The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน-รวม-ปี-๒๕๖๐1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by play read, 2023-07-27 04:34:21

เอกสารประกอบการสอน-รวม-ปี-๒๕๖๐1

เอกสารประกอบการสอน-รวม-ปี-๒๕๖๐1

เอกสารค าสอนวิชา


ก ค ำน ำ เอกสารค าสอนรายวิชา พระพุทธศำสนำกับสำธำรณสุข (Buddhism and Health care) รหัสวิชำ ๑๐๑ ๔๓๗ ผู้เรียบเรียงได้จัดท าขึ้นส าหรับการเรียนการสอนในสาขาวิชา พระพุทธศาสนา คณะพุทธศาสตร์ วิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจถึงการวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางในการ แก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขในพระไตรปิฎก มาประยุกต์ใช้กับประชาชนให้มีแนวทาง จัดการสุขภาพพลานามัยที่ดีด้วยกรณีศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการวิเคราะห์ศึกษา ค าสอนในพระไตรปิฎกที่เกี่ยวกับเรื่องโรค ยา อาหาร การบริโภคปัจจัย ๔ การบริหารร่างกาย การพยาบาล การพักผ่อน และจริยธรรมของรักษาพยาบาล เป็นต้น เอกสารค าสอนเล่มนี้ ได้มีการประมวลเนื้อหาและวิธีการสอนเพื่อให้การเรียนการสอนได้ สมบูรณ์มากขึ้น และขออนุโมทนาขอบคุณเจ้าของผลงานที่เป็นหนังสือ ต ารา เอกสารทางวิชาการและ แหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่ใช้ส าหรับอ้างอิง ท าให้เนื้อหาสาระของเอกสารประกอบการสอนเล่มนี้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น หากมีข้อบกพร่องประการใดผู้เรียบเรียงขอน้อมรับไว้และด าเนินการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนา เอกสารค าสอนรายวิชา พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Health care) รหัสวิชา ๑๐๑ ๔๓๗ ให้มีความสมบูรณ์สืบต่อไป ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว ๓๐ ตุลำคม ๒๕๕๘


ง อักษรย่อชื่อคัมภีร์ พระไตรปิฎกภาษาบาลี ภาษาไทย อักษรย่อบอกชื่อคัมภีร์ต่างๆ ได้จัดท าตามที่อ้างในพระไตรปิฎกภาษาบาลี และภาษาไทย อรรถกถา ฎีกาและปกรณวิเสส ภาษาบาลีใช้ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเป็นเอกสารประกอบการสอนรายวิชา ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉพาะที่ต้องการอ้างหลายฉบับจะใส่อักษรย่อของฉบับนั้นๆ ไว้ คัมภีร์ภาษาบาลีบางคัมภีร์มิได้ใช้อักษรย่อๆไว้ ให้พิมพ์รายละเอียดแบบเชิงอรรถทั่วไป อักษรย่อเรียงตามล าดับ คัมภีร์ ดังนี้ พระวินัยปิฎก ค าย่อ ค าเต็ม วิ.มหา. (บาลี) วินยปิฏก ภิกฺขุวิภงฺคปาลิ (ภาษบาลี) วิ.มหา. (ไทย) วินยปิฎก ภิกขุวิภังค์ (ภาษาไทย) วิ.ภิกฺขุนี. (บาลี) วินยปิฏก ภิกฺขุนีวิภงฺคปาลิ (ภาษบาลี) วิ.ภิกฺขุนี. (ไทย) วินยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ (ภาษาไทย) วิ.ม. (บาลี) วินยปิฏก มหาวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) วิ.ม. (ไทย) วินยปิฎก มหาวรรค (ภาษาไทย) วิ.จู. (บาลี) วินยปิฏก จูฬวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) วิ.จู. (ไทย) วินยปิฎก จูฬวรรค (ภาษาไทย) วิ.ป. (บาลี) วินยปิฏก ปริวารวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) วิ.ป. (ไทย) วินยปิฎก ปริวารวรรค (ภาษาไทย) พระสุตตันตปิฎก ที.สี. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฏก ทีฆนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ที.สี. (ไทย) สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลักขันธวรรค (ภาษาไทย) ที.ม. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฏก ทีฆนิกาย มหาวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ที.ม. (ไทย) สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย) ที.ปา. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฏก ทีฆนิกาย ปาฏิกวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ที.ปา. (ไทย) สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย) ม.มู. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฏก มชฺฌิมนิกาย มูลปณฺณาสกปาลิ (ภาษาบาลี) ม.มู. (ไทย) สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ม.ม. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฏก มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสกปาลิ (ภาษาบาลี) ม.ม. (ไทย) สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ม.อุ. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฏก มชฺฌิมนิกาย อุปริปณฺณาสกปาลิ (ภาษาบาลี) ม.อุ. (ไทย) สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (ภาษาไทย)


จ ส .ส. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ส ยุตฺตนิกาย สคาถวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ส .ส. (ไทย) สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย) ส .นิ. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ส ยุตฺตนิกาย นิทานวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ส .นิ. (ไทย) สุตตันตปิฎก ส ยุตฺตนิกาย นิทานวรรค (ภาษาไทย) ส .ข. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ส ยุตฺตนิกาย ขนฺธวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ส .ข. (ไทย) สุตตันตปิฎก ส ยุตฺตนิกาย ขันธวรรค (ภาษาไทย) ส .สฬา. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ส ยุตฺตนิกาย สฬายตนวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ส .สฬา. (ไทย) สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย) ส .ม. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ส ยุตฺตนิกาย มหาวารวคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ส .ม. (ไทย) สุตตันตปิฎก ส ยุตฺตนิกาย มหาวารวรรค (ภาษาไทย) องฺ.เอกก. (บาลี) องฺคุตฺตรนิกาย เอกกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.เอกก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ทุก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย ทุกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.ทุก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ติก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.ติก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.จตุกฺก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย จตุกฺกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.จตุกฺก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ปญฺจก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย ปญฺจกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.ปญฺจก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ฉกฺก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย ฉกฺกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.ฉกฺก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.สตฺตก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.สตฺตก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.อฏฺฐก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย อฏฺฐกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.นวก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย นวกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.นวก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ทสก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย ทสกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.ทสก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.เอกาทสก. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก องฺคุตฺตรนิกาย เอกาทสกนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) องฺ.เอกาทสก. (ไทย) สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต (ภาษาไทย) ขุ.ขุ. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ขุทฺทกปาฐปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ขุ. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (ภาษาไทย) ขุ.ธ. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ธ. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธัมมบท (ภาษาไทย) ขุ.อุ. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อุทานปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.อุ. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน (ภาษาไทย)


ฉ ขุ.อิติ. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.อิติ. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตฺตกะ (ภาษาไทย) ขุ.สุ. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาตปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.สุ. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต (ภาษาไทย) ขุ.เปต. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย เปตวตฺถุปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.เปต. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ (ภาษาไทย) ขุ.เถร. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย เถรคาถาปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.เถร. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา (ภาษาไทย) ขุ.เถรี. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย เถรีคาถาปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.เถรี. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา (ภาษาไทย) ขุ.ชา. (บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.เอกก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย เอกกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. เอกก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ทุก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ทุกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ทุก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ทุก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ทุกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ทุก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ติก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ติกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ติก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ติกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.จตุกฺก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย จตุกฺกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. จตุกฺก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จตุกกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ปญฺจก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ปญฺจกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ปญฺจก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปญฺจกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ฉกฺก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ฉกฺกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ฉกฺก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ฉักกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.สตฺตก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย สตฺตกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. สตฺตก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สตฺตกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.อฏฺฐก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อฏฺฐกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. อฏฺฐก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อฏฺฐกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.นวก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย นวกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. นวก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นวกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ทสก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ทสกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ทสก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทสกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.เอกาทสก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย เอกาทสกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. เอกาทสก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกาทสกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ทฺวาทสก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ทฺวาทสกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ทฺวาทสก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทฺวาทสกนิบาตชาดก (ภาษาไทย)


ช ขุ.ชา.เตรสก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย เตรสกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. เตรสก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เตรสกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ปกิณฺณก.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ปกิณฺณกนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ปกิณฺณก.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปกิณฺณกนิบาตรชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.วีสติ.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย วีสตินิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. วีสติ.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วีสตินิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ตึสติ.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ตึสตินิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ตึสติ.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ตึสตินิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.จตฺตาลีส.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย จตฺตาลีสนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. จตฺตาลีส(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จตฺตาลีสนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ปญฺญาส.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ปญฺญาสนิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. จตฺตาลีส(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปญฺญาสนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.สฏฺฐิ.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย สฏฺฐินิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. สฏฺฐิ(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สฏฺฐินิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.สตฺตติ.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย สตฺตตินิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. สตฺตติ (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สตฺตตินิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.อสีติ.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อสีตินิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. อสีติ (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อสีตินิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ม.(บาลี) สุตฺตนฺตปิฎก ขุทฺทกนิกาย มหานิปาตชาตกปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ชา. ม.(ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.ม. (บาลี) สุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย มหานิทฺเทสปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ม. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส (ภาษาไทย) ขุ.จู. (บาลี) สุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย จูฬนิทฺเทสปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.จู. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (ภาษาไทย) ขุ.ป. (บาลี) สุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ปฏิสมฺภิทามคฺคปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.ป. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ภาษาไทย) ขุ.อป. (บาลี) สุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทานปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.อป. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน (ภาษาไทย) ขุ.พุทฺธ. (บาลี) สุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย พุทฺธว สปาลิ (ภาษาบาลี) ขุ.พุทฺธ. (ไทย) สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงส์ (ภาษาไทย) พระอภิธรรมปิฎก อภิ.สงฺ. (บาลี) อภิธมฺมปิฏก ธมฺมสงฺคณีปาลิ (ภาษาบาลี) อภิ.สงฺ. (ไทย) อภิธัมมปิฎก ธัมมสังคณี (ภาษาไทย) อภิ.วิ. (บาลี) อภิธมฺมปิฏก วิภงฺคปาลิ (ภาษาบาลี) อภิ.วิ. (ไทย) อภิธัมมปิฎก วิภังค์ (ภาษาไทย) อภิ.ปุ. (บาลี) อภิธมฺมปิฏก ปุคฺคลปญฺญตฺติปาลิ (ภาษาบาลี)


ซ อภิ.ปุ. (ไทย) อภิธัมมปิฎก ปุคคลบัญญัติ (ภาษาไทย) อภิ.ก. (บาลี) อภิธมฺมปิฏก กถาวตฺถุปาลิ (ภาษาบาลี) อภิ.ก. (ไทย) อภิธัมมปิฎก กถาวตถุ (ภาษาไทย) อภิ.ย.(บาลี) อภิธมฺมปิฏก ยมกปาลิ (ภาษาบาลี) อภิ.ย.(ไทย) อภิธรรมปิฎก ยมก (ภาษาบาลี) อภิ.ป.(บาลี) อภิธมฺมปิฎก ปฏฺฐานปาลิ (ภาษาบาลี) อภิ.ป.(ไทย) อภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน (ภาษาไทย)


ฌ สารบัญ ค าน า (ก) ค านิยม (ข) ค าอธิบายสัญลักษณ์และค าย่อ (ง) สารบัญ (ฌ) ชื่อวิชา รหัส และหน่วยกิต (ฑ) รายละเอียดของรายวิชา (มคอ.๓) (ณ) บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาธารณสุข ๑ • ความน า ๒ • วิวัฒนาการของการสาธารณสุขทั่วไป ๒ - ความหมายของการสาธารณสุข ๓ - ความส าคัญของการสาธารณสุข ๗ • หลักในการด าเนินงานสาธารณสุข ๘ • องค์ประกอบของงานสาธารณสุข ๑๐ • การสาธารณสุขในประเทศไทย ๑๑ - วิวัฒนาการสาธารณสุขไทย ๑๒ - วิวัฒนาการทางการแพทย์ของไทย ๑๕ • ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ ๑๘ - พระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ ๑๙ - พระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบกับกระทรวงมหาดไทย ๑๙ - พระราชบัญญัติและประกาศกระทรวงที่กระทรวงอื่นดูแล ๒๐ • สรุปท้ายบท ๒๓ • ค าถามท้ายบทที่ ๑ ๒๔ • เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๑ ๒๕ บทที่ ๒ การใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ๒๗ • ความน า ๒๘ • บริบทการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ๓๐ • ความหมายของสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ๓๓ • การใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ๓๑ - สมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน ๓๑ - การใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ๓๔ • ยาสมุนไพรและวิธีการรักษาโรคในปัจจุบันที่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา ๓๘ - วิธีการใช้ยาสมุนไพรบ าบัดรักษาโรค ๓๙ - ประเภทและสรรพคุณของสมุนไพร ๔๑


ญ • สรุปท้ายบท ๔๔ • ค าถามท้ายบทที่ ๒ ๔๖ • เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๒ ๔๗ บทที่ ๓ การสาธารณสุขตามหลักการทางพระพุทธศาสนา ๔๙ • ความน า ๕๐ • แนวคิดการดูแลสุขภาพตามหลักการทางพระพุทธศาสนา ๕๒ • การดูแลสุขภาพตามหลักธรรมที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ๕๓ • หลักการและวิธีการทางสาธารณสุขในพระพุทธศาสนา ๖๒ - สิกขาบทกับการดูแลสุขภาพ ๖๒ - เสขิยวัตรกับการดูแลสุขภาพ ๖๕ - วินัยบัญญัติเกี่ยวกับอาหาร ๖๗ • สรุปท้ายบท ๗๔ • ค าถามท้ายบทที่ ๓ ๗๖ • เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๓ ๗๗ บทที่ ๔ การดูแลสุขภาพองค์รวมตามหลักการทางพระพุทธศาสนา ๗๙ • ความน า ๘๐ • พุทธวิธีดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ๘๐ - พุทธวิธีดูแลรักษาและเสริมสร้างสุขภาพอนามัย ๘๑ - พุทธวิธีบ าบัดรักษาโรค ๘๕ - พุทธวิธีบ าบัดรักษาโรคด้วยพระธรรมโอสถ ๙๒ • แนวคิดการผสมผสานตามแนวพระพุทธศาสนากับหลักการดูแลสุขภาพการดูแลสุขภาพแบบองค์ รวม ๙๕ - หลักธรรมที่เกื้อกูลต่อการมีสุขภาพที่สมบูรณ์ ๙๗ - เภสัชราชา ๙๙ • สรุปท้ายบท ๑๐๓ • ค าถามท้ายบทที่ ๔ ๑๐๕ • เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๔ ๑๐๖ บทที่ ๕ การบริโภคปัจจัย ๔ ของคนไทยกลุ่มบริโภคนิยม ๑๐๗ • ความน า ๑๐๘ • ความหมายของบริโภคนิยม ๑๐๙ • แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดระบบบริโภคนิยม ๑๑๐ - แนวคิดเกี่ยวกับวัตถุนิยม ๑๑๑ - แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการบริโภค ๑๑๒ • ประเภทของการบริโภค ๑๑๖


ฎ • สาเหตุของการบริโภค ๑๑๗ • หลักการบริโภคแบบบริโภคนิยม ๑๑๘ • คุณค่าของการบริโภค ๑๒๐ • สรุปท้ายบท ๑๒๑ • ค าถามท้ายบทที่ ๕ ๑๒๓ • เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๕ ๑๒๔ บทที่ ๖ การบริโภคปัจจัย ๔ ตามแนวทางพระพุทธศาสนา ๑๒๖ • ความน า ๑๒๗ • ความหมายของค าว่า “การบริโภคปัจจัย ๔” ๑๒๗ • ความส าคัญของการบริโภคปัจจัย ๔ ๑๒๙ • ปัจจัย ๔ ๑๓๐ - จีวร : เครื่องนุ่งห่ม ๑๓๐ - บิณฑบาต : อาหาร ๑๓๓ - เสนาสนะ : ที่อยู่อาศัย ๑๓๗ - คิลานเภสัช : ยารักษาโรค ๑๔๐ • หลักธรรมที่สนับสนุนการพิจารณาและบริโภคปัจจัย ๔ ๑๔๕ - ความรู้จักพอประมาณในการบริโภค ๑๔๖ - ความรู้จักพอประมาณในปัจจัย ๔ ๑๔๖ • สรุปท้ายบท ๑๔๗ • ค าถามท้ายบทที่ ๖ ๑๔๙ • เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๖ ๑๕๐ บทที่ ๗ บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคปัจจัย ๔ ในพระพุทธศาสนา ๑๕๒ • ความน า ๑๕๓ • บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคจีวร ๑๕๔ -บทบัญญัติเกี่ยวกับจีวรในจีวรขันธกะ ๑๕๔ -บทบัญญัติที่เกี่ยวกับจีวรในนิสสัคคียปาจิตตีย์สิกขาบท ๑๖๐ -บทบัญญัติเกี่ยวกับจีวรในปาจิตตีย์สิกขาบท ๑๖๓ -บทบัญญัติเกี่ยวกับจีวรในเสขิยวัตรสิกขาบท ๑๖๔ • บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคบิณฑบาต ๑๖๖ -บทบัญญัติเกี่ยวกับบิณฑบาตในภัตตัคควัตตกถา ๑๖๖ -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคบิณฑบาตในนิสสัคคียปาจิตตีย์สิกขาบท ๑๖๙ -บทบัญญัติเกี่ยวกับบิณฑบาตในปาจิตตีย์สิกขาบท ๑๖๙ -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคบิณฑบาตในเสขิยวัตรสิกขาบท ๑๗๑ • บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคเสนาสนะ ๑๗๔ -บทบัญญัติเกี่ยวกับเสนาสนะในเสนาสนะขันธกะ ๑๗๔


ฏ -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคเสนาสนะในเสนาสนวัตร ๑๗๘ -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคเสนาสนะในสังฆาทิเสสสิกขาบท ๑๗๙ -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคเสนาสนะในปาจิตตีย์สิกขาบท ๑๗๙ • บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคคิลานเภสัช ๑๘๐ -บทบัญญัติเกี่ยวกับคิลานเภสัชในเภสัชชขันธกะ ๑๘๑ -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคคิลานเภสัชในนิสสัคคียปาจิตตีย์สิกขาบท ๑๘๓ • สรุปท้ายบท ๑๘๔ • ค าถามท้ายบทที่ ๗ ๑๘๗ • เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๗ ๑๘๘ บทที่ ๘ การบริโภคปัจจัย ๔ เพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา ๑๘๙ • ความน า ๑๙๐ • การบริโภคจีวรเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม ๑๙๐ -การพิจารณาจีวรในปัจจยสันนิสสิตศีล ๑๙๑ -การบริโภคจีวรในธุดงควัตร ๑๙๓ • การบริโภคบิณฑบาตเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม ๒๐๐ -การพิจารณาบิณฑบาตในปัจจยสันนิสสิตศีล ๒๐๐ -การบริโภคบิณฑบาตในธุดงควัตร ๒๐๒ -การบริโภคบิณฑบาตตามหลักโภชเนมัตตัญญุตา ๒๐๖ -อาหารที่เป็นสัปปายะส าหรับผู้ปฏิบัติธรรม ๒๐๗ -การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา ๒๐๘ -กรณีตัวอย่างการบริโภคบิณฑบาตเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม ๒๐๙ • การบริโภคเสนาสนะเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม ๒๑๓ -การพิจารณาเสนาสนะในปัจจยสันนิสสิตศีล ๒๑๓ -การบริโภคเสนาสนะในธุดงควัตร ๒๑๕ -เสนาสนะสัปปายะส าหรับการปฎิบัติธรรม ๒๒๑ -กรณีตัวอย่างการบริโภคเสนาสนะเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม ๒๒๒ • การบริโภคคิลานเภสัชเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม ๒๒๕ -การพิจารณาคิลานเภสัชในปัจจยสันนิสสิตศีล ๒๒๕ -การบริโภคคิลานเภสัชและธรรมโอสถเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม ๒๒๗ -กรณีตัวอย่างการบริโภคคิลานเภสัชเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม ๒๓๓ • สรุปท้ายบท ๒๓๕ • ค าถามท้ายบทที่ ๘ ๒๓๘ • เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๘ ๒๓๙ บทที่ ๙ สรุปพระพุทธศาสนากับสารธารณสุข ๒๔๐ • สรุปวิวัฒนาการของการสาธารณสุขทั่วไป ๒๔๐


ฐ • สรุปการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน ๒๔๑ • สรุปการสาธารณสุขตามหลักการทางพระพุทธศาสนา ๒๔๒ • สรุปการบริโภคปัจจัย ๔ ของคนไทยกลุ่มบริโภคนิยม ๒๔๓ • สรุปการบริโภคปัจจัย ๔ ตามแนวทางพระพุทธศาสนา ๒๔๔ • สรุปบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคปัจจัย ๔ ในพระพุทธศาสนา ๒๔๖ • สรุปการบริโภคปัจจัย ๔ เพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา ๒๔๗ บรรณานุกรม ๒๕๑ ประวัติผู้เขียน ๒๕๒


ฑ ชื่อวิชา รหัส และหน่วยกิต ๑. รหัสและชื่อรายวิชา ๑๐๑ ๔๓๗ พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข ๒. ชื่อภาษาอังกฤษ Buddhism and Health care ๓. จ านวนหน่วยกิต ๒ หน่วยกิต (๒-๐-๔) ๔. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน : ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว ๕. แนวสังเขปรายวิชา ศึกษาค าสอนในพระไตรปิฎกที่เกี่ยวกับเรื่องโรค ยา อาหาร การบริโภคปัจจัย ๔ การบริหาร ร่างกาย การพยาบาล การพักผ่อน และจริยธรรมของรักษาพยาบาล การวิเคราะห์ปัญหาและเสนอ แนวทางในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขในพระไตรปิฎกมาประยุกต์ใช้กับประชาชน ให้ มีแนวทางจัดการสุขภาพพลานามัยที่ดีด้วยกรณีศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการ วิเคราะห์ ๖. จุดมุ่งหมายของรายวิชา - เพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจความหมายของศัพท์วิชาการทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับ สาธารณสุขในคัมภีร์พระไตรปิฎก - เพื่อให้ผู้ศึกษาได้แนวคิด เรื่องสาธารณสุขพื้นฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก - เพื่อให้ผู้ศึกษาได้แนวทางในการใช้สมุนไพรรักษาโรค และการรักษาร่างกายให้แข็งแรง ของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ๗. รายละเอียดประจ าวิชา บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาธารณสุข บทที่ ๒ การใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน บทที่ ๓ การสาธารณสุขตามหลักการทางพระพุทธศาสนา บทที่ ๔ การดูแลสุขภาพองค์รวมตามหลักการทางพระพุทธศาสนา บทที่ ๕ การบริโภคปัจจัย ๔ ของคนไทยกลุ่มบริโภคนิยม บทที่ ๖ การบริโภคปัจจัย ๔ ตามแนวทางพระพุทธศาสนา บทที่ ๗ บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคปัจจัย ๔ ในพระพุทธศาสนา บทที่ ๘ การบริโภคปัจจัย ๔ เพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา บทที่ ๙ สรุปพระพุทธศาสนากับสารธารณสุข ๘. ความรู้ที่ต้องได้รับ - มีความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนสามารถวิเคราะห์คัมภีร์พระไตรปิฎกและน าไปประยุกต์กับ เรื่องการสาธารณสุข - น าหลักการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์และสถิติ ตลอดจน เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เป็นพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้คัมภีร์พระไตรปิฎกที่เกี่ยวกับข้องกับการ สาธารณสุข ๙. วิธีการสอน - ให้นิสิตท างานกิจกรรมกลุ่มในลักษณะของการท างานเป็นทีม


ฒ - ให้นิสิตมีความรับผิดชอบในความเป็นผู้น าและผู้สมาชิกของกลุ่มที่ดี - ให้นิสิตได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลในเรื่องที่ตนเองสนใจ ภายในขอบเขตของรายวิชา ๑๐. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน - ประเมินจากการประเมินตนเองและเพื่อน/จิตพิสัย ๑๐ คะแนน - ประเมินจากความการมีส่วนร่วมในการน าเสนอกิจกรรมกลุ่ม ๒๐ คะแนน - ประเมินจากการท างานตามมอบหมายได้ครบถ้วนและตรงตามเวลา ๑๐ คะแนน - สอบกลางภาค ๒๐ คะแนน - สอบปลายภาค ๔๐ คะแนน รวม ๑๐๐ คะแนน ๑๑.วิธีการประเมินผล วิธีการประเมินผลการเรียนโดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ ๙๐-๑๐๐ ระดับ A ๘๕-๘๙ ระดับ B+ ๘๐-๘๔ ระดับ B ๗๕-๗๙ ระดับ C+ ๗๐-๗๔ ระดับ C ๖๕-๖๙ ระดับ D+ ๖๐-๖๔ ระดับ D ต่ ากว่า ๖๐ ระดับ F


ณ รายละเอียดของรายวิชา (มคอ.๓) วิชา พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Health care) ๑. รหัสและชื่อรายวิชา ๑๐๑ ๔๓๗ พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข ๒. ชื่อภาษาอังกฤษ (Buddhism and Health care) ๓. จ านวนหน่วยกิต ๒ หน่วยกิต (๒-๐-๔) ๔. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ๕. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว ๖. ภาคการศึกษา / ชั้นปีที่เรียน : ๗. แนวสังเขปรายวิชา ศึกษาค าสอนในพระไตรปิฎกที่เกี่ยวกับเรื่องโรค ยา อาหาร การบริโภคปัจจัย ๔ การบริหาร ร่างกาย การพยาบาล การพักผ่อน และจริยธรรมของรักษาพยาบาล การวิเคราะห์ปัญหาและเสนอ แนวทางในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขในพระไตรปิฎกมาประยุกต์ใช้กับประชาชน ให้ มีแนวทางจัดการสุขภาพพลานามัยที่ดีด้วยกรณีศึกษาโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการ วิเคราะห์ ๘. จุดมุ่งหมายของรายวิชา - เพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจความหมายของศัพท์วิชาการทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับ สาธารณสุขในคัมภีร์พระไตรปิฎก - เพื่อให้ผู้ศึกษาได้แนวคิด เรื่องสาธารณสุขพื้นฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก - เพื่อให้ผู้ศึกษาได้แนวทางในการใช้สมุนไพรรักษาโรค และการรักษาร่างกายให้แข็งแรง ของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ๙. จุดประสงค์เชิงคุณธรรม พัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาให้มีความประพฤติอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม มีความ รับผิดชอบทั้งในส่วนตนและส่วนรวม มีความเป็นผู้น าทางด้านจิตใจ และปัญญา และมีศรัทธาอุทิศตน เพื่อพระพุทธศาสนา ๑๐. รายละเอียดของวิชา สัปดาห์ที่ หัวข้อ/รายละเอียด กิจกรรมการเรียนการสอน ๑ แนะน าการเรียนการสอน บรรยาย ยกตัวอย่าง ประกอบ ๒ บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาธารณสุข • วิวัฒนาการของการสาธารณสุขทั่วไป • หลักในการด าเนินงานสาธารณสุข • องค์ประกอบของงานสาธารณสุข บรรยาย ยกตัวอย่าง ประกอบ


ด • การสาธารณสุขในประเทศไทย • ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ • สรุปท้ายบท ๒ บทที่ ๒ การใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน • บริบทการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน • ความหมายของสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน • ยาสมุนไพรและวิธีการรักษาโรคในปัจจุบันที่ สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา • ยาสมุนไพรและวิธีการรักษาโรคในปัจจุบันที่ สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา • สรุปท้ายบท บรรยาย ยกตัวอย่าง ประกอบ ๓ บทที่ ๓ ก า รส า ธ า รณสุขต ามหลักก า รท า ง พระพุทธศาสนา • แน ว คิ ด ก า ร ดู แ ล สุ ขภ าพต ามห ลั กก า รท าง พระพุทธศาสนา • ก า รดูแลสุขภ าพต ามหลักธ ร รมที่ป ร ากฏใน พระไตรปิฎก • ห ลั ก ก า ร แ ล ะ วิ ธี ก า ร ท าง ส า ธ า ร ณ สุ ข ใ น พระพุทธศาสนา - สิกขาบทกับการดูแลสุขภาพ - เสขิยวัตรกับการดูแลสุขภาพ - วินัยบัญญัติเกี่ยวกับอาหาร • สรุปท้ายบท บรรยาย ยกตัวอย่าง ประกอบ ๔-๕ บทที่ ๔ การดูแลสุขภาพองค์รวมตามหลักการทาง พระพุทธศาสนา • พุทธวิธีดูแลสุขภาพแบบองค์รวม - พุทธวิธีดูแลรักษาและเสริมสร้างสุขภาพ อนามัย - พุทธวิธีบ าบัดรักษาโรค - พุทธวิธีบ าบัดรักษาโรคด้วยพระธรรม โอสถ • แนวคิดการผสมผสานตามแนวพระพุทธศาสนากับ หลักการดูแลสุขภาพการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม - หลักธรรมที่เกื้อกูลต่อการมีสุขภาพที่ สมบูรณ์ - เภสัชราชา บรรยาย ยกตัวอย่าง ประกอบ


ต • สรุปท้ายบท ๖-๗ บทที่ ๕ การบริโภคปัจจัย ๔ ของคนไทยกลุ่ม บริโภคนิยม • ความหมายของบริโภคนิยม • แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดระบบบริโภคนิยม - แนวคิดเกี่ยวกับวัตถุนิยม - แนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการบริโภค • ประเภทของการบริโภค • สาเหตุของการบริโภค • หลักการบริโภคแบบบริโภคนิยม - หลักการบริโภคอาหาร - หลักการบริโภคเครื่องนุ่งห่ม - หลักการบริโภคที่อยู่อาศัย - หลักการบริโภคยารักษาโรค • คุณค่าของการบริโภค • สรุปท้ายบท บรรยาย ยกตัวอย่าง ประกอบ ๘ สอบกลางภาค - ๙-๑๐ บทที่ ๖ กา รบริโภคปัจจัย ๔ ตามแนวทา ง พระพุทธศาสนา • ความหมายของค าว่า “การบริโภคปัจจัย ๔” • ความส าคัญของการบริโภคปัจจัย ๔ • วิ ธี ก า ร บ ริ โ ภ ค ปั จ จั ย ๔ ต า ม แ น ว ท า ง พระพุทธศาสนา • หลักธรรมที่สนับสนุนการพิจารณาและบริโภค ปัจจัย ๔ • คุณค่าของการพิจารณาและบริโภคปัจจัย ๔ • สรุปท้ายบท บ ร ร ย า ย ย ก ตั ว อ ย่ าง ประกอบ ๑๑-๑๒ บทที่ ๗ บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคปัจจัย ๔ ใน พระพุทธศาสนา • บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคจีวร -บทบัญญัติเกี่ยวกับจีวรในจีวรขันธกะ -บทบัญญัติที่เกี่ยวกับจีวรในนิสสัคคีย ปาจิตตีย์สิกขาบท -บทบัญญัติเกี่ย วกับจีว รในป าจิตตีย์ สิกขาบท บรรยาย ยกตัวอย่าง ประกอบ


ถ -บทบัญญัติเกี่ยวกับจีวรในเสขิยวัต ร สิกขาบท • บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคบิณฑบาต -บทบัญญัติเกี่ยวกับบิณฑบาตในภัตตัคค วัตตกถา -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคบิณฑบาต ในนิสสัคคียปาจิตตีย์สิกขาบท -บทบัญญัติเกี่ยวกับบิณฑบาตในปาจิตตีย์ สิกขาบท -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคบิณฑบาต ในเสขิยวัตรสิกขาบท • บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคเสนาสนะ -บทบัญญัติเกี่ยวกับเสนาสนะในเสนาสนะ ขันธกะ -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคเสนาสนะ ในเสนาสนวัตร -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคเสนาสนะ ในสังฆาทิเสสสิกขาบท -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคเสนาสนะ ในปาจิตตีย์สิกขาบท • บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคคิลานเภสัช -บทบัญญัติเกี่ยวกับคิลานเภสัชในเภสัชช ขันธกะ -บทบัญญัติเกี่ยวกับการบริโภคคิลานเภสัช ในนิสสัคคียปาจิตตีย์สิกขาบท • สรุปท้ายบท ๑๓-๑๔ บทที่ ๘ การบริโภคปัจจัย ๔ เพื่อสนับสนุนการ บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา • การบริโภคจีวรเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม -การพิจารณาจีวรในปัจจยสันนิสสิตศีล -การบริโภคจีวรในธุดงควัตร • การบริโภคบิณฑบาตเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม -การพิจารณาบิณฑบาตในปัจจยสันนิสสิต ศีล -การบริโภคบิณฑบาตในธุดงควัตร บรรยาย ยกตัวอย่าง ประกอบ


ท -ก า รบ ริโภคบิณฑบ าตต ามหลักโภช เนมัตตัญญุตา -อาหารที่เป็นสัปปายะส าหรับผู้ปฏิบัติ ธรรม -การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา -กรณีตัวอย่างการบริโภคบิณฑบาตเพื่อ สนับสนุนการบรรลุธรรม • การบริโภคเสนาสนะเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม -การพิจารณาเสนาสนะในปัจจยสันนิสสิต ศีล -การบริโภคเสนาสนะในธุดงควัตร -เสนาสนะสัปปายะส าหรับการปฎิบัติ ธรรม -กรณีตัวอย่างการบริโภคเสนาสนะเพื่อ สนับสนุนการบรรลุธรรม • การบริโภคคิลานเภสัชเพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม -การพิจารณาคิลานเภสัชในปัจจยสันนิ สสิตศีล -การบริโภคคิลานเภสัชและธรรมโอสถ เพื่อสนับสนุนการบรรลุธรรม -กรณีตัวอย่างการบริโภคคิลานเภสัชเพื่อ สนับสนุนการบรรลุธรรม • สรุปท้ายบท ๑๕ บทที่ ๙ สรุปพระพุทธศาสนากับสารธารณสุข บรรยาย ๑๖ สอบปลายภาค - ๑๑. เอกสารประกอบสารสอน นายแพทย์อุทัย สุดสุข ดร. สาธารณสุขในพระไตรปิฎก : บูรณาการสู่สุขภาพดี ชีวีมีสุข. นนทบุรี: เทพประทานการพิมพ์, ๒๕๕๒. ประเวศ วะสี ,ศ.น.พ. บันทึกเวชกรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: หมอชาวบ้าน, ๒๕๓๕. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การแพทย์ยุคใหม่ในพุทธทัศน์: กรุงเทพมหานคร : บริษัทธรรมสาร จ ากัด. ๒๕๕๒. พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนากรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.


ธ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. สุขภาพคนไทย ๒๕๕๒ : เพื่อสุขภาวะมวล มนุษย์หยุดความรุนแรง. กรุงเทพมหานคร : อมรินพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๑. สมชาย วงศ์พิริยะไพฑูรย์. กลยุทธ์สนับสนุนความสาเร็จของการสาธารณสุขมูลฐานชุมชนใน กลุ่มชาติ พันธุ์ไทย-ลาว. วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุรินทร์, ๒๕๕๑. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์และพงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข. ทิศทางการสาธารณสุขมูลฐาน ในทศวรรษที่สี่ของ ประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : วันดีคืนดี, ๒๕๕๒. ๑๒. หนังสืออ่านประกอบ ดูรายละเอียดในบรรณานุกรม ๑๓. สื่อการเรียนการสอน - แผนภูมิ แผ่นภาพ Powerpoint - แผ่นใส่ - สไลด์ วีดีทัศน์ สื่อมัลดิมีเดีย ๑๔. ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซด์ - Hptt://www.dmh.go.th.


บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาธารณสุข การสาธารณสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ตั้งแต่สมัยดึกด าบรรพ์ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนต้อง ประสบกับการเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น จึงต้องมีผู้ที่ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ที่ช่วยเหลือตนเอง ไม่ได้ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้แก่ เด็ก คนชรา ผู้ป่วย ซึ่งมักเป็นหน้าที่ของแม่บ้าน ที่นอกจากมีหน้าที่ดูแล สมาชิกในครอบครัวให้มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายเท่าที่เป็นได้ จะเห็นได้ว่า การสาธารณสุขเกิดขึ้น ในครอบครัวก่อน ต่อมาเมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แบ่งหน้าที่กัน และมีความเจริญทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ขอบเขตของงานการสาธารณสุขที่กว้างขวางออกไป จึงต้อง มีการศึกษา อบรมเพื่อให้งานการสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอาศัยหลักของ “ศาสตร์” ต่าง ๆ ในการให้การสาธารณสุขทั้งนี้โดยคาดหวังให้บุคคลมีสุขภาพดีที่สุดตามอัตภาพของตน ในบทนี้ ผู้เขียนได้วางขอบเขตใหญ่ๆ ซึ่งมีแนวคิดและกระบวนการสาธารณสุขดังนี้ วัตถุประสงค์การเรียนประจ าบท เมื่อศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. อธิบายวิวัฒนาการของการสาธารณสุขทั่วไปได้ ๒. อธิบายหลักในการด าเนินงานสาธารณสุขได้ ๓. อธิบายองค์ประกอบของงานสาธารณสุขได้ ๔. อธิบายการสาธารณสุขในประเทศไทยได้ ๕. อธิบายระบบบริการสาธารณสุขของประเทศได้ ขอบข่ายเนื้อหา • ความน า • วิวัฒนาการของการสาธารณสุขทั่วไป - ความหมายของการสาธารณสุข - ความส าคัญของการสาธารณสุข • หลักในการด าเนินงานสาธารณสุข • องค์ประกอบของงานสาธารณสุข • การสาธารณสุขในประเทศไทย - วิวัฒนาการสาธารณสุขไทย - วิวัฒนาการทางการแพทย์ของไทย • ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ - พระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ - พระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบกับกระทรวงมหาดไทย - พระราชบัญญัติและประกาศกระทรวงที่กระทรวงอื่นดูแล • สรุปท้ายบท


๒ ๑.๑ ความน า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาซึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทยมาช้านาน ได้สอนให้มนุษย์เข้าใจใน ธรรมชาติและสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครสามารถไปบังคับให้เกิดขึ้นได้ เป็นระบบโดยธรรมชาติ ร่างกาย ของมนุษย์เป็นของธรรมชาติเกิดมาตามสภาพกรรม ไม่มีใครห้ามความเกิด ความเสื่อม และความตาย ได้ พระพุทธศาสนาจึงมีค าสอนที่สามารถน ามาใช้ในการดูแลสุขภาพเพื่อยกคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ มีความสุขได้ แต่ผู้ปฏิบัติต้องรู้จักเลือกใช้ธรรมะให้ถูกกับความต้องการเหมือนกับยาต่างชนิดกัน แต่มี สรรพคุณในการรักษาโรคแตกต่างกันไป แม้ว่าโลกจะเจริญด้วยเทคโนโลยี มีเครื่องมือการแพทย์ ทันสมัย มีเภสัชดี มีแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาและดูแลสุขภาพทางกายแล้วก็ตาม แต่สาธารณสุขในพระพุทธศาสนาได้มีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบด้านสุขภาวะทั้ง ๔ มิติ คือ มิติทางกาย มิติทางจิต มิติทางสังคม และมิติทางจิตวิญญาณ (การรู้คิดด้วยปัญญา) ที่เชื่อมโยงกันอยู่ ทั้งหมด แต่ละข้อครอบคลุมและเชื่อมโยงกับสุขภาวะในอีก ๓ มิติ การมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้ง ๔ มิติ ไม่ได้เป็นองค์ประกอบที่มีความส าคัญเพียงแค่พื้นฐานที่น าไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่านั้น แต่มี ความส าคัญต่อทุกองค์ประกอบของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และการมีสุขภาพดีจึงไม่ใช่เรื่องการไม่มีโรค เท่านั้น แต่หมายถึงการอยู่อย่างมีความสุขในทุกอิริยาบถการด ารงชีวิตประจ าวัน การจัดการปัญหาที่ ท้าทายต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอนาคต จึงไม่ควรละเลยความส าคัญของปัจจัยแห่ง ความส าเร็จที่ส่งผลต่อความส าเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในช่วงที่ผ่านมาและใน อนาคต สุขภาพจึงเป็นสิ่งส าคัญที่เป็นรากฐานของการด ารงชีวิตมนุษย์ตลอดอายุขัย สุขภาพดี จึงเป็น ภาวะที่มนุษย์ทุกคนต้องการ เพื่อน ามาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีและช่วยผลักดันให้คนเราสามารถใช้ชีวิตได้ อย่างมีคุณค่าทั้งต่อตนเอง ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติ เพราะในการด าเนินงาน ใด ๆ ก็ตาม ถ้าด าเนินการโดยบุคคลที่มีคุณภาพ และมีศักยภาพสูง จะส่งผลให้การด าเนินงานนั้นมี ประสิทธิภาพสูงด้วย การพัฒนาคนให้มีคุณภาพนั้น จะต้องมีการพัฒนาให้บุคคลนั้นมีสุขภาพที่ดีก่อน ถ้าประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ จะช่วยให้สามารถด าเนินงานและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ตรงกันข้ามถ้าหากประชาชนมีร่างกายไม่แข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือขาดสุขนิสัยที่ดีก็ ย่อมเป็นอุปสรรคที่ส าคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ ความหมายของค าว่า สุขภาพ คือ สุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย ทางจิตใจ และทางสังคมไม่ใช่ เพียงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บหรือความพิการเท่านั้น นอกจากนี้ ยังให้หลักในการด าเนินงาน สาธารณสุข โดยใช้กระบวนการดูแลสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพตนเอง เป็นวิธีในการพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเป็นฐานชีวิต และพัฒนาชีวิตให้ดีงามยิ่งขึ้น พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า สิ่งจ าเป็นพื้นฐานของมนุษย์ คือ ปัจจัย ๔ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางแห่งการศึกษาและการค้นคว้าเรื่อง ภาวะสุขภาพอนามัยอย่าง และน ามาใช้ในการประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาและจัดองค์ความรู้ทาง พระพุทธศาสนาได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพต่อไป ๑.๒ วิวัฒนาการของการสาธารณสุขทั่วไป พระพุทธศาสนา ถือว่า ความเจ็บป่วยเป็นปัญหาส าคัญของมนุษย์ เช่นเดียวกับปัญหาเรื่อง ความเกิด ความแก่ความเจ็บ และความตาย เพราะความป่วยนั้นเป็นกระบวนการทางธรรมชาติอย่าง


๓ หนึ่งของทุกชีวิต ด าเนินไปตามกฎธรรมชาติ ซึ่งไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ ในทางพระพุทธศาสนา การ ดูแลสุขภาพสามารถดูแลรักษาทั้งทางกายและใจไปพร้อม ๆ กัน มีการดูแลสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยง ประสานกัน มุ่งชีวิตปลอดจากโรค บ าบัดโรค และเชื้อโรค เพื่อเป็นฐานชีวิต และพัฒนาชีวิตให้ดีงาม ยิ่งขึ้น พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า สิ่งจ าเป็นพื้นฐานของมนุษย์ คือ ปัจจัย ๔ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ทรงบัญญัติให้พระสงฆ์เป็นอยู่ด้วยการบิณฑบาต การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล การอยู่โคนไม้ถือประโยชน์และความพอดีเป็นประมาณ ทรงสอนให้รักษาสุขภาพเพื่อเป็นที่ตั้งแห่ง ความเลื่อมใส ทั้งสุขภาพส่วนตัวส่วนรวม และต่อสิ่งแวดล้อม การน าเสนองานพระพุทธศาสนากับ สาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางแห่งการศึกษาและการค้นคว้าเรื่องภาวะสุขภาพ อนามัย และน ามาใช้ในการประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาและจัดองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาได้ อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพต่อไป มนุษย์รู้จักการดูแลซึ่งกันและกันภายในครอบครัว ตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้น การสาธารณสุข หรือระบบการดูแลผู้ป่วยจึงเกิดมาคู่กับมนุษยชาติ สตรีหรือผู้เป็นแม่จะให้การดูแลพยาบาลบุตร ผู้เจ็บป่วยหรือผู้บาดเจ็บ เป็นการให้ที่เต็มไปด้วยความรัก ความผูกพัน เมื่อสังคมขยายขึ้น มีการ เจ็บป่วยด้วยโรคระบาด หรือการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอ านาจ หรือขยายอาณาเขต ท าให้เกิดการบาดเจ็บ มากมาย สตรีผู้เสียสละช่วยดูแลพยาบาลด้วยความรักและความเมตตา แม้จะยังไม่มีความรู้ด้านการ พยาบาลก็ตาม โดยใช้วิธีฝึกฝนจากผู้ที่มีความรู้หรือเคยปฏิบัติ เป็นการเรียนรู้แบบท าตาม (Do as do) ๑ ๑.๒.๑ ความหมายของค าว่า “สาธารณสุข” พระยาบริรักษ์เวชชการ ได้ให้ความหมายเรื่องการสาธารณสุข เมื่อปีพ.ศ.๒๔๗๗ ว่า "สาธารณสุขเป็นค าที่มีความหมายกว้างมาก อาจหมายความได้ทั้งสุขกายและสุขใจ แต่ในที่นี้เราควร จะหมายความไว้เพียงเป็นความสุขเกี่ยวกับร่างกายบุคคลหรือประชาชนส่วนใหญ่ เป็นความสุขของ หมู่ชนเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าอย่างอื่น หรืออาจรวมกล่าวอย่างกว้าง ๆ และโดยย่อได้ว่า “การ สาธารณสุข” คือ กิจกรรมประเภทหนึ่งซึ่งกระท าโดยอาศัยหลักวิชาการ เพื่อความประสงค์ที่จะ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและความทุพพลภาพกับบ ารุงพลเมืองให้เป็นคนที่มีร่างกายสมบูรณ์ปราศจากโรค และมีชีวิตยืนนาน ไม่ให้ตายเสียก่อนถึงเวลาอันควร และการที่จะด าเนินการเพื่อบรรลุผลตามความ ประสงค์ดังกล่าวนี้จึงต้องมีระเบียบการเพื่อจัดทาในสิ่งส าคัญ คือ จัดการสุขาภิบาลในบริเวณที่ ประชาชนอยู่ ป้องกัน และระงับโรคติดต่อ สั่งสอนประชาชนให้รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักสุข วิทยา ช่วยเหลือในการบ าบัดและป้องกันโรค และท าการอย่างอื่นในอันที่จะให้ประชาชนมีชีวิตอยู่ท า ประโยชน์แก่บ้านเมืองโดยปราศจากโรคภัยเบียดเบียน๒ ศาสตราจารย์ดร.วินส์โล (Winslow) แห่งมหาวิทยาลัยเยล (Yale) ได้ให้ความหมายไว้เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ ว่า “การสาธารณสุข หมายถึง ศาสตร์และศิลป์ของการป้องกันโรค การท าให้อายุยืนยาว และการส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจให้มีประสิทธิภาพ โดยอาศัยความพยายามของชุมชนที่จัดตั้ง ๑ สิริรัตน์ ฉัตรชัยสุชา และคณะ, ทักษะพื้นฐานทางการพยาบาล, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจากัด เอ็น พี เพรส, ๒๕๔๙), หน้า ๒. ๒ พ ระ ย าบ ริ รักษ์เ วชชก า ร แล ะคณะ, ก ารส า ธ ารณสุขแล ะส าธ า รณูปก ร, (พ ร ะนค ร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง, ๒๔๗๗), หน้า ๒๔๓๕-๒๕๑๑.


๔ ขึ้นเพื่อจัดการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม การควบคุมโรคติดต่อ การให้การศึกษารายบุคคลเกี่ยวกับเรื่อง อนามัยส่วนบุคคล การจัดบริการการแพทย์และพยาบาล เพื่อวินิจฉัยโรคในระยะแรกเริ่มและการ รักษาพยาบาลเพื่อป้องกันโรค รวมทั้งการพัฒนากลไกทางสังคม เพื่อเป็นหลักประกันให้ทุกคนมีความ เป็นอยู่ที่ได้มาตรฐานซึ่งเพียงพอต่อการบ ารุงรักษาสุขภาพ การจัดประโยชน์เหล่านี้ขึ้นก็เพื่อให้ พลเมืองทุกคนได้ตระหนักถึงสิทธิโดยก าเนิดทางด้านสุขภาพและการมีอายุยืนยาว” ๓ การสาธารณสุขพื้นฐาน หมายถึง การดูแลสุขภาพที่จ าเป็นซึ่งจัดให้อย่างทั่งถึงส าหรับทุกคน ทุกครอบครัวและในทุกชุมชน โดยการยอมรับและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของทุกคน ด้วยค่าใช้จ่าย ที่ไม่เกินก าลังของชุมชนและประเทศจะรับได้ นอกจากนั้น การสาธารณสุขพื้นฐานยังต้องก่อให้เกิด การผสมผสานระหว่างระบบบริการสาธารณสุขของประเทศกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็น ธรรม โดยมีระบบบริการสาธารณสุขเป็นแกนกลาง การสาธารณสุขพื้นฐาน เป็นกลวิธีทางสาธารณสุข ที่เพิ่มขึ้นจากระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งมีอยู่ในระดับต าบลและหมู่บ้าน ผสมผสานทางด้านการ รักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพที่ด าเนินการโดยประชาชน โดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ด้วยวิธีการหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยมีผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.) และ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นผู้ประสานงาน๔ ค าว่า “สาธารณสุข” หรือค าว่า สุขภาพ ในทัศนะของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ลักษณะทางจิตที่ประกอบไปด้วยความเสรี ความสงบ ความสะอาด และความสว่าง นั่นคือ วิชชา วิมุตติ วิสุทธิ และสันติ โดยสุขภาพที่มีความสมบูรณ์ต้องมีองค์ประกอบ ๔ อย่าง จึงจะท าให้มีสุขภาวะ หรือแม้แต่มีความสุขธรรมดาทั่วไปให้เป็นสุขแท้จริง ยังมีภาวะด้านอื่น ๆ ประกอบอยู่ด้วย จะต้อง ค านึงถึงหลักการเหล่านี้ คือ ๑. ความเสรี (วิมุตติ) ได้แก่ ความปลอดโปร่ง โล่งเบา หลุดพ้น ไม่ถูกปิดกั้นจ ากัดบีบคั้น ไม่ติดขัดคับข้อง ไม่ถูกผูกมัดกดทับไว้ แต่เคลื่อนไหวได้คล่องตามปรารถนา คือ ภาวะที่เป็นอิสระ ๒. ความสงบ (สันติ) ได้แก่ ภาวะที่ไม่มีความร้อนรนกระวนกระวายไม่กระสับกระส่ายไม่ เร่าร้อน ไม่ว้าวุ่น ไม่พลุ่งพล่าน ทั้งร่างกายและจิตใจไม่ถูกรบกวน ไม่มีอะไรมาระคายเคือง คือ สงบอยู่ ตัวของมัน ๓. ความสะอาด (วิสุทธิ) หรือ ความบริสุทธิ์ หมดจดสดใส ไม่มีความขุ่นมัวเศร้าหมอง ไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน แต่ไม่ใช่ความสะอาดด้านวัตถุหรือรูปธรรม แต่หมายถึงทางด้านจิตใจที่ไม่มี ความหมองมัว ไม่มีความขุ่นมัวเศร้าหมองแล้วอะไรอีก ก็คือ ความสว่าง กระจ่างแจ้ง แจ่มชัด ใสสว่าง หรือผ่องใส มองเห็นทั่วไปตลอด (วิชชา)๕ ๓ อุทัย สุดสุข, ปรัชญาชั้นสูงของการสาธารณสุขและการมีสุขภาพดี, เอกสารประกอบการบรรยาย หลักสูตรสาธารณสุขดุษฎีบัณฑิต, (พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๔๙), หน้า ๙. ๔ ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ทันกระแสสุขภาพ, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www. thaihealth.or.th/healthcontent/article/12576, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙. ๕ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ : ภาวะที่ปลอดทุกข์และเป็นสุขใน ระบบชีวิตแห่งธรรมชาติ และสังคมยุคไอที, (กรุงเทพมหานคร : สถาบันบันลือธรรม, ๒๕๔๙), หน้า ๕-๖.


๕ ค าว่า สุขภาพ เป็นค าที่แปลตรงจากภาษาอังกฤษคือ ค าว่า Health และค านี้มาจากค า ภาษาอังกฤษโบราณว่า hal หมายถึง ทั้งหมด (whole)๖ สุขภาพโดยนัยแล้วคือความเป็นองค์รวม คือ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหมดที่เป็นปกติสุข และสมบูรณ์ และนิยามของสุขภาพโดยความเป็นองค์รวมนี้เริ่ม ชัดเจนขึ้น แต่เมื่อมองสู่สุขภาพในความหมายที่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปจะหมายความถึง “สภาพ ร่างกายที่อยู่ในระดับที่ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ๗ หรือเป็นสภาพของการมีชีวิตที่ดี” ๘ หรือภาวะที่ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือในความหมายที่กว้างกว่านั้น คือ สภาพทางร่างกายหรือจิตใจของคน และสภาพของการมีสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ๙ นั้นคือ สุขภาพตามที่บุคคลทั่วไปเข้าใจ ร่วมกัน คือ การมีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคหรือที่เข้าใจกันในมิติที่กว้างกว่านั้น คือ การมีทั้ง ร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ปราศจากโรค ซึ่งนับได้ว่ายังไม่สมบูรณ์วิวัฒนาการด้านความหมายและ ขอบเขตของสุขภาพในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.๒๕๕๐ ได้นิยามค าว่า “สุขภาพ” หมายถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์ รวมอย่างสมดุล โดยความหมายสุขภาพหรือสุขภาวะ จะต้องครอบคลุมทั้ง ๔ มิติจึงจะเรียกว่ามี สุขภาพสมบูรณ์ดังนี้ ๖ Churchill’s illustrated medical dictionary, Churchill’s Medical’s dictionary, (New York, Edinburgh, London, Melbourne, Tokyo : Churchill Livingstone Inc, 1989), p. 831. ๗ Cambridge University, Cambridge Advanced Learner’s Dictionary, (Cambridge : Cambridge University Press, 2003), p. 508. ๘ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : นาน มีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๒๐๑. ๙ Hornby, AS, Oxford Advanced Learner’s Dictionary of Current English, (GreatBritain : Oxford University Press, 2001), p. 551.


๖ ๑. มิติทางกาย ได้แก่ การไม่มีโรคหรือปัญหาสุขภาพทางร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรค ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไข้เลือดออก เป็นต้น ๒. มิติทางจิต ได้แก่การไม่เป็นโรคทางจิต คือ ไม่เป็นโรคจิต นั่นเอง ๓. มิติทางปัญญา ได้แก่ ไม่มีความผิดปกติทางปัญญา ซึ่งในพระราชบัญญัติสุขภาพ แห่งชาติได้ให้ค านิยามว่า “ปัญญา” หมายถึง ความรู้ทั่วรู้เท่าทัน และเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่ง ความดีความชั่ว ความมีประโยชน์และมีโทษ ซึ่งน าไปสู่ความมีจิตอันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดังนั้น บุคคลที่มีความเพียบพร้อมด้วยปัญญาย่อมมีความรู้เท่าทันมีเหตุผล มีความคิดความเห็นและประพฤติ ปฏิบัติตนถูกต้องในการสร้างสรรค์สุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค บ าบัดรักษา และพื้นฟูสมรรถภาพ น าไปสู่การมีสุขภาพที่สมบูรณ์ ๔. มิติทางสังคม ได้แก่ การที่บุคคลอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่เป็นภาระหรือภัยต่อ สังคม ท าคุณประโยชน์ให้สังคมและเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคม ความส าคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ สุขภาวะทั้ง ๔ มิตินี้จะต้องมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน อย่างสมดุลเป็นองค์รวมคือ เป็นหนึ่งเดียว ในแต่ละบุคคล โดยไม่มีการแยกส่วนหรือดูแลสุขภาพคนทั้งคน มิใช่ดูแลเฉพาะโรคหรือปัญหาที่ ปรากฏแต่ละมิติแต่ละครั้งแต่ละคราวเท่านั้น๑๐ ส่วนพัฒนาการพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.๒๕๕๐ จึงน าไปสู่การเปลี่ยนแปลงการ พัฒนาเข้าสู่สุขภาพแบบองค์รวมในสังคมไทย ดังนี้ ๑. การตราพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๔ เก็บ ภาษีเหล้าและบุหรี่ร้อยละ ๒ ซึ่งเกิดรายได้ปีละประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อน าไปส่งเสริมให้คน ไทยทุกคน หน่วยงานทุกหน่วยงาน องค์กรทุกองค์กรลงมือท ากิจกรรมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ภาคปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงจังและกว้างขวาง๑๑ ๒. การตราพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ต้นก าเนิดโครงการ ๓๐ บาทรักษา ทุกโรค) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ เพื่อปฏิรูประบบการบริการแพทย์และสาธารณสุขใหม่ทั้งหมด มีการ จัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้ในด้านการแพทย์และการสาธารณสุขในรูปลักษณ์ใหม่ให้คนไทย ทุกคนมีสิทธิเข้ารับบริการทางการแพทย์ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างเป็นธรรมและทั่วถึงสถานีอนามัย๑๒ ๓. การจัดท าและผลักดันพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ที่เริ่มเป็นทางการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๓ มีคนไทยร่วมร่างเป็นจ านวนมาก และร่วมลงชื่อสนับสนุนการจัดท ากว่า ๔,๗๐๐,๐๐๐ แสนคน จนได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐๑๓ ๑๐ อุทัย สุดสุข, น.พ., สาธารณสุขในพระไตรปิฎก : บูรณาการสู่สุขภาพดี ชีวีมีสุข, (กรุงเทพมหานคร : เทพประทานการพิมพ์, ๒๕๕๒), หน้า ๒๗. ๑๑ พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๐๒ก วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๕. ๑๒ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๑๖ก วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕. ๑๓ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.๒๕๕๐ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑๖ก วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ และแก้ไขค าผิดในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑๗ก วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐.


๗ จะเห็นได้ว่า ความส าคัญของสาธารณสุขในพระพุทธศาสนา ได้เน้นที่การไม่มีโรคทางใจ การมีจิตใจสงบสุขไม่กระสับกระส่าย หรือภาวะปลอดจากนิวรณ์อันเป็นภาวะบั่นทอนก าลังปัญญามี สุขภาพสมบูรณ์ สังคมก็จะมีความสุข ส่งผลให้การศึกษาดี มีสติปัญญา รอบรู้ เฉลียวฉลาด ประกอบ สัมมาอาชีพได้ ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคงและ ยั่งยืนตลอดไป ๑.๒.๒ ความส าคัญของการสาธารณสุข นโยบายพัฒนาชนบทและเขตเมืองเป็นนโยบายที่ส าคัญของรัฐบาล ในอันที่จะท าให้ ประชาชนที่มีฐานะยากจน ด้อยการศึกษา และมีสถานภาพทางสุขภาพต่ า ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่วน ที่ดีอยู่แล้วก็ให้รักษาระดับไว้ได้หรือดียิ่งขึ้นไป ทั้งนี้เพราะรัฐบาลเล็งเห็นว่าสุขภาพอนามัยของ ประชาชนเป็นสิ่งส าคัญที่จะเอื้อต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้เร่งระดมทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างจ ากัดมาด าเนินการในการให้บริการสาธารณสุขให้แก่ประชาชน แต่บริการสาธารณสุขเหล่านั้น ยังไม่สามารถครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ได้ ทั้งนี้เพราะงบส่วนใหญ่น าไปใช้ในการจัดสร้างสถาน บริการสาธารณสุขต่าง ๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์และสิ่งอ านวยความสะดวกในการจัดบริการ สาธารณสุข นอกจากมีงบประมาณจ ากัดแล้ว การกระจายบุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุข ยังอยู่ในสภาพที่ไม่สมดุลกันอีกด้วย โดยยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงหรือตามเมืองใหญ่ และ ประชาชนยังขาดความรู้ในเรื่องสุขภาพอนามัยและประโยชน์ของสถานบริการสาธารณสุขของรัฐที่มี อยู่ ด้วยเหตุนี้บริการสาธารณสุขที่รัฐจัดให้จึงเป็นบริการที่ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ทัน ถ้าหากไม่ หากลวิธีในการแก้ปัญหาเสียใหม่ ซึ่งกลวิธีนั้นก็คือ กลวิธีในการพัฒนาประชาชนให้เกิดความรู้ ความสามารถที่จะช่วยเหลือ หรือด าเนินการสาธารณสุขที่จ าเป็นขั้นมูลฐานหรือขั้นพื้นฐานได้ด้วยตัว ของเขาเอง โดยวิธีการอย่างนี้ก็จะมีงานสาธารณสุขที่ประชาชนท าได้และประชาชนท าไม่ได้ รัฐบาลจะ ท าในสิ่งที่ประชาชนท าไม่ได้ และจะต้องพัฒนาให้ประชาชนเกิดความสามารถท าในสิ่งที่เขาสามารถ โดยอาศัยวิทยาการและวิทยากรต่าง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้พอจะมองเห็นได้ว่าทรัพยากรไม่จ าเป็นต้อง เพิ่มขึ้นมากมาย แต่บริการสาธารณสุขที่จ าเป็นขั้นมูลฐานหรือขั้นพื้นฐานสามารถเข้าถึงประชาชนได้ อย่างทั่วถึงทุกคน ดังนั้น การที่จะขยายบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุมประชากรในชนบทให้ได้มากยิ่งขึ้นนั้น จ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องน าเอาประชาชนมามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของชุมชน และใช้ ทรัพยากรในท้องถิ่นที่มีอยู่ด้วยวิธีหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ทั้งนี้โดยประสานความคิดและความ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างใกล้ชิด ในรูปแบบของอาสาสมัครสาธารณสุข โดยภาครัฐให้การ สนับสนุนเรื่องต่าง ๆ ตลอดจนให้ความรู้ด้านสาธารณสุขที่จ าเป็นแก่อาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งได้รับ การคัดเลือกจากประชาชนในชุมชนของตนเอง แนวความคิดในลักษณะนี้เรียกว่า "การสาธารณสุข มูลฐาน" ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของในงานสาธารณสุขที่จ าเป็นเบื้องต้นหรือพื้นฐาน คือ งานด้านการดูแลรักษาโรคหรือการเจ็บป่วยที่จ าเป็น การรู้จักระวังและป้องกันโรคติดต่อที่ ส าคัญ ๆ และพบบ่อยในหมู่บ้าน การมีความรู้ทางด้านสาธารณสุข เช่น สุขาภิบาล อาหาร อนามัยแม่ และเด็ก การวางแผนครอบครัว การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย เป็นต้น โดยความรู้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่รู้อยู่ เฉพาะคนหนึ่งคนใด แต่จะต้องมีการแพร่กระจายความรู้ดังกล่าวรวมถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลไปสู่เพื่อน


๘ บ้านและชุมชนด้วย ภารกิจเหล่านี้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลโดยระบบบริการของรัฐมีความปรารถนาเป็นอย่าง ยิ่งที่จะให้บังเกิดขึ้นแก่ประชาชนทุกคน๑๔ ๑.๓ หลักในการด าเนินงานสาธารณสุข หลักการที่ส าคัญของการสาธารณสุขพื้นฐานมี ๔ ประการ คือ ๑. ก า ร มี ส่ ว น ร่ ว ม ข อง ชุ ม ช น (People Participation = P.P ห รื อ Community Participation, Community Involvement = C.I) ซึ่งส าคัญตั้งแต่การเตรียมเจ้าหน้าที่ เตรียมชุมชน การฝึกอบรม การติดตามด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้ประชาชนในหมู่บ้านได้รู้สึกเป็นเจ้าของและเข้า มาร่วมช่วยเหลืองานด้านสาธารณสุข ทั้งด้านก าลังคน ก าลังเงิน และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มิได้หมายถึง ชุมชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการพัฒนา หากแต่หมายถึงประชาชนในชุมชนนั้นเป็นผู้ ตระหนักถึงปัญหาของชุมชนของตนเป็นอย่างดี จึงเป็นผู้ก าหนดปัญหาสาธารณสุขของชุมชนนั้นเอง เป็นผู้วิเคราะห์ปัญหา ตลอดจนแนวทางแก้ไขปัญหาของชุมชน ทั้งนี้ โดยชุมชนมีความสามารถในการ แยกแยะได้ว่าวิธีการแก้ปัญหาใดประชาชนในชุมชนสามารถแก้ไขได้ วิธีการใดอยู่นอกเหนือ ความสามารถของชุมชน ก็ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคคลหรือองค์กรภายนอกเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนมีได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างของรูปแบบการด าเนินงานที่ผ่านมา ได้แก่ (๑) การส ารวจและใช้ผลการส ารวจความจ าเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) (๒) การจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข (๓) การจัดตั้งศูนย์สาธารณสุขพื้นฐานชุมชน (ศสมช.) (๔) การคัดเลือกและฝึกอบรม อสม. กสค. เป็นต้น ๒. การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology = AT) เทคนิคและวิธีการที่ ใช้ในงานสาธารณสุขพื้นฐาน ควรเป็นเทคนิควิธีการที่ง่ายไม่ซับซ้อน ยุ่งยาก เหมาะสมกับแต่ละสภาพ ท้องถิ่นและประชาชนสามารถปฏิบัติได้ เทคนิควิธีการซึ่งหมายรวมตั้งแต่วิธีการค้นหาปัญหา ขบวนการในการแก้ไขปัญหา จนกระทั่งถึงเทคนิคในการแก้ไขปัญหาโดยชุมชนเอง เช่น การท าระบบ ประปาด้วยปล้องไม้ไผ่ การใช้สมุนไพรในชุมชน การใช้ระบบการนวดไทยเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย เป็นต้น เทคนิคเหล่านี้อาจเป็นภูมิความรู้ดั้งเดิมในชุมชน ที่ชุมชนมีการถ่ายทอดในการแก้ไขปัญหา สาธารณสุขของตนเองมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เช่น การใช้ยาหรือแพทย์แผนไทยในการรักษาพยาบาล โรคบางอย่าง หรือการนวดไทย หรือเป็นภูมิความรู้ใหม่ที่ชุมชนได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่าเหมาะสมกับชุมชน ในการแก้ปัญหา เช่น การใช้อาหารเสริมในการแก้ไขปัญหาโภชนาการ การจัดท าโอ่งน้ าเพื่อเก็บน้ า สะอาด เป็นต้น หากการเรียนรู้ไปยังอีกชุมชนหนึ่งในลักษณะที่ประชาชนถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน ด้วยกันเอง อาจจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือโดยการสนับสนุนช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดย วิธีการที่เรียกว่า การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างหมู่บ้าน หรือ TVDV (Technology cooperation ๑๔ ไม้ เมืองเหนือ, ศาสตร์พยาบาลและสาธารณสุข, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www. methawitpublichealth.blogspot.com/2014/06/blog-post_1425.html, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙.


๙ among developing villages) จะท าให้ขบวนการเรียนรู้เหล่านี้เป็นไปโดยกว้างขวาง รวดเร็ว ซึ่งจะ เป็นประโยชน์กับประชาชนในการแก้ไขปัญหาของเขาเองที่ประชาชนสามารถปฏิบัติได้ ๓. มีการปรับระบบบริการพื้นฐานของรัฐเพื่อรองรับการสาธารณสุขพื้นฐาน (Reoriented Basic Health Service = BHS) หรือ Health Infrastructure ระบบบริการของรัฐ และระบบบริหาร จัดการที่มีอยู่แล้วของรัฐ จะต้องปรับให้เชื่อมต่อและรองรับงานสาธารณสุขพื้นฐานด้วย ทั้งนี้โดยมี ความมุ่งหมาย ดังนี้ คือ (๑) ต้องการให้เกิดการกระจายการครอบคลุมบริการให้ทั่วไป (Coverage) (๒) การกระจายทรัพยากรลงสู่มวลชน (Resource Mobilization) (๓) การจัดระบบส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ (Referal System) ในช่วงเวลาที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข มีความพยายามที่จะปรับระบบบริการ สาธารณสุขของรัฐให้เอื้อต่องานสาธารณสุขพื้นฐาน ดังจะพิจารณาได้จากโครงการต่าง ๆ ที่ส าคัญ คือ - โครงการบัตรสุขภาพ - โครงการพัฒนาระบบบริการของสถานบริการและหน่วยงานสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค (พบส.) - คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอ าเภอ (คปสอ.) เป้าหมายของการปรับเปลี่ยนระบบบริการสาธารณสุข ก็เพื่อที่จะท าให้ประชาชนสามารถที่ จะเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง การ ปรับเปลี่ยนระบบบริการจะต้องมีการด าเนินงานในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับสถานีอนามัยซึ่งอยู่ใกล้ ชุมชน โรงพยาบาลชุมชนในระดับอ าเภอ โรงพยาบาลทั่วไป/โรงพยาบาลศูนย์ในระดับจังหวัด รวมทั้ง สถานบริการเฉพาะทางต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และได้รับการส่งต่อ เพื่อดูแลอย่างต่อเนื่องเมื่อมีความจ าเป็น ๔. การผสมผสานกับงานของกระทรวงอื่น ๆ (Intersectoral Collaboration = IC) งาน สาธารณสุขพื้นฐานจะส าเร็จผลได้ต้องผสมผสานท างานไปด้วยกันได้ ทั้งภายในกระทรวงและต่าง กระทรวง แนวคิดที่ส าคัญของการด าเนินงานในด้านนี้ คือ การประสานเพื่อให้หน่วยงานอื่นท างานใน ความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น ๆ ในลักษณะที่ส่งเสริมหรือสอดคล้องกับการพัฒนาด้านสุขภาพ ไม่ใช่ขอให้บุคลากรของหน่วยงานอื่นมาร่วมกันปฏิบัติงานภาคสาธารณสุข ปัจจัยส าคัญที่จะช่วยให้ การประสานงานระหว่างสาขาเป็นไปอย่างได้ผล คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ว่า การด าเนินงาน เรื่องอะไร ของหน่วยงานใดจะมีส่วนในการส่งเสริมการมีสุขภาพดี เช่น การศึกษา การเกษตร การ ปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมบทบาทขององค์กรชุมชน ฯลฯ การประสานความร่วมมือต้องด าเนินการในหลายระดับ แต่ที่ส าคัญนั้นหากสามารถสร้างให้ เกิดความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาในชุมชนเป็นหลัก โดยให้ชุมชนเป็นผู้ก าหนดหรือตัดสินใจ ก็จะช่วยให้ ความร่วมมือนั้นชัดเจนและมีประสิทธิภาพ รูปแบบส าคัญที่มีการศึกษาวิเคราะห์และมีประสิทธิภาพ ในการส่งเสริมการประสานงานระหว่างสาขา คือ การใช้ จปฐ. เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของประชาชน ซึ่งในแง่ของการส่งเสริมการประสานงานระหว่างสาขานั้นถูกเน้นหนัก คือ การ ประสานงานเพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ยอมรับและร่วมกันใช้เป้าหมาย จปฐ. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ หน่วยงานของตนเองเป็นเป้าหมายในการท างานกับประชาชนในพื้นที่ หรือหากจะมีการปรับเปลี่ยน


๑๐ เป้าหมายและตัวชี้วัด จปฐ. ก็ต้องปรับเปลี่ยนโดยมุ่งวิเคราะห์ให้เห็นประโยชน์ต่อการสร้างคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน๑๕ ๑.๔ องค์ประกอบของงานสาธารณสุข ประกอบด้วย การบริการแบบผสมผสาน ๔ ด้าน คือ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การ รักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ ซึ่งงานทั้ง ๔ ด้านนี้ สามารถแยกออกเป็นงานที่ประชาชน จะมีส่วนร่วมในการด าเนินงานได้ดังต่อไปนี้ คือ ๑. การให้การศึกษาวิธีป้องกัน และการควบคุมปัญหาสุขภาพอนามัยที่มีอยู่ โดยการให้สุขศึกษาในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องที่หมู่บ้านได้เลือกจะด าเนินงานตามแผน สาธารณสุขหมู่บ้าน หรือเรื่องที่เป็นปัญหาของท้องถิ่น และด าเนินงานตามกิจกรรมที่ก าหนด เผยแพร่ ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน หรือใน ชุมชน ๒. การสนับสนุนการจัดหาอาหาร และโภชนาการ มุ่งเน้นที่กลุ่มเด็กอายุต่ ากว่า ๕ ปี และหญิงมีครรภ์ โดย ผสส. และ อสม. ท าหน้าที่กระตุ้น เตือนให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาโภชนา-การที่เกิดขึ้น เช่น โรคขาดสารอาหารในเด็กอายุ ต่ ากว่า ๕ ปี หรือเด็กแรกเกิดมีน้ าหนักตัวน้อย เป็นต้น โดยร่วมมือกับชุมชนในการเฝ้าระวัง ทางโภชนาการ ของเด็กอายุต่ ากว่า ๕ ปี ให้ความรู้โภชนาศึกษาแก่มารดา และประชาชน ตลอดจน ส่งเสริมการผลิต อาหารที่มีคุณค่าในหมู่บ้าน ๓. การจัดหาน้ าสะอาดให้พอเพียง และการสุขาภิบาลขั้นพื้นฐาน สนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการพัฒนาการสุขาภิบาลได้ด้วยตนเอง โดย ผสส. และ อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความส าคัญ ของการจัดหาน้ าสะอาดไว้ดื่ม การสร้างส้วม การก าจัด ขยะมูลฝอย การจัดบ้านเรือนให้สะอาด และรวบรวมข้อมูลในหมู่บ้าน พร้อมทั้งก าหนดเป้าหมายที่จะ ด าเนินการ เพื่อพัฒนาการสุขาภิบาลในหมู่บ้าน ๔. การดูแลอนามัยแม่และเด็ก และการวางแผนครอบครัว ผสส. และ อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความส าคัญ ความจ าเป็นของการดูแลก่อน คลอด (การฝากครรภ์) การคลอด และการดูแลหลังคลอด พร้อมทั้งนัดหมายเจ้าหน้าที่ ในการออกไป ตรวจครรภ์ก่อนคลอด นัดหมายมารดา มารับบริการ และความรู้ในการปฏิบัติตัวที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก ๕. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพื่อต่อต้านโรคติดต่อที่ส าคัญ เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคติดต่อ ที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน แก่ ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุต่ ากว่า ๕ ปี อย่างทั่วถึงนั้น ผสส. และ อสม. ซึ่งเป็นแกนกลาง ๑๕ ไม้ เมืองเหนือ, ศาสตร์พยาบาลและสาธารณสุข, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www. methawitpublichealth.blogspot.com/2014/06/blog-post_1425.html, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙.


๑๑ จะชี้แจงให้ประชาชน ทราบถึงความส าคัญของการได้รับวัคซีน และนัดหมายเจ้าหน้าที่ ออกไป ให้บริการแก่ประชาชนตามจุดนัดพบต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นที่บ้าน หรือที่ประชุมหมู่บ้านก็ได้ ๖. การป้องกัน และควบคุมโรคระบาดในท้องถิ่น ผสส. และ อสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า ในหมู่บ้านมีโรคอะไรบ้างที่เป็นปัญหา เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคพยาธิ โรคไข้เลือดออก ซึ่งจ าเป็นต้องได้รับการป้องกัน และรักษา รวมทั้งการ ร่วมมือกันในการด าเนินการควบคุม และป้องกัน มิให้เกิดโรคระบาดขึ้นได้ ๗. การรักษาพยาบาลที่เหมาะสมส าหรับโรค และการบาดเจ็บที่พบบ่อย อสม.ให้การรักษาพยาบาลที่จ าเป็นเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึง ความสามารถของ อสม. ในการรักษาพยาบาล ชี้แจงให้ทราบถึงสถานบริการของรัฐ ผสส.และ อสม. ร่วมกับประชาชนในหมู่บ้านช่วยกันจัดหาเวชภัณฑ์ส าหรับหมู่บ้าน และส่งต่อผู้ป่วย ถ้าเกิน ความสามารถของ อสม. ๘. การจัดหายาที่จ าเป็นไว้ใช้ในหมู่บ้าน โดยด าเนินการจัดตั้งกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจ าหมู่บ้าน และด าเนินการให้ประชาชน สามารถซื้อยาได้จาก อสม. หรือจากกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจ าหมู่บ้าน ได้สะดวกรวดเร็ว และใน ราคาถูก ๙. การทันตกรรมสาธารณสุข ผสส. และ อสม. ชี้แจง และให้ความรู้ แก่ประชาชนเรื่องการดูแลฟัน โดยเฉพาะในเด็ก จะต้องมีการรักษาสุขภาพของช่องปากและฟัน ผสส. และ อสม. นัดหมายให้ประชาชนรับบริการ เมื่อ มีหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่เข้ามาในชุมชน ๑๐. การสุขภาพจิต ผสส.และอสม. ชี้แจงให้ประชาชนทราบ ถึงการส่งเสริมสุขภาพจิต การค้นหาผู้ป่วยในระดับ ชุมชน เพื่อจะได้รับการแนะน าที่ถูกต้อง งานนี้จะได้ผล ต่อเมื่อผสมผสานกับงานบริการอื่น รวมทั้ง การร่วมมือของชุมชน๑๖ แต่อย่างไรก็ดี องค์ประกอบต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วเบื้องต้นนั้น ครอบคลุมปัญหาของ ชุมชนในชนบท ซึ่งปัญหาดังกล่าวคงจะมีอยู่อีกนาน จนกว่าประชาชนทั้งหมดจะรับรู้ เข้าใจ และให้ ความร่วมมือ ปฏิบัติตามหลักการของบริการสาธารณสุขมูลฐานเท่านั้น ๑.๕ การสาธารณสุขในประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย มีส่วนแบ่ง ของทรัพยากรกว่าร้อยละ ๖๐ ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ในชนบททั่วประเทศ จึงเป็นผู้จัดบริการสาธารณสุข ๑๖ สารานุกรมไทยส าหรับเยาวชนฯ, องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐาน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=12&chap=1&page=t12-1-infodetail05. html, [๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙.


๑๒ หลักของประเทศไทย รวมทั้งมีบทบาทในการก าหนดนโยบายสาธารณสุข จึงเป็นส่วนส าคัญของการ ท าความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการสาธารณสุขของไทย๑๗ จากประวัติกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรวบรวมไว้ โดยพระบ าราศนราดูร อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสืออนุสรณ์สาธารณสุข ครบ ๑๕ ปี ได้กล่าวถึงประวัติงาน สาธารณสุขจนถึงก่อตั้งเป็นกระทรวงสาธารณสุขไว้สรุปได้ดังนี้ ๑.๕.๑ วิวัฒนาการสาธารณสุขไทย ในอดีตตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รวมเป็นเวลา ๓๑๗ ปี คนไทยยังไม่รู้จักการสาธารณสุขแผนปัจจุบัน เมื่อเจ็บป่วยก็รักษาพยาบาลกันแบบพื้นบ้าน โดยใช้ยาแผนโบราณและความเชื่อถือดั้งเดิมโดยเฉพาะโชคลางและไสยศาสตร์ จนกระทั่งในสมัย รัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๗๑ กล่าวได้ว่า ในปีแรกที่การแพทย์แผนตะวันตกเข้ามามีบทบาทส าคัญต่อ การแพทย์และการสาธารณสุขของไทย นายแพทย์ แดน บีช บรัด เลย์ (Dan Beach Bradley) นัก เผยแผ่คริสต์ศาสนา ได้เป็นผู้เริ่มการป้องกันโรคติดต่อครั้งแรกในไทย คือ การปลูกฝีเพื่อกันไข้ทรพิษ และมีแพทย์ต่างชาติอีกหลายท่านที่เข้ามาให้บริการรักษาพยาบาลแบบแผนปัจจุบัน จึงท าให้ การแพทย์แผนปัจจุบันได้วิวัฒนาการเข้าไปแทนที่การแพทย์แผนโบราณทีละน้อย จนคนไทยเกิด ศรัทธาต่อการแพทย์แผนปัจจุบัน เมื่อความนิยมต่อแพทย์แผนปัจจุบันมากขึ้น ก็เป็นช่วงที่ภาครัฐริเริ่ม การพัฒนาบริการสาธารณสุข โดยในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ด าเนินการจัดตั้งศิริราช พยาบาล เพื่อเป็นโรงพยาบาลในการดูแลรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย โดยจัดตั้งเป็นอนุสรณ์แด่พระองค์ เจ้าศิริราชกุธภัณฑ์ พระราชโอรส ซึ่งสิ้นพระชนม์จากโรคบิด ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์และต่อมา ใน พ.ศ.๒๔๓๑ ก็ได้ตั้งกรมพยาบาล อยู่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) อันนับว่าเป็น หน่วยงานระดับกรมที่ด าเนินการด้านสาธารณสุขเพื่อควบคุมกิจการศิริราชพยาบาลแล้ว ยังมีหน้าที่ อื่นอีก คือ การจัดการศึกษาวิชาแพทย์ และควบคุมโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่มีในสมัยนั้น รวมทั้งการปลูกฝี เป็นทานแก่ประชาชน พ.ศ. ๒๔๓๒ กรมพยาบาลที่สังกัดกระทรงธรรมการ ได้ด าเนินงานส าคัญเกิดขึ้น อีกหลายอย่าง ได้แก่ การตั้งโรงเรียนนางผดุงครรภ์ การตั้งสถานท าพันธุ์หนองฝีขึ้นใช้เอง การจัดให้มี แพทย์ประจ าเมืองขึ้นบางแห่ง การท ายาโอสถสภาจ าหน่ายแก่ประชาชนในราคาถูก การตั้งโอสถศาลา รัฐบาล และการตั้งกองแพทย์เพื่อออกไปป้องกันโรคระบาด ต่อมาก็ได้มีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนเป็น กระทรวงสาธารณสุขตามล าดับ ยุคที่ ๑ เริ่มต้นการแพทย์แผนปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๒๙ ตั้งศิริราชพยาบาลเพื่อเป็นโรงพยาบาลประจ าของรัฐในการรักษาพยาบาล ประชาชน พ.ศ. ๒๔๓๑ ตั้งกรมพยาบาล สังกัดกระทรวงธรรมการ ขึ้นเพื่อควบคุม ดูแลศิริราช พยาบาลและด าเนินการด้านสาธารณสุขโดยตั้งโรงพยาบาลผดุงครรภ์ สถานท าหนองฝี มีแพทย์ ประจ าเมืองและท ายาโอสถสภาจ าหน่ายในราคาถูก พ.ศ. ๒๔๔๘ ให้ยุบเลิกกรมพยาบาล โดยให้โรงพยาบาลที่สังกัดกรมพยาบาลไปสังกัดกระ ทรวงนครบาล ยกเว้นศิริราชพยาบาลให้ย้ายสังกัดไปขึ้นอยู่กับกรมศึกษาธิการ และให้กองท าพันธุ์ ๑๗ สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ, น.พ., การสาธารณสุขไทย พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๗, (กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์องค์การรับส่งสินและพัสดุภัณฑ์, ม.ป.ป.), หน้า ๓๕๑.


๑๓ หนองฝี กองโอสถศาลารัฐบาล กองแพทย์ป้องกันโรค และแพทย์ประจ าเมืองอยู่ในสังกัดกระทรวง ธรรมการดังเดิม พ.ศ. ๒๔๕๑ กระทรวงมหาดไทยได้ขอโอนกองท าพันธุ์หนองฝี กองโอสถศาลาจาก กระทรวงธรรมการไปสังกัดกรมพลาภังค์ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๔๕๕ ตั้งกรมพยาบาลขึ้นใหม่ สังกัดกระทรวงมหาดไทย และรวมงานที่เกี่ยวกับการ สาธารณสุขซึ่งอยู่ในสังกัดกรมพลาภังค์เข้าด้วยกัน แล้วแบ่งส่วนราชการเป็น ๖ แผนก คือ แผนก บัญชาการ แผนกการแพทย์ แผนกป้องกันโรคระบาด แผนกปัสตุระสภา แผนกสุขาภิบาล และแผนก โอสถศาลารัฐบาล พ.ศ.๒๔๕๙ เปลี่ยนชื่อกรมพยาบาลเป็นกรมประชาภิบาลสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีส่วน ราชการ ๔ กอง คือ กองบัญชาการเบ็ดเสร็จ กองสุขาภิบาล กองพยาบาล และกองเวชวัตถุ ยุคที่ ๒ จุดเริ่มต้น “การสาธารณสุขไทย” พ.ศ.๒๔๖๑ เปลี่ยนชื่อ กรมประชาภิบาล เป็น กรมสาธารณสุข สังกัดกระทรวงมหาดไทย นับเป็นครั้งแรกที่มีค าว่า “สาธารณสุข” เกิดขึ้น ต่อมาทางราชการจึงเอาวันที่ ๒๗ พฤศจิกายนของ ทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๔๖๘ ปรับปรุงองค์กรภายในกรมสาธารณสุข แบ่งส่วนราชการเป็น ๖ กอง คือ กองประชากร กองสุขศึกษา กองสาธารณสุข กองยาเสพติดให้โทษ กองโอสถศาลารัฐบาล และกอง สุขาภิบาล ในส่วนภูมิภาคมีผู้ตรวจการประจ าภาค สาธารณสุขมณฑล สาธารณสุขจังหวัด แพทย์ หลวงประจ าท้องที่ แพทย์ส ารอง ผู้ตรวจการสุขาภิบาล ผู้ตรวจการปลูกไข้ทรพิษ แพทย์สุขาภิบาล และแพทย์ประจ าต าบล ซึ่งบริการสาธารณสุขมุ่งเน้นการป้องกันโรค และส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก ยุคที่ ๓ ยุคก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๔๘๕ สถาปนากระทรวงสาธารณสุข ขึ้นตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๘๕) มี ๗ กรม คือ ส านักงานเลขานุการรัฐมนตรี ส านักงาน ปลัดกระทรวง กรมการแพทย์ กรมประชาสงเคราะห์ กรมมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมสาธารณสุข พ.ศ. ๒๔๙๕ ปรับปรุงส่วนราชการกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ ๒ แยกกรมการแพทย์และ กรมอนามัยออกจากกัน และให้ท าหน้าที่เป็นกรมสนับสนุนวิชาการ โดยขยายงานของส านักงาน ปลัดกระทรวงให้เป็นกรมหลักในการปฏิบัติการทั้งหมด และกรมอื่น ๆ เป็นกรมวิชาการสนับสนุนการ ปฏิบัติงาน ได้มีการตั้งกรมควบคุมโรคติดต่อและส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา พ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๓๐ เป็นยุคของการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขในส่วนภูมิภาค มีการ สร้างโรงพยาบาลประจ าอ าเภอ และสถานีอนามัยระดับต าบล จนครบทุกอ าเภอ และต าบล และมีการ พัฒนางานสาธารณสุขมูลฐานอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ยุคที่ ๔ ปรับบทบาทกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ปรับปรุงส่วนราชการกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ ๓ โดยเพิ่มสถาบัน สุขภาพจิต (ต่อมาเป็นกรมสุขภาพจิต) และจัดตั้งสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ซึ่งมีลักษณะเป็น องค์การมหาชนภายใต้การก ากับดูและของกระทรวงสาธารณสุข ยุคนี้เป็นยุคของการปฏิรูประบบ สาธารณสุขไปสู่ความเสมอภาค มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพโดยสอดคล้องกับพัฒนาการทาง


๑๔ เศรษฐกิจและสังคมของไทย ที่เข้าสู่ลักษณะอุตสาหกรรมและการเมืองประชาธิปไตย ยุคนี้เป็นยุคที่ เศรษฐกิจเติบโตเร็ว สถานพยาบาลภาคเอกชนขยายตัวอย่างมากมาย บทบาทของกระทรวง สาธารณสุขจึงเริ่มเปลี่ยนไปจากบทบาทผู้ให้บริการเป็นหลัก เพิ่มบทบาทของการจัดท ามาตรฐานและ ก ากับดูแล และสนับสนุนสถานพยาบาลเอกชนและสถานประกอบธุรกิจด้านสุขภาพของเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๐ กระทรวงสาธารณสุข ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ มีการปฏิรูประบบงานหลาย ประการ เช่น การปฏิรูประบบการจัดซื้อยาในระดับจังหวัด การทดลองให้โรงพยาบาลในส่วนภูมิภาค ๑ แห่ง (โรงพยาบาลบ้านแพ้ว) เป็นองค์การมหาชน เป็นต้น ยุคที่ ๕ ยุคปฏิรูประบบสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๓ มีความเคลื่อนไหวปฏิรูประบบสุขภาพ มีระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การปฏิรูประบบสุขภาพ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีส านักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ภายใต้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และจะมีการออกพระราชบัญญัติสุขภาพ ภายใน ๓ ปี (กรกฎาคม ๒๕๔๖) มีการจัดท าแผน และขั้นตอนการกระจายอ านาจและมีการทดลองจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นฐาน (กสพ.) ขึ้น พ.ศ.๒๕๔๔ รัฐบาลได้ด าเนินนโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค มีการปรับระบบงบประมาณและระบบการบริหารจัดการครั้งใหญ่โดยมุ่งเน้นประสิทธิ ภาพ คุณภาพ และเสมอภาค มีการสร้างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔ ตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยได้รับงบประมาณจากร้อยละ ๒ ของภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากสุราและยาสูบ พ.ศ.๒๕๔๕ ตราพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕ เพื่อเป็นหลัก ส าหรับการด าเนินการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน กระทรวงสาธารณสุข ปรับปรุง ส่วนราชการครั้งที่ ๔ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๔๕ มี ๙ กรม โดยจัดตั้งกรมใหม่เพิ่ม ๒ กรม คือ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ รวมทั้งปรับเปลี่ยนชื่อ “กรมควบคุม โรคติดต่อ” เป็น “กรมควบคุมโรค” โดยปรับภารกิจให้กว้างขวางขึ้น จากการป้องกันและควบคุม โรคติดต่อมาเป็นการป้องกันและควบคุมโรคและภัยที่คุกคามสุขภาพ (โรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ และ โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม) มีการจัดโครงสร้างองค์กรเป็น ๓ กลุ่มภารกิจ ซึ่งมีรอง ปลัดกระทรวงสาธารณสุขดูแลในแต่ละกลุ่มภารกิจ คือ กลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการแพทย์ (กรมการ แพทย์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และกรมสุขภาพจิต) กลุ่มภารกิจด้าน พัฒนาการสาธารณสุข (กรมควบคุมโรคและกรมอนามัย) และกลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนงานบริการ สุขภาพ (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และส านักงานคณะกรรมการ อาหารและยา) พ.ศ. ๒๕๔๖ มีการแก้ไขระเบียบส านักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิรูประบบสุขภาพ โดยขยายเวลาด าเนินการของคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ และการออก พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ออกไปอีก ๒ ปี (กรกฎาคม ๒๕๔๘) ๑.๕.๒ วิวัฒนาการทางการแพทย์ของไทย


๑๕ จุดก าเนิดทางการแพทย์และการสาธารณสุขในสมัยเริ่มต้นแห่งการแพทย์จะเกิดขึ้นด้วย เหตุผลใดก็ตาม มีข้อควรพิจารณากล่าวคือ (๑) การเจ็บป่วย ความแก่ และความตาย ถือว่ามนุษย์ที่ เกิดมาจะต้องพบเจอกับสิ่งเหล่านี้ (๒) สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์แก่มนุษย์ทั้งหลาย และไม่ เป็นที่พึ่งปรารถนาของแต่ละบุคคล (๓) สังขาร คือ ร่างกาย ย่อมต้องการความอยู่ดีมีสุข แม้ความตาย จะก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้วิชาการแพทย์ในประเทศไทยมีความเจริญขึ้นได้รับ การยอมรับซึ่งมีกระบวนการเกิดขึ้นตามยุคต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วย คือ ผู้ไม่สบาย และได้รับความทุกข์ทรมานทั้งร่างกาย จิตใจ และ อารมณ์ซึ่งต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในโรงพยาบาลและ ญาติพี่น้องของตนเอง ในพจนานุกรมได้ให้ความหมายของผู้ป่วยและความเจ็บป่วยไว้ดังนี้คือ ๑) ผู้ป่วย หมายถึง บุคคลที่จะต้องได้รับการดูแลหรือการรักษา หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้ป่วย คือ บุคคลที่จะต้องได้รับการดูแลจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งในทีมสุขภาพ” ๑๘ และในการปฏิบัติการ พยาบาล พยาบาลจ าเป็นต้องตระหนักและค านึงถึงสิทธิของผู้ป่วย สิทธิดังกล่าวคือ ๑. สิทธิของความเป็นบุคคลของผู้ป่วยและครอบครัว ๒. ผู้ป่วยมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการรักษา การปฏิบัติการ หรือยาใด ๆ ก็ได้ ซึ่งจะต้อง รายงานการปฏิเสธให้แพทย์และบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ ๓. รักษาความลับของผู้ป่วยและครอบครัว ๔. ตอบค าถามที่ผู้ป่วยข้องใจภายใต้ขอบเขตความรับผิดชอบ ๕. รับฟังผู้ป่วยอย่างตั้งใจ ปรึกษาปัญหาของผู้ป่วยกับบุคคลที่เหมาะสม หากไม่สามารถ แก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วยได้ด้วยตนเอง จากสิทธิของผู้ป่วยดังกล่าวมาแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ในโรงพยาบาลพึงระลึกเสมอว่า ผู้ป่วย คือ บุคคลส าคัญที่ต้องได้รับการดูแลรักษา มีสิทธิต่าง ๆ ของตน มีความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม และศักดิ์ศรี มีความต้องการที่จะทราบข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วย และแผนการดูแลรักษาที่ เขาจะได้รับ และมีความต้องการมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง ต้องเป็นการปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกัน มีการยอมรับความต้องการและความแตกต่างของความคิด ความเข้าใจ และความเชื่อของผู้ป่วยเป็น ส าคัญด้วย ๒) ความเจ็บป่วย หมายถึง ภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ปกติทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และ สังคม ความเจ็บป่วยอาจมีสาเหตุเริ่มแรกจากความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย หรือความ ผิดปกติของจิตใจ๑๙ เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ และเมื่อเกิดความไม่สมดุลหรือความเจ็บป่วยขึ้น ใน องค์ประกอบใดก็ตามก็จะส่งผลกระทบต่อคนทั้งคน๒๐ จันทร์เพ็ญ สันตวาจา ได้ให้ความหมายของการเจ็บป่วย (Illness) ไว้ว่า หมายถึง ภาวะที่ ร่างกายขาดสมดุลไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น ได้รับอุบัติเหตุ ได้รับสารพิษ ได้รับเชื้อ ได้รับ ๑๘ สุปราณี พันธ์น้อย, การพยาบาลพื้นฐาน แนวคิดและปฏิบัติ, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทธรรมสาร จ ากัด, ๒๕๓๙), หน้า ๒๙. ๑๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๐. ๒๐ จันทร์เพ็ญ สันตวาจา, แนวคิดพื้นฐาน ทฤษฎีและกระบวนการพยาบาล, พิมพ์ครั้งที่๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธนพล จ ากัด, ๒๕๔๘), หน้า ๔.


๑๖ ความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ซึ่งท าให้เกิดโครงสร้างหน้าที่ของร่างกาย และ สภาพจิตใจ ความ เจ็บป่วยสามารถจ าแนกได้หลายแบบ เช่น ชนิดแบบเฉียบพลัน (Acute) และเรื้อรัง (Chronic) ซึ่งการ แบ่งชนิดนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก โดยมากให้ความหมายของการเจ็บป่วยชนิดเฉียบพลันว่าเป็นความ เจ็บป่วยที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง และระยะเวลาของการเจ็บป่วยสั้น ส่วนความเจ็บป่วยชนิดเรื้อรัง เป็นความเจ็บป่วยที่มีอาการเป็นระยะเวลานาน ในการแบ่งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง มักขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาในการรักษา ดังนั้น จึงแบ่งความเจ็บป่วยออกเป็น ๒ ชนิดด้วยกันคือ ๑) เจ็บป่วยชนิด ชั่วคราว (Temporary Illness) และ ๒) เจ็บป่วยชนิดถาวร (Permanent Illness) ซึ่งแบ่งได้ดังนี้คือ ๑. การเจ็บป่วยชนิดชั่วคราว : เป็นการเจ็บป่วยระยะสั้น สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ใน ระยะเวลาไม่นานนัก และสาเหตุของการเจ็บป่วยถูกก าจัดออกไปได้ เช่น มีอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ เป็นต้น ๒. การเจ็บป่วยชนิดถาวร : เป็นการเจ็บป่วยที่ท าให้หน้าที่ของอวัยวะในร่างกาย ไม่สามารถ กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ เช่น ผู้ป่วยถูกตัดขา ผู้ป่วยประเภทนี้จะรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง หมดก าลังใจ กลัว สังคมรังเกียจ จึงจ าเป็นอย่างมากในการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัว ให้เข้าสู่สังคมเดิมให้ได้โดย การสร้างความหวัง ให้ก าลังใจท าให้ผู้ป่วย รู้สึกมั่นใจและเป็นตัวของตัวเอง จากการศึกษาผู้ป่วยและความเจ็บป่วย พบว่า ความเจ็บป่วยนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ในชีวิตคนเรา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีทาง การแพทย์ จะเจริญก้าวหน้าไปมากก็ตาม ซึ่งก็มีประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพมากมาย สามารถช่วยยืด อายุของมนุษย์ออกไปได้อีก แต่ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยไปได้ และอาจต้องเข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาลต่อไป ความเจ็บป่วยดังกล่าวมานั้นไม่ว่าชนิดไดก็ตามสามารถแบ่งระยะของการ เจ็บป่วยได้เป็น ๕ ระยะด้วยกันดังนี้คือ ๑. ระยะเริ่มต้น เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันทีอาจเป็นผลเสียแก่ ผู้ป่วย ๒. ระยะยอมรับว่ามีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น ผู้ป่วยบางคนจะรีบไปพบบุคคลที่คิดว่าจะช่วย รักษาได้เช่น แพทย์ หมอกลางบ้าน แต่บางคนยังรักษาตนเองอยู่บ้าน หรือปฏิบัติตามค าแนะน าของ เพื่อน ของญาติ ผู้ป่วยต้องการการเห็นอกเห็นใจ การให้ก าลังใจ จากคนที่ใกล้ชิดและญาติสนิท ๓. ระยะแสวงหาการรักษา เมื่อไปพบผู้ที่จะท าการรักษา เช่น แพทย์ ตนเองเป็นโรคอะไร ตลอดจนวิธีการปฏิบัติตน หากผู้ท าการรักษายังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอะไรแน่ และอาการไม่ รุนแรงนัก ผู้ป่วยอาจกลับไปปฏิบัติตนตามปกติ และหาทางช่วยตนเอง หรืออาจไปหาผู้ท าการรักษา คนอื่นต่อไป ๔. ระยะที่ยอมรับว่าต้องพึ่งพาผู้อื่น เมื่อผู้ท าการรักษา เช่น แพทย์ บอกว่าป่วย ก็จะต้อง เป็นคนที่ต้องพึ่งแพทย์ หรือบุคคลอื่น๒๑ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนอาจ ต้องการทราบ รายละเอียด ต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเอง เช่น แผนการรักษา การพยากรณ์โรค ซึ่งพยาบาลจะต้องเป็นผู้ให้ความกระจ่าง เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดความวิตกกังวล ๒๑ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๓.


๑๗ ๕. ระยะสุดท้ายของการเจ็บป่วย ซึ่งอาจหายหรือสิ้นสุดชีวิต๒๒ ในกรณีที่หายได้ เช่นอัมพาต พยาบาลต้องสร้างความหวังและกาลังใจ ในการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน แต่ในกรณีของ โรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ พยาบาลต้องเป็นผู้ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวกับอาการ ที่เลวลงที่ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระยะสุดท้ายของชีวิต จากการศึกษาผู้ป่วยและความเจ็บป่วยในเบื้องต้นดังที่ได้กล่าวมา สรุปได้ว่า บุคคลทุกคนที่ เกิดมา จะต้องผ่านภาวะความเจ็บป่วยด้วยกันทั้งนั้น ภาวการณ์มีสุขภาพดีและเจ็บป่วยเป็นภาวะที่มี การเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง เมื่อบุคคลเจ็บป่วย ด้านร่างกายเกิดขึ้น มักมีผลกระทบต่อภาวะด้านจิตใจ และยังมีผลต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากภาวะปกติ ซึ่งอาจมีผลกระทบ ต่อครอบครัวด้วย พยาบาล คือ ผู้ที่มีบทบาทส าคัญในการให้การพยาบาลทั้งด้านร่างกายและด้านจิตใจ ทั้งในภาวะปกติ และภาวะ เจ็บป่วย จนถึงระยะสุดท้ายของชีวิต พฤติกรรมของบุคคล ขณะเจ็บป่วยเปลี่ยนแปลงไปทั้งร่างกาย จิตใจและสิ่งแวดล้อม เพราะว่าบุคคล ขณะเจ็บป่วยจะมีความไม่สบายใจ กลัว วิตกกังวลในเรื่อง ต่าง ๆ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับเรื่องต่อไปนี้คือ๒๓ ๑. ความเจ็บป่วยเอง โดยเฉพาะรายที่ยังไม่ทราบว่าป่วยเป็นโรคอะไร รักษาหายหรือไม่ พิการหรือไม่ กลัวการผ่าตัด กลัวความเจ็บป่วย กลัวความทุกข์ทรมาน ท้ายที่สุดกลัว ความตาย ๒. ภาวะทางเศรษฐกิจ กลัวค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในครอบครัว และถ้ายิ่งผู้ป่วยเป็นหัวหน้าครอบครัว และรับผิดชอบในด้านเศรษฐกิจของครอบครัวด้วยแล้ว หาก ป่วยเป็นเวลานาน ๆ ไม่สามารถท างานได้ กลัวถูกออกจากงาน ๓. หน้าที่การงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีงานรับผิดชอบมาก เช่น ผู้บริหาร ๔. ครอบครัว หากผู้ป่วยเป็นเด็กจะกลัวการเสียชีวิต อยากให้พ่อแม่อยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา หากผู้ป่วยเป็นแม่บ้าน มักกังวลเรื่องภาระงานในบ้าน การจัดหาอาหารรับประทาน ซักผ้า รีดผ้า และ งานบ้านอื่น ๆ หากเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งเดิมเคยช่วยเหลือตัวเองได้อาจกังวลเรื่องการถูกทอดทิ้ง ใครจะ ช่วยดูแลตนเองได้ ๕. ความเชื่อถือโชคลาง ผู้ป่วยบางคนมีความเชื่อถือโชคลาง จะวิตกกังวลมาก อาจกลัว รักษาไม่หาย ๖. การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งต้อง ปรับตัวมากกับสิ่งแวดล้อมใหม่ กิจวัตรประจ าวัน การพึ่งพาผู้อื่น และกฎระเบียบของโรงพยาบาล ซึ่งอาจขัดกับอุปนิสัยเคยชินที่เคยปฏิบัติเป็นประจ าที่บ้านตนเอง จากความต้องการและพฤติกรรมของบุคคลขณะเจ็บป่วย ดังกล่าว สรุปได้ว่า ผลของการ เจ็บป่วยมีผลท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในครอบครัวได้ ๗ ด้านด้วยกันคือ๒๔ (๑) บทบาทของสมาชิกในครอบครัวเปลี่ยนไป (๒) หน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในครอบครัวเปลี่ยนไปจากเดิม (๓) สมาชิกในครอบครัวมีความวิตกกังวลต่อผลของการเจ็บป่วยนั้น (๔) อาจเกิดความขัดแย้งในครอบครัวจากเพิ่มภาระรับผิดชอบมากขึ้น ๒๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๔. ๒๓ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๔. ๒๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๘.


๑๘ (๕) ปัญหาด้านการเงิน (๖) ความว้าเหว่จากบุคคลในครอบครัวต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือต้อง แยกผู้ป่วยออกจากครอบครัว หรือการพลัดพรากจากกันเนื่องจากความตาย (๗) ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบทบาทในทางสังคม การดูแลสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์เพื่อน าไปสู่สุขภาวะของบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม ทั้งสุขภาวะทางกาย ทางจิตใจ ทางปัญญา และสังคมเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่าง สมดุล โดยทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างสร้างสรรค์ เอื้ออาทร และ อบอุ่น ผู้ให้บริการเคารพในคุณค่า ศักดิ์ศรี และศักยภาพของผู้ป่วยซึ่งมีความเป็นเพื่อนมนุษย์ เท่าเทียมกันทุกคน และเรียนรู้ความทุกข์ยากซึ่งเป็นเครื่องเร้าความเป็นมนุษย์ แสดงออกด้วยความ เมตตา กรุณา ส่วนผู้ป่วยหรือผู้รับบริการก็สนองตอบด้วยความเข้าใจ ความศรัทธา ความไว้วางใจและ ให้ความร่วมมือในการดูแลสุขภาพตนเอง การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการปฏิบัติ ตามค าแนะน าหรือข้อปฏิบัติต่าง ๆ ของผู้ให้บริการ ตลอดจนเข้าใจเลือกใช้บริการของสถานบริการ สุขภาพใกล้บ้านหรือใกล้สถานที่ทางานเป็นอันดับแรก๒๕ ๑.๖ ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ การดูแลสุขภาพจึงเป็นหัวใจส าคัญของชีวิตมนุษย์ ที่มนุษย์ทุกคนต้องดูแลเพื่อสุขภาพทั้งแก่ ตนเอง บุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคม ทั้งนี้ต้องประกอบด้วยสุขภาพทางกาย จิตใจ และปัญญา จึงจะเป็นองคาพยพที่สมบูรณ์แบบ น าไปสู่สังคมที่ดี นอกจากนั้น ยังมีองค์กรอิสระที่มีพระราชบัญญัติ/พระราชกฤษฎีกาเป็นของตัวเอง ๖ แห่ง ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (หน้าที่วิจัยเพื่อประโยชน์ในการก าหนดนโยบายที่เกี่ยวกับระบบ สุขภาพของประเทศ) ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (หน้าที่ก าหนดมาตรฐานการให้บริการ สาธารณสุขของหน่วยบริการ/เครือข่าย ก าหนดมาตรการการด าเนินงานเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพ ให้มีประสิทธิภาพ) ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการสร้างเสริมสุขภาพ) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (เป็นส านักงานเลขานุการเพื่อส่งเสริมสนับสนุน ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินที่ได้มาตรฐานและครอบคลุม) ส านักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (จัดท าธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (การประเมิน ระบบงานและการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล) ซึ่งหากภาพรวมประเทศ มีกลไกการประสานงานที่ ท าให้องค์กรต่างๆ เหล่านี้ด าเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบแล้ว จะส่งเสริมให้ประเทศสามารถพัฒนา ศักยภาพในการด าเนินงานป้องกันควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น๒๖ ๑.๖.๑ พระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบ ๒๕ อนุวัฒน์ ศุภชาติกุล, ประชุมวิชาการประจ าปี การพัฒนาและเรียนรู้เรื่องคุณภาพโรงพยาบาล ครั้งที่ ๑๘ สาระคืนหัวใจให้ระบบสุขภาพ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ดีวัน, ๒๕๕๐), หน้า ๕๐. ๒๖ กรมควบคุมโรค, ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพของ ประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท., ๒๕๕๖), หน้า ๑๐.


๑๙ (๑) พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับระบบบริการสาธารณสุข มี ๖ พระราชบัญญัติ๒๗ คือ (๑) พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ (๒) พระราชบัญญัติสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ (๓) พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.๒๕๔๒ (๔) พระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๐๙ (๕) พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ (๖) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ (๒) พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและป้องกันโรคมี ๓ พระราชบัญญัติ คือ (๑) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ (๒) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ (๓) พระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. ๒๕๒๕ (๓) พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุขมี ๑๐ พระราชบัญญัติ คือ (๑) พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (๒) พระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๑๘, (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒, (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ และ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๐ (๓) พระราชบัญญัติเครื่องส าอาง พ.ศ.๒๕๓๕ (๔) พระราชบัญญัติวัตถุ อันตราย พ.ศ.๒๕๓๕ (๕) พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ และแก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘, (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๕ และ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๓ (๖) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๒๒ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๘, (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๐ และ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๓ (๗) พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. ๒๕๓๑ (๘) พระราชบัญญัติป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ.๒๕๓๓ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๒ (๙) พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ๒๕๓๕ (๑๐) พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่ สูบบุหรี่ พ.ศ. ๒๕๓๕ (๔) พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับวิชาชีพ มี ๕ พระราชบัญญัติ คือ (๑) พระราชบัญญัติการ ป ระกอบโ รคศิลป ะ พ.ศ. ๒๕๔๒ (๒) พระร าชบัญญัติวิช าชีพเวชกร รม พ.ศ. ๒๕๒๕ (๓) พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ และ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๐ (๔) พระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ (๕) พระราชบัญญัติวิชาชีพทันตกรรม พ.ศ. ๒๕๓๗ ๑.๖.๒ พระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบกับกระทรวงมหาดไทย พระราชบัญญัติที่กระทรวงสาธารณสุขร่วมรับผิดชอบกับกระทรวงอื่น ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย มี ๖ พระราชบัญญัติ คือ (๑) พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. ๒๕๒๘ (๒) พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ (๓) พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. ๒๕๓๔ (๔) พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ บ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ (๕) พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๕ ๒๗ อนุวัฒน์ ศุภชาติกุล, ประชุมวิชาการประจ าปี การพัฒนาและเรียนรู้เรื่องคุณภาพโรงพยาบาล ครั้งที่ ๑๘ สาระคืนหัวใจให้ระบบสุขภาพ, หน้า ๓๐๖.


๒๐ (๖) พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดี เยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑.๖.๓ พระราชบัญญัติและประกาศกระทรวงที่กระทรวงอื่นดูแล พระราชบัญญัติและประกาศกระทรวงที่กระทรวงอื่น ๆ ดูแล แต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมี ๗ พระราชบัญญัติ คือ (๑) พระราชบัญญัติส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ (๒) พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ (๓) พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๓ (๔) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ (๕) พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ (๖) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ (๗) พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ การจัดตั้งส านักงานปฏิบัติระบบสุขภาพแห่งชาติ มุ่งเน้นการจัดกระบวนการเพื่อน าไปสู่การ ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ให้เกิดรัฐธรรมนูญสุขภาพของคนไทย ส่วนผู้ประกอบวิชาชีพ สภาพวิชาชีพ และหน่วยงานที่มีส่วนสัมพันธ์กับผู้ป่วยโดยตรง ได้แก่ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา และคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ได้ร่วมกันประกาศ สิทธิของผู้ป่วย๒๘ หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขไทยได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการสาธารณสุข มาร่วมสี่ทศวรรษ และพัฒนาระบบการคลังรวมหมู่หรือระบบประกันสุขภาพต่างๆ มาร่วมสาม ทศวรรษ ประเทศไทยก็สามารถสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชนไทยได้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ส่งผลให้คนไทยทุกคนมีหลักประกันในการเข้าถึงบริการสุขภาพตามชุดสิทธิประโยชน์ ต่าง ๆ และได้รับการปกป้องมิให้ล้มละลายจากภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้บริการสุขภาพ แม้ว่า ความส าเร็จนี้จะเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยส าคัญที่สุดก็คือ นโยบาย หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สามารถขยายความครอบคลุมไปยัง ประชากร ๔๗ ล้านคน หรือ ร้อยละ ๗๕ ของประชากรไทยทั้งหมดได้ภายใน ๑ ปี หลังจากรัฐบาล ประกาศนโยบายดังกล่าว ซึ่งคนกลุ่มนี้เดิมอยู่ภายใต้ระบบสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) บัตรประกันสุขภาพภาคสมัครใจของกระทรวงสาธารณสุข (บัตรสุขภาพ ๕๐๐ บาท) และ ประชาชนอีก ๑๘ ล้านคนที่ก่อนหน้านี้ไม่มีประกันสุขภาพใด ๆ นอกจากจะสามารถขยายความ ครอบคลุมได้อย่างรวดเร็วแล้ว รัฐบาลไทยยังประกาศนโยบายดังกล่าวในช่วงที่ประเทศยังไม่พ้นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย (พ.ศ.๒๕๔๐) ขณะนั้นมีรายได้ประชาชาติต่อหัวต่อปีเพียง ๑,๙๐๐ เหรียญสหรัฐ และด าเนินการโดย ไม่สนใจเสียงคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศที่มีความเห็นว่าระบบดังกล่าวไม่น่าจะยั่งยืนทาง การเงิน แต่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีผลสัมฤทธิ์ที่น่าประทับใจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สามารถท าให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น อัตราการใช้บริการผู้ป่วยนอกและ ๒๘ อุทัย สุดสุข, น.พ., สาธารณสุขในพระไตรปิฎก : บูรณาการสู่สุขภาพดี ชีวีมีสุข, หน้า ๒๕๗.


๒๑ ผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราความชุกของการเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพที่จ าเป็นของ ประชาชนไทยอยู่ในระดับที่ต่ ามาก ลดภาระรายจ่ายด้านการรักษาพยาบาลของครัวเรือนโดยเฉพาะ ในกลุ่มคนจน ท าให้ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ าของภาระรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลของครัวเรือน ระหว่างกลุ่มคนยากจนและกลุ่มคนรวย นอกจากนั้นระบบนี้ยังท าให้การอุดหนุนงบประมาณภาครัฐ ไปสู่กลุ่มคนจนเพิ่มขึ้น และอุบัติการณ์ของครัวเรือนที่ยากจนอันเนื่องมาจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ลดลงจากร้อยละ ๒.๗ ในปี พ.ศ.๒๕๔๓ เหลือร้อยละ ๐.๔๙ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ตัวชี้วัดซึ่งบ่งชี้ถึงความส าเร็จของระบบดังกล่าวได้เป็นอย่างดีอีกประการก็คือ ความพึง พอใจของประชาชนที่อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๘๓ ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ เป็นร้อยละ ๙๐ ใน ปี พ.ศ.๒๕๕๓ และแม้กลุ่มผู้ให้บริการพึงพอใจต่อระบบดังกล่าวค่อนข้างต่ าในระยะแรก คือ เพียง ร้อยละ ๓๙ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ แต่เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ ๗๙ ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ ทั้งหมดที่กล่าวมา ข้างต้นเป็นข้อค้นพบส าคัญจากการประเมินการด าเนินงานของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในช่วงทศวรรษแรก ซึ่งท าการประเมินในปี พ.ศ.๒๕๕๔ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และประเมินว่าการปฏิรูปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามี ประเด็นใดบ้างที่ประสบผลส าเร็จและประเด็นใดบ้างที่ไม่ประสบผลส าเร็จ มีปัจจัยใดบ้างที่เกี่ยวข้อง กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเสนอแนะต่อประเทศไทยในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงเสนอบทเรียนส าหรับประเทศก าลังพัฒนาอื่น ๆ ที่ก าลังขับเคลื่อนประเทศสู่การมีหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีเป้าประสงค์หลัก คือ การสร้างความเป็นธรรม ในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จ าเป็นส าหรับคนไทยทุกคน มีลักษณะส าคัญ ๓ ประการ คือ ๑. อิงระบบภาษีและไม่ต้องจ่ายเมื่อไปใช้บริการ ๒. ครอบคลุมสิทธิประโยชน์อย่างรอบด้านและให้ความส าคัญกับระบบบริการปฐมภูมิและ บริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และ ๓. ใช้ระบบงบประมาณและการจ่ายค่าบริการแบบปลายปิดเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงมี กลไกลส าหรับการคุ้มครองสิทธิแก่ประชาชน การให้ข้อมูล และการรับเรื่องร้องเรียน มีระบบการ ชดเชยกรณีได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล การก าหนดให้โรงพยาบาลต้องมีระบบพัฒนาคุณภาพบริการ กลุ่มนักการเมืองภาคประชา สังคมและนักวิชาการ ต่างมีบทบาทส าคัญในการผลักดันการปฏิรูปในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วน หน้า ตั้งแต่การผ่านพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การออกแบบระบบ การด าเนิน นโยบาย และการประเมินผล ทั้งนี้ประสบการณ์และบทเรียนจากการด าเนินงานระบบประกันสุขภาพ อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ถูกน ามาใช้ในการออกแบบระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการที่ประเทศไทย ประสบความส าเร็จในการขยายหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนได้อย่างถ้วนหน้าในเวลาอันสั้นนั้น เป็นผลจากการมีโครงสร้างพื้นฐานที่จ าเป็นและระบบมีความพร้อมส าหรับการด าเนินการ เช่น การมี โครงสร้างระบบบริการสาธารณสุขที่ครอบคลุมไปถึงระดับอ าเภอและต าบล มีหน่วยงานวิจัยนโยบาย และระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพ มีศักยภาพในการบริหารระบบสาธารณสุข และมีระบบฐานข้อมูล ทะเบียนราษฎร์ที่พร้อมใช้งานระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ท าให้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ในระบบสาธารณสุขทั้งในด้านการอภิบาลระบบและการเงินการคลัง เกิดองค์กรใหม่ มีความสัมพันธ์ และวิธีการท างานแบบใหม่ เริ่มจากมีการจัดตั้งส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อ


๒๒ ท าหน้าที่ในการซื้อบริการแทนประชาชน บริหารงบประมาณส าหรับการจัดบริการสาธารณสุขแทน กระทรวงสาธารณสุข มีการออกแบบการอภิบาลระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภาคส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ตอบสนองต่อ ความคาดหวังของประชาชนและมีความรับผิดชอบ มีการใช้กลไกทางการเงินเป็นกลยุทธ์หลักในการ พัฒนาระบบบริการสาธารณสุขโดยมุ่งความส าคัญไปที่ระบบบริการปฐมภูมิ และอาศัยหลักฐานเชิง ประจักษ์เป็นเครื่องมือในการทัดทานแรงต้านในการปฏิรูปจากผู้มีส่วนได้เสียบางกลุ่ม๒๙ จะเห็นได้ว่า ความเสมอภาคทางสังคมและความเป็นธรรมด้านสุขภาพ จึงจัดเป็นสิทธิ พื้นฐานอันพึงมีของมนุษย์ทุกคน หลักการเหล่านี้เป็นที่มาของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จ าเป็น ซึ่งประเทศร่ ารวยและพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จัด หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับประชาชนของตน ส่วนในกลุ่มประเทศยากจนและมีรายได้ปาน กลางนั้น ประเทศไทยจัดเป็นประเทศผู้น าในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชน หลังจากใช้เวลาร่วมสี่ทศวรรษในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการสาธารณสุขและร่วมสาม ทศวรรษในการพัฒนาระบบการคลังรวมหมู่หรือระบบประกันสุขภาพ ประเทศไทยบรรลุการสร้าง ๒๙ ส านักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.), รายงานการประเมินระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในช่วงทศวรรษแรก (๒๕๔๔-๒๕๕๓), (นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), ๒๕๕๕), หน้า ๑๔-๑๗.


๒๓ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชนในปี พ.ศ.๒๕๔๕ เป็นต้นมา ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลง ไปอย่างไร ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ยังคงดาเนินต่อไป ๑.๗ สรุปท้ายบท กระทรวงสาธารณสุขได้เป็นหน่วยงานหลักในระบบสาธารณสุขของประเทศไทยที่จัดบริการ สาธารณสุขและการก าหนดนโยบายสาธารณสุข ซึ่งมีพระราชบัญญัติและระบบการบริการสาธารณสุข ที่ต่างจากสมัยโบราณเป็นอย่างยิ่ง คือ ผู้คนสมัยโบราณยังไม่รู้จักสาธารณสุข เน้นใช้ยาแผนโบราณ เชื่อเรื่องโชคลางและไสยศาสตร์ เมื่อการแพทย์ตะวันตกเข้ามาจาการเผยแผ่ศาสนาด้วยการปลูกฝี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงตั้งโรงพยาบาลศิริราช จึงมีค าว่า “สาธารณสุข” และการก่อตั้งกระทรวง สาธารณสุข แล้วตั้งหน่วยงานระดับกรม คือ กรมสุขภาพจิต ปฏิรูประบบสุขภาพ จัดรัฐสวัสดิการ ให้กับคนด้อยโอกาสได้ใช้สิทธิ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค และมีประกาศสิทธิของผู้ป่วยให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิ์ การรักษาสุขภาพอย่างเท่าถึงกันทุกคน ในปัจจุบันการแพทย์ในประเทศไทย ได้กล่าวถึงสุขภาพไว้ใน ๔ มิติ คือ มิติทางด้านสุขภาพ ทางกาย สุขภาพทางจิต สุขภาพทางสังคม ตลอดรวมถึงสิ่งแวดล้อม และสุขภาพทางปัญญาหรือ สุขภาพทางจิตวิญญาณ ที่แต่ละมิติของสุขภาพล้วนมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างเป็นองค์รวมและ สมดุล โดยทั้ง ๔ มิติของสุขภาพ สนับสนุนส่งเสริมกันและกันอย่างเป็นองค์รวม เป็นเพียงแต่ภายใต้ กรอบแนวคิดทางการแพทย์กระแสหลักยังคงมุ่งเน้นสุขภาพในมิติเดียว คือ มิติทางกาย มีกระบวนการ สร้างเสริมสุขภาพ ท าให้ขาดมิติทางสังคม และมิติทางปัญญาซึ่งมีมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ประเทศไทยได้ออกกฎหมายพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐ มีการก าหนดนิยามของ สุขภาพในมิติต่าง ๆ ซึ่งรวมมิติทางสังคม และมิติทางปัญญาไว้ในองค์รวมแห่งสุขภาพแล้วก็ตาม แต่ก็ ยังคงไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ ทั้งถูกละเลย จะมีบ้างก็เป็นเพียงแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพที่ขยาย มิติการมองที่ขวางออกไป


๒๔ ค าถามท้ายบทที่ ๑ ๑. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาระบบ สุขภาพแบบองค์รวมในสังคมไทยอย่างไร? ๒. จงอธิบายกฎบัตรออตตาวา เกี่ยวกับกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ ๕ ประการ ดังนี้ ๒.๑ การสร้างนโยบายสาธารณเพื่อสุขภาพ ๒.๒ การสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ๒.๓ การเสริมสร้างการด าเนินการในชุมชนที่เข้มแข็ง ๒.๔ การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล ๒.๕ การปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ ๓. ปัญหาสุขภาพคนไทยมีผลกระทบต่อความต่อความมั่นคงของมนุษย์ในประเทศอย่างไร? ๔. การประกาศสิทธิผู้ป่วยสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ าในการรักษาสุขภาพให้เท่าถึงกันได้ อย่างไร? จงอธิบาย ๕. จงอธิบายให้เห็นความเชื่อมโยง ๔ พระราชบัญญัติกับระบบสุขภาพ มาพอสังเขป


๒๕ เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ ๑ (ก) หนังสือทั่วไป กรมควบคุมโรค. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพของ ประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท., ๒๕๕๖. จันทร์เพ็ญ สันตวาจา. แนวคิดพื้นฐาน ทฤษฎีและกระบวนการพยาบาล. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธนพล จ ากัด, ๒๕๔๘. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ : ภาวะที่ปลอดทุกข์และเป็นสุขใน ระบบชีวิตแห่งธรรมชาติ และสังคมยุคไอที. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบันลือธรรม, ๒๕๔๙. พ ร ะย าบ ริ รักษ์เ วชชก า ร แล ะคณะ. ก า รส า ธ า รณ สุข แ ล ะส า ธ า รณูปก ร. พ ร ะนค ร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง, ๒๔๗๗. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพมหานคร : นาน มีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖. ส านักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.). รายงานการประเมินระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในช่วงทศวรรษแรก (๒๕๔๔-๒๕๕๓). นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), ๒๕๕๕. สิริรัตน์ ฉัตรชัยสุชา และคณะ. ทักษะพื้นฐานทางการพยาบาล. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจากัด เอ็น พี เพรส, ๒๕๔๙. สุปราณี พันธ์น้อย. การพยาบาลพื้นฐาน แนวคิดและปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : บริษัทธรรมสาร จ ากัด, ๒๕๓๙. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ, น.พ. การสาธารณสุขไทย พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๗. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ องค์การรับส่งสินและพัสดุภัณฑ์, ม.ป.ป. อนุวัฒน์ ศุภชาติกุล. ประชุมวิชาการประจ าปี การพัฒนาและเรียนรู้เรื่องคุณภาพโรงพยาบาล ครั้งที่ ๑๘ สาระคืนหัวใจให้ระบบสุขภาพ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ดีวัน, ๒๕๕๐. อุทัย สุดสุข, น.พ. สาธารณสุขในพระไตรปิฎก : บูรณาการสู่สุขภาพดี ชีวีมีสุข. กรุงเทพมหานคร : เทพประทานการพิมพ์, ๒๕๕๒. อุทัย สุดสุข. ปรัชญาชั้นสูงของการสาธารณสุขและการมีสุขภาพดี. เอกสารประกอบการบรรยาย หลักสูตรสาธารณสุขดุษฎีบัณฑิต. พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๔๙. (ข) ราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๐๒ก วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๕. พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๑๖ก วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕.


๒๖ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑๖ ก วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ และแก้ไขคาผิดในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑๗ ก วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐. (ค) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. ทันกระแสสุขภาพ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. thaihealth.or.th/healthcontent/article/12576, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙. ไม้ เมืองเหนือ. ศาสตร์พยาบาลและสาธารณสุข. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. methawitpublichealth.blogspot.com/2014/06/blog-post_1425.html, สืบค้นเมื่อ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙. สารานุกรมไทยส าหรับเยาวชนฯ. องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐาน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=12&chap=1&page =t12-1-infodetail05. html, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙. (ง) ภาษาอังกฤษ Cambridge University. Cambridge Advanced Learner’s Dictionary. Cambridge : Cambridge University Press, 2003. Churchill’s illustrated medical dictionary. Churchill’s Medical’s dictionary. New York, Edinburgh, London, Melbourne, Tokyo : Churchill Livingstone Inc, 1989. Hornby, A.S. Oxford Advanced Learner’s Dictionary of Current English. Great Britain: Oxford University Press, 2001.


๒๕๑ บรรณานุกรม ก. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources) มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕. . พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับสฺยามรฏฺ เตปิฏกํ ๒๕๒๕. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕. . พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถา แปล ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. คําสอนผู้บวชพรรษาเดียว ฉบับสมบูรณ์ของพุทธทาส. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๗. กรมควบคุมโรค. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพของ ประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ท., ๒๕๕๖. กุลลินี มุทธากลิน. ไทยยุควัฒนธรรมทาส. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๑. คณาจารย์โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง. คู่มือการเรียนการสอน นักธรรมและธรรมศึกษาชั้นโท . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๓. จันทร์เพ็ญ สันตวาจา. แนวคิดพื้นฐาน ทฤษฎีและกระบวนการพยาบาล. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธนพล จ ากัด, ๒๕๔๘. ดวงกมล ศักดิ์เลิศสกุล. แผนธุรกิจของสถานบริการสุขภาพแบบองค์รวม , ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๔๙. พร รัตนสุวรรณ. คู่มือการฝึกอานาปานสติสมาธิ. กรุงเทพมหานคร : ส านักค้นคว้าทางวิญญาณ, ๒๕๑๕. พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช). คําวัด ๓. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, ๒๕๔๕. พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี). เมื่อเราบวช. กรุงเทพมหานคร : เสริมวิทย์บรรณาคาร, ๒๕๑๓. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ. กรุงเทพมหานคร : บริษัท สื่อเกษตร จากัด, ๒๕๓๔. . พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘. . พุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓.


๒๕๒ . อายุยืนอย่างมีคุณค่า. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๐. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส อาร์ พริ้นติ้งแมสโปรดักส์ จ ากัด, ๒๕๔๕. . พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. . เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ. พิมพ์ครั้งที่ ๙ กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์สหธรรมมิก, ๒๕๔๘. . พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑. พระพุทธโฆษะ. คัมภีร์วิสุทธิมรรค. แปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร). พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : บริษัทประยูรวงศ์พริ้นติ้ง จ ากัด, ๒๕๔๖. พ ร ะย าบ ริ รักษ์เ วชชก า ร แล ะคณะ. การสาธารณสุขและสาธารณูปกร. พ ร ะนค ร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง, ๒๔๗๗. พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๗. พระราชสีมาภรณ์ (โอภาส นิรุตติเมธี). พระสงฆ์กับการพัฒนาศาสนาสังคม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖. พุทธทาส ภิกขุ. กามารมณ์กับชีวิต. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๓๙. พุทธทาสภิกขุ. ธรรมะน้ํา ธรรมะโคลน. กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ, ๒๕๓๒. มานิต มานิตเจริญ. พจนานุกรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. กรุงเทพมหานคร : รวมสาส์น, ๒๕๓๗. มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม โรงเรียนอายุรเวทธ ารง. สถานการณ์แพทย์แผนไทยประยุกต์ พระคัมภีร์ปฐมจินดาตําราการแพทย์ไทยเดิม (แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับอนุรักษ์) เล่ม ที่ ๑ ฉบับชําระ พ.ศ.๒๕๕๐. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : ศุภวนิชการพิมพ์, ๒๕๕๐. รองศาสตราจารย์ประทีป ชุมพล. ประวัติ ปรัชญา นายแพทย์ และตํารายาในแพทย์แผนไทย. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๕๖. ระบบชีวิตแห่งธรรมชาติ และสังคมยุคไอที. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบันลือธรรม, ๒๕๔๙. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพมหานคร : นานมี บุคส์ พลับลิเคชั่น, ๒๕๔๖. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. กรุงเทพมหานคร : อักษร เจริญทัศน์, ๒๕๒๕. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพมหานคร : นานมีบูคส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖. รุ่งรัตน์ เหลืองนทีเทพ. พืชเครื่องเทศและสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๐.


๒๕๓ วิทย์ วิศทเวทย์. จริยศาสตร์เบื้องต้น : มนุษย์กับปัญหาจริยธรรม. กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญ ทัศน์, ๒๕๓๒. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. เภสัชกรรมไทยรวมสมุนไพร ฉบับปรับปรุงใหม่. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮาส์, ๒๕๔๐. วุฒิ วุฒิธรรมเวช. ร่วมอนุรักษ์มรดกไทยสารานุกรมสมุนไพรรวมหลักเวชกรรมไทย. กรุงเทพมหานคร : โอ.เอส.พริ้นติ้เอาส์, ๒๕๔๐. ศรีศักร วัลลิโภดม. สังคมวัฒนธรรมปัจจุบันผันแปร. กรุงเทพมหานคร : ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๔๔. สถิตพงศ์ ธนวิริยกุล. การพัฒนาระบบสุขภาพเพื่อความสุข : โครงการจัดตั้งภาควิชา เภสัชศาตรสังคม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช. ความสุขหาได้ไม่ยาก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชวน พิมพ์, ๒๕๓๔. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์. ธรรมานุกรม. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๑๕. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์. ธรรมานุกรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏ ราชวิทยาลัย, ๒๕๑๕. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร ป.๙). ตติยสมันตปาสาทิกา, อรรถกถาพระวินัย. พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๐. ส านักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน. คู่มือการปฏิบัติงานสาธารณสุขมูลฐานสําหรับ อาสาสมัครสาธารณสุข. นนทบุรี : องค์การทหารผ่านศึก, ๒๕๓๖. ส านักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.). รายงานการประเมินระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในช่วงทศวรรษแรก (๒๕๔๔-๒๕๕๓). นนทบุรี : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), ๒๕๕๕. ส านักส่งเสริมสุขภาพกรมอนามัย. วัดส่งเสริมสุขภาพ. เอกสารวิชาการ. กรุงเทพมหานคร : กลุ่ม อนามัยผู้สูงอายุ, ๒๕๔๗. สิริรัตน์ ฉัตรชัยสุชา และคณะ. ทักษะพื้นฐานทางการพยาบาล. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจากัด เอ็น พี เพรส, ๒๕๔๙. สุเชาวน์ พลอยชุม. จริยศาสตร์แนวพุทธ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๓๗. สุปราณี พันธ์น้อย. การพยาบาลพื้นฐาน แนวคิดและปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหานคร : บริษัทธรรมสาร จ ากัด, ๒๕๓๙. สุพัตรา ศรีวณิชชากร และคณะ. บริการปฐมภูมิ : บริการสุขภาพใกล้ใจและใกล้บ้าน, เอกสาร วิชาการล าดับที่ ๑ ในชุดเอกสารเพื่อการพัฒนาบริการปฐมภูมิ. กรุงเทพมหานคร : ส านักงานโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข, ๒๕๔๕. สุภาพรรณ ณ บางช้าง. วินัยปิฎก : รัตนประทีปแห่งพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร : บริษัท คราฟ แมนเพรส จ ากัด, ๒๕๕๐.


๒๕๔ สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ, น.พ. การสาธารณสุขไทย พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๗. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ องค์การรับส่งสินและพัสดุภัณฑ์, ม.ป.ป. สุวิทย์วิบูล ผลประเสริฐ. การใช้ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๕. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๕. หอสมุดแห่งชาติ. มิลินทปัญหาฉบับพิสดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพมหานคร: ศิลปาบรรณาคาร, ๒๕๑๖. อนุวัฒน์ ศุภชาติกุล. ประชุมวิชาการประจําปี การพัฒนาและเรียนรู้เรื่องคุณภาพโรงพยาบาล ครั้งที่ ๑๘ สาระคืนหัวใจให้ระบบสุขภาพ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ดีวัน, ๒๕๕๐. อวย เกตุสิงห์, น.พ.. กตัญญูตานุสรณ์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยเกษม, ๒๕๒๔. อุทัย สุดสุข, น.พ. สาธารณสุขในพระไตรปิฎก : บูรณาการสู่สุขภาพดี ชีวีมีสุข. กรุงเทพมหานคร : เทพประทานการพิมพ์, ๒๕๕๒. . ปรัชญาชั้นสูงของการสาธารณสุขและการมีสุขภาพดี. เอกสารประกอบการบรรยาย หลักสูตรสาธารณสุขดุษฎีบัณฑิต. พิษณุโลก : มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๔๙. (ข) วิทยานิพนธ์ เกศินี ลิ่มบุญสืบสาย. “การศึกษาวิเคราะห์บทบาทของหมอชีวกโกมารภัจที่ปรากฏในคัมภีร์ พระพุทธศาสนา”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๕. นิตยา หวงหิรัณย์. “ปัจจัยที่มีผลต่อบทบาทของพระสงฆ์ในการส่งเสริมสุขภาพด้วยสมุนไพร : กรณีศึกษาพระสงฆ์อ าเภอเมืองเชียงใหม่”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิต วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓. ประพีร์พร อักษรศรี. ปัจจัยที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคตามหลักเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ : กรณีศึกษาสถาบันราชภัฎเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์. ภาคนิพนธ์พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ๒๕๔๐. พระมหาเกรียงไกร กิตฺติเมธี (พินยารัก). “พุทธจริยศาสตร์กับการบริโภคปัจจัย ๔”. วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕. พระมหาปองปรีดา ปริปุณฺโณ (จ าปาศรี). “การป้องกันและการรักษาโรคตามหลักพระพุทธศาสนา”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๔๕. พระเยื้อง ปั้นเหน่งเพชร. “การบริโภคปัจจัย ๔ ของพระภิกษุสงฆ์ : ข้อพิจารณาทางจริยธรรม”. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๐. พระวีรชน อุตฺตโร (ชัชวาลย์). “การศึกษาเชิงวิเคราะห์การบริโภคปัจจัย ๔ เพื่อสนับสนุนการบรรลุ ธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕.


Click to View FlipBook Version