The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

onetthai1

onetthai1

การเขียนเชิงวิชาการและกิจธุระ การเขียนรายงานเชิงวิชาการ การเขียนรายงานทางวิชาการ หมายถึง การนําเสนอผลการศึกษาคนควาอยางมีระบบโดยอางอิงหลักฐานที่มาอยาง มีแบบแผนแนนอน ขั้นตอนแรกที่ควรคํานึงถึงก็คือการจดบันทึกซึ่งจําแนกไดดังนี้ 1. จดบันทึกจากการฟง เชน การจดคําบรรยาย ปาฐกถา สัมภาษณ อภิปราย หรือจดบันทึกจากรายการวิทยุโทรทัศนการจดบันทึก จากการฟงนี้ผูบันทึกตองมีประสิทธิภาพในการฟง ตองสามารถจับประเด็น ตีความ และวิเคราะหไดขณะที่จดบันทึกควรจด แตเฉพาะประเด็นสําคัญ และเพื่อใหบันทึกไดอยางรวดเร็ว 1.1 การจดบันทึกการสัมภาษณ ก. ผูจดบันทึกมิไดเปนผูสัมภาษณเอง ควรแยกบันทึกคําถามและคําตอบออกใหชัดแจง ข. ผูจดบันทึกเปนผูสัมภาษณเอง อาจจดบันทึกเฉพาะคําตอบของผูใหสัมภาษณก็ได 1.2 การจดบันทึกการอภิปรายเปนคณะ ควรจดเฉพาะขอความสําคัญของคําพูดของผูอภิปรายเปนคนๆ ไปทุกครั้งที่พูด 1.3 การจดบันทึกการประชุม ควรจดไปตามระเบียบวาระ และใชคําใหถูกตองกับภาษาการประชุม เชน ขอเสนอ ตั้งขอสังเกต สนับสนุน โตแยง มติลงมติเปนเอกฉันทขอยุติขอสรุป การจดบันทึกการประชุมโดยทั่วไปจะจดเฉพาะเหตุผล และมติของที่ประชุม นอกจากการประชุมสําคัญๆ เชน การประชุมรางงบประมาณแผนดิน ตองจดละเอียดตั้งแตคําพูดของผูเขาประชุม เหตุผล และมติของที่ประชุม 2. การจดบันทึกจากการอาน เชน จดบันทึกจากหนังสือ หนังสือพิมพเอกสารสิ่งพิมพตางๆ การจดบันทึกจากการอานอาจจดได 4 แบบคือ 2.1 จับสาระสําคัญของขอความที่อานและจดบันทึกโดยใชถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 2.2 ใชถอยคําบางคําที่สําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเอง 2.3 จดขอความตอนใดตอนหนึ่งจากหนังสือหรือเอกสารโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศกํากับไว 2.4 จดโดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 3 ขอขางตน และแสดงความคิดเห็นหรือขอสังเกตเพิ่มเติมเขาไป โดยแยกตอนที่ เปนความคิดเห็นไวตอนหนึ่งตางหาก การจดบันทึกจากการอานจําเปนอยางยิ่งตองบอกแหลงที่มาของขอความที่บันทึกดวยเพื่อเปนการแสดงมารยาท อันดีในการนําไปอางอิง และใชเปนหลักฐานไดดวย แหลงที่มาของความรูที่จะจดบันทึกแบบการเขียนเชิงอรรถ ดังนี้ 1. หนังสือเลม ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพสถานที่พิมพสํานักพิมพปที่พิมพหนา 2. นิตยสารหรือวารสาร ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อวารสาร ปที่ฉบับที่ วันที่ เดือน พ.ศ. เลขหนา 3. หนังสือพิมพ ชื่อผูแตง ชื่อเรื่อง ชื่อหนังสือพิมพวันที่ เดือน ปเลขหนา


3. วิธีจดบันทึกจากประสบการณตรง การจดบันทึกชนิดนี้ผูจดอาจจดเพื่อเปนอนุทินหรือเพื่อเรียบเรียงเปนความรูก็ไดการจดควรเรียงลําดับขั้นตอนดังนี้ 3.1 ระบุเรื่องที่จะบันทึก 3.2 บอกวัน เวลา สถานที่ ใหถูกตอง 3.3 ระบุชื่อผูที่เกี่ยวของดวย 3.4 บอกสภาพของสิ่งที่บันทึกใหชัดเจน 3.5 เรียบเรียงตามลําดับเหตุการณ 3.6 ถามีขอสังเกตหรือความคิดเห็นประการใดใหเรียบเรียงไวตอนทายของบันทึก ขั้นตอนในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ 1. การเลือกหัวขอเรื่อง ควรเลือกเรื่องที่ตนสนใจมากที่สุดเพื่อสะดวกในการคนควาหาขอมูล 2. การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง 3. การคนควาและการรวบรวมความรู 4. การวางโครงเรื่อง คือการแยกหัวขอเรื่องออกเปนหัวขอยอยๆ การทําโครงเรื่องควรทําเปน 2 ตอน คือ 4.1 รางโครงเรื่อง 4.2 กําหนดโครงเรื่อง การเขียนเชิงธุระ การกรอกแบบฟอรมชนิดตางๆ แบบฟอรม หมายถึง เอกสารที่จัดทําขึ้นโดยเวนชองวางไวสําหรับใหบุคคลแตละคนกรอกขอความลงไป เพื่อให เปนการสะดวกแกผูรวบรวมในการนําขอความนั้นไปใชประโยชนในดานตางๆ ตอไป แบบฟอรมที่ใชกันในปจจุบันแบงออกเปน 4 ประเภท 1.1 แบบฟอรมที่ใชในการติดตอกับหนวยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เชน แบบฟอรมสมัครงาน ขอติดตั้ง นํ้าประปา ขอกูเงิน เสียภาษีโทรเลข ฯลฯ ซึ่งแบบฟอรมดังกลาวนี้หนวยงานเปนผูจัดเตรียมไวเพื่อความสะดวกแกผูมาติดตอ และทําใหหนวยงานไดรับขอมูลครบถวน และสามารถจัดเก็บไวไดอยางเปนระเบียบเรียบรอย 1.2 แบบฟอรมที่ผูอื่นขอความรวมมือใหกรอก เปนแบบฟอรมที่นักวิจัยใชเพื่อตองการทราบขอมูลตางๆ ทั้งที่ เปนขอเท็จจริงและทรรศนะของประชาชนกลุมตางๆ 1.3 แบบฟอรมที่ใชภายในองคการ เชน แบบฟอรมขออนุญาตใชวัสดุอุปกรณแบบฟอรมใบลา แบบฟอรมขอกู เงินสวัสดิการ แบบฟอรมมอบฉันทะการรับเงินเดือน เปนตน 1.4 แบบฟอรมสัญญา สัญญาคือเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหวางบุคคล 2 ฝาย การกรอกแบบฟอรม ชนิดนี้ตองกรอกดวยความระมัดระวัง และเขาใจเงื่อนไขขอผูกพันตางๆ ที่ระบุไวในสัญญาอยางละเอียด ควรที่จะตอง ปรึกษาหารือกับผูรูหรือผูมีความชํานาญในดานกฎหมายใหชวยอธิบายใหเขาใจจริงๆ กอนจะกรอกขอความใดๆ ลงไป และโดยเฉพาะอยางยิ่งกอนลงลายมือชื่อ ผูกรอกแบบฟอรมไมควรประมาท โดยเซ็นซื่อลงไปในแบบฟอรมที่ยังไมได กรอกโดยไววางใจผูอื่น หรือจะโดยกรณีใดๆ ก็ตาม


คุณสมบัติพื้นฐานของผูกรอกแบบฟอรม 1. มีความรูความเขาใจทั่วๆ ไปเกี่ยวกับเรื่องที่จะกรอก เชน กรุปเลือด โรคประจําตัว ประวัติการแพยา กฎหมาย ที่เกี่ยวของกับเรื่องที่จะกรอก 2. ความสามารถทางภาษา ตองสามารถอานและตีความขอความในแบบฟอรมไดถูกตอง 3. ความซื่อตรง กรอกขอความตามความเปนจริง 4. ความรับผิดชอบ เมื่อกรอกแบบฟอรมแลวควรรีบสงคืนไปยังผูสอบถาม 5. ความรอบคอบ โดยเฉพาะแบบฟอรมสัญญาตองประณีต รอบคอบ เพื่อมิใหเกิดผลเสียหายแกตนเอง การเขียนประกาศ การประกาศ คือ การทําใหสาธารณชนทราบขาวสารเรื่องเดียวกันโดยแพรหลาย โดยอาศัยสื่อสาธารณะชนิดใดชนิดหนึ่ง ขาวสารนั้นแบงเปน 2 ประเภท คือ 1. เรื่องที่แจงใหทราบ เชน ประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับดินฟาอากาศ ประกาศรายชื่อตางๆ 2. เรื่องที่แจงใหรับทราบและใหปฏิบัติตาม เชน ประกาศรับสมัครงาน ประกาศประกวดราคาสินคา ประกาศของหาย ประกาศพบของ เปนตน ประกาศโดยทั่วๆ ไปมีสวนประกอบที่สําคัญดังนี้ 1. ชื่อหนวยงานหรือองคการที่ออกประกาศ 2. เรื่องที่ประกาศ 3. เนื้อความที่ประกาศ แบงออกเปน 2 สวน 3.1 เหตุผลความเปนมา 3.2 จุดประสงคสําคัญที่ตองการ 4. วันเดือนปที่ประกาศ 5. ลงนามผูออกประกาศ ในการเขียนประกาศผูเขียนตองแสดงจุดประสงคของการประกาศที่แนชัด และมีรายละเอียดอยางเพียงพอที่จะ ทําใหผูรับสารเขาใจถึงจุดประสงคของประกาศไดอยางแจมแจง 1. การเขียนประกาศที่ไมเปนทางการ 1.1 บอกความตองการ หรือจุดประสงคในการประกาศใหชัดแจง 1.2 ใหรายละเอียดประกอบตามที่จําเปน 1.3 ใชประโยคสั้นๆ เขียนใหไดใจความกระชับ 2. การเขียนประกาศอยางเปนทางการ ไดแกประกาศขององคการสถาบันหรือหนวยงานใดก็ไดตองประกอบดวย 2.1 บอกวาองคการอะไร เปนผูออกประกาศ 2.2 บอกเรื่องที่ประกาศ 2.3 เนื้อหาที่ประกาศ แยกเปน 2 สวน 2.3.1 เหตุผลและความเปนมา 2.3.2 จุดประสงคของการประกาศ


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การใชภาษาในขอใดในการเขียนรายงานเชิงวิชาการได 1) ผูเชี่ยวชาญการเมืองของแดนอาทิตยอุทัยเปดเผยวา การเลนการเมืองในญี่ปุนตองใชเงินอยางตํ่าปละ 500 ลานเยน จึงพอจะประคองตัวรอดได 2) ประชาชนจะตองรวมมือกันปองกันมิใหมีการแกรัฐธรรมนูญโดยอาศัยปากกระบอกปนอยางเด็ดขาด 3) วงดนตรี "ฟองนํ้า" เปนวงดนตรีที่บรรเลงโดยใชเครื่องดนตรีไทยโบราณ และเครื่องดนตรีสมัยใหมตลอดจน เครื่องดนตรีไฟฟาผสมผสานกัน 4) ภาวะคลี่คลายที่นาจับตามองก็คือ การที่นานาชาติจะเสริมสานสายสัมพันธทางการคาและทางการเมืองตอกัน โดยมิไดเขมงวดตอความแตกตางของลัทธิการปกครอง 2. ขอใดเปนการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกตองในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ 1) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง คนควาและรวบรวมความรูวางโครงเรื่อง 2) เลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง คนควาและรวบรวมความรู 3) เลือกหัวขอเรื่อง คนควาและรวบรวมความรูกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง 4) คนควาและรวบรวมความรูเลือกหัวขอเรื่อง กําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง วางโครงเรื่อง 3. คําถามสัมภาษณเกษตรกรตอไปนี้ขอใดเปนคําสัมภาษณที่กระชับชัดเจนที่สุด 1) ไมทราบวาถาสนใจผลไมนี้จะหาซื้อไดที่ไหนคะ 2) ชวยเลาถึงการบรรจุหีบหอผลไมชนิดตางๆ หนอยคะ 3) ทราบมาวาผลไมที่นี่มีแทบจะครบวงจรใชไหมคะ 4) ที่อําเภอนี้กําลังจะมีงานวันเกษตรกรมีไปหรือยังคะ 4. ขอใดเปนลักษณะของการใชภาษาที่ดีในการเขียนเชิงกิจธุระ 1) ขาพเจา นายขจัด ปลอดภัย ตําแหนงอาจารยพลศึกษา ขออนุญาตใชรถยนตเพื่อสันทนาการ 2) ผูชนะเลิศการประกวดบทความ จะไดรับบัตรประกาศเกียรติคุณสมดังเจตนารมณความมุงหมาย 3) หากประชาชนผูใชนํ้ามีขอซักถามสงสัยคลางแคลงใจประการใด โปรดติดตอสอบถามไดที่สํานักงานประปาสาขา ทุกแหง 4) องคการเภสัชกรรมมิไดสงเจาหนาที่ขององคการเภสัชกรรมออกไปเรขายยาขององคการเภสัชกรรมไมวา ณ สถานที่ ใดทั่วราชอาณาจักร 5. ขอใดแสดงประโยชนสําคัญที่สุดของการใชแบบฟอรม 1) ใหความสะดวกแกผูกรอกรายการ 2) ไดขอมูลครบตามตองการ 3) ไดขอความที่กะทัดรัดไมเยิ่นเยอ 4) ประหยัดเวลาของเจาหนาที่ 6. ประกาศขอใดมีเนื้อความชัดเจนที่สุด 1) ใหกูเงินสําหรับพอคาแมคาที่ขายอาหารและของชํา รายละ 5,000 บาท สงคืนรายวันไมตองมีบุคคลคํ้าประกัน 2) เปดจองที่ดินทําเลทอง ใกลสวนสัตวสิงหทอง แปลงละ 60 ตร.ว. ถมใหเสร็จผอนเดือนละ 2,044 บาท 3) รับสมัครดวน ชางเย็บกระโปรงเด็ก เด็กฝกงาน และชางเย็บผายืด ทุกแผนกกินอยูฟรี 4) ดวน! ขายที่ดิน 2 ไร ใกลทางดวนบางนา ถามที่ 10 ซอยจาเมฆ ถนนสรรพาวุธ


7. ขอใดเปน "ประกาศ" ที่ดีที่สุด 1) "ลําตัดแมประยูร" พบทานแนนอน 2 เม.ย. นี้เวลาทุมตรง ที่หอประชุมโรงเรียน 2) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" จันทรที่ 2 เม.ย. นี้เวลา 19.00 น. เปนตนไป 3) ชุมนุมการแสดง ขอเชิญชม "ลําตัดแมประยูร" วันจันทรที่ 2 เมษายน 2531 เวลา 19.00-21.00 น. ณ หอประชุมโรงเรียน 4) จันทรที่ 2 เม.ย. นี้อยาพลาดชม "ลําตัดแมประยูร" ที่หอประชุมโรงเรียนรายไดสนับสนุนกิจกรรมชุมนุมการแสดง 8. ประกาศของชมรมในโรงเรียนขอใดกะทัดรัดชัดเจนที่สุด 1) รับติววิชาที่หองทุกวันเวลา 2) รับสมาชิกชมรมอนุรักษฯ เพิ่มอีก 10% 3) ใครพบแฟมเอกสารชมรมภาษาไทย สงคืนที่หองชมรม 4) เที่ยวเชียงใหม ไมจํากัดจํานวน ติดตอชมรมทุกวัน 9. ขอใดเปนคําประกาศใหมารับของคืนที่ดีที่สุด 1) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนได 2) กระเปาสตางคของใครหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 3) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลหาย มารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 4) ผูใดทํากระเปาหนังจระเขสีนํ้าตาลยี่หอ "รับทรัพย" ขางในมีเงินอยู 100 บาท พรอมกุญแจตกหายในหองนํ้าตึกหนึ่ง ใหมารับคืนไดที่หองอาจารยใหญ 10. ประกาศอยางเปนทางการจะประกอบดวย ก. หนวยงานที่ประกาศ ข. เรื่องที่ประกาศ ค. เนื้อหาที่ประกาศ ง. วัน เดือน ปที่ประกาศ จ. ลงนามหัวหนาหนวยงานที่ประกาศ ในการเขียนประกาศอยางเปนทางการจะตองเรียงลําดับอยางไร 1) ก., ข., ค., ง. และ จ. 2) ก., ข., ค., จ. และ ง. 3) ข., ค., ง., จ. และ ก. 4) ข., ค., จ., ก. และ ง. 11. ขอใดไมใชวิธีการจดบันทึกขอความจากการอาน 1) จดสาระสําคัญของขอความนั้นดวยถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 2) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิม 3) จดขอความตอนใดตอนหนึ่งใหตรงกับตนฉบับโดยใสเครื่องหมายอัญประกาศ 4) จดถอยคําสําคัญจากตนฉบับประสมกับถอยคําของเราเองใหตรงกับความเดิมใสเครื่องหมายอัญประกาศ 12. การเขียนรายงานทางวิชาการ ควรปฏิบัติขอใดเปนขอแรก 1) การวางโครงเรื่อง 2) การเลือกหัวขอเรื่อง 3) การคนควาและรวบรวมความรู 4) การกําหนดจุดมุงหมายและขอบเขตของเรื่อง


13. ขอใดเปนภาษาที่ใชในการเขียนรายงานทางวิชาการ 1) นับตั้งแตระบบทุนนิยมเขามามีบทบาทในภาคอิสาน การผลิตก็เปลี่ยนแปลงไป เดิมเปนการผลิตเพื่อบริโภค แตปจจุบันเปลี่ยนมาเปนการผลิตเพื่อจําหนาย 2) หากวากฎเกณฑขอหนึ่งขอใดถูกละเมิดไดกฎเกณฑขออื่นๆ ก็ยอมมีสิทธิ์ที่จะถูกละเมิดไดเชนกัน 3) ทั่วโลกที่เจริญแลวเขาถือหลักวา ในการขนสงมวลชนนั้นตองราคาถูก สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย 4) การแตงตั้งคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นควรที่จะเลือกคนเกงที่มีความรูความสามารถสมกับรัฐวิสาหกิจแตละแหง และใหแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิหรือเอกชนที่มีความรูความสามารถ มีความสําเร็จในอาชีพธุรกิจอันจะเปนประโยชนตอ การบริหารงานมารวมเปนกรรมการ 14. การเลือกหัวขอเรื่องเพื่อเขียนรายงานทางวิชาการนั้น ควรเปนหัวขอที่มีลักษณะอยางไร 1) ผูเขียนรายงานสนใจมากที่สุด 2) ผูเขียนรายงานเห็นวาเปนเรื่องที่ทันสมัย 3) ผูเขียนรายงานเห็นวาหาขอมูลงาย 4) ผูเขียนรายงานทราบมาวายังไมคอยมีผูใดเขียน 15. หากทานไดรับมอบหมายใหเขียนรายงานเชิงวิชาการเรื่อง "ยาเสพติด" ทานควรจะกระทําขอใดเปนอันดับแรก 1) ปรึกษากับครูเรื่องแหลงที่จะคนควา 2) วางโครงเรื่องและจัดลําดับโครงเรื่องใหเหมาะสม 3) กําหนดจุดมุงหมายวาจะเขียนในขอบเขตเพียงใด 4) จัดชวงเวลาใหเหมาะสมกับการรวบรวมความรู เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 2) 4. 1) 5. 2) 6. 4) 7. 3) 8. 3) 9. 3) 10. 1) 11. 4) 12. 2) 13. 1) 14. 1) 15. 3)


การใชถอยคําสํานวนใหมีประสิทธิผล การใชถอยคํา ถอยคํา หมายถึง คําพูดที่มนุษยใชสื่อสารกันทั้งในดานกิจธุระและในดานกิจการอื่นๆ มีรูปลักษณตางกันไป เชน เปนคําซอน คําประสม คํามูล เปนตน ความหมายของถอยคํา 1. ความหมายเฉพาะของคํา แบงออกเปน 1.1 ความหมายตามตัวกับความหมายเชิงอุปมา เชน ลูกหมอเปนคําเรียกชื่อลูกของปลากัด (ความหมายตามตัว) เขาเปนลูกหมอกระทรวงนี้มานานแลว (ความหมายเชิงอุปมา หมายถึง ผูที่ทํางานในตําแหนงขึ้นตน จนตําแหนงสูงขึ้น) 1.2 ความหมายนัยตรงกับความหมายนัยประหวัด โบราณวาเขาปาอยาถามหาเสือ (ความหมายนัยตรง) คนบานนั้นเสือทั้งนั้น (ความหมายนัยประหวัด) 2. ความหมายเทียบเคียงกับคําอื่น แบงออกเปน 2.1 คําที่มีความหมายเหมือนกัน เชน มา = สินธพ แสะ หัย อัสดร อาชาไนย หญิง = นารีสตรีอิตถีกัญญา 2.2 คําที่มีความหมายตรงกันขาม เชน สุจริต - ทุจริต อภิชาตบุตร - อวชาตบุตร สัมมาชีพ - มิจฉาชีพ ตึง - หยอน ออน - แข็ง คลาย - ขัน 2.3 คําที่มีความหมายรวม เชน ตัด - หั่น วิ่ง - เตน ผูก - มัด 2.4 คําที่มีความหมายแคบกวางตางกัน เชน เวชภัณฑ = เครื่องมือผาตัด ยา ผาพันแผล เข็มฉีดยา เครื่องเขียน = สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ไมบรรทัด วิธีการใชถอยคํา 1. ใชใหตรงตามความหมาย 2. ใชใหตรงตามความนิยมของผูที่ใชภาษาเดียวกัน 3. ใชใหเหมาะกับบุคคลและกาลเทศะ 4. ใชคําไมซํ้าซาก ควรเลือกใชคําใหแปลกออกไปเพื่อใหเกิดความไพเราะทางภาษา 5. ใชคําใหเห็นภาพ เชน แดงแจหอมฟุง ออนพลิ้ว กวางใหญไพศาล เปนตน


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. คําที่พิมพตัวหนาในขอใดที่ไมใชความหมายนัยประหวัด 1) อยามารีดเลือดกับปูเลย รูๆ กันอยูไมคอยมี 2) มันลูกเสือลูกตะเขแกระวังเชียวนะ 3) แข็งกวาเพชรเด็ดกวาทองตองของเรา 4) เปนเตาอยูอยางนี้จะไปทันใครเขา 2. คําที่พิมพตัวหนาในประโยคคูใดที่เปนคําหลายความหมาย 1) จดหมายที่ใหสงดวนนั้นสงแลวหรือยัง รถดวนขบวนนี้จะมาถึงสถานีขอนแกนเวลาบายโมงตรง 2) เสียงสระเปนเสียงที่เปลงออกมาโดยไมกระทบอวัยวะใดๆ ในปาก ที่แหงนี้กลายเปนสระนํ้าใหญมาจนถึงทุกวันนี้ 3) ที่ฉลากยาเขียนวายานี้ใหปายตา หามรับประทาน ทางไปหองประชุมมีปายบอกทางเปนระยะๆ 4) เขาไมศรัทธาลัทธิการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เขาเปนคนรุนใหมมีฝมือ และบุคลิกนาศรัทธา 3. ประโยคใดนาจะกอใหเกิดความหมายนัยประหวัดมากที่สุด 1) เธอไมไดเปนนางงามที่ไหนหรอก ทั้งๆ ที่เธอเปนคนสวยมาก 2) ใครๆ ก็ชอบเขาทั้งนั้น เพราะเขาเปนคนใจกวาง 3) รถผาปาสามัคคีพลิกควํ่าลงขางทาง ผูไปทําบุญตาย 2 คน 4) ขางบานฉันมีงานเลี้ยงกันบอยๆ ทําใหพวกเราเปนคนนอนดึก 4. ประโยคใดไมกํากวม 1) คนจับเชือกควรจะเปนคนสาว 2) หนังสือพิมพที่คุรุสภาขายดี 3) นองของเขาที่เพิ่งกลับมาเสียชีวิตแลว 4) นายสิงหขับมอเตอรไซครถชนตายแลวหนี 5. ขอใดใชคําอุปมาและคําเปรียบเทียบถูกตองเหมาะสม 1) เขาเปนชายหนุมที่ไรคาเหมือนหญาเจาชู 2) ตาของหลอนวาววามราวกับหมูดาวในทองฟา 3) ถึงแมรางเขาจะเล็กแตก็เล็กเยี่ยงผงชูรส 4) พอไดยินเรื่องราวเขาโกรธเปนไฟไหมปาทีเดียว 6. การใชถอยคําในขอใดที่กระทบความรูสึกของผูฟงไดรุนแรงที่สุด 1) คุณนี่ชางใจดํา 2) คุณนี่ชางกระไร 3) คุณละดีนักหรือ 4) คุณนะวิเศษนักหรือ 7. ขอใดใชคําไดเหมาะสมและกะทัดรัดที่สุด 1) ประเทศในกลุมอาเซียนสี่ประเทศกําหนดเจรจาเรื่องกัมพูชาที่สิงคโปร 2) เจาหนาที่ออกไปแนะนําเกษตรกรเรื่องการเลี้ยงปศุสัตววัว ควาย หมู 3) ดิฉันหวังเปนอยางยิ่งวาจะไดพบคุณอีกในอนาคตขางหนา 4) เจาภาพปรึกษาเห็นพองกันวาจะถวายผาไตร จีวร สังฆาฏิแกพระภิกษุ


8. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน 1) เตาอบไมโครเวฟ เปนเครื่องไฟฟาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีการโฆษณาทางสื่อมวลชนอยางแพรหลายในปจจุบัน 2) พุทธศาสนิกชนนับถือพระรัตนตรัย ไดแก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ 3) ศิลปนที่มีชื่อเสียงหลายคนไดพรอมใจกันแสดงละครเรื่อง "พันทายนรสิงห" 4) การเดินเปนการออกกําลังกายอยางหนึ่ง ซึ่งทําใหสุขภาพแข็งแรง 9. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว 1) เขาลางมือแลว 2) สุดาโดดรมอยางนอยอาทิตยละครั้ง 3) ใครๆ ก็ทราบวาเขากินไดทุกอยาง 4) ฉันตกหมอนเมื่อคืนนี้คอแข็งเลย 10. คําที่บอกรสในขอใดมีความหมายนัยตรง 1) งานนี้กรอยเหลือเกิน จืดชืดไมมันเลย 2) เธอไมใชแตจะเปรี้ยวอยางเดียวนะ เค็มเปนเกลือทีเดียว 3) ฉันวาไมฝาดนะ มันอรอยดีออก 4) เรื่องนี้เผ็ดรอนถึงอกถึงใจ เปรี้ยวหวานมันเค็มมีพรอม 11. ขอใดไมมีคําที่มีความหมายกวางและแคบอยูดวยกัน 1) กิจวัตรประจําวันของสาวิตรีไดแก การอานหนังสือพิมพในเวลาเชาและชมโทรทัศนในเวลากลางคืน 2) การพกอาวุธ เชน ปน มีด ระเบิดขวด ในที่สาธารณะเปนสิ่งที่ไมควรกระทํา 3) การสอบคัดเลือกเขามหาวิทยาลัยเปนโอกาสที่นักเรียนจากโรงเรียนตางๆ ไดแขงขันกัน 4) การเดินทางไปตางจังหวัดในปจจุบันนี้เราสามารถเดินทางไดหลายวิธีเชนโดยทางเครื่องบินรถไฟ รถยนตสวนตัว 12. คําวา "ดอกไม" ในขอใดมีความหมายตามตัว 1) พูดจาภาษาดอกไม 2) ขอมอบดอกไมใหดวยใจรัก 3) ดอกไมจากสรวงสวรรควรรณกวี 4) ขอมอบดอกไมในสวนไวเพื่อมวลประชา 13. ขอใดมีความหมายนัยตรงไดอยางเดียว 1) อะไรคํ้าคอเขานะ เขาจึงตองทําเชนนั้น 2) เรือบินลํานั้นหายเขากลีบเมฆไปแลว 3) สมศักดิ์ลมไมเปนทาอีกแลว 4) เขาแสดงละครไดดีมาก เฉลย 1. 3) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 4) 6. 1) 7. 1) 8. 2) 9. 4) 10. 3) 11. 3) 12. 2) 13. 3)


การใชสํานวน ความหมายของสํานวน สํานวน คือ ถอยคําที่เรียบเรียงโดยไมเครงครัดในหลักไวยากรณ แตก็ถือวาเปนภาษาที่ถูกตอง สํานวนนี้มักจะ เปนความหมายเชิงเปรียบเทียบ เชน ขวางงูไมพนคอ กินปูนรอนทอง ใจดีสูเสือ ตีวัวกระทบคราด คําพังเพย เปนคําที่มีลักษณะติชมหรือแสดงความคิดเห็น เชน ทํานาบนหลังคน ตีงูขางหาง เสียนอยเสียยาก เสียมากเสียงาย รักวัวใหผูกรักลูกใหตี สุภาษิต คือ คํากลาวที่เปนความสัตยจริงทุกสมัย สอนใหประพฤติดีงาม เชน ความประมาทเปนทางแหงความตาย ชนะตนนั่นแหละเปนดีคบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล ที่มาของสํานวน 1. เกิดจากสัตวเชน ไกแกแมปลาชอน กระตายหมายจันทร 2. เกิดจากธรรมชาติเชน คลื่นใตนํ้า ฝนตกไมทั่วฟา 3. เกิดจากประเพณีเชน ขนทรายเขาวัด คนตายขายคนเปน 4. เกิดจากลัทธิศาสนา เชน แกวัด ควํ่าบาตร 5. เกิดจากการละเลน เชน แกลํา สูจนเย็บตา 6. เกิดจากนิยายตํานาน เชน มากอนไก ปากพระรวง 7. เกิดจากสวนตางๆ ของรางกาย เชน ปากบอน ตาเปนสับปะรด ตีนเทาฝาหอย แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง 1) เขาตองเสียเงินไปทีละเล็กทีละนอย เบี้ยบายรายทางไปเรื่อยๆ 2) เขาชอบยุคนโนนคนนี้เปนการเสี้ยมเขาควายใหชนกันแทๆ 3) ถามอะไรก็ไมตอบ กลัวดอกพิกุลจะรวงหรืออยางไร 4) เขาเปนคนตระหนี่ถี่เหนียว เก็บเบี้ยใตถุนรานอยูเสมอ 2. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดเหมาะสม "คุณเทอด งานชิ้นนี้ผมลงทุนไปหลายลานนะครับ คุณจะทําแบบ .......... อยางที่ผานมาไมไดนะ" 1) หมายนํ้าบอหนา 2) สุกเอาเผากิน 3) ผักชีโรยหนา 4) เหยียบขี้ไกไมฝอ 3. สํานวนในขอใดจะเติมลงในชองวางไดอยางเหมาะสม "ขอสอบนี่ดูดีๆ แลวไมยากหรอก ตัวเลือกมันลวงอยูนิดเดียว เฉลยแลวจะตองรองออ นี่มัน .......... แทๆ" 1) ผีบังตา 2) หญาปากคอก 3) ใกลเกลือกินดาง 4) เสนผมบังภูเขา 4. ขอใดมีความหมายใกลเคียงกับสํานวน "นกสองหัว" มากที่สุด 1) ตีสองหนา 2) จับปลาสองมือ 3) สองฝกสองฝาย 4) เหยียบเรือสองแคม


5. คําในขอใดเปนสํานวนทุกคํา 1) แกเผ็ด แกมือ แกไข แกเกี้ยว แกลํา 2) คูปรับ คูหู คูมือ คูควร คูใจ 3) มือปน มือมีด มือขวา มือออน มือรอง 4) หนามา หนาแดง หนาเปน หนาเลือด หนาบาง 6. "คนที่รูอะไรดานเดียว แลวเขาใจวาสิ่งนั้นเปนอยางนั้น" ตรงกับสํานวนในขอใด 1) ตาบอดไดแวน 2) ตาบอดคลําชาง 3) ตาบอดสอดตาเห็น 4) ตาบอดตาใส 7. ขอใดใชสํานวนไดถูกตองที่สุด 1) เด็กๆ พวกนี้คึกคักกันยังกับจับปูใสกระดงเชียวนะ 2) เขามีตาเปนสับปะรดเชียวนะ เพราะฉะนั้นเราจะพูดจาจะทําอะไรตองระมัดระวังเอาไวบาง 3) คนสมัยใหมไมคอยจะเชื่อกฎแหงกรรม แตสําหรับฉันเชื่อวากรรมติดตามเราเหมือนกงจักรกับดอกบัว 4) เราอยาไปเอาอยางงานศพของครอบครัวนั้นเลย ทําแตพอสมฐานะดีกวา เดี๋ยวจะไดชื่อวานอนตายตาไมหลับ 8. สํานวนใดชี้ใหเห็นวาภาษาไทยเปนภาษาที่มีระดับ 1) เชื้อไมทิ้งแถว แนวไมทิ้งตระกูล 2) มะพราวตื่นดก ยาจกตื่นมี 3) สําเนียงสอภาษา กิริยาสอสกุล 4) คนยากวาผีผูดีวาศพ 9. ขอใดสะทอนใหเห็นความเชื่อที่เปนปรัชญาพุทธศาสนา 1) ปดทองหลังพระ 2) ผีซํ้าดํ้าพลอย 3) วัวใครเขาคอกคนนั้น 4) ตื่นแตดึก สึกแตหนุม 10. สํานวนคูใด มีความหมายใกลเคียงกันมากที่สุด 1) หนาเนื้อใจเสือ - ปากวาตาขยิบ 2) ขิงก็ราขาก็แรง - ขนมพอสมนํ้ายา 3) เกี่ยวแฝกมุงปา - ตํานํ้าพริกละลายแมนํ้า 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง - เอาเนื้อหนูไปปะเนื้อชาง 11. ขอความตอไปนี้ตรงกับสํานวนไทยขอใด "ทั้งสองประเทศตางประสบปญหาเรื่องเดียวกัน การเขามาชวยเหลือกันก็เทากับคนกําลังจะจมนํ้าตายชวยคนที่กําลัง จะจมนํ้าตายดวยกัน" 1) เตี้ยอุมคอม 2) กอดคอกันตาย 3) เคียงบาเคียงไหล 4) รวมทุกขรวมสุข 12. ผูมีอาชีพที่คนทั่วไปนับถือ คอยแนะนําสั่งสอนคนใหเปนคนดีแตกลับปฏิบัติตนเองในทางตรงกันขาม คนลักษณะนี้ ตรงกับสํานวนขอใด 1) หนาเนื้อใจเสือ 2) มือถือสากปากถือศีล 3) ปากหวานกนเปรี้ยว 4) ปากปราศรัยนํ้าใจเชือดคอ 13. สํานวนขอใดมีความหมายไมตรงกับขออื่น 1) กบเกิดในกะลาครอบ 2) กบเกิดใตบัวบาน 3) มดแดงแฝงพวงมะมวงงอม 4) จวักตักแกง 14. สํานวนขอใดสอนใหระวังในการพูด 1) ไปไหนมา สามวาสองศอก 2) กําแพงมีหูประตูมีชอง 3) แยมปากก็เห็นไรฟน 4) สิบปากวาไมเทาตาเห็น


15. "เจาพูดจาใชถอยคําวนเวียนเหมือนลูกหมาไลกัดหางตัวเอง" ขอความที่พิมพตัวหนาตรงกับสํานวนในขอใด 1) จับตนชนปลายไมถูก 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) มะกอกสามตะกราปาไมถูก 4) พายเรือในอาง 16. มีคําเปรียบเทียบคนอานหนังสือวา "คนหนึ่งกินยาบํารุงอีกคนหนึ่งกินยาพิษ" ขอความที่เปรียบเทียบนี้ตรงกับขอใด 1) ลางเนื้อชอบลางยา 2) ตัวใครตัวมัน 3) ตางรสนิยม 4) ตางลิ้นตางรส 17. "กําลังของเรานอย จะไปสูเขาไหวหรือ มันเขาทํานอง .......... นะเพื่อน" 1) เกลือจิ้มเกลือ 2) ทองรูกระเบื้อง 3) จอมปลวกกับภูเขา 4) ไมซีกงัดไมซุง 18. "สองคนนี้เขารูจุดออนและเลหเหลี่ยมของกันและกันเหมือน .......... นั่นแหละ 1) ไกเห็นตีนงูงูเห็นนมไก 2) ขิงก็รา ขาก็แรง 3) คอหอยลูกกระเดือก 4) ขนมพอสมนํ้ายา 19. "ฉันอยากจะเลือกเขาเปนหัวหนาเหมือนกัน แตไดยินวาเขาเปนคนโกง มิหนํายังเคยเปนนักเลงฆาคนมามาก ฉันเลยรูสึกเหมือน..........อยางนั้นแหละ" 1) นํ้าทวมปาก 2) กินนํ้าเห็นปลิง 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) ชักนํ้าเขาลึก ชักศึกเขาบาน 20. "คุณคิดอยางไรนะ อยากจะปรับปรุงทุกอยางใหดีมีโครงการเสียใหญโต แตกลัวจะตองใชเงินมาก ไมกลาลงทุน อยางนี้เขาเรียกวา .........." 1) คิดเล็กคิดนอย 2) ฆาควายเสียดายพริก 3) กินขาวตมกระโจมกลาง 4) ขี่ชางจับตั๊กแตน 21. "วัวหายลอมคอก" มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด 1) เรื่องเกิดขึ้นแลวจึงคิดปองกัน 2) ของหายแลวจึงคิดปองกัน 3) ไมคิดปองกันกอนที่จะเกิดเรื่องขึ้น 4) ไมคิดปองกันกอนที่ของจะหาย 22. ขอใดใชสํานวนไมถูกตอง 1) เขาเปนคนดีคงจะไมเปนอะไรหรอก เพราะคนดียอมตกนํ้าไมไหล ตกไฟไมไหม 2) ใครๆ ก็ยอมทําผิดพลาดไดเสมอ เพราะสี่ตีนยังรูพลาด นักปราชญยังรูพลั้ง 3) ลูกชายของเขาเกงเหมือนพอ อยางนี้เขาเรียกวาเชื้อไมทิ้งแถว 4) เธอไปหวานลอมเขาอยูทําไม จะชักใบใหเรือเสียเทาไรเขาก็ไมยอมทําตามหรอก 23. ขอใดใชสํานวนถูกตอง 1) สามีภรรยาคูนี้เหมาะกันเหมือนไมเบื่อไมเมา 2) เด็กคนนี้ฉลาด บอกอะไรนิดเดียวก็เขาใจไมตองจํ้าจี้จํ้าไช 3) เขาคิดจะขี่ชางจับตั๊กแตนอีกแลว มีเงินอยูแสนเดียว แตคิดจะปลูกบานราคาหาแสน 4) เขายอมขายผาเอาหนารอด เพื่อเอาเงินไปจัดงานใหคุณพออยางสมเกียรติ 24. "พี่นองคูนี้เขาใกลกันทีไรเปนตองทะเลาะกันทุกที" ขอความนี้ตรงกับสํานวนวาอะไร 1) ขิงก็ราขาก็แรง 2) ขนมพอสมนํ้ายา 3) ขมิ้นกับปูน 4) เกลือจิ้มเกลือ


25. สํานวนในขอใดเหมาะสมที่จะเติมในชองวาง "พอแมตองไมเลี้ยงลูกอยางตามใจ แตควรฝกใหรูจักอดทนตอความยากลําบากบาง ลูกจะไดไมกลายเปนคน ประเภท .........." 1) ใสสาแหรกแขวนไว 2) ทาดีทีเหลว 3) เหยียบขี้ไกไมฝอ 4) ไมหลักปกเลน 26. ขอใดใชสํานวนถูกตอง 1) เขาอยากเปนหัวหนาชั้น แตปากก็บอกวาไมอยากเปน เขาทํานองปากวาตาขยิบนั่นแหละ 2) การที่ความลับรั่วไหลไปถึงฝายตรงขามไดแสดงวาเผอเรอกระเชอกนรั่ว 3) เมื่อทราบวาทุกคนในชั้นสอบผานหมด ทุกคนก็ดีใจยังกับปลากระดี่ไดนํ้า 4) พี่คนโตชอบลอนองชายคนเล็กแรงๆ เหมือนหมาหยอกไก 27. สํานวนใดเหมาะที่สุดสําหรับเติมในชองวาง "ทานจะทําอะไรก็ปลอยทานไปเถอะอยา .......... เลยทานไมฟงเสมียนอยางเราหรอก ดีไมดีจะถูกทานเขมนเอาดวย" 1) เอามือซุกหีบ 2) เอาไมสั้นไปรันขี้ 3) แกวงเทาหาเสี้ยน 4) เอาไมซีกไปงัดไมซุง 28. จงเติมสํานวนในขอความตอไปนี้ใหมีความหมายสอดคลองกัน "เขาเปนคนประเภท .......... ไมนาไวใจ กลับกลอกโลเล เดี๋ยวก็ไปเขากับฝายโนน เดี๋ยวก็มาเขากับฝายนี้" 1) เด็กเลี้ยงแกะ 2) นกสองหัว 3) จับปลาสองมือ 4) คดในขอ งอในกระดูก 29. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง "ถาเธอทําขนมเปนจริงๆ ฉันคงไมตอง .......... บอกวิธีทําโดยละเอียดอยางนี้" 1) แจงสี่เบี้ย 2) ชักแมนํ้าทั้งหา 3) สอนหนังสือสังฆราช 4) สีซอใหควายฟง 30. สํานวนใดเหมาะสมที่สุดจะเติมในชองวาง "เพลงที่เขาแตงมีลักษณะ .......... ขึ้นตนกับลงทายเปนคนละเรื่อง ทําใหเขากันไมสนิท ฟงดูไมไพเราะ" 1) คาบลูกคาบดอก 2) ลูกผีลูกคน 3) หัวมังกุทายมังกร 4) ดาบสองคม เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2) 7. 2) 8. 4) 9. 3) 10. 2) 11. 1) 12. 2) 13. 1) 14. 2) 15. 4) 16. 1) 17. 4) 18. 1) 19. 2) 20. 2) 21. 1) 22. 4) 23. 4) 24. 3) 25. 3) 26. 3) 27. 4) 28. 2) 29. 1) 30. 3)


การใชวิจารณญาณในการฟง การฟงอยางมีวิจารณญาณ การฟง วิจารณญาณ ไดยิน รับรู เขาใจ วิเคราะห ใครครวญ วินิจฉัย ประเมินคา ใชประโยชน วิจารณญาณเปนการสมาสคําจากคําวา วิจารณ + ญาณ วิจารณ หมายถึง การคิด ใครครวญโดยใชเหตุผล ญาณ หมายถึง ปญญา ความรูในชั้นสูง วิจารณญาณ คือปญญาสามารถสันนิษฐานเหตุผล การใชวิจารณญาณในการฟงเริ่มดวยผูรับสารฟงสารดวยความตั้งใจ พยายามทําความเขาใจกับเนื้อความที่ไดฟงพรอมทั้งคิดใครครวญตามไปดวย การใชวิจารณญาณในการฟงอาจจะเปนไป ในแงตางๆ เชน 1. พิจารณาวาผูพูดมีจุดมุงหมายในการพูดอยางไร 2. เรื่องที่ฟงมีสารประโยชนใหแงคิดในเชิงสรางสรรคอยางไรบาง 3. เรื่องที่ไดรับฟงมีความเปนไปไดมากนอยเพียงใด 4. เรื่องที่ไดรับฟงมานาเชื่อถือเพียงใด 5. ผูพูดมีความจริงใจหรือไมเพียงใด 6. ผูพูดใชวิธีในการถายทอดความรูสึกนึกคิดอยางไร ในการฟงที่ถือวาผูฟงไดใชวิจารณญาณในการฟงไปดวยก็ตอเมื่อ ไดใชความคิดวิเคราะหใครครวญ และตัดสินใจวา ขอความที่ไดฟงมาสิ่งใดเปนใจความสําคัญ สิ่งใดเปนพลความ ทั้งวินิจฉัยไดวาขอความที่ไดฟงมานั้นควรเชื่อถือได หรือไมเพียงใด


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. จงพิจารณาคําประพันธตอไปนี้ สักวา "แบบวา" ผมยินดี "แบบวา" มีสักวาขึ้นมาใหม ตามแบบที่สยามรัฐเคยจัดไว แต "แบบ" เลิกราไปมานานชา จึง "แบบ" เขียนสักวามารวมดวย "แบบวา" ชวยเลนกันใหหรรษา แบบภาษาไทยใหมใชเจรจา "แบบ" ไมลาหลังใครจริงไหมเอย (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ปราโมช) ผูเขียนมีจุดประสงคอยางไรในการแตงบทสักวาขางตนนี้ 1) บันทึกคําสมัยใหมไวเปนหลักฐาน 2) ลองใชคําสมัยใหมเพื่อจะไดไมลาหลัง 3) เสียดสีความไมใสใจการใชภาษา 4) ลอเลียนการใชคําติดปาก 2. "ยาสีฟน.....ปองกันฟนผุได 100% เพิ่มเสนหใหแกทานชายหญิงอยางไดผล ทานที่ไมตองการใหฟนผุตองการมีเสนห ใหใชยาสีฟน....." ขอความนี้เปนสารประเภทใด 1) สารประเภทใหความรู 2) สารประเภทโนมนาวใจ 3) สารประเภทใหขอเท็จจริง 4) สารประเภทใหความจรรโลงใจ 3. ".....ในฐานะที่เราเปนคนไทยคนหนึ่ง เราจะทนไดหรือที่จะปลอยใหนองผูหิวโหยซึ่งเปนเพื่อนรวมชาติของเราตอง หิวโหยอีกตอไป" ขอความขางตนนี้ผูพูดมีจุดประสงคอยางไร 1) เพื่อจูงใจ 2) เพื่อปลุกใจ 3) เพื่อแกปญหา 4) เพื่อใหขอเท็จจริง 4. จงอานขอความตอไปนี้ ".....แตกอนจะจบก็เห็นจะตองยืนยันไวสวนหนึ่งวา ใครก็ตามที่เห็นวาเพื่อนของผมคนนี้เลวสนิทจนไมมีที่ติผมวา คงไมถูกตองนัก อยางนอยทานก็มีความดีอยูบางตรงที่สามารถใชเปนมาตรฐานวัดไดวาไอที่เลวที่สุดนั้นมันเปนอยางไร ก็หลายคนมีโอกาสเปนคนดีไดบางในขณะนี้ก็เพราะไดใชทานเปนมาตรฐานเทียบไมใชหรือ" ขอความขางบนนี้ผูพูดมีความรูสึกอยางไร 1) อยากปกปองไมตองการใหใครตําหนิเพื่อน 2) เห็นใจเพื่อน มองเห็นความดีของเพื่อน 3) หลายๆ คนดีเหมือนเพื่อนของเขา 4) ตองการกลาวเสียดสีเห็นวาเพื่อนเปนคนเลว 5. ขอใดเปนภาษาโนมนาวใจผูฟง 1) พื้นที่สีเขียวในประเทศไทยกําลังลดนอยลงทุกป 2) ใครเขาจะแตงงานกันอยางหรูหราแคไหนก็เรื่องของเขา 3) สะอาดกายเจริญวัย สะอาดใจเจริญสุข 4) ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมามากกวา 50 ปแลว


6. "ทุกสิ่งทุกอยางที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ยอมมีตนเรื่องมากอน เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ก็เปนเพราะ ไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา" จากขอความนี้ขอใดเปนเหตุผล 1) ทุกสิ่งทุกอยางที่เกิดที่เปนอยูแกเราทุกวันนี้ 2) ยอมมีตนเรื่องมากอน 3) เชนที่ทานมีความรูมีปริญญาอยูขณะนี้ 4) ก็เปนเพราะไดลงทุนลงแรงเลาเรียนมา 7. "ทําดีไดดีมีที่ไหน ทําชั่วไดดีมีถมไป" หลังจากการใชวิจารณญาณในการอานหรือการฟงขอความนี้แลว ขอใด เปนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด 1) พยายามปกปดความดีความชั่วของตนเองและผูอื่น 2) เลือกทําความชั่วในหมูคนชั่วเมื่อมีโอกาส 3) ทําแตความดีโดยไมหวังผลตอบแทนในทันที 4) เลือกทําแตความดีที่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคลเทานั้น 8. ถาเปนคําพูด บทกลอนตอไปนี้ตรงกับจุดมุงหมายของการพูดในขอใด "ในเพลงปวาสามพี่พราหมณเอย ยังไมเคยเชยชิดพิสมัย ถึงรอยรสบุปผาสุมาลัย จะชื่นใจเหมือนสตรีไมมีเลย พระจันทรจรสวางกลางโพยม ไมเทียบโฉมนางงามพี่พราหมณเอย แมนไดแกวแลวคอยประคองเคย ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน" 1) พูดชี้แจง 2) พูดขยายความ 3) พูดใหความรู 4) พูดชักจูงใจ 9. "พระอนุชาวาพี่นี้ขี้ขลาด เปนชายชาติชางงาไมกลาหาญ แมนชีวันยังไมบรรลัยลาญ ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป เผื่อพบพานบานเมืองที่ไหนมั่ง พอประทังกายาอยูอาศัย มีความรูอยูกับตัวกลัวอะไร ชีวิตไมปลดปลงคงไดดี" ขอความขางตนนี้ผูพูดใชศิลปะการพูดในขอใด 1) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการหนีภัย 2) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการตอสู 3) พูดสัมผัสสัญชาตญาณการปกปกรักษา 4) พูดสัมผัสสัญชาตญาณทางเพศ 10. "แมจะมีคํากลาววา สิ่งที่แนนอนคือความไมแนนอน ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่แนนอนนั่นคือ ความตาย ความตายเปนสิ่งที่ ทุกคนไมปรารถนาแตไมสามารถจะหลีกเลี่ยงได ถึงกระนั้นเวลาของความตายก็สามารถยืดออกไปได เลือดของ ทานทุกคน ไมวาบุรุษ สตรียากดีมีจน มีคาเทาเทียมกัน เหลาทหารหาญยังสละเลือดทุกหยาดเปนชาติพลีแลวทานละ ความเจ็บปวดแคปลายเข็มแทง ทานจะแลกกับชีวิตเพื่อนมนุษยไมไดเชียวหรือ" ทานเขาใจวาผูพูดมีจุดประสงคอะไรเปนสําคัญ 1) เพื่อแสดงสัจธรรมของชีวิต 2) เพื่อใหเห็นความสําคัญของชีวิต 3) เพื่อชักชวนใหทํากุศล 4) เพื่อใหตระหนักถึงหนาที่ของมนุษย เฉลย 1. 4) 2. 2) 3. 1) 4. 4) 5. 3) 6. 4) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 3)


นิทานเวตาล 1. ผูประพันธ พระราชวรวงศเธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระนามเดิมวา พระองคเจารัชนีแจมจรัส จึงทรงใช พระนามแฝงวา น.ม.ส. โดยนํามาจากอักษรตัวสุดทายของแตละคําในพระนามเดิม 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปนนิทานซึ่งแตงเปนรอยแกว มีคําประพันธแทรกบางบางตอน 3. ที่มาของเรื่อง น.ม.ส. ทรงใชนิทานเวตาลฉบับภาษาอังกฤษของเซอร อารเอฟ เบอรตัน เปนหลักในการเรียบเรียงเปนภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 2461 นิทานเวตาลเดิมเปนวรรณคดีสันสกฤต ซึ่งศิวทาสแตงไวเปนนิทานชุด ชื่อ "เวตาลปญจวีสติ" แปลวา นิทาน 25 เรื่องของเวตาล เรื่องที่กําหนดใหเรียนเปนนิทานเรื่องที่ 6 4. โครงเรื่องนิทานเวตาล พระวิกรมาทิตยผูซึ่งเปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพเมื่อ 2,000 กวาปมาแลว รับปากกับโยคีศานติศีลที่จะนําตัว เวตาลมาให พระวิกรมาทิตยกับพระโอรสธรรมธวัชไดไปนําตัวเวตาลจากปาชาแหงหนึ่งมาให เวตาลเปนอมนุษยชนิดหนึ่ง ในเรื่องกลาววาเปนศพ แตเปนศพที่พูดไดผูที่ไปเอาตัวเวตาลมานั้นจะตองปฏิบัติตามเงื่อนไขอันหนึ่งคือตองไมตรัสอะไรเลย มิฉะนั้นเวตาลก็จะลอยหลุดจากผูที่จับมานั้น กลับไปแขวนอยูที่ตนอโศกตามเดิม เวตาลยั่วเยาดวยการเลานิทานที่มี ปริศนาใหคิด แลวตั้งคําถามจนพระวิกรมาทิตยตองตอบปญหานั้น จนถึงนิทานเรื่องที่ 25 พระองคไดสติจึงไมตรัสตอบ จึงสามารถชนะเวตาลได 5. เนื้อเรื่องยอ ในกรุงธรรมสถลมีพราหมณผูหนึ่งชื่อเกศวะ เมื่อเปนเด็กประพฤติตนเหลวไหล ยามเปนหนุมก็มัวเมาในกามคุณ วันหนึ่งถูกบิดามารดาวากลาวอยางรุนแรง จึงหนีออกจากบานไปถึงหมูบานแหงหนึ่งไดปสสาวะรดเทวรูปชื่อวา เทวรูป ปญจานน คือ รูปพระอิศวร 5 พักตรและผลักตกลงสระนํ้าไปดวยความคิดลามก จากเหตุนี้เอง ตอมาพราหมณเกศวะ สํานึกผิดเพราะความเกรงกลัวจะถูกลงโทษถึงแกชีวิตจึงกลับตัวเปนคนดี หมั่นศึกษาหาความรู จนเปนผูมีความรูดี ตอมาแตงงานมีครอบครัว มีบุตรชายหญิง บุตรหญิงนั้นชื่อ มธุมาลตี เปนหญิงงดงาม บิดามารดาและพี่ชายถือเปน หนาที่ที่จะตองหาคูครองใหนาง แตมิไดปรึกษากันกอน จึงตางคนตางยกนางใหแกพราหมณหนุมที่ตนพอใจในเวลา ไลเลี่ยกันชายทั้งสามมีรูป วิชา อายุคุณความดีเสมอกัน พราหมณเกศวะจึงใหชายทั้งสามกลาวสุภาษิตโบราณแขงขันกัน ก็ปรากฏวาชายทั้งสามกลาวสุภาษิตไดดีเสมอกันอีก ปญหานี้ยุติลงเมื่อมีงูพิษกัดนางมธุมาลตีตาย พราหมณหนุมทั้งสาม เสียใจมากไดพยายามหาวิธีตัดความทุกขตามแนวทางของพระอินทร ชายคนแรกเก็บกระดูกของนาง และประพฤติตัว เปนไวเศษิก ชายคนที่สอง เก็บเถาถานที่เผาศพของนาง แลวประพฤติตนเปนวานปรัสถสวนชายคนที่สามบวชเปนโยคี ทองเที่ยวไปจนไดตําราสํชีวนีวิทยามาชุบชีวิตนางจากเถาและกระดูกนางที่ปาชาอันเปนที่เผาศพนาง เมื่อนางฟนคืนชีวิต ชายหนุมทั้งสามก็วิวาทแยงชิงนาง ปญหาก็เริ่มเกิดขึ้นอีกวานางควรเปนภรรยาของใคร เวตาลยั่วยุจนพระวิกรมาทิตย ตอบปญหานี้โดยกลาววา ชายคนที่สอง สมควรไดนางเปนภรรยา เพราะเปนผูเก็บเถาถานไวชายคนที่หนึ่งเก็บกระดูกนางไว จึงสมควรอยูในฐานะลูกชายคนที่สามเปนผูชุบชีวิตนางยอมอยูในฐานะบิดา เวตาลจึงลอยกลับไปแขวนที่กิ่งอโศกตามเดิม 6. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. คนที่กลับตัวไดควรไดรับการใหอภัย เชน พราหมณเกศวะ 2. พระวิกรมาทิตย เปนกษัตริยมีปญญาและอานุภาพมาก เพราะเปนผูมีวาจาสัตยมีความกลาหาญ มานะอดทน และมีความเพียรพยายามไมยอทอตอความลําบากและอุปสรรคนานาสมควรไดรับการเคารพยกยองและเปนแบบอยางที่ดีงาม


3. สมาชิกในครอบครัวควรปรึกษาหารือกันในการตัดสินใจทําสิ่งใดก็ตามมิฉะนั้นอาจเกิดปญหายุงยากตามมา ภายหลังได 4. การเดินทางทองเที่ยวไปในโลกกวางจะนําความสุขและความรูมาให 5. ไทยและอินเดียมีประเพณีบางอยางที่คลายคลึงกัน เชน การตอนรับเลี้ยงดูแขกผูมาเยือนถึงบานเรือนของตน อยางดี 7. ศัพทสํานวนที่ควรทราบ เทวรูปปญจานน = รูปพระอิศวร 5 พักตร พักตรที่หาอยูขางบน เชื่อวาบูชาเทวรูปปญจานนแลว โรคภัยไขเจ็บจะหายไป และจะขอลูกจากพระปญจานนได รตี = ความรัก นางรตีคือ มเหสีของกามเทพ พากันชี้เปนนิ้วเดียวกัน = เห็นตรงกัน นิโลตบล = บัวขาบ, บัวสีนํ้าเงิน (นิล + อุตบล) นกจโกระ = นกเขาไฟ, นกกด เปนนกในนิยายเชื่อกันวากินแสงจันทรเปนอาหาร รสาภิรส = รสอันเลิศ (รส + อภิรส) ไวเศษิก = ผูทําตนใหหลุดพัน ไมตองเกิดอีก ถือศีลคลายศีล 5, ศีล 8 วานปรัสถ = พราหมณพวกหนึ่งออกไปบําเพ็ญพรตในปา บูชาไฟ โยคี = ผูปฏิบัติตามลัทธิโยคะ, ฤษี พระมนู = พระผูสรางโลกและปกครองโลก ถือกันวาเปนผูออกกฎหมายหรือธรรมศาสตร ธรรมศาสตร = คัมภีรหลักกฎหมาย อัคนิโหตร = การบูชาพระอัคนีโดยมากใชนํ้านมกับนํ้ามัน นางจัณฑี = เปนชื่อในปางโหดรายของพระอุมา ชื่ออื่นๆ ไดแก จัณฑิกา เจาแมกาลีเจาแมทุรคา นางบรรพดี 8. คานิยมในการประพฤติปฏิบัติของคนอินเดีย 1. "ลูกหญิงซึ่งอายุควรมีคู ไมมีคู ยอมเปนเชนกอนอุบาทวหอยอยูเหนือหลังคาเรือน" 2. "หญิงยอมไปปลดเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย" 3. ประเพณีการตอนรับแขกของอินเดีย ตองเลี้ยงขาวปลาอาหาร และใหที่พักผอนหลับนอนคลายกับประเพณี ของไทย "ประเพณีไทยแทแตโบราณ ใครมาถึงเรือนชานตองตอนรับ" 4. มีลัทธิศาสนาหลายลัทธิในประเทศอินเดีย จะเลือกนับถือปฏิบัติตามลัทธิใดก็ไดตามแตจะศรัทธา 9. ขอคิดที่ไดจากภาษิตของกวีโบราณตามที่ปรากฏในเรื่อง 1. จะทราบไดวาชายผูใดมีความกลาหาญ ตองดูยามศึกสงคราม จะดูความซื่อสัตยของคนดูไดจากการสงหนี้สิน จะดูมิตรแทดูจากยามที่มีทุกขและจะทราบวาภรรยามีความซื่อสัตยก็ยามเมื่อสามีเจ็บไขไรทรัพยสิน 2. ผูหญิงที่ดีตองอยูในโอวาทของพอแม ไมเอาแตเที่ยวสนุก ไมเปลื้องผาคลุมตอหนาชาย ไมเอาแตนอน ไมดื่มเหลา ไมนอกใจสามี 3. สิ่งที่ไมสามารถวางใจไดคือ 1. ทะเล 2. สัตวที่มีเขี้ยวเล็บงา 3. ผูถืออาวุธ 4. สตรี 5. พระมหากษัตริย ทั้ง 5 อยางนี้ไวใจไมไดหากประมาทอาจถึงตาย 10. งานพระนิพนธของ น.ม.ส. ทรงนิพนธเรื่องลงในหนังสือที่ออกใชรัชกาลที่ 5 คือ วชิรญาณ ทวีปญญา และลักวิทยา งานวรรณกรรมที่สําคัญ ไดแกนิทานเวตาล จดหมายจางวางหรํ่า กนกนคร พระนลคําฉันทและลิลิตสามกรุง


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาษิตนฤทุมนาการขอใด 1) ยินคดีมีเรื่องนอย ใหญไฉน ก็ดี ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน 2) ยินดีมีมากหมั้น สันดาน ใครเกะกะระราน อดกลั้น 3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน 4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา 2. ภาพพจนเปรียบเทียบขอใดใหภาพที่ตางจากธรรมเนียมของวรรณคดีไทย 1) ชายหนุมทั้ง 3 ก็พากันนิ่งดูเดือนเพ็ญคือหนาแหงนาง 2) เราไดเคยคิดวาริมฝปากของนางเหมือนผลไมสุก อกเหมือนบัวตูม 3) นางมธุมาลตีเหมือนนิโลตบลซึ่งบานเต็มที่มีแขนเหมือนกานบัว มีผมยาวหอยเหมือนความมืดแหงกลางคืน 4) นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหุมภายนอก หัวใจคือ กระดูก เลือดเนื้อ คือ สิ่งโสโครกทั้งหลายเทานั้น 3. ประเพณีอินเดียขอใดที่เขากันไดกับวัฒนธรรมไทย 1) ออกบวชเมื่อวัยชรา 2) นักบวชนิยมบําเพ็ญตบะ ณ ฝงแมนํ้า 3) เมื่อมีแขกมาถึงบาน ตองตอนรับขับสูอยางดี 4) หญิงไมปลดเปลื้องผาคลุมหนาตอหนาชายในที่สาธารณะ 4. ขอความที่วา "ธรรมะในเวลานั้นยกไดเปนสามแพรง เพราะชายหนุมสามคน" มีความหมายตรงกับขอใด 1) ชายหนุมทั้งสามตางก็เดินตามทางธรรมะ 2) ชายหนุมทั้งสามตางรองขอธรรมะ 3) ชายหนุมทั้งสามตางอางสิทธิที่จะครอบครองนางมธุมาลตี 4) ชายหนุมทั้งสามตางอางความชอบธรรมที่จะครอบครองนางมธุมาลตี 5. นิทานเวตาลใหขอคิดอยางไรสําหรับการดํารงชีวิตในปจจุบัน 1) ควรมีปฏิภาณไหวพริบ 2) ควรไตรตรองดวยเหตุผล 3) ควรมีวิจารณญาณที่ดี 4) ควรมีสติสัมปชัญญะ 6. เหตุใดภาษิตหลายๆ บทในนิทานเวตาล จึงกลาวถึงโทษลักษณะของ "กษัตริย" อยูเสมอ 1) เปนอุบายยั่วยุใหผูฟงโกรธ 2) เปนคําปรามาสใหผูฟงเจ็บแคนใจ 3) เปนการสั่งสอนกษัตริยโดยออม 4) เปนการเปรียบเทียบเพื่อใหกษัตริยไดสติ


7. น.ม.ส. ไดสอดแทรกคติทางพระพุทธศาสนาเขาไวในนิทานเวตาลเปนจํานวนมาก จากขอความตอไปนี้ ขอใดเปน หลักปฏิบัติธรรมที่ลึกซึ้งที่สุด 1) หนาที่ของเราคือ เขาหาพระผูเปนเจา ผูเปนตนเหตุแหงสังขาร เลิกความเอาใจใสในสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเปนเหตุให เกิดความสําราญหรือความเรารอน 2) ถาเราไดเห็นหนานางอีก เราก็คงจะกลาววา นี่หรือรูปที่ชายหลงใหล สิ่งนี้มิใชอื่นไกล คือตะกราซึ่งมีหนังหอหุม ภายนอก ขางในคือกระดูก เลือดเนื้อและสิ่งโสโครก 3) ตั้งใจมั่นวาการไมทํารายคนและสัตวอื่น เปนทางเวนที่ชอบ แมผูใดทําผิดก็ไมควรเอาชีวิต อนึ่งศีลทั้ง 5 คือ ไมกลาวเท็จ ไมกินเนื้อสัตวไมขโมย ไมดื่มนํ้าเมา ไมมีภรรยานั้น ตองถือมั่นเปนนิตย 4) ถือศีลเวนบาปใหญทั้ง 8 อยาง คือ กินกลางคืน 1 ฆาชีวิต 1 กินผลไมเกิดบนตนที่มียาง หรือกินฟกทองหรือ หนอไมไผ 1 กินนํ้าผึ้งหรือเนื้อสัตว1 ลักทรัพยของผูอื่น 1 ขมขืนหญิงมีสามี1 กินดอกไมหรือเนยแข็งหรือ เนยเหลว 1 บูชาเทวดาในศาสนาอื่น 1 เฉลย 1. 3) 2. 3) 3. 3) 4. 4) 5. 4) 6. 3) 7. 1)


วิธีสื่อสารในการประชุม การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุมหนึ่งที่ไดมาพบกันตามกําหนดนัดหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรูความคิด รับทราบขอเท็จจริง ขอเสนอแนะ นโยบาย หรือเพื่อชวยกันพิจารณาแกปญหา เปนตน รูปแบบของการประชุม 1. การประชุมเฉพาะกลุม เปนการประชุมเฉพาะผูมีสิทธิและหนาที่เขาประชุมเทานั้น แตในบางกรณีอาจมีผูไดรับเชิญ เปนกรณีพิเศษเขารวมประชุมดวยก็ได 2. การประชุมตามปกติ หมายถึง การประชุมที่กระทําตามวัน เวลา สถานที่ที่ไดตกลงนัดหมายกันไวลวงหนา เปนการแนนอน 3. การประชุมพิเศษ หมายถึงการประชุมที่กําหนดวันนอกเหนือไปจากการประชุมตามปกติเนื่องจากมีเรื่องสําคัญ ที่ ตองรีบพิจารณา 4. การประชุมสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับกําหนดไวตายตัว เชน ปละครั้ง เดือนละครั้ง เปนตน 5. การประชุมวิสามัญ หมายถึง การประชุมตามที่ขอบังคับเปดโอกาสใหกระทําตามความจําเปนได เชน มีเรื่อง สําคัญที่ตองพิจารณาโดยดวนและไมอาจรอคอยไปถึงกําหนดเวลาประชุมสามัญได 6. การประชุมลับ เปนการประชุมเฉพาะกลุมเชนเดียวกัน แตตองเปดเผยเฉพาะมติหรือขอปฏิบัติเทานี้และตอง เปดเผยตามกําหนดเวลาที่เห็นสมควร โดยประธานหรือผูที่ไดรับมอบหมายจากที่ประชุม 7. การประชุมปรึกษา เปนการประชุมของบุคคลที่มีภารกิจรวมกัน เชน การคนหาความจริง การวางนโยบายหรือ การเสนอแนวทางปฏิบัติเปนการประชุมที่ผูเขาประชุมจะปรึกษาหารือกันจนไดผลสรุปออกมา 8. การประชุมปฏิบัติการ เปนการประชุมเพื่อแสวงหาความรู ความเขาใจ และแนวทางปฏิบัติงานใหเกิดผลสัมฤทธิ์ เทาที่จะทําได การประชุมปฏิบัติการจะประกอบดวยขั้นตอนดังนี้คือ รับฟงคําบรรยายจากวิทยากร แยกกลุมพิจารณา ทดลองลงมือปฏิบัติประชุมสรุปเพื่อทําความเขาใจพรอมกันอีกครั้งหนึ่ง 9. การประชุมสัมมนา เปนการประชุมเฉพาะกลุมตามหัวขอที่กําหนดไว ซึ่งอาจจะเปนเรื่องวิชาการโดยตรงหรือ ขอที่เปนประโยชนตอสังคมสวนรวมก็ได เพื่อแลกเปลี่ยนความรูความคิด และประสบการณ แลวประมวลขอคิดและ ขอเสนอแนะจากที่ประชุม 10.การประชุมชี้แจง เปนการประชุมที่หัวหนาหรือผูรับผิดชอบหนวยงานมาประชุมกันเพื่อรับทราบขอเท็จจริง นโยบาย หลักการ แนวทางปฏิบัติงาน การประชุมชนิดนี้ผูนําการประชุมมักจะเปนผูพูดเปนสวนใหญ ไมมีการอภิปรายแลกเปลี่ยน ความคิดกันโดยตรง 11.การประชุมใหญ เปนการประชุมที่เปดโอกาสใหสมาชิกขององคการ (เชน สมาคม สโมสร ชมรม) เขารวม ประชุมแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจัดเปนประจําปหรือตามระยะเวลาที่กําหนดไวในขอบังคับขององคการก็ได 12.การประชุมสาธารณะ หมายถึง การประชุมที่เปดโอกาสใหบุคคลภายนอกเขารวมฟงได และเปดโอกาสใหซักถาม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นตางๆตามหัวขอประชุมไดอีกดวยการประชุมชนิดนี้ผูอยูในที่ประชุม แบงเปน 2 ฝาย คือ 12.1 ฝายผูอภิปราย หรือผูบรรยาย 12.2 ฝายผูฟงและซักถามแสดงความคิดเห็น หลังจากอภิปรายแลวชวงเวลาที่เปดโอกาสใหซักถามเรียกวา "คาบเวลาอภิปรายทั่วไป" หรือ "คาบเวลาอภิปราย สาธารณะ"


ศัพทที่ใชเรียกบุคคลที่เกี่ยวของกับการประชุม 1. ผูจัดประชุม คือ ผูริเริ่มใหเกิดกิจกรรมการประชุมขึ้น เปนผูกําหนดเรื่องประชุม วางกําหนดการประชุม กําหนดตัวบุคคลเขาประชุม และเตรียมการบันทึกผลการประชุมดวย 2. ผูมีสิทธิ์เขาประชุม ไดแก ผูที่ไดรับเชิญหรือแตงตั้งใหเขาประชุม มีสิทธิ์อภิปรายตั้งขอเสนอในที่ประชุม รวมทั้งลงมติในที่ประชุมดวย 3. ผูเขาประชุม ไดแก บุคคลที่เขามาปรากฏตัวในที่ประชุมและพรอมที่จะทําหนาที่มีสวนรวมแสดงความคิดเห็น ในการประชุม 4. องคประชุม หมายถึง จํานวนผูเขาประชุมตามที่กําหนดไวในขอบังคับ ซึ่งมักจะถือกันวาตองมีผูมาประชุม ไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีสิทธิ์และหนาที่เขาประชุมจึงจะเรียกวาครบองคประชุม 5. ที่ประชุม หมายถึง บรรดาผูเขาประชุมทั้งหมดไมวาจะเปนการประชุมเฉพาะกลุมหรือการประชุมสาธารณะ 6. ประธาน ทําหนาที่ควบคุมการประชุมทั้งหมด 7. รองประธาน ทําหนาที่แทนประธานเมื่อประธานไมอยู 8. เลขานุการ ทําหนาที่จัดระเบียบวาระการประชุม อํานวยความสะดวกในการประชุม และเปนผูบันทึกรายงาน การประชุมดวย 9. ผูชวยเลขานุการ ทําหนาที่ชวยเลขานุการ หรือปฏิบัติหนาที่แทนเมื่อเลขานุการไมอยู 10.กรรมการ ทําหนาที่พิจารณาเรื่องที่อยูในวาระการประชุม และตั้งขอเสนอเพื่อใหที่ประชุมพิจารณา 11.คณะอนุกรรมการ คือ คณะบุคคลที่ไดรับแตงตั้งใหทําหนาที่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่แคบลงไปกวาขอบเขต หนาที่ของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการนี้จะมีตําแหนงและหนาที่ทํานองเดียวกันกับในคณะกรรมการทุกประการ 12. เหรัญญิก ทําหนาที่รับผิดชอบในดานการเงิน 13.ประชาสัมพันธทําหนาที่เผยแพรขาวสารและสรางสรรคความสัมพันธที่ดีกับทุกฝายที่เกี่ยวของ 14.ประธานฝายหาทุน ทําหนาที่หาทุนใหแกองคการ เพื่อใชจายสําหรับกิจกรรมตางๆ 15.ประธานฝายวิชาการ ทําหนาที่จัดกิจกรรมทางวิชาการและงานดานวิชาการอื่นๆ หมายเหตุสําหรับการประชุมสาธารณะ คําวา ประธาน มีความหมาย 2 นัย 1. ก. ประธานในพิธีเปดประชุม มักจะเปนผูมีอาวุโส มีตําแหนงประจําอยูในฐานะสูง ข. ประธานในพิธีปดประชุม อาจเปนเจาของสถานที่ที่ใชประชุม เชน ผูอํานวยการโรงเรียนก็ได อนึ่งประธานในพิธีเปดประชุมและพิธีปดประชุมนี้อาจเปนคนๆเดียวกันก็ไดทั้งนี้ขึ้นอยูในดุลพินิจของผูจัดประชุม 2. ประธาน ไดแก บุคคลที่ผูจัดประชุมกําหนดตัวขึ้นทําหนาที่ควบคุมการประชุมเปนชวงๆ ไปตามที่กําหนดไวใน ลําดับของการประชุม 3. พิธีกร การประชุมสาธารณะจําเปนตองมีพิธีกรอีกคนหนึ่ง ทําหนาที่ดูแลความเรียบรอยของที่ประชุมทั้งหมด คอยชี้แจงใหความสะดวกแกผูเขาประชุมเชื้อเชิญคณะผูอภิปรายและผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงกําหนดเวลา เปนตน


ศัพทที่ใชเรียกเรื่องที่ประชุม 1. ระเบียบวาระ หมายถึง เรื่องที่ประชุมซึ่งเลขานุการโดยความเห็นชอบของประธานเปนผูจัดไวเปนเรื่องๆ เรียกวา "วาระ" วาระที่ 1 ของการประชุม คือ การรับรองรายงานการประชุมครั้งกอน 2. กําหนดการประชุม ใชกับการประชุมที่มีเรื่องสําคัญพิจารณาเพียงเรื่องเดียว เชน การประชุมปฏิบัติการหรือ การสัมมนา เปนตน ศัพทที่ใชเรียกวิธีการสื่อสารในการประชุม 1. เสนอ คือ การแจงความคิดเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งใหที่ประชุมพิจารณา 2. ขอเสนอ คือ เรื่องที่จะนําเสนอตอที่ประชุม 3. สนับสนุน คือ การที่ผูเขาประชุมมีความคิดเห็นเดียวกับขอเสนอ 4. คัดคาน คือ การที่ผูเขาประชุมแสดงความไมเห็นดวยกับขอเสนอนั้น 5. อภิปราย คือ การแสดงความคิดเห็นของผูสนับสนุนและคัดคานขอเสนอ 6. ผาน คือ การที่ประชุมยอมรับขอเสนอ 7. ตก คือ การที่ประชุมไมยอมรับขอเสนอ 8. มติคือ ขอตัดสินใจของที่ประชุมเพื่อใหนําไปปฏิบัติ 8.1 มติโดยเอกฉันทคือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่เห็นพองตองกันทุกคน 8.2 มติโดยเสียงขางมาก คือ ขอตัดสินใจของผูเขาประชุมที่มีผูเขาประชุมสวนนอยไมเห็นดวย แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ถาทานจะตองเขียนจดหมายถึงหนวยงานหนึ่งเพื่อขอใชสถานที่ประชุม ขอใดเหมาะสมที่สุด 1) จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และหวังในความกรุณา 2) จึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุมัติขอขอบพระคุณลวงหนา 3) จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาชวยเหลือ และขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ 4) จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาใหความอนุเคราะหจักเปนพระคุณยิ่ง 2. คําในขอใดจะใชแทนคําที่ขีดเสนใตไดอยางถูกตองตามลําดับ "การประชุมวันนี้มีเรื่องที่จะประชุมมาก ผูนําการประชุมอาจตองขอการตัดสินใจของที่ประชุม วาจะใหบรรจุ เรื่องทั้งหมดในคราวนี้หรือไม และอาจตองยอมใหแสดงความคิดเห็นกันกอนก็เปนได" 1) ญัตติ หัวหนา ความคิดเห็น อภิปราย 2) ญัตติ ประธาน มติ ถกเถียง 3) ระเบียบวาระ หัวหนา ความคิดเห็น ถกเถียง 4) ระเบียบวาระ ประธาน มติ อภิปราย


3. ขอความในขอใดที่ประธานการประชุมกลาวไดเหมาะสมเมื่อไดเสนอความเห็นของตนแลว 1) เรื่องนี้ผมทราบดีพอสมควร ควรหาขอยุติไดงาย 2) เทาที่ผมเสนอมาทานคงตองพิจารณากันเอง 3) เรื่องที่ผมเสนอ ทานจะเชื่อหรือไมก็แลวแต 4) ผมก็ไมเชี่ยวชาญเรื่องนี้หรอก ก็ไดแตลองเสนอมาใหฟงกัน 4. "ที่ประชุมมีมติใหประธานชมรมภาษาไทยนําขอเสนอแนะที่สรุปไดเสนอตอผูอํานวยการตอไป "ที่ประชุม" หมายถึงใคร 1) ชมรมภาษาไทย 2) กรรมการและสมาชิกชมรม 3) ผูเขาประชุมทั้งหมด 4) ผูจัดการประชุมและผูเขาประชุมทั้งหมด 5. เมื่อสมาชิกตองการเสนอความเห็นในที่ประชุมเพื่อคัดคานขอเสนอของรัฐมนตรีเขาตองพูดขึ้นตนตามขอใด 1) ทานรัฐมนตรีที่เคารพ 2) ทานประธานที่เคารพ 3) ทานผูมีเกียรติที่เคารพ 4) ทานสมาชิกที่เคารพ 6. ในตราสารจัดตั้งบริษัท กลาววา การประชุมใหญจะดําเนินการไดก็ตอเมื่อกรรมการบริษัทจํานวนไมนอยกวา 10 คน เขาประชุม ในการประชุมครั้งหนึ่งกรรมการจําเปนตองออกจากที่ประชุม จึงเหลือผูเขาประชุม 9 คน การประชุม ครั้งนั้นตองยุติเพราะเหตุใด 1) ไมเปนไปตามกําหนดการประชุม 2) ผิดระเบียบวาระการประชุม 3) ไมครบองคประชุม 4) ยังลงมติไมได 7. การประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อสัปดาหที่แลว คณะผูบริหารไดเสนอรางญัตติงบประมาณรายจายประจําปตอ สภาที่ประชุมไดอภิปรายกันอยางกวางขวางและในที่สุดมีมติใหรางญัตตินี้ตกไป ผลการประชุมแสดงวาที่ประชุม ใหปฏิบัติตามขอใด 1) ไมพิจารณาญัตตินี้อีก แมจะเสนอเขามาใหม 2) ใหคณะผูบริหารถอนญัตตินี้ไปปรับปรุงมาใหม 3) เลื่อนญัตตินี้ไปพิจารณาใหม 4) ไมรับญัตตินี้ 8. ขอใดไมใชหนาที่ของพิธีกรในการบรรยายตอหนาประชุม 1) ดูแลใหการบรรยายดําเนินไปอยางเรียบรอย 2) บรรยายและใหรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย 3) โนมนาวใหผูเขาประชุมเกิดความรูสึกอยากทราบเกี่ยวกับเรื่องที่จะบรรยาย 4) ใหรายละเอียดของผูบรรยายและเชื้อเชิญผูบรรยายใหเริ่มรายการเมื่อถึงเวลา 9. ประโยคใดใชภาษาไดตรงตามระเบียบแบบแผนของการประชุมมากที่สุด 1) ขณะนี้ทุกคนมาพรอมหนาพรอมตาแลว ดิฉันขอเปดประชุมเลยนะคะ 2) บัดนี้คณะกรรมการไดมาประชุมครบองคประชุมแลว ดิฉันขอเปดประชุม 3) บัดนี้มวลสมาชิกไดพรอมกัน ณ ที่ประชุมนี้แลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม 4) บัดนี้ไดเวลาอันเปนมงคลและปวงสมาชิกมาครบถวนแลว ดิฉันใครขอเปดการประชุม 10. คําในขอใดจะแทนที่ขอความที่พิมพตัวหนาไดอยางมีลําดับถูกตอง "ในการประชุมเมื่อวานนี้ไดมีการแสดงความคิดเห็นกันอยางกวางขวางทั้งฝายที่เห็นชอบกับขอเสนอและฝายที่โตแยง" 1) ถกเถียง เห็นดวย คัดคาน 2) ถกเถียง สนับสนุน คัดคาน 3) อภิปราย เห็นดวย คัดคาน 4) อภิปราย สนับสนุน คัดคาน


11. กรณีใดแสดงการใชภาษาอยางเหมาะสมกับหนาที่และบทบาทของประธานในที่ประชุม 1) ในการประชุมอยางเปนทางการขณะสมาชิกยังมาไมครบ "เอาละครับ ถึงเวลาแลว ผมไมรอละ ขอเปดประชุมเลย" 2) เมื่อเห็นราตรีนิ่งเงียบไมแสดงความคิดเห็น "คุณราตรีวาไงครับ นั่งเงียบเลย ชวยใหขอคิดเราหนอย" 3) เมื่อไดใหโอกาสแสดงความคิดเห็นกันพอสมควรแลว "เอาละนะครับ ทุกทานก็พอจะเห็นแนวทางแลว เพราะฉะนั้นผมขอมติใครเห็นดวยยกมือครับ... ใครไมเห็นดวย ยกมือครับ..." 4) เมื่อสมาชิก 2 คนโตแยงกันยืดเยื้อประธานจําเปนตองตัดบท "เอาละๆ ผมวาพอแลว ทุกทานตางก็หวังดีตอหนวยงานของเราทั้งนั้น ตางคนตางมีเหตุผล แตมันก็ตองมี คนหนึ่งผิด คนหนึ่งถูก เอาเปนวาอยาใสใจเลย ตอนนี้เลิกประชุมดีกวา" 12. เมื่อมีความเห็นขัดแยงกับที่ประชุมและทานตองการคัดคาน ทานควรหลีกเลี่ยงการคัดคานลักษณะใด 1) โดยการอางหลักฐาน 2) อางความจําเปนเกี่ยวกับเวลา 3) อางเหตุผลสวนบุคคล 4) อางบุคคลสวนใหญ 13. การจัดการประชุมเพื่อคนหาความจริง วางนโยบายและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติเปนการประชุมแบบใด 1) การประชุมชี้แจง 2) การประชุมปรึกษา 3) การประชุมสัมมนา 4) การประชุมปฏิบัติการ 14. ขอใดใชภาษาไดเหมาะสมที่สุดในการประชุม 1) ดิฉันขอทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 2) ดิฉันอยากทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 3) ดิฉันประสงคจะทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 4) ดิฉันตองการทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กนอย 15. ขณะที่มีผูอภิปรายขัดแยงกันอยูในที่ประชุม ทานตองการแสดงความคิดเห็นเพื่อชวยบรรยากาศในที่ประชุม ทานจะพูดวาอยางไร 1) ขอโอกาสใหไดเสริมความคิดของทานทั้งสองบาง 2) ขอใหไดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ทานกําลังอภิปรายแยงกันอยู 3) ขอใหประธานโปรดเลื่อนวาระการประชุมไป 4) ขอใหประธานโปรดลงความเห็นชี้ขาด เฉลย 1. 4) 2. 4) 3. 4) 4. 3) 5. 2) 6. 3) 7. 4) 8. 2) 9. 2) 10. 4) 11. 3) 12. 3) 13. 2) 14. 1) 15. 1)


โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค และโคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ 1. ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) โคลงสี่สุภาพ 3. ความหมายของชื่อเรื่อง สุภาษิตแปลวา"คําพูดที่ถือเปนคติ"ทั้งนี้เพราะสุภาษิตเปนความคิดที่ดีงามซึ่งผานการไตรตรองของปราชญมาแลว จึงปรากฏเปนถอยคําสั้นๆ จํางายและมีความไพเราะจับใจ ผูฟงสุภาษิตของไทยที่เปนที่รูจักกันแพรหลาย ไดแก สุภาษิต พระรวง สุภาษิตโลกนิติคําโคลง พุทธศาสนสุภาษิต "โสฬสไตรยางค" แยกเปน โสฬส แปลวา สิบหก, ไตรยางคแปลวา องคสาม สุภาษิตนี้จําแนกเนื้อความเปน 16 หมวด หมวดละ 3 ขอ "นฤทุมนาการ" แยกเปน นฤ แปลวา ไม, ทุมน แปลวา เสียใจ, อาการ แปลวา สภาพ กิริยา ที่ผูประพฤติยัง ไมเคยเสียใจ มีความหมายวา กิจ 10 ประการ 4. การอธิบายสุภาษิตเกี่ยวกับนามธรรม มีวิธีอธิบายได 2 วิธีคือ 1. อธิบายโดยการยกธรรมขึ้นแสดงโดยตรง 2. อธิบายโดยการเปรียบเทียบ 5. ฉันทลักษณของโคลงสี่สุภาพ ผังภูมิ 000 00 0 00 0 00 00 0 0 00 00 (00) บาท 1 บาท 2 บาท 3 บาท 4  (00) 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0้ 0 ตัวอยาง เสียงลือเสียงเลาอาง อันใด พี่เอย เสียงยอมยอยศใคร ทั่วหลา สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤๅพี่ สองพี่คิดเองอา อยาไดถามเผือ (ลิลิตพระลอ)


โคลงสี่สุภาพ บังคับเรื่อง คณะ สัมผัส เอก โท คณะ = จํานวนคําในวรรค บาท บท 1 บทมี 4 บาท 30 คํา บาทที่ 1-3 มีบาทละ 7 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 2 บาทที่ 4 มี 9 คํา วรรคหนา 5 วรรคหลัง 4 สัมผัส = 1 บท มี 3 แหง เอกโท = มีคําเอก 7 คําโท 4 คําเอก = คําที่มีรูปวรรณยุกตเอก กํากับ คําตาย ใชแทนเอกได คําโท = คําที่มีรูปวรรณยุกตโท กํากับ คําเอกโทษ = การใชเอกแทนโท คําโทโทษ = การใชโทแทนเอก "เชิญดูตูคาเหลน โคลงโลด โผนเทอญ ยกคอยอประโยชน เคาเหยี้ยง (ลิลิตสามกรุง) คําเอกโทษ ไดแกคา คอ เคา (ปกติคือคํา ขา ขอ เขา) คําโทโทษ ไดแก เหลน เหยี้ยง (ปกติคือคํา เลน เยี่ยง) 6. สาระสําคัญของเรื่อง โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางคกลาวถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรละเวน 16 หมวดหมวดละ 3 ขอดังตอไปนี้ 1. สามสิ่งควรรัก คือ ความกลา ความสุภาพ ความรักใคร 2. สามสิ่งควรชม คือ อํานาจปญญา เกียรติยศ มารยาทดี 3. สามสิ่งควรเกลียด คือ ความดุราย ความหยิ่งกําเริบ ความอกตัญู 4. สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน คือ ชั่วเลวทราม มารยา ริษยา 5. สามสิ่งควรเคารพ คือ ศาสนา ยุติธรรม ความประพฤติเปนประโยชนทั่วไปไมเฉพาะตัวเอง 6. สามสิ่งควรยินดีคือ งามตรงตรง ไทยแกตน 7. สามสิ่งควรปรารถนา คือ ความสุขสบาย มิตรสหายที่ดีใจสบายปรุโปรง 8. สามสิ่งควรออนวอนขอ คือ ความเชื่อถือ ความสงบ ใจบริสุทธิ์ 9. สามสิ่งควรนับถือ คือ ปญญา ฉลาด มั่นคง 10.สามสิ่งควรจะชอบ คือ ใจอารีสุจริต ใจดีความสนุกเบิกบานพรอมเพรียง 11.สามสิ่งควรสงสัย คือ ยอ หนาเนื้อใจเสือ กลับกลอก 12.สามสิ่งควรละ คือ เกียจคราน วาจาฟนเฟอน หยอกหยามแลแสลงฤๅขัดคอ 13.สามสิ่งควรกระทําใหมีคือ หนังสือดีเพื่อนดีใจดี 14.สามสิ่งควรจะหวงแหนฤๅตอสูเพื่อรักษา คือ ชื่อเสียงยศศักดิ์บานเมืองของตน มิตรสหาย 15.สามสิ่งควรครองระวัง คือ กิริยาที่เปนในใจ มักงาย วาจา 16.สามสิ่งควรเตรียมรับ คือ อนิจจัง ชรา มรณะ


โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ กลาวถึงกิจ 10 ประการ ที่ผูประพฤติยังไมเคยเสียใจเพราะเปนความประพฤติดีใน ไตรทวาร (กาย วาจา ใจ) อันจะยังใหเกิดผลดีแกผูประพฤติเองและตอสังคมสวนรวม ดังนี้ 1. เพราะทําความดีทั่วไป 2. เพราะไมไดพูดรายตอใครเลย 3. เพราะถามฟงความกอนตัดสิน 4. เพราะคิดเสียกอนจึงพูด 5. เพราะอดพูดในเวลาโกรธ 6. เพราะไดกรุณาตอคนที่ถึงอับจน 7. เพราะขอโทษบรรดาที่ไดผิด 8. เพราะความอดกลั้นตอผูอื่น 9. เพราะไมฟงคนพูดเพศนิทาน (พูดเท็จ, พูดเพอเจอ) 10. เพราะไมหลงเชื่อขาวรายที่คนลือกัน 7. คําศัพทที่ควรทราบ มาติกา = แมบท (อานวา มาด-ติ-กา) ธัญลักษณ = ลักษณะดี โสด = อิสระ หึงสจิต = ริษยา เสี่ยม = เสงี่ยม (เปนคําแผลง) มารษา = คําเท็จ, คําไมจริง (อานวา มาน-สา) โทษาคติ = คติอันเนื่องมาจากโทสะ ความโกรธ พรอง = พูด ปกไว = ปกปดไว ไขษย = กษัย, สิ้นไป, หมดไป เฉียบ = จัด, ยิ่งขึ้น เพศนิทาน = เรื่องเกินจริง ปายโทษ = ใหราย 8. ขอคิดที่ไดรับ สุภาษิตทั้งปวงยอมมีเนื้อหาสาระที่ใหคติในการดํารงชีวิต ชี้ใหเห็นสิ่งควรปฏิบัติและสิ่งควรเวน ผูประสงค ความเจริญในชีวิต ควรอานดวยความพินิจพิจารณา แลวเลือกนําสุภาษิตนั้นๆ ไปปฏิบัติใหเกิดประโยชนแกชีวิตของตน และสังคมสวนรวมเทาที่จะสามารถทําได


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. แมวาชูชกจะมีรูปรางที่อัปลักษณเขาลักษณะ "บุรุษโทษสิบแปดประการ" แตชูชกก็ยังคงมีสวนดีอันเปนคุณสมบัติ อยูบาง อะไรคือคุณสมบัติสําคัญของชูชก 1) ฉลาดยิ่งสิ่งแยบคาย คาดรู 2) อํานาจศักดิ์ศฤงศาร มั่งคั่ง 3) คําพูดพางลิขิต เขียนราง เรียงแฮ 4) ความรักประจักษใจ จริงแน นอนฤๅ 2. การที่พระเจาวิกรมาทิตยหลงแกปญหาใหเวตาลแสดงวาพระองคไมไดปฏิบัติตามหลักภาชิตนฤทุมนาการขอใด 1) ยินคดีมีเรื่องนอย ใหญไฉน ก็ดี ยังบลงเห็นไป เด็ดดวน 2) ขันตีมีมากหมั้น สันดาน ใครเกะกะระราน อดกลั้น 3) สามารถอาจหามงด วาจา ตนเฮย ปางเมื่อยังโกรธา ขุนแคน 4) ไปฟงคนพูดฟุง ฟนเฝอ เท็จและจริงจานเจือ คละเคลา เฉลย 1. 1) 2. 2)


มหาเวสสันดรชาดก กุมารบรรพ (กัณฑที่ 8) 1. ผูแตง เจาพระยาพระคลัง (หน) 2. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) แตงเปนรายยาว มีคาถาบาลีแทรก สันนิษฐานวา คําประพันธประเภทราย เปนคําประพันธชนิดแรกของไทย บทหนึ่งจะมีกี่วรรคก็ไดวรรคหนึ่งจะมีจํานวนคําตั้งแต 6 คําขึ้นไป มีสัมผัสระหวางวรรค คําสุดทายของวรรคหนาสงสัมผัสไปยังคําหนึ่งคําใดของวรรคตอไป 3. จุดประสงคในการแตง ใชสําหรับเทศนมีการยกศัพทบาลีขึ้นนํากอน แลวแตงรายตาม มีคาถาบาลีสลับแทรก เปนระยะ 4. ความหมายของชาดก "ชาดก" มาจากคําวา "ชาตก" แปลวา การเกิด หมายถึง เรื่องราวของพระโพธิสัตวซึ่งบําเพ็ญบารมีในพระชาติ ตางๆ เพื่อจะตรัสรูเปนพระพุทธเจา อาจจะเปน เทวดา มนุษยสัตวก็ไดเรื่องราวของพระพุทธเจาตอนที่เสวยพระชาติ เปนพระโพธิสัตวนั้นมีหลายชาติแตพระชาติที่สําคัญมี10 ชาติเรียกวา "ทศชาติชาดก" ไดแก 1. พระเตมีย (ใบ) ทรงบําเพ็ญเนกขัมมบารมีคือ การออกบวช 2. พระมหาชนก ทรงบําเพ็ญวิริยบารมีคือ มีความเพียร 3. พระสุวรรณสาม ทรงบําเพ็ญเมตตาบารมีคือ ความมีเมตตา 4. พระเนมิราช ทรงบําเพ็ญอธิษฐานบารมีคือ มีความตั้งใจมั่น 5. พระมโหสถ ทรงบําเพ็ญปญญาบารมีคือ ความมีปญญา 6. พระภูริทัต ทรงบําเพ็ญศีลบารมีคือ มีศีล 7. พระจันทกุมาร ทรงบําเพ็ญ ขันติบารมีคือ มีความอดทน 8. พระนารท ทรงบําเพ็ญอุเบกขบารมีคือ รูจักทําใจวางเฉย 9. พระวิทูร ทรงบําเพ็ญสัจจบารมีคือ มีสัจจะ 10. พระเวสสันดร ทรงบําเพ็ญทานบารมีคือ การให, เสียสละ รายยาวมหาเวสสันดรชาดกเปนชาดกเรื่องใหญที่สุด ในชาตินี้พระโพธิสัตวไดบําเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญครบถวน 10 ประการ มีทานบารมีเปนสูงสุด เรียกการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรวา "เทศนมหาชาติ" 5. วรรณกรรมที่เกี่ยวของกับเรื่องมหาเวสสันดรชาดก มี 3 เลม คือ 1. มหาชาติคําหลวง เมื่อ พ.ศ. 2025 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถไดโปรดใหประชุมนักปราชญและกวีแตงดวย คําประพันธหลายชนิด คือ โคลง ฉันทกาพยราย ใชสําหรับสวดใหพุทธศาสนิกชนฟง 2. กาพยมหาชาติเมื่อ พ.ศ. 2170 สมเด็จพระเจาทรงธรรมไดโปรดใหนักปราชญราชบัณฑิตแตงมหาเวสสันดรชาดกเปนรายยาว ใชสําหรับเทศนแตไมเปนที่นิยม เพราะไมสามารถเทศนจบในวันเดียว 3. มหาชาติกลอนเทศนหรือรายยาวมหาเวสสันดรชาดก เปนมหาชาติฉบับแปลสําหรับเทศนใหจบภายในวันเดียว แตงดวยรายยาวมีมากมายหลายสํานวน เมื่อกระทรวงศึกษาธิการจะนํามาใชเปนแบบเรียน ไดคัดเลือกสํานวนที่ดีรวมกัน 13 กัณฑเรียกวา รายยาวมหาเวสสันดรชาดก ฉบับกระทรวงศึกษา ซึ่งไดรับยกยองจากวรรณคดีสโมสรใน รัชกาลที่ 6 ใหเปนยอดวรรณคดีประเภทกลอนกาพย


6. การเทศนคาถาพัน คือการเทศนเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งมีความยาว 1,000 พระคาถา (คาถา = ฉันท บทหนึ่งมีสี่บาท ฉันทที่ใชในการแตงมหาเวสสันดรชาดกเรียกวา ปฐยาวัตฉันท) มีทั้งหมด 13 กัณฑดังนี้ กัณฑ จํานวนคาถา สํานวนที่ไดรับเลือก เพลงประจํากัณฑ ทศพร หิมพานต ทานกัณฑ วนปเวสน ชูชก จุลพน มหาพน กุมาร มัทรี สักกบรรพ มหาราช ฉกษัตริย นครภัณฑ 19 134 209 57 79 35 80 101 90 43 69 36 48 รวม 1,000 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สํานักวัดถนน รัชกาลที่ 4 สํานักวัดสังขกระจาย รัชกาลที่ 4 พระเทพโมฬี (กลิ่น) เจาพระยาพระคลัง (หน) เจาพระยาพระคลัง (หน) รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 4 สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สาธุการ ตวงพระธาตุ พญาโศก พญาเดิน เซนเหลา คุกพาทย เชิดกลอง โอดเชิดฉิ่ง ทยอยโอด กลม กราวนอก ตระนอน กลองโยน 7. ประเพณีการเทศนมหาชาติ ประเพณีการเทศนมหาชาติมีมาตั้งแตสมัยอยุธยา ตามปกตินิยมจัดเทศนมหาชาติระหวางเดือน 12 (พฤศจิกายน) กับเดือนอาย (ธันวาคม) บริเวณที่จัดเทศนมหาชาติมีการประดับดวยตนกลวย ตนออย ใหคลายนิโครธาราม (นิโครธ = ตนไทร) ซึ่งเปนสถานที่ที่พระพุทธเจาตรัสเทศนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ความนิยมในการฟงเทศนมหาชาติหรือเทศนคาพัน คือ ตองฟงใหจบใน 1 วัน เพื่อจะไดมหานิสงสไดพบศาสนา พระศรีอาริยเมตไตรยในที่สุด 8. เนื้อเรื่องยอ ชูชกเดินทางไปถึงอาศรมพระเวสสันดร ตามทางที่อัจจุตฤๅษีชี้ใหในเวลาโพลเพลใกลคํ่า ชูชกยังไมเขาไปทูลขอสอง กุมารทันทีเพราะพระนางมัทรีกลับสูอาศรมแลว เกรงวาพระนางมัทรีจะทรงขัดขวางการทําทานของพระเวสสันดร ชูชก จึงนอนคางคืนอยูที่ซอกผาใกลพระอาศรม คืนนั้นพระนางมัทรีเสวยบุรพนิมิตวา มีชายอวนใหญผิวดํานุงผาและคาดพุง ดวยผายอมฝาด ทัดดอกไมแดงทั้งสองหูมือขวาถือดาบพังประตูเขามา ฉวยมุนมวยผมพระนางฉุดกระชากใหนอนหงาย ฟนแขนสองขางของพระมัทรีควักดวงตาดวงใจไป พระนางมัทรีขอใหพระเวสสันดรทํานายความฝน พระเวสสันดรทรง ทํานายเลี่ยงวาพระสุบินนี้เกิดจากธาตุทั้งสี่วิปริตมิควรกังวล รุงเชาพระนางมัทรีทรงฝากฝงพระโอรสพระธิดาไวกับ พระเวสสันดร ชูชกขึ้นมาเฝาพระเวสสันดร ทูลขอพระกัณหาชาลีซึ่งพระเวสสันดรก็ทรงยกใหสองกุมารเกรงภัยจากชูชก จึงหนีลงไปซอนตัวในสระบัว พระเวสสันดรเสด็จไปตามสองกุมาร ไดตรัสเรียกสองกุมารขึ้นมาจากสระเปนอุปมาโวหาร โดยเปรียบสองกุมารเปนดุจเรือสําเภาทองที่พระองคจะทรงใชเสด็จไปสูพระโพธิญาณ สองกุมารเกิดขัตติยมานะขึ้นมาจากสระ พระเวสสันดรก็ทรงกําหนดคาไถสองกุมาร เมื่อพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกชูชกแลว ชูชกเฆี่ยนตีสองกุมาร เฉพาะพระพักตร ฉุดกระชากลากไปโดยไมปรานี สองกุมารไดพรํ่ารําพันจนพระเวสสันดรเกิดความเศราโทมนัสและ จะฆาชูชกเสีย แตก็ทรงใชปญญาบารมีและอุเบกขาบารมี ตรัสสอนพระองคเองวาพระราชทานสองกุมารใหชูชกไปแลว ไมควรยุงเกี่ยวดวย ในที่สุดชูชกก็พาสองกุมารเดินทางออกพนประตูปาในเวลาเย็นยํ่าคํ่า


9. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 9.1 เราควรเสียสละประโยชนสวนตนเพื่อประโยชนยิ่งใหญของสวนรวมไดถึงแมจะลําบากสักเพียงใดก็ตาม 9.2 การรักษาวาจาสัตยความกตัญูกตเวทีความมีขันติและอุเบกขา เปนคุณธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติ 9.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่องเวสสันดรชาดกเปน คานิยมเชิงโลกุตระ คือ คานิยมที่เหนือโลกเหนือสามัญชน เปนคานิยมของอริยบุคคลที่ปรารถนาในพุทธภูมิ (อธิษฐานขอเปนพระพุทธเจา) เพื่อชวยสัตวโลกใหพนจาก วัฏสงสาร คือ การเวียนวายตายเกิด 10.ความรูประกอบเรื่อง 10.1 นิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีปรากฏในคัมภีรพระพุทธศาสนา ถือเปนพระพุทธวัจนะ มีทั้งหมด 550 เรื่อง 10.2 ปญญาสชาดก คือ ชาดกนอกนิบาต หรือ พาหิรกชาดก เปนชาดกนอกคัมภีรพระพุทธศาสนา พระภิกษุ ชาวเชียงใหมเปนผูแตงขึ้นราว พ.ศ. 2000-2200 10.3 มหานิบาตชาดก คือ ชาดกที่มีพระคาถามากกวา 80 พระคาถา 10.4 จุณณียบท คือ บทนําเรื่องในแตละกัณฑ 10.5 แหลสําเภาทอง คือ บทแหลตอนพระเวสสันดรทรงเรียกสองกุมารขึ้นจากสระ การแตงกัณฑเทศนใน กัณฑกุมาร จะตกแตงเปนรูปเรือสําเภา 10.6 ลักษณะฝน 4 ลักษณะ คือ 1. บุรพนิมิต ฝนบอกลางลวงหนา 2. จิตนิวรณ ฝนเพราะใจเปนหวงเปนกังวลถึง 3. เทพสังหรณ ฝนดวยเทวดาบันดาลใหฝน 4. ธาตุโขภ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต 10.7 สมดึงสบารมีคือ บารมี 30 ประการ มีทศบารมี10 ประการ อุปบารมี10 ประการ และปรมัตถบารมี (บารมีสูงสุด) 10 ประการ 10.8 สัตตสดกมหาทาน คือ การบริจาคทานหมวดละ 700 สิ่ง ไดแก ชาง มา รถ นางสนม โคนม ทาสหญิง ทาสชาย อยางละ 700


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การแสดงกิริยา "จําจะขูเสียใหราบปราบเสียแตเดิมที" ของชูชกเมื่อพบชาลีกัณหาครั้งแรกเปนกิริยาชนิดใด 1) ตัดไมขมนาม 2) ตีปลาหนาไซ 3) เชือดไกใหลิงดู 4) ตัดไฟแตตนลม 2. การบริจาคบุตรเปนทานในเรื่องเวสสันดรชาดก เปนการกระทําที่ตรงกับการกระทําในขอใด 1) การทําดีตองใชเวลามาก 2) การทําดีตองอดทนมาก 3) การทําดีตองเสียสละมาก 4) การทําดีตองลงทุนมาก 3. หนังสือมหาชาติที่เกาแกที่สุดคือเรื่องใด 1) มหาชาติกลอนเทศน 2) มหาชาติคําหลวง 3) กาพยมหาชาติ 4) รายยาวมหาชาติ อานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 4-7 อันวาเฒาชราทิชาชาติเมื่อไดรับพระราชทานสองกุมารไดแลว เฒาใจแกลว ก็ฉุดกระชากลากสองกุมารมา ผูกพัน พระพี่นองสองกระสันเขาใหมั่นกับมือ ปลายเชือกขางหนึ่งนั้น ถือตามตีตอนสองบังอรมาตอหนาสมเด็จพระบิดา ไมปรานี... เมื่อชูชกพฤฒาจารยพาสองกุมารมาเต็มพัก ถึงทางตะกุกตะกักกอนศิลา เฒาชราเดินทะลุทะลาดเหยียบ พลาดลมผลุง เครือเถาสะดุงหลุดออกจากขอพระกร สองบังอรก็วิ่งมาสูสํานักพระบิดา เฒาชราฉวยไดไมเรียว ไมไลขบฟน ฉุดลากกระชากรันดวยโทโส เสมือนหนึ่งจะเชือดเนื้อหนังกินเสียทั้งเปนเห็นเวทนา... 4. เหตุผลขอใดสําคัญที่สุดที่กวีแตงใหสองกุมารถูกทารุณจากชูชก 1) ใชเปนบทเทศนใหกินใจผูฟง 2) กวีตองการแสดงอารมณนาเวทนา 3) เนนการเสียสละอันยากยิ่งของพระเวสสันดร 4) แสดงบุคลิกภาพดานรายของชูชกใหปรากฏชัดเจน 5. คําวา "ทิชาชาติ" นอกจากจะใชพราหมณแลว ยังใชกับอะไรไดอีก 1) นก 2) ลิง 3) เสือ 4) สุนัขจิ้งจอก 6. ถาเทียบเคียงสภาพการณปจจุบัน การบริจาคทานของพระเวสสันดรจะใกลเคียงกับลักษณะใดที่สุด 1) คุณธรรมที่นักปกครองพึงมี 2) การชวยลดชองวางระหวางชนชั้น 3) การสังคมสงเคราะหแกผูประสบภัย 4) การเตรียมการเพื่อประโยชนแหงตนของนักการเมือง 7. ขอความที่ยกมานี้ดีเดนในดานใด 1) ดําเนินเรื่องรวดเร็ว 2) ใชคําไดกระชับรัดกุม 3) คําที่ใชสื่อภาพไดอารมณ 4) ใหภาพพจนเปรียบเทียบ 8. เหตุการณใดตอไปนี้เกิดขึ้นกอนเหตุการณอื่นๆ ในเรื่อง "มหาเวสสันดรชาดก" 1) ฝนโบกขรพรรษตกที่กรุงกบิลพัสดุ 2) ฝนโบกขรพรรษตกที่บรรณศาลา เขาวงกต 3) พระอินทรประทานพร 10 ประการ แกพระนางผุสดี 4) พระอินทรประทานพร 8 ประการ แกพระเวสสันดร


9. ขอใดแสดงใหเห็นความเชื่อตามคติทางพระพุทธศาสนาอันเปนแนวคิดรวบยอดของมหาเวสสันดรชาดรกัณฑกุมาร 1) จึงเอาพระปญญาวินิจฉัยเขามาขมโศก วาบุตรวิโยคทั้งนี้บังเกิดเพราะมีความรัก จําจะเอาอุเบกขาเขามาประหาร หักใหเสื่อมหาย 2) หญิงชายผูใดเลยเกิดมาในหวงมหรรณพภพสงสาร ยังมิถึงซึ่งพระนิพพานตราบใดก็ยอมตองทุกขโพยภัย ประหาร ปานประหนึ่งวาตัวเราฉะนี้ 3) ขาแตเทพเจาทั้งหลายเอย อันศักดิ์สิทธิ์สถิตที่เครือหญาลดาวัลยอันทรงทิพยกรรณ ทิพยเนตร ไดโปรดเกศเกลา กระหมอมฉันดวยชวยบอกพระมารดา 4) กรรมเอยกรรม ชะรอยวากรรมกัณหานอยนี้ไดกระทําไวแตชาติหลัง จึงไดเผอิญพระพอเจาชิงชังไมดูหนามา เมินเฉย โอกรรมเอยเห็นจะสิ้นวาสนาของแกวกัณหานี้เสียจริงๆ 10. "พราหมณเอยจงมารับพระราชทานสองกุมารแตโดยดี เธอก็หลั่งอุทกวารีลงในมือพราหมณ" พฤติกรรมที่ พระเวสสันดรกระทํานี้มีแนวคิดเปนไปในทํานองเดียวกันกับพิธีกรรมใด 1) การกรวดนํ้า 2) การรดนํ้าศพ 3) พระภิกษุประพรมนํ้าพุทธมนต 4) การหลั่งนํ้าในงานสมรส 11. ถาจะรับเปนเจาของกัณฑเทศนมหาชาติกัณฑกุมาร แตตองการเลี่ยงไมใชสําเภาทองจําลองเปนเครื่องกัณฑเทศน ควรจะใชสิ่งใดแทนจึงจะเหมาะที่สุด 1) ดอกบัว และใบบัว 2) กลวย ออย และผลไม 3) ตุกตาเด็กหญิง เด็กชาย 4) ใบทองพันชั่ง และตุกตาสัตวตางๆ เฉลย 1. 1) 2. 3) 3. 2) 4. 3) 5. 1) 6. 3) 7. 3) 8. 1) 9. 4) 10. 4) 11. 2)


ลิลิตตะเลงพาย 1. ผูประพันธสมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระนามเดิมวา พระองคเจาวาสุกรีเปนพระเจา ลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก เมื่อพระชนมายุ ประมาณ 12 พรรษา ทรงผนวชเปนสามเณร และทรงไดรับอุปสมบทเปนพระภิกษุประทับที่ตําหนักวาสุกรีวัดพระเชตุพนฯ ผลงาน พระนิพนธตางๆ มีทั้งตําราและวรรณคดี ไดแก พระราชพงศาวดารฯ ตํารับฉันท มาตราพฤติ และวรรณพฤติสรรพสิทธิ์คําฉันท กฤษณาสอนนองคําฉันท ลิลิตตะเลงพาย มหาชาติ11 กัณฑ (เวนกัณฑมหาพน และมัทรี) พระปฐมสมโพธิกถา และยังมีหนังสือเบ็ดเตล็ดตางๆ เชน โคลงฤๅษีดัดตน โคลงกลบท และเพลงยาวเจาพระ ปพ.ศ. 2533 เปนป 200 ปกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2. จุดประสงคในการแตง เพื่องานพระราชพิธีฉลองตึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 3. ลักษณะคําประพันธ (รูปแบบ) เปนลิลิตสุภาพ ซึ่งประกอบดวย รายสุภาพและโคลงสุภาพ (โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพ โคลงสี่สุภาพ) สลับกันตามความเหมาะสมของเนื้อความในเรื่อง 4. กลวิธีในการประพันธ ลิลิตตะเลงพาย เปนลิลิตที่ไดรับการยกยองวาเปนหนังสือประเภทมหากาพย ศัพท สํานวนและโวหาร ใชถอยคํา ประณีตไพเราะ มีคุณคาทางวรรณศิลป ใหความรูในดานตางๆ เชน ประวัติศาสตร ประเพณี ตําราพิชัยสงคราม ตลอดจนหลักธรรมะ ลิลิตตะเลงพาย จัดอยูในประเภทวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริยเชนเดียวกับลิลิตยวนพายซึ่งเปนวร รณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนตน เนื้อเรื่องเปนการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในการทํายุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนไดรับชัยชนะ 5. สาระสําคัญของเรื่อง เริ่มตนเปนรายกลาวถึงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย ตามขนบการแตงลิลิตดําเนินเรื่องตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ตั้งแตพระมหาธรรมราชาสวรรคต (พ.ศ. 2133) พระราชโอรสทั้งสองพระองคคือพระนเรศวร และพระเอกทศรถ ขึ้นปกครองประเทศ พระนเรศวรเตรียมทัพไปรบเขมร ทางฝายเมืองมอญ (พมา) พระเจาหงสาวดี เตรียมทัพมารบกับไทย เพราะคาดคะเนวา เมื่อขึ้นแผนดินใหม อาจจะมีการแยงชิงราชสมบัติกัน พระมหาอุปราชา เปนแมทัพยกมารบไทย พระนเรศวร จัดกําลังทัพไปรับศึกนอกพระนครศรีอยุธยาทันเวลา ทัพไทยและทัพมอญไดเขา ประชิดกัน ณ ตําบลตระพังตรุ พระนเรศวรไดชัยชนะในการรบหัวเมืองเหนือทั้งหมดเขามาสวามิภักดิ์ตอแผนดินไทย ขยายพระราชอาณาจักรออกไปไดกวางขวาง 6. ความรูประกอบเรื่อง 6.1 "ตะเลง" เปนภาษาพมา แปลวา "ชนชาติมอญ" เมื่อพมาไดมอญเปนเมืองขึ้นไดยายเมืองหลวงจากตองอู มาอยูหงสาวดีซึ่งเปนเมืองหลวงของมอญ พมายกกองทัพมาตีไทย ไดเกณฑหัวเมืองมอญมารวมรบ คนไทยจึงเรียก กองทัพของพมาวาเปนกองทัพมอญไปดวยดังนั้นคํา "ตะเลงพาย" จึงแปลวา "มอญแพ"ทั้งนี้หมายถึง "พมาแพ"นั่นเอง 6.2 ผูชวยทรงนิพนธเรื่องลิลิตตะเลงพาย คือ พระองคเจากปษฐาขัตติยกุมาร กรมหมื่นกูบาลบริรักษ


6.3 ตัดไมขมนาม เปนพิธีอยางหนึ่ง กระทํากอนยกทัพไปปราบศัตรู กิจการพิธีคือ ตั้งโรงพิธีวงสายสิญจน แลวใหเอาดินปนเปนขาศึกเขียนชื่อและลงยันตกํากับ หอดวยกาบกลวยนําเขาพิธีปลุกเสกแลวนําไปมัดติดกับตนไมที่มี ชื่อรวมตัวอักษรกับชื่อขาศึกนําตนไมนี้มาปกลงในหลุมในโรงพิธีพอถึงกําหนดฤกษผูที่รับมอบอํานาจจากพระเจาแผนดิน ก็ เชิญพระแสงอาญาสิทธิ์ไปยังโรงพิธียางเขาฟนไมและรูปขาศึกนั้นแลวไปเขาเฝาพระเจาแผนดินกราบทูลวาไดปราบปราม ขาศึกมีชัยชนะตามพระกระแสรับสั่งแลวเปนอันเสร็จพิธี 6.4 โขลนทวาร ประตูปา ทําตามตําราพราหมณ เปนซุมสะดวยกิ่งไมและใบไมสําหรับใหกองทัพเดินลอด มีพราหมณนั่งบนรานสูงที่ประตูขางละคน คอยพรมนํ้าเทพมนตรเปนการบํารุงขวัญทหารเพื่อความสวัสดีมีชัย 6.5 ละวาเซนไก เปนประเพณีของชาวละวามาแตเดิม ที่พิธีบวงสรวงเทวดาเจาปาโดยผูทําพิธีตั้งเครื่องสังเวย บวงสรวงเทวดา อธิษฐานขอใหทําการสําเร็จแลวเสี่ยงทาย โดยถอดกระดูกคางไกเครื่องเซนตัวหนึ่งมาดู ถากระดูกยาวเรียง มีขอถี่ถือวาเปนนิมิตดีพิธีนี้ชาวละวาอาจไดมาจากอินเดียก็ได 6.6 เคลื่อนพลตามเกล็ดนาค ตําราพิชัยสงครามกําหนดวันเคลื่อนทัพวา วันใดนาคหันหัวไปทางทิศใด แลวใหเคลื่อนทัพไปทางทิศนั้น คือ "ตามเกล็ดนาค" ถือวาเปนสิริมงคล 6.7 ชัยภูมิคือ ที่ตั้งคายซึ่งจะทําใหชนะขาศึกไดมีปรากฏในตําราพิชัยสงคราม "ครุฑนาม" คือ มีตนไมใหญ 1 ตนขึ้นอยูเหนือจอมปลวกหรือภูเขา "สีหนาม"คือมีตนไมใหญ 3 ตนขึ้นอยูบนจอมปลวกหรือภูเขา เรียกอีกชื่อหนึ่งวา ชัยภูมิ "พยุหไกรสร" 6.8 ลักษณะความฝนตามคติโบราณ มี 4 ลักษณะ คือ ก. บุรพนิมิต คือ ฝนบอกลาง หรือฝนบอกเหตุการณลวงหนา ข. จิตนิวรณคือ ฝนเพราะใจกังวล ค. เทพสังหรณคือ ฝนเพราะเทวดาบันดาลใหฝน ง. ธาตุโขภ คือ ฝนเพราะธาตุในกายวิปริต แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง จงอานคําประพันธตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 1-3 บัดดลวลาหกซื้อ ชระอับ อยูแฮ แหงทิศพายัพยล เยือกฟา มลักแลกระลายกระลับ ลิวลง ไปเฮย เผยผองภาณุเมศจา แจมแจงแสงฉาน 1. ลักษณะธรรมชาติที่ปรากฏในคําประพันธนี้โบราณถือวาเปนเครื่องชี้แนะอนาคตอยางไร 1) การปกครองการงานจะประสบผลดี 2) การประกอบการงานจะไดรับความสะดวก 3) การประกอบการงานจะแคลวคลาดภยันตราย 4) การประกอบการงานจะไดรับความสบายใจ 2. คําประพันธขางตนนาจะแสดงความรูตรงกับขอใดมากที่สุด 1) อึดอัดใจแลวสบายใจ 2) หดหูหัวใจแลวสบายใจ 3) เกือบหมดหวังแลวสมหวัง 4) กลัดกลุมใจ แลวโลงอก


3. ลักษณะสัมผัสชิดในคําประพันธขางตนเหมือนกับสัมผัสในขอใด 1) พอประสบพบเห็นเยนเนอรัล 2) หมทายเยิ่นเดินคูกัน 3) งามดังเปลวเพลิงปามาเนรมิต 4) ขุนชางชิงนางจากหอหอง 4. "เขารวิวารมหันตวันสิบเอ็ดขึ้นคํ่า ยํ่ารุงสองนาฬิกา เศษสังขยาหาบาท" ตรงกับวันเวลาใด 1) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที 2) วันอาทิตยขึ้น 11 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที 3) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 2 นาฬิกา 5 นาที 4) วันอาทิตยที่ 11 ขึ้น 1 คํ่า เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที 5. จากขอ 4 วันเวลาดังกลาวเปนวันสําคัญอะไร 1) พระนเรศวรเสวยราชย 2) พระนเรศวรทรงพระสุบิน 3) พระนเรศวรทรงยกกองทัพไปรับศึกพมา 4) พระนเรศวรทรงมีชัยในสงครามยุทธหัตถี 6. ขอความจาก "ลิลิตตะเลงพาย" ที่คิดมานี้คําวา "ธ" คําใดเปนสรรพนามแทนบุคคลที่ตางจากขอความอื่น 1) ธ ใหเชิญพระอัยการศึก ปรึกษาโทษขุนทัพ สรรพทั้งมวลหมูมาตย 2) ขาศึกยลแสยงฤทธิ์บพิตร ธ เทียบทัพหลวง โดยกระทรวงพยุหบาตร 3) แลว ธ บรรหารตระบัด วาเราจัดจตุรงคจะไปยงยอยุทธ ยังกัมพุชพารา 4) ศรีสวัสดิ์ฤกษอุดม บรมนรินทรดาลสดับ ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูห 7. "จึ่งสมเด็จพระวันรัต วัดปาแกวแคลวคลา กับราชาคณะสงฆยี่สิบหาองคสองแผนก" คือที่พิมพตัวหนานี้หมายความวา อยางไร 1) คามวาสีกับอรัญวาสี 2) มหายานกับหินยาน 3) คันถธุระกับวิปสสานาธุระ 4) มหานิกายกับธรรมยุติกนิกาย 8. นอกจากจะไมปรากฏบทแสดงอารมณขัน ซึ่งถือเปนลักษณะเดนประการหนึ่งของวรรณคดีไทยแลว ลิลิตตะเลงพาย ยังขาดรสวรรณคดีไทยรสใด 1) เสาวรจนี 2) นารีปราโมทย 3) พิโรธวาทัง 4) สัลลาปงคพิสัย 9. จากคําประพันธบทนี้ขอใดไมสอดคลองกับความคิดของผูเขียน ขุนเสียมสามรรถตาน ขุนตะเลง ขุนตอขุนไปเยง หยอนหาว ยอหัตถเทิดลบองเลบง อังกุศ ไกวแฮ งามเรงงามโททาว ทานสูศึกสาร 1) คูศึกงามสมกัน 2) คูศึกเกงพอกัน 3) ขุนเสียมมีความสามารถมากกวาขุนตะเลง 4) ขุนเสียมหาวหาญกวาขุนตะเลง 10. ขอใดที่มาจากอารมณสะเทือนใจที่ตางจากกลุม 1) จําใจจําจากสรอย อยูแมอยาละหอย หอนชาคืนสม แมแล 2) นวลพระพักตรผองเผือด เลือดสลดหมดคลํ้า ชํ้ากมลหมองมัว 3) นํ้าพระทัยเธอขอนๆ คิดไมขาด เสด็จนิวัติลีลาศคืนหลัง 4) ทันใดนํ้าตาเจากรรมพลัดไหลออกมา เมื่อมองสะดุดไปเห็นถุงยาเสนกับกลองของเขาเขา


11. เมื่อพิจารณาจากการใชคําในคําประพันธตอไปนี้ผูแตงนาจะมุงใหผูอานรูสึกอยางไร "อุรารานราวแยก ยลสยบ เอนพระองคลงทบ ทาวดิ้น เหนือคอคชซอนซบ สังเวช วายชีวาตมสุดสิ้น สูฟาเสวยสวรรค" 1) เห็นใจ 2) สะเทือนใจ 3) สะใจ 4) สมเพช 12. คําประพันธในขอ 11 ดีเดนในดานใด 1) จังหวะ 2) ความหมาย 3) การสรรคํา 4) ภาพพจน 13. ขอใดดีเดนทั้งคําและภาพพจนเปรียบเทียบ 1) วูวางวิ่งฉับฉิว ปลิวประเลหลมพาน 2) เสียงคระโครมเครงครื้นครั่น นํ้าฝนสวรรคก็เฟองฟุงเปนฟองฝอย 3) เมขลาเหาะลอยลอแกวอยูวับวับ รามสูรขยับขยิกขยี้ 4) หยาดเยิ้มเปนหยาดแยม อาบสองแกมแกมยินดี 14. "เจาอยุธยามีบุตร ลวนยงยุทธเชี่ยวชาญ หาญหักศึกบมิยอ ตอสูศึกบมิหยอน ไปพักวอนวาใช ใหธ หวง ธ หาม แมนเจาครามเคราะหกาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรียสรางเคราะห" ขอความที่ยกมามีจุดมุงหมายใหผูถูกวาเกิดความรูสึกอยางไร 1) เสียใจ 2) อับอาย 3) เกิดความมานะ 4) รูผิดชอบชั่วดี 15. ในการเขียนงานวรรณกรรมจากพงศาวดาร กวีมักจะตองสอดแทรกจินตนาการเขาไวดวย เพื่อใหงานเขียนนาอาน ยิ่งขึ้น ขอความตอไปนี้ขอใดเปนเรื่องที่แทรกเขามา 1) ธ ใหโทรหามหุติฤกษซึ่งจะเบิกพยุหยาตรา 2) ธ ใหตรวจทัพเตรียมพล โดยชลมารคพยูหสูตําบลปาโมก 3) ธ ก็สรงธาราเสาวรภยตรลบสุคนธกําจร ทรงบวรวิภูษา รัดพัสตราตรูเนตร 4) แลว ธ สั่งพวกขุนพล เทียบพหลทุกทัพ สรรพแตสามยามเสร็จ ตีสิบเอ็ดนาฬิกา เฉลย 1. 1) 2. 1) 3. 4) 4. 1) 5. 3) 6. 2) 7. 3) 8. 2) 9. 2) 10. 1) 11. 1) 12. 4) 13. 1) 14. 3) 15. 3)


พระบรมราโชวาท 1. ผูประพันธ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 2. ลักษณะคําประพันธ รอยแกวเชิงเทศนาโวหาร จํานวน 2 องคมีลักษณะแตกตางกันดังนี้ องคที่ 1 เปนวาทนิพนธคือ มีตนฉบับเรียบเรียงไวกอน องคที่ 2 เปนพระบรมราโชวาทที่ไมมีตนฉบับ แตเรียบเรียงขึ้นตามที่ไดบันทึกพระสุรเสียงไว 3. ความหมายของวาทนิพนธ วาทนิพนธหมายถึง ขอความที่แตงหรือเรียบเรียงขึ้นไวสําหรับพูดโดยตรง ภาษาที่ใชจึงกะทัดรัด สละสลวย ลําดับความคิดและถอยคําอยางมีระเบียบงดงาม แตถามีความยาวมากเกินไปผูฟงอาจคลายความสนใจไดงาย รวมทั้ง ถาใจความที่กลาวไมเหมาะสมสอดคลองกับภาวะ เหตุการณและสถานภาพของผูฟง การพูดแบบไมมีตนราง ผูกลาวไมมีโอกาสเลือกเฟน ขัดเกลา เนื้อหาสาระ ถอยคําสํานวนภาษาที่ใชอาจจะ ไมกะทัดรัด สละสลวย หรือพูดวกวนไปบาง แตสามารถเรียกรองความสนใจจากผูฟงไดนานกวา เนื่องจากเปนการพูด ตามธรรมชาติเขากับเหตุการณสถานการณแวดลอมจึงมีโอกาสที่จะใชอวัจนภาษาดึงดูดความสนใจจากผูฟงไดมากกวา วาทนิพนธ 4. การพิจารณาวาทะของบุคคล พิจารณาไดจาก 4.1 เนื้อหาความคิด พิจารณาวาจุดมุงหมาย ความคิดที่ปรากฏเปนขอความรู ขอคิดเห็น ขอสังเกต ฯลฯ เปนความคิดที่มีเหตุผลหรือไมมีหลักฐานนาเชื่อถือเพียงใด 4.2 การลําดับความคิด พิจารณาวากลวิธีในการเริ่มตน การคลี่คลาย และการลงสรุป มีความพอเหมาะพอดี หรือไม วิธีการใชภาษาชัดเจนเพียงใด 4.3 การใชภาษาแสดงความคิด พิจารณาวาภาษาที่ปรากฏในวาทะนั้นแจมแจง กระชับและมีชีวิตชีวาหรือไม การเขาประโยคและการเรียบเรียงประโยคกลมกลืนกันเปนอยางดีหรือไม 5. สาระสําคัญของพระบรมราโชวาท พระบรมราโชวาททั้ง 2 องค คัดมาจากหนังสือชุดประมวลพระราชดํารัสและพระบรมราโชวาทที่พระราชทาน ในโอกาสตางๆ ซึ่งสํานักราชเลขาธิการไดจัดพิมพเนื่องในโอกาสงานพระราชพิธีฉัตรมงคลทุกป 5.1 พระบรมราโชวาทองคที่ 1 พระราชทานแกคณะอาจารยครูและนักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล ณ ศาลาเริง พระราชวังไกลกังวล เมื่อวันจันทรที่ 13 มิถุนายน 2520 ทรงแสดงความยินดีกับผูที่ไดรับรางวัลเรียนดี การไดรับรางวัลแสดงถึงความตั้งใจและความอุตสาหะพยายาม ที่จะเลาเรียนและหาความรูใสตัว วิธีที่จะหาความรูนั้น จะตองทําใจใหแนวแน เขมแข็ง พรอมดวยความหมั่นขยัน ที่จะเรียนเชื่อฟงและเคารพครูในสวนครูก็มีหนาที่จะตองใหความรูแกเด็กๆดวยความเมตตาดวยความหวังดีทรงแนะนํา ให ทั้งครูและนักเรียนทําหนาที่ของตนเองใหเต็มความสามารถ เพื่อใหไดชื่อวาชวยสวนรวมคือชาติใหมีความมั่นคง และ ทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรแกครูและนักเรียนทุกคน 5.2 พระบรมราโชวาทองคที่ 2 พระราชทานแกคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทย ณ ศาลาดุสิดาลัย วันศุกรที่ 28 ธันวาคม 2516


พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเริ่มตนโดยกลาวถึงคณะศูนยกลางนักเรียนอาชีวศึกษาแหงประเทศไทยเขาเฝาฯ เพื่อทูลเกลาฯ ถวายเงินและสิ่งของโดยเสด็จพระราชกุศลชวยเหลือผูประสบภัยธรรมชาติทางภาคใตซึ่งนับเปนการกระทําที่ดี เพราะนอกจากเปนการบําเพ็ญประโยชนชวยเหลือผูอื่นในยามเกิดทุกขภัยแลวยังกอใหเกิดความสามัคคี อันเปนกําลังสําคัญที่ ทําใหชาติมั่นคงอยูได ตอนทายของพระบรมราโชวาทมีพระราชดํารัสพระราชทานเงินทุนสําหรับใหศูนยใชเพื่อกิจการของศูนย และทรงจบพระบรมราโชวาทดวยการพระราชทานพรปใหมใหผูฟงไดรับความสุขและความดี โดยพลังของกุศลที่ไดทํา และใหประสบความสําเร็จทุกประการ ศิลาจารึกพอขุนรามคําแหง 1. ผูประพันธพอขุนรามคําแหงมหาราช 2. ลักษณะคําประพันธรอยแกว บางตอนมีสัมผัสคลองจอง 3. ลักษณะศิลาจารึก เปนแทงศิลารูปสี่เหลี่ยมมียอดแหลมสูง 1 เมตร 11 เซนติเมตรกวาง 35 เซนติเมตร จารึกขอความไวทั้ง 4 ดาน ดานที่ 1 กลาวถึง พระราชประวัติของพอขุนรามคําแหง ใชสรรพนามแทนพระองควา "กู" จึงสันนิษฐานวาอาจ ทรงจารึกเอง ดานที่ 2 กลาวถึง พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหง ดานที่ 3 กลาวถึง เหตุการณสําคัญในรัชสมัยของพอขุนรามคําแหง เชน เรื่องการสรางพระแทนมนังคศิลาบาตร ในดงตาล ดานที่ 4 กลาวถึง เรื่องการประดิษฐอักษรไทย การสรางพระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย การสรรเสริญพระเกียรติ พอขุนรามคําแหงและอธิบายขอบเขตอํานาจอาณาจักรสุโขทัย ดานที่ 3 และดานที่ 4 นี้สันนิษฐานวานักปราชญราชบัณฑิตเปนผูจารึก เพราะใชสรรพนามวา พอขุนรามคําแหง แทนสรรพนามวา "กู" 4. ความรูเกี่ยวกับตัวอักษรไทยและอักขรวิธีในสมัยพอขุนรามคําแหง พอขุนรามคําแหงทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้นใชเองในปพ.ศ. 1826 โดยทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและ มอญโบราณ มีลักษณะดังนี้ 4.1 สระและพยัญชนะอยูบนบรรทัดเดียวกัน สระสวนใหญอยูหนาพยัญชนะ 4.2 ตัดศกหรือหนามเตยออก (ศกหรือหนามเตย คือสวนที่อยูเหนือตัวอักษรของขอม) 4.3 ไมมีไมหันอากาศ ใชอักษรหันหรือการซอนตัวสะกดแทน เชน วนน = วัน หวว = หัว 4.4 ใช "ย" แทน "เอีย" ในกรณีที่เอียมีตัวสะกด เชน คยว = เคียว วยง = เวียง 4.5 ทรงประดิษฐวรรณยุกตขึ้นใช 2 รูป คือ (ไมเอก)  (ไมโท) 4.6 ใช° แทนตัว "ม" ที่เปนตัวสะกด เชน กลํ (กลม) สํ + (สม) 4.7 สระออ ไมตองใชอ เคียง เชน พ (พอ) ท (ทอ)


5. ประวัติความเปนมาของศิลาจารึก เมื่อ ป พ.ศ. 2376 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ขณะทรงผนวชอยูยังไมไดขึ้นครองราชสมบัติ ไดเสด็จไปธุดงคทางเหนือ ไดทรงพบหลักศิลาจารึก และพระแทนมนังคศิลาที่เปนปราสาทเกา เมืองสุโขทัย จึงโปรดให ชะลอมาไวที่กรุงเทพฯ ศิลาจารึกหลักนี้เปนที่รูจักกันตอมาวาเปนศิลาจารึกของพอขุนรามคําแหง โปรดใหจารึกไวประมาณ ปพ.ศ. 1826 เปนตน มาจนกระทั่งหลัง พ.ศ. 1835 จึงครบทั้ง 4 ดาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงพระราชอุตสาหะอาน ศึกษา และนําออกเผยแพรเปนพระองคแรก เมื่อศาสตราจารย ยอรช เซเดส ชาวฝรั่งเศส ผูเชี่ยวชาญภาษาตะวันออกเขามาเปนบรรณารักษใหญในหอพระสมุด วชิรญาณ ไดพยายามตรวจ แปลศิลาจารึกตางๆ ใหถูกตองบริบูรณและไดแปลเปนภาษาฝรั่งเศสจนเปนที่รูจักแพรหลาย ในดานการแปลศิลาจารึกนั้นศาสตราจารยฉํ่า ทองคําวรรณ ไดอานและแปลประชุมศิลาจารึกหลักภาษาเขมร สันนิษฐาน เทียบการเขียนอักษรไทยกับอักษรขอมในสมัยพอขุนรามคําแหง 6. คุณคาสาระ 6.1 ศิลาจารึกสุโขทัยของพอขุนรามคําแหง นอกจากจะเปนหลักฐานในการศึกษาประวัติศาสตรและโบราณคดี แลวยังมีคุณคาในการศึกษาคนควาทางดานรัฐศาสตรนิติศาสตร เศรษฐศาสตรสังคมวิทยา อักษรศาสตร และวรรณคดี แสดงลักษณะชีวิตสภาพสังคมของชาวสุโขทัยไวอยางชัดเจน กอใหเกิดความภูมิใจในเกียรติภูมิของประเทศชาติ 6.2 แนวคิดสําคัญที่ไดรับจากศิลาจารึกหลักที่นํามาเรียนคือ พระจริยวัตรอันงดงามของพอขุนรามคําแหง ที่กอปรดวย ความกตัญูกตเวทีทรงเปนกษัตริยนักรบที่กลาหาญ 6.3 คานิยมที่ปรากฏในเรื่อง ไดแก คานิยมเรื่องความกตัญูกตเวทีตอบุพการี รวมทั้งผูนําประเทศตอง มีความกลาหาญ กลาตัดสินใจ พรอมที่จะปกปองคุมครองประเทศชาติ 7. ศัพทสํานวน กู = สรรพนามบุรุษที่ 1 เอกพจนพหูพจนใชวา "ตู" บานเมือง = ทําใหบานเมืองเบิกบาน เขา = ป (เขาปจจุบันเขียนเปนขาว ปหนึ่งปลูกขาว 1 ครั้ง จึงมีความหมายวาป) เชนเดียวกับ มีผูใช "ฝน" หรือ "พรรษา" เปนเครื่องบอกเวลา โสง = สอง เผือ = เรา (เปนพหูพจน) อาย = พี่ชายคนแรก ตรงขามกับ "เอื้อย" พี่สาวคนแรก เตียมแต = ตั้งแต เกลื่อนเขา = ขับไพรพลเขามา ไพรฟาหนาใส = ประชาชน ไพรพล หนีญญายพายจแจ = หลีกหนีไปอยางชุลมุน ท = ตีตอดีรบพุง กวาดตอน เบกพล = เบิกพล, บุกพล (เบิก ในภาษาเขมร แปลวา ขับตอน) ตอนพลเขาไป ตอชาง = ชนชาง พุงชาง = ขับชางเขาตอสู แพ = ภาษาไทยเดิมมีความหมายวา ชนะ พาย หมายความวา "แพ" บําเรอ = ปรนนิบัติรับใช


หมากสมหมากหวาน = ผลไมที่มีรสเปรี้ยวรสหวาน ตีหนังวังชาง = คลองจับชางดวยเชือกหนัง ไดปวไดนาง = ไดเชลยชายเชลยหญิง ไดชางไดงวง = งวงเปนลักษณนามของชาง ไดเงือน = ไดเงิน เวน = นํามาใหมอบให พรํ่า = บอยๆ เสมอ ทั้งกลม = ทั้งหมด แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ปพ.ศ. ใดที่รัฐบาลไทยจัดงานฉลอง 700 ปลายสือไทย เพื่อรําลึกถึงพระราชกรณียกิจของพอขุนรามคําแหงมหาราช ที่ทรงประดิษฐอักษรไทยขึ้น 1) พ.ศ. 2525 2) พ.ศ. 2526 3) พ.ศ. 2529 4) พ.ศ. 2530 2. เมื่อพิจารณาศิลาจารึกหลักที่ 1 ในฐานะวรรณคดีประโยชนที่สําคัญที่สุดของศิลาจารึกนี้ตรงกับขอใด 1) ใหความรูดานประวัติศาสตรและโบราณคดี 2) เปนตนแบบของการใชภาษาไทย 3) เปนหลักฐานทางสังคมวัฒนธรรม 4) แสดงใหเห็นความสัมพันธกับชนชาติตางๆ 3. คําจากศิลาจารึกขอใดเปนคําที่ไมมีใชแลวในภาษาไทยปจจุบัน 1) กูบหนีกูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 2) พี่เผือผูอายตายจากเผือเตียมแตยังเล็ก 3) กูพรํ่าบําเรอแกพี่กูดั่งบําเรอแกพอกู 4) พี่กูตายจึงไดเมืองแกกูทั้งกลม 4. ขอใดเปนที่มาของพระนาม "พระรามคําแหง" 1) ไพรฟาหนาใส พอกูหนีญญายพายจแจ 2) ตนกูพุงชางขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ 3) ขุนสามชนเจาเมืองฉอดมาทเมืองตาก 4) กูขี่ชางเบกพลกูขับเขากอนพอกู 5. ขอความใดในศิลาจารึกขอใดมิใชกลุมคําที่มีเสียงสัมผัสกลางคํา 1) ไพรฟาหนาใส 2) หนีญญายพายจแจ 3) ตัวเนื้อตัวปลา 4) ตีหนังวังชาง เฉลย 1. 2) 2. 2) 3. 2) 4. 2) 5. 3)


เราคือลูกของแมพระธรณี 1. ผูประพันธอิศรา อมันตกุล 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) รอยแกว ประเภทเรื่องสั้น 3. ลักษณะของเรื่องสั้น เรื่องสั้นเปนรูปแบบของการประพันธที่ไดรับแบบอยางมาจากยุโรป เรื่องสั้นเปนศัพทเฉพาะ หมายถึง วรรณกรรม รอยแกว บันเทิงคดีประเภทหนึ่ง มีโครงเรื่อง ซึ่งประกอบดวยเหตุการณ ตัวละครในเรื่องมีนอย ขอขัดแยงหรือปญหา ชีวิตของตัวละครจึงนอย เนื้อเรื่องมักเกี่ยวของกับชีวิตของคนทั่วไป เรื่องสั้นตางกับนวนิยาย คือ นวนิยายกลาวถึงชีวิตคนหลายคนหลายดานมีเหตุการณในเรื่องซับซอนหลายเหตุการณ 4. ประวัติผูแตง นายอิศรา อมันตกุล เริ่มทํางานหนังสือพิมพและเปนนักประพันธตั้งแต ปพ.ศ. 2483 เปนผูที่ไดรับการยกยองมาก ในวงการหนังสือพิมพของประเทศไทย ภายหลังถึงแกกรรมจึงไดมีผูตั้ง "มูลนิธิอิศรา อมันตกุล" ขึ้น เพื่อใหดอกผล สงเสริมวิชาชีพและการศึกษาวิชาการหนังสือพิมพ นายอิศรา อมันตกุล ใชนามแฝงในการเขียน เชน อโศก มะงุมมะงาหรา เจดียกลางแดด ทรงกลดกลางหาวและ แฟรงคฟรีแมน ฯลฯ 5. การเสนอแนวคิด อันเปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนสําคัญในการสรางโครงเรื่อง ไดแก มนุษยอยูได ดวยความหวัง เกษตรกรทุกคนยอมรักและหวงแหนแผนดินของตน 6. เนื้อเรื่องยอ เนื้อเรื่องกลาวถึงการทํามาหากินของสามีภรรยาคูหนึ่ง ที่ทิ้งความเจริญรุงเรืองในกรุงเทพฯ มาพลิกแผนดินเพื่องาน ทางดานการเกษตร เอินและรมณียไดพยายามทุกวิถีทางที่จะตอสูกับอุปสรรคตางๆ ดวยความอดทน ทั้งสองตองพบกับ ความผิดหวังซํ้าแลวซํ้าเลาจนตองเสียลูกในครรภไปคนหนึ่ง รมณียหมดกําลังใจในการตอสู และตองการหนีใหพนจาก สภาพของผูสูญเสีย เมื่อใกลจะคลอดลูกคนที่สอง ในระหวางการหนีรมณียไดพบตนหญาเล็กๆ ชูใบอันเขียวขจีของมัน ทามกลางความเหี่ยวแหงของตนขาวซึ่งตายกรังไปนานแลว เธอเขาใจทันทีตนหญาเปนสัญลักษณของความหวังวา ถึงแม ผืนแผนดินที่อาศัยอยูจะเปนอยางไรก็ตาม แตก็ยังเปนที่รวมแหงความรักและความหวัง เปน "แมพระธรณี" ที่จะเลี้ยง คนไทยทุกคนในแผนดินนี้ตลอดไป ในที่สุดเธอจะตัดสินใจตอสูกับความยากลําบาก เคียงคูกับสามีดวยความรักและ ความเขาใจ 7. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. มนุษยอยูไดดวยความหวัง 2. หญิงผูที่เปนแมยอมมีความรักและความหวงใยในลูกของตนยิ่งกวาสิ่งใด 3. อาชีพกสิกรรมเปนอาชีพที่ตองอาศัยความอดทนในการตอสูทั้งเพื่อเอาชนะธรรมชาติไดแก ความแหงแลง กันดารและหางไกลความเจริญ เมื่อฝนไมตกตองตามฤดูกาล ก็จะเปนอุปสรรคสําคัญในการเพาะปลูก 4. ธรรมชาติอาจจะทําใหมนุษยเกิดขอคิดในการดําเนินชีวิตได เชน ตนหญาเขียวขจีในกอขาวแหงก็แสดง สัญลักษณของความหวังทามกลางความทุกขรอน


8. ความรูประกอบ องคประกอบของเรื่องสั้น ไดแก 1. กลวิธีในการเสนอเรื่อง 1.1 ใหตัวละครสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชน ผม ขาพเจา ดิฉัน 1.2 ใหตัวละครซึ่งไมใชตัวสําคัญเปนผูเลา โดยใชสรรพนามบุรุษที่ 1 เชนกัน 1.3 ผูแตงเลาเอง ในฐานะเปนผูรูเรื่องทุกอยาง วิธีนี้ผูแตงสามารถเลารายละเอียดและพฤติกรรมความรูสึกนึกคิด ของตัวละครไดอยางชัดเจน 2. โครงเรื่อง ตองเรียงลําดับตามเหตุการณในเรื่องมีขอขัดแยงอันเปนสาเหตุสําคัญในการดําเนินเรื่องใหชวนติดตาม 3. ตัวละคร คือ ผูมีบทบาทในเรื่อง อาจจะเปนมนุษยสัตวหรือสิ่งของใดๆ ก็ได 4. ฉาก หมายถึง เวลาและสถานที่อันเกี่ยวของกับเหตุการณในเรื่อง และมีผลกระทบตอชีวิตและพฤติกรรมของตัว ละคร 5. สาระของเรื่อง เปนแนวคิดสําคัญที่ผูแตงใชเปนแกนของเรื่อง เชน ความรัก ความหวัง ความเมตตา ความผิดหวัง ฯลฯ 6. ตอนสุดขั้น คือจุดขัดแยงที่ผูแตงสรางขึ้น โดยผูกปมใหผูอานคิด และตองจบใหผูอานคิดตอไป ในเรื่องเราคือลูกของแมพระธรณีจัดเปนเรื่องสั้นที่เขาลักษณะของเรื่องสั้นที่ดีและจบลงอยางนาสนใจวา มนุษย ควรมีความอดทนตั้งใจจริงมีความหวังที่จะตอสูเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงความอดทนจะทําใหไดรางวัลที่ลํ้าคา แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอความตอนสุดทายของเรื่อง เราคือลูกของแมพระธรณีที่กลาววา "เราจะอยูที่นี่ตลอดไปตราบกระทั่งลูกหลานของเรา เพราะวา เราคือทายาท ของแมพระธรณี" ทานคิดวาตรงกับคํากลาวขอใด 1) เราเลือกที่เกิดไมได 2) ทุกคนควรรักมาตุภูมิ 3) ความอุตสาหะทําใหชีวิตสมหวัง 4) ชีวิตยังไมสิ้น จะตองดิ้นรนตอไป 2. ในเรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี" ปมความขัดแยงที่เกิดขึ้นในเรื่องมีลักษณะตรงกับขอใด 1) ขัดแยงกับธรรมชาติ 2) ขัดแยงกับสังคม 3) ขัดแยงกับผูอื่น 4) ขัดแยงกับตัวเอง 3. เอินมีความปรารถนาในสิ่งใดจึงทําใหเขาผิดสัญญากับรมณีย 1) เอินตองการทุนรอนจากการเก็บเกี่ยวพืชผล 2) เอินตองการใหลูกเกิดบนที่ดินของเขาเอง 3) เอินตองการขุดลํากระโดงจากคลองสงนํ้ามาที่นา 4) เอินตองการทํานาแบบใหมเปนตัวอยางแกชาวนาคนอื่น


4. เรื่อง "เราคือลูกของแมพระธรณี" จะไมมีตอนจบดังในเรื่อง ถาไมมีเหตุการณใดเกิดขึ้น 1) ฝนตก 2) เอินควบมาตามหารมณีย 3) เอินสัญญาจะกลับกรุงเทพฯ พรอมรมณีย 4) รมณียเหลียวกลับไปดูตนขาวที่ถอนทิ้ง 5. "ดวงอาทิตยที่สาดแสงแรงกลา บนฟาเปลือย ดูเหมือนจะหยามเยาะในความสะเพราของหลอน" ขอความที่พิมพ ตัวหนา มีความเดนในดานใด 1) อุปลักษณ 2) บุคลาธิษฐาน 3) รอยแกวมีสัมผัส 4) ใชภาษาแหวกแนว 6. "หลอนเห็นตนหญาเล็กๆ สามสี่ตน ชูเรียวยาวอันเขียวขจีของมันขึ้นมาเปนเขียวขจีแหงชีวิต ซึ่งซอนตัวอยู ทามกลางความเหี่ยวแหง และแลงระแหงซุมอยูกับตนขาวที่ตายกรังไปนานแลว ความตื่นใจอันลํ้าลึกและความแจมใส วิ่งเขาสูดวงจิตของหลอนทันที" ขอความนี้มีความหมายตรงกับขอใดมากที่สุด 1) ตนหญาเปนสัญลักษณแหงชีวิต 2) มนุษยนั้นอยูไดดวยความหวัง 3) สิ่งเล็กนอยที่ดูไรคาอาจกอใหเกิดความจรรโลงใจ 4) ตนหญาออนเปรียบไดกับชีวิตที่เริ่มตนใหม เฉลย 1. 2) 2. 4) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 2)


ดวงอาทิตยที่รัก 1. ผูประพันธศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ 2. ลักษณะคําประพันธเรื่องสั้นแนวสังคมอิงวิทยาศาสตร 3. ที่มาของเรื่อง นิตยสารโลกวิทยาศาสตร ผูประพันธไดเขียนเรื่องนี้จากจินตนาการที่ตั้งอยูบนฐานของขอเท็จจริงเชิงวิทยาศาสตร กําหนดใหฉากอยูที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ใน พ.ศ. 2613 อันเปนปที่นักดาราศาสตรไดคํานวณไววาจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงขึ้นอีกในประเทศไทย ครอบครัวของชินสะทอนใหเห็นสภาพของผูคนที่อาศัยอยูภายใตแผนแดด ไมเคยเห็นแสงอาทิตย แสงจันทร สวนระรินเด็กสาวที่ยายมาอยูใหมเพราะบานถูกไลที่เพื่อสรางสถานีอวกาศแหงใหม ระรินเปนผูปลุกจิตสํานึกใหชินเห็นถึง ความสําคัญของดวงอาทิตยความไมเทาเทียมกันของการใชพลังงานจากแสงอาทิตยความมั่งมีและความยากจน การถูก ปดกั้นขาวสารจากรัฐบาล การถูกลิดรอนสิทธิในการรับขาวสาร การถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม เรื่องจบลงดวยความรู สึกผิดของผูรักษากฎ เชน ชิน 4. ขอคิดที่ไดรับ 1. การใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอยจะกอใหเกิดวิกฤตการณขาดแคลนพลังงานในอนาคต 2. ความแตกตางกันระหวางบุคคลทางดานฐานะ ทําใหเกิดความไมเทาเทียมกันในสังคม และคนยากจนจะ เปนฝายถูกเอาเปรียบตลอดมา


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ขอใดมิไดกลาวถึงสิ่งประดิษฐที่ปรากฏในเรื่องดวงอาทิตยที่รัก 1) เธอใสรองเทาและถุงมือที่ชินจําไดวาเปนชุดแมเหล็ก 2) เขาเก็บไทมแมชชีนใสกลองใบสุดทาย 3) หลอนเอื้อมไปกดสวิตชเครื่องงวง 4) แผนแดดนี้สรางขึ้นมากอนชินเกิดตั้งหลายป 2. เพราะเหตุใดจึงตองสรางแผนแดดเพื่อเก็บแสงแดดไปเปลี่ยนเปนไฟฟา 1) เพราะพลังงานขาดแคลน 2) เพราะไมมีสารพิษตกคาง 3) เพราะมนุษยใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอย จนทรัพยากรขาดแคลน 4) เพราะเขื่อนถูกทําลายหมดสิ้น 3. เรื่องดวงอาทิตยที่รักเปนเหตุการณในสมัยใด 1) พ.ศ. 2543 2) พ.ศ. 2603 3) พ.ศ. 2613 4) พ.ศ. 2643 4. ปญหาดานการสื่อสารในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคืออะไร 1) ไมสามารถรับขาวสารได 2) รัฐบาลปดกั้นขาวสาร 3) กระดาษแพงจึงไมสื่อสารทางหนังสือพิมพ 4) ไมมีเครื่องมือในการสื่อสารอื่นนอกจากโทรทัศน 5. "แผนแดด" ในเรื่องดวงอาทิตยที่รักคือสิ่งใด 1) แบตเตอรี่ 2) แผงไฟฟา (โซลาเซลล) 3) เครื่องกําเนิดไฟฟา 4) เครื่องทําความรอน เฉลย 1. 4) 2. 3) 3. 3) 4. 2) 5. 2)


บทรอยกรอง บทรอยกรองทั้ง 5 เรื่อง ที่เลือกมาใหเรียนนี้เปนวรรณกรรมปจจุบัน วรรณกรรมปจจุบัน หมายถึง วรรณกรรมที่เริ่มตั้งแตตนสมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงสมัยปจจุบัน ทั้งนี้เพราะสมัย รัชกาลที่ 5 เปนระยะเริ่มแรกที่วรรณกรรมของไทยแบบใหมๆ เกิดขึ้นมาก วรรณกรรมปจจุบันมีการพัฒนาทั้งรูปแบบ การประพันธและความนึกคิดของกวี บางชนิดก็เขียนตามแนวฉันทลักษณเดิม บางชนิดก็เปนรูปแบบที่คิดขึ้นใหมตาม ความพอใจของผูประพันธแฝงขอคิด คติธรรมหรือคานิยมที่สอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา 1. ผูประพันธแสงทอง ซึ่งเปนนามปากกาของหลวงบุณยมานพพาณิชย (อรุณ บุณยมานพ) ประวัติผูแตง หลวงบุณยมานพพาณิชย เริ่มเปนนักเขียนตั้งแต พ.ศ. 2454 มีผลงานการประพันธหลายประเภท ทั้งรอยแกวและรอยกรอง บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล บทรอยกรองที่มีชื่อเสียง คือ "นิราศรอบโลก" และ หนังสือรวมบทประพันธในชื่อ "อักษราวลี" 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กลอนสุภาพ 3. สาระสําคัญของเรื่อง กวีไดกลาวยกยองวา ชาวนาเปนผูควรแกการสรรเสริญอยางยิ่ง เพราะนอกจากจะเปรียบเหมือนเปนกระดูกสันหลัง ของประเทศแลว ยังเปนศิลปนอีกดวย เพราะเปนผูสรางสรรคผืนนาใหมีความสวยงาม คําวา "กราว" มีความหมายถึง เสียงปรบมืออยางพรอมเพรียง 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. ชาวนาเปนผูมีบทบาทสําคัญในการผลิตขาวที่มีคุณภาพของไทย และสรางสรรคผืนนาใหอุดมสมบูรณ 2. ความงามและความอุดมสมบูรณของทองนาทําใหชาวนาสมควรไดรับการยกยองวาเปนกระดูกสันหลังของ ชาติรวมทั้งเปนศิลปนในการสรางทุงขาวใหงดงาม 3. ผูมีความมานะบากบั่นในการประกอบอาชีพอยางตั้งใจ สมควรไดรับการยกยอง นํ้าตา 1. ผูประพันธนายกําชัย ทองหลอ ประวัติผูแตง นายกําชัย ทองหลอ ไดรับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์สาขาภาษา และวรรณคดี ไทยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ผลงานประพันธมีตําราหลักภาษาไทย อินทรียหก (ทางคดีโลก) นิทานสําหรับเด็ก นิราศ บทรอยกรองราชสดุดีบทละคร เรื่องสั้น และบทวิทยุหลายเรื่อง 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) กาพยยานี11 3. สาระสําคัญของเรื่อง นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ยามเรามีความสุข ดีใจ รักสมหวัง เศราหมอง ชิงชัง โกรธ เกลียด ยามตาย บวชเรียน แตงงาน พลาดรักอกหัก หรือพลัดพรากกัน ก็รองไหนํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน ใหระลึกถึงทั้งยามเศรา สุข ความตาย ความรื่นเริง นํ้าตาเปนเครื่องระบายความในใจ และเห็นใจเราเสมอ 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. นํ้าตาเปนเพื่อนทั้งยามทุกขและยามสุข 2. มนุษยใชนํ้าตาเปนเครื่องระบายอารมณความรูสึกทุกๆ ดาน ไมวาจะเปนทุกขสุข เศรา ดีใจ


ชโย สยาม 1. ผูประพันธน.ม.ส. ซึ่งเปนพระนามแฝงของพระราชวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ (พระองคเจารัชนีแจมจรัส) 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) สยามมณีฉันทมีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ (บทที่ 1) (บทที่ 2) สัมผัสระหวางบท -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ สยามมณีฉันทมีลักษณะคลายกลอนแปด แตใชครุ ลหุสลับกันทั้งวรรค ทําใหเกิดจังหวะนาฟง น.ม.ส. ทรงริเริ่ม คิดคนฉันทแบบนี้เปนครั้งแรก นับเปนของใหมในสมัยภายหลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 สวนคําวา "ชโย" ก็พึ่งมีใชเปนครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 3. สาระสําคัญของเรื่อง ประเทศไทยกําลังพัฒนา เยาวชนไทยซึ่งกําลังเจริญวัย ยามเรียนก็ขยันศึกษาหาความรูดวยความเพลิดเพลิน ไมมีใครเสมอเหมือนเด็กไทย เด็กไทยยอมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยและพระราชวงศที่สราง ประเทศชาติบานเมือง เด็กไทยพยายามศึกษาหาความรูตามที่ตองการ ประเทศชาติจะมั่นคงไดเพราะวิชาความรูประเทศไทย จะเจริญรุงเรือง เพราะเยาวชนไทยมีการศึกษาอันจะพาใหประเทศชาติมั่นคงสืบไป 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. เยาวชนไทยควรภูมิใจที่ไดเกิดมาเปนคนไทย และควรจงรักภักดีตอพระมหากษัตริยและแผนดินไทย 2. ประเทศชาติรุงเรืองไดเพราะเยาวชนมีความรู ความสามารถในวิชาการและนําวิชาการเหลานั้นมาชวยพัฒนา ประเทศ 3. เด็กเปนกําลังสําคัญของประเทศ ณ ยามสายัณห 1. ผูประพันธ นายสุภร ผลชีวิน ประวัติผูแตง นายสุภร ผลชีวิน มีผลงานในดานดนตรีเปนผูแตงเพลงเชียรกีฬาใหจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และไดรวมกับคุณหญิง สมโรจนสวัสดิกุล ณ อยุธยา เขียนคํารองสําหรับเพลงพระราชนิพนธ "มหาจุฬาลงกรณ" ดานงานประพันธไดเขียนบทรอยกรองทั้งขนาดสั้น และขนาดยาวหลายเรื่องใชนามจริงบาง นามแฝง "แสงกรานต" บาง บทประพันธเหลานี้มีจุดมุงหมายในการสงเสริมศิลปกรรมและวัฒนธรรมของชาติไทย 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) เปษณนาทฉันทมีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ (บทที่ 1) สัมผัสระหวางบท -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ -ั-ั-ั -ุ เปษณนาทฉันทนี้มีที่มาจากเสียงตําขาวของชาวนา มีลหุ และครุ ที่ทําใหเกิดจังหวะคลายเสียงครกกระเดื่อง ตําขาว นายสุภร ผลชีวิน เปนผูคิดประดิษฐขึ้น เมื่อ ปพ.ศ. 2489


3. สาระสําคัญของเรื่อง เวลาใกลคํ่า ตะวันใกลจะตกดิน ชาวนาตางเรงมือตําขาว พวกผูหญิงก็รองเพลงคลอกับเสียงแคนสลับกับเสียง ครกกระเดื่องนาสนุกสนาน เสียงครกกระเดื่องสลับกับเสียงหัวเราะสรวลสันต หญิงตําขาว ชายรับขาวไปฝด ประเพณี ไทยเปนเชนนี้มานานและคงจะมีอยูสืบไปถาลูกหลานไทยชวยกันรักษาไว 4. ขอคิดที่ไดจากเรื่อง 1. ประเพณีเปนสมบัติทางวัฒนธรรมที่เราพึงรักษาไว 2. ความสนุกสนานรื่นเริง เปนบุคลิกของคนไทย ไมวาจะเหน็ดเหนื่อยก็หาความสุขใจได 3. การรวมแรงรวมใจกันทํางานดวยความพรอมเพรียง เปนความสุขใจอยางหนึ่ง 4. ลูกหลานไทยมีสวนชวยธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมของไทยใหมั่นคงสืบไป พระจันทรกระจาง 1. ผูประพันธนายสุภร ผลชีวิน 2. รูปแบบ (ลักษณะคําประพันธ) มุทิงคนาทฉันทมีผังภูมิและฉันทลักษณดังนี้ บทที่ 1 สัมผัสระหวางบท -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ุ มุทิงคนาท แปลวา เสียงตะโพน การที่เรียกชื่อฉันทเชนนี้ก็เพราะมีเสียงจังหวะเหมือนจังหวะตะโพนที่เลนกัน ในสมัยกอน สวนการรําโทนนั้นเปนการรําที่ใชโทนเปนเครื่องเคาะจังหวะ ซึ่งเปนเครื่องดนตรีประเภทเดียวกัน การละเลน ชนิดนี้มีในทองถิ่นชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายสุภร ผลชีวิน เปนผูริเริ่มคิดขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2489 3. สาระสําคัญของเรื่อง ณ คืนวันเพ็ญ พระจันทรสองแสงสวาง ที่จังหวัดลพบุรีในฤดูหนาวคืนหนึ่ง หญิงและชายตางสนุกสนาน สงเสียงเกรียวกราวในการรําโทน เสียงโทนเปนจังหวะ หญิงชายรายรําตามทํานองอยางงดงาม เสียงฆองและกรับสลับกับ เสียงแคน รางกายคลายจากความออนเพลีย รูสึกสนุกสนานที่ไดฟงตะโพนแตกอนเกา กวีจึงคิดประดิษฐคําฉันทชื่อ "มุทิงคนาท" เสนอไวเปนกํานัลแดวงวรรณคดีของเมืองไทย 4. ขอคิดที่ไดรับจากเรื่อง 1. ดนตรีทําใหจิตใจแจมใส สมองคลายความเครงเครียด 2. เสียงดนตรีลีลาฟอนรํา ตลอดจนจังหวะและลีลาของการรําโทนเปนแรงบันดาลใจใหกวีสรางสรรคงานดาน วรรณศิลปขึ้น 3. ศิลปะพื้นบานจัดเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่สําคัญยิ่ง อันควรที่จะอนุรักษไวตลอดไป พรมงคล 1. ผูประพันธสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช 2. ลักษณะคําประพันธกลอนหก 3. สาระสําคัญ พรสูงสุด คือ คิดดีพูดดีทําดีอันเปนการกระทําของตน


Click to View FlipBook Version