The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน 01177591

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koonchaikeng, 2022-07-31 11:11:50

เอกสารประกอบการสอน 01177591

เอกสารประกอบการสอน 01177591

1

บทที่ 1

ความรู้เบ้ืองตน้ ทางการวิจัย

หลายคนอาจมีทัศนคติด้านลบเมือ่ ได้ยินคำว่า “วิจัย” เพราะสิ่งท่ีทุกคนมักนกึ ถึง
คือการดำเนินงานเชิงเอกสาร หรือการจัดในรูปแบบของโครงการที่มีความเป็นระบบซึ่ง
ย่งุ ยากซับซอ้ น ใชก้ ำลังคนมาก รวมถึงต้องมีความรใู้ นกระบวนการทำวิจัยที่เป็นแบบแผน
ส่งผลใหเ้ กดิ การถอดใจตั้งแต่แรกเรม่ิ ทั้งที่ในความเปน็ จรงิ หากทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
แล้วนั้น การวิจัยสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิตของใครหลายคนในยุค
ปัจจบุ นั ท่ีจะกลายเป็นเคร่ืองมอื อันทรงคณุ คา่ ในการดำรงชีวติ ในสภาวะสังคมท่ีช่วยทำให้
เรอื่ งทมี่ คี วามซับซ้อนให้เป็นเรือ่ งงา่ ย

ความเป็นมาของการวิจยั

การวจิ ยั มวี วิ ฒั นาการมาจากการแสวงหาความรู้หรอื การแสวงหาคำตอบเพอ่ื คน้ หา
ความจริงของสิ่งตา่ ง ๆ บนโลก ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งอดตี และพัฒนาเรือ่ ยมาในแต่ละยุคสมัย
ดว้ ยวธิ ีการทแี่ ตกตา่ งกัน โดยเป้าหมายปลายทางกเ็ พ่ืออธิบายปรากฏการณ์ หรอื แก้ปัญหา
ต่าง ๆ ภายใต้กรอบของเหตุผลและความมีมนุษยธรรมอยา่ งเป็นกระบวนการ ซึ่งอาจแบ่ง
ออกได้เป็น 2 ยุค คือ ยคุ สมัยโบราณ และยุคปัจจุบนั

1) ยุคโบราณ เป็นยุคสมัยที่มนุษย์กับความเจริญยังไม่บรรจบเข้าหากัน
ดังนน้ั มนษุ ยจ์ งึ มกั คน้ คว้าหาความรู้ ความจริงเกีย่ วกบั สง่ิ ตา่ ง ๆ รอบตัวด้วยตนเองตามวิถี
ธรรมชาติ ยังไม่มีระบบระเบียบที่ตายตัว ทำให้ความรูท้ ่ีเกิดขึ้นในยุคนั้นอาจมีทั้งข้อมลู ที่
เป็นจริงและไม่เป็นจริง โดยวิธีการที่นำมาสู่การค้นพบความรู้ในยุคนั้น มีอยู่อย่าง
หลากหลาย ทั้งนี้ณรงค์ โพธิ์พฤกษานันท์ (2556) ได้อธิบายแนวทางการได้มาซ่ึงคำตอบ
ของผู้คนในยคุ โบราณไว้อยู่ 6 วิธี ประกอบด้วย การลองผิดลองถูก (By Trial and Error)
ความบงั เอญิ (By chance) ความเช่ือที่สบื ทอดแตโ่ บราณ (Traditional Believes) จากผู้มี
อำนาจหรือผู้เชี่ยวชาญ (Authority or By Expert) จากประสบการณ์จริง (Personal
Experience) และการหาเหตผุ ล (Reasoning)

2

2) ยุคการใช้เหตุผลแบบอนมุ านหรือแบบนิรนัย ยุคนี้เริ่มเม่ืออริสโตเติล
ค้นพบวิธกี ารหาความรู้ด้วยการใช้เหตุผล โดยการระบุข้อเท็จจรงิ ทบ่ี ่งบอกลักษณะทั้งมวล
ในเรือ่ งหนึ่งเร่อื งใด (ขอ้ เท็จจริงใหญ่) และนำเหตกุ ารณเ์ ฉพาะ (ขอ้ เท็จจรงิ ยอ่ ย) มาสัมพนั ธ์
กบั ข้อเท็จจริงใหญเ่ พ่ือสร้างข้อสรปุ เกีย่ วกับปรากฏการณ์น้นั ยกตวั อยา่ งเช่น

ขอ้ เท็จจริงใหญ่ นกทุกตัวบนิ ได้

ข้อเท็จจริงย่อย อีกาบินได้

ข้อสรุป อีกาเป็นนก

อยา่ งไรกต็ ามขอ้ สรปุ ดงั กลา่ วอาจมีการอนุมานผิดพลาดไดห้ ากข้อเทจ็ จรงิ
ที่นำมาหาความสัมพันธ์นั้นเป็นเพียงบางส่วนของปรากฏการณ์ ทำให้เหตุผลยังไม่
ครอบคลุม ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้น นกกระจอกเทศ เป็นนก แต่บินไม่ได้ ฉะนั้นข้อสรุปไม่
เป็นความจริง

3) ยคุ การใชเ้ หตผุ ลแบบอุปมานหรอื อุปนยั เป็นยคุ ของฟรานซสิ เบคอนท่ี
ได้ชจี้ ุดออ่ นของการคน้ หาความรู้แบบอนุมานหรอื แบบนริ นัย ดงั นนั้ ในปี ค.ศ.1600 เขาจึง
เสนอวิธีค้นหาความรู้ด้วยการใช้เหตผลในรูปแบบท่ีต่างไปจากแนวคดิ ของอริสโตเติล โดย
การเกบ็ รวบรวมขอ้ เทจ็ จรงิ ยอ่ ยๆ จำนวนมาก แล้วนำขอ้ เท็จจริงย่อยนั้นมาพิจารณาแล้วจงึ
สรปุ เปน็ ขอ้ เท็จจริงใหญ่เพอ่ื อธบิ ายปรากฏการณ์นัน้ ๆ ยกตัวอยา่ งเชน่

ขอ้ เทจ็ จรงิ ย่อย1 นายแดงตาย

ข้อเทจ็ จรงิ ยอ่ ย2 กำนนั หมานตาย

ขอ้ เทจ็ จริงย่อย3 แมข่ องนางเขยี วตาย

ข้อเท็จจรงิ ยอ่ ย4 เดก็ ชายอดี๊ ตาย

ข้อสรุป (ข้อเทจ็ จรงิ ใหญ่) มนุษยท์ กุ คนเกิดมาแลว้ ต้องตาย

จะเห็นได้ว่าการให้เหตุผลแบบอุปมานสามารถแก้ไขจุดอ่อนของ
อรสิ โตเตลิ ได้ แต่ถึงกระนนั้ วิธกี ารนี้กย็ ังคงมีจุดอ่อน เนอ่ื งจากเป็นการคน้ หาความรู้โดยไม่มี

3

การกำหนดจดุ มุง่ หมายทแ่ี น่นอน ความรูท้ ่ีไดจ้ ึงอาจไม่สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ และหาก
รวบรวมขอ้ มลู ไดไ้ มเ่ พยี งพอ ข้อสรุปที่ไดก้ ็อาจไมถ่ ูกต้องด้วยเชน่ กนั

4) ยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาท
ตอ่ การดำเนินชีวติ ของมนษุ ยเ์ พมิ่ มากขึน้ เรม่ิ ตัง้ แตย่ ุคท่ี ชารล์ ส์ ดารว์ ิน (Charles Darwin)
เป็นคนทเ่ี สนอวธิ ีค้นหาความรู้โดยนำวธิ ใี ชเ้ หตผุ ลแบบอนมุ านและแบบอุปมานมาประกอบ
กัน เรียกว่าเป็นวิธีการอนุมาน-อุปมาน ที่จะเริ่มการคาดคะเนคำตอบหรือตั้งสมมติฐานไว้
ล่วงหน้า แล้วจึงใช้วิธีการอุปมานในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบว่าเป็นไปตามท่ี
ตั้งสมมติฐานหรือไม่ และต่อมา จอห์น ดิวอี้ ได้ปรับปรุงวิธีการนี้และพัฒนาต่อเป็น
กระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ป่ี ระกอบด้วย 1) การต้ังปัญหาทส่ี รา้ งผลกระทบต่อวิถีการ
ดำเนินชีวิต หรือข้อสงสัยที่ต้องการแสวงหาคำตอบที่ไม่เคยทราบมาก่อน 2) การ
ตั้งสมมติฐาน ที่เป็นการคาดเดาคำตอบของปัญหาหรือข้อสงสัยไวล้ ว่ งหน้าอยา่ งมีเหตุ 3)
การรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบสมมตตฐิ านที่ได้คาดการณ์ไว้ 4) การวิเคราะห์ข้อมูล เป็น
การนำข้อมูลจากการรวบรวมมาทำการวเิ คราะห์เพอ่ื อธบิ ายความหมายหรอื ปรากฏการณท์ ี่
เกดิ ข้ึนเปรียบเทยี บกบั สมมตฐิ านทีไ่ ดต้ ง้ั ไว้ และ 5) การสรุปผล คอื นำผลสรุปรวบยอดที่ได้
จากกระบวนการท้งั หมดไปสู่การสรา้ งความรู้หรือคำอธบิ ายปญั หา/ขอ้ สงสยั เพ่อื ปรับปรุง
และพัฒนาความรู้ ความเปน็ อย่ขู องมนุษย์ให้ดีขึน้

จากแนวทางการพยายามแสวงหาคำตอบของคนในท้ังสองยุคนั้น สะท้อนใหเ้ หน็
ถงึ การเป็นผใู้ ฝเ่ รยี นรูม้ ุ่งแสวงหาคำอธบิ ายความจรงิ หรือปรากฏการณใ์ นธรรมชาติ เพียงแต่
ใช้วธิ ีการที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย ตามความเช่อื และประสบการณ์ ซึง่ ลักษณะเหล่าน้ี
จดั ได้วา่ เปน็ คณุ สมบัติท่ีสำคญั อย่างยิ่งสำหรับการเป็นนักวจิ ัย

ความหมายของการวิจยั

คำวา่ “วจิ ัย” ตรงกับคำศพั ท์ภาษาอังกฤษคอื “Research” ซง่ึ เกดิ จากการผสาน
กันของคำวา่ “Re” ทีห่ มายถงึ การทำซ้ำ กบั “Search” ท่ีหมายถงึ การคน้ หา เมอื่ สองคำนี้
มาผนวกรวมกันสามารถอธิบายได้ว่า เป็นการค้นหาข้อมูลซ้ำๆ เพื่อยืนยันความรู้ที่จะ

4

เกิดข้ึนจากสง่ิ ทไี่ ด้ค้นหา แต่อย่างไรก็ตามเพ่อื ความเขา้ ใจท่ีชัดแจง้ ผู้รแู้ ละนักวิชาการได้ให้
ความหมายของคำดงั กลา่ วไว้ใน 3 มมุ มอง คือ

มุมมองแรกเป็นการมองว่าวิจัย หมายถึงศาสตร์ของการสร้างองค์ความรู้ การ
อธิบายข้อเท็จจรงิ หรือปรากฏการณ์บางอย่างรอบ ๆ ตัวที่อาจยังไม่มีการค้นพบในเรื่อง
นัน้ ๆ มากอ่ น หรืออาจจะมกี ารค้นพบขอ้ มลู เร่อื งนนั้ ๆ มาบ้างแล้ว แต่เม่ือเวลาเปล่ียนไปก็
ต้องการค้นหาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น หมู่บ้าน ก มีชาวบ้านที่มีปัญหาสุขภาพ
จำนวนมาก จึงใช้ศาสตร์ของการวิจัยในการหาสาเหตุของปญั หา ซึ่งผลการวจิ ัยเมือ่ 10 ปี
ก่อนพบว่า ชาวบา้ นในหมบู่ า้ น ก ขาดความรูเ้ รอ่ื งโภชนาการ แต่หลังจากนนั้ อีก 20 ปี ได้
ดำเนินการวิจัยอีกครั้ง แต่คราวน้ีพบว่าสาเหตุที่ชาวบ้านมีปัญหาสุขภาพนั้นเกิดจากการ
บริโภคพืชผักท่ีมีสารพษิ ตกค้าง เปน็ ตน้

มมุ มองที่สองมองวา่ วจิ ยั หมายถงึ กระบวนการเสาะแสวงหาคำตอบของส่งิ ท่สี งสยั
อย่างเป็นระบบระเบียบ มีความน่าเชอ่ื ถือ เป็นไปตามหลักการทางวทิ ยาศาสตร์ทีม่ เี หตแุ ละ
ผล โดยผลที่ได้มีความเปน็ ปรนยั มีค่าความคลาดเคลื่อนนอ้ ย ซึ่งสามารถนำไปสู่การสร้าง
องค์ความรู้ใหม่ ๆ หรือการวางแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาในสังคม ยกตัวอย่างเช่น นายดำ
ตอ้ งการทราบว่าเพราะสาเหตุใดชาวบ้านในหมูบ่ า้ น ข ถึงเป็นเบาหวาน ดงั นั้นนายดำ จึงตงั้
ขอ้ สมมติฐานวา่ ชาวบา้ นนา่ จะบริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเยอะเพราะชุมชนนปี้ ลกู
ข้าวเป็นอาชีพหลัก จากนั้นเขาจึงเริ่มรวบรวมขอ้ มูลด้วยการสังเกตพฤติกรรมการบริโภค
ของชาวบ้านจำนวน 10 คน ซ่ึงกพ็ บว่าชาวบ้านกลุ่มดังกลา่ วชอบทานข้าวขาวในปริมาณมอื้
ละมาก ๆ เพราะเน้นความอิ่มมากกว่าคุณค่าทางโภชนาการ หลังจากที่นายดำมั่นใจใน
คำตอบท่ีไดแ้ ล้ว เขาจึงวางแผนในการให้ความรกู้ บั ชาวบ้านในหม่บู ้าน ข ตอ่ ไปเพื่อหวังว่า
อนาคตชาวบ้านในหมู่บา้ นนี้จะมผี ูเ้ ป็นโรคเบาหวานลดลง เป็นต้น

มุมมองที่สามมองว่า วิจยั หมายถึงวิธกี ารทจี่ ะนำไปส่กู ารแสวงหาคำตอบในสิ่งที่ไม่
รู้ หรอื สาเหตขุ องปัญหาตา่ ง ๆ ในสงั คม ซ่งึ ในมมุ มองนจ้ี ะมคี วามแตกต่างจากมมุ มองทผี่ า่ น
มาโดยใหค้ วามสำคญั กับวธิ กี ารที่จะนำไปสกู่ ารไดค้ ำตอบมากกวา่ ลำดับข้นั ตอน ยกตวั อยา่ ง
เชน่ นายแดงต้องการทราบพฤติกรรมการบริโภคของชาวบ้านในหมู่บา้ น ค เขาจึงเลือกใช้

5

ทั้งวิธีการสังเกต และการสัมภาษณ์ชาวบ้าน เพื่อให้ได้ข้อมูลการบริโภคที่ครอบคลุมมาก
ทส่ี ดุ

อย่างไรก็ตามไม่ว่าเราจะมองว่าการวิจัยเป็นศาสตร์ กระบวนการ หรือวิธีการ ก็
ล้วนเป็นส่งิ ท่มี คี ณุ คา่ และเป็นกลไกทมี่ ีความสำคญั ต่อการสร้างองค์ความรู้ พิสูจนค์ วามจริง
ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ด้วยการใช้เหตุและผล รวมถึงสร้างการเปล่ียนแปลงให้เกิดข้นึ ใน
ศาสตร์สาขาต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เช่นเดียวกันกับศาสตร์ในการพัฒนาการศึกษานอก
ระบบและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินงานที่ใช้ความเป็น
ระบบระเบียบของการวิจัย เพื่อสร้างความเข้าใจทั้งสภาพปัญหาตา่ ง ๆ ในสังคม รวมถึง
ศึกษามุมมองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ อย่างหลากหลาย จนนำมาสู่การ
คน้ ควา้ หาคำตอบเพอื่ การพัฒนา แกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ท่มี คี วามล่มุ ลึกและชัดเจนมากย่ิงขึ้น
ตลอดจนเกิดการปรับตัวและสร้างความรู้ใหม่ที่เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่
เกิดขึน้ อย่างต่อเนอ่ื งตลอดเวลา

จดุ มงุ่ หมายของการวิจยั

การนำวิจัยไปใช้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดในชีวิตถือว่าเป็นเรื่องราวที่ดี แต่หากการ
นำไปใช้นั้นกลับไม่ทราบถึงจุดมุ่งหมายทีเ่ ปน็ สาระสำคัญของการวิจัยแล้วนั้น ก็อาจทำให้
ทิศทางของการนำไปใช้ไม่ชัดเจนเพียงพอ ดังนั้นทุกท่านจึงควรทำความเข้าใจใน
จดุ มุ่งหมายของการวจิ ัย ซงึ่ สรปุ ประเดน็ สำคัญไดด้ ังน้ี

1. เพื่อสร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์ / ปรากฏการณ์ที่กำลังศึกษาว่ามีความ
เป็นมาอย่างไร เกิดข้ึนได้อยา่ งไร มอี งค์ประกอบหรอื สงิ่ ใดบ้างทเ่ี ข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว
สามารถทำให้อธิบายเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้นได้ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการ
พยายามในการศกึ ษาความสมั พนั ธข์ องตัวแปรตา่ ง ๆ วา่ มีความเชอ่ื มโยงกนั อยา่ งไร เพอื่ ทำ
ความเข้าใจเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างการวิจัยที่มี
จุดมุ่งหมายดังกล่าว เช่น การศึกษาสาเหตุการติดโรคโควิด-19 ของกลุ่มนักศึกษานอก
ระบบโรงเรียน การศึกษาเจตคติของกลุ่มเยาวชนที่มีต่อผู้สูงอายุ การศึกษาสภาพการ
ส่งเสรมิ การเรียนรู้ทักษะการเป็นผูป้ ระกอบการเกษตรรุ่นใหม่ เปน็ ตน้

6

2. เพ่อื คาดการณ์ หรอื ทำนายเหตกุ ารณ์ / ปรากฏการณ์ทก่ี ำลงั ศึกษาวา่ จะมสี ่ิงใด
เกิดขึน้ บา้ ง และส่งิ ท่เี กิดขน้ึ นนั้ จะส่งผลกระทบต่อไปอยา่ งไรบ้าง โดยการวิจยั ลักษณะน้ีมุ่ง
ทีจ่ ะวิเคราะห์ตวั แปรต่าง ๆ ทส่ี ่งผลต่อการเกดิ เหตุการณ์หรอื ปรากฏการณ์นั้น ๆ หรืออาจ
เป็นการศึกษาข้อมูลบางอย่างเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น
การศึกษาแนวโนม้ การจัดการศึกษานอกระบบในช่วงหลงั ภาวะวกิ ฤติโควิด-19 การสำรวจ
ความต้องการในการเขา้ สอู่ าชพี สำหรับเด็กนอกระบบโรงเรียนที่กำลงั จะจบการศึกษา เป็น
ตน้

3. เพื่อควบคมุ เหตุการณห์ รอื ปรากฏการณท์ ี่กำลังศกึ ษานัน้ ให้เป็นไปในแนวทางที่
ต้องการ โดยสิ่งที่ควบคุมนั้นจะต้องสร้างประโยชน์ในเชิงบวก สามารถแก้ปัญหาที่เกดิ ขึน้
หรือป้องกันไม่ให้เกิดปญั หาข้ึนได้ หรือในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นการศึกษาเพือ่ ทราบสาเหตุท่ี
เป็นจุดอ่อนซึ่งนำไปสู่การกำหนดวิธีการในการควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขน้ึ
ยกตัวอยา่ งเช่น การควบคมุ ศตั รพู ืชดว้ ยการใช้ชวี วธิ ีของเกษตรกร การทราบสาเหตขุ องการ
ที่เด็กบนท้องถนนไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ จึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัด
การศกึ ษาทางดา้ นอาชีพที่ตอบสนองความตอ้ งการของกลุ่มเป้าหมาย เปน็ ตน้

4. เพื่อการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนสังคม ทั้งที่เป็น
อุปกรณ์ เครื่องมือ หลักสตู ร หรือสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถใช้สอยไดอ้ ย่างเป็นรูปธรรม รวมถงึ
กระบวนการ ขั้นตอนทางความคิดที่เป็นนามธรรม แต่สามารถนำไปใช้แล้วเห็นความ
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเครื่องสแกนฆ่าเชื้อแบบพกพา การ
พฒั นาจติ สำนึกการใช้พลังงานไฟฟ้าด้วยกระบวนการศึกษานอกระบบผสานแนวคิดคดิ เป็น
และการเรยี นรู้สกู่ ารเปลย่ี นแปลง เป็นต้น

จากจุดมุง่ หมายของการวิจัยท่ีกล่าวมาข้างต้นจะเหน็ ไดว้ ่าเป้าหมายในการทำวิจัย
น้นั มีขอบเขตทกี่ ว้าง ซง่ึ มีความเกยี่ วข้องท้งั ในมมุ ของการสรา้ ง รวบรวม และขับเคลอ่ื นองค์
ความรใู้ นศาสตร์ตา่ ง ๆ ใหม้ คี วามเป็นพลวตั อยูต่ ลอดเวลา สามารถคาดการณแ์ นวโน้มของ
สถานการณ์บางอย่างนำมาสู่การควบคุมองค์ประกอบหรือปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้สามารถ
รับมือหรือแกไ้ ขปัญหาท่อี าจสร้างผลกระทบในอนาคตนน้ั ได้ ตลอดจนผลักดนั ให้นำความรู้
เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนา และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งต่อระดับบุคคล

7

กลุ่ม องค์กร หน่วยงาน และประเทศชาติ จึงมีความสำคัญที่การวิจัยควรเปน็ เครือ่ งมือท่ี
สำคญั ของคนทุกคนในสงั คมปัจจุบนั

ประเภทของการวจิ ยั

การจำแนกประเภทการวิจัยน้ันเป็นการแบ่งกลุ่มบนพื้นฐานความเชื่อของนกั วิจยั
แตล่ ะคน นัน่ หมายความว่า นกั วิจยั กจ็ ะมีการกำหนดเกณฑ์ทใี่ ช้ในการจำแนกแตกต่างกัน
ออกไป ซ่งึ สรุปใหพ้ อเขา้ ใจโดยสงั เขปได้ดังน้ี

1. การจำแนกตามจดุ มุ่งหมายของการวจิ ัยท่ีใหค้ วามสำคัญกับผลลัพธป์ ลายทางที่
จะเกดิ ขึ้น สามารถแบ่งประเภทการวิจยั ได้ 3 ประเภท ประกอบด้วย

1.1 การวิจัยพื้นฐาน หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Fundamental or Pure
Research) ที่เป็นการดำเนนิ การศึกษาเพื่อสร้าง พัฒนาทฤษฎีหรือองค์ความร้ทู ีจ่ ะเป็นฐาน
สำคัญในการนำไปใช้ประโยชน์ ซ่ึงการวิจัยนจ้ี ะไมค่ ำนงึ ถงึ การนำประโยชน์ไปใช้

1.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยที่เน้นการ
พัฒนากระบวนการ ผลผลิต หรือเป็นการทดสอบทฤษฎี หลักการ แนวคิดต่าง ๆ ซ่ึง
ผลการวิจยั นนั้ สะทอ้ นใหเ้ ห็นความสามารถในการนำไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นตา่ ง ๆ ได้

1.3 การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งสร้าง
แผนที่จะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหา หรือปรับปรุงการดำเนินงานอย่างทันทีทันใด
ภายในหน่วยงาน องค์กร หรือชุมชน โดยไม่ได้มุ่งที่จะนำผลที่เกิดขึ้นไปใช้ในกรณีทั่วไป
เหมือนการวิจยั ประยกุ ต์

2. การจำแนกตามระเบียบวธิ ีการวิจยั ซึ่งดูทีแ่ บบแผนของวิธีการที่ใช้ในการวิจยั
เปน็ หลัก ซ่ึงสามารถแบ่งประเภทการวิจัยได้ 3 ประเภท ประกอบดว้ ย

2.1 การวจิ ัยเชงิ ประวตั ิศาสตร์ (Historical Research) ทีเ่ นน้ การรวบรวม
สอบสวน วเิ คราะห์และตีความจากปรากฏการณห์ รอื เหตกุ ารณ์ท่ผี ่านมาแลว้ เพื่อแสวงหา
ข้อคน้ พบต่าง ๆ เพ่ือทำความเข้าใจเร่ืองราวของสิ่งน้ันในอดตี

8

2.2 การวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) หรือบางครั้งอาจ
เรยี กวา่ การวจิ ยั เชิงบรรยาย เปน็ การศกึ ษาท่มี ุง่ อธิบายลกั ษณะ เงือ่ นไข ปัจจยั สภาพท่ีเป็น
จริงในปัจจุบันเป็นหลัก โดยมักจะเห็นถึงการเปรียบเทียบความเหมือนหรือความต่าง
ระหว่างตัวแปรทมี่ ีความสนใจ ซงึ่ การวจิ ยั เชงิ พรรณนาน้ี บางตำรายังแบ่งยอ่ ยเปน็ การวิจัย
ประเภทต่าง ๆ ได้อกี อาทิ การวิจยั เชงิ สำรวจ (Survey Research) ทมี่ ุ่งรวบรวมขอ้ มลู เพอื่
มาบรรยายปรากฏการณ์บางอย่างในสังคม การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlation
Research) ที่มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร การวิจัยเชิงเปรียบเทียบสาเหตุ
(Expost-facto Research) เป็นการสืบสาวย้อนกลับไปหาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลการวิจัย
การวิจัยเชิงพัฒนาการ (Developmental Research) เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงในข้อมูล
พฒั นาการของบุคคล สตั ว์ พชื หรอื หน่วยงานต่าง ๆ ท้ังในระยะสน้ั และระยะยาว เป็นต้น

2.3 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) เป็นการวิจัยที่มุ่ง
ศกึ ษาความเป็นเหตุเป็นผลระหว่างกนั ของตวั แปรภายใต้สภาพท่ผี ้วู ิจยั ได้จัดกระทำขึ้น โดย
การวิจัยเชงิ ทดลองนนั้ สามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเภทตามความรดั กมุ ของการควบคุมตัว
แปร ไดแ้ ก่ การวจิ ยั ก่งึ ทดลอง (Quasi-experimental Research) ท่ีการศึกษาไม่สามารถ
ควบคุมตัวแปรได้อย่างเข้มงวดรัดกุมตามต้องการ และ การวิจัยเชิงทดลองแท้ ( True
Experimental Research) ที่ผู้วิจัยสามารควบคุมตัวแปรได้อยา่ งสมบูรณ์ตามต้องการมกั
เกิดในหอ้ งปฏบิ ัตกิ าร

3. การจำแนกตามเวลาทใี่ ชใ้ นการวิจัย แบ่งเป็น 2 ประเภทโดยใช้เงอื่ นไขของเงอื่ น
เวลาเปน็ ตวั แบง่ ได้แก่

3.1 การวิจัยแบบตดั ขวาง (Cross-sectional Research) เป็นการวิจัยที่
ผู้วิจัยใชเ้ วลาส้ัน ๆ ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล อาจมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพียงครั้งเดียว
หรือหลายครั้งแต่มีระยะเวลาที่ไม่ห่างกันนัก ข้อมูลที่รวบรวมจะแสดงรายละเอียด ณ
ชว่ งเวลาทผี่ ู้วจิ ัยรวบรวมขอ้ มลู เทา่ นนั้

3.2 การวิจัยระยะยาว (Longitudinal Research) เป็นการวิจัยที่ผู้วิจัย
ทำการติดตามเร่ืองใดเรือ่ งหนึ่งเป็นช่วงระยะเวลายาวนานหลายปี จนสามารถสรปุ ข้อมูลได้

9

ตามเป้าหมายของการวจิ ัย ซ่งึ ขอ้ มลู อาจแสดงให้เห็นถึงความเปล่ยี นแปลงไปตามระยะเวลา
ทำให้สามารถเกิดการเปรียบเทียบขอ้ มลู อย่างลกึ ซงึ้ ได้

4. การจำแนกตามลกั ษณะการวิเคราะหข์ ้อมูล ซ่ึงสามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภท
ได้แก่

4.1 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการใช้ข้อมูลเชงิ
คุณลักษณะ ทไ่ี ม่ไดใ้ ช้คณิตศาสตร์หรอื สถิตเิ ข้ามาชว่ ยในการวเิ คราะห์ การเกบ็ รวบรวมมัก
ทำโดยการสงั เกต การสัมภาษณ์ การบนั ทึก เปน็ ต้น

4.2 การวจิ ยั เชงิ ปริมาณ ( Quantitative Research) เป็นการวจิ ัยทมี่ ีการ
ใช้ข้อมูลทางคณิตศาสตร์ และสถิติเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการ
วเิ คราะหข์ อ้ มูล

5. การจำแนกตามลักษณะวชิ าหรอื ศาสตร์ ซงึ่ จำแนกได้เป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่

5.1 การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (Scientific research) ซึ่งอาจแบ่งตาม
สาขาออกเป็น สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและ
เภสัช สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอตุ สาหกรรมวิจัย เป็น
ตน้

5.2 การวจิ ยั ทางสังคมศาสตร์ (Social research) สามารถแบง่ เปน็ สาขา
ย่อยได้อีกหลากหลาย อาทิ สาขาปรัชญา สาขารัฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขา
วทิ ยาศาสตร์สงั คม สาขานติ ิศาสตร์ เปน็ ตน้

ที่กล่าวมาข้างต้นเปน็ เพียงส่วนหนึ่งของการจำแนกประเภทการวจิ ัยตามเกณฑ์ที่
มักพบในการวิจัย ยังมีนักวิชาการอีกมากที่ไดพ้ ยายามจำแนกประเภทการวจิ ัยในลกั ษณะ
ต่าง ๆ ที่หลากหลาย แต่อย่างไรก็ดี การเข้าใจถึงการแบ่งประเภทในการวิจัยจะช่วยให้
ผู้วจิ ัยได้มองจุดเนน้ ในการศึกษาวจิ ยั ของตนเองได้ชัดเจนขึน้ ซึง่ จะทำใหก้ ารดำเนินการวิจยั
สามารถออกแบบไดอ้ ยา่ งเป็นขนั้ เปน็ ตอน มคี วามเปน็ ระบบระเบยี บ เพือ่ ใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย
ของการวิจัยนั้น

10

หลกั การสำคญั ของการวจิ ัย

การดำเนินการวิจยั ท่ีจะทำใหผ้ ลของการดำเนนิ งานมคี วามนา่ เชื่อถือน้ัน จำเป็นที่
จะต้องมีหลักการรองรับ มีความเป็นเหตุเป็นผล ไม่เลื่อนลอยเพียงเพราะผู้วิจัยเชื่อตาม
ความคิดของตนเองเป็นหลัก ทั้งนี้หลกั การสำคัญที่ควรตระหนึกถึงในการดำเนินการวิจัย
ประกอบด้วย

1. ต้องมีแบบแผนทีช่ ัดเจน หมายถึง การดำเนินการวิจัยต้องมีการวางแผนอยา่ ง
เป็นขั้นเป็นตอนในทุกขั้นตอน เริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกปัญหาที่จะนำวิจัย การกำหนด
ปัญหา การวางแผนการทำวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ไปจนกระทั่งถึงการเขียน
รายงานการวิจัย ซึ่งการมีแผนที่ชัดเจนจะทำให้ผู้วิจัยสามารถจัดเรียงลำดับการทำงาน
รวมถงึ ตรวจสอบการดำเนินงานของตนเองได้ตลอดเวลา

2. ต้องมคี วามชัดเจน หมายถึง ในการวางแผนหรือการดำเนนิ งานผูว้ ิจัยจะตอ้ งมี
ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องที่จะปฏิบัติ สามารถอธิบายความเป็นเหตุเป็นผลในทุก
ข้นั ตอนของการดำเนนิ งานด้วยความรอบคอบ และมีขอ้ มูลทีส่ ามารถนำมาอธบิ ายประกอบ
ความเช่อื ของตนเองได้อยา่ งกระจ่างชดั

3. ต้องอยู่บนฐานความถูกต้อง หมายถึง การวางแผน การออกแบบ หรือการ
ดำเนินงานในทุกขั้นตอนของการวิจัยควรอยู่บนกรอบความเชื่อที่ถูกต้องตามหลักการ
แนวคิด หรือทฤษฎี ที่ไม่ใช่เกิดจากกรอบความเชื่อที่ไม่มีที่มาที่ไปหรือไม่มีข้อมูลทาง
วิชาการสนับสนุน

4. ต้องมีประโยชน์และคุณค่า หมายถึง งานวิจัยที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้นจะต้องเกิด
ประโยชน์หรือสร้างคุณค่าในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งไม่ว่าจะในระดับบุคคล กลุ่ม หน่วยงาน
หรอื สังคม และไมส่ รา้ งผลกระทบให้ผู้อ่ืนตอ้ งไดร้ บั ความเดือดรอ้ นจากกระบวนการวิจัยที่
เกดิ ขึ้นดว้ ย

5. ต้องมคี วามสมบรู ณข์ องการดำเนินงาน หมายถึง การวจิ ยั ทมี่ ีคุณภาพนั้นต้องมี
ขั้นตอนของการออกแบบที่สมบูรณ์ การดำเนินงานที่ครบถ้วนตามแผนที่ได้กำหนดไว้
รวมถึงคำตอบที่ได้ก็จะต้องสามารถตอบคำถามหรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนด ด้วย

11

เช่นกัน และควรที่จะประมวลความรู้ที่ได้ออกมาในรูปแบบรูปเล่มรายงานการวิจัย หรือ
บทความการวิจยั ก็จะทำให้กระบวนการดำเนินงานมคี วามสมบูรณค์ รบถว้ นมากย่งิ ข้ึน

6. ต้องคำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณของการวิจัย หมายถึง ผู้วิจัยต้อง
คำนึงถงึ ศักดศ์ิ รี สิทธิ ความเป็นสว่ นตัวของกลุ่มเปา้ หมาย รวมถึงการปฏบิ ัติตนในระหว่าง
การดำเนินการวิจัยที่จะต้องยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม อาทิ ความซื่อสัตย์ ความตรงต่อ
เวลา ความรับผิดชอบ ความเคารพความคิดเห็น ฯลฯ มาเป็นพื้นฐานของการดำเนินงาน
วจิ ยั

การที่นักวิจัยยึดถือนำหลักการที่สำคัญดังกล่าวทั้ง 6 ประการไปใช้ในการ
ดำเนินการวิจัย จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัตินั้นเกิดคุณค่า รวมถึงจะทำให้สังคม
ไดร้ ับงานวจิ ยั ทมี่ คี ุณภาพทส่ี ามารถเอาไปใช้ประโยชน์ในทางการปฏบิ ัติไดอ้ ย่างแท้จริง

กระบวนการในการศกึ ษาวิจยั

กระบวนการในการศกึ ษาวิจยั หมายถึง ขนั้ ตอนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบของ
นักวิจัยในการศึกษาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์หรือจดุ มุ่งหมาย โดย
ขน้ั ตอนทส่ี ำคญั ในการศึกษาวจิ ัย มรี ายละเอียดดงั ต่อไปน้ี

1. การกำหนดปญั หาการวจิ ัย

จดุ เร่มิ ต้นที่สำคญั ของการทำวิจัยคือการกำหนดปัญหาการวิจัย ซึ่งปัญหาการวิจัย
นนั้ เป็นสงิ่ ท่ผี ้วู ิจยั ตงั้ ข้อสงสยั และต้องการแสวงหาคำตอบโดยใช้กระบวนการค้นคว้าอย่าง
เป็นระบบและมีหลักการ ทั้งนี้พบว่าผู้วิจัยมักมีความสับสนระหว่างปัญหาโดยทั่วไปและ
ปัญหาของการวิจัยจนอาจทำให้เกิดความผดิ พลาดในการต้ังสมมติฐานหรือคำถามสำหรับ
การวิจัยได้ และการกำหนดปัญหาการวิจัยนี้ยังมีความเชื่อมโยงไปสู่การกำหนด
วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั และขอบเขตของการศกึ ษาวิจัยดว้ ย

2. การทบทวนวรรณกรรมและพัฒนากรอบแนวคดิ ของการวจิ ยั

ภายหลังที่ผู้วิจยั มองเห็นปัญหาของการวิจยั ที่ตนเองสนใจชัดเจนแล้ว ย่อมต้องมี
การทบทวนวรรณกรรมผา่ นการตรวจเอกสารงานวจิ ยั ต่าง ๆ เพ่ิมเติมอย่างลกึ ซง้ึ และกว้าง

12

ขว้างเพื่อรวบรวบขอ้ มลู และพยายามประมวลประเด็นปญั หาหรือตัวแปรตา่ ง ๆ ให้มีความ
คมชัดมากข้นึ ซงึ่ การทีผ่ วู้ ิจยั สามารถทบทวนวรรณกรรมไดช้ ดั เจนมากเท่าไหร่ ก็จะนำไปสู่
การพัฒนากรอบแนวคิดของการวิจัยที่แสดงให้เหน็ ความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรได้อย่าง
ถอ่ งแท้มากขึน้

3. การออกแบบการวิจยั

เป็นข้ันตอนท่ีมีความสำคัญทีอ่ ย่างนอ้ ยผู้วจิ ัยจะต้องสามารถดำเนินการออกแบบ
การวิจยั ใน 3 ส่วน ทีป่ ระกอบด้วย

3.1 การออกแบบการสมุ่ ตัวอย่าง (Sampling Design) เป็นการออกแบบ
สมุ่ ตัวอย่างที่เปน็ ตัวแทนประชากร โดยเลือกวิธกี ารสุ่มท่เี หมาะสม และมขี นาดท่ีเหมาะสม

3.2 การออกแบบการวัดตัวแปร (Measurement Design) เป็นการ
ออกแบบการใช้เครือ่ งมือประเภทตา่ งๆ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เหมาะสมกับลักษณะ
ของตัวแปรที่ต้องการศึกษา โดยควรต้องมีการตรวจสอบเครื่องมือให้มีคุณภาพและเกิด
ความน่าเช่อื ถอื

3.3 การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis Design) เป็นการ
ออกแบบการใชว้ ิธีการวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถติ ิในการวิเคราะหข์ อ้ มลู ให้เหมาะสมกับปญั หา
การวจิ ยั

4. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู

เป็นขั้นตอนท่ีผ้วู ิจยั นำข้อมลู ทไี่ ดจ้ ากการเก็บรวบรวมข้อมลู มาประมวลผล โดยใช้
สถิตติ ามทอี่ อกแบบไว้ รวมทัง้ มีการสรปุ ผลการวจิ ัยตามข้อมูลท่วี เิ คราะหไ์ ด้

5. การเขียนรายงานการวจิ ยั

เป็นขั้นตอนสุดทา้ ยท่ผี ู้วจิ ยั ตอ้ งดำเนินการ โดยเป็นการนำรายละเอยี ดของการวจิ ยั
ทกุ ส่วนมาประมวลผลเปน็ รายงานการวจิ ยั นำเสนอตามรปู แบบการเขยี นรายงานการวิจยั

13

ในการทำวิจัยนั้น “กระบวนการในการศึกษาวิจัย” เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ หาก
สามารถทำความเข้าใจในแต่ละขั้นตอนอยา่ งถ่องแท้ จะนำไปสู่การปฏบิ ตั ทิ ่ีถกู ตอ้ ง และทำ
ให้คำตอบที่ได้จากการวิจัยที่เกิดขึ้นนั้นมีความน่าเชื่อถือตามหลักการมากยิ่งขึ้น โดย
รายละเอียดในแตล่ ะข้นั ตอนนั้นจะมีการอธบิ ายอย่างลึกซึ้งและยกตัวอย่างประกอบให้เห็น
เป็นรูปธรรมในบทเรยี นตอ่ ๆ ไป

14

บทที่ 2

การกำหนดปัญหา และวัตถุประสงค์การวิจยั

ปัญหาการวิจัยจัดเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญในการดำเนินการวิจัย
เพราะเป็นส่ิงที่จะช่วยผู้วิจัยให้สามารถนำไปกำหนดหัวข้อของการวจิ ยั ได้อย่างเหมาะสม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาสังคมก็ควรเริ่มต้นจากการมองสภาพ
ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นฐานนำมาสู่การกำหนดเป็นปัญหาการวิจัยเพื่อหาแนวทางใน
การดำเนินงานอย่างเป็นระบบต่อไป จึงอาจกล่าวได้ว่าปัญหาการวิจัยนี้จัดเป็นขั้นตอน
เริ่มต้นที่จะต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง ทั้งนี้มักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่าง
ปัญหาการวิจยั กับปัญหาโดยทัว่ ไปที่นำมาสู่การกำหนดประเด็นในการวิจัย ซึ่งในบทน้จี ะ
นำเสนอเน้ือหาสาระเพือ่ สนับสนนุ ให้ผอู้ ่านได้เกิดความเขา้ ใจมากย่ิงขึน้

ความหมายของปญั หาการวิจัยและการกำหนดปัญหาการวิจัย

ถ้าเรานำคำว่า “ปัญหาการวิจัย” ออกมาแยกเป็น 2 คำ จะได้คำว่า (1) ปัญหา
และ การวจิ ัย ซง่ึ คำว่าปญั หานัน้ หมายถงึ ขอ้ สงสยั หรอื ความใครรู้จากส่งิ ที่เกิดขึ้นซ่ึงอาจ
เป็นไปตามคาดหวัง หรือไม่เป็นไปตามความคาดหวังก็ได้ และ (2) คำว่าวิจัย ซึ่งหมายถึง
การแสวงหาหรือดำเนินการอย่างเปน็ ระบบเพ่ือให้ได้มาซึ่งความรู้ หรือความจริง เมื่อสอง
คำนี้มาประกอบรวมกัน จึงสามารถสรปุ ความหมายใหม่ขึน้ ไดว้ ่า เป็นสภาพที่ผู้วิจยั สงั เกต
หรือศึกษาพบว่า (1) อาจไม่เป็นไปตามความคาดหวัง จึงเกิดความสงสัยและมีมุมมองว่า
ควรไดร้ บั การเตมิ เต็มหรอื พฒั นาบางสงิ่ บางอย่างอย่างเปน็ ระบบระเบยี บทีม่ ีความนา่ เช่อื ถอื
ซึง่ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อการศึกษานน้ั หรือ (2) สภาพท่ีเกดิ ข้นึ ไม่ไดแ้ ตกต่างจากความ
คาดหวัง แต่สงสัยใคร่รู้ถึงเหตุผลและข้อมูลที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นัน้ โดยปัญหา
ของการวจิ ยั ท่ผี ู้วิจัยสนใจ มกั จะถูกนำไปต้ังเป็นคำถามในการวจิ ยั เพอ่ื หาคำตอบ สำหรับใน
การกำหนดปัญหาการวิจัยให้ชัดเจนนั้น นักวิจัยสามารถที่จะวางแผนการเขียนโดยระบุ
ส่วนประกอบสำคญั ของเน้ือหาใหค้ รอบคลุม 3 สว่ น ประกอบดว้ ย

15

1. การระบุประเด็นหลักที่ต้องการศึกษาควรจะต้องมีความชัดเจน ซึ่งได้แก่ ตัว
แปรที่ผวู้ ิจยั สนใจจะทำการศึกษา เช่น ความยากจน การบริหารจดั การชมุ ชน คณุ ลักษณะ
การเป็นผ้เู รียนรู้ตลอดชวี ิต ฯลฯ

2. การระบุกลมุ่ เปา้ หมายทผี่ วู้ จิ ยั สนใจจะทำการศึกษา ซึ่งอาจระบุเปน็ อาชีพ ชว่ ง
วยั เพศ ระดบั อยา่ งใดอย่างหน่งึ ก็ได้ หรือมากกวา่ หน่งึ ก็ได้ เช่น กลุ่มเกษตรกรสงู อายุ กลุม่
นักศกึ ษาในมหาวทิ ยาลยั เอกชน กล่มุ แรงงานสตรี ฯลฯ

3. การระบุรายละเอียดของประเด็นหลักที่มีความสงสัย ต้องการรู้คำตอบ ซึ่ง
รายละเอยี ดน้ีจะตอ้ งมีการกำหนดขอบเขตที่แคบและชดั เจน

ตัวอย่างการเขียนปญั หาการวิจยั ท่ีเช่ือมต่อไปสูก่ ารเขยี นคำถามการวจิ ยั ดังน้ี

ระบุประเด็นหลัก ความยากจน
ระบุกลมุ่ เปา้ หมาย เกษตรกรวยั สงู อายุในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
ระบรุ ายละเอียดของประเดน็ - ปจั จยั ทีม่ ผี ลต่อความยากจน
หลักทส่ี งสัย - กระบวนการสง่ เสรมิ การเรียนรเู้ พื่อแกไ้ ขปญั หา
ปญั หาการวจิ ัย ความยากจน
- ปัจจยั ทมี่ ผี ลตอ่ ความยากจนของเกษตรกรวัย
เขียนคำถามการวิจยั สงู อายุในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
- กระบวนการส่งเสริมการเรียนรเู้ พื่อแกไ้ ขปญั หา
ความยากจนเกษตรกรวยั สูงอายุในภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ
- ปจั จยั ใดบา้ งท่ีมผี ลต่อความยากจนของ
เกษตรกรวัยสงู อายุในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
- กระบวนการส่งเสริมการเรียนรเู้ พื่อแก้ไขปญั หา
ความยากจนเกษตรกรวยั สูงอายุในภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มีขั้นตอนอย่างไร

16

จากตัวอยา่ งดังกลา่ วข้างตน้ จะเห็นไดว้ า่ ประเดน็ หลกั ท่ีสนใจ สามารถนำมาสู่การ
กำหนดปญั หาการวิจัยไดห้ ลายข้อ ทัง้ นี้สงิ่ ท่ผี ู้วจิ ัยควรตระหนักไว้เสมอในการกำหนดปญั หา
การวิจัย ได้แก่ ปัญหาการวิจัยจะมีความชัดเจนก็ต่อเมื่อผู้วิจัยเองได้มีการทบทวน
วรรณกรรม (Review Literature) อยา่ งละเอยี ดถ่ถี ว้ น ซ่งึ การทบทวนวรรณกรรมนัน้ จะทำ
ให้ผูว้ ิจัยได้เข้าใจขอ้ มูล เห็นคำอธบิ ายบางอย่างเกี่ยวกบั ปัญหาที่สงสยั อยกู่ อ่ นหนา้ หรอื เหน็
ตวั แปรตา่ ง ๆ ทีเ่ กยี่ วข้องท่ีสามารถนำไปสู่การคน้ ควา้ สืบเสาะ ตรวจสอบไปจนกระทง่ั เจอ
สงิ่ ที่อาจเปน็ สาเหตุของปญั หาท่ผี ้วู ิจัยสามารถนำไปกำหนดเปน็ ปญั หาของการวจิ ัยได้

ภาพต่อไปนีแ้ สดงแนวทางการกำหนดปัญหาการวจิ ยั ซึง่ สรปุ ได้วา่ ผู้วิจัยสามารถ
หยิบยกสิ่งที่เป็นปัญหาซึ่งเป็นความสงสัยท่ีได้จากการสงั เกต ศึกษา หรือมีที่มาจากแหลง่
ต่าง ๆ (จะกล่าวรายละเอียดในหัวข้อต่อไป) นำมาศึกษาทบทวนวรรณกรรม เพื่อผ่าน
กระบวนการวิเคราะห์รายละเอยี ดและนำไปสู่การกำหนดปัญหาการวจิ ยั และตง้ั คำถามการ
วิจยั ตอ่ ไป

ภาพท่ี 1 การกำหนดปัญหาการวจิ ัย

ความคาดหวัง / ส่ิงทค่ี วรจะเปน็ สังเกต / ศึกษา

ปญั หา

สภาพความเปน็ จรงิ ท่ีเกิดขนึ้

ทบทวนวรรณกรรม/
วิเคราะห์รายละเอียด
สืบค้น ตรวจสอบ

ปญั หาการวจิ ัย /
คำถามการวจิ ยั

17

แหล่งทีม่ าของปัญหาการวิจัย

หลังจากท่ีผู้อ่านได้เข้าใจถึงปัญหาการวิจัยแล้ว ก็น่าจะคาดเดาไดว้ ่าการกำหนด
ปัญหาการวิจัยได้ย่อมมีที่มาจากแหล่งที่หลากหลาย ซึ่งสามารถสรุปแหล่งสำคัญได้
ดงั ต่อไปน้ี

1. ประเด็นปญั หาทางสงั คม

ปัญหาการวจิ ยั อาจเรม่ิ ต้นได้จากปัญหาที่เป็นประเดน็ ทางสงั คมซงึ่ คนส่วนใหญ่ให้
ความสนใจ และมองวา่ เป็นเร่ืองสำคัญท่ีสรา้ งผลกระทบ มีความจำเป็นที่จะต้องหาแนวทาง
เพื่อการแก้ไขปญั หาดงั กล่าว อาทิ ภาวะการตกงานของแรงงานจากสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคโควิด-19 จำนวนท่ีเพิม่ ขน้ึ ของเด็กเรร่ ่อนบนท้องถนนในสงั คมเมอื ง ความไม่
เทา่ เทยี มในการได้รับการศกึ ษาของเด็กชายขอบ เปน็ ต้น

2. การทบทวนวรรณกรรม

เป็นการสำรวจข้อมูลจากวรรณกรรมที่เป็นองค์ความรู้หรือ จากข้อมูลที่มีการ
รวบรวมอย่างเป็นระบบที่ผ่านมา ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของ วารสาร รายงานการวิจัย
หนังสือ ตำรา ฐานข้อมูล หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Books) ฯลฯ โดยลักษณะของการ
ทบทวนวรรณกรรมที่จะทำให้ผู้วิจัยเห็นแง่มุมที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาการวิจัย
ประกอบดว้ ย

(2.1) การรับรู้ปัญหาต่าง ๆ ที่วรรณกรรมแต่ละเล่มได้กล่าวถึงเอาไว้
โดยตรง อาทิ ปัญหาความยากจน ปัญหาด้านการจัดการศึกษา ปัญหาความไม่เทา่ เทียม
และเสมอภาคในการเข้าถึงแหล่งเรยี นรู้ เป็นต้น ซึ่งผู้วิจัยสามารถหยิบปญั หาดังกล่าวไป
ศึกษาค้นคว้าตอ่ เพอ่ื กำหนดปัญหาการวจิ ยั ต่อไปได้

(2.2) การทบทวนแนวคดิ หรือทฤษฎีท่ีผูว้ จิ ยั เชอ่ื ว่าตวั แปรตา่ ง ๆ สามารถ
นำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หรอื นำมาแก้ไขปญั หาตา่ ง ๆ ในสงั คมได้ อาทิ การนำ
แนวคิดการเรียนรู้เพือ่ การเปลีย่ นแปลงมาเป็นฐานคิดของการแกไ้ ขปัญหาจิตสำนกึ การใช้
พลงั งานไฟฟา้ การใช้ทฤษฎีการมสี ่วนร่วมเพ่อื แกไ้ ขปญั หาการจดั การขยะในชุมชน เป็นต้น

18

(2.3) การศึกษาจากผลการวิจัยในประเด็นท่ีผู้วิจัยให้ความสนใจ โดย
ผู้วิจัยสามารถนำผลเหล่าน้ันมาวิเคราะห์เพื่อหาช่องว่าง (GAP) ท่ีสะท้อนว่ายังมีช่องโหว่
ขาดความชัดเจน ไมส่ ามารถแก้ไขปญั หานั้นได้แบบเบด็ เสรจ็ หรือนำผลบางอย่างไปตอ่ ยอด
การวิจยั ยกตวั อยา่ งเช่น ผ้วู จิ ยั สนใจเร่อื งการรูเ้ ท่าทนั ส่อื ในผูส้ งู อายุ ซึ่งมีผลการวิจัยหลาย
เล่มที่รายงานว่า การวิเคราะห์และประเมินสือ่ เป็นด้านที่ผู้สูงอายุมปี ัญหามากท่ีสุด ทั้งนี้
ผวู้ ิจยั สามารถนำประเดน็ การวเิ คราะห์และประเมินสื่อ ไปใช้กำหนดปัญหาการวจิ ยั ต่อไปได้
เป็นต้น

(2.4) การนำข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยของผู้อื่นที่ทำไว้แล้วก่อนหนา้
มากำหนดเปน็ ปัญหาการวิจัยเพือ่ ศึกษาต่อยอดในสง่ิ ท่ผี ู้วิจัยได้เสนอเอาไว้ในอนาคต

3. การสอบถามจากผเู้ ช่ียวชาญหรอื ผ้รู ู้ในแต่ละศาสตร์

ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้คือผู้ท่ีเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์โดยตรงในศาสตร์น้ัน ทั้ง
จากการปฏิบัติงาน การดำเนินการวิจัย การเป็นที่ปรึกษา ซึ่งอยู่ในบทบาทเหล่านั้นเปน็
เวลานาน ดงั นน้ั บุคคลเหลา่ นจี้ ึงเป็นผู้ท่ีสามารถมองเหน็ ประเดน็ ปัญหาในแขนงเหลา่ นน้ั ได้
ชัดเจน สามารถบอกหรือให้คำแนะนำได้ว่าปัญหาที่ควรนำไปต่อยอดหรือกำหนดปัญหา
การวิจยั มอี ะไรบา้ ง ซึ่งจะเปน็ ประโยชนต์ ่อสาขาวชิ าหรอื ศาสตร์นนั้ ๆ อยา่ งยิง่

4. ประสบการณ์หรือการสงั เกตของผู้วจิ ยั

ผู้วจิ ัยสามารถเปน็ คนทกี่ ำหนดปัญหาการวจิ ยั ได้จากประสบการณ์หรือการสังเกต
(Observation) ของตนเองโดยตรง ซึ่งเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยปรากฏการณ์บางอย่าง
รอบตัวที่ต้องการจะค้นหาคำตอบ อาทิ ผู้วิจัยสังเกตเห็นความขัดแย้งของเยาวชนใน
หมู่บ้านกับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในเรื่องต่าง ๆ หรือการสังเกตเห็นพฤติกรรมการติดเกม
ออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในสังคม โดยผู้วิจยั สามารถนำประเด็นที่ได้จากการสงั เกตนี้
ไปสู่การกำหนดปัญหาการวจิ ัยเพ่ือแสวงหาคำตอบอนั จะเปน็ ประโยชน์แก่สังคมต่อไป

19

5. เป้าหมายของหน่วยงานทเ่ี ป็นแหล่งทุนต่าง ๆ

หลายครั้งที่ผู้วิจัยมองหาทุนสำหรับการวิจัย ซึ่งหน่วยงานที่ให้ทุนไม่ว่าจะเป็น
ภายในประเทศหรือต่างประเทศก็ย่อมมีขอบเขตท่ตี ้องการศึกษาวิจัยซึ่งเปดิ โอกาสให้ผู้วิจัย
ทสี่ นใจได้จดั ทำข้อเสนอโครงการวิจยั เพ่ือนำมาพจิ ารณาคัดเลอื ก ดงั นัน้ รายละเอียดที่แหลง่
ทนุ ไดร้ ะบนุ ั้นย่อมเป็นโจทยว์ ิจัยชั้นดซี ่ึงผวู้ ิจัยจะต้องทำการศกึ ษาใหถ้ ถ่ี ว้ นเพือ่ นำไปกำหนด
ปัญหาการวิจยั และตอ่ ยอดพฒั นาขอ้ เสนอต่อไป

6. ความต้องการขององค์กรหรอื หน่วยงาน

บางครั้งองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐหรือเอกชนมีความต้องการที่จะ
แก้ปัญหา หาคำตอบหรือสรา้ งองค์ความร้อู ะไรบางอย่าง จงึ มกั ใช้การวิจยั เป็นกระบวนการ
ในการดำเนินงาน โดยองค์กรหรือหน่วยงานอาจกำหนดกรอบแนวทางการวิจัยไว้อยู่แลว้
หรือที่เรียกกันว่า Term of Reference: TOR ซึ่งจะมีวตั ถุประสงค์ตา่ ง ๆ ไว้อย่างชัดเจน
เชน่ ความต้องการในการตดิ ตามและประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษาเพอื่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต
ในประเทศไทย ความตอ้ งการปรบั ปรงุ ระบบการทำงานในองคก์ รใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพ เป็นตน้
ดังนั้นผู้วิจัยสามารถนำความต้องการดังกล่าวไปกำหนดปัญหาการวิจัยเพื่อวางแนวทาง
สำหรบั การแสวงหาคำตอบตอ่ ไป

แหล่งท่มี าของปัญหาการวจิ ยั ข้างต้น เป็นแหล่งหลกั ๆ ซง่ึ มักพบมากในการทำวจิ ยั
เพื่อเป้าหมายการพัฒนาสังคมของประเทศไทย และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้วิจัยควรทราบก็คือ
ปัญหาของการวิจัยไม่ได้จำเป็นท่ีจะต้องได้จากเพียงข้อมูลแหล่งเดยี วเท่านั้น แต่สามารถ
เกิดข้ึนจากแหล่งขอ้ มูลทีห่ ลากหลาย เพื่อให้ปญั หาการวิจยั มีความคมชดั มากยิง่ ขนึ้ และจะ
นำไปสู่การกำหนดประเดน็ ปญั หาการวจิ ัยทชี่ ัดเจนและนา่ เช่อื ถอื มากยิ่งขึน้ ดว้ ยเชน่ กนั

ลกั ษณะทดี่ ขี องปัญหาการวิจัย

ผวู้ ิจยั ควรตระหนกั เสมอในการทำวจิ ัยว่า ถงึ แมป้ ญั หาการวจิ ยั อาจจะถูกนำมาต้ัง
คำถามได้หลากหลาย แต่คำถามการวิจัยที่สะท้อนถึงปัญหาการวิจัยที่ดีนั้นก็ควรมี การ
คำนงึ ถงึ ลักษณะของปัญหาการวิจยั ที่ดดี ้วยเช่นเดยี วกัน ซึ่งในหวั ขอ้ นจี้ ะกลา่ วถึงสิ่งดงั กล่าว
ซงึ่ มีรายละเอยี ดดังน้ี

20

1. เปน็ ปญั หาที่สำคญั และเกดิ ผลกระทบต่อคนหรอื สงั คม

ในประเด็นนี้จะพบว่าปัญหามักพบจากสภาพ หรือสถานการณ์บางอย่างท่ีเกิด
ขึ้นมาเป็นเวลายาวนาน มีการสั่งสมความเดือดร้อนท่ีคนส่วนมากในสังคมไม่ได้รับการ
เยียวยาตามทีค่ วรจะเป็น ซึ่งผู้วิจยั ต้องมีจุดเน้นที่ว่า ปัญหาที่จะหยิบยกขึ้นมากำหนดเป็น
ปัญหาการวิจัยนัน้ จะตอ้ งมีความสำคัญมากพอ และเมื่อดำเนินการเสร็จแลว้ จะเกิดคุณค่า
หรือคุณประโยชน์ต่อสังคม นั่นแสดงว่าในการกำหนดปัญหาการวิจัย ผู้วิจัยก็ควรคิดถึง
ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับด้วยเช่นกนั ยกตัวอยา่ งเช่น ปัญหาการเร่รอ่ นของคนไร้บ้านบน
ท้องถนน ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ ปัญหาความยากจนของเกษตรกร ปัญหาด้านสุข
ภาวะของผูส้ งู อายตุ ิดเตียง เปน็ ตน้

2. มีประเดน็ และขอบเขตสำหรบั การศกึ ษาทช่ี ดั เจน

การกำหนดปัญหาการวิจัยที่กว้างจนเกินไปหรือแคบจนเกินไปอาจทำให้ผู้วิจัย
ออกแบบการดำเนนิ การวิจัยท่ไี มส่ ามารถได้คำตอบท่ีครอบคลมุ เพียงพอในส่ิงท่ีต้องการได้
ดังนั้นการกำหนดปัญหาการวิจัย ผู้วิจัยก็ควรจะต้องระบุขอบเขตของการศึกษานั้นให้
ชัดเจนว่า ประเด็นใดหรือกลุ่มเป้าหมายใดภายใต้ปญั หานั้นทีจ่ ะถูกหยิบออกมาศึกษาบ้าง
และประเด็นทถ่ี กู หยบิ ออกมาศึกษาน้ันจะมคี วามลึกซึ้งมากนอ้ ยเพียงใด

ใหผ้ ู้วิจัยศกึ ษาปัญหาการวจิ ยั ต่อไปนี้

ก. ปัญหาภาวะการว่างงานของคนไทยมีสาเหตุมาจากอะไร และมแี นวทางในการ
แก้ไขปญั หาที่เกิดขนึ้ อยา่ งไร

ข. ปัญหาภาวะการว่างงานของแรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสาเหตุมา
จากอะไร และจะมแี นวทางการแกป้ ญั หาดงั กลา่ วอยา่ งไร

จากการอ่านปญั หาการวจิ ยั ท้ังสองขอ้ สงิ่ ทเ่ี ห็นได้ชดั เจนกค็ อื ปญั หาการวิจัยในขอ้
ข. มีความชัดเจนมากกว่า สงั เกตไดจ้ าก (1) การใชค้ ำระหวา่ งคำวา่ คนไทย ซ่งึ มคี วามหมาย
กว้างมาก กับคำว่าแรงงาน ที่สามารถตกี รอบให้เข้าใจไดเ้ ห็นภาพมากขึ้น และเข้าใจได้ว่า
มุ่งศกึ ษาแค่คนกลุม่ ไหน กบั (2) ข้อ ข มีการระบถุ ึงขอบเขตภมู ภิ าคในการศึกษา ในขณะที่

21

ข้อ ก น้นั ไม่ได้มีการกำหนดภูมภิ าคใหช้ ดั ซ่งึ อาจจะต้องศึกษาทุกภูมภิ าคหรอื สมุ่ ท่ีจะศึกษา
ได้หรอื ไม่ ส่งิ เหล่าน้อี าจเปน็ ข้อกังขาของผูว้ ิจัยเอง ทำใหเ้ กดิ ความสับสนและเป็นอุปสรรค
ในการออกแบบการวิจยั ดงั น้ันการกำหนดขอบเขตหรือประเด็นที่ชัดเจนก็จะทำให้ปัญหา
การวิจยั มคี วามคมชดั มากยิง่ ขึ้นดว้ ย

3. มจี ดุ มุ่งหมายในเชิงบวกตอ่ สงั คมหรือกลมุ่ เปา้ หมาย

ผู้วจิ ัยต้องพงึ ระลกึ ไว้เสมอวา่ ปญั หาการวจิ ัยคือสิง่ ที่ผ้วู จิ ัยมงุ่ ท่ีจะหาคำตอบ ดังนั้น
คำตอบท่จี ะได้จากการวจิ ัยนัน้ ยอ่ มจะตอ้ งสามารถสรา้ งองค์ความร้ทู ่เี ปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม
สามารถนำไปส่กู ารแก้ไขปญั หาที่เกิดขึน้ ได้อย่างเปน็ ระบบ และท่ีสำคญั อาจะมคี วามจำเปน็
ที่สิ่งนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการหรอื วัตถปุ ระสงค์ขององคก์ รหรอื หน่วยงานต่าง ๆ
ด้วย

4. มีความเป็นไปได้ในการทำวจิ ยั

ปัญหาการวจิ ัยที่ดนี ัน้ ต้องเป็นสิง่ ท่ีไม่เพ้อฝัน ดังนั้นผู้วจิ ัยเองก็ต้องคำนึงถึงความ
เป็นไปได้ท่ีจะสามารถทำใหก้ ารวิจยั นั้นบรรลุวัตถุประสงค์ทีก่ ำหนดเอาไว้ และท่สี ำคญั ต้อง
สามารถตอบคำถามการวิจัยนั้นได้ นอกจากนั้นอาจมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ผู้วิจัยควรนำ
มาร่วมคำนึงถึงในการกำหนดปัญหาการวิจัย อาทิ ระยะเวลาในการทำวิจัย ค่าใช้จ่ายใน
การดำเนินการวิจัย การให้ความร่วมมือของเครือข่ายหรือหน่วยงานต่าง ๆ ในการวิจัย
ความเสี่ยงหรือการละเมิดซึ่งผิดจรรยาบรรณการวิจัย ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อ
กล่มุ เป้าหมาย ฯลฯ หรืออาจกล่าวได้วา่ การกำหนดปญั หาการวิจัยจะตอ้ งตัง้ อย่บู นฐานของ
ความเป็นจริงและสามารถทำใหส้ ำเร็จไดใ้ นระยะเวลาท่ีจำกดั

5. มคี วามสร้างสรรค์และไมซ่ ้ำซ้อน

ปัญหาการวจิ ยั ที่ผู้วิจัยกำหนดข้ึนนั้นควรจะต้องเป็นประเด็นที่ไม่ซ้ำซ้อนกบั ส่ิงที่
ผู้อื่นเคยดำเนินการ หรือหาคำตอบไว้อยูแ่ ล้ว แต่พึงจะต้องมีแนวทางใหม่ ๆ หรือคำถาม
ของการวิจัยอน่ื ๆ ท่ีแสดงใหเ้ หน็ ถึงความเป็นผู้รเิ ริ่มสรา้ งสรรคข์ องตัวผวู้ จิ ัยเอง ซงึ่ จะทำให้
ในการวิจัยไดค้ ำตอบในมมุ มองของปัญหาท่รี อบด้านมากข้ึน

22

ผู้วิจัยทราบดีอยู่แล้วว่าในการกำหนดปัญหาการวิจัยนั้น ไม่ใช่ว่าทุกปัญหาจะ
สามารถหยิบยกนำมาดำเนนิ การวิจัยได้เสมอไป ดังนั้นผู้วจิ ยั จึงควรพิจารณาใคร่ครวญให้
รอบคอบ และทบทวนวา่ ปัญหาการวิจยั ของท่านอยใู่ นขอบข่ายการเปน็ ลกั ษณะปัญหาการ
วิจยั ท่ีดหี รอื ไม่ มคี วามคุ้มคา่ ท่ีจะดำเนินการวจิ ัยหรอื ไม่ และสามารถทจ่ี ะให้คำตอบกลบั คนื
สู่สังคมท่มี ปี ระโยชน์หรอื ไม่ หากผวู้ จิ ัยสามารถตอบคำถามเหล่าน้ไี ดย้ ่อมแสดงความ ปญั หา
การวจิ ัยนั้นมีความเหมาะสมทีจ่ ะนำไปสกู่ ารดำเนินการวิจยั ตอ่ ไป

การกำหนดวตั ถุประสงค์การวจิ ัย

ภายหลังจากท่ีผูว้ ิจัยได้ตั้งขอ้ สงสัยจากปัญหาของการวิจัยแล้ว ก็จะมาถึงขัน้ ของ
การมองเปา้ หมายทต่ี อ้ งการไดค้ ำตอบใหช้ ัดเจนขนึ้ น่ันไดแ้ ก่ การกำหนดวตั ถุประสงค์ของ
การวิจัย ซึ่งวัตถุประสงค์ของการวิจัย หมายถึง ผลผลิตหรือผลลัพธ์ที่ผูว้ ิจัยคาดหวังจะได้
คำตอบจากการวจิ ัยเรื่องนนั้ ภายหลังทกี่ ระบวนการวจิ ัยเสรจ็ สนิ้ ลง ซึง่ วัตถปุ ระสงคข์ องการ
วิจัยเป็นเสมือนเข็มทิศที่ทำให้งานวิจัยมีทิศทางชัดเจน มีความเฉพาะเจาะจง ทำให้การ
ดำเนินงานเกิดขึ้นได้อยา่ งเป็นรูปธรรม รวมถงึ ทำให้ผอู้ ่านงานวจิ ัยสามารถทราบถึงรูปร่าง
แบบแผนของงานวจิ ัยชิน้ น้ันๆ ด้วยวา่ เป็นอย่างไร (ณรงค์ โพธิ์พฤกษานนั ท,์ 2551: 38-39;
สิน พนั ธุพ์ ินจิ , 2553: 74)

วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยมกั ขน้ึ ดว้ ยคำวา่ “เพอื่ ” และตามด้วยส่ิงที่ม่งุ หวังไม่วา่ จะ
เป็นผลผลิต หรือผลลัพธ์ในการวิจยั และเป็นที่น่าสังเกตว่าวัตถุประสงคข์ องการวิจัยน้นั ก็
ควรทีจ่ ะมคี วามสอดคล้องกับปัญหาการวจิ ยั ทเ่ี ปน็ คำถามของการวิจยั ดว้ ย ยกตัวอย่างเชน่

23

ตารางท่ี 1 ตวั อย่างปัญหาการวิจัย / คำถามการวจิ ัยท่นี ำไปสกู่ ารกำหนดวตั ถปุ ระสงค์
การวจิ ัย

ปัญหาการวจิ ยั / คำถามการวิจัย วตั ถุประสงค์การวิจยั
ปญั หาการวิจัย: 1) เพ่ือพฒั นากระบวนการส่งเสรมิ การ
กระบวนการสง่ เสรมิ การเรียนรเู้ พื่อแกไ้ ข เรยี นรูเ้ พ่ือแก้ไขปญั หาความยากจน
ปัญหาความยากจนเกษตรกรวัยสูงอายใุ น เกษตรกรวยั สงู อายุในภาค
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตะวนั ออกเฉียงเหนอื
คำถามการวิจัย: 2) เพือ่ ศกึ ษาผลของการใช้กระบวนการ
1) กระบวนการสง่ เสรมิ การเรยี นรู้เพอ่ื สง่ เสริมการเรียนรเู้ พือ่ แกไ้ ขปญั หาความ
แก้ไขปญั หาความยากจนเกษตรกรวยั ยากจนเกษตรกรวยั สูงอายใุ นภาค
สูงอายใุ นภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื มี ตะวนั ออกเฉียงเหนือเป็นอย่างไร
ขนั้ ตอนอยา่ งไร
2) ผลของการใช้กระบวนการสง่ เสรมิ การ
เรียนรู้เพอ่ื แกไ้ ขปญั หาความยากจน
เกษตรกรวัยสงู อายุในภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื เปน็ อยา่ งไร

จากตัวอยา่ งขา้ งต้นจะเหน็ ได้ว่าปญั หา/คำถามการวิจัย ต้องมคี วามสอดคล้องกบั
วัตถุประสงค์ที่กำหนด และจะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์กำลังจะบ่งบอกถึงผลที่มุ่งหวังจาก
งานวจิ ัย จากข้อมูลดงั กลา่ วขา้ งต้นสามารถสรุปได้ว่าวัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัยน้ันมีหน้าท่ี
สำคญั ซง่ึ ประกอบดว้ ย 1) ทำใหป้ ัญหาการวิจยั มีความชดั เจนมากขึน้ รวมถงึ ทำให้สามารถ
ทราบขอบเขตของการได้มาซึ่งคำตอบ 2) ทำให้ทราบเป้าหมาย และระบุผลลัพธ์ที่จะ
เกดิ ขึน้ ภายหลังเสรจ็ ส้นิ กระบวนการวจิ ัย 3) ทำใหท้ ราบถึงตวั แปรท่ีจะต้องใช้ในการศึกษา
ทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตาม และ 4) ทำให้ทราบกลุ่มประชากรเปา้ หมายที่จะใช้สำหรับ
การวจิ ัยครัง้ น้ัน

24

การเขียนประโยชน์ท่จี ะไดร้ บั จากการวิจัย

ในการทำวิจัยทุกงาน การระบุประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานครั้งน้ัน
จัดเปน็ อีกสิ่งหนึ่งทีม่ คี วามสำคญั เพราะเป็นการสะทอ้ นถึงคณุ ค่าท่ีกำลังจะเกิดขน้ึ ภายหลัง
การวิจัยนั้นได้ดำเนินการเสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้ก็มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพราะมักพบวา่
หลายครั้งมีการนำเสนอผลลพั ธ์เป็นประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น จากวัตถุประสงค์ที่ว่า เพื่อ
ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรในภาคตะวันออก หลายคนอาจคิด
ว่าประโยชน์ที่ได้รับคอื ไดแ้ นวทางในการแกป้ ัญหา ซึง่ ทจี่ ริงแล้ว แนวทางเปน็ ผลลัพธ์ซง่ึ เปน็
คำตอบของการวิจัย แต่ไม่ใช่ประโยชน์ทจี่ ะมานำเสนอ เพราะในการนำเสนอประโยชนท์ จี่ ะ
ได้รับจากการวิจัยนั้นต้องบอกผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการนำแนวทางนั้นไปใช้ ซึ่งได้แก่
ผูว้ ิจยั ตอ้ งบอกว่าแนวทางท่เี ป็นผลการวจิ ยั สามารถทำให้เกษตรกรในภาคตะวันออกเรียนรู้
ที่จะปรับตัวและหาทางออกในการแกไ้ ขปัญหาความยากจนด้วยตนเองได้ หรือแนวทางท่ี
เป็นคำตอบจากการวิจัยครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างท่ีผู้นำชุมชนในบริบทที่มีความใกล้เคียง
สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพ่อื วางแผนและลงมือปฏิบตั ใิ นการแก้ไขปัญหาความยากจนของ
เกษตรกร เปน็ ตน้

โดยสรุปการเขียนประโยชนท์ ี่จะได้รับจากการวิจัยจะต้องสะท้อนถึงผลกระทบที่
จะเกิดความเปลี่ยนแปลงภายหลังการดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้น ซึ่งผู้วิจัยควรระบุให้เห็น
ชัดเจนวา่ ใครจะเปน็ ผู้ไดร้ บั ผลประโยชนจ์ ากการวิจัยในครัง้ นบ้ี ้าง ซ่งึ อาจเปน็ กลุ่มเป้าหมาย
หนว่ ยงาน ชุมชน หรือองคก์ รก็ได้ ทัง้ นี้หากการวิจยั ใดท่ีสามารถสะท้อนผลกระทบได้ในวง
กว้าง นั่นจะแสดงถึงคุณค่าที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัย และเป็นตัวบ่งชี้ที่แสดงให้เห็นว่า
งานวิจัยนน้ั มีประโยชน์อย่างย่ิง

25

บทที่ 3

การทบทวนวรรณกรรมในการวิจยั

การทบทวนวรรณกรรมจดั เป็นขน้ั ตอนทม่ี คี วามสำคัญอย่างยิ่งในการทำวจิ ัย ไม่ว่า
จะเป็นงานวิจัยประเภทใด หรือลักษณะใดก็ตาม เพราะการทบทวนวรรณกรรมจะทำให้
ผวู้ ิจยั ไดต้ รวจสอบงานของตนไม่ใหซ้ ้ำซอ้ นกับงานวจิ ัยท่ีผ่านมา อีกท้ังยังเปน็ การตรวจทาน
เพื่อให้เห็นช่องว่างของความรู้ที่ยังต้องได้รับการเติมเต็ม อย่างไรก็ตามหลายครั้งท่ีผูว้ ิจยั
กลบั ดำเนนิ การทบทวนวรรณกรรมอย่างไม่ละเอียดรอบคอบ และไมค่ รอบคลมุ ซึ่งอาจทำ
ให้การวิจัยมีข้อผิดพลาดขึ้นได้ ดังนัน้ ในการวิจัยผู้วิจัยจงึ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการ
ทบทวนวรรณกรรมให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างครอบคลมุ เพื่อให้การทำวิจัยมีคุณภาพ
และเกิดประโยชนใ์ นการพฒั นาสงั คม

ความหมายของการทบทวนวรรณกรรม

การทบทวนวรรณกรรม หมายถึง การตรวจสอบข้อมูลจากการศึกษาเอกสารจาก
แหล่งต่าง ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือในขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ต้องการศึกษาหรือ
สอดคล้องกับปัญหาการวิจัย โดยมีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและมีการวิเคราะห์ใน
ประเด็นนั้น ๆ เพื่อศึกษาข้อมูลการดำเนินงานที่ผ่านมา ค้นหาสิ่งที่ยังเป็นช่องว่างของ
ปญั หาหรือองค์ความรู้ท่มี ีอยู่ ตรวจดคู วามซ้ำซอ้ นทเี่ กิดขน้ึ จากการทำวจิ ัย รวมถึงสามารถ
นำไปสู่การวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ของตัวแปรตา่ ง ๆ ใหม้ ีความชัดเจนตามกรอบทฤษฎี ทัง้ นี้
ภายหลงั การทบทวนวรรณกรรม ผลลัพธ์ท่ีผู้วิจัยพงึ ไดร้ ับคือ สามารถระบุปญั หาการวิจัยท่ี
ชัดเจน สามารถระบนุ ิยามศัพท์เชิงปฏิบัตกิ ารสำหรับการวจิ ัย สามารถพฒั นากรอบแนวคิด
สำหรับการวิจัยนั้นได้ รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมนี้สามารถ
นำไปใช้ประกอบการอภิปรายผลการวิจัย ซึ่งทำให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ในศาสตร์
สาขาวิชาต่าง ๆ ดว้ ย

26

ประเภทของวรรณกรรม

ในการทบทวนวรรณกรรม การคดั เลอื กวรรณกรรมเพื่อนำมาใชป้ ระโยชนน์ น้ั ถือวา่
เป็นสิ่งทีผ่ ู้วิจัยเองต้องตระหนกั ถึงความสำคัญเช่นเดียวกนั โดยประเภทวรรณกรรมที่เปน็
แหลง่ ข้อมลู สำคญั สำหรบั การคน้ ควา้ ศึกษาในการทำวิจัย ประกอบดว้ ย

1. วารสารทางวิชาการ จดั เป็นหนงั สือชนิดหน่ึงทีป่ ระกอบไปด้วยบทความลักษณะ
ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บทความวชิ าการ บทความวิจัย บทความปริทัศน์ ฯลฯ ซึ่งวารสารทาง
วิชาการนั้นมีทั้งวารสารในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งผู้วจิ ัยก็ควรคัดเลือกบทความจาก
ฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ยกตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูล TCI ฐานข้อมูล Scopus
ฐานขอ้ มูล ISI ฐานข้อมลู ERIC เป็นต้น

2. หนังสอื หรือตำรา จดั เปน็ เอกสารสงิ่ พิมพ์ทมี่ กี ารเขียนรวบรวม เรียบเรียง และมี
การจัดทำเปน็ รปู เล่มทั้งในรปู แบบที่เปน็ เอกสาร และเป็นหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-Books)
โดยหนงั สือที่เหมาะสมสำหรับการนำมาทบทวนวรรณกรรม ควรจะเป็นหนังสือท่ีถูกเขยี น
ขนึ้ จากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒใิ นศาสตร์น้นั ๆ ซึ่งจะมสี าระครอบคลุมองค์ความรู้ใน
ศาสตรท์ ่ีอธิบายทฤษฎี หลกั การ แนวคิด และมกี ารอ้างองิ ทางวิชาการที่ทันสมยั และถูกต้อง

3. รายงานการวิจัย จัดเปน็ เอกสารสิ่งพมิ พท์ ่รี ายงานผลการศึกษาคน้ ควา้ วจิ ยั เร่ือง
ใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเอกสารประเภทนี้จะมีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือ ควรต้องผ่านการ
ประเมินคุณภาพการวิจัยโดยผู้ทรงคุณวุฒิมาแล้ว หรือสังเกตได้จากการถูกเผยแพร่ผ่าน
หน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ อาทิ สภาการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
มูลนธิ ิสถาบนั วจิ ัยและพัฒนาผูส้ ูงอายไุ ทย เปน็ ต้น

4. วิทยานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์ จัดเป็นรายงานการวิจัยประเภทหนึ่งแต่เป็น
เอกสารสิ่งพิมพ์ที่ถูกจัดทำขึ้นจากสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นผลงานของนิสิตนักศึกษาเพ่อื
สำเรจ็ การศกึ ษาในระดับปรญิ ญาโทและระดับปรญิ ญาเอก

5. สารนพิ นธ์ จดั เปน็ รายงานฉบบั ยอ่ ของนสิ ติ นกั ศกึ ษาท่ใี ชป้ ระกอบการเรียนการ
สอนในระดับอดุ มศกึ ษา ซึ่งอาจเปน็ การศึกษาเฉพาะกรณีในเร่ืองใดเรื่องหน่ึงที่ทำให้ผู้วิจัย
ได้เขา้ ใจข้อมูลพนื้ ฐานบางประการ แตแ่ หลง่ วรรณกรรมประเภทนผี้ วู้ ิจัยควรคำนึงถึงความ

27

คลาดเคลื่อนของขอ้ มลู ในการนำไปใช้ เพราะสารนิพนธ์อาจเปน็ ขอ้ มลู ท่จี ดั ทำเพื่อรายงาน
จากการพบเห็นในช่วงเวลาที่จำกัด ดังนั้นเมื่อเวลาเปลี่ยนไปอาจทำให้ข้อมูลมีความ
เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

6. เอกสารสิ่งพิมพ์ประเภทอื่นๆ อาทิ รายงานการประชุม เอกสารประกอบการ
สอน รายงานผลการดำเนินการประจำปีของหน่วยงาน ซึ่งเอกสารเหล่านี้อาจถูกจัดพิมพ์
ออกมาเป็นรูปเล่ม หรือเผยแพร่บนเว็บไซต์ ซึ่งคุณค่าของวรรณกรรมประเภทนี้จะช่วยทำ
ให้ผู้วิจัยได้ข้อมูล รายละเอียดที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการสนับสนุนเชิงเหตุผลหรือ
คัดคา้ นในส่งิ ที่ตนเองตอ้ งการดำเนินการทำวิจัย

ขั้นตอนของการทบทวนวรรณกรรม

ในหัวข้อนี้จะขอกล่าวถึงขั้นตอนของการทบทวนวรรณกรรมภายหลังที่ผู้วิจัยได้
ทราบถงึ ปัญหาการวิจัย หรือมีโจทยข์ องการวิจัยที่ชัดเจนแล้ว ซึ่งจะดำเนินการตรวจสอบ
ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความลุ่มลึกในการวิจัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินงาน
ดงั ตอ่ ไปนี้

ขนั้ ตอนท่ี 1 การกำหนดคำหลกั เพอ่ื ใช้สำหรบั การค้นควา้

ขัน้ ตอนนผี้ ูว้ จิ ยั จะต้องนำคำสำคญั ทไี่ ด้จากปัญหาการวิจัย โจทยข์ องการวจิ ัย หรือ
หัวข้อของการวจิ ัย มากำหนดเป็นคำหลัก (Keywords) เพื่อนำไปสู่การค้นหาวรรณกรรม
จากแหล่งต่าง ๆ ที่มีความสอดคล้องกับงานวิจัยที่อยู่ในขอบเขตการศึกษาของตนเอง
ยกตวั อยา่ งเชน่

หวั ขอ้ การวิจยั “การพฒั นากระบวนการการมสี ่วนรว่ มของชุมชนเพื่อแก้ไข
ปัญหาความยากจนของเกษตรกรตำบลบา้ นนา”

จากหวั ขอ้ ดังกลา่ ว ผู้วจิ ัยสามารถกำหนดคำหลกั เพื่อนำไปค้นคว้าต่อยอดได้อย่าง
น้อย 2 คำ ไดแ้ ก่ การมสี ่วนรว่ มของชุมชน และความยากจนของเกษตรกร

28

ปัญหาการวิจัย “แนวคดิ จติ ตปญั ญาสามารถแกป้ ัญหาความสามารถในการรเู้ ท่า
ทนั ส่อื สำหรบั กลุม่ ผสู้ ูงอายุไดอ้ ย่างไร”

จากปญั หาการวิจัยดังกล่าว ผวู้ จิ ัยสามารถกำหนดคำหลกั เพือ่ นำไปคน้ ควา้ ต่อยอด
ไดอ้ ย่างน้อย 2 คำได้ จติ ตปัญญา และการรู้เทา่ ทนั ส่อื

ข้ันตอนท่ี 2 การเลือกวรรณกรรมสำหรับการทบทวนตรวจสอบในการวิจัย

เม่ือผูว้ จิ ัยทราบแลว้ วา่ คำหลักท่ีจะต้องคน้ ควา้ มีคำใดบ้าง ก็จะเข้ามาสู่การเตรียม
ตัวค้นคว้าขอ้ มูลเหล่านั้น แต่ก่อนเริ่มทำการค้นคว้าผู้วิจัยจะตอ้ งเข้าใจกอ่ นว่าวรรณกรรม
ประเภทใดบ้างที่เหมาะสมในการนำมาตรวจสอบหรือทบทวนเพื่อใช้ในการวิจัย โดย
วรรณกรรมที่ผู้วิจัยควรเลือกใช้ ได้แก่ วรรณกรรมเชิงวิชาการ (Academic literature)
หมายถึง วรรณกรรมที่มีคุณภาพ ที่เนื้อหาสาระมีการอ้างอิงมาจากแหล่งที่มีอำนาจทาง
วชิ าการ อาทิ ตำรา หนังสือ บทความวิจัย บทความวชิ าการ ดษุ ฎีนิพนธ์ตา่ ง ๆ ซึ่งเอกสาร
เหล่านั้นจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของผลงานในทุกแง่มุมก่อนทำการเผยแพร่สู่
สาธารณะโดยกองบรรณาธิการทีเ่ ป็นนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในศาสตร์สาขาน้ัน ๆ
เป็นผู้ดำเนินงาน หรือที่เราเข้าใจกันในทางวิชาการว่า ต้องมีกระบวนการ peer review
ทั้งนี้การตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานว่าเอกสารที่จะนำมาทบทวนวรรณกรรมนั้นมีคุณภาพ
หรือไม่ อาจดไู ด้จาก

(1) การได้รับการตีพมิ พ์ในวารสารทีอ่ ยู่ในระบบดัชนีการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ อาทิ
Thai Citations Index (TCI), SCOPUS, ScienceDirect ฯลฯ

(2) เป็นหนังสอื หรอื ตำราทางวิชาการทตี่ ีพมิ พ์จากสำนักพมิ พท์ ี่เปน็ ทร่ี จู้ ักและไดร้ บั
การยอมรับทางวชิ าการ หรอื เปน็ สำนกั พิมพข์ องมหาวิทยาลยั ตา่ ง ๆ

(3) รายงานการวิจัย ดุษฎีนิพนธ์ ได้รับการรับรองจากบัณฑิตวิทยาลัยของ
มหาวิทยาลยั ที่ไดร้ บั การรบั รองหลักสูตรอยา่ งถูกตอ้ ง และมีการเผยแพรบ่ นฐานข้อมูลของ

29

มหาวิทยาลัย รวมถึงรายงานการวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ ต้องถูกเผยแพร่อย่างสมบรู ณ์
โดยหนว่ ยงานน้ัน ๆ

ทั้งนี้ในทางวิชาการถือว่าวรรณกรรมประเภทบทความวิจัย บทความวิชาการท่ี
ไดร้ บั การตพี มิ พ์ในระบบดชั นีการอา้ งอิงเป็นแหล่งข้อมลู ทม่ี ีความนา่ เชือ่ ถือมากท่ีสุดเพราะ
มีการปรับปรุง (Update) ข้อมูลทางวิชาการให้มีความใหม่ตามเทรนด์สังคมอยู่เสมอ
รองลงมาคือหนงั สือ ตำราทางวชิ าการ และรายงานการวจิ ัย ดุษฎีนิพนธต์ ่าง ๆ ตามลำดับ
ดังนั้นในการทบทวนวรรณกรรมเพื่อให้ผลงานมีความน่าเชื่อถอื ก็พึงตอ้ งเลือกวรรณกรรม
สำหรับการทบทวนทไ่ี ด้รับการยอมรับและน่าเชือ่ ถือด้วยเช่นเดยี วกัน

ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมให้เป็นไปตาม
ความคาดหวัง

ในการคน้ หาวรรณกรรมท่เี ป็นผลจากการนำคำหลักไปใช้น้นั อาจทำให้ได้เอกสาร
ที่เกี่ยวข้องมาจำนวนหนึ่ง แต่นั่นไม่ไดห้ มายความว่าจะเปน็ ข้อมูลที่ผู้วิจัยสามารถนำไปใช้
ประโยชน์ได้ทั้งหมด เพราะวรรณกรรมบางเรื่องอาจมีคำหลักเป็นคำเดียวกัน แต่เนื้อหา
สาระอาจเป็นคนละเป้าหมาย หรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้วิจัยสนใจในการศึกษา ดังนั้ น
ผู้วิจัยจึงต้องทำการอ่านวรรณกรรมแต่ละรายการที่ได้คัดเลือกมา และให้คะแนนความ
เก่ียวข้องกับการวิจยั ของตนเอง โดยอาจจำแนกเป็น 3 ระดบั ได้แก่ ระดับที่ 3 คือเกย่ี วข้อง
โดยตรง ระดับที่ 2 มีความเก่ียวข้องอยู่บ้างและมีความน่าสนใจ และระดับที่ 1 ไม่มีความ
เกยี่ วข้อง ซงึ่ ผวู้ ิจยั เองอาจจะคัดกรองวรรณกรรมที่อยใู่ นระดบั ที่ 2 และ 3 ไปทบทวนเพื่อ
สร้างความชัดเจนในการวจิ ยั ของตนเองตอ่ ไป

ขัน้ ตอนที่ 4 การเขียนงานทบทวนวรรณกรรม

การเขียนสิ่งทไี่ ดจ้ ากการทบทวนวรรณกรรมถือว่าเปน็ หวั ใจสำคัญลำดับต้น ๆ ของ
การวิจัย ซึ่งหากไม่สามารถอธิบายในสิ่งที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมแล้ว ก็จะทำให้
งานวิจัยนั้นขาดความชัดเจนตามไปด้วย โดยหลายครั้งนักวิจัยอาจมีความเข้าใจท่ี
คลาดเคลอ่ื นในการเขียนงานทบทวนวรรณกรรม ซงึ่ ในหัวข้อนี้จะอธิบายให้ผู้วิจัยได้เข้าใจ
มากย่ิงขน้ึ

30

ในการเขียนงานทบทวนวรรณกรรมสามารถทำได้หลายรูปแบบและไม่ได้มี
กฎเกณฑต์ ายตัวว่าจะต้องทำอย่างไร หรอื เขยี นอยา่ งไรจึงจะถูกตอ้ ง ซง่ึ ในหนงั สือเล่มน้ีขอ
จำแนกเปน็ 2 ระดบั คอื ระดับพื้นฐาน และระดับก้าวหน้า

ระดับพนื้ ฐาน ไดแ้ ก่ การเขยี นกลา่ วอ้างถึงวรรณกรรมของผอู้ ืน่ ทลี ะบุคคล โดยการ
กล่าวอา้ งนน้ั จะตอ้ งมรี ปู แบบการอ้างองิ ท่ถี กู ต้อง และจำเป็นต้องมีการประมวลข้อมูลจาก
วรรณกรรมที่นำมาทบทวนโดยไม่คัดลอกข้อความนั้น ๆ โดยตรง เพื่อป้องกันการถูก
ฟ้องรอ้ งในเรอ่ื งการคัดลอกวรรณกรรม รวมถึงผวู้ จิ ยั ต้องตระหนกั ว่าการประมวลขอ้ มูลนั้น
ตอ้ งไมท่ ำใหส้ าระของคนทน่ี ำมาอ้างอิงน้นั ถูกบิดเบือนไปด้วย และภายหลังจากที่ผู้วิจัยได้
นำเสนอข้อมูลการทบทวนวรรณกรรมของผู้ที่นำมาอ้างอิงทีละคนแล้ว จะต้องมีการ
วิเคราะห์ส่งิ ท่ีพบจากการทบทวนขอ้ มูลต่าง ๆ เหลา่ นนั้ ดว้ ย ไม่ใช่เพียงแคน่ ำเสนอข้อมูลให้
รับทราบ หรือนำขอ้ ความของผทู้ ี่นำมาอา้ งองิ แตล่ ะคนมาปะติดปะตอ่ สรปุ เปน็ ขอ้ มลู เทา่ นน้ั
แต่ผู้วิจัยจะต้องวิเคราะห์สิ่งทีไ่ ด้จากการศึกษาวรรณกรรมของแต่ละคน และนำข้อมูลมา
เปรยี บเทียบเพื่อศึกษาความสอดคล้อง และชอ่ งวา่ งกอ่ นทจี่ ะสรา้ งขอ้ สรปุ ตอ่ ไป

ตัวอยา่ งการเขยี นงานทบทวนวรรณกรรม ระดบั พื้นฐาน

หวั ขอ้ : ความหมายของการศึกษานอกระบบ

อาชัญญา รัตนอุบล (2542) กล่าวว่า การศึกษานอกระบบ เป็นแนวทางหนึ่งใน
การจัดการศึกษาซง่ึ เปดิ โอกาสให้กบั ผูท้ ่ีไมไ่ ดเ้ ขา้ รับการศึกษาในระบบโรงเรยี นตามปกติ ได้
มีโอกาสศกึ ษาหาความรู้ พัฒนาตนเอง ให้สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสขุ
เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะยืดหยุน่ ให้ผู้เรียนมีความสะดวกเลือกเรยี นได้หลายวธิ ี จึง
กอ่ ให้เกิดประโยชนต์ ่อตวั ผูเ้ รยี นและสงั คมเปน็ อย่างย่ิง

สุธาสินี กาญจนกิจ (2554) กล่าวว่า การศึกษานอกระบบว่า หมายถึง กิจกรรม
การศึกษาที่จัดขึ้นนอกเหนือจากการศึกษาในระบบโรงเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ตอบสนองความต้องการ หรือแก้ไขปัญหาของกลุม่ เป้าหมายแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกิจกรรม
การศึกษาที่มีลักษณะยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา
ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล จัดให้บริการแก่ประชาชนทกุ เพศ ทุกวัย

31

ไม่จำกัดพื้นฐานการศึกษา อาชีพ ประสบการณ์ หรือความสนใจ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับ
กิจกรรมได้นำความรู้และทักษะที่ได้รับไปใช้ในชีวิตจริงได้ทันที เพื่อเป็นพื้นฐานในการ
ดำรงชวี ิต และปรบั ตวั เข้ากบั สภาพแวดล้อมทีเ่ ปลีย่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลา

ชนัญญา ใยลออ (2560) กลา่ วว่า การศึกษานอกระบบ หมายถงึ กจิ กรรมทางการ
ศกึ ษาที่อาจเป็นหลักสูตร โปรแกรม วชิ า เร่อื งราวต่างๆที่จะขน้ึ นอกระบบโรงเรียนสำหรับ
คนทุกวัย เพื่อพฒั นาคนให้วเิ คราะห์แยกแยะข้อมูลข่าวสารและรู้ความต้องการของตนเอง
หรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดเฉพาะเพือ่ สนองความตอ้ งการของกลุม่ เป้าหมาย โดยเนื้อหา
สาระท่จี ัดให้มคี วามยืดหยุ่นสอดคล้องกบั สถานการณ์ปญั หา และเนอ้ื หามคี วามหลากหลาย
ทางด้านวชิ าการ การดำรงชีวติ ศิลปะ งานฝีมือ รวมไปถงึ เนื้อหาเพ่อื พฒั นาด้านอาชีพ

จากการทบทวนวรรณกรรมในประเด็นความหมายของการศึกษานอกระบบ สรปุ
ได้ว่า การศึกษานอกระบบ หมายถึง การจัดการศึกษาที่ดำเนินการขึ้นนอกโรงเรียน ใน
รูปแบบทห่ี ลากหลายซ่งึ อาจเป็นหลกั สตู ร กิจกรรม โปรแกรมกไ็ ด้ โดยองค์ประกอบที่สำคญั
ของการจัดการศึกษาดังกล่าวต้องประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์ วิธีการจัด ระยะเวลา
การศึกษา รวมถึงการประเมินผล ซึ่งต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่น และอยู่บนฐานความ
ต้องการท่ีเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายมากในสังคม โดยเนื้อหาทีใ่ ชใ้ น
การจัดการศึกษานั้นมีหลากหลายทั้งในมิตชิ ีวิต ศิลปะ อาชีพ วิชาการ ทั้งนี้กเ็ พือ่ ส่งเสริม
และพัฒนาศักยภาพของคนให้มีทักษะที่ครอบคลุมในการใช้ชีวิตและสามารถปรับตัวให้
พรอ้ มรบั มอื กับความเปลีย่ นแปลงทเ่ี กิดขึ้นอยูต่ ลอดเวลา

จากตัวอยา่ งข้างต้นจะเหน็ ว่าในการสรปุ สาระของการทบทวนวรรณกรรมนั้น ถือ
วา่ เปน็ ส่ิงสำคัญที่ผู้วจิ ยั จะตอ้ งให้ความละเอยี ด ซึ่งจะตอ้ งผ่านกระบวนการตกผลกึ ความคดิ
ท่ไี ดว้ เิ คราะหม์ ากอ่ น ยกตัวอยา่ งเช่น ผู้วิจยั ต้องอา่ นและทำความเข้าใจก่อนว่านกั วิชาการท่ี
ผวู้ จิ ยั นำมาทบทวนวรรณกรรมนั้น ได้กล่าวถงึ ในแง่มุมไหนบา้ ง วิธีการ ลกั ษณะเฉพาะ หรือ
จุดประสงค์ ซง่ึ แตล่ ะคนอาจไม่ได้กลา่ วครอบคลุมทกุ แงม่ ุม แต่ในการสรปุ น้ันผ้วู จิ ยั ควรทจ่ี ะ
สรุปให้ครบทุกแง่มุมที่ได้ทบทวนมา และอาจเสนอช่องว่าง (GAP) ที่พบจากการทบทวน
เพิ่มเตมิ ได้ อาทิ นักวิจยั อาจกล่าวว่า นกั วิชาการสว่ นใหญ่ใหค้ วามสำคัญโดยกลา่ วถึงมากใน

32

ประเด็นใด และประเด็นใดทม่ี กี ารนำเสนอข้อมลู น้อย ซงึ่ นกั วิจยั สามารถวิพากษ์วิจารณ์ใน
ส่วนน้เี พม่ิ เติมได้ และอาจเช่อื มโยงไปสกู่ ารกำหนดปัญหาการวจิ ยั ไดด้ ้วยเช่นเดยี วกัน

ระดับก้าวหน้า ได้แก่ การประมวลเนื้อหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของหลายๆ
เน้ือความจากแหล่งขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ทม่ี ีความน่าเช่ือถือนำมาเขียนบูรณาการให้เป็นหน่ึงเดียว
โดยจะทำการเสนอสาระทป่ี รากฏอยใู่ นวรรณกรรมต่าง ๆ อยา่ งครอบคลุมทุกองคป์ ระกอบ
อย่างชัดเจน โดยในการทบทวนวรรณกรรมระดับกา้ วหน้า ผู้วิจัยสามารถสรา้ งตารางการ
วิเคราะห์เนื้อหาสาระในรปู แบบตารางเมทริกซเ์ สียก่อน แล้วจึงค่อยทำการสรุปประมวล
เรยี บเรียงเขยี นเน้ือความนน้ั ขึ้นใหมต่ ามลีลาการเขยี นของผวู้ ิจัยเอง

ตัวอยา่ งการเขยี นงานทบทวนวรรณกรรม ระดับกา้ วหน้า

หัวข้อ: ความหมายของการเสริมสรา้ งพลงั อำนาจ

ตารางท่ี 2 การวเิ คราะหค์ วามหมายของการเสรมิ สรา้ งพลงั อำนาจ

ช่ือเจา้ ของผลงาน รูปแบบการ ประเดน็ สำคญั ที่พบ ผลลัพธท์ ่ี
Clutterbuck & ดำเนนิ งาน แนวคดิ / ระดบั การ คาดหวงั
Kernagham กระบวนการ ลักษณะเฉพาะ เสริมพลงั บุคคลและ
เน้นการให้ บคุ คล และ กลมุ่ มีอำนาจ
(1995) กระต้นุ ปลุก อำนาจกับ กลุม่ มแี รงจงู ใจใน
เร้า ให้ กลุ่มเป้าหมาย ตนเอง สรา้ ง
Croff & Bresford กำลังใจ ความสำเรจ็
(2000) ให้อำนาจและ บุคคล กลมุ่ ใหก้ ับตนเอง
สร้างเงอื่ นไขให้ และชมุ ชน องค์กร หรือ
ชมุ ชน
กลมุ่ เป้าหมาย
ร้สู ึกดกี ับ
ตนเอง มี

33

ชื่อเจา้ ของผลงาน รูปแบบการ ประเด็นสำคญั ท่ีพบ ผลลพั ธ์ที่
Maton (2008) ดำเนินงาน แนวคดิ / ระดับการ คาดหวงั
ลักษณะเฉพาะ เสริมพลงั ความอิสระไม่
เกดิ การ ถูกเอารัดเอา
เปล่ยี นแปลง เปรียบ
สามารถ
กระบวนการ เนน้ การมสี ่วน บคุ คล และ ควบคมุ การ
กลุ่ม รว่ มและพฒั นา กลมุ่ ดำเนนิ ชวี ิต
ผ้ดู อ้ ยโอกาส ตนเองและอยู่
หรือผู้ถูกกดขี่ ร่วมกบั
สิง่ แวดลอ้ มได้
ในสงั คม
ดีขึน้

นกั วชิ าการที่มปี ระสบการณ์เกี่ยวข้องกับการเสริมสรา้ งพลังอำนาจ ไดใ้ ห้นิยามใน
มุมที่เหมือนและแตกตา่ งกัน โดยทุกคนมองว่าการเสริมสร้างพลงั อำนาจนั้นต้องมีรปู แบบ
การดำเนินงานหรอื มแี นวคิดและลักษณะเฉพาะที่ชดั เจน รวมถงึ มคี วามคาดหวงั ท่จี ะใหเ้ กดิ
ผลลัพธ์ในแง่มุมที่ดี เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม และชุมชน
(Clutterbuck & Kernagham, 1995; Croff & Bresford, 2000; Maton, 2008) ซึ่งใน
การดำเนนิ งานนัน้ อาจอยู่ในรูปแบบของการจัดกระบวนการที่เป็นระบบระเบียบมีขั้นตอน
(Clutterbuck & Kernagham, 1995; Maton, 2008) หรือในอีกแง่มุมหนึ่งของนักวิชาก็
อาจมองได้ว่าไม่จำเปน็ ต้องเป็นข้ันตอนแตม่ กี ิจกรรมหรือการแสดงออกที่กระตุ้น ปลุกเร้า
ให้กำลังใจกับกลุ่มเป้าหมาย (Maton, 2008) ทั้งนี้นักวิชาการทุกคนมีมุมมองที่ตรงกันวา่
กลุ่มเป้าหมายในท่ีนี้สามารถจดั ระดับได้ทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม ซึ่งอาจเป็นชุมชนได้ด้วย
โดยแนวคิดหลักที่ถูกนำมาใช้ควรให้ความสำคัญกับการมอบอำนาจกับกลุ่มเป้าหมาย
(Clutterbuck & Kernagham, 1995; Croff & Bresford, 2000) รวมถึงการมีส่วนร่วม
(Maton, 2008) เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคลทั้งด้านตนเอง ได้แก่ มี

34

แรงจูงใจในตนเอง สร้างความสำเร็จให้กับตนเอง สามารถควบคุมการดำเนินชีวิตตนเอง
รู้สึกดีกับตนเอง มีความอิสระไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งที่สร้าง
ความสำเร็จให้กับกลุ่ม ชุมชน หรือองค์กร และอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข
(Clutterbuck & Kernagham, 1995; Croff & Bresford, 2000; Maton, 2008)

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การเขียนในระดับก้าวหน้า จะทำการวิเคราะห์
ขอ้ มูลมาใหแ้ ล้วเสรจ็ แลว้ จงึ นำรายละเอยี ดท่ีได้จากการวเิ คราะหน์ นั้ มาเรยี บเรยี งประมวล
เปน็ ขอ้ ความเพื่อนำเสนอในงานวิจยั น้ันตอ่ ไป ซ่ึงในการวิเคราะห์ขอ้ มูลจากตารางดังกล่าว
ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลให้ครบทุกช่องก็ได้หากนักวิชาการหรือเจ้าของผลงานนั้นไม่ได้
กล่าวถึงในประเด็นนั้น โดยสิ่งที่เป็นช่องว่างนี้จะเป็นหน้าที่ของผู้วิจัยในการหาคำอธิบาย
เพ่ือใหเ้ ห็นแงม่ ุมของการศึกษาในประเด็นน้ัน ๆ มากย่ิงข้ึน

ขัน้ ตอนที่ 5 การเขยี นกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี
ภายหลังจากที่ผู้วิจัยได้ทำการทบทวนวรรณกรรมครอบคลุมตามขอบเขตของ
ปัญหาการวิจัยหรือหัวข้อการวิจัยแล้ว ผู้วิจัยควรจะต้องมีการพัฒนากรอบแนวคิดเชิง
ทฤษฎีเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งหมดทีเ่ กี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่ต้องการ
ศึกษา หรือตวั แปรทมี่ คี วามสัมพนั ธ์เก่ียวข้องกนั ทั้งหมดตามทฤษฎี ทั้งนี้หากผวู้ ิจัยสามารถ
เชื่อมโยงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษานั้นได้มาก
เท่าไหร่ จะแสดงถึงความน่าเชื่อถือในงานวิจยั ยอ่ มมมี ากขึน้ ด้วยเช่นเดยี วกัน (บัณฑติ า อิน
สมบตั ิ, 2558)

35

ภาพที่ 2 ตวั อย่างกรอบแนวคิดเชงิ ทฤษฎี

X1 X4

X2 X5 Y

X3
ขั้นตอนที่ 6 การเขยี นกรอบแนวคดิ สำหรับการวจิ ัย
กรอบแนวคิดสำหรับการวิจยั หมายถึง บทสรปุ สดุ ท้ายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ
ตัวแปรต่าง ๆ ทผี่ วู้ จิ ัยต้องการทำการศกึ ษา ซง่ึ อาจนำเสนอเป็นแผนภาพ หรือการเขยี นเชงิ
บรรยายก็ได้ ซ่งึ กรอบแนวคดิ สำหรบั การวิจยั มกั เปน็ การศึกษาตัวแปรที่เฉพาะเจาะจงจาก
กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ผู้วิจัยต้องการหาคำอธิบายบางอย่างให้มีความชัดเจนข้ึน
ประกอบกับข้อจำกัดทางด้านเวลา และด้านอื่น ๆ กรอบแนวคิดสำหรับการวิจัยจึงเป็น
การศกึ ษาทล่ี ดตัวแปรจากกรอบแนวคดิ เชิงทฤษฎี ตัวอย่างในภาพท่ี 3

ภาพที่ 3 ตวั อยา่ งกรอบแนวคิดสำหรับการวิจยั

X1 X4

X5 Y

36

ข้ันตอนที่ 7 การจัดทำรายการอา้ งองิ ท้ายเลม่

ในการทบทวนวรรณกรรมนัน้ การจัดทำรายการอ้างอิงถือว่าเป็นสิ่งท่ีสำคัญมาก
ทส่ี ุด เพราะจะทำให้ทราบถึงแหล่งทีม่ าของการกล่าวอา้ งงานวรรณกรรมนัน้ ๆ รวมถึงเป็น
การให้เกียรติผู้เขียนเดิม แสดงถึงสทิ ธิทางปัญญาและสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมลู ด้วย
ซ่งึ วธิ ีการอา้ งองิ ในแต่ละแหลง่ ก็จะมีรูปแบบทีแ่ ตกต่างกันไป โดยรูปแบบท่ีได้รับความนิยม
ในการอา้ งอิงท้ายเลม่ ได้แก่

1. APA Style (American Psychological Association) สำหรับสาขาจิตวิทยา
การศกึ ษา ศกึ ษาศาสตร์ และสงั คมศาสตร์

2. MLA Style (Modern Language Association) สำหรับสาขาแพทยศาสตร์
สาธารณสขุ ศาสตร์ และชีววิทยา

3. Chicago Style (University of Chicago) มีการใช้อย่างแพร่หลายในทุก
สาขาวิชา และสำหรับงานวิจยั ของ Chicago University

4. Vancouver Style เป็นอีกรปู แบบการอา้ งอิงทไี่ ด้รับความนิยม แตส่ ว่ นใหญพ่ บ
ในสาขาทางการแพทย์

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงตัวอย่างที่พบมากในการอ้างอิงในปัจจุบัน ซึ่งใน
ความเป็นจริงนั้นยังมีรูปแบบตา่ ง ๆ อีกมากมาย ซึ่งในปัจจุบันสามารถใช้ไดจ้ ากโปรแกรม
EndNote ที่เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปในการเป็นเครื่องมือช่วยจัดทำรายการอ้างอิงช่วย
อำนวยความสะดวกแกน่ ักวจิ ัยมากยิง่ ขน้ึ

ประโยชนข์ องการทบทวนวรรณกรรม

นักวิจัยหลายคนอาจรู้สึกว่ากระบวนการของการทบทวนวรรณกรรมเป็นเรื่องท่ี
ยงุ่ ยากเพราะจะต้องวุน่ วายอย่กู บั การศกึ ษาเอกสารที่มากมาย แต่หากมองในแง่มุมกลบั กัน
ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสมือนเกราะกำบังที่จะทำให้ผู้วิจัยมีภูมิคุ้มกันทางข้อมูล
ความรู้ท่เี พ่ิมมากข้นึ ด้วยเชน่ กัน ดงั น้ันในหัวข้อนจ้ี ะขออธบิ ายถงึ ประโยชนท์ ่ีผู้วิจัยจะได้รับ
จากการทบทวนวรรณกรรม อันประกอบดว้ ย

37

1. การคน้ พบชอ่ งว่าง (GAP) ของความรู้ จากการที่ผู้วิจยั ไดอ้ ่าน วิเคราะห์ วิพากษ์
วรรณกรรมประเภทต่าง ๆ ทต่ี นเองไดท้ ำการสบื คน้ เปน็ จำนวนมากจะทำให้ผู้วิจัยสามารถ
บอกตัวเองไดว้ ่า ประเด็นที่ตนเองสนใจจะทำวิจัยน้ัน มีสิ่งใดที่คนส่วนมากทำการวิจัยไป
แล้วบ้าง และมีสิ่งใดที่ยังมีการศึกษาวิจัยน้อย ไม่ชัดเจน หรือยังไม่เคยมีการดำเนินการ
ศึกษา ซึ่งช่องว่างที่เกิดขึ้นตรงนี้ก็คือประเด็นที่ยังมีการศึกษาทีไ่ มช่ ัดเจน หรือยังไม่เคยมี
การศึกษาวิจัย ซึ่งผูว้ ิจัยจะสามารถนำช่องว่างที่พบตรงส่วนน้ีไปต่อยอดในการดำเนินการ
วจิ ัยของตนเองได้ รวมถึงสามารถนำไปกำหนดเป็นปัญหาการวจิ ยั ได้ดว้ ยเชน่ กนั

2. การได้ทำความเข้าใจเชงิ ลึกต่อตัวแปรที่จะใช้ในการศกึ ษาวิจยั ของตนเอง โดย
การทบทวนวรรณกรรมจะทำให้ผู้วิจัยเองได้มีโอกาสค้นคว้าข้อมูลในแง่มุมต่างๆ ของตัว
แปรที่ตนเองจะตอ้ งนำมาใช้ในการวิจัยให้มีความเข้าใจถอ่ งแท้มากยิ่งขึน้ ยกตัวอย่างเช่น
ผู้วิจัยทำการวิจัยหัวข้อ “การศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มีผลต่อ
คุณลกั ษณะความใฝเ่ รียนร้ขู องผูเ้ รียนในระดบั อดุ มศกึ ษา” ในหวั ข้อข้างต้น ผู้วจิ ัยจะเห็นว่า
มีอย่างน้อย 2 ตัวแปรที่ผู้วิจัยจะต้องทำการค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจ
องค์ประกอบของตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรชุดที่ 1 เร่ืองพฤตกิ รรมการเรียนรู้ และตวั แปรชุดท่ี
2 คุณลักษณะความใฝ่รู้ใฝ่เรียน ซึ่งภายหลังการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับตวั แปร
ดงั กล่าวเสร็จสน้ิ จะทำใหผ้ ้วู ิจัยสามารถอธิบายข้อมลู ในแง่มมุ ตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างมีเหตุมีผลท่ีมี
ขอ้ มลู ตา่ งๆ รอบด้านมาสนบั สนุน

3. การนำไปสกู่ ารกำหนดกรอบแนวคิดที่รดั กมุ หลายครง้ั ทีพ่ บวา่ งานวิจัยมีการใช้
กรอบแนวคิดที่เหมอื นเดมิ เพยี งแค่เปลย่ี นกลุ่มเป้าหมาย หรอื ไม่ก็มคี วามซ้ำซ้อนคร้ังแล้ว
คร้ังเลา่ ทำใหก้ ารวจิ ัยไม่เกดิ ความสรา้ งสรรคแ์ ละไมไ่ ดอ้ งค์ความรใู้ หม่ๆ ดงั นน้ั การทบทวน
วรรณกรรม จะทำให้ผู้วิจัยได้เรียนรู้การเขียนกรอบแนวคิดที่หลากหลาย ซึ่งอาจจะได้
เรียนรู้ทัง้ ลักษณะการเขยี นท่ชี ดั เจนและไมช่ ัดเจน ไดเ้ ห็นทศิ ทางของตวั แปรท่ีควรจะได้รับ
การนำไปศึกษาต่อให้เกิดความลึกซึ้ง รวมถึงจะทำให้ผู้วิจัยเองเรียนรู้ว่าการทบทวน
วรรณกรรมทไี่ มม่ ากเพียงพอ จะทำให้การสรา้ งกรอบแนวคิดเกิดข้ึนได้ยาก และอาจทำให้
การทำวจิ ัยนั้นผิดทศิ ผิดทางในทสี่ ดุ ได้

38

4. การได้ทำความเขา้ ใจและเรยี นรู้การวิเคราะห์วิพากษ์ในประเด็นเดียวกันกบั ที่
ตนเองสนใจในการทำวจิ ัย ซึ่งการที่ผู้วิจัยได้อ่านงานวจิ ัยในประเด็นเดยี วกันหรือประเด็น
ใกล้เคียงกับที่จะดำเนินการวิจัย จะทำให้ผู้วิจัยได้เห็นมุมมองของการตีความ กสน
วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนั้นๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งจะทำให้ผู้วิจัยได้เกิดกระบวนการเรียนรู้
ข้อมูลในอดีตและทำใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจต่อเรื่องที่จะทำการวจิ ัยเพิ่มมากขึ้น ในอีกทางหน่ึง
หากผู้วิจัยได้มีการทบทวนวรรณกรรมที่มีการวิเคราะหแ์ ละวิพากษว์ ิจารณ์ผ่านการเขียน
เปน็ ผลงานของผวู้ ิจยั ผลงานดงั กล่าวก็จะเปน็ ประโยชนก์ บั ผูอ้ ่ืนด้วยเชน่ เดียวกนั

5. การได้เรียนรู้คำศัพท์ทางวิชาการที่เฉพาะเจาะจงในงานแต่ละศาสตร์ หรือ
แนวคิดทฤษฎีต่างๆ ที่ไม่รู้จักมาก่อน กล่าวคือ หลายครั้งที่วรรณกรรมในแต่ละเรื่องนนั้
มักจะถูกนำมาเขยี นในขอบเขตของศาสตร์ของผู้วจิ ยั ซึ่งอาจทำให้ผู้ท่ีมาอ่านท่ีไม่ได้อย่ใู น
ศาสตร์ได้เรียนรู้คำศัพท์ หรือคำสำคัญใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ช่วยให้ผู้วิจัยได้มองเห็นความ
แตกต่างหลากหลายในการทำวิจัย ตลอดจนบางครัง้ การได้อา่ นวรรณกรรมที่หลากหลาย
จะทำให้ผู้วิจัยได้เรียนรู้การนำแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ ในการเอาไปประยุกต์ใช้ ซึ่งสิ่งนี้จะ
กระตุ้นให้นักวิจัยเกิดกระบวนการคิด และจูงใจให้เกิดมุมมองความน่าสนใจในการนำ
แนวคิด หรือทฤษฎดี งั กล่าวไปใชป้ ระโยชน์ต่อได้

6. การไดเ้ รยี นรูก้ ารเช่ือมโยงหรือผสานแนวคิดเพื่อสร้างกรอบความรู้ในการนำไป
ทดลองใชส้ ำหรบั การวจิ ัยเชงิ ประยกุ ต์ การที่ผูว้ จิ ัยได้ศกึ ษาวรรณกรรมทีม่ กี ารผสานแนวคดิ
หรือประยุกต์ทฤษฎีเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ จะทำให้ผู้วิจัยได้เรียนรู้แนวทางการเชื่อมโยง
ความสัมพันธ์ของข้อมูลชุดต่างๆ ทั้งระหว่างแนวคิดและทฤษฎี ที่ไม่ได้เกิดการทำตาม
อำเภอใจ แต่จะมีหลักการและกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ผู้วิจัยเกิด
ความคิดทีห่ ลากหลายในการเชอื่ มโยงหรือผสานแนวคดิ ทฤษฎตี า่ งๆ สู่การใชป้ ระโยชน์ได้
จริงในการทำวิจัย

39

บทที่ 4

ตัวแปรและสมมติฐานของการวิจยั

ส่ิงท่ีผ้วู ิจยั ต้องทำความรจู้ ักเพราะถือว่าเป็นสิ่งท่ีมีความสำคญั อย่างมากในการทำ
วิจยั คอื การกำหนดตัวแปร เพราะเป็นองคป์ ระกอบหน่ึงที่ผวู้ จิ ัยต้องนำไปใช้ในการกำหนด
ขอบเขตของการวิจยั เพื่อระบุกรอบแนวคิดในการวิจัยและปญั หาการวิจยั ที่จะต้องมีการ
ระบุในลักษณะของตัวแปรทีส่ ามารถวดั หรือสังเกตได้

ความหมายของตวั แปร (Variable)

ตัวแปร หรือ Variable หมายถึง คุณลักษณะ คุณสมบัติ หรือเงื่อนไขทั้งท่ีมีชีวติ
หรอื ไมม่ ชี ีวติ ท่ีผวู้ จิ ัยสนใจท่ีจะศึกษา โดยส่ิงดงั กล่าวเหล่านน้ั สามารถทีจ่ ะมกี ารผันแปรหรอื
เปลี่ยนแปลงค่าได้ซึ่งอาจเป็นการถูกวัดในรูปแบบของเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพก็ได้
ยกตัวอย่างเช่น รายได้ (ตัวเลข) น้ำหนัก (ตัวเลข) ส่วนสูง (ตัวเลข) ระดับการศึกษา
(ประถมศึกษา / มัธยมศึกษา / อุดมศึกษา / ปวช. / ปวส.) เพศ (ชาย / หญิง) ศาสนา
(พุทธ/ คริสต์ / อิสลาม) เป็นต้น ซึ่งจากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าทุกรายการ
สามารถจำแนกความผนั แปรได้ ดงั นัน้ สิ่งทีส่ ามารถกระทำได้ดงั กล่าวกจ็ ะสามารถเรยี กเปน็
“ตวั แปร” ไดเ้ ช่นเดียวกัน

ความสำคญั ของตวั แปร

ตวั แปรมีความสำคญั อยา่ งนอ้ ยตอ่ การวิจัย 3 ประการ ประกอบด้วย

1. สามารถนำตัวแปรไปเชื่อมโยงกับแนวคิดทฤษฎี ในการทบทวนวรรณกรรมท่ี
ผู้วิจัยได้ทบทวนแนวคิด ทฤษฎีต่างๆ ผู้วิจัยจะได้เรียนรู้ตัวแปรต่างๆ ที่อยู่ภายในแนวคดิ
ทฤษฎี เหล่านั้น และจะทราบว่าตัวแปรใดที่ควรจะหยบิ ขึ้นมาศึกษาเพิม่ เติม หรือทำการ
ทดสอบตัวแปรน้ัน เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์กลับไปสู่แนวคิด ทฤษฎีเพื่อเป็นการยนื ยัน
หรือตรวจสอบ เหตุที่ดำเนินการเช่นนี้เพราะโดยปกติแนวคิด หรือทฤษฎีจะมีความเป็น
นามธรรมสูง ดังนัน้ การหยบิ ตวั แปรออกมาศกึ ษาวิจัยท่ีตอ้ งมีการสรา้ งนยิ ามเชิงปฏิบัติการ

40

จะช่วยทำให้ตวั แปรน้ันสามารถวัดและมีขอ้ มูลเชงิ ประจกั ษท์ ี่อธิบายเชื่อมโยงความสัมพันธ์
ไปสู่ตวั แนวคดิ ทฤษฎไี ดช้ ัดเจนมากข้นึ

2. สามารถนำตัวแปรไปกำหนดเป็นสมมติฐานของการวิจัย ภายหลังการศึกษา
แนวคดิ ทฤษฎี และทบทวนวรรณกรรมจนคน้ พบความสัมพนั ธ์ท่เี ปน็ เหตุเป็นผลของตวั แปร
ท่ีสนใจจะทำการศึกษาแลว้ ตวั แปรท่สี นใจเหลา่ นั้นสามารถนำไปสู่การกำหนดสมมติฐานใน
การวิจัยได้ เช่น ในการศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมความใฝ่รู้ใฝ่เรียนกับระดับ
ความสามารถในการเรียนรูด้ ้วยตนเอง ผวู้ ิจยั คน้ พบว่า ตวั แปร A ทเ่ี ป็นพฤตกิ รรมความใฝ่รู้
ใฝ่เรียน มคี วามสัมพันธเ์ ชอ่ื มโยงกบั ตวั แปร B ทเี่ ป็นระดบั ความสามารถในการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง ดงั นั้นจึงสามารถนำไปส่กู ารตง้ั สมมตฐิ านการวจิ ยั ท่ีวา่ พฤตกิ รรมความใฝ่รู้ใฝเ่ รยี นมี
ความสมั พันธ์เชงิ บวกกบั ระดับความสามารถในการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง เปน็ ตน้

3. ตวั แปรช่วยทำใหส้ ามารถวัดและทดสอบได้ จากท่ีกลา่ วไปแลว้ วา่ แนวคิด หรือ
ทฤษฎีมกั เปน็ เรอ่ื งทมี่ ีความเป็นนามธรรมสูงและไมท่ ดสอบได้โดยตรง ดังน้ันการศึกษาและ
ถอดตวั แปรท่ีอยภู่ ายในแนวคดิ ทฤษฎีออกมาจงึ ทำใหล้ ดระดบั ความเปน็ นามธรรมให้เป็น
รูปธรรมได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความผูกพันขององค์กร
สามารถสร้างตัวแปรจากทฤษฎดี งั กล่าว ไดเ้ ปน็ ก) การแสดงความเช่ือม่นั ตอ่ เปา้ หมายและ
ค่านิยม ข) พฤติกรรมการแสดงออกดา้ นความทุ่มและและทำงานเพ่อื ประโยชนอ์ งค์กร และ
ค) ระดับความรู้สกึ ที่ต้องการเป็นสมาชิกในองค์กรอยา่ งแรงกล้า เป็นต้น จะเหน็ ได้ว่าการ
ถอดตัวแปรออกจากแนวคดิ หรอื ทฤษฎไี ด้ จะทำใหก้ ารวดั และทดสอบมีความเปน็ รปู ธรรม
เพมิ่ มากข้ึน

ลักษณะของตัวแปร

นักวิชาการได้มีการจำแนกลักษณะของตัวแปรไว้อย่างหลากหลาย แต่สำหรับ
หนังสือเล่มน้ีจะขอจำแนกประเภทตัวแปรออกเปน็ 4 ลกั ษณะ ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) บางครั้งเราอาจจะคุ้นชินกับคำว่า
“ตัวแปรต้น” ให้เข้าใจว่าคือตัวแปรตัวเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวแปรที่เป็นสาเหตุทำให้ตัวแปร

41

อื่นๆ ในการศึกษาเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไป โดยในการวิจัยเชิงทดลองจะเรียกตัวแปรนี้ว่า
“ตวั แปรทดลอง” (Treatment Variable) หรือ “ตวั แปรจดั กระทำ”

2. ตัวแปรตาม (Dependent Variable) เป็นตัวแปรที่เป็นผลหรือเกิดจากการ
กระทำของตัวแปรอิสระ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ผู้วิจัยต้องการทราบผล บางครั้งเรียกว่าเป็นตัว
แปรผล (Effect Variable)

3. ตัวแปรสอดแทรก (Intervening Variable) เป็นตัวแปรที่แทรกอยู่ระหว่างตัว
แปรอิสระกับตัวแปรตาม ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตามที่ผู้วิจัย
คาดหวังอาจมีการเปลยี่ นแปลงไป หรืออาจกล่าวได้ว่าผลจากตวั แปรตามท่ีเกิดขน้ึ ไม่ได้เกิด
เพียงเพราะจากตัวแปรอสิ ระ แต่มตี ัวแปรสอดแทรกท่เี ข้าไปมผี ลร่วมด้วยหากควบคุมไม่ดี
เพียงพอ ซึ่งนักวชิ าการได้อธบิ ายตวั แปรนี้วา่ อาจเกยี่ วขอ้ งกบั กระบวนการทางจิตวิทยาใน
ตัวมนุษย์ อาทิ ความกงั วล การเรียนรู้ แรงจงู ใจ เปน็ ตน้ รวมถงึ ภาวะบางอย่างที่ถึงแม้จะรู้
ก็ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น นโยบายของรัฐบาล ภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทาง
การเมือง เป็นตน้

4. ตัวแปรแทรกซ้อนหรอื ตวั แปรเกนิ (extraneous variable) มีลักษณะเหมอื น
ตัวแปรอิสระแต่เป็นตัวแปรทีผ่ ูว้ ิจัยไม่ไดม้ ุง่ ศึกษา ซึ่งอาจจะมผี ลหรือมีอทิ ธิพลตอ่ ตัวแปร
ตามทำให้ขอ้ สรปุ ของการวิจยั ขาดความถูกตอ้ ง เทีย่ งตรง หรือเกดิ ความคลาดเคลือ่ นเพราะ
ผลการวิจัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวแปรอิสระที่ผู้วิจัยต้องการศึกษาเพียงอย่างเดียว ส่วนหน่ึง
อาจจะเป็นผลมาจากตัวแปรแทรกซ้อนด้วยก็ได้ ดังนั้นในการวิจัยผู้วิจัยจำเป็นจะต้อง
ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนให้เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด (สัญญา เคณาภูมิ, 2561) ซึ่งถ้าหากไม่
สามารถควบคมุ ไดอ้ าจจะกำหนดเปน็ ตวั แปรอสิ ระอีกตวั หนง่ึ ทจ่ี ะต้องศึกษาด้วยกไ็ ด้

ความสัมพันธข์ องตัวแปรทัง้ 4 ลกั ษณะ แสดงดังรูปต่อไปนี้

42

ตวั แปรอิสระ

ตัวแปรตาม

ตวั แปรแทรกซ้อน

ตวั แปรสอดแทรก

ภาพท่ี 4 ความสมั พันธ์ระหวา่ งตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรแทรกซอ้ น ตัวแปร
สอดแทรก และตัวแปรตาม

ตัวอยา่ งความสัมพันธ์ของตวั แปรทงั้ 4 ลกั ษณะ

คำถามการวิจัย : กจิ กรรมทางกายมีผลตอ่ สุขภาวะของผู้สูงอายุหรอื ไม่

ตวั แปรอสิ ระ : การใช้กจิ กรรมทางกาย

ตัวแปรตาม : ระดบั สุขภาวะของผู้สงู อายุ

ตัวแปรแทรกซ้อน : ความสมั พนั ธใ์ นครอบครวั ของผสู้ งู อายุ

ตัวแปรสอดแทรก : พน้ื ฐานทางสขุ ภาพจิตของผู้สูงอายุ

จากตวั อย่างดงั กลา่ วจะเหน็ ได้ว่าการต้องการศึกษาผลท่เี กิดขึน้ ให้ได้ข้อมูลแท้จริง
ตัวผู้วิจัยจำเป็นที่จะต้องวางแผนในการออกแบบการวิจัยทีม่ คี วามรัดกุมเพื่อไม่ให้ตัวแปร
แทรกซอ้ น และตัวแปรสอดแทรก สร้างความแปรปรวนตอ่ ผลการวจิ ยั โดยในการออกแบบ
ทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพนั้นจะไปกลา่ วในเร่อื งหลักการออกแบบการวิจัยในบทเรียนถดั ไป

43

ความหมายและลกั ษณะของสมมตฐิ านการวิจยั

เมื่อผู้วิจัยรู้จักรายละเอียดที่สำคัญของตัวแปรแล้ว ก็จะทำให้การกำหนด
สมมติฐานการวิจัยไม่ใช่เรื่องยากหรือซับซ้อนอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเชิง
ปริมาณที่ถือวา่ การกำหนดสมมติฐานถอื วา่ เปน็ ส่ิงสำคัญท่ีผู้วิจัยจะตอ้ งสร้างข้ึนมากอ่ นที่จะ
มีการทดลองหรือทดสอบด้วยวิธีทางสถติ ิ เพอื่ ให้สามารถนำข้อมลู ท่ไี ด้จากการวิจยั ไปสกู่ าร
สร้างข้อสรุปเกีย่ วกบั ความสมั พันธ์ระหว่างตวั แปรได้อย่างถกู ต้องและชดั เจน

คำว่าสมมติฐาน หรือ Hypothesis หมายถึงการคาดคะเนคำตอบที่คิดว่าจะ
เกดิ ขนึ้ ซ่ึงมหี ลักฐานหรือทฤษฎรี องรบั การคาดการณ์น้ัน

สำหรับสมมติฐานการวิจัย หรอื Research Hypothesis หมายถงึ คำตอบทผี่ ู้วิจัย
คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าซึง่ จะเขียนเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าตวั แปรต้ังแต่ 2
ตัวขึ้นไป โดยการคาดการณ์ดังกล่าวจะอิงอยู่บนบนหลักเหตุผล มีความเป็นระบบและใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ลกั ษณะของการตั้งสมมตฐิ านการวจิ ัยท่ดี นี ั้น ควรตอ้ งเขยี นให้เปน็ ประโยคบอกเลา่
ที่ระบุความสัมพันธ์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย มีการแสดงถึงความสัมพันธ์
ระหว่างตัวแปรที่ชัดเจน ต้องกำหนดขึ้นจากข้อมูลทางวิชาการที่รองรับซึ่งไม่ใช่เกิดจาก
สามัญสำนึกของผู้วิจัย รวมทั้งต้องเป็นสมมติฐานที่สามารถทดสอบได้ว่าเป็นจริงหรือไม่
ด้วยการใช้วธิ ีการทางสถติ ิในการทดสอบ

ประเภทของสมมตฐิ าน

สมมติฐานสามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่

1. สมมตฐิ านการวิจยั (Research Hypothesis) ทจี่ ะเขียนอยู่ในรปู ของข้อความที่
แสดงถึงคำตอบที่คาดคะเนเอาไว้ในลักษณะการอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปร ซึ่งการ
ต้งั สมมตฐิ านการวิจัยจะต้องพจิ ารณาจากวัตถุประสงคข์ องการวิจยั แบ่งได้เปน็ 2 แบบ คอื

1.1 สมมตฐิ านแบบมที ศิ ทาง (Directional Hypothesis) เป็นสมมติฐาน
ที่ระบุทิศทางความสัมพันธข์ องตวั แปรอย่างชัดเจน ว่าเพิ่มขึ้น มากกว่า น้อยกว่า หรือตวั

44

แปรมีความสัมพันธ์กันในทางบวกหรือมีความสัมพันธ์กันในทางลบ ซึ่งความสัมพันธ์ใน
ทางบวก หมายถึง หากตัวแปรหนึ่งมคี ่าสูงขึ้น ตัวแปรอีกตวั ก็จะมีค่าสูงขึน้ ตาม ในขณะที่
ความสัมพันธ์ในทางลบ หมายถึง หากตัวแปรหนึ่งมีค่าสูงขึ้น ตัวแปรอกี ตัวก็จะมคี ่าลดลง
ตัวอย่างการเขยี นสมมตฐิ านการวจิ ยั แบบมีทศิ ทาง เป็นดังนี้

- ระยะเวลาที่เขา้ ร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุกับสุขภาวะองค์รวมของ
ผสู้ งู อายมุ คี วามสัมพนั ธ์กันในทางบวก

- ระดับแรงจูงใจภายในของวัยรนุ่ หญิงสูงกว่าวัยร่นุ ชาย

- ความร่วมมือของคนในชมุ ชนเมอื งมีน้อยกว่าชุมชนชนบท

1.2 สมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง (Non-Directional Hypothesis) เป็น
สมมติฐานที่เขียนขึ้นโดยไม่ได้ระบุทิศทางความสัมพันธ์ของตัวแปร แต่จะเป็นเพียงการ
เปรียบเทยี บความแตกตา่ งหรอื พิจารณาลกั ษณะความสมั พันธ์ ยกตวั อยา่ งเช่น

- ระยะเวลาที่เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สงู อายุกับสุขภาวะองค์รวมของ
ผู้สูงอายุมคี วามสมั พนั ธ์กนั

- ระดบั แรงจงู ใจภายในของวยั รุ่นหญงิ กับวยั รนุ่ ชายแตกต่างกนั

- ความร่วมมอื ของคนในชุมชนเมืองกบั ชุมชนชนบทแตกตา่ งกัน

2. สมมติฐานทางสถิติ (Statistic Hypothesis) เกิดจากการเปลี่ยนรูปของ
สมมตฐิ านการวิจยั เนือ่ งจากต้องมกี ารทดสอบสมมติฐานซงึ่ จำเป็นต้องใชว้ ิธีทางสถติ ิ ดังนั้น
ผู้วจิ ัยจงึ ต้องเปลี่ยนวิธกี ารเขียนสมมติฐานโดยใชโ้ ครงสร้างทางคณติ ศาสตร์มาเขียนอธิบาย
ความสัมพนั ธ์ของตวั แปรแทน ซ่ึงสามารถแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ

2.1 สมมติฐานที่เป็นกลาง (Null Hypothesis: H0) เป็นสมมติฐานท่ี
อธิบายความสมั พนั ธข์ องตัวแปรที่ไมม่ คี วามสัมพันธก์ นั หรอื คณุ ลักษณะไมม่ คี วามแตกต่าง
กนั

45

2.2 สมมติฐานทางเลือก (Alternative Hypothesis: H1 หรือ HA) เป็น
สมมติฐานที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในลักษณะที่เป็นไปตามที่ผู้วิจัยได้
คาดคะเนเอาไว้ ซง่ึ เป็นการแปลงมาจากสมมติฐานการวิจัยทีผ่ ู้วิจัยไดก้ ำหนดเอาไว้

สัญลักษณ์ทนี่ ำมาใช้ในการตง้ั สมมติฐาน จะไม่นิยมใช้สัญลักษณ์ท่ีค่าทางสถิติ แต่
จะใช้สญั ลักษณท์ ่เี ป็นเปน็ ค่าท่ีไดจ้ ากประชากรในการวจิ ยั เสมอซ่ึงเรยี กว่า ค่าพารามิเตอร์
(Parameter) เพอ่ื ประโยชนใ์ นการอ้างองิ ผลการวิจยั ไปสปู่ ระชากรการวจิ ยั ในภายหลัง โดย
สญั ลกั ษณ์แทนคา่ พารามิเตอรท์ ่ใี ชใ้ นการเขียนสมมตฐิ านทางสถิติ มอี ยู่ 3 ชนดิ คอื คา่ เฉลย่ี
ประชากร ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานประชากร และค่าสหสัมพันธ์ประชากร ซึ่งมีลักษณะ
แตกต่างจากสัญลกั ษณท์ างสถติ ิ ดงั ตารางต่อไปน้ี (ตารางท่ี 3)

ความหมายของสญั ลักษณ์ สถติ ิ พารามิเตอร์
ค่าเฉลี่ย
ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน x̄ μ
สหสมั พันธ์ σ
s ρ

r

ตวั อย่างของการต้งั สมมตฐิ าน เปน็ ดงั น้ี

วตั ถปุ ระสงค์ เพื่อเปรียบเทียบระดับความรว่ มมือของคนในชุมชนเมืองกบั
ชุมชนชนบทในการจัดการขยะบนพืน้ ที่สาธารณะ
สมมติฐานการวจิ ัย
สมมติฐานทางสถิติ การตง้ั สมมตฐิ านแบบมที ศิ ทาง
ระดับความร่วมมือของคนในการจัดการขยะบนพื้นที่
สมมติฐานการวิจัย สาธารณะของคนชมุ ชนเมอื งมีน้อยกว่าชุมชนชนบท
สมมติฐานทางสถติ ิ
H0 : 1 = 2

H1 : 1 > 2
การตัง้ สมมติฐานแบบไม่มที ศิ ทาง
ระดับความร่วมมือของคนในการจัดการขยะบนพื้นที่
สาธารณะของคนชมุ ชนเมอื งกบั ชุมชนชนบทแตกต่างกนั

H0 : 1 = 2

46

H0 : 1 ≠ 2
1 หมายถงึ คะแนนเฉลีย่ ระดับความรว่ มมือของคนชนบท
2 หมายถงึ คะแนนเฉลยี่ ระดับความร่วมมอื ของคนเมอื ง
ในการทดสอบสมมติฐาน ผู้วิจัยจะทำการทดสอบสมมติฐานที่เป็นกลาง (H0)
เท่าน้นั โดยใช้สถติ ใิ นการทดสอบ และถา้ ผลการทดสอบพบว่าปฏิเสธสมมติฐานทีเ่ ป็นกลาง
ย่อมแสดงว่ายอมรบั สมมติฐานท่เี ป็นทางเลอื ก ซงึ่ กค็ ือสมมติฐานทผ่ี วู้ ิจัยคาดคะเนคำตอบ
ไว้นั่นเอง แต่ถ้าผลการทดสอบพบว่ายอมรับสมมติฐานที่เป็นกลาง ย่อมแสดงว่าปฏิเสธ
สมมติฐานท่ีเปน็ ทางเลือก ไดแ้ ก่สมมติฐานทีผ่ ูว้ จิ ัยไดต้ ัง้ เอาไว้

47

บทที่ 5

การออกแบบการวิจยั

ในการทำวจิ ยั หากผู้วจิ ัยต้องการได้คำตอบของการศึกษาท่ีมีความตรงและเช่ือถือ
ได้นั่นหมายถึงการออกแบบการวิจัยได้ถูกดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ดังน้ัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการให้ความสำคัญกับการออกแบบการวิจัยจึงมีความจำเป็นอย่างย่งิ ที่
นกั วิจัยจะต้องใส่ใจและยดึ ถอื ในการดำเนินการวิจัยอย่างเครง่ ครดั

ความหมายของการออกแบบการวจิ ยั

นักวิชาการได้อธิบายความหมายของการออกแบบการวิจัย หรือ Research
Design ในมมุ มองทหี่ ลากหลาย แตม่ จี ุดรว่ มทเี่ หมือนกัน กลา่ วคือ

เคอร์ลงิ เจอร์ (Kerlinger, 1986: 279) อธบิ ายวา่ การออกแบบการวิจัยนัน้ เปน็ ทั้ง
แผน โครงสรา้ ง และยุทธศาสตรข์ องการวิจยั เพื่อใหส้ ามารถตอบปัญหาของการวิจัยได้ ซึ่ง
จำต้องมีการควบคุมความแปรปรวน โดยคำว่าแผน หมายถึง เค้าโครงแนวทางการ
ดำเนนิ การวจิ ัยท่ีผู้วจิ ัยจะดำเนินการกระทำในทกุ ขนั้ ตอนของการวิจยั โครงสร้าง หมายถึง
เคา้ โครงแสดงรปู แบบความสัมพันธร์ ะหวา่ งตัวแปรทผี่ ู้วจิ ัยตอ้ งการศกึ ษา และยุทธศาสตร์
หมายถงึ วิธกี ารที่นกั วิจัยเลือกใช้ในการรวบรวมและวิเคราะหข์ ้อมูล

นงลักษณ์ วิรัชชัย (2543: 118) กล่าวว่า การออกแบบการวิจัย หรือบางครั้ง
เรียกว่าแบบการวจิ ัยหรือแผนแบบการวจิ ยั คอื แผนงานแสดงแนวทางการดำเนินงานวิจัย
ที่มีวิธีการทีเ่ ปน็ ระบบ มีขั้นตอนในการแสวงหาข้อมลู เทจ็ จริงเพื่อให้ได้คำตอบท่ีเที่ยงตรง
เชื่อถอื ได้

จันทร์แรม เรือนแป้น (2561: 97) กล่าวว่า การออกแบบการวิจัย หรือ การ
กำหนดแบบแผนการวิจัย เป็นการกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งวิธกี ารหรือแนวทางการ
ดำเนินงานท่จี ะทำใหผ้ วู้ จิ ยั ได้ขอ้ มลู ทตี่ ้องการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายท่ีสำคัญของการวิจัยท่ี
มี 2 ประการ ได้แก่ 1) สามารถตอบวตั ถุประสงค์การวิจยั ได้อย่างถกู ตอ้ งเท่ยี งตรง และ 2)
เกิดความประหยดั งบประมาณ เวลา และแรงงานในการดำเนนิ งาน

48

ทิพยส์ ริ ิ กาญจนวาสี และ ศริ ิชยั กาญจนวาสี (2564: 69) กล่าววา่ การออกแบบ
การวิจัย เป็นการกำหนดรูปแบบ ขอบเขต และแนวทางการวิจัย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้
ได้มาซึ่งคำตอบหรือข้อความรู้ตามปัญหาการวิจัยที่ได้กำหนดไว้อย่างมี ประสิทธิผลและ
ประสทิ ธภิ าพ

โดยสรุป การออกแบบการวิจัย มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า การวางแผนการ
ทำวิจัย ซึ่งได้แก่ การที่ผู้วิจัยดำเนินการวางแผนอย่างรัดกุมในทุกขั้นตอนของการ
ดำเนินงาน หรืออาจมองว่าเป็นการพิมพ์เขียวที่มีการกำหนดรูปแบบ ขอบเขต และ
แนวทางของการวิจัยอย่างรัดกุมเพ่ือให้ได้มาซึ่งคำตอบทีส่ ามารถตอบปัญหาการวิจัยหรอื
สมมติฐานการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้แก่การมคี วามเที่ยงตรงและน่าเช่ือถือ ซึ่ง
อาจมองได้ว่าการออกแบบการวิจัย เป็นการออกแบบในเชิงปฏิบัติการ ที่ตรวจสอบหรอื
พิสูจน์กรอบแนวคดิ หรือสมมตฐิ านการวิจยั อนั เปน็ การออกแบบเชงิ แนวคิด จากความหมาย
ดังกล่าวสามารถแสดงแผนภาพที่สะท้อนหลักคิดแสดงความเข้าใจของการออกแบบการ
วิจัยไดด้ ังนี้

การออกแบบการวิจัย

กำหนดรูปแบบ การเลือกรปู แบบท่ีเหมาะสม
กำหนดขอบเขต
กำหนดแนวทาง ดา้ นประชากร / เนื้อหา /
ตวั แปร / เวลา

สุ่มตัวอย่าง / วัดตวั แปร /
วเิ คราะห์ขอ้ มลู

ภาพท่ี 5 หลกั คดิ ในการออกแบบการวจิ ยั

49

หลักการออกแบบการวจิ ัย

หัวใจสำคัญในการออกแบบการวิจัยที่ผู้วิจัยต้องให้ความตระหนักใน การ
ดำเนินงาน คอื ตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจที่ถกู ตอ้ งเกย่ี วกับการควบคมุ ความแปรปรวนในการ
วิจัย นัน่ หมายถงึ ผวู้ จิ ัยควรให้ความสำคญั กับการควบคมุ ความแปรปรวนของตัวแปร โดย
ใชห้ ลกั การท่ีเรยี กว่า “Max Min Con Principle” (Kerlinger, 1986) ซึง่ มีองค์ประกอบที่
สำคญั อยู่ 3 ประการ ประกอบด้วย

1. การทำให้ความแปรปรวนที่เป็นระบบมีค่าสูงสุด (Maximization of
Systematic Variance) หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องพยายามที่จะทำให้ความแปรปรวนของ
ตัวแปรอิสระที่ศึกษามีความผันแปรหรือมีความแตกต่างกันให้มากที่สุด เพื่อที่จะทำให้
สามารถวดั ความแตกต่างท่เี หน็ จากตวั แปรตามไดช้ ัดเจนที่สุด ซ่ึงวิธกี ารทผี่ ู้วิจยั จะทำได้ คือ
การออกแบบสภาพการวิจยั หรอื การทดลองใหม้ คี วามแตกต่างกันให้มากท่ีสดุ เท่าทีจ่ ะทำได้
เพ่อื ให้การสรปุ ผลการวจิ ัยมีความชัดเจนมากทสี่ ุด ยกตัวอยา่ งเช่น การทดสอบประสทิ ธิผล
ในการเรยี นรู้ภาษาไทยของกลุ่มชาตพิ ันธุ์ หากผู้วิจัยต้องการศึกษาจำนวนชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์
ที่มผี ลตอ่ ผลสมั ฤทธท์ิ ่เี กดิ ขนึ้ กค็ วรกำหนดจำนวนชั่วโมงสำหรบั กลุ่มทดลองใหต้ า่ งกันอยา่ ง
ชัดเจน เป็น 0, 5 และ 15 ชว่ั โมง ดกี วา่ กำหนดเพยี ง 1, 2 และ 3 ชวั่ โมง เพือ่ ให้เกิดความ
ตา่ งมากท่ีสุด

2. การทำให้ความแปรปรวนที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนมีค่าน้อยที่สุด
(Minimization of Error Variance) ความแปรปรวนที่เกิดจากความเคลื่อนดังกล่าว
เกิดจากความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล หรือเกดิ จากระบวนการวัด ซ่งึ เกิดได้ 2 ลักษณะ คือ

2.1 ความคลาดเคลื่อนอย่างเป็นระบบ (Systematic Error) เป็น
ความคลาดเคลื่อนท่ีเกิดจากเครื่องมือที่ใช้ในการวัดซึ่งอาจมีการผิดพลาด ไม่ชัดเจนของ
ตัวเครื่องมือ รวมถึงความคลาดเคลื่อนจากการใช้เครื่องมือของผู้วิจัย ดังนั้นในการสร้าง
เครื่องมือสำหรับการวจิ ัยจึงต้องมีการตรวจคุณภาพท้ังด้านความตรง ความเชื่อม่ัน ความ

50


Click to View FlipBook Version