The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอน-รวม-ปี-๒๕๖๐1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by play read, 2023-07-27 04:34:21

เอกสารประกอบการสอน-รวม-ปี-๒๕๖๐1

เอกสารประกอบการสอน-รวม-ปี-๒๕๖๐1

๓ พระผู้เป็นเจ้าได้แต่ถ้าวรรณะสูงแต่งงานข้ามวรรณะกัน เช่น วรรณะพราหมณ์กับวรรณะกษัตริย์บุตรที่ เกิดมาไม่ถือว่าเป็นจัณฑาล เนื่องจากเป็นวรรณะในระดับสูงจึงไม่ถูกรังเกียจเหมือนกับวรรณะต่ าอื่นๆ๑ ความเชื่อทางศาสนาในสมัยก่อนและสมัยพุทธกาล ชาวอินเดียส่วนใหญ่นับถือศาสนาพราหมณ์ และให้ความเคารพย าเกรงต่อพวกวรรณะพราหมณ์เป็นอย่างยิ่ง โดยถือว่าพวกพราหมณ์เป็นผู้แทนของ พระผู้เป็นเจ้าในการเผยแผ่สัจธรรมค าสอนของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดของชาวอินเดียในยุคนี้ คือ พระพรหม เป็นผู้สร้างโลกและมนุษย์มีอ านาจสูงสุดเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ชีวิตมนุษย์ตกอยู่ในอ านาจ ของพระพรหม ที่นิยมเรียกว่า พรหมลิขิต ชะตาชีวิตของมนุษย์จะยากดีมีจนหรือประสบโชคดีหรือ เคราะห์ก็ล้วนเกิดจากพระพรหมเป็นผู้บันดาลให้เป็นไปทั้งสิ้น ดังนั้น หน้าที่ของมนุษย์จึงต้องบูชา บวงสรวงและอ้อนวอนต่ออ านาจของพระพรหมซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดและเทพเจ้าอื่นๆ ตามที่ระบุไว้ใน คัมภีร์พระเวทอีกด้วย ในยุคก่อนการอุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนานั้น ชาวชมพูทวีปหรือที่เรียกชาวอินเดียในปัจจุบัน มีทัศนะเกี่ยวกับชีวิตเป็น ๒ แนวทาง คือ ๑) พวกที่เชื่อว่า ตายแล้วต้องเกิดอีก เพราะมีตัวตนหรือที่เรียกว่า อาตมัน ที่เที่ยงแท้ แม้ ร่างกายจะตายไป แต่ตัวปรมาตมันหาได้ตายไปตามร่างกายไม่ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าจะบรรลุถึงความหลุดพ้น คือ การเข้าไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้าสูงสุดที่เรียกว่า ปรมาตมันหรือพรหมัน มนุษย์จึงควรท าความดีตามหลักค าสอนในศาสนาเพื่อบังเกิดในภพภูมิที่ดี จนกระทั่งเข้าสู่ความหลุดพ้นดังกล่าว กลุ่มที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ เรียกว่า สัสสตทิฎฐิ กลุ่มนี้ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ พวกฤาษีหรือนักพรตอื่นๆ โดยเฉพาะศาสนาเชนที่มุ่งการทรมานตนเพื่อให้หลุดพ้น จากกิเลส ในธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าเรียกวิธีการเช่นนี้ว่า อัตตกิลมถานุโยค เป็นสิ่งที่ ประกอบด้วยความทุกข์ไม่ประเสริฐและไม่ประกอบด้วยประโยชน์เป็นสิ่งที่ควรเว้น ๒) พวกที่เชื่อว่า ตายแล้วสูญสิ้นทุกอย่าง ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ร่างกายแตกสลาย จิตก็แตกดับไป ด้วย ไม่มีวิญญาณอมตะ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนหรืออาตมันอีกต่อไป คนกลุ่มนี้มักเน้นการเสพวัตถุ เพื่อให้ตนมีความสุขในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยไม่ต้องคิดถึงโลกหน้า สวรรค์นรก ภพภูมิอื่นๆ ที่สัตว์จะ ไปเกิด หรือพระเจ้าสูงสุด เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ทดสอบได้ด้วย ประสาทสัมผัส การท าความดีความชั่วไม่มีผลอะไร ความดีคือ การได้เสพสุขทางกายเท่านั้น ความชั่ว คือการท าให้ตนเองเป็นทุกข์โดยการทรมานตนให้ล าบากตามหลักการศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาอื่นๆ ที่เน้นสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด กลุ่มที่มีความเห็นเช่นนี้เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิกลุ่มนี้ได้แก่ พวก จารวาก ในธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าเรียกวิธีการเช่นนี้ว่า กามสุขัลลิกานุโยค คือ พวกบ ารุง บ าเรอตนเองด้วยกาม เป็นสิ่งที่เลวทราม ไม่ประเสริฐและไม่ประกอบด้วยประโยชน์เป็นสิ่งที่ควรเว้น๒ ๑ ภัทรพร สิริกาญจน และคณะ, ความรู้พื้นฐานทางศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖), หน้า ๒๗. ๒ ภัทรพร สิริกาญจน และคณะ, ความรู้พื้นฐานทางศาสนา, หน้า ๒๘.


๔ พระพุทธศาสนาก่อตั้งขึ้นโดยเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าเมื่อ ๒๖๐๐ กว่าปีมาแล้ว นับตั้งแต่พระองค์ทรงตรัสรู้และประกาศสัจธรรมที่แท้จริงต่อชาวโลกทั่วไป เป็นศาสนาประเภทอเทวนิ ยม ซึ่งไม่เน้นความส าคัญของพระเจ้ากับเทพเจ้า ไม่มีค าสอนเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ควบคุมโลก หรือ พระเจ้าเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต แม้ในค าสอนจะพบการกล่าวถึงเทพต่างๆ แต่ก็มิได้แสดงบทบาท และอิทธิพลของเทพเหล่านั้นเหนือชีวิตมนุษย์ ทั้งมนุษย์และเทพเจ้ายังคงอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม เช่นเดียวกัน จึงไม่มีใครมีอ านาจเหนือใครได้อย่างแท้จริง หากมนุษย์หรือเทวดาท าดีย่อมได้ดีท าชั่วย่อม ได้ชั่ว เป็นกฎเกณฑ์ตายตัว ค าว่า พุทธศาสนา มาจากค าว่า พุทธ แปลว่า ผู้รู้ผู้ตื่น จากความลุ่มหลงเพราะอ านาจของ กิเลส หรือ ผู้เบิกบาน เพราะไม่มีกิเลสในใจ กล่าวคือ บุคคลผู้รู้จริง ผสมกับค าว่า ศาสนา (ภาษาบาลี คือ สาสน) แปลว่า ค าสั่งสอน รวมความแล้วหมายถึง ค าสอนของผู้รู้จริง ที่เรียกว่า พระพุทธเจ้า ค าว่า พระพุทธเจ้า ก็ไม่ใช่ชื่อเฉพาะของพระศาสดาเช่นเดียวกัน แต่เป็นสมัญญานามที่ใช้หมายถึง บุคคลผู้ไม่มี กิเลสที่ท าให้ลุ่มหลงเปรียบเหมือนบุคคลผู้ตื่นและมีปัญญารู้แจ้งความเป็นจริงแล้ว ดังนั้น เจ้าชายสิทธัต ถะเมื่อทรงตรัสรู้และค้นพบความจริงของโลกและชีวิต จึงได้สมัญญานามว่า พระพุทธเจ้า ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสีแค้วนกาสี(ปัจจุบันคือ สารนาถ ในรัฐอุตตรประเทศ ประเทศ อินเดีย) กล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นในบรรยากาศที่มีลัทธิความเชื่ออื่นๆ แพร่หลายอยู่แล้ว นักวิชาการมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของพุทธศาสนาแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ ๑) นักวิชาการบางฝ่ายเชื่อว่า พระพุทธศาสนาพัฒนาการมาจากศาสนาพราหมณ์ เพราะ พระพุทธเจ้าเคยศึกษาคัมภีร์พระเวทและการบ าเพ็ญเพียรทางจิตจากท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบส ซึ่งเป็นคณาจารย์ในศาสนาพราหมณ์ท าให้มองเห็นข้อบกพร่องในหลักค าสอนและแนวปฏิบัติในศาสนา พราหมณ์จึงทรงแก้ไขปรับปรุงและปฏิรูปให้เป็นหลักค าสอนของพระองค์เช่น การปฏิเสธระบบวรรณะ ปฏิเสธอ านาจของเทพเจ้า เป็นต้น แต่ค าสอนหลักๆ เช่น กรรม นิพพาน เหล่านี้ก็มีปรากฏในศาสนา พราหมณ์แต่มีการอธิบายคนละอย่าง ดังนั้น พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าท าให้ศาสนาพราหมณ์ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากธรรมที่พระองค์ตรัสสอนท าให้ชาวอินเดียในยุคนั้นมีความเชื่อมั่นศรัทธาพระผู้ เป็นเจ้าแพร่หลายมากขึ้น และพระสาวกองค์ส าคัญๆ ก็เป็นพราหมณ์ทั้งสิ้น ๒) นักวิชาการฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับทัศนะข้างต้นนั้น ให้ความเห็นว่าพระพุทธศาสนามีหลักค า สอนที่แตกต่างจากศาสนาพราหมณ์อย่างสิ้นเชิง พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเพราะพระพุทธเจ้าทรงไม่เห็น ด้วยกับหลักค าสอนและวิธีการในศาสนาพราหมณ์ พระองค์ทรงมิได้มองเห็นข้อบกพร่องและคิด ปรับปรุงขึ้นมาเป็นค าสอนของพระองค์เท่านั้น แต่ยังทรงคัดค้านและติเตียนอีกด้วย เช่น ทรงติเตียนการ บูชายัญในศาสนาพราหมณ์และทรงเน้นหนักความเมตตากรุณาต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตลอดจนทรงอนุญาต ให้ทุกคนทุกวรรณะเข้าอุปสมบทได้อย่างเท่าเทียมกันในพุทธศาสนา เป็นต้น


๕ ทัศนะเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาดังกล่าวข้างต้น ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ต่าง ฝ่ายต่างก็ยืนยันว่าทัศนะของตนเองถูกต้อง ๑.๒.๑ ศาสดา ๑) ชาติภูมิ ศาสดาของพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธเจ้า โดยมีพระนามเดิมก่อนการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติณ ลุมพินีซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชายแดนของกรุงกบิลพัสด์และกรุงเทวทหะ ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล เจ้าชายสิทธัตถะทรงประสูติเมื่อวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ า เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปีพระราช บิดา คือ พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชมารดา คือ พระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ต่อมาฤาษีนาม ว่าอสิตดาบสได้ข่าวว่า พระเจ้าสุทโธทนะทรงได้พระโอรส จึงเดินทางมาเฝ้า ครั้นเห็นพระกุมารแล้ว จึง ท านายว่า หากพระกุมารทรงครองตนเป็นฆราวาสจะได้เป็นพระมหาจักรพรรดิหากทรงออกบวชก็จะได้ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า๓ หลังจากที่พระกุมารประสูติได้๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้มีพิธีขนานนามพระราชโอรสว่า เจ้าชายสิทธัตถะ อันมีความหมายว่า “ประสบความส าเร็จสมความปรารถนา” เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมี พระชนมายุได้ ๗ วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคต พระเจ้าสุทโธทนะก็ทรงให้พระน้านางคือ พระนางประชาบดีโคตมีเป็นผู้เลี้ยงดูต่อมา เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเจริญวัยขึ้นได้ทรงศึกษาศิลปวิทยาการกับอาจารย์วิศวามิตร ทรง ประสบความส าเร็จในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดีเมื่อพระชนมายุได้๑๖ พรรษา ได้ทรงอภิเษกสมรส กับพระนางยโสธราหรือพระนางพิมพา ราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งกรุงเทวทหะ และทรงได้รับ การบ ารุงบ าเรอให้เพลิดเพลินอย่างเต็มที่กล่าวคือ พระเจ้าสุทโธทนะได้ให้ขุดสระปลูกบัวขึ้น ๓ สระ ใน พระราชวัง สระแรกปลูกบัวเขียว สระที่สองปลูกบัวหลวง สระที่สามปลูกบัวขาว ทรงโปรดให้สร้าง ปราสาท ๓ หลัง ส าหรับเจ้าชายสิทธัตถะ หลังที่หนึ่งส าหรับประทับในฤดูหนาว หลังที่สองส าหรับฤดู ร้อน และหลังที่สามส าหรับฤดูฝน และมีสตรีงามขับดนตรีให้ความบันเทิงเพลิดเพลินตลอดเวลา เจ้าชาย สิทธัตถะทรงพระเกษมส าราญ ปราศจากความทุกข์ทั้งปวง จนพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษาก็ทรงมี พระโอรสพระองค์หนึ่งคือพระราหุล๔ ๒) การออกผนวช เมื่ออายุประมาณ ๒๙ พรรษา เจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จประพาสอุทยานและทอดพระเนตรเห็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ภาพคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ท าให้พระองค์สลดสังเวชในความ ๓ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสงฆราช, หลักพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐), หน้า ๑. ๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒.


๖ เปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนของชีวิต และความสงบเยือกเย็นและท่าทีเปี่ยมไปด้วยความสุขของนักบวชท าให้ พระองค์รู้สึกเลื่อมใส ชื่นชม เมื่อเสด็จกลับพระราชวัง และทรงทราบว่าพระโอรสได้ประสูติแล้วก็ทรง มองเห็นปัญหาของการครองเรือน อันมีภาระแลเครื่องผูกมัดอันท าให้เกิดความทุกข์ จึงทรงตัดสิน พระทัยที่จะเสด็จออกบรรพชาในคืนนั้น และได้ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต ณ ริมฝั่งแม่น้ าอโนมา ๓) การตรัสรู้ หลังจากทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตแล้ว ได้เข้าไปศึกษาในสานักของอาฬารดาบสกาลาม โคตรและอุทกดาบสรามบุตร ทรงศึกษาจนจบก็ยังมิได้พบทางหลุดพ้นทุกข์ จึงออกจากส านักของ อาจารย์และทรงเดินทางไปบ าเพ็ญเพียรด้วยพระองค์เอง ณ ต าบลอุรุเวลาเสนานิคม ในแคว้นมคธ โดย ทรงบ าเพ็ญทุกรกิริยาทรมานพระองค์ตามวิธีการที่นิยมกันในยุคนั้น เช่น การทรงกดพระทนต์ (ฟัน) ด้วยพระทนต์ การกดเพดานปากด้วยลิ้น ท าให้ลมหายใจเดินไม่สะดวก เกิดความทุกข์ทรมานอย่าง สาหัส การผ่อนลมหายใจเข้าออกให้หายใจเข้าออกแต่เพียงเล็กน้อย เมื่อหายใจไม่พอเพียงจึงท าให้เกิดหู อื้อ ตาลายและปวดพระเศียร ทรงเสียดพระอุทร การอดอาหารจนกระทั่งพระวรกายซูบผอม และพระ โลมาหลุดร่วงจนไม่อาจทรงพระวรกายได้ วิธีการทั้งสามก็ไม่อาจน าไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ จึงทรงเลิก ทรมานพระองค์และกลับมาเสวยพระกระยาหารตามเดิม ปัญจวัคคีย์หรือนักบวชทั้ง ๕ ที่คอยเฝ้า ปรนนิบัติเจ้าชายสิทธัตถะขณะที่ทรงบ าเพ็ญทุกรกิริยานั้น เข้าใจผิดว่าพระองค์ทรงละความพยายามเสีย แล้ว จึงพากันละทิ้งพระองค์ไว้ตามล าพัง๕ เจ้าชายสิทธัตถะทรงหันมาเลือกทางสายกลางที่ไม่ตรึงหรือหย่อนจนเกินไป โดยการบ าเพ็ญ เพียรทางจิตพิจารณาเหตุการณ์ทั้งหลายตามเหตุตามผล ในที่สุดก็ตรัสรู้ธรรมอันเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนาคือ อริยสัจ ๔ เป็นพระพุทธเจ้า ด้วยพระมหากรุณาต่อสรรพสัตว์จึงทรงตัดสินพระทัย เสด็จออกเผยแพร่พระธรรม ๔) การเผยแผ่พระธรรม บุคคลที่พระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระทัยจะแสดงธรรมโปรดเป็นพวกแรก คือ อาจารย์ของ พระองค์ได้แก่ อาฬารดาบส และอุททกดาบส แต่เมื่อตรวจด้วยข่ายพระญานก็ทรงพบว่า อาจารย์ทั้ง สองได้สิ้นชีวิตเสียแล้ว จึงทรงระลึกถึงพวกปัญจวัคคีย์ที่เคยปรนนิบัติรับใช้พระองค์มาก่อน พระองค์ได้ เสด็จไปแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก คือ ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรโปรดพวกปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๘ นับเป็นการประดิษฐานพุทธศาสนาขึ้น ครั้งแรกในโลก หลักจากนั้นก็ได้มีเหล่าพระสาวกช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาจนกระทั่งมีความมั่นคง ในชมพูทวีป ๕ สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกส าหรับประชาชน, พิมพ์ครั้งที่ ๑๕, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า ๓๙๖.


๗ ๕) การปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นเวลา ๔๕ ปี และในปีสุดท้ายของการประกาศ ศาสนา ในวันขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๖ พระพุทธเจ้าทรงอาพาธอย่างหนักและทรงแสดงปัจฉิมโอวาทหรือค า สอนครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จปรินิพพานแก่พุทธบริษัททั้งฝ่ายบรรพชิตและฆราวาสที่มาเฝ้าพระองค์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปและความ สิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งหลายให้ส าเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด” ๖ โดยทรงเน้นย้ าให้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนในสิ่งทั้งหลาย เพื่อที่จะได้ด ารงชีวิต อยู่ได้อย่างไม่ประมาท เมื่อถึงวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่า เดือน ๖ พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ขณะมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา บริบูรณ์ ๑.๒.๒ คัมภีร์ในศาสนา เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาได้แบ่งออกเป็น ๒ นิกาย ใหญ่คือ นิกายเถร วาทและมหายาน ดังนั้น จึงจะได้น าเสนอคัมภีร์ส าคัญของทั้ง ๒ นิกาย พอเป็นสังเขป กล่าวคือ ๑. คัมภีร์ของพุทธศาสนาเถรวาท ๑.๑) พระไตรปิฎก คัมภีร์หลักของพุทธศาสนานิกายเถรวาท เรียกว่า พระไตรปิฎก มาจาก ค าว่า ไตร แปลว่า สาม ปิฎก แปลว่า ต ารา กระจาด หรือตะกร้า ในที่นี้หมายถึง คัมภีร์แปลตามตัวอักษรว่า สามคัมภีร์ เมื่อกล่าวตามเนื้อความแล้ว พระไตรปิฎก หมายถึง คัมภีร์ที่รวบรวมค าสอนของพระพุทธเจ้าทั้งโดยตรง และโดยอ้อม โดยจัดเป็น ๓ หมวดหมู่คล้ายกระจาดหรือตะกร้าที่เป็นภาชนะใส่สิ่งของต่างๆ ไว้ด้วยกัน ไม่ให้กระจัดกระจาย คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก๗ พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนา เป็นแนวทางความเชื่อและการปฏิบัติ ของพุทธศาสนิกชน และผ่านการสังคายนามาหลายครั้ง เพื่อให้ถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วนตามที่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนไว้ พระไตรปิฎกเกิดขึ้นภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว โดยการท าสังคายนา คือ การประชุมตรวจช าระสอบทานและจัดหมวดหมู่ค าสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นแบบแผนเดียวกัน และมีการจารึกพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษรในการสังคายนาครั้งที่ ๕ ประมาณ พ.ศ. ๔๕๐ ตามประวัติศาสตร์พุทธศาสนาที่ยอมรับกันเฉพาะในนิกายเถรวาท มีการสังคายนา พระไตรปิฎกจานวน ๙ ครั้ง โดยกระท าที่ประเทศอินเดียจ านวน ๓ ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ ๑-๓ กระท าที่ศรี ลังกาจ านวน ๔ ได้แก่ครั้งที่ ๔-๗ แต่การสังคายนาครั้งที่ ๖ ไม่ได้นับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกหรือ การช าระพระไตรปิฎก แต่เป็นการอธิบายพระไตรปิฎกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการแปล ๖ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสงฆราช, หลักพระพุทธศาสนา, หน้า ๙. ๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑.


๘ ความหมายหลากหลายตามใจชอบ ส่วนการสังคายนาครั้งที่ ๗ ก็ไม่ได้นับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎก แต่เป็นการเรียบเรียงค าอธิบายพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี โดยท่านพุทธโฆษาจารย์ได้แปลและเรียบ เรียงอรรถกถา (ค าอธิบายพระไตรปิฎก) จากภาษาภาสิงหลเป็นภาษาบาลีส่วนการสังคายนาครั้งที่ ๘ เป็นการตรวจช าระอักษรพระไตรปิฎก กระท าที่วัดโพธาราม จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นการสังคายนาเป็น ครั้งแรกในประเทศไทย ส่วนการสังคายนาครั้งที่ ๙ เป็นการช าระพระไตรปิฎกและจารึกลงในใบลาน ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๒ ในประเทศไทย คัมภีร์พระไตรปิฎกได้รับการจัดพิมพ์ครั้งแรกในประเทศไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจัดพิมพ์เป็นอักษรไทย ในการพิมพ์ครั้งนี้พิมพ์ไม่ครบชุด โดยมีเพียง ๓๙ เล่ม เท่านั้น ต่อมาได้มีการจัดพิมพ์จนครบชุด ๔๕ เล่ม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ ส่งไปเผยแผ่ยังประเทศต่างๆ ด้วย พระไตรปิฎกแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ พระวินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก โดยมีรายละเอียดดังนี้ (๑) พระวินัยปิฎก วินัยปิฎกเป็นเรื่องของศีลและสิกขาบทต่างๆ ของบรรพชิต มีสาระส าคัญ คือ เป็นข้อห้าม และบทลงโทษ กล่าวคือ วินัยปิฎกแบ่งเป็น ๕ ส่วน ได้แก่ มหาวิภังค์ ภิกขุนีวิภังค์ มหาวัคค์จุลลวัคค์ และปริวาร (๒) พระสุตตันตปิฎก สุตตันตปิฎกเป็นประมวลค าสอนทั่วไปของพระพุทธเจ้าและพระสาวก แบ่งออกเป็น ๕ นิกาย แต่ละนิกายมีสาระส าคัญดังนี้ (๒.๑) ทีฆนิกาย เป็นพระสูตรขนาดยาว ประกอบด้วยพระธรรมเทศนา ๓๔ เรื่อง (๒.๒) มัชฌิมนิกาย เป็นพระสูตรขนาดกลาง ประกอบด้วยพระธรรมเทศนา ๑๕๒ เรื่องหรือ ๑๕๓ สูตร (๒.๓) สังยุตตนิกาย เป็นการประมวลธรรมตามหมวดหมู่ มีสาระส าคัญเป็นเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ขันธ์อายตนะ และอริยสัจ เป็นต้น (๒.๔) อังคุตตรนิกาย เป็นประมวลธรรมตามจ านวนข้อจากน้อยไปหามาก เช่น หมวด ที่มีธรรม ๑ ข้อ เรียกว่า เอกนิบาต หมวดที่มีหัวข้อธรรมมากที่สุดประกอบด้วยธรรม ๑๑ ข้อ เรียกว่า เอกาทสกนิบาต เป็นต้น (๒.๕) ขุททกนิกาย เป็นประมวลธรรมเบ็ดเตล็ด เช่น บทสวดระลึกถึงพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์สิ่งอันเป็นมงคล ๓๘ ประการ การแผ่เมตตา การประพฤติพรหมจรรย์นิทานคติธรรมว่า ด้วยการบ าเพ็ญบารมีในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เป็นต้น


๙ (๓) พระอภิธรรมปิฎก อภิธรรมปิฎกเป็นหมวดธรรมลึกซึ้ง ไม่มีท้องเรื่องประกอบเหมือน พระสุตตันตปิฎก กล่าวถึงความจริง ๔ เรื่อง คือ จิต เจตสิกหรือคุณสมบัติของจิต รูป และนิพพานหรือการหลุดพ้นจาก ความทุกข์เป็นต้น ๑.๒) คัมภีร์อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา คัมภีร์อรรถกถา ได้แก่ คัมภีร์ที่อธิบายเนื้อความในพระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นโดย พระภิกษุผู้ทรงความรู้ในทางพระพุทธศาสนาหลังสมัยพุทธกาลที่เรียกว่า พระอรรถกถาจารย์ คัมภีร์ในระดับรองลงไป ซึ่งเป็นการอธิบายเนื้อความของคัมภีร์อรรถกถาอีกทีหนึ่งเรียกว่า คัมภีร์ฎีกา พระที่เขียนหนังสือฎีกาเหล่านี้เรียกว่า พระฏีกาจารย์ ส่วนคัมภีร์ในระดับสุดท้ายซึ่งเป็นคัมภีร์ที่อธิบายเนื้อความในคัมภีร์ฎีกาอีกทีหนึ่งเรียกว่า อนุฎีกา พระที่เขียนหนังสือประเภทนี้ก็เรียกว่า พระอนุฎีกาจารย์ อย่างไรก็ตาม ตามทัศนะของพุทธศาสนานิกายเถรวาท คัมภีร์พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ที่ ส าคัญที่สุด และเป็นหลักฐานในการตรวจสอบความถูกต้องของค าสอนในคัมภีร์หรือหนังสือที่แต่งขึ้นมา ในภายหลังว่าเป็นค าสอนในพุทธศาสนาหรือไม่ ถ้าเป็นไปตามพระไตรปิฎกก็นับว่าถูกต้อง หากขัดแย้งก็ ถือว่าค าสอนนั้นไม่ถูกต้อง จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า คัมภีร์ที่ส าคัญของพุทธศาสนานิกายเถรวาทมี๔ ระดับ คือ พระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์ที่มีความส าคัญที่สุด คัมภีร์อรรถกถาเป็นคัมภีร์ที่อธิบายเนื้อความใน พระไตรปิฎก คัมภีร์ฎีกา เป็นคัมภีร์ที่อธิบายเนื้อความในคัมภีร์อรรถกถา และคัมภีร์อนุฎีกา เป็นคัมภีร์ที่ อธิบายเนื้อความในคัมภีร์ฎีกาอีกที่หนึ่ง คัมภีร์พระไตรปิฎกจัดเป็นคัมภีร์ปฐมภูมิส่วนคัมภีร์อรรถกถา ฎีกาและอนุฎีกา จัดเป็นคัมภีร์ทุติยภูมิ ๒. คัมภีร์ของพระพุทธศาสนามหายาน คัมภีร์ต่างๆ ของพุทธศาสนามหายานประพันธ์ขึ้นภายหลังพุทธกาล ส่วนใหญ่เป็นภาษา สันสกฤต และนามาแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาอื่นๆในเวลาต่อมา เช่น ภาษาจีน ภาษาทิเบต ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น เรื่องราวทั้งหลายเกี่ยวกับพุทธศาสนามหายานได้มาจากข้อมูลในคัมภีร์เหล่านี้นี้เอง คัมภีร์ของพุทธศาสนามหายานแบ่งออกได้เป็น ๓ ระดับ๘ ดังต่อไปนี้ ๑) พระสูตร พระสูตรเป็นคัมภีร์ที่ส าคัญและยอมรับกันมากที่สุด เป็นคัมภีร์ที่ถือว่าเป็นพระด ารัสของ พระพุทธเจ้าโดยตรง ในตอนต้นของพระสูตรจึงมีการระบุถึงสถานที่ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์หรือบน สวรรค์ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนั้นๆ ๘ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสงฆราช, หลักพระพุทธศาสนา, หน้า ๑.


๑๐ พระสูตรที่เขียนขึ้นในสมัยหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานเกิน ๕๐๐ ปีล้วนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา พระสูตรฝ่ายมหายานที่นักวิชาการทั่วไปถือว่าประณีตงดงามที่สุดทาง วรรณกรรม คือ พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร และพระสูตรที่มีค าสอนอันลึกซึ้งที่สุดคือ ปรัชญาปารมิตา สูตร ประพันธ์ขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ พระสูตรฝ่ายมหายานที่ส าคัญ และ ถือว่าเป็นพระพุทธด ารัสโดยตรง ตลอดจนเข้าใจว่าบันทึกขึ้นในครั้งแรกในอินเดีย และถ่ายทอดมาเป็น ภาษาจีน มีอยู่ ๕ เรื่อง เรียงล าดับตามพุทธประวัติฝ่ายมหายาน คือ (๑) อวตังสกสูตร เป็นพระสูตรที่ทรงเทศนาในระยะแรกหลังการตรัสรู้ กล่าวถึง สิ่งที่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมกายของพระพุทธเจ้า และจิตมนุษย์ที่มีธาตุพุทธสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ได้เป็นต้น (๒) ไวปุลยสูตร เป็นพระสูตรที่อธิบายพุทธธรรมอย่างกว้างขวาง (๓) ปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นพระสูตรที่อธิบายหลักการเรื่องศูนยตา คือ ความว่างเปล่า ไร้ แก่นสารในตัวเองของสรรพสิ่งในจักรวาล (๔) สัทธรรมปุณฑริกสูตร เป็นพระสูตรที่สอนถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ พระพุทธเจ้าในประวัติศาสตร์กับพระพุทธเจ้าที่อยู่เหนือโลก ตลอดจนการบรรลุนิพพานของมนุษย์ด้วย ความช่วยเหลือของพระโพธิสัตว์ (๕) มหาปรินิรวาณสูตร เป็นพระสูตรสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าแสดงก่อนปรินิพพาน กล่าวถึง ธรรมกายของพระพุทธเจ้าอันเป็นอมตะและความสามารถในการเข้าถึงพุทธภาวะหรือความเป็น พระพุทธเจ้าของมนุษย์ทุกคน ๒) ศาสตร์ ศาสตร์เป็นงานเขียนของนักปราชญ์ผู้รู้ มีเนื้อหาอธิบายพระสูตร หรือเป็นคัมภีร์ต่างหาก โดยเฉพาะ โดยอาจเขียนขึ้นเองหรือมีผู้อื่นเขียนโดยใช้ชื่อของท่านก็ได้นักปราชญ์คนส าคัญที่เรียบเรียง ศาสตร์ทั้งหลายขึ้น ได้แก่ นาคารชุนและอารยเทพ (ประมาณ พ.ศ. ๗๕๐) เป็นผู้ก่อตั้งนิกายมาธยมิกะ และอสังคะและวสุพันธุ (ประมาณ พ.ศ. ๑๐๐๐) ผู้ก่อตั้งนิกาย โยคาจาร เป็นต้น ศาสตร์ส าคัญที่เป็นงานประพันธ์ของนาคารชุนได้แก่ มาธยมิกศาสตร์ ทวาทศนิกายศาสตร์ และมหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์เป็นต้น อารยเทพได้ประพันธ์ศาสตร์ที่ส าคัญ เช่น ศตศาสตร์วสุพันธุ ได้ประพันธ์ศาสตร์ที่ส าคัญ เช่น ทศภูมิศาสตร์และอสังคะได้ประพันธ์ศาสตร์ที่ส าคัญ เช่น อภิธรรมสัง ยุกตสังคีติศาสตร์เป็นต้น ๓) ตันตระ ตันตระเป็นคัมภีร์ลี้ลับส่งทอดให้เฉพาะสาวกผู้ผ่านการเลือกสรรเพียงไม่กี่คน ผู้ส่งทอดหรือ ประสิทธิ์ประสาทตันตระให้คืออาจารย์หรือคุรุ บุคคลผู้ที่ไม่ผ่านพิธีกรรมรับสืบทอดที่เรียกว่า อภิเษก จะ ไม่มีทางได้รู้ตันตระ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้คนนอกได้ล่วงรู้เนื้อหาสาระของตันตระ ข้อความในตันตระจึงใช้ภาษา ลับเฉพาะรู้กันเพียงคนวงในเท่านั้น


๑๑ ตันตระเป็นคัมภีร์ที่ประพันธ์ขึ้นประมาณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้นมา มีทั้งสิ้น ประมาณนับพันๆ เรื่อง คัมภีร์ตันตระแพร่หลายในนิกายวัชรยานหรือพระพุทธศาสนาในประเทศทิเบต เชื่อกันว่า ตันตระเป็นคัมภีร์หรือค าสอนจากพระพุทธเจ้าในต านานต่างๆ ซึ่งส่งทอดมาสู่คุรุเป็นรุ่นๆ สืบต่อกัน ความเชื่อและแนวปฏิบัติในตันตระมักเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ พิธีกรรม อ านาจญาณและอิทธิฤทธิ์ เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้น พอสามารถจะสรุปได้ว่า คัมภีร์ที่ส าคัญของพระพุทธศาสนามหายานแบ่ง ออกเป็น ๓ ระดับ ตามความส าคัญของคัมภีร์คือ สูตร ศาสตร์และตันตระ อย่างไรก็ดีหากจะสรุปเป็น แผนภูมิ เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้นของทั้ง ๒ นิกาย คือพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน สามารถแสดงได้ดังนี้ แผนภูมิภาพ : แสดงคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ๑.๓ หลักค าสอนส าคัญของพระพุทธศาสนา ลักษณะค าสอนที่เป็นเอกลักษณ์ส าคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ก็คือ ความมีเหตุมีผลของค า สอน ค าสอนของพระพุทธศาสนาทุกค าสอนจึงเป็นเรื่องของความจริงแท้ในธรรมชาติซึ่งประกอบด้วย กระบวนการของเหตุและผลทั้งสิ้น แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนามีนิกายที่ส าคัญ ๒ นิกาย คือ พุทธ ศาสนานิกายเถรวาทและพุทธศาสนานิกายหมายาน ดังนั้น ในส่วนของหลักค าสอนส าคัญของพุทธ ศาสนา จะน าเสนอในรายละเอียดตามหลักค าสอนของฝ่ายเถรวาทและมหายาน ดังต่อไปนี้ คัมภีร์ เถรวาท มหายาน พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร ศาสตร์ ตันตระ


๑๒ ๑.๓.๑ หลักค าสอนส าคัญของพุทธศาสนาเถรวาท ๑) ไตรลักษณ์ ค าสอนเรื่องไตรลักษณ์ หรือ สามัญลักษณะเป็นหลักค าสอนที่ส าคัญเรื่องหนึ่งของ พระพุทธศาสนา เพราะแสดงถึงกฎธรรมชาติหรือสภาวะของสิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ต้องเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์นี้ ไตรลักษณ์เป็นกฎธรรมชาติที่เป็นธรรมธาตุคือ ภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดา เป็นธรรมฐิติ คือ ภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา เป็นธรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติ หรือก าหนดแห่งธรรมดาไม่เกี่ยวกับผู้สร้างผู้บันดาล หรือการเกิดขึ้นของ ศาสนาหรือศาสดาใดๆ กฎธรรมชาตินี้แสดงฐานะของพระพุทธเจ้าในความหมายของพุทธธรรมในฐานะ เป็นผู้ค้นพบกฎเหล่านี้แล้วน ามาเปิดเผยชี้แจงแก่ชาวโลก ดังพระพุทธพจน์ที่แสดงไว้ว่า “ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรม ฐิติเป็นธรรมนิยามว่า สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง…สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์…ธรรม ทั้งปวง เป็นอนัตตา… ตถาคตตรัสรู้เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ท าให้เข้าใจ ง่ายว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง…สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์…ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา…”๙ ตามพุทธพจน์นี้เราสามารถเข้าใจในความหมายได้๒ ลักษณะคือ ๑) สังขารไม่เที่ยงและเป็นทุกข์หมายเอาสังขตธรรม คือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งและเป็นไปตาม เหตุปัจจัยทุกอย่างทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุต ตระ ทั้งที่ดีและชั่วและที่เป็นกลางทั้งหมด ยกเว้นพระนิพพาน ๒) ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตานั้น หมายเอาอสังขตธรรมคือสภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงคือพระ นิพพานเท่านั้น ดังนั้น ประโยคที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตานั้นมีความหมายครอบคลุมทั้งสังขตธรรม และอสังขตธรรม จึงสรุปได้ว่าสังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ส่วน นิพพาน เป็นอนัตตาอย่างเดียว๑๐ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แสดงความหมายของหลักไตรลักษณ์ไว้ว่า (๑) อนิจจตา (Impermanence) ได้แก่ ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่ ความไม่ยั่งยืน ภาวะที่ เกิดแล้วเสื่อมและสลายไป (๒) ทุกขตา (Stress and Conflict) ได้แก่ ความเป็นทุกข์ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้น และสลายตัว ภาวะที่กดดัน ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไปจะท าให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัว ไม่ให้ความ ๙ องฺ.ติก. ๒๐/๕๗๖/๓๖๘ ๑๐ วิ.ปริวาร. ๘/๒๕๗/๒๘๘.


๑๓ สมอยากแท้จริง หรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้า ไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน (๓) อนัตตตา (Soullessness) ได้แก่ ความเป็นอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตน จริงแท้ที่จะเป็นเจ้าของครอบครองสั่งบังคับให้เป็นไปอย่างไรๆ ได้๑๑ สิ่งทั้งหลายหากจะกล่าวว่ามีก็ต้องมีอยู่ในรูปของกระแสที่ประกอบด้วยปัจจัยที่ประกอบด้วย ปัจจัยต่างๆ อันสัมพันธ์เนื่องอาศัยกัน ที่ประกอบด้วยปัจจัย เกิดดับสืบต่อกันไปอยู่ตลอดเวลาไม่ขาด สาย จึงเป็นภาวะที่ไม่เที่ยง เมื่อต้องเกิดดับลงไม่คงที่และเป็นไปด้วยเหตุปัจจัยที่อาศัย ก็ย่อมมีความบีบ คั้น กดดัน ขัดแย้ง และแสดงถึงความบกพร่องไม่สมบูรณ์อยู่ในตัว และเมื่อทุกส่วนเป็นไปในรูปกระแสที่ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ขึ้นต่อเหตุปัจจัยเช่นนี้ก็ย่อมไม่เป็นตัวของตัว มีตัวตนแท้จริงไม่ได้ ดังนั้น เมื่อบุคคลเข้าใจความเป็นเหตุเป็นผลกันของสรรพสิ่ง ย่อมมองเห็นว่า ทุกสิ่งล้วนเป็น ไตรลักษณ์ทั้งสิ้น กล่าวคือ มีลักษณะธรรมดาสามัญ ๓ ประการ อันได้แก่ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน (อนิจจัง) ไม่คงสภาพ ไม่คงทนต่อการถูกบีบคั้น (ทุกขัง) และไม่มีตัวตนให้ยึดถือได้(อนัตตา) ในสิ่งมีลักษณะเช่นนี้ เราก็ย่อมหมดความอยาก หมดความต้องการ ครอบครองหรือยึดมั่นถือมั่นต่อไป จิตใจย่อมเป็นอิสระ เข้าถึงความจริง และบรรลุความพ้นทุกข์ได้ ๒) กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมนับเป็นค าสอนที่เป็นสัจธรรมอีกประเภทหนึ่งที่มีความส าคัญมาก เพราะหาก ไม่มีค าสอนเรื่องกฎแห่งกรรม หลักค าสอนที่เป็นจริยธรรมหรือหลักปฏิบัติต่างๆ จะไม่มีคุณค่าอะไรเลย เพราะกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องของการท าดี การท าชั่ว และผลของการกระท าทั้งสองนั้น ผู้เขียนจะ น าเสนอในประเด็น ดังต่อไปนี้ ๒.๑) ความหมายของกรรม ความหมายของกรรม มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวว่า เจตนา นั่นแหละเป็นกรรม เมื่อมีเจตนาแล้ว บุคคลย่อมท ากรรมโดย ทางกาย ทางวาจา และทางใจ” ๑๒ พระธรรมปิฎก (ป. อ.ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายไว้ในลักษณะเดียวกันว่า กรรม แปล ตามศัพท์ว่า การงานหรือการกระท า แต่ในทางธรรมต้องจ ากัดความจ าเพาะลงไปว่า หมายถึง การ กระท าที่ประกอบด้วยเจตนา หรือการกระท าที่ท าด้วยความจงใจ ถ้าเป็นการกระท าที่ไม่มีเจตนา ก็ไม่ เรียกว่าเป็นกรรมในความหมายทางธรรม๑๓ ๑๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้งที่ ๓๙, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๖๓. ๑๒ องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๖๓/๔๗๔. ๑๓ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหา นคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๔.


๑๔ สรุปได้ว่า กรรมในความหมายทางธรรม คือ การกระท าที่มีเจตนาหรือมีความจงใจ ถ้า ท าด้วยไม่มีเจตนาไม่เรียกว่า กรรม สิ่งที่บ่งบอกความเป็นกรรม ก็คือ เจตนา ซึ่งได้แก่ ความจงใจที่จะ กระท ากรรม เจตนาจึงเป็นตัวน า บ่งชี้และก าหนดทิศทางแห่งการกระท าทั้งหมดของมนุษย์ ๒.๒) ประเภทของกรรม ประเภทของกรรมมีค าอธิบายไว้ทั้งในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาซึ่งเป็น อรรถาธิบายของพระไตรปิฎก ดังต่อไปนี้ ๒.๒.๑) ประเภทของกรรมในพระไตรปิฎก ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ได้แบ่งกรรมออกเป็นประเภทต่างๆ หลายลักษณะ คือจ าแนก กรรมตามสาเหตุที่ท าให้เกิด จ าแนกกรรมตามพฤติกรรมที่แสดงออก จ าแนกกรรมตามความสัมพันธ์กับ การให้ผล มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ ๑) ประเภทของกรรมตามสาเหตุที่ท าให้เกิด กรรมที่จ าแนกตามสาเหตุที่ท าให้เกิดกรรมแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ (๑) อกุศลกรรม ได้แก่ กรรมที่เป็นอกุศล หรือ การกระท าไม่ดีเป็นกรรมชั่ว เกิด จากสาเหตุฝ่ายชั่วหรือเรียกว่า อกุศลมูล ได้แก่ความอยากได้(โลภะ) ความไม่พอใจ (โทสะ) และความ หลงไม่รู้ความจริง (โมหะ) (๒) กุศลกรรม ได้แก่ กรรมที่เป็นกุศล หรือ การกระท าที่ดีเกิดจากสาเหตุฝ่ายดี หรือเรียกว่า กุศลมูล ได้แก่ ความไม่อยากได้(อโลภะ) ความไม่ประทุษร้าย (อโทสะ) และความรู้ความ จริง (อโมหะ) ๑๔ ๒) ประเภทของกรรมตามพฤติกรรมที่แสดงออก กรรมที่แบ่งตามพฤติกรรมที่แสดงออก มี๓ ประเภท คือ การท ากรรมด้วยกาย (กายกรรม) การท ากรรมด้วยวาจา (วจีกรรม) และการท ากรรม (มโนกรรม) (๑) กายกรรม ได้แก่ การกระท าที่แสดงออกทางกาย (๒) วจีกรรม ได้แก่ การกระท าที่แสดงออกทางวาจา (๓) มโนกรรม ได้แก่การกระท าด้วยความคิดหรือด้วยใจ๑๕ พุทธศาสนาถือว่า มโนกรรมส าคัญที่สุด เพราะใจเป็นเครื่องก าหนดค าพูดและการ กระท า คนเราเมื่อพูดดีท าดีก็เพราะคิดดีเมื่อพูดชั่ว ท าชั่ว ก็เพราะคิดชั่ว ความคิดและจิตใจจึงเป็นต้น เค้า หรือมูลเหตุของกรรมในวิธีอื่นๆ ดังพุทธพจน์รับรองว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็น เจ้านาย ส าเร็จด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจประทุษร้ายเสียแล้ว จะพูดก็ตาม จะท าก็ตาม ความชั่วย่อมติดตาม ๑๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับขยาย, หน้า ๒๔๒. ๑๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๔๓.


๑๕ เขาไป เหมือนล้อหมุนตามโคที่ลากเกวียน..... ถ้าคนมีจิตใจผ่องใสแล้ว จะพูดก็ตาม จะท าก็ตาม ความดี ย่อมติดตามมา เหมือนดังเงาที่ติด ตามตัว” ๑๖ ๓) ประเภทของกรรมแบ่งตามความสัมพันธ์กับการให้ผล กรรมที่แบ่งตามความสัมพันธ์กับการให้ผล มี๔ ประการ คือ (๑) กรรมด า มีวิบากด า หมายถึง การกระท าทางกาย วาจา และทางใจ เช่นการฆ่า สัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จและการดื่มสุราและเมรัย เป็นต้น มีวิบากด า หมายถึง ส่งผลให้ไปเกิดในอบายภูมิ (๒) กรรมขาว มีวิบากขาว หมายถึง การกระท าทางกาย วาจา และทางใจ เช่น การ ไม่ฆ่าสัตว์การไม่ลักทรัพย์การไม่ประพฤติผิดในกาม การไม่พูดเท็จและการไม่ดื่มสุราและเมรัย เป็นต้น มีวิบากขาว หมายถึง ส่งผลให้ไปเกิดในสุคติภูมิ (๓) กรรมทั้งด าทั้งขาว มีวิบากทั้งด าทั้งขาว หมายถึง การกระท าทางกาย ทางวาจา และทางใจที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เช่น การฆ่าสัตว์การเว้นจากการฆ่าสัตว์การลักทรัพย์การเว้นจากการลัก ทรัพย์เป็นต้น กรรมที่ดีและไม่ดีนี้จะมีผลทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป (๔) กรรมไม่ด าไม่ขาว มีวิบากไม่ด าไม่ขาว หมายถึง การกระท าทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่ไม่ก่อให้เกิดบุญและบาป เป็นกรรมที่อยู่เหนือการให้ผลเช่นเดียวกับกรรมทั้ง ๓ ข้อแรกนั้น หรือกรรมที่เป็นเพียงกิริยาเท่านั้น ปราศจากเจตนา เช่น การกระท าของพระอรหันต์เป็นการกระท าที่ ไม่ส่งผล ดังนั้นวิบากที่ได้จึงเรียกว่าไม่ขาว ไม่ด า ซึ่งก็หมายถึง ภาวะที่ดับกิเลสไม่เหลือ หรือหมดจดจาก กิเลสนั้นเอง๑๗ ๒.๒.๒) ประเภทของกรรมในคัมภีร์อรรถกถา คัมภีร์ระดับอรรถกถาที่อธิบายความเนื้อหาของพระไตรปิฎก ยังมีการแบ่งประเภทของ กรรมไว้อีกมากมาย ซึ่งเป็นที่นิยมถือตามกันมาและเป็นที่รู้จักในยุคหลังๆ เช่น การแบ่งประเภทของ กรรมเป็นกรรม ๑๒ หรือกรรม ๔ จ านวน ๓ หมวด ตามการอธิบายความในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และ คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ดังต่อไปนี้ ๑) กรรมจ าแนกตามหน้าที่ กรรมที่จ าแนกตามหน้าที่ มีจ านวน ๔ ประการ คือ (๑) ชนกกรรม คือ กรรมที่มีหน้าที่น าไปเกิดทั้งในภพภูมิที่ดีและไม่ดี (๒) อุปถัมภกกรรม คือ กรรมที่มีหน้าที่ช่วยอุดหนุนการให้ผลของชนกกรรมที่น าไป เกิดแล้ว ในทางดีและทางชั่ว กล่าวคือ ในทางดีก็ส่งผลให้กุศลกรรมส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้น ในทางชั่วก็ ส่งเสริมให้อกุศลกรรมส่งผลเลวร้ายมากขึ้น ๑๖ ขุ.ธ. ๒๕/๑/๓๔. ๑๗ ที.ปา. ๑๑/๓๑๒/๒๖๙.


๑๖ (๓) อุปปีฬกกรรม คือ กรรมที่มีหน้าที่เบียดเบียนการให้ผลของชนกกรรมทั้งที่น าไป เกิดฝ่ายดีและน าไปเกิดในฝ่ายชั่ว เช่น อุปปีฬกกรรมฝ่ายดีเบียดเบียนการให้ผลของชนกกรรมฝ่ายชั่ว ตัวอย่างเช่น การไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่เกิดมาร่างกายไม่สมบูรณ์ มีโรคเบียดเบียน มีความเป็นอยู่ ล าบากมาก แต่มีคนน าไปเลี้ยงดูความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น โรคภัยที่เบียดเบียนอยู่ก็หายไป มีความสุขสบายขึ้น ที่เป็นอย่างนี้เพราะอ านาจแห่งอุปปีฬกกรรมฝ่ายดีเบียดเบียนชนกกรรมฝ่ายชั่ว นอกจากนี้ตัวอย่างของ อุปปีฬกกรรมฝ่ายชั่วเบียดเบียนการให้ผลของชนกกรรมฝ่ายดี ตัวอย่างเช่น การเกิดมาเป็นมนุษย์ มี ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน แต่กระท าความชั่วทุจริต มีการดื่มสุรา การฆ่าสัตว์ ฉ้อโกง อยู่เสมอ ต่อมาภายหลังมีโรคภัยเบียดเบียน หรือมีสติฟั่นเฟือน หรือเกิดความวิบัติเสียหายใน ลาภยศ บริวาร การงาน อาชีพฝืดเคือง มีแต่เรื่องท าให้เกิดเดือดร้อนใจต่างๆ เหล่านี้เพราะอ านาจอุป ปีฬกกรรม ฝ่ายชั่วที่ตนได้เคยกระท าให้เข้าเบียดเบียนการให้ผลของชนกกรรมฝ่ายดี (๔) อุปฆาตกกรรม คือ กรรมที่มีหน้าที่ตัดรอนการให้ผลของกรรมอื่นให้สิ้นลงไป เป็นการตัดให้ขาดสะบั้นไปเลย ซึ่งต่างจากอุปปีฬกกรรม ที่ท าหน้าที่เพียงเบียดเบียนกรรมเท่านั้น ส่วน อุปฆาตกกรรมนี้เป็นกรรมชนิดที่ตัดกรรมอื่นๆ อย่างเด็ดขาด เมื่อตัดกรรมใดแล้ว กรรมนั้นก็ไม่สามารถ ส่งผลให้เกิดขึ้นได้เลยตลอดไป ตัวอย่างเช่น พระองคุลีมาล ก่อนจะส าเร็จเป็นพระอรหันต์ ได้เคยฆ่ามนุษย์ไว้ มากมาย ย่อมเป็นชนกกรรมฝ่ายอกุศลที่จะน าให้เกิดในนรกแน่นอน แต่เมื่อได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ด้วยอ านาจแห่งความเป็นอรหันต์ซึ่งเป็นกุศลกรรมที่สูงส่ง จึงเป็นอุปฆาตกกรรมฝ่ายกุศลเข้าไปตัดรอน การให้ผลของชนกกรรมฝ่ายอกุศล ท าให้ท่านไม่ต้องไปเกิดในนรก ลักษณะเช่นนี้คืออุปฆาตกรรมฝ่ายดี เข้าไปตัดรอนการให้ผลของอกุศลกรรม อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น พระเทวทัตได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้ฌานอภิญญา ต่อมาได้ท ากรรมที่หนักยิ่ง (อนันตริยกรรม) คือ การท าร้ายพระพุทธเจ้าจนพระโลหิตห้อ (โลหิตุปบาท) และท าให้คณะสงฆ์แตกแยกกัน (สังฆเภท) ครั้นเมื่อตายลง พระเทวทัตต้องไปเกิดในอเวจีมหานรกเสวย ทุกข์สิ้นกาลนาน เพราะอุปฆาตกรรมฝ่ายชั่วเข้าไปตัดรอนการให้ผลของชนกกรรมฝ่ายดีคือการได้ฌาน ท าให้ไม่มีโอกาสไปเกิดในพรหมโลก เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้เป็นการที่อุปฆาตกกรรมฝ่ายชั่วเข้าไปตัดรอน ชนกกรรมฝ่ายดีเป็นต้น ส่วนในกรณีอุปฆาตกกรรมฝ่ายชั่วเข้าไปตัดรอนชนกกรรมฝ่ายชั่วและรูปนามที่เป็น ผลของกรรมชั่ว เช่น การเกิดเป็นสุนัขซึ่งเป็นผลของกรรมชั่วแล้วยังมาถูกรถทับตายอีก การถูกรถทับ ตายก็เป็นอกุศลกรรมที่ตามมาทัน โดยท าหน้าที่เป็นอุปฆาตกกรรม ท าให้รูปนามขาดสะบั้นไปเลย คือ ไม่สามารถรับผลกรรมได้อีกต่อไป ๒) กรรมจ าแนกตามล าดับการให้ผล กรรมจ าแนกตามล าดับการให้ผล มีจ านวน ๔ ประการ คือ


๑๗ (๑) ครุกรรม คือ กรรมที่หนัก เป็นกรรมที่มีก าลังแรงมาก ต้องให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ ถ้าเป็นกรรมฝ่ายดีก็มีผลมาก ให้คุณมาก ถ้าเป็นกรรมฝ่ายชั่วก็มีโทษหนักมาก จนกระทั่งกรรมอื่นๆ ไม่ สามารถขัดขวาง หรือยับยั้งการให้ผลของกรรมชนิดนี้ได้ ครุกรรม จึงต้องให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ และ ให้ผลในชาติที่สองอย่างแน่นอน (๒) อาสันนกรรม คือ กรรมที่ได้กระท าในเวลาใกล้จะตาย กระชั้นชิดกับเวลาตาย ถ้าในเวลาใกล้จะตายได้กระท าสิ่งที่ดีหรือชั่ว หรือแม้แต่ระลึกสิ่งที่ดีหรือชั่ว เรียกว่าเป็นอาสันนกรรม มี อ านาจส่งให้ได้รับผลกรรมได้ทั้งนั้น แต่กรรมชนิดนี้จะให้ผลก็ต่อเมื่อไม่มีครุกรรม กล่าวคือ บุคคลใดไม่ เคยได้กระท าครุกรรม มีแต่อาสันนกรรมนี้อาสันนกรรมก็ให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ (๓) อาจิณณกรรม คือ กรรมที่กระท าเป็นประจ า เป็นการสั่งสมไว้บ่อยๆ ไม่ว่าจะ เป็นกรรมดีหรือชั่ว ถ้าท าบ่อยๆ เป็นประจ า ก็จัดเป็นอาจิณณกรรมทั้งนั้น อาจิณณกรรมนี้ตามปกติก็ ให้ผลในเมื่อไปเกิดแล้วเท่านั้น ยกเว้นแต่เมื่อบุคคลผู้ใกล้จะตาย ไม่เคยได้กระท าครุกรรม และไม่มีอาสัน กรรมแล้ว อาจิณณกรรมนี้จึงจะส่งให้ได้รับผลในชาติที่ ๒ ตามกรรมที่ได้กระท า (๔) กตัตตากรรม คือ กรรมสักแต่ว่าท า หรือกรรมที่ท าด้วยเจตนาอ่อน หรือมิใช่ เจตนาอย่างนั้นๆ หรือกรรมที่ไม่ใช่กรรมทั้ง ๓ ชนิดข้างต้นนั้น เมื่อไม่มีครุกรรม อาสันนกรรม หรือ อาจิณณกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง กตัตตากรรมนี้จึงให้ผล ตัวอย่าง เช่น นักกีฬาพุ่งแหลมคนหนึ่ง ได้พุ่ง แหลมไปตามปกติของเขา แต่บังเอิญแหลมนั้นไปถูกคนๆ หนึ่งเข้า กรรมของเขาจัดเป็นกตัตตากรรม เพราะไม่ได้เจตนาจะพุ่งให้ถูกคนแต่อย่างใด ๓) กรรมจ าแนกตามก าหนดเวลาในการให้ผล กรรมจ าแนกตามก าหนดเวลาในการให้ผล มีจ านวน ๔ ประการ คือ (๑) ทิฎฐธรรมเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน เช่น การตั้งใจเรียนจน ส าเร็จและได้รับปริญญา เป็นต้น (๒) อุปปัชชเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า หรือชาติถัดจากปัจจุบันชาติ นี้ที่นับเป็นชาติที่หนึ่ง (๓) อปราปริยเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๓ เป็นต้นไป (๔) อโหสิกรรม คือ กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผล ไม่ให้ผล เลิกให้ผล กล่าวคือ เป็นกรรม ที่ไม่สามารถจะให้ผลได้ เช่น การฆ่าคนของพระองคุลิมาลที่ไม่มีโอกาสให้ผลเพราะท่านได้ส าเร็จเป็น พระอรหันต์แล้ว กรรมชั่วคือการฆ่าคนของท่านจึงมีฐานะเป็นอโหสิกรรม จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า กรรมสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์ในการแบ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เจตนาถือว่าเป็นสิ่งส าคัญที่สุด เพราะเจตนาเป็นตัวบ่งชี้และ ก าหนดพฤติกรรมหรือการกระท าทั้งหมดของมนุษย์ เป็นตัวการในการริเริ่ม ปรุงแต่ง สร้างสรรค์การ กระท าทุกอย่าง จึงเป็นแก่นแท้ของกรรม เมื่อมีเจตนาแล้ว บุคคลย่อมท ากรรมทั้งดีและชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ


๑๘ ๒.๓) การให้ผลของกรรม ในเรื่องการให้ผลของกรรมนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็น ทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นก าเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย และกรรมจ าแนกให้ สัตว์เลวและดีต่างกัน๑๘ นอกจากนั้น พระองค์ยังได้ตรัสผลร้ายและผลดีต่างๆ อันเนื่องมาจากกรรมคือ การกระท าของสัตว์โดยเน้นถึงผลที่จะประสบในชีวิตข้างหน้า ที่เกิดจากการกระท าในปัจจุบันที่ปฏิบัติ อย่างเป็นประจ า คือ (๑) มีอายุน้อย เพราะฆ่าสัตว์มีอายุยืน เพราะไม่ฆ่าสัตว์ (๒) มีโรคมาก เพราะเบียดเบียนสัตว์มีโรคน้อยเพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ (๓) มีผิวพรรณทราม เพราะขี้โกรธ มีผิวพรรณดีเพราะไม่ขี้โกรธ (๔) มีศักดิ์น้อยเพราะมักริษยา มีศักดิ์มาก เพราะไม่มักริษยา (๕) มีโภคทรัพย์น้อยเพราะไม่ให้ทาน มีโภคทรัพย์มาก เพราะให้ทาน (๖) เกิดในตระกูลต่ า เพราะกระด้างถือตัว ไม่อ่อนน้อม เกิดในตระกูลสูง เพราะไม่ กระด้างถือตัวแต่รู้จักอ่อนน้อม (๗) มีปัญญาทรามเพราะไม่เข้าไปหาสมณพราหมณ์ไต่ถามเรื่องกุศล อกุศล เป็นต้น มี ปัญญาดีเพราะเข้าไปหาสมณพราหมณ์ไต่ถามเรื่องกุศล อกุศล เป็นต้น๑๙ ๒.๔) ค าอธิบายเรื่อง ท าดีได้ดีมีที่ไหน ท าชั่วได้ดีมีถมไป มีบางคนเข้าใจเรื่องของกรรมไม่ตรงตามความเป็นจริงหรือมองไม่ตลอดสาย จนท าให้เกิด ความเข้าใจผิด แล้วก็น าไปสอนกันผิดๆ สืบไป เช่นว่า ท าดีได้ดีมีที่ไหน ท าชั่วได้ดีมีถมไป พระพุทธองค์ จึงตรัสไว้เพื่อเป็นแนวทางในเรื่องการจ าแนกกรรมเรื่องใหญ่ โดยแสดงถึงบุคคล ๔ ประเภท คือ (๑) ท าชั่วแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติวินิบาต นรก (๒) ท าชั่วแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ (๓) ท าดีแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ (๔) ท าดีแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติวินิบาต นรก ๒๐ ข้อความดังกล่าวมีค าอธิบายว่า กรรมทุกอย่างส่งผลทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าจะส่งผลในเวลาไหน ส่วนในเรื่องการให้ผลของกรรมนั้นจะดูเฉพาะในปัจจุบันยังไม่ได้ต้องดูลักษณะข้ามภพข้ามชาติหรือโดย จะมองเปรียบเทียบในปัจจุบันก็ได้ เช่นจะต้องพิจารณาว่าในขณะก่อนตายนั้น เขาเป็นสัมมาทิฏฐิหรือ มิจฉาทิฏฐิเช่นในตลอดชีวิตเขาอาจจะท าดีมาโดยตลอด ก่อนตายเขากลับนึกถึงสิ่งที่ไม่ดีเพียงน้อยนิดที่ เคยท ามา มิจฉาทิฏฐิข้อนี้อาจจะส่งผลให้เขาไปเกิดในอบาย ทุคติวินิบาต หรือนรก ก็ได้ในเรื่องเช่นนี้ ๑๘ ม.อุปริ. ๑๔/๒๘๙/๓๗๕. ๑๙ ม.อุปริ. ๑๔/๒๙๐-๒๙๖/๓๗๖-๓๘๒. ๒๐ ม.อปริ. ๑๔/๓๐๐-๓๐๓/๓๘๖-๒๙๔.


๑๙ พระพุทธองค์เคยตรัสกะพระอานนท์เหมือนกันว่าการแสดงธรรมแก่บุคคลทั่วไปควรแสดงธรรมตามหลัก ของเหตุและผลอย่าแสดงธรรมแต่ในแง่เดียวเพราะจะท าให้คนเข้าใจผิดในเรื่องของกรรมได้ ๓) อริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ เป็นหลักธรรมส าคัญที่ครอบคลุมค าสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนา อริยสัจ ๔ เป็นหลักธรรมจ าเป็นทั้งส าหรับบรรพชิตและคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงย้ าให้ภิกษุสอนให้ชาวบ้านรู้ และเข้าใจอริยสัจ ๔ เพราะเป็นความจริงที่เป็นประโยชน์หรือเป็นความจริงที่น ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ แก่ชีวิตได้ อริยสัจ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ ความจริงที่ท าให้ผู้เข้าถึง กลายเป็นอริยะ๒๑ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และน ามาสั่งสอนเพื่อให้คนทั่วไปพ้นจาก ความทุกข์ มี ๔ ประการ คือ ๓.๑) ทุกข์คือ สภาพที่ทนได้ยาก ได้แก่ ปัญหาต่างๆของมนุษย์ หากพิจารณาในเชิงลึก ก็ หมายถึง สภาพที่สรรพสิ่งตกอยู่ภายใต้กฎธรรมดาแห่งความไม่เที่ยงแท้ไม่ทนอยู่ในสภาพเดิม และไม่มี ตัวตนนั้นเอง ซึ่งบีบคั้น กดดัน ขัดแย้ง ขัดข้อง มีความบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง กล่าวตามพุทธพจน์ ก็คือ ความเกิด ความแก่ความเจ็บไข้ความตาย ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่ง เป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์โดยย่อ อุปาทานขันธ์๕ เป็นทุกข์๒๒ ๓.๒) สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์สาเหตุท าให้เกิดความทุกข์ ได้แก่ ตัณหา (ความทะยาน อยาก) มี๓ ประเภทคือ กามตัณหา (ความอยากในสิ่งที่น่าเพลิดเพลินหรือ น่าพอใจทางประสาทสัมผัส) ภวตัณหา (ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่อยากเป็นสิ่งใดก็ตามตลอดไป) และวิภวตัณหา (ความไม่อยากมีไม่ อยากเป็นสิ่งใดก็ตาม) ๒๓กามตัณหานั้นจะครอบคลุมทั้งกิเลสกามและวัตถุกาม ดังพุทธพจน์บทหนึ่งกล่าว ว่า วัตถุข้างนอกอันงดงาม ไม่ใช่กามมันก็อยู่ตามธรรมชาติของมันแต่ความนึกคิดรุ่มร้อนภายในจิตเป็น ตัวการส าคัญท าให้คนเกิดทุกข์๒๔เมื่อใดก็ตามที่เราไม่นึกถึงกาม เราก็ไม่เกิดความพอใจในกาม กิเลสกาม ก็ไม่สามารถท าร้ายเราได้ดังตอนพระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงทักมารว่า ดูก่อนกาม เราได้เห็นรากฐาน ของท่านแล้วว่าท่านย่อมเกิดเพราะความด าริเราจักไม่ด าริถึงท่านอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจักไม่มี๒๕ ๓.๓) นิโรธ คือ ความดับทุกข์ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละ คืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน๒๖ เมื่อก าจัดอวิชชาความไม่รู้ก าจัดตัณหาได้หมดสิ้นแล้ว ไม่ถูกตัณหาย้อมใจ ๒๑ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับขยาย, หน้า ๘๔๖-๘๕๐. ๒๒ วินย. ๔/๑๔/๒๑. ๒๓ วินย. ๔/๑๔/๒๒. ๒๔ ส .ส. ๑๕/๓๔/๓๘. ๒๕ ขุ.นิ. ๒๙/๑/๒. ๒๖ วินย. ๔/๑๔/๒๑.


๒๐ หรือฉุดรากไป ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความรู้สึกกระวนกระวาย ความเบื่อหน่าย หรือความคับข้องติดขัดอย่าง ใดๆ หลุดพ้นเป็นอิสระ ประสบความสุขที่บริสุทธิ์ที่เรียกว่า นิพพานนั่นเอง ๓.๔) มรรค คือ ปฏิปทาที่น าไปสู่ความดับทุกข์ข้อปฏิบัติให้ถึง ความดับทุกข์๒๗ เป็นวิธีการ ดับทุกข์เป็นข้อปฏิบัติที่น าบุคคลไปสู่ความพ้นทุกข์หรือพระนิพพาน วิธีการดังกล่าวนี้ต้องปฏิบัติไม่ตรึง เกินไปไม่หย่อนเกินไป กล่าวคือ ไม่เป็นการทรมานตนให้เป็นการล าบาก และไม่ปล่อยตนตามอ านาจ กิเลส เป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมดีเป็นทางสายกลาง จึงเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ผู้ที่มีความเพียร พยายามและตั้งใจจริง สามารถปฏิบัติได้ตามทุกคน มรรคนั้นมีชื่อเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์แปลว่า ทาง มีองค์แปดประการอันประเสริฐองค์ประกอบ ๘ ประการของมรรคนั้นมีดังนี้ (๑) สัมมาทิฏฐิหมายถึง ความเห็นถูกต้องหรือความเห็นชอบมีหลายลักษณะ ประการแรก ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ความดับทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ประการที่สอง ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีความแน่นอน และ ยึดถือจริงจังไม่ได้ประการที่สาม รู้จักผิดชอบชั่วดีเพื่อ ละชั่วท าดีได้ประการที่ สี่ รู้จักเหตุรู้จักผล รู้ว่า ทุกสิ่งมีสาเหตุ เมื่อแก้ไขเหตุได้ก็ย่อมก าหนดผลได้เป็นต้น (๒) สัมมาสังกัปปะ หมายถึง ด าริชอบ มีความนึกคิดที่จะออกจากความเพลิดเพลินทาง ประสาทสัมผัส ไม่หมกมุ่นพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยากต่างๆ (เนกขัมมสังกัปป์) ไม่มีความคิด เคียดแค้น พยาบาท หรือเพ่งมองในแง่ร้าย มีความเมตตากรุณาและมีความปรารถนาดีต่อสิ่งมีชีวิตทั่วไป (อพยาบาทสังกัปป์) มีความปรารถนาดีต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข และไม่มีความคิดที่จะเบียดเบียน คิด ท าร้าย หรือท าลายผู้อื่น (อวิหิงสาสังกัปป์) มีความคิดที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะจัดเป็นคุณธรรมฝ่ายปัญญา ส่งเสริมให้เกิดการมองโลก ชีวิต และปรากฏการณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริง (๓) สัมมาวาจา หมายถึง เจรจาชอบ ได้แก่การงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดวาจา หยาบคาย และการพูดเพ้อเจ้อ (๔) สัมมากัมมันตะ หมายถึง กระท าชอบ ได้แก่ การงดเว้นจากการท าลายชีวิต การลัก ขโมย และการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย (๕) สัมมาอาชีวะ หมายถึง เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ การประกอบอาชีพที่ถูกต้องเหมาะสม ประกอบอาชีพที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน พุทธศาสนาจึงสอนให้หลีกเลี่ยงการประกอบอาชีพ บางอย่าง คือ การค้าขายมนุษย์ เช่น ค้าทาส ค้าโสเภณีเป็นต้น การค้าขายอาวุธและเครื่องประหาร การค้าขายสัตว์ให้เขาฆ่า การค้าขายสุราและสิ่งเสพติด และการค้าขายยาพิษ สารพิษ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงความขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพสุจริต สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เป็นคุณธรรมในด้านศีล ผู้ที่ถึงพร้อมย่อมเป็นผู้ทรงศีล ๒๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับขยาย, หน้า ๘๔๙-๘๕๐.


๒๑ (๖) สัมมาวายามะ หมายถึง ความเพียรพยายามชอบ ได้แก่ ความพยายามระวังไม่ให้ความ ชั่วเกิดขึ้นกับตน พยายามกาจัดความชั่วที่เกิดแล้ว พยายามสร้าง ความดีให้เกิดขึ้นกับตน และพยายาม รักษาความดีให้มั่นคง (๗) สัมมาสติหมายถึง ระลึกชอบ ได้แก่ การระมัดระวังจิตใจให้รู้เท่าทันความชั่ว และให้ ตื่นตัวในการท าความดีโดยการตั้งสติ๔ ประการ (สติปัฏฐาน) คือ พิจารณาให้เห็นสภาพร่างกายตาม ความเป็นจริง ว่าไม่ยั่งยืน ต้องเปลี่ยนแปลง พิจารณาความรู้สึกของตนตามที่เป็นจริง ว่าก าลังรู้สึก อย่างไร พิจารณาจิตของตนตามความเป็นจริง ว่าในขณะนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร และพิจารณา ปรากฏการณ์ทั้งหลายตามความเป็นจริงว่าเกิดขึ้น ด าเนินอยู่และเสื่อมไปอย่างไร (๘) สัมมาสมาธิหมายถึง ตั้งใจชอบ ได้แก่ การส ารวมจิตใจให้แน่วแน่ จิตเป็นภาวะตั้งมั่น แน่วแน่ต่อสิ่งที่ก าหนด ไม่ฟุ้งซ่านหรือกระสับกระส่าย สงบเยือกเย็น ไม่วิตกกังวล จิตที่มีสมาธิย่อมมี ประโยชน์ต่อบุคคลมากมาย ท าการงานได้มีประสิทธิภาพ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิเป็นคุณธรรมด้านสมาธิมรรค ๘ จึงประกอบด้วย ศีล สมาธิปัญญา ตามหลักไตรสิกขาอันเป็นแนวปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์หรือนิพพาน อริยสัจเป็นหลักธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นกระบวนการของเหตุและผล มีความส าคัญ ดังข้อความที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ดังต่อไปนี้ “ครั้งหนึ่งพระสารีบุตรกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ ทั้งหลายที่เที่ยวไปบนแผ่นดิน รอยเท้าช้างเป็นรอยเท้าที่ใหญ่ที่สุด กุศลธรรมทั้งหมดย่อมสงเคราะห์เข้า ในอริยสัจ ๔” ๒๘ “ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง เราและพวกเธอจึงได้ท่องเที่ยวไปใน ชาตินั้นๆ สิ้นกาลนาน เราเห็นอริยสัจ ๔ เหล่านั้นแล้ว เราถอนตัณหาอันจะน าไปสู่ภพเสียได้แล้ว มูลเหตุ แห่งทุกข์เราตัดได้ขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี” ๒๙ หลักอริยสัจ ๔ นี้นอกจากจะเป็นค าสอนที่ครอบคลุมหลักธรรมทั้งหมด ทั้งภาคทฤษฎีและ ภาคปฏิบัติแล้ว ยังมีคุณค่าอีกหลายประการ สามารถสรุปได้ดังนี้ ๑) เป็นวิธีการแห่งปัญญา ซึ่งด าเนินการแก้ไขปัญหาตามระบบแห่งเหตุผล เป็นระบบ วิธี แบบอย่างซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ตามที่จะมีคุณค่าและสมเหตุสมผลจะต้องด าเนินไปตามแนว เดียวกันเช่นนี้ ๒) เป็นการแก้ปัญหาและจัดการกับชีวิตของตนด้วยปัญญาของมนุษย์เองโดยการน าเอาหลัก ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาใช้ประโยชน์โดยไม่ต้องอ้างอ านาจดลบันดาลของตัวการพิเศษเหนือ ธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ๒๘ ม.มู. ๑๒/๓๐๐/๓๓๓. ๒๙ ที.ม. ๑๐/๑๕๕/๑๐๗.


๒๒ ๓) เป็นความจริงที่เกี่ยวกับชีวิตของทุกคน แม้ว่าชีวิตของเขาจะเกี่ยวข้องกับสิ่งภายนอก มากมายเพียงใดก็ตาม เขาจะต้องเกี่ยวข้องและใช้ประโยชน์จากหลักความจริงนี้ตลอดไป ๔) เป็นหลักความจริงกลางๆ ที่ติดเนื่องอยู่กับชีวิต ไม่ว่ามนุษย์จะสร้างสรรค์ศิลปะวิทยาการ ใดๆ ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของตนเพียงใดก็ตาม หลักความจริงที่เรียกว่าอริยสัจ ก็ จะคงยืนยงและใช้ประโยชน์โดยตลอดทุกกาล๓๐ ๔) นิพพาน ตามทัศนะของพุทธศาสนาพุทธเถรวาท เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา ได้แก่ ความหลุด พ้นหรือนิพพาน เป็นเรื่องที่มนุษย์จะปฏิบัติตามมรรค และตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิปัญญา เมื่อ ปฏิบัติแล้วจะบรรลุความรู้แจ้ง และหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ความหลุดพ้นของนิกายเถรวาทเป็น ประสบการณ์ส่วนตัวมีเป้าหมายคือความเป็นพระอรหันต์ โดยเหตุที่พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเน้น ความหลุดพ้นส่วนตัวก่อนการเข้าช่วยเหลือผู้อื่นให้บรรลุความหลุดพ้นนั้น จึงเน้นการปฏิบัติเพื่อความ บริสุทธิ์ของตนเอง ๓ ประการ คือ ละความชั่วทั้งปวง ท าความดีท าจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส นอกจากนั้น ชาวพุทธเถรวาทโดยทั่วไปมักเข้าใจว่า ความหลุดพ้นหรือนิพพานนั้นแตกต่าง จากสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง ในระดับโลกิยะมีการจ าแนกความดีและความชั่วออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมละความชั่วและท าความดีจนกว่าจะบรรลุนิพพาน นิพพานในทัศนะของเถรวาทคือ ความดับทุกข์ โดยดับกิเลสตัณหาและมลทินต่างๆ ทางจิตใจได้อย่างสิ้นเชิง เป็นสภาพที่อยู่เหนือ ความสุขและความทุกข์อันไม่อาจบรรยายได้ด้วยแน่ชัดด้วยภาษา ผู้ที่ต้องการที่จะบรรลุนิพพานต้องลง มือปฏิบัติให้ประสบด้วยตนเอง นิพพานมี๒ ลักษณะคือ สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง นิพพานที่ยังมีขันธ์๕ เหลืออยู่ ผู้ที่ บรรลุนิพพานในลักษณะนี้เป็นผู้ดับกิเลสได้แล้วและหลุดพ้นจากทุกข์แล้วแต่ยังมีขันธ์๕ อยู่คือยังมีชีวิต อยู่ สามารถด าเนินชีวิตอยู่ได้ต่อไปในโลก แต่ไม่กระทบกระเทือนต่อความผันผวนของโลก ไม่ทุกข์ใจ และไม่หวั่นไหวจากความทุกข์ทางกาย และอนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง นิพพานที่ไม่มีขันธ์๕ เหลืออยู่ เป็นการบรรลุนิพพานและสิ้นชีวิต ทั้งร่างกายและจิตดับสนิท ไม่เวียนว่ายตายเกิดในความทุกข์ในภพ ชาติอีกต่อไป ๑.๓.๒ หลักค าสอนส าคัญของพระพุทธศาสนามหายาน พระพุทธศาสนามหายานมีค าสอนที่เป็นแก่นเช่นเดียวกับพุทธศาสนาเถรวาท เช่น การยอมรับ พระนิพพานว่า เป็นเป้าหมายสูงสุดของศาสนา ไตรลักษณ์ กฎแห่งกรรม หรืออริยสัจที่ยังคงเป็นทฤษฎี ค าสอนที่ส าคัญ แต่ก็มีข้อแตกต่างในวิธีการที่จะเข้าถึงอุดมการณ์สูงสุดนั้นต่างจากนิกายเถรวาท ซึ่งใน บทนี้จะเสนอไว้พอสังเขป ผู้ศึกษาสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทข้างหน้าต่อไป โดยค าสอน ส าคัญที่เป็นจุดเด่นของพุทธศาสนานิกายมหายาน ได้แก่ ๓๐ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับขยาย, หน้า ๘๗๐.


๒๓ ๑. แนวคิดเรื่องตรีกาย ตรีกาย ถือเป็นหลักค าสอนร่วมกันของทุกๆ นิกายที่สังกัดอยู่ในพุทธศาสนามหายาน พระสูตร ของนิกายต่างๆ ในสังกัดนิกายมหายานมักแสดงไว้เสมอว่า พระพุทธเจ้ามี๓ กาย ดังต่อไปนี้คือ (๑) นิรมาณกาย หมายถึง กายของพระพุทธเจ้าที่ยังตกอยู่ในสภาวะของการเกิด แก่ เจ็บ และ ตาย เหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไป พุทธศาสนานิกายมหายานมีความเชื่อว่า นิรมาณกายนี้แท้จริงแล้วเป็น การเนรมิตมาจากสัมโภคกาย เพื่อเป็นอุบายในการสั่งสอนสัตว์โลก (๒) ธรรมกาย หมายถึง สภาวะอันเป็นอมตะ ไม่มีรูปร่าง ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส ไม่มี เบื้องต้นและที่สุด ทั้งไม่มีจุดก าเนิดและผู้สร้าง แม้จักรวาลจะว่างเปล่าปราศจากทุกสิ่ง แต่ธรรมกายจะ ยังคงด ารงอยู่โดยไม่มีที่สิ้นสุด พุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความเชื่อว่า พระธรรมกายนี้เอง ที่แสดงตน ออกมาในรูปของสัมโภคกาย บนภาคพื้นสวรรค์และจากสัมโภคกายนี้ก็จะแสดงตนออกมาในรูปนิรมาณ กาย ท าหน้าที่สั่งสอนสรรพสัตว์ในโลกมนุษย์ (๓) สัมโภคกาย หมายถึง กายที่แท้จริงหรือกายทิพย์ของพระพุทธเจ้า กายนี้จะไม่มีการแตกดับ อยู่ในสภาวะอันเป็นทิพย์อยู่ชั่วนิรันดร เป็นกายที่พระพุทธเจ้าใช้เสวยสุขอยู่ในสวรรค์ที่เรียกว่าสุขาวดี พุทธเกษตร พุทธศาสนามหายานมีทัศนะว่า สัมโภคกายสามารถที่จะแสดงตนให้ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ ได้สามารถที่จะรับทราบค าสวดสรรเสริญและอ้อนวอนจากผู้ที่เลื่อมใสได้สัมโภคกายนี้เองที่เนรมิตตน ลงมาเป็นนิรมาณกาย คือ พระพุทธเจ้าในโลกมนุษย์เพื่อสั่งสอนสัตว์โลก๓๑ กายทั้ง ๓ นี้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งสิ้น แตกต่างกันเพียงสภาวะแห่งการแสดงออก เท่านั้น กล่าวคือ นิรมาณกายเป็นกายที่เนรมิตมาจากสัมโภคกาย ส่วนสัมโภคกายก็เป็นกายที่เนรมิตมา จากธรรมกายซึ่งเป็นสิ่งสูงสุด แต่ไม่มีรูปร่าง อยู่เหนือการอธิบายใดๆ มีฐานะเป็นบ่อเกิดของกายทั้ง ๒ ข้างต้น และสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ในฐานะสิ่งสูงสุดในทัศนะของพุทธศาสนามหายานก็คือ ธรรมกาย ๒. แนวคิดเรื่องตรียาน ค าว่า ยาน หมายถึง พาหนะที่น าไปสู่ที่หมาย ในที่นี้หมายถึง หนทาง หรือวิธีการที่น าไปสู่ความ หลุดพ้นหรือนิพพาน ตามหลักค าสอนของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ยานหรือวิธีการที่จะน าไปสู่ความ หลุดพ้นมี๓ ประการ เรียกว่า ตรียาน ดังต่อไปนี้ (๑) สาวกยาน หมายถึง วิธีการหรือหนทางของพระสาวกที่หวังเพียงบรรลุเป็นพระอรหันต์ซึ่ง เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส เพื่อข้ามพ้นการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารเท่านั้น (๒) ปัจเจกยาน หมายถึง วิธีการหรือหนทางของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้สามารถบรรลุความหลุด พ้นได้ด้วยตนเอง แต่เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็ไม่ยินดีที่จะสั่งสอนผู้อื่น (๓) โพธิสัตวยาน หมายถึง วิธีการหรือหนทางของพระโพธิสัตว์ผู้มีจิตใจประกอบด้วยมหากรุณา ที่ยิ่งใหญ่ในการที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์มุ่งมั่นที่จะบ าเพ็ญบารมีเพื่อปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ๓๑ เสถียร โพธินันทะ, ปรัชญามหายาน, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๑๑.


๒๔ ชาวมหายานเชื่อว่า โพธิสัตวยาน เป็นยานสูงสุด เป็นการสร้างบารมีเพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคตโดยการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้๓๒ ๓. แนวคิดเรื่องหลักจตุรมหาปณิธาน มหาปณิธาน หมายถึง ความมุ่งมั่น หรือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่พุทธศาสนาเถรวาทมี จุดมุ่งหมายเพื่อการสิ้นกิเลสทั้งมวลเป็นการเฉพาะของแต่ละบุคคล แต่พุทธศาสนามหายานเน้นการ ประกาศปณิธานหรือเป้าหมายสูงสุดของบุคคลผู้นับถือพุทธศาสนามหายานไว้๔ ประการ ดังต่อไปนี้ (๑) จักช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากความทุกข์ เพราะพระพุทธศาสนาฝ่าย มหายานมุ่งให้พิจารณาพระกรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ (๒) จักตัดมวลกิเลสทั้งหลายให้ถึงที่สุด การจะช่วยเหลือโดยการท าประโยชน์แก่สรรพสัตว์ได้ นั้น พระโพธิสัตว์จะต้องบ าเพ็ญและพากเพียรในการดับกิเลส เนื่องจากแม้มีเพียงโพธิจิต แต่หากไม่ขัด เกลาและท าลายรากเหง้าของกิเลสทั้งหลายแล้ว ก็ยากที่ความกรุณาของพระโพธิสัตว์จะแผ่ไปสู่สัตว์โลก ทั้งหลายได้กล่าวคือ ไม่สามารถช่วยเหลือสรรพสัตว์ได้ตราบเท่าที่ตนเองยังไม่สิ้นกิเลส (๓) จักศึกษาพุทธธรรมให้จบสิ้น หมายถึง ศึกษาเล่าเรียนจนรู้แจ้งเห็นจริงทั้งหมดเพราะพระ ธรรมเป็นวิธีการหรืออุบายในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ เนื่องจากสรรพ สัตว์ประกอบด้วยกิเลส การก าจัดกิเลสต้องอาศัยเครื่องมือที่จะขจัดให้หมดสิ้นไป คือพระพุทธธรรม (๔) จักบรรลุพุทธภาวะอันประเสริฐยิ่ง เพราะพุทธภาวะ คือ เป้าหมายสูงสุดของการเข้าสู่พุทธ ภูมิอันสมบูรณ์เป็นความประเสริฐสูงสุดที่มนุษย์พึงพยายามพากเพียรบากบั่นให้ถึงพร้อมด้วยพุทธภาวะ เป็นอิสระจากความไม่รู้(อวิชชา) ที่ครอบง าให้มืดมน เป็นการด าเนินไปตามวิธีที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ ด าเนินมาแล้วตั้งแต่ในอดีต และจักยังด าเนินต่อไปในอนาคต๓๓ ๔. หลักค าสอนเรื่องพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ หมายถึง ความปรารถนาที่จะบรรลุพุทธภูมิเป็นพระพุทธเจ้า มหายานมีความ เข้าใจว่า ชาวพุทธมหายานควรถือเป็นแบบอย่างของวิถีทางด าเนินชีวิตที่ตนเองจะด าเนินชีวิตเป็น โพธิสัตว์เช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าในอดีตเพื่อให้บรรลุถึงพุทธภูมิในที่สุด พระโพธิสัตว์มีความหมาย ๓ ประการ คือบุคคลผู้ก าลังจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต หรือบุคคลผู้มุ่งมั่นที่จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และในความหมายสุดท้ายคือบุคคลผู้มีแก่นแท้ของ การตรัสรู้หรือโพธิแต่ความหมายที่เข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน พระโพธิสัตว์คือ บุคคลผู้บ าเพ็ญบารมีต่างๆ เพื่อที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต๓๔ ๓๒ อภิชัย โพธิ์ประสิทธิ์ศาสต์, พุทธศาสนามหายาน, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑), หน้า ๑๐๕. ๓๓ ส. ศิวรักษ์, ความเข้าใจเรื่องมหายาน, (กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ไทยธิเบต, ๒๕๔๒), หน้า ๔-๕. ๓๔ ประพจน์ อัศววิรุฬการ, โพธิสัตวจรรยา : มรรคาเพื่อประชาชน, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลง กรรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๔๗.


๒๕ โดยความเชื่อของมหายานแบ่งพระโพธิสัตว์เป็น ๒ ประเภท ตามสถานภาพของชาวบ้าน เรียกว่า คฤหัสถ์โพธิสัตว์และพระโพธิสัตว์ที่ออกบวชหรือบรรพชิตโพธิสัตว์นอกจากนี้การเกิดขึ้นของ โพธิจิตหรือการมุ่งที่จะเป็นพระพุทธเจ้า การตั้งปณิธาน และการได้รับพยากรณ์เป็นองค์ประกอบส าคัญ ขั้นแรกของการเป็นพระโพธิสัตว์เพราะองค์ประกอบทั้ง ๓ นั้น จะด าเนินไปตลอดช่วงที่บุคคลนั้นยังเป็น พระโพธิสัตว์อยู่ ดังนั้น การตั้งจิตหรือ ความมุ่งหมายที่จะบรรลุโพธิญาณ การตั้งปณิธาน การประกาศ ความปรารถนาหรือความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และการได้รับพยากรณ์หรือค ารับรองจาก พระพุทธเจ้าในขณะบ าเพ็ญบารมีจึงเป็นขั้นตอนส าคัญที่เกิดขึ้นกับพระโพธิสัตว์ทุกๆ ชาติ๓๕ ๕. แนวคิดเรื่องพระพุทธเจ้า พุทธศาสนามหายานได้ก าหนดจ านวนพระพุทธเจ้าไว้มากมาย ต่างรวมเรียกพระพุทธเจ้า ทั้งหลายเป็นอย่างเดียวกันว่า ตถาคต ประทับอยู่ ณ ดินแดนแห่งเดียวกัน คือ พุทธเกษตร อันเป็น สถานที่มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและมีแต่ความสุขทุกอย่าง โดยแบ่งพระพุทธเจ้าออกเป็น ๓ ประเภท คือ (๑) พระอาทิพุทธเจ้า พระอาทิพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นมาพร้อมกับโลกองค์แรกและประจ าอยู่ชั่วนิรันดร เป็นพระพุทธเจ้าที่เกิดขึ้นมาเองก่อนสิ่งใดทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถระบุเบื้องต้นและเบื้องปลายได้เป็นผู้ให้ ก าเนิดพระมานุษิพุทธเจ้าและธยานีพุทธเจ้า รวมทั้งพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย และให้ก าเนิดสรรพสิ่งต่างๆ ทั้งมวลที่มีอยู่ในสกลจักรวาลนี้หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ล้วนถือก าเนิด มาจากองค์พระอาทิพุทธเจ้านี้ทั้งสิ้น พระอรรถกถาจารย์ได้สร้างพระอาทิพุทธเจ้านี้ขึ้นมาเพื่อให้แบ่ง ภาคลงมาปรากฏเป็นพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์เพื่อเป็นแนวคิดที่ต่อสู้กับพระพรหมของศาสนา พราหมณ์แนวคิดนี้เริ่มปรากฏการนับถือเป็นครั้งแรกในประเทศเนปาล คือ นิกายที่เรียกว่า ไอศวาริก นิกาย นอกจากนี้ก็ยังไม่แพร่หลายนัก แต่ในนิกายตันตระหรือลัทธิลามะ เรียกพระอาทิพุทธเจ้านี้ว่า พระธรรมกายสมันตภัทร โดยมีพระธรรมที่ทรงแสดงคู่เคียงกันเรียกว่า อาทิธรรม หรือ อธิปรัชญา๓๖ (๒) พระธยานิพุทธเจ้า พระธยานิพุทธเจ้านี้เป็นอวตารของพระอาทิพุทธเจ้า หรือเกิดขึ้นมาจากอ านาจแห่งฌานของ พระอาทิพุทธะเพื่อปกครองดินแดนที่มีอยู่มากมายเหมือนทรายในแม่น้าที่เรียกว่า พุทธเกษตร ในแต่ละ พุทธเกษตรจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคอยท าหน้าที่โปรดเวไนยสัตว์อยู่หนึ่งพระองค์และสภาวะของแต่ ละพุทธเกษตรอาจจะมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของการโปรดสัตว์ในพุทธเกษตรนั้นๆ ตามทัศนะของพุทธศาสนามหายาน พระธยานิพุทธเจ้ามีจ านวน ๕ พระองค์คือ พระไวโรจน พุทธเจ้า พระอักโษภยพุทธเจ้า พระรัตนสัมภวพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธเจ้า และพระอโมฆสิทธิ ๓๕ ประพจน์ อัศววิรุฬการ, โพธิสัตวจรรยา : มรรคาเพื่อประชาชน, หน้า ๕๐. ๓๖ คณะสงฆ์จีนนิกาย, พุทธศาสนามหายาน, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสังฆประชานุเคราะห์, ๒๕๓๑), หน้า ๓๙๔.


๒๖ พระธยานิพุทธเจ้าก็มีอ านาจฌานเช่นเดียวกับพระอาทิพุทธเจ้า สามารถท าให้เกิดพระธยานิ โพธิสัตว์ได้๕ องค์ เช่นเดียวกัน ได้แก่ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ พระรัตนปาณี โพธิสัตว์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์และพระวิศวปาณีโพธิสัตว์๓๗ (๓) พระมานุษิพุทธเจ้า พระมานุษิพุทธเจ้า เป็นผู้ถือก าเนิดมาจากพระอาทิพุทธเจ้า โดยแสดงตนออกมาในรูปของ มนุษย์ธรรมดาและอุบัติขึ้นมาในโลกมนุษย์ ทั้งนี้เพื่อเป็นอุบายแห่งการสอนสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อให้ เร่งปฏิบัติธรรมด้วยความไม่ประมาท พระมานุษิพุทธเจ้ามีจ านวน ๕ พระองค์คือพระทีปังกรพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคตมพุทธเจ้า พระเมตไตรยพุทธเจ้า และพระไภสัชชคุรุพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า พระองค์นี้ได้รับการนับถือมากในประเทศจีนและญี่ปุ่น โดยมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็น นายแพทย์ที่รักษาโรคและประทานยาแก่สรรพสัตว์เพื่อให้หายจากโรค สรรพสัตว์ที่ศรัทธาในพระองค์ เพียงแค่สัมผัสพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าองค์นี้เท่านั้นก็สามารถหายจากโรคต่างๆ ได้ พระพุทธเจ้าฝ่ายมหายานนี้ ผู้ศึกษาสามรถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทข้างหน้าต่อไป ๖. แนวคิดเรื่องพุทธเกษตร พุทธศาสนามหายานเชื่อว่า ในจักรวาลอันเวิ้งว้างนี้สามารถแบ่งเนื้อที่ออกเป็นส่วนย่อยลงไป อีกนับจ านวนไม่ถ้วน อาณาเขตย่อยๆ ของจักรวาลแต่ละอาณาเขตเรียกว่าพุทธเกษตร (Pure Land) ใน หนึ่งพุทธเกษตรจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่หนึ่งพระองค์ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในความ เชื่อของมหายาน จึงสามารถอุบัติขึ้นเพื่อท าหน้าที่โปรดเวไนยสัตว์ในแต่ละจักรวาลทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต อย่างมากมายมหาศาลนับประมาณมิได้ดุจเมล็ดทรายในแม่น้ า พุทธเกษตรแต่ละแห่ง จะแตกต่างกันออกไปตามบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประจ าพุทธ เกษตรนั้นๆ ในสมัยที่เป็นพระโพธิสัตว์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดได้บ าเพ็ญบารมีไว้มาก อ านาจ พระบารมีนั้นจะส่งผลให้พุทธเกษตรของพระองค์รุ่งเรืองมากกว่า พุทธเกษตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่บ าเพ็ญบารมีมาน้อยกว่า พุทธเกษตรที่เชื่อกันว่าเป็นพุทธเกษตรที่รุ่งเรืองที่สุด และเป็นที่นิยมมาก ที่สุดในบรรดาพุทธเกษตรทั้งหมด ก็คือสุขาวดีพุทธเกษตรอันเป็นที่อยู่ของพระอมิตาภพุทธเจ้า ตามทัศนะของพุทธศาสนามหายาน สุขาวดีพุทธเกษตรยังไม่ใช่นิพพาน แต่เป็นสถานที่ที่ถูก ปรับให้กลายมาเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยศรัทธาความเชื่อมั่นในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันจะส่งผล ให้ผู้ไปเกิด มีเงื่อนไขในข้อปฏิบัติที่เอื้ออ านวยแก่การเข้าถึงนิพพานต่อไปโดยไม่ยากนัก โดยผู้ศึกษาสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทข้างหน้าต่อไป และจากที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปเป็นแผนภูมิเพื่อความเข้าใจง่ายดังนี้ ๓๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๙๖.


๒๗ หลักค าสอน เถรวาท มหายาน ไตรลักษณ์ กฎแห่งกรรม อริยสจัสี่ นิพพาน ตรีกาย ตรียาน พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้า พุทธเกษตร แผนภูมิ : แสดงหลักค าสอนส าคัญของพระพุทธศาสนา ๑.๔ นิกายในศาสนา หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เกิดความวุ่นวายขึ้นในหมู่พระสงฆ์โดยหลักใหญ่มีสาเหตุ มาจากความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องพระธรรมวินัย โดยเฉพาะข้อปฏิบัติของพระภิกษุจนท าให้เกิด การสังคายนาขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะการสังคายนาครั้งที่ ๒ หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ประมาณ ๑๐๐ ปีซึ่งเป็นผลให้ภิกษุสงฆ์แตกแยกกันเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคือฝ่ายเถรวาท หมายถึงพวก ที่ถือตามความคิดเห็นหรือมติของพระเถระคือ ผู้สังคายนาครั้งแรก กลุ่มที่สองคือ พวกมหาสังฆิกะ แปลว่า พวกมาก ต่อมากลุ่มนี้ได้มีการพัฒนามาไปตามล าดับของเวลาจนกระทั่งกลายมาเป็นพุทธ ศาสนาฝ่ายมหายาน ดังนั้น ในปัจจุบัน พุทธศาสนาจึงมีนิกายที่ส าคัญ ๒ นิกาย ดังต่อไปนี้ ๑.๔.๑ พุทธศาสนาเถรวาท ค าว่า เถรวาท แปลตามตัวว่า วาทะของพระเถระ เป็นพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม เคร่งครัดในพระ ธรรมวินัย พยายามรักษาแนวความเชื่อและการประพฤติปฏิบัติตามที่พระเถระรุ่นแรกๆ ในพุทธกาล เช่น พระมหากัสสปะ พระอุบาลีและพระอานนท์เป็นต้น ได้ท าการสังคายนาไว้นิกายเถรวาทนี้เรียก อีกอย่างหนึ่งว่า ทักษิณนิกาย (นิกายฝ่ายใต้) เพราะภายหลังที่มีนิกายมหายานเกิดขึ้นแล้ว นิกายเถรวาท ได้ปักหลักอยู่ที่ภาคใต้ของอินเดีย จตุรมหาปณิทาน


๒๘ นิกาย เถรวาท มหายาน อนุรักษ์นิยม หัวก้าวหน้าสมัยใหม่ นิกายเถรวาทถือค าสอนหลังทางพระพุทธศาสนาคือการพึ่งตนเอง และ การพยายามปฏิบัติตน เพื่อความหลุดพ้นด้วยตนเอง เนื่องจากเห็นว่าความหลุดพ้นจากทุกข์เป็นเรื่องเฉพาะตัว ถ้าไม่พยายาม แก้ไขปัญหาข้อคับข้องด้วยตนเองแล้วย่อมไม่มีผู้ใดช่วยเหลือได้ ฝ่ายมหายานเข้าใจว่าฝ่ายเถรวาทเป็น พวกเห็นแก่ตัว คิดจะพ้นทุกข์ตามล าพัง ไม่คิดช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์พร้อมกันไปด้วย จึงเรียกฝ่ายเถรวาท ว่า หีนยาน แปลว่า ยานอันคับแคบ เพราะไม่สามารถบรรทุกผู้โดยสารเป็นจ านวนมากให้ข้ามห้องทุกข์ ไปได้พร้อมๆ กัน ทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในการประชุมขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกครั้งที่ ๑ ในประเทศศรีลังกา ที่ประชุมได้มีมติให้ยกเลิกการใช้ค าว่า หีนยานเพราะเป็นค าแสดงการดูหมิ่นดูแคลน และให้ใช้ค าว่าเถรวาทเป็นชื่อนิกาย ในปัจจุบัน ประเทศที่นับถือศาสนานิกายเถรวาทเป็นศาสนาประจ าชาติมีเพียง ๓ ประเทศ คือ ประเทศไทย ประเทศพม่า และประเทศศรีลังกา ๑.๔.๒ พุทธศาสนามหายาน ค าว่า มหายาน แปลตามตัวว่า “ยานใหญ่” หรือ “ยานอันกว้างขวาง” เพราะสามารถบรรทุก คนเป็นจ านวนมากข้ามความทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดไปสู่นิพพานได้ในคราวเดียว นิกายนี้เรียกอีก อย่างหนึ่งได้ว่า อุตตรนิกาย (นิกายฝ่ายเหนือ) เพราะมีฐานอยู่ทางภาคเหนือของอินเดีย นอกจากนั้น อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า อาจริยวาท แปลตามตัวว่า วาทะหรือค ากล่าวของอาจารย์เพราะยอมรับวา ทะ หรือค าสอนของบรรดาอาจารย์รุ่นหลังๆ ซึ่งมิได้อยู่ในยุคเดียวกันกับพระพุทธเจ้า หลักค าสอนของนิกายมหายานได้เริ่มเผยแผ่ออกไปประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖ ในครั้งนั้น อัศว โฆษได้รจนาคัมภีร์มหายานเล่มแรกขึ้นคือ มหายานศรัทธาโธตปาทศาสตร์และมีผู้แปลเป็นภาษาจีนเมื่อ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ พุทธศาสนานิกายมหายานได้เผยแผ่ไปถึงจีน ทิเบต เกาหลีและญี่ปุ่น และแตก สาขาออกเป็นนิกายย่อยมากมาย เช่น นิกายเซนในญี่ปุ่น และนิกายวัชรยานในทิเบต เป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นแผนภูมิเพื่อความเข้าใจง่ายดังนี้ แผนภูมิ : แสดงสองนิกายหลักของพระพุทธศาสนา


๒๙ ๑.๕ พิธีกรรมส าคัญ พิธีกรรมหรือศาสนพิธีนับเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพุทธศาสนา ในที่นี้จะน าเสนอเป็น ๒ ประเภทตามนิกายส าคัญ กล่าวคือ พุทธศาสนานิกายเถรวาทและพุทธศาสนามหายาน ดังต่อไปนี้ ๑.๕.๑ พิธีกรรมของพุทธศาสนาเถรวาท พิธีกรรมของพุทธศาสนาเถรวาทแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวินัยของ พระสงฆ์ ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อบัญญัติทางพระวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้น เช่น การถวายผ้าอาบน้ าฝน การถวายผ้าจ าน าพรรษา การทอดกฐินและผ้าป่า การบรรพชา อุปสมบท เป็นต้น และพิธีกรรมที่ไม่ เกี่ยวข้องกับวินัยของพระสงฆ์ แต่น าพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น การท าบุญเลี้ยงอาหารใน โอกาสต่างๆ ส่วนใหญ่เกิดจากความเชื่อในหลักธรรมค าสอนของพระพุทธศาสนา แล้วน ามาแปลงเป็น ข้อปฏิบัติในศาสนพิธี๓๘ เมื่อกล่าวโดยรายละเอียด พิธีกรรมในพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งเป็นที่นิยมและรับรองปฏิบัติสืบๆ มาจนเป็นประเพณีมีมากมาย แต่เมื่อแยกเป็นหมวดแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ดังต่อไปนี้คือ ๑) หมวดกุศลพิธีว่าด้วยการบ าเพ็ญกุศล เป็นเรื่องพิธีกรรมต่างๆ อันเกี่ยวด้วยการอบรมความ ดีงามทางพระพุทธศาสนาเฉพาะตัวบุคคล คือ เรื่องสร้างความดีแก่ตนทางพระพุทธศาสนาตามพิธี นั่นเอง พิธีในประเภทนี้มีมากด้วยกัน เมื่อจัดเข้าเป็นหมวดเดียวกัน จึงให้ชื่อหมวดว่าหมวดกุศลพิธีแต่ กุศลพิธีเฉพาะที่พุทธบริษัทพึงปฏิบัติในเบื้องต้นทั่วไปมี๓ ประเภท คือ พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ พิธี รักษาอุโบสถศีล และพิธีเวียนเทียนในวันส าคัญทางศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วัน อาสาฬหบูชาและวันอัฐมีบูชา ๒) หมวดบุญพิธีว่าด้วยพิธีท าบุญ เป็นพิธีท าบุญที่เนื่องกับประเพณีในครอบครัว ประกอบด้วย พิธีดังต่อไปนี้คือ การท าบุญเลี้ยงพระซึ่งนิยมท าทั้งในงานบุญมงคล เช่น การแต่งงาน งานฉลองบวช ใหม่ งานท าบุญต่ออายุ งานท าบุญเอาฤกษ์ชัยมงคล และการท าบุญงานอวมงคล เช่น การท าบุญหน้า ศพ การท าบุญอัฐิการสวดพระอภิธรรม เป็นต้น ๓) หมวดทานพิธีว่าด้วยพิธีถวายทาน เป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับการถวายสิ่งของแก่พระสงฆ์ เช่น การถวายสังฆทาน การถวายสลากภัต การตักบาตรข้าวสาร การตักบาตรน้าผึ้ง การถวายเสนาสนะ ต่างๆ การถวายผ้าอาบน้าฝน การทอดผ้าป่า การถวายดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น ๔) หมวดปกิณกะ ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด เป็นพิธีที่เกี่ยวกับข้อปฏิบัติทั่วไปซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ พิธีกรรมทั้ง ๓ ข้างต้น เช่น วิธีการถวายความเคารพพระ วิธีการประเคนของพระ วิธีท าหนังสือ อาราธนาและท าใบปวารณาถวายจตุปัจจัย วิธีอาราธนาศีล วิธีอาราธนาพระปริตรและอาราธนาธรรม วิธีกรวดน้ า เป็นต้น ๓๘ กรมการศาสนา, ศาสนพิธี, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา, ๒๕๓๑), หน้า ๒.


๓๐ กล่าวโดยสรุปได้ว่า พุทธศาสนพิธีเป็นเรื่องที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพิธีหรือแบบอย่างที่พึงปฏิบัติ ในทางพระศาสนา เกี่ยวกับการอบรมความดีงามเฉพาะตัวบุคคล พิธีท าบุญเนื่องด้วยประเพณีใน ครอบครัว พิธีถวายทานแด่พระสงฆ์ ข้อปฏิบัติในการประกอบพุทธศาสนพิธี และพิธีเบ็ดเตล็ดบาง ประการ พระราชพิธีพระราชกุศล และรัฐพิธีที่ชาวพุทธทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ควรจะได้ศึกษาให้รู้ และเข้าใจเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง อันเป็นการส่งเสริมให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองและเป็นการสืบทอด อายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวจนถึงอนุชน คนรุ่นหลังต่อไป ๑.๕.๒ พิธีกรรมของพุทธศาสนามหายาน พิธีกรรมของพุทธศาสนามหายานในบทนี้ จะกล่าวเฉพาะพิธีกรรมของพุทธศาสนามหายานที่ ยอมรับนับถือกันในประเทศไทย ๒ นิกาย ได้แก่ จีนนิกาย และอนัมนิกาย ซึ่งมีพิธีกรรมปฏิบัติเป็นการ เฉพาะตนตามหลักศรัทธา และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคม แต่นอกจากจะมีพิธีกรรมที่เป็นไปตาม หลักค าสอนแล้ว เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็ได้อนุวัติข้อวัตรปฏิบัติบางส่วนให้สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติ ของชาวไทยที่ยึดแบบอย่างฝ่ายเถรวาท พิธีกรรมส าคัญของพุทธศาสนามหายาน มีดังนี้ ๑) พิธีตรุษจีน ตรุษจีนนั้นเป็นเทศกาลที่ก าหนดวันสิ้นสุดปีเก่า และเริ่มต้นปีใหม่ตามปีจันทรคติของชาวจีน ซึ่ง จะอยู่ระหว่างประมาณเดือนมกราคมกับเดือนกุมภาพันธ์ ตรุษจีนนั้นมิได้เป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยตรง แต่สืบเนื่องมาจากลัทธิเต๋าและขงจื้อ ในเทศกาลตรุษจีนนี้ลูกหลานจะพากันไปคารวะผู้อาวุโสในตระกูลเพื่อขอพร และผู้ใหญ่หรือ นายจ้างก็จะแจกเงินแก่ลูกหลานหรือลูกจ้าง เรียกว่า เงินแตะเอีย (หมายความว่า ถ่วงไว้ที่เอว กล่าวคือ รับเงินโบราณมีรูตรงกลาง แล้วร้อยเชือกไว้ที่เอว) หรืออั่งเปา (แปลว่า ห่อแดง ซึ่งนิยมใช้ มากในปัจจุบัน) ผู้ประกอบธุรกิจก็อาจถือโอกาสหยุดกิจการเพื่อตนเองและครอบครัว รวมทั้งลูกจ้างได้ หยุดพักผ่อน หลังจากที่ได้ตรากตร ากับภารกิจมาตลอดทั้งปีเพื่อจะได้มีพลังกายและพลังความคิดไว้ ด าเนินธุรกิจในปีใหม่ ๒) พิธีกินเจ กินเจเป็นพิธีปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะส าหรับชาวญวนและจีน รวมถึง ชาวไทยเชื้อสาย จีนและญวนด้วย และปัจจุบันนี้ ก็มีชาวไทยจ านวนมากที่นิยมกินเจในเทศกาลกินเจด้วยเช่นกัน โดย เทศกาลกินเจเริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ า เดือน ๙ ถึง ๙ ค่ า เดือน ๙ ตามปฏิทินจีน จุดมุ่งหมายของพิธีกินเจ คือ เพื่อบูชาพุทธเจ้า ๗ องค์และพระโพธิสัตว์อีก ๒ องค์ซึ่งผู้ที่สมาทานกินเจจะพากันสละโลกียวัตร บ าเพ็ญศีล ถือตบะข้อมังสวิรัติ บริโภคแต่ผักและผลไม้ ไม่กระท ากิจอันเป็นการเบียดเบียนก่อความ เดือนร้อนแก่สัตว์ทั้งมวล ได้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อช าระกาย วาจา และใจหมดจด นุ่งห่มผ้าสีขาวอันเป็น สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์มุ่งปฏิบัติธรรมในวัดหรือโรงพิธีกรรม โดยการจัดดอกไม้ธูปเทียน ไปจุดบูชา เทพเจ้าทั้ง ๙ องค์และต้องจัดหาเครื่องกระดาษท าเป็นรูปเครื่องทรง เสื้อผ้า หมวก รองเท้า กระดาษ เงิน และกระดาษทองไปน้อมถวายเป็นสักการะเพื่อขอพรให้ประทานความสมบูรณ์พูนสุขให้


๓๑ ๓) พิธีทิ้งกระจาดแจกไทยทาน พิธีทิ้งกระจาดแจกไทยทาน (ซิโกวโพ่วโต่ว) เป็นพิธีโปรดวิญญาณผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว พิธีนี้จะเริ่ม พิธีจากพระสงฆ์สวดอัญเชิญพระรัตนตรัยเป็นประธาน พระภิกษุผู้เป็นประธานสงฆ์เป็นผู้ประกอบพิธี เรียกว่า พระวัชรธราจารย์(เสี่ยงซือ) เป็นตัวแทนของพระโพธิสัตว์ประกอบพิธีโปรดสรรพสัตว์ด้วยการ เจริญพระพุทธมนต์ ช าระมณฑลพิธีให้บริสุทธิ์ด้วยพลังแห่งพระสัทธรรม ในระหว่างการประกอบพิธี พระวัชรธราจารย์จะใช้กระดิ่งวัชระ (วัชรมัณฎา) วัชราวุธและวัชรคฑา (รูปวัชระเป็นตัวแทนของธรรม ซึ่งเปรียบประดุจอาวุธของพระโพธิสัตว์ที่ใช้ในการปราบมาร คือ กิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากเหล่า สัตว์โลก) จากนั้น จึงถวายรูปมณฑลบูชาเพื่อเป็นตัวแทนโลกธาตุแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อทรง โปรดสรรพสัตว์และประกอบพิธีถวายเครื่องพุทธบูชาทั้ง ๖ ได้แก่ดอกไม้เครื่องหอม ตะเกียง น้ าหอม ผลไม้และดนตรีแด่พระรัตนตรัย และอัญเชิญพระบารมีแห่งอดีตพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ เมื่อสวดสาธยายอัญเชิญพระบารมีพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์แล้วประกอบมุทรา คือ การท ามือ เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ การเพ่งจิตไปยังสัตว์ในไตรภูมิแห่งสัตว์โลก ทั้งหลายที่ทนทุกข์ทรมานให้ยึดถือพระสัทธรรมเป็นดุจมหาธรรมนาวาช่วยขนสรรพสัตว์ให้พ้นจาก ทุกขเวทนา ในตอนสุดท้าย พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ส่งวิญญาณของเหล่าสรรพสัตว์ไปยังแดนสุขาวดี และอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้บ าเพ็ญทานและผู้เข้าร่วมในพิธีทุกท่าน ให้ได้รับอานิสงส์ผลบุญผลทานจาก การประกอบพิธีโยคะกรรมเปรตพลีนี้โดยทั่วกัน๓๙ ๔) พิธีกงเต็ก การประกอบพิธีกงเต็กในปัจจุบันนี้ยังคงยึดถือกระท ากันในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีน อยู่โดยมีการ จัดท ากันในศาลาสวดศพในวัดต่างๆ หรือสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งจะต้องมีบริเวณในการท าพิธีที่ กว้างขวาง ซึ่งในปัจจุบันนี้การประกอบพิธีกงเต็กนั้น แบ่งได้๒ แบบตามช่วงเวลาของระยะเวลาการ ประกอบพิธีคือ งานเช้าเป็นการจัดท าพิธีกงเต็ก ในช่วงเช้าถึงเที่ยงประมาณ ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. และ งานบ่ายเป็นการจัดท าพิธีกงเต็ก ในช่วงบ่ายถึงค่ า ประมาณ ๑๔.๐๐-๒๒.๐๐ น. ในปัจจุบันนี้ ขั้นตอนหรือล าดับขั้นของการท าพิธีบางพิธีได้มีการเปลี่ยนแปลงไปกับล าดับ ขั้นตอนการประกอบพิธีกงเต็กในอดีต เนื่องจากบางพิธีมีการเพิ่มเข้ามา และมีบางพิธีไม่มีการประกอบ แล้วในปัจจุบัน พิธีกรรมของพุทธศาสนามหายานนี้ จะเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมในบทข้างหน้าต่อไป ๓๙ ธีรยุทธ สุนทรา, พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย จีนนิกายและอนัมนิกาย, (กรุงเทพมหานคร : มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หน้า ๗๘.


๓๒ ๑.๖ สัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา สัญลักษณ์ของพุทธศาสนามีหลายประการ แต่มีสัญลักษณ์ที่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป มีดังต่อไปนี้ ๑) พระพุทธรูป พุทธศาสนิกชนนิยมสร้างพระพุทธรูปขึ้นในอิริยาบถต่างๆ ไว้เป็นเครื่องเคารพสักการบูชาแทน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเหมือนเครื่องเตือนสติให้ผู้พบเห็นน้อมระลึกถึงพระคุณของ พระพุทธเจ้า ๓ ประการ คือ พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และ พระกรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ พระพุทธรูปมีหลายอิริยาบถที่เรียกว่า ปาง เช่น พระพุทธรูปปางไสยาสน์ปางประทานพร ปางห้ามญาติ ปางมารวิชัย เป็นต้น นอกจากนี้พระพุทธรูป ยังมีคตินิยมท าพระบูชาองค์เล็กๆ ที่เรียกว่า พระเครื่อง ไว้ ส าหรับห้อยคอ หรือเก็บไว้บูชาในบ้าน อีกด้วย ตัวอย่าง สัญลักษณ์พระพุทธรูป ๒) ธรรมจักร ธรรมจักร หมายถึง วงล้อแห่งพระธรรม เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่แสดงหลักธรรมส าคัญของพุทธ ศาสนา กล่าวคือ มรรค ๘ ซึ่งปรากฏอยู่ในหลักค าสอนเรื่องอริยสัจข้อที่ ๔ ซึ่งเป็นหลักธรรมที่พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และแสดงเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรก หรือเป็นการแสดงถึงการประกาศ หลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่เปรียบเหมือนการหมุนล้อของธรรมให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน จึงนิยมใช้ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งมีจ านวน ๘ ก า (ซี่ล้อ) ธรรมจักรนี้ได้รับการรับรองให้เป็น สัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในระดับชาติ


๓๓ ตัวอย่าง สัญลักษณ์ตราธรรมจักร ๓) ต้นโพธิ์หรือใบโพธิ์ ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับนั่งระหว่างที่ทรงบ าเพ็ญเพียร และได้ตรัส รู้จึงเป็นสัญลักษณ์แทนพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธองค์เพราะค าว่า โพธินั้น แปลว่า การรู้แจ้ง การ ตื่นจากความลุ่มหลงเพราะอ านาจกิเลส ดังนั้น จึงใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นศาสนาแห่งปัญญาของ พระพุทธศาสนา ตัวอย่างภาพสัญลักษณ์ใบโพธิ์ ๔) รอยพระพุทธบาท ในสมัยที่ยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูป ชาวพุทธนิยมสร้างรอยพระพุทธบาทซึ่งแทนองค์พระ สัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงร่องรอยแห่งความดีที่พระพุทธองค์ทรงประทับไว้เป็น แบบอย่าง


๓๔ ตัวอย่าง สัญลักษณ์รอยพระพุทธบาท ๕) ธงฉัพพรรณรังสี ธงฉัพพรรณรังสีนับเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนา ธงนี้มี๖ สีเรียกว่า ธง ฉัพพรรณรังสีที่ใช้กันอยู่ในประเทศศรีลังกาได้รับการให้ใช้เป็นธงแห่งพระพุทธศาสนาระดับชาติแต่ใน ประเทศไทย นิยมใช้ธงธรรมจักรพื้นสีเหลืองและมีตราธรรมจักรอยู่ตรงกลางมากกว่า ตัวอย่าง ธงฉัพพรรณรังสี ๑.๗ ฐานะปัจจุบันของพระพุทธศาสนา ปัจจุบันพุทธศาสนา ได้เจริญอยู่ในประเทศแถบเอเชีย เช่น ประเทศไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า เป็นต้น จนได้นามว่าประทีปแห่งทวีปเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลาง ของศาสนาพุทธ เพราะพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าประเทศอื่นๆ ชาวไทยกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็น พุทธศาสนิกชน จนพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจ าชาติไทย แม้จะมิได้ตราไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ ตาม แม้กระทั่งองค์พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งพฤตินัยและนิตินัย ประเทศไทยยังได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งถาวรขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกอีกด้วย แต่ ละปีจะมีชาวต่างประเทศจ านวนไม่น้อยเข้ามาบรรพชาอุปสมบทอยู่เสมอ จึงมีพระภิกษุ สามเณร ชาวต่างชาติเป็นจ านวนมากในประเทศไทย เช่น วัดป่านานาชาติจังหวัดอุบลราชธานีเป็นต้น และ บรรดาท่านเหล่านั้น บางรูปก็ได้เดินทางกลับไปเผยแผ่พุทธศาสนาในประเทศของตน กลายเป็นก าลัง


๓๕ ส าคัญในการเผยแผ่ศาสนาพุทธเป็นอย่างดีจึงท าให้ศาสนาพุทธขยายไปสู่ประเทศต่างๆ ที่นับถือศาสนา อื่น ทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย ประเทศทั่วโลกที่พุทธศาสนาเผยแผ่เข้าไปถึง มีการจัดตั้งสมาคมพุทธศาสนา การจัดตั้งส านัก สงฆ์และวัด เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาและปฏิบัติธรรมตลอดทั้งการเผยแผ่พุทธศาสนาจึงท าให้มี องค์กรทางพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ ประเทศที่เคยนับถือพุทธศาสนามาก่อน เช่น ประเทศจีน เป็นต้น เมื่อระบอบ คอมมิวนิสต์ล่มสลาย ก็ได้หันมานับถือศาสนาพุทธอีก ท าให้มีจ านวนพุทธศาสนิกชน ทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น เรื่อยๆ อีกทั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกก็คอยเป็นศูนย์กลางจัดให้ชาวพุทธทั่วโลกมาประชุม ท าให้ทราบความเป็นไปของพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ หากมีอุปสรรคอันใดก็ช่วยกันแก้ไข ทั้งคอย ประสานความแตกต่างระหว่างนิกายต่างๆ จึงท าให้พุทธศาสนามีเอกภาพ และเป็นนิมิตหมายที่ส าคัญ ในการเผยแผ่พุทธศาสนาให้แพร่หลายยิ่งๆ ขึ้นไป


๓๖ ค าถามประจ าบท ๑. จงสรุปประวัติความเป็นมาของพระพุทธศาสนา มาพอเข้าใจ? ๒. เมื่อนิสิตได้ศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนาแล้ว จงอธิบายเรื่องกฎแห่งกรรม และไตรลักษณ์ของ พระพุทธศาสนาเถรวาทมาพอเข้าใจ? ๓. ให้นิสิตอธิบายหลักค าสอนส าคัญของพระพุทธศาสนาทั้งสองนิกาย โดยยกตัวอย่างอธิบายมา พอเข้าใจ ๑ เรื่อง? ๔. เมื่อนิสิตได้ศึกษาเรื่องพระพุทธศาสนาแล้ว อยากทราบว่าคัมภีร์ในพระพุทธศาสนามีอะไรบ้าง จงอธิบาย? ๕. นิกายส าคัญของพระพุทธศาสนามี ๒ นิกายคือ นิกายเถรวาท และนิกายมหายาน อยากทราบ ทั้ง ๒ มีความแตกต่างกันอย่างไร อธิบายพอเข้าใจ? ๖. เมื่อนิสิตได้ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว สามารถน าหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตอย่างไรบ้าง อธิบายยกตัวอย่างประกอบมาพอเข้าใจ?


๓๗ อ้างอิงประจ าบท กรมการศาสนา. ศาสนพิธี. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา, ๒๕๓๑. คณะสงฆ์จีนนิกาย. พุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสังฆประชานุเคราะห์, ๒๕๓๑. ธีรยุทธ สุนทรา. พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย จีนนิกายและอนัมนิกาย. กรุงเทพมหานคร : มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐. ประพจน์ อัศววิรุฬการ. โพธิสัตวจรรยา : มรรคาเพื่อประชาชน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬา ลงกรรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพมหา นคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ ๓๙. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗. ภัทรพร สิริกาญจน และคณะ. ความรู้พื้นฐานทางศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย. ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสงฆราช. หลักพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกส าหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๕. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา มกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗. ส. ศิวลักษณ์. ความเข้าใจในเรื่องมหายาน. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ไทยธิเบต, ๒๕๔๒. เสถียร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑. เสถียร โพธินันทะ. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๔๓. อภิชัย โพธิ์ประสิทธิ์ศาสต์. พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑.


๓๘๔ บรรณานุกรม ๑. ข้อมูลปฐมภูมิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย. ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. มหามกุฎราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ๙๑ เล่ม. ฉบับครบ ๒๐๐ ปี แห่งราชวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๒๗. ๒. ภาษาไทย กรมการศาสนา. ศาสนพิธี. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์กรมการศาสนา, ๒๕๓๑. คณะสงฆ์จีนนิกาย. พุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสังฆประชานุเคราะห์, ๒๕๓๑. ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ผู้แปล). สัทธรรมปุณฑริกสูตร. กรุงเทพมหานคร : บริษัทประยูรวงศ์ จ ากัด, ๒๕๒๕. . ประเทศจีนกับพระพุทธศาสนา (ฝ่ายมหายาน). กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๒๕. ชเอม แก้วคล้าย (ผู้แปล). สัทธรรมปุณฑริกสูตร. กรุงเทพมหานคร : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับ ลิชชิ่ง จ ากัด, ๒๕๔๗. ซวน เซียวโซลิต. ปทานุกรมจีน-ไทย. กรุงเทพมหานคร : บริษัทนานมี จ ากัด, ๒๕๐๕. ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์. วิถีแห่งมหายาน. กรุงเทพมหานคร : ปารมิตา, ๒๕๒๖. ธีรยุทธ สุนทรา. พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย จีนนิกายและอนัมนิกาย. กรุงเทพมหานคร : มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๐. บรรยง บุญฤทธิ์. โลกลึกลับของทิเบต. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : อุษาการพิมพ์ จ ากัด, ๒๕๔๕. บุณย์ นิลเกษ. พระพุทธศาสนามหายานเข้าสู่ประเทศไทย. เชียงใหม่ : มปพ., ๒๕๓๓. . พุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : แพร่พิทยา, ๒๕๒๖. ประพจน์ อัศววิรุฬการ. โพธิสัตวจรรยา : มรรคาเพื่อประชาชน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬา ลงกรรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖. ประยงค์ แสนบุราณ. พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๘. ผาสุก อินทราวุธ. พุทธปฏิมาฝ่ายมหายาน. กรุงเทพมหานคร : อักษรสมัย, ๒๕๔๓. พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมาน กลฺยาณธมฺโม/พรหมอยู่). เอตทัคคะในพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓.


๓๘๕ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพมหา นคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). จาริกบุญ จารึกธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพมหานคร : พิมพ์ สวย, ๒๕๕๑. . พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๓๔. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิ การศึกษาเพื่อสันติภาพ, ๒๕๕๙. . พุทธธรรมฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ ๓๙. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗. พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร). มุนีนาถทีปนี. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ดอกหญ้า, ๒๕๔๕. พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ. พระพุทธศาสนามหายานในอินเดีย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. . พุทธปรัชญา สารและพัฒนาการ. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๔. พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓. พระวิศวภัทร เซี่ยเกี๊ยก. อมิตายุรฺธฺยานสูตร พระสูตรว่าด้วยการเพ่งสมาธิถึงสุขาวดีพุทธเกษตร. กรุงเทพมหานคร : บริษัทส่องศยาม จ ากัด, ๒๕๕๒. พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโณ). “ปรัชญามาธยมิกะ : โลกและชีวิตจากมุมของนาคารชุน”. ใน รวมบทความทางวิชาการพระพุทธศาสนาและปรัชญา. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ วันจันทร์). พุทธปรัชญา. พระนครศรีอยุธยา : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖. พระอาจารย์จีนธรรมคณาธิการ (เย็นเจี่ยว) ผู้แปลและเรียบเรียง. สารัตถธรรมมหายาน. พิมพ์เป็น อนุสรณ์เนื่องในวโรกาสเสด็จพระราชด าเนินงานฉลองอุโบสถวัดโพธิ์แมนคุณาราม อ าเภอ ยานนาวา จังหวัดพระนคร วันที่ ๒๐-๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๓. กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์รุ่งนคร, ๒๕๑๓. พระอุดรคณาธิการ. ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย. พระนคร : กรมการศาสนา, ๒๕๐๗. พิฑูร มลิวัลย์และคณะ. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์การ ศาสนา, ๒๕๓๓. ภัทรพร สิริกาญจน และคณะ. ความรู้พื้นฐานทางศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖.


๓๘๖ ภิกษุจีนวิศวภัทร. พระพุทธเจ้าและพระธรรมสูตรฝ่ายมหายาน. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ส่องศยาม จ ากัด, ๒๕๔๙. ละเอียด ศิลาน้อย. วิถีแห่งเซน. กรุงเทพมหานคร : ปัญญา, ๒๕๓๐. วศิน อินทสระ. พุทธปรัชญามหายาน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง, ๒๕๔๑. . สาระส าคัญแห่งพุทธปรัชญามหายาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ ธรรมดา, ๒๕๕๐. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสงฆราช. หลักพระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพมหานคร : โรง พิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. สมภาร พรมทา. พุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. ส. ศิวลักษณ์. ความเข้าใจในเรื่องมหายาน. กรุงเทพมหานคร : ศูนย์ไทยธิเบต, ๒๕๔๒. สาวิกาแห่งหนานไห่-ธรรมเกียรติ กันอริ. บารมีพระโพธิสัตว์กวนอิม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ชุมศิลป์ธรรมดา, ๒๕๕๑. สิริวัฒน์ ค าวันสา. พุทธศาสนาในอินเดีย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. สุชีพ ปุญญานุภาพ. พระไตรปิฎกส าหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๕. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา มกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗. . ประวัติศาสตร์ศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร : รวมสาส์น, ๒๕๔๑. สุภัทร ปัญญาทีป. พุทธปรัชญาลัทธิพระโพธิสัตว์จากหลักฐานวรรณคดีสันสกฤต. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๔. สุมาลี มหณรงค์ชัย. พุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ศยาม, ๒๕๔๖. . พุทธศาสนามหายาน (ฉบับปรับปรุงแก้ไข). พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ศยาม, ๒๕๕๐. สุวิญ รักสัตย์. พระพุทธศาสนามหายาน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจ ากัด บางกอก บล๊อก, ๒๕๕๕. เสฐียร พันธรังษี. พุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔. . พระโพธิสัตว์ในลัทธิมหายาน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๓. เสถียร โพธินันทะ. ปรัชญามหายาน. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑. . ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. . ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ฉบับมุขปาฐะ ภาค ๑. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๑๔.


๓๘๗ . ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา (ฉบับมุขปาฐะ ภาค ๑). กรุงเทพมหานคร : มหา มกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. . ชุมนุมพระสูตรมหายาน. กรุงเทพมหานคร : โพธิสามต้นการพิมพ์, ๒๕๑๖. . ชุมนุมพระสูตรมหายาน. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. เสถียร โพธินันทะและเลียง เสถียรสุต. คุณธรรมพระโพธิสัตว์. กรุงเทพมหานคร : พลพันธ์การพิมพ์, ๒๕๒๙. เสถียรโกเศศ นาคะประทีป. ลัทธิของเพื่อน. กรุงเทพมหานคร : พิราบ, ๒๕๔๐. ส านักหอสมุดแห่งชาติ. การวิเคราะห์หมวดหมู่หนังสือพุทธศาสนาก าหนดโดยหอสมุดแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร : ส านักหอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๕๗. เย็น หงวน ภิกขุและคณะ. ศัพทานุกรมพุทธศาสนา ไทย-บาลี-จีน. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ห้องสมุดวัดโพธิ์แมนคุณาราม, ๒๕๓๙. อภิชัย โพธิ์ประสิทธิ์ศาสต์. พระพุทธศาสนามหายาน. กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๑. ฮันส์ โวล์ฟกัง ชูมันน์. พุทธศาสนา (ค าสอนและปรัชญา). แปลโดย สมหวัง แก้วสุฟอง. เชียงใหม่ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๖. ๓. บทความ ประพจน์ อัศววิรุฬหการ. “พระอวโลกิเตศวร-พระกวนอิม”. วารสารศาสนาและวัฒนธรรม. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๑) : ๓๘-๔๙. ๔. วิทยานิพนธ์ ทศพร คุ้มภัย. “ศึกษาวิธีการตีความเรื่องสุขาวดีพุทธเกษตรในพระพุทธศาสนามหายาน”. วิทยานิพนธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕. พระบุญเทียน พุทฺธวโร (ปัญญาแก้ว). “ศึกษาวิเคราะห์เรื่องพระโพธิสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขง”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๕๔. พระมหาพุทธรักษ์ ปราบนอก. “การศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์มหายานสูตราลังการ” วิทยานิพนธ์ศิลป ศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาภาษาสันสกฤต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. พระมหาสมยศ อาภายุตฺโต. “การศึกษาเชิงวิเคราะห์แนวความคิดเรื่องพระอวดลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนอิม) ในพระพุทธศาสนามหายาน”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิต


๓๘๘ วิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๔๖. พระมหาแสวง ปญฺญาวุฑฺฒิ. “ศึกษาเปรียบเทียบแนวคิดเรื่องศูนยตาของนาคารชุนกับอนัตตาของ ฌอง ปอล ซาร์ตร์”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๔๔. พระวิมาน คมฺภีรปญฺโญ. “ศึกษาอิทธิพลของตันตระที่มีต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘. สานิตย์ สีนาค. “การศึกษาเชิงวิเคราะห์ภาษาสันสกฤตในคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร ปริเฉทที่ ๑-๕.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภาษาสันสกฤต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัย ศิลปากร, ๒๕๔๕. ๕. ภาษาอังกฤษ Ch’en, Kenneth. Buddhism in China. New Jersey : Princeton, 1964. D.T.suzuki. Mahayana Buddhism. 4th ed. London : Biddles, 1981. Har Dayal, The Bodhisattava Doctrine in Buddhist Sanskrit Literature, Delhi : Motital Banarsidass, 1970. Jaidcva Singh. An Introductian to Madhayamaka Philosophy. Dehli : Motial Banarsidass Varanass Patna Madras, 1987. K.A. Nilakanta Sastri, ED. Age of the Nandas and Maurayas. Delhi : Motilal Banarasidass, 1996. Lai, Whalen. Budddhism in Chinese Philosophy. Companian Encyclopedia of Asian Philosophy. Edited by Carr, Brian and Mahalingam Indira. London : Routledge, 1997. Santina, Peter Della. Mamayamaka Schools in India. Delhi : Motital Banarasidass, 1986. Williams, Paul. Mahayana Buddhism. London : Routledge, 1989. ๖. สื่ออิเล็กทรอนิค มหากาพย์พุทธจริต อัศวโฆษ [ออนไลน์] แหล่งที่มา: http://www.sookjai.com/index.php?topic= 146015.0 (๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙).


Click to View FlipBook Version