในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน, วิทยานิพนธ์การศึกษา
ดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาการศึกษาผู้ใหญ่ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ, ๒๕๕๐, หนา้ ๒๘.
๒๑ สุวิมล ติรการนนั ท์, หลกั การวัดและประเมนิ ผลการศึกษา, (กรุงเทพฯ: เฮ้าสอ์ อฟเคอร์, ๒๕๕๐), หน้า๘๖.
๒๒ เยาวดี วิบูลศรี, การประเมินโครงการแนวคิดและแนวปฏิบัติ, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๐), หนา้ ๙๘.
๒๓ กนกวรรณ โพธท์ิ อง, พัฒนาการสอน, ( กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๔๔), หน้า ๑๒.
๒๔ ชวาล แพรตั กุล, ทักษะกระบวนการเรยี นร,ู้ (กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานิช, ๒๕๕๒), หนา้ ๕๖.
๒๖
สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จในด้านความรู้ทักษะ และ
สมรรถภาพด้านต่างๆ ของนักเรียนซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้เรียนทั้งหมดต่างต้องการมี
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนท่ีสงู ขน้ึ ทัง้ นี้ เพราะผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนสามารถเป็นตวั กำหนดความก้าวหน้า
ในอนาคตได้
๒.๓.๒ องค์ประกอบทม่ี อี ิทธิพลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
บลมู (Bloom)๒๕ กล่าวว่าสิง่ ที่มอี ิทธิพลตอ่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นมอี ยู่ ๓ ตัวแปร คือ
๑. พฤติกรรมด้านปัญญา (Cognitive entry behavior) เป็นพฤติกรรมด้านความรู้
ความคิดความเข้าใจ หมายถึง การเรียนรู้ที่จำเป็นต้องการเรียนเรื่องนั้น และมีมาก่อนเรียน ได้แก่ ความ
ถนดั และพ้ืนฐานความรูเ้ ดมิ ของผู้เรียนซึ่งเหมาะสมกับการเรยี นรู้ใหม่
๒. คุณลักษณะทางอารมณ์ (Affective entry characteristic) หมายถึง แรงจูงใจใฝ่
สมั ฤทธท์ิ ท่ี ำใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ ความอยากเรยี นเกดิ ความอยากรูใ้ นสง่ิ ใหม่ ๆ ไดแ้ ก่ ความสนใจในวชิ าท่เี รียนเจต
คตทิ ด่ี ตี ่อเนอ้ื หาวิชาและสถาบันทใี่ หก้ ารยอมรับความสามารถของตวั เอง
๓. คุณภาพการเรียนการสอน (Quality of instruction) หมายถึง ประสิทธิภาพการ
เรียนการสอนที่ผู้เรียนได้รับ ได้แก่ การชี้แนะให้คำแนะนำ การปฏิบัติ การบอกจุดมุ่งหมายของการเรียน
และงานที่ต้องทำให้ผู้เรียนทราบอย่างชัดเจน การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนการ
เสริมแรงของผู้สอนที่มีตอ่ ผู้เรียน การใช้ข้อมูลย้อนกลบั หรือการให้ผู้เรียนรู้ผลว่าตนเองกระทำได้ถูกต้อง
หรอื ไม่ และการแกไ้ ขขอ้ บกพร่อง
วรรธนพงศ์ สทิ ธิโชค๒๖ ไดก้ ลา่ วถงึ องค์ประกอบตา่ งๆ ที่มีอทิ ธพิ ลต่อผลสมั ฤทธทิ์ างการ
เรียน ซึ่งสามารถสรุปได้ดงั น้ี
๑) องคป์ ระกอบเกีย่ วกับตัวนักเรยี น ไดแ้ ก่
๑.๑) การเจริญเตบิ โตของร่างกาย สขุ ภาพ ขอ้ บกพร่องทางกาย
๑.๒) สตปิ ญั ญาของนกั เรียน
๑.๓) เจตคติต่อโรงเรยี นครู และวิชาที่เรียน
๒๕ ศิลา สงอาจินต์, ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสืบเสาะความรู้ที่มีต่อความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ ความสามารถในการคิดแกป้ ัญหาและผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี
ที่ ๕, (วทิ ยานพิ นธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าหลักสูตรและการสอน, มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ, ๒๕๕๔), หน้า ๘๐.
๒๖ วรรธนพงศ์ สิทธิโชค, สาเหตุความด้อยสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษา
ตอนปลายในกรุงเทพมหานคร (Unpublished Master's thesis), (กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๐),
หน้า ๑๔ - ๑๕.
๒๗
๑.๔) วฒุ ภิ าวะแรงจงู ใจ หรอื มโนมติ แิ ห่งคน
๑.๕) นิสัยในการเรียน หรือวิธกี ารเรยี น
๑.๖) คณุ ลักษณะของนักเรียน
๑.๗) พฤติกรรมของนกั เรยี นการปรบั ตัวรู้
๑.๘) ความรู้ ความสามารถ ความคดิ ของนกั เรียน
๑.๙) เวลาทน่ี กั เรยี นใชใ้ นโรงเรียน และนอกโรงเรียน
๒) องค์ประกอบเดียวกับโรงเรยี น
๒.๑) ลักษณะของโรงเรยี นและชมุ ชน
๒.๒) หลกั สตู ร
๒.๓) สภาพการณ์ภายในโรงเรียน
๓) องค์ประกอบเกีย่ วกับครู
๓.๑) คณุ ลกั ษณะของครู
๓.๒) พฤติกรรมของครู
๓.๓) คุณภาพการสอนของครู
๔) สภาพแวดลอ้ ม
๔.๑) ความสมั พนั ธก์ ับสมาชกิ ในครอบครัว
๔.๒) ความสมั พันธก์ ับเพ่อื นวยั เดยี วกันท้ังใน และนอกโรงเรียน
๔.๓) วฒั นธรรมและสังคม
๔.๔) สภาพสงั คมในห้องเรยี น
จากการศึกษา องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า
องค์ประกอบท่มี อี ิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเรยี นการสอนทจ่ี ะประสบความสำเร็จได้นั้นข้ึนอยู่
กับองค์ประกอบ ด้านตัวนักเรียน ด้านตัวครู ด้านสังคม และปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงที่สำคัญ คือ วิธีการ
จดั การเรยี นรู้
๒๘
๒.๓.๓ การประเมินผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
ล้วน สายยศ และองั คณา๒๗ สายยศ สรปุ ได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ ได้เปน็ ๒ พวก
คอื
๑. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของคำถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งเป็นข้อคำถาม
เกยี่ วกบั ความรูที่นกั เรียนได้เรียนในห้องเรียนว่านักเรยี นมคี วามรู้มากแคไหน บกพรองตรงไหนจะได ้สอน
ซอ่ มเสรมิ หรอื เปน็ การวัดความพรอ้ มทจ่ี ะไดเ้ รียนในบทเรียนใหมข่ ้ึนอย่กู ับความต้องการของครู
๒. แบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบประเภทนี้สร้างขึ้นจาก ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละ
สาขาวิชา หรือจากครูผู้สอนวิชานั้น แต่ผ่านการทดลองคุณภาพหลายครั้ง จนกระทั่งมีคุณภาพดีจึงสร้าง
เกณฑ์ ปกตขิ องแบบทดสอบนน้ั สามารถใช้เปน็ หลักเปรยี บเทียบ ผลเพือ่ ประเมินคา่ ของการเรยี นการสอน
ใน เรื่องใดๆ ก็ได้ แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคู่มือ ดำเนินการสอบ บอกวิธีสอนและยังมีมาตรฐานในดา้ น
การแปลคะแนนด้วยทั้งแบบทดสอบที่ครู สร้างขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐานมีวิธีการสร้างข้อคำถาม
เหมือนกัน เป็นคำถามที่วัดเน้ือหา และพฤติกรรมที่สอนไปแล้ว จะเป็นพฤติกรรมที่สามารถตั้งคำถาม
วัดได้ซึ่งควรวัดให้ครอบคลุม พฤติกรรมตา่ งๆ ดังน้ี ๑.) ความรคู้ วามจำ, ๒.) ความเข้าใจ, ๓.) การนำไปใช้,
๔.) การวเิ คราะห,์ ๕.) การสังเคราะห์, ๖.) การประเมนิ คา่
Bloom อ้างถึงใน วิรัช วรรณรัตน์๒๘ ได้ลำดับขั้น ของความรู้ไปใช้ในการเขียน
วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม ด้านความรู้ ความคิดไว้ ๖ ขน้ั ดงั นี้
๑) ความรคู้ วามจำ หมายถงึ การระลกึ หรือทอ่ งจำความร้ตู ่างๆ ท่ีไดเ้ รียนมาแล้วโดยตรง
รวมถึงการระลึกถึงข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆ ไปจนถึงกฎเกณฑ์ทฤษฎีจากตำรา ดังนั้นขั้นความรู้ความจำจึง
จัดได้ว่าเป็นข้นั ต่ำสุด
๒) ความเข้าใจ หมายถึงความ สามารถที่จะจับใจความสำคัญของเนื้อหาที่นักเรียนได้
เรยี นไปหรอื อาจแปลความจากตวั เลขการสรปุ การย่อความตา่ ง ๆ การเรยี นรู้ ในขัน้ นีถ้ อื ว่าเป็นขน้ั ทีส่ ูงกว่า
การท่องตามปกติอกี ชัน้ หนึ่ง
๓) การนำไปใช้ หมายถึง ความสามารถที่จะนำความรูท้ ี่นักเรยี นได้เรียนมาแล้ว ไปใช้ใน
สถานการณ์ใหม่ ดังนั้นในขั้นนี้จึงรวมถึงความสามารถในการเอากฎมโนทัศน์ หลักสำคัญวิธีการใช้การ
๒๗ ลว้ น สายยศ และ องั คณา สายยศ, เทคนคิ การวจิ ัยเพอื่ การศึกษา, พมิ พค์ รัง้ ที่ ๕,(กรงุ เทพฯ : สวุ ีรยิ าสาส์น
, ๒๕๓๘), หน้า ๑๔๖ - ๑๔๗.
๒๘ วิรัช วรรณรัตน์, การวัดและการประเมินผลการศึกษา, (กรุงเทพฯ : สำนักงานทดสอบทางการศึกษา และ
จติ วิทยามหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๓๙), หนา้ ๓๙ - ๔๖.
๒๙
เรียนรู้ในขั้นนี้ ถือว่านักเรียนจะต้องมีความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดีเสียก่อน จึงจะนำความรู้ไปใช้ไ ด้
ดงั น้นั จงึ จดั อันดบั ให้สูงกวา่ ความเข้าใจ
๔) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะแยกแยะเนื้อหา วิชา ลงไปเป็น
องค์ประกอบย่อยๆเหล่านั้น เพื่อที่จะได้มองเห็นหรือเข้าใจความเกี่ยวโยงต่างๆในขั้นนี้ จึงรวมถึงการ
แยกแยะหาส่วนประกอบย่อย ๆ หาความสัมพันธ์ระหว่างสวนย่อย ๆ เหล่านั้นตลอดจนหลกั สำคัญต่าง ๆ
ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง การเรียนรู้ในขั้นนี้ถือว่าสูงกว่าการนำไปใช้และต้องเข้าใจท้ังเนื้อหา และโครงสร้างของ
บทเรียน
๕) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนำเอาส่วนย่อยๆ มาประกอบกันเป็นส่ิง
ใหม่ การสังเคราะห์จึงเกี่ยวกับการวางแผน การออกแบบการทดลอง การตั้งสมมติฐาน การแก้ปัญหา
ทย่ี าก ๆ การเรียนรู้ในระดับนเี้ ปน็ การเน้นพฤตกิ รรมสรา้ งสรรค์ในทางทีจ่ ะสร้างแนวคิด หรือแบบแผนใหม่
ๆ ขึ้นมาดงั นัน้ การสังเคราะหเ์ ป็นสิ่งทสี่ ูงกว่าการวเิ คราะห์อีกชั้นหน่ึง
๖) การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับคุณค่าต่างๆ ไม่ว่าจะ
เป็นคำพูด นวนิยาย บทกวี หรือรายงานการวิจัย การตัดสินใจดังกล่าวจะต้องวางแผนอยู่บนเกณฑ์
ที่แน่นอน เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะเป็นสิ่งที่นักเรียนคิดขึ้นมาเอง หรือนำมาจากที่อื่นก็ได้การเรียนรู้ในขั้นน้ี
ถือว่าเป็นการเรียนรูข้ น้ั สูงสุด
จากการศึกษาการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน สามารถจำแนกออกเป็น ๒ ประเภท คือ การประเมินที่สร้างโดยครูผู้สอนในรายวิชานั้นๆ
และ การประเมินที่สร้างโดยกลุ่มผูเ้ ชี่ยวชาญของสาขาวิชาต่างๆ การสร้างแบบประเมิน จะมีการประเมนิ
หลายดา่ น เช่น ความรู้ ความเข้าใจ ในเนอื้ หาวิชาน้นั ๆ เปน็ ตน้
จากที่ได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการวัดผลสัมฤทธิ์ เพื่อนำไปใช้ในการสร้าง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนรู้ ในรายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม
เรื่อง วันหยุดราชการที่สำคัญ เพื่อให้แบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ มีความเหมาะสมกับเน้ื อหา
และสอดคล้องกบั จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ และเลือกใชใ้ ห้เหมาะกับผู้สอบ โดยผวู้ ิจัยเลอื กใชห้ ลักการวัดผล
ตามแนวคิดของ Bloom ในด้านพุทธิพิสัย คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์
การสงั เคราะห์ และการประเมนิ ค่า
๓๐
๒.๔ แนวคิด ทฤษฎีเกย่ี วกบั ความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรียนรู้
๒.๔.๑ ความหมายความพงึ พอใจตอ่ การจัดการเรยี นรู้
ชริณี เดชจินดา๒๙ ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึก
นึกคิด หรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องความรู้สึกพอใจ จะเกิดขึ้นเม่ือ
ความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนอง หรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง ความรู้สึกดังกล่าวจะ
ลดลง และไม่เกิดข้นึ หากความตอ้ งการหรือจุดมุ่งหมายนน้ั ไมไ่ ด้รับการตอบสนอง
สง่า ภู่ณรงค์๓๐ ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับ
ความสำเรจ็ ตามความมงุ่ หมาย หรอื เป็นความรู้สึกขนั้ สดุ ทา้ ยท่ีได้รบั ผลสำเร็จตามวัตถปุ ระสงค์
ปริญญา จารรัชต์และคณะ๓๑ กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ท่าทีความรู้สึก หรือ
ทศั นคติในทางท่ีดขี องบุคคลท่ีมีตอ่ ส่ิงที่ปฏิบตั ิ รว่ มปฏบิ ตั ิ หรือไดร้ บั มอบหมายให้ปฏบิ ัติ โดยผลตอบแทน
ทไี่ ด้รับรวมทง้ั สภาพแวดล้อมต่างๆที่เก่ียวข้องเปน็ ปัจจยั ทำใหเ้ กดิ ความพึงพอใจ หรอื ไมพ่ งึ พอใจ
จากการศึกษา ความหมายความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ พอสรุปได้ว่า
ความพึงพอใจ เป็นทัศนคติอย่างหนึ่งที่เป็นนามธรรม เป็นความรู้สึกส่วนตัว ทั้งทางด้านบวกและลบ
ขึ้นอย่กู บั การไดร้ ับการตอบสนองเป็นสิ่งท่ีกำหนดพฤตกิ รรมในการแสดงออกของบุคคลทม่ี ีผลต่อการเลือก
ที่จะปฏิบตั ิสง่ิ ใดสิง่ หนงึ่
๒๙ ชริณี เดชจินดา, ความพึงพอใจของผู้ประกอบการต่อศูนย์กำจัดกากอุตสาหกรรมแขวงแสมดำเขตบาง
ขุนเทียนจังหวัดกรุงเทพมหานคร, (วิทยานิพนธ์สังคมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาสิ่งแวดล้อม, บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั มหิดล, ๒๕๓๕), หน้า ๖.
๓๐ สง่า ภู่ณรงค์, ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของศึกษาธิการอำเภอตามอำนาจ
หน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการอำเภอและความพึงพอใจของข้าราชการสำนักงานศึกษาธิการในเขตการศึกษา ,
(วิทยานิพนธ์ กศ.ม. , มหาวิทยาลัยสุโขทยั , ๒๕๔๐), หนา้ ๙.
๓๑ ปริญญา จเรรัชต์ และคณะ, ความพึงพอใจของเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ใช้เสบียงสัตว์จังหวัดพันธ์ดีทับทิม,
(คณะศกึ ษาศาสตรข์ องนสิ ติ มหาวทิ ยาลยั นเรศวรพษิ ณโุ ลก : คณะศึกษาศาสตร์มหาวทิ ยาลยั นเรศวร, ๒๕๔๖), หน้า ๓.
๓๑
๒.๔.๒ แนวคดิ และทฤษฎที ่เี กยี่ วกบั ความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นรู้
วิชัย เหลืองธรรมชาติ๓๒ ได้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจว่าความพึงพอใจมี
ส่วนเกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์คือพึงพอใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความต้องกา รของมนุษย์ได้รับ
การตอบสนองซึ่งมนษุ ย์ไมว่ า่ อยู่ในท่ีใดย่อมมีความต้องการข้ันพนื้ ฐานไม่ต่างกนั
สเุ ทพ พานชิ พนั ธุ์๓๓ ไดส้ รุปถึงสงิ่ จงู ใจทใ่ี ช้เป็นเคร่ืองมือกระตนุ้ ให้บุคคลเกิดความความ
พึงพอใจไวด้ ังน้ี
๑. สิ่งจงู ใจท่เี ปน็ วตั ถุ ได้แก่ เงนิ ส่งิ ของเปน็ ตน้
๒. สภาพทางกายที่ปรารถนาคือสิ่งแวดล้อมในการประกอบกิจกรรมต่างๆซึ่งเป็นสิ่ง
สำคญั อย่างหนงึ่ อนั ก่อใหเ้ กดิ ความสุขทางกาย
๓. ผลประโยชน์ทางอดุ มคติหมายถึงสงิ่ ต่างๆทีส่ นองความต้องการของบคุ คล
๔. ผลประโยชน์ทางสังคม คือความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับผู้ร่วมกิจกรรมอัน จะทำให้เกิด
ความผูกพันความพึงพอใจ และสภาพการอยู่ร่วมกันอันเป็นความพึงพอใจของบุคคลในด้านสังคมหรือ
ความมั่นคงในสังคมซ่งึ จะทำให้รสู้ ึกมีหลักประกนั และมคี วามม่นั คงในการประกอบกจิ กรรม
ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่ดีที่ชอบที่พอใจหรือที่ประทับใจของบุคคลต่อสิง่ ใดสิ่งหน่ึง
ที่ได้รับโดยสิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการท้ังด้านรา่ งกาย และจิตใจ บุคคลทุกคนมีความตอ้ งการ
หลายสิ่งหลายอย่าง และมีความต้องการหลายระดับ ซึ่งหากได้รับการตอบสนองก็จะก่อให้เกิดความพึง
พอใจการจัดการเรียนรู้ใดๆ ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจการเรียนรู้นั้นจะต้องสนองความต้องการ
ของผู้เรียนทฤษฎเี กี่ยวกับความตอ้ งการที่สง่ ผลต่อความพึงพอใจทีส่ ำคัญ สรุปได้ดังนี้ทฤษฎีลำดบั ช้ันของ
ความต้องการ Maslow (Needs - Herarchy Theory) เปน็ ทฤษฎีหนึง่ ทไี่ ดร้ บั การยอมรับอย่างกว้างขวาง
โดยต้งั อยู่บนสมมติฐานเกีย่ วกับพฤตกิ รรมของมนุษย์ ดงั นี้
๑) ลักษณะความตอ้ งการของมนุษย์ ได้แก่
๑.๑ ความต้องการของมนุษย์เป็นไปตามลำดับชั้นความสำคัญ โดยเริ่มระดับความ
ต้องการข้ันสูงสุด
๑.๒ มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอเม่ือความต้องการอย่างหนึ่งได้รบั การตอบสนองแล้ว
กม็ ีความต้องการส่งิ ใหมเ่ ขา้ มาแทนที่
๓๒ วิชัย เหลืองธรรมชาติ, ความพึงพอใจและการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหม่ของประชากรในหมู่บ้าน
อพยพเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเช่ยี วหลานจงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี), (๒๕๓๑), หนา้ ๙.
๓๓ เทพ พานิชพันธ์ุ, ความพึงพอใจของเกษตรกรในการเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลติ
การเกษตรจังหวดั อบุ ลราชธานี, (วทิ ยานิพนธว์ ทิ ยาศาสตรม์ หาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้, ๒๕๔๑), หนา้ ๕.
๓๒
๑.๓ เมื่อความต้องการในระดับหนึ่งได้รับการตอบสนอง แล้วจะไม่จูงให้เกิดพฤติกรรม
ต่อสิ่งน้ัน แตจ่ ะมคี วามต้องการในระดบั สูงเขา้ มาแทนและเปน็ แรงจูงใจให้เกิดพฤติกรรมน้ัน
๑.๔ ความต้องการที่เกิดขึ้นอาศัยซึ่งกันและกัน มีลักษณะควบคู่คือเมื่อความต้องการ
อยา่ งหนง่ึ ยงั ไม่หมดสน้ิ ไปก็จะมีความต้องการอีกอย่างหนึง่ เกิดขึ้นมา
๒) ลำดบั ขัน้ ความต้องการของมนุษยม์ ี ๕ ระดับ ได้แก่
๒.๑ ความตอ้ งการพ้ืนฐานทางด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความ
ตอ้ งการเบอื้ งตน้ เพ่อื ความอยรู่ อดของชวี ติ เชน่ ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เครอื่ งนุ่งห่ม ยารกั ษาโรค
ที่อยู่อาศัยและความต้องการทางเพศ ความต้องการทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคน
ก็ตอ่ เมือ่ ความต้องการทงั้ หมดของคนยังไมไ่ ด้รบั การตอบสนอง
๒.๒ ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย (Security Needs) เป็นความรู้สึกท่ี
ตอ้ งการความม่ันคงปลอดภยั ในปัจจบุ นั และอนาคตซ่งึ รวมถึงความก้าวหน้าและความอบอ่นุ ใจ
๒.๓ ความต้องการทางสังคม(Social or Belonging Needs) ได้แก่ ความ
ต้องการทจี่ ะเข้าร่วม และได้รบั การยอมรับในสังคมความเป็นมติ ร และความรกั จากเพ่ือน
๒.๔ ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องหรือมีชื่อเสียง (Esteem Needs)
เป็นความตอ้ งการระดับสูง ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการอยากเด่นในสังคมรวมถึงความสำเร็จความรู้ความสามารถ
ความเปน็ อสิ รภาพ และเสรแี ละการเป็นที่ยอมรบั นับถอื ของคนทง้ั หลาย
๒.๕ ความต้องการทีจ่ ะไดร้ ับความสำเร็จในชีวิต (Self Actualization Needs)
เป็นความต้องการระดับสูงของมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นการนึกอยากจะเป็นอยากจะได้ตามความคิดเห็น
ของตัวเองแตไ่ มส่ ามารถแสวงหาได้
จากการศึกษา แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ สรุปได้
ว่า ความพงึ พอใจ จะเปน็ ตวั บง่ ช้ีถึง ความเหมาะสม และสามารถพฒั นาผูเ้ รียน และผ้เู รียนมคี วามสนใจใน
กิจกรรมท่จี ดั ขึ้น ของการจัดการเรยี นรู้ทจ่ี ัดทำขน้ึ
๒.๔.๓ การวดั ความพึงพอใจ
ปริญญา จเรรัชต์ และคณะ๓๔ กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระทำได้หลาย
วธิ ี ไดแ้ ก่
๓๔ ปริญญา จเรรัชต์ และคณะ, ความพงึ พอใจของเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ใช้เสบียงสัตว์จังหวัดพันธ์ดีทับทิม,
(คณะศกึ ษาศาสตรข์ องนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวรพษิ ณโุ ลก : คณะศกึ ษาศาสตร์มหาวทิ ยาลัยนเรศวร, ๒๕๔๖), หน้า ๕.
๓๓
๑. การใช้แบบสอบถามโดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถาม เพื่อต้องการทราบ
ความคิดเห็น ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะทีก่ ำหนดคำตอบให้เลอื ก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว
อาจถามความพึงพอใจในดา้ นต่างๆ เช่น การบริการ การบริหาร และเงอื่ นไขตา่ งๆเป็นตน้
๒. การสัมภาษณ์เปน็ วิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิค
และวิธกี ารทีด่ ที ี่จะทำให้ไดข้ ้อมูลที่เป็นจรงิ ได้
๓. การสังเกตเป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคล
เป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูดกิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และการ
สงั เกตอย่างมีระเบียบแบบแผน
อโรชา ทองลาว, พัลลภ สุวรรณฤกษ์,สมเกียรติ ไทยปรีชา และศศิน เทียนดี๓๕ มาตรา
วัดของลิเคิร์ท (Likert's summated rating scale) ลิเคิร์ท นิยาม เจตคติตามนิยามของเทอร์สโตน
(Thurstone) ทกี่ ำหนด เจคตใิ ห้มเี พยี งองคป์ ระกอบด้วย คอื ความรสู้ กึ หรอื อารมณ์หรอื ความคดิ ที่มีต่อส่ิง
หนึ่งดังนั้น การสร้างเครื่องมือของลิเคิร์ท จึงมุ่งถามตรง ๆ ลงไปที่ "ความรู้สึก" หรือ "ความคิด"
("ความเหน็ ") ซง่ึ เป็นข้อคำตอบออกจากใจของผู้ถูกถาม โดยถามทำนองวา่ ทา่ นเห็นด้วยกบั ส่ิงท่ีกำหนดใน
ระดับใด ให้เลือกได้ ๕ ระดับหรือ ๗ ระดบั (พัฒนาข้นึ ภายหลงั ) ดงั ภาพว่าเหน็ ด้วยอย่ใู นระดับใด ก่อนจะ
ตีความหมายเทียบกบั เกณฑ์
จากการศึกษา การวัดความพึงพอใจ สรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจ สามารถทำได้
หลายวิธี เช่น การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต เป็นต้น ได้มาซึ่ง ความรู้สึก ความพอใจ
ความชอบ ในสิง่ ทต่ี อ้ งการวดั นน้ั ๆ โดยมีระดับความพงึ พอใจ ในการวัด
จากทไ่ี ด้ศึกษา แนวคดิ ทฤษฎีเก่ียวกับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้เลือก
การจัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการ
ดำเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบปัญหาเป็นฐาน(PBL) ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี ๓ แบบมาตราส่วนประเมนิ ค่า ๕ ระดับ จำนวน ๒๐ ข้อ
๓๕ อโรชา ทองลาว, พลั ลภ สวุ รรณฤกษ์,สมเกียรติ ไทยปรีชา และศศนิ เทียนดี, การศกึ ษาความพงึ พอใจของ
นสิ ิตมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตกำแพงแสน ตอ่ การจดั การเรยี นการสอนรูปแบบออนไลนป์ ระจำภาคต้น ปี
การศกึ ษา ๒๕๖๓, (วารสารศลิ ปะศาสตร์และอุตสาหกรรมบรกิ าร, ปีท่ี ๔ ฉบบั ที่ ๒ กรกฎาคม - ธันวาคม ๒๕๖๔).
๓๔
๒.๕ งานวิจัยที่เกยี่ วขอ้ ง
๒.๕.๑ วิจยั ในประเทศ
อภิชัย เหล่าพิเดช๓๖ ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถ ในการคิด
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เรื่อง ปัญหาทางสังคมของไทย ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน
ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ ๖ โรงเรยี นสารสทิ ธ์ิพิทยาลัย อำเภอบา้ นโป่ง จงั หวดั ราชบรุ ี จำนวน ๕๒
คน ในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ พบว่าความสามารถในการคิดแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ เรื่อง
ปัญหาทางสังคมไทย ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง ความคิดเห็น
ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานพบว่านักเรียน มีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ ใน
ระดบั เหน็ ดว้ ยมาก
ภัทรพงษ์ วงษ์วิจิตรานนท์๓๗ ได้ศกึ ษาทักษะการคิดแกป้ ัญหาและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ด้วยการจัดการสอนโดยใช้รูปแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับส่ือ
มัลติมีเดีย รายวิชา ส ๓๒๒๐๑ พระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระ
การเรียนรู้สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายมัธยมศึกษา
(ศึกษาศาสตร์) ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๖ จำนวน ๓๑ คน พบว่า ทักษะการคิดแก้ปัญหาของ
นักเรียน ๓๑ คน มนี ักเรยี นผ่านเกณฑ์ท้งั หมด ๒๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๙๐.๓๒ ซง่ึ สงู กว่าเกณฑท์ ีก่ ำหนดไว้
และมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๒๗.๒๙ คิดเป็นร้อยละ ๘๕.๒๘ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักเรียนผ่าน
เกณฑ์ ทั้งหมด ๒๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๙๓.๕๕ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ และมีคะแนนเฉลี่ย ๒๕.๖๕ คิดเป็นร้อย
ละ ๘๕.๔๘
๓๖ อภิชัย เหล่าพิเดช, การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดแก้ปัญหา อย่าง
สรา้ งสรรค์ เรอ่ื ง ปญั หาทางสังคมของไทย ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๖ ด้วยการจัดการเรียนร้โู ดยใช้ปัญหาเป็น
ฐาน (วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ), (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร.๒๕๕๖), หน้า๘๒.
๓๗ ภัทรพงษ์ วงษ์วิจิตรำนนท์, การศึกษาทักษะการคิดแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๕ ด้วยการสอนโดยใช้รูปแบบการใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับสื่อ มัลติมีเดียรายวิชา ส ๓๒๒๐๑
พระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
(วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต),( ขอนแกน่ : มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น,๒๕๕๗), หน้า ๑๑๙.
๓๕
ชัยยศ จระเทศ๓๘ ได้ศึกษาการส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ด้วยการ
จัดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ของห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ สำหรับ นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนวาปีปทุม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เขต ๒๖จำนวน ๓๐ คน
พบว่า ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ปัญหาเป็น
ฐาน มีภาพรวมอยู่ในระดับดี โดยมีความเข้าใจในข้อปัญหาดีอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ วิธีแก้ปัญหาต่อมา
คือ สามารถระบุสาเหตุของปัญหาได้ และสุดท้าย สามารถบอกผลหลังการแก้ปัญหาได้ ส่วนผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนพบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ทำให้นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนร้อยละ ๗๖.๖๗ ของคะแนนเต็ม และมีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ ๒๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๐๐
ของจำนวนนกั เรยี นทง้ั หมด
ศิริพร จันลา๓๙ ได้ศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนรูส้ าระเศรษฐศาสตร์ โดยใช้ปัญหา
เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของ นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๒๕ คน ในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๘ โรงเรียนโนนราษีวิทยา
อำเภอบรบือ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๖ พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สาระเศรษฐศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีความสามารถในการแก้ปัญหา หลัง
เรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .๐๕
ตฤนวัฒน์ พลเยี่ยม๔๐ ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ การคิดแก้ปัญหา และเจต
คติ ต่อวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ ซิปปาและ
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและ นักเรียนที่เรียน
โดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน
๓๘ ชัยยศ จระเทศ,การส่งเสรมิ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ดว้ ยการจดั การเรยี นรู้แบบ ผสมผสานโดย
ใช้ปัญหาเป็นฐาน ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๕ โรงเรียนวาปีปทุม
(วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต), (มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม,๒๕๕๘), หน้า ๕๙.
๓๙ ศิริพร จันลาม, การพัฒนาการจัดการเรียนรู้สาระเศรษฐศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริม
ความสามารถในการแก้ปัญหาและผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรียน ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑ (วทิ ยานิพนธ์ปริญญา
มหาบัณฑิต), (มหาสารคาม: มหาวิทยาลัย มหาสารคาม, ๒๕๖๐), หน้า ๘๒.
๔๐ ตฤนวฒั น์ พลเยย่ี ม, การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน การคดิ แกป้ ัญหาและเจตคติตอ่ วิชาสังคม
ศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา และการจัดการเรียนรู้โดยใช้
ปัญหาเป็นฐาน (วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบัณฑิต), (มหาสารคาม: มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, ๒๕๖๐), หน้า ๘๐.
๓๖
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ และนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมี
ความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาสงู กว่านกั เรยี นท่เี รียนดว้ ยการจดั การเรยี นรู้ แบบซปิ ปา
๒.๕.๒ งานวิจยั ต่างประเทศ
Kenson Kin Hang Wong๔๑ ศกึ ษา เรอื่ งการเปรียบเทยี บความสามารถในการแก้ปัญหา
ในวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ความมุ่งหมาย ๑) เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหา
โดยการเรียนรู้แบบปกติและการเรียนรู้ แบบ PBL ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
วิทยาศาสตร์ระหว่างการเรียนโดยการเรียนรู้ แบบปกติและการเรียนรู้แบบ PBL กลุ่มตัวอย่างแบ่ง
ออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งสอนปกติ กลุ่มสองสอน โดย PBL เครื่องมือที่ใช้ศึกษามีข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นแบบเลือกตอบ แบบวัดเจตคติ ที่มีต่อการเรยี นรแู้ บบปกติและการเรียนรูแ้ บบ PBL โดยมีการ
ตรวจสอบ ๓ ประเดน็ คอื ขอบเขต ดา้ นความร้คู วามคิด ความสนใจ และความเข้าใจ สรปุ ผลการศึกษาคือ
พัฒนาการของนักเรียน ด้านการเรียนรู้มากกว่าความรู้ ซึ่งช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดอย่างมี
วิจารณญาณ ทักษะ แก้ปัญหาตามที่คาดไว้ นักเรียนมีความต้องการเรียนรู้ กระตือรือร้น มีปฏิกิริยา
ตอบสนองตอ่ การเรยี น มากขน้ึ สามารถสอบผ่านเกณฑ์ ผลการเรียนดขี ึน้
Hmelo-Silver ได้เสนองานวิจัยในหัวข้อเกี่ยวกับ Problem Based Learning: What
and How Do Students Learn สรุปได้ว่าการเรยี นแบบใชป้ ัญหาเป็นฐานประวตั ิมานาน จากทฤษฎีทาง
จิตวิทยา ให้ข้อเสนอแนะการจัดการเรียนของนักเรียนผา่ นประสบการณก์ ารแก้ไขปัญหา ๕๑ นักเรียนจะ
ได้เรยี นรูท้ ัง้ เน้อื หาและกลยทุ ธ์การคดิ การจัดการ เรียนรแู้ บบใชป้ ญั หาเป็นฐาน มเี ปา้ หมาย เพ่ือพัฒนาใน
ด้านการมีความรู้ที่ยืดหยุ่น มีทักษะการมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีทักษะการร่วมมือกัน มีแรงจูงใจ และ
การอภปิ รายงานวจิ ัย พบวา่ ธรรมชาตขิ องการเรียนรแู้ บบใช้ปัญหาเป็นฐานมีเปา้ หมาย สำคญั ๓ เปา้ หมาย
คือ เนื้อหาความรู้ กลยุทธ์การคิดและทักษะการแก้ปัญหา และแรงจูงใจ งานวิจัย ส่วนมากเกี่ยวกับด้าน
การแพทยแ์ ละการศกึ ษาเน่ืองจากเปน็ การจัด การเรยี นรทู้ ีย่ ึดผู้เรยี นเปน็ สำคญั
Gorski๔๒ ไดศ้ กึ ษาธรรมชาติ และประสทิ ธิภาพของวิธีการจัดการเรยี นรู้แบบปัญหาเป็น
ฐานของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔ -๖ ที่เรียนวิชาสังคมศึกษา (The nature and
๔๑ Kenson Kin Hang Wong ,การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ เพ่ือพฒั นาความสามารถในการคดิ แกป้ ัญหา ของ
นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๕ โดยใชร้ ปู แบบ PBL (Problem Based Learning), (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต),
( มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, ๒๕๕๖).
๔๒ Gorski, การศกึ ษาทักษะการคิดแก้ปัญหาและผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของ นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี๕
ด้วยการสอนโดยใช้รูปแบบการใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับสื่อ มัลติมีเดียรายวิชา ส ๓๒๒๐๑ พระพุทธศาสนา เรื่อง
๓๗
effectiveness of problem – based Learning as perceived by teachers and students in high
school social studies classes) พบว่าวิธกี ารจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เป็นวิธีการจัดการเรยี น
การสอนที่มีประสิทธิภาพ การสำรวจ ความพึงพอใจของผู้เรียนพบว่ามีความสุขในการเรียนและชอบ
บรรยากาศการจัดการเรียนการสอนที่ เน้นผู้เรียนเป็นหลัก นอกจากรี้ผู้วิจัยยังพบว่าการจัดการเรียนการ
สอนแบบปัญหาเป็นฐานเพิ่มทักษะ ของผู้เรียนหลายด้าน เช่น ทักษะการคิดแก้ปัญหา ทักษะการคิด
วเิ คราะห์
จากการศึกษางานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้องกับการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน และการคิด
แก้ปญั หา ท้งั ในและตา่ งประเทศ สรุปได้วา่ การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน เป็นกระบวนการสอน
แบบกลุ่มที่ช่วยให้ผู้เรียนเกดิ ทักษะกระบวนการคิดแก้ปัญหา แยกแยะปัญหาที่พบอยา่ งมเี หตผุ ล และ ยัง
รู้จักการแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง บทบาทของผสู้ อนเปลย่ี นไป กลายเปน็ แค่ผแู้ นะนำ หากนำ การจัดการ
เรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานไปใช้เพื่อพัฒนาความสารถในการคิดแก้ปัญหา ผู้เรียนจะเกิด ทักษะต่าง ๆ ใน
ชีวิตประจำวันได้อย่างหลากหลาย นอกจากเนื้อหาที่ได้ในบทเรียนแล้ว และพบว่า นักเรี ยนมีความพึง
พอใจต่อการจัดการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐานอย่ใู นระดบั มาก
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนากลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (วิทยานิพนธ์ปริญญา
มหาบณั ฑิต), (ขอนแกน่ : มหาวิทยาลัยขอนแกน่ , ๒๕๕๗), หน้า ๙๑.