- ๘๘ - นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
บรรจุข้าราชการ และแจ้งเหตุลาป่วย ลากิจไม่ตรงความจริงก็ตาม การกระทำเช่นน้ีไม่เป็นความผิดร้ายแรง
จำเลยอาจลงโทษได้แต่ยังไม่สมควรที่จะเลิกจ้าง การที่จำเลยมีคำส่ังเลิกจ้างจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
พิพากษายนื
สรปุ ย่อโดย นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานที่ปรกึ ษากฎหมาย นติ กิ รรมและสญั ญา
กองนิติการ กรมสวสั ดิการและคุ้มครองแรงงาน
นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
- ๘๙ - นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
เกร็ดความรู้คู่แรงงาน ตอนท่ี ๓๗ (เผยแพร่วนั ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๕)
ลูกจ้างไม่สามารถไปทำงานได้ เน่ืองจากลูกจ้างถูกตำรวจควบคุมตัวจากการท่ีลูกจ้างไปเล่นพนันป่ันแปะ
จนเป็นเหตุทำให้ถูกนายจ้างเลกิ จา้ ง เน่ืองจากละท้งิ หน้าทจ่ี ากการทำงาน สงิ่ ท่ีนายจ้างทำสมควรแล้วหรือไม่ ?
#กสร #กสรค้มุ ครองสทิ ธิพัฒนาคณุ ภาพชีวติ แรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๙๐ - นายเชิดศักด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
ตอนท่ี ๓๗ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๑๙๗๘/๒๕๕๗
เรื่อง ถูกตำรวจจับและควบคุมตัวเพราะเล่นการพนันปน่ั แปะ ไม่ถือว่าเป็นการละท้ิงหน้าที่
โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างเลิกจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต ต่อมาจำเลยเลิกจ้าง
โจทก์โดยมิได้กระทำความผิด จำเลยให้การว่าโจทก์ขาดงานวันที่ ๙-๑๐ มกราคม ๒๕๕๑ ถือเป็นการละท้ิง
หน้าที่ จำเลยออกหนังสือเตือน ต่อมาวันท่ี ๒๓ มกราคม ๒๕๕๑ โจทก์ละท้ิงหน้าท่ีอีก จำเลยจึงเลิกจ้าง
เพราะทำผิดซ้ำคำเตือน ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อน
ประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบ้ีย
จำเลยอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุที่โจทก์ขาดงานวันท่ี ๙ มกราคม ๒๕๕๑ เนื่องจากโจทก์และนาย ย.
พนักงานจำเลยถูกตำรวจจับกุมและควบคุมตัวข้อหาเล่นการพนันป่ันแปะ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๑
ตำรวจนัดไปที่ศาลธัญบุรีเพื่อชำระค่าปรับ จำเลยมิได้ลงโทษนาย ย. เพราะนาย ย. โทรศัพท์ไปลางานแล้ว
แสดงว่าจำเลยมิไดถ้ อื เอาเหตุขาดงานแต่ถือเอาการแจ้งการลางานตามทีก่ ำหนดในขอ้ บังคับเก่ยี วกับการทำงาน
เป็นสาระสำคัญ การท่ีโจทก์หยุดงานในวันท่ี ๙ และวันที่ ๑๐ สืบเน่ืองจากโจทก์ถูกตำรวจจับและควบคุมตัว
จึงไม่ถือเป็นการละทิ้งหน้าท่ี จำเลยจึงลงโทษโจทก์ด้วยการตักเตือนเป็นหนังสือตามข้อบังคับฯ หาได้ไม่
เมื่อการออกหนังสือเตือนเป็นไปโดยไม่ชอบ การลงโทษอีกครั้งเพราะเหตุละทิ้งหน้าท่ีในวันท่ี ๒๓ มกราคม
๒๕๕๑ จึงไม่ใช่การกระทำผิดซ้ำคำเตือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ส่วนค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง
ท่ีไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อโจทก์ละท้ิงหน้าที่ในวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๑
จึงไม่มีสิทธิได้รบั เงินดังกลา่ ว
สรปุ ย่อโดย นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง ผ้อู ำนวยการกลุ่มงานทปี่ รกึ ษากฎหมาย นิตกิ รรมและสัญญา
กองนิตกิ าร กรมสวสั ดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๙๑ - นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
เกร็ดความร้คู ูแ่ รงงาน ตอนท่ี ๓๘ (เผยแพร่วนั ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๕ )
นายจา้ งมีระเบียบที่จะชำระภาษีเงนิ ได้บคุ คลธรรมดาแทนลูกจ้าง ต่อมาลกู จา้ งถกู นายจ้างเลิกจา้ ง
และในขณะเดยี วกนั กรมสรรพากรกไ็ ด้มกี ารเรยี กเก็บภาษีเงินได้บคุ คลธรรมดาจากลูกจ้างโดยคำนวณจาก
ค่าจ้างทลี่ ูกจ้างไดร้ บั ในชว่ งที่ยังเป็นพนักงานของนายจ้างอยู่ เมอื่ เกดิ เหตุการณเ์ ชน่ นี้ ลกู จา้ งยังมีสิทธิที่จะให้
นายจา้ งจา่ ยภาษเี งนิ ได้บุคคลธรรมดาแทนหรือไม่ ?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธิพัฒนาคุณภาพชีวติ แรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
- ๙๒ - นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
ตอนท่ี ๓๘ : คำพิพากษาศาลอทุ ธรณ์คดชี ำนญั พเิ ศษ ท่ี ๓๙/๒๕๖๔
เร่ือง นายจ้างมีระเบียบและข้อบังคับพนักงาน โดยนายจ้างชำระภาษีเงินได้แทนลูกจ้าง
เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีลักษณะเป็นสวัสดิการสำหรับพนักงานทุกคน นายจ้างจึงมีหน้าที่
ตอ้ งชำระภาษีเงนิ ทีก่ รมสรรพากรเรยี กเก็บเพิ่มจากลูกจ้าง
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทำงานตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ค่าจ้างอัตรา
สุดท้ายเดือนละ ๑๖๙,๔๐๐ บาท จำเลยตกลงจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทนพนักงานทุกรายและนำส่ง
สรรพากรเป็นรายเดือน โดยไม่มีการหักเงินเดือนพนักงาน เมื่อวันท่ี ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ จำเลยเลิกจ้างโจทก์
ตอ่ มาจำเลยตกลงจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยนำส่งภาษีในปี ๒๕๖๒
ต่อกรมสรรพากร ๑๐๒,๓๑๖ บาท แต่เม่ือโจทก์ย่ืนแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โจทก์ต้อง
ชำระภาษีเพิ่ม ๑๘๖,๔๗๑ บาท ซ่ึงจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเพ่ิมแทนโจทก์ ขอบังคับให้จำเลยชำระภาษีเงินได้
ท่ีโจทก์ต้องเสียเพ่ิมต่อกรมสรรพากร ๑๘๖,๔๗๐ บาท พร้อมดอกเบ้ีย ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว
พิพากษาใหจ้ ำเลยชำระเงิน ๑๘๖,๔๗๑ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เห็นว่า ระเบียบและข้อบังคับสำหรับพนักงานของจำเลย
เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีลักษณะเป็นสวัสดิการสำหรับพนักงานทุกคน ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเมื่อเงินได้ท่ีจำเลยรับรองและนำส่งเพ่ือคำนวณเป็นภาษีที่โจทก์จะต้องเสียประจำปีภาษี ๒๕๖๒
นับแต่เดือนมกราคม - เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ เป็นเงิน ๑,๘๖๓,๔๐๐ บาท น้ัน เป็นเงินท่ีเกิดจากค่าจ้าง
ท่ีจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ในระหว่างท่ีโจทก์มีสถานะเป็นพนักงานของจำเลยอยู่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสวัสดิการ
อันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจากจำเลย ซึ่งภาษีเงินได้ท่ีจำเลยต้องจ่ายแทนโจทก์ไม่ใช่เงินที่เกิดข้ึน
ภายหลังการเลิกจ้าง ส่วนเงินท่ีจำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ
เป็นเงินได้ท่ีเกิดขึ้นนับแต่วันท่ี ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ อันเป็นวันท่ีศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอม
ซ่ึงเป็นปีภาษี ๒๕๖๓ ไม่เกี่ยวข้องกับปีภาษี ๒๕๖๒ จำเลยจึงต้องชำระภาษีเงินได้ที่โจทก์เสียเพิ่มให้แก่
กรมสรรพากร ๑๘๖,๔๗๑ บาท พร้อมดอกเบยี้ โจทก์ฟ้องจำเลยคดกี ่อนเพื่อเรยี กร้องคา่ ชดเชยและค่าเสียหาย
จากการเลิกจ้างท่ีไม่เป็นธรรมอันเป็นการเรียกร้องเงินซ่ึงเป็นผลสืบเน่ืองมาจากที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลย
เลิกจ้างโดยไม่ชอบ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อเรียกร้องภาษีเงินได้ท่ีกรมสรรพากรเรียกเก็บเพ่ิมจากโจทก์
อันเป็นการเรียกร้องเงินตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์มีสิทธิได้รับตามระเบียบและข้อบังคับสำหรับพนักงา น
ของจำเลย แม้ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ จะกำหนดว่า คู่ความท้ังสองฝ่ายไม่ติดใจฟ้องร้อง
หรือใช้สิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก ก็คงมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเงินอันเกิดจากการเลิกจ้าง
เป็นอันระงับสิ้นไปเท่านัน้ หาได้มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในคดีนอี้ ันเป็นสทิ ธิที่โจทก์พึงได้ตามระเบียบ
และข้อบังคับฯ ในระหวา่ งทโี่ จทก์ยังคงมสี ถานะเป็นลกู จ้างจำเลยอยู่ระงบั ส้นิ ไปไม่ พพิ ากษายนื
สรปุ ย่อโดย นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง ผ้อู ำนวยการกลุ่มงานทปี่ รกึ ษากฎหมาย นติ กิ รรมและสญั ญา
กองนติ กิ าร กรมสวัสดิการและค้มุ ครองแรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๙๓ - นายเชิดศักด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
เกรด็ ความรคู้ ู่แรงงาน ตอนท่ี ๓๙ (เผยแพร่วนั ท่ี ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕)
ลกู จ้างลาออกก่อนที่นายจา้ งจะสอบสวนความผิดแล้วเสรจ็ เพือ่ หลีกเลี่ยงการถกู เลกิ จ้างเนื่องจากการกระทำ
ความผิด กรณีนลี้ กู จา้ งยงั มีสิทธิไดร้ บั เงินผลประโยชนเ์ ม่อื ออกจากงานตามระเบยี บข้อบังคบั หรือไม่ ?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธิพัฒนาคุณภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๙๔ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
ตอนท่ี ๓๙ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๑๓๑๒/๒๕๕๘
เร่ือง ลูกจ้างลาออกก่อนท่ีนายจ้างจะสอบสวนความผิดแล้วเสร็จเพ่ือหลีกเลี่ยง
การถูกเลิกจ้างเน่ืองจากการกระทำความผิด ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินผลประโยชน์เมื่อออกจากงาน
ตามระเบยี บขอ้ บงั คบั เกยี่ วกับการทำงาน
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งวิศวกรเครื่องบิน วันท่ี ๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
จำเลยได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ซ่ึงก่อนจำเลยจะเลิกจ้าง
โจทก์ได้ขอลาออกก่อนแล้วเมื่อวันท่ี ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ หนังสือเลิกจ้างจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย
ขอบังคับให้จำเลยจ่ายผลประโยชน์เน่ืองจากการออกจากงาน (บำเหน็จ) ตามข้อบังคับเก่ียวกับการทำงาน
จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้าง ข้อบังคับเก่ียวกับการทำงานระบุไว้ชัดเจนว่า พนักงานท่ีจะได้รับเงิน
ผ ล ป ร ะโย ช น์ เมื่ อ อ อ ก จ าก ง า น จ ะต้ อ ง ไม่ เป็ น พ นั ก งา น ซ่ึ ง ล า อ อก เพื่ อ ห ลี กเล่ี ย ง ก าร ถู ก เลิ ก จ้ า งเน่ื อง จ า ก
การกระทำความผิ ดตามระเบี ยบข้ อบั งคั บเกี่ ยวกั บการทำงานก่ อนโจทก์ ลาออกจำเลยได้ สอบสวนความผิ ดโจทก์
แต่โจทก์ย่ืนใบลาออกก่อนการสอบสวนจะแล้วเสร็จ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลย
อุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์ชิงลาออกจากงานก่อนที่จำเลยจะสอบสวนความผิด
แลว้ เสรจ็ เพ่อื หลีกเล่ียงทจ่ี ะถูกเลิกจา้ งในความผิดท่ีโจทก์ได้กระทำตอ้ งหา้ มมิให้ได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับ
ชอบแล้ว พพิ ากษายนื
สรุปยอ่ โดย นายเชดิ ศกั ด์ิ กำปน่ั ทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานที่ปรกึ ษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา
กองนิตกิ าร กรมสวสั ดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
- ๙๕ - นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
เกรด็ ความรคู้ ู่แรงงาน ตอนที่ ๔๐ (เผยแพรว่ ันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ )
นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเน่ืองจากกระทำผิดข้อหาลักทรัพย์ และได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนิน
คดีอาญาแก่ลูกจ้างท่ีกระทำผิด แต่อัยการมีคำส่ังไม่ฟ้องลูกจ้าง แบบน้ีถือว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์
ตามกฎหมายเม่อื ถกู นายจ้างเลิกจ้างหรือไม่ ?
#กสร #กสรคุ้มครองสทิ ธพิ ัฒนาคณุ ภาพชีวิตแรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
- ๙๖ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
ตอนที่ ๔๐ : คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๗๕๖ – ๗๕๗/๒๕๖๐
เรื่อง แม้นายจ้างร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่ลูกจ้างในข้อหา
ลักทรัพย์นายจ้าง แต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ตาม แต่ความผิดอาญาและความผิดทางวินัยมีหลัก
ในการพิจารณาแตกต่างกันไป เม่ือศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างร่วมกันลักทรัพย์ นายจ้าง
เลิกจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง
ท่ีไม่เป็นธรรม
โจทก์ท้ังสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุก มีหน้าท่ี
ขบั รถบรรทุกขนส่งสินค้าของห้างสรรพสินค้า ท. ต่อมาวนั ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ จำเลยมคี ำสั่งเลิกจ้างโจทก์
โดยกล่าวหาว่าร่วมกันลักน้ำมันและแจ้งความดำเนินคดีโจทก์ท้ังสอง แต่พนักงานอัยการไม่ส่ังฟ้อง โจทก์มิได้
กระทำผิด ขอบงั คบั ให้จำเลยจา่ ยคา่ ชดเชย ค่าจา้ งแทนการบอกกลา่ วล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง
ท่ีเป็นธรรม พร้อมดอกเบ้ีย จำเลยให้การว่าแม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาก็มิได้หมายความว่า
โจทก์ท้ังสองมิได้กระทำผิดตามระเบียบข้อบังคับฯ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ท้ังสองขับรถ
ไปจอดในพ้ืนท่ีบริเวณริมถนนมิตรภาพขาขึ้น อันเป็นพื้นที่ห้ามจอด เป็นการจงใจขัดคำส่ังของนายจ้าง
และเม่ือได้ความว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันลักทรัพยน์ ายจา้ ง อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญา
โดยเจตนาแกน่ ายจ้าง จงึ พพิ ากษายกฟ้อง โจทกท์ ง้ั สองอทุ ธรณ์
ประเด็นอุทธรณ์ว่าหนังสือเลิกจ้างไม่ได้ระบุสาเหตุเลิกจ้างว่าโจทก์ทั้งสองลักทรัพย์นายจ้าง
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้างระบุว่า โจทก์ทั้งสองขับรถไปจอดในพ้ืนท่ีห้ามจอด เป็นการฝ่าฝืน
ข้อบังคับฯ ข้อ ๓๘.๔ ลักทรัพย์หรือมีส่วนร่วมในการลักทรัพย์ ฯลฯ...ถือได้ว่าในหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาจ้าง
ดังกล่าวระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้อย่างชัดเจนว่าร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างอันเป็นการทุจริตต่อหน้าท่ี
หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างแล้ว การที่จำเลยอ้างเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าโจทก์ท้ังสอง
ลักทรัพย์นายจ้างจึงเปน็ ข้อเทจ็ จรงิ ทีป่ รากฏในหนังสอื แจ้งยกเลิกสัญญาจ้างแล้ว
ประเด็นอุทธรณ์ว่าพนักงานอัยการมีคำส่ังไม่ฟ้อง ถือว่าโจทก์ไม่มีความผิดข้อหาลักทรัพย์น้ัน
เห็นว่า แม้จำเลยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาลักทรัพย์นายจ้ าง
แต่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องก็ตาม แต่ความผิดอาญาและความผิดทางวินัยมีหลักในการพิจารณาแตกต่างกันไป
เม่ือศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าโจทก์ท้ังสองขับรถไปจอดในพื้นที่ห้ามจอดและร่วมกันลักทรัพย์
นายจ้างอันเป็นการขัดคำสั่งจำเลย กระทำประการอื่นไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าท่ีของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง
และสุจริต ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ดังน้ัน คำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง
จึงเปน็ การเลกิ จ้างทมี่ เี หตุสมควร มิใช่การเลิกจา้ งท่ไี มเ่ ป็นธรรม พิพากษายืน
สรุปยอ่ โดย นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานที่ปรกึ ษากฎหมาย นติ กิ รรมและสญั ญา
กองนิติการ กรมสวสั ดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๙๗ - นายเชดิ ศักด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
เกร็ดความรู้ค่แู รงงาน ตอนที่ ๔๑ (เผยแพร่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ )
ลูกจ้างลกั ลอบนำเอกสารสำคัญไปให้ผ้ใู ตบ้ งั คับบัญชาใช้ในการต่อสคู้ ดีกบั นายจ้าง โดยไม่ไดร้ ับอนุญาต
จากนายจา้ งการกระทำของลูกจ้างถือว่าเหมาะสมแลว้ หรือไม่ ?
#กสร #กสรค้มุ ครองสิทธพิ ัฒนาคุณภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๙๘ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
ตอนที่ ๔๑ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๑๔๔๓๓/๒๕๕๗
เรื่อง ลูกจ้างลักลอบนำเอกสารสำคัญไปให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใช้ในการต่อสู้คดี โดยไม่ได้รับ
อนญุ าตจากนายจา้ ง เป็นความผดิ รา้ ยแรง
โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งหัวหน้าส่วนธุรการทั่วไป การที่โจทก์มีหน้าท่ี
รับผิดชอบโดยตรงเก่ียวกับการจัดเก็บเศษเหล็ก โจทก์ย่อมต้องปกปักรักษาทรัพย์สินและผลประโยชน์
ของนายจ้างเป็นสำคัญ การที่จำเลยได้แจ้งความดำเนินคดีกับนาย ว. ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์และพวกน้ัน
ก็เน่ืองจากจำเลยพบว่ามีการขนย้ายเศษเหล็กออกนอกเส้นทางโดยไม่มีการบันทึกเวลาเข้าออก การที่โจทก์
นำเอกสารภายในและเป็นความลับของจำเลยไปเก็บไว้ที่บ้านของโจทก์และนำไปให้แก่นาย ว. โดยมิได้รับ
อนุญาตจากจำเลยน้ัน แม้จะเป็นการนำไปเพื่อให้นาย ว. ต่อสู้คดีก็ตาม แต่ในการต่อสู้คดี นาย ว. กับพวก
ก็สามารถขอให้ศาลหมายเรียกเอกสารดังกล่าวเข้ามาได้โดยไม่จำต้องให้โจทก์ลักลอบนำออกไป การท่ีโจทก์
ลักลอบนำเอกสารอันเป็นเอกสารสำคัญออกไป จึงเป็นการฝ่าฝืนวินัยการทำงานตามระเบียบข้อบังคับ
ของจำเลย ขอ้ ๕๖ (๗) เป็นกรณรี ้ายแรง จำเลยเลิกจา้ งจึงไม่ตอ้ งจ่ายคา่ ชดเชยและไมต่ อ้ งบอกกลา่ วล่วงหน้า
สรปุ ยอ่ โดย นายเชิดศักด์ิ กำปน่ั ทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานท่ีปรกึ ษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา
กองนติ กิ าร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
- ๙๙ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
เกรด็ ความรคู้ ู่แรงงาน ตอนที่ ๔๒ (เผยแพร่วนั ท่ี ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๕)
ลูกจ้างรบั เหมาค่าแรงมลี ักษณะงานท่ีตอ้ งรับผดิ ชอบไมเ่ หมอื นกบั ลูกจ้างตามสญั ญาจา้ งโดยตรง
ของสถานประกอบกิจการ กรณดี งั กลา่ วนี้ลูกจา้ งรบั เหมาคา่ แรงมสี ิทธไิ ด้รบั สิทธิประโยชนแ์ ละสวัสดิการ
เชน่ เดยี วกนั ลูกจ้างตามสัญญาจา้ งโดยตรง หรอื ไม่ ?
#กสร #กสรค้มุ ครองสิทธิพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชิดศักด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
- ๑๐๐ - นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
ตอนที่ ๔๒ : คำพพิ ากษาศาลฎีกาที่ ๔๐๔๐/๒๕๖๑ (เหมาค่าแรง)
เรื่อง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การงานท่ีลูกจ้างรับเหมาค่าแรงทำน้ัน ไม่มีพนักงานประจำ
ของสถานประกอบกิจการทำในหน้าที่น้ันด้วย จึงเป็นกรณีที่ไม่มีพนักงานประจำซ่ึงเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้าง
โดยตรงของสถานประกอบกิจการทำงานในลักษณะเดียวกัน ดังน้ัน สถานประกอบกิจการดังกล่าว
จงึ ไมอ่ ย่ภู ายใต้บงั คบั มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญตั ิค้มุ ครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
คดีน้ีโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจการผลิตรถยนต์ จำเลยที่ ๒ ประกอบธุรกิจ
การให้บริการและปรกึ ษาด้านแรงงาน โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยท้ังสองตง้ั แต่วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๔ - ๒๕
มีนาคม ๒๕๕๗ โดยเป็นพนักงานเหมาค่าแรง ตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต แผนกป้ัมชิ้นส่วน ค่าจ้างอัตรา
สุดท้ายเดือนละ ๗,๖๕๐ บาท โจทก์ไม่รับค่าจ้าง สวัสดิการ และผลประโยชน์ต่าง ๆ เท่ากับพนักงานประจำ
จำเลยท้ังสองมีเจตนาจงใจเลือกปฏิบัติขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑
ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าจ้าง สิทธิประโยชน์แล ะสวัสดิการต่าง ๆ รวมเป็นเงิน
๑๔๗,๐๑๐ บาท พร้อมดอกเบ้ีย จำเลยท้ังสองให้การว่า ฟ้องขาดอายุความ ๒ ปี จำเลยท้ังสองจ่ายสิทธิ
ประโยชนต์ อบแทนการจา้ งงานแกโ่ จทกค์ รบถ้วนและชอบดว้ ยกฎหมายแล้ว
ศาลแรงงานภาค ๑ พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ทำงานตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิตชิ้นส่วน
จบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ ๖ งานท่ีโจทก์ทำจะไม่มีหัวหน้างานหรือพนักงานประจำของจำเลยที่ ๑
ร่วมทำงานในหน้าท่ีดังกล่าว งานที่ทำไม่ต้องใช้ทักษะและความชำนาญ ดังน้ัน ลักษณะงานโจทก์ วุฒิ
การศึกษาประสบการณ์ ทักษะ ความชำนาญ หน้าที่และความรับผิดชอบของโจทก์แตกต่างจากพนักงาน
ประจำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ใช่ทำงานในลักษณะเดียวกัน ไม่มีพนักงานของจำเลยท่ี ๑ ทำงานในลักษณะ
หรือตำแหน่งเดียวกับโจทก์ จำเลยท้ังสองจึงไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนต่าง ๆ ให้โจทก์กับลูกจ้างตามสัญญาจ้าง
โดยตรงของจำเลยท่ี ๑ พิพากษายกฟอ้ ง โจทก์อทุ ธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง
ที่บัญญัติให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงท่ีทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้าง
ตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการท่ีเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ หมายความว่า
ผู้ประกอบกจิ การต้องดำเนินการให้ลูกจ้างรบั เหมาค่าแรงที่ทำงานในลักษณะเดียวกันกับลูกจา้ งตามสญั ญาจ้าง
โดยตรงนน้ั ได้รบั สิทธิประโยชนแ์ ละสวสั ดกิ ารเชน่ เดยี วกัน เม่อื ข้อเทจ็ จริงยุติในชัน้ พิจารณาของศาลแรงงาน
ภาค ๑ ว่า การงานท่โี จทก์ทำนน้ั ไม่มีพนักงานประจำของจำเลยที่ ๑ ทำในหน้าท่นี ั้นด้วย จงึ เปน็ กรณีท่ไี ม่มี
พนกั งานประจำซ่ึงเปน็ ลูกจา้ งตามสัญญาจา้ งโดยตรงของจำเลยที่ ๑ ทำงานในลกั ษณะเดียวกันกับโจทก์ จำเลย
ท่ี ๑ จงึ ไม่อยูภ่ ายใต้บงั คับมาตรา ๑๑/๑ วรรคสอง อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
สรปุ ยอ่ โดย นายเชิดศกั ด์ิ กำป่นั ทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานทปี่ รกึ ษากฎหมาย นติ กิ รรมและสัญญา
กองนิติการ กรมสวสั ดิการและค้มุ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
- ๑๐๑ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
เกรด็ ความรคู้ ู่แรงงาน ตอนที่ ๔๓ (เผยแพร่วันท่ี ๕ มิถุนายน ๒๕๖๕)
ลูกจ้างเหมาค่าแรงซ่ึงปฏิบัติงานลักษณะเดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงของผู้ประกอบกิจการในส่วน
หน่ึงส่วนใดในกระบวนการผลิตของสถานประกอบรับเหมาค่าแรงมีสิทธิได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์
เช่นเดยี วกับลกู จ้างตามสญั ญาจ้างโดยตรงหรือไม่ ?
#กสร #กสรค้มุ ครองสทิ ธิพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๑๐๒ - นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
ตอนท่ี ๔๓ : คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี ๘๒๖๖/๒๕๖๐ (เหมาคา่ แรง ๑๑/๑ วรรคสอง)
เร่ือง จำเลยประกอบกิจการผลิตเส้ือผ้าและเครื่องแต่งกาย บริษัท A จำกัด ส่งโจทก์
ไปทำงานกับจำเลยในแผนกสโตร์ ซึง่ เป็นสว่ นหน่ึงส่วนใดในกระบวนการผลติ หรอื ธุรกจิ ในความรบั ผิดชอบ
ของจำเลย จำเลยจึงเป็นนายจา้ งของโจทกต์ ามมาตรา ๑๑/๑ ตอ้ งดำเนินการให้โจทกซ์ ึ่งทำงานในลักษณะ
เดียวกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ตามมาตรา๑๑/๑ วรรคสอง โจทกจ์ งึ มีสิทธไิ ด้รบั โบนัสและค่าครองชพี
คดีน้ีโจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าและเคร่ืองแต่งกาย วันที่ ๒๘ เมษายน
๒๕๕๔ บริษัท A จำกัด ซึ่งประกอบกิจการท่ีมิใช่ธุรกิจจัดหางาน จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานท่ัวไป
ค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ ๓๐๐ บาท บริษัท A จำกัด ส่งโจทก์ไปทำงานกับจำเลย โดยจำเลยมอบหมายให้
โจทก์ทำหน้าที่รับสินค้าเข้าคลัง เก็บวัตถุดิบ ตรวจสอบปริมาณสินค้าในแผนกสโตร์ ซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด
ในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของจำเลย จำเลยเป็นผู้ควบคุมการทำงานและรับผิดชอบ
ในการจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ ในแผนกสโตร์ที่โจทก์ทำงานอยู่มีพนักงานประจำของจำเลยปฏิบัติหน้าท่ีอันมี
ลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์ จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบกิจการที่ถือว่าเป็นนายจ้างโจทก์ มีหน้าที่ต้องจัดให้โจทก์
ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติตามกฎหมาย ระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๕๕ –
ธันวาคม ๒๕๕๖ จำเลยไม่ได้จัดให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม เกิดความแตกต่าง
ไม่เท่าเทียมกันหลายประการ กล่าวคือ ลูกจ้างโดยตรงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖
อัตราเท่ากับค่าจ้างแต่ละคนบวกอีกคนละ ๖,๐๐๐ บาท ค่าครองชีพเดือนละ ๙๘๐ บาท แต่โจทก์ทำงาน
เช่นเดียวกับลูกจ้างของจำเลยไม่ได้รับโบนัสและค่าครองชีพ ขอบังคับให้จำเลยชำระโบนัสประจำปี ๒๕๕๕
และปี ๒๕๕๖ จำนวน ๔๘,๐๐๐ บาท ค่าครองชพี รวม ๒๔ เดือน จำนวน ๒๓,๕๒๐ บาท พร้อมดอกเบ้ีย
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับบริษัท A จำกัด โจทก์จะเป็นลูกจ้างของบริษัท A
จำกัด หรือไม่ ไม่ทราบไม่รับรอง แม้โจทก์จะถูกส่งมาทำงานกับจำเลย ไม่ว่าจริงหรือไม่ ในสถานะใด จำเลย
ไม่ทราบไม่รับรอง...ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระโบนัสปี ๒๕๕๕
และปี ๒๕๕๖ จำนวน ๔๘,๐๐๐ บาท คา่ ครองชพี ๑๙,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบ้ีย จำเลยอทุ ธรณ์
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจรงิ แล้ว
วินิจฉัยว่า แม้จำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ถือว่าจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้าง
โจทก์ด้วยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑ จำเลยมีข้อตกลงเก่ียวกับสภาพ
การจ้างที่ทำกับสหภาพแรงงาน B กำหนดจ่ายโบนัสและค่าครองชีพแก่ลูกจา้ ง และปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๖
จำเลยจา่ ยโบนัสเท่ากับเงินเดือนของลูกจ้างบวกเงินอีก ๖,๐๐๐ บาท คา่ ครองชีพกำหนดให้ลูกจ้างทำงานครบ
๑ ปี แต่ไม่ถึง ๓ ปี ได้รับเดือนละ ๙๘๐ บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับโบนัส ๔๘,๐๐๐ บาท และค่าครองชีพ
๑๙,๖๐๐ บาท ทจ่ี ำเลยอุทธรณ์ในทำนองวา่ ตามพระราชบัญญัติคุม้ ครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑/๑
วรรคหนึ่ง เป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดให้ถือว่าจำเลยประกอบกิจการเป็นนายจ้าง ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่
จำเลยได้ เน่ืองจากบริษัท A จำกัด ไม่ได้ส่งให้โจทก์มาทำงานกับจำเลยนั้นเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจ
นายเชดิ ศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๑๐๓ - นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวิ นิจฉัย
พิพากษายกอุทธรณ์
สรปุ ย่อโดย นายเชิดศกั ด์ิ กำปนั่ ทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานท่ีปรึกษากฎหมาย นติ ิกรรมและสัญญา
กองนิตกิ าร กรมสวัสดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
- ๑๐๔ - นายเชดิ ศกั ด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
เกร็ดความรู้คู่แรงงาน ตอนท่ี ๔๔ (เผยแพร่วนั ที่ ๑๒ มถิ นุ ายน ๒๕๖๕)
นายจา้ งใหล้ กู จ้างทำงานวนั ละ ๕ ช่ัวโมงต่อวนั จงึ เฉล่ยี ค่าจ้างข้ันตำ่ ให้ลกู จ้างตามท่ีคำนวณไดใ้ น ๑ วัน
ตอ่ การทำงานเพียง ๕ ชัว่ โมงเท่านั้น ส่งิ ทนี่ ายจา้ งทำเหมาะสมแลว้ หรือไม่ ?
#กสร #กสรคมุ้ ครองสิทธิพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๑๐๕ - นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
ตอนที่ ๔๔ : คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๘๖๘๑/๒๕๔๘
เรื่อง แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานเพียงวันละ ๕ ช่ัวโมง ลูกจ้างก็ต้องได้ค่าจ้างไม่ต่ำกว่า
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใน ๑ วัน ตามที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนด จะคำนวณจ่ายโดยเฉลี่ยมิได้
เพราะจะทำให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างข้ันต่ำ
คดีน้ีโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่ง
พนักงานเสิร์ฟ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท จ่ายค่าจ้างทุกวันที่ ๑๖ และวันที่ ๑ ของเดือน
ต่อมาวันท่ี ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๖ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจาอ้างเหตุมีความผิดได้รับใบเตือน ๓ ครั้งแล้ว
ซ่ึงไม่เป็นความจริง ระหว่างทำงานจำเลยหักเงินประกันงวดละ ๑๒๕ บาท โจทก์จ่ายค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้น
ต่ำ ขอบังคับให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๒๕ วัน เป็นเงิน ๔,๒๒๕ บาท ค่าจ้างค้างจ่าย
๑,๑๘๓ บาท ค่าชดเชย ๑๕,๒๑๐ บาท ค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่ขาด ๑๑๓,๖๘๙ บาท เงินประกัน
๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี จำเลยให้การว่าโจทก์กระทำผิดไม่เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา
ในการทอนเงินให้แก่ลูกค้า จำเลยมีหนังสือว่ากล่าวตักเตือนแต่โจทก์ไม่ยอมลงลายมือชื่อและไม่มาทำงาน
ละทิ้งหน้าที่ไปเกินกว่า ๓ วันติดต่อกัน จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้
จำเลยจ่ายเงินประกัน ๑,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งยังขาดอยู่
๓๒,๘๑๗ บาท และค่าจ้างค้างจ่าย ๙๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ฟ้องนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลฎีกาเห็นว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่ไม่มีที่พักอาศัยเป็นของตนเอง เพื่อเป็นการบรรเทาช่วยเหลือ
ภาระค่าใช้จ่ายของลูกจ้าง จำเลยได้เช่าบ้านบริเวณใกล้ที่ทำการให้ลูกจ้างให้เป็นที่พักอาศัย รวมทั้งจัดที่พัก
ให้โจทก์ด้วย ที่พักอาศัยดังกล่าวหากไปเช่าจะเสียค่าเช่าเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท และหลังเลิกงานจำเลยจัด
อาหารให้โจทก์กับลูกจ้างอื่นรับประทานวันละมื้อคิดเป็นราคาม้ือละ ๓๐ บาท ท่ีพักและอาหารที่จำเลยจัดให้
พักอาศัยและรับประทานนั้นเป็นการจัดให้ในลักษณะเพื่อเป็นการช่วยเหลือโจทก์และลูกจ้างอื่น จึงไม่ใช่
ค่าตอบแทนการทำงาน แต่เป็นสวัสดิการท่ีจำเลยให้แก่โจทก์ ไม่ใช่จ่ายเป็นเงินค่าจ้าง ท่ีศาลแรงงานกลาง
วินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้างจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อน้ีฟังขึ้น
ประเด็นเม่ือโจทก์ทำงานเพียงวันละ ๕ ชั่วโมง จะต้องนำมาคิดค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเป็นรายชั่วโมง
นั้น เห็นว่า ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๖) ลงวันที่
๑๙ กันยายน ๒๕๔๐ และ (ฉบับที่ ๗) ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๕ ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์เป็นลูกจ้าง
จำเลยกำหนดว่า “วัน” หมายถึง เวลาทำงานปกติของลูกจ้าง ซึ่งไม่เกินชั่วโมงทำงานดังต่อไปนี้... แม้นายจ้าง
จะให้ลูกจ้างทำงานน้อยกว่าเวลาทำงานปกติเพียงใดก็ตาม เม่ือโจทก์ทำงานตั้งแต่เวลา ๒๐.๐๐ – ๐๑.๐๐ น.
ของวันรุ่งขึ้น รวมเวลาทำงานวันละ ๕ ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นเวลาทำงานปกติของโจทก์อันถือได้ว่าเป็นการ
ทำงานใน ๑ วัน โจทก์จึงต้องได้ค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใน ๑ วัน ตามท่ีคณะกรรมการค่าจ้าง
กำหนด ไม่ใช่คำนวณว่าวันหนึ่งต้องทำงาน ๘ ช่ัวโมง โจทก์ทำงานเพียงวันละ ๕ ช่ัวโมง จึงเฉลี่ยค่าจ้างข้ันต่ำ
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๑๐๖ - นายเชิดศักด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
ให้โจทก์ตามที่คำนวณได้ใน ๑ วัน ต่อการทำงานเพียง ๕ ชั่วโมง เพราะการคำนวณดังที่จำเลยอุทธรณ์นั้น
จะทำให้ลูกจ้างได้ค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างข้ันต่ำที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดให้ใน ๑ วัน
(๑) การทำงานตั้งแต่วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ - วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
วนั ละ ๑๖๒ บาท จำเลยจา่ ยค่าจา้ งต่ำกวา่ อตั ราค่าจา้ งข้ันต่ำวนั ละ ๑๑๒ บาท รวม ๓๑๘ วนั เป็นเงิน ๓๕,๖๑๖ บาท
(๒) การทำงานตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๕ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
วันละ ๑๖๕ บาท จำเลยจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ ๑๑๕ บาท รวม ๓๖๕ วัน เป็นเงิน
๔๑,๙๗๕ บาท
(๓) การทำงานตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม – ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ตราค่าจ้างขั้นต่ำ
วันละ ๑๖๙ บาท จำเลยจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ ๑๑๙ บาท รวม ๒๐๔ วัน เป็นเงิน
๒๔,๒๗๖ บาท
รวมเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ๑๐๑,๘๖๗ บาท เงินนี้เป็นเงิน
ค่าจ้างรวมทั้งเงินค่าจ้างที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์อยู่อีก ๙๑๐ บาท ที่ศาลแรงงานกลางกำหนดดอกเบี้ย
ให้แก่โจทก์ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นั้น ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาตรา ๙ ซ่ึงกำหนดให้ร้อยละ
๑๕ ต่อปี แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา
ย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำที่ขาดอยู่ ๑๐๑,๘๖๗ บาท และค่าจ้าง
ค้างจ่าย ๙๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา
ศาลแรงงานกลาง
สรปุ ย่อโดย นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานทีป่ รกึ ษากฎหมาย นติ กิ รรมและสัญญา
กองนติ กิ าร กรมสวสั ดิการและค้มุ ครองแรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๑๐๗ - นายเชดิ ศกั ด์ิ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
เกร็ดความรูค้ ู่แรงงาน ตอนท่ี ๔๕ (เผยแพร่วันท่ี ๑๙ มถิ นุ ายน ๒๕๖๕)
ศาลมอี ำนาจสง่ั ให้นายจา้ งท่ีเลกิ จา้ งลูกจา้ งอย่างไม่เป็นธรรม รบั ลูกจา้ งกลบั เขา้ ไปทำงานแลว้ นบั อายงุ าน
ต่อเน่อื งต่อได้หรือไม่ ?
#กสร #กสรคมุ้ ครองสิทธพิ ัฒนาคุณภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๑๐๘ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
ตอนที่ ๔๕ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๗๒๑๓/๒๕๔๖
เรื่อง การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม กรณีที่ศาลแรงงานสั่งให้รับกลับ ศาลแรงงานมีอำนาจ
ให้นับอายุงานต่อเนื่องได้ แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่นายจ้างรับลูกจ้างกลับทำงาน
รวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้ คงให้นับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมท่ีคำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้
เท่านั้น
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยฉบับ ลงวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๓ และให้
จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมได้รับค่าจ้างเงินเดือนซึ่งได้รับการเลื่อนข้ันประจำปี
ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงาน รวมถึงสิทธิ
สภาพการจ้างต่าง ๆ หากไม่ยอมรับโจทก์กลับเข้าทำงานให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่ทำให้โจทก์ต้องเส่ือมเสีย
ชื่อเสียงและทำให้โจทก์กับครอบครัวเดือดร้อน เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายจนเกษียณอายุ ๖๐ ปี
รวม ๓๓๖ เดือน เป็นเงิน ๓,๖๖๗,๔๔๐ บาท ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินตอบแทน
ความชอบในการทำงานที่ควรได้รับหากอยู่จนเกษียณอายุ พร้อมดอกเบี้ย
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างของจำเลย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้า
ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมโดยให้ได้รับเงินเดือนค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้ายที่โจทก์ได้รับอยู่ก่อน
ถูกเลิกจ้าง นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๒) จนถึงวันที่รับกลับเข้าทำงานและนับอายุงาน
ต่อเนื่องโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิประโยชน์ที่จะได้ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยเสมือนโจทก์ไม่เคย กระทำ
ความผิดมาก่อน จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานเห็นว่า สำหรับเรื่องการนับอายุงานต่อเนื่องดังได้กล่าวมาแล้วว่า
บทบัญญัติในมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
เป็นบทบัญญัติคุ้มครองลูกจ้างเพื่อมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยให้อำนาจศาลแรงงานมี
อำนาจใช้ดุลพินิจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้างได้
แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้ระบุให้ศาลแรงงานมีอำนาจให้นับอายุงานต่อเนื่องได้ แต่ก็มิได้บัญญัติห้ามไว้
อายุงานเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานบางประการ เป็นต้นว่า
สิทธิในการได้รับค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๑๑๘ การไม่นับอายุงานต่อเนื่องเป็นการทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่จะพึงมีพึงได้อันเนื่องมาจากอายุงาน
เป็นการไม่คุ้มครองลูกจ้าง ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ การให้นับอายุงานต่อเนื่องเป็นเพียงการรักษาสิทธิของลูกจ้างที่มี
อยู่แล้วไม่ให้เสียไปเพราะการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจให้นับอายุงานต่อเนื่องได้
แต่จะให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้
เพราะระหว่างนั้นโจทก์ไม่ได้ทำงานให้จำเลย คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวัน
ก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๑๐๙ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับอายุงานใหม่ของโจทก์ติดต่อกับอายุงานที่คำนวณถึงวันที่ ๖ ธันวาคม
๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันก่อนวันเลิกจ้างเป็นต้นไป กับให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นที่ให้เพิกถอน
คำส่ังเลิกจ้างของจำเลย และท่ีให้จำเลยจ่ายค่าจ้างนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน
และให้ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าเสียหายในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่
เฉพาะประเด็นข้อนี้ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
สรุปยอ่ โดย นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปัน่ ทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานท่ปี รกึ ษากฎหมาย นิตกิ รรมและสัญญา
กองนติ ิการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
- ๑๑๐ - นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
เกรด็ ความรู้คแู่ รงงาน ตอนท่ี ๔๖ (เผยแพร่วันที่ ๒๖ มิถนุ ายน ๒๕๖๕)
ลกู จ้างตดิ ยาเสพตดิ ถือเปน็ การฝ่าฝนื ข้อบงั คับเกีย่ วกับการทำงานของนายจ้างหรือไม่
?#กสร #กสรค้มุ ครองสทิ ธพิ ัฒนาคณุ ภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชดิ ศักดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๑๑๑ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิตกิ าร
ตอนที่ ๔๖ : คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๖๙๒๔/๒๕๕๗
เร่ือง ลูกจ้างมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ ถูกตำรวจจับกุมที่บ้านพัก
และดำเนินคดีในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แม้จะเป็นเพียงผู้เสพและได้เข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติด
ยาเสพติดตามกฎหมายกต็ าม เปน็ ความผดิ ร้ายแรง นายจา้ งเลกิ จา้ งจึงไมต่ อ้ งจ่ายคา่ ชดเชย
โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งหัวหน้างานผลิต ต่อมาวันท่ี ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒
จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กับพวกรวม ๓ คน ร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนในบ้านพักอำเภอมดเขียว
จงั หวดั เอ เจา้ พนกั งานตำรวจกุมกุมดำเนนิ คดี อนั เปน็ การกระทำผดิ ตามขอ้ บงั คบั
ศาลแรงงานภาค ๒ พพิ ากษายกฟ้อง โจทกอ์ ทุ ธรณ์
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมีข้อบังคับเก่ียวกับการทำงาน ข้อ ๙.๙ ห้ามมิให้พนักงานของจำเลย
กระทำผิดทางอาญาและจำเลยมีประกาศที่ ADM ๐๖๕/๒๕๕๒ ข้อ ๑ ว่าบริษัทหรือหน่วยงานราชการตรวงจ
พบสารเสพติดในร่างกายของพนักงานจะได้รับการพิจารณาโทษทางวินัย ข้อเท็จจริงปรากฎว่าโจทก์ถูกเจ้า
พนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนวันท่ี ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ จำเลยบอกเลิกจ้าง
โจทกวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ต่อมาโจทก์เข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติ
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ และโจทก์ได้รับการปล่อยตัววันท่ี ๒๑ มกราคม ๒๕๕๓ ดังนั้น
การที่โจทก์มีพฤติกรรมเก่ียวข้องกับยาเสพติดให้โทษแม้จะเป็นเพียงผู้เสพและได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ผ้ตู ิดยาเสพติดตามกฎหมายก็ตามแต่ก็เป็นผลเสียหายกับองคก์ รอันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเก่ียวกบั การทำงาน
ของจำเลยในกรณที ีร่ ้ายแรง จำเลยเลกิ จ้างจงึ ไม่ต้องจา่ ยค่าชดเชย
สรุปย่อโดย นายเชิดศักด์ิ กำปั่นทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานทปี่ รกึ ษากฎหมาย นิติกรรมและสญั ญา
กองนิติการ กรมสวสั ดิการและคุม้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
- ๑๑๒ - นายเชดิ ศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
เกรด็ ความรคู้ แู่ รงงาน ตอนท่ี ๔๗ (เผยแพร่วนั ที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๕)
ลกู จ้างประกอบกจิ การเปน็ คู่ค้ากับมลู นิธขิ องนายจ้าง โดยช้ีช่องให้เพ่ือนรว่ มงานในตำแหนง่ หวั หนา้ พัสดตุ ิดตอ่
ซอื้ ขายสนิ ค้าของตนให้แก่นายจา้ ง การกระทำของลูกจ้างถือวา่ เป็นการกระทำทีท่ จุ รติ หรือไม่ ?
#กสร #กสรค้มุ ครองสิทธพิ ัฒนาคุณภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
- ๑๑๓ - นายเชดิ ศักด์ิ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิตกิ าร
ตอนท่ี ๔๗ : คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพเิ ศษท่ี ๑๘๒๙/๒๕๖๑
เรื่อง ลูกจ้างประกอบกิจการเป็นคู่ค้ากับนายจ้าง ลูกจ้างช้ีช่องให้พนักงานตำแหน่งหัวหน้า
พัสดุติดต่อซื้อขายสินค้าร้านของตนให้แก่นายจ้าง ย่อมเป็นการอาศัยมูลนิธิของนายจ้างในการแสวงหา
ประโยชน์ให้แก่ตนเอง การกระทำของลูกจ้างย่อมทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายในด้านการบริหาร
การเงนิ ภาพพจน์ชอื่ เสยี ง และยังกอ่ ให้เกิดการทจุ รติ ไดโ้ ดยงา่ ย ถือเปน็ ความผิดระเบียบอย่างรา้ ยแรง
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งช่าง จำเลยเป็นมูลนิ ธิ วันท่ี
๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ จำเลยเลิกจ้างโจทก์อ้างว่าโจทก์กระทำความผิดร้ายแรง แต่โจทก์มิได้กระทำความผิด
ตามท่ีจำเลยกล่าวอ้าง โจทก์ทำงานกับจำเลยมา ๑๑ ปี ๗ เดือนขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้าง
แทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างท่ีไม่เป็นธรรมศาลแรงงานภาค ๕ พิจารณาแล้วเห็นว่า
จำเลยเป็นมูลนิธิท่ีไม่ได้แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ โจทก์ประกอบธุรกิจเป็นคู่ค้ากับจำเลย กระทำการ
เอื้อประโยชนใ์ หแ้ ก่รา้ นของตนและภริยา เปน็ การกระทำผดิ ระเบยี บจำเลย พพิ ากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทราบระเบียบมูลนิธิ ซ่ึงกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องไม่อาศัยมูลนิธิจำเลย
ในการหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โจทก์มีหน้าที่ต้องยึดถือปฏิบัติตาม
ระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่พฤติการณ์ภายหลังโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยแล้ว โจทก์เปิดร้าน
ขายเคร่ืองครัวเพ่ือแสวงหากำไร โจทก์ช้ีช่องให้ลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งหัวหน้าพัสดุติดต่อซ้ือขายสินค้าร้าน
ของตนให้แก่จำเลย จากน้ันร้านของโจทก์เป็นคู่ค้าขายสินค้าให้แก่จำเลยตลอดมา ย่อมเป็นการท่ีโจทก์อาศัย
มูลนิธิในการแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง ถือเป็นการจงใจกระทำผิดระเบียบ ท้ังที่โจทก์มีอำนาจหน้าท่ี
เป็นคณะกรรมการตรวจสอบสินค้าท่ีจำเลยซ้ือจากบุคคลภายนอกเป็นครั้งคราวตามที่รับแต่งต้ัง และเป็นผู้ขอ
อนุมัติซื้อและตรวจรับ ซ่ึงมีหน้าท่ีโดยตรงท่ีจะต้องรักษาผลประโยชน์ของจำเลย แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้
เพ ราะ ขั ด ต่ อผ ล ป ระโย ช น์ ข องโจ ท ก์ จ าก ก ำไรที่ ป ระส งค์ จ ะได้ รับ จ าก ก ารข าย สิ น ค้ าจ าก ร้าน ข องโจ ท ก์
และเป็นแบบอย่างท่ีไม่ดีต่อลูกจ้างจำเลยคนอ่ืน การกระทำของโจทก์ย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย
ในด้านการบริหาร การเงิน ภาพพจน์ชื่อเสียง และยังก่อให้เกิดการทุจริตแก่จำเลยได้โดยง่าย ถือได้ว่าจำเลย
ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแล้ว การกระทำของโจทก์จึงถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงตามระเบียบจำเลย
แต่โดยท่ีจำเลยเป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจจึงไม่นำบทบัญญัติเรื่องค่าชดเชยมาตรา ๑๑๘
ถึง มาตรา ๑๒๒ มาใช้บังคับ ต้องพิจารณาตามระเบียบจำเลย จึงชอบที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้อง
จ่ายค่าชดเชยได้ตามระเบียบดังกล่าว เม่ือโจทก์ออกจากงานเพราะมีความผิด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับ
เงนิ บำเหน็จ สินจ้างแทนการบอกกล่าวลว่ งหนา้ และคา่ เสียหายจากการเลิกจ้างทไี่ ม่เป็นธรรม
สรปุ ย่อโดย นายเชิดศักด์ิ กำปน่ั ทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานท่ีปรกึ ษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา
กองนติ กิ าร กรมสวสั ดิการและค้มุ ครองแรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
- ๑๑๔ - นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
เกรด็ ความร้คู แู่ รงงาน ตอนที่ ๔๘ (เผยแพร่วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕)
นายจ้างมคี วามจำเป็นต้องปิดร้านอาหาร เนอ่ื งจากสถานการณก์ ารแพร่ระบาดโควดิ -19 แตเ่ มอื่ สถานการณ์
เรมิ่ ดขี ึน้ นายจ้างกลบั มาเปิดร้านอาหารตามปกติ แต่กลบั ไม่เรยี กลูกจ้างเข้ามาทำงาน และไมจ่ ่ายคา่ จ้างให้
การกระทำของนายจา้ งถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ?
#กสร #กสรคมุ้ ครองสิทธิพัฒนาคุณภาพชีวติ แรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
- ๑๑๕ - นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
ตอนท่ี ๔๘ : คำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์คดชี ำนญั พิเศษที่ ๓๔๕/๒๕๖๕
เรื่อง นายจ้างประกอบกิจการขายอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟู้ด เปิดขายในสถานศึกษา
ต่อมามีประกาศกระทรวงศึกษาธิการสั่งให้ปิดสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถือว่ามีความจำเป็นท่ีสำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบ
กิจการ ซ่ึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เข้าข่ายมาตรา ๗๕ ที่นายจ้างต้องจ่ายเงินให้โจทก์ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕
ของค่าจ้างในวันทำงานที่ตลอดระยะเวลาที่ให้หยุดงาน แต่เม่ือครบกำหนดจ่ายค่าจ้าง นายจ้างไม่จ่าย
ค่าจา้ ง ไม่เรยี กลูกจ้างกลบั ทำงาน ถือว่าเลิกจ้างนับแต่วนั ดังกลา่ ว
คดีน้ีโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า วันท่ี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๒ จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง
คร้ังสุดท้ายทำงานตำแหน่งเจ้าหน้าท่ีธุรการประสานงานฝ่ายขาย (MIS) วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๓ จำเลย
มีประกาศ เรอื่ ง วนั เวลาทำงานและการจ่ายค่าจา้ งในสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีนโยบาย
เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างช่ัวคราวเป็นระบบ No work no pay ให้พนักงานสลับกันมาทำงาน แต่ความจริง
ไม่ได้สลับกันทำงาน แต่ให้โจทก์หยุดงานไปก่อน โดยให้ไปขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจาก
เหตุสุดวิสัยจากสำนักงานประกันสังคม ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๓ - ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ ตามสิทธิ
ท่ีกฎหมายกำหนด ต่อมาวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ โจทก์ติดต่อจำเลยเพ่ือสอบถามว่าจะให้กลับไปทำงาน
ได้เมื่อใด จำเลยแจ้งว่ายังไม่มีกำหนดให้กลับมาทำงาน หลังจากนั้นโจทก์ติดต่อจำเลยอีกหลายคร้ังแต่ได้รับ
คำตอบเช่นเดิม ครั้นวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง จำเลยไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าจำเลย
เลิกจ้างโจทก์ ขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา
คา่ ชดเชย สินจ้างแทนการบอกกลา่ วล่วงหนา้ เงนิ ประกัน พร้อมดอกเบยี้
จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการจำหน่ายอาหารในสถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย
ใช้ชื่อว่า ร้าน เอ สเต๊ก มีพนักงาน ๑๐๖ คน เม่ือวันท่ี ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๓ กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้
สถานศกึ ษาในสังกดั และในกำกับของกระทรวงฯ ปิดเรียนกรณีพเิ ศษต้ังแต่วันท่ี ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓ เปน็ ต้นไป
จนกวา่ จะประกาศเปล่ียนแปลง ส่งผลใหโ้ รงเรียนและสถานศึกษาทุกแห่งตอ้ งปิดรวมท้ังรา้ นอาหารทีอ่ ยภู่ ายใน
โรงเรียนฯ นั้น ต่อมาวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๓ จำเลยทยอยเรียกพนักงานเข้าทำงานเพ่ือเตรียมความพร้อม
รองรับการเปิดประกอบกิจการ โจทก์ไม่ให้คำตอบ ไม่ติดต่ อกลับ จำเลยจึงรับสมัครพนักงานใหม่
โจทก์เปน็ ฝา่ ยลาออกจากงานเอง ระหวา่ งพจิ ารณาจำเลยคืนเงินประกันให้โจทก์แล้ว
ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินระหว่างหยุดกิจการบางส่วน
เป็นการชั่วคราว ค่าจ้างในวันลากิจ ค่าจ้างในวันลาป่วย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่ วงหน้า ค่าชดเชย
พรอ้ มดอกเบยี้ ฯ จำเลยอทุ ธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริง
เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการขายอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟู้ด เปิดขายในสถานศึกษา ต่อมามีประกาศ
กระทรวงศึกษาธกิ ารส่งั ให้ปดิ สถานศกึ ษาทกุ แหง่ ในสังกัดต้ังแตว่ นั ท่ี ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๓ เนื่องจากสถานการณ์
การแพรร่ ะบาดของโรคติดเชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 จำเลยจึงปิดร้านอาหารต้งั แต่วันดังกลา่ ว จำเลยออกหนังสือ
นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๑๑๖ - นายเชดิ ศักดิ์ กำป่ันทอง นิตกิ รชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
รบั รองให้โจทก์ขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงานจากสำนกั งานประกันสังคม โจทก์ได้รับประโยชน์ทดแทนต้ังแต่
วันท่ี ๒๑ มีนาคม - ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ รวม ๙๐ คน ก่อนจำเลยจะกลับมาเปิดดำเนินการปกติ จำเลย
แจ้งโจทก์ว่าจะปรับเปลี่ยนวันเวลาทำงานและการจ่ายค่าจ้างให้พนักงานสลับกันมาทำงาน จ่ายค่าจ้างแบบ
No work no pay แต่โจทก์ไม่ยินยอม วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ จำเลยกลับมาเปิดดำเนินการปกติ
แต่ไม่เรียกโจทก์กลับเข้าทำงาน เม่ือถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้างรอบวันท่ี
๒๑ มิถุนายน - ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๓ จำเลยไม่จ่ายค่าจ้าง ระหว่างวันท่ี ๒๑ มิถุนายน - ๒๐ กรกฎาคม
๒๕๖๓ โจทก์ยังเป็นลูกจ้างจำเลย แตข่ ณะนนั้ สถานการณ์การแพร่ระบาดฯ ยงั ไม่สิ้นสุด ร้านอาหารของจำเลย
ตั้งอยู่ในพ้ืนท่ีท่ีมีปัจจัยเส่ียง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจจำเลยประสบปัญหาเสี่ยงขาดทุน เป็นผลต่อสถานะ
ทางการเงินและความคงอยู่ของจำเลย ต้องหยุดกิจการบางส่วนเป็นการช่ัวคราว ถือว่ามีความจำเป็นที่สำคัญ
อันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการจนทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ซ่ึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
จำเลยต้องจ่ายเงินให้โจทก์ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕ ของค่าจ้างในวันทำงานที่โจทกไ์ ด้รับก่อนจำเลยหยุดกิจการ
ตลอดระยะเวลาที่จำเลยไม่ได้ให้โจทก์ทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๕
และการท่ีจำเลยไมจ่ า่ ยคา่ จ้างตง้ั แต่วันท่ี ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ถือเป็นการเลกิ จ้าง
ท่ีจำเลยอุทรณ์ในทำนองว่า ศาลแรงงานกลางไม่ได้หยิบยกประเด็นที่โจทก์ไปย่ืนคำร้องและแจ้ง
ต่อพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันท่ี ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ว่าไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยอีกต่อไปขึ้น
พิจารณา ท้ังท่ีการกระทำดังกล่าวเกิดข้ึนก่อนวันครบกำหนดจ่ายค่าจ้างในวันท่ี ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓
อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายลาออก อุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน
ของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแรงงาน
และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหน่ึง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย
สรปุ ย่อโดย นายเชิดศักด์ิ กำปนั่ ทอง ผ้อู ำนวยการกลุ่มงานทป่ี รึกษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา
กองนติ กิ าร กรมสวสั ดิการและค้มุ ครองแรงงาน
นายเชิดศักด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ ิการ
- ๑๑๗ - นายเชิดศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
เกร็ดความรูค้ ่แู รงงาน ตอนท่ี ๔๙ (เผยแพร่วนั ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕)
ลกู จ้างออกไปปฏิบัติงานนอกสถานทีบ่ ่อยคร้งั แต่ไม่คอ่ ยได้แสกนลายนวิ้ มอื เพอ่ื บันทกึ เวลาเขา้ ออกงาน จนเป็น
เหตใุ ห้ถูกนายจ้างเลิกจ้าง ลกู จา้ งสมควรท่จี ะถกู เลิกจ้างหรือไม่ ?
#กสร #กสรคุ้มครองสิทธิพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตแรงงาน
นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
- ๑๑๘ - นายเชิดศักดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนิติการ
ตอนที่ ๔๙ : คำพิพากษาศาลฎกี าที่ ๘๒๐๕/๒๕๖๐
เร่ือง สัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง : ลูกจ้างตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล
เวลาออกไปทำงานนอกสถานท่กี ็จะแจ้งฝ่ายบุคคลทราบทุกครั้ง หากนายจา้ งเห็นว่าไม่ถูกตอ้ งตามระเบียบ
ก็ชอบที่จะว่ากล่าวตักเตือนให้ทราบ แต่ก็ปล่อยให้ลูกจ้างปฏิบัติเช่นน้ีเรื่อยมาโดยมิได้ดำเนินการใด ๆ
เท่ากับยินยอมให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นโดยไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ จึงรับฟังไม่ได้ว่าลูกจ้างจงใจ
ขัดคำสั่ง หรือกระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าท่ีของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต
ตามมาตรา ๕๘๓ นายจ้าง เลิกจ้างจงึ ต้องจา่ ยคา่ จา้ งแทนการบอกกล่าวล่วงหนา้
คดีน้ีโจทก์ซ่ึงเป็นนายจ้างฟ้องว่า ได้ทำสัญญาจ้างนาย A ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล
มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ – ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ต่อมาโจทก์ได้รับคำสั่งจาก
พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นาย A จำนวน ๓๙,๒๐๐ บาท
โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำส่ังดังกล่าว เนื่องจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนาย A เป็นสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา
การจ้างที่แน่นอนและเลิกจ้างเมื่อครบระยะเวลาตามสัญญาจ้างจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และนาย A
ลูกจ้างได้กระทำผิดระเบียบ ไม่สแกนลายนิ้วมือเพ่ือบันทึกเวลาเข้าออกงานหลายครั้ง จำเลยให้การว่าสัญญา
จ้างมีเงื่อนไขว่าโจทก์สามารถยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดได้ จึงเป็นสัญญาท่ีไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างท่ี
แน่นอน ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนาย A เป็นสัญญาไม่มีกำหนด
ระยะเวลาแน่นอน นาย A มไิ ดก้ ระทำผดิ ตามทโี่ จทกก์ ล่าวอ้าง พพิ ากษายกฟอ้ ง โจทก์อทุ ธรณ์
ประเด็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ทำสัญญาจ้างนาย A
เป็นลูกจ้าง โดยโจทก์แจ้งนาย A ในวันทำสัญญาจ้างว่าหากลูกจ้างผ่านการทดลองงานและผลการปฏิบัติงาน
เป็นท่ีพอใจ โจทก์จะปรับตำแหน่งและต่อสัญญาให้พร้อมกับข้ึนอัตราค่าจ้างตามผลงาน เมื่อสัญญาจ้าง
แรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสอื ข้อตกลงที่โจทก์แจ้งนาย A ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคบั ได้
และทำให้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับนาย A เป็นสัญญาจ้างทดลองงานอันเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด
ระยะเวลา เม่ือโจทก์ซ่ึงเป็นนายจ้างต้องการจะเลิกจ้างจึงต้องบอกกล่าวงล่วงหน้าให้อีกฝ่ายหน่ึงทราบ
ตามมาตรา ๑๗ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ และประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณชิ ย์ มาตรา ๕๘๒
ประเด็นการกระทำผิดระเบียบศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทุกครั้งท่ีจำเลยร่วมออกไป
ทำงานนอกสถานท่ี นาย A ได้แจ้งนางสาว ว. เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลเพ่ือแจ้งผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล
ซ่งึ เปน็ ผู้บงั คบั บัญชาทราบทุกครงั้ หากนายจ้างเห็นวา่ ไม่ถกู ต้องตามระเบียบก็ชอบท่ีจะต้องว่ากล่าวตกั เตือนให้
นาย A ทราบ เพื่อแก้ไขเสียให้ถูกต้องในการออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ครั้งต่อ ๆ ไป แต่ก็ปล่อยให้นาย A
ลูกจ้าง ปฏิบัติเช่นน้ีเรื่อยมาโดยมิได้ดำเนินการอย่างใด เท่ากับผู้บังคับบัญชายินยอมให้จำเลยร่วมกระทำ
เช่นนั้นได้โดยไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ส่วนการที่นาย A ออกปฏิบัติงาน
นอกสถานท่ีโดยบางคร้ังไม่สแกนลายน้ิวมือเข้าออกนั้น ตามระเบียบฯ พนักงานต้องสแกนลายนิ้วมือเข้าออก
งาน ยกเว้นกรณีต้องออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่อาจมีการสแกนเข้าหรือออกเพียงคร้ังเดียวหรือไม่จำต้อง
นายเชดิ ศักด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๑๑๙ - นายเชิดศกั ด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
สแกนเลยกไ็ ด้ ซึ่งก็มีเหตุผลอยู่ในตัวเองเพราะเป็นการใช้ระเบียบฯ ยืดหยุ่นตามสถานการณค์ วามจำเป็นแต่ละ
ครั้งไป ท้ังรับฟังไม่ได้วา่ นาย A ไม่สแกนลายน้ิวมือเข้าออกเป็นอาจิณ จึงไมอ่ าจรับฟังได้ว่านาย A ลูกจ้างจงใจ
ขดั คำสง่ั อันชอบด้วยกฎหมาย ละเลยไม่นำพาคำส่ังนั้นเป็นอาจิณ หรือกระทำการอันไม่สมแก่การปฏบิ ัตหิ นา้ ที่
ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามมาตรา ๕๘๓ อันเป็นเหตุให้โจทก์สามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้อง
บอกกลา่ วลว่ งหนา้ กรณีไม่มีเหตเุ พกิ ถอนคำส่ังพนักงานตรวจแรงงาน พิพากษายนื
สรปุ ย่อโดย นายเชิดศกั ด์ิ กำปั่นทอง ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานที่ปรกึ ษากฎหมาย นิติกรรมและสัญญา
กองนิติการ กรมสวัสดกิ ารและคุม้ ครองแรงงาน
นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิตกิ รชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๑๒๐ - นายเชดิ ศักด์ิ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ กิ าร
เกร็ดความรคู้ แู่ รงงาน ตอนที่ ๕๐ (เผยแพร่วันท่ี ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕)
ลูกจา้ งตำแหนง่ พนกั งานรกั ษาความปลอดภยั มาทำงานสายเปน็ ประจำ ผวู้ ่าจ้างจงึ สง่ ลกู จา้ งคนื นายจา้ ง
และขอคนอืน่ มาทำแทน นายจา้ งกห็ าสถานที่ทำงานใหม่ให้ลกู จา้ ง แตล่ ูกจา้ งไม่กลบั มาทำงานกับนายจ้างอีก
แล้ว แบบน้ีถอื เปน็ การเลิกจ้างหรือไม่ ?
#กสร #กสรคมุ้ ครองสิทธิพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ แรงงาน
นายเชิดศักดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพเิ ศษ กองนติ ิการ
- ๑๒๑ - นายเชดิ ศกั ดิ์ กำปั่นทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนติ กิ าร
ตอนท่ี ๕๐ : คำพพิ ากษาศาลอทุ ธรณ์คดีชำนญั พเิ ศษ ที่ ๗๙/๒๕๖๔
เรื่อง ลูกจ้างตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัย ผู้ว่าจ้างเปลี่ยนตัวเนื่องจากมาทำงาน
สายประจำ ไม่กระตือรอื รน้ นายจ้างยังมีสถานทอี่ ่ืนให้ลูกจ้างทำงาน แต่ลูกจ้างไม่ไปทำงานตามท่ีตกลงกัน
ไมถ่ ือเป็นการเลิกจ้าง
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า วันท่ี ๑ มกราคม ๒๕๖๓ จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานรักษา
ความปลอดภัย ค่าจ้างวันละ ๔๙๐ บาท วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ จำเลยโดยหัวหน้างานแจ้งโจทก์ว่า
“วันนี้ทำงานเป็นวันสุดท้ายนะ รู้เรื่องใช่ไหม เพราะทางนายจ้างไม่เอาเราแล้ว” ต่อมาวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
๒๕๖๓ ซ่ึงเป็นกำหนดจ่ายค่าจ้าง จำเลยไม่จ่ายค่าจ้างถือว่าจำเลยเลิกจ้างต้ังแต่วันท่ี ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
ขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบ้ีย จำเลยให้การว่า จำเลยให้
โจทก์เริ่มปฏิบัติงานท่ีโรงแรม เอ ต่อมาโรงแรม เอ มีหนังสือขอเปล่ียนตัวเนื่องจากโจทก์มาทำงานสายประจำ
ไม่มคี วามกระตือรอื ร้น จำเลยจงึ เปล่ยี นสถานท่ปี ฏิบตั งิ านให้โจทกเ์ ปน็ โรงพยาบาล บี ต่อมาวนั ท่ี ๘ กมุ ภาพันธ์
๒๕๖๒ โรงพยาบาล บี ผู้ว่าจ้าง มีหนังสือขอเปลี่ยนตัวเนื่องจากโจทก์มารวมแถวสายหลายครั้ง จำเลยจึง
เปล่ียนสถานที่ปฏิบัติงานให้โจทก์อีกคร้ัง แต่โจทก์กลับไม่มาปฏิบัติงานและขาดงาน วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์
๒๕๖๓ จำเลยได้รับการติดต่อจากพนักงานตรวจแรงงานสรพ...ว่าจำเลยเลิกจ้าง จำเลยยืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่า
ยังไม่ได้เลิกจ้าง ยังมีสถานท่ีให้โจทก์เข้าทำงาน โจทก์ตกลงจะไปทำงานแต่กลับไม่ได้ปฏิบัติตามที่ตกลงกัน
วนั ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ พนักงานจำเลยโทรศัพท์ติดต่อโจทก์แต่โจทก์พูดตัดบท กล่าวหาว่าจำเลยคกุ คาม
อยา่ มาใชล้ ูกตื้อให้ไปทำงาน ใหไ้ ปคุยกนั ท่ีศาล ถ้าโทรศัพทม์ าอีกจะแจง้ ตำรวจ ถอื ว่าโจทก์ละท้ิงหน้าทแี่ ละขาด
งานไปเอง ระหวา่ งพิจารณาค่คู วามตกลงในส่วนค่าจา้ งได้ โจทกไ์ ม่ตดิ ใจประเด็นค่าจา้ ง
ศาลแรงงานพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อทุ ธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเทจ็ จริงแล้ววินจิ ฉยั ว่า จำเลยยังมีงาน
ให้โจทก์ท่ีวิทยาลัย ซี และจำเลยพยายามติดต่อให้โจทก์มาปฏิบัติงานท่ีใหม่แล้ว แต่กลับเป็นฝ่ายโจทก์
ท่ีไม่ต้องการกลับไปทำงานกับจำเลยอีก ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่าย
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ที่โจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นเลิกจ้าง
แล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดลุ พนิ ิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์
ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.
๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนง่ึ ศาลอุทธรณ์คดชี ำนญั พิเศษไม่รับวินิจฉัย
สรุปยอ่ โดย นายเชิดศักดิ์ กำปัน่ ทอง ผู้อำนวยการกลุ่มงานท่ปี รกึ ษากฎหมาย นิตกิ รรมและสญั ญา
กองนติ ิการ กรมสวสั ดิการและคมุ้ ครองแรงงาน
นายเชิดศกั ดิ์ กำป่ันทอง นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ
เชิดศกั ดิ์ กำปน ทอง
ผอู ำนวยการกลมุ งานทป่ี ร�กษากฎหมาย นติ กิ รรมและสญั ญา
096-865-6547
[email protected]