สรุปภาษาไทย 1. โครงสรางของพยางคมีองคประกอบดังตอไปนี้ (เปลงเสียง 1 ครั้งก็คือ 1 พยางค) พยัญชนะตน สระ วรรณยุกต ทุกพยางคจําเปนตองมีเสมอ! 1. 2. 3. 4. พยัญชนะทาย (ตัวสะกด) บางพยางคไมจําเปนตองมีก็ได จากจุดนี้จึงเปนตัวตัดสินวาโครงสรางพยางคของใครเหมือน/ตางเปนอันดับแรก 2. โครงสรางของแตละพยางคตองมีทั้งรูป และ เสียง 1. พยัญชนะตน รูป 44 เสียง 21 2. สระ รูป 21 เสียง 21 3. วรรณยุกต รูป 4 เสียง 5 4. พยัญชนะทาย รูป 37 เสียง 8 3. ใหเด็กๆ ถอดพยางค"ทรุด" 1. พยัญชนะตน รูป ทร เสียง /ซ/ 2. สระ รูป ตีนเหยียด เสียง อุ (สั้น) 3. วรรณยุกต รูป -(สามัญ) เสียง ตรี 4. พยัญชนะทาย รูป ด เสียง /ต/ 4. ใหเด็กๆ ถอดพยางค"หมอบ" 1. พยัญชนะตน รูป หม เสียง /ม/ 2. สระ รูป ตัวออ เสียง ออ (ยาว) 3. วรรณยุกต รูป - (สามัญ) เสียง เอก 4. พยัญชนะทาย รูป บ เสียง /ป/
5. พยัญชนะตน มี 44 รูป (ก ถึง ฮ) แบงเปนอักษร 3 หมู เรียกวา อักษรไตรยางศ อักษรกลาง ทองวา ไก จิก เด็ก ตาย บน ปาก อาว อักษรสูง ทองวา ผัว ฝาก ถุง ขาว สาร ใหฉัน อักษรตํ่าคู ทองวา พอ คา ฟน ทอง ซื้อ ชาง ฮอ อักษรตํ่าเดี่ยว ทองวา งูใหญนอน อยู ณ ริม วัด โม ฬีโลก * ที่เรียกวา ตํ่าคู เพราะมีเสียงคูกับอักษรสูง แมวาหนาตาจะไมเหมือนกัน 6. พยัญชนะตนมี 21 เสียง จากตัวรูป 44 รูป เหลือ 21 เสียง เพราะบางรูปมีเสียงซํ้ากัน 1. รูปพยัญชนะ ก จะเปนเสียง /ก/ 2. รูปพยัญชนะ ข ฃ ค ฅ ฆ จะเปนเสียง /ค/ = /ข/ /ฃ/ /ฅ/ /ฆ/ 3. รูปพยัญชนะ ง จะเปนเสียง /ง/ 4. รูปพยัญชนะ จ จะเปนเสียง /จ/ 5. รูปพยัญชนะ ช ฌ ฉ จะเปนเสียง /ช/ 6. รูปพยัญชนะ ซ ส ศ ษ จะเปนเสียง /ซ/ 7. รูปพยัญชนะ ย ญ จะเปนเสียง /ย/ 8. รูปพยัญชนะ ด ฎ ฑ จะเปนเสียง /ด/ *ระวัง เสียงนี้ในพยัญชนะทายไมมีแลว แมกด = /ต/ 9. รูปพยัญชนะ ต ฏ จะเปนเสียง /ต/ 10. รูปพยัญชนะ ท ถ ธ ฑ ฒ ฐ จะเปนเสียง /ท/ 11. รูปพยัญชนะ น ณ จะเปนเสียง /น/ 12. รูปพยัญชนะ บ จะเปนเสียง /บ/ *ระวัง เสียงนี้ในพยัญชนะทายไมมีแลว แมกบ = /ป/ 13. รูปพยัญชนะ ป จะเปนเสียง /ป/ 14. รูปพยัญชนะ พ ผ ภ จะเปนเสียง /พ/ 15. รูปพยัญชนะ ฟ ฝ จะเปนเสียง /ฟ/ 16. รูปพยัญชนะ ม จะเปนเสียง /ม/ 17. รูปพยัญชนะ ร (ฤ) จะเปนเสียง /ร/ 18. รูปพยัญชนะ ล ฬ (ฦ) จะเปนเสียง /ล/ 19. รูปพยัญชนะ ว จะเปนเสียง /ว/ 20. รูปพยัญชนะ อ จะเปนเสียง /อ/ 21. รูปพยัญชนะ ฮ ห จะเปนเสียง /ฮ/ 7. เสียงพยัญชนะตนควบกลํ้า (เสียงพยัญชนะประสม, เสียงพยัญชนะตน 2 หนวยเสียง) ทองวา กอนคํ่าไปพบเตี่ย (ก ค ป พ ต) คูณดวย ร ล ว กร คร ปร พร ตร ทั้งหมด 11 เสียง เปนของไทย กล คล ปล พล ? กว คว ? ? ? หมายเหตุ คร = ขร คล = ขล คว = ขว พล = ผล หมายเหตุ เสียงควบกลํ้าที่มาจากภาษาอังกฤษ /ดร/ /ฟร/ /ฟล/ /บร/ /บล/
8. เสียงพยัญชนะตนควบกลํ้าไมแทมี 2 Version 8.1 ไมออกเสียง ร คือ ตัวหนาออกเสียง (ร ไมออกเสียง) จริง ไซรศรีสรอย สราง สระ 8.2 "ทร" เปลี่ยนเสียงเปน ซ ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี มัทรีอินทรียมี เทริดนนทรีพุทราเพรา ทรวงไทรทรัพยแทรกวัด โทรมนัสฉะเชิงเทรา ตัว "ทร" เหลานี้เรา ออกสําเนียงเปนเสียง "ซ" แต "ทร" ควบกลํ้าแทก็มีแตมาจากภาษาสันสกฤต จันทรา นิทรา อินทรา ภัทรา อินทรวิเชียรฉันท 9. อักษรนํา มี 2 Version (เอกลักษณอักษรนํา เวลาอานจะมีเสียง "ห" นํา) 9.1 อาน 2 พยางคทองวา สูงหรือกลาง นําหนา ตํ่าเดี่ยว ใชสระตัวเดียวกัน (ทั้งคํามีสระ 1 ตัว) พยางคหนาออกเสียง "อะ" พยางคหลังออกเสียง "ห" นํา ผงก สนิม สยาย ตลาด ขนม สมัน 9.2 อาน 1 พยางคทองวา "ห" นําตํ่าเดี่ยว หรือ "อ" นํา "ย" หนอน หมอน หนอย อยา อยู อยาง อยาก 10. ภาษาไทยเรามีรูปพยัญชนะบางรูปไมออกเสียง เชน องค พรหม ปรารถนา สามารถ พุทธ พราหมณ เนตร จักร หลาก หมา สรวล สรวง เสร็จ โทรม ทราบ หนอน สรอย ทรง ลักษณ ลักษมณฯลฯ 11. สระ มี 21 รูป 21 เสียง 1. วิสรรชนีย ะ 2. ลากขาง า 3. พินทุอิ 4. หยาดนํ้าคาง 5. ตีนเหยียด 6. ตนคู 7. ไมหนา เ 8. ไมโอ โ 9. ไมมลาย ไ 10. ไมมวน ใ 11. ฝนทอง ’ 12. ฟนหนู " 13. ไมไตคู คําวา "ก็" เสียงสระเอาะ 14. ไมหันอากาศ 15. ตัวรึ ฤ ยืมมาจาก สันสกฤต 16. ตัวรือ ฤๅ ยืมมาจาก สันสกฤต 17. ตัวลึ ฦ ยืมมาจาก สันสกฤต 18. ตังลือ ฦๅ ยืมมาจาก สันสกฤต 19. ตัวออ อ เปนสระ ก็ไดแฮะ! 20. ตัววอ ว เปนสระ ก็ไดแฮะ! 21. ตัวยอ ย เปนสระ ก็ไดแฮะ!
12. เสียงสระ มี 21 เสียง มี 2 Version 1. สระเดี่ยว (สระแท) 18 เสียง อะ อา อิอีอึอือ อุอูเอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ = คูสระ 2. สระประสม (สระเลื่อน) 3 เสียง เอีย อัว เอือ ทองวา เมียกลัวเรือ สระประสมตัวมันเองจะไมมีตัวสะกด แตถาตองการเติมสามารถทําไดภายหลัง ลาย เมีย เมียง ลาว กลัว กลวย อาว เรือ เรือน 13. 8 พยางคทอง อํา ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ = ไมใชสระเกิน = อ + อะ + ม = อ + อะ + ย = อ + อะ + ย = อ + อะ + ว อํา ไอ ใอ เอา เปนพยางคที่มีตัวสะกดแมจะมองไมเห็น ฤ = ร + อึ ฤๅ ฦ ฦๅ เปนพยางคที่ไมมีตัวสะกด = ร + อื = ล + อึ = ล + อื 14. ระวังมีหลักอยูขอหนึ่ง คือ ภาษาไทยสามารถออกเสียงสระไมตรงกับรูป คือ ปกติรูปยาวออกเสียงยาว รูปสั้น ออกเสียงสั้น แตบางคําออกเสียงไมตรงกับรูป หลักการทําขอสอบ คือ ออกเสียงคูสระของมัน วาตรงกับชีวิตจริง ? วาว รูปยาว แตออกเสียง สั้น (อะ) อิเหนา รูปสั้น แตออกเสียง ยาว (อี) คลินิก รูปสั้น แตออกเสียง ยาว (อี) คอมพิวเตอร รูปยาว แตออกเสียง สั้น (เอาะ) 15. รูปสระบางรูปไมออกเสียง เชน ยาธาตุนั่งขัดสมาธิพยาธิญาติประวัติเมรุมาตุฯลฯ 16. สระลดรูป คือ มองไมเห็นรูปสระเดิม หรืออาจเปลี่ยนรูปเปนสระอื่นไดเพราะมันมีตัวสะกด เชน กัน ศร เปน ชน เชิง เลย สงน ฯลฯ 17. เปลี่ยนเสียงคูสระสั้น-ยาว จะมีผลตอความหมาย วัด → วาด จิน → จีน แกะ → แก เกาะ → กอ 18. วรรณยุกตมี 4 รูป 5 เสียง (สามัญไมมีรูปใหเห็น) หลักการนับเสียงวรรณยุกต 1. ออกเสียงคํานั้นจากชีวิตจริงกอน 2. นับนิ้ว 19. วรรณยุกตตางกัน ความหมายจะตางกัน เชน เสือ เสื่อ เสื้อ
20. วรรณยุกตมีการออกเสียงไมตรงกับรูปก็ได ขี้ริ้ว รูปโท แตเสียง ตรี ทาน รูปเอก แตเสียง โท 21. พยัญชนะทาย มีรูป 37 รูป มี 8 เสียง (8 แม 8 มาตรา) ตัวอักษรที่ใชเปนตัวสะกดไมไดมีผัว ฝาก เฌอ เอม ใหฉัน ฮา 1. แมกก = เสียง /ก/ ใชรูปสะกด คือ ก ข ค ฆ 2. แมกบ = เสียง /ป/ ใชรูปสะกด คือ บ ป พ ภ ฟ 3. แมกด = เสียง /ต/ ใชรูปสะกด คือ ด ต จ ช ฎ ฏ ฐ ฒ ส ศ ษ ถ ท ธ ซ ฑ 4. แมกม = เสียง /ม/ ใชรูปสะกด คือ ม 5. แมกน = เสียง /น/ ใชรูปสะกด คือ น ณ ญ ร ล ฬ 6. แมกง = เสียง /ง/ ใชรูปสะกด คือ ง 7. แมเกย = เสียง /ย/ ใชรูปสะกด คือ ย 8. แมเกอว = เสียง /ว/ ใชรูปสะกด คือ ว 22. พยางคปด คือ พยางคที่มีเสียงตัวสะกด อํา ไอ ใอ เอา เชน กิน จิบ จํา ฯลฯ พยางคเปด คือ พยางคที่ไมมีเสียงตัวสะกด เอีย อัว เอือ เชน ดุปูเมีย ฯลฯ 23. คําโสด : คํามูล (พยางคเดียวหรือหลายพยางคก็ไดแตแยกจากกันไมไดแลว) คําแตงงาน : ประสม ซอน ซํ้า สมาส สนธิ 24. คํามูล : ขาว อวน ไกล เพ็ญ โชวขมิ้น ดิฉัน บะหมี่ เสวย ขจีสวรรคต ฯลฯ 25. คําประสม : เกิดจากคํามูล 2 คําขึ้นไปมารวมกันแลวเกิดความหมายใหม แตตองมีเคาความหมายเดิม ใชเรียก สิ่งใหม คํามูล 2 คํานั้นหามเหมือน คลาย ตรงขาม มิฉะนั้นจะกลายเปน ซอนหมาย (คําประสม เชน นาม กริยา หรือวิเศษณก็ได) บานพัก เรือดวน ขายตัว บานเรือน เรือแพ ซื้อขาย 1. N + N = N. เชน รถไฟ นํ้าปลา ฯลฯ 2. N + V. = N. เชน หมอดู เหล็กดัด ฯลฯ 3. N + adj = N. เชน มดแดง กลองดํา ฯลฯ 4. N + Prep = N. เชน คนกลาง ความหลัง ฯลฯ 5. V. + V. = N. เชน หอหมก กันสาด ฯลฯ 6. V. + N = N. เชน เรียงความ พัดลม ฯลฯ 7. N + V. + N = N. เชน ชางเย็บผา คนขายตั๋ว ฯลฯ 8. V. + V. = V. เชน เดินเลน ติดตั้ง ฯลฯ 9. V. + N = V. เชน ยกราง เดินสาย ฯลฯ 10. V. + adj = V. เชน อวดดี คิดคด ฯลฯ 11. N + V. = V. เชน หัวหมุน ใจแตก ฯลฯ 12. adj + N = V. เชน ดีใจ ออนใจ ฯลฯ 13. N + adj = adj. เชน ใจเย็น หัวสูง ฯลฯ คําประสมสามารถแปลไมตรงตัว แปลเปรียบเทียบไดเชน แมวมอง ปากฉลาม ตีนแมว ฯลฯ
26. คําซอน มี 2 Version 1. ซอนเพื่อความหมายมีไวขยายความ (คํา 2 คําที่มาวางซอนตองมีความหมายทั้งคูคือ เหมือน คลาย ตรงขาม) 2. ซอนเพื่อเสียง มีไวไพเราะ (คํา 2 คําที่มาวางซอนกันตองมีเสียงพยัญชนะตนเสียงเดียวกัน แตจะมี1 คํา ไมให ความหมายหรืออาจไมใหความหมายของ 2 คําเลย) คําซอนเพื่อความหมาย เชน บานเรือน เล็กนอย ซื้อขาย ฯลฯ คําซอนเพื่อเสียง เชน ดีเดมองเมิง โลเล ฯลฯ * คําซอนเพื่อความหมาย ความหมายหลักบางครั้งอยูที่คําหนาหรือหลังก็ไดเชน ใจคอ นํ้าหูนํ้าตา หนาตา หูตา ปากคอ ฯลฯ ตารางความแตกตางระหวางคําประสมกับคําซอน คําประสม คําซอน 1. ใชเรียกสิ่งใหม 2. หามเหมือน คลาย ตรงขาม 3. นํ้าหนักอยูที่คําตน 4. แปลเปรียบเทียบได 1. ไมไดเรียกสิ่งใหม 2. ตอง เหมือน คลาย ตรงขาม 3. นํ้าหนักเทากัน ไมมีใครเดนกวาใคร 4. แปลเปรียบเทียบไมได 27. คําซํ้า ตองมีๆ ใหเห็น เพราะขี้เกียจเขียน 2 ครั้ง เชน เด็กๆ เพื่อนๆ ดังๆ ฯลฯ แตจะเขียนใชๆ ไดจะตองมี ลักษณะ 3 ประการใหครบตอไปนี้ 1. คําเขียนเหมือนกัน 2. ความหมายเหมือนกัน 3. หนาที่ของคําเหมือนกัน * คําตอไปนี้ตองเปนคําซํ้าเสมอ เชน ฝนตกหยิมๆ พยักหนาหงึกๆ พูดฉอดๆ ไดมาเหนาะๆ ความหมายที่เกิดจากการซํ้าคํา 1. บอกพหูพจน : เพื่อนๆ นองๆ ปๆ ตูๆ ฯลฯ 2. เนนความหมาย : ซวยสวย เดกเด็ก ดี๊ดีฯลฯ 3. ไมเจาะจง : เชาๆ เย็นๆ หลังๆ แถวๆ ฯลฯ 4. แยกเปนสวน : คนๆ เรื่องๆ หองๆ อยางๆ ฯลฯ 5. เปลี่ยนความหมายจากเดิม : หยกๆ พื้นๆ ลวกๆ หมูๆ งูๆ ปลาๆ ฯลฯ 6. บอกความไมตั้งใจ : สงๆ เขียนๆ ชอบๆ ฯลฯ 7. ทํากริยานั้นไปเรื่อยๆ : มองๆ นั่งๆ เดินๆ ฯลฯ 8. บอกลักษณะ : หลอๆ อวบๆ ดําๆ สูงๆ ฯลฯ 28. คําสมาส มี 2 Version (ตองเปนภาษาอินเดีย คือ บาลี-สันสกฤต เพราะเปนหลักสูตรของอินเดีย) 28.1 สมาสแบบสมาส ที่พูดติดปากวา คําสมาส (ชน) 28.2 สมาสแบบสนธิ ที่พูดติดปากวา คําสนธิ (เชื่อม) คือ สมาสแบบกลมกลืนเสียง * ระวัง ตอไปนี้ไมใชคําสมาส เพราะมีภาษาไทยแทภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ เขามาปน พลเมือง ผลไม คุณคา ทุนทรัพย ราชวัง ราชดําเนิน พลความ พลเรือน พระพุทธเจา ตรัสรู สรรพสิ่ง มูลคา ชํานาญการ เคมีภัณฑ ภูมิลําเนา เครื่องจักร บายศรี กลเม็ด กลมทา เมรุมาศ กระยาสารท
สมาส สนธิ ชน แยกงาย เชื่อม แยกยาก แยกงาย : มองเห็นศัพทรูปเดิมเปนคําๆ เต็มๆ ไมเปลี่ยนแปลง แยกยาก : มองไมเห็นศัพทรูปเดิมแตแยกแลว 99% คําหลังขึ้นตนดวย "อ" 28.1 คําสมาสแบบสมาส มีสูตรงายๆ 2 ขอ (ความหมายหลักจะอยูหลัง เวลาแปลจะ แปลจากขางหลังไปหนา) 1. ลางใหสะอาด คือ ลาง และ ะ ของคําหนาทิ้ง 2. ทากาว คือ ตรงรอยตอของ 2 คําใหออกเสียง "อะ" ศิลปะ + ศาสตร = ศิลปศาสตร สวัสดิ์ + ภาพ = สวัสดิภาพ สิทธิ์ + บัตร = สิทธิบัตร ภูมิ + ศาสตร = ภูมิศาสตร ชาติ + ภูมิ = ชาติภูมิ ญาติ + เภท = ญาติเภท อุบัติ + เหตุ = อุบัติเหตุ วีระ + บุรุษ = วีรบุรุษ ระวัง! เจอคําเหลานี้ลงทายจะเปนสมาสแบบสมาส "กิจ การ กรรม กร ศึกษา ภัย สถาน ภาพ วิทยา ศิลป ธรรม ศาสตร" = ศุลก + อากร แตศิลปากร = ศิลป + อากร สนธิ ศุลกากร คุณากร ประชากร สรรพากร = คุณ + อากร = ประชา + อากร = สรรพ + อากร 28.2 สมาสแบบสนธิจะดูแยกออกจากกันแยกยาก แตเวลาแยกแลว คําหลังขึ้นตนดวย "อ" (แยกยาก คือ มองไมเห็นศัพทรูปเดิมเปนตัวๆ) สนธิมี 3 Version 1. สระสนธิเอาสระกับสระมาเจอกัน อะอา + อะอา = อา สุข + อภิบาล = สุขาภิบาล อะอา + อิอี = อีเอ(อิอีเอ) นร + อิศวร = นเรศวร อะอา + อุอู = อุอูโอว (อุอูโอ) นย + อุบาย = นโยบาย อะอา + เอไอโอเอา = เอไอโอเอา ราช + ไอศูรย = ราไชศูรย อิอี + อิ = อิ โกสี + อินทร = โกสินทร อุอู + อุอู = อุอู ครู + อุปกรณ = ครุปกรณ
2. พยัญชนะสนธิเอาพยัญชนะกับพยัญชนะมาเจอกัน (หลักการ คือ 1. เปลี่ยน ส. เปน โ 2. ลบ ส. ทิ้ง) มนสฺ + ภาพ = มโนภาพ มนสฺ + รถ = มโนรถ สรชฺ + ช = สโรช ศิรสฺ + เพฐน = ศิโรเพฐน เตชสฺ + ชัย = เตโชชัย นิรสฺ + ภัย = นิรภัย อาตมนฺ + ภาพ = อาตมภาพ พรหมนฺ + ชาติ = พรหมชาติ รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน เตชสฺ + ธาตุ = เตโชธาตุ นิรสฺ + ทุกข = นิรทุกข ทุรสฺ + ชน = ทุรชน ทรสฺ + พล = ทุรพล ยสสฺ + ธร = ยโสธร 3. นฤคหิตสนธิคือ สํ + สระ พยัญชนะวรรค เศษวรรค สํเจอสระ ใหสระผม สํ + อาคม = สมาคม สํ + อาทาน = สมาทาน สํ + อุทัย = สมุทัย สํ + โอสร = สโมสร สํ + อาส = สมาส สํ + อิทธิ = สมิทธิ สํเจอพยัญชนะวรรค ใหเปลี่ยนเปนตัวสุดทายของวรรคนั้น ก ข ค ฆ ง = สังคม *เปนภาษาบาลี-สันสกฤต = สัญจร = สัณฐาน = สันธาน = สัมผัส จ ฉ ช ฌ ญ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม สํ + คม สํ + จร สํ + ฐาน สํ + ธาน สํ + ผัส เศษวรรค : วิรุฬหยลสํ สํเจอเศษวรรค ใหทิ้ง สํ + โยค = สังโยค สํ + หรณ = สังหรณ สํ + วร = สังวร สํ + วาส = สังวาส สํ + สันทน = สังสันทน
29. คําเปนคําตาย ทองสูตร คือ ดูตัวสะกดอันดับแรก คําตาย = เจอแมกบด มันก็ตาย จํา : ใครกบฏมันตองตาย เชน โรค ภาพ มรกต ฯลฯ = ถาไมมีตัวสะกดคอยดูสระเสียงสั้น จํา : อายุสั้นมันก็ตาย เชน นะ ดุทิฯลฯ คําเปน = เจอแมมนงยว เพราะยังมีชีวิตเปนๆ เธอเปนสาวชาวพมา เชน สม ชาง ฯลฯ = ถาไมมีตัวสะกดคอยดูที่สระเสียงยาว เพราะชีวิตยืนยาวก็เปนๆ เชน ตา ดูปูฯลฯ 30. คําครุคําลหุ ทองสูตร คือ ดูตัวสะกดกอนอันดับแรก คําครุ : พยางคที่มีเสียงหนัก วิธีการจําดูจาก ค. : เจอตัวสะกดทุกแมเปนครุหมด เชน โรค ภาพ มรกต สม ชาง ฯลฯ : ถาไมเจอตัวสะกดก็ดูที่สระเสียงยาว ยิ่งยาวยิ่งหนัก เชน ชูใจ มานีฯลฯ คําลหุ : พยางคที่มีเสียงเบา วิธีการจําดูจาก ล. เธอเกิดมาอาภัพ : หามมีตัวสะกดและตองเจอสระเสียงสั้นเทานั้น เชน บ ธ ณ ก็เงอะงะ เกะกะ เอะอะ ฯลฯ * อํา ไอ ใอ เอา เปนครุ เพราะ มีตัวสะกด 31. คําไทยแท 1. 99% ไทยแทจะมีพยางคเดียว เชน กิน นอน ฉัน ขา ดิน นํ้า บน ใน ฯลฯ 2. 1% จะมี 2 พยางค จะมาจากการกรอนเสียง (ตัดเสียง) เชน หมากพราว → มะพราว ตัวขาบ → ตะขาบ ฯลฯ จะมาจากการเพิ่มเสียง เชน หนึ่ง → ประหนึ่ง โดด → กระโดด ทวง → ประทวง ฯลฯ 3. ไทยแทสะกดตรงตามมาตรา เชน รัก คับ รัด วัง เรือน ผม หาย ผิว ฯลฯ แตบางครั้งสะกดตรงตามมาตรา ก็ไมใชไทยแท ระวัง! โลก กาย ยาน พน ชน ราม ธน มน กนก วัย ชัย อภัย อาลัย → มาจาก บาลี-สันสกฤต ระวัง! จมูก เดิน ตะบันหมาก ทะเลสาบ ละออง บายศรีเลอโฉม ปลนสะดม โงเขลา โปรด → มาจาก เขมร 4. ไทยแทไมมีการันตยกเวน ผี้วมาหเยียร = ไทยแท 5. ไทยแทมีวรรณยุกตไดแตภาษาอื่นไมมีวรรณยุกต 6. ไทยแทไมนิยมตัวอักษรหยักๆ หัวแตกๆ หางยาวๆ เชน ฆ ณ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ธ ศ ษ ยกเวนบางคําเปน ไทยแทคือ หญิง หญา ใหญ ระฆัง ฆา เฆี่ยน เศิก ศอก ศึก ธ เธอ ณ ฯลฯ 32. คําบาลี-สันสกฤต บาลีมีสระ 8 ตัว = อะ อา อิอีอุอูเอ โอ สันสกฤตมีสระ 14 ตัว = อะ อา อิอีอุอูเอ โอ เพิ่ม ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ บาลีมีพยัญชนะ 33 ตัว = 5 วรรคๆ 5 ตัว = 25 + เศษวรรค 8 = 33 สันสกฤตมีพยัญชนะ 35 ตัว = เหมือนบาลีทุกตัว เพิ่มพิเศษอีก 2 = ศ ษ คําสันสกฤต ทองสูตร หระนะควบหันเคราะหกด 1. หระ คือ ประสมสระ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เปนสันสกฤต เชน ไมตรีเยาวชน ฤดูฯลฯ 2. นะ คือ ประสมพยัญชนะ ศ ษ เปนสันสกฤต เชน ศาสนา รัศมีศึกษา มนุษยฯลฯ 3. ควบ คือ ควบกลํ้า เปนสันสกฤต จะควบกลํ้าศัพทหรูเลิศ เชน ปราชญจักร อินทรประทีบ ฯลฯ 4. หัน คือ รร เปนสันสกฤต เชน ธรรม จรรยา สวรรคอุปสรรค ฯลฯ 5. เคราะหคือ มีคําวา "เคราะห" เปนสันสกฤต เชน อนุเคราะหสังเคราะหวิเคราะหฯลฯ 6. กด คือ ตัวสะกด ตัวตาม นอกเหนือกฎเกณฑของบาลียกใหเปนสันสกฤต เชน อัคนีมุกดา รักษา วิทยา สัตวมนัส อาชญา ฯลฯ
คําบาลีตองมีตัวสะกด ตัวตามอยูบรรทัดเดียวกัน 1. ทองวา 1 สะกด 1, 2 ตาม เชน สักกะ จักขุสัจจะ มัจฉา รัฏฐ อัฏฐิทิฏฐิอัตตา วัตถุบุปผา กิจจ จิตต นิจจ เขตต ฯลฯ 2. ทองวา 3 สะกด 3, 4 ตาม เชน อัคคีพยัคฆวิชชา อัชฌาสัย วัฑฒนะ สิทธิอัพภาส เวชช ฯลฯ 3. ทองวา 5 สะกด 1, 2, 3, 4, 5 ตาม เชน กังขา สัญญา วันทนา องคสันติบิณฑบาต คัมภีรการุญญ หิรัญญ อรัญญ สามัญญ ธัญญ เบญจ บุญญ ฯลฯ 4. เศษวรรคสะกด แลวเศษวรรคตาม เชน ภัสสร ปสสาวะ วัลลภ มัลลิกา นิสสัย นิสสิต ฯลฯ 33. คําเขมร 1. คนเขมรชอบสะสม จาน หญิง ลิง เรือ เสือ = สะกดดวย จ ญ ล ร ส 2. คนเขมรชอบควบ = ควบกลํ้า (คํางายๆ ธรรมดาๆ) 3. คนเขมรชอบนํา = อักษรนํา 4. คนเขมรชอบอํา = ขึ้นตนดวย "กํา คํา จํา ชํา ดํา ตํา ทํา สํา อํา" 5. คนเขมรชอบระบํา = บํา บัง บัน บรร 1. อํานาจ เสร็จ เสด็จ เพ็ญ สราญ เจริญ ถกล จรัล กํานัล กําธร อร ขจร จํารัส ตรัส ฯลฯ 2. กรวด กระบือ ขลาด เกลอ โปรด ประชุม ประเดิม คลัง กรม เพลา โขลน ไพร ปรุง เพลิง ฯลฯ 3. ขยม เขมา สนอง เสวย เขนย จมูก ถวาย ฉนํา ขนุน ขยํา ขนม จรวด สนิม ฯลฯ 4. กําเนิด จําแนก จําหนาย ชํานาญ ชํารุด ดําเนิน ดําริ ดํารัส ตํารา กําจัด อํานวย ฯลฯ 5. บําเพ็ญ บํานาญ บําบัด บังควร บังอาจ บังคม บันเทิง บันดาล บรรทุก บรรจุ บรรจง ฯลฯ 34. ราชาศัพทจํา 3 อยางตอไปนี้ใหดีๆ 1. ลําดับชั้นพระราชวงศไทย โดยมี5 ชั้น (5 level) 2. จําคํานาม ทําใหเปน คํานามราชาศัพท 3. จําคํากริยา ทําใหเปน คํากริยาราชาศัพท ชั้นที่ 1 * เปนคํานาม พระบรม/พระบรมราช ชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3-4-5 พระราช พระ * คํากริยา เจออะไรเอา "ทรง" ขึ้นตนใหหมด แตเวนอยางเดียวที่ทรงขึ้นตนนําหนาไมไดคือ คํานั้นเปนกริยา ราชาศัพทอยูแลว 35. ราชวงศ 5 ชั้น ชั้นที่ 1 (พระบาทสมเด็จ ....................) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ชั้นที่ 2(สมเด็จพระบรม ....................) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ชั้นที่ 3(สมเด็จเจาฟา ....................) สมเด็จพระเจาภคินีเธอเจาฟาเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี สมเด็จพระเจาพี่นางเธอเจาฟากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร สมเด็จพระเจาลูกเธอเจาฟาจุฬาภรณวลัยลักษณอัครราชกุมารี ชั้นที่ 4(พระองคเจา ....................) พระเจาวรวงศเธอพระองคเจาโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจาหลานเธอ พระองคเจาพัชรกิติยาภา * สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (สมเด็จวัดอื่นๆ จะใชราชาศัพทไมได) ชั้นที่ 5(หมอมเจา ....................) หมอมเจาสิริวัณวรีมหิดล ม.ร.ว. ม.ล. ไมใชราชาศัพท 36. การทําคํานามใหเปน คํานามราชาศัพท 1. ใชพระบรมหรือพระบรมราช นําหนาคํานามสําคัญมากๆ ของในหลวงพระองคเดียว เชน พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชินีพระบรมโอรสาธิราช พระสยามบรมราชกุมารี * พระปรมาภิไธย (พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร) พระบรมนามาภิไธย (ชั้น 2 ใชพระนามาภิไธย) * พระบรมราชโองการ (ชั้น 2 ใชพระราชโองการ) แตสมเด็จพระนางเจาฯ ใชพระราชเสาวณีย พระบรมราโชวาท (ชั้น 2 ใชพระราโชวาท) พระบรมราโชบาย (ชั้น 2 ใชพระราโชบาย) * พระบรมราชูปถัมภ (ชั้น 2 ใชพระราชูปถัมภ) แตสมเด็จพระนางเจาฯ ใชพระบรมราชินูปถัมภ พระบรมราชวินิจฉัย (ชั้น 2 ใชพระราชวินิจฉัย) พระบรมราชวโรกาส (ชั้น 2 ใชพระราชวโรกาส) พระบรมราชานุเคราะห (ชั้น 2 ใชพระราชานุเคราะห) พระบรมเดชานุภาพ (ชั้น 2 ใชพระเดชานุภาพ) 2. "พระราช" ใชนําหนาทั่วๆ ไปของในหลวง และคํานามสําคัญของราชวงศลําดับ 2 เชน 1. พระราชหฤทัย 4. พระราชดําริ 2. พระราชประวัติ 5. พระราชประสงค 3. พระราชกุศล 6. พระราชนิพนธ (ไหนนักเรียนลองถอดคําศัพทขางตนใหราชวงศลําดับ 3-4-5 จะใชวาอยางไร) 1. พระหฤทัย 4. พระดําริ 2. พระประวัติ 5. พระประสงค 3. พระกุศล 6. พระนิพนธ
3. "พระ" นําหนานามธรรมดาขั้นพื้นฐาน ชั้น 1-5 ใชไดหมด เชน พระเกาอี้ พระสุพรรณราช พระตําหนัก พระบาท พระหัตถพระนาสิก ฯลฯ 4. คําราชาศัพทบางคําไมนิยมใช "พระ" จะใชหลวง, ตน แทน เชน ชางหลวง เรือนหลวง ชางตน เรือตน เรือนตน เครื่องตน ฯลฯ 37. การทํากริยา ทําใหเปน กริยาราชาศัพท 1. ทรง + กริยาธรรมดา กริยาราชาศัพทเชน ทรงเปลี่ยน ทรงเจิม ทรงวิ่ง ทรงฟง ฯลฯ 2. ทรง + นามธรรมดา กริยาราชาศัพทเชน ทรงกีตารทรงมา ทรงสกีฯลฯ 3. ทรง + นามราชาศัพท กริยาราชาศัพทเชน ทรงพระราชดําริทรงพระราชสมภพ ฯลฯ * คําที่หามใชทรง นําหนา : ซูบพระองคบรรทม ประสูติสวรรคต ประทับ เสวย เสด็จ เสด็จแปรพระราชฐาน ตรัส รับสั่ง สรง โปรด พอพระราชหฤทัย พอพระทัย กริ้ว ทอดพระเนตร สุบิน พระราชทาน สิ้นพระชนม 38. มี, เปน + ราชาศัพทเชน มีพระราชประสงคเปนพระราชโอรส มีพระราชดําริฯลฯ ทรงมี, ทรงเปน + คําธรรมดา เชน ทรงมีความสงสาร ทรงเปนครูทรงเปนประธาน ฯลฯ 39. สวรรคต = ชั้น 1-2 สิ้นพระชนม = ชั้น 3-4 สิ้นชีพิตักษัย = ชั้น 5 ถึงแกอสัญกรรม = ประธานาธิบดี, ประธาน 3 อํานาจ, ประธานองคมนตรี, องคมนตรี, รัฐมนตรี ถึงแกอนิจกรรม = ขาราชการ ซี 9 ขึ้นไป, ทานผูหญิง ถึงแกกรรม = พวกเราๆ ทานๆ 40. กราบบังคมทูลรายงาน = พูดรายงาน (ไมตองใสถวายขางหนารายงาน) 41. แสดงความจงรักภักดี = มีความจงรักภักดี (ไมตองใสถวายความจงรักภักดี) 42. รับเสด็จพระราชดําเนิน = ตอนรับ (ไมตองใสถวายการตอนรับ) 43. ทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย =(ทูลเกลาฯ ถวาย) ของเล็กๆ ยกได นอมเกลานอมกระหมอมถวาย =(นอมเกลาฯ ถวาย) ของใหญๆ หรือของเล็กจํานวนเยอะมาก 44. แปรพระราชฐาน = ไปพักผอน เสด็จนิวัติพระนคร = ขากลับกรุงเทพฯ 45. "เสด็จ" ใชเหมือนกับ "ทรง" ทุกอยาง แตแพทรง อยู 1 อยาง คือ เสด็จ + นามธรรมดาไมไดเชน เสด็จกีตาร เสด็จ + กริยาธรรมดา = เสด็จไป เสด็จออก เสด็จขึ้น เสด็จลง ฯลฯ เสด็จ + นามราชาศัพท = เสด็จพระราชสมภพ เสด็จพระราชดําเนิน ฯลฯ 46. เสด็จพระราชดําเนิน + V.หลัก (เพื่อบอกวัตถุประสงค) เสด็จพระราชดําเนินไปเรียนตอตางประเทศ เสด็จพระราชดําเนินตรวจพลสวนสนาม เสด็จพระราชดําเนินกลับประเทศไทย 47. พระบรมฉายาสาทิสลักษณ : รูปวาด พระบรมฉายาลักษณ : รูปถาย พระบรมรูป : รูปปน
48. พระปรมาภิไธย : ชื่อราชการทูลเกลาฯ ถวาย พระบรมนามาภิไธย : ชื่อตัว (ภูมิพล) พระราชสมัญญา : ชื่อที่ประชาชนทูลเกลาฯ ถวาย เชน พระปยมหาราช, พระมหาธีรราชเจา 49. วันพระบรมราชสมภพ : วันเกิด (5 ธันวาคม 2470) วันคลายวันพระบรมราชสมภพ : วันคลายวันเกิด (5 ธันวาคม ของทุกป) 50. อาคันตุกะ : ใชเรียก สามัญชน, K ไปเปนแขกของ สามัญชน ราชอาคันตุกะ : ใชเรียก สามัญชน ไปเปนแขกของ K พระราชอาคันตุกะ : ใชเรียก K, ประธานาธิบดี ไปเปนแขกของ K * ถา กษัตริยไปเปนแขกของประธานาธิบดีจะใชอาคันตุกะ * ถา ประธานาธิบดีไปเปนแขกของกษัตริยจะใชพระราชอาคันตุกะ * จําเจาบานเปนหลัก 51. ความหมายของคําในภาษาไทยมี 2 Version 1. แปลตรงตัวตามพจนานุกรม = ความหมายนัยตรง 2. แปลไมตรงตัวตามพจนานุกรม = ความหมายโดยนัย ความหมายโดยอุปมา ความหมายนัยประหวัด ความหมายนัยตรง ความหมายโดยนัย ดาว = stars ฟน = teeth ดาว = คนสวย คนเดน คนดัง ฟน = นะ 52. ความหมายแบงตามลักษณะความหมาย มี 5 Version 1. ความหมายเหมือนกัน = ไวพจน (synonym) 2. ความหมายใกลเคียงกัน = (คลายๆ กัน แตไมเหมือนกัน) 3. ความหมายตรงขามกัน = (antonym) 4. พองรูป พองเสียง พองทั้งรูปพองทั้งเสียง (พอง แปลวา เหมือน คําจะพองกันไดตองมี 2 คําขึ้นไป 5. ความหมายแคบ กวาง 53. ไวพจนเวลาขอสอบ Ent ถาม คือ หลากคํา พระเจาแผนดิน = ไท ไท บพิตร ขัตติยะ นฤบาล นฤบดีฯลฯ ทองฟา = เวหา หาว นภา โพยม นลฯ ทอง = กนก สุวรรณ สุพรรณ กาญจนา เหม ฯลฯ พระจันทร = แข แถง บุหลัน โสม รัชนีกร ศศิธร ฯลฯ พระอาทิตย = ไถง รพี รวี ทิพากร อาภากร ฯลฯ แผนดิน = ดาว ธาษตรี เมทินี หลา ปฐพีฯลฯ 54. ความหมายใกลเคียงกัน ภาพพจน = เปรียบเทียบ ปรบมือ = ยกยอง ภาพลักษณ = Image ตบมือ = ทั่วๆ ไป สมรรถภาพ = คน จักรวรรดิ = Kingdom (ดินแดน) สมรรถนะ = เครื่องยนต จักรพรรดิ = King (คน)
55. ความหมายตรงขามกัน มงคล ≠ อวมงคล ทักษิณาวรรต ≠ อุตตราวรรต โลกียธรรม ≠ โลกุตตรธรรม นางฟา ≠ เทวดา สวรรค ≠ นรก สุริยัน ≠ จันทรา (หาม พระจันทรเพราะคนละระดับ) 56. พองรูป = หวงแหน จอกแหน พองเสียง = ทาร ทาน ธาร พองทั้งรูปพองทั้งเสียง = "อยาลืมฉันนะพี่" "อยาลืมฉันนะหลวงพี่" *ความหมายที่มาพองจะไมเหมือนกัน 57. ความหมายแคบกวาง = สับเซต ความหมายกวาง สี ภาชนะ มนุษย กีฬา ผลไม ความหมายแคบ สีแดง หมอ ผูชาย วาว strawberry 58. ประโยคบกพรอง มี10 Version 1. การใชคําขัดแยงกัน : ความหมายขัดกัน ไปดวยกันไมได * คุณแมสับหมูทีละชิ้น แกเปน หั่น * แมวาลูลูจะสวย แตเธอก็มีแฟนหลอ แกเปน ขี้เหร ถาจะออก Ent หัวขอนี้ระวัง! คําเชื่อม (บุพบท สันธาน ประพันธสรรพนาม ขัดแยงกัน) 2. ใชคําผิดความหมาย ระวังเรื่องคําที่มีความหมายใกลเคียงกัน Ent จะเอาเขามาหลอก ทําใหสับสน เวลาอาน ขอสอบใหสังเกตวา อานแลวสะดุดตรงไหน แปลกๆ ตรงไหน ไมเคยไดยินแปลกๆ ระวังตรงนั้น * พอกลับมาเหนื่อยๆ คุณพอก็อาบนํ้าชําระลางสังขารใหสะอาด แลวก็เขานอน * ที่ประชุมในสภาโตเถียงกันอยางอิสระเสรี 3. ใชสํานวนเปรียบเทียบไมเหมาะสม ระวังใชสํานวนไทยใหถูกตอง จะออกประมาณ 1 ขอ * คุณครูกับอาจารยใหญสุมหัวเรื่องกําหนดวันสอบปลายภาค แกเปน ประชุม * คุณยายตักบาตรเสร็จก็เลยกรวดนํ้าควํ่าขัน แกเปน กรวดนํ้า 4. ใชคําฟุมเฟอย ลักษณะภาษาไทยตองกะทัดรัด ชัดเจน หามเยิ่นเยอ คําไหนแปลเหมือนกันใหตัดทิ้ง มันเกิน เขามาโดยไมจําเปนก็ใหตัดเสีย แตตองไมใหเสียความหมาย ระวัง! มี ใน ให ทํา + การ, ความ = 99% จะฟุมเฟอย คุณประเทืองมีความยินดีที่จะประกวดนางฟาจําแลง แต 1% ก็อาจไมฟุมเฟอยก็ได คุณประเทืองมีความรักใหเด็กๆ ผูชาย * ในอดีตที่ผานมาชีวิตฉันขมขื่นเมื่ออยูกับเขา (ตัด ที่ผานมา ทิ้ง) * โตขึ้นฉันอยากอยูกับเอิน จะไดเปนเกษตรกรชาวนาตัวอยางกับเขาบาง (ตัด ชาวนา ทิ้ง)
5. ใชสํานวนภาษาตางประเทศ หามใชสํานวนภาษาตางประเทศเด็ดขาด ในการสอบ Ent วิชาภาษาไทย 1. หลักไวยากรณไทย ตองเรียง ประธาน + กริยา + กรรม (Active) หามใช.......... โดย = สํานวนตางประเทศ (Passive) * ภาพยนตรเรื่อง "The beach" นําแสดงโดย ลีโอ พุฒ (ต.ป.ท.) แกเปน → * ลีโอ พุฒ แสดงภาพยนตรเรื่อง "The beach" (ไทย) 2. ถูก .................... + ความหมายไมดี = ไวยากรณไทย ถูก .................... + ความดี = สํานวนตางประเทศ * คุณลอราถูกลวนลามเมื่อวานตอนกลับบาน (ไวยากรณไทย) * คุณลูลูถูกเชิญใหมางานเลี้ยงสมาคมแมบานทหารบก (สํานวนตางประเทศ) แกเปน → * สมาคมแมบานทหารบกเชิญคุณลูลูใหมางานเลี้ยง (ไวยากรณไทย) (S + V + O) 3. มัน ถาแปลวา It's จะเปนสํานวนตางประเทศ * มันเปนความลําบากของฉันที่จะเข็นครกขึ้นภูเขา (สํานวนตางประเทศ) แกเปน → * ฉันเข็นครกขึ้นภูเขาลําบาก (ไวยากรณไทย) (S + V + O) * มันฝรั่งใสแกงใชไหม (สํานวนภาษาไทย) 4. ไวยากรณไทยตองมีลักษณนามตามหลังตัวเลข * 3 พรรคการเมืองประชุมอยางเครงเครียด (สํานวนตางประเทศ) แกเปน → * พรรคการเมือง 3 พรรค ประชุมอยางเครงเครียด (ไวยากรณไทย) S + V + O 5. การวางสวนขยายตองวางไวขางหลัง ถึงจะเปนไวยากรณไทย * ไมเปนการงายเลยที่ตํารวจจะตามจับนักโทษแหกคุก (สํานวนตางประเทศ) แกเปน → * ตํารวจจะตามจับนักโทษแหกคุกไมงาย (ไวยากรณไทย) S + V + O จําไวหลักๆ คือ ไวยากรณไทยจะตองเรียง S + V + O เปนพื้นฐาน 6. ตีความได 2 อยาง : ภาษาไทยบางครั้งกํากวม แปลได 2 ความหมาย เวลาเจอขอสอบใหแปลตรงตัว ตามคํานั้นกอน แลวคอยๆ นึกอีกความหมายหนึ่งที่ซอนอยู * อาการชักแบบนี้สงสัยจะโดนของ 1. Something 2. คุณไสย * ดูนั่นสิ! ชมพูกําลังกิน 1. Eating 2. กําลังพอเหมาะที่จะกิน 7. วางสวนขยายผิดที่ ภาษาไทยสวนขยายตองวางขางหลังคําหลัก แตไมจําเปนตองติดกัน * พระราชินีแหงอังกฤษตอนรับอยางสมเกียรติคณะทูตไทย แกเปน → * พระราชินีแหงอังกฤษตอนรับคณะทูตไทยอยางสมเกียรติ * พวกเรากอเจดียทรายในวันสงกรานตอยางสนุกสนาน แกเปน → * พวกเรากอเจดียทรายอยางสนุกสนานในวันสงกรานต 8. ประโยคไมสมบูรณอาจจะขาดประธาน กริยา กรรม บุพบท สันธาน หรือขาดอีก 1 ประโยค * คณะแมบานสหกรณอําเภอภูเขียวที่พึ่งจะเขาเฝาฯ สมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ ขาด กิริยา (แลวทําไมตอละ) * แมวาเขาจะเปนผูบุกเบิกการคิดคนยาสมุนไพรสําหรับแกโรคมะเร็งไดสําเร็จเปนคนแรก ขาด 1 ประโยค
9. ภาษาผิดระดับ ไวยากรณไทยใน1ประโยคตองใชภาษาระดับเดียวกัน หามใช2 ระดับในประโยคเดียวกัน * คณะมนตรีความมั่นคงแหงสหประชาชาติอภิปรายเรื่องวิกฤตการณในอิรักอยางเมามัน * คุณแมจะบอกคุณพอตอนไหนคะ วาหนูสําเร็จการศึกษาปริญญาขั้นนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต 10. เวนวรรคตอนผิด : ระวัง! คําประสมในภาษาไทยจะถูกฉีกใหอาน 2 แบบ แลวถาอานเวนวรรคตอนผิด ความหมายจะกํากวม * พี่วิลลี่คะขอจานรองแกวหนอยสิ * จดหมายลงทะเบียนเสร็จหรือยัง 59. ภาพพจนมี 8 Version (ภาพพจนตองมีการเปรียบเทียบ) 1. อุปมา เปรียบ เหมือน มีคําที่แปลวา เหมือน = ดุจ ประดุจ ดัง ดั่ง ปูน เพียง ราว เสมอ ประหนึ่ง กล ละมาย คลาย ครุวนา เชน เทียบ เลห พาง ฉัน แมน เฉก ยิ่ง ปาน ฯลฯ "เจางามพักตรผองเพียงบุหลันฉาย" ระวัง ! มีคําตระกูล "เหมือน" แตไมใชอุปมา เพราะ ไมไดเปรียบเทียบ โดยเฉพาะคําวา เหมือน ดัง เชน 2. อุปลักษณเปรียบ เปน คือ หรือ ละคํา ไมตองใส เปน, คือ ก็ได "ฉันเปนตะเกียงสองทางใหเธอเดิน" = อุปลักษณ Ent ชอบออก ระวัง! "ฉันก็เปนผูหญิงคนหนึ่ง" (เจิน เจิน) = ไมใชอุปลักษณเพราะ ไมไดเปรียบเทียบ "พี่จะเปนบัลลังกตระการ แมนองคือนางพญา" = อุปลักษณ แกวกิริยาตัดพอขุนแผนวาตัวเองสูนางวันทองไมไดจึงพูดวา "หิ่งหอยหรือจะแขงแสงพระจันทร อยาปนนํ้าใหหลงตะลึงเงา" หิ่งหอย = แกวกิริยา แสงพระจันทร = วันทอง * อุปลักษณแบบละคํา (Ent' ชอบออก) แตประโยคนี้ "ฉันเปนดั่งพฤกษาในวนาลึก" จะยกใหเปนอุปมาหรืออุปลักษณ * จําเลยนะ เปนดั่ง เปนดุจ เปนเฉก เปนเชน เปนเพียง เปนเหมือน = อุปมา 3. สัญลักษณ, นามนัย = ตระกูลเดียวกัน "พูดปุบรูปบ" แตคนละตัว สัญลักษณ= ศัพทที่จะเปนสัญลักษณไดจะตองมีความเหมือน จุดเดนรวมกับหรือ (Intersection) กับคําแปล เชน อีกา คนชั้นตํ่า แปลวา ตํ่าตอย หงส แปลวา คนชั้นสูง ผูดี พายุแปลวา อุปสรรค วุนวาย ดอกมะเขือ ความออนนอ แปลวา ม นอมลง
นามนัย = ศัพทที่จะเปนนามนัย ศัพทตัวนั้นตองเปน จุดสําคัญ เปนสวนหนึ่งหรือเปนแค สับเซตของคําแปล เชน ทีมโสมหมายถึงประเทศเกาหลี นวมหมายถึงนักมวย เมืองนํ้าหอมหมายถึงประเทศฝรั่งเศส ปากกาหมายถึงนักเขียน เปนจุดเดน เปนจุดเดน เปนจุดเดน เปนจุดเดน จําไววา : เปนสัญลักษณแลวจะเปนนามนัยไมไดเปนนามนัยแลว เปนสัญลักษณไมได จําไววา : สัญลักษณ, นามนัย = พูดปุบรูปบ สังคมเขากําหนดไวแลว : อุปลักษณละคํา = แลวแตกวีจะเปรียบเทียบเปนอะไรก็ได *ระวัง! สัตวในนิทานอีสปถือวาเปนสัญลักษณเชน ราชสีห = ผูมีอํานาจ ลา = คนโง งูเหา = คนทรยศ สุนัขจิ้งจอก = พวกเจาเลห 4. บุคลาธิษฐาน : อธิษฐานโดยทําสิ่งที่ไมใชคน ใหทํากริยาเหมือนคน ทองสูตรวา "เจาประคุณ ขอใหเปนคนทีเถอะ" (บุคคลวัต, บุคคลสมมุติ) "ดอกหญาสายระบําขําเจาลมแลง" "นํ้าพริกกะปมัวยั่วใหฉันเกิดกิเลส" หลักการบุคลาธิษฐานใหดูที่ V. + adj. 5. อธิพจน≠ อวพจน (อ อาง โอเวอร) อธิพจน = คนกลาว OVER มากกวาความเปนจริง อวพจน = คนกลาว OVER นอยกวาความเปนจริง อธิพจน อวพจน FACT "เรื่องนี้สบายมาก เรื่องขี้ผง" = อวพจน "พี่คิดถึงนองทุกนาที" = อธิพจน อธิพจน, อวพจน = OVER คนทําเอง บุคลาธิษฐาน = OVER แบบสิ่งที่ไมใชคนเปนคนทํา 6. สัทพจน = เลียนเสียงธรรมชาติ (ส. เสือ Sound of Music) "ไกขัน" = ไมใชสัทพจน "เอกอี๊เอกเอก" = สัทพจน "ฟารอง" = ไมใชสัทพจน "เปรี้ยงเปรี้ยง" = สัทพจน
7. ปฏิพากย = การกลาวขัดแยง "ผูหญิงสวยเปนบา" "คุณปาใจดีฉิบ lose" 8. อุปมานิทัศน : เปนการเปรียบโดยยกประโยคยาวๆ มาเปรียบ แตอุปมายกแคคํา "นักเรียนก็เหมือนเพชรที่จะตองถูกเจียระไน ใหเพชรเงางาม สองประกาย บางมุมเหลี่ยมอาจจะไมคม ตองเจียใหคมเพื่อจะใหสมเปนเพชรนํ้าหนึ่งประดับหัวแหวนโดยครูคนนี้และจะตั้งใจเจียเพชรเม็ดนี้ใหประณีตที่สุด" 60. คําประพันธในวรรณคดีไทย คําประพันธ จํานวนคําใน 1 บท แบงวรรคละ สูตรสัมผัส กลอนแปด กาพยฉบัง 16 กาพยสุรางคนางค 28 กาพยยานี11 อินทรวิเชียรฉันท11 โคลงสี่สุภาพ โคลงสามสุภาพ รายยาว 32 × 2 = 64 16 × 2 = 32 28 × 2 = 56 22 × 2 = 44 22 × 2 = 44 30 ± 2, 4 = 32, 34 19 + 2 = 21 ไมแนนอน 8 - 8 - 8 - 8 6 - 4 - 6 4 - 4 - 4 - 4 - 4 - 4 - 4 5 - 6 - 5 - 6 5 - 6 - 5 - 6 5 - 2 5 - 2 5 - 2 5 - 4 5 - 5 - 5 - 6 ไมแนนอน 8 - 11 16 - 24 - 27 6 - 10 (16 - 22) "เมื่อคืนฉันฝน" 5 - 8 11 - 16 5 - 8 11 - 16 พระลอ, พระราม เครื่องบินรอนลง ตรงไหนก็ได ขอสอบ Ent จะใหประโยคยาวๆ มาแลวใหเราแบงวรรค แลวถามวาเปนคําประพันธชนิดใด สูตร 1. นับคํา 2. สงสัยวาเปนอะไรใหลองแบงวรรค แลวเอาสัมผัสแทนคาวาลงจังหวะไหม ระวัง! ตัวหลอก คูแรก ฉบัง 16 2 บท = กลอนแปด 1 บท คูสอง กาพยยานี11 กับ อินทรวิเชียรฉันท11 แตกตางตรงฉันท 3 - 6 - 7 - 9 = ลหุ คูสาม กาพยยานี11 กับ โคลงสามสุภาพ จํานวนคําใกลเคียงกัน คูสี่ กลอนแปด กับ โคลงสี่สุภาพ จํานวนคําใกลเคียงกัน แตโคลงมีเอก 7 โท 4 ทองสูตรสัมผัสของสุรางคนางค : "เมื่อคืนฉันฝน วาเธอกับฉัน ชวนกันขี่ควาย ควายมันไลขวิด หวุดหวิดเจียนตาย ฝนดีหรือราย ทํานายใหที" โคลงสามสุภาพ : ก ก ก ( ) * ขอสอบ Ent แบบคําประพันธแนวใหม จะใหวรรคแบงมาเรียบรอยแลว แตสลับวรรคมั่วกัน ใหนักเรียนเรียง ลําดับใหถูกตอง นักเรียนก็ใชสูตรเดียวกับขางบน "พระสมุทรสุดลึกลนคณนาสายดิ่งทิ้งทอดมาหยั่งไดเขาสูงอาจวัดวากําหนดจิตมนุษยนั้นไซรยากแทหยั่งถึง" เปนคําประพันธโคลงสี่สุภาพ
61. ความงามวรรณศิลปมี 8 Version 1. สัมผัสสระ : สระกับตัวสะกดเสียงเดียวกัน แตเสียงพยัญชนะตนหามเหมือนกัน "เปนแถวทองลองตามกัน" "เจริญกรุง บํารุงเมือง เฟองนคร" "จันทรจวง ดวงจันทร" "อาภาพร นครสวรรค" พร พร คร 2. สัมผัสอักษร : (สัมผัสพยัญชนะ) ใหดูที่เสียงพยัญชนะตนเสียงเดียวกัน "ยุย ญาติเยอะ" เสียงพยัญชนะตน /ย/ "พี่จําใจจําจากเจาพรากมา" "ตองจําจําใจจากเจาคืนคอย" 3. สัมผัสวรรณยุกต : สัมผัสวรรณยุกตแทนที่จะเหมือนกันมาเจอกัน แตกลับเรียงวรรณยุกตจาก นอย → มาก มาก → นอย (2 ตัว หรือ 3 ตัวก็ได) "บึงบัวตุมตุมตุม กลางตม" "แมลงเมาเมาเมาฉม ซมซราบ" แต "แมนแมมาจักวอน พี่ชี้" "ดลยังเวียงดานดาว โดยมี" * ไมใชสัมผัสวรรณยุกตเพราะตัวสะกดไมเหมือนกัน 4. จินตภาพ : ภาพที่เกิดในสมองจินตนาการ มี 3 Version 1. จินตภาพดาน ภาพ (แสง + สี) "ใบระกาหนาบันบนชั้นมุข สุวรรณสุกเลื่อมแกวประภัสสร" 2. จินตภาพดาน เคลื่อนไหว (นาฏการ) "เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง" 3. จินตภาพดาน เสียง = สัทพจน "สายธารไหลจอกจอกเซาะซอกหิน" หลักการทําใหสังเกต V. + adj 5. การใชคําที่มีเสียงและจังหวะดุจดนตรี(ตองแยกออกเปน 2 ตัว คือ เสียงและจังหวะ) 1. เสียงดุจดนตรี : มีวรรณยุกตหลายๆ เสียงใน 1 วรรค แตไมจําเปนตองเรียงวรรณยุกตเหมือนสัมผัส วรรณยุกต "ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปลาใหเหงาหงิม" 2. จังหวะดุจดนตรี : ใน 1 วรรค แบงจังหวะการอานไดเทาๆ กัน (ถวง ....................) "เชาทําเปนหนายบายบอกเหนื่อยเย็นเมื่อยลา" "ถือหัตถงาทาเห็นงาม ตามทํานองตองธรรมเนียม เตรียมทุกหมวดตรวจทุกหมู" 6. การเลนคํา : ใชคําๆ เดียวกันวางทั่วๆ ไป แลวความหมายไมเหมือนกัน เชน "นวลจันทรเปนนวลจริง เจางามพริ้งยิ่งนวลปลา" เลนคําวา นวล
7. การซํ้าคํา : ใชคําๆ เดียวกันวางทั่วๆ ไป แลวความหมายตองแปลเหมือนกันทุกตัว เชน "งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล" ซํ้าคําวา งาม เพราะทุกตัวแปลวา Beautiful 8. ดุลเสียงและดุลความหมาย : 2 วรรค มีคําเทากันและตําแหนงเดียวกันมีคําเหมือนกัน จึงใหเสียงและความหมาย เหมือนกัน เชน "มีเพื่อนเลนก็ไมเหมือนกับเพื่อนตาย มีเพื่อนชายก็ไมเหมือนมีเพื่อนชม" "ยิ่งวายิ่งยุ" (วรรคเดียวแบบนี้อนุโลม) "รูหลบเปนปก รูหลีกเปนหาง" 62. ประโยคความเดียว ความรวม ความซอน ความเดียว = S1 + V1 สวนขยายยาวไดแตตองเปนวลีของแทมีเลข 1 (S., V.) ความรวม = 2 ความเดียว = 1 ความหมาย โดยเอาสันธานเชื่อม ของแทตองมีเลข 2 (S., V.) ความซอน = ซอน แปลวา ขยาย จําอยางนี้กอน โดยสวนขยายเปนประโยค แสดงวาก็ตองมี 2 ประโยครวมกัน แตใหดูวาเอา "ที่ซึ่ง อัน ผูที่ ผูซึ่ง วา ให" เชื่อม โดย 2 ประโยคนั้นนํ้าหนักไมเทากัน โดยมีประโยคหนึ่งเปนตัวตั้ง แลวมีอีกประโยคมาขยาย (ความเดียว) เขาปลูกขาวนาปรังทุกปริมแปลงเกษตรสาธิต (ความรวม) เขาปลูกขาวนาปรังทุกปและเขาขายขาวนาปรังทุกป = "เขาปลูกและขายขาวนาปรังทุกป" (ความซอน) เขาปลูกขาวนาปรังที่กํานันทรงเสนอแนะ ระวัง! 1. ความรวมกับความซอน สามารถละตัวเชื่อมไดแตก็มีวิธีดูที่ นํ้าหนักประโยค 2. หลัง ที่ ซึ่ง อัน .................... จะเปนประโยคขยาย สรุปความแตกตางระหวาง ความเดียว ความรวม ความซอน 1. เดียว กับ รวม ใหดูที่ เลข 1 + 2 2. รวม กับ ซอน ใหดูที่ เอาอะไรเชื่อม 3. ซอน กับ เดียว ใหดูที่ เอาอะไรขยาย ลองทําดูวาเปนประโยคความอะไร (ซอน) 1. นายกรัฐมนตรีใหคําสัญญาแกชาวไทยวา จะแกปญหาเศรษฐกิจใหได (ซอน) 2. คนที่ลอบยิงทานประธานาธิบดีตองเปนคนวงใน (รวม) 3. แตฉันก็ทําสุดความสามารถแลวก็ยังไมประสบความสําเร็จ (เดียว) 4. ตัวอยางที่ดีตองเปนที่โรงเรียนนายรอย (เดียว) 5. คุณธรรมของผูใหญคือ เมตตาธรรมตอเพื่อนมนุษยและสัตวโลก (ซอน) 6. เจาหนาที่ของสหรัฐพบวา ทหารอิรักสะสมขีปนาวุธในโกดังสินคาใกลกรุงแบกแดด (รวม) 7. สถาบันวิจัยจุฬาภรณรวมกับมูลนิธิสายใจไทยจัดงานครั้งนี้ (เดียว) 8. งานฤดูหนาวของจังหวัดเชียงใหมสําเร็จไปไดดวยความรวมมือของประชาชนชาวเชียงใหม (ซอน) 9. บุคคลใดที่ไมเคยพบกับความทุกขเลย คือ บุคคลที่ไมเคยพบกับประสบการณชีวิต (รวม) 10. เจาหมูนอยหัวใจเทวดาวิ่งงับอนาคอนดาอยางเมามัน
(ซอน) 11.ชาวลอนดอนชินกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเสมอๆ (ซอน) 12. พนักงานขององคการโทรศัพทกําลังปนเสาอยูใกลหอประชุมของโรงเรียน (ซอน) 13.คุณครู Lilly ไมชอบนักเรียนลอกขอสอบ (ซอน) 14.ชาวไทยตองทนกับสภาพเศรษฐกิจอยางนี้จนเสียขวัญหมดแลว (เดียว) 15.การไมพูดระหวางรับประทานอาหารเปนนิสัยที่ดีของลูกผูหญิง (ซอน) 16.ภาพที่เธอสงเขาประกวดและเพื่อนๆ ชวยกันวาดนั้น ไดรับรางวัลชนะเลิศ (รวม) 17.ชาวประมงทําลายปะการังที่ทางรัฐบาลสงวน แต ส.ส. บางคนเห็นดีดวยกับชาวประมง (ซอน) 18.ภาพวาดนางบุษบาเสี่ยงเทียนที่คุณจักรพันธุวาดนั้น ไดรับรางวัลพระราชทาน (รวม) 19.การวายนํ้าเปนกิจกรรมที่มีประโยชนตอรางกายทุกสวน และการพักผอนซึ่งเปนกิจกรรมของคนเรามี ความสําคัญไมแพกัน (รวม) 20.หากเราสามารถเก็บเศษใบไมและกระปองนํ้าอัดลมตามชายหาดไดแลวก็จะทําใหชายหาดพัทยาสวยขึ้น (ซอน) 21.การที่คุณแมหักเงินคาขนมพวกเธอเปนการลงโทษอยางเบาๆ (รวม) 22.หมาของฉันไลกัดนักเรียนกลุมนั้น (รวม) 23.ครูใชปากกาหมึกซึมตรวจการบานนักเรียน (ซอน) 24. เขาตบหนาเพื่อนยืนหลังโตะ (ซอน) 25.ผลิตภัณฑที่สรางจากภูมิปญญาของชาวบาน เปนงานที่นายกยองอยางหนึ่ง 63. การอานจับใจความ (ออกสอบเยอะมาก) หลักการทํา คือ 1. ยังสรุปใจความ (Main Idea) ไมไดอยาอาน choice 4 ขอ 2. หา 3 W (Who, What, Why) 3. ไลผีคือ เอา choice ที่ผิดแนๆ ออกไปกอน ระวัง ! จุดหลอกของการอานจับใจความ 1. การเปรียบเทียบ อันไหนเกิดจริง อันไหนเปรียบเทียบ ตองจับใหได 2. ศัพทที่แปลไมตรงตัว (เราก็อาศัย บริบท ในการตีความ) 3. การตอบดูใหดีมี 2 แง จะตอบคลุมหรือตอบเจาะ (choice 2 ขอ สุดทายจะบอกเราเอง) 4. ระวัง Error ภาษาที่เขียน choice ตีความดีๆ มันจะหลอก 64. โวหาร ทางรอยแกว มี 7 Version 1. บรรยายโวหาร ไดเรื่องราว ขอมูล 2. พรรณนาโวหาร ไดภาพรายละเอียด 3. อธิบายโวหาร ทําใหเขาใจ 4. สาธกโวหาร ยกตัวอยาง 5. เทศนาโวหาร สั่งสอน 6. อุปมาโวหาร เปรียบเทียบ (คลุมทั้งหมด 8 ภาพพจน) 7. อภิปรายโวหาร โนมนาวใจ (Persuade)
บรรยายโวหาร (เนื้อๆ) = ได Information ใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร พรรณนาโวหาร (นํ้าๆ) = ได Detail ใหภาพรายละเอียด บุคคล วัตถุสถานที่ เหตุการณมี 2 ลักษณะ คือ แยกสวนประกอบ : ชี้ลักษณะเดน สูตรการดูพรรณนาโวหาร คือ ตระกูล ว. + แซมเปรียบเทียบ วิเศษณวิลิศ วิจิตร เวอร + แซมเปรียบเทียบ 65. อธิบายโวหาร มี 6 Version เรียกวา กลวิธีอธิบาย 1. การอธิบายตามลําดับขั้น : ใชกับเรื่องๆ นั้นตองเปน ขั้นตอน กรรมวิธี 2. การใชตัวอยาง : เพื่อใหเห็นภาพชัดเจน 3. การเปรียบเทียบความเหมือน/ตาง : ใชเปรียบเทียบของ 2 สิ่งไมใชภาพพจน 4. การชี้สาเหตุผลลัพธสัมพันธกัน : ใชใหเหตุผลอธิบาย 5. การนิยาม : จะใชกับคําศัพทแตไมจําเปนตองมีหมายถึง, คือ เสมอไป 6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป : อธิบายใหมเปนรอบที่ 2 แตจะใชคํา งายขึ้น มักจะมีคําวา กลาวคือ แตไมตองมีกลาวคือ เสมอไปก็ไดถาไมมีกลาวคือ เขาจะเวนวรรคเอา (ขอความหนาและหลัง กลาวคือ ตองมี ความหมายเหมือนกัน) 66. ทรรศนะ คือ ความคิดเห็น (Opinion) อาจถูกหรือผิดก็ไดเพราะไมใช FACT คําที่แสดงทรรศนะ คือ คง คงจะ นา นาจะ ควร ควรจะ พึง พึงจะ อาจ อาจจะ หรือ ผมเห็นวา, เขาใจวา, สรุปวา, มีมติวา, เสนอวา หรืออาจไมมีคําพวกนี้เลยก็ได ทรรศนะ มี 3 Version 1. ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง (Guess) : เดา, สันนิษฐาน ไมใชบอก ขอเท็จจริง 2. ทรรศนะเชิงคุณคา/คานิยม (Evaluate) : ประเมินคา, ตัดสินใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 3. ทรรศนะเชิงนโยบาย (Suggest) : แนะนํา * พี่ชายเธอดูเทหระเบิดเลย หุนดีหนาตาก็ใชได (ทรรศนะเชิงคุณคา) * ฉันวาเธอเอาเรื่องแสงสีกับกินดีอยูดีสอบดีกวา เหมาะกับเธอดี (ทรรศนะเชิงนโยบาย) * คงไมใชนักโทษแหกคุก 4 คนนี่หรอก ฉันวาคงตองเปนผูคุมตางหาก (ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง) 67. ระเบียบวิธีคิด มี 3 Version 1. วิเคราะห : หาสาเหตุทําไมเกิด = ทรรศนะเชิงขอเท็จจริง 2. ประเมินคา : ใหความเห็นประเมิน = ทรรศนะเชิงคุณคา/คานิยม 3. สังเคราะห : คิดวิธีการ Idea ใหญๆ = ทรรศนะเชิงนโยบาย 68. โครงสรางเหตุผล มี 2 องคประกอบ คือ (เกิดกอน) 1. เหตุสาเหตุขอสนับสนุน (เกิดหลัง) 2. ผล ผลลัพธขอสรุป ระวัง! สันธานเหลานี้จะเจอเสมอเรื่องโครงสรางเหตุผล เพราะ, เนื่องจาก, ดวย, ก็เลย, จึง, ดังนั้น, เมื่อ.....จึง, เพราะ.....จึง เวลาออก Ent เรื่องนี้ใหดูโครงสรางดีๆ วาเขาเอา สาเหตุหรือผลลัพธขึ้นตนลงทาย
69. อุปนัย = เกือบและ! นิรนัย = แนแน! นัย ทองวา จริง อุป ทองวา เกือบ นิร ทองวา แนๆ อุปนัย : ไมแนนอน ไมจําเปน โอกาสเกิดไมถึง 100% นิรนัย : ตอง Sure เกิดแนๆ เปนอยางนั้นแนๆ 100% * "ดูผูชายคนนี้สิแตงตัวดีทองหยองเต็มตัว ใสสูทดวย เปนลูกเจาสัวแหงๆ" ประโยคนี้เปน อุปนัย นิรนัย * ทุกปชวงตนเดือนธันวาคมนกนางแอนจะมาเกาะตามเสาไฟฟาถนนสีลมเต็มไปหมด เดี๋ยวธันวาคมปนี้ก็ตองมาอีก" ประโยคนี้เปน อุปนัย นิรนัย วิธีการดูอุปนัยและนิรนัย คือ ดูวาเกิดแนหรือไมแนไมจําเปน 70. อนุมาน 3 Version แบบสัมพันธเปนเหตุเปนผลกัน 1. การอนุมานจาก สาเหตุไปหา ผลลัพธ (เดา อนาคต) 2. การอนุมานจาก ผลลัพธไปหา สาเหตุ (เดา อดีต) 3. การอนุมานจาก ผลลัพธไปหา ผลลัพธ (เดา อนาคต) (ไมมี! การอนุมานจาก สาเหตุไปหา สาเหตุ) สูตรการทํา 1. หาทอน ที่เกิดขึ้นกับทอนเดาใหเจอ 2. ดูวาเดา อดีต เดาอนาคต * "ปลาลอยเปนแพอยางนี้ใครชางใจรายปลอยนํ้าเสียลงแมนํ้าอีกแลว" อนุมานจาก ผลลัพธไปหา สาเหตุ * "รีบๆ หนอยคุณพี่ เราคงตองทันแนๆ รถไฟเที่ยวสุดทาย" อนุมานจาก สาเหตุไปหา ผลลัพธ * "ยาหมองยี่หอนี้ขายดีเปนอันดับ 1 ที่อเมริกา รับรองถามาขายในเมืองโดยก็ตองอันดับหนึ่งแนๆ" อนุมานจาก ผลลัพธไปหา ผลลัพธ 71. การโนมนาวใจ = อภิปราย โวหาร การทําใหใครคนหนึ่งเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ แลวมาทําตามเรา มีกลวิธี การโนมนาวใจ 6 Version 1. ใชความนาเชื่อถือของผูโนมนาวใจ 2. ใชเหตุผลหนักแนน 3. ความรูสึกรวมหรืออารมณรวม พวกเดียวกัน ชอบเหมือนกัน 4. ชี้ใหเห็นทางเลือกทั้งดีและเสีย 5. สรางความบันเทิง 6. เราใหเกิดอารมณแรงกลา ภาษารุนแรง OVER * ระวัง! การโนมนาวใจตองใชหลัก สุภาพ นุมนวล หามขู บีบบังคับ นํ้าเสียงออนวอน วิงวอน หรือขอรอง ปนี้ระวัง! จะออกคําขวัญกับลักษณะภาษาโนมนาวใจ
72. การโตแยง : ใชเหตุผลสูกัน ถาใชอารมณเรียกวา โตเถียง เรื่องนี้จะถามวา "อะไรคือประเด็นการโตแยง" ประเด็นการโตแยง คือ หัวขอ Topic ที่กําลังเห็นไมลงรอยกัน มักอยูในรูปประโยคคําถาม ขอสําคัญของการโตแยง คือ 1. ไมใชอารมณ, สุภาพ 2. มีมารยาทใหเกียรติ 3. เลือกประเด็นโตแยงที่สรางสรรค 73. ระดับภาษา มี 5 Level แบงตาม Hi กับ Low ดังนี้ Level 1-2-3 = Hi Level 4-5 = Low พิธีการ ทางการ กึ่งทางการ ไมเปนทางการ กันเอง กาลเทศะ คนที่ใช วิธีสงสาร ลักษณะภาษา นานๆ ครั้ง บุคคล VIP อาน จริงจัง ไพเราะ สละสลวย Serious (การลงทาย) นักธุรกิจ/วิชาการ พูด/เขียน ตรงไปตรงมา Serious ไม Serious ความสัมพันธ/ใกลกวา 2 พูด/เขียน ลด Serious ทั่วๆ ไป ทุติยภูมิ พูด/เขียน ไมสวนตัว สนิท/สวนตัว ปฐมภูมิ พูด สวนตัว/สนิท ปญหาเรื่องระดับภาษา คือ ระดับใกลกัน จะตัดสินลําบาก (2 : 3) (4 : 5) 74. โทรเลข : สูตรมีอยูวา สั้น กะทัดรัด ชัดเจน (วัน เวลา สถานที่) สั้น ไมจําเปนตองสั้นมาก ตองไดใจความดวย 75. โทรศัพทระวัง! 1. หามพูดโทรศัพทวา "ฮัลโหล" 2. หามพูด "ขอสาย" "เรียนสาย" ใหใชขอพูด เรียนถาม 3. คนโทรไปตองพูดวา "ขอพูดกับ .................... จาก ...................." อยาพูด "นั่นที่ไหน" 4. คนรับโทรศัพทตองบอกวาที่นี่ "สถานที่" หามบอกเปน เบอรโทรศัพท 76. การประกาศ ไมใชโฆษณา ดังนั้นประกาศก็บอกแค Who What When Where สูตรการทําประกาศ 1. บอก Who What When Where ใหชัดเจน 2. บอกที่อยู/เบอรโทรศัพทใหติดตอกลับ เพื่อสื่อสาร 2 ทาง 3. การเรียง When + Where ตองเรียงจาก วัน เวลา สถานที่ 4. รายละเอียดพอเหมาะอยาพรรณนามาก เดี๋ยวกลายเปนโฆษณา 77. การลําดับความ : ขอสอบจะให Passage มาแลวสลับทอน แลวใหเราเรียงใหม หลักการทํา 1. หามเรียงตาม choice ที่เขาใหมา 4 ขอ จะโดนหลอก 2. ตัดทอนที่ขึ้นตนดวย Verb สันธาน บุพบท ออกไปกอน 3. จับทอน 2 ทอนที่คิดวาอยูติดกันแนๆมาเปนเสาเอก เสาหลัก สัมพันธเชิง ประธาน+กริยา, สาเหตุ+ผลลัพธ 4. เนื้อๆ หลักๆ กวางๆ ตองขึ้น Passage กอน อยาเอานํ้า, สวนขยายอื่นขึ้น
78. การเวนวรรคตอน : การแบงจังหวะการเขียนใหถูกตอง หลักการทํา 1. ยังไมจบความหามเวนวรรค 2. ที่ ซึ่ง อัน ผูที่ผูซึ่ง วา ใหตองอยูติดกับคํานามขางหนา 3. ไดแก อาทิเชน ตองเวนวรรคหนาหลังของคําเหลานี้ 4. มียกตัวอยางของหลายสิ่ง สิ่งสุดทายใชและ เชื่อม 79. การพูด : จะออกขอสอบแนววาใหสถานการณมาแลว ใหเราเลือกขอที่การพูดเหมาะสมที่สุดตองยึดหลัก ใจเขา ใจเรา ระวัง! มารยาทตอไปนี้ 1. เวลาเห็นขัดแยงกับใคร หรือปฏิเสธใคร ตองบอกเหตุผล และตองสุภาพใหเกียรติ 2. อยาประชดประชัน 80. การประชุม : จะออก 2 ลักษณะ คือ ศัพทในการประชุมและการพูดจาในการประชุม 1. ประชุมตามขอบังคับ กําหนดปกติ = ประชุมสามัญ 2. ประชุมพิเศษเรงดวน = ประชุมวิสามัญ 3. ผูริเริ่มจัดประชุม กําหนดเรื่อง วางแผนงาน = ผูจัดประชุม 4. จํานวนเต็มของผูประชุม (Fix) = องคประชุม 5. คนที่มาประชุมในวันนั้น (ไม Fix) = ที่ประชุม 6. ผูควบคุมการประชุม = ประธาน 7. ผูจัดระเบียบวาระ บันทึกรายงาน = เลขานุการ 8. เรื่องที่จะประชุม = ระเบียบวาระ เรื่องที่จะประชุมลําดับที่ 1 = วาระที่ 1 วาระที่ 1 รับรองการประชุมครั้งกอน (เรื่องที่ประธานแจงใหทราบ ตองพูดกอนวาระที่ 1) วาระที่ 2 สะสางเรื่องเกา วาระที่ 3 Mouth เรื่องใหม 9. ขอเสนอ = ญัตติ 10. เห็นดวยกับขอเสนอ = สนับสนุน 11. ไมเห็นดวยกับขอเสนอ = คัดคาน 12. ทั้งเห็นดวยกับไมเห็นดวยรวมเรียกวา = อภิปราย 13. ขอสรุปของที่ประชุม = มติ ทุกคน 100% เห็นดวย = มติเอกฉันท ไมถึง 100% เห็นดวย = มติเสียงขางมาก 14. ที่ประชุมยอมรับขอเสนอ = ผาน 15. ที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ = ตก
การพูดจาในที่ประชุม : จําหลักสําคัญตอไปนี้ 1. ใชภาษาใหสอดคลองกับระดับการประชุม (ถาประชุมใหญๆ ใชภาษาระดับทางการ) 2. ประธานตองใหเกียรติผูเขาประชุม อยาทําใหเขาอาย, โกรธ ตองสุภาพ 3. ประธานตองคอยประนีประนอม 4. ประธานพูดขบขันไดนิดหนอยเพื่อคลายเครียด 5. ผูเขาประชุมจะพูดอะไรตองขึ้นตนดวยคําวา "ขอ" 6. ผูเขาประชุมตองพูดจาสุภาพ มีมารยาท ใหเกียรติเวลาแสดงความเห็นขัดแยงกัน 81. การเขียนรายงาน + เรียงความ จะใชหลักเดียวกัน เพราะ 2 เรื่องนี้เวลาออกสอบจะใหแตงหรือเขียนเรียงความรายงานไมไดจึงออกสอบใน ลักษณะใหหัวขอมา แลวใหเราวางโครงเรื่อง ดังนั้นจึงใชหลักเดียวกัน คือ ตองวาง คํานาม + เนื้อเรื่อง + สรุป สามารถนําหลักการลําดับความขอ 77. มาประยุกตได * หมายเหตุการเขียนรายงานนั้น ตองใชภาษาระดับทางการ (Level 2) 82. จดหมาย จําหลักไววา 1. ใชภาษาใหเหมาะสมกับระดับบุคคลที่เราไปสื่อสารดวย 2. อยาใชคํา OVER มากไป ระวังใหดี (สูงไป ตํ่าไป) 3. ถอยคํากระชับ ชัดเจน ไมฟุมเฟอย (เรียนมาแลวขอ 58) 83. ยอความ ใชหลักเดียวกับขอ 63. (การอานจับใจความ) ขอสอบมักจะใหเปน Passage แลวถามวาทอนใดเปน Main Idea นี่แหละลักษณะการออกสอบยอความ ตองดึง Main Idea มาใหได
นิราศพระบาท ผูแตง : สุนทรภู คําประพันธ : กลอนนิราศ (กลอนแปดชนิดหนึ่ง) ที่มา : แตงในโอกาสที่ตามเสด็จพระองคเจาปฐมวงศโอรสกรมพระราชวังหลัง ไปนมัสการพระพุทธบาท สระบุรี จุดประสงคการแตง : พรรณนาการเดินทางและรําพันถึงนางผูเปนที่รัก (นางจันทน) ลักษณะของนิราศ : เดินทาง → คิดถึงนาง → เปรียบเทียบ การเปรียบเทียบในนิราศ 1. เห็นสิ่งรอบตัว นาง อวัยวะของนาง 2. เห็นสิ่งรอบตัว กวี เบ็ดเตล็ด 3. เห็นสิ่งรอบตัว ไมไดเปรียบเทียบ * สิ่งรอบตัวไมจําเปนตองเห็นทุกสถานการณอาจดมก็ได * สิ่งรอบตัวในนิราศ มีอะไรบาง 1. สถานที่ บาง .................... 2. สิ่งกอสราง 3. นก 4. ปลา 5. ตนไม * คําที่แปลวา นางอันเปนที่รัก ตองระวังใหดี Ent ชอบถาม เนื้อเรื่อง : เริ่มตนดวยการกลาวถึงสาเหตุของการเดินทาง วันเวลาที่ออกเดินทาง คือ วันขึ้น 12 คํ่า เดือน 3 ออก เดินทางจากวัดระฆังโฆษิตารามโดยขบวนเรือพระที่นั่งขึ้นไปตามลํานํ้าเจาพระยา ผานสถานที่ตางๆ ของจังหวัดพระนคร ธนบุรีนนทบุรีปทุมธานีอยุธยา คางแรมที่วัดแมนางปลื้ม แลวไปขึ้นบกที่ทาเรือ เดินขบวนชางไปตามปาเขาลําเนาไพร จนถึงพระพุทธบาท สระบุรี พักแรมที่พระพุทธบาท 4 คืน เดินทางกลับเมื่อวันแรม 3 คํ่า ขณะที่พักอยูนั้นไดชม ธรรมชาติในบริเวณพระพุทธบาทอยางเพลิดเพลิน
กลอนสุภาพ กลอน 1 บท ประกอบดวยคําประพันธ 4 วรรคหรือ 2 บาท วรรคหนึ่งจะประกอบดวยคํา (พยางค) 7-9 คํา (พยางค) แตที่นิยมกันคือ 8 คํา จึงเรียกวา กลอนแปด 7-9 คํา 2 วรรค 2 บาท 4 วรรค = = = = 1 วรรค 1 บาท (บรรทัด) 1 บท 1 บท (วรรคสดับ) (วรรครับ) ถึงมวยดินสิ้นฟามหาสมุทร ไมสิ้นสุดความรักสมัครสมาน (บาทเอก) แมเกิดในใตหลาสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไมคลาดคลา (บาทโท) (วรรครอง) (วรรคสง) การแบงจังหวะการอานใน 1 วรรค ถาวรรคนั้นมี 9 คํา จะแบงอานทีละ 3-3-3 ถาวรรคนั้นมี 8 คํา จะแบงอานทีละ 3-2-3 ถาวรรคนั้นมี 7 คํา จะแบงอานทีละ 2-2-3 สัมผัสนอกคือการสัมผัสสระนอกวรรคหรือนอกบทเปนสัมผัสบังคับซึ่งเปนสัมผัสบังคับกลอนจะตองมีดังสูตรนี้ 8-11 16-24-27 เกลือกศัตรูจะจูโจมตี ในทางที่จะขามแมนํ้าใหญ ถึงชองแคบชองเขาเขาแหงไร อยาไวใจจัดกองออกปองกัน พระชี้ชมศิลาปะการัง ที่เขียวดังมรกตสดสี ที่ลายคลายราชาวดี แดงเหลืองเลื่อมสีเหมือนโมรา เสียงวรรณยุกตของกลอน : เสียงวรรณยุกตมีความสําคัญตอการลงเสียงในทายวรรคของกลอนแตละวรรค จะตองมี เสียงตรงตามฉันทลักษณดังนี้ 5 เสียง จัตวา (หามสามัญ) สามัญ, ตรี สามัญ, ตรี เรไรจักจั่นสนั่นเสียง เพราะเพียงดนตรีปไฉน บุหรงรองพรองเพรียกพงไพร ฟงเพลินจําเริญใจไปมา
ตรงนี้ตองระวัง 1. "โออาลัยใจหายไมวายหวง ดังศรสักปกซํ้าระกําทรวง เสียดายดวงจันทราพะงางาม เจาคุมแคนแสนโกรธพิโรธพี่ แตเดือนยี่จนยางเขาเดือนสาม จนพระหนอสุริยวงศทรงพระนาม จากอารามแรมรางทางกันดาร ดวยเรียมรองมุลิกาเปนขาบาท จํานิราศรางนุชสุดสงสาร ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดา" "ดังศรสักปกซํ้าระกําทรวง" = ภาพพจน (อุปมา) "เสียดายดวงจันทราพะงางาม = ในที่นี้ดวงจันทรา หมายถึง นางจันทน "แตเดือนยี่จนยางเขาเดือนสาม = แต แปลวา Since "ดวยเรียมรองมุลิกาเปนขาบาท" = ดวย แปลวา เพราะ เรียม แปลวา พี่ (ผูชาย) ขอ 1 กลอนชวงนี้ 3 บท สุนทรภูบอกเหตุความจําเปนวาทําไปตองไปนมัสการรอยพระพุทธบาท เพราะเปน ขารับใชของกรมพระราชวังหลัง (วังหลัง ปจจุบัน คือ ร.พ.ศิริราช) 2. "แสนสลดใหระทดระทวยกาย ไมเหือดหายหวงหวงเปนหวงครัน" กลอนบทนี้เดนทางวรรณศิลปตรงสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ) ระทด-ระทวย เหือด-หาย-หวง-หวง-หวง 3. "ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครชางคิดชื่อบางไวกางกั้น วาชื่อจากแลวไมรักรูจักกัน พิเคราะหครันฤๅมาพองกับคลองบาง ทั้งจากที่จากคลองเปนสองขอ ยังจากกอนั้นก็ขั้นในคลองขวาง โอวาจากชางมารวบประจวบทาง ทั้งจากบางจากไปใจระบม" กลอน 2 บทนี้เดนทางการประพันธคือ เลนคํา (ใชคําคําเดียวกันวางอยูทั่วกลอน แตความหมายจะไมเหมือนกัน) ชวงนี้เลนคําวา "จาก" บางจาก = ชื่อสถานที่ จากแลว = พลัดพราก จากที่ = พลัดพราก จากคลอง = ชื่อคลอง จากกอ = กอตนไม (กอตนจาก ที่เขาเอาใบมาทําขนมจาก) โอวาจาก = พลัดพราก จากบาง = ชื่อสถานที่ จากไป = พลัดพราก 4. "ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไมเคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน" กลอนบทนี้บอกที่มาของตําบลสามเสน สมัยกอนเรียกวา สามแสน แลวปจจุบันแผลงเสียงเปนสามเสน เพราะที่เรียกสามแสนก็คือ มีพระพุทธรูปลอยนํ้ามาแลวคนสามแสนคนฉุดพระพุทธรูปก็ไมขึ้นจากนํ้า
5. ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา ถึงแสนคนจะมาวอนชะออนนํา สักแสนคําอยาใหเคลื่อนจงเหมือนใจ" นุช = นางอันเปนที่รัก ในที่นี้คือ นางจันทน สุนทรภู ก็เปรียบกับคนรักวาคนแสนคนมาจีบมาชอบ ก็ขออยาใหเคลื่อนไหว โนมเอียงเหมือนพระพุทธรูป เลย แสดงวาเห็นสิ่งรอบตัวแลวเปรียบเทียบ 6. "ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต นิ่งพินิจนึกนานํ้าตาไหล พี่พลัดนางรางรักมาแรมไกล ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร" เลนคําวา "พลัด" บางพลัด = ชื่อสถานที่ (N.) พลัดนาง = พลัดพราก (V.) 7. "ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต เหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจํานงสมร มิตรจิตขอใหมิตรใจจร ใจสมรขอใหซื่อเหมือนชื่อบาง" เห็นสิ่งรอบตัว "บางซื่อ" ก็เปรียบเทียบกับใจนางขอใหซื่อเหมือนชื่อบาง 8. "เห็นจันทนสุกลูกเหลืองตรลบกลิ่น แมลงภูบินรอนรองประคองหวง พฤกษาพองตองนามกานดาดวง พี่ยลพวงผลจันทนใหหวั่นใจ แมลงภูเชยเหมือนพี่เคยประคองชิด นั่งพินิจนึกนานํ้าตาไหล เห็นรักรวงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา พี่เวียนเตือนเหมือนอยางนํ้าคางยอย ใหแชมชอยชื่นชอเชนกอเกา โอรักตนฤๅมาตองกับสองเรา จึงใจเจาโกรธไปไมไดนาน" เห็นตนไมคือตนจันทน แลวมีแมลงภูมาบินตอมผลจันทน (สิ่งรอบตัว) สุนทรภูก็เลยคิดถึงตัวเองกับ นางจันทน (ชางบังเอิญวา สิ่งรอบตัวกับชีวิตสุนทรภู ชื่อชางพองตรงกัน) "เห็นรักรวงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา" รักรวง = ดอกรักรวง รักใจ = นางจันทน "ใหแชมชอยชื่นชอเชนกอเกา" สัมผัสอักษรเดน 9. "พินิจนางแมคาก็นาชม ทาคมรมเร็วเรงอยูเซ็งแซ ใสเสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย" "ใสเสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ" นักเรียนเห็นภาพอะไรจากกลอนวรรคนี้ ขอ 9 นี้เปนความเจาชูของผูชาย (สุนทรภู) ขณะกําลังเศราคิดถึงแฟนตัวเอง แตพอเห็นสาวอื่นแตงตัว วาบหวิวก็อดจะแสดงนิสัยอันถาวรของผูชายออกมาไมไดไชไหมคะ 10. "ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกัน พี่คิดฝนใจฉงนอยูคนเดียว เปนพูดชื่อฤๅผีภูตปศาจหลอก ใครชวยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียว ใครเกินเกี้ยวแลวอยาไวอะไรเลย" ถึงบางพูด แตเสียงไปพองกับภูต สุนทรภูเลยขอฝากนองจันทนไวกับภูตผีปศาจ วาอยาใหใคร เขามาจีบ เปนอารมณที่แสดงวารักและหวงนางจันทนขนาดตองฝากกับภูตผีปศาจ
11. "ถึงบางหลวงทรวงรอนดังศรปก พี่รางรักมาดวยราชการหลวง เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวง จนเรือลวงมาถึงยานบานกระแซง" เลนคําวา "หลวง" บางหลวง = ชื่อสถานที่ ราชการหลวง = ในวัง งานของพระเจาแผนดิน "เสียดายดวง" = เสียดาย นางจันทนไมไดมาดวย 12. "ตาโถงถุงนุงออมลงกรอมซน เปนแยบยลเมื่อยกขยับยาง เห็นขาขาววาวแวบอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี ดูเหยาเรือนหาเหมือนอยางไทยไม หลังคาใหญพื้นเล็กเปนโลงผี ระยะบานยานนั้นก็ยาวรี จําเพาะมีฝงซายเมื่อพายไป" บรรยายสภาพบานเรือนและการแตงกาย ของชาวมอญ สามโคก จ.ปทุมธานี ตาโถง = ผานุงชาวมอญ ทอเปนตาโตๆ 13. "เห็นลมอื้อจะใครสื่อสาราสั่ง ถึงรอยชั่งคูเชยเคยถนอม ใหนิ่มนองครองศักดิ์อยาปลักปลอม เรียมนี้ตรอมใจถึงคะนึงนาง" รอยชั่ง = นางอันเปนที่รัก พอสุนทรภูเห็นลมพัดมาก็จะวอนสายลมไปบอกนางจันทนวา พี่คิดถึงนอง นักเรียนพอจะดูเปนหรือยังวานิราศจะเปนลักษณะนี้รําพึงรําพันแบบออนๆ 14. "โอกระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดกอเกาะถนัดสกัดหนา ตองแยกคลองออกเปนสองทางคงคา นี่ฤๅคนจะมินาเปนสองใจ" เห็นแมนํ้าแบงออกเปนสองทาง เพราะมีสันดอนอยูกลางแมนํ้า แลวสุนทรภูกําลังบอกวา ขนาดแมนํ้า ยังแยกออกเปน 2 สายไดแลวใจคนเราจะไมคิดมี 2 ใจหรือ "คน" ในกลอนนี้หมายถึง จะประชดประชัน นางจันทน 15. "นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา" ตรงนี้เดน ดานจินตภาพดานมีการเคลื่อนไหว คือ ใชคําใหเราดูวามีการเคลื่อนไหวจริง "บินฮือขึ้นเวหา" 16. "หนาวังหรือจะสั่งดวยนะนก ใหแนบอกของพี่รูวาโหยไห มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกลนกตะกรุมริมวุมวน ศีรษะเตียนเลี่ยนโลงหัวลานเลื่อม เหนียงกระเพื่อมรองแรงแสยงขน โอหัวนกนี่ก็ลานประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกําทรวง" แนบอก = นางอันเปนที่รัก กลอน 2 บทนี้ สุนทรภูเห็นนก ก็จะฝากนกไปบอกนางจันทนวาสุนทรภูคิดถึง กลอนตรงนี้พอ จะอนุมานไดวา สุนทรภูเปนคนศีรษะลาน "โอหัวนกนี่ก็ลานประจานคน" 17. "ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางนํ้า เหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวง จะตักตวงไวก็เติบกวาเกาะดิน"
ความงามวรรณศิลปตรงนี้เลนคําวา "เกิด" เกาะเกิด = ชื่อสถานที่ เกิดเกาะ = ผุด, ปรากฏ เกิดกรรม = มีกรรม เกิดราชการหลวง = ทํางานรับใชราชการ เกิดโศก = มีความทุกข 18. "ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก เห็นนกหกซอแซบนพฤกษา ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน" ภาพพจน "อุปลักษณ" = "ดูปราสาทราชวังเปนรังกา" "อุปมา" = "ดังปาชาพงชัฏสงัดคน" ตอนนี้พรรณนาสภาพเมืองเกาอยุธยาวาเปนเมืองราง หลังจากถูกพมาตี 19. "อนิจจาธานินทรสิ้นกษัตริย เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ แมกรุงยังพรั่งพรอมประชาชน จะสับสนแซเสียงทั้งเวียงวัง มโหรีปกลองจะกองกึก จะโครมครึกเซ็งแซดวยแตรสังข" จินตภาพดานเสียงเดน "สับสนแซเสียง" "กองกึก" "โครมครึกเซ็งแซ" 20. "กําแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไมนาศึกอายพมาจะมาได ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย" นํ้าเสียงของสุนทรภูกําลังติเตียนคนอยุธยา วาทําไมปลอยใหพมามันตีกรุงศรีฯ ได บุรี = ในที่นี้คือ กรุงศรีอยุธยา 21. "ขอเทเวศรเขตสวรรคชั้นดุสิต ดลใจมิตรอยาใหเหมือนกับกรุงใหญ ใหเหมือนกรุงเราทุกวันไมพรั่นใคร นั่นแลใจเห็นจะครองกับนองนาน" สุนทรภูขอพรใหกรุงรัตนโกสินทรอยาลมสลายเหมือนกรุงอยุธยาเลย เพราะอยากอยูกับนองจันทนนานๆ "กรุงใหญ" = กรุงศรีอยุธยา "กรุงเรา" = กรุงรัตนโกสินทร 22. "คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม จะเจือนํ้าซํ้าแสบในทรวงเสียว ที่เค็มเปรี้ยวกลํ้ากลืนก็ขื่นขม" สภาพความรูสึกของสุนทรภูที่คิดถึงนางอันเปนที่รัก วากินขาว กินนํ้าก็กินไมลง นักเรียนเคยเปน เหมือนบทกลอนบทนี้ไหม เวลาถูกแฟนทิ้ง 23. "เขาลําคลองหัวรอตอระดะ ดูเกะกะรอรางทางพมา เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แตรอทารั้งทุกขมาตามทาง"
กลอนบทนี้เลนคําวา "รอ" รอ (N.) = เสาหลักปกกั้นกระแสนํ้าไมใหตลิ่งพัง รอ (V.) = รอคอย หัวรอ = เสา รอราง = เสา รอหัก = เสา รอรา = รอคอย รอทา = รอคอย 24. "ถึงบอโพงถามีโพงจะผาสุก จะโพงทุกขเสียใหสิ้นที่โศกศัลย" เลนคําวา "โพง" บอโพง = ชื่อสถานที่ มีโพง = (N.) ที่วิดนํ้าในรองสวน โพงทุกข = (V.) วิดความทุกข 25. "ถึงบางระกําโอกรรมระยําใจ เคราะหกระไรจึงมารายไมวายเลย ระกํากายมาถึงทายระกําบาน ระกํายานนี่ก็ยาวนะอกเอย โอคนผูเขาชางอยูอยางไรเอย ฤๅอยูเคยความระกําทุกคํ่าคืน" เลนคําวา "ระกํา" บางระกํา = ชื่อสถานที่ ระกํากาย = ทรมาน ชอกชํ้า ระกําบาน = ชื่อสถานที่ ระกํายาน = ชื่อสถานที่ ความระกํา = ทรมาน ชอกชํ้า 26. "ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับ เสโทซับซาบโทมนัสสา ถึงตะเคียนดวนดวนรีบนาวามา ถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบ ถึงวังตะไลเห็นบานละลานแล" กลอน 2 บทนี้เดนดาน สัมผัสอักษร เส-ซับ-ซาบ-สา ลา-ลอย-แล-ลิง-โลด เงื้อม-งิ้ว-งาม-หงาน กะ-กอด-เกะ-กะ-กิ่ง ยุ-ยวบ-เยือก-เขยื้อน ละ-ลาน-แล
27. "บางขึ้นบนขนสงคนขางลาง เสียงโฉงฉางชามแตกกระแทกขัน จนคนบนสัปคับรับไมทัน หมอขาวขันตกแตกกระจายราย ยามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย" จินตภาพดานเสียง = "เสียงโฉงฉางชามแตกกระแทกขัน" จินตภาพดานเคลื่อนไหว = "หมอขาวขันตกแตกกระจายราย" สัมผัสพยัญชนะเดน = "กรอบแกรบกระไกรกริก" 28. "กูบกระโดกโยกอยางทุกยางเดิน เขยื้อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย" สัมผัสอักษรเดน = โยก-อยาง-ยาง-เขยื้อน-เยิน-ยอบ-เยือก-ยะ-ยวบ ในขณะเดียวกันจินตภาพการเคลื่อนไหวก็มีปะปนดวย 29. "รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ" สัมผัสอักษรเดน มีทุกวรรค 30. "เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึก อนาถนึกแลวนานํ้าตาไหล พี่ตกยากจากนางมากลางไพร วิตกใจตกมาถึงคีรี" เลนคําวา "ตก" เขาตก = ชื่อสถานที่ ตกลึก = ลวง, ถลําลึก ตกยาก = ลําบาก วิตก = กลุมอกกลุมใจ ตกมา = เขามาถึง 31. "ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม มโหรีปไฉนจับใจแจว วิเวกแววกลองโยนตะโพนกระหึม" กลอนชวงนี้ใหจินตภาพดานเสียงเดน 32. "ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย พระจันทรสองตองยอดมณฑปสุก ในหนามุขเงางามอรามฉาย นกบินกรวดพรวดพราดประกายพราย พลุกระจายชอชวงดังดวงเดือน" กลอน 2 บทนี้ใชคําใหเกิดภาพ ความงาม จินตภาพดานภาพ ดอกไมพุมกับนกบินกรวด = ดอกไมไฟชนิดหนึ่ง 33. "กับหมูไมไกรกรวยกันเกรากราง พะยอมยางตาพยัคฆพยุงเหียง ขอยมะขามตามทางสลางเรียง นอกเขาเคียงคูคูประสานคํา" Ent ชอบถามพวกนิราศบอยๆ วาใหนับดอกไม, ปลา, ตนไม วามีกี่ชนิด อยางขอนี้ใหนักเรียนนับวา มีตนไมกี่ชนิด ตอบ 11 ชนิด ไกร-กราย-กันเกรา-กราง-พะยอม-ยาง-ตาพยัคฆ-พยุง-เหียง-ขอย-มะขาม
34. "ทวาราที่ตรงหนาบันไดนาค มีรูปรากษสสองอสูรขยัน แสยะแยกโอษฐอาสองตามัน ยืนยิงฟนแยกเขี้ยวอยูอยางเปน บันไดนาคนาคในบันไดนั้น ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเลน ขยํ้าเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเปน ตาเขมนมองมุงสะดุงกาย" รากษส = ยักษ อยูอยางเปน = เหมือนมีชีวิตจริง "ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเลน" = จินตภาพเคลื่อนไหว เหมือนนาคเปน = เหมือนมีชีวิตจริง 35. "ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย มีดอกจันทนกานแยงสลับลาย กลางกระจายดอกจอกประจําทํา พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา" สถาปตยกรรมของไทย 36. "นาคสะดุงรุงรังกระดึงหอย ใบโพธิ์รอยระเรงอยูเหงงหงั่ง เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง วิเวกวังเวงในหัวใจครัน" จินตภาพดานเสียงเดน 37. "แมนกลับชาติเกิดใหมกลายเปนคน ชื่อวาจนแลวจงจากกําจัดไกล สตรีหึงหนึ่งแพศยาหญิง ทั้งสองสิ่งอยาไดชิดพิสมัย สัญชาติชายทรชนที่คนใด ใหหลีกไกลรอยโยชนอยารวมทาง" คําอธิษฐานของสุนทรภูที่ขอพรรอยพระพุทธบาท 1. อยาใหเกิดมาจน 2. อยาไดผูหญิงขี้หึงเปนเมีย 3. อยาไดหญิงแพศยาเปนเมีย 4. อยาใหเจอคนเลว 38. "ศาลารีมีทั้งระฆังหอย เขาตีบอยไปยังคํ่าไมขาดเสียง" ความเชื่อของพุทธศาสนิกชนที่ไปทําบุญแลวตองตีหรือเคาะระฆัง เพื่อบอกเทวดาวาตนเองมาทําบุญแลว หรืออาจจะเปนเคล็ดวาทําใหมีบุญมีชื่อเสียงโดงดังเหมือนเสียงระฆัง 39. "ตีเขาปบรับโปกสองมือปด ประจบติดเตะผางหวัดขวางหวือ กระหวัดหวิดหวิวผวาเสียงฮาฮือ คนดูอื้อเออเอาสนั่นอึง" จินตภาพดานการเคลื่อนไหวรวมกับจินตภาพดานเสียง 40. "อธิษฐานแลวก็ลาฝาพระบาท เที่ยวประพาสในพนมพนาสัณฑ" ฝาพระบาท หมายถึง รอยพระพุทธบาท
อิเหนา ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ลักษณะคําประพันธ : กลอนบทละคร (กลอนแปดชนิดหนึ่ง) จุดประสงคการแตง : ใชเลนละครใน เนื้อเรื่องยอ : มีกษัตริยวงศเทวัญ 4 องคคือ ทาวกุเรปน ทาวดาหา ทาวกาหลัง และทาวสิงหัดสาหรีทาวกุเรปนมีโอรสองค สําคัญซึ่งเกงกลาสามารถยิ่ง ชื่อ อิเหนา และทาวดาหามีธิดาซึ่งงามยิ่งนัก ชื่อนางบุษบา กษัตริยทั้งสองนครใหโอรสและ ธิดาตุนาหงัน (หมั้น) กันไวตั้งแตวัยเยาวตามประเพณีของกษัตริยวงศเทวัญ เมื่ออิเหนาอายุได15 ปอิเหนาตองไปชวยปลงศพพระอัยกีที่เมืองหมันหยา ไดพบกับนางจินตะหรา ธิดาทาว หมันยาก็หลงรักและไมยอมกลับเมืองกุเรปนเพื่อสมรสกับนางบุษบา ทาวกุเรปนจึงมีหนังสือไปเรียกตัวอิเหนากลับ แลว นัดทาวดาหาใหเตรียมการวิวาห อิเหนาเมื่อทราบเรื่องก็ออกอุบายขอไปเที่ยวปาพรอมบริวาร แลวปลอมตัวเปนโจรปาชื่อ มิสาระปนหยีตั้งใจจะไปเมืองหมันยา ระหวางทางไดสูรบกับกษัตริยหลายเมือง และมีชัยชนะ เมื่อไปถึงเมืองหมันหยา อิเหนาไดนางจินตะหราเปนชายา ทาวดาหาทรงทราบก็กริ้ว ประกาศวาใครมาขอนางบุษบาก็จะยกให กลาวถึงระตูจรกาซึ่งปรารถนามีคู จึงใหชางวาดไปวาดรูปธิดาเมืองตางๆ ชางวาดไดลอบวาดรูปนางจินดาสาหรี ธิดาของทางสิงหัดสาหรีแลววาดรูปนางบุษบา ธิดาทาวดาหา 2 รูป ปะตาระกาหลาซึ่งเปนองคเทวอัยกา ไดลักรูปนาง บุษบาไปจากชางวาดรูปหนึ่ง เหลือไวรูปหนึ่ง เมื่อจรกาเห็นรูปนางบุษบาก็หลงรัก จึงออนวอนพี่ชายใหมาสูขอนางบุษบา ไปอภิเษก ทาวดาหายอมยกนางบุษบาใหแกจรกาเมื่อทรงทราบวาอิเหนาไดตัดรอนการอภิเษกสมรส ฝายองค ปะตาระกาหลาไดนํารูปนางบุษบาที่ลักจากชางวาดนั้นไปทิ้งไวที่โคนตนไทร วิหยาสะกําตามกวางมาพบรูปนาง ก็คลั่งไคล ใหลหลง วอนทาวกะหมังกุหนิง ซึ่งเปนพระราชบิดาใหสงทูตไปขอนางบุษบา เรื่องราวตอจากนี้เปนตอนที่นักเรียนจะได อานตอไป คือ ทาวกะหมังกุหนิงยกทัพไปตีเมืองดาหา เพราะทาวดาหาไมยอมยกนางบุษบาใหลูกชายของตน ตรงนี้ตองระวัง 1. "กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย เราเปนเมืองนอยกระจิหริด ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา" "กรุงกษัตริยขอขึ้นก็นับรอย" หมายถึง เมืองของกษัตริยวงศเทวัญที่มีแสนยานุภาพ ที่กษัตริยเมืองตางๆ ขอนอมเปนเมืองขึ้น "ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย" ความเปรียบตรงนี้ เปนคําพูดของระตูปาหยัง กับทาวปะหมันซึ่งเปนนอง ของทาวกะหมังกุหนิง กราบบังคมทูลเสด็จพี่กะหมังกุหนิงวา เมืองของเราเล็กดั่งหิ่งหอย สวนเมืองของกษัตริย วงศเทวัญเปรียบเปนแสงอาทิตย
2. "ผิดก็ทําสงครามดูตามที เคราะหดีก็จะไดดังใฝฝน พี่พฤกษาพนาวัน จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมาฯ" ทาวกะหมังกุหนิงรักลูกชายมาก (วิหยาสะกํา) ที่ลูกชายอยากไดนางบุษบาเปนเมียก็รบเราใหพอไปขอ บุษบาใหหนอย ทาวกะหมังกุหนิงจึงพูดประโยคขอ 2 นี้วา ถาเขาไมใหบุษบาก็ตองทําศึกสงครามแยงชิงนางบุษบา กันหนอย 3. "หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทาวาอันปรากฏ" ขอความในพระราชสารที่ทาวกะหมังกุหนิงสงไปเมืองดาหา ใชคําพูดหวานๆ ออนนอมถอมตน เพราะหวัง อยากไดลูกสาว (บุษบา) ของเขา จึงพูดประโยควา "หวังเปนเกือกทองรองบาทา" ตรงนี้เปนความเปรียบแบบอุปลักษณ วาทาวกะหมังกุหนิงยอมเปนรองเทาของทาวดาหา 4. "ซึ่งจะรับของสูระตูนี้ เห็นผิดประเพณีหนักหนา ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไปฯ" ตอนนี้ทาวดาหาเชิดใสคณะทูตจากทาวกะหมังกุหนิงไมยอมรับของบรรณาการ ที่เขามาสูขอนางบุษบา เพราะไดมอบนางบุษบาใหกับระตูจรกาไปแลว ตรงนี้แสดงถึงความเปนกษัตริย "ที่ตรัสแลวไมคืนคํา" (กษัตริย วงศเทวัญใชคํานําหนาวา "ระเดน" กษัตริยเมืองอื่นใชคํานําหนาวา "ระตู") 5. "ถาแมนมิยินยอมอนุญาต ใหพระราชธิดามารศรี เรงระวังพระองคใหจงดี ตกแตงบุรีใหมั่นคงฯ" ทูตจากทาวกะหมังกุหนิงพูดบทนี้อยางอหังการมาก เมื่อทาวดาหาไมยอมยกนางบุษบา ก็เลยพูดตาม ขอ 5 นี้ ถือวาทูตนี้สันดานหยาบ กลาวจาบจวงตอหนาทาวดาหามาก เหิมเกริมวาใหเมืองดาหาระวังตัวใหดีจะ โดนบุกแน 6. "เราก็เรืองฤทธาศักดาเดช อาณาจักรนัคเรศกวางขวาง จําตองมีมานะไมละวาง จะชิงนางบุษบาลาวัณย แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง ไมคืนครองกรุงไกรไอศวรรย จะสงครามตามตีติดพัน ไปกวาชีวันจะบรรลัยฯ" ตรงนี้แสดงถึงบุคลิกลักษณะนิสัยของทาวกะหมังกุหนิง วาเปนคนพาล ซึ่งพอจะอนุมานวาเปนภาพยนตร เรื่อง "2499 อันธพาลครองเมือง" ก็พอเขาไมยอมยกนางบุษบาใหตัวเอง ทาวกะหมังกุหนิงก็แสดงอํานาจวา จะลักพา นางบุษบาไป ถาเขาไมยินยอมก็จะตีรบราฆาฟนกันยกใหญ แบบนี้ไมดีเลยนะ นักเรียนจะทําแบบทาวกะหมังกุหนิง ไหมคะ 7. "จึงทูลวาถายกวันพรุงนี้ จะเสียชัยไพรีเปนแมนมั่น งดอยูอยาเสด็จสักเจ็ดวัน ถาพนนั้นก็เห็นไมเปนไร ขอพระองคจงกําหนดงดยาตรา ฟงคําโหราหาฤกษใหม อันการยุทธยิงชิงชัยหนักหนวงนํ้าพระทัยดูใหดีฯ" คํากราบบังคมทูลของโหรตอทาวกะหมังกุหนิงวา อยาเพิ่งไปรบเลย ใหคอยทาสัก 7 วัน กอนตามฤทธิ์ผา นาทีแสดงวาความเชื่อเรื่องโหราศาสตรมีมาตั้งแตโบราณขนาดกษัตริยจะออกรบก็ตองมีการหาฤกษหายาม
8. "เมื่อเราบัญชาการกําหนดทัพ แลวจะกลับงดอยูอยางไรได อายแกไพรฟาเสนาใน จะวากลัวฤทธิไกรไพริน จําจะไปตานตอรอฤทธิ์ ถึงมวยมิดมิใหใครดูหมิ่น เกียรติยศจะไวในธรณินทร จนสุดสิ้นดินแดนแผนฟา" ทาวกะหมังกุหนิงไมฟงคําทํานายของโหรหลวง เพราะไดลั่นวาจาใหเตรียมกองทัพแลว แสดงลักษณะ นิสัยวารักษาเกียรติยศของตัวเองมาก ไมยอมใหใครมาดูหมิ่นได ถาขืนไปยกเลิกกองทัพ คนอาจจะหาวา ขี้ขลาดได คือ พระองคพูดคําไหนก็คํานั้น ไมกลับคํา = "เสียชีพ อยาเสียสัตย" 9. "เสียแรงหวังฝงฝากชีวี พระจะมีเมตตาก็หาไม หมายบําเหน็จจะรีบเสด็จไป ก็รูเทาเขาใจในทํานอง ดวยระเดนบุษบาโฉมตรู ควรคูภิรมยสมสอง ไมตํ่าศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวนอง ทั้งพวกพองสุริยวงศพงศพันธุ" นางจินตะหรา ตัดพออิเหนาที่อิเหนาจะไปชวยทาวดาหารบ เพราะทาวดาหาเปนพอนางบุษบาตัวจินตะหรา เองก็ระแวงกลัวอิเหนาจะไปรักนางบุษบา ประโยคทอนนี้แสดงความนอยเนื้อตํ่าใจ ตัดพอ "ไมตํ่าศักดิ์รูปชั่วเหมือนตัวนอง ทั้งพวกพองสุริยวงศพงศพันธุ" นอง = นางจินตะหรา 10. "นี่จําเปนจึงจําจากไป เพราะกลัวภัยพระราชบิดา แมนเสียดาหาก็เสียวงศ อัปยศถึงองคอสัญหยา เจากับพี่ก็จะมีแตนินทา แกวตาจงดําริตริตรอง" 3 บาทนี้แสดงเหตุผลของอิเหนาบอกกับนางจินตะหราวาทําไมตนเองตองไปชวยรบ เพราะ กลัวพระบิดา (ทาวกุเรปน) จะทําโทษ อิเหนาเคยสรางความเดือดรอนใหกับทาวกุเรปนครั้งหนึ่ง คือ ไมยอมแตงงานกับนางบุษบา ซึ่งเขาหมั้นกันตั้งแตเด็กๆ ถาคราวนี้ไมไปชวยเมืองดาหารบ คงถูกทาวกุเรปนผูเปนพอเลนงานแน "แมเสียดาหาก็เสียวงศ" แสดงวากษัตริยวงศเทวัญนี้มีความรักสมัครสมานสามัคคี ชวยเหลือกัน รักพวกพอง ถึงแมไมใชเมืองของอิเหนาเอง อิเหนาก็รักตระกูลวงศเทวัญ อิเหนามีสามัญสํานึก 11. "แววเสียงสําเนียงบุหรงรอง วาเสียงสามนิ่มนองเสนหา พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง เอนองคลงอิงพิงเขนย กรเกยกายพักตรถวิลหวัง รสรักรอนรนพนกําลัง ชลนัยนไหลหลั่งลงพรั่งพรายฯ" พรรณนาความเศราของอิเหนาที่จากคนรักมา ตอนนี้คนรักมี 3 คน นอกจากนางจินตะหราแลวมี นางสการะวาตีกับมาหยารัศมี"วาเสียงสามนิ่มนองเสนหา"
12. "วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่ 1. เบญจวรรณจับวัลยชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา 2. นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา 3. จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี 4. แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี 5. นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา 6. ตระเวนไพรรอนรองตระเวรไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา 7. เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง 8. คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ" ความงามวรรณศิลปตรงนี้ เปนการที่กวีเห็นสิ่งรอบตัวแลวเปรียบเทียบกับนางอันเปนที่รัก อาศัย "การเลนคํา" เปนสื่อถายทอดออกมา ทําใหเกิดความไพเราะและมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น แสดงถึงอารมณ ความรูสึกเศราสรอยของอิเหนาที่ตองพรากจากผูหญิงที่รัก 3 คน เลนคํา 1. เบญจวรรณ-วัน (เบญจวรรณ คือ นกแกวขนาดโต) 2. นางนวล-นวลสมร (นวลสมร คือ คนรัก) 3. จากพราก-จาก (จากพราก คือ นกเปดนํ้า) 4. เตาราง-ราง (เตาราง คือ ตนไมชนิดหนึ่ง) 5. นกแกว-แกวพี่ (แกวพี่คือ นางอันเปนที่รัก) 6. ตระเวนไพร-เวร (ตระเวนไพร คือ นกชนิดหนึ่ง) 7. เคาโมง-โมง (เคาโมง คือ นกชนิดหนึ่ง) 8. คับแค-คับใจ (คับแค คือ นกชนิดหนึ่ง) 13. "ดาบสองมือโถมทะลวงฟน เหลากริชติดพันประจัญรบ ทหารหอกกลอกกลับสัประยุทธ ปองปดอาวุธไมหลีกหลบ พวกพลพาชีตีกระทบ รําทวนสวนประจบโถมแทง บางสกัดซัดพุงหอกคู เกาทัณฑธนูนาวแผลง ตะลุมบอนฟอนฟนกันกลางแปลง ตอแยงยุทธยิงชิงชัย ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล" แสดงจินตภาพการเคลื่อนไหวของการรบสูทําสงครามในสมรภูมิ แสดงความรูสึกตื่นเตนของการตอสู สุดทายสงครามมีแตสูญเสีย "ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล" 14. "เห็นโอรสตองศัสตรา ตกจากอาชาบรรลัย กริ้วโกรธโกรธาบาจิต จะรอรั้งยั้งคิดก็หาไม แกวงหอกคูขับอาชาไนย เขารุกไลสังคามาระตาฯ" หัวอกผูเปนพอ เห็นลูกชาย (วิหยาสะกํา) ตายก็เลย "กริ้วโกรธโกรธาบาจิต" ใครๆ ก็ตองรักลูกเปนธรรมดา
15. "เห็นระตูถอยเทากาวผิด พระกรายกริชแทงอกตลอดหลัง ลมลงดาวดิ้นสิ้นกําลัง มอดมวยชีวังปลดปลงฯ" ขอ 14 ลูกตาย พอมาขอ15 พอตายบาง (ทาวกะหมังกุหนิง) "เห็นระตูถอยเทากาวผิด" = ทาวกะหมังกุหนิง 16. "ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง เกศาปลายงอนงามทรง เอวองคสารพัดไมขัดตา" พรรณนาความหลอเหลาของวิหยาสะกําตอนตาย บทนี้ผูเปนพอของวิหยาสะกําเปนคนพูด คือ ระตูปาหยังกับ ทาวประหมัน 17. "ครั้งนี้ควรหรือมาพินาศ เบาจิตคิดประมาทไมพอที่ เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี จะทัดทานภูมีไมเชื่อฟง" การตายของ 2 พอลูก เปนเพราะพอ (ทาวกะหมังกุหนิง) ตามใจลูกชายเกินไป และก็ไมคิดใหรอบคอบ หุนหันพลันแลน เอะอะอะไรก็จะใชกําลังสูกัน แลวสุดทายตัวเองกับลูกก็ตองมาตาย สวรรคชั้นกวี ผูแตง : พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ลักษณะคําประพันธ : กลอนสุภาพ จุดประสงคการแตง : สดุดีแสดงความคารวะตอกวี "สรวงสวรรคชั้นกวีรุจีรัตน ผองประภัศรพลอยหาวพราวเวหา พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา สมสมญาแหงสวรรคชั้นกวีฯ" "อิ่มอารมณชมสถานวิมานมาศ อันโอภาศแผผายพรายรังสี รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี ประทีปทีฆรัสสะจังหวะโยน รเมียรไมใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน โผตนนั้นผันตนไปตนโนน จังหวะโจนสงจับรับกันไป เสียงนกรองคลองคําลํานําขับ ดุริยศัพทสํานึกเมื่อพฤกษไหว โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาหยาดยินดีฯ" "บังคมคัลอัญชลีกวีเทพ ซึ่งสุขเสพยสําราญมาณศรี ณภพโนนในสวรรคชั้นกวี แลภพนี้ในถอยที่รองกรอง ไมมีเวลาวายในภายนา เนาในฟาในดินทั้งถิ่นสอง เชิญสดับรับรศบทลบอง ซึ่งขาปองสดุดีกวีเอยฯ"
ตรงนี้ตองระวัง 1. "ผองประภัสรพลอยหาวพราวเวหา" = ใหจินตภาพ ดานภาพเดน วาสวยงามมาก 2. "พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา" = ใหจินตภาพ ดานเสียง 3. "อิ่มอารมณชมสถานวิมานมาศ" = มีความรูสึกเปนสุขมาก 4. "รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี" = ภาพพจนอุปมา 5. "รเมียรไมใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน โผตนนั้นผันตนไปตนโนน จังหวะโจนสงจับรับกันไป" ใหจินตภาพดานเคลื่อนไหว เดนมาก 6. "โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาหยาดยินดี" ใหความรูสึกมีความสุข นํ้าเสียงมีความสุขมาก คําอธิบายศัพท กรรณ หู ทีฆรัสสะ จังหวะยาวและสั้น (ของเสียงดนตรีหรือคําประพันธ) บทลบอง บทที่แตงขึ้นตามแบบฉบับ ประทิ่น เครื่องหอม ประภัศร ปจจุบันเขียน ประภัส คือ ประภัสสร หมายถึง แสงเลื่อมพราย ปอง ปรารถนา มาณศรี ผูหญิง ในที่นี้หมายถึง นางฟา มาศ ทอง มาส เดือน รเมียร ปจจุบันเขียน "ระเมียร" หมายถึง ดูนาดู รัตน แกว รุจ งาม ลบอง แบบ ฉบับ ลํานํา บทเพลงที่ขับเปนทํานอง วัณณนา ปจจุบันเขียน "วัณนา" หมายถึง พรรณนา คือ กลาวอยางละเอียดใหนึกเห็นภาพได ศรี ประเสริฐ สมญา ชื่อซึ่งตั้งขึ้นดวยความยกยอง เปนที่ยอมรับรวมกันในที่นี้ "สวรรคชั้นกวี" ถือวาเปนสมญาอยางหนึ่งสวรรค สรวง สวรรค สุโนค ปจจุบันเขียน "สุโนก" หมายถึง นก สุราลัย ที่อยูของเทวดา หมายถึง สวรรค เนา อยู
ธรรมาธรรมะสงคราม ผูทรงพระราชนิพนธ: พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ลักษณะคําประพันธ : กาพยยานี11 และกาพยฉบัง 16 เนื้อเรื่อง : เสนอเนื้อเรื่องในแบบบุคลาธิษฐาน คือ วิธีการสมมติใหบุคคลแทนนามธรรม คือ ธรรมเทวบุตรเปนสัญลักษณ ของฝายที่มีความดีและอธรรมเทวบุตรเปนตัวแทนของฝายความชั่ว อันเปนธรรมดาของมนุษยโลก และใหเทวดาทั้งสองฝาย รบกัน ผลคือ ฝายธรรมเทวบุตรไดชัยชนะ เพราะเปนผูประพฤติดี กาพย กาพยที่ Entrance จะออกที่สําคัญมี 3 ชนิด 1. กาพยยานี11 2. กาพยฉบัง 16 3. กาพยสุรางคนางค 28 1. กาพยยานี 11 : บทหนึ่งมี 2 บาท (2 บรรทัด) 4 วรรค วรรคหนามี 5 คํา วรรคหลังมี 6 คํา รวมกัน = 11 คํา จึงเรียกวา กาพยยานี 11 แตถานับจริงๆ 1 บทจะมี 22 คํา กาพยยานีมีสูตรสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) ดังนี้ 5-8 11-16 "กาพยยานีลํานํา สิบเอ็ดคําจําอยาคลาย วรรคหนาหาคําหมาย วรรคหลังหกยกแสดง ครุลหุนั้น ไมสําคัญอยาระแวง สัมผัสตองจัดแจง ใหถูกตองตามวิธี" ระวังตอไปนี้คือ คูแฝดของกาพยยานี11 คูแฝด คือ อินทรวิเชียรฉันท 11 "องคใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน ปราบมูลกิเลสมาร บมิหมนมิหมองมัว" ทุกอยางเหมือนกันหมด จํานวนพยางค ตําแหนงสัมผัส แตอินทรวิเชียรฉันทมีสูตรการดูครุ-ลหุ คือ ตําแหนง พยางค3-6-7-9 = ลหุ อินทรวิเชียรฉันท 3-6-7-9 = ลหุ ** กาพยจะมีการวางคณะพยางคและสัมผัสคลายกับฉันทแตกาพยจะไมมีการบังคับครุลหุเหมือนกับฉันท 2. กาพยฉบัง 16 : บทหนึ่งมี 3 วรรค วรรค 1, 2, 3 จะมีจํานวนคํา 6-4-6 เรียงตามลําดับ บทหนึ่งมี16 คํา จึงเรียกวา กาพยฉบัง 16
บังคับสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) มีสูตรดังนี้ 6-10 16-22 "ฉบังสิบหกคําควร ถอยคําสํานวน พึงเลือกใหเพราะเหมาะกัน วรรคหนาวรรคหลังรําพัน วรรคหนึ่งพึงสรร ใสวรรคละหกคําเทอญ" 3. กาพยสุรางคนางค 28 : บทหนึ่งมี 7 วรรค วรรคละ 4 คํา 1 บท จึงมี 28 คํา จึงเรียกวา กาพยสุรางคนางค 28 บังคับสัมผัสสระ (สัมผัสนอก) มีสูตรดังนี้ 4-8 12-20-24 "สุรางคนางค เจ็ดวรรคจักวาง ใหถูกวิธี วรรคหนึ่งสี่คํา จงจําใหดี บทหนึ่งจึงมี ยี่สิบแปดคํา" ตรงนี้ตองระวัง แนะนําธรรมเทวบุตร 1. "ธรรมเทวบุตร ผูพิสุทธิโสภา สถิตอยู ณ กามา- พจรภพแผนดินสรวง 2. ครองทิพยพิมาน บริวารอมรปวง ปองธรรมมะบลวง ลุอํานาจอกุศล 3. เมตตาการุญรัก ษะพิทักษภูวดล ปรานีนิกรชน ดุจดังปโยรส 4. ครั้นถึง ณ วันเพ็ญ ที่เปนวันอุโบสถ เธอมุงจะทรงรถ ประพาสโลกเชนเคยมา 5. เขาที่สนานสรง เสาวคนธธารา แลวลูบพระกายา ดวยวิเลปนารม 6. ทรงเครื่องก็ลวนขาว สวิภูษณาสม สําแดงสุโรดม สุจริต ณ ไตรทวาร 7. ทรงเพชราภรณ พระกรกุมพระขรรคกาญจน ออกจากพิมานสถาน ธ เสด็จ ณ เกยพลันฯ" 1-7 ธรรมเทวบุตรอาศัยอยู ณ สวรรคชั้นกามาพจร จิตใจใฝธรรมะ มีความเมตตา ดูแลลูกนองบริวารดุจดังลูก เมื่อถึงวันพระ 15 คํ่า ก็จะเสด็จลงมายังโลกมนุษยฉะนั้นก็ตองไปอาบนํ้า แตงเนื้อแตงตัวใหหอม นุงขาว หมขาว และ ตองทํากาย วาจา ใจ ใหสงบ ถือพระขรรคเปนอาวุธ
แนะนําอธรรมเทวบุตร 1. "ปางนั้นอธรรมะ เทวบุตรผูใจพาล เนาในพิมานสถาน ณ กามาพจรสวรรค 2. ครองพวกบริวาร ลวนแตพาลประดุจกัน โทโสและโมหันธ บมิพึงบําเพ็ญบุญ 3. เห็นใครนํ้าใจซื่อ สุจริตะการุญ เธอก็มักหันหุน เพราะพิโรธและริษยา 4. ถึงวันที่จันทรเพ็ญ ธก็มักจะไคลคลา ขับรถะยานมา ณ ชมพูทวีปพลัน 5. แตงองคและทรงลวน พัสตระดําทุกสิ่งอัน อาภรณก็เลือกสรร- พะสัมฤทธิ์และพลอยดํา 6. หัตถสดําพระกําขวาน อันมหิทธิกํายํา จรจากวิมานอัม- พรตรงมาทรงรถฯ" 1-6 อธรรมเทวบุตรเปนอันธพาล อยู ณ สวรรคชั้นกามาพจรเหมือนกัน มีลูกนองเปนคนเลวๆ ทั้งนั้นพวกนี้กอแต บาปบุญไมทํา เห็นใครเปนคนดีก็จะอิจฉา ไมชอบ วันนี้เปนวันพระจันทรเต็มดวง ก็ตองออกมายังโลกมนุษยเหมือนกัน จึงแตงตัวชุดดํา เครื่องประดับก็สีดําๆ ถือขวานเปนอาวุธ พรรณนาการออกเดินทางของธรรมเทวบุตร 1. "ขึ้นทรงรถทองผองพรรณ งามงอนออนฉัน เฉกนาคราชกําแหง 2. งามกงวงจักรรักตแดง งามกําสํ่าแสง งามดุมประดับเพชรพราย 3. เลิศลวนมวลมาศฉลุลาย เทพประนมเรียงราย รับที่บัลลังกเทวินทร 4. กินนรฟอนรํารายบิน กระหนกนาคิน ทุกเกล็ดก็เก็จสุรกานต 5. งานเทวธวัชชัชวาล โบกในคัดนานต แอรมอรามงามตา 6. พรั่งพรอมทวยเทวเสนา หอมแหแหนหนา และหลังสะพรั่งพรอมนวล 7. จามรีเฉิดฉายปลายทวน หอกดาบปลาบยวน ยั่วตาพินิศพิศวง"
1. ใหจินตภาพที่งาม :"ทองผองพรรณ" "งามงอน" ภาจพจนอุปมา : เฉก นาคราชกําแหง 2. ศิลปะการประพันธ : ซํ้าคํา "งาม" 3. สัมผัสอักษรเดน : เลิศ-ลวน มวล-มาศ ฉลุ-ลาย 4. มีนาฏการ : กินนรฟอนรํา รายบิน (นาฏการ = การรายรํา) 5. มีการเคลื่อนไหว : โบกในคัดนานต 6. สัมผัสอักษรเดน : พรั่ง-พรอม ทวย-เทว หอม-แห-แหน และ-หลัง พรั่ง-พรอม 7. สัมผัสสระภายในวรรค : ฉาย-ปลาย ดาบ-ปลาบ นิศ-พิศ พรรณนาการเดินทางของอธรรมเทวบุตร 1. "รถทรงกงกําทั้งหมด ตลอดงอนรถ ลวนแลวดวยไมดําดง 2. บัลลังกมียักษยรรยง ยืนรับรองทรง สลับกระหนกมังกร 3. ลายสิงหเสือสีหมีสลอน หมาในยืนนอน อีกทั้งจระเขเหรา 4. งอนรถมีธวัชตวัดรา สีดําขํานา สยดสยองพองขน 5. แลดูหมูกองพยุหพล สลับสับสน ลวนฤทธิ์คําแหงแรงขัน 6. กองหนาอารักขาะไพรสัณฑ ปกซายกุมภัณฑ คนธรรพเปนกองปกขวา 7. กองหลังนาคะนาคา สี่เหลาเสนา สาตราอาวุธวาวแสง 8. พวกพลทุกตนคําแหง หาญเหิมฤทธิแรง พรอมเพื่อผจญสงคราม 9. พาหนคํารนคําราม เสือสิงหวิ่งหลาม แลลวนจะนาสยดสยอน" 1. ในวรรคเดียวกันมีทั้งสัมผัสอักษรและสัมผัสสระ "รถทรงกงกําทั้งหมด" สัมผัสอักษร : กง-กํา สัมผัสสระ : ทรง-กง "ลวนแลวดวยไมดําดง" = สัมผัสอักษร ลวน-แลว ดวย-ดํา-ดง 2. สัมผัสอักษร : ยักษ-ยรร-ยง 4. ใหจินตภาพที่นากลัว : สยดสยองพองขน 7. สัมผัสอักษรแบบ 2 เสียง พรอมๆ กัน : นาคะ-นาคา 8. ทุกวรรคมีสัมผัสอักษรหมดเลย : พวก-พล หาญ-เหิม ฤทธิ-แรง 9. สัมผัสอักษรแบบ 2 เสียง : คํารน-คําราม สยด-สยอน
คําสอนของธรรมเทวบุตร ที่ Ent ชอบออก 12 ขอ 1. "การฆาประดาสัตว ฤประโยชนบพึงมี อันวาดวงชีวี ยอมเปนสิ่งที่ควรถนอม 2. ถือเอาซึ่งทรัพยสิน อันเจาของมิยินยอม เขานั้นเสียดายยอม จิตตะขึ้งเปนหนักหนา 3. การลวงประเวณี ณ บุตรีและภรรยา ของชายผูอื่นลา มากิจบบังควร 4. กลาวปดและลดเลี้ยว พจนามิรูสงวน ยอมจะเปนสิ่งชวน นรชังเปนพนไป 5. สอเสียดเพราะเกลียดชัง บมิยังประโยชนใด เสื่อมยศและลดไม- ตริระหวางคณาสลาย 6. พูดหยาบกระทบคน ก็ตองทนซึ่งหยาบคาย เจรจากับเขาราย ฤวาเขาจะตอบดี 7. พูดจาที่เพอเจอ วจะสาระบมี ทําตนใหเปนที่ นรชนเขานินทา 8. มุงใจและใฝทรัพ- ยะดวยโลภะเจตนา ทําใหผูอื่นพา กันตําหนิมิรูหาย 9. อีกความพยาบาท มนะมุงจํานงราย กอเวรบรูวาย ฤจะพนซึ่งเวรา 10. เชื่อผิดและเห็นผิด สิจะนิจจะเสื่อมพา เศราหมองมิผองผา สุกะรื่นฤดีสบาย 11. ละสิ่งอกุศล สิกมลจะพึงหมาย เหมาะยิ่งทั้งหญิงชาย สุจริต ณ ไตรทวาร 12. จงมุงบําเพ็ญมา- ตุปตุปฏฐานการ บํารุงบิดามาร- ดรใหเสวยสุข" 1. ไมควรฆาสัตวตัดชีวิต เพราะชีวิตใครๆ ก็รัก 2. การขโมย เปนสิ่งที่ทําใหเจาทรัพยเสียใจมาก 3. การผิดลูกผิดเมีย เปนสิ่งที่ไมควรทํา 4. การพูดปด ทําใหเปนที่รังเกียจของผูอื่น 5. การพูดสอเสียด ไมดีเลย ทําใหความสัมพันธหายไป 6. การพูดจาไมเพราะ นึกหรือวาเขาจะพูดเพราะกับเรา เขาก็ตองพูดกับเราไมเพราะเหมือนกัน 7. พูดจาไรสาระ บาๆ บอๆ คนทั่วไปเขาจะนินทาเอาได 8. ถาเราคิดโลภ อยากไดของผูอื่น จะถูกนินทาเหมือนกัน 9. การอาฆาต จองลางจองผลาญ ทําใหไมมีความสงบ 10.การมีมิจฉาทิฏฐิทําใหจิตใจไมสบาย 11.ละความชั่วทั้งปวง ทํากาย วาจา ใจ ใหบริสุทธิ์ 12.บํารุงเลี้ยงดูพอแม แสดงความกตัญูตอทาน
คําสอนเลวๆ ของอธรรมบุตร 12 ขอ ที่ Ent ชอบถาม 1. "ผูใฝซึ่งอํานาจ ก็ตองอาจและหาญกลา ใครขวาง ณ มรรคา ก็ตองปองประหารพลัน 2. อยากมีซึ่งทรัพยสิ่ง จะมานิ่งอยูเฉยฉะนั้น เมื่อใดจะไดทัน มนะมุงและปรารถนา 3. กําลังอยูกับใคร สิก็ใชกําลังครา ใครออนก็ปรา- ชิตะแนมิสงสัย 4. สตรีผูมีโฉม ศุภลักษณาไซร ควรถือวามีไว เปนสมบัติณ กลางเมือง 5. ใครเขลาควรเอาเปรียบ และมุสาประดิษฐเรื่อง ลวงลอบตองเปลือง ธนะหากําไรงาม 6. เมื่อเห็นซึ่งโอกาส ผูฉลาดพยายาม สอเสียดและใสความ และประโยชนณ ตนถึง 7. ใครทวง ฤ ทักวา ก็จงดาใหเสียงอึง เขานั้นสิแนจึ่ง จะขยาดและเกรงเรา 8. พูดเลนไมเปนสา- ระสําหรับจะแกเหงา กระทบกระเทียบเขา ก็สนุกสนานดี 9. ใครจนจะทนยาก และลําบากอยูไยมี คิดปองซึ่งของดี ณ ผูอื่นอันเก็บงํา 10. ใครทําใหขัดใจ สิก็ควรจะจดจํา ไวหาโอกาสทํา ทุษะบางเพื่อสาใจ 11. คําสอนของอาจารย ก็บุราณะเกินสมัย จะนั่งใยดีใย จงประพฤติจามจิตตู 12. บิดรและมารดา ก็ชราหนักหนาอยู เลี้ยงไวทําไมดู นับจะเปลืองมิควรการ" 1. ใครตองการมีอํานาจก็ตองกลาหาญ บาบิ่น ใครขวางทางปนก็ฆาไปเลย 2. ถาอยากรวย จะมาอยูเฉยทําไมก็ปลนซิ 3. เรามีกําลังอิทธิพลก็จัดการเลย คนอื่นที่ดอยกวาเราจะไดหงอ 4. หญิงสวยๆ ถาชอบก็จัดการเลย เพราะถือวาเปนสาธารณสมบัติที่ใครๆ ก็สามารถเด็ดดม 5. คนโงยอมเปนเหยื่อของคนฉลาด หลอกไดก็หลอกเลย 6. การนินทา ใสรายปายสีควรทําเมื่อจะสรางประโยชนแกเรา 7. ใครหือกับเราก็ดามันเลย วันหลังจะไดขยาดเกรงกลัวเรา 8. เวลาจะแกเหงา หาอะไรทําเพลินๆ ก็พูดจาบาบอไมเปนสาระ 9. เราเปนคนจน จะไปยอมทําไม ก็ไปขโมยของคนรวย 10. ใครแกลงเรา ทําใหเราโกรธ จําหนามันไวคิดบัญชีวันหลัง 11.อาจารยสอนอะไร อยาไปเชื่อมาก เพราะพวกอาจารยหัวโบราณ เชื่อตนเองดีที่สุด 12. พอแมแกแลวก็ปลอยตามเวรตามกรรมเถอะ เปลืองขาวสุก
ราตรี ผูแตง : เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ลักษณะคําประพันธ : อินทรวิเชียรฉันท 11 แตงสลับดวย วสันตดิลกฉันท 14 จึงเรียกเปนคําประพันธใหมวา อินทวสันตดิลกฉันท จุดประสงคการแตง : แสดงปรัชญาชีวิต ฉันท ฉันทบังคับ ครุลหุนักเรียนทราบแลว ฉันทที่ Ent ออกมี 2 ชนิด 1. อินทรวิเชียรฉันท11 2. วสันตดิลกฉันท14 อินทรวิเชียรฉันท ถานักเรียนจํากาพยยานี11 ไดก็ตองจําอินทรวิเชียรฉันทไดเพราะทุกอยางเหมือนกัน แตแตกตาง ตรงที่อินทรวิเชียรฉันทบังคับ ครุลหุที่สูตร 3-6-7-9 → ลหุ วสันตดิลกฉันท 14 ถานักเรียนจําอินทรวิเชียรฉันท11 ไดก็สามารถจําวสันตดิลกฉันท14 ไดเพราะ 14 เพิ่มมาจาก 11 เทากับ 3 แสดงวาวสันตดิลกฉันทมีพยางค 3 พยางคเพิ่มขึ้นมาเปน ลหุ 3 ตัวติดกัน ตรงดอกจัน 3 = อินทรวิเชียรฉันท11 3 *** 6 7 9 6 7 9 = วสันตดิลกฉันท14 * จําเลยนะนักเรียน ฉันท 2 ชนิดนี้จะสลับตําแหนง ครุลหุจาก 3-6-7-9 ซึ่งเปนลหุจะไปตําแหนงอื่นๆ ไมได ถาบิดเบือนตําแหนงเดียวก็ไมใชอินทรวิเชียรฉันทและวสันตดิลกฉันท * ตําแหนงลหุ เราสามารถอนุโลมใชสระ "อํา" เปนลหุไดแคสระเดียว ปกติสระอํา เปนครุ แตถาเปนฉันท เขาอนุโลม ราตรี 1. "ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน ไปผิดกะคนๆ คุณโทษประโยชนถม 2. ราตรีกลีกลพิโรธ หฤโหดคระหึมลม มืดตื้อกระพือพิรุณพรม และฤเราจะแยแส 3. ราตรีดิถีสุข นิรทุกขประเทืองแด ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว 4. โสมสองสนองชุษณปกษ ศุภลักษณลํายอง, คราว ยั่วยิ้มณริมพิภพ, ราว ทิพลาภบําเรอเรา
5. พิณฟา ณ ราตรี ธรณีสุโนกเนา สงเสียงประสานเสา- วสภาพพะนอสรวง" 4. วรรคที่มีความเดนดานสัมผัสอักษร "หฤโหดคระหึมลม" หฤ-โหด-หึม "ธรณีสุโนกเนา" ณี-โนก-เนา "พนพุมผกาไพร" พน-พุม-ผกา-ไพร "กระพือพิรุณพรม" พือ-พิ-พรม "โสมสองสนองชุษณปกษ" โสม-สอง-สนอง-ชุษณ "ริมพิภพราว" พิ-ภพ "สงเสียงประสานเสา" สง-เสียง-สาน-เสา "ชลโชยชะดอกใบ" ชล-โชย-ชะ "คํ่าคืนระรื่นรัก" คํ่า-คืน ระ-รื่น-รัก "มธุรสธํารงเรือน" รส-รง-เรือน 5. วรรคสุดทายของ "ราตรี" เปนพระเอกของงานเพื่อบอก Main Idia "โลกียสุขสุขเหมือน สุขโลกอุดรหรือ" กําลังจะบอกวาโลกบันเทิงที่เสพกามารมณทุกวันนี้จะมีความสุขที่แทจริงเหมือนโลกนิพพานหรือ 6. เรื่องราตรีมีการชมความงามธรรมชาติ 6 ชนิด 1. "ฟางามอรามแล ระกะดอกกุกั่นหาว" = ชมดาว 2. "โสมสองสนองชุษณปกษ ศุภลักษณลํายอง, คราว" = ชมพระจันทร 3. "พิณฟา ณ ราตรี ธรณีสุโนกเนา" = ชมนก 4. "กลิ่นหลานภาจรจะปรน สุวคนธบําบวง" = ชมดอกไมหอม 5. "นํ้าคางพระพรางโปรย ชลโชยชะดอกใบ" = ชมนํ้าคาง 6. "ดึกดื่น ณ พื้นอุทยทิศ สุริยฤทธิแพรงพราย" = ชมพระอาทิตย 7. อัพภาส "นํ้าคางพระพรางโปรย" "พระพราง" เปนคําอัพภาส อัพภาส คือ การกรอนเสียงจากคําซํ้าแลวตัดพยางคหนาของคําซํ้าใหเหลือพยัญชนะตนอยางเดียว จึงใสสระอะลง แทนสระเดิม เชน วับวับ วะวับ เรื่อยเรื่อย ระเรื่อย แยงแยง ยะแยง ยุงยุง ยะยุง แวมแวม วะแวม พรางพราง พระพราง
คําอธิบายศัพท กล ราวกับ กลี เลวราย กุดั่น ทองแกมแกว ทําโดยปดทองคําเปลวทับบนลวดลายที่แกะดวยไมหรือปนดวยปูน แลวประดับดวย กระจกสีถาลวดลายเปนดอกเรียก ดอกกุดั่น ในที่นี้หมายถึง ดวงดาว ซึ่งแพรวพราวราวดอกกุดั่น คระหึม ดังกระหึ่ม ชะ ลางใหสะอาด ชิพ แผลงจากชีพ ชุษณปกษ ขางขึ้น ชุษณ แปลวา ขาว สวาง ปกษแปลวา ขาง ฝาย ดํารู งาม แผลงจากคําวา ตรู ดิถี วันตามจันทรคติมักใชคูกับ วาระ แด ใจ ถม มาก เนา อยู บําบวง บูชา พน ปา พระพราง กรอนมาจาก พรางพราง พราง หมายถึง แวววาบ พิณ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง พิณฟา เปนอุปลักษณหมายถึง เสียงจากฟาดุจเสียงพิณ มธุ นํ้าหวาน นํ้าผึ้ง มธุรส รสหวาน รชนิ คือ รัชนีหมายถึง กลางคืน รมย คือ รมยหมายถึง ความสุขที่นาบันเทิงใจ ความสุขอันพึงใจ ระพิ คือ รพีหรือ รวีหมายถึง พระอาทิตย เรณู ละอองเกสรดอกไม ลํายอง สวยงาม โลกอุดร อุดร แปลวา เหนือ มาจาก อุตร โลกอุดร แปลวา เหนือโลก มาจาก โลกกุตร โลกียสุข ความสุขอยางชาวโลก เชน มีทรัพยสินเงินทอง ศุภลักษณ ลักษณะดี สรวง สวรรค สุโนก นก เสาวสภาพ สภาพที่ดีงาม