The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

onetthai1

onetthai1

นายขนมตมชกพมาถวายตัวพระเจาอังวะ ผูแตง : กรมหลวงพิชิตปรีชากร ลักษณะคําประพันธ : โคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่อง : ฝายพระเจาอังวะอยู ณ เมืองยางกุง ทําการยกฉัตรยอดพระมหาเจดียเกศธาตุสําเร็จแลวใหมีการฉลอง จึงมีขุนนางพมากราบทูลวา คนมวยเมืองไทยฝมือดียิ่งนัก จึงตรัสสั่งใหจัดหามา ไดนายขนมตมคนหนึ่ง เปนมวยดี มีฝมือแตครั้งกรุงเกา เอาตัวมาถวายพระเจากรุงอังวะ จึงใหจัดพมาคนมวยเขามาเปรียบกับนายขนมตม ไดกันแลวก็ให ชกกันหนาที่นั่ง และนายขนมตมชกพมาไมทันถึงยกพมาก็แพแลวจัดเอาคนอื่นเขามาเปรียบชกอีก นายขนมตมชกพมา ชกมอญแพถึงเกาคนสิบคนสูไมได พระเจาอังวะทอดพระเนตร ยกพระหัตถตบ พระอุระตรัสสรรเสริญฝมือนายขนมตมวา ไทยมีพิษอยูทั่วตัวแตมือเปลา ไมมีอาวุธเลยยังสูไดคนเดียวชนะถึงเกาคนสิบคนฉะนี้ เพราะเจานายไมดีจึงเสียเมือง แกขาศึก ถาเจานายดีแลวไหนเลยจะเสียกรุงศรีอยุธยา แลวพระราชทานรางวัลแกนายขนมตมโดยสมควร โคลงสี่สุภาพ คณะ : บทหนึ่งมี 30 คํา แบงออกเปน 4 บาท (บาท = บรรทัด) บาทละ 7 คํา บาทที่ 4 มี 9 คํา สัมผัส : คําที่ 7 ของบาทที่ 1 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 2 และ 3 (พระลอสัมผัส เพื่อน-แพง) คําที่ 7 ของบาทที่ 2 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 4 (พระราม สัมผัส สีดา) คําเอกคําโท บทหนึ่งมีคําเอก 7 โท 4 คําเอก : ถาใสเอกไมไดใหใชเอกโทษ หรือคําตาย (เอกโทษ = ซู, ฮา, เคี่ยว) = สามเหลี่ยมเบอรมิวดา คําโท : ถาใสโทไมไดใหใชโทโทษ (โทโทษ = แหยง, ผึ้ง, ขอย) = Z สัมผัส เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด (พี่เอย) เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น (ฤๅพี่) สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ * เอกโทษ = ไมเอกที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ * โทโทษ = ไมโทที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ การใชคําตายแทนคําเอก (ขอสอบ Ent' ชอบถาม) คุณแมหนาหนักเพี้ยง พสุธา คุณบิดรดุจอา กาศกวาง คุณพี่พางศิขรา เมรุมาศ คุณพระอาจารยอาง อาจสูสาคร นักเรียนสังเกตโคลงบาทที่ 1 ตอไปนี้ผิดฉันทลักษณตรงไหน (1) ปากแตกเอาขี้ผึ้ง ทาซะ (พี่เอย) (2) เสียงลือเสียงแมเคี่ยว กะทิ (นะแม)


การใชคําเอกโทษและโทโทษ เนื้อออนหอนซูเนื้อ นองหญิง ออนแอบแนบอกอิง อุนลํ้า นวลจันทรนั่นนวลจริง แตชื่อ ฤๅเอย นวลที่พี่กลืนกลํ้า กลิ่นเนื้อเหลือนวล ซูตัวนี้เรียกวา เอกโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "สู" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ) ขอฝากซากสวาทสรอย สุนทร ไวที่ทาสาคร เขตนี้ ศาลาทาวันพร พี่ฝาก มาเอย ใครที่พี่เปนผี้ พี่ใหอภัยเจริญ ผี้ตัวนี้เรียกวา โทโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "พี่" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ) * ตําแหนง เอก โท คูแรกในบาทที่ 1 สามารถอนุโลมสลับเปน โท เอกได   ตรงนี้ตองระวัง "อังวะธิราชเจา พุกาม ฉลองธาตุรางกุงงาม ครึกครื้น ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง ขันตอยตีพวกพื้น มานรูครูมวยฯ" (1) พุกาม, มาน แปลวา พมา (2) ครึกครื้น เปนคําซอนเพื่อเสียง (3) "ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง" การใชคําวา ตนหนึ่ง เปนการยกยองนายขนมตม ปกติคําวา ตน จะใชกับพวก ฤๅษีนักสิทธิ์วิทยาธร ซึ่งเหนือมนุษยแตไมถึงกับเทพ (4) ขันตอยตี แปลวา อาสาไปตอยตี "ฉับฉวยชกฉกชํ้า ฉุบฉับ โถมทุบทุมถองทับ ถีบทาว เตะตีตอยตุบตับ ตบตัก หมดหมูเมงมอญมาว มานเมื้อหมางเมินฯ" (1) ภาพพจนแบบสัทพจน (เลียนเสียงธรรมชาติ) ตรง ฉุบฉับ ตุบตับ (2) โคลงบทนี้ทุกบาทมีการเลนสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ) บาทที่ 1 ฉับ-ฉวย-ชก-ฉก-ชํ้า-ฉุบ-ฉับ บาทที่ 2 โถม-ทุบ-ทุม-ถอง-ทับ-ถีบ-ทาว บาทที่ 3 เตะ-ตี-ตอย-ตุบ-ตับ-ตบ-ตัก บาทที่ 4 หมด-หมู-เมง-มอญ-มาว-มาน-เมื้อ-หมาง-เมิน (3) คํากริยาที่แสดงอาการตอยมวย มีคําดังตอไปนี้ ชก ฉก โถม ทุบ ทุม ถอง ทับ ถีบ เตะ ตี ตอย ตบ ตัก


(4) คําที่หมายถึงพมา มีคําดังตอไปนี้ เมง มอญ มาว มาน "เกินสิบตอยบซํ้า สองยก มานกษัตริยหัตถลูบอก โอษฐพรอง ชาติสยามผิยามตก ไรยาก ไฉนนา ยังแตตัวยังตอง หอนไดภัยมีฯ" (1) โคลงบทนี้ชื่นชมนายขนมตมวามีความสามารถจริงๆ ตรงบาทที่ 4 (2) เลนคําวา "ยัง" "ยังแตตัว" = เหลือแตตัว "ยังตอง" = แมกระนั้นยัง "ฉากนี้สมพากษพรอง เพลงสุภา-ษิตเอย เคยปากหากพูดมา มากครั้ง กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย รูปฉากพากษติดตั้ง ตอใหเห็นจริง" โคลงบาท "กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย" ตรงกับสํานวน กรุงศรีอยุธยาไมสิ้นคนดี คําอธิบายศัพท ขัน อาสา ตบ อาการที่ใชมือหรือหมัดฟาด ตัก อาการที่ใชมือหรือหมัดชอนขึ้น ทาว ในบทกวีนี้หมายถึง เทา ธาตุ พระสถูปเจดียที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา หรือพระธาตุของพระอรหันต ธิราช มาจาก อธิราช แปลวา พระราชาผูยิ่งใหญ พรอง รอง พูด พุกาม พมา เพรง กาลกอน มอญ ชื่อชนชาติหนึ่งอยูทางตอนใตของพมา มาน พมา มาว ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยแถบชายแดนพมา-ไทย (พิจารณาจากบริบท) เมง ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยอยูแถบชายแดนพมา-ไทย เมื้อ ไป กลับ สมพากษ เหมาะกับคําพูดหรือคําบรรยาย หมางเมิน หมาง แปลวา หมองใจ เมิน แปลวา ไมมอง หมางเมิน แปลวา เสียใจจนไมมอง


เสนาะฉันท ผูแตง : พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระนราธิปประพันธพงศ ลักษณะคําประพันธ : โคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่อง : เสียงของกวีนิพนธไพเราะกวาเสียงใดในโลก "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง นภากาศ ก็ดี กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม สะดิ้งฤดีเฉกกวีวาท ไพเราะ ไฉนรา พจนาทรสสวาทพรึ้ม เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ เมฆพยับอับแสงสอึ้ง อรามแพประพนธเฉลยฯ" ตรงนี้ตองระวัง 1. สาระสําคัญของโคลงทั้ง 2 บทนี้คือ เสียงของคําประพันธไพเราะกวาเสียงใดๆ ในโลก 2. ภาพพจนแบบอุปมา : สดิ้งฤดีเฉกกวีวาท เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท 3. เนื้อหาจะบอกวา เสียงฟารอง เสียงปพาทย เสียงหญิงสาว หรือแมกระทั่งเสียงนกการเวกทั้งหมดนี้ไพเราะ สูเสียงกวีนิพนธไมไดเลย 4. จินตภาพดานภาพ :(1) "ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ" (2) "เมฆพยับอับแสงสอึ้ง" 5. จินตภาพดานเสียง : (1) "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง" (2) "กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม" (3) "การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค" 6. โคลงบทที่ 2 ชมความงามของคําประพันธ = รสเสาวรจนี 7. มีการแสดงศิลปะการประพันธ "ซํ้าคํา" "เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง"


คําอธิบายศัพท แจรม คือ แจม เชนเดียวกับคํา จรด มาจาก จด ซึ่งหมายถึง กระจางไมมัวหมอง นาท เสียงรอง พจ แผลงมาจาก วจะ แปลวา คําพูด พรื้ม แผลงมาจาก พริ้ม แปลวา งามอยางยิ้มแยม เพี้ยง แผลงมาจาก เพียง แปลวา เทาเสมอ เหมือน สวาท นารัก เปนที่รัก สะดิ้ง สันนิษฐานวา เปนคําที่มีความหมายเดียวกับ สะดุง อาจใชคูกับคํา สะดิ้ง เปนสะดุงสะดิ้ง ไดเชนเดียวกับคํา กระตุงกระติ้ง กะหนุงกะหนิง กระจุงกระจิ๋ง จึงไมควรเขาใจสับสนกับคําวา สะดิ้ง ในปจจุบันที่มี ความหมายในทํานองดัดจริต มอม ผูแตง : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช ลักษณะคําประพันธ : รอยแกวประเภทเรื่องสั้น ซึ่งเปนรูปแบบการเขียนที่ไดรับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก มีอิทธิพลตอการเขียนมาจนถึงปจจุบัน เนื้อเรื่อง : ฉากของเรื่อง มอม คือ กรุงเทพมหานคร แถบถนนเพชรบุรีเรื่อยมาจนถึงถนนราชวิถีชวงเวลาของเหตุการณ ในเรื่องนี้เปนชวงที่ประเทศไทยเขาสูสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเทพถูกโจมตีทางอากาศอยางรุนแรง บานเรือนเสียหายและ ผูคนลมตายเปนจํานวนมาก ตัวละครในเรื่องอยูในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางครอบครัวหนึ่ง มีชีวิตเรียบงายแบบ คนไทยทั่วๆ ไป ตัวละครในอีกครอบครัวหนึ่งมีฐานะดีมอมตัวเอกเปนเรื่องของสุนัขครอบครัวแรกในตอนตนของชีวิต แตภัยจากสงครามทําใหมอมตกอยูกับครอบครัวหลัง และในที่สุดเหตุการณก็ผันกลับทําใหมอมมาพบกับเจานาย เจาของเดิมของตน ตรงนี้ตองระวัง 1. "มอมไมไดรักนายเทาชีวิต แตนายเปนชีวิตของมอม" การใชภาษาตรงนี้ สละสลวยกินใจ สําบัดสํานวน แสดงลักษณะนิสัยของมอมวารักเจานายของมันมากที่สุด มากกวารักตัวมันเอง 2. "การถายปสสาวะรดที่ตัวอื่นทําไวแลว จึงเปนอนันตริยกรรมของสุนัข อภัยใหกันไมไดแลวถาทําการตอหนาก็ เปนการทาทายกันโดยตรง เปนการทําลายเกียรติของหมาตัวผูดวยกัน" สัญชาตญาณของสุนัขนั่นเอง 3. "ครั้นตอมาอาการรักหนักขึ้น มันก็ไมกลับเอาเลย เฝาเวียนวนอยูแถวนั้น คอยไลกัดตัวผูอื่นๆ ทั้งหนุม ทั้งแก ที่มาตอมนางนวลเปนฝูง คนในบานเขาหนวกหูหนักเขา เขาก็ทุบตีเอาบาง เอาอิฐขวางเอาบางมอมก็ตองทนเพราะ ความรักกําลังขึ้นหนา" ตรงนี้แสดงความรักของมอมตอหมาตัวเมีย หมาก็มีหัวใจเหมือนคน


4. "พอหัวใจมอมมันหวนกลับไปบาน ตัวมันก็หันกลับและขาทั้ง 4 ของมันก็พาตัวมันกลับบานทันที" สํานวนภาษาเลียนแบบสํานวนภาษาตางประเทศ ตรงประโยคที่พิมพตัวหนา แบบนี้ภาษาไทยจะไมใช นอกจาก ภาษานวนิยาย 5. "วันไหนมอมหิวหนักเขา มันก็ไปนั่งมองขณะที่นายผูหญิงกําลังกิน ถานายผูหญิงหันมามอง มันก็เลียปาก ใหรูวามันหิวมากเหมือนกัน นายผูหญิงก็จะนํ้าตากบลูกตารีบอิ่มขาว แลวเอาของที่เหลือคลุกใหมันกินทันที" ตรงนี้แสดงความมีนํ้าใจ เมตตาของนายผูหญิงตอสัตวยอมเสียสละใหมอมกินขาว แมวาตัวเองจะไมคอยมีกิน 6. ตั้งแตมอมมันยังตัวเล็กๆ นายเคยหามเด็ดขาดไมใหมันไปเก็บของกินนอกบาน มอมมันก็ปฏิบัติตามตลอดเวลา เพราะเมื่อทองมันอิ่มมันก็ไมมีความจําเปนที่จะตองไปหาอะไรกินที่อื่น แตเดี๋ยวนี้มอมตองผิดคําสั่งนาย เพราะทองมันหิว เต็มทน ก็ตองพึ่งถังขยะเชนเดียวกับหมาขางถนนตัวหนึ่ง ดวยความอด" สัญชาตญาณของสัตวโลก ตองยอมแหกกฎบรรทัดฐานของชีวิตเพื่อความอยูรอด ถามอมไมหิวมันก็ไมจําเปน ตองคุยขยะกินหรอก 7. "เพราะมันรูวามันมีหนาที่จะตองทํา มันเบียดเขาไปจนชิดตัวนายผูหญิง มันเลียมือนายผูหญิงและเลียแขน คุณหนูเปนวิธีเดียวที่มันจะบอกใหสองคนนั้นรูวาไมตองกลัว ไมตองตกใจ มอมยังอยู" ความกตัญูของมอมมีตอนายผูหญิง สัตวมันยังรูคุณคนเลย แลวคนละ 8. "เลือดขนๆ ของมันกําลังไหลออกมาแดงฉาน" ตรงนี้ใชภาษาพรรณนาโวหารภาษาวิจิตรใหเห็นภาพ 9. "แตที่กลบนั้นหนานัก สุดกําลังที่มอมจะคุยผูเดียวไหว หมดปญญาเขามันก็เริ่มเหาและหอนอยูที่ปากหลุม เสียงหอนของมันทําใหชาวบานแถบนั้นวังเวงใจ เพราะมันเปนเสียงครํ่าครวญของหมาพันธุทางตัวหนึ่งที่หัวใจแตกสลายลง" มอมพยายามชวยนายผูหญิงและคุณหนูอยางสุดชีวิต แตทําไมสําเร็จ ภาษาตรงนี้สะเทือนอารมณมาก รูสึกเศราหด หูตาม ใชภาษากินใจ 10. "มอมมันอยูกับคุณแตวมานาน มันรูวาเดี๋ยวนี้มันชื่อไอดิ๊ก ถาคุณแตวเรียกมันดวยชื่อนั้นมันก็เขาไปหา แตมอม ไมมีวันลืมวาชื่อจริงที่นายตั้งใหคือ "ไอมอม" มอมไมลืมนายคนเกา แสดงวา มันผูกพันและรักนายคนเกามาก แสดงความจงรักภักดี 11. "เขาสงขาไปไกลขาไมไดขาวคราวจากใครเลย พอกลับมาบานเขาก็บอกวาไฟไหมหมด ลูกเมียถูกระเบิดตาย งานการที่ขาเคยทําคนอื่นเขาก็เอาตําแหนงไปหมดแลว ไมมีใครเขาจะมาคอย ขาหมดหนทางจริงๆ มอมเอยแตเอ็งอยา นึกวาขาลักขโมย ครั้งนี้เปนครั้งแรก พอดีพบเอ็ง เอ็งก็ทําใหขาตองอาย ทําไมลง" ระบบความลมเหลวของราชการไทย ที่ไมรับผิดชอบตอทหารผานศึก เขาไปรบเพื่อประเทศชาติ แตกลับมา ไมมีสวัสดิการอะไรเลย สุดทายก็ตองไปขโมยเขากิน แตมาเจอมอมรูสึกละอายตอบาปเลยทําไมลง 12. "ถึงแมวามอมมันจะรักคุณแตว มันก็รักเพราะมือที่ใหขาวมันกิน คุณแตวไมใชชีวิตของมอม" จากเรื่องมอม ขอความที่พิมพตัวหนา หมายความวา มอมมีความผูกพันอยูกับผูอื่นลึกซึ้งกวาที่รักคุณแตวมาก 13.ขอคิดจากการอานเรื่องมอม 13.1 สงครามเปนสิ่งที่นําความพินาศและความทุกขทรมานมาใหมนุษยทั้งฝายที่ไดรับชัยชนะและฝายแพ 13.2 การดูแลสวัสดิการของครอบครัวทหารในสมัยนั้นไมดีแมแตทหารที่ผานสงครามแลว กลับมาบานก็ไมไดรับส วัสดิการเทาที่ควร 13.3 คนที่ประกอบอาชญากรรมนั้นมิไดทําไปโดยกมลสันดานทุกคนแตทําเพราะความจําเปนบีบคั้นเปนครั้ง คราว


พระครูวัดฉลอง ผูแตง : สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ลักษณะคําประพันธ : รอยแกวเชิงสารคดี ที่มาของเรื่อง : เปนเรื่องหนึ่งใน "นิทานโบราณคดี" จุดประสงคการแตง : เพื่อถายทอดประสบการณของพระองคในสมัยที่ทรงรับราชการ ประทานแกพระธิดา (หมอม เจาหญิง พูนพิศมัย ดิศกุล) และเพื่อปองกันไมใหเรื่องสูญหาย เรื่องเหลานี้ตีพิมพรวมเปนเลมแลว เรียกชื่อวา นิทานโบราณคดีทรงชี้แจงไวในคํานําวา "เรื่องตางๆ ที่จะเลาตอไป นี้ลวนเปนเรื่องจริง ซึ่งตัวฉันไดรูเห็นเองไมใชคิดประดิษฐขึ้นใหม แตเปนเรื่องเกล็ดนอกพงศาวดาร จึงเรียกวา "นิทาน โบราณคดี" ตรงนี้ตองระวัง 1. "ขาอยูในวัดนี้มาตั้งแตยังเปนเด็กจนถึงอายุปานนี้แลว ทั้งเปนสมภารเจาวัดอยูดวย จะทิ้งวัดไปเสียอยางไรได พวกสูจะหนีก็หนีเถิด แตขาไมไปละ จะตองตายก็ตายอยูในวัด อยาเปนหวงขาเลย" พวกลูกศิษยออนวอนเทาใดทานก็ ยืนคําอยูอยางนั้น ตรงนี้แสดงถึงความเปนผูนํา ถึงแมจะเกิดอะไรขึ้น ผูนําก็ตองแสดงความเปนผูนํา และพระครูวัดฉลอง มีความรับผิดชอบเพราะตอนนี้เปนเจาอาวาส 2. แตทานตอบวา "ขาเปนพระเปนสงฆจะรบฆาฟนใครไมได สูจะรบพุงอยางไรก็ไปคิดอานกันเองเถิด ขาจะใหแต เครื่องคุณพระสําหรับปองกันตัว" คนเหลานั้นไปเที่ยวชักชวนกัน ความเชื่อเรื่องคุณไสยของคนไทยโบราณ ปจจุบันก็ยังมีใหเห็นอยู เชนความเลื่อมใสของชาวไทยตอหลวงพอคูณ 3. ทานพระครูวา "จีนรบสูไทยไมไดดวยตัวมันตองกินขาวตม พวกไทยไมตองกินขาวตมจึงเอาชนะไดงายๆ" ตรงนี้แสดงอารมณขันของทานพระครูวัดฉลอง (ดวย แปลวา เพราะ) 4. ทานพระครูวา "ขาไมใชพระพุทธรูปจะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ ขาไมยอม" แตคนหาปลาโตวา "ก็ผมบนไวอยางนั้น ถาขรัวพอไมยอมใหผมปดทองแกสินบน ฉวยแรงสินบนทําใหผมเจ็บลมตายขรัวพอจะวาอยางไร" ทานพระครูจนถอยคําสํานวนดวยตัวทานก็เชื่อเรื่องสินบนเกรงวาถาเกิดเหตุรายแกผูบนบาปจะตกอยูแกตัวทานก็ตองยอม ความตอนนี้สะทอนความสัมพันธระหวางชาวบานกับพระสงฆ เพราะมีอะไรก็ตองอาศัยพึ่งพาพระสงฆ และ สะทอนความเชื่อดานไสยศาสตรเพราะมีการบนบานศาลกลาว ปจจุบันชวงสอบเขามหาวิทยาลัยก็มีการบนใชไหม คนหาปลาก็มีจิตวิทยาในการพูดใหพระครูวัดฉลองยอมใหปดทองดวยการอางเหตุผลที่หนักแนนนาเชื่อถือ พระครูวัดฉลองมีเมตตาบารมีเห็นแกคนหาปลาจะเปนอันตราย จึงยอมใหปดทองแมวาจะดูพิกลอยูวาไมมีใคร เขาปดทองคนเปนๆ 5. "ขาไมใชพระพุทธรูป จะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ขาไมยอม" คําวา นอกรีต มีความหมายตรงกับ นอกแบบ


6. จากขอความขางตน ขอ 5 แสดงใหเห็นวาผูพูดมีทรรศนะวา การปดทองเปนเครื่องหมายแสดงความศรัทธาตอ พระพุทธศาสนาไมควรนํามาใชกับคนเปนๆ 7. "ทานพระครูไมยอมใหแกไขในบริเวณโบสถที่ทานเคยลงไปอยูเมื่อตอสูกับพวกจีน กําแพงแกวที่พวกลูกศิษย เคยอาศัยบังตัวรบจีนครั้งนั้นก็ไมใหรื้อแยงแกไข ยังใหคงอยูอยางเดิม" จากเรื่องพระครูวัดฉลอง ขอความนี้อนุมานไดวา ทานพระครูมีความคิดตองการเตือนใจใหอนุชนในชาติใหสามัคคีกัน 8. เราคาดไววา "การไมยอมใหแกไข" ของทานพระครูจะทําใหบังเกิดประโยชนในดานเปนประจักษพยานของ เหตุการณในอดีต คําอธิบายศัพท กําแพงแกว กําแพงเตี้ยสรางลอมพระอุโบสถ วิหาร หรือเจดียเปนตน เพื่อแสดงอาณาเขต ขรัว เปนคําเรียกบุคคลที่เคารพนับถือ เชน ขรัวยาย ขรัวตา ขรัวพอ (โบราณ) นอกรีต ไมประพฤติตามจารีตประเพณีรีต นาจะกรอนจาก จารีต ประเจียด ผาที่ลงเลขยันตถือเปนของศักดิ์สิทธิ์ปองกันอันตราย พัทธสีมา เครื่องแสดงเขตของพระอุโบสถอันเปนที่ทําสังฆกรรมไดตามพระวินัย มณฑล วงรอบ บริเวณ แควน สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย มณฑล คือ สวนหนึ่งของประเทศ มีสมุหเทศาภิบาลเปนผูดูแลรับผิดชอบมณฑลหนึ่งๆ มักมี 4-5 จังหวัด การแบงประเทศเปนมณฑลๆ ไดเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยันต รูปซึ่งเขียนลงบนสิ่งตางๆ เชน ผา โลหะ แลวลงอักขระหรือเลข ใชเปนของขลัง รูปฉาย รูปถาย ลับแล ฉากกั้นหรือบังที่ยกยายได โลน หยาบคาย มีความหมายกระเดียดไปทางเรื่องเพศ วิทยาคม เวทมนตความเกงกลาทางเวทมนต (วิทย + อาคม) วิปสสนาธุระ การปฏิบัติธรรม บําเพ็ญเพียรทางจิต เพื่อใหเกิดปญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คูกับคันถธุระ ซึ่งหมายถึง การศึกษาคัมภีรทางพระพุทธศาสนาเพื่อความแตกฉานในพระปริยัติธรรม สังฆปาโมกข หัวหนาสงฆตําแหนงเจาคณะจังหวัด เสนาบดี ขาราชการใหญ รับผิดชอบสูงสุดในกระทรวง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย อธิกรณ เหตุ โทษ คดีหรือเรื่องราวการกระทําความผิดของพระภิกษุสงฆ อัจฉริยบุตร คนพิเศษ คนนาอัศจรรย


เมื่อหัวถึงหมอน ผูแตง : นายตํารา ณ เมืองใต (นายเปลื้อง ณ นคร) ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว ประเภทบทความ จุดประสงคการแตง : เปนบทความจรรโลงใจ (อานแลวสบายใจ) เพื่อใหเปนขอคิดถึงชีวิตและตรึกตรองกอนนอน เนื้อเรื่อง : แบงเปน 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 กลาวถึงประสบการณของผูเขียนในวัยเด็ก ตอนที่ 2 อธิบายความในชวงแรกใหแจมชัดขึ้น ตอนที่ 3 ผูแตงใหขอคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของการนอนวาเปนการตายไปชั่วขณะนั่นเอง ตรงนี้ตองระวัง 1. "เมื่อกราบลาทาน ทานพูดวา "หลานเอย ตาไมมีอะไรจะให แตตาอยากใหหลานจําใสใจวาความสัตยหนึ่ง ความกตัญูรูคุณทานหนึ่ง กับความเมตตาหนึ่ง ใหหลานถือไวเปนประจําแลวไมมีตกยาก" พูดแลวทานทําปากขมุบขมิบ เปาลงในฝามือลูบหัวใหขาพเจากราบรับพร" โวหารตรงนี้คือ เทศนาโวหาร (สั่งสอน) 2. "นอกจากรูสึกขันและพิศวง เมื่อทานจะรับประทานขาว ทานตองปนขาวเปลาเปนกอน ทําปากขมุบขมิบไปพลาง แลวก็ยกชูขึ้น เวลาทานจะออกจากบานทานตองยืนนิ่งที่หัวบันไดครูหนึ่ง แลวคอยๆ ยางลงไปพอถึงขั้นสุดทายทาน ตองกมตัวกาวออมไปทางขวาเสียสองสามกาว แลวจึงเดินตามทางตอไป การกระทําของคนโบราณ เปนความเชื่อที่ทํากันมาตั้งแตสมัยเกากอน ทั้งนี้เพราะเปนการรําลึกถึงพระคุณของ แมโพสพและการขออภัยแมธรณีที่ตองเหยียบลงแผนดิน 3. "แตหัวถึงหมอน หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรงถึงกระนั้นตาก็มิอาจ หรี่หลับลงได ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด และหัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลา ซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน" ภาษาที่ใชตรงชวงนี้เปน พรรณนาโวหาร - "ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด" - "หัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลาซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน" - "หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรง" 4. "บนผิวโลกกําลังเต็มไปดวยเชื้อสกปรกเหลานี้ปลิวแทรกซานอขาสูจิตมนุษย เราชําระแตกายไมชําระใจ ฉะนั้น บางคนจึงเปนโรคทางใจงอมแงม มนุษยสังคมและโลกตองสั่นสะเทือน เรารอนอยูดวยโรคอาธรรม" บทความยอหนานี้มีความเดนตรงที่ใชคําเปรียบเทียบ (ไมไดแปลตรงตัว) เชื้อสกปรก = กิเลส ตัณหา ชําระใจ = ใจสงบบริสุทธิ์ โรคทางใจ = ใจที่อาฆาตพยาบาท โลภ โกรธ หลง โรคอาธรรม = โรคทางใจ


5. "เมื่อหัวถึงหมอนจงระลึกถึงพุทธคุณและบริกรรมแผเมตตาจิต ถาตางคนตางแผความเมตตา (เพียงแตตั้งใจ เทานั้นก็พอ) ใหผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต โลกก็จะประสบสันติสุขโดยแทจริง ในทางตรงขามถาเราปลอย กระแสแหงความแคนเคือง ความริษยาอาฆาตออกไปจากดวงจิต โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน ความเบียดเบียน กันก็ยิ่งแกกลา" โวหารตรงนี้คือ เทศนาโวหาร (การสั่งสอน) ภาษาที่วิจิตร : "ผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต" "โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน" บทความยอหนานี้กลาวถึงขอดีขอเสีย 2 ดานเลย 6. "นอน เปนธรรมชาติของสัตวโลกทั้งหลาย การนอนนั้นคือการหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็นไมไดยินอะไร เปรียบเหมือนเปนการตายชั่วคราว" ตรงนี้เปนการอธิบายแบบ (1) "นิยาม" ใหคําจํากัดความ (2) "เปรียบเทียบความเหมือนความตาง" การนิยาม : "การนอนนั้น คือ การหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็น ไมไดยินอะไร" การเปรียบเทียบ : "เปรียบเหมือนความตายชั่วคราว" 7. มีคนมิใชนอยที่พาเอายศศักดิ์ตําแหนงหนาที่ ความเปนกังวล ความอาฆาตพยาบาท ความระแวง ความกลัว เขาไปในมุงดวย" จุดมุงหมายของผูแตงตอนนี้คือ ตองการใหพักกายพักใจอยางเต็มที่ ไมใชเวลานอนก็คิดเรื่องราวตางๆ นานา แยกเวลาไมเปนวาเวลาไหนเวลางาน เวลาพักผอน 8. "การนอนนี้ก็เปนปริศนาธรรมประการหนึ่ง คลายๆ จะเตือนวา สัตวโลกทั้งหลายอยาไดลืมความตาย ใครจะมี ยศอํานาจทรัพยศฤงคารปานไหน เมื่อหลับแลวก็เหมือนกันหมด" ปริศนาธรรมเกี่ยวกับการนอน เปนเครื่องบอกถึงเรื่อง มนุษยไมควรทะเยอทะยาน 9. "แตในที่สุดในเวลานอน เราก็ตองเอนตัวลงขนานกับพื้นดินเหมือนกันหมด ธรรมชาติยอมบอกกลาวเราอยู ทุกวันวา หัวของคนนั้นยอมอยูในระดับเดียวกันทั้งสิ้น แมในเวลาตื่น หัวของเราจะแลดูสูงเดน แตในที่สุดก็จะตองลดลง มาอยูในระดับเดียวกับคนทั้งหลาย" การอานจับใจความขอสอบ Ent นักเรียนตองจับความหมายของบทความ คําพูดที่ผูแตงไดกลาวไวใหจงได อยางบทความขอที่ 9 นี้ความมุงหมายของผูแตงคืออะไรนักเรียนตอบไดไหม คือ เขาตองการจะบอกวาผูดีมีจน คนรวย คนจน สุดทายทุกคนก็เทากัน คือ ความตาย ทุกคนเกิดมาแลวตองตาย


ทุกขของชาวนาในบทกวี ผูพระราชนิพนธ : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เนื้อเรื่อง : พระราชนิพนธเรื่องนี้แสดงแนวพระราชดําริเกี่ยวกับบทกวีไทยและบทกวีจีน ซึ่งกลาวถึงชีวิตและความทุกข ยากของชาวนา เนื้อความในพระราชนิพนธตอนแรกแสดงถึงความเขาพระทัยปญหาตางๆ ของชาวนา และยังสะทอนให เห็นพระเมตตาธรรมอันเปยมลมของพระองคที่มีตอชาวนาอีกดวย สวนตอนตอมา ทรงแปลบทกวีจีนของหลี่เซินเปน ภาษาไทย ทําใหเราเห็นภาพชีวิตของชาวนาจีนกับชาวนาไทยวา มิไดแตกตางกันเทาใดนัก สวนที่สําคัญที่สุด ทรงชี้ใหเห็น กลวิธีนําเสนอของกวีทั้งสองที่แตกตางกัน ตรงนี้ตองระวัง "เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน ขาวนี้นะมีรส ใหชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกขทน และขมขื่นจนเขียวคาว จากแรงมาเปนรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว จากรวงเปนเม็ดพราว ลวนทุกขยากลําเค็ญเข็ญ เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเข็ญ ปูดโปนกี่เสนเอ็น จึงแปรรวงมาเปบกิน นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน" จิตร ภูมิศักดิ์ 1. ครูอยากทราบคําประพันธทั้ง 5 บท นี้เปนคําประพันธชนิดใด นักเรียนตอบไดไหม 2. คําประพันธ5 บทนี้เหมือนจะเปนการลําเลิกทวงบุญคุณ วาทุกคนมีขาวกินไดเพราะความยากลําบากของชาวนา นักเรียนรูสึกไหม 3. ปญหาของชาวนาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงสรุปมีดังนี้ 3.1 ความชวยเหลือดานปจจัยผลิตยังไมมี 3.2 การพยุงหรือประกันราคายังไมมี 3.3 ชาวนาตางละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมไปอยูในภาคอุตสาหกรรมเพราะรายไดดีกวา สวัสดิการดีกวา 3.4 ชาวนาเปลี่ยนจากปลูกขาวมาปลูกพืชเศรษฐกิจ 3.5 ไมรูจะอุทธรณรองฎีกากับใครเวลามีปญหา 4. ความงามของบทประพันธของจิตร ภูมิศักดิ์อยูตรงบทที่ 4 มีการเลนสัมผัสอักษร "เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเย็น"


5. คําประพันธบทที่ 1 นํ้าเสียงของผูแตงเหมือนกับมีความกดดัน และอยากตะโกนบอกวาที่พวกเจาอยูไดเพราะ หยาดเหงื่อแรงงานของชาวนา เหมือนกับผูแตงเปนชาวนาซะเอง "เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน" นํ้าเสียงผูแตงแรงมากเลย พอๆ กับบทสุดทาย เหมือนพวกหัวรุนแรง "นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน" บทกวีตอไปนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงแปลมาจากบทกวีจีนของหลี่เซิน "หวานขาวในฤดูใบไมผลิขาวเมล็ดหนึ่ง จะกลายเปนหมื่นเมล็ดในฤดูใบไมรวง รอบขางไมมีนาที่ไหนทิ้งวาง แตชาวนาก็ยังอดตาย ตอนอาทิตยเที่ยงวัน ชาวนายังพรวนดิน เหงื่อหยดบนดินภายใตตนขาว ใครจะรับรูบางวาในจานใบนั้น ขาวแตละเม็ดคือความยากแคนแสนสาหัส" 6. ความหมายคลายกับของจิตร ภูมิศักดิ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชนิพนธตรงประโยควา "แตก็แสดงความขัดแยงชัดเจน แมวาในฤดูกาลนั้นภูมิศาสตรจะอํานวยใหพืชพันธุธัญญาหารบริบูรณดี แตผลผลิตไมไดตกเปนประโยชนของผูผลิตเทาที่ควร" แสดงวาชาวนาไทยกับชาวนาจีนก็ไมมีความแตกตางในดานการเปนอยู ตองลําบากเหมือนกัน ไมใชอาชีพ ที่รํ่ารวย 7. เทคนิคการเขียนของกวีทั้ง 2 ทาน หลี่เซิน : บรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพใหคนชม จิตร ภูมิศักดิ์ : ใชวิธีเสมือนกับนําชาวนามาบรรยายเรื่องของตนใหผูอานฟงดวยตนเอง 8. "เวลานี้สภาพบานเมืองก็เปลี่ยนไป ตั้งแตสมัยที่หลีเซินเมื่อพันปกวา สมัยจิตร ภูมิศักดิ์เมื่อ 30 กวาปที่แลว สมัยที่ ขาพเจาไดเห็นเอง ก็ไมมีอะไรแตกตางกันนัก" ฉะนั้นกอนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ เรื่องความทุกข ของชาวนาก็คงยังจะเปนแรงสรางความสะเทือนใจใหแกกวียุคคอมพิวเตอรสืบตอไป บทพระราชนิพนธตอนนี้ไพเราะมาก คือ กําลังจะบอกวาชาวนาทุกสมัยก็ลําบากเปนอยูอยางนี้ทุกยุคทุกสมัย ประโยค สุดทายตั้งแต "เรื่องความทุกข ..." เปนการสะทอนใหผูอานไดคิดวา ชาวนาเปนบุคคลที่ตองชวยเหลือพวกเขากันตอไปหรือไม


พระบรมราโชวาท ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5) ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เชิงเทศนาโวหาร ในรูปพระราชหัตถเลขา ที่มา : ทรงพระราชนิพนธเปนพระราชหัตถเลขา พระราชทานแกพระเจาลูกยาเธอ 4 พระองคใน วโรกาสเสด็จไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศในยุโรป พระโอรสทั้ง 4 พระองค : 1. พระองคเจากิติยากรวรลักษณตอมาทรงกรมเปนกรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงเปนตนสกุล "กิติยากร" 2. พระองคเจารพีพัฒนศักดิ์ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ตนสกุล "รพีพัฒน" ทรงเปนพระบิดา แหงกฎหมายไทย 3. พระองคประวิตรวัฒโนดม ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงปราจีณษกิติบดีตนสกุล "ประวิตร" 4. พระองคเจาจิรประวัติวรเดช ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ตนสกุล "จิรประวัติ" จุดมุงหมายที่ทรงพระราชนิพนธ : เพื่อทรงสั่งสอนพระเจาลูกยาเธอใหปฏิบัติตนใหถูกตองและดีงามขณะที่ทรงศึกษา อยูหางไกล ตรงนี้ตองระวัง 1. ทรงสั่งสอนวา หามถือยศถือศักดิ์วาเปนเจา ดังพระราชนิพนธตอนนี้ : "อยาใหไวยศวาเปนเจา ใหถือเอาบรรดาศักดิ์เสมอลูกผูมีตระกูลในกรุงสยาม คือ อยาใหใชฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ นําหนาชื่อ ใหใชแตชื่อเดิมของตัว" ทรงมีเหตุผลจากตอนนี้ : "ถาเปนเจานายแลว ตองรักษายศศักดิ์ในกิจการทั้งปวงที่จะทําทุกอยาง เปนเครื่องลอตาลอหูคนทั้งปวงที่จะให พอใจดูพอใจฟง จะทําอันใดก็ตองระวังตัวไปทุกอยาง ที่สุดจนจะซื้อจายอันใดแพงกวาสามัญ เพราะเขาถือวามั่งมี เปนการเปลืองทรัพยในที่ไมควรจะเปลือง" 2. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาทรงใชพระราชทรัพยสวนพระองคดังจากความตอนนี้ : "เงินคาที่จะใชสอยในการเลาเรียนกินอยูนุงหมทั้งปวงนั้น จะใชเงินพระคลังขางที่คือเงินที่เปนสวนสิทธิ์ขาด แกตัวพอเอง ไมใชเงินสําหรับจายราชการแผนดิน"ทรงมีเหตุผล ดังความตอไปนี้ : "การซึ่งใชเงินพระคลังขางที่ไมใชเงินแผนดินอยางเชนเคยจายใหเจานาย และบุตรขาราชการไปเลาเรียน แตกอนนั้น เพราะเห็นวาพอมีลูกมากดวยกัน การซึ่งใหมีโอกาสและใหทุนทรัพยซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้ เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดี กวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ ดวยเปนของติดตัวอยูไดไมมีอันตรายที่จะเสื่อมสูญ ลูกคนใดที่มีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี หรือไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี ก็จะตองสงออกไปเรียนวิชาทุกคนตลอด โอกาสที่จะเปนไปไดเหมือนหนึ่งไดแบง ทรัพยมรดกใหแกลูกเสมอๆ กันทุกคน ก็ถาจะใชเงินแผนดินสําหรับใหไปเลาเรียนแกผูซึ่งไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาด กลับมาไมไดทําราชการคุมกับเงินแผนดินที่ลงไป ก็จะเปนที่ติเตียนของคนบางจําพวกวามีลูกมากเกินไป จนตองใชเงิน แผนดินเปนคาเลาเรียนมากมายเหลือเกิน แลวซํ้าไมเลือกฟนเอาแตที่เฉลียวฉลาดจะไดราชการ คนโงคนเงาก็เอาไป เลาเรียนใหเปลืองเงิน เพราะคาที่เปนลูกของพอ ไมอยากจะใหมีมลทินที่จะพูดติเตียนเกี่ยวกับความปรารถนาซึ่งสงเคราะห แกลูกใหทั่วถึงโดยเที่ยงธรรม จึงมิไดใชเงินแผนดิน เพราะเหตุที่พอไดเอาเงินสวนที่พอไดใชเองนั้นออกใหเลาเรียนดวย เงินรายนี้ไมมีผูหนึ่งผูใดที่จะแทรกแซงวาควรใชอยางนั้น ไมควรใชอยางนั้นไดเลย"


2.1 พระองคทรงรักพระโอรสเทากันทุกพระองคและพระองคมีพระโอรสมากและรักเทากันทุกพระองค 2.2 ถาสงพระโอรสที่ไมเกงไปศึกษาตอ โดยใชเงินแผนดิน ก็อาจถูกขุนนางและประชาชนนินทาติเตียนเอาได แสดงวาพระองคมีความรอบคอบ เห็นวาอะไรควรอะไรไมควร 2.3 พระองคมีพระโอรสมากถาใชเงินแผนดินก็เปลืองมาก จึงใชพระราชทรัพยสวนพระองคดีกวา 2.4 การใชพระราชทรัพยสวนพระองคใครจะมาวามาพูดอะไรไมได 2.5 พระองคทรงตระหนักถึงวิชาความรูเปนสิ่งสําคัญ จึงแบงใหลูกๆ เทาๆ กันไดมีโอกาสศึกษาเลาเรียนตอ ตางประเทศ 3. พระบรมราโชวาท ตอนตอไปนี้ทรงสั่งสอน เปรียบเทียบรุนแรงมาก แตมิไดใหความหมายแรง แตเปนการ เปรียบเทียบใหเห็นภาพมากกวา ทรงสั่งสอนใหตั้งใจเรียน "ถาจะถือวาเกิดมาเปนเจานายแลวนิ่งๆ อยูจนตลอดชีวิตก็เปนสบาย ดังนั้นจะไมผิดอันใดกับสัตวดิรัจฉาน อยางเลวนัก สัตวดิรัจฉานมันเกิดมากินๆ นอนๆ แลวก็ตาย แตสัตวบางอยางยังมีหนัง มีเขา มีกระดูกเปนประโยชนไดบาง แตถาคนประพฤติอยางเชนสัตวดิรัจฉานแลวจะไมมีประโยชนอันใดยิ่งกวาสัตวดิรัจฉานบางพวกไปอีก เพราะฉะนั้น จงอุตสาหะที่จะเรียนวิชาเขามาเปนกําลังที่จะทําตัวใหดีกวาสัตวดิรัจฉานใหจงได จึงจะนับวาเปนการได สนองคุณพอ ซึ่งไดคิดทํานุบํารุงเพื่อจะใหดีตั้งแตเกิดมา" 4. ทรงสั่งสอนวา ไมใหประพฤติตนเปนคนเกเร โดยอาศัยบารมีพอวาเปนพระเจากรุงสยาม ดังจากความตอนนี้ : "อยาไดถือวาตัวเปนลูกเจาแผนดิน พอมีอํานาจยิ่งใหญอยูในบานเมือง ถึงจะเกะกะไมกลังเกรงคุมเหงผูใด เขาก็คงจะมีความเกรงใจพอ ไมตอสูหรือไมอาจฟองรองวากลาว การซึ่งเชื่อใจดังนั้นเปนการผิดแททีเดียว" ทรงมีเหตุผล ดังจากความตอนนี้ "การที่มีพอเปนเจาแผนดินนั้นจะไมเปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย อีกประการหนึ่ง ชีวิตสังขาร ของมนุษยไมยั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็กเหมือนศิลา ถึงโดยวาจะมีพออยูในขณะหนึ่ง ก็คงจะมีเวลาที่ไมมีไดในขณะหนึ่ง เปนแนแท ถาประพฤติความชั่วเสียในเวลามีพออยูแลว โดยจะปดบังซอนเรนอยูไดดวยอยางใดอยางหนึ่ง เวลาไมมีพอ ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเปนโทษติดตัวเหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด เพราะฉะนั้นจงเปนคนออนนอม วานอนสอนงาย อยาใหเปนทิฐิมานะไปในทางที่ผิด จงประพฤติตัวหันมาทางที่ชอบที่ถูกอยูเสมอเปนนิจเถิด จงละเวนทางที่ชั่ว ซึ่งไดรูไดเอง แกตัวหรือมีผูตักเตือนแนะนําใหรูแลว อยาใหลวงใหเปนไปเลยเปนอันขาด" ตรงนี้มีความเปรียบแบบอุปมา "เหมือนเหล็กเหมือนศิลา" "เหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด" ความตรงนี้เปนการเทศนา (สั่งสอน) 5. ทรงสั่งสอนวา ใหใชเงินอยางประหยัด ดังจากความตอนนี้ : "อยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก หรือถือวาพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป" ทรงมีเหตุผลดังจากความตอนนี้ : "สวนเงินที่พอไดหรือลูกไดเพราะพอนั้น ก็เพราะอาศัยพอเปนผูทํานุบํารุงรักษาบานเมือง และราษฎรผูเจาของ ทรัพยนั้น ก็เฉลี่ยเรี่ยไรกันมาใหพอจะไดเปนกําลังที่จะหาความสุขคุมกับคาที่เหน็ดเหนื่อยที่ตองรับราชการในตําแหนงอันสูง คือ เปนผูรักษาความสุขของเขาทั้งปวง เงินนั้นไมควรจะนํามาจําหนายในการที่ไมเปนประโยชนไมเปนเรื่อง และเปน การไมมีคุณ กลับใหโทษแกตัว ตองใชแตในการจําเปนที่จะตองใช ซึ่งจะเปนการมีคุณประโยชน แกตนและผูอื่นใน ทางชอบธรรม" แสดงวาพระองคทรงรูจักคุณคาของเงิน ซึ่งจริงๆแลวกษัตริยมีอํานาจมากเพราะอยูในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย


6. "เงินทองที่จะใชสอยในคากินอยู นุงหม หรือใชสอยเบ็ดเสร็จทั้งปวง จงเขม็ดแขม ใชแตเพียงพอที่อนุญาต ใหใชอยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก มีพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป" 6.1 มีความหมายตรงกับลักษณะไมพึงประสงคที่กลาวไวในขอความนี้คือ อีลุยฉุยแฉก 6.2 ขอความดังกลาวมีจุดมุงหมาย สั่งสอน 6.3 ความคิดสําคัญของขอความที่ยกมาคือ การรูจักใชจาย 7. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงมีพระบรมราโชวาทใหพระเจาลูกยาเธอทั้ง 4 พระองค ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ใหแตกฉานเพราะจะใชเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูไดกวางขวาง 8. พระบรมราโชวาทตอนที่สะทอนบทบาทสําคัญที่สุดที่ผูที่เปนบิดามารดา คือ การซึ่งใหโอกาสและใหทุนทรัพย ซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดีกวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ 9. พระราชประสงคที่แทจริงตามพระบรมราโชวาทนี้ "ใหเขียนหนังสือถึงพอทุกคนอยางนอยเดือนละฉบับ เมื่อเวลายังเขียนหนังสืออังกฤษไมไดก็ใหเขียนมา เปนหนังสือไทย ถาเขียนหนังสืออังกฤษหรือภาษาใดก็ไดใหเขียนภาษาอื่นนั้นมาฉบับหนึ่ง ใหเขียนคําแปลเปนภาษาไทย อีกฉบับหนึ่ง" คือ ใหรูทั้งภาษาไทยและภาษาตางประเทศ 10. ขอความตอไปนี้แสดงวาผูกลาวตองการสอนในเรื่อง "จึงรูไวเถิดวา ถาเมื่อไดทําความผิดมาเมื่อใด จะไดรับโทษโดยทันทีการมีพอเปนพระเจาแผนดินนั้นจะไม เปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย" ตองการสอนไมใหถืออํานาจประพฤติมิชอบ คําอธิบายศัพท บรรดาศักดิ์ ฐานะของขุนนางในอดีต เชน ขุน หลวง พระ พระยา เจาพระยา ซึ่งไดรับพระราชทาน เนื่องจากตําแหนง ผูมีบรรดาศักดิ์จัดวาเปนผูมีตระกูล เบี้ยหวัด ในบทอานนี้หมายถึง เงินที่พระราชทานเปนงวดๆ ใหแกเจานายหรือผูที่รับราชการสนอง พระเดชพระคุณ หนังสือ หมายถึง วิชาดานภาษา เงินพระคลังขางที่ ทรัพยสินสวนพระองค เงินถุงแดง เงินพระคลังขางที่ มหาดเล็กวิเศษ บุตรขาราชการที่ถวายตัวเปนมหาดเล็ก นายรองหุมแพรมหาดเล็ก ตําแหนงขาราชการสัญญาบัตรขั้นตํ่าสุด ใจโตมือโต ใชเงินสุรุยสุราย ฟุมเฟอย ตนมือ ตอนแรก


สายใยของธรรมชาติคือสายใยของชีวิต ผูแตง : นงพงา สุขวานิช ลักษณะคําประพันธ : สารคดีขนาดสั้น เชิงโนมนาวใจ จุดประสงคการแตง : สงเสริมการอนุรักษธรรมชาติ สิ่งแวดลอม การใหความรู ความเขาใจแกทุกคน เพื่อใหเกิด ความตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้นใหเห็นแนวทางในการชวยใหสามารถมีชีวิตอยูในสภาพแวดลอมที่มนุษยอยูไดอยางปกติสุข ตรงนี้ตองระวัง 1. "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับแผนดินผืนนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้น ดวยธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้นภายใตรมเงาของปาไม ใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตนคือระบบเล็กๆ ของธาตุ อาหารที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือเมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรีย เล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบไมนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอด เวลาตราบเทาที่มีปาไมมีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน" ครูอยากใหนักเรียนหาคําซอนจากบทความขางตน อุดมสมบูรณ ชุมชื้น รมเงา รวงหลน ผุพัง เนาเปอย ยอยสลาย เกื้อหนุน 2. "เมื่อธรรมชาติตางผูกพันกันไวดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน ความอุดมสมบูรณจึงเกิดขึ้นบนพื้นพิภพ ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุมไวใหอยูอยางรมเย็นเปนสุขภายใตระบบความสัมพันธอันซับซอนของ ธรรมชาติมานานแสนนาน ยิ่งความสัมพันธมีมากเพียงใดชีวิตยิ่งไดรับความรมเย็นเปนสุขมากขึ้นเพียงนั้น" สํานวนภาษาสารคดีเรื่องนี้มีการใชภาษาที่วิจิตรมาก คลายๆ จะเปนนวนิยาย เชน "ดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน" "ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุม" ภาษาแบบนี้เขาเรียกวา ภาษาพรรณนาโวหาร 3. "ปาไมนั่นคือแหลงศูนยรวมความชุมชื้นของโลก เมื่อปาไดลดลง ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ ในทํานองเดียวกัน พื้นดินที่ถูกแยกออกจากปาใหเปนทองทุง เกษตรกรรมก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหาร ในดินไป เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร จนในที่สุดเหลืออยูเพียงความแหงแลงใหแกโลก" การอานบทความแตละยอหนา นักเรียนตองหาความสัมพันธของประโยคใดที่เปนสาเหตุ-ผลลัพธกันดวย เพราะขอสอบ Ent ชอบถามบอยๆ อยางบทความยอหนานี้ ครูจะชี้ใหเห็นความสัมพันธของประโยคสาเหตุ-ผลลัพธ ดังตัวอยางตอไปนี้ * "เมื่อปาไมลดลง" : สาเหตุ "ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ" : ผลลัพธ * "ก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหารในดินไป" : ผลลัพธ "เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร" : สาเหตุ


4. "ในขณะที่ระบบความสัมพันธของปาไมดิน และนํ้าถูกรบกวนอยางรุนแรงนั้น ระบบแหงจักรวาลก็ถูกรบกวน จากมนุษยเชนเดียวกัน ตัวการซึ่งรุกลํ้าขึ้นไปทําลายระบบความสัมพันธในจักรวาลนั้น คือ ระบบความเจริญแหงการ พัฒนาทางอุตสาหกรรม ที่เผาพันธุมนุษยไดคิดคนควา เพื่อสรางความยิ่งใหญใหแกโลกนั่นเอง อากาศบริสุทธิ์ ที่ถูกเจือปน ดวยกาซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากยวดยานพาหนะนี้นําไปสูภาวะการเกิดฝนกรด การทําลายชั้นโอโซน ในบรรยากาศ และการอบความรอนในพิภพไมใหกระจายขึ้นไปสูหวงบรรยากาศได" บทความยอหนานี้เปนการอธิบาย เพื่อทําใหผูอานเขาใจ แตการอธิบายก็มีวิธีการหลากหลายวิธีนักเรียนวา บทความนี้ใชกลวิธีใดอธิบาย 1. นิยาม 2. การอธิบายตามลําดับขั้น 3. เปรียบเทียบความเหมือนความตาง 4. ยกตัวอยางประกอบ 5. การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป บทความนี้เปนการอธิบายโดยชี้สาเหตุผลลัพธที่สัมพันธกัน 5. "หากวันนี้โลกกําลังถูกเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติกําลังเสื่อมสลาย ความรมเย็นเปนสุขของชีวิตกําลังเสื่อมสูญ ชีวิตมิอาจอยูไดในทามกลางการแตกสลายของพิภพ ใชภาษาวิจิตร วิลิศมาหรา เปนการใชพรรณนาโวหาร 6. "ในวันนี้จึงมีเพียงมนุษยเทานั้นที่จะสามารถฟนฟูความสมดุลของธรรมชาติใหแกพื้นพิภพ ขอไดโปรดพิทักษ ธรรมชาติไวเพื่อชีวิตอันยั่งยืนนานบนพื้นพิภพนี้" ตรงนี้เปนสาระสําคัญของเรื่องนี้การชักจูงใจ โนมนาวใจผูอานใหรักษาธรรมชาติหวงใยสิ่งแวดลอม "โลกสวยดวย มือเรา"


เก็งแนวขอสอบ ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 1-2 ก. วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว ข. เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน ค. ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ง. ศีรษะออกตลุมปุมเทาตุมไห 1. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนนอยที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 3. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง "จนรุงแรงแสงหิรัญสุวรรณมาศ ผองโอภาสพรรณรายชายเวหา" 1) 9 เสียง 2) 10 เสียง 3) 11 เสียง 4) 12 เสียง ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 4-5 ก. เคลิ้มถวิลกลิ่นปรางอบกลางทรวง ข. รอนจะแผดเผาทรายพริบพรายพราง ค. หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ ง. เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน 4. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนเดี่ยวมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนควบกลํ้ามากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 6. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะประสมกี่เสียง "โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาศหยาดยินดี" 1) 1 เสียง 2) 2 เสียง 3) 3 เสียง 4) 4 เสียง พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 7-8 เฒา อยาก ทรวง โซ ทาย ฆอง อยู ทราย หญา ถาน ขาว ทรง ยุง เสื้อ ธรรม ไข ฐาน ศาล 7. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด 1) /ย/ 2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/


8. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด 1) /ย/ 2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/ 9. ขอใดไมมีเสียงสระประสมปนอยู 1) ชีวิตมนุษยนี้ เปลี่ยนแปลง (จริงนอ) 2) ทุกขและสุขพลิกแพลง มากครั้ง 3) โบราณทานจึงแสดง เปนเยี่ยง (อยางนา) 4) ชั่วนับเจ็ดทีทั้ง เจ็ดขางฝายดี 10. ขอใดมีการเลนเสียงคูสระกันทั้ง 2 วรรค 1) ประยงคทรงพวงหอย ระยายอยหอยพวงกรอง 2) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม 3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ 4) เพียงหงสทรงพรหมินทร ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม 11. ขอใดออกเสียงสั้นทุกพยางค 1) ใจดํา ใจใหม ใจเย็น ใจแคบ 2) ชางเหล็ก ชางปะ ชางแกะ ชางไม 3) นักบิน นักวิ่ง นักเรียน นักเตน 4) นํ้าใจ นํ้ามัน นํ้าสุก นํ้าซุป ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 12-13 ก. นฤบดีโถมถีบสู ศึกธาร ข. ฟอนฟาดสุงสุมาร มอดมวย ค. สายสินธุซึ่งนองพนานต หายเหือด (แหงแฮ) ง. พระเรงปรีดาดวย เผด็จเสี้ยนเศิกกษัย 12. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 13. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายเทากัน 1) ขอ ก-ข-ง 2) ขอ ก-ข-ค 3) ข-ค-ง 4) ขอ ก-ค-ง 14. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง "แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรีสวมอินทรียสรางเคราะห" 1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 15-16 ครุฑ ภพ พุธ ญาณ นาฏ โชค รูป บวบ กาฬ เมฆ ยีราฟ จรัล สด สาร ลาภ เลข คช บาต อากาศ ดาษ 15. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด 1) /ต/ 2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/


16. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด 1) /ต/ 2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/ 17. คําใดมีทั้งพยางคปดและพยางคเปด 1) นํ้าใจ 2) เสียวัว 3) กําเดา 4) เขาที 18. พยางคสุดทายของคําในขอใดมีลักษณะเปนพยางคปดทุกคํา 1) ขาวสวย แชร มอเตอรไซค เจาสัว เสเพล นํ้าไฟ เชียร 2) อาทิตย จุนเจือ สมุดดํา นายทา ตอนเพล รังสรรค สวนครัว 3) ดวงจันทร มะเดื่อ นํ้าเนา ผาไหว วาเหว แมเบี้ย ปเตอร 4) ตมยํา สอดไส อนุสติ สะระตะ นํ้าไหล นงเยาว เหว 19. ขอใดมีวรรณยุกตครบ 5 เสียง 1) ยังลูกออนก็จะออนแตอาหาร 2) นารําคาญคิดมานํ้าตาไหล 3) ทั้งผัวแสนอนาถเพียงขาดใจ 4) สุดอาลัยแลวก็กอดกันโศกา 20. ขอใดที่ทุกคําออกเสียงวรรณยุกตไมตรงกับรูป 1) เดิน ดวน วิ่ง มัน 2) จับ กิน ปูน ขวาง 3) สูง ทาน นอก รอน 4) งาน นํ้า สุก ลอ 21. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางกับพยางคอื่น 1) ควํ่า 2) ทราบ 3) ปลํ้า 4) ไพร 22. ขอใดมีโครงสรางของพยางคตางกับขออื่น 1) ลําพูน 2) ขอนแกน 3) ประจวบ 4) เชียงใหม 23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา 1) เปลี่ยน แทรก หวาน ยาว 2) เมื่อ ขรัว เสี่ย เจือ 3) ดรีม ฟลอร พราน ควาย 4) อํ่า ใหญ เขา ตํ่า 24. "เด็กเสเพลตีกลองตอนเพล" คําที่พิมพตัวหนา 2 คํานี้มีเสียงอะไรเหมือนกัน 1) พยัญชนะตน 2) สระ 3) พยัญชนะทาย 4) ตัวสะกด 25. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับเสียงพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน 1) ตรัส 2) ตาด 3) บาป 4) ภพ 26. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายของพยางคที่ 1 เหมือนกับเสียงพยัญชนะตนของพยางคที่ 3 1) กิจกรรม 2) พลโลก 3) ดาษดา 4) กรมหมื่น 27. รูปพยัญชนะที่ทําหนาที่เปนทั้งตัวสะกดและพยัญชนะตนในขอใดที่เปนเสียงเดียวกัน 1) พลความ 2) ภาสกร 3) รูปพรรณ 4) กิจการ 28. ขอใดเปนคําประสมทุกคํา 1) อิ่มใจ เอาใจ จิตใจ ใจดํา ติดใจ 2) แมทัพ แมเหล็ก แมงาน พอแม แมมด 3) ปลาเค็ม นํ้าหวาน รถดวน ที่นอน ของกลาง 4) ผูจัดการ ผูสมัคร ผูราย ผูประกวด ผูคน


29. ขอใดมีคําประสมที่มีความหมายเชิงอุปมาทุกคํา 1) หัวคะแนน ตีนแมว ตูเย็น ปากกา 2) หางเสือ หักหนา ฉีกหนา ถือหาง 3) หนามา ชางปูน ที่ดิน นักบิน 4) ปากตลาด เจาะขาว เตาอบ หัวหมุน 30. ขอใดมีคําประสมที่มีโครงสรางเหมือนกับคําวา "โตะกินขาว" ทุกคํา 1) ผาปูโตะ ลวดเย็บกระดาษ ไมตีพริก รถไฟฟา 2) ที่เขี่ยบุหรี่ ที่เปดกระปอง สมุดสะสมแสตมป จานดาวเทียม 3) จานรองแกว ของถวายพระ เครื่องตัดหญา เรือหางยาว 4) หองรับแขก เครื่องซักผา ทางยกระดับ ไมจิ้มฟน 31. คําประสมในขอใดมีโครงสรางเหมือนกันทุกคํา 1) คนขายขนม ชางตัดเสื้อ ยารักษาโรคเอดส หมอกรองนํ้า 2) ถนนวงแหวน โทรศัพทมือถือ โทรศัพทเคลื่อนที่ กระทะไฟฟา 3) กระโดดคํ้าถอ สะพานแขวน เครื่องปรับอากาศ นํ้าอัดลม 4) จดหมายดวน ที่เย็บกระดาษ ประชุมทางไกล ของถวายพระ 32. ขอใดมีคําประสมทุกคําที่ประกอบดวยคํากริยากับคํากริยา 1) ตายดาน ถือดี คิดราย คิดคด 2) จูงใจ ยกราง กินที่ ปดปาก 3) ตบแตง ติดตั้ง เลือกตั้ง ซักซอม 4) บังตา ยกทรง ยอความ พัดลม 33. ขอใดมีคําทุกคําเปนคําซอน 1) เสื่อสาด ทรัพยสิน โงเขลา ขมเหง เซอซา 2) แปดเปอน รื้อถอน เบี่ยงเบน กินแกน ใจแตก 3) แกนสาร นัยนตา สรางสรรค อวนพี นอยใจ 4) ทองคํา พัดวี วางเปลา งอแง คนงาน 34. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อความหมาย 1) หนาตา เจริญรุงเรือง เจ็บปวย ดีเด 2) โกรธแคน ลิดรอน แสวงหา ดื้อดึง 3) ผิดถูก เสื้อผา ดึงดัน เนื้อตัว 4) สูงตํ่า ตมตุน ทิ่มตํา ทอแท 35. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อเสียง 1) คับแคน จิตใจ เฉลิมฉลอง เบิกบาน 2) ขมขู เจือจาง แกวงไกว ปนปาย 3) ขัดขวาง เหี่ยวแหง ลมลุก แจมแจง 4) ชิงชัง จริงจัง เปะปะ โผงผาง 36. ขอใดความหมายของคําซอนอยูที่คําหลังทั้งหมด 1) นํ้าหูนํ้าตา หูตา ติดอกติดใจ 2) ใจคอ ทักทาย เจ็บปวย 3) เสื้อผา ชื่อแซ ขาวของ 4) ซุมเสียง กวาดแกวด กินแกน 37. ขอใดมีคําซอนที่ทุกคําเกิดจากคํา 4 คํา มาซอนกัน 1) ขาวปลาอาหาร เสกสรรคปนแตง อุปถัมภคํ้าจุน 2) ถวยโถโอชาม ลวงแคะแกะเกา ชางมาวัวควาย 3) หมูเห็ดเปดไก เหยียบยํ่าซํ้าเติม ลําบากยากแคน 4) ตมยําทําแกง แตงเสริมเติมตอ วิจิตรพิสดาร 38. ขอใดตอไปนี้ถือวาไมใชคําซํ้า 1) พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย 2) จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย 3) รอนรอนออนแสงพระสุริยา 4) ถึงบางพูดพูดกันสนั่นหู


39. ขอใดเปนคําสมาสทุกคํา 1) พลเมือง บุญญาธิการ เมรุมาศ กรมทา สัจจาธิษฐาน 2) ปรมินทร ราชดําเนิน เคมีภัณฑ กษัตริยาธิราช ราโชบาย 3) มหัศจรรย คุณคา กิจจานุกิจ ทุนทรัพย อุปทวันตราย 4) อเนก จลาจล ภยันตราย ศตพรรษ ปจจุบัน 40. ขอใดเปนคําสมาสแบบกลมกลืนเสียงทุกคํา 1) อุโบสถกรรม อัครราชทูต สุขนาฏกรรม วินาศภัย มงคลฤกษ 2) อุณหภูมิ สุนทรียภาพ สัมปทานบัตร วิสามัญฆาตกรรม ปรมาภิเษก 3) อากาศธาตุ สุพรรณบัฏ ศาสตราจารย โลกทัศน โภชนาการ 4) เวสสันดร วชิราวุธานุสรณ สุโขทัย มไหศวรรย มหรรณพ 41. ขอใดมีคําสมาสซึ่งไมมีการสนธิทุกคํา 1) ปฐมทัศน กุศโลบาย นาเคนทร ปจฉิมยาม มัชฌิมวัย 2) วีรชน เบญจราชกกุธภัณฑ ปรมาจารย รัฐสภา วราราม 3) คริสตกาล กาฬปกษ ครุภัณฑ จิตแพทย ชาติภูมิ 4) ทาสกรรมกร คมนาคม ปรมาภิไธย ภัณฑาคาร สุรนารี 42. คําทุกคําในขอใดที่มีคําสมาสที่ประกอบจากคํา 3 คํา 1) บรรณารักษ พระบรมราโชบาย ทักษิณราชนิเวศน ราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม 2) เบญจราชกกุธภัณฑ มหาพฤฒาราม เอกอัครราชทูต อินทรวิหาร 3) สัมมนาคาร เทพศิรินทราวาส พระปฐมเจดีย โสตทัศนอุปกรณ 4) มหรรณพาราม จิรัฏฐิติกาล ประชากรศาสตร พระพุทธจักร มหาวิทยาลัย 43. ขอใดมีตําแหนงของคําครุลหุไมเหมือนขอความตอไปนี้ "ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน" 1) เหลือที่จะแทนทด จะสนองคุณานันต 2) ราคีบพันพัว สุวคนธกําจร 3) ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว 4) ตรากทนระคนทุกข ถนอมเลี้ยงฤรูวาย ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 44-45 ก. แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง ข. หวังเปนเกือกทองรองบาทา ค. จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมา ง. เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี 44. ขอใดมีพยางคคําตายมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 45. ขอใดมีพยางคคําเปนมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.


46. "ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดิน เสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา" คําประพันธนี้มีคําเปนกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 20 คํา 2) 21 คํา 3) 22 คํา 4) 23 คํา 47. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาบาลีทุกคํา 1) อัคคี อัชฌาสัย สิกขา วัตถุ ปญญา อิทธิ สัจจะ สัตตะ บุปผา อัคนี อัศจรรย 2) ขัตติยะ อัจฉริยะ วิชชา มัชฌิม จักขุ กิตติ สักกะ รุกขทุกข หฤทัย กรีฑา 3) อิตถี หัตถี สัจจะ มนต กัญญา ปจฉิม อิจฉา มัจฉา อัตตา กษัตริย วิทยา 4) หทัย สิริ รังสี ภริยา ปฐม ถาวร ฐาปนา ฐาน จริยา ครุฬ กีฬา นิจ สามี โอฬาร อมตะ 48. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาสันสกฤตทุกคํา 1) ภรรยา สถาวร จักษุ กันยา ฤทธิ เอารส ภิกษุ สมัคร บุตร สังกร วิชชุดา 2) ปรัชญา สถาปนา จรรยา นิตย โอฑาร ฤษี ลักษมี จันทรา กริยา สังข ทุกข 3) ประถม สถาน ครุฑ สวามี กีรติ ไวทย จักร นิทรา เนตร องค พยัคฆ 4) สตรี อัธยาศัย อมฤต หัสดี ศิริ ศึกษา สัตย วัสดุ รัศมี มัธยม ไพศาล 49. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาตางประเทศทุกคําโดยไมมีคําไทยแทปนเลย 1) โลก มน เดิน วิกล กนก จักร สังเกต รถ ชาติ ยศ มาห เศิก นํ้า 2) กาย ชาม ประหยัด พร เลข นัดดา คช เวท มาตรา เทพ เยียร ศึก มะมวง 3) ยาน ธน เขลา บุญ วิหค รัตนะ ครุฑ อาพาธ ศูทร เดชะ ระฆัง ผี้ว ตะวัน 4) พนา จมูก ประหยัด คุณ เมฆ อนุญาต รัฐ ปรากฏ เพชร บาป ลาภ วัฒนะ ผล ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 50-51 "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับผืนแผนดินนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้นดวย ธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้น ภายใตรมเงาของปาไมใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตน คือระบบเล็กๆ ของธาตุอาหาร ที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือ เมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรียเล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอดเวลา ตราบ เทาที่มีปาไมมีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน" 50. จากขอความขางตนมีคําซอนเพื่อความหมายกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 7 คํา 2) 8 คํา 3) 9 คํา 4) 10 คํา 51. จากขอความขางตนมีคําสมาสกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 1 คํา 2) 2 คํา 3) 3 คํา 4) 4 คํา 52. ขอใดใชคําราชาศัพทถูกตอง 1) ประธานาธิบดีบลิน คลินตันเปนอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 2) ประธานาธิบดีบลิน คลินตันเปนพระอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 3) ประธานาธิบดีบลิน คลินตันเปนราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 4) ประธานาธิบดีบลิน คลินตันเปนพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ


53. ขอใดใชคําราชาศัพทผิด 1) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถทรงถามชาวเขาเผาอีกอ 2) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงระนาด ณ หอประชุมโรงเรียนนายรอยฯ 3) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงทอดพระเนตรโครงการแกมลิงในพระดําริ 4) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงพระราชนิพนธ "พระมหาชนก" 54. คําทุกคําในขอใดที่ไมมีความหมายเชิงอุปมาเลย 1) คอสูง คอแข็ง ตาขาว หนาหนา ติดตา 2) เจาะขาว ปากหวาน หัวหมุน ตายดาน ปดปาก 3) หักหนา ไวตัว ฉีกหนา ถือหาง เปนใจ 4) นักเรียน กระถางธูป รถไฟ นํ้าหอม ปลาเค็ม 55. ขอใดใชคําไดถูกตองตามความหมาย 1) ปากกาดามใหมที่คุณแมซื้อใหตองใชอยางทะนุถนอมนะ 2) จักรวรรดิองคแรกของราชวงศถังคือใครคะ 3) วันนี้มีเมฆมากหมอกก็หนา ทัศนวิสัยแยจัง 4) เครื่องยนตนี้สมรรถภาพยังดีอยู 56. ขอใดไมมีคําพองรูปพองเสียง 1) เขาเขียนรายงานดวยปากกาสีแดง ดวยวาปากกาสีนํ้าเงินหายไป 2) เขาชอบกินขาวตมและนํ้าสมในตอนเชา และพี่สาวคนโตของเขาก็ชอบขาวตมเหมือนกัน 3) บานฉันจนแสนจนจนไมมีอะไรจะกินอยูแลว 4) กันมีบานที่เชียงใหม อยากไปเที่ยวไหมกันยินดีเสมอนะพวก 57. ขอใดใชคําที่มีความหมายแคบกวางไดเหมาะสม 1) สมรชอบกินขนมหวานและฝอยทอง 2) สมใจชอบกินผลไมและขนมหวาน 3) ประชาชนและชาวนาตางก็พากันมาชุมนุมหนาทําเนียบ 4) เขาไปเดินซื้อของตางๆ เชน เครื่องใชไฟฟา ทีวีตูเย็น และเครื่องเรือน 58. ขอใดมีคําที่มีความหมายกวาง 1) เครื่องกรองนํ้าลดราคา 20% 2) เครื่องอบผาลดราคากระหนํ่า 3) เครื่องปรับอากาศไมลดราคา 4) เครื่องเรือนรานนี้ราคาถูก 59. ขอใดใชคําเชื่อมขัดแยงกัน 1) นักรองทุกคนเมื่อบันทึกแผนเสียงเสร็จก็รีบเตรียมงานแสดงทันที 2) คนไทยตองผนึกกําลังสามัคคีและประเทศจะไดมั่นคงเปนปกแผน 3) รีบอาบนํ้าซะนะ เพราะเดี๋ยวดึกไปหนูจะเปนหวัด 4) เธอกินขนมปงก็ไดหรือไมก็กินขาวตม คุณแมทานสั่งมา 60. สํานวนในขอใดตางจากพวก 1) นกสองหัว 2) หมาสองราง 3) สองฝกสองฝาย 4) จับปลาสองมือ


61. ขอใดใชภาษาไดกระชับกะทัดรัด 1) เปนนิมิตอันดีที่คุณกลับเมืองไทย 2) มติมหาชนสวนใหญไมอยากใหรัฐขึ้นราคานํ้ามัน 3) เขาทําการบานเสร็จกอนเพื่อนๆ 4) คุณครูทําการสอนตั้งแต 6 โมงเชา 62. ขอใดใชสํานวนตางประเทศ 1) นองเขาถูกจับไปเรียกคาไถ 2) สมบูรณถูกตีโดยครูใหญ 3) มันฝรั่งกับมันเทศจะขึ้นราคาสัปดาหหนา 4) ผมคิดวาคุณเหมาะสมแลวครับ 63. ขอใดมีความหมายไมกํากวม 1) "แหม เกงจริงนะ" 2) "คุณแม" 3) "ขนมชั้นนี้ใครหยิบไป" 4) "คุณพอกินขาวเสร็จแลว" 64. ประโยคใดตอไปนี้เปนประโยคที่สมบูรณ 1) ตําแหนงที่แสดงจุดพักในแผนที่บนฝาผนังหองนี้ 2) การสงเสริมใหชาวญี่ปุนเขามาลงทุนดานอสังหาริมทรัพยในประเทศไทย 3) คณะครูและนักเรียนแมจะยอมพักขณะเดินทางไกล 4) การสงสินคาไปขายยังตางประเทศจะชวยลดภาวะการขาดดุลการคา 65. ขอความคูใดมีความหมายเหมือนกัน 1) ใหของเขายืม ใหเขายืมของ 2) เงินเขาขาด เขาขาดเงิน 3) เขาทํามาดี เขาทําดีมา 4) ใหเงินคืน ใหคืนเงิน 66. ภาพพจนในขอใดตางจากพวก 1) ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง 2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล 3) หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ 4) คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม 67. ขอใดมีภาพพจน 1) ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย 2) พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา 3) ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย 4) แลธุลีกลัดกลุม เกลื่อนเพี้ยงจักรผัน 68. ขอใดมีภาพพจนตางจากขออื่น 1) ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน 2) ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา 3) มีเพชรใหญขนาดไขนกพิราบ... ชางเทียมทัดแพรวพราวราวกับไฟ 4) ลมระเริงลูหวิวพลิ้วระลอก สัพยอกยอดไมไปลิ่วลอง 69. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชปฏิพากย 1) เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน 2) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง 3) ความรูเจามีแนแคหางอึ่ง 4) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง


70. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชบุคคลสมมติ 1) หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ 2) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ 3) จากคูวันเดียวให ทุกขปมปานป 4) พิณพาทยไพรกลอมขับสําหรับดง 71. ภาพพจนในขอใดเปนแบบสัญลักษณ 1) โอลิมปกคราวนี้เมืองจิงโจควาไป 10 เหรียญทอง 2) กลุมเพื่อนๆ พี่มีแตสุนัขจิ้งจอกทั้งนั้น ฉันไมอยากคุยดวย 3) อาชีพนักปากกาอยางพวกเราเงินเดือนนอยจัง 4) ผลัดแผนดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร 72. "ดุจเหลาพละนา วะเหววากะปตัน นายทายฉงนงัน ทิศทางก็คลางแคลง นายกลประจําจักร จะใชหนักก็นึกแหนง จะรอก็ระแวง จะไมทันธุระการ อึดอัดทุกหนาที่ ทุกขทวีทุกวันวาร เหตุหางบดียาน อันเคยไวนํ้าใจชน ถาจะวาบรรดากิจ ก็ไมผิดณนิยม เรือแลนทะเลลม จะเปรียบตอก็พอกัน ธรรมดามหาสมุทร มีคราวหยุดพายุผัน มีคราวสลาตัน ตั้งระลอกกระฉอกฉาน ผิวพอกําลังเรือ ก็แลนรอดไมราวราน หากกรรมจะบันดาล ก็คงลมทุกลําไป ชาวเรือก็ยอมรู ฉะนี้อยูทุกจิตใจ แตลอยอยูตราบใด ตองจําแกดวยแรงระดม" คําประพันธขางตนใชภาพพจนชนิดใดมากที่สุด 1) อธิพจน 2) อวพจน 3) บุคคลวัต 4) อุปมานิทัศน 73. ภาพพจนในขอใดตอไปนี้ตางจากขออื่น 1) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด 2) ลูกจักมากับแสงเดือน มาอยูเปนเพื่อน 3) ฉันจนไมมีเงินสักบาท จะมารีดเลือดกับปูผอมๆ อีก 4) แมมีคูชูชิดสนิทนุม เหมือนหอหุมผาทิพยสักสิบผืน


ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 74-75 "วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่ เบญจวรรณกับวัลยชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา นางนวลกับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา ตระเวนไพรรอนรองตระเวนไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ" 74. คําประพันธขางบนมีภาพพจนชนิดใดมากที่สุด 1) อุปมา 2) อุปลักษณ 3) อวพจน 4) สัทพจน 75. คําประพันธขางบนนี้มีความงามวรรณศิลปเดนที่สุดดานใด 1) ซํ้าคํา 2) เลนคํา 3) ดุลเสียงและดุลความหมาย 4) เลนเสียงและจังหวะดุจดนตรี 76. ขอความขางลางนี้ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "ตอนนี้จะซักผานะคะนาสิอยากวนคืนนี้แหละหนูชวนรึจะไมไปดวยกัน" 1) อินทรวิเชียรฉันท 2) กาพยยานี 3) กาพยฉบัง 4) กลอนสุภาพ 77. ขอความขางลางนี้ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "กองหลังนาคะนาคาสี่เหลาเสนาศาตราอาวุธวาวแสงพวกพลทุกตนคําแหงหาญเหิมฤทธิแรงพรอมเพื่อผจญสงคราม" 1) กาพยยานี 2) กาพยฉบัง 3) กลอนแปด 4) อินทรวิเชียรฉันท 78. ขอความขางลางนี้ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "องคพระภควันตนั้นไซรประทับแหงใดก็เขาไปถึงที่นั้นครั้นเขาใกลแลวจึ่งพลันถวายอภิวันทแดองคสมเด็จทศพล" 1) กลอนสุภาพ 2) กาพยสุรางคนางค 3) กาพยฉบัง 4) กาพยยานี 79. บาทที่ 1 ของโคลงสี่สุภาพตอไปนี้ขอใดแตงถูกตองตามผังบังคับ 1) สามารถอาจหามงด วาจา (ตนเฮย) 2) จงจําคําพอสั่ง สอนนา 3) หนึ่งรูบําเรอให ขุนพล 4) ทั้งหลายลวนจัดเจน ไสยศาสตร 80. ขอใดสามารถเติมลงในชองวางใหถูกฉันทลักษณและมีเนื้อความเปนเอกภาพมากที่สุด "ถึงวากษัตริยทั้งสี่กรุง จะมาชวยรบ .......... เปนศึก .......... กูก็ไมครั่นครามขามใคร จะหักใหเปนภัสมธุลีลง" 1) รา, ไทย 2) รุง, ให 3) พุง, ใหญ 4) พุง, ไป


81. ขอใดมีการใชสัมผัสตางจากขออื่น 1) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม จะสงเสริมความสวาดิราชไมตรี 2) เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว 3) จะจริงจังจริงใจไมใชเจา มาโลมเลาเลาเลาเฝาออนพี่ 4) ทรงกางเกงสีแดงดังแสงชาด เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 82. จากประคําประพันธตอไปนี้ขอใดไมมีการใชคํากวีที่หมายถึงนาง 1) ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา 2) พลางคะนึงนุชนอย แนงเนื้อนวลสงวน 3) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางหัน 4) นิจจาเอยจากเชยมาไกลโฉม มีแตโทมนัสรํ่าระกําจิต 83. คําประพันธในขอใดตอไปนี้ที่ไมใชลักษณะของนิราศ 1) ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี 2) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด 3) เห็นขาวขาววาวแวมอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี 4) เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 84-85 ก. รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ ข. ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย ค. คอนทองรองรับกันปกปก นกคุมเปรียวปรื๋อกระพือบิน... หารังเรียกคูอยูกับดิน หยุดกินวิ่งกรากกระตากไป ง. งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล 84. จากคําประพันธขางตนขอใดมีสัมผัสอักษรทุกวรรค 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 85. ขอใดมีจินตภาพทั้งเสียงและเคลื่อนไหวเดนที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 86. ขอใดกลวิธีการแตงไมเขาพวก 1) ตางแกลวสรรตัวกลั่นสรรพ แลนโจมทัพไลจับทัน 2) สารตัวกลั่นสรรตัวกลา นาพันลึกนึกพันลาย 3) สารแตหาญสารตัวเหี้ยม เทียมชางมารทานชางหมื่น 4) ตัวกลางชางตางกลอกเชิด เทิดกระบี่ทีกระบวน


87. ความเปรียบในขอใดตางจากขออื่น 1) สรอยทองยองเยื้องชาย เหมือนสายสวาทนาดนวยจร 2) นางนวลนวลนารัก ไมนวลพักตรเหมือนทรามสงวน 3) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม 4) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม 88. "วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว" "ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา" "เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน" ความงามทางวรรณศิลปของกลอน 3 วรรคนี้ขอใดมิใชลักษณะเดน 1) จังหวะดุจดนตรี 2) การซํ้าคํา 3) เสียงดุจดนตรี 4) อุดมดวยกวีโวหาร 89. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่นมากที่สุด 1) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง ดูยิ่งสิงหลําพอง เปนแถวทองลองตามกัน 2) ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม 3) นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา กระทงนอยลอยทวนนาวามา โอปกษาเอยจะลอยถึงไหนไป 4) ตนโศกทอดยอดขวางออกกลางหวย พี่ก็ชวยผูกชิงชาใหอาศัย พวกผูหญิงชิงขึ้นใหชาไกว สนุกใจรองเตือนใหเพื่อนโยน 90. ขอใดมีการเลนสัมผัสภายในวรรคมากที่สุด 1) แลประเทืองเรืองรองทองเนื้อเกา 2) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม 3) ชางชมชื่นชอบแลลวนแตผี 4) จึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา 91. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด 1) เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 2) วับวาววาบแววแวมแจมจรัส 3) บุษบงเบิกแบงระบัดบาน 4) ที่นอนหมอนมุงมานก็ไมมี 92. คําประพันธบทนี้ใชคําตายแทนคําเอกกี่คํา "ปญญาคาเปรียบแกว กองเก็จ แมวาเพชรถูกเพชร กะแทกกะทั้น งัดงางมลางเมล็ด มลายรูป เมล็ดหนึ่งอาจถึงสะบั้น สะบัดกลิ้งทิ้งสูญ" 1) 4 คํา 2) 5 คํา 3) 6 คํา 4) 7 คํา


93. ขอใดไมใชวัจนภาษา 1) มืดมัวชั่วชากวาเกาไป จะดีรายฉันใดชวยบอกมา 2) ขุนแผนปลอนปอกเหงาดูขาวงอน วางอนลองกินเถิดนองรัก 3) พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง 4) ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไป 94. ขอใดไมใชวัจนภาษา 1) วาเราเลวเราอยาเหลวทําเลวลง ตองทะนงตอตานทานหยามคํา 2) ตนเตือนตนของตนใหพนผิด ตนเตือนจิตตนไดใครจะเหมือน 3) ถึงชนกชนนีจะชิงชัง ลูกจะวิงวอนงอขอโทษกรณ 4) จงเขียนคัดหัดจําตามคําบอก ความรูศอกจะเปนวาอยาสงสัย 95. ขอใดเปนประโยคความรวม 1) ฉันไมชอบคนลักขโมยขนมของเพื่อน 2) เพื่อนทะเลาะกันกอความเดือดรอนใหครูประจําชั้น 3) คุณพอทํางานหนักทุกวันจนตองเขาโรงพยาบาล 4) นํ้าไหลบาสูตัวเมืองอยางรวดเร็ว แตถนนหนทางไมเสียหายมากนัก 96. ขอใดเปนประโยคความซอน 1) หัวหนาของกลุมโจรพูโลตามหลักฐานในแฟมนักโทษของกรมตํารวจไดหลบหนีออกนอกประเทศ 2) การฝกจิตใหสงบกอนนอนเปนกิจที่ดี 3) ภายในเดือนนี้คณะครูตองทํางานใหเรียบรอยทุกประการ 4) เขาไมมาโรงเรียนเพราะเปนไขหวัดใหญ 97. ขอใดเปนประโยคความเดียว 1) การอานหนังสือมิไดใหประโยชนเฉพาะดานความรูเทานั้น แตยังเปนเครื่องมือสําหรับแสวงหาความรูดวย 2) เขาตอวาฉันกอน ฉันจึงตอบโตเขาบาง แตคนอื่นไดยินเฉพาะคําตอบโตของฉัน คนเหลานั้นจึงหาวาฉันพาล 3) ภาพทองฟาในยามใกลคํ่าฝมือจิตรกรหนุมหนาใหมคนนี้คงจะไดรับรางวัลเปนแน 4) เขาพูดยาวจนคนฟงเบื่อ แตเราก็ทนฟงเขาพูดไปจนจบเพราะเกรงใจประธานในที่ประชุม 98. ขอใดเปนประโยคความเดียว 1) เขาทุมกอนหินกอนโตอยางสุดแรงเกิดเขาไปในพุมไมที่มีขโมยซอนอยู 2) ขาวเธอสอบชิงทุนไปตางประเทศไดและเพื่อนๆ ฉลองใหอยางหรูหรา ปรากฏในหนาหนังสือพิมพไทยรัฐ 3) เขาตอวาฉันโดยเขารูเทาไมถึงการณเพราะเขาอาจไดรับฟงมาจากผูที่ไมชอบฉันวาฉันไดคานายหนา 4) ความเห็นอกเห็นใจกันในยามยากแสดงถึงความเปนมิตรแท 99. "ยุคสมัยที่ความเจริญทางวัตถุมีอํานาจครอบงําทางจิตและวิญญาณของมนุษยอยางแรง" ขอความนี้มีโครงสรางของภาษาตามขอใด 1) กลุมคํา 2) ประโยคความเดียว 3) ประโยคความรวม 4) ประโยคความซอน 100. ขอใดใชคํา "ที่" เปนคําเชื่อมประโยคทั้ง 2 แหง 1) กิจกรรมที่ฉันสนใจคือไปดูนิทรรศการที่ศูนยการคาตางๆ 2) ขณะที่ฉันเดินเพลินๆ ก็ไดพบเพื่อนเกาที่จากกันไปนาน 3) เมื่อเขาไปบานที่ระยอง เขาจึงรูวาบานที่เคยอยูถูกไฟไหม 4) ฉันดีใจมากที่รูวาครูที่ฉันรักไดรับรางวัลครูดีเดน


เฉลย 1. 1) 2. 4) 3. 2) 4. 4) 5. 3) 6. 3) 7. 2) 8. 4) 9. 2) 10. 3) 11. 4) 12. 4) 13. 2) 14. 2) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 4) 20. 3) 21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 4) 27. 3) 28. 3) 29. 2) 30. 4) 31. 1) 32. 3) 33. 1) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 4) 40. 4) 41. 3) 42. 4) 43. 4) 44. 4) 45. 2) 46. 4) 47. 4) 48. 4) 49. 4) 50. 2) 51. 2) 52. -) 53. 4) 54. 3) 55. 4) 56. 3) 57. 4) 58. 2) 59. 4) 60. 2) 61. 4) 62. 3) 63. 2) 64. 4) 65. 4) 66. 1) 67. 3) 68. 4) 69. 4) 70. 3) 71. 3) 72. 2) 73. 4) 74. 3) 75. 1) 76. 2) 77. 2) 78. 2) 79. 3) 80. 1) 81. 3) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 4) 89. 4) 90. 1) 91. 2) 92. 3) 93. 2) 94. 3) 95. 2) 96. 4) 97. 4) 98. 3) 99. 4) 100. 1) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


การวิเคราะหและสังเคราะหประโยค การวิเคราะหคือ การจําแนกแยกรายละเอียด การวิเคราะหประโยคก็คือ การพิจารณาเนื้อความที่เราอานวาประกอบ ดวยประโยคชนิดใดบาง สวนใดเปนกลุมคํา สวนใดเปนประโยคขยาย การสังเคราะห คือ การสรางประโยคตางๆ ขึ้นใหถูกตองตามหลักไวยากรณ และมีความหมายตรงตามที่เรา ตองการสื่อสาร การแบงหนาที่ของประโยคตามเจตนาของผูสงสาร การแบงประโยคชนิดนี้แบงไดเปน 3 ประเภท คือ 1. ประโยคแจงใหทราบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชบอกเลาหรือแจงขอความบางประการใหผูฟงทราบ อาจจะเปน ประโยคสั้นๆ ประกอบดวย ประธาน กริยา หรือเปนประโยคที่ซับซอนก็ได ใหสังเกตวาถาประโยคแจงใหทราบนั้น มีเนื้อความปฏิเสธก็จะมีคําปฏิเสธ เชน มิไดมิใช ไมหามิไดปรากฏอยูดวย เชน เรื่องวุนวายเชนนี้ฉันไมสนใจหรอก 2. ประโยคถามใหตอบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชถามขอความบางประการ เพื่อใหผูฟงตอบสิ่งที่ผูพูดอยากรูประโยค ชนิดนี้มีลักษณะการสรางประโยคคลายประโยคแจงใหทราบ แตจะมีคําแสดงคําถาม หรือคําถามปฏิเสธปรากฏอยูดวย เชน หรือ เมื่อไร อะไร ใคร ที่ไหน อยางไร เชน คุณจะหยุดฟงฉันพูดกอนไดไหม ใครจะไปเที่ยวสงกรานตที่เชียงใหมบาง 3. ประโยคบอกใหทํา คือ ประโยคที่ผูพูดใชเพื่อใหผูฟงกระทําอาการบางอยางตามความตองการของผูพูด การกลาว อาจจะใชวิธีขอรอง ออนวอน เชิญชวน บังคับ หรือสั่งก็ไดลักษณะประโยคบอกใหทํามีขอสังเกตดังนี้ 3.1 ประธานของประโยคตองหมายถึงผูฟงเทานั้น 3.2 ถาประธานเปนคําสรรพนามตองเปนสรรพนามพหูพจนบุรุษที่ 1 เชน เรา หรือสรรพนามบุรุษที่ 2 เชน คุณ ทาน เธอ แก เทานั้น


3.3 ทายประโยคตองมีคําอนุภาค เชน ซินะ นา เถอะ สิประกอบอยูดวย 3.4 ถาประโยคบอกใหทํามีเนื้อความ หาม หรือปฏิเสธ ตองมีคําวา "อยา" นําหนากริยา ถาประโยคนั้น มีกริยาชวย "ตอง" ก็ตองเติมคําปฏิเสธ "ไม" ประกอบไปดวย เชน อยาเดินไปในทางเปลี่ยว อันตราย คุณตองไมเห็นแกพวกพองมากเกินไป เธอชวยเฝาบานใหดวยนะ ฉันจะออกไปธุระสักครูหนึ่ง โครงสรางของประโยค ประโยคในภาษาไทยแบงไดเปน 3 ชนิด คือ 1. ประโยคความเดียว ไดแกประโยคที่ประกอบดวยภาคประธานและภาคแสดงมีกริยาหลักในประโยคเพียงตัวเดียว แตก็อาจมีคําวิเศษณขยายเนื้อความหรือมีคําเชื่อม (บุพบท) เสริมความใหสมบูรณก็ได 2. ประโยคความรวม ไดแก ประโยคความเดียวตั้งแต 2 ประโยคขึ้นไปมารวมกันดวยคําเชื่อม (สันธาน) เพื่อเจตนา ตางๆ กัน คือ 2.1 บอกความขัดแยงกัน สังเกตจากสันธาน แต แต...ก็แตทวา ถึง... แต...ก็ฯลฯ 2.2 บอกความคลอยตามกัน สังเกตจากสันธาน และ กับ แลว...จึง ครั้น...ก็ฯลฯ 2.3 บอกความเลือกเอาอยางใดอยางหนึ่ง สังเกตจากสันธาน หรือ มิฉะนั้น ไมเชนนั้น ฯลฯ 2.4 บอกความเปนเหตุเปนผลกัน (ใหสังเกตวาประโยคเหตุมากอนประโยคผล) สังเกตจากสันธาน เพราะ...จึง ฉะนั้น...จึง ดังนั้น...จึง 3. ประโยคความซอน ไดแก ประโยคที่ประกอบดวยประโยคหลักและประโยคยอย ประโยคยอยในประโยคความซอน นี้มี 3 ชนิด คือ 3.1 ประโยคยอยทําหนาที่คลายนามหรือสรรพนาม (นามานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ประโยคหลักสวนใหญ จะไมไดความสมบูรณ ประโยคความซอนที่มีประโยคยอยชนิดนี้มักจะมีกริยาหลัก 2 ตัว แตไมมีคําเชื่อม ในประโยค ความซอนมีคําวา "วา" "ให" ประกอบใหสังเกตดวยก็ได 3.2 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบนามหรือสรรพนาม (คุณานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ตองมีคําประพันธสรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน ทําหนาที่แทนนามหรือสรรพนามในประโยคหลัก 3.3 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบกริยาหรือวิเศษณ (วิเศษณานุประโยค) เปนประโยคที่มีกริยาสําคัญ 2 ตัว อาจมีคําเชื่อม (สันธาน) อยูในประโยคไดแตตองทําหนาที่ขยายกริยาหรือวิเศษณในประโยคหลัก เขาตั้งใจดูหนังสือมาก (ประโยคความเดียว) เขาตั้งใจดูหนังสือมากแตก็ยังเตรียมตัวไมทัน (ประโยคความรวมขัดแยง) ขาววามีการเลื่อนกําหนดสอบเขามหาวิทยาลัยไมจริง (ประโยคความซอนนามานุประโยค) เขาประสบความสําเร็จในชีวิตเพราะความมานะพากเพียร (ประโยคความซอนวิเศษณานุประโยค)


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดแสดงคําเชื่อมประโยคไดดีที่สุด "แสงแดดมีประโยชนยิ่งตอมนุษย .......... ไดปริมาณมากเกินไป ก็พบวาเปนโทษไดเชนกัน .......... แสงแดด ประกอบดวยรังสีหลายชนิด รวมชนิดที่กอใหเกิดโทษไดและชนิดกอใหเกิดโทษนี้เปนแสงที่เราไมสามารถมองเห็น ไดดวยตาเปลา ........... รูจักกันดีมีชื่อเรียกวาแสงอัลตราไวโอเลต" 1) แตถา แต เพราะ 2) แตถา เพราะ แต 3) แต แตถา เพราะ 4) แต เพราะ แตถา 2. "ที่พิพิธภัณฑแหงนี้จัดการแสดงจะแบงเปนหองๆ" คําที่พิมพตัวหนาเปนคําในหมวดใด 1) นาม 2) สรรพนาม 3) บุพบท 4) สันธาน 3. คําวา "แต" ในขอใดเปนคําสันธาน 1) บานหลังนี้เกาแตสะอาดเรียบรอยจริงๆ 2) คุณศักดาเขานอนแตหัวคํ่าเปนปกติ 3) เจานายฉันตองการแตลูกนองฉลาดๆ เทานั้น 4) คุณพอกินแตผลไมและผักสดเสมอ 4. ขอใดควรมีสันธาน "แต" ชวย 1) ถึงเขาจะมีฐานะดีขึ้นเขาก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิม 2) ถึงฉันยากจนฉันก็ยังไมตองเบียดเบียนใคร 3) ถึงเธอจะถูกตัดจากกองมรดกเธอก็ยังมีเงินลนเหลือ 4) ถึงเขาไมสบายเขาก็ยังสงลูกเมียไปแทน 5. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ทําหนาที่ตางกัน 1) ผาที่ตกมาเที่ยวนี้รับรองไมมีตก 2) ทีคุณจะไปละก็ฉันไมเคยวาสักที 3) คนที่รักดียอมเปนคนดี 4) เด็กๆ พากันมาบริจาคเงินกันคนละ 2-3 บาท 6. "คนไทยสวนใหญมักจะบริโภคคาเฟอีนโดยไมรูตัว .......... ไมทราบวามีคาเฟอีนในชา กาแฟ นํ้าอัดลมประเภทโคลา และยาแกปวด" 1) เนื่องจาก 2) อยางที่ 3) ทั้งนี้ 4) ดวยเหตุ 7. "รัฐบาลพยายามที่จะใหประชาชนเรียนรูและใชภาษาไทย .......... ใหสํานึกวาภาษาไทยคือภาษาประจําชาติ .......... พลเมืองไทยทุกคนจะตองใชใหถูกตอง .......... ทัดเทียมกัน" 1) และ ซึ่ง โดย 2) ที่ อัน และ 3) โดย ที่ และ 4) ซึ่ง และ โดย 8. คําวา อะไร ในขอใดเปนคําถาม 1) แอวคงกินอะไรมาเรียบรอยแลวนะ 2) แอวทําอะไรอยูตอนที่ฉันมาเรียกนะ 3) แอวไมตองการอะไรจากคุณหรอก 4) แอวเห็นเขาขับรถสีอะไรตุนๆ หนอย


9. คุณแม "หนูตองทําไมวันนี้หนูจึงไมไปโรงเรียน" (1) หนูตอง "หนูหาโบผูกคอเสื้อไมเจอคะคุณแม" (2) คุณแม "คิดจะไมไปโรงเรียนใชไหมละ (3) ก็เมื่อกี้แมเห็นเอาไปซุกไวในตูเสื้อผาไมใชหรือ (4) คราวหนาหนูอยาใชวิธีนี้กับแมอีกนะ (5) แมไมชอบ" (6) หนูตอง "คราวหนาหนูจะหาวิธีใหมคะ" (7) ประโยค 7 ประโยคนี้เปนประโยคแสดงเจตนาแจงใหทราบกี่ประโยค 1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 10. ขอใดสื่อความหมายตางจากขออื่น 1) เด็กขายของที่รานพบนองสาวของเขาโดยบังเอิญเมื่อวานนี้ 2) เมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่รานโดยบังเอิญ 3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน 4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ 11. ขอใดไมใชประโยคสมบูรณ 1) หยาดนํ้าคางพรางพรมเมื่อวันฉํ่าดาว ใหเหน็บหนาวนํ้าตารวงพรู 2) หากตราบใดสายนทียังรี่ไหล สูมหาชลาลัยกระแสสินธุ 3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน 4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ 12. ขอใดที่บงบอกความหมายวา "ฉัน" เปนผูถูกกระทํา 1) จะใหอะไรฉันทํา 2) จะใหฉันทําอะไร 3) จะใหทําอะไรฉัน 4) อะไรจะใหฉันทํา 13. ขอใดไมเปนประโยคเปนแตเพียงวลี 1) นํ้าตก 2) นํ้าจิ้ม 3) นํ้าเนา 4) นํ้าแข็ง 14. ประโยคในขอใดที่ตัวแสดงไมมีกรรม 1) บทเรียนอันโหดรายที่ธรรมชาติไดประกาศเตือนครั้งนี้ทําใหเกิดการเคลื่อนไหวตอสูเพื่อพิทักษปาไมของประชาชน 2) ทหารที่โรงเรียนทหารราบที่คายทหารเดอมาโยอันเปนคายยุทธศาสตรใกลกรุงบัวโนสไอเรสไดเขายึดตัวโรงเรียนไว 3) รถโวลกาสีเหลืองและสีดํา 2 คัน นําคณะของพวกเราทองราตรีที่เงียบสงบในเวียงจันทน 4) โครงการตางๆ ที่มุงจะอนุรักษปาไมอยางเปนระบบตามที่ปรากฏในวารสารเศรษฐกิจฯ เลมลาสุดนาสนใจ เปนอยางมาก 15. ประโยคในขอใดแสดงถึงอดีตกาล 1) ใครอยูตรงนั้นมาชวยยกเกาอี้หนอย 2) ดูซี่ เขาเดินมาโนนแลวไง 3) ฉันชอบเดินเลนหลังจากกินขาวแลวทุกวัน 4) ตอนฝนตกฉันกําลังกินขาวอยู 16. ประโยคในขอใดมีเจตนาถามใหตอบ 1) ทําไมเขาจึงเกงนักนะหรือใครๆ ก็อยากรู 2) ฉันก็อยากรูจริงๆ นะวาทําไมเขาจึงเกงนัก 3) ออ เขาเกงมานานแลวจะใครละที่อยากรู 4) ไปถามเขาดูซี่ทําไมเขาจึงเกงมากนักฮึ


17. ประโยคในขอใดแสดงเจตนาตางจากขออื่น 1) เธอทํางานไดถูกตองนี่นะ 2) เธอควรทํางานใหถูกตองนะ 3) เธออยาทํางานผิดๆ อีกนะ 4) เธอทํางานอยาใหผิดอีกนะ 18. ขอความใดที่ประกอบดวยประโยคความซอน และประโยคความรวมเรียงตามลําดับ 1) พี่อัสนีบอกพี่วสันตใหตามหาฟกทองที่หายไป พี่วสันตชวยตามหาอยางรีบเรง แตก็ยังไมพบ 2) คุณบานชื่นสงสารคนชราที่บาน "โรยไมรูบาน" มาก ทุกวันอาทิตยเธอจะชวนคุณบานไมรูโรย ลูกสาวไปเยี่ยม และสอนการฝมือใหดวย 3) สาวดาวกําลังจะไปซื้อดอยที่เธอหมายตาไวที่เชียงใหม สวนสาวดอยกลับไมมีสิทธิ์สอยดาวอันสุกใสดวงนั้นเลย 4) สุธีปรารภกับเพื่อนเขาวา เขาอยากชื่อสุธีสามสี่ชาติเพื่อนเขาสนับสนุนวาเปนความคิดที่เขาที 19. ประโยคในขอใดมีลักษณะเปนประโยคความรวม 1) บานไรกังวลที่ จ.นครราชสีมาคือบานอัตภาพของพลเอกเปรม 2) เลือดของผูที่มาบริจาคอยางมากมายนั้นไดตรวจสอบดูเชื้อเอดสกันแลวหรือยัง 3) ปจจุบันนี้นํ้าปลาที่ผลิตในประเทศไทยถึง 80% ไมไดมาตรฐานตามที่คณะกรรมการอาหารฯ กําหนด 4) ถึงคุณมีที่ดินเพียงไมกี่สิบตารางวาในปจจุบันนี้ก็สามารถปลูกมะละกอพันธุเนื้อดีนารับประทานได 20. ขอใดเปนประโยคความรวม 1) มหาวิทยาลัยเชียงใหมจัดประชุมสัมมนาวิชาการเมื่อสัปดาหกอน 2) ถาคิดในดานเนื้อปุยแลว ปุยหมักมีตํ่ากวาปุยเคมี 3) มหาวิทยาลัยเชียงใหมไดจัดทําโครงการเพื่อเกษตรกรรมแผนใหมแลว 4) ผูอํานวยการกองบริการการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหมไดเชิญประชุมผูบริหารโรงเรียนที่เปนสนามสอบ เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 1) 4. 2) 5. 4) 6. 1) 7. 3) 8. 2) 9. 3) 10. 1) 11. 2) 12. 3) 13. 2) 14. 4) 15. 4) 16. 3) 17. 1) 18. 1) 19. 4) 20. 2)


วัฒนธรรมกับภาษา วัฒนธรรม วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษยทําใหเกิดขึ้นเพื่อประโยชนของสังคมของตน เพื่อระบบการดําเนินชีวิต วัฒนธรรมนี้ ครอบคลุมไปถึง ศิลปะ ประเพณีสถาบัน และคานิยมดวย มนุษยกับวัฒนธรรม วัฒนธรรมของมนุษยแสดงใหเห็นในรูปสถาบันตางๆ คือ สถาบันการปกครอง สถาบันการสืบสกุล สถาบันศาลสถิตยุติธรรม สถาบันศาสนา วัฒนธรรมของมนุษยนี้ผิดแผกกันไปขึ้นอยูกับสาเหตุดังตอไปนี้ 1. ภูมิอากาศที่แตกตางกัน 2. มนุษยอาศัยอยูตามที่ตั้งที่แตกตางกัน เชน กลุมชนที่อยูริมนํ้ามีประเพณีการแขงเรือ 3. ที่อยูอาศัยมีความอุดมสมบูรณและความแรนแคนตางกัน 4. กลุมชนที่อยูแวดลอม เชน ถาไปตั้งที่อยูอาศัยอยูในบริเวณกลุมชนที่มีอํานาจก็ตองคอยระมัดระวังตน และ ถาสังคมใดมีนักปราชญหรือประมุขกลุมชนที่อํานาจและความเฉลียวฉลาดมากก็ทําใหกลุมชนนั้นเจริญรุงเรือง เอกลักษณของชาติไทย เอกลักษณคือ สิ่งที่ทําใหเห็นวา บุคคลคนหนึ่งเปนตัวบุคคลนั้นมิใชบุคคลอื่น เอกลักษณของชาติไทยมีหลายประการ เชน 1. ความไมหวงแหนสิทธิ 2. เสรีภาพทางศาสนา 3. ความรักสงบ 4. ความพอใจประนีประนอม 5. การไมแบงชั้นวรรณะ คนไทยและวัฒนธรรมไทย คนไทย คือ คนที่ถือสัญชาติไทยคนที่จะรวมทุกขรวมสุขกับคนไทยทั่วไปจงรักภักดีตอสถาบันตางๆในวัฒนธรรมไทย ใชภาษาไทย และเห็นความสําคัญของภาษาไทยในฐานะที่เปนภาษาประจําชาติ เนื่องจากคนไทยเปนชาติที่เปลี่ยนแปลงที่ตั้ง และสภาพแวดลอมบอยตามหลักฐานในประวัติศาสตร ทั้งศาสนา ประจําชาติของไทยก็คือพุทธศาสนา ซึ่งเปนศาสนาที่ไมเขมงวดในเรื่องพิธีกรรม ทําใหวัฒนธรรมของไทยอยูในลักษณะ ที่ปรับตัวงาย ไมมีการยึดเหนี่ยวเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหนียวแนนนัก


ภาพสะทอนวัฒนธรรมจากภาษาไทย 1. ภาษาไทยมีคาที่ใชเรียกขานบุคคลในครอบครัวที่ลดหลั่นกัน เชน ทวด ปู ยา ปา ลุง นา 2. คําแตเดิมในภาษาไทยมักเปนคําที่ใชสนทนากันในหมูครอบครัว เพื่อนฝูง ถาใชภาษาทางการ เขามักจะนําคํา มาจากภาษาอื่น เชน บาลีสันสกฤต เขมร เปนตน 3. ภาษาไทยมีคําวิเศษณบอกรส เชน ชืด ปรา เปรี้ยว หวาน 4. ภาษาไทยมีคําที่ใชมีความหมายเฉพาะครบถวน จึงไมคอยมีคําที่จะเรียกครอบคลุมดังเชนภาษาทางตะวันตก 5. ภาษาไทยมีภาษามาตรฐาน (ภาษากรุงเทพฯ) เปนภาษาที่ใชติดตอสื่อสารกันในราชการและธุรกิจ 6. ภาษาชวยสืบทอดวัฒนธรรม เพราะการจดบันทึกทําใหรูเรื่องราวความเปนไปของบรรพบุรุษ 7. ภาษาไทยนิยมใชคําใหมีสัมผัสคลองจองกัน ไมวาจะเปนชื่อบุคคล สถานที่ หรือ ภาษิต และโดยเฉพาะอยางยิ่ง บทรอยกรอง แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย 1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า 3) เมื่อมีแขกมาถึงบานตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ 2. "โสนริมนํ้าก็ชํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอ จะหวิวขลุยคลอประเลงเพลงรัก กระเดื่องไมขอนกระดอนตําขาว เขยงเก็งกาวกระตึกตึกตัก เพราะแรงสาวเหยียบขยับเยื้องยัก สะเทิ้นคําทักสิหนักใจเรา" บทประพันธนี้แสดงใหเห็นสิ่งใด 1) ธรรมชาติกับชุมชน 2) ลักษณะสังคมชนบท 3) วัฒนธรรมชุมชนเกษตร 4) กิจกรรมรับลมหนาวของสาวๆ หนุมๆ 3. ขอความตอไปนี้แสดงใหเห็นลักษณะของภาษาตามขอใด "คนไทยเหนือใชคําวา "อู" คนไทยอิสานใชคําวา "เวา" คนไทยใตใชคําวา "แหลง" ในความหมายเดียวกับคําวา "พูด" ในภาษาไทยกลาง" 1) ภาษามีระดับตางกัน 2) ภาษามีการเปลี่ยนแปลง 3) ภาษาสะทอนวัฒนธรรมทองถิ่น 4) ภาษาเปนไปตามกําหนดของกลุมชน 4. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดใหมีลักษณะพิเศษ "หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน" 1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ


5. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกขอที่มีความประณีตที่สุดในการเลือก ใชคํา "ถาชีวิตคิดพะวงหลงประโยชน มัวเฉาโฉด (ก) ซึ่งทับถม ถึงเคยเขียนเพียรผานการอบรม หลงชื่นชม (ข) เทานั้นเอง" 1) (ก) ทําตัว (ข) คิดเอา 2) (ก) ปลอยตัว (ข) โฉดเขลา 3) (ก) เกลือกตัว (ข) โงเขลา 4) (ก) เกลือกกลั้ว (ข) โงเงา 6. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบ สามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็น ลักษณะพิเศษของคําประพันธที่กําหนดให "ยามยากคนคนความมาหยามเยย เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม ถมทับใหไหวหวามยามระทม .......... ขื่นขมจนตรมใจ" 1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น 7. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็นสัมผัส อักษรที่ประณีตที่สุด "โลกยังมีที่หวังรังรองแสง ทุกทุกแหงแลลวนชวนสุขสันต ยิ้มตอยิ้มพิมพภาพอาบสัมพันธ ทุกทุกวัน ........... ดวยนํ้าใจ" 1) เลิศลํ้า 2) ดื่มดํ่า 3) ชื่นฉํ่า 4) สดสวย 8. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวา คําประพันธที่กําหนดใหมีลักษณะพิเศษ "เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน ........... หวั่นไหว เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม" 1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน 9. "ภาษาไทยทําใหคนไทยไมวาจะอยูแหงหนใดรูตัววาเปนคนไทย เพราะมีภาษาไทยเปนเอกลักษณรวมกัน ภาษาจะ สะทอนถึงความเปนชาติเดียวกัน มีแผนดินอันหึงหวงแหนที่เดียวกัน มีความเปนมาทางประวัติศาสตรอันยาวนาน รวมกันและนับไดวาภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย" ขอความใดที่สรุปใจความขางตนไดดีที่สุด 1) ความเปนคนชาติเดียวกันดูไดจากภาษา 2) ภาษาไทยเปนเครื่องหมายบอกความเปนไทย 3) ภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย 4) เอกลักษณรวมกันของคนไทยอยางหนึ่งคือภาษา 10. ขอใดเปนประโยชนที่สําคัญที่สุดของภาษามาตรฐาน 1) แสดงเอกลักษณของชาติ 2) สะทอนวัฒนธรรมของชาติ 3) สืบทอดวัฒนธรรมของชาติ 4) ชวยใหคนทั้งชาติเขาใจตรงกัน เฉลย 1. 3) 2. 2) 3. 4) 4. 2) 5. 3) 6. 3) 7. 4) 8. 4) 9. 2) 10. 4)


คุณธรรมและมารยาทในการสื่อสาร คุณธรรม คือ ความดีงามอันมีอยูในตัวบุคคล เกิดจากการปลูกฝง การไดอาน ไดยินหรือไดเห็นพฤติกรรมที่แสดง คุณธรรมของบุคคลที่เคารพรัก คือ พูดดีกระทําดีคิดดีคุณธรรมที่สําคัญที่สุดในการธํารงสังคมก็คือ การถือวาจาสัตย มารยาทในการสื่อสารใหสัมฤทธิ์ผลนั้น นอกจากจะขึ้นอยูกับระดับของการสื่อสารระหวางมนุษยในสังคมแลวยัง เกี่ยวของกับวัฒนธรรมและคุณธรรมในการสื่อสารดวย 1. การสื่อสารในครอบครัว ถึงแมจะใชภาษากันเอง เพราะความใกลชิดของบุคคลในครอบครัว แตผูสงสาร ก็ควรคํานึงถึงการใชคําพูดใหเหมาะสม กับวัย ความรูและประสบการณของบุคคลในครอบครัวดวย ตองสื่อสารใหเกิด ความเขาใจแจมแจงและตองระวังมารยาทดวย เชน ไมตะโกนพูด เปนตน 2. การสื่อสารในโรงเรียน การสื่อสารประเภทนี้ผูรับสาร เปนบุคคลหลายระดับควรคํานึงถึงความสุภาพเปนสําคัญ 3. การสื่อสารในที่สาธารณะ เปนการสื่อสารที่ตองคํานึงถึงมารยาทตามวัฒนธรรมของสังคมอยางมาก เพราะผูรับสาร มีหลายระดับ หลายวัย หลายฐานะ และหลายอาชีพ 4. การสื่อสารในสังคมโดยทั่วไป 4.1 การปฏิสันถาร เดิมคนไทยไมมีคําทักทายเปนพิธีการ มักจะทักทายกันตามโอกาส เชน ไปไหนมา ตอมา พระยาอุปกิตศิลปสาร กําหนดคําใหคนไทยทักทายกันเชนเดียวกับชาวตะวันตก เปนคําที่ใชไดกลางๆ ไปกําหนดหรือ จํากัดเวลา คือ คําวา "สวัสดี" 4.2 การแสดงความยินดีและการแสดงความเสียใจ ก. การแสดงความยินดี อยาแสดงความยินดีจนเกินจําเปน จนกลายเปนประจบประแจง ข. การแสดงความเสียใจ ควรระวังวาจาอยาพูดพลอยๆ หรือแสดงภูมิรูซึ่งบางทีก็ไมแนนักวา จะถูกตอง ควรพูด ไปในทางใหกําลังใจ ไมใหสะเทือนใจผูฟง แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. คําพูดในขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อไปเยี่ยมผูปวย 1) หนูวาคุณปายังไมดีขึ้น แตไมตองตกใจ จะปรึกษาคุณหมอดูคะ 2) ดูคุณปาแข็งแรงขึ้นมาก อีก 2-3 วันคงกลับบานได 3) หมอจะผาตัดหรือคะ คุณปาคงแย ยิ่งกลัวๆ อยู 4) คุณปาตองพยายามกินมากๆ จะไดหายเร็วๆ นะคะ 2. เมื่อเพื่อนสอบแขงขันไดรับการคัดเลือกไปดูงานตางประเทศ จะกลาวอยางไร จึงจะรูสึกวาทานยินดีกับความสําเร็จนั้น ดวยใจจริง 1) แมจะไมใชตัวเก็ง แตเธอก็ยอดมากเลย 2) ฉันวาแลวเชียวยังไงๆเธอก็ตองไดเยี่ยมจริงๆเลยเพื่อน 3) ฉันวาแลวพอเขาไมไป เธอตองไดก็ไดจริงๆ 4) เธอนี่มามืดจริงๆ มาแซงทางโคงวิ่งเขาปายเลยนะ


3. เมื่อเพื่อนรวมงานไดเลื่อนขั้นเงินเดือน เพราะทําความดีความชอบเปนพิเศษ จะกลาวแสดงความยินดีอยางไร ผูฟง จึงจะรูสึกวาผูพูดไมมีอคติ 1) ยินดีดวยนะ คนเกงก็อยางนี้แหละ โชคดีเสมอ 2) ยินดีดวยนะ เมื่อไหรคุณจะเลี้ยงละ 3) ยินดีดวยนะ คุณนี่กาวเร็วเกินคาด 4) ยินดีดวยนะ คนที่เจานายรักก็อยางงี้แหละ 4. ขอใดใชภาษาพูดไดเหมาะสมและนาเปนที่พอใจที่สุด พยาบาลไดกลาวตอบญาติของคนไขที่มาติดตอขอเยี่ยมคนไขวา 1) ขอโทษนะคะ คนไขชื่ออะไร พูดดังๆ หนอย แลวปวยเปนอะไรคะ 2) ขอโทษคะ กรุณาทวนชื่อคนไขอีกครั้งนะคะ ฟงไมคอยชัด และปวยเปนอะไรคะ 3) ขอโทษคะ ขอใหพูดดังๆ ขึ้นอีก คนไขชื่ออะไรกันแน และเปนโรคอะไรคะ 4) ขอโทษนะคะ กรุณาพูดดังกวานี้ไมไดหรือ จะไดฟงชัดๆ และปวยเปนโรคอะไรคะ 5. ทานคิดวาขอใดเปนการทักทายที่เหมาะสมที่สุดตามสถานการณที่กําหนดมาให 1) อาจารยใหญทักทายอาจารยวิไลซึ่งมาทํางานแตเชาสมํ่าเสมอ "สวัสดีคะ วันนี้มาแตเชาเชียวนะคะ" 2) ผูจัดการทักทายพนักงานที่กําลังเตรียมงานเปดอาคารใหมของบริษัท "เปนไงพวกเราวันนี้ตองเหนื่อยกันมาก หนอยนะ" 3) วิรัชถามนองชายที่เพิ่งกาวเขาประตูบานมา "เปนยังไงแก ขอสอบนะ ทําไดหรือไดทําละ" 4) วิชูกลับมาจากกรุงเทพฯ พบมารดาที่สถานีรถไฟ "โอโฮคุณแม อวนขึ้นมากนะคะไมพบคุณแมสองสามเดือน เทานั้นเอง 6. คําพูดขอใดไมเหมาะสมเมื่อหลานพูดกับคุณยายของตนที่บาน 1) คุณยายคะ หนูมีเรื่องนาสนมาเลาใหคุณยายฟงคะ 2) เสื้อตัวนี้แพงจังเลยคุณยาย แตหนูชอบมันสวยดี 3) เมื่อคุณยายเปนเด็กๆ นะ เชียงใหมเปนอยางไรคะ 4) คุณครูยังไมบอกคะแนนเลยคะ หนูจึงยังไมทราบผลการสอบ 7. ประโยคใดที่พนักงานขายไมควรจะพูดกับลูกคา 1) พี่หอนี้แพงนะคะ 2) พี่ใหงบเทาไรละ 3) ทั้งสีทั้งแบบพี่จะใชไดคุมเลยละ 4) ราคาแพงแตคุณภาพเราเยี่ยมนะคะ 8. ลักษณะการพูดขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อศิษยพูดกับครู 1) อาจารยพูดเร็วเปนรถดวนหนูฟงไมทันเลย 2) อยากใหอาจารยชวยอธิบายใหชาลงอีกนิด 3) ถาอาจารยจะเนนใหชัดเจนจะแจวทีเดียว 4) อาจารยพอจะลดสปดลงไดบางไหม เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 2) 6. 1) 7. 1) 8. 2)


การถามและการตอบ การถาม คือ การสงสารโดยมีจุดประสงคที่จะใหผูรับสารบอกเลาขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นอยางใดอยางหนึ่ง สวนการสงสารเพื่อตอบสนองหลังจากที่ไดรับทราบคําถามแลว เรียกวา การตอบ จุดประสงคในการถาม 1. เพื่อใหรูขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นจากอีกฝายหนึ่ง 2. เพื่อตรวจสอบวาอีกฝายหนึ่งรูขอเท็จจริงหรือไม หรือมีความคิดเห็นอยางใด 3. เพื่อใชเปนกลวิธีในการใหความรูหรือใหขอคิดเห็นบางประการแกผูฟง 4. เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรี 5. เพื่อแสดงความสนใจ ขอควรคํานึงในการถาม 1. มารยาท ไมควรถามเรื่องสวนตัว คําถามที่แสดงความโออวด แสดงการยกตนขมทาน หรือคําถามที่ทําใหผูฟง เกิดความกระดากอาย 2. บุคคล ควรพิจารณาวาผูที่เราถามเปนใคร อยูในฐานะอยางไร มีความสัมพันธตอผูถามเพียงไร เพื่อจะไดใช ถอยคําใหเหมาะสม 3. กาลเทศะ ควรพิจารณาวาผูถามกําลังอยูในอารมณอยางไร พอใจที่จะตอบคําถามนั้นหรือไม 4. สาระ ในคําถามนั้นควรมีสาระที่แสดงวาผูถามสนใจจริงหรือมีความรูกับเรื่องนั้นบางพอสมควร 5. ภาษา ควรตั้งคําถามดวยถอยคําที่กะทัดรัดชัดเจนลําดับความไมสับสนและไมควรถามหลายประเด็นพรอมกัน วิธีถาม 1. ถามขอเท็จจริง มักใชคําถามวา ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทําไม อยางไร ฯลฯ 2. ถามความคิดเห็น อาจตั้งคําถามเชนเดียวกับขอ 1 แตเนื้อหาของคําถามมักเปนเรื่องที่ตองการใหผูตอบใหเหตุผล เสนอแนะ ประเมินคา วินิจฉัย คาดคะเน ฯลฯ 3. ถามเพื่อการทดสอบ เปนคําถามที่มักมีการออกคําสั่งกํากับไวดวย เพื่อใหรูวาควรจะตอบอยางไรแนวใด 4. ถามโดยบอกที่มาของคําถาม เปนคําถามที่ชวยใหผูตอบเขาใจมูลเหตุที่ถามไดอยางดี 5. ถามใหตอบไดหลายทาง เปนคําถามที่ชวยใหไดความรูและความคิดที่กวางขวางยิ่งขึ้น เปนคําถามที่เหมาะสําหรับ การคิดรวมกันในกลุม เพื่อใหไดมาซึ่งความคิดที่แยบคายที่สุด หรือไดขอเท็จจริงที่ถูกตองที่สุด ขอควรคํานึงในการตอบ 1. ตองจับประเด็นในการถามใหไดวาผูถามตองการถามประเด็นใด 2. ตองใชภาษาใหถูกตองตามระดับของผูฟงและกาลเทศะ 3. ควรตอบดวยถอยคําที่สุภาพนุมนวล และควรหลีกเลี่ยงคําตอบที่จะกอใหเกิดผลเสียแกตนเองหรือกระทบกระเทือน ผูอื่น วิธีตอบ 1. ตองตอบใหตรงคําถาม 2. ตอบใหแจมแจง ไมเยิ่นเยอหรือมีเนื้อความคานกันเอง 3. ตองตอบใหครบทุกจํานวน


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดเปนการถามเพื่อถามความคิดเห็นเดนชัดที่สุด 1) นํ้าขึ้น-นํ้าลงเกิดขึ้นไดอยางไร 2) ใครเปนคนไทยคนแรกที่ไดรับรางวัลแมกไซไซ 3) ทําไมนายยอรช บุช จึงชนะคะแนนนายไมเคิล ดูคากิส อยางทวมทน 4) ที่วา "ภรณทิพยสวยอยางฉลาด และเปดศักราชใหมของนางงามไทยนั้น" เปนอยางไร 2. "ผมทําขอสอบไมไดเพราะไมเขาใจคําถาม ภาษาของอาจารยไมชัดใชไหมครับ หรือจะเพราะอะไรก็แลวแต อยากทราบวาอาจารยจะทําอยางไร" ลักษณะคําถามนี้เปนอยางไร 1) ดีที่มีการสรุปจากผลไปหาเหตุ 2) ดีที่พูดเปนกลางๆ และใหอิสระในการตอบ 3) ไมดีเพราะไมทราบประเด็นที่ตองการถาม 4) ไมดีเพราะถามหลายประเด็น เฉลย 1. 3) 2. 3)


การใชเครื่องหมายวรรคตอน 1. , จุลภาค ใชสําหรับคั่นคําหลายๆ คําเพื่อความชัดแจง คั่นคําอุทานหรือคําเรียกรองที่อยูหนาประโยคคั่นกลุมคํา หรือชื่อเฉพาะที่ประกอบดวยกลุมหลายกลุมคั่นจํานวนเลขหลักหนวยๆละ 3 หลักและคั่นประโยคเล็กที่รวมกันหลายประโยค 2. . จุดหรือมหัพภาค ใชเขียนไวหลังตัวอักษรเพื่อแสดงวาอักษรยอ เขียนไวหลังคํายอ เขียนไวหลังอักษรหรือ ตัวเลขที่บอกลําดับขอ จุดทศนิยมในการเขียนตัวเลข เขียนคั่นระหวางชั่วโมงกับนาทีเพื่อบอกเวลาและใชเขียนไวทายเนื้อความ หรือประโยคเพื่อแสดงวาจบแลว 3. ? ปรัศนีใชเขียนไวหลังขอความเพื่อแสดงความสงสัย ไมแนใจ หรือใชเขียนเมื่อสิ้นสุดความหรือประโยคที่ เปนคําถาม 4. ! อัศเจรีย ใชเขียนไวหลังคําที่เลียนเสียงธรรมชาติเพื่อใหผูอานทําเสียงใหเหมาะสม หรือเขียนไวหลังคําวลี หรือประโยคที่เปนคําอุทาน 5. ( ) วงเล็บหรือนขลิขิต ใชเขียนกํากับขอมูลบางอยางเพื่อเตือนความจํา หรือเขียนกันขอความเพื่อบอกที่มาของคํา หรือขอความที่ตองการขยายอธิบายเพื่อความชัดแจง และใชกับนามเต็มที่เขียนไวใตลายมือชื่อ 6. _____ สัญประกาศหรือขีดเสนใต ใชสําหรับเปนคําหรือขอความที่ตองการใหผูอานสังเกตเปนพิเศษ 7. "__ __ __" อัญประกาศ ใชแสดงวาคําหรือขอความนั้นเปนคําพูดหรือความนึกคิด เพื่อเนนใหผูอานสังเกต เปนพิเศษ และเพื่อแสดงวาคําหรือขอความนั้นตัดตอนมาจากที่อื่น 8. - ยัติภังคหรือขีดสั้น ใชเขียนแยกคําหรือวรรคในบทรอยกรอง เพื่อใหไดจํานวนพยางคตามขอบังคับ เขียนแยก คําเพื่อบอกคําอาน ใชแทนคําวา "ถึง" เพื่อบอกเวลา จํานวน หรือสถานที่ ใชในความหมายวา "และ" หรือ "กับ" และใช แทนคําวา "เปน" 9. ..... จุดไขปลาหรือเสนประ ใชสําหรับละคําหรือขอความที่ไมตองการอาน หรือแสดงวาขอความนั้นเลือนหายไป ไมสามารถหาหลักฐานมายืนยันไดเพื่อแสดงวาตองการใหเติมเนื้อความนั้นใหสมบูรณและใชเขียนเพื่อแสดงวาขอความ ที่นํามากลาวนี้ตัดตอนมาเพียงบางสวนเฉพาะขอความสําคัญเทานั้น 10. ๆ ไมยมก ใชเขียนไวหลังคําวลีหรือประโยคเพื่อใหอานซํ้าอีกครั้งหนึ่ง แตเราจะไมนิยมใชไมยมกในคําภาษา อื่น หรือคําที่ตางชนิดกัน 11. ฯลฯ ไปยาลใหญ ใชเขียนไวกลางเนื้อความที่กลาวถึงเฉพาะตอนตนและจบเทานั้น (ใหอานวา "ละถึง") และ ใชเขียนไวทายเนื้อความเพื่อแสดงวายังมีขอความอีกมากมายที่มิไดนํามากลาว (ใหอานเครื่องหมายนี้วา "ละ" หรือ "และอื่นๆ") 12. ฯ ไปยาลนอย ใชเขียนไวทายคําที่รูจักกันดีอยูแลวเพื่อละขอความ ใชเขียนในคํายอ ฯพณฯ ในสมัยโบราณ ใชเปนเครื่องหมายบอกวันเดือนปทางจันทรคติเรียกวา คั่นเดี่ยว 13. " บุพสัญญา ใชเขียนละคําหรือขอความที่อยูบนเครื่องหมายเพื่อจะไดไมตองกลาวซํ้าบอยๆ 14. = เสมอภาคหรือสมพล ใชเขียนคั่นแสดงวาคําหรือขอความทั้งขางหนาและขางหลังเครื่องหมายนี้เทากัน


15. : จุดคูหรือทวิภาค ใชเขียนระหวางคําหรือขอความหรือตัวเลขเพื่อแสดงสัดสวนมาตราสวน ใชเขียนไวหลัง ขอความที่จะมีตัวอยางหรือขอชี้แจง และใชไขความแทนคําวา "คือ" 16. ; อัฒภาค ใชเขียนแยกขอความซึ่งเปนประโยคขยายหลายๆ ประโยคออกจากกันใหชัดเจน 17. ° ตาไกหรือฟองมัน ใชเขียนไวตนบทประพันธเพื่อแสดงวาขึ้นตนบทใหม เดิมใชเขียนไวตนวรรคหรือขอความ แตปจจุบันใชยอหนาหรือมหรรถสัญญาแทน แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดใชเครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่นๆ ไดถูกตองตามหลักภาษา 1) ที่นี่รับซักพรม (บาน; รถ) ราคาเยา! 2) ขนง [ขะหนง] น. คิ้ว, ใชเปนราชาศัพทวา พระขนง. 3) เขาเคยมาที่นี่ทุกวันๆ นี้ทําไมไมมา ใครชวยไปตามเขาทีไดไหม? 4) อาจารยกลาววา "ภาษาเปนสิ่งสําคัญมากในการสื่อสาร เพราะ "ภาษาเปนอาภรณของความคิด" นักศึกษาจงตระหนักขอนี้ไว" 2. ขอใดไมควรใชไมยมก 1) คนคนนี้ไมควรคบหาสมาคมดวย 2) เคี้ยวเคี้ยวยาเม็ดนี้แลวรีบกลืนเสีย 3) ลูกหมาตัวนั้นตกนํ้าเปยกปอน ดูสิตัวสั่นริกริกทีเดียว 4) ถาแนจริงขอใหมาพบกันซึ่งซึ่งหนา 3. เราพบกันเวลา 12.30 น. ขอความที่พิมพตัวหนาอานถูกตองตามขอใด 1) เวลาสิบสองนาฬิกาสามสิบนาที 2) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนาฬิกา 3) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนอ 4) เวลาสิบสองนาฬิกาครึ่ง 4. ขอใดแบงวรรคตอนไดดีที่สุด 1) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือโดยทั่วไป / ดีแลว 2) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือโดยทั่วไปดีแลว 3) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว 4) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวาเปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว 5. ขอใดไมควรใชเครื่องหมายไปยาลใหญ 1) แมซื้อหมูและผักตางๆ เชน ผักกาด ผักคะนา ฯลฯ จากตลาดใกลบาน 2) ที่ประเทศเนเธอรแลนดทานจะไดชมสิ่งตางๆ เชน ดอกทิวลิป เครื่องปนดินเผา ฯลฯ 3) พิพิธภัณฑสัตวนํ้าแหงนี้มีปลาขนาดใหญเล็กหลายชนิด เชน ปลาฉลาม ปลาเทวดา ฯลฯ 4) ฉันสะสมแผนเสียงมานานแลว มีเพลงหลายประเภท เชน เพลงลูกทุง เพลงไทยสากล ฯลฯ


6. ขอใดใชเครื่องหมายไปยาลนอยไดถูกตอง 1) พณฯ นายกรัฐมนตรีกําลังจะไปเยือนตางประเทศ 2) สมเด็จพระสังฆราชจะเสด็จฯ ประทานพระธรรมเทศนา 3) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดําเนินเปนองคประธาน 4) สมเด็จพระบรมฯ โอรสาธิราชเสด็จพระราชดําเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเปนเวลา 2 สัปดาห 7. ขอใดใชเครื่องหมายถูกตอง 1) "จําลอง" สั่งจับกุมเด็ดขาด 2) ขออภัยในความไมสะดวก! 3) ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย 4) ผูตายมีกิจการอยูมากมาย ฯลฯ 8. เครื่องหมายตอไปนี้เรียกชื่อวาอยางไร 1. "..." 2. ฯลฯ 3. . 4. ” 1) อัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา 2) สัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา 3) อัญประกาศ ไปยาลนอย จุลภาค บุพสัญญา 4) สัญประกาศ ไปยาลใหญ จุลภาค บุพสัญญา เฉลย 1. 2) 2. 1) 3. 1) 4. 4) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1)


การพูดตอประชุมชน การพูดตอประชุมชน คือ การพูดแสดงความรูความคิด ความรูสึก รวมทั้งขอเสนอแนะตางๆ ตอผูฟงเปนจํานวนมาก ซึ่งอาจจะมีพื้นความรูรสนิยม สภาพทางเศรษฐกิจสังคม ทัศนคติตอผูพูด และเรื่องที่พูดคลายกันหรือแตกตางกันอยาง ไรก็ได ฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผูพูดควรคํานึงถึงก็คือสารที่สงออกไปนั้น ตองไมมีขอจํากัดวาเปนสารที่รับฟงไดเฉพาะ กลุมใดกลุมหนึ่งเทานั้นและขณะที่พูดจะตองสังเกตและตีความใหถูกตองวาผูฟงกําลังมีปฏิกิริยาตอบสนองอยางไร ความสําคัญของการพูดตอประชุมชนในสังคมประชาธิปไตย 1. เพื่อความสะดวกรวดเร็วที่จะเผยแพรความคิดเห็นของบุคคลใหปรากฏแกสาธารณชนอยางกวางขวาง 2. เพื่อเผยแพรความรูวิทยาการตางๆ ถายทอดวัฒนะธรรมและปลูกฝงคุณธรรมแกประชาชน 3. เพื่อเปนวิถีทางใหมนุษยสามารถชี้แนะการแกปญหาตางๆ ในสังคมได ประเภทของการพูดตอประชุมชน 1. แบงตามวิธีนําเสนอ 1.1 การพูดโดยฉับพลัน หมายถึงการพูดโดยไมรูตัวลวงหนามากอน เชน การพูดกลาวอวยพร 1.2 การพูดโดยอาศัยตนราง เปนการพูดที่ผูพูดมีโอกาสเตรียมตัวลวงหนา สามารถเตรียมตนรางที่จะพูด ใหเหมาะกับผูฟง มีโอกาสเตรียมเนื้อหาไดครบถวน 1.3 การพูดโดยวิธีการทองจํา คือการพูดที่เตรียมตนรางการพูดอยางละเอียดและทองจําเนื้อหานั้นไดจนขึ้นใจ การพูดชนิดนี้มักจะไมคอยเปนธรรมชาติ 1.4 การพูดโดยวิธีอานจากราง คือการอานตนฉบับที่ไดเตรียมไวเปนอยางดีมักใชในการกลาวปราศรัยหรือ กลาวเปดประชุม เปนตน 2. แบงตามความมุงหมาย 2.1 การพูดเพื่อใหความรูหรือขอเท็จจริง เปนการพูดเพื่อใหขอมูลหรือเพื่อแจงใหทราบใหผูฟงเขาใจเรื่องราว ตางๆ ที่เปนประโยชนเปนสําคัญ 2.2 การพูดเพื่อโนมนาวใจ เปนการพูดเพื่อใหผูฟงเกิดความเชื่อถือ ศรัทธา มีความคิดเห็นคลอยตามหรือ กระทําการอยางใดอยางหนึ่งตามที่ผูพูดตั้งจุดมุงหมายไว 2.3 การพูดเพื่อจรรโลงใจ เปนการพูดเพื่อยกระดับจิตใจใหสูงขึ้น เกิดความนึกคิดที่ละเอียดประณีต 2.4 การพูดเพื่อคนหาคําตอบ เปนการพูดที่มุงหมายใหผูฟงชวยขบคิดหาทางแกปญหาตาที่ผูพูดชี้ใหเห็น 3. แบงตามเนื้อหาที่จะพูด เชน เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตรศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง เปนตน 4. แบงตามโอกาสที่จะพูด 4.1 โอกาสที่เปนทางการ เชน การกลาวปราศรัย การกลาวเปดประชุม 4.2 โอกาสกึ่งทางการ เชน การบรรยายสรุปใหแกผูที่มาเยี่ยมชมสถานที่ การพูดอบรมประจําสัปดาห 4.3 โอกาสที่ไมเปนทางการ เชน การพูดเลาเรื่องตลกขบขันใหที่ประชุมฟง


5. แบงตามรูปแบบ 5.1 การสนทนาตอหนาประชุมชน 5.2 การปาฐกถา 5.3 การอภิปรายเปนคณะ 5.4 การซักถามหนาที่ประชุม 5.5 การโตวาที การเตรียมตัวพูดตอประชุมชน 1. กําหนดจุดมุงหมายที่จะพูดใหชัดเจนวาเปนการพูดเพื่อใหความรูเพื่อชี้ปญหา หรือชวยคนหาคําตอบ เปนตน 2. วิเคราะหผูฟงอยางถี่ถวนเพื่อจะไดขอมูลมาใชเตรียมตัวทั้งในดานเนื้อหาและการใชภาษาที่เหมาะแกผูฟง 3. กําหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูด ถามีโอกาสไดควรเลือกเรื่องที่ตนมีความรูความสามารถใหเรื่องนั้น และเปนเรื่อง ที่เหมาะกับผูฟงดวย 4. การรวบรวมเนื้อหาที่จะพูด อาจรวบรวมโดยการคนควาจากการอาน สัมภาษณไตถามผูรูก็ได 5. การทําเคาโครงลําดับเรื่องที่จะพูด ควรจัดประเด็นใหชัดเจน แบงเปนหัวขอใหญและหัวขอยอยเพื่อกันการหลงลืม หรือพูดขามประเด็น 6. การเตรียมวิธีใชภาษา ควรใชภาษาที่เขาใจงาย กะทัดรัด ชัดเจนและตรงประเด็น 7. การซักซอมการพูด ควรซอมทั้งดานวัจนภาษาและอวัจนภาษาเพื่อใหการพูดดูเปนธรรมชาติและผูพูดเกิดความมั่นใจ ในขณะที่เสนอสารนั้นตอที่ประชุมชน สัมฤทธิผลของการพูด 1. ผูพูดตองมีคุณธรรม พูดจากความรูขอมูลหรือขอเท็จจริงที่มีอยูดวยความเที่ยงธรรม มีวิจารณญาณในการพูด 2. ผูพูดตองมีความรูจริงในเรื่องที่จะพูด 3. ผูพูดควรหาเหตุผลตางๆ มาสนับสนุนการพูดของตน เพื่อใหการพูดมีนํ้าหนักนาเชื่อถือ 4. ผูพูดควรคํานึงถึงวัย และพื้นฐานความรูของผูฟงดวย 5. ผูพูดควรรวบรวมความคิดใหเปนระบบจัดเนื้อความตามลําดับกอนหลังและจัดแบงเนื้อหาใหเหมาะกับเวลาที่พูด 6. ขณะพูดควรใชภาษาในการสื่อสารทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาทานเปนกรรมการฝายวิชาการของโรงเรียน ตองการพูดใหเพื่อนๆ มาฟงคําแนะนําแนวการสอบเขาศึกษาตอใน มหาวิทยาลัยโดยวิธีรับตรง ทานจะใชการพูดแบบใด 1) การพูดเพื่อใหความรู 2) การพูดเพื่อจรรโลงใจ 3) การพูดเพื่อโนมนาวใจ 4) การพูดเพื่อคนหาคําตอบ 2. ถาทานไดรับเชิญไปบรรยายเรื่อง "มลพิษทางการศึกษา" ทานตองเตรียมขอมูลอยางไร 1) รวบรวมปญหาทางมลพิษในสภาวะแวดลอม 2) จัดกลุมปญหาทางสภาวะแวดลอมและการศึกษา 3) รวบรวมความหมายของมลพิษและความหมายของการศึกษา 4) รวบรวมปญหาและความเสื่อมโทรมทางการศึกษาตลอดกระบวนการ 3. พิธีกรรายการโทรทัศนรายการหนึ่ง แจงแกผูชมวา "อลาภา ปรมาโรคา ความไมมีลาภ คือโรคอันรายกาจ" ขอความนี้ลอเลียนสุภาษิตเดิมเพื่ออะไร 1) สรางอารมณขัน 2) ประชดประชันความอับโชค 3) สรางสรรคคําโฆษณาใหม 4) เปลี่ยนความเชื่อ 4. สมมติวาทานเปนพิธีกรในการประชุม ทานแจกแบบสอบถามใหสมาชิกกรอก แตสมาชิกบางคนยังไมคืนแบบ สอบถามนั้น ทานควรใชความในขอใดขอแบบสอบถามคืนมา 1) ขอเรียนเตือนสมาชิกกรุณาคืนแบบสอบถามดวย 2) ขอความกรุณาสมาชิกอยาลืมคืนแบบสอบถาม 3) ทานสมาชิกอยาลืมกรอกแบบสอบถามคืนดวย จะเปนพระคุณยิ่ง 4) ขอเตือนสมาชิกที่ยังไมไดสงแบบสอบถาม กรุณากรอกคืนมาดวย 5. ขอใดควรละเวนในการพูดตอประชุมชน 1) การแสดงขอเท็จจริงประกอบหลักฐาน 2) การแสดงความคิดเห็นสวนตัวเพิ่มเติม 3) การสงสารที่รับฟงไดเฉพาะบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง 4) การใหความจรรโลงใจแกผูฟง 6. การเตรียมการพูดที่ดีควรมีลําดับอยางไร 1. กําหนดขอบขายของเรื่องที่จะพูด 2. กําหนดเรื่องและจุดมุงหมายที่จะพูด 3. เตรียมเนื้อหาและลําดับเรื่องที่จะพูด 4. ซักซอมการพูดและการใชภาษา 1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3


7. สิ่งที่นํามาประเมินคาพฤติกรรมในการพูดตอประชุมชนไดดีที่สุดคืออะไร 1) จุดมุงหมาย การใชภาษา และคุณธรรม 2) เนื้อหา ปริมาณ และลําดับ 3) ผูพูด สาร และผูฟง 4) ความตั้งใจ สนใจ และการตอบสนองของผูฟง 8. ถาจะตองการกลาวรายงานในวันเปดอาคารแหงหนึ่ง ทานจะจัดลําดับหัวขอตอไปนี้อยางไร 1. รายงานความเปนมาของอาคาร 2. ขอบคุณประธานในพิธี 3. กลาวถึงประโยชนที่จะไดรับจากอาคาร 4. เชิญประธานฯ เปดงาน 1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3 9. ขอใดไมนาจะเปนหัวขอที่จะนํามาอภิปราย 1) ธรรมะในพุทธศาสนา 2) การเมืองในกัมพูชา 3) ชายเกงกวาหญิง 4) บัณฑิตวางงาน 10. การพูดลักษณะใดเปนการพูดจูงใจใหผูฟงยอมรับไดดีที่สุด 1) พูดออนนอมถอมตน 2) พูดดวยนํ้าเสียงและลีลาที่นาฟง 3) พูดแสดงเหตุผลและขอเท็จจริง 4) พูดวิจารณและใหขอคิดเห็น เฉลย 1. 1) 2. 4) 3. 1) 4. 2) 5. 3) 6. 2) 7. 1) 8. 3) 9. 3) 10. 3)


Click to View FlipBook Version