๒๕๕ สิริพร สมบูรณ์บูรณะ. วิถีชีวิตคนใน "ชุมชนชายขอบ" ของสังคมเมือง : กรณีศึกษาคนคุ้ยขยะใน ชุมชนกองขยะชานเมือง. กรุงเทพมหานคร : คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๖. (ข) ราชกิจจานุเบกษา พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.๒๕๔๔. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๐๒ก วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๕. พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๑๖ก วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๕. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๐. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑๖ ก วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐ และแก้ไขคาผิดในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑๗ ก วันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๐. (ค) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.dmh.go. th/sty_libnews/news/view. asp?id=234, (10 มีนาคม 2557). ไทยเกษตรศาสตร์. สมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. thaikasetsart. com/ยาสมุนไพร. [๓ มีนาคม ๒๕๕๙]. บทความเรื่อง “สุขภาพองค์รวม (Holistic Health)”. [ออนไลน์]. แหล่งข้อมูล : http://www. jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=2326, [๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๙]. ปรีชา บุญศรีตัน. พุทธจริยศาสตร์กับการกิน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.lanna.mbu. ac.th/panya/no_61/buddhist.asp, [๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙]. พ ร ะ ไ พ ศ า ล วิ ส า โล. “วิ ถี พุ ท ธ ใ น ยุ ค บ ริ โ ภ ค นิ ย ม ”. [อ อ น ไ ล น์]. แ ห ล่ง ที่ ม า : http://www.skyd.org/html/lifesocial/ Bud_in_Consume.html>. [๑ มี น า ค ม ๒๕๕๘]. ไม้ เมืองเหนือ. ศาสตร์พยาบาลและสาธารณสุข. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. methawitpublichealth.blogspot.com/2014/06/blog-post_1425.html, สืบค้นเมื่อ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙. วีรนุช ศรีวรรณ์. “ปัญหาสุขภาพกับสังคมไทย”. บทความเชิงวิชาการเรื่อง ปัญหาสุขภาพกับ สังคมไทย. http://sd-group1.blogspot.com/2013/01/53242582.html, [๘ มกราคม ๒๕๖๐]. ศรัณยพงศ์ เที่ยงธรรม, ผศ. การวิจัยและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.blueocean-thailand.com/th/team.php. [๒๒ มกราคม ๒๕๕๙]. ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. ทันกระแสสุขภาพ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www. thaihealth.or.th/healthcontent/article/12576, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙.
๒๕๖ สารานุกรมไทยส าหรับเยาวชนฯ. องค์ประกอบของงานสาธารณสุขมูลฐาน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=12&chap=1&page =t12-1-infodetail05. html, สืบค้นเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙. ส านักงานวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (สพช.). “บทเรียนต่างประเทศสู่การพัฒนาระบบ บ ริ ก า ร ป ฐ ม ภู มิ ใ น บ ริ บ ท ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ”. [อ อ น ไ ล น์ ] , แ ห ล่ ง ที่ ม า : http://www.thaiichr.org/ upload/forum/006-4..pdf. [๑๘ มกราคม ๒๕๕๙]. อวย เกตุสิงห์, ศ.นพ. เวชศาสตร์ประยุกต์ในพระวินัย. บรรยาย ณ ส านักธรรมวิจัย วัดมหาธาตุ พ ร ะนค ร วันที่ ๒๕ ธัน ว าคม ๒๕๐๙. [ออนไลน์]. แหล่งที่ม า : http://www. dharmagateway.com/ubasok/misc/ouy-11.htm. [๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๙]. (ง) ภาษาอังกฤษ Cambridge University. Cambridge Advanced Learner’s Dictionary. Cambridge : Cambridge University Press, 2003. Churchill’s illustrated medical dictionary. Churchill’s Medical’s dictionary. New York, Edinburgh, London, Melbourne, Tokyo : Churchill Livingstone Inc, 1989. Hornby, A.S. Oxford Advanced Learner’s Dictionary of Current English. Great Britain: Oxford University Press, 2001. Phra Dhammapitaka, (P.A.Payutto). A Constitution for Living. Bangkok: Religious Affairs Press, 2544. Wilkie, William L.. Consumer Behavior. New York. John Wiley & Sons, 1990. (ฉ) วารสาร บทความพิเศษจากหนังสือ “หมอชาวบ้าน”. ฉบับที่ ๒๔๐ เมษายน ๒๕๔๒. พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวัณโณ). “เหตุที่ท าให้อายุยืน”. นิตยสารพ้นโลก. ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๔๗ กุมภาพันธ์๒๕๓๘. พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญฺ. บัณฑิตศึกษาปริทรรศน์. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๙). สิริอัญญา ข้างประชาราษฎร์. หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ. ฉบับวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๕.
๒๕๗ ประวัติผู้เขียน ชื่อ/นามสกุล : ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว วัน/เดือน/ปีเกิด : ๒๖ ตุลาคม ๒๕๒๔ สถานที่เกิด : ๘๐ หมู่ที่ ๓ ต าบลบ้านชบ อ าเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ที่อยู่ปัจจุบัน : ๕๑ หมู่ที่ ๓ ต าบลผือใหญ่ อ าเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัด ศรีสะเกษ ๓๓๑๒๐ การศึกษา : พ.ศ. ๒๕๕๐ -สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก พ.ศ. ๒๕๕๑ -พธ.บ. (พุทธศาสตรบัณฑิต) ห้องเรียนวัดสระกพแพงใหญ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี -บธ.บ. (บริหารธุรกิจบัณฑิต) สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา พ.ศ ๒๕๕๒ -ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด ศูนย์การศึกษาศรีสะเกษ พ.ศ. ๒๕๕๓ -ศน.ม (พุทธศาสนาและปรัชญา) มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด ศูนย์การศึกษาศรีสะเกษ พ.ศ. ๒๕๕๘ -พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พธ.ด.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ประวัติการท างาน : พ.ศ. ๒๕๕๑ -เป็นครูพระสอนศีลธรรมโรงเรียนราษีไศล ต าบลเมืองคง อ าเภอ ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. ๒๕๕๗ -เป็นอาจารย์พิเศษสอน ณ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ศูนย์การศึกษาศรีสะเกษ อ าเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. ๒๕๕๘ -เป็นอาจารย์ประจ า วิทยาลัยสงฆ์ศรีสะเกษ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ าเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษคติ ผลงานทางวิชาการ (ก) งานวิจัย ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, “พุทธจริยศาสตร์การด ารงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์สี่เผ่าในจังหวัดศรีสะเกษ”, (ผู้ร่วมวิจัย) (๒๕๕๙), ทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, “โครงการย่อย ๒ การเสริมสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนใน จังหวัดศรีสะเกษ (แผนงานวิจัย : การเสริมสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงของชุมชน ในจังหวัดศรีสะเกษตามแนวพระพุทธศาสนา)”, (ผู้ร่วมวิจัย) (๒๕๖๐), ทุนอุดหนุนการ วิจัยจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
๒๕๘ ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, “โครงการย่อย ๓ การเสริมสร้างความมั่นคงในการด าเนินชีวิตของ เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงในจังหวัดศรีสะเกษ (แผนงานวิจัย : การเสริมสร้างเครือข่าย เศรษฐกิจพอเพียงของชุมชนในจังหวัดศรีสะเกษตามแนวพระพุทธศาสนา)”, (ผู้ร่วมวิจัย) (๒๕๖๐), ทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, “การเรียนรู้และการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของของกลุ่มชาติพันธุ์ ลาว เขมร กูย ชุมชนบริเวณอุทยานภูเขาไฟเขากระโดง ในจังหวัดบุรีรัมย์”, (ผู้ร่วมวิจัย) (๒๕๖๐), ทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, “ศึกษาภูมิปัญญาด้านการผสมผสานความเชื่อและการประกอบพิธีกรรม ของชุมชนสี่เผ่าในจังหวัดศรีสะเกษ” (หัวหน้าโครงการวิจัย), (๒๕๖๐), ทุนอุดหนุนการ วิจัยจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, “การศึกษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนสี่เผ่าไทยในจังหวัด ศรีสะเกษ”, (ผู้ร่วมวิจัย), (๒๕๖๐), ทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, “การบูรณาการกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมส าหรับผู้สูงอายุใน จังหวัดศรีสะเกษ”, (ผู้ร่วมวิจัย), (๒๕๖๐), ทุนอุดหนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, “กระบวนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยใช้อัตลักษณ์ทาง วัฒนธรรมของชนสี่เผ่าในจังหวัดศรีสะเกษ”, (ผู้ร่วมวิจัย), (๒๕๖๐), ทุนอุดหนุนการวิจัย จากสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (ข) บทความทางวิชาการ ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, บทความเรื่อง “ความกตัญญูต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : ตามแนววิถีของ ชาวไทยพุทธ”, วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์ ปีที่ ๑๒ ฉบับพิเศษ ประจ าปีพุทธศักราช ๒๕๕๙. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, บทความเรื่อง “การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์ : ด้วยหลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา”, การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๑ ประจ าปี ๒๕๖๐, ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์, ระหว่างวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, บทความเรื่อง “การจัดการองค์กรสงฆ์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงของ พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน”, การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๑ ประจ าปี ๒๕๖๐,
๒๕๙ ณ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่, ระหว่างวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๐. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, บทความเรื่อง “การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ : ตามแนววิถีธรรม วิถีไทย”, การประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๒ ประจ าปี ๒๕๖๐, ณ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี, ระหว่างวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, บทความเรื่อง “ความเชื่อในฮีตสิบสองต่อการสร้างความมั่นคงทางสังคม วัฒนธรรมในจังหวัดศรีสะเกษ”, การประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ นวัตกรรมและ เทคโนโลยีวิชาการประจ าปี ๒๕๖๐, ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสุรินทร์, ระหว่างวันที่ ๒๕-๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๐. ดร.สุทัศน์ ประทุมแก้ว, บทความเรื่อง “ศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยหลักศีล 5 ใน สังคมไทย”, การประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ นวัตกรรมและเทคโนโลยีวิชาการ ประจ าปี ๒๕๖๐, ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสุรินทร์, ระหว่างวันที่ ๒๕-๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๐. Dr.Suthat Pratoomkaew, “Bai Sai : Buddhism innovation as a sacrifice to promote constancy way of life of Thai – Khmer group in Muang District, Surin Province”, 14th International Conference on Social Science and Humanities (ICSSH), 13-14 June 2017, Nanyang Technological University, Nanyang Executive Centre, Singapore. Dr.Suthat Pratoomkaew, “The Doctrines in “Mamuad Ritual” related to Buddhist Principles of Thai Khmer People in Tambon Nok Muang, Amphoe Muang, Surin Province”, UP Anthropology@100: International Conference Marking the Centennial of Philippine Anthropology, University of the Philippine, Diliman, Quezon City, December 1-2, 2017. Dr.Suthat Pratoomkaew, “Buddhist Innovation” Values of doctrine and the redirection orientation by Kalmor ritual of Kui people in Nongdum Village Surin Province, Thailand”, UP Anthropology@100: International Conference Marking the Centennial of Philippine Anthropology, University of the Philippine, Diliman, Quezon City, December 1-2, 2017 Dr.Suthat Pratoomkaew, “A Study of Relationship between Health Care Deity and Thai-Kui group in Sanka District, Surin Province”, UP Anthropology@100: International Conference Marking the Centennial of Philippine Anthropology, University of the Philippine, Diliman, Quezon City, December 1-2, 2017. Dr.Suthat Pratoomkaew, “Pa Kum Chang : Belief in sacred power of Thai-Kui people in Surin Province”, 6 th University of Malaya Discourse and Society International Conference on 5-6 December 2017 at faculty of Languages and Linguistics, University of Malaya, Malaysia.
๒๖๐ Dr.Suthat Pratoomkaew, “Ancient Language in Sacred Ritual of Buddhist Thai – Khmer People in Muang District, Surin Province, Thailand”, The 1st International Conference on Local Languages,Empowerment and Preservation of Local Language, Bali, 23-24 February 2018, Faculty of Arts, Udayana University Denpasar, Bali, Indonesia, P.733-738. Dr.Suthat Pratoomkaew, “ A Ritual to Communicate with God of That-Khmer Group : A Case Study of Joal Mamaud Ritual Muang District Surin Province of Thailand” , The 1st International Conference on Local Languages, Empowerment and Preservation of Local Language, Bali, 23-24 February 2018, Faculty of Arts, Udayana University Denpasar, Bali, Indonesia, P.623-627. (ค) เอกสารค าสอน (๑) เอกสารค าสอนรายวิชา พระพุทธศาสนากับสาธารณสุข (Buddhism and Health care) รหัสวิชา ๑๐๑ ๔๓๗ (๒) เอกสารค าสอนรายวิชา พระพุทธศาสนากับภูมิปัญญาไทย (Buddhism and Thai Wisdom) รหัสวิชา ๖๐๒ ๒๑๔ (ง) หนังสือ/ต ารา (๑) ชื่อเรื่อง “มุ่งสู่แดนอริยธรรม (แดนพุทธภูมิ) คุณค่า..ชีวิต” (จ) งานสร้างสรรค์ ไม่มี
ก ค ำน ำ เอกสำรประกอบกำรสอนรำยวิชำ พระไตรปิฎกวิเครำะห์ (Tipitaka Analysis) รหัส ๖๐๐ ๑๐๑ นี้ ผู้เรียบเรียงได้จัดท ำขึ้นส ำหรับกำรเรียนกำรสอนในหลักสูตรพุทธศำสตรบัณฑิต และพุทธศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ และวิชำที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎก ของ วิทยำลัยสงฆ์ศรีสะเกษ มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ ผู้เรียนสำมำรถเข้ำใจเนื้อหำสำระส ำคัญที่ปรำกฏในพระไตรปิฎกและที่เกี่ยวข้องกับ พระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์ส ำคัญทำงพระพุทธศำสนำได้อย่ำงชัดเจนขึ้น ส ำหรับเนื้อหำ สำระส ำคัญนี้ ประกอบด้วย ประวัติควำมเป็นมำของพระไตรปิฎก ไตรสิกขำ อริยสัจ ๔ ไตร ลักษณ์ ปฏิจจสมุปบำท กรรม จิต-วิญญำณ นรกสวรรค์ สัตว์เดรัจฉำนในพระไตรปิฎก เอกสำรประกอบกำรสอนเล่มนี้ ได้มีกำรพัฒนำเนื้อหำและวิธีกำรเรียนกำรสอนเพื่อให้ ครอบคลุมเนื้อหำสำระส ำคัญในพระไตรปิฎก โดยเฉพำะแก่นธรรมที่ส ำคัญที่จ ำเป็นต้องรู้และ เข้ำใจ และสำมำรถน ำมำใช้เป็นประโยชน์ทำงวิชำกำร ขออนุโมทนำขอบคุณเจ้ำของผลงำนที่เป็นหนังสือ ต ำรำ เอกสำรทำงวิชำกำร แหล่งข้อมูลต่ำงๆ ที่ใช้ส ำหรับอ้ำงอิง หำกมีข้อบกพร่องประกำรใด ผู้เรียบเรียงขอน้อมรับไว้ และจักด ำเนินกำรปรับปรุงแก้ไขและพัฒนำให้ดียิ่งขึ้นสืบไป พระมหำขุนทอง เขมสิริ, ดร. ๒๐ มิถุนำยน ๒๕๕๙
ข ค ำอธิบำยสัญลักษณ์และค ำย่อ กำรใช้อักษรย่อ ในหนังสือนี้ใช้กำรอ้ำงอิงจำกคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับภำษำบำลีและภำษำไทยของมหำวิทยำลัย มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย มีรูปแบบกำรระบุชื่อคัมภีร์ และระบุเล่ม/ข้อ/หน้ำ ของพระไตรปิฎกเล่ม นั้นๆ เช่น ที. สี. (ไทย), ๙/๔๐๖-๔๔๓/๑๗๕-๑๙๖. ขยำยควำมคือ ทีฆนิกำย สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกฉบับภำษำไทย) เล่มที่ ๙ ข้อที่ ๔๐๖-๔๔๓ หน้ำที่ ๑๗๕-๑๙๖. เป็นต้น อักษรย่อที่ใช้ ระบุ มีดังนี้ พระวินัยปิฎก วิ.มหำ. (ไทย) = วินัยปิฎก มหำวิภังค์ (ภำษำไทย) วิ.ม. (ไทย) = วินัยปิฎก มหำวรรค (ภำษำไทย) วิ.จู (ปำลิ) = วินัยปิฎก จูฬวรรค (ภำษำไทย) พระสุตตันตปิฎก ที.สี. (ปำลิ) = ทีฆนิกำย สีลขนฺธวคฺคปำลิ (ภำษำบำลี) ที.สี. (ไทย) = ทีฆนิกำย สีลขันธวรรค (ภำษำไทย) ที.ม. (ปำลิ) = ทีฆนิกำย มหำวคฺคปำลิ (ภำษำบำลี) ที.ม. (ไทย) = ทีฆนิกำย มหำวรรค (ภำษำไทย) ที.ปำ. (ปำลิ) = ทีฆนิกำย ปำฏิกวคฺคปำลิ (ภำษำบำลี) ที.ปำ. (ไทย) = ทีฆนิกำย ปำฏิกวรรค (ภำษำไทย) ม.มู. (ปำลิ) = มชฺฌิมนิกำย มูลปณฺณำสกปำลิ (ภำษำบำลี) ม.มู. (ไทย) = มัชฌิมนิกำย มูลปัณณำสก์ (ภำษำไทย) ม.ม. (ปำลิ) = มชฺฌิมนิกำย มชฺฌิมปณฺณำสกปำลิ (ภำษำบำลี) ม.ม. (ไทย) = มัชฌิมนิกำย มัชฌิมปัณณำสก์ (ภำษำไทย) ม.อุ. (ปำลิ) = มชฺฌิมนิกำย อุปริปณฺณำสกปำลิ (ภำษำบำลี) ม.อุ. (ไทย) = มัชฌิมนิกำย อุปริปัณณำสก์ (ภำษำไทย) ส .ส. (ไทย) = สังยุตตนิกำย สคำถวรรค (ภำษำไทย) ส .นิ. (ปำลิ) = สงฺยุตฺตนิกำย นิทำนวคฺคปำลิ (ภำษำบำลี) ส .นิ. (ไทย) = สังยุตตนิกำย นิทำนวรรค (ภำษำไทย) ส .ข. (ปำลิ) = สงฺยุตฺตนิกำย ขนฺธวำรวคฺคปำลิ (ภำษำบำลี) ส .ข. (ไทย) = สังยุตตนิกำย ขันธวำรวรรค (ภำษำไทย) ส .สฬำ. (ปำลิ) = สงฺยุตฺตนิกำย สฬำยตนวคฺคปำลิ (ภำษำบำลี) ส .สฬำ. (ไทย) = สังยุตตนิกำย สฬำยตนวรรค (ภำษำไทย) ส .ม. (ปำลิ) = สงฺยุตฺตนิกำย มหำวำรวคฺคปำลิ (ภำษำบำลี)
ค ส .ม. (ไทย) = สังยุตตนิกำย มหำวำรวรรค (ภำษำไทย) องฺ.เอก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย เอกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.ติก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย ติกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.จตุกฺก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย จตุกกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.ปญฺจก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย ปัญจกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.ฉกฺก. (ปำลิ) = องฺคุตฺตนิกำย ฉกฺกนิปำตปำลิ (ภำษำบำลี) องฺ.ฉกฺก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย ฉักกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.สตฺตก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย สัตตกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย อัฏฐกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.นวก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย นวกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.ทสก. (ไทย) = อังคุตตรนิกำย ทสกนิบำต (ภำษำไทย) องฺ.เอกำทสก(ไทย) = อังคุตตรนิกำย เอกำทสกนิบำต (ภำษำไทย) ขุ.ขุ. (ไทย) = ขุททกนิกำย ขุททกปำฐะ (ภำษำไทย) ขุ.ธ. (ปำลิ) = ขุทฺทกนิกำย ธมฺมปทปำลิ (ภำษำบำลี) ขุ.ธ. (ไทย) = ขุททกนิกำย ธัมมปท (ภำษำไทย) ขุ.อุ. (ปำลิ) = ขุทฺทกนิกำย อุทำนปำลิ (ภำษำบำลี) ขุ.อุ. (ไทย) = ขุททกนิกำย อุทำน (ภำษำไทย) ขุ.อิติ. (ไทย) = ขุททกนิกำย อิติวุตตกะ (ภำษำไทย) ขุ.สุ. (ไทย) = ขุททกนิกำย สุตตนิบำต (ภำษำไทย) ขุ.เปต. (ไทย) = ขุททกนิกำย เปตวัตถุ (ภำษำไทย) ขุ.วิ. (ไทย) = ขุททกนิกำย วิมำนวัตถุ (ภำษำไทย) ขุ.ชำ. (ไทย) = ขุททกนิกำย ชำดก (ภำษำไทย) ขุ.จู. (ไทย) = ขุททกนิกำย จูฬนิเทส (ภำษำไทย) ขุ.ม. (ไทย) = ขุททกนิกำย มหำนิเทส (ภำษำไทย) ขุ.ป. (ปำลิ) = ขุทฺทกนิกำย ปฏิสมฺภิทำมคฺคปำลิ (ภำษำบำลี) ขุ.ป. (ไทย) = ขุททกนิกำย ปฏิสัมภิทำมรรค (ภำษำไทย) พระอภิธรรมปิฎก อภิ.สงฺ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี (ภำษำไทย) อภิ.วิ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก วิภังค์ (ภำษำไทย) อภิ.ธำ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก ธำตุกถำ (ภำษำไทย) อภิ.ปุ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก ปุคคลบัญญัติ (ภำษำไทย)
ง อภิ. ก. (ไทย) = อภิธรรมปิ ฎก กถำวัตถุ (ภำษำไทย) อภิ. ย. (ไทย) = อภิธรรมปิ ฎก ยมก (ภำษำไทย)
จ สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ค ำน ำ ก ค ำอธิบำยสัญลักษณ์และค ำย่อ ข สำรบัญ จ ชื่อวิชำ รหัส และหน่วยกิต ช รำยละเอียดของรำยวิชำ (มคอ.๓) ญ บทที่ ๑ ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกำรวิเครำะห์ตำมแนวพระไตรปิฎก ๒ ๑.๑ บทน ำ ๒ ๑.๒ ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกำรวิเครำะห์ ๓ ๑.๓ พระพุทธศำสนำ : ศำสนำแห่งกำรวิเครำะห์ ๔ ๑.๔ สำระส ำคัญกำรวิเครำะห์ตำมแนวพระไตรปิฎก ๕ ๑.๕ ทรงก ำหนดศีลให้ปฏิบัติแบบวิเครำะห์ ๑๐ ๑.๖ ประโยชน์จำกกำรวิเครำะห์ ๑๒ ๑.๗ คุณค่ำทำงจริยธรรมของกำรวิเครำะห์แนวพุทธ ๑๓ ๑.๘ สรุปท้ำยบท ๑๕ เอกสำรอ้ำงอิง ๑๖ บทที่ ๒ ประวัติควำมเป็นมำของพระไตรปิฎก ๑๙ ๒.๑ บทน ำ ๑๙ ๒.๒ พัฒนำกำรพระไตรปิฎก ๒๐ ๒.๓ โครงสร้ำงพระไตรปิฎก ๒๒ ๒.๔ ปกิณกะ พระไตรปิฎกฉบับภำษำไทย ๓๓ ๒.๕ ประโยชน์ของกำรศึกษำโครงสร้ำงพระไตรปิฎก ๔๑ ๒.๖ สรุปท้ำยบท ๔๑ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๒ ๔๔ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๒ ๔๕ บทที่ ๓ ไตรสิกขำในพระไตรปิฎก ๔๗ ๓.๑ บทน ำ ๔๗ ๓.๒ หลักไตรสิกขำ ๔๘ ๓.๓ วิเครำะห์กำรศึกษำตำมหลักไตรสิกขำ ๕๕ ๓.๔ กำรวัดผลและประเมินผลกำรศึกษำตำมหลักไตรสิกขำ ๖๖ ๓.๕ สรุปท้ำยบท ๖๗ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๓ ๖๙ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๓ ๗๐ บทที่ ๔ อริยสัจ ๔ ในพระไตรปิฎก ๗๒ ๔.๑ บทน ำ ๗๒
ฉ ๔.๒ แนวคิดเกี่ยวกับหลักอริยสัจ ๔ ๗ ๒ ๔.๓ กระบวนกำรของอริยสัจ ๔ ๗ ๕ ๔.๔ กำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้แบบอริยสัจ ๔ ๗๘ ๔.๕ หลักค ำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ ๘ ๐ ๔.๖ กิจในอริยสัจ ๔ ๘๗ ๔.๗ สรุปท้ำยบท ๘๙ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๔ ๙ ๐ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๔ ๙ ๑ บทที่ ๕ ไตรลักษณ์ในพระไตรปิฎก ๙ ๓ ๕.๑ บทน ำ ๙ ๓ ๕.๒ ควำมหมำยของไตรลักษณ์ ๙ ๔ ๕.๓ ควำมสัมพันธ์กันระหว่ำงไตรลักษณ์ ๙๙ ๕.๔ ค ำอธิบำยไตรลักษณ์ในคัมภีร์ ๑๐ ๐ ๕.๕ สิ่งปิดบังไตรลักษณ์ ๑๐๖ ๕.๖ สรุปท้ำยบท ๑๐๘ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๕ ๑๑ ๐ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๕ ๑๑ ๑ บทที่ ๖ ปฏิจจสมุปบำทในพระไตรปิฎก ๑๑ ๔ ๖.๑ บทน ำ ๑๑ ๔ ๖.๒ ปฏิจจสมุปบำทในพระไตรปิฎก ๑๑๕ ๖.๓ ปฏิจจสมุปบำทที่เป็นกฎธรรมชำติ ๑๒๘ ๖.๔ ปฏิจจสมุปบำทเป็นมัชฌิมำปฏิปทำ (ทำงสำยกลำง) ๑๒๙ ๖.๕ ประเภทของกำรแสดงปฏิจจสมุปบำท ๑๒๙ ๖.๖ ปฏิจจสมุปบำทเป็นธรรมลึกซึ้งโดยอำกำร ๔ ๑๓ ๐ ๖.๗ สรุปท้ำยบท ๑๓ ๒ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๖ ๑ ๓ ๔ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๖ ๑๓๕ บทที่ ๗ กรรมในพระไตรปิฎก ๑๓๗ ๗.๑ บทน ำ ๑๓๗ ๗.๒ ควำมหมำยและประเภทของกรรม ๑๓๙ ๗.๓ กำรให้ผลของกรรม ๑๔ ๒ ๗.๔ กรรมในฐำนะเป็นกฎธรรมชำติ ๑๔๗ ๗.๕ กรรมกับสังสำรวัฏ ๑๔๙ ๗.๖ สรุปท้ำยบท ๑๕ ๓ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๗ ๑ ๕ ๕ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๗ ๑ ๕ ๖
ช บทที่ ๘ จิต-วิญญำณ ในพระไตรปิฎก ๑๕๙ ๘.๑ บทน ำ ๑๕๙ ๘.๒ ควำมหมำยและควำมส ำคัญของจิต-วิญญำณ ๑๖๐ ๘.๓ จิต-วิญญำณในปฏิจจสมุปบำท ๑๖๕ ๘.๔ จิต-วิญญำณในขันธ์ ๕ ๑๖๙ ๘.๕ จิต-วิญญำณในทัศนคติของนักวิชำกำร ๑๗๓ ๘.๖ สภำวะกำรเกิดดับของจิต-วิญญำณ ๑๗๘ ๘.๗ สรุปท้ำยบท ๑๘๒ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๘ ๑๘๔ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๘ ๑๘๕ บทที่ ๙ นรก สวรรค์ ในพระไตรปิฎก ๑๘๘ ๙.๑ บทน ำ ๑๘๘ ๙.๒ นรกและสวรรค์ในพระพุทธศำสนำเถรวำท ๑๘๙ ๙.๓ ควำมส ำคัญของนรกและสวรรค์ในทัศนะของพระพุทธศำสนำ ๑๙๒ ๙.๔ ท่ำทีของพระพุทธศำสนำต่อเรื่องนรกและสวรรค์ ๑๙๕ ๙.๕ แนวทำงกำรปฏิบัติต่อเรื่องนรกและสวรรค์ในทัศนะของพระพุทธศำสนำ ๑๙๘ ๙.๖ สรุปท้ำยบท ๒๐๐ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๙ ๒๐๓ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๙ ๒๐๔ บทที่ ๑๐ สัตว์เดรัจฉำนในพระไตรปิฎก ๒๐๖ ๑๐.๑ บทน ำ ๒๐๖ ๑๐.๒ ประเภทของสัตว์ ๒๐๖ ๑๐.๓ บทบำทของสัตว์ในพระวินัยปิฎก ๒๐๙ ๑๐.๔ บทบำทของสัตว์ในพระสุตตันตปิฎก ๒๒๔ ๑๐.๕ บทบำทของสัตว์ในพระอภิธรรมปิฎก ๒๕๑ ๑๐.๖ สรุปท้ำยบท ๒๕๘ ค ำถำมท้ำยบทที่ ๑๐ ๒๖๐ เอกสำรอ้ำงอิง บทที่ ๑๐ ๒๖๑ บรรณำนุกรม ๒๖๓
ซ ชื่อวิชำ รหัส และหน่วยกิต ชื่อวิชำภำษำไทย พระไตรปิฎกวิเครำะห์ ชื่อวิชำภำษำอังกฤษ Tipitaka Analysis รหัสวิชำ ๖๐๐ ๑๐๑ จ ำนวนหน่วยกิต ๓ หน่วยกิต ค ำอธิบำยรำยวิชำ (course description) ศึกษำสำระและพัฒนำกำรของกำรรวบรวมพระธรรมวินัยเป็นพระไตรปิฎก โครงสร้ำง และ สำระสังเขปของพระไตรปิฎก วิเครำะห์หลักธรรมส ำคัญที่เป็นจุดมุ่งหมำยสูงสุด หลักธรรมที่เป็นประโยชน์ ส ำหรับใช้ในกำรด ำเนินชีวิตเพื่อกำรอยู่รวมกันอย่ำงสันติในสังคม จุดประสงค์กำรเรียนรู้ ๑. เพื่อให้นิสิต มีควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับประวัติ ควำมเป็นมำ และพัฒนำกำรของคัมภีร์ พระไตรปิฎก กำรจ ำแนกโครงสร้ำงและเนื้อหำสำระพระไตรปิฎก กำรรักษำ สืบทอดพระไตรปิฎกโดยมุข ปำฐะและลำยลักษณ์อักษร กำรจัดล ำดับคัมภีร์ทำงพระพุทธศำสนำ ควำมเป็นมำของพระไตรปิฎกใน ประเทศไทย และประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรศึกษำพระไตรปิฎก ๒. เพื่อให้นิสิตสำมำรถศึกษำค้นคว้ำพระไตรปิฎกจำกอดีต-ปัจจุบัน ๓. เพื่อให้นิสิตสำมำรถวิเครำะห์หลักค ำสอนส ำคัญในพระไตรปิฎก และพระสูตรที่ส ำคัญต่ำงๆใน พระไตรปิฎกได้ จุดประสงค์เชิงคุณธรรม จริยธรรม พัฒนำผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรมเพื่อให้สำมำรถด ำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมปกติสุข และ ท ำประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยผู้สอนพยำยำมสอดแทรกเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม ให้เกิดขึ้นไป พร้อมกับกำรศึกษำพระไตรปิฎก ประกอบด้วยคุณธรรมจริยธรรมตำมคุณสมบัติหลักสูตร ดังนี้ ๑. ตระหนักในคุณค่ำและคุณธรรม จริยธรรม เสียสละ และซื่อสัตย์สุจริต มีวินัยตรงต่อเวลำและ มีควำมรับผิดชอบต่อตนเองวิชำชีพและสังคม ๒. มีภำวะควำมเป็นผู้น ำและผู้ตำม สำมำรถท ำงำนเป็นทีมและสำมำรถแก้ไขข้อขัดแย้งและ ล ำดับควำมส ำคัญของปัญหำ ๓. เคำรพสิทธิและรับฟังควำมคิดเห็นของผู้อื่น รวมทั้งเคำรพในคุณค่ำและศักดิ์ศรีของควำมเป็น มนุษย์ ๔. เคำรพกฎระเบียบและข้อบังคับต่ำง ๆ ขององค์กรและสังคม
ฌ วิธีกำรสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส ำคัญ บรรยำย อภิปรำย กำรท ำงำนกลุ่ม กำรน ำเสนอรำยงำน กำรวิเครำะห์กรณีศึกษำในกำรน ำเสนอ ในห้องเรียน และมอบหมำยให้ค้นคว้ำหำบทควำมทำงวิชำกำร บทควำมวิจัยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยน ำมำ สรุปและน ำเสนอกำรศึกษำโดยใช้ประเด็นจำกพระไตรปิฎกมำศึกษำวิเครำะห์ และเน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลำง อุปกรณ์สื่อกำรสอน พระไตรปิฎก หนังสือ ต ำรำ บทควำม งำนวิจัย สื่ออินเทอร์เน็ต และโปรเจ็คเตอร์ กำรวัดผลสัมฤทธิ์ในกำรเรียน ๑ จิตพิสัย ๑๐ % ๒ กำรน ำเสนองำนที่มอบหมำย ๒ ๐% ๓ สอบกลำงภำค ๒ ๐% ๔ สอบปลำยภำค ๕๐ % รวม ๑๐๐ % กำรประเมินผลกำรเรียน กำรประเมินผลกำรเรียน ใช้เกณฑ์ดังนี้ ๙๐-๑๐๐ ระดับ A ๘๕-๘๙ ระดับ B+ ๘๐-๘๔ ระดับ B ๗๕-๗๙ ระดับ C+ ๗๐-๗๔ ระดับ C ๖๕-๖๙ ระดับ D+ ๖๐-๖๔ ระดับ D ต่ ำกว่ำ ๖๐ ระดับ F
ญ รำยละเอียดของรำยวิชำ Course Specification รำยวิชำ ๖๐๐ ๑๐๑ พระไตรปิฎกวิเครำะห์(มคอ.๓) ชื่อสถำบันอุดมศึกษำ มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย วิทยำเขต/คณะ/ภำควิชำ บัณฑิตศึกษำ วิทยำลัยสงฆ์ศรีสะเกษ สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ หมวดที่ ๑ ข้อมูลโดยทั่วไป ๑. รหัสและชื่อรำยวิชำ ๐๐ ๑๐๑ พระไตรปิฎกวิเครำะห์ (ภำษำไทย) Tipitaka Analysis (ภำษำอังกฤษ) ๒.จ ำนวนหน่วยกิต ๓ หน่วยกิต (๓-๐-๖) ๓. หลักสูตรและประเภทของรำยวิชำ พุทธศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ ประเภทรำยวิชำ หมวดวิชำบังคับ กลุ่มสำขำวิชำเอก ๔.อำจำรย์ผู้รับผิดชอบรำยวิชำและอำจำรย์ผู้สอน พระมหำขุนทอง เขมสิริ ป.ธ.๖, ดร. ๕. ภำคกำรศึกษำ / ชั้นปีที่เรียน ภำคกำรศึกษำที่ ๑/๒๕๕๙ ชั้นปีที่ ๑ ๖.รำยวิชำที่ต้องเรียนมำก่อน (Pre-requisite) (ถ้ำมี) ประวัติศำสตร์พระพุทธศำสนำ, พระไตรปิฎกศึกษำ, พระวินัยปิฎก, พระสุตตันตปิฎก, พระอภิธรรมปิฎก ๗.รำยวิชำที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ำมี) ๘.สถำนที่เรียน บัณฑิตศึกษำ มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย วิทยำลัยสงฆ์ศรีสะเกษ ๙.วันที่จัดท ำหรือปรับปรุงรำยละเอียดของรำยวิชำครั้งล่ำสุด ๒๐ พฤษภำคม ๒๕๕๙ หมวดที่ ๒ จุดมุ่งหมำยและวัตถุประสงค์ ๑. จุดมุ่งหมำยของรำยวิชำ ๑.๑ เพื่อให้นิสิต มีควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับประวัติ ควำมเป็นมำ และพัฒนำกำรของคัมภีร์ พระไตรปิฎก กำรจ ำแนกโครงสร้ำงและเนื้อหำสำระพระไตรปิฎก กำรรักษำ สืบทอดพระไตรปิฎกโดยมุขปำฐะ และลำยลักษณ์อักษร กำรจัดล ำดับคัมภีร์ทำงพระพุทธศำสนำ ควำมเป็นมำของพระไตรปิฎกในประเทศไทย และประโยชน์ที่ได้รับจำกกำรศึกษำพระไตรปิฎก ๑.๒ เพื่อให้นิสิตสำมำรถศึกษำค้นคว้ำพระไตรปิฎกจำกอดีต-ปัจจุบัน ๑.๓ เพื่อให้นิสิตสำมำรถวิเครำะห์หลักค ำสอนส ำคัญในพระไตรปิฎก และพระสูตรที่ส ำคัญต่ำงๆใน พระไตรปิฎกได้
ฎ จุดประสงค์ของรำยวิชำ หลังเรียนจบรำยวิชำนี้แล้ว ผู้เรียนสำมำรถ ๒.๑ อธิบำยควำมหมำย ประวัติควำมเป็นมำและพัฒนำกำรของพระไตรปิฎกในแต่ละยุคได้ ๒.๒ อธิบำยโครงสร้ำงพระไตรปิฎกทั้ง ๓ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎกได้ ๒.๓ สำมำรถน ำหลักธรรมที่ได้จำกกำรศึกษำในคัมภีร์พระไตรปิฎกมำประยุกต์ใช้ในกำรด ำเนินชีวิตได้อย่ำง เหมำะสม ๒.๔ สำมำรถเผยแผ่หลักธรรมที่ปรำกฏในพระไตรปิฎกสู่ประชำชนได้ ๒.๕ ตระหนักเห็นคุณค่ำของภำษำที่ใช้ในกำรจำรึกพระไตรปิฎกในฐำนะภำษำที่สื่อหรือถ่ำยทอดแนวคิด ของศำสนำ ปรัชญำ ประวัติศำสตร์ วัฒนธรรม และประเพณีที่ดีงำมในทำงพระพุทธศำสนำ ๒.๖ สำมำรถอธิบำยโครงสร้ำงพระไตรปิฎกได้ และสำมำรถอธิบำยหลักค ำสอนที่ส ำคัญในพระไตรปิฎกได้ ๒. วัตถุประสงค์ในกำรพัฒนำ/ปรับปรุงรำยวิชำ ๒.๑ ด ำเนินกำรท ำสื่อกำรเรียนกำรสอนโดย e-learning และกระบวนกำรสืบค้นพระไตรปิฎกทำง คอมพิวเตอร์ ๒.๒ ปรับปรุงเนื้อหำกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมองค์ควำมรู้และเทคโนโลยีสำรสนเทศสมัยใหม่ ๒.๓ จัดให้มีกำรประเมินรำยวิชำที่เป็นระบบตำมหลักกำรทำงพระพุทะศำสนำเพื่อใช้เป็นฐำนกำรปรับปรุง กำรสืบค้นหำข้อมูล องค์ควำมรู้จำกพระไตรปิฎก หมวดที่ ๓ ลักษณะและกำรด ำเนินกำร ๑. ค ำอธิบำยรำยวิชำ ศึกษำสำระและพัฒนำกำรของกำรรวบรวมพระธรรมวินัยเป็นพระไตรปิฎก โครงสร้ำง และสำระสังเขป ของพระไตรปิฎก วิเครำะห์หลักธรรมส ำคัญที่เป็นจุดมุ่งหมำยสูงสุด หลักธรรมที่เป็นประโยชน์ส ำหรับใช้ในกำร ด ำเนินชีวิตเพื่อกำรอยู่รวมกันอย่ำงสันติในสังคม ๒. จ ำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภำคกำรศึกษำ บรรยำย สอนเสริม กำรฝึกปฏิบัติ/งำน ภำคสนำม/กำรฝึกงำน กำรศึกษำด้วย ตนเอง บรรยำย ๔๒ ชั่วโมงต่อ ภำคกำรศึกษำ สอนเสริมตำมควำมต้องกำร ของนิสิตเฉพำะรำย ไม่มีกำรฝึกปฏิบัติงำน ภำคสนำม ๖ ชั่วโมงต่อ สัปดำห์ ๓. จ ำนวนชั่วโมงต่อสัปดำห์ที่อำจำรย์ให้ค ำปรึกษำและแนะน ำทำงวิชำกำรแก่นิสิตเป็นรำยบุคคล - อำจำรย์ประจ ำรำยวิชำ ประกำศเวลำให้ค ำปรึกษำในห้องเรียน ผ่ำนอินเตอร์เน็ต Line Facebook และ คลินิกวิจัยของบัณฑิตศึกษำ - อำจำรย์จัดเวลำให้ค ำปรึกษำเป็นรำยบุคคล หรือ รำยกลุ่มตำมควำมต้องกำร ๑ ชั่วโมงต่อสัปดำห์ (เฉพำะ รำยที่ต้องกำร)
ฏ หมวดที่ ๔ กำรพัฒนำกำรเรียนรู้ของนิสิต ๑. คุณธรรม จริยธรรม ๑.๑ คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนำ พัฒนำผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรมเพื่อให้สำมำรถด ำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมปกติสุข และท ำ ประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยผู้สอนพยำยำมสอดแทรกเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรม ให้เกิดขึ้นไปพร้อมกับ กำรศึกษำพระไตรปิฎก ประกอบด้วยคุณธรรมจริยธรรมตำมคุณสมบัติหลักสูตร ดังนี้ -ตระหนักในคุณค่ำและคุณธรรม จริยธรรม เสียสละ และซื่อสัตย์สุจริต มีวินัยตรงต่อเวลำและมี ควำมรับผิดชอบต่อตนเองวิชำชีพและสังคม -มีภำวะควำมเป็นผู้น ำและผู้ตำม สำมำรถท ำงำนเป็นทีมและสำมำรถแก้ไขข้อขัดแย้งและล ำดับ ควำมส ำคัญของปัญหำ -เคำรพสิทธิและรับฟังควำมคิดเห็นของผู้อื่น รวมทั้งเคำรพในคุณค่ำและศักดิ์ศรีของควำมเป็นมนุษย์ -เคำรพกฎระเบียบและข้อบังคับต่ำงๆ ขององค์กรและสังคม ๑.๒ วิธีกำรสอน - บรรยำยพร้อมยกตัวอย่ำงกรณีศึกษำเกี่ยวกับประเด็นทำงจริยธรรมที่เกี่ยวข้องในกำรศึกษำวิชำ พระไตรปิฎก - กำรใช้สื่อประกอบกำรสอน - กำรอภิปรำยกลุ่ม และกำรน ำเสนอรำยงำน - ก ำหนดให้นิสิตหำตัวอย่ำงจำกพระไตรปิฎกที่เกี่ยวข้อง - กำรอธิบำยหลักธรรม ๑.๓ วิธีกำรประเมินผล - พฤติกรรมกำรเข้ำเรียน และส่งงำนที่ได้รับมอบหมำยตำมขอบเขตที่ให้และตรงเวลำ - ผลงำนมีกำรจัดท ำอย่ำงเป็นระบบ (มีกำรอ้ำงอิงเอกสำร อย่ำงถูกต้องและเหมำะสม) - ประเมินผลกำรวิเครำะห์กรณีศึกษำจำกพระไตรปิฎก - ประเมินผลกำรน ำเสนอรำยงำนที่มอบหมำย ๒. ควำมรู้ ๒.๑ ควำมรู้ที่ต้องได้รับ นิสิตมีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับประวัติควำมเป็นมำ โครงสร้ำง หลักกำรที่ส ำคัญในพระไตรปิฎก สำมำรถน ำหลักธรรมและสำระจำกพระไตรปิฎกมำประยุกต์กับสังคม ๒.๒ วิธีกำรสอน บรรยำย อภิปรำย กำรท ำงำนกลุ่ม กำรน ำเสนอรำยงำน กำรวิเครำะห์กรณีศึกษำในกำรน ำเสนอใน ห้องเรียนและมอบหมำยให้ค้นคว้ำหำบทควำมทำงวิชำกำร บทควำมวิจัยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยน ำมำสรุปและ น ำเสนอกำรศึกษำโดยใช้ประเด็นจำกพระไตรปิฎกมำศึกษำวิเครำะห์ และเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลำง ๒.๓ วิธีกำรประเมินผล - ทดสอบย่อย สอบกลำงภำค สอบปลำยภำค ด้วยข้อสอบที่เน้นกำรวัดหลักกำรและทฤษฎีที่เรียนรู้ - กำรน ำเสนอสรุป กำรอ่ำน จำกกำรศึกษำค้นคว้ำ และวิเครำะห์กรณีศึกษำ
ฐ ๓. ทักษะทำงปัญญำ ๓.๑ ทักษะทำงปัญญำที่ต้องพัฒนำ พัฒนำควำมสำมำรถในกำรคิดอย่ำงมีวิจำรณญำณเป็นระบบ มีกำรวิเครำะห์ เพื่อกำรป้องกันและ แก้ไขปัญหำอย่ำงสร้ำงสรรค์ โดยสำมำรถยกกรณีจำกพระไตรปิฎกมำวิเครำะห์เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ๓.๒ วิธีกำรสอน - มอบหมำยให้นิสิตค้นคว้ำข้อมูลและน ำเสนอผลกำรศึกษำ - อภิปรำยกลุ่ม - วิเครำะห์กรณีศึกษำ - กำรสะท้อนแนวคิดจำกกำรวิเครำะห์ ๓.๓ วิธีกำรประเมินผล - สอบกลำงภำค และปลำยภำค โดยเน้นข้อสอบที่มีกำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์ หรือวิเครำะห์แนวคิด หลักธรรมที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎก - กำรน ำเสนอกำรวิเครำะห์กรณีศึกษำ - สังเกตพฤติกรรมกำรวิเครำะห์งำน และประเมินโดยกำรสังเกตกำรท ำงำนทั้งรำยบุคคลและกลุ่ม ๔. ทักษะควำมสัมพันธ์ระหว่ำงบุคคลและควำมรับผิดชอบ ๔.๑ ทักษะควำมสัมพันธ์ระหว่ำงบุคคลและควำมรับผิดชอบที่ต้องพัฒนำ - พัฒนำทักษะในกำรสร้ำงสัมพันธภำพระหว่ำงผู้เรียนด้วยกัน - พัฒนำควำมเป็นผู้น ำและผู้ตำมในกำรท ำงำนเป็นทีม - พัฒนำกำรเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีควำมรับผิดชอบในงำนที่มอบหมำยให้ครบถ้วนตำมก ำหนดเวลำ ๔.๒ วิธีกำรสอน - จัดกิจกรรมกลุ่มในกำรวิเครำะห์กรณีศึกษำ - มอบหมำยงำนเป็นกลุ่ม และรำยบุคคล หรือ อ่ำนบทควำมงำนวิจัย บทควำมที่เกี่ยวข้องกับรำยวิชำ - กำรน ำเสนอรำยงำนหรือผลงำนกำรศึกษำ ๔.๓ วิธีกำรประเมินผล - ประเมินจำกพฤติกรรมที่แสดงออกขณะเรียนและปฏิบัติงำนกลุ่ม - สังเกตพฤติกรรมกำรท ำงำนเป็นทีม และรูปแบบกำรน ำเสนอผลงำน - รำยงำนกำรศึกษำด้วยตนเอง (รำยงำนสรุปรวมยอดควำมรู้) ๕. ทักษะกำรวิเครำะห์เชิงตัวเลข กำรสื่อสำร และกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศ ๕.๑ ทักษะกำรวิเครำะห์เชิงตัวเลข กำรสื่อสำร และกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศที่ต้องพัฒนำ - ทักษะในกำรสื่อสำรทั้งกำรพูด กำรฟัง กำรเขียน โดยกำรท ำรำยงำน และน ำเสนอในชั้นเรียน - ทักษะในกำรวิเครำะห์ข้อมูลจำกกรณีศึกษำ - ทักษะในกำรสืบค้นข้อมูลทำงคอมพิวเตอร์/อินเทอร์เน็ต เพื่อท ำรำยงำน - ทักษะกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศเชื่อมโยงในกำรสื่อสำรกลุ่ม และกำรส่งงำนทำงอีเมล์ - ทักษะในกำรน ำเสนอรำยงำนโดยใช้รูปแบบ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่เหมำะสม
ฑ ๕.๒ วิธีกำรสอน - แนะน ำให้ศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง จำก website สื่อกำรสอน e-learning และมอบหมำยงำน โดย เน้นกำรน ำตัวเลข หรือมีสถิติอ้ำงอิง จำกแหล่งที่มำข้อมูลที่น่ำเชื่อถือ - กำรอภิปรำย และกำรเสนอโดยใช้รูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมำะสม ในกำรค้นหำข้อมูลจำก พระไตรปิฎกฉบับคอมพิวเตอร์ ๕.๓ วิธีกำรประเมินผล - ประเมินจำกกำรจัดท ำรำยงำน ใบงำน และรูปแบบกำรน ำเสนองำนด้วยสื่อเทคโนโลยี - ประเมินจำกกำรมีส่วนร่วมในกำรอภิปรำยและวิธีกำรอภิปรำย หมวดที่ ๕ แผนกำรสอนและกำรประเมินผล ๑. แผนกำรสอน สัปดำห์ที่ หัวข้อ/รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำร สอน สื่อที่ใช้ (ถ้ำมี) ผู้สอน ๑-๒ ๑. แนะน ำแผนกำรสอนและสังเขป รำยวิชำ ๒. ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกำร วิเครำะห์ตำมแนวพระไตรปิฎก ๒.๑ ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกำร วิเครำะห์ ๒.๒ พระพุทธศำสนำ : ศำสนำแห่ง กำรวิเครำะห์ ๒.๓ สำระส ำคัญกำรวิเครำะห์ตำม แนวพระไตรปิฎก ๒.๔ ทรงก ำหนดศีลให้ปฏิบัติแบบ วิเครำะห์ ๒.๕ ประโยชน์จำกกำรวิเครำะห์ ๒.๖ คุณค่ำทำงจริยธรรมของกำร วิเครำะห์แนวพุทธ ๓ บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point เอกสำรประกอบ กำรสอน กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๓-๔ ป ร ะ วั ติ ค ว ำ ม เ ป็ น ม ำ ข อ ง พระไตรปิฎก ๓.๑ พัฒนำกำรพระไตรปิฎก ๓.๒ โครงสร้ำงพระไตรปิฎก ๔.๑ ปกิณกะ พระไตรปิฎกฉบับ ภำษำไทย ๓ บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point เอกสำรประกอบ กำรสอน กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร.
ฒ สัปดำห์ที่ หัวข้อ/รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำร สอน สื่อที่ใช้ (ถ้ำมี) ผู้สอน ๔ .๒ ป ร ะโ ย ชน์ ของก ำ รศึ กษ ำ โครงสร้ำงพระไตรปิฎก ๕ ไตรสิกขำในพระไตรปิฎก ๑. หลักไตรสิกขำ ๒. วิเครำะห์กำรศึกษำตำมหลัก ไตรสิกขำ ๓ . ก ำ ร วั ด ผ ล แ ล ะป ร ะเมิน ผ ล กำรศึกษำตำมหลักไตรสิกขำ ๓ น ำเสนอรำยงำนกลุ่ม บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๖ อริยสัจ ๔ ในพระไตรปิฎก ๑. แนวคิดเกี่ยวกับหลักอริยสัจ ๔ ๒. กระบวนกำรของอริยสัจ ๔ ๓. กำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้แบบ อริยสัจ ๔ ๔. หลักค ำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ ๕. กิจในอริยสัจ ๔ ๓ น ำเสนอรำยงำนกลุ่ม บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๗ ไตรลักษณ์ในพระไตรปิฎก ๑. ควำมหมำยของไตรลักษณ์ ๒. ควำมสัมพันธ์กันระหว่ำงไตร ลักษณ์ ๓. ค ำอธิบำยไตรลักษณ์ในคัมภีร์ ๔. สิ่งปิดบังไตรลักษณ์ ๓ บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๘ สอบกลำงภำค ๓ สอบอัตนัย/ปำกเปล่ำ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๙ ปฏิจจสมุปบำทในพระไตรปิฎก ๑. ปฏิจจสมุปบำทในพระไตรปิฎก ๒ . ป ฏิ จ จ ส มุ ป บ ำ ท ที่ เ ป็ น ก ฎ ธรรมชำติ ๓ . ป ฏิ จ จ ส มุ ป บ ำ ท เ ป็ น มัชฌิมำปฏิปทำ (ทำงสำยกลำง) ๔. ประเภทของกำรแสดงปฏิจจสมุป บำท ๕. ปฏิจจสมุปบำทเป็นธรรมลึกซึ้ง โดยอำกำร ๔ ๓ บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร.
ณ สัปดำห์ที่ หัวข้อ/รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำร สอน สื่อที่ใช้ (ถ้ำมี) ผู้สอน ๑๐ กรรมในพระไตรปิฎก ๑. ควำมหมำยและประเภทของ กรรม ๒. กำรให้ผลของกรรม ๓. กรรมในฐำนะเป็นกฎธรรมชำติ ๔. กรรมกับสังสำรวัฏ ๓ น ำเสนอรำยงำนกลุ่ม บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๑๑ จิต-วิญญำณ ในพระไตรปิฎก ๑. ควำมหมำยและควำมส ำคัญของ จิต-วิญญำณ ๒. จิต-วิญญำณในปฏิจจสมุปบำท ๓. จิต-วิญญำณในขันธ์ ๕ ๔ . จิต-วิญญ ำณในทัศนคติของ นักวิชำกำร ๕ . สภ ำ ว ะก ำ รเกิดดับของจิตวิญญำณ ๓ บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๑๒-๑๓ นรก สวรรค์ ในพระไตรปิฎก ๑ . น ร ก แ ล ะ ส ว ร ร ค์ ใ น พระพุทธศำสนำเถรวำท ๒. ควำมส ำคัญของนรกและสวรรค์ ในทัศนะของพระพุทธศำสนำ ๓. ท่ำทีของพระพุทธศำสนำต่อเรื่อง นรกและสวรรค์ ๔. แนวทำงกำรปฏิบัติต่อเรื่องนรก แ ล ะ ส ว ร ร ค์ ใ น ทั ศ น ะ ข อ ง พระพุทธศำสนำ ๓ บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๑๔-๑๕ สัตว์เดรัจฉำนในพระไตรปิฎก ๑. ประเภทของสัตว์ ๒. บทบำทของสัตว์ในพระวินัยปิฎก ๓ . บ ท บ ำ ท ข อง สั ต ว์ ใ น พ ร ะ สุตตันตปิฎก ๔. บทบำทของสัตว์ในพระอภิธรรม ปิฎก ๓ บรรยำย ประกอบสื่อ Power Point กำรยกตัวอย่ำง ถำม-ตอบ พ.ม.ขุนทอง เขมสิริ,ดร. ๑๖ สอบปลำยภำค ๓ สอบอัตนัย/ปำกเปล่ำ
ด ๒. แผนกำรประเมินผลกำรเรียนรู้ ที่ ผลกำรเรียนรู้ วิธีกำรประเมิน สัปดำห์ที่ประเมิน สัดส่วนของกำร ประเมินผล ๑ ๑.๑, ๑.๖, ๑.๗ ๒.๑, ๒.๔- ๒.๖ ๓.๒ สอบกลำงภำค สอบปลำยภำค (ข้อสอบกลำง) ๘ ๑๖ ๒๐% ๔๐% ๒ ๑.๑, ๑.๖, ๑.๗ ๒.๑, ๒.๔- ๒.๖ ๓.๒, ๓.๔, ๔.๑, ๔.๖, วิเครำะห์กรณีศึกษำ ค้นคว้ำ กำรน ำเสนอ รำยงำน กำรท ำงำนกลุ่มและผลงำน กำรอ่ำนและสรุปบทควำม กำรส่งงำนตำมที่มอบหมำย ตลอดภำค กำรศึกษำ ๒๐% ๓ ๑.๑-๑.๗ ๓.๑ กำรเข้ำชั้นเรียน กำรมีส่วนร่วม อภิปรำย เสนอควำม คิดเห็น ในชั้นเรียน ตลอดภำคกำรศึกษำ ๒๐% หมวดที่ ๖ ทรัพยำกรประกอบกำรเรียนกำรสอน ๑. เอกสำรและต ำรำหลัก พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พระไตรปิฎกสิ่งที่ชำวพุทธต้องรู้. กรุงเทพมหำนคร: ส ำนักพิมพ์จันเพ็ญ, ๒๕๕๔. พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนำนุกรมพุทธศำสตร์ ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์ มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๕๔. พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). รู้จักพระไตรปิฎกเพื่อเป็นชำวพุทธที่แท้จริง. กรุงเทพมหำนคร: มูลนิธิพุทธ ธรรม, ๒๕๔๓. ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธิ์นันท์. ข้อสังเกตบำงประกำรเกี่ยวกับพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหำนคร: มหำมกุฎรำช วิทยำลัย, ๒๕๓๖. คณำจำรย์ มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. พระไตรปิฎกศึกษำ. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์มหำจุฬำ ลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๕๑. มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. พระไตรปิฎกภำษำบำลี ฉบับมหำจุฬำเตปิฏก ๒๕๐๐. กรุงเทพมหำนคร: โรง พิมพ์มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๓๕. มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. พระไตรปิฎกภำษำไทย ฉบับมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๓๙. มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. อรรกถำภำษำบำลี ฉบับมหำจุฬำอฏฺฐกถำ. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์มหำจุฬำ ลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๓๙.
ต มหำมกุฏรำชวิทยำลัย. ปำลีสฺยำมรสฺส เตปิฏกฺ ๒๔๗๐. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์มหำมกุฎรำชวิทยำลัย, ๒๕๕๓. มหำมกุฏรำชวิทยำลัย. พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถำ แปล ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์มหำมกุฎ รำชวิทยำลัย, ๒๕๓๔. มหำมกุฏรำชวิทยำลัย. อรรถกถำภำษำบำลี ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์มหำมกุฎรำชวิทยำลัย, ๒๕๓๔. มหำมกุฏรำชวิทยำลัย. สมนฺตปำสำทิกำ วินยฏฺฐกถำย ปฐโม-ตติโย ภำโค. เทวมหำนคร : มหำมกุฎรำชวิทฺยำล เย คนฺถำธิกำรตฺเถเรหิ ปุนปิ โสธิตำ ๒๕๒๕ พฺธสเก มุทฺทิตำ. มหำมกุฏรำชวิทยำลัย. ธมฺมปทฎฺฐกถำ ปฐโม-อฏฺฐโม ภำโค. เทวมหำนคร : มหำมกุฎรำชวิทฺยำลเย คนฺถำธิ กำรตฺเถเรหิ ปุนปิ โสธิตำ ๒๕๔๙ พฺธสเก มุทฺทิตำ. มหำมกุฏรำชวิทยำลัย. พระธีมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๑-๘. กรุงเทพมหำนคร: มหำมกุฎรำชวิทยำลัย, ๒๕๕๐. ๒. เอกสำรและข้อมูลส ำคัญ บรรจบ บรรณรุจิ. ผลงำนของพระพุทธโฆสำจำรย์. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๔๐. รังสี สุทนต์. เอกสำรประกอบกำรบรรยำยวิชำ พระไตรปิฎกวิเครำะห์. บัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยมหำจุฬำ- ลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๕๔. สมิทธิพล เนตรนิมิต. เอกสำรค ำสอนพระไตรปิฎกวิเครำะห์. บัณฑิตวิทยำลัย มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณ รำชวิทยำลัย พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี. เสนำะ ผดุงฉัตร. ควำมรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดีบำลี Introduction to Bali Literature. กรุงเทพมหำนคร:โรง พิมพ์มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย, ๒๕๓๒. มหำวิทยำลัยมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. วรรณคดีบำลี. บำลีครั้งที่ ๑. กรุงเทพมหำนคร: โรงพิมพ์ไทยรำยวัน กำรพิมพ์, ๒๕๕๒. หมวดที่ ๗ กำรประเมินและปรับปรุงกำรด ำเนินกำรของรำยวิชำ ๑. กลยุทธ์กำรประเมินประสิทธิผลของรำยวิชำโดยนิสิต กำรประเมินประสิทธิผลในรำยวิชำนี้ ที่จัดท ำโดยนิสิต ได้จัดกิจกรรมในกำรน ำแนวคิดและควำมเห็นจำก นิสิตได้ดังนี้ - กำรสนทนำกลุ่มระหว่ำงผู้สอนและผู้เรียน - กำรสังเกตกำรณ์จำกพฤติกรรมของผู้เรียน - แบบประเมินผู้สอน และแบบประเมินรำยวิชำ - ขอเสนอแนะผ่ำนระบบ online ของวิทยำลัย ที่อำจำรย์ผู้สอนได้จัดท ำเป็นช่องทำงกำรสื่อสำรกับนิสิต ๒. กลยุทธ์กำรประเมินกำรสอน ในกำรเก็บข้อมูลเพื่อประเมินกำรสอน ได้มีกลยุทธ์ ดังนี้ - กำรสังเกตกำรณ์สอนของผู้ร่วมทีมกำรสอน
ถ - ผลกำรสอบของนิสิต และรำยงำนสรุปพัฒนำกำรของนิสิต - กำรทวนสอบผลประเมินกำรเรียนรู้ ๓. กำรปรับปรุงกำรสอน หลังจำกผลกำรประเมินกำรสอนในข้อ ๒ จึงมีกำรปรับปรุงกำรสอน โดยกำรจัดกิจกรรมในกำรระดม สมอง และหำข้อมูลเพิ่มเติมในกำรปรับปรุงกำรสอน ดังนี้ - สัมมนำกำรจัดกำรเรียนกำรสอน - กำรวิจัยในและนอกชั้นเรียน ๔. กำรทวนสอบมำตรฐำนผลสัมฤทธิ์ของนิสิตในรำยวิชำ ในระหว่ำงกระบวนกำรสอนรำยวิชำ มีกำรทวนสอบผลสัมฤทธิ์ในรำยหัวข้อ ตำมที่คำดหวังจำกกำร เรียนรู้ในวิชำ ได้จำก กำรสอบถำมนิสิต หรือกำรสุ่มตรวจผลงำนของนิสิต รวมถึงพิจำรณำจำกผลกำรทดสอบ ย่อย และหลังกำรออกผลกำรเรียนรำยวิชำ มีกำรทวนสอบผลสัมฤทธิ์โดยรวมในวิชำได้ดังนี้ - กำรทวนสอบกำรให้คะแนนจำกกำรสุ่มตรวจผลงำนของนักศึกษำโดยอำจำรย์อื่น หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ ไม่ใช่อำจำรย์ประจ ำหลักสูตร - มีกำรตั้งคณะกรรมกำรในสำขำวิชำ ตรวจสอบกำรประเมินกำรเรียนรู้ของนักศึกษำ โดยตรวจสอบ ข้อสอบ รำยงำน วิธีกำรให้คะแนนสอบ และกำรให้คะแนนพฤติกรรม ๕. กำรด ำเนินกำรทบทวนและกำรวำงแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรำยวิชำ จำกผลกำรประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธิ์ประสิทธิผลรำยวิชำ ได้มีกำรวำงแผนกำรปรับปรุงกำรสอน และรำยละเอียดวิชำ เพื่อให้เกิดคุณภำพมำกขึ้น ดังนี้ - ปรับปรุงรำยวิชำทุก ๓ ปี หรือตำมข้อเสนอแนะและผลกำรทวนสอบมำตรฐำนผลสัมฤทธิ์ตำมข้อ ๔ - เปลี่ยนหรือสลับอำจำรย์ผู้สอน เพื่อให้นักศึกษำมีมุมมองในเรื่องกำรประยุกต์ควำมรู้นี้กับปัญหำที่มำ จำกงำนวิจัยของอำจำรย์หรือแนวคิดใหม่ๆ
แผนการสอนประจ าสัปดาห์ที่ ๑-๒ สาระส าคัญ มีความเห็นอยู่ ๒ แนวทางเกี่ยวกับการแบ่งหมวดหมู่พระไตรปิฎก ว่าเริ่มมีการแบ่งหมวดหมู่ เป็น ๓ หมวด หรือที่เรียกว่า พระไตรปิฎกนี้ในช่วงเวลาใด บางต าราแสดงความเห็นว่าในการ สังคายนาครั้งที่ ๑ และ ๒ ได้มีการช าระทั้งธรรมและวินัยครบ ๓ หมวด แต่ไม่ได้มีการกล่าวถึง ค าว่า ปิฎกไว้เลย ใช้ค าว่า ธรรม และ วินัย โดยให้ความเห็นไว้ว่า ได้รวมพระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรม ปิฎกไว้ในหมวดเดียวกัน คือ หมวดธรรม รวมเรียกทั้งหมดว่า “ธรรม และ วินัย” จึงมีความเห็นว่า การแบ่งหมวดหมู่พระไตรปิฎกเป็น ๓ หมวดนี้ อาจเริ่มมีมาตั้งแต่การสังคายนาครั้งที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๔) เป็นต้นมา แต่ถ้าอ้างอิงตามหลักฐานของคัมภีร์อรรถกถาพระวินัยปิฎก (คัมภีร์สมันตปาสาทิกา) ผลงานของท่านพระพุทธโฆษาจารย์แล้ว ท่านถือว่าการแบ่งหมวดหมู่พระไตรปิฎกเป็น ๓ หมวดนี้ มี มาตั้งแต่การสังคายนาครั้งที่ ๑ เป็นต้นมา ดังรายละเอียดที่จะได้กล่าวต่อไปนี้ ขอบข่ายเนื้อหา • บทน า • ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ • พระพุทธศาสนา : ศาสนาแห่งการวิเคราะห์ • สาระส าคัญการวิเคราะห์ตามแนวพระไตรปิฎก - ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มีลักษณะวิเคราะห์ - วิธีสอนธรรมของพระพุทธเจ้ามีลักษณะวิเคราะห์ • ทรงก าหนดศีลให้ปฏิบัติแบบวิเคราะห์ • ประโยชน์จากการวิเคราะห์ • คุณค่าทางจริยธรรมของการวิเคราะห์แนวพุทธ • สรุปท้ายบท วัตถุประสงค์การเรียนประจ าบท เมื่อศึกษาเนื้อหาในบทนี้แล้ว ผู้ศึกษาสามารถ ๑. อธิบายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ได้ ๒. อธิบายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาแห่งการวิเคราะห์ได้ ๓. อธิบายสาระส าคัญของการวิเคราะห์ตามแนวพระไตรปิฎกได้ ๔. อธิบายคุณค่าทางจริยธรรมของการวิเคราะห์แนวพุทธได้
๒ บทที่ ๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ตามแนวพระไตรปิฎก ๑.๑ บทน า ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้นในโลก มนุษย์ทั้งหลายได้พากันหาที่พึ่งเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ เช่น ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ า พระอาทิตย์ พระจันทร์ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ดิน ลม ไฟ๑ เนื่องจากความกลัวภัย ต่างๆ ตามธรรมชาติเหล่านี้จะท าอันตรายต่อตนเองและครอบครัว รวมไปถึงญาติพี่น้องหรือสัตว์เลี้ยง ของตน๒ ซึ่งมีความเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ให้คุณให้โทษแก่มวลมนุษย์จึงพากันนับถือบูชาตามบรรพบุรุษที่ได้ กระท าสืบต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน ครั้นต่อมาเมื่อมีการพัฒนาความเชื่อ โดยการที่มีผู้ติดต่อกับเทพ เจ้าหรือผีได้ด้วยการทรงเจ้า หรือด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์๓ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ท าการ ท านายทายทักว่าหากสร้างสิ่งประดิษฐ์แล้วบูชากันขึ้น เทพหรือผีจะน าความสุขมาสู่ตนได้ จึงเกิดการ สร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น เทวรูป ทองเหลือง ทองหล่อ รูปปั้น รูปหล่อต่างๆ นับแต่นั้นมามนุษย์กลุ่ม นี้จึงมีความเชื่อในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสหลักค าสอนในการเข้าถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์ไว้ว่า “บุคคลใดเข้าถึง พระ พุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยสัจ ๔ หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้” ๔ ดังในปฐม สรณานิสักกสูตร ความว่า เจ้าสรณานิศากยะพระองค์ชอบเสวยน้ าจัณฑ์ ครั้นเมื่อพระองค์ก าลังจะ สวรรคตด้วยจิตที่มีสติระลึกถึงความเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนาจึงได้ก าหนดสมาทานศีลให้บริบูรณ์ ใช้หลักการปฏิบัติพุทธานุสสติธัมมานุสสติ สังฆานุสสติเป็นอารมณ์ ด้วยจิตที่ศรัทธายึดมั่นในการ เข้าถึงพระรัตนตรัย ก่อนสวรรคตพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าได้เข้าถึงธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ า มีความแน่นอนที่จะส าเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ด้วยเพราะเหตุเป็นผู้เข้าถึงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะตลอดกาล๕ การเข้าถึงพระรัตนตรัยมีผลอานิสงส์มากเป็นอจินไตย สมจริงดังพระด ารัสที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ดังนี้ว่า บุคคลที่เข้าถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะจะไม่ไปสู่อบายภูมิ ครั้นตายแล้ว จะเกิดในหมู่เทพ๖ ดังประวัติในอดีตชาติของ พระสรณคมนิยเถระ ท่านเป็นอาชีวกลงเรือไปกับภิกษุ ครั้นเมื่อเรือก าลังจะ อับปางภิกษุรูปนั้นได้ให้รับพระรัตนตรัยไว้เป็นที่พึ่งนับแต่นั้นมาจึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ เข้าถึงพระรัตนตรัยของปุถุชน ซึ่งเรื่องที่ได้กล่าวมานี้เป็นการกล่าวถึงเหตุเบื้องต้นที่ผู้เขียนจะน าไปสู่ เนื้อหาต่างๆ ที่เชื่อมโยงถึงหลักการวิเคราะห์พระไตรปิฎกในล าดับต่อไป ๑ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ), ปฏิวัติความงมงายเลิกเชื่อไร้เหตุผลพึ่งตนเองและพึ่งธรรมะ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ธรรมสภา, ๒๕๔๐), หน้า ๑๕๗. ๒ พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตฺญาโณ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๕, (นครปฐม : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘), หน้า ๘. ๓ พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ), ปฏิวัติความงมงายเลิกเชื่อไร้เหตุผลพึ่งตนเองและพึ่งธรรมะ, หน้า ๖. ๔ มหามกุฏราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกและอรรถกถา แปล เล่ม ๑๑, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (นครปฐม : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หน้า ๔๑๓. ๕ ส .ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๒๐/๒๒๙. ๖ มหามกุฏราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกและอรรถกถา แปล เล่ม ๑๗, หน้า ๑๖.
๓ ๑.๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ “การวิเคราะห์” (analysis) หมายถึง “การแยกออกเป็นส่วนๆ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้” ๗ ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้อย่างหนึ่งในแทบทุกสาขา ของมนุษย์ ยกตัวอย่างวิชา มนุษยศาสตร์ เช่นตรรกศาสตร์ การที่อาริสโตเติลกล่าวว่า ตรรกบท (Syllogism) ของวิธีนิรนัยแต่ละ ชุดประกอบด้วย ๓ เทอม ๓ ประพจน์๒ ข้ออ้าง และ ๑ ข้อสรุป หรือข้อสรุปของวิธีอุปนัยที่ว่า “คน สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอด” มาจากตัวอย่างของ นาย ก นาย ข นาย ค และนาย ง เป็นต้นที่เคยสูบบุหรี่ และเป็นมะเร็งปอดมาก่อน และการที่วิธีวิทยาศาสตร์สามารถจัดประเภท และแบ่งกลุ่มข้อมูลที่ รวบรวมมาได้ก่อนจะน าไปแปรผลในขั้นตอนต่อๆ ไป ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบทบาทของการวิเคราะห์ที่มี การแสวงหาความรู้ของมนุษย์ทั้งนั้น ตามประวัติปรัชญาตะวันตกได้แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น ๓ ชนิดตามพัฒนาการของวิชานี้ ดังนี้ (๑) การแยกองค์ประกอบ (decompositional analysis) เช่น การแยกองค์ประกอบของน้ า ออกเป็น H2O หรือการแบ่งสัตว์ออกเป็น ๒ ชนิด คือ มนุษย์และดิรัจฉาน จากนั้นจึงทราบว่า คุณสมบัติของมนุษย์ที่แตกต่างจากสัตว์ดิรัจฉานคือการรู้จักใช้เหตุผล (๒) การสืบค้นหามูลราก (regressive analysis)๘ เช่น นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสาเหตุส าคัญ ที่สุดของก าเนิดสิ่งมีชีวิต และได้ค าตอบว่า สิ่งนั้นคือน้ า ในทางปรัชญา การที่ทาเลส (Thales) นักปรัชญากรีก กล่าวว่า “น้ า คือ ปฐมเหตุของทุกสิ่ง” นักปรัชญาจิตนิยมอินเดีย กล่าวว่า “พรหมัน คือ ที่มาของสิ่งทั้งปวง” หรือที่วิทยาศาสตร์เห็นว่า เราสามารถสาวหาสาเหตุได้จากปรากฏการณ์และ สาวหาปรากฏการณ์ได้จากสาเหตุ เหล่านี้ล้วนเป็นบทบาทของการวิเคราะห์แบบสืบค้นหามูลราก (๓) การตีความทางภาษา (interpretive analysis) เป็นการวิเคราะห์หาความหมายของ ภาษา เช่น “มีด้วยหรือคนที่ไม่อยากไปต่างประเทศ” ข้อความนี้ในบางบริบทแล้วไม่ใช่ประโยค ค าถาม แต่ หมายถึง “ทุกคนอยากไปต่างประเทศ” หรือเมื่อใครกล่าวว่า “คนย่อมต้องการความสุข” เป็นเพียงการสันนิษฐานว่า “ถ้าเป็นคนย่อมต้องการความสุข” เพราะไม่ได้กล่าวเจาะจงคนใดคนหนึ่ง เช่นเดียวกับค่าทางคณิตศาสตร์ เช่น “๑๒ + ๕ = ๑๗” ความหมายก็คือ “ถ้า ๑๒ บวก ๕ จะมีค่า เท่ากับ ๑๗” เพราะไม่ได้แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ๙ ในการวิเคราะห์ทั้ง ๓ แบบ เราจะพบการเข้ามาเกี่ยวข้องของตรรกศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทอนลง (reduction) การนิยาม (definition) การแบ่ง (division) และการแยก ประเภท (classification) จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น การนิยามว่า “มนุษย์คือสัตว์ใช้เหตุผล” ในข้อ ๑. เป็นเรื่องของการแบ่งและการนิยาม การสรุปว่า “น้ า คือ ปฐมเหตุของทุกสิ่ง” เป็นต้นในข้อ ๒. เป็นเรื่องของการทอนลง ส่วนข้อที่ ๓. เป็นตัวอย่างของการใช้หลักค่าความจริง (truth-value) วิเคราะห์หาความหมายของภาษา ๗ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คพับลิเคชั่น, ๒๕๔๒), หน้า ๑๐๗๑. ๘ ในที่บางแห่งแปลว่า การวิเคราะห์แบบถดถอย ๙ Beaney, Michael, “Analysis”, in Standford Encyclopedia of Philosophy. [อ อ น ไ ล น์], แหล่งที่มา : http://plato.stanford.edu./entries/analysis วันที่เข้าถึง ๒๘ มี.ค. ๒๕๕๘.
๔ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาแต่ละชนิดอย่างพิเคราะห์แล้ว ต่างหมายถึงการแยกย่อยเพื่อพิจารณา ซึ่งความหมายของการวิเคราะห์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ๑.๓ พระพุทธศาสนา : ศาสนาแห่งการวิเคราะห์ ค าในภาษาบาลีที่ตรงกับค าว่าวิเคราะห์ในภาษาไทยคือ “วิภัชช” และเป็นพระนามอย่างหนึ่ง ที่ใช้เรียกพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาด้วย ในมัชฌิมนิกาย พระพุทธเจ้าทรงเรียกพระองค์ว่า เป็นวิภัชชวาที ไม่ใช่เอกังสวาที (อห มาณว วิภชวาโท นาหเมตฺถ เอก สวาโท)๑ ๐ และเมื่อพุทธศักราช ล่วงได้ประมาณ ๓๐๐ ปี พระสงฆ์ที่มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานได้กระท าการสังคายนา ครั้งที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ผู้ทรงอุปถัมภ์การท าสังคายนาได้ตรัสถามพระสงฆ์ว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร และทรงได้รับค าตอบว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนแบบ “วิภัชชวาท” หรือ “วิภัชชวาที” ๑ ๑ ซึ่งก็คือทรงจ าแนกสอน หรือทรงสอนแบบวิเคราะห์ พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตฺ โต) ได้อธิบายวิภัชชวาทไว้ดังนี้“วิภัชชวาท มาจาก วิภัชช + วาท วิภัชช แปลว่า แยกแยะ แบ่ง ออก จ าแนก หรือแจกแจง ใกล้กับค าที่ใช้ในปัจจุบันว่าวิเคราะห์ วาท แปลว่า การกล่าว การพูด การแสดงค าสอน วิภัชชวาท จึงแปลว่า การพูดแยกแยะ พูดจ าแนก หรือพูดแจกแจง หรือแสดง ค าสอนแบบวิเคราะห์” ๑ ๒ อย่างไรก็ดีวิภัชชวาทหรือการวิเคราะห์ของพระพุทธศาสนาแตกต่างจากการวิเคราะห์ใน ประวัติปรัชญาตะวันตก ๒ ประการคือ ๑) วิภัชชวาทไม่ใช่วิธีค้นหาความจริงแต่เป็นวิธีแสดงความจริง ที่มาจากการค้นพบของพระพุทธเจ้า ส่วนการวิเคราะห์ในปรัชญาตะวันตกเป็นวิธีการทางตรรกศาสตร์ ส าหรับการค้นหาความจริง และ ๒) สิ่งที่พระพุทธศาสนาสนใจวิเคราะห์คือธรรมชาติของจิต๑ ๓ ส่วน ธรรมชาติของวัตถุจะกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะพระพุทธศาสนาต้องการแก้ไขความทุกข์ที่มี รากฐานอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ พระพุทธพจน์ที่แสดงการวิเคราะห์ดังกล่าวมีดังนี้ “ขันธ์ ๕ เป็นไฉน? รูป....เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม ทรามก็ตาม ประณีตก็ตาม ไกลหรือใกล้ก็ตาม...เหล่านี้เรียกว่าขันธ์ ๕” “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม ทรามก็ตาม ประณีตก็ตาม ไกลหรือใกล้ก็ตาม ทั้งประกอบด้วยอาสวะเป็นที่ตั้งแห่ง อุปาทาน...เหล่านี้ เรียกว่าอุปาทานขันธ์ ๕” ๑ ๔ ๑ ๐ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๑/๖๕๑. ๑ ๑ พระพุทธโฆสาจารย์, สมันตปาสาทิกาย นาม วินยัฎฐกถาย ปฐโม ภาโค, (อรรถกถาพระวินัย), (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๕), หน้า ๖๐. ๑ ๒ พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (กรุงเทพมหานคร : คณะระดมธรรม, ๒๕๒๕), หน้า ๗๑๑. ๑ ๓ การวิเคราะห์จิตโดยละเอียดปรากฏในพระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๔ และ คัมภีร์ชั้นหลังเช่นอภิธัมมัตถสังคหะ ๑ ๔ ส .ข. (ไทย) ๑๗/๙๕-๙๖/๕๘-๖๐.
๕ ตามพระพุทธพจน์นี้ มนุษย์คือขันธ์ ๕ ๑ ๕ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ออกแล้วมี ๒ ส่วนคือ ส่วนที่เป็นวัตถุ คือรูป และส่วนที่เป็นนาม (จิต) มี ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แต่ละอย่างยังมี องค์ประกอบย่อยของตนต่อไปอีก การจ าแนกส่วนที่เป็นจิตละเอียดมากกว่าส่วนที่เป็นรูป แสดงว่า การจะรู้จักมนุษย์จริง ๆ นั้นต้องรู้จักที่จิตใจ ไม่ใช่ดูจากกายภาพที่เป็นรูปลักษณ์ภายนอก ส่วนอุปาทานขันธ์ ๕ หมายถึงการติดยึดในขันธ์ ๕ กล่าวคือติดยึดในรูปลักษณ์ภายนอก และใน จิตและอารมณ์ของจิตด้วยอ านาจของอกุศลมูล ๓ คือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งบ่มเพาะให้เกิดอัตตาหรือ ตัวตนขึ้น อันเป็นที่มาของความทุกข์ในชีวิต การแสดงว่ามนุษย์ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ถือได้ว่าเป็นการ วิเคราะห์แบบแยกองค์ประกอบ ส่วนการกล่าวว่าอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นที่มาแห่งความทุกข์ในชีวิต จัดเป็นการวิเคราะห์แบบสืบค้นทางมูลราก การวิเคราะห์ทั้ง ๒ แบบถือเป็นจุดเริ่มต้นของ พระพุทธศาสนาในการท าความเข้าใจมนุษย์ ซึ่งจะน าไปสู่การแก้ไขปัญหาของมนุษย์อย่างตรงประเด็น ได้ในที่สุด อรรถกถาวินัยปิฎก ได้แสดงค าสอนแบบเอกังสวาท (ค าสอนแบบยืนยันแง่เดียว) ที่ตรงข้ามกับ วิภัชชวาทหรือพระพุทธศาสนาไว้หลายแบบด้วยกัน เช่น สัสสตวาท (สอนว่าเที่ยง) อุจเฉทวาท (สอน ว่าขาดศูนย์) เอกัจจสัสสติกวาท (สอนบางอย่างเที่ยง) อธิจจสมุปปันนิกวาท (สอนว่าตนและโลก เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ) เป็นต้น๑ ๖ เช่น ปัญหาว่าคนตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ สัสสตวาท ซึ่งเป็นเอกัง สวาทจะตอบแง่เดียวทันทีตามความเชื่อของตนว่า “เกิด” ส่วนอุจเฉท-วาทจะตอบแง่เดียวเช่นกันว่า “ศูนย์” คือไม่เกิดอีก ส่วนวิภัชชวาท เนื่องจากเชื่อในทฤษฎีปฏิจจสมุปบาท๑ ๗ จะแยกประเด็นตอบว่า จะเกิดอีกหรือไม่ขึ้นกับเหตุปัจจัย กล่าวคือ หากยังมีกิเลสก็จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่เหมาะสมกับ ภูมิธรรมของตน แต่หากหมดกิเลสแล้ว ก็จะไม่เกิดใหม่อีก กล่าวโดยสรุป โดยเนื้อหาสาระแล้ว พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการวิเคราะห์ ส่วน รายละเอียดของลักษณะการวิเคราะห์จะได้กล่าวในล าดับต่อไป ๑.๔ สาระส าคัญการวิเคราะห์ตามแนวพระไตรปิฎก สาระส าคัญการวิเคราะห์ของพระพุทธศาสนา สามารถจ าแนกได้หลายหัวข้อ และมี พระ พุทธพจน์มากมายที่สามารถยกมาประกอบเป็นค าอธิบายได้ แต่เพื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของ บทความจะขอจ าแนกกล่าวถึงดังนี้ ๑.๔.๑ ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มีลักษณะวิเคราะห์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยอะไร ค าตอบเป็นที่ชัดเจนในพระไตรปิฎกว่า ตรัสรู้ด้วยญาณ (insight)๑ ๘ ไม่ใช่ด้วยการวิเคราะห์ที่เป็นเครื่องมือของการแสวงหาความรู้อย่างหนึ่งของมนุษย์ดังที่ ก าลังกล่าวถึงอยู่นี้ ส่วนธรรมที่ตรัสรู้คืออะไร ข้อนี้เป็นที่ชัดเจนเช่นกันจากหลักฐานในพระไตรปิฎก ว่าตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ๑ ๙ หรือปฏิจจสมุปบาท๒ ๐ ธรรมะทั้ง ๒ นี้เป็นสิ่งเดียวกัน เพราะปฏิจจสมุปบาท ๑ ๕ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๒๔๘-๒๕๒/๒๔๕-๒๔๙. ๑ ๖ พระพุทธโฆสาจารย์, สมันตปาสาทิกาย นาม วินยัฎฐกถาย ปฐโม ภาโค, (อรรถกถาพระวินัย), หน้า ๖๐. ๑ ๗ ทฤษฎีที่แสดงการอิงอาศัยกันเกิดขึ้นของกระบวนธรรม ๑ ๘ อาสวักขยญาณ ญาณเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ ๑ ๙ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๕๐/๔๐.
๖ คือ ธรรมะที่แสดงถึงกระบวนการเกิดขึ้นของความทุกข์และกระบวนการที่น าไปสู่การดับทุกข์ ซึ่งก็คือ อีกนัยหนึ่งของอริยสัจจ์๔ อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์ที่ตรัสอธิบายธรรมะทั้ง ๒ โดยเริ่มจากอริยสัจจ์ ๔ ก่อน ตั้งแต่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคโดยล าดับ มีลักษณะวิเคราะห์อย่างชัดเจนดังนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขอริยสัจจ์ คือความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่... ความเจ็บ ไข้... ความ ตาย... ความประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก... การพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก... ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจจ์คือ ตัณหาที่ท าให้เกิดภพใหม่... ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นทุกขนิโรธ คือการที่ตัณหานั้นแลดับไปได้ด้วยการส ารอกออกหมด ไม่มีเหลือ การสละเสียได้ สลัดออก พ้นไปได้ ไม่หน่วงเหนี่ยวพัวพัน ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ คืออริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ” ๒ ๑ การอธิบายอริยสัจ ๔ ข้อทุกข์ สมุทัย และมรรค เป็นการวิเคราะห์แบบแยกองค์ประกอบ ส่วน ข้อนิโรธ เป็นแบบสืบค้นหามูลราก ส่วนการอธิบายปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์ (ทุกขสมุทัย) มีลักษณะวิเคราะห์ดังนี้ “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็ น ปัจจัยจึงมี ผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่า กองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้” ๒ ๒ การอธิบายปฏิจจสมุปบาทตามที่ยกมานี้หากมองว่าการแจงสายเกิดทุกข์เป็น ๑๓ หัวข้อ ถือ ว่าเป็นการวิเคราะห์แบบแยกองค์ประกอบ แต่หากมองว่าเป็นการสืบค้นหาสาเหตุของทุกข์ ถือว่าเป็น การวิเคราะห์แบบค้นหามูลราก สิ่งส าคัญที่ควรกล่าวไว้ในที่นี้คือ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนประชาชนในโอกาสต่าง ๆ ที่มี ชื่อเรียกแตกต่างกันไป ล้วนสรุปลงได้ในอริยสัจจ์ ๔ ทั้งสิ้น เหมือนรอยเท้าช้าง เป็นที่รวมลงของ รอยเท้าสัตว์น้อยใหญ่ เพราะเป็นรอยเท้าใหญ่๒ ๓ ขุททกนิกาย กล่าวว่า พระธรรมมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระ ธรรมขันธ์๒ ๔ และสามารถสรุปเพื่อเข้าใจง่ายตามนัยพระอภิธรรมปิฎกธรรมสังคณี ได้หลายแบบ เช่น ๒ ๐ วิ.มหา. (ไทย) ๔/๑-๗/๑-๘. ๒ ๑ วิ.มหา. (ไทย) ๔/๑๔/๑๘. ๒ ๒ วิ.มหา. (ไทย) ๔/๑/๑. ๒ ๓ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๓๔๐/๓๔๙. ๒ ๔ ธรรมขันธ์คือ กองแห่งธรรม พระวินัยปิฎกมี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระสุตตันตปิฎกมี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์และพระอภิธรรมปิฎก มี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์.
๗ ๑) โลกิยธรรม (ธรรมที่เกี่ยวกับวิสัยของโลก) และ ๒) โลกุตตรธรรม (ธรรมที่พ้นไปจากวิสัยของโลก) ๒ ๕ เป็นต้น ๑.๔.๒ วิธีสอนธรรมของพระพุทธเจ้ามีลักษณะวิเคราะห์ การสอนธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีวิธีเดียว แต่จ าแนกไปตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง สังคีติ สูตรแห่งทีฆนิกาย๒ ๖ ได้แสดงวิธีตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า ที่ควรถือว่าเป็นการสอนของพระองค์ไว้ ๔ ลักษณะ ดังนี้ (๑) เอกังสลักษณะ สอนแบบตรงไปตรงมา คือยืนยันไปข้างเดียว ว่าสิ่งใดเหมาะ ไม่เหมาะ ควร ไม่ควร เช่น “การไม่คบคนพาล คบแต่บัณฑิต และการบูชาคนควรบูชา นี้เป็นอุดมมงคล” ๒ ๗ “..เราไม่พิจารณาเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่งที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลย... สิ่งที่ เป็นโทษทั้งหลาย มีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง” ๒ ๘ “...เอกบุคคล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูล...เพื่อความสุขแก่คนส่วนมาก...เพื่อ ความสุขแก่เทวะและมนุษย์ทั้งหลาย เอกบุคคลนั้นคือใคร? ได้แก่ผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีทัศนะไม่ วิปริต” ๒ ๙ จากตัวอย่างที่ยกมา มีความชัดเจนอย่างตรงไปตรงมาว่า ทรงต าหนิคนพาลและมิจฉาทิฏฐิ ส่วนบัณฑิต คนที่ควรบูชาและสัมมาทิฏฐิ เป็นสิ่งทรงสรรเสริญโดยส่วนเดียว (๒) ปฏิปุจฉาลักษณะ สอนโดยการย้อนถามเสียก่อนแล้วจึงตอบ การถามและการตอบ นั้นเอง จะน าไปสู่ค าตอบของปัญหา ดังตัวอย่างการทรงอธิบายความเป็นอนัตตาของขันธ์ ๕ ระหว่าง พระพุทธเจ้ากับพระสาวก ดังนี้ : “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นเป็นไฉน” “รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” (ตรัสทีละอย่างจนถึงวิญญาณ) “ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า (อนิจจตา)” “สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า” “เป็นทุกข์พระเจ้าข้า (ทุกขตา)” “สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะเห็นสิ่งนั้นว่า นั้นเป็น ของเรา เราเป็นนั้น นั่นเป็นตัวตนของเรา ” “ไม่ควรเห็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า (อนัตตา)” “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล รูป..เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ทั้งภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ ประณีต ทั้งที่ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันถูกต้อง ตามที่มัน เป็น ว่า “นั่นมิใช่ของเรา เรามิใช่นั่น นั่นมิใช่ตัวตนของเรา” ๓ ๐ ๒ ๕ ขุ.วิ. (ไทย) ๒๖/๓๙๗/๔๐๕. ๒ ๖ อภิ.ธ. (ไทย) ๓๔/๗๖๐/๒๗๙. ๒ ๗ วิ.ม. (ไทย) ๑/๒๕๕/๒๑๗. ๒ ๘ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๖/๓. ๒ ๙ องฺ.เอก (ไทย) ๒๐/๑๙๑/๔๔ ๓ ๐ ส .ข. (ไทย) ๑๗/๑๒๘/๖๖.
๘ การย้อนถามเช่นนี้ปรากฏทั่วไปในพระไตรปิฎก คัมภีร์พระพุทธศาสนายุคหลัง โดยเฉพาะในมิลิ นทปัญหา พระนาคเสนได้ใช้ปฏิปุจฉาลักษณะส าหรับปัญหาบางข้อเช่นกัน จนพระเจ้ามิลินท์ผู้ตรัส ถามปัญหาเกิดความแจ่มแจ้งอย่างไม่ทรงคาดคิดมาก่อน เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า ปฏิปุจฉาลักษณะเป็นการวิเคราะห์อย่างหนึ่ง๓ ๑ เป็นการแยก กล่าววิภัชชลักษณะที่จะกล่าวในข้อ ๓ ให้ชัดเจนมากขึ้น ดังพระพุทธพจน์ที่ยกมาข้างต้น พระพุทธเจ้า มีพระประสงค์จะให้พระภิกษุเข้าใจว่าขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา จึงทรงตั้งค าถามแยกให้ดูทีละประเด็นถึง เหตุผลที่ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์จนผู้ฟังเกิดความแจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า สิ่งใดไม่เที่ยงและเป็น ทุกข์ สิ่งนั้นย่อมเป็นอนัตตาไปด้วย (๓) วิภัชชลักษณะ สอนแบบวิเคราะห์โดยแยกประเด็นให้ชัดเจน เช่น พระพุทธเจ้าตรัสกับ อภัยราชกุมารถึงวาจาที่สมควรตรัสหรือไม่ ๖ แบบ ซึ่งมีใจความดังนี้ ว่า “วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่ กล่าววาจานั้น วาจาที่จริง ที่แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตรู้ กาลที่จะกล่าววาจานั้น วาจาที่ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคต ไม่กล่าววาจานั้น วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตไม่ กล่าววาจานั้น วาจาที่จริง ที่แท้ ที่ประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของผู้อื่น ตถาคตรู้ กาลที่จะกล่าววาจานั้น” ๓ ๒ จากพระพุทธพจน์ที่ยกมากล่าวนี้แสดงว่าจะตรัสวาจาที่จริง และที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ในเวลาอันเหมาะสมเท่านั้น ส่วนจะถูกใจของใครหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นหลัก แม้สิ่งที่ผ่านมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ก็ทรงสอนให้รู้จักแยกแยะ ไม่ใช่ปิดหู ปิดตา ไม่รับรู้อะไรไปเสียทั้งหมด ความส าคัญจึงอยู่ที่ให้รู้จักแยกแยะในสิ่งที่รับรู้โดยอาศัยหลักกุศลและ อกุศลประกอบ การรับรู้อารมณ์จึงจะไม่มีปัญหา พระพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้ “สารีบุตร แม้รูปที่รู้ได้ด้วยตา (ตรัสทีละอย่างจนถึงธรรมารมณ์) เรากล่าวเป็น ๒ อย่างคือ ที่ควรดูและทีไม่ควรดู ก็มี... เมื่อเห็นรูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างใด อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญ ยิ่งขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมถอย รูปที่รู้ได้ด้วยตาอย่างนี้ ไม่ควรดู เมื่อเห็นรูปที่รู้ได้ด้วย ตาอย่างใด อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมถอย กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น รูปที่รู้ได้ด้วย ตาอย่างนี้ควรดู” ๓ ๓ ๓ ๑ Jayatilleke, K.N. Early Buddhist Theory of Knowledge, (Delhi : Motilal Banarsidass. 1980). pp. 286” ๓ ๒ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๙๔/๙๑. ๓ ๓ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๙๙/๑๓๗.
๙ หลักการที่กล่าวมาข้างต้น สามารถน าไปใช้ประกอบการพิจารณาในเรื่องของการคบคน การ บริโภคปัจจัย ๔ และการเลือกสถานที่ควรเกี่ยวข้อง เป็นต้น ได้โดยจะขอยกตัวอย่างเรื่องการคบคน ที่ว่า “สารีบุตร เมื่อคบบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป บุคคลเช่นนี้ไม่ ควรคบ และเมื่อคบบุคคลเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บุคคลเช่นนี้ควรคบ” ๓ ๔ บางครั้ง พระพุทธเจ้าทรงใช้วิภัชชลักษณะแบบการตีความทางภาษา เพื่อทรงชี้ให้เห็นว่าภาษา ที่เข้าใจกันนั้นมาจากความเข้าใจไม่ถูกต้อง พระองค์จึงต้องท าความเข้าใจเสียใหม่ ให้ถูกต้องตาม ข้อเท็จจริง ตัวอย่าง เช่น วรรณะพราหมณ์เชื่อว่าตนเกิดจากปากของพรหม ฉะนั้น การเป็นพราหมณ์ จึงเป็นโดยชาติก าเนิด แต่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเสียใหม่ว่า พราหมณ์เกิดจากครรภ์มารดา เช่นเดียวกับวรรณะอื่นๆ และการได้ชื่อว่าพราหมณ์มาจากการแบ่งงาน (กรรม) ในสังคม๓ ๕ เช่นเดียวกับกษัตริย์แพศย์ และศูทร หาใช่ได้มาโดยชาติก าเนิดไม่ พระพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้มีดังนี้ “บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติก าเนิด ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติก าเนิด แต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม..” ๓ ๖ พระพุทธพจน์นี้แสดงว่า “กรรม” หรือการกระท าจะเป็นสิ่งตัดสินว่าควรเรียกคนว่าเป็นอะไร เช่นเดียวกับที่เราเรียกใครๆ ว่าเป็น ต ารวจ ทหาร ครูอาจารย์ นิสิต นักศึกษา และศิลปิน เป็นต้น ก็ ด้วยกรรม (อาชีพ) ของคนเหล่านั้น ไม่เกี่ยวกับชาติก าเนิดแต่อย่างใด จากค าอธิบายข้างต้น เราสามารถสร้างบทนิยามของ “พราหมณ์” ระหว่างความเข้าใจของคน วรรณะพราหมณ์และจากการตีความใหม่ของพระพุทธเจ้า ดังนี้ วรรณะพราหมณ์ : พราหมณ์คือ สถานภาพหนึ่งในสังคมที่มาจากชาติก าเนิด พระพุทธเจ้า : พราหมณ์คือ สถานภาพหนึ่งในสังคมที่มาจากการกระท า การตีความ เช่นนี้มีมติทางจริยธรรมอย่างมีนัยส าคัญยิ่ง๓ ๗ เพราะความประพฤติ (พฤติกรรมทางจริยธรรม) ของคนขึ้นกับบทนิยาม (ความเข้าใจ) ที่คนๆ นั้นมีต่อสิ่งที่ตนรู้จัก หากบทนิยามเป็นความจริง จะน าไปสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้อง ทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น ตรงกันข้าม หากไม่ตรงกับความจริง การ ปฏิบัติผิดย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากตัวอย่างที่ยกมา ผู้ที่เข้าใจว่าสถานะของตนได้มาจาก ชาติก าเนิด ย่อมขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเอง หากเป็นสถานะที่สูงส่งกว่าทางสังคมก็อาจจะดูถูกดู หมิ่นผู้มีสถานะทางสังคมที่ต่ าต้อยกว่าตนได้ ตรงกันข้าม หากเข้าใจว่าสถานะเช่นนั้นมาจากการ กระท าของตนเอง แรงจูงใจที่จะปรับปรุงพัฒนาตนเองย่อมดีกว่า และความเข้าใจเช่นนี้ยังส่งเสริม ความเท่าเทียมระหว่างมนุษย์อีกด้วย เพราะเปิดโอกาสให้การกระท าของคนเป็นตัวตัดสินตัวบุคคลเอง ๓ ๔ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๓๒/๑๔๓. ๓ ๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๕๑-๗๒/๘๗-๑๐๗. ๓ ๖ ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๓๖๐/๓๕๒. ๓ ๗ ซี.แอล. สตีเวนสัน (C.L. Stevenson, 1908-1979) ในหนังสือ จริยศาสตร์กับภาษา (Ethics and Language) ซึ่งตีพิมพ์ในปี ๑๙๔๔ ได้วิเคราะห์ภาษาจริยธรรมว่า ภาษาจริยธรรมไม่บ่งข้อเท็จจริง แต่บ่งความรู้สึก ถึงกระนั้น ภาษาชนิดนี้ มีลักษณะทางจิตวิทยา คือ ดึงดูดชักชวนให้ท าอะไรบางอย่างเสมอ เช่น การกล่าวว่า “สิ่งนี้ เป็นความดี” ข้อความนี้ แสดงความชื่นชมในความดีของผู้พูด และชักชวนให้ผู้ฟังท าความดีไปในตัวด้วย (Magill, 1961 : 1089) พระพุทธศาสนาคงไม่โต้แย้งอะไรกับลักษณะทางจิตวิทยาของภาษาจริยธรรม เพราะภาษาและการ กระท าของคนจิตปกติย่อมสื่อเจตนา (ความจงใจ) บางอย่างเสมอ ส่วนจะบ่งข้อเท็จจริงหรือไม่ของภาษาชนิดนี้ไม่อยู่ ในวิสัยที่จะอภิปรายในที่นี้
๑๐ ตลอดพระชนม์ชีพในการเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้า จะทรงนิยมใช้การตีความแบบนี้เสมอ ไม่ว่าจะค าว่า “พรหม” “ตบะ” “อัคคิ” “อริยะ” “ยัญ” “อกิริยวาทะ” อุจเฉทวาท” เป็นต้น เพื่อ สร้างฐานความคิดหรือบทนิยามในใจที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ ความก้าวหน้าในทางธรรมต่อไป ยังมีตัวอย่างอีกมากเกี่ยวกับการสอนแบบวิภัชชลักษณะของพระพุทธเจ้า เท่าที่ยกมาแสดงก็ น่าจะเพียงพอแล้ว (๔) ฐปนียลักษณะ วิธีสอนด้วยการพักปัญหาไว้ กล่าวคือไม่ทรงตอบ เพราะปัญหานั้นไม่ น าไปสู่การพ้นทุกข์ซึ่งเป็นจุดยืนของพระพุทธศาสนา เช่น ปัญหาว่า โลกเที่ยงหรือไม่ ร่างกายกับ วิญญาณ เป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ เป็นต้น เมื่อใดที่ทรงถูกถามปัญหาเช่นนี้นอกจากจะไม่ทรงตอบแล้ว ขณะเดียวกันนั้น จะทรงชี้ไปที่อริยสัจจ์ ๔ และปฏิจจสมุปบาทแทน๓ ๘ กล่าวโดยสรุป ที่เรียกว่าวิธี สอนของพระพุทธเจ้ามีลักษณะวิเคราะห์ ก็เพราะจ าแนกได้หลายลักษณะ นอกจากนั้นใน ๔ ลักษณะ ที่กล่าวถึง วิธีที่ ๒ และ ๓ เป็นเรื่องของการสอนแบบวิเคราะห์โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับที่เรามีผลไม้ หลายชนิด แต่มังคุดเป็นหนึ่งในบรรดาผลไม้ ที่บางคนอาจจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นราชินี ของผลไม้ ๑.๕ ทรงก าหนดศีลให้ปฏิบัติแบบวิเคราะห์ หลักปฏิบัติเพื่อรักษากาย วาจา และใจให้เรียบร้อย เรียกว่า ศีล ในพระพุทธศาสนามีศีลอยู่ หลายระดับ เช่น ศีล ๕ ส าหรับฆราวาส ศีล ๘ ส าหรับฆราวาสที่ถืออุโบสถ ศีล ๑๐ ส าหรับสามเณร ศีล ๒๒๗ ส าหรับพระภิกษุและศีล ๓๑๑ ส าหรับพระภิกษุณี โดยที่ ๓ ข้อหลังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วินัย” จะขอยกพระพุทธพจน์ที่ตรัสถึงศีล ๕ ของฆราวาส และศีล ๑๐ ของสามเณรมา ตัวอย่างดังนี้ “ภิกษุทั้งหลาย (อุบาสก) อุบาสิกาประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์... ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจาก การประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการดื่มน้ าเมา สุราและเมรัยอันเป็น ฐานะแห่งความประมาท... ” ๓ ๙ “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสิกขาบท ๑๐ แก่สามเณรทั้งหลาย.... คือ ๑. เว้นจากการท า สัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป ๒. เว้นจากการถือเอาพัสดุอันเจ้าของไม่ได้ให้ ๓. เว้นจากกรรมอัน เป็ น ข้าศึกแก่พรหมจรรย์๔. เว้นจากการกล่าวเท็จ ๕. เว้นจากการดื่มน้ าเมา คือ สุราและเมรัยอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖. เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล ๗. เว้นจากการขับร้อง ประโคมดนตรีและดูการเล่นที่เป็นข้าศึกษา ๘. เว้นจากการทัดทรงตกแต่งด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว ๙. เว้นจากที่นั่งและนอนอันสูงและใหญ่ ๑๐. เว้น จากการรับทองและเงิน...๔ ๐ ๓ ๘ เหตุผลการไม่ทรงตอบปัญหาที่เป็นฐปนียลักษณะ ผู้สนใจสามารถศึกษาในรายละเอียดได้จาก พระราชวร มุนี (ป.อ. ปยุตฺโต), ๒๕๒๕ : ๑๓๕-๑๓๖. ๓ ๙ องฺ.ปจก. (ไทย) ๒๒/๒๖๔/๒๘๙. ๔ ๐ วิ.มหา. (ไทย) ๔/๑๐๒/๑๗๐.
๑๑ พระพุทธพจน์แรกตรัสว่าศีล ๕ เป็นธรรมะ เท่ากับทรงแนะน าข้อปฏิบัติส าหรับฆราวาสทั่วไป ว่า การจะเป็นคนดีเบื้องต้นควรประพฤติอย่างไร แต่อีกพระพุทธพจน์เป็นบทบัญญัติ(ทรงใช้ค าว่า “เราอนุญาต”) ส าหรับผู้สมัครใจเข้าเป็นสมาชิกชุมชนที่พระองค์ทรงตั้งขึ้น นี้เป็นข้อแตกต่างในความ เป็นมาของศีลของฆราวาสกับวินัยของพระภิกษุ พระภิกษุณีและสามเณร สิ่งที่น่าสนใจเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับศีลหรือวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงก าหนดไว้ก็คือ ไม่มีศีลระบบ เดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ทุกเพศและทุกวัยอย่างแน่นอนและเด็ดขาดชนิดที่เรียกว่า commandment ทั้งนี้เพราะทรงเล็งเห็นว่ามีข้อแตกต่างระหว่างบุคคลอยู่จริง เกี่ยวกับวิถีชีวิต และความสมัครใจในการ ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ฉะนั้น จึงต้องมีศีลหลายระดับตามไปด้วย ถึงกระนั้น ศีลทุกระดับต่าง มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือ เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความเรียบร้อยของกาย วาจา และใจ และไม่น า ความเห็นหรือความต้องการส่วนตัวมาสร้างปัญหาให้กับสังคมเหมือนกันหมด ศีลที่ปฏิบัติดีแล้วจะ เป็นบาทของคุณธรรมขั้นสูงคือ สมาธิและปัญญาต่อไป แม้การตัดสินว่าละเมิดศีลหรือวินัยหรือไม่ ก็เป็นแบบวิเคราะห์ ตัวอย่างเช่นการละเมิดปาราชิก ข้อที่ ๒ (ห้ามลักทรัพย์)๔ ๑ ของพระภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงวิเคราะห์กรณีศึกษามากกว่า ๑๐๐ เรื่อง และทรงตัดสินว่า ปาราชิกบ้าง ไม่ใช่ปาราชิกบ้าง ตามควรแก่กรณี จะขอตัวอย่างพระพุทธพจน์ที่ แสดงถึงอาการที่เรียกว่าเป็นการลักทรัพย์ ๕ อย่าง คือ “อาบัติปาราชิก พึงมีแก่ภิกษุผู้ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑. ทรัพย์อันผู้อื่นหวงแหน ๒. ส าคัญว่าทรัพย์ผู้อื่นหวงแหน ๓. ทรัพย์มีค่ามาก ได้ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ๔. จิตคิดจะลัก ๕. ลูบคล า ต้องอาบัติทุกกฎ ท าให้ไหวต้อง อาบัติถุลลัจจัย และท าให้เคลื่อนจากฐานต้องปาราชิก” ๔ ๒ ส่วนการลักที่ไม่ต้องอาบัติของภิกษุก็ได้ทรงจ าแนกเชิงวิเคราะห์ไว้เช่นกัน ดังนี้ “๑. ภิกษุมีความส าคัญว่าเป็นของตน ๒. ถือเอาด้วยวิสาสะ ๓. ขอยืม ๔. ทรัพย์อันเปรต หวงแหน ๕. ทรัพย์อันสัตว์ดิรัจฉานหวงแหน ๖. ภิกษุส าคัญว่าเป็นของบังสุกุล ๗. ภิกษุ อาทิกัมมิกะ (ภิกษุต้นบัญญัติ)” ๔ ๓ สาระส าคัญของการต้องอาบัติปาราชิกจะอยู่ที่ทรัพย์ของผู้อื่นมีราคาเกิน ๕ มาสก๔ ๔ ภิกษุคิด จะลักและการลักนั้นได้กระท าส าเร็จ แต่หากไม่มีความจงใจด้วยความส าคัญผิดหรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ ต้องอาบัติ ที่น่าสนใจยิ่งชนิดที่กฎหมายปัจจุบันจะต้องศึกษาก็คือ พระพุทธเจ้าทรงให้ค านิยามแบบ วิชาการต่อบริบทต่างๆ ของปาราชิกข้อนี้ไว้มากมาย ซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางส่วนมาแสดงดังนี้ “ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ...เป็นเอหิภิกขุ... อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์... เป็นพระเสขะ...อเสขะ... อุปสมบทแล้วด้วยญัตติจตุตถกรรม... ๔ ๑ ปาราชิกข้อที่ ๒ : อนึ่ง ภิกษุใดถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ด้วยส่วนแบ่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ประหารเสียแล้ว จองจ าไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้างด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็น โจร เจ้าเป็นคนเลว เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมยปานนี้ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ปานใด ภิกษุถือเอา ทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสไม่ได้, วิ.ม. (ไทย) ๑/๘๔/๘๔. ๔ ๒ วิ.ม. (ไทย) ๑/๑๒๒/๑๐๑. ๔ ๓ วิ.ม. (ไทย) ๑/๑๒๕/๑๐๓. ๔ ๔ ๕ มาสก เท่ากับประมาณ ๑ บาท.
๑๒ ทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ มีอธิบายว่า ทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ละวาง ยังรักษาปกครองอยู่ ยังถือกรรมสิทธิ์อยู่ว่าเป็นของเรา ยังมีผู้อื่นหวงแหน... บทว่าด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย ได้แก่มีจิตคิดขโมย คือ มีจิตคิดลัก พระราชาทั้งหลาย ได้แก่ พระเจ้าแผ่นดิน เจ้าผู้ปกครองประเทศ ท่านผู้ปกครองมณฑล นายอ าเภอ ผู้พิพากษา มหาอ ามาตย์ หรือท่านผู้สั่งประหารและจองจ าได้ ท่านเหล่านี้คือ พระราชาทั้งหลาย...” ๔ ๕ บทนิยามเหล่านี้ช่วยจ ากัดความถ้อยค าต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น ในทางตะวันตกทั้งเพลโต และอาริส โตเติล ต่างนิยมใช้การนิยามเป็นเครื่องมือวิเคราะห์หาความหมายของมโนทัศน์ทางปรัชญาที่ยัง คลุมเครือให้ชัดเจน เช่น เรื่องคุณธรรม ความยุติธรรมและความดี เป็นต้น ที่จริงไม่ใช่ศีลมีเพียงศีลเท่านั้นที่พระพุทธเจ้าทรงก าหนดหรือบัญญัติให้ปฏิบัติแบบวิเคราะห์ แม้พระธรรมก็เช่นเดียวกัน จะทรงจ าแนกไว้อย่างวิเคราะห์ทุกครั้งไป เช่น เมื่อตรัสถึงตัณหา นอกจาก จะทรงให้ค านิยามตัณหาแล้ว ยังทรงจ าแนกให้เห็นด้วยว่ามีลักษณะอย่างไรบ้าง ธรรมะข้ออื่นๆ เช่น อุปาทาน กรรม กุศลธรรม อกุศลธรรม วิชชา เวทนา เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน ต่างทรงแสดงไว้แบบ วิเคราะห์ทั้งนั้น ๑.๖ ประโยชน์จากการวิเคราะห์ ปุถุชน และอริยชน ในแต่ละประเภทยังแบ่งย่อยต่อไปได้อีก ปุถุชนจะมี ๒ ประเภทคือ ๑. อันธพาล-ปุถุชน และ ๒. กัลยาณปุถุชน ส่วนอริยชนจะแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ ๑. พระโสดาบัน ๒. พระสกทาคามี ๓. พระอนาคามี ๔. พระอรหันต์ การแบ่งเช่นนี้อาศัยคุณธรรมที่ เกิดจากการปฏิบัติเป็นเกณฑ์จะขอยกพระพุทธพจน์ที่แสดงถึงคุณธรรมของบุคคลแต่ละประเภทมา แสดงพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้“สังโยชน์ ๓ ๔ ๖ อันบุคคลใดละไม่ได้แล้ว ทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อละธรรมเหล่านี้ บุคคลนี้เรียกว่าปุถุชน๔ ๗ ปุถุชนในที่นี้หมายถึง อันธพาลปุถุชน ซึ่งมีปกติยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตัวตน อุปมาดังคนที่อยู่ใน ความมืด เพราะอกุศลมูลต่างๆ (โลภะ โทสะ และโมหะ) เกิดขึ้นร้อยรัดจนปรากฏเด่นชัดเป็นสังโยชน์ ไม่มีโอกาสได้พบหนทางของพระอริยเจ้า จนขาดปัญญาที่จะพัฒนาปรับปรุงตนเองให้ก้าวหน้าในธรรม แต่หากปุถุชนใดได้สดับธรรมของพระอริยเจ้า จากการฟัง การอ่าน และการคบหาสมาคมกับ กัลยาณมิตร จากนั้นน ามาใคร่ครวญพิจารณา (มนสิการ) ก็อาจสามารถพัฒนาตนเองเป็นกัลยาณชน หรืออริยสาวกผู้มีสุตะ (มีการศึกษา)๔ ๘ จนเจริญในธรรมโดยล าดับและค่อยๆ สลัดโซ่ตรวนที่ผูกมัดตน ได้ในที่สุด โดยเริ่มต้นจากการเป็นพระโสดาบันก่อน ตามพระพุทธพจน์ที่แสดงไว้ดังนี้บุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ ๕ วิ.ม. (ไทย) ๑/๘๕-๘๘/๘๘. ๔ ๖ สัญโยชน์หรือสังโยชน์ (กิเลสเครื่องผูกมัด) มี ๑๐ ประการคือ : ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลัพพตปรามาส ๔. กามราคะ ๕. ปฏิฆะ ๖. รูปราคะ ๗. อรูปราคะ ๘. มานะ ๙. อุทธัจจะ ๑๐. อวิชชา, อภิ.ธา. (ไทย) ๓๖/ ๕๗/๑๔๙. สัญโยชน์ ๓ นับจาก ๓ ข้อแรกนี้ ๔ ๗ อภิ.ธา. (ไทย) ๓๖/๒๕/๑๔๓. ๔ ๘ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๒/๑๕.
๑๓ แล้วเพื่อละสังโยชน์ ๓ ปฏิบัติแล้วเพื่อท าให้แจ้งโสดาปัตติผล สังโยชน์ ๓ อันบุคคลใดละได้แล้ว บุคคล นั้นเรียกว่า โสดาบัน” ๔ ๙ พระอริยบุคคลระดับต่อไปคือ พระสกทาคามี ซึ่งนอกจากจะละสังโยชน์๓ ได้แล้ว ยังท าราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบางได้ ถัดขึ้นไปอีกคือ พระอนาคามีหมายถึง พระอริยบุคคลที่นอกจากจะละ สังโยชน์ ๓ ข้างต้นได้แล้ว ยังละเพิ่มได้อีก ๒ ข้อคือ ความก าหนัดในกาม (กามราคะ) และความ หงุดหงิดขัดเคือง (ปฏิฆะ) พระอริยบุคคลระดับสุดท้ายคือ พระอรหันต์ ซึ่งละสังโยชน์ได้ครบทั้ง ๑๐ ข้อ คือ ๕ ข้อข้างต้นที่เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามีแล้ว ยังละ เพิ่มได้อีก ๕ ข้อ คือ ความปรารถนาในรูปภพ (รูปราคะ) ความปรารถนาในอรูปภพ (อรูปราคะ) การ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (มานะ) ความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) และความหลง (อวิชชา)๕ ๐ นอกจากนั้น พระพุทธศาสนายังวิเคราะห์ให้เห็นถึงความแตกต่างกันของพระอริยบุคคลแต่ละ ประเภทว่า แม้จะได้บรรลุธรรมระดับนั้นระดับนี้แล้ว แต่ละท่านยังมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ซึ่งรายละเอียดไม่สามารถน ามากล่าวได้ ในที่นี่ต้องการแสดงพียงว่าความดีที่เป็นผลการปฏิบัตินั้นมี อยู่จริง และวิเคราะห์ได้แตกต่างกันไปจากสังโยชน์ที่ละได้ ๑.๗ คุณค่าทางจริยธรรมของการวิเคราะห์แนวพุทธ สาระส าคัญการวิเคราะห์แนวพุทธสามารถน ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ดังนี้ ๑. ความคิดวิเคราะห์ในชีวิตประจ าวันหากจะให้เกิดประโยชน์จริงๆ ต้องแสดงความรู้ ไม่ใช่ เป็นเพียงการแสดงคิดเห็น เช่นการวิเคราะห์ว่ามนุษย์คือขันธ์ ๕ และขันธ์ทั้ง ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ เป็นอนัตตา เป็นต้น เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อเป็นความรู้ส าหรับมนุษย์ แม้ว่าจะไม่ ตรงกับความคิดเห็นที่คนส่วนใหญ่อยากให้เป็นก็ตาม เพราะสิ่งที่เป็นความรู้จะน าไปสู่ความเข้าใจและ การปฏิบัติที่ถูกต้องทั้งต่อตนเองและผู้อื่น พูดอีกนัยหนึ่ง เป็นการวิเคราะห์ที่มีการปฏิบัติเป็นเป้าหมาย ๒. ในวงการศึกษาของเราปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่เรามักต้องการให้มีในตัวผู้เรียนคือ ความคิด วิเคราะห์ จึงมีการเน้นเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง บางครั้งปรากฏในปณิธานและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร การศึกษาด้วย และดูจะได้ผลดีด้วย เพราะผู้เรียนต่างมีความคิดวิเคราะห์กันถ้วนหน้า สังเกตได้จาก การแสดงความคิดเห็นในทุกระดับของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการประชุมระดับหน่วยงานและ ระดับประเทศเช่นรัฐสภา ตามสื่อต่างๆ และการแสดงความคิดเห็นโดยทั่วไป ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่ หากเป็นการใช้ความคิดวิเคราะห์แนวพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องประกอบด้วยกุศลธรรม กล่าวคือ หลัก กุศลกรรมบถ ๑๐ ๕ ๑ โดยเฉพาะตั้งแต่ข้อ ๔ ถึงข้อ ๑๐ และหลักวาจาควรตรัสหรือไม่ที่กล่าวมาข้างต้น ด้วย จึงจะถือว่าเป็นการใช้ความคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ให้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จาก เหตุผลนี้แสดงว่า ล าพังการรู้จักใช้ความคิดวิเคราะห์อย่างเดียวยังไม่พอ แต่ต้องคู่คุณธรรมด้วย การใช้ ความคิดนั้นจึงจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และอย่างมีความรับผิดชอบพอ ๔ ๙ อภิ.ธา. (ไทย) ๓๖/๕๗/๑๔๙. ๕ ๐ อภิ.ธา. (ไทย) ๓๖/๕๗/๑๕๐. ๕ ๑ ๑. เว้นจากการปลงชีวิต ๒. เว้นจากการขโมย ๓. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๔. เว้นจากการพูดเท็จ ๕. เว้นจากพูดส่อเสียด ๖. เว้นจากพูดค าหยาบ ๗. เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ๘. ไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของใคร ๙. ไม่คิดร้ายผู้อื่น และ ๑๐. มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้องตามธรรม, ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๖๐/ ๒๘๔.
๑๔ ๓. โดยปกติมนุษย์มักจะสร้างบทนิยามจากความคิดและประสบการณ์ของตนอยู่เสมอ ทั้งในเรื่องทั่วไปและในเรื่องวิชาการ ความรู้ของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มรู้เดียงสาเพิ่มพูนขึ้นโดยวิธีนี้ แต่จาก การศึกษาการวิเคราะห์โดยใช้การตีความทางภาษาของพระพุทธเจ้า ท าให้เกิดความเข้าใจว่า บทนิยามที่ตั้งอยู่บนความเชื่อ (ศรัทธา) และความรู้สึกส่วนตัวอย่างเดียว อาจเป็นความรู้แบบผิดๆ และน าไปสู่การปฏิบัติอย่างผิดๆ ได้ เช่นการนิยามว่า “พราหมณ์คือสถานภาพหนึ่งในสังคมที่มาจาก ชาติก าเนิด” บทนิยามเช่นนี้ เป็นที่ยอมรับได้ในสังคมที่มีความเชื่อเช่นนั้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถท าให้ เกิดการยอมรับในเชิงสากล ๕ ๒ ได้ เพราะไม่ส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างมนุษย์ด้วยกัน การเข้าใจ ผิดๆ เช่นนี้ พระพุทธศาสนาเรียกว่า อวิชชาหรือความไม่รู้ จากเหตุผลที่กล่าวมา ท าให้เข้าใจว่า การวิเคราะห์ที่ควรแก่การยึดถือว่ามีมิติทางจริยธรรม หรือเป็นบทนิยามที่แสดงถึงการรู้จักและเข้าใจมนุษย์จริงๆ นั้น จะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจ จิตใจมนุษย์ก่อน ตั้งแต่การเข้าใจว่าธรรมชาติของมนุษย์คือขันธ์ ๕ รู้จักอุปาทานขันธ์ ๕ และข้อธรรม อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับขันธ์ ๕ บทนิยามเช่น “พราหมณ์คือสถานภาพหนึ่งในสังคมที่มาจากการ กระท า” จึงจะเกิดขึ้น และเป็นที่ยอมรับกันในเชิงสากลได้ ความเข้าใจอันถูกต้องเกี่ยวกับมนุษย์เช่นนี้ พระพุทธศาสนาเรียกว่าวิชชาหรือความรู้ เพราะสามารถใช้เป็นหลักจริยธรรมที่ส่งเสริมความเท่าเทียม กันระหว่างมนุษย์ได้ ๔. การกล่าวว่ามนุษย์คือขันธ์ ๕ เป็นการกล่าวเพื่อท าความเข้าใจองค์ประกอบของมนุษย์ ว่ามีอะไรบ้างเท่านั้น เหมือนการกล่าวว่า องค์ประกอบของคอนกรีตคือ ทราย หิน ปูน น้ า และ เหล็กเส้น เมื่อของเหล่านี้มาผสมกันจึงได้คอนกรีตที่มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนทาน และรองรับน้ าหนัก ได้ส่วนย่อยแต่ละอย่างที่รวมเป็นคอนกรีต ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ฉะนั้น คอนกรีตจึงไม่ใช่ ทราย หิน ปูน น้ า และเหล็กเส้น เช่นเดียวกันกับขันธ์ ๕ ที่รวมกันเป็นมนุษย์มนุษย์ที่พัฒนาตนเองแล้วจึงไม่ สามารถเรียกว่าเป็นขันธ์ ๕ ได้อย่างเต็มปาก และยิ่งพัฒนาตนแล้วอย่างถึงที่สุด เช่น พระอรหันต์และ พระพุทธเจ้าด้วยแล้วย่อมพ้นไปจากขันธ์ ๕ จากเหตุผลดังกล่าวมา ท าให้เข้าใจได้ว่า มีข้อแตกต่างทางคุณสมบัติระหว่างบุคคลอยู่จริง เพราะหน่วยรวมที่พัฒนาจากหน่วยย่อย ไม่จ าเป็นเสมอไปที่จะมีสภาพเหมือนหน่วยย่อย และหน่วย ย่อยก็ไม่จ าเป็นที่ต้องเหมือนหน่วยรวม ตัวอย่างเช่น ถ้าให้คนๆ หนึ่งเป็นหน่วยรวมของหน่วยย่อย เช่น พ่อ แม่ โรงเรียน ญาติ เพื่อน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แต่ไม่จ าเป็นที่คนๆ นั้นจะเหมือนหน่วยย่อยใน ทุกๆ อย่าง เช่นเดียวกัน หน่วยย่อยก็ไม่จ าเป็นต้องเหมือนหน่วยรวมไปเสียทั้งหมด ฉะนั้น สุภาษิตไทย ที่ว่า “ผลไม้หล่นไม่ไกลต้น” และ “ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” จึงเป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้นว่ามี โอกาสที่ลูกจะเหมือนพ่อแม่ในบางอย่าง แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง เรื่องของมนุษย์จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราไม่สามารถใช้มาตรการเด็ดขาดมาตรการเดียวในการมองและปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคนได้เหมือนๆ กัน เป็นเพราะเหตุผลนี้ พระพุทธศาสนาจึงมีระบบศีลหลายระดับ และเน้นการพัฒนาคนด้วยการให้ การศึกษา ฝึกฝน และอบรมมากกว่าการบังคับด้วยมาตรการเดียวกัน ๕ ๒ ความเป็นสากลในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ทุกชาติยอมรับ แต่หมายถึงมีเหตุผลและส่งเสริมสวัสดิภาพของมนุษย์ ทุกคน
๑๕ กล่าวโดยสรุป คุณค่าทางจริยธรรมของการวิเคราะห์แนวพุทธคือ คุณค่าที่เกิดจากการรู้จัก สภาวะภายในของตนเป็นอันดับแรก จนท าให้รู้จักตนเองและแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นกุศลธรรมและ อกุศลธรรม ซึ่งจะส่งผลต่อการด าเนินชีวิตของคนๆ นั้นในที่สุด ๑.๘ สรุปท้ายบท เมื่อมองจากธรรมที่ตรัสรู้ ธรรมะที่ทรงแสดง ระบบศีลที่มีหลายระดับ และผลได้จากการปฏิบัติ ธรรมที่แตกต่างกันดังกล่าวมา สามารถพูดได้เลยว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการวิเคราะห์ไม่ ว่าจะเป็นการแยกองค์ประกอบ การสืบค้นหามูลราก การตีความหมายของภาษา รวมทั้งเครื่องมือ การวิเคราะห์ เช่น การทอนลง การนิยาม การแบ่งและการแยกป ระเภท มีอยู่พ ร้อมใน พระพุทธศาสนา ส่วนที่ยกมากล่าวในบทความนี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ในพระพุทธศาสนามีเป้าหมายเพื่อความรู้ ซึ่งจะน าไปสู่การปฏิบัติเพื่อ การพ้นทุกข์ได้ในชีวิตจริง จึงเน้นการวิเคราะห์จิตเป็นหลัก เพราะจิตเป็นตัวยืนในการสร้างสรรค์ ความสุขและความทุกข์ให้กับชีวิต และพระพุทธพจน์ทั้งหมดที่ยกมาประกอบในบทความนี้ล้วน เกี่ยวข้องกับจิตและพฤติกรรมของจิตทั้งสิ้น เป็นที่ยอมรับกันว่า เพราะอาศัยการวิเคราะห์เป็นเครื่องมือได้ช่วยให้เกิดความก้าวหน้าใน ความรู้แขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตในทางพระพุทธศาสนาและเรื่องของวัตถุในทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ทางใด ต้องอาศัยสติปัญญาทั้งของผู้ท าการวิเคราะห์และของผู้ที่จะเข้าใจ ตามเป็นอย่างยิ่ง อาศัยเหตุผลนี้พระเถระผู้รับผิดชอบพระศาสนาตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาจึงคิดหาวิธีการ ต่างๆ เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าใจค าสอนแบบวิเคราะห์ของพระพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น เช่น การน า พิธีกรรมของท้องถิ่นและน าค าสอนแบบผสมผสานต่างๆ ของลัทธิค าสอนอื่นมาเป็นตัวชักจูงให้เกิด ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา จนบางครั้ง ท าให้ผู้ที่ยังเยาว์ด้านสติปัญญามีความเข้าใจว่า พิธีกรรม และค าสอนแบบผสานเหล่านั้น เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา และก่อผลเสียต่อพระพุทธศาสนา เสียเอง อย่างเช่นเคยเกิดแล้วกับพระพุทธศาสนาในอินเดียในอดีต และ ในบางประเทศในปัจจุบันนี้ คือ สิ่งที่อาจท าให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นจุดอ่อนของค าสอนแบบวิเคราะห์ของพระพุทธศาสนาเมื่อ มาสัมพันธ์กับคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ควรแก่การตระหนักและยึดเอาเป็นบทเรียน
๑๖ เอกสารอ้างอิง บทที่ ๑ ๑. ภาษาบาลี-ไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources) มห าจุฬ าลงกรณ ราชวิทยาลัย. พ ระไตรปิฎกภ าษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏก ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕. . พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับสฺยามรฏฺ เตปิฏก ๒๕๒๕. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕. . พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถา แปล ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือ : พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตฺญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๕. นครปฐม : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘. พระพุทธโฆสาจารย์. สมันตปาสาทิกาย นาม วินยัฎฐกถาย ปฐโม ภาโค (อรรถกถาพระวินัย). กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๕. พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ). ปฏิวัติความงมงาย เลิกเชื่อไร้เหตุผลพึ่งตนเองและพึ่ง ธรรมะ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ธรรมสภา, ๒๕๔๐. มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกและอรรถกถา แปล, เล่ม ๑๑. พิมพ์ครั้งที่ ๓. นครปฐม : โรงพิมพ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒. พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร : คณะระดมธรรม, ๒๕๒๕. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒, กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คพับลิเคชั่น, ๒๕๔๒. (๒) สื่ออิเล็คทรอนิคส์ (WWW.) Beaney. Michael. “Analysis”. in Standford Encyclopedia of Philosophy. [อ อ น ไล น์]. แหล่งที่มา : http://plato.stanford.edu./entries/analysis. สืบค้นวันที่ ๒๘ มีนาคม. ๒๕๕๘. (๓) ภาษาอังฤษ Jayatilleke. K.N. Early Buddhist Theory of Knowledge. Delhi : Motilal Banarsidass, 1980.
บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฎกํ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕. ----------------- . พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย. ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. มหามกุฎราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกพร้อมอรรถกถา แปล ชุด ๙๑ เล่ม. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. ข. ข้อมูลทุติยภูมิ (๑) หนังสือทั่วไป คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ไทย รายวันการพิมพ์, ๒๕๕๓. คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระวินัยปิฎก. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. ดังตฤณ. เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน (ฉบับปฏิรูป. กรุงเทพมหานคร : ฮาวฟาร์, ๒๕๕๒. ทวีศักดิ์ ทองทิพย์และคณะ. รายงานการวิจัย เรื่อง “การศึกษารูปแบบการจัดระเบียบสังคมตามแนว พุทธศาสตร์”. (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์, ๒๕๔๖. ธัมมวัฑโฒ ภิกขุ. กรรมลิขิต. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เซเว่น พริ้นติ้ง กรุ๊ป จํากัด, ๒๕๔๒. บรรจบ บรรณรุจิ. ปฏิจจสมุปบาท. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : พรบุญการพิมพ์, ๒๕๓๘. พร รัตนสุวรรณ. พุทธวิทยา เล่ม ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : สํานักค้นคว้าทางวิญญาณ, ๒๕๓๗. พร รัตนสุวรรณ. วิญญาณคืออะไร เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๒๘. พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ). ภิกษุสันดานกามีปัญหาตรงไหน?. กรุงเทพมหานคร : แปดสิบ เจ็ด (2545), ๒๕๕๐. พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตฺญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๕. นครปฐม : โรง พิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘. พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). การศึกษาที่สากลบนพื้นฐานแห่งภูมิปัญญาไทย. กรุงเทพมหานคร: โครงการตําราและเอกสารทางวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๓๒.
๒๗๑ พระธรรมกิตติวงศ์(ทองดีสุรเตโช ป.ธ. ๙. ราชบัณฑิต). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์ ชุด ศัพท์วิเคราะห์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เลี่ยงเซียง,. ๒๕๕๐. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธ-ศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร : สื่อตะวัน, ๒๕๔๕. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๖. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). กรรม นรก สวรรค์ส าหรับคนรุ่นใหม่. พิมพ์รวมเล่มครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : บริษัทสหธรรมมิก จํากัด, ๒๕๓๗. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรม ฉบับปรับขยายความ. พิมพ์ครั้งที่ ๓๕. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์ผลิธัมม์, ๒๕๕๕. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตตโต). พระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้. พิมพ์ครั้งที่ ๑๕. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก, ๒๕๕๓. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต). นรก-สวรรค์ในพระไตรปิฎก. บรรยายแก่คณะอาจารย์และ นักศึกษาวิทยาลัยครูสวนดุสิต ในรายการสนทนาธรรมของภาควิชาปรัชญาและศาสนา ระหว่างภาคที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๒๒ ณ วัดพระพิเรนทร์. ม.ป.ป. หน้า ๑-๔. พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ). ปฏิวัติความงมงายเลิกเชื่อไร้เหตุผลพึ่งตนเองและพึ่ง ธรรมะ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ธรรมสภา, ๒๕๔๐. พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙). ภูมิวิลาสินี. กรุงเทพมหานคร : ม.ป.ป.. ๒๕๔๕. พระพุทธโฆสเถระ. คัมภีร์วิสุทธิมรรค. แปลโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร). พิมพ์ ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ธนาเพรส จํากัด, ๒๕๕๔. พระพุทธโฆสาจารย์. สมันตปาสาทิกาย นาม วินยัฎฐกถาย ปฐโม ภาโค. (อรรถกถาพระวินัย). กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๕. พระมหาสมปอง มุทิโต. คัมภีร์อภิธานวรรณา. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ประยูรวงศ์ พริ้นท์ติ้ง, ๒๕๔๗. พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ). ปฏิจจสมุปบาท เหตุผลแห่งวัฏสงสาร. พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.๙. M.A. Ph.D.). ตรวจชําระ. พระคันธสาราภิวงศ์. แปลและเรียบเรียง. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจํากัด ประยูรสาส์นไทยการพิมพ์, ๒๕๕๓. พุทธทาสภิกขุ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ). ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม. กรุงเทพมหานคร : ภาพพิมพ์, ๒๕๓๓. พุทธทาสภิกขุ. พหุลานุสาสนี. กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ, ๒๕๕๓. มนูญ คันธประภา. ทัศนคติในการนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปใช้ในการดําเนินชีวิต : ศึกษา เฉพาะกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. วารสารวิชาการและวิจัย. มทร.พระนคร ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓.
๒๗๒ มหามกุฏราชวิทยาลัย. ปฐมสมันตปาสาทิกา แปล ภาค ๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕. มหามกุฏราชวิทยาลัย. ปฐมสมันตปาสาทิกาแปล เล่ม ๓. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๐๙. มหามกุฏราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกและอรรถกถา แปล เล่ม ๑๑. พิมพ์ครั้งที่ ๓. นครปฐม : โรง พิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒. มหามกุฏราชวิทยาลัย. มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกแก่นธรรม. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑. มั่น เสือสูงเนิน. พุทธศาสนากับนิเวศวิทยา. ฉะเชิงเทรา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๒. ระวี ภาวิไล. อภิธรรมส าหรับคนรุ่นใหม่. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๘. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. พิมพ์ครั้งที่ ๖ . กรุงเทพมหานคร : บริษัทอักษรเจริญทัศน อจท. จํากัด, ๒๕๓๙. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒. กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖. วศิน อินทสระ. หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐. วิศิษฐ์ชัยสุวรรณ. คู่มือการศึกษาพระอภิธรรมทางไปรษณีย์เรื่อง ชีวิตคืออะไร. กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพ์มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม, ม.ป.ท. สาโรช บัวศรี. วิธีสอนตามขั้นทั้งสี่ของอริยสัจในการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: สํานักคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, ๒๕๒๖. สุจินต์ บริหารวนเขตต์. จิตตสังเขป : ปรมัตถธรรมสังเขป บทที่ ๗. กรุงเทพมหานคร : ม.ป.พ., ๒๕๔๓. สุชีพ ปุญญานุภาพ. คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกฉบับส าหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๗. กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. สุวิทย์ มูลคํา. ๒๐ วิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม. พิมพ์ครั้งที่ ๓ . กรุงเทพมหานคร : ภาพพิมพ์, ๒๕๔๕. เสฐียรพงษ์ วรรณปก. ค าบรรยายพระไตรปิฎก. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๕๓. เสฐียรพงษ์ วรรณปก. เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกรรม. กรุงเทพมหานคร : หจก.หอรัตนชัย การพิมพ์, ๒๕๔๔.
๒๗๓ (๒) วิทยานิพนธ์ พระครูวินัยธรสุเทพ อกิญฺจโน (ทับทิมเทศ). “การศึกษาเชิงเคราะห์เรื่องเทวดาในพระพุทธศาสนาเถร วาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๙. พระมหาขุนทอง เขมสิริ. “สถานภาพทางศีลธรรมและสิทธิของสัตว์ในพระพระพุทธศาสนาเถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๕๗. พระมหาบรรพต เจโตวสี (สายสมบัติ). “การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องวิญญาณในพระพุทธศาสนาเถร วาทตามทัศนะของอาจารย์พร รัตนสุวรรณ”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิต วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๔๔. พระมหาประสิทธิ์ รัตนมณี. “สถานภาพและสิทธิของสัตว์ในพระไตรปิฎก : ศึกษาทัศนะเกี่ยวกับ สถานภาพ สิทธิของสัตว์ และการปฏิบัติต่อสัตว์ ของชาวพุทธในจังหวัดกาญจนบุรี”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาศาสนาเปรียบเทียบ. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหิดล. ๒๕๔๕. พระมานัส โสภณจิตฺโต (ชอบมี). “ศึกษาการกําหนดรูปนามทางวิญญาณ ๖ ในการปฏิบัติวิปัสสนา ภาวนา”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๕๕. พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญโญ (วันจันทร์). “นรกและสวรรค์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท”. วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๓. ราเชนทร์ สิงหเรศร์. “การศึกษาเปรียบเทียบทัศนะเรื่องการเกิดใหม่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก และคัมภีร์ พระเวท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๔. สมพงษ์ โอศรีสกุล. “พฤติกรรมของสัตว์ในชาตกัฏฐกถา : การศึกษาเชิงวิเคราะห์”. วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต. (บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๒๕. (๓) สื่ออิเล็คทรอนิคส์ (WWW.) แหล่งที่มา : http://www.palitext.com. [๑๐ ก.ค. ๒๕๕๘]. แหล่งที่มา : http://www.palitext.com. [๑๐ ก.ค. ๒๕๕๘]. แหล่งที่มา : http://www.palitext.com. [๑๐ ก.ค. ๒๕๕๘]. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนรกและสวรรค์–GotoKnow. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http//www.gotoknow.org/posts/215797. ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙. วิกิพีเดีย. สารานุกรมเสรี. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/. (๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘).
๒๗๔ สุชีพ ปุญญานุภาพ. หัวข้อที่ ๔ “ท าไมเกิดมาไม่เหมือนกัน”. www. Dhamathai.org./๒๔ กันยายน ๒๕๕๙. Beaney. Michael. “Analysis”. in Standford Encyclopedia of Philosophy. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://plato.stanford.edu./entries/analysis วันที่เข้าถึง ๒๘ มี.ค. ๒๕๕๘. ๒. ภาษาอังกฤษ Anatta. The Three Basic Facts of Existence III Impermanance. Collected Essays. Kandy Srilanka. 1974. Keown. Damien. BUDDHIST ETHICS : A Very Short Introduction. London : Oxford University Press. 1995. Conze. Edward. Buddhism A Short History. Oneworld Publications. Oxford. 2008. Chinchore Mangala R. Anatta / Anatmata : An Analysis of Buddhist Anti – Substantialist Crusade. Indian Books Center. Delhi – India. 1995. Encyclopidia IV. P. 696. . Dukkha. The three basic facts of existence II. Buddhist Publication Society Kandy Srilanka. 1973. Jacobson Nolan Pliny. Understanding Buddhism. Southern Illiniis University Press Carbondale and Edwardsville. 1986. Jayatilleke. K.N. Early Buddhist Theory of Knowledge. Delhi : Motilal Banarsidass. 1980. Nayanaponika Mahathera. The Road To Inner Freedom. Buddhist Publication Society Kandy Srilanka. 1982. Rahula. W.. What the Buddha Taught. Fifth published in Thailand by Haw Trai Foundation Bangkok. 2006. Rhys Davids. William T.W. Pali English Dictionary. Munshiram Manoharlal Publishers Pvt. Ltd. 1989. Venerable Mahasi sayadaw. The Great Discourse On notself(Anattalakkhana Sutta). Buddhadhamma Foundation. Bangkok Thailand. 1996. Venerable Rahula W. What The Buddha Taught. Bangkok Thailand : Haw Trai. 1990. Warder A.K. Indian Buddhism. Motilal Banarsidass Publishers Private Limited. Delhi. 1970. Woodward F.L. The Book of The Kindred Sayungs. (Sanyutta – Nikaya) or Grouped Suttas Past IV. The Pali Text Society of Ocford. 1996. Yasui Ryud. Theory Of Soul In Theravada Buddhism. Atisha Memorial Publishing Society Calcatta . India. 1994.
พุทธปรัชญา เอกสารประกอบการสอน สาขาวิชา พระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆศรีสะเกษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (Buddhist Philosophy) รหัสวิชา ๖๐๐ ๑๐๒ พระกัญจน กนฺตธมฺโม, ดร.