ตารางท่ี 6 เกณฑ์การเลอื กใช้สถิตเิ ชงิ บรรยาย (สมุ นิ ทร เบา้ ธรรม, 2558)
สถิติ มาตรวัดของตัวแปร
การวดั แนวโนม้
เข้าสู่ส่วนกลาง นามบญั ญัติ จัดอันดบั ช่วง อัตราส่วน
- ฐานนยิ ม - ฐานนยิ ม
การวัดการ - ฐานนยิ ม - ฐานนิยม - มัธยฐาน
กระจาย - ค่าเฉลี่ย
- มธั ยฐาน - มธั ยฐาน - คา่ กลางเรขาคณิต
การวัด - คา่ กลางฮาร์โมนิค
ความสัมพนั ธ์ - คา่ เฉลยี่ - พิสัย
- พสิ ัยควอไทล์
- พสิ ัย - พสิ ยั - สว่ นเบยี่ งเบน
- พิสัยควอไทล์ - พิสัยควอไทล์ ควอไทล์
- ส่วนเบยี่ งเบน - สว่ นเบี่ยงเบน - ส่วนเบยี่ งเบน
ควอไทล์ ควอไทล์ เฉล่ยี
- ส่วนเบีย่ งเบน - ความแปรปรวน
- สหหสัมพันธ์ เฉล่ยี
อันดับทข่ี อง - ความ - สหหสมั พันธ์แบบ
Spearman แปรปรวน Pearson
- สหหสัมพันธ์ - การวิเคราะห์การ
แบบ ถดถอย
Pearson
- การวิเคราะห์
การถดถอย
101
ตารางท่ี 7 เกณฑ์การเลอื กใช้สถติ เิ ชิงอ้างอิง (สุมนิ ทร เบา้ ธรรม, 2558)
สถติ ิ มาตรวัดของตวั แปร
นามบัญญัติ จดั อนั ดบั ชว่ ง อัตราสว่ น
ตวั แปรตาม
การทดสอบความแตกตา่ งระหว่างกลมุ่ ตวั อย่าง 2 กลมุ่ ตัวแปรตาม
Chi-square ตัวแปรตาม ตวั แปรอสิ ระและ
ตวั แปรตาม
t-test ตวั แปรตาม
ตวั แปรอสิ ระและ
การทดสอบความแตกต่างระหว่างกลมุ่ ตวั อย่างมากกว่า 2 กลุม่ ตวั แปรตาม
Chi-square ตวั แปรตาม ตัวแปรตาม
t-test ตัวแปรตาม
การศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างตวั แปรกลุ่ม 2 ตัวแปร
Chi-square ตัวแปรอิสระ
และตวั แปร
ตาม
Spearman rank ตวั แปรอิสระและ
correlation ตวั แปรตาม
coefficient
Kendall rank ตวั แปรอสิ ระและ
correlation ตัวแปรตาม
coefficient
การศึกษาความสัมพนั ธร์ ะหว่างตัวแปรตอ่ เน่อื ง 2 ตัวแปร
Pearson ตัวแปรอิสระ
product และตัวแปรตาม
moment
correlation
Simple linear ตัวแปรอิสระ
regression และตัวแปรตาม
analysis
การศกึ ษาความสัมพันธร์ ะหว่างตวั แปรกลุ่มมากกวา่ 2 ตัวแปร
102
สถติ ิ มาตรวดั ของตวั แปร
นามบัญญัติ จดั อันดับ ชว่ ง อัตราสว่ น
Chi-square ตัวแปรอิสระ ตัวแปรอิสระและ
ตัวแปรตาม
และตัวแปร
ตวั แปรอสิ ระและ
ตาม ตัวแปรตาม
การศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหวางตัวแปรต่อเน่อื งมากกวา่ 2 ตวั แปร
Partial ตัวแปรอสิ ระ
correlation และตัวแปร
ตาม
Multiple linear ตวั แปรอิสระ
regression และตัวแปร
analysis ตาม
แนวทางการวิเคราะห์ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ
การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการวิจัยที่นกั วิจัยต้องดำเนินการภาคสนาม เพื่อทำการ
เก็บ รวบรวมขอ้ มูลจากกลมุ่ คน สังคม หรอื ชุมชนที่ใหข้ อ้ มลู ท่มี ีความหมายรว่ มกัน โดยการ
วิเคราะห์ ข้อมูลจะวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้รับและนำมาเชื่อมโยงปรากฏการณ์ที่ศึกษา
สำหรับการวิจัยเชิง คุณภาพไม่มีขั้นตอนการวิจัยที่ชัดเจนทั้งกระบวนการในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ ข้อมูล และการนำเสนอข้อมูล ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับ
ความสามารถและประสบการณข์ องนักวิจยั เป็นสำคญั ท้งั นี้ ในการวเิ คราะหข์ ้อมูลจะเกิด
เหตกุ ารณ์ข้ึนได้ดังน้ี
1. การลดทอนข้อมูล (Data reduction) นักวิจัยเป็นผู้ตัดสินใจวา่ ขอ้ มูลทีท่ ำการ
เก็บ รวบรวมนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับอะไร ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บข้อมูลควรเป็น
เมอ่ื ไหร่และจะ ถามรวมเป็นกลมุ่ คนจำนวนมากได้หรือไม่ดังนนั้ การวเิ คราะห์ข้อมลู จงึ มกั มี
ประเดน็ การลดทอน ข้อมูลเข้ามาเกี่ยวขอ้ ง มีการเพิ่มหรือลดข้อมูลตลอดเวลา เพื่อมุง่ หา
ขอ้ มลู ที่มคี วามน่าสนใจ จนกระทงั่ ทำการสรปุ ผลขอ้ มูล
103
2. การนำเสนอข้อมูล (Data display) นักวิจัยต้องเลือกการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่ง
ได้มา จากการสัมภาษณ์หรือการสังเกต โดยการนำเสนอข้อมูลให้เห็นเกี่ยวกับวิธีการท่ี
นักวจิ ัยลงสู่ ภาคสนาม และนกั วจิ ัยพบเจอปรากฏการณอ์ ะไรบา้ ง ซง่ึ เรียงลำดับการเกดิ ขึ้น
ก่อนและหลงั เนอ้ื หา นอกจากน้ี การนำเสนอตอ้ งอธิบายว่าทำไมเปน็ เชน่ นัน้ เพอ่ื จะนำมา
เช่ือมโยงสกู่ าร วิเคราะห์ผลและการสรปุ ผลขอ้ มลู
3. การสรุปผลและยืนยันผล (Conclusion and verification) นักวิจัยเมื่อได้
ข้อมูล จากการสัมภาษณ์ หรือการสังเกตจากผู้ให้ข้อมูลแล้ว ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมา
สังเคราะห์ เรื่องราวเพื่อให้ได้ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนในสิ่งที่ศึกษา โดยนำข้อมูลนั้นมา
ปะติดปะต่อ เรียบเรียง และตรวจสอบเพื่อทำการยืนยันผลข้อสรปุ ที่ได้จากการวิจัย ทั้งน้ี
งานวจิ ัยคุณภาพมกั มกี าร ตรวจสอบการสรุปผลข้อมูลท่ีไดด้ ว้ ยการตรวจสอบแบบสามเส้า
เพ่อื เปน็ การยืนยนั ความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู
เทคนคิ การวิเคราะหข์ ้อมลู เชิงคณุ ภาพ
ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นข้อมลู เชิงลึกและมีขนาดใหญ่ ทำให้การวิเคราะหข์ ้อมูลจงึ
ไม่ใช่ เร่อื งงา่ ยท่ีนักวจิ ัยจะสามารถวิเคราะหไ์ ด้ทันที ดังน้นั นักวิจัยอาจต้องใชเ้ ทคนิควิธีการ
ในการ วเิ คราะห์ขอ้ มลู ดังน้ี
1. การจำแนกชนิดของข้อมูล (Typologles) นักวิจัยเมื่อทำการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
แล้วต้องจัดระบบข้อมูลโดยการใช้หลักเกณฑ์ในการจำแนกข้อมูลซึ่งสามารถแบ่งได้ 2
ประเภท ต่อไปนี้
1.1 การจำแนกข้อมูลระดับจุลภาค ซึ่งสามารถแบ่งเป็นการวิเคราะห์
คำหลัก (Domain analysis) กับการวิเคราะหส์ ารระบบ (Taxonomy analysis) โดยการ
วิเคราะห์ คำหลัก นักวจิ ยั ทำการจดั กลุ่มคำออกเปน็ ชุดซ่งึ ให้อยู่ภายใตค้ ำของอกี ชดุ อย่างไร
ก็ตาม คำ ดังกล่าวต้องครอบคลุมคำในชุดนั้นๆ นั่นคือคำที่นำมาใช้ในการจัดกลุ่มต้องมี
ความสมั พนั ธ์กนั บางอย่างดงั ภาพ ต่อไปนี้
104
ภาพที่ 12 แสดงการจำแนกขอ้ มลู ระดบั จลุ ภาคโดยการวิเคราะห์คำหลกั
คำหลกั และกลุ่มคำจะเห็นไดว้ า่ มีความสัมพนั ธก์ ันโดยกลุม่ คำจะเป็นส่วน
หนึ่งของคำหลัก ดังนั้น คำหลักจะเปรียบเสมือนตัวแปร และกลุ่มคำเปรียบเสมือน
องค์ประกอบ ที่ระบุอยู่ในงานวิจัยเชิงปริมาณ สำหรับการจำแนกข้อมูลโดยการวิเคราะห์
สารระบบ นักวิจัย ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคำย่อยด้วยกัน และคำหลักใน
ภาพรวม โดยการจำแนก ข้อมูลด้วยวิธีการนีจ้ ะมีความซบั ซ้อนมากกว่าการจำแนกขอ้ มูล
ดว้ ยการวเิ คราะห์คำหลกั ดังภาพต่อไปน้ี
105
ภาพท่ี 13 แสดงการจำแนกข้อมูลระดบั จลุ ภาคโดยการวเิ คราะห์สารระบบ
การจำแนกข้อมูลระดับจุลภาคโดยการวิเคราะห์สารระบบจะเห็นได้ถงึ
ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างคำหลัก และกลุ่มคำ โดยนักวิจัยต้องมีความคิดเชิงระบบ
และสามารถจดั การความคดิ ไดด้ ีจะวิเคราะห์สารระบบได้อย่างถกู ตอ้ งและแม่นยำ
1.2 การจำแนกข้อมูลระดับมหภาค นักวิจัยต้องวิเคราะห์ข้อมูลตาม
เหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น (Even analysis) ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นการวเิ คราะห์เหตุการณแ์ บบ
อิงทฤษฎีกับการ วิเคราะห์เหตกุ ารณแ์ บบไมอ่ งิ ทฤษฎี โดยการวิเคราะหเ์ หตกุ ารณแ์ บบอิง
ทฤษฎีนักวิจัยต้องยึด แนวคิดเป็นกรอบสำคญั ในการจำแนก อาทิ พฤติกรรมที่กระทำใน
ช่วงเวลานั้นยาวนานหรือ ต่อเนื่อง เกิดขึ้นกับคนหลายคนหรือเฉพาะบุคคล พฤติกรรมท่ี
แสดงออกมามีความหมายเชิงบวก หรือเชิงลบ การมีส่วนรวมในกิจกรรมกับเหตุการณ์
ความเชอ่ื มโยงระหว่างบคุ คลในสงั คม สถานการณห์ รือสภาพการณ์ ซึ่งการแบง่ ชนิดข้อมูล
ลักษณะนี้สามารถช่วยนักวิจัยในการ ตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลได้อย่างไรก็ตาม
สำหรับการวิเคราะห์เหตุการณ์แบบไม่อิง ทฤษฎี นักวิจัยสามารถวิเคราะห์โดยพิจารณา
ความเหมาะสมซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของ นักวิจัย เช่น การจำแนกนักบัญชีออกเปน็
กลุ่ม อาจไดเ้ ป็น ผสู้ อบบัญชีรบั อนญุ าต (CPA) ผสู้ อบ บัญชภี าษีอากร (Tax auditor) และ
106
ผตู้ รวจสอบภายใน (Internal auditor) โดยจะเหน็ ไดว้ ่า การวิเคราะห์เหตกุ ารณ์แบบไม่อิง
ทฤษฎเี ป็นการจำแนกข้อมูลท่ีงา่ ยกว่าการวิเคราะห์เหตุการณ์ แบบอิงทฤษฎี
2. การวเิ คราะห์โดยการเปรียบเทยี บเหตกุ ารณ์ (Constant comparison) นกั วจิ ยั
ตอ้ งนำขอ้ มูลมาเปรียบเทยี บเป็นปรากฏการณซ์ ึ่งมวี ิธกี าร 4 ข้ันตอนดังน้ี
ขน้ั ตอนท่ี 1 นักวจิ ัยจำแนกเหตกุ ารณ์โดยแตล่ ะเหตกุ ารณใ์ ห้แบ่งแยกเปน็
ประเด็น เชน่ เหตการณ์ คือ พฤติกรรมนักบัญชรี ะหว่างการปฏิบตั งิ าน ซึง่ นักวิจัยสามารถ
แบ่งประเด็น เป็นพฤติกรรมอะไร กิจกรรมอะไร มีความหมายอย่างไร การมีส่วนร่วมเป็น
ใคร มีความสมั พนั ธ์ อย่างไร และสภาพแวดล้อมเกดิ ขนึ้ ท่ีไหน
ขัน้ ตอนที่ 2 การเปรยี บเทียบเหตกุ ารณ์หลงั จากที่นักวิจัยนำเหตุการณแ์ ต่
ละ เหตุการณ์มาเขียนลงในตาราง นักวิจัยทำการเปรียบเทยี บเหตกุ ารณ์และสรุปโดยการ
จดบนั ทกึ เปน็ ข้อสรุปย่อยๆ
ขั้นตอนที่ 3 นักวิจัยประมวลข้อมูลแต่ละประเด็นเข้าด้วยกัน โดยการ
เปรียบเทียบ ลักษณะที่เหมือนกันและที่แตกต่างกันแล้วจึงเขียนสรุปความเชื่อมโยงของ
ข้อมลู เหตุการณซ์ ึ่งจะ ทำใหเ้ กดิ ความสมั พันธแ์ ละเปน็ แนวคิดย่อยๆ
ขัน้ ตอนท่ี 4 นกั วิจยั กำหนดลักษณะทเ่ี หมอื นกนั และแตกตา่ งกนั ให้ชัดเจน
โดย การขยายการเปรยี บเทยี บกบั เหตกุ ารณ์อืน่ ๆ
3. การวิเคราะห์ส่วนประกอบ (Component analysis) นักวิจัยต้องวิเคราะห์
คุณสมบัติที่เหมือนกัน และแตกต่างกันของข้อมูล และนำมาสรุปให้ความหมาย โดย
กระบวนการในการวิเคราะห์สว่ นประกอบมี 5 ขนั้ ตอนดงั น้ี
ขั้นตอนที่ 1 การเลือกข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแยกเป็น
ส่วนประกอบ ตามคณุ สมบัตขิ องขอ้ มลู
107
ขั้นตอนท่ี 2 การวิเคราะหแ์ ยกสว่ นประกอบแตล่ ะชุดพิจารณาวา่ สามารถ
นำมา เปรยี บเทียบได้หรือไม่
ข้นั ตอนที่ 3 จดบันทกึ ชือ่ ขอ้ มลู และส่วนประกอบโดยการแยกชุดขอ้ มลู
ขั้นตอนที่ 4 จดั ทำตารางเปรยี บเทียบคุณสมบัติของข้อมลู
ขั้นตอนที่ 5 เปรียบเทียบคุณสมบัติของข้อมูลทั้งหมดตามส่วนประกอบ
ซึง่ นักวจิ ัยตอ้ งพิจารณาความเหมอื น และความแตกต่างแลว้ จึงนำมาสรา้ งเป็นข้อสรุป
4. การวิเคราะห์สรุปอุปนัย (Analytic induction) นักวิจัยต้องใช้การตีความใน
การ สร้างข้อสรุปข้อมลู จากข้อมูลทเี่ ปน็ นามธรรม สำหรับการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพทั้งหมดจะใช้
การ วเิ คราะห์สรุปอุปนัย โดยขอ้ มูลไดม้ าจากการจดบันทกึ ภาคสนามทีน่ ักวิจัยได้บันทึกไว้
อย่าง ละเอียด การวิเคราะห์สรุปข้อมูลที่ได้เกิดจากการวิเคราะห์จำแนกข้อมูลและการ
วเิ คราะห์ สว่ นประกอบของข้อมลู
5. การวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร โดยนักวิจัยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content
analysis) ซง่ึ ใช้การวิเคราะห์ความถี่ของคำหรือข้อความท่ีระบุในเอกสารโดยมีขั้นตอนการ
วิเคราะห์ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 นักวิจัยกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกเอกสาร เช่น เอกสาร
อะไรหรือ เอกสารประเภทใดท่ีนำมาทำการวเิ คราะห์ข้อมลู
ข้นั ตอนที่ 2 การวางโครงสรา้ งเน้อื หาสาระเพื่อจดั ระบบในการจำแนกคำ
หรอื ขอ้ ความ ซ่ึงคำหรือขอ้ ความตอ้ งพิจารณาถึงความสอดคลอ้ งของปัญหา วตั ถุประสงค์
ของตัวแปร ที่ศึกษา และความครอบคลุมในเนื้อหาสาระ โดยนักวิจัยต้องจำแนกเนื้อหา
และทำการลงรหัส
ขน้ั ตอนท่ี 3 การวิเคราะหโ์ ดยนับความถี่ของคำหรือข้อความ
ข้นั ตอนที่ 4 ทำการสรปุ ขอ้ มลู ทจ่ี ำแนกได้
108
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู การวิจยั
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแปลงข้อมูลดิบที่ได้จากการเก็บรวบรวมขอ้ มูลให้
อย่ใู น รปู ของผลลัพธแ์ ละนำมาแปลความเพ่อื สรปุ ผลตามสมมตฐิ านที่กำหนดไว้
การนำเสนอผลการวิจัย นักวิจัยสามารถกระทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับข้อมูล
และ ลักษณะของการวจิ ยั ทั้งนี้การนำเสนอผลการวจิ ัยมักจะมรี ปู แบบ ดังนี้
1. การนำเสนอขอ้ มูลโดยการบรรยาย
2. การนำเสนอข้อมลู โดยใช้ตาราง ซงึ่ นกั วจิ ัยตอ้ งการนำเสนอข้อมูลให้มี
ระบบและให้ งา่ ยต่อการทำความเขา้ ใจ
3. การนำเสนอข้อมูลโดยใช้แผนภูมิ เช่น แผนภูมิรูปภาพ (Pictogram)
แผนภูมิแทง่ (Histogram) และแผนภมู เิ สน้ (Line graphs)
การสรุปผลการวิจยั
การสรปุ ผลการวจิ ยั เปน็ สว่ นสดุ ท้ายของงานวจิ ยั ที่นักวิจัยตอ้ งนำผลท่ีได้จากการ
วิเคราะห์ข้อมูลมาเขียนสรุปโดยย่อ ซึ่งการสรุปนี้จะแสดงให้เห็นความคิด และการ
สังเคราะห์ ความคดิ ของนักวิจยั ในการเช่ือมโยงประเด็น และผลการวิจัยท่ีสำคญั เขา้ ด้วยกนั
เพื่อให้เห็นว่า ข้อค้นพบหรือคำตอบท่ีได้จากการพิสูจน์ด้วยการวิจยั มีความสอดคล้องกบั
ประเดน็ การวิจยั อย่างไร ทั้งนี้ในการสรุปผลการวิจยั นักวิจยั เขียนสรุปเฉพาะส่วนท่ีสำคัญ
แต่ต้องครอบคลมุ เนอื้ หาทกุ ส่วน
การเขียนสรุปผลการวิจัยเป็นเรื่องยากสำหรับนักวิจัยมือใหม่ เนื่องจากผู้อ่าน
รายงาน การวิจัยมีประสบการณ์ในการวิจัย และมีความรู้ในสิ่งที่นักวิจัยทำการศึกษาที่
หลากหลาย อกี ทง้ั การเขียนสรุปผลการวจิ ยั ทตี่ ้องแสดงความเชอื่ มโยงเนอ้ื หาเข้าไว้ด้วยกนั
เพื่อให้ผอู้ า่ นได้เห็นถงึ ภาพรวมที่สัมพันธก์ ันท้งั หมดของการวิจัยโดยใชค้ วามสามารถในการ
สังเคราะห์ข้อมูลของ นักวิจัย ซึ่งการแสดงความคิดหรือการสงั เคราะห์ข้อมลู ของนักวิจัย
109
เปน็ การขบั เคลอ่ื นให้ผู้อา่ น งานวจิ ัยเกิดความประทับใจในงานวจิ ยั เกดิ มุมมองใหม่และทำ
ใหผ้ อู้ า่ นงานวิจยั เห็นแนวทางใน การแก้ปัญหาหรอื การนำไปประยุกต์ใช้กับผอู้ ่านได้
เทคนิคการเขียนสรปุ ผลการวจิ ัย
การเขียนข้อสรุปการวิจัยต้องใช้ความคิด และการสังเคราะห์ ความคิดเพื่อให้ได้
ขอ้ สรุปท่ีชดั เจน และเช่อื มโยงกนั ของการวิจัย ดังน้นั นักวิจยั ต้องมเี ทคนคิ หรือกลยุทธ์การ
เขียนข้อสรุปผลการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยมีแนวทางในการ เขียน
ขอ้ สรปุ ท่ีเปน็ ระบบโดยรายละเอียดมดี งั น้ี
1. ให้นักวิจัยในทีมหรือบุคคลอื่นช่วยอ่านข้อสรุปที่เขียน โดยการตั้ง
คำถามว่า “เป็น เช่นนี้ใช่หรอื ไม”่ หรือ “ทำไมใครๆ ถึงต้องสนใจการวิจัยน้ี” โดยนักวิจัย
ต้องไตร่ตรองคำถามน้นั
2. นักวิจัยย้อนกลับไปบทนำการวิจัยเพื่อตรวจสอบดูความเป็นมาหรือ
ปัญหาการวิจัย เพื่อให้การเขียนข้อสรุปผลการวิจัยที่เกิดขึ้นนั้นมีข้อพสิ จู น์หรือข้อค้นพบ
เชอ่ื มโยงกับความ เปน็ มา หรอื ปญั หาการวิจยั หรอื ไม
3. หากนกั วจิ ยั ไม่ย้อนกลับไปบทนำการวจิ ยั นกั วจิ ัยสามารถใช้วิธีการอ่ืน
เชน่ การ สรปุ ประเด็นหลักจากสิง่ ที่ศึกษาได้นำมาเขยี นเปน็ ข้อสรุปผลการวจิ ยั
4. การเขยี นขอ้ สรุปผลการวิจัยให้เขยี นในรปู แบบการสังเคราะห์ไม่ใชก่ าร
สรปุ โดย เขยี นใหส้ ัน้ และใช้ขอ้ ความไมซ่ ำ้ กับทนี่ ักวจิ ยั เขยี นไว้ในบทนำ
5. การเขยี นใหเ้ ขียนข้อความท่ีชดั เจนหรอื คำท่กี ระตุน้ ความสนใจ
6. ประโยคสุดท้าย นักวิจัยต้องเขียนเสนอแนวทางปฏิบัติหรือแนว
ทางการแก้ปญั หา หรือคำถามบางคำถามเพอ่ื นำไปสกู่ ารวิจยั ในอนาคตของผสู้ นใจ
7. ควรแนะนำแนวคดิ ใหมห่ รือหวั ข้อย่อยในการเขยี นสรปุ ผลการวิจยั
8. การเขยี นสรปุ ผลการวจิ ยั ทส่ี ะทอ้ นความเป็นตวั ตนของนักวจิ ยั
110
การอภิปรายผลการวจิ ยั
การอภิปรายผลการวิจัย (Discussions) เกิดขนึ้ หลงั จากท่นี ักวิจยั ไดม้ ีการวเิ คราะห์
และแปลความหมายของข้อมูล ถือเป็นขั้นตอนที่นกั วจิ ัยถ่ายทอดความรู้ที่ได้จากการวิจัย
ให้กับ ผู้อื่นได้รับทราบ โดยแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างผลการวิจัย หลักการ
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความเชื่อมโยงกับสมมติฐานการวิจัย และประเดน็
คำถามการวิจัย การอภิปรายผลการวิจยั นกั วจิ ยั ต้องอธิบายผลทไ่ี ดจ้ ากการวเิ คราะห์ข้อมลู
โดยการให้เหตแุ ละผล รวมทั้งหลักฐานต่างๆ มาใช้ในการอ้างอิงเพือ่ สนับสนุนคำตอบที่ได้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย ไม่มีอคติ เพราะจะทำให้งานวิจัยให้ข้อค้นพบที่ไม่เป็นจริง
อย่างไรก็ตาม หากผลการวิจัยของ นักวิจัยที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ตรงตามสิ่งที่ได้ทบทวน
วรรณกรรม นักวิจัยต้องใช้ความสามารถของตน ในการให้เหตุผลตอ่ ผลการวิจัยท่ีได้ด้วย
ตนเอง
การอภปิ รายผลการวจิ ัยถอื เปน็ ข้นั ตอนสำคัญ เนอ่ื งจากเปน็ กระบวนการประเมิน
ผลการวิจัยวา่ ผลลัพธ์ทีไ่ ดจ้ ากการวิจัยมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือและเปน็ จริง ซึ่งเปน็ ความ
ท้าทายสำหรับนักวจิ ยั ที่ได้แสดงทักษะเชงิ วิพากษ์และใช้ความสามารถในการสื่อสารข้อมูล
ใหผ้ ้อู ่านงานวิจัยได้เขา้ ใจงา่ ย
แนวทางการเขยี นอภปิ รายผลการวจิ ยั
การเขียนอภิปรายผลการวิจัยทางการบัญชี ซึ่งการเขียนควรให้เสร็จภายใน 6-7
ยอ่ หน้า โดยในแต่ละยอ่ หนา้ ไมค่ วรมากกวา่ 200 คำ ซึ่งในการใช้คำแต่ละยอ่ หน้าไมค่ วรซำ้
กัน และ โดยทั่วไปการเขียนจะประกอบด้วย 3 ย่อหน้า (Onersanlı, Selcuk Erdem &
Tzevat Tefik, 2013) ดงั นี้
1. ย่อหน้าแรก การเขียนในย่อหน้าแรกนี้ ผู้วิจัยตอ้ งเขยี นเนื้อหาเกี่ยวกับแนวคดิ
หลกั ในการดำเนินการวิจยั ซง่ึ ตอ้ งเขียนไม่ซ้ำซ้อนกับทีไ่ ด้ระบไุ วแ้ ลว้ ในบทนำ สำหรับการ
เร่ิมต้นการ เขยี นในยอ่ หนา้ นี้จะเกยี่ วข้องกบั ประเดน็ ทีก่ ำลงั อภิปรายผล การใหค้ ำแนะนำท่ี
111
สามารถ แก้ปัญหานั้นได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นที่เป็นความแตกต่างและการวิจัยที่ได้นี้จะช่วย
แก้ปัญหาการวิจัย ได้อย่างไร
2. ย่อหน้าที่ 2 เป็นย่อหน้ากลางของการเขียนอภิปรายผลการวิจัย ควรเขียน
อธิบาย ข้อค้นพบที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยมากกวา่ การนำผลการวิจัยของนักวิจัยอื่นมาเขยี น
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของนักวิจัยอื่น นักวิจัยนำมาใช้เพื่อสนับสนุนข้อค้นพบของ
นักวิจัย โดยนักวิจัยต้อง แสดงหลักฐานหรือการอ้างอิงที่ชัดเจน ซึ่งแต่ละประเด็นสำคญั
นักวจิ ยั ควรแสดงความคดิ เห็นว่า ผลท่เี กดิ ข้ึนจากการวจิ ัยมคี วามสอดคลอ้ งหรือขัดแย้งกัน
นอกจากนี้ยอ่ หนา้ นี้ตอ้ งระบุ ความสำคัญของการวิจยั
3. ย่อหน้าสุดท้าย การเขียนอภิปรายต้องแสดงข้อจำกัดและทิศทางการ
ประยกุ ตใ์ ช้ในอนาคต
หลกั การเขยี นอภิปรายผลการวิจยั
1. การอภิปรายผลการวิจัยตามสมมติฐาน ต้องเขียนอภิปรายตามสมมติฐานที่
นักวิจัย กำหนดไว้ โดยนักวิจัยต้องมุ่งเน้นการนำเสนอผลลัพธ์การวิจัยว่าสนบั สนนุ หรือไม่
สนับสนนุ สมมติฐานท่ีนักวิจยั กำหนดไว้ และตอ้ งให้สอดคล้องกบั การนำเสนอไว้ในส่วนของ
ผลการวจิ ัย ทง้ั น้ี ในการเขยี นอภปิ รายผลการวจิ ยั ตอ้ งเขียนตามจำนวนสมมติฐาน
2. การอภิปรายผลเพื่อเปรียบเทียบกับผลการวิจัยในอดีต ซึ่งมี 2 กรณี คือ 1)
กรณีท่ี ผลการวิจยั หรือข้อค้นพบสอดคลอ้ งกับสมมตฐิ านการวิจัยที่นกั วิจัยได้กำหนดและ
เปน็ ไปตามที่ ได้ทบทวนวรรณกรรม และงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง นกั วิจัยต้องนำผลลัพธก์ ารวจิ ยั
หรือข้อค้นพบที่ ได้ของตนเปรียบเทียบกับผลการวิจัยของนักวิจัยอื่นในอดีตที่ศึกษาใน
ประเด็นเดียวกัน และ ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งจะทำให้งานวิจัยเกิดความทันสมัยและมี
ความน่าเชื่อถอื ตลอดจนการ เชื่อมโยงกบั ทฤษฎีทเ่ี ก่ียวขอ้ ง เพ่ือเปน็ การยนื ยันทฤษฎีและ
การเกิดขึ้นขององค์ความรู้ใหม่ 2) กรณีที่ผลการวิจัยหรือข้อค้นพบไม่สอดคล้องกับ
112
สมมติฐานการวิจัยหรือไม่เป็นไปตามงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง นักวิจัยต้องอธิบายตาม
ผลการวจิ ัยทถี่ ูกคน้ พบตามสภาพความเปน็ จรงิ
3. การอภิปรายผลเพือ่ เชื่อมโยงกับการเขียนข้อจำกัดการวิจัย และข้อเสนอแนะ
การ วิจัย นักวิจัยเป็นผู้ดำเนินการวิจัยตั้งแต่กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจนกระทั้งสิ้นสุดลง
ดังน้นั นักวิจัยจงึ ทราบดีว่าในการทำวิจัยมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคหรือปัญหาใดบ้างท่ีทำให้
นักวิจัยไม่ สามารถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ ทั้งนี้ ข้อจำกัดการวิจัยสามารถนำไปสู่
ขอ้ เสนอแนะการวิจยั ที่เปน็ แนวทางในการนำผลการวจิ ัยไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ รวมท้งั สามารถ
เปน็ แนวทางสำหรบั การวจิ ัยในอนาคต
ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั
การให้ข้อเสนอแนะ (Recommendations or implications) ในการวิจัยซ่ึง
ภายหลงั การที่นักวจิ ัยได้ทำการสรปุ ผลการวิจยั และอภปิ รายผลการวิจัยเสรจ็ สิ้นแล้ว นั้น
นักวิจัยต้องให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้ผู้อ่านรายงานการวิจัยใช้เป็นแนวทางในการนำ
ผลการวิจัยท่ีเกิดข้ึนไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ โดยข้อเสนอแนะจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ การให้ข้อเสนอแนะ
ประเภท นี้ นักวจิ ัยต้องให้ข้อเสนอแนะโดยมีเปา้ หมายเพอ่ื ใหก้ ลมุ่ เปา้ หมายนำผลการวจิ ยั ที่
เกิดขึ้นนี้ไป ประยกุ ต์ใช้ในการปฏิบตั ิงานได้ ซึ่งนกั วจิ ัยต้องทบทวนผลท่ีเกิดขึน้ จากการวิจัย
ว่ากลุ่มเป้าหมาย เช่น นักบัญชี ผู้สอบบัญชี ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้สอบบัญชีภาษีอากร
นักศึกษาบัญชีหรือผู้ที่ เกี่ยวข้องในวิชาชีพบัญชีจะได้รับประโยชน์ทางตรงเกี่ยวกับ
ผลการวิจัยนอ้ี ย่างไร และนักวจิ ยั ก็ ทำการขยายผลเพื่อใหเ้ ห็นแนวทางในการนำผลการวจิ ยั
ไปประยุกต์ใช้โดยต้องแสดงให้เห็นอย่าง เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การกำหนด
ข้อเสนอแนะทีด่ ีต้องมีความเชือ่ มโยง และตอ้ งมาจาก การค้นพบจากการวจิ ยั เปน็ สำคญั
2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต นักวิจัยต้องพิจารณากระบวนการวิจัย
ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ เพื่อให้ทราบว่าการวิจัยนี้มีส่วนใดบ้างที่สามารถนำไ ป
113
ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้กับงานวิจัยในอนาคตได้ หากผู้อ่าน
งานวิจัยเกิดความ สนใจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคต คือ
แนวทางที่นักวิจัยเขียนระบุ ไว้ เพื่อให้ผู้อ่านงานวิจัยที่สนใจเห็นทิศทางในการทำวิจัยใน
อนาคตตามประเด็นต่างๆ ท่นี กั วจิ ยั เสนอไว้ ทง้ั น้ี การให้ขอ้ เสนอแนะดังกล่าว ควรมี 4-5
ข้อ และควรแยกเป็นประเด็นให้ชัดเจน โดยนักวิจัยสามารถนำประเด็นต่างๆ เหล่านี้มา
กำหนดเปน็ ขอ้ เสนอแนะสำหรบั การวจิ ยั ในอนาคตได้
114