นายขนมตมชกพมาถวายตัวพระเจาอังวะ ผูแตง : กรมหลวงพิชิตปรีชากร ลักษณะคําประพันธ : โคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่อง : ฝายพระเจาอังวะอยู ณ เมืองยางกุง ทําการยกฉัตรยอดพระมหาเจดียเกศธาตุสําเร็จแลวใหมีการฉลอง จึงมีขุนนางพมากราบทูลวา คนมวยเมืองไทยฝมือดียิ่งนัก จึงตรัสสั่งใหจัดหามา ไดนายขนมตมคนหนึ่ง เปนมวยดี มีฝมือแตครั้งกรุงเกา เอาตัวมาถวายพระเจากรุงอังวะ จึงใหจัดพมาคนมวยเขามาเปรียบกับนายขนมตม ไดกันแลวก็ให ชกกันหนาที่นั่ง และนายขนมตมชกพมาไมทันถึงยกพมาก็แพแลวจัดเอาคนอื่นเขามาเปรียบชกอีก นายขนมตมชกพมา ชกมอญแพถึงเกาคนสิบคนสูไมได พระเจาอังวะทอดพระเนตร ยกพระหัตถตบ พระอุระตรัสสรรเสริญฝมือนายขนมตมวา ไทยมีพิษอยูทั่วตัวแตมือเปลา ไมมีอาวุธเลยยังสูไดคนเดียวชนะถึงเกาคนสิบคนฉะนี้ เพราะเจานายไมดีจึงเสียเมือง แกขาศึก ถาเจานายดีแลวไหนเลยจะเสียกรุงศรีอยุธยา แลวพระราชทานรางวัลแกนายขนมตมโดยสมควร โคลงสี่สุภาพ คณะ : บทหนึ่งมี 30 คํา แบงออกเปน 4 บาท (บาท = บรรทัด) บาทละ 7 คํา บาทที่ 4 มี 9 คํา สัมผัส : คําที่ 7 ของบาทที่ 1 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 2 และ 3 (พระลอสัมผัส เพื่อน-แพง) คําที่ 7 ของบาทที่ 2 สัมผัสกับคําที่ 5 ของบาทที่ 4 (พระราม สัมผัส สีดา) คําเอกคําโท บทหนึ่งมีคําเอก 7 โท 4 คําเอก : ถาใสเอกไมไดใหใชเอกโทษ หรือคําตาย (เอกโทษ = ซู, ฮา, เคี่ยว) = สามเหลี่ยมเบอรมิวดา คําโท : ถาใสโทไมไดใหใชโทโทษ (โทโทษ = แหยง, ผึ้ง, ขอย) = Z สัมผัส เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด (พี่เอย) เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น (ฤๅพี่) สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ * เอกโทษ = ไมเอกที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ * โทโทษ = ไมโทที่สะกดผิด แตยอมสะกดผิดเพราะตองการใหถูกฉันทลักษณ การใชคําตายแทนคําเอก (ขอสอบ Ent' ชอบถาม) คุณแมหนาหนักเพี้ยง พสุธา คุณบิดรดุจอา กาศกวาง คุณพี่พางศิขรา เมรุมาศ คุณพระอาจารยอาง อาจสูสาคร นักเรียนสังเกตโคลงบาทที่ 1 ตอไปนี้ผิดฉันทลักษณตรงไหน (1) ปากแตกเอาขี้ผึ้ง ทาซะ (พี่เอย) (2) เสียงลือเสียงแมเคี่ยว กะทิ (นะแม)
การใชคําเอกโทษและโทโทษ เนื้อออนหอนซูเนื้อ นองหญิง ออนแอบแนบอกอิง อุนลํ้า นวลจันทรนั่นนวลจริง แตชื่อ ฤๅเอย นวลที่พี่กลืนกลํ้า กลิ่นเนื้อเหลือนวล ซูตัวนี้เรียกวา เอกโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "สู" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ) ขอฝากซากสวาทสรอย สุนทร ไวที่ทาสาคร เขตนี้ ศาลาทาวันพร พี่ฝาก มาเอย ใครที่พี่เปนผี้ พี่ใหอภัยเจริญ ผี้ตัวนี้เรียกวา โทโทษ (ตําแหนงนี้ตองใสคําวา "พี่" แตถาใสจะผิดฉันทลักษณ) * ตําแหนง เอก โท คูแรกในบาทที่ 1 สามารถอนุโลมสลับเปน โท เอกได ตรงนี้ตองระวัง "อังวะธิราชเจา พุกาม ฉลองธาตุรางกุงงาม ครึกครื้น ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง ขันตอยตีพวกพื้น มานรูครูมวยฯ" (1) พุกาม, มาน แปลวา พมา (2) ครึกครื้น เปนคําซอนเพื่อเสียง (3) "ขนมตมชื่อชาวสยาม ตนหนึ่ง" การใชคําวา ตนหนึ่ง เปนการยกยองนายขนมตม ปกติคําวา ตน จะใชกับพวก ฤๅษีนักสิทธิ์วิทยาธร ซึ่งเหนือมนุษยแตไมถึงกับเทพ (4) ขันตอยตี แปลวา อาสาไปตอยตี "ฉับฉวยชกฉกชํ้า ฉุบฉับ โถมทุบทุมถองทับ ถีบทาว เตะตีตอยตุบตับ ตบตัก หมดหมูเมงมอญมาว มานเมื้อหมางเมินฯ" (1) ภาพพจนแบบสัทพจน (เลียนเสียงธรรมชาติ) ตรง ฉุบฉับ ตุบตับ (2) โคลงบทนี้ทุกบาทมีการเลนสัมผัสอักษร (สัมผัสพยัญชนะ) บาทที่ 1 ฉับ-ฉวย-ชก-ฉก-ชํ้า-ฉุบ-ฉับ บาทที่ 2 โถม-ทุบ-ทุม-ถอง-ทับ-ถีบ-ทาว บาทที่ 3 เตะ-ตี-ตอย-ตุบ-ตับ-ตบ-ตัก บาทที่ 4 หมด-หมู-เมง-มอญ-มาว-มาน-เมื้อ-หมาง-เมิน (3) คํากริยาที่แสดงอาการตอยมวย มีคําดังตอไปนี้ ชก ฉก โถม ทุบ ทุม ถอง ทับ ถีบ เตะ ตี ตอย ตบ ตัก
(4) คําที่หมายถึงพมา มีคําดังตอไปนี้ เมง มอญ มาว มาน "เกินสิบตอยบซํ้า สองยก มานกษัตริยหัตถลูบอก โอษฐพรอง ชาติสยามผิยามตก ไรยาก ไฉนนา ยังแตตัวยังตอง หอนไดภัยมีฯ" (1) โคลงบทนี้ชื่นชมนายขนมตมวามีความสามารถจริงๆ ตรงบาทที่ 4 (2) เลนคําวา "ยัง" "ยังแตตัว" = เหลือแตตัว "ยังตอง" = แมกระนั้นยัง "ฉากนี้สมพากษพรอง เพลงสุภา-ษิตเอย เคยปากหากพูดมา มากครั้ง กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย รูปฉากพากษติดตั้ง ตอใหเห็นจริง" โคลงบาท "กรุงศรีอยุธยา ไปขาด ดีเลย" ตรงกับสํานวน กรุงศรีอยุธยาไมสิ้นคนดี คําอธิบายศัพท ขัน อาสา ตบ อาการที่ใชมือหรือหมัดฟาด ตัก อาการที่ใชมือหรือหมัดชอนขึ้น ทาว ในบทกวีนี้หมายถึง เทา ธาตุ พระสถูปเจดียที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจา หรือพระธาตุของพระอรหันต ธิราช มาจาก อธิราช แปลวา พระราชาผูยิ่งใหญ พรอง รอง พูด พุกาม พมา เพรง กาลกอน มอญ ชื่อชนชาติหนึ่งอยูทางตอนใตของพมา มาน พมา มาว ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยแถบชายแดนพมา-ไทย (พิจารณาจากบริบท) เมง ชื่อชนชาติหนึ่งซึ่งอาศัยอยูแถบชายแดนพมา-ไทย เมื้อ ไป กลับ สมพากษ เหมาะกับคําพูดหรือคําบรรยาย หมางเมิน หมาง แปลวา หมองใจ เมิน แปลวา ไมมอง หมางเมิน แปลวา เสียใจจนไมมอง
เสนาะฉันท ผูแตง : พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระนราธิปประพันธพงศ ลักษณะคําประพันธ : โคลงสี่สุภาพ เนื้อเรื่อง : เสียงของกวีนิพนธไพเราะกวาเสียงใดในโลก "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง นภากาศ ก็ดี กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม สะดิ้งฤดีเฉกกวีวาท ไพเราะ ไฉนรา พจนาทรสสวาทพรึ้ม เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ เมฆพยับอับแสงสอึ้ง อรามแพประพนธเฉลยฯ" ตรงนี้ตองระวัง 1. สาระสําคัญของโคลงทั้ง 2 บทนี้คือ เสียงของคําประพันธไพเราะกวาเสียงใดๆ ในโลก 2. ภาพพจนแบบอุปมา : สดิ้งฤดีเฉกกวีวาท เพราะเพี้ยงนิพนธหรือฯ เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท 3. เนื้อหาจะบอกวา เสียงฟารอง เสียงปพาทย เสียงหญิงสาว หรือแมกระทั่งเสียงนกการเวกทั้งหมดนี้ไพเราะ สูเสียงกวีนิพนธไมไดเลย 4. จินตภาพดานภาพ :(1) "ประกายฟาสุริยาจันทร แจรมโลก ไฉนฤๅ" (2) "เมฆพยับอับแสงสอึ้ง" 5. จินตภาพดานเสียง : (1) "ฟาลั่นครั่นกระหึ่มกอง" (2) "กรีดดีดสีปพาทย ขับครึ้ม" (3) "การเวกหวือวิเวกรอง ระงมสวรรค" 6. โคลงบทที่ 2 ชมความงามของคําประพันธ = รสเสาวรจนี 7. มีการแสดงศิลปะการประพันธ "ซํ้าคํา" "เสนาะมิเหมือนเสนาะฉันท เสนาะซึ้ง"
คําอธิบายศัพท แจรม คือ แจม เชนเดียวกับคํา จรด มาจาก จด ซึ่งหมายถึง กระจางไมมัวหมอง นาท เสียงรอง พจ แผลงมาจาก วจะ แปลวา คําพูด พรื้ม แผลงมาจาก พริ้ม แปลวา งามอยางยิ้มแยม เพี้ยง แผลงมาจาก เพียง แปลวา เทาเสมอ เหมือน สวาท นารัก เปนที่รัก สะดิ้ง สันนิษฐานวา เปนคําที่มีความหมายเดียวกับ สะดุง อาจใชคูกับคํา สะดิ้ง เปนสะดุงสะดิ้ง ไดเชนเดียวกับคํา กระตุงกระติ้ง กะหนุงกะหนิง กระจุงกระจิ๋ง จึงไมควรเขาใจสับสนกับคําวา สะดิ้ง ในปจจุบันที่มี ความหมายในทํานองดัดจริต มอม ผูแตง : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช ลักษณะคําประพันธ : รอยแกวประเภทเรื่องสั้น ซึ่งเปนรูปแบบการเขียนที่ไดรับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก มีอิทธิพลตอการเขียนมาจนถึงปจจุบัน เนื้อเรื่อง : ฉากของเรื่อง มอม คือ กรุงเทพมหานคร แถบถนนเพชรบุรีเรื่อยมาจนถึงถนนราชวิถีชวงเวลาของเหตุการณ ในเรื่องนี้เปนชวงที่ประเทศไทยเขาสูสงครามโลกครั้งที่ 2 กรุงเทพถูกโจมตีทางอากาศอยางรุนแรง บานเรือนเสียหายและ ผูคนลมตายเปนจํานวนมาก ตัวละครในเรื่องอยูในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางครอบครัวหนึ่ง มีชีวิตเรียบงายแบบ คนไทยทั่วๆ ไป ตัวละครในอีกครอบครัวหนึ่งมีฐานะดีมอมตัวเอกเปนเรื่องของสุนัขครอบครัวแรกในตอนตนของชีวิต แตภัยจากสงครามทําใหมอมตกอยูกับครอบครัวหลัง และในที่สุดเหตุการณก็ผันกลับทําใหมอมมาพบกับเจานาย เจาของเดิมของตน ตรงนี้ตองระวัง 1. "มอมไมไดรักนายเทาชีวิต แตนายเปนชีวิตของมอม" การใชภาษาตรงนี้ สละสลวยกินใจ สําบัดสํานวน แสดงลักษณะนิสัยของมอมวารักเจานายของมันมากที่สุด มากกวารักตัวมันเอง 2. "การถายปสสาวะรดที่ตัวอื่นทําไวแลว จึงเปนอนันตริยกรรมของสุนัข อภัยใหกันไมไดแลวถาทําการตอหนาก็ เปนการทาทายกันโดยตรง เปนการทําลายเกียรติของหมาตัวผูดวยกัน" สัญชาตญาณของสุนัขนั่นเอง 3. "ครั้นตอมาอาการรักหนักขึ้น มันก็ไมกลับเอาเลย เฝาเวียนวนอยูแถวนั้น คอยไลกัดตัวผูอื่นๆ ทั้งหนุม ทั้งแก ที่มาตอมนางนวลเปนฝูง คนในบานเขาหนวกหูหนักเขา เขาก็ทุบตีเอาบาง เอาอิฐขวางเอาบางมอมก็ตองทนเพราะ ความรักกําลังขึ้นหนา" ตรงนี้แสดงความรักของมอมตอหมาตัวเมีย หมาก็มีหัวใจเหมือนคน
4. "พอหัวใจมอมมันหวนกลับไปบาน ตัวมันก็หันกลับและขาทั้ง 4 ของมันก็พาตัวมันกลับบานทันที" สํานวนภาษาเลียนแบบสํานวนภาษาตางประเทศ ตรงประโยคที่พิมพตัวหนา แบบนี้ภาษาไทยจะไมใช นอกจาก ภาษานวนิยาย 5. "วันไหนมอมหิวหนักเขา มันก็ไปนั่งมองขณะที่นายผูหญิงกําลังกิน ถานายผูหญิงหันมามอง มันก็เลียปาก ใหรูวามันหิวมากเหมือนกัน นายผูหญิงก็จะนํ้าตากบลูกตารีบอิ่มขาว แลวเอาของที่เหลือคลุกใหมันกินทันที" ตรงนี้แสดงความมีนํ้าใจ เมตตาของนายผูหญิงตอสัตวยอมเสียสละใหมอมกินขาว แมวาตัวเองจะไมคอยมีกิน 6. ตั้งแตมอมมันยังตัวเล็กๆ นายเคยหามเด็ดขาดไมใหมันไปเก็บของกินนอกบาน มอมมันก็ปฏิบัติตามตลอดเวลา เพราะเมื่อทองมันอิ่มมันก็ไมมีความจําเปนที่จะตองไปหาอะไรกินที่อื่น แตเดี๋ยวนี้มอมตองผิดคําสั่งนาย เพราะทองมันหิว เต็มทน ก็ตองพึ่งถังขยะเชนเดียวกับหมาขางถนนตัวหนึ่ง ดวยความอด" สัญชาตญาณของสัตวโลก ตองยอมแหกกฎบรรทัดฐานของชีวิตเพื่อความอยูรอด ถามอมไมหิวมันก็ไมจําเปน ตองคุยขยะกินหรอก 7. "เพราะมันรูวามันมีหนาที่จะตองทํา มันเบียดเขาไปจนชิดตัวนายผูหญิง มันเลียมือนายผูหญิงและเลียแขน คุณหนูเปนวิธีเดียวที่มันจะบอกใหสองคนนั้นรูวาไมตองกลัว ไมตองตกใจ มอมยังอยู" ความกตัญูของมอมมีตอนายผูหญิง สัตวมันยังรูคุณคนเลย แลวคนละ 8. "เลือดขนๆ ของมันกําลังไหลออกมาแดงฉาน" ตรงนี้ใชภาษาพรรณนาโวหารภาษาวิจิตรใหเห็นภาพ 9. "แตที่กลบนั้นหนานัก สุดกําลังที่มอมจะคุยผูเดียวไหว หมดปญญาเขามันก็เริ่มเหาและหอนอยูที่ปากหลุม เสียงหอนของมันทําใหชาวบานแถบนั้นวังเวงใจ เพราะมันเปนเสียงครํ่าครวญของหมาพันธุทางตัวหนึ่งที่หัวใจแตกสลายลง" มอมพยายามชวยนายผูหญิงและคุณหนูอยางสุดชีวิต แตทําไมสําเร็จ ภาษาตรงนี้สะเทือนอารมณมาก รูสึกเศราหด หูตาม ใชภาษากินใจ 10. "มอมมันอยูกับคุณแตวมานาน มันรูวาเดี๋ยวนี้มันชื่อไอดิ๊ก ถาคุณแตวเรียกมันดวยชื่อนั้นมันก็เขาไปหา แตมอม ไมมีวันลืมวาชื่อจริงที่นายตั้งใหคือ "ไอมอม" มอมไมลืมนายคนเกา แสดงวา มันผูกพันและรักนายคนเกามาก แสดงความจงรักภักดี 11. "เขาสงขาไปไกลขาไมไดขาวคราวจากใครเลย พอกลับมาบานเขาก็บอกวาไฟไหมหมด ลูกเมียถูกระเบิดตาย งานการที่ขาเคยทําคนอื่นเขาก็เอาตําแหนงไปหมดแลว ไมมีใครเขาจะมาคอย ขาหมดหนทางจริงๆ มอมเอยแตเอ็งอยา นึกวาขาลักขโมย ครั้งนี้เปนครั้งแรก พอดีพบเอ็ง เอ็งก็ทําใหขาตองอาย ทําไมลง" ระบบความลมเหลวของราชการไทย ที่ไมรับผิดชอบตอทหารผานศึก เขาไปรบเพื่อประเทศชาติ แตกลับมา ไมมีสวัสดิการอะไรเลย สุดทายก็ตองไปขโมยเขากิน แตมาเจอมอมรูสึกละอายตอบาปเลยทําไมลง 12. "ถึงแมวามอมมันจะรักคุณแตว มันก็รักเพราะมือที่ใหขาวมันกิน คุณแตวไมใชชีวิตของมอม" จากเรื่องมอม ขอความที่พิมพตัวหนา หมายความวา มอมมีความผูกพันอยูกับผูอื่นลึกซึ้งกวาที่รักคุณแตวมาก 13.ขอคิดจากการอานเรื่องมอม 13.1 สงครามเปนสิ่งที่นําความพินาศและความทุกขทรมานมาใหมนุษยทั้งฝายที่ไดรับชัยชนะและฝายแพ 13.2 การดูแลสวัสดิการของครอบครัวทหารในสมัยนั้นไมดีแมแตทหารที่ผานสงครามแลว กลับมาบานก็ไมไดรับส วัสดิการเทาที่ควร 13.3 คนที่ประกอบอาชญากรรมนั้นมิไดทําไปโดยกมลสันดานทุกคนแตทําเพราะความจําเปนบีบคั้นเปนครั้ง คราว
พระครูวัดฉลอง ผูแตง : สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ลักษณะคําประพันธ : รอยแกวเชิงสารคดี ที่มาของเรื่อง : เปนเรื่องหนึ่งใน "นิทานโบราณคดี" จุดประสงคการแตง : เพื่อถายทอดประสบการณของพระองคในสมัยที่ทรงรับราชการ ประทานแกพระธิดา (หมอม เจาหญิง พูนพิศมัย ดิศกุล) และเพื่อปองกันไมใหเรื่องสูญหาย เรื่องเหลานี้ตีพิมพรวมเปนเลมแลว เรียกชื่อวา นิทานโบราณคดีทรงชี้แจงไวในคํานําวา "เรื่องตางๆ ที่จะเลาตอไป นี้ลวนเปนเรื่องจริง ซึ่งตัวฉันไดรูเห็นเองไมใชคิดประดิษฐขึ้นใหม แตเปนเรื่องเกล็ดนอกพงศาวดาร จึงเรียกวา "นิทาน โบราณคดี" ตรงนี้ตองระวัง 1. "ขาอยูในวัดนี้มาตั้งแตยังเปนเด็กจนถึงอายุปานนี้แลว ทั้งเปนสมภารเจาวัดอยูดวย จะทิ้งวัดไปเสียอยางไรได พวกสูจะหนีก็หนีเถิด แตขาไมไปละ จะตองตายก็ตายอยูในวัด อยาเปนหวงขาเลย" พวกลูกศิษยออนวอนเทาใดทานก็ ยืนคําอยูอยางนั้น ตรงนี้แสดงถึงความเปนผูนํา ถึงแมจะเกิดอะไรขึ้น ผูนําก็ตองแสดงความเปนผูนํา และพระครูวัดฉลอง มีความรับผิดชอบเพราะตอนนี้เปนเจาอาวาส 2. แตทานตอบวา "ขาเปนพระเปนสงฆจะรบฆาฟนใครไมได สูจะรบพุงอยางไรก็ไปคิดอานกันเองเถิด ขาจะใหแต เครื่องคุณพระสําหรับปองกันตัว" คนเหลานั้นไปเที่ยวชักชวนกัน ความเชื่อเรื่องคุณไสยของคนไทยโบราณ ปจจุบันก็ยังมีใหเห็นอยู เชนความเลื่อมใสของชาวไทยตอหลวงพอคูณ 3. ทานพระครูวา "จีนรบสูไทยไมไดดวยตัวมันตองกินขาวตม พวกไทยไมตองกินขาวตมจึงเอาชนะไดงายๆ" ตรงนี้แสดงอารมณขันของทานพระครูวัดฉลอง (ดวย แปลวา เพราะ) 4. ทานพระครูวา "ขาไมใชพระพุทธรูปจะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ ขาไมยอม" แตคนหาปลาโตวา "ก็ผมบนไวอยางนั้น ถาขรัวพอไมยอมใหผมปดทองแกสินบน ฉวยแรงสินบนทําใหผมเจ็บลมตายขรัวพอจะวาอยางไร" ทานพระครูจนถอยคําสํานวนดวยตัวทานก็เชื่อเรื่องสินบนเกรงวาถาเกิดเหตุรายแกผูบนบาปจะตกอยูแกตัวทานก็ตองยอม ความตอนนี้สะทอนความสัมพันธระหวางชาวบานกับพระสงฆ เพราะมีอะไรก็ตองอาศัยพึ่งพาพระสงฆ และ สะทอนความเชื่อดานไสยศาสตรเพราะมีการบนบานศาลกลาว ปจจุบันชวงสอบเขามหาวิทยาลัยก็มีการบนใชไหม คนหาปลาก็มีจิตวิทยาในการพูดใหพระครูวัดฉลองยอมใหปดทองดวยการอางเหตุผลที่หนักแนนนาเชื่อถือ พระครูวัดฉลองมีเมตตาบารมีเห็นแกคนหาปลาจะเปนอันตราย จึงยอมใหปดทองแมวาจะดูพิกลอยูวาไมมีใคร เขาปดทองคนเปนๆ 5. "ขาไมใชพระพุทธรูป จะทํานอกรีตมาปดทองคนเปนๆ อยางนี้ขาไมยอม" คําวา นอกรีต มีความหมายตรงกับ นอกแบบ
6. จากขอความขางตน ขอ 5 แสดงใหเห็นวาผูพูดมีทรรศนะวา การปดทองเปนเครื่องหมายแสดงความศรัทธาตอ พระพุทธศาสนาไมควรนํามาใชกับคนเปนๆ 7. "ทานพระครูไมยอมใหแกไขในบริเวณโบสถที่ทานเคยลงไปอยูเมื่อตอสูกับพวกจีน กําแพงแกวที่พวกลูกศิษย เคยอาศัยบังตัวรบจีนครั้งนั้นก็ไมใหรื้อแยงแกไข ยังใหคงอยูอยางเดิม" จากเรื่องพระครูวัดฉลอง ขอความนี้อนุมานไดวา ทานพระครูมีความคิดตองการเตือนใจใหอนุชนในชาติใหสามัคคีกัน 8. เราคาดไววา "การไมยอมใหแกไข" ของทานพระครูจะทําใหบังเกิดประโยชนในดานเปนประจักษพยานของ เหตุการณในอดีต คําอธิบายศัพท กําแพงแกว กําแพงเตี้ยสรางลอมพระอุโบสถ วิหาร หรือเจดียเปนตน เพื่อแสดงอาณาเขต ขรัว เปนคําเรียกบุคคลที่เคารพนับถือ เชน ขรัวยาย ขรัวตา ขรัวพอ (โบราณ) นอกรีต ไมประพฤติตามจารีตประเพณีรีต นาจะกรอนจาก จารีต ประเจียด ผาที่ลงเลขยันตถือเปนของศักดิ์สิทธิ์ปองกันอันตราย พัทธสีมา เครื่องแสดงเขตของพระอุโบสถอันเปนที่ทําสังฆกรรมไดตามพระวินัย มณฑล วงรอบ บริเวณ แควน สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย มณฑล คือ สวนหนึ่งของประเทศ มีสมุหเทศาภิบาลเปนผูดูแลรับผิดชอบมณฑลหนึ่งๆ มักมี 4-5 จังหวัด การแบงประเทศเปนมณฑลๆ ไดเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยันต รูปซึ่งเขียนลงบนสิ่งตางๆ เชน ผา โลหะ แลวลงอักขระหรือเลข ใชเปนของขลัง รูปฉาย รูปถาย ลับแล ฉากกั้นหรือบังที่ยกยายได โลน หยาบคาย มีความหมายกระเดียดไปทางเรื่องเพศ วิทยาคม เวทมนตความเกงกลาทางเวทมนต (วิทย + อาคม) วิปสสนาธุระ การปฏิบัติธรรม บําเพ็ญเพียรทางจิต เพื่อใหเกิดปญญาขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คูกับคันถธุระ ซึ่งหมายถึง การศึกษาคัมภีรทางพระพุทธศาสนาเพื่อความแตกฉานในพระปริยัติธรรม สังฆปาโมกข หัวหนาสงฆตําแหนงเจาคณะจังหวัด เสนาบดี ขาราชการใหญ รับผิดชอบสูงสุดในกระทรวง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย อธิกรณ เหตุ โทษ คดีหรือเรื่องราวการกระทําความผิดของพระภิกษุสงฆ อัจฉริยบุตร คนพิเศษ คนนาอัศจรรย
เมื่อหัวถึงหมอน ผูแตง : นายตํารา ณ เมืองใต (นายเปลื้อง ณ นคร) ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว ประเภทบทความ จุดประสงคการแตง : เปนบทความจรรโลงใจ (อานแลวสบายใจ) เพื่อใหเปนขอคิดถึงชีวิตและตรึกตรองกอนนอน เนื้อเรื่อง : แบงเปน 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 กลาวถึงประสบการณของผูเขียนในวัยเด็ก ตอนที่ 2 อธิบายความในชวงแรกใหแจมชัดขึ้น ตอนที่ 3 ผูแตงใหขอคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของการนอนวาเปนการตายไปชั่วขณะนั่นเอง ตรงนี้ตองระวัง 1. "เมื่อกราบลาทาน ทานพูดวา "หลานเอย ตาไมมีอะไรจะให แตตาอยากใหหลานจําใสใจวาความสัตยหนึ่ง ความกตัญูรูคุณทานหนึ่ง กับความเมตตาหนึ่ง ใหหลานถือไวเปนประจําแลวไมมีตกยาก" พูดแลวทานทําปากขมุบขมิบ เปาลงในฝามือลูบหัวใหขาพเจากราบรับพร" โวหารตรงนี้คือ เทศนาโวหาร (สั่งสอน) 2. "นอกจากรูสึกขันและพิศวง เมื่อทานจะรับประทานขาว ทานตองปนขาวเปลาเปนกอน ทําปากขมุบขมิบไปพลาง แลวก็ยกชูขึ้น เวลาทานจะออกจากบานทานตองยืนนิ่งที่หัวบันไดครูหนึ่ง แลวคอยๆ ยางลงไปพอถึงขั้นสุดทายทาน ตองกมตัวกาวออมไปทางขวาเสียสองสามกาว แลวจึงเดินตามทางตอไป การกระทําของคนโบราณ เปนความเชื่อที่ทํากันมาตั้งแตสมัยเกากอน ทั้งนี้เพราะเปนการรําลึกถึงพระคุณของ แมโพสพและการขออภัยแมธรณีที่ตองเหยียบลงแผนดิน 3. "แตหัวถึงหมอน หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรงถึงกระนั้นตาก็มิอาจ หรี่หลับลงได ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด และหัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลา ซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน" ภาษาที่ใชตรงชวงนี้เปน พรรณนาโวหาร - "ตั้งแตจักรพรรดิลงมาถึงยาจก ลวนไดรับความทรมานจากมานตาซึ่งไมยอมปด" - "หัวใจซึ่งไมยอมระงับในเวลาซึ่งธรรมชาติตองการใหเรานอน" - "หมอนอันออนนุม ที่นอนอันอบอุน ผาขาวสะอาด มุงผาโปรง" 4. "บนผิวโลกกําลังเต็มไปดวยเชื้อสกปรกเหลานี้ปลิวแทรกซานอขาสูจิตมนุษย เราชําระแตกายไมชําระใจ ฉะนั้น บางคนจึงเปนโรคทางใจงอมแงม มนุษยสังคมและโลกตองสั่นสะเทือน เรารอนอยูดวยโรคอาธรรม" บทความยอหนานี้มีความเดนตรงที่ใชคําเปรียบเทียบ (ไมไดแปลตรงตัว) เชื้อสกปรก = กิเลส ตัณหา ชําระใจ = ใจสงบบริสุทธิ์ โรคทางใจ = ใจที่อาฆาตพยาบาท โลภ โกรธ หลง โรคอาธรรม = โรคทางใจ
5. "เมื่อหัวถึงหมอนจงระลึกถึงพุทธคุณและบริกรรมแผเมตตาจิต ถาตางคนตางแผความเมตตา (เพียงแตตั้งใจ เทานั้นก็พอ) ใหผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต โลกก็จะประสบสันติสุขโดยแทจริง ในทางตรงขามถาเราปลอย กระแสแหงความแคนเคือง ความริษยาอาฆาตออกไปจากดวงจิต โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน ความเบียดเบียน กันก็ยิ่งแกกลา" โวหารตรงนี้คือ เทศนาโวหาร (การสั่งสอน) ภาษาที่วิจิตร : "ผิวโลกพรําดวยละอองแหงเมตตาจิต" "โลกก็จะระงมไปดวยความเรารอน" บทความยอหนานี้กลาวถึงขอดีขอเสีย 2 ดานเลย 6. "นอน เปนธรรมชาติของสัตวโลกทั้งหลาย การนอนนั้นคือการหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็นไมไดยินอะไร เปรียบเหมือนเปนการตายชั่วคราว" ตรงนี้เปนการอธิบายแบบ (1) "นิยาม" ใหคําจํากัดความ (2) "เปรียบเทียบความเหมือนความตาง" การนิยาม : "การนอนนั้น คือ การหลับ จิตใจไมมีสัญญา ไมเห็น ไมไดยินอะไร" การเปรียบเทียบ : "เปรียบเหมือนความตายชั่วคราว" 7. มีคนมิใชนอยที่พาเอายศศักดิ์ตําแหนงหนาที่ ความเปนกังวล ความอาฆาตพยาบาท ความระแวง ความกลัว เขาไปในมุงดวย" จุดมุงหมายของผูแตงตอนนี้คือ ตองการใหพักกายพักใจอยางเต็มที่ ไมใชเวลานอนก็คิดเรื่องราวตางๆ นานา แยกเวลาไมเปนวาเวลาไหนเวลางาน เวลาพักผอน 8. "การนอนนี้ก็เปนปริศนาธรรมประการหนึ่ง คลายๆ จะเตือนวา สัตวโลกทั้งหลายอยาไดลืมความตาย ใครจะมี ยศอํานาจทรัพยศฤงคารปานไหน เมื่อหลับแลวก็เหมือนกันหมด" ปริศนาธรรมเกี่ยวกับการนอน เปนเครื่องบอกถึงเรื่อง มนุษยไมควรทะเยอทะยาน 9. "แตในที่สุดในเวลานอน เราก็ตองเอนตัวลงขนานกับพื้นดินเหมือนกันหมด ธรรมชาติยอมบอกกลาวเราอยู ทุกวันวา หัวของคนนั้นยอมอยูในระดับเดียวกันทั้งสิ้น แมในเวลาตื่น หัวของเราจะแลดูสูงเดน แตในที่สุดก็จะตองลดลง มาอยูในระดับเดียวกับคนทั้งหลาย" การอานจับใจความขอสอบ Ent นักเรียนตองจับความหมายของบทความ คําพูดที่ผูแตงไดกลาวไวใหจงได อยางบทความขอที่ 9 นี้ความมุงหมายของผูแตงคืออะไรนักเรียนตอบไดไหม คือ เขาตองการจะบอกวาผูดีมีจน คนรวย คนจน สุดทายทุกคนก็เทากัน คือ ความตาย ทุกคนเกิดมาแลวตองตาย
ทุกขของชาวนาในบทกวี ผูพระราชนิพนธ : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เนื้อเรื่อง : พระราชนิพนธเรื่องนี้แสดงแนวพระราชดําริเกี่ยวกับบทกวีไทยและบทกวีจีน ซึ่งกลาวถึงชีวิตและความทุกข ยากของชาวนา เนื้อความในพระราชนิพนธตอนแรกแสดงถึงความเขาพระทัยปญหาตางๆ ของชาวนา และยังสะทอนให เห็นพระเมตตาธรรมอันเปยมลมของพระองคที่มีตอชาวนาอีกดวย สวนตอนตอมา ทรงแปลบทกวีจีนของหลี่เซินเปน ภาษาไทย ทําใหเราเห็นภาพชีวิตของชาวนาจีนกับชาวนาไทยวา มิไดแตกตางกันเทาใดนัก สวนที่สําคัญที่สุด ทรงชี้ใหเห็น กลวิธีนําเสนอของกวีทั้งสองที่แตกตางกัน ตรงนี้ตองระวัง "เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน ขาวนี้นะมีรส ใหชนชิมทุกชั้นชน เบื้องหลังสิทุกขทน และขมขื่นจนเขียวคาว จากแรงมาเปนรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว จากรวงเปนเม็ดพราว ลวนทุกขยากลําเค็ญเข็ญ เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเข็ญ ปูดโปนกี่เสนเอ็น จึงแปรรวงมาเปบกิน นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน" จิตร ภูมิศักดิ์ 1. ครูอยากทราบคําประพันธทั้ง 5 บท นี้เปนคําประพันธชนิดใด นักเรียนตอบไดไหม 2. คําประพันธ5 บทนี้เหมือนจะเปนการลําเลิกทวงบุญคุณ วาทุกคนมีขาวกินไดเพราะความยากลําบากของชาวนา นักเรียนรูสึกไหม 3. ปญหาของชาวนาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงสรุปมีดังนี้ 3.1 ความชวยเหลือดานปจจัยผลิตยังไมมี 3.2 การพยุงหรือประกันราคายังไมมี 3.3 ชาวนาตางละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมไปอยูในภาคอุตสาหกรรมเพราะรายไดดีกวา สวัสดิการดีกวา 3.4 ชาวนาเปลี่ยนจากปลูกขาวมาปลูกพืชเศรษฐกิจ 3.5 ไมรูจะอุทธรณรองฎีกากับใครเวลามีปญหา 4. ความงามของบทประพันธของจิตร ภูมิศักดิ์อยูตรงบทที่ 4 มีการเลนสัมผัสอักษร "เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดลวนยากเย็น"
5. คําประพันธบทที่ 1 นํ้าเสียงของผูแตงเหมือนกับมีความกดดัน และอยากตะโกนบอกวาที่พวกเจาอยูไดเพราะ หยาดเหงื่อแรงงานของชาวนา เหมือนกับผูแตงเปนชาวนาซะเอง "เปบขาวทุกคราวคํา จงสูจําเปนอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงกอเกิดมาเปนคน" นํ้าเสียงผูแตงแรงมากเลย พอๆ กับบทสุดทาย เหมือนพวกหัวรุนแรง "นํ้าเหงื่อที่เรื่อแดง และนํ้าแรงอันหลั่งริน สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่สูซดกําซาบฟน" บทกวีตอไปนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงแปลมาจากบทกวีจีนของหลี่เซิน "หวานขาวในฤดูใบไมผลิขาวเมล็ดหนึ่ง จะกลายเปนหมื่นเมล็ดในฤดูใบไมรวง รอบขางไมมีนาที่ไหนทิ้งวาง แตชาวนาก็ยังอดตาย ตอนอาทิตยเที่ยงวัน ชาวนายังพรวนดิน เหงื่อหยดบนดินภายใตตนขาว ใครจะรับรูบางวาในจานใบนั้น ขาวแตละเม็ดคือความยากแคนแสนสาหัส" 6. ความหมายคลายกับของจิตร ภูมิศักดิ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชนิพนธตรงประโยควา "แตก็แสดงความขัดแยงชัดเจน แมวาในฤดูกาลนั้นภูมิศาสตรจะอํานวยใหพืชพันธุธัญญาหารบริบูรณดี แตผลผลิตไมไดตกเปนประโยชนของผูผลิตเทาที่ควร" แสดงวาชาวนาไทยกับชาวนาจีนก็ไมมีความแตกตางในดานการเปนอยู ตองลําบากเหมือนกัน ไมใชอาชีพ ที่รํ่ารวย 7. เทคนิคการเขียนของกวีทั้ง 2 ทาน หลี่เซิน : บรรยายภาพที่เห็นเหมือนจิตรกรวาดภาพใหคนชม จิตร ภูมิศักดิ์ : ใชวิธีเสมือนกับนําชาวนามาบรรยายเรื่องของตนใหผูอานฟงดวยตนเอง 8. "เวลานี้สภาพบานเมืองก็เปลี่ยนไป ตั้งแตสมัยที่หลีเซินเมื่อพันปกวา สมัยจิตร ภูมิศักดิ์เมื่อ 30 กวาปที่แลว สมัยที่ ขาพเจาไดเห็นเอง ก็ไมมีอะไรแตกตางกันนัก" ฉะนั้นกอนที่ทุกคนจะหันไปกินอาหารเม็ดเหมือนนักบินอวกาศ เรื่องความทุกข ของชาวนาก็คงยังจะเปนแรงสรางความสะเทือนใจใหแกกวียุคคอมพิวเตอรสืบตอไป บทพระราชนิพนธตอนนี้ไพเราะมาก คือ กําลังจะบอกวาชาวนาทุกสมัยก็ลําบากเปนอยูอยางนี้ทุกยุคทุกสมัย ประโยค สุดทายตั้งแต "เรื่องความทุกข ..." เปนการสะทอนใหผูอานไดคิดวา ชาวนาเปนบุคคลที่ตองชวยเหลือพวกเขากันตอไปหรือไม
พระบรมราโชวาท ผูพระราชนิพนธ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5) ลักษณะคําประพันธ : รอยแกว เชิงเทศนาโวหาร ในรูปพระราชหัตถเลขา ที่มา : ทรงพระราชนิพนธเปนพระราชหัตถเลขา พระราชทานแกพระเจาลูกยาเธอ 4 พระองคใน วโรกาสเสด็จไปทรงศึกษาตอ ณ ประเทศในยุโรป พระโอรสทั้ง 4 พระองค : 1. พระองคเจากิติยากรวรลักษณตอมาทรงกรมเปนกรมพระจันทบุรีนฤนาท ทรงเปนตนสกุล "กิติยากร" 2. พระองคเจารพีพัฒนศักดิ์ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ตนสกุล "รพีพัฒน" ทรงเปนพระบิดา แหงกฎหมายไทย 3. พระองคประวิตรวัฒโนดม ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงปราจีณษกิติบดีตนสกุล "ประวิตร" 4. พระองคเจาจิรประวัติวรเดช ตอมาทรงกรมเปนกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ตนสกุล "จิรประวัติ" จุดมุงหมายที่ทรงพระราชนิพนธ : เพื่อทรงสั่งสอนพระเจาลูกยาเธอใหปฏิบัติตนใหถูกตองและดีงามขณะที่ทรงศึกษา อยูหางไกล ตรงนี้ตองระวัง 1. ทรงสั่งสอนวา หามถือยศถือศักดิ์วาเปนเจา ดังพระราชนิพนธตอนนี้ : "อยาใหไวยศวาเปนเจา ใหถือเอาบรรดาศักดิ์เสมอลูกผูมีตระกูลในกรุงสยาม คือ อยาใหใชฮิสรอแยลไฮเนสปรินซ นําหนาชื่อ ใหใชแตชื่อเดิมของตัว" ทรงมีเหตุผลจากตอนนี้ : "ถาเปนเจานายแลว ตองรักษายศศักดิ์ในกิจการทั้งปวงที่จะทําทุกอยาง เปนเครื่องลอตาลอหูคนทั้งปวงที่จะให พอใจดูพอใจฟง จะทําอันใดก็ตองระวังตัวไปทุกอยาง ที่สุดจนจะซื้อจายอันใดแพงกวาสามัญ เพราะเขาถือวามั่งมี เปนการเปลืองทรัพยในที่ไมควรจะเปลือง" 2. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาทรงใชพระราชทรัพยสวนพระองคดังจากความตอนนี้ : "เงินคาที่จะใชสอยในการเลาเรียนกินอยูนุงหมทั้งปวงนั้น จะใชเงินพระคลังขางที่คือเงินที่เปนสวนสิทธิ์ขาด แกตัวพอเอง ไมใชเงินสําหรับจายราชการแผนดิน"ทรงมีเหตุผล ดังความตอไปนี้ : "การซึ่งใชเงินพระคลังขางที่ไมใชเงินแผนดินอยางเชนเคยจายใหเจานาย และบุตรขาราชการไปเลาเรียน แตกอนนั้น เพราะเห็นวาพอมีลูกมากดวยกัน การซึ่งใหมีโอกาสและใหทุนทรัพยซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้ เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดี กวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ ดวยเปนของติดตัวอยูไดไมมีอันตรายที่จะเสื่อมสูญ ลูกคนใดที่มีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี หรือไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาดก็ดี ก็จะตองสงออกไปเรียนวิชาทุกคนตลอด โอกาสที่จะเปนไปไดเหมือนหนึ่งไดแบง ทรัพยมรดกใหแกลูกเสมอๆ กันทุกคน ก็ถาจะใชเงินแผนดินสําหรับใหไปเลาเรียนแกผูซึ่งไมมีสติปญญาเฉลียวฉลาด กลับมาไมไดทําราชการคุมกับเงินแผนดินที่ลงไป ก็จะเปนที่ติเตียนของคนบางจําพวกวามีลูกมากเกินไป จนตองใชเงิน แผนดินเปนคาเลาเรียนมากมายเหลือเกิน แลวซํ้าไมเลือกฟนเอาแตที่เฉลียวฉลาดจะไดราชการ คนโงคนเงาก็เอาไป เลาเรียนใหเปลืองเงิน เพราะคาที่เปนลูกของพอ ไมอยากจะใหมีมลทินที่จะพูดติเตียนเกี่ยวกับความปรารถนาซึ่งสงเคราะห แกลูกใหทั่วถึงโดยเที่ยงธรรม จึงมิไดใชเงินแผนดิน เพราะเหตุที่พอไดเอาเงินสวนที่พอไดใชเองนั้นออกใหเลาเรียนดวย เงินรายนี้ไมมีผูหนึ่งผูใดที่จะแทรกแซงวาควรใชอยางนั้น ไมควรใชอยางนั้นไดเลย"
2.1 พระองคทรงรักพระโอรสเทากันทุกพระองคและพระองคมีพระโอรสมากและรักเทากันทุกพระองค 2.2 ถาสงพระโอรสที่ไมเกงไปศึกษาตอ โดยใชเงินแผนดิน ก็อาจถูกขุนนางและประชาชนนินทาติเตียนเอาได แสดงวาพระองคมีความรอบคอบ เห็นวาอะไรควรอะไรไมควร 2.3 พระองคมีพระโอรสมากถาใชเงินแผนดินก็เปลืองมาก จึงใชพระราชทรัพยสวนพระองคดีกวา 2.4 การใชพระราชทรัพยสวนพระองคใครจะมาวามาพูดอะไรไมได 2.5 พระองคทรงตระหนักถึงวิชาความรูเปนสิ่งสําคัญ จึงแบงใหลูกๆ เทาๆ กันไดมีโอกาสศึกษาเลาเรียนตอ ตางประเทศ 3. พระบรมราโชวาท ตอนตอไปนี้ทรงสั่งสอน เปรียบเทียบรุนแรงมาก แตมิไดใหความหมายแรง แตเปนการ เปรียบเทียบใหเห็นภาพมากกวา ทรงสั่งสอนใหตั้งใจเรียน "ถาจะถือวาเกิดมาเปนเจานายแลวนิ่งๆ อยูจนตลอดชีวิตก็เปนสบาย ดังนั้นจะไมผิดอันใดกับสัตวดิรัจฉาน อยางเลวนัก สัตวดิรัจฉานมันเกิดมากินๆ นอนๆ แลวก็ตาย แตสัตวบางอยางยังมีหนัง มีเขา มีกระดูกเปนประโยชนไดบาง แตถาคนประพฤติอยางเชนสัตวดิรัจฉานแลวจะไมมีประโยชนอันใดยิ่งกวาสัตวดิรัจฉานบางพวกไปอีก เพราะฉะนั้น จงอุตสาหะที่จะเรียนวิชาเขามาเปนกําลังที่จะทําตัวใหดีกวาสัตวดิรัจฉานใหจงได จึงจะนับวาเปนการได สนองคุณพอ ซึ่งไดคิดทํานุบํารุงเพื่อจะใหดีตั้งแตเกิดมา" 4. ทรงสั่งสอนวา ไมใหประพฤติตนเปนคนเกเร โดยอาศัยบารมีพอวาเปนพระเจากรุงสยาม ดังจากความตอนนี้ : "อยาไดถือวาตัวเปนลูกเจาแผนดิน พอมีอํานาจยิ่งใหญอยูในบานเมือง ถึงจะเกะกะไมกลังเกรงคุมเหงผูใด เขาก็คงจะมีความเกรงใจพอ ไมตอสูหรือไมอาจฟองรองวากลาว การซึ่งเชื่อใจดังนั้นเปนการผิดแททีเดียว" ทรงมีเหตุผล ดังจากความตอนนี้ "การที่มีพอเปนเจาแผนดินนั้นจะไมเปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย อีกประการหนึ่ง ชีวิตสังขาร ของมนุษยไมยั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็กเหมือนศิลา ถึงโดยวาจะมีพออยูในขณะหนึ่ง ก็คงจะมีเวลาที่ไมมีไดในขณะหนึ่ง เปนแนแท ถาประพฤติความชั่วเสียในเวลามีพออยูแลว โดยจะปดบังซอนเรนอยูไดดวยอยางใดอยางหนึ่ง เวลาไมมีพอ ความชั่วนั้นคงจะปรากฏเปนโทษติดตัวเหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด เพราะฉะนั้นจงเปนคนออนนอม วานอนสอนงาย อยาใหเปนทิฐิมานะไปในทางที่ผิด จงประพฤติตัวหันมาทางที่ชอบที่ถูกอยูเสมอเปนนิจเถิด จงละเวนทางที่ชั่ว ซึ่งไดรูไดเอง แกตัวหรือมีผูตักเตือนแนะนําใหรูแลว อยาใหลวงใหเปนไปเลยเปนอันขาด" ตรงนี้มีความเปรียบแบบอุปมา "เหมือนเหล็กเหมือนศิลา" "เหมือนเงาตามหลังอยูไมขาด" ความตรงนี้เปนการเทศนา (สั่งสอน) 5. ทรงสั่งสอนวา ใหใชเงินอยางประหยัด ดังจากความตอนนี้ : "อยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก หรือถือวาพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป" ทรงมีเหตุผลดังจากความตอนนี้ : "สวนเงินที่พอไดหรือลูกไดเพราะพอนั้น ก็เพราะอาศัยพอเปนผูทํานุบํารุงรักษาบานเมือง และราษฎรผูเจาของ ทรัพยนั้น ก็เฉลี่ยเรี่ยไรกันมาใหพอจะไดเปนกําลังที่จะหาความสุขคุมกับคาที่เหน็ดเหนื่อยที่ตองรับราชการในตําแหนงอันสูง คือ เปนผูรักษาความสุขของเขาทั้งปวง เงินนั้นไมควรจะนํามาจําหนายในการที่ไมเปนประโยชนไมเปนเรื่อง และเปน การไมมีคุณ กลับใหโทษแกตัว ตองใชแตในการจําเปนที่จะตองใช ซึ่งจะเปนการมีคุณประโยชน แกตนและผูอื่นใน ทางชอบธรรม" แสดงวาพระองคทรงรูจักคุณคาของเงิน ซึ่งจริงๆแลวกษัตริยมีอํานาจมากเพราะอยูในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย
6. "เงินทองที่จะใชสอยในคากินอยู นุงหม หรือใชสอยเบ็ดเสร็จทั้งปวง จงเขม็ดแขม ใชแตเพียงพอที่อนุญาต ใหใชอยาทําใจโตมือโตสุรุยสุราย โดยถือวาตัวเปนเจานายมั่งมีมาก มีพอเปนเจาแผนดินมีเงินทองถมไป" 6.1 มีความหมายตรงกับลักษณะไมพึงประสงคที่กลาวไวในขอความนี้คือ อีลุยฉุยแฉก 6.2 ขอความดังกลาวมีจุดมุงหมาย สั่งสอน 6.3 ความคิดสําคัญของขอความที่ยกมาคือ การรูจักใชจาย 7. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงมีพระบรมราโชวาทใหพระเจาลูกยาเธอทั้ง 4 พระองค ทรงศึกษาภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ใหแตกฉานเพราะจะใชเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูไดกวางขวาง 8. พระบรมราโชวาทตอนที่สะทอนบทบาทสําคัญที่สุดที่ผูที่เปนบิดามารดา คือ การซึ่งใหโอกาสและใหทุนทรัพย ซึ่งจะไดเลาเรียนวิชานี้เปนทรัพยมรดกอันประเสริฐดีกวาทรัพยสินเงินทองอื่นๆ 9. พระราชประสงคที่แทจริงตามพระบรมราโชวาทนี้ "ใหเขียนหนังสือถึงพอทุกคนอยางนอยเดือนละฉบับ เมื่อเวลายังเขียนหนังสืออังกฤษไมไดก็ใหเขียนมา เปนหนังสือไทย ถาเขียนหนังสืออังกฤษหรือภาษาใดก็ไดใหเขียนภาษาอื่นนั้นมาฉบับหนึ่ง ใหเขียนคําแปลเปนภาษาไทย อีกฉบับหนึ่ง" คือ ใหรูทั้งภาษาไทยและภาษาตางประเทศ 10. ขอความตอไปนี้แสดงวาผูกลาวตองการสอนในเรื่อง "จึงรูไวเถิดวา ถาเมื่อไดทําความผิดมาเมื่อใด จะไดรับโทษโดยทันทีการมีพอเปนพระเจาแผนดินนั้นจะไม เปนการชวยเหลืออุดหนุนแกไขอันใดไดเลย" ตองการสอนไมใหถืออํานาจประพฤติมิชอบ คําอธิบายศัพท บรรดาศักดิ์ ฐานะของขุนนางในอดีต เชน ขุน หลวง พระ พระยา เจาพระยา ซึ่งไดรับพระราชทาน เนื่องจากตําแหนง ผูมีบรรดาศักดิ์จัดวาเปนผูมีตระกูล เบี้ยหวัด ในบทอานนี้หมายถึง เงินที่พระราชทานเปนงวดๆ ใหแกเจานายหรือผูที่รับราชการสนอง พระเดชพระคุณ หนังสือ หมายถึง วิชาดานภาษา เงินพระคลังขางที่ ทรัพยสินสวนพระองค เงินถุงแดง เงินพระคลังขางที่ มหาดเล็กวิเศษ บุตรขาราชการที่ถวายตัวเปนมหาดเล็ก นายรองหุมแพรมหาดเล็ก ตําแหนงขาราชการสัญญาบัตรขั้นตํ่าสุด ใจโตมือโต ใชเงินสุรุยสุราย ฟุมเฟอย ตนมือ ตอนแรก
สายใยของธรรมชาติคือสายใยของชีวิต ผูแตง : นงพงา สุขวานิช ลักษณะคําประพันธ : สารคดีขนาดสั้น เชิงโนมนาวใจ จุดประสงคการแตง : สงเสริมการอนุรักษธรรมชาติ สิ่งแวดลอม การใหความรู ความเขาใจแกทุกคน เพื่อใหเกิด ความตระหนักถึงผลที่เกิดขึ้นใหเห็นแนวทางในการชวยใหสามารถมีชีวิตอยูในสภาพแวดลอมที่มนุษยอยูไดอยางปกติสุข ตรงนี้ตองระวัง 1. "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับแผนดินผืนนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้น ดวยธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้นภายใตรมเงาของปาไม ใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตนคือระบบเล็กๆ ของธาตุ อาหารที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือเมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรีย เล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบไมนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอด เวลาตราบเทาที่มีปาไมมีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน" ครูอยากใหนักเรียนหาคําซอนจากบทความขางตน อุดมสมบูรณ ชุมชื้น รมเงา รวงหลน ผุพัง เนาเปอย ยอยสลาย เกื้อหนุน 2. "เมื่อธรรมชาติตางผูกพันกันไวดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน ความอุดมสมบูรณจึงเกิดขึ้นบนพื้นพิภพ ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุมไวใหอยูอยางรมเย็นเปนสุขภายใตระบบความสัมพันธอันซับซอนของ ธรรมชาติมานานแสนนาน ยิ่งความสัมพันธมีมากเพียงใดชีวิตยิ่งไดรับความรมเย็นเปนสุขมากขึ้นเพียงนั้น" สํานวนภาษาสารคดีเรื่องนี้มีการใชภาษาที่วิจิตรมาก คลายๆ จะเปนนวนิยาย เชน "ดวยสายใยแหงชีวิตอันละเอียดออน" "ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นบนพื้นพิภพ จึงไดรับการโอบอุม" ภาษาแบบนี้เขาเรียกวา ภาษาพรรณนาโวหาร 3. "ปาไมนั่นคือแหลงศูนยรวมความชุมชื้นของโลก เมื่อปาไดลดลง ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ ในทํานองเดียวกัน พื้นดินที่ถูกแยกออกจากปาใหเปนทองทุง เกษตรกรรมก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหาร ในดินไป เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร จนในที่สุดเหลืออยูเพียงความแหงแลงใหแกโลก" การอานบทความแตละยอหนา นักเรียนตองหาความสัมพันธของประโยคใดที่เปนสาเหตุ-ผลลัพธกันดวย เพราะขอสอบ Ent ชอบถามบอยๆ อยางบทความยอหนานี้ ครูจะชี้ใหเห็นความสัมพันธของประโยคสาเหตุ-ผลลัพธ ดังตัวอยางตอไปนี้ * "เมื่อปาไมลดลง" : สาเหตุ "ความชุมชื้นจะคอยๆ สูญสลายไปจากพิภพ" : ผลลัพธ * "ก็คอยๆ ลดความอุดมสมบูรณของธาตุอาหารในดินไป" : ผลลัพธ "เพราะตองนําไปหลอเลี้ยงพืชพันธุธัญญาหาร" : สาเหตุ
4. "ในขณะที่ระบบความสัมพันธของปาไมดิน และนํ้าถูกรบกวนอยางรุนแรงนั้น ระบบแหงจักรวาลก็ถูกรบกวน จากมนุษยเชนเดียวกัน ตัวการซึ่งรุกลํ้าขึ้นไปทําลายระบบความสัมพันธในจักรวาลนั้น คือ ระบบความเจริญแหงการ พัฒนาทางอุตสาหกรรม ที่เผาพันธุมนุษยไดคิดคนควา เพื่อสรางความยิ่งใหญใหแกโลกนั่นเอง อากาศบริสุทธิ์ ที่ถูกเจือปน ดวยกาซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม และจากยวดยานพาหนะนี้นําไปสูภาวะการเกิดฝนกรด การทําลายชั้นโอโซน ในบรรยากาศ และการอบความรอนในพิภพไมใหกระจายขึ้นไปสูหวงบรรยากาศได" บทความยอหนานี้เปนการอธิบาย เพื่อทําใหผูอานเขาใจ แตการอธิบายก็มีวิธีการหลากหลายวิธีนักเรียนวา บทความนี้ใชกลวิธีใดอธิบาย 1. นิยาม 2. การอธิบายตามลําดับขั้น 3. เปรียบเทียบความเหมือนความตาง 4. ยกตัวอยางประกอบ 5. การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 6. การกลาวซํ้าดวยถอยคําที่แปลกออกไป บทความนี้เปนการอธิบายโดยชี้สาเหตุผลลัพธที่สัมพันธกัน 5. "หากวันนี้โลกกําลังถูกเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติกําลังเสื่อมสลาย ความรมเย็นเปนสุขของชีวิตกําลังเสื่อมสูญ ชีวิตมิอาจอยูไดในทามกลางการแตกสลายของพิภพ ใชภาษาวิจิตร วิลิศมาหรา เปนการใชพรรณนาโวหาร 6. "ในวันนี้จึงมีเพียงมนุษยเทานั้นที่จะสามารถฟนฟูความสมดุลของธรรมชาติใหแกพื้นพิภพ ขอไดโปรดพิทักษ ธรรมชาติไวเพื่อชีวิตอันยั่งยืนนานบนพื้นพิภพนี้" ตรงนี้เปนสาระสําคัญของเรื่องนี้การชักจูงใจ โนมนาวใจผูอานใหรักษาธรรมชาติหวงใยสิ่งแวดลอม "โลกสวยดวย มือเรา"
เก็งแนวขอสอบ ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 1-2 ก. วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว ข. เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน ค. ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ง. ศีรษะออกตลุมปุมเทาตุมไห 1. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนนอยที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 3. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง "จนรุงแรงแสงหิรัญสุวรรณมาศ ผองโอภาสพรรณรายชายเวหา" 1) 9 เสียง 2) 10 เสียง 3) 11 เสียง 4) 12 เสียง ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 4-5 ก. เคลิ้มถวิลกลิ่นปรางอบกลางทรวง ข. รอนจะแผดเผาทรายพริบพรายพราง ค. หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ ง. เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน 4. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนเดี่ยวมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนควบกลํ้ามากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 6. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะประสมกี่เสียง "โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เปนคลื่นในเวหาศหยาดยินดี" 1) 1 เสียง 2) 2 เสียง 3) 3 เสียง 4) 4 เสียง พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 7-8 เฒา อยาก ทรวง โซ ทาย ฆอง อยู ทราย หญา ถาน ขาว ทรง ยุง เสื้อ ธรรม ไข ฐาน ศาล 7. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด 1) /ย/ 2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/
8. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะตนเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด 1) /ย/ 2) /ซ/ 3) /ท/ 4) /ค/ 9. ขอใดไมมีเสียงสระประสมปนอยู 1) ชีวิตมนุษยนี้ เปลี่ยนแปลง (จริงนอ) 2) ทุกขและสุขพลิกแพลง มากครั้ง 3) โบราณทานจึงแสดง เปนเยี่ยง (อยางนา) 4) ชั่วนับเจ็ดทีทั้ง เจ็ดขางฝายดี 10. ขอใดมีการเลนเสียงคูสระกันทั้ง 2 วรรค 1) ประยงคทรงพวงหอย ระยายอยหอยพวงกรอง 2) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม 3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ 4) เพียงหงสทรงพรหมินทร ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม 11. ขอใดออกเสียงสั้นทุกพยางค 1) ใจดํา ใจใหม ใจเย็น ใจแคบ 2) ชางเหล็ก ชางปะ ชางแกะ ชางไม 3) นักบิน นักวิ่ง นักเรียน นักเตน 4) นํ้าใจ นํ้ามัน นํ้าสุก นํ้าซุป ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 12-13 ก. นฤบดีโถมถีบสู ศึกธาร ข. ฟอนฟาดสุงสุมาร มอดมวย ค. สายสินธุซึ่งนองพนานต หายเหือด (แหงแฮ) ง. พระเรงปรีดาดวย เผด็จเสี้ยนเศิกกษัย 12. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 13. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายเทากัน 1) ขอ ก-ข-ง 2) ขอ ก-ข-ค 3) ข-ค-ง 4) ขอ ก-ค-ง 14. ขอความตอไปนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง "แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรีสวมอินทรียสรางเคราะห" 1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง พิจารณาคําตอไปนี้ตอบคําถามขอ 15-16 ครุฑ ภพ พุธ ญาณ นาฏ โชค รูป บวบ กาฬ เมฆ ยีราฟ จรัล สด สาร ลาภ เลข คช บาต อากาศ ดาษ 15. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนมากที่สุด 1) /ต/ 2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/
16. จากรายการคําขางตนเสียงพยัญชนะสะกดเสียงใดมีจํานวนนอยที่สุด 1) /ต/ 2) /ป/ 3) /น/ 4) /ก/ 17. คําใดมีทั้งพยางคปดและพยางคเปด 1) นํ้าใจ 2) เสียวัว 3) กําเดา 4) เขาที 18. พยางคสุดทายของคําในขอใดมีลักษณะเปนพยางคปดทุกคํา 1) ขาวสวย แชร มอเตอรไซค เจาสัว เสเพล นํ้าไฟ เชียร 2) อาทิตย จุนเจือ สมุดดํา นายทา ตอนเพล รังสรรค สวนครัว 3) ดวงจันทร มะเดื่อ นํ้าเนา ผาไหว วาเหว แมเบี้ย ปเตอร 4) ตมยํา สอดไส อนุสติ สะระตะ นํ้าไหล นงเยาว เหว 19. ขอใดมีวรรณยุกตครบ 5 เสียง 1) ยังลูกออนก็จะออนแตอาหาร 2) นารําคาญคิดมานํ้าตาไหล 3) ทั้งผัวแสนอนาถเพียงขาดใจ 4) สุดอาลัยแลวก็กอดกันโศกา 20. ขอใดที่ทุกคําออกเสียงวรรณยุกตไมตรงกับรูป 1) เดิน ดวน วิ่ง มัน 2) จับ กิน ปูน ขวาง 3) สูง ทาน นอก รอน 4) งาน นํ้า สุก ลอ 21. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางกับพยางคอื่น 1) ควํ่า 2) ทราบ 3) ปลํ้า 4) ไพร 22. ขอใดมีโครงสรางของพยางคตางกับขออื่น 1) ลําพูน 2) ขอนแกน 3) ประจวบ 4) เชียงใหม 23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา 1) เปลี่ยน แทรก หวาน ยาว 2) เมื่อ ขรัว เสี่ย เจือ 3) ดรีม ฟลอร พราน ควาย 4) อํ่า ใหญ เขา ตํ่า 24. "เด็กเสเพลตีกลองตอนเพล" คําที่พิมพตัวหนา 2 คํานี้มีเสียงอะไรเหมือนกัน 1) พยัญชนะตน 2) สระ 3) พยัญชนะทาย 4) ตัวสะกด 25. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับเสียงพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน 1) ตรัส 2) ตาด 3) บาป 4) ภพ 26. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายของพยางคที่ 1 เหมือนกับเสียงพยัญชนะตนของพยางคที่ 3 1) กิจกรรม 2) พลโลก 3) ดาษดา 4) กรมหมื่น 27. รูปพยัญชนะที่ทําหนาที่เปนทั้งตัวสะกดและพยัญชนะตนในขอใดที่เปนเสียงเดียวกัน 1) พลความ 2) ภาสกร 3) รูปพรรณ 4) กิจการ 28. ขอใดเปนคําประสมทุกคํา 1) อิ่มใจ เอาใจ จิตใจ ใจดํา ติดใจ 2) แมทัพ แมเหล็ก แมงาน พอแม แมมด 3) ปลาเค็ม นํ้าหวาน รถดวน ที่นอน ของกลาง 4) ผูจัดการ ผูสมัคร ผูราย ผูประกวด ผูคน
29. ขอใดมีคําประสมที่มีความหมายเชิงอุปมาทุกคํา 1) หัวคะแนน ตีนแมว ตูเย็น ปากกา 2) หางเสือ หักหนา ฉีกหนา ถือหาง 3) หนามา ชางปูน ที่ดิน นักบิน 4) ปากตลาด เจาะขาว เตาอบ หัวหมุน 30. ขอใดมีคําประสมที่มีโครงสรางเหมือนกับคําวา "โตะกินขาว" ทุกคํา 1) ผาปูโตะ ลวดเย็บกระดาษ ไมตีพริก รถไฟฟา 2) ที่เขี่ยบุหรี่ ที่เปดกระปอง สมุดสะสมแสตมป จานดาวเทียม 3) จานรองแกว ของถวายพระ เครื่องตัดหญา เรือหางยาว 4) หองรับแขก เครื่องซักผา ทางยกระดับ ไมจิ้มฟน 31. คําประสมในขอใดมีโครงสรางเหมือนกันทุกคํา 1) คนขายขนม ชางตัดเสื้อ ยารักษาโรคเอดส หมอกรองนํ้า 2) ถนนวงแหวน โทรศัพทมือถือ โทรศัพทเคลื่อนที่ กระทะไฟฟา 3) กระโดดคํ้าถอ สะพานแขวน เครื่องปรับอากาศ นํ้าอัดลม 4) จดหมายดวน ที่เย็บกระดาษ ประชุมทางไกล ของถวายพระ 32. ขอใดมีคําประสมทุกคําที่ประกอบดวยคํากริยากับคํากริยา 1) ตายดาน ถือดี คิดราย คิดคด 2) จูงใจ ยกราง กินที่ ปดปาก 3) ตบแตง ติดตั้ง เลือกตั้ง ซักซอม 4) บังตา ยกทรง ยอความ พัดลม 33. ขอใดมีคําทุกคําเปนคําซอน 1) เสื่อสาด ทรัพยสิน โงเขลา ขมเหง เซอซา 2) แปดเปอน รื้อถอน เบี่ยงเบน กินแกน ใจแตก 3) แกนสาร นัยนตา สรางสรรค อวนพี นอยใจ 4) ทองคํา พัดวี วางเปลา งอแง คนงาน 34. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อความหมาย 1) หนาตา เจริญรุงเรือง เจ็บปวย ดีเด 2) โกรธแคน ลิดรอน แสวงหา ดื้อดึง 3) ผิดถูก เสื้อผา ดึงดัน เนื้อตัว 4) สูงตํ่า ตมตุน ทิ่มตํา ทอแท 35. ขอใดที่ทุกคําเปนคําซอนเพื่อเสียง 1) คับแคน จิตใจ เฉลิมฉลอง เบิกบาน 2) ขมขู เจือจาง แกวงไกว ปนปาย 3) ขัดขวาง เหี่ยวแหง ลมลุก แจมแจง 4) ชิงชัง จริงจัง เปะปะ โผงผาง 36. ขอใดความหมายของคําซอนอยูที่คําหลังทั้งหมด 1) นํ้าหูนํ้าตา หูตา ติดอกติดใจ 2) ใจคอ ทักทาย เจ็บปวย 3) เสื้อผา ชื่อแซ ขาวของ 4) ซุมเสียง กวาดแกวด กินแกน 37. ขอใดมีคําซอนที่ทุกคําเกิดจากคํา 4 คํา มาซอนกัน 1) ขาวปลาอาหาร เสกสรรคปนแตง อุปถัมภคํ้าจุน 2) ถวยโถโอชาม ลวงแคะแกะเกา ชางมาวัวควาย 3) หมูเห็ดเปดไก เหยียบยํ่าซํ้าเติม ลําบากยากแคน 4) ตมยําทําแกง แตงเสริมเติมตอ วิจิตรพิสดาร 38. ขอใดตอไปนี้ถือวาไมใชคําซํ้า 1) พี่แลแลเครื่องเลนเปนเสียดาย 2) จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย 3) รอนรอนออนแสงพระสุริยา 4) ถึงบางพูดพูดกันสนั่นหู
39. ขอใดเปนคําสมาสทุกคํา 1) พลเมือง บุญญาธิการ เมรุมาศ กรมทา สัจจาธิษฐาน 2) ปรมินทร ราชดําเนิน เคมีภัณฑ กษัตริยาธิราช ราโชบาย 3) มหัศจรรย คุณคา กิจจานุกิจ ทุนทรัพย อุปทวันตราย 4) อเนก จลาจล ภยันตราย ศตพรรษ ปจจุบัน 40. ขอใดเปนคําสมาสแบบกลมกลืนเสียงทุกคํา 1) อุโบสถกรรม อัครราชทูต สุขนาฏกรรม วินาศภัย มงคลฤกษ 2) อุณหภูมิ สุนทรียภาพ สัมปทานบัตร วิสามัญฆาตกรรม ปรมาภิเษก 3) อากาศธาตุ สุพรรณบัฏ ศาสตราจารย โลกทัศน โภชนาการ 4) เวสสันดร วชิราวุธานุสรณ สุโขทัย มไหศวรรย มหรรณพ 41. ขอใดมีคําสมาสซึ่งไมมีการสนธิทุกคํา 1) ปฐมทัศน กุศโลบาย นาเคนทร ปจฉิมยาม มัชฌิมวัย 2) วีรชน เบญจราชกกุธภัณฑ ปรมาจารย รัฐสภา วราราม 3) คริสตกาล กาฬปกษ ครุภัณฑ จิตแพทย ชาติภูมิ 4) ทาสกรรมกร คมนาคม ปรมาภิไธย ภัณฑาคาร สุรนารี 42. คําทุกคําในขอใดที่มีคําสมาสที่ประกอบจากคํา 3 คํา 1) บรรณารักษ พระบรมราโชบาย ทักษิณราชนิเวศน ราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม 2) เบญจราชกกุธภัณฑ มหาพฤฒาราม เอกอัครราชทูต อินทรวิหาร 3) สัมมนาคาร เทพศิรินทราวาส พระปฐมเจดีย โสตทัศนอุปกรณ 4) มหรรณพาราม จิรัฏฐิติกาล ประชากรศาสตร พระพุทธจักร มหาวิทยาลัย 43. ขอใดมีตําแหนงของคําครุลหุไมเหมือนขอความตอไปนี้ "ราตรีก็แมนมี ขณะดีและรายปน" 1) เหลือที่จะแทนทด จะสนองคุณานันต 2) ราคีบพันพัว สุวคนธกําจร 3) ฟางามอรามแล ระกะดอกกุดั่นหาว 4) ตรากทนระคนทุกข ถนอมเลี้ยงฤรูวาย ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 44-45 ก. แมนมิไดสมคิดดังจิตปอง ข. หวังเปนเกือกทองรองบาทา ค. จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกลาวมา ง. เพราะรักบุตรสุดสวาทแสนทวี 44. ขอใดมีพยางคคําตายมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 45. ขอใดมีพยางคคําเปนมากที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง.
46. "ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดิน เสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา" คําประพันธนี้มีคําเปนกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 20 คํา 2) 21 คํา 3) 22 คํา 4) 23 คํา 47. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาบาลีทุกคํา 1) อัคคี อัชฌาสัย สิกขา วัตถุ ปญญา อิทธิ สัจจะ สัตตะ บุปผา อัคนี อัศจรรย 2) ขัตติยะ อัจฉริยะ วิชชา มัชฌิม จักขุ กิตติ สักกะ รุกขทุกข หฤทัย กรีฑา 3) อิตถี หัตถี สัจจะ มนต กัญญา ปจฉิม อิจฉา มัจฉา อัตตา กษัตริย วิทยา 4) หทัย สิริ รังสี ภริยา ปฐม ถาวร ฐาปนา ฐาน จริยา ครุฬ กีฬา นิจ สามี โอฬาร อมตะ 48. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาสันสกฤตทุกคํา 1) ภรรยา สถาวร จักษุ กันยา ฤทธิ เอารส ภิกษุ สมัคร บุตร สังกร วิชชุดา 2) ปรัชญา สถาปนา จรรยา นิตย โอฑาร ฤษี ลักษมี จันทรา กริยา สังข ทุกข 3) ประถม สถาน ครุฑ สวามี กีรติ ไวทย จักร นิทรา เนตร องค พยัคฆ 4) สตรี อัธยาศัย อมฤต หัสดี ศิริ ศึกษา สัตย วัสดุ รัศมี มัธยม ไพศาล 49. ขอใดมีคําที่มาจากภาษาตางประเทศทุกคําโดยไมมีคําไทยแทปนเลย 1) โลก มน เดิน วิกล กนก จักร สังเกต รถ ชาติ ยศ มาห เศิก นํ้า 2) กาย ชาม ประหยัด พร เลข นัดดา คช เวท มาตรา เทพ เยียร ศึก มะมวง 3) ยาน ธน เขลา บุญ วิหค รัตนะ ครุฑ อาพาธ ศูทร เดชะ ระฆัง ผี้ว ตะวัน 4) พนา จมูก ประหยัด คุณ เมฆ อนุญาต รัฐ ปรากฏ เพชร บาป ลาภ วัฒนะ ผล ใชขอความตอไปนี้ตอบคําถามขอ 50-51 "นานมาแลวที่ธรรมชาติสรางความอุดมสมบูรณขึ้นไวใหกับผืนแผนดินนี้ ดินทุกๆ ตารางนิ้วตางประกอบขึ้นดวย ธาตุอาหารที่ไดจากความชุมชื้น ภายใตรมเงาของปาไมใบไมแตละใบที่รวงหลนจากลําตน คือระบบเล็กๆ ของธาตุอาหาร ที่เกิดขึ้นบนผิวดิน นั่นคือ เมื่อใดที่ใบไมรวงหลนถึงพื้นดิน มันก็จะผุพังและเนาเปอยดวยความชุมชื้นและจุลินทรียเล็กๆ ที่ชวยกันยอยสลายใหใบนั้นกลายเปนธาตุอาหารสะสมอยูในดิน และดินก็จะสะสมธาตุอาหารใหตัวเองตลอดเวลา ตราบ เทาที่มีปาไมมีนํ้าเปนสายใยธรรมชาติเกื้อหนุนกันและกัน" 50. จากขอความขางตนมีคําซอนเพื่อความหมายกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 7 คํา 2) 8 คํา 3) 9 คํา 4) 10 คํา 51. จากขอความขางตนมีคําสมาสกี่คํา (ไมนับคําซํ้ากัน) 1) 1 คํา 2) 2 คํา 3) 3 คํา 4) 4 คํา 52. ขอใดใชคําราชาศัพทถูกตอง 1) ประธานาธิบดีบลิน คลินตันเปนอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 2) ประธานาธิบดีบลิน คลินตันเปนพระอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 3) ประธานาธิบดีบลิน คลินตันเปนราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ 4) ประธานาธิบดีบลิน คลินตันเปนพระราชอาคันตุกะ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ
53. ขอใดใชคําราชาศัพทผิด 1) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถทรงถามชาวเขาเผาอีกอ 2) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงระนาด ณ หอประชุมโรงเรียนนายรอยฯ 3) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงทอดพระเนตรโครงการแกมลิงในพระดําริ 4) พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ทรงพระราชนิพนธ "พระมหาชนก" 54. คําทุกคําในขอใดที่ไมมีความหมายเชิงอุปมาเลย 1) คอสูง คอแข็ง ตาขาว หนาหนา ติดตา 2) เจาะขาว ปากหวาน หัวหมุน ตายดาน ปดปาก 3) หักหนา ไวตัว ฉีกหนา ถือหาง เปนใจ 4) นักเรียน กระถางธูป รถไฟ นํ้าหอม ปลาเค็ม 55. ขอใดใชคําไดถูกตองตามความหมาย 1) ปากกาดามใหมที่คุณแมซื้อใหตองใชอยางทะนุถนอมนะ 2) จักรวรรดิองคแรกของราชวงศถังคือใครคะ 3) วันนี้มีเมฆมากหมอกก็หนา ทัศนวิสัยแยจัง 4) เครื่องยนตนี้สมรรถภาพยังดีอยู 56. ขอใดไมมีคําพองรูปพองเสียง 1) เขาเขียนรายงานดวยปากกาสีแดง ดวยวาปากกาสีนํ้าเงินหายไป 2) เขาชอบกินขาวตมและนํ้าสมในตอนเชา และพี่สาวคนโตของเขาก็ชอบขาวตมเหมือนกัน 3) บานฉันจนแสนจนจนไมมีอะไรจะกินอยูแลว 4) กันมีบานที่เชียงใหม อยากไปเที่ยวไหมกันยินดีเสมอนะพวก 57. ขอใดใชคําที่มีความหมายแคบกวางไดเหมาะสม 1) สมรชอบกินขนมหวานและฝอยทอง 2) สมใจชอบกินผลไมและขนมหวาน 3) ประชาชนและชาวนาตางก็พากันมาชุมนุมหนาทําเนียบ 4) เขาไปเดินซื้อของตางๆ เชน เครื่องใชไฟฟา ทีวีตูเย็น และเครื่องเรือน 58. ขอใดมีคําที่มีความหมายกวาง 1) เครื่องกรองนํ้าลดราคา 20% 2) เครื่องอบผาลดราคากระหนํ่า 3) เครื่องปรับอากาศไมลดราคา 4) เครื่องเรือนรานนี้ราคาถูก 59. ขอใดใชคําเชื่อมขัดแยงกัน 1) นักรองทุกคนเมื่อบันทึกแผนเสียงเสร็จก็รีบเตรียมงานแสดงทันที 2) คนไทยตองผนึกกําลังสามัคคีและประเทศจะไดมั่นคงเปนปกแผน 3) รีบอาบนํ้าซะนะ เพราะเดี๋ยวดึกไปหนูจะเปนหวัด 4) เธอกินขนมปงก็ไดหรือไมก็กินขาวตม คุณแมทานสั่งมา 60. สํานวนในขอใดตางจากพวก 1) นกสองหัว 2) หมาสองราง 3) สองฝกสองฝาย 4) จับปลาสองมือ
61. ขอใดใชภาษาไดกระชับกะทัดรัด 1) เปนนิมิตอันดีที่คุณกลับเมืองไทย 2) มติมหาชนสวนใหญไมอยากใหรัฐขึ้นราคานํ้ามัน 3) เขาทําการบานเสร็จกอนเพื่อนๆ 4) คุณครูทําการสอนตั้งแต 6 โมงเชา 62. ขอใดใชสํานวนตางประเทศ 1) นองเขาถูกจับไปเรียกคาไถ 2) สมบูรณถูกตีโดยครูใหญ 3) มันฝรั่งกับมันเทศจะขึ้นราคาสัปดาหหนา 4) ผมคิดวาคุณเหมาะสมแลวครับ 63. ขอใดมีความหมายไมกํากวม 1) "แหม เกงจริงนะ" 2) "คุณแม" 3) "ขนมชั้นนี้ใครหยิบไป" 4) "คุณพอกินขาวเสร็จแลว" 64. ประโยคใดตอไปนี้เปนประโยคที่สมบูรณ 1) ตําแหนงที่แสดงจุดพักในแผนที่บนฝาผนังหองนี้ 2) การสงเสริมใหชาวญี่ปุนเขามาลงทุนดานอสังหาริมทรัพยในประเทศไทย 3) คณะครูและนักเรียนแมจะยอมพักขณะเดินทางไกล 4) การสงสินคาไปขายยังตางประเทศจะชวยลดภาวะการขาดดุลการคา 65. ขอความคูใดมีความหมายเหมือนกัน 1) ใหของเขายืม ใหเขายืมของ 2) เงินเขาขาด เขาขาดเงิน 3) เขาทํามาดี เขาทําดีมา 4) ใหเงินคืน ใหคืนเงิน 66. ภาพพจนในขอใดตางจากพวก 1) ทนตแดงดังแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง 2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล 3) หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ 4) คอยขืนเคี้ยวขาวคําสักกํามือ พอกลืนครือคอแคนดังขวากคม 67. ขอใดมีภาพพจน 1) ทั้งซุมเสามณฑปกระจกแจม กระจังแซมปลายเสาเปนบัวหงาย 2) พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปทม เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา 3) ยังใหมันขามเขาเอาเวียงชัย โออยางไรเหมือนบุรีไมมีชาย 4) แลธุลีกลัดกลุม เกลื่อนเพี้ยงจักรผัน 68. ขอใดมีภาพพจนตางจากขออื่น 1) ดูปราสาทราชวังเปนรังกา ดังปาชาพงชัฏสงัดคน 2) ดังหิ่งหอยจะแขงแสงอาทิตย เห็นผิดระบอบบุราณมา 3) มีเพชรใหญขนาดไขนกพิราบ... ชางเทียมทัดแพรวพราวราวกับไฟ 4) ลมระเริงลูหวิวพลิ้วระลอก สัพยอกยอดไมไปลิ่วลอง 69. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชปฏิพากย 1) เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน 2) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง 3) ความรูเจามีแนแคหางอึ่ง 4) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง
70. ภาพพจนในขอใดที่ไมใชบุคคลสมมติ 1) หาดกรวดกวางกลางนํ้าเริ่มครํ่าครวญ 2) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ 3) จากคูวันเดียวให ทุกขปมปานป 4) พิณพาทยไพรกลอมขับสําหรับดง 71. ภาพพจนในขอใดเปนแบบสัญลักษณ 1) โอลิมปกคราวนี้เมืองจิงโจควาไป 10 เหรียญทอง 2) กลุมเพื่อนๆ พี่มีแตสุนัขจิ้งจอกทั้งนั้น ฉันไมอยากคุยดวย 3) อาชีพนักปากกาอยางพวกเราเงินเดือนนอยจัง 4) ผลัดแผนดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร 72. "ดุจเหลาพละนา วะเหววากะปตัน นายทายฉงนงัน ทิศทางก็คลางแคลง นายกลประจําจักร จะใชหนักก็นึกแหนง จะรอก็ระแวง จะไมทันธุระการ อึดอัดทุกหนาที่ ทุกขทวีทุกวันวาร เหตุหางบดียาน อันเคยไวนํ้าใจชน ถาจะวาบรรดากิจ ก็ไมผิดณนิยม เรือแลนทะเลลม จะเปรียบตอก็พอกัน ธรรมดามหาสมุทร มีคราวหยุดพายุผัน มีคราวสลาตัน ตั้งระลอกกระฉอกฉาน ผิวพอกําลังเรือ ก็แลนรอดไมราวราน หากกรรมจะบันดาล ก็คงลมทุกลําไป ชาวเรือก็ยอมรู ฉะนี้อยูทุกจิตใจ แตลอยอยูตราบใด ตองจําแกดวยแรงระดม" คําประพันธขางตนใชภาพพจนชนิดใดมากที่สุด 1) อธิพจน 2) อวพจน 3) บุคคลวัต 4) อุปมานิทัศน 73. ภาพพจนในขอใดตอไปนี้ตางจากขออื่น 1) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด 2) ลูกจักมากับแสงเดือน มาอยูเปนเพื่อน 3) ฉันจนไมมีเงินสักบาท จะมารีดเลือดกับปูผอมๆ อีก 4) แมมีคูชูชิดสนิทนุม เหมือนหอหุมผาทิพยสักสิบผืน
ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 74-75 "วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอึงมี่ เบญจวรรณกับวัลยชาลี เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา นางนวลกับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา จากพรากจับจากจํานรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี แขกเตาจับเตารางรอง เหมือนรางหองมาหยารัศมี นกแกวจับแกวพาที เหมือนแกวพี่ทั้งสามสั่งความมา ตระเวนไพรรอนรองตระเวนไพร เหมือนเวรใดใหนิราศเสนหา เคาโมงจับโมงอยูเอกา เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว เหมือนเปลาเปลี่ยวคับใจในไพรกวาง ชมวิหคนกไมไปตามทาง คะนึงนางพลางรีบโยธีฯ" 74. คําประพันธขางบนมีภาพพจนชนิดใดมากที่สุด 1) อุปมา 2) อุปลักษณ 3) อวพจน 4) สัทพจน 75. คําประพันธขางบนนี้มีความงามวรรณศิลปเดนที่สุดดานใด 1) ซํ้าคํา 2) เลนคํา 3) ดุลเสียงและดุลความหมาย 4) เลนเสียงและจังหวะดุจดนตรี 76. ขอความขางลางนี้ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "ตอนนี้จะซักผานะคะนาสิอยากวนคืนนี้แหละหนูชวนรึจะไมไปดวยกัน" 1) อินทรวิเชียรฉันท 2) กาพยยานี 3) กาพยฉบัง 4) กลอนสุภาพ 77. ขอความขางลางนี้ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "กองหลังนาคะนาคาสี่เหลาเสนาศาตราอาวุธวาวแสงพวกพลทุกตนคําแหงหาญเหิมฤทธิแรงพรอมเพื่อผจญสงคราม" 1) กาพยยานี 2) กาพยฉบัง 3) กลอนแปด 4) อินทรวิเชียรฉันท 78. ขอความขางลางนี้ถานํามาจัดวรรคใหมจะไดคําประพันธตามขอใด "องคพระภควันตนั้นไซรประทับแหงใดก็เขาไปถึงที่นั้นครั้นเขาใกลแลวจึ่งพลันถวายอภิวันทแดองคสมเด็จทศพล" 1) กลอนสุภาพ 2) กาพยสุรางคนางค 3) กาพยฉบัง 4) กาพยยานี 79. บาทที่ 1 ของโคลงสี่สุภาพตอไปนี้ขอใดแตงถูกตองตามผังบังคับ 1) สามารถอาจหามงด วาจา (ตนเฮย) 2) จงจําคําพอสั่ง สอนนา 3) หนึ่งรูบําเรอให ขุนพล 4) ทั้งหลายลวนจัดเจน ไสยศาสตร 80. ขอใดสามารถเติมลงในชองวางใหถูกฉันทลักษณและมีเนื้อความเปนเอกภาพมากที่สุด "ถึงวากษัตริยทั้งสี่กรุง จะมาชวยรบ .......... เปนศึก .......... กูก็ไมครั่นครามขามใคร จะหักใหเปนภัสมธุลีลง" 1) รา, ไทย 2) รุง, ให 3) พุง, ใหญ 4) พุง, ไป
81. ขอใดมีการใชสัมผัสตางจากขออื่น 1) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม จะสงเสริมความสวาดิราชไมตรี 2) เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว 3) จะจริงจังจริงใจไมใชเจา มาโลมเลาเลาเลาเฝาออนพี่ 4) ทรงกางเกงสีแดงดังแสงชาด เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 82. จากประคําประพันธตอไปนี้ขอใดไมมีการใชคํากวีที่หมายถึงนาง 1) ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ใหแนนหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขํา 2) พลางคะนึงนุชนอย แนงเนื้อนวลสงวน 3) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางหัน 4) นิจจาเอยจากเชยมาไกลโฉม มีแตโทมนัสรํ่าระกําจิต 83. คําประพันธในขอใดตอไปนี้ที่ไมใชลักษณะของนิราศ 1) ถึงสามเสนแจงความตามสําเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี 2) ถวิลทุกขวบคํ่าเชา หยุดไดฉันใด 3) เห็นขาวขาววาวแวมอยูหวางกลาง ใครยลนางก็เห็นนาจะปรานี 4) เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 84-85 ก. รุกขชาติดาษดูระดะปา สกุณาจอแจประจําจับ ดุเหวาแววหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ ข. ไฟตะเกียงเรียงรอบพระมณฑป กระจางจบจันทรแจมแอรมผา ดอกไมพุมจุดงามอรามตา จับศิลาแลเลื่อมเปนลายลาย ค. คอนทองรองรับกันปกปก นกคุมเปรียวปรื๋อกระพือบิน... หารังเรียกคูอยูกับดิน หยุดกินวิ่งกรากกระตากไป ง. งามทรงวงดั่งวาด งามมารยาทนาดกรกราย งามพริ้มยิ้มแยมพราย งามคําหวานลานใจถวิล 84. จากคําประพันธขางตนขอใดมีสัมผัสอักษรทุกวรรค 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 85. ขอใดมีจินตภาพทั้งเสียงและเคลื่อนไหวเดนที่สุด 1) ขอ ก. 2) ขอ ข. 3) ขอ ค. 4) ขอ ง. 86. ขอใดกลวิธีการแตงไมเขาพวก 1) ตางแกลวสรรตัวกลั่นสรรพ แลนโจมทัพไลจับทัน 2) สารตัวกลั่นสรรตัวกลา นาพันลึกนึกพันลาย 3) สารแตหาญสารตัวเหี้ยม เทียมชางมารทานชางหมื่น 4) ตัวกลางชางตางกลอกเชิด เทิดกระบี่ทีกระบวน
87. ความเปรียบในขอใดตางจากขออื่น 1) สรอยทองยองเยื้องชาย เหมือนสายสวาทนาดนวยจร 2) นางนวลนวลนารัก ไมนวลพักตรเหมือนทรามสงวน 3) เหมือนอุบะนวลละออง เจาแขวนไวใหเรียมชม 4) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม 88. "วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว" "ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา" "เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน" ความงามทางวรรณศิลปของกลอน 3 วรรคนี้ขอใดมิใชลักษณะเดน 1) จังหวะดุจดนตรี 2) การซํ้าคํา 3) เสียงดุจดนตรี 4) อุดมดวยกวีโวหาร 89. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่นมากที่สุด 1) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง ดูยิ่งสิงหลําพอง เปนแถวทองลองตามกัน 2) ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไมไดศัพทเซ็งแซดวยแตรสังข ประนาดฆองกลองประโคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหงางลงครางครึม 3) นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา กระทงนอยลอยทวนนาวามา โอปกษาเอยจะลอยถึงไหนไป 4) ตนโศกทอดยอดขวางออกกลางหวย พี่ก็ชวยผูกชิงชาใหอาศัย พวกผูหญิงชิงขึ้นใหชาไกว สนุกใจรองเตือนใหเพื่อนโยน 90. ขอใดมีการเลนสัมผัสภายในวรรคมากที่สุด 1) แลประเทืองเรืองรองทองเนื้อเกา 2) ก็ซํ้าแทรกใสแซมตอแตมเติม 3) ชางชมชื่นชอบแลลวนแตผี 4) จึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา 91. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด 1) เข็มขัดคาดขึงขําเสื้อดําขลับ 2) วับวาววาบแววแวมแจมจรัส 3) บุษบงเบิกแบงระบัดบาน 4) ที่นอนหมอนมุงมานก็ไมมี 92. คําประพันธบทนี้ใชคําตายแทนคําเอกกี่คํา "ปญญาคาเปรียบแกว กองเก็จ แมวาเพชรถูกเพชร กะแทกกะทั้น งัดงางมลางเมล็ด มลายรูป เมล็ดหนึ่งอาจถึงสะบั้น สะบัดกลิ้งทิ้งสูญ" 1) 4 คํา 2) 5 คํา 3) 6 คํา 4) 7 คํา
93. ขอใดไมใชวัจนภาษา 1) มืดมัวชั่วชากวาเกาไป จะดีรายฉันใดชวยบอกมา 2) ขุนแผนปลอนปอกเหงาดูขาวงอน วางอนลองกินเถิดนองรัก 3) พระแยมเยี่ยมมานทองทัศนา เห็นแตปาพุมไมใบบัง 4) ฝูงคนทั้งแผนดินจะนินทา สิ่งของที่เอามาจงคืนไป 94. ขอใดไมใชวัจนภาษา 1) วาเราเลวเราอยาเหลวทําเลวลง ตองทะนงตอตานทานหยามคํา 2) ตนเตือนตนของตนใหพนผิด ตนเตือนจิตตนไดใครจะเหมือน 3) ถึงชนกชนนีจะชิงชัง ลูกจะวิงวอนงอขอโทษกรณ 4) จงเขียนคัดหัดจําตามคําบอก ความรูศอกจะเปนวาอยาสงสัย 95. ขอใดเปนประโยคความรวม 1) ฉันไมชอบคนลักขโมยขนมของเพื่อน 2) เพื่อนทะเลาะกันกอความเดือดรอนใหครูประจําชั้น 3) คุณพอทํางานหนักทุกวันจนตองเขาโรงพยาบาล 4) นํ้าไหลบาสูตัวเมืองอยางรวดเร็ว แตถนนหนทางไมเสียหายมากนัก 96. ขอใดเปนประโยคความซอน 1) หัวหนาของกลุมโจรพูโลตามหลักฐานในแฟมนักโทษของกรมตํารวจไดหลบหนีออกนอกประเทศ 2) การฝกจิตใหสงบกอนนอนเปนกิจที่ดี 3) ภายในเดือนนี้คณะครูตองทํางานใหเรียบรอยทุกประการ 4) เขาไมมาโรงเรียนเพราะเปนไขหวัดใหญ 97. ขอใดเปนประโยคความเดียว 1) การอานหนังสือมิไดใหประโยชนเฉพาะดานความรูเทานั้น แตยังเปนเครื่องมือสําหรับแสวงหาความรูดวย 2) เขาตอวาฉันกอน ฉันจึงตอบโตเขาบาง แตคนอื่นไดยินเฉพาะคําตอบโตของฉัน คนเหลานั้นจึงหาวาฉันพาล 3) ภาพทองฟาในยามใกลคํ่าฝมือจิตรกรหนุมหนาใหมคนนี้คงจะไดรับรางวัลเปนแน 4) เขาพูดยาวจนคนฟงเบื่อ แตเราก็ทนฟงเขาพูดไปจนจบเพราะเกรงใจประธานในที่ประชุม 98. ขอใดเปนประโยคความเดียว 1) เขาทุมกอนหินกอนโตอยางสุดแรงเกิดเขาไปในพุมไมที่มีขโมยซอนอยู 2) ขาวเธอสอบชิงทุนไปตางประเทศไดและเพื่อนๆ ฉลองใหอยางหรูหรา ปรากฏในหนาหนังสือพิมพไทยรัฐ 3) เขาตอวาฉันโดยเขารูเทาไมถึงการณเพราะเขาอาจไดรับฟงมาจากผูที่ไมชอบฉันวาฉันไดคานายหนา 4) ความเห็นอกเห็นใจกันในยามยากแสดงถึงความเปนมิตรแท 99. "ยุคสมัยที่ความเจริญทางวัตถุมีอํานาจครอบงําทางจิตและวิญญาณของมนุษยอยางแรง" ขอความนี้มีโครงสรางของภาษาตามขอใด 1) กลุมคํา 2) ประโยคความเดียว 3) ประโยคความรวม 4) ประโยคความซอน 100. ขอใดใชคํา "ที่" เปนคําเชื่อมประโยคทั้ง 2 แหง 1) กิจกรรมที่ฉันสนใจคือไปดูนิทรรศการที่ศูนยการคาตางๆ 2) ขณะที่ฉันเดินเพลินๆ ก็ไดพบเพื่อนเกาที่จากกันไปนาน 3) เมื่อเขาไปบานที่ระยอง เขาจึงรูวาบานที่เคยอยูถูกไฟไหม 4) ฉันดีใจมากที่รูวาครูที่ฉันรักไดรับรางวัลครูดีเดน
เฉลย 1. 1) 2. 4) 3. 2) 4. 4) 5. 3) 6. 3) 7. 2) 8. 4) 9. 2) 10. 3) 11. 4) 12. 4) 13. 2) 14. 2) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 4) 20. 3) 21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 4) 27. 3) 28. 3) 29. 2) 30. 4) 31. 1) 32. 3) 33. 1) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 4) 40. 4) 41. 3) 42. 4) 43. 4) 44. 4) 45. 2) 46. 4) 47. 4) 48. 4) 49. 4) 50. 2) 51. 2) 52. -) 53. 4) 54. 3) 55. 4) 56. 3) 57. 4) 58. 2) 59. 4) 60. 2) 61. 4) 62. 3) 63. 2) 64. 4) 65. 4) 66. 1) 67. 3) 68. 4) 69. 4) 70. 3) 71. 3) 72. 2) 73. 4) 74. 3) 75. 1) 76. 2) 77. 2) 78. 2) 79. 3) 80. 1) 81. 3) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 4) 89. 4) 90. 1) 91. 2) 92. 3) 93. 2) 94. 3) 95. 2) 96. 4) 97. 4) 98. 3) 99. 4) 100. 1) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
การวิเคราะหและสังเคราะหประโยค การวิเคราะหคือ การจําแนกแยกรายละเอียด การวิเคราะหประโยคก็คือ การพิจารณาเนื้อความที่เราอานวาประกอบ ดวยประโยคชนิดใดบาง สวนใดเปนกลุมคํา สวนใดเปนประโยคขยาย การสังเคราะห คือ การสรางประโยคตางๆ ขึ้นใหถูกตองตามหลักไวยากรณ และมีความหมายตรงตามที่เรา ตองการสื่อสาร การแบงหนาที่ของประโยคตามเจตนาของผูสงสาร การแบงประโยคชนิดนี้แบงไดเปน 3 ประเภท คือ 1. ประโยคแจงใหทราบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชบอกเลาหรือแจงขอความบางประการใหผูฟงทราบ อาจจะเปน ประโยคสั้นๆ ประกอบดวย ประธาน กริยา หรือเปนประโยคที่ซับซอนก็ได ใหสังเกตวาถาประโยคแจงใหทราบนั้น มีเนื้อความปฏิเสธก็จะมีคําปฏิเสธ เชน มิไดมิใช ไมหามิไดปรากฏอยูดวย เชน เรื่องวุนวายเชนนี้ฉันไมสนใจหรอก 2. ประโยคถามใหตอบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชถามขอความบางประการ เพื่อใหผูฟงตอบสิ่งที่ผูพูดอยากรูประโยค ชนิดนี้มีลักษณะการสรางประโยคคลายประโยคแจงใหทราบ แตจะมีคําแสดงคําถาม หรือคําถามปฏิเสธปรากฏอยูดวย เชน หรือ เมื่อไร อะไร ใคร ที่ไหน อยางไร เชน คุณจะหยุดฟงฉันพูดกอนไดไหม ใครจะไปเที่ยวสงกรานตที่เชียงใหมบาง 3. ประโยคบอกใหทํา คือ ประโยคที่ผูพูดใชเพื่อใหผูฟงกระทําอาการบางอยางตามความตองการของผูพูด การกลาว อาจจะใชวิธีขอรอง ออนวอน เชิญชวน บังคับ หรือสั่งก็ไดลักษณะประโยคบอกใหทํามีขอสังเกตดังนี้ 3.1 ประธานของประโยคตองหมายถึงผูฟงเทานั้น 3.2 ถาประธานเปนคําสรรพนามตองเปนสรรพนามพหูพจนบุรุษที่ 1 เชน เรา หรือสรรพนามบุรุษที่ 2 เชน คุณ ทาน เธอ แก เทานั้น
3.3 ทายประโยคตองมีคําอนุภาค เชน ซินะ นา เถอะ สิประกอบอยูดวย 3.4 ถาประโยคบอกใหทํามีเนื้อความ หาม หรือปฏิเสธ ตองมีคําวา "อยา" นําหนากริยา ถาประโยคนั้น มีกริยาชวย "ตอง" ก็ตองเติมคําปฏิเสธ "ไม" ประกอบไปดวย เชน อยาเดินไปในทางเปลี่ยว อันตราย คุณตองไมเห็นแกพวกพองมากเกินไป เธอชวยเฝาบานใหดวยนะ ฉันจะออกไปธุระสักครูหนึ่ง โครงสรางของประโยค ประโยคในภาษาไทยแบงไดเปน 3 ชนิด คือ 1. ประโยคความเดียว ไดแกประโยคที่ประกอบดวยภาคประธานและภาคแสดงมีกริยาหลักในประโยคเพียงตัวเดียว แตก็อาจมีคําวิเศษณขยายเนื้อความหรือมีคําเชื่อม (บุพบท) เสริมความใหสมบูรณก็ได 2. ประโยคความรวม ไดแก ประโยคความเดียวตั้งแต 2 ประโยคขึ้นไปมารวมกันดวยคําเชื่อม (สันธาน) เพื่อเจตนา ตางๆ กัน คือ 2.1 บอกความขัดแยงกัน สังเกตจากสันธาน แต แต...ก็แตทวา ถึง... แต...ก็ฯลฯ 2.2 บอกความคลอยตามกัน สังเกตจากสันธาน และ กับ แลว...จึง ครั้น...ก็ฯลฯ 2.3 บอกความเลือกเอาอยางใดอยางหนึ่ง สังเกตจากสันธาน หรือ มิฉะนั้น ไมเชนนั้น ฯลฯ 2.4 บอกความเปนเหตุเปนผลกัน (ใหสังเกตวาประโยคเหตุมากอนประโยคผล) สังเกตจากสันธาน เพราะ...จึง ฉะนั้น...จึง ดังนั้น...จึง 3. ประโยคความซอน ไดแก ประโยคที่ประกอบดวยประโยคหลักและประโยคยอย ประโยคยอยในประโยคความซอน นี้มี 3 ชนิด คือ 3.1 ประโยคยอยทําหนาที่คลายนามหรือสรรพนาม (นามานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ประโยคหลักสวนใหญ จะไมไดความสมบูรณ ประโยคความซอนที่มีประโยคยอยชนิดนี้มักจะมีกริยาหลัก 2 ตัว แตไมมีคําเชื่อม ในประโยค ความซอนมีคําวา "วา" "ให" ประกอบใหสังเกตดวยก็ได 3.2 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบนามหรือสรรพนาม (คุณานุประโยค) ประโยคชนิดนี้ตองมีคําประพันธสรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน ทําหนาที่แทนนามหรือสรรพนามในประโยคหลัก 3.3 ประโยคยอยทําหนาที่ประกอบกริยาหรือวิเศษณ (วิเศษณานุประโยค) เปนประโยคที่มีกริยาสําคัญ 2 ตัว อาจมีคําเชื่อม (สันธาน) อยูในประโยคไดแตตองทําหนาที่ขยายกริยาหรือวิเศษณในประโยคหลัก เขาตั้งใจดูหนังสือมาก (ประโยคความเดียว) เขาตั้งใจดูหนังสือมากแตก็ยังเตรียมตัวไมทัน (ประโยคความรวมขัดแยง) ขาววามีการเลื่อนกําหนดสอบเขามหาวิทยาลัยไมจริง (ประโยคความซอนนามานุประโยค) เขาประสบความสําเร็จในชีวิตเพราะความมานะพากเพียร (ประโยคความซอนวิเศษณานุประโยค)
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดแสดงคําเชื่อมประโยคไดดีที่สุด "แสงแดดมีประโยชนยิ่งตอมนุษย .......... ไดปริมาณมากเกินไป ก็พบวาเปนโทษไดเชนกัน .......... แสงแดด ประกอบดวยรังสีหลายชนิด รวมชนิดที่กอใหเกิดโทษไดและชนิดกอใหเกิดโทษนี้เปนแสงที่เราไมสามารถมองเห็น ไดดวยตาเปลา ........... รูจักกันดีมีชื่อเรียกวาแสงอัลตราไวโอเลต" 1) แตถา แต เพราะ 2) แตถา เพราะ แต 3) แต แตถา เพราะ 4) แต เพราะ แตถา 2. "ที่พิพิธภัณฑแหงนี้จัดการแสดงจะแบงเปนหองๆ" คําที่พิมพตัวหนาเปนคําในหมวดใด 1) นาม 2) สรรพนาม 3) บุพบท 4) สันธาน 3. คําวา "แต" ในขอใดเปนคําสันธาน 1) บานหลังนี้เกาแตสะอาดเรียบรอยจริงๆ 2) คุณศักดาเขานอนแตหัวคํ่าเปนปกติ 3) เจานายฉันตองการแตลูกนองฉลาดๆ เทานั้น 4) คุณพอกินแตผลไมและผักสดเสมอ 4. ขอใดควรมีสันธาน "แต" ชวย 1) ถึงเขาจะมีฐานะดีขึ้นเขาก็ยังประพฤติตัวเหมือนเดิม 2) ถึงฉันยากจนฉันก็ยังไมตองเบียดเบียนใคร 3) ถึงเธอจะถูกตัดจากกองมรดกเธอก็ยังมีเงินลนเหลือ 4) ถึงเขาไมสบายเขาก็ยังสงลูกเมียไปแทน 5. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ทําหนาที่ตางกัน 1) ผาที่ตกมาเที่ยวนี้รับรองไมมีตก 2) ทีคุณจะไปละก็ฉันไมเคยวาสักที 3) คนที่รักดียอมเปนคนดี 4) เด็กๆ พากันมาบริจาคเงินกันคนละ 2-3 บาท 6. "คนไทยสวนใหญมักจะบริโภคคาเฟอีนโดยไมรูตัว .......... ไมทราบวามีคาเฟอีนในชา กาแฟ นํ้าอัดลมประเภทโคลา และยาแกปวด" 1) เนื่องจาก 2) อยางที่ 3) ทั้งนี้ 4) ดวยเหตุ 7. "รัฐบาลพยายามที่จะใหประชาชนเรียนรูและใชภาษาไทย .......... ใหสํานึกวาภาษาไทยคือภาษาประจําชาติ .......... พลเมืองไทยทุกคนจะตองใชใหถูกตอง .......... ทัดเทียมกัน" 1) และ ซึ่ง โดย 2) ที่ อัน และ 3) โดย ที่ และ 4) ซึ่ง และ โดย 8. คําวา อะไร ในขอใดเปนคําถาม 1) แอวคงกินอะไรมาเรียบรอยแลวนะ 2) แอวทําอะไรอยูตอนที่ฉันมาเรียกนะ 3) แอวไมตองการอะไรจากคุณหรอก 4) แอวเห็นเขาขับรถสีอะไรตุนๆ หนอย
9. คุณแม "หนูตองทําไมวันนี้หนูจึงไมไปโรงเรียน" (1) หนูตอง "หนูหาโบผูกคอเสื้อไมเจอคะคุณแม" (2) คุณแม "คิดจะไมไปโรงเรียนใชไหมละ (3) ก็เมื่อกี้แมเห็นเอาไปซุกไวในตูเสื้อผาไมใชหรือ (4) คราวหนาหนูอยาใชวิธีนี้กับแมอีกนะ (5) แมไมชอบ" (6) หนูตอง "คราวหนาหนูจะหาวิธีใหมคะ" (7) ประโยค 7 ประโยคนี้เปนประโยคแสดงเจตนาแจงใหทราบกี่ประโยค 1) 2 2) 3 3) 4 4) 5 10. ขอใดสื่อความหมายตางจากขออื่น 1) เด็กขายของที่รานพบนองสาวของเขาโดยบังเอิญเมื่อวานนี้ 2) เมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่รานโดยบังเอิญ 3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน 4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ 11. ขอใดไมใชประโยคสมบูรณ 1) หยาดนํ้าคางพรางพรมเมื่อวันฉํ่าดาว ใหเหน็บหนาวนํ้าตารวงพรู 2) หากตราบใดสายนทียังรี่ไหล สูมหาชลาลัยกระแสสินธุ 3) โดยบังเอิญเมื่อวานนี้เด็กขายของพบนองสาวของเขาที่ราน 4) ที่รานเด็กขายของพบนองสาวของเขาเมื่อวานนี้โดยบังเอิญ 12. ขอใดที่บงบอกความหมายวา "ฉัน" เปนผูถูกกระทํา 1) จะใหอะไรฉันทํา 2) จะใหฉันทําอะไร 3) จะใหทําอะไรฉัน 4) อะไรจะใหฉันทํา 13. ขอใดไมเปนประโยคเปนแตเพียงวลี 1) นํ้าตก 2) นํ้าจิ้ม 3) นํ้าเนา 4) นํ้าแข็ง 14. ประโยคในขอใดที่ตัวแสดงไมมีกรรม 1) บทเรียนอันโหดรายที่ธรรมชาติไดประกาศเตือนครั้งนี้ทําใหเกิดการเคลื่อนไหวตอสูเพื่อพิทักษปาไมของประชาชน 2) ทหารที่โรงเรียนทหารราบที่คายทหารเดอมาโยอันเปนคายยุทธศาสตรใกลกรุงบัวโนสไอเรสไดเขายึดตัวโรงเรียนไว 3) รถโวลกาสีเหลืองและสีดํา 2 คัน นําคณะของพวกเราทองราตรีที่เงียบสงบในเวียงจันทน 4) โครงการตางๆ ที่มุงจะอนุรักษปาไมอยางเปนระบบตามที่ปรากฏในวารสารเศรษฐกิจฯ เลมลาสุดนาสนใจ เปนอยางมาก 15. ประโยคในขอใดแสดงถึงอดีตกาล 1) ใครอยูตรงนั้นมาชวยยกเกาอี้หนอย 2) ดูซี่ เขาเดินมาโนนแลวไง 3) ฉันชอบเดินเลนหลังจากกินขาวแลวทุกวัน 4) ตอนฝนตกฉันกําลังกินขาวอยู 16. ประโยคในขอใดมีเจตนาถามใหตอบ 1) ทําไมเขาจึงเกงนักนะหรือใครๆ ก็อยากรู 2) ฉันก็อยากรูจริงๆ นะวาทําไมเขาจึงเกงนัก 3) ออ เขาเกงมานานแลวจะใครละที่อยากรู 4) ไปถามเขาดูซี่ทําไมเขาจึงเกงมากนักฮึ
17. ประโยคในขอใดแสดงเจตนาตางจากขออื่น 1) เธอทํางานไดถูกตองนี่นะ 2) เธอควรทํางานใหถูกตองนะ 3) เธออยาทํางานผิดๆ อีกนะ 4) เธอทํางานอยาใหผิดอีกนะ 18. ขอความใดที่ประกอบดวยประโยคความซอน และประโยคความรวมเรียงตามลําดับ 1) พี่อัสนีบอกพี่วสันตใหตามหาฟกทองที่หายไป พี่วสันตชวยตามหาอยางรีบเรง แตก็ยังไมพบ 2) คุณบานชื่นสงสารคนชราที่บาน "โรยไมรูบาน" มาก ทุกวันอาทิตยเธอจะชวนคุณบานไมรูโรย ลูกสาวไปเยี่ยม และสอนการฝมือใหดวย 3) สาวดาวกําลังจะไปซื้อดอยที่เธอหมายตาไวที่เชียงใหม สวนสาวดอยกลับไมมีสิทธิ์สอยดาวอันสุกใสดวงนั้นเลย 4) สุธีปรารภกับเพื่อนเขาวา เขาอยากชื่อสุธีสามสี่ชาติเพื่อนเขาสนับสนุนวาเปนความคิดที่เขาที 19. ประโยคในขอใดมีลักษณะเปนประโยคความรวม 1) บานไรกังวลที่ จ.นครราชสีมาคือบานอัตภาพของพลเอกเปรม 2) เลือดของผูที่มาบริจาคอยางมากมายนั้นไดตรวจสอบดูเชื้อเอดสกันแลวหรือยัง 3) ปจจุบันนี้นํ้าปลาที่ผลิตในประเทศไทยถึง 80% ไมไดมาตรฐานตามที่คณะกรรมการอาหารฯ กําหนด 4) ถึงคุณมีที่ดินเพียงไมกี่สิบตารางวาในปจจุบันนี้ก็สามารถปลูกมะละกอพันธุเนื้อดีนารับประทานได 20. ขอใดเปนประโยคความรวม 1) มหาวิทยาลัยเชียงใหมจัดประชุมสัมมนาวิชาการเมื่อสัปดาหกอน 2) ถาคิดในดานเนื้อปุยแลว ปุยหมักมีตํ่ากวาปุยเคมี 3) มหาวิทยาลัยเชียงใหมไดจัดทําโครงการเพื่อเกษตรกรรมแผนใหมแลว 4) ผูอํานวยการกองบริการการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหมไดเชิญประชุมผูบริหารโรงเรียนที่เปนสนามสอบ เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 1) 4. 2) 5. 4) 6. 1) 7. 3) 8. 2) 9. 3) 10. 1) 11. 2) 12. 3) 13. 2) 14. 4) 15. 4) 16. 3) 17. 1) 18. 1) 19. 4) 20. 2)
วัฒนธรรมกับภาษา วัฒนธรรม วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษยทําใหเกิดขึ้นเพื่อประโยชนของสังคมของตน เพื่อระบบการดําเนินชีวิต วัฒนธรรมนี้ ครอบคลุมไปถึง ศิลปะ ประเพณีสถาบัน และคานิยมดวย มนุษยกับวัฒนธรรม วัฒนธรรมของมนุษยแสดงใหเห็นในรูปสถาบันตางๆ คือ สถาบันการปกครอง สถาบันการสืบสกุล สถาบันศาลสถิตยุติธรรม สถาบันศาสนา วัฒนธรรมของมนุษยนี้ผิดแผกกันไปขึ้นอยูกับสาเหตุดังตอไปนี้ 1. ภูมิอากาศที่แตกตางกัน 2. มนุษยอาศัยอยูตามที่ตั้งที่แตกตางกัน เชน กลุมชนที่อยูริมนํ้ามีประเพณีการแขงเรือ 3. ที่อยูอาศัยมีความอุดมสมบูรณและความแรนแคนตางกัน 4. กลุมชนที่อยูแวดลอม เชน ถาไปตั้งที่อยูอาศัยอยูในบริเวณกลุมชนที่มีอํานาจก็ตองคอยระมัดระวังตน และ ถาสังคมใดมีนักปราชญหรือประมุขกลุมชนที่อํานาจและความเฉลียวฉลาดมากก็ทําใหกลุมชนนั้นเจริญรุงเรือง เอกลักษณของชาติไทย เอกลักษณคือ สิ่งที่ทําใหเห็นวา บุคคลคนหนึ่งเปนตัวบุคคลนั้นมิใชบุคคลอื่น เอกลักษณของชาติไทยมีหลายประการ เชน 1. ความไมหวงแหนสิทธิ 2. เสรีภาพทางศาสนา 3. ความรักสงบ 4. ความพอใจประนีประนอม 5. การไมแบงชั้นวรรณะ คนไทยและวัฒนธรรมไทย คนไทย คือ คนที่ถือสัญชาติไทยคนที่จะรวมทุกขรวมสุขกับคนไทยทั่วไปจงรักภักดีตอสถาบันตางๆในวัฒนธรรมไทย ใชภาษาไทย และเห็นความสําคัญของภาษาไทยในฐานะที่เปนภาษาประจําชาติ เนื่องจากคนไทยเปนชาติที่เปลี่ยนแปลงที่ตั้ง และสภาพแวดลอมบอยตามหลักฐานในประวัติศาสตร ทั้งศาสนา ประจําชาติของไทยก็คือพุทธศาสนา ซึ่งเปนศาสนาที่ไมเขมงวดในเรื่องพิธีกรรม ทําใหวัฒนธรรมของไทยอยูในลักษณะ ที่ปรับตัวงาย ไมมีการยึดเหนี่ยวเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหนียวแนนนัก
ภาพสะทอนวัฒนธรรมจากภาษาไทย 1. ภาษาไทยมีคาที่ใชเรียกขานบุคคลในครอบครัวที่ลดหลั่นกัน เชน ทวด ปู ยา ปา ลุง นา 2. คําแตเดิมในภาษาไทยมักเปนคําที่ใชสนทนากันในหมูครอบครัว เพื่อนฝูง ถาใชภาษาทางการ เขามักจะนําคํา มาจากภาษาอื่น เชน บาลีสันสกฤต เขมร เปนตน 3. ภาษาไทยมีคําวิเศษณบอกรส เชน ชืด ปรา เปรี้ยว หวาน 4. ภาษาไทยมีคําที่ใชมีความหมายเฉพาะครบถวน จึงไมคอยมีคําที่จะเรียกครอบคลุมดังเชนภาษาทางตะวันตก 5. ภาษาไทยมีภาษามาตรฐาน (ภาษากรุงเทพฯ) เปนภาษาที่ใชติดตอสื่อสารกันในราชการและธุรกิจ 6. ภาษาชวยสืบทอดวัฒนธรรม เพราะการจดบันทึกทําใหรูเรื่องราวความเปนไปของบรรพบุรุษ 7. ภาษาไทยนิยมใชคําใหมีสัมผัสคลองจองกัน ไมวาจะเปนชื่อบุคคล สถานที่ หรือ ภาษิต และโดยเฉพาะอยางยิ่ง บทรอยกรอง แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย 1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า 3) เมื่อมีแขกมาถึงบานตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ 2. "โสนริมนํ้าก็ชํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอ จะหวิวขลุยคลอประเลงเพลงรัก กระเดื่องไมขอนกระดอนตําขาว เขยงเก็งกาวกระตึกตึกตัก เพราะแรงสาวเหยียบขยับเยื้องยัก สะเทิ้นคําทักสิหนักใจเรา" บทประพันธนี้แสดงใหเห็นสิ่งใด 1) ธรรมชาติกับชุมชน 2) ลักษณะสังคมชนบท 3) วัฒนธรรมชุมชนเกษตร 4) กิจกรรมรับลมหนาวของสาวๆ หนุมๆ 3. ขอความตอไปนี้แสดงใหเห็นลักษณะของภาษาตามขอใด "คนไทยเหนือใชคําวา "อู" คนไทยอิสานใชคําวา "เวา" คนไทยใตใชคําวา "แหลง" ในความหมายเดียวกับคําวา "พูด" ในภาษาไทยกลาง" 1) ภาษามีระดับตางกัน 2) ภาษามีการเปลี่ยนแปลง 3) ภาษาสะทอนวัฒนธรรมทองถิ่น 4) ภาษาเปนไปตามกําหนดของกลุมชน 4. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดใหมีลักษณะพิเศษ "หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน" 1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ
5. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกขอที่มีความประณีตที่สุดในการเลือก ใชคํา "ถาชีวิตคิดพะวงหลงประโยชน มัวเฉาโฉด (ก) ซึ่งทับถม ถึงเคยเขียนเพียรผานการอบรม หลงชื่นชม (ข) เทานั้นเอง" 1) (ก) ทําตัว (ข) คิดเอา 2) (ก) ปลอยตัว (ข) โฉดเขลา 3) (ก) เกลือกตัว (ข) โงเขลา 4) (ก) เกลือกกลั้ว (ข) โงเงา 6. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบ สามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็น ลักษณะพิเศษของคําประพันธที่กําหนดให "ยามยากคนคนความมาหยามเยย เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม ถมทับใหไหวหวามยามระทม .......... ขื่นขมจนตรมใจ" 1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น 7. ทุกขอที่กําหนดใหเปนคําตอบสามารถนํามาเติมในชองวางไดทั้งสิ้น แตจงเลือกคําตอบที่เมื่อเติมแลวจะเห็นสัมผัส อักษรที่ประณีตที่สุด "โลกยังมีที่หวังรังรองแสง ทุกทุกแหงแลลวนชวนสุขสันต ยิ้มตอยิ้มพิมพภาพอาบสัมพันธ ทุกทุกวัน ........... ดวยนํ้าใจ" 1) เลิศลํ้า 2) ดื่มดํ่า 3) ชื่นฉํ่า 4) สดสวย 8. ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวา คําประพันธที่กําหนดใหมีลักษณะพิเศษ "เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน ........... หวั่นไหว เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม" 1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน 9. "ภาษาไทยทําใหคนไทยไมวาจะอยูแหงหนใดรูตัววาเปนคนไทย เพราะมีภาษาไทยเปนเอกลักษณรวมกัน ภาษาจะ สะทอนถึงความเปนชาติเดียวกัน มีแผนดินอันหึงหวงแหนที่เดียวกัน มีความเปนมาทางประวัติศาสตรอันยาวนาน รวมกันและนับไดวาภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย" ขอความใดที่สรุปใจความขางตนไดดีที่สุด 1) ความเปนคนชาติเดียวกันดูไดจากภาษา 2) ภาษาไทยเปนเครื่องหมายบอกความเปนไทย 3) ภาษามีความหมายแทนคําวาชาติไทยหรือคนไทย 4) เอกลักษณรวมกันของคนไทยอยางหนึ่งคือภาษา 10. ขอใดเปนประโยชนที่สําคัญที่สุดของภาษามาตรฐาน 1) แสดงเอกลักษณของชาติ 2) สะทอนวัฒนธรรมของชาติ 3) สืบทอดวัฒนธรรมของชาติ 4) ชวยใหคนทั้งชาติเขาใจตรงกัน เฉลย 1. 3) 2. 2) 3. 4) 4. 2) 5. 3) 6. 3) 7. 4) 8. 4) 9. 2) 10. 4)
คุณธรรมและมารยาทในการสื่อสาร คุณธรรม คือ ความดีงามอันมีอยูในตัวบุคคล เกิดจากการปลูกฝง การไดอาน ไดยินหรือไดเห็นพฤติกรรมที่แสดง คุณธรรมของบุคคลที่เคารพรัก คือ พูดดีกระทําดีคิดดีคุณธรรมที่สําคัญที่สุดในการธํารงสังคมก็คือ การถือวาจาสัตย มารยาทในการสื่อสารใหสัมฤทธิ์ผลนั้น นอกจากจะขึ้นอยูกับระดับของการสื่อสารระหวางมนุษยในสังคมแลวยัง เกี่ยวของกับวัฒนธรรมและคุณธรรมในการสื่อสารดวย 1. การสื่อสารในครอบครัว ถึงแมจะใชภาษากันเอง เพราะความใกลชิดของบุคคลในครอบครัว แตผูสงสาร ก็ควรคํานึงถึงการใชคําพูดใหเหมาะสม กับวัย ความรูและประสบการณของบุคคลในครอบครัวดวย ตองสื่อสารใหเกิด ความเขาใจแจมแจงและตองระวังมารยาทดวย เชน ไมตะโกนพูด เปนตน 2. การสื่อสารในโรงเรียน การสื่อสารประเภทนี้ผูรับสาร เปนบุคคลหลายระดับควรคํานึงถึงความสุภาพเปนสําคัญ 3. การสื่อสารในที่สาธารณะ เปนการสื่อสารที่ตองคํานึงถึงมารยาทตามวัฒนธรรมของสังคมอยางมาก เพราะผูรับสาร มีหลายระดับ หลายวัย หลายฐานะ และหลายอาชีพ 4. การสื่อสารในสังคมโดยทั่วไป 4.1 การปฏิสันถาร เดิมคนไทยไมมีคําทักทายเปนพิธีการ มักจะทักทายกันตามโอกาส เชน ไปไหนมา ตอมา พระยาอุปกิตศิลปสาร กําหนดคําใหคนไทยทักทายกันเชนเดียวกับชาวตะวันตก เปนคําที่ใชไดกลางๆ ไปกําหนดหรือ จํากัดเวลา คือ คําวา "สวัสดี" 4.2 การแสดงความยินดีและการแสดงความเสียใจ ก. การแสดงความยินดี อยาแสดงความยินดีจนเกินจําเปน จนกลายเปนประจบประแจง ข. การแสดงความเสียใจ ควรระวังวาจาอยาพูดพลอยๆ หรือแสดงภูมิรูซึ่งบางทีก็ไมแนนักวา จะถูกตอง ควรพูด ไปในทางใหกําลังใจ ไมใหสะเทือนใจผูฟง แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. คําพูดในขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อไปเยี่ยมผูปวย 1) หนูวาคุณปายังไมดีขึ้น แตไมตองตกใจ จะปรึกษาคุณหมอดูคะ 2) ดูคุณปาแข็งแรงขึ้นมาก อีก 2-3 วันคงกลับบานได 3) หมอจะผาตัดหรือคะ คุณปาคงแย ยิ่งกลัวๆ อยู 4) คุณปาตองพยายามกินมากๆ จะไดหายเร็วๆ นะคะ 2. เมื่อเพื่อนสอบแขงขันไดรับการคัดเลือกไปดูงานตางประเทศ จะกลาวอยางไร จึงจะรูสึกวาทานยินดีกับความสําเร็จนั้น ดวยใจจริง 1) แมจะไมใชตัวเก็ง แตเธอก็ยอดมากเลย 2) ฉันวาแลวเชียวยังไงๆเธอก็ตองไดเยี่ยมจริงๆเลยเพื่อน 3) ฉันวาแลวพอเขาไมไป เธอตองไดก็ไดจริงๆ 4) เธอนี่มามืดจริงๆ มาแซงทางโคงวิ่งเขาปายเลยนะ
3. เมื่อเพื่อนรวมงานไดเลื่อนขั้นเงินเดือน เพราะทําความดีความชอบเปนพิเศษ จะกลาวแสดงความยินดีอยางไร ผูฟง จึงจะรูสึกวาผูพูดไมมีอคติ 1) ยินดีดวยนะ คนเกงก็อยางนี้แหละ โชคดีเสมอ 2) ยินดีดวยนะ เมื่อไหรคุณจะเลี้ยงละ 3) ยินดีดวยนะ คุณนี่กาวเร็วเกินคาด 4) ยินดีดวยนะ คนที่เจานายรักก็อยางงี้แหละ 4. ขอใดใชภาษาพูดไดเหมาะสมและนาเปนที่พอใจที่สุด พยาบาลไดกลาวตอบญาติของคนไขที่มาติดตอขอเยี่ยมคนไขวา 1) ขอโทษนะคะ คนไขชื่ออะไร พูดดังๆ หนอย แลวปวยเปนอะไรคะ 2) ขอโทษคะ กรุณาทวนชื่อคนไขอีกครั้งนะคะ ฟงไมคอยชัด และปวยเปนอะไรคะ 3) ขอโทษคะ ขอใหพูดดังๆ ขึ้นอีก คนไขชื่ออะไรกันแน และเปนโรคอะไรคะ 4) ขอโทษนะคะ กรุณาพูดดังกวานี้ไมไดหรือ จะไดฟงชัดๆ และปวยเปนโรคอะไรคะ 5. ทานคิดวาขอใดเปนการทักทายที่เหมาะสมที่สุดตามสถานการณที่กําหนดมาให 1) อาจารยใหญทักทายอาจารยวิไลซึ่งมาทํางานแตเชาสมํ่าเสมอ "สวัสดีคะ วันนี้มาแตเชาเชียวนะคะ" 2) ผูจัดการทักทายพนักงานที่กําลังเตรียมงานเปดอาคารใหมของบริษัท "เปนไงพวกเราวันนี้ตองเหนื่อยกันมาก หนอยนะ" 3) วิรัชถามนองชายที่เพิ่งกาวเขาประตูบานมา "เปนยังไงแก ขอสอบนะ ทําไดหรือไดทําละ" 4) วิชูกลับมาจากกรุงเทพฯ พบมารดาที่สถานีรถไฟ "โอโฮคุณแม อวนขึ้นมากนะคะไมพบคุณแมสองสามเดือน เทานั้นเอง 6. คําพูดขอใดไมเหมาะสมเมื่อหลานพูดกับคุณยายของตนที่บาน 1) คุณยายคะ หนูมีเรื่องนาสนมาเลาใหคุณยายฟงคะ 2) เสื้อตัวนี้แพงจังเลยคุณยาย แตหนูชอบมันสวยดี 3) เมื่อคุณยายเปนเด็กๆ นะ เชียงใหมเปนอยางไรคะ 4) คุณครูยังไมบอกคะแนนเลยคะ หนูจึงยังไมทราบผลการสอบ 7. ประโยคใดที่พนักงานขายไมควรจะพูดกับลูกคา 1) พี่หอนี้แพงนะคะ 2) พี่ใหงบเทาไรละ 3) ทั้งสีทั้งแบบพี่จะใชไดคุมเลยละ 4) ราคาแพงแตคุณภาพเราเยี่ยมนะคะ 8. ลักษณะการพูดขอใดเหมาะสมที่สุดเมื่อศิษยพูดกับครู 1) อาจารยพูดเร็วเปนรถดวนหนูฟงไมทันเลย 2) อยากใหอาจารยชวยอธิบายใหชาลงอีกนิด 3) ถาอาจารยจะเนนใหชัดเจนจะแจวทีเดียว 4) อาจารยพอจะลดสปดลงไดบางไหม เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 2) 6. 1) 7. 1) 8. 2)
การถามและการตอบ การถาม คือ การสงสารโดยมีจุดประสงคที่จะใหผูรับสารบอกเลาขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นอยางใดอยางหนึ่ง สวนการสงสารเพื่อตอบสนองหลังจากที่ไดรับทราบคําถามแลว เรียกวา การตอบ จุดประสงคในการถาม 1. เพื่อใหรูขอเท็จจริงหรือความคิดเห็นจากอีกฝายหนึ่ง 2. เพื่อตรวจสอบวาอีกฝายหนึ่งรูขอเท็จจริงหรือไม หรือมีความคิดเห็นอยางใด 3. เพื่อใชเปนกลวิธีในการใหความรูหรือใหขอคิดเห็นบางประการแกผูฟง 4. เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรี 5. เพื่อแสดงความสนใจ ขอควรคํานึงในการถาม 1. มารยาท ไมควรถามเรื่องสวนตัว คําถามที่แสดงความโออวด แสดงการยกตนขมทาน หรือคําถามที่ทําใหผูฟง เกิดความกระดากอาย 2. บุคคล ควรพิจารณาวาผูที่เราถามเปนใคร อยูในฐานะอยางไร มีความสัมพันธตอผูถามเพียงไร เพื่อจะไดใช ถอยคําใหเหมาะสม 3. กาลเทศะ ควรพิจารณาวาผูถามกําลังอยูในอารมณอยางไร พอใจที่จะตอบคําถามนั้นหรือไม 4. สาระ ในคําถามนั้นควรมีสาระที่แสดงวาผูถามสนใจจริงหรือมีความรูกับเรื่องนั้นบางพอสมควร 5. ภาษา ควรตั้งคําถามดวยถอยคําที่กะทัดรัดชัดเจนลําดับความไมสับสนและไมควรถามหลายประเด็นพรอมกัน วิธีถาม 1. ถามขอเท็จจริง มักใชคําถามวา ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทําไม อยางไร ฯลฯ 2. ถามความคิดเห็น อาจตั้งคําถามเชนเดียวกับขอ 1 แตเนื้อหาของคําถามมักเปนเรื่องที่ตองการใหผูตอบใหเหตุผล เสนอแนะ ประเมินคา วินิจฉัย คาดคะเน ฯลฯ 3. ถามเพื่อการทดสอบ เปนคําถามที่มักมีการออกคําสั่งกํากับไวดวย เพื่อใหรูวาควรจะตอบอยางไรแนวใด 4. ถามโดยบอกที่มาของคําถาม เปนคําถามที่ชวยใหผูตอบเขาใจมูลเหตุที่ถามไดอยางดี 5. ถามใหตอบไดหลายทาง เปนคําถามที่ชวยใหไดความรูและความคิดที่กวางขวางยิ่งขึ้น เปนคําถามที่เหมาะสําหรับ การคิดรวมกันในกลุม เพื่อใหไดมาซึ่งความคิดที่แยบคายที่สุด หรือไดขอเท็จจริงที่ถูกตองที่สุด ขอควรคํานึงในการตอบ 1. ตองจับประเด็นในการถามใหไดวาผูถามตองการถามประเด็นใด 2. ตองใชภาษาใหถูกตองตามระดับของผูฟงและกาลเทศะ 3. ควรตอบดวยถอยคําที่สุภาพนุมนวล และควรหลีกเลี่ยงคําตอบที่จะกอใหเกิดผลเสียแกตนเองหรือกระทบกระเทือน ผูอื่น วิธีตอบ 1. ตองตอบใหตรงคําถาม 2. ตอบใหแจมแจง ไมเยิ่นเยอหรือมีเนื้อความคานกันเอง 3. ตองตอบใหครบทุกจํานวน
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดเปนการถามเพื่อถามความคิดเห็นเดนชัดที่สุด 1) นํ้าขึ้น-นํ้าลงเกิดขึ้นไดอยางไร 2) ใครเปนคนไทยคนแรกที่ไดรับรางวัลแมกไซไซ 3) ทําไมนายยอรช บุช จึงชนะคะแนนนายไมเคิล ดูคากิส อยางทวมทน 4) ที่วา "ภรณทิพยสวยอยางฉลาด และเปดศักราชใหมของนางงามไทยนั้น" เปนอยางไร 2. "ผมทําขอสอบไมไดเพราะไมเขาใจคําถาม ภาษาของอาจารยไมชัดใชไหมครับ หรือจะเพราะอะไรก็แลวแต อยากทราบวาอาจารยจะทําอยางไร" ลักษณะคําถามนี้เปนอยางไร 1) ดีที่มีการสรุปจากผลไปหาเหตุ 2) ดีที่พูดเปนกลางๆ และใหอิสระในการตอบ 3) ไมดีเพราะไมทราบประเด็นที่ตองการถาม 4) ไมดีเพราะถามหลายประเด็น เฉลย 1. 3) 2. 3)
การใชเครื่องหมายวรรคตอน 1. , จุลภาค ใชสําหรับคั่นคําหลายๆ คําเพื่อความชัดแจง คั่นคําอุทานหรือคําเรียกรองที่อยูหนาประโยคคั่นกลุมคํา หรือชื่อเฉพาะที่ประกอบดวยกลุมหลายกลุมคั่นจํานวนเลขหลักหนวยๆละ 3 หลักและคั่นประโยคเล็กที่รวมกันหลายประโยค 2. . จุดหรือมหัพภาค ใชเขียนไวหลังตัวอักษรเพื่อแสดงวาอักษรยอ เขียนไวหลังคํายอ เขียนไวหลังอักษรหรือ ตัวเลขที่บอกลําดับขอ จุดทศนิยมในการเขียนตัวเลข เขียนคั่นระหวางชั่วโมงกับนาทีเพื่อบอกเวลาและใชเขียนไวทายเนื้อความ หรือประโยคเพื่อแสดงวาจบแลว 3. ? ปรัศนีใชเขียนไวหลังขอความเพื่อแสดงความสงสัย ไมแนใจ หรือใชเขียนเมื่อสิ้นสุดความหรือประโยคที่ เปนคําถาม 4. ! อัศเจรีย ใชเขียนไวหลังคําที่เลียนเสียงธรรมชาติเพื่อใหผูอานทําเสียงใหเหมาะสม หรือเขียนไวหลังคําวลี หรือประโยคที่เปนคําอุทาน 5. ( ) วงเล็บหรือนขลิขิต ใชเขียนกํากับขอมูลบางอยางเพื่อเตือนความจํา หรือเขียนกันขอความเพื่อบอกที่มาของคํา หรือขอความที่ตองการขยายอธิบายเพื่อความชัดแจง และใชกับนามเต็มที่เขียนไวใตลายมือชื่อ 6. _____ สัญประกาศหรือขีดเสนใต ใชสําหรับเปนคําหรือขอความที่ตองการใหผูอานสังเกตเปนพิเศษ 7. "__ __ __" อัญประกาศ ใชแสดงวาคําหรือขอความนั้นเปนคําพูดหรือความนึกคิด เพื่อเนนใหผูอานสังเกต เปนพิเศษ และเพื่อแสดงวาคําหรือขอความนั้นตัดตอนมาจากที่อื่น 8. - ยัติภังคหรือขีดสั้น ใชเขียนแยกคําหรือวรรคในบทรอยกรอง เพื่อใหไดจํานวนพยางคตามขอบังคับ เขียนแยก คําเพื่อบอกคําอาน ใชแทนคําวา "ถึง" เพื่อบอกเวลา จํานวน หรือสถานที่ ใชในความหมายวา "และ" หรือ "กับ" และใช แทนคําวา "เปน" 9. ..... จุดไขปลาหรือเสนประ ใชสําหรับละคําหรือขอความที่ไมตองการอาน หรือแสดงวาขอความนั้นเลือนหายไป ไมสามารถหาหลักฐานมายืนยันไดเพื่อแสดงวาตองการใหเติมเนื้อความนั้นใหสมบูรณและใชเขียนเพื่อแสดงวาขอความ ที่นํามากลาวนี้ตัดตอนมาเพียงบางสวนเฉพาะขอความสําคัญเทานั้น 10. ๆ ไมยมก ใชเขียนไวหลังคําวลีหรือประโยคเพื่อใหอานซํ้าอีกครั้งหนึ่ง แตเราจะไมนิยมใชไมยมกในคําภาษา อื่น หรือคําที่ตางชนิดกัน 11. ฯลฯ ไปยาลใหญ ใชเขียนไวกลางเนื้อความที่กลาวถึงเฉพาะตอนตนและจบเทานั้น (ใหอานวา "ละถึง") และ ใชเขียนไวทายเนื้อความเพื่อแสดงวายังมีขอความอีกมากมายที่มิไดนํามากลาว (ใหอานเครื่องหมายนี้วา "ละ" หรือ "และอื่นๆ") 12. ฯ ไปยาลนอย ใชเขียนไวทายคําที่รูจักกันดีอยูแลวเพื่อละขอความ ใชเขียนในคํายอ ฯพณฯ ในสมัยโบราณ ใชเปนเครื่องหมายบอกวันเดือนปทางจันทรคติเรียกวา คั่นเดี่ยว 13. " บุพสัญญา ใชเขียนละคําหรือขอความที่อยูบนเครื่องหมายเพื่อจะไดไมตองกลาวซํ้าบอยๆ 14. = เสมอภาคหรือสมพล ใชเขียนคั่นแสดงวาคําหรือขอความทั้งขางหนาและขางหลังเครื่องหมายนี้เทากัน
15. : จุดคูหรือทวิภาค ใชเขียนระหวางคําหรือขอความหรือตัวเลขเพื่อแสดงสัดสวนมาตราสวน ใชเขียนไวหลัง ขอความที่จะมีตัวอยางหรือขอชี้แจง และใชไขความแทนคําวา "คือ" 16. ; อัฒภาค ใชเขียนแยกขอความซึ่งเปนประโยคขยายหลายๆ ประโยคออกจากกันใหชัดเจน 17. ° ตาไกหรือฟองมัน ใชเขียนไวตนบทประพันธเพื่อแสดงวาขึ้นตนบทใหม เดิมใชเขียนไวตนวรรคหรือขอความ แตปจจุบันใชยอหนาหรือมหรรถสัญญาแทน แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดใชเครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่นๆ ไดถูกตองตามหลักภาษา 1) ที่นี่รับซักพรม (บาน; รถ) ราคาเยา! 2) ขนง [ขะหนง] น. คิ้ว, ใชเปนราชาศัพทวา พระขนง. 3) เขาเคยมาที่นี่ทุกวันๆ นี้ทําไมไมมา ใครชวยไปตามเขาทีไดไหม? 4) อาจารยกลาววา "ภาษาเปนสิ่งสําคัญมากในการสื่อสาร เพราะ "ภาษาเปนอาภรณของความคิด" นักศึกษาจงตระหนักขอนี้ไว" 2. ขอใดไมควรใชไมยมก 1) คนคนนี้ไมควรคบหาสมาคมดวย 2) เคี้ยวเคี้ยวยาเม็ดนี้แลวรีบกลืนเสีย 3) ลูกหมาตัวนั้นตกนํ้าเปยกปอน ดูสิตัวสั่นริกริกทีเดียว 4) ถาแนจริงขอใหมาพบกันซึ่งซึ่งหนา 3. เราพบกันเวลา 12.30 น. ขอความที่พิมพตัวหนาอานถูกตองตามขอใด 1) เวลาสิบสองนาฬิกาสามสิบนาที 2) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนาฬิกา 3) เวลาสิบสองจุดสามศูนยนอ 4) เวลาสิบสองนาฬิกาครึ่ง 4. ขอใดแบงวรรคตอนไดดีที่สุด 1) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือโดยทั่วไป / ดีแลว 2) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือโดยทั่วไปดีแลว 3) หนังสือกับคน / มีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้นดูเหมือนวา / เปนที่ประจักษแกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว 4) หนังสือกับคนมีความเกี่ยวของกันเพียงไรนั้น / ดูเหมือนวาเปนที่ประจักษ / แกนักอานหนังสือ / โดยทั่วไปดีแลว 5. ขอใดไมควรใชเครื่องหมายไปยาลใหญ 1) แมซื้อหมูและผักตางๆ เชน ผักกาด ผักคะนา ฯลฯ จากตลาดใกลบาน 2) ที่ประเทศเนเธอรแลนดทานจะไดชมสิ่งตางๆ เชน ดอกทิวลิป เครื่องปนดินเผา ฯลฯ 3) พิพิธภัณฑสัตวนํ้าแหงนี้มีปลาขนาดใหญเล็กหลายชนิด เชน ปลาฉลาม ปลาเทวดา ฯลฯ 4) ฉันสะสมแผนเสียงมานานแลว มีเพลงหลายประเภท เชน เพลงลูกทุง เพลงไทยสากล ฯลฯ
6. ขอใดใชเครื่องหมายไปยาลนอยไดถูกตอง 1) พณฯ นายกรัฐมนตรีกําลังจะไปเยือนตางประเทศ 2) สมเด็จพระสังฆราชจะเสด็จฯ ประทานพระธรรมเทศนา 3) สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดําเนินเปนองคประธาน 4) สมเด็จพระบรมฯ โอรสาธิราชเสด็จพระราชดําเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเปนเวลา 2 สัปดาห 7. ขอใดใชเครื่องหมายถูกตอง 1) "จําลอง" สั่งจับกุมเด็ดขาด 2) ขออภัยในความไมสะดวก! 3) ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย 4) ผูตายมีกิจการอยูมากมาย ฯลฯ 8. เครื่องหมายตอไปนี้เรียกชื่อวาอยางไร 1. "..." 2. ฯลฯ 3. . 4. ” 1) อัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา 2) สัญประกาศ ไปยาลใหญ มหัพภาค บุพสัญญา 3) อัญประกาศ ไปยาลนอย จุลภาค บุพสัญญา 4) สัญประกาศ ไปยาลใหญ จุลภาค บุพสัญญา เฉลย 1. 2) 2. 1) 3. 1) 4. 4) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1)
การพูดตอประชุมชน การพูดตอประชุมชน คือ การพูดแสดงความรูความคิด ความรูสึก รวมทั้งขอเสนอแนะตางๆ ตอผูฟงเปนจํานวนมาก ซึ่งอาจจะมีพื้นความรูรสนิยม สภาพทางเศรษฐกิจสังคม ทัศนคติตอผูพูด และเรื่องที่พูดคลายกันหรือแตกตางกันอยาง ไรก็ได ฉะนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ผูพูดควรคํานึงถึงก็คือสารที่สงออกไปนั้น ตองไมมีขอจํากัดวาเปนสารที่รับฟงไดเฉพาะ กลุมใดกลุมหนึ่งเทานั้นและขณะที่พูดจะตองสังเกตและตีความใหถูกตองวาผูฟงกําลังมีปฏิกิริยาตอบสนองอยางไร ความสําคัญของการพูดตอประชุมชนในสังคมประชาธิปไตย 1. เพื่อความสะดวกรวดเร็วที่จะเผยแพรความคิดเห็นของบุคคลใหปรากฏแกสาธารณชนอยางกวางขวาง 2. เพื่อเผยแพรความรูวิทยาการตางๆ ถายทอดวัฒนะธรรมและปลูกฝงคุณธรรมแกประชาชน 3. เพื่อเปนวิถีทางใหมนุษยสามารถชี้แนะการแกปญหาตางๆ ในสังคมได ประเภทของการพูดตอประชุมชน 1. แบงตามวิธีนําเสนอ 1.1 การพูดโดยฉับพลัน หมายถึงการพูดโดยไมรูตัวลวงหนามากอน เชน การพูดกลาวอวยพร 1.2 การพูดโดยอาศัยตนราง เปนการพูดที่ผูพูดมีโอกาสเตรียมตัวลวงหนา สามารถเตรียมตนรางที่จะพูด ใหเหมาะกับผูฟง มีโอกาสเตรียมเนื้อหาไดครบถวน 1.3 การพูดโดยวิธีการทองจํา คือการพูดที่เตรียมตนรางการพูดอยางละเอียดและทองจําเนื้อหานั้นไดจนขึ้นใจ การพูดชนิดนี้มักจะไมคอยเปนธรรมชาติ 1.4 การพูดโดยวิธีอานจากราง คือการอานตนฉบับที่ไดเตรียมไวเปนอยางดีมักใชในการกลาวปราศรัยหรือ กลาวเปดประชุม เปนตน 2. แบงตามความมุงหมาย 2.1 การพูดเพื่อใหความรูหรือขอเท็จจริง เปนการพูดเพื่อใหขอมูลหรือเพื่อแจงใหทราบใหผูฟงเขาใจเรื่องราว ตางๆ ที่เปนประโยชนเปนสําคัญ 2.2 การพูดเพื่อโนมนาวใจ เปนการพูดเพื่อใหผูฟงเกิดความเชื่อถือ ศรัทธา มีความคิดเห็นคลอยตามหรือ กระทําการอยางใดอยางหนึ่งตามที่ผูพูดตั้งจุดมุงหมายไว 2.3 การพูดเพื่อจรรโลงใจ เปนการพูดเพื่อยกระดับจิตใจใหสูงขึ้น เกิดความนึกคิดที่ละเอียดประณีต 2.4 การพูดเพื่อคนหาคําตอบ เปนการพูดที่มุงหมายใหผูฟงชวยขบคิดหาทางแกปญหาตาที่ผูพูดชี้ใหเห็น 3. แบงตามเนื้อหาที่จะพูด เชน เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตรศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง เปนตน 4. แบงตามโอกาสที่จะพูด 4.1 โอกาสที่เปนทางการ เชน การกลาวปราศรัย การกลาวเปดประชุม 4.2 โอกาสกึ่งทางการ เชน การบรรยายสรุปใหแกผูที่มาเยี่ยมชมสถานที่ การพูดอบรมประจําสัปดาห 4.3 โอกาสที่ไมเปนทางการ เชน การพูดเลาเรื่องตลกขบขันใหที่ประชุมฟง
5. แบงตามรูปแบบ 5.1 การสนทนาตอหนาประชุมชน 5.2 การปาฐกถา 5.3 การอภิปรายเปนคณะ 5.4 การซักถามหนาที่ประชุม 5.5 การโตวาที การเตรียมตัวพูดตอประชุมชน 1. กําหนดจุดมุงหมายที่จะพูดใหชัดเจนวาเปนการพูดเพื่อใหความรูเพื่อชี้ปญหา หรือชวยคนหาคําตอบ เปนตน 2. วิเคราะหผูฟงอยางถี่ถวนเพื่อจะไดขอมูลมาใชเตรียมตัวทั้งในดานเนื้อหาและการใชภาษาที่เหมาะแกผูฟง 3. กําหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูด ถามีโอกาสไดควรเลือกเรื่องที่ตนมีความรูความสามารถใหเรื่องนั้น และเปนเรื่อง ที่เหมาะกับผูฟงดวย 4. การรวบรวมเนื้อหาที่จะพูด อาจรวบรวมโดยการคนควาจากการอาน สัมภาษณไตถามผูรูก็ได 5. การทําเคาโครงลําดับเรื่องที่จะพูด ควรจัดประเด็นใหชัดเจน แบงเปนหัวขอใหญและหัวขอยอยเพื่อกันการหลงลืม หรือพูดขามประเด็น 6. การเตรียมวิธีใชภาษา ควรใชภาษาที่เขาใจงาย กะทัดรัด ชัดเจนและตรงประเด็น 7. การซักซอมการพูด ควรซอมทั้งดานวัจนภาษาและอวัจนภาษาเพื่อใหการพูดดูเปนธรรมชาติและผูพูดเกิดความมั่นใจ ในขณะที่เสนอสารนั้นตอที่ประชุมชน สัมฤทธิผลของการพูด 1. ผูพูดตองมีคุณธรรม พูดจากความรูขอมูลหรือขอเท็จจริงที่มีอยูดวยความเที่ยงธรรม มีวิจารณญาณในการพูด 2. ผูพูดตองมีความรูจริงในเรื่องที่จะพูด 3. ผูพูดควรหาเหตุผลตางๆ มาสนับสนุนการพูดของตน เพื่อใหการพูดมีนํ้าหนักนาเชื่อถือ 4. ผูพูดควรคํานึงถึงวัย และพื้นฐานความรูของผูฟงดวย 5. ผูพูดควรรวบรวมความคิดใหเปนระบบจัดเนื้อความตามลําดับกอนหลังและจัดแบงเนื้อหาใหเหมาะกับเวลาที่พูด 6. ขณะพูดควรใชภาษาในการสื่อสารทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาทานเปนกรรมการฝายวิชาการของโรงเรียน ตองการพูดใหเพื่อนๆ มาฟงคําแนะนําแนวการสอบเขาศึกษาตอใน มหาวิทยาลัยโดยวิธีรับตรง ทานจะใชการพูดแบบใด 1) การพูดเพื่อใหความรู 2) การพูดเพื่อจรรโลงใจ 3) การพูดเพื่อโนมนาวใจ 4) การพูดเพื่อคนหาคําตอบ 2. ถาทานไดรับเชิญไปบรรยายเรื่อง "มลพิษทางการศึกษา" ทานตองเตรียมขอมูลอยางไร 1) รวบรวมปญหาทางมลพิษในสภาวะแวดลอม 2) จัดกลุมปญหาทางสภาวะแวดลอมและการศึกษา 3) รวบรวมความหมายของมลพิษและความหมายของการศึกษา 4) รวบรวมปญหาและความเสื่อมโทรมทางการศึกษาตลอดกระบวนการ 3. พิธีกรรายการโทรทัศนรายการหนึ่ง แจงแกผูชมวา "อลาภา ปรมาโรคา ความไมมีลาภ คือโรคอันรายกาจ" ขอความนี้ลอเลียนสุภาษิตเดิมเพื่ออะไร 1) สรางอารมณขัน 2) ประชดประชันความอับโชค 3) สรางสรรคคําโฆษณาใหม 4) เปลี่ยนความเชื่อ 4. สมมติวาทานเปนพิธีกรในการประชุม ทานแจกแบบสอบถามใหสมาชิกกรอก แตสมาชิกบางคนยังไมคืนแบบ สอบถามนั้น ทานควรใชความในขอใดขอแบบสอบถามคืนมา 1) ขอเรียนเตือนสมาชิกกรุณาคืนแบบสอบถามดวย 2) ขอความกรุณาสมาชิกอยาลืมคืนแบบสอบถาม 3) ทานสมาชิกอยาลืมกรอกแบบสอบถามคืนดวย จะเปนพระคุณยิ่ง 4) ขอเตือนสมาชิกที่ยังไมไดสงแบบสอบถาม กรุณากรอกคืนมาดวย 5. ขอใดควรละเวนในการพูดตอประชุมชน 1) การแสดงขอเท็จจริงประกอบหลักฐาน 2) การแสดงความคิดเห็นสวนตัวเพิ่มเติม 3) การสงสารที่รับฟงไดเฉพาะบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่ง 4) การใหความจรรโลงใจแกผูฟง 6. การเตรียมการพูดที่ดีควรมีลําดับอยางไร 1. กําหนดขอบขายของเรื่องที่จะพูด 2. กําหนดเรื่องและจุดมุงหมายที่จะพูด 3. เตรียมเนื้อหาและลําดับเรื่องที่จะพูด 4. ซักซอมการพูดและการใชภาษา 1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3
7. สิ่งที่นํามาประเมินคาพฤติกรรมในการพูดตอประชุมชนไดดีที่สุดคืออะไร 1) จุดมุงหมาย การใชภาษา และคุณธรรม 2) เนื้อหา ปริมาณ และลําดับ 3) ผูพูด สาร และผูฟง 4) ความตั้งใจ สนใจ และการตอบสนองของผูฟง 8. ถาจะตองการกลาวรายงานในวันเปดอาคารแหงหนึ่ง ทานจะจัดลําดับหัวขอตอไปนี้อยางไร 1. รายงานความเปนมาของอาคาร 2. ขอบคุณประธานในพิธี 3. กลาวถึงประโยชนที่จะไดรับจากอาคาร 4. เชิญประธานฯ เปดงาน 1) 1 2 3 4 2) 2 1 3 4 3) 1 3 2 4 4) 2 4 1 3 9. ขอใดไมนาจะเปนหัวขอที่จะนํามาอภิปราย 1) ธรรมะในพุทธศาสนา 2) การเมืองในกัมพูชา 3) ชายเกงกวาหญิง 4) บัณฑิตวางงาน 10. การพูดลักษณะใดเปนการพูดจูงใจใหผูฟงยอมรับไดดีที่สุด 1) พูดออนนอมถอมตน 2) พูดดวยนํ้าเสียงและลีลาที่นาฟง 3) พูดแสดงเหตุผลและขอเท็จจริง 4) พูดวิจารณและใหขอคิดเห็น เฉลย 1. 1) 2. 4) 3. 1) 4. 2) 5. 3) 6. 2) 7. 1) 8. 3) 9. 3) 10. 3)