การเขียนเชิงวิชาการและกิจธุระ การเขียนรายงานเชิงวิชาการ การเขียนรายงานทางวิชาการ หมายถึง การนําเสนอผลการศึกษาคนควาอยางมีระบบโดยอางอิงหลักฐานที่มาอยาง มีแบบแผนแนนอน ขั้นตอนแรกที่ควรคํานึงถึงก็คือการจดบันทึกซึ่งจําแนกไดดังนี้ 1. จดบันทึกจากการฟง เชน การจดคําบรรยาย ปาฐกถา สัมภาษณ อภิปราย หรือจดบันทึกจากรายการวิทยุโทรทัศนการจดบันทึก จากการฟงนี้ผูบันทึกตองมีประสิทธิภาพในการฟง ตองสามารถจับประเด็น ตีความ และวิเคราะหไดขณะที่จดบันทึกควรจด แตเฉพาะประเด็นสําคัญ และเพื่อใหบันทึกไดอยางรวดเร็ว 1.1 การจดบันทึกการสัมภาษณ ก. ผูจดบันทึกมิไดเปนผูสัมภาษณเอง ควรแยกบันทึกคําถามและคําตอบออกใหชัดแจง ข. ผูจดบันทึกเปนผูสัมภาษณเอง อาจจดบันทึกเฉพาะคําตอบของผูใหสัมภาษณก็ได 1.2 การจดบันทึกการอภิปรายเปนคณะ ควรจดเฉพาะขอความสําคัญของคําพูดของผูอภิปรายเปนคนๆ ไปทุกครั้งที่พูด 1.3 การจดบันทึกการประชุม ควรจดไปตามระเบียบวาระ และใชคําใหถูกตองกับภาษาการประชุม เชน ขอเสนอ ตั้งขอสังเกต สนับสนุน โตแยง มติลงมติเปนเอกฉันทขอยุติขอสรุป การจดบันทึกการประชุมโดยทั่วไปจะจดเฉพาะเหตุผล และมติของที่ประชุม นอกจากการประชุมสําคัญๆ เชน การประชุมรางงบประมาณแผนดิน ตองจดละเอียดตั้งแตคําพูดของผูเขาประชุม เหตุผล และมติของที่ประชุม 2. การจดบันทึกจากการอาน เชน จดบันทึกจากหนังสือ หนังสือพิมพเอกสารสิ่งพิมพตางๆ การจดบันทึกจากการอานอาจจดได 4 แบบคือ 2.1 จับสาระสําคัญของขอความที่อานและจดบันทึกโดยใชถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 2.2 ใชถอยคําบางคําที่สําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเอง 2.3 จดขอความตอนใดตอนหนึ่งจากหนังสือหรือเอกสารโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศกํากับไว 2.4 จดโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 3 ขอขางตน และแสดงความคิดเห็นหรือขอสังเกตเพิ่มเติมเขาไป โดยแยกตอนที่ เปนความคิดเห็นไวตอนหนึ่งตางหาก การจดบันทึกจากการอานจําเปนอยางยิ่งตองบอกแหลงที่มาของขอความที่บันทึกดวยเพื่อเปนการแสดงมารยาท อันดีในการนําไปอางอิง และใชเปนหลักฐานไดดวย แหลงที่มาของความรูที่จะจดบันทึกแบบการเขียนเชิงอรรถ ดังนี้ 1. หนังสือเลม ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพสถานที่พิมพสํานักพิมพปที่พิมพหนา 2. นิตยสารหรือวารสาร ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อวารสาร ปที่ฉบับที่ วันที่ เดือน พ.ศ. เลขหนา 3. หนังสือพิมพ ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อหนังสือพิมพวันที่ เดือน ปเลขหนา
3. วิธีจดบันทึกจากประสบการณตรง การจดบันทึกชนิดนี้ผูจดอาจจดเพื่อเปนอนุทินหรือเพื่อเรียบเรียงเปนความรูก็ไดการจดควรเรียงลําดับขั้นตอนดังนี้ 3.1 ระบุเรื่องที่จะบันทึก 3.2 บอกวัน เวลา สถานที่ ใหถูกตอง 3.3 ระบุชื่อผูที่เกี่ยวของดวย 3.4 บอกสภาพของสิ่งที่บันทึกใหชัดเจน 3.5 เรียบเรียงตามลําดับเหตุการณ 3.6 ถามีขอสังเกตหรือความคิดเห็นประการใดใหเรียบเรียงไวตอนทายของบันทึก ขั้นตอนในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ 1. การเลือกหัวขอเรื่อง ควรเลือกเรื่องที่ตนสนใจมากที่สุดเพื่อสะดวกในการคนควาหาขอมูล 2. การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง 3. การคนควาและการรวบรวมความรู 4. การวางโครงเรื่อง คือการแยกหัวขอเรื่องออกเปนหัวขอยอยๆ การทําโครงเรื่องควรทําเปน 2 ตอน คือ 4.1 รางโครงเรื่อง 4.2 กําหนดโครงเรื่อง การเขียนเชิงธุระ การกรอกแบบฟอรมชนิดตางๆ แบบฟอรม หมายถึง เอกสารที่จัดทําขึ้นโดยเวนชองวางไวสําหรับใหบุคคลแตละคนกรอกขอความลงไป เพื่อให เปนการสะดวกแกผูรวบรวมในการนําขอความนั้นไปใชประโยชนในดานตางๆ ตอไป แบบฟอรมที่ใชกันในปจจุบันแบงออกเปน 4 ประเภท 1.1 แบบฟอรมที่ใชในการติดตอกับหนวยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เชน แบบฟอรมสมัครงาน ขอติดตั้ง นํ้าประปา ขอกูเงิน เสียภาษีโทรเลข ฯลฯ ซึ่งแบบฟอรมดังกลาวนี้หนวยงานเปนผูจัดเตรียมไวเพื่อความสะดวกแกผูมาติดตอ และทําใหหนวยงานไดรับขอมูลครบถวน และสามารถจัดเก็บไวไดอยางเปนระเบียบเรียบรอย 1.2 แบบฟอรมที่ผูอื่นขอความรวมมือใหกรอก เปนแบบฟอรมที่นักวิจัยใชเพื่อตองการทราบขอมูลตางๆ ทั้งที่ เปนขอเท็จจริงและทรรศนะของประชาชนกลุมตางๆ 1.3 แบบฟอรมที่ใชภายในองคการ เชน แบบฟอรมขออนุญาตใชวัสดุอุปกรณแบบฟอรมใบลา แบบฟอรมขอกู เงินสวัสดิการ แบบฟอรมมอบฉันทะการรับเงินเดือน เปนตน 1.4 แบบฟอรมสัญญา สัญญาคือเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหวางบุคคล 2 ฝาย การกรอกแบบฟอรม ชนิดนี้ตองกรอกดวยความระมัดระวัง และเขาใจเงื่อนไขขอผูกพันตางๆ ที่ระบุไวในสัญญาอยางละเอียด ควรที่จะตอง ปรึกษาหารือกับผูรูหรือผูมีความชํานาญในดานกฎหมายใหชวยอธิบายใหเขาใจจริงๆ กอนจะกรอกขอความใดๆ ลงไป และโดยเฉพาะอยางยิ่งกอนลงลายมือชื่อ ผูกรอกแบบฟอรมไมควรประมาท โดยเซ็นซื่อลงไปในแบบฟอรมที่ยังไมได กรอกโดยไววางใจผูอื่น หรือจะโดยกรณีใดๆ ก็ตาม
คุณสมบัติพื้นฐานของผูกรอกแบบฟอรม 1. มีความรูความเขาใจทั่วๆ ไปเกี่ยวกับเรื่องที่จะกรอก เชน กรุปเลือด โรคประจําตัว ประวัติการแพยา กฎหมาย ที่เกี่ยวของกับเรื่องที่จะกรอก 2. ความสามารถทางภาษา ตองสามารถอานและตีความขอความในแบบฟอรมไดถูกตอง 3. ความซื่อตรง กรอกขอความตามความเปนจริง 4. ความรับผิดชอบ เมื่อกรอกแบบฟอรมแลวควรรีบสงคืนไปยังผูสอบถาม 5. ความรอบคอบ โดยเฉพาะแบบฟอรมสัญญาตองประณีต รอบคอบ เพื่อมิใหเกิดผลเสียหายแกตนเอง การเขียนประกาศ การประกาศ คือ การทําใหสาธารณชนทราบขาวสารเรื่องเดียวกันโดยแพรหลาย โดยอาศัยสื่อสาธารณะชนิดใดชนิดหนึ่ง ขาวสารนั้นแบงเปน 2 ประเภท คือ 1. เรื่องที่แจงใหทราบ เชน ประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับดินฟาอากาศ ประกาศรายชื่อตางๆ 2. เรื่องที่แจงใหรับทราบและใหปฏิบัติตาม เชน ประกาศรับสมัครงาน ประกาศประกวดราคาสินคา ประกาศของหาย ประกาศพบของ เปนตน ประกาศโดยทั่วๆ ไปมีสวนประกอบที่สําคัญดังนี้ 1. ชื่อหนวยงานหรือองคการที่ออกประกาศ 2. เรื่องที่ประกาศ 3. เนื้อความที่ประกาศ แบงออกเปน 2 สวน 3.1 เหตุผลความเปนมา 3.2 จุดประสงคสําคัญที่ตองการ 4. วันเดือนปที่ประกาศ 5. ลงนามผูออกประกาศ ในการเขียนประกาศผูเขียนตองแสดงจุดประสงคของการประกาศที่แนชัด และมีรายละเอียดอยางเพียงพอที่จะ ทําใหผูรับสารเขาใจถึงจุดประสงคของประกาศไดอยางแจมแจง 1. การเขียนประกาศที่ไมเปนทางการ 1.1 บอกความตองการ หรือจุดประสงคในการประกาศใหชัดแจง 1.2 ใหรายละเอียดประกอบตามที่จําเปน 1.3 ใชประโยคสั้นๆ เขียนใหไดใจความกระชับ 2. การเขียนประกาศอยางเปนทางการ ไดแกประกาศขององคการสถาบันหรือหนวยงานใดก็ไดตองประกอบดวย 2.1 บอกวาองคการอะไร เปนผูออกประกาศ 2.2 บอกเรื่องที่ประกาศ 2.3 เนื้อหาที่ประกาศ แยกเปน 2 สวน 2.3.1 เหตุผลและความเปนมา 2.3.2 จุดประสงคของการประกาศ
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การใชภาษาในขอใดในการเขียนรายงานเชิงวิชาการได 1) ผูเชี่ยวชาญการเมืองของแดนอาทิตยอุทัยเปดเผยวา การเลนการเมืองในญี่ปุนตองใชเงินอยางตํ่าปละ 500 ลานเยน จึงพอจะประคองตัวรอดได 2) ประชาชนจะตองรวมมือกันปองกันมิใหมีการแกรัฐธรรมนูญโดยอาศัยปากกระบอกปนอยางเด็ดขาด 3) วงดนตรี "ฟองนํ้า" เปนวงดนตรีที่บรรเลงโดยใชเครื่องดนตรีไทยโบราณ และเครื่องดนตรีสมัยใหมตลอดจน เครื่องดนตรีไฟฟาผสมผสานกัน 4) ภาวะคลี่คลายที่นาจับตามองก็คือ การที่นานาชาติจะเสริมสานสายสัมพันธทางการคาและทางการเมืองตอกัน โดยมิไดเขมงวดตอความแตกตางของลัทธิการปกครอง 2. ขอใดเปนการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกตองในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ 1) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง คนควาและรวบรวมความรูวางโครงเรื่อง 2) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู 3) เลือกหัวขอเรื่อง คนควาและรวบรวมความรูกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง 4) คนควาและรวบรวมความรูเลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง 3. คําถามสัมภาษณเกษตรกรตอไปนี้ขอใดเปนคําสัมภาษณที่กระชับชัดเจนที่สุด 1) ไมทราบวาถาสนใจผลไมนี้จะหาซื้อไดที่ไหนคะ 2) ชวยเลาถึงการบรรจุหีบหอผลไมชนิดตางๆ หนอยคะ 3) ทราบมาวาผลไมที่นี่มีแทบจะครบวงจรใชไหมคะ 4) ที่อําเภอนี้กําลังจะมีงานวันเกษตรกรมีไปหรือยังคะ 4. ขอใดเปนลักษณะของการใชภาษาที่ดีในการเขียนเชิงกิจธุระ 1) ขาพเจา นายขจัด ปลอดภัย ตําแหนงอาจารยพลศึกษา ขออนุญาตใชรถยนตเพื่อสันทนาการ 2) ผูชนะเลิศการประกวดบทความ จะไดรับบัตรประกาศเกียรติคุณสมดังเจตนารมณความมุงหมาย 3) หากประชาชนผูใชนํ้ามีขอซักถามสงสัยคลางแคลงใจประการใด โปรดติดตอสอบถามไดที่สํานักงานประปาสาขา ทุกแหง 4) องคการเภสัชกรรมมิไดสงเจาหนาที่ขององคการเภสัชกรรมออกไปเรขายยาขององคการเภสัชกรรมไมวา ณ สถานที่ ใดทั่วราชอาณาจักร 5. ขอใดแสดงประโยชนสําคัญที่สุดของการใชแบบฟอรม 1) ใหความสะดวกแกผูกรอกรายการ 2) ไดขอมูลครบตามตองการ 3) ไดขอความที่กะทัดรัดไมเยิ่นเยอ 4) ประหยัดเวลาของเจาหนาที่ 6. ประกาศขอใดมีเนื้อความชัดเจนที่สุด 1) ใหกูเงินสําหรับพอคาแมคาที่ขายอาหารและของชํา รายละ 5,000 บาท สงคืนรายวันไมตองมีบุคคลคํ้าประกัน 2) เปดจองที่ดินทําเลทอง ใกลสวนสัตวสิงหทอง แปลงละ 60 ตร.ว. ถมใหเสร็จผอนเดือนละ 2,044 บาท 3) รับสมัครดวน ชางเย็บกระโปรงเด็ก เด็กฝกงาน และชางเย็บผายืด ทุกแผนกกินอยูฟรี 4) ดวน! ขายที่ดิน 2 ไร ใกลทางดวนบางนา ถามที่ 10 ซอยจาเมฆ ถนนสรรพาวุธ
7. ขอใดเปน "ประกาศ" ที่ดีที่สุด 1) "ลําตัดแมประยูร" พบทานแนนอน 2 เม.ย. นี้เวลาทุมตรง ที่หอประชุมโรงเรียน 2) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" จันทรที่ 2 เม.ย. นี้เวลา 19.00 น. เปนตนไป 3) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" วันจันทรที่ 2 เมษายน 2531 เวลา 19.00-21.00 น. ณ หอประชุมโรงเรียน 4) จันทรที่ 2 เม.ย. นี้อยาพลาดชม "ลําตัดแมประยูร" ที่หอประชุมโรงเรียนรายไดสนับสนุนกิจกรรมชุมนุมการแสดง 8. ประกาศของชมรมในโรงเรียนขอใดกะทัดรัดชัดเจนที่สุด 1) รับติววิชาที่หองทุกวันเวลา 2) รับสมาชิกชมรมอนุรักษฯ เพิ่มอีก 10% 3) ใครพบแฟมเอกสารชมรมภาษาไทย สงคืนที่หองชมรม 4) เที่ยวเชียงใหม ไมจํากัดจํานวน ติดตอชมรมทุกวัน 9. ขอใดเปนคําประกาศใหมารับของคืนที่ดีที่สุด 1) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนได 2) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 3) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 4) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลยี่หอ "รับทรัพย" ขางในมีเงินอยู 100 บาท พรอมกุญแจตกหายในหองนํ้าตึกหนึ่ง ใหมารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 10. ประกาศอยางเปนทางการจะประกอบดวย ก. หนวยงานที่ประกาศ ข. เรื่องที่ประกาศ ค. เนื้อหาที่ประกาศ ง. วัน เดือน ปที่ประกาศ จ. ลงนามหัวหนาหนวยงานที่ประกาศ ในการเขียนประกาศอยางเปนทางการจะตองเรียงลําดับอยางไร 1) ก., ข., ค., ง. และ จ. 2) ก., ข., ค., จ. และ ง. 3) ข., ค., ง., จ. และ ก. 4) ข., ค., จ., ก. และ ง. 11. ขอใดไมใชวิธีการจดบันทึกขอความจากการอาน 1) จดสาระสําคัญของขอความนั้นดวยถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 2) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 3) จดขอความตอนใดตอนหนึ่งใหตรงกับตนฉบับโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศ 4) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิมใสเครื่องหมายอัญประกาศ 12. การเขียนรายงานทางวิชาการ ควรปฏิบัติขอใดเปนขอแรก 1) การวางโครงเรื่อง 2) การเลือกหัวขอเรื่อง 3) การคนควาและรวบรวมความรู 4) การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง
13. ขอใดเปนภาษาที่ใชในการเขียนรายงานทางวิชาการ 1) นับตั้งแตระบบทุนนิยมเขามามีบทบาทในภาคอิสาน การผลิตก็เปลี่ยนแปลงไป เดิมเปนการผลิตเพื่อบริโภค แตปจจุบันเปลี่ยนมาเปนการผลิตเพื่อจําหนาย 2) หากวากฎเกณฑขอหนึ่งขอใดถูกละเมิดไดกฎเกณฑขออื่นๆ ก็ยอมมีสิทธิ์ที่จะถูกละเมิดไดเชนกัน 3) ทั่วโลกที่เจริญแลวเขาถือหลักวา ในการขนสงมวลชนนั้นตองราคาถูก สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย 4) การแตงตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นควรที่จะเลือกคนเกงที่มีความรูความสามารถสมกับรัฐวิสาหกิจแตละแหง และใหแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิหรือเอกชนที่มีความรูความสามารถ มีความสําเร็จในอาชีพธุรกิจอันจะเปนประโยชนตอ การบริหารงานมารวมเปนกรรมการ 14. การเลือกหัวขอเรื่องเพื่อเขียนรายงานทางวิชาการนั้น ควรเปนหัวขอที่มีลักษณะอยางไร 1) ผูเขียนรายงานสนใจมากที่สุด 2) ผูเขียนรายงานเห็นวาเปนเรื่องที่ทันสมัย 3) ผูเขียนรายงานเห็นวาหาขอมูลงาย 4) ผูเขียนรายงานทราบมาวายังไมคอยมีผูใดเขียน 15. หากทานไดรับมอบหมายใหเขียนรายงานเชิงวิชาการเรื่อง "ยาเสพติด" ทานควรจะกระทําขอใดเปนอันดับแรก 1) ปรึกษากับครูเรื่องแหลงที่จะคนควา 2) วางโครงเรื่องและจัดลําดับโครงเรื่องใหเหมาะสม 3) กําหนดจุดมุงหมายวาจะเขียนในขอบเขตเพียงใด 4) จัดชวงเวลาใหเหมาะสมกับการรวบรวมความรู เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 2) 4. 1) 5. 2) 6. 4) 7. 3) 8. 3) 9. 3) 10. 1) 11. 4) 12. 2) 13. 1) 14. 1) 15. 3)
การใชถอยคําสํานวนใหมีประสิทธิผล การใชถอยคํา ถอยคํา หมายถึง คําพูดที่มนุษยใชสื่อสารกันทั้งในดานกิจธุระและในดานกิจการอื่นๆ มีรูปลักษณตางกันไป เชน เปนคําซอน คําประสม คํามูล เปนตน ความหมายของถอยคํา 1. ความหมายเฉพาะของคํา แบงออกเปน 1.1 ความหมายตามตัวกับความหมายเชิงอุปมา เชน ลูกหมอเปนคําเรียกชื่อลูกของปลากัด (ความหมายตามตัว) เขาเปนลูกหมอกระทรวงนี้มานานแลว (ความหมายเชิงอุปมา หมายถึง ผูที่ทํางานในตําแหนงขึ้นตน จนตําแหนงสูงขึ้น) 1.2 ความหมายนัยตรงกับความหมายนัยประหวัด โบราณวาเขาปาอยาถามหาเสือ (ความหมายนัยตรง) คนบานนั้นเสือทั้งนั้น (ความหมายนัยประหวัด) 2. ความหมายเทียบเคียงกับคําอื่น แบงออกเปน 2.1 คําที่มีความหมายเหมือนกัน เชน มา = สินธพ แสะ หัย อัสดร อาชาไนย หญิง = นารีสตรีอิตถีกัญญา 2.2 คําที่มีความหมายตรงกันขาม เชน สุจริต - ทุจริต อภิชาตบุตร - อวชาตบุตร สัมมาชีพ - มิจฉาชีพ ตึง - หยอน ออน - แข็ง คลาย - ขัน 2.3 คําที่มีความหมายรวม เชน ตัด - หั่น วิ่ง - เตน ผูก - มัด 2.4 คําที่มีความหมายแคบกวางตางกัน เชน เวชภัณฑ = เครื่องมือผาตัด ยา ผาพันแผล เข็มฉีดยา เครื่องเขียน = สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ไมบรรทัด วิธีการใชถอยคํา 1. ใชใหตรงตามความหมาย 2. ใชใหตรงตามความนิยมของผูที่ใชภาษาเดียวกัน 3. ใชใหเหมาะกับบุคคลและกาลเทศะ 4. ใชคําไมซํ้าซาก ควรเลือกใชคําใหแปลกออกไปเพื่อใหเกิดความไพเราะทางภาษา 5. ใชคําใหเห็นภาพ เชน แดงแจหอมฟุง ออนพลิ้ว กวางใหญไพศาล เปนตน
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ไมใชความหมายนัยประหวัด 1) อยามารีดเลือดกับปูเลย รูๆ กันอยูไมคอยมี 2) มันลูกเสือลูกตะเขแกระวังเชียวนะ 3) แข็งกวาเพชรเด็ดกวาทองตองของเรา 4) เปนเตาอยูอยางนี้จะไปทันใครเขา 2. คําที่พิมพตัวหนาในประโยคคูใดที่เปนคําหลายความหมาย 1) จดหมายที่ใหสงดวนนั้นสงแลวหรือยัง รถดวนขบวนนี้จะมาถึงสถานีขอนแกนเวลาบายโมงตรง 2) เสียงสระเปนเสียงที่เปลงออกมาโดยไมกระทบอวัยวะใดๆ ในปาก ที่แหงนี้กลายเปนสระนํ้าใหญมาจนถึงทุกวันนี้ 3) ที่ฉลากยาเขียนวายานี้ใหปายตา หามรับประทาน ทางไปหองประชุมมีปายบอกทางเปนระยะๆ 4) เขาไมศรัทธาลัทธิการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เขาเปนคนรุนใหมมีฝมือ และบุคลิกนาศรัทธา 3. ประโยคใดนาจะกอใหเกิดความหมายนัยประหวัดมากที่สุด 1) เธอไมไดเปนนางงามที่ไหนหรอก ทั้งๆ ที่เธอเปนคนสวยมาก 2) ใครๆ ก็ชอบเขาทั้งนั้น เพราะเขาเปนคนใจกวาง 3) รถผาปาสามัคคีพลิกควํ่าลงขางทาง ผูไปทําบุญตาย 2 คน 4) ขางบานฉันมีงานเลี้ยงกันบอยๆ ทําใหพวกเราเปนคนนอนดึก 4. ประโยคใดไมกํากวม 1) คนจับเชือกควรจะเปนคนสาว 2) หนังสือพิมพที่คุรุสภาขายดี 3) นองของเขาที่เพิ่งกลับมาเสียชีวิตแลว 4) นายสิงหขับมอเตอรไซครถชนตายแลวหนี 5. ขอใดใชคําอุปมาและคําเปรียบเทียบถูกตองเหมาะสม 1) เขาเปนชายหนุมที่ไรคาเหมือนหญาเจาชู 2) ตาของหลอนวาววามราวกับหมูดาวในทองฟา 3) ถึงแมรางเขาจะเล็กแตก็เล็กเยี่ยงผงชูรส 4) พอไดยินเรื่องราวเขาโกรธเปนไฟไหมปาทีเดียว 6. การใชถอยคําในขอใดที่กระทบความรูสึกของผูฟงไดรุนแรงที่สุด 1) คุณนี่ชางใจดํา 2) คุณนี่ชางกระไร 3) คุณละดีนักหรือ 4) คุณนะวิเศษนักหรือ 7. ขอใดใชคําไดเหมาะสมและกะทัดรัดที่สุด 1) ประเทศในกลุมอาเซียนสี่ประเทศกําหนดเจรจาเรื่องกัมพูชาที่สิงคโปร 2) เจาหนาที่ออกไปแนะนําเกษตรกรเรื่องการเลี้ยงปศุสัตววัว ควาย หมู 3) ดิฉันหวังเปนอยางยิ่งวาจะไดพบคุณอีกในอนาคตขางหนา 4) เจาภาพปรึกษาเห็นพองกันวาจะถวายผาไตร จีวร สังฆาฏิแกพระภิกษุ
8. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน 1) เตาอบไมโครเวฟ เปนเครื่องไฟฟาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีการโฆษณาทางสื่อมวลชนอยางแพรหลายในปจจุบัน 2) พุทธศาสนิกชนนับถือพระรัตนตรัย ไดแก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ 3) ศิลปนที่มีชื่อเสียงหลายคนไดพรอมใจกันแสดงละครเรื่อง "พันทายนรสิงห" 4) การเดินเปนการออกกําลังกายอยางหนึ่ง ซึ่งทําใหสุขภาพแข็งแรง 9. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว 1) เขาลางมือแลว 2) สุดาโดดรมอยางนอยอาทิตยละครั้ง 3) ใครๆ ก็ทราบวาเขากินไดทุกอยาง 4) ฉันตกหมอนเมื่อคืนนี้คอแข็งเลย 10. คําที่บอกรสในขอใดมีความหมายนัยตรง 1) งานนี้กรอยเหลือเกิน จืดชืดไมมันเลย 2) เธอไมใชแตจะเปรี้ยวอยางเดียวนะ เค็มเปนเกลือทีเดียว 3) ฉันวาไมฝาดนะ มันอรอยดีออก 4) เรื่องนี้เผ็ดรอนถึงอกถึงใจ เปรี้ยวหวานมันเค็มมีพรอม 11. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน 1) กิจวัตรประจําวันของสาวิตรีไดแก การอานหนังสือพิมพในเวลาเชาและชมโทรทัศนในเวลากลางคืน 2) การพกอาวุธ เชน ปน มีด ระเบิดขวด ในที่สาธารณะเปนสิ่งที่ไมควรกระทํา 3) การสอบคัดเลือกเขามหาวิทยาลัยเปนโอกาสที่นักเรียนจากโรงเรียนตางๆ ไดแขงขันกัน 4) การเดินทางไปตางจังหวัดในปจจุบันนี้เราสามารถเดินทางไดหลายวิธีเชนโดยทางเครื่องบินรถไฟ รถยนตสวนตัว 12. คําวา "ดอกไม" ในขอใดมีความหมายตามตัว 1) พูดจาภาษาดอกไม 2) ขอมอบดอกไมใหดวยใจรัก 3) ดอกไมจากสรวงสวรรควรรณกวี 4) ขอมอบดอกไมในสวนไวเพื่อมวลประชา 13. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว 1) อะไรคํ้าคอเขานะ เขาจึงตองทําเชนนั้น 2) เรือบินลํานั้นหายเขากลีบเมฆไปแลว 3) สมศักดิ์ลมไมเปนทาอีกแลว 4) เขาแสดงละครไดดีมาก เฉลย 1. 3) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 4) 6. 1) 7. 1) 8. 2) 9. 4) 10. 3) 11. 3) 12. 2) 13. 3)
การใชสํานวน ความหมายของสํานวน สํานวน คือ ถอยคําที่เรียบเรียงโดยไมเครงครัดในหลักไวยากรณ แตก็ถือวาเปนภาษาที่ถูกตอง สํานวนนี้มักจะ เปนความหมายเชิงเปรียบเทียบ เชน ขวางงูไมพนคอ กินปูนรอนทอง ใจดีสูเสือ ตีวัวกระทบคราด คําพังเพย เปนคําที่มีลักษณะติชมหรือแสดงความคิดเห็น เชน ทํานาบนหลังคน ตีงูขางหาง เสียนอยเสียยาก เสียมากเสียงาย รักวัวใหผูกรักลูกใหตี สุภาษิต คือ คํากลาวที่เปนความสัตยจริงทุกสมัย สอนใหประพฤติดีงาม เชน ความประมาทเปนทางแหงความตาย ชนะตนนั่นแหละเปนดีคบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ที่มาของสํานวน 1. เกิดจากสัตวเชน ไกแกแมปลาชอน กระตายหมายจันทร 2. เกิดจากธรรมชาติเชน คลื่นใตนํ้า ฝนตกไมทั่วฟา 3. เกิดจากประเพณีเชน ขนทรายเขาวัด คนตายขายคนเปน 4. เกิดจากลัทธิศาสนา เชน แกวัด ควํ่าบาตร 5. เกิดจากการละเลน เชน แกลํา สูจนเย็บตา 6. เกิดจากนิยายตํานาน เชน มากอนไก ปากพระรวง 7. เกิดจากสวนตางๆ ของรางกาย เชน ปากบอน ตาเปนสับปะรด ตีนเทาฝาหอย แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง 1) เขาตองเสียเงินไปทีละเล็กทีละนอย เบี้ยบายรายทางไปเรื่อยๆ 2) เขาชอบยุคนโนนคนนี้เปนการเสี้ยมเขาควายใหชนกันแทๆ 3) ถามอะไรก็ไมตอบ กลัวดอกพิกุลจะรวงหรืออยางไร 4) เขาเปนคนตระหนี่ถี่เหนียว เก็บเบี้ยใตถุนรานอยูเสมอ 2. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดเหมาะสม "คุณเทอด งานชิ้นนี้ผมลงทุนไปหลายลานนะครับ คุณจะทําแบบ .......... อยางที่ผานมาไมไดนะ" 1) หมายนํ้าบอหนา 2) สุกเอาเผากิน 3) ผักชีโรยหนา 4) เหยียบขี้ไกไมฝอ 3. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดอยางเหมาะสม "ขอสอบนี่ดูดีๆ แลวไมยากหรอก ตัวเลือกมันลวงอยูนิดเดียว เฉลยแลวจะตองรองออ นี่มัน .......... แทๆ" 1) ผีบังตา 2) หญาปากคอก 3) ใกลเกลือกินดาง 4) เสนผมบังภูเขา 4. ขอใดมีความหมายใกลเคียงกับสํานวน "นกสองหัว" มากที่สุด 1) ตีสองหนา 2) จับปลาสองมือ 3) สองฝกสองฝาย 4) เหยียบเรือสองแคม
5. คําในขอใดเปนสํานวนทุกคํา 1) แกเผ็ด แกมือ แกไข แกเกี้ยว แกลํา 2) คูปรับ คูหู คูมือ คูควร คูใจ 3) มือปน มือมีด มือขวา มือออน มือรอง 4) หนามา หนาแดง หนาเปน หนาเลือด หนาบาง 6. "คนที่รูอะไรดานเดียว แลวเขาใจวาสิ่งนั้นเปนอยางนั้น" ตรงกับสํานวนในขอใด 1) ตาบอดไดแวน 2) ตาบอดคลําชาง 3) ตาบอดสอดตาเห็น 4) ตาบอดตาใส 7. ขอใดใชสํานวนไดถูกตองที่สุด 1) เด็กๆ พวกนี้คึกคักกันยังกับจับปูใสกระดงเชียวนะ 2) เขามีตาเปนสับปะรดเชียวนะ เพราะฉะนั้นเราจะพูดจาจะทําอะไรตองระมัดระวังเอาไวบาง 3) คนสมัยใหมไมคอยจะเชื่อกฎแหงกรรม แตสําหรับฉันเชื่อวากรรมติดตามเราเหมือนกงจักรกับดอกบัว 4) เราอยาไปเอาอยางงานศพของครอบครัวนั้นเลย ทําแตพอสมฐานะดีกวา เดี๋ยวจะไดชื่อวานอนตายตาไมหลับ 8. สํานวนใดชี้ใหเห็นวาภาษาไทยเปนภาษาที่มีระดับ 1) เชื้อไมทิ้งแถว แนวไมทิ้งตระกูล 2) มะพราวตื่นดก ยาจกตื่นมี 3) สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล 4) คนยากวาผีผูดีวาศพ 9. ขอใดสะทอนใหเห็นความเชื่อที่เปนปรัชญาพุทธศาสนา 1) ปดทองหลังพระ 2) ผีซํ้าดํ้าพลอย 3) วัวใครเขาคอกคนนั้น 4) ตื่นแตดึก สึกแตหนุม 10. สํานวนคูใด มีความหมายใกลเคียงกันมากที่สุด 1) หนาเนื้อใจเสือ - ปากวาตาขยิบ 2) ขิงก็ราขาก็แรง - ขนมพอสมนํ้ายา 3) เกี่ยวแฝกมุงปา - ตํานํ้าพริกละลายแมนํ้า 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง - เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อชาง 11. ขอความตอไปนี้ตรงกับสํานวนไทยขอใด "ทั้งสองประเทศตางประสบปญหาเรื่องเดียวกัน การเขามาชวยเหลือกันก็เทากับคนกําลังจะจมนํ้าตายชวยคนที่กําลัง จะจมนํ้าตายดวยกัน" 1) เตี้ยอุมคอม 2) กอดคอกันตาย 3) เคียงบาเคียงไหล 4) รวมทุกขรวมสุข 12. ผูมีอาชีพที่คนทั่วไปนับถือ คอยแนะนําสั่งสอนคนใหเปนคนดีแตกลับปฏิบัติตนเองในทางตรงกันขาม คนลักษณะนี้ ตรงกับสํานวนขอใด 1) หนาเนื้อใจเสือ 2) มือถือสากปากถือศีล 3) ปากหวานกนเปรี้ยว 4) ปากปราศรัยนํ้าใจเชือดคอ 13. สํานวนขอใดมีความหมายไมตรงกับขออื่น 1) กบเกิดในกะลาครอบ 2) กบเกิดใตบัวบาน 3) มดแดงแฝงพวงมะมวงงอม 4) จวักตักแกง 14. สํานวนขอใดสอนใหระวังในการพูด 1) ไปไหนมา สามวาสองศอก 2) กําแพงมีหูประตูมีชอง 3) แยมปากก็เห็นไรฟน 4) สิบปากวาไมเทาตาเห็น
15. "เจาพูดจาใชถอยคําวนเวียนเหมือนลูกหมาไลกัดหางตัวเอง" ขอความที่พิมพตัวหนาตรงกับสํานวนในขอใด 1) จับตนชนปลายไมถูก 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) มะกอกสามตะกราปาไมถูก 4) พายเรือในอาง 16. มีคําเปรียบเทียบคนอานหนังสือวา "คนหนึ่งกินยาบํารุงอีกคนหนึ่งกินยาพิษ" ขอความที่เปรียบเทียบนี้ตรงกับขอใด 1) ลางเนื้อชอบลางยา 2) ตัวใครตัวมัน 3) ตางรสนิยม 4) ตางลิ้นตางรส 17. "กําลังของเรานอย จะไปสูเขาไหวหรือ มันเขาทํานอง .......... นะเพื่อน" 1) เกลือจิ้มเกลือ 2) ทองรูกระเบื้อง 3) จอมปลวกกับภูเขา 4) ไมซีกงัดไมซุง 18. "สองคนนี้เขารูจุดออนและเลหเหลี่ยมของกันและกันเหมือน .......... นั่นแหละ 1) ไกเห็นตีนงูงูเห็นนมไก 2) ขิงก็รา ขาก็แรง 3) คอหอยลูกกระเดือก 4) ขนมพอสมนํ้ายา 19. "ฉันอยากจะเลือกเขาเปนหัวหนาเหมือนกัน แตไดยินวาเขาเปนคนโกง มิหนํายังเคยเปนนักเลงฆาคนมามาก ฉันเลยรูสึกเหมือน..........อยางนั้นแหละ" 1) นํ้าทวมปาก 2) กินนํ้าเห็นปลิง 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) ชักนํ้าเขาลึก ชักศึกเขาบาน 20. "คุณคิดอยางไรนะ อยากจะปรับปรุงทุกอยางใหดีมีโครงการเสียใหญโต แตกลัวจะตองใชเงินมาก ไมกลาลงทุน อยางนี้เขาเรียกวา .........." 1) คิดเล็กคิดนอย 2) ฆาควายเสียดายพริก 3) กินขาวตมกระโจมกลาง 4) ขี่ชางจับตั๊กแตน 21. "วัวหายลอมคอก" มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด 1) เรื่องเกิดขึ้นแลวจึงคิดปองกัน 2) ของหายแลวจึงคิดปองกัน 3) ไมคิดปองกันกอนที่จะเกิดเรื่องขึ้น 4) ไมคิดปองกันกอนที่ของจะหาย 22. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง 1) เขาเปนคนดีคงจะไมเปนอะไรหรอก เพราะคนดียอมตกนํ้าไมไหล ตกไฟไมไหม 2) ใครๆ ก็ยอมทําผิดพลาดไดเสมอ เพราะสี่ตีนยังรูพลาด นักปราชญยังรูพลั้ง 3) ลูกชายของเขาเกงเหมือนพอ อยางนี้เขาเรียกวาเชื้อไมทิ้งแถว 4) เธอไปหวานลอมเขาอยูทําไม จะชักใบใหเรือเสียเทาไรเขาก็ไมยอมทําตามหรอก 23. ขอใดใชสํานวนถูกตอง 1) สามีภรรยาคูนี้เหมาะกันเหมือนไมเบื่อไมเมา 2) เด็กคนนี้ฉลาด บอกอะไรนิดเดียวก็เขาใจไมตองจํ้าจี้จํ้าไช 3) เขาคิดจะขี่ชางจับตั๊กแตนอีกแลว มีเงินอยูแสนเดียว แตคิดจะปลูกบานราคาหาแสน 4) เขายอมขายผาเอาหนารอด เพื่อเอาเงินไปจัดงานใหคุณพออยางสมเกียรติ 24. "พี่นองคูนี้เขาใกลกันทีไรเปนตองทะเลาะกันทุกที" ขอความนี้ตรงกับสํานวนวาอะไร 1) ขิงก็ราขาก็แรง 2) ขนมพอสมนํ้ายา 3) ขมิ้นกับปูน 4) เกลือจิ้มเกลือ
25. สํานวนในขอใดเหมาะสมที่จะเติมในชองวาง "พอแมตองไมเลี้ยงลูกอยางตามใจ แตควรฝกใหรูจักอดทนตอความยากลําบากบาง ลูกจะไดไมกลายเปนคน ประเภท .........." 1) ใสสาแหรกแขวนไว 2) ทาดีทีเหลว 3) เหยียบขี้ไกไมฝอ 4) ไมหลักปกเลน 26. ขอใดใชสํานวนถูกตอง 1) เขาอยากเปนหัวหนาชั้น แตปากก็บอกวาไมอยากเปน เขาทํานองปากวาตาขยิบนั่นแหละ 2) การที่ความลับรั่วไหลไปถึงฝายตรงขามไดแสดงวาเผอเรอกระเชอกนรั่ว 3) เมื่อทราบวาทุกคนในชั้นสอบผานหมด ทุกคนก็ดีใจยังกับปลากระดี่ไดนํ้า 4) พี่คนโตชอบลอนองชายคนเล็กแรงๆ เหมือนหมาหยอกไก 27. สํานวนใดเหมาะที่สุดสําหรับเติมในชองวาง "ทานจะทําอะไรก็ปลอยทานไปเถอะอยา .......... เลยทานไมฟงเสมียนอยางเราหรอก ดีไมดีจะถูกทานเขมนเอาดวย" 1) เอามือซุกหีบ 2) เอาไมสั้นไปรันขี้ 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง 28. จงเติมสํานวนในขอความตอไปนี้ใหมีความหมายสอดคลองกัน "เขาเปนคนประเภท .......... ไมนาไวใจ กลับกลอกโลเล เดี๋ยวก็ไปเขากับฝายโนน เดี๋ยวก็มาเขากับฝายนี้" 1) เด็กเลี้ยงแกะ 2) นกสองหัว 3) จับปลาสองมือ 4) คดในขอ งอในกระดูก 29. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง "ถาเธอทําขนมเปนจริงๆ ฉันคงไมตอง .......... บอกวิธีทําโดยละเอียดอยางนี้" 1) แจงสี่เบี้ย 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) สอนหนังสือสังฆราช 4) สีซอใหควายฟง 30. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง "เพลงที่เขาแตงมีลักษณะ .......... ขึ้นตนกับลงทายเปนคนละเรื่อง ทําใหเขากันไมสนิท ฟงดูไมไพเราะ" 1) คาบลูกคาบดอก 2) ลูกผีลูกคน 3) หัวมังกุทายมังกร 4) ดาบสองคม เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2) 7. 2) 8. 4) 9. 3) 10. 2) 11. 1) 12. 2) 13. 1) 14. 2) 15. 4) 16. 1) 17. 4) 18. 1) 19. 2) 20. 2) 21. 1) 22. 4) 23. 4) 24. 3) 25. 3) 26. 3) 27. 4) 28. 2) 29. 1) 30. 3)
การใชวิจารณญาณในการฟง การฟงอยางมีวิจารณญาณ การฟง วิจารณญาณ ไดยิน รับรู เขาใจ วิเคราะห ใครครวญ วินิจฉัย ประเมินคา ใชประโยชน วิจารณญาณเปนการสมาสคําจากคําวา วิจารณ + ญาณ วิจารณ หมายถึง การคิด ใครครวญโดยใชเหตุผล ญาณ หมายถึง ปญญา ความรูในชั้นสูง วิจารณญาณ คือปญญาสามารถสันนิษฐานเหตุผล การใชวิจารณญาณในการฟงเริ่มดวยผูรับสารฟงสารดวยความตั้งใจ พยายามทําความเขาใจกับเนื้อความที่ไดฟงพรอมทั้งคิดใครครวญตามไปดวย การใชวิจารณญาณในการฟงอาจจะเปนไป ในแงตางๆ เชน 1. พิจารณาวาผูพูดมีจุดมุงหมายในการพูดอยางไร 2. เรื่องที่ฟงมีสารประโยชนใหแงคิดในเชิงสรางสรรคอยางไรบาง 3. เรื่องที่ไดรับฟงมีความเปนไปไดมากนอยเพียงใด 4. เรื่องที่ไดรับฟงมานาเชื่อถือเพียงใด 5. ผูพูดมีความจริงใจหรือไมเพียงใด 6. ผูพูดใชวิธีในการถายทอดความรูสึกนึกคิดอยางไร ในการฟงที่ถือวาผูฟงไดใชวิจารณญาณในการฟงไปดวยก็ตอเมื่อ ไดใชความคิดวิเคราะหใครครวญ และตัดสินใจวา ขอความที่ไดฟงมาสิ่งใดเปนใจความสําคัญ สิ่งใดเปนพลความ ทั้งวินิจฉัยไดวาขอความที่ไดฟงมานั้นควรเชื่อถือได หรือไมเพียงใด
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. จงพิจารณาคําประพันธตอไปนี้ สักวา "แบบวา" ผมยินดี "แบบวา" มีสักวาขึ้นมาใหม ตามแบบที่สยามรัฐเคยจัดไว แต "แบบ" เลิกราไปมานานชา จึง "แบบ" เขียนสักวามารวมดวย "แบบวา" ชวยเลนกันใหหรรษา แบบภาษาไทยใหมใชเจรจา "แบบ" ไมลาหลังใครจริงไหมเอย (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมช) ผูเขียนมีจุดประสงคอยางไรในการแตงบทสักวาขางตนนี้ 1) บันทึกคําสมัยใหมไวเปนหลักฐาน 2) ลองใชคําสมัยใหมเพื่อจะไดไมลาหลัง 3) เสียดสีความไมใสใจการใชภาษา 4) ลอเลียนการใชคําติดปาก 2. "ยาสีฟน.....ปองกันฟนผุได 100% เพิ่มเสนหใหแกทานชายหญิงอยางไดผล ทานที่ไมตองการใหฟนผุตองการมีเสนห ใหใชยาสีฟน....." ขอความนี้เปนสารประเภทใด 1) สารประเภทใหความรู 2) สารประเภทโนมนาวใจ 3) สารประเภทใหขอเท็จจริง 4) สารประเภทใหความจรรโลงใจ 3. ".....ในฐานะที่เราเปนคนไทยคนหนึ่ง เราจะทนไดหรือที่จะปลอยใหนองผูหิวโหยซึ่งเปนเพื่อนรวมชาติของเราตอง หิวโหยอีกตอไป" ขอความขางตนนี้ผูพูดมีจุดประสงคอยางไร 1) เพื่อจูงใจ 2) เพื่อปลุกใจ 3) เพื่อแกปญหา 4) เพื่อใหขอเท็จจริง 4. จงอานขอความตอไปนี้ ".....แตกอนจะจบก็เห็นจะตองยืนยันไวสวนหนึ่งวา ใครก็ตามที่เห็นวาเพื่อนของผมคนนี้เลวสนิทจนไมมีที่ติผมวา คงไมถูกตองนัก อยางนอยทานก็มีความดีอยูบางตรงที่สามารถใชเปนมาตรฐานวัดไดวาไอที่เลวที่สุดนั้นมันเปนอยางไร ก็หลายคนมีโอกาสเปนคนดีไดบางในขณะนี้ก็เพราะไดใชทานเปนมาตรฐานเทียบไมใชหรือ" ขอความขางบนนี้ผูพูดมีความรูสึกอยางไร 1) อยากปกปองไมตองการใหใครตําหนิเพื่อน 2) เห็นใจเพื่อน มองเห็นความดีของเพื่อน 3) หลายๆ คนดีเหมือนเพื่อนของเขา 4) ตองการกลาวเสียดสีเห็นวาเพื่อนเปนคนเลว 5. ขอใดเปนภาษาโนมนาวใจผูฟง 1) พื้นที่สีเขียวในประเทศไทยกําลังลดนอยลงทุกป 2) ใครเขาจะแตงงานกันอยางหรูหราแคไหนก็เรื่องของเขา 3) สะอาดกายเจริญวัย สะอาดใจเจริญสุข 4) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมามากกวา 50 ปแลว
6. "ทุกสิ่งทุกอยางที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ยอมมีตนเรื่องมากอน เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ก็เปนเพราะ ไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา" จากขอความนี้ขอใดเปนเหตุผล 1) ทุกสิ่งทุกอยางที่เกิดที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ 2) ยอมมีตนเรื่องมากอน 3) เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ 4) ก็เปนเพราะไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา 7. "ทําดีไดดีมีที่ไหน ทําชั่วไดดีมีถมไป" หลังจากการใชวิจารณญาณในการอานหรือการฟงขอความนี้แลว ขอใด เปนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด 1) พยายามปกปดความดีความชั่วของตนเองและผูอื่น 2) เลือกทําความชั่วในหมูคนชั่วเมื่อมีโอกาส 3) ทําแตความดีโดยไมหวังผลตอบแทนในทันที 4) เลือกทําแตความดีที่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลเทานั้น 8. ถาเปนคําพูด บทกลอนตอไปนี้ตรงกับจุดมุงหมายของการพูดในขอใด "ในเพลงปวาสามพี่พราหมณเอย ยังไมเคยเชยชิดพิสมัย ถึงรอยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไมมีเลย พระจันทรจรสวางกลางโพยม ไมเทียบโฉมนางงามพี่พราหมณเอย แมนไดแกวแลวคอยประคองเคย ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน" 1) พูดชี้แจง 2) พูดขยายความ 3) พูดใหความรู 4) พูดชักจูงใจ 9. "พระอนุชาวาพี่นี้ขี้ขลาด เปนชายชาติชางงาไมกลาหาญ แมนชีวันยังไมบรรลัยลาญ ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป เผื่อพบพานบานเมืองที่ไหนมั่ง พอประทังกายาอยูอาศัย มีความรูอยูกับตัวกลัวอะไร ชีวิตไมปลดปลงคงไดดี" ขอความขางตนนี้ผูพูดใชศิลปะการพูดในขอใด 1) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการหนีภัย 2) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการตอสู 3) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการปกปกรักษา 4) พูดสัมผัสสัญชาตญาณทางเพศ 10. "แมจะมีคํากลาววา สิ่งที่แนนอนคือความไมแนนอน ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่แนนอนนั่นคือ ความตาย ความตายเปนสิ่งที่ ทุกคนไมปรารถนาแตไมสามารถจะหลีกเลี่ยงได ถึงกระนั้นเวลาของความตายก็สามารถยืดออกไปได เลือดของ ทานทุกคน ไมวาบุรุษ สตรียากดีมีจน มีคาเทาเทียมกัน เหลาทหารหาญยังสละเลือดทุกหยาดเปนชาติพลีแลวทานละ ความเจ็บปวดแคปลายเข็มแทง ทานจะแลกกับชีวิตเพื่อนมนุษยไมไดเชียวหรือ" ทานเขาใจวาผูพูดมีจุดประสงคอะไรเปนสําคัญ 1) เพื่อแสดงสัจธรรมของชีวิต 2) เพื่อใหเห็นความสําคัญของชีวิต 3) เพื่อชักชวนใหทํากุศล 4) เพื่อใหตระหนักถึงหนาที่ของมนุษย เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 1) 4. 4) 5. 3) 6. 4) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 3)
นิทานเวตาล 1. ผูประพันธ พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระนามเดิมวา พระองคเจารัชนีแจมจรัส จึงทรงใช พระนามแฝงวา น.ม.ส. โดยนํามาจากอักษรตัวสุดทายของแตละคําในพระนามเดิม 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปนนิทานซึ่งแตงเปนรอยแกว มีคําประพันธแทรกบางบางตอน 3. ที่มาของเรื่อง น.ม.ส. ทรงใชนิทานเวตาลฉบับภาษาอังกฤษของเซอร อารเอฟ เบอรตัน เปนหลักในการเรียบเรียงเปนภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 2461 นิทานเวตาลเดิมเปนวรรณคดีสันสกฤต ซึ่งศิวทาสแตงไวเปนนิทานชุด ชื่อ "เวตาลปญจวีสติ" แปลวา นิทาน 25 เรื่องของเวตาล เรื่องที่กําหนดใหเรียนเปนนิทานเรื่องที่ 6 4. โครงเรื่องนิทานเวตาล พระวิกรมาทิตยผูซึ่งเปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพเมื่อ 2,000 กวาปมาแลว รับปากกับโยคีศานติศีลที่จะนําตัว เวตาลมาให พระวิกรมาทิตยกับพระโอรสธรรมธวัชไดไปนําตัวเวตาลจากปาชาแหงหนึ่งมาให เวตาลเปนอมนุษยชนิดหนึ่ง ในเรื่องกลาววาเปนศพ แตเปนศพที่พูดไดผูที่ไปเอาตัวเวตาลมานั้นจะตองปฏิบัติตามเงื่อนไขอันหนึ่งคือตองไมตรัสอะไรเลย มิฉะนั้นเวตาลก็จะลอยหลุดจากผูที่จับมานั้น กลับไปแขวนอยูที่ตนอโศกตามเดิม เวตาลยั่วเยาดวยการเลานิทานที่มี ปริศนาใหคิด แลวตั้งคําถามจนพระวิกรมาทิตยตองตอบปญหานั้น จนถึงนิทานเรื่องที่ 25 พระองคไดสติจึงไมตรัสตอบ จึงสามารถชนะเวตาลได 5. เนื้อเรื่องยอ ในกรุงธรรมสถลมีพราหมณผูหนึ่งชื่อเกศวะ เมื่อเปนเด็กประพฤติตนเหลวไหล ยามเปนหนุมก็มัวเมาในกามคุณ วันหนึ่งถูกบิดามารดาวากลาวอยางรุนแรง จึงหนีออกจากบานไปถึงหมูบานแหงหนึ่งไดปสสาวะรดเทวรูปชื่อวา เทวรูป ปญจานน คือ รูปพระอิศวร 5 พักตรและผลักตกลงสระนํ้าไปดวยความคิดลามก จากเหตุนี้เอง ตอมาพราหมณเกศวะ สํานึกผิดเพราะความเกรงกลัวจะถูกลงโทษถึงแกชีวิตจึงกลับตัวเปนคนดี หมั่นศึกษาหาความรู จนเปนผูมีความรูดี ตอมาแตงงานมีครอบครัว มีบุตรชายหญิง บุตรหญิงนั้นชื่อ มธุมาลตี เปนหญิงงดงาม บิดามารดาและพี่ชายถือเปน หนาที่ที่จะตองหาคูครองใหนาง แตมิไดปรึกษากันกอน จึงตางคนตางยกนางใหแกพราหมณหนุมที่ตนพอใจในเวลา ไลเลี่ยกันชายทั้งสามมีรูป วิชา อายุคุณความดีเสมอกัน พราหมณเกศวะจึงใหชายทั้งสามกลาวสุภาษิตโบราณแขงขันกัน ก็ปรากฏวาชายทั้งสามกลาวสุภาษิตไดดีเสมอกันอีก ปญหานี้ยุติลงเมื่อมีงูพิษกัดนางมธุมาลตีตาย พราหมณหนุมทั้งสาม เสียใจมากไดพยายามหาวิธีตัดความทุกขตามแนวทางของพระอินทร ชายคนแรกเก็บกระดูกของนาง และประพฤติตัว เปนไวเศษิก ชายคนที่สอง เก็บเถาถานที่เผาศพของนาง แลวประพฤติตนเปนวานปรัสถสวนชายคนที่สามบวชเปนโยคี ทองเที่ยวไปจนไดตําราสํชีวนีวิทยามาชุบชีวิตนางจากเถาและกระดูกนางที่ปาชาอันเปนที่เผาศพนาง เมื่อนางฟนคืนชีวิต ชายหนุมทั้งสามก็วิวาทแยงชิงนาง ปญหาก็เริ่มเกิดขึ้นอีกวานางควรเปนภรรยาของใคร เวตาลยั่วยุจนพระวิกรมาทิตย ตอบปญหานี้โดยกลาววา ชายคนที่สอง สมควรไดนางเปนภรรยา เพราะเปนผูเก็บเถาถานไวชายคนที่หนึ่งเก็บกระดูกนางไว จึงสมควรอยูในฐานะลูกชายคนที่สามเปนผูชุบชีวิตนางยอมอยูในฐานะบิดา เวตาลจึงลอยกลับไปแขวนที่กิ่งอโศกตามเดิม 6. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. คนที่กลับตัวไดควรไดรับการใหอภัย เชน พราหมณเกศวะ 2. พระวิกรมาทิตย เปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพมาก เพราะเปนผูมีวาจาสัตยมีความกลาหาญ มานะอดทน และมีความเพียรพยายามไมยอทอตอความลําบากและอุปสรรคนานาสมควรไดรับการเคารพยกยองและเปนแบบอยางที่ดีงาม
3. สมาชิกในครอบครัวควรปรึกษาหารือกันในการตัดสินใจทําสิ่งใดก็ตามมิฉะนั้นอาจเกิดปญหายุงยากตามมา ภายหลังได 4. การเดินทางทองเที่ยวไปในโลกกวางจะนําความสุขและความรูมาให 5. ไทยและอินเดียมีประเพณีบางอยางที่คลายคลึงกัน เชน การตอนรับเลี้ยงดูแขกผูมาเยือนถึงบานเรือนของตน อยางดี 7. ศัพทสํานวนที่ควรทราบ เทวรูปปญจานน = รูปพระอิศวร 5 พักตร พักตรที่หาอยูขางบน เชื่อวาบูชาเทวรูปปญจานนแลว โรคภัยไขเจ็บจะหายไป และจะขอลูกจากพระปญจานนได รตี = ความรัก นางรตีคือ มเหสีของกามเทพ พากันชี้เปนนิ้วเดียวกัน = เห็นตรงกัน นิโลตบล = บัวขาบ, บัวสีนํ้าเงิน (นิล + อุตบล) นกจโกระ = นกเขาไฟ, นกกด เปนนกในนิยายเชื่อกันวากินแสงจันทรเปนอาหาร รสาภิรส = รสอันเลิศ (รส + อภิรส) ไวเศษิก = ผูทําตนใหหลุดพัน ไมตองเกิดอีก ถือศีลคลายศีล 5, ศีล 8 วานปรัสถ = พราหมณพวกหนึ่งออกไปบําเพ็ญพรตในปา บูชาไฟ โยคี = ผูปฏิบัติตามลัทธิโยคะ, ฤษี พระมนู = พระผูสรางโลกและปกครองโลก ถือกันวาเปนผูออกกฎหมายหรือธรรมศาสตร ธรรมศาสตร = คัมภีรหลักกฎหมาย อัคนิโหตร = การบูชาพระอัคนีโดยมากใชนํ้านมกับนํ้ามัน นางจัณฑี = เปนชื่อในปางโหดรายของพระอุมา ชื่ออื่นๆ ไดแก จัณฑิกา เจาแมกาลีเจาแมทุรคา นางบรรพดี 8. คานิยมในการประพฤติปฏิบัติของคนอินเดีย 1. "ลูกหญิงซึ่งอายุควรมีคู ไมมีคู ยอมเปนเชนกอนอุบาทวหอยอยูเหนือหลังคาเรือน" 2. "หญิงยอมไปปลดเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย" 3. ประเพณีการตอนรับแขกของอินเดีย ตองเลี้ยงขาวปลาอาหาร และใหที่พักผอนหลับนอนคลายกับประเพณี ของไทย "ประเพณีไทยแทแตโบราณ ใครมาถึงเรือนชานตองตอนรับ" 4. มีลัทธิศาสนาหลายลัทธิในประเทศอินเดีย จะเลือกนับถือปฏิบัติตามลัทธิใดก็ไดตามแตจะศรัทธา 9. ขอคิดที่ไดจากภาษิตของกวีโบราณตามที่ปรากฏในเรื่อง 1. จะทราบไดวาชายผูใดมีความกลาหาญ ตองดูยามศึกสงคราม จะดูความซื่อสัตยของคนดูไดจากการสงหนี้สิน จะดูมิตรแทดูจากยามที่มีทุกขและจะทราบวาภรรยามีความซื่อสัตยก็ยามเมื่อสามีเจ็บไขไรทรัพยสิน 2. ผูหญิงที่ดีตองอยูในโอวาทของพอแม ไมเอาแตเที่ยวสนุก ไมเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย ไมเอาแตนอน ไมดื่มเหลา ไมนอกใจสามี 3. สิ่งที่ไมสามารถวางใจไดคือ 1. ทะเล 2. สัตวที่มีเขี้ยวเล็บงา 3. ผูถืออาวุธ 4. สตรี 5. พระมหากษัตริย ทั้ง 5 อยางนี้ไวใจไมไดหากประมาทอาจถึงตาย 10. งานพระนิพนธของ น.ม.ส. ทรงนิพนธเรื่องลงในหนังสือที่ออกใชรัชกาลที่ 5 คือ วชิรญาณ ทวีปญญา และลักวิทยา งานวรรณกรรมที่สําคัญ ไดแกนิทานเวตาล จดหมายจางวางหรํ่า กนกนคร พระนลคําฉันทและลิลิตสามกรุง
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาษิตนฤทุมนาการขอใด 1) ยินคดีมีเรื่องนอย ใหญไฉน ก็ดี ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน 2) ยินดีมีมากหมั้น สันดาน ใครเกะกะระราน อดกลั้น 3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน 4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา 2. ภาพพจนเปรียบเทียบขอใดใหภาพที่ตางจากธรรมเนียมของวรรณคดีไทย 1) ชายหนุมทั้ง 3 ก็พากันนิ่งดูเดือนเพ็ญคือหนาแหงนาง 2) เราไดเคยคิดวาริมฝปากของนางเหมือนผลไมสุก อกเหมือนบัวตูม 3) นางมธุมาลตีเหมือนนิโลตบลซึ่งบานเต็มที่มีแขนเหมือนกานบัว มีผมยาวหอยเหมือนความมืดแหงกลางคืน 4) นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหุมภายนอก หัวใจคือ กระดูก เลือดเนื้อ คือ สิ่งโสโครกทั้งหลายเทานั้น 3. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย 1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า 3) เมื่อมีแขกมาถึงบาน ตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ 4. ขอความที่วา "ธรรมะในเวลานั้นยกไดเปนสามแพรง เพราะชายหนุมสามคน" มีความหมายตรงกับขอใด 1) ชายหนุมทั้งสามตางก็เดินตามทางธรรมะ 2) ชายหนุมทั้งสามตางรองขอธรรมะ 3) ชายหนุมทั้งสามตางอางสิทธิที่จะครอบครองนางมธุมาลตี 4) ชายหนุมทั้งสามตางอางความชอบธรรมที่จะครอบครองนางมธุมาลตี 5. นิทานเวตาลใหขอคิดอยางไรสําหรับการดํารงชีวิตในปจจุบัน 1) ควรมีปฏิภาณไหวพริบ 2) ควรไตรตรองดวยเหตุผล 3) ควรมีวิจารณญาณที่ดี 4) ควรมีสติสัมปชัญญะ 6. เหตุใดภาษิตหลายๆ บทในนิทานเวตาล จึงกลาวถึงโทษลักษณะของ "กษัตริย" อยูเสมอ 1) เปนอุบายยั่วยุใหผูฟงโกรธ 2) เปนคําปรามาสใหผูฟงเจ็บแคนใจ 3) เปนการสั่งสอนกษัตริยโดยออม 4) เปนการเปรียบเทียบเพื่อใหกษัตริยไดสติ
7. น.ม.ส. ไดสอดแทรกคติทางพระพุทธศาสนาเขาไวในนิทานเวตาลเปนจํานวนมาก จากขอความตอไปนี้ ขอใดเปน หลักปฏิบัติธรรมที่ลึกซึ้งที่สุด 1) หนาที่ของเราคือ เขาหาพระผูเปนเจา ผูเปนตนเหตุแหงสังขาร เลิกความเอาใจใสในสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเปนเหตุให เกิดความสําราญหรือความเรารอน 2) ถาเราไดเห็นหนานางอีก เราก็คงจะกลาววา นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหอหุม ภายนอก ขางในคือกระดูก เลือดเนื้อและสิ่งโสโครก 3) ตั้งใจมั่นวาการไมทํารายคนและสัตวอื่น เปนทางเวนที่ชอบ แมผูใดทําผิดก็ไมควรเอาชีวิต อนึ่งศีลทั้ง 5 คือ ไมกลาวเท็จ ไมกินเนื้อสัตวไมขโมย ไมดื่มนํ้าเมา ไมมีภรรยานั้น ตองถือมั่นเปนนิตย 4) ถือศีลเวนบาปใหญทั้ง 8 อยาง คือ กินกลางคืน 1 ฆาชีวิต 1 กินผลไมเกิดบนตนที่มียาง หรือกินฟกทองหรือ หนอไมไผ 1 กินนํ้าผึ้งหรือเนื้อสัตว1 ลักทรัพยของผูอื่น 1 ขมขืนหญิงมีสามี1 กินดอกไมหรือเนยแข็งหรือ เนยเหลว 1 บูชาเทวดาในศาสนาอื่น 1 เฉลย 1. 3) 2. 3) 3. 3) 4. 4) 5. 4) 6. 3) 7. 1)
วิธีสื่อสารในการประชุม การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุมหนึ่งที่ไดมาพบกันตามกําหนดนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรูความคิด รับทราบขอเท็จจริง ขอเสนอแนะ นโยบาย หรือเพื่อชวยกันพิจารณาแกปญหา เปนตน รูปแบบของการประชุม 1. การประชุมเฉพาะกลุม เปนการประชุมเฉพาะผูมีสิทธิและหนาที่เขาประชุมเทานั้น แตในบางกรณีอาจมีผูไดรับเชิญ เปนกรณีพิเศษเขารวมประชุมดวยก็ได 2. การประชุมตามปกติ หมายถึง การประชุมที่กระทําตามวัน เวลา สถานที่ที่ไดตกลงนัดหมายกันไวลวงหนา เปนการแนนอน 3. การประชุมพิเศษ หมายถึงการประชุมที่กําหนดวันนอกเหนือไปจากการประชุมตามปกติเนื่องจากมีเรื่องสําคัญ ที่ ตองรีบพิจารณา 4. การประชุมสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับกําหนดไวตายตัว เชน ปละครั้ง เดือนละครั้ง เปนตน 5. การประชุมวิสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับเปดโอกาสใหกระทําตามความจําเปนได เชน มีเรื่อง สําคัญที่ตองพิจารณาโดยดวนและไมอาจรอคอยไปถึงกําหนดเวลาประชุมสามัญได 6. การประชุมลับ เปนการประชุมเฉพาะกลุมเชนเดียวกัน แตตองเปดเผยเฉพาะมติหรือขอปฏิบัติเทานี้และตอง เปดเผยตามกําหนดเวลาที่เห็นสมควร โดยประธานหรือผูที่ไดรับมอบหมายจากที่ประชุม 7. การประชุมปรึกษา เปนการประชุมของบุคคลที่มีภารกิจรวมกัน เชน การคนหาความจริง การวางนโยบายหรือ การเสนอแนวทางปฏิบัติเปนการประชุมที่ผูเขาประชุมจะปรึกษาหารือกันจนไดผลสรุปออกมา 8. การประชุมปฏิบัติการ เปนการประชุมเพื่อแสวงหาความรู ความเขาใจ และแนวทางปฏิบัติงานใหเกิดผลสัมฤทธิ์ เทาที่จะทําได การประชุมปฏิบัติการจะประกอบดวยขั้นตอนดังนี้คือ รับฟงคําบรรยายจากวิทยากร แยกกลุมพิจารณา ทดลองลงมือปฏิบัติประชุมสรุปเพื่อทําความเขาใจพรอมกันอีกครั้งหนึ่ง 9. การประชุมสัมมนา เปนการประชุมเฉพาะกลุมตามหัวขอที่กําหนดไว ซึ่งอาจจะเปนเรื่องวิชาการโดยตรงหรือ ขอที่เปนประโยชนตอสังคมสวนรวมก็ได เพื่อแลกเปลี่ยนความรูความคิด และประสบการณ แลวประมวลขอคิดและ ขอเสนอแนะจากที่ประชุม 10.การประชุมชี้แจง เปนการประชุมที่หัวหนาหรือผูรับผิดชอบหนวยงานมาประชุมกันเพื่อรับทราบขอเท็จจริง นโยบาย หลักการ แนวทางปฏิบัติงาน การประชุมชนิดนี้ผูนําการประชุมมักจะเปนผูพูดเปนสวนใหญ ไมมีการอภิปรายแลกเปลี่ยน ความคิดกันโดยตรง 11.การประชุมใหญ เปนการประชุมที่เปดโอกาสใหสมาชิกขององคการ (เชน สมาคม สโมสร ชมรม) เขารวม ประชุมแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจัดเปนประจําปหรือตามระยะเวลาที่กําหนดไวในขอบังคับขององคการก็ได 12.การประชุมสาธารณะ หมายถึง การประชุมที่เปดโอกาสใหบุคคลภายนอกเขารวมฟงได และเปดโอกาสใหซักถาม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นตางๆตามหัวขอประชุมไดอีกดวยการประชุมชนิดนี้ผูอยูในที่ประชุม แบงเปน 2 ฝาย คือ 12.1 ฝายผูอภิปราย หรือผูบรรยาย 12.2 ฝายผูฟงและซักถามแสดงความคิดเห็น หลังจากอภิปรายแลวชวงเวลาที่เปดโอกาสใหซักถามเรียกวา "คาบเวลาอภิปรายทั่วไป" หรือ "คาบเวลาอภิปราย สาธารณะ"
ศัพทที่ใชเรียกบุคคลที่เกี่ยวของกับการประชุม 1. ผูจัดประชุม คือ ผูริเริ่มใหเกิดกิจกรรมการประชุมขึ้น เปนผูกําหนดเรื่องประชุม วางกําหนดการประชุม กําหนดตัวบุคคลเขาประชุม และเตรียมการบันทึกผลการประชุมดวย 2. ผูมีสิทธิ์เขาประชุม ไดแก ผูที่ไดรับเชิญหรือแตงตั้งใหเขาประชุม มีสิทธิ์อภิปรายตั้งขอเสนอในที่ประชุม รวมทั้งลงมติในที่ประชุมดวย 3. ผูเขาประชุม ไดแก บุคคลที่เขามาปรากฏตัวในที่ประชุมและพรอมที่จะทําหนาที่มีสวนรวมแสดงความคิดเห็น ในการประชุม 4. องคประชุม หมายถึง จํานวนผูเขาประชุมตามที่กําหนดไวในขอบังคับ ซึ่งมักจะถือกันวาตองมีผูมาประชุม ไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีสิทธิ์และหนาที่เขาประชุมจึงจะเรียกวาครบองคประชุม 5. ที่ประชุม หมายถึง บรรดาผูเขาประชุมทั้งหมดไมวาจะเปนการประชุมเฉพาะกลุมหรือการประชุมสาธารณะ 6. ประธาน ทําหนาที่ควบคุมการประชุมทั้งหมด 7. รองประธาน ทําหนาที่แทนประธานเมื่อประธานไมอยู 8. เลขานุการ ทําหนาที่จัดระเบียบวาระการประชุม อํานวยความสะดวกในการประชุม และเปนผูบันทึกรายงาน การประชุมดวย 9. ผูชวยเลขานุการ ทําหนาที่ชวยเลขานุการ หรือปฏิบัติหนาที่แทนเมื่อเลขานุการไมอยู 10.กรรมการ ทําหนาที่พิจารณาเรื่องที่อยูในวาระการประชุม และตั้งขอเสนอเพื่อใหที่ประชุมพิจารณา 11.คณะอนุกรรมการ คือ คณะบุคคลที่ไดรับแตงตั้งใหทําหนาที่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่แคบลงไปกวาขอบเขต หนาที่ของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการนี้จะมีตําแหนงและหนาที่ทํานองเดียวกันกับในคณะกรรมการทุกประการ 12. เหรัญญิก ทําหนาที่รับผิดชอบในดานการเงิน 13.ประชาสัมพันธทําหนาที่เผยแพรขาวสารและสรางสรรคความสัมพันธที่ดีกับทุกฝายที่เกี่ยวของ 14.ประธานฝายหาทุน ทําหนาที่หาทุนใหแกองคการ เพื่อใชจายสําหรับกิจกรรมตางๆ 15.ประธานฝายวิชาการ ทําหนาที่จัดกิจกรรมทางวิชาการและงานดานวิชาการอื่นๆ หมายเหตุสําหรับการประชุมสาธารณะ คําวา ประธาน มีความหมาย 2 นัย 1. ก. ประธานในพิธีเปดประชุม มักจะเปนผูมีอาวุโส มีตําแหนงประจําอยูในฐานะสูง ข. ประธานในพิธีปดประชุม อาจเปนเจาของสถานที่ที่ใชประชุม เชน ผูอํานวยการโรงเรียนก็ได อนึ่งประธานในพิธีเปดประชุมและพิธีปดประชุมนี้อาจเปนคนๆเดียวกันก็ไดทั้งนี้ขึ้นอยูในดุลพินิจของผูจัดประชุม 2. ประธาน ไดแก บุคคลที่ผูจัดประชุมกําหนดตัวขึ้นทําหนาที่ควบคุมการประชุมเปนชวงๆ ไปตามที่กําหนดไวใน ลําดับของการประชุม 3. พิธีกร การประชุมสาธารณะจําเปนตองมีพิธีกรอีกคนหนึ่ง ทําหนาที่ดูแลความเรียบรอยของที่ประชุมทั้งหมด คอยชี้แจงใหความสะดวกแกผูเขาประชุมเชื้อเชิญคณะผูอภิปรายและผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงกําหนดเวลา เปนตน
ศัพทที่ใชเรียกเรื่องที่ประชุม 1. ระเบียบวาระ หมายถึง เรื่องที่ประชุมซึ่งเลขานุการโดยความเห็นชอบของประธานเปนผูจัดไวเปนเรื่องๆ เรียกวา "วาระ" วาระที่ 1 ของการประชุม คือ การรับรองรายงานการประชุมครั้งกอน 2. กําหนดการประชุม ใชกับการประชุมที่มีเรื่องสําคัญพิจารณาเพียงเรื่องเดียว เชน การประชุมปฏิบัติการหรือ การสัมมนา เปนตน ศัพทที่ใชเรียกวิธีการสื่อสารในการประชุม 1. เสนอ คือ การแจงความคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งใหที่ประชุมพิจารณา 2. ขอเสนอ คือ เรื่องที่จะนําเสนอตอที่ประชุม 3. สนับสนุน คือ การที่ผูเขาประชุมมีความคิดเห็นเดียวกับขอเสนอ 4. คัดคาน คือ การที่ผูเขาประชุมแสดงความไมเห็นดวยกับขอเสนอนั้น 5. อภิปราย คือ การแสดงความคิดเห็นของผูสนับสนุนและคัดคานขอเสนอ 6. ผาน คือ การที่ประชุมยอมรับขอเสนอ 7. ตก คือ การที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ 8. มติคือ ขอตัดสินใจของที่ประชุมเพื่อใหนําไปปฏิบัติ 8.1 มติโดยเอกฉันทคือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่เห็นพองตองกันทุกคน 8.2 มติโดยเสียงขางมาก คือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่มีผูเขาประชุมสวนนอยไมเห็นดวย แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาทานจะตองเขียนจดหมายถึงหนวยงานหนึ่งเพื่อขอใชสถานที่ประชุม ขอใดเหมาะสมที่สุด 1) จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และหวังในความกรุณา 2) จึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุมัติขอขอบพระคุณลวงหนา 3) จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาชวยเหลือ และขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ 4) จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาใหความอนุเคราะหจักเปนพระคุณยิ่ง 2. คําในขอใดจะใชแทนคําที่ขีดเสนใตไดอยางถูกตองตามลําดับ "การประชุมวันนี้มีเรื่องที่จะประชุมมาก ผูนําการประชุมอาจตองขอการตัดสินใจของที่ประชุม วาจะใหบรรจุ เรื่องทั้งหมดในคราวนี้หรือไม และอาจตองยอมใหแสดงความคิดเห็นกันกอนก็เปนได" 1) ญัตติ หัวหนา ความคิดเห็น อภิปราย 2) ญัตติ ประธาน มติ ถกเถียง 3) ระเบียบวาระ หัวหนา ความคิดเห็น ถกเถียง 4) ระเบียบวาระ ประธาน มติ อภิปราย
3. ขอความในขอใดที่ประธานการประชุมกลาวไดเหมาะสมเมื่อไดเสนอความเห็นของตนแลว 1) เรื่องนี้ผมทราบดีพอสมควร ควรหาขอยุติไดงาย 2) เทาที่ผมเสนอมาทานคงตองพิจารณากันเอง 3) เรื่องที่ผมเสนอ ทานจะเชื่อหรือไมก็แลวแต 4) ผมก็ไมเชี่ยวชาญเรื่องนี้หรอก ก็ไดแตลองเสนอมาใหฟงกัน 4. "ที่ประชุมมีมติใหประธานชมรมภาษาไทยนําขอเสนอแนะที่สรุปไดเสนอตอผูอํานวยการตอไป "ที่ประชุม" หมายถึงใคร 1) ชมรมภาษาไทย 2) กรรมการและสมาชิกชมรม 3) ผูเขาประชุมทั้งหมด 4) ผูจัดการประชุมและผูเขาประชุมทั้งหมด 5. เมื่อสมาชิกตองการเสนอความเห็นในที่ประชุมเพื่อคัดคานขอเสนอของรัฐมนตรีเขาตองพูดขึ้นตนตามขอใด 1) ทานรัฐมนตรีที่เคารพ 2) ทานประธานที่เคารพ 3) ทานผูมีเกียรติที่เคารพ 4) ทานสมาชิกที่เคารพ 6. ในตราสารจัดตั้งบริษัท กลาววา การประชุมใหญจะดําเนินการไดก็ตอเมื่อกรรมการบริษัทจํานวนไมนอยกวา 10 คน เขาประชุม ในการประชุมครั้งหนึ่งกรรมการจําเปนตองออกจากที่ประชุม จึงเหลือผูเขาประชุม 9 คน การประชุม ครั้งนั้นตองยุติเพราะเหตุใด 1) ไมเปนไปตามกําหนดการประชุม 2) ผิดระเบียบวาระการประชุม 3) ไมครบองคประชุม 4) ยังลงมติไมได 7. การประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาหที่แลว คณะผูบริหารไดเสนอรางญัตติงบประมาณรายจายประจําปตอ สภาที่ประชุมไดอภิปรายกันอยางกวางขวางและในที่สุดมีมติใหรางญัตตินี้ตกไป ผลการประชุมแสดงวาที่ประชุม ใหปฏิบัติตามขอใด 1) ไมพิจารณาญัตตินี้อีก แมจะเสนอเขามาใหม 2) ใหคณะผูบริหารถอนญัตตินี้ไปปรับปรุงมาใหม 3) เลื่อนญัตตินี้ไปพิจารณาใหม 4) ไมรับญัตตินี้ 8. ขอใดไมใชหนาที่ของพิธีกรในการบรรยายตอหนาประชุม 1) ดูแลใหการบรรยายดําเนินไปอยางเรียบรอย 2) บรรยายและใหรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย 3) โนมนาวใหผูเขาประชุมเกิดความรูสึกอยากทราบเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย 4) ใหรายละเอียดของผูบรรยายและเชื้อเชิญผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงเวลา 9. ประโยคใดใชภาษาไดตรงตามระเบียบแบบแผนของการประชุมมากที่สุด 1) ขณะนี้ทุกคนมาพรอมหนาพรอมตาแลว ดิฉันขอเปดประชุมเลยนะคะ 2) บัดนี้คณะกรรมการไดมาประชุมครบองคประชุมแลว ดิฉันขอเปดประชุม 3) บัดนี้มวลสมาชิกไดพรอมกัน ณ ที่ประชุมนี้แลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม 4) บัดนี้ไดเวลาอันเปนมงคลและปวงสมาชิกมาครบถวนแลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม 10. คําในขอใดจะแทนที่ขอความที่พิมพตัวหนาไดอยางมีลําดับถูกตอง "ในการประชุมเมื่อวานนี้ไดมีการแสดงความคิดเห็นกันอยางกวางขวางทั้งฝายที่เห็นชอบกับขอเสนอและฝายที่โตแยง" 1) ถกเถียง เห็นดวย คัดคาน 2) ถกเถียง สนับสนุน คัดคาน 3) อภิปราย เห็นดวย คัดคาน 4) อภิปราย สนับสนุน คัดคาน
11. กรณีใดแสดงการใชภาษาอยางเหมาะสมกับหนาที่และบทบาทของประธานในที่ประชุม 1) ในการประชุมอยางเปนทางการขณะสมาชิกยังมาไมครบ "เอาละครับ ถึงเวลาแลว ผมไมรอละ ขอเปดประชุมเลย" 2) เมื่อเห็นราตรีนิ่งเงียบไมแสดงความคิดเห็น "คุณราตรีวาไงครับ นั่งเงียบเลย ชวยใหขอคิดเราหนอย" 3) เมื่อไดใหโอกาสแสดงความคิดเห็นกันพอสมควรแลว "เอาละนะครับ ทุกทานก็พอจะเห็นแนวทางแลว เพราะฉะนั้นผมขอมติใครเห็นดวยยกมือครับ... ใครไมเห็นดวย ยกมือครับ..." 4) เมื่อสมาชิก 2 คนโตแยงกันยืดเยื้อประธานจําเปนตองตัดบท "เอาละๆ ผมวาพอแลว ทุกทานตางก็หวังดีตอหนวยงานของเราทั้งนั้น ตางคนตางมีเหตุผล แตมันก็ตองมี คนหนึ่งผิด คนหนึ่งถูก เอาเปนวาอยาใสใจเลย ตอนนี้เลิกประชุมดีกวา" 12. เมื่อมีความเห็นขัดแยงกับที่ประชุมและทานตองการคัดคาน ทานควรหลีกเลี่ยงการคัดคานลักษณะใด 1) โดยการอางหลักฐาน 2) อางความจําเปนเกี่ยวกับเวลา 3) อางเหตุผลสวนบุคคล 4) อางบุคคลสวนใหญ 13. การจัดการประชุมเพื่อคนหาความจริง วางนโยบายและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเปนการประชุมแบบใด 1) การประชุมชี้แจง 2) การประชุมปรึกษา 3) การประชุมสัมมนา 4) การประชุมปฏิบัติการ 14. ขอใดใชภาษาไดเหมาะสมที่สุดในการประชุม 1) ดิฉันขอทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 2) ดิฉันอยากทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 3) ดิฉันประสงคจะทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 4) ดิฉันตองการทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 15. ขณะที่มีผูอภิปรายขัดแยงกันอยูในที่ประชุม ทานตองการแสดงความคิดเห็นเพื่อชวยบรรยากาศในที่ประชุม ทานจะพูดวาอยางไร 1) ขอโอกาสใหไดเสริมความคิดของทานทั้งสองบาง 2) ขอใหไดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ทานกําลังอภิปรายแยงกันอยู 3) ขอใหประธานโปรดเลื่อนวาระการประชุมไป 4) ขอใหประธานโปรดลงความเห็นชี้ขาด เฉลย 1. 4) 2. 4) 3. 4) 4. 3) 5. 2) 6. 3) 7. 4) 8. 2) 9. 2) 10. 4) 11. 3) 12. 3) 13. 2) 14. 1) 15. 1)
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค และโคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ 1. ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) โคลงสี่สุภาพ 3. ความหมายของชื่อเรื่อง สุภาษิตแปลวา"คําพูดที่ถือเปนคติ"ทั้งนี้เพราะสุภาษิตเปนความคิดที่ดีงามซึ่งผานการไตรตรองของปราชญมาแลว จึงปรากฏเปนถอยคําสั้นๆ จํางายและมีความไพเราะจับใจ ผูฟงสุภาษิตของไทยที่เปนที่รูจักกันแพรหลาย ไดแก สุภาษิต พระรวง สุภาษิตโลกนิติคําโคลง พุทธศาสนสุภาษิต "โสฬสไตรยางค" แยกเปน โสฬส แปลวา สิบหก, ไตรยางคแปลวา องคสาม สุภาษิตนี้จําแนกเนื้อความเปน 16 หมวด หมวดละ 3 ขอ "นฤทุมนาการ" แยกเปน นฤ แปลวา ไม, ทุมน แปลวา เสียใจ, อาการ แปลวา สภาพ กิริยา ที่ผูประพฤติยัง ไมเคยเสียใจ มีความหมายวา กิจ 10 ประการ 4. การอธิบายสุภาษิตเกี่ยวกับนามธรรม มีวิธีอธิบายได 2 วิธีคือ 1. อธิบายโดยการยกธรรมขึ้นแสดงโดยตรง 2. อธิบายโดยการเปรียบเทียบ 5. ฉันทลักษณของโคลงสี่สุภาพ ผังภูมิ 000 00 0 00 0 00 00 0 0 00 00 (00) บาท 1 บาท 2 บาท 3 บาท 4 (00) 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0้ 0 ตัวอยาง เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด พี่เอย เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่ สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ (ลิลิตพระลอ)
โคลงสี่สุภาพ บังคับเรื่อง คณะ สัมผัส เอก โท คณะ = จํานวนคําในวรรค บาท บท 1 บทมี 4 บาท 30 คํา บาทที่ 1-3 มีบาทละ 7 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 2 บาทที่ 4 มี 9 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 4 สัมผัส = 1 บท มี 3 แหง เอกโท = มีคําเอก 7 คําโท 4 คําเอก = คําที่มีรูปวรรณยุกตเอก กํากับ คําตาย ใชแทนเอกได คําโท = คําที่มีรูปวรรณยุกตโท กํากับ คําเอกโทษ = การใชเอกแทนโท คําโทโทษ = การใชโทแทนเอก "เชิญดูตูคาเหลน โคลงโลด โผนเทอญ ยกคอยอประโยชน เคาเหยี้ยง (ลิลิตสามกรุง) คําเอกโทษ ไดแกคา คอ เคา (ปกติคือคํา ขา ขอ เขา) คําโทโทษ ไดแก เหลน เหยี้ยง (ปกติคือคํา เลน เยี่ยง) 6. สาระสําคัญของเรื่อง โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางคกลาวถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรละเวน 16 หมวดหมวดละ 3 ขอดังตอไปนี้ 1. สามสิ่งควรรัก คือ ความกลา ความสุภาพ ความรักใคร 2. สามสิ่งควรชม คือ อํานาจปญญา เกียรติยศ มารยาทดี 3. สามสิ่งควรเกลียด คือ ความดุราย ความหยิ่งกําเริบ ความอกตัญู 4. สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน คือ ชั่วเลวทราม มารยา ริษยา 5. สามสิ่งควรเคารพ คือ ศาสนา ยุติธรรม ความประพฤติเปนประโยชนทั่วไปไมเฉพาะตัวเอง 6. สามสิ่งควรยินดีคือ งามตรงตรง ไทยแกตน 7. สามสิ่งควรปรารถนา คือ ความสุขสบาย มิตรสหายที่ดีใจสบายปรุโปรง 8. สามสิ่งควรออนวอนขอ คือ ความเชื่อถือ ความสงบ ใจบริสุทธิ์ 9. สามสิ่งควรนับถือ คือ ปญญา ฉลาด มั่นคง 10.สามสิ่งควรจะชอบ คือ ใจอารีสุจริต ใจดีความสนุกเบิกบานพรอมเพรียง 11.สามสิ่งควรสงสัย คือ ยอ หนาเนื้อใจเสือ กลับกลอก 12.สามสิ่งควรละ คือ เกียจคราน วาจาฟนเฟอน หยอกหยามแลแสลงฤๅขัดคอ 13.สามสิ่งควรกระทําใหมีคือ หนังสือดีเพื่อนดีใจดี 14.สามสิ่งควรจะหวงแหนฤๅตอสูเพื่อรักษา คือ ชื่อเสียงยศศักดิ์บานเมืองของตน มิตรสหาย 15.สามสิ่งควรครองระวัง คือ กิริยาที่เปนในใจ มักงาย วาจา 16.สามสิ่งควรเตรียมรับ คือ อนิจจัง ชรา มรณะ
โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ กลาวถึงกิจ 10 ประการ ที่ผูประพฤติยังไมเคยเสียใจเพราะเปนความประพฤติดีใน ไตรทวาร (กาย วาจา ใจ) อันจะยังใหเกิดผลดีแกผูประพฤติเองและตอสังคมสวนรวม ดังนี้ 1. เพราะทําความดีทั่วไป 2. เพราะไมไดพูดรายตอใครเลย 3. เพราะถามฟงความกอนตัดสิน 4. เพราะคิดเสียกอนจึงพูด 5. เพราะอดพูดในเวลาโกรธ 6. เพราะไดกรุณาตอคนที่ถึงอับจน 7. เพราะขอโทษบรรดาที่ไดผิด 8. เพราะความอดกลั้นตอผูอื่น 9. เพราะไมฟงคนพูดเพศนิทาน (พูดเท็จ, พูดเพอเจอ) 10. เพราะไมหลงเชื่อขาวรายที่คนลือกัน 7. คําศัพทที่ควรทราบ มาติกา = แมบท (อานวา มาด-ติ-กา) ธัญลักษณ = ลักษณะดี โสด = อิสระ หึงสจิต = ริษยา เสี่ยม = เสงี่ยม (เปนคําแผลง) มารษา = คําเท็จ, คําไมจริง (อานวา มาน-สา) โทษาคติ = คติอันเนื่องมาจากโทสะ ความโกรธ พรอง = พูด ปกไว = ปกปดไว ไขษย = กษัย, สิ้นไป, หมดไป เฉียบ = จัด, ยิ่งขึ้น เพศนิทาน = เรื่องเกินจริง ปายโทษ = ใหราย 8. ขอคิดที่ไดรับ สุภาษิตทั้งปวงยอมมีเนื้อหาสาระที่ใหคติในการดํารงชีวิต ชี้ใหเห็นสิ่งควรปฏิบัติและสิ่งควรเวน ผูประสงค ความเจริญในชีวิต ควรอานดวยความพินิจพิจารณา แลวเลือกนําสุภาษิตนั้นๆ ไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนแกชีวิตของตน และสังคมสวนรวมเทาที่จะสามารถทําได
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. แมวาชูชกจะมีรูปรางที่อัปลักษณเขาลักษณะ "บุรุษโทษสิบแปดประการ" แตชูชกก็ยังคงมีสวนดีอันเปนคุณสมบัติ อยูบาง อะไรคือคุณสมบัติสําคัญของชูชก 1) ฉลาดยิ่งสิ่งแยบคาย คาดรู 2) อํานาจศักดิ์ศฤงศาร มั่งคั่ง 3) คําพูดพางลิขิต เขียนราง เรียงแฮ 4) ความรักประจักษใจ จริงแน นอนฤๅ 2. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาชิตนฤทุมนาการขอใด 1) ยินคดีมีเรื่องนอย ใหญไฉน ก็ดี ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน 2) ขันตีมีมากหมั้น สันดาน ใครเกะกะระราน อดกลั้น 3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน 4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา เฉลย 1. 1) 2. 2)
มหาเวสสันดรชาดก กุมารบรรพ (กัณฑที่ 8) 1. ผูแตง เจาพระยาพระคลัง (หน) 2. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) แตงเปนรายยาว มีคาถาบาลีแทรก สันนิษฐานวา คําประพันธประเภทราย เปนคําประพันธชนิดแรกของไทย บทหนึ่งจะมีกี่วรรคก็ไดวรรคหนึ่งจะมีจํานวนคําตั้งแต 6 คําขึ้นไป มีสัมผัสระหวางวรรค คําสุดทายของวรรคหนาสงสัมผัสไปยังคําหนึ่งคําใดของวรรคตอไป 3. จุดประสงคในการแตง ใชสําหรับเทศนมีการยกศัพทบาลีขึ้นนํากอน แลวแตงรายตาม มีคาถาบาลีสลับแทรก เปนระยะ 4. ความหมายของชาดก "ชาดก" มาจากคําวา "ชาตก" แปลวา การเกิด หมายถึง เรื่องราวของพระโพธิสัตวซึ่งบําเพ็ญบารมีในพระชาติ ตางๆ เพื่อจะตรัสรูเปนพระพุทธเจา อาจจะเปน เทวดา มนุษยสัตวก็ไดเรื่องราวของพระพุทธเจาตอนที่เสวยพระชาติ เปนพระโพธิสัตวนั้นมีหลายชาติแตพระชาติที่สําคัญมี10 ชาติเรียกวา "ทศชาติชาดก" ไดแก 1. พระเตมีย (ใบ) ทรงบําเพ็ญเนกขัมมบารมีคือ การออกบวช 2. พระมหาชนก ทรงบําเพ็ญวิริยบารมีคือ มีความเพียร 3. พระสุวรรณสาม ทรงบําเพ็ญเมตตาบารมีคือ ความมีเมตตา 4. พระเนมิราช ทรงบําเพ็ญอธิษฐานบารมีคือ มีความตั้งใจมั่น 5. พระมโหสถ ทรงบําเพ็ญปญญาบารมีคือ ความมีปญญา 6. พระภูริทัต ทรงบําเพ็ญศีลบารมีคือ มีศีล 7. พระจันทกุมาร ทรงบําเพ็ญ ขันติบารมีคือ มีความอดทน 8. พระนารท ทรงบําเพ็ญอุเบกขบารมีคือ รูจักทําใจวางเฉย 9. พระวิทูร ทรงบําเพ็ญสัจจบารมีคือ มีสัจจะ 10. พระเวสสันดร ทรงบําเพ็ญทานบารมีคือ การให, เสียสละ รายยาวมหาเวสสันดรชาดกเปนชาดกเรื่องใหญที่สุด ในชาตินี้พระโพธิสัตวไดบําเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญครบถวน 10 ประการ มีทานบารมีเปนสูงสุด เรียกการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรวา "เทศนมหาชาติ" 5. วรรณกรรมที่เกี่ยวของกับเรื่องมหาเวสสันดรชาดก มี 3 เลม คือ 1. มหาชาติคําหลวง เมื่อ พ.ศ. 2025 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดโปรดใหประชุมนักปราชญและกวีแตงดวย คําประพันธหลายชนิด คือ โคลง ฉันทกาพยราย ใชสําหรับสวดใหพุทธศาสนิกชนฟง 2. กาพยมหาชาติเมื่อ พ.ศ. 2170 สมเด็จพระเจาทรงธรรมไดโปรดใหนักปราชญราชบัณฑิตแตงมหาเวสสันดรชาดกเปนรายยาว ใชสําหรับเทศนแตไมเปนที่นิยม เพราะไมสามารถเทศนจบในวันเดียว 3. มหาชาติกลอนเทศนหรือรายยาวมหาเวสสันดรชาดก เปนมหาชาติฉบับแปลสําหรับเทศนใหจบภายในวันเดียว แตงดวยรายยาวมีมากมายหลายสํานวน เมื่อกระทรวงศึกษาธิการจะนํามาใชเปนแบบเรียน ไดคัดเลือกสํานวนที่ดีรวมกัน 13 กัณฑเรียกวา รายยาวมหาเวสสันดรชาดก ฉบับกระทรวงศึกษา ซึ่งไดรับยกยองจากวรรณคดีสโมสรใน รัชกาลที่ 6 ใหเปนยอดวรรณคดีประเภทกลอนกาพย
6. การเทศนคาถาพัน คือการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งมีความยาว 1,000 พระคาถา (คาถา = ฉันท บทหนึ่งมีสี่บาท ฉันทที่ใชในการแตงมหาเวสสันดรชาดกเรียกวา ปฐยาวัตฉันท) มีทั้งหมด 13 กัณฑดังนี้ กัณฑ จํานวนคาถา สํานวนที่ไดรับเลือก เพลงประจํากัณฑ ทศพร หิมพานต ทานกัณฑ วนปเวสน ชูชก จุลพน มหาพน กุมาร มัทรี สักกบรรพ มหาราช ฉกษัตริย นครภัณฑ 19 134 209 57 79 35 80 101 90 43 69 36 48 รวม 1,000 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สํานักวัดถนน รัชกาลที่ 4 สํานักวัดสังขกระจาย รัชกาลที่ 4 พระเทพโมฬี (กลิ่น) เจาพระยาพระคลัง (หน) เจาพระยาพระคลัง (หน) รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 4 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สาธุการ ตวงพระธาตุ พญาโศก พญาเดิน เซนเหลา คุกพาทย เชิดกลอง โอดเชิดฉิ่ง ทยอยโอด กลม กราวนอก ตระนอน กลองโยน 7. ประเพณีการเทศนมหาชาติ ประเพณีการเทศนมหาชาติมีมาตั้งแตสมัยอยุธยา ตามปกตินิยมจัดเทศนมหาชาติระหวางเดือน 12 (พฤศจิกายน) กับเดือนอาย (ธันวาคม) บริเวณที่จัดเทศนมหาชาติมีการประดับดวยตนกลวย ตนออย ใหคลายนิโครธาราม (นิโครธ = ตนไทร) ซึ่งเปนสถานที่ที่พระพุทธเจาตรัสเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ความนิยมในการฟงเทศนมหาชาติหรือเทศนคาพัน คือ ตองฟงใหจบใน 1 วัน เพื่อจะไดมหานิสงสไดพบศาสนา พระศรีอาริยเมตไตรยในที่สุด 8. เนื้อเรื่องยอ ชูชกเดินทางไปถึงอาศรมพระเวสสันดร ตามทางที่อัจจุตฤๅษีชี้ใหในเวลาโพลเพลใกลคํ่า ชูชกยังไมเขาไปทูลขอสอง กุมารทันทีเพราะพระนางมัทรีกลับสูอาศรมแลว เกรงวาพระนางมัทรีจะทรงขัดขวางการทําทานของพระเวสสันดร ชูชก จึงนอนคางคืนอยูที่ซอกผาใกลพระอาศรม คืนนั้นพระนางมัทรีเสวยบุรพนิมิตวา มีชายอวนใหญผิวดํานุงผาและคาดพุง ดวยผายอมฝาด ทัดดอกไมแดงทั้งสองหูมือขวาถือดาบพังประตูเขามา ฉวยมุนมวยผมพระนางฉุดกระชากใหนอนหงาย ฟนแขนสองขางของพระมัทรีควักดวงตาดวงใจไป พระนางมัทรีขอใหพระเวสสันดรทํานายความฝน พระเวสสันดรทรง ทํานายเลี่ยงวาพระสุบินนี้เกิดจากธาตุทั้งสี่วิปริตมิควรกังวล รุงเชาพระนางมัทรีทรงฝากฝงพระโอรสพระธิดาไวกับ พระเวสสันดร ชูชกขึ้นมาเฝาพระเวสสันดร ทูลขอพระกัณหาชาลีซึ่งพระเวสสันดรก็ทรงยกใหสองกุมารเกรงภัยจากชูชก จึงหนีลงไปซอนตัวในสระบัว พระเวสสันดรเสด็จไปตามสองกุมาร ไดตรัสเรียกสองกุมารขึ้นมาจากสระเปนอุปมาโวหาร โดยเปรียบสองกุมารเปนดุจเรือสําเภาทองที่พระองคจะทรงใชเสด็จไปสูพระโพธิญาณ สองกุมารเกิดขัตติยมานะขึ้นมาจากสระ พระเวสสันดรก็ทรงกําหนดคาไถสองกุมาร เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกชูชกแลว ชูชกเฆี่ยนตีสองกุมาร เฉพาะพระพักตร ฉุดกระชากลากไปโดยไมปรานี สองกุมารไดพรํ่ารําพันจนพระเวสสันดรเกิดความเศราโทมนัสและ จะฆาชูชกเสีย แตก็ทรงใชปญญาบารมีและอุเบกขาบารมี ตรัสสอนพระองคเองวาพระราชทานสองกุมารใหชูชกไปแลว ไมควรยุงเกี่ยวดวย ในที่สุดชูชกก็พาสองกุมารเดินทางออกพนประตูปาในเวลาเย็นยํ่าคํ่า
9. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 9.1 เราควรเสียสละประโยชนสวนตนเพื่อประโยชนยิ่งใหญของสวนรวมไดถึงแมจะลําบากสักเพียงใดก็ตาม 9.2 การรักษาวาจาสัตยความกตัญูกตเวทีความมีขันติและอุเบกขา เปนคุณธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติ 9.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่องเวสสันดรชาดกเปน คานิยมเชิงโลกุตระ คือ คานิยมที่เหนือโลกเหนือสามัญชน เปนคานิยมของอริยบุคคลที่ปรารถนาในพุทธภูมิ (อธิษฐานขอเปนพระพุทธเจา) เพื่อชวยสัตวโลกใหพนจาก วัฏสงสาร คือ การเวียนวายตายเกิด 10.ความรูประกอบเรื่อง 10.1 นิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีปรากฏในคัมภีรพระพุทธศาสนา ถือเปนพระพุทธวัจนะ มีทั้งหมด 550 เรื่อง 10.2 ปญญาสชาดก คือ ชาดกนอกนิบาต หรือ พาหิรกชาดก เปนชาดกนอกคัมภีรพระพุทธศาสนา พระภิกษุ ชาวเชียงใหมเปนผูแตงขึ้นราว พ.ศ. 2000-2200 10.3 มหานิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีพระคาถามากกวา 80 พระคาถา 10.4 จุณณียบท คือ บทนําเรื่องในแตละกัณฑ 10.5 แหลสําเภาทอง คือ บทแหลตอนพระเวสสันดรทรงเรียกสองกุมารขึ้นจากสระ การแตงกัณฑเทศนใน กัณฑกุมาร จะตกแตงเปนรูปเรือสําเภา 10.6 ลักษณะฝน 4 ลักษณะ คือ 1. บุรพนิมิต ฝนบอกลางลวงหนา 2. จิตนิวรณ ฝนเพราะใจเปนหวงเปนกังวลถึง 3. เทพสังหรณ ฝนดวยเทวดาบันดาลใหฝน 4. ธาตุโขภ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต 10.7 สมดึงสบารมีคือ บารมี 30 ประการ มีทศบารมี10 ประการ อุปบารมี10 ประการ และปรมัตถบารมี (บารมีสูงสุด) 10 ประการ 10.8 สัตตสดกมหาทาน คือ การบริจาคทานหมวดละ 700 สิ่ง ไดแก ชาง มา รถ นางสนม โคนม ทาสหญิง ทาสชาย อยางละ 700
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การแสดงกิริยา "จําจะขูเสียใหราบปราบเสียแตเดิมที" ของชูชกเมื่อพบชาลีกัณหาครั้งแรกเปนกิริยาชนิดใด 1) ตัดไมขมนาม 2) ตีปลาหนาไซ 3) เชือดไกใหลิงดู 4) ตัดไฟแตตนลม 2. การบริจาคบุตรเปนทานในเรื่องเวสสันดรชาดก เปนการกระทําที่ตรงกับการกระทําในขอใด 1) การทําดีตองใชเวลามาก 2) การทําดีตองอดทนมาก 3) การทําดีตองเสียสละมาก 4) การทําดีตองลงทุนมาก 3. หนังสือมหาชาติที่เกาแกที่สุดคือเรื่องใด 1) มหาชาติกลอนเทศน 2) มหาชาติคําหลวง 3) กาพยมหาชาติ 4) รายยาวมหาชาติ อานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 4-7 อันวาเฒาชราทิชาชาติเมื่อไดรับพระราชทานสองกุมารไดแลว เฒาใจแกลว ก็ฉุดกระชากลากสองกุมารมา ผูกพัน พระพี่นองสองกระสันเขาใหมั่นกับมือ ปลายเชือกขางหนึ่งนั้น ถือตามตีตอนสองบังอรมาตอหนาสมเด็จพระบิดา ไมปรานี... เมื่อชูชกพฤฒาจารยพาสองกุมารมาเต็มพัก ถึงทางตะกุกตะกักกอนศิลา เฒาชราเดินทะลุทะลาดเหยียบ พลาดลมผลุง เครือเถาสะดุงหลุดออกจากขอพระกร สองบังอรก็วิ่งมาสูสํานักพระบิดา เฒาชราฉวยไดไมเรียว ไมไลขบฟน ฉุดลากกระชากรันดวยโทโส เสมือนหนึ่งจะเชือดเนื้อหนังกินเสียทั้งเปนเห็นเวทนา... 4. เหตุผลขอใดสําคัญที่สุดที่กวีแตงใหสองกุมารถูกทารุณจากชูชก 1) ใชเปนบทเทศนใหกินใจผูฟง 2) กวีตองการแสดงอารมณนาเวทนา 3) เนนการเสียสละอันยากยิ่งของพระเวสสันดร 4) แสดงบุคลิกภาพดานรายของชูชกใหปรากฏชัดเจน 5. คําวา "ทิชาชาติ" นอกจากจะใชพราหมณแลว ยังใชกับอะไรไดอีก 1) นก 2) ลิง 3) เสือ 4) สุนัขจิ้งจอก 6. ถาเทียบเคียงสภาพการณปจจุบัน การบริจาคทานของพระเวสสันดรจะใกลเคียงกับลักษณะใดที่สุด 1) คุณธรรมที่นักปกครองพึงมี 2) การชวยลดชองวางระหวางชนชั้น 3) การสังคมสงเคราะหแกผูประสบภัย 4) การเตรียมการเพื่อประโยชนแหงตนของนักการเมือง 7. ขอความที่ยกมานี้ดีเดนในดานใด 1) ดําเนินเรื่องรวดเร็ว 2) ใชคําไดกระชับรัดกุม 3) คําที่ใชสื่อภาพไดอารมณ 4) ใหภาพพจนเปรียบเทียบ 8. เหตุการณใดตอไปนี้เกิดขึ้นกอนเหตุการณอื่นๆ ในเรื่อง "มหาเวสสันดรชาดก" 1) ฝนโบกขรพรรษตกที่กรุงกบิลพัสดุ 2) ฝนโบกขรพรรษตกที่บรรณศาลา เขาวงกต 3) พระอินทรประทานพร 10 ประการ แกพระนางผุสดี 4) พระอินทรประทานพร 8 ประการ แกพระเวสสันดร
9. ขอใดแสดงใหเห็นความเชื่อตามคติทางพระพุทธศาสนาอันเปนแนวคิดรวบยอดของมหาเวสสันดรชาดรกัณฑกุมาร 1) จึงเอาพระปญญาวินิจฉัยเขามาขมโศก วาบุตรวิโยคทั้งนี้บังเกิดเพราะมีความรัก จําจะเอาอุเบกขาเขามาประหาร หักใหเสื่อมหาย 2) หญิงชายผูใดเลยเกิดมาในหวงมหรรณพภพสงสาร ยังมิถึงซึ่งพระนิพพานตราบใดก็ยอมตองทุกขโพยภัย ประหาร ปานประหนึ่งวาตัวเราฉะนี้ 3) ขาแตเทพเจาทั้งหลายเอย อันศักดิ์สิทธิ์สถิตที่เครือหญาลดาวัลยอันทรงทิพยกรรณ ทิพยเนตร ไดโปรดเกศเกลา กระหมอมฉันดวยชวยบอกพระมารดา 4) กรรมเอยกรรม ชะรอยวากรรมกัณหานอยนี้ไดกระทําไวแตชาติหลัง จึงไดเผอิญพระพอเจาชิงชังไมดูหนามา เมินเฉย โอกรรมเอยเห็นจะสิ้นวาสนาของแกวกัณหานี้เสียจริงๆ 10. "พราหมณเอยจงมารับพระราชทานสองกุมารแตโดยดี เธอก็หลั่งอุทกวารีลงในมือพราหมณ" พฤติกรรมที่ พระเวสสันดรกระทํานี้มีแนวคิดเปนไปในทํานองเดียวกันกับพิธีกรรมใด 1) การกรวดนํ้า 2) การรดนํ้าศพ 3) พระภิกษุประพรมนํ้าพุทธมนต 4) การหลั่งนํ้าในงานสมรส 11. ถาจะรับเปนเจาของกัณฑเทศนมหาชาติกัณฑกุมาร แตตองการเลี่ยงไมใชสําเภาทองจําลองเปนเครื่องกัณฑเทศน ควรจะใชสิ่งใดแทนจึงจะเหมาะที่สุด 1) ดอกบัว และใบบัว 2) กลวย ออย และผลไม 3) ตุกตาเด็กหญิง เด็กชาย 4) ใบทองพันชั่ง และตุกตาสัตวตางๆ เฉลย 1. 1) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1) 9. 4) 10. 4) 11. 2)
ลิลิตตะเลงพาย 1. ผูประพันธสมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระนามเดิมวา พระองคเจาวาสุกรีเปนพระเจา ลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เมื่อพระชนมายุ ประมาณ 12 พรรษา ทรงผนวชเปนสามเณร และทรงไดรับอุปสมบทเปนพระภิกษุประทับที่ตําหนักวาสุกรีวัดพระเชตุพนฯ ผลงาน พระนิพนธตางๆ มีทั้งตําราและวรรณคดี ไดแก พระราชพงศาวดารฯ ตํารับฉันท มาตราพฤติ และวรรณพฤติสรรพสิทธิ์คําฉันท กฤษณาสอนนองคําฉันท ลิลิตตะเลงพาย มหาชาติ11 กัณฑ (เวนกัณฑมหาพน และมัทรี) พระปฐมสมโพธิกถา และยังมีหนังสือเบ็ดเตล็ดตางๆ เชน โคลงฤๅษีดัดตน โคลงกลบท และเพลงยาวเจาพระ ปพ.ศ. 2533 เปนป 200 ปกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2. จุดประสงคในการแตง เพื่องานพระราชพิธีฉลองตึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 3. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) เปนลิลิตสุภาพ ซึ่งประกอบดวย รายสุภาพและโคลงสุภาพ (โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ โคลงสี่สุภาพ) สลับกันตามความเหมาะสมของเนื้อความในเรื่อง 4. กลวิธีในการประพันธ ลิลิตตะเลงพาย เปนลิลิตที่ไดรับการยกยองวาเปนหนังสือประเภทมหากาพย ศัพท สํานวนและโวหาร ใชถอยคํา ประณีตไพเราะ มีคุณคาทางวรรณศิลป ใหความรูในดานตางๆ เชน ประวัติศาสตร ประเพณี ตําราพิชัยสงคราม ตลอดจนหลักธรรมะ ลิลิตตะเลงพาย จัดอยูในประเภทวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริยเชนเดียวกับลิลิตยวนพายซึ่งเปนวร รณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนตน เนื้อเรื่องเปนการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการทํายุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนไดรับชัยชนะ 5. สาระสําคัญของเรื่อง เริ่มตนเปนรายกลาวถึงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย ตามขนบการแตงลิลิตดําเนินเรื่องตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตั้งแตพระมหาธรรมราชาสวรรคต (พ.ศ. 2133) พระราชโอรสทั้งสองพระองคคือพระนเรศวร และพระเอกทศรถ ขึ้นปกครองประเทศ พระนเรศวรเตรียมทัพไปรบเขมร ทางฝายเมืองมอญ (พมา) พระเจาหงสาวดี เตรียมทัพมารบกับไทย เพราะคาดคะเนวา เมื่อขึ้นแผนดินใหม อาจจะมีการแยงชิงราชสมบัติกัน พระมหาอุปราชา เปนแมทัพยกมารบไทย พระนเรศวร จัดกําลังทัพไปรับศึกนอกพระนครศรีอยุธยาทันเวลา ทัพไทยและทัพมอญไดเขา ประชิดกัน ณ ตําบลตระพังตรุ พระนเรศวรไดชัยชนะในการรบหัวเมืองเหนือทั้งหมดเขามาสวามิภักดิ์ตอแผนดินไทย ขยายพระราชอาณาจักรออกไปไดกวางขวาง 6. ความรูประกอบเรื่อง 6.1 "ตะเลง" เปนภาษาพมา แปลวา "ชนชาติมอญ" เมื่อพมาไดมอญเปนเมืองขึ้นไดยายเมืองหลวงจากตองอู มาอยูหงสาวดีซึ่งเปนเมืองหลวงของมอญ พมายกกองทัพมาตีไทย ไดเกณฑหัวเมืองมอญมารวมรบ คนไทยจึงเรียก กองทัพของพมาวาเปนกองทัพมอญไปดวยดังนั้นคํา "ตะเลงพาย" จึงแปลวา "มอญแพ"ทั้งนี้หมายถึง "พมาแพ"นั่นเอง 6.2 ผูชวยทรงนิพนธเรื่องลิลิตตะเลงพาย คือ พระองคเจากปษฐาขัตติยกุมาร กรมหมื่นกูบาลบริรักษ
6.3 ตัดไมขมนาม เปนพิธีอยางหนึ่ง กระทํากอนยกทัพไปปราบศัตรู กิจการพิธีคือ ตั้งโรงพิธีวงสายสิญจน แลวใหเอาดินปนเปนขาศึกเขียนชื่อและลงยันตกํากับ หอดวยกาบกลวยนําเขาพิธีปลุกเสกแลวนําไปมัดติดกับตนไมที่มี ชื่อรวมตัวอักษรกับชื่อขาศึกนําตนไมนี้มาปกลงในหลุมในโรงพิธีพอถึงกําหนดฤกษผูที่รับมอบอํานาจจากพระเจาแผนดิน ก็ เชิญพระแสงอาญาสิทธิ์ไปยังโรงพิธียางเขาฟนไมและรูปขาศึกนั้นแลวไปเขาเฝาพระเจาแผนดินกราบทูลวาไดปราบปราม ขาศึกมีชัยชนะตามพระกระแสรับสั่งแลวเปนอันเสร็จพิธี 6.4 โขลนทวาร ประตูปา ทําตามตําราพราหมณ เปนซุมสะดวยกิ่งไมและใบไมสําหรับใหกองทัพเดินลอด มีพราหมณนั่งบนรานสูงที่ประตูขางละคน คอยพรมนํ้าเทพมนตรเปนการบํารุงขวัญทหารเพื่อความสวัสดีมีชัย 6.5 ละวาเซนไก เปนประเพณีของชาวละวามาแตเดิม ที่พิธีบวงสรวงเทวดาเจาปาโดยผูทําพิธีตั้งเครื่องสังเวย บวงสรวงเทวดา อธิษฐานขอใหทําการสําเร็จแลวเสี่ยงทาย โดยถอดกระดูกคางไกเครื่องเซนตัวหนึ่งมาดู ถากระดูกยาวเรียง มีขอถี่ถือวาเปนนิมิตดีพิธีนี้ชาวละวาอาจไดมาจากอินเดียก็ได 6.6 เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตําราพิชัยสงครามกําหนดวันเคลื่อนทัพวา วันใดนาคหันหัวไปทางทิศใด แลวใหเคลื่อนทัพไปทางทิศนั้น คือ "ตามเกล็ดนาค" ถือวาเปนสิริมงคล 6.7 ชัยภูมิคือ ที่ตั้งคายซึ่งจะทําใหชนะขาศึกไดมีปรากฏในตําราพิชัยสงคราม "ครุฑนาม" คือ มีตนไมใหญ 1 ตนขึ้นอยูเหนือจอมปลวกหรือภูเขา "สีหนาม"คือมีตนไมใหญ 3 ตนขึ้นอยูบนจอมปลวกหรือภูเขา เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ชัยภูมิ "พยุหไกรสร" 6.8 ลักษณะความฝนตามคติโบราณ มี 4 ลักษณะ คือ ก. บุรพนิมิต คือ ฝนบอกลาง หรือฝนบอกเหตุการณลวงหนา ข. จิตนิวรณคือ ฝนเพราะใจกังวล ค. เทพสังหรณคือ ฝนเพราะเทวดาบันดาลใหฝน ง. ธาตุโขภ คือ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง จงอานคําประพันธตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 1-3 บัดดลวลาหกซื้อ ชระอับ อยูแฮ แหงทิศพายัพยล เยือกฟา มลักแลกระลายกระลับ ลิวลง ไปเฮย เผยผองภาณุเมศจา แจมแจงแสงฉาน 1. ลักษณะธรรมชาติที่ปรากฏในคําประพันธนี้โบราณถือวาเปนเครื่องชี้แนะอนาคตอยางไร 1) การปกครองการงานจะประสบผลดี 2) การประกอบการงานจะไดรับความสะดวก 3) การประกอบการงานจะแคลวคลาดภยันตราย 4) การประกอบการงานจะไดรับความสบายใจ 2. คําประพันธขางตนนาจะแสดงความรูตรงกับขอใดมากที่สุด 1) อึดอัดใจแลวสบายใจ 2) หดหูหัวใจแลวสบายใจ 3) เกือบหมดหวังแลวสมหวัง 4) กลัดกลุมใจ แลวโลงอก
3. ลักษณะสัมผัสชิดในคําประพันธขางตนเหมือนกับสัมผัสในขอใด 1) พอประสบพบเห็นเยนเนอรัล 2) หมทายเยิ่นเดินคูกัน 3) งามดังเปลวเพลิงปามาเนรมิต 4) ขุนชางชิงนางจากหอหอง 4. "เขารวิวารมหันตวันสิบเอ็ดขึ้นคํ่า ยํ่ารุงสองนาฬิกา เศษสังขยาหาบาท" ตรงกับวันเวลาใด 1) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที 2) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที 3) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที 4) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที 5. จากขอ 4 วันเวลาดังกลาวเปนวันสําคัญอะไร 1) พระนเรศวรเสวยราชย 2) พระนเรศวรทรงพระสุบิน 3) พระนเรศวรทรงยกกองทัพไปรับศึกพมา 4) พระนเรศวรทรงมีชัยในสงครามยุทธหัตถี 6. ขอความจาก "ลิลิตตะเลงพาย" ที่คิดมานี้คําวา "ธ" คําใดเปนสรรพนามแทนบุคคลที่ตางจากขอความอื่น 1) ธ ใหเชิญพระอัยการศึก ปรึกษาโทษขุนทัพ สรรพทั้งมวลหมูมาตย 2) ขาศึกยลแสยงฤทธิ์บพิตร ธ เทียบทัพหลวง โดยกระทรวงพยุหบาตร 3) แลว ธ บรรหารตระบัด วาเราจัดจตุรงคจะไปยงยอยุทธ ยังกัมพุชพารา 4) ศรีสวัสดิ์ฤกษอุดม บรมนรินทรดาลสดับ ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูห 7. "จึ่งสมเด็จพระวันรัต วัดปาแกวแคลวคลา กับราชาคณะสงฆยี่สิบหาองคสองแผนก" คือที่พิมพตัวหนานี้หมายความวา อยางไร 1) คามวาสีกับอรัญวาสี 2) มหายานกับหินยาน 3) คันถธุระกับวิปสสานาธุระ 4) มหานิกายกับธรรมยุติกนิกาย 8. นอกจากจะไมปรากฏบทแสดงอารมณขัน ซึ่งถือเปนลักษณะเดนประการหนึ่งของวรรณคดีไทยแลว ลิลิตตะเลงพาย ยังขาดรสวรรณคดีไทยรสใด 1) เสาวรจนี 2) นารีปราโมทย 3) พิโรธวาทัง 4) สัลลาปงคพิสัย 9. จากคําประพันธบทนี้ขอใดไมสอดคลองกับความคิดของผูเขียน ขุนเสียมสามรรถตาน ขุนตะเลง ขุนตอขุนไปเยง หยอนหาว ยอหัตถเทิดลบองเลบง อังกุศ ไกวแฮ งามเรงงามโททาว ทานสูศึกสาร 1) คูศึกงามสมกัน 2) คูศึกเกงพอกัน 3) ขุนเสียมมีความสามารถมากกวาขุนตะเลง 4) ขุนเสียมหาวหาญกวาขุนตะเลง 10. ขอใดที่มาจากอารมณสะเทือนใจที่ตางจากกลุม 1) จําใจจําจากสรอย อยูแมอยาละหอย หอนชาคืนสม แมแล 2) นวลพระพักตรผองเผือด เลือดสลดหมดคลํ้า ชํ้ากมลหมองมัว 3) นํ้าพระทัยเธอขอนๆ คิดไมขาด เสด็จนิวัติลีลาศคืนหลัง 4) ทันใดนํ้าตาเจากรรมพลัดไหลออกมา เมื่อมองสะดุดไปเห็นถุงยาเสนกับกลองของเขาเขา
11. เมื่อพิจารณาจากการใชคําในคําประพันธตอไปนี้ผูแตงนาจะมุงใหผูอานรูสึกอยางไร "อุรารานราวแยก ยลสยบ เอนพระองคลงทบ ทาวดิ้น เหนือคอคชซอนซบ สังเวช วายชีวาตมสุดสิ้น สูฟาเสวยสวรรค" 1) เห็นใจ 2) สะเทือนใจ 3) สะใจ 4) สมเพช 12. คําประพันธในขอ 11 ดีเดนในดานใด 1) จังหวะ 2) ความหมาย 3) การสรรคํา 4) ภาพพจน 13. ขอใดดีเดนทั้งคําและภาพพจนเปรียบเทียบ 1) วูวางวิ่งฉับฉิว ปลิวประเลหลมพาน 2) เสียงคระโครมเครงครื้นครั่น นํ้าฝนสวรรคก็เฟองฟุงเปนฟองฝอย 3) เมขลาเหาะลอยลอแกวอยูวับวับ รามสูรขยับขยิกขยี้ 4) หยาดเยิ้มเปนหยาดแยม อาบสองแกมแกมยินดี 14. "เจาอยุธยามีบุตร ลวนยงยุทธเชี่ยวชาญ หาญหักศึกบมิยอ ตอสูศึกบมิหยอน ไปพักวอนวาใช ใหธ หวง ธ หาม แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรียสรางเคราะห" ขอความที่ยกมามีจุดมุงหมายใหผูถูกวาเกิดความรูสึกอยางไร 1) เสียใจ 2) อับอาย 3) เกิดความมานะ 4) รูผิดชอบชั่วดี 15. ในการเขียนงานวรรณกรรมจากพงศาวดาร กวีมักจะตองสอดแทรกจินตนาการเขาไวดวย เพื่อใหงานเขียนนาอาน ยิ่งขึ้น ขอความตอไปนี้ขอใดเปนเรื่องที่แทรกเขามา 1) ธ ใหโทรหามหุติฤกษซึ่งจะเบิกพยุหยาตรา 2) ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูหสูตําบลปาโมก 3) ธ ก็สรงธาราเสาวรภยตรลบสุคนธกําจร ทรงบวรวิภูษา รัดพัสตราตรูเนตร 4) แลว ธ สั่งพวกขุนพล เทียบพหลทุกทัพ สรรพแตสามยามเสร็จ ตีสิบเอ็ดนาฬิกา เฉลย 1. 1) 2. 1) 3. 4) 4. 1) 5. 3) 6. 2) 7. 3) 8. 2) 9. 2) 10. 1) 11. 1) 12. 4) 13. 1) 14. 3) 15. 3)
พระบรมราโชวาท 1. ผูประพันธ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 2. ลักษณะคําประพันธ รอยแกวเชิงเทศนาโวหาร จํานวน 2 องคมีลักษณะแตกตางกันดังนี้ องคที่ 1 เปนวาทนิพนธคือ มีตนฉบับเรียบเรียงไวกอน องคที่ 2 เปนพระบรมราโชวาทที่ไมมีตนฉบับ แตเรียบเรียงขึ้นตามที่ไดบันทึกพระสุรเสียงไว 3. ความหมายของวาทนิพนธ วาทนิพนธหมายถึง ขอความที่แตงหรือเรียบเรียงขึ้นไวสําหรับพูดโดยตรง ภาษาที่ใชจึงกะทัดรัด สละสลวย ลําดับความคิดและถอยคําอยางมีระเบียบงดงาม แตถามีความยาวมากเกินไปผูฟงอาจคลายความสนใจไดงาย รวมทั้ง ถาใจความที่กลาวไมเหมาะสมสอดคลองกับภาวะ เหตุการณและสถานภาพของผูฟง การพูดแบบไมมีตนราง ผูกลาวไมมีโอกาสเลือกเฟน ขัดเกลา เนื้อหาสาระ ถอยคําสํานวนภาษาที่ใชอาจจะ ไมกะทัดรัด สละสลวย หรือพูดวกวนไปบาง แตสามารถเรียกรองความสนใจจากผูฟงไดนานกวา เนื่องจากเปนการพูด ตามธรรมชาติเขากับเหตุการณสถานการณแวดลอมจึงมีโอกาสที่จะใชอวัจนภาษาดึงดูดความสนใจจากผูฟงไดมากกวา วาทนิพนธ 4. การพิจารณาวาทะของบุคคล พิจารณาไดจาก 4.1 เนื้อหาความคิด พิจารณาวาจุดมุงหมาย ความคิดที่ปรากฏเปนขอความรู ขอคิดเห็น ขอสังเกต ฯลฯ เปนความคิดที่มีเหตุผลหรือไมมีหลักฐานนาเชื่อถือเพียงใด 4.2 การลําดับความคิด พิจารณาวากลวิธีในการเริ่มตน การคลี่คลาย และการลงสรุป มีความพอเหมาะพอดี หรือไม วิธีการใชภาษาชัดเจนเพียงใด 4.3 การใชภาษาแสดงความคิด พิจารณาวาภาษาที่ปรากฏในวาทะนั้นแจมแจง กระชับและมีชีวิตชีวาหรือไม การเขาประโยคและการเรียบเรียงประโยคกลมกลืนกันเปนอยางดีหรือไม 5. สาระสําคัญของพระบรมราโชวาท พระบรมราโชวาททั้ง 2 องค คัดมาจากหนังสือชุดประมวลพระราชดํารัสและพระบรมราโชวาทที่พระราชทาน ในโอกาสตางๆ ซึ่งสํานักราชเลขาธิการไดจัดพิมพเนื่องในโอกาสงานพระราชพิธีฉัตรมงคลทุกป 5.1 พระบรมราโชวาทองคที่ 1 พระราชทานแกคณะอาจารยครูและนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ณ ศาลาเริง พระราชวังไกลกังวล เมื่อวันจันทรที่ 13 มิถุนายน 2520 ทรงแสดงความยินดีกับผูที่ไดรับรางวัลเรียนดี การไดรับรางวัลแสดงถึงความตั้งใจและความอุตสาหะพยายาม ที่จะเลาเรียนและหาความรูใสตัว วิธีที่จะหาความรูนั้น จะตองทําใจใหแนวแน เขมแข็ง พรอมดวยความหมั่นขยัน ที่จะเรียนเชื่อฟงและเคารพครูในสวนครูก็มีหนาที่จะตองใหความรูแกเด็กๆดวยความเมตตาดวยความหวังดีทรงแนะนํา ให ทั้งครูและนักเรียนทําหนาที่ของตนเองใหเต็มความสามารถ เพื่อใหไดชื่อวาชวยสวนรวมคือชาติใหมีความมั่นคง และ ทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรแกครูและนักเรียนทุกคน 5.2 พระบรมราโชวาทองคที่ 2 พระราชทานแกคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทย ณ ศาลาดุสิดาลัย วันศุกรที่ 28 ธันวาคม 2516
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเริ่มตนโดยกลาวถึงคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทยเขาเฝาฯ เพื่อทูลเกลาฯ ถวายเงินและสิ่งของโดยเสด็จพระราชกุศลชวยเหลือผูประสบภัยธรรมชาติทางภาคใตซึ่งนับเปนการกระทําที่ดี เพราะนอกจากเปนการบําเพ็ญประโยชนชวยเหลือผูอื่นในยามเกิดทุกขภัยแลวยังกอใหเกิดความสามัคคี อันเปนกําลังสําคัญที่ ทําใหชาติมั่นคงอยูได ตอนทายของพระบรมราโชวาทมีพระราชดํารัสพระราชทานเงินทุนสําหรับใหศูนยใชเพื่อกิจการของศูนย และทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรปใหมใหผูฟงไดรับความสุขและความดี โดยพลังของกุศลที่ไดทํา และใหประสบความสําเร็จทุกประการ ศิลาจารึกพอขุนรามคําแหง 1. ผูประพันธพอขุนรามคําแหงมหาราช 2. ลักษณะคําประพันธรอยแกว บางตอนมีสัมผัสคลองจอง 3. ลักษณะศิลาจารึก เปนแทงศิลารูปสี่เหลี่ยมมียอดแหลมสูง 1 เมตร 11 เซนติเมตรกวาง 35 เซนติเมตร จารึกขอความไวทั้ง 4 ดาน ดานที่ 1 กลาวถึง พระราชประวัติของพอขุนรามคําแหง ใชสรรพนามแทนพระองควา "กู" จึงสันนิษฐานวาอาจ ทรงจารึกเอง ดานที่ 2 กลาวถึง พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหง ดานที่ 3 กลาวถึง เหตุการณสําคัญในรัชสมัยของพอขุนรามคําแหง เชน เรื่องการสรางพระแทนมนังคศิลาบาตร ในดงตาล ดานที่ 4 กลาวถึง เรื่องการประดิษฐอักษรไทย การสรางพระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย การสรรเสริญพระเกียรติ พอขุนรามคําแหงและอธิบายขอบเขตอํานาจอาณาจักรสุโขทัย ดานที่ 3 และดานที่ 4 นี้สันนิษฐานวานักปราชญราชบัณฑิตเปนผูจารึก เพราะใชสรรพนามวา พอขุนรามคําแหง แทนสรรพนามวา "กู" 4. ความรูเกี่ยวกับตัวอักษรไทยและอักขรวิธีในสมัยพอขุนรามคําแหง พอขุนรามคําแหงทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้นใชเองในปพ.ศ. 1826 โดยทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและ มอญโบราณ มีลักษณะดังนี้ 4.1 สระและพยัญชนะอยูบนบรรทัดเดียวกัน สระสวนใหญอยูหนาพยัญชนะ 4.2 ตัดศกหรือหนามเตยออก (ศกหรือหนามเตย คือสวนที่อยูเหนือตัวอักษรของขอม) 4.3 ไมมีไมหันอากาศ ใชอักษรหันหรือการซอนตัวสะกดแทน เชน วนน = วัน หวว = หัว 4.4 ใช "ย" แทน "เอีย" ในกรณีที่เอียมีตัวสะกด เชน คยว = เคียว วยง = เวียง 4.5 ทรงประดิษฐวรรณยุกตขึ้นใช 2 รูป คือ (ไมเอก) (ไมโท) 4.6 ใช° แทนตัว "ม" ที่เปนตัวสะกด เชน กลํ (กลม) สํ + (สม) 4.7 สระออ ไมตองใชอ เคียง เชน พ (พอ) ท (ทอ)
5. ประวัติความเปนมาของศิลาจารึก เมื่อ ป พ.ศ. 2376 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ขณะทรงผนวชอยูยังไมไดขึ้นครองราชสมบัติ ไดเสด็จไปธุดงคทางเหนือ ไดทรงพบหลักศิลาจารึก และพระแทนมนังคศิลาที่เปนปราสาทเกา เมืองสุโขทัย จึงโปรดให ชะลอมาไวที่กรุงเทพฯ ศิลาจารึกหลักนี้เปนที่รูจักกันตอมาวาเปนศิลาจารึกของพอขุนรามคําแหง โปรดใหจารึกไวประมาณ ปพ.ศ. 1826 เปนตน มาจนกระทั่งหลัง พ.ศ. 1835 จึงครบทั้ง 4 ดาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราชอุตสาหะอาน ศึกษา และนําออกเผยแพรเปนพระองคแรก เมื่อศาสตราจารย ยอรช เซเดส ชาวฝรั่งเศส ผูเชี่ยวชาญภาษาตะวันออกเขามาเปนบรรณารักษใหญในหอพระสมุด วชิรญาณ ไดพยายามตรวจ แปลศิลาจารึกตางๆ ใหถูกตองบริบูรณและไดแปลเปนภาษาฝรั่งเศสจนเปนที่รูจักแพรหลาย ในดานการแปลศิลาจารึกนั้นศาสตราจารยฉํ่า ทองคําวรรณ ไดอานและแปลประชุมศิลาจารึกหลักภาษาเขมร สันนิษฐาน เทียบการเขียนอักษรไทยกับอักษรขอมในสมัยพอขุนรามคําแหง 6. คุณคาสาระ 6.1 ศิลาจารึกสุโขทัยของพอขุนรามคําแหง นอกจากจะเปนหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตรและโบราณคดี แลวยังมีคุณคาในการศึกษาคนควาทางดานรัฐศาสตรนิติศาสตร เศรษฐศาสตรสังคมวิทยา อักษรศาสตร และวรรณคดี แสดงลักษณะชีวิตสภาพสังคมของชาวสุโขทัยไวอยางชัดเจน กอใหเกิดความภูมิใจในเกียรติภูมิของประเทศชาติ 6.2 แนวคิดสําคัญที่ไดรับจากศิลาจารึกหลักที่นํามาเรียนคือ พระจริยวัตรอันงดงามของพอขุนรามคําแหง ที่กอปรดวย ความกตัญูกตเวทีทรงเปนกษัตริยนักรบที่กลาหาญ 6.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่อง ไดแก คานิยมเรื่องความกตัญูกตเวทีตอบุพการี รวมทั้งผูนําประเทศตอง มีความกลาหาญ กลาตัดสินใจ พรอมที่จะปกปองคุมครองประเทศชาติ 7. ศัพทสํานวน กู = สรรพนามบุรุษที่ 1 เอกพจนพหูพจนใชวา "ตู" บานเมือง = ทําใหบานเมืองเบิกบาน เขา = ป (เขาปจจุบันเขียนเปนขาว ปหนึ่งปลูกขาว 1 ครั้ง จึงมีความหมายวาป) เชนเดียวกับ มีผูใช "ฝน" หรือ "พรรษา" เปนเครื่องบอกเวลา โสง = สอง เผือ = เรา (เปนพหูพจน) อาย = พี่ชายคนแรก ตรงขามกับ "เอื้อย" พี่สาวคนแรก เตียมแต = ตั้งแต เกลื่อนเขา = ขับไพรพลเขามา ไพรฟาหนาใส = ประชาชน ไพรพล หนีญญายพายจแจ = หลีกหนีไปอยางชุลมุน ท = ตีตอดีรบพุง กวาดตอน เบกพล = เบิกพล, บุกพล (เบิก ในภาษาเขมร แปลวา ขับตอน) ตอนพลเขาไป ตอชาง = ชนชาง พุงชาง = ขับชางเขาตอสู แพ = ภาษาไทยเดิมมีความหมายวา ชนะ พาย หมายความวา "แพ" บําเรอ = ปรนนิบัติรับใช
หมากสมหมากหวาน = ผลไมที่มีรสเปรี้ยวรสหวาน ตีหนังวังชาง = คลองจับชางดวยเชือกหนัง ไดปวไดนาง = ไดเชลยชายเชลยหญิง ไดชางไดงวง = งวงเปนลักษณนามของชาง ไดเงือน = ไดเงิน เวน = นํามาใหมอบให พรํ่า = บอยๆ เสมอ ทั้งกลม = ทั้งหมด แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ปพ.ศ. ใดที่รัฐบาลไทยจัดงานฉลอง 700 ปลายสือไทย เพื่อรําลึกถึงพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหงมหาราช ที่ทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้น 1) พ.ศ. 2525 2) พ.ศ. 2526 3) พ.ศ. 2529 4) พ.ศ. 2530 2. เมื่อพิจารณาศิลาจารึกหลักที่ 1 ในฐานะวรรณคดีประโยชนที่สําคัญที่สุดของศิลาจารึกนี้ตรงกับขอใด 1) ใหความรูดานประวัติศาสตรและโบราณคดี 2) เปนตนแบบของการใชภาษาไทย 3) เปนหลักฐานทางสังคมวัฒนธรรม 4) แสดงใหเห็นความสัมพันธกับชนชาติตางๆ 3. คําจากศิลาจารึกขอใดเปนคําที่ไมมีใชแลวในภาษาไทยปจจุบัน 1) กูบหนีกูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 2) พี่เผือผูอายตายจากเผือเตียมแตยังเล็ก 3) กูพรํ่าบําเรอแกพี่กูดั่งบําเรอแกพอกู 4) พี่กูตายจึงไดเมืองแกกูทั้งกลม 4. ขอใดเปนที่มาของพระนาม "พระรามคําแหง" 1) ไพรฟาหนาใส พอกูหนีญญายพายจแจ 2) ตนกูพุงชางขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ 3) ขุนสามชนเจาเมืองฉอดมาทเมืองตาก 4) กูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 5. ขอความใดในศิลาจารึกขอใดมิใชกลุมคําที่มีเสียงสัมผัสกลางคํา 1) ไพรฟาหนาใส 2) หนีญญายพายจแจ 3) ตัวเนื้อตัวปลา 4) ตีหนังวังชาง เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 3)
เราคือลูกของแมพระธรณี 1. ผูประพันธอิศรา อมันตกุล 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) รอยแกว ประเภทเรื่องสั้น 3. ลักษณะของเรื่องสั้น เรื่องสั้นเปนรูปแบบของการประพันธที่ไดรับแบบอยางมาจากยุโรป เรื่องสั้นเปนศัพทเฉพาะ หมายถึง วรรณกรรม รอยแกว บันเทิงคดีประเภทหนึ่ง มีโครงเรื่อง ซึ่งประกอบดวยเหตุการณ ตัวละครในเรื่องมีนอย ขอขัดแยงหรือปญหา ชีวิตของตัวละครจึงนอย เนื้อเรื่องมักเกี่ยวของกับชีวิตของคนทั่วไป เรื่องสั้นตางกับนวนิยาย คือ นวนิยายกลาวถึงชีวิตคนหลายคนหลายดานมีเหตุการณในเรื่องซับซอนหลายเหตุการณ 4. ประวัติผูแตง นายอิศรา อมันตกุล เริ่มทํางานหนังสือพิมพและเปนนักประพันธตั้งแต ปพ.ศ. 2483 เปนผูที่ไดรับการยกยองมาก ในวงการหนังสือพิมพของประเทศไทย ภายหลังถึงแกกรรมจึงไดมีผูตั้ง "มูลนิธิอิศรา อมันตกุล" ขึ้น เพื่อใหดอกผล สงเสริมวิชาชีพและการศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ นายอิศรา อมันตกุล ใชนามแฝงในการเขียน เชน อโศก มะงุมมะงาหรา เจดียกลางแดด ทรงกลดกลางหาวและ แฟรงคฟรีแมน ฯลฯ 5. การเสนอแนวคิด อันเปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนสําคัญในการสรางโครงเรื่อง ไดแก มนุษยอยูได ดวยความหวัง เกษตรกรทุกคนยอมรักและหวงแหนแผนดินของตน 6. เนื้อเรื่องยอ เนื้อเรื่องกลาวถึงการทํามาหากินของสามีภรรยาคูหนึ่ง ที่ทิ้งความเจริญรุงเรืองในกรุงเทพฯ มาพลิกแผนดินเพื่องาน ทางดานการเกษตร เอินและรมณียไดพยายามทุกวิถีทางที่จะตอสูกับอุปสรรคตางๆ ดวยความอดทน ทั้งสองตองพบกับ ความผิดหวังซํ้าแลวซํ้าเลาจนตองเสียลูกในครรภไปคนหนึ่ง รมณียหมดกําลังใจในการตอสู และตองการหนีใหพนจาก สภาพของผูสูญเสีย เมื่อใกลจะคลอดลูกคนที่สอง ในระหวางการหนีรมณียไดพบตนหญาเล็กๆ ชูใบอันเขียวขจีของมัน ทามกลางความเหี่ยวแหงของตนขาวซึ่งตายกรังไปนานแลว เธอเขาใจทันทีตนหญาเปนสัญลักษณของความหวังวา ถึงแม ผืนแผนดินที่อาศัยอยูจะเปนอยางไรก็ตาม แตก็ยังเปนที่รวมแหงความรักและความหวัง เปน "แมพระธรณี" ที่จะเลี้ยง คนไทยทุกคนในแผนดินนี้ตลอดไป ในที่สุดเธอจะตัดสินใจตอสูกับความยากลําบาก เคียงคูกับสามีดวยความรักและ ความเขาใจ 7. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. มนุษยอยูไดดวยความหวัง 2. หญิงผูที่เปนแมยอมมีความรักและความหวงใยในลูกของตนยิ่งกวาสิ่งใด 3. อาชีพกสิกรรมเปนอาชีพที่ตองอาศัยความอดทนในการตอสูทั้งเพื่อเอาชนะธรรมชาติไดแก ความแหงแลง กันดารและหางไกลความเจริญ เมื่อฝนไมตกตองตามฤดูกาล ก็จะเปนอุปสรรคสําคัญในการเพาะปลูก 4. ธรรมชาติอาจจะทําใหมนุษยเกิดขอคิดในการดําเนินชีวิตได เชน ตนหญาเขียวขจีในกอขาวแหงก็แสดง สัญลักษณของความหวังทามกลางความทุกขรอน
8. ความรูประกอบ องคประกอบของเรื่องสั้น ไดแก 1. กลวิธีในการเสนอเรื่อง 1.1 ใหตัวละครสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชน ผม ขาพเจา ดิฉัน 1.2 ใหตัวละครซึ่งไมใชตัวสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชนกัน 1.3 ผูแตงเลาเอง ในฐานะเปนผูรูเรื่องทุกอยาง วิธีนี้ผูแตงสามารถเลารายละเอียดและพฤติกรรมความรูสึกนึกคิด ของตัวละครไดอยางชัดเจน 2. โครงเรื่อง ตองเรียงลําดับตามเหตุการณในเรื่องมีขอขัดแยงอันเปนสาเหตุสําคัญในการดําเนินเรื่องใหชวนติดตาม 3. ตัวละคร คือ ผูมีบทบาทในเรื่อง อาจจะเปนมนุษยสัตวหรือสิ่งของใดๆ ก็ได 4. ฉาก หมายถึง เวลาและสถานที่อันเกี่ยวของกับเหตุการณในเรื่อง และมีผลกระทบตอชีวิตและพฤติกรรมของตัว ละคร 5. สาระของเรื่อง เปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนของเรื่อง เชน ความรัก ความหวัง ความเมตตา ความผิดหวัง ฯลฯ 6. ตอนสุดขั้น คือจุดขัดแยงที่ผูแตงสรางขึ้น โดยผูกปมใหผูอานคิด และตองจบใหผูอานคิดตอไป ในเรื่องเราคือลูกของแมพระธรณีจัดเปนเรื่องสั้นที่เขาลักษณะของเรื่องสั้นที่ดีและจบลงอยางนาสนใจวา มนุษย ควรมีความอดทนตั้งใจจริงมีความหวังที่จะตอสูเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงความอดทนจะทําใหไดรางวัลที่ลํ้าคา แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอความตอนสุดทายของเรื่อง เราคือลูกของแมพระธรณีที่กลาววา "เราจะอยูที่นี่ตลอดไปตราบกระทั่งลูกหลานของเรา เพราะวา เราคือทายาท ของแมพระธรณี" ทานคิดวาตรงกับคํากลาวขอใด 1) เราเลือกที่เกิดไมได 2) ทุกคนควรรักมาตุภูมิ 3) ความอุตสาหะทําใหชีวิตสมหวัง 4) ชีวิตยังไมสิ้น จะตองดิ้นรนตอไป 2. ในเรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี" ปมความขัดแยงที่เกิดขึ้นในเรื่องมีลักษณะตรงกับขอใด 1) ขัดแยงกับธรรมชาติ 2) ขัดแยงกับสังคม 3) ขัดแยงกับผูอื่น 4) ขัดแยงกับตัวเอง 3. เอินมีความปรารถนาในสิ่งใดจึงทําใหเขาผิดสัญญากับรมณีย 1) เอินตองการทุนรอนจากการเก็บเกี่ยวพืชผล 2) เอินตองการใหลูกเกิดบนที่ดินของเขาเอง 3) เอินตองการขุดลํากระโดงจากคลองสงนํ้ามาที่นา 4) เอินตองการทํานาแบบใหมเปนตัวอยางแกชาวนาคนอื่น
4. เรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี" จะไมมีตอนจบดังในเรื่อง ถาไมมีเหตุการณใดเกิดขึ้น 1) ฝนตก 2) เอินควบมาตามหารมณีย 3) เอินสัญญาจะกลับกรุงเทพฯ พรอมรมณีย 4) รมณียเหลียวกลับไปดูตนขาวที่ถอนทิ้ง 5. "ดวงอาทิตยที่สาดแสงแรงกลา บนฟาเปลือย ดูเหมือนจะหยามเยาะในความสะเพราของหลอน" ขอความที่พิมพ ตัวหนา มีความเดนในดานใด 1) อุปลักษณ 2) บุคลาธิษฐาน 3) รอยแกวมีสัมผัส 4) ใชภาษาแหวกแนว 6. "หลอนเห็นตนหญาเล็กๆ สามสี่ตน ชูเรียวยาวอันเขียวขจีของมันขึ้นมาเปนเขียวขจีแหงชีวิต ซึ่งซอนตัวอยู ทามกลางความเหี่ยวแหง และแลงระแหงซุมอยูกับตนขาวที่ตายกรังไปนานแลว ความตื่นใจอันลํ้าลึกและความแจมใส วิ่งเขาสูดวงจิตของหลอนทันที" ขอความนี้มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด 1) ตนหญาเปนสัญลักษณแหงชีวิต 2) มนุษยนั้นอยูไดดวยความหวัง 3) สิ่งเล็กนอยที่ดูไรคาอาจกอใหเกิดความจรรโลงใจ 4) ตนหญาออนเปรียบไดกับชีวิตที่เริ่มตนใหม เฉลย 1. 2) 2. 4) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2)
ดวงอาทิตยที่รัก 1. ผูประพันธศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ 2. ลักษณะคําประพันธเรื่องสั้นแนวสังคมอิงวิทยาศาสตร 3. ที่มาของเรื่อง นิตยสารโลกวิทยาศาสตร ผูประพันธไดเขียนเรื่องนี้จากจินตนาการที่ตั้งอยูบนฐานของขอเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร กําหนดใหฉากอยูที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ใน พ.ศ. 2613 อันเปนปที่นักดาราศาสตรไดคํานวณไววาจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงขึ้นอีกในประเทศไทย ครอบครัวของชินสะทอนใหเห็นสภาพของผูคนที่อาศัยอยูภายใตแผนแดด ไมเคยเห็นแสงอาทิตย แสงจันทร สวนระรินเด็กสาวที่ยายมาอยูใหมเพราะบานถูกไลที่เพื่อสรางสถานีอวกาศแหงใหม ระรินเปนผูปลุกจิตสํานึกใหชินเห็นถึง ความสําคัญของดวงอาทิตยความไมเทาเทียมกันของการใชพลังงานจากแสงอาทิตยความมั่งมีและความยากจน การถูก ปดกั้นขาวสารจากรัฐบาล การถูกลิดรอนสิทธิในการรับขาวสาร การถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม เรื่องจบลงดวยความรู สึกผิดของผูรักษากฎ เชน ชิน 4. ขอคิดที่ไดรับ 1. การใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอยจะกอใหเกิดวิกฤตการณขาดแคลนพลังงานในอนาคต 2. ความแตกตางกันระหวางบุคคลทางดานฐานะ ทําใหเกิดความไมเทาเทียมกันในสังคม และคนยากจนจะ เปนฝายถูกเอาเปรียบตลอดมา
แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดมิไดกลาวถึงสิ่งประดิษฐที่ปรากฏในเรื่องดวงอาทิตยที่รัก 1) เธอใสรองเทาและถุงมือที่ชินจําไดวาเปนชุดแมเหล็ก 2) เขาเก็บไทมแมชชีนใสกลองใบสุดทาย 3) หลอนเอื้อมไปกดสวิตชเครื่องงวง 4) แผนแดดนี้สรางขึ้นมากอนชินเกิดตั้งหลายป 2. เพราะเหตุใดจึงตองสรางแผนแดดเพื่อเก็บแสงแดดไปเปลี่ยนเปนไฟฟา 1) เพราะพลังงานขาดแคลน 2) เพราะไมมีสารพิษตกคาง 3) เพราะมนุษยใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอย จนทรัพยากรขาดแคลน 4) เพราะเขื่อนถูกทําลายหมดสิ้น 3. เรื่องดวงอาทิตยที่รักเปนเหตุการณในสมัยใด 1) พ.ศ. 2543 2) พ.ศ. 2603 3) พ.ศ. 2613 4) พ.ศ. 2643 4. ปญหาดานการสื่อสารในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคืออะไร 1) ไมสามารถรับขาวสารได 2) รัฐบาลปดกั้นขาวสาร 3) กระดาษแพงจึงไมสื่อสารทางหนังสือพิมพ 4) ไมมีเครื่องมือในการสื่อสารอื่นนอกจากโทรทัศน 5. "แผนแดด" ในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคือสิ่งใด 1) แบตเตอรี่ 2) แผงไฟฟา (โซลาเซลล) 3) เครื่องกําเนิดไฟฟา 4) เครื่องทําความรอน เฉลย 1. 4) 2. 3) 3. 3) 4. 2) 5. 2)
บทรอยกรอง บทรอยกรองทั้ง 5 เรื่อง ที่เลือกมาใหเรียนนี้เปนวรรณกรรมปจจุบัน วรรณกรรมปจจุบัน หมายถึง วรรณกรรมที่เริ่มตั้งแตตนสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงสมัยปจจุบัน ทั้งนี้เพราะสมัย รัชกาลที่ 5 เปนระยะเริ่มแรกที่วรรณกรรมของไทยแบบใหมๆ เกิดขึ้นมาก วรรณกรรมปจจุบันมีการพัฒนาทั้งรูปแบบ การประพันธและความนึกคิดของกวี บางชนิดก็เขียนตามแนวฉันทลักษณเดิม บางชนิดก็เปนรูปแบบที่คิดขึ้นใหมตาม ความพอใจของผูประพันธแฝงขอคิด คติธรรมหรือคานิยมที่สอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา 1. ผูประพันธแสงทอง ซึ่งเปนนามปากกาของหลวงบุณยมานพพาณิชย (อรุณ บุณยมานพ) ประวัติผูแตง หลวงบุณยมานพพาณิชย เริ่มเปนนักเขียนตั้งแต พ.ศ. 2454 มีผลงานการประพันธหลายประเภท ทั้งรอยแกวและรอยกรอง บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล บทรอยกรองที่มีชื่อเสียง คือ "นิราศรอบโลก" และ หนังสือรวมบทประพันธในชื่อ "อักษราวลี" 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กลอนสุภาพ 3. สาระสําคัญของเรื่อง กวีไดกลาวยกยองวา ชาวนาเปนผูควรแกการสรรเสริญอยางยิ่ง เพราะนอกจากจะเปรียบเหมือนเปนกระดูกสันหลัง ของประเทศแลว ยังเปนศิลปนอีกดวย เพราะเปนผูสรางสรรคผืนนาใหมีความสวยงาม คําวา "กราว" มีความหมายถึง เสียงปรบมืออยางพรอมเพรียง 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. ชาวนาเปนผูมีบทบาทสําคัญในการผลิตขาวที่มีคุณภาพของไทย และสรางสรรคผืนนาใหอุดมสมบูรณ 2. ความงามและความอุดมสมบูรณของทองนาทําใหชาวนาสมควรไดรับการยกยองวาเปนกระดูกสันหลังของ ชาติรวมทั้งเปนศิลปนในการสรางทุงขาวใหงดงาม 3. ผูมีความมานะบากบั่นในการประกอบอาชีพอยางตั้งใจ สมควรไดรับการยกยอง นํ้าตา 1. ผูประพันธนายกําชัย ทองหลอ ประวัติผูแตง นายกําชัย ทองหลอ ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์สาขาภาษา และวรรณคดี ไทยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ผลงานประพันธมีตําราหลักภาษาไทย อินทรียหก (ทางคดีโลก) นิทานสําหรับเด็ก นิราศ บทรอยกรองราชสดุดีบทละคร เรื่องสั้น และบทวิทยุหลายเรื่อง 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กาพยยานี11 3. สาระสําคัญของเรื่อง นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ยามเรามีความสุข ดีใจ รักสมหวัง เศราหมอง ชิงชัง โกรธ เกลียด ยามตาย บวชเรียน แตงงาน พลาดรักอกหัก หรือพลัดพรากกัน ก็รองไหนํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ใหระลึกถึงทั้งยามเศรา สุข ความตาย ความรื่นเริง นํ้าตาเปนเครื่องระบายความในใจ และเห็นใจเราเสมอ 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. นํ้าตาเปนเพื่อนทั้งยามทุกขและยามสุข 2. มนุษยใชนํ้าตาเปนเครื่องระบายอารมณความรูสึกทุกๆ ดาน ไมวาจะเปนทุกขสุข เศรา ดีใจ
ชโย สยาม 1. ผูประพันธน.ม.ส. ซึ่งเปนพระนามแฝงของพระราชวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระองคเจารัชนีแจมจรัส) 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) สยามมณีฉันทมีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ (บทที่ 1) (บทที่ 2) สัมผัสระหวางบท -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ สยามมณีฉันทมีลักษณะคลายกลอนแปด แตใชครุ ลหุสลับกันทั้งวรรค ทําใหเกิดจังหวะนาฟง น.ม.ส. ทรงริเริ่ม คิดคนฉันทแบบนี้เปนครั้งแรก นับเปนของใหมในสมัยภายหลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 สวนคําวา "ชโย" ก็พึ่งมีใชเปนครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 3. สาระสําคัญของเรื่อง ประเทศไทยกําลังพัฒนา เยาวชนไทยซึ่งกําลังเจริญวัย ยามเรียนก็ขยันศึกษาหาความรูดวยความเพลิดเพลิน ไมมีใครเสมอเหมือนเด็กไทย เด็กไทยยอมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยและพระราชวงศที่สราง ประเทศชาติบานเมือง เด็กไทยพยายามศึกษาหาความรูตามที่ตองการ ประเทศชาติจะมั่นคงไดเพราะวิชาความรูประเทศไทย จะเจริญรุงเรือง เพราะเยาวชนไทยมีการศึกษาอันจะพาใหประเทศชาติมั่นคงสืบไป 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. เยาวชนไทยควรภูมิใจที่ไดเกิดมาเปนคนไทย และควรจงรักภักดีตอพระมหากษัตริยและแผนดินไทย 2. ประเทศชาติรุงเรืองไดเพราะเยาวชนมีความรู ความสามารถในวิชาการและนําวิชาการเหลานั้นมาชวยพัฒนา ประเทศ 3. เด็กเปนกําลังสําคัญของประเทศ ณ ยามสายัณห 1. ผูประพันธ นายสุภร ผลชีวิน ประวัติผูแตง นายสุภร ผลชีวิน มีผลงานในดานดนตรีเปนผูแตงเพลงเชียรกีฬาใหจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และไดรวมกับคุณหญิง สมโรจนสวัสดิกุล ณ อยุธยา เขียนคํารองสําหรับเพลงพระราชนิพนธ "มหาจุฬาลงกรณ" ดานงานประพันธไดเขียนบทรอยกรองทั้งขนาดสั้น และขนาดยาวหลายเรื่องใชนามจริงบาง นามแฝง "แสงกรานต" บาง บทประพันธเหลานี้มีจุดมุงหมายในการสงเสริมศิลปกรรมและวัฒนธรรมของชาติไทย 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปษณนาทฉันทมีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ (บทที่ 1) สัมผัสระหวางบท -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ เปษณนาทฉันทนี้มีที่มาจากเสียงตําขาวของชาวนา มีลหุ และครุ ที่ทําใหเกิดจังหวะคลายเสียงครกกระเดื่อง ตําขาว นายสุภร ผลชีวิน เปนผูคิดประดิษฐขึ้น เมื่อ ปพ.ศ. 2489
3. สาระสําคัญของเรื่อง เวลาใกลคํ่า ตะวันใกลจะตกดิน ชาวนาตางเรงมือตําขาว พวกผูหญิงก็รองเพลงคลอกับเสียงแคนสลับกับเสียง ครกกระเดื่องนาสนุกสนาน เสียงครกกระเดื่องสลับกับเสียงหัวเราะสรวลสันต หญิงตําขาว ชายรับขาวไปฝด ประเพณี ไทยเปนเชนนี้มานานและคงจะมีอยูสืบไปถาลูกหลานไทยชวยกันรักษาไว 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. ประเพณีเปนสมบัติทางวัฒนธรรมที่เราพึงรักษาไว 2. ความสนุกสนานรื่นเริง เปนบุคลิกของคนไทย ไมวาจะเหน็ดเหนื่อยก็หาความสุขใจได 3. การรวมแรงรวมใจกันทํางานดวยความพรอมเพรียง เปนความสุขใจอยางหนึ่ง 4. ลูกหลานไทยมีสวนชวยธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมของไทยใหมั่นคงสืบไป พระจันทรกระจาง 1. ผูประพันธนายสุภร ผลชีวิน 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) มุทิงคนาทฉันทมีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ บทที่ 1 สัมผัสระหวางบท -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ มุทิงคนาท แปลวา เสียงตะโพน การที่เรียกชื่อฉันทเชนนี้ก็เพราะมีเสียงจังหวะเหมือนจังหวะตะโพนที่เลนกัน ในสมัยกอน สวนการรําโทนนั้นเปนการรําที่ใชโทนเปนเครื่องเคาะจังหวะ ซึ่งเปนเครื่องดนตรีประเภทเดียวกัน การละเลน ชนิดนี้มีในทองถิ่นชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายสุภร ผลชีวิน เปนผูริเริ่มคิดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2489 3. สาระสําคัญของเรื่อง ณ คืนวันเพ็ญ พระจันทรสองแสงสวาง ที่จังหวัดลพบุรีในฤดูหนาวคืนหนึ่ง หญิงและชายตางสนุกสนาน สงเสียงเกรียวกราวในการรําโทน เสียงโทนเปนจังหวะ หญิงชายรายรําตามทํานองอยางงดงาม เสียงฆองและกรับสลับกับ เสียงแคน รางกายคลายจากความออนเพลีย รูสึกสนุกสนานที่ไดฟงตะโพนแตกอนเกา กวีจึงคิดประดิษฐคําฉันทชื่อ "มุทิงคนาท" เสนอไวเปนกํานัลแดวงวรรณคดีของเมืองไทย 4. ขอคิดที่ไดรับจากเรื่อง 1. ดนตรีทําใหจิตใจแจมใส สมองคลายความเครงเครียด 2. เสียงดนตรีลีลาฟอนรํา ตลอดจนจังหวะและลีลาของการรําโทนเปนแรงบันดาลใจใหกวีสรางสรรคงานดาน วรรณศิลปขึ้น 3. ศิลปะพื้นบานจัดเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สําคัญยิ่ง อันควรที่จะอนุรักษไวตลอดไป พรมงคล 1. ผูประพันธสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช 2. ลักษณะคําประพันธกลอนหก 3. สาระสําคัญ พรสูงสุด คือ คิดดีพูดดีทําดีอันเปนการกระทําของตน