The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

onetthai1

onetthai1

ยามมืด 1. ผูประพันธไมปรากฏนามผูแตง 2. ลักษณะคําประพันธโคลงสี่สุภาพ 5 บท 3. สาระสําคัญ มนุษยควรเขาใจสัจธรรมวา ทุกขสุขเปนของคูกัน เมื่อยังมีชีวิตก็ควรมีความหวัง ไมควรทอแท หมดกําลังใจ บทที่ 1 ยามมืดในเวลากลางคืน ถึงไมมีดวงจันทรก็ยังมีดาวศุกรสองสวาง บทที่ 2 ยามหิว ก็ยังดื่มนํ้ากลั้วทองแทนไดบางขณะไมถึงกับอดตาย บทที่ 3 ถึงจากกันก็มีโอกาสไดพบ เมื่อมีทุกขก็จะตองสุขสักวันหนึ่ง บทที่ 4 เมื่อประสบเหตุราย ถาพิจารณาอยางมีสติก็จะพบกับความสุขได บทที่ 5 ขอใหมีความสุขกับเวลาในปจจุบัน ความสงบจะชวยใหเขมแข็ง รูจักใชปญญาในการพิจารณาหาเหตุผล เพื่อใหเกิดโลกทัศนกวางไกล 4. ขอคิดที่ไดรับ สิ่งรายยอมคลี่คลายไปไดเมื่อใชสติปญญาพิจารณาดวยเหตุและผล คําขาน 1. ผูประพันธทานผูหญิงสมโรจนสวัสดิกุล ณ อยุธยา 2. ลักษณะคําประพันธกลอนสุภาพ 3. ที่มาของเรื่อง ตัดตอนมาจากบทอาศิรวาทบรมมหาธรรมิกราชสดุดี ในหนังสือพรรณไมในสวนหลวง ร.9 พ.ศ. 2530 4. สาระสําคัญ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ ไดเสด็จพระราชดําเนิน ผานถิ่นทุรกันดาร ภูเขาลําเนาไพรทั่วทุกแหงในประเทศไทยเพื่อบําบัดทุกข บํารุงสุขใหแกราษฎร พระราชทานที่ทํากิน หาแหลงนํ้า ทําฝนหลวง พระราชทานแนะนําอาชีพ โปรดใหแพทยที่ตามเสด็จรักษาราษฎรที่ปวยไข 5. ขอคิดที่ไดรับ ประชาชนชาวไทยมีความสุขสงบไดดวยพระเมตตาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ พรอมดวยพระบรมวงศศานุวงศจึงสมควรที่จะระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณดวยความจงรักภักดี กาญจนกานท "กาญจนกานท" หมายถึง บทรอยกรองที่สูงคา ซึ่งไดรวบรวมบทรอยกรองของกวี 5 ทาน รวมทั้งสิ้น 9 บท ตั้งแต สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปจจุบัน กวินทรปณิธาน 1. ผูประพันธ ไมปรากฏนามผูแตง สันนิษฐานวา ผูแตงเปนผูใกลชิดกับราชสํานัก ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ 2. ลักษณะคําประพันธโคลงดั้น 3. สาระสําคัญ เนนบทกวียอพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ใชถอยคําไพเราะ แสดงถึงพระปรีชาสามารถ ของพระมหากษัตริยไทย 4. ที่มาของเรื่อง ลิลิตยวนพาย


นรชาติ 1. ผูประพันธสมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2. ลักษณะคําประพันธอินทรวิเชียรฉันท 3. ที่มาของเรื่อง กฤษณาสอนนองคําฉันท 4. สาระสําคัญ วัว ควาย ชางเกิดมาเมื่อสิ้นชีวิตยังคงมีเขามีงาเหลืออยู มนุษยจะเหลือเพียงคุณงามความดีหรือ ความชั่วเทานั้นที่ปรากฏอยูในโลก 5. ขอคิดที่ไดรับ ควรทําความดีใหสมกับเกิดมาเปนมนุษย ความกรุณาปรานี 1. ผูประพันธพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว 2. ลักษณะคําประพันธกลอนสุภาพ 3. สาระสําคัญ ความกรุณาปรานีเกิดขึ้นจากใจ มีประโยชนทั้งผูใหและผูรับ ไทยเอย 1. ผูประพันธพระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ 2. ลักษณะคําประพันธโคลงสี่สุภาพ 3. สาระสําคัญ คนไทยควรมีความรักสามัคคี รูจักใชสติปญญา ไมควรกลั่นแกลง ขมเหงกันเอง ใหระลึกถึง บรรพบุรุษที่ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาแผนดินไทยไว 4. ที่มาของเรื่อง ลิลิตสามกรุง บทนมัสการพระพุทธคุณ ผูแตง พระยาศรีสุนทรโวหาร (นอย อาจารยางกูร) ลักษณะคําประพันธอินทรวิเชียรฉันท บทนมัสการพระธรรมคุณ ลักษณะคําประพันธกาพยฉบัง บทนมัสการพระสังฆคุณ ลักษณะคําประพันธกาพยฉบัง บทนมัสการมาตาปตุคุณ ลักษณะคําประพันธอินทรวิเชียรฉันท บทนมัสการอาจริยคุณ ลักษณะคําประพันธอินทรวิเชียรฉันท


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. โสนริมนํ้าก็ซํ้ากลีบเฉา สะแกตนเกาก็แตกกิ่งกอ กระพือลมกราวจะหนาวแลวหนอ วะวิ่วขลุยคลอประเลงเพลงรัก คําประพันธขางตนนี้ใชรูปแบบฉันทลักษณใดในการแตง 1) มุทิงคนาทฉันท 2) สยามมณีฉันท 3) เปษณาทฉันท 4) สยามรัตนฉันท 2. ขอใดใหความรูสึกฮึกเหิม 1) บุรุษระริกขยิกตอน นรีรํารอนระเริงรา เคาะฆองและกรับสลับนา ทะแคน ณ คราเสนอเพลง 2) บรูขยาดยอทัพ บรูขยับยอศึก คะคึกเขาตอแกลว คะแคลวเขาตอกลา 3) มอญพมาดาดื่น เดินดุจคลื่นคลาฟอง นองนานในอรรณเวศ 4) ทั้งพญาพาฬมฤคราชเสือโครงคระครางครึ้มกระฮึมเสียงสําเนียงกอง รองปะปบถีบทะยานยอง แยกเขี้ยวเคี้ยวฟน ตัวสั่นอยูริกๆ 3. ขอใดไมมีความหมายในทางเชิญชวน 1) ดนูสดับประทับใจ แนะนาจะไดประดิษฐฉันท "มุทิงคนาท" เสนอวรรณ- คดีกํานัลนครไทย 2) ชายใดไมเที่ยวเทียวไป ทุกแควนแดนไพร มิอาจประสบพบสุข 3) จงประชาราษฎรนอม คํานึง จารพระคุณพระตรึง ตรึกไว 4) ประเพณีไทยสมัยกอนเกา ก็คงมีเคาจะเนานานถา ดรุณลูกหลานสถานทองนา สมัครรักษาขนบธรรมเนียม 4. "ดรุณสยามมิครามอุสาห หทัยจะหาวิชาประสงค ประเทศจะงามสยามจะยง จะมั่นจะคงเพราะเหตุวิชา" คําประพันธมีครุและลหุตรงกับขอใด 1) -ุ -ั -ั -ุ -ั -ั -ุ -ั 2) -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ุ -ุ 3) -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั 4) -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั -ุ -ั


5. ขอใดดีเดนในดานศิลปะการใชคําที่มีทั้งแสง เสียง ภาพ และอาการเคลื่อนไหวไดมากที่สุด 1) ปะโทนปะโทนปะโทนโทน บุรุษสิโอนสะเอวไหว อนงคนําเคลื่อนเขยื้อนไป สะบัดสไบวิไลตา 2) แจก แจก จะ แจะ จํ้า สรซํ้าสิสําเนียง นกรองขรมเพียง ชนพูดนะภาษา 3) พระพายฮืดกระพือหวน ประมวลลวนสมุทรเกลียว ระดมพัด ณ บัดเดี๋ยว ขยายแยกและแตกฉาน 4) มโหรีจากราวปามาเรื่อยรี่ ราชินีแหงนํ้าคางจะหางกัน ฝกตอยติ่งแตกจังหวะประชันกัน จักจั่นจี่เจื้อยรับเรื่อยรอง 6. คําประพันธที่ยกมานี้ขอใดใกลเคียงกับ "หัวใจนักปราชญ" มากที่สุด 1) กาพยยานี11 นํ้าตาเปรียบเหมือนเพื่อน คอยตักเตือนอนุสรณ เศราสุขทุกขมวยมรณ รื่นเริงใจใชนํ้าตา 2) สยามมณีฉันท ดรุณสยามมิครามอุสาห หทัยจะหาวิชาประสงค ประเทศจะงามสยามจะยง จะมั่นจะคงเพราะเหตุวิชา 3) กลอนสุภาพ สรุปแลวแกวธัญญพืชพันธุนี้ คุณภาพมีศรีปานอาหารสวรรค ในพรรษานาอุดมสมบูรณธัญญ ควรแกสรรเสริญกราวคือชาวนา 4) โคลงสี่สุภาพ วิธีพิทักษปอง ปกเมือง ยามวิบัติภัยเคือง ขุกใกล วิจัยวิจารณเนือง เนืองอยู หมั่นสอบเหตุเลิศให แจมแจงแหงการณ 7. จากเรื่อง "ยามมืด" ขอใดมิใชสาเหตุของความทุกขของมนุษย 1) ความหิว 2) ความพลัดพราก 3) ความรัก 4) การประสบภัยพิบัติ 8. "พรากหายใชพรากราง นิรันดรกาล มีพรากมีพบพาน เพื่อนพอง ชิงโศกพาผลาญ เผาจิต วันหนึ่งนั้นจักตอง กลับรายกลายดี" คําประพันธนี้ไมปรากฏลักษณะของภาษาในขอใด 1) การเลนคํา 2) การใชคําตายแทนคําเอก 3) สัญลักษณ 4) สัมผัสอักษร 9. "ฉันทชนิดนี้มีลักษณะคลายกลอนแปดแตใชลหุและครุสลับกันทั้งวรรค" "ฉันทชนิดนี้" หมายถึง ฉันทประเภทใด 1) สยามมณีฉันท 2) สยามรัตนฉันท 3) สยามวิเชียรฉันท 4) สยามอินทรวิเชียรฉันท


10. "พรสูงสุด" ที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชไดกลาวไวในเรื่องพรมงคล ตรงกับขอใด 1) เมตตา กรุณา อุเบกขา 2) มุทิตา อุเบกขา ปญญา 3) คิดดี พูดดี ทําดี 4) ศีล สมาธิ ปญญา 11. สารสําคัญของเรื่องคําขานคือขอใด 1) การยกยองพระมหากษัตริยวาเปนสมมติเทพ 2) การแสดงถึงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริยที่ทรงบําบัดทุกขบํารุงสุขแกราษฎร 3) บุญญาธิการของพระมหากษัตริยไทยรวมทั้งพระเมตตาบารมี 4) พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริยไทยที่มีตอปวงชนชาวไทย 12. ขอใดคือประโยคที่สื่อความหมายสําคัญที่สุดของคําประพันธบทนี้ 1) ไมทรงเลือกชาติชั้นเผาพันธุไหน อยูปาเขาอยูเมืองไกลอยูฝงสินธุ 2) โปรดใหผูรูพืชและนํ้าดิน เสริมอาชีพไทยถิ่นใหรูทํา 3) เสด็จไหน ธ ทรงมีแพทยอาสา เยียวยาผูปวยชวยอุปถัมภ 4) ทุกพระองคบรมวงศทรงตรากตรํา เราไดยินแตคําถวายชัย 13. "เปนสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ" "เปนสิ่งดีสองชั้น" หมายถึงอะไร 1) ความสุข ความสมหวัง 2) ความรัก ความเมตตา 3) ความซื่อสัตยความยุติธรรม 4) ผูใหและผูรับ 14. "กวินทรปณิธาน" หมายความวาอยางไร 1) ความปรารถนาของกวีผูยิ่งใหญ 2) ความสุขของมนุษย 3) ความมีศิลปะในการประพันธ 4) ความยิ่งใหญของกวี 15. เรื่อง "นรชาติ" นํามาจากเรื่องใด 1) เวนิชวานิช 2) กฤษณาสอนนองคําฉันท 3) ลิลิตยวนพาย 4) หัวใจนักรบ เฉลย 1. 1) 2. 2) 3. 1) 4. 3) 5. 1) 6. 2) 7. 3) 8. 3) 9. 1) 10. 3) 11. 2) 12. 4) 13. 4) 14. 1) 15. 2) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


ธรรมชาติของภาษา ภาษาของมนุษยทั่วไปมีลักษณะรวมกันที่สําคัญมี 4 ประการ ดังนี้ 1. ใชเสียงสื่อความหมาย บางภาษามีตัวอักษรเปนเครื่องถายเสียง - เสียงสัมพันธกับความหมาย คําไทยบางคําอาศัยเลียนเสียงธรรมชาติและเสียงสัตว เชน โครม เพลง ปง กริ่ง หวูด ออด ตุกๆ กา แมว จิ้งจก อึ่งอาง ตุกแก - เสียงไมสัมพันธกับความหมาย คือ การตกลงกันของกลุมแตละกลุมวาจะใชคําใดตรงกับความหมายนั้นๆ ฉะนั้นแตละชาติจึงใชคําไมเหมือนกัน สวนมากเสียงกับความหมายไมสัมพันธกัน ถาเสียงกับความหมายสัมพันธกันทั้งหมดแลวคนตางชาติตางภาษา ก็จะใชคําตรงกัน 2. ภาษาประกอบกันจากหนวยเล็กเปนหนวยใหญ เชน เสียง (พยัญชนะ สระ วรรณยุกต) คํา ประโยค ขอความ เรื่องราว ภาษาแตละภาษามีคําจํานวนจํากัดแตสามารถประกอบกันขึ้นโดยไมจํากัดจํานวน เชน มีคําวา ใคร ใชใหไป หา สามารถสรางเปนประโยคไดหลายประโยคและตอประโยคใหยาวออกไปไดเรื่อยๆ 3. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีสาเหตุดังนี้ - การพูดจาในชีวิตประจําวัน เสียงอาจกลายหรือกรอนไป - อิทธิพลของภาษาอื่น เชน ภาษาอังกฤษ มักมีคําที่ไมกะทัดรัด เชนคําวา ไดรับ ตอการ นํามาซึ่ง พรอมกับ สําหรับ มัน ในความคิด สั่งเขา สงออก ใชชีวิต ไมมีลักษณนาม ตัวอยาง เขาไดรับความพอใจ, ขอสอบนี้งายตอการคิด ฯลฯ - ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม - การเรียนภาษาของเด็ก


4. ภาษาตางๆ มีลักษณะที่ตางและเหมือนกัน ที่ตางกันคือ การใชคํา เสียง ลักษณนาม ไวยากรณการเรียงคํา ที่เหมือนกันคือ - ใชเสียงสื่อความหมาย - มีวิธีสรางศัพทใหม - มีสํานวน - มีชนิดของคํา เชน คํานาม สรรพนาม กริยา วิเศษณเปนตน - มีการขยายประโยคใหยาวออกไปไดเรื่อยๆ - มีประโยคบอกเจตนาคลายกัน เชน แจงใหทราบ ถามใหตอบ บอกใหทํา - มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ลักษณะที่ควรสังเกตในภาษาไทย อักษรไทย คือ เครื่องหมายที่ใชแทนเสียงในภาษาไทย ประกอบดวย 1. พยัญชนะ 2. สระ 3. วรรณยุกต 1. พยัญชนะมี 44 รูป 21 เสียง หนาที่ของพยัญชนะ คือ 1. เปนพยัญชนะตน มี 21 เสียง ดังนี้ 1. ก 12. บ 2. ค ข ฃ ฅ ฆ 13. ป 3. ง 14. พ ผ ภ 4. จ 15. ฟ ฝ 5. ช ฉ ฌ 16. ม 6. ซ ศ ษ ส 17. ร (ฤ) 7. ย ญ 18. ล ฬ 8. ด ฎ (ฑ) 19. ว 9. ต ฏ 20. อ 10. ท ฐ ฑ ฒ ถ ธ 21. ฮ ห 11. น ณ - พยัญชนะตนประสม คือ พยัญชนะควบกลํ้า เชน เกรง กลัว กวาง - พยัญชนะตนเดี่ยว คือ พยัญชนะไมควบกลํ้า เชน กอง แผน หมาย จริง สราง ทราบ


แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. ตัวพยัญชนะในภาษาไทยที่ออกเสียงซํ้ากันมากที่สุดมีกี่ตัว 1) 3 ตัว 2) 4 ตัว 3) 5 ตัว 4) 6 ตัว 2. ขอใดมีเสียงพยัญชนะตนแตกตางจากคําอื่น 1) ถํ้า เฒา แทน ฐาน โธ 2) แสรง ทราย ศรี ไซร สรร 3) ควร เขย เฆี่ยน ขันธ ควัน 4) เฉี่ยว ชาติ เชาวน ฉัน ฌาน 3. ขอใดใชเสียงพยัญชนะตนเปนเสียงเดียวกันทุกคํา 1) ลนลาน ลูกหลาน ลุฤกษ 2) พริ้งเพริศ พรพรหม พรักพรอม 3) ศึกษา สมศรี ทรุดโทรม 4) ขวักไขว เควงควาง ขางขวา 2. เปนพยัญชนะทาย (สะกด) มี 8 เสียง รวม 35 ตัว (สะกดไมได 9 ตัว ฃ ฅ ฉ ฌ ผ ฝ อ ห ฮ) 1. เสียงแมกก ไดแก ก ข ค ฆ 2. เสียงแมกง ไดแก ง 3. เสียงแมกด ไดแก ด จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ถ ต ท ธ ศ ษ ส 4. เสียงแมกบ ไดแก บ ป พ ฟ ภ 5. เสียงแมกน ไดแก น ณ ญ ร ล ฬ 6. เสียงแมกม ไดแก ม 7. เสียงแมเกย ไดแก ย 8. เสียงแมเกอว ไดแก ว - พยัญชนะบางตัวไมออกเสียง เชนองคสังขสามารถปรารถนา พรหม พุทธสมุทร จริงสรางทราย อยูหวาน - บางคํามีเสียงพยัญชนะแตไมมีรูปไดแกคําที่ประสมดวยสระอํา (อะม) ใอไอ (อะย) เอา (อะว) เชนจําใจไกลเขา 4. ขอใดมีพยัญชนะที่ไมออกเสียงมากที่สุด 1) ฝายสมณะชีพราหมณทั้งหลาย 2) ทศกัณฐรบกับพระรามพระลักษณ 3) พิจักขณปรารถนาจะสรางวัดจริง 4) นวลอนงคยังสวยอยูอยางไมสราง 5. ขอใดมีเสียงพยัญชนะทายนอยที่สุด 1) ยามคํ่าคืนฝนทนหนาว 2) มุงเรียนตองหมั่นอาน 3) จันทรสองหลาฟาสวางใส 4) มารรายรายรําลวง 6. คําในขอใดมีเสียงพยัญชนะตนกับพยัญชนะทายเปนเสียงเดียวกัน 1) เณร 2) ภาพ 3) ธาตุ 4) ศิษย 7. ขอใดมีเสียงพยัญชนะสะกดของพยางคตนตางจากเสียงพยัญชนะตนของพยางคถัดมา 1) ชัยภูมิ 2) นามรูป 3) กุลบุตร 4) คุณภาพ


2. สระ มี 21 รูป 32 เสียง แบงเปนดังนี้ 1. สระแท (เดี่ยว) รัสสระ ทีฆสระ อะ อิ อึ อุ เอะ แอะ โอะ เอาะ เออะ อํา (อะม) ใอ (อะย) ไอ (อะย) เอา (อะว) ฤ ฦ อา อี อือ อู เอ แอ โอ ออ เออ ฤๅ ฦๅ 2. สระประสม (เลื่อน) อัวะ อัว เอียะ เอีย เอือะ เอือ 8. ขอใดประสมดวยสระแททุกคํา 1) เรือชัยไววองวิ่ง 2) รวดเร็วจริงยิ่งอยางลม 3) เสียงเสาเราระดม 4) หมทายเยิ่นเดินคูกัน 9. คําประพันธตอไปนี้ไมมีเสียงประเภทใด “โบราณทานวาชา ยอมจะไดสองพรา เพริศแททางภา ษิตเอย” 1) เสียงสระเดี่ยว 2) เสียงสระประสม 3) เสียงพยัญชนะเดี่ยว 4) เสียงพยัญชนะประสม สระในบางคํารูปไมเหมือนกัน - คําที่มาจากสระอะ เชน รัก (ระก) จํา (จะม) สรรค (สะน) ไป (ปะย) ใน (นะย) เรา (ระว) - คําที่มาจากสระเออ เชน เทอม เดิน เลย - คําที่มาจากสระอัว เชน บัว ชวน - คําที่มาจากสระออ เชน รอ กร บวร


สระในบางคําออกเสียงไมตรงรูป - สระเสียงสั้นแตออกเสียงยาว เชน เกา เทา เชา นํ้า ได - สระเสียงยาวแตออกเสียงสั้น เชน ทาน เงิน สอย นอง แหมม แวว เกง เลน - สระในบางคําไมออกเสียง เชน กษัตริยเหตุการณภูมิลําเนา จักรพรรดิ 10. ขอใดมีเสียงสระอะลวน 1) พนัน กรมธรรม หํ้าหั่น สะบัด 2) วัฒนธรรม กํายํา รัชสมัย วสันต 3) สัมพันธ วัชระ วรวรรณ จํากัด 4) หัตถกรรม ทรลักษณ จํ้าหมํ้า จรจัด 11. ขอใดใชรัสสระทุกคํา 2) จันอับ จริมจิต เจาพระเดช 2) เบ็ดเสร็จ บุรพทิศ บุษบง 3) กะรัด กิตติคุณ เกษตรกร 4) ประเคราะห ปฏิสนธิ์ เบิกพระเนตร 12. ขอใดทุกคําประสมดวยเสียงสระเดียวกัน 1) เตาเผา เหลาเกา เทาเปลา 2) แลงแปง แบงแยก แจกแจง 3) ยํ่าคํ่า นํ้าครํา ลํานํา 4) ไยไหม ใสไส ไขไก 13. คําในขอใดออกเสียงสระสั้นเหมือนกันหมด 1) แคน คั่ว ของ 2) สอย แลน หอง 3) รอง วาว เนิ่น 4) ยอง เกง ไข 14. คําในขอใดที่พยางคหนาออกเสียงสั้นหรือยาวไดโดยความหมายไมเปลี่ยน 1) ใตถุน นํ้าคํา ผูหญิง 2) ตะราง ปนใจ วังหิน 3) ขันรับ มิดี วันนี้ 4) ไขมัน ตักดิน มะพูด 15. ขอใดมีสระออกเสียงตางจากรูป 1) ภาคใตนํ้าตานองเพราะขาวของถูกนํ้าทวม 2) ภาคเหนืออากาศหนาวจัดกวาทุกปที่ผานมา 3) ภาคอีสานเดือดรอนใจเพราะปาใหญถูกทําลาย 4) ภาคกลางนั่งหมนหมองเพราะขาวเปลือกราคาไมดี 3. วรรณยุกตมี 4 รูป 5 เสียง การผันวรรณยุกตมีหลักสังเกตดังนี้ - อักษรกลาง ผันไดครบ 5 เสียง เชน กา กา กา กา กา - อักษรกลางและสูง รูปกับเสียงวรรณยุกตตรงกัน (ใสวรรณยุกตเอกก็เปนเสียงเอก เปนตน) เชนไกแจกระตาก - อักษรตํ่ารูปกับเสียงไมตรงกัน (ใสวรรณยุกตเอกเปนเสียงโท เปนตน) เชน พอ แมนอง รู - รูปวรรณยุกตตรีใชไดกับอักษรกลางเทานั้น 16. ขอใดใชรูปวรรณยุกตถูกตอง 1) โคด บุคตั๋ว 2) โละทิ้ง เฟยวฟาว 3) กิ๊บ ชิ๊ปปง 4) เจี๊ยวจาว วุยวาย 17. คําทุกคําที่รูปกับเสียงวรรณยุกตไมตรงกันคือขอใด 1) เสื้อ เชิ้ต เกา 2) ปบ ขาว ใหม 3) นั่ง หาง โตะ 4) ที่ ลุม ชื้น 18. ขอใดมีเสียงวรรณยุกตทั้งเอก โทและตรี 1) บูเช็กเทียน 2) ซิยิ่นกุย 3) ซิเตงชั่น 4) ฮั่นเถงมุย


ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 19-21 "เห็นฝูงยูงรําฟอน คิดบังอรรอนรํากราย" 19. คําประพันธนี้มีเสียงพยัญชนะตนกี่เสียง 1) 7 เสียง 2) 8 เสียง 3) 9 เสียง 4) 10 เสียง 20. คําประพันธนี้มีเสียงวรรณยุกตกี่เสียง 1) 2 เสียง 2) 3 เสียง 3) 4 เสียง 4) 5 เสียง 21. คําประพันธนี้มีเสียงพยัญชนะทายกี่เสียง 1) 4 เสียง 2) 5 เสียง 3) 6 เสียง 4) 7 เสียง โครงสรางหรือองคประกอบของพยางคไดแก 1. เสียงพยัญชนะตน ใหดูวาคํานั้นเปนพยัญชนะตนประสม (ควบแท) หรือพยัญชนะตนเดี่ยว (ไมควบแท) 2. เสียงสระ ใหดูวาคํานั้นมีสระออกเสียงสั้นหรือออกเสียงยาว (สระบางคํารูปกับเสียงสั้นยาวไมตรงกัน) 3. เสียงวรรณยุกตใหดูวาเปนเสียงอะไร (สามัญ เอก โท ตรีหรือจัตวา) 4. เสียงพยัญชนะทาย (ตัวสะกด) ใหดูวาคํานั้นมีตัวสะกดหรือไมมี 22. เสียงของพยางคในขอใดมีโครงสรางตางจากพยางคอื่น 1) กริ้ว 2) ไขว 3) สรอย 4) ครั่ง 23. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางของพยางคเหมือนกันหมด 1) ดั่ง ไร นั่ง ชั่ว 2) ถอย ทอ ทั่ว ถา 3) ขา ปา หลา วา 4) พลาย ความ เกรง กลืน 24. คําในขอใดมีลักษณะโครงสรางพยางคเหมือนกันทุกคํา 1) ขวาน หวาน หยาม ผลาญ 2) เกี้ยว เชื่อม นวม หวง 3) พลัด ครุฑ ผลุบ พริบ 4) เปด ซูบ โขก ชอบ 25. คําในขอใดเหมือนกันเฉพาะเสียงสระกับเสียงวรรณยุกต 1) วรรค พักตร 2) ฤกษ เทอด 3) นํ้า ชํ้า 4) เนตร เพชร


ระดับภาษา ระดับภาษา คือ การแบงการใชภาษาออกเปนระดับตางๆ ใหเหมาะสมกับบุคคล โอกาสและสถานที่มี 5 ระดับ คือ 1. ระดับพิธีการ ใชสื่อสารในที่ประชุมที่เปนพิธีการ 2. ระดับทางการ ใชบรรยายหรืออภิปรายอยางเปนทางการหรือใชในการเขียนขอความใหปรากฏตอสาธารณชน 3. ระดับกึ่งทางการ ใชภาษาที่ลดความเปนการเปนงานลงบางเพื่อความใกลชิดกัน เชน การประชุมกลุมหรือ อภิปรายเปนกลุมเล็ก หรือบทความในหนังสือพิมพ 4. ระดับไมเปนทางการ ใชสนทนาของบุคคลหรือกลุมคน 4-5 คน หรือการเขียนจดหมายระหวางเพื่อน 5. ระดับกันเอง ใชสื่อสารกันในวงจํากัด เชน ในครอบครัว เพื่อนสนิทในสถานที่ที่เปนสวนตัว 26. “มีผูแจงวาไดพบใบอนุญาตขับรถยนตของทานแลว” ขอความนี้ควรเปนภาษาในระดับใด 1) ระดับกันเอง 2) ระดับไมเปนทางการ 3) ระดับทางการ 4) ระดับกึ่งทางการ 27. ขอใดใชภาษาระดับทางการ 1) ในระยะนี้จะมีเตามาวางไขที่ชายฝงทะเลวันละหลายตัว 2) พิธีรดนํ้าศพมักจะทําทันทีหลังจากบุคคลนั้นเสียชีวิต 3) ในหนาหนาวจะมีนักทองเที่ยวมาชมทัศนียภาพที่นี่เปนจํานวนมาก 4) เพื่อทําความสะดวกในการเบิกจาย อาจขออนุมัติถัวกันไปทุกรายก็ได 28. “เกิดพสุธาไหวที่จังหวัดกาญจนบุรี” ประโยคนี้ใชคําไมเหมาะสมเพราะเหตุใด 1) ใชภาษาเขียนในภาษาพูด 2) ใชคําไมเหมาะสมกับฐานะของบุคคล 3) ใชคําคะนองในขอความที่เปนทางการ 4) นําคําบางคําที่ควรจะใชในรอยกรองมาใชในสํานวนภาษาสามัญ 29. ขอใดใชภาษาไดเหมาะแกบุคคล 1) “นักเรียน กรุณานั่งเงียบๆ” 2) เขาจะเชิญพระ 5 รูป มาฉันเพลที่บาน 3) ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตถึงแกอนิจกรรมเสียแลว 4) สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาประทานพระโอวาทแกพระภิกษุใหมเมื่อวานนี้ 30. ขอใดใชภาษาระดับเดียวกันทั้งขอ 1) พอแมอยากใหฉันเปนหมอแตฉันอยากเปนครูบานนอก 2) แมอยากใหดิฉันคาขาย แตบิดาอยากใหดิฉันเปนแพทย 3) หนังสือเลมนี้มีหวังขายไดเกลี้ยงเพราะรวบรวมวาทะสําคัญๆ ของผูที่มีชื่อเสียงหลายคน 4) กระผมขอเรียนวากระผมไมไดเกงาน เมียกระผมออกลูกเมื่อวานนี้กระผมเลยตองหยุดงาน 31. ขอใดใชภาษาเหมาะแกโอกาสและสัมพันธภาพระหวางบุคคล 1) เมื่ออยูบานเธอแลวลําบาก ก็มาอยูกับฉันอีกนะ (นายจางพูดกับลูกจาง) 2) ถาที่อื่นถูกกวาก็ไปดูซิคะ หรือจะแวะกลับมาอีกก็ได (แมคาพูดกับลูกคา) 3) ถาจะใหลูกไปเรียนกวดวิชาละกอ พอจายเงินใหลูกวันนี้นะ (ลูกพูดกับพอ) 4) ดิฉันเอาหนังสือไปวางไวบนโตะแลวนะคะ แตตอนนี้ไมรูวาอาจารยไปไหน (นักศึกษาพูดกับอาจารย) 32. ขอใดใชภาษาระดับทางการ 1) กรุณาติดแสตมปและทิ้งจดหมายใหดวย 2) เขาใหเจาหนาที่ประทับตราหนังสือแลว 3) เลขานุการไม มีสิทธิ์ออกความเห็นในที่ประชุม 4) หัวหนายังไม ไดแทงเรื่องลงมาใหเจาหนาที่ธุรกิจ


ราชาศัพท ราชาศัพทแปลวา คําพูดสําหรับพระเจาแผนดิน ปจจุบันรวมถึงการใชกับบุคคลดังตอไปนี้ 1. พระเจาแผนดิน 2. พระบรมวงศานุวงศ 3. พระภิกษุ 4. ขาราชการ 5. สุภาพชน คําราชาศัพทที่ตกแตงขึ้นจากภาษาตางๆ ดังนี้ - คําไทยดั้งเดิม เชน พระเจาลูกยาเธอ พระยอด ทรงถาม ทรงชาง - คําบาลีเชน พระอัฐิพระหัตถพระอุทร - คําสันสกฤต เชน พระเนตร พระจักษุทรงพระอักษร - คําเขมร เชน พระขนง ตรัส เสวย โปรด บรรทม การใช "ทรง" 1. นําหนาคํานาม และคํากริยาสามัญ เชน ทรงมา ทรงชาง ทรงธรรม ทรงกีฬา ทรงฟง ทรงยินดีทรงขอบใจ 2. นําหนาคํานามราชาศัพทเชน ทรงพระเมตตา ทรงพระประชวร ทรงพระดําริทรงพระสุบิน 3. หามนําหนาคําที่เปนกริยาราชาศัพทอยูแลว เชน ตรัส เสด็จ ประทับ พระราชทาน ทอดพระเนตร โปรด ฯลฯ การใช "คําเสด็จ" - ใชนําหนาคํากริยาบางคําใหเปนกริยาราชาศัพท เชน เสด็จไป เสด็จกลับ เสด็จขึ้น เสด็จลง - นําหนาคํานามใหเปนกริยาราชาศัพทเชน เสด็จพระราชดําเนิน เสด็จพระราชสมภพ การใช "คําพระบรม" ใชกับสิ่งสําคัญของพระมหากษัตริยเทานั้น เชน พระบรมเดชานุภาพ พระบรมราชสมภพ พระบรมราชโองการ พระ ปรมาภิไธย พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชชนนีฯลฯ การใช "คําอาคันตุกะ" (แขกผูมาเยือน) แขกของกษัตริยใหใชพระราชอาคันตุกะถาไมใชแขกของกษัตริยใหใชอาคันตุกะ เชน - ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเปนพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว - พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเปนอาคันตุกะของพระธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา การใช "คําทูลเกลา ฯลฯ" ใชกับของเบาและเล็ก เชน เงิน ดอกไมเสื้อผา ฯลฯ การใช "คํานอมเกลา ฯลฯ" ใชกับของใหญหรือหนัก เชน รถยนตอาคาร ที่ดิน ฯลฯ การที่ประชาชนไปรอตอนรับพระเจาแผนดิน ควรใชวา ประชาชนไปเฝาฯ รับเสด็จ หามใชวา ถวายการตอนรับ ประชาชนถวายความจงรักภักดีก็ผิด ควรใชวา ประชาชนแสดงความจงรักภักดีหรือมีความจงรักภักดี


33. พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวใหปริญญาบัตรแกนิสิตผูจบการศึกษา 1) ประทาน 2) ทรงประทาน 3) พระราชทาน 4) ทรงพระราชทาน 34. “เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเสด็จพระราชดําเนินไปยังจังหวัดเชียงใหม ผูวาราชการจังหวัดไดจัดใหมี การแสดงละคร..........” 1) หนาพระที่นั่ง 2) หนาพระพักตร 3) เฉพาะพระพักตร 4) เบื้องหนาพระที่นั่ง 35. เขาจะ ........... สมเด็จพระวันรัตไป ........... ที่บานพรุงนี้ 1) ทูลเชิญ ฉันภัตตาหาร 2) นิมนต ฉันภัตตาหาร 3) นิมนต เสวยพระกระยาหาร 4) ทูลเชิญ เสวยพระกระยาหาร 36. คณะกรรมการมูลนิธิสายใจไทย..........ถวาย..........แดสมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ 1) ทูลเกลาทูลกระหมอม ผาเช็ดหนา 2) ทูลเกลาทูลกระหมอม ผาซับพระพักตร 3) นอมเกลานอมกระหมอม ผาเช็ดหนา 4) นอมเกลานอมกระหมอม ผาซับพระพักตร 37. ขอใดใชราชาศัพทถูกตอง 1) เมื่อพระเจาลือไทยผนวชเปนสามเณรแลวไดเสด็จออกไปอุปสมบทเปนพระภิกษุอยู ณ วัดปามะมวงในอรัญญิก 2) เมื่อเสด็จพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวพระราชทานพระบรมราโชวาทแกบัณฑิตใหม 3) ประธานาธิบดีแหงสาธารณรัฐสังคมนิยมแหงสหภาพพมา เคยมาเยือนเมืองไทยในฐานะอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว 4) คณะกรรมการจัดงานวัดพิทักษไทย ไดเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวและสมเด็จพระนางเจาพระบรมราชินีนาถ เพื่อนอมเกลานอมกระหมอมถวายเงินจํานวน 200,000 บาท 38. ขอใดใชภาษาไดถูกตอง 1) นักศึกษาพยาบาลถวายการตอนรับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ 2) สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงลงพระปรมาภิไธยในสมุดเยี่ยม 3) วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 เปนวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว 4) มีผูทูลเกลาฯ ถวายเสื้อผาแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเพื่อพระราชทานแกนักเรียนยากจน การอธิบาย การบรรยายและการพรรณนา การอธิบาย คือ การทําใหผูอื่นเขาใจความจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มี 5 วิธี 1. อธิบายตามลําดับขั้น ใชอธิบายสิ่งที่เปนกระบวนการ หรือกรรมวิธี 2. ใชตัวอยาง ใชอธิบายในสิ่งที่เขาใจยาก 3. เปรียบเทียบความเหมือนและตางกัน ใชอธิบายในสิ่งที่แปลกใหมหรือสิ่งที่ยังไมคุนเคย 4. ชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน ใชอธิบายเพื่อบอกเหตุผลหรือสาเหตุ 5. นิยามหรือใหคําจํากัดความ ใชอธิบายความหมายของคําศัพทหรือขอความ การบรรยายคือการเลาเรื่องราวใหผูฟงหรือผูอานไดรูวา ใครทําอะไรที่ไหนเมื่อไร อยางไร เพื่ออะไร อาจเปนเรื่องจริง เชน ประวัติของบุคคล หรือเรื่องสมมุติก็ไดเชน นิทาน นิยาย เปนตน


การพรรณนา คือ การใหรายละเอียดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะมีชีวิตหรือไมก็ได โดยมุงใหผูอานหรือผูฟงนึกเห็นภาพเกิด จินตนาการตามที่ผูสงสารตองการ มักใชคําอุปมาเปรียบเทียบ ทั้ง 3 อยางนี้อาจใชรวมกันไดเชน ในบทความหรือนิทานเรื่องหนึ่งอาจมีทั้งการอธิบาย บรรยายและพรรณนาคละ กันได 39. ขอความตอไปนี้จัดอยูในกลวิธีของการอธิบายชนิดใด “นักเรียนคือผูที่อยูในวัยเรียน ตั้งแตอายุ 3 ขวบจนถึง 17 ปกอนที่จะถึงภาวะนักศึกษาในมหาวิทยาลัย” 1) อธิบายตามลําดับขั้นตอน 2) นิยามหรือใหคําจํากัดความ 3) การยกตัวอยางประกอบ 4) ชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 40. “กาบหอหุมหนอไมสีเหลือง มันเผยออาเล็กนอยประดุจดอกไมแรกผลิแยมกลีบบานฉะนั้น” ขอความที่ยกมาเปนการเขียนประเภทใด 1) บรรยาย 2) อภิปราย 3) อธิบาย 4) พรรณนา 41. วัฒนธรรมที่เปนมรดกสืบทอดกันมา มีทั้งที่เปนวัฒนธรรมสรางสรรคอันดีงามที่ยกระดับจิตใจและพฤติกรรม ตลอดจนอุดมการณแหงชีวิตที่เปนประโยชนตอตัวเราและสังคม และมีทั้งวัฒนธรรมที่ไมสรางสรรคที่เปนตัวถวง ความเจริญของสังคม ทําใหชุมชนงมงายไมเปนตัวของตัวเอง ถูกชักจูงไดงาย มีทัศนคติที่เปนอันตรายตอตัวเรา และตอสังคม” กลวิธีในการอธิบายในขอความขางตนนี้ตรงกับขอใดมากที่สุด 1) การอธิบายตามลําดับขั้น 2) การเปรียบเทียบความตางกัน 3) การยกตัวอยาง 4) การชี้สาเหตุและผลลัพธที่สัมพันธกัน 42. “กระดาษที่ใชหอหรือใสอาหารโดยเฉพาะพวกกลวยทอด มันทอด กลวยปงนั้น ไมควรเปนกระดาษที่มีตัวหนังสือ ทั้งนี้เพราะหมึกพิมพนั้นจะมีพวกโลหะหนัก เชน ตะกั่ว โครเมี่ยม แคดเนี่ยมเปนสวนประกอบ ถาหมึกพิมพไป ถูกอาหารก็จะติดอาหารไป เรารับประทานเขาไปจะสะสมในรางกายทําใหเกิดโรคตางๆ ได” ขอความนี้เปนการเขียนลักษณะใด 1) การอธิบายโดยยกตัวอยาง 2) การบรรยายตามลําดับขั้นตอน 3) การอธิบายโดยชี้เหตุผล 4) การอธิบายโดยการเปรียบเทียบ 43. ขอความตอไปนี้มีกลวิธีในการอธิบายแบบใด “การตายเปนรางวัลชีวิตบั้นปลาย เปนการใหความยุติธรรมแกสัตวทุกหมูเหลาทั้งยังเปนโอกาสใหทําความดี อยางนอยก็ใหความสําราญใจแกผูชิงชังและกอใหเกิดความเสียดายอาลัยรักแกผูที่เคารพนับถือรักใครยิ่งกวานั้นยัง เปนทูตสวรรคบอกผูยังมีชีวิตอยูใหทราบวาตนก็จะตองตกอยูในสภาพอยางนี้เหมือนกันอยาประมาทเรงทําความดีเถิด” 1) การนิยาม 2) การใชตัวอยาง 3) การใชเหตุและผล 4) การเปรียบเทียบ 44. ขอใดมีลักษณะเปนการเขียนแบบบรรยาย 1) ฝนฟากระหนํ่าพายุซํ้ากรรโชก 2) แสนวิปโยคอนิจจานํ้าตาเอย 3) ทุกสิ่งลวนไมเปนเหมือนเชนเคย 4) ตัวเราเอยแสนอาภัพอับปญญา 45. การพรรณนาภาพในขอใดไมแสดงความเคลื่อนไหว 1) กลิ่นหลานภาจรจะปน สุวคนธบําบวง 2) ดาวเดือนก็เลือนรชนิหาย ระพีจาทิวาแทน 3) นํ้าคางพระพรางโปรย ชลโชยชะดอกใบ 4) มืดตื้อกระพือพิรุณพรม และฤเราจะแยแส


หลักการพิจารณาคุณคาของงานประพันธ สวนประกอบของงานประพันธไดแก 1. เนื้อหา คือ ใจความสําคัญที่ผูประพันธถายทอดใหผูอานรับรู 2. รูปแบบ คือ ลักษณะรวมของงานประพันธอันเปนวิถีทางที่ผูประพันธเลือกใชในการนําเสนอเนื้อหาไปสู ผูอาน มี 2 ประเภท คือ - ประเภทรอยแกวมีรูปแบบเปนบันทึก บทความ จดหมายเหตุสารคดีนิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย - ประเภทรอยกรองมีรูปแบบเปนกาพยกลอน โคลง ฉันทราย ลิลิต เพลงยาว นิราศ หากงานประพันธที่มีรูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหากลมกลืนกันอยางมีศิลปะ ไดรับความนิยมชมชอบจาก ผูอานก็จัดไดวางานประพันธนั้นเปนวรรณคดีถาไมถึงขั้นก็จะเรียกวา วรรณกรรม คุณคาของงานประพันธมี 2 ดาน ดังนี้ 1. ดานวรรณศิลป พิจารณาวารูปแบบเหมาะสมกับเนื้อหาเพียงใด มีกลวิธีเสนอเรื่องนาสนใจ ใหความรูและ ใชสํานวนภาษากะทัดรัดสละสลวยแคไหน 2. ดานสังคม พิจารณาวางานประพันธนั้นมีสวนเกี่ยวของกับสังคมอยางไรสะทอนใหเห็นสภาพของสังคมเพียงใด กาพยเหเรือ 1. ผูแตง เจาฟาธรรมธิเบศร หรือกรมขุนเสนาพิทักษ (เจาฟากุง) ซึ่งเปนพระโอรสในสมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ ทรงเปนกวีเอกในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีผลงาน คือ นันโทปนันทสูตรคําหลวง พระมาลัยคําหลวง กาพยเหเรือ กาพยหอโคลงประพาสธารทองแดง และกาพยหอโคลง นิราศพระบาท 2. จุดประสงค เพื่อใหฝพายขับเหเวลาตามเสด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศ เสด็จพยุหยาตราทางชลมารคไปนมัสการ พระพุทธบาทสระบุรี 3. รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทกาพยเหเรือมีโคลงสี่สุภาพนํา 1 บทแลวขยายความดวยกาพยยานี11 หลายบท 4. เนื้อหา พรรณนาเกี่ยวกับการเสด็จทางชลมารค มีการดําเนินเรื่องสัมพันธกับเวลา 1 วัน ดังนี้ เวลาเชา ชมกระบวนเรือพระที่นั่งและเรือตามเสด็จซึ่งมีรูปสัตวตางๆ เวลาสาย ชมปลาเปรียบเทียบกับหญิงผูเปนที่รัก เวลาบาย ชมไมแทรกดวยการรําพันถึงนางผูเปนที่รัก เวลาเย็น ชมนก แทรกดวยการรําพันถึงนางผูเปนที่รัก เวลาคํ่า ครํ่าครวญถึงนาง 5. คุณคา - ดานวรรณศิลปใชคําไดไพเราะสละสลวยเห็นภาพไดชัดเจน - ดานสังคม การเดินทางใชทางนํ้าเปนสําคัญ ชี้ใหเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีการเหเรือการและแตงกาย


พระราชวิจารณ เรื่องจดหมายเหตุความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวี ผูแตง กรมหลวงนรินทรเทวี(พระองคเจากุ) พระนองนางเธอในรัชกาลที่1มีพระตําหนักอยูในวัดพระเชตุพนฯหรือวัดโพธิ์ จึงไดรับสมญานามวา “เจาครอกวัดโพธิ์” รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทจดหมายเหตุแบบเกา บันทึกเหตุการณสําคัญๆ ของบานเมืองเทาที่จําได เนื้อหา กลาวถึงเหตุการณตั้งแตกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรีจนถึงกรุงรัตนโกสินทรสมัยรัชกาลที่ 3 มีทั้งหมด 256 ขอ พระราชวิจารณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ 5 รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทสารคดีใหความรูดานโบราณคดีและประเพณีไทยเปนตัวอยางการวิจารณที่มีหลักฐานประกอบ เนื้อหา ทรงพิจารณาหาตัวผูเขียนจดหมายความทรงจําเนื่องจากไมปรากฏผูแตง ทรงสืบสาวจากขุนนางผูใหญที่มีอายุ จึงทราบวากรมหลวงนรินทรเทวีเปนผูเขียน ทรงปรารภเหตุที่ทรงวิจารณวาเพื่อเปนประโยชนแกนักโบราณคดีรุนหลังได คนควาตอไป ทรงวิจารณประกอบเหตุการณที่ปรากฏอยูในจดหมายความทรงจําเพื่อชวยใหผูอานเขาใจเรื่องราวยิ่งขึ้น และทรงนําขอความจดหมายความทรงจํามาไวทั้งหมดโดยแบงเปนขอๆ ตามลําดับเหตุการณและวิจารณกํากับไว เนื้อหาที่เปนบทเรียน ทรงวิจารณจดหมายเหตุขอ 190 กลาวถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงบูรณะปฏิสังขรณวัดพระเชตุพน ซึ่งเดิมมีชื่อวา วัดโพธาราม พระพุทธรูปที่โปรดเกลาใหอัญเชิญจากจังหวัดตางๆ มาประดิษฐานไวที่วัดพระเชตุพน มีดังนี้ 1. พระประธานชื่อ พระพุทธเทวปฏิมากร ปางสมาธิ อัญเชิญมาแตวัดศาลาสี่หนาหรือวัดคูหาสวรรค ธนบุรี มาประดิษฐานอยู ณ พระอุโบสถ 2. พระโลกนาถศาสดาจารยปางหาม พระแกนจันทนอัญเชิญมาแตวัดศรีสรรเพชฌกรุงศรีอยุธยา มาประดิษฐานอยู ณ วิหารทิศตะวันออกมุขหลัง 3. พระนาควัดเขาอินทร ปางมารวิชัย อัญเชิญมาแตวัดเขาอินทร สวรรคโลก สุโขทัย มาประดิษฐานอยู ณ วิหาร ทิศตะวันออกมุขหนา 4. พระโปรดปญจวัคคียปางเทศนาธรรมจักร อัญเชิญมาแตกรุงศรีอยุธยา มาประดิษฐานอยู ณ วิหารทิศใต 5. พระนาคปรก อัญเชิญมาแตลพบุรีมาประดิษฐาน ณ วิหารทิศใต 6. พระปาเลไลย เปนพระพุทธรูปหลอใหมในสมัยรัชกาลที่ 1 ประดิษฐาน ณ วิหารทิศเหนือ จุดประสงคการปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่ออนุรักษของเกา ในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อใหเปนแหลง วิทยาทาน ประชาชนทุกชั้นเขาศึกษาคนควาวิทยาการตางๆ ได


นิราศลอนดอน ผูแตง หมอมราโชทัย (ม.ร.ว. กระตาย อิศรางกูร) แตงเมื่อ พ. ศ. 2400 ขณะเดินทางในฐานะเปนลามคณะทูตไทยไป ประเทศอังกฤษ ตอมาไดเปนอธิบดีผูพิพากษาศาลตางประเทศคนแรกของไทย จุดประสงค เพื่อพรรณนาเหตุการณตามลําดับเวลาและสถานที่ซึ่งไดพบเห็นขณะเดินทาง รูปแบบ เปนกลอนนิราศ เนื้อหา คณะทูตไทยไดเชิญพระราชสารและเครื่องบรรณาการแดพระราชินีวิคตอเรีย ณ พระราชวังวินเชอร ซึ่งเปนวัง ประจําฤดูหนาว ไดมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาใหมไดประโยชนเพิ่มขึ้น คณะราชทูตไทยไดรับพระราชทานเลี้ยงอาหารคํ่า และนํ้าชา ไดพักที่พระราชวังวินเชอร 1 คืน ตอมาคณะทูตไดไปเยี่ยมชมโรงพยาบาล โรงทําเหรียญกษาปณ ปอมเก็บ ศาสตราวุธ และมงกุฎกษัตริยอังกฤษ ซึ่งมีเพชรโกอินัวใหญเทาไขนกพิราบประดับอยู วันตอมาไดเขาชมพระราชวังบัคกิงแฮม พระราชวังประจําฤดูรอน มงคลสูตรคําฉันท มงคล หมายถึง เหตุแหงความเจริญกาวหนา ผูแตง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงพระนิพนธเมื่อ พ.ศ. 2466 ที่มา จากพระไตรปฎก สวนพระสุตันตปฎกหมวด ขุททกนิกาย ซึ่งวาดวยพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดรวมถึงภาษิต ของสาวกและประวัติตางๆ รูปแบบ เปนรอยกรอง ประเภทอินทรวิเชียรฉันทและกาพยฉบัง 16 เนื้อหา มนุษยและเทวดาไดพยายามคนหาความเปนมงคลถึง 12 ปก็ยังไมพบพระอานนทผูเปนพุทธอุปฏฐากไดเลาวา ขณะที่พระพุทธเจาประทับอยู ณ เชตวันมหาวิหารซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีเปนผูสรางถวายมีเทพองคหนึ่งเขาไปเฝาและ ทูลถามความเปนมงคล พระพุทธเจาจึงแสดงมงคล 38 ประการ ดังนี้ 1. ไมคบคนพาล 14. ทํางานไมคั่งคาง 27. มีขันติ 2. คบบัณฑิต 15. บําเพ็ญทาน 28. อดทนและเปนผูวางาย 3. บูชาคนที่ควรบูชา 16. ประพฤติธรรม 29. เห็นสมณะ 4. อยูในถิ่นที่เหมาะสม 17. สงเคราะหญาติ 30. สนทนาธรรม 5. มีบุญวาสนามากอน 18. ทําการงานไมมีโทษ 31. บําเพ็ญตะบะ (เพียร) 6. ตั้งตนไวชอบ 19. งดเวนจากบาปกรรม 32. ประพฤติพรหมจรรย 7. เปนพหูสูต 20. สํารวมจากการดื่มนํ้าเมา 33. เห็นอริยสัจ 8. มีศิลปะ 21. ไมประมาทในธรรม 34. ทําใหแจงพระนิพพาน 9. มีวินัย 22. รูจักสัมมาคารวะ 35. จิตไมหวั่นไหว 10.มีวาจาสุภาษิต 23. ออนนอมถอมตน 36. จิตไมโศก 11.บํารุงบิดามารดา 24. มีความสันโดษ 37. จิตหมดธุลี 12. เลี้ยงดูบุตร 25. รูคุณทาน 38. จิตเกษม 13. สงเคราะหภรรยา 26. ฟงธรรมตามกาล แนวคิด 1. ผูปฏิบัติตามธรรมอยางถูกตองดวยตนเอง จะประสบความเจริญรุงเรืองในชีวิต 2. คําสอนของพระพุทธเจายึดหลักของเหตุผล สามารถพิสูจนไดดวยการปฏิบัติ คานิยม การปฏิบัติตามมงคล 38 ประการ นําความเจริญกาวหนามาใหแกบุคคลและสังคม


อัวรานางสิงห ผูแปล จากภาษาอังกฤษเปนภาษาไทย คือ ดอกไมสด (ม.ล. บุปผา นิมมานเหมินทร) ตีพิมพครั้งแรกในหนังสือ สายปญญานุสรณป 2480 รูปแบบ เปนรอยแกวประเภทเรื่องสั้นซึ่งประกอบดวยแกนเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร ฉากและกลวิธีในการแตง เรื่องยอ นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสไดซื้ออัวรานางสิงหจากทวีปอาฟริกาตั้งแตอายุได 3 เดือนและฝกใหเลนเกมตางๆ มีครั้งหนึ่ง ขณะที่อัวราเลนกับแมวอยูนั้นเกิดกระโดดพลาดตกไปพื้นลางทําใหเชือกรัดคอมันเองแตนายไดชวยชีวิตไวดวยการตัดเชือกให มันหลุดลงไปพื้นลาง อัวราจึงจงรักภักดีผูกพันอยูกับนายตลอด 2 ปผานไป นายมีธุระตองไปตางประเทศจึงยกอัวราให เพื่อนและเพื่อนก็ยกใหคนอื่นตอ จนสุดทายอัวราตกไปอยูในสวนสัตวของรัฐบาลฝรั่งเศส มีที่อยูคับแคบ สกปรก อาหาร ก็นอย อัวราอยากใหผูคนไดหยอกเลนกับมันเหมือนกับอยูอาฟริกาแตก็ผิดหวัง อัวราจึงเฝารอคอยแตนายเทานั้น ตอ มาวันหนึ่งนายไดมาเที่ยวสวนสัตวและจําอัวราไดมันดีใจมากตองการอยูกับนายอีก นายไดตอสูเพื่ออัวราโดยเรียกรองให รัฐบาลฝรั่งเศสปรับปรุงการเปนอยูของอัวราใหดีขึ้นหรือไมก็ขอซื้อคืน แตไมสําเร็จหนังสือพิมพชวยเปนปากเสียงใหแตก็ ไมไดรับความสนใจ เมื่อนายตองมีธุระตางประเทศอีกทําใหอัวราผิดหวังเศราเสียใจ จนลมเจ็บและก็ตรอมใจตายในที่สุด รัชสดุดี ผูแตง พระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู อุดมศิลป) แหงกองทัพบก รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทกาพยฉบัง 16 ที่มาของเรื่อง เปนบทรองเพลงสดุดีกษัตริยในการชุมนุมทหารทุกเหลา ลูกเสือและนักเรียน เพื่อฉลองกรุงเทพมหานคร ครบ 150 ป (เมื่อ พ.ศ. 2475) เนื้อหา สดุดีกษัตริยวงศจักรีที่ทรงปราบยุคเข็ญและสรางกรุงเทพมหานครใหเจริญรุงเรือง ประชาชนจึงพรอมใจ ถวายพระพรชัย คําสัญญาของลูกนอย ผูแตง ฐ. ณ ถลาง (นางฐะปะนีย นาครทรรพ) รูปแบบ เปนรอยกรอง ประเภทกาพยฉบัง 16 เนื้อหา ผูแตงไดจินตนาการของแมที่ระลึกถึงลูกนอยที่สูญเสียไป ความรักและอาลัยทําใหแมไดยินเสียงลูกมากระซิบ อยูใกลๆ ลูกมากับแสงจันทรสายนํ้า และสายลม เพื่อมาเปนเพื่อนแมคอยปลอบประโลมแมใหแมคลายทุกข 46. ขอใดเปนขอกําหนดคุณคาทางวรรณศิลปของบทประพันธ 1) การใชหลักเกณฑการแตงอยางถูกตอง 2) การเลือกใชรูปแบบคําประพันธที่หลากหลาย 3) การสื่ออารมณและความคิดสรางสรรคที่ประสานกัน 4) การปรับใชหรือการสรางสรรคขนบการประพันธใหมๆ


47. ขอความตอไปนี้ถาจัดวรรคใหถูกตองจะไดคําประพันธตามขอใด "ขนมหวานขาวและกับจัดสําหรับถวายพระอยาหยิบกินนะคะประเดี๋ยวจะตกนรก" 1) โคลงสาม 2) กลอนหก 3) กาพยยานี 4) อินทรวิเชียรฉันท 48. ขอความตอไปนี้ถาจัดวรรคใหถูกตองจะไดคําประพันธตามขอใด "พิเศษสารเสกสรางรังสรรคสารประจงจารฉันทภาคพริ้งพรายฉายเฉกเพชรพรรณเพราเฉิดเลิศแลลายระยับสาย สะอิ้งสองสรอยกรองทรวง" 1) โคลงสี่สุภาพ และกลอนสุภาพ 2) กาพยยานี11 และโคลงสี่สุภาพ 3) กาพยฉบัง 16 และกลอนสุภาพ 4) กาพยยานี11 และกาพยฉบัง 16 49. กาพยเหเรือสะทอนภาพชีวิตคนไทยตรงกับขอใด 1) รักความสนุกสนาน 2) มีกองทัพเรือที่เขมแข็ง 3) มีประเพณีเกี่ยวกับทางนํ้ามาก 4) การคมนาคมใชทางนํ้าเปนสําคัญ 50. ตอนไหนในกาพยเหเรือของเจาฟาธรรมธิเบศรที่ผูแตงไมไดแทรกอารมณรักและอาลัยไว 1) เหชมเรือกระบวน 2) เหชมปลา 3) เหชมไม 4) เหชมนก 51. ความในขอใดแสดงใหเห็นความเคลื่อนไหวที่มีพลังไดอยางชัดเจนที่สุด 1) เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง 2) เรือชัยไววองวิ่ง รวดเร็วจริงยิ่งอยางลม 3) เรือมาหนามุงนํ้า แลนเฉื่อยฉํ่าลําระหง 4) เรือสิงหวิ่งเผนโผน โจนตามคลื่นฝนฝาฟอง 52. ขอใดไมแสดงความเคลื่อนไหว 1) มานกรองทองรจนา หลังคาแดงแยงมังกร 2) สรมุขมุขสี่ดาน เพียงพิมานผานเมฆา 3) สุวรรณหงสทรงพูหอย งามชดชอยลอยหลังสินธุ 4) เรือริ้วทิวธงสลอน สาครลั่นครั่นครื้นฟอง 53. ขอใดไมมีชื่อปลา 1) แตนางหางเหินพี่ เห็นปลาเคลาเศราใจจร 2) หางไกวายแหวกวาย หางไกคลายไมมีหงอน 3) แมลงภูคูเคียงวาย เห็นคลายคลายนาเชยชม 4) ชะเเวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม 54. ความในขอใดแสดงความรูสึกลึกซึ้งของกวีไวมากที่สุด 1) แกมชํ้าชํ้าใครตอง อันแกมนองชํ้าเพราะชม 2) รวยรินกลิ่นรําเพย คิดพี่เคยเชยกลิ่นปราง 3) เรียมคะนึงถึงเอวบาง เคยแนบขางรางแรมนาน 4) เนื้อออนออนแตชื่อ เนื้อนองหรือออนทั้งกาย 55. ขอใดใชโวหารภาพพจนแตกตางจากขออื่นๆ 1) แกวพี่นี้สุดนวล ดั่งนางฟาหนาใยยอง 2) ตัวเดียวมาพลัดคู เหมือนพี่อยูผูเดียวดาย 3) นํ้าเงินคือเงินยวง ขาวพรายชวงสีสําอาง 4) ไพเราะเพราะกังวาน ปานเสียงนองรองสั่งชาย 56. ขอใดเสนอคุณคาทางดานสังคม 1) หางไกวายแหวกวาย หางไกคลายไมมีหงอน 2) คิดอนงคองคเอวอร ผมประบาอาเอี่ยมไร 3) ชะแวงแฝงฝงแนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม 4) เหมือนพี่แอบแนบถนอม จอมสวาทนาฎบังอร 57. จากขอความในนิราศลอนดอน ขอใดแสดงถึงวัฒนธรรมไทยอยางแนแท 1) เขาจัดแจงมโหรีมีใหฟง 2) มงกุฎทรงองคสุดาวิลาวัลย 3) เลื่อมสลับปกแมงทับติดเชิงชาย 4) ชมสถานไพชยนตพระมณเฑียร


58. การใชคํา “โฮเต็ล” “โรงหมอ” ในนิราศลอนดอน สะทอนใหเห็นสิ่งใดในขอตอไปนี้ 1) คนไทยสมัยนั้นยังไมรูจักการบัญญัติศัพท 2) คนไทยสมัยนั้นนิยมการทับศัพทภาษาตางประเทศ 3) คนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 นิยมใหศัพทบัญญัติเปนคําประสม 4) ในสมัยรัชกาลที่ 4 ยังไมมีโรงแรมและโรงพยาบาลในประเทศไทย 59. ขอใดคือเนื้อหาของจดหมายความทรงจํา 1) ประวัติศาสตรศาสนา โบราณคดีและประเพณีไทย 2) การบูรณะปฏิสังขรณและสมโภชวัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ 9 3) การบูรณะปฏิสังขรณและสมโภชวัดพระเชตุพนฯ ในรัชกาลที่ 3 4) ประวัติศาสตรไทยตั้งแตปลายกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีถึงตนกรุงรัตนโกสินทร 60. ผูไดรับสมญานามวา “เจาครอกวัดโพธิ์” คือใคร 1) กรมหลวงนรินทรเทวี 2) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาฯ 3) พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาฯ 4) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาฯ 61. “จดหมายความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวี” เปนเรื่องที่กลาวถึงเรื่องอะไร 1) การฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร 2) การฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม 3) การเฉลิมฉลองวัดพระศรีสรรเพชรดาญาณ 4) การฉลองพระบรมราชวัง และวัดพระแกว 62. ขอใดที่ไมใชความสําคัญของวัดพระเชตุพนฯ 1) เปนเสมือนมหาวิทยาลัยของประเทศ 2) เปนเสมือนหองสมุดประชาชนของประเทศ 3) เปนที่ประทับของสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส 4) เปนพระอารามใหญยิ่งกวาวัดอื่นมาแตรัชกาลที่ 1 63. รัชกาลที่ 3 ทรงบูรณะปฏิสังขรณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามโดยมีพระราชประสงคอยางไร 1) เพื่อใหสวยงาม 2) เพราะวัดชํารุดมาก 3) ตองการใหเปนวัดคูกับวัง 4) เพื่อใหเปนมหาวิทยาลัยในสมัยนั้น 64. ขอใดสะทอนคานิยมที่ตางไปจากขออื่นๆ 1) บํารุงบิดามา- ตุรดวยหทัยปรีย 2) ใหทาน ณ กาลควร และประพฤติสุธรรมศรี 3) อีกสงเคราะหญาติที่ ปฏิบัติบําเรอตน 4) อีกรูคุณาของ นรผูประคองตน 65. ขอใดนับเปนมงคลอยางหนึ่ง 1) ความเปนผูมีวาจาไพเราะ 2) ความเปนนักฟง 3) ความเปนผูมีจิตใจรื่นเริง 4) ความเปนผูมีความริเริ่ม


66. ขอใดมิใชธรรมะที่ปรากฏในมงคล 38 ประการ 1) กตัญูรูคุณ เคยทําบุญไวแตปางกอน 2) มีวาจาเปนสุภาษิต จิตเกษมปลอดโปรง 3) ไมเบียดเบียนผูอื่น เปนผูตื่นเมื่อฟงธรรม 4) ยินดีดวยของตน ใหทานคนเมื่อมีโอกาส 67. ขอใดเปนมงคลที่ปรากฏในมงคลสูตร 1) แลวสอนวาอยาไวใจมนุษย มันแสนสุดลึกลํ้าเหลือกําหนด 2) เมื่อพอแมแกเฒาชรากาล จงเลี้ยงทานอยาใหอดระทดใจ 3) ใหกําหนดจดจําแตคําชอบ ผิดระบอบแบบกระบวนอยาควรถือ 4) เกิดเปนหญิงใหเห็นวาเปนหญิง อยาทอดทิ้งกิริยาอัชฌาสัย 68. ขอใดมีใจความแสดงถึงมงคลในพระพุทธศาสนา 1) อยาเกียจเกลียดหนายรักเรียนตอ 2) ความอยูประเทศซึ่งเหมาะและควรจะสุขี 3) เปนเจาความเอ็นดูแกหมูสัตวและนองถัดมุทิตามีคาลํ้า 4) ความหมั่นทํามาหากินโดยทางที่ชอบธรรมเขาไมเรียกวาโลภ 69. เรื่องสั้นเรื่อง “มอม” และ “อัวรานางสิงห” มีความแตกตางกันในแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องใด 1) สัญชาตญาณของสัตว 2) ความเฉลียวฉลาดของสัตว 3) ความผูกพันระหวางคนกับสัตว 4) ความจงรักภักดีของสัตวที่มีตอนาย 70. จุดสุดขั้นของเรื่อง “อัวรานางสิงห” คือเหตุการณตอนใด 1) ตอนที่อัวราตายอยูในกรงขัง 2) ตอนที่นายชวยชีวิตอัวราไว 3) ตอนที่นายกับอัวราตองพลัดพรากจากกัน 4) ตอนที่อัวราจํานายไดเมื่อนายพบมันอยูในกรงขัง 71. เรื่อง “อัวรานางสิงห” ไดสะทอนสภาพสังคมที่มีปญหาทางดานใดเดนชัดที่สุด 1) การฝกหัดสัตวปาใหอยูในวินัยของมนุษย 2) ความปาเถื่อนไรอารยธรรมของชนเผาโบโบ 3) สื่อมวลชนขาดความรับผิดชอบในหนาที่อันพึงกระทําของตน 4) การกักขังและทรมานสัตวโดยขาดความรูสึกวาสัตวจะมีความรูสึกอยางไร 72. ขอใดไมอาจอนุมานไดจากคําประพันธตอไปนี้ "เพื่อใหแมสุขลูกนํา จิตเขาไปทํา ใหแมบังเกิดความฝน วาลูกอยูในสรวงสวรรค เปนสุขชั่วนิรันดร ทุกขรอน หอนไดแผวพาน" 1) ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ 2) ความกตัญูของลูกที่มีตอแม 3) ความรักและความผูกพันระหวางแมกับลูก 4) ความจริงคือลูกอยูบนสวรรคอยางเปนสุข


ความสําคัญของภาษา ภาษา คือ เครื่องสื่อความเขาใจของมนุษยที่มนุษยสรางขึ้นและพัฒนาไปพรอมกับมนุษย 1. ประโยชนของภาษาที่มีตอมนุษยคือ - ชวยธํารงสังคม เชน คําทักทายปราศรัยแสดงไมตรีตอกัน - ชวยแสดงปจเจกบุคคล คือ แสดงลักษณะเฉพาะของแตละบุคคล - ชวยพัฒนามนุษยเชน สามารถถายทอดความรูความคิดใหแกกันได - ชวยกําหนดอนาคต เชน คําสั่ง การวางแผน สัญญา คําพิพากษา คําพยากรณการนัดหมาย - ชวยใหจรรโลงใจ เชน คําขวัญ คําคม คําผวน สํานวน ภาษิต เพลง เปนตน 2. อิทธิพลของภาษาที่มีตอมนุษยคือ มนุษยไมไดใชภาษาเปนสัญลักษณอยางเดียว แตยังถือวาภาษาบางคํา เปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเปนมงคลดวย เชน คาถา ชื่อตนไมที่แฝงความหมายตางๆ ไวดวย เชน ขนุน มะยม ยอ ระกํา ลั่นทม มะไฟ เปนตน 73. ในปจจุบันนี้นักภาษาศาสตรสวนใหญมีความเชื่อเกี่ยวกับกําเนิดของภาษาวาอยางไร 1) ภาษาเกิดขึ้นตามธรรมชาติไมมีผูใดสรางขึ้น 2) ภาษาเกิดจากมนุษยสรางขึ้นและพัฒนาไปพรอมกับมนุษย 3) ภาษาเกิดขึ้นจากการที่มนุษยเปลงเสียงเมื่อเกิดความรูสึกตางๆ 4) ภาษาเกิดจากบรรพบุรุษของแตละชาติสรางขึ้นและถายทอดใหลูกหลาน 74. ขอใดไมใชเปนการใชภาษาเพื่อกําหนดอนาคต 1) คําวิจารณ 2) คําพยากรณ 3) คํามั่นสัญญา 4) คําตัดสินคดี 75. เหตุใดภาษาจึงกอใหเกิดความชื่นบานได 1) เพราะภาษามีแบบสราง 2) เพราะภาษามีความหมาย 3) เพราะภาษาเปนเสียงและมีความหมาย 4) เพราะภาษาเปนระบบสัญลักษณที่ใชแทนสิ่งตางๆ 76. เหตุใดจึงกลาววา “ภาษาชวยพัฒนามนุษย” 1) เพราะมนุษยใชภาษาในการติดตอสื่อสารกัน 2) เพราะมนุษยใชภาษาในการพูดจาปราศรัยกัน 3) เพราะมนุษยใชภาษาในการธํารงสังคมและวัฒนธรรม 4) เพราะมนุษยใชภาษาในการถายทอดความรูความคิดและประสบการณ


ความงามในภาษา ความงามในภาษา คือ การใชถอยคําไพเราะสละสลวยและมีความหมายดีมีเนื้อหาที่ประทับใจ ประกอบดวยดังนี้ 1. การสรรคํา คือ การเลือกใชถอยคํา ดังนี้ 1. ใหถูกตองตรงตามความหมายที่ตองการ 2. ใหเหมาะแกเนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล 3. ใหเหมาะกับลักษณะของคําประพันธ 4. ใหคํานึงถึงเสียงดังนี้ - เสียงธรรมชาติ (สัทพจน) - เลนเสียงวรรณยุกต - เสียงสัมผัส - เสียงหนักเบา - คําพองเสียงและคําซํ้า 2. การเรียบเรียงคํา มีกลวิธีดังนี้ 1. เรียงสารสําคัญไวทายสุด 2. เรียงขอความที่สําคัญเทากันเคียงขนานกันไป 3. เรียงเนื้อหาที่เขมขนขึ้นไปตามลําดับ 4. เรียงเนื้อหาเขมขนขึ้นไปและคลายลงในชวงสุดทาย 5. เรียงถอยคําใหเปนประโยคคําถามเชิงวาทศิลป 3. การใชโวหาร 1. อุปมา คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวา ดุจ ดัง ดั่ง ปาน ปูน ประหนึ่ง เพียง เพี้ยง พาง เฉก เชน เสมอ เหมือน กล เลหฯลฯ 2. อุปลักษณคือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเปนอีกสิ่งหนึ่ง มักมีคําวา เปน คือ 3. บุคคลวัต บุคคลสมมุติบุคลาธิษฐาน คือ การสมมุติสิ่งที่ไมใชมนุษยใหมีกิริยาอาการเหมือนมนุษย 4. อติพจนอธิพจนอวพจนคือ การกลาวไมตรงกับความจริง 5. นามนัย คือ การใชสวนประกอบที่เดนของสิ่งหนึ่งแทนสิ่งนั้นๆ ทั้งหมด เชน ฉัตรแทนกษัตริย 6. สัญลักษณคือ การใชสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง เชน สีขาวแทนความบริสุทธิ์ 7. อุปมานิทัศนคือ การยกเรื่องราวหรือนิทานมาประกอบใหผูฟงเขาใจยิ่งขึ้น 77. ขอใดมีการเลนสัมผัสพยัญชนะมากที่สุด 1) พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร 2) ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟาขวาง 3) เปนฟองฟุงรุงเรืองอยูรางราง 4) กระเด็นพรางพรายพราวราวกับพลอย 78. ขอใดมีสัมผัสสระ 1) ฉันอยูเพื่อคนหาสัจจะ 2) ฉันอยูเพื่อเยื่อใยในมนุษย 3) ฉันอยูเพื่อบุคคลที่ฉันรัก 4) ระเรื่อยรี่จักจั่นกังวานไพร


79. คําประพันธขอใดที่มีสัมผัสอักษรมากที่สุด 1) บุรุษระริกขยิกตอน นรีรํารอนระเริงรา 2) คณาเนื้อนวลก็ครวญคลอขับ ระริกแคนรับสลับเสียงใส 3) กลาแดดจากลาพายุกลาตน กลาตานทนรอนลมระดมกลา 4) ณ ยามสายัณหตะวันยิ่งยอย แนะเรงเทาหนอยทยอยเหยียบหนา 80. ขอใดมีการใชสัมผัสวรรณยุกต 1) ก็เรื้อรกรั้งรางเปนทางปา 2) ระฆังหงั่งหงั่งหงาลงครามครึม 3) พี่คลื่นไสไสชางใหยางยก 4) เสียงโกงกางกองกึงไปถึงดิน 81. ขอใดเปนคําไวพจนทุกคํา 1) กนก มาศ รัชดา 2) วนิดา ปทมา มารศรี 3) นภาลัย คัคนานต ธาษตรี 4) กําธร นาท อุโฆษ 82. ขอใดใหจินตภาพตางจากขออื่น 1) แสงทองระรองรุง รวีปรุงชโลมสรรพ 2) ดาวเดือนจะเลือนลับ แสงทองพยับโพยมหน 3) พอพระสุริยงเธอเยื้องรถบทจร เย็นยอแสงสั่งทวีป 4) พื้นนภางคเผือดดาว แสงเงินขาวจับฟา แสงทองจาจับเมฆ 83. “โอเวลาปานฉะนี้ก็สายัณห คนทั้งหลายเขาเรียกกันกินอาหาร บางก็เลาโลมลูกหลานใหอาบนํ้าแลวหลับนอน แตสองบังอรของพอนี้ใครเขาจะปรานีใหนมนํ้า ก็จะตรากตรําลําบากใจ” ขอความนี้แสดงลักษณะดีเดนทางวรรณศิลปดวยลีลาอะไรและรสอะไร 1) ลีลาเสาวรจนีและกรุณารส 2) ลีลาเสาวรจนีและศฤงคารรส 3) ลีลาสัลลาปงคพิสัย และกรุณารส 4) ลีลาสัลลาปงคพิสัย และศฤงคารรส 84. ขอใดใชภาษาสัญลักษณ 1) ไททุกเขตทุกดาว นาวมกุฎมานบ นอมพิภพมานอบ 2) ธระเมียรหมูดัสกร มอญพมาดาดื่น เดินดุจคลื่นคลาฟองฃ 3) เร็วเรงฮือเขาหอม ลอมกรุงเทพวารัติชิงเอาฉัตรตัดเข็ญ 4) นาดกรกรายทายธนูดูสองเจาจอมสยาม เฉกลักษณรามรอนราพณ 85. ขอใดใชภาษาอติพจน 1) เรียมรํ่านํ้าเนตรถวม ถึงพรหม 2) เย็นพระยศปูนเดือน เดนฟา 3) นํ้าเซาะหินรินรินหลากไหล ไมหลับเลยชั่วฟาดินหาย 4) พระพายพัดซัดมาเชยชื่น หอมระรื่นรอบในไพรระหง 86. “ขึ้นทรงรถทรงผองพรรณ งามงอนออนฉัน เฉกนาคราชกําแหง” ขอใดที่ไมปรากฏในคําประพันธขางบนนี้ 1) ใชคําที่มีสัมผัสพยัญชนะ 2) ใชอุปมาอุปไมย 3) ใชสัญลักษณ 4) ใหภาพชัดเจน


87. ขอใดใชภาพพจนตางชนิดจากขออื่น 1) หวังเปนเกือกทองรองบาทา พระผูวงศเทวาอันปรากฏ 2) ตายระดับทับกันดังฟอนฟาง เลือดนองทองชางเหลวไหล 3) เจางามเนตรประหนึ่งนัยนาทราย เจางามขนงกงละมายคันศรทรง 4) ขึ้นทรงรถทองผองพรรณ งามงอนออนฉันเฉกนาคราชกําแหง เหตุผลกับภาษา 1. โครงสรางของเหตุผล 1. เหตุผล (ขอสนับสนุน) 2. ขอสรุป 2. ภาษาที่ใชแสดงเหตุผล 1. ถากลาวถึงเหตุผลกอนขอสรุป จะใชคําวา จึง ดังนั้นจึง ก็เลย ก็ยอม ทําใหเชน ขยันเรียนจึงสอบไดคะแนนดี 2. ถากลาวถึงขอสรุปกอนเหตุผล จะใชคําวา เพราะ เนื่องจาก ดวย เชน เขาสอบไดคะแนนดีเพราะเขาขยันเรียน 3. การอนุมาน (การสรุป) คือ กระบวนการคิดหาขอสรุปจากเหตุผลที่มีอยูมี 2 วิธีคือ 1. วิธีนิรนัย คือ การแสดงเหตุผลจากสวนรวมไปหาสวนยอย วิธีนี้เปนไปไดอยางแนนอน เชน คนไทยทุกคนตองการขาวเปนอาหาร เขาเปนคนไทยเขาจึงตองการขาวเปนอาหารดวย 2. วิธีอุปนัย คือ การแสดงเหตุผลจากสวนยอยไปหาสวนรวม วีธีนี้อาจไมแนนอน เชน ฉันฟงเพลงลูกทุงแลวเห็นวาไพเราะมาก เมื่อทุกคนในหองฟงแลวก็นาจจะบอกวาไพเราะดวย 4. การอนุมานจากเหตุและผลที่สัมพันธกัน ซึ่งจัดเปนการอนุมานแบบอุปนัย เพราะไมแนนอนเสมอไป 1. การอนุมานจากเหตุไปหาผล 2. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ 3. การอนุมานจากผลไปหาผล 88. ขอใดเปนสํานวนที่มีการใชภาษาเปนเหตุเปนผลกัน 1) ชีวิตคือการตอสู ศัตรูคือยากําลัง 2) ชีวิตไมสิ้นก็ดิ้นไป ชีวิตไมดิ้นก็สิ้นใจ 3) ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาใหมืดมน 4) กลวยไมออกดอกชาฉันใด การศึกษายอมเปนไปฉันนั้น 89. ขอใดไมไดบอกเหตุและผล 1) นํ้าทวมบานเรือนเสียหาย 2) กอยกลัวผีจนหัวโกรน 3) โฉมเฉลาเศราใจที่ไฟเสีย 4) จอมสวยจึงตองเช็ดนํ้าตา


90. ขอใดเปนการอนุมานดวยวิธีนิรนัย 1) นิลขยันเรียนที่สุดในชั้น จึงสอบไดที่หนึ่งเสมอในภาคเรียน 2) คุณแมของนิลเปนนางงามมากอน นิลจึงเปนนักเรียนที่สวยที่สุดในชั้น 3) เมื่อปที่แลวนิลเปนหัวหนาชั้นที่รับผิดชอบงาน ปนี้จึงไดเปนหัวหนาอีก 4) ใครใครก็ตามที่รูจักนิลจะตองชอบเธอ ถาคุณรูจักเธอคุณก็จะชอบเธอเชนกัน 91. ขอใดใชวิธีการอนุมานแบบอุปนัย 1) ดอกคูนคงจะบานในฤดูรอนนี้เหมือนทุกปที่ผานมา 2) หมอบอกวาคนที่เปนหวัดอยางเธอ ไมควรอาบนํ้าตอนดึก 3) เธอจะตองถูกทําโทษตามกฎของโรงเรียน หากเธอลอกขอสอบเพื่อน 4) ถาเธออยากเปนคนรอบรูควรอานหนังสือใหมากๆ เพราะการอานหนังสือจะทําใหความรูกวางขวาง 92. ขอใดเปนสาระสําคัญของคําประพันธตอไปนี้ "อันอํานาจใดใดในโลกนี้ ไมเห็นมีเปรียบปานการศึกษา สรางคนหาคามิไดในโลกา ขึ้นจากผูที่หาคาไมมี" 1) อํานาจของคนเกิดจากการศึกษา 2) การศึกษามีคุณคายิ่งกวาสิ่งใดในโลก 3) คุณคาของการศึกษาคือการสรางคน 4) อํานาจของการศึกษาเกิดจากคุณคาของคน 93. ประโยคในขอใดที่ไมใชโครงสรางทางภาษาแบบเหตุผล 1) นี่ดีวาเราจองบัตรลวงหนา จึงไดที่นั่งในรม 2) เขาไมคบเพื่อนเพราะไมชอบเกี่ยวของกับใคร 3) หลอนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมิไยพอแมจะทัดทาน 4) เมื่อวานเขาซอมกีฬาเหนื่อยมาก พอกลับถึงบานก็เลยหลับเปนตาย 94. “เขาถูกเจานายเพงเล็ง เพราะมาสายเสมอ มีหวังถูกตัดเงินเดือน” การอนุมานเชนนี้ตรงกับขอใด 1) การอนุมานจากสาเหตุไปหาสาเหตุ 2) การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ 3) การอนุมานจากผลลัพธไปหาสาเหตุ 4) การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ 95. “เด็กคนนี้ดูไมมีความสุข การเรียนก็แยพอแมคงไมมีเวลาใหลูก” การอนุมานเชนนี้ตรงกับขอใด 1) การอนุมานจากสาเหตุไปหาสาเหตุ 2) การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ 3) การอนุมานจากผลลัพธไปหาสาเหตุ 4) การอนุมานจากสาเหตุไปหาผลลัพธ 96. ขอใดมีวิธีใหเหตุผลแตกตางจากขออื่น 1) เมื่อยามรักนํ้าตมผักขมชมวาหวาน 2) ไมมีอาชีพใดสบายแมแตการเปนนักรอง 3) เมฆมีมากมายในวันนี้ชวยเตรียมรมใหทีนะทูนหัว 4) งานใดทําดวยใจรัก หินวาหนักยังเบาดุจปุยนุน 97. ขอใดมีวิธีการใหเหตุผลตางจากขออื่น 1) ความขยันหมั่นเพียร มีมานะและมุงมั่น ยอมนําทางไปสูความสําเร็จ 2) ทุกคนตองการความกาวหนาในชีวิต จึงพากันเรงหาทรัพยสินเงินทอง 3) ความสงบทางใจมิใชเกิดขึ้นเองไดหากไดมาดวยการปฏิบัติธรรมอยูเปนนิจ 4) ประเทศไทยพัฒนากาวไกลเพราะมีเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และสังคมที่ดี


98. ขอใดไมใชการอนุมานจากผลไปหาเหตุ 1) คนที่ทํางานไป เรียนไป คิดไปจะไมเปนคนตายดาน 2) โดยมากคนที่ทํางานไมกาวหนามักเปนผูที่ไมมีแผนการจะทําใหตนกาวหนา 3) ประชาชนไทยอยูกันอยางรมเย็นเปนสุขแตครั้งอดีตกาลดวยพระบารมีของพระมหากษัตริย 4) หมอดูเปนสวนคอนขางจําเปนสําหรับสังคมยุคนี้ ยุคแหงความผันแปรและยุงยากกับการคาดคะเนดานเศรษฐกิจ และการเมือง การแสดงทรรศนะ ทรรศนะ คือ ความคิดเห็นที่ประกอบดวยเหตุผล 1. โครงสรางของการแสดงทรรศนะมี 3 อยาง คือ 1. ที่มา 2. สนับสนุน 3. ขอสรุป 2. ทรรศนะของแตละคนแตกตางกันดวยเหตุดังนี้ 1. คุณสมบัติทางธรรมชาติเชน ไหวพริบ เชาวนความถนัด 2. อิทธิพลของสิ่งแวดลอม เชน สถานที่ อากาศ บานเมือง ชุมชน ระบบการศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ 3. ทรรศนะแบงเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ทรรศนะเกี่ยวกับขอเท็จจริง กลาวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเปนอยางไร 2. ทรรศนะเกี่ยวกับคุณคาหรือคานิยม คือ การประเมินวาสิ่งนั้นถูกหรือผิด ดีหรือดอย ฯลฯ 3. ทรรศนะเกี่ยวกับนโยบาย คือ การเสนอแนะใหทําสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 4. วิธีใชภาษาในการแสดงทรรศนะ คือ 1. ใชบุรุษสรรพนามที่ 1 เชน ขาพเจาคิดวา เห็นวา เขาใจวา 2. ใชคํา หรือกลุมคํา เชน นาจะ ควร คง อาจ คง มัก พึง 5. ปจจัยที่สงเสริมการแสดงทรรศนะ มี 2 ปจจัย คือ 1. ปจจัยภายนอก เชน สื่อ ผูรับสาร บุคคลอื่น สถานที่ บรรยากาศ เวลา 2. ปจจัยภายใน เชน ความเชื่อมั่น ความสามารถในการใชภาษา สติปญญา ความพรอมทางกาย 6. การประเมินคาทรรศนะควรคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้เปนแนวทาง 1. ประโยชนและลักษณะสรางสรรค 2. ความสมเหตุสมผล 3. ความเหมาะสมกับผูรับสารและกาลเทศะ 4. การใชภาษาที่ชัดเจนเหมาะสม


99. ขอใดเปนการใชภาษาที่แสดงวาเปนการเสนอทรรศนะ 1) การศึกษางานสรางสรรคชวยสรางความแข็งแกรงทางวัฒนธรรม 2) หากเก็บเวลาไวในขวดไดทุกคนก็อยากเก็บเวลาอันเต็มไปดวยฝนไว 3) รัฐนาจะกระจายอํานาจลงสูระดับตําบลไดโดยการสงเจาหนาที่ไปดูแล 4) มนุษยกลัวความแกเพราะไมใชแคมีอายุมากขึ้น แตความแกเปนโรคอยางหนึ่ง 100. ขอใดไมแสดงทรรศนะ 1) ครูเปนปูชนียบุคคล 2) มุมตกเทากับมุมสะทอน 3) ชายขาวเปลือกหญิงขาวสาร 4) กลิ้งไวกอนพอสอนไว 101. ขอใดแสดงทรรศนะเกี่ยวกับคานิยม 1) วิถีทางเดียวที่โลกจะเพิ่มพูนความสุขคือการแบงปนความสุข 2) การสอบแขงขันเขามหาวิทยาลัย เปนทางหนึ่งที่ทําใหเด็กเกิดความเครียด 3) กรุงเทพมหานครควรหาวิธีกําจัดขยะใหถูกวิธีปญหามลพิษจะไดหมดไป 4) การปองกันมิใหเกิดอุบัติภัยบนทองถนนคือ ทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจร 102. "มหาวิทยาลัยเปนเพียงปจจัยหนึ่งในบรรดาปจจัยทั้งหลายของความเจริญ หากปจจัยอื่นๆ ไมพรอมที่จะใหมหาวิทยาลัย เขาไปชวยสนับสนุน การมีมหาวิยาลัยก็จะเปนสิ่งที่มีราคาแพงเกินไปสําหรับประเทศยากจนอยางประเทศไทย" ขอความนี้เปนสารแสดงความคิดเห็นแบบใด 1) วินิจฉัย 2) สันนิษฐาน 3) ประเมินคา 4) เสนอแนะ การโตแยง การโตแยง คือ การแสดงทรรศนะที่แตกตางกันระหวางบุคคล 2 ฝาย โดยแตละฝายพยายามอางขอมูล สถิติหลักฐาน เหตุผลตางๆ มาสนับสนุนทรรศนะของตนและคัดคานทรรศนะของอีกฝายหนึ่ง ถาทั้ง 2 ฝาย ใสอารมณโกรธเพียงเพื่อ จะเอาชนะกันโดยไมยอมรับทรรศนะของแตละฝายถือวาเปนการโตเถียง โครงสรางของการโตแยง ประกอบดวย 1. ขอสรุป 2. เหตุผล กระบวนการโตแยงมี 4 ขั้น ดังนี้ 1. ตั้งประเด็นในการโตแยง มี 3 ประเภท 1. เกี่ยวกับขอเสนอเพื่อใหการเปลี่ยนแปลงสภาพเดิม 2. เกี่ยวกับขอเท็จจริง 3. เกี่ยวกับคุณคา


2. นิยามคําสําคัญที่อยูในประเด็นของการโตแยง 3. คนหาและเรียบเรียงขอสนับสนุนทรรศนะของตน 4. ชี้ใหเห็นจุดออนของทรรศนะฝายตรงขาม มี 3 ประการดังนี้ 1. ชี้จุดออนของการนิยาม 2. ชี้จุดออนในดานปริมาณความถูกตองของขอมูล 3. ชี้จุดออนของสมมุติฐานและวิธีการอนุมาน การวินิจฉัยเพื่อการตัดสินขอโตแยงมี 2 แบบ คือ 1. วินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาสาระที่แตละฝายนํามาโตแยงกัน 2. วินิจฉัยโดยใชดุลพินิจของตนประกอบ ขอควรระวังในการโตแยง คือ 1. ควรหลีกเลี่ยงการใชอารมณ 2. ควรมีมารยาทในการใชภาษาวัจนภาษาและอวัจนภาษา 3. ควรเลือกประเด็นที่มีแนวทางสรางสรรค 103. ขั้นตอนของการโตแยงในขอใดควรเปนขั้นตอนขอแรก 1) การตั้งประเด็นปญหาในการโตแยง 2) การคนหาขอสนับสนุนในทรรศนะของตน 3) การนิยามคําสําคัญในประเด็นการโตแยง 4) การชี้ใหเห็นขอผิดพลาดในทรรศนะของตน จงอานขอความตอไปนี้แลวตอบคําถามขอ 104-106 อุดมการณของอุดมศึกษา คือ การสอน การวิจัย การบริหารสังคมและการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมดังที่กลาวไว แตมหาวิทยาลัยก็ควรคํานึงถึงการปลูกฝงคุณธรรมใหแกนักศึกษาดวย หาไมแลวมหาวิทยาลัยยอมมีคาเปนเพียงโรงงาน ผลิตเครื่องมือใหแกสังคมหรือเปนโรงฝกอบรมนักวิชาชีพชั้นสูงเทานั้น มิใชแหลงสรางคนดีที่มีความเกง 104. ขอใดเปนประเด็นของการโตแยง 1) ควรแกไขเพิ่มเติมอุดมการณของการศึกษาหรือไม 2) มหาวิทยาลัยเปนแหลงสรางคนดีที่มีความเกงจริงหรือ 3) คุณธรรมเปนสิ่งจําเปนในการเรียนระดับอุดมศึกษาหรือไม 4) มหาวิทยาลัยควรหลีกเลี่ยงจากการเปนโรงงานผลิตเครื่องมือใหแกสังคมหรือไม 105. ขอใดเปนจุดออนของฝายตรงขามที่ผูพูดมองเห็น 1) มองขามบางสิ่งบางอยางที่สําคัญ 2) กลาวถึงอุดมการณที่สูงสงเกินไป 3) มุงมั่นสรางคนเกงมากเกินไป 4) ไมเห็นความสําคัญของคนดี 106. ขอความคูใดมีความสัมพันธกันตรงตามจุดประสงคของผูพูด 1) การใหการศึกษา - การกลอมเกลาจิตใจ 2) การสอนการวิจัย - การฝกอบรมนักวิชาชีพ 3) การทํานุบํารุงวัฒนธรรม - การปลูกฝงคุณธรรม 4) การบริการสังคม - การผลิตเครื่องมือใหแกสังคม


การโนมนาวใจ การโนมนาวใจ คือ การใชความพยายามที่จะเปลี่ยนความเชื่อ ทัศนคติคานิยม และการกระทําของบุคคลอื่น ดวยกลวิธีที่เหมาะสมใหมีผลกระทบใจบุคคลนั้น จนเกิดการยอมรับและยอมเปลี่ยนตามที่ผูโนมนาวใจตองการ กลวิธีการโนมนาวใจมี 6 วิธีคือ 1. แสดงใหประจักษถึงความนาเชื่อถือของบุคคลผูโนมนาวใจคือตองมีความรูจริงมีคุณธรรมและปรารถนาดีตอผูอื่น 2. แสดงใหเห็นความหนักแนนของเหตุผล 3. แสดงใหประจักษถึงความรูสึกหรืออารมณรวมกัน 4. แสดงใหเห็นทางเลือกทั้งดานดีและดานเสีย 5. สรางความหรรษาแกผูรับสาร 6. เราใหเกิดอารมณอยางเเรงกลา ลักษณะนํ้าเสียงของภาษาที่โนมนาวใจ เปนลักษณะเชิงเสนอแนะ ขอรอง วิงวอน และเราใจ การพิจารณาสารโนมนาวใจในลักษณะตางๆ ซึ่งพบในโอกาสและสถานที่ตางๆ 1. คําเชิญชวน มักมีจุดประสงคเดนชัด ชี้ใหเห็นประโยชนและวิธีปฏิบัติ 2. โฆษณาสินคาหรือโฆษณาบริการ มักมีลักษณะดังนี้ - มีสวนนําที่สะดุดหูสะดุดตา ใชถอยคําที่แปลกใหม - ถอยคําหรือประโยคสั้น ๆ ครอบคลุมเนื้อหาครบถวน - กลาวถึงความดีเดนของสินคาจนเกินความจริง และไมกลาวถึงความดอยของสินคา - เนนความสําคัญของความตองการขั้นพื้นฐานของมนุษย - มักขาดเหตุผลที่รัดกุม และไมถูกตองทางวิชาการ - ปรากฏอยูในสื่อตางๆ ตอเนื่องกันเพื่อใหจําได 3. โฆษณาชวนเชื่อ คือ ความพยายามโดยจงใจที่จะเปลี่ยนความเชื่อของบุคคลหรือกลุมชน โดยไมคํานึงถึง ความถูกตองตามเหตุผลและขอเท็จจริง มี 2 ประเภท คือ 1. การโฆษณาชวนเชื่อทางการคา 2. การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง กลวิธีการโฆษณาชวนเชื่อมีดังนี้ 1. ตราชื่อ โดยใชคํากลาวถึงฝายตรงขาม เพื่อใหคนเสื่อมศรัทธา เชน พวกหัวโบราณ พวกขวาจัด พวกปลาไหล 2. ใชถอยคําหรูหรา เพื่อใหฟงดูนาเลื่อมใสศรัทธา 3. อางบุคคลหรือสถาบันที่เคารพนับถือ เพื่อใหผูฟงมีทัศนคติที่ดีตอผูโฆษณาและเกิดความเลื่อมใส 4. ทําตนเหมือนชาวบานธรรมดาหรือเปนพวกเดียวกับผูรับสาร เพื่อใหเกิดความไววางใจ 5. อางแตประโยชนตน ไมกลาวในสวนที่เสีย 6. อางคนสวนใหญยอมรับหลักการ ถาใครไมเห็นดวยก็จะถือวาผิดปกติเปนตน 107. ขอใดเปนภาษาที่มีลักษณะโนมนาวใจเดนชัดที่สุด 1) ขับชาๆ อันตราย 2) เทอยางมีทาไมพึ่งพาบุหรี่ 3) ไมมีทานเราอดไมมีรถทานเดิน 4) ไกงามเพราะขนคนงามเพราะแตง


108. ขอใดแฝงเจตนาเชนเดียวกับคําขวัญนี้“ทิ้งขยะไมเปนที่หมดราศีไปทั้งเมือง” 1) นํ้ามันมีนอย ใชสอยจงประหยัด 2) ตัดไมทําลายปานํ้าทาจะขาดแคลน 3) ประหยัดไฟวันละนิดชวยเศรษฐกิจเปนลาน 4) หนึ่งเสียงของทาน สรางสรรคประชาธิปไตย 109. คําขวัญขอใดที่ใชกลวิธีโนมนาวใจใหเห็นทางเลือกทั้งดานดีและดานเสีย 1) รักชาติตองพัฒนา รักปาตองอนุรักษ 2) ปาไมบํารุงชาติ ปาพินาศชาติวอดวาย 3) ดุลธรรมชาติจะสิ้นไปหากวันใดไทยสิ้นปา 4) ฝนตกทั่วฟาเพราะปาชวยไวไรสิ้นอุทกภัยเมืองไทยรมเย็น 110. ขอใดเปนคําขวัญที่ถูกตามลักษณะภาษาและความสมจริง 1) มีลูกสองสนองนโยบายรัฐ 2) ออกกําลังกายวันละนิด ชีวิตจะยืนยาว 3) บานเมืองจะสะอาดถาปราศจากคนมักงาย 4) เมื่อเสียชีวิตอุทิศนัยนตาชวยชีวาเพื่อนมนุษย 111. การหาความรูใสตัวนั้นเปนสิ่งสําคัญอยางยิ่งสําหรับทุกคน เพราะวาตอไปในชีวิตถาขาดความรูความสามารถจะ ไมอาจเลี้ยงตัวใหรอดได” ขอความขางตนนี้เปนการอนุมานดวยวิธีใด 1) จากเหตุไปหาเหตุ 2) จากเหตุไปหาผลลัพธ 3) จากผลลัพธไปหาเหตุ 4) จากผลลัพธไปหาผลลัพธ 112. จุดมุงหมายสําคัญของผูกลาวขอความขอ 106 นี้คืออะไร 1) โนมนาวใหคนแสวงหาความรู 2) แสดงใหเห็นความสําคัญของความรู 3) แสดงใหเห็นความลมเหลวของคนที่ขาดความรู 4) ยืนยันวาคนที่มีความรูสามารถเลี้ยงตัวเองได ราชาภิสดุดี ราชาภิสดุดี เปนคําสมาสชนิดเปลี่ยนเสียงจาก คําราช-อภิสดุดีคือ สนธินั่นเอง ที่มาของเรื่อง นายภาวาส บุนนาค รองเลขาธิการไดอานเฉพาะพระพักตรพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ในพระราชพิธี บวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจา เนื่องในโอกาสงานฉลองกรุงรัตนโกสินทรครบรอบศตวรรษ (200 ป) ณ บริเวณพิธีมณฑลทองสนามหลวง เมื่อวันจันทรที่ 5 เมษายน 2525 รูปแบบ เปนคําประกาศที่เปนรอยแกวเรียบเรียงเปนภาษาระดับพิธีการอยางไพเราะสละสลวย และมีสัมผัสตอเนื่อง กันทุกวรรคคลายรายยาว เนื้อหา ในโอกาสที่กรุงรัตนโกสินทรมีอายุครบ 200 ปเมื่อ พ.ศ. 2525 ไดมีการจัดงานสมโภชขึ้นทั่วราชอาณาจักร เพื่อปลูกฝงความจงรักภักดีและภาคภูมิใจในประเทศชาติที่มีเอกราชมาชานาน เพราะพระบูรพมหากษัตริยองคกอนๆ เชน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาฯ ไดทะนุบํารุงทั้งทางดานพุทธจักรและอาณาจักรดังนี้ - โปรดใหสังคายนาพระไตรปฎกและตรากฎหมายจัดระเบียบสงฆ - ทรงสรางราชธานีขึ้นใหมมีปอมปราการแข็งแรงและกําลังไพรพลเขมแข็ง - โปรดใหประมวลและชําระกฎหมาย - ทรงสงเสริมและฟนฟูศิลปะ วรรณคดีขนบธรรมเนียม ราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว (ร. 9) จึงโปรดเกลาฯ ใหมีราชพิธีบวงสรวงขึ้นทามกลางที่ประชุมแหงพระราชวงศ ขาราชการ พอคาและประชาชน ในตอนทายขอพระบรมเดชานุภาพแหงบูรพมหากษัตริยไดคุมครองประเทศไทยและคนไทยปราศจากภัยพิบัติตางๆ มีความสามัคคีรวมกันทํางานเพื่อใหประเทศเจริญกาวหนาตอไป


แนวคิด 1. พระมหากษัตริยแหงพระบรมราชจักรีวงศทุกพระองคลวนทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชนสุขของ ประชาชนและประเทศชาติตลอดมา 2. ผูนําที่ฉลาดและเขมแข็ง เสียสละเพื่อประโยชนสุขของสวนรวมเทานั้น ที่สามารถนําประเทศที่กําลังระสํ่าระสายใหผานพนภัยตางๆ ได คานิยม 1. ความมั่นคงและความเจริญรุงเรืองของประเทศชาติสําคัญเหนือสิ่งอื่นใด 2. การพัฒนาบานเมืองนั้นตองทะนุบํารุงทั้งพุทธจักรและอาณาจักรการแสดงความกตัญูกตเวทีเปนสิ่งดีงาม ขัตติยพันธกรณี ผูแตง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวและสมเด็จพระเจาบรมวงเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ รูปแบบ เปนรอยกรองประเภทโคลงสี่สุภาพและอินทรวิเชียรฉันท จุดประสงค เพื่ออําลาพระเจานองยาเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพเพราะทรงทุกขโทมนัส เนื่องจากฝรั่งเศสเขามาคุกคาม อธิปไตย กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงพระนิพนธตอบทันที เนื้อหา พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงระบายความทุกขโทมนัส ทรงเปรียบเหมือนเปนฝที่เจ็บปวดและ ถูกตาปูตอกที่พระบาทจนไมประสงคจะดํารงพระชนมชีพตอไป เมื่อกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงนิพนธบทประพันธถวาย ตอบทําใหพระองคมีพลังพระราชหฤทัยขึ้น แนวคิด 1. อานุภาพแหงบทกวีอาจพลิกผันเหตุการณรายใหกลายเปนดีได 2. ผูไมไดเปนกวีเมื่อเกิดอารมณสะเทือนใจก็อาจแตงคําประพันอันมีคาขึ้นมาได คานิยม 1. พันธกรณีที่มีตอชาตินั้นสําคัญยิ่งกวาชีวิต 2. ผูที่อยูในฐานะที่สูงกวาก็ไมควรสรางความทุกขใจใหแกผูที่ตํ่ากวา 3. ผูที่อยูในตําแหนงที่สูงเพียงใดก็ตองการกําลังใจจากผูอื่น วรรณนากาลามสูตร ผูแตง สมเด็จพระมหาสมณเจากรมพระยาวชิรญาณวโรรส จุดมุงหมาย เพื่อใหผูที่ไมมีโอกาสศึกษาภาษาบาลีไดเขาใจพระสูตรตางๆ ยิ่งขึ้น รูปแบบ เปนรอยแกวในรูปคําถามคําตอบ หรือปุจฉา วิสัชนา ความหมายของชื่อเรื่อง วรรณนา (พรรณนา) หมายถึง การอธิบายใหเปนที่เขาใจอยางแจมแจง กาลาม หมายถึง ชนชาติชาวกาลามะในแควนโกศล สูตร คือ ชื่อสูตรหนึ่งในพระไตรปฎกในสวนที่เรียกวา พระสุตันตปฎกหมวดขุททกนิกายชาดก ซึ่งวาดวยธรรมเทศนา เบ็ดเตล็ด รวมทั้งภาษิตและประวัติสาวกตาง ๆ ดวย เนื้อหา เมื่อพระพุทธเจาเสด็จถึงเกสปุตตนิคม ชาวกาละมะไดกราบทูลถามวา ผูที่นับถือลัทธิศาสนาตางๆ ตางก็ยกยอง ลัทธิของตนและดูหมิ่นลัทธิอื่นๆ เชนนี้จะเชื่อใครดี พระพุทธเจาจึงตรัสเทศนากาลามสูตรวาอยาถือโดยอาการ 10 ประการ ตอไปนี้คือ


1. โดยฟงตามกันมา 2. โดยลําดับสืบๆ กันมา 3. โดยตื่นวาไดยินมาอยางนั้น 4. โดยอางตํารา 5. โดยเหตุนึกเดาเอา 6. โดยนับถือคาดคะเน 7. โดยตรึกตามอาการ 8. โดยชอบใจเพราะตองกับลัทธิของตน 9. โดยเชื่อวาผูพูดควรจะเชื่อถือได 10. โดยนับถือวาผูนั้นเปนครูของเรา เเตใหเชื่อถือไดโดยใชสติปญญาพิจารณาไตรตรองเหตุผลกอน และพระองคไดทรงแสดงใหเห็นโทษของความโลภ โกรธ หลง และคุณของความไมโลภ ไมโกรธ ไมหลง เชน การอบรมเด็กใหฝกสอนเด็กไดรูดีและชั่วดวยตัวของเด็กเอง ไมควรลงโทษดวยการเฆี่ยนตี เด็กอาจเปนคนหนาไหวหลังหลอกได ถาเด็กไมมีสติปญญาจะสอนตามหลักพระพุทธ ศาสนาไมไดและการลงโทษใหเข็ดหลาบไมใหทําความชั่วอีกนับวาเปนประโยชนแตการลงโทษดวยโทสะเปนโทษ การประกอบ สัมมาชีพไมใชความโลภ แนวคิด ควรใชสติปญญาพิจารณาไตรตรองเหตุผลกอนเสมอ คานิยม - ความเชื่อเมื่อใชสติปญญาไตรตรองกอนแลวยอมไมแปรปรวน - ไมควรลงโทษดวยความโกรธ - การบูชาพระพุทธเจาที่ถูกตอง คือ ปฏิบัติตามคําสอนของพระองค มหาเวสสันดรชาดกกัณฑมหาราช ผูแตง สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระปรมานุชิตชิโนรส รูปแบบ เปนรายยาว มีคาถาบาลีนําสลับกับภาษาไทยเปนตอนๆ ตอนแหลจัดพล จังหวะของรายเร็วเลนสัมผัสสระและ อักษร บางตอนเปนกลบทยติภังคคือแยกคําระหวางวรรคผูเทศนกัณฑนี้ตองมีเสียงใหญกองกังวาน เนื้อหา ชูชกพาสองกุมารหลงเขาไปในกรุงเชตุดร พระเจากรุงสญชัยทรงจําไดจึงกราบทูลวา พระรับสั่งใหอํามาตย นําเขาเฝาแลวตรัสถามความเปนมา ชูชกจึงกราบทูลวาพระเวสสันดรพระราชทานให พวกอํามาตยก็พากันตําหนินินทา พระเวสสันดรวาบริจาคลูกใหเปนทาน พระชาลีไดกลาวแกวาพระบิดาอยูในปาไมมีทรัพยอื่นใดบริจาคนอกจากลูก พระเจาสญชัยไดทรงไถตัวพระชาลีดวยทองพันตําลึง พระกัณหาดวยสวิญญาณทรัพยคือ ทรัพยมีชีวิต ไดแก ชาง มา โคนม ทาสหญิง ทาสชาย อยางละรอยพรอมกับทองรอยตําลึง และเตรียมจัดกองทัพไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัท รีกลับ ฝายชูชกไดบริโภคอาหารจนธาตุไฟยอยไมทันถึงแกความตาย พระเจาสญชัยจึงโปรดใหจัดฌาปณกิจศพและปาว ประกาศใหญาติมารับสมบัติแตไมมีผูใดมารับจึงนําทรัพยเหลานั้นเขาทองพระคลังตามเดิม แนวคิด 1. ธรรมยอมคุมครองผูประพฤติธรรม 2. ผูมีปญญาและคุณธรรม ปฏิบัติตนถูกกาลเทศะแมเปนเด็กก็ไดรับยกยองจากผูใหญ คานิยม 1. แนวโลกียะ คือ แนวที่ยังเกี่ยวของกับทางโลก - ผูนําประเทศยอมเห็นแกประโยชนสวนรวมเหนือสิ่งอื่นใด - การอยูในวัง (อยางพระเจาสญชัย) ยอมสบายกวาอยูในปา( อยางพระมัทรี) 2. แนวโลกุตระ คือ แนวที่ไมเกี่ยวของกับทางโลก - เมื่อทําอะไรผิดพลาดก็ไมมีอัสมิมานิ (การถือเขาถือเรา) ควรรูจักขออภัยแมจะเปนเด็กก็ตาม - บุตรที่ดีควรมีความกตัญูตอบิดามารดา


ขุนชางขุนแผน ตอนขุนแผนลุแกโทษ ผูแตง ไมปรากฏหลักฐานวาใครเปนผูแตง ที่มา เปนตํานานที่เลาตอๆ กันมาในจังหวัดสุพรรณบุรีและกาญจนบุรีมีเคามาจากเรื่องจริงปรากฏอยูในหนังสือคําใหการ ของชาวกรุงเกา รูปแบบ เปนกลอนเสภาซึ่งมักขึ้นตนวา จะกลาวถึง ครานั้น การขับเสภามีที่มาจากการเลานิทาน มีกรับเปนเครื่องเคาะจังหวะ นิยมขับเรื่องขุนชางขุนแผนเทานั้น ความหมายลุแกโทษ หมายถึง ยอมรับผิด ขอเขามอบตัวเพื่อรับโทษ เนื้อหา ขุนแผนไดชิงนางวันทองจากขุนชางมา และพาไปหลบอยูในปาจนนางวันทองทองได 7 เดือน ขุนแผนสงสาร นางวันทองที่ทองแกถาคลอดลูกในปาจะลําบากจึงพานางไปพึ่งพระพิจิตร ตอมาขุนแผนเกรงวาพระพิจิตรจะเดือดรอน จึงขอมอบตัวเพื่อรับโทษโดยใหพระพิจิตรสงตัวลงเรือไปอยุธยาใหจมื่นศรีจองจําเพื่อเขาเฝาสมเด็จพระพันวษา เเนวคิด 1. รักแทยอมไมหวั่นไหวตออุปสรรคใดๆ 2. การปฏิบัติตามหนาที่อยางถูกตองยอมไดรับผลดีตอบแทน คานิยม 1. กฎหมายยอมศักดิ์สิทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด 2. ลูกยอมมีความสําคัญกวาใครๆ 3. ความกตัญูเปนคุณธรรมที่ควรปฏิบัติ คําศัพทเกี่ยวกับหนังสือราชการสมัยกอน ทองตรา คือ หนังสือพระเจาแผนดินจากเมืองหลวงไปถึงหัวเมือง ศุภอักษร คือ หนังสือพระเจาแผนดินจากเมืองหลวงไปถึงประเทศราช ตรา คือ หนังสือราชการของขุนนางเสนาบดีไปถึงหัวเมือง หนังสือ คือ หนังสือราชการของขุนนางตํ่ากวาเสนาบดี ใบบอก คือ หนังสือจากประเทศราชหรือหัวเมืองไปถึงเมืองหลวง วารีดุริยางค ดุริยางคแปลวา ดนตรีแหงสายนํ้า ผูแตง นายเนาวรัตน พงษไพบูลย ซึ่งมีความสามารถเขียนกลอนและโคลงจนไดรับรางวัลตางๆ ดังนี้ เรื่องอาทิตย ถึงจันทร, ชักมาชมเมือง, เพียงความคลื่อนไหว และนกขมิ้น รูปแบบ เปนกลอนสุภาพ 100 บท แตนํามาเรียนเพียง 24 บท เนื้อหา สิ่งที่เปนธรรมชาติมีความงดงามและสงบ มนุษยไมควรทําใจใหเหมือนควันในเวลากลางคืนและเหมือนไฟใน เวลากลางวัน ควรหยุดดิ้นรนเหมือนธรรมชาติโดยทํากายเหมือนตนไมใหความรมเย็นและใจเหมือนสายนํ้าไหลไปอยางอิสระ ในที่ตางๆ หรือเหมือนกรวดทรายที่ไมไยดีตอทุกขโศกทั้งปวง แนวคิด การมีชีวิตที่สงบทั้งกายและใจยอมเปนประโยชนตอผูอื่นเหมือนธรรมชาติ คานิยม 1. ความงามของธรรมชาติยอมสวยงาม และมีคากวาความงามที่มนุษยสรางขึ้น 2. ใจสําคัญกวากาย เมื่อใจเปนสุขกายก็สุขดวย 3. ควรทําประโยชนใหแกผูอื่นมากกวาทําประโยชนใหแกตนอยางเดียว


113. ขอใดเปนคุณคาเชิงสารประโยชนประการสําคัญที่ไดจากคําประกาศราชาภิสดุดี 1) กอใหเกิดศรัทธาในการฟนฟูประเทศ 2) ชวยใหทราบถึงอายุของกรุงเทพมหานคร 3) ชวยใหทราบถึงอุปสรรคและภัยตางๆ ที่มีมาถึงประเทศชาติ 4) กอใหเกิดความรูสึกภูมิใจในความมั่นคงและความเจริญของประเทศชาติ 114. “ประชาชนทั้งหลายตางมีความปราโมทยบันเทิงใจที่สามารถตั้งบานเมืองเปนอิสระสถาวรสืบมาไดอีกถึงสองศตวรรษ” ขอความนี้แฝงคานิยมขอใดไว 1) กตัญูกตเวที 2) ความสามัคคี 3) ความมีเอกราช 4) ความปราโมทยบันเทิงใจ 115. “..........พระราชกรณียกิจในแตละแผนดิน” ขอความที่พิมพตัวหนาหมายถึงแผนดินสมัยใด 1) สุโขทัย 2) อยุธยา 3) ธนบุรี 4) รัตนโกสินทร 116. ขอใดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกฯ โปรดเกลาใหจัดทําขึ้นเพื่อความเจริญมั่นคงทางดานพุทธจักร 1) ฟนฟูศิลปะวรรณคดี 2) ชําระกฎหมายตราสามดวง 3) ฟนฟูขนบธรรมเนียมราชประเพณี 4) จัดทําอรรถกถาอนุฎีกา 117. “บรรดาการที่ทรงกระทําใหแกชาตินั้นลวนลําบากยากยิ่ง แตละเรื่องแตละสิ่งตองปฏิบัติบําเพ็ญอยางอุกฤษฏดวย พระปรีชาชาญอันลึกซึ้งกวางไกล” ขอความนี้กลาวถึงเรื่องใด 1) เทิดทูนพระบุญญาบารมี 2) เทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณ 3) เทิดทูนพระราชกรณียกิจ 4) เทิดทูนพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง 118. ในเรื่องขัตติยพันธกรณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวและสทเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรง กลาวถึงคุณธรรมในขอใดตรงกัน 1) ความกตัญูกตเวที 2) ความรักชาติรักแผนดิน 3) ความรักเกียรติรักศักดิ์ศรี 4) ความสํานึกในหนาที่รับผิดชอบ ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 119-120 "ตะปูดอกใหญตรึ้ง บาทา อยูเฮย จึงบอาจลีลา คลองได เชิญผูที่เมตตา แกสัตว ปวงเฮย ชักตะปูนี้ให สงขาอัญขยม" 119. ตะปูดอกใหญในที่นี้ตรงกับขอใด 1) อุปสรรค 2) ภาระหนาที่ 3) ความทุกขกาย 4) ความทุกขใจ 120. ตะปูดอกใหญเปนภาพพจนประเภทใด 1) อุปมา 2) อุปลักษณ 3) สัญลักษณ 4) อติพจน


121. มหาราชเปนกัณฑที่อยูระหวางกัณฑอะไร 1) กุมาร มัทรี 2) สักบรรพ ฉกษัตริย 3) จุลพน มหาพน 4) ฉกษัตริย นครกัณฑ 122. เสียงผูเทศนกัณฑมหาราชจะมีลักกษณะอยางไร 1) เสียงหาวกังวาน 2) เสียงทุมนุมนวล 3) เสียงกังวานหวานใส 4) เสียงใหญกองกังวาน 123. เมื่อเทศนกัณฑมหาราชจบลงแลวปพาทยจะบรรเลงเพลงอะไร 1) กลม 2) สาธุการ 3) กราวนอก 4) โอดเชิดฉิ่ง 124. ผูที่มีบทบาทสําคัญในกัณฑมหาราชคือใคร 1) ชาลี 2) กัณหา 3) พระนางผุสดี 4) พระเขากรุงสญชัย 125. ผูแตงกัณฑมหาราชไมแตงมหาชาติกัณฑใด 1) ทศพร หิมพานต 2) ทานกัณฑ จุลพน 3) มหาพน มัทรี 4) สักบรรพ ฉกษัตริย 126. “สวนวาเฒารางรายชูชกทลิททกทารุณชาติครั้นรุงเชาก็พาสองเจาพระกุมารกุมารีราชมาถึงทางสองแพรง” ทางสองแพรงที่กลาวถึงในคําประพันธที่ยกมานี้เปนทางไปสูเมืองใด 1) กรุงเชตุดร กับกรุงสาวัตถี 2) ทุนวิฐ กับกลึงราษฎร 3) กลึงราษฎรกับสีวีราษฎร 4) กรุงกบิลพัสดุกับกรุงเชตุดร 127. “หมายจะปองปดขจัดขอครหาแหงหมูอํามาตย ดุจขุนเขาสิเนรุราชอันลมประลัยโลกพัดพานบันดาลใหเอนเอียง มีมหิทธิเทพเขาเอาพระกรประคองเคียงใหคืนคงตั้งตรงดังเกา” ขอความขางตนนี้ใชโวหารอะไร 1) อุปมา 2) สาธก 3) บรรยาย 4) พรรณนา 128. จากขอ 127 เปรียบขอครหาแหงหมูอํามาตยตรงกับขอใด 1) พระกร 2) มหิทธิเทพ 3) ลมประลัยโลก 4) ขุนเขาสิเนรุราช 129. จากตัวเลือกขอ 128 ขอใดหมายถึงชาลี 1) ขอ 1) 2) ขอ 2) 3) ขอ 3) 4) ขอ 4) 130. ขอใดกลาวถึงบุคคลที่ตางไปจากขออื่นๆ 1) ดอกหนึ่งพึ่งจะขยายคลายคลี่ผกากุสุมมาลีละอวลอบหอมตรลบสุคนกําจร ดอกหนึ่งตูมหุมหอเกสรบเบงบาน 2) สองพะงางามตามกันลีลาศ เลหดุจดรุณสิงหราชตามกันยาตรา ออกจากวิจิตรคูหาหองเหมสถานกาญจนะแกว ผลึกเลิศ 3) ทั้งสองพระองคก็ไตเตาตามลําเนาพนัสพนาวาส เลหประหนึ่งวาสมเด็จพระชนกนาถราชมารดาเที่ยวสืบเสาะแสวง ทุกแหงหามาพานพบ 4) ทั้งสององคทรงสุนทรลักษณอันประเสริฐสิ้นทุกสิ่งสรรพสุดจะพรรณนา เสมอเหมือนรูปทองทั้งแทงอันบุคคลแกลง เหลาหลอพึงพอเนตร


131. เหตุใดอํามาตยทั้งหลายจึงกลาววาพระเวสสันดรทรงกระทําผิดขัตติยนิติจรรยา 1) เพราะพระเวสสันดรทรงบําเพ็ญบุตรทาน 2) เพราะพระเวสสันดรผนวชเปนฤษีอยูในปา 3) เพราะชูชกกลาวหาวาพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกตน 4) เพราะชูชกหลอกลวงวาพระเวสสันดรพระราชทานสองกุมารแกตน 132. ขอใดเปนคําสอนในกาลามสูตร 1) อยาเชื่อใจชางสารและงูเหา 2) อยาเชื่อใจขาเกาอาจตักษัย 3) อยาเชื่อคําเมียรักผูรวมใจ 4) อยาเชื่อใครแมครูบาอาจารยเรา 133. เมื่อชูชกกราบทูลถึงสาเหตุที่ไดสองกุมารมาจากพระเวสสันดร เหลาอํามาตยไดฟงตางพากันตําหนิพระเวสสันดร พฤติกรรมดังกลาวแสดงวามิไดยึดตามคําสอนขอใดในกาลามสูตร 1) อยาถือโดยเหตุนึกเดาเอา 2) อยาถือโดยนัยคือคาดคะเน 3) อยาถือวาผูพูดควรจะเชื่อถือได 4) อยาถือโดยความตื่นวาไดยินอยางนั้นอยางนี้ 134. เหตุใดนางวันทองจึงครํ่าครวญวา “มาซํ้าทองสองทุกขเขาระทม ยิ่งทุกขแลวยิ่งถมมาทับทรวง” 1) เพราะนางวันทองตั้งครรภขณะขุนแผนไปทัพ 2) เพราะนางวันทองตั้งครรภขณะหนีราชภัยอยูในปา 3) เพราะนางวันทองตั้งครรภกับขุนชางขณะหนีมากับขุนแผนในปา 4) เพราะนางวันทองตั้งครรภเปนทองแรกจึงมีความกังวลมากเปนพิเศษ 135. “เจามาเกิดเหมือนหนึ่งจะแกลงฆา มันไมนายินดีแตสักนิด” จากคําประพันธนางวันทองกลาวเชนนี้เพราะเหตุผลใด 1) อนิจจาทุกขยากลําบากตัว เกลือกกลั้วปฐพีธุลีลม 2) สารพัดขัดสนจนยาก แสนลําบากยวดยิ่งทุกสิ่งสม 3) มาซํ้าทองสองทุกขเขาระทม ยิ่งทุกขแลวยิ่งถมมาทับทรวง 4) มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นี่มีมาใหเปนหวงเมื่อสิ้นคิด 136. "ถึงแมนอยูเรือนเหยาลูกเตามี จะยินดีเหลือแสนเฝาแหนหวง มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นี่มีมาใหเปนหวงเมื่อสิ้นคิด” แนวคิดสําคัญจากคําประพันธนี้คือขอใด 1) ลูกเปนสมบัติที่มีคาที่สุดของพอแม 2) พอแมควรมีลูกเมื่อพรอมจะเลี้ยงดูได 3) พอแมจะตองเลี้ยงลูกใหดีที่สุดเทาที่จะทําได 4) ลูกทําใหพอแมมีชีวิตที่ยากลําบากมากขึ้น 137. สถานการณใดทําใหขุนแผนอัดอั้นตันใจมากที่สุด ระหวางที่เดินทางในปา 1) สารพัดขัดสนจนยาก แสนลําบากยอดยิ่งทุกสิ่งสม 2) พระทรงฤทธิ์จะคิดเคืองระคาย เห็นไมวายสงครามตามมารบ 3) อลักเอลื่อเหลือสมเพชเวทนา จะคลอดลูกหยูกยาไมหางาย 4) อนิจจาทุกขยากลําบากตัว เกลือกกลั้วปถพีธุลีลม


138. ขอใดเปนแรงจูงใจสําคัญที่ทําใหขุนแผนเขามอบตัวตอพระพิจิตร 1) รูวาเจาคุณเอ็นดูสัตว จึงดั้นดัดลัดดงตรงมาหา 2) เราก็เปนคนดีมีวิชา พี่คิดวาหาเปนกระไรไม 3) เมื่อจะเอาโทษทัณฑฉันใด ก็ตามใจดวยเรานี้เปนขา 4) วันทองทองแกนาสงสาร กลัวจะเกิดเหตุการณขึ้นกลางเถื่อน 139. ในเรื่องวารีดุริยางคใหแนวคิดที่เปนประโยชนอยางไร 1) การอยูตามลําพังยอมเกิดปญญา 2) การไดกลิ่นดอกไมปายอมมีความสุข 3) การไดอยูทามกลางธรรมชาติยอมเปนกําไร 4) การพักผอนระงับจิตใจยอมไดประโยชนอยางยิ่ง 140. วารีดุริยางคกลาวถึงมนุษยและธรรมชาติอยางไร 1) ความวาวุนในใจ-ความสงบสุข 2) ความเห็นแกตัว-ความสวยงาม 3) ความเครงเครียด-ความชุมชื่น 4) ความรื่นรมย-ความมั่นคงแข็งแรง 141. สภาพของ “ใจ” ในขอใดตางกับขออื่น 1) สงสารใจใจเจาเอยไมเคยนิ่ง วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว 2) และใจเจาจักเปนเชนสายนํ้า ใสเย็นฉํ่าชื่นแลวไหลแผวผาน 3) ทุกวิถีที่ใจไดเที่ยวทอง ลวนขึ้นลองอยูระหวางกลางปลายตน 4) ใจจึงหนายจึงเหนื่อยจึงเมื่อยลา วุนผวาวอนไหวไลตอน 142. “รูจักเพียงพอดีที่จะรับ ความเกิดดับธรรมดาอุทาหรณ พรอมรูสึกตามวิสัยไปทุกตอน เหมือนทุกกอนกรวดทรายยอมคลายกัน” ขอใดเปนแนวคิดสําคัญของบทประพันธขางตนนี้ 1) ความสุขเกิดจากความพอดี 2) ความสุขเกิดจากความดับสูญ 3) ความสุขเกิดจากความเขาใจชีวิต 4) ความสุขเกิดจากความเสมอภาค 143. แนวคิดจากวารีดุริยางคที่วา “รูจักเพียงพอดีที่จะรับ ความเกิดดับธรรมดาอุทาหรณ” ตรงกับขอใดในพรหมวิหาร 4 1) เมตตา 2) กรุณา 3) มุทิตา 4) อุเบกขา 144. ความที่วา “เกิดแลวกอลอแลวเรนเย็นแลวรอน” ผูเขียนใชกลวิธีการเขียนเสนอภาพพจนตางจากขอใด 1) จักรวาลวุนวายไรสําเนียง 2) อยูหางไกลแตก็ใกลในคุณธรรม 3) วนและวิ่งคืนและวันหวั่นและไหว 4) เสียงนํ้าซึ่งกระซิบสาดปราศจากเสียง ใหใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ 145-147 "มาซิอุปสรรค มาประจักษมาประจัน เติมเขมใหเต็มครัน ความเปนคนใหขนคน สองตีนจะติดดิน สองมือชินเสมอชน ฝนหาจะฝาหน โหมพลังเขาถั่งโถม" 145. ผูอานเกิดอารมณสะเทือนใจเชนไร 1) คึกคัก 2) บุกบั่น 3) มุมานะ 4) หาวหาญ


146. ผูเขียนมีศิลปะของการประพันธเปนการเลนคําในลักษณะใดเดนชัดที่สุด 1) เลนคําซํ้า 2) เลนเสียงและจังหวะคํา 3) เลนคํามีความหมายเหมือน 4) เลนซํ้าเสียงพยัญชนะแบบอัพภาส 147. ขอใดแสดงการเลนคําโดยสับเสียงสระและพยัญชนะ 1) เติมเข็มใหเต็มครัน 2) ความเปนคนใหขนคน 3) สองมือชินเสมอชน 4) ฝนหาจะฝาหน ขอ 148-150 ขอใดที่เมื่อนํามาเติมในชองวางที่เวนไวจะทําใหเห็นวาคําประพันธที่กําหนดใหมีลักษณะพิเศษ 148. “เมื่อไมรักอยารักอยารักฉัน ไมมีวันสักวัน.........หวั่นไหว เมื่อไมรักอยารักรักทําไม รักใหใจหมองใจใจระทม” 1) ที่ 2) จะ 3) ฉัน 4) วัน 149. “หวานที่ใหไยอาบฉาบยาพิษ พิษชําแรกแทรกฤทธิ์เกินรักษา สาแกใจที่พะวงหลงรักมา ..........รูวาพิษรายก็สายเกิน” 1) กวา 2) มา 3) เมื่อ 4) พอ 150. “ยามยากคนคนความมาหยามเยย เยยหยามเปรยเปรียบยํ้าคําทับถม ถมทับใหไหวหวามยามระทม ..........ขื่นขมจนตรมใจ” 1) รักระทม 2) ยามระทม 3) ระทมยาม 4) ตรมสะอื้น


เฉลย 1. 4) 2. 3) 3. 3) 4. 3) 5. 2) 6. 1) 7. 3) 8. 4) 9. 2) 10. 2) 11. 2) 12. 4) 13. 2) 14. 1) 15. 1) 16. 4) 17. 4) 18. 4) 19. 2) 20. 3) 21. 2) 22. 3) 23. 4) 24. 2) 25. 2) 26. 3) 27. 1) 28. 4) 29. 4) 30. 1) 31. 1) 32. 2) 33. 3) 34. 3) 35. 4) 36. 1) 37. 2) 38. 4) 39. 2) 40. 4) 41. 2) 42. 3) 43. 1) 44. 3) 45. 1) 46. 3) 47. 2) 48. 1) 49. 4) 50. 1) 51. 4) 52. 1) 53. 1) 54. 4) 55. 3) 56. 2) 57. 3) 58. 4) 59. 4) 60. 1) 61. 2) 62. 3) 63. 4) 64. 2) 65. 1) 66. 3) 67. 2) 68. 2) 69. 1) 70. 1) 71. 4) 72. 4) 73. 2) 74. 1) 75. 3) 76. 4) 77. 4) 78. 2) 79. 1) 80. 3) 81. 4) 82. 3) 83. 3) 84. 3) 85. 1) 86. 3) 87. 1) 88. 2) 89. 4) 90. 4) 91. 1) 92. 2) 93. 3) 94. 2) 95. 3) 96. 2) 97. 4) 98. 1) 99. 3) 100. 2) 101. 1) 102. 3) 103. 1) 104. 3) 105. 1) 106. 1) 107. 4) 108. 2) 109. 2) 110. 3) 111. 4) 112. 1) 113. 4) 114. 3) 115. 4) 116. 4) 117. 3) 118. 4) 119. 4) 120. 2) 121. 2) 122. 4) 123. 3) 124. 4) 125. 3) 126. 3) 127. 1) 128. 3) 129. 2) 130. 3) 131. 1) 132. 4) 133. 1) 134. 2) 135. 3) 136. 3) 137. 3) 138. 4) 139. 4) 140. 1) 141. 2) 142. 3) 143. 4) 144. 3) 145. 2) 146. 2) 147. 4) 148. 4) 149. 2) 150. 3) !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


Click to View FlipBook Version