คเกูแรร็ดงคงาวนามรู
หนังสอื เตือน เหมาคา แรง เลิกจา งไมเปนธรรม
บังคบั เขย� นใบลาออก ละทิ�งหนา ท่ี ฯลฯ
ตอนท่ี 1 - 50
รวบรวมโดย : เชิดศกั ดิ์ กำปน ทอง
ผอู ำนวยการกลุมงานท่ปี ร�กษากฎหมาย นติ กิ รรมและสญั ญา
096-865-6547
[email protected]
คำนำ
การศึกษาคำพิพากษาเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านทรัพยากร
บุคคลและผู้สนใจกฎหมายแรงงานที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานได้อย่างกว้างขวาง
กองนิติการ โดยนายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานที่ปรึกษากฎหมาย นิติกรรม
และสัญญา ได้รับมอบหมายให้รวบรวมคำพิพากษาคดีแรงงานที่น่าสนใจมาสรุปย่อ
สาระสำคัญและประเด็นข้อกฎหมาย และส่งเนื้อหาให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกรมสวัสดิการ
และคุ้มครองแรงงานจัดทำสื่อองค์ความรู้ด้านแรงงานโดยใช้ชื่อว่า “เกร็ดความรู้คู่แรงงาน”
ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน www.labour.go.th
สปั ดาหล์ ะหนง่ึ ครงั้ ต้ังแต่เดือนสงิ หาคม ๒๕๖๔ เป็นต้นมา ต่อเน่ืองจนถงึ ปัจจบุ นั
หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมส่ือองค์ความรู้ด้านแรงงาน “เกร็ดความรู้คู่แรงงาน”
ตั้งแต่ตอนที่ ๑ ถึง ตอนท่ี ๕๐ มาจัดทำเป็นรูปเล่ม จำนวน ๑๓๕ หน้าโดยมุ่งหวังว่าจะช่วย
ให้เจ้าหน้าท่ี ผู้ทำงานด้านทรัพยากรบุคคล และผู้ที่สนใจศึกษากฎหมายแรงงาน สะดวก
ประหยดั เวลาและเข้าใจกฎหมายมากยง่ิ ข้ึน
เชดิ ศักด์ิ กำป่นั ทอง
สงิ หาคม ๒๕๖๕
สารบัญบอกช่อื เรือ่ งยอ่
@#
@$$
สารบัญเร่ืองย่อ หน้า
๑
เกร็ดความรคู้ ่แู รงงาน ตอนที่ ๑ - ๕๐
ตอนที่ ๑ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๔๖/๒๕๒๘ (หนงั สือเตอื น)
เร่ือง หนังสือเตือนของนายจ้างจะต้องมีรูปแบบอย่างใดจึงจะเป็นการสมบูรณ์ไม่มีกฎหมาย
บัญญัติไว้ ฉะน้ันการจะวินิจฉัยว่าหนังสือใดเป็นหนังสือเตือนจึงพิจารณาโดยความคิดเห็นของบุคคลสามัญ
จะพึงเข้าใจนายจ้างเคยมีแบบฟอร์มใบเตือนใช้อยู่ทั่วไปคร้ันในคราวเตือนลูกจ้างมิได้ใช้แบบฟอร์มเช่นนั้น
เม่ือหนังสือดังกล่าวมีข้อความเตือนลูกจ้างอย่างชัดแจ้ง ท้ังยังมีข้อความว่าต่อไปจะลงโทษหากปฏิบัติทำนอง
เดิมอีก ดังนี้เปน็ การว่ากล่าวและตักเตอื นเปน็ หนังสือโดยชอบแลว้
ตอนท่ี ๒ : คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๙๘๗๓/๒๕๕๘ (หนงั สือเตอื น) ๓
เร่ือง แม้จะเป็นการเตือนด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แต่เม่ือพิจารณาเนื้อหาแล้วระบุว่า ๖
หากลูกจ้างไม่ปรับปรุง นายจ้างจะใช้มาตรการทางวินัยที่จำเป็น ถือว่ามีลักษณะเป็นหนังสือเตือนท่ีชอบ
ด้วยกฎหมายแล้ว , ลูกจ้างมีอาการป่วยจริง แม้ไม่มีใบรับรองแพทย์ก็ตาม นายจ้างก็ไม่มีสิทธิหักค่าจ้าง
ในลาป่วยได้
ตอนท่ี ๓ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๔๕๔๑ – ๑๔๕๕๑/๒๕๕๗
เรื่อง นายจ้างมีกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กำหนดว่า ขาดงานหัก ๒ เท่า
ย่อมไม่ชอบด้วยมาตรา ๗๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และนายจ้างได้หักค่าจ้าง
๑๐ บาท เป็นเวลา ๒๑ เดือน เป็นค่าธรรมเนียมแก่ธนาคารในการโอนเงินเข้าบัญชีลูกจ้างแต่ละคน ไมใ่ ช่หน้ี
ทเ่ี ป็นไปเพอื่ สวัสดิการอนั เป็นประโยชน์แกล่ กู จา้ งฝ่ายเดียวตามมาตรา ๗๖(๓) นายจ้างหักค่าจ้างของลูกจ้างไว้
จึงต้องคืนค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี
ตอนที่ ๔ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๙๐๕/๒๕๖๑ ๙
เรื่อง ข้อตกลงรวมค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายไปกับค่าจ้างในเวลาทำงานตามปกติ โดยไม่มีการคิด ๑๑
ค่าล่วงเวลาที่ทำจริงเป็นการเอาเปรียบลูกจ้าง ท้ังมีลักษณะเป็นการผูกพันให้ลูกจ้างต้องยอมทำงานล่วงเวลา
ตลอดไปโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง
ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตกเป็นโมฆะ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาวันละ
๒ ชัว่ โมง (ทำงานวันละ ๑๐ ชวั่ โมง)
ตอนที่ ๕ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๗๙๙๓/๒๕๖๐
เร่ือง ลูกจ้างมีหน้าที่ขับรถโฟล์คลิฟท์ ได้ขับรถเฉ่ียวชนลูกจ้างอีกคนหนึ่งขณะยกถังน้ำได้รับ
อันตรายสาหัส ถือว่าได้กระทำไปในทางการที่จ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างต้องร่วมรับผิดชดใช้
คา่ เสียหายใหก้ บั ลูกจ้างดว้ ย ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ มาตรา ๔๒๕
เกร็ดความร้คู แู่ รงงาน ตอนท่ี ๑ - ๕๐ หน้า
๑๓
ตอนที่ ๖ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๑๙๔ – ๑๐๑๙๕/๒๕๕๙ (ข้อตกลงเก่ียวกบั สภาพการจา้ ง)
เรื่อง การพิจารณาจ่ายโบนัสและปรับค่าจ้างประจำปี นายจ้างนำสถิติการหยุดงาน
และลางานมาลดเปอร์เซ็นต์การจ่ายและปรับค่าจ้างลง เป็นไปตามข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างแล้ว
ประกาศของนายจ้างจึงไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมหรือเปล่ียนแปลงข้อตกลง เม่ือลูกจ้างมีสถิติหยุดงาน
และลางานมาก การจา่ ยโบนัสและปรบั ค่าจ้างประจำปขี องนายจ้างจึงชอบแล้ว
ตอนท่ี ๗ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๔๘๑๒/๒๕๖๐ ๑๖
เร่ือง ลูกจ้างได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแห่งพฤติการณ์เช่นเดียวกับวิญญูชนทั่วไป ๑๘
ท่ีพึงปฏิบัติแล้ว การที่โทรศัพท์มือถือหายไปจึงนอกเหนือความรับผิดชอบ การกระทำของลูกจ้างไม่ถือเป็น
การประมาทเลินเล่อ แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ก็ตาม ก็หาต้องรับผิดตามหนังสือ
รับสภาพหนีไ้ ม่
ตอนที่ ๘ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๔๙
เรื่อง ข้อตกลงตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับเครื่องบินที่กำหนดว่าภายในระยะเวลา
๒ ปี หากตั้งครรภ์ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญาจ้าง เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการ
เลิกจ้างเพราะเหตุตั้งครรภ์ ขัดมาตรา ๔๓ จึงเป็นโมฆะ
ตอนที่ ๙ : คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๘๒๐๘/๒๕๖๐ (จา้ งหลังเกษยี ณ) ๒๑
เรื่อง หลังเกษียณอายุ จำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายและเลขานุการ ๒๓
(Consultancy Service Agreement) เป็นผู้รับจ้างอิสระ ไม่ได้แต่งต้ังเป็นพนักงานการทำงานไม่อยู่ในกรอบ
ระเบียบ ไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชา ไม่มีเวลาทำงานปกติ นิติสัมพันธ์ไม่ใช่จ้างแรงงาน โจทก์จึง
ไม่มสี ทิ ธิได้รับคา่ ชดเชย
ตอนที่ ๑๐ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๒๒๓๒๖-๒๒๔๐๔/๒๕๕๕
เรื่อง ผู้ประกอบกิจการ มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะ
เดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธปิ ระโยชนแ์ ละสวสั ดิการทเ่ี ปน็ ธรรมโดยไม่เลอื กปฏิบัติ
ตอนท่ี ๑๑ : คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๑๔๖๕๙ - ๑๔๖๖๐/๒๕๕๗ ๒๖
เรื่อง ระเบียบของนายจ้างกำหนดให้พักงานได้จนกว่าการสอบสวนจะถึงที่สุด ขัดต่อ
มาตรา ๑๑๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ สำหรับระยะเวลาที่สั่งพักงานเกินกว่า ๗ วัน
โดยมิชอบดว้ ยกฎหมายน้ัน นายจ้างต้องจ่ายคา่ จา้ งเต็มจำนวนแกล่ กู จา้ ง
เกรด็ ความรู้คู่แรงงาน ตอนท่ี ๑ - ๕๐ หน้า
๒๘
ตอนที่ ๑๒ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๘๒๑/๒๕๔๕
สัญญาจ้างแรงงานที่มีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีกำหนดเวลาเร่ิมต้น
และสิ้นสุดเป็นช่างๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อแสดงว่านายจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่านายจ้างมีเจตนาไม่ให้
ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์
ในการได้สิทธิของลูกจ้าง ตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
ตอนที่ ๑๓ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๗๙๙๔/๒๕๖๐ ๓๑
เร่ือง นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานแล้ว แต่ก่อนถึงวันเร่ิมงาน นายจ้างโทรศัพท์ยกเลิก
สัญญาจ้าง ถือได้ว่านายจ้างผิดสัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างฟ้องค่าเสียหายได้ , ส่วนกรณีสินจ้างแทน
การบอกกลา่ วลว่ งหน้าตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญตั ิคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ นั้น ลูกจ้างจะมีสทิ ธิ
ได้รับต้องมีการทำงานกันจริง เม่ือลูกจ้างถูกเลิกสัญญาก่อนเร่ิมทำงาน จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้าง
แทนการบอกกล่าวลว่ งหน้า
ตอนท่ี ๑๔ : คำพิพากษาศาลอุทธรณค์ ดชี ำนญั พิเศษ ที่ ๒๕๘/๒๕๖๔ ๓๓
เรือ่ ง นายจ้างเลกิ จ้างลูกจ้างเน่ืองจากเกษียณอายุครบ ๕๕ ปี และจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจา้ งแล้ว
และได้จ้างลูกจ้างทำงานต่ออีก ๕ เดือน ตำแหน่งเป็นท่ีปรึกษาฝ่ายทรัพยากรบุคคล แม้ว่างานที่ทำ
ไม่มีลักษณะของงานเหมือนเดิมเสียทั้งหมด เพราะต้องโอนงานและถ่ายทอดงานให้แก่พนักงาน แต่ก็เป็น
งานปกติของธุรกิจของนายจ้าง จึงไม่ใช่งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการส้ินสุดหรือความสำเร็จ
ของงาน อันจะเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสี่ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง
จงึ ตอ้ งจา่ ยคา่ ชดเชยให้กับลกู จ้าง
ตอนที่ ๑๕ : คำพพิ ากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนญั พเิ ศษท่ี ๕๐๘๕/๒๕๖๑ ๓๕
เรื่อง เม่ือการจ้างงานส้ินสุดลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้ทำงาน
มานานเท่าไหร่และงานท่ีทำน้ันเป็นงานอย่างไร ดังนั้น แม้นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะกระทำความผิด
อันเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม นายจ้างก็ยังมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการทำงาน
(ใบผา่ นงาน) ใหแ้ กล่ ูกจา้ ง
เกรด็ ความรคู้ ู่แรงงาน ตอนที่ ๑ - ๕๐ หน้า
๓๗
ตอนที่ ๑๖ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๘๙๘๖ - ๘๙๙๗/๒๕๖๑
เร่ือง การกระทำอย่างอ่ืน เช่น การปิดกั้น หรือการชุมนุมโดยละเมิดสิทธิของผู้อ่ืนน้ัน
ย่อมมิใช่ “การนัดหยุดงาน” หรือเป็นส่วนหน่ึงของการนัดหยุดงานแต่อย่างใด การที่ลูกจ้างกับพวกร่วมกัน
บุกรุกเข้าชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๙๙(๔) จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างจงใจ
ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานร้ายแรง นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้อง
บอกกล่าวล่วงหน้า และไมต่ ้องจา่ ยคา่ ชดเชย
ตอนที่ ๑๗ : คำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณค์ ดชี ำนญั พเิ ศษท่ี ๕๙๓/๒๕๖๓ ๔๐
เรื่อง “ทำสัญญาจ้าง ๑ ปี และมีเงื่อนไขทดลองงาน ๙๐ วนั ” ในระยะทดลองงานลูกจ้างไม่ได้
อุทิศเวลาในการปฏิบัติงานอย่างเต็มท่ี มิได้ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ขาดความเอาใจใส่งาน ทั้งไม่มี
ความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน นายจ้างจึงเลิกจ้างเพราะเหตุไม่ผ่านทดลองงาน อันเป็นเร่ืองปกติในการบริหารงาน
บุคคลท่ีนายจ้างย่อมมีสิทธิคัดสรรแรงงานที่มีคุณภาพที่สุด ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจนกว่าจะครบ
สัญญาจ้าง และคา่ เสยี หายจากนายจ้าง
ตอนท่ี ๑๘ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๙๗๓/๒๕๖๑ ๔๒
เร่ือง “ค่าบริการ” ของโรงแรม นายจ้างประกอบกิจการโรงแรม เรียกเก็บเงิน “ค่าบริการ”
จากลูกค้าร้อยละ ๑๐ ของยอดค่าใช้บริการ แล้วหักออกร้อยละ ๕ เพ่ือใช้ซ้ือของทดแทนส่วนท่ีลูกจ้าง
ทำอุปกรณ์เสียหาย ส่วนท่ีเหลือร้อยละ ๙๕ นำมาแบ่งให้ลูกจ้างจำนวนเท่ากันทุกคน ไม่เคยกำหนดจำนวน
คา่ บริการข้ันตำ่ ท่ีลูกจ้างจะได้รบั ในแต่ละเดือน “ค่าบริการ” จึงไม่ใชค่ า่ จา้ ง
ตอนที่ ๑๙ : คำพิพากษาศาลอทุ ธรณ์คดีชำนัญพเิ ศษที่ ๑๖๔๑/๒๕๖๔ ๔๔
เรื่อง แม้นายจ้างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า (โควิด 19)
ทำให้ยอดคำส่ังซ้ือลดน้อยลงก็ตาม แต่ผลประกอบการของจำเลยปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ มีกำไรทุกปี หลังจาก
ถูกเลิกจ้างยอดขาดก็สูงข้ึน แสดงว่านายจ้างไม่ได้ขาดทุนถึงขนาดต้องลดจำนวนลูกจ้างเพื่อพยุงธุรกิจ
ท้ังก่อนเลิกจ้างก็ไม่ได้พยายามหาหนทางช่วยเหลือมิให้มีการเลิกจ้างเกิดข้ึน การเลิกจ้างจึงเป็นไป
เพอื่ ประโยชน์ของนายจ้างเพยี งฝา่ ยเดยี ว เป็นการเลกิ จ้างทีไ่ มเ่ ป็นธรรม
เกรด็ ความรคู้ แู่ รงงาน ตอนที่ ๑ - ๕๐ หนา้
๔๗
ตอนที่ ๒๐ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๓๕๘๐/๒๕๖๑
เร่ือง สัญญาห้ามลูกจ้างทำงานให้แก่บุคคลหรอื นิติบุคคลที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกัน ๕๐
และเป็นคู่แข่งทางการค้าภายในระยะเวลา ๕ ปี นับแต่วันท่ีจำเลยส้ินสภาพ ไม่เป็นโมฆะ แต่เม่ือคำนึงถึงทาง
ได้เสียทุกอย่างแล้ว การจำกัดสิทธิเป็นระยะเวลา ๕ ปี ทำให้ถูกจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพต้องรับภาระมากกว่า
ที่จะพึงคาดหมายได้ตามปกติ จึงเห็นสมควรให้มีผลบังคับได้เพียง ๑ ปี เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๔/๑ และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญา
ทไ่ี ม่เปน็ ธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๕
ตอนที่ ๒๑ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๖๕/๒๕๕๙
เร่ือง โจทก์จำเลยท้ากันในศาลว่าหากสืบพยานบุคคลตามอ้างแล้วศาลตัดสินว่าโจทก์เป็น
ลูกจ้าง จำเลยยอมรับจะรับผิดชอบค่าเสียหายตามฟ้อง แต่หากไม่ใช่ลูกจ้าง โจทก์ยอมรับว่าเป็นฝ่าย
แพ้คดี คำท้าดังกล่าวเป็นการตกลงกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนฟ้องและข้อตกลงไม่เป็น
การฝ่าฝนื กฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง่ มาตรา ๑๓๘ ใช้บงั คบั ได้
ตอนที่ ๒๒ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๔๔๙๖/๒๕๔๕ ๕๒
เรื่อง การท่ีนายจ้างพักงานด้วยวาจาโดยไม่มีกำหนดเวลาและมิได้จ่ายค่าจ้างเป็นการ
เลิกจ้างตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสอง ถือว่าการเลิกจ้างในคดีน้ีเกิดขึ้น โดยผลของกฎหมาย แต่เพ่ือ
ความเป็นธรรมแก่นายจ้างลูกจ้าง จึงต้องนำเหตุของการส่ังพักงานของนายจ้างมาเป็นเหตุแห่งการเลิกจ้าง
ในการพจิ ารณาในเร่ืองคา่ ชดเชย
ตอนที่ ๒๓ : คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๔๗๕๖/๒๕๕๖ ๕๔
เรื่อง ลาออกมีผลนับแต่วันยื่นใบลาออกและจะถอนมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์มาตรา ๓๘๖ วรรคสอง
ตอนที่ ๒๔ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๓๕๔๕/๒๕๕๒ ๕๖
เรื่อง ลูกจ้างทำงานทำงานบ้าน ซักผ้า ทำงานบ้าน กวาดร้านทำผมและซักผ้าเช็ดผม ถือได้ว่า
เป็นการให้ลูกจ้างทำงานเก่ียวกับงานบ้านท่ีมีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย การให้โจทก์ทำความสะอาด
และซักผ้าเช็ดผมซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งในสถานประกอบการ ถือได้ว่าเป็นลูกจ้างทั่วไปที่ได้รับความคุ้มครอง
ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เลิกจา้ งตอ้ งจา่ ยคา่ ชดเชย
เกร็ดความร้คู ู่แรงงาน ตอนท่ี ๑ - ๕๐ หน้า
๕๘
ตอนที่ ๒๕ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๓๗๓๕/๒๕๖๐
เรื่อง นายจ้างสั่งพักงานเพื่อสอบสวน แม้ข้อกล่าวหาท่ีระบุในคำสั่งพักงานอาจแตกต่างกันบ้าง
กับคำส่ังไล่ออก แต่ก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาเบ้ืองต้นในการสอบสวนเพ่ือดำเนินการทางวินัยเท่ าน้ัน
หาได้ทำให้กระบวนการทางวินัยท่ีชอบมาแต่ต้นเสียไปไม่ คำสั่งลงโทษไล่ออกจึงชอบด้วยกฎหมาย
และข้อบงั คับฯ
ตอนท่ี ๒๖ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๗๖๒๑/๒๕๕๙ ๖๐
เรื่อง ลูกจ้างฟ้องว่านายจ้างกล่ันแกล้งประเมินผลการปฏิบัติงานต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
ขอบังคับให้นายจ้างประเมินผลการปฏิบัติงานใหม่ กรณีจึงเป็นเร่ืองที่ถูกโต้แย้งสิทธิเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ มาตรา ๕๕ ลกู จา้ งจงึ มอี ำนาจฟ้อง
ตอนที่ ๒๗ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๙๐๕๒/๒๕๕๙ ๖๒
เรื่อง นายจ้างไม่มีข้อบังคับฯ กำหนดอายุเกษียณของลูกจ้างไว้ ลูกจ้างเข้าทำงานตอนอายุ
๕๕ ปี ถูกเลิกจ้างตอนอายุ ๗๗ ปี ลักษณะการทำงานของลูกจ้างมุ่งเน้นอาศัยความรู้ความสามารถ
ด้านภาษาจีนเป็นสำคัญย่ิงกว่าอายุท่ีเพิ่มมากข้ึน แม้ลูกจ้างจะมีอายุมากถึง ๗๗ ปี แต่ก็ไม่ปรากฏว่าสุขภาพ
ไม่แข็งแรงหรือหย่อนสมรรถภาพอันเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน การเลิกจ้างด้วยเพียงเหตุที่นายจ้างต้องการ
กำหนดนโยบายให้มีการเกษียณอายุ และหาคนรุ่นใหม่มาทำงานทดแทน โดยไม่ปรากฏหลักเกณฑ์เง่ือนไข
ในการคัดเลอื กเพ่ือเลกิ จ้างลูกจ้าง กรณีเปน็ การเลิกจา้ งทไ่ี ม่เป็นธรรม
ตอนท่ี ๒๘ : คำพิพากษาศาลอทุ ธรณค์ ดชี ำนัญพเิ ศษที่ ๑๕/๒๕๖๓ ๖๕
เร่ือง ค่าฝึกอบรม/หักค่าจ้าง : แม้นายจ้างจะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกจ้างชำระค่าใช้จ่าย
ในการฝึกอบรมได้ตามกฎหมายก็ตาม แต่นายจ้างจะหักเอาจากค่าจ้างของลูกจ้างเพ่ือชำระเงินดังกล่าวมิได้
เพราะไม่เข้าข้อยกเว้นในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๖ (๑) – (๕) แม้มีข้อตกลง
หรือได้รบั ความยินยอมจากลูกจ้างก็ใชบ้ ังคบั ไมไ่ ด้ นายจา้ งจงึ ตอ้ งคืนคา่ จ้างที่หกั ไป
ตอนที่ ๒๙ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๑๕๐๒๓/๒๕๕๘ ๖๘
เร่ือง นายจ้างมีข้อตกลงกับลูกจ้างว่า ต้องย่ืนใบลาออกล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน
หากฝ่าฝืนยินยอมชำระคา่ ปรบั ๓๐,๐๐๐ บาท ไม่ขัดต่อกฎหมายกต็ าม แต่นายจ้างไมไ่ ดร้ บั ความเสียหายใด ๆ
จากการใชส้ ิทธลิ าออกของลกู จา้ ง นายจ้างจึงตอ้ งคนื เงินประกนั ใหล้ ูกจา้ ง
เกรด็ ความรคู้ แู่ รงงาน ตอนที่ ๑ - ๕๐ หน้า
๗๐
ตอนที่ ๓๐ : คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๓๖๕๔/๒๕๕๗
เรื่อง นายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติวันละ ๑๑ ชั่วโมง โดยให้ลูกจ้างทำงานตอนพักเที่ยง
จึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ๓ ช่ัวโมง
ตอนที่ ๓๑ : คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๗๓๖๒/๒๕๕๙ ๗๒
เร่ือง การท่ีนายจ้างปิดงานเฉพาะผู้แทนการเจรจาจำนวน ๕ คน แสดงว่านายจ้างมิได้มเี จตนา
ปิดงานเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานตามนิยามคำว่า “การปิดงาน” แต่เป็นการจงใจเลือกปฏิบัติ
ใช้การปิดงานโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ลูกจ้างได้รับความเสียหาย ถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม
ตามพระราชบญั ญัตแิ รงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๑ (๑) และ (๔)
ตอนท่ี ๓๒ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๓๐/๒๕๖๑ ๗๕
เรื่อง การที่นายจ้างมีคำสั่งย้ายลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีที่มีอำนาจบังคับบัญชา
ไปดำรงตำแหน่งพนักงานการเงินซ่ึงเป็นพนักงานปฏิบัติงานท่ีไม่มีอำนาจบังคับบัญชา เป็นการลดตำแหน่ง
แม้ไม่ได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่เป็นการเปล่ียนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณโดยไม่ได้รับความยินยอม
จากลูกจ้าง จึงเป็นคำสั่งท่ีไม่ชอบ นายจ้างเลิกจ้าง จึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
และค่าเสยี หายจากการเลกิ จ้างท่ีไมเ่ ป็นธรรม
ตอนที่ ๓๓ : คำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณค์ ดีชำนัญพเิ ศษที่ ๑๓๒๗/๒๕๖๔ ๗๘
เร่ือง การท่ีลูกจ้างพิมพ์ข้อความลงในแอปพลิเคชันในลักษณะตอบโต้กัน แม้เป็นการแสดง
ความคิดเห็น แต่ก็เป็นการต่อว่าเสียดสีถึงกรรมการบริษัท โดยใช้ถ้อยคำไม่สุภาพและแสดงถึงความ
ไม่เคารพเกรงผเู้ ปน็ นายจ้าง ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าท่ขี องลูกจา้ งใหล้ ุล่วงไปโดยถูกต้อง
และสุจริตท่ีลูกจ้างท่ีดีพึงกระทำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ เลิกจ้างได้โดยไม่ต้อง
จา่ ยคา่ จา้ งแทนการบอกกลา่ วล่วงหน้า แตไ่ มใ่ ช่กรณีร้ายแรง ตอ้ งจา่ ยค่าชดเชย
ตอนที่ ๓๔ : คำพพิ ากษาฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๔๙ (มาตรา ๔๓) ๘๑
เรื่อง ข้อตกลงตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับเครื่องบินที่กำหนดว่าภายในระยะเวลา
๒ ปี หากตั้งครรภ์ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญาจ้าง เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็น
การเลิกจ้างเพราะเหตุต้ังครรภ์ ขัดมาตรา ๔๓ จึงเป็นโมฆะ
เกรด็ ความร้คู ู่แรงงาน ตอนที่ ๑ - ๕๐ หนา้
๘๔
ตอนที่ ๓๕ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๗๕๗๕/๒๕๕๙
เรื่อง สัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง เลิกจ้างจึงต้อง ๘๖
บอกกล่าวล่วงหนา้ เม่ือนายจ้างจา่ ยคา่ จ้างทุกส้นิ เดือน วันท่ี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ นายจา้ งเลิกจ้างให้มีผลวันที่ ๘๙
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ จึงเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายจ้างจึงต้องจ่ายสินจ้าง ๙๑
แทนการบอกกล่าวลว่ งหน้าถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ๙๓
ตอนที่ ๓๖ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๔๘๓/๒๕๕๙
เร่ือง การท่ลี กู จ้างลางานไปสอบคัดเลอื กเป็นขา้ ราชการโดยไมท่ ำบนั ทึกแจ้งขออนุญาตนายจ้าง
และใช้สิทธิลาป่วย ลากิจไปโดยอ้างเหตุไม่ตรงกับธุระท่ีโจทก์ไปกระทำ เป็นเร่ืองท่ีลูกจ้างต้องการใช้สิทธิลา
ไปทำธรุ ะสว่ นตัวมากกว่าคิดจะทำใหน้ ายจ้างเสียหาย ประกอบกับขณะนน้ั ไมอ่ าจคาดหมายวา่ จะสอบคัดเลือก
ได้หรือไม่ เช่นนี้ ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์จงใจหรือเจตนาโดยประสงค์ให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และไม่ใช่
กรณีกระทำผิดร้ายแรงตามระเบียบฯ
ตอนที่ ๓๗ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๗๘/๒๕๕๗
เรื่อง ถูกตำรวจจับและควบคุมตัวเพราะเล่นการพนันป่ันแปะ ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่
โดยไม่มีเหตุอันสมควร เลิกจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชย
ตอนท่ี ๓๘ : คำพพิ ากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนญั พเิ ศษ ที่ ๓๙/๒๕๖๔
เรื่อง นายจ้างมีระเบียบและข้อบังคับพนักงานชำระภาษีเงินได้แทนลูกจ้าง เป็นข้อตกลง
เกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีลักษณะเป็นสวัสดิการสำหรับพนักงานทุกคน นายจ้างจึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีเงิน
ทก่ี รมสรรพากรเรียกเกบ็ เพิ่มจากลกู จา้ ง
ตอนท่ี ๓๙ : คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดชี ำนัญพิเศษ ที่ ๑๓๑๒/๒๕๕๘
เร่ือง ลูกจ้างลาออกก่อนท่ีนายจ้างจะสอบสวนคว ามผิดแล้วเสร็จเพ่ื อหลีกเลี่ยง
การถูกเลิกจ้างเนื่องจากการกระทำความผิด ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน
ตามระเบียบขอ้ บงั คบั เกย่ี วกับการทำงาน
ตอนที่ ๔๐ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๗๕๖ – ๗๕๗/๒๕๖๐ ๙๕
เรื่อง แม้นายจ้างร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่ลูกจ้างในข้อหาลักทรัพย์
นายจ้าง แต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ตาม แต่ความผิดอาญาและความผิดทางวินัยมีหลักในการพิจารณาแตกต่าง
กันไป เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างร่วมกันลักทรัพย์ นายจ้างเลิกจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
สนิ จ้างแทนการบอกกลา่ วลว่ งหนา้ ค่าเสยี หายจากการเลกิ จ้างทไ่ี มเ่ ปน็ ธรรม
เกรด็ ความรู้คแู่ รงงาน ตอนที่ ๑ - ๕๐ หน้า
๙๗
ตอนท่ี ๔๑ : คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๑๔๔๓๓/๒๕๕๗
เรื่อง ลูกจ้างลักลอบนำเอกสารสำคัญไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้ในการต่อสู้คดี โดยไม่ได้รับ
อนุญาตจากนายจา้ ง เปน็ ความผดิ รา้ ยแรง
ตอนท่ี ๔๒ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๔๐/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง) ๙๙
เร่ือง เม่ือข้อเท็จจริงปรากฏว่า การงานที่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงทำน้ัน ไม่มีพนักงานประจำ
ของสถานประกอบกิจการทำในหน้าที่น้ันด้วย จึงเป็นกรณีที่ไม่มีพนักงานประจำซ่ึงเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง
โดยตรงของสถานประกอบกิจการทำงานในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น สถานประกอบกิจการดังกล่าว
จงึ ไมอ่ ยู่ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง แหง่ พระราชบญั ญัตคิ ุม้ ครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
ตอนที่ ๔๓ : คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๘๒๖๖/๒๕๖๐ (เหมาค่าแรง ๑๑/๑ วรรคสอง) ๑๐๑
เรื่อง จำเลยประกอบกิจการผลิตเส้ือผ้าและเคร่ืองแต่งกาย บริษัท A จำกัด ส่งโจทก์ไปทำงาน
กับจำเลยในแผนกสโตร์ ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบ
ของจำเลย จำเลยจึงเป็นนายจ้างของโจทก์ตามมาตรา ๑๑/๑ ต้องดำเนินการให้โจทก์ซ่ึงทำงานในลักษณะ
เดีย วกับ ลูกจ้างต ามสัญ ญ าจ้างโด ยต รงได้ รับ สิทธิป ระโยชน์ และส วั ส ดิการที่เป็ นธรร มโด ยไม่เลือกป ฏิ บั ติ
ตามมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง โจทก์จงึ มีสิทธไิ ด้รับโบนสั และค่าครองชพี
ตอนที่ ๔๔ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๖๘๑/๒๕๔๘ ๑๐๔
เรื่อง แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานเพียงวันละ ๕ ชั่วโมง ลูกจ้างก็ต้องได้ค่าจ้างไม่ต่ำกว่า
อัตราค่าจ้างข้ันต่ำใน ๑ วัน ตามที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนด จะคำนวณจ่ายโดยเฉลี่ยมิได้
ตอนท่ี ๔๕ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๒๑๓/๒๕๔๖ ๑๐๗
เรื่อง การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม กรณีที่ศาลแรงงานสั่งให้รับกลับ ศาลแรงงานมีอำนาจให้นับ
อายุงานต่อเน่ืองได้ แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่นายจ้างรับลูกจ้างกลับทำงานรวมเข้าเป็น
อายุงานด้วยไม่ได้ คงให้นับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่าน้ัน
ตอนที่ ๔๖ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๖๙๒๔/๒๕๕๗ ๑๑๐
เรื่อง ลูกจ้างมีพฤติกรรมเก่ียวข้องกับยาเสพติดให้โทษ ถูกตำรวจจับกุมที่บ้านพักและดำเนินคดี
ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แม้จะเป็นเพียงผู้เสพและได้เข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม
กฎหมายก็ตาม เป็นความผิดร้ายแรง
เกร็ดความรคู้ ูแ่ รงงาน ตอนที่ ๑ - ๕๐ หนา้
๑๑๒
ตอนที่ ๔๗ : คำพิพากษาศาลอทุ ธรณค์ ดีชำนัญพิเศษที่ ๑๘๒๙/๒๕๖๑
๑๑๔
เรือ่ ง ลูกจ้างประกอบกิจการเป็นคูค่ ้ากับนายจ้าง ลูกจา้ งช้ชี ่องให้พนักงานตำแหน่งหัวหนา้ พัสดุ
ติดต่อซื้อขายสินค้าร้านของตนให้แก่นายจ้าง ย่อมเป็นการอาศัยมูลนิธิของนายจ้างในการแสวงหาประโยชน์
ให้แก่ตนเอง การกระทำของลูกจา้ งย่อมทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายในด้านการบริหาร การเงนิ ภาพพจน์
ชื่อเสยี ง และยังกอ่ ใหเ้ กิดการทจุ รติ ได้โดยงา่ ย ถอื เปน็ ความผิดระเบยี บอย่างร้ายแรง
ตอนที่ ๔๘ : คำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์คดชี ำนญั พิเศษท่ี ๓๔๕/๒๕๖๕
เร่ือง นายจ้างประกอบกจิ การขายอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟู้ด เปิดขายในสถานศึกษา ต่อมา
มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการส่ังให้ปิดสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถอื ว่ามีความจำเป็นที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการ ซึ่งไมใ่ ช่
เหตุสดุ วิสัย เข้าข่ายมาตรา ๗๕ ท่นี ายจ้างต้องจ่ายเงนิ ให้โจทกไ์ ม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕ ของค่าจา้ งในวันทำงาน
ที่ตลอดระยะเวลาท่ีให้หยุดงาน แต่เม่ือครบกำหนดจ่ายค่าจ้าง นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่เรียกลูกจ้าง
กลบั ทำงาน ถอื ว่าเลกิ จา้ งนับแตว่ ันดังกล่าว
ตอนท่ี ๔๙ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๘๒๐๕/๒๕๖๐ ๑๑๗
เร่ือง สัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง : ลูกจ้างตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล
เวลาออกไปทำงานนอกสถานที่ก็จะแจ้งฝ่ายบุคคลทราบทุกครั้ง หากนายจ้างเห็นว่าไม่ถูกต้องตามระเบียบ
กช็ อบที่จะว่ากลา่ วตักเตือนให้ทราบ แต่ก็ปล่อยใหล้ ูกจ้างปฏิบัติเช่นนี้เร่ือยมาโดยมิได้ดำเนินการใด ๆ เทา่ กับ
ยินยอมให้ลูกจ้างกระทำเช่นน้ันโดยไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ จึงรับฟังไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจขัดคำส่ัง
หรือกระทำการอันไม่สมแกก่ ารปฏบิ ัติหน้าท่ขี องตนใหล้ ลุ ่วงไปโดยถูกตอ้ งและสจุ รติ ตามมาตรา ๕๘๓ นายจา้ ง
เลกิ จา้ งจึงตอ้ งจ่ายคา่ จ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหนา้
ตอนที่ ๕๐ : คำพพิ ากษาศาลอุทธรณค์ ดีชำนัญพิเศษ ที่ ๗๙/๒๕๖๔ ๑๒๐
เร่ือง ลูกจ้างตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัย ผู้ว่าจ้างเปลี่ยนตัวเน่ืองจากมาทำงาน
สายประจำ ไม่กระตือรือร้น นายจ้างยังมีสถานท่ีอื่นให้ลูกจ้างทำงาน แต่ลูกจ้างไม่ไปทำงานตามที่ตกลงกัน
ไมถ่ อื เป็นการเลกิ จา้ ง
- ๑ - นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
เกรด็ ความร้คู ู่แรงงาน ตอนที่ ๑ (เผยแพรว่ นั ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๔)
บรษิ ัทกำหนดแบบฟอร์มหนังสอื เตือนไว้ใชเ้ ปน็ การทวั่ ไป ปรากฏว่าลูกจา้ งกระทำความผดิ แต่ผบู้ ังคบั บญั ชา
ได้ออกหนังสือเตือนโดยมไิ ด้ใช้แบบฟอร์มของบริษัท หนงั สอื เตอื นดังกลา่ วใชบ้ ังคับได้หรือไม่ อย่างไร?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธิพัฒนาคุณภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
- ๒ - นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
ตอนที่ ๑ : คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๗๔๖/๒๕๒๘
เร่ือง หนังสือเตือนของนายจ้างจะต้องมีรูปแบบอย่างใดจึงจะเป็นการสมบูรณ์ไม่มีกฎหมาย
บัญญัติไว้ ฉะนั้นการจะวินิจฉัยว่าหนังสือใดเป็นหนังสือเตือนจึงพิจารณาโดยความคิดเห็นของบุคคลสามัญ
จะพึงเข้าใจ นายจ้างเคยมีแบบฟอร์มใบเตือนใช้อยู่ทั่วไป คร้ันในคราวเตือนลูกจ้างมิได้ใช้แบบฟอร์มเช่นน้ัน
เมื่อหนังสือดังกล่าวมีข้อความเตือนลูกจ้างอย่างชัดแจ้ง ทั้งยังมีข้อความว่าต่อไปจะลงโทษหากปฏิบัติทำนอง
เดมิ อกี ดงั น้ี เปน็ การว่ากลา่ วและตกั เตือนเป็นหนงั สอื โดยชอบแลว้
สรปุ ย่อโดย นายเชดิ ศักด์ิ กำปน่ั ทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานทปี่ รกึ ษากฎหมาย นิตกิ รรมและสญั ญา
กองนติ กิ าร กรมสวัสดิการและค้มุ ครองแรงงาน
นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๓ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
เกรด็ ความรูค้ ู่แรงงาน ตอนท่ี ๒ (เผยแพร่วันท่ี ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๔)
การทน่ี ายจา้ งมีหนงั สอื เตือนลูกจ้างผา่ นทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรอื สำเนาหนังสือเตือน ศาลจะรบั ฟัง
เป็นพยานหลักฐานได้หรอื ไม่?
#กสร #กสรคมุ้ ครองสิทธิพัฒนาคณุ ภาพชีวติ แรงงาน
ตอนท่ี ๒ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๙๘๗๓/๒๕๕๘
เร่ือง แม้จะเป็นการเตือนด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แต่เมื่อพิจารณาเน้ือหาแล้วระบุว่า
หากลูกจ้างไม่ปรับปรุง นายจ้างจะใช้มาตรการทางวินัยที่จำเป็น ถือว่ามีลักษณะเป็นหนังสือเตือนท่ีชอบ
ด้วยกฎหมายแล้ว , ลูกจ้างมีอาการป่วยจริง แม้ไม่มีใบรับรองแพทย์ก็ตาม นายจ้างก็ไม่มีสิทธิหักค่าจ้าง
ในวนั ลาป่วยได้
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งผู้จัดการผลิตภัณฑ์ วันท่ี ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๐
จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และเดือนธันวาคม ๒๕๔๘ จำเลย
หักค่าจ้างโจทก์จำนวน ๔ วัน จำเลยให้การว่าโจทก์ทำผิดซ้ำคำเตือน เดือนธันวาคม ๒๕๔๘ โจทก์ขาดงาน
โดยมิได้ลางาน โจทก์ยื่นใบลาโดยอ้างว่าลาป่วยไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงหรือช้ีแจงให้จำเลยทราบ
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๔ - นายเชดิ ศักด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
แต่ประการใด ศาลแรงงานพิจารณาประเด็นหนังสือเตือนแล้วเห็นวา่ ข้อความระบุให้โจทก์ปรบั ปรุงพฤติกรรม
ในการทำงานไม่ปรากฏรายละเอียดว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเรื่องใด หากกระทำผิดซำ้ จะลงโทษอย่างใด จึงไม่มี
ลักษณะเปน็ หนังสือเตือนตามกฎหมาย พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้าง ค่าโทรศพั ท์ ค่าพาหนะ คา่ จ้าง
สำหรับวันหยุดพกั ผ่อนประจำปี พร้อมดอกเบ้ีย คำขออ่นื ใหย้ ก จำเลยอุทธรณ์
ศาลฎีกามีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยได้จัดส่งแก่โจทก์เป็นหนังสือ
เตือนหรอื ไม่ เห็นว่า การเตือนเป็นหนังสอื น้ันจะตอ้ งประกอบด้วย ข้อเท็จจริงกับพฤติกรรมทีล่ ูกจา้ งกระทำผิด
รายละเอียดเกี่ยวกบั ท่ีโจทก์ฝ่าฝนื โดยละเอียดเพียงพอทจี่ ะทำให้ลูกจ้างผู้กระทำผิดทราบถึงการฝ่าฝืนขอ้ บังคับ
เกี่ยวกับการทำงานของตน และการเตือนว่าหากลูกจ้างกระทำผิดซ้ำคำเตือนจะถูกลงโทษทางวินัย
หรือดำเนินการอยา่ งใด คดนี ้ีนาง อ. จำเลย มหี นังสือเตือนโจทก์ทางจดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ๒ คร้ัง คอื ในวันท่ี
๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๙ และ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๙ ว่าผลงานโจทก์ต่ำกว่าเป้าหมายและโจทก์ไม่ส่งรายงาน
การขายโดยอ้างข้อบังคับของจำเลยข้อ ๑๔ (๑) ไร้ความสามารถ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าท่ี
ได้อย่างเหมาะสม และระบุว่าหากโจทก์ไม่ปรับปรุง จำเลยจะใช้มาตรการทางวินัยท่ีจำเป็นนั้น ถ้อยคำ
ในการเตือนตามเอกสารย่อมมีลักษณะเป็นหนังสือเตือนท่ีชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้ตามหนังสือเตือนวันที่
๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๙ จะมีถ้อยคำเป็นเพียงการย้ำให้ปฏิบัติตามคำเตือนอันมิใช่หนังสือเตือนก็ตาม แต่เมื่อ
จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันท่ี ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ด้วยเหตุโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำเตือนในเร่ือง
การจัดส่งรายงานอยู่เป็นประจำจึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับฯ ระเบียบ คำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย
และเป็นธรรม และจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วและไม่พ้นกำหนด ๑ ปี จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๗
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕๗ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง
ในวันลาป่วย เมือ่ คดนี ี้ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจรงิ ว่าโจทก์ไม่มาทำงานในเดือนธนั วาคม ๒๕๕๘ เนอื่ งจาก
โจทก์มอี าการป่วยจริง ดังนนั้ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ข้ึน พิพากษาแก้เป็นว่า
จำเลยไมต่ ้องจา่ ยค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผอ่ นประจำและคา่ ชดเชยแก่โจทก์
ตอนที่ ๒ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๑๐๑๘๘/๒๕๕๙
เร่ือง การที่ศาลแรงงานสั่งรับ “สำเนาหนังสือเตือน” ที่นายจ้างนำส่งศาล โดยเห็นว่า
เป็นเอกสารสำคัญแห่งคดีท่ีจะทำให้ได้ความชัดแจ้ง และเพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรม เป็นการส่ังรับ
และรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแรงงานและวิธีพิจารณา
คดแี รงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนง่ึ
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานเคลียร์สินค้า ต่อมา
วันท่ี ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า
เป็นการเลิกจ้างท่ีไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่าเลิกจ้างโจทก์เน่ืองจากโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๕ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
กระทำผิดซ้ำคำเตือน ละท้ิงหน้าท่ีเกินกว่า ๓ วันทำงานติดต่อกันขึ้นไป ศาลแรงงานภาค ๒ พิจารณาแล้ว
เห็นว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเก่ียวกับการทำงานอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม จำเลยได้ตักเตือน
เป็นหนังสือแล้ว และโจทก์ละท้ิงหน้าที่เป็นเวลา ๓ วันทำงาน จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทน
การบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสยี หายจากการเลิกจ้างทไ่ี ม่เปน็ ธรรม พิพากษายกฟอ้ ง โจทก์อทุ ธรณ์ในประเด็น
ว่าจำเลยนำสืบโดยส่งแต่ “สำเนาหนังสือตักเตือน” ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ ต่อศาล จึงไม่อาจถือเป็น
พยานเอกสารตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลแรงงานภาค ๒ สั่งรับเอกสารท่ีจำเลยส่งศาล
แ ล ะ รั บ ฟั งส ำ เน า เอ ก ส า ร ข อ ง จ ำ เล ย เพ ร า ะเห็ น ว่ า เป็ น เอ ก ส า ร ส ำ คั ญ แ ห่ ง ค ดี ท่ี จ ะ ท ำ ให้ ได้ ค ว า ม ชั ด แ จ้ ง
ในข้อเท็จจริงแห่งคดี และเพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่ความ เป็นการสั่งรับโดยอาศัยอำนาจ
ตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง
ท่ีบัญญัติโดยเฉพาะ จึงเป็นการสั่งรับและรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์
ฟังไม่ขน้ึ พิพากษายืน
สรปุ ย่อโดย นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปน่ั ทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานทป่ี รกึ ษากฎหมาย นติ ิกรรมและสัญญา
กองนติ ิการ กรมสวัสดิการและค้มุ ครองแรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
- ๖ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
เกร็ดความรคู้ แู่ รงงาน ตอนท่ี ๓ (เผยแพร่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๔)
นายจา้ งจะหักค่าจา้ งของลูกจ้างเป็นคา่ ธรรมเนยี มแก่ธนาคารในการโอนเงนิ เข้าบัญชีลูกจ้างแตล่ ะคนได้
หรือไม?่
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธพิ ัฒนาคณุ ภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๗ - นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
ตอนท่ี ๓ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๑๔๕๔๑ – ๑๔๕๕๑/๒๕๕๗
เรื่อง นายจ้างมีกฎระเบียบข้อบังคับฯ กำหนดว่า ขาดงานหัก ๒ เท่า ย่อมไม่ชอบ
ด้วยมาตรา ๗๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และนายจ้างได้หักค่าจ้าง ๑๐ บาท
เป็นเวลา ๒๑ เดือน เป็นค่าธรรมเนียมแก่ธนาคารในการโอนเงินเข้าบัญชีลูกจ้างแต่ละคน ไม่ใช่หน้ี
ที่เป็นไปเพ่ือสวัสดิการอันเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวตามมาตรา ๗๖ (๓) นายจ้างหักค่าจ้าง
ของลูกจ้างไว้ จึงต้องคืนค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี
คดีน้ีโจทก์ท้ัง ๑๑ คน ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี
และจ่ายค่าจ้างที่นายจ้างหักไว้ แก่โจทก์ท่ี ๑ ถึงที่ ๑๑ เป็นเงินคนละ ๒๑๐ บาท ๑,๐๑๙.๔๑ บาท
๑,๖๑๐ บาท ๒๑๐ บาท ๙๑๐ บาท ๓,๐๑๐ บาท ๓,๑๐๑ บาท ๑,๖๑๐ บาท ๒๑๐ บาท ๔๔,๓๑๐ บาท
และ ๒๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินแก่โจทก์
กับพวกพร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัย ปัญหาท่ีจำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า
โจทก์ที่ ๑ ถึง ๑๑ ลาออกไม่เข้าเง่ือนไขท่ีจะมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเม่ือถูกเลิกจ้าง
โดยไม่มีความผิดตามมาตรา ๖๗ และ ๑๑๙ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และโจทก์
ดงั กลา่ วไม่ได้ฟอ้ งเรียกค่าจ้างสำหรบั วนั หยุดพักผ่อนประจำปีน้ัน เหน็ วา่ คำฟ้องของโจทก์ที่ ๑ ถึงท่ี ๖ กบั ที่ ๘
ถงึ ที่ ๑๑ บรรยายว่า ระหวา่ งการทำงานจำเลยมขี ้อตกลงให้มวี ันหยุดพกั ผ่อนประจำปีปีละ ๖ วนั ให้แก่ลกู จ้าง
ท่ีทำงานติดต่อกันครบ ๑ ปี ซ่ึงโจทก์ที่ ๑ ถึงท่ี ๖ กับที่ ๘ ถึงท่ี ๑๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยท่ีทำงานติดต่อกัน
ครบ ๑ ปีย่อมมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีในปี ๒๕๕๓ รวม ๖ วัน เป็นเงิน ๒,๑๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลย
จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็ จ
แก่โจทก์จึงพอถือได้ว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงท่ี ๖ กับท่ี ๘ ถึงที่ ๑๑ ฟ้องเรียกค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี
ท่ีเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๔ หลังจากทำงานให้แก่จำเลยติดต่อกันครบ ๑ ปี นับแต่วันท่ี ๑ เมษายน ๒๕๕๓
รวมมาด้วย เมื่อจำเลยให้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ กับที่ ๘ ถึงที่ ๑๑ ซ่ึงทำงานติดต่อกันครบ ๑ ปี ทำงานในวันหยุด
พักผ่อนประจำปี จำเลยจึงมีหน้าที่จ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ดังกล่าวแม้ไม่มี
การเลิกจ้างแต่เป็นการลาออก ซึ่งต้องจ่ายให้ไม่น้อยกว่า ๒ เท่าของอัตราค่าจ้างในวันทำงานเนื่องจากโจทก์
ดังกล่าวเป็นลูกจ้างรายวันท่ีไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๔ อันเป็นคนละกรณีกับมาตรา ๖๗ ดังที่จำเลยอุทธรณ์ เม่ือจำเลยจ่ายค่าทำงาน
ในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ดังกล่าวคนละเท่ากับอัตราค่าจ้างรายวันจำนวน ๖ วัน เป็นเงิน
๒,๑๐๐ บาท จึงต้องจ่ายส่วนท่ีขาดให้แก่โจทก์ท่ี ๑ ถึงท่ี ๖ กับท่ี ๘ ถึงที่ ๑๑ อีกคนละ ๒,๑๐๐ บาท
ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ดังกล่า วไม่ได้เกิน
ไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี
แรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๕๒ ศาลฎกี าเหน็ พ้องดว้ ย
ประเด็นหักค่าจ้าง เห็นว่า นายจ้างจะหักค่าจ้างได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามข้อยกเว้น
ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง การที่กฎระเบียบข้อบังคับเก่ียวกับ
การทำงานของจำเลยและตารางแนบท้ายกำหนดว่า ขาดงานหัก ๒ เท่า และจำเลยซ่ึงเป็นนายจ้างหักค่าจ้าง
นายเชิดศกั ด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๘ - นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
ของโจทก์ที่ ๓ ที่ ๕ ถึงที่ ๘ และท่ี ๑๐ เป็น ๒ เท่าของค่าจ้างรายวันท่ีโจทก์ดังกล่าวได้รับในอัตราวันละ
๓๕๐ บาท โดยหักค่าจ้างโจทก์ท่ี ๓ ซึ่งขาดงาน ๒ วัน จำนวน ๑,๔๐๐ บาท โจทก์ที่ ๕ ซึ่งขาดงาน ๑ วัน
จำนวน ๗๐๐ บาท โจทก์ที่ ๖ ซ่ึงขาดงาน ๔ วัน จำนวน ๒,๘๐๐ บาท โจทก์ที่ ๗ ซึ่งขาดงาน ๔ วัน จำนวน
๒,๘๐๐ บาท โจทก์ท่ี ๘ ซึ่งขาดงาน ๒ วนั จำนวน ๑,๔๐๐ บาท และโจทกท์ ่ี ๑๐ ซึ่งขาดงาน ๖๓ วัน จำนวน ๔๔,๑๐๐ บาท
เช่นนี้ เป็นกรณีท่ีจำเลยหักค่าจ้างเน่ืองจากขาดงาน ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยไม่มี
สิทธิหักค่าจ้างจำนวนดังกล่าว เมื่อหักไว้แล้วจำเลยจึงต้องคืนค่าจ้างจำนวนท่ีหักไปดังกล่าวแก่โจทก์ท่ี ๓ ที่ ๕
ถึงท่ี ๘ และที่ ๑๐ ท่ีศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าเป็นโทษปรับกรณีขาดงานและให้ปรับ ๑.๕ เท่าของ
ค่าจ้างรายวันมาน้ัน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ในส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ย
อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของค่าจ้างที่หักไว้นั้น เห็นว่า จำเลยมีหน้าท่ีชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ท่ี ๓ ท่ี ๕ ถึงท่ี ๘
และที่ ๑๐ แต่จำเลยกลับอ้างเหตุขาดงานมาหักค่าจ้างอันเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคมุ้ ครองแรงงาน
พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๗๖ วรรคหน่ึง จำเลยมีหน้าท่ีชำระคืนค่าจ้างแก่โจทก์ดังกล่าวพร้อมดอกเบ้ียในอัตรา
ร้อยละ ๑๕ ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ดังกล่าว
มีคำขอท้ายฟ้องเรียกดอกเบ้ียอตั ราดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง ดังนี้ แม้ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยจ่าย
ดอกเบ้ียสำหรับค่าจ้างที่หักไว้ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ก็ตาม แต่เพ่ือความ
เปน็ ธรรม ศาลฎกี าเหน็ สมควรใหจ้ ำเลยเสียดอกเบ้ียในค่าจา้ งที่หกั ไวอ้ ัตรารอ้ ยละ ๑๕ ต่อปี นบั แต่วนั ฟอ้ ง ทัง้ น้ี
ตามพระราชบัญญตั ิจัดตั้งศาลแรงงานและวธิ ีพจิ ารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๒
ปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่าจำเลยหักค่าจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดคนละ ๑๐ บาท ต่อเดือน
เปน็ เวลา ๒๑ เดอื น เปน็ คา่ ธรรมเนียมแก่ธนาคารในการจา่ ยค่าจ้างผ่านธนาคารอันเป็นประโยชน์แก่โจทก์
ท้ังสิบเอ็ด แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือให้ความยินยอม แต่ข้อบังคับเก่ียวกับการทำงานของจำเลยกำหนดให้จำเลย
จ่ายค่าจ้างผ่านธนาคารได้หากลูกจ้างยินยอม ซึ่งจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดด้วยวิธีน้ีตลอดมา
อันเป็นพฤติการณ์ท่ีแสดงให้เห็นว่ามีข้อตกลงกันไว้ชัดเจนว่าโจทก์ทุกคนยอมให้จำเลยหักค่าจ้าง จำเลยย่อม
มีสิทธิหักค่าจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้โดยไม่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๗ นั้น
เห็นว่า เม่ือจำเลยซ่ึงเป็นนายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ท้ังสิบเอ็ดซ่ึงเป็นลูกจ้างให้ ณ สถานที่ทำงาน
ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๕๕ การหักค่าจ้างชำระ
ค่าธรรมเนียมการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสิบเอด็ จึงไม่ใช่หนี้ทีเ่ ปน็ ไปเพ่อื สวัสดิการอันเป็น
ประโยชน์แก่โจทก์ท้ังสิบเอ็ดซึ่งเป็นลูกจ้างแต่ฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๗๖ (๓) ดังน้นั จำเลยไม่มีสทิ ธหิ ักค่าจ้างโจทก์ทั้งสบิ เอ็ดเป็นคา่ ธรรมเนยี มแก่ธนาคารจึงต้องคืนคา่ จา้ ง
ที่หักไว้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในปัญหาน้ีมาน้ันศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล
อทุ ธรณท์ กุ ข้อของจำเลยฟังไมข่ นึ้
สรุปย่อโดย นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่นั ทอง ผ้อู ำนวยการกลุ่มงานท่ปี รกึ ษากฎหมาย นติ ิกรรมและสัญญา
กองนติ กิ าร กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๙ - นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
เกรด็ ความรูค้ ู่แรงงาน ตอนท่ี ๔ (เผยแพรว่ ันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๔)
นายจา้ งมขี ้อตกลงรวมคา่ ลว่ งเวลาเหมาจา่ ยไปกับคา่ จ้างโดยไมม่ ีการคดิ ค่าลว่ งเวลาท่ีทำจรงิ ขดั กฎหมาย
หรอื ไม?่
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธพิ ัฒนาคณุ ภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
- ๑๐ - นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
ตอนท่ี ๔ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๙๐๕/๒๕๖๑
เร่ือง ข้อตกลงรวมค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายไปกับค่าจ้างในเวลาทำงานตามปกติ โดยไม่มี
การคิดคา่ ลว่ งเวลาทีท่ ำจริงเป็นการเอาเปรียบลกู จ้าง ทั้งมลี กั ษณะเป็นการผกู พนั ให้ลูกจา้ งตอ้ งยอมทำงาน
ล่วงเวลาตลอดไปโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป จึงมีวัตถุประสงค์
เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตกเป็นโมฆะ ลูกจ้างมีสิทธิ
ได้รบั ค่าลว่ งเวลาวันละ ๒ ช่ัวโมง (ทำงานวันละ ๑๐ ชั่วโมง)
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งหัวหน้างานโยธา ค่าจ้างเดือนละ
๘๕,๐๐๐ บาท โจทก์ทำงานให้แก่จำเลยที่โครงการก่อสร้างอาคารรับจ่ายและถังเก็บกา๊ ซแอลเอ็นจีระยะท่ีสอง
จังหวัดระยอง ต่อมาวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ สัญญาส้ินสุดลง แต่จำเลยค้างจ่ายล่วงเวลา ขอบังคับให้จำเลย
จ่ายค่าล่วงเวลาเป็นเงิน ๓๑๖,๖๒๕ บาท จำเลยให้การว่าเดิมโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัท ป. จำกัด
ต่อมาโจทก์มาสมัครงานเป็นลูกจ้างจำเลยตกลงรับผลตอบแทนเหมาจ่ายตามสัญญาจ้าง จำเลยจ่ายค่าจ้าง
ค่าล่วงเวลาครบถ้วนแล้ว ศาลแรงงานภาค ๒ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา ๓๑๖,๖๒๕ บาท
พร้อมดอกเบ้ีย จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลแรงงานภาค ๒ รับฟังข้อเท็จจริงท่ีคู่ความไม่โต้แย้งกัน
เป็นยุติว่า สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยกำหนดชั่วโมงการทำงานต้ังแต่วัน จันทร์ – เสาร์ เวลาทำงาน
๑๗.๐๐ – ๑๘.๐๐ น. พัก ๑ ช่ัวโมง ชั่วโมงทำงานต้ังแต่วันจันทร์ – เสาร์ วันละ ๑๐ ชั่วโมง อัตราค่าจ้าง
แบบเหมาจ่ายรวมค่าล่วงเวลาเป็นเงินเดือนละ ๘๕,๐๐๐ บาท ข้อตกลงรวมค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายไปกบั ค่าจ้าง
ในเวลาทำงานตามปกติ โดยไม่มีการคิดค่าล่วงเวลาที่ทำจริงเป็นการเอาเปรียบลูกจ้าง ท้ังมีลักษณะ
เป็นการผูกพันให้ลูกจ้างต้องยอมทำงานล่วงเวลาตลอดไปโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป
จึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตกเป็นโมฆะ
อัตราค่าจ้างรายเดือน ๘๕,๐๐๐ บาท จึงถือเป็นอัตราค่าจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติวันละ ๘ ชั่วโมง
เท่าน้ัน โจทก์ฟ้องเรียกค่าล่วงเวลาวันละ ๒ ชั่วโมง ใน ๑๐ ชั่วโมงทำงาน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลา
แกโ่ จทก์ ทโ่ี จทกอ์ ุทธรณ์ว่า จำเลยไดร้ ับการยกเวน้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้อ ๑ – ข้อ ๗ โดยสามารถทำสัญญากับโจทก์กำหนดเวลา
ในการทำงานเกินวันละ ๘ ช่ัวโมง ได้น้ัน เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงนอกเหนือ
คำให้การข้ึนกล่าวอ้างใหม่ เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งและวิธีพิจารณา
คดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎกี าไมร่ บั วินิจฉัย พพิ ากษายกอุทธรณข์ องจำเลย
สรปุ ยอ่ โดย นายเชิดศักดิ์ กำป่นั ทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานทป่ี รกึ ษากฎหมาย นติ กิ รรมและสัญญา
กองนติ ิการ กรมสวัสดิการและค้มุ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๑๑ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
เกร็ดความรคู้ ู่แรงงาน ตอนที่ ๕ (เผยแพร่วันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๖๔)
ลูกจา้ งขับโฟลค์ ลิฟต์ไปเฉี่ยวชนพนกั งานอนื่ ในโรงงานได้รบั บาดเจ็บสาหัส นายจา้ งต้องรว่ มรบั ผิดชอบ
จ่ายค่าเสียหายใหก้ บั พนักงานทบี่ าดเจบ็ หรือไม่ ?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธพิ ัฒนาคณุ ภาพชีวติ แรงงาน
นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๑๒ - นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
ตอนที่ ๕ : คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๗๙๙๓/๒๕๖๐
เร่ือง ลูกจ้างมีหน้าที่ขับรถโฟล์คลิฟท์ ได้ขับรถเฉ่ียวชนลูกจ้างอีกคนหนึ่งขณะยกถังน้ำ
ไดร้ บั อันตรายสาหสั ถอื ว่าได้กระทำไปในทางการท่ีจ้างโดยชอบดว้ ยกฎหมาย นายจา้ งต้องร่วมรับผิดชดใช้
ค่าเสียหายใหก้ ับลูกจา้ งด้วย ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕
คดีน้ีโจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ วันท่ี ๑๐ เมษายน ๒๕๕๖
จำเลยที่ ๑ ซ่ึงมีหน้าท่ีขับรถยกส่ิงของ (โฟล์คลิฟท์) ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อเฉ่ียวชนโจทก์ขณะยก
ถังน้ำเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายแก่กายสาหัส การกระทำของจำเลยท่ี ๑ เป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๒
ผู้เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยท่ี ๑ ต่อโจทก์ด้วย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย
และค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๗๙๗,๐๖๕ บาท จำเลยที่ ๑ ขาดนัด จำเลยที่ ๒ ให้การว่าคดีขาดอายุความ
จำเลยท่ี ๒ ไม่ต้องร่วมกับจำเลยท่ี ๑ ชดใช้ค่าเสียหายและคา่ สินไหมทดแทน เพราะจำเลยท่ี ๑ ฝ่าฝนื ข้อบังคับ
เกีย่ วกบั การทำงาน โดยจำเลยที่ ๑ ขับรถยกส่ิงของในเวลาต้องห้ามคอื เวลาพักกลางวนั ท้ังท่ไี มใ่ ชห่ น้าทีโ่ ดยตรง
การขบั รถเฉี่ยวชนจงึ ไม่ได้เกิดในทางการท่จี ้าง ศาลแรงงานภาค ๓ พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลย
ที่ ๑ ได้กระทำไปในทางการที่จ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยท่ี ๑ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยท่ี ๑ ด้วย
ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ พิพากษาให้จำเลยท้ังสองรว่ มกันชดใชค้ ่าเสียหายเป็นเงิน
๔๓๒,๕๖๕ บาท พรอ้ มดอกเบย้ี จำเลยท่ี ๒ อทุ ธรณ์ประเด็นขาดอายุความ
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เกิดเหตุเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๖ โจทก์ฟ้องจำเลยท้ังสองต่อศาล
จังหวัดนครราชสีมาเม่ือวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๗ ต่อมาศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษายกฟ้องเมื่อวันท่ี
๑ กันยายน ๒๕๕๗ ตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณา
ของศาลแรงงาน คำพิพากษาศาลจังหวัดฯ จึงถึงที่สุดเม่ือพ้นวันท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ ตามประมวลกฎหมาย
วธิ ีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ มาตรา ๒๒๙ ประกอบพระราชบัญญัตจิ ัดต้ังศาลแรงงานและวิธีพิจารณา
คดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสอง
บัญญัติให้เจ้าหน้ีที่มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้ต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณา
พิพากษาภายใน ๖๐ วนั นับแต่วันทคี่ ำพิพากษานน้ั ถึงทีส่ ุด เมือ่ โจทกฟ์ ้องคดนี ี้ต่อศาลแรงงานภาค ๓ เม่ือวนั ท่ี
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ คดีจึงไมข่ าดอายุความ พพิ ากษายืน
สรุปย่อโดย นายเชิดศักดิ์ กำปนั่ ทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานท่ปี รกึ ษากฎหมาย นิตกิ รรมและสญั ญา
กองนติ ิการ กรมสวสั ดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๑๓ - นายเชิดศกั ด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
เกรด็ ความรคู้ แู่ รงงาน ตอนท่ี ๖ (เผยแพร่วนั ท่ี ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔)
นายจ้างนำสถิติการหยุดงานและลางานของลูกจ้างมาพิจารณาจ่ายโบนัส และปรับค่าจ้างประจำปี เม่ือลูกจ้าง
มีสถิติหยุดงาน และลางานเป็นจำนวนมาก การท่ีนายจ้างลดเปอร์เซ็นต์การจ่ายโบนัส และปรับค่าจ้างลง
สามารถนำมาปฏิบตั ไิ ด้หรือไม่ ?
#กสร #กสรคุม้ ครองสิทธิพัฒนาคุณภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
- ๑๔ - นายเชดิ ศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
ตอนที่ ๖ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๑๙๔ – ๑๐๑๙๕/๒๕๕๙ (ข้อตกลงเก่ียวกบั สภาพการจา้ ง)
เร่ือง การพิจารณาจ่ายโบนัสและปรับค่าจ้างประจำปี นายจ้างนำสถิติการหยุดงาน
และลางานมาลดเปอร์เซ็นต์การจ่ายและปรับค่าจ้างลง เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว
ประกาศของนายจ้างจึงไม่ใช่เป็นการเพ่ิมเติมหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลง เม่ือลูกจ้างมีสถิติหยุดงาน
และลางานมากการจา่ ยโบนัสและปรับคา่ จ้างประจำปีของนายจา้ งจึงชอบแล้ว
คดีนีโ้ จทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
เก่ียวกับสภาพการจ้างทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ปรับค่าจ้างและเงินโบนัสประจำปี ขอบังคับให้จ่ายโบนัส
และปรับค่าจ้างประจำปีให้แก่โจทก์ท้ังสอง พร้อมดอกเบ้ีย จำเลยให้การว่าโจทก์ท้ังสองมีคะแนนประเมิน
ผลงานต่ำและมีสถิติการลาป่วย ลากจิ ขาดงานรวมกันมาก ต้องถูกลดโบนัสและไม่มีสิทธิได้รบั การปรับค่าจ้าง
ศาลแรงงานภาค ๑ พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายโบนัสโจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑๙,๔๒๐ บาท และโจทก์
ที่ ๒ จำนวน ๓๙,๗๘๖ บาท พร้อมดอกเบ้ีย และให้จำเลยปรับค่าจ้างแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๗๐ บาทต่อเดือน
แก่โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๑๕๙ บาทตอ่ เดือน จำเลยอุทธรณ์
ศาลฎีกาเหน็ ว่า ขอ้ ตกลงเกย่ี วกบั สภาพการจ้าง ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๕
ข้อ ๑ กำหนดว่า “ ท้ังสองฝ่ายตกลงปรับค่าจ้างประจำปี โดยเปล่ียนแปลงเงื่อนไขการปรับจาก
สภาพการจ้างเดมิ คอื แบ่งผลการประเมินออกเปน็ ๕ เกรด A B C D E และใช้ค่าเฉล่ียของดชั นีผูบ้ ริโภคทั่วไป
...ดังนี้ A = CPI + ๖๐ %...E = CPI – ๖๐%... ข้อ ๒ กำหนดว่า “ท้ังสองฝ่ายตกลงใช้การประเมินผล
การปฏิบัติงานชุดเดียวกับการปรับค่าจ้างประจำปีเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาจ่ายเงินโบนัส โดยเปลี่ยนแปลง
เง่ือนไขการจ่ายเงินโบนัสประจำปีจากสภาพการจ้างเดิมเป็น ๕ เกรด เช่นเดียวกับการปรับค่าจ้างประจำปี...”
ดังนั้น การปรับค่าจ้างและการได้รับเงินโบนัสประจำปี ๒๕๕๕ ตามท่ีโจทก์ทั้งสองเรียกร้องจึงต้องเป็นไปตาม
หลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี ๒๕๕๕ ละข้อ ๖ กำหนดให้มีการประเมินคะแนน
การมาทำงานด้วย และมีการกำหนดคะแนนท่ีได้รับกรณีหยุดงานและวันหยุดงานไว้อย่างชัดเจน เช่น ลาป่วย
หรือลากิจ หรือขาดงาน ๑ – ๓ วัน จะได้คะแนน ๕ คะแนน หยุดงาน ๔ – ๖ วัน จะได้คะแนน ๔ คะแนน
เป็นต้น และแม้ข้อตกลงฯ จะไม่มีการกำหนดเปอร์เซ็นต์การลดโบนัสและการปรับค่าจ้างประจำปีไว้
โดยละเอียดก็ตาม แต่ข้อตกลงฯ ข้อ ๒๐ กำหนดให้สภาพการจ้างอ่ืนใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้คงไว้
ตามเดิม แสดงว่าข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมีความมุ่งหมายให้นำหลักเกณฑ์และเงื่อนไข
ทเี่ คยใช้ในการพิจารณาปรับค่าจา้ งประจำปีในปกี ่อนคือปี ๒๕๕๔ มาใช้เป็นหลักเกณฑ์และเงอื่ นไขในการ
พิจารณาโบนัสและการปรับค่าจ้างประจำปี ๒๕๕๕ ซ่ึงเมื่อประกาศท่ีใช้ในการปรับค่าจ้างประจำปี ๒๕๕๔
มกี ารกำหนดตารางการพิจารณาลดโบนัสและลดเปอรเ์ ซ็นต์การปรบั ค่าจ้างไว้ก่อนแลว้ ประกาศการจา่ ยโบนัส
และการปรับค่าจ้างของจำเลยปี ๒๕๕๕ ก็ปรากฏมีหลักเกณฑ์ เง่ือนไข อัตราเดียวกับประกาศปี ๒๕๕๔
จึงมใิ ช่กรณีจำเลยออกประกาศขัดแย้งกับข้อตกลงเกยี่ วกบั สภาพการจ้างประการใด ดังนั้น หลักเกณฑ์ เง่ือนไข
ต่าง ๆ ตามประกาศของจำเลยจึงเปน็ ไปตามข้อตกลงเก่ียวกับสภาพการจ้าง มีผลผูกพันโจทกท์ ้ังสองกับจำเลย
นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๑๕ - นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
และใช้บังคับได้ เม่ือข้อเทจ็ จริงปรากฏว่า โจทกท์ ั้งสองลาป่วย ลากจิ และขาดงาน จริง โจทก์ทัง้ สองจึงไม่มีสิทธิ
ได้รับเงนิ ตามฟ้อง พพิ ากษากลับให้ยกฟอ้ ง
สรปุ ยอ่ โดย นายเชิดศกั ดิ์ กำปัน่ ทอง ผ้อู ำนวยการกลุ่มงานท่ปี รกึ ษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา
กองนติ กิ าร กรมสวัสดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
- ๑๖ - นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
เกร็ดความรคู้ ูแ่ รงงาน ตอนที่ ๗ (เผยแพร่วันท่ี ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔)
ลูกจ้างได้รับมอบหมายให้ส่งของแถมเป็นโทรศัพท์มือถือให้กับลูกค้า ผ่านทางไปรษณีย์เพราะลูกค้าไม่สะดวก
มารับของด้วยตนเอง แต่กลับเกิดเหตุโทรศัพท์สูญหายหลังฝากส่งกับไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว ลูกจ้างต้อง
รบั ผิดชอบจากการที่โทรศัพท์สญู หายหรอื ไม่ ?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธพิ ัฒนาคณุ ภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
- ๑๗ - นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
ตอนท่ี ๗ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๔๘๑๒/๒๕๖๐
เรื่อง ลูกจ้างได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแห่งพฤติการณ์เช่นเดียวกับวิญญูชนท่ัวไป
ท่ีพึงปฏิบัตแิ ลว้ การท่ีโทรศัพทม์ ือถือหายไปจึงนอกเหนือความรับผิดชอบ การกระทำของลกู จา้ งไม่ถอื เป็น
การประมาทเลินเล่อ แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำหนังสือรับสภาพหน้ีไว้ก็ตาม ก็หาต้องรับผิดตามหนังสือ
รับสภาพหนไี้ ม่
คดีน้ีโจทก์ซงึ่ เป็นนายจ้างฟ้องจำเลยท่ี ๑ ลูกจ้าง จำเลยท่ี ๒ ผู้ค้ำประกัน ให้รับผิดในค่าเสียหาย
กรณีท่ีโทรศัพท์เคล่ือนท่ี ๒ เครื่องสูญหาย เป็นเงินจำนวน ๕๔,๐๐๐ บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จำเลย
ทั้งสองให้การว่าหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีผลผูกพันต่อจำเลยท้ังสอง เพราะจำเลยทั้งสองไม่มีหน้ีท่ีจะต้องรับผิด
ต่อโจทก์ ศาลแรงงานภาค ๕ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่าย
ซ้อื ขาย และแลกเปลี่ยนรถยนต์ โจทก์ทำงานตำแหน่งที่ปรึกษาการขาย มหี น้าท่ีอย่างหน่ึงคือส่งของแถมได้แก่
โทรศัพท์เคล่ือนท่ีให้จำเลยท่ี ๑ ส่งโทรศัพท์ให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ แต่ลูกค้าดังกล่าวไม่ได้รับโทรศัพท์
โจทก์จึงมอบโทรศัพท์ ๒ เครื่องให้แก่ลูกค้าไป จำเลยทั้งสองได้ทำหนังสือรับสภาพหนีให้ไว้แก่โจทก์
เม่ือขอ้ เท็จจริงไม่ปรากฏวา่ ทางปฏิบัติของโจทก์มีข้อห้ามอย่างชัดเจนท่ีระบุว่า ห้ามลูกจา้ งส่งของแถมให้ลูกค้า
ทางไปรษณีย์ เม่ือจำเลยท่ี ๑ ฝากส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่ลูกค้าโจทก์ทางไปรษณีย์เพราะลูกค้าไม่สะดวก
ทีจ่ ะมารับด้วยตนเอง จำเลยท่ี ๑ บรรจโุ ทรศัพท์ในกล่องไปรษณียป์ ิดผนึกแน่นหนาเช่นเดยี วกับการฝากส่งพัสดุภัณฑ์
ตามปกติ ท้ังยังส่งด้วยวิธีลงทะเบียนตอบรบั อีกด้วยถือวา่ เป็นการใช้ความระมัดระวงั ตามสมควรแก่พฤติการณ์
เช่นเดียวกับวิญญูชนท่ัวไปที่พึงปฏิบัติแล้ว การท่ีโทรศัพท์ ๒ เครื่อง สูญหายหลังจากฝากส่งแล้วจึงอยู่เหนือ
ความรับผิดชอบของจำเลยท่ี ๑ ที่ต้องชดใช้ให้โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นการประมาทเลินเล่อ
ไม่ก่อให้เกิดหน้ีท่ีจำเลยที่ ๑ รวมตลอดจนจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานท่ีจะต้องรับผิดต่อโจทก์
แม้จำเลยทั้งสองจะทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ ก็หามีผลทำให้จำเลยท้ังสองต้องรับผิดตามหนังสือ
รบั สภาพหน้ดี งั กลา่ วไม่
สรปุ ยอ่ โดย นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปัน่ ทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานทป่ี รกึ ษากฎหมาย นติ ิกรรมและสัญญา
กองนิตกิ าร กรมสวสั ดิการและคุม้ ครองแรงงาน
นายเชิดศักด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๑๘ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
เกร็ดความรคู้ แู่ รงงาน ตอนที่ ๘ (เผยแพรว่ นั ท่ี ๒๖ กันยายน ๒๕๖๔)
ขอ้ ตกลงตามสญั ญาจ้างพนักงานต้อนรับเคร่ืองบนิ ท่ีกำหนดวา่ ภายในระยะเวลา ๒ ปี หากต้งั ครรภ์ถือว่า
พนกั งานไดบ้ อกเลิกสัญญาจ้าง สามารถบังคบั ใชไ้ ดห้ รือไม่ ?
#กสร #กสรค้มุ ครองสิทธพิ ัฒนาคณุ ภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๑๙ - นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
ตอนที่ ๘ : คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๑๓๙๔/๒๕๔๙
เรื่อง ข้อตกลงตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับเครื่องบินที่กำหนดว่าภายในระยะเวลา
๒ ปี หากตั้งครรภ์ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญาจ้าง เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผล
เป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุตั้งครรภ์ ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔๓
จึงเป็นโมฆะ
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย (พนักงานตรวจแรงงาน) ในส่วนที่ส่ังให้โจทก์จ่าย
ค่าชดเชยจำนวน ๖๐,๕๖๑ บาท ให้แก่นางสาว เอ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษา
ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของ
โจทก์ประการแรกว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาว เอ ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับบนเคร่ืองบิน
ข้อ ๙.๑ ที่ว่า ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเร่ิมสัญญา หากพนักงาน (ซ่ึงหมายถึงนางสาว เอ ลูกจ้าง)
ตั้งครรภ์ให้ถือว่าพนักงานได้บอกเลิกสัญญาน้ีแล้ว ตกเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบ
เรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้
การใช้แรงงานเป็นไปอย่างเป็นธรรมและคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเอาเปรียบเป็นกฎหมายอันเก่ียวกับความสงบ
เรียบร้อยของประชาชน พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๔๓ บัญญัติว่า ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง
ซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนางสาว เอ ตามสัญญาจ้างพนักงานต้อนรับ
บนเคร่ืองบิน ข้อ ๙.๑ ท่ีกำหนดว่า ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันเริ่มสัญญา หากนางสาว เอ ตั้งครรภ์
ให้ถือว่านางสาว เอ ได้บอกเลิกสัญญาเป็นข้อตกลงที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกับข้อตกลงในเร่ืองสภาพการจ้าง การสิ้นสุด
สัญญาและการตั้งครรภ์ตามสัญญาดังกล่าวข้อ ๑๒ ข้อ ๑๕.๒.๒ และข้อ ๑๖ ซึ่งสรุปได้ว่า คู่สัญญาท้ังสองฝ่ายเข้าใจ
และยอมรับว่าการปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีลักษณะเป็นการเฉพาะ พนักงาน
ต้อนรับบนเครื่องบินต้องมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเก่ียวกับภาษีท่ีใช้ มีบุคลิกภาพที่ดีและสุขภาพสมบูรณ์สามารถ
ปฏิบัติงานบนเคร่ืองบินขณะทำการบินได้ตามหลักเกณฑ์ท่ีโจทก์กำหนดและไม่ถูกจำกัดทางเวชศาสตร์การบิน
ซ่ึงจะต้องได้รับการศึกษาอบรม การทดสอบและการตรวจร่างกายตามระยะเวลาท่ีโจทก์กำหนด พนักงาน
ต้อนรับบนเคร่ืองบินจำเป็นต้องมีสภาพร่างกายท่ีพร้อมจะเข้ารับการฝึกอบรมและปฏิบัติงานเพื่อเพ่ิมพูน
ความสามารถและประสบการณ์ในช่วงระยะเวลา ๒ ปแี รกของการปฏบิ ัตงิ านการตั้งครรภ์ของพนักงานต้อนรับ
บนเคร่ืองบินในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ท้ังสองฝ่ายจึงได้ตกลง
เงื่อนไขเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ตามข้อ ๑๖.๑ ข้ึนเป็นข้อหนึ่งของสัญญาจ้าง ซ่ึงข้อ ๑๕.๒.๒ กำหนดว่า
เม่ือนางสาว เอ ได้กระทำผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ คำส่ังต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ในข้อ ๒
กรณีร้ายแรงให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลงและข้อตกลงในข้อ ๑๖.๑ ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วัน
เริ่มสัญญา หากนางสาว เอ ตั้งครรภ์ให้ถือว่านางสาว เอ ได้บอกเลิกสัญญานั้น มีข้อความต่อไปอีกด้วยว่า
โดยให้สัญญาสิ้นสุดลงต้ังแต่วันที่แพทย์แผนปัจจุบันช้ันหน่ึงวินิจฉัยหรือเม่ือเห็นได้ชัดว่านางสาว เอ ตั้งครรภ์
จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงข้อ ๑๖.๑ เป็นข้อตกลงท่ีมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีผลเป็นการเลิกจ้างเพราะนางสาว เอ
มคี รรภ์ อันขัดต่อพระราชบัญญัตคิ ุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๔๓ ซ่ึงเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบ
นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
- ๒๐ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
เรียบร้อยของประชาชน จงึ เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ อุทธรณ์ของโจทก์
ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า ค่าชั่วโมงบินเป็นค่าจ้างหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า
การปฏิบัติงานบนเคร่ืองบินเป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติของนางสาว เอ แม้ค่าชั่วโมงบินท่ีนางสาว เอ
ได้รับในแต่ละเดือนจะมีจำนวนไม่แน่นอนและไม่เท่ากัน แต่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างก็จ่ายค่าชั่วโมงบิน
ให้แก่นางสาว เอ เมื่อมีการปฏิบัติงานบนเครื่องบินในแต่ละเดือนทุกเดือนตามอัตราที่คำนวณจากเวลาที่ได้
ปฏิบัติงานบนเครื่องบิน ค่าช่ัวโมงบินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่นางสาว เอ เป็นการตอบแทน
ในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายช่ัวโมงของวันทำงาน จึงเป็นค่าจ้าง
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ ท่ีจำเลยนำค่าช่ัวโมงบินมารวมเป็นฐาน
ในการคำนวณค่าชดเชยดว้ ยจึงชอบแลว้ อทุ ธรณข์ องโจทกข์ ้อนฟ้ี งั ไม่ข้นึ เชน่ กัน พพิ ากษายืน
สรปุ ยอ่ โดย นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานท่ีปรกึ ษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา
กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๒๑ - นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
เกร็ดความรูค้ ู่แรงงาน ตอนที่ ๙ (เผยแพร่วนั ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๔)
หลังเกษียณอายุ นายจ้างได้ทำสัญญาจ้างลูกจ้างเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายและเลขานุการ เป็นผู้รับจ้างอิสระ
ไม่ได้แต่งตั้งเป็นพนักงาน การทำงานไม่อยู่ในกรอบระเบียบ ไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชา
ไมก่ ำหนดเวลาทำงานปกติ นติ ิสมั พนั ธถ์ ือเปน็ การจา้ งแรงงานหรอื ไม่ ?
#กสร #กสรค้มุ ครองสิทธพิ ัฒนาคณุ ภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
- ๒๒ - นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
ตอนที่ ๙ : คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี ๘๒๐๘/๒๕๖๐ (จ้างหลงั เกษยี ณ)
เรื่อง หลังเกษียณ อายุ จำเลยได้ทำสัญญ าจ้างโจทก์เป็นท่ีปรึกษาด้านกฎหมาย
และเลขานุการ (Consultancy Service Agreement) เป็นผู้รับจ้างอิสระ ไม่ได้แต่งตั้งเป็นพนักงาน
การทำงานไม่อยู่ในกรอบระเบียบ ไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชา ไม่มีกำหนดเวลาทำงานปกติ
นิติสมั พนั ธไ์ ม่ใช่จา้ งแรงงาน โจทก์จงึ ไม่มีสทิ ธไิ ด้รับคา่ ชดเชย
คดีน้ีโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นท่ีปรึกษาและเลขานุการบริษัทจำเลย สัญญาจ้าง
ไม่มีกำหนดเวลา มีการต่อสัญญาหลายคร้ัง คร้ังสุดท้ายต่อสัญญาถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ ต่อมาวันท่ี
๒๗กันยายน ๒๕๕๖ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ให้มีผลวันท่ี ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย
๑๘๐ วันค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๔๙๕,๐๐๐ บาท แต่จำเลยไม่จ่าย ขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย
๒,๙๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์เคยทำงานกับจำเลยเป็นลูกจ้างตำแหน่ง Executive
เกษียณอายุวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ เมื่อเกษียณแล้วโจทกจ์ ้างเป็นท่ปี รึกษากฎหมายและเลขานุการของจำเลย
เพื่อให้บริการและให้ความช่วยเหลือจำเลย ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชย
ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การท่ีโจทก์ทำงานให้จำเลยไม่ถือเป็นสัญญาจ้างแรงงาน พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลฎีกา เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยจะมีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างกัน
ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีและบทบัญญัติแห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๗๕ และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ มิใช่
พิจารณาจากข้อเท็จจริงแต่เพียงฝ่ายเดียวว่าฝ่ายรับจ้างตกลงทำงานให้ฝ่ายว่าจ้างและฝ่ายว่าจ้างตกลงให้
คา่ จ้างตลอดเวลาท่ีทำงานให้ และผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำงานทั้งหมดให้แก่ฝ่าย
รบั จ้างเทา่ นนั้ คดนี ้ีภายหลังโจทก์เกษียณอายแุ ล้ว จำเลยไดท้ ำสัญญาฉบับใหมก่ ับโจทก์ระบุวา่ จำเลยจ้างโจทก์
ต่อไปตามสัญญาจ้างท่ีปรึกษา (Consultancy Service Agreement) เป็นผู้รับจ้างอิสระในการให้บริการ
แก่โจทก์ ไม่ได้เป็นการแต่งต้ังเป็นพนักงาน การทำงานไม่อยู่ภายในกรอบระเบียบ กำหนดเวลาทำงาน ไม่ต้อง
อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลย แสดงว่าโจทก์รับทำการงานให้จำเลยโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้
อำนาจการบังคับบัญชา ไม่มีเวลาทำงานปกติ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่
คู่สัญญาในเร่ืองจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๗๕ และไม่ใช่นายจ้างลูกจ้างกัน
ตามพระราชบญั ญัตคิ ุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ โจทก์จึงไมใ่ ช่ลูกจา้ งจำเลย พพิ ากษายนื
สรปุ ย่อโดย นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานที่ปรึกษากฎหมาย นิตกิ รรมและสัญญา
กองนิติการ กรมสวัสดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๒๓ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
เกรด็ ความรคู้ แู่ รงงาน ตอนที่ ๑๐ (เผยแพร่วันท่ี ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๔)
ลกู จา้ งรบั เหมาค่าแรงท่ีทำงานในลักษณะเดียวกนั กบั ลูกจา้ งตามสัญญาจ้างโดยตรง มีสิทธทิ ่ีจะไดร้ ับ
สิทธิประโยชนแ์ ละสวัสดิการจากนายจา้ ง เชน่ เดียวกบั ลกู จ้างตามสญั ญาจ้างโดยตรงหรือไม่?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธิพัฒนาคุณภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๒๔ - นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
ตอนท่ี ๑๐ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๒๒๓๒๖-๒๒๔๐๔/๒๕๕๕
เร่ือง ผู้ประกอบกิจการ มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทำงาน
ในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการท่ีเป็นธรรม
โดยไม่เลือกปฏบิ ตั ิ
คดีน้ีโจทก์กับพวกรวม ๗๙ คน ซึ่งเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ได้ฟ้องคดีจำเลยท่ี ๑ (ผู้ประกอบ
กิจการ) และฟ้องจำเลยท่ี ๒ , จำเลยท่ี ๓ และจำเลยท่ี ๔ (นายจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง) ต่อศาลแรงงานกลาง
กล่าวคือ จำเลยท่ี ๑ ผู้ประกอบกิจการ ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายชุดคลัตช์สำหรับรถจักรยานยนต์
ได้ตกลงว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ถึง จำเลยที่ ๔ ผู้รับจ้างเหมาค่าแรง ให้จัดหาลูกจ้างไปทำงานผลิตชิ้นงานชุดคลัตช์
อันถือเป็นงานหลักของจำเลยที่ ๑ และลักษณะงานที่ให้โจทก์กับพวกทำน้ันก็มีลักษณะเช่นเดียวกับลูกจ้าง
ตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยท่ี ๑ แต่เม่ือโจทก์กับพวกไปทำงานให้กับจำเลยที่ ๑ แล้ว กลับไม่ได้รับ
สิทธิประโยชน์และสวัสดิการเหมือนเช่นเดียวกันกับลูกจ้างโดยตรงของจำเลยท่ี ๑ โจทก์กับพวกเห็นว่าจำเลย
ที่ ๑ ปฏิบัติต่อโจทก์กับพวกโดยไม่เสมอภาคและเป็นการเลือกปฏิบัติ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
คุ้มครองแรงงาน จึงนำคดีมาฟอ้ งต่อศาลแรงงานขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ ถึง จำเลยที่ ๔ ร่วมกันชำระเงินต่าง ๆ
ย้อนหลัง ๒ ปี ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าครองชีพ เบี้ยขยัน ค่ารถ เงินโบนัส พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ทุก ๗ วัน
ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า แม้โจทก์กับพวกจะได้รับสวัสดิการจากจำเลยท่ี ๒ ถึงจำเลยท่ี ๔
นายจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้แก่ เบ้ียขยันอัตราก้าวหน้า โบนัสปีละ ๑๓ วัน ฯลฯ แต่สิทธิประโยชน์
และสวัสดิการท่ีได้รับนั้นยังแตกต่างกับลูกจ้างโดยตรงของจำเลยท่ี ๑ การที่จำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการให้โจทก์
กบั พวก ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รบั สทิ ธปิ ระโยชน์และสวัสดิการเทา่ เทียมกนั กับลูกจ้างตามสัญญาจา้ งโดยตรง
ของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง
และไม่สอดคล้องกบั รัฐธรรมนูญ จงึ พิพากษาใหจ้ ำเลยท่ี ๑ รว่ มกบั จำเลยที่ ๒ ถึง จำเลยที่ ๔ จา่ ยเงินแกโ่ จทก์
กับพวกแต่ละคนดังน้ี ค่าอาหาร ๘,๔๐๐ บาท ค่าครองชีพ ๒๘,๘๐๐ บาท ค่ารถ ๗,๒๐๐ บาท โบนัส
๗๕,๖๐๐ บาท พรอ้ มดอกเบ้ียร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟอ้ งจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออ่นื ใหย้ ก จำเลยที่ ๑
ถงึ จำเลยที่ ๔ อทุ ธรณ์
ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามท่ีมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง บัญญัติไว้น้ัน หมายความว่า
ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการตามระเบียบ
แบบแผนของผู้ประกอบกิจการ โดยไม่เลือกว่าเป็นลูกจ้างโดยตรงหรือลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ซ่ึงบทบัญญัติ
ดังกล่าวกำหนดหน้าท่ีให้ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการ ซ่ึงหากผู้ประกอบกิจการได้จัดสิทธิประโยชน์
และสวัสดิการแก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงไม่ว่าจะเป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อบังคับ
เก่ียวกับการทำงาน ระเบียบ หรือสัญญาจ้างแรงงาน ผู้ประกอบกิจการก็ต้องดำเนินการให้ลูกจ้าง
รับเหมาค่าแรงท่ีทำงานในลักษณะเดียวกันน้ันได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น
จำเลยท่ี ๑ จึงต้องดำเนินการให้โจทก์กับพวกซ่ึงเป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ได้รับสิทธิประโยชน์และสวสั ดิการ
ในค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่ารถ เงินโบนัส ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ท่ีจำเลยที่ ๑ จัดให้แก่ลูกจ้าง
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
- ๒๕ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
ตามสัญญาจ้างโดยตรง อนึ่งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ
ทีศ่ าลแรงงานกลางฟงั มานัน้ ยงั ไม่เพยี งพอ ได้แก่หลกั เกณฑก์ ารจา่ ยเงนิ โบนสั สูตรการคำนวณโบนัส หลกั เกณฑ์
การจ่ายค่ารถ หลักเกณฑ์การจ่ายค่าครองชีพฯลฯ จึงให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่มเติม
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยท่ี ๑ ดำเนินการให้โจทก์กับพวกได้รับค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่ารถ เงินโบนัส
ในส่วนที่จำเลยที่ ๒ ถึงจำเลยท่ี ๔ ไม่จัดหรือจัดให้น้อยกว่าลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของจำเลยที่ ๑
โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับที่จำเลยท่ี ๑ จัดให้แก่ลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง โดยให้ศาลแรงงานกลาง
ฟงั ข้อเทจ็ จรงิ ข้างต้นเพม่ิ เตมิ ใหค้ รบถ้วน แล้วพพิ ากษาใหม่ตามรปู คดี
สำหรบั ประเด็น จำเลยท่ี ๒ , จำเลยที่ ๓ และจำเลยท่ี ๔ ต้องร่วมรบั ผดิ กับจำเลยท่ี ๑ ดำเนนิ การ
ให้โจทก์กับพวกได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติตามมาตรา ๑๑/๑ หรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง บัญญัติให้เฉพาะผู้ประกอบกิจการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้าง
รับเหมาค่าแรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการท่ีเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังน้ัน เฉพาะจำเลยที่ ๑
ผู้ประกอบกิจการเท่านั้น ที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓
และจำเลยที่ ๔ เปน็ เพยี งผู้ได้รับมอบหมายจากจำเลยท่ี ๑ ให้จัดหาโจทก์กับพวกมาทำงานในกระบวนการผลิต
ของจำเลยท่ี ๑ เท่าน้ัน จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย สำหรับจำเลยท่ี ๓ และจำเลยที่ ๔ แม้ไม่ได้ให้การต่อสู้ ไว้
ในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเก่ียวกับความสงบเรียบร้อย
ของประชาชน จึงเห็นควรวินิจฉัยให้จำเลยท้ังสองไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยท่ี ๑ เช่นกัน พิพากษายกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ จำเลยท่ี ๓ และจำเลยท่ี ๔
สรปุ ยอ่ โดย นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานท่ปี รกึ ษากฎหมาย นิตกิ รรมและสัญญา
กองนติ ิการ กรมสวสั ดิการและคุม้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๒๖ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
เกรด็ ความรู้คแู่ รงงาน ตอนที่ ๑๑ (เผยแพร่วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๔)
นายจ้างกำหนดระเบียบว่านายจา้ งสามารถพักงานลูกจา้ งได้ โดยการพกั งานน้ันให้พักจนกวา่ การสอบสวน
พิจารณาจะถงึ ท่ีสดุ ข้อกำหนดดงั กลา่ วสามารถเอามาใชก้ บั ลกู จา้ งไดห้ รือไม่?
#กสร #กสรคุม้ ครองสิทธพิ ัฒนาคุณภาพชีวติ แรงงาน
นายเชิดศักด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๒๗ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
ตอนท่ี ๑๑ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๖๕๙ - ๑๔๖๖๐/๒๕๕๗
เรื่อง ระเบียบของนายจ้างกำหนดให้พักงานได้จนกว่าการสอบสวนจะถึงท่ีสุด ขัดต่อ
มาตรา ๑๑๖ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ สำหรับระยะเวลาท่ีสั่งพักงานเกินกว่า
๗ วันโดยมิชอบดว้ ยกฎหมายน้ัน นายจ้างต้องจา่ ยค่าจา้ งเตม็ จำนวนแก่ลูกจ้าง
ตามระเบียบของจำเลยว่าด้วยเจ้าหน้าท่ีสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้จำเลยสามารถพักงาน
ลูกจ้างได้ โดยการพักงานนั้นให้พักจนกว่าการสอบสวนพิจารณาถึงท่ีสุด แต่เม่ือตามพระราชบัญญัติ
คมุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๖ บัญญัติหา้ มมิให้นายจ้างสั่งพักงานลูกจ้างในระหว่างการสอบสวน
ดังกล่าว เว้นแต่จะมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้อำนาจนายจ้างสั่งพักงาน
ลูกจ้างได้ ท้ังนี้ นายจ้างจะต้องมีคำส่ังพักงานเป็นหนังสือระบุความผิดและกำหนดระยะเวลาพักงานได้
ไม่เกิน ๗ วัน ดังนั้น ระเบียบของจำเลยจึงขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๖
ซึง่ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรยี บร้อยของประชาชน จงึ บงั คับได้เทา่ ท่ีไมข่ ัดตอ่ บทบัญญัติดังกล่าว จำเลย
จึงไม่มีสิทธิพักงานโจทก์ได้เกินกว่า ๗ วัน และเมื่อผลการสอบสวนฟังได้ว่าโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยจึงต้อง
จ่ายคา่ จา้ งให้แกโ่ จทก์เต็มจำนวนเทา่ กบั ค่าจา้ งตามพระราชบัญญัติคมุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๗
ในระยะเวลา ๗ วันท่ีถูกพักงาน สำหรบั ระยะเวลาทโ่ี จทก์ส่ังพักงานเกนิ กวา่ ๗ วนั โดยมิชอบดว้ ยกฎหมายน้ัน
จำเลยต้องจา่ ยคา่ จา้ งเตม็ จำนวนแก่โจทก์
สรุปยอ่ โดย นายเชิดศักด์ิ กำป่ันทอง ผูอ้ ำนวยการกลุ่มงานทปี่ รกึ ษากฎหมาย นติ กิ รรมและสัญญา
กองนติ ิการ กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๒๘ - นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
เกร็ดความร้คู ่แู รงงาน ตอนท่ี ๑๒ (เผยแพร่วนั ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔)
สัญญาจ้างแรงงานท่ีมีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วง โดยมีกำหนดเวลาเร่ิมต้นและส้ินสุด
เป็นช่วง ๆ ต่อเน่ืองกัน เพ่ือแสดงว่าลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกัน เม่ือถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับ
ค่าชดเชยตามกฎหมายหรือไม่?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธพิ ัฒนาคุณภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๒๙ - นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
ตอนที่ ๑๒ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๘๒๑/๒๕๔๕
สัญญาจ้างแรงงานที่มีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงโดยมีกำหนดเวลา
เริ่มต้นและสิ้นสุดเป็นช่างๆ ต่อเนื่องกัน เพื่อแสดงว่านายจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่านายจ้าง
มีเจตนาไม่ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกัน
เพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้าง ตามมาตรา ๒๐ แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
พ.ศ. ๒๕๔๑
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำส่ังของจำเลย (พนักงานตรวจแรงงาน) ที่ ๐๐๐ ลงวันที่ ๐๐ มีนาคม
๒๕๔๓ จำเลยให้การว่าโจทก์จ้าง นางสาว ส. เป็นลูกจ้างต้ังแต่วันท่ี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ ตำแหน่งพนักงาน
ธุรการ ปฏิบัติงานที่กองการเงินการประปา ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๕,๑๖๐ บาท โจทก์หมดสัญญา
กับการประปาในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ประมาณปลายเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์บอกเลิกจ้าง
นางสาว ส. ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓ แต่เนื่องจากการประปาต่อสัญญากับโจทก์จนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม
๒๕๔๓ โจทก์จึงให้พนักงานของการประปาเรียกนางสาว ส. ซึ่งหยุดงานไปตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๓
กลับไปทำงานอีกตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๓ ถึงวันท่ี ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ แล้วเลิกจ้างนางสาว ส.
จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า การท่ีโจทก์เลิกจ้างนางสาว ส. โดยท่ีนางสาว ส. ไม่ได้กระทำ
ความผิด และโจทก์ไม่เคยจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่นางสาว ส. โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย
๓๐,๙๖๐ บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๕,๑๖๐ บาท และค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี
๒,๐๖๔ บาท ให้แก่นางสาว ส. ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อทุ ธรณ์ตอ่ ศาลฎกี า
ศาลฎีกา เห็นว่า สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับ
นางสาว ส. ขอ้ ๑ กำหนดว่า นายจ้างตกลงจ้างและลูกจ้างตกลงรบั จ้างทำงานต้ังแต่วันท่ี ๑ ตลุ าคม ๒๕๔๒ ถึง
วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ เมื่อนางสาว ส. ทำงานให้โจทก์ถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๓ ซ่ึงครบกำหนด
ระยะเวลาในสัญ ญ าจ้างข้อ ๑ ดังกล่าว สัญ ญ าจ้ างย่อมส้ินสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคหน่ึง โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้าง
แทนการบอกกลา่ วล่วงหน้าใหแ้ ก่นางสาว ส. ส่วนค่าชดเชยนนั้ เหน็ ว่า สัญญาจ้างระหวา่ งโจทก์กับนางสาว ส.
โจทก์มีเจตนาท่ีจะจ้างนางสาว ส. ให้ทำงานให้โจทก์ตั้งแต่วันท่ี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๘ ถึงวันท่ี ๓๑ มกราคม
๒๕๔๓ แต่มีการแบ่งทำสัญญาจ้างเป็นช่วงส้ัน ๆ หลายช่วง โดยมีการกำหนดระยะเวลาเร่ิมต้นและส้ินสุด
ของสัญญาเป็นช่วง ๆ ต่อเนื่องกัน เพ่ือแสดงให้เห็นว่า นางสาวส. ไม่ได้ทำงานติดต่อกัน ถือว่าโจทก์มีเจตนา
ไม่ให้นางสาว ส. ลูกจ้างของโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย จึงต้องนับระยะเวลาการทำงานทุกช่วง
เข้าด้วยกันเพ่ือประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างน้ันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๒๐ และสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนางสาว ส. ไม่ปรากฏว่าเป็นการจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่
งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง งานอันมีลักษณะเป็นคร้ังคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุด หรืองานที่
เป็นไปตามฤดูกาลโดยจ้างในช่วงฤดูกาลนั้นจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๑๘ วรรคสาม และวรรคสุดท้าย
ท่ีโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง เมื่อรวมระยะเวลาทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันแล้ว
นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๓๐ - นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
นางสาวส. ทำงานกบั โจทก์ครบสามปีแต่ยังไม่ครบหกปี จึงมีสิทธไิ ดร้ บั ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าคา่ จ้างอัตราสดุ ท้าย
หนึ่งร้อยแปดสิบวันตามมาตรา ๑๑๘ (๓) จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นางสาว ส.เป็นเงิน
๓๐,๙๖๐ บาท จึงชอบแล้ว สว่ นท่ีโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไมต่ ้องจ่ายคา่ ทำงานในวันหยุดพกั ผ่อนประจำปีให้แก่
นางสาว ส. เพราะพยานหลักฐานของจำเลยไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจ
ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางท่ีฟังว่าพยานจำเลยรับฟังได้ว่าโจทก์มิได้จัดให้นางสาว ส.
หยุดพักผ่อนประจำปี จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแรงงานและวิธี
พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังข้ึน
บางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ใหเ้ พิกถอนคำสงั่ ของจำเลยเฉพาะในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว
ล่วงหนา้ แก่นางสาว ส. นอกจากท่ีแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
สรุปย่อโดย นายเชิดศกั ดิ์ กำปนั่ ทอง ผ้อู ำนวยการกลุ่มงานท่ปี รกึ ษากฎหมาย นติ ิกรรมและสัญญา
กองนติ ิการ กรมสวสั ดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศักด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
- ๓๑ - นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
เกร็ดความรคู้ ่แู รงงาน ตอนท่ี ๑๓ (เผยแพร่วนั ท่ี ๓๑ ตลุ าคม ๒๕๖๔)
นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานแล้ว ลูกจ้างได้ลาออกจากบริษัทเก่าเพ่ือที่จะพร้อมเข้ามาทำงานให้กับนายจ้าง
ตามวันและเวลาท่ีกำหนดในสัญญาจ้าง แต่ก่อนถึงวันเร่ิมงาน นายจ้างโทรศัพท์มายกเลิกสัญญาจ้าง
การกระทำของนายจ้างถือเป็นการผิดสญั ญาจ้างแรงงานหรือไม่ ?
#กสร #กสรคมุ้ ครองสิทธพิ ัฒนาคณุ ภาพชีวิตแรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
- ๓๒ - นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
ตอนท่ี ๑๓ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๗๙๙๔/๒๕๖๐
เร่ือง นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานแล้ว แต่ก่อนถึงวันเร่ิมงาน นายจ้างโทรศัพท์ยกเลิก
สัญญาจ้าง ถือได้ว่านายจ้างผิดสัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างฟ้องค่าเสียหายได้ , ส่วนกรณีสินจ้าง
แทนการบอกกล่าวลว่ งหน้าตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ น้นั ลกู จ้าง
จะมีสิทธิได้รับต้องมีการทำงานกันจริง เม่ือลูกจ้างถูกเลิกสัญญาก่อนเร่ิมทำงาน จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้าง
แทนการบอกกล่าวลว่ งหนา้
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัท ด. ได้รับค่าจ้างและสิทธิประโยชน์
รวมเดือนละ ๙๓,๐๐๐ บาท เม่ือเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ โจทก์สมัครงานกับจำเลยตำแหน่งผู้จัดการ
แผนกจัดซื้อและจำเลยตกลงรับเป็นลูกจ้าง ตกลงค่าจ้างเดือนละ ๙๕,๐๐๐ บาท สิทธิประโยชน์อ่ืนเดือนละ
๒๓,๕๐๐ บาท โบนัสสิ้นปี ๑๖๘,๐๐๐ บาท โดยให้เร่ิมงานวันท่ี ๑ กันยายน ๒๕๕๗ วันที่ ๕ และวันที่
๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ จำเลยได้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์และส่งตัวโจทก์ไปตรวจสุขภาพตามลำดับ
โจทก์จึงลาออกจากท่ีทำงานเดิม วันท่ี ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ จำเลยโทรศัพท์ขอยกเลิกสัญญาจ้างกับโจทก์
การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลย
จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๙๕,๐๐๐ บาท ค่าจ้าง ๔๗๔,๐๐๐ บาท โบนัส ๑๖๘,๐๐๐ บาท
ค่าเสียโอกาสในการทำงาน ๑๙๐,๐๐๐ บาท (รวมเป็นเงิน ๙๒๗,๐๐๐ บาท) พรอ้ มดอกเบีย้ จำเลยใหก้ ารว่า
การยกเลิกการจ้างก่อนโจทก์เริ่มเข้าทำงานไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเป็น
การกระทำก่อนสัญญาจา้ งแรงงานจะเกิดข้นึ โจทก์จึงไมไ่ ด้รบั ความเสยี หายใด ๆ
ศาลแรงงานภาค ๒ พิจารณาแล้วเห็นวา่ จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานโดยโจทก์มิได้กระทำ
ความผิด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย
๙๒๖,๐๐๐ บาท นั้นสูงเกินไป จึงพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ๒๘๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบ้ีย
คำขออื่นใหย้ ก โจทก์อทุ ธรณ์
ศาลฎีกาเห็นว่า การท่ีนายจ้างจะมีความรับผิดต่อลูกจ้างในอันที่จะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าว
ลว่ งหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสองและวรรคสาม และประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๘๒ นายจ้างกับลูกจ้างต้องมีการทำงานกันจริง กรณีของโจทก์ โจทก์
ถูกเลิกสัญญาก่อนจะเร่ิมทำงานให้จำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิท่ีจะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ตามพระราชบัญญัตคิ ุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ วรรคสองและวรรคสาม และประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ ท่ีศาลแรงงานภาค ๒ พพิ ากษามาน้ันชอบแล้ว พิพากษายืน
สรปุ ยอ่ โดย นายเชดิ ศกั ด์ิ กำปน่ั ทอง ผูอ้ ำนวยการกลุ่มงานท่ปี รกึ ษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา
กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๓๓ - นายเชดิ ศักด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
เกร็ดความร้คู แู่ รงงาน ตอนที่ ๑๔ (เผยแพร่วันท่ี ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔)
นายจ้างได้จ้างลูกจ้างเกษียณอายุทำงานต่อ เพ่ือถ่ายทอดงานให้กับพนักงานท่ีมารับหน้าที่แทนลูกจ้าง
ต่อมานายจ้างไม่ได้จา้ งลูกจ้างให้ทำงานต่อ การกระทำของนายจ้างถือเป็นการเลิกจ้าง และลูกจ้างมีสิทธิได้รับ
คา่ ชดเชยจากการเลิกจ้างหรือไม่?
#กสร #กสรคมุ้ ครองสิทธิพัฒนาคุณภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
- ๓๔ - นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
ตอนที่ ๑๔ : คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดชี ำนัญพิเศษที่ ๒๕๘/๒๕๖๔ (จ้างหลังเกษยี ณต้องจา่ ยค่าชดเชย)
เร่ือง นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเกษียณอายุครบ ๕๕ ปี และจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้าง
แล้ว และได้จ้างลูกจ้างทำงานต่ออีก ๕ เดือน ตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายทรัพยากรบุคคล แม้ว่างานที่ทำ
ไม่มีลักษณะของงานเหมือนเดิมเสียท้ังหมด เพราะต้องโอนงานและถ่ายทอดงานให้แก่พนักงาน แต่ก็เป็น
งานปกติของธุรกิจของนายจ้าง จึงไม่ใช่งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวท่ีมีกำหนดการสิ้นสุดหรือ
ความสำเร็จของงาน อันจะเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามมาตรา ๑๑๘ วรรคส่ี
เมอื่ นายจ้างเลกิ จา้ งจงึ ต้องจา่ ยค่าชดเชยให้กับลูกจา้ ง
คดีน้ีโจทก์ฟ้องว่า วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่ง
ผู้จัดการท่ัวไปฝ่ายทรัพยากรบุคคล ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๗๓,๓๒๗ บาท ค่าตำแหน่ง
๑๕,๐๐๐ บาท รวมค่าจ้างเดือนละ ๑๘๘,๓๒๗ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน วันที่ ๓๑ กรกฎาคม
๒๕๖๐ จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเกษียณอายุครบ ๕๕ ปี วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ จำเลยจ้างโจทก์ทำงาน
ต่อไปในลักษณะงานเช่นเดิม เร่ิมต้ังแต่วันท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ - ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ แต่เปลี่ยนชื่อ
ตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายทรัพยากรบุคคล ค่าจ้างเดือนละ ๑๕๐,๖๖๒ บาท เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง จำเลย
ไม่จ้างโจทก์ให้ทำงานต่อและไม่จ่ายค่าชดเชย ขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย พร้อมดอกเบ้ียและเงินเพ่ิม
จำเลยให้การว่า หลังจากเกษียณ อายุงานแล้ว จำเลยจ้างโจทก์เป็นท่ีปรึกษาฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีกำหนด
ระยะเวลา ๕ เดือน เพ่อื ให้ถ่ายทอดงานและประสบการณ์ต่าง ๆ ให้แก่พนักงานที่จะมาดูแลงานฝ่ายทรัพยากร
บุคคลแทนโจทก์ ซ่ึงงานดังกล่าวมีลักษณะเป็นงานโครงการ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่
โจทกเ์ มื่อเกษยี ณอายแุ ล้ว
ศาลแรงงานภาค ๒ พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๑๕๐,๖๖๒ บาท
พร้อมดอกเบ้ียคำขออื่นให้ยก จำเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุครบ ๕๕ ปี และ
จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์แลว้ จำเลยจ้างโจทก์ทำงานตำแหนง่ ท่ีปรึกษาฝา่ ยทรัพยากรบคุ คล เร่มิ ทำงานตง้ั แตว่ นั ท่ี
๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ - ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ ( ๕ เดือน) งานที่โจทก์ทำไม่มีลักษณะของงานเหมือนเดิม
เสียทั้งหมด เพราะต้องโอนงาน และถ่ายทอดงานให้แก่ผู้รับหน้าท่ีแทนโจทก์ งานที่โจทก์ทำก่อนเกษียณ
และหลังเกษียณเป็นงานลักษณะเดียวกันในธุรกิจเดิมของจำเลย แม้จะเพ่ิมการโอนงานและถ่ายทอดงาน
แต่ก็เป็นงานปกติของธุรกิจของจำเลย จึงไม่ใช่งานอันมีลักษณะเป็นคร้ังคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือ
ความสำเร็จของงาน อนั จะเขา้ ข้อยกเว้นทจี่ ำเลยไม่ต้องจ่ายคา่ ชดเชย พิพากษายืน
สรปุ ยอ่ โดย นายเชดิ ศักด์ิ กำป่ันทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานที่ปรกึ ษากฎหมาย นติ ิกรรมและสัญญา
กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุม้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๓๕ - นายเชิดศกั ด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
เกรด็ ความรคู้ ู่แรงงาน ตอนที่ ๑๕ (เผยแพร่วันที่ ๑๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔)
ลกู จา้ งกระทำผดิ จรงิ จงึ ถกู นายจ้างเลิกจ้าง แต่ลูกจา้ งมีความตอ้ งการทจี่ ะใหน้ ายจา้ งออกหนังสือรบั รอง
การทำงานใหแ้ กต่ น กรณีนี้ลูกจา้ งที่กระทำผิด ยงั มีสิทธไิ ด้รบั หนงั สือรบั รองการทำงานจากนายจา้ งหรอื ไม่ ?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธิพัฒนาคณุ ภาพชีวติ แรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
- ๓๖ - นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
ตอนท่ี ๑๕ : คำพิพากษาศาลอทุ ธรณค์ ดชี ำนญั พเิ ศษท่ี ๕๐๘๕/๒๕๖๑
เร่ือง เม่ือการจ้างงานสิ้นสุดลงแล้ว ลูกจ้างชอบท่ีจะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างนั้นได้
ทำงานมานานเท่าไหร่และงานท่ีทำนั้นเป็นงานอย่างไร ดังน้ัน แม้นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะกระทำ
ความผิดอันเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม นายจ้างก็ยังมีหน้าท่ีต้องออกหนังสือรับรอง
การทำงาน (ใบผ่านงาน) ใหแ้ กล่ กู จ้าง
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า วันท่ี ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าท่ีครู
สอนภาษาจีนที่โรงเรียนของจำเลยทั้งสอง ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑๖,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด ขอบังคับให้จำเลยจ่ายสินจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลย
ออกหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) จำเลยให้การว่า โจทก์มีหน้าที่สอนภาษาจีนตามตาราง แต่โจทก์
เพกิ เฉย จำเลยเรียกโจทก์มาสอบถามอกี ครั้ง แตโ่ จทกป์ ฏิเสธ ไม่สอนเหมือนเดมิ จำเลยจงึ เลิกจ้าง
ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า ตารางสอนเป็นคำส่ังของนายจ้างท่ีชอบด้วยกฎหมาย
การท่ีโจทก์ไม่ยอมไปสอนภาษาจีนตามตารางสอน เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเก่ียวกับการทำงาน ระเบียบ
หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นกรณีที่เป็นความผิดร้ายแรง นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันที
โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่เป็นการเลิกจ้างท่ีไม่เป็นธรรม ประเด็น
ใบผ่านงาน เห็นว่า พระราชบญั ญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ บัญญตั ิใหน้ ายจา้ งปฏิบัติต่อลกู จา้ งใหถ้ ูกต้อง
ตามสิทธิและหน้าท่ีท่ีกำหนดในประมวลกฎหมายแพ่งแลพาณิชย์ เว้นแต่พระราชบัญญัติน้ีกำหนดไว้เป็น
อย่างอ่ืน ซ่ึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๕ บัญญัติไว้ว่า “เมื่อการจ้างงานส้ินสุดลงแล้ว
ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าลูกจ้างน้ันได้ทำงานมานานเท่าไหร่และงานท่ีทำน้ันเป็นงานอย่างไร”
ดังน้ัน แม้ว่าการเลิกจ้างของจำเลยต่อโจทก์จะเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยก็ยังคงมีหน้าท่ี
ต้องออกหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) ให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยมีหนังสือรับรองการทำงาน
(ใบผ่านงาน) คำขออ่นื ใหย้ ก โจทกอ์ ุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า ท่ีโจทก์อุทธรณ์ในทำนองว่า โจทก์มิได้บกพร่องต่อหน้าที่
การเดินทางไปสอนหนังสือไม่สะดวกในเวลาฝนตก เวลาท่ีหน่วยงานรัฐมารดน้ำต้นไม้ เพราะน้ำท่วมขัง ทำให้
เกิดอันตรายในการขับข่ียานพาหนะ ใช้เวลามากในการเตรียมส่ือนันทนาการเด็กเล็ก เป็นอุทธรณ์โต้แย้ง
ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดชี ำนญั พเิ ศษไมร่ ับวนิ ิจฉัย พิพากษายกอทุ ธรณ์ของโจทก์
สรุปย่อโดย นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานทีป่ รึกษากฎหมาย นิตกิ รรมและสญั ญา
กองนติ ิการ กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๓๗ - นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
เกร็ดความรูค้ แู่ รงงาน ตอนท่ี ๑๖ (เผยแพร่วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔)
ลกู จ้างนัดหยุดงาน และบุกรกุ เข้าไปในบรเิ วณพ้นื ทข่ี องบริษทั นายจ้าง โดยไม่ได้รับอนุญาต และไดม้ ีการชมุ นุม
เพ่ือเรียกร้องให้นายจ้างดำเนินการตามข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายวัน โดยท่ีบริษัทของ
นายจ้างยงั คงดำเนนิ งานอยู่ ส่งิ ลูกจา้ งกระทำอย่นู ัน้ ถูกตอ้ งตามกฎหมายหรือไม่ ?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธิพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร