เป็นปรนัย รวมทั้งความมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ผู้วิจัยก็ควรทำการศึกษาและทำความ
เข้าใจการใชเ้ คร่อื งมือในการวจิ ยั ใหถ้ กู ต้องเพ่ือใหก้ ารดำเนินการวจิ ัยได้มาตรฐาน
2.2 ความคลาดเคลื่อนอย่างสุ่ม (Random Error) เป็นความคลาด
เคลื่อนที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันของโอกาสในการเกดิ ขึ้นของตัวแปรแทรกซ้อนจาก
กล่มุ ตัวอยา่ ง เช่น เพศ อายุ เช้อื ชาติ อารมณ์ ฯลฯ หรืออาจเป็นตวั แปรแทรกซ้อนอ่ืนๆ ท่ี
เกิดระหว่างการทดลอง ซึ่งในการลดความคลาดเคลื่อนดังกล่าวก็อาจใช้วิธีการจัดกระทำ
แบบส่มุ (Randomization) ได้
3. การควบคุมความแปรปรวนที่เกิดจากตัวแปรแทรกซ้อนที่ส่งผลอย่างเป็น
ระบบ (Control Extraneous Systematic Variance) เป็นความพยายามในการ
ควบคุมอทิ ธพิ ลของตวั แปรแทรกซอ้ นทบ่ี างครง้ั มบี ทบาทเสมือนตัวแปรอิสระท่ีผู้วิจัยไม่ได้
มคี วาสนใจในการศกึ ษาแต่มีอิทธิพลตอ่ ตัวแปรตาม ซ่ึงจะส่งผลกระทบต่อความถูกตอ้ งของ
คำตอบของการวิจยั เพ่อื ให้ความแปรปรวนของตัวแปรตามทเี่ กดิ ข้ึนเป็นผลมาจากตัวแปร
อิสระเท่าน้ัน ผู้วิจัยจึงควรรู้วิธีการในการควบคุมความแปรปรวนที่เกิดจากตัวแปรแทรก
ซอ้ น มหี ลายวิธีการดงั นี้
3.1 วิธีการจดั กระทำแบบสมุ่ (Randomization) เป็นวิธีการท่ีทำให้กลุ่ม
ตัวอย่างมีความเท่าเทียมกัน โดยใช้วิธีการสุ่มเพื่อให้ประชากรทุกหน่วยได้มีโอกาสที่จะ
ไดร้ บั การคัดเลอื กเปน็ กล่มุ ตัวอยา่ งอยา่ งเทา่ เทียมกัน ปราศจากความลำเอียง และลดความ
แตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอยา่ งแตล่ ะกลุ่ม
3.2 การขจัดตวั แปรออก (Elimination)
เป็นการขจดั อิทธิพลของตวั แปรแทรกซ้อนทีส่ ง่ ผลตอ่ ตัวแปรตามโดยการ
ทำให้ตัวแปรนั้นเป็นตัวแปรคงที่ (Holding Constant) หมายถึง การกำหนดให้มี
คุณลักษณะหรือคณุ สมบตั ินัน้ ในกลุ่มตวั อยา่ งแบบเท่าๆ กัน หรือเหมือนกัน เช่น ถ้าความ
ฉลาดหรือสติปัญญามีผลต่อการศึกษา การคัดเลือกกลุ่มตวั อย่างก็ต้องเลอื กกลุม่ ที่มีความ
51
ฉลาดหรือสติปัญญาในระดับใกล้เคียงกัน แต่ทว่าการกระทำแบบนีก้ ็อาจมีผลตอ่ การสรปุ
ข้อมูลการวิจยั ไปสู่กลุ่มอ้างอิง เพราะคำตอบท่ีได้จะสามารอธิบายหรืออ้างอิงไปสู่กลุ่มท่มี ี
ลักษณะเหมือนกับกลุ่มตวั อยา่ งเท่าน้ัน
3.3 การนำตัวแปรแทรกซ้อนมาเป็นตัวแปรอิสระที่สนใจในการศึกษา
(Building Into the Design) หมายถึง ผู้วิจัยทราบอยู่แล้วว่าตัวแปรใดอาจเป็นตัวแปร
แทรกซ้อนทเี่ กดิ ขน้ึ ไดใ้ นการวจิ ัย ดงั นั้นจงึ เลอื กทีจ่ ะนำตัวแปรน้ันมาเปน็ ตัวแปรอสิ ระอีกตวั
ในการศึกษา กจ็ ะช่วยควบคมุ ตวั แปรแทรกซ้อนทเ่ี กิดขึ้นได้
3.4 การจับคู่ (Matching) เป็นวิธีการทำให้กลุ่มตวั อยา่ งเหมือนหรือเท่า
เทียมกันดว้ ยการจบั คู่กลุ่มตัวอยา่ งที่มลี กั ษณะเหมือนกนั เป็นคู่ ๆ แลว้ สมุ่ แยกไปคนละกลุ่ม
ซ่ึงจะทำให้กลมุ่ ตวั อยา่ งทงั้ สองมคี วามเท่าเทียมกนั ยกตัวอย่างการจบั คใู่ นกรณที ่สี ติปญั ญา
เปน็ ตวั แปรแทรกซอ้ นที่มผี ลต่อตัวแปรตาม แต่ผวู้ ิจัยนำตวั แปรดงั กล่าวมาเปน็ ตวั แปรอิสระ
อกี หนึ่งตัวในการศกึ ษา โดยใชว้ ิธีการ Building Into the Design เพ่อื จับคูใ่ หไ้ ด้ตัวอย่างที่
มีลักษณะเดยี วกันอยูด่ ้วยกัน จากนั้นจงึ แยกทั้งคู่ออกไปสู่กลุ่มสำหรับการวิจัยคนละกล่มุ
ดังรปู ภาพต่อไปน้ี
สติปัญญาระดับสูง
กลุ่มทดลอง
ประชากรใน สติปัญญาระดับกลาง
การศึกษา
กลุ่มควบคุม
สตปิ ญั ญาระดับตำ่
ภาพท่ี 6 การควบคุมความแปรปรวนดว้ ยการจบั คู่
52
3.5 การควบคุมด้วยวิธีการทางสถิติ (Statistical Control) เป็นวิธีการ
ควบคมุ ตัวแปรแทรกซ้อนโดยใช้วธิ ีการวิเคราะห์ทางสถติ ิในลกั ษณะของการปรับค่าของตัว
แปรตามเพื่อขจัดอิทธิพลของตัวแปรควบคุม ซึ่งอาศัยกระบวนการวิเคราะห์ ได้แก่ การ
วิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) การวิเคราะห์สมการถดถอย (Regression
Analysis) ยกตัวอย่างเช่น ผู้วิจัยต้องการศึกษาผลของการจัดการศึกษารูปแบบโรงเรียน
ผสู้ งู อายุที่มผี ลตอ่ ระดบั ความสุขของผสู้ ูงอายุ โดยคน้ พบว่าตัวแปรดา้ นเจตคติในการเรียนรู้
มีผลต่อระดับความสุข ดังนั้นผู้วิจัยสามารถใช้เทคนิคทางสถิติ โดยพิจารณาระดับ
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งตวั แปรทั้งสอง หากพบว่ามคี วามสัมพันธก์ ันทางบวก การปรับคา่ ทาง
สถติ จิ ะเป็นไปลกั ษณะทว่ี ่า ผู้ท่ีมีระดับความสุขสูง จะถูกปรับค่าใหล้ ดลงถา้ มีเจตคติในการ
เรียนรู้สูง ในทางกลบั กนั ผูท้ ่มี รี ะดบั ความสุขตำ่ จะถูกปรบั ค่าให้เพม่ิ ขึ้นถ้ามีเจตคติในการ
เรยี นรู้ตำ่ ซง่ึ การปรบั ค่าคะแนนระดบั ความสุขให้เปน็ อิสระจากเจตคติในการเรียนรู้ ถือว่า
เป็นการขจัดอทิ ธพิ ลของตวั แปรแทรกซ้อนดว้ ยวิธกี ารควบคุมทางสถิติ
อยา่ งไรกต็ ามการท่ผี ู้วจิ ัยจะเลือกวิธกี ารควบคุมความแปรปรวนจากตัวแปรแทรก
ซ้อนด้วยวิธีการใดนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณของผู้วิจัย ทั้งนี้ก็ได้มี
นักวิชาการได้ให้คำแนะนำไว้ว่า 1) การวิจยั เชิงทดลอง ผู้วิจัยควรใช้กระบวนการสุ่ม การ
จับคู่ หรือ การนำตัวแปรแทรกซอ้ นมาเปน็ ตวั แปรอิสระทสี่ นใจในการศกึ ษา ทง้ั กอ่ นทดลอง
ควรมีการตรวจสอบก่อนว่ากลุม่ ทดลองและควบคุมมีสภาพเทา่ กันจริงก่อนทดลองหรอื ไม่
2) การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ สามารถใช้วิธีการนำตัวแปรแทรกซ้อนมาเป็นตัวแปรอิสระท่ี
สนใจในการศกึ ษา แล้วควบคมุ ดว้ ยวธิ กี ารทางสถิติ
หลกั เกณฑก์ ารพิจารณาการออกแบบการวิจยั
ในการพิจารณาว่าการออกแบบการวิจัยนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ผู้วิจัยควร
พิจารณาจากหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ความตรงภายใน (Internal Validity)
และ ความตรงภายนอก (External Validity)
53
1. ความตรงภายใน (Internal Validity) หมายถึง การที่ผลของการ
เปล่ยี นแปลงตัวแปรตามเปน็ ผลมาจากตัวแปรอิสระที่ใช้ในการศกึ ษาเทา่ นัน้ โดยไม่ได้มีผล
จากตวั แปรอ่นื ๆ ทไ่ี มไ่ ด้ทำการศกึ ษาเขา้ มาเกี่ยวข้อง ซงึ่ การออกแบบท่จี ะทำให้มคี วามตรง
ภายในสูง ผู้วิจัยจะต้องทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ทั้งจากการควบคุมตัวแปร
แทรกซ้อน รวมถึงการวิเคราะห์และแปลความหมายของข้อมูลอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ปัจจัยท่ี
อาจสง่ ผลตอ่ ความตรงภายในทผ่ี ู้วจิ ยั ควรให้ความระมดั ระวัง มดี งั นี้
1.1 ภูมิหลัง / ประสบการณ์ / ประวัติ ที่มีผลทำให้กลุ่มประชากรและ
กลุ่มตัวอย่างมพี นื้ ฐานท่ีแตกต่างกันซงึ่ อาจสง่ ผลกระทบตอ่ การเปล่ียนแปลงค่าของตัวแปร
ตาม
1.2 วฒุ ิภาวะของกลมุ่ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่อี าจเกิดความผันแปร
ในช่วงระหว่างการทดลอง ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงทั้งในแง่ของการเรียนรู้ พัฒนาการ
อารมณ์ ความเหนือ่ ย ความเมื่อยล้า ความเบื่อ ความชำนาญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ลว้ นอาจทำให้
ผลการวจิ ยั คลาดเคล่ือนได้
1.3 เครื่องมือที่ใชใ้ นการวัดหรือเก็บรวบรวมข้อมูล หากขาดคุณภาพใน
ด้านความตรง และความเช่ือมัน่ หรือประสิทธิภาพเครื่องมือในห้องทดลองเส่ือมคณุ ภาพ
เช่น น้ำยาหรอื สารเคมีตา่ งๆ รวมทง้ั ผูใ้ ชเ้ ครอ่ื งมือขาดความชำนาญ ส่ิงเหล่าน้ที ำให้การเกบ็
รวบรวมข้อมูลไมม่ มี าตรฐาน ทำให้ผู้วิจัยไมส่ ามารถสรปุ ข้อมูลวจิ ยั ได้ตามความเปน็ จริง
1.4 การทดสอบครั้งแรกก่อนการทดลอง ทำให้กลุ่มตัวอย่างเกิดการ
เรยี นรูข้ อ้ มลู พืน้ ฐานบางอยา่ ง เกดิ ความชำนาญ หรอื ความคุ้นเคย กอ็ าจส่งผลใหข้ อ้ มลู ที่ได้
จากการทดสอบครง้ั ต่อๆ ไปคลาดเคลอื่ นจากความเป็นจริง หากมีการทดสอบในระยะเวลา
ท่ใี กลเ้ คียงกนั
1.5 การถดถอยของสถิติ เป็นปัจจัยที่เกิดจากธรรมชาติของค่าสถิติท่สี งู
และค่าที่ต่ำซึ่งมีแนวโนม้ ถดถอยสู่ส่วนกลาง เช่น ถ้ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนสูงในครั้งแรก
54
เม่อื ทำการวัดครงั้ หลังก็อาจมีแนวโนม้ ลดลง เชน่ เดียวกนั กบั กลุ่มตัวอย่างที่มีคะแนนต่ำใน
คร้ังแรก ก็อาจมีแนวโน้มได้คะแนนเพ่ิมมากข้ึนเชน่ กนั
1.6 ความลำเอียงจากกการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง เช่น ใช้
ความประทับใจ ใช้คุณลักษณะพเิ ศษ ใช้ความรู้จักคุ้นเคยเปน็ ส่วนตัว ฯลฯ รวมถึงการไม่
เอาใจใส่ต่อกลุ่มควบคุม ซึ่งการกระทำเช่นนี้อาจทำให้ผลการทดลองเป็นไปตามที่ผู้วิจยั
ต้องการ แต่ผลดังกล่าวไม่ได้เกิดจากสิ่งทดลองเพียงอย่างเดียว เพราะกลับมีการความ
ลำเอยี งของผวู้ จิ ยั รว่ มอยดู่ ้วย จึงควรหลกี เลีย่ งการกระทำดังกลา่ ว
1.7 การขาดหายและความไม่ต่อเนื่องในการทดลองระหว่างการศึกษา
ของกลุม่ ตัวอย่าง รวมถึงความเจ็บปว่ ย การย้ายท่ีอยู่ การลาออกจากการวิจยั ซึ่งส่งผลให้
จำนวนกลุม่ ตวั อยา่ งในการศึกษาคร้งั นั้นลดลง และไม่อาจเปน็ ตัวแทนของกลมุ่ ประชากรได้
ลักษณะดังกล่าวจะทำให้การสรุปผลการวิจัยไม่สามารถอ้างอิงไปถึงกลุ่มประชากรใน
การศกึ ษาได้อย่างแทจ้ ริง
แต่อย่างไรก็ตามการแบบการวิจัยให้มีความตรงภายในสูงนั้น ผู้วิจัยควรจะต้อง
สามารถออกแบบการวดั ตัวแปรทมี่ ีการกำหนดรูปแบบและวธิ กี ารวัดตัวแปรต่าง ๆ อยา่ งชดั
ชัดเจน มีการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้อย่างเหมาะสมตามที่ได้กล่าวไปแล้วในหัวข้อ
หลกั การออกแบบการวิจัย ตลอดจนจะต้องออกแบบการใชส้ ถิติทีถ่ ูกต้องดว้ ย
2. ความตรงภายนอก (External Validity) หมายถึง การที่ผลวิจัยที่เกิดข้ึน
สามารถสรุปผลอา้ งองิ ไปยงั ประชากรไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง หรอื สามารถนำผลการวจิ ัยไปสรุปใช้
ในเนื้อหาหรือสถานการณ์อื่นที่คล้ายคลึงกันไดอ้ ย่างถูกต้อง ซึ่งการออกแบบการวิจัยให้มี
ความตรงภายนอกสูง ผู้วิจัยจำเป็นจะต้องทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างให้เป็นตัวแทนที่ดีของ
การศึกษาท่ีสามารถเป็นตัวแทนของประชากรเป้าหมาย มีการใช้สถิติในการสรุปอ้างองิ สู่
ประชากรได้อย่างเหมาะสม รวมถงึ จะต้องมกี ารแปลผลการวเิ คราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
ดว้ ยเช่นกนั อยา่ งไรกต็ ามพบว่าปจั จัยทีส่ ่งผลต่อความตรงภายนอกมีหลายประการ ดงั นี้
55
2.1 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการสุม่ ตวั อย่างกบั การจัดกระทำ เป็นอิทธิพลท่ี
เกดิ จากการสุ่มตัวอย่างด้วยความลำเอียง ซง่ึ เกดิ รว่ มกบั การจดั กระทำท่ผี ูว้ จิ ัยใช้ ซ่ึงส่งผล
ให้ต้องสุ่มตัวอย่างได้เฉพาะกลุ่มที่เหมาะสมกับการจัดกระทำ เช่น ผู้วิจัยต้องการศึกษา
ความคดิ เห็นของผู้นำชมุ ชนเศรษฐกิจพอเพียง ดว้ ยวธิ ีการสมั ภาษณ์ ซงึ่ ใช้เวลานานในการ
พูดคุย ดงั ผวู้ จิ ยั จงึ เลอื กสัมภาษณ์เฉพาะผูน้ ำชุมชนเศรษฐกจิ พอเพยี งท่ใี หค้ วามรว่ มมือหรือ
สะดวกเพียงพอที่จะมีเวลาในการพูดคุยเท่าน้ัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำใหผ้ ลการศกึ ษา
อาจไมค่ รอบคลมุ กับประชากรที่ตอ้ งการศกึ ษาอย่างแทจ้ ริง
2.2 ปฏิกิรยิ าร่วมระหว่างการทดสอบคร้ังแรกกับการจัดกระทำ เป็นการ
กระทำที่อาจกระตุ้นใหก้ ลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากปกติ เช่น เกิดความสนใจ
มาก หรอื เบ่ือหนา่ ยในการทำ ซึง่ ทำให้ส่งผลต่อการทดสอบในคร้ังตอ่ ๆ ไป ซึง่ การศึกษาใน
ลกั ษณะดงั กล่าวนีอ้ าจทำใหผ้ ลการวิจัยไมส่ ามารถอ้างอิงไปสู่ประชากรไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์
2.3 ปฏิกิรยิ าจากวธิ ีการทดลอง เปน็ ปจั จัยทเ่ี กดิ จากวิธีการทดลองทสี่ ง่ ผล
ให้กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมหรือปฏิกิริยาตอบสนองแตกต่างไปจากปกติ ซึ่งอาจเป็นไป
ในทางท่ดี ีขน้ึ หรือลดลงได้ ยกตวั อยา่ งเช่น เมอื่ กลมุ่ ตวั อย่างทราบว่าตนเองเปน็ กล่มุ ทดลอง
จากการจัดกระทำด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้กระตุ้นให้กลุ่มตัวอย่างมีความกระตือรือร้นเป็น
พเิ ศษ ดังเช่นในปี ค.ศ.1920 มกี ารเพ่ิมประสิทธภิ าพการทำงานของคนในโรงงานไฟฟ้าทช่ี อ่ื
ว่า ฮอว์ธอร์น (Hawthorn Plant of Western Electric) โดยแยกกลุ่มคนงานเป็นกลุ่ม
ทดลอง และสร้างบรรยากาศการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม เมื่อกลุ่มคนงานทราบถึง
สถานะของตนเองวา่ เป็นกลุม่ ทดลอง ประกอบกบั การจดั กระทำที่แตกตา่ งไปจากเดิม จงึ ทำ
ใหเ้ กดิ ความขยนั และตัง้ ใจทำงานมากขึ้นกวา่ ปกติ ทำให้เกิดการผลติ ผลงานได้มากกว่าเดิม
ซึ่งเป็นผลท่ีมีความผิดพลาดเกิดขึ้น อันเนื่องจากเปน็ ผลจากปฏกิ ริ ิยาของกลุ่มตวั อยา่ งที่มี
ต่อวิธีการทดลองด้วย ความผดิ พลาดนีจ้ งึ ถกู เรยี กว่า “Hawthron Effect” เช่นเดียวกนั กบั
กล่มุ ควบคุมทที่ ราบว่าตนเองเป็นกลมุ่ ควบคุม แล้วมีปฏกิ ิริยาตอบโต้โดยเพมิ่ ความพยายาม
เพิ่มมากขึน้ เพ่ือแขง่ ขันกับกลุ่มทดลอง ดังกรณีตัวอย่างในโรงงานเหล็กกล้า ที่มีคนงานช่อื
56
จอห์น เฮนรี่ (John Henry) เมื่อทราบวา่ ตนเองเปน็ กลุ่มควบคุมก็โหมทำงานอย่างหนักจน
ร่างกายทรุดโทรมและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผลดังกล่าวไม่ใช่ความสามารถในการ
ปฏิบัติงานที่แท้จริง แต่เป็นปฏิกิริยาของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อวิธีการทดลองร่วมอยู่ ความ
ผิดพลาดดังกล่าวเรียกวา่ “John Henry Effect”
2.4 ปฏิกิริยาร่วมจากการจัดกระทำหลายวิธี เป็นปัจจัยที่เกิดจากผล
ร่วมกันของการจดั กระทำหลายวิธีในกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน ทำให้ผลจากการจัดกระทำใน
คร้ังก่อนๆ ยงั คงหลงเหลอื อยู่ ทำให้ผลท่ีเกดิ ข้นึ ในช่วงท้ายอาจไมใ่ ช่ผลทเี่ กดิ จากการกระทำ
ครั้งสุดท้ายเทา่ นั้น แต่อาจเป็นปฏิกิรยิ าร่วมกันจากการจัดกระทำตัง้ แต่ต้น ทำให้การสรปุ
ผลการวิจัยไมส่ ามารถอ้างอิงไปยงั ประชากรได้อย่างแทจ้ รงิ
ข้นั ตอนการออกแบบการวิจยั
การออกแบบการวิจัยเป็นขั้นตอนทจ่ี ะดำเนินการหลงั จากทผ่ี ู้วิจัยได้กำหนดกรอบ
แนวคิดและสมมติฐานการวิจัยเสรจ็ ส้นิ โดยแนวปฏิบัติท่สี ำคญั ของการออกแบบการวิจัยมี
ข้นั ตอนดังตอ่ ไปน้ี
ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดขอบเขตของการวิจัย ในขั้นนี้ผู้วิจัยจะต้องกลับไป
พิจารณาปญั หาการวจิ ัย คำถามการวจิ ัย วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจยั สมมติฐานการวิจัย รวมท้ัง
กรอบแนวคิดในการวิจัยว่ามีความสมบูรณ์และสอดคล้องกันหรือไม่ หากตรวจสอบ
ครบถ้วนแล้วผู้วิจัยจะต้องทำการกำหนดขอบเขตในการวิจัยให้ชัดเจน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว
ขอบเขตการวจิ ยั จะประกอบด้วย ขอบเขตด้านประชากร ขอบเขตดา้ นเน้ือหา ขอบเขตดา้ น
ตวั แปร ขอบเขตด้านพ้ืนท่ี ขอบเขตดา้ นระยะเวลา ซง่ึ ขอบเขตทีก่ ำหนดจะเปน็ แนวทางใน
การกำหนดวิธีดำเนินงานต่อไป ทั้งนี้การดำเนินงานในขั้นตอนนี้ยังรวมถึงการคำนวณ
งบประมาณใช้จ่ายในการวิจยั ดว้ ย เพ่ือให้การดำเนนิ งานทัง้ หมดสอดคล้องทงั้ งาน เงนิ และ
ทรพั ยากรทตี่ อ้ งใชใ้ นการวจิ ยั
57
ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดวิธีดำเนินงาน มีองค์ประกอบสำคัญที่ผู้วิจัยจะต้อง
พจิ ารณาตัดสินใจใน 4 ประเด็น ดังนี้
2.1 ตัดสินใจเลือกประเภทของการวิจัย ซึ่งผู้วิจัยจะต้องเลือกว่าในการ
วจิ ัยจะเลอื กใชก้ ารวิจัยประเภทใดเพื่อใหไ้ ดค้ ำตอบทม่ี ปี ระสิทธภิ าพมากทสี่ ุด (รายละเอียด
ของประเภทการวิจยั อยู่ในบทที่ 1) โดยการเลอื กผูว้ จิ ยั กต็ ้องคำนงึ ถงึ ความเป็นเหตุเป็นผล
ตามหลักการทไี่ มใ่ ช้ความรสู้ ึกส่วนตนในการตัดสนิ ใจ
2.2 ตัดสนิ ใจส่มุ ตัวอย่างท่ีเหมาะสมสำหรบั การวจิ ัย ซ่ึงผูว้ ิจยั จะตอ้ งเลือก
วิธีการสุ่มตวั อย่างให้เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร โดยใช้วิธีการสุ่มแบบอาศัยความนา่ จะ
เป็น หรืออาจใช้วธิ ีการสุ่มแบบไม่อาศยั ความน่าจะเปน็ ก็ต้องมีการอธิบายคณุ สมบัติหรือ
การไดม้ าซ่งึ กลุ่มตวั อย่างอย่างเหมาะสม (รายละเอียดการสุม่ ตัวอย่างอยู่ในบทเรียนถัดไป)
2.3 ตัดสนิ ใจออกแบบการวดั ตัวแปร เปน็ สง่ิ ที่ผวู้ จิ ัยจะต้องมีความชัดเจน
ต้งั แต่การระบตุ วั แปรที่ใช้ในการศกึ ษา การนยิ ามศัพทเ์ ชงิ ปฏบิ ตั กิ าร เรอื่ ยไปจนการเลือก
วธิ ีการเกบ็ ขอ้ มูลโดยใชเ้ ครื่องมอื ทีม่ ีคุณภาพ และวิธกี ารเก็บข้อมลู ท่ชี ัดเจน
2.4 ตัดสินใจออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการกำหนดวิธีการจัด
กระทำขอ้ มลู และวิธีการทางสถติ ิท่ีเหมาะสมในการวเิ คราะห์ข้อมลู ใหเ้ หมาะสมกับปัญหา
การวิจัย และวัตถุประสงค์ของการวิจัย ซึ่งผู้วิจัยเองจะต้องคำนึงถึงระดับการวัดตัวแปร
จำนวนตัวแปร ขนาดของกลุ่มตัวอย่างและประชากรเพื่อใชป้ ระกอบในการพิจารณาเลือก
วธิ ีการทางสถติ ใิ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล และการแปลผลขอ้ มูลได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
ขั้นตอนที่ 3 การเขียนแผนดำเนินงาน ได้แก่ การที่ผู้วิจัยระบุช่วงเวลาที่ต้อง
ดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนของการทำวิจัยให้มีความชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จส้ิน
กระบวนการทำงาน ซง่ึ สามารถทำใหอ้ ยูใ่ นรปู ของแผนงานเชิงปฏบิ ตั กิ าร หรือแผนภมู ิแบบ
Gantt Chart ก็ได้ ภายหลังการเขียนแผนดำเนินงานเสร็จสิ้นผู้วิจัยก็สามารถลงมือ
ดำเนนิ การศึกษาตามแนวทางทีไ่ ด้กำหนดไว้จนเสร็จส้ินกระบวนการวจิ ยั
58
บทท่ี 6
ประชากรและตวั อย่างในการวิจยั
ประชากรและตัวอย่างในการวิจัยจดั เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นอย่างยิ่งที่นกั วิจยั
จะตอ้ งทำความร้แู ละเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะองค์ประกอบส่วนนี้จดั ได้ว่าเป็นแหล่งท่ีมา
ของข้อมูลสำคัญที่ผู้วิจัยจะนำไปรวบรวม วิเคราะห์สรุปผลการวิจัยของตนเอง และหาก
ผู้วิจัยไม่สามารถออกแบบการได้มาซึง่ ประชากรหรือตัวอย่างอย่างละเอียดรอบคอบและ
ถกู ต้องแล้วก็อาจมผี ลตอ่ ความนา่ เชื่อถือของผลการวิจัยดว้ ยเช่นเดยี วกนั
ความหมายของประชากรการวจิ ัย (Research Population)
หลายครงั้ เมื่อกลา่ วถึงประชากรในการวจิ ยั คนสว่ นใหญม่ ักจะคดิ วา่ หมายถึง กลุ่ม
คน ประชาชน หรอื พลเมือง แต่ในความเปน็ จริงทางการวจิ ยั ไม่ไดม้ องว่าประชากรหมายถึง
เฉพาะกลุ่มที่กล่าวไปแล้วเท่านั้น แต่คำว่า “ประชากรในการวิจัย” (Research
Population) หมายถึง หน่วยที่ผู้วิจัยสนใจที่จะทำการศึกษา สามารถเป็นทั้ง บุคคล
เอกสารสิง่ พมิ พ์ หนว่ ยงาน วัตถสุ ิ่งของ ท้องถ่ินระดับตำบล หมบู่ า้ น จังหวัด ฯลฯ การระบุ
วา่ ประชากรในการวิจยั คอื ใครน้ัน ก็ขึน้ อยูก่ บั ปญั หาการวจิ ยั หรอื วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
แต่ละเรื่องว่าต้องการศึกษาหรือได้มาซึ่งข้อมูลจากใคร ขอบเขตกว้างมากแค่ไหน ทั้งนี้
ประชากรสามารถแบ่งได้เปน็ 2 ประเภท คอื
ประเภทที่ 1 ประชากรที่มีจำนวนไม่แน่นอน หรือไม่จำกัด ได้แก่ ประชากรท่ไี ม่
สามารถนับจำนวนได้แน่นอน เพราะมีจำนวนมาก อาทิ จำนวนต้นยางในจังหวัดสุราษฎร์
ธานี จำนวนแมลงในประเทศไทย เป็นตน้
ประเภทที่ 2 ประชากรที่มีจำนวนแน่นอน และจำกัด ได้แก่ ประชากรทีส่ ามารถ
นับจำนวนได้ชัดเจน เช่น จำนวนนิสิตในคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จำนวนอาจารย์ในมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ เป็นต้น
59
ตัวอยา่ งประชากรในการวจิ ยั ตา่ ง ๆ มีดงั นี้
ชอื่ งานวิจยั ประชากร
ความพึงพอใจการจัดกิจกรรมทางกายของผูส้ ูงอายุ ผู้สงู อายุชุมชนบา้ นแปง้
ชมุ ชนบา้ นแป้ง
การศึกษาการเจรญิ เตบิ โตของตน้ มะม่วงพระมหาชน ต้นมะม่วงพระมหาชนกใน
ในจังหวดั ฉะเชิงเทรา จงั หวัดฉะเชิงเทรา
ความคิดเหน็ ของขา้ ราชการครตู ่อ (ร่าง)
พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2563 ข้าราชการครูทว่ั ประเทศ
ความหมายของตัวอยา่ ง (Sample)
ตัวอย่าง (Sample) หมายถึง หน่วยทีไ่ ดร้ ับการคัดเลือกมาจากประชากรเพือ่ เปน็
ตัวแทนในการศึกษาวิจัย แล้วนำผลที่ได้อ้างอิงกลับไปสู่ประชากร ยกตัวอย่างเช่น
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ มนี สิ ิตจำนวน 30,000 คน แตเ่ นอ่ื งจากงบประมาณที่มีจำนวน
จำกัดในการศึกษาจึงตัดสินใจเก็บข้อมูลจากตัวอย่างแทนการเก็บข้อมูลจากประชากร
ทั้งหมด ซึง่ ในกรณีดงั กล่าว ตวั อย่างท่ีตอ้ งเกบ็ ข้อมูลมีจำนวนเพยี ง 400 คนเทา่ นัน้ เป็นต้น
ท้งั นี้ลักษณะของตวั อย่างที่ดีในการศึกษานน้ั ควรมีลักษณะดงั ต่อไปนี้
1. มีความเป็นตัวแทนของประชากรได้อย่างครบถ้วน สะท้อนภาพของ
ประชากรไดส้ มบูรณ์
2. มีขนาดของตัวอย่างที่เหมาะสม คือมีจำนวนที่เพียงพอในการอ้างองิ
ไปสูป่ ระชากรด้วยวธิ กี ารทางสถติ ิ
3. มีความน่าเชื่อถือ คือตัวอย่างจะต้องสามารถให้ข้อมูลที่มีความ
น่าเช่ือถือและถูกต้อง รวมทัง้ มคี วามสมบรู ณ์ของข้อมูลทีใ่ ห้ด้วย
ดงั น้ันการได้ซง่ึ ตวั อย่างท่ีดีของการศึกษาวจิ ยั นนั้ จงึ มีความจำเป็นทจี่ ะต้องมกี ารสมุ่
ตวั อยา่ ง (Sampling)
60
การสมุ่ ตวั อย่าง (Sampling)
การส่มุ ตวั อย่าง (Sampling) หมายถึง กระบวนการทีท่ ำใหไ้ ดม้ าซึ่งตัวอย่างท่ีเป็น
ตวั แทนของประชากร ในความเปน็ จรงิ แลว้ ในการวจิ ยั น้ัน ผ้วู จิ ยั สามารถสามารถศึกษากับ
ประชากรทั้งหมดก็ได้ หรือจะศึกษากับกลุ่มตัวอยา่ งซึ่งเปน็ ตัวแทนของประชากรก็ได้ ซึ่ง
การพิจารณาว่าจะศึกษาข้อมูลในแบบใดนั้นบางครั้งต้องมีการพิจารณาถึงทรัพยากรใน
หลายๆ ด้าน ท้งั เวลา กำลังคน และงบประมาณ ดงั นนั้ การสมุ่ ตัวอย่างจึงเป็นกระบวนการ
ทเ่ี ข้ามาชว่ ยทำให้ไดห้ น่วยทีเ่ ป็นตัวแทนของประชากรในการศกึ ษา โดยคา่ ท่วี ัดได้จากกลุ่ม
ตัวอย่างเราจะเรียกว่า “ค่าสถิติ” (Statistic) จากนั้นใช้สถิติอ้างอิงในการทดสอบเพ่ือ
อ้างอิงไปสู่ค่าของประชากรที่เรียกว่า “ค่าพารามิเตอร์” (Parameter) แสดงให้เห็น
รายละเอยี ดประกอบความเข้าใจดังภาพ
ประชากร การสมุ่ ตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง
คา่ พารามเิ ตอร์ ค่าสถิติ
ใช้สถิติอ้างอิง
ภาพที่ 7 แนวคดิ ในการส่มุ ตัวอยา่ ง
ประเภทของการสมุ่ ตวั อย่าง
ผวู้ ิจัยสามารถแบง่ ประเภทของการสมุ่ ตัวอย่างได้ 2 ประเภท คือ การสุ่มตัวอย่าง
โดยอาศัยความน่าจะเป็น (Probability Sampling) และ การสุม่ ตวั อยา่ งโดยไมอ่ าศยั ความ
น่าจะเปน็ (Non-Probability Sampling)
61
1. การสุ่มตัวอยา่ งโดยอาศัยความน่าจะเป็น (Probability Sampling)
หลกั การสำคัญของการสุ่มตัวอยา่ งโดยอาศยั ความน่าจะเปน็ ไดแ้ ก่ การท่ีตัวอย่าง
ทกุ หนว่ ยมีโอกาสในการถกู ส่มุ เท่าๆ กัน โดยปราศจากความลำเอียง ซ่งึ สามารถสุ่มไดห้ ลาย
ประเภทดังต่อไปน้ี
1.1 การส่มุ อยา่ งงา่ ย (Simple Random Sampling)
หลักการสำคัญของการสุ่มอย่างง่ายคือ ประชากรต้องมีลักษณะท่ี
คล้ายกัน นั่นแสดงถึงงจะต้องมีค่าความแปรปรวนที่ไม่มาก จึงเหมาะที่จะใช้วิธีการรสมุ่
อย่างงา่ ย ซง่ึ วิธกี ารในการสุ่มอยา่ งง่ายมีหลายวธิ ี ไดแ้ ก่
วิธีที่ 1 การจับสลาก เป็นวิธีการที่เหมาะกับจำนวนประชากรที่ไม่ใหญ่
มาก มขี ั้นตอนการดำเนนิ การ ได้แก่ เร่ิมตน้ จากการสร้างบญั ชรี ายชอ่ื ของประชากรและใส่
หมายเลขกำกับรายชื่อทำเป็นสลาก เรียงลำดับตามหมายเลขจากน้อยไปมาก จากนั้น
กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษา แล้วนำสลากหมายเลขของประชากร
ทั้งหมดใส่ลงในกล่อง จากนนั้ จงึ หยิบเลอื กสลากจนครบตามจำนวนขนาดท่ีไดก้ ำหนดไว้
วธิ ที ่ี 2 การใช้ตารางเลขสุ่ม เปน็ วธิ ีการท่ีเหมาะสมกบั ประชากรท่ีมีขนาด
ใหญ่ ขั้นตอนการดำเนนิ การ ได้แก่ เริ่มต้นจากการสร้างบัญชีรายชื่อของประชากรและใส่
หมายเลขกำกับรายชื่อทำเป็นสลาก เรียงลำดับตามหมายเลขจากน้อยไปมาก จากน้ัน
กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอ้ งการศึกษา แล้วจงึ ใชต้ ารางเลขสุ่มสำเร็จรปู ท่ีมีผู้คิดค้น
ขึ้น อาทิ ตารางเลขสุ่มของ M.G. Kendall and B. Babington Smith (1954) ในการส่มุ
ตัวอย่าง ซึ่งผู้วจิ ัยจะทำการการขานเลขในแนวคอลัมน์ หรือแนวดิ่งอย่างใดอย่างหน่งึ ของ
ตารางสมุ่ นนั้ โดยยดึ หลกั ท่มี ากที่สดุ ของประชากรเป็นหลกั เชน่ หากประชากรมี 100 คน
เวลาขานเลขในแต่ละครั้ง จะขานเฉพาะ 3 หลักหน้าเท่านั้น (ตัวอย่างตารางสุ่มอยู่หน้า
ผนวก)
62
ยกตัวอย่างเช่น ผู้วิจัยกำหนดให้มีประชากร 100 คน สมมติต้องสุ่ม
ตวั อยา่ งมาจำนวน 10 คน โดยใช้ตารางสมุ่ ครั้งนี้ผวู้ จิ ยั เลือกทจ่ี ะขานตัวเลขในตารางสุ่มไล่
ลำดับในแนวดง่ิ จากเลขบนลงลา่ ง โดยเลขทีผ่ ู้วจิ ัยขานจะประกอบไปดว้ ย
104 223 241 421 375 779 995 963 895 854 289 635 094
103 071 510 023 010 521 070 486 541 326 293 024 815
296 007 053 919 005 007 690 259 097
ซง่ึ เลขท่ีทำตวั หน้าและขดี เสน้ ใตค้ อื กล่มุ ตัวอยา่ งท่ีถูกสมุ่ ในการวจิ ัย
วิธที ่ี 3 การสุ่มโดยใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ุ่ม เป็นวธิ กี ารท่เี หมาะสมกับ
ประชากรที่มีขนาดใหญ่มาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็น
สมองกลในการดำเนินการคดั เลอื ก ซง่ึ มขี ้นั ตอนการดำเนนิ การที่สำคญั คือ การสร้างบัญชี
รายชื่อของประชากรและใสห่ มายเลขกำกบั รายช่ือทำเป็นสลาก เรียงลำดับตามหมายเลข
จากน้อยไปมาก จากนั้นกำหนดขนาดของกลุ่มตวั อย่างทตี่ ้องการศกึ ษา แล้วเขียนคำส่ังใน
ลกั ษณะท่ีโอกาสของการได้รับการสุ่มของประชากรมคี วามนา่ จะเปน็ ทถี่ ูกคดั เลอื กเทา่ ๆ กนั
แล้วจึงดำเนินการให้คอมพิวเตอร์ทำงานเพื่อคัดเลือกออกมาให้ได้เทา่ กับขนาดตัวอยา่ งท่ี
กำหนด
1.2 การสมุ่ แบบเป็นระบบ (Systematic Random Sampling)
หลกั การสำคญั ของการสุ่มตวั อย่างแบบเปน็ ระบบ คอื เหมาะสำหรบั ขอ้ มลู
ของประชากรที่มีการจดั เรียงลำดบั ในระบบใดระบบหนึ่งอยูแ่ ล้ว เช่น การถูกจัดเรียงตาม
รหัสนักศกึ ษา เลขท่ีบา้ น เลขทใี่ บสมัคร เลขทน่ี ่งั สอบ ฯลฯ ซึ่งวธิ กี ารสุม่ แบบเป็นระบบนั้น
มขี ้นั ตอนการดำเนนิ การดงั นี้
- จัดเรยี งลำดับข้อมลู จากน้อยไปมาก
- กำหนดช่วงการสมุ่ โดยใชส้ ตู ร
63
ช่วงของการสมุ่ = ขนาดของประชากร ( )
ขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง ( )
- สุม่ หมายเลขของหนว่ ยตวั อย่างแรกเพ่ือเป็นเลขตงั้ ต้น จากนั้น
ให้นับจำนวนตัวอย่างตามค่าที่ได้จากการคำนวณ นับไปเรื่อยๆ จนได้ครบตามขนาดท่ี
กำหนดไว้ ยกตัวอยา่ งเชน่ ในการวจิ ยั มีจำนวนประชากรทั้งส้นิ 20 หน่วย และตอ้ งการสุ่ม
ตัวอย่างให้ได้จำนวน 4 หน่วย ดังนั้น ค่าที่ได้จากการคำนวณตามสูตรได้เท่ากับ 5 ดังนั้น
หมายเลขที่ถกู สมุ่ ใหเ้ ป็นตัวอยา่ งของการวิจยั เลขแรกไดแ้ ก่ 3 ดังนน้ั เลขท่ีถกู สุ่มใหเ้ ปน็ กลุ่ม
ตัวอยา่ งหลงั จาก 3 ประกอบด้วย
01 02 03 04 05 06 07 08 09 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
1.3 การสุม่ แบบชั้นภูมิ / แบง่ ชน้ั (Stratified Random Sampling)
หลักการสำคัญของการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ / แบ่งชั้น คือ เหมาะ
สำหรับประชากรที่มีลักษณะเป็นพวกหรือชั้นภูมิ ที่เรียกว่า Stratum อย่างชัดเจน เช่น
เพศเดยี วกนั อาชีพเดียวกัน สาขาวิชาเดยี วกนั โดยลักษณะภายในของ Stratum เดียวกัน
จะมีลกั ษณะคลา้ ยคลงึ กันหรอื ทีเ่ รยี กว่ามีความเป็นเอกพันธ์ (Homogeneous) แต่ถ้าคน
ละ Stratum ก็จะมีความหลากหลายและแตกต่างกัน ทั้งนี้เมื่อแบ่งเป็นแต่ละ Stratum
แล้ว ผู้วิจัยก็จะสามารถใช้วธิ ีการสุ่มหน่วยตัวอย่างในแต่ละ Stratum ด้วยวิธีการสุ่มอย่าง
งา่ ย ยกตวั อยา่ งเชน่ การศึกษาความคดิ เห็นของคนในชมุ ชน ในการสมุ่ ตวั อย่างอาจจำแนก
กลมุ่ คนออกเป็น 3 กลุ่ม ไดแ้ ก่ กลุ่มผสู้ ูงอายุ กลุ่มวยั ผู้ใหญ่ และกลมุ่ วยั เยาวชน การศึกษา
ความคิดเห็นของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการจดั แหล่งเรียนรู้ ก็อาจทำการแบง่
Stratum ออกเป็นนิสิตตามคณะต่างๆ เป็นต้น แนวทางการสุ่มแบบชั้นภูมิ / แบ่งชั้น
สามารถทำความเขา้ ใจไดด้ ังภาพต่อไปนี้
64
แบ่งเป็น Stratum
ส่มุ อยา่ งงา่ ย
ภาพท่ี 8 การสมุ่ ตัวอย่างแบบชน้ั ภูมิ / แบ่งชั้น
1.4 การสุม่ แบบคลสั เตอร์ (Cluster Random Sampling)
หลักการสำคัญของการสุ่มตัวอยา่ งแบบคลัสเตอร์ ได้แก่ ความเหมาะสม
สำหรับประชากรที่มีลักษณะเปน็ กลุ่มอย่างชัดเจน โดยมีลักษณะสำคัญคือ ในแต่ละคลสั
เตอร์นั้นจะมีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกันมากที่สุด แต่ภายในคลัสเตอร์จะมีความ
หลากหลายแตกต่างกัน เมื่อแบ่งเป็นแต่ละคลัสเตอร์แล้ว ผู้วิจัยจะใช้วิธีสุ่มหนว่ ยตัวอย่าง
เป็นคลัสเตอร์ ตัวอยา่ งการสุม่ ตวั อย่างแบบคลสั เตอร์นิยมใชก้ ับการแบ่งเขตตามภูมิศาสตร์
แบง่ เขตตามภาค การแบง่ เขตตามการปกครอง หรอื การแบง่ เขตตามพนื้ ที่การศกึ ษา แนว
ทางการส่มุ แบบคลัสเตอร์สามารถทำความเขา้ ใจได้ดังภาพตอ่ ไปนี้
65
พิจารณาเปน็ คลัสเตอร์
ส่มุ เป็นคลสั เตอร์
ภาพท่ี 9 การสุ่มตัวอยา่ งแบบคลัสเตอร์
1.5 การสมุ่ แบบหลายข้นั ตอน (Multi-Stage Random Sampling)
เป็นการสุ่มตัวอย่างที่ใช้วิธีการสุ่มหลายแบบร่วมกัน เนื่องจากใน
การศึกษาวจิ ยั บางเรอ่ื ง เป็นการศึกษาทเ่ี กีย่ วข้องกับประชากรขนาดใหญ่ มีขอบข่ายทก่ี ว้าง
การสุ่มตวั อยา่ งจงึ ตอ้ งอาศยั กระบวนการหลายๆ ขัน้ ตอน เพื่อสุ่มกลมุ่ ตวั อยา่ งจากกลมุ่ ใหญ่
ไปสู่กล่มุ ยอ่ ยตามลำดบั จนได้กลุม่ ตัวอยา่ งท่ีผวู้ ิจยั ต้องการ โดยการสุ่มลกั ษณะนี้มีชื่อเรียก
ตามจำนวนการสมุ่ เชน่ ถา้ มีการสุม่ จำนวน 3 ครัง้ ก็จะเรยี กวา่ Two-Stage Sampling ถา้
สุ่ม 4 ครั้ง กจ็ ะเรยี กวา่ Four-Stage Sampling เป็นตน้
ตัวอยา่ งเช่น ผวู้ จิ ัยตอ้ งการศกึ ษาผลลัพธ์การจัดการศกึ ษาตลอดชีวิตของ
นักเรยี นในระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลายทวั่ ประเทศ การสุ่มแบบหลายข้ันตอนสามารถทำได้
ดังน้ี
ขั้นที่ 1 แบ่งประชากรเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้
66
ขนั้ ท่ี 2 สุม่ จงั หวัดในแต่ละภูมิภาค โดยสมุ่ ภาคละ 3 จงั หวัด
ข้ันท่ี 3 สุ่มอำเภอในจังหวดั ทีส่ มุ่ ได้ในข้ันที่ 2 จงั หวดั ละ 1 อำเภอ
ข้นั ที่ 4 ส่มุ โรงเรยี นจากอำเภอท่ีสุ่มได้ในขั้นที่ 3 โดยทำการสุ่มอำเภอละ
3 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเลก็
ขั้นท่ี 5 สุ่มนกั เรียนจากโรงเรยี นที่สมุ่ ได้ในขัน้ ท่ี 4 โดยสมุ่ นักเรยี นโรงเรยี น
ละ 30 คน
ขน้ั ตอนทั้ง 5 แสดงได้เป็นแผนภาพต่อไปนี้
ภาคเหนือ ภาค ภาคกลาง ภาคใต้ ขั้นท่ี 1
ตะวันออกเฉียงเหนอื
จงั หวัด ก จังหวัด ข จงั หวัด ก ขั้นท่ี 2
อำเภอ A อำเภอ B อำเภอ C ข้ันที่ 3
ขั้นท่ี 4
รร. รร. รร. รร. รร. รร. รร. รร. รร. ขน้ั ที่ 5
ขนาด ขนาด ขนาด ขนาด ขนาด ขนาด ขนาด ขนาด ขนาด
เล็ก กลาง ใหญ่ เลก็ กลาง ใหญ่ เลก็ กลาง ใหญ่
30 30 30 30 30 30 30 30 30
สุ่มเหมือนกนั ทกุ ภมู ิภาค
ภาพท่ี 10 การสมุ่ แบบหลายขน้ั ตอน
67
2. การสุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าจะเป็น ( Non-Probability
Sampling)
เป็นการสุ่มตัวอย่างที่ไม่สามารถประมาณค่าความน่าจะเป็นของแต่ละหน่วย
ตัวอย่างท่ีถกู เลอื กได้ ลักษณะเป็นการเลือกโดยไม่มีการสุ่ม สว่ นใหญม่ กั จะใช้กับการศึกษา
ที่ไม่สามารถกำหนดขอบเขตของประชากรอย่างชัดเจนได้ ซึ่งสามารถแบ่งการสุ่มตัวอย่าง
ประเภทน้ีไดด้ ังตอ่ ไปน้ี
2.1 การเลือกตวั อย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
เปน็ การเลือกตวั อยา่ งทผี่ วู้ ิจยั ใช้วจิ ารณญาณของตนเองว่าจะเลือกหน่วย
ใดที่ผ้วู จิ ัยคิดวา่ จะเป็นตัวแทนท่ดี ีของประชากร ซึ่งผู้วิจยั จะทำการกำหนดลกั ษณะของกลมุ่
ตัวอย่างตามจุดมุ่งหมายท่ีต้องการ และกลุ่มตัวอย่างตอ้ งมีลักษณะพิเศษท่ีสอดคล้องกบั
ปัญหาการวิจัยหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย บางครั้งการคัดเลือกตัวอย่างแบบนี้จะถูก
เรยี กวา่ เป็น การเลือกตวั อย่างแบบมีจุดมุ่งหมาย หรือการเลือกตัวอย่างโดยใชค้ วามชำนาญ
ก็ได้ อย่างไรก็ตามคุณภาพของการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงขึ้นอยู่กับ
ประสบการณ์ความชาญในการเลือกกลุ่มตัวอยา่ งของผู้วิจัยด้วย ซึ่งมักพบในงานวิจัยเชงิ
คุณภาพในลกั ษณะของกรณีศกึ ษาเปน็ สว่ นใหญ่
2.2 การเลอื กตัวอยา่ งแบบโควตา (Quota Sampling)
เป็นการเลือกตัวอยา่ งจากแตล่ ะกลุม่ ของประชากรที่ถูกแบ่งตามลักษณะ
ทีก่ ำหนดเอาไวล้ ว่ งหน้า เชน่ อาจกำหนดดเพศ อายุ อาชีพ ฯลฯ แลว้ กำหนดจำนวนของ
แตล่ ะกลมุ่ ไวต้ ามท่ผี วู้ จิ ยั ต้องการ เช่น การสำรวจความคดิ เหน็ ของประชาชนท่ีมีต่อรสชาติ
ของน้ำผลไม้รสใหม่ โดยวิธีการใหท้ ดลองชมิ แลว้ ถามความคิดเห็น จากการวิจยั คร้ังนี้ผู้วิจัย
จงึ แบ่งกลุม่ ตวั อยา่ งสำหรับการสอบถามออกเปน็ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลมุ่ เด็ก (อายุตำ่ กว่า 15
ป)ี กลมุ่ วัยรุน่ (อายุ 15-20 ป)ี วยั ทำงาน (21-30 ปี) และกลมุ่ ผู้ใหญ่ (31 ปีขึน้ ไป) กลุ่มละ
30 คน ซง่ึ การแบ่งกลมุ่ ตวั อย่างในลักษณะดังกลา่ วจดั เป็นการเลือกตัวอย่างแบบโควตา
68
2.3 การเลอื กตวั อย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)
เปน็ การเลือกกลุ่มตวั อย่างทีไ่ มม่ กี ฎเกณฑ์ท่แี นน่ อน กลา่ วคอื ผู้วิจัยไม่ได้
มกี ารกำหนดลักษณะเฉพาะทีช่ ัดเจน แตถ่ ือเอาความสะดวกของผู้วจิ ัยเป็นหลกั บางคร้ังก็
อาจเรียกการเลือกตวั อยา่ งแบบน้ีว่าเปน็ “การเลือกตัวอย่างแบบสะดวก” (Convenience
Sampling) การเก็บข้อมูลจึงเก็บกับกลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยมีโอกาสพบเจอ และให้ความ
ร่วมมือในการให้ข้อมูล โดยจะดำเนินการเก็บจนครบตามจำนวนที่ต้องการ ตัวอย่างเชน่
การสำรวจความพึงพอใจต่อการให้บริการของโรงแรม ผู้วิจัยก็จะดำเนินการแจก
แบบสอบถามใหก้ บั ผู้รับบริการ โดยจะแจกคนที่ได้พบเจอเพือ่ ใหช้ ่วยกรอบแบบสอบถาม
โดยไม่ไดค้ ำนึงถงึ เพศ อายุ อาชพี การศกึ ษา ฯลฯ
2.4 การเลอื กตวั อย่างแบบอาสาสมัคร (Voluntary Sampling)
เปน็ การเลือกตัวอย่างโดยหนว่ ยตัวอย่างมคี วามเต็มใจ และยินดีเป็นกลุ่ม
ตวั อย่างดว้ ยความสมัครใจ การทีจ่ ำเป็นต้องเลอื กตวั อยา่ งในลักษณะนี้เพราะบางคร้ังผ้วู ิจัย
อาจไม่สามารถทำการเลือกตัวอย่างได้ เพราะการวิจัยจำเป็นต้องทดลองบนพื้นฐานของ
ความเส่ียง ความเสยี หาย หรอื อาจเกิดอนั ตราย อาทิ การทดลองยาชนดิ ใหม่ การเส่ียงภัย
ในพ้นื ที่ที่มคี วามขดั แย้ง ฯลฯ ซ่ึงผ้วู ิจยั เองกต็ อ้ งคำนงึ ถงึ ข้อเสียของการเลอื กตวั อย่างแบบน้ี
ว่ากลุ่มตัวอย่างในการวิจัยก็อาจไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร เพราะเงื่อนไขของการ
เลือกไม่ได้เน้นทีก่ ารเป็นตัวแทนของประชากร แต่เน้นท่ีความเต็มใจอาสาเข้ามาเป็นกลมุ่
ตวั อย่างมากกวา่
2.5 การเลือกตัวอย่างแบบก้อนหิมะหรือลูกโซ่ (Chain or Snowball
Sampling)
เปน็ การเลือกตัวอย่างโดยทผี่ วู้ จิ ยั กำหนดนิยามและขอบเขตของประชากร
ไว้ก่อน แล้วจึงแสวงหากลุ่มตัวอยา่ งที่มีลักษณะสอดคล้องกับที่กำหนดไว้ จึงนั้นจึงอาศัย
ความร่วมมือของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกให้แนะนำหรือเสนอชื่อคนอื่น ๆ ที่มีลักษณะเช่น
69
ตนเองต่อไปเป็นลกู โซจ่ นครบจำนวนตามที่ตอ้ งการ การเลือกตัวอย่างในลักษณะนน้ี น้ั มกั ใช้
กบั ปญั หาการวิจยั ทม่ี กี ลมุ่ ตวั อย่างท่ีไมป่ รากฏหรอื เปิดเผยตัวต่อสาธารณชน เชน่ กลมุ่ ผ้เู คย
เสพยาเสพตดิ กลุ่มขายบริการทางเพศ กลุม่ เคยใชผ้ ลิตภัณฑล์ ดนำ้ หนัก เปน็ ตน้
การกำหนดขนาดของกล่มุ ตวั อยา่ ง
เมื่อผู้วิจัยได้ออกแบบวิธีการสุ่มตัวอย่างแล้ว สิ่งที่ผูว้ ิจยั จะต้องดำเนนิ การต่อคือ
การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างให้มคี วามเหมาะสม และสามารถบ่งบอกถงึ การเป็นตวั
แทนที่ดีของประชากรได้ ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนของกลุ่มตัวอย่างกับความ
คลาดเคล่ือนมีลกั ษณะของความสมั พันธก์ ันทางลบ คือ ถ้ากลุ่มตัวอยา่ งมีจำนวนมาก ก็จะ
ทำให้ความคลาดเคลื่อนมีโอกาสเกดิ ไดน้ ้อย แตห่ ากกล่มุ ตวั อย่างมีจำนวนนอ้ ย ความคลาด
เคล่อื นกอ็ าจเกดิ ขนึ้ ได้มาก และเมื่อถงึ จดุ หน่งึ แมว่ า่ จะเพ่ิมจำนวนกลมุ่ ตัวอย่างให้มากขึ้น
อีกเท่าไหร่ ก็ไมส่ ามารถลดความคลาดเคลื่อนได้มากนัก ดงั แสดงความสมั พันธ์ตามภาพ
ความคลาดเคลอ่ื น
มาก
นอ้ ย มาก
ขนาดกลมุ่ ตวั อย่าง
ภาพที่ 11 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขนาดกลุม่ ตวั อย่างกบั ความคลาดเคลือ่ นมาตรฐาน
วธิ กี ารกำหนดขนาดของกลุม่ ตวั อย่าง มี 2 วธิ ี ไดแ้ ก่ การใช้สตู รคำนวณ และ การ
ใช้ตารางสำเร็จรปู
70
1. การใช้สตู รคำนวณ มีนักวิชาการได้คิดสตู รสำหรบั การคำนวณไว้หลายท่าน ซึ่ง
สรปุ ได้ดังน้ี
1.1 ถ้าพิจารณาถึงความแน่นอนของจำนวนประชากร สามารถคำนวณ
ขนาดตวั อยา่ งได้ 2 วิธี ได้แก่
วธิ ีท่ี 1 กรณที ี่ประชากรมีจำนวนไมแ่ น่นอน ให้ใช้สตู รดังตอ่ ไปนี้
n = 2 2
2
n คือ จำนวนกลุ่มตวั อย่าง
Z คือ คะแนนมาตรฐานซี มคี า่ เปน็ ไปตามระดับความเชือ่ มนั่
ระดับความเช่อื ม่นั ท่ี 90% คา่ Z = 1.645
ระดับความเช่อื มั่นท่ี 95% ค่า Z = 1.96
ระดบั ความเช่ือมั่นท่ี 99% คา่ Z = 2.58
คือ ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน
e คอื คา่ ความคลาดเคลือ่ นที่ยอมให้เกดิ ข้ึน
ตัวอย่าง สำนักงานสถิติแห่งชาติ ประกาศว่า โดยเฉลี่ยแล้วค่าใช้จ่ายต่อเดือนของ
ครอบครวั ขนาดกลางมสี ่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 1,400 บาท ถา้ ตอ้ งการคา่ ใชจ้ ่ายโดย
ยอมให้แตกต่างจากค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 60 บาท ที่ระดับความเชื่อมั่น 99% จะต้องเลอื ก
ตวั อย่างมากีค่ รอบครัว
กำหนดให้ Z = 2.58 = 1,400 e = 60
จากสูตร n = 2 2
2
71
n = (2.58)2(1,400)2
602
n = 3,624.04
ดงั นน้ั จะต้องเลอื กครอบครวั มาเปน็ กลุม่ ตวั อยา่ ง 3,624 ครอบครวั
วธิ ีที่ 2 กรณีท่ปี ระชากรมจี ำนวนทีแ่ นน่ อน
Taro Yamane (1970) ไดค้ ดิ สูตรคำนวณไว้ดังต่อไปน้ี
n =
1+ 2
n คอื จำนวนกลมุ่ ตัวอยา่ ง
N คอื จำนวนประชากร
e คือ คา่ ความคลาดเคลื่อนท่ยี อมให้เกดิ ขน้ึ
ต้องอยู่ในรปู ของสัดสว่ น เช่น
มีความคลาดเคล่ือนรอ้ ยละ 2 แสดงว่า e = .02
มีความคลาดเคล่ือนร้อยละ 15 แสดงว่า e = .15
ตัวอย่าง นิสิตบัณฑิตศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์มีทั้งหมด 1,600 คน ถ้าต้องการสุ่ม
ตัวอย่างโดยยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ร้อยละ 5 ขนาดของกลุ่มตัวอย่างควรเป็น
เทา่ ไร
กำหนดให้ N = 1,600 e = .05
n =
1+ 2
n = 1,600
1+1,600(.05)2
n = 320
ดงั นน้ั จะตอ้ งเลอื กนสิ ิตมาเปน็ กลมุ่ ตวั อย่างจำนวน 320 คน
72
1.2 ถา้ พิจารณาถึงส่ิงท่ีตอ้ งการศกึ ษา ในการพจิ ารณาสงิ่ ทต่ี ้องการศึกษา
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ต้องการศึกษาค่าเฉลี่ย (μ) และต้องการศึกษาค่า
สดั ส่วน (P) หรือรอ้ ยละ ซงึ่ มีสตู รคำนวณทแ่ี ตกตา่ งกันดงั ต่อไปน้ี
วิธที ี่ 1 กรณีตอ้ งการศกึ ษาคา่ เฉล่ยี (μ)
สตู ร กรณที วั่ ไป
nμ = 2 2
2+ 2 2
สตู ร กรณี n มีขนาดใหญ่มาก
nμ = 2 2
2
วธิ ที ี่ 2 กรณตี อ้ งการศกึ ษาค่าสดั ส่วน (P) หรอื ร้อยละ
สตู ร กรณที ัว่ ไป
nP = 2 (1− )
2+ 2 (1− )
สูตร กรณี n มขี นาดใหญ่มาก
nP = 2 (1− )
2
nμ คือ ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเมื่อต้องการศึกษาค่าเฉลี่ยจาก
ประชากร
nP คอื ขนาดของกลุ่มตัวอย่างเมื่อต้องการศึกษาค่าสัดส่วนจาก
ประชากร
N คือ ขนาดของประชากร
Z คือ คะแนนมาตรฐานซี มีค่าเป็นไปตามระดบั ความเชอ่ื มั่น
ระดับความเชอ่ื มนั่ ที่ 90% คา่ Z = 1.645
73
ระดับความเช่อื มน่ั ที่ 95% คา่ Z = 1.96
ระดบั ความเชอ่ื ม่ันที่ 99% ค่า Z = 2.58
2 คือ ค่าความแปรปรวน (โดยทั่วไปใช้ค่าประมาณ S2 จาก
งานวิจยั ทเี่ คยศกึ ษาไว้
P คอื คา่ สัดสว่ นของลักษณะทต่ี ้องการศกึ ษา
P(1-P) คือ ค่าความแปรปรวนของลกั ษณะที่ตอ้ งการศึกษา มคี ่าสูงสุด
เปน็ 0.25
E คอื คา่ ความคลาดเคลอ่ื นทยี่ อมให้เกิดขน้ึ
ตัวอย่าง ผู้วิจัยต้องการศึกษาคา่ เฉลี่ยความพึงพอใจต่อการให้บริการของโรงพยาบาล ซ่ึง
จากการศึกษาทผี่ า่ นมาพบว่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของความพงึ พอใจมคี ่าประมาณ 1 ถ้า
ประชากรมีทั้งหมด 500 คน ควรศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มตวั อยา่ งจำนวนกี่คน เมื่อยอมให้เกดิ
ความคลาดเคลือ่ นไดร้ อ้ ยละ 5 ท่ีระดับความเชื่อม่นั 95%
กำหนดให้ N = 500 Z = 1.96 2 = 12 E = 0.05
จากสตู ร nμ = 2 2
2+ 2 2
nμ = 500(1.96)212
500(0.05)2+(1.96)2 12
nμ = 377.25
ดังนน้ั ควรศึกษากับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 377 คน
74
ตัวอย่าง ผู้วิจัยต้องการศึกษาสัดส่วนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัด
นครสวรรค์ ท่ีตอ้ งการเรยี นตอ่ ในระดับมหาวทิ ยาลยั โดยมีจำนวนนกั เรียนในจงั หวัดทง้ั หมด
8,000 คน และยอมให้เกดิ ความคลาดเคลื่อนร้อยละ 1 ท่รี ะดับความเชื่อมน่ั 99% ผู้วิจัย
ตอ้ งศึกษากับกลุม่ ตวั อย่างจำนวนเท่าไรจงึ จะเหมาะสม
กำหนดให้ N = 8,000 Z = 2.58 P(1-P) = 0.25 E = 0.01
nP = 2 (1− )
2+ 2 (1− )
nP = 8,000(2.58)2(0.25)
8,000(0.01)2+ (2.58)2 (0.25)
nP = 5,402.7
ดังนั้น ควรศกึ ษากับกลมุ่ ตวั อยา่ งจำนวน 5,403 คน
2. การใช้ตารางสำเร็จรูป ในการกำหนดขนาดตัวอย่าง นอกจากผู้วิจัยจะใช้สูตร
ในการคำนวณแล้วยังสามารถใช้ตารางสำเรจ็ รูปซง่ึ มนี ักวิชาการไดจ้ ัดทำไว้ โดยคำนวณสตู ร
ท่คี ดิ ขึ้นน่ันเอง ซึ่งจะช่วยทำใหผ้ ู้วจิ ยั สามารถกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างได้อยา่ งรวดเรว็
และสะดวกสบายยงิ่ ขึ้น
75
2.1 ตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan (1970: 608) `ซึ่งมี
รายละเอียดดังนี้
ตารางที่ 4 กำหนดขนาดตัวอยา่ งของ Krejcie and Morgan (1973) ทร่ี ะดับความเชอ่ื มัน่ 95%
76
2.2 ตารางสำเร็จรปู ของ Yamane (1973: 1088) ซึ่งมีรายละเอยี ดดังนี้
ตารางท่ี 5 กำหนดขนาดตวั อยา่ งของ Yamane (1973) ทรี่ ะดบั ความเช่อื มัน่ 95%
77
บทท่ี 7
เคร่ืองมอื และวธิ กี ารรวบรวมข้อมลู ในการวจิ ยั
เมื่อผู้วิจัยทราบแล้วว่าตัวแปรที่ต้องการศึกษามีอะไรบ้าง และทราบว่ากลุ่ม
ประชากรหรือตัวอย่างในการวิจัยนั้นได้แก่หน่วยใดบ้าง ขั้นตอนต่อมาที่ผู้วิจัยจะต้อง
ดำเนินการต่อ คือการออกแบบวิธีการรวบรวมขอ้ มูลและพฒั นาเคร่ืองมือสำหรับการวิจัย
เพื่อที่จะนำไปศึกษาหรือทำการวัดผลกับกลุ่มเป้าหมายที่ผู้วิจัยสนใจให้ได้มาซึ่งข้อมูลท่ี
ผ้วู ิจยั จะนำไปวเิ คราะหแ์ ละสรุปผลการวจิ ัยตอ่ ไป ซ่งึ ในบทเรยี นนจ้ี ะกล่าวถึงเคร่อื งมือและ
วธิ กี ารรวบรวมขอ้ มลู ในการวจิ ยั
ความหมายของเคร่ืองมือวิจยั
เครอ่ื งมอื วจิ ยั หมายถึง สง่ิ ทผี่ ูว้ จิ ัยจะนำไปใชเ้ ปน็ สอ่ื กลางเพือ่ วัดตวั แปรทีต่ ้องการ
ศึกษา หรือเพ่อื เกบ็ รวบรวมข้อมูลท่ตี อ้ งการเพอ่ื นำไปสกู่ ารวิเคราะห์ข้อมูลหรอื ใช้ประโยชน์
อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการวิจัยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง ซึ่งการที่ผู้วิจัยจะเลือก
เครื่องมอื วิจัยใดไปใชป้ ระโยชนน์ ัน้ ก็ข้นึ อยูก่ บั สถานการณแ์ ละลกั ษณะพฤติกรรมท่ีต้องการ
จะวัด โดยพบว่าในปัจจุบันเครื่องมือที่นิยมใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบ
สัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกต และแบบประเมินการปฏิบัติ โดย
เครื่องมือแต่ละประเภทนั้นก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป ซึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ
จะต้องสามารถรวบรวมข้อมูลได้ตรงตามความต้องการของผู้วิจัย อย่างครบถ้วนเพื่ อให้
สามารถนำไปวิเคราะหใ์ หไ้ ดค้ ำตอบท่ีเท่ียงตรงและนา่ เชื่อถือมากทสี่ ดุ
การทำความเขา้ ใจเบ้ืองต้นเก่ยี วกับการวดั
เนื่องจากเครื่องมอื ในการวิจัยน้ันมีความเก่ียวข้องกับเรื่องของการวัด โดยเฉพาะ
ในทางสังคมศาสตรท์ พ่ี บว่าตัวแปรหลายตัวทีผ่ ูว้ ิจัยสนใจจะศกึ ษานัน้ มีความเป็นนามธรรม
สูง อาทิ ทัศนคติ ความพงึ พอใจ ความคิดเหน็ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างจากการวดั ทางคณติ ศาสตร์
หรือวิทยาศาสตรท์ ม่ี ีความเป็นรปู ธรรมมากกวา่ เชน่ เครอื่ งช่งั เครือ่ งตวง ดงั นั้นในหัวข้อนี้
78
จงึ ขอเสนอสาระสำคัญทีผ่ ูว้ จิ ัยควรจะมีความรเู้ ปน็ พืน้ ฐานทีจ่ ะสามารถนำไปใชป้ ระโยชนใ์ น
การพัฒนาเครื่องมือสำหรับการวิจัยต่อ อันประกอบไปด้วย ระดับของการวัด
(Measurement Scale) และ การนิยามตวั แปร (Definition)
ระดับของการวัด (Measurement Scale)
โดยทว่ั ไปแล้วการวดั สามารถจำแนกระดับของการวดั ออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้
1.1 ระดับกลุ่มหรือระดับนามบัญญตั ิ (Nominal Scale) เป็นระดับการ
วัดตวั แปรทผี่ วู้ ิจยั สามารถแบง่ คณุ ลกั ษณะของตวั แปรท่ศี กึ ษาออกไดเ้ ปน็ เพียงนามของกลมุ่
ต่างๆ โดยที่ไม่สามารถนำมาคำนวณทางคณิตศาสตร์ (บวก ลบ คูณ หาร) แต่ทำได้เพียง
จำแนกคุณลักษณะของตวั แปรนั้นออกเป็นกลุ่มต่างๆ แล้วใช้ตัวเลขกำกับเพื่อแสดงความ
แตกตา่ งระหวา่ งกัน เชน่ เพศ ( 1 = ชาย/ 2 = หญงิ ) สถานภาพการสมรส (1 = โสด/ 2 =
สมรส/ 3 =หย่าร้าง/ 4 = หมา้ ย) ภาค (1 = ภาคเหนอื / 2 = ภาคกลาง/ 3 = ภาคใต/้ 4=
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ) เป็นตน้
1.2 ระดับเรยี งลำดับ (Ordinal Scale) เป็นระดับการวัดตวั แปรที่ผูว้ ิจยั
สามารถแบ่งคณุ ลักษณะออกเปน็ กลุม่ ๆ ได้ และสามารถบอกไดว้ า่ คณุ ลกั ษณะหนึง่ มากกวา่
หรือสงู กว่าอีกคุณลักษณะหนึ่ง หรอื พูดให้เขา้ ใจง่ายๆ คือตวั แปรนนั้ สามารถจัดเรียงลำดับ
ได้ เช่น ระดับการศึกษา (1 = ประถมศึกษา / 2 = มัธยมศึกษา / 3 = ปริญญาตรี / 4 =
ปริญญาโท / 5 = ปริญญาเอก) เป็นต้น ซึ่งหากพิจารณาเราจะเห็นว่า ระดับการศึกษา
สามารถจดั เรยี งลำดับได้จึงจัดเป็นระดับตัวแปรแบบ Ordinal Scale แตถ่ งึ กระนั้นนัยของ
ตัวเลขก็ไม่ได้สื่อความหมายทางคณิตศาสตร์แต่อย่างใดเช่นเดียวกันกับระดับ Nominal
Scale
1.3 ระดับอนั ตรภาคหรือระดบั ช่วงเท่า (Interval Scale) เป็นระดับของ
การวัดตวั แปรท่ีสามารถแบง่ คุณลักษณะของตัวแปรออกเป็นกลุ่มๆ ได้ สามารถบอกได้ว่า
คุณลักษณะหนึ่งมากกว่า หรือสูงกว่าอีกคุณลักษณะหน่ึง รวมถึงสามารถบอกได้ว่าแต่ละ
79
คุณลักษณะนัน้ มีความแตกต่างกันท่ีจำนวนเท่าใด ยกตัวอยา่ งเช่น อุณหภมู ิ (แบ่งตั้งแต่ 0-
100 องศาเซลเซียส) ความพงึ พอใจ (3 = พงึ พอใจมาก / 2 = พึงพอใจปานกลาง / 1 = พงึ
พอใจนอ้ ย) แต่อยา่ งไรก็ตาม ขอ้ มูลในระดับ Interval Scale นจี้ ะไมม่ ศี ูนยแ์ ท้ ดว้ ยเหตตุนี้
หากวดั คา่ ข้อมลู ทมี่ ีระดบั Interval Scale แล้วไดค้ า่ 0 นน่ั ไม่ไดห้ มายความว่าไม่มีส่ิงท่ีวัด
อยู่เลย เช่น 0 องศาเซลเซียส ก็ไม่ได้หมายถึงการไม่มีความเย็นแต่อย่างใด หรือแม้แต่
คะแนนการสอบ หากนักเรยี นไดค้ ะแนน 0 คะแนนกไ็ มส่ ะท้อนวา่ นกั เรียนไมไ่ ด้มีความรู้ใน
เร่อื งนั้นๆ แตอ่ าจเป็นเพราะข้อสอบนน้ั ยากกวา่ ความรทู้ เ่ี ขามี
1.4 ระดับอัตราส่วน (Ratio Scale) เป็นระดับของการวัดตัวแปรท่ี
สามารถแบง่ คณุ ลกั ษณะของตัวแปรออกเป็นกลุม่ ๆ ได้ สามารถบอกได้ว่าคุณลักษณะหน่ึง
มากกว่า หรือสูงกว่าอีกคุณลักษณะหนึ่ง รวมทั้งสามารถบอกได้ว่าแต่ละคุณลักษณะที่มี
ความแตกต่างกันนั้นมีความแตกต่างที่เท่ากัน และมีจุดศูนย์สมั บูรณ์ ยกตัวอย่างเช่น นำ
หนัก (เริ่มต้ังแต่ 0 เป็นต้นไป) ความสูง (เริ่มตั้งแต่ 0 เป็นต้นไป) ความเร็ว (เริ่มตั้งแต่ 0
เปน็ ตน้ ไป) ระยะทาง (เร่ิมตง้ั แต่ 0 เป็นต้นไป)
การนิยามตัวแปร (Definition)
ก่อนทีจ่ ะสร้างเครอื่ งมือวจิ ัยเพื่อทำการวัดตวั แปร ผวู้ จิ ัยจำเปน็ จะต้องมีการนิยาม
ตัวแปรที่ต้องการศึกษาให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะการนิยามตัวแปรที่จะนำไปใช้ในการ
วิจยั เชิงปรมิ าณนั้น การทำให้สง่ิ ท่ีเป็นนามธรรมแปลงสภาพส่คู วามเป็นรูปธรรมจึงเปน็ สิง่ ท่ี
มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้การนิยามตัวแปรนั้นมี 2 ลักษณะได้แก่ การนิยามเชิงทฤษฎี
(Conceptual Definition) และ การนิยามเชิงปฏบิ ัติการ (Operational Definition)
การนิยามเชิงทฤษฎี (Conceptual Definition) เป็นการให้ความหมายของตัว
แปรตามแนวคิดทฤษฎี ซ่งึ ยังอยใู่ นรปู ของนามธรรม เชน่
สมั พนั ธภาพระหวา่ งผู้ร่วมงาน หมายถึง ผรู้ ว่ มงานมคี วามจริงใจต่อกัน มี
ความสามคั คี มีความรบั ผดิ ชอบ และให้ความช่วยเหลือซ่งึ กันและกัน
80
การนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) เป็นการให้ความหมายตาม
แนวคิดทฤษฎีให้มีลักษณะความเป็นรูปธรรม โดยระบุคุณลักษณะหรือพฤติกรรมบ่งชี้
เพื่อใหส้ ามารถทำการวดั ตัวแปรที่ตอ้ งการศกึ ษาได้ เชน่
สัมพันธภาพระหว่างผู้ร่วมงาน หมายถึง พฤติกรรมการแสดงออกที่
สะทอ้ นให้เหน็ ถึงการมีความจรงิ ใจตอ่ กัน มีความสามคั คี และความรบั ผดิ ชอบ
- ความจริงใจต่อกัน ได้แก่ การไม่นินทากล่าวร้าย ไม่ทะเลาะ
เบาะแวง้ ไมเ่ สแสร้งต่อกัน
- ความสามัคคี ได้แก่ ร่วมแรงรว่ มใจในการทำงาน ไมแ่ บง่ พรรค
แบง่ พวก ไม่ลาหรือขาดงานโดยไมจ่ ำเป็น และทำงานเสรจ็ ตามกำหนดเวลา
- ความรับผิดชอบ ได้แก่ การเข้าปฏิบัติงานได้ทันเวลา การไม่
เบียดบงั เวลาทำงานในหนว่ ยงานไปทำธุระอื่นๆ สว่ นตน
ทั้งนี้จากนิยามเชิงปฏิบัติการจะเห็นได้ว่า นิยามที่กำหนดขึ้นนั้นอาจไม่จำเป็นท่ี
จะต้องวัดตัวแปรทั้งหมดตามกรอบทฤษฎีกไ็ ด้ ขึ้นอยู่การความจำเป็นและปัญหาที่ผู้วิจัย
ตรวจพบจากการทบทวนวรรณกรรม แตห่ ากจะเขียนนยิ ามเชิงปฏบิ ัติการใหค้ รอบคลุมทุก
ตัวแปรตามทฤษฎกี ไ็ มไ่ ดผ้ ิด เพียงแต่จุดสำคญั ทผ่ี วู้ จิ ัยควรให้ความตระหนักคอื ต้องทำให้ตัว
แปรน้นั สามารถวดั ได้อย่างเปน็ รปู ธรรม
มติ ิของการวัดในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการเลือกใชเ้ ครอื่ งมอื สำหรบั การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจยั ผ้วู จิ ยั ควรมคี วาม
เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะตัวแปรที่ต้องการวัดให้เข้าใจชัดเจนเสียก่อน เพื่อให้การ
เลอื กใช้เครอ่ื งมอื ดำเนินไปอย่างเหมาะสม โดยในทางการศกึ ษาสามารถจำแนกประเภทตัว
แปรตามลักษณะการเรียนรู้ของมนุษย์ออกเปน็ 3 มติ ิ คือ
81
1. มิติด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับ
ความสามารถทางสตปิ ัญญาของมนษุ ย์ ดังนนั้ วธิ ีการวดั มิตดิ า้ นพุทธิพิสยั จงึ นยิ มวัดด้วยการ
สอบ ดว้ ยการใชเ้ ครื่องมือทีเ่ หมาะสม ไดแ้ ก่ แบบสอบ
2. มิติด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับ
ความร้สู กึ นกึ คดิ จิตใจ ทัศนคติ ความเชื่อของมนุษย์ การวดั ในมติ ิน้สี ามารถศึกษาได้หลาย
วิธี ไม่ว่าจะเป็นการสอบถาม การสัมภาษณ์ รวมถึงการสังเกต โดยเครื่องมือที่เหมาะสม
สำหรบั การวัดพฤติกรรมนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสมั ภาษณ์ แบบสังเกต
3. มิติด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นพฤติกรรมท่ี
เกี่ยวกับการลงมือปฏิบัติหรือการแสดงออกของมนุษย์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีลักษณะเปน็
รูปธรรมชัดเจน ดังนั้นวิธีการที่ดีในการวัด ได้แก่ การสังเกต โดยเครื่องมือที่เหมาะสม
สำหรบั การวัดพฤตกิ รรมด้านน้ี ได้แก่ แบบสังเกต
จากพ้ืนฐานลกั ษณะการเรียนรขู้ องบุคคล ดังนนั้ วิธีทใ่ี ช้ในการวดั อันประกอบด้วย
การสอบ การสอบถาม การสมั ภาษณ์ และการสงั เกต ดว้ ยการใช้เคร่อื งมอื พ้นื ฐานที่สำคัญ
สำหรับการดำเนนิ การวจิ ยั ได้แก แบบสอบ แบบสอบถาม แบบสมั ภาษณ์ และแบบสงั เกต
จะกล่าวรายละเอยี ดในหวั ขอ้ ถัดไป
วธิ ีการรวบรวมขอ้ มูลกบั เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
ในหัวขอ้ นจ้ี ะขอเสนอสาระสำคัญของวิธกี ารในการวบรวมขอ้ มูลกับเครื่องมือที่ใช้
ในการวิจัย ซ่งึ มีรายละเอียดดงั ต่อไปน้ี
1. การสอบ (Testing)
คือการนำเสนอชดุ ขอ้ คำถามให้ผู้สอบเป็นผูท้ ำการตอบ ซึ่งชุดของข้อคำถามหรอื
เครื่องมือที่ใช้ในการสอบก็ได้แก่ แบบสอบ นั่นเอง โดยแบบสอบจัดเป็นชุดคำถาม หรือ
ปัญหาทใี่ ช้เป็นส่ิงเร้ากระตนุ้ ใหผ้ ตู้ อบแสดงพฤติกรรมหรอื ปฏกิ ริ ิยาตอบสนองตามแนวทาง
ที่ต้องการ ถือได้ว่าเปน็ เครือ่ งมือที่ใช้วัดพฤติกรรมดา้ นพุทธิพสิ ัย หรือความรูค้ วามคิดของ
82
คนไดด้ ที สี่ ุด ผ้วู จิ ัยจึงสามารถใชแ้ บบสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถเพ่ือใหผ้ ู้สอบได้แสดง
ความสามารถสงู สดุ ของตนเองออกมา โดยคำตอบทไ่ี ด้จากแบบสอบนัน้ จะตอ้ งนำมาตัดสิน
ได้ว่าถูกหรือผิด ซึ่งแบบสอบน้ีส่วนใหญ่คนท่ัวไปจะคุ้นชินกับการใช้คำว่า ข้อสอบ ในการ
สร้างขอ้ สอบแต่ละฉบบั นน้ั ผอู้ อกขอ้ สอบจะต้องคำนงึ ถึงลกั ษณะเน้อื หาวิชา ระดับช้ัน และ
ระดับอายุของผู้สอบ ซง่ึ จะนำไปสกู่ ารกำหนดรปู แบบของข้อสอบที่เหมาะสม โดยรูปแบบ
ของข้อสอบแต่ละรูปแบบจะมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกตา่ งกนั ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ
ของผู้ออกขอ้ สอบดว้ ย ซึ่งรูปแบบของขอ้ สอบแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ก็คอื
1. ข้อสอบปรนัย (Objective Type Test) เป็นข้อสอบที่มีการกำหนด
แนวทางในการตอบคำถามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจอยู่ในรรูปแบบของการให้เลือกคำตอบ
หรือเติมคำตอบในเนื้อหาที่กำหนดให้ก็ได้ ซึ่งสามารถแบ่งข้อสอบปรนัยออกเป็น 4 แบบ
ได้แก่ ข้อสอบแบบถกู ผดิ ข้อสอบแบบจบั คู่ ข้อสอบแบบเตมิ คำ และข้อสอบแบบเลือกตอบ
2. ข้อสอบอัตนัย (Essay Type Test) เป็นข้อสอบที่ให้โอกาสผู้สอบได้
ตอบอย่างเต็มที่ โดยผู้สอบจะต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงเหตุผล เชิง
ความสมั พันธ์ การลำดบั เรยี บเรยี งด้วยภาษาทส่ี ่ือถงึ ความร้คู วามสามารถทตี่ นเองมีอยู่ โดย
อาศัยการบูรณาการความคิด และถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นระบบ เนื่องจากข้อสอบ
ประเภทน้ตี ้องใชเ้ วลานานในการทำ ดงั นั้นจงึ มีจำนวนข้อท่ีไม่มาก ท้งั ในการเลือกใชข้ อ้ สอบ
แบบอัตนยั กข็ น้ึ อยกู่ บั เนื้อหาของคำถาม และลกั ษณะของคำตอบทต่ี ้องการ โดยการเฉลย
จะยดึ ตามขอบเขตของคำตอบที่ได้กำหนดเอาไว้แลว้ แต่กม็ จี ดุ ดอ้ ยตรงท่ีผสู้ อบอาจไม่ได้ใช้
ความริเริ่มสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ในการตอบเนื่องจากมีการตั้งเกณฑ์ของการให้คะแนน
เอาไว้
การดำเนินการสอบเป็นกระบวนการขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากหาก
หากมีความผิดพลาดกอ็ าจทำให้เกดิ ผลเสยี หลายประการ ทง้ั เสียแรงในการสร้างเครื่องมือ
และการเก็บข้อมูลอาจเสียเปล่าหากไม่สามารถวดั ในส่ิงที่ต้องทราบได้จริง ทั้งนี้โดยทั่วไป
การสอบจะมีขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดตารางสอบที่มี
83
รายละเอียดในด้านต่างๆ อย่างครบถ้วน การจัดห้องสอบที่ควรมีสภาพแวดล้อมที่ดีและ
ปราศจากเสียงรบกวน และการกำกบั การสอบใหเ้ ป็นไปอยา่ งบรสิ ทุ ธยิ์ ตุ ิธรรมมากที่สุด
2. การสอบถาม
การสอบถามเปน็ การเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากผู้ถูกวจิ ัยด้วยการใช้แบบสอบถามท่ีมี
ลักษณะตา่ งๆ ที่เรียกกนั ว่าเปน็ แบบสอบถาม ซึ่งเป็นชุดคำถามเพื่อใช้วัดพฤตกิ รรมต่างๆ
ตามที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา มีลักษณะเป็นการกำหนดเงื่อนไขหรือสถานการณ์ให้แสดง
คณุ ลกั ษณะเฉพาะตวั ของตนออกมา (Typical Performance) โดยไม่มีการตัดสินว่าความ
คดิ เหน็ ของผู้นน้ั ถูกหรือผิด สำหรับแบบสอบถามทใ่ี ช้วัดพฤตกิ รรมด้านจติ พิสัยอาจมกี ารใช้
คำที่เปน็ ชื่อเรยี กเฉพาะของแบบสอบถามนน้ั เช่น แบบวดั ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรม
การศึกษานอกระบบ แบบวัดความตระหนักรู้ในการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน เป็นต้น
โดยท่ัวไปแล้วแบบสอบถามจะมี 2 ลักษณะ ได้แก่
1. แบบปลายปดิ (Closed-Form) ประกอบดว้ ยข้อคำถาม และมีคำตอบ
กำหนดไว้ให้เลือก เพื่อให้ผู้ตอบเลือกตอบตามความรู้สึกและความคิดเห็นของตนเอง
ลักษณะการตอบจึงเป็นไปตามขอบเขตที่แบบสอบถามกำหนด แบบสอบถามปลายปิดจะ
ทำให้ผู้วิจัยวิเคราะหข์ ้อมูลได้ง่ายเพราะจำกัดขอบเขตไว้อย่างชดั เจน แต่บางครัง้ ก็อาจไม่
ครอบคลมุ คำตอบตามทผ่ี ู้ตอบตอ้ งการทง้ั หมด
2. แบบปลายเปดิ (Open-Form) ประกอบด้วยข้อความหรือขอ้ คำถามท่ี
ให้ผตู้ อบแสดงความคิดเห็นในเรอื่ งตา่ งๆ อยา่ งเต็มที่ตามทผี่ ูต้ อบต้องการ โดยแบบสอบถาม
จะเว้นช่องว่างไว้ แบบสอบถามปลายเปิดช่วยให้ผู้ตอบได้เขียนความคิดเห็นของตนเอง
เพิ่มเตมิ จากกรอบทีผ่ ้วู จิ ัยกำหนด แตบ่ างครง้ั คำตอบกอ็ าจไมต่ รงหรอื อาจจะเกนิ ขอบเขตที่
ผวู้ ิจัยตอ้ งการ ซ่ึงอาจทำใหไ้ ดข้ ้อมลู ไมค่ รบถว้ นสมบรู ณ์ได้เชน่ กัน
84
ทั้งนี้ชนิดของแบ่งสอบถามอาจจำแนกออกได้ 3 ลักษณะ ได้แก่
แบบสอบถามความคิดเห็น แบบสอบถามเชิงพฤตกิ รรม และแบบสอบถามทางออ้ ม แสดง
ให้เหน็ รายละเอียดดงั ตวั อยา่ งต่อไปน้ี
ตวั อย่างแบบวดั ทศั นคติเกย่ี วกบั ส่ิงแวดลอ้ ม
ขอ้ ข้อคำถาม เหน็ ดว้ ย ระดบั ทศั นคติ
อย่างย่งิ เหน็ ด้วย ไมเ่ หน็ ดว้ ย ไม่เหน็ ดว้ ย
1 การพฒั นาประเทศใหไ้ ด้ผลดี
ควรทำควบค่กู บั การจัดการ อย่างยง่ิ
สิ่งแวดล้อม
2 รัฐบาลยังไมส่ นใจในการแกไ้ ข
ปัญหาส่ิงแวดลอ้ มอยา่ ง
จริงจัง
ตัวอย่างแบบวัดพฤติกรรมทีพ่ งึ ประสงค์ของนักเรยี นระดับมธั ยมศกึ ษา
ถ้าท่านเขา้ สอบและทำขอ้ สอบไม่ได้ และครทู ค่ี มุ สอบก็ไม่ไดอ้ ยู่ในห้องนน้ั ท่านจะ
ทำอย่างไร
ก. แอบลอกคำตอบจากตำรา
ข. แอบดูคำตอบจากเพือ่ นทีน่ ่งั อยขู่ ้างๆ กนั
ค. ตอบไมไ่ ด้ก็ไม่ตอบ นง่ั ทำต่อไป
85
`ตวั อย่างแบบสอบถามแบบให้เติมคำตอบเพอ่ื สอบถามทางอ้อม เพื่อแสดงความรูส้ ึก
จัดอนั ดบั หรอื สร้างความเช่อื มโยงผา่ นความคดิ
1. ใหท้ า่ นเติมคำตอบตอ่ ไปน้ีให้สมบรู ณ์
บ้านของฉนั ..........................................................................
ชีวติ ของฉันในวัยเดก็ ............................................................
ให้ทา่ นเรียงลำดับจังหวดั ท่เี คยไปแลว้ ประทบั ใจมากท่สี ดุ 3 อนั ดับ
1 ..........................................................................................
2 ..........................................................................................
3 ..........................................................................................
อย่างไรก็ตามสิ่งทผ่ี วู้ ิจยั ควรตระหนกั ในการใชว้ ิธกี ารสอบถามในการเก็บรวบรวม
ข้อมูล ก็คือปัจจัยที่มีผลต่อการตอบกลับของแบบสอบถามซึ่งมี 5 ประการสำคัญ ได้แก่
ด้านตัวแบบสอบถาม ต้องมีการจัดหน้า อธิบายเครื่องหมายหรือรายละเอียดต่างๆ อย่าง
ชัดเจน และควรลดข้อมลู ที่ไม่จำเปน็ ในแบบสอบถาม ด้านการส่งและจดั เก็บแบบสอบถาม
ต้องสง่ ด้วยวธิ กี ารลงทะเบยี นและกำหนดวนั ส่งกลับใหช้ ัดเจน ดา้ นการตดิ ต่อกับผูต้ อบ ตอ้ ง
มีการติดตามและสื่อสารกับผู้ตอบด้วยวิธีการที่หลากหลาย และอาจติดต่อได้มากกว่า 1
ครั้งเพอื่ เปน็ การยำ้ เตือนในกรณีท่ผี ู้ตอบอาจลืม ด้านการให้สิง่ จูงใจ ถึงแม้อาจไม่เป็นส่ิงที่ดี
ในการดำเนินการทำวิจัย แต่อาจสร้างแรงจูงใจต่อการทำแบบสอบถามเพิ่มมากขึ้น และ
ด้านภูมิหลังผู้ตอบ ควรกำหนดกลุ่มประชากรให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ
แบบสอบถามเพอื่ ใหไ้ ด้ข้อมลู ทเี่ ป็นประโยชนใ์ นการนำมาใช้วิเคราะหแ์ ละสรปุ ผลข้อมลู
3. การสมั ภาษณ์
การสัมภาษณเ์ ป็นวธิ ีการรวบรวมขอ้ มลู ที่เหมาะกบั กลมุ่ ผใู้ หข้ ้อมลู ทไ่ี มม่ ากนกั อาทิ
กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำชุมชน ซึ่งการสัมภาษณ์นั้นมีท้งั
86
การสัมภาษณ์แบบสัมภาษณเ์ ด่ียว การสมั ภาษณก์ ลมุ่ ยอ่ ย 2-3 คน และการสัมภาษณ์กลุ่ม
แบบเจาะจง ท่ีมสี มาชกิ ในการศกึ ษามากข้ึนประมาณ 8-12 คน ซึง่ ผู้วิจัยจะเลอื กแบบการ
สัมภาษณ์ตามความเหมาะสม ในการสัมภาษณ์นนั้ ผู้วจิ ยั กค็ วรมีการกำหนดจุดมงุ่ หมายและ
ขั้นตอนการสัมภาษณ์ให้ชัดเจน เตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นไปให้พร้อม อาทิ
เครื่องบันทึกเสียง แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสัมภาษณ์ เป็นต้น ที่สำคัญผูส้ ัมภาษณ์
ตอ้ งศึกษาข้อมลู จากผใู้ ห้ข้อมูลทแ่ี ทจ้ ริง ทง้ั นี้ประเภทของแบบสมั ภาษณ์นั้นอาจจำแนกได้
เป็น แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง แบบสัมภาษณ์ไม่มีโครงสร้าง และแบบสัมภาษณ์กึ่ง
โครงสร้าง
1. แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง เป็นแบบสัมภาษณ์ที่กำหนดเคา้ โครงหรือ
ขอ้ คำถามลว่ งหนา้ เพ่อื ใหผ้ ู้ตอบคำถามได้ตอบตามประเดน็ ทกี่ ำหนด บางครงั้ เรียกว่าแบบ
สัมภาษณเ์ ป็นทางการ
2. แบบสัมภาษณ์ไม่มโี ครงสร้าง เป็นแบบสัมภาษณ์ทไ่ี มม่ ีกำหนดคำถาม
ไว้ เหมาะสำหรับการวิจัยและประเมินเชิงคุณภาพ บางครั้งเรียกว่าแบบสัมภาษณ์ไม่เป็น
ทางการ
3. แบบสมั ภาษณ์ก่งึ โครงสร้าง หรืออาจเรียกว่าเปน็ แบบผสม ซงึ่ เป็นแบบ
สัมภาษณ์ที่มีการกำหนดเค้าโครงล่วงหน้าบางส่วน และมีบางส่วนที่ไม่ได้กำหนด
รายละเอียดอะไรไว้ บางครั้งเรียกวา่ เปน็ แบบสมั ภาษณก์ ึ่งทางการ
ตวั อย่างแบบสัมภาษณ์การใชช้ ุดฝึกอบรมของเครือข่าย
ผใู้ หส้ มั ภาษณช์ ่อื ..............................................นามสกลุ ........................................................
หนว่ ยงาน......................................................โทรศพั ท์...........................................................
1. ทา่ นใช้ชุดฝึกอบรมหรือไม่ เพราะเหตุใด
…………………………………………………………………………………………………………………..
87
2. ท่านใช้ชุดฝกึ อบรมกับกล่มุ เปา้ หมายใดบ้าง และเพราะเหตุผลใด
…………………………………………………………………………………………………………………..
3. กล่มุ เปา้ หมายมคี วามเห็นหรอื รสู้ กึ อยา่ งไรบา้ งกับการใช้ฝึกอบรมน้ัน
…………………………………………………………………………………………………………………..
4. ท่านคดิ ว่าจดุ เดน่ ของชดุ ฝึกอบรมคอื อะไร
…………………………………………………………………………………………………………………..
5. ปญั หาหรืออปุ สรรคในการใชช้ ดุ ฝึกอบรมคอื อะไร
…………………………………………………………………………………………………………………..
6. ปัจจยั ทท่ี ำให้การใช้ชดุ ฝึกอบรมสำเร็จ / ไมส่ ำเรจ็ คืออะไร
………………………………………………………………………………………………………………….
ผู้สมั ภาษณ์ชอ่ื .................................................นามสกลุ .........................................................
สัมภาษณ์เวลา...........................ถงึ เวลา................................
เหตุการณห์ รือขอ้ สังเกตอนื่ ๆ นอกเหนอื จากคำสมั ภาษณ์......................................................
4. การสงั เกต
การสังเกตโดยทั่วๆ ไปจะมีวิธีใหญ่ด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ วิธีการสังเกตแบบมีส่วน
รว่ ม (Participant Observation) คือ เขา้ ไปรว่ มอยูก่ บั เหตุการณห์ รอื สถานการณ์ทจ่ี ะเก็บ
ข้อมูล เปรยี บเสมอื นสมาชิกคนหนึ่ง และการสงั เกตแบบไมม่ สี ่วนรว่ ม (Non- Participant
Observation) คอื ไมเ่ ข้าไปร่วมดว้ ย เปน็ การสงั เกตอยู่วงนอก ซึ่งปจั จยั ทีจ่ ะทำการสงั เกต
ให้เกิดคลาดเคลือ่ นนอกจากเครื่องมือที่ใช้ในการสงั เกตแล้ว ที่สำคัญคือ ผู้สังเกตเอง และ
ปัจจัยรองลงมาก็คือ การสังเกตเหตุการณ์ที่ซับซ้อน กล่าวคือ ผู้สังเกตต้องไม่คาดหวัง
88
ล่วงหนา้ ตอ่ เหตุการณท์ ีจ่ ะเกิดขนึ้ เพราะอาจสร้างความลำเอียง และการสังเกตส่งิ ท่ีซับซอ้ น
ซึ่งเกิดขึน้ ในระยะเวลาเดียวกันอาจทำให้การสังเกตดำเนินไม่ทนั หรือละเอียดเพียงพอ แต่
สามารถแกไ้ ขได้โดยทดลองใช้แบบสังเกตและวิธกี ารสงั เกตกอ่ นหากสามารถดำเนินการได้
ประเภทของแบบสังเกตอาจจำแนกออกได้ 4 ประเภท ได้แก่ แบบตรวจสอบ
รายการ (Checklists) แผนภูมิการมีส่วนร่วม (Participation Parts) แบบมาตรประมาณ
ค่า (Rating Scale) และแบบบันทึกพฤติกรรม (Aneedoctal Records) ซง่ึ มตี ัวอย่างของ
เครอ่ื งมือในการสังเกตแตล่ ะประเภท ดังนี้
1. แบบตรวจสอบรายการ (Checklists)
ตัวอยา่ งแบบตรวจสอบรายการพฤตกิ รรมผูเ้ รยี นขณะทำงานกลมุ่
พฤตกิ รรมท่ี รายการพฤตกิ รรม การตรวจสอบ หมายเหตุ
1 นัง่ ฟังเงียบๆ
2 ยกมือแสดงความคิดเห็น
3 พยายามช่วยเหลอื กลุ่ม
4 ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผูอ้ นื่
5 เดินไปดูกลุ่มอน่ื ๆ
6 ...................................................
7 ...................................................
2. แผนภูมิการมสี ว่ นร่วม (Participation Parts)
ตวั อย่างแบบสงั เกตการมสี ่วนร่วมในการอภิปรายกล่มุ
การอภิปรายกลุ่มเรอื่ ง............................................................................................................
จำนวนสมาชิกในกล่มุ ................................คน
89
ประธาน.......................................................เลขานกุ าร..........................................................
ความหมายของการมสี ว่ นรว่ มในการอภปิ ราย
มสี ่วนรว่ มอย่างมีนยั สำคญั ให้ข้อเสนอแนะและประเดน็ หลักสำคญั ท่ีมคี ุณคา่
มีส่วนร่วม ใหป้ ระเดน็ ความเหน็ ประเด็นรอง
ไม่มีสว่ นร่วม ไมแ่ สดงความคดิ เหน็
ไม่มสี ว่ นรว่ มอยา่ งมาก แสดงความเหน็ ผดิ ประเดน็
ไมส่ ามารถระบุได้ พฤตกิ รรมไม่ชัดพอจะแปลความหมายได้
ระดบั การมีส่วนรว่ ม สมาชกิ ก สมาชิก ข สมาชกิ ค สมาชกิ 3
อย่างมนี ัยสำคัญ
มสี ่วนรว่ ม
ไมม่ สี ว่ นรว่ ม
ไม่มสี ว่ นร่วมอย่างมาก
ไมส่ ามารถระบุได้
3. ตวั อยา่ งแบบมาตรประมาณคา่ (Rating Scale)
ตวั อยา่ งแบบสงั เกตมาตรประมาณค่าในการอบรม
พฤติกรรมทส่ี ังเกต มาก ระดบั พฤตกิ รรม นอ้ ย
ทส่ี ุด มาก ปาน นอ้ ย ทีส่ ุด
- พฤตกิ รรมของผู้เขา้ รับการอบรม
1. ความสนใจ ตั้งใจ กลาง
2. การมีส่วนร่วม เชน่ ซกั ถาม
90
ระดบั พฤตกิ รรม
พฤตกิ รรมทีส่ งั เกต มาก มาก ปาน น้อย น้อย
ท่สี ุด
ทสี่ ดุ กลาง
3. บรรยากาศโดยรวม
- พฤติกรรมผรู้ ับผิดชอบโครงการ
1. ความกระตอื รอื รน้
2. ความเอาใจใส่
3. การอำนวความสะดวก
4. แบบบนั ทึกพฤตกิ รรม (Aneedoctal Records)
แบบบนั ทกึ พฤติกรรมครูและนักเรียน
พฤติกรรม รายการพฤติกรรม ความถี่
ครู 1. ยอมรับความรู้สึกของนักเรียน เช่น
นักเรยี น เหน็ ใจ ไมด่ ุ
2. ชมเชย
3. นำความคิดเหน็ ของนักเรียนไปใช้
4. ต้งั คำถาม
5. บรรยาย อธบิ าย
6. ออกคำสั่ง
7. วจิ ารณ์ ใชอ้ ำนาจ เช่น ดุ ลงโทษ
8. ตอบสนองครู เชน่ ตอบคำถาม
9. รเิ รม่ แสดงความคดิ เหน็
10. เงียบ หรือสับสนวุน่ วาย
91
การตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมอื
การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือที่ใช้ในการวจิ ัย มี 2 วิธี คอื
1. พิจารณาความเหมาะสม เป็นวิธีการที่ใช้เหตุผลหรืออาศัยดุลยพินิจเพ่ือ
ตรวจสอบว่าเคร่อื งมอื มคี ุณภาพเหมาะสมหรอื ไม่ เปน็ การตรวจสอบก่อนนำเครื่องมือไปใช้
2. พิจารณาจากค่าวิเคราะห์ เป็นวิธีการที่ใช้ผลจากการใช้เคร่ืองมือ คิดคำนวณ
เป็นค่าสถิติเพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยใช้ค่าสถิติในการพิจารณา เป็นการ
ตรวจสอบหลงั จากนำเครือ่ งมือไปใช้แลว้
สำหรับการพิจารณาคุณภาพของเครื่องมือ ผู้วิจัยจะตอ้ งพิจารณาคุณภาพในดา้ น
ความตรง ความเทยี่ ง และความเป็นปรนยั ของเครื่องมือ มีรายละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี
ความตรง (Validity)
ความตรงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเครื่องมือ กล่าวคือ เป็นความสามารถ
ของเครือ่ งมือในการวัดส่ิงทีต่ ้องการวดั ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง แบง่ ไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
- ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง ความสามารถของ
แบบวัดทีว่ ัดได้ตรงตามเน้ือหาที่ต้องการวดั ความตรงในลักษณะนีใ้ ช้กับการวัดผลสัมฤทธิ์
เปน็ สว่ นใหญ่ โดยใช้พจิ ารณาว่าขอ้ สอบในแต่ละข้อในแบบสอบสามารถวดั ได้ตามเน้ือหาท่ี
กำหนดในหลกั สูตรหรอื ไม่ วิธกี ารตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา สามารถทำได้ 2 วธิ ี ได้แก่
การใหผ้ ู้เชย่ี วชาญตัดสินด้วยแบบฟอรม์ และการหาค่าความสมั พันธ์กบั แบบสอบฉบบั อ่ืนที่
วดั เนอ้ื หาเดียวกัน ซ่ึงสูตรที่ใช้ คือ สูตรหาคา่ สหสัมพนั ธ์แบบเพียรส์ ัน (Pearson Product
Moment)
- ความตรงตามโครงสรา้ ง (Construct Validity) หมายถงึ ความสามารถ
ของแบบวัดที่วัดได้ตามโครงสร้างหรือองค์ประกอบของสิ่งนั้น โดยโครงสร้างหรือ
องค์ประกอบดังกล่าวได้มาจากการศึกษาตามทฤษฎีต่างๆ เช่น หากผู้วิจัยต้องการศึกษา
92
ความมีน้ำใจของนักเรียน ก็ต้องศึกษาก่อนว่ามีทฤษฎีใดบ้างกล่าวถึงความมีน้ำใจไว้บ้าง
นำมารวบรวมและสร้างเคร่อื งมอื วัดความมีน้ำใจ จากน้นั จงึ นำมาพจิ ารณาวา่ สามารถวัดได้
ทกุ องค์ประกอบของความมีน้ำใจหรอื ไม่ ความตรงลกั ษณะนีม้ ักใช้ในแบบวัดทางจิตวิทยา
ทัศนคติ หรือความถนัด วิธีการตรวจสอบความตรงตามโครงสร้าง สามารถทำได้ 3 วิธี
ได้แก่ การให้ผู้เช่ียวชาญตัดสิน การวิเคราะห์องค์ประกอบด้วยวิธีการทางสถิตขิ ัน้ สงู และ
การเปรยี บเทียบกลุ่มท่มี ีคณุ ลักษณะนนั้ ๆ อย่างเดน่ ชดั เพื่อนำผลมาทดสอบความแตกต่าง
ของค่าเฉล่ยี ด้วย t-test
- ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion Related Validity) หมายถึง
ความสามารถของแบบวัดท่ีวัดไดต้ รงตามสิง่ ที่ตอ้ งการวดั เมอื่ เทยี บกับเกณฑภ์ ายนอก แบ่ง
ไดเ้ ปน็ 2 ลักษณะตามเกณฑ์ คือ
ความตรงตามสภาพ ( Concurrent Validity) หมายถึง
ความสามารถของแบบวัดที่วัดได้สอดคล้องกับสภาพในปัจจุบัน เช่น จากการสังเกตของ
ครผู สู้ อนว่า นักเรียนคนใดต้งั ใจเรยี นไดค้ ะแนนการสอบย่อยสูง และจดั อยูใ่ นกลุ่มนักเรียน
เก่ง เมื่อทำแบบสอบฉบบั ที่ครูสรา้ งข้ึนกไ็ ด้คะแนนสูงดว้ ย ย่อมแสดงว่าแบบสอบของครูมี
ความตรงตามสภาพ
ความตรงตามพยากรณ์ (Predictive Validity) หมายถึง
ความสามารถของแบบวัดท่ีวัดได้สอดคล้องกบั สภาพในอนาคต เชน่ เม่ือสรา้ งแบบวดั ความ
ถนัดทางคณิตศาสตร์แล้วนำไปสอบกับนักเรียนที่สอบคัดเลือกเข้าศึกษาในคณะ
วิศวกรรมศาสตร์ พบว่า นักเรียนคนท่ีทำคะแนนได้สงู เมื่อเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์
สามารถเรียนได้ดี ขณะที่นักเรียนคนที่ทำคะแนนได้ต่ำกว่าคนแรก เมื่อเรียนคณะ
วิศวกรรมศาสตร์ พบว่ามีปัญหาในการเรียนวชิ าท่เี กยี่ วกับการคำนวณ แสดงให้เห็นวา่ แบบ
วดั ความถนัดทางคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีคณุ ภาพในแงค่ วามตรงตามพยากรณ์ คือทำนาย
หรอื พยากรณ์ผลในอนาคตได้ ความตรงในลกั ษณะจะใช้กับแบบวัดความถนดั
93
ความเชอื่ ม่ัน (Reliability)
ความเชื่อมั่น หมายถึง ความคงที่หรือความคงเส้นคงวาของผลที่ได้จากเครื่องมือ
ถ้าค่าความเชื่อม่ันสูงแสดงว่าผลที่ได้มีความใกลเ้ คียงกบั ความสามารถทีแ่ ท้จริงของผู้ตอบ
แต่ถ้าค่าความเที่ยงต่ำ แสดงว่าผลที่ได้ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก วิธีการตรวจสอบ
ความเชื่อมั่นสามารถปฏิบัติได้ 3 วิธี ได้แก่ การวัดความคงที่ (Measures of Stability)
การวัดความเท่าเทียมกัน (Measures of Equivalent) และ การวัดค่าคงที่ภายใน
(Measures of Internal Consistency)
- การวัดความคงที่ (Measures of Stability) เป็นการตรวจสอบความ
คงทขี่ องการตอบของผู้ตอบ 2 ครงั้ โดยการใชเ้ ครื่องมอื ฉบับเดียวกนั ซ่งึ ควรเวน้ ระยะห่าง
ระหวา่ งกนั ประมาณ 2 สัปดาห์ เพอ่ื มิใหผ้ ูส้ อบจำได้ แต่ถ้าทิ้งชว่ งนานเกนิ ไปก็อาจเปิดช่อง
ให้ผ้ตู อบเรยี นร้เู พ่มิ เตมิ และเกิดความคลาดเคลอ่ื นตามมา ทง้ั น้ีการวัดความคงท่สี ามารถทำ
ได้ด้วยการนำผลสอบทั้งสองครั้งมาหาคา่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson
Product Moment Coefficient)
- การวัดความเท่าเทียมกัน (Measures of Equivalent) เป็นการ
ตรวจสอบความคงทขี่ องการตอบของผู้ตอบ 2 ครง้ั โดยใช้แบบสอบถาม 2 ฉบบั ทม่ี ีคา่ เฉลีย่
และความแปรปรวนเทา่ กนั เรยี กวา่ เปน็ แบบสอบค่ขู นาด สอบภายในวันเดยี วกนั แล้วนำ
คะแนนมาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment
Coefficient) แต่อย่างไรก็ตามข้อสอบคู่ขนานเป็นข้อสอบที่สร้างได้ค่อนข้างยาก เพราะ
ต้องมคี ณุ สมบัตใิ นเรือ่ งค่าเฉลี่ยและความแปรปรวนที่เท่ากัน มีค่าสหสัมพันธ์ภายในแต่ละ
ข้อเทา่ กัน มเี น้ือหาเดียวกัน ดงั นนั้ วิธีการดงั กลา่ วจึงไม่ค่อยนยิ มใช้
- การวัดค่าคงท่ีภายใน (Measures of Internal Consistency) เพ่ือเป็น
การแก้ปัญหาในการสอบซำ้ ซ่งึ ต้องมีการสอบถึงสองครัง้ และใชแ้ บบสอบคูข่ นานซ่ึงต้องมี
ถึง 2 ข้อสอบ ดังนั้นวิธีการนี้จึงใช้ข้อสอบเพียงฉบับเดียวและสอบเพียงครั้งเดียว โดย
94
ตรวจสอบว่าขอ้ คำถามแต่ละขอ้ มีความสัมพันธร์ ะหว่างกนั หรือไม่ โดยวิธกี ารวัดความคงท่ี
ภายในสามารถทำ 3 วิธี ได้แก่
ก) การแบ่งคร่ึงจำนวนข้อสอบกับผู้สอบครั้งเดียว แล้วนำผลมาแบ่งคร่งึ
โดยทั้งสองส่วนต้องมีความเทา่ เทียมกัน จากนั้นนำมาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของส
เปยี ร์แมนบราวน์ ซ่ึงจะได้คา่ สมั ประสทิ ธิส์ หสมั พันธข์ องขอ้ สอบเต็มฉบับ ทดแทนแบบเดิม
ที่ใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรส์ ันซึ่งหาค่าประสิทธิ์สหสัมพันธ์ได้เพียงครึ่งฉบับ
เท่านั้น
ข) วิธีของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Estimates: KR)
วิธีการนีใ้ ชก้ ับแบบสอบที่มีการให้คะแนนแบบตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน
มสี ูตรในการคำนวณ 2 แบบ คือ KR-20 และ KR-21 ซ่ึงข้อสังเกตจากการใชส้ ตู รทั้งสองคือ
ถ้าความยากของขอ้ สอบใกล้เคยี งกัน ค่าที่ได้จากการคำนวณโดยใช้สูตร KR-20 และ KR-
21 จะใกล้เคียงกัน แต่ถ้าข้อสอบมีความยากแตกต่างกันมากค่าที่ได้จากการคำนวณโดย
สูตรทั้งสองจะแตกต่างกัน ค่าที่น่าเชื่อถือมากกว่าและให้ค่าคำนวณสูงกว่า คือค่า KR-20
ทั้งนี้เพราะค่า KR-20 จะใช้ค่าความยากของข้อสอบทุกข้อมาคำนวณ ค่าที่ได้จึงมีความ
ถูกต้องในทุกกรณี ในขณะที่ค่า KR-21 จะถูกต้องเฉพาะในกรณีที่ข้อสอบมีค่าความยาก
ใกลเ้ คยี งกัน
ค) วิธีหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา (Alpha Coefficient) วิธีการนีใ้ ช้ได้ทั้งใน
แบบสอบท่มี กี ารให้คะแนนแบบตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน และแบบสอบ
ที่มีการใหค้ ะแนนแต่ละขอ้ แตกต่างกนั เชน่ แบบวดั ทศั นคติ ข้อสอบแบบอตั นัย เปน็ ตน้
ความเป็นปรนัย (Objectivity)
หมายถึง ความชดั เจนแจ่มชัดของเคร่อื งมือวจิ ัยในตวั คำถาม ในการให้คะแนนและ
ในการแปลความหมายของคะแนน ซ่ึงมีรายละเอยี ดดงั นี้
95
ความชัดเจนในตวั คำถาม หมายถึง คำถามหรือข้อความที่เปน็ ส่ิงกระตนุ้
ให้บุคคลตา่ งๆ แสดงความรู้ความสามารถ ความรสู้ ึกนึกคิด หรือแสดงพฤติกรรมออกมานน้ั
สามารถส่ือความหมายได้เข้าใจตรงกันว่าหมายถึงอะไร ภาษาทีใ่ ชม้ คี วามชัดเจน ไม่กำกวม
หรอื ไม่ทำให้คิดไดห้ ลายแงม่ ุม และเป็นภาษาทเ่ี หมาะสมกับวัย สถานภาพ อาชพี ฯลฯ ของ
ผใู้ หข้ ้อมูล
ความชัดเจนในการใหค้ ะแนน หมายถึง เครอื่ งมอื วจิ ัยทใ่ี ชจ้ ะตอ้ งมีเกณฑ์
ในการให้คะแนนอย่างชัดเจน เป็นมาตรฐานเดียวกัน กล่าวคือ ไม่ว่าจะให้ผู้ใดตรวจให้
คะแนน จะต้องได้คะแนนเท่ากันหรอื ตรงกนั
ความชัดเจนในการแปลความหมายของคะแนน หมายถึง เมื่อผู้วิจัยให้
คะแนนคำตอบอย่างชัดเจนแล้ว จะต้องสามารถแปลความหมายของคะแนนทใี่ หต้ ามเกณฑ์
ที่กำหนดไว้ด้วย ดังนั้น จึงต้องมกี ารกำหนดเกณฑ์การแปลความหมายของคะแนนไวเ้ ปน็
มาตรฐาน บรรจไุ ว้ในคมู่ ือการใหค้ ะแนนและการแปลความหมายของคะแนน
96
บทที่ 8
การวิเคราะหข์ อ้ มูลและการสรุปผลในการวจิ ัย
ภายหลงั จากทีผ่ ูว้ ิจยั ไดด้ ำเนนิ การรวบรวมขอ้ มูลจากกลุม่ ตัวอยา่ งดว้ ยเคร่ืองมือใน
การวิจัยเรยี บร้อยแล้ว ส่ิงทผี่ ู้วจิ ยั ต้องดำเนินการทำในขนั้ ต่อไปได้แกก่ ารนำข้อมูลเหล่าน้ัน
มาทำการวิเคราะห์ แปลผลข้อความ หรือตีความข้อมูล เพื่อตรวจสอบผลการวจิ ัยที่ได้วา่
สามารถตอบคำถามการวิจัย หรือเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการวิจัยหรือไม่ ซึ่งผู้วิจัย
จะตอ้ งนำข้อมลู เหล่านนั้ ไปอภิปราย และใหข้ อ้ เสนอแนะสำหรับนกั วจิ ยั อ่นื ต่อไป
ความหมายและวัตถุประสงค์ของการวิเคราะหข์ ้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย หมายถึง การนำข้อมูลดิบที่ได้จากการรวบรวม
ขอ้ มูล ให้กลายเป็นสารสนเทศ โดยการแปลงคา่ ข้อมูลดิบ ซึ่งจะตอ้ งมกี ารตรวจสอบข้อมูล
จัดระเบียบข้อมูล ที่ต้องอาศัยความรู้ และหลักการทางสถิติมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิด
สารสนเทศทถี่ กู ต้องและมีความนา่ เช่ือถอื
ขอ้ มูลท่นี กั วจิ ยั ได้ทำการเก็บรวบรวมมานน้ั นักวจิ ัยตอ้ งนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือ
ทำความเข้าใจปรากฏการณ์ท่กี ำลังศึกษา ซ่ึงวัตถปุ ระสงค์ของการวเิ คราะห์ขอ้ มูลมดี งั นี้
1. เพื่ออธิบายขอ้ มูลในกจิ กรรมตา่ งๆ ท่ีนกั วจิ ยั ดำเนนิ การ ซ่งึ ตอ้ งสามารถ
ระบุประเดน็ สำคญั ไดค้ รบถ้วน
2. เพื่อสร้างมาตราส่วนการวัด สำหรับงานวิจัยเชิงปริมาณ นักวิจัยควร
สรา้ งสเกลการวดั ท่ชี ัดเจน
3. เพอื่ การสรา้ งความสมั พันธ์เชิงประจกั ษ์ ซ่งึ การวิเคราะหข์ อ้ มูลต้องระบุ
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล โดยนักวิจัยไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผลที่ได้นั้นข้อมูลจะมี
ความสมั พันธ์กัน นกั วิจัยต้องใชก้ ารวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพอ่ื ตรวจสอบ
97
4. เพื่อการทำนาย โดยนักวิจัยต้องอธิบาย และแสดงการคาดการณ์ที่
เกดิ ขน้ึ จากความสมั พันธข์ องตัวแปรต่างๆ
5. เพื่อแสดงข้อมูลท่ีแท้จริงของเนอื้ หาในบริบท
6. เพ่อื การทำความเขา้ ใจความหมายของขอ้ มูล
7. เพอื่ ให้นกั วจิ ยั ใหข้ อ้ สรุปและขอ้ เสนอแนะ
8. เพื่อแสดงคุณคา่ ของผลการวจิ ัย
หลกั การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
หลกั การวิเคราะหข์ อ้ มลู มขี ั้นตอนสำคัญ 4 ขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. การจัดระเบียบข้อมูล (Data organizing) เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บ
รวบรวมมาจัดเป็นหมวดหมอู่ ย่างมรี ะบบและขอ้ มลู อยู่ในสภาพท่พี ร้อมจะนำไปวิเคราะห์
2. การวเิ คราะหข์ ้อมลู (Data analysis) เปน็ การนำขอ้ มลู ทไี่ ด้จากการจัดระเบียบ
ข้อมูลมาวิเคราะหโ์ ดยการเลอื กใชเ้ ทคนิคตา่ งๆ ในการวิเคราะหใ์ ห้เหมาะสมกบั ลกั ษณะของ
ข้อมลู หรือระดับของข้อมูล การวิเคราะหข์ ้อมลู จำเปน็ ตอ้ งวเิ คราะห์ตามวัตถุประสงค์ของ
การวิจัย หรือสมมติฐานการวจิ ยั
3. การนำเสนอข้อมูล (Data display) เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์
ข้อมูลมานำเสนอในรปู แบบของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ หรอื บรรยายลกั ษณะของข้อมูลท่ี
ได้
4. การสรุปผล ตีความและตรวจสอบความถูกต้องของผลการวิเคราะห์ข้อมูล
(Conclusion, Interpretation and verification) เปน็ กระบวนการในการสรปุ ผลทไี่ ด้จาก
การวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งนี้นักวิจัยต้องตรวจสอบว่าข้อสรุปที่ได้มีความถูกต้องแม่นยำและ
น่าเช่อื ถือมากน้อยเพียงใด
98
แนวทางการวเิ คราะห์ข้อมลู เชิงปรมิ าณ
การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
จากแหล่งทุติยภูมิและแหล่งปฐมภูมิ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิเป็นการ
วิเคราะหช์ ุดข้อมลู ที่เกิดขึน้ โดยบคุ คลอื่นเป็นผู้เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลไว้แล้ว ซึ่งใช้การตีความ
การสรุปความแตกต่างระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ที่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม
กระบวนการในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิยังขาดวรรณกรรมที่ชัดเจน
(Johnston, 2014) สำหรับการวิเคราะห์ขอ้ มลู จากแหลง่ ปฐมภูมนิ ำข้อมูลมาทำการลงรหสั
หรือตัวเลขเพ่ือให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ขอ้ มลู ซง่ึ มีวธิ ีการดงั ตอ่ ไปน้ี
1. การตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูล เป็นการตรวจสอบรายการท่ี
ปรากฏอยู่ในเครื่องมอื การวิจยั ว่ามีความครบถ้วนหรือไม่ หากในกรณีท่ีข้อมลู ไมค่ รบถ้วน
สมบูรณ์ นักวิจัยจำเป็นต้องตัดข้อมูลฉบับนัน้ ทิ้งไปหากการเก็บรวบรวมขอ้ มูลมีจำนวนที่
มากพอ เช่น แบบสอบถามฉบับที่ 21 ผู้ตอบแบบสอบถามตอบมาไม่ครบถ้วนทุกข้อ
นักวจิ ยั พิจารณาว่าตัดข้อมลู ฉบับท่ี 21 ท้ิงหรอื ไมโ่ ดยคำนงึ ถึงความเพยี งพอของข้อมูลเป็น
สำคญั
2. การลงรหัส เป็นการแปลงขอ้ มลู ใหอ้ ยู่ในรูปของตวั เลข เพือ่ ให้งา่ ยต่อการนำไป
วิเคราะห์ หรือประมวลผลโดยใช้คอมพิวเตอร์ เช่น ข้อคำถามเพศ มีการแบ่งเป็นเพศชาย
และเพศหญิง นักวิจยั แปลงข้อมูลให้อยูใ่ นรูปตัวเลขเปน็ 1 คือเพศชาย และ 2 คอื เพศหญิง
3. การบันทึกข้อมลู เป็นการนำข้อมูลที่ผ่านการลงรหัสแล้ว ไปบันทึกขอ้ มูลและ
นำไปประมวลผลในการวิเคราะห์ข้อมูล การบันทึกขอ้ มูลทัว่ ไปมักใชค้ ำว่าการคีย์ขอ้ มลู
4. การเรียกใชโ้ ปรแกรมในการวิเคราะหข์ ้อมูล โดยสว่ นใหญ่แล้วนกั วจิ ยั มักเลอื กใช้
โปรแกรมสำเรจ็ รปู ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูลเพื่อความสะดวกและรวดเรว็ ในการวิเคราะห์ โดย
โปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเช่น โปรแกรม SPSS โปรแกรม
LISREL หรือโปรแกรม AMOS
99
5. การเลอื กใชส้ ถติ ิเพอ่ื การวเิ คราะหข์ อ้ มูล นกั วิจยั ตอ้ งเลือกสถิติทีเ่ หมาะสม เพื่อ
ให้ผลทีไ่ ดจ้ ากการวเิ คราะห์ขอ้ มูลสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์การวิจัย โดยสถิติทีน่ ยิ มใชใ้ น
การ วเิ คราะหข์ ้อมลู มี 2 ประเภท คือ 1) สถติ เิ ชงิ บรรยาย ซึ่งเปน็ สถติ ิท่ีนกั วจิ ัยนำมาใช้เพื่อ
บรรยาย คุณลักษณะของข้อมูล ดังนัน้ การจะนำสถติ ิใดมาใช้ย่อมขึ้นอยู่กบั ลักษณะของ
ข้อมูลเป็นสำคัญ ว่าข้อมูลนั้นๆ มีระดับการวัดรูปแบบใด และ 2) สถิติเชิงอ้างอิง ซึ่งเป็น
สถิติที่คำนวณจากกลุ่ม ประชากรแล้วสรุปอ้างอิงไปยังกลุ่มประชากร โดยการใช้สถิตินี้
ขึ้นอยู่กับลกั ษณะของข้อมลู ว่า ระดับการวัดของตัวแปรเป็นนอย่างไร ดังนั้น นักวิจัยที่นำ
สถติ ิอ้างอิงมาวิเคราะหข์ ้อมลู ต้อง คำนึงถึงสง่ิ ต่างๆ ดงั นี้(สุมินทร เบ้าธรรม, 2558)
5.1 ระดับความสำคัญของสถิติ (Level of significance) ซึ่งเป็น
ขอ้ ผดิ พลาด เนื่องจากข้อมลู ไม่ตรงกบั ประชากร ดงั นน้ั นกั วิจัยต้องให้ความสำคัญเก่ียวกับ
“ระดับนัยสำคัญ ทางสถิติ” ซึ่งเป็นผลของการศึกษาที่ไม่ตรงกับข้อมูลของประชากร
สำหรับการวิจัยทางการ บัญชีจะมีระดับที่ 0.5 คือ สามารถผิดพลาดในการอธิบาย
ประชากรไดไ้ ม่เกนิ รอ้ ยละ 5
5.2 ลกั ษณะของสมมตฐิ านที่ตั้งไว้ (Types of hypothesis) ซึ่งสมมตฐิ าน
ที่นักวิจัย กำหนดไว้ต้องมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มตัวอย่าง หรือต้องการศึกษา
ความสมั พนั ธข์ องตัวแปร
5.3 ประเภทของกลุ่ม (Types of data) นักวิจัยต้องพิจารณาประเภท
ของข้อมูล คือ เป็นข้อมูลเป็นประเภทกลุ่มหรือเป็นประเภทต่อเนื่อง ซึ่งการพิจารณา
ประเภทขอ้ มลู มี เหตุผลคือการเลือกใช้สถิตแิ ตล่ ะประเภทนน้ั มกั มเี งือ่ นไขเกย่ี วกบั ประเภท
ของข้อมลู มาเก่ียวขอ้ ง
100